ทริดจ์ไปประกอบกับอุปกรณ์พิเศษ เช่น dental cartridge syringe
หรือ insulin pen เพ่อื ฉดี ยาให้กับผูป้ ุวย
5. ขวดแก้วสาหรับบรรจุยาฉีดปริมาตรมาก (Infusion glass
bottles) มีขนาดตั้งแต่ 50-1000 มิลลิลิตร และจะต้องบรรจุยาฉีด
สาหรับใช้คร้ังเดียวเท่าน้ัน ถ้าเปิดแล้วใช้ไม่หมดต้องทิ้งไป ปัจจุบันใช้
ขวดแก้วนี้ลดลง เนื่องจากผู้ผลิตยาหันไปใช้ภาชนะบรรจุท่ีทาด้วย
พลาสติกแทน
6. ขวดชนิดก่ึงแข็ง (Semi-rigid bottles) ทาจาก polyethylene
ใช้บรรจุยาฉีดปรมิ าตรมาก 100-1000 มิลลลิ ติ ร
7. ถุงสาหรับบรรจุยาฉีดปริมาตรมาก (Bags) บรรจุยาฉีด 500-
1000มิลลิลติ ร ทาจาก polyvinyl chloride (PVC)
8. ขวดพลาสตกิ ชนิดบบี สาหรับบรรจยุ าหยอดตา
9. หลอดพลาสตกิ ชนดิ บบี สาหรับบรรจุข้ีผ้งึ ปูายตา
รูปแบบของภาชนะบรรจยุ าปราศจากเชอ้ื
ภาชนะบรรจยุ าหยอดตา ชนดิ หลอด nebule และชนดิ ขวด ภาชนะบรรจุยาปูายตา
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉินการแพทย์ พร. 51
รายการยาทเี่ กบ็ พ้นแสง (Protect from light)
ตวั อยา่ ง ยาทตี่ อ้ งเก็บพน้ แสง ต้องใสซ่ องสีชา หรอื เก็บในกลอ่ งบรรจุ หรอื ในแผง
เดิมจากบรษิ ทั
Aspirin Tab Adrenaline Inj
Amiodarone Inj Atenolol Tab
Amoxyclav Tab (Amoxicillin และ Clavulanic Acid)
Ceftriaxone sodium Inj Clindamycin Cap
Chlorphenamine (CPM) Inj Chlorphenamine (CPM) Syr
Diazepam Tab Diazepam Inj
Dexamethasone Inj Domperidone Tab
Doxycycline Cap
Enalapril Tab
Furosemide Inj
Griseofulvin Tab
Hydrochlorothiazide Tab (HCTZ) Hydroxyzine Tab
Isosorbide dinitrate Tab
Metoclopramide Inj Metronidazole Tab
Morphine Inj Multivitamin (MTV ) Tab
Naproxen Tab Norfloxacin Tab
Omeprazole Cap Omeprazole Inj
Poly Oph Eye Drop Propranolol Tab
Salbutamol Nebule Vitamin C Tab
Terbutaline Inj
Vitamin B complex Tab
เอกสารอ้างองิ American Pharmacists Association (APhA), Drug Information Handbook with International Trade Names
Index. 26 th ed. Wolters Kluwer; 2017-2018.
ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉินการแพทย์ พร. 52
ขอ้ มูลแสดงบนบรรจภุ ณั ฑข์ องยา
ยาทกุ ชนิดทุกประเภทกาหนดให้ตอ้ งมีฉลากยา หรือข้อมลู บนกล่อง
ผลติ ภัณฑ์ยา และเอกสารกากับยา (product information leaflet)
เพราะฉลากยา และเอกสารกากับยาเหลา่ นี้ คือแหลง่ ข้อมลู สาคัญท่ีผ้ใู ช้
ยา รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ท่ีใช้ยาน้ันกับผู้ปวุ ย ควรรู้ไว้ประกอบ
ในการใช้ยา ในเอกสารกากับยาจะระบรุ ายละเอยี ดเกยี่ วกับยา
โดยเฉพาะขอ้ มูลทเี่ กย่ี วข้องกับความปลอดภยั รวมท้งั คาเตือนชนดิ
Black box warnings ในการรกั ษาโรคกลุม่ ตา่ งๆ เพอ่ื ใหม้ ีการจดั การ
ติดตาม และการเฝาู ระวังผู้ปุวยอยา่ งเหมาะสม ความปลอดภยั ในการใช้
ยานน้ั นบั เปน็ หวั ใจสาคัญของการบริบาลทางเภสัชกรรม การทราบ
ข้อมูลดา้ นความปลอดภยั ทีส่ าคญั ของยา รวมทั้งข้อมูลอืน่ ๆทีเ่ กย่ี วข้อง
ทาให้บคุ ลากรทางการแพทย์สามารถตดั สินใจให้การรักษาบนพืน้ ฐาน
ของความเสย่ี ง และประโยชนท์ ่ผี ูป้ วุ ยแตล่ ะรายจะได้รับ อีกทั้งส่งเสรมิ
ใหม้ คี วามเข้าใจ สามารถนามาประยุกต์ใชใ้ นการปฏิบัติงาน และเป็น
ประโยชน์ในการรักษาแกผ่ ู้ปวุ ยตามทคี่ าดหวงั และปลอดภัย
พระราชบญั ญัติยา พ.ศ. 2510 ความในมาตรา 25 กาหนดให้ผู้ไดร้ ับ
อนุญาตผลิตยาแผนปัจจุบนั ต้องจดั ให้มีฉลากตามทขี่ ้ึนทะเบียนตารบั ยา
ไว้ โดยจะต้องปิดไวท้ ภ่ี าชนะและหีบห่อบรรจยุ าหรือฉลากและเอกสาร
กากับยา ดงั ตวั อย่างในรูป
ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉินการแพทย์ พร. 53
1. ชื่อยา (Product name)
2. รปู แบบยา (Dosage form)
3. ชอ่ื ของตวั ยาสาคญั
(Name of Active
Ingredient(s))
4. ความแรงของตัวยาสาคญั
(Strength of Active
ingredient(s))
5. รนุ่ การผลติ ครงั้ ทผ่ี ลิตหรอื
วเิ คราะหย์ า
(Batch number /
Lot number)
6. วนั ผลิต (Manufacturing
date)
7. วนั สนิ้ อายุ (Expiration date) หรือแสดงคาว่า “ยาสิน้ อาย”ุ
8. วิธีการใหย้ า (Route of Administration)
9. สภาวะการเกบ็ รกั ษา (Storage condition)
10. เลขทะเบยี นตารับยา (Country’s Registration Number)
11. ชอื่ และทอ่ี ยู่ของผู้รบั อนุญาตผลติ หรือนาเข้า
12. ชอ่ื และท่ีอย่ขู องผ้ผู ลิตในต่างประเทศ (ในกรณนี าหรือสั่งยาแผนปจั จุบนั
เขา้ มาในราชอาณาจักร)
13. ประเภทของยา เชน่ ยาใชภ้ ายนอก, ยาใช้เฉพาะท่ี, ยาอนั ตราย, ยา
ควบคมุ พเิ ศษ, วัตถอุ อกฤทธิ์ เปน็ ต้น
14. วิธีใช้ยา (Dosage and Administration)
15. ขนาดบรรจุ (Pack sizes)
16. คาเตอื นตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (Warning)
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 54
ข้อมูลเหลา่ นี้ หมายถึงอะไร สาคญั อยา่ งไร และมปี ระโยชนอ์ ยา่ งไร
- ชือ่ ยา ทงั้ ชอื่ สามัญของตัวยา (ช่ือของตัวยาสาคัญ (Name of Active
Ingredient(s))) และชอ่ื ทางการค้า (Product name) ชื่อสามัญของยา
เป็นเร่ืองที่สาคัญมาก เพราะจะเป็นการช่วยปูองกันการใช้ยาซ้าซ้อน
กรณีต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาที่มีตัวยาสาคัญ
มากกว่า 1 ชนิด การท่ีผู้ปุวยได้รับยาท่ีมีช่ือสามัญทางยาเหมือนกัน
หรือได้รับยาที่มีกลไกการออกฤทธ์ิเหมือนกันซึ่ง จัดเป็นความคลาด
เคล่ือนทางยาที่อาจส่งผลให้ผู้ปุวยเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาหรือ
เกิดอนั ตรายแกช่ วี ติ ผู้ปุวยได้
- รปู แบบยา (Dosage form) จากการท่ีตัวยาชนิดเดียวกัน อาจทาได้
หลายรูปแบบ รปู แบบยาที่แตกต่างกันน้ีมีจุดประสงค์การใช้และวิธีใช้ที่
แตกต่างกัน รวมถึงรูปแบบที่ต่างกันจะช่วยให้ความสะดวกและการ
ยอมรับของผู้ปุวย (patient compliance) รวมถึงความปลอดภัยแก่
ผู้ปุวยในการใช้ยา การที่ผู้ปุวยให้การยอมรับจะทาให้สามารถใช้ยา
ดงั กล่าวไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง และต่อเนอ่ื ง เช่น ยาที่ต้องบดหรือเคี้ยวยาก่อน
กลืน หรือยาที่ห้ามแบ่งห้ามบด หรือยาที่ให้อมใต้ล้ินเพื่อให้ยาออกฤทธ์ิ
เร็ว แต่ถ้าใช้ยาไม่ถูกต้อง ความสะดวกน้ันอาจจะกลายเป็นโทษได้
ยงั ผลให้การรกั ษาไมเ่ ป็นไปตามแผน ดังน้ันเราจึงต้องทราบรูปแบบของ
ยาแตล่ ะชนิดท่ใี ช้
- ความแรงของตัวยาสาคัญ (Strength of Active ingredient(s))
นอกจากช่ือของตัวยาสาคัญท่ีมีฤทธิ์ในการบาบัดรักษาโรค ท่ีเราต้อง
ทราบแล้ว ความแรงหรือปริมาณของตัวยาสาคัญก็ต้องให้ความใส่ใจ
ด้วย เพราะยานั้นอาจมีหลายความแรง ขนาดของยาที่ให้แก่ผู้ปุวยแต่
ละรายแต่ละกรณกี จ็ ะแตกตา่ งกัน
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉินการแพทย์ พร. 55
- เลขทะเบียนตารับยา ทั้งยาแผนปัจจุบัน และยาแผนไทย หรือแผน
ทางเลอื ก (ยาแผนโบราณ) ต้องขน้ึ ทะเบียนยากับคณะกรรมการอาหาร
และยา เมื่อผ่านการอนุมัติจากสานักงานคณะกรรมการอาหารและยา
แล้ว จะได้เลขทะเบียนยา หรือทะเบียนยาเลขที่ หรือ Reg. No. ตาม
ด้วยอักษรและตัวเลข เช่นเลขทะเบียนยาท่ี G 70/62 หรือทะเบียนยา
เลขท่ี G 70/62 หรือ Reg. No. 70/62 โดยไม่ต้องมีกรอบ อย. (ถ้ายา
ใส่เลขทะเบียนเป็นกรอบ อย. ให้สันนิษฐานว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ขึ้น
ทะเบยี นยา) และแสดงถงึ ยานนั้ มผี ลในการรักษาจริง
- รุ่นการผลิต ครั้งที่ผลิตหรือวิเคราะห์ยา (Batch number / Lot
number) เลขท่ี หรืออักษรแสดงคร้ังที่ผลิตหรือวิเคราะห์ ซึ่งมักใช้
คาย่อเป็นเช่น Lot No., Cont.No., Batch No. หรือ L , C , L/C ,
B/C แล้วตามด้วยเลขแสดงคร้ังท่ีผลิต เช่น Batch No. 765 คือเป็น
ผลิตภัณฑ์ท่ีผลิตครั้งที่ 765 ซ่ึงปกติแล้วตัวเลขที่แสดงจะเป็นส่ิงท่ีแต่
ละบริษัทจะกาหนดเพื่อประโยชน์ในการสืบค้นข้อมูลต่างๆ ในการผลิต
เช่น เมื่อผลิตภัณฑ์มีปัญหาหากบอกเลขที่น้ีจะทาให้สะดวกในการ
สืบคน้ ข้อมลู การผลิตต่อไป เช่น เมื่อมีการเรียกเก็บคืนยา จะมีการแจ้ง
จากสานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แจ้งเรียกคืน
ผลติ ภัณฑย์ า ... เลขทะเบยี น ... Lot No. … ผลิตเมื่อ …. วันท่ีหมดอายุ
….. ผู้รับอนญุ าตคือ บริษัท …. เนื่องจาก …. เราจะสามารถตรวจสอบ
จากรนุ่ การผลติ ได้
- วันผลิต (Manufacturing date) และวันสิ้นอายุ (Expiration
date)
วันหมดอายุหรือวันสิ้นอายุของยา คือวันที่กาหนดอายุการใช้ยาสาหรับ
ยาที่ผลิตในแต่ละครั้ง เพ่ือแสดงว่ายาดังกล่าวมีคุณภาพมาตรฐานตาม
ข้อกาหนดตลอดช่วงระยะเวลาก่อนถึงวันส้ินอายุของยา กรณีท่ีระบุ
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉินการแพทย์ พร. 56
เฉพาะเดือนและปีท่ีหมดอายุ วันหมดอายุจะเป็นวันสุดท้ายของเดือน
ยาจะมีคุณภาพที่ดีจนถึงอายุยาท่ีกาหนด หากอยู่ภายใต้การจัดเก็บที่
เหมาะสมตามท่ีแนะนาโดยบริษัทผู้ผลิต แต่หากมีการจัดเก็บยาที่ไม่
เหมาะสม ยาจะเสื่อมสภาพและมีคุณภาพลดลงต่ากว่ามาตรฐาน
กาหนด ก่อนวันหมดอายุท่ีระบุไว้ ปัจจัยท่ีส่งผลให้ยาหมดอายุ หรือ
เสื่อมคุณภาพ เช่น ความชื้นสูง ปริมาณอากาศที่ผ่านเข้าออกในตัวยา
ความร้อน แสงแดด เป็นต้น ดังนั้นการสังเกตลักษณะทางกายภาพของ
ยาร่วมด้วยจัดเป็นสิ่งที่สาคัญไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะหากยามีลักษณะ
ที่เปล่ียนไปจากเดิมแล้ว ก็อาจอนุมานได้ว่าคุณภาพของยาน่าจะ
เปลยี่ นแปลงและไมค่ วรใช้ยานนั้ ต่อไป
- สภาวะการเกบ็ รักษา (Storage condition) การเกบ็ รกั ษายาให้มี
สภาพท้ังคุณสมบัติทางเคมี ทางกายภาพ ทางชีวภาพ ผลการรักษา
และความเป็นพษิ ให้อยู่ในเกณฑ์ที่กาหนด สามารถใช้ได้ตลอดอายุของ
ยา หรือที่เรียกว่า ความคงสภาพของยา (stability) สามารถนาไปใช้
รักษาโรคให้กับผู้ปุวยได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จะต้องเก็บยาน้ันใน
สภาวะและภาชนะตามที่บรษิ ทั ระบุไว้
- ประเภทของยา ที่กล่องยา หรือขวดยา จะระบุว่าเป็นยาประเภทใด
"ยาอันตราย" "ยาควบคุมพิเศษ" "ยาใช้ภายนอก" หรือ "ยาใช้เฉพาะที่"
แล้วแต่กรณี ด้วยอักษรสีแดงเห็นได้ชัดเจน ในกรณีเป็นยาอันตราย ยา
ควบคุมพิเศษ ยาใชภ้ ายนอก หรือยาใชเ้ ฉพาะท่ี เปน็ การแสดงข้อมูลให้
ผูใ้ ช้ทราบว่ายาดังกล่าวมีข้อควรระวังในการใช้ยามากน้อยแค่ไหน หรือ
ควรใช้ยาน้ีภายใตก้ ารดแู ลของแพทย์หรือเภสชั กร
“ยาควบคุมพิเศษ” เป็นยาท่ีอาจเกิดอันตรายได้สูงหากใช้ไม่ถูกต้อง
ผ้ปู วุ ยที่ตอ้ งใชย้ าน้ีต้องไดร้ บั การวนิ ิจฉัยจากแพทย์ก่อน ยาบางชนิดมีใช้
เฉพาะในโรงพยาบาลเท่าน้ัน บางชนิดที่มีในร้านขายยาจะจาหน่ายได้
ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 57
เฉพาะมีใบสั่งแพทย์ ยาในกลุ่มน้ีสังเกตได้จาก “อักษรสีแดง” ที่ระบุว่า
“ยาควบคุมพิเศษ” บริเวณกล่อง หรือภาชนะบรรจุยา ตัวอย่างยาใน
กลุ่มน้ีเชน่ ยาเม็ดสเตียรอยด์ เป็นต้น
“ยาอนั ตราย” เป็นยาท่ีควรใช้ภายใต้คาแนะนาของแพทย์หรือเภสัชกร
หากใชไ้ ม่ถกู ต้องทง้ั ปริมาณและระยะเวลา อาจทาให้เกิดอันตรายขึ้นได้
จาหน่ายได้เฉพาะในร้านขายยาแผนปัจจุบันท่ีมีเภสัชกรแผนปัจจุบันทา
หน้าท่ีควบคุมดูแล หรือจาหน่ายได้ในโรงพยาบาล สถานีอนามัยหรือ
คลินิกท่ีมีแพทย์แผนปัจจุบันประจาการอยู่ จะมีคาว่า “ยาอันตราย”
ระบไุ ว้บนฉลากขา้ งภาชนะบรรจุ
“ยาใชภ้ ายนอก” หมายถงึ ยาที่ใชส้ าหรบั ภายนอกร่างกาย ไม่รวมถึงยา
ใช้เฉพาะท่ี
“ยาใช้เฉพาะท่ี” หมายถึง ยาที่ใช้ได้เฉพาะท่ีกับหู ตา จมูก ปาก ทวาร
หนกั ช่องคลอด หรือ ทอ่ ปัสสาวะ
“ย า ส า มั ญ ป ร ะ จ า บ้ า น ”เ ป็ น ย า แ ผ น ปั จ จุ บั น ห รื อ ย า แ ผ น โ บ ร า ณ ท่ี
รัฐมนตรีประกาศ ให้เป็นยาสามัญประจาบ้าน ยาก
ลมุ่ นี้ไดร้ ับการพจิ ารณาแล้วว่าปลอดภยั เป็นอันตราย
ต่อสุขภาพน้อย สามารถใช้ได้เลย ไม่ต้องอยู่ในความ
ดูแลของแพทย์ เป็นยาที่จาหน่ายได้โดยทั่วไปไม่ต้อง
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 58
มีใบอนุญาตขายยา และใหผ้ ปู้ วุ ยสามารถตดั สนิ ใจเลือกใช้ยาด้วยตนเอง
ตามอาการเจ็บปุวยเบ้ืองต้น ยาในกลุ่มน้ีสังเกตได้จาก “อักษรสี
เขียว” ท่ีระบุว่า “ยาสามัญประจาบ้าน” บริเวณกล่อง หรือภาชนะ
บรรจยุ า
สาหรับยาท่ีจัดเป็น วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ตาม
พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 และ
ประมวลกฎหมายยาเสพติด ท่ีมีผลบังคับใช้ เม่ือ 9 ธันวาคม 2564
กาหนดให้ ระบุคาว่า “วัตถุออกฤทธ์ิ” ด้วยอักษรสีแดงเป็นระยะ
ตอ่ เนื่องกนั บนพื้นสขี าวมีเส้นกรอบสีแดง ตลอดฉลากในแนวระดับ เห็น
ไดช้ ัดเจน อีกท้ังมีข้อความว่า “คาเตือน อาจเสพติดและให้โทษ ต้องใช้
ตามแพทย์ส่ัง” ด้วยอักษรสีแดง มีลักษณะและขนาดท่ีชัดเจนและเด่น
กว่าขอ้ ความอ่ืนในฉลาก
- ช่ือและที่ต้ังของผู้ผลิต ทาให้ทราบแหล่งท่ีผลิตยา ซ่ึงมีท้ังยาท่ีผลิต
และนาเข้าจากต่างประเทศ ได้แก่ ยาต้นแบบ (original) และยาท่ี
ผลิตในประเทศ (Generic drug) ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต เป็นข้อมูลท่ีมี
ความสาคัญโดยเฉพาะกรณีที่เกิดปัญหาเกี่ยวกับยาของบริษัทนั้นๆ เรา
สามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเพ่ือร้องเรียนได้ถูกต้อง โดยระบุเลขท่ีหรือ
คร้ังท่ีผลิตของยาน้ันเพ่ือให้หน่วยงานรับเรื่องทาการตรวจสอบได้
ถูกต้องและรวดเร็ว
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 59
- ขนาดและวิธีใช้ยา ทาให้ทราบข้อกาหนดการใช้ยา หรือเหตุผลของ
การใช้ยา ขนาดและระยะเวลาการใช้ยาที่ถูกต้องเหมาะสมกับผู้ปุวยใน
แต่ละกรณี เช่น รับประทานอย่างไร เวลาใด จานวนเท่าไร และควร
รับประทานนานแค่ไหน
- คาเตือน ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (Warning) เรื่อง ยาท่ี
ต้องแจ้งคาเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกากับยาและ
ข้อความของคาเตอื นของยา การจัดให้มีคาเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากยา
และท่ีเอกสารกากับยา สาหรับยาท่ีรัฐมนตรีประกาศ ต้องแจ้งข้อมูลที่
เกี่ยวขอ้ งกบั ความปลอดภยั รวมทั้งคาเตือนและขอ้ ความคาเตือนการใช้
ยาในการรักษาโรคต่างๆ ไว้ในฉลากยา และมีรายละเอียดท่ีมากขึ้นใน
เอกสารกากับยา เพื่อให้มีการจัดการติดตาม และการเฝูาระวังผู้ปุวย
อย่างเหมาะสม ได้แก่ ผลข้างเคียงของยา ข้อห้ามใช้ ข้อควรระวังและ
คาเตอื นท่ีสาคัญ ในกรณฉี ลากมีเอกสารกากับยาอยู่ด้วย คาเตือนการใช้
ยา จะแสดงไว้ท่ีส่วนใดส่วนหน่ึงของฉลากยา หรือท่ีเอกสารกากับยาก็
ได้ และหากศูนย์เฝูาระวังความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ
สานักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้รับรายงานอาการไม่พึง
ประสงค์จากการใช้ยาใดๆ จนอาจเกิดความไม่ปลอดภัยกับผู้ปุวยได้
กระทรวงสาธารณสุขจะออกประกาศให้ปรับปรุงฉลากยาและเอกสาร
กากับยาเร่ืองคาเตือนการใช้ยา เพิ่มข้อมูลความปลอดภัย (safety
information) ให้เปน็ ปัจจุบนั และเหมาะสม
Product information leaflet black box warnings
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉินการแพทย์ พร. 60
หากสังเกตในเอกสารกากับยาของยาที่เป็นยานาเข้าท่ีผลิตและ
จาหน่ายในสหรัฐอเมริกา จะมี“คาเตือนชนิด black box warnings”
หมายถึงคาเตือนถึงอันตรายหรือผลข้างเคียงที่รุนแรงจากการใช้ยา ที่
ต้องระมัดระวังหรือต้องติดตาม และเฝูาระวังในผู้ปุวยท่ีใช้ยานั้น ซ่ึงจะ
พิมพ์ด้วยตัวอกั ษรสีดาหนาในเอกสารกากบั ยา
ดังน้ันข้อมูลของฉลากยาบนผลิตภัณฑ์ยา และเอกสารกากับยา
(product information leaflet) โดยเฉพาะข้อมูลท่ีเก่ียวข้องกับ
ความปลอดภัย รวมทั้งคาเตือนชนิด Black box warnings ที่กล่าวมา
ข้างต้น เราควรให้ความใส่ใจและให้ความสาคัญในการอ่าน และปฏิบัติ
ตามอย่างเคร่งครัด และบางเรื่องควรแจ้งให้ผู้ใช้ยาทราบ เพราะอาจมี
ผลกระทบต่อสขุ ภาพและความปลอดภัยของผู้ใช้ได้ ข้อมูลของฉลากยา
บนผลิตภัณฑ์ยา และเอกสารกากับยา นอกจากจะช่วยให้เรามีความ
เข้าใจในยานั้นๆ สามารถใช้ยาได้อย่างถูกต้อง เกิดผลการรักษาแก่
ผู้ปุวยตามที่คาดหวังและปลอดภัยแล้ว ยังเป็นแหล่งที่เราใช้ศึกษาหา
ความรูด้ ้านยาอกี ด้วย
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉินการแพทย์ พร. 61
คาศพั ท์ทางเภสัชกรรมเบ้อื งต้น
(ทใ่ี ช้ในงานเภสชั กรรม หรอื เกี่ยวขอ้ งกับยา)
A
Absorption การดดู ซมึ ยา
Adverse Drug Reaction อาการไมพ่ ึงประสงคจ์ ากยา
Anaphylactic shock/anaphylaxis ปฏิกิรยิ าที่เกิดอาการแพอ้ ย่าง
รนุ แรงและเฉียบพลัน
Antidote ยาตา้ นพิษ ใช้รักษาผ้ปู วุ ยท่ีไดร้ บั สารพิษ
B
Bactericidal ฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
Bacteriostatic ฤทธิ์ยับยง้ั การเจรญิ เตบิ โตของแบคทีเรีย
Batch Number / Batch No. เลขที่ คร้งั ท่ีผลิต ถา้ ยามี Batch. No.
เหมอื นกนั แสดงว่า ผลิตออกมาครง้ั เดยี วกัน
C
Cold Chain system ระบบลกู โซความเย็น เป็นการออกแบบและ
จดั การทีจ่ ะทาให้วัคซนี หรือยาให้อย่ใู นอุณหภมู ิที่ถกู ต้องเหมาะสม
ตลอดเวลาทั้งในขณะจดั เกบ็ และขนสง่
D
Dispensing การจ่ายยา
Distribution การกระจายยาเขา้ สบู่ รเิ วณต่างๆของรา่ งกาย
Dose/dosage ขนาดยา ใช้ยาในขนาดท่ีเหมาะสมกบั ผ้ปู ุวยในแตล่ ะ
กรณี และความถ่ีในการใหย้ าท่เี หมาะสม
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 62
Duration หมายถึง เวลาในการออกฤทธ์ิของยา ระยะเวลาต้ังแตย่ าเริ่ม
ออกฤทธ์จิ นยาหมดฤทธ์ิ (duration of treatment ระยะเวลาในการ
ให้ยา ทเ่ี หมาะสมในการรักษาตามแนวทางที่กาหนดไว้)
E
Elimination การกาจัดยาออกจากร่างกาย
Expiration date /Exp. date วนั ที่หมดอายุ
G
Generic drug ยาทผี่ ลิตขึ้นโดยให้มคี ณุ สมบตั ดิ ้านเภสัชวิทยาให้
เหมือนกบั ยาต้นแบบ (Original drugs)
Grain มาตรวัดหน่วยของนา้ หนกั 1 เกรน เท่ากบั 64.799 มิลลกิ รัม
H
Half-life (t1/2) ระยะเวลาท่ีปริมาณยาลดลงเหลือครง่ึ หนึ่ง คา่ นี้
นามาใช้ในการกาหนดระยะเวลาในการใหย้ า
High Alert Drug (HAD) ยาที่มคี วามเสย่ี งสูง ยาท่ีมีความเสีย่ งต่อการ
เกดิ ความผิดพลาดในกระบวนการรกั ษา และก่อใหเ้ กดิ อันตราย อาจถึง
แกช่ ีวติ หากเกิดความผดิ พลาดในการใชย้ า หรอื บรหิ ารยา
I
Indication ข้อบง่ ใชข้ องยา
Ingredient ,active ตัวยาหลกั สารออกฤทธ์ิสาคญั
Intradermal การให้ยาเข้าไปเพียงแค่ในชน้ั หนงั แท้ (Dermis) เท่าน้ัน
Intramuscular การให้ยาเขา้ ชั้นกล้ามเนอ้ื
Intravenous admixture ยาฉีดผสมท่ีให้ทางหลอดเลือดดา
L
Label ฉลากยา
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 63
Lot No. เลขท่ี หรืออักษรแสดงคร้ังท่ผี ลติ หรอื วิเคราะห์ มคี วามหมาย
คล้าย Batch No.
N
Narcotics ยาเสพติด
O
Onset ระยะเวลาตง้ั แต่ใหย้ าไปจนถึงยาเริ่มออกฤทธิ์
Ophthalmic ตา
Original drugs ยาตน้ แบบ ยารักษาโรคที่ผลติ คิดคน้ ได้เปน็ ตวั ยาแรกๆ
จากบรษิ ทั ผู้ผลิต
P
Parenteral ยาเตรยี มที่ให้โดยไมผ่ า่ นลาไส้ ซง่ึ หมายถงึ ยาฉีด
Parenteral Preparation
Pharmacokinetics เภสัชจลนศาสตร์ การศึกษาว่าดว้ ยเร่ืองยา เม่ือ
ยาเขา้ สรู่ ่างกายแลว้ มนั เกิดอะไรขึ้นกับยาบา้ ง (what the body
does to the drug) ซง่ึ มี 4กระบวนการ ได้แก่ Absorption,
Distribution, Metabolism, และ Excretion (หรืออาจรวม
Toxicity ดว้ ยกไ็ ด้)
Pharmacodynamics เภสชั พลศาสตร์ เปน็ การศกึ ษาการออกฤทธิ์
ของยาต่อร่างกาย (what drug does to the body) ตาแหนง่ ทยี่ า
ออกฤทธ์ิ และ ผลเปน็ อย่างไร ท้ังผลในการรักษา และผลอันไมพ่ ึง
ประสงค์ ได้แก่อาการขา้ งเคียง และพิษของยา
Pharmacology เภสชั วิทยา เป็นวชิ าท่ศี กึ ษาเกย่ี วกบั ยาหรือสารเคมี ที่
ให้ไปจากภายนอก เกิดสิ่งท่ีรา่ งกายกระทาต่อยาหรือสารเคมีนั้น
และสิ่งท่ียาหรือสารเคมี เกดิ ปฏิกิรยิ ากบั ระบบต่างๆในร่างกาย
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉินการแพทย์ พร. 64
(เปน็ การศึกษาทเี่ กย่ี วกับ Pharmacokinetics เภสชั จลนศาสตร์
และ Pharmacodynamics เภสชั พลศาสตร์)
Placebo ยาหลอก หรอื การให้ยาหลอกที่ไม่ได้มีฤทธใ์ิ นการรกั ษาโรค
นน้ั ได้
Prescription ใบสัง่ ยา
R
Receptor (drug receptors) ตวั รับยา คือโมเลกุลเปูาหมายของการ
ออกฤทธ์ขิ องยา
Route of administration วธิ กี ารบรหิ ารยา/วธิ ใี ชย้ า/ชอ่ งทาง ในการ
นายาเขา้ สรู่ ่างกาย เพื่อผลการรักษาโรค
Rx เปน็ คายอ่ ที่มาจาก “recipere” อ่านวา่ รีซิเป ซง่ึ เปน็ ภาษาลาติน
เปน็ สญั ลักษณว์ ิชาชพี เภสชั กรรม ซง่ึ มักปรากฏบนใบส่ังยาจากแพทย์ ท่ี
เขียนให้กับเภสัชกร ซงึ่ หมายความวา่ ให้เภสชั กรไปจัดยาตามทแ่ี พทย์ส่ัง
S
Sedative ยากล่อมประสาท ยาสงบระงบั ประสาท ใช้ในการรกั ษา
อาการวิตกกังวลและอาการนอนไมห่ ลับ
Side effects ผลข้างเคียงของยา คอื ฤทธขิ์ องยา ซึง่ สามารถคาดเดา
วา่ จะเกดิ ได้ และมกั เก่ียวขอ้ งกับขนาดยา
Stat ให้ยาทนั ที
Subcutaneous การให้ยาเข้าใต้ชนั้ ผวิ หนงั
Sublingual การใหย้ าอมใตล้ ้ิน เป็นทางในการบรหิ ารยาเพ่ือให้ยาออก
ฤทธิเ์ ร็วภายในเวลาไมก่ นี่ าที และหลกี เลย่ี งการเกดิ hepatic first-
pass metabolism
T
Therapeutic การบาบดั รักษา
ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉินการแพทย์ พร. 65
Toxic substance สารพษิ สารทีม่ ฤี ทธิ์ไม่พึงประสงค์หรือมอี นั ตรายต่อ
รา่ งกาย
Total Parenteral Nutrition (TPN) การใหส้ ารอาหารผา่ นทางเส้น
เลอื ดดา
Transdermal การให้ยาผา่ นทางผิวหนัง
V
Vial drug ยาที่มีความจาเป็น หากผปู้ ุวยไมไ่ ด้รบั ยาอาจทาใหเ้ สียชวี ิต
ได้
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉินการแพทย์ พร. 66
คาย่อทใี่ ช้ในใบส่ังยา
คาย่อทใ่ี ช้ ย่อมาจากภาษาละตนิ ความหมาย
a.c. ante cibos before meals กอ่ นอาหาร
p.c. pos cibos after meals หลงั อาหาร
o.d. once daily วันละครั้ง
b.i.d. bis in die twice a day วนั ละสองครง้ั
t.i.d. ter in die three times a day วันละสามคร้ัง
q.i.d. quarter in die four times a day วนั ละส่คี รั้ง
h.s. hora somni bedtime เมอ่ื เวลาเขา้ นอน
stat statim immediately ให้ทันที
cap capsula capsule แคปซูล
tab tabella tablet ยาเม็ด
Syr. Syrup ยานา้ เชอ่ื ม
BE both eye ตาทงั้ สองข้าง
inj. Injection ยาฉดี
I.M. intramuscular ฉีดเขา้ กลา้ ม
I.V. intravenous ฉดี เข้าหลอดเลอื ดดา
MDI Metered dose Inhaler ยาพ่นสดู ชนดิ ทใี่ ช้ก๊าซ
SL sublingually, อมใตล้ นิ้
a.m. ante meridiem morning
p.m. post meridiem afternoon, evening
tsp teaspoon ชอ้ นชา
tbsp. tablespoon ช้อนโต๊ะ
p.o. per os by mouth กินทางปาก
p.r.n. pro re nata ใช้ยาเม่อื จาเป็น (ทกุ .....ตามเวลาการออกฤทธ์ิ
ของยา)
q……h quaque…….hora every…….hours ทกุ .......ช่วั โมง
M. misce Mixture ยาน้าผสม
mcg. Microgram ไมโครกรัม
mg. Milligram มิลลกิ รัม
Cum With ดว้ ย,พร้อมกับ
C หรอื c
d/c unguentum "discontinue" or "discharge"
ung. Ointment
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 67
เภสัชจลนศาสตร์ (Pharmacokinetics)
เภสัชจลนศาสตร์ (Pharmacokinetics) เป็นการศึกษาท่ีว่าด้วยเรื่องยา
เม่ือยาเข้าสู่ร่างกาย โดยการรับประทานยา ฉีดยา พ่นยา แปะยา แล้ว
เกิดอะไรข้ึนกับยาบ้าง หรือกระบวนการท่ีร่างกายจัดการกับยา (what
the body does to the drug) ซึ่งเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์
ของระดับยาในเลือดเมื่อเวลาผ่านไปหลังจากร่างกายได้รับยา ซึ่งเราจะ
แบ่งออกเป็น 4กระบวนการ ได้แก่ Absorption, Distribution,
Metabolism, และ Excretion หรือที่เรียกช่ือย่อว่า ADME ซ่ึงจะ
แตกตา่ งกนั ไปในผ้ปู ุวยแตล่ ะราย และคุณสมบตั ทิ างเคมีของยาแตล่ ะตวั
1. การดูดซมึ ยาเขา้ สรู่ า่ งกาย (absorption)
การดูดซมึ ยาเขา้ ส่รู า่ งกาย (absorption) หมายถงึ การดูดซึมยาจาก
บรเิ วณท่ีใหย้ าเข้าสหู่ ลอดเลอื ด การใหย้ าโดยการรับประทาน การอมใต้
ลิน้ การใชย้ าแบบแผ่นแปะ จะต้องผ่านกระบวนการดูดซึมยาเพื่อนายา
เข้าสู่หลอดเลือด เช่น ยารับประทานจะถูกดูดซึมผ่านระบบทางเดิน
อาหาร ยกเว้นโดยการฉีดเข้าเส้นเลือดดาโดยตรง (intravenous
injection)
สาหรับการให้ยาชนิดอมใต้ล้ิน (Sublingual administration) การ
บริหารยา โดยการวางยาไว้ใต้ล้ินเพื่อให้ยาดูดซึมผ่านเส้นหลอดเลือด
ฝอยบริเวณเย่ือบุใต้ลิ้นเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรงและรวดเร็ว จะใช้
สาหรับยาท่ีต้องการผลของยาอย่างรวดเร็ว หรือยาบางชนิดถูกทาลาย
ได้โดยภาวะกรดในทางเดินอาหาร ทาให้ไม่สามารถให้โดยการ
รับประทาน หรือยาท่ีถูก metabolize (กล่าวถึงในข้อ3) อย่างรวดเร็ว
ท่ีตับ ซึ่งยาที่ถูกดูดซึมโดยการอมใต้ล้ินน้ีจะเข้าสู่ระบบไหลเวียนทั่ว
ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 68
ร่างกาย systemic circulation ได้โดยตรงโดย (ไม่ผ่านข้ันตอน first
pass metabolism (กล่าวถึงในข้อ3)) เช่น ให้ยาอมใต้ล้ินเพื่อช่วยชีวิต
ผู้ปวุ ยที่มอี าการเจบ็ หนา้ อกจากภาวะกล้ามเนอ้ื หวั ใจขาดเลือด
ยาชนดิ แผ่นแปะผวิ หนัง (transdermal patch)ยาละลายได้ดใี น
ไขมนั (lipid solubility สูง) จะสามารถดูดซมึ ผ่านผวิ หนังเขา้ สู่
systemic circulation (ไมผ่ ่านขน้ั ตอน first pass metabolism)
เชน่ กัน
2. การกระจายยาเขา้ สู่บริเวณตา่ งๆของร่างกาย (Drug
Distribution)
หลังจากที่ยาเข้าสู่หลอดเลือด (systemic circulation) แล้ว ยาจะ
มีการกระจายเข้าสู่ของเหลวในร่างกายไปยังบริเวณต่างๆทั่วร่างกาย
ก า ร ก ร ะ จ า ย ข อ ง ย า ข้ึ น กั บ ป ริ ม า ณ เ ลื อ ด ท่ี อ อ ก จ า ก หั ว ใ จ แ ล ะ ก า ร
ไหลเวยี นเลอื ด โดยท่อี วยั วะที่มเี ลือดไปเลี้ยงมาก เช่น ตับ, ไต, สมอง ก็
จะได้รบั ยาก่อน ส่วนอวัยวะอื่นๆเช่น กลา้ มเนอ้ื , อวยั วะภายใน, ผิวหนัง
,ไขมัน ก็จะได้รับยาช้ากว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการกระจายตัวของยาได้แก่
ความสามารถในการยอมให้สารต่าง ๆ ซึมผ่านผนังเส้นเลือดฝอย ผนัง
เซล ของแต่ละอวัยวะ, ความชอบในการจับกับโปรตีน (protein
binding) หรือไขมันของตัวยา ( lipid soluble drugs) ยาที่ไม่สามารถ
ผ่านส่ิงกีดขวางเหล่าน้ี จะยังคงอยู่บริเวณที่ให้ยา ทาให้ยาไม่สามารถ
ออกฤทธ์ไิ ด้
3. การเปลีย่ นแปลงยา (metabolism)
การเปลี่ยนแปลงยา (metabolism) คือกระบวนการที่ยาเข้าสู่
ร่างกายแล้ว จะถูกเอ็นไซม์ต่างๆ ในร่างกาย ซ่ึงส่วนใหญ่อยู่ท่ีตับ
ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 69
(เอ็นไซม์บางตัวอยู่ใน ลาไส้ หรือส่วนอ่ืนๆ ก็ได้) ทาการเปลี่ยนโมเลกุล
ของยา สารที่ได้หลังจากที่ยาถูกเปล่ียนแปลง เรียก Metabolite ซ่ึง
กระบวนการ metabolism เกิดจากยาท่ีถูกดูดซึมผ่านลาไส้เล็ก เข้าสู่
หลอดเลือด ยาส่วนใหญ่จะเข้าสู่หลอดเลือดดาที่ช่ือว่า portal vain
ไปสู่ตับ และท่ีตับน้ีเองเป็นบริเวณท่ีมีเอนไซม์ท่ีสามารถทาลายยา ซึ่ง
อาจทาให้ปริมาณยาท่ีจะเข้าสู่ systemic circulation ลดลง การที่ยา
ถูกทาลายไปก่อนท่ีจะเข้าสู่ systemic circulation นี้เรียกว่า “first
pass metabolism” จากนั้นยาจะเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตจริงๆ
เข้าสู่หัวใจและกระจายไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายต่อไป ยาบางชนิด
ออกแบบยาในรูปแบบท่ีไม่ผ่าน “first pass metabolism” เพ่ือให้
ออกฤทธเิ์ รว็ ลดการทาลายยา เชน่ ยาชนิด Sublingual
ผลของกระบวนการ metabolism ที่ได้ยา Metabolite นี้ อาจมีความ
เป็นพิษลดน้อยลง หรือจากเดิมไม่มีฤทธ์ิรักษาโรค ท่ีเรียกว่า pro-drug
เปล่ียนให้เป็นยา Metabolite ท่ีมีฤทธท์ิ างเภสชั วทิ ยาสามารถออกฤทธ์ิ
รักษาโรคได้ เรียก Active metabolite หรือได้ยาที่เปล่ียนแปลงแล้ว
ไมม่ ีฤทธ์ิทางเภสัชวิทยาไม่สามารถออกฤทธ์ิรักษาโรคได้เรียก Inactive
metabolite หรือยาบางชนิด ก็มีฤทธิ์ในการรักษาท้ัง ตัว pro-drug
และตวั ยาทีถ่ ูกเมตาบอไลท์แลว้
ปัจจัยท่ีมีผลต่อกระบวนการ metabolism ได้แก่ ยาหรือสารที่
สามารถเหน่ียวนาให้เกิดการสร้างเอนไซม์ (Enzyme Inducer) หรือ
ทาลายเอนไซม์ (Enzyme Inhibitor) ที่ใช้เปล่ียนแปลงยา
(metabolize) , พันธกุ รรม ,โรคประจาตัวผู้ปุวย เป็นต้น ซ่ึงจะมีผลต่อ
ปริมาณยาทอ่ี อกฤทธร์ิ ักษาโรคได้
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 70
4. การกาจัดยาออกจากร่างกาย (drug excretion)
ยาทเ่ี ข้าสู่ร่างกายนน้ั ถือเปน็ ส่ิงแปลกปลอมท่ีร่างกายพยายามขจัดออก
เม่ือยากระจายท่ัวร่างกายและออกฤทธ์ิแล้ว จะมีกระบวนการต่างๆ
เกิดข้ึนในร่างกายเพ่ือทาให้ยาน้ันๆ หมดฤทธิ์และถูกขจัดทิ้ง คือ
ขบวนการเปล่ียนแปลงยาและขบวนการขับถ่ายยา ร่างกายอาจขับถ่าย
ยาออกมาโดยตรง ในรูปเดิมหรือผ่านขบวนการเปล่ียนแปลงยาให้อยู่
ในรูปหมดฤทธิ์และละลายได้ดีในน้าเสียก่อนจึงถูกขับถ่ายออก อาจมี
การจับตัวของยากับสารบางอย่างในร่างกายเพ่ือให้ละลายน้าได้ดีจึงถูก
ขบั ออก ยาขับถา่ ยยาออกไดห้ ลายทาง เชน่
1. ทางปัสสาวะ หรือทางไต ยาส่วนใหญ่จะถูกกาจัดออกจาก
ร่างกายดว้ ยวธิ ีน้ี
2. ทางน้าดีและทางอุจจาระ ยาบางชนิดจะเดินทางผ่านตับเข้าสู่
น้าดีได้ เช่น glucose, bile salts, insulin และยาบางส่วนจะไม่ถูกดูด
ซึมและถกู ขบั ออกทางอุจจาระ
3. ทางระบบหายใจ หรือ ปอด ซ่ึงยาท่ีถูกขจัดส่วนใหญ่เป็นยาที่
บรหิ ารโดยการสูดดม
4. ทางอ่ืนๆ เช่น น้าตา เหง่ือ น้านม (ต้องระวังในสตรีท่ีให้นมบุตร)
เชน่ เช่น Caffeine, Morphine, Nicotine
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉินการแพทย์ พร. 71
เภสัชพลศาสตร์ (Pharmacodynamics)
เภสชั พลศาสตร์ (Pharmacodynamics ) เป็นการศกึ ษาการออกฤทธิ์
ของยาต่อร่างกาย (what drug does to the body) ในเชิง
ความสัมพันธ์ของการออกฤทธ์ิทางเภสัชวิทยาของยากับความเข้มข้น
ของยาในร่างกาย (ตาแหน่งที่ยาออกฤทธ์ิ และ ผลเป็นอย่างไร) ท้ัง
ฤทธิ์ในการรักษา และฤทธิ์อันไม่พึงประสงค์ ได้แก่อาการข้างเคียง และ
พษิ ของยา ยาท่ีให้เข้าไปในร่างกาย จะทาปฏิกิริยากับเปูาหมายกับของ
2 สิ่งคือ ร่างกาย และส่ิงแปลกปลอม ในส่วนยาท่ีทาปฏิกิริยากับส่ิง
แปลกปลอมที่เป็นเช้ือโรคโดยตรงได้แก่ ยาฆ่าเช้ือโรค ยาปฏิชีวนะ ก็
ย่อมจะมีผลและอนั ตรายตอ่ เซลลห์ รอื เนอื้ เย่อื ของร่างกายของเราด้วย
กลไกการออกฤทธ์ิของยา (Mechanism of action :MOA)
ย า จ ะ อ อ ก ฤ ท ธ์ิ กั บ เ ปู า ห ม า ย ท่ี เ ป็ น อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ข อ ง เ ซ ล ล์ ห รื อ
เนื้อเย่ือของร่างกาย โดยยาจะจับกับตัวรับ (Drug receptor) คือ
โมเลกุลเปูาหมาย (Molecular target) ของการออกฤทธิ์ของยา ตัวรับ
ยาสามารถรถจับกับสารธรรมชาติในร่างกาย (Natural endogenous
molecules) เช่น สารสื่อประสาท (Neurotransmitters), ฮอร์โมน
(Hormones) หรือจับกับสารแปลกปลอมท่ีเข้ามา (Exogenous
molecules) เชน่ ยา หรอื สารเคมี และเมือ่ สารเหล่าน้ีจับกับตัวรับยาที่
เซลล์เปูาหมาย จะก่อให้เกิดการเปล่ียนแปลงทางชีวเคมีหลายขั้นตอน
อัน นาไปสู่ก ารแสดงฤทธ์ิทางเภสัช วิท ยา (Pharmacological
response) ผลทีเ่ กิดขนึ้ กบั เซลล์เปาู หมาย ขึน้ อยู่กับชนิดของตัวรับและ
ความเข้มขน้ ยาน้ันๆ ยาบางชนิดออกฤทธิ์ได้แม้ในความเข้มข้นต่าๆ ยา
บางชนิดออกฤทธ์ิโดยมีความจาเพาะต่อตวั รบั ซงึ่ เป็นโปรตีนจาเพาะบน
ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉินการแพทย์ พร. 72
เน้อื เยือ่ นอกจากนี้การเปล่ียนแปลงโครงสร้างทางเคมีของยา อาจมีผล
อยา่ งมากตอ่ การออกฤทธ์ิของยา มผี ลต่อการจับกับตัวรับ อาจมีฤทธิ์ทั้ง
เพมิ่ มากขึ้น หรอื อาจหมดฤทธิไ์ ป หรอื เปลยี่ นฤทธิเ์ ป็นอยา่ งอน่ื ได้
ยาบางชนิดออกฤทธ์ิโดยการจับโดยตรงกับโมเลกุล หรือ อิออน
ต่างๆ หรือโดยอาศัยคุณสมบัติทางกายภาพของตัวยาเอง เช่น ฤทธิ์ท่ี
เป็นด่าง ได้แก่ ยา Antacid , ฤทธิ์ที่ก่อให้เกิดแรงดันออสโมซิส ได้แก่
ยาระบาย Laxative, ยาขับปัสสาวะ Diuretics ฤทธิ์ที่สามารดดูดซับ
(adsorbent) ไดแ้ ก่ Activated carbon
สารที่สามารถจับกับตัวรับ และมีฤทธิ์กระตุ้นตัวรับ ให้เกิดผล
ตอบสนอง เรียก Agonist (activator of a receptor)
สารที่สามารถจับกับตัวรับ แต่ไม่ทาให้เกิดการกระตุ้น ไม่ชักนาให้
เกิดผล คือไปปูองกันการจับของตัวรับกับสาร Agonist อ่ืน เรียก
Antagonist (inhibitor of a receptor)
เหตกุ ารณ์ไมพ่ งึ ประสงค์จากการใชย้ า (Adverse Drug Event,
ADE)
เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา (Adverse Drug Event, ADE)
หมายถงึ เหตกุ ารณไ์ มพ่ ึงประสงคใ์ ดๆที่เก่ียวข้องกบั ยาทผ่ี ปู้ ุวยใช้ เช่น
• อาการไมพ่ งึ ประสงคจ์ ากการใช้ยา (Adverse Drug Reaction, ADR)
• การเกดิ ปฏกิ ิรยิ าระหว่างยา (Drug-Drug Interaction)
• การไดร้ บั ยาเกนิ ขนาด (Drug overdose)
• การใชย้ าในทางทผ่ี ดิ (Drug abuse)
• ความคลาดเคลอ่ื นทางยา (Medication error)
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉินการแพทย์ พร. 73
อาการไม่พึงประสงคจ์ ากการใช้ยา (Adverse Drug Reaction,
ADR)
อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ตามนิยามขององค์การอนามัยโลก
(WHO) หมายถึง
อาการที่เกิดขึ้นกับผู้ปุวยเม่ือได้รับยา ที่เป็นอันตรายและไม่ได้จงใจให้
เกดิ ขึ้น ซึ่งเกิดข้ึนในขนาดการใชย้ าตามปกติในมนุษย์ เมื่อใช้ยาเพ่ือการ
ปูองกัน วินิจฉัย บรรเทา หรือบาบัดรักษาโรค โดยไม่รวมถึงการใช้ยา
เกินขนาด (Drug overdose) หรือการจงใจใช้ยาในทางที่ผิด (Drug
abuse) จนเกดิ อันตราย
อาการไมพ่ ึงประสงค์จากการใช้ยา แบง่ เป็น
1. อาการข้างเคยี งของยา (side effect) หรือเรียก ADR Type A
เป็นปฏกิ ิริยาที่เกิดจากฤทธิ์ทางเภสชั วิทยาของยา นอกเหนือ จาก
คณุ สมบัติหลักหรือข้อบง่ ใชข้ องยานัน้ ๆ โดยเกิดในขนาดยาทใ่ี ชร้ ักษา
และสามารถคาดเดาไดว้ ่าจะเกิดอาการขึน้ ได้ พบไดบ้ ่อยถงึ 80%
ตวั อย่างเช่น อาการงว่ งซมึ จากยาแก้แพ้ ลดน้ามูก
chlorpheniramine
• เป็นผลจากฤทธ์ิทางเภสัชวทิ ยาของยาหรอื เมตาบอไลท์ของยา
• สามารถทานายได้จากฤทธ์ทิ างเภสัชวทิ ยา
• ไม่มีความจาเพาะในการเกดิ กับคนบางกลมุ่
• ความรนุ แรงของอาการมคี วามสมั พันธ์กับขนาดยาทไ่ี ดร้ บั
• สว่ นใหญ่พบตัง้ แตข่ นั้ ตอนการทดลองยาในสตั ว์
• มีอบุ ตั ิการณก์ ารเกิดสูง แต่อตั ราการเสยี ชวี ติ นอ้ ย
• สามารถรกั ษาได้โดยการลดขนาดยา หรือหยดุ ใช้ยา
ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 74
2. การแพ้ยา (drug allergy) หรือเรียก ADR Type B เป็นปฏิกิริยา
ท่ีเกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อต้านยาท่ีได้รับเข้าไป ซึ่งไม่สามารถ
คาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าผู้ใช้ยาจะแพ้ยาตัวไหน ซ่ึงลักษณะอาการจะมี
ต้ังแต่เป็นผ่ืนแดงตามผิวหนัง ผ่ืนคัน ริมฝีปากบวม ตาบวม มีแผล
บริเวณเยื่ออ่อน ไปจนถึงผิวหนังไหม้ หลอดลมตีบหายใจไม่ออก แน่น
หน้าอก
• เป็นปฏิกริ ิยาภูมแิ พ้ของร่างกายในผูป้ ุวย ทม่ี ีความไวตอ่ ยาน้นั
• ผลท่ีเกิดข้ึนไม่สัมพันธ์กับฤทธ์ิทางเภสัชวิทยาของยา ไม่สามารถ
ทานายอาการท่ีเกิดขึ้นด้วยฤทธิ์ของยาได้
• ความรุนแรงของอาการไม่สัมพันธ์กับขนาดยา ยาเพียงเล็กน้อยก็อาจ
เกดิ อันตรายถึงชวี ติ ได้
• ส่วนใหญ่มักเกิดภายหลังจากที่เคยได้รับยาชนิดน้ีมาก่อน แล้วไป
กระตุ้นใหร้ ่างกายสร้าง antibodies จงึ เกิด
อาการแพ้หลังจากได้รับยาเดิมซ้า มีอุบัติการณ์การเกิดต่า แต่ทาให้
เสยี ชีวิตได้สงู
• การรกั ษาทาโดยการหยุดใชย้ า
อาการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) เป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้แบบ
ฉับพลัน โดยมากมักเกิดภายใน 5-30 นาทีหลังจากได้รับสารก่อภูมิแพ้
หรือไม่เกิน 2 ช่ัวโมงหลังได้รับสารก่อภูมิแพ้ชนิดรับประทาน อาจมี
ความรุนแรงถึงชีวิต อาการแพ้รุนแรงมักมีอาการทั่วร่างกายหรือมี
อาการแสดงหลายระบบ ได้แก่
1. ระบบผวิ หนงั และเยือ่ บุ เชน่ อาการคนั ตัวแดง ผื่นลมพิษ ปาก
บวม หน้าบวม
ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 75
2. ระบบทางเดินหายใจ เช่น อาการหอบเหน่ือย หายใจมีเสียงว้ีด
หลอดลมตีบ คัดจมูก
3. ระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น อาการเวียนศีรษะ วูบ หมด
สติ ความดันตา่
4. ระบบทางเดินอาหาร เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง
ถา่ ยเหลว
หากมอี าการหลายระบบ และเกิดภายในเวลาอันรวดเร็วหลังได้รับ
ยา (Immediate reaction) ดังกล่าวข้างต้น จนถึงอาการ shock ที่
เรียกว่า anaphylactic shock ดงั นัน้ ต้องเน้นยา้ ให้ผู้ปุวยท่ีแพ้ยา ควร
จดจาช่ือยาท่ีแพ้ให้ได้ และควรพกบัตรแพ้ยาติดตัวไว้เสมอ เพ่ือปูองกัน
การแพ้ยาซ้า
การแพ้ยาซ้า (Repeated ADR type B) หมายถึง เหตุการณ์ท่ี
ผปู้ ุวยไดร้ บั ยาท้งั โดยตนเอง ผู้ดแู ลหรือจากบคุ ลากรทางการแพทย์แล้ว
เกิดอาการแพ้ยา โดยท่ีผู้ปุวยเคยเกิดอาการแพ้ยาดังกล่าวจากยาที่มี
ชื่อสามัญทางยาเดียวกันมาก่อน มีอาการแสดงที่เหมือนกัน ยกเว้น
การตั้งใจให้ยาซ้าของบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อประโยชน์ในการ
รักษา หรือข้อบง่ ชที้ างการแพทย์
การแพ้ยาในกลุ่มเดียวกัน หมายถึง เหตุการณ์ที่ผู้ปุวยได้รับยา
แล้วเกิดอาการแพ้ยาในลักษณะเดิมท่ีเคยแพ้มาก่อน จากยาท่ีมีสูตร
โครงสร้างทางเคมีใกล้เคียงกัน เน่ืองจากโครงสร้างของยาที่ทาหน้าท่ี
เป็นตัวกระตุ้น (antigen) ทาให้เกิดการสร้างสารต่อต้านจากร่างกาย
อาจจะเป็นโครงสร้างส่วนใดส่วนหน่ึงของโมเลกุลยา ดังนั้นการแพ้ยาท่ี
อยู่ในกลุ่มเดียวกันจึงเกิดข้ึนได้ โดยเรียกการแพ้ยาท่ีมีโครงสร้าง
ใกล้เคยี งกันในลกั ษณะนี้ว่า การแพ้ยาข้ามกัน (cross reactivity)
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉินการแพทย์ พร. 76
การแพ้ยาข้ามกัน (cross reactivity) กลุ่มยาที่พบการแพ้ยาข้าม
กันมากท่ีสุด ได้แก่ ยาปฏิชีวนะในกลุ่มบีต้า แลคแตม (beta-lactams)
,ซัลโฟนาไมด์ (sulfonamides) ,ยาแก้ปวดหรือยาต้านการอักเสบที่
ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) และกลุ่มยากันชัก โดยยาท่ีมีโครงสร้าง
คล้ายกันอาจมีการแพ้ยาข้ามกันได้ แต่อย่างไรก็ตามการแพ้ยาข้ามกัน
บางกรณีไม่ได้เกิดจากปฏิกิริยาการแพ้ แต่เป็นผลจากฤทธิ์ทางเภสัช
วทิ ยาของยาเอง เนื่องจากยาในกลุ่มเดียวกันมกั จะมีฤทธท์ิ างเภสัชวิทยา
ใกล้เคียงกัน โดยไม่ไดส้ มั พนั ธ์กบั สตู รโครงสรา้ ง หากอาการเหลา่ น้ันเกิด
จากผลข้างเคยี งของยา ไมจ่ าเป็นตอ้ งหยุดยาหรือหา้ มใชย้ านั้น
การเกิดปฏิกิรยิ าระหวา่ งยา (Drug-Drug Interaction;DI)
การเกิดปฏกิ ิริยาระหว่างยา หรอื การเกิดอนั ตรกริ ิยาของยา เกิดขึ้น
เม่ือระดับยา หรือฤทธทิ์ างวทิ ยาของยาในรา่ งกายเปลี่ยนแปลงไป เมื่อ
ได้รบั ยาตวั อนื่ ร่วมด้วย ผลของการเกดิ ปฏิกริ ยิ าระหว่างยาน้ี อาจทาให้
เสรมิ หรอื ลดฤทธ์ิในการรักษา หรือเกี่ยวข้องกับผลข้างเคียงตา่ งๆของ
ยาที่อาจเพม่ิ ขน้ึ ได้
ปัญหาการเกิด DI หรือ การเฝูาระวังการเกิด DI มักเป็นปัญหาท่ีถูก
มองข้ามไปในการดูแลผู้ปุวย หากบุคลากรทางการแพทย์ตระหนักถึง
และเฝาู ระวงั การเกิด DI จะเปน็ สิ่งที่ทาให้การรักษาผู้ปุวยเป็นไปอย่างมี
ประสทิ ธภิ าพมากย่งิ ขึน้ อยา่ งไรก็ตามยาทใ่ี ช้ในปัจจุบันมีมากมายหลาย
ชนิด การจาการเกิด DI ของยาแต่ละชนิดมีความยุ่งยาก การใช้ข้อมูล
สารสนเทศ (Internet) จะช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับ DI ได้มากขึ้น เช่นท่ี
www.druginteractions.com ตัวอย่างเชน่
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉินการแพทย์ พร. 77
ให้ยา Simvastatin ยาลดไขมัน คู่กับยา Amiodarone มีผลเกิดภาวะ
sever myopathy หรือ rhabdomyolysis อาการปวดเม่ือยตามตัว
อ่อนเพลีย อาการรุนแรงถึงไตวาย เนื่องจากระดับยาในเลือดของ
Simvastatin เพิม่ ข้ึน เน่ืองจากยา Amiodarone มีผลยับยั้งขบวนการ
metabolism ของยา Simvastatin
ให้ยา warfarin รว่ มกับ NSAIDs (Diclofenac, Mefenamic Acid
Ibuprofen, Piroxicam) จะทาใหก้ ารออกฤทธ์ิ ของ warfarin ดขี ึ้นจน
อาจทาใหเ้ กิดผลข้างเคยี งคือทาใหเ้ กดิ เลือดออกผิดปกติได้
Fatal Drug interaction คือ คู่ยาที่เกิดอันตรกิริยาระหว่างกันจน
เป็นเหตุให้เกิดอาการต่างๆท่ีรุนแรงจนอาจเกิดการเสียชีวิต เกณฑ์ท่ีใช้
ในการกาหนดคู่ยาที่เป็น Fatal DI ได้แก่ มีรายงานการเสียชีวิตอันเป็น
ผลจากอันตรกิริยาระหว่างยา หรือเป็นสาเหตุของความเสียหายอย่าง
ถาวร เช่น Sildenafil ใช้คู่กับยา Nitrates จะเพิ่มฤทธิ์ในการทาให้
หลอดเลือดขยายตัว (Vasodilation) ทาให้ความดันโลหิตลดลงอย่าง
รวดเร็ว เปน็ เหตใุ หผ้ ้ปู วุ ยช็อค และเสียชีวิตได้
ความไม่เข้ากันของยา (Drug Incompatibilities) หมายถึงความไม่
เข้ากันของยากับผลิตภัณฑ์อ่ืนซ่ึงถ้านามาผสมกันหรือให้ร่วมกัน เกิด
ความไมเ่ ขา้ กนั ทางกายภาพและ/หรือทางเคมี ซึ่งความไม่เข้ากันของยา
กบั ผลิตภณั ฑ์อืน่ เกดิ ขนึ้ ตงั้ แต่ภายนอกร่างกาย ในขั้นตอนการเตรียมยา
ท้ังกับภาชนะ ,syringe, สาย หรืออุปกรณ์ในการบริหารยาเดียวกัน
ลักษณะทางกายภาพท่ีพบการเปลี่ยนแปลง เช่น ตกตะกอน
(precipitation) , เปลี่ยนสี , ความสม่าเสมอ (Consistency) เป็นต้น
ตัวอย่างเช่น ยา dopamine ห้ามให้ Sodium bicarbonate หรือ
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 78
สารละลายที่เป็นด่างทางสายเดยี วกนั เพราะทาให้ยา dopamine หมด
ฤทธ์ไิ ด้
การได้รบั ยาเกินขนาด (Drug overdose) คอื การได้รับยาในปริมาณ
ที่มากกว่าท่ีกาหนดไว้หรือมากกว่าปริมาณที่ใช้โดยท่ัวไป อาจเกิดขึ้น
โดยไม่ได้ตั้งใจ หรือมาจากการใช้ในทางท่ีผิด ซ่ึงปฏิกิริยาที่เกิดข้ึนเม่ือ
ร่างกายได้รับยาเกินขนาดมีต้ังแต่เล็กน้อย จนถึงที่มีขนาดสูงจนเกิดพิษ
ต่อร่างกาย เช่น ภาว ะตับวาย จากการได้ยา Paracetamol
(acetaminophen) เกนิ ขนาด
การใช้ยาในทางท่ีผิด (Drug abuse) หมายถึง การนายาไปใช้ในทาง
ที่ผิด โดยไม่ได้นายาไปใช้สาหรับการบาบัดรักษาโรค แต่นาไปใช้เพื่อ
จุดมุ่งหมายในการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ หรือเปล่ียนแปลงการรับรู้ หรือ
เพื่อเพิ่มความกล้าท่ีจะทากิจกรรมใดๆ ทาให้เกิดปัญหาแก่ตัวผู้ใช้เอง
และต่อสังคม ยากลุม่ นเ้ี กอื บท้ังหมดส่งผลกระทบต่อประสาทส่วนกลาง
เกิดความมึนเมา มกั จะเหน่ียวนาให้ผู้ใช้เสาะแสวงหายามาใช้ การใช้ยา
เหล่านี้ติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทาให้เกิดการเป็นพิษอย่างเรื้อรังได้
การใช้ติดต่อกันย่อมทาให้เกิดการพึ่งยาทางกาย ( physical
dependence) หรือเสพติด (addiction) เม่ือหยุดใช้ยาจะมีอาการพ่ึง
ยาทางกายเกิดขึ้น ยังผลให้เกิดอาการเพิกถอน (with drawal) และ
อาการอยากยา กลุ่มอาการท่ีปรากฏแตกต่างกันตามฤทธิ์ทางเภสัช
วิทยาของยา ตัวอย่างเช่น วัยรุ่นใช้ยาแก้ปวด “ทรามาดอล” หรือท่ี
กลุ่มวัยรุ่นเรียกว่า “ยาเขียวเหลือง” เพราะจะรู้สึกเคล้ิมมีความสุขไม่
เจบ็ ปวดทกุ ขท์ รมาน , ยาแก้ไอทมี่ ีส่วนผสมของโคเดอนี เม่ือใช้ยาติดต่อ
เป็นเวลานานทาให้เกิดการติดยา ทั้งทางกายและจิตใจ และมีอาการ
ถอนยาเม่อื ขาดยา เชน่ เดียวกบั การติดมอร์ฟนี หรอื เฮโรอนี
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 79
ความคลาดเคลื่อนทางยา (Medication error) หมายถึง เหตุการณ์
ความผิดพลาดเกี่ยวกับยา ที่เกิดขึ้นขณะท่ียาอยู่ในความควบคุมของ
บุคลากรวิชาชีพด้านสุขภาพ ต้ังแต่กระบวนการการสั่งใช้ยา การ
คัดลอกคาส่ังใช้ยา การจ่ายยา และ การบริหารยา ที่นาไปสู่การใช้ยาที่
ไม่เหมาะสมหรือเป็นอันตรายแก่ผู้ปุวย ส่งผลให้การรักษาไม ได้
ประสทิ ธภิ าพ เกิดอาการไมพึงประสงค์จากยา อาจมีผลให้ผู้ปุวยต้องได
รับการรักษาเพิ่มเติม หรือต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลนานข้ึน ทา
ให้เพิ่มค่าใช้จ่าย ทั้งในส่วนของโรงพยาบาลและผู้ปุวย และอาจเป็น
อันตรายรุนแรงแก่ผู้ปุวยได้ แต่ความคลาดเคล่ือนทางยาเป็นเหตุการณ์
ท่ีอาจหลีกเล่ียงหรือปูองกันได้ด้วยระบบควบคุมท่ีมีประสิทธิภาพและ
ความร่วมมือระหวา่ งผ้เู กยี่ วขอ้ งทุกฝุาย
ความคลาดเคลือ่ นทางยาอาจแบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ดงั นี้
1. Prescribing Error เป็นความคลาดเคล่อื นทข่ี น้ึ กับคาส่ังใช้ยาที่
มผี ลหรอื อาจนาไปสู่ ความคลาดเคล่ือนทางยาในขน้ั ตอนอน่ื ๆ หรือเกิด
เหตุการณไมพึงประสงค์ท่ีสามารถปูองกันได เนื่องจากการสั่งใช้ยานั้น
ไม่เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการ (การสั่งยาที่ไม่สมเหตุสมผล ไม่
เหมาะสม ไม่ Effective ไม่สั่งยาแม้จะมีข้อบ่งชี้ หรือสั่งยาเกินความ
จาเป็น (Under / Over prescribe)) เช่น สั่งใช้ยา ผิดคน ผิดตัวยา ผิด
ขนาด ผิดเวลา ผิดวิธี (Route) หรือผิดเทคนิค สั่งยาที่ผู้ปุวยมีประวัติ
แพ้ หรือมีข้อห้ามใช้ ความคลาดเคลื่อนท่ีเกิดข้ึนกับคาสั่งใช้ยาอาจ
นาไปสู่ความคลาดเคลอื่ นทางยาในขั้นตอนอ่ืนๆได้ หรือเกิดเหตุการณ์ท่ี
ไม่พึงประสงค์ได้
2. Transcribing Error เป็นความผิดพลาดที่เกิดในขั้นตอนของ
การถ่ายทอดคาส่งั จากตน้ ฉบับที่สั่งไวผ้ ิดพลาด มักเกิดโดยผ่านบุคลากร
ต่างวิชาชีพ ไมว่ า่ จะเปน็ การคัดลอกในการเขียนเบิกยา หรือรับคาส่ังยา
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉินการแพทย์ พร. 80
ทางวาจาที่มีผลหรืออาจนาไปสู่ความคลาดเคลื่อนทางยาในขั้นตอน
อื่นๆ
3. Predispensing Error เป็นความคลาดเคลื่อนที่เกิดข้ึนใน
ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการจัดยาในหน่วยงานเภสัชกรรม
ก่อนจ่ายยา เช่น การ เตรียมยา การเขียน/พิมพ์ฉลาก การจัดยาตาม
คาส่ังใช้ยา แต่หน่วยงานสามารถตรวจพบความคลาดเคลื่อนดังกล่าว
และแก้ไขใหถ้ กู ตอ้ งกอ่ นจ่ายยาให้ผู้ปวุ ยหรือบุคลากรทางการแพทย์
4. Dispensing Error เป็นความคลาดเคล่ือนที่เกิดขึ้น ในขั้นตอน
การจ่ายยา หรือการส่งมอบยาที่เตรียมสาหรับผู้ปุวยเฉพาะรายท่ีถึง
ผู้ปวุ ย หรอื บุคลากรทางการแพทย์แลว้ อนั เนื่องมาจากไม่ตรงตามคาส่ัง
ใช้ยา หรือเปน็ ความคลาดเคลอ่ื นท่เี ภสชั กรควรตรวจพบได้ เพราะคาสั่ง
ใช้ยาไม่เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการ เช่น จ่ายยาผิดชนิด ผิดสูตร
ตารับ ผิดขนาด ไมไดจ่ายยาตามข้อมูลในใบสั่งยา หรือจ่ายยาท่ี
เสื่อมสภาพหมดอายุ
5. Pre Administration Error (ในส่วนของคนไข้ในเท่าน้ัน) เป็น
ความคลาดเคลื่อนท่ีเกิดข้ึนในข้ันตอนใดขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการ
ก่อนให้ยาบนหอผู้ปุวย หรือหน่วยที่มีการให้ยาผู้ปุวย เช่น การเขียน/
การติดฉลากคาสั่งใช้ยาลงในบัตรให้ยา (medication card) หรือแบบ
บันทึกการให้ยา (medication administration record: MAR,
medication sheet) การจดั ยา การผสมยา แต่เจ้าหนา้ ท่ีสามารถตรวจ
พบความคลาดเคลือ่ นดังกลา่ วและแกไ้ ขให้ถูกต้องกอ่ นใหย้ าแก่ผู้ปวุ ย
6. Administration Error เป็นความคลาดเคล่ือนที่เกิดขึ้นใน
ขั้นตอนการให้ยาแก่ผู้ปุวยภายในโรงพยาบาล (ไม่รวมความคลาด
เคลื่อนที่เกิดจากผู้ปุวยใช้ยาเองท่ีบ้าน) โดยเป็นผลให้ไม่เป็นไปตาม
หลักการให้ยาในด้าน ถูกคน ถูกยา ถูกขนาด ถูกเวลา ถูกวิถีทาง ถูก
ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉินการแพทย์ พร. 81
เทคนคิ หรือไม่เปน็ ไปตามเปาู ประสงค์ของการรกั ษา รวมถงึ การที่ผู้ปุวย
ไม่ได้รับยาตามที่แพทย์สั่ง หรือ ได้รับยาท่ีไม่ได้อยู่ในคาส่ังแพทย์ การ
ตรวจสอบซ้าโดยอิสระ (independent double check) โดยพยาบาล
คนละคนกันเป็นส่งิ ที่ต้องทาก่อนเร่ิมใหย้ าผปู้ ุวย เพื่อปูองกันความคลาด
เคลื่อนทเี่ กิดข้ึนในขัน้ ตอนการใหย้ าท่อี าจเกิดข้นึ ตวั อย่างเชน่
1. การให้ยาไม่ครบ (omission error) หมายถึงการให้ยาผู้ปุวยไม่
ครบม้ือ (ไมค่ รบ course) ตามท่ีแพทยส์ ่งั
2. การให้ยาผิดชนิด (wrong drug error) หมายถึงการให้ยาผู้ปุวย
คนละชนิด (คนละตวั คนละชอื่ generic name) กบั ทแ่ี พทยส์ ง่ั
3. การให้ยาซึ่งผู้ส่ังใช้ยาไม่ได้สั่ง (unordered or unauthorized
drug)
4. การให้ยาผู้ปุวยผิดคน (wrong patient) หมายถึงการให้ยาท่ี
ไม่ใช่ของผู้ปวุ ยคนนัน้ อาจเน่ืองจากสลบั ตวั ผปู้ วุ ย
5. การให้ยาผิดขนาด (wrong-dose or wrong-strength error)
หมายถึง เป็นความคลาดเคล่ือนจากการให้ยาในขนาดที่สูงกว่าหรือต่า
กวา่ ทผี่ สู้ งั่ ใช้สง่ั ไว้
6. การให้ยาผิดวิถีทาง (wrong-route error) หมายถึงการให้ยาไม่
ถกู วิถที างตามท่ีแพทย์ส่ัง เช่น ต้องให้ยา IM มาให้ IV หรือ ส่ังหยอดตา
ขวา มาหยอดตาซา้ ย เป็นตน้
7. การให้ยาผิดเวลา (wrong-time error) หมายถึงการให้ยาผู้ปุวย
ผิดไปจากเวลาที่แพทย์สั่ง หรือกาหนดไว้ตามตารางให้ยาหรือแนว
ทางการใหย้ าของหน่วย
8. การให้ยามากกว่าจานวนคร้ังที่ส่ัง (extra-dose error) เป็น
ความคลาดเคล่ือนที่เกิดขึ้นเม่ือมีการให้ยาแก่ผู้ปุวยเกินจานวนคร้ังหรือ
มอ้ื ทแี่ พทย์ส่งั รวมถึงมคี าสงั่ ให้หยดุ ยาแล้ว แตย่ ังให้ยานน้ั แกผ่ ปู้ วุ ย
ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 82
9. การให้ยาในอัตราเร็วที่ผิด (wrong rate of administration
error) เป็นความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการให้ยา โดยเฉพาะยาฉีดใน
อัตราท่ีผดิ ไปจากทแ่ี พทย์สงั่ หรือผิดไปจากวธิ ีปฏิบัติมาตรฐานทก่ี าหนด
10. การให้ยาผิดเทคนิค (wrong technique error) เป็น
ความคลาดเคลื่อนท่ีเกิดจากการให้ยาผิดเทคนิค แม้จะถูกชนิด ถูก
ขนาด เช่น การฉีดยาเพ่ือทดสอบการแพ้ยาเพนนิซิลลิน ทาง
intradermal แต่ฉีดเป็น subcutaneous เป็นตน้
11. การให้ยาผิดรูปแบบยา (wrong dosage-form error) เป็น
ความคลาดเคล่ือนทเ่ี กดิ จากการให้ยาผดิ รูปแบบจากที่แพทย์สั่ง เช่น ส่ัง
ใชย้ าปาู ยตา แต่กลับให้ยาหยอดตา หรอื ยาที่ห้ามบดหา้ มแบ่งให้กลืนทั้ง
เม็ด แตก่ ลบั บดยาให้ผู้ปวุ ย ทาใหย้ าสูญเสยี คณุ สมบัตใิ นการออกฤทธิ์ไป
เปน็ ตน้
เหตุการณ์ความคลาดเคลื่อนทางยาท่ีเกิดข้ึนน้ัน อาจมีปัจจัย
สาเหตไุ ดห้ ลายประการทค่ี รอบคลมุ ท้งั ผลติ ภัณฑ์ยา หรือกระบวนการท่ี
เก่ียวข้องในการใช้ยา การให้ความรู้ โดยเฉพาะรายการยาที่ต้อง
ระมดั ระวงั สูง ทอี่ าจก่อให้เกิดความคลาดเคล่ือนทางยา รวมถึงการเก็บ
ขอ้ มูลความคลาดเคล่ือนทางยาที่เกิดข้ึนมาวิเคราะห์หาสาเหตุท่ีแท้จริง
ร่วมกัน ส่ือสารให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ เพื่อวางแผนหรือปรับปรุงแนว
ทางการปูองกันเชิงระบบในเหตุการณ์ท่ีปูองกันได้ และเหตุการณ์ที่จะ
นาไปสู่การใช้ยาที่ไม่เหมาะสมกับผู้ปุวย ส่งผลให้ผู้ปุวยเกิดความ
ปลอดภยั จากการใช้ยา
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉินการแพทย์ พร. 83
การคานวณทางเภสชั กรรมเบื้องตน้
การคานวณทางเภสชั กรรม เป็นการใชพ้ ื้นฐานทางคณติ ศาสตร์ มา
ใชใ้ นงานเภสชั กรรม การเตรียมเภสัชภณั ฑ์ รวมถึงการบรหิ ารยาให้กบั
ผู้ปวุ ย เพ่อื ให้มีการใช้ยาได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และปลอดภัย
หน่วยน้าหนัก ปริมาตร ความแรงของสาร (ความเข้มขน้ ) ท่ีใช้หรือ
พบบ่อยในทางเภสัชกรรม ท่ีควรทราบ
1. หนว่ ยน้าหนัก
ไมโครกรัม microgram เขยี นย่อ µg เช่น
1000 µg (microgram) = 1 mg
มิลลิกรมั milligram เขียนย่อ mg เชน่
1000 mg = 1 g
เกรน grain เขยี นย่อ gr. เชน่
1 gr. (grain) = 64.8 mg (60 mg)
กรัม gram (gramme) เขยี นย่อ g /gm เช่น
1000 gm = 1 kg
ปอนด์ pound เขยี นย่อ lb เช่น
1 lb (pound) = 454 gm (450 gm)
กิโลกรมั kilogram เขียนยอ่ kg เชน่
1 kg (kilogram) = 2.20 lb = 1000 gm
ตัวอย่างหน่วยน้าหนกั ทีบ่ อกขนาดของยา เช่น ยาพาราเซตามอล
ขนาด 500 มิลลิกรมั ตอ่ เมด็ ในผ้ใู หญ่ แนะนาใหก้ นิ ครั้งละ 1เม็ด
ทุก 4-6 ช่วั โมง หรอื ใชย้ าขนาด 10-15 มิลลกิ รมั /นา้ หนักตัว
(กิโลกรมั ) และไม่ควรกินเกนิ 8 เมด็ ต่อวนั หรือ 4 กรัม/วนั
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉินการแพทย์ พร. 84
ตัวอย่างการคานวณ
ยา A ขนาดยาท่ีใช้ในเดก็ คือ 15mg./kg./dose ฉลากยาเขียน
ความแรงของยา A ว่า มีตัวยา 250mg./5 ml
ดังนน้ั เมือ่ ทราบโดสยา คอื 15mg./kg.
ความแรงของยา 250mg./5ml. ดงั นั้นเอา 5 หาร = 50mg./ml.
สมมตุ ผิ ้ปู วุ ยเดก็ หนกั 12 kg.
ดงั น้ันขนาดยาทใี่ ช้ 12x15 = 180 mg/dose ซง่ึ คดิ เปน็ 180 หาร 50
= 3.6 ml
2. หนว่ ยปริมาตร
ลิตร Litre เขยี นยอ่ L เช่น 1L = 1000 ml (milliliter , cc.)
แกลลอน gallon เขียนย่อ gal เช่น 1 gallon = 3,785 ml
ออนซ์ ounce หรือเรยี กเต็มๆ fluid ounce เขียนย่อ fl.oz เชน่
1fl.oz = 30 ml
ชอ้ นชา teaspoon เขยี นย่อ tsp เชน่ 1 tsp = 5 ml
ชอ้ นโตะ๊ tablespoon เขียนย่อ tbsp เช่น 1 tbsp = 15 ml
ตัวอย่างหน่วยปริมาตรของยา เช่น แพทย์ส่งั ยาลดกรด Antacid gel 1
ขวด(240 ml) ผู้ใหญ่รับประทาน 1-2 ชอ้ นโตะ๊ รับประทานหลังอาหาร
3 เวลา และก่อนนอน
ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉินการแพทย์ พร. 85
3. ความแรงของสาร (ความเขม้ ข้น)
ความแรงของสาร หรือความเข้มข้น (concentration) คือ การ
บอกปริมาณตัวละลาย (solute) ในตัวทาละลาย (solvent) ที่มี
ปริมาตรแน่นอนปริมาตรหนึ่ง ในทางเภสัชกรรมที่ใช้หรือพบบ่อยจะ
บอกใน 2 แบบ คือ ความแรงในรูปร้อยละ และ ความแรงในรูปของ
อตั ราสว่ น
3.1 ความแรงในรูปร้อยละ คาว่า “ร้อยละ (percent)”
หมายถงึ การคานวณโดยคิดเทียบจากร้อยส่วน ซึ่งอาจใช้สัญลักษณ์ %
แทนคาว่าร้อยละ เช่น 50% คือ ร้อยละ 50 หมายถึง 50 ส่วนใน 100
สว่ น หรืออาจเขยี นเป็น 50/100 หรือ 0.50 ท้ังน้ีการระบุความแรงของ
ยาเตรียมแบบร้อยละอาจระบุเป็น ร้อยละโดยน้าหนักต่อปริมาตร (%
w/v) ร้อยละโดยปริมาตรต่อปริมาตร (%v/v) หรือร้อยละโดยน้าหนัก
ต่อน้าหนัก (%w/w) ซ่ึงการเลือกใช้หน่วยความแรงแบบร้อยละนี้ จะ
พิจารณาจากสถานะของตวั ถกู ละลาย และสารละลายทีเ่ ตรยี มได้
3.1.1 ร้อยละโดยน้าหนักต่อปริมาตร (ร้อยละโดยมวลต่อ
ปริมาตร) ; Percentage Weight-by- volume (%W/V) เป็นการ
ระบุความแรงโดยคิดเทียบน้าหนักของตัวถูกละลายหน่วยกรัม ต่อ
สารละลายปริมาตร 100 มิลลลิ ิตร มักใช้กับเภสัชภัณฑ์รูปแบบยาน้าใส
ยานา้ แขวนตะกอน ยาอมิ ลั ชนั ท่คี วามหนืดไม่สูงมากนกั มีสตู รดังน้ี
เช่น A % โดยมวล/ปรมิ าตร คอื สารละลาย 100 ml มตี วั ถูกละลาย A
กรมั
ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 86
ถ้าสารมีความเข้มข้นเท่ากับ 1%W/V หมายถึง สารละลาย 100
mL มีตัวถกู ละลายอยู่ 1 g
ดังนน้ั สารละลาย 1000 mL จะมีตัวทาละลาย (1/100)x1000 = 10 g
หรือ สาร 1%W/V มีความเข้มข้นเท่ากับ ตัวถูกละลาย 10 g ต่อน้า
1ลติ ร หรอื เทา่ กบั 10000 mg ต่อน้า1 ลิตร
ตวั อย่างเชน่ นา้ เกลือ D-5-W ปริมาตร 1000 มิลลิลิตร หมายถึง ใน
สารละลาย D-5-W 100 มิลลิลิตร มีปริมาณ Dextrose เท่ากับ 5 กรัม
(5% Dextrose in water) ดังนั้นสารละลาย 1000 มิลลิลิตร จะมี
Dextrose เท่ากับ 50 กรมั
ผู้ปวุ ยเบาหวานท่มี ีอาการของนา้ ตาลในเลอื ดต่า แพทย์ส่ัง 50%
Glucose 50 ml IV push ซง่ึ ปริมาตร 50% Glucose Solution ที่
ให้ 50 มิลลลิ ติ ร จงึ มปี รมิ าณ Glucose 0.5x50 กรมั = 25 กรมั
3.1.2 ร้อยละโดยปริมาตรต่อปริมาตร ; Percentage
Volume-by-volume (%V/V) ร้อยละโดยปริมาตรต่อปริมาตร เป็น
การระบคุ วามแรงโดยคดิ เทียบปริมาตรของตัวถูกละลายหน่วยมิลลิลิตร
ตอ่ สารละลายปรมิ าตร 100 มิลลลิ ิตร มักใชก้ บั เภสัชภณั ฑ์รปู แบบยาน้า
ใส ยาน้าแขวนตะกอน ยาอิมลั ชนั ทค่ี วามหนืดไมส่ ูงมากนัก มีสูตรดังนี้
เช่น B %V/V คือในสารละลาย 100 ml มีตวั ถกู ละลาย B ml
ตวั อยา่ งการเตรียม 6 % hydrogen peroxide จาก 30 % V/V
hydrogen peroxide เพ่ือนามาใช้เป็น High- level disinfectant
สามารถทาลายเช้ือ แบคทเี รีย เชอ้ื ไวรสั และเช้อื ราได้
ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 87
น้ายา 30 % hydrogen peroxide solution คือในสารละลาย 100
ml มีตัวถูกละลาย hydrogen peroxide 30 ml ถ้าต้องการตัวถูก
ละลาย hydrogen peroxide 6 ml จะต้องแบ่งมา 20 ml แล้วเติมน้า
สะอาดจนครบ 100 ml จะได้สารละลาย 6 % hydrogen peroxide
หรือใช้สารละลายที่มีความเข้มข้น30% hydrogen peroxide 1 ส่วน
เตมิ นา้ สะอาด 4 ส่วน
3.1.3 รอ้ ยละโดยน้าหนัก หรือร้อยละโดยมวล (percent
mass by mass) ; Percentage Weight-by-weight (%W/W) คือ
การบอกน้าหนักตัวถูกละลายหน่วยกรัม (g) ต่อน้าหนักของสารละสาย
100 กรัม (g) มักใช้กับ เภสัชภัณฑ์รูปแบบของแข็ง และก่ึงแข็งก่ึงเหลว
เช่น ยาเมด็ ยาผง ยาครมี ยาเจล ยาข้ผี ึง้
มสี ูตรดังน้ี
เช่น C %W/W คือสารละลาย 100 กรมั มีตัวถูกละลาย C กรมั
ตวั อย่างเชน่ ยา Triamcinolone acetonide (T.A.) CREAM ความ
แรง 0.1%w/w คอื ในยา cream 100 กรัม มตี ัวยา triamcinolone
acetonide ถกู ละลาย 0.1 กรัม
ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉินการแพทย์ พร. 88
3.2 ความแรงในรูปของอัตราส่วน Ratio strength เป็นความ
เข้มข้นของสารละลายท่ีบอกปริมาณของตัวถูกละลายในสารละลาย
ทั้งหมด เช่นเดียวกับการบอกเป็นเปอร์เซ็นต์ มักใช้กับสารละลายที่มี
ความเจือจางมากๆ เพราะถ้าระบุความแรงของสารละลายเป็นร้อยละ
จะต้องระบุเป็นเลขทศนิยม ตัวอย่างเช่น 0.5% หมายถึง สาร 0.5
สว่ น ต่อสารละลาย 100 ส่วน หรืออาจเขยี นเปน็ 5:1000
การเขียนสัดส่วนความเข้มข้นของสาร 1:1000 จะมีความหมาย
ดังนี้
สารตัวถูกละลายท่ีเป็นของแข็ง ในของเหลว = 1 g ของสาร
ต่อสารละลายทีเ่ ตรยี ม 1000 ml
หรอื สารตัวถกู ละลายทีเ่ ป็นของเหลว ในของเหลว = 1 ml ของสาร
ต่อสารละลายทเ่ี ตรียม 1000 ml
หรือ สารตัวถูกละลายที่เป็นของแข็ง ในของแข็ง = 1 g ของสาร
ตอ่ สารที่เตรยี มทั้งหมด 1000 g
ตวั อยา่ งยาทมี่ กั ใช้ในรูปแบบ 1:1000 เช่น
Epinephrine 1:1000 หมายถึง ขนาดความเข้มข้นของยาใน
สารละลาย ประกอบด้วย Epinephrine 1 g ในสารละลาย 1,000 ml.
หรือ มี Epinephrine 1000 mg ในสารละลาย 1,000 ml. เท่ากับ 1
mg/ml
บางครั้งการเขียนความเข้มข้นของยาเป็นอัตราส่วน มักมีความ
หน่วยความเข้มข้น ที่สื่อสารไม่ตรงกัน เช่น การเขียนปริมาณยาต่อสาร
น้าที่ผสมเป็นน้าหนักต่อปริมาตร (w/v) หน่วยของความเข้มข้นมักจะ
เป็นมิลลกิ รมั ตอ่ สารนา้ 1 มิลลิลิตร (mg/ml) โดยการระบุความเข้มข้น
ของยาในคาสง่ั การใชย้ าเป็นอัตราส่วน เช่น
ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 89
Dopamine 2:1 หมายถึง Dopamine 2 mg ตอ่ สารน้า
(สารละลาย) 1 ml (วิธีเตรยี ม ใช้ NSS หรอื D5W 250 ml ดดู นา้ ออก
20 ml จากนนั้ นา Dopamine injection 250 mg/10 ml ดูดมา 2
Amp=20ml=500 mg ใส่ในสารนา้ ทเี่ ตรียมไว้จะได้ Dopamine 2:1 )
ดังนั้นจะเห็นว่า การเขียนรูปแบบอัตราส่วนมีความหลากหลาย
ควรหลกี เลย่ี งการส่งั ใช้ยาในรปู แบบอัตราสว่ น โดยเฉพาะอย่างย่ิงกับยา
ที่มีความเส่ียงสูง เพราะมักเกิดความเข้าใจที่ไม่ตรงกันได้ หรือถ้าสั่งใช้
อาจต้องมีขอ้ ตกลงร่วมกันในความหมายของอัตราสว่ น
ตวั อยา่ งการคานวณที่ใชใ้ นงานเภสชั กรรม
โจทย์1 "การเตรียมสารแอลกอฮอล์ 95% เป็นแอลกอฮอล์ 70 %
จานวน 1000 ml
ความเข้มข้น 70% "สามารถกาจัดเชื้อได้ดีกว่า 95 %" ให้เตรียมจาก
สาร "เอทลิ " ห้ามเตรียมจาก "เมทิล" เด็ดขาด
หมายเหตุ : จากการคานวณ สมมติให้ความหนาแน่นของแอลกอฮอล์
95% และ 70% เท่ากัน ซ่ึงอาจจะเกิดความเข้มข้นท่ีคาดเคลื่อนไป
ประมาณ 8%
ตอบ ใชว้ ิธเี ทียบตามสูตร C1V1 = C2V2
C1 คือ ความเข้มข้น แอลกอฮอล์ 95% C2 คือ ความ
เข้มขน้ แอลกอฮอล์ 70%
V1 คือ ปริมาตร แอลกอฮอล์ 95% ท่ีใช้ V2 คือ ปริมาตร
แอลกอฮอล์ 70% ท่ีใช้ (ตอ้ งการ)
แทนค่าสูตร 95(V1) = 70(1000)
V1 = 70(1000)/95 ดงั นน้ั V1 = 736.84
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 90
ดังนนั้ การเตรยี มสารแอลกอฮอล์ 95% เปน็ แอลกอฮอล์ 70 % จานวน
1000 ml ทาโดยใช้ แอลกอฮอล์ 95% จานวนประมาณ 736.8 ml
เตมิ น้ากลน่ั (นา้ สะอาด/นา้ ดื่ม) 263.2 ml เพื่อให้ครบ 1000 ml
โจทย์2 D-5-W ปริมาตร 100 มิลลิลิตร คือในสารละลายมีปริมาณ
Dextrose เท่ากับ 5 กรัม ถ้าต้องการเตรียม D-10-W โดยการเติม
50% Dextrose จะทาอย่างไร
ตอบ สมมุติให้เติม 50% Dextrose Solution เท่ากับ M มิลลิลิตร ลง
ใน D-5-W ปรมิ าตร 100 มิลลลิ ิตร เพอ่ื ใหไ้ ด้ D-10-W
จาก D-5-W ปริมาตร 100 มิลลิลิตร หมายถึง สารละลาย ปริมาตร
100 มลิ ลลิ ติ ร มี Dextrose จานวน 5 กรัม
โดย 50% Dextrose Solution จานวน M มิลลิลิตร จะมีปริมาณ
Dextrose เท่ากับ 50M/100 หรือ 0.5M
และสารละลายใหม่ทตี่ ้องการเตรียมเป็น D-10-W จะมีปริมาตรท้ังหมด
เท่ากบั 100+M มลิ ลิลติ ร
ซง่ึ สารละลายใหม่ D-10-W หมายถึง ในสารละลาย 100 มิลลิลิตร จะ
มี dextrose 10 กรมั
ดังน้ัน ถ้าสารละลายใหม่ปริมาตรทั้งหมดเท่ากับ 100+M มิลลิลิตร จะ
มี Dextrose เป็น (100+M)*10/100 กรัม
จากปริมาตร 50% Dextrose Solution ท่ีนามาเติม M มิลลิลิตร จึงมี
ปริมาณ Dextrose 0.5M กรมั และนาไปรวมกับ ปริมาณ Dextrose ท่ี
มีอยเู่ ดิมใน D-5-W (100 ml) เท่ากับ 5 กรัม
ดังน้ันสารละลายใหม่จึงมี Dextrose 0.5M+5 กรัม แทนค่าได้ดังน้ี
(100+M)*10/100 กรมั เท่ากับ 0.5M+5 กรมั
ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉินการแพทย์ พร. 91
(100+M)* 0.1 = 0.5M+5 >>>>>> 10 + 0.1M = 0.5M+5
M = 5/0.4 >>>>>> M = 12.5
จึงคานวณคา่ M ไดเ้ ทา่ กบั 12.5 มิลลลิ ติ ร
สมมุติให้เติม 50% Dextrose Solution เท่ากับ M มิลลิลิตร ลงใน D-
5-W ปริมาตร 100 มลิ ลิลิตร เพือ่ ใหไ้ ด้ D-10-W
สรุป วิธีเตรียม D-10-W คือ เติม 50% Dextrose Solution ปริมาตร
12.5 มิลลิลิตร ลงใน D-5-W 100 มิลลิลิตร ซึ่งจะได้ปริมาตรสารน้า
ท้งั หมด 112.5 มิลลลิ ิตร
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉินการแพทย์ พร. 92
การเลอื กใช้ยาและให้คาแนะนาในการใช้ยาสาหรบั ดูแลสุขภาพ
เบ้อื งตน้
ในการปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ีเป็นบคุ ลากรทางการแพทยข์ องหน่วยแพทย์ปฐม
ภูมิ ของ ทร. ในการดูแลสุขภาพเบ้ืองต้นของผู้ปุวย จาเป็นต้องมีทักษะ
และองคค์ วามรู้ ในการสมั ภาษณอ์ าการเจ็บปุวย ทราบประวัติการใช้ยา
ของผู้ปวุ ย เพ่ือประเมนิ ความเจบ็ ปุวยเบือ้ งต้นได้ถูกต้อง ก่อให้เกิดความ
ร่วมมือในการรักษาพยาบาล เพื่อตัดสินใจเลือกใช้ยารักษาความ
เจบ็ ปุวยเบ้ืองต้นนัน้ โดยใช้ข้อมูลทางวชิ าการท่ถี ูกต้อง มีการใช้ยาอย่าง
สมเหตุผล มคี วามปลอดภยั จากอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา และ
ไดร้ ับยาท่เี หมาะสมกบั ปัญหาสุขภาพของผู้ปุวยแต่ละราย ในระยะเวลา
การรักษาที่เหมาะสม รวมถึงการส่งมอบยาให้แก่ผู้ปุวยพร้อมให้ข้อมูล
คาแนะนาท่จี าเปน็ ตอ่ การใช้ยาไดอ้ ย่างเพียงพอ
การสื่อสารเพื่อหาข้อมูล ปัญหาสุขภาพของผู้ปุวย การซักประวัติเป็น
การรวบรวมข้อมูล เพื่อเป็นข้อมูลเบ้ืองต้นในการวินิจฉัยความเจ็บปุวย
ของผู้ปุวย ควรส่ือสารเพื่อหาข้อมูลความเจ็บปุวยอย่างมีเปูาหมายและ
เหมาะสม ในการตัดสินใจเลือกใช้ยาให้ผู้ปุวย หรือส่งต่อผู้ปุวยไป
สถานพยาบาลในกรณที ีจ่ าเปน็ โดยตั้งคาถามเพ่อื หาขอ้ มูลต่อไปน้ี
1. ปัญหาทางสุขภาพของผู้ปุวย ประเด็นที่ต้องสื่อสาร เพื่อหาข้อมูล
ความเจบ็ ปุวย ประวัติการแพ้ยา และข้อมูลการใช้ยาในผู้ปุวยโรคทั่วไป
มแี นวทางการซกั ประวัติดงั นี้
- ใครคอื ผู้ปุวย
- อายเุ ท่าไร
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉินการแพทย์ พร. 93
- วนั นมี้ าดว้ ยโรคหรืออาการอะไร
- เริม่ มอี าการดังกลา่ วตั้งแตเ่ มื่อไร เป็นมานานเทา่ ไร
- ความรุนแรงของอาการเป็นอย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับวันแรกที่
เรม่ิ เป็น
- เคยมอี าการเช่นนีม้ ากอ่ นหรือไม่
- มีอาการอ่ืนที่เปน็ รว่ มหรอื ไม่ (ถา้ มี) มอี าการอยา่ งไร
- มีสิ่งใดที่ทาให้อาการแย่ลงหรือดีข้ึน เช่น ยา อาหาร หรือการ
ปฏิบตั ติ ัวอน่ื ๆ
- โรคประจาตวั ทผ่ี ปู้ ุวยเป็น (โดยเฉพาะโรคไต และ/ หรือตับ ) และ
ยารกั ษาโรคประจาตัว
- ใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์อืน่ ๆ เพ่อื บรรเทาอาการมาก่อนหรือไม่
- ตอนนม้ี กี ารใช้ยาอ่ืน สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอะไรอยู่
หรือไม่ (ถ้าม)ี ผลิตภัณฑด์ ังกลา่ วคอื อะไร
- มปี ระวัติแพ้ยา หรือแพ้อาหารอ่ืนๆหรือไม่ (ถ้ามี) มีอาการอย่างไร
(จาเป็นอย่างย่งิ )
- มีประวัติอาการไม่พึงประสงค์อ่ืนนอกเหนือจากการแพ้ยาหรือไม่
(ถา้ ม)ี มอี าการอยา่ งไร
- งานท่ีทาในปัจจุบัน หรือสภาวะแวดล้อมที่อาจเก่ียวข้องกับการ
เจบ็ ปวุ ย
- หากผู้ปุวยเป็นหญิงวัยเจริญพันธุ์ ต้องถามเร่ืองการตั้งครรภ์ หรือ
ให้นมบุตร โดยเฉพาะอย่างย่ิงในกรณีที่จะจ่ายยาท่ีอาจทาให้เกิด
อันตรายต่อทารก
- ผู้ปุวยเด็ก ต้องถามเพิ่มเติมเร่ืองอายุ และน้าหนัก เพื่อนามาใช้ใน
การคานวณขนาดยาในเดก็
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 94
2. สภาพแวดล้อมในครอบครัวหรือชุมชน อันอาจนามาซึ่งปัญหา
สุขภาพ หากพบว่าปัญหาสุขภาพของผู้ปุวยมีสภาพแวดล้อมเป็นปัจจัย
กระตุ้น เช่น โรคหืด โรคภูมิแพ้ เป็นต้น ควรแนะนาให้ผู้ปุวยหลีกเล่ียง
ปัจจัยกระตุ้นเหล่านั้นเพ่ือควบคุมอาการ และปูองกันการเกิดโรคกลับ
เป็นซา้
3. การแนะนา การตรวจเพ่ิมเติม เช่น การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
หรือการตัดสินใจส่งต่อผู้ปุวยให้แพทย์ หรือโรงพยาบาลได้อย่าง
เหมาะสม ควรอธิบายใหผ้ ู้ปุวยเขา้ ใจสาเหตแุ ละวิธกี ารส่งต่อหรือรับการ
รกั ษาระดบั ตา่ งๆตอ่ ไป
การเลือกใช้ยาสาหรับปัญหาสุขภาพเบ้ืองต้น เมื่อรับทราบข้อมูล
ความเจ็บปวุ ย สามารถตัดสนิ ใจเลือกยารักษา โดยคานงึ ถึง
1. เลือกใช้ยาโดยใช้ข้อมูลทางวิชาการที่ถูกต้อง มีการใช้ยาอย่าง
สมเหตุผล (Rational Drug Use) ตามความจาเป็น (Consider the
options) ตามความรู้ความสามารถทางวิชาชีพ และเป็นไปตามหลัก
เวชจรยิ ศาสตร์ (Prescribe professionally)
2. ส่ือสารเพ่ือให้การตัดสินใจร่วมของผู้ปุวยในการใช้ยา เป็นไป
บนข้อมูลทางเลือกที่ถูกต้อง เหมาะกับบริบทและเคารพในมุมมองของ
ผู้ปวุ ย (Reach a shared decision)
3. สามารถส่ังใช้ยาได้อย่างถูกต้อง (Prescribe) โดยพิจารณา
ทบทวนประเด็นเหล่านี้ ขนาดยาทีอ่ ยู่ในช่วงการรกั ษาตามอายุ, น้าหนัก
ของผู้ปุวยแต่ละราย และระยะเวลาการรักษาท่ีเหมาะสม การใช้ยา
ซ้าซ้อนและเสรมิ ฤทธิ์กัน การใชย้ าโดยไม่มีความจาเป็น การใช้ยาที่อาจ
เกิดอันตรกิริยาท่ีมีนัยสาคัญ การใช้ยาท่ีขัดกับกฎหมาย รวมถึง
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 95
อันตรายจากการใช้ยา เช่น การจ่ายยาท่ีผู้ปุวยมีประวัติแพ้ยา ที่เป็นข้อ
ห้ามใช้ หรอื ยาท่ีควรระมัดระวังการใช้เป็นพิเศษ เช่น ผู้ปุวยโรคตับ โรค
ไต ผมู้ ภี าวะพรอ่ งเอนไซม์ G6PD เป็นตน้
4. สามารถเตรียมฉลากยาและส่งมอบยาพร้อมให้ข้อ มูล
คาแ นะน าท่ี จาเ ป็น ต่อก าร ใช้ย าได้ อย่ างเ พีย งพอ ( Provide
information)
5. สามารถติดตามผลการรักษา และรายงานผลข้างเคียงท่ีอาจ
เกดิ ข้ึนจากการใชย้ าได้ (Monitor and review)
ความรู้พืน้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉินการแพทย์ พร. 96
การปฏบิ ัตงิ านตามหลักการจา่ ยยาท่ีดี
1. วธิ ีการจ่ายยา
1.1 การหยบิ ยาและการเก็บยาจากชั้นยา
การหยิบและเก็บยาควรมีทักษะที่เหมาะสมในการท่ีจะลดความเสี่ยง
ของการหยิบยาผิด และทาให้เป็นนิสัย ด้วยการอ่านช่ือยาที่ภาชนะ
บรรจุซ้าอย่างน้อย 3 คร้ัง คร้ังแรกเมื่อมองหาและหยิบยา ครั้งท่ีสอง
ก่อนนับยา และครั้งสุดท้าย เม่ือนายากลับไปวางที่เดิม ควรตรวจสอบ
วนั หมดอายจุ ากฉลากยาและลักษณะกายภาพของยา ก่อนนบั ยา
1.2 การประเมินคุณสมบัติของยาที่จะจ่าย เช่น วันหมดอายุ
ลักษณะยาเส่ือม ควรตรวจสอบวันหมดอายุจากฉลากยาและลักษณะ
กายภาพของยาเพ่ือให้แน่ใจว่ายาไม่เสื่อมก่อนเร่ิมนับยา นอกจากน้ี
ควรมีการตรวจสอบช้ันเก็บยาเพ่ือดูวันหมดอายุอย่างน้อยทุก 3 เดือน
หรือตามที่กาหนดไว้ หรืออาจใช้ระบบรหัสสีในการบ่งบอกวันหมดอายุ
ของยา
1.3 การนับเม็ดยาด้วยถาดนับเม็ดยา (กรณียาเม็ดร่วง) โดยวิธีการ
นับเมด็ ยาดว้ ยถาดนบั เม็ดยามีดงั นี้
ถาดนับเมด็ ยา (นับยาจากจุดที่ 1 ไปยงั จดุ ท่ี 2 ยาทเ่ี หลอื เทคืนลงขวดยาเดิมผา่ น จุดที่ 3)
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 97
- เช็ดถาดและท่ีนับยาให้สะอาด ในแต่ละวันควรมีการเช็ดด้วย
แอลกอฮอล์เป็นครั้งคราว และควรมีถาดนับยาแยกสาหรับยาบางชนิด
เพื่อปูองกันการปนเปื้อน เช่น ยากลุ่ม Penicillin , ยากลุ่ม NSAIDS,
ยาเคมบี าบดั
- เม่ือหยิบยาที่ต้องการได้แล้ว เทลงในถาด (จุดที่1) ด้วยจานวน
พอสมควรกบั ปริมาณยาท่ีจะนับ โดยยังไมเ่ ปดิ ฝาดา้ นชอ่ งเทยา
- เปิดฝาช่องเทยา จับด้านเรียวของที่นับยา นับยาจากถาดลงในช่องเท
ยา (จุดท่ี2) นับคร้ังละก่ีเม็ดก็ได้ แต่นิยมนับคร้ังละ 5-10 เม็ด เพราะ
นบั ได้ง่าย และมีโอกาสผิดพลาดน้อย นับจนครบจานวน หากยาที่เทไว้
ไม่พอกับจานวนยาท่ีต้องการ ปิดฝาช่องเทยา แล้วจึงเทยาจากขวดลง
เพ่ิมในถาด เปิดฝาช่องเทยาใหม่ นับจนครบ ปิดฝาช่องเทยา แล้วเทยา
ทเ่ี หลอื ลงในลงขวดยาเดมิ (จดุ ท3ี่ )
- เทยาที่นับไว้ในช่องเทยา (จุดที่2) ลงในภาชนะ (ซองยา ขวดยา) ท่ี
เตรียมไว้ ปิดภาชนะให้เรยี บรอ้ ย
- ทาความสะอาดถาดและทน่ี บั ยาอกี ครง้ั หนง่ึ
1.4 การเลอื กภาชนะบรรจใุ หเ้ หมาะสม เช่น ขนาด ซองสีชาปูองกัน
แสง ยาท่ีจ่ายต้องครบถ้วน มีฉลากถูกต้อง ข้อมูลครบถ้วน บรรจุใน
ภาชนะที่เหมาะสม
1.5 การเขียนฉลากยา เปน็ เอกสารทมี่ ีความสาคัญอย่างย่ิงต่อการใช้
ยาได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และ ปลอดภัย เพ่ือใช้เป็นเคร่ืองมือหนึ่ง
ในการส่งเสรมิ การใชย้ าอย่างสมเหตุผลในสถานพยาบาล
การเขียนฉลากยารับประทาน หรือการเขียนฉลากการให้ยาด้วย
วิธีการอื่น ๆ ควรสื่อสารข้อความต่าง ๆ แก่ผู้ปุวยด้วยภาษาและ
ใจความท่ีผู้ปุวยเข้าใจ ควรพิมพ์หรือเขียนให้อ่านง่าย ปัจจุบันข้อความ
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 98
บนฉลากยามีการทบทวนเป็นระยะอย่างสม่าเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่ามี
ขอ้ มูลทีจ่ าเปน็ ครบถ้วน โดยควรมีขอ้ มูลตอ่ ไปนี้
(1) วันทจ่ี า่ ยยา
(2) ช่ือ-นามสกุลผูป้ วุ ย
(3) ชื่อยา ความแรง และจานวน (ควรมีท้ังชื่อสามัญและชื่อ
ทางการคา้ )
หลายโรงพยาบาลจะเขียนช่ือยาภาษาไทยกากับไว้บนฉลากยา
นอกเหนือจากช่ือยาภาษาอังกฤษ โดยให้ ความสาคัญเป็นพิเศษกับช่ือ
สามัญทางยา เพื่อช่วยให้ผู้ปุวยทราบและสามารถจดจาชื่อยาที่ตนเอง
หรือผู้เก่ียวข้องใช้อยู่ได้ ซ่ึงจะช่วยให้การสื่อสารกับบุคลากรทางการ
แพทย์เป็นไปอย่างแม่นยา ไม่คลาดเคล่ือน ทั้งยังช่วยปูองกันการใช้ยา
ซา้ ซอ้ น
(4) วธิ ีใช้ยาทช่ี ดั เจน และเขา้ ใจง่าย ไม่สับสน
การระบุขนาดใช้ยาท่ีชัดเจน เช่น เขียนคาว่า “คร่ึง” แทนการ
เขียน ½ ระบุขนาดยาเป็น 2.5, 3, 3.5 หรือ 4 ซีซี (มล.) แทนการระบุ
ขนาดยาเป็น ½, 2/3 และ ¾ ช้อนชา เป็นต้น
ยาใดทใ่ี ชแ้ บบ prn ควรระบุวิธีใช้ดว้ ยขอ้ ความ “รับประทานเมื่อ
มีอาการ” รวมทั้งระบุสรรพคุณ (ข้อบ่งใช้) ของยาไว้อย่างชัดเจนบน
ฉลาก และระบุความถ่ีในการใช้ยาด้วยข้อความ “ห่างกันอย่าง
น้อย……….ชั่วโมง” แทนคาว่า ทุก……..ช่ัวโมง เพ่ือปูองกันความเข้าใจ
ผิดของ ผู้ใช้ ยา ใน การ ที่จ ะใช้ยา อย่ าง ต่อเ น่ืองต ามเ ว ล าที่ระบุ ไว้ ทั้ง ท่ี
อาการได้บรรเทาลงแล้ว
ยาใดท่ีใช้แบบต่อเนื่องจนยาหมด เช่น ยาปฏิชีวนะ หรือยาที่ใช้
รักษาโรคเรื้อรัง ควรระบุวิธีใช้ด้วยข้อความ “รับประทานต่อเนื่องทุก
วนั ”
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 99
(5) ขอ้ บง่ ใช้ของยา
ควรระบุข้อบ่งใช้ของยาบนฉลากยาด้วยข้อบ่งใช้ท่ีได้รับการข้ึน
ทะเบียนเท่าน้ัน ไม่ระบุ สรรพคุณเกินจริง หรือระบุด้วยชื่อที่ทาให้เกิด
ความเข้าใจผิดในการใช้ยา ไม่ระบุข้อบ่งใช้ท่ีคลาดเคล่ือนจาก
ข้อเท็จจริง ควรหลีกเล่ียงการใช้กลไกการออกฤทธ์ิของยามาระบุเป็น
สรรพคณุ หรอื ขอ้ บ่งใช้ ไม่ควรใช้ช่ือกลุม่ ยามาระบุเป็นสรรพคุณ โดยไม่
แสดงข้อบ่งใช้ของยากากับไว้ ไม่ควรเขียนข้อบ่งใช้แบบสั้น ๆ ย่อ ๆ ไม่
เตม็ ใจความ ไม่ระบุสรรพคุณเกินจริง ไม่ใช้ช่ือที่สร้างความเข้าใจผิดใน
การใช้ยาบนฉลากยา เช่น ยาปฏิชีวนะ ไม่ใช้คาว่า “ยาแก้อักเสบ”, ไม่
ควร เขียนว่า “ควบคุมความดัน” แต่ควรเขียนให้เต็มใจความว่า
“ควบคุมความดันเลือด” , hydrochlorothiazide อาจระบุว่า ใช้ลด
ความดนั เลือด หรือ ยาขับปสั สาวะ ใชล้ ดความดันเลอื ด เป็นตน้
(6) คาเตือนบนฉลากยา หรือเรียกฉลากช่วย เพ่ือให้คาแนะนา
หรือคาเตือนที่จาเป็น ฉลากยาทุกฉลากควรมีคาเตือนเกี่ยวกับข้อห้าม
ใช้ ข้อควรระวัง หรือผลข้างเคียงท่ีสาคัญ ร่วมกับวิธีปฏิบัติ เมื่อเกิดผล
ขา้ งเคียงดงั กล่าวในส่วนล่างสุดของฉลากยา การเลือกใชฉ้ ลากยาช่วยใน
กลุ่มยาท่ีจาเป็นอย่างเหมาะสม จะช่วยเพ่ิมความปลอดภัยและ
ประสทิ ธภิ าพในการใช้ยาแกผ่ ปู้ ุวย
ตัวอย่างของคาเตือนบนฉลากยาเก่ียวกับข้อห้ามใช้ หรือ
ผลขา้ งเคยี งสาคัญ
ชอื่ ยา คาเตือนบนฉลากยา หรือ ฉลากช่วย
พาราเซตามอลชนดิ เมด็ หา้ มใช้เกนิ 8 เมด็ ต่อวนั เพราะอาจเปน็ พษิ ตอ่ ตบั
ไอบูโพรเฟน เมื่อใช้แบบ prn ไมค่ วรใช้ขณะทอ้ งวา่ งเพอื่ ลดการระคายเคืองทางเดินอาหาร
เซททริ ิซิน เปน็ ยาชนิดง่วงนอ้ ย แต่อาจง่วงไดใ้ นผู้ใช้ยาบางราย
อะมอกซิซิลลิน ใชต้ ดิ ตอ่ กนั จนหมดเพ่อื ปูองกนั เช้อื ด้ือยาหรือโรคแทรกซ้อน
ความรู้พนื้ ฐานทางเภสัชวทิ ยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง สาขาปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ พร. 100