วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
Journal of Home Economics Technology, RMUTP
คณะกรรมการจัดทําวารสาร
ทีป่ รกึ ษากองบรรณาธกิ าร
ผชู ว ยศาสตราจารยส หรตั น วงษศรีษะ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
รองศาสตราจารย ดร.นฐั โชติ รกั ไทยเจริญชพี ร อ ง อ ธิ ก า ร บ ดี ฝ า ย วิ ช า ก า ร แ ล ะ พั ฒ น า
คณาจารย
นางปย ะธดิ า สีหะวฒั นกลุ คณบดีคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร
ทีป่ รึกษาคณบดี
ผชู ว ยศาสตราจารย ดร.ชญาภัทร กอ่ี าริโย คณะเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร
ผชู วยคณบดีคณะเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร
บรรณาธิการ ธีรมงคล
ภาควชิ าอาชวี ศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร
นางสาวประพาฬภรณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร
สาขาวิชาการพฒั นาผลติ ภณั ฑภูมิปญ ญาไทย
กองบรรณาธกิ าร จวิ เจริญสกลุ คณะศลิ ปศาสตร
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรงุ เทพ
ผูท รงคุณวฒุ ภิ ายนอกสถาบัน ภ า ควิชา วิทย า ศา สตรแ ละ เ ทค โ น โ ล ยี
การอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร
รองศาสตราจารย ดร.สุรชัย มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร
ภาควิชาคหกรรมศาตร คณะเกษตร
ผูชว ยศาสตราจารย ดร.อมรรตั น อนนั ตวราพงษ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร
ผูช วยกรรมการผูจัดการใหญ
ผชู วยศาสตราจารย ดร.อทุ ยั กลน่ิ เกษร ฝายพฒั นาทรพั ยากรบคุ คล
บริษทั เซน็ ทรลั เรสเตอรองกรปุ จาํ กดั
ผชู วยศาสตราจารย ดร.ศริ พิ ร เรียบรอ ย คมิ สาขาวิชาออกแบบแฟชน่ั และเคร่ืองแตงกาย
ดร.วชิ ยั เจรญิ ธรรมานนท สาขาวชิ าอาหารและโภชนาการ
สาขาวชิ าคหกรรมศาสตร
ผทู รงคุณวฒุ ิภายในสถาบนั คงคาฉยุ ฉาย
ผชู วยศาสตราจารยเ สาวลกั ษณ สทุ ธา
ดร.วไลภรณ สธุ ีบุตร
ดร.นอ มจติ ต
ผูทรงคุณวฒุ ผิ ปู ระเมนิ บทความ (Peer Review)
ศาสตราจารย ดร.ศภุ กรณ ดิษฐพนั ธุ คณะศิลปกรรมศาสตร
จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลัย
รองศาสตราจารย ดร.เมธินี วงศว านชิ รมั ภกาภรณ คณะศกึ ษาศาสตร
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร
ผูชว ยศาสตราจารย ดร.โอฬารกิ สรุ ินตะ คณะวิทยาการสารสนเทศ
มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม
ผูชวยศาสตราจารย ดร.จิราพัทธ แกวศรที อง คณะวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั พบิ ูลสงคราม
ผชู ว ยศาสตราจารย ดร.รตั นพล มงคลรัตนาสทิ ธ์ิ คณะอุตสาหกรรมสง่ิ ทอและออกแบบแฟชนั่
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ผูชว ยศาสตราจารย ดร.ทักษิณา เครือหงส คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยสี ุวรรณภูมิ
ผูชว ยศาสตราจารย ดร.พิสุทธิ หนักแนน คณะเทคโนโลยีและนวัตกรรมผลิตภัณฑ
การเกษตร มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ
ผูชวยศาสตราจารย ดร.เปรมฤทยั แยม บรรจง คณะการจดั การธรุ กิจอาหาร
สถาบันการจดั การปญญาภิวฒั น
ผูชวยศาสตราจารย ดร.นทัต อศั ภาภรณ คณะศึกษาศาสตร
มหาวิทยาลัยเชียงใหม
ผชู วยศาสตราจารย ดร.พรอมลกั ษณ สรรพอ คา คณะสาธารณสขุ ศาสตร
มหาวทิ ยาลัยมหิดล
ดร.สมภพ สวุ รรณรฐั คณะศึกษาศาสตร
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร
ดร.เกษม มานะรุงวิทย คณะอตุ สาหกรรมสิง่ ทอและออกแบบแฟชั่น
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
Associate Professor Zhen Bo Xu School of Food Science and
Engineering, South China University
รองศาสตราจารย ดร.จฑุ ามาศ พีรพัชระ of Technology
รองศาสตราจารยสรุ ีย แถวเท่ยี ง คณะเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร
รองศาสตราจารยบษุ รา สรอ ยระยา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
รองศาสตราจารยส ุนยี สหัสโพธ์ิ คณะเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร
รองศาสตราจารยจ อมขวญั สุวรรณรักษ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ผชู วยศาสตราจารย ดร.ชญาภทั ร ก่อี าริโย คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร
ผชู วยศาสตราจารย ดร.ธนพรรณ บณุ ยรัตกลนิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ผูชว ยศาสตราจารยศ รัทธา แขงเพญ็ แข คณะเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร
ผชู ว ยศาสตราจารย ดร.วรลกั ษณ ปญญาธิตพิ งศ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
คณะเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
คณะเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
คณะเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ผูทรงคณุ วฒุ ผิ ปู ระเมนิ บทความ (Peer Review)
ผูช ว ยศาสตราจารย ดร.ธนภพ โสตรโยม คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ดร.ศุภคั ษร มาแสวง คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
คณะกรรมการจัดทาํ เลม วารสาร ธีรมงคล ออกแบบรปู เลม และตรวจสอบความสมบูรณ
นางสาวประพาฬภรณ สฐุ าปญ ณกุล พิสูจนอ ักษรภาษาองั กฤษ
ผชู ว ยศาสตราจารย ดร.รพพี รรณ กรี่เงนิ พสิ จู นอ ักษรภาษาไทย
ดร.เกศทิพย ปอ มเยน็ ประสานงาน
นางสาววรธร เสวกฉมิ ประสานงานและเลขานกุ าร
นางสาวฉววี รรณ
ตดิ ตอ กองบรรณาธิการ
“กองบรรณาธกิ ารวารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร”
คณะเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
168 ถนนศรีอยุธยา แขวงวชริ พยาบาล เขตดุสิต กรงุ เทพ 10300
เวบ็ ไซต: http://www.hec.rmutp.ac.th/
โทรศัพท: 02-655-3777 ตอ 5234, 5236
E-mail: [email protected]
พิมพท ี่โรงพิมพ
“บรษิ ทั โอ.เอส.พรน้ิ ตงิ้ เฮา ส จาํ กัด”
113/13 ซอยวัดสุวรรณครี ี ถนนบรมราชชนนี แขวงอรุณอมรินทร เขตบางกอกนอ ย กรงุ เทพ 10700
โทรศพั ท: 02-424-6944, 02-424-7292
คาํ นยิ มจากคณบดี
ด ว ย โ อ ก า ส ท่ี ค ณะ เทค โน โ ลยีค ห ก รรมศาสตร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ไดจัดทําวารสาร
เทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระ
นคร และเผยแพรบ ทความวิจัยและวิชาการเปน ที่ 2 ฉบับท่ี 1 และ
2 โดยวารสารฉบับนี้มีวัตถุประสงคเพ่ือสงเสริมใหนักวิจัย
นักวิชาการ นักศึกษาและผูท่ีสนใจ ทั้งภายในและภายนอก
หนวยงาน ไดมีชองทางในการนําเสนอผลงานวิชาการ ซึ่งเปน
ภารกิจสําคัญอยางหน่ึงในการเผยแพรและแลกเปลีย่ นเรยี นรดู า น
วชิ าการทางศาสตรของคหกรรม
โอกาสน้ดี ฉิ ันขอแสดงความยนิ ดี และขอขอบคณุ ผสู ง บทความวจิ ัยและวิชาการทกุ ทา น
ท่ีใหความสนใจในการสงบทความทางวิชาการเขารวมตีพิมพ รวมท้ังขอขอบคุณบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ และคณะกรรมการดําเนินงานทุกทาน ท่ีใหเกียรติเขารวมเปนสวนหนึ่งของ
วารสารฉบับนี้ ตลอดจนการคัดกรองบทความ การพิจารณาเพ่ือตีพิมพบทความ และการ
ตรวจสอบความถูกตองทุกบทความ ดิฉันหวังเปนอยางย่ิงวาบทความวิจัยที่ไดตีพิมพลงวารสาร
เทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนครจะเปน ประโยชนสงู สุดตอ
ผอู า น และนักวจิ ัยทกุ ทา น รวมทงั้ เปนแหลง องคค วามรใู นดานคหกรรมศาสตรสบื ตอ ไป
นางปยะธิดา สหี ะวัฒนกลุ
คณบดีคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
บทบรรณาธิการ
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ฉบับนี้
เปนฉบับท่ี 2 กําหนดการเผยแพรปละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 เดอื นมกราคม-มิถุนายน และ ฉบับ
ท่ี 2 เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม ในการตีพิมพเ ผยแพรบทความวิจัย และบทความทางวิชาการ ที่
จะเผยแพรองคความรู กระบวนการทางความคิด และการพัฒนาตอยอดวิจัยตางๆ อันไดจาก
การศึกษา คนควาวิจัย ตลอดจนแงมุมตางๆ ของคหกรรมศาสตร รวมทั้งวิทยาการอัน
หลากหลายซ่ึงจะเปนประโยชนสูงสุดตอกระบวนการวิจัย ทางบรรณาธิการหวังเปนอยางย่ิงวา
บทความวิจัย และบทความวิชาการที่ผานการพิจารณาและการกล่ันกรอง จากผูทรงคุณวุฒิทั้ง
ภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ไดเผยแพรในวารสารฉบับนี้จะกอใหเกิดประโยชนตอวงการ
วิชาการ สังคม และชุมชน ท้ังยังชวยในการตอยอดงานวิจัย และสรางสรรคนวัตกรรมใหมๆ
ทางคหกรรมศาสตรแกส ังคมในอนาคต
บรรณาธกิ าร
สารบญั หนา
บทความวิจัย 1
1. การใชแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลังในผลิตภัณฑเม็ด
16
ไขมกุ อบแหง 24
ดวงกมล ตั้งสถิตพร, เกศรินทร เพ็ชรรัตน, จิราภัทร โอทอง, วรธร
ปอมเยน็ , เกตุวดี โคษาสด และปารณยี ประสาร 35
2. การพัฒนาผลติ ภณั ฑขา วสงั ขห ยดพองไรนํ้ามนั ผสมเมล็ดพชื 55
สดิ ารตั น เกษะโกมล และอมรรตั น เจรญิ ชัย 69
84
3. การประดิษฐเ ครอื่ งแขวนไทยจากเปลอื กหอย
ดรุณี โอวจริยาพิทักษ, ณัฐยุทธ ศิริตั้งมงคลชัย และอพิศาล 97
ไกรสรรักษว งศ 102
4. การออกแบบและสรางสรรคเคร่ืองประดับกลุมชาติพันธุบาบาจาก
กระปอ งอะลูมเิ นยี ม
สชุ ีรา ผองใส, พรศักดิ์ ขอยีแ่ ซ และสทุ ธาวรรณ คาํ สงวน
5. การประดษิ ฐพ านพุม ปลอ ยกล่ินจากรงั ไหม
อานนั ตยา ริอินทร, อินทิรา นะมาเส และสุกัญญา จันทกุล
6. การประดษิ ฐพ านพุมจากใบบัว
ดรุณี โอวจริยาพทิ ักษ, จารทุ ศั น ศิลาสุวรรณ และปญญา ทกั ทว ง
7. การออกแบบเส้อื ผาชุดลาํ ลองยูนเิ ซก็ สจากผา พลีทสาํ หรบั วัยรุน
มขุ สุดา ทองกาํ พรา, อรอนงค วรรณวงษ, เกศทพิ ย กรีเ่ งนิ และอชั ชา
หทั ยานานนท
บทความวิชาการ
1. โปรตีนจากพืชหรือโปรตีนจากสตั วท่ดี ตี อ สขุ ภาพ
สนุ ยี สหสั โพธิ์
2. กลไกการเกดิ อนมุ ลู อิสระ และกลไกของสารตานอนมุ ูลอิสระในรางกาย
มนุษย
สุนีย สหัสโพธ์ิ และธัญยธรณ สหสั โพธิ์
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม – ธนั วาคม 2563
การใชแ ปง มันเทศสมี วงทดแทนแปง มันสาํ ปะหลังในผลติ ภณั ฑเมด็ ไขมุกอบแหง
Purple Sweet Potato Flour Substitute Tapioca Flour
of Dried Tapioca Pearls
ดวงกมล ต้งั สถติ พร1* เกศรนิ ทร เพ็ชรรัตน1 จริ าภทั ร โอทอง2 วรธร ปอ มเยน็ 2
เกตุวดี โคษาสด1 และปารณีย ประสาร1
Duangkamol Tungsatitporn1* Kasarin Pedcharat1 Jirapat Othong2
Vorathon Pomyen2 Ketwadee Khosasod1 and Paranee Prasan1
บทคดั ยอ
การใชแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลังในผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหง มี
วัตถุประสงคเพื่อศึกษาสูตรพ้ืนฐาน และกรรมวิธีการผลิตโดยใชแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปง
มันสําปะหลังในผลิตภัณฑพบวา ผูทดสอบใหคะแนนความชอบสูตรท่ีใชน้ําตาลทรายออยมาก
ที่สุด ปริมาณอัตราสวนที่เหมาะสมในการใชแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลังใน
ผลิตภัณฑ พบวา ผูทดสอบใหคะแนนความชอบในสูตรทดแทนรอยละ 70 : 30 และทําการ
เปรียบเทียบผลิตภัณฑเม็ดไขมุกแปงมันเทศสีมวงอบแหงกับผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหงใน
ทองตลาด พบวา คณุ ภาพทางกายภาพของผลิตภณั ฑมคี า สที ่แี ตกตา งกัน ทง้ั ดานคา สี (L*), (a*)
และ (b*) คุณภาพทางเคมีของผลิตภัณฑ พบวา ปริมาณโปรตีน, ไขมัน, เสนใยหยาบ และเถา
มีคาเทากับ 1.94 ± 0.02, 0.63 ± 0.01, 1.21 ± 0.05 และ 1.24 ± 0.02 ตามลําดับ จาก
การศึกษาอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ พบวา ผลิตภัณฑที่เก็บในถุงสุญญากาศที่
อุณหภูมิหองมีอายุการเก็บรักษาอยางนอย 28 วัน จุลินทรียท้ังหมด ยีสต และราไมเกิน
มาตรฐานที่กําหนด ผูบริโภคใหการยอมรับผลิตภัณฑการใชแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมัน
สําปะหลงั ในผลิตภัณฑเมด็ ไขมุกอบแหง คิดเปนรอยละ 100 และมีความชอบมากที่สดุ คิดเปน
รอยละ 62
คาํ สําคัญ : แปงมันสําปะหลัง, แปง มนั เทศสีมวง, เมด็ ไขมกุ อบแหง
1 สาขาวชิ าวิทยาศาสตรและเทคโนโลยกี ารอาหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
1Food Science and Technology Program, Rajamangala University of Technology Phra Nakhon
2 สาขาวชิ าอาหารและโภชนาการ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
2Foods and Nutrition Program, Rajamangala University of Technology Phra Nakhon
1
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท่ี 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2563
* ผูประสานงานนพิ นธ E-mail: [email protected]
ABSTRACT
Purple sweet potato flour substitute tapioca flour of dried tapioca pearls
has the objective to study the basic formula and used by purple sweet potato
flour substitute of tapioca flour process. The results show that the method used
sugar cane the most. Suitable quantity ratio purple sweet potato flour substitute
tapioca flour of dried tapioca pearls results show that panelist score liking formula
percentage ratio of 70:30. The comparison between purple sweet potato flour
substitute tapioca flour of dried tapioca pearls with other dried tapioca pearls in
the market, found that the physical quality of the products had different color
values. The color (L*), (a*) and (b*). The chemical quality of the products show
that the protein, fats, crude fibers and ash were equal to 1.94±0.02, 0.63±0.01,
1.21±0.05 and 1.24±0.02 respectively. After study of the product shelf life, found
that the products that are stored in vacuum bags at room temperature have a
shelf life of at least 28 days and the microorganisms, yeast and mold not exceed
the specified standards. The consumers acceptability the purple sweet potato
flour substitute tapioca flour of dried tapioca pearls as 100% and like extremely
as 62%.
Keywords : Tapioca flour, Purple sweet potato flour, Dried tapioca pearls
1. บทนาํ
ชานมไขมุกมีถิ่นกําเนิดจากประเทศไตหวัน ซึ่งเม็ดไขมุกทํามาจากแปงมันสําปะหลัง
มีความหนึบ ชาไขมุก เปนเครื่องดื่มสุดฮติ อยางหน่ึงของทุกเพศทุกวัย ดวยท่ีมีความหอมหวาน
ของชานม และความเหนียวหนึบของเมด็ ไขม กุ แตแมวาชานมไขมกุ จะอรอ ยมากแคไหน แตถา
ด่ืมในปริมาณที่มากไปก็เสี่ยงเปนโรคอวนและเบาหวานได (Campus star, 2018) ไขมุกเกิด
จากกระบวนการแปรรปู มันสําปะหลงั โดยการนําแปง มันสาํ ปะหลงั มาทําใหรอน เคย่ี วกับนํ้าตาล
และนํ้าในหมอ จากนั้นหั่นแปงที่เคี่ยวเปนชิ้นเล็กๆ ปนใหเปนกอนกลมๆ ออกมาเปนไขมุกมัน
สาํ ปะหลงั นอกจากน้ยี งั สามารถเปลยี่ นสี และรสสัมผัสของไขมุกไดโ ดยการเติมน้ํา นา้ํ ตาล หรือ
สีผสมอาหารตางๆ อีกดวย วัตถุดิบของเม็ดไขมุกไดมาจากหัวมันสําปะหลัง จึงอาจกลาวไดวา
ไขม ุกนั้นเกือบจะเปนคารโบไฮเดรต รอยละ 100 ดงั น้นั จึงปราศจากไขมนั และโปรตนี โดยไขมกุ
มันสําปะหลังแหง 152 กรัม จะใหพลังงานประมาณ 544 แคลอรี ซ่ึงประกอบดวย
คารโบไฮเดรต 135 กรัม ไขมัน 0 กรัม และโปรตีน 0 กรัม เพราะในหัวมันสําปะหลังไมมี
2
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ี่ 2 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2563
สวนประกอบของกลูเตนจึงถูกใชเ ปนวตั ถุดิบในการผลติ อาหารบางอยางที่ไมตองการกลเู ตน แต
ไดส มั ผสั และความนมุ ชมุ ช้นื คลายกบั ใสกลูเตนลงไป โดยเมอ่ื นําไปทําเปนเคร่อื งดม่ื พบวาขอ มูล
ทางโภชนาการระบุวา ชานมไขมุก 1 แกว ใหพลังงาน ประมาณ 240 - 360 กิโลแคลอรี โดย
รางกายจะไดรับคารโบไฮเดรต 45 - 62 กรัม ไขมัน 0 - 14 กรัม โปรตีน 0.4 - 2 กรัม ความ
แตกตางของพลังงานและสารอาหารขึ้นอยูกับปริมาณนํ้าตาลหรือน้ําเชื่อม ไขมุก นมผง และ
ครีมเทียมที่ใสลงไป ซึ่งไขมุกท่ีอยใู นชานมไขมกุ น้ัน ผลิตจากแปงมันสําปะหลัง จัดอยูในอาหาร
หมวดเดยี วกับแปง และน้าํ ตาล โดยไขม ุก 30 กรมั ใหพ ลังงาน 100 กิโลแคลอรี ซึง่ พลังงานท่ีได
จากการดื่มชานมไขมุก 1 แกว โดยประมาณ ใกลเคียงกับการกินกวยเต๋ียว 1 ชาม หรือเทา
กับขา วประมาณ 3 - 4 ทัพพี (กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสุข, 2562)
มันเทศสีมวงเปน พืชหัวเกรยี นท่ีมกี ารเติบโตแบบเลอ้ื ยตามพ้ืนดนิ สวนใหญนิยมปลูก
เปน พชื ไรห วั เถาขิงจะนยิ มนํามาตมหรือเผา มันเทศสมี ว งมกี ารนํามาใชประโยชนเพอ่ี การบรโิ ภค
ประกอบอาหารคาวหวานเปนหลัก มันเทศสีมวงจะมีสารแอนโทไซยานินสูง สารนี้มีคุณสมบตั ิ
เปนสารตานอนุมูลอิสระ ชวยปองกันการเกิดโรค เชน โรคหลอดเลือดหัวใจและมะเร็ง เพ่ิม
ภูมิคุมกัน มีสารตานการอักเสบ รักษากระดูก และสุขภาพผิวท่ีทรงพลังที่สุด มันเทศสีมวงมี
คุณคาทางโภชนาการมากมายที่อุดมไปดวยคารโบไฮเดรตท่ีซับซอน ใยอาหาร เบตาแคโรทีน
(วิตามิน A สารอาหารเทียบเทา) กลูตาไทโอนสูง วิตามินซี และวิตามินบี 6 ในประเทศญีป่ ุนได
นํามันเทศสีมวงมาทําเปนยาเพ่ือรักษาโรคเบาหวานและโรคอ่ืนๆ นอกจากนี้มันเทศสีมวงมี
ปรมิ าณเสน ใยที่เทากนั กับขา วกลอง และมมี ากกวา ผักใบเขยี วท่ัวไปเสยี ดวย
ดังน้ันทางผูวิจัยจึงเห็นถึงความสําคัญจึงไดแนวคิดท่ีจะศึกษาการนํามันเทศสีมวงท่ีมี
คุณประโยชนประโยชนแกร างกายมากกวาแปงมนั สําปะหลงั และยังไดส มี วงจากธรรมชาติโดย
ไมตองใสสีผสมอาหารอีกดวย จึงนํามันเทศสีมวงมาทดแทนแปงมันสําปะหลังในการผลิตเม็ด
ไขมุกอบแหง เพื่อเปนการพฒั นาผลิตภณั ฑข ึ้นมาใหมและเมอ่ื รับประทานรวมกับเครอ่ื งดื่มชาที่
ผูบริโภคนิยมมากในปจจุบนั จะทําใหไ ดคณุ คาทางโภชนาการเพ่ิมขึ้น พลังงานท่ีไดร บั ลดลงและ
เปนทางเลอื กอกี ทางหนงึ่ สําหรบั ผูบริโภคในการรบั ประทานชานมไขม ุก
2. ระเบยี บวิธวี ิจัย
2.1 ศึกษาชนิดของนํ้าตาลในการผลิตไขมุกอบแหงเพื่อเปนสูตรพ้ืนฐานในการผลิต
ผลติ ภณั ฑแ ปงมันเทศสีมว งทดแทนแปง มนั สาํ ปะหลังในผลิตภัณฑเ ม็ดไขมุกอบแหง
ในการผลิตไขมุกอบแหงใชสูตรพื้นฐานจํานวน 1 สูตร แตใชชนิดน้ําตาลท่ี
แตกตางกัน 3 ชนิด ไดแก น้ําตาลทรายขาว, นํ้าตาลทรายออย และน้ําตาลทรายแดง ท่ีสงผล
ตอสี กล่ิน กล่ินรส และรสชาติของผลิตภัณฑ และวางแผนการทดลองแบบสุมสมบูรณ
(Completely Randomized Design : CRD) เพ่ือหาสูตรพ้ืนฐานท่ีมีคุณลักษณะทางประสาท
สมั ผัสทเี่ หมาะสมทส่ี ุด ดงั ตารางท่ี 1
3
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563
ตารางที่ 1 สตู รพน้ื ฐานของเมด็ ไขมุกอบแหง
วตั ถุดิบ สตู รท่ี 1 น้ําหนักสวนผสม (กรัม) สูตรที่ 3
สูตรที่ 2 200
130
แปงมันสําปะหลงั 200 200 -
นา้ํ รอ น 130 130
น้ําตาลทรายขาว 80 - 80
นํ้าตาลทรายออ ย - 80
น้าํ ตาลทรายแดง - -
ที่มา : สตู รท่ี 1 TaiwanCooking (2559)
สตู รที่ 2 ดัดแปลง : TaiwanCooking (2559)
สตู รท่ี 3 ดดั แปลง : TaiwanCooking (2559)
วธิ กี ารทําเม็ดไขม ุกอบแหง
1) นําแปง มันสาํ ปะหลงั ช่งั นา้ํ หนกั 200 กรมั และน้ําตาลทรายออ ย 80 กรมั
2) ต้ังหมอ เปดไฟแรง ใสน้ําเปลาลงไปตม ตมน้ําเปลา ทอ่ี ุณหภูมิ 90-100 องศา
เซลเซียส จนนํ้าเดอื ด จากนน้ั นํามาชงั่ นาํ้ หนกั 130 กรมั
3) เทน้ํารอนท่ีทาํ การช่งั นํา้ หนกั แลว ลงบนน้าํ ตาล คนใหละลาย จนเปน นา้ํ เชอ่ื ม
4) นาํ น้ําเช่ือมเทใสแ ปง มนั สําปะหลัง คนใหเ ปนเนื้อเดยี วกนั
5) นาํ ไปใหความรอนบนหมอทีม่ นี ้าํ เดือดเปนเวลา 1 นาที จากนน้ั นาํ แปงมานวด
ใหเ น้อื เนียน
6) ปน ใหเปนวงกลม 1 เม็ด นํ้าหนกั 5 - 6 กรัม
7) นาํ ไปอบในตอู บอณุ หภมู ิ 70 องศาเซลเซยี ส เปนเวลา 2 ชัว่ โมง
8) บรรจใุ สเ ก็บไวในถงุ สุญญากาศ และปด ผนึกโดยซลี สญุ ญากาศ
2.2 ศึกษาอัตราสวนที่เหมาะสมในการใชแปงมันเทศสีมว งทดแทนแปงมันสําปะหลัง
ในผลิตภัณฑเม็ดไขม ุกอบแหง
นําสูตรพื้นฐานท่ีผูทดสอบชิมใหคะแนนความชอบมากที่สุด (จากขอ 2.1) มา
ทําการศึกษาอัตราสวนที่เหมาะสมในการใชแปงมันมวงทดแทนแปงมันสําปะหลังบางสวนใน
ผลติ ภัณฑไขมกุ มนั เทศสีมวงในปริมาณตางกัน 3 ระดบั (แปง มันเทศสีมว ง : แปงมนั สําปะหลัง)
อัตราสวนคิดเปนรอยละ 70 : 30, 80 : 20 และ 90 : 10 และวางแผนการทดลองแบบสุม
สมบูรณ (Completely Randomized Design : CRD) เม่อื ใชแปง มันเทศสีมวงทดแทนแปงมัน
สาํ ปะหลังมกี ารดูดน้าํ ทําใหเ กิดเจล และสามารถขึน้ รูปเปน เมด็ ไขม ุกได ตามลาํ ดับ (ขัน้ ตอนการ
เตรียมแปงมนั เทศสมี ว ง ดังแผนภาพที่ 1) (ข้ันตอนการผลติ เม็ดไขมุกมันเทศสีมว ง ดังแผนภาพ
ที่ 2) และนาํ มาวัดคณุ ภาพไดแก
1) คุณภาพทางกายภาพ (ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกมันเทศสีมวงอบแหง) ไดแก คาสี
และวดั คาวอเตอรแอคติวติ ี (aw)
4
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2563
2) คุณภาพทางเคมี (ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกมันเทศสีมวงอบแหง) ไดแก ตรวจวัด
ปริมาณความชน้ื
3) การวิเคราะหคุณภาพทางดานประสาทสัมผัส (ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกมันเทศสี
มวงตมสุก) โดยวางแผนการทดลองสุมสมบูรณในบล็อก (Randomized Complete Block
Desing - RCBD) ทดสอบทางประสาทสัมผสั โดยใชผูทดสอบท่ีไมผ านการฝก ฝนจํานวน 50 คน
ซ่ึงเปนอาจารยและนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ทดสอบทาง
ประสาทสัมผัส โดยนําไขมุกมาประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสในดานลักษณะปรากฏ สี
กลน่ิ รสชาติ ลกั ษณะเนื้อสัมผสั และความชอบโดยรวม โดยมีการใหค ะแนนความชอบ 9 ระดบั
(9-Point Hedonic Scale) นํามาวิเคราะหหาความแปรปรวน (Analysis of Variance -
ANOVA) และวิเคราะหหาคาความแตกตางของคาเฉล่ียโดยวิธี Duncan’s New Multiple
Range test (DMRT) ทร่ี ะดับความเช่อื มน่ั รอยละ 95
นาํ มันเทศสีมว งไปลา งน้าํ ใหส ะอาด
ปอกเปลอื กมนั เทศสมี วงแลวหัน่ เปน ช้ินเทา ๆ กนั
ลา งมนั เทศสมี ว ง
นาํ มาน่งึ เปนเวลา 20 นาที ที่อุณหภมู ิ 90 – 100 องศาเซลเซียส
ตักมันเทศสมี ว งแลว จึงนาํ ไปบดใหละเอยี ด
นํามันเทศสีมวง 70 กรมั ตกั ใสถ ุงขนาด 7x11 นิ้ว มาเกล่ยี ใหก ระจายออกอยางสม่ําเสมอบนถงุ รอน
เขา ตอู บอณุ หภูมิ 70 องศาเซลเซียส เปน เวลา 5 ชวั่ โมง
นาํ มาปน ใหละเอยี ด
นาํ มารอ นโดยผา นตะแกรงรอนแปง ความถต่ี าขา ย 250 Mesh
แปง มนั เทศสีมวง
แผนภูมิท่ี 1 ขน้ั ตอนการผลิตแปงมันเทศสมี ว ง
ทีม่ า : ญานิล และคณะ (2557)
5
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563
แปง มนั เทศสีมวงชงั่ นํา้ หนกั
แปง มนั สําปะหลงั ชัง่ นํา้ หนกั
นํามาผสมรวมกนั
ตม นา้ํ เปลา สะอาดทอี่ ุณหภมู ิ 90-100 องศาเซลเซยี ส
ชั่งน้าํ หนกั 130 กรมั
นํานํา้ มาละลายกบั นา้ํ ตาลทรายออ ย 80 กรัม คนใหละลาย
นํานํ้าเช่ือมผสมใสแ ปง มนั เทศสมี ว งและแปง มันสาํ ปะหลัง คนใหเปน เน้อื เดียวกนั
นาํ เคร่ืองนวดแปงมานวดใหท ้งั หมดเปนเน้อื เดียวกัน
รดี เปนแผน
ปน ใหเ ปนวงกลม 1 เมด็ นาํ้ หนัก 5 - 6 กรัม
นาํ ไปอบในตูอบอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส เปนเวลา 2 ชว่ั โมง
ผลติ ภณั ฑไ ขมุกมนั เทศสมี ว งอบแหง
แผนภมู ิท่ี 2 ขั้นตอนการผลิตเมด็ ไขม ุกมนั เทศสมี วง
ที่มา : ดดั แปลงจาก TaiwanCooking (2016)
6
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ี่ 2 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม – ธนั วาคม 2563
ตม นํา้ เปลา ใหเดอื ดแลว ปด ไฟ นาํ เม็ดไขมกุ แชในนํา้ เดอื ดทอ่ี ุณหภมู ิ 70 องศาเซลเซียส เปนเวลา 5 นาที
นํามาตัง้ ไฟ ตมในนาํ้ เดอื ดท่ีอุณหภมู ิ
100 องศาเซลเซียส เปน เวลา 10 นาที
จากนั้นนํามาแชในน้าํ เยน็ ท่ีอุณหภูมิ
5 องศาเซลเซียส เปน เวลา 5 วนิ าที
แผนภูมิที่ 3 ขั้นตอนการตม เมด็ ไขม ุกแปง มนั เทศสมี วง
2.3 ศึกษาเปรียบเทียบคุณภาพทางกายภาพ และทางเคมี ของผลติ ภัณฑเ มด็ ไขมุกใน
ทอ งตลาดและผลิตภณั ฑเ ม็ดไขมุกแปงมันเทศสมี วงสตู รที่ดีท่ีสดุ
ศึกษาคุณสมบัติของผลิตภัณฑไขมุกในทองตลาด และผลิตภัณฑไขมุกแปงมัน
เทศสีมวงสูตรที่ดีท่ีสุด โดยวิเคราะหคุณภาพทางกายภาพ และคุณภาพทางเคมี นําคามา
เปรียบเทียบกัน เพ่ือดูลักษณะความแตกตาง ประโยชนคุณคาทางโภชนาการของท้ัง 2
ผลิตภณั ฑ มาวดั คณุ ภาพ ไดแก
1) คุณภาพทางกายภาพ (ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกแบบตมสุกในทองตลาดและ
ผลิตภัณฑเม็ดไขม กุ แปง มนั เทศสีมวงแบบตมสกุ ) ไดแก คา สี และวดั คา aw และวเิ คราะหค าเนอ้ื
สมั ผัสอาหารทางดานความเหนียวนมุ ดว ยเครอ่ื งวิเคราะหเ น้ือสมั ผสั อาหาร (Texture analysis)
ซ่ึงในการวัดจะทําการกดตัวอยาง 2 ครั้ง (TPA) ใชหัวกดขนาด TA30 รายงานผลเปนคา
hardness, cohesiveness, springiness, chewiness และ gumminess
2) คุณภาพทางเคมี (ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกตมสุกในทองตลาดและผลิตภัณฑเม็ด
ไขมกุ มันเทศสีมวงตม สุก) ไดแก ตรวจวดั ปรมิ าณความชนื้
3) คุณภาพทางเคมี (ผลิตภัณฑไขมุกอบแหงในทองตลาดและผลิตภัณฑเม็ด
ไขม กุ แปง มันเทศสีมวงอบแหง ) ไดแก การวิเคราะหป รมิ าณกลมุ สาร (Proximate analysis) คือ
ปริมาณความชื้น ปริมาณโปรตีน ปริมาณไขมัน ปริมาณเสนใย ปริมาณเถา ปริมาณ
คารโ บไฮเดรต และวิเคราะหหาปริมาณแอนโทไซยานนิ (AOAC, 2000)
2.4 ศกึ ษาอายุการเกบ็ รักษาของผลิตภณั ฑแปง มนั เทศสมี ว งทดแทนแปงมันสาํ ปะหลงั
ในผลติ ภณั ฑเ ม็ดไขม กุ อบแหง
ศึกษาการเปล่ียนแปลงระหวางการเก็บรักษาของผลิตภัณฑเม็ดไขมุกมันเทศสี
มวงอบแหง โดย นําสูตรที่ดีท่ีสุด มาผสมนํ้าตาลออยธรรมชาติ 80 กรัม และนํ้า 130 กรัม
ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกแปงมันเทศสีมวงอบแหง 1 เม็ดมีน้ําหนัก 5-6 กรัม เก็บไวในถุงพลาสติก
สุญญากาศแบบเรียบขนาด 6×9 น้ิว ถุงละ 100 กรัม และปดผนึกโดยซีลสุญญากาศ และเก็บ
7
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท่ี 2 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2563
แบบสุญญากาศที่อุณหภมู ิ 30 องศาเซลเซยี ส นํามาวิเคราะหคณุ ภาพทางจุลนิ ทรีย โดยทําการ
สุม ตรวจ 7 วัน ตรวจ 1 คร้ัง ทุกสัปดาห เปนระยะ เวลา 4 สัปดาห มาวดั คุณภาพ ไดแก
คุณภาพทางจุลินทรีย ตามมาตรฐานผลิตภัณฑชุมชน ฉบับที่ 138 พ.ศ. 2546
เรื่องเสนลอดชองแหง ไดแก นํามาวิเคราะหคุณภาพดานจุลินทรีย ตรวจหาจุลินทรียท้ังหมด
และวิเคราะหต รวจหายีสต และรา
2.5 ศึกษาการยอมรับของผูบ ริโภคท่ีมีตอ แปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลัง
ในผลิตภัณฑเ มด็ ไขม ุกอบแหง
ในการทดสอบชิมโดยผานกรรมวิธีการผลิตแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมัน
สําปะหลังในผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหง ในการผลิตเม็ดไขมุกมันเทศสีมวงอบแหง 1 เม็ด
ปริมาณน้ําหนัก 5-6 กรัม โดยทําการตมเม็ดไขมกุ มนั เทศสีมว งใหส กุ จากนั้นใสแกวจํานวน 10
เม็ด ปดฝาแกวดวยฟลมถนอมอาหาร แยกนํ้าแข็งและชานม กอนนําไปทดสอบกับผูบริโภค
จาํ นวน 100 คน ณ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
และบุคคลทั่วไป โดยวิธีการสุมบังเอิญ ในดานความพึงพอใจตอผลิตภัณฑแปงมันเทศสีมวง
ทดแทนแปงมันสําปะหลังในผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหง ใชแบบทดสอบทั้งหมด 3 ตอน คือ
ตอนท่ี 1 ขอมูลทั่วไปของผูตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 ขอมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและทัศนคติ
ตอการบริโภคเมด็ ไขมุกมนั เทศสีมว งและตอนท่ี 3 ขอมูลดานการยอมรับผูบริโภคท่ีมีตอ การใช
แปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลังในผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหง จากน้ันทําการเก็บ
ขอ มลู ท่ไี ดเ พอ่ื นาํ มาวิเคราะหทางสถติ ิของผูบริโภคจํานวน 100 คน
3. ผลการวจิ ยั
3.1 ผลการศึกษาสูตรพื้นฐาน และกรรมวิธีการผลิตโดยใชแปงมันเทศสีมวงทดแทน
แปง มันสาํ ปะหลังในผลติ ภณั ฑเม็ดไขมกุ อบแหง
3.1.1 ผลการศึกษาสูตรพื้นฐานในการผลิตไขมุกอบแหงเพ่ือเปนสูตรพ้ืนฐานใน
การผลติ ผลิตภณั ฑแปง มันเทศสมี วงทดแทนแปง มนั สาํ ปะหลงั ในผลติ ภณั ฑเมด็ ไขม ุกอบแหง
ไดทําการนําเม็ดไขมุกอบแหงสูตรพ้ืนฐานที่เหมาะสมจากสูตรพื้นฐาน 3
สตู ร ดงั ตารางท่ี 1 นําเมด็ ไขมุกอบแหงไปทาํ การตมใหสุกท้ัง 3 สูตร แลว นําไปทดสอบคุณภาพ
ทางดานประสาทสัมผัส ผูทดสอบชิมใหคะแนนความชอบสูตรท่ี 2 มากท่ีสุด ที่มีการใชนํ้าตาล
ทรายออ ยในสวนผสม
3.1.2 ผลการศึกษาอัตราสว นที่เหมาะสมในการใชแปงมนั เทศสีมวงทดแทนแปง
มันสาํ ปะหลังในผลิตภณั ฑเ ม็ดไขมกุ อบแหง
8
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2563
ตารางที่ 2 ผลการวเิ คราะหท างกายภาพ และเคมอี ตั ราสว นท่เี หมาะสมในการใชแปงมันเทศสี
มว งทดแทนแปง มนั สําปะหลังในผลิตภัณฑเ มด็ ไขมกุ อบแหง
ปริมาณแปงมันเทศสมี วง : แปง มนั สําปะหลงั (รอ ยละ)
คณุ ลกั ษณะ
70 : 30 80 : 20 90 : 10
ทางกายภาพ
คาสี 33.44 ± 0.19a 33.15 ± 0.18ab 32.89 ± 0.10b
L* (ความสวาง) 7.67 ± 0.67c 8.16 ± 0.38b 8.89 ± 0.40a
a* (สีแดง) -3.85 ± 0.06a -4.12 ± 0.26b -4.53 ± 0.20c
b* (สนี ํ้าเงนิ ) 0.766 ± 0.001a 0.750 ± 0.000b 0.745 ± 0.001c
คา aw
ทางเคมี 6.69 ± 0.42 6.47 ± 0.13 6.43 ± 0.08
ปริมาณความชืน้ ns
หมายเหตุ : ตวั อกั ษรในแนวนอนทีต่ างกนั หมายถึง คาที่มคี วามแตกตา งกันอยางมีนยั สาํ คญั ทางสถติ ิ (p≤0.05)
ns ในแนวนอน หมายถงึ คา ที่ไมม ีความแตกตางกนั อยา งมีนยั สาํ คัญทางสถิติ (p>0.05)
ตารางที่ 3 แสดงลักษณะของผลิตภัณฑแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลังใน
ผลติ ภณั ฑเม็ดไขม กุ อบแหง จํานวน 3 สตู ร
ลกั ษณะผลติ ภัณฑ เน้อื สมั ผัส
สี กลิน่ (แบบตม สุก)
แบบอบแหง แบบตมสกุ
แปง มันเทศสมี วงทดแทนแปงมันสาํ หลังรอยละ 70 : 30
แบบตมสกุ มี แบบตม สกุ มกี ลน่ิ ของ เหนียวนุม
สมี วงเขม กวา แบบ มนั เทศสมี วงชดั เจนกวา และมคี วาม
ยดื หยุน
อบแหง แบบอบแหง เล็กนอ ย
แปงมนั เทศสมี ว งทดแทนแปงมนั สําหลังรอยละ 80 : 20
แบบตมสกุ มี แบบตมสุกมีกลิ่นของ เหนยี วนมุ
สีมวงเขม กวาแบบ มันเทศสมี วงชดั เจนกวา กดั ขาดงาย
อบแหง แบบอบแหง และมกี ลิ่น
ชดั เจนกวา สตู รทดแทน
แปงมันเทศสมี ว งทดแทนแปง มนั สําหลงั รอ ยละ 90 : 10
รอยละ 70 : 30
แบบตม สุกมี แบบตมสุกมีกลิน่ ของ เหนยี ว
สมี วงเขม กวา มนั เทศสีมวงชัดเจนกวา เลก็ นอย กัด
แบบอบแหงและ แบบอบแหง และมีกลิน่ ขาดงา ย
ชดั เจนกวาสตู รทดแทน
สูตรทดแทน รอยละ 70 : 30 และ
รอ ยละ 70 : 30
80: 20
และ 80: 20
9
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ี่ 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563
ตารางที่ 4 ผลการวิเคราะหทางดานประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑแปงมันเทศสีมวงทดแทน
แปงมันสําปะหลงั ในผลติ ภัณฑเมด็ ไขมุกอบแหง ท่ีเหมาะสม จาํ นวน 3 สูตร (ผลติ ภัณฑต มสุก)
ปรมิ าณแปงมันเทศสมี ว ง : แปงมนั สําปะหลงั (รอยละ)
คุณลักษณะ
70 : 30 80 : 20 90 : 10
ลักษณะปรากฏ 7.54 ± 1.20a 7.10 ± 1.33ab 6.98 ± 1.45b
สnี s 7.80 ± 1.03 7.52 ± 1.09 7.38 ± 1.16
กล่นิ 7.50 ± 1.07a 6.90 ± 1.11b 6.60 ± 1.39b
กลิ่นรส 7.18 ± 1.22ab 6.66 ± 1.22b 7.30 ± 1.53a
รสชาติ 7.64 ± 1.12a 6.80 ± 1.21b 6.28 ± 1.44c
ลกั ษณะเนอื้ สมั ผัส 8.30 ± 1.01a 6.08 ± 1.21b 4.74 ± 1.43c
ความชอบโดยรวม 8.46 ± 0.65a 6.44 ± 1.15b 5.36 ± 1.26c
หมายเหตุ : ตัวอักษรในแนวนอนทต่ี างกัน หมายถึง คา ท่มี คี วามแตกตางกันอยา งมนี ยั สําคัญทางสถิติ (p≤0.05)
ns ในแนวนอน หมายถงึ คาทีไ่ มมีความแตกตางกนั อยางมนี ัยสาํ คัญทางสถติ ิ (p>0.05)
3.1.3 ผลการศึกษาเปรียบเทียบคุณภาพทางกายภาพ และทางเคมีของ
ผลติ ภัณฑเม็ดไขม กุ ในทองตลาด และผลติ ภัณฑเมด็ ไขมุกมนั เทศสมี วงสตู รท่ดี ีท่สี ุด
เปรียบเทียบคุณสมบัติระหวางผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหงในทองตลาด
กับผลิตภัณฑเม็ดไขมุกมันเทศสีมวงอบแหง ไดทําการเลือกผลิตภัณฑท่ีดีท่ีสุด ไดแก Tapioca
peart (ผลิตภัณฑทองตลาด) และผลิตภัณฑแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลังใน
ผลิตภัณฑเ มด็ ไขมกุ อบแหงท่ที ดแทน รอ ยละ 70 : 30 นํามาทาํ การเปรยี บเทยี บ
ตารางที่ 5 ผลการวิเคราะหค ุณภาพทางกายภาพ และเคมี (ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกแบบตมสุกใน
ทองตลาดและผลติ ภัณฑเ มด็ ไขมุกแปง มนั เทศสีมว งแบบตมสกุ ) ผลิตภัณฑแ ปง มันเทศสมี ว ง
ทดแทนแปงมันสําปะหลงั ใน
คณุ ลักษณะ ผลิตภัณฑเมด็ ไขมกุ อบแหง ผลติ ภัณฑเ มด็ ไขม กุ อบแหง
ในทอ งตลาด
ทางกายภาพ 238.54 ± 43.89b 735.30 ± 104.70a
คา เน้อื สมั ผัส (นิวตัน) -7.99 ± 4.75a -285.71 ± 47.31b
1.02 ± 0.10a
- ความแขง็ (Hardness) 0.85 ± 0.02a 0.75 ± 0.10b
- ความเกาะติดของอาหารกับ 203.73 ± 41.06b 0.54 ± 0.03b
ผิวสมั ผสั (Adhesiveness) 208.83 ± 44.42b 403.99 ± 72.58a
- ความยืดหยุน (Springiness) 306.04 ± 79.23a
- ความสามารถในการเกาะตัว
รวมกัน (Cohesiveness)
- ความเหนยี ว (Gumminess)
- แรงท่ใี ชในการเค้ยี ว
(Chewiness)
10
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท่ี 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธนั วาคม 2563
ตารางที่ 5 (ตอ )
คณุ ลกั ษณะ ผลิตภณั ฑเมด็ ไขม กุ อบแหง ผลิตภณั ฑแปงมนั เทศสมี วง
ในทองตลาด
ทดแทนแปง มนั สําปะหลังใน
ผลติ ภัณฑเ ม็ดไขมุกอบแหง
ทางเคมี
- ปรมิ าณความชื้น (รอ ยละ) 52.73 ± 0.27a 41.57 ± 0.18b
หมายเหตุ : ตวั อกั ษรในแนวนอนท่ตี า งกนั หมายถงึ คา ที่มคี วามแตกตางกันอยา งมีนัยสําคญั ทางสถิติ (p≤0.05)
ตารางที่ 6 วิเคราะหคุณภาพทางเคมี ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกแปงมันเทศสีมวงอบแหง และ
ผลิตภัณฑไขมุกอบแหงในทอ งตลาด ผลติ ภณั ฑแ ปง มนั เทศสมี วง
ทดแทนแปง มนั สําปะหลังใน
การวเิ คราะห ผลิตภัณฑเม็ดไขม กุ
(รอ ยละ) อบแหง ในทองตลาด ผลติ ภัณฑเม็ดไขมุกอบแหง
ปรมิ าณโปรตีน 0.08 ± 0.01b 1.94 ± 0.02a
ปริมาณไขมัน 0.46 ± 0.01b 0.63 ± 0.01a
ปริมาณเสน ใยหยาบ 0.11± 0.02b 1.21 ± 0.05a
ปริมาณเถา 0.80 ± 0.01b 1.24 ± 0.02a
ปริมาณคารโบไฮเดรต 98.55 ± 0.00a 94.98 ± 0.00b
ปรมิ าณแอนโทไซยานนิ 0.000 ± 0.000b 0.031 ± 0.001a
(มลิ ลิกรมั : ลติ ร)
หมายเหตุ : ตวั อักษรในแนวนอนทต่ี า งกนั หมายถงึ คาทีม่ ีความแตกตางกันอยางมนี ยั สําคญั ทางสถิติ (p≤0.05)
3.2 ศกึ ษาอายุการเก็บรักษาของผลติ ภณั ฑแปง มนั เทศสมี ว งทดแทนแปงมันสําปะหลงั
ในผลติ ภณั ฑเ ม็ดไขมกุ อบแหง
3.2.1 ผลศกึ ษาอายกุ ารเกบ็ รกั ษาของผลติ ภัณฑแปง มนั เทศสมี วงทดแทนแปงมนั
สําปะหลังในผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหง ปดซีลสุญญากาศเก็บที่อุณหภูมิหอง แลวนํามา
วิเคราะหค ุณสมบตั ิทางจุลินทรยี ทุก 7 วัน สามารถเก็บไดอยา งนอยเปนระยะเวลา 28 วัน
3.3 ศึกษาการยอมรับของผูบริโภคที่มีตอแปงมันเทศสีมว งทดแทนแปงมันสําปะหลัง
ในผลิตภณั ฑเ มด็ ไขมุกอบแหง
จากการศึกษาการยอมรับของผูบริโภคท่ีมีตอแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมัน
สําปะหลงั ในผลิตภัณฑเ มด็ ไขมุกอบแหง ทําการตม เมด็ ไขมุกมนั เทศสีมว ง โดยนาํ ไขม ุกมนั เทศสี
มวงอบแหงแชลงในน้ํารอน เปนเวลา 5 นาที และทําการตมตอ เปนเวลา 10 นาที จากน้ัน
นาํ มาแชใ นนาํ้ เย็นทอ่ี ุณหภมู ิ 5 องศาเซลเซียส เปน เวลา 5 วินาที จัดใสแกว จาํ นวน 10 เม็ด ปด
ฝาแกว ดวยฟล ม ถนอมอาหาร แยกนาํ้ แขง็ และชานม กอ นนําไปทดสอบกับผบู รโิ ภคจํานวน 100
คน พบวา ผูบริโภคใหการยอมรับผลิตภัณฑการใชแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลัง
11
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ่ี 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2563
ในผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหง คิดเปนรอยละ 100 ซ่ึงผูบริโภคมีความชอบมากที่สุด คิดเปน
รอยละ 54
4. สรปุ ผลและอภปิ รายผล
ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกสูตรพื้นฐานที่มีชนิดของน้ําตาลที่แตกตางกัน จํานวน 3 ชนิด
ไดแก นํ้าตาลทรายขาว นํ้าตาลทรายออย และนํ้าตาลทรายแดง จากการทําการทดสอบ
คุณภาพทางดานประสาทสัมผัสของสูตรเม็ดไขมุกสูตรพ้ืนฐาน พบวา ผูทดสอบใหคะแนน
ความชอบในสูตรทใี่ ชนํ้าตาลทรายออ ยมากท่สี ดุ เน่ืองจากผลติ ภัณฑท ี่ใชน้ําตาลทรายออ ย (ตม
สุก) มีลักษณะรูปทรงท่ีกลม ผิวเรียบ มีความเงา และมีเน้ือสัมผัสที่เหนียวนุม ดังน้ันผูศึกษาจงึ
ไดทําการเลือกในสูตรที่ใชน ้าํ ตาลทรายออ ยมาทําการศกึ ษาตอ ไป
การศึกษาอัตราสวนท่ีเหมาะสมในการใชแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลัง
ในผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหง ท่ีมีปริมาณการทดแทน 3 ระดับ พบวา คาความชื้นและคาน้ํา
อิสระ (aw) ไมเกินมาตรฐาน (มาตรฐานผลิตภัณฑชุมชน 138/2546) เม่ือผานการอบแหงเปน
เวลา 2 ชั่วโมงและนํามาตมสุก ซ่ึงสูตรที่ใชปริมาณแปงมันเทศสีมวงมากท่ีสุดจะมีคา aw มาก
ท่ีสุด เนื่องจากแปงมันเทศสีมวงจะมีปริมาณความช้ืนมากกวาเมอื่ ตั้งทิ้งไวจะจับตัวกันเปนกอน
ไดงาย และปรมิ าณความชน้ื ในแปง มนั เทศสมี วงยังจดั อยูในกลมุ ผลิตภัณฑของแหง คา ท่วี ัดไดท้ัง
3 สูตร จึงไมมีความแตกตางกัน คุณภาพทางดานคาสี พบวา ปริมาณการทดแทนรอยละ 70 :
30 และ 80 : 20 มีคาความสวา ง (L*) เทากับ 33.44 ± 0.19 และ 33.15 ± 0.18 ท่ีมีคามาก
ท่ีสุด สวนคาสีแดง (a*) และคาสีนํ้าเงิน (b*) ในปริมาณรอยละ 90 : 10 จะมีคาเทากับ 8.89
และ -4.53 มีคาสีท่ีเขมที่สุด เน่ืองจากปริมาณแปงมันเทศสีมว งมีปริมาณการทดแทนมากท่สี ดุ
ทําใหไดผลิตภัณฑมีสีมวงเขม เปนสีที่ไดจากธรรมชาติที่จัดอยูในกลุมฟลาโวนอยด และในมัน
เทศสีมวงจะมีสารที่ช่ือวา แอนโทไซยานิน ซ่ึงจะเปลี่ยนไปตามสภาวะความเปนกรด-ดาง เปน
สารท่ีใหสีต้ังแตสีนํ้าเงิน และจะเปล่ียนเปนสีมวงเม่ืออยูในสภาวะเปนกลาง (pH = 7) (จักร
พงศ, 2542) ซึ่งการทดแทนที่เพิ่มขึ้นสงผลใหสีของผลิตภัณฑมีสีที่เขมขึ้นตามลําดับ สวน
คุณภาพทางดานประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑ พบวา ผูทดสอบชิมใหความชอบในสูตรที่
ทดแทน 70 : 30 มากท่ีสุด รองลงมาจะเปนสูตรท่ีทดแทน 80:20 และ 90:10 ตามลําดับ
เนื่องจากเม่ือทําการเพิ่มปริมาณแปงมันเทศสีมวงจะสงผลตอความนุมเหนียวในผลิตภัณฑเมด็
ไขมุก เมื่อใสเพ่ิมขึ้นทําการตมใหความรอนผลิตภัณฑจะมีลักษณะเน้ือสัมผัสเละขาดงายสง ผล
ในการเคยี้ ว ซึง่ แตกตา งจากการใชแปง มันสาํ ปะหลงั เพยี งอยางเดยี วหรือใชในปริมาณท่มี ากกวา
เน่ืองจากแปงมันสาํ ปะหลงั ประกอบดว ย โมเลกุลโพลีแซคคาไรด 2 ชนิด คือ อะมิโลสประกอบ
ดวย กลูโคสเกาะกันเปนเสนเดียวจะมีลักษณะเปนวุนเมื่อแปงสุก อะมิโลเพคตินประกอบดวย
กูลโคสเกาะกันเปนแขนง เม่ือแปงสุกจะมีลักษณะเหนียวเกาะกันแนนเหนียวแตไมเปนวุน (ชู
เกยี รติ และกลาณรงค, 2550)
12
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ่ี 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2563
การศึกษาเปรียบเทียบคุณสมบัตริ ะหวางผลิตภณั ฑเ ม็ดไขมุกอบแหงในทองตลาดกับ
ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกแปงมันเทศสีมวงอบแหงที่มีการควบคุมขนาดเม็ดไขมุกอบแหงตาม
ผลิตภัณฑในทองตลาด มาทําการเปรียบเทียบ พบวา คาสีในการเปรียบเทียบผลิตภัณฑเม็ด
ไขมุกแบบตมสุกในทองตลาด และผลิตภัณฑเมด็ ไขม กุ มนั เทศสีมวงแบบตม สกุ มีความแตกตาง
กัน ในการวิเคราะหดานเน้ือสัมผัส มีความแข็ง, ความเหนียว และแรงท่ีใชในการเค้ียวใน
ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกแปงมันเทศสีมวงมีคามากกวาผลิตภัณฑเม็ดไขมุกในทองตลาด ทางดาน
ความเกาะตดิ ของอาหารกับผวิ สมั ผัส ความยดื หยนุ และความสามารถในการเกาะตัวรวมกัน ใน
ผลิตภัณฑเ ม็ดไขมุกแปงมันเทศสีมว งมคี า นอยกวาผลติ ภัณฑเ ม็ดไขมุกในทองตลาด ซ่ึงแตกตาง
กนั อยา งมนี ยั สําคัญทางสถติ ิ (p≤0.05) เนื่องจากเม็ดไขม ุกในทอ งตลาดใชแปง มันสาํ ปะหลังเปน
หลักเมือ่ นาํ มาทําการคนื ตัวโดยการใชความรอน จะทําใหเ ม็ดแปงพองตัวเพิ่มขน้ึ จนถึงจดุ ทพ่ี อง
ตัวเต็มท่ี และแตกออกโมเลกุลของอะมิโลสขนาดเล็ก เมื่อปลอยใหเย็นตัว เกิดเปนรางแหสาม
มิติ โครงสรางน้ีสามารถอุมน้ํา และไมมีการดูดนํ้าเขามาอีก มีความหนืดคงตัวมากขึ้น เกิด
ลักษณะเจลเหนียวคลายฟลมหรือผลึก และเมื่อลดอุณหภูมิใหต่ําลงไปอีก ทําใหเจลมีลักษณะ
ขาวขุน และมีความหนืดเพิ่มข้ึน (กลาณรงค และเกื้อกูล, 2543) และทําการเปรียบเทียบ
คณุ ภาพทางเคมขี องผลติ ภัณฑเ ม็ดไขมุกอบแหง ในทอ งตลาดกบั ผลติ ภัณฑเมด็ ไขม ุกแปงมันเทศ
สมี ว งอบแหง พบวา ปรมิ าณโปรตีน, ไขมนั , เสนใยหยาบ, เถา และแอนโทไซยานนิ ในผลิตภณั ฑ
เม็ดไขมุกมันเทศสีมวงมีคามากกวาผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหงในทองตลาด โดยในการศึกษา
แอนโทไซยานินในมันเทศสมี ว ง พบวา มีคุณสมบัตมิ ากมาย เชน สามารถตานอนมุ ูลอิสะ 1,1 -
Diphenyl – 2 – picrylhydrazyl (DPPH) ซึ่งมีผลตอความเปนพิษของตับเกิดจากคารบอน
ออกไซด (CCl4) และมีผลตอความตานทานของ low – density lipoprotine (LDL) ตอการ
ออกซิเดช่ัน สามารถตานการอักเสบ และยังมีคุณสมบัติในการตานเช้ือแบคทีเรียได (นิพัทรา
และคณะ, ม.ป.ป.) ดังน้ันการใชแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลังในผลิตภัณฑเม็ด
ไขมกุ อบแหงมีคาโภชนาการที่ดีกวาผลติ ภัณฑเ ม็ดไขม กุ อบแหงในทองตลาด
ศึกษาอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสาํ ปะหลังใน
ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหง พบวา ผลการตรวจวิเคราะหจุลินทรียทั้งหมด ยีสต และราของ
ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกแปงมันเทศสีมวงอบแหงเม่ือเก็บรักษาในอุณหภูมิหอง เปนระยะเวลา 28
วนั ไดท ําการตรวจนับจลุ นิ ทรียทั้งหมด โดยทําการสมุ ตรวจตวั อยา งทกุ 7 วัน จนครบระยะเวลา
28 วัน พบวา วันที่ 21 และวันที่ 28 พบจุลินทรียทั้งหมดอยูท่ี 10 โคโลนีตอตัวอยาง 1 กรัม
และ 100 โคโลนตี อ ตวั อยาง 1 กรัม ตามลําดบั ซึ่งไมเกินมาตรฐานของผลิตภัณฑท ีก่ ําหนด โดย
จะตองพบจุลินทรียท้ังหมดไมเกิน 1 x 103 โคโลนีตอตัวอยาง 1 กรัม และราตองนอยกวา 10
โคโลนีตอตัวอยาง 1 กรัม ดังนั้นผลิตภัณฑเม็ดไขมุกแปงมันเทศสีมวงอบแหงใน
ถุงสุญญากาศมีอายุการเก็บรักษาอยางนอย 28 วัน ซึ่งในระยะเวลา 28 วัน ไมมีการเส่ือมเสีย
ทางดานสี การเกิดยีสต และราบนพ้ืนผิวของผลิตภัณฑเม็ดไขมุกแปงมันเทศสีมวงอบแหง
(มาตรฐานผลิตภัณฑช ุมชน 138/2546)
13
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563
ศึกษาการยอมรับของผูบริโภคท่ีมีตอแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลังใน
ผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหง พบวา มีความพึงพอใจตอการใชแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมัน
สําปะหลังในผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหง โดยมีคะแนนความชอบมากคิดเปนรอยละ 62 สวน
การยอมรับตอผลิตภัณฑเม็ดไขมุกมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลังของผูบริโภค พบวา
ผูบริโภคใหการยอมรับคิดเปนรอยละ 100 และจากการสอบถามผูบริโภควาหากมีการนํา
ผลิตภัณฑที่ใชแปงมันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลังในผลิตภัณฑเม็ดไขมุกอบแหงมา
จําหนายทานสนใจจะซื้อหรือไม พบวา ผูบริโภคใหการยอมรับและซื้อผลติ ภัณฑค ิดเปน รอยละ
97 และไมแนใจคิดเปนรอยละ 3 สวนราคาที่เหมาะสมตอการขายผลิตภัณฑ
เมด็ ไขม กุ มันเทศสีมวงทดแทนแปงมันสําปะหลงั บรรจุถงุ ปริมาณ 500 กรัม ผูบริโภคมคี วามพึง
พอใจตอราคา 75 บาท คดิ เปน รอ ยละ 73
5. กิตตกิ รรมประกาศ
งานวิจัยฉบบั น้ี ประสบความสาํ เร็จไดด ว ยดี ตองขอขอบคณุ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยี
ราชมงคลพระนคร คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร สาขาวิชาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีการ
อาหาร อาจารยแ ละนกั ศกึ ษาปริญญาตรี ท่ีมีสวนชวยเหลือในเร่ืองการศึกษาการใชแปงมันเทศ
สมี ว งทดแทนแปงมันสําปะหลงั ในผลติ ภัณฑเม็ดไขมกุ อบแหง
6. เอกสารอา งองิ
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสขุ . 2562. ชานมไขม ุกพลงั งานสงู . สํานักสารนเิ ทศ สํานักงาน
ปลัดกระทรวงสาธารณสขุ , กรงุ เทพฯ.
กลาณรงค ศรีรอด และเกื้อกูล ปยะจอมขวัญ. 2543. เทคโนโลยีของแปง. มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร, กรงุ เทพฯ.
จักรพงศ ไพบูลย. 2542. ส ารต าน อ นุมูล อิสระ . [ออนไลน] เขาถึงไดจาก :
http://www.thaiclinic.com/antioxidant.html, 8 สิงหาคม 2562.
ชูเกียรติ กิจคุณาเสถียร และกลาณรงค ศรีรอด. 2550. อิทธิพลของเกลือ น้ําตาลความเปน
กรด-ดา ง และอณุ หภมู ิในการทําใหสุก ตอ สมบัตคิ วามหนดื ของแปงเปยกจากแปง
มันสาํ ปะหลงั และแปง มนั สําปะหลังดัดแปร. มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร, กรงุ เทพฯ.
ญานลิ ชยั ณรงค, กลุ ยา ลม้ิ รงุ เรอื งรัตน และอโนชา สขุ สมบรู ณ. 2557. ผลของปริมาณแปงมนั
เทศสีมวงที่มีตอคุณภาพของหมั่นโถว. ภาควิชาวิทยาศาสตรการอาหาร คณะ
วิทยาศาสตรมหาวิทยาลยั บูรพา, ชลบรุ ี.
14
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2563
นิพัทธา พันธพานิช, ภัครพี กันทะมา และศุภกิตต โรจนาธีรวัฒน. ม.ป.ป. การแปรรูปแปง
ทารตสําเร็จรูปจากมันเทศสีมวง. วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีการอาหาร คณะ
อุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชยี งใหม, เชยี งใหม.
มาตรฐานผลติ ภณั ฑชุมชน. 2546. ลอดชองแหง . ตามมาตรฐานผลติ ภณั ฑชุมชน ฉบบั ที่ 138.
AOAC. 2000. Official Methods of Analysis of the Association of Official
Analytical Chemists, Washington, D.C.
Campus star. 2018. ตนกําเนิดชาไขมุก และอุดมการณอันยิ่งใหญ ของรานตนตํารับ ชา
ไ ข มุ ก ไ ต ห วั น . [ Online] Available from : https://lifestyle.campus-
star.com/scoop/142424.html?fbclidIwAR36I6VL7J9xqvTaaSRmfHWN5kv2
ZA7Jzhp4eXDyzqGSPVqGW_aB7MI7CfM, 15 February 2019.
TaiwanCooking. 2016. Home made tapioca pearls for bubble tea, bo-ba tea
(pearl milk tea). [ Online] Available from :
https://www.youtube.com/watch?v=6 PXPBj QHR_0 & feature
=share&fbclid=IwAR3 FK0 3 5 2 8 Ocd4 z4 2 pPjPCiR_HN0 tRrQ m9 YHys
WlHKtiBeY1rnpo4X7eIqQ, 15 February 2019.
15
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2563
การพัฒนาผลิตภัณฑข า วสังขห ยดพองไรน้าํ มันผสมเมล็ดพืช
Development of Oil Free Puffed Sangyod Rice Grain
and Other Seeds Product
สดิ ารตั น เกษะโกมล1* และอมรรตั น เจรญิ ชัย1
Sidarat Kesakomol1* and Amornrat Charoenchai1
บทคดั ยอ
การพัฒนาผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองไรนํ้ามันผสมเมล็ดพืชเพื่อตองการเพ่ิมมูลคา
ของผลิตภัณฑขาวพองใหกับทองถิ่นทางภาคใต ซ่ึงเปนแหลงเพาะปลูกขาวสังขหยดท่ีมี
คุณประโยชนมากมาย และเพื่อใหไ ดผลิตภัณฑท ี่มีประโยชนตอผบู รโิ ภคที่รกั สุขภาพในปจจุบนั
การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงคเพื่อ 1) เปรียบเทียบผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองแบบทอดและแบบ
ค่ัวไรน้ํามัน 2) ศึกษาอัตราสวนผสมท่ีเหมาะสมของเมล็ดพืชท่ีใชผสมขาวสงั ขหยดไรนํ้ามนั กับ
เมล็ดพืช 3) เพื่อศึกษาอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองไรนํ้ามันผสมเมล็ดพืช
4) คํานวณตนทุนวัตถุดิบการทําผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองไรน้ํามันผสมเมล็ดพืชจาก
การศึกษาพบวาการทําขาวพองแบบไมใชน้ํามันในการทอดเปล่ียนเปนใชวิธีการคั่วในกระทะ
พบวาลักษณะทางกายภาพของเมล็ดพองเมล็ดขาวเม่ือโดนความรอนจะพอง ผูบริโภคใหการ
ยอมรับวิธีการคั่วไมใชน้ํามันเนื่องจากลดและเล่ียงการบริโภคอาหารจากการทอดโดยใชนาํ้ มนั
ซึ่งเปนผลดีตอสุขภาพ ในการพัฒนาผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองผสมเมล็ดพืช พบวาผูทดสอบ
ชิมใหการยอมรับผลิตภัณฑท่ีมีอัตราสวนขาวสังขหยด : เมล็ดพืชที่ 50:50 มากกวาอัตราสวน
30:70 และ 70:30 ผลการศึกษาอายุการเก็บรักษาได 7 วันในการเก็บท่ีอณุ หภูมิหอ งปกตจิ าก
การวิเคราะหเชื้อรา และปริมาณน้ําอิสระ aw จากการคํานวณตนทุนวัตถุดิบการทําผลิตภัณฑ
ขาวสังขหยดพองไรนํ้ามันผสมเมลด็ พืช พบวาราคาวัตถุดิบราคาตนทุน 1 สวนเทากับ 95 บาท
คาดําเนินการ 30% เทากับ 29 บาท ไดผลิตภัณฑจํานวน 60 ชิ้น ราคาทุนตอชิ้นเทากับ 2.10
บาท
คําสําคญั : ขาวสังขห ยด, ขา วพอง, ไรน าํ้ มนั , เมล็ดพืช
1 สาขาวชิ าคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
1 Master of Home Economics Program, Rajamangala University of Technology Phra Nakhon
* ผูประสานงานนพิ นธ E-mail: [email protected]
16
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท่ี 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2563
ABSTRACT
The development of oil free puffed Sangyod rice grain and other seeds
product to increasing the value of puffed rice products in the southern region,
which is the source of Sangyod rice cultivation, which has many benefits and to
get the product that is beneficial to consumers who are healthy today. This
research had the following objectives: 1.) to compare roasted and fried Sangyod
rice grain products. 2.) To find proper proportion of puffed Sangyod rice grains
to other seeds. 3.) To find storage life of puffed Sangyod rice grains mixed with
other seeds product. 4.) To calculate cost of production of oil free puffed
Sangyod rice grains mixed with other seeds product. Results found that physical
properties of roasted Sangyod rice grains puffed and expand better than the fried
ones. Consumers preferred the roasted grains to the fried one because less oil
was consumed which was good for health. In developing puffed Sangyod rice
grain product, Consumers accepted the second formula of 50:50 proportion of
puffed Sangyod rice grains to other seeds better than the other proportion of
30:70 and 70:30. The results were statistically significant. This formular was used
in storage life study. Results found that the product can be kept 7 days at ordinary
room temperature Microbial growth was observed every two days. Mold and
yeast count and water activity were studied. No mold nor yeast were found in
day 0, water activity was 0.58. No mold nor yeast were found for 7 days. Cost of
production of puffed Sangyod rice grain mixed with other seeds product was
calculated. Material cost was 95 Baht. 30% processing cost was 29 Baht for 50
pieces of product. The average cost per piece was 2.10 Baht.
Keywords : Sangyod Rice Grain, Puffed, Oil Free, Other seeds
1. บทนํา
ปจจบุ นั ความเจรญิ กา วหนาทางเทคโนโลยีเปล่ียนแปลงอยางไมหยุดย้ัง ในสงั คมเต็ม
ไปดวยการแขงขันโดยเฉพาะการแขงขันทางดานอาหาร ซ่ึงอาหารเปนปจจัยหลักท่ีมี
ความสําคัญ และจําเปนอยางย่ิงตอการดํารงชีวิตของมนุษย การท่ีคนเรามีพฤติกรรมบริโภคที่
เหมาะสม จะสงผลใหมีภาวะโภชนาการที่ดี มีการพัฒนาทั้งทางดานรางกาย จิตใจ สังคมและ
สติปญญาอยางมีศกั ยภาพ ซึ่งในปจจุบันทางเลอื กในการบรโิ ภคอาหารที่มีหลากหลายประกอบ
กับวถิ ีการชีวติ ของมนษุ ยท่เี รง รบี และตอ งการความสะดวกสบาย ทําใหขนมขบเคย้ี ว ซึง่ ถอื เปน
17
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ่ี 2 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563
อาหารสําเร็จรูป จึงไดรับความนิยมในการบริโภคในทุกเพศทุกวัย (สถาบันอาหาร, 2558)
โดยเฉพาะวัยรนุ หรอื เด็กๆ เน่ืองจากสินคา ขนมขบเค้ียวมรี ูปแบบ รสชาติที่หลากหลาย พกพา
ความสะดวก อีกทัง้ ยังมีการโฆษณาและโปรโมช่นั ตางๆ เปนการสรา งแรงจงู ใจให ผบู ริโภคเลอื ก
ซือ้ มารบั ประทานไดเ ปน อยา งมาก (นิภาธร, 2547)
การพฒั นาผลติ ภณั ฑขาวสังขห ยดพองไรนํ้ามนั ผสมเมลด็ พืช ขา วทีใ่ ชใ นการศึกษา คอื
ขาวสงั ขห ยด จ.พัทลงุ เมื่อวนั ท่ี 23 มิถนุ ายน 2549 ขาวสงั ขหยดไดร บั คาํ ประกาศรบั รองใหเ ปน
“สินคาบงช้ีทางภูมิศาสตร”หรือ“ขาวGI” (Geographical Indications) ตามพระราชบัญญัติ
คุมครองสิ่งบงช้ีทางภูมิศาสตร พ.ศ.2546 โดยใชชื่อวา “ขาวสังขหยดเมืองพัทลุง” ซึ่งไดช่ือวา
เปนขาว GI พนั ธแุ รกของประเทศไทย (สาํ เริง, 2550) ในที่น้ีหลายคนตองกลับมามองประโยชน
จากขาวสังขหยดซึ่งอุดมไปดวยคุณคาทางโภชนาการและการนํามาเปนขาวพองโดยมีกรรมวธิ ี
การทําขาวพองโดยปราศจากนํ้ามัน ซ่ึงการที่เราไมใชนํ้ามันเลยสงผลดีตอสุขภาพและตัวของ
ผลิตภัณฑ เนื่องจากขาวพองท่ีทอดโดยน้ํามันถึงแมลักษณะจะพองกวาแตจะมีกล่ินหืนและ
ระยะเวลาในการเก็บนอยกวาแบบที่ไมทอด (นิธิยา, 2548) การวิจัยมีจุดประสงคเพื่อ
เปรียบเทียบผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองแบบคั่วและแบบทอดเพื่อศึกษาอัตราสวนผสมท่ี
เหมาะสมขาวสังขหยดพองกับเมล็ดพืช ศึกษาการยอมรับผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองไรน้ํามัน
ผสมเมลด็ พืช เพ่ือศึกษาอายกุ ารเกบ็ รกั ษาของผลติ ภัณฑขาวสังขหยดพองไรนํ้ามันผสมเมล็ดพชื
และเพื่อคํานวณตนทุนวัตถุดิบการทําผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองไรนํ้ามันผสมเมล็ดพืช ทาง
ผูว จิ ัยมีความคาดหวงั เพื่อไดผลติ ภัณฑใหมท ีม่ ีการยอมรับของผบู รโิ ภคเพม่ิ คุณภาพในสินคาและ
มูลคาใหกับเกษตรกร โดยมีจุดเนนของผลิตภัณฑคือขาวสังขหยดพองทปี่ ราศจากน้ํามนั และได
เปนการเพ่ิมมูลคาผลิตภัณฑใหกับทองถ่ิน และเพ่ือเปนทางเลือกใหมสําหรับผูบริโภคที่รัก
สุขภาพ
2. ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั
2.1 เปรยี บเทยี บผลติ ภณั ฑข า วหยดพองแบบทอดและแบบค่ัว (ไรนา้ํ มนั ) ทเ่ี หมาะสม
คัดเลือกสูตรพ้ืนฐาน นําขาวสังขหยดพองท่ีผลิตข้ึนดังสวนผสมตารางที่ 1 มา
ประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัส ทางดานสี กลน่ิ รสชาติ เนอื้ สมั ผสั และความชอบโดยรวม
จากนั้นประเมนิ คณุ ภาพทางดานประสาทสมั ผัส โดยผเู ชย่ี วชาญจํานวน 10 คน ผทู ดสอบท่วั ไป
จํานวน 50 คน ดวยวิธีทดสอบการยอมรับ (Acceptance test) ใชสเกลวัดระดับความชอบ 9
ระดับ (9-Point Hedonic Scale) จาก 1 (ไมชอบมากที่สุด) ถึง 9 (ชอบมากที่สุด) ประเมิน
ทางดานลักษณะปรากฏ สี กล่ิน รสชาติ เน้ือสัมผัส และความชอบโดยรวม ซ่ึงวางแผนการ
ทดลองแบบสุมในบลอ็ กสมบรู ณ Randomized Complete Block Design (RCBD) วิเคราะห
ความแปรปรวนทางสถิติของขอมูล Analysis of Variance (ANOVA) และเปรียบเทียบความ
แตกตางระหวางคาเฉล่ีย โดยวิธี Duncan’s New Multiple Range Test (DMRT) ท่ีระดับ
18
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท่ี 2 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม – ธนั วาคม 2563
ความเช่ือม่ัน 95% เพ่ือคัดเลือกวิธีการผลิตเมล็ดขาวสังขหยดพองที่เหมาะสม ในการผลิตเปน
ผลิตภัณฑข าวสงั ขหยดพองผสมเมล็ดพืชตอ ไป
ตารางที่ 1 สว นผสมของผลติ ภณั ฑขา วสงั ขห ยดพองแบบทอดและแบบคัว่ (ไรน ํ้ามัน)
สวนผสม ขา วสังขห ยดแบบทอด ขา วสงั ขหยดแบบคั่ว (ไรน ํ้ามัน)
เมล็ดขาวสังขหยดพอง 800 กรัม 800 กรัม
นาํ้ เปลา 225 กรมั 225 กรมั
น้ําตาลโตนด 200 กรมั 200 กรมั
น้ําตาลทรายแดง 90 กรัม 90 กรัม
แบะแซ 150 กรัม 150 กรัม
น้ํามนั สําหรบั ทอด 500 กรัม -
วิธีทําขา วสังขห ยดพอง (จิราภรณ, 2557)
1) ซาวขาวสังขหยดใหสะอาด ลางสงิ่ ทป่ี นเปอน (ฝนุ ) นําไปหุงใหส ุก พกั จนขา ว
เยน็ ไมมคี วามรอ น ใสภ าชนะ เชน กระดง แผใ หบาง ตากแดดจดั ประมาณ 24-48 ชม. เกลย่ี ให
กระจายไมใหต ิดเปน กอน
2) นํากระทะตั้งไฟ เทนํ้ามันเม่อื รอ น เอาขาวสังขห ยดลงทอด จนมีลักษณะพอง
สีเขม ข้ึนและกรอบ (สูตรขา วสังขห ยดทอด) เสร็จแลว ตักขาวข้ึนใสภ าชนะ
3) นํากระทะต้ังไฟ เอาขาวสังขหยดลงค่ัวใหพองจนมีลักษณะสีเขมและกรอบ
(สตู รขาวสังขห ยดค่วั ) เสรจ็ แลว ตกั ขาวข้ึนใสภ าชนะ
4) นํากระทะตั้งไฟออนค่ัว งาขาว งาดํา และถั่วลิสง ตามลําดับ งาขาว งาดําคัว่
พอหอมเหลอื ง ออนๆ ถวั่ ลสิ งคัว่ จนสกุ และกรอบ แกะเอาเปลือกออก และแบงถ่วั เปนสองซีก
5) นํากระทะตั้งไฟออน ใสน ํ้าตาลโตนด นํา้ ตาลทราย น้ํา แบะแซ คนจนละลาย
เขา กัน กวนตอ จน น้ําตาลเร่มิ เหนยี วมลี กั ษณะเปน ยางมะตมู พอเดือดเปน ฟองเลก็ ๆ จนทวั่ ปด
ไฟ ใสงาดํา งาขาว ถ่วั ลสิ ง เมล็ดฟกทอง ขา วสังขห ยดพอง กวนใหเ ขากัน
6) ตักใสถาดเกลย่ี ใหบ าง ทิ้งไวจนเย็นตวั จึงตัดเปนชิ้นๆ (ตัดเปนแทง / เปนช้ิน
สเี่ หล่ยี ม หรือเปน กอ นกลมแบนๆ) เก็บใสภาชนะมฝี าปด
2.2 ศกึ ษาอัตราสว นทเ่ี หมาะสมของเมล็ดพืชทีใ่ ชผ สมขา วสงั ขห ยดพองไรน ้ํามนั
ผสมขาวสังขหยดพองกับเมล็ดพืชจํานวน 4 ชนิด คือ เมล็ดฟกทอง ถัวลิสง งา
ขาว งาดาํ ใน 3 อัตราสว น ไดแก 30:70, 50:50 และ 70:30 เปนผลติ ภัณฑข าวสงั ขห ยดพองไร
นํ้ามันผสมเมลด็ พืช (สวนผสมดังตารางท่ี 2) แลวนําไปทําการทดสอบการยอมรับทางประสาท
สัมผัส โดยผูเช่ียวชาญ จํานวน 10 คน ผูทดสอบท่ีไมผานการฝกฝน 50 คน โดยวิธีการชิม
ผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองผสมเมล็ดพืช ใหคะแนนการทดสอบแบบ 9 ระดับ (9-Point
Hedonic scale)
19
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ี่ 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2563
ตารางท่ี 2 สวนผสมของผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองไรน้ํามันท่ีมีเมล็ดพืชผสมในอัตราสวน
ตางกัน อตั ราสว น 30:70 อัตราสว น 50:50 อตั ราสวน 70:30
สวนผสมของ
ขาวสังขหยดพองผสมเมลด็ พชื กรัม % กรัม % กรัม %
ขา วสงั ขหยดพอง 300 18.02 500 30.03 700 42.04
เมลด็ ฟก ทอง 175 10.51 125 7.51 75 4.50
ถง่ั ลิสง 175 10.51 125 7.51 75 4.50
งาขาว 175 10.51 125 7.51 75 4.50
งาดํา 175 10.51 125 7.51 75 4.50
น้ําเปลา 225 13.51 225 13.51 225 13.51
นาํ้ ตาลโตนด 200 12.01 200 12.01 200 12.01
นา้ํ ตาลทรายแดง 90 5.41 90 5.41 90 5.41
แบะแซ 150 9.01 150 9.01 150 9.01
2.3 ศึกษาระยะเวลาการเกบ็ รกั ษาผลติ ภณั ฑข าวสังขหยดพองไรน าํ้ มันผสมเมลด็ พืช
นําขาวสังขหยดพองไรน้ํามันผสมเมล็ดพชื ทไี่ ดรับการยอมรบั สูงสดุ ที่อยูในบรรจุ
ภัณฑสุญญากาศ เก็บในภาวะบรรยากาศที่อุณหภูมิหอง ตรวจหาคา aw (ปริมาณนํ้าอิสระ)
ตรวจเช้ือรา โดยวิเคราะหตัวอยาง จํานวน 2 ซํ้า เช้ือราทุก 2 วัน แลวนําขอมูลที่ไดมาหา
คาเฉล่ีย และวิเคราะหทางสถิติ โดยวางแผนการทดลองแบบสุมสมบูรณ (Completely
Randomized Design, CRD) วิเคราะหความแปรปรวนทางสถิติของขอมูล Analysis of
Variance (ANOVA) เปรียบเทียบความแตกตางของคาเฉลี่ยโดย Duncan’s New Multiple
Rang Test, DMRT) ทรี่ ะดับความเชือ่ มน่ั 95%
2.4 การคํานวนตนทุนวัตถุดิบการทําผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองแบบค่ัว (ไรนํ้ามัน)
ผสมเมล็ดพืช
นําวัตถุดิบและสวนผสมของผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองไรน้ํามันผสมเมล็ดพืช
มาคํานวณเพื่อทราบตน ทุนในการทําผลิตภณั ฑ คาใชจายและกําไรชวยใหทราบวา ผลกําไรหรอื
ขาดทุนของผลิตภัณฑเพื่อปรับปรุงการดําเนินงาน และคาดการณผลการดําเนินงานการ
จําหนายในอนาคต
3. ผลการวิจัย
3.1 ผลการศกึ ษาเปรยี บเทียบการยอมรับของขาวสังขหยดพองแบบทอดและแบบค่วั
(ไรน ํ้ามัน)
พบวาลักษณะทางกายภาพของขาวสังขหยดพองทอดในน้ํามันและไรนํ้ามัน มี
ลักษณะเน้ือสัมผัส กลนิ่ และสี ความชอบโดยรวมตา งกัน ขาวสงั ขหยดพองโดยใชน ้ํามนั ทอด จะ
ไดเน้ือสัมผัสของผลติ ภณั ฑมลี กั ษณะกรอบ เมล็ดขาวพองฟูทุกเมลด็ เน้ือขาวสีเขม ไดกลิ่นของ
20
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ี่ 2 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2563
นํ้ามัน ความชอบของผลติ ภณั ฑโดยรวม อยูในระดบั ชอบปานกลาง สวนขาวสังขหยดใชการคัว่
จะไดเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ มีลักษณะกรอบ เมล็ดขาวพองฟู เนื้อขาวสีเขม มีกลิ่นหอม
ความชอบของผลิตภัณฑโดยรวมอยูในระดับชอบปานกลาง ผูทดสอบที่เปนผูเช่ียวชาญใหการ
ยอมรับทางกายภาพของขาวสังขหยดพองไรนํ้ามันแบบคั่ว เนื่องจาก มีลักษณะกรอบ รวน มี
กล่ินหอมและไมม นี ํา้ มนั สวนผูทดสอบชมิ ท่วั ไปใหคะแนนความชอบดงั ตารางท่ี 3
ตารางที่ 3 คะแนนความชอบของผูบริโภคที่มีตอผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองแบบทอดและ
แบบคัว่ (ไรนา้ํ มัน) ขา วสังขห ยดแบบทอด ขาวสังขหยด
ลักษณะผลติ ภณั ฑ
ลักษณะปรากฏ ns 7.28±.83 7.54±.71
เน้ือสมั ผสั (ความกรอบ) ns 7.44±.86 7.48±.95
สี กลน่ิ ns 7.54±.79 7.64±.94
รสชาติ ns 7.18±.88 7.28±.92
ความชอบโดยรวม 7.22±.84b 7.38±.88a
หมายเหตุ : ตัวเลขท่แี สดงในตารางแนวนอนเปน คา เฉล่ีย ± คา สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ตัวอักษร ab หมายถึง คาเฉลี่ยขอมูลในแถวเดียวกันที่มีตัวอักษรกํากับตางกัน แสดงวามีความ
แตกตา งกนั อยางมนี ัยสําคญั ทางสถติ ิ (p≤0.05)
ตวั อกั ษร ns หมายถึง คา เฉลยี่ ขอมลู ในแถวเดียวกนั ไมมคี วามแตกตางอยางมนี ัยสาํ คัญ (p>0.05)
พบวาการยอมรับของผูบริโภคที่มีตอผลิตภัณฑของขาวสังขหยดพองทอดใน
น้ํามัน และค่ัว (ไรน าํ้ มนั ) คะแนนความชอบดา น`ลกั ษณะปรากฏ เนือ้ สมั ผัส กล่ิน สี และรสชาติ
ไมแตกตางกัน (p≤0.05) แตดานความชอบโดยรวม พบวาขาวสังขหยดพองแบบคั่วไรนํ้ามัน
ไดร ับการยอมรบั มากกวา ขาวสังขหยดพองแบบทอด พบวาขา วสังขห ยดพองท่ีผูบรโิ ภคใหการ
ยอมรับ คือขาวสังขหยดพองแบบค่ัว (ไรน้ํามัน) จึงใชวิธีการนี้ ในการพัฒนาผลิตภัณฑข าวสังข
หยดพองไรน ํา้ มนั ผสมเมลด็ พืช
3.2 ผลการศึกษาอัตราสวนท่ีเหมาะสมของเมล็ดพืชที่ใชผสมขาวสังขหยดพองไร
นํ้ามนั
ตารางท่ี 4 คะแนนการยอมรับทางประสาทสมั ผัสโดยผเู ชี่ยวชาญ ท่มี ตี อผลิตภณั ฑข องขาวสงั ข
หยดพองไรน้ํามนั ผสมเมล็ดพชื ดวยอตั ราสว นตา งกนั
อัตราสวนของ
ขา ว : เมลด็ พชื สี ns กลิน่ รสชาติ เนอื้ สัมผสั ความชอบโดยรวม
สูตร 1 (30:70) 5.10±1.96 5.40±1.50ab 3.50±2.36b 4.70±1.94b 3.60±2.67b
สูตร 2 (50:50) 6.10±1.37 6.50±1.35a 7.60±1.57a 6.60±1.95a 6.30±2.71a
สตู ร 3 (70:30) 5.30±1.76 5.10±1.63b 7.60±1.57a 4.60±2.31b 4.10±2.37ab
21
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2563
หมายเหตุ : ตัวเลขทีแ่ สดงในตารางเปนคาเฉลี่ย ± คาสวนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
ตวั อักษร ab หมายถึง คาเฉลย่ี ขอ มลู ในคอลัมนเ ดียวกันท่ีมตี ัวอักษรกาํ กบั ตางกัน แสดงวามคี วาม
แตกตางกนั อยางมีนัยสําคญั ทางสถติ ิ (p≤0.05)
ตวั อักษร ns หมายถงึ คาเฉลย่ี ในคอลัมภเ ดียวกนั ไมมีความแตกตางอยา งมีนัยสาํ คัญ (p>0.05)
จากตารางที่ 4 พบวา การยอมรบั ผลการพัฒนาผลติ ภณั ฑของขาวสงั ขหยดพอง
ไรน้ํามันผสมเมล็ดพืชดวยสัดสวนของปริมาณขาวพอง และเมล็ดพืชที่ตา งกัน ผลการประเมนิ
คุณภาพดานประสาทสัมผัส พบวา ดานสี และเนื้อสัมผัสของขาวสังขหยดพองท่ีมีอัตราสวน
ขา ว`: เมล็ดพชื ตางกัน ไดค ะแนนการยอมรบั ไมแ ตกตางกันทางสถิติ แตคะแนนความชอบ ดา น
กลิน่ รสชาติ และ ดานความชอบโดยรวม พบวา ผลิตภณั ฑข า วสังขหยดพองไรนาํ้ มนั ผสมเมลด็
พชื สตู รอัตราสว น 50:50 ไดร บั การยอมรบั มากท่ีสดุ
3.3 ผลการศกึ ษาระยะเวลาในการเก็บรกั ษาผลิตภณั ฑขาวสงั ขหยดพองไรน าํ้ มันผสม
เมล็ดพืช
จากการศึกษาระยะเวลาผลิตภัณฑขาวสงั ขหยดพองไรน้ํามันผสมเมลด็ พืชในถงุ
สุญญากาศ ที่อุณหภูมิหองปกติและนํามาตรวจสอบปริมาณน้ําอิสระ (aw) โดยสังเกตการ
เจริญเติบโตทุก 2 วัน พบวาผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองไรน้ํามันผสมเมล็ดพืช สามารถเก็บได
นานไมเกิน 7 วัน เนอ่ื งจากคา ปริมาณน้าํ อิสระทมี่ กี ารเพม่ิ ขน้ึ ตามลําดบั ซ่งึ สอดคลองกับผลเชื้อ
ราทต่ี รวจพบโดยมกี ารเพ่ิมขนึ้ ตามลาํ ดับดวยเชน กนั
3.4 การคํานวณตนทุนวัตถุดิบการทําผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองไรน้ํามันผสมเมล็ด
พชื
การคํานวณตนทุนวัตถุดิบการทําผลิตภัณฑขาวสงั ขหยดพองไรนํ้ามันผสมเมลด็
พืชเพื่อใหทราบราคาวัตถุดิบ ราคาตนทุน คาดําเนินการ จากการคํานวณตนทุนวัตถุดิบการทาํ
ผลิตภณั ฑขาวสังขหยดพองไรน ้ํามนั ผสมเมลด็ พชื พบวาราคาวตั ถดุ ิบ ราคาตนทนุ 1 สวนเทา กบั
95 บาท คาดําเนินการ 30% เทากับ 29 บาท ไดผลติ ภัณฑจาํ นวน 60 ช้ิน ราคาตอชิ้นเทากับ
2.10 บาท คิดเปนราคาท่ีจะจําหนายตอช้ิน 5 บาท ดวยราคาของผลิตภัณฑท่ีจําหนายอยูใน
อตั ราท่ยี อมรบั ไดข องผบู ริโภค
4. สรปุ ผลและอภปิ ราย
ผลการศึกษาเปรยี บเทียบการยอมรบั ของขาวสังขหยดพองแบบทอดและแบบค่ัว (ไร
นํ้ามัน) โดยการค่ัว กอนการนําไปผลิตตามสตู รของขาวพองที่มสี ว นผสมของน้ําตาล พบวาทาง
ผูเชี่ยวชาญทดสอบชิมใหการยอมรับความชอบโดยรวมระดับปานกลาง ขาวพองมีความกรอบ
มีกล่ินหอมของเมล็ดขาว ใหการยอมรับระดับปานกลาง การยอมรับของผูบริโภคที่มีตอ
ผลิตภัณฑของขาวสังขหยดพองทอดในนํ้ามันและไรนํ้ามัน คะแนนความชอบดานลักษณะท่ี
ปรากฏ ดา นเนอื้ สัมผัส กล่นิ รสชาติ และสี ไมแตกตางกนั (p≤0.05) แตดา นความชอบโดยรวม
22
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท่ี 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธนั วาคม 2563
พบวา ขาวสังขหยดพองแบบคั่ว (ไรนํ้ามัน) ไดรับการยอมรับมากกวาขาวสังขหยดพองแบบ
ทอด ผลการศึกษาอัตราสวนท่ีเหมาะสมของเมล็ดพืชที่ใชผสมกับขาวสังขหยดพองไรน้ํามัน
พบวาผลิตภัณฑขาวสังขหยดพองไรนํ้ามันผสมเมล็ดพืชสูตรอัตราสวน 50 : 50 ไดรับการ
ยอมรบั มากท่สี ุด สวนการผสมและข้นึ รูป เมอ่ื ผสมน้าํ ตาลทรายแดง น้าํ เปลา นํ้าตาลโตนด แบะ
แซ โดยใชปริมาณสัดสวนของขาวสังขหยดพองและเมลด็ พืชตามสูตร หลงั จากการทดลองเก็บที่
ระยะเวลา 2 วัน ผลิตภัณฑยังมีความกรอบ รสชาติมีความหวาน ไดกล่ินหอมของเมล็ดพืช
และขาว สามารถขึ้นรูปทรงเปนแทงตามที่กําหนดไดและสามารถประยุกตนําวัตถุดิบอ่ืนๆ ท่ี
เปนเมล็ดพืชมาผสมไดตามความตองการ ผลการศึกษาระยะเวลาในการเก็บรักษาผลิตภัณฑ
ขาวสังขห ยดพองไรนาํ้ มันผสมเมลด็ พืชสามารถเก็บไดนานไมเกิน 7 วนั เนอื่ งจากคา ปริมาณนํ้า
อิสระที่มีการเพ่ิมขนึ้ ตามลําดับ การคํานวณตนทุนวัตถุดบิ การทําผลิตภณั ฑขา วสังขหยดพองไร
น้ํามันผสมเมลด็ พืช พบวาราคาวัตถุดิบ ราคาตน ทุน 1 สวนเทากับ 95 บาท คาดําเนินการ 30
% เทากับ 29 บาท ไดผลิตภัณฑจํานวน 60 ช้ิน ราคาตอช้ินเทากับ 2.10 บาท คิดเปนราคาท่ี
จะจําหนายตอช้ิน 5 บาท ดวยราคาของผลิตภัณฑท่ีจําหนายอยูในอัตราท่ียอมรับไดของ
ผบู รโิ ภค
5. เอกสารอา งอิง
จิราภรณ ตันติพงศอาภา. 2557. ขนมวางไทย. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย.
สงขลา.
นิภาธร วานมวง. 2547. พฤติกรรมการบริโภคขนมขบเค้ียวของวัยรุน. [ออนไลน] เขาถึงได
จาก: https://ped.edu.ku.ac.th/home/specialproblem/ files/25_05_2015_
21_57_11.pdf, 11 กุมภาพันธ 2560.
นิธยิ า รัตนาปนนท. 2548. วิทยาศาสตรการอาหารของไขมันและน้ํามนั . สาํ นักพมิ พโอเดยี น
สโตร. กรงุ เทพฯ.
สําเริง แซตัน. 2550. ขาวสังขหยดพัทลุง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ, กรมการขาว,
ศนู ยวจิ ัยขาวพทั ลุง.
สถาบันอาหาร. 2558. ผลิตภัณฑเบเกอรี่ในประเทศไทย. [ออนไลน] เขาถึงไดจาก:
http://fic.nfi.or.th/MarketOverviewDomesticDetail.php?id=77, 11
กมุ ภาพนั ธ 2560.
23
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ่ี 2 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563
การประดษิ ฐเ คร่ืองแขวนไทยจากเปลอื กหอย
The Invention of Thai Style Shell Hanger
ดรณุ ี โอวจรยิ าพทิ กั ษ1* ณัฐยทุ ธ ศริ ิต้งั มงคลชัย1 และ อพศิ าล ไกรสรรักษว งศ1
Darunee Owajariyapitak1* Nattayut Sirithangmongkolchai2
and Apisan Kaisornlukwong3
บทคัดยอ
การศกึ ษาเร่ืองการประดษิ ฐเ ครอ่ื งแขวนไทยจากเปลือกหอย มีวัตถุประสงคเ พื่อศึกษา
กระบวนการประดษิ ฐเครื่องแขวนไทยจากเปลอื กหอยและความพึงพอใจของกลุม เปาหมายทมี่ ี
ตอเครื่องแขวนไทยจากเปลือกหอย โดยศึกษาขอมูลที่เกี่ยวของกับการประดิษฐเคร่ืองแขวน
ไทยจากเปลือกหอย ออกแบบภาพรางความคิดเคร่ืองแขวนจํานวน 1 รูปแบบ และออกแบบ
รา งความคิด ลวดลายตาขาย ดอกทดั หู และอบุ ะ จาํ นวน 3 รูปแบบ เพ่ือใหผูเ ชี่ยวชาญ จํานวน
5 ทา น พจิ ารณาเลอื ก จากน้ันนาํ รปู แบบทผี่ เู ช่ยี วชาญเห็นชอบมากทสี่ ุด มาประดษิ ฐเ ปนเครอ่ื ง
แขวนไทยจากเปลือกหอย จํานวน 1 ช้ิน นําผลิตภัณฑท่ีไดไปสํารวจความพึงพอใจของ
กลุมเปาหมาย จํานวน 50 คน นําขอมูลท่ีไดมาวิเคราะหโดยใช คาความถ่ี คารอยละ และ
คาเฉล่ีย ผลการวเิ คราะหพบวา
1. ลวดลายตาขา ย ผเู ช่ยี วชาญสว นใหญเลือกรูปแบบท่ี 1 ลายหกกานหกดอก โดยให
เหตุผลวา เปนลวดลายทมี่ คี วามชดั เจนและเหมาะสมกับสวนทเี่ ปนโครงดานขางของวิมานแทน
ดอกทัดหู เลือกรูปแบบท่ี 2 โดยใหเหตุผลวา มีความละเอียด มีกลีบคลายกับดอกไมสด คือ
ดอกบานชื่น สําหรับอุบะ ผูเช่ียวชาญทุกทานเลือกรูปแบบท่ี 3 โดยใหเหตุผลวา มีความคลาย
กับดอกจําปา เม่ือนาํ มาประกอบเขา กับดอกทัดหูจะมคี วามลงตวั
2. ความพึงพอใจของกลุมเปาหมายที่มีตอการประดิษฐเคร่ืองแขวนไทยจากเปลือก
หอย พบวา ดานผลิตภัณฑ พึงพอใจในความสวยงามของเคร่ืองแขวน อยูในระดับมากท่ีสุด ท่ี
คาเฉลี่ย 4.80 ดานวัสดุ พึงพอใจในการนําเปลือกหอยสังขสีขาวมาทดแทนหัวดอกพุดและ
เปลือกหอยสงั ขสนี ํา้ ตาลมาทดแทนกานพุดในการรอ ยตาขายตอกรอบ ตาขายหนา ชาง และตา
ขายโครงสวนลาง อยูในระดับมากท่ีสุด ท่ีคาเฉลี่ย 4.84 ดานคุณคาและประโยชนใชสอย พึง
พอใจในการอนุรักษภูมิปญญาเคร่ืองแขวน อยูในระดับมากที่สุด ท่ีคาเฉล่ีย 4.28 และดาน
สถานท่ีจัดจําหนาย พึงพอใจในการจัดจําหนายผานส่ืออิเล็กทรอนิกส เชน Facebook,
Instagram อยใู นระดบั มากที่สดุ ท่คี าเฉล่ยี 4.62
คําสําคัญ : เคร่อื งแขวน, เปลอื กหอย
1 สาขาวิชาการบริหารธรุ กิจคหกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
1 Home Economics Business Administration Program, Rajamangala University of Technology Phra Nakhon
* ผูประสานงานนพิ นธ E-mail: [email protected]
24
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท่ี 2 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2563
ABSTRACT
The purposes of this project were to: 1) study the invention process of
Thai Style Shell Hanger 2) evaluate the group target satisfaction. To conduct the
project, we did a search for all information relevant.
In the design process, the Thai Style Shell Hanger sketching was
executed: 3 sketch patterns for net pattern, flowers behind ears and a bunch of
flowers. These 3 patterns for 5 experts to analyze and determine the most
preferable sketch pattern. After having obtained the best one, we invented a Thai
Style Shell Hanger and sent a satisfaction survey to 50 individuals to get their
feedback. All data was collected for final analysis using frequency, percentage
and average. The analysis results were as follow:
1. Thai Style Shell Hanger Pattern for net pattern, most experts agreed
for the first pattern design with six stems and six flowers. The net was clear and
suitable for the side part of the castle. For flowers behind ears, the pattern 2 was
selected as the petals were fine and similar to fresh flowers. For a bunch of
flowers, all experts chose the pattern 3 as it was similar to Champa flowers and
looked perfect with flowers behind ears.
2. Satisfaction survey results Regarding invention: a high percentage 4.80
indicated the group target satisfaction with the beautiful design. For the materials,
the target group preferred the white conch shells to gardenia flowers, and brown
conch shells to gardenia branches. And the result also showed a high level of
satisfaction 4.84 for the net "Na Chang" and the lower part net. For the benefits,
the group target reported a high level 4.28 of satisfaction to preserve this Thai
Style Shell Hanger. And the channels of distribution, they preferred social media
such as Facebook, Instagram etc. as shown a high level 4.62
Keywords : Thai hanging, Shells
25
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท่ี 2 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563
1. บทนาํ
เปลือกหอยแบงออกเปน 2 ประเภท คือ เปลือกหอยฝาเดียว และ เปลือกหอยสอง
ฝา เปลือกหอยฝาเดียว คือเปลือกหอยท่ีมีเปลือกเพียงอันเดียวภายในหนึ่งตัว ลักษณะของ
เปลือกหอยสวนใหญจะบิดเปนเกลียว เน่ืองจากเม่ือหอยมีการเจริญเติบโต ตัวหอยจะสราง
เปลือกขึ้นมาใหมใ หม ขี นาดใหญขนึ้ ตามตัวของหอย เปลือกหอยประเภทน้ี ไดแก หอยสงั ข หอย
ทับทิม หอยเบ้ีย เปนตน เปลือกของหอยสองฝา คือ เปลือกหอยท่ีประกอบดวยเปลือก 2 ฝา
ติดกัน เปลือกอาจมีลักษณะเปนรปู วงกลม รี ยาวหรือเปนรูปสามเหล่ียม โดยที่เปลือกทั้ง 2
ฝา อาจมีขนาดเทากัน หรือไมเทากันก็ได ดานนอกของเปลือกมีท้ังเปลือกท่ีเรียบเปนมัน
ขรุขระหรือมีหนาม ตามแตละชนิดของหอย เปลือกหอยประเภทน้ี ไดแก หอยแครง
หอยแมลงภู หอยเสียบ เปนตน (สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและ
สิง่ แวดลอ ม, 2552) จากการศกึ ษาพบวา ลักษณะของเปลอื กหอยฝาเดียว และ เปลอื กหอยสอง
ฝา มีลวดลาย สีสัน และความสวยงามท่ีเกิดจากธรรมชาติ จึงมีการนําเปลือกหอยไปประดิษฐ
เปนผลิตภัณฑต างๆ เชน โมบายเปลือกหอย มูล่ีเปลือกหอย กรอบรูปติดผนังจากเปลอื กหอย
พวงกุญแจเปลือกหอยรวมไปถงึ การนําไปประดษิ ฐเครอื่ งประดบั ตา งๆ เชน สรอ ยคอ ตา งหู เขม็
กลดั ตดิ เส้อื เปน ตน
เคร่ืองแขวนดอกไมสดเปนศิลปะการจัดดอกไมสดของไทยแบบหนึ่งมีลักษณะเปน
พวงดอกไม กระเชาดอกไม รูปทรงตางๆ ที่มีความสวยสดงดงาม อยางวิจิตรตระการตา และมี
ความประณีตบรรจง แขวนอยูตามเพดาน ชองประตู ชองหนา ตา ง ทําใหรูส ึกออ นโยน สวยงาม
ละเอียดออน แกผูพบเห็น (รัตนลักษณ, 2547) เครื่องแขวนดอกไมสดเปนงานประดษิ ฐที่ตอ ง
ใชความประณีต ความละเอยี ด ความอดทน และใชระยะเวลาในการประดษิ ฐท่ีนาน แตพบวา
การนําเคร่อื งแขวนไปใชมีอายกุ ารนาํ ไปใชง านสัน้ เนอื่ งจากดอกไมสดไมส ามารถอยูไ ดห ลายวัน
ตอมาไดมีการพัฒนานําวัสดุอื่นๆ มาใชแทนดอกไมสด เพ่ือยืดอายุการใชงาน และเพื่อใหเกิด
ความคมุ คากับเวลาท่ีใชในการประดษิ ฐ เชน ปยรตั นและเกสร (2558) ไดน าํ ลูกปดมโนราหม า
ประดษิ ฐเ ครื่องแขวนประยกุ ตจากลกู ปด ดว ยลวดลายชุดมโนราห ศรสี มรและจุไรรตั น (2557)
ไดนําเศษผาไหมมาใชแทนกลีบดอกไมสดนําไปประดิษฐเครื่องแขวนท่ีทําจากเศษผาไหม
ชยุดาและณัฐริกา (2557) นําเปลือกหอยแครงมาประดิษฐเปนดอกไม โดยการนําเปลือก
หอยแครงมาเรียงตอกนั เปนชั้นหรือเปน แถว ใหเปนดอกไมใ นรูปทรงตา งๆ
จากการศึกษาขอมูลที่กลาวมา ผูศึกษาพบวา เปลือกหอยมีลักษณะทางกายภาพท่ี
สามารถนํามาเจาะรู นํามาเรียง นํามารอยมาตดิ เปนงานประดิษฐได เชน เปลือกหอยฝาเดยี ว
มีรูปรางกลมสามารถนํามาใชทดแทนกลีบดอกไม โดยการนํามาเรียงตอกันเปนชั้นๆ หรือ
นํามาตดิ เปนแถวตอๆ กัน เปลอื กหอยฝาเดียว มีรูปรา งรหี รือยาว สามารถนาํ มาใชทดแทนดอก
พุดในการรอยตาขายของเคร่ืองแขวน ในสวนเปลือก ที่มีรูปรางบาง หรือกลม มีสีสันสวยงาม
สามารถนํามาใชทดแทนกลีบดอกไม โดยการนํามาประดิษฐในสวนของดอกทัดหูและดอกขา
ดวยการนําเปลือกหอยมาเรียงตอกันเปนแถวหรือเปนชั้นเพ่ือใหเกิดความสวยงาม เปนตน จึง
26
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2563
ทําใหผูศึกษาเกิดแนวคิดและแรงบันดาลใจที่จะนําเปลือกหอย ซึ่งเปนวัสดุ จากธรรมชาติท่ีมี
ความสวยงาม มาตอยอดดวยการพัฒนาเปนผลติ ภณั ฑใ หแ ตกตา งจากผลติ ภัณฑเ ปลือกหอยท่ีมี
จําหนายในทองตลาด และเปนการเพ่ิมมูลคาใหกับเปลือกหอย อีกท้ังยังเปนสวนหนึ่งของการ
อนุรกั ษเครื่องแขวนไทยโดยการนําเปลือกหอยมาประดษิ ฐเครือ่ งแขวนไทย
วัตถุประสงค
1) เพอื่ ศึกษากระบวนการประดิษฐเ ครือ่ งแขวนไทยจากเปลือกหอย
2) ศึกษาความพงึ พอใจของกลุม เปา หมายท่มี ตี อ เครือ่ งแขวนไทยจากเปลือกหอย
2. ระเบยี บวิธวี ิจยั
ผูศึกษาไดออกแบบรางความคิดเพื่อใชในการประดิษฐเครื่องแขวนไทยจากเปลือกหอย
จํานวน 1 รูปแบบ ดวยการนําเคร่ืองแขวนวิมานแทน ซึ่งจัดอยูในเคร่ืองแขวนขนาดเล็ก มาเปน
แนวคิดในการออกแบบรางเคร่ืองแขวนไทยจากเปลือกหอย คือ เครื่องแขวนส่ีเหล่ียมผืนผา ขนาด
ความยาว 61 เซนติเมตร มีความกวาง 28 เซนติเมตร สวนบนของโครงเครื่องแขวน ตกแตงดวยตา
ขายหนาชาง โครงเคร่ืองแขวนสวนกลาง ตกแตงดวยมานแหวก สวนกลางของมานแหวกใสอุบะ
ตุงติ้ง 1 ดอก ดานขางของโครงเคร่ืองแขวนทั้ง 2 ดาน ตกแตงดวยอุบะไทยทรงเครื่อง จากนั้นติด
ดอกทดั หูท้ัง 4 มุมของโครงเครือ่ งแขวน ท้ัง 2 ดาน สวนลา งของโครงเครื่องแขวนตกแตงดว ยตาขาย
ลายเกล็ด 1 ชั้น และตกแตงดว ยการผูกอบุ ะตงุ ตง้ิ ตดิ กบั ตาขา ยลายเกลด็ ในทุกชอง
2.1 ผูศึกษาไดออกแบบรางความคิด ลวดลายตาขาย ดอกทัดหู และอุบะ จํานวน 3
รูปแบบ เพ่ือใหผูเช่ียวชาญพิจารณาเลือกรูปแบบท่ีเหมาะสมในการนํามาประดิษฐเคร่ืองแขวนไทย
จากเปลือกหอย
2.2 กําหนดผูเชี่ยวชาญ เพื่อใหความคิดเห็นตอการประดิษฐเคร่ืองแขวนไทยจากเปลือก
หอย จาํ นวน 5 ทา น
2.3 สรางแบบสอบถาม และวิเคราะหขอมูล ความคิดเหน็ เกี่ยวกบั การประดษิ ฐเครอ่ื งแขวน
ไทยจากเปลือกหอยจากผเู ช่ียวชาญโดยมีผลการวิเคราะห ดงั น้ี
1) สรุปไดวา ผูเชี่ยวชาญสว นใหญ เห็นวาลวดลายตาขายรปู แบบที่ 1 ลายหกกานหก
ดอก มีความเหมาะสมที่จะนํามาประดิษฐเครื่องแขวนไทยจากเปลือกหอย โดยใหเหตุผลวา เปน
ลวดลายท่ีมีความชัดเจนและเหมาะสมกับสวนที่เปน โครงดานขา งของวมิ านแทน
2) สรุปไดว า ผูเชย่ี วชาญสวนใหญ เห็นวา ดอกทัดหูรปู แบบที่ 2 มคี วามเหมาะสม
ท่ีจะนํามาประดิษฐเคร่ืองแขวนไทยจากเปลือกหอย โดยใหเหตุผลวา มีความละเอียด มีกลีบ
คลา ยกับดอกไมสดคือ ดอกบานช่นื
3) สรุปไดวาผูเชี่ยวชาญทุกทาน เห็นวาอุบะรูปแบบที่ 3 มีความเหมาะสมที่จะนาํ มา
เปนอุบะในการประดิษฐเคร่ืองแขวนไทยจากเปลือกหอย โดยใหเหตุผลวา เปลือกของหอยท่ีใชแทน
ดอกตุมในอุบะรูปแบบท่ี 3 มีความคลายดอกจําปา และเม่ือนํามาประกอบเขากับดอกทัดหูแลวมี
ความลงตวั
27
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ี่ 2 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563
ภาพที่ 1 แบบรา งความคดิ เครอ่ื งแขวนไทยจากเปลือกหอยตามขอเสนอแนะของผูเช่ียวชาญ
ตารางท่ี 1 สว นประกอบของเครื่องแขวนไทยจากเปลอื กหอยตามความคิดเหน็ ของผเู ชยี่ วชาญ
หมายเลข สวนประกอบ รปู เปลอื กหอยท่ีใช คาํ อธบิ าย
ของเคร่อื งแขวน
1 สายหว้ิ เครือ่ ง เ ป ลื อ ก ห อ ย สั ง ข สี
แขวน ขาว รอยเปนเสนไล
ขนาด
2 ตาขายหนา ชา ง เปลือกหอยสังขสีน้ํา
3,9 ดอกทดั หู ต า ล แ ท นกา นพุด
เ ป ลื อ ก ห อ ย สั ง ข สี
ขาวแทนหัวดอกพุด
นํ า ม า ร อ ย ต า ข า ย
ลายหกกานหกดอก
เ ป ลื อ ก ห อ ย เ สี ย บ
แทน กลีบดอกไม
นํามาเรียงซอนกัน
เปนช้ัน โดยเกสรจะ
ใชเปลือกหอยสังขสี
ขาวแทนหัวดอกพุด
เรยี งตดิ กัน 6 กลบี
28
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ่ี 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธนั วาคม 2563
ตารางท่ี 1 (ตอ)
หมายเลข สว นประกอบ รปู เปลือกหอยที่ใช คําอธบิ าย
ของเคร่ืองแขวน ดอกสวม ใชเปลือก
ห อ ย สังข สีขาวไล
4,11 อบุ ะตุงติ้ง ขนาด
ดอกครอบ ใชเปลอื ก
หอยสังขสีขาวเรียง
ตดิ กนั 5 กลบี
ดอกตุม ใชเปลือก
หอยเตาปนู
5 อุบะไทย นํ า อุ บ ะ ตุ ง ต้ิ งที่
ทรงเคร่ือง ประดิษฐจากเปลือก
หอยมารอยเปนอุบะ
ไทยทรง เครอื่ ง
6 มา นแหวก เปลือกหอยสังขสี
7 ตาขา ยตอ กรอบ ขาวแทนหัวดอกพุด
8 สวน นํามารอ ยเปน เสน
29 เปลือกหอยสังข
สี นํ้ า ต า ล แ ท น ก า น
พุด เปลือกหอยสังข
สี ข า ว แ ท น หั ว ด อ ก
พุดนํามารอยตาขาย
ลายสก่ี านสี่ดอก
เปลือกหอยทับทิม
แ ทนก ลีบ ดอ ก ไม
นํามาเรียงเปนสวน
เ พ่ื อ ต ก แ ต ง โ ค ร ง
เครอ่ื งแขวน
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท่ี 2 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2563
ตารางท่ี 1 (ตอ )
หมายเลข สวนประกอบ รูป เปลือกหอยที่ใช คาํ อธิบาย
ของเครอ่ื งแขวน เ ป ลื อ ก ห อ ย สั ง ข สี
นํ้าตาลแทนกานพุด
10 ตาขายโครง เ ป ลื อ ก ห อ ย สั ง ข สี
สว นลา ง ขาวแทนหัวดอกพุด
นํา มารอยตาขา ยตา
ขายลายเกล็ด 1 ชน้ั
ภาพที่ 2 ชิ้นงานสําเร็จ
วิธีการเก็บรวบรวมขอมูลในการเก็บรวบรวมขอมูลผศู ึกษาไดกําหนดกลุมเปาหมายท่ี
ใชในการศึกษาความคิดเห็นท่ีมีตอการประดิษฐเครื่องแขวนไทยจากเปลือกหอย ไดแก บุคคล
ท่ัวไป รวม 50 คน และเคร่ืองมือที่ใชในการศกึ ษาคือแบบสอบถาม โดยแบงคําถามออกเปน 2
ตอน ดงั ตอ ไปน้ี
ตอนท่ี 1 คําถามเก่ียวกับขอมูลท่ัวไปของผูตอบแบบสอบถาม เปนขอคําถามแบบ
ตรวจสอบรายการ (check list) จํานวน 5 ขอ ไดแก เพศ อายุ วุฒิการศึกษา อาชีพ และ
รายได/เดอื น
ตอนที่ 2 คําถามเกี่ยวกับความพึงพอใจท่ีมีตอการประดิษฐเครื่องแขวนไทยจาก
เปลือกหอยเปน ขอคําถามแบบมาตราสว น (Rating scale) จํานวน 4 ดาน ไดแก ดา นผลิตภณั ฑ
ดานวัสดุ ดานคุณคา และประโยชนใชสอย และดา นสถานทีจ่ ดั จาํ หนาย
30
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม – ธนั วาคม 2563
3. ผลการวิจยั
3.1 ตอนท่ี 1 วิเคราะหขอมูลทั่วไปของผูตอบแบบสอบถาม ไดแก เพศ อายุ วุฒิ
การศึกษา อาชีพ และรายได/ เดือน โดยแสดงคา ความถ่ี และคา รอยละ
ขอมูลทั่วไปของผตู อบแบบสอบถาม จํานวน 50 คน พบวา ผูตอบแบบสอบถามสว น
ใหญเปน เพศหญิง คิดเปน รอยละ 68 เพศชาย คดิ เปน รอ ยละ 32 สว นใหญ อยใู นชว งอายุ 20
– 29 ป คดิ เปน รอ ยละ 50 ชวงอายุ 30 – 39 ป คิดเปน รอยละ 24 ชว งอายุ 50 - 59 ป คิดเปน
รอยละ 14 และชวงอายุ 40 – 49 ป คดิ เปนรอ ยละ 12 วุฒกิ ารศกึ ษาสว นใหญ มวี ฒุ ิการศึกษา
อยูใน ระดับปริญญาตรี คิดเปนรอยละ 54 ระดับปริญญาโท คิดเปนรอยละ 24 ระดับมัธยม/
ปวช. คดิ เปน รอยละ 10 ระดับปวส./อนุปรญิ ญา คดิ เปน รอยละ 10 และระดับตาํ่ กวามธั ยม คดิ
เปนรอยละ 2 อาชีพสวนใหญประกอบอาชีพ นักเรียน/นักศึกษา คิดเปนรอยละ 40 อาชีพ
ธุรกิจสวนตัว คิดเปนรอยละ 24 อาชีพรับราชการ/พนักงานของรัฐ คิดเปนรอยละ 16 อาชีพ
พนักงานรัฐวิสาหกิจ คิดเปนรอยละ 12 และอาชีพลูกจางบริษัทเอกชน คิดเปนรอยละ 8
รายได/เดือนสวนใหญ มีรายได/ตอเดือน ต่ํากวา 10,000 บาท คิดเปนรอยละ 40 รายได/ตอ
เดอื น 20,001 – 30,000 บาท คดิ เปน รอยละ 38 รายได/ตอ เดือน 10,000 – 20,000 บาท คิด
เปนรอยละ 18 และรายได/ ตอ เดือน 30,001 – 40,000 บาท คดิ เปน รอ ยละ 4
3.2 ตอนที่ 2 วิเคราะหความพึงพอใจท่ีมีตอการประดิษฐเครอื่ งแขวนไทยจากเปลอื ก
หอย จํานวน 4 ดาน ไดแก ดานผลิตภณั ฑ ดานวัสดุ ดานคุณคา และประโยชนใ ชสอย และดาน
สถานทจ่ี ัดจําหนาย
ดานผลิตภัณฑ ผูตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจตอการประดษิ ฐเคร่อื งแขวนไทย
จากเปลือกหอย ดานผลิตภัณฑ โดยรวมอยูในระดับ มากท่ีสุด ที่คาเฉล่ีย 4.44 เม่ือพิจารณา
เปนรายขอพบวา ผูตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจดานผลิตภัณฑ อยูในระดับมากท่ีสุด 5
ขอ และอยใู นระดบั มาก 2 ขอ ดังนี้ อันดับที่ 1 ความสวยงาม อันดับที่ 2 ความประณีต อนั ดับ
ท่ี 3 ความคิดสรา งสรรค อันดับที่ 4 สัดสวน อันดับที่ 5 ความเหมาะสมในการนาํ เปลือกหอย
มาทดแทนดอกไมสด อันดับท่ี 6 ความกลมกลืนของสี และอันดับสุดทาย ความแข็งแรง ที่
คาเฉลยี่ 4.80 4.72 4.62 4.60 4.26 4.08 และ 4.06 ตามลาํ ดับ
ดานวัสดุ ผูตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจตอการประดิษฐเครื่องแขวนไทยจาก
เปลือกหอย ดานวัสดุ โดยรวมอยูในระดับ มากท่ีสุด ที่คาเฉล่ีย 4.46 เมื่อพิจารณาเปนรายขอ
พบวา ผูตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจในดานวัสดุ อยูในระดับมากท่ีสุด 6 ขอ และอยูใน
ระดับมาก 2 ขอ ดังน้ี อันดับที่ 1 การนําเปลือกหอยสังขส ีขาวมาทดแทนหัวดอกพุดและเปลือก
หอยสังขสีนํ้าตาลมาทดแทนกานพุดในการรอย ตาขายตอกรอบ ตาขายหนาชาง และตาขาย
โครงสวนลาง อันดับท่ี 2 การนําเปลอื กหอยเตา ปูนมาทดแทนดอกจําปาในสวนของดอกตมุ ใน
การรอยอุบะ อันดับท่ี 3 การนําเปลือกหอยสังขสีขาวมาทดแทนหัวดอกพุดในการรอยมาน
แหวก และการนําเปลือกหอยเสียบมาทดแทนกลีบดอกไมในสวนของการประดิษฐดอกทัดหู
อันดับที่ 4 การนําเปลือกหอยทับทิมมาทดแทนกลีบดอกไมในการเดินสวนตกแตงสวนโครง
31
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563
เคร่ืองแขวน และการนําเปลือกหอยสังขสีขาวท่ีเรียงติดกัน 5 กลีบ ทดแทนข้ัวชบาในสวนของ
ดอกครอบในการรอ ยอุบะ อันดับที่ 5 การนําเปลือกหอยสังขสขี าวไลขนาดมาทดแทนดอกรัก
ในสวนของดอกสวมในการรอยอบุ ะ และอนั ดับสดุ ทาย การนาํ เปลือกหอยสงั ขส ีขาวมาทดแทน
หัวดอกพุดในการเรียงเปนเกสรของดอกทัดหู ท่ีคาเฉล่ีย 4.84 4.78 4.66 4.50 4.02 และ
3.74 ตามลําดบั
ดานคณุ คาและประโยชนใ ชส อย ผูตอบแบบสอบถามมคี วามพึงพอใจตอ การประดิษฐ
เครื่องแขวนไทยจากเปลือกหอย ดานคุณคาและประโยชนใชสอย โดยรวมอยูในระดับ มาก ที่
คาเฉล่ีย 3.99 เม่ือพิจารณาเปนรายขอพบวา ผูตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจดานคุณคา
และประโยชนใชสอยอยูในระดับมากที่สุด 1 ขอ และอยูในระดับมาก 3 ขอ ดังนี้ อันดับท่ี 1
เปนการอนุรกั ษภูมปิ ญญาเคร่ืองแขวน อนั ดับที่ 2 ใชเ ปน เครอื่ งประดับตกแตง อาคารบานเรอื น
อันดับที่ 3 ใชตกแตงสถานท่ีในโอกาสพิเศษ และอันดับสุดทาย ใชเปนของขวัญ และของท่ี
ระลึก ท่ีคา เฉลย่ี 4.28 3.96 3.90 และ 3.82 ตามลาํ ดับ
ดานสถานท่ีจัดจําหนาย ผูตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจตอการประดิษฐเคร่ือง
แขวนไทยจากเปลือกหอย ดานสถานท่ีจัดจําหนาย โดยรวมอยูในระดับ มากที่สุด ที่คาเฉลี่ย
4.30 เม่ือพิจารณาเปนรายขอพบวา ผูตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจดานสถานที่จัด
จําหนาย อยูในระดับมากท่ีสุด 3 ขอ และอยูในระดับมาก 2 ขอ ดังน้ี อันดับที่ 1 สื่อ
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส เชน Facebook , Instagram อันดบั ท่ี 2 ตลาดนดั สวนจตจุ ักร อนั ดับท่ี 3 รา น
ขายของที่ระลึกตามชายทะเล อันดับที่ 4 รานจําหนายผลิตภัณฑของตกแตงบาน และอันดับ
สุดทายงานแสดงสินคาของตกแตงบาน/ของขวัญของที่ระลึก ที่คาเฉลี่ย 4.62 4.56 4.52
3.96 และ 3.88 ตามลาํ ดับ
4. สรุปผลและอภปิ รายผล
4.1 เพอื่ ศึกษากระบวนการประดษิ ฐเครือ่ งแขวนไทยจากเปลือกหอย
ผูศึกษาไดศึกษาขอมูลท่ีเกี่ยวของกับการประดิษฐเคร่ืองแขวนไทยจากเปลือก
หอย และออกแบบภาพรางความคิดเคร่ืองแขวน จํานวน 1 รูปแบบ จากน้ันออกแบบราง
ความคิด ลวดลายตาขาย ดอกทัดหู และอุบะ ชนิดละ จํานวน 3 รูปแบบ เพ่ือใหผูเช่ียวชาญ
พิจารณาเลือกรูปแบบที่เหมาะสมในการนํามาประดิษฐเครื่องแขวนไทยจากเปลือกหอย โดยมี
ผลการวเิ คราะห ดงั น้ี
4.1.1 ลวดลายตาขาย ผูเช่ียวชาญสวนใหญ เลือกลวดลายตาขาย รูปแบบที่ 1
ลายหกกานหกดอก โดยใหเหตุผลวา เปนลวดลายที่มีความชัดเจนและเหมาะสมกับโครง
ดานขา งวมิ านแทน
4.1.2 ดอกทดั หู ผเู ชยี่ วชาญสวนใหญ เลอื กดอกทัดหู รปู แบบที่ 2 โดยใหเหตผุ ล
วา มีความละเอียดคลา ยกับการประดษิ ฐด อกไมส ด
32
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2563
4.1.3 อุบะ ผูเชี่ยวชาญทุกทาน เลือกอุบะ รูปแบบท่ี 3 โดยใหเหตุผลวา อุบะ
รูปแบบนี้ ดอกตมุ มคี วามคลา ยกับดอกจําปา ประกอบเขากับดอกทัดหูแลว มีความลงตัว
4.2 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของกลุมเปาหมายท่ีมีตอการประดิษฐเครื่องแขวนไทย
จากเปลอื กหอย
ผูศึกษาไดวิเคราะหความพึงพอใจของกลุมเปาหมายโดยสามารถอภิปรายผลได
ดงั นี้
4.2.1 ดานผลิตภัณฑ พบวา สวนใหญพึงพอใจในความสวยงามของเคร่ืองแขวน
อยูในระดับมากท่ีสดุ คาเฉลี่ย 4.80 ท้ังน้ีอาจเน่ืองมาจาก ไดนําเปลือกหอยประดิษฐสวนตางๆ
ของเครื่องแขวนทดแทนดอกไมสดซึ่งตองใชความละเอียดและความประณีตดังน้ัน เมื่อนําทุก
สว นประกอบมาประกอบกันเปน เคร่ืองแขวนจึงสวยงามคลา ยคลึงกับเครือ่ งแขวนดอกไมสด ซง่ึ
สอดคลองกับรัตนลักษณ (2547) ท่ีกลาววาเครื่องแขวนดอกไมสดเปนศิลปะการจัดดอกไมสด
ของไทยแบบหน่ึง มีลักษณะเปน พวงดอกไม กระเชาดอกไม รูปทรงตางๆ ท่ีมีความสวยสด
งดงาม อยางวิจติ รตระการตา
4.2.2 ดานวัสดุ พบวา สวนใหญพึงพอใจในการนําเปลือกหอยสังขสีขาวมา
ทดแทนหัวดอกพุดและเปลือกหอยสังขสีนํ้าตาลมาทดแทนกานพุดในการรอยตาขายตอกรอบ
ตาขายหนาชาง และตาขายโครงสวนลาง อยูในระดับมากที่สุด คาเฉลี่ย 4.84 ท้ังน้ีอาจ
เนื่องมาจากไดไดนําเปลือกหอย 2 สีมาทดแทนหวดอกพุดและกานดอกพุด อีกทั้งขนาดของ
เปลือกหอยท่ีใชในการรอยตาขา ยไดเลือกขนาดที่เทาๆ กัน จึงทําใหลวดลายของตาขายมีความ
สวยงาม ซึ่งสอดคลองกับมณีรัตน (2527) ท่ีกลาววาลักษณะของตาขายท่ีสวยงามดอกไมที่ใช
ตอ งไดข นาด ลายไดขนาดสม่าํ เสมอกัน โดยตอ งคดั ขนาดดอกไมท เ่ี ทา ๆ กนั และตดั กา นดอกให
เทา กนั
4.2.3 ดานคุณคาและประโยชนใชสอย พบวา สวนใหญพึงพอใจในการอนุรักษ
ภูมิปญญาเคร่อื งแขวน อยูในระดับมาก คาเฉลย่ี 4.28 ทั้งนี้อาจเน่ืองมาจาก เคร่ืองแขวนวมิ าน
แทนจากเปลือกหอย ไดคงรูปแบบเคร่ืองแขวนวิมานแทนแบบดั้งเดิม ซึ่งทําใหกลุมเปาหมาย
เห็นคุณคาในการอนุรักษภูมิปญญาเครื่องแขวน ซ่ึงสอดคลองกับ มณีรัตน (2527) ท่ีกลาววา
งานเครื่องแขวนดอกไมสด เปนหัตถศิลปอันวิจิตรของไทย เปนศิลปอีกแขนงหน่ึง ท่ีเชิดหนาชู
ตาของแผนดิน กอใหเกิดความภาคภูมิใจในหัตถศิลปอันทรงคุณคา ท่ีไดบมเพาะภูมิปญญามา
อยางตอเน่อื งจากรุนสรู ุน
4.2.4 ดานสถานที่จดั จาํ หนา ย พบวา สวนใหญพงึ พอใจในส่ืออเิ ล็กทรอนิกส เชน
Facebook, Instagram อยูในระดับมากท่ีสุด ท่ีคาเฉล่ีย 4.62 ท้ังนี้อาจเนื่องมาจาก ผูตอบ
แบบสอบถาม สวนใหญอยูในชวง อายุ 20 – 29 ป อยใู นวัยเรียน และนิยมซอ้ื สินคาผา นทางสอ่ื
อิเล็กทรอนิกส เพราะเปนชองทางการช้ือสินคาท่ีสะดวกและรวดเร็ว จึงทําใหผูตอบ
แบบสอบถามนึกถึงชอ งทางสอ่ื อเิ ล็กทรอนิกส เปน อันดบั แรก
33
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ี่ 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563
5. เอกสารอางองิ
ชยุดา ติปะละ และ ณัฐริกา เมทา. 2557. ดอกไมประดิษฐจากเปลือกหอยแครง. โครงงาน
วทิ ยาศาสตร. วทิ ยาลัยอาชีวศกึ ษาลาํ ปาง.
ปยรัตน รอดแกว และ เกสร บริรักษ. 2558. เครือ่ งแขวนประยกุ ตจากลูกปดดวยลวดลายชุด
มโนราห. ปริญญาตรี โครงงานพเิ ศษสาขาวชิ าการบริหารธรุ กิจคหกรรมศาสตร. คณะ
เทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร.
มณีรัตน จันทนะผะลิน. 2527. หนังสือชุดมรดกไทย เลมที่ 4 เครื่องแขวนไทยดอกไมสด.
กรงุ เทพฯ : อมรนิ ทรการพิมพ.
รัตนลกั ษณ ปญจวฒุ ิพัฒน. 2547. งานดอกไมใ นวฒั นธรรมไทย. กรุงเทพฯ : เศรษฐศิลป.
ศรีสมร สุวรรณโมกข และ จุไรรัตน พัฒนภากรณ. 2557. เคร่ืองแขวนจากเศษผาไหม.
ปริญญาตรี โครงงานพิเศษสาขาวิชาการบริหารธุรกิจคหกรรมศาสตร. คณะ
เทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร.
สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม. 2552. รายงานการประชุม
ระดมความคิดเห็นตอรางรายการชนิดพันธสัตวไมมีกระดูกสันหลังกลุมหอย
(Mollusca). กรุงเทพฯ : กระทรวงทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอม.
34
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปที่ 2 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม – ธนั วาคม 2563
การออกแบบและสรางสรรคเคร่ืองประดบั กลุมชาติพันธบุ าบา
จากกระปอ งอะลูมิเนียม
Design and Make Jewelry from Aluminum Cans for BA-BA Ethnic Group
สชุ ีรา ผองใส1*, พรศักด์ิ ขอยีแ่ ซ1 และสทุ ธาวรรณ คาํ สงวน1
Sucheera Phongsai1* Pornsak Khoyeesae1 and Sutthawan Kamsa-nguan1
บทคัดยอ
บทความนี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาแนวทางการออกแบบและสรางสรรคการประดิษฐ
เครื่องประดับกลมุ ชาตพิ นั ธุบาบาจากกระปองอะลูมเิ นียม และความพึงพอใจของกลุม เปาหมาย โดย
รวบรวมขอ มูลจากเอกสารท่ีเก่ียวขอ ง การสอบถามผเู ชยี่ วชาญ จาํ นวน 5 ทา น และการสํารวจความ
พึงพอใจของกลุมเปาหมาย จํานวน 2 กลุม ไดแก กลุมชาติพันธุบาบาในจังหวัดภูเก็ต จํานวน 25
คน และกลุมสตรีวัยทํางานที่มีอายุระหวาง 15 - 59 ป จํานวน 25 คน รวมท้ังสิ้น 50 คน ผล
การศกึ ษาพบวา การออกแบบเครอื่ งประดับจากกระปองอะลมู เิ นียมไดแรงบนั ดาลใจในการประดิษฐ
เคร่ืองประดับจากกลุมชาติพันธุบาบาประกอบดวย ฮั่วกวนหรือมงกุฎท่ีมีลักษณะเปนดอกไมไหว
ชุดโกรสังหรอื เข็มกลดั ตดิ เสอ้ื และอองโบหรอื ตางหู ประกอบกับการสรางสรรคเ คร่อื งประดบั ให
แตละชิ้นสามารถถอดแยกช้ินประกอบใหมได โดยมงกุฎสามารถสลับเปนสรอยคอ เข็มกลัดติดเส้ือ
สามารถเพิ่มช้ินสวนเปนปนปกผม และตางหูสามารถถอดแยกช้ินเปนแหวน สวนความพึงพอใจของ
กลุมเปาหมาย ผลการศึกษาพบวา ดานผลิตภัณฑ กลุมชาติพันธุบาบาในจังหวัดภูเก็ตมีความพึง
พอใจอยูในระดบั มาก (4.10) มากกวา กลุม สตรีวัยทาํ งานมีความพึงพอใจอยูในระดับมาก (4.04) ดาน
ความเหมาะสมของวัสดุ กลุมชาติพันธุบาบาในจังหวัดภูเก็ตมีความพึงพอใจอยูในระดับมากที่สุด
(4.25) มากกวากลมุ สตรวี ัยทาํ งานมีความพึงพอใจอยูในระดบั มาก (4.11) ดา นประโยชนใชสอย กลมุ
ชาติพันธุบาบาในจังหวัดภูเก็ตมีความพึงพอใจอยูในระดับมากที่สุด (4.28) นอยกวากลุมสตรีวัย
ทํางานมีความพึงพอใจอยูในระดับมากที่สุด (4.32) ดานราคา กลุมชาติพันธุบาบาในจังหวัดภูเก็ตมี
ความพึงพอใจอยูในระดับปานกลาง (3.29) นอยกวากลุมสตรีวัยทํางานมีความพึงพอใจอยูในระดับ
มาก (3.44) ดานสถานท่ีจัดจําหนาย กลุมชาติพันธุบาบาในจังหวัดภเู ก็ตมีความพึงพอใจอยูในระดบั
มากที่สุด (4.33) นอยกวากลุมสตรีวัยทํางานมีความพึงพอใจอยูในระดับมากที่สุด (4.46) และดาน
การจดั จําหนาย กลุมชาตพิ นั ธุบาบา ในจังหวัดภูเก็ตมคี วามพึงพอใจอยูในระดับมาก (4.16) นอยกวา
กลุมสตรีวยั ทํางานมคี วามพงึ พอใจอยูในระดับมากที่สดุ (4.34)
35
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ี่ 2 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563
การออกแบบและสรา งสรรคเคร่อื งประดับกลุมชาตพิ นั ธุบาบาจากกระปองอะลมู เิ นียม จึง
เปนผลิตภัณฑเคร่ืองประดับสตรีท่ีเพ่ิมจุดเดนของเครื่องประดับดวยการปรับเปล่ียนรูปแบบใหมี
ความหลากหลายและแตกตางจากเคร่ืองประดับท่ัวไป อีกทั้งเปนการสืบทอดและการอนุรักษภูมิ
ปญ ญาของกลุมชาตพิ ันธุบาบา ท่ีทรงคุณคา ใหคงอยูก ับวัฒนธรรมไทยสืบไป
1 สาขาวชิ าการบรหิ ารธรุ กิจคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
1 Home Economics Business Administration Program, Rajamangala University of Technology Phra Nakhon
* ผปู ระสานงานนิพนธ E-mail: [email protected]
คําสาํ คญั : เครือ่ งประดบั , กลุมชาตพิ นั ธบุ าบา , กระปองอะลมู ิเนยี ม
ABSTRACT
This article aims to Design and make jewelry from aluminum cans for BA-BA ethnic
group. And the satisfaction of the audience. By gathering relevant information and inquiries 5
experts satisfaction surveys of target groups 2 groups include ethnic BA-BA in Phuket of 25 men
and women of working age, between the ages of 15-59 years, 25 people in total 50 found.
Jewelryfrom tinand aluminumhavebeeninspiredby thejewelry ethnicBA-BA includesbride
with a crown. Rock Grove Property not set pin or shirt. And Aung Bo or earrings the creation of
artificial jewelry, tin and aluminum. Consisting of a crown clasp, clip earrings and each piece
can be dismantled, re-assembled. The crown can switch a necklace. Pin the shirt can add a
piece barrette. And earrings can disassemble the ring. With the introduction of technical
modifications to the model. The result was to design and create jewelry. The satisfaction of
the audience. Products Ethnic groups in Phuket BA-BA are satisfied at a high level (4.10) than
among women of working age are satisfied at a high level (4.04), the appropriateness of the
material. Ethnic groups in Phuket BA-BA satisfaction is at the highest level (4.25) than among
women of working age are satisfied at a high level (4.11), its usefulness. Ethnic BA-BA Phuket
satisfaction is at the highest level (4.28) than women of working age have the satisfaction is at
the highestlevel (4.32). Price ethnicBA-BA in Phuketare satisfied moderate (3.29) than women
of working age are satisfied at a high level (3.44), the place of distribution. Ethnic groups in
PhuketBA-BAsatisfactionisatthehighestlevel(4.33) thanwomenofworkingagehavesatisfied
the highest level (4.46), and the distribution. Ethnic groups in Phuket BA-BA are satisfied at a
high level (4.16) than women of working age have satisfied the highest level (4.34).
36
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ่ี 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธนั วาคม 2563
Design and make jewelry from aluminum cans for BA-BA ethnic group from
aluminum cans It is a women's accessory product that enhances the strength of jewelry by
modifying styles to be diverse and different from general jewelry. It is also a succession and
preservation of valuable BA-BA wisdom to remain in the Thai culture.
Keywords : Jewelry, BA-BA ethnic group, Aluminum cans
1. บทนาํ
กระปองอะลูมิเนียมปรากฎขอมูลปริมาณการใชท่ียังคงมีแนวโนมที่สูงข้ึน แตกระปอง
อะลูมิเนียมเปนขยะท่ีมีคุณคาสามารถนํามาหลอมและนํากลับมาใชใหมได (กรมสงเสริมคุณภาพ
ส่ิงแวดลอ ม, 2560) สามารถนาํ มาประดิษฐเปนของตกแตงบา น ของใช และของทร่ี ะลึก เชน ของตกแตง
บานประเภทภาพสองมติ ิจากกระปองอะลูมิเนียมดวยเทคนิคการมวน (ปนัดดา และดลุ ยถนัตถ, 2557)
ของใชประเภทโคมไฟสานจากกระปอ งอะลมู ิเนียม (D.I.Y. ของแตง บาน, 2555) ของทร่ี ะลึกประดษิ ฐเปน
รถตุกตุกจําลองจากกระปองอะลูมเิ นียม (Dang Hand Made, มปป.) พานพุมจากกระปองอะลมู ิเนยี ม
ดวยเทคนิคการดุนลาย (พัฒนศักดิ์, 2556) เครื่องแขวนแบบไทยประยุกตจากกระปองนํ้าอัดลมดวย
เทคนิคการดุนลาย (มานพ, 2556) และเคร่ืองประดับการแตงกายสตรีประเภทกระเปาถือสตรีจาก
กระปอ งอะลูมเิ นียม (วรญา, 2555)
การนํากระปองอะลูมิเนียมมาประดิษฐเปนผลิตภัณฑของตกแตงบาน ของใช และของท่ี
ระลึก ดังกลาว พบการใชเทคนิคในการประดิษฐท่ีหลากหลาย ทั้งการดุนลาย การตัด และการกรีด ซึ่ง
กระปองอะลูมเิ นียมเปนวัสดทุ ่สี ามารถนํามาใชใหไดท ุกสวน โดยเฉพาะการประดษิ ฐเ ปนเคร่ืองประดับ
การแตงกายสตรี ซ่ึงเปนที่นิยมในกลุมผูหญิง เน่ืองจากเคร่ืองประดับเปนส่ิงของสวยงาม นิยมใช
เครอื่ งประดบั จากการดัดแปลง การประยกุ ตห รอื ผสมผสานของสง่ิ ทม่ี เี ขากับสงิ่ ใหมๆ เพือ่ ความแตกตา ง
และความแปลกใหมดวยวัสดุธรรมชาติ วัสดุสังเคราะห และวัสดุเหลือใชมาทําใหเกิดประโยชนสูงสุด
เพ่ือประดับรางกายใหมีความสวยงาม และเสริมบุคลิกใหมีความโดดเดน อีกทั้งยังเปนส่ิงสะทอนถึง
รสนิยม และวัฒนธรรมความเปนอยูทางสังคม (เมริษา, สุวิทย และ Sridhar, 2562) รูปแบบ
เครื่องประดับกลุมหนึ่งท่ีนาสนใจเกิดจากการผสมผสานระหวาง ไทย มลายู จีน และยุโรป และมี
เอกลักษณในดานวัสดุที่บงบอกถึงฐานะ และสถานะ คือ เคร่ืองประดบั ของกลุมชาตพิ ันธุบาบา หรือที่
ชาวบา นเรียกตวั เองวา “บาบา” (ศูนยมานษุ ยวทิ ยาสิรินธร, 2562)
การศึกษาคร้ังน้ีจะเรียกกลุมดังกลาววา “กลุมชาติพันธุบาบา” ซึ่งคําวา “บาบา” เปนคํา
เรียกตัวเองของกลมุ ชาติพันธุในแถบ 6 จังหวัดภาคใตข องประเทศไทย ไดแก กระบ่ี พังงา ระนอง ตรงั
สตูล และภูเก็ต โดยเนนรูปแบบเครื่องประดับของกลุมชาติพันธุบาบาในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเปนกลุม
เกา แกในประเทศไทย (ศูนยม านษุ ยวิทยาสิรินธร,2562) สว นคําวา “เพอรานากัน” และ “เปอรานากัน”
เปนคําที่ใชเรียกรวมทั้งกลุมที่อยูทั้งในประเทศไทย ประเทศมาเลเซีย และประเทศสิงคโปร (วิกรม,
สัมภาษณเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2562) กลุมชาติพันธุบาบาใหความสําคัญกับเครื่องประดับสตรี
37
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท่ี 2 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563
โดยเฉพาะในวันแตง งาน ผูหญิงจะประดับตกแตงรา งกายดวยมงกุฎดอกไมไหว ชุดโกรสัง (เข็มกลดั ตดิ
เสือ้ ) ปน ต้งั (จีส้ าํ หรบั หอ ยคอ) หลัน่ เตป าย (สรอ ยคอ) ออ งโบ (ตา งห)ู กมิ ตนู (หวั กระดมุ เสอ้ื ) ปน ปก ผม
กําไลขอมือ และกําไลขอเทา (ฤดี, 2553) อีกท้ังเคร่ืองประดับยังสามารถบงบอกถึงฐานะ และสถานะ
ของผูท่ีมารวมในงานแตงงาน เชน หญิงสาวที่แตงงานแลวจะใชดอกมะลิหรือดอกพุดตูมประดับรอบ
มวยผมแลวปก ดว ยปน ทอง (วกิ รม, 2562)
เครื่องประดับของกลุมชาติพันธุบาบา เปนเคร่ืองประดับที่มีเอกลักษณสําคัญ คือ การถอด
แยกช้นิ ประกอบได เชน อองโบหรือตา งหู สามารถถอดแยกชน้ิ นําไปใสเปนแหวนได อกี ทั้งแหวนยงั เปน
เคร่ืองประดับท่ีผูหญิงใชสวมติดตัวในชีวิตประจําวัน วัสดุดั้งเดิมทําดวยเงิน เสนทอง และนาก แต
ปจ จบุ นั (พ.ศ.2562) วสั ดดุ ังกลา วมีราคาสงู จงึ ไดม ีการประยกุ ตใ ชด้ินเงินและดิ้นทองทดแทน แตย ังคง
รูปแบบเคร่ืองประดับของกลุมชาติพันธุบาบาแบบด้ังเดิม เชน ชุดโกรสัง (Kerongsang) หรือเข็มกลัด
ตดิ เส้ือจาํ นวนสามชนิ้ หรือชดุ แมล กู (Set Mother and Child) ซ่งึ วสั ดุดั้งเดิมจะนิยมทํามาจากทอง เงิน
และทองเหลือง ประดับดวยเพชรลูกหรือเพชรซีก ฮั่วกวนหรือมงกุฎดอกไมไหวของผูหญิงท่ีใชพิธี
แตงงานเทาน้ัน วัสดุดั้งเดมิ จะนิยมทํามาจากเสน เงิน เสนทอง และไขมุก ดวยวิธีการพัน การรอย และ
การเยบ็ (วกิ รม, 2562)
ดังนั้น การออกแบบและสรางสรรคเคร่ืองประดับกลุมชาติพันธุบาบาจากกระปอง
อะลูมิเนียม จึงมุงหวังในการสรางสรรคเคร่ืองประดับที่ไดแรงบันดาลใจจากกลุมชาติพันธุบาบาท่ี
สามารถถอดแยกชิ้นประกอบใหมได การใชวัสดุเหลือใชจากกระปองอะลูมิเนียม เพ่ือเปนการลดขยะ
อะลูมิเนียม และการนํากลับมาใชใหมใหเกิดประโยชนสูงสุด ผลงานการออกแบบเคร่ืองประดับจาก
กระปอ งอะลมู เิ นยี มจึงนําไปสูการหาคาํ ตอบความพงึ พอใจจากกลุม เปาหมายทเ่ี ปน กลุมชาติพันธุบาบา
ในจังหวัดภูเก็ต และสตรีวัยทํางานที่มีอายุระหวาง 15 - 59 ป (ศูนยขอมูลแรงงานแหงชาติ, 2562)
แนวคิดดังกลาวจึงเปนการวางแผนสกู ารสงเสริมและพัฒนาหัตถนวัตกรรมสรางสรรคเพื่อเตรียมความ
พรอมสูสากล (Creative Craft Innopolis) อีกท้ังเปนการสืบทอดภูมิปญญาการทําเครื่องประดับของ
กลมุ ชาติพนั ธุบาบา ในจังหวัดภเู กต็ และเปนการเพ่มิ มูลคาใหกบั ขยะอะลมู เิ นยี มไดอ ีกดว ย
วตั ถุประสงค
เพื่อศึกษาการออกแบบสรา งสรรคเ คร่อื งประดับกลุมชาตพิ ันธุบาบาจากกระปอ งอะลูมิเนียม
ดงั น้ี
1) แนวทางการออกแบบและสรางสรรคเครื่องประดับกลุมชาติพันธุบาบาจาก
กระปองอะลูมเิ นียม
2) ความพึงพอใจของกลุมเปา หมายท่ีมตี อ การออกแบบและสรา งสรรคเคร่ืองประดบั
กลมุ ชาติพันธบุ าบา จากกระปองอะลมู ิเนียม
2. ระเบียบวิธีวิจัย
การดําเนินศึกษาคร้ังน้ี เปนการศึกษาวิจัย 2 รูปแบบ ไดแก การวิจัยเชิงคุณภาพ
(Qualitative Research) และวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เปนแนวทางการวิจัย
38
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ี่ 2 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม – ธนั วาคม 2563
โดยผูวิจัยไดทําการศึกษาคนควาจากเอกสาร และงานวิจัยที่เก่ียวของใหตรงกับวัตถุประสงคของการ
ศึกษาวิจัยเรอื่ ง การออกแบบและสรา งสรรคเครอื่ งประดับกลุม ชาตพิ ันธุบาบาจากกระปองอะลมู ิเนยี ม
และไดน าํ องคความรูด งั กลาวมากาํ หนดขอบเขตการวิจัย การกําหนดผเู ชยี่ วชาญ การสรางแบบสอบถาม
และการวิเคราะหข อมูล ดงั น้ี
2.1 ขอบเขตการวิจยั
การออกแบบและสรา งสรรค (SKETCH DESIGN) เครื่องประดับกลุมชาติพนั ธบุ าบาจาก
กระปองอะลูมิเนียม ซ่ึงหลังจากไดศึกษาคนควาขอมูลท่ีเกี่ยวของกับกระปองอะลูมิเนียม และ
เครื่องประดับของกลุมชาติพันธุบาบา มาออกแบบเครื่องประดับ (SKETCH DESIGN) ทั้ง 3
รูปแบบ ไดแก รูปแบบเรขาคณิต รูปแบบธรรมชาติ และรูปแบบอิสระ แตละรูปแบบสามารถถอด
แยกชิ้นประกอบใหมได โดยมงกุฎสามารถสลับเปนสรอ ยคอ เข็มกลัดสามารถเพ่ิมชิ้นสว นเปน
ปนปกผม และตางหูสามารถถอดแยกชิ้นเปนแหวนได เคร่ืองประดับดังกลาวประดิษฐจาก
กระปองอะลมู เิ นยี ม (ดังภาพที่ 1 - 3)
ภาพท่ี 1 SKETCH DESIGN รูปแบบเรขาคณติ
ภาพที่ 2 SKETCH DESIGN รูปแบบธรรมชาติ
39
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท่ี 2 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563
ภาพท่ี 3 SKETCH DESIGN รปู แบบอสิ ระ
2.2 การกาํ หนดผูเ ช่ียวชาญ
ผูวิจัยไดกําหนดกลุมผูเชี่ยวชาญ จํานวน 5 ทาน ดังนี้ ผูชวยศาสตราจารย ดร.
วิกรม กรุงแกว ผูเชี่ยวชาญดานวัฒนธรรมการแตงกายกลุมชาติพันธุบาบาในประเทศไทย ดร.ยุทธ
พงษ ตนประดู และอาจารยมุขนิชกานต อุประ ผูเชี่ยวชาญดานเครื่องประดับของกลุมชาติพันธุ
บาบา อาจารยวรัญชลีย ทวีชัย และอาจารยจักรกฤษณ ยิ้มแฉง ผูเช่ียวชาญดานการออกแบบ
เครือ่ งประดบั
2.3 การสรางแบบสอบถาม
ผูวิจัยไดจัดทําเคร่ืองมือในการสอบถามความคิดเห็นจากผูเชี่ยวชาญ โดยแบง
คําถามออกเปน 2 ตอน ไดแก ตอนท่ี 1 คําถามเก่ียวกับขอมูลผูเช่ียวชาญ ประกอบดวย ชื่อ-
สกุล เพศ อายุ วุฒิการศึกษา สถานท่ีทํางาน ตําแหนงงาน และความเช่ียวชาญหรือความ
ชาํ นาญ สว นตอนที่ 2 คาํ ถามเกยี่ วกบั ความคดิ เหน็ ของผูเชย่ี วชาญ จํานวน 4 ขอ ไดแ ก รปู แบบ
ขนาดและสัดสว น วิธีการ และวสั ดุตกแตง
2.4 วิเคราะหข อ มลู
การวิเคราะหข อมูลของผเู ชี่ยวชาญทั้ง 5 ทา น ผูเชย่ี วชาญสว นใหญเลือกรูปแบบ
1 เปนรูปแบบเรขาคณิต ขนาดและสดั สวนที่เหมาะสม ขนาดของมงกฎุ และสรอยคอมีเสน ผา น
ศูนยกลางอยูที่ 20 เซนติเมตร ขนาดของเข็มกลัดติดเส้ือและปนปกผมอยูที่ความกวาง 10
เซนตเิ มตร และยาว 17 เซนติเมตร และขนาดของตางหูและแหวนอยูทีค่ วามกวาง 3 เซนติเมตร
และยาว 10.5 เซนติเมตร ลวดลายที่ใชตกแตงควรเปนลายดอกโบต๋ัน ซ่ึงเปนสัญลักษณแหง
ความร่ํารวยและความซื่อสัตย เปนตัวแทนของความรักความเมตตา ความสวยงามของผูหญิง
และนาํ มาซ่ึงความโชคดแี ละโชคลาภ วิธกี ารสรางสรรคเครอ่ื งประดับจากกระปองอะลูมิเนียมท่ี
มคี วามบางจึงควรใชเ ทคนิคการตดั และการกรีด เพราะเปน วธิ กี ารทที่ ําไดงายและขั้นตอนไมซ ับซอน
สวนวัสดุท่ีใชตกแตงควรเปนดนิ้ และลูกปดไขมุก เพราะเปนวัสดุท่ีสื่อถึงความเปนเครื่องประดับ
ของกลมุ ชาติพนั ธบุ าบา มากท่สี ุด อกี ทงั้ ลกู ปดไขม กุ ยังเปน ผลิตภณั ฑท่โี ดดเดน ของจงั หวัดภเู กต็ แต
40
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท่ี 2 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2563
ขอควรระวังในการประดิษฐครั้งนี้ คือ การใชกาวรอนกับดิ้นในการติดช้ินงานที่ตองประณีต
เน่ืองจากกาวรอนอาจจะทําใหดิ้นมีการเปล่ยี นสไี ด
3. ผลการวจิ ัย
การออกแบบและสรางสรรคเครื่องประดับของกลุมชาติพันธุบาบาจากกระปอง
อะลูมิเนียม มีวัตถุประสงคเพ่ือศึกษาแนวทางการออกแบบและสรางสรรคเครื่องประดับกลุม ชาติ
พันธุบาบาจากกระปองอะลูมิเนียม และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของกลุมเปาหมายท่ีมีตอการ
ออกแบบและสรา งสรรคเครื่องประดับกลุมชาติพันธบุ าบาจากกระปอ งอะลูมเิ นียม ดงั นี้
3.1 แนวทางการออกแบบและสรางสรรคเครื่องประดับกลุมชาติพันธุบาบาจาก
กระปอ งอะลมู ิเนยี ม
3.1.1 แนวทางการออกแบบเคร่ืองประดบั จากกระปอ งอะลมู ิเนียมไดแรงบันดาล
ใจในการประดิษฐเครื่องประดับจากกลุมชาติพันธุบาบาประกอบดวย ฮ่ัวกวนหรือมงกุฎท่ีมี
ลักษณะเปนดอกไมไหว ชุดโกรสังหรือเข็มกลัดติดเส้ือ และอองโบหรือตางหู ประกอบกับการ
สรางสรรคเคร่ืองประดับใหแตละช้ินสามารถถอดแยกช้ินประกอบใหมได โดยมงกุฎสามารถ
สลับเปนสรอยคอ เข็มกลัดติดเส้ือสามารถเพ่ิมชิ้นสวนเปนปนปกผม และตางหูสามารถถอด
แยกชิน้ เปนแหวน
3.1.2 การทําโครงเรือนเคร่ืองประดับ ใชโปรแกรม Adobe Photoshop ในการ
ทําช้ินสวน โดยเปดภาพรางคลิกท่ี File ท่ีมุมซาย จากนั้นเลือก Open เพื่อนําภาพรางมาเปน
ตนฉบับในการวาดโครงเรอื นสรอ ย กดท่ีเครื่องมือ Ellipse tool ท่ีแถบเครื่องมือฝงซายมือ ต้ัง
คาเปน Width 503 และ Height เปน 501 หลังจากนั้นบันทึกขอมูลโครงเรือนมงกุฎ บันทึก
ไฟลด ว ยนามสกลุ .JPEG เพ่อื ใหเปนไฟลรูปภาพ (ดังภาพท่ี 4 - 5)
ภาพท่ี 4 มงกุฎสามารถสลบั เปนสรอยคอ
41
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท่ี 2 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม - ธนั วาคม 2563
ภาพที่ 5 เข็มกลดั ติดเสื้อสามารถเพิม่ ชนิ้ สวนปน ปก ผม และตา งหสู ามารถถอดแยกช้ินแหวน
3.1.3 ขน้ั ตอนการประดษิ ฐช นิ้ สว นเคร่อื งประดบั ตดั กระปองอะลูมเิ นยี มเปนแปน
วงกลม จํานวน 10 ชิ้น ไดแก ขนาดเสนผานศูนยกลาง 5 เซนติเมตร จํานวน 2 ชิ้น ขนาดเสน
ผานศูนยกลาง 4 เซนติเมตร จํานวน 3 ช้ิน และขนาดเสนผา นศนู ยก ลาง 3 เซนติเมตร จํานวน
5 ชิ้น
3.1.4 นําดิ้นเงินมายืดแลว พันแบบไขวสลบั กนั โดยรอบวงกลมกระปองอะลูมเิ นยี ม
ทตี่ ดั ไวแลว ทัง้ 10 ช้ิน ประมาณ 10 – 12 รอบ
3.1.5 ลวดลายดอกโบตั๋นบนวงกลมทั้ง 10 ชิ้น แตละชิ้นประกอบดวย 4 กลีบ
กลีบดอกโบตน๋ั ทีใ่ ชค รงั้ น้จี ํานวน 40 ชิ้น แตล ะกลีบใชด ิน้ สีชมพู โดยวิธีการยืดด้นิ แลว ดัดใหเปน
โครงกลีบดอกโบตั๋น ดานในกลีบใชวิธีการยืดด้ินแลวนํามาพันแบบไขวสลับกันโดยรอบโครง
กลีบประมาณ 8 – 10 รอบ
3.1.6 เกสรดอกโบตั๋นทั้ง 10 ดอก แบงเปน 3 ขนาด ไดแก ขนาดเสนผาน
ศูนยกลาง 2 เซนติเมตร จํานวน 2 ดอก ขนาดเสนผานศูนยกลาง 1.5 เซนติเมตร จํานวน 3
ดอก ขนาดเสนผานศูนยกลาง 1 เซนติเมตร จํานวน 5 ดอก แตละดอกตัดกระปอ งอะลมู เิ นียม
เปนวงกลมตามขนาดท่ีกําหนด ดอกละ 2 ชิ้น แตละช้ินตัดเปนกลีบจํานวน 8 กลีบ แลวกรีด
ดวยไมแหลมกลีบละประมาณ 1 - 2 เสน และประกอบดอกโดยการสบั หวางสลับเยอ้ื งกันแบบ
ฟนปลา กลางดอกตกแตงดวยลูกปดไขมุก การประกอบดอกโบตั๋น โดยนําแปนวงกลมท่ีพัน
เรียบรอย นํากลีบดอกโบต๋ันท้ัง 4 กลีบจัดวางบริเวณกลางแปนวงกลม และนําเกสรดอกโบต๋ัน
ติดกลางดอกดวยกาวรอ น ตกแตงขอบวงกลมดว ยดิ้นสเี งนิ และสีชมพู (ดังภาพท่ี 6)
ภาพท่ี 6 ขน้ั ตอนการประกอบดอกโบต๋ัน
42
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ี่ 2 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม – ธนั วาคม 2563
3.1.7 ข้ันตอนการประกอบมงกุฎสามารถสลับเปนสรอยคอ นําดอกโบตั้นที่
ประกอบเรียบรอยแลว จํานวน 5 ชิ้น ไดแก ขนาดเสนผานศูนยกลาง 5 เซนติเมตร จํานวน 1
ชิ้น ขนาดเสนผานศูนยกลาง 4 เซนติเมตร จํานวน 2 ช้ิน และขนาดเสนผานศูนยกลาง 3
เซนติเมตร จํานวน 2 ชิ้น เจาะรูบริเวณขอบวงกลม จํานวนฝงละ 2 ชอง แลวใชหวงลวดเปน
ตัวเช่ือมในแตละชิ้น รอยตอกันโดยใหตัวเรือนที่มีขนาดเสนผานศูนยกลางขนาด 5 เซนติเมตร
อยบู รเิ วณกลาง ดา ยซา ยและขวาเปน ตวั เรือนขนาดเสนผานศูนยกลางขนาด 4 เซนติเมตร และ
ขนาด 3 เซนติเมตร (ดังภาพท่ี 7) ตกแตงดานขางทั้งดา นซายและขวาดวยการรอยลกู ปด ไขมกุ
จาํ นวน 15 เม็ด รอยเปนเสน จาํ นวน 2 เสน จากน้นั นาํ โซอ ะลมู ิเนยี มมารอ ยเขา กบั ลูกปดไขมุก
ทงั้ 2 ดาน เพ่อื เปน ตวั ปรับระดบั ของมงกุฎและสรอย
ภาพท่ี 7 ข้นั ตอนการรอ ยตวั เรือน
3.1.8 ข้ันตอนการประกอบเข็มกลดั ติดเส้ือสามารถเพิ่มชิ้นสว นปนปกผม นําดอก
โบต๋ันท่ีประกอบเรียบรอยแลว จํานวน 3 ชิ้น ไดแก ขนาดเสนผานศูนยกลาง 5 เซนติเมตร
จํานวน 1 ชิ้น ขนาดเสนผานศูนยกลาง 4 เซนติเมตร จํานวน 1 ช้ิน และขนาดเสนผาน
ศูนยกลาง 3 เซนติเมตร จํานวน 1 ช้ิน เจาะรูบริเวณขอบวงกลม จํานวนฝงละ 1 ชอง แลวใช
หวงลวดเปนตัวเชื่อมในแตละชิ้น รอยตอกันโดยใหตัวเรือนท่ีมีขนาดเสนผานศูนยกลาง 5
เซนติเมตร 4 เซนติเมตร และ 3 เซนติเมตร ตามลําดับ เจาะรบู รเิ วณขอบวงกลม จํานวนฝง ละ
2 ชอ ง แลวใชห ว งลวดเปน ตวั เชอ่ื มในแตล ะช้ิน ตดิ เขม็ กลัดติดเสอ้ื บรเิ วณดานหลังแปน วงกลม
3.1.9 ข้ันตอนการประกอบตางหูสามารถถอดแยกช้ินแหวน นําดอกโบต๋ันที่
ประกอบเรียบรอยแลว จํานวน 3 ช้ิน ไดแก ขนาดเสนผานศูนยกลาง 3 เซนติเมตร จํานวน 2
ช้ิน เจาะรูบริเวณขอบวงกลม จํานวนฝงละ 1 ชอง แลวใชหวงลวดเปนตัวเชื่อมกับลูกปดไขม กุ
และขั้วอะลูมิเนียม นําไปติดกับแปนตางหู และตัวเรือนแหวนใชแมเหล็กขนาดเสนผาน
ศนู ยก ลาง 1 เซนติเมตร ติดบริเวณหัวแหวน
43