พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ
พระพทุ ธองคต์ รสั ถามพวกนคิ รนถเ์ หลา่ นนั้ วา่ ทา่ นทราบหรอื วา่
พวกทา่ นเคยเกดิ มากอ่ น ? ทา่ นไดท้ ำ�กรรมไวใ้ นกาลกอ่ น ? เคยทำ�กรรม
อย่างนี้ๆ มาก่อน ? ท่านทราบหรือว่าสลัดทุกข์ได้เท่านี้แล้ว ยังมีทุกข์
อกี เทา่ นท้ี จี่ ะตอ้ งสลดั เมอ่ื ทกุ ขเ์ ทา่ น ี้ ทา่ นสลดั ไดแ้ ลว้ เปน็ อนั สลดั ทกุ ข์
ไดห้ มดสน้ิ ? พวกทา่ นทราบการละอกศุ ลและการบำ�เพญ็ กศุ ลในปจั จบุ นั
หรอื ?
คำ�ถามเหล่านี้ พวกนคิ รนถต์ อบว่า ไมท่ ราบท้งั สนิ้
พระศาสดาจึงตรัสว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ คนท่ีจะบวชในสำ�นักของ
พวกท่าน ก็มีแต่คนที่มมี ารยาททราม มมี ือเป้ือนโลหติ ทำ�กรรมช่ัวช้า
พวกนิครนถ์โต้ตอบว่า บุคคลมิใช่จะประสบความสุขได้ด้วย
ความสขุ แตจ่ ะประสบความสขุ ไดด้ ว้ ยความทกุ ข ์ ถา้ หากบคุ คลประสบ
100 ความสุขได้ด้วยความสุขแล้ว พระเจ้าพิมพิสารจอมทัพแห่งแคว้นมคธ
ก็จะพึงมีความสุขมากกว่าพระสมณโคดม เพราะโดยปกติ พระเจ้า
พิมพิสารมีชวี ิตอย่เู ปน็ สขุ กวา่ พระสมณโคดม
พระศาสดาตรสั ถามเปน็ เชงิ เปรยี บเทยี บวา่ พระเจา้ พมิ พสิ ารจะ
ทรงสามารถอยอู่ ยา่ งไมไ่ หวพระกาย ไมไ่ หวพระวาจา (คอื ไมต่ รสั อะไร
เลย) เสวยสุขอย่างเดียว อยู่ตลอด ๗ วัน ๖ วัน จนถึงเพียงวันหนึ่ง
คืนหนึ่งได้หรือไม ่ พวกนคิ รนถ์ทลู ตอบว่าไมไ่ ด้
พระพุทธองค์ตรัสว่า พระองค์เองสามารถไม่ทรงไหวพระกาย
พระวาจา เสวยความสุขอยู่อย่างเดียวตลอดเวลา ๗ วันได้ เม่ือเป็น
เช่นน้ี ระหว่างพระองค์กับพระเจ้าพิมพิสาร ใครจะอยู่เป็นสุขกว่ากัน
พวกนิครนถ์ทูลรับว่า พระพุทธองค์ทรงอยู่เป็นสุขกว่าอย่างแน่นอน
เมื่อพระศาสดาตรัสเล่าเรื่องนี้จบลงแล้ว ท้าวมหานามทรงช่ืนชมยินดี
กับพระภาษิตของพระผมู้ พี ระภาค
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
เรื่องน้ีแสดงโทษของความเพียรที่มากเกินไป และทำ�ไปโดยไร้
ปญั ญา เปน็ การทำ�ตนใหล้ ำ�บากเปลา่ (อตั ตกลิ มถานโุ ยค) เปน็ ทกุ ขเ์ ปลา่
ไม่มีประโยชน์ ไม่ประเสริฐ เช่น ความเพียรในการยืนอย่างเดียวของ
พวกนิครนถ์ในเรอื่ งนี้
พระพุทธศาสนาสอนเร่ืองปัญญา อันเป็นคุณธรรมหลัก คือให้
ทำ�อะไรๆ ดว้ ยปญั ญา มใิ ชด่ ว้ ยความเขลา หรอื สกั แตว่ า่ เคยทำ�สบื ๆ กนั
มาแต่โบราณ การเข้มงวดกับชีวิตเกินไป ก็เป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ เป็น
กองทกุ ข์ใหญอ่ ย่างหนงึ่ เหมือนกัน
ในเรื่องก่อน (มหาทุกขักขันธสูตร) พระพุทธองค์ทรงเน้นเร่ือง
ความมวั เมาในกาม วา่ เปน็ กองทกุ ขใ์ หญ ่ ในเรอ่ื งนต้ี รสั เรอ่ื งกาม (อนั เปน็
ทางหย่อนเกินไป) และเรื่องอัตตกิลมภานุโยคอันเป็นทางตึงเกินไปว่า
เป็นกองทกุ ขแ์ ละบอ่ เกิดแหง่ ทุกข์ ผลได้ไมค่ ุม้ กนั 101
ควรพิจารณาเนอื งๆ ว่า
ผทู้ ำ�กรรมอยา่ งใด ย่อมได้รับผลอย่างนน้ั
เมอ่ื เขาทำ�ชว่ั ผลชว่ั ย่อมตกถึงเขาเอง
เราจะไปจัดการแทนกฎแหง่ กรรมไดอ้ ยา่ งไร
เราไม่มหี น้าทเี่ ช่นนน้ั แลว้ วางเฉยเสีย
พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ
๑๓
ทรงโตต้ อบเวรัญชพราหมณ์ ๘ ข้อหา
(วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๑ ขอ้ ๑)
102 สมยั นน้ั พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ประทบั อยทู่ โ่ี คนตน้ สะเดาของนเฬร-ุ
ยักษ์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ เวรัญชพราหมณ์
ไดส้ ดบั ขา่ ว จงึ ไปเฝา้ ทลู วา่ เขาไดย้ นิ มาวา่ พระสมณโคดมไมไ่ หว ้ ไมล่ กุ
รับผใู้ ด เพราะเหตุไรจงึ เป็นเช่นนนั้ ไมเ่ ป็นการสมควรมใิ ช่หรอื ?
พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ตรสั วา่ หากพระองคไ์ หวห้ รอื ลกุ รบั หรอื แสดง
ความเคารพตอ่ ผู้ใด ศรี ษะของผนู้ นั้ จะต้องแตก
๑. เวรญั ชพราหมณ ์ : พระสมณโคดมเปน็ ผไู้ มม่ รี ปู ไมม่ รี ส (คอื
ไมน่ า่ ยนิ ด)ี พระผมู้ พี ระภาคตรสั วา่ ขอ้ ทท่ี า่ นกลา่ วนน้ั ถกู เหมอื นกนั แต่
หมายความว่า รส คือ รูป เสียง กล่ิน รส โผฏฐัพพะ อันเราละได้
แลว้
๒. เวรัญชพราหมณ์ : พระสมณโคดมเป็นผู้ไม่มีโภคะ พระผู้มี
พระภาคตรสั วา่ ขอ้ ทท่ี า่ นกลา่ วนน้ั เปน็ ความจรงิ แตต่ ถาคตหมายความ
ว่า โภคะ คือ รปู เสยี ง เป็นตน้ อันเราละได้แล้ว
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
๓. เวรญั ชพราหมณ ์ : พระสมณโคดมเปน็ อกริ ยิ วาทะ (กลา่ วการ
ไม่ทำ�) พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ข้อท่ีท่านกล่าวนั้นเป็นความจริง แต่
เราหมายความว่า เขากล่าวการไม่ทำ�กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
และไม่ทำ�บาปอกศุ ลตา่ งๆ
๔. เวรัญชพราหมณ์ : พระสมณโคดมเป็นอุจเฉทวาทะ (กล่าว
ความขาดสญู ) พระผมู้ พี ระภาคตรสั วา่ ขอ้ ทท่ี า่ นกลา่ วนน้ั ถกู เหมอื นกนั
แต่เราหมายความว่า เรากล่าวความขาดสูญแห่งราคะ โทสะ โมหะ
และความขาดสญู แห่งบาปอกุศลต่างๆ
๕. เวรญั ชพราหมณ ์ : พระสมณโคดมเปน็ ผมู้ กั รงั เกยี จ (เชคจุ ฉ)ี
พระผมู้ พี ระภาคตรสั วา่ ขอ้ ทท่ี า่ นกลา่ วนนั้ ถกู เหมอื นกนั แตเ่ ราหมาย
ความวา่ เราเปน็ ผรู้ งั เกยี จกายทจุ รติ วจที จุ รติ มโนทจุ รติ และบาปอกศุ ล
ต่างๆ 103
๖. เวรญั ชพราหมณ ์ : พระสมณโคดมเปน็ ผชู้ า่ งกำ�จดั (เวนยโิ ก)
พระผมู้ พี ระภาคตรสั วา่ ขอ้ ทที่ า่ นกลา่ วนน้ั ถกู เหมอื นกนั แตเ่ ราหมาย
ความวา่ เราแสดงธรรมเพอ่ื กำ�จดั ราคะ โทสะ โมหะ และเพอ่ื กำ�จดั บาป
อกศุ ลต่างๆ
๗. เวรัญชพราหมณ์ : พระสมณโคดมเป็นผู้เผาผลาญ (ตปัสสี)
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ข้อท่ีท่านกล่าวน้ันถูกเหมือนกัน แต่เรา
หมายความวา่ เรากลา่ วการเผาผลาญบาปอกศุ ลและทจุ ริตต่างๆ
๘. เวรญั ชพราหมณ ์ : พระสมณโคดมเปน็ ผไู้ มผ่ ดุ ไมเ่ กดิ (อปคพั โภ)
พระผมู้ พี ระภาคตรสั วา่ ขอ้ ทท่ี า่ นกลา่ วนนั้ ถกู เหมอื นกนั แตเ่ ราหมาย
ความว่า การนอนในครรภ์ การเกิดใหม่เราได้ละเสียแล้ว เราไม่มีการ
เกิดใหมอ่ กี ต่อไป
พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ
ตอ่ จากนนั้ พระผมู้ พี ระภาคทรงอปุ มาใหพ้ ราหมณฟ์ งั วา่ พระองค์
เปน็ เหมอื นลกู ไกต่ วั แรกของโลก ทเี่ จาะกระเปาะฟองไข ่ (คอื อวชิ ชา)
ออกมา แล้วทรงเล่าประวัติของพระองค์ว่าได้ตรัสรู้มาอย่างไร จน
เวรัญชพราหมณเ์ ลือ่ มใส แสดงตนเป็นอุบาสก นบั ถือพระพุทธศาสนา
ตามเรอ่ื งน ้ี แสดงใหเ้ หน็ วา่ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ทรงเปลย่ี นสง่ิ รา้ ย
ใหก้ ลายเปน็ ด ี เหมอื นเปลย่ี นขยะมลู ฝอยใหเ้ ปน็ ปยุ๋ เปลย่ี นมะนาวเปรย้ี ว
ให้หวาน เปลี่ยนลูกศร หอกดาบ ให้เป็นดอกไม้ ธูป เทียน หรือพวง
มาลัย
พวกเราผู้เป็นพุทธสาวก ควรดำ�เนินตามพุทธจริยาเรื่องน้ี ก็จะ
เป็นผู้ชนะโลก เป็นยอดนักรบในสงคราม (ส เว สงฺคามชุตฺตโม)
ก่อนอื่นเราต้องรบกับตัวเองก่อน เอาชนะตัวเองได้แล้ว การชนะผู้อ่ืน
104 นั้น ไม่ยาก ถ้าเราคิดแต่จะเอาชนะผู้อื่น แต่แพ้ตัวเองอยู่เร่ือย จะไป
ชนะใครได้
ในการสนทนากับผู้อ่ืน ถ้าท่านต้องการจะจูงใจเขาให้มาศรัทธา
ในตัวท่าน ทำ�ไมท่านไม่ใช้วิธีการของพระพุทธเจ้าท่ีทรงใช้กับเวรัญช-
พราหมณ์ คือยอมรับว่าท่ีเขาพูดน้ันจริงเหมือนกัน ถูกเหมือนกัน ถ้า
ทา่ นไมเ่ หน็ ดว้ ยกบั เขา ทา่ นกใ็ หค้ วามหมายเสยี ใหม ่ อยา่ งทพ่ี ระพทุ ธเจา้
ตรัสกบั เวรัญชพราหมณ์ไดผ้ ลมาแลว้
เมื่อปี ๔๖๓ - ๓๙๙ ก่อน ค.ศ. มีนักปราชญ์ชาวกรีกคนสำ�คัญ
คนหนง่ึ เกดิ ขน้ึ ในกรงุ เอเธนส ์ ทา่ นไดร้ บั ยกยอ่ งวา่ มศี ลิ ปะในการสนทนา
จงู ใจผอู้ นื่ อยา่ งยอดเยยี่ ม ยากทจ่ี ะหาผเู้ สมอเหมอื นได ้ ทา่ นมกั พดู เสมอ
วา่ “สง่ิ เดยี วทข่ี า้ พเจา้ ร ู้ คอื ขา้ พเจา้ ไมร่ อู้ ะไร” (The onlything I know
is that I know nothing.) ท่านจะเริ่มต้นสนทนาด้วยการตั้งคำ�ถาม
เช่นว่า ความยุติธรรมคืออะไร ? เม่ือผู้อื่นตอบแล้ว ท่านยังไมพ่ อใจใน
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
คำ�ตอบของเขา และเมอ่ื ถกู ยอ้ นถามวา่ โสกราตสี เหน็ อยา่ งไร ท่านจะ
ตอบว่า ท่านไม่รู้อะไรตามท่ีกล่าวแล้ว จึงต้องแสวงหาความรู้ต่อไป
วิธีการของท่านได้รับเกียรติทางปรัชญาว่า “วิธีการของโสกราตีส”
(Socratic method) ทา่ นเปน็ ปรมาจารย์ทางปรัชญา เกิดภายหลัง
พระพทุ ธเจ้าปรนิ พิ พานเพียง ๗๕ - ๘๐ ปี เทา่ น้ัน
ถา้ โสกราตสี ไดพ้ บพระพทุ ธเจา้ ทา่ นนา่ จะไดอ้ ะไรๆ จากพระพทุ ธ-
เจา้ มากทเี ดยี ว
105
เม่อื สตั บุรุษให้สิ่งที่ให้ไดย้ าก
ทำ�ส่งิ ที่ทำ�ไดย้ ากอย่ ู
อสัตบุรษุ (คนไม่ด)ี ทำ�ตามไม่ได ้
เพราะธรรมของสตั บุรุษ ทำ�ตามไดย้ าก
(พระพทุ ธพจน์)
พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ
๑๔
ทรงโต้ตอบเทวดา
เรือ่ ง ฆ่าอะไรได้ จึงอยเู่ ป็นสุข
เทวดาตนหนงึ่ ทลู ถามว่า
“ฆ่าอะไรเสียได้จึงอยู่เป็นสุข ฆ่าอะไรเสียได้จึงไม่เศร้าโศก
พระองคท์ รงพอพระทยั การฆ่าอะไรวา่ เปน็ ธรรมอนั เอก”
106 พระผ้มู ีพระภาคเจา้ ตรสั ตอบว่า
“ฆ่าความโกรธเสียได้อยู่เป็นสุข ฆ่าความโกรธเสียได้ไม่ต้อง
เศร้าโศก พระอริยเจ้าท้ังหลาย สรรเสริญการฆ่าความโกรธ ซึ่งมี
รากเปน็ พษิ มยี อดหวาน บคุ คลฆา่ ความโกรธไดแ้ ลว้ ยอ่ มไมเ่ ศรา้ โศก”
(พระไตรปฎิ ก เล่ม ๑๕ ขอ้ ๑๙๘ - ๑๙๙)
เร่ืองความโกรธ โทษของความโกรธ วิธีละความโกรธและคุณ
ของการละความโกรธ ไดพ้ รรณนาไวม้ ากแลว้ ในทอ่ี น่ื เชน่ ในสาระสำ�คญั
แหง่ วสิ ทุ ธมิ รรค ตอนวา่ ดว้ ยเรอ่ื งเมตตา ในพรหมวหิ ารนเิ ทศ และในทาง
แหง่ ความดเี ลม่ ๓ ตอนทว่ี า่ ดว้ ย ‘โกธวรรควรรณนา’ (วรรคทว่ี า่ ดว้ ย
ความโกรธ)
ในทนี่ ี้ ขออธบิ ายขอ้ ทว่ี า่ “พระอรยิ เจา้ ทงั้ หลาย สรรเสรญิ การ
ฆ่าความโกรธ ซงึ่ มรี ากเปน็ พษิ มียอดหวาน”
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
พระอริยเจ้าคือใคร ? คือท่านผู้บรรลุโลกุตตรธรรมแล้ว ตั้งแต่
พระโสดาบนั ขนึ้ ไปถงึ พระอรหนั ต ์ จะเปน็ บรรพชติ (ผบู้ วช) กต็ าม เปน็
ฆราวาส (ผู้ครองเรือน) ก็ตาม ไม่ว่าจะเกิดในตระกูลใด วรรณะใด
เช้ือชาติใด เม่ือบรรลุโลกุตตรธรรมแล้ว นับเป็นพระอริยเจ้าเสมอกัน
หมด เปรยี บเหมอื นนาํ้ ไหลจากทต่ี า่ งๆ เมอื่ ลงสมู่ หาสมทุ รแลว้ กเ็ รยี ก
ว่านาํ้ ทะเลเหมือนกนั หมด
ปัญหาต่อไปมีว่า โลกุตตรธรรมคืออะไร ? จะบรรลุได้อย่างไร ?
โลกตุ ตรธรรม แปลตามตวั วา่ ธรรมเหนอื โลก กลา่ วคอื พน้ จากโลกยี -
วสิ ยั อยา่ งนอ้ ยทส่ี ดุ กก็ า้ วเขา้ สทู่ างนน้ั แลว้ แมจ้ ะยงั ดำ�เนนิ ไปไมส่ ดุ สาย
กต็ าม เชน่ พระโสดาบนั ผบู้ รรลโุ ลกตุ ตรธรรมในระดบั โสดาปตั ตผิ ลแลว้
เขา้ สกู่ ระแสแหง่ โลกตุ ตรธรรมแลว้ กลา่ วโดยชอ่ื กค็ อื มรรค ๔ ผล ๔
นพิ พาน ๑ เปน็ โลกตุ ตรธรรม ๙ มรรค ๔ คอื โสดาปตั ตมิ รรค สกทา- 107
คามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค ผล ๔ ก็เหมือนกัน
เปลี่ยนแต่คำ�ว่า มรรคเป็นผลเท่าน้นั
จะบรรลุได้อย่างไร ? บรรลุได้โดยวิธีดำ�เนินชีวิตตามอริยมรรค
มีองค์ ๘ มีความเห็นชอบเป็นต้น ซึ่งย่อลงเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา
ดำ�เนนิ ชวี ติ ตามหลกั ศลี สมาธ ิ ปญั ญา นน่ั เอง ยอ่ มนำ�ไปสโู่ ลกตุ ตรภมู ิ
ได้ เม่ือก้าวเข้าสู่โลกุตตรภูมิ แม้ในระดับแรกคือโสดาบัน ท่านก็แปร
สภาพจากปุถชุ นเป็นพระอรยิ เจ้า
โลกุตตรธรรมน้ันเป็นส่ิงท่ีควรต้องการ ท้ังในชีวิตอย่างบรรพชิต
และชวี ิตอยา่ งฆราวาส พระพทุ ธเจ้าทรงมีพระประสงคเ์ ชน่ น้นั เพื่อให้
พุทธบริษัท ท้ังบรรพชิตและคฤหัสถ์มีชีวิตท่ีเบาสบายข้ึน ไม่ตกเป็น
ทาสของกิเลสเกินไปหรือตลอดเวลา อนึ่ง การแก้ปัญหาโลกนั้น ต้อง
แกด้ ว้ ยธรรม เหมอื นเราจะแกค้ วามวนุ่ วายดว้ ยความสงบ แกค้ วามรอ้ น
พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ
ดว้ ยความเยน็ แก้ความมดื ดว้ ยความสว่าง
โลกวุ่นวายอยู่เสมอ ใจที่เกาะเก่ียวอยู่กับโลกก็เป็นใจที่วุ่นวาย
เพราะใจของคนในโลกวนุ่ วายนนั่ แหละ จงึ ทำ�ใหโ้ ลกวนุ่ วายไรค้ วามสงบ
ไม่มีสันติภาพอันถาวรเลย ถ้าดำ�เนินตามวิธีของโลกแล้ว สันติภาพ
ถาวร (lasting peace) กเ็ ปน็ แตเ่ พยี งความฝนั เทา่ นน้ั เปน็ จรงิ ขน้ึ ในโลก
ไมไ่ ด ้ อยา่ วา่ แตจ่ ะถาวร เปน็ เดอื น เปน็ ป ี หรอื เปน็ สบิ ปเี ลย แมเ้ พยี ง
วนั เดยี วกห็ าไมไ่ ด ้ รายงานของหนงั สอื พมิ พท์ ง้ั ในประเทศและตา่ งประเทศ
บอกเราว่า ไม่มีสักวันเดียวท่ีโลกน้ีปราศจากปัญหา เร่ืองร้ายเกิดขึ้น
ใหห้ นงั สอื พมิ พ ์ วทิ ย ุ และโทรทศั นร์ ายงานไดท้ กุ วนั ตราบใดทใ่ี จของคน
ยงั วนุ่ วาย เปน็ ทาสของกเิ ลสอย ู่ ชนดิ ทค่ี วบคมุ มนั ไมไ่ ดอ้ ย ู่ ตราบนน้ั โลก
ก็คงต้องวุ่นวายอยู่ต่อไป แม้ในโลกแคบๆ ซ่ึงมีคนอยู่เพียง ๔ - ๕ คน
108 หรอื ๖ - ๗ คน เชน่ ในครอบครวั หรอื ในทที่ ำ�งานทวั่ ๆ ไปกย็ งั หาความ
สงบสขุ ไมไ่ ด ้ ยงั วนุ่ วายอยดู่ ว้ ยโลภ โกรธ หลง รษิ ยา พยาบาท ใสร่ า้ ย
ป้ายสีกันอยู่ ไม่เว้นแต่ละวัน เม่ือเป็นเช่นน้ี ในโลกกว้างขวางซ่ึงมี
มนุษย์อยู่เป็นอันมาก จะเป็นเช่นไร ในหมู่สัตว์ดิรัจฉานอีกเล่า มีการ
เบียดเบียนลา้ งผลาญกันเพียงไร
โลกเร่าร้อนอยู่เสมอ เร่าร้อนด้วยเพลิงคือกิเลสบ้าง เพลิงคือ
ทกุ ขบ์ า้ ง เพลงิ กเิ ลสคอื ราคะบา้ ง โทสะบา้ ง โมหะบา้ ง หรอื กลา่ วอกี
นยั หนงึ่ คอื โลภ โกรธ หลง นน่ั เอง ซง่ึ เปน็ อกศุ ลมลู เปน็ รากเหงา้ ของ
อกุศลซึ่งจะมีผลเป็นทุกข์ต่อไป ส่วนเพลิงทุกข์น้ัน หมายเอา เกิด แก่
เจบ็ ตาย อนั เปน็ ของทวั่ ไปแกส่ ตั วโ์ ลกทง้ั หลาย แมม้ นษุ ยจ์ ะกา้ วหนา้
ไปในทางวชิ าการดา้ นตา่ งๆ มากมายแลว้ แตม่ นษุ ยก์ ย็ งั เอาชนะความ
แก ่ ความเจบ็ และความตายไม่ได้
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
งานค้นคว้าทางประเทศสวีเดน เปิดเผยว่า “นักวิทยาศาสตร์ได้
ค้นพบโดยบังเอิญซึ่งสารชนิดหน่ึงซ่ึงสามารถหยุดย้ังความแก่ หรือทำ�
คนแก ่ เชน่ หนงั เหยี่ วยน่ ใหก้ ลบั เตง่ ตงึ อยา่ งหนมุ่ สาวได ้ แตย่ งั ไมก่ ลา้
ยืนยันหรือเปิดเผยออกมาอย่างแน่นอน เพราะยังไม่ม่ันใจนัก”๒๗
ขอ้ ความเปน็ ทำ�นองน ้ี อาจไมต่ รงทกุ ตวั อกั ษร คอยดกู นั ตอ่ ไปวา่ มนษุ ย์
จะสามารถเอาชนะความแก่ได้หรือไม่ ถ้าสมมติว่าสามารถเอาชนะได้
จะไม่มีปัญหาอะไรตามมาอีก เพราะคนไมร่ ู้จักแก่
แตพ่ ระอรยิ เจา้ ทง้ั หลาย สามารถเอาชนะความแก ่ เจบ็ ตาย ได้
แลว้ โดยการทไี่ มต่ อ้ งเกดิ มา พน้ จากสงั สารวฏั คอื การเวยี นวา่ ยตาย
เกดิ
เพลิงโทสะและพยาบาท รวมทั้งความโลภ ความหลงนั้นได้
ชักจูงมนุษย์ให้ประหัตประหารหํ้าห่ันกันมาตลอด ประวัติศาสตร์แห่ง 109
มนษุ ยชาติโลกไม่เคยวา่ งเวน้ จากกจิ กรรมอนั ทารณุ โหดรา้ ยเหล่าน้ีเลย
นกั ฆา่ มนษุ ยใ์ นประวตั ศิ าสตรม์ อี ยเู่ ปน็ จำ�นวนมาก เขาอาจอยใู่ น
รปู ของนกั การเมอื ง นกั ปกครอง เขาปกครองคนเปน็ จำ�นวน ๑๐ ลา้ น
๑๐๐ ล้าน แต่ใจของเขาเองถูกปกครองโดยโทสะ พยาบาท และ
ความหลงผิด จึงสามารถฆ่ามนุษย์ด้วยตนเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นฆ่าบ้าง
นำ�กนั ไปเปน็ พวกๆ แลว้ ฆา่ กันบา้ ง
กรณีของนักฆ่ามนุษย์คนใหม่ในประวัติศาสตร์ เพ่ิงล่วงมาเร็วๆ
น้ีเอง คือประธานาธิบดี อีดี อามิน แห่งประเทศอูกันดา ตลอดเวลา
๙ ป ี (๒๕๑๖ - ๒๕๒๒) ทเ่ี ขาครองอำ�นาจอยนู่ น้ั ประมาณกนั วา่ อามนิ
ฆ่าคนเสียถึงประมาณสามแสนคน ชาวอูกันดาอยู่กันอย่างประหวั่น
๒๗ สรปุ ขา่ วโทรทศั น ์ ททบ.๕ วนั เสารท์ ่ี ๒๓ พ.ค. ๒๕๓๙ เวลา ๐๘.๐๐ - ๐๙.๐๐ น.
พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ
พรั่นพรึง เป็นยุคทมิฬของอูกันดาอย่างแท้จริง เมื่อมีคนถูกฆ่ามาก
ถงึ เพียงน้ ี ลองคิดดูเถิดวา่ ประชาชนจะเดอื ดรอ้ นปานใด เพราะทกุ คน
มีญาติ มีพ่อแม่ พ่ีน้อง และลูกเมีย เขาเหล่านั้นมีจำ�นวนเท่าใด ท่ีจะ
ตอ้ งพลอยเดอื ดรอ้ นกบั ผทู้ ีถ่ ูกฆ่า
ถา้ นกั ฆา่ มนษุ ยเ์ หลา่ น้ ี คิดฆา่ ความโกรธ เกลยี ด พยาบาท และ
ความโลภ ความหลงของตนให้น้อยลงแล้ว ตนเองจะสงบสุข ผู้อื่น
ก็จะสงบสุขด้วยสักเพียงใด พระอริยเจ้าท้ังหลาย จึงสรรเสริญการ
ฆ่าความโกรธ ซึง่ มรี ากเปน็ พษิ มียอดหวาน
ทว่ี า่ มรี ากเปน็ พษิ มยี อดหวาน นน้ั อธบิ ายวา่ ความโกรธมรี าก
มาจากความหลง (โมหะ) ความไมพ่ อใจ (อรต)ิ ความหงดุ หงดิ รำ�คาญ
(ปฏิฆะ) สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพิษแก่จิตใจทั้งส้ิน แม้ตัวความโกรธเองก็
110 เปน็ พษิ แกร่ า่ งกายและจติ ใจของผโู้ กรธอยา่ งมาก ทำ�ใหโ้ รคหวั ใจกำ�เรบิ
ทำ�ให้ประสาทตึงเครียด กระเพาะและลำ�ไส้ผิดปกติ จิตใจเร่าร้อน
กระวนกระวาย อยากทำ�ลายของ ทำ�รา้ ยคน เมอื่ ไดท้ ำ�ลายหรอื ทำ�รา้ ย
แล้ว ความโกรธจะสงบลง เพราะได้ระบายความร้อนภายในออกแล้ว
สบายใจขน้ึ เหมอื นนา้ํ เดอื ดทม่ี ที างระบาย อาการอยา่ งนแ้ี หละเรยี กวา่
มียอดหวาน (มธุรัคคะ) แต่ในที่สุดก็นำ�ไปสู่ทุกข์อีก และเป็นทุกข์ท่ี
ยงิ่ ใหญ ่ เหมอื นคนดมื่ นา้ํ หวานทผี่ สมยาพษิ ทแี รกหวาน แตพ่ อยาพษิ
ออกฤทธเ์ิ ทา่ นน้ั กไ็ ดเ้ หน็ โทษของยาพษิ วา่ มอี ยา่ งไร ตอ้ งเศรา้ โศกเสยี ใจ
ไปตลอดชวี ติ กม็ ี การทำ�อะไรลงไปเพราะความโกรธนน้ั เปน็ การทำ�ลาย
ตนเอง ทำ�ลายผู้อ่ืน มีความทุกข์ ความโศกเป็นผล เพราะฉะน้ัน
พระพุทธองคจ์ ึงตรสั ว่า บคุ คลฆา่ ความโกรธไดแ้ ลว้ ย่อมไมเ่ ศรา้ โศก
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
อุบายสำ�หรับลดละความโกรธ กล่าวโดยย่อดังน ี้ :-
๑. พิจารณาให้เห็นโทษของความโกรธทั้งท่มี ีต่อตนเองและผู้อนื่
เช่น ความโกรธทำ�ลายคณุ ธรรมตา่ งๆ ที่เคยสง่ั สมอบรมมา เป็นต้น
๒. พิจารณาให้เห็นคุณของขันติ (ความอดทน) และเมตตา
ปรารถนาดีต่อผู้อ่ืนและสัตว์อื่น และคุณของการให้อภัย ว่าเป็นคุณที่
ย่ิงใหญ่ ผู้มีคุณธรรมเช่นน้ี ย่อมบรรลุถึงความย่ิงใหญ่ (มหัตตา)
ผู้ยิ่งใหญ่อันเป็นที่เคารพบูชาของคนทั้งหลาย ได้อาศัยคุณธรรมเช่นนี้
มาแล้ว
๓. เมอ่ื ความโกรธเกดิ ขน้ึ จงรบี ใชข้ นั ตแิ ละเมตตา ใชข้ นั ตอิ ดกลน้ั
ไว้ก่อน แล้วใช้นํ้าคือเมตตารดบ่อยๆ รดท่ีใจ ซึ่งเร่าร้อนอยู่ด้วยความ
โกรธ ใจจะเยน็ ลง
๔. มองแงด่ ขี องเขาบอ่ ยๆ ระลกึ ถงึ ความดขี องเขาเสมอๆ เพราะ 111
คนเราย่อมมีทั้งส่วนที่ดีและส่วนที่ไม่ดี หรืออย่างน้อยก็มีทั้งส่วนที่
เราพอใจและไม่พอใจ กลา่ วคอื สว่ นใดทเ่ี ราพอใจ เรากว็ ่าด ี ส่วนทเี่ รา
ไม่พอใจ เราก็ว่าไม่ดี ท่ีจริงเขาอาจดีก็ได้ คนอ่ืนอาจพอใจส่วนที่เรา
ไม่พอใจก็ได้ มนุษย์เรามักตัดสินโลก ตามความพอใจหรือไม่พอใจ
ของตน ถ้าเรามองคนในแง่ดีไว้บ้าง ก็จะช่วยป้องกันความโกรธที่
ยังไม่เกิดและช่วยระงบั ความโกรธท่เี กิดขึ้นแลว้
ท่านอาจารยพ์ ทุ ธทาสภกิ ขุ ได้กล่าวเปน็ กลอนเตือนไวว้ ่า
“เขามสี ่วนเลวบ้างช่างหวั เขา
จงเลือกเอาส่วนดีเขามอี ยู่
เป็นประโยชน์แก่โลกบา้ งยังนา่ ดู
สว่ นทช่ี ่วั อย่าไปรูข้ องเขาเลย”
พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ
“จะหาไดค้ นมีดีเพียงส่วนเดียว
อย่ามวั เที่ยวค้นหาสหายเอย๋
เหมอื นเท่ียวหาหนวดเต่าตายเปลา่ เลย
ฝกึ ให้เคยมองให้ดมี ีคุณจรงิ ”
๕. พจิ ารณาตนเอง ตเิ ตยี นตนเองเสยี บา้ งทเ่ี ปน็ คนขโ้ี กรธ อะไร
นิดอะไรหน่อยก็โกรธ ไม่รู้จักละอายตนเอง เปรียบเหมือนคนขี้โรค
มวั โทษนน่ั โทษน ่ี มองแตส่ ง่ิ อน่ื ไมห่ นั มามองสขุ ภาพทท่ี รดุ โทรม รา่ งกาย
ที่อ่อนแอของตน เมื่อปรับปรุงตนเองให้ดีแล้ว อะไรๆ อาจจะดีข้ึน
เกนิ คาดกไ็ ด้ พระพทุ ธองคท์ รงสอนว่า
จงเตือนตนเอง พจิ ารณาตนเอง
112 เขาผู้มีสติคมุ้ ครองตนได้แลว้ ยอ่ มอยู่เป็นสขุ ”
๖. พิจารณาถึงกฎแห่งกรรมอยู่เนืองๆ ว่าเราและสัตว์ทั้งหลาย
มกี รรมเปน็ ของๆ ตน ผทู้ ำ�กรรมอยา่ งใด ยอ่ มไดร้ บั ผลอยา่ งนน้ั เมอ่ื เขา
ทำ�ชว่ั ผลชว่ั ยอ่ มตกถงึ เขาเอง เราจะไปจดั การแทนกฎแหง่ กรรมได้
อยา่ งไร เราไมม่ หี นา้ ทเ่ี ชน่ นน้ั แลว้ วางเฉยเสยี ปลอ่ ยใหก้ ฎแหง่ กรรม
หรือคนอื่นท่ีเขามีหน้าท่ีจัดการกันไป ถ้าพอช่วยได้ก็ช่วยไป ถ้า
ช่วยไม่ได้ก็แล้วไป รู้จักปล่อยวางอารมณ์ ปล่อยวางเหตุการณ์ อย่า
แบกโลก หรอื ถอื เป็นธรุ ะของเราเสียหมด
๗. ระลึกถึงพระจริยาของพระพุทธเจ้าบ่อยๆ ท่ีทรงเสียสละ
ไม่ทรงโกรธผู้คิดร้ายทำ�ร้ายพระองค์ แต่ทรงใช้พระขันติ พระเมตตา
อย่เู นอื งนติ ย ์ เราเลา่ เป็นอะไรนกั หนา จึงจะมใี ครล่วงเกินไม่ได้
๘. ขอให้คิดว่าผู้ท่ีโกรธเราน้ัน เขามีความทุกข์ เพราะไฟคือ
ความโกรธเผาลนมากอยู่แล้ว อย่าต้องไปโกรธตอบ ซา้ํ เติมเขาอีกเลย
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
๙. คดิ วา่ คนเราดกี นั ไว ้ เกอ้ื กลู กนั ไว ้ ดกี วา่ เกลยี ดกนั โกรธกนั
เราอาจจะเก้ือกูลกันมาหลายชาติแล้วก็ได้ บางชาติอาจเป็นศัตรูกัน
บางชาตเิ ปน็ มติ รกนั เชน่ เรอ่ื งภกิ ษรุ ปู หนง่ึ ไดอ้ บุ าสกิ าคนหนง่ึ อปุ การะ
ท่านบำ�เพ็ญสมณธรรม จนได้บรรลุอรหัตตผล ท้ังสองท่านระลึกชาติ
ได ้ จำ�ไดว้ า่ ชาตหิ นง่ึ อบุ าสกิ าเคยชว่ ยชวี ติ ของทา่ นไว ้ อกี ชาตหิ นง่ึ เปน็
ภรรยาของทา่ นและฆ่าทา่ นตาย เป็นมารดาและบตุ รกันก็เคย
แมใ้ นชาตเิ ดยี วกนั น ้ี บางชว่ งของชวี ติ เรา กเ็ ปน็ มติ รกนั รกั ใครก่ นั
รว่ มสขุ รว่ มทกุ ขก์ นั บางรายถงึ กบั รสู้ กึ วา่ จะจากกนั ไมไ่ ด ้ ถา้ อกี ฝา่ ยหนงึ่
จะต้องล้มตายไป เขาจะมีชีวิตอยู่อย่างไร แต่พออีกช่วงหน่ึงของชีวิต
กลายเปน็ ศตั รกู นั จนมองหนา้ กนั ไมไ่ ด ้ ถงึ กบั ทำ�ลายชวี ติ กนั กม็ ี เมอื่ ยงั
ไม่บรรลุธรรม สังสารวัฏน้ีช่างสับสนปนเป เหมือนกองหญ้าแห้งที่
สมุ กันอยู่เป็นภูเขา ตน้ และปลายสบั สนปนเปกนั จนยากที่จะสางหรอื 113
จดั ระเบียบได ้ โปรดจำ�ไวว้ า่ ดกี ันไว ้ เก้อื กลู กันไว้ ดีกว่าเปน็ ศัตรกู นั
๑๐. คิดไว้เสมอๆ ว่า คนเราทุกคนก็สักแต่ว่าเป็นธาตุ ๖ คือ
ดิน น้ํา ลม ไฟ อากาศ (ความว่าง) และวิญญาณ ประกอบกัน หา
สาระแก่นสารอะไรไม่ได้ เราโกรธใคร โกรธอะไร ถ้าโกรธก็คือโกรธ
ดนิ น้ํา ไฟ ลม อากาศ และวิญญาณ ซงึ่ จะหาตวั ตนไมไ่ ดน้ ่นั เอง
เมอ่ื หมน่ั พจิ ารณาบอ่ ยๆ ซง่ึ โทษของความโกรธและคณุ ของเมตตา
เปน็ ตน้ อยเู่ ชน่ น ี้ ความโกรธยอ่ มระงบั ลงไป ทยี่ งั ไมเ่ กดิ กไ็ มเ่ กดิ ขนึ้ ผฆู้ า่
ความโกรธทเ่ี กดิ ขน้ึ ไดเ้ สมอๆ เมอ่ื นานเขา้ กจ็ ะเกดิ ความเคยชนิ ในทาง
นน้ั ความโกรธไมอ่ าจครอบงำ�ได ้ เปน็ ผชู้ นะความโกรธ ยอ่ มอยเู่ ปน็ สขุ
ในทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ เป็นที่สรรเสริญของพระอริยเจ้าทั้งหลาย
มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เป็นที่เคารพนับถือและวางใจสนิทของ
ผู้เข้าใกล้คบหาสมาคม ในฐานะเป็นผู้ไม่มีภัย ไม่มีเวร มีชีวิต
พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ
เกษมสุขเป็นบัณฑิต สมพระพุทธภาษิตที่ว่า “เขมี อเวรี อภโย
ปณฑฺ โิ ตต ิ ปวจุ จฺ ต”ิ แปลวา่ “ผเู้ กษมสขุ ไมม่ เี วร ไมม่ ภี ยั อนั นกั ปราชญ์
เรยี กท่านผเู้ ช่นนัน้ วา่ เป็นบณั ฑิต”
สว่ นผมู้ กั โกรธ และมพี ษิ รา้ ยจากความโกรธ พษิ นน้ั ทำ�ลายตนเอง
กอ่ น พน่ ไปทผ่ี ใู้ ด กท็ ำ�ลายผนู้ นั้ ดว้ ย เหมอื นอสรพษิ ซงึ่ มพี ษิ รา้ ย เปน็
ทร่ี ะแวงอนั ตรายของผเู้ ขา้ ใกล ้ พบเหน็ และรเู้ รอ่ื ง ไมเ่ ปน็ ทว่ี างใจสนทิ
ของผคู้ บหาสมาคม หวนั่ ใจอยเู่ สมอวา่ ไมร่ จู้ ะพน่ พษิ รา้ ยออกเมอื่ ไรอกี
ความหวน่ั ใจระแวงเชน่ น ้ี ทำ�ใหไ้ มส่ นทิ ใจในความรกั ไมไ่ วว้ างใจในความ
คุ้นเคย ภรรยาผู้มักพ่นพิษใส่สามีเสมอน้ัน ย่อมเป็นที่เอือมระอาของ
สามี สามีผู้มีพิษร้ายคือความโกรธก็เช่นเดียวกัน ย่อมเป็นที่เบ่ือหน่าย
ของภรรยา คอู่ น่ื ๆ กท็ ำ�นองเดยี วกนั น ี้ เชน่ นายจา้ งกบั ลกู จา้ ง เปน็ ตน้
114 นายจา้ งคนหนง่ึ ความโกรธของเขาไดท้ ำ�ลายชวี ติ เขา วนั หนงึ่ เขาโกรธ
ลูกจ้างท่ีชงกาแฟไม่ถูกใจ และมีเรื่องโต้แย้งกันข้ึน เขาว่ิงไปเอาปืนไป
ยิงลูกจ้าง แต่ล้มลงขาดใจตายเสียก่อน ขณะท่ีปืนยังอยู่ในมือน่ันเอง
แพทยล์ งความเหน็ วา่ เขาตายเพราะความโกรธ เขาโกรธจนหวั ใจหยดุ
ทำ�งานลงทันทีทันใด ความโกรธแค้นจึงเป็นไฟท่ีเผาตนเอง และเผา
ผ้อู ่นื ดว้ ย ก่อความเดือดร้อนแก่ลกู หลานบรวิ ารอยเู่ นืองๆ
หญงิ ผรู้ กั ความสวยงาม สาละวนแตก่ ารแตง่ หนา้ แตง่ ตวั สรรหา
เสอ้ื ผา้ แพรพรรณอนั เลอเลศิ ราคาแพงลวิ่ แตใ่ บหนา้ ของหลอ่ นบดู บง้ึ
ขึ้งเคียดในใจ มีแต่อารมณ์ร้าย โกรธคนนั้นโกรธคนนี้ เกลียดคนนี้
ริษยาคนโน้น หมักหมมอยู่ด้วยอารมณ์เน่านานาประการ เปล่งวาจา
แต่เรื่องนินทาว่าร้าย เสียดสี ไม่เว้นวัน ริมฝีปากซ่ึงบรรจงแต่งเสีย
อยา่ งประณตี นน้ั จะมปี ระโยชนอ์ ะไร ถา้ วาจาทเี่ ปลง่ ออกจากรมิ ฝปี าก
เชน่ นัน้ มีแต่เรอื่ งสกปรกนานาประการ
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
ทำ�ไมเธอจึงไม่หัดแต่งใบหน้าให้สวยเก๋ดูงามซึ้งโดยการแต่ง
อารมณแ์ ละจติ ใจใหป้ ระณตี หรอื ใหม้ คี วามงามทางจติ ใจดว้ ย ใหใ้ จงาม
ด้วยคุณธรรมต่างๆ การแต่งหน้าและเสื้อผ้าแพรพรรณถือเป็นเพียง
ส่งิ เสริม ไมใ่ ชส่ ิง่ หลัก ทีจ่ ะตอ้ งเอาใจใสม่ ากนกั
อารมณ์ของคนเป็นเครื่องแต่งใบหน้าและกิริยาวาจาของคนให้
น่ารักหรือน่าเกลียดได้มากกว่าสิ่งภายนอก เม่ือท่านพูดด้วยความรัก
วาจาของท่านจะต่างกับเม่ือพูดด้วยความเกลียดหรือโกรธสักเพียงใด
ท่านเองก็เคยมีประสบการณ์เร่ืองน้ีมาแล้ว ท่านต้องฝึกหัดและเปลี่ยน
แนวจิตเสียใหม่คือ พอนึกเกลียดหรือไม่ชอบผู้ใด จงรีบแผ่เมตตาให้
ผนู้ นั้ ทนั ท ี และแผเ่ มตตาแกต่ วั ทา่ นเองดว้ ย เพอื่ ไมใ่ หท้ า่ นตกเปน็ เหยอ่ื
ของอารมณ์ร้ายหรือความโกรธแค้น จริงอยู่วิธีนี้อาจผิดลำ�ดับในการ
แผเ่ มตตาอยบู่ า้ ง แตจ่ ำ�เปน็ ตอ้ งทำ�เพราะถอื เปน็ เรอื่ งเรง่ ดว่ น เปน็ กรณี 115
ฉกุ เฉนิ ยอ่ มทำ�อะไรขา้ มลำ�ดบั ไดบ้ า้ ง เหมอื นหมอลดั ควิ ใหค้ นไขท้ ร่ี อ่ แร่
จวนจะตาย
ก่อนนอนและต่ืนเช้าทุกวัน ขอให้ทำ�จิตให้ผ่องใส ด้วยการแผ่
เมตตาไปยังสรรพสัตว์ท่ัวหน้าว่า ขอผู้มีทุกข์จงพ้นทุกข์ ผู้มีโศกจงพ้น
โศก ผมู้ โี รคจงพน้ โรค และผมู้ ภี ยั จงพน้ ภยั หลงั จากนน้ั ขอใหส้ ำ�รวมจติ
ในกรรมฐานบทใดบทหน่ึง เสร็จแล้วตั้งใจให้อภัยต่อทุกสิ่งทุกอย่าง
อย่างน้อยก็เพ่ือความสุขสำ�ราญของเราเองไปตลอดวัน ขอให้ทำ�งาน
อยา่ งตงั้ อกตงั้ ใจ เพอ่ื ลมื ความขนุ่ เคอื งโกรธแคน้ ใดๆ ทม่ี อี ย ู่ จติ ของเรา
รบั อารมณไ์ ดข้ ณะละอยา่ ง เมอ่ื เราผกู จติ ไวก้ บั อารมณด์ แี ลว้ อารมณ์
รา้ ยยอ่ มไมไ่ ดโ้ อกาส การงานทเ่ี ราทำ�ทง้ั วนั จะชว่ ยใหเ้ ราเพลดิ เพลนิ ลมื
ความขนุ่ เคอื ง โกรธแคน้ และอารมณเ์ ศรา้ หมองตา่ งๆ ถา้ ทำ�ไดอ้ ยา่ งน้ี
เชอื่ วา่ เราไดร้ บั พรแหง่ ชวี ติ ตลอดวนั และทกุ วนั การขอพรและการให้
พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ
พรนั้นดีอยู่ดอก แต่สู้การกระทำ�อันก่อให้เกิดพรไม่ได้ ท่านผู้รู้จึงว่า
ทำ�ดี ดกี วา่ ขอพร
ขอให้มีอุดมคติเพ่ือทำ�ส่ิงใดส่ิงหน่ึงให้สำ�เร็จไปแต่ละวัน แต่ละ
เดือน แต่ละปี จนไม่มีเวลาพอท่ีจะเสียไปกับความคิดอันเหลวไหล
ไรส้ าระ เชน่ ความโกรธแคน้ ขนุ่ เคอื ง ความรษิ ยา ความวติ กหมกมนุ่
อันปรุงแต่งข้ึนเพ่ือให้เป็นทุกข์เปล่าๆ คำ�ว่า “ช่างเถอะ” จะช่วยให้
อารมณข์ องเราแจม่ ใสขนึ้ จติ ใจปลอดโปรง่ ปลอ่ ยวาง ไมย่ ดึ มนั่ ถอื มนั่
กบั สงิ่ ใดมากเกนิ ไป ความผดิ พลาดบกพรอ่ งเปน็ สงิ่ ตอ้ งมใี นการทำ�งาน
เราคดิ และพูดว่า ชา่ งเถอะ แลว้ ทำ�ใหม ่ ท่ีพลาดไปเปน็ บทเรียน
ขอใหท้ า่ นผอู้ า่ นเรอื่ งน ้ี มคี วามสขุ ความเบกิ บานใจ พน้ ภยั จาก
พิษร้ายแห่งความโกรธแค้น ชิงชัง มนุษย์และสัตว์ทั้งมวลเป็นเพื่อน
116 รว่ มทกุ ข ์ เกดิ แก ่ เจบ็ ตาย ดว้ ยกนั ทงั้ สน้ิ ทกุ ขท์ ม่ี อี ยโู่ ดยสภาพแหง่
สงั ขารกม็ อี ยมู่ ากแลว้ อยา่ ตอ้ งไปเพมิ่ ทกุ ขใ์ หแ้ กต่ นเองและผอู้ นื่ ดว้ ย
การเติมความโกรธแคน้ ชิงชังลงไปอกี เลย
พระอริยเจ้าทั้งหลาย สรรเสริญการฆ่าความโกรธ ซ่ึงมีราก
เป็นพษิ มียอดหวาน
ประวัติ
อาจารยว์ ศิน อนิ ทสระ
ชาตภิ ูมิ
เกิดที่หมู่บ้านท่าศาลา อ�ำเภอรัตตภูมิ จังหวัดสงขลา เม่ือวันที่
๑๗ กนั ยายน พ.ศ. ๒๔๗๗ เมอ่ื จำ� ความได ้ พอ่ แมไ่ ดย้ า้ ยไปอยทู่ ห่ี มบู่ า้ น
ตากแดด ต�ำบลปากรอ อำ� เภอเมือง จงั หวัดสงขลา
การบรรพชาอปุ สมบท
• บวชเป็นสามเณรเมื่ออายุ ๑๓ ปี ที่วัดบุปผาราม เขตธนบุรี
กรุงเทพฯ เม่ือ พ.ศ. ๒๔๙๐ และอุปสมบทเป็นภิกษุเม่ือ พ.ศ. ๒๔๙๗
ลาสกิ ขา เม่อื ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๗
การศึกษา
• มัธยม ๘ (สมัครสอบ)
• นักธรรมเอก
• เปรยี ญ ๗ (ป.ธ. ๗)
• ศาสนศาสตรบ์ ณั ฑติ มหามกุฏราชวทิ ยาลยั
• M.A. ทางปรัชญา มหาวทิ ยาลัยบานารัส (พาราณส)ี อินเดยี
• ปรญิ ญาดษุ ฎบี ณั ฑิตกิตติมศักดิ ์ สาขาพุทธศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยมหามกุฏราชวทิ ยาลัย
หนา้ ที่การงาน
สอนวิชาศลี ธรรม
• ท่ีโรงเรยี นราชินี
• ท่ีโรงเรยี นพณชิ ยการสลี ม (อาจารยผ์ ู้ปกครอง)
• ท่ีโรงเรียนเตรียมทหาร และเป็นหัวหน้าแผนกสารบัญ มียศ
เปน็ ร้อยโท
• สอนวชิ าพทุ ธปรชั ญาเถรวาท - มหายาน ทมี่ หาวทิ ยาลยั รามคำ� แหง
(ประมาณ ๑๒ ปี ต้ังแต ่ พ.ศ. ๒๕๒๑ ถึง พ.ศ. ๒๕๓๓)
• สอนวิชาพุทธศาสนาในประเทศไทยและวิชาจริยศาสตร์ ท่ีมหา-
วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ประมาณ ๑๐ ปี ต้ังแต่ พ.ศ. ๒๕๓๓
ถงึ พ.ศ. ๒๕๔๓)
• สอนที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เกี่ยวกับศาสนา และ
ปรัชญาต้ังแต่ พ.ศ. ๒๕๐๖ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๒ (เป็นระยะเวลา
๔๖ ปีเต็ม)
• สอนพิเศษประชาชนท่ัวไปเกี่ยวกับความรู้ทางพระพุทธศาสนา
ในวันอาทิตย์ที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏฯ ต้ังแต่ พ.ศ. ๒๕๒๕ มา
จนถงึ พ.ศ. ๒๕๕๓ (เป็นระยะเวลา ๒๘ ปีเตม็ )
บรรยายพิเศษในท่ีตา่ งๆ ตามท่ีได้รับเชิญ
• บรรยายธรรมทางวิทยุต้ังแต่ พ.ศ. ๒๕๓๙ จนถึง พ.ศ. ๒๕๕๐
โดยออกเปน็ รายการสดบา้ ง ใชเ้ ทปบา้ ง (เปน็ ระยะเวลา ๑๑ ปเี ตม็ )
การประพันธ์
• เขียนหนังสือประเภทต่างๆ เช่น นวนิยายอิงหลักธรรม อธิบาย
หลกั ธรรม ฯลฯ ตง้ั แต ่ พ.ศ. ๒๕๐๖ มาจนถงึ ปจั จบุ นั มปี ระมาณ
กว่า ๑๖๐ ชื่อเร่ือง บางช่ือเรื่องก็มีหลายเล่ม เช่น ทางแห่ง
ความดี เป็นต้น
ท�ำนิตยสาร
• เป็นบรรณาธิการนิตยสารธรรมจักษุ ของมูลนิธิมหามกุฏราช-
วทิ ยาลัย ต้ังแตป่ ี พ.ศ. ๒๕๒๙ ถงึ พ.ศ. ๒๕๓๙
• เป็นบรรณาธิการนิตยสารศุภมิตร ของมูลนิธิส่งเสริมกิจการ
ศาสนาและมนษุ ยธรรม (กศม.) ของวัดมกุฏกษตั รยิ าราม ตั้งแต่
ปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ถงึ พ.ศ. ๒๕๕๑
รางวลั พเิ ศษ
• ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ได้รับรางวัลชมเชยจากคณะกรรมการจัดงาน
สปั ดาหห์ นงั สอื แหง่ ชาต ิ ประเภทสารคด ี หนงั สอื เรอื่ ง “จรยิ าบถ”
และในป ี พ.ศ. ๒๕๑๘ หนงั สือเร่ืองจริยศาสตร์
• ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้รับพระราชทานรางวัล “เสาเสมาธรรมจักร”
ในฐานะผู้บ�ำเพ็ญคุณประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาประเภท
วรรณกรรม เนอ่ื งในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสนิ ทร ์ ๒๐๐ ปี
• ปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้รับเกียรติคุณบัตรจากกระทรวงศึกษาธิการ
ในฐานะเป็นรางวัลชมเชย ประเภทสร้างสรรค์ด้านศาสนา จาก
บทความเรื่อง “หลักกรรมกับการพง่ึ ตนเอง”
• ๒๒ เมษายน ๒๕๕๒ ได้รับรางวัล “พุทธคุณูปการ กาญจน
เกียรติคุณ” ในฐานะผู้บ�ำเพ็ญคุณประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา
จากคณะกรรมการวัฒนธรรมแหง่ ชาตกิ ระทรวงวัฒนธรรม
• ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ได้รับรางวัล “ปูชนียบุคคลด้านภาษา
ไทย” เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติประจ�ำปี พ.ศ. ๒๕๕๓ จาก
กระทรวงวฒั นธรรม
• ๒๔ มกราคม ๒๕๕๘ ไดร้ บั รางวลั “นราธปิ ” ในฐานะนกั เขยี น
อาวุโส ประจ�ำปี ๒๕๕๗ จากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
(ในพระบรมราชูปถัมภ์)
• ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ไดร้ บั รางวลั “ผลงานการเผยแผพ่ ระพทุ ธ
ศาสนาดีเด่นด้านวรรณกรรม” ประจ�ำปี ๒๕๕๘ จากมูลนิธิ
ศาสตราจารย์พิเศษจ�ำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต (มหา-
วทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย)
เร่อื ง พระอานนท์ พุทธอนุชา
เร่ือง พระอานนท์ พุทธอนุชา นอกจากจะได้รับความนิยมอย่าง
แพรห่ ลายในสงั คมไทยแลว้ สารานกุ รมวรรณกรรมโลกในศตวรรษท ี่ ๒๐
(Encyclopedia of World Literature in 20th Century) ไดน้ ำ� เรอ่ื ง
พระอานนท์ พุทธอนุชา ไปสดุดีไว้ในหนังสือดังกล่าวนั้น เป็นท�ำนองว่า
ได้ช้ที างออกให้แกส่ ังคมไทยทีส่ ับสนวุ่นวายอยู่ดว้ ยปญั หานานัปการ
สัมมาสมั พุทธปฏิภาณ
คือ พระปญั ญาอันเฉยี บแหลมคมคาย
และรอบรู้ของพระผู้มีพระภาคเจา้
ซงึ่ ดำ�รงอยูต่ ลอดพระชนมชีพ
www.kanlayanatam.com
Facebook : kanlayanatam