The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by praparnporn theeramongkol, 2020-10-02 01:50:08

วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร พระนคร

วารสาร ปีที่ 2 ฉบับที่ 2

Keywords: Jounal

วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

Journal of Home Economics Technology, RMUTP

คณะกรรมการจัดทําวารสาร

ทีป่ รกึ ษากองบรรณาธกิ าร

ผชู ว ยศาสตราจารยส หรตั น วงษศรีษะ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
รองศาสตราจารย ดร.นฐั โชติ รกั ไทยเจริญชพี ร อ ง อ ธิ ก า ร บ ดี ฝ า ย วิ ช า ก า ร แ ล ะ พั ฒ น า
คณาจารย
นางปย ะธดิ า สีหะวฒั นกลุ คณบดีคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร
ทีป่ รึกษาคณบดี
ผชู ว ยศาสตราจารย ดร.ชญาภัทร กอ่ี าริโย คณะเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร
ผชู วยคณบดีคณะเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร
บรรณาธิการ ธีรมงคล
ภาควชิ าอาชวี ศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร
นางสาวประพาฬภรณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร
สาขาวิชาการพฒั นาผลติ ภณั ฑภูมิปญ ญาไทย
กองบรรณาธกิ าร จวิ เจริญสกลุ คณะศลิ ปศาสตร
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรงุ เทพ
ผูท รงคุณวฒุ ภิ ายนอกสถาบัน ภ า ควิชา วิทย า ศา สตรแ ละ เ ทค โ น โ ล ยี
การอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร
รองศาสตราจารย ดร.สุรชัย มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร
ภาควิชาคหกรรมศาตร คณะเกษตร
ผูชว ยศาสตราจารย ดร.อมรรตั น อนนั ตวราพงษ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร
ผูช วยกรรมการผูจัดการใหญ
ผชู วยศาสตราจารย ดร.อทุ ยั กลน่ิ เกษร ฝายพฒั นาทรพั ยากรบคุ คล
บริษทั เซน็ ทรลั เรสเตอรองกรปุ จาํ กดั
ผชู วยศาสตราจารย ดร.ศริ พิ ร เรียบรอ ย คมิ สาขาวิชาออกแบบแฟชน่ั และเคร่ืองแตงกาย
ดร.วชิ ยั เจรญิ ธรรมานนท สาขาวชิ าอาหารและโภชนาการ
สาขาวชิ าคหกรรมศาสตร
ผทู รงคุณวฒุ ิภายในสถาบนั คงคาฉยุ ฉาย
ผชู วยศาสตราจารยเ สาวลกั ษณ สทุ ธา
ดร.วไลภรณ สธุ ีบุตร
ดร.นอ มจติ ต

ผูทรงคุณวฒุ ผิ ปู ระเมนิ บทความ (Peer Review)
ศาสตราจารย ดร.ศภุ กรณ ดิษฐพนั ธุ คณะศิลปกรรมศาสตร
จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลัย
รองศาสตราจารย ดร.เมธินี วงศว านชิ รมั ภกาภรณ คณะศกึ ษาศาสตร
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร
ผูชว ยศาสตราจารย ดร.โอฬารกิ สรุ ินตะ คณะวิทยาการสารสนเทศ
มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม
ผูชวยศาสตราจารย ดร.จิราพัทธ แกวศรที อง คณะวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั พบิ ูลสงคราม
ผชู ว ยศาสตราจารย ดร.รตั นพล มงคลรัตนาสทิ ธ์ิ คณะอุตสาหกรรมสง่ิ ทอและออกแบบแฟชนั่
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ผูชว ยศาสตราจารย ดร.ทักษิณา เครือหงส คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยสี ุวรรณภูมิ
ผูชว ยศาสตราจารย ดร.พิสุทธิ หนักแนน คณะเทคโนโลยีและนวัตกรรมผลิตภัณฑ
การเกษตร มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ
ผูชวยศาสตราจารย ดร.เปรมฤทยั แยม บรรจง คณะการจดั การธรุ กิจอาหาร
สถาบันการจดั การปญญาภิวฒั น
ผูชวยศาสตราจารย ดร.นทัต อศั ภาภรณ คณะศึกษาศาสตร
มหาวิทยาลัยเชียงใหม
ผชู วยศาสตราจารย ดร.พรอมลกั ษณ สรรพอ คา คณะสาธารณสขุ ศาสตร
มหาวทิ ยาลัยมหิดล
ดร.สมภพ สวุ รรณรฐั คณะศึกษาศาสตร
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร
ดร.เกษม มานะรุงวิทย คณะอตุ สาหกรรมสิง่ ทอและออกแบบแฟชั่น
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
Associate Professor Zhen Bo Xu School of Food Science and
Engineering, South China University
รองศาสตราจารย ดร.จฑุ ามาศ พีรพัชระ of Technology
รองศาสตราจารยสรุ ีย แถวเท่ยี ง คณะเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร
รองศาสตราจารยบษุ รา สรอ ยระยา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
รองศาสตราจารยส ุนยี  สหัสโพธ์ิ คณะเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร
รองศาสตราจารยจ อมขวญั สุวรรณรักษ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ผชู วยศาสตราจารย ดร.ชญาภทั ร ก่อี าริโย คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร
ผชู วยศาสตราจารย ดร.ธนพรรณ บณุ ยรัตกลนิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ผูชว ยศาสตราจารยศ รัทธา แขงเพญ็ แข คณะเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร
ผชู ว ยศาสตราจารย ดร.วรลกั ษณ ปญญาธิตพิ งศ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
คณะเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
คณะเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
คณะเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

ผูทรงคณุ วฒุ ผิ ปู ระเมนิ บทความ (Peer Review)

ผูช ว ยศาสตราจารย ดร.ธนภพ โสตรโยม คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ดร.ศุภคั ษร มาแสวง คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
คณะกรรมการจัดทาํ เลม วารสาร ธีรมงคล ออกแบบรปู เลม และตรวจสอบความสมบูรณ
นางสาวประพาฬภรณ สฐุ าปญ ณกุล พิสูจนอ ักษรภาษาองั กฤษ
ผชู ว ยศาสตราจารย ดร.รพพี รรณ กรี่เงนิ พสิ จู นอ ักษรภาษาไทย
ดร.เกศทิพย ปอ มเยน็ ประสานงาน
นางสาววรธร เสวกฉมิ ประสานงานและเลขานกุ าร
นางสาวฉววี รรณ

ตดิ ตอ กองบรรณาธิการ
“กองบรรณาธกิ ารวารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร”
คณะเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
168 ถนนศรีอยุธยา แขวงวชริ พยาบาล เขตดุสิต กรงุ เทพ 10300
เวบ็ ไซต: http://www.hec.rmutp.ac.th/
โทรศัพท: 02-655-3777 ตอ 5234, 5236
E-mail: [email protected]

พิมพท ี่โรงพิมพ
“บรษิ ทั โอ.เอส.พรน้ิ ตงิ้ เฮา ส จาํ กัด”

113/13 ซอยวัดสุวรรณครี ี ถนนบรมราชชนนี แขวงอรุณอมรินทร เขตบางกอกนอ ย กรงุ เทพ 10700

โทรศพั ท: 02-424-6944, 02-424-7292

คาํ นยิ มจากคณบดี

ด ว ย โ อ ก า ส ท่ี ค ณะ เทค โน โ ลยีค ห ก รรมศาสตร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ไดจัดทําวารสาร
เทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระ
นคร และเผยแพรบ ทความวิจัยและวิชาการเปน ที่ 2 ฉบับท่ี 1 และ
2 โดยวารสารฉบับนี้มีวัตถุประสงคเพ่ือสงเสริมใหนักวิจัย
นักวิชาการ นักศึกษาและผูท่ีสนใจ ทั้งภายในและภายนอก
หนวยงาน ไดมีชองทางในการนําเสนอผลงานวิชาการ ซึ่งเปน
ภารกิจสําคัญอยางหน่ึงในการเผยแพรและแลกเปลีย่ นเรยี นรดู า น
วชิ าการทางศาสตรของคหกรรม

โอกาสน้ดี ฉิ ันขอแสดงความยนิ ดี และขอขอบคณุ ผสู ง บทความวจิ ัยและวิชาการทกุ ทา น
ท่ีใหความสนใจในการสงบทความทางวิชาการเขารวมตีพิมพ รวมท้ังขอขอบคุณบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ และคณะกรรมการดําเนินงานทุกทาน ท่ีใหเกียรติเขารวมเปนสวนหนึ่งของ
วารสารฉบับนี้ ตลอดจนการคัดกรองบทความ การพิจารณาเพ่ือตีพิมพบทความ และการ
ตรวจสอบความถูกตองทุกบทความ ดิฉันหวังเปนอยางย่ิงวาบทความวิจัยที่ไดตีพิมพลงวารสาร
เทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนครจะเปน ประโยชนสงู สุดตอ
ผอู า น และนักวจิ ัยทกุ ทา น รวมทงั้ เปนแหลง องคค วามรใู นดานคหกรรมศาสตรสบื ตอ ไป

นางปยะธิดา สหี ะวัฒนกลุ
คณบดีคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร

บทบรรณาธิการ

วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ฉบับนี้
เปนฉบับท่ี 2 กําหนดการเผยแพรปละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 เดอื นมกราคม-มิถุนายน และ ฉบับ
ท่ี 2 เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม ในการตีพิมพเ ผยแพรบทความวิจัย และบทความทางวิชาการ ที่
จะเผยแพรองคความรู กระบวนการทางความคิด และการพัฒนาตอยอดวิจัยตางๆ อันไดจาก
การศึกษา คนควาวิจัย ตลอดจนแงมุมตางๆ ของคหกรรมศาสตร รวมทั้งวิทยาการอัน
หลากหลายซ่ึงจะเปนประโยชนสูงสุดตอกระบวนการวิจัย ทางบรรณาธิการหวังเปนอยางย่ิงวา
บทความวิจัย และบทความวิชาการที่ผานการพิจารณาและการกล่ันกรอง จากผูทรงคุณวุฒิทั้ง
ภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ไดเผยแพรในวารสารฉบับนี้จะกอใหเกิดประโยชนตอวงการ
วิชาการ สังคม และชุมชน ท้ังยังชวยในการตอยอดงานวิจัย และสรางสรรคนวัตกรรมใหมๆ
ทางคหกรรมศาสตรแกส ังคมในอนาคต

บรรณาธกิ าร

สารบญั หนา

บทความวิจัย 1
1. การใชแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลังในผลิตภัณฑเม็ด
16
ไขมกุ อบแหง 24
ดวงกมล ตั้งสถิตพร, เกศรินทร เพ็ชรรัตน, จิราภัทร โอทอง, วรธร
ปอมเยน็ , เกตุวดี โคษาสด และปารณยี  ประสาร 35

2. การพัฒนาผลติ ภณั ฑขา วสงั ขห ยดพองไรนํ้ามนั ผสมเมล็ดพชื 55
สดิ ารตั น เกษะโกมล และอมรรตั น เจรญิ ชัย 69
84
3. การประดิษฐเ ครอื่ งแขวนไทยจากเปลอื กหอย
ดรุณี โอวจริยาพิทักษ, ณัฐยุทธ ศิริตั้งมงคลชัย และอพิศาล 97
ไกรสรรักษว งศ 102

4. การออกแบบและสรางสรรคเคร่ืองประดับกลุมชาติพันธุบาบาจาก
กระปอ งอะลูมเิ นยี ม
สชุ ีรา ผองใส, พรศักดิ์ ขอยีแ่ ซ และสทุ ธาวรรณ คาํ สงวน

5. การประดษิ ฐพ านพุม ปลอ ยกล่ินจากรงั ไหม
อานนั ตยา ริอินทร, อินทิรา นะมาเส และสุกัญญา จันทกุล

6. การประดษิ ฐพ านพุมจากใบบัว
ดรุณี โอวจริยาพทิ ักษ, จารทุ ศั น ศิลาสุวรรณ และปญญา ทกั ทว ง

7. การออกแบบเส้อื ผาชุดลาํ ลองยูนเิ ซก็ สจากผา พลีทสาํ หรบั วัยรุน
มขุ สุดา ทองกาํ พรา, อรอนงค วรรณวงษ, เกศทพิ ย กรีเ่ งนิ และอชั ชา
หทั ยานานนท

บทความวิชาการ
1. โปรตีนจากพืชหรือโปรตีนจากสตั วท่ดี ตี อ สขุ ภาพ

สนุ ยี  สหสั โพธิ์

2. กลไกการเกดิ อนมุ ลู อิสระ และกลไกของสารตานอนมุ ูลอิสระในรางกาย
มนุษย
สุนีย สหัสโพธ์ิ และธัญยธรณ สหสั โพธิ์

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม – ธนั วาคม 2563

การใชแ ปง มันเทศสมี วงทดแทนแปง มันสาํ ปะหลังในผลติ ภณั ฑเมด็ ไขมุกอบแหง
Purple Sweet Potato Flour Substitute Tapioca Flour
of Dried Tapioca Pearls

ดวงกมล ต้งั สถติ พร1* เกศรนิ ทร เพ็ชรรัตน1 จริ าภทั ร โอทอง2 วรธร ปอ มเยน็ 2
เกตุวดี โคษาสด1 และปารณีย ประสาร1

Duangkamol Tungsatitporn1* Kasarin Pedcharat1 Jirapat Othong2
Vorathon Pomyen2 Ketwadee Khosasod1 and Paranee Prasan1

บทคดั ยอ

การใชแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลังในผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหง มี
วัตถุประสงคเพื่อศึกษาสูตรพ้ืนฐาน และกรรมวิธีการผลิตโดยใชแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปง
มันสําปะหลังในผลิตภัณฑพบวา ผูทดสอบใหคะแนนความชอบสูตรท่ีใชน้ําตาลทรายออยมาก
ที่สุด ปริมาณอัตราสวนที่เหมาะสมในการใชแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลังใน
ผลิตภัณฑ พบวา ผูทดสอบใหคะแนนความชอบในสูตรทดแทนรอยละ 70 : 30 และทําการ
เปรียบเทียบผลิตภัณฑเม็ดไขมุกแปงมันเทศสีมวงอบแหงกับผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหงใน
ทองตลาด พบวา คณุ ภาพทางกายภาพของผลิตภณั ฑมคี า สที ่แี ตกตา งกัน ทง้ั ดานคา สี (L*), (a*)
และ (b*) คุณภาพทางเคมีของผลิตภัณฑ พบวา ปริมาณโปรตีน, ไขมัน, เสนใยหยาบ และเถา
มีคาเทากับ 1.94 ± 0.02, 0.63 ± 0.01, 1.21 ± 0.05 และ 1.24 ± 0.02 ตามลําดับ จาก
การศึกษาอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ พบวา ผลิตภัณฑที่เก็บในถุงสุญญากาศที่
อุณหภูมิหองมีอายุการเก็บรักษาอยางนอย 28 วัน จุลินทรียท้ังหมด ยีสต และราไมเกิน
มาตรฐานที่กําหนด ผูบริโภคใหการยอมรับผลิตภัณฑการใชแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมัน
สําปะหลงั ในผลิตภัณฑเมด็ ไขมุกอบแหง คิดเปนรอยละ 100 และมีความชอบมากที่สดุ คิดเปน
รอยละ 62
คาํ สําคัญ : แปงมันสําปะหลัง, แปง มนั เทศสีมวง, เมด็ ไขมกุ อบแหง

1 สาขาวชิ าวิทยาศาสตรและเทคโนโลยกี ารอาหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
1Food Science and Technology Program, Rajamangala University of Technology Phra Nakhon
2 สาขาวชิ าอาหารและโภชนาการ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
2Foods and Nutrition Program, Rajamangala University of Technology Phra Nakhon

1

วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท่ี 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2563

* ผูประสานงานนพิ นธ E-mail: [email protected]

ABSTRACT
Purple sweet potato flour substitute tapioca flour of dried tapioca pearls
has the objective to study the basic formula and used by purple sweet potato
flour substitute of tapioca flour process. The results show that the method used
sugar cane the most. Suitable quantity ratio purple sweet potato flour substitute
tapioca flour of dried tapioca pearls results show that panelist score liking formula
percentage ratio of 70:30. The comparison between purple sweet potato flour
substitute tapioca flour of dried tapioca pearls with other dried tapioca pearls in
the market, found that the physical quality of the products had different color
values. The color (L*), (a*) and (b*). The chemical quality of the products show
that the protein, fats, crude fibers and ash were equal to 1.94±0.02, 0.63±0.01,
1.21±0.05 and 1.24±0.02 respectively. After study of the product shelf life, found
that the products that are stored in vacuum bags at room temperature have a
shelf life of at least 28 days and the microorganisms, yeast and mold not exceed
the specified standards. The consumers acceptability the purple sweet potato
flour substitute tapioca flour of dried tapioca pearls as 100% and like extremely
as 62%.
Keywords : Tapioca flour, Purple sweet potato flour, Dried tapioca pearls

1. บทนาํ
ชานมไขมุกมีถิ่นกําเนิดจากประเทศไตหวัน ซึ่งเม็ดไขมุกทํามาจากแปงมันสําปะหลัง

มีความหนึบ ชาไขมุก เปนเครื่องดื่มสุดฮติ อยางหน่ึงของทุกเพศทุกวัย ดวยท่ีมีความหอมหวาน
ของชานม และความเหนียวหนึบของเมด็ ไขม กุ แตแมวาชานมไขมกุ จะอรอ ยมากแคไหน แตถา
ด่ืมในปริมาณที่มากไปก็เสี่ยงเปนโรคอวนและเบาหวานได (Campus star, 2018) ไขมุกเกิด
จากกระบวนการแปรรปู มันสําปะหลงั โดยการนําแปง มันสาํ ปะหลงั มาทําใหรอน เคย่ี วกับนํ้าตาล
และนํ้าในหมอ จากนั้นหั่นแปงที่เคี่ยวเปนชิ้นเล็กๆ ปนใหเปนกอนกลมๆ ออกมาเปนไขมุกมัน
สาํ ปะหลงั นอกจากน้ยี งั สามารถเปลยี่ นสี และรสสัมผัสของไขมุกไดโ ดยการเติมน้ํา นา้ํ ตาล หรือ
สีผสมอาหารตางๆ อีกดวย วัตถุดิบของเม็ดไขมุกไดมาจากหัวมันสําปะหลัง จึงอาจกลาวไดวา
ไขม ุกนั้นเกือบจะเปนคารโบไฮเดรต รอยละ 100 ดงั น้นั จึงปราศจากไขมนั และโปรตนี โดยไขมกุ
มันสําปะหลังแหง 152 กรัม จะใหพลังงานประมาณ 544 แคลอรี ซ่ึงประกอบดวย
คารโบไฮเดรต 135 กรัม ไขมัน 0 กรัม และโปรตีน 0 กรัม เพราะในหัวมันสําปะหลังไมมี

2

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ี่ 2 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2563

สวนประกอบของกลูเตนจึงถูกใชเ ปนวตั ถุดิบในการผลติ อาหารบางอยางที่ไมตองการกลเู ตน แต
ไดส มั ผสั และความนมุ ชมุ ช้นื คลายกบั ใสกลูเตนลงไป โดยเมอ่ื นําไปทําเปนเคร่อื งดม่ื พบวาขอ มูล
ทางโภชนาการระบุวา ชานมไขมุก 1 แกว ใหพลังงาน ประมาณ 240 - 360 กิโลแคลอรี โดย
รางกายจะไดรับคารโบไฮเดรต 45 - 62 กรัม ไขมัน 0 - 14 กรัม โปรตีน 0.4 - 2 กรัม ความ
แตกตางของพลังงานและสารอาหารขึ้นอยูกับปริมาณนํ้าตาลหรือน้ําเชื่อม ไขมุก นมผง และ
ครีมเทียมที่ใสลงไป ซึ่งไขมุกท่ีอยใู นชานมไขมกุ น้ัน ผลิตจากแปงมันสําปะหลัง จัดอยูในอาหาร
หมวดเดยี วกับแปง และน้าํ ตาล โดยไขม ุก 30 กรมั ใหพ ลังงาน 100 กิโลแคลอรี ซึง่ พลังงานท่ีได
จากการดื่มชานมไขมุก 1 แกว โดยประมาณ ใกลเคียงกับการกินกวยเต๋ียว 1 ชาม หรือเทา
กับขา วประมาณ 3 - 4 ทัพพี (กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสุข, 2562)

มันเทศสีมวงเปน พืชหัวเกรยี นท่ีมกี ารเติบโตแบบเลอ้ื ยตามพ้ืนดนิ สวนใหญนิยมปลูก
เปน พชื ไรห วั เถาขิงจะนยิ มนํามาตมหรือเผา มันเทศสมี ว งมกี ารนํามาใชประโยชนเพอ่ี การบรโิ ภค
ประกอบอาหารคาวหวานเปนหลัก มันเทศสีมวงจะมีสารแอนโทไซยานินสูง สารนี้มีคุณสมบตั ิ
เปนสารตานอนุมูลอิสระ ชวยปองกันการเกิดโรค เชน โรคหลอดเลือดหัวใจและมะเร็ง เพ่ิม
ภูมิคุมกัน มีสารตานการอักเสบ รักษากระดูก และสุขภาพผิวท่ีทรงพลังที่สุด มันเทศสีมวงมี
คุณคาทางโภชนาการมากมายที่อุดมไปดวยคารโบไฮเดรตท่ีซับซอน ใยอาหาร เบตาแคโรทีน
(วิตามิน A สารอาหารเทียบเทา) กลูตาไทโอนสูง วิตามินซี และวิตามินบี 6 ในประเทศญีป่ ุนได
นํามันเทศสีมวงมาทําเปนยาเพ่ือรักษาโรคเบาหวานและโรคอ่ืนๆ นอกจากนี้มันเทศสีมวงมี
ปรมิ าณเสน ใยที่เทากนั กับขา วกลอง และมมี ากกวา ผักใบเขยี วท่ัวไปเสยี ดวย

ดังน้ันทางผูวิจัยจึงเห็นถึงความสําคัญจึงไดแนวคิดท่ีจะศึกษาการนํามันเทศสีมวงท่ีมี
คุณประโยชนประโยชนแกร างกายมากกวาแปงมนั สําปะหลงั และยังไดส มี วงจากธรรมชาติโดย
ไมตองใสสีผสมอาหารอีกดวย จึงนํามันเทศสีมวงมาทดแทนแปงมันสําปะหลังในการผลิตเม็ด
ไขมุกอบแหง เพื่อเปนการพฒั นาผลิตภณั ฑข ึ้นมาใหมและเมอ่ื รับประทานรวมกับเครอ่ื งดื่มชาที่
ผูบริโภคนิยมมากในปจจุบนั จะทําใหไ ดคณุ คาทางโภชนาการเพ่ิมขึ้น พลังงานท่ีไดร บั ลดลงและ
เปนทางเลอื กอกี ทางหนงึ่ สําหรบั ผูบริโภคในการรบั ประทานชานมไขม ุก
2. ระเบยี บวิธวี ิจัย

2.1 ศึกษาชนิดของนํ้าตาลในการผลิตไขมุกอบแหงเพื่อเปนสูตรพ้ืนฐานในการผลิต
ผลติ ภณั ฑแ ปงมันเทศสีมว งทดแทนแปง มนั สาํ ปะหลังในผลิตภัณฑเ ม็ดไขมุกอบแหง

ในการผลิตไขมุกอบแหงใชสูตรพื้นฐานจํานวน 1 สูตร แตใชชนิดน้ําตาลท่ี
แตกตางกัน 3 ชนิด ไดแก น้ําตาลทรายขาว, นํ้าตาลทรายออย และน้ําตาลทรายแดง ท่ีสงผล
ตอสี กล่ิน กล่ินรส และรสชาติของผลิตภัณฑ และวางแผนการทดลองแบบสุมสมบูรณ
(Completely Randomized Design : CRD) เพ่ือหาสูตรพ้ืนฐานท่ีมีคุณลักษณะทางประสาท
สมั ผัสทเี่ หมาะสมทส่ี ุด ดงั ตารางท่ี 1

3

วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563

ตารางที่ 1 สตู รพน้ื ฐานของเมด็ ไขมุกอบแหง

วตั ถุดิบ สตู รท่ี 1 น้ําหนักสวนผสม (กรัม) สูตรที่ 3
สูตรที่ 2 200
130
แปงมันสําปะหลงั 200 200 -
นา้ํ รอ น 130 130
น้ําตาลทรายขาว 80 - 80
นํ้าตาลทรายออ ย - 80

น้าํ ตาลทรายแดง - -
ที่มา : สตู รท่ี 1 TaiwanCooking (2559)

สตู รที่ 2 ดัดแปลง : TaiwanCooking (2559)
สตู รท่ี 3 ดดั แปลง : TaiwanCooking (2559)

วธิ กี ารทําเม็ดไขม ุกอบแหง
1) นําแปง มันสาํ ปะหลงั ช่งั นา้ํ หนกั 200 กรมั และน้ําตาลทรายออ ย 80 กรมั
2) ต้ังหมอ เปดไฟแรง ใสน้ําเปลาลงไปตม ตมน้ําเปลา ทอ่ี ุณหภูมิ 90-100 องศา
เซลเซียส จนนํ้าเดอื ด จากนน้ั นํามาชงั่ นาํ้ หนกั 130 กรมั
3) เทน้ํารอนท่ีทาํ การช่งั นํา้ หนกั แลว ลงบนน้าํ ตาล คนใหละลาย จนเปน นา้ํ เชอ่ื ม
4) นาํ น้ําเช่ือมเทใสแ ปง มนั สําปะหลัง คนใหเ ปนเนื้อเดยี วกนั
5) นาํ ไปใหความรอนบนหมอทีม่ นี ้าํ เดือดเปนเวลา 1 นาที จากนน้ั นาํ แปงมานวด
ใหเ น้อื เนียน
6) ปน ใหเปนวงกลม 1 เม็ด นํ้าหนกั 5 - 6 กรัม
7) นาํ ไปอบในตอู บอณุ หภมู ิ 70 องศาเซลเซยี ส เปนเวลา 2 ชัว่ โมง
8) บรรจใุ สเ ก็บไวในถงุ สุญญากาศ และปด ผนึกโดยซลี สญุ ญากาศ
2.2 ศึกษาอัตราสวนที่เหมาะสมในการใชแปงมันเทศสีมว งทดแทนแปงมันสําปะหลัง
ในผลิตภัณฑเม็ดไขม ุกอบแหง
นําสูตรพื้นฐานท่ีผูทดสอบชิมใหคะแนนความชอบมากที่สุด (จากขอ 2.1) มา
ทําการศึกษาอัตราสวนที่เหมาะสมในการใชแปงมันมวงทดแทนแปงมันสําปะหลังบางสวนใน
ผลติ ภัณฑไขมกุ มนั เทศสีมวงในปริมาณตางกัน 3 ระดบั (แปง มันเทศสีมว ง : แปงมนั สําปะหลัง)
อัตราสวนคิดเปนรอยละ 70 : 30, 80 : 20 และ 90 : 10 และวางแผนการทดลองแบบสุม
สมบูรณ (Completely Randomized Design : CRD) เม่อื ใชแปง มันเทศสีมวงทดแทนแปงมัน
สาํ ปะหลังมกี ารดูดน้าํ ทําใหเ กิดเจล และสามารถขึน้ รูปเปน เมด็ ไขม ุกได ตามลาํ ดับ (ขัน้ ตอนการ
เตรียมแปงมนั เทศสมี ว ง ดังแผนภาพที่ 1) (ข้ันตอนการผลติ เม็ดไขมุกมันเทศสีมว ง ดังแผนภาพ
ที่ 2) และนาํ มาวัดคณุ ภาพไดแก
1) คุณภาพทางกายภาพ (ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกมันเทศสีมวงอบแหง) ไดแก คาสี
และวดั คาวอเตอรแอคติวติ ี (aw)

4

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2563

2) คุณภาพทางเคมี (ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกมันเทศสีมวงอบแหง) ไดแก ตรวจวัด
ปริมาณความชน้ื

3) การวิเคราะหคุณภาพทางดานประสาทสัมผัส (ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกมันเทศสี
มวงตมสุก) โดยวางแผนการทดลองสุมสมบูรณในบล็อก (Randomized Complete Block
Desing - RCBD) ทดสอบทางประสาทสัมผสั โดยใชผูทดสอบท่ีไมผ านการฝก ฝนจํานวน 50 คน
ซ่ึงเปนอาจารยและนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ทดสอบทาง
ประสาทสัมผัส โดยนําไขมุกมาประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสในดานลักษณะปรากฏ สี
กลน่ิ รสชาติ ลกั ษณะเนื้อสัมผสั และความชอบโดยรวม โดยมีการใหค ะแนนความชอบ 9 ระดบั
(9-Point Hedonic Scale) นํามาวิเคราะหหาความแปรปรวน (Analysis of Variance -
ANOVA) และวิเคราะหหาคาความแตกตางของคาเฉล่ียโดยวิธี Duncan’s New Multiple
Range test (DMRT) ทร่ี ะดับความเช่อื มน่ั รอยละ 95

นาํ มันเทศสีมว งไปลา งน้าํ ใหส ะอาด
ปอกเปลอื กมนั เทศสมี วงแลวหัน่ เปน ช้ินเทา ๆ กนั

ลา งมนั เทศสมี ว ง
นาํ มาน่งึ เปนเวลา 20 นาที ที่อุณหภมู ิ 90 – 100 องศาเซลเซียส

ตักมันเทศสมี ว งแลว จึงนาํ ไปบดใหละเอยี ด
นํามันเทศสีมวง 70 กรมั ตกั ใสถ ุงขนาด 7x11 นิ้ว มาเกล่ยี ใหก ระจายออกอยางสม่ําเสมอบนถงุ รอน

เขา ตอู บอณุ หภูมิ 70 องศาเซลเซียส เปน เวลา 5 ชวั่ โมง
นาํ มาปน ใหละเอยี ด

นาํ มารอ นโดยผา นตะแกรงรอนแปง ความถต่ี าขา ย 250 Mesh

แปง มนั เทศสีมวง

แผนภูมิท่ี 1 ขน้ั ตอนการผลิตแปงมันเทศสมี ว ง
ทีม่ า : ญานิล และคณะ (2557)

5

วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563

แปง มนั เทศสีมวงชงั่ นํา้ หนกั
แปง มนั สําปะหลงั ชัง่ นํา้ หนกั

นํามาผสมรวมกนั
ตม นา้ํ เปลา สะอาดทอี่ ุณหภมู ิ 90-100 องศาเซลเซยี ส

ชั่งน้าํ หนกั 130 กรมั
นํานํา้ มาละลายกบั นา้ํ ตาลทรายออ ย 80 กรัม คนใหละลาย
นํานํ้าเช่ือมผสมใสแ ปง มนั เทศสมี ว งและแปง มันสาํ ปะหลัง คนใหเปน เน้อื เดียวกนั

นาํ เคร่ืองนวดแปงมานวดใหท ้งั หมดเปนเน้อื เดียวกัน
รดี เปนแผน

ปน ใหเ ปนวงกลม 1 เมด็ นาํ้ หนัก 5 - 6 กรัม
นาํ ไปอบในตูอบอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส เปนเวลา 2 ชว่ั โมง

ผลติ ภณั ฑไ ขมุกมนั เทศสมี ว งอบแหง

แผนภมู ิท่ี 2 ขั้นตอนการผลิตเมด็ ไขม ุกมนั เทศสมี วง
ที่มา : ดดั แปลงจาก TaiwanCooking (2016)

6

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ี่ 2 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม – ธนั วาคม 2563

ตม นํา้ เปลา ใหเดอื ดแลว ปด ไฟ นาํ เม็ดไขมกุ แชในนํา้ เดอื ดทอ่ี ุณหภมู ิ 70 องศาเซลเซียส เปนเวลา 5 นาที
นํามาตัง้ ไฟ ตมในนาํ้ เดอื ดท่ีอุณหภมู ิ
100 องศาเซลเซียส เปน เวลา 10 นาที
จากนั้นนํามาแชในน้าํ เยน็ ท่ีอุณหภูมิ
5 องศาเซลเซียส เปน เวลา 5 วนิ าที

แผนภูมิที่ 3 ขั้นตอนการตม เมด็ ไขม ุกแปง มนั เทศสมี วง
2.3 ศึกษาเปรียบเทียบคุณภาพทางกายภาพ และทางเคมี ของผลติ ภัณฑเ มด็ ไขมุกใน
ทอ งตลาดและผลิตภณั ฑเ ม็ดไขมุกแปงมันเทศสมี วงสตู รที่ดีท่ีสดุ

ศึกษาคุณสมบัติของผลิตภัณฑไขมุกในทองตลาด และผลิตภัณฑไขมุกแปงมัน
เทศสีมวงสูตรที่ดีท่ีสุด โดยวิเคราะหคุณภาพทางกายภาพ และคุณภาพทางเคมี นําคามา
เปรียบเทียบกัน เพ่ือดูลักษณะความแตกตาง ประโยชนคุณคาทางโภชนาการของท้ัง 2
ผลิตภณั ฑ มาวดั คณุ ภาพ ไดแก

1) คุณภาพทางกายภาพ (ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกแบบตมสุกในทองตลาดและ
ผลิตภัณฑเม็ดไขม กุ แปง มนั เทศสีมวงแบบตมสกุ ) ไดแก คา สี และวดั คา aw และวเิ คราะหค าเนอ้ื
สมั ผัสอาหารทางดานความเหนียวนมุ ดว ยเครอ่ื งวิเคราะหเ น้ือสมั ผสั อาหาร (Texture analysis)
ซ่ึงในการวัดจะทําการกดตัวอยาง 2 ครั้ง (TPA) ใชหัวกดขนาด TA30 รายงานผลเปนคา
hardness, cohesiveness, springiness, chewiness และ gumminess

2) คุณภาพทางเคมี (ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกตมสุกในทองตลาดและผลิตภัณฑเม็ด
ไขมกุ มันเทศสีมวงตม สุก) ไดแก ตรวจวดั ปรมิ าณความชนื้

3) คุณภาพทางเคมี (ผลิตภัณฑไขมุกอบแหงในทองตลาดและผลิตภัณฑเม็ด
ไขม กุ แปง มันเทศสีมวงอบแหง ) ไดแก การวิเคราะหป รมิ าณกลมุ สาร (Proximate analysis) คือ
ปริมาณความชื้น ปริมาณโปรตีน ปริมาณไขมัน ปริมาณเสนใย ปริมาณเถา ปริมาณ
คารโ บไฮเดรต และวิเคราะหหาปริมาณแอนโทไซยานนิ (AOAC, 2000)

2.4 ศกึ ษาอายุการเกบ็ รักษาของผลิตภณั ฑแปง มนั เทศสมี ว งทดแทนแปงมันสาํ ปะหลงั
ในผลติ ภณั ฑเ ม็ดไขม กุ อบแหง

ศึกษาการเปล่ียนแปลงระหวางการเก็บรักษาของผลิตภัณฑเม็ดไขมุกมันเทศสี
มวงอบแหง โดย นําสูตรที่ดีท่ีสุด มาผสมนํ้าตาลออยธรรมชาติ 80 กรัม และนํ้า 130 กรัม
ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกแปงมันเทศสีมวงอบแหง 1 เม็ดมีน้ําหนัก 5-6 กรัม เก็บไวในถุงพลาสติก
สุญญากาศแบบเรียบขนาด 6×9 น้ิว ถุงละ 100 กรัม และปดผนึกโดยซีลสุญญากาศ และเก็บ

7

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท่ี 2 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2563

แบบสุญญากาศที่อุณหภมู ิ 30 องศาเซลเซยี ส นํามาวิเคราะหคณุ ภาพทางจุลนิ ทรีย โดยทําการ
สุม ตรวจ 7 วัน ตรวจ 1 คร้ัง ทุกสัปดาห เปนระยะ เวลา 4 สัปดาห มาวดั คุณภาพ ไดแก

คุณภาพทางจุลินทรีย ตามมาตรฐานผลิตภัณฑชุมชน ฉบับที่ 138 พ.ศ. 2546
เรื่องเสนลอดชองแหง ไดแก นํามาวิเคราะหคุณภาพดานจุลินทรีย ตรวจหาจุลินทรียท้ังหมด
และวิเคราะหต รวจหายีสต และรา

2.5 ศึกษาการยอมรับของผูบ ริโภคท่ีมีตอ แปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลัง
ในผลิตภัณฑเ มด็ ไขม ุกอบแหง

ในการทดสอบชิมโดยผานกรรมวิธีการผลิตแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมัน
สําปะหลังในผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหง ในการผลิตเม็ดไขมุกมันเทศสีมวงอบแหง 1 เม็ด
ปริมาณน้ําหนัก 5-6 กรัม โดยทําการตมเม็ดไขมกุ มนั เทศสีมว งใหส กุ จากนั้นใสแกวจํานวน 10
เม็ด ปดฝาแกวดวยฟลมถนอมอาหาร แยกนํ้าแข็งและชานม กอนนําไปทดสอบกับผูบริโภค
จาํ นวน 100 คน ณ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
และบุคคลทั่วไป โดยวิธีการสุมบังเอิญ ในดานความพึงพอใจตอผลิตภัณฑแปงมันเทศสีมวง
ทดแทนแปงมันสําปะหลังในผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหง ใชแบบทดสอบทั้งหมด 3 ตอน คือ
ตอนท่ี 1 ขอมูลทั่วไปของผูตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 ขอมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและทัศนคติ
ตอการบริโภคเมด็ ไขมุกมนั เทศสีมว งและตอนท่ี 3 ขอมูลดานการยอมรับผูบริโภคท่ีมีตอ การใช
แปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลังในผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหง จากน้ันทําการเก็บ
ขอ มลู ท่ไี ดเ พอ่ื นาํ มาวิเคราะหทางสถติ ิของผูบริโภคจํานวน 100 คน
3. ผลการวจิ ยั

3.1 ผลการศึกษาสูตรพื้นฐาน และกรรมวิธีการผลิตโดยใชแปงมันเทศสีมวงทดแทน
แปง มันสาํ ปะหลังในผลติ ภณั ฑเม็ดไขมกุ อบแหง

3.1.1 ผลการศึกษาสูตรพื้นฐานในการผลิตไขมุกอบแหงเพ่ือเปนสูตรพ้ืนฐานใน
การผลติ ผลิตภณั ฑแปง มันเทศสมี วงทดแทนแปง มนั สาํ ปะหลงั ในผลติ ภณั ฑเมด็ ไขม ุกอบแหง

ไดทําการนําเม็ดไขมุกอบแหงสูตรพ้ืนฐานที่เหมาะสมจากสูตรพื้นฐาน 3
สตู ร ดงั ตารางท่ี 1 นําเมด็ ไขมุกอบแหงไปทาํ การตมใหสุกท้ัง 3 สูตร แลว นําไปทดสอบคุณภาพ
ทางดานประสาทสัมผัส ผูทดสอบชิมใหคะแนนความชอบสูตรท่ี 2 มากท่ีสุด ที่มีการใชนํ้าตาล
ทรายออ ยในสวนผสม

3.1.2 ผลการศึกษาอัตราสว นที่เหมาะสมในการใชแปงมนั เทศสีมวงทดแทนแปง
มันสาํ ปะหลังในผลิตภณั ฑเ ม็ดไขมกุ อบแหง

8

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2563

ตารางที่ 2 ผลการวเิ คราะหท างกายภาพ และเคมอี ตั ราสว นท่เี หมาะสมในการใชแปงมันเทศสี

มว งทดแทนแปง มนั สําปะหลังในผลิตภัณฑเ มด็ ไขมกุ อบแหง
ปริมาณแปงมันเทศสมี วง : แปง มนั สําปะหลงั (รอ ยละ)
คณุ ลกั ษณะ
70 : 30 80 : 20 90 : 10

ทางกายภาพ

คาสี 33.44 ± 0.19a 33.15 ± 0.18ab 32.89 ± 0.10b
L* (ความสวาง) 7.67 ± 0.67c 8.16 ± 0.38b 8.89 ± 0.40a
a* (สีแดง) -3.85 ± 0.06a -4.12 ± 0.26b -4.53 ± 0.20c
b* (สนี ํ้าเงนิ ) 0.766 ± 0.001a 0.750 ± 0.000b 0.745 ± 0.001c
คา aw
ทางเคมี 6.69 ± 0.42 6.47 ± 0.13 6.43 ± 0.08

ปริมาณความชืน้ ns
หมายเหตุ : ตวั อกั ษรในแนวนอนทีต่ างกนั หมายถึง คาที่มคี วามแตกตา งกันอยางมีนยั สาํ คญั ทางสถติ ิ (p≤0.05)

ns ในแนวนอน หมายถงึ คา ที่ไมม ีความแตกตางกนั อยา งมีนยั สาํ คัญทางสถิติ (p>0.05)

ตารางที่ 3 แสดงลักษณะของผลิตภัณฑแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลังใน

ผลติ ภณั ฑเม็ดไขม กุ อบแหง จํานวน 3 สตู ร
ลกั ษณะผลติ ภัณฑ เน้อื สมั ผัส
สี กลิน่ (แบบตม สุก)
แบบอบแหง แบบตมสกุ

แปง มันเทศสมี วงทดแทนแปงมันสาํ หลังรอยละ 70 : 30

แบบตมสกุ มี แบบตม สกุ มกี ลน่ิ ของ เหนียวนุม
สมี วงเขม กวา แบบ มนั เทศสมี วงชดั เจนกวา และมคี วาม
ยดื หยุน
อบแหง แบบอบแหง เล็กนอ ย
แปงมนั เทศสมี ว งทดแทนแปงมนั สําหลังรอยละ 80 : 20

แบบตมสกุ มี แบบตมสุกมีกลิ่นของ เหนยี วนมุ
สีมวงเขม กวาแบบ มันเทศสมี วงชดั เจนกวา กดั ขาดงาย
อบแหง แบบอบแหง และมกี ลิ่น
ชดั เจนกวา สตู รทดแทน
แปงมันเทศสมี ว งทดแทนแปง มนั สําหลงั รอ ยละ 90 : 10
รอยละ 70 : 30

แบบตม สุกมี แบบตมสุกมีกลิน่ ของ เหนยี ว
สมี วงเขม กวา มนั เทศสีมวงชัดเจนกวา เลก็ นอย กัด
แบบอบแหงและ แบบอบแหง และมีกลิน่ ขาดงา ย
ชดั เจนกวาสตู รทดแทน
สูตรทดแทน รอยละ 70 : 30 และ
รอ ยละ 70 : 30
80: 20
และ 80: 20

9

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ี่ 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563

ตารางที่ 4 ผลการวิเคราะหทางดานประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑแปงมันเทศสีมวงทดแทน

แปงมันสําปะหลงั ในผลติ ภัณฑเมด็ ไขมุกอบแหง ท่ีเหมาะสม จาํ นวน 3 สูตร (ผลติ ภัณฑต มสุก)
ปรมิ าณแปงมันเทศสมี ว ง : แปงมนั สําปะหลงั (รอยละ)
คุณลักษณะ
70 : 30 80 : 20 90 : 10

ลักษณะปรากฏ 7.54 ± 1.20a 7.10 ± 1.33ab 6.98 ± 1.45b
สnี s 7.80 ± 1.03 7.52 ± 1.09 7.38 ± 1.16
กล่นิ 7.50 ± 1.07a 6.90 ± 1.11b 6.60 ± 1.39b
กลิ่นรส 7.18 ± 1.22ab 6.66 ± 1.22b 7.30 ± 1.53a
รสชาติ 7.64 ± 1.12a 6.80 ± 1.21b 6.28 ± 1.44c
ลกั ษณะเนอื้ สมั ผัส 8.30 ± 1.01a 6.08 ± 1.21b 4.74 ± 1.43c
ความชอบโดยรวม 8.46 ± 0.65a 6.44 ± 1.15b 5.36 ± 1.26c
หมายเหตุ : ตัวอักษรในแนวนอนทต่ี างกัน หมายถึง คา ท่มี คี วามแตกตางกันอยา งมนี ยั สําคัญทางสถิติ (p≤0.05)

ns ในแนวนอน หมายถงึ คาทีไ่ มมีความแตกตางกนั อยางมนี ัยสาํ คัญทางสถติ ิ (p>0.05)

3.1.3 ผลการศึกษาเปรียบเทียบคุณภาพทางกายภาพ และทางเคมีของ
ผลติ ภัณฑเม็ดไขม กุ ในทองตลาด และผลติ ภัณฑเมด็ ไขมุกมนั เทศสมี วงสตู รท่ดี ีท่สี ุด

เปรียบเทียบคุณสมบัติระหวางผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหงในทองตลาด
กับผลิตภัณฑเม็ดไขมุกมันเทศสีมวงอบแหง ไดทําการเลือกผลิตภัณฑท่ีดีท่ีสุด ไดแก Tapioca
peart (ผลิตภัณฑทองตลาด) และผลิตภัณฑแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลังใน
ผลิตภัณฑเ มด็ ไขมกุ อบแหงท่ที ดแทน รอ ยละ 70 : 30 นํามาทาํ การเปรยี บเทยี บ

ตารางที่ 5 ผลการวิเคราะหค ุณภาพทางกายภาพ และเคมี (ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกแบบตมสุกใน

ทองตลาดและผลติ ภัณฑเ มด็ ไขมุกแปง มนั เทศสีมว งแบบตมสกุ ) ผลิตภัณฑแ ปง มันเทศสมี ว ง
ทดแทนแปงมันสําปะหลงั ใน
คณุ ลักษณะ ผลิตภัณฑเมด็ ไขมกุ อบแหง ผลติ ภัณฑเ มด็ ไขม กุ อบแหง
ในทอ งตลาด

ทางกายภาพ 238.54 ± 43.89b 735.30 ± 104.70a
คา เน้อื สมั ผัส (นิวตัน) -7.99 ± 4.75a -285.71 ± 47.31b
1.02 ± 0.10a
- ความแขง็ (Hardness) 0.85 ± 0.02a 0.75 ± 0.10b
- ความเกาะติดของอาหารกับ 203.73 ± 41.06b 0.54 ± 0.03b
ผิวสมั ผสั (Adhesiveness) 208.83 ± 44.42b 403.99 ± 72.58a
- ความยืดหยุน (Springiness) 306.04 ± 79.23a
- ความสามารถในการเกาะตัว
รวมกัน (Cohesiveness)
- ความเหนยี ว (Gumminess)
- แรงท่ใี ชในการเค้ยี ว
(Chewiness)

10

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท่ี 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธนั วาคม 2563

ตารางที่ 5 (ตอ )

คณุ ลกั ษณะ ผลิตภณั ฑเมด็ ไขม กุ อบแหง ผลิตภณั ฑแปงมนั เทศสมี วง
ในทองตลาด
ทดแทนแปง มนั สําปะหลังใน
ผลติ ภัณฑเ ม็ดไขมุกอบแหง

ทางเคมี

- ปรมิ าณความชื้น (รอ ยละ) 52.73 ± 0.27a 41.57 ± 0.18b
หมายเหตุ : ตวั อกั ษรในแนวนอนท่ตี า งกนั หมายถงึ คา ที่มคี วามแตกตางกันอยา งมีนัยสําคญั ทางสถิติ (p≤0.05)

ตารางที่ 6 วิเคราะหคุณภาพทางเคมี ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกแปงมันเทศสีมวงอบแหง และ

ผลิตภัณฑไขมุกอบแหงในทอ งตลาด ผลติ ภณั ฑแ ปง มนั เทศสมี วง
ทดแทนแปง มนั สําปะหลังใน
การวเิ คราะห ผลิตภัณฑเม็ดไขม กุ
(รอ ยละ) อบแหง ในทองตลาด ผลติ ภัณฑเม็ดไขมุกอบแหง

ปรมิ าณโปรตีน 0.08 ± 0.01b 1.94 ± 0.02a
ปริมาณไขมัน 0.46 ± 0.01b 0.63 ± 0.01a
ปริมาณเสน ใยหยาบ 0.11± 0.02b 1.21 ± 0.05a
ปริมาณเถา 0.80 ± 0.01b 1.24 ± 0.02a
ปริมาณคารโบไฮเดรต 98.55 ± 0.00a 94.98 ± 0.00b
ปรมิ าณแอนโทไซยานนิ 0.000 ± 0.000b 0.031 ± 0.001a
(มลิ ลิกรมั : ลติ ร)
หมายเหตุ : ตวั อักษรในแนวนอนทต่ี า งกนั หมายถงึ คาทีม่ ีความแตกตางกันอยางมนี ยั สําคญั ทางสถิติ (p≤0.05)

3.2 ศกึ ษาอายุการเก็บรักษาของผลติ ภณั ฑแปง มนั เทศสมี ว งทดแทนแปงมันสําปะหลงั
ในผลติ ภณั ฑเ ม็ดไขมกุ อบแหง

3.2.1 ผลศกึ ษาอายกุ ารเกบ็ รกั ษาของผลติ ภัณฑแปง มนั เทศสมี วงทดแทนแปงมนั
สําปะหลังในผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหง ปดซีลสุญญากาศเก็บที่อุณหภูมิหอง แลวนํามา
วิเคราะหค ุณสมบตั ิทางจุลินทรยี ทุก 7 วัน สามารถเก็บไดอยา งนอยเปนระยะเวลา 28 วัน

3.3 ศึกษาการยอมรับของผูบริโภคที่มีตอแปงมันเทศสีมว งทดแทนแปงมันสําปะหลัง
ในผลิตภณั ฑเ มด็ ไขมุกอบแหง

จากการศึกษาการยอมรับของผูบริโภคท่ีมีตอแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมัน
สําปะหลงั ในผลิตภัณฑเ มด็ ไขมุกอบแหง ทําการตม เมด็ ไขมุกมนั เทศสีมว ง โดยนาํ ไขม ุกมนั เทศสี
มวงอบแหงแชลงในน้ํารอน เปนเวลา 5 นาที และทําการตมตอ เปนเวลา 10 นาที จากน้ัน
นาํ มาแชใ นนาํ้ เย็นทอ่ี ุณหภมู ิ 5 องศาเซลเซียส เปน เวลา 5 วินาที จัดใสแกว จาํ นวน 10 เม็ด ปด
ฝาแกว ดวยฟล ม ถนอมอาหาร แยกนาํ้ แขง็ และชานม กอ นนําไปทดสอบกับผบู รโิ ภคจํานวน 100
คน พบวา ผูบริโภคใหการยอมรับผลิตภัณฑการใชแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลัง

11

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ่ี 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2563

ในผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหง คิดเปนรอยละ 100 ซ่ึงผูบริโภคมีความชอบมากที่สุด คิดเปน
รอยละ 54
4. สรปุ ผลและอภปิ รายผล

ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกสูตรพื้นฐานที่มีชนิดของน้ําตาลที่แตกตางกัน จํานวน 3 ชนิด
ไดแก นํ้าตาลทรายขาว นํ้าตาลทรายออย และนํ้าตาลทรายแดง จากการทําการทดสอบ
คุณภาพทางดานประสาทสัมผัสของสูตรเม็ดไขมุกสูตรพ้ืนฐาน พบวา ผูทดสอบใหคะแนน
ความชอบในสูตรทใี่ ชนํ้าตาลทรายออ ยมากท่สี ดุ เน่ืองจากผลติ ภัณฑท ี่ใชน้ําตาลทรายออ ย (ตม
สุก) มีลักษณะรูปทรงท่ีกลม ผิวเรียบ มีความเงา และมีเน้ือสัมผัสที่เหนียวนุม ดังน้ันผูศึกษาจงึ
ไดทําการเลือกในสูตรที่ใชน ้าํ ตาลทรายออ ยมาทําการศกึ ษาตอ ไป

การศึกษาอัตราสวนท่ีเหมาะสมในการใชแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลัง
ในผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหง ท่ีมีปริมาณการทดแทน 3 ระดับ พบวา คาความชื้นและคาน้ํา
อิสระ (aw) ไมเกินมาตรฐาน (มาตรฐานผลิตภัณฑชุมชน 138/2546) เม่ือผานการอบแหงเปน
เวลา 2 ชั่วโมงและนํามาตมสุก ซ่ึงสูตรที่ใชปริมาณแปงมันเทศสีมวงมากท่ีสุดจะมีคา aw มาก
ท่ีสุด เนื่องจากแปงมันเทศสีมวงจะมีปริมาณความช้ืนมากกวาเมอื่ ตั้งทิ้งไวจะจับตัวกันเปนกอน
ไดงาย และปรมิ าณความชน้ื ในแปง มนั เทศสมี วงยังจดั อยูในกลมุ ผลิตภัณฑของแหง คา ท่วี ัดไดท้ัง
3 สูตร จึงไมมีความแตกตางกัน คุณภาพทางดานคาสี พบวา ปริมาณการทดแทนรอยละ 70 :
30 และ 80 : 20 มีคาความสวา ง (L*) เทากับ 33.44 ± 0.19 และ 33.15 ± 0.18 ท่ีมีคามาก
ท่ีสุด สวนคาสีแดง (a*) และคาสีนํ้าเงิน (b*) ในปริมาณรอยละ 90 : 10 จะมีคาเทากับ 8.89
และ -4.53 มีคาสีท่ีเขมที่สุด เน่ืองจากปริมาณแปงมันเทศสีมว งมีปริมาณการทดแทนมากท่สี ดุ
ทําใหไดผลิตภัณฑมีสีมวงเขม เปนสีที่ไดจากธรรมชาติที่จัดอยูในกลุมฟลาโวนอยด และในมัน
เทศสีมวงจะมีสารที่ช่ือวา แอนโทไซยานิน ซ่ึงจะเปลี่ยนไปตามสภาวะความเปนกรด-ดาง เปน
สารท่ีใหสีต้ังแตสีนํ้าเงิน และจะเปล่ียนเปนสีมวงเม่ืออยูในสภาวะเปนกลาง (pH = 7) (จักร
พงศ, 2542) ซึ่งการทดแทนที่เพิ่มขึ้นสงผลใหสีของผลิตภัณฑมีสีที่เขมขึ้นตามลําดับ สวน
คุณภาพทางดานประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑ พบวา ผูทดสอบชิมใหความชอบในสูตรที่
ทดแทน 70 : 30 มากท่ีสุด รองลงมาจะเปนสูตรท่ีทดแทน 80:20 และ 90:10 ตามลําดับ
เนื่องจากเม่ือทําการเพิ่มปริมาณแปงมันเทศสีมวงจะสงผลตอความนุมเหนียวในผลิตภัณฑเมด็
ไขมุก เมื่อใสเพ่ิมขึ้นทําการตมใหความรอนผลิตภัณฑจะมีลักษณะเน้ือสัมผัสเละขาดงายสง ผล
ในการเคยี้ ว ซึง่ แตกตา งจากการใชแปง มันสาํ ปะหลงั เพยี งอยางเดยี วหรือใชในปริมาณท่มี ากกวา
เน่ืองจากแปงมันสาํ ปะหลงั ประกอบดว ย โมเลกุลโพลีแซคคาไรด 2 ชนิด คือ อะมิโลสประกอบ
ดวย กลูโคสเกาะกันเปนเสนเดียวจะมีลักษณะเปนวุนเมื่อแปงสุก อะมิโลเพคตินประกอบดวย
กูลโคสเกาะกันเปนแขนง เม่ือแปงสุกจะมีลักษณะเหนียวเกาะกันแนนเหนียวแตไมเปนวุน (ชู
เกยี รติ และกลาณรงค, 2550)

12

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ่ี 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2563

การศึกษาเปรียบเทียบคุณสมบัตริ ะหวางผลิตภณั ฑเ ม็ดไขมุกอบแหงในทองตลาดกับ
ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกแปงมันเทศสีมวงอบแหงที่มีการควบคุมขนาดเม็ดไขมุกอบแหงตาม
ผลิตภัณฑในทองตลาด มาทําการเปรียบเทียบ พบวา คาสีในการเปรียบเทียบผลิตภัณฑเม็ด
ไขมุกแบบตมสุกในทองตลาด และผลิตภัณฑเมด็ ไขม กุ มนั เทศสีมวงแบบตม สกุ มีความแตกตาง
กัน ในการวิเคราะหดานเน้ือสัมผัส มีความแข็ง, ความเหนียว และแรงท่ีใชในการเค้ียวใน
ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกแปงมันเทศสีมวงมีคามากกวาผลิตภัณฑเม็ดไขมุกในทองตลาด ทางดาน
ความเกาะตดิ ของอาหารกับผวิ สมั ผัส ความยดื หยนุ และความสามารถในการเกาะตัวรวมกัน ใน
ผลิตภัณฑเ ม็ดไขมุกแปงมันเทศสีมว งมคี า นอยกวาผลติ ภัณฑเ ม็ดไขมุกในทองตลาด ซ่ึงแตกตาง
กนั อยา งมนี ยั สําคัญทางสถติ ิ (p≤0.05) เนื่องจากเม็ดไขม ุกในทอ งตลาดใชแปง มันสาํ ปะหลังเปน
หลักเมือ่ นาํ มาทําการคนื ตัวโดยการใชความรอน จะทําใหเ ม็ดแปงพองตัวเพิ่มขน้ึ จนถึงจดุ ทพ่ี อง
ตัวเต็มท่ี และแตกออกโมเลกุลของอะมิโลสขนาดเล็ก เมื่อปลอยใหเย็นตัว เกิดเปนรางแหสาม
มิติ โครงสรางน้ีสามารถอุมน้ํา และไมมีการดูดนํ้าเขามาอีก มีความหนืดคงตัวมากขึ้น เกิด
ลักษณะเจลเหนียวคลายฟลมหรือผลึก และเมื่อลดอุณหภูมิใหต่ําลงไปอีก ทําใหเจลมีลักษณะ
ขาวขุน และมีความหนืดเพิ่มข้ึน (กลาณรงค และเกื้อกูล, 2543) และทําการเปรียบเทียบ
คณุ ภาพทางเคมขี องผลติ ภัณฑเ ม็ดไขมุกอบแหง ในทอ งตลาดกบั ผลติ ภัณฑเมด็ ไขม ุกแปงมันเทศ
สมี ว งอบแหง พบวา ปรมิ าณโปรตีน, ไขมนั , เสนใยหยาบ, เถา และแอนโทไซยานนิ ในผลิตภณั ฑ
เม็ดไขมุกมันเทศสีมวงมีคามากกวาผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหงในทองตลาด โดยในการศึกษา
แอนโทไซยานินในมันเทศสมี ว ง พบวา มีคุณสมบัตมิ ากมาย เชน สามารถตานอนมุ ูลอิสะ 1,1 -
Diphenyl – 2 – picrylhydrazyl (DPPH) ซึ่งมีผลตอความเปนพิษของตับเกิดจากคารบอน
ออกไซด (CCl4) และมีผลตอความตานทานของ low – density lipoprotine (LDL) ตอการ
ออกซิเดช่ัน สามารถตานการอักเสบ และยังมีคุณสมบัติในการตานเช้ือแบคทีเรียได (นิพัทรา
และคณะ, ม.ป.ป.) ดังน้ันการใชแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลังในผลิตภัณฑเม็ด
ไขมกุ อบแหงมีคาโภชนาการที่ดีกวาผลติ ภัณฑเ ม็ดไขม กุ อบแหงในทองตลาด

ศึกษาอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสาํ ปะหลังใน
ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหง พบวา ผลการตรวจวิเคราะหจุลินทรียทั้งหมด ยีสต และราของ
ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกแปงมันเทศสีมวงอบแหงเม่ือเก็บรักษาในอุณหภูมิหอง เปนระยะเวลา 28
วนั ไดท ําการตรวจนับจลุ นิ ทรียทั้งหมด โดยทําการสมุ ตรวจตวั อยา งทกุ 7 วัน จนครบระยะเวลา
28 วัน พบวา วันที่ 21 และวันที่ 28 พบจุลินทรียทั้งหมดอยูท่ี 10 โคโลนีตอตัวอยาง 1 กรัม
และ 100 โคโลนตี อ ตวั อยาง 1 กรัม ตามลําดบั ซึ่งไมเกินมาตรฐานของผลิตภัณฑท ีก่ ําหนด โดย
จะตองพบจุลินทรียท้ังหมดไมเกิน 1 x 103 โคโลนีตอตัวอยาง 1 กรัม และราตองนอยกวา 10
โคโลนีตอตัวอยาง 1 กรัม ดังนั้นผลิตภัณฑเม็ดไขมุกแปงมันเทศสีมวงอบแหงใน
ถุงสุญญากาศมีอายุการเก็บรักษาอยางนอย 28 วัน ซึ่งในระยะเวลา 28 วัน ไมมีการเส่ือมเสีย
ทางดานสี การเกิดยีสต และราบนพ้ืนผิวของผลิตภัณฑเม็ดไขมุกแปงมันเทศสีมวงอบแหง
(มาตรฐานผลิตภัณฑช ุมชน 138/2546)

13

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563

ศึกษาการยอมรับของผูบริโภคท่ีมีตอแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลังใน
ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหง พบวา มีความพึงพอใจตอการใชแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมัน
สําปะหลังในผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหง โดยมีคะแนนความชอบมากคิดเปนรอยละ 62 สวน
การยอมรับตอผลิตภัณฑเม็ดไขมุกมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลังของผูบริโภค พบวา
ผูบริโภคใหการยอมรับคิดเปนรอยละ 100 และจากการสอบถามผูบริโภควาหากมีการนํา
ผลิตภัณฑที่ใชแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลังในผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหงมา
จําหนายทานสนใจจะซื้อหรือไม พบวา ผูบริโภคใหการยอมรับและซื้อผลติ ภัณฑค ิดเปน รอยละ
97 และไมแนใจคิดเปนรอยละ 3 สวนราคาที่เหมาะสมตอการขายผลิตภัณฑ
เมด็ ไขม กุ มันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลงั บรรจุถงุ ปริมาณ 500 กรัม ผูบริโภคมคี วามพึง
พอใจตอราคา 75 บาท คดิ เปน รอ ยละ 73

5. กิตตกิ รรมประกาศ
งานวิจัยฉบบั น้ี ประสบความสาํ เร็จไดด ว ยดี ตองขอขอบคณุ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยี

ราชมงคลพระนคร คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร สาขาวิชาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีการ
อาหาร อาจารยแ ละนกั ศกึ ษาปริญญาตรี ท่ีมีสวนชวยเหลือในเร่ืองการศึกษาการใชแปงมันเทศ
สมี ว งทดแทนแปงมันสําปะหลงั ในผลติ ภัณฑเม็ดไขมกุ อบแหง

6. เอกสารอา งองิ
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสขุ . 2562. ชานมไขม ุกพลงั งานสงู . สํานักสารนเิ ทศ สํานักงาน

ปลัดกระทรวงสาธารณสขุ , กรงุ เทพฯ.
กลาณรงค ศรีรอด และเกื้อกูล ปยะจอมขวัญ. 2543. เทคโนโลยีของแปง. มหาวิทยาลัย

เกษตรศาสตร, กรงุ เทพฯ.
จักรพงศ ไพบูลย. 2542. ส ารต าน อ นุมูล อิสระ . [ออนไลน] เขาถึงไดจาก :

http://www.thaiclinic.com/antioxidant.html, 8 สิงหาคม 2562.
ชูเกียรติ กิจคุณาเสถียร และกลาณรงค ศรีรอด. 2550. อิทธิพลของเกลือ น้ําตาลความเปน

กรด-ดา ง และอณุ หภมู ิในการทําใหสุก ตอ สมบัตคิ วามหนดื ของแปงเปยกจากแปง
มันสาํ ปะหลงั และแปง มนั สําปะหลังดัดแปร. มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร, กรงุ เทพฯ.
ญานลิ ชยั ณรงค, กลุ ยา ลม้ิ รงุ เรอื งรัตน และอโนชา สขุ สมบรู ณ. 2557. ผลของปริมาณแปงมนั
เทศสีมวงที่มีตอคุณภาพของหมั่นโถว. ภาควิชาวิทยาศาสตรการอาหาร คณะ
วิทยาศาสตรมหาวิทยาลยั บูรพา, ชลบรุ ี.

14

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2563

นิพัทธา พันธพานิช, ภัครพี กันทะมา และศุภกิตต โรจนาธีรวัฒน. ม.ป.ป. การแปรรูปแปง
ทารตสําเร็จรูปจากมันเทศสีมวง. วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีการอาหาร คณะ
อุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชยี งใหม, เชยี งใหม.

มาตรฐานผลติ ภณั ฑชุมชน. 2546. ลอดชองแหง . ตามมาตรฐานผลติ ภณั ฑชุมชน ฉบบั ที่ 138.
AOAC. 2000. Official Methods of Analysis of the Association of Official

Analytical Chemists, Washington, D.C.
Campus star. 2018. ตนกําเนิดชาไขมุก และอุดมการณอันยิ่งใหญ ของรานตนตํารับ ชา

ไ ข มุ ก ไ ต ห วั น . [ Online] Available from : https://lifestyle.campus-
star.com/scoop/142424.html?fbclidIwAR36I6VL7J9xqvTaaSRmfHWN5kv2
ZA7Jzhp4eXDyzqGSPVqGW_aB7MI7CfM, 15 February 2019.
TaiwanCooking. 2016. Home made tapioca pearls for bubble tea, bo-ba tea
(pearl milk tea). [ Online] Available from :
https://www.youtube.com/watch?v=6 PXPBj QHR_0 & feature
=share&fbclid=IwAR3 FK0 3 5 2 8 Ocd4 z4 2 pPjPCiR_HN0 tRrQ m9 YHys
WlHKtiBeY1rnpo4X7eIqQ, 15 February 2019.

15

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2563

การพัฒนาผลิตภัณฑข า วสังขห ยดพองไรน้าํ มันผสมเมล็ดพืช
Development of Oil Free Puffed Sangyod Rice Grain

and Other Seeds Product

สดิ ารตั น เกษะโกมล1* และอมรรตั น เจรญิ ชัย1
Sidarat Kesakomol1* and Amornrat Charoenchai1

บทคดั ยอ
การพัฒนาผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองไรนํ้ามันผสมเมล็ดพืชเพื่อตองการเพ่ิมมูลคา
ของผลิตภัณฑขาวพองใหกับทองถิ่นทางภาคใต ซ่ึงเปนแหลงเพาะปลูกขาวสังขหยดท่ีมี
คุณประโยชนมากมาย และเพื่อใหไ ดผลิตภัณฑท ี่มีประโยชนตอผบู รโิ ภคที่รกั สุขภาพในปจจุบนั
การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงคเพื่อ 1) เปรียบเทียบผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองแบบทอดและแบบ
ค่ัวไรน้ํามัน 2) ศึกษาอัตราสวนผสมท่ีเหมาะสมของเมล็ดพืชท่ีใชผสมขาวสงั ขหยดไรนํ้ามนั กับ
เมล็ดพืช 3) เพื่อศึกษาอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองไรนํ้ามันผสมเมล็ดพืช
4) คํานวณตนทุนวัตถุดิบการทําผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองไรน้ํามันผสมเมล็ดพืชจาก
การศึกษาพบวาการทําขาวพองแบบไมใชน้ํามันในการทอดเปล่ียนเปนใชวิธีการคั่วในกระทะ
พบวาลักษณะทางกายภาพของเมล็ดพองเมล็ดขาวเม่ือโดนความรอนจะพอง ผูบริโภคใหการ
ยอมรับวิธีการคั่วไมใชน้ํามันเนื่องจากลดและเล่ียงการบริโภคอาหารจากการทอดโดยใชนาํ้ มนั
ซึ่งเปนผลดีตอสุขภาพ ในการพัฒนาผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองผสมเมล็ดพืช พบวาผูทดสอบ
ชิมใหการยอมรับผลิตภัณฑท่ีมีอัตราสวนขาวสังขหยด : เมล็ดพืชที่ 50:50 มากกวาอัตราสวน
30:70 และ 70:30 ผลการศึกษาอายุการเก็บรักษาได 7 วันในการเก็บท่ีอณุ หภูมิหอ งปกตจิ าก
การวิเคราะหเชื้อรา และปริมาณน้ําอิสระ aw จากการคํานวณตนทุนวัตถุดิบการทําผลิตภัณฑ
ขาวสังขหยดพองไรนํ้ามันผสมเมลด็ พืช พบวาราคาวัตถุดิบราคาตนทุน 1 สวนเทากับ 95 บาท
คาดําเนินการ 30% เทากับ 29 บาท ไดผลิตภัณฑจํานวน 60 ชิ้น ราคาทุนตอชิ้นเทากับ 2.10
บาท
คําสําคญั : ขาวสังขห ยด, ขา วพอง, ไรน าํ้ มนั , เมล็ดพืช

1 สาขาวชิ าคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
1 Master of Home Economics Program, Rajamangala University of Technology Phra Nakhon
* ผูประสานงานนพิ นธ E-mail: [email protected]

16

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท่ี 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2563

ABSTRACT
The development of oil free puffed Sangyod rice grain and other seeds
product to increasing the value of puffed rice products in the southern region,
which is the source of Sangyod rice cultivation, which has many benefits and to
get the product that is beneficial to consumers who are healthy today. This
research had the following objectives: 1.) to compare roasted and fried Sangyod
rice grain products. 2.) To find proper proportion of puffed Sangyod rice grains
to other seeds. 3.) To find storage life of puffed Sangyod rice grains mixed with
other seeds product. 4.) To calculate cost of production of oil free puffed
Sangyod rice grains mixed with other seeds product. Results found that physical
properties of roasted Sangyod rice grains puffed and expand better than the fried
ones. Consumers preferred the roasted grains to the fried one because less oil
was consumed which was good for health. In developing puffed Sangyod rice
grain product, Consumers accepted the second formula of 50:50 proportion of
puffed Sangyod rice grains to other seeds better than the other proportion of
30:70 and 70:30. The results were statistically significant. This formular was used
in storage life study. Results found that the product can be kept 7 days at ordinary
room temperature Microbial growth was observed every two days. Mold and
yeast count and water activity were studied. No mold nor yeast were found in
day 0, water activity was 0.58. No mold nor yeast were found for 7 days. Cost of
production of puffed Sangyod rice grain mixed with other seeds product was
calculated. Material cost was 95 Baht. 30% processing cost was 29 Baht for 50
pieces of product. The average cost per piece was 2.10 Baht.
Keywords : Sangyod Rice Grain, Puffed, Oil Free, Other seeds
1. บทนํา
ปจจบุ นั ความเจรญิ กา วหนาทางเทคโนโลยีเปล่ียนแปลงอยางไมหยุดย้ัง ในสงั คมเต็ม
ไปดวยการแขงขันโดยเฉพาะการแขงขันทางดานอาหาร ซ่ึงอาหารเปนปจจัยหลักท่ีมี
ความสําคัญ และจําเปนอยางย่ิงตอการดํารงชีวิตของมนุษย การท่ีคนเรามีพฤติกรรมบริโภคที่
เหมาะสม จะสงผลใหมีภาวะโภชนาการที่ดี มีการพัฒนาทั้งทางดานรางกาย จิตใจ สังคมและ
สติปญญาอยางมีศกั ยภาพ ซึ่งในปจจุบันทางเลอื กในการบรโิ ภคอาหารที่มีหลากหลายประกอบ
กับวถิ ีการชีวติ ของมนษุ ยท่เี รง รบี และตอ งการความสะดวกสบาย ทําใหขนมขบเคย้ี ว ซึง่ ถอื เปน

17

วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ่ี 2 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563

อาหารสําเร็จรูป จึงไดรับความนิยมในการบริโภคในทุกเพศทุกวัย (สถาบันอาหาร, 2558)
โดยเฉพาะวัยรนุ หรอื เด็กๆ เน่ืองจากสินคา ขนมขบเค้ียวมรี ูปแบบ รสชาติที่หลากหลาย พกพา
ความสะดวก อีกทัง้ ยังมีการโฆษณาและโปรโมช่นั ตางๆ เปนการสรา งแรงจงู ใจให ผบู ริโภคเลอื ก
ซือ้ มารบั ประทานไดเ ปน อยา งมาก (นิภาธร, 2547)

การพฒั นาผลติ ภณั ฑขาวสังขห ยดพองไรนํ้ามนั ผสมเมลด็ พืช ขา วทีใ่ ชใ นการศึกษา คอื
ขาวสงั ขห ยด จ.พัทลงุ เมื่อวนั ท่ี 23 มิถนุ ายน 2549 ขาวสงั ขหยดไดร บั คาํ ประกาศรบั รองใหเ ปน
“สินคาบงช้ีทางภูมิศาสตร”หรือ“ขาวGI” (Geographical Indications) ตามพระราชบัญญัติ
คุมครองสิ่งบงช้ีทางภูมิศาสตร พ.ศ.2546 โดยใชชื่อวา “ขาวสังขหยดเมืองพัทลุง” ซึ่งไดช่ือวา
เปนขาว GI พนั ธแุ รกของประเทศไทย (สาํ เริง, 2550) ในที่น้ีหลายคนตองกลับมามองประโยชน
จากขาวสังขหยดซึ่งอุดมไปดวยคุณคาทางโภชนาการและการนํามาเปนขาวพองโดยมีกรรมวธิ ี
การทําขาวพองโดยปราศจากนํ้ามัน ซ่ึงการที่เราไมใชนํ้ามันเลยสงผลดีตอสุขภาพและตัวของ
ผลิตภัณฑ เนื่องจากขาวพองท่ีทอดโดยน้ํามันถึงแมลักษณะจะพองกวาแตจะมีกล่ินหืนและ
ระยะเวลาในการเก็บนอยกวาแบบที่ไมทอด (นิธิยา, 2548) การวิจัยมีจุดประสงคเพื่อ
เปรียบเทียบผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองแบบคั่วและแบบทอดเพื่อศึกษาอัตราสวนผสมท่ี
เหมาะสมขาวสังขหยดพองกับเมล็ดพืช ศึกษาการยอมรับผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองไรน้ํามัน
ผสมเมลด็ พืช เพ่ือศึกษาอายกุ ารเกบ็ รกั ษาของผลติ ภัณฑขาวสังขหยดพองไรนํ้ามันผสมเมล็ดพชื
และเพื่อคํานวณตนทุนวัตถุดิบการทําผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองไรนํ้ามันผสมเมล็ดพืช ทาง
ผูว จิ ัยมีความคาดหวงั เพื่อไดผลติ ภัณฑใหมท ีม่ ีการยอมรับของผบู รโิ ภคเพม่ิ คุณภาพในสินคาและ
มูลคาใหกับเกษตรกร โดยมีจุดเนนของผลิตภัณฑคือขาวสังขหยดพองทปี่ ราศจากน้ํามนั และได
เปนการเพ่ิมมูลคาผลิตภัณฑใหกับทองถ่ิน และเพ่ือเปนทางเลือกใหมสําหรับผูบริโภคที่รัก
สุขภาพ
2. ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั

2.1 เปรยี บเทยี บผลติ ภณั ฑข า วหยดพองแบบทอดและแบบค่ัว (ไรนา้ํ มนั ) ทเ่ี หมาะสม
คัดเลือกสูตรพ้ืนฐาน นําขาวสังขหยดพองท่ีผลิตข้ึนดังสวนผสมตารางที่ 1 มา

ประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัส ทางดานสี กลน่ิ รสชาติ เนอื้ สมั ผสั และความชอบโดยรวม
จากนั้นประเมนิ คณุ ภาพทางดานประสาทสมั ผัส โดยผเู ชย่ี วชาญจํานวน 10 คน ผทู ดสอบท่วั ไป
จํานวน 50 คน ดวยวิธีทดสอบการยอมรับ (Acceptance test) ใชสเกลวัดระดับความชอบ 9
ระดับ (9-Point Hedonic Scale) จาก 1 (ไมชอบมากที่สุด) ถึง 9 (ชอบมากที่สุด) ประเมิน
ทางดานลักษณะปรากฏ สี กล่ิน รสชาติ เน้ือสัมผัส และความชอบโดยรวม ซ่ึงวางแผนการ
ทดลองแบบสุมในบลอ็ กสมบรู ณ Randomized Complete Block Design (RCBD) วิเคราะห
ความแปรปรวนทางสถิติของขอมูล Analysis of Variance (ANOVA) และเปรียบเทียบความ
แตกตางระหวางคาเฉล่ีย โดยวิธี Duncan’s New Multiple Range Test (DMRT) ท่ีระดับ

18

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท่ี 2 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม – ธนั วาคม 2563

ความเช่ือม่ัน 95% เพ่ือคัดเลือกวิธีการผลิตเมล็ดขาวสังขหยดพองที่เหมาะสม ในการผลิตเปน
ผลิตภัณฑข าวสงั ขหยดพองผสมเมล็ดพืชตอ ไป

ตารางที่ 1 สว นผสมของผลติ ภณั ฑขา วสงั ขห ยดพองแบบทอดและแบบคัว่ (ไรน ํ้ามัน)

สวนผสม ขา วสังขห ยดแบบทอด ขา วสงั ขหยดแบบคั่ว (ไรน ํ้ามัน)

เมล็ดขาวสังขหยดพอง 800 กรัม 800 กรัม
นาํ้ เปลา 225 กรมั 225 กรมั
น้ําตาลโตนด 200 กรมั 200 กรมั
น้ําตาลทรายแดง 90 กรัม 90 กรัม
แบะแซ 150 กรัม 150 กรัม
น้ํามนั สําหรบั ทอด 500 กรัม -

วิธีทําขา วสังขห ยดพอง (จิราภรณ, 2557)
1) ซาวขาวสังขหยดใหสะอาด ลางสงิ่ ทป่ี นเปอน (ฝนุ ) นําไปหุงใหส ุก พกั จนขา ว
เยน็ ไมมคี วามรอ น ใสภ าชนะ เชน กระดง แผใ หบาง ตากแดดจดั ประมาณ 24-48 ชม. เกลย่ี ให
กระจายไมใหต ิดเปน กอน
2) นํากระทะตั้งไฟ เทนํ้ามันเม่อื รอ น เอาขาวสังขห ยดลงทอด จนมีลักษณะพอง
สีเขม ข้ึนและกรอบ (สูตรขา วสังขห ยดทอด) เสร็จแลว ตักขาวข้ึนใสภ าชนะ
3) นํากระทะต้ังไฟ เอาขาวสังขหยดลงค่ัวใหพองจนมีลักษณะสีเขมและกรอบ
(สตู รขาวสังขห ยดค่วั ) เสรจ็ แลว ตกั ขาวข้ึนใสภ าชนะ
4) นํากระทะตั้งไฟออนค่ัว งาขาว งาดํา และถั่วลิสง ตามลําดับ งาขาว งาดําคัว่
พอหอมเหลอื ง ออนๆ ถวั่ ลสิ งคัว่ จนสกุ และกรอบ แกะเอาเปลือกออก และแบงถ่วั เปนสองซีก
5) นํากระทะตั้งไฟออน ใสน ํ้าตาลโตนด นํา้ ตาลทราย น้ํา แบะแซ คนจนละลาย
เขา กัน กวนตอ จน น้ําตาลเร่มิ เหนยี วมลี กั ษณะเปน ยางมะตมู พอเดือดเปน ฟองเลก็ ๆ จนทวั่ ปด
ไฟ ใสงาดํา งาขาว ถ่วั ลสิ ง เมล็ดฟกทอง ขา วสังขห ยดพอง กวนใหเ ขากัน
6) ตักใสถาดเกลย่ี ใหบ าง ทิ้งไวจนเย็นตวั จึงตัดเปนชิ้นๆ (ตัดเปนแทง / เปนช้ิน
สเี่ หล่ยี ม หรือเปน กอ นกลมแบนๆ) เก็บใสภาชนะมฝี าปด
2.2 ศกึ ษาอัตราสว นทเ่ี หมาะสมของเมล็ดพืชทีใ่ ชผ สมขา วสงั ขห ยดพองไรน ้ํามนั
ผสมขาวสังขหยดพองกับเมล็ดพืชจํานวน 4 ชนิด คือ เมล็ดฟกทอง ถัวลิสง งา
ขาว งาดาํ ใน 3 อัตราสว น ไดแก 30:70, 50:50 และ 70:30 เปนผลติ ภัณฑข าวสงั ขห ยดพองไร
นํ้ามันผสมเมลด็ พืช (สวนผสมดังตารางท่ี 2) แลวนําไปทําการทดสอบการยอมรับทางประสาท
สัมผัส โดยผูเช่ียวชาญ จํานวน 10 คน ผูทดสอบท่ีไมผานการฝกฝน 50 คน โดยวิธีการชิม
ผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองผสมเมล็ดพืช ใหคะแนนการทดสอบแบบ 9 ระดับ (9-Point
Hedonic scale)

19

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ี่ 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2563

ตารางท่ี 2 สวนผสมของผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองไรน้ํามันท่ีมีเมล็ดพืชผสมในอัตราสวน

ตางกัน อตั ราสว น 30:70 อัตราสว น 50:50 อตั ราสวน 70:30

สวนผสมของ

ขาวสังขหยดพองผสมเมลด็ พชื กรัม % กรัม % กรัม %

ขา วสงั ขหยดพอง 300 18.02 500 30.03 700 42.04
เมลด็ ฟก ทอง 175 10.51 125 7.51 75 4.50
ถง่ั ลิสง 175 10.51 125 7.51 75 4.50
งาขาว 175 10.51 125 7.51 75 4.50
งาดํา 175 10.51 125 7.51 75 4.50
น้ําเปลา 225 13.51 225 13.51 225 13.51
นาํ้ ตาลโตนด 200 12.01 200 12.01 200 12.01
นา้ํ ตาลทรายแดง 90 5.41 90 5.41 90 5.41
แบะแซ 150 9.01 150 9.01 150 9.01

2.3 ศึกษาระยะเวลาการเกบ็ รกั ษาผลติ ภณั ฑข าวสังขหยดพองไรน าํ้ มันผสมเมลด็ พืช
นําขาวสังขหยดพองไรน้ํามันผสมเมล็ดพชื ทไี่ ดรับการยอมรบั สูงสดุ ที่อยูในบรรจุ

ภัณฑสุญญากาศ เก็บในภาวะบรรยากาศที่อุณหภูมิหอง ตรวจหาคา aw (ปริมาณนํ้าอิสระ)
ตรวจเช้ือรา โดยวิเคราะหตัวอยาง จํานวน 2 ซํ้า เช้ือราทุก 2 วัน แลวนําขอมูลที่ไดมาหา
คาเฉล่ีย และวิเคราะหทางสถิติ โดยวางแผนการทดลองแบบสุมสมบูรณ (Completely
Randomized Design, CRD) วิเคราะหความแปรปรวนทางสถิติของขอมูล Analysis of
Variance (ANOVA) เปรียบเทียบความแตกตางของคาเฉลี่ยโดย Duncan’s New Multiple
Rang Test, DMRT) ทรี่ ะดับความเชือ่ มน่ั 95%

2.4 การคํานวนตนทุนวัตถุดิบการทําผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองแบบค่ัว (ไรนํ้ามัน)
ผสมเมล็ดพืช

นําวัตถุดิบและสวนผสมของผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองไรน้ํามันผสมเมล็ดพืช
มาคํานวณเพื่อทราบตน ทุนในการทําผลิตภณั ฑ คาใชจายและกําไรชวยใหทราบวา ผลกําไรหรอื
ขาดทุนของผลิตภัณฑเพื่อปรับปรุงการดําเนินงาน และคาดการณผลการดําเนินงานการ
จําหนายในอนาคต

3. ผลการวิจัย
3.1 ผลการศกึ ษาเปรยี บเทียบการยอมรับของขาวสังขหยดพองแบบทอดและแบบค่วั

(ไรน ํ้ามัน)
พบวาลักษณะทางกายภาพของขาวสังขหยดพองทอดในน้ํามันและไรนํ้ามัน มี

ลักษณะเน้ือสัมผัส กลนิ่ และสี ความชอบโดยรวมตา งกัน ขาวสงั ขหยดพองโดยใชน ้ํามนั ทอด จะ
ไดเน้ือสัมผัสของผลติ ภณั ฑมลี กั ษณะกรอบ เมล็ดขาวพองฟูทุกเมลด็ เน้ือขาวสีเขม ไดกลิ่นของ

20

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ี่ 2 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2563

นํ้ามัน ความชอบของผลติ ภณั ฑโดยรวม อยูในระดบั ชอบปานกลาง สวนขาวสังขหยดใชการคัว่
จะไดเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ มีลักษณะกรอบ เมล็ดขาวพองฟู เนื้อขาวสีเขม มีกลิ่นหอม
ความชอบของผลิตภัณฑโดยรวมอยูในระดับชอบปานกลาง ผูทดสอบที่เปนผูเช่ียวชาญใหการ
ยอมรับทางกายภาพของขาวสังขหยดพองไรนํ้ามันแบบคั่ว เนื่องจาก มีลักษณะกรอบ รวน มี
กล่ินหอมและไมม นี ํา้ มนั สวนผูทดสอบชมิ ท่วั ไปใหคะแนนความชอบดงั ตารางท่ี 3

ตารางที่ 3 คะแนนความชอบของผูบริโภคที่มีตอผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองแบบทอดและ

แบบคัว่ (ไรนา้ํ มัน) ขา วสังขห ยดแบบทอด ขาวสังขหยด

ลักษณะผลติ ภณั ฑ

ลักษณะปรากฏ ns 7.28±.83 7.54±.71
เน้ือสมั ผสั (ความกรอบ) ns 7.44±.86 7.48±.95
สี กลน่ิ ns 7.54±.79 7.64±.94
รสชาติ ns 7.18±.88 7.28±.92
ความชอบโดยรวม 7.22±.84b 7.38±.88a
หมายเหตุ : ตัวเลขท่แี สดงในตารางแนวนอนเปน คา เฉล่ีย ± คา สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ตัวอักษร ab หมายถึง คาเฉลี่ยขอมูลในแถวเดียวกันที่มีตัวอักษรกํากับตางกัน แสดงวามีความ
แตกตา งกนั อยางมนี ัยสําคญั ทางสถติ ิ (p≤0.05)
ตวั อกั ษร ns หมายถึง คา เฉลยี่ ขอมลู ในแถวเดียวกนั ไมมคี วามแตกตางอยางมนี ัยสาํ คัญ (p>0.05)

พบวาการยอมรับของผูบริโภคที่มีตอผลิตภัณฑของขาวสังขหยดพองทอดใน
น้ํามัน และค่ัว (ไรน าํ้ มนั ) คะแนนความชอบดา น`ลกั ษณะปรากฏ เนือ้ สมั ผัส กล่ิน สี และรสชาติ
ไมแตกตางกัน (p≤0.05) แตดานความชอบโดยรวม พบวาขาวสังขหยดพองแบบคั่วไรนํ้ามัน
ไดร ับการยอมรบั มากกวา ขาวสังขหยดพองแบบทอด พบวาขา วสังขห ยดพองท่ีผูบรโิ ภคใหการ
ยอมรับ คือขาวสังขหยดพองแบบค่ัว (ไรน้ํามัน) จึงใชวิธีการนี้ ในการพัฒนาผลิตภัณฑข าวสังข
หยดพองไรน ํา้ มนั ผสมเมลด็ พืช

3.2 ผลการศึกษาอัตราสวนท่ีเหมาะสมของเมล็ดพืชที่ใชผสมขาวสังขหยดพองไร
นํ้ามนั

ตารางท่ี 4 คะแนนการยอมรับทางประสาทสมั ผัสโดยผเู ชี่ยวชาญ ท่มี ตี อผลิตภณั ฑข องขาวสงั ข

หยดพองไรน้ํามนั ผสมเมล็ดพชื ดวยอตั ราสว นตา งกนั
อัตราสวนของ
ขา ว : เมลด็ พชื สี ns กลิน่ รสชาติ เนอื้ สัมผสั ความชอบโดยรวม

สูตร 1 (30:70) 5.10±1.96 5.40±1.50ab 3.50±2.36b 4.70±1.94b 3.60±2.67b
สูตร 2 (50:50) 6.10±1.37 6.50±1.35a 7.60±1.57a 6.60±1.95a 6.30±2.71a
สตู ร 3 (70:30) 5.30±1.76 5.10±1.63b 7.60±1.57a 4.60±2.31b 4.10±2.37ab

21

วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2563

หมายเหตุ : ตัวเลขทีแ่ สดงในตารางเปนคาเฉลี่ย ± คาสวนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
ตวั อักษร ab หมายถึง คาเฉลย่ี ขอ มลู ในคอลัมนเ ดียวกันท่ีมตี ัวอักษรกาํ กบั ตางกัน แสดงวามคี วาม
แตกตางกนั อยางมีนัยสําคญั ทางสถติ ิ (p≤0.05)
ตวั อักษร ns หมายถงึ คาเฉลย่ี ในคอลัมภเ ดียวกนั ไมมีความแตกตางอยา งมีนัยสาํ คัญ (p>0.05)

จากตารางที่ 4 พบวา การยอมรบั ผลการพัฒนาผลติ ภณั ฑของขาวสงั ขหยดพอง
ไรน้ํามันผสมเมล็ดพืชดวยสัดสวนของปริมาณขาวพอง และเมล็ดพืชที่ตา งกัน ผลการประเมนิ
คุณภาพดานประสาทสัมผัส พบวา ดานสี และเนื้อสัมผัสของขาวสังขหยดพองท่ีมีอัตราสวน
ขา ว`: เมล็ดพชื ตางกัน ไดค ะแนนการยอมรบั ไมแ ตกตางกันทางสถิติ แตคะแนนความชอบ ดา น
กลิน่ รสชาติ และ ดานความชอบโดยรวม พบวา ผลิตภณั ฑข า วสังขหยดพองไรนาํ้ มนั ผสมเมลด็
พชื สตู รอัตราสว น 50:50 ไดร บั การยอมรบั มากท่ีสดุ

3.3 ผลการศกึ ษาระยะเวลาในการเก็บรกั ษาผลิตภณั ฑขาวสงั ขหยดพองไรน าํ้ มันผสม
เมล็ดพืช

จากการศึกษาระยะเวลาผลิตภัณฑขาวสงั ขหยดพองไรน้ํามันผสมเมลด็ พืชในถงุ
สุญญากาศ ที่อุณหภูมิหองปกติและนํามาตรวจสอบปริมาณน้ําอิสระ (aw) โดยสังเกตการ
เจริญเติบโตทุก 2 วัน พบวาผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองไรน้ํามันผสมเมล็ดพืช สามารถเก็บได
นานไมเกิน 7 วัน เนอ่ื งจากคา ปริมาณน้าํ อิสระทมี่ กี ารเพม่ิ ขน้ึ ตามลําดบั ซ่งึ สอดคลองกับผลเชื้อ
ราทต่ี รวจพบโดยมกี ารเพ่ิมขนึ้ ตามลาํ ดับดวยเชน กนั

3.4 การคํานวณตนทุนวัตถุดิบการทําผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองไรน้ํามันผสมเมล็ด
พชื

การคํานวณตนทุนวัตถุดิบการทําผลิตภัณฑขาวสงั ขหยดพองไรนํ้ามันผสมเมลด็
พืชเพื่อใหทราบราคาวัตถุดิบ ราคาตนทุน คาดําเนินการ จากการคํานวณตนทุนวัตถุดิบการทาํ
ผลิตภณั ฑขาวสังขหยดพองไรน ้ํามนั ผสมเมลด็ พชื พบวาราคาวตั ถดุ ิบ ราคาตนทนุ 1 สวนเทา กบั
95 บาท คาดําเนินการ 30% เทากับ 29 บาท ไดผลติ ภัณฑจาํ นวน 60 ช้ิน ราคาตอชิ้นเทากับ
2.10 บาท คิดเปนราคาท่ีจะจําหนายตอช้ิน 5 บาท ดวยราคาของผลิตภัณฑท่ีจําหนายอยูใน
อตั ราท่ยี อมรบั ไดข องผบู ริโภค

4. สรปุ ผลและอภปิ ราย
ผลการศึกษาเปรยี บเทียบการยอมรบั ของขาวสังขหยดพองแบบทอดและแบบค่ัว (ไร

นํ้ามัน) โดยการค่ัว กอนการนําไปผลิตตามสตู รของขาวพองที่มสี ว นผสมของน้ําตาล พบวาทาง
ผูเชี่ยวชาญทดสอบชิมใหการยอมรับความชอบโดยรวมระดับปานกลาง ขาวพองมีความกรอบ
มีกล่ินหอมของเมล็ดขาว ใหการยอมรับระดับปานกลาง การยอมรับของผูบริโภคที่มีตอ
ผลิตภัณฑของขาวสังขหยดพองทอดในนํ้ามันและไรนํ้ามัน คะแนนความชอบดานลักษณะท่ี
ปรากฏ ดา นเนอื้ สัมผัส กล่นิ รสชาติ และสี ไมแตกตางกนั (p≤0.05) แตดา นความชอบโดยรวม

22

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท่ี 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธนั วาคม 2563

พบวา ขาวสังขหยดพองแบบคั่ว (ไรนํ้ามัน) ไดรับการยอมรับมากกวาขาวสังขหยดพองแบบ
ทอด ผลการศึกษาอัตราสวนท่ีเหมาะสมของเมล็ดพืชที่ใชผสมกับขาวสังขหยดพองไรน้ํามัน
พบวาผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองไรนํ้ามันผสมเมล็ดพืชสูตรอัตราสวน 50 : 50 ไดรับการ
ยอมรบั มากท่สี ุด สวนการผสมและข้นึ รูป เมอ่ื ผสมน้าํ ตาลทรายแดง น้าํ เปลา นํ้าตาลโตนด แบะ
แซ โดยใชปริมาณสัดสวนของขาวสังขหยดพองและเมลด็ พืชตามสูตร หลงั จากการทดลองเก็บที่
ระยะเวลา 2 วัน ผลิตภัณฑยังมีความกรอบ รสชาติมีความหวาน ไดกล่ินหอมของเมล็ดพืช
และขาว สามารถขึ้นรูปทรงเปนแทงตามที่กําหนดไดและสามารถประยุกตนําวัตถุดิบอ่ืนๆ ท่ี
เปนเมล็ดพืชมาผสมไดตามความตองการ ผลการศึกษาระยะเวลาในการเก็บรักษาผลิตภัณฑ
ขาวสังขห ยดพองไรนาํ้ มันผสมเมลด็ พืชสามารถเก็บไดนานไมเกิน 7 วนั เนอื่ งจากคา ปริมาณนํ้า
อิสระที่มีการเพ่ิมขนึ้ ตามลําดับ การคํานวณตนทุนวัตถุดบิ การทําผลิตภณั ฑขา วสังขหยดพองไร
น้ํามันผสมเมลด็ พืช พบวาราคาวัตถุดิบ ราคาตน ทุน 1 สวนเทากับ 95 บาท คาดําเนินการ 30
% เทากับ 29 บาท ไดผลิตภัณฑจํานวน 60 ช้ิน ราคาตอช้ินเทากับ 2.10 บาท คิดเปนราคาท่ี
จะจําหนายตอช้ิน 5 บาท ดวยราคาของผลิตภัณฑท่ีจําหนายอยูในอัตราท่ียอมรับไดของ
ผบู รโิ ภค

5. เอกสารอา งอิง

จิราภรณ ตันติพงศอาภา. 2557. ขนมวางไทย. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย.

สงขลา.
นิภาธร วานมวง. 2547. พฤติกรรมการบริโภคขนมขบเค้ียวของวัยรุน. [ออนไลน] เขาถึงได

จาก: https://ped.edu.ku.ac.th/home/specialproblem/ files/25_05_2015_
21_57_11.pdf, 11 กุมภาพันธ 2560.
นิธยิ า รัตนาปนนท. 2548. วิทยาศาสตรการอาหารของไขมันและน้ํามนั . สาํ นักพมิ พโอเดยี น

สโตร. กรงุ เทพฯ.
สําเริง แซตัน. 2550. ขาวสังขหยดพัทลุง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ, กรมการขาว,

ศนู ยวจิ ัยขาวพทั ลุง.
สถาบันอาหาร. 2558. ผลิตภัณฑเบเกอรี่ในประเทศไทย. [ออนไลน] เขาถึงไดจาก:

http://fic.nfi.or.th/MarketOverviewDomesticDetail.php?id=77, 11
กมุ ภาพนั ธ 2560.

23

วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ่ี 2 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563

การประดษิ ฐเ คร่ืองแขวนไทยจากเปลอื กหอย
The Invention of Thai Style Shell Hanger

ดรณุ ี โอวจรยิ าพทิ กั ษ1* ณัฐยทุ ธ ศริ ิต้งั มงคลชัย1 และ อพศิ าล ไกรสรรักษว งศ1
Darunee Owajariyapitak1* Nattayut Sirithangmongkolchai2
and Apisan Kaisornlukwong3
บทคัดยอ

การศกึ ษาเร่ืองการประดษิ ฐเ ครอ่ื งแขวนไทยจากเปลือกหอย มีวัตถุประสงคเ พื่อศึกษา
กระบวนการประดษิ ฐเครื่องแขวนไทยจากเปลอื กหอยและความพึงพอใจของกลุม เปาหมายทมี่ ี
ตอเครื่องแขวนไทยจากเปลือกหอย โดยศึกษาขอมูลที่เกี่ยวของกับการประดิษฐเคร่ืองแขวน
ไทยจากเปลือกหอย ออกแบบภาพรางความคิดเคร่ืองแขวนจํานวน 1 รูปแบบ และออกแบบ
รา งความคิด ลวดลายตาขาย ดอกทดั หู และอบุ ะ จาํ นวน 3 รูปแบบ เพ่ือใหผูเ ชี่ยวชาญ จํานวน
5 ทา น พจิ ารณาเลอื ก จากน้ันนาํ รปู แบบทผี่ เู ช่ยี วชาญเห็นชอบมากทสี่ ุด มาประดษิ ฐเ ปนเครอ่ื ง
แขวนไทยจากเปลือกหอย จํานวน 1 ช้ิน นําผลิตภัณฑท่ีไดไปสํารวจความพึงพอใจของ
กลุมเปาหมาย จํานวน 50 คน นําขอมูลท่ีไดมาวิเคราะหโดยใช คาความถ่ี คารอยละ และ
คาเฉล่ีย ผลการวเิ คราะหพบวา

1. ลวดลายตาขา ย ผเู ช่ยี วชาญสว นใหญเลือกรูปแบบท่ี 1 ลายหกกานหกดอก โดยให
เหตุผลวา เปนลวดลายทมี่ คี วามชดั เจนและเหมาะสมกับสวนทเี่ ปนโครงดานขางของวิมานแทน
ดอกทัดหู เลือกรูปแบบท่ี 2 โดยใหเหตุผลวา มีความละเอียด มีกลีบคลายกับดอกไมสด คือ
ดอกบานชื่น สําหรับอุบะ ผูเช่ียวชาญทุกทานเลือกรูปแบบท่ี 3 โดยใหเหตุผลวา มีความคลาย
กับดอกจําปา เม่ือนาํ มาประกอบเขา กับดอกทัดหูจะมคี วามลงตวั

2. ความพึงพอใจของกลุมเปาหมายที่มีตอการประดิษฐเคร่ืองแขวนไทยจากเปลือก
หอย พบวา ดานผลิตภัณฑ พึงพอใจในความสวยงามของเคร่ืองแขวน อยูในระดับมากท่ีสุด ท่ี
คาเฉลี่ย 4.80 ดานวัสดุ พึงพอใจในการนําเปลือกหอยสังขสีขาวมาทดแทนหัวดอกพุดและ
เปลือกหอยสงั ขสนี ํา้ ตาลมาทดแทนกานพุดในการรอ ยตาขายตอกรอบ ตาขายหนา ชาง และตา
ขายโครงสวนลาง อยูในระดับมากท่ีสุด ท่ีคาเฉลี่ย 4.84 ดานคุณคาและประโยชนใชสอย พึง
พอใจในการอนุรักษภูมิปญญาเคร่ืองแขวน อยูในระดับมากที่สุด ท่ีคาเฉล่ีย 4.28 และดาน
สถานท่ีจัดจําหนาย พึงพอใจในการจัดจําหนายผานส่ืออิเล็กทรอนิกส เชน Facebook,
Instagram อยใู นระดบั มากที่สดุ ท่คี าเฉล่ยี 4.62
คําสําคัญ : เคร่อื งแขวน, เปลอื กหอย

1 สาขาวิชาการบริหารธรุ กิจคหกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
1 Home Economics Business Administration Program, Rajamangala University of Technology Phra Nakhon
* ผูประสานงานนพิ นธ E-mail: [email protected]

24

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท่ี 2 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2563

ABSTRACT
The purposes of this project were to: 1) study the invention process of
Thai Style Shell Hanger 2) evaluate the group target satisfaction. To conduct the
project, we did a search for all information relevant.
In the design process, the Thai Style Shell Hanger sketching was
executed: 3 sketch patterns for net pattern, flowers behind ears and a bunch of
flowers. These 3 patterns for 5 experts to analyze and determine the most
preferable sketch pattern. After having obtained the best one, we invented a Thai
Style Shell Hanger and sent a satisfaction survey to 50 individuals to get their
feedback. All data was collected for final analysis using frequency, percentage
and average. The analysis results were as follow:
1. Thai Style Shell Hanger Pattern for net pattern, most experts agreed
for the first pattern design with six stems and six flowers. The net was clear and
suitable for the side part of the castle. For flowers behind ears, the pattern 2 was
selected as the petals were fine and similar to fresh flowers. For a bunch of
flowers, all experts chose the pattern 3 as it was similar to Champa flowers and
looked perfect with flowers behind ears.
2. Satisfaction survey results Regarding invention: a high percentage 4.80
indicated the group target satisfaction with the beautiful design. For the materials,
the target group preferred the white conch shells to gardenia flowers, and brown
conch shells to gardenia branches. And the result also showed a high level of
satisfaction 4.84 for the net "Na Chang" and the lower part net. For the benefits,
the group target reported a high level 4.28 of satisfaction to preserve this Thai
Style Shell Hanger. And the channels of distribution, they preferred social media
such as Facebook, Instagram etc. as shown a high level 4.62
Keywords : Thai hanging, Shells

25

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท่ี 2 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563

1. บทนาํ
เปลือกหอยแบงออกเปน 2 ประเภท คือ เปลือกหอยฝาเดียว และ เปลือกหอยสอง

ฝา เปลือกหอยฝาเดียว คือเปลือกหอยท่ีมีเปลือกเพียงอันเดียวภายในหนึ่งตัว ลักษณะของ
เปลือกหอยสวนใหญจะบิดเปนเกลียว เน่ืองจากเม่ือหอยมีการเจริญเติบโต ตัวหอยจะสราง
เปลือกขึ้นมาใหมใ หม ขี นาดใหญขนึ้ ตามตัวของหอย เปลือกหอยประเภทน้ี ไดแก หอยสงั ข หอย
ทับทิม หอยเบ้ีย เปนตน เปลือกของหอยสองฝา คือ เปลือกหอยท่ีประกอบดวยเปลือก 2 ฝา
ติดกัน เปลือกอาจมีลักษณะเปนรปู วงกลม รี ยาวหรือเปนรูปสามเหล่ียม โดยที่เปลือกทั้ง 2
ฝา อาจมีขนาดเทากัน หรือไมเทากันก็ได ดานนอกของเปลือกมีท้ังเปลือกท่ีเรียบเปนมัน
ขรุขระหรือมีหนาม ตามแตละชนิดของหอย เปลือกหอยประเภทน้ี ไดแก หอยแครง
หอยแมลงภู หอยเสียบ เปนตน (สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและ
สิง่ แวดลอ ม, 2552) จากการศกึ ษาพบวา ลักษณะของเปลอื กหอยฝาเดียว และ เปลอื กหอยสอง
ฝา มีลวดลาย สีสัน และความสวยงามท่ีเกิดจากธรรมชาติ จึงมีการนําเปลือกหอยไปประดิษฐ
เปนผลิตภัณฑต างๆ เชน โมบายเปลือกหอย มูล่ีเปลือกหอย กรอบรูปติดผนังจากเปลอื กหอย
พวงกุญแจเปลือกหอยรวมไปถงึ การนําไปประดษิ ฐเครอื่ งประดบั ตา งๆ เชน สรอ ยคอ ตา งหู เขม็
กลดั ตดิ เส้อื เปน ตน

เคร่ืองแขวนดอกไมสดเปนศิลปะการจัดดอกไมสดของไทยแบบหนึ่งมีลักษณะเปน
พวงดอกไม กระเชาดอกไม รูปทรงตางๆ ที่มีความสวยสดงดงาม อยางวิจิตรตระการตา และมี
ความประณีตบรรจง แขวนอยูตามเพดาน ชองประตู ชองหนา ตา ง ทําใหรูส ึกออ นโยน สวยงาม
ละเอียดออน แกผูพบเห็น (รัตนลักษณ, 2547) เครื่องแขวนดอกไมสดเปนงานประดษิ ฐที่ตอ ง
ใชความประณีต ความละเอยี ด ความอดทน และใชระยะเวลาในการประดษิ ฐท่ีนาน แตพบวา
การนําเคร่อื งแขวนไปใชมีอายกุ ารนาํ ไปใชง านสัน้ เนอื่ งจากดอกไมสดไมส ามารถอยูไ ดห ลายวัน
ตอมาไดมีการพัฒนานําวัสดุอื่นๆ มาใชแทนดอกไมสด เพ่ือยืดอายุการใชงาน และเพื่อใหเกิด
ความคมุ คากับเวลาท่ีใชในการประดษิ ฐ เชน ปยรตั นและเกสร (2558) ไดน าํ ลูกปดมโนราหม า
ประดษิ ฐเ ครื่องแขวนประยกุ ตจากลกู ปด ดว ยลวดลายชุดมโนราห ศรสี มรและจุไรรตั น (2557)
ไดนําเศษผาไหมมาใชแทนกลีบดอกไมสดนําไปประดิษฐเครื่องแขวนท่ีทําจากเศษผาไหม
ชยุดาและณัฐริกา (2557) นําเปลือกหอยแครงมาประดิษฐเปนดอกไม โดยการนําเปลือก
หอยแครงมาเรียงตอกนั เปนชั้นหรือเปน แถว ใหเปนดอกไมใ นรูปทรงตา งๆ

จากการศึกษาขอมูลที่กลาวมา ผูศึกษาพบวา เปลือกหอยมีลักษณะทางกายภาพท่ี
สามารถนํามาเจาะรู นํามาเรียง นํามารอยมาตดิ เปนงานประดิษฐได เชน เปลือกหอยฝาเดยี ว
มีรูปรางกลมสามารถนํามาใชทดแทนกลีบดอกไม โดยการนํามาเรียงตอกันเปนชั้นๆ หรือ
นํามาตดิ เปนแถวตอๆ กัน เปลอื กหอยฝาเดียว มีรูปรา งรหี รือยาว สามารถนาํ มาใชทดแทนดอก
พุดในการรอยตาขายของเคร่ืองแขวน ในสวนเปลือก ที่มีรูปรางบาง หรือกลม มีสีสันสวยงาม
สามารถนํามาใชทดแทนกลีบดอกไม โดยการนํามาประดิษฐในสวนของดอกทัดหูและดอกขา
ดวยการนําเปลือกหอยมาเรียงตอกันเปนแถวหรือเปนชั้นเพ่ือใหเกิดความสวยงาม เปนตน จึง

26

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2563

ทําใหผูศึกษาเกิดแนวคิดและแรงบันดาลใจที่จะนําเปลือกหอย ซึ่งเปนวัสดุ จากธรรมชาติท่ีมี
ความสวยงาม มาตอยอดดวยการพัฒนาเปนผลติ ภณั ฑใ หแ ตกตา งจากผลติ ภัณฑเ ปลือกหอยท่ีมี
จําหนายในทองตลาด และเปนการเพ่ิมมูลคาใหกับเปลือกหอย อีกท้ังยังเปนสวนหนึ่งของการ
อนุรกั ษเครื่องแขวนไทยโดยการนําเปลือกหอยมาประดษิ ฐเครือ่ งแขวนไทย

วัตถุประสงค
1) เพอื่ ศึกษากระบวนการประดิษฐเ ครือ่ งแขวนไทยจากเปลือกหอย
2) ศึกษาความพงึ พอใจของกลุม เปา หมายท่มี ตี อ เครือ่ งแขวนไทยจากเปลือกหอย

2. ระเบยี บวิธวี ิจยั
ผูศึกษาไดออกแบบรางความคิดเพื่อใชในการประดิษฐเครื่องแขวนไทยจากเปลือกหอย

จํานวน 1 รูปแบบ ดวยการนําเคร่ืองแขวนวิมานแทน ซึ่งจัดอยูในเคร่ืองแขวนขนาดเล็ก มาเปน
แนวคิดในการออกแบบรางเคร่ืองแขวนไทยจากเปลือกหอย คือ เครื่องแขวนส่ีเหล่ียมผืนผา ขนาด
ความยาว 61 เซนติเมตร มีความกวาง 28 เซนติเมตร สวนบนของโครงเครื่องแขวน ตกแตงดวยตา
ขายหนาชาง โครงเคร่ืองแขวนสวนกลาง ตกแตงดวยมานแหวก สวนกลางของมานแหวกใสอุบะ
ตุงติ้ง 1 ดอก ดานขางของโครงเคร่ืองแขวนทั้ง 2 ดาน ตกแตงดวยอุบะไทยทรงเครื่อง จากนั้นติด
ดอกทดั หูท้ัง 4 มุมของโครงเครือ่ งแขวน ท้ัง 2 ดาน สวนลา งของโครงเครื่องแขวนตกแตงดว ยตาขาย
ลายเกล็ด 1 ชั้น และตกแตงดว ยการผูกอบุ ะตงุ ตง้ิ ตดิ กบั ตาขา ยลายเกลด็ ในทุกชอง

2.1 ผูศึกษาไดออกแบบรางความคิด ลวดลายตาขาย ดอกทัดหู และอุบะ จํานวน 3
รูปแบบ เพ่ือใหผูเช่ียวชาญพิจารณาเลือกรูปแบบท่ีเหมาะสมในการนํามาประดิษฐเคร่ืองแขวนไทย
จากเปลือกหอย

2.2 กําหนดผูเชี่ยวชาญ เพื่อใหความคิดเห็นตอการประดิษฐเคร่ืองแขวนไทยจากเปลือก
หอย จาํ นวน 5 ทา น

2.3 สรางแบบสอบถาม และวิเคราะหขอมูล ความคิดเหน็ เกี่ยวกบั การประดษิ ฐเครอ่ื งแขวน
ไทยจากเปลือกหอยจากผเู ช่ียวชาญโดยมีผลการวิเคราะห ดงั น้ี

1) สรุปไดวา ผูเชี่ยวชาญสว นใหญ เห็นวาลวดลายตาขายรปู แบบที่ 1 ลายหกกานหก
ดอก มีความเหมาะสมที่จะนํามาประดิษฐเครื่องแขวนไทยจากเปลือกหอย โดยใหเหตุผลวา เปน
ลวดลายท่ีมีความชัดเจนและเหมาะสมกับสวนที่เปน โครงดานขา งของวมิ านแทน

2) สรุปไดว า ผูเชย่ี วชาญสวนใหญ เห็นวา ดอกทัดหูรปู แบบที่ 2 มคี วามเหมาะสม
ท่ีจะนํามาประดิษฐเคร่ืองแขวนไทยจากเปลือกหอย โดยใหเหตุผลวา มีความละเอียด มีกลีบ
คลา ยกับดอกไมสดคือ ดอกบานช่นื

3) สรุปไดวาผูเชี่ยวชาญทุกทาน เห็นวาอุบะรูปแบบที่ 3 มีความเหมาะสมที่จะนาํ มา
เปนอุบะในการประดิษฐเคร่ืองแขวนไทยจากเปลือกหอย โดยใหเหตุผลวา เปลือกของหอยท่ีใชแทน
ดอกตุมในอุบะรูปแบบท่ี 3 มีความคลายดอกจําปา และเม่ือนํามาประกอบเขากับดอกทัดหูแลวมี
ความลงตวั

27

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ี่ 2 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563

ภาพที่ 1 แบบรา งความคดิ เครอ่ื งแขวนไทยจากเปลือกหอยตามขอเสนอแนะของผูเช่ียวชาญ

ตารางท่ี 1 สว นประกอบของเครื่องแขวนไทยจากเปลอื กหอยตามความคิดเหน็ ของผเู ชยี่ วชาญ

หมายเลข สวนประกอบ รปู เปลอื กหอยท่ีใช คาํ อธบิ าย
ของเคร่อื งแขวน

1 สายหว้ิ เครือ่ ง เ ป ลื อ ก ห อ ย สั ง ข สี
แขวน ขาว รอยเปนเสนไล
ขนาด

2 ตาขายหนา ชา ง เปลือกหอยสังขสีน้ํา
3,9 ดอกทดั หู ต า ล แ ท นกา นพุด
เ ป ลื อ ก ห อ ย สั ง ข สี
ขาวแทนหัวดอกพุด
นํ า ม า ร อ ย ต า ข า ย
ลายหกกานหกดอก
เ ป ลื อ ก ห อ ย เ สี ย บ
แทน กลีบดอกไม
นํามาเรียงซอนกัน
เปนช้ัน โดยเกสรจะ
ใชเปลือกหอยสังขสี
ขาวแทนหัวดอกพุด
เรยี งตดิ กัน 6 กลบี

28

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ่ี 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธนั วาคม 2563

ตารางท่ี 1 (ตอ)

หมายเลข สว นประกอบ รปู เปลือกหอยที่ใช คําอธบิ าย
ของเคร่ืองแขวน ดอกสวม ใชเปลือก
ห อ ย สังข สีขาวไล
4,11 อบุ ะตุงติ้ง ขนาด
ดอกครอบ ใชเปลอื ก
หอยสังขสีขาวเรียง
ตดิ กนั 5 กลบี
ดอกตุม ใชเปลือก
หอยเตาปนู

5 อุบะไทย นํ า อุ บ ะ ตุ ง ต้ิ งที่
ทรงเคร่ือง ประดิษฐจากเปลือก
หอยมารอยเปนอุบะ
ไทยทรง เครอื่ ง

6 มา นแหวก เปลือกหอยสังขสี
7 ตาขา ยตอ กรอบ ขาวแทนหัวดอกพุด
8 สวน นํามารอ ยเปน เสน

29 เปลือกหอยสังข
สี นํ้ า ต า ล แ ท น ก า น
พุด เปลือกหอยสังข
สี ข า ว แ ท น หั ว ด อ ก
พุดนํามารอยตาขาย
ลายสก่ี านสี่ดอก
เปลือกหอยทับทิม
แ ทนก ลีบ ดอ ก ไม
นํามาเรียงเปนสวน
เ พ่ื อ ต ก แ ต ง โ ค ร ง
เครอ่ื งแขวน

วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท่ี 2 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2563

ตารางท่ี 1 (ตอ )

หมายเลข สวนประกอบ รูป เปลือกหอยที่ใช คาํ อธิบาย
ของเครอ่ื งแขวน เ ป ลื อ ก ห อ ย สั ง ข สี
นํ้าตาลแทนกานพุด
10 ตาขายโครง เ ป ลื อ ก ห อ ย สั ง ข สี
สว นลา ง ขาวแทนหัวดอกพุด
นํา มารอยตาขา ยตา
ขายลายเกล็ด 1 ชน้ั

ภาพที่ 2 ชิ้นงานสําเร็จ
วิธีการเก็บรวบรวมขอมูลในการเก็บรวบรวมขอมูลผศู ึกษาไดกําหนดกลุมเปาหมายท่ี
ใชในการศึกษาความคิดเห็นท่ีมีตอการประดิษฐเครื่องแขวนไทยจากเปลือกหอย ไดแก บุคคล
ท่ัวไป รวม 50 คน และเคร่ืองมือที่ใชในการศกึ ษาคือแบบสอบถาม โดยแบงคําถามออกเปน 2
ตอน ดงั ตอ ไปน้ี
ตอนท่ี 1 คําถามเก่ียวกับขอมูลท่ัวไปของผูตอบแบบสอบถาม เปนขอคําถามแบบ
ตรวจสอบรายการ (check list) จํานวน 5 ขอ ไดแก เพศ อายุ วุฒิการศึกษา อาชีพ และ
รายได/เดอื น
ตอนที่ 2 คําถามเกี่ยวกับความพึงพอใจท่ีมีตอการประดิษฐเครื่องแขวนไทยจาก
เปลือกหอยเปน ขอคําถามแบบมาตราสว น (Rating scale) จํานวน 4 ดาน ไดแก ดา นผลิตภณั ฑ
ดานวัสดุ ดานคุณคา และประโยชนใชสอย และดา นสถานทีจ่ ดั จาํ หนาย

30

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม – ธนั วาคม 2563

3. ผลการวิจยั
3.1 ตอนท่ี 1 วิเคราะหขอมูลทั่วไปของผูตอบแบบสอบถาม ไดแก เพศ อายุ วุฒิ

การศึกษา อาชีพ และรายได/ เดือน โดยแสดงคา ความถ่ี และคา รอยละ
ขอมูลทั่วไปของผตู อบแบบสอบถาม จํานวน 50 คน พบวา ผูตอบแบบสอบถามสว น

ใหญเปน เพศหญิง คิดเปน รอยละ 68 เพศชาย คดิ เปน รอ ยละ 32 สว นใหญ อยใู นชว งอายุ 20
– 29 ป คดิ เปน รอ ยละ 50 ชวงอายุ 30 – 39 ป คิดเปน รอยละ 24 ชว งอายุ 50 - 59 ป คิดเปน
รอยละ 14 และชวงอายุ 40 – 49 ป คดิ เปนรอ ยละ 12 วุฒกิ ารศกึ ษาสว นใหญ มวี ฒุ ิการศึกษา
อยูใน ระดับปริญญาตรี คิดเปนรอยละ 54 ระดับปริญญาโท คิดเปนรอยละ 24 ระดับมัธยม/
ปวช. คดิ เปน รอยละ 10 ระดับปวส./อนุปรญิ ญา คดิ เปน รอยละ 10 และระดับตาํ่ กวามธั ยม คดิ
เปนรอยละ 2 อาชีพสวนใหญประกอบอาชีพ นักเรียน/นักศึกษา คิดเปนรอยละ 40 อาชีพ
ธุรกิจสวนตัว คิดเปนรอยละ 24 อาชีพรับราชการ/พนักงานของรัฐ คิดเปนรอยละ 16 อาชีพ
พนักงานรัฐวิสาหกิจ คิดเปนรอยละ 12 และอาชีพลูกจางบริษัทเอกชน คิดเปนรอยละ 8
รายได/เดือนสวนใหญ มีรายได/ตอเดือน ต่ํากวา 10,000 บาท คิดเปนรอยละ 40 รายได/ตอ
เดอื น 20,001 – 30,000 บาท คดิ เปน รอยละ 38 รายได/ตอ เดือน 10,000 – 20,000 บาท คิด
เปนรอยละ 18 และรายได/ ตอ เดือน 30,001 – 40,000 บาท คดิ เปน รอ ยละ 4

3.2 ตอนที่ 2 วิเคราะหความพึงพอใจท่ีมีตอการประดิษฐเครอื่ งแขวนไทยจากเปลอื ก
หอย จํานวน 4 ดาน ไดแก ดานผลิตภณั ฑ ดานวัสดุ ดานคุณคา และประโยชนใ ชสอย และดาน
สถานทจ่ี ัดจําหนาย

ดานผลิตภัณฑ ผูตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจตอการประดษิ ฐเคร่อื งแขวนไทย
จากเปลือกหอย ดานผลิตภัณฑ โดยรวมอยูในระดับ มากท่ีสุด ที่คาเฉล่ีย 4.44 เม่ือพิจารณา
เปนรายขอพบวา ผูตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจดานผลิตภัณฑ อยูในระดับมากท่ีสุด 5
ขอ และอยใู นระดบั มาก 2 ขอ ดังนี้ อันดับที่ 1 ความสวยงาม อันดับที่ 2 ความประณีต อนั ดับ
ท่ี 3 ความคิดสรา งสรรค อันดับที่ 4 สัดสวน อันดับที่ 5 ความเหมาะสมในการนาํ เปลือกหอย
มาทดแทนดอกไมสด อันดับท่ี 6 ความกลมกลืนของสี และอันดับสุดทาย ความแข็งแรง ที่
คาเฉลยี่ 4.80 4.72 4.62 4.60 4.26 4.08 และ 4.06 ตามลาํ ดับ

ดานวัสดุ ผูตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจตอการประดิษฐเครื่องแขวนไทยจาก
เปลือกหอย ดานวัสดุ โดยรวมอยูในระดับ มากท่ีสุด ที่คาเฉล่ีย 4.46 เมื่อพิจารณาเปนรายขอ
พบวา ผูตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจในดานวัสดุ อยูในระดับมากท่ีสุด 6 ขอ และอยูใน
ระดับมาก 2 ขอ ดังน้ี อันดับที่ 1 การนําเปลือกหอยสังขส ีขาวมาทดแทนหัวดอกพุดและเปลือก
หอยสังขสีนํ้าตาลมาทดแทนกานพุดในการรอย ตาขายตอกรอบ ตาขายหนาชาง และตาขาย
โครงสวนลาง อันดับท่ี 2 การนําเปลอื กหอยเตา ปูนมาทดแทนดอกจําปาในสวนของดอกตมุ ใน
การรอยอุบะ อันดับท่ี 3 การนําเปลือกหอยสังขสีขาวมาทดแทนหัวดอกพุดในการรอยมาน
แหวก และการนําเปลือกหอยเสียบมาทดแทนกลีบดอกไมในสวนของการประดิษฐดอกทัดหู
อันดับที่ 4 การนําเปลือกหอยทับทิมมาทดแทนกลีบดอกไมในการเดินสวนตกแตงสวนโครง

31

วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563

เคร่ืองแขวน และการนําเปลือกหอยสังขสีขาวท่ีเรียงติดกัน 5 กลีบ ทดแทนข้ัวชบาในสวนของ
ดอกครอบในการรอ ยอุบะ อันดับที่ 5 การนําเปลือกหอยสังขสขี าวไลขนาดมาทดแทนดอกรัก
ในสวนของดอกสวมในการรอยอบุ ะ และอนั ดับสดุ ทาย การนาํ เปลือกหอยสงั ขส ีขาวมาทดแทน
หัวดอกพุดในการเรียงเปนเกสรของดอกทัดหู ท่ีคาเฉล่ีย 4.84 4.78 4.66 4.50 4.02 และ
3.74 ตามลําดบั

ดานคณุ คาและประโยชนใ ชส อย ผูตอบแบบสอบถามมคี วามพึงพอใจตอ การประดิษฐ
เครื่องแขวนไทยจากเปลือกหอย ดานคุณคาและประโยชนใชสอย โดยรวมอยูในระดับ มาก ที่
คาเฉล่ีย 3.99 เม่ือพิจารณาเปนรายขอพบวา ผูตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจดานคุณคา
และประโยชนใชสอยอยูในระดับมากที่สุด 1 ขอ และอยูในระดับมาก 3 ขอ ดังนี้ อันดับท่ี 1
เปนการอนุรกั ษภูมปิ ญญาเคร่ืองแขวน อนั ดับที่ 2 ใชเ ปน เครอื่ งประดับตกแตง อาคารบานเรอื น
อันดับที่ 3 ใชตกแตงสถานท่ีในโอกาสพิเศษ และอันดับสุดทาย ใชเปนของขวัญ และของท่ี
ระลึก ท่ีคา เฉลย่ี 4.28 3.96 3.90 และ 3.82 ตามลาํ ดับ

ดานสถานท่ีจัดจําหนาย ผูตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจตอการประดิษฐเคร่ือง
แขวนไทยจากเปลือกหอย ดานสถานท่ีจัดจําหนาย โดยรวมอยูในระดับ มากที่สุด ที่คาเฉลี่ย
4.30 เม่ือพิจารณาเปนรายขอพบวา ผูตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจดานสถานที่จัด
จําหนาย อยูในระดับมากท่ีสุด 3 ขอ และอยูในระดับมาก 2 ขอ ดังน้ี อันดับที่ 1 สื่อ
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส เชน Facebook , Instagram อันดบั ท่ี 2 ตลาดนดั สวนจตจุ ักร อนั ดับท่ี 3 รา น
ขายของที่ระลึกตามชายทะเล อันดับที่ 4 รานจําหนายผลิตภัณฑของตกแตงบาน และอันดับ
สุดทายงานแสดงสินคาของตกแตงบาน/ของขวัญของที่ระลึก ที่คาเฉลี่ย 4.62 4.56 4.52
3.96 และ 3.88 ตามลาํ ดับ
4. สรุปผลและอภปิ รายผล

4.1 เพอื่ ศึกษากระบวนการประดษิ ฐเครือ่ งแขวนไทยจากเปลือกหอย
ผูศึกษาไดศึกษาขอมูลท่ีเกี่ยวของกับการประดิษฐเคร่ืองแขวนไทยจากเปลือก

หอย และออกแบบภาพรางความคิดเคร่ืองแขวน จํานวน 1 รูปแบบ จากน้ันออกแบบราง
ความคิด ลวดลายตาขาย ดอกทัดหู และอุบะ ชนิดละ จํานวน 3 รูปแบบ เพ่ือใหผูเช่ียวชาญ
พิจารณาเลือกรูปแบบที่เหมาะสมในการนํามาประดิษฐเครื่องแขวนไทยจากเปลือกหอย โดยมี
ผลการวเิ คราะห ดงั น้ี

4.1.1 ลวดลายตาขาย ผูเช่ียวชาญสวนใหญ เลือกลวดลายตาขาย รูปแบบที่ 1
ลายหกกานหกดอก โดยใหเหตุผลวา เปนลวดลายที่มีความชัดเจนและเหมาะสมกับโครง
ดานขา งวมิ านแทน

4.1.2 ดอกทดั หู ผเู ชยี่ วชาญสวนใหญ เลอื กดอกทัดหู รปู แบบที่ 2 โดยใหเหตผุ ล
วา มีความละเอียดคลา ยกับการประดษิ ฐด อกไมส ด

32

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2563

4.1.3 อุบะ ผูเชี่ยวชาญทุกทาน เลือกอุบะ รูปแบบท่ี 3 โดยใหเหตุผลวา อุบะ
รูปแบบนี้ ดอกตมุ มคี วามคลา ยกับดอกจําปา ประกอบเขากับดอกทัดหูแลว มีความลงตัว

4.2 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของกลุมเปาหมายท่ีมีตอการประดิษฐเครื่องแขวนไทย
จากเปลอื กหอย

ผูศึกษาไดวิเคราะหความพึงพอใจของกลุมเปาหมายโดยสามารถอภิปรายผลได
ดงั นี้

4.2.1 ดานผลิตภัณฑ พบวา สวนใหญพึงพอใจในความสวยงามของเคร่ืองแขวน
อยูในระดับมากท่ีสดุ คาเฉลี่ย 4.80 ท้ังน้ีอาจเน่ืองมาจาก ไดนําเปลือกหอยประดิษฐสวนตางๆ
ของเครื่องแขวนทดแทนดอกไมสดซึ่งตองใชความละเอียดและความประณีตดังน้ัน เมื่อนําทุก
สว นประกอบมาประกอบกันเปน เคร่ืองแขวนจึงสวยงามคลา ยคลึงกับเครือ่ งแขวนดอกไมสด ซง่ึ
สอดคลองกับรัตนลักษณ (2547) ท่ีกลาววาเครื่องแขวนดอกไมสดเปนศิลปะการจัดดอกไมสด
ของไทยแบบหน่ึง มีลักษณะเปน พวงดอกไม กระเชาดอกไม รูปทรงตางๆ ท่ีมีความสวยสด
งดงาม อยางวิจติ รตระการตา

4.2.2 ดานวัสดุ พบวา สวนใหญพึงพอใจในการนําเปลือกหอยสังขสีขาวมา
ทดแทนหัวดอกพุดและเปลือกหอยสังขสีนํ้าตาลมาทดแทนกานพุดในการรอยตาขายตอกรอบ
ตาขายหนาชาง และตาขายโครงสวนลาง อยูในระดับมากที่สุด คาเฉลี่ย 4.84 ท้ังน้ีอาจ
เนื่องมาจากไดไดนําเปลือกหอย 2 สีมาทดแทนหวดอกพุดและกานดอกพุด อีกทั้งขนาดของ
เปลือกหอยท่ีใชในการรอยตาขา ยไดเลือกขนาดที่เทาๆ กัน จึงทําใหลวดลายของตาขายมีความ
สวยงาม ซึ่งสอดคลองกับมณีรัตน (2527) ท่ีกลาววาลักษณะของตาขายท่ีสวยงามดอกไมที่ใช
ตอ งไดข นาด ลายไดขนาดสม่าํ เสมอกัน โดยตอ งคดั ขนาดดอกไมท เ่ี ทา ๆ กนั และตดั กา นดอกให
เทา กนั

4.2.3 ดานคุณคาและประโยชนใชสอย พบวา สวนใหญพึงพอใจในการอนุรักษ
ภูมิปญญาเคร่อื งแขวน อยูในระดับมาก คาเฉลย่ี 4.28 ทั้งนี้อาจเน่ืองมาจาก เคร่ืองแขวนวมิ าน
แทนจากเปลือกหอย ไดคงรูปแบบเคร่ืองแขวนวิมานแทนแบบดั้งเดิม ซึ่งทําใหกลุมเปาหมาย
เห็นคุณคาในการอนุรักษภูมิปญญาเครื่องแขวน ซ่ึงสอดคลองกับ มณีรัตน (2527) ท่ีกลาววา
งานเครื่องแขวนดอกไมสด เปนหัตถศิลปอันวิจิตรของไทย เปนศิลปอีกแขนงหน่ึง ท่ีเชิดหนาชู
ตาของแผนดิน กอใหเกิดความภาคภูมิใจในหัตถศิลปอันทรงคุณคา ท่ีไดบมเพาะภูมิปญญามา
อยางตอเน่อื งจากรุนสรู ุน

4.2.4 ดานสถานที่จดั จาํ หนา ย พบวา สวนใหญพงึ พอใจในส่ืออเิ ล็กทรอนิกส เชน
Facebook, Instagram อยูในระดับมากท่ีสุด ท่ีคาเฉล่ีย 4.62 ท้ังนี้อาจเนื่องมาจาก ผูตอบ
แบบสอบถาม สวนใหญอยูในชวง อายุ 20 – 29 ป อยใู นวัยเรียน และนิยมซอ้ื สินคาผา นทางสอ่ื
อิเล็กทรอนิกส เพราะเปนชองทางการช้ือสินคาท่ีสะดวกและรวดเร็ว จึงทําใหผูตอบ
แบบสอบถามนึกถึงชอ งทางสอ่ื อเิ ล็กทรอนิกส เปน อันดบั แรก

33

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ี่ 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563

5. เอกสารอางองิ
ชยุดา ติปะละ และ ณัฐริกา เมทา. 2557. ดอกไมประดิษฐจากเปลือกหอยแครง. โครงงาน

วทิ ยาศาสตร. วทิ ยาลัยอาชีวศกึ ษาลาํ ปาง.
ปยรัตน รอดแกว และ เกสร บริรักษ. 2558. เครือ่ งแขวนประยกุ ตจากลูกปดดวยลวดลายชุด

มโนราห. ปริญญาตรี โครงงานพเิ ศษสาขาวชิ าการบริหารธรุ กิจคหกรรมศาสตร. คณะ
เทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร.
มณีรัตน จันทนะผะลิน. 2527. หนังสือชุดมรดกไทย เลมที่ 4 เครื่องแขวนไทยดอกไมสด.
กรงุ เทพฯ : อมรนิ ทรการพิมพ.
รัตนลกั ษณ ปญจวฒุ ิพัฒน. 2547. งานดอกไมใ นวฒั นธรรมไทย. กรุงเทพฯ : เศรษฐศิลป.
ศรีสมร สุวรรณโมกข และ จุไรรัตน พัฒนภากรณ. 2557. เคร่ืองแขวนจากเศษผาไหม.
ปริญญาตรี โครงงานพิเศษสาขาวิชาการบริหารธุรกิจคหกรรมศาสตร. คณะ
เทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร.
สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม. 2552. รายงานการประชุม
ระดมความคิดเห็นตอรางรายการชนิดพันธสัตวไมมีกระดูกสันหลังกลุมหอย
(Mollusca). กรุงเทพฯ : กระทรวงทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอม.

34

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม – ธนั วาคม 2563

การออกแบบและสรางสรรคเคร่ืองประดบั กลุมชาติพันธบุ าบา
จากกระปอ งอะลูมิเนียม

Design and Make Jewelry from Aluminum Cans for BA-BA Ethnic Group

สชุ ีรา ผองใส1*, พรศักด์ิ ขอยีแ่ ซ1 และสทุ ธาวรรณ คาํ สงวน1
Sucheera Phongsai1* Pornsak Khoyeesae1 and Sutthawan Kamsa-nguan1

บทคัดยอ
บทความนี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาแนวทางการออกแบบและสรางสรรคการประดิษฐ
เครื่องประดับกลมุ ชาตพิ นั ธุบาบาจากกระปองอะลูมเิ นียม และความพึงพอใจของกลุม เปาหมาย โดย
รวบรวมขอ มูลจากเอกสารท่ีเก่ียวขอ ง การสอบถามผเู ชยี่ วชาญ จาํ นวน 5 ทา น และการสํารวจความ
พึงพอใจของกลุมเปาหมาย จํานวน 2 กลุม ไดแก กลุมชาติพันธุบาบาในจังหวัดภูเก็ต จํานวน 25
คน และกลุมสตรีวัยทํางานที่มีอายุระหวาง 15 - 59 ป จํานวน 25 คน รวมท้ังสิ้น 50 คน ผล
การศกึ ษาพบวา การออกแบบเครอื่ งประดับจากกระปองอะลมู เิ นียมไดแรงบนั ดาลใจในการประดิษฐ
เคร่ืองประดับจากกลุมชาติพันธุบาบาประกอบดวย ฮั่วกวนหรือมงกุฎท่ีมีลักษณะเปนดอกไมไหว
ชุดโกรสังหรอื เข็มกลดั ตดิ เสอ้ื และอองโบหรอื ตางหู ประกอบกับการสรางสรรคเ คร่อื งประดบั ให
แตละชิ้นสามารถถอดแยกช้ินประกอบใหมได โดยมงกุฎสามารถสลับเปนสรอยคอ เข็มกลัดติดเส้ือ
สามารถเพิ่มช้ินสวนเปนปนปกผม และตางหูสามารถถอดแยกช้ินเปนแหวน สวนความพึงพอใจของ
กลุมเปาหมาย ผลการศึกษาพบวา ดานผลิตภัณฑ กลุมชาติพันธุบาบาในจังหวัดภูเก็ตมีความพึง
พอใจอยูในระดบั มาก (4.10) มากกวา กลุม สตรีวัยทาํ งานมีความพึงพอใจอยูในระดับมาก (4.04) ดาน
ความเหมาะสมของวัสดุ กลุมชาติพันธุบาบาในจังหวัดภูเก็ตมีความพึงพอใจอยูในระดับมากที่สุด
(4.25) มากกวากลมุ สตรวี ัยทาํ งานมีความพึงพอใจอยูในระดบั มาก (4.11) ดา นประโยชนใชสอย กลมุ
ชาติพันธุบาบาในจังหวัดภูเก็ตมีความพึงพอใจอยูในระดับมากที่สุด (4.28) นอยกวากลุมสตรีวัย
ทํางานมีความพึงพอใจอยูในระดับมากที่สุด (4.32) ดานราคา กลุมชาติพันธุบาบาในจังหวัดภูเก็ตมี
ความพึงพอใจอยูในระดับปานกลาง (3.29) นอยกวากลุมสตรีวัยทํางานมีความพึงพอใจอยูในระดับ
มาก (3.44) ดานสถานท่ีจัดจําหนาย กลุมชาติพันธุบาบาในจังหวัดภเู ก็ตมีความพึงพอใจอยูในระดบั
มากที่สุด (4.33) นอยกวากลุมสตรีวัยทํางานมีความพึงพอใจอยูในระดับมากที่สุด (4.46) และดาน
การจดั จําหนาย กลุมชาตพิ นั ธุบาบา ในจังหวัดภูเก็ตมคี วามพึงพอใจอยูในระดับมาก (4.16) นอยกวา
กลุมสตรีวยั ทํางานมคี วามพงึ พอใจอยูในระดับมากที่สดุ (4.34)

35

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ี่ 2 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563

การออกแบบและสรา งสรรคเคร่อื งประดับกลุมชาตพิ นั ธุบาบาจากกระปองอะลมู เิ นียม จึง
เปนผลิตภัณฑเคร่ืองประดับสตรีท่ีเพ่ิมจุดเดนของเครื่องประดับดวยการปรับเปล่ียนรูปแบบใหมี
ความหลากหลายและแตกตางจากเคร่ืองประดับท่ัวไป อีกทั้งเปนการสืบทอดและการอนุรักษภูมิ
ปญ ญาของกลุมชาตพิ ันธุบาบา ท่ีทรงคุณคา ใหคงอยูก ับวัฒนธรรมไทยสืบไป

1 สาขาวชิ าการบรหิ ารธรุ กิจคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
1 Home Economics Business Administration Program, Rajamangala University of Technology Phra Nakhon
* ผปู ระสานงานนิพนธ E-mail: [email protected]

คําสาํ คญั : เครือ่ งประดบั , กลุมชาตพิ นั ธบุ าบา , กระปองอะลมู ิเนยี ม
ABSTRACT

This article aims to Design and make jewelry from aluminum cans for BA-BA ethnic
group. And the satisfaction of the audience. By gathering relevant information and inquiries 5
experts satisfaction surveys of target groups 2 groups include ethnic BA-BA in Phuket of 25 men
and women of working age, between the ages of 15-59 years, 25 people in total 50 found.
Jewelryfrom tinand aluminumhavebeeninspiredby thejewelry ethnicBA-BA includesbride
with a crown. Rock Grove Property not set pin or shirt. And Aung Bo or earrings the creation of
artificial jewelry, tin and aluminum. Consisting of a crown clasp, clip earrings and each piece
can be dismantled, re-assembled. The crown can switch a necklace. Pin the shirt can add a
piece barrette. And earrings can disassemble the ring. With the introduction of technical
modifications to the model. The result was to design and create jewelry. The satisfaction of
the audience. Products Ethnic groups in Phuket BA-BA are satisfied at a high level (4.10) than
among women of working age are satisfied at a high level (4.04), the appropriateness of the
material. Ethnic groups in Phuket BA-BA satisfaction is at the highest level (4.25) than among
women of working age are satisfied at a high level (4.11), its usefulness. Ethnic BA-BA Phuket
satisfaction is at the highest level (4.28) than women of working age have the satisfaction is at
the highestlevel (4.32). Price ethnicBA-BA in Phuketare satisfied moderate (3.29) than women
of working age are satisfied at a high level (3.44), the place of distribution. Ethnic groups in
PhuketBA-BAsatisfactionisatthehighestlevel(4.33) thanwomenofworkingagehavesatisfied
the highest level (4.46), and the distribution. Ethnic groups in Phuket BA-BA are satisfied at a
high level (4.16) than women of working age have satisfied the highest level (4.34).

36

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ่ี 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธนั วาคม 2563

Design and make jewelry from aluminum cans for BA-BA ethnic group from
aluminum cans It is a women's accessory product that enhances the strength of jewelry by
modifying styles to be diverse and different from general jewelry. It is also a succession and
preservation of valuable BA-BA wisdom to remain in the Thai culture.
Keywords : Jewelry, BA-BA ethnic group, Aluminum cans
1. บทนาํ

กระปองอะลูมิเนียมปรากฎขอมูลปริมาณการใชท่ียังคงมีแนวโนมที่สูงข้ึน แตกระปอง
อะลูมิเนียมเปนขยะท่ีมีคุณคาสามารถนํามาหลอมและนํากลับมาใชใหมได (กรมสงเสริมคุณภาพ
ส่ิงแวดลอ ม, 2560) สามารถนาํ มาประดิษฐเปนของตกแตงบา น ของใช และของทร่ี ะลึก เชน ของตกแตง
บานประเภทภาพสองมติ ิจากกระปองอะลูมิเนียมดวยเทคนิคการมวน (ปนัดดา และดลุ ยถนัตถ, 2557)
ของใชประเภทโคมไฟสานจากกระปอ งอะลมู ิเนียม (D.I.Y. ของแตง บาน, 2555) ของทร่ี ะลึกประดษิ ฐเปน
รถตุกตุกจําลองจากกระปองอะลูมเิ นียม (Dang Hand Made, มปป.) พานพุมจากกระปองอะลมู ิเนยี ม
ดวยเทคนิคการดุนลาย (พัฒนศักดิ์, 2556) เครื่องแขวนแบบไทยประยุกตจากกระปองนํ้าอัดลมดวย
เทคนิคการดุนลาย (มานพ, 2556) และเคร่ืองประดับการแตงกายสตรีประเภทกระเปาถือสตรีจาก
กระปอ งอะลูมเิ นียม (วรญา, 2555)

การนํากระปองอะลูมิเนียมมาประดิษฐเปนผลิตภัณฑของตกแตงบาน ของใช และของท่ี
ระลึก ดังกลาว พบการใชเทคนิคในการประดิษฐท่ีหลากหลาย ทั้งการดุนลาย การตัด และการกรีด ซึ่ง
กระปองอะลูมเิ นียมเปนวัสดทุ ่สี ามารถนํามาใชใหไดท ุกสวน โดยเฉพาะการประดษิ ฐเ ปนเคร่ืองประดับ
การแตงกายสตรี ซ่ึงเปนที่นิยมในกลุมผูหญิง เน่ืองจากเคร่ืองประดับเปนส่ิงของสวยงาม นิยมใช
เครอื่ งประดบั จากการดัดแปลง การประยกุ ตห รอื ผสมผสานของสง่ิ ทม่ี เี ขากับสงิ่ ใหมๆ เพือ่ ความแตกตา ง
และความแปลกใหมดวยวัสดุธรรมชาติ วัสดุสังเคราะห และวัสดุเหลือใชมาทําใหเกิดประโยชนสูงสุด
เพ่ือประดับรางกายใหมีความสวยงาม และเสริมบุคลิกใหมีความโดดเดน อีกทั้งยังเปนส่ิงสะทอนถึง
รสนิยม และวัฒนธรรมความเปนอยูทางสังคม (เมริษา, สุวิทย และ Sridhar, 2562) รูปแบบ
เครื่องประดับกลุมหนึ่งท่ีนาสนใจเกิดจากการผสมผสานระหวาง ไทย มลายู จีน และยุโรป และมี
เอกลักษณในดานวัสดุที่บงบอกถึงฐานะ และสถานะ คือ เคร่ืองประดบั ของกลุมชาตพิ ันธุบาบา หรือที่
ชาวบา นเรียกตวั เองวา “บาบา” (ศูนยมานษุ ยวทิ ยาสิรินธร, 2562)

การศึกษาคร้ังน้ีจะเรียกกลุมดังกลาววา “กลุมชาติพันธุบาบา” ซึ่งคําวา “บาบา” เปนคํา
เรียกตัวเองของกลมุ ชาติพันธุในแถบ 6 จังหวัดภาคใตข องประเทศไทย ไดแก กระบ่ี พังงา ระนอง ตรงั
สตูล และภูเก็ต โดยเนนรูปแบบเครื่องประดับของกลุมชาติพันธุบาบาในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเปนกลุม
เกา แกในประเทศไทย (ศูนยม านษุ ยวิทยาสิรินธร,2562) สว นคําวา “เพอรานากัน” และ “เปอรานากัน”
เปนคําที่ใชเรียกรวมทั้งกลุมที่อยูทั้งในประเทศไทย ประเทศมาเลเซีย และประเทศสิงคโปร (วิกรม,
สัมภาษณเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2562) กลุมชาติพันธุบาบาใหความสําคัญกับเครื่องประดับสตรี

37

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท่ี 2 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563

โดยเฉพาะในวันแตง งาน ผูหญิงจะประดับตกแตงรา งกายดวยมงกุฎดอกไมไหว ชุดโกรสัง (เข็มกลดั ตดิ
เสือ้ ) ปน ต้งั (จีส้ าํ หรบั หอ ยคอ) หลัน่ เตป าย (สรอ ยคอ) ออ งโบ (ตา งห)ู กมิ ตนู (หวั กระดมุ เสอ้ื ) ปน ปก ผม
กําไลขอมือ และกําไลขอเทา (ฤดี, 2553) อีกท้ังเคร่ืองประดับยังสามารถบงบอกถึงฐานะ และสถานะ
ของผูท่ีมารวมในงานแตงงาน เชน หญิงสาวที่แตงงานแลวจะใชดอกมะลิหรือดอกพุดตูมประดับรอบ
มวยผมแลวปก ดว ยปน ทอง (วกิ รม, 2562)

เครื่องประดับของกลุมชาติพันธุบาบา เปนเคร่ืองประดับที่มีเอกลักษณสําคัญ คือ การถอด
แยกช้นิ ประกอบได เชน อองโบหรือตา งหู สามารถถอดแยกชน้ิ นําไปใสเปนแหวนได อกี ทั้งแหวนยงั เปน
เคร่ืองประดับท่ีผูหญิงใชสวมติดตัวในชีวิตประจําวัน วัสดุดั้งเดิมทําดวยเงิน เสนทอง และนาก แต
ปจ จบุ นั (พ.ศ.2562) วสั ดดุ ังกลา วมีราคาสงู จงึ ไดม ีการประยกุ ตใ ชด้ินเงินและดิ้นทองทดแทน แตย ังคง
รูปแบบเคร่ืองประดับของกลุมชาติพันธุบาบาแบบด้ังเดิม เชน ชุดโกรสัง (Kerongsang) หรือเข็มกลัด
ตดิ เส้ือจาํ นวนสามชนิ้ หรือชดุ แมล กู (Set Mother and Child) ซ่งึ วสั ดุดั้งเดิมจะนิยมทํามาจากทอง เงิน
และทองเหลือง ประดับดวยเพชรลูกหรือเพชรซีก ฮั่วกวนหรือมงกุฎดอกไมไหวของผูหญิงท่ีใชพิธี
แตงงานเทาน้ัน วัสดุดั้งเดมิ จะนิยมทํามาจากเสน เงิน เสนทอง และไขมุก ดวยวิธีการพัน การรอย และ
การเยบ็ (วกิ รม, 2562)

ดังนั้น การออกแบบและสรางสรรคเคร่ืองประดับกลุมชาติพันธุบาบาจากกระปอง
อะลูมิเนียม จึงมุงหวังในการสรางสรรคเคร่ืองประดับที่ไดแรงบันดาลใจจากกลุมชาติพันธุบาบาท่ี
สามารถถอดแยกชิ้นประกอบใหมได การใชวัสดุเหลือใชจากกระปองอะลูมิเนียม เพ่ือเปนการลดขยะ
อะลูมิเนียม และการนํากลับมาใชใหมใหเกิดประโยชนสูงสุด ผลงานการออกแบบเคร่ืองประดับจาก
กระปอ งอะลมู เิ นยี มจึงนําไปสูการหาคาํ ตอบความพงึ พอใจจากกลุม เปาหมายทเ่ี ปน กลุมชาติพันธุบาบา
ในจังหวัดภูเก็ต และสตรีวัยทํางานที่มีอายุระหวาง 15 - 59 ป (ศูนยขอมูลแรงงานแหงชาติ, 2562)
แนวคิดดังกลาวจึงเปนการวางแผนสกู ารสงเสริมและพัฒนาหัตถนวัตกรรมสรางสรรคเพื่อเตรียมความ
พรอมสูสากล (Creative Craft Innopolis) อีกท้ังเปนการสืบทอดภูมิปญญาการทําเครื่องประดับของ
กลมุ ชาติพนั ธุบาบา ในจังหวัดภเู กต็ และเปนการเพ่มิ มูลคาใหกบั ขยะอะลมู เิ นยี มไดอ ีกดว ย

วตั ถุประสงค
เพื่อศึกษาการออกแบบสรา งสรรคเ คร่อื งประดับกลุมชาตพิ ันธุบาบาจากกระปอ งอะลูมิเนียม
ดงั น้ี
1) แนวทางการออกแบบและสรางสรรคเครื่องประดับกลุมชาติพันธุบาบาจาก
กระปองอะลูมเิ นียม
2) ความพึงพอใจของกลุมเปา หมายท่ีมตี อ การออกแบบและสรา งสรรคเคร่ืองประดบั
กลมุ ชาติพันธบุ าบา จากกระปองอะลมู ิเนียม
2. ระเบียบวิธีวิจัย
การดําเนินศึกษาคร้ังน้ี เปนการศึกษาวิจัย 2 รูปแบบ ไดแก การวิจัยเชิงคุณภาพ
(Qualitative Research) และวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เปนแนวทางการวิจัย

38

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ี่ 2 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม – ธนั วาคม 2563

โดยผูวิจัยไดทําการศึกษาคนควาจากเอกสาร และงานวิจัยที่เก่ียวของใหตรงกับวัตถุประสงคของการ
ศึกษาวิจัยเรอื่ ง การออกแบบและสรา งสรรคเครอื่ งประดับกลุม ชาตพิ ันธุบาบาจากกระปองอะลมู ิเนยี ม
และไดน าํ องคความรูด งั กลาวมากาํ หนดขอบเขตการวิจัย การกําหนดผเู ชยี่ วชาญ การสรางแบบสอบถาม
และการวิเคราะหข อมูล ดงั น้ี

2.1 ขอบเขตการวิจยั
การออกแบบและสรา งสรรค (SKETCH DESIGN) เครื่องประดับกลุมชาติพนั ธบุ าบาจาก

กระปองอะลูมิเนียม ซ่ึงหลังจากไดศึกษาคนควาขอมูลท่ีเกี่ยวของกับกระปองอะลูมิเนียม และ
เครื่องประดับของกลุมชาติพันธุบาบา มาออกแบบเครื่องประดับ (SKETCH DESIGN) ทั้ง 3
รูปแบบ ไดแก รูปแบบเรขาคณิต รูปแบบธรรมชาติ และรูปแบบอิสระ แตละรูปแบบสามารถถอด
แยกชิ้นประกอบใหมได โดยมงกุฎสามารถสลับเปนสรอ ยคอ เข็มกลัดสามารถเพ่ิมชิ้นสว นเปน
ปนปกผม และตางหูสามารถถอดแยกชิ้นเปนแหวนได เคร่ืองประดับดังกลาวประดิษฐจาก
กระปองอะลมู เิ นยี ม (ดังภาพที่ 1 - 3)

ภาพท่ี 1 SKETCH DESIGN รูปแบบเรขาคณติ

ภาพที่ 2 SKETCH DESIGN รูปแบบธรรมชาติ

39

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท่ี 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563

ภาพท่ี 3 SKETCH DESIGN รปู แบบอสิ ระ
2.2 การกาํ หนดผูเ ช่ียวชาญ

ผูวิจัยไดกําหนดกลุมผูเชี่ยวชาญ จํานวน 5 ทาน ดังนี้ ผูชวยศาสตราจารย ดร.
วิกรม กรุงแกว ผูเชี่ยวชาญดานวัฒนธรรมการแตงกายกลุมชาติพันธุบาบาในประเทศไทย ดร.ยุทธ
พงษ ตนประดู และอาจารยมุขนิชกานต อุประ ผูเชี่ยวชาญดานเครื่องประดับของกลุมชาติพันธุ
บาบา อาจารยวรัญชลีย ทวีชัย และอาจารยจักรกฤษณ ยิ้มแฉง ผูเช่ียวชาญดานการออกแบบ
เครือ่ งประดบั

2.3 การสรางแบบสอบถาม
ผูวิจัยไดจัดทําเคร่ืองมือในการสอบถามความคิดเห็นจากผูเชี่ยวชาญ โดยแบง

คําถามออกเปน 2 ตอน ไดแก ตอนท่ี 1 คําถามเก่ียวกับขอมูลผูเช่ียวชาญ ประกอบดวย ชื่อ-
สกุล เพศ อายุ วุฒิการศึกษา สถานท่ีทํางาน ตําแหนงงาน และความเช่ียวชาญหรือความ
ชาํ นาญ สว นตอนที่ 2 คาํ ถามเกยี่ วกบั ความคดิ เหน็ ของผูเชย่ี วชาญ จํานวน 4 ขอ ไดแ ก รปู แบบ
ขนาดและสัดสว น วิธีการ และวสั ดุตกแตง

2.4 วิเคราะหข อ มลู
การวิเคราะหข อมูลของผเู ชี่ยวชาญทั้ง 5 ทา น ผูเชย่ี วชาญสว นใหญเลือกรูปแบบ

1 เปนรูปแบบเรขาคณิต ขนาดและสดั สวนที่เหมาะสม ขนาดของมงกฎุ และสรอยคอมีเสน ผา น
ศูนยกลางอยูที่ 20 เซนติเมตร ขนาดของเข็มกลัดติดเส้ือและปนปกผมอยูที่ความกวาง 10
เซนตเิ มตร และยาว 17 เซนติเมตร และขนาดของตางหูและแหวนอยูทีค่ วามกวาง 3 เซนติเมตร
และยาว 10.5 เซนติเมตร ลวดลายที่ใชตกแตงควรเปนลายดอกโบต๋ัน ซ่ึงเปนสัญลักษณแหง
ความร่ํารวยและความซื่อสัตย เปนตัวแทนของความรักความเมตตา ความสวยงามของผูหญิง
และนาํ มาซ่ึงความโชคดแี ละโชคลาภ วิธกี ารสรางสรรคเครอ่ื งประดับจากกระปองอะลูมิเนียมท่ี
มคี วามบางจึงควรใชเ ทคนิคการตดั และการกรีด เพราะเปน วธิ กี ารทที่ ําไดงายและขั้นตอนไมซ ับซอน
สวนวัสดุท่ีใชตกแตงควรเปนดนิ้ และลูกปดไขมุก เพราะเปนวัสดุท่ีสื่อถึงความเปนเครื่องประดับ
ของกลมุ ชาติพนั ธบุ าบา มากท่สี ุด อกี ทงั้ ลกู ปดไขม กุ ยังเปน ผลิตภณั ฑท่โี ดดเดน ของจงั หวัดภเู กต็ แต

40

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท่ี 2 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2563

ขอควรระวังในการประดิษฐครั้งนี้ คือ การใชกาวรอนกับดิ้นในการติดช้ินงานที่ตองประณีต
เน่ืองจากกาวรอนอาจจะทําใหดิ้นมีการเปล่ยี นสไี ด
3. ผลการวจิ ัย

การออกแบบและสรางสรรคเครื่องประดับของกลุมชาติพันธุบาบาจากกระปอง
อะลูมิเนียม มีวัตถุประสงคเพ่ือศึกษาแนวทางการออกแบบและสรางสรรคเครื่องประดับกลุม ชาติ
พันธุบาบาจากกระปองอะลูมิเนียม และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของกลุมเปาหมายท่ีมีตอการ
ออกแบบและสรา งสรรคเครื่องประดับกลุมชาติพันธบุ าบาจากกระปอ งอะลูมเิ นียม ดงั นี้

3.1 แนวทางการออกแบบและสรางสรรคเครื่องประดับกลุมชาติพันธุบาบาจาก
กระปอ งอะลมู ิเนยี ม

3.1.1 แนวทางการออกแบบเคร่ืองประดบั จากกระปอ งอะลมู ิเนียมไดแรงบันดาล
ใจในการประดิษฐเครื่องประดับจากกลุมชาติพันธุบาบาประกอบดวย ฮ่ัวกวนหรือมงกุฎท่ีมี
ลักษณะเปนดอกไมไหว ชุดโกรสังหรือเข็มกลัดติดเส้ือ และอองโบหรือตางหู ประกอบกับการ
สรางสรรคเคร่ืองประดับใหแตละช้ินสามารถถอดแยกช้ินประกอบใหมได โดยมงกุฎสามารถ
สลับเปนสรอยคอ เข็มกลัดติดเส้ือสามารถเพ่ิมชิ้นสวนเปนปนปกผม และตางหูสามารถถอด
แยกชิน้ เปนแหวน

3.1.2 การทําโครงเรือนเคร่ืองประดับ ใชโปรแกรม Adobe Photoshop ในการ
ทําช้ินสวน โดยเปดภาพรางคลิกท่ี File ท่ีมุมซาย จากนั้นเลือก Open เพื่อนําภาพรางมาเปน
ตนฉบับในการวาดโครงเรอื นสรอ ย กดท่ีเครื่องมือ Ellipse tool ท่ีแถบเครื่องมือฝงซายมือ ต้ัง
คาเปน Width 503 และ Height เปน 501 หลังจากนั้นบันทึกขอมูลโครงเรือนมงกุฎ บันทึก
ไฟลด ว ยนามสกลุ .JPEG เพ่อื ใหเปนไฟลรูปภาพ (ดังภาพท่ี 4 - 5)

ภาพท่ี 4 มงกุฎสามารถสลบั เปนสรอยคอ

41

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท่ี 2 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563

ภาพที่ 5 เข็มกลดั ติดเสื้อสามารถเพิม่ ชนิ้ สวนปน ปก ผม และตา งหสู ามารถถอดแยกช้ินแหวน
3.1.3 ขน้ั ตอนการประดษิ ฐช นิ้ สว นเคร่อื งประดบั ตดั กระปองอะลูมเิ นยี มเปนแปน

วงกลม จํานวน 10 ชิ้น ไดแก ขนาดเสนผานศูนยกลาง 5 เซนติเมตร จํานวน 2 ชิ้น ขนาดเสน
ผานศูนยกลาง 4 เซนติเมตร จํานวน 3 ช้ิน และขนาดเสนผา นศนู ยก ลาง 3 เซนติเมตร จํานวน
5 ชิ้น

3.1.4 นําดิ้นเงินมายืดแลว พันแบบไขวสลบั กนั โดยรอบวงกลมกระปองอะลูมเิ นยี ม
ทตี่ ดั ไวแลว ทัง้ 10 ช้ิน ประมาณ 10 – 12 รอบ

3.1.5 ลวดลายดอกโบตั๋นบนวงกลมทั้ง 10 ชิ้น แตละชิ้นประกอบดวย 4 กลีบ
กลีบดอกโบตน๋ั ทีใ่ ชค รงั้ น้จี ํานวน 40 ชิ้น แตล ะกลีบใชด ิน้ สีชมพู โดยวิธีการยืดด้นิ แลว ดัดใหเปน
โครงกลีบดอกโบตั๋น ดานในกลีบใชวิธีการยืดด้ินแลวนํามาพันแบบไขวสลับกันโดยรอบโครง
กลีบประมาณ 8 – 10 รอบ

3.1.6 เกสรดอกโบตั๋นทั้ง 10 ดอก แบงเปน 3 ขนาด ไดแก ขนาดเสนผาน
ศูนยกลาง 2 เซนติเมตร จํานวน 2 ดอก ขนาดเสนผานศูนยกลาง 1.5 เซนติเมตร จํานวน 3
ดอก ขนาดเสนผานศูนยกลาง 1 เซนติเมตร จํานวน 5 ดอก แตละดอกตัดกระปอ งอะลมู เิ นียม
เปนวงกลมตามขนาดท่ีกําหนด ดอกละ 2 ชิ้น แตละช้ินตัดเปนกลีบจํานวน 8 กลีบ แลวกรีด
ดวยไมแหลมกลีบละประมาณ 1 - 2 เสน และประกอบดอกโดยการสบั หวางสลับเยอ้ื งกันแบบ
ฟนปลา กลางดอกตกแตงดวยลูกปดไขมุก การประกอบดอกโบตั๋น โดยนําแปนวงกลมท่ีพัน
เรียบรอย นํากลีบดอกโบต๋ันท้ัง 4 กลีบจัดวางบริเวณกลางแปนวงกลม และนําเกสรดอกโบต๋ัน
ติดกลางดอกดวยกาวรอ น ตกแตงขอบวงกลมดว ยดิ้นสเี งนิ และสีชมพู (ดังภาพท่ี 6)

ภาพท่ี 6 ขน้ั ตอนการประกอบดอกโบต๋ัน

42

วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ี่ 2 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม – ธนั วาคม 2563

3.1.7 ข้ันตอนการประกอบมงกุฎสามารถสลับเปนสรอยคอ นําดอกโบตั้นที่
ประกอบเรียบรอยแลว จํานวน 5 ชิ้น ไดแก ขนาดเสนผานศูนยกลาง 5 เซนติเมตร จํานวน 1
ชิ้น ขนาดเสนผานศูนยกลาง 4 เซนติเมตร จํานวน 2 ช้ิน และขนาดเสนผานศูนยกลาง 3
เซนติเมตร จํานวน 2 ชิ้น เจาะรูบริเวณขอบวงกลม จํานวนฝงละ 2 ชอง แลวใชหวงลวดเปน
ตัวเช่ือมในแตละชิ้น รอยตอกันโดยใหตัวเรือนที่มีขนาดเสนผานศูนยกลางขนาด 5 เซนติเมตร
อยบู รเิ วณกลาง ดา ยซา ยและขวาเปน ตวั เรือนขนาดเสนผานศูนยกลางขนาด 4 เซนติเมตร และ
ขนาด 3 เซนติเมตร (ดังภาพท่ี 7) ตกแตงดานขางทั้งดา นซายและขวาดวยการรอยลกู ปด ไขมกุ
จาํ นวน 15 เม็ด รอยเปนเสน จาํ นวน 2 เสน จากน้นั นาํ โซอ ะลมู ิเนยี มมารอ ยเขา กบั ลูกปดไขมุก
ทงั้ 2 ดาน เพ่อื เปน ตวั ปรับระดบั ของมงกุฎและสรอย

ภาพท่ี 7 ข้นั ตอนการรอ ยตวั เรือน
3.1.8 ข้ันตอนการประกอบเข็มกลดั ติดเส้ือสามารถเพิ่มชิ้นสว นปนปกผม นําดอก
โบต๋ันท่ีประกอบเรียบรอยแลว จํานวน 3 ชิ้น ไดแก ขนาดเสนผานศูนยกลาง 5 เซนติเมตร
จํานวน 1 ชิ้น ขนาดเสนผานศูนยกลาง 4 เซนติเมตร จํานวน 1 ช้ิน และขนาดเสนผาน
ศูนยกลาง 3 เซนติเมตร จํานวน 1 ช้ิน เจาะรูบริเวณขอบวงกลม จํานวนฝงละ 1 ชอง แลวใช
หวงลวดเปนตัวเชื่อมในแตละชิ้น รอยตอกันโดยใหตัวเรือนท่ีมีขนาดเสนผานศูนยกลาง 5
เซนติเมตร 4 เซนติเมตร และ 3 เซนติเมตร ตามลําดับ เจาะรบู รเิ วณขอบวงกลม จํานวนฝง ละ
2 ชอ ง แลวใชห ว งลวดเปน ตวั เชอ่ื มในแตล ะช้ิน ตดิ เขม็ กลัดติดเสอ้ื บรเิ วณดานหลังแปน วงกลม
3.1.9 ข้ันตอนการประกอบตางหูสามารถถอดแยกช้ินแหวน นําดอกโบต๋ันที่
ประกอบเรียบรอยแลว จํานวน 3 ช้ิน ไดแก ขนาดเสนผานศูนยกลาง 3 เซนติเมตร จํานวน 2
ช้ิน เจาะรูบริเวณขอบวงกลม จํานวนฝงละ 1 ชอง แลวใชหวงลวดเปนตัวเชื่อมกับลูกปดไขม กุ
และขั้วอะลูมิเนียม นําไปติดกับแปนตางหู และตัวเรือนแหวนใชแมเหล็กขนาดเสนผาน
ศนู ยก ลาง 1 เซนติเมตร ติดบริเวณหัวแหวน

43


Click to View FlipBook Version