The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความรู้พื้นฐานทางเภสัชวิทยา e book

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wisitsrip, 2022-04-19 00:22:17

ความรู้พื้นฐานทางเภสัชวิทยา e book

ความรู้พื้นฐานทางเภสัชวิทยา e book

ความรูพ้ ้ ืนฐานทางเภสชั วิทยา

หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชั้นสูง
สาขาปฏิบัตกิ ารฉุกเฉนิ การแพทย์
กรมแพทย์ทหารเรือ

โดย นาวาเอกหญิง เภสชั กรหญงิ วิสฏิ ฐ์ศรี เพมิ่ สุขจติ ต์
กรมแพทยท์ หารเรอื
มีนาคม 2565

สารบญั

ความหมายของยา............................................................................................4
ความหมายของ “เภสัชวิทยา (Pharmacology)”...........................................4
การเรยี กช่ือยา .................................................................................................5
แหลง่ ทีม่ าของยา..............................................................................................6
กฎหมายเก่ียวกบั ยา.........................................................................................8

การแบ่งประเภทของยาตามกฎหมายและพระราชบัญญตั ิยา....................10
ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ และ วัตถุออกฤทธิ์........................................................13
รปู แบบของยา (dosage form).....................................................................19
วธิ ีการใช้ยาแตล่ ะรปู แบบท่ีถกู ต้อง.................................................................23
การตรวจสอบลักษณะของยาท่ีเสอื่ มคณุ ภาพและยาหมดอายุ .......................30
ความคงสภาพของยา (stability) และอายุการเก็บรกั ษา (shelf life) ...........34
วันหมดอายุหรือวันส้ินอายุ (expiration date).............................................35
การจัดการยาหมดอายุหรอื เสอ่ื มสภาพ..........................................................37
สภาวะในการเกบ็ รักษายา (Storage condition)..........................................39
หลกั ปฏบิ ตั ใิ นการเก็บรักษายาในโรงพยาบาล/หน่วยแพทย์...........................43
บรรจภุ ัณฑ์ทเี่ หมาะสมกบั รูปแบบและชนดิ ของยา.........................................49

ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉินการแพทย์ พร. 2

รายการยาที่เกบ็ พ้นแสง (Protect from light).............................................52
ข้อมูลแสดงบนบรรจภุ ณั ฑข์ องยา...................................................................53
คาศพั ทท์ างเภสชั กรรมเบื้องต้น......................................................................62
คาย่อทีใ่ ชใ้ นใบสั่งยา.......................................................................................67
เภสัชจลนศาสตร์ (Pharmacokinetics)........................................................68
เภสัชพลศาสตร์ (Pharmacodynamics).....................................................72
เหตกุ ารณไ์ มพ่ งึ ประสงค์จากการใช้ยา (Adverse Drug Event, ADE)...........73

อาการไม่พึงประสงค์จากการใชย้ า (Adverse Drug Reaction, ADR) .....74
การเกิดปฏิกิรยิ าระหว่างยา (Drug-Drug Interaction;DI)........................77
ความไมเ่ ข้ากันของยา (Drug Incompatibilities) ....................................78
การไดร้ ับยาเกินขนาด (Drug overdose).................................................79
การใช้ยาในทางที่ผิด (Drug abuse) .........................................................79
ความคลาดเคล่อื นทางยา (Medication error) ........................................80
การคานวณทางเภสัชกรรมเบ้อื งตน้ ...............................................................84
การเลือกใช้ยาและใหค้ าแนะนาในการใช้ยาสาหรับดแู ลสุขภาพเบอื้ งต้น.......93
การปฏบิ ัตงิ านตามหลกั การจ่ายยาทดี่ ี ...........................................................97

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 3

ความหมายของยา

“ยา” ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา4 หมายความว่า
(1) วตั ถทุ ีร่ บั รองไวใ้ นตารายาทร่ี ฐั มนตรปี ระกาศ
(2) วัตถุท่ีมุ่งหมายสาหรับใช้ในการวินิจฉัย บาบัด บรรเทา รักษา หรือ
ปอู งกันโรค หรือความเจบ็ ปุวยของมนษุ ยห์ รือสตั ว์
(3) วัตถทุ ่เี ป็นเภสัชเคมภี ัณฑ์ หรอื เภสชั เคมภี ัณฑ์กง่ึ สาเร็จรปู หรอื
(4) วัตถุท่ีมุ่งหมายสาหรับให้เกิดผลแก่สุขภาพ โครงสร้าง หรือการ
กระทาหนา้ ทใ่ี ด ๆ ของร่างกายของมนุษย์ หรือสตั ว์
“ยา” ตามความหมายขององค์กรอนามัยโลก (World Health
Organization: WHO) หมายถึง สารเคมีที่เม่ือให้เข้าไปในส่ิงมีชีวิต จะ
มีผลเปลี่ยนแปลงระบบการทางานของร่างกาย มีประโยชน์ใช้ในการ
บาบดั รักษา ปอู งกัน วนิ ิจฉัยโรคตา่ งๆ รวมถงึ สง่ เสรมิ สุขภาพ

ความหมายของ “เภสัชวทิ ยา (Pharmacology)”
เภสัชวิทยาเป็นวิชาท่ีศึกษาเก่ียวกับยาหรือสารเคมี ที่ร่างกายได้รับเข้า
ไป เกดิ ปฏิกิริยากบั ระบบต่างๆ ผา่ นกระบวนการเปล่ียนแปลงทางชีวะ
เคมี ทาให้ทราบกลไกการออกฤทธ์ิ, การดูดซึม,การกระจายตัว, การ
แปรสภาพหรือการเปล่ียนแปลงยาหรือสารเคมีในร่างกาย และการ
ขับถ่ายออกจากร่างกาย รวมการนามาใช้ให้เกิดประโยชน์ และพิษของ
ยาน้ัน ทั้งนี้องค์ความรู้ดังกล่าวจะทาให้บุคลากรทางด้านการแพทย์มี
ความรู้เก่ียวกับยา เข้าใจเหตุผลในการให้ยาแก่ผู้ปุวย รวมถึงมีความรู้

ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 4

เพื่อสังเกตผลท่ีเกิดขึ้นจากการใช้ยา และให้คาแนะนาการใช้ยาท่ี
ถูกต้อง ปลอดภัย เป็นไปตามแผนการรกั ษา

การเรียกชอื่ ยา
การเรียกชอ่ื ยาตา่ งๆ มอี ยู่ 3 ลักษณะ คอื
1.ชื่อสามัญ (Generic name) เป็นชื่อสากลของยา ท่ีใช้เรียกอย่าง
เป็นทางการ โดยทั่วไปมักจะเป็นชื่อเรียกมาตรฐานที่องค์การอนามัย
โลกกาหนด ซึ่งแสดงถึงสารออกฤทธ์ิในผลิตภัณฑ์ยา ประโยชน์การใช้
ชื่อสามัญทางยาคือ ใช้ยาได้อย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงตัวยาที่แพ้ หรือ
การใช้ยาซ้าซ้อน ช่วยลดค่าใช้จ่าย และลดความเสี่ยงจากการใช้ยาเกิน
ขนาดท่เี ป็นชนดิ เดียวกัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตราย ผู้ใช้ยาจึงควรทราบ
ส่วนประกอบ หรือชื่อสามัญทางยาของยาท่ีใช้ (แต่ยาหลายตัวมีชื่อ
สามัญท่คี ลา้ ยกนั มาก ทาใหก้ ารสง่ั ยา จา่ ยยา ผดิ พลาดได้)

2.ช่ือทางการค้า (Trade name) เป็นชื่อที่บริษัทผู้ผลิตยาตั้งข้ึนเพ่ือ
การค้า โดยจะตั้งชื่อจาเพาะของผลิตภัณฑ์ของตน เพ่ือให้เป็น
เอกลักษณ์ ง่ายต่อการจดจา และสะดวกต่อการส่งเสริมการขาย ห้าม
ซ้ากัน ต้องจดทะเบียนเคร่ืองหมายการค้า ชื่อการค้าจะมีเครื่องหมาย
® กากบั ไว้หลังช่อื ดา้ นบน

3.ชื่อทางเคมี (Chemical name) เป็นชื่อท่ีแสดงสูตรโครงสร้างทาง
เคมขี องยา ช่ือมักจะยาว เรยี กยาก จาได้ยาก

ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 5

ตวั อยา่ ง1
ชือ่ สามัญทางยา (Generic name): Paracetamol หรือ
Acetaminophen
ช่ือการค้า (Trade name) : Tylenol®, SaRa®, Paracap®,
Cemol®, Paracetamol GPO®
ชื่อทางเคมี (Chemical name) : N-Acetyl-p-aminophenol
ตวั อยา่ ง2
ชื่อสามัญทางยา (Generic name) : Diazepam
ชอ่ื การค้า (Trade name): DiazepamGPO®,Sipam®,Valium®
ช่ือทางเคมี (Chemical name) : 7-chloro-1,3-dihydro-1-methyl-
5-phenyl-2H-1,4-benzodiazepin 2-one

แหลง่ ที่มาของยา
1 ยาทไี่ ด้จากธรรมชาติ Natural substances ยาท่ีไดจ้ ากแรธ่ าตุ
สตั ว์และพืช เชน่ ยาทีส่ กดั จากการเล้ยี งเชือ้ จลุ ินทรยี ์ ได้แก่ ยาปฏชิ วี นะ
เชน่ Penicillins ได้มาจากเชื้อราเพนิซิลเลยี ม (Penicillium) เป็นตน้

2 ยาท่ีได้จากการสังเคราะห์ทางเคมี Synthetic substances ยา
ส่วนใหญ่ท่ีใช้ในปัจจุบันได้จากการสังเคราะห์ทางเคมี โดยเลียนแบบ
สารบริสุทธิ์ท่ีได้จากธรรมชาติ เพ่ือผลิตในปริมาณมากลดต้นทุนการ
ผลิต หรืออาจเกิดจากการค้นพบโดยบังเอิญจากการสังเกต จึงค้นพบ
ฤทธิ์ของยา และนามาใช้ประโยชน์ในการรกั ษา

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 6

3 ยาท่ไี ด้จากการก่งึ สังเคราะหท์ างเคมี Semi-synthetic
substances เป็นยาทพี่ ัฒนาจากการนาสารจากธรรมชาตมิ าดัดแปลง
โครงสร้างทางเคมี ยาท่ีไดใ้ หม่มักมีคณุ สมบตั ิที่ดีกว่าเดิม มคี วามเฉพาะ
เจาะจงและระยะเวลาการออกฤทธิ์มากขึ้น เช่น Amoxicillin เป็น
semi-synthetic penicillin

4 Biotechnology drugs ชีวะเภสัชภณั ฑ์ การพัฒนายาใหม่ๆโดยใช้
เทคโนโลยีทางชีวภาพมาใช้ในการพัฒนายา เพ่ือให้ได้ยาท่ีออกฤทธิ์
เฉพาะเจาะจง ได้ประสิทธิภาพในการรักษา และมีผลข้างเคียงน้อย
หรือเรยี กยากลุ่มน้วี ่า “ยาชวี วตั ถุ” โดยอาจใช้ เทคโนโลยชี วี ภาพด้ังเดิม
หรอื สมัยใหมใ่ นกระบวนการผลิตบางสว่ นหรือทง้ั หมด เช่น ยาปฏิชีวนะ
ที่สกัด จากเชื้อรา, อินซูลิน (insulin) ที่สกัดจากตับอ่อนหมู, อินซูลินท่ี
ผลติ จากเทคนิคพันธุวิศวกรรม, ยาโมโนโคลนอลแอนติบอด้ี ที่ใช้ในการ
รักษาโรคมะเร็ง หรือใชต้ ้านไวรสั โควิด 19 เป็นต้น

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 7

กฎหมายเกี่ยวกับยา
ยาเปน็ หนึ่งในปัจจัยส่ี เป็นทรัพยากรที่สาคัญในการดูแลสุขภาพของ

ประชาชน ในแต่ละปีค่าใช้จ่ายด้านยาถือเป็นสัดส่วนท่ีสูงของค่าใช้จ่าย
ในการดูแลสุขภาพ ดังน้ันจงึ จาเปน็ ตอ้ งมกี ารจดั ระบบการกากับดูแลที่มี
ประสิทธิภาพ ซ่ึงกฎหมายเป็นเคร่ืองมือหน่ึงในการควบคุมการ
ปฏิบัติการของสมาชิกในสังคมให้เกิดความเรียบร้อย รัฐจึงมีการออก
กฎหมายที่เก่ียวกับยาหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรทางการแพทย์
และผู้เก่ียวข้อง เพื่อใช้ในการกากับดูแลตั้งแต่การคัดเลือก การผลิต
การจัดซ้ือจัดหา การส่ังใช้และการใช้ยา การคุ้มครองผู้บริโภคตลอด
วงจรชวี ิตของยา ตวั อย่างเช่น

กฎหมายทเ่ี กี่ยวกบั การควบคุมตัวผลติ ภัณฑ์
1. พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 รวมถึงฉบับท่ีแก้ไขเพ่ิมเติม จนถึง

ปจั จุบัน พ.ร.บ.ยา ฉบบั ท่ี 6 พ.ศ. 2562
2. พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564

(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เม่ือวันท่ี 8 พฤศจิกายน 2564)
และประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่มีผลบังคับใช้ เมื่อ 9 ธันวาคม
2564
( ใช้แทน พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 รวมถึงฉบับ
ท่ีแก้ไขเพ่ิมเติม ฉบับท่ี 8 พ.ศ. 2564 , พระราชบัญญัติวัตถุออกฤทธ์ิ
ตอ่ จติ และประสาท พ.ศ.2559 และกฎหมายทีเ่ กีย่ วข้อง)
3. พระราชบัญญตั ผิ ลิตภัณฑส์ มุนไพร พ.ศ. 2562

ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉินการแพทย์ พร. 8

กฎหมายท่ีเก่ียวกับการควบคุมการประกอบวิชาชีพ และบริการ
สุขภาพ
4. พระราชบัญญัติวิชาชีพ ทั้ง 8 สาขา (เวชกรรม การพยาบาลและ

ผดุงครรภ์ เภสัชกรรม ทันตกรรม เทคนิคการแพทย์ กายภาพบา
บัด การแพทยแ์ ผนไทย การสาธารณสขุ ชุมชน)
5. พระราชบญั ญัตคิ วบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542
6. พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 รวมถึงฉบับที่แก้ไข
เพิ่มเติมจนถงึ ปจั จุบัน ฉบับท่ี 4 พ.ศ. 2559
7. พระราชบญั ญัติระบบสขุ ภาพปฐมภมู ิ พ.ศ.2562
8. พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉินและท่ีเก่ียวข้องกับระบบ
การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551
ซ่ึงนอกจากน้ียังมีกฎหมายท่ีเกี่ยวกับผู้บริโภค กฎหมายที่เกี่ยวกับ
องค์กรต่างๆและกาหมายเฉพาะอ่ืนๆ เช่น พระราชบัญญัติจัดซ้ือจัด
จ้างและการบรหิ ารพสั ดภุ าครฐั พ.ศ. 2560 พระราชบัญญัติความมั่นคง
ดา้ นวคั ซนี แห่งชาติ พ.ศ.2561 เป็นต้น ทีม่ ีส่วนเก่ยี วขอ้ งกบั ยา

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 9

การแบง่ ประเภทของยาตามกฎหมายและพระราชบญั ญัติยา
ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 และ ฉบับแก้ไขเพ่ิมเติม ฉบับท่ี 3
พ.ศ.2522 ,ฉบับที่ 5 พ.ศ.2530 ได้แบ่งประเภทของยา และให้
ความหมายไว้ดังนี้

1. ยาแผนปัจจุบัน หมายถึง ยาที่มุ่งหมายสาหรับใช้ในการ
ประกอบวิชาเวชกรรม การประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน หรือการ
บาบดั โรคสตั ว์

2. ยาแผนโบราณ หมายถึง ยาที่มุ่งหมายสาหรับใช้ในการ
ประกอบโรคศิลปะแผนแผนโบราณ หรือการบาบัดโรคสัตว์ ซ่ึงอยู่ใน
ตาราแผนโบราณท่ีรัฐมนตรีประกาศเปน็ ยาแผนโบราณ*
*นบั ตั้งแต่ 29 มิถุนายน 2562 กาหนดให้ ยาแผนโบราณสาหรับมนุษย์
อยู่ภายใต้การควบคุมของ พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ.
2562

3. ยาอันตราย หมายถงึ ยาปัจจุบันหรือยาแผนโบราณที่รัฐมนตรี
ประกาศให้เป็นยาอนั ตราย
การใช้ยานี้จึงต้องผ่านการดูแลจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เช่น แพทย์
หรือเภสัชกร ยาในกลุ่มนี้จะมีคาว่า “ยาอันตราย” ระบุไว้บนฉลากข้าง
ภาชนะบรรจุ และจาหนา่ ยไดเ้ ฉพาะในร้านขายยาแผนปัจจุบันท่ีมีเภสัช
กรแผนปัจจุบันทาหน้าที่ควบคุมดูแล หรือจาหน่ายได้ในโรงพยาบาล
สถานีอนามยั หรือคลินกิ ทีม่ แี พทยแ์ ผนปัจจุบันประจาการอยู่ เช่น ยาลด
ความดนั ยารักษาโรคเบาหวาน ยาปฏิชวี นะ เปน็ ตน้

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉินการแพทย์ พร. 10

4. ยาควบคุมพิเศษ หมายถึง ยาปัจจุบันหรือยาแผนโบราณที่
รฐั มนตรปี ระกาศให้เป็นยาควบคุมพิเศษ
ยาควบคมุ พเิ ศษ เปน็ ยาท่ีอาจเกิดอันตรายได้สูงหากใช้ไม่ถูกต้อง ผู้ปุวย
ที่ต้องใช้ยานี้ต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ก่อน บางชนิดมีใช้เฉพาะ
ในโรงพยาบาลเท่านั้น บางชนิดท่ีมีในร้านขายยาจะจาหน่ายได้เฉพาะมี
ใบสั่งแพทย์ ยาในกลุ่มนี้สังเกตได้จาก “อักษรสีแดง” ท่ีระบุว่า “ยา
ควบคุมพิเศษ” บริเวณกล่อง หรือภาชนะบรรจุยา ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้
เชน่ ยาเม็ดสเตยี รอยด์ เป็นตน้

5. ยาสามัญประจาบ้าน หมายถึง ยาปัจจุบันหรือยาแผนโบราณ
ท่ีรัฐมนตรีประกาศให้เป็นยาสามัญประจาบ้าน ยาสามัญประจาบ้าน
ได้รับการพิจารณาแล้วว่าปลอดภัย เป็นอันตรายต่อสุขภาพน้อย
สามารถใชไ้ ด้เลย ไมต่ ้องอย่ใู นความดแู ลของแพทย์ เป็นยาที่จาหน่ายได้
โดยทั่วไปไม่ต้องมีใบอนุญาตขายยา และให้ผู้ปุวยสามารถตัดสินใจ
เลือกใช้ยาด้วยตนเองตามอาการเจ็บปุวยเบ้ืองต้น ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้
เช่น ยาเม็ดบรรเทาปวดลดไข้พาราเซตามอล 500 มิลลิกรัม (เฉพาะ
ขนาดบรรจุ 4 และ 10เม็ด) ยาเม็ดแก้แพ้ ลดน้ามูกคลอร์เฟนิรามีน 2
มลิ ลกิ รมั (ขนาด บรรจุ 4 และ 10 เม็ด) เปน็ ตน้

6. ยาบรรจุเสร็จ หมายถึง ยาแผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณที่
ผลิตข้ึนเสร็จในรูปแบบต่างๆทางเภสัชกรรม มีบรรจุในภาชนะหรือหีบ
หอ่ ทปี่ ิดหรอื ผนึกไว้ และมฉี ลากครบถว้ น

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 11

7. ยาใช้ภายนอก หมายถึง ยาปัจจุบันหรือยาแผนโบราณท่ีใช้
สาหรับภายนอกรา่ งกาย ไมร่ วมถงึ ยาใช้เฉพาะท่ี

8. ยาใช้เฉพาะท่ี หมายถึง ยาปัจจุบันหรือยาแผนโบราณท่ีใช้ได้
เฉพาะทกี่ บั หู ตา จมกู ปาก ทวารหนัก ช่องคลอด หรอื ทอ่ ปสั สาวะ

ตามพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ.2562 ได้ให้ความหมาย
“สมุนไพร” และ “ยาสมุนไพร” ไวด้ งั นี้
“สมุนไพร” หมายถึง ผลติ ผลธรรมชาติทไี่ ด้จากพืช สัตว์ จุลชีพ หรือแร่
ท่ใี ช้ ผสม ปรงุ หรอื แปรสภาพ เป็น ผลติ ภัณฑ์สมุนไพร
“ยาจากสมุนไพร” เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์สมุนไพร และให้หมายความ
รวมถึงยาแผนไทย ยาพัฒนาจากสมุนไพร ยาแผนโบราณท่ีใช้กับมนุษย์
ตามกฎหมายว่าด้วยยา หรือยาตามองค์ความรู้ การแพทย์ทางเลือก
ตามที่รัฐมนตรีโดยคาแนะนาของคณะกรรมการประกาศกาหนด เพื่อ
การบาบัด รกั ษา และบรรเทาความเจ็บปวุ ยของมนุษย์ หรือการปูองกัน
โรค

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉินการแพทย์ พร. 12

ยาเสพติดให้โทษ และ วัตถุออกฤทธิ์
ตาม มาตรา 1 ในประมวลกฎหมายยาเสพตดิ ทา้ ยพระราชบัญญัติให้ใช้
ประมวลกฎหมายยาเสพตดิ พ.ศ.2564 ไดใ้ ห้ความหมายไว้ดังนี้

“ยาเสพติด” หมายความว่า ยาเสพติดให้โทษ วัตถุออกฤทธิ์ หรือสาร
ระเหย

“ยาเสพติดใหโ้ ทษ” หมายความวา่ สารเคมี พืช หรือวัตถุชนิดใด ๆ ซึ่ง
เมื่อเสพแล้วทาให้เกิดผลต่อร่างกายและจิตใจในลักษณะสาคัญ เช่น
ต้องเพิ่มขนาดการเสพข้ึนเป็นลาดับ มีอาการถอนยา เมื่อขาดยา มี
ความตอ้ งการเสพทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรงตลอดเวลา และ
สุขภาพโดยทั่วไปจะทรุดโทรมลง กับให้รวมถึงสารเคมีท่ีใช้ในการผลิต
ยาเสพติดใหโ้ ทษด้วย แต่ไม่หมายความรวมถึงยาสามัญประจาบ้านบาง
ตารบั ที่มยี าเสพตดิ ใหโ้ ทษผสมอยู่ตามกฎหมายว่าดว้ ยยา

“วัตถุออกฤทธิ์” หมายความว่า วัตถุท่ีออกฤทธ์ิต่อจิตและประสาทท่ี
เป็นสิ่งธรรมชาติหรือท่ีได้จากสิ่งธรรมชาติ หรือวัตถุท่ีออกฤทธ์ิต่อจิต
และประสาทท่เี ป็นวัตถุสงั เคราะห์

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 13

ประเภทของยาเสพตดิ ให้โทษ และวัตถอุ อกฤทธ์ิ ตาม มาตรา 29
ยาเสพติดให้โทษ
ยาเสพติดให้โทษแบ่งออกเป็น 5 ประเภท โดยระบุชื่อยาเสพติดให้โทษ
แตล่ ะประเภท ตามประกาศกระทรวงสาธารณสขุ ดังนี้

1. ประเภท 1 ยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง เช่น เฮโรอีน
(Heroin)

2. ประเภท 2 ยาเสพติดให้โทษทั่วไป เช่น โคคาอีน (Cocaine),
โคเดอีน (Codeine) ,ไดเฟนอกไซเลต (Diphenoxylate) , เฟนทานิล
(Fentanyl) , ฝนิ่ ยา* (Medicinal Opium) , เมทาโดน (Methadone)
มอร์ฟีน (Morphine) , เพทิดีน (Pethidine) , เรมิเฟนทานิล
(Remifentanil) , ออกซิโคโดน (Oxycodone) , ทาเพนทาดอล
(Tapentadol) (ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เร่ือง กาหนดชนิด
และจานวนยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ที่จะต้องใช้ในทางการแพทย์
และทางวิทยาศาสตร์ทั่วราชอาณาจักรประจาปี พ.ศ. 2565)

* ฝิ่นยา (Medicinal Opium) หมายความว่า ฝ่ินที่ได้ผ่าน
กรรมวธิ ปี รุงแตง่ โดยมคี วามมงุ่ หมายเพื่อใช้ในทางยา

3. ประเภท 3 ยาเสพติดให้โทษที่มีลักษณะเป็นตารับยา และมี
ยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ผสมอยู่ด้วย ท้ังนี้ ตามหลักเกณฑ์ท่ี
รั ฐ ม น ต รี ว่ า ก า ร ก ร ะ ท ร ว ง ส า ธ า ร ณ สุ ข โ ด ย ก า ร เ ส น อ แ น ะ ข อ ง
คณะกรรมการควบคุมยาเสพติดประกาศกาหนด เช่น ยาน้าแก้ไอที่มี
Codeine เป็นส่วนผสม ,ยาแก้ปวดที่มี Codeine เป็นส่วนผสม, ยาแก้

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 14

ไอท่ีมีฝิ่นเป็นส่วนผสม (Opium Tincture) , ยาแก้ท้องเสียที่มี

Diphenoxylate เป็นสว่ นผสม เปน็ ต้น

4. ประเภท 4 สารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษใน

ประเภท 1 หรือประเภท 2 เช่น อาเซติค แอนไฮไดรด์ (Acetic

Anhydride)

5. ประเภท 5 ได้แก่ (1) พืชฝ่ิน ทีใ่ ห้ฝ่ินหรือแอลคาลอยด์ของฝ่ิน

(2) เห็ดขี้ควาย ที่ให้สาร psilocybin (3) สารสกัดจากทุกส่วนของพืช

กัญชาหรือกัญชง ซึ่งเป็นพืชในสกุล Cannabis ยกเว้น สารสกัด

ดังต่อไปน้ี (ก) สารสกัดท่ีมีปริมาณสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล

(tetrahydrocannabinol, THC ) ไม่เกินร้อยละ 0.2 โดยน้าหนัก

เ ฉ พ า ะ ที่ ไ ด้ รั บ อ นุ ญ า ต ใ ห้ ส กั ด จ า ก พื ช กั ญ ช า ห รื อ กั ญ ช ง ที่ ป ลู ก

ภายในประเทศ (ข) สารสกัดจากเมล็ดของพืชกัญชาหรือกัญ

ชง ท่ีได้จากการปลูกภายในประเทศ (ตามประกาศกระทรวง

สาธารณสุข เรือ่ ง ระบชุ อ่ื ยาเสพติดใหโ้ ทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565)

คณะกรรมการอาหารและยา กาหนดให้ผู้รับอนุญาตให้จาหน่ายหรือมี
ไว้ครอบครองซึง่ ยาเสพติดใหโ้ ทษประเภทท่2ี ตอ้ งจดั ให้มี
- การทาบัญชรี บั จ่ายยาเสพติดใหโ้ ทษในประเภทที่2 เพื่อการรักษาหรือ
ปอู งกนั โรคให้แก่ผู้ปวุ ย ใหใ้ ชแ้ บบ ร.ย.ส.2
- แพทยผ์ ้สู ง่ั จ่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ต้องเขียนแบบ ย.ส.2-2
ใบสง่ั จ่ายยาเสพติดใหโ้ ทษในประเภท 2 ทกุ คร้งั

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉินการแพทย์ พร. 15

วัตถทุ ี่ออกฤทธิ์
ตาม “พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564
(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันท่ี 8 พฤศจิกายน 2564) และ
ประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่มผี ลบงั คบั ใช้ เมื่อ 9 ธนั วาคม 2564”
ไดใ้ ห้ความหมายไวว้ า่
“วัตถุออกฤทธ์ิ” หมายความว่า วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทท่ี
เป็นสิ่งธรรมชาติหรือท่ีได้จากสิ่งธรรมชาติ หรือวัตถุที่ออกฤทธ์ิต่อจิต
และประสาททีเ่ ปน็ วัตถสุ งั เคราะห์ ทั้งนี้ ตามท่ีรฐั มนตรีประกาศกาหนด
มาตรา 30 วัตถุออกฤทธ์ิแบ่งออกเป็น 4 ประเภท และตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข เร่ือง ระบุชื่อวัตถุออกฤทธิ์ พ.ศ. 2561 และฉบับ
เพม่ิ เตมิ ดงั นี้

วตั ถุออกฤทธใิ์ นประเภทท่ี 1 เป็นวตั ถุออกฤทธ์ิที่ไม่ใชใ้ นทางการแพทย์
และอาจก่อใหเ้ กดิ การนาไปใช้หรอื มีแนวโนม้ ในการนาไปใช้ในทางที่ผดิ
สูง เช่น เตตราไฮโดรแคนนาบินอล (tetrahydrocannabinol, THC )
เว้นแต่เตตราไฮโดรแคนนาบินอล ซ่งึ มีอยู่ในกัญชา (cannabis) ตาม
กฎหมาย วา่ ดว้ ยยาเสพตดิ ให้โทษ

ไซบูทรามีน (sibutramine) เดิมคือยาท่ีใช้ในการรักษาและควบคุม
โรคอ้วน ถูกยกเลิกทะเบียนตารับ ในปี พ.ศ.2559 เนื่องจากมีผลต่อ
ระบบหวั ใจและหลอดเลือด จนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่มีการลักลอบ
ใส่ไซบทู รามีนในผลิตภณั ฑเ์ สรมิ อาหาร

ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉินการแพทย์ พร. 16

วัตถุออกฤทธิ์ในประเภทท่ี 2 เป็นวัตถุออกฤทธ์ิท่ีใช้ในทางการแพทย์
และอาจกอ่ ให้เกิดการนาไปใช้หรือมีแนวโน้มในการนาไปใช้ในทางที่ผิด
สูง [กฎหมายห้ามมิให้ผู้ใด ผลิต ขาย นาเข้า หรือส่งออก ซึ่งวัตถุออก
ฤทธ์ใิ นประเภท2 ยกเวน้ กระทรวงสาธารณสขุ หรอื ผู้ซ่ึงได้รับมอบหมาย
จากกระทรวงสาธารณสขุ ตัวอยา่ งเช่น
Alprazolam, Midazolam, Zolpidem ใชค้ ลายวิตกกงั วลชว่ ยใหห้ ลับ
Ephedrine ใช้รักษาความดนั โลหิตตา่
Ketamine ใชเ้ ปน็ ยานาสลบ
Pseudoephedrine ใช้ลดอาการค่ังของนา้ มูก บรรเทาอาการคดั จมกู

วัตถุออกฤทธ์ิในประเภท 3 วัตถุออกฤทธิ์ที่ใช้ในทางการแพทย์ และ
อาจก่อให้เกิดการนาไปใช้ หรือมีแนวโน้มในการนาไปใช้ในทางที่ผิด
เชน่ Meprobamate , Pentobarbital , เป็นต้น

วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 วัตถุออกฤทธิ์ที่ใช้ในทางการแพทย์ และ
อาจก่อให้เกิดการนาไปใช้ หรือมีแนวโน้มในการนาไปใช้ในทางท่ีผิด
น้อยกวา่ ประเภท 3
ส่วนใหญ่ใช้เป็นยาคลายวิตกกังวล คลายเครียด ช่วยให้หลับ คลาย
กล้ามเน้ือ เช่น Diazepam , Lorazepam , Clonazepam ,
Phenobarbitol เป็นต้น

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉินการแพทย์ พร. 17

คณะกรรมการอาหารและยา กาหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเง่ือนไขใน
การทาบัญชีรับ - จ่าย และควบคุมการทาบัญชี และรายงาน ของผู้รับ
อนุญาตท่ีครอบครองหรือใช้ประโยชน์ซ่ึงวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2
หรือประเภท 3 หรือประเภท 4 โดยระบุวัน เดือน ปี ที่จ่ายชื่อยา ชื่อ
ผู้รับยา จานวนจ่าย จานวนคงเหลือ ตามแบบฟอร์มท่ีคณะกรรมการ
อาหารและยา กาหนด

ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 18

รูปแบบของยา (dosage form)

1. เภสชั ภณั ฑ์รปู แบบของแขง็ (solid dosage forms)
- ยาผง (powders) เชน่ ยาผงเกลอื แร่ (Oral Rehydration Salts)
- ยาแกรนลู (granules) มีลกั ษณะเปน็ เม็ด เล็กๆ จะมีขนาดใหญ่กว่ายา
ผงเล็กนอ้ ย ตวงไดโดยใช้ชอ้ น
- ยาแคปซูลแข็ง (hard capsules) บรรจุผงยาแกรนูล หรืออาจบรรจุ
เม็ดกลมเล็กๆ เรียก เพลเล็ต (pellets) ท่ีควบคุมการปลดปล่อยยาให้
ออกฤทธิน์ าน (Extended release capsule)
- ยาแคปซูลนิ่ม (soft capsules) หรือเรียกว่า Softgel บรรจุยาท่ีเป็น
ของเหลว เช่น วติ ามนิ ต่างๆ นา้ มันตบั ปลา

เพลเล็ต (pellets) multiple compressed tablets soft capsules

sustained-release tablets enteric-coated tablets

- ยาเม็ด (tablets) เช่น ยาเม็ดตอกอดั ธรรมดา (plain compressed
tablets), ยาเมด็ ตอกอัดหลายชั้น (multiple compressed tablets),
ยาเม็ดเคยี้ ว (chewable tablets), ยาเม็ดอมใต้ลิน้ (sublingual
tablets), ยาเม็ดออกฤทธิ์นาน (sustained-release tablets),

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 19

ยาเมด็ ฟองฟุู (effervescent tablets) ,ยาเม็ดแตกกระจายเรว็ ในปาก
(orodispersible tablets)

effervescent tablets orodispersible tablets

- ยาเม็ดเคลือบ (coated tablets) เช่น ยาเม็ดเคลือบน้าตาล (sugar-
coated tablets), ยาเม็ดเคลือบฟิล์ม (film-coated tablets), ยาเม็ด
เคลอื บเอ็นเทอรกิ (enteric-coated tablets) เปน็ ตน้
ยาเม็ดเคลือบน้าตาล (sugar-coated tablets) เป็นการเคลือบด้วย
นา้ ตาล ส่วนใหญ่แล้วมีวัตถุประสงค์เพ่ือลดความขมและกล่ินของตัวยา
และลดโอกาสของตัวยาในการสมั ผสั แสง ออกซิเจน หรือ ความชื้น เป็น
ตน้
ยาเม็ดเคลือบฟิล์ม (film-coated tablets) การเคลือบด้วยฟิล์ม
นอกจากมีวัตถุประสงค์ของการเคลือบเช่นเดียวกับการเคลือบด้วย
น้าตาลแล้ว การเคลือบด้วยฟิล์มอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับ หรือ
ควบคุมการปลดปลอ่ ยยาภายในยาเมด็ ดว้ ย
ยาเม็ดเคลือบเอ็นเทอริก (enteric-coated tablets หรือ gastro-
resistant coating) เป็นยาเม็ดเคลือบท่ีปูองกันไม่ให้ยาถูกทาลายหรือ
แตกตัวในกระเพาะอาหาร แต่ให้ยาแตกตัวในลาไส้ เคลือบด้วยฟีล์ม
enteric polymer ซงึ่ มีคณุ สมบัตไิ ม่ละลายในสภาวะกรด แต่ละลายใน
เบสอ่อน นิยมใช้กับยาท่ีระคายเคืองกระเพาะอาหาร เช่น ยาต้าน
อกั เสบท่ีไม่ใชส่ เตียรอยด์ หรอื ยาทีไ่ มค่ งสภาพในสภาวะกรด

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉินการแพทย์ พร. 20

sugar-coated tablets enteric-coated tablets film-coated tablets

- ยาอมเม็ดแข็ง (lozenges) และยาอมเม็ดนิม่ (pastilles, jujubes)
- ยาลกู กลอน (pills)
- ยาเหน็บทวารหนัก (rectal suppositories) (อาจจัดเป็นรูปแบบก่ึง
แข็ง)
- ยาเม็ดสาหรบั เหนบ็ ช่องคลอด (vaginal tablets)
- ยาเหนบ็ ช่องคลอด (vaginal suppositories, pessaries)

2. เภสัชภณั ฑร์ ปู แบบของเหลว (liquid dosage forms)
- ยาสารละลาย (solutions) เป็นยานา้ ที่มีตวั ยาและตวั ทาละลายผสม
เปน็ เนอ้ื เดียวกัน
- ยาน้าเชื่อม (syrups) ยานา้ รับประทานที่แต่งรสหวานด้วยสารนา้ ตาล
เพอ่ื ให้มีรสชาตินา่ รบั ประทานมากขน้ึ
- ยาอลิ ิกเซอร์ (elixirs) เป็นยาน้าใสมกี ล่ินหอม มแี อลกอฮอล์เป็น
ส่วนผสม อยู่ประมาณ 4-40%
- ยาสปริ ติ (spirits) เปน็ สารละลายของสารหอมระเหย มแี อลกอฮอล์
60-90%
- ยาทงิ เจอร์ (tinctures) เป็นยาทมี่ สี ่วนผสมของแอลกอฮอลอ์ ยมู่ าก
เชน่ ทิงเจอรฝ์ ิ่นการบรู , ทงิ เจอร์ไอโอดนี
- ยานา้ ผสม (mixtures) เป็นยาผสม อาจใส่หรือไม่ใส่สารช่วยแขวน
ตะกอนก็ได้

ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 21

- ยาน้าแขวนตะกอน (suspensions) ตวั ยาเป็นของแข็งกระจาย
ตวั อยา่ งหยาบๆ อยู่ในของเหลว ใส่สารทช่ี ่วยในการกระจายตัวของยา
และต้องเขย่าขวดก่อนรนิ ยา
- ยาอมิ ลั ชัน (emulsions) ยาน้าผสมน้ามนั จนแทบจะเป็นเนอ้ื เดยี วกนั
กอ่ นใชต้ ้องเขย่าแรงๆ
- ยาโลชนั (lotions)
- ยาทาถูนวด (liniments)

3. เภสัชภณั ฑร์ ูปแบบก่ึงแข็ง (semisolid dosage forms)
- ยาครีม (creams)
- ยาขี้ผ้ึง (ointments) ยาท่ีมลี กั ษณะเปน็ นา้ มนั ล่ืน เหนียว ติดผวิ หนงั
นาน
- ยาเพสต์ (pastes) ยาขผ้ี ึ้งท่ีมีผงยาทไ่ี มละลายผสมอยดู่ ว้ ย มลี ักษณะ
เป็นเนอื้ หยาบกวา่ ointment
- ยาเจล (gels) และยาอมิ ลั ชันเจล หรืออมิ ลั เจล (emulsion gels,
emulgels)
- เภสชั ภัณฑย์ าตา หู จมกู และคอ (eye, ear, nose and throat
preparations)
- เภสชั ภณั ฑ์ยาฉดี (parenteral products) เตรยี มปราศจากเชื้อทีใ่ ช้
ฉดี เขา้ สู่รา่ งกาย อาจเรียกว่า injection ก็ได้
- เภสัชภัณฑ์ควบคมุ การปลดปลอ่ ยยา (controlled release
products)

ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉินการแพทย์ พร. 22

วิธีการใช้ยาแต่ละรูปแบบท่ถี กู ตอ้ ง
รูปแบบของยาในปัจจุบันมีหลากหลายชนิด ข้ึนกับจุดประสงค์ของ

การรักษา เพื่อความสะดวกและความปลอดภัยของผู้ปุวย โดยรูปแบบ
ของยาท่ีแตกต่างกันก็จะมีวิธีการใช้ยาที่แตกต่างกัน หากใช้ไม่ถูกต้อง
จะมีผลตอ่ ประสทิ ธภิ าพในการใช้ยาน้ัน โดยเฉพาะยาเทคนิคพิเศษ เช่น
ยาสูดพ่นทางปาก ยาสูดพ่นทางจมูก ยาหยอดตา ยาเหน็บทวาร ยา
เหน็บช่องคลอด เป็นต้น ต้องอธิบายวิธีใช้ยาอย่างถูกต้อง เป็นข้ันตอน
เพ่ือใหผ้ ้ปู ุวยใช้ยาไดย้ า่ งถกู ตอ้ ง ได้ผลในการรักษา

1. ยาเม็ด(tablets) ยาเม็ดเคลือบ(coated tablets) ยาแคปซูล
(capsules) สาหรับรับประทาน ต้องกลืนไปท้ังเม็ดหรือแคปซูล พร้อม
นา้ สะอาด 1 แกว้ หากเมด็ ยาหรือแคปซูลมีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปจาก
เมื่อแรกรับยามา เช่น เยิ้ม สีกระดากระด่าง มีเกล็ดยาเกาะอยู่ แคปซูล
บวมพอง แสดงว่ายาเสือ่ มคุณภาพแล้ว ห้ามนามาใช้

2. ยาเม็ดหรือแคปซูลชนิดปลดปล่อยตัวยาสาคัญออกจากรูปแบบ
ยาอย่างช้าๆ (controlled release/ sustained release
tablets) หรือ ชนิดที่เลื่อนเวลาปลดปล่อยตัวยาสาคัญออกจาก
รูปแบบยา (delayed release tablets) ต้องกลืนไปท้ังเม็ดหรือ
แคปซูล พร้อมน้าสะอาด 1 แก้ว ห้ามบด หรือเค้ียวเม็ดยา ก่อนกลืน
แมก้ ารแกะแคปซูลเทผงยาออกมาใส่ปาก ก็ห้ามทา มิฉะน้ันจะได้รับยา
ในปริมาณสงู มาก เป็นอันตราย

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉินการแพทย์ พร. 23

3. ยารับประทานชนดิ นา้ แขวนตะกอน หรือ แขวนละออง
(suspensions) จะต้องเขยา่ ขวดกอ่ นรินยาเสมอ เพือ่ ใหต้ ัวยาสาคัญ
กระจายตวั อย่างสมา่ เสมอ และรนิ ยาโดยใช้ชอ้ นตวงยา ซงึ่ 1 ช้อนชา
จะเท่ากบั 5 ซีซี และ 1 ช้อนโต๊ะจะเท่ากบั 3 ช้อนชา หรือ 15 ซซี ี หาก
เขย่ายานา้ แขวนตะกอนแลว้ แตต่ ะกอนยงั จับแน่นอยู่ท่ีก้นขวด หรือ
เขย่ายานา้ แขวนละอองแลว้ แตย่ ังพบการแยกช้ันของน้ากับน้ามัน
แสดงว่ายาเสอื่ มคุณภาพ ห้ามใชย้ านนั้

4. ยาอม(lozenges) ยาอมแกเ้ จบ็ คอ หรือยาอมรักษาการตดิ เชือ้ ราใน

ปาก ใหน้ าเม็ดยาวางไวบ้ นลน้ิ และอมไว้ ปล่อยให้น้าลายมาละลายยา

เมือ่ อมยาประเภทนสี้ ามารถกลนื น้าลายได้

สาหรบั ยาอมใตล้ ิน้ (sublingual tablets)

จะตอ้ งนายาเม็ดใสไ่ ว้ใต้ลนิ้ และอมไวโ้ ดยไม่

กลนื นา้ ลาย เพื่อใหย้ าถูกดดู ซึมเขา้ กระแส

เลือดผ่านทางหลอดเลอื ดในช่องปาก Sublingual tablets

หากเม็ดยาอมมรี ูปรา่ งหน้าตาเปลี่ยนไปจากเมื่อแรกรบั ยามา เช่น สี

กระดากระด่าง แสดงวา่ ยาเสื่อมคุณภาพแล้ว ห้ามนามาใช้

5. ยาผง(powders) สาหรับรับประทาน ต้องนาไปผสมน้าก่อนด่ืม
ควรใช้ตามที่ระบุบนฉลาก เช่น ยาผงเกลือแร่ทดแทนการสูญเสียน้า
และเกลือแร่เม่อื ท้องเสยี จะต้องผสมยา 1 ซองกับน้าต้มสุกที่เย็นแล้ว 1
แก้ว หากใช้ซองใหญ่ก็ต้องผสมกับน้า 750 ซีซี คนให้ละลายและด่ืม
ห้ามเก็บค้างคืน สาหรับยาผงท่ีใช้เป็นยาระบายจะต้องผสมน้าต้มสุกท่ี
เย็นแล้ว 1 แก้วและด่ืมทันที พร้อมดื่มน้าตามอีก 1 แก้ว ห้ามตั้งท้ิงไว้
นาน เพราะยาจะพองตัวมากและขน้ หนืดจนดื่มไม่ได้

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 24

6. ยาทาผิวหนัง (creams/gel/ointment) ชนิดยาครีม เจล หรือ

ขผ้ี ึง้ กอ่ นใชค้ วรทาความสะอาดผิวหนังบริเวณท่ีต้องการ จากนั้นบีบยา

ลงไปพอประมาณ แล้วทาให้ยาแผ่ไปบางๆ บนผิวหนัง หากหลอดยา

บวม หรือเมื่อบีบยาออกมาได้แต่น้าหรือน้ามัน ท่ีแยกช้ันกับเน้ือยา

แสดงวา่ ยาเสอ่ื มคุณภาพแลว้ หา้ มนามาใช้

ยาทาผิวหนัง ชนิดครีมสเตียรอยด์ มีการกาหนดปริมาณการใช้ ไม่ให้

มากจนเกินไป หรือน้อยจนเกินไป เพ่ือให้

เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในขณะเดียวกันก็

เกดิ ผลข้างเคียงนอ้ ยท่สี ดุ

โดยเป็นหน่วยทเี่ รียกวา่ Fingertips Unit

(FTU) หรอื หน่วยปลายน้ิวมอื Fingertips Unit (FTU)

(หนึ่ง FTU คือ ปรมิ าณของยาเตยี รอยดท์ ่ีถกู บบี ออกจากหลอด

มาตรฐาน (ขนาดปลายหลอด 5 มม.) จากปลายนิว้ ไปจนถึงรอยพับแรก

ของน้ิว

7. ยาทาถูนวด ชนิดยาครีม เจล หรือขี้ผ้ึง ใช้แก้อาการปวดเม่ือย ซ่ึง
หลังจากทายาแล้ว ต้องทาการถูและนวดผิวหนังบริเวณน้ันด้วย เพื่อให้
เกิดความร้อน จึงจะแก้อาการปวดเม่ือยได้ ยกเว้นยาบางชนิด เช่น ยา
แคปไซซนิ

8. ยาหยอดตา เปน็ ยาน้าและถูกทาให้ปราศจากเชื้อ ยาปูายตาก็เป็นยา
ทถี่ กู ทาให้ปราศจากเชื้อ ทง้ั ยาหยอดตาและปูายตา บางชนิดต้องเก็บใน
ตู้เย็น ซ่ึงขึ้นอยู่ว่าตัวยาสาคัญคือยาใด ก่อนใช้ต้องล้างมือให้สะอาด
และหยอดยา 1 หยด หรือปูายยา 1 เซนติเมตร ลงไปในกระพุ้งเปลือก

ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 25

ตาล่าง โดยไม่ให้ปลายหลอดสัมผัสกับตา ยาหยอดตาและยาปูายตาที่
เปดิ ใช้แลว้ หากใชไ้ ม่หมดสามารถเกบ็ ไว้ใชไ้ ดอ้ กี แตไ่ ม่เกนิ 1 เดือน
หากต้องใชย้ าหยอดตาหรอื ยาปูายตา 2 ชนิด ให้ใช้ห่างกันประมาณ 10
นาที หากยา 2 ชนิดน้ัน ชนิดหนึ่งเป็นยาหยอดตา อีกชนิดหน่ึงเป็นยา
ปาู ยตา ให้ใชย้ าหยอดตากอ่ น

9. ยาล้างตา วิธกี ารล้างตาท่ถี ูกวิธคี ือ ตอ้ งลา้ งมือก่อน แล้วใช้น้ายาล้าง
ตา ใสใ่ นภาชนะเลก็ ๆ หรือ ถ้วยสาหรับล้างตาโดยเฉพาะ ใส่น้าลงไปให้
เต็ม จากน้ันให้นาดวงตาจุ่มให้สัมผัสกับผิวน้า ลืมตาและกลอกตาไปมา
ประมาณ 15-30 วินาที ยาล้างตาเมื่อเปิดใช้แล้ว มีอายุอยู่ได้เพียง 7
วัน
10. ยาหยอดหู ยาหยอดจมูก ยาพ่นจมูก เป็นยาเตรียมปราศจากเช้ือ
ที่ต้องการให้ออกฤทธ์ิเฉพาะที่หู หรือ จมูก เท่านั้น ก่อนหยอดหรือพ่น
ยา ควรกาจัดส่ิงที่อุดตันออกก่อน ได้แก่ ข้ีหู และน้ามูก ควรใช้ยาตาม
จานวนครั้งที่ระบุบนฉลาก การใช้มากเกินไปไม่ช่วยให้ดีข้ึน แต่อาจทา
ให้อาการเป็นมากขึ้นได้ เช่นกรณียาหยอด/พ่นจมูกซ่ึงมักประกอบด้วย
ตัวยาลดอาการคดั จมกู หากใชเ้ กินกว่า 4 คร้ังต่อวันหรือนานกว่า 3 วัน
จะทาให้เย่อื บโุ พรงจมูกบวม และรู้สึกคดั จมกู มากข้ึนกว่าเดิม

11. ยาสูดพ่นเข้าทางปาก เป็นรูปแบบยาที่มีวิธีใช้พิเศษ ใช้รักษาโรค
หืดและโรคปอดอุดกนั้ เรอื้ รัง โดยให้ออกฤทธ์ิเฉพาะที่ท่ีบริเวณหลอดลม
ต้องฝึกวิธีใช้ให้ถูกต้อง จึงจะได้ยาเข้าไปยังหลอดลม แต่หากทาไม่ได้
ควรปรึกษาเภสัชกร เพราะปัจจุบันมีเคร่ืองช่วยในการสูดพ่น ซ่ึงเม่ือ

ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 26

นามาใช้ร่วมจะทาให้ประสบความสาเร็จในการสูดพ่นยา และทาให้
ควบคมุ อาการของโรคได้

12. ยาสอด/สวนทวารหนัก(rectal suppositories) ใช้เพื่อรักษา
รดิ สดี วงทวาร หรือ เป็นยาระบาย ข้นึ อยวู่ า่ ตัวยาสาคัญคือยาใด ยาสอด
ทวารหนักมีส่วนประกอบเป็นขี้ผึ้งเป็นส่วนใหญ่ จึงต้องแช่ในตู้เย็น
(ห้ามใส่ในช่องแช่แข็ง) เพื่อให้คงรูปร่างซึ่งคล้ายจรวด เมื่อจะใช้จึงนา
ออกมาจากตู้เย็น ปล่อยให้คลายตัวสักพัก แล้วฉีกกระดาษหุ้มออก จุ่ม
ยาลงในน้าสะอาด 1 แก้ว แล้วสอดยาเข้าในทวารหนัก โดยเอาด้าน
แหลมเข้า หลงั จากสอดยาแลว้ ใหน้ อนตอ่ สัก 15 นาที จึงลุกขึ้น

13. ยาสอดช่องคลอด(vaginal tablets) เป็นยาเม็ดแข็ง ไม่ต้องแช่
ตู้เย็น ใช้รักษาอาการตกขาวในผู้หญิง ควรจุ่มเม็ดยาลงในน้าสะอาด 1
แก้ว ก่อนสอดยาเข้าในช่องคลอด โดยเอาด้านแหลมเข้า เพื่อให้สอด
เมด็ ยาได้ง่ายข้ึน หลงั จากสอดยาแล้วให้นอนต่อสกั 15 นาที จงึ ลกุ ขน้ึ

14. ยาแผน่ แปะผวิ หนัง (Transdermal patches) ใช้ในจุดประสงค์
ตา่ ง ๆ เชน่ ใชแ้ กป้ วดในผูป้ วุ ยมะเร็งระยะสุดท้าย ใช้ในผู้ที่มีอาการเจ็บ
หน้าอกจากโรคหัวใจ ใช้แก้เมารถเมาเรือ ใช้เป็นฮอร์โมนทดแทนใน
ผู้หญิงวัยหมดประจาเดือน ใช้คุมกาเนิด ใช้ช่วยอดบุหรี่ แต่ไม่ว่าจะใช้
ในจุดประสงค์ใด วิธีใช้ยาแผ่นแปะเหล่านี้ก็คือ ต้องติดแผ่นยาท้ังแผ่น
ห้ามตัดแบ่ง และใช้ตามระยะเวลาที่ระบุไว้ นอกจากน้ีการแปะแผ่นยา
บนผิวหนังไม่ว่าจะเป็นยาใดจะต้องแปะบนผิวหนังที่สะอาด ไม่มีเหงื่อ
ไม่มีขน เพื่อให้แผ่นยาแปะอยู่ได้ และไม่ปิดซ้าท่ีเดิมเม่ือเปลี่ยนแผ่น

ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 27

หากแผ่นยาหลุดออกมาก่อนเวลาเปล่ียนแผ่น ให้ทิ้งแผ่นยาน้ันไป และ
นาแผ่นยาแผน่ ใหม่มาแปะทผี่ วิ หนงั บริเวณอืน่

15. ยาฉีด เป็นยาปราศจากเช้อื สว่ นใหญ่ยาฉีดจะฉีดโดยแพทยห์ รือ
พยาบาล ยกเว้นยาบางชนิด เชน่ ยาฉดี อินสุลนิ ทผ่ี ู้ปุวยจะฉีดดว้ ยตนเอง
การฉดี ยาเขา้ สู่ร่างกายที่อยู่ในบทบาทหนา้ ท่ีของพยาบาลมีดว้ ยกัน 4
ทาง ไดแ้ ก่ การฉดี ยาเข้าช้ันผิวหนงั (intradermal injection; ID) การ
ฉีดยาเข้าช้ันใต้ผิวหนัง (subcutaneous injections ;SQ) การฉีดยา
เข้าชน้ั กล้ามเนื้อ (intramuscular injection; IM) และการฉดี ยาเขา้
หลอดเลือดดา (intravenous Administration; IV) วิธีการฉีดยาท้ัง 4
ทางนี้ ให้เป็นไปตามหลักการบรหิ ารยาฉดี และการเตรยี มยาอย่าง
เคร่งครดั

ยาฉดี อินสลุ ิน ผูป้ วุ ยสามารถนายาไปฉีดท่บี า้ น เป็นยาฉดี เขา้ ใต้
ผิวหนัง ต้องเก็บยาในตเู้ ยน็ บรเิ วณท่ไี ม่ใชช่ อ่ งแช่แข็ง เม่อื จะใชก้ ็นา
ออกมาจากตูเ้ ย็น ปล่อยใหค้ ลายตัวสักพกั และคลงึ ขวดยาระหว่างฝาุ
มือทั้งสองข้าง เพ่ือให้ยาอินสลุ ินมีอุณหภูมเิ ท่ากบั อุณหภูมิกาย หากเป็น
อินสลุ ินชนดิ น้าขุน่ ตอ้ งคลึงขวดยาจนยากระจายตัวเป็นเนื้อเดียวกัน
แล้วจงึ ดดู ยาออกมาตามปรมิ าณท่รี ะบุไวบ้ นฉลาก จากนั้นจงึ ฉีดเขา้ ใต้

ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉินการแพทย์ พร. 28

ผวิ หนัง โดยกอ่ นฉีดต้องเชด็ ทาความสะอาดผวิ หนังดว้ ยสาลชี บุ
แอลกอฮอล์ ปัจจุบนั มียาฉีดอินสุลินชนิดปากกาซ่งึ ใช้ไดส้ ะดวกขน้ึ อินสุ
ลนิ ทีอ่ ยู่ในปากกาไม่จาเปน็ ต้องเก็บในตูเ้ ยน็ เพราะใชห้ มดภายในเวลา
ไมเ่ กิน 1 เดือน แตอ่ นิ สุลินที่ยงั ไมเ่ ปิดใชไ้ มว่ ่าจะเป็นชนิดปกตหิ รอื ชนดิ
ท่ีใชก้ ับปากกาจะตอ้ งเกบ็ ไวใ้ นตูเ้ ยน็ บรเิ วณทีไ่ มใ่ ชช่ ่องแช่แข็ง สว่ นยา
ฉีดอื่นๆให้ทาตามคาแนะนาของแพทย์หรอื เอกสารกากับยา

ยาฉีดอินสลุ นิ รูปแบบตา่ งๆ

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 29

การตรวจสอบลักษณะของยาท่ีเสือ่ มคุณภาพและยาหมดอายุ

เราสามารถตรวจสอบและแยกระบุยาที่เสื่อมคุณภาพและยา
หมดอายุได้จากการสังเกตความไม่คงสภาพของเภสัชภัณฑ์จากการ
เปล่ียนแปลงทางกายภาพ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของ สี กลิ่น รส
ความเป็นกรดด่าง ความข้น หนดื การแตกหัก สึกกร่อน การตกตะกอน
การจบั เปน็ กอ้ นแข็ง การแยกชั้น การละลาย การเยม้ิ เหลว เปน็ ตน้
การเปลย่ี นแปลงทางกายภาพท่ีพบได้บ่อยและบ่งบอกความไม่คงสภาพ
ของผลิตภณั ฑ์ยามดี งั นี้
1 เภสัชภัณฑร์ ูปแบบของแข็ง

เภสัชภัณฑ์ในรูปแบบของแข็งควรเก็บในบริเวณท่ีมีความชื้นต่า
ดังน้ันจึงควรเก็บในภาชนะปิดแน่น (tight container) หรือในภาชนะ
บรรจุจากบริษัทผู้ผลิต หากมีไอน้าหรือหยดน้าหรือยาจับกันเป็นก้อน
ภายในภาชนะบรรจุ แสดงถึงสภาพการเก็บท่ีไม่ดี ถ้าสังเกตเห็นสารกัน
ความช้ืน (desiccant) ภายในภาชนะบรรจุจากบริษัทผู้ผลิตแสดงว่า
ควรระมัดระวังความชื้น ในการเก็บยา และควรแจ้งให้ผู้ปุวยทราบเมื่อ
จา่ ยยา หรือพบสารทีเ่ กิดจากการสลายตัวบางชนดิ ตัวอย่างเชน่

ยาแอสไพริน Aspirin ความชื้นทาให้ยาสลายตัวเป็นกรดซาลิไซลิก
(salicylic acid) และกรดอะซิติก (acetic acid) ซ่ึง salicylic acid ที่
สลายตัวจาก aspirin สามารถระเหิดและตกผลึกกลับมาเกาะอยู่ตาม
ผนงั ของภาชนะบรรจุ การรับประทานกรดซาลิไซลิกน้ัน ไม่มีผลต่อการ
ต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือด (ผลการรักษาของยาแอสไพรินท่ี
ต้องการ) แต่มอี นั ตรายต่อรา่ งกายเมือ่ ได้รับเข้าไปในปริมาณที่สูงๆ ส่วน
acetic acid เราสามารถสังเกตได้ด้วยการดม หากดมเม็ดยาแล้วพบว่า
ยามีกลิ่นเปร้ียวเหมือนนา้ สม้ สายชู นนั่ คอื กล่ินของกรดอะซติ กิ

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 30

ยาแคปซูลแข็ง และ ยาแคปซูลน่ิม การเปล่ียนแปลงลักษณะทาง
กายภาพของเปลือกซ่ึงมักทาจากเจลาติน เช่น การเปลี่ยนแปลงความ
ยืดหยุ่น ความแข็ง ความนุ่ม ชี้ให้เห็นถึงความไม่คงตัวของผลิตภัณฑ์
เปลือกของยาแคปซูล ท่ีเก็บในสภาวะที่ไม่เหมาะสมอาจนิ่มและติดกัน
หรอื แข็งและแตกแมม้ แี รงกดอ่อนๆ
ยาเม็ด ยาเม็ดท่ีคงตัวต้องมีขนาด รูปร่าง น้าหนักและสีเหมือนตอนที่
เร่ิมผลิต ตลอดอายุของยา การแตกตัวและการละลายต้องไม่
เปล่ียนแปลงเกินข้อกาหนดในเภสัชตารับ ลักษณะความไม่คงตัวทาง
กายภาพของยาเม็ด สังเกตได้จากผงยาจานวนมาก หรือเศษเม็ดยาท่ี
แตกหักออกมาจากเม็ดยาที่ก้นภาชนะ รอยร้าวหรือรอยบิ่นที่ผิวเม็ดยา
เม็ดยาบวม รอยด่างที่ยาเม็ด (เรียกว่า mottling) ยาเม็ดเปล่ียนสี ยา
เม็ดเกาะติดกัน หรือผลึกท่ีเม็ดยาหรือท่ีผนังของภาชนะบรรจุ เช่น ยา
เม็ดวิตามินซีที่เมื่อเกิดการเสื่อมสลายจะเกิดเป็นจุดด่างสีน้าตาลข้ึนบน
เม็ดยา

ยาเม็ดเคลือบ ลักษณะท่ีไม่คงตัวทางกายภาพคือ รอยร้าว รอยด่าง ที่
เมด็ ยา สารที่ใชเ้ คลอื บเหนยี ว และเมด็ ยาเหนยี วเกาะกัน

ยาผง และแกรนูล ส่วนใหญ่ต้องผสมน้าให้อยู่ในรูปของสารละลาย
หรือยาน้าแขวนตะกอนก่อนรับประทาน มักเป็นยาปฏิชีวนะหรือ
วติ ามินทไ่ี วตอ่ ความชืน้ ลักษณะความไม่คงสภาพ ได้แก่ การจับกันเป็น
กอ้ นแข็ง หรือเย้ิมเหลว การมีหยดน้าเกาะข้างผนังภาชนะบรรจุด้านใน
นอกจากนี้ต้องสังเกตสีและกลิ่นของผลิตภัณฑ์ท้ังในรูปผงแห้ง และ
หลงั จากผสมน้าแล้ว

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉินการแพทย์ พร. 31

ยาเม็ดฟู่และยาผงฟู่ มีความไวต่อความช้ืนสูง ลักษณะความไม่คง
สภาพ ได้แก่ การบวมของซองบรรจุเนื่องจากแรงดันจากก๊าซ ท่ีเกิดจาก
ปฏิกิริยาของสารประกอบ ยาเม็ดอาจมีความแข็งมากขึ้นไม่เกิดการฟูุ
เมือ่ ผสมน้า ยาผงฟุูอาจมลี กั ษณะชืน้ เยม้ิ เหลว ไม่เกิดฟองฟูุเมื่อผสมน้า
เรยี กลักษณะนวี้ า่ เกิด dead mixtures

ยาเหน็บทวารหนกั ลกั ษณะความไมค่ งสภาพคือ อ่อนนุ่มเกินไป โค้งงอ
มีคราบน้ามนั ท่ีกล่อง ยาเหน็บโดยทั่วไปควรเก็บในตูเ้ ยน็ (2-8 C)

ยาเม็ดสาหรับเหน็บช่องคลอด ต้องมีขนาด รูปร่าง น้าหนักและสี
เหมือนตอนที่เร่ิมผลิต ตลอดอายุของยา ลักษณะความไม่คงสภาพคือ
การแตกหัก กร่อน บ่นิ ของยาเมด็

2. เภสัชภณั ฑ์รปู แบบของเหลว
ความไม่คงสภาพของเภสัชภัณฑ์รูปแบบของเหลว สังเกตจาก

สารละลายขุ่นหรือตกตะกอน อิมัลชันแยก ยาน้าแขวนตะกอนไม่
สามารถแขวนตะกอน หรือกระจายตัวได้หลังจากเขย่าขวด การเจริญ
ของเชื้อจลุ นิ ทรีย์ การเปลยี่ นแปลงของสี กล่ินและรส

ยาสารละลาย ยาอิลิกเซอร์ ยาน้าเช่อื ม และยาสปิริต ลักษณะท่ีแสดง
ถงึ ความไม่คงสภาพที่สาคัญ ไดแ้ ก่ ขนุ่ ตกตะกอน เกิดก๊าซจากปฏิกิริยา
เคมี มีการเจริญของเช้ือจุลินทรีย์ การเปล่ียนแปลงของสี กล่ินและรส
ตัวอย่างเช่น ยาน้าเชื่อมอาจมีปัญหาการตกผลึกของน้าตาล จึงควร
หลีกเล่ียงการเกบ็ ในตู้เย็น

ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉินการแพทย์ พร. 32

ยาอมิ ัลชนั ลักษณะไม่คงสภาพของอิมัลชัน คือ การแยกช้ัน (cracking)
ของผลติ ภัณฑร์ ะหวา่ งชนั้ น้าและชน้ั น้ามนั โดยไมส่ ามารถผสมเข้ากันได้
เม่ือเขย่า การเกิดครีมมิง (creaming) เป็นการแยกชั้นแต่สามารถเขย่า
ใหผ้ สมเข้ากันได้อีกระยะเวลาช่วงหนึ่ง การเจริญของเช้ือจุลินทรีย์ การ
เปลี่ยนแปลงของสี กลนิ่ และรส

ยาน้าแขวนตะกอน ลักษณะความไม่คงสภาพ คือ เกิดก้อนแข็ง
(caking) ซึ่งเป็นลักษณะที่ผงยาไม่สามารถกระจายแขวนตะกอนได้อีก
ด้วยแรงเขยา่ ปานกลาง หรือผงยาท่ีมีขนาดอนุภาคโตขึ้น การเจริญของ
เช้อื จุลนิ ทรยี ์ การเปลีย่ นแปลงของสี กล่ินและรส

ยาทิงเจอร์และยาสกัดเหลว ลักษณะความไม่คงสภาพ คือ มีสีเข้มขึ้น
การเจรญิ ของเช้อื จุลินทรยี ์ การเปลย่ี น แปลงของสี กล่ิน และรส

ยาปราศจากเช้ือ ลักษณะความไม่คงสภาพ คือ การปนเป้ือนของ
เชอ้ื จุลินทรีย์ในของเหลวปราศจากเชื้อ มกั สังเกตไม่ได้ด้วยตาเปล่า การ
ขุ่น การเปลี่ยนสี การเกาะกันเป็นก้อนแข็งของผงยา หรือการเกิดก๊าซ
การมอี นภุ าคปนเป้อื น

3. เภสัชภณั ฑร์ ปู แบบก่ึงแข็ง
ยาครีม ลักษณะความไม่คงสภาพ ได้แก่ การแยกของอิมัลชัน การเกิด
ผลกึ (crystal growth) ความข้นหนืดเปล่ียนไป การหดตัวของเนื้อครีม
เน่ืองจากการระเหยของน้า การเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ การ
เปลยี่ นแปลงของสี และกล่นิ

ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉินการแพทย์ พร. 33

ยาขี้ผ้ึง ลักษณะความไม่คงสภาพ ได้แก่ การแยกของของเหลวออกมา
จากยาขีผ้ งึ้ (bleeding) ความขน้ หนดื เปลย่ี นไป การเกิดเม็ดหยาบ การ
เจรญิ ของเชอ้ื จลุ นิ ทรีย์ การเปล่ยี นแปลงของสี และกลนิ่

ยาเจล ลักษณะความไม่คงสภาพ ได้แก่ การแยกของของเหลวออกมา
จากเนื้อเจล (syneresis) ความข้นหนืดเปลี่ยนไป การเจริญของ
เชื้อจุลนิ ทรีย์ การเปล่ียนแปลงของสี และกล่ิน

ความคงสภาพของยา (stability) และอายกุ ารเก็บรกั ษา (shelf
life)

ความคงสภาพยา Stability หมายถึงขอบเขตหรอื ความสามารถของ
ยาหรอื ผลติ ภัณฑ์ที่จะรักษาสภาพทั้งคุณสมบัติทางเคมี (ไม่สลายตัวทาง
เคมีขององค์ประกอบทุกชนิด) ทางกายภาพ (เช่น สี ความแข็ง การ
ละลาย) ทางชีวภาพ (ไม่มีเชื้อจุลชีพ) ผลการรักษา และความเป็นพิษ
ให้อยู่ในเกณฑ์ที่กาหนดตลอดระยะเวลาการเก็บรักษาและการใช้งาน
เมื่อเก็บในสภาพและภาชนะตามทรี่ ะบไุ ว้

อายุการเกบ็ รักษา (shelf life) หมายถึงชว่ งเวลาท่เี ภสชั ภณั ฑย์ ังคง
อยู่บนชนั้ ในภาชนะบรรจเุ ดมิ ภายใต้สภาวะแวดลอ้ มปกติ และยงั คง
ความแรงตั้งแตแ่ รกเริ่มไว้อยใู่ นระดับท่ยี อมรบั ได้ รวมถงึ คงคุณลักษณะ
ต่างๆ ไว้อยา่ งครบถ้วน

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉินการแพทย์ พร. 34

การสญู เสยี ความแรงของตวั ยาสาคญั ไปปริมาณ 10% ของปริมาณยาท่ี
ระบบุ นฉลาก (ความเข้มขน้ ของยาลดลงเหลอื 90%) ถือว่าเป็นการ
เปล่ียนแปลงมากทส่ี ดุ ทีย่ อมรับได้ ในชว่ งอายุการเกบ็ รักษาของยาน้นั

วันหมดอายุหรอื วนั สิน้ อายุ (expiration date)
วันหมดอายุหรอื วนั สิ้นอายุ (expiration date)หมายถึงวันสุดท้ายที่

เภสัชภัณฑ์ยังมีคุณสมบัติหรือคุณลักษณะท่ียอมรับได้ เมื่อมีการเก็บ
รกั ษาในสภาวะที่กาหนด วันหมดอายุควรปรากฏอยู่บนภาชนะท่ีสัมผัส
ยาโดยตรง เชน่ แผงยา และบรเิ วณด้านนอกของกล่องบรรจุ

การพิจารณาวันหมดอายุ หรือคาดการณ์วันหมดอายุจากวันที่ผลิต
และการกาหนดวันสน้ิ สดุ การใชย้ า

การพิจารณาวันหมดอายุของผลิตภัณฑ์ยาสาเร็จรูป ฉลากของ
ผลิตภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพทุกชนิดต้องบอกวันหมดอายุ
(expiration date) ที่เข้าใจได้ง่าย และชัดเจน โดยท่ัวไป การกาหนด
วันหมดอายขุ อง
ยาเม็ดไม่เกิน 5 ปี และยาน้า 2-3 ปี นับจากวันท่ีผลิตเมื่อเก็บภายใต้
สภาวะที่กาหนด หรอื เม่อื กาหนดไว้เป็นอยา่ งอ่ืน ถ้าวันหมดอายุของยา
ระบุไว้ในรูป “เดือน/ปี” หมายถึงวันสุดท้ายของเดือนที่กาหนด วัน
หมดอายุทกี่ าหนดโดยบรษิ ัทผู้ผลิตน้ี ไม่สามารถนาไปใช้กับผลิตภัณฑ์ท่ี
แบ่งบรรจุในภาชนะบรรจทุ แี่ ตกตา่ งไปจากเดิม

การกาหนดวันสิ้นสุดการใช้ของยาแบ่งบรรจุล่วงหน้า( pre-pack) ท่ี
เราแบ่งจ่ายให้ผู้ปุวย มีอายุการใช้งาน 1 ปี นับจากวันท่ีแบ่งบรรจุ แต่
ต้องไม่เกินอายุยาท่ีระบุจากบริษัทยา โดยให้เลือกใช้วันที่สั้นกว่า ทั้งน้ี

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉินการแพทย์ พร. 35

การกาหนดดังกล่าวเป็นการกาหนดระยะเวลาการใช้ท่ียาวท่ีสุด ซ่ึง
สภาพจริงอาจจะส้ันกว่า เนื่องจากมีปัจจัยท่ีมีผลต่อคุณภาพเม่ือผู้ปุวย
ได้รับยานัน้ ไป ดังน้ันถ้าเป็นไปได้ยาที่จะนามาแบ่งบรรจุ ควรมีอายุการ
ใช้งานเหลืออย่างน้อย1 ปี จากวันท่ีจ่ายยา (dispensed) การกาหนด
วันสิ้นสุดการใช้ของยาแบ่งบรรจุล่วงหน้านี้อาจใช้คาว่า วันหมดอายุ
(expiration date) หรือ วันส้ินสุดการใช้ (Beyond-Use Date) ระบุ
บนฉลากของภาชนะท่ีจ่ายให้ผู้ปุวย ซ่ึงหมายถึงเป็นวันท่ีผู้ปุวยควร
สน้ิ สุดการใช้ผลติ ภณั ฑ์นั้น

ภาพตัวอยา่ งแสดงวนั หมดอายุของยา (expiration date) ที่ระบบุ นฉลากยา และฉลากยาแบง่ บรรจุ

ยาน้าทย่ี ังไม่ได้เปิดใช้ จะเก็บไว้ได้ 3 ปีนับจากวันผลิต ยาน้าที่มีสาร
กันเสยี ท้ังชนิดรบั ประทานและใช้ภายนอก หลังจากเปิดใช้ควรเก็บไว้ไม่
เกนิ 6 เดอื น การเก็บรักษายาจะต่างกนั ไปตามทบี่ ริษทั ผู้ผลติ กาหนด

ยาปฏชิ วี นะชนดิ ผงแห้ง เนื่องจากไมม่ สี ารกันเสยี โดยทั่วไปหลังผสม
ถา้ เก็บท่ีอุณหภูมหิ อ้ งเกบ็ ได้ 7 วัน ถ้าเก็บในตู้เยน็ เก็บได้ 14 วัน

ยาน้าเช่ือม หลังเปิดใช้ควรเก็บไว้ไม่เกิน 1 เดือน และเก็บที่
อณุ หภมู หิ ้อง (การแช่ตู้เย็นไม่ช่วยยืดอายุยา แต่อาจทาให้ยาตกตะกอน
หรือน้าเช่ือมตกผลึก ยกเว้นยาบางชนิด เช่น AZT syrup ต้องเก็บใน
ตู้เยน็ )

ยาหยอดตา ยาปูายตา หากใส่สารต้านเชื้อ (Preservative)
โดยทวั่ ไปจะมีอายุไม่เกิน 1 เดือนหลงั การเปดิ ใช้ หากเป็นชนดิ ไมเ่ ตมิ
สารตา้ นเชื้อควรใชใ้ หห้ มดภายใน 1 วัน

ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉินการแพทย์ พร. 36

นา้ เกลอื ท่ีเปน็ ยาปราศจากเชือ้ ควร ใช้ภายใน 24 ชว่ั โมงหลังเปิดใช้
ยาฉดี หลงั ผสมดว้ ยสารละลายทีก่ าหนด จะมอี ายตุ ามทบ่ี ริษัทผู้ผลิต
กาหนดไว้ โดยท่ัวไปผู้ผลิตจะต้องมีการศึกษาความคงตัวในยาดังกล่าว
ซ่ึง เรียกว่า in-use stability หรือการศึกษาความคงตัวของยาใน
ระหว่างใช้งาน ดังนั้นจะต้องศึกษาข้อมูลความคงตัวของยาแต่ละตัว
กอ่ นใช้ยาน้ัน

การจดั การยาหมดอายหุ รือเส่อื มสภาพ
- เม่ือพบยาหมดอายุหรือเสื่อมสภาพ ต้องแยกเก็บจากยานั้นออกจาก
ยาอ่ืนไว้ในพ้ืนท่ีเก็บผลิตภัณฑ์ห้ามใช้ และเขียนปูายข้อมูลยาพร้อม
เขยี นกากบั หา้ มจา่ ยยา
- ควรเก็บข้อมูลการเสื่อมสภาพของยา ข้อบกพร่อง สาเหตุ เพ่ือแจ้ง
ให้ผเู้ กย่ี วขอ้ งทราบ
- ดาเนนิ การตามแนวทาง การสง่ คืน การแลกเปลย่ี น ยาหมดอายุหรือ
เส่ือมสภาพ ท่ีหน่วยงานผู้รับผิดชอบกาหนดไว้ รวมถึงแนวทางการ
จาหนา่ ยบญั ชีพสั ดุ ตามระเบียบ และขอ้ กาหนดที่เก่ยี วขอ้ ง
- กรณีเม่ือได้รับอนุมัติให้ทาลายยาหมดอายุหรือเสื่อมสภาพ ห้ามทิ้ง
ยาหมดอายุโดยการบดยาให้เป็นผงและทิ้งลงถังขยะเพ่ือนาไปฝังกลบ
หรือนาไปละลายน้าและทิ้งลงสู่ระบบบาบัดน้าเสีย เพราะจะทาให้เกิด
ปัญหายาตกค้างในแหล่งธรรมชาติต่างๆ เช่น แมน่ า้ ลาคลอง ทะเลสาบ
หรือพ้ืนดิน ซ่ึงส่งผลกระทบทาลายระบบนิเวศของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยใน
ธรรมชาตินั้น และสามารถสง่ ผลกระทบท่ีเป็นลูกโซ่ตอ่ มายงั มนุษยไ์ ด้

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉินการแพทย์ พร. 37

ปัจจุบันศูนย์พัฒนานโยบายแห่งชาติด้านสารเคมี กองแผนงานและ
วิชาการ สานักงานคณะกรรมการอาหารและยา สานักอนามัย
สงิ่ แวดล้อม กรมอนามัย และคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้
ร่วมจัดทาแนวปฏิบัติการจัดการของเสียทางการแพทย์ท่ีเป็นสารเคมี
ซ่ึงมุ่งเน้นของเสีย 3 ชนิดหลัก ได้แก่ ยาและเวชภัณฑ์ ของเสียท่ีเกิด
จากสารเคมีในห้องปฏิบตั ิการทางการแพทย์ และของเสียพวกเคร่ืองมือ
แพทย์ที่มีปริมาณโลหะหนักสูง แนวปฏิบัติดังกล่าวได้แนะนาการ
ทาลายยาและเวชภณั ฑ์ที่หมดอายโุ ดยการเผาทาลายทิง้ ท่ีอุณหภูมิต้ังแต่
850 ถึง 1,600 องศาเซลเซียส โดยอุณหภูมิท่ีใช้จะข้ึนกับประเภทและ
ความเป็นอันตรายของยา หลังจากน้ันจึงค่อยนากากของเสียหลังจาก
การเผาไหม้ไปฝงั กลบอย่างถูกวิธี

ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 38

สภาวะในการเกบ็ รกั ษายา (Storage condition)
สภาวะต่างๆท่ีใช้ในการเก็บรักษายา รวมถึงการขนส่งไปถึงผู้ใช้ยา

อย่างเหมาะสม ถูกต้องตามหลักวิชาการ มีผลต่อความคงสภาพของยา
(stability) ทาให้ยามีประสิทธิภาพในการรักษา ผู้ปุวยมีความปลอดภัย
ในการใช้ยา โดยสภาวะในการเก็บรกั ษายาจะถูกระบไุ ว้ที่ฉลากยา หรือ
บรรจภุ ณั ฑข์ องยา อยา่ งไรก็ตาม การเก็บยาตามสภาวะการจัดเก็บยาท่ี
ดีไม่ได้ยืนยันว่ายาจะมีความคงตัวตลอดไป เพราะจะต้องดูวันหมดอายุ
ของยาด้วย ในกรณีทีไม่ระบุสภาวะในการเก็บรักษา ควรเก็บในท่ีท่ี
ปูองกันความช้ืน อุณหภูมิไม่เกิน ๓๐ องศาเซลเซียส และไม่แช่แข็ง
เนื่องจากทั้งอุณหภูมิ แสง ความช้ืน มีผลเร่งให้เกิดปฏิกิริยาที่ทาให้ยา
เสื่อมสภาพเร็วขึ้น สภาวะต่างๆที่มีผลต่อความคงสภาพของยา ได้แก่

1. อุณหภูมิ เภสัชภัณฑ์ทุกประเภทควรเก็บรักษาในสภาวะอุณหภูมิที่
เหมาะสม ไม่เก็บยาและเวชภัณฑ์ในสถานท่ีที่มีความร้อนสูง
แสงแดดส่องถึง เช่น ในรถยนต์ ใกล้เตา ตู้อบ เพ่ือหลีกเล่ียงการเร่ง
อัตราการเสื่อมสลายของตัวยาสาคัญจากอุณหภูมิที่เปล่ียนแปลงไป
ความหมายของอณุ หภมู ิสาหรับเก็บรกั ษายา ได้แก่

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 39

สภาวะ อณุ หภูมิ C หมายเหตุ

Ultra-low -80 ถงึ -60 * Storage and transport for vaccines

temperature (ULT) (COVID-19 mRNA vaccine BNT162b2)

(Ultra-cold Freezer)

ช่องแช่แขง็ ต่าพเิ ศษ

Frozen ชอ่ งแชแ่ ข็ง -20 ถึง -10 * การควบคุมอุณหภมู ิตลอดระยะเวลาใน

(deep-freeze ***) การขนส่งและจดั เกบ็ ที่ -20°C

Cold ที่เย็นจัด ไม่เกิน 8 C

Refrigerator ในตเู้ ย็น 2 ถงึ 8 * สาหรบั ยาทไี่ วตอ่ ความร้อนทห่ี า้ มแชแ่ ข็ง

Cool ที่เย็น 8 ถงึ 15 ยาทีร่ ะบเุ กบ็ ในท่เี ย็น ( cool place) อาจ

เก็บรักษาในตู้เย็นได้ เชน่ ยาเหนบ็ ทวารหนกั

ยาปฏชิ ีวนะรูปแบบยานา้ แขวนตะกอน

ยกเว้นท่รี ะบเุ ป็นอย่างอืน่

Room temperature 15° ถงึ 25°C *อณุ หภูมขิ องอากาศแวดล้อมในหอ้ ง

อุณหภมู หิ อ้ ง RT

Controlled room 15° ถงึ 30°C ห้องที่เปดิ เคร่ืองทาความเย็น 25°C

temperature ,CRT * คือ RTแตย่ อมให้ถงึ 30°C

อุณหภูมิห้องแบบ **คอื ชว่ งอณุ หภมู ิ20°-25° แต่ค่าเบย่ี งเบนได้

ควบคุม ระหว่าง 15° and 30°

ยาที่ใหเ้ ก็บใน CRT หรอื ไม่เกนิ 25°C อาจเก็บ

ใน cool placeได้ ยกเว้นที่ระบุเป็นอยา่ งอื่น

Warm ทีอ่ นุ่ 30 ถึง 40

excessive heat ทีร่ อ้ น สูงกวา่ 40

หรืออณุ หภูมสิ ูงเกิน

protection from สงู กว่า 0 ปอู งกันไมใ่ หย้ าแข็งตวั เปน็ น้าแขง็

freezing ห้ามเก็บใน ให้เก็บไว้ท่ีอณุ หภูมิสงู กวา่ 0 C ในกรณีที่

ช่องแชแ่ ขง็ ภาชนะบรรจุมคี วามเสีย่ งต่อการแตก หรือยา

เตรียมทอี่ าจสูญเสยี ความแรง หรือมีการ

ทาลายคณุ สมบตั ิของยาเตรยี ม เมือ่ เกบ็ ใน

สภาวะแช่แขง็

* WHO guidance ** U.S. Pharmacopeia (USP) *** European Pharmacopoeia (Pharm.Eur.)

(ท่ีมา https://www.gmp-compliance.org/gmp-news/ambient-room-temperature-cold-what-

is-what)

ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉินการแพทย์ พร. 40

ในกรณีไมร่ ะบอุ ุณหภูมิการเก็บรักษา ให้เก็บโดยปูองกันความช้ืน จดุ
เยือกแข็งหรอื อุณหภูมิสูงเกนิ โดยเกบ็ ทCี่ RT ควบคมุ อณุ หภูมิระหวา่ ง
20-25 C (โดยอนโุ ลมให้อยู่ระหว่าง 15 ถึง 30 C )

2. ความชืน้ ความชน้ื หรือน้าทาให้เกิดการเร่งปฏิกิริยาออกซิเดชันและ
ไฮโดรไลสิสได้ รวมถึงยังทาให้เชื้อจุลชีพเจริญเติบโตได้ดี ดังนั้นจึงควร
เลอื กวัสดุของบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมเพื่อปูองกันไม่ให้ความชื้นซึมผ่าน
เขา้ ไปสมั ผสั กับยาไดง้ า่ ย ยาในรูปแบบของแข็ง ไมแ่ บง่ บรรจุเป็นจานวน
มาก ควรปูองกันความช้ืน จึงควรบรรจุในภาชนะที่ปูองกันอากาศและ
ความชน้ื ได้ จะเหน็ ไดว้ า่ บรรจุภัณฑ์จึงมักทาเป็นซอง กล่องกระดาษทึบ
แผงอลูมิเนียม หรือขวดสีชา ซึ่งมักจะมีตัวดูดความช้ืนบรรจุอยู่
เนื่องจากท้ังอุณหภูมิ แสง ความชื้น มีผลเร่งให้เกิดปฏิกิริยาที่ทาให้ยา
เส่ือมสภาพเร็วขึ้น ดังนั้นควรชี้แจงให้ผู้ปุวย ยาท่ียังไม่ต้องการใช้จึงไม่
ควรแกะออกจากภาชนะบรรจุเดิม และเมื่อใช้แล้วต้องปิดฝาให้สนิท
เกบ็ ในทแี่ ห้ง และควรชีแ้ จงให้ผู้ปวุ ยปดิ ฝาหลังจากใช้ยา

ห้องเก็บยา ควรปูองกันจากความช้ืน (protection from
moisture) เก็บในที่แห้ง (dry place) เก็บแบบ CRT (20-25 C) โดย
มีความชื้นสัมพัทธ์ (relative humidity, RH) ให้อยู่ในช่วง 40-60 %
RH

3. แสง แสงอาจเร่งให้ตัวยาสาคัญหรือสารช่วยในตารับยาท่ีมีความไว
ต่อแสง สลายตัวได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะแสง ultraviolet ท่ีทาให้
เกิดปฏิกิริยาโฟโตไลสิสได้มากกว่าแสงชนิดอ่ืน จึงควรเก็บรักษายา
เหล่านี้ในภาชนะบรรจุสีชาท่ีมีความหนาเพียงพอต่อการปูองกันแสง

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 41

หรืออาจใช้การห่อหุ้มด้วยแผ่นเปลวอะลูมิเนียม (aluminium foil)
เพ่ือลดการสัมผัสแสง แมก้ ารใสก่ ล่องก็ชว่ ยเพิม่ การปูองกนั แสงได้
4. การติดไฟ ผลิตภัณฑ์ที่มีตัวทาละลายอินทรีย์ที่ติดไฟได้ควรมีฉลาก
“ติดไฟได้ เก็บให้ห่างจากเปลวไฟ” ตัวอย่างเช่น ยาเตรียม Salicylic
Acid Lotion BP ที่ใชก้ บั หนงั ศีรษะ ควรแนะนาให้หลีกเล่ียงการเปุาผม
ให้แห้งในบริเวณใกล้ไฟ หรือเปลวไฟ, Alcohol95% เก็บในภาชนะปิด
สนทิ หา่ งจากความร้อน ประกายไฟ และเปลวไฟ

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉินการแพทย์ พร. 42

หลกั ปฏิบตั ใิ นการเก็บรกั ษายาในโรงพยาบาล/หนว่ ยแพทย์
หลักปฏบิ ตั ใิ นการเก็บรกั ษายาในห้องยาของโรงพยาบาล หรือหน่วย

แพทย์ ที่รวบรวมมานย้ี ึดตามหลักเกณฑ์วิธกี ารท่ีดีในการจัดเก็บยา ของ
สานักงานคณะกรรมการอาหารและยา และมาตรฐานสถานพยาบาล
ปฐมภูมิ กองทัพเรือ โดยรายละเอียดในการดาเนินการจัดเก็บ รวมถึง
กระจายผลิตภัณฑย์ า ข้ึนกับบรบิ ทของแต่ละหนว่ ยแพทย์นั้นๆ อาจต้อง
ได้รับการปรับแต่งให้เหมาะสมกับความจาเป็นของแต่ละหน่วย แต่
หลักการจัดเก็บยาที่ถูกวิธีต้องคานึงถึง ความปลอดภัย ถูกหลักวิชาการ
ตรวจสอบงา่ ย และรกั ษาอุณหภมู ิให้อยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้ สามารถ
บรรลุเปูาหมายมาตรฐานทางคณุ ภาพท่ตี ้องการของหน่วยงาน

1. บคุ ลากร ( Personnel)
ควรจัดให้มีบุคลากรอย่างเพียงพอและมีคุณสมบัติเหมาะสม ได้รับ
การอบรม ปฐมนิเทศ เกี่ยวกับการจัดเก็บยา ระเบียบการปฏิบัติงาน
ขั้นตอนการดาเนินการ ระบบความปลอดภัย หลักสุขอนามัยบุคคล
เพื่อสามารถดาเนินการให้บรรลวุ ัตถุประสงค์ของการประกันคุณภาพยา
ท่ีเก็บ โดยมีการปฏิบัติตามกฎระเบียบท่ีกาหนดไว้อย่างถูกต้อง รวมถึง
ได้รับการอบรมเพิ่มพูนความรู้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งควรกาหนดบุคลท่ี
สามารถผา่ นเข้ามาในบริเวณพน้ื ที่จัดเกบ็ และเข้าถึงยาและเวชภณั ฑ์

2. พ้ืนท่ีจดั เกบ็ และสิง่ อปุ กรณ์อานวยความสะดวก
2.1 พืน้ ทใ่ี ช้เฉพาะสาหรับเก็บยาและเวชภัณฑ์เท่านั้น แบ่งแยก

สัดส่วนชัดเจน โดยเฉพาะยาท่ีรอการตรวจรับ ยาที่เรียกเก็บคืน ยาท่ี
แตกหรอื เสยี หาย ยาที่หมดหรือใกล้หมดอายทุ ร่ี อสง่ คืน เป็นต้น สถานที่

ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 43

เพียงพอสาหรับจัดเก็บยา มีความสะอาด แห้ง แสงสว่างเพียงพอ
ภายใต้สภาวะที่กาหนด มีระดับอุณหภูมิ ความชื้นที่เหมาะสม ไม่มีฝุน
ละออง ไม่มีแสงแดดส่องเข้าถึง สามารถปูองกันสัตว์และแมลงได้ (ควร
กาหนดตารางการทาความสะอาด การพน่ สารควบคุมสัตวแ์ ละแมลง)

2.2 การจดั ระบบระบายอากาศบรเิ วณพน้ื ทีจ่ ัดเก็บ
- กรณีมีเครือ่ งปรับอากาศ หมนั่ ดแู ลบารงุ รักษาเคร่ืองปรับอากาศ

อย่างสม่าเสมอ มีการบันทึกอุณหภูมิและความชื้น (หากมี
เคร่ืองวัดความชืน้ ) วันละ 2 ครัง้ ในชว่ งเชา้ และบา่ ย
- กรณีไมม่ เี ครื่องปรบั อากาศ ควรจัดการสถานท่ีให้มีอากาศถ่ายเท
ดี และหลีกเลี่ยงแสงแดดส่องถึง ไม่มีความช้ืน สะอาด มีระบบ
ระบายอากาศ เชน่ การติดตง้ั พดั ลม เปน็ ต้น
2.3 สถานท่ีเก็บ มีแผนผังแสดงตาแหน่งการจัดเก็บยาและ
เวชภัณฑ์ชัดเจน เพื่อความสะดวกแก่การค้นหา อาจกาหนดเป็นรหัส
ตวั เลขบอกสถานท่เี กบ็
2.4 สิ่งอุปกรณ์อานวยความสะดวก ที่ใช้สาหรับการตรวจสอบ
ต้องได้รับการสอบเทียบ (Calibration) ตามระยะเวลาท่ีกาหนด เช่น
เทอรโ์ มมเิ ตอร์

3. วิธีการเกบ็ รกั ษายาและเวชภัณฑ์
3.1 สภาวะการเก็บยาและเวชภัณฑ์แต่ละรายการ ควร

สอดคล้องตามท่ีระบุไว้บนฉลาก หรือข้อกาหนดที่บริษัทระบุไว้ตามผล
การทดสอบความคงสภาพของยา

3.2 ควรวางยาและเวชภัณฑ์บนช้ัน ไม่ควรวางไว้กับพ้ืนโดยตรง
ควรจัดให้มีแผ่นไม้หรือแท่นรองรับ (พาเลต Pallet) เพื่อปูองกัน

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉินการแพทย์ พร. 44

ความชื้นจากพนื้ ไม่ให้ขนึ้ มาส่ยู า จัดวางให้มีระยะห่างเพียงพอให้ง่ายต่อ
การทาความสะอาด และตรวจสภาพการใชง้ าน

3.3 จัดยาเป็นหมวดหมู่ แยกการจัดเก็บตามประเภทยา/
เวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา อย่างชัดเจน (แยกยา, เวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา, วัสดุ
วทิ ยาศาสตรก์ ารแพทย์ อย่างขดั เจน)

-จัดให้เปน็ หมวดหมู่ตามรปู แบบผลติ ภัณฑ์ เช่น ยาเมด็ ยาฉีด ยา
นา้ ยาใชภ้ ายนอก เปน็ ตน้

-จัดเรียงตามฤทธ์ิการรักษาทางเภสัชวิทยา เช่น กลุ่มยาระบบ
ทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร แกป้ วด ยาปฏิชีวนะ เป็น
ตน้
-จัดเรียงตามลาดับอักษรของชื่อยา/เวชภัณฑ์ เร่ิมจาก A-Z เป็น

ตน้
3.4 จัดเวชภัณฑ์ที่รับเข้าใหม่หรือท่ีมีอายุการใช้ยาวกว่าไว้ด้าน
ในหรือด้านซ้าย จัดเวชภัณฑ์เก่าหรือท่ีมีอายุการใช้งานส้ันกว่าไว้ด้าน
นอกหรือด้านขวา เพ่ือให้มั่นใจว่าจัดจ่ายหมุนเวียนตามอายุยาท่ีเหลือ
คือสิ้นอายุก่อนจ่ายออกกอ่ น (FEFO, first expired / first out)
3.5 ยาท่ีมีลักษณะภายนอกคล้ายกัน หรือช่ือคล้ายกัน (ยารูป
คลา้ ยเสียงพ้อง Look Alike, Sound Alike Medication (LASA)) ควร
จัดแยกให้ห่างกัน หรือควรทาสติกเกอร์ติดเพิ่ม เช่น เขียนยา LASA
เพือ่ ปูองกันการหยบิ ยาผิด ก่อนท่ีจะเก็บเขา้ ช้นั วาง
3.6 เพ่ือปูองกันยาท่ีเก็บหมดอายุ ควรทาสัญลักษณ์แสดงวัน
เดือนปีที่ใกล้หมดอายุให้ชัดเจน เช่น ติดสติกเกอร์สีต่างๆ แสดงปีท่ียา
หมดอายุ และเขยี น/พมิ พห์ มายเลขของเดือนที่หมดอายุลงบนสติกเกอร์
ลงที่ขวดหรือกล่องให้เห็นชัดเจน ทาบัญชีควบคุมวันหมดอายุของยา
และเวชภัณฑ์และตรวจสอบทุกเดือน หากพบว่ายาใดใกล้หมดอายุ

ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉินการแพทย์ พร. 45

(ภายใน 6 เดือนข้างหน้า) และมีค้างอยู่ในคลังเวชภัณฑ์จานวนมากซึ่ง
อาจใช้ไม่หมดทันเวลา ให้รีบรายงานต่อหัวหน้าหน่วยงาน/แพทย์ เพื่อ
ขอความรว่ มมือในการใช้ หรือทาการแลกเปล่ียนกับผู้ขายตามข้อตกลง
ที่กาหนดไว้ สาหรับยาที่หมดอายุ หรือเส่ือมสภาพแล้ว ควรแยกเก็บ
ออกจากยาอนื่ ๆ และรายงานปญั หายาเสื่อมสภาพกับผู้ขาย/แหล่งที่มา
เพื่อแลกเปลยี่ นพสั ดหุ รอื รอทาเร่อื งจาหน่าย

3.7 ยาทีต่ อ้ งเกบ็ รกั ษาเป็นพิเศษ เชน่
- ยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ต้องแยกเก็บไว้เป็นสัดส่วนในท่ีม่ันคง
แข็งแรง ปลอดภัย มีกุญแจใส่ไว้พิเศษ กาหนดผู้รับผิดชอบ ทาบัญชีรับ
จา่ ย และควบคมุ ตามแบบฟอร์มท่กี าหนด
- วัตถุออกฤทธิต์ อ่ จิตและประสาท แยกเก็บไว้เป็นสัดส่วน ทาบัญชีรับ-
จา่ ย และควบคุม ตามแบบฟอร์มที่กาหนด
- ยาท่ีมีความเสี่ยงสูง (high - alert drugs) หมายถึงยาท่ีมีความเส่ียง
สูงท่ีจะก่อให้เกิดอันตราย หรือผลเสียต่อผู้ปุวยอย่างรุนแรง ถ้าหากมี
ความผดิ พลาดในการส่ังใช้ยา คัดลอกคาสั่งใช้ยา จ่ายยา หรือการให้ยา
ดังนั้นจึงต้องมีการจัดเก็บยาอย่างรัดกุม เพื่อไม่ให้เกิดการหยิบผิด ควร
แยกยากลุ่มนี้ไว้ห่างกับยาอื่นท่ี เพื่อลดความคลาดเคลื่อนในการจ่าย/
เตรียมยา และติด Sticker สีแดง เขียน HAD ท่ีภาชนะท่ีเก็บยา เพ่ือให้
ชัดเจน และเพิ่มความระวังในการใช้ยามากข้นึ
- ยาที่มรี าคาแพงมาก ควรแยกเก็บ การหยิบยาไปใช้ต้องมีการควบคุม
บญั ชี และตรวจสอบสม่าเสมอ
- ยาเคมีบาบัด ต้องแยกพื้นท่ีเก็บจากยาทั่วไป เพ่ือปูองกันความ
ผิดพลาดในการหยิบยาผิดและการฟุูงกระจายของสารเคมีที่เป็นพิษ
ไม่ใหไ้ ปปะปนกับยาอืน่ ๆ

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 46

- ยาท่ีใช้ในการศึกษาวิจัย ต้องแยกเก็บ ควบคุมการเบิกจ่ายโดยผู้ที่มี
อานาจ
- แอลกอฮอลแ์ ละวัสดไุ วไฟอ่นื ๆ เชน่ เอธลิ คลอไรด์ (ethyl chloride),
อะซีโตน (acetone) ต้องเก็บในท่ีท่ีมีอุณหภูมิต่าและต้องเก็บแยก
ตา่ งหากจากเวชภัณฑอ์ น่ื ๆ เพราะตดิ ไฟไดง้ ่าย
- ยาประเภทชีววัตถุ เช่น อินซูลิน วัคซีน เซรุ่ม แอนตี้ทอกซิน ท็อก
ซอยด์ ต้องเก็บไว้ท่ีควบคุมอุณหภูมิตามท่ีบริษัทผู้ผลิตกาหนด สาหรับ
เก็บเวชภัณฑ์น้ันๆโดยเฉพาะ ถ้าอยู่ในอุณหภูมิท่ีไมถูกต้อง จะทาให้ยา
ชีววัตถุนั้นสูญเสียคุณภาพ หากยาน้ันต้องปูองกันแสงให้ใส่ไว้ในกล่อง
หรือภาชนะที่ปูองกันแสง ควรมีแผนผังตาแหน่งการจัดวาง แยกเป็น
หมวดหมชู่ ดั เจน และควรติดสตกิ เกอร์ บอกสภาวะการเก็บท่ีถูกต้อง ถ้า
เป็นไปได้ควรมีระบบติดตามควบคุมอุณหภูมิการจัดเก็บ พร้อมข้อมูล
การแสดงผลแบบ real time เพ่ือสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา
จัดเก็บ ตัวอย่างเช่น อินซูลิน ,Toxoid , Antitoxin จะต้องเก็บไว้ที่
อุณหภมู ิ 2-8 องศาเซลเซียส ควรเกบ็ ไว้ในตเู้ ยน็ เกบ็ ยา

3.8 การเกบ็ ยาในตูเ้ ยน็ ควรดาเนินการดงั น้ี
• “เก็บยาในตู้เย็น” หมายถึงเก็บยาท่ีอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส น่ัน
คือตู้เย็นช่องธรรมดา นอกจากระบุชัดเจนว่า “เก็บยาในช่องแช่แข็ง”
(freezer อุณหภูมิระหว่าง -20 ถงึ -10 C)
• “ตู้เย็นเก็บยา” ควรแยกต่างหากจากตู้เย็นท่ีใช้สาหรับวัตถุประสงค์
อ่นื
• ไม่ควรเก็บยาท่ีส่วนประตูตู้เย็น เพราะอุณหภูมิจะเกิดการ
เปล่ียนแปลงได้ง่ายเม่อื เปดิ -ปิดตู้เย็นเพื่อใช้งาน และไม่ควรเปิดตู้เย็นท้ิง
ไวน้ านๆ เพราะมผี ลทาให้อณุ หภูมิสูงขึน้

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉินการแพทย์ พร. 47

• หากเป็นตู้เย็นชนิดประตูเดียวท่ีไม่ได้แยกเป็นสัดส่วนช่องแช่แข็งและ
ช่องธรรมดาชัดเจน ไม่ควรวางยาไว้บนชั้นบนสุดที่ใกล้กับช่องแช่แข็ง
เพราะอุณหภูมิอาจเย็นเกินไปจนยาแข็งตัวได้ ควรวางท่ีช้ันกลางของ
ต้เู ย็น (ควรทดสอบตาแหน่งอุณหภมู ทิ ่เี หมาะสมของต้เู ย็น เนอ่ื งจากการ
กระจายความเยน็ ของตูเ้ ย็นจะไมเ่ ทา่ กัน)
• วางเทอร์โมมิเตอร์ที่สามารถวัดอุณหภูมิได้ท้ังค่าบวกและลบไว้ใน
ตู้เย็น เพ่ือจะได้ม่ันใจได้ว่าอุณหภูมิของตู้เย็นที่ใช้งานอยู่ในช่วง 2-8
องศาเซลเซียส ต้องมีการบันทึกอุณหภูมิอย่างน้อยวันละ ๒ คร้ัง เช้า
เย็น อย่างสม่าเสมอ โดยใช้แบบฟอร์มบันทึกอุณหภูมิที่กาหนด หาก
อุณหภูมิไม่อยู่ในช่วง 2-8 องศาเซลเซียส ให้ปรับปุมควบคุมอุณหภูมิ
ตู้เย็น แล้วทาการติดตามอุณหภูมิตู้เย็นอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง หากไม่
สามารถปรับให้อุณหภูมิอยู่ในช่วงท่ีกาหนดได้ภายใน 24 ช.ม. ควรรีบ
ตรวจสอบหาสาเหตุ และเปลย่ี นทีเ่ ก็บยาใหเ้ หมาะสมทนั ที (ถ้าเป็นไปได้
ควรมรี ะบบติดตามควบคุมอณุ หภูมิต้เู ยน็ พรอ้ มข้อมูลการแสดงผลแบบ
real time เพอื่ สามารถตรวจสอบอณุ หภมู ิไดต้ ลอดเวลา)
• ติดปูาย “ห้ามดึงปลั๊กตู้เย็นออก” หรือ “ห้ามปิดสวิทช์ Breaker ของ

ตู้เย็น” ควรเสียบปลั๊กตู้เย็นกับระบบไฟสารอง ปล๊ักตู้เย็นควรมี
เต้าเสียบแยกต่างหาก และพันเทปกาวให้ปล๊ักตู้เย็นติดแน่นเพ่ือ
ปอู งกันปลั๊กหลุด
• กาหนดแนวทางปฏบิ ัตหิ ากไฟดับหรอื ตเู้ ย็นเสยี ไม่ทาความเยน็
• ระวัง! ไม่ใช่ยาทุกชนิด จะสามารถเก็บรักษายาในตู้เย็นได้ เพราะ
ความเย็นอาจทาให้ยาเสื่อมสภาพ ดังนั้นควรอ่านฉลากยาเพื่อเลือก
วิธีการเกบ็ รกั ษาทีถ่ กู ตอ้ ง

ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 48

บรรจภุ ณั ฑท์ ่เี หมาะสมกบั รปู แบบและชนิดของยา

ภาชนะบรรจแุ บบขนาดใช้ครั้งเดยี ว (Single-dose containers)
ภาชนะบรรจแุ บบขนาดใชห้ ลายครัง้ (Multiple-dose containers)

Single-dose containers Multiple-dose containers

รปู แบบของภาชนะทเ่ี หมาะสมสาหรบั การเกบ็ ยา ได้แก่
1. ภาชนะปิดสนิท (Well-closed) คือ ภาชนะท่ีปูองกันยาจากฝุน

ละอองภายนอกเข้ามาปนเปอื้ นตัวยาสาคัญและสามารถปูองกันการสูญ
หายของตัวยาสาคัญภายใต้สภาวะปกติ หรือระหว่างการควบคุม ขนส่ง
จัดเก็บ และแจกจ่าย ตัวอย่างเช่น ซองยาซิปล็อค ,กระปุกยาฝาเกลียว
ท่ีไม่มีขอบซีล , ตลับแบง่ ยา เปน็ ต้น

2. ภาชนะปิดแน่น (Tight) คือ ภาชนะท่ีปูองกันยา จากการ
ปนเปื้อนของสารจากภายนอกทั้งในสภาวะของเหลว ของแข็งและก๊าซ
เข้ามาปนเปื้อนตัวยาสาคัญ สามารถปูองกันการสูญหายของตัวยา
สาคัญ และปูองกันการเกิดเป็นผลึก การเยิ้มเหลว หรือการระเหย
ภายใตส้ ภาวะปกตหิ รือระหวา่ งการควบคมุ ขนส่ง จัดเก็บ และแจกจ่าย
ตัวอย่างเช่น กระปุกยาชนิดฝาปิดสนิท กระปุกยาชนิดฝาล็อค หรือ
กระปุกยาทมี่ ขี อบซีลยาง เป็นตน้

3. ภาชนะกันแสง (Light-resistant) คือภาชนะทป่ี ูองกันยาจากแสง
ที่สามารถปูองกันแสงได้ด้วยคุณสมบัติของตัวเอง หรือจากการเคลือบ
ปูองกันแสงไว้บนผิววัตถุของภาชนะ เช่น กล่องบรรจุ หีบ ห่อ เป็นต้น

ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 49

ใช้สาหรับบรรจุยาท่ีระบุว่า “protect from light” (หรือปูองกันแสง)
ตัวอย่างเช่น ซองยาซิปล๊อคสีชา กระปุกยาชนิดแก้วสีชา (amber
bottle) กระปุกยาพลาสตกิ ทบึ แสง ตลบั ยาชนิดทึบแสง เปน็ ต้น

ภาชนะปดิ สนิท (Well-closed) ภาชนะปิดแน่น (Tight) ภาชนะกนั แสง (Light-resistant)

รปู แบบของภาชนะบรรจุยาปราศจากเช้ือ

1. หลอดยาฉีด หรือ แอมพูล (Ampoules for injectables) หลอด
ยาฉีด หรือแอมพูล ใช้สาหรับยาฉีด ขนาดใช้คร้ังเดียว ปริมาตรไม่เกิน
20 มลิ ลิลิตร

2. ขวดแก้วสาหรับบรรจุยาฉีดปริมาตรน้อย หรือ ไวแอล (Vials for
injectables) เปน็ ภาชนะบรรจุแบบใช้หลายครั้ง มีขนาดบรรจุต้ังแต่ 1
- 100 มลิ ลิลิตร

3. กระบอกฉีดยาที่บรรจุยาพร้อมฉีด (Prefillable syringes) เป็น
กระบอกฉดี ยาทบ่ี รรจุยาพร้อมฉีด มีทั้งผลิตจากแก้ว และผลิตจากพอลิ
เมอร์ ส่วนใหญ่จะมีเข็มฉีดยาติดมาด้วยพร้อมสาหรับฉีด ใช้งานง่าย
สะดวก ลดความผิดพลาดจากการให้ยา ปริมาณยาท่ีให้ถูกต้องแม่นยา
และลดความเสย่ี งจากการปนเป้ือนได้ดี

4. หลอดแก้วคาร์ทริดจ์ สาหรับบรรจุยาฉีด (Glass cartridges for
injectables) เป็นหลอดแก้วบรรจุยาฉีดบางชนิด เช่น ยาชาเฉพาะท่ี
ยาสาหรับงานทันตกรรม อนิ ซลู นิ สาหรับฉีด โดยเวลาใช้งานต้องนาคาร์

ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 50


Click to View FlipBook Version