The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by armynco2665, 2022-07-17 03:14:57

วิชาสื่อสาร

วิชาสื่อสาร

..

พระองคท์ ่านได้พระราชทานคาแนะนาไว้ว่า

... ( ให้นำเครื่องวิทยสุ ่อื สำร ) ใสถ่ งุ พลำสตกิ วิธีใส่
ถงุ พลำสตกิ กถ็ ้ำกลวั วำ่ ตกนำ้ กต็ ้องใส่ 2 ชนั้ ใสเ่ ข้ำไปแล้ว
ก็ผกู ด้วยหนงั สต๊ิก แล้วก็ใสอ่ ีกชนั้ หนง่ึ กลบั หวั กนั แล้วก็
ผกู หนงั สตก๊ิ ยงั นนั้ ไม่เข้ำ ลงทะเลยงั ได้...ยงั นนั้ กเ็ สยี งก็
ออกมำได้ดพี อสมควร นอกจำกบำงทีจะมีกรอบแกรบนิด
หนอ่ ย แตว่ ่ำเปลีย่ นอะไรตำ่ งๆ ก็หมนุ ได้จำกข้ำงนอก ใส่
ถงุ พลำสติกก็สำมำรถหมนุ ป่ มุ หรือทำอะไรได้หลำยอยำ่ ง
เสียดำยเคร่ืองกต็ ้องระมดั ระวงั อยำ่ งนนั้ ... (เคร่ืองท่ใี ส่
ถงุ พลำสติกแล้ว) อำจใสใ่ นกระเป๋ ำหรือสะพำยไว้ก็ได้..."

ประวตั กิ รมพระกำแพงเพชรอคั รโยธนิ

พลเอกพระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมพระกาแพงเพชรอคั รโยธินประสูติ เมอ่ื วนั ที่ 23 มกราคม
พทุ ธศักราช 2424 พระนามเดิม พระองคเ์ จ้าบรู ฉตั รไชยากร เป็น พระโอรสองคท์ ่ี 35 ในพระบาทสมเด็จ
พระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยูห่ ัว และเจ้าจอมมารดาวาด

ทรงศกึ ษาวิชาชั้นต้นทโี่ รงเรยี น พระตาหนกั สวนกหุ ลาบแล้วเสด็จไปศึกษาต่อ ณ ตา่ งประเทศ ใน
พุทธศกั ราช 2437 ทรงศึกษาวชิ าโยธาธิการท่โี รงเรนี แฮร์โรวี่ วชิ าวิศวกรรมทีท่ รินติ ี้ คอลเลจ
มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และวชิ าการทหารท่ีแช่ทแฮม ประเทศอังกฤษ จากน้ันทรงศกึ ษาเพมิ่ เตมิ ณ ประเทศ
ฝรง่ั เศสระยะหน่ึง จึงเสด็จกลบั มาศกึ ษา ณ ประเทศองั กฤษจาสาเรจ็ ไดร้ ับ MEMBER INSTITUTE OF CIVIL
ENGINEERS ในพุทธศกั ราช 2547 จงึ เสดจ็ กลับประเทศไทย ทรงพระยศและตาแหน่งทางทหารครง้ั หลงั สุด
คือ พลเอกเป็นจเรทหารบกและจเรทหารช่าง และตาแหน่งอื่นๆ ทม่ี ิใช่ดา้ นการทหารคอื เสนาบดี กระทรวง
พาณชิ ย์และคมนาคม

พลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกาแพงเพชรอคั รโยธิน ทรงอภเิ ษกสมรสกับ พระองคเ์ จ้า
ประภาวสทิ ธินฤมล มพี ระโอรสและพระธดิ า 11 พระองค์ ส้นิ พระชนมเ์ มอ่ื วันที่ 14 กันยายน พทุ ธศกั ราช
2479 รวมพระชนั ษาได้ 54 ปี 7 เดอื น 22 วนั เปน็ ตน้ สกลุ “ ฉตั รชยั “

รช า

“ จงรักภักดี มีความรู้ อยู่ในระเบียบวินยั ใจคณุ ธรรม ลกั ษณะ นู้ าเด่น “

าน

รร.นส.ทบ. มงุ่ มั่นท่ีจะพั นาส าบนั ให้เปน็ องค์กรแหง่ การเรยี นรทู้ ีท่ ันสมัยไดม้ าตร าน เพ่อื ให้
ได้ ล ลติ คุณภาพพร้อมที่จะป บิ ัตหิ นา้ ทไี่ ดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ เปน็ กาลังหลกั ทสี่ าคั ใหก้ บั กองทพั มี
คณุ ลักษณะ องทหารที่ดี มรี ะเบยี บวนิ ัย มีความกลา้ หา อดทน ่อื สตั ย์ มีคุณธรรม จรยิ ธรรม มีความเปน็
้นู าที่ดี

ว ท น์

มีการฝก ศกึ ษา ใหไ้ ดม้ าตร าน เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ มีจรยิ ธรรม มคี วามทนั สมยั เป็นที
ยอมรบั องหน่วยงานในกองทพั บคุ คลและ หนว่ ยงานภายนอก

พน

1. ให้การฝกศึกษา แกน่ กั เรียนนายสิบทหารบก ตามหลกั สูตรท่กี องทัพบกกาหนด เพ่อื ลติ นายทหาร ้นั
ประทวน ใหก้ ับเหล่า องกองทัพบก

2. ปกครอง บงั คับบั ชา เสริมสรา้ ง และพั นานักเรยี นนายสิบทหารบก และบุคลากรทางการศกึ ษาใน
ดา้ น คุณธรรม จรยิ ธรรม และระเบยี บวินัยทางทหาร

3. ส่งเสริม และพั นาดา้ นวิชาการให้แก่ครู / อาจารย์
4. ทานุบารุงศลิ ปะ วั นธรรม และสง่ิ แวดล้อม
5. พั นาส าบันใหม้ ีศกั ยภาพ และคณุ ภาพสูม่ าตา าน

ารบ
เรื่อง หนา้

1.วิวฒั นำกำรกำรสอ่ื สำร………………………………………………………..…………………………… . 7
7
1.1 ควำมหมำยของววิ ฒั นำกำร………………………………………………………..……………….. 7
7
1.2 ควำมหมำยของกำรสอ่ื สำร ………………………………………………………..……………….. 8
18
1.3 ววิ ฒั นำกำรกำรสอ่ื สำรของมนษุ ย์ ………………………………………………………..…… 15
22
1.4 กำรแบง่ ววิ ฒั นำกำร 6 ยคุ ………………………………………………………..……………….. 23
23
1.5 ระบบสอ่ื สำรของกองทพั ไทย…………………………………………………….…..……………… 24
27
1.6 แนวทำงกำรพฒั นำระบบสอื่ สำรกองทพั ไทย………………………………….……………….. 33
39
คำถำมท้ำยบท…………………………………………………………………………………………….. 42
44
2.ระเบยี บกำรวิทยโุ ทรศพั ท์…………………………………………………………………..……………….. 44
54
2.1 กลำ่ วทวั่ ไป............................................................................................................... 61
63
2.2 กำรอำ่ นออกเสยี งตวั อกั ษรและตวั เลข……………………………………………………………. 71
73
2.3 ขำ่ ยวทิ ย…ุ …….…………………………………………………………………………………………….. 79
80
2.4 กำรสง่ ขำ่ ว……………….…………………………………………………………………………………. 85
91
2.5 กำรปิ ดขำ่ ย……..………………………………………………………………………………………….. 67

คำถำมท้ำยบท……………………………………………………………………………………………..

3.หลกั เบือ้ งต้นในกำรสอ่ื สำรทำงวิทยุ………..……………………………………………………………..

3.1 กลำ่ วทวั่ ไป…………………………………………………………………………………………………..

3.2 วทิ ยุ AN/PRC-624…………………………………………………………..…………………………..

3.3 กำรตดิ ตงั้ เพื่อใช้งำน AN/PRC-624……………………..………………………………………….

3.4 กำรใช้งำน AN/PRC-624……………………………..………………………………………………..

3.5 กำรซอ่ มบำรุงระดบั ผ้ใู ช้งำน……………………..…………………………………………………....

3.6 ชุดวทิ ยุ AN/PRC-77……………………………………………………………………………………..

3.7 ชุดวทิ ยุ AN/VRC-64……………………………………………………………………………………..

3.8 สำยอำกำศแสวงเครื่อง...................................................................................

3.9 ชดุ วทิ ยุ AN/PRC-710.....................................................................................

3.10 วทิ ยสุ นำม CNR-900T..................................................................................

คำถำมท้ำยบท………………………………………………………………………………………………

เรือ่ ง หนา้

4.กำรสอื่ สำรทำงสำย……………………………………………………………………………………………… 99
4.1 สำยสนำม………………………………………………………………………………………………….… 99
4.2 กำรตอ่ สำยสนำม………………………………………………………………………………….………. 100
4.3 กำรหมำยวงจรทำงสำย……….………………………………………………………………….…….. 102
4.4 กำรเก็บสำยสนำม…………………………………………………………………………………………. 104
4.5 เครื่องม้วนสำย CE – 11………………………………………………………………………………. 104
4.6 แกนล้อ RL – 27...................................................................................................... 105
4.7 โครงล้อ RL – 31...................................................................................................... 105
4.8 ล้อสำย....................................................................................................................... 106
4.9 ชุดโทรศพั ท์................................................................................................................ 109
4.10 ต้สู ลบั สำย................................................................................................................. 112
4.11 คำแนะนำกำรใช้อปุ กรณ์ทำงสำยและกำรวำงสำยสนำม.......................................... 114
คำถำมท้ำยบท…………………………………………………………………………………………………….. 117
เอกสำรอ้ำงอิง……………………………………………………………………………………………..………. 118
คณะผ้จู ดั ทำ………………………………………………………………………………………………..….…… 119

1

1
ววิ ั นำกำรกำร อ ำร
ควำม มำย องววิ ั นำกำร

ววิ ั นาการ (Evolution) คือ กระบวนการเปล่ียนแปลงหรอื คลีค่ ลายไปสู่ านะทีด่ ี ึน้ หรือเจริ นึ้
เป็นเปลี่ยนแปลงในทางชีววิทยาจากส่งิ ทง่ี า่ ย ๆ ไปสู่ส่งิ ท่ียุง่ ยาก ับ ้อนมาก ึน้ การเปลย่ี นแปลงน้จี ะตอ้ ง
เปลี่ยน ในลกั ษณะคอ่ ยเป็นค่อยไป และต้องใชเ้ วลานาน

วิวั นาการ (Evolution) หมาย งึ การพั นาอยา่ งมีระบบตามธรรมชาติ และตาม ลการทบ อง
ส่ิงแวดล้อมในสภาวะนัน้ ๆววิ ั นาการตอ้ งใช้เวลา ไมม่ ีทางลัด ตวั แปร องววิ ั นาการ คือ ส่งิ แวดลอ้ ม

ววิ ั นาการ คือ การดาเนินการที่ค่อยเป็นคอ่ ยไป ในเวลาปรกติก็จะพั นาไป ตอ่ เมือ่ พบสภาววิกฤตก็
จะทาการป ริ ูปจริงจัง

จาก ้อความ า้ งต้นสามาร สรุปความหมาย องคาวา่ วิวั นาการ ไดว้ า่ เป็นการพั นาอย่างเป็น
ระบบ ่ึงจะเกิด ้นึ ไดก้ ็ตอ่ เม่อื เ ชิ กบั สภาวะวกิ ฤต ทาใหต้ ้องมกี ารปรับปรงุ เปลยี่ นแปลง เพ่อื ทาได้ดี ึ้น ง่ึ มี
ด้วยกนั หลายดา้ นเชน่ วิวั นาการ องเทคโนโลยี วิวั นาการ องส่ิงมีชีวติ

ควำม มำย องกำร อ ำร

คาวา่ การสอื่ สาร (communications) มีท่มี าจากรากศพั ท์ภาษาลาตนิ ว่า communis หมาย งึ ความ
เหมือนกนั หรอื รว่ มกัน การส่อื สาร ( communication) หมาย งึ กระบวนการ า่ ยทอด า่ วสาร อ้ มูล
ความรู้ ประสบการณ์ ความรสู้ ึก ความคิดเหน็ ความตอ้ งการจาก ู้สง่ สารโดย า่ นสือ่ ต่าง ๆ ท่อี าจเป็นการพูด
การเ ยี น สั ลักษณอ์ ่นื ใด การแสดงหรอื การจัดกิจกรรมตา่ ง ๆ ไปยงั ู้รับสาร ึ่งอาจจะใชก้ ระบวนการสื่อสาร
ท่แี ตกต่างกนั ไปตามความเหมาะสม หรอื ความจาเป็น องตนเองและคู่สือ่ สาร โดยมีวตั ุประสงคใ์ หเ้ กิดการ
รับรู้รว่ มกันและมีป ิกริ ิยาตอบสนองต่อกนั บริบททางการส่ือสารที่เหมาะสมเปน็ ปจจยั สาคั ท่จี ะช่วยให้การ
สอ่ื สารสัมฤทธิ ล

ววิ ั นำกำร กำร อ ำร องมน ย

วว นา าร าร ่อื าร อง น ์

การสือ่ สาร ือเป็นส่ิงสาคั ตอ่ การดารงชวี ิตอยู่ องมนษุ ยโ์ ลก โดยเฉพาะในปจจบุ นั ึง่ เป็นยุค องโลกไร้
พรมแดน (Globalization) หากมกี ารตดิ ตอ่ สอ่ื สารที่ สะดวก รวดเรว็ ยอ่ มทาให้การพั นาประเทศชาตใิ นทุก ๆ
ด้าน เจริ กา้ วหนา้ อยา่ ง รวดเรว็ เนอ่ื งจากการติดต่อส่อื สารต้องใชเ้ ทคโนโลยเี ้ามาเกี่ยว อ้ งมากมาย ดงั นน้ั ู้
ท่ปี ระสบ ลสาเร็จในการประกอบธุรกจิ จึงควรมีความรู้ความเ ้าใจเกยี่ วกับวิวั นาการเทคโนโลยี องการ
สอ่ื สารพอสมควร

ปจจบุ ันเทคโนโลยไี ดเ้ ปน็ ทีส่ นใจ องคนทุกมุมโลกทกุ สา า เทคโนโลยจี ึง เปน็ ท่ีแพร่หลายและนามาใชใ้ น
การทางานและชวี ิตประจาวัน การเรียนการศึกษาใน สมยั นี้จึงมหี ลักสูตรท่เี กี่ยวกบั เทคโนโลยีเ ้าไปดว้ ย
เทคโนโลยที ี่ลา้ หน้าทส่ี ุดทคี่ นท่ัว โลกใหค้ วามสาคั คือเทคโนโลยสี ารสนเทศ เพราะปจจบุ ันนี้อุปกรณ์หลาย
ชนดิ ก็ต้อง พ่ึงพาเทคโนโลยสี ารสนเทศ ไมว่ า่ จะเปน็ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ มือ ือ อินเทอรเ์ น็ต PDA GPS
ดาวเทยี ม และไมน่ านมานมี้ ีการออกพระราชบั ัติว่าด้วยการ กระทาความ ดิ เกยี่ วกบั คอมพิวเตอร์ เป็นการ
บง่ บอกวา่ สงั คมให้ความสาคั แก่ คอมพิวเตอร์ แต่ทวา่ กว่าท่ีเทคโนโลยีการส่ือสารจะพั นามา งึ ยคุ ปจจบุ นั
เชือ่ กนั ว่า ในอดีตการส่ือสารระยะไกลมนุษย์จะใช้การตีเกราะเคาะไมก้ ารส่งเสียงตอ่ กนั ไปเปน็ ทอดๆ และการ
ส่งสั าณควันก่อนท่จี ะพั นามา งึ ปจจุบัน

แบ่งออกเป็น 6 ยคุ
1. วิวั นาการยคุ แรก
2. วิวั นาการยุครหัส มอรส์
3. วิวั นาการยุคเคร่อื งโทรพมิ พ์
4. ววิ ั นาการยุคโทรศพั ท์
5. ววิ ั นาการ องคอมพวิ เตอร์
6. ววิ ั นาการ องอนิ เทอร์เน็ต
ในปจจบุ นั น้เี ราสามารติดต่อสอ่ื สารกบั คนทั่วโลกไดส้ ะดวกมาก แตก่ วา่ จะมา ึงวันน้ไี ด้ การส่อื สารไดม้ ี
ววิ ั นาการมาหลายยุคหลายสมัย ววิ ั นาการ องการสื่อสารตั้งแต่ยุคแรก อง มนุษย์ดงั น้ี
1.วว นา าร คแร น้ันชอ่ื กนั วา่ มนุษย์จะใช้เทคโนโลยที ปี่ ระดิษ ์ ้ึนจากธรรมชาติ เชน่ แ ่น ปาปรี ัส
การตีกลอง การเปาเ าสตั ว์ ดงั นั้น การสอื่ สารระยะไกล องมนษุ ย์ในยุคแรกๆน่าจะเป็น การการตีเกราะ เคาะ
ไม้การส่งเสยี งตอ่ เป็นทอดๆ และการสง่ สั าณควนั ต่อมาเม่ือมนุษย์รู้จกั วธิ กี ารเ ยี นหนังสือ กม็ กี ารคิด
วธิ ีการส่อื สารกัน แบบใหมโ่ ดยการ ฝาก ้อความไปกบั นกพริ าบ หรอื การส่ง ้อความไปกับม้าเรว็

(1)

(2)
(3)
(4)
(5)

การตดิ ตอ่ ส่อื สารกัน องมนษุ ย์เร่มิ ตน้ จากภาษาพดู และภาษาเ ียน ง่ึ มี อ้ จากัดในเรื่องระยะทาง อง
การส่อื สารจึงได้มีการคิดค้นเทคนิคสาหรับสือ่ ความหมายแทนในรูปแบบ องรหสั โดยการแทนตัวอักษรด้วย
สั ลกั ษณห์ รือ สั าณ เพ่อื ให้สามาร จดั เกบ็ และส่ง ่านไปไดร้ ะยะทไ่ี กล น้ึ ่ึงมีววิ ั นาการ เปล่ยี นไปตาม
ยุคสมยั เชน่ จากการสง่ สั าณไ จากคบเพลงิ และการส่ง สั าณเสียง ต่อมาพั นาเปน็ การจดบันทึกและ
ใชก้ ารนาสง่ ด้วยวธิ ีตา่ งๆ

2. วว นา าร คท่ 2 จนกระทง่ั ครสิ ต์ศตวรรษที่ 19 การสือ่ สารดว้ ยส่ือทางไ าจึงเกิด ้ึน มกี าร
คดิ คน้ รหัส มอร์ส ึน้ โดยเปน็ วิธีการส่ง ้อความในรูป องสั าณสนั้ กับยาวเพอ่ื ใช้ในการส่ือสารระยะไกล
โดยเฉพาะระบบโทรเล สาหรับการสือ่ สารไกล องยุคเร่ิมแรก ท่ที าการด้วยเครื่องมอื หรืออุปกรณ์สื่อสารแทน
ส่อื จากธรรมชาติ (ไ คบเพลงิ หรอื เสยี ง) หลกั การการส่อื สาร ทางไกลยคุ แรก องโลกด้วยการแทนตัวอกั ษร
หรอื อ้ ความด้วยสั ลักษณจ์ ดุ กับ ดี นี้ ต่อมาได้กลายเป็นรหสั มาตร าน องโลกในการสอื่ สารดว้ ยสั ลกั ษณ์
รหสั มอร์ส ูกคดิ คน้ ึ้นเพอื่ ใชส้ าหรับการสอ่ื สารระยะไกลโดย แ มมวล น ลี บรี มอร์ส (Samuel Finley
Breese Morse) ึง่ เป็นวิธีการสง่ อ้ ความในรปู อง สั าณส้นั กับยาวและได้ใช้กับการส่อื สารระบบโทรเล
เนอื่ งจากระบบโทรเล เร่ิมต้น ไมส่ ามาร สง่ เป็นตวั อกั ษรได้ จึงใช้รหัสมอรส์ แทนตวั อักษรโดยแทนดว้ ย
สั ลักษณ์ ีดและจุด ่ึงทาใหส้ ่งโทรเล มอรส์ ได้สาเรจ็ ในปี พ.ศ. 2380 (ค.ศ. 1837) รหัสท่มี อรส์ กาหนด ึ้นมา
โดยใชส้ ั าณเพียงสองลักษณะเทา่ น้ันคือ สั าณไ สัน้ กับยาวด้วย . กับ - (จดุ กบั ดี )จุดเกิดจากการกด
คันเคาะในช่วงเวลา ส้นั ๆ สว่ น ีดเกดิ จากการกดคันเคาะแช่ไวเ้ ปน็ เวลาทีน่ านกว่า มอรส์ นาเอารหัส จดุ กบั
ีด นม้ี า สมกนั แล้วกาหนดเปน็ รหสั สั าณโทรเล องตวั อักษรตา่ งๆ ้ึนมา รหัส มอรส์ องสั าณโทรเล
ภาษาไทยเปน็ ดังน้ี

(6)

(7)

(8)

เน่ืองจากการสอื่ สารกนั ด้วยโทรเล ค่อน า้ งยุ่งยากและต้องใช้ ทู้ ่ชี านา เป็นอย่างมากและใช้เวลา
ฝกฝนเปน็ ปี จงึ จะสามาร รับหรอื ส่ง ้อความตา่ งๆได้ เนอื่ งจาก ู้รบั หรอื สง่ จะตอ้ งจารหัสใหไ้ ดท้ กุ ตวั ตั้งแต่ ก
ไก่ จน ึง ฮ นกฮูก และสระ ทกุ ตวั หรือ ึงแมเ้ จา้ หน้าท่บี างคนจะจารหัสไดท้ กุ ตัว แต่บางคนกไ็ ม่สามาร รับ
้อความได้ เน่อื งจากสั าณเหลา่ น้ีจะมาอย่างรวดเร็วและตอ่ เน่ือง า้ ไม่ชานา จะ ไม่สามาร รบั อ้ ความ
เหลา่ นี้ได้

ตอ่ มาได้มีการนาเอารหัสมอร์สนม้ี าประยกุ ต์ใช้ในการสง่ สั าณไ โดยการเปด-ปดไ เปน็ จงั หวะสน้ั -
ยาว สลับกันไป า้ เปดไ นาน แสงจากดวงไ จะเรยี กว่าแสงวาบ ้าเปดไ ในช่วงเวลาสั้นๆ แสงไ จะ
เรียกว่าแสงวบั

- -.
- .-.
- .-
- .-- .
- .. -.
----

3.วว นา าร คท่ 3 เมื่อวิทยาการก้าวหน้า ึน้ ได้มีการประดิษ ์ เคร่อื งโทรพมิ พ์เพอ่ื ทาหน้าทใ่ี นการ
ส่งและรบั โทรเล แทนคนเครื่องโทรพมิ พน์ ีก้ ใ็ ช้ หลกั การทางานเช่นเดียวกบั โทรเล แต่ ใู้ ช้ไมจ่ าเปน็ ตอ้ งจา
รหสั ตัวอกั ษรต่างๆ ในการ สง่ โทรเล ด้วยเคร่ืองโทรพิมพ์ ้สู ง่ ก็เพียงแต่พมิ พ์ตวั อักษรทต่ี ้องการส่งลงไปใน
เครอ่ื งโทรพิมพ์ เครื่องโทรพมิ พก์ จ็ ะเจาะรบู นแ บกระดาษใหเ้ ปน็ รหัสมอรส์
การใช้เคร่ืองรับสง่ โทรเล แบบมอรส์ ดง้ั เดิมทมี่ ีคนั เคาะและเครื่องทาเสยี งสง่ โทรเล ด้วยมือ เคาะเปน็ รหสั
สั าณมอรส์ เชน่ นี้ ยงั คงใช้กันอยูท่ วั่ ไปตามส านรี ไ และทที่ าการ โทรเล ในเมืองเลก็ ๆ ึง่ มีจานวนโทร
เล รับสง่ ต่อวนั ไม่มากนัก เพราะส้นิ เปลืองค่าใชจ้ ่าย น้อย แต่การรบั ส่งทาได้ชา้ คอื จะทาไดอ้ ยา่ งเร็วเพยี ง
ประมาณ ตัวอักษรโรมันต่อ นาที พนกั งานรับส่งโทรเล จะต้องฝกเรียนรหัสสั าณโทรเล และจดจา
จน ึ้นใจดว้ ย ึ่งจะต้อง ใช้เวลาแรมปีจงึ จะมคี วามชานา เพียงพอ ในสมัยปจจบุ ัน จงึ เปลยี่ นไปใชเ้ ครื่องรบั ส่ง
โทร เล ชนดิ ท่ีพิมพเ์ ป็นตัวอกั ษรโดยอตั โนมัตกิ นั มาก ึ้นเพราะสามาร รบั สง่ โทรเล ไดเ้ รว็ ึง ตวั อักษร
โรมันตอ่ นาทีเปน็ อย่างน้อย และพนักงานรับส่งโทรเล ไม่จาเป็น ต้อง เรยี นรู้ และจดจารหสั สั าณโทร
เล ดว้ ยเครือ่ งจกั รกลท่ใี ชร้ บั สง่ โทรเล เปน็ ตัวอกั ษรได้โดย อตั โนมัตนิ ้เี รียกว่า เครอ่ื งโทรพมิ พ์ (ในสหรั อเมรกิ า
เรียกวา่ teletypewriter แต่ในอังกฤษ เรียกว่า teleprinter )ลักษณะเหมอื นเคร่ืองพิมพด์ ีดธรรมดามแี ปน
อักษร แ วบา้ ง แ วบ้าง ตามแต่ ปู้ ระดิษ จ์ ะเห็นเหมาะสม เมอื่ กดแปนอกั ษร (เหมือนกับดดี เครื่อง
พิมพด์ ดี ) เครอื่ งจะ เจาะหรอื ปรุแ บกระดาษบางๆ แตเ่ หนยี ว ใหเ้ ป็นรูทางดา้ น วางมจี านวนรูตามแตจ่ ะ
กาหนด ไวส้ าหรับตวั อกั ษรนัน้ ๆ ตั้งแต่ - หรอื รู สลบั ทีก่ ัน แ บกระดาษน้จี ะเคลอ่ื นไปทกุ ครง้ั ท่ี กดแปน
อักษร ตัว เมื่อปรแุ บทกุ ตัวอักษร อง อ้ ความในโทรเล ฉบบั นัน้ แล้ว พนักงานก็ จะเอาแ บกระดาษน้ี
ปอนเ ้าเครื่องส่งเพื่อให้สง่ เปน็ สั าณกระแสไ าไปในสายโทร เล เมอ่ื ไป งึ ปลายทาง สั าณ
กระแสไ าจะไปบงั คบั ให้เครือ่ งพิมพ์เป็นตัวอกั ษรออกมา เอง

(9)

(10)

การทางาน องเครอ่ื งโทรพิมพ์ ทีเ่ ครอ่ื งสง่ องเครอ่ื งโทรพิมพ์ มีเดอื ยเหล็กเล็กๆ กดอยูบ่ นแ บกระดาษ
อยา่ งเบาๆ เมือ่ แ บกระดาษเคล่ือนไปจนเดือยเหลก็ มา งึ ช่องทปี่ รทุ ะลเุ ป็นรู เดือย เหล็กนี้จะกดลกึ ลงไปในรู
จนไปสัม ัสกับโลหะอกี ชิ้นหน่งึ ทรี่ องรับอยู่ า้ งล่าง ่งึ เปน็ สวติ ชห์ รือไกไ าเล็กๆ ไกไ านี้จะทาใหม้ ี
กระแสไ าไหลเป็นห้วงๆไปในสาย โทรเล หว้ งกระแสไ าจะเป็นลักษณะอยา่ งไรกแ็ ลว้ แต่การจดั ระบบรู
ปรุบนแ บ กระดาษเมอื่ ไหลไป ึงปลายทาง หว้ งกระแสไ าจะเ า้ ไปบังคบั เครือ่ งโทรพิมพ์ ปลายทาง ใหพ้ มิ พ์
เป็นตัวอกั ษรออกมาโดยอัตโนมัติ ณะเดียวกันนัน้ เครื่องโทรพิมพ์ ต้นทางกพ็ มิ พ์ ้อความเป็นตัวอักษร
เหมือนกบั ทีเ่ คร่ืองโทรพิมพป์ ลายทางดว้ ย ตัวอักษรทีร่ ับไดด้ ว้ ยเครอ่ื งโทรพมิ พ์ อาจปราก เป็นตวั อักษร ตัวเล
และเครอื่ งหมาย วรรคตอนบางอยา่ ง พิมพ์ลงบนแ บกระดาษยาวๆ (เรียกว่า tape printer) แล้วพนกั งาน
โทรเล ก็ดึงแ บกระดาษนนั้ ออกมา ทากาวดา้ นหลัง ปดลงบนกระดาษแบบ อรม์ รับ โทรเล ใส่ อง นึก แลว้
จงึ นาไปจา่ ย ูร้ บั ตามจ่าหน้าโทรเล

(11)

4.วว นา าร คท่ 4 นกั วทิ ยาศาสตร์สามาร แปลงเสียงพดู ให้เป็นสั าณไ าได้
อเล็ก านเดอร์ เกรแฮม เบลล์ (Alexander Graham Bel) จึงไดป้ ระดิษ ์โทรศพั ท์ ึ้นมา และ โทรศัพทจ์ ะมี
การเปล่ียนสั าณเสยี งให้เป็นสั าณไ าส่งไปตามสายโทรศพั ท์ แล้วโทรศัพท์ปลายทาง จะทาหน้าท่ี
แปลงสั าณไ านัน้ กลับมาเปน็ สั าณเสียงเหมอื นเดมิ และเรียกการส่อื สารในลักษณะนี้ ว่าโทรศพั ท์
แบบใชส้ ายหรอื โทรศพั ทบ์ า้ น ในอดีตไดม้ คี ากล่าวหรือ อ้ กาหนดเก่ียวกับการพั นาประเทศอย่วู า่ "ประเทศใด
ทมี่ จี านวน เล หมาย โทรศัพทใ์ นประเทศ 40 หมายเล ตอ่ ประชากร 100 คน ือวา่ ประเทศนน้ั มคี วามเจริ
แลว้ หรอื เปน็ ประเทศท่พี ั นาแล้ว และประเทศใดทม่ี หี มายเล โทรศพั ท์ 10 เล หมาย ้นึ ไปตอ่ ประชากร
100 คน อื ว่าประเทศนั้นกาลังไดร้ บั การพั นา" จะเหน็ ว่าประเทศตา่ ง ๆ ทัว่ โลก ให้ความสาคั กบั กิจการ
โทรศพั ท์ เปน็ อยา่ งมาก

(12)

(13)

โทรศัพท์บ้าน โทรศพั ทไ์ ด้ กู คดิ ค้นและประดิษ ์ ้ึนมาในปี พ.ศ. 2419 โดยนกั ประดษิ ์ ชื่อ
Alexander Graham Bell หลักการ องโทรศพั ท์ทีอ่ เลก็ านเดอร์ ประดษิ ์ก็คอื ตวั สง่ (Transmitter) และ
ตัวรับ (Receiver) ในประเทศไทย โทรศพั ทไ์ ด้เรม่ิ รูจ้ กั กัน ตั้งแต่รัชการที่ 5 งึ่ โทรศพั ทต์ รงกับภาษากรีกคาว่า
Telephone โดยท่ี Tele แปลวา่ ทางไกล และ Phone แปลวา่ การสนทนา เมอื่ แปลรวมกันแล้วกห็ มาย งึ
การสนทนา กนั ในระยะทางไกลๆ หรือการสง่ เสียงจากจดุ หน่ึง ไปยงั จุดหน่ึงได้ ตามตอ้ งการ

ในตอนที่มีโทรศัพทบ์ า้ นใหม่ๆ ือไดว้ ่าการส่อื สารแบบนีเ้ ป็นการสื่อสารทม่ี คี วามสะดวกมาก แต่
เนอื่ งจากมนษุ ย์น้มี คี วามต้องการไมม่ ที ี่สิ้นสุด เมื่อใช้โทรศัพท์บ้านไปนานๆคนก็เริ่มรู้สึกวา่ โทรศพั ท์บ้านน้ีไม่
สะดวก คุยโทรศัพทแ์ ล้วจะเดินไปเดินมาก็ไม่ได้ หรือไปเทย่ี ว ปา เ า ทะเล ก็คยุ กบั เพอ่ื นไม่ได้ ตอ่ มา
เมอื่ นกั วิทยาศาสตรพ์ บคลนื่ แม่เหลก็ ไ า ึ่งสามาร เดนิ ทางไปในที่ต่างๆได้โดยไมต่ ้องอาศัยตวั กลาง จึงได้มี
การประดษิ ์โทรศพั ท์ไรส้ าย ึ้น แลว้ คนไทยได้ตั้งชือ่ โทรศพั ท์แบบนวี้ า่ “ โทรศพั ท์มือ อื ” ชื่อนี้เมื่อชาว
ตา่ งประเทศไดย้ ิน คงแปลกใจว่า แลว้ โทรศพั ทแ์ บบอน่ื คนไทยใชอ้ ะไร อื ? โทรศัพทม์ ือ ือในปจจุบนั ก็
พั นามาจากวทิ ยโุ ทรศัพท์ที่ตารวจ ทหาร และอาสาสมคั รใช้ในการตดิ ตอ่ สอ่ื สารกนั ภายในหน่วยงาน

(14)

วิทยโุ ทรศพั ทท์ ี่ตารวจ ทหารและอาสาสมัครใช้ ไมส่ ามาร ส่งและรับพรอ้ มกันได้ ดงั น้ันในการ
ติดตอ่ ส่อื สารกนั ตอนจบ อ้ ความจะต้องมคี าลงทา้ ยว่า”เปล่ยี น “ คาวา่ เปลี่ยน หมายความว่าใหอ้ กี ฝายหน่งึ
เปน็ คนพูดบ้าง และวทิ ยุโทรศัพทแ์ บบน้ีจะมีศนู ยก์ ลางทาหนา้ ท่ีรบั และ า่ ยทอดสั าณไปยงั เครอื ่ายทอี่ ยู่
ใกลเ้ คยี ง ดังรปู ท่ี (15)

(15)

ระบบโทรศพั ท์เคลอ่ื นที่ เริม่ มกี ารใชง้ านครั้งแรกทช่ี ิคาโก เมื่อประมาณ 20 ปี ท่ี า่ นมา เรียกว่า ระบบ
เอเอม็ พเี อส (AMPS) หรอื ระบบโทรศพั ทเ์ คล่อื นท่ีรุ่นที่ 1 (First Generation-1G) หรอื 1G และเป็นระบบท่มี ี
การตดิ ต่อระหว่างส านเี คล่อื นท่ี และส านี านท่ใี ช้แบบเอ ดเี อม็ เอ (FDMA-Frequency Division
Multiple Access) โดยที่ สั าณเสียงพดู จะ กู สง่ แบบอนาลอ็ ก นอกจากระบบเอเอม็ พเี อส แล้วยังมรี ะบบ
อง ยโุ รป คอื เอน็ เอ็มที (NMT) องกลมุ่ ประเทศสแกนดิเนเวีย และ แทคส์ (TACS) โทรศัพทเ์ คล่อื นที่ รปู ที่ 1
โทรศัพท์1G

ต่อมาได้มีการพั นาโทรศพั ทเ์ คล่ือนท่รี นุ่ ทส่ี อง (Second Generation) หรือ 2จี (2G) เพ่ือให้ระบบมี
ความจุ (Capacity) เพิม่ ึน้ และมีระบบความ ปลอดภยั (Security) องสั าณทสี่ ง่ และรบั การปองกนั การ
ใช้เครือ่ งมอื ที่ ไม่ไดล้ งทะเบียน ระบบ 2จี จะใชห้ ลกั การทดี ีเอม็ เอ (TDMA-Time-Division Multiple Access)
ประกอบด้วย ดีเอเอ็มพีเอส (DAMPS) องสหรั จีเอสเอ็ม (GSM) องยโุ รป ไอเอส-95 (IS-95) หรือ ดี ีเอ็มเอ
วนั (cdmaOne) องสหรั และพีดี ี (PDC) อง ป่ี นุ รูปท่ี 2 โทรศพั ท์2G

สาหรบั ระบบโทรคมนาคมร่นุ ที่สาม (Third Generation) หรือ 3จี (3G) นนั้ ได้มี องค์กรที่วจิ ัยและ
พั นาระบบ 3จี หลายองค์กรทัง้ ในยโุ รป อเมริกา ีป่ ุน จีน และประเทศ อ่ืนๆ โดยมีการศึกษามากวา่ สบิ ปี
ปจจบุ นั เอน็ ทที ี โดโคโม คา่ ยมือ อื ยกั ษใ์ ห ่ใน ่ปี นุ ได้ เปดให้บรกิ าร 3จีในเชิงพาณิชยอ์ ยา่ งเปน็ ทางการแลว้
เมือ่ วันท่ี 1 ตุลาคม 2544 ท่ี า่ นมา ทั้งน้ี จุดประสงคห์ ลัก องบรกิ าร 3จี คือ ความตอ้ งการทีจ่ ะใหม้ มี าตร าน
เดียวกนั (มาตร าน IMT2000) เพอ่ื ส านเี คลอื่ นทใ่ี ดๆ สามาร ใช้ไดท้ ว่ั โลก และความตอ้ งการท่จี ะให้มกี าร
รบั ส่ง อ้ มลู ที่เรว็ ึ้น และเพียงพอกบั การใชง้ านมลั ตมิ ีเดยี โดยทมี่ คี ณุ สมบัตทิ ดั เทียมกับ ระบบโทรคมนาคมมี
สาย (Fixed line) ในราคาท่ีเหมาะสม รปู ที่ 3 โทรศพั ท์3G

5.วว นา าร คท่ 5 คอมพิวเตอร์เริม่ ตน้ มาจากอปุ กรณท์ ีใ่ ช้ในการคานวณ นัน่ กค็ อื “ลกู คดิ ” ทเ่ี รา
รูจ้ ักกันดีในปจจบุ นั นเ้ี อง ือกาเนิดมาจากประเทศจนี เม่อื ประมาณ 2-3 พันปมี าแล้ว ง่ึ ในยุคนั้นใช้สาหรับ
คานวณระหว่างการ อื้ าย องพ่อคา้ ตอ่ มาในปี พ.ศ. 2185 แบลส ปาสกาล (Blaise Pascal) ได้สรา้ งเคร่อื ง
คานวณทีเ่ ปน็ เครอื่ งกลช่อื Pacaline ้นึ มา และ ได้ ูกพั นาใหม้ ีความสามาร ในการคานวณมาก ้นึ จากนัก
คณติ ศาสตรช์ าวเยอรมนั ชื่อ Gottfried Von Leibniz ในปี พ.ศ. 2215

ตอ่ มาในปี พ.ศ. 2336 ชารล์ แบบเบจ (Charles Babbage) นักคณติ ศาสตร์ชาว อังกฤษ ได้ประดษิ ์
เครอื่ งมือท่ีเรียกว่า “Difference Engine” ท่ีสามาร คานวณค่า อง งก์ชนั ทางตรีโกณมติ ไิ ด้ งึ่ อาศัย
หลกั การตา่ งๆทางคณติ ศาสตร์ และได้มีการพั นา สรา้ งเครอื่ ง “Analytical Engine” นึ้ มา ชาร์ล แบบเบจ
ูกยกยอ่ งให้เปน็ บิดาแหง่ คอมพวิ เตอร์ และนาหลักการ อง เ ามาพั นาเปน็ คอมพวิ เตอร์ทเ่ี รารูจ้ กั กันใน
ปจจุบัน ยุค องคอมพวิ เตอร์ จะแบง่ ตามววิ ั นาการ องคอมพิวเตอร์ มี 5 ยุค

1. ยคุ หลอดสู ากาศ อยรู่ ะหวา่ งช่วง พ.ศ.2488 – 2501 คอมพวิ เตอร์ที่ใช้ ในยุคนคี้ ือ UNIVAC I ,
IBM 600 เป็นคอมพวิ เตอร์ทม่ี ี นาดให ่มาก มหี ลกั การโดยนา หลอดสุ ากาศ (Vacuum tube) มาเป็น
วงจรและใชก้ ระแสไ าเปน็ จานวนมาก ทาให้ เครอื่ งเกิดความรอ้ นสงู จงึ ทาใหเ้ กิดความ ดิ พลาดไดง้ า่ ย

2. ยุคทราน สิ เตอร์ อยรู่ ะหวา่ งชว่ ง พ.ศ. 2502 – 2506 คอมพิวเตอร์ในยุคนี้ จะมี นาดเล็กกวา่
คอมพวิ เตอร์ในยคุ แรก เน่ืองการมกี ารนาทราน ิสเตอร์ (Transistor) มาเป็นวงจร และนาวงแหวนแมเ่ หลก็ มา
ใชเ้ ปน็ หน่วยความจา ทาให้มคี วามแมน่ ยามาก ้นึ

3. ยคุ วงจรรวม อยู่ระหว่างช่วง พ.ศ. 2507 – 2512 คอมพิวเตอรใ์ นยุคนม้ี ีการ นาวงจรไอ ี
(Integrated Circuit) มาใช้เปน็ สารกงึ่ ตวั นา ง่ึ บรรจุวงจรทางตรรกะ แล้ว พิมพ์ไวบ้ นแ ่น ิลกิ อน (Silicon) ที่
เราเรียกส้นั ๆว่า “ชิป”

4. ยคุ วีแอลเอสไอ อยรู่ ะหวา่ งช่วง พ.ศ. 2513 – 2532 คอมพวิ เตอร์ในยุคนม้ี ี การนาวงจรไอ จี านวนมารวมไวใ้ นแ น่
ลิ กิ อน 1 แ น่ งึ่ สามาร บรรจุวงจรได้ มากกว่า 1 ลา้ นวงจร เราเรยี กวา่ วงจร LSI (Large-

Scale Integrated Ciruit) ดว้ ย ววิ ั นาการนที้ าใหเ้ กิดแนวคดิ ที่จะบรรจวุ งจรทเ่ี ปน็ พน้ื านสาคั ใน
การทางาน อง คอมพวิ เตอร์(CPU) ลงบนชิปตวั เดียว เรยี กว่า “ไมโครโปรเชสเ อร์”

5. ยุคเครอื า่ ย อยรู่ ะหว่างช่วง พ.ศ. 2513 – จน ึงปจจบุ นั คอมพวิ เตอรใ์ นยุค นมี้ กี ารนาวงจร LSI มา
พั นาระบบไมโครโปรเ สเ อรใ์ ห้มปี ระสิทธภิ าพมาก นึ้ จาก เดิม เรียกวงจรแบบนีว้ า่ วงจร VLSI (Very
Large-Scale Integrated Circuit) และมีการ พั นาเครอื า่ ยทาใหส้ ามาร แลกเปล่ยี น อ้ มูลกนั ได้พร้อมท้งั
ยังมี ีดความสามาร ที่ มาก ึน้

6. วว นา าร คท่ 6 อินเทอรเ์ นต็ ง่ึ เป็นโครงการ อง ARPAnet (Advanced Research Projects
Agency Network) ง่ึ เปน็ หน่วยงานทสี่ ังกดั กระทรวงกลาโหม องสหรั (U.S. Department of Defense -
DoD) กู กอ่ ตงั้ เมื่อประมาณ ปีค.ศ.1960(พ.ศ.2503) และได้ ูกพั นาเรอื่ ยมา ในปีค.ศ.1969(พ.ศ.2512)นีเ้ อง
ทไี่ ดท้ ดลองการเชอื่ มตอ่ คอมพวิ เตอร์คนละชนิด จาก 4 แหง่ เ า้ หากันเป็นครั้งแรก คือ มหาวิทยาลัย
แคลิ อร์เนีย ส าบันวจิ ัยสแตน อรด์ มหาวิทยาลยั แคลิ อรเ์ นีย และมหาวิทยาลยั ยูทาห์ เครอื ่ายทดลอง
ประสบความสาเรจ็ อย่างมาก ในปีค.ศ.1975(พ.ศ.2518) จึงได้เปลยี่ นจากเครือ า่ ยทดลอง เป็นเครือ า่ ยทใ่ี ช้
งานจริง ึ่ง DARPA ได้โอนหนา้ ทีร่ ับ ดิ ชอบ โดยตรง ให้แก่ หนว่ ยการสื่อสาร องกองทัพสหรั (Defense
Communications Agency - ปจจุบันคอื Defense Informations Systems Agency) แต่ในปจจุบัน
Internet มคี ณะทางานทร่ี ับ ิดชอบบริหาร เครอื า่ ยโดยรวม เช่น ISOC (Internet Society) ดแู ล
วัต ปุ ระสงคห์ ลกั , IAB (Internet Architecture Board) พิจารณาอนมุ ัตมิ าตร านใหม่ในInternet, IETF
(Internet Engineering Task Force) พั นามาตร านที่ใช้กับ Internet งึ่ เป็นการทางานโดย อาสาสมัคร
ท้ังสิ้น

ค.ศ.1983(พ.ศ.2526) DARPA ตดั สนิ ใจนา TCP/IP (Transmission Control Protocal/Internet
Protocal) มาใชก้ บั คอมพวิ เตอรท์ ุกเคร่อื งในระบบ ทาให้เปน็ มาตร าน องวิธกี ารติดตอ่ ในระบบเครอื า่ ย
Internet จนกระท่ังปจจบุ ัน จึงสังเกตได้ วา่ ในเครอื่ งคอมพิวเตอรท์ ุกเคร่อื งท่ีจะตอ่ internet ไดจ้ ะต้องเพ่ิม
TCP/IP ลงไปเสมอ เพราะ TCP/IP คอื ้อกาหนดท่ีทาให้คอมพิวเตอร์ทวั่ โลก ทุก platform คุยกนั รเู้ ร่อื ง และ
ส่อื สารกนั ได้อย่าง กู ต้อง การกาหนดชอื่ โดเมน ( Domain Name System) มี ึน้ เม่ือ ค.ศ. 1986( พ.ศ.2529)
เพ่ือสร้าง าน อ้ มูล แบบกระจาย ( Distribution database) อยู่ในแต่ละ เครอื ่าย และให้ ISP(Internet
Service Provider) ช่วยจัดทา าน ้อมูล องตนเอง จงึ ไม่ จาเป็นตอ้ งมี าน ้อมูลแบบรวมศูนย์ เหมือนแตก่ อ่ น
เชน่ การเรยี กเว็บ www.yonok.ac.th จะไปทต่ี รวจสอบวา่ มีชื่อน้ี หรือไม่ ท่ี www.thnic.co.th ่ึงมี าน ้อมลู
องเว็บท่ลี งท้ายดว้ ย th ท้งั หมด เปน็ ตน้

ในปจจบุ นั เทคโนโลยสี ารสนเทศ (Information Technology) หรอื ทเี่ รยี ก กนั สั้นๆ วา่ ไอที (IT) กาลงั
ไดร้ บั ความสนใจเป็นอยา่ งมาก เพราะเทคโนโลยี สารสนเทศ (Information Technology)จะเป็นตัวท่ที าให้ เกดิ
ความรู้ วิธกี ารประมวล ล การจัดเกบ็ รวบรวม ้อมูล การเรียกใช้ ้อมูล ตลอดจนการเรียกใช้ ้อมลู ดว้ ยวิธกี าร ทาง
อิเล็คทรอนิคส์ เมื่อเราใหค้ วามสาคั กบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ (Information Technology) ความจาเปน็ ที่จะตอ้ งมี
เคร่ืองมอื ในการใช้งานไอที เครื่องมือน้นั กค็ อื เคร่ืองคอมพิวเตอร์และอปุ กรณ์ ส่อื สารโทรคมนาคม อนิ เตอรเ์ น็ตนับว่า
เปน็ เครือ่ งมือ อย่างหน่งึ ในการประยกุ ต์ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ (Information

Technology) หรอื ไอ ที เพราะเราสามาร ท่จี ะใช้งาน หา ้อมลู ่าวสาร และเ า้ ึง อ้ มูล ได้ดว้ ยเวลา อนั รวดเรว็
อนิ เตอรเ์ น็ตเปรียบเสมือนหอ้ งสมุด นาดให ่ที่มี ้อมูลเรื่องราวตา่ งๆ มากมาย ให้เราคน้ หา ่าวสารที่ทันสมยั ทนั ต่อ
เหตกุ ารณ์ ทีเ่ กดิ ้นึ ทว่ั ทุกมมุ โลกเรา สามาร ทจี่ ะทราบไดท้ ันที จึงนบั ไดว้ ่า อนิ เตอรเ์ น็ตนนั้ เป็นเครอ่ื งมอื สาคั อยา่ ง
หนงึ่ ในการประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) ท้ังในระดบั องค์กรและในระดบั บคุ คล

ระบบ ือ่ าร องทพไท (Thai military communications system)

ระบบควบค บงคบบ ชาแ ะ ง่ าร (C4I)

ระบบคอมพิวเตอร์ทใ่ี ชส้ นบั สนุนในการควบคุม บังคับบั ชา ติดต่อส่อื สาร ประมวล ลและกระจาย
า่ วทางยุทธวิธไี ปยังสว่ นตา่ งๆ องหนว่ ยควบคมุ

บังคับบั ชา โดย C4I เกดิ จากการรวมกัน องระบบป ิบัติการในสนามรบ ึง่ ประกอบด้วย
ระบบการควบคุมบงั คับบั ชา (Command and Control: C2) การตดิ ตอ่ สอ่ื สาร
(Communications) คอมพวิ เตอร์ (Computer) และระบบ ่าวกรอง (Intelligence: I)
เครือ ่า แห่งอนาค (Next-Generation Network: NGN)

เครือ า่ ยแบบ Packet–based ที่สามาร รองรบั บรกิ าร องการสอ่ื สารโทรคมนาคม ได้
หลากหลายรูปแบบ เช่น การเชือ่ มต่อกบั โครง ่ายสอ่ื สาร ความเร็วสูงการใชง้ าน แบบเคลอื่ นที่ เป็นต้น
อ้ ดี คือ สามาร ส่ง ้อมูล า่ นเครอื ่ายประเภทตา่ งๆ ได้โดยไม่มี อ้ จากัด ในการเ ้า ึงเครอื า่ ยนน้ั ๆ
และ ้อมูลทไ่ี ดเ้ ปน็ ้อมูลทม่ี คี ณุ ภาพและประสิทธภิ าพสงู

ระบบสื่อสารกองทพั ไทย เป็นระบบที่ ูกนามาใชท้ ้งั ในภาวะปกตแิ ละภาวะสงคราม เพอ่ื ใช้สาหรับการ
ตดิ ตอ่ สื่อสารระหวา่ งหน่วยงาน องกองทพั และหน่วยงานอน่ื ๆ ทเ่ี กีย่ ว อ้ งกับความมัน่ คง องชาติ ง่ึ
ระบบส่อื สาร องกองทัพไทยประกอบดว้ ยระบบตา่ งๆ หลายระบบคอื ระบบโทรคมนาคมทหาร
ระบบสื่อสารทางยุทธวิธี และระบบส่อื สารสนบั สนนุ ภารกจิ เฉพาะ ง่ึ แตล่ ะระบบจะมี ดี ความสามาร
ความจาเปน็ ในการใชง้ าน ลกั ษณะการทางานและคณุ ลกั ษณะทางเทคนิค ตลอดจนองคป์ ระกอบ อง
โครง า่ ยการสื่อสารท่แี ตกตา่ งกนั

Thai military communications system is generally applied both at to state of normality and state of
war. It is used for communications between battalion and other institution implicated of transnational
security. Basically, it composes of three systems. There are military communication system, tactical
communication system, and support functions system. Each of them is configured specifically and
would work synchronizingly for those supposes.

ระบบสอื่ สารกองทพั ไทย (Thai military communications system) เป็นส่วนประกอบสาคั อง
อานาจกาลงั รบ องกองทพั เนื่องจากเปน็ ปจจัยสาคั ในการกาหนด ลแพ้ชนะ องการยุทธใ์ นแต่ละคร้ัง ไมว่ า่
จะเป็นการรบตามแบบ การรบนอกแบบหรือแมก้ ระท่ังการปองกันปราบปรามการก่อความไม่สงบ
ภายในประเทศกต็ าม ดังน้นั กองทพั จึงมกี ารนาระบบสอ่ื สารโทรคมนาคมและระบบสารสนเทศมาใชใ้ นการ
ติดต่อส่ือสารระหวา่ งหน่วยงาน องกองทพั และหน่วยงานด้านความม่ันคง อื่น ๆ ท้ังในภาวะปกติและภาวะ
สงคราม เพ่อื กระจายและควบคมุ ้อมูล า่ วสารท่ีมปี ระสทิ ธิภาพในการสนบั สนุนงานด้านกาลงั พล การ า่ ว
ยทุ ธการ การส่งกาลงั บารุง และกจิ การพลเรือน โดย ่านระบบสอ่ื สาร ่งึ มโี ครง ่ายตามลาดับ ั้นการจัดองคก์ ร
จน งึ กาลงั พล ู้ป บิ ัตงิ าน ง่ึ เปน็ กาลงั รบหลัก โดยระบบสอ่ื สาร องกองทพั ไทย ูกออกแบบ ตามความจาเป็น
และวัต ุประสงคใ์ นการใชง้ าน ่ึงแตกตา่ งจากระบบส่ือสารเชงิ พาณิชยโ์ ดยทั่วไปในหลายๆ ดา้ น โดยเฉพาะ
อยา่ งย่งิ ในด้าน องความเช่อื ือได้(Reliability) ความคงอยู่ (Availability) และด้านการรกั ษาความปลอดภัย
(Security) ตลอดจนความเหมาะสมในการใชง้ านในส านการณ์ สภาพแวดลอ้ มและเวลาทแ่ี ตกตา่ งกนั

กองทพั ไทยตระหนกั งึ ความสาคั องการส่อื สารสารสนเทศจึงมีการจัดหน่วยงานเพือ่ รบั ิดชอบ
เก่ียวกบั งานด้านการส่อื สาร องกองทพั ทงั้ ในภาวะปกตแิ ละภาวะสงครามในทุกระดบั และส านการณ์ ่งึ การ
สนับสนุนดา้ นการส่อื สารจะตอ้ งมีความเชอื่ ือได้ รวดเร็วและเพยี งพอ เนือ่ งจากการส่ือสารเปน็ เสยี ง อง
ู้บงั คับบั ชาในการสั่งการ ให้หน่วยใต้บังคับบั ชาป ิบตั ิตามแ นงานและยทุ ธวธิ ที กี่ าหนด ดังนน้ั เทคโนโลยี
ระบบส่ือสาร องกองทัพทนี่ ามาใชต้ ้องสามาร สนับสนนุ การสื่อสารสมยั ใหมใ่ นรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะอยา่ ง
ย่งิ ดี ความสามาร ในการสนบั สนุนระบบควบคุมบงั คับบั ชาและสงั่ การ (C4I) อย่างเพียงพอ เพ่ือใหก้ องทัพ
สามาร สนับสนนุ การป ิบัติภารกจิ ทไ่ี ดร้ ับมอบหมายได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพสงู สดุ ทง้ั น้กี ารดาเนนิ การ องทุก
หน่วยงานท่เี กี่ยว อ้ งกบั ระบบสอื่ สารกองทพั ไทย จะต้องเปน็ ไปอย่างบูรณาการ ดาเนินงานตามความจาเปน็
และภารกจิ องหนว่ ยงานไม่ า้ ้อน ตระหนกั งึ เทคโนโลยที ่มี อี ยู่และท่จี ะนามาใชใ้ นอนาคต ตลอดจนอายกุ าร
ใชง้ าน องอุปกรณแ์ ละระบบสอื่ สารที่กองทพั จัดหามาใช้งานภายในกองทพั มีการสง่ กาลังบารุงทดี่ ี สามาร ปรบั ปรงุ
ให้ทนั สมัยเม่อื เทคโนโลยีเปลยี่ นไป โดยใช้งบประมาณอยา่ งคมุ้ คา่

.ระบบ ือ่ าร องทพไท

ระบบสื่อสารกองทัพไทยประกอบดว้ ยระบบทส่ี าคั คือ ระบบโทรคมนาคมทหาร ระบบสือ่ สารทางยทุ ธวิธี
และระบบสอ่ื สารสนับสนนุ ภารกิจเฉพาะ ง่ึ แตล่ ะระบบจะมี ดี ความสามาร ความจาเปน็ ในการใชง้ าน และ
คณุ ลักษณะทางเทคนิค ตลอดจนองค์ประกอบ องโครง ่ายการสอ่ื สารท่แี ตกตา่ งกนั คือ

. ระบบโทรคมนาคมทหาร
ระบบส่อื สารหลกั องกองทัพท่ี ูกนามาใช้ท้ังในภาวะปกติและภาวะสงคราม เพอื่ ให้บริการเก่ียวกับ
การสอื่ สารประเภทเสยี งและประเภท อ้ มูลกบั ทุกเหล่าทัพและหน่วยงานดา้ นความม่ันคงอนื่ ๆ ทั่วประเทศ
า่ นทางโครง ่ายหลัก (Backbone) ่งึ เป็นโครง ่าย องกองทัพท่คี รอบคลุมพืน้ ส่วนให ่ องประเทศ โดย
ระบบมีลกั ษณะเปน็ โครง า่ ยการสือ่ สารทางยุทธศาสตรแ์ ละเปน็ โครง า่ ยสอ่ื สาร นาดให ท่ ่ีประกอบด้วย
โครง ่ายหลกั (Backbone) ปมโทรคมนาคม (Access Nodes) และโครง า่ ยยอ่ ย (Access Networks) ไดร้ บั
การออกแบบให้สามาร สนับสนนุ การส่ือสารให้กับกองทพั เชน่ เดียวกับโครง า่ ยการสือ่ สารเชงิ พาณิชย์
โดยทั่วไป แต่มีความปลอดภัย (Security) และความนา่ เชอื่ ือได้ (Reliability) ที่ดกี ว่า

. ระบบสื่อสารทางยุทธวิธี
ระบบสอื่ สารท่ี กู ออกแบบมาเฉพาะ แตกต่างจากระบบสือ่ สาร องพลเรอื นโดยท่วั ไป เนอ่ื งจากมี

วตั ปุ ระสงค์หลักเพ่ือสนับสนุนการป ิบตั ิการทางทหารให้กับหน่วยกาลงั รบ องกองทพั นอกจากนี้ยงั ูก
ออกแบบให้เปน็ โครง า่ ยยอ่ ย(Access Networks) เพอ่ื ใหส้ ามาร เช่อื มตอ่ เ า้ กบั ปมโทรคมนาคมทหาร
(Access Nodes) ได้ และคณุ ลักษณะทสี่ าคั องระบบส่อื สารทางยุทธวิธี นอกจากต้องเป็นระบบทมี่ คี วาม
ปลอดภัย (Security) และความเช่ือ ือได้ (Reliability) แลว้ จาเป็นตอ้ งมีความคลอ่ งตวั และสามาร ติดตั้งได้
อยา่ งรวดเรว็ เพื่อตอบสนองตอ่ ภารกิจท่ีเปลย่ี นแปลงอยู่ตลอดเวลา และตอ้ งมคี วามคงทนต่อสภาพแวดลอ้ ม
ลม าอากาศตา่ ง ๆ ไดเ้ ปน็ อย่างดดี ว้ ย

. ระบบส่อื สารสนับสนนุ ภารกิจเฉพาะ
ระบบส่อื สารท่ี กู ออกแบบให้มคี วามคลอ่ งตวั ในการสนับสนนุ ภารกิจเฉพาะทกี่ องทัพไดร้ ับมอบหมายได้
อย่างหลากหลายเชน่ ระบบสือ่ สารเพือ่ สนับสนุนการป ิบัติการ องกองกาลัง รกั ษาสันติภาพ ององค์การ
สหประชาชาติ ระบบสอ่ื สารเพื่อสนับสนนุ การป บิ ัติภารกจิ องหนว่ ยทหาร นาดเล็กที่อยใู่ นพื้นท่หี ่างไกล ไม่
สามาร สนบั สนนุ การสื่อสารได้ดว้ ยระบบสื่อสาร นาดให ่ และการสนบั สนนุ การส่อื สารเมอ่ื เกิดภัยธรรมชาติ
ทรี่ า้ ยแรง ่งึ ระบบส่อื สารพลเรอื นไมส่ ามาร สนับสนุนการป บิ ตั ิงานไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ เปน็ ตน้

.แนวทาง ารพ นาระบบ ือ่ าร องทพไท

ระบบสื่อสารดังกลา่ ว แตก่ ารปรบั ปรุงและพั นาจาเป็นตอ้ งอยภู่ ายใต้เงอื่ นไ และ ้อจากัดด้านงบประมาณทกี่ องทัพ
ไดร้ บั จดั สรรมาตามลาดบั ง่ึ ระบบสอื่ สารส่วนให ย่ งั สามาร ใชง้ านไดด้ ีมี ดี ความสามาร ในการสนบั สนนุ ให้
หนว่ ยงานบรรลภุ ารกิจท่ีได้รบั มอบหมาย บางสว่ นไดร้ บั การปรับปรงุ และ

พั นาตามเทคโนโลยสี มัยใหม่ แต่ยงั มอี กี จานวนมากที่ยงั จาเปน็ ต้องพั นา เพ่อื เพมิ่ ีดความสามาร ให้
ตอบสนอง ตอ่ ความตอ้ งการการสื่อสาร องหน่วยงาน องกองทัพไดแ้ นวทางในการพั นาระบบ
ส่อื สาร องกองทพั สรปุ ได้ดังนี้

. ระบบโทรคมนาคมทหาร
ระบบสื่อสารหลัก องกองทัพ ่ึงทาหน้าทสี่ นบั สนุนการสอ่ื สารประเภทเสยี งและประเภท ้อมลู ระหวา่ ง

หนว่ ยงานท่เี กยี่ ว อ้ งไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ การสื่อสารสาหรบั ระบบควบคุมบังคบั บั ชา
และส่ังการ (C4I) องกองทัพ การพั นาทสี่ าคั ึ่งกรมการสอ่ื สารทหาร กองบั ชาการทหารสูงสดุ และ
หนว่ ยงานดา้ นการสือ่ สาร องกองทพั กาหนดร่วมกัน ไดแ้ ก่

ก).การพั นาโครง า่ ยหลัก (Backbone) ในระบบที่มีอยู่ ให้เป็นโครง า่ ยความเร็วสงู เพยี งพอทีจ่ ะ
สนับสนุนการสื่อสาร องกองทัพไทยอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ ทง้ั นที้ ุกหนว่ ยงาน องกองทพั ไดร้ ่วมกนั พจิ ารณา
เพือ่ ใหก้ ารดาเนนิ การ ไม่เกดิ ความ ้า อ้ นสิ้นเปลอื งงบประมาณทีไ่ ด้รับการจัดสรรอย่างจากดั และมกี ารใช้
ทรัพยากรร่วมกันอย่างมปี ระสิทธภิ าพสงู สุด

). การพั นาไปส่โู ครง ่ายการส่อื สารสมยั ใหม่ (Next Generation Networks: NGN) เพ่ือให้การ
เช่ือมต่อการสื่อสาร องหน่วยงานต่าง ๆในทุกระดบั สามาร เชอื่ มตอ่ งึ กนั ได้ดว้ ยโปรโตคอลอินเทอรเ์ นต็
(Internet Protocol: IP) และเพือ่ ใหก้ ารเชอ่ื มต่อการสือ่ สาร องหน่วยงานตา่ ง ๆ องกองทัพสามาร ทาได้
อยา่ งสมบูรณ์ ึ่งกรมการส่ือสารทหารมแี นงานท่ีจะเปลยี่ นระบบการสือ่ สารท้ังหมด องระบบโทรคมนาคม
ไปสู่เอน็ จเี อน็ (NGN) และมีการเชอื่ มต่อดว้ ยไอพี (IP) า่ นโครง า่ ยหลกั องระบบโทรคมนาคมทหาร

เม่อื การพั นาแล้วเสร็จหนว่ ยงาน องกองทัพไทยจะมโี ครง ่ายหลกั ทมี่ คี วามเรว็ สงู และมกี ารเช่ือมตอ่
อุปกรณ์ส่อื สาร องหนว่ ยงานตา่ ง ๆอยา่ งสมบูรณ์ ่านโปรโตคอลอนิ เทอรเ์ นต็

. ระบบส่อื สารทางยุทธวธิ ี
ระบบสอ่ื สารทีม่ ีลกั ษณะเฉพาะแตกตา่ งจากระบบสือ่ สาร องพลเรอื นโดยท่ัวไป แมว้ ่าระบบจะมี ดี
ความสามาร ในการสนับสนุนการสอื่ สารท่จี ากัด แต่คุณสมบัตแิ ละหลกั นิยมทางทหาร จะเป็นปจจยั กาหนด
คุณลักษณะและ ีดความสามาร องระบบส่ือสารทางยทุ ธวิธี ทง้ั นีก้ ารพั นาระบบสอ่ื สารทางยทุ ธวิธีทีส่ าคั
ไดแ้ ก่
ก). การพั นาการเช่ือมตอ่ ไปสู่โครง ่ายหลัก องระบบโทรคมนาคมทหารใหส้ ามาร สนับสนนุ การ
สอ่ื สารเช่ือมตอ่ หน่วยดาเนินกลยุทธ์เ ้ากับระบบควบคมุ บงั คบั บั ชาและสัง่ การ (C4I) อย่างมปี ระสิทธิภาพ
). การพั นาเพ่อื ให้ระบบมี ีดความสามาร สนับสนุนการสอื่ สารประเภท อ้ มลู (Data

Communications) และเพ่ิมความจุ (Capacity) ให้เพยี งพอตอ่ ความตอ้ งการ อง ใู้ ชง้ าน
ค). การพั นาเพมิ่ ดี ความสามาร องอุปกรณ์ปลายทาง (User Terminals) ใหม้ ีความทนั สมยั และ

สามาร ตอบสนองต่อความตอ้ งการ อง ู้ใช้ให้มากกวา่ ระบบท่ีมีอยู่
. ระบบส่อื สารสาหรบั ภารกิจเฉพาะ
ระบบการส่ือสารท่มี หี ลกั นยิ มในการใช้งานทแี่ ตกต่างจากระบบสอ่ื สารประเภทอื่น ๆ เน่อื งจากเป็น

ระบบสอ่ื สารทีม่ ีความสมบูรณ์ในตวั คอื มีส่วนประกอบ องโครง ่ายโทรคมนาคมครบทกุ ส่วน สนับสนุนการส่ือสารได้
อยา่ งกวา้ งไกล มี ีดจากดั ในเร่ือง องระยะทางนอ้ ย มคี วามคลอ่ งตวั สะดวกตอ่ การตดิ ตัง้ และใชง้ าน

่ึงระบบสื่อสารสาหรบั ภารกิจเฉพาะในอุดมคติอาจประกอบด้วย า่ ยเช่ือมโยงด้วยระบบสอื่ สาร า่ นดาวเทียม
ระบบการส่อื สารดว้ ยวทิ ยยุ า่ นความ ี่สงู (High Frequency: HF) หรือ โทรโปสแคตเตอร์ (Troposcatters) ที่
สนับสนุนการส่ือสารไรส้ ายได้เป็นระยะไกล รวมทั้งโครง ่ายย่อยและอุปกรณ์การสื่อสารปลายทาง องระบบ
การสื่อสารไรส้ าย (Wireless Communications System) เนื่องจากระบบการสือ่ สารสาหรบั ภารกจิ เฉพาะ
เป็นความจาเป็นใหม่ ในกองทัพไทยทีจ่ าเป็นต้องป บิ ตั ิ ภารกจิ อ่ืนใดที่มใิ ช่ภารกจิ หลกั ทางทหาร หนว่ ยงาน
ด้านการส่อื สาร องกองทัพจาเป็นต้องพจิ ารณาระบบการส่อื สารทีเ่ หมาะสมเพ่อื ทจี่ ะสามาร สนับสนุนภารกิจ
องกองทัพที่เพม่ิ ้นึ และสนบั สนนุ การสื่อสารในยามจาเปน็ องชาติเม่อื ระบบส่ือสารพลเรือนไมส่ ามาร
สนบั สนนุ การป บิ ตั งิ านดา้ นการส่ือสารไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ

. การประยกุ ต์ใชง้ าน

ระบบการสื่อสาร องกองทพั สามาร นามาประยุกต์ใชใ้ นการตดิ ต่อสอื่ สารทั้งภายในและ ภายนอก
กองทัพเพอ่ื ใหก้ องทัพสามาร ดาเนินงานดา้ นการสอื่ สารไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ และสามาร ตอบสนองต่อ
ความตอ้ งการในการใช้งานระบบทีเ่ พิ่มมาก ึ้นได้

คา ามทา้ ยบท
1. การสอื่ สารคือ อะไร
2. วิวั นาการการสอ่ื สารคอื อะไร
3. ววิ ั นาการการสือ่ สาร องมนษุ ย์แบ่งเปน็ กยี่ คุ
4. การสือ่ สารยุคใดใช้ระบบโทรเล
5. ู้ประดษิ ค์ ดิ คน้ โทรศัพท์ คือใคร
6. ใครได้ชอ่ื ว่าบิดา องคอมพวิ เตอร์
7. การบังคบั บั ชา โดย C4I คืออะไร
8. เครอื ่ายแหง่ อนาคต (Next-Generation Network: NGN) คืออะไร
9. ระบบสื่อสารทางยทุ ธวิธีแตกต่างจากระบบสอื่ สาร องพลเรือนโดยท่วั ไปอยา่ งไร
10. ระบบสื่อสารกองทพั ไทยประกอบด้วยระบบท่สี าคั อะไรบ้าง

บทที่ 2

ระเบยี บการวิทยุโทรศพั ท์

1. กล่าวทวั ่ ไป

1.1 ระเบียบการวิทยุโทรศัพท์ กาหนด ึ้นเพื่อเร่งรัดการส่ง ่าวให้เร็ว ้ึนและลดความ ิดพลาดให้
นอ้ ยลง โดยการจัดวิธีการอันเป็นแบบในการป ิบัติต่อ ่าวทางวิทยุท่ีกะทัดรัด และสม่าเสมอในสภาพ องการ
ทางานทุกๆ กรณี วิทยุโทรศัพท์เป็นวิธีการสาหรับให้มีการติดต่อกันโดยใกล้ชิดระหว่างบุคคลต่อบุคคลและมี
บ่อยครัง้ ท่ี ู้ให้ า่ วตอ้ งเ า้ ป บิ ตั ิใช้เคร่ืองเอง งึ่ เปน็ การสอ่ื สารโดยตรงกับ ู้รับ

1.2 กฎในการป ิบัติงานโดยท่ัวไปตามท่ีได้แจ้งไว้ ้างล่างน้ีจะช่วยให้ใช้การติดต่อส่ือสารทางวิทยุมี
ประสทิ ธภิ าพดยี งิ่ ึน้ และลดการฝาฝนื การรักษาความปลอดภยั ให้น้อยลง คอื

(1) ระเบยี บที่ กู ตอ้ งช่วยจัดความล่าช้า, ิดพลาด และการฝาฝืนการรักษาความปลอดภัยในการส่ือสาร
(2) า่ วควรจะชัดเจน,กะทดั รดั , สมบูรณไ์ ด้รับการใคร่ครว ไว้ก่อนแล้วและ ้าสามาร ทาได้ควรเ ียน
ไว้ล่วงหน้า
(3) พูดใหช้ ัด, ชา้ , เป็นวลีตามปกตแิ ละพดู ให้ชัด อ้ ยชัดคา ้าพนักงาน ู้รับ ่าวต้องสาเนาก็ควรให้เวลา
ในการเ ียนด้วย
(4) จง งก่อนทาการสง่ เพ่ือหลีกเลี่ยงการรบกวนกับการสง่ า่ ว องส านีอ่นื
(5) ให้สานึกอยู่เสมอว่า ้าศกึ คอย งอยตู่ ลอดเวลา
(6) หม่ันฝกนายทหาร และพลทหารในการใช้วทิ ยุให้ ูกวิธอี ยเู่ สมอ
(7) ให้ใช้ระบบรบั รองฝาย

ารอา่ นออ เ ง วอ รแ ะ วเ
2.1 เพอ่ื หลีกเลี่ยงความสับสนระหว่างตัวอักษร คาพูดทเ่ี ้าใจงา่ ย ๆ จึงเลอื กมาใช้เชน่ อไ ่
เป็นการอ่านออกเสยี ง องตวั อักษร และ อ า้ ว เปน็ การอ่านออกเสยี ง องตัวอกั ษร ท้ัง
อไ ่ และ อ า้ ว มเี สยี งทีห่ ่างกันกวา่ การออกเสียง และ เมื่อทาการสนทนากันทางวทิ ยุ
โทรศัพท์ ดงั นัน้ พนักงานวทิ ยุโทรศพั ท์ทกุ คน จึงจาเป็นตอ้ งสามาร อา่ นออกเสียงตัวอักษรได้
2.2 การอา่ นออกเสยี งตวั อกั ษรไทย

อักษร อา่ นวา่ อกั ษร อ่านวา่
ก กอไก่ ยอ ห งิ

อ ้าว ฎ ดอ ชะฎา
ค คอ ควาย ตอ ปะ ัก
ฆ คอ ระฆัง อ สัน าน
ง งอ งู ทอ ู้เ ่า
จ จอจาน
ฉ ฉอ ฉง่ิ ณ นอ เณร
ช ชอ ชา้ ง ด ดอ เดก็
ต ตอ เตา่
อโ ่
ฌ ชอ กะเฌอ อ ุง
ธ ทอ ธง ท ทอ ทหาร
น นอ หนู ย ยอ ยักษ์
บ บอ ใบไม้ ร รอ เรอื
ป ปอ ปลา ล ลอ ลงิ
ว วอ แหวน
อ ง้ึ ศ สอ ศาลา
ฝ ฝอ ฝา ษ ษอ ฤาษี
พ พอ พาน ส สอ สิงห์โต
ห หอ หีบ
อน ฬ ลอ จุฬา
ภ พอ สาเภา อ ออ อา่ ง
ม มอ ม้า ฮ ฮอ นกฮูก

ห า เห ตัวอกั ษร งึ่ มไิ ดใ้ ช้ในการเ ยี นตามปกติ เช่น อ วด คอคน ทอมณโฑ จึงเว้นมิได้
กลา่ ว

ึงในที่น้ี

เคร่ืองห า ารอา่ นออ เ งเครื่องห า า่ งๆ
ภงค์ - ออ เ ง
ดเ ว่ น / ด
ทบ
น () วงเ บ็ เ ดิ ิด
ระ า _ ดเ ้นใ ้
เ นอ เ ใน
อ ระ า “ “ วรรค
เวน้ วรรค
ไ้ะ
ไ้ ๆ เ า นอ้
ไ า น้อ ฯ เ า ให ่
ไ า ให ่ ฯ ฯ

2.3 าหรบภา าอง ฤ ใ็ ห้อา่ นออ เ ง า แบบ า รฐาน ดงน้

อ ร อ่านว่า ออ เ ง อ ร อา่ นว่า อ่านออ เ ง
NO VEM BER
A ALFA AL FAH N November Oss Cah
Pah Pah
B Bravo Brah Voh O Oscar Keb Beck
Row Me Oh
C Char Lee Char Lee P Papa See Air Rah
Tang Go
D Celta Dell Tah Q Quebec You Nee Form
Vik Tah
E Echo Eck oh R Romeo Wiss Key
Ecks Ray
F Foxtrot Foks Trot S Sierra Yang Key
Zoo Loo
G Golf Golf T Tango

H Hotel Aoh Tell U Uniform

I India In Dee Ah V Victor

J Juliet Jew Lee Ett W Whiskey

K Kilo Key Loh X X – Ray

L Lima Lee Mah Y Yan Kee

M Mike Mike Z Zulu

2.4 การอา่ นออกเสียงตวั เล

2.4.1 การส่งตวั เล ทางวทิ ยโุ ทรศัพท์ เมอ่ื เหน็ วา่ การอา่ นตัวเล กบั ้อความ อง า่ วมีเสยี งคลา้ ยกนั
ให้ใช้คาพูดตามระเบยี บ “ตวั เล ” กอ่ นอ่านตัวเล นนั้ โดยออกเสียงดังนี้.

จานวนเล อา่ นวา่ จานวนเล อา่ นวา่

1 หนึง่ 6 หก

2 โท 7 เจ็ด

3 สาม-อ๋าม 8 แปด

4 สี่ 9 เกา้

5 ห้า 0 ศูนย์

ห า เห เล 2 เมื่อไมอ่ ่านเป็นตัว ๆ ใหอ้ อกเสียงวา่ “สอง” เชน่ 200 อ่าน “สองรอ้ ย”

2.4.2 สาหรบั ภาษาอังกฤษให้ออกเสยี งดังน้ี

จานวนเล อ่านว่า จานวนเล อ่านว่า

1 Wun 6 Sik

2 Too 7 Sev - En

3 Tree 8 Ait

4 Fow – Er 9 Nin – ER

5 Fife 0 Ze - Ro

2.4.3 การสง่ จานวนเล ให้ส่งทลี ะตัว เวน้ ไวแ้ ต่จานวนน้ันเปน็ จานวนเล ที่พอดีร้อยหรือพนั ไม่มีเศษ จงึ
อา่ นเป็นจานวนร้อย หรือจานวนพันในกรณีพเิ ศษ เชน่ ในการแจ้งหมปู่ ระมวลหมู่ใดหมหู่ น่ึงใน า่ วทเี่ ป็นประมวล
หรอื เพอื่ ไดก้ าหนดให้อ่านออกเสียงเช่นนนั้ เช่น 17 ใหอ้ ่าน “สบิ เจ็ด” ส่วนการอ่านเวลาและพกิ ดั แ นทีต่ อ้ งอา่ น
ทีละตวั เสมอ

2.4.4 เวลาหรือหมู่ วัน เวลา ( DateTime Group ) ใหอ้ ่านออกเสียงเปน็ ตวั ๆ เสมอไมม่ ียกเวน้
เชน่ เวลา 210630 อา่ นวา่ เวลา โท, หนึ่ง, ศูนย์, หก สาม ศนู ย์ หมายความว่า วนั ที่ 21 เวลา 0630 2.4.5
การเ ียนเล ศูนยใ์ ห้เ ียน “0” เล หน่งึ ให้เ ียน 1 ( เล อารบิค ) ตัว ZULU (Z) ใหเ้ ยี น “Z “

3. คาพูด า ระเบ บ ( Pro Word )

เป็นคาพดู ท่ใี ชแ้ ทนความหมายอันจาเพาะอยา่ งหนึง่ คาพดู เหล่านใ้ี ชเ้ ปน็ วลี-มาตร านระหวา่ งพนกั งานวิทยุ
เพ่ือทาใหก้ ารสง่ ่าวน้นั สัน้ และสมบรู ณ์ หา้ มใชค้ าพดู ตามระเบยี บอนื่ นอกจากทีก่ าหนดไว้ คาพูด า ระเบ บ

ควา ห า

ทัง้ หมดหลงั คาวา่ ่าวตอนที่ า้ พเจ้าอ้าง งึ แลว้ นน้ั คือ ทง้ั หมด
(All After) ที่ตามหลังคาว่า.............................................

ทั้งหมดกอ่ นคาว่า า่ วตอนท่ี ้าพเจ้าอ้าง งึ แลว้ นน้ั คอื ทง้ั หมด
(All Before) ท่ีอย่หู นา้ คาว่า................................................
ดิ - อแก้ การสง่ า่ วฉบบั นม้ี ีท่ี ิด จะสง่ ตอ่ ไปด้วยคาที่
(Correction) แก้ไ ูกตอ้ งแล้ว หรอื การสง่ า่ วฉบบั นมี้ ที ี่ ิด
อ้ ความท่ี ูกตอ้ ง คือ......................................
ูกต้อง ูกตอ้ งแล้วหรือ า่ วท่ีทา่ นสง่ กู ตอ้ ง
(Correct)
ยกเลกิ า่ วนี้ การสง่ ่าวครั้งนี้ ิดใหย้ กเลิก
(Disregard This Tran’s mission OUT)
จานวนหมู่ ่าวฉบบั น้มี จี านวนหมูต่ อ่ ไปน้ี
(Group
ไมต่ อ้ งตอบ ส านรี บั า่ วนไ้ี มต่ ้องตอบรบั
(Do not Answer)
ยกเวน้ ตาแหน่ง อง ู้รับต่อไปนี้ ูกยกเว้นออกจาก
(Except) การเรยี กรวม
ตัวเล จานวน หรอื ตอ่ ไปนเ้ี ป็นจานวนเล
(Figures)
ู้รบั ทราบ แจง้ ึงตาแหนง่ รู้ ับต่อไปนเ้ี พ่อื ทราบ
(INFO)
้าพเจา้ อ่านทวน า้ พเจา้ จะทวน า่ วทสี่ ง่ ไปแล้ว ตอ่ ไปเปน็ อ้
(I Read back) ความทบทวนตามทต่ี อ้ งการ
้าพเจ้าสะกดตวั ้าพเจ้าจะสะกดคาต่อไปนี้ตามเสยี งอัก ระ
(I Spell)
รับ า่ ว ตอ่ ไปน้ีเปน็ า่ วทีจ่ ะส่ง รู้ บั จะต้องสาเนาไว้
(Message Follows)
่าวท่ี ลาดับที่ ่าว องส านี
(Number)
ใู้ ห้ ่าว ูใ้ ห้ า่ วนี้ จะบอกใหท้ ราบดว้ ยนามทอี่ ยตู่ อ่
(Originator) ไปนี้
เปลี่ยน จบการสง่ ่าว อง ้าพเจ้า อให้ทา่ นตอบสง่
(Over) ต่อไปได้
เลิก จบการสง่ ่าว ึงท่านแล้ว ไมต่ อ้ งการคาตอบ
(Out)
ทราบ า้ พเจา้ รบั ่าวสุดทา้ ย องท่านแล้ว ดว้ ยความ
(Roger) พอใจ

(Roger) พอใจ
สง่ ต่อ ( ไปยงั ) โปรดส่ง า่ วน้ี งึ ้รู บั ทกุ หรือ ู้ท่มี ชี ือ่ ตอ่ ไป
Releay (To) น้ีทันที
จงอา่ นทวน า่ วต่อไปนี้เปน็ ่าวทท่ี า่ นตอ้ งอ่านทวน
(Read back)
ห้ามใช้ จงหยุดทันที ระงับการสง่ จนกว่าจะสั่งเลิกส่ง
(Silence) า่ วตอ่ ไปได้ ( การเริ่มใชก้ ระทาไดเ้ ฉพาะแต่
เร่ิมใช้ ส านีทสี่ ่งั หา้ มใช้หรือส านีทมี่ สี ิทธิ-
(Selence lifted) เหนือกวา่ )
พูดชา้ ๆ ทา่ นสง่ ่าวเร็วเกินไป, โปรดลดความเรว็
(Speak Slower)
เวลา ตอ่ ไปน้ีเปน็ เวลา หรือหมวู่ นั เวลา อง ่าวน้ี
(Time)
คอย ้าพเจา้ ตอ้ งหยุดสักครู่
(Wait)
คอยนาน า้ พเจ้าต้องหยุดนานหน่อย
(Wait out)
ส านไี ม่ทราบชือ่ ชื่อส านีที่ า้ พเจา้ กาลังติดตอ่ ดว้ ยยงั ไมร่ ู้จกั ชอ่ื
(Unknown Station)
รับป ิบตั ิตาม า้ พเจ้า ่าว องท่านแลว้ เป็นทเี่ ้าใจและ
(Wilco) ป บิ ัตติ าม ู้รับเปน็ ู้ใชเ้ ท่านัน้ เนอ่ื งจากความหมาย องคาว่า
“ทราบ”
รวมอยู่ใหท้ ราบ แล้วป ิบัตติ าม ฉะน้ันคาพูดตามระเบียบการท้งั สองนี้ จงึ ไม่ต้องใช้
ดว้ ยกัน
จาก า่ วนี้มาจากส านมี ีชอ่ื ตอ่ ไปน้ี
(This is)
คากอ่ นคาว่า คาท่ี ้าพเจ้าอา้ ง ึงตาม ่าวนี้ คอื คาทอ่ี ยหู่ นา้
(Word Refore) คาวา่ ................................................................
คาหลงั ว่า คาที่ ้าพเจา้ อา้ ง งึ ตาม า่ วนี้ คือ คาทต่ี ามหลงั

(Word After) คาว่า.................................................................
้าสองครัง้ การสื่อสารลาบากใหส้ ่งวลี หรืหมปู่ ระมวลลบั
(Word Twice) ทุก ๆ หมู่สองคร้ัง คาพดู ตามระเบยี บนอี้ าจใช้
เปน็ คาส่งั คา อ หรือแจ้งให้ทราบ
ยืนยนั ยืนยัน า่ วทั้งฉบับ ( หรือแตเ่ พียงบางส่วนที่
(Verify) แจ้งไว้ )
้าพเจา้ ส่ง า้ ส่ง ่าวทงั้ ฉบับ หรอื เฉพาะตอนท่ีท่านบง่ มา
(I Say Again)
ดิ อ้ ความที่ท่านส่งมาสดุ ทา้ ย ิด ้อความท่ี ูก
(Wrong) คือ....................................................................

4. าร ด า่ วท (RADIO NET)
4.1 การจดั า่ ย เพื่อใหก้ ารสอื่ สารทางวทิ ยุเปน็ ไปตามสายการบงั คบั บั ชาทางยุทธวธิ ีส านีวิทยุ อง

หนว่ ยเหนอื และส านวี ทิ ยุ องหนว่ ยรอง ัดไป จะ กู จดั เป็นพวก ( โดยการใช้ความ ่เี ดียวกนั ) สาหรบั
ป ิบัตงิ านติดต่อ ่งึ กนั และกนั พวส านีนี้เรียกว่า “ า่ ยวทิ ย”ุ และประกอบดว้ ยส านีวทิ ยุสองส านี ึ้นไป ึ่ง
ทางานด้วยความ ีอ่ นั เดียวกัน ส่วนประกอบ อง า่ ยวทิ ยทุ ุก ๆ า่ ย ึ้นอยู่กบั การจัดรว่ มหนว่ ยทางยทุ ธวธิ ี อง
การบงั คับบั ชา ่ายวิทยจุ ดั ึน้ เพอื่ ความมุง่ หมายแลกเปลีย่ น ่าวสาร ึ่งกนั และกนั ( ตวั อย่างดังรูป)

4.2 ความมวี นิ ัยเครง่ ครัดเปน็ ส่ิงจาเปน็ มาก สาหรับการทางาน อง า่ ยวทิ ยุ เพ่ือจดั การควบคมุ และรกั ษา
วินัย อง ่ายวทิ ยุ จึงตอ้ งกาหนดส านบี งั คับ ่าย(NET CONTROL STATION) ส านบี งั คบั า่ ย ( สบ .) มสี ทิ ธิ
เต็มที่ในกรณี องการควบคุมทางเทคนิค แตไ่ ม่ใช้กา้ วล้าไป งึ การจัดหรอื การใชส้ านที างยทุ ธวิธี หนา้ ทที่ าง
เทคนคิ ท่ีสาคั ยงิ่ องส านบี งั คับ า่ ยคือ การปรับความ ใี่ หต้ รง ควบคุมการสง่ ่าว การสง่ า่ วภายใน า่ ยให้เร็ว
ทส่ี ดุ และรักษาลาดบั ส านี ภายใน า่ ยการเฝา ง และแก้ไ การฝาฝนื ระเบียบการ รายงานการฝาฝืนการรักษา
ความปลอดภยั การเปดและปด ่ายวิทยุ ป หาใด ๆ ทเี่ ก่ยี วกับการป บิ ตั งิ าน องหน่วย ให้ ามส านีบงั คับ
่ายเพอื่ ตกลงใจภายใน อบเ ต องการควบคุมทางเทคนคิ สทิ ธิ องส านบี ังคับ ่ายย่อมเดด็ าด การตกลงใจ
องส านนี ี้ ือวา่ เป็นการสิ้นสดุ และต้องป ิบัตติ ามคาสั่งโดยเครง่ ครดั

ส่วนส านีอน่ื ๆ ใน า่ ยเรยี กวา่ “ส านีรอง” ส านีบังคบั ่ายโดยธรรมดาจะตง้ั อยทู่ ่ี ทก. หน่วยเหนือ
เว้นไวแ้ ต่จะได้กาหนดอีกส านหี นึ่ง น้ึ แทนอาจกาหนดส านบี ังคบั า่ ยสารอง เ้ึ พ่ือควบคมุ ่าย ในกรณสี านี
บังคบั ่ายหลกั ว่างลง

5.ชนด องนา เร าน
5.1 ทกุ ส านใี น า่ ยวทิ ยุจะกาหนดนามเรยี ก าน ใหน้ ามเรยี ก านนี้จะตอ้ งไม่พอ้ งกับนามหน่วยจริง า้

หากนามเรยี ก านปราก พอ้ งกับนามหน่วยจะทาใหเ้ กดิ การรั่วไหล อง ่าวได้ นามเรยี ก าน องส านีวิทยุ
โทรศัพทป์ ระกอบด้วยคาสองคาหรือมากกวา่ และอาจจะมีคาต่อท้ายอกี คาต่อทา้ ยอาจจะเป็นตวั อกั ษรหรอื
ตัวเล กไ็ ด้

5.2 นามเรียก านใน า่ ยวทิ ยโุ ทรศพั ทม์ ีดงั นี้

5.2.1 นามส านี เป็นนาม องแตล่ ะส านี ( ู้รับ า่ ว ) ไมป่ ะปนกับนาม องส านอี ืน่
5.2.2 นามรวม เป็นกลุม่ ส านหี รอื นามส านีหลายส านรี ว่ มกนั แตม่ ไิ ด้หมายความวา่ นามรวมนี้

เป็นนามสาหรบั ทุกส านีภายใน า่ ย ส านี รู้ ับ ่าวจะตอบการเรียนแบบนามรวมตามลาดับตัวอกั ษรก่อน
และตามลาดบั ตัวเล โดยยดึ ือนามเรยี ก านเต็ม องส านเี ป็นหลกั

5.2.3 นาม า่ ย เปน็ นามเรยี ก องทกุ ส านีภายในรวมกนั ส านี รู้ ับ า่ วจะตอบการเรียกแบบ
นาม า่ ย ตามลาดับตัวอักษรก่อนและตามลาดบั ตัวเล ตามช่ือเตม็ องส านี

6. ชนด อง ารเร าน
การเรียก านใน า่ ยวทิ ยมุ ี 2 ชนิด
6.1 การเรียกเดี่ยว เฉพาะนามเรยี ก านเดี่ยว นาหน้าคาพดู ตามระเบยี บ “จาก” นามเรยี ก าน

เดีย่ วนี้ อาจเป็นนามส านีนามรวม หรอื นาม ่ายกไ็ ด้
ตวั อยา่ ง ก. (ใชน้ ามส านี)
พรรณ กา 43 – จากพรรณ กา 8 – เปลี่ยน
ตัวอย่าง . (ใชน้ าม า่ ย)
พรรณ กา – จากพรรณ กา 8 – เปล่ยี น
6.2 การเรียกเป็นหมู่ นามเรยี ก านสองนามหรอื มากกวา่ นาหนา้ คาพูดตามระเบียบ “จาก” นาม

เรยี ก านนอี้ าจจะเปน็ นามเรยี ก านแบบนามส านีและ/หรือนามเรยี ก านแบบนามรวมก็ได้
ตัวอยา่ ง (ใช้นามส านี)
พรรณ กา 43, พรรณ กา46, พรรณ กา 47, จากพรรณ กา 8 – เปลย่ี น
ส านี ู้รบั จะตอบการเรียกเป็นหมู่ ตามลาดบั การเรยี ก ้าหากส านี ู้เรยี กไม่ได้จดั ลาดบั การเรียก

ตามลาดับตวั อกั ษรหรอื ตัวเล
ห า เห เมอื่ ทาการเรียกแบบเป็นหมู่ ส านี เู้ รยี กควรจะจดั ลาดับการเรียกตามลาดับตวั อกั ษรหรือ
ตวั เล
า่ วท
7. าร ด ง้ ่า

7.1 การควบคุมส านอี ยา่ ง ูกตอ้ ง องส านีบังคับ า่ ย และการป บิ ัติตามก อยา่ งเคร่งครดั อง
ส านีรอง จะทาให้สามาร เรมิ่ การติดตอ่ สอื่ สารดารงการติดต่อและแลกเปล่ียน า่ วสาร งึ กันและกนั ได้
โดยไมช่ กั ช้า การใช้ระเบยี บการดงั กล่าวตอ่ ไปนจ้ี ะตอ้ งป บิ ตั ติ ามเม่อื เปด า่ ยวทิ ยุ

ตวั อย่าง เม่ือพรอ้ มท่จี ะจัดตั้ง า่ ย พรรณ กา 8 จะสง่ า่ วดังนี้
พรรณ กา จาก พรรณ กา 8 เปลี่ยน

ส านรี องจะตอบการเรยี กนาม ่าย ตามลาดบั อักษรหรือตามลาดับตัวเล ้าหากการตดิ ตอ่ รับ ง
ไดช้ ัดเจน ส านี ู้รับอาจจะเวน้ นามส านี วาง ส านวี ทิ ยุ เู้ รียก และคาพูดตามระเบยี บ จาก ได้

หมายเหตุ คาในวงเล็บ เป็นคาเวน้ โดยไมจ่ าเป็นตอ้ งส่งก็ได้
(พรรณ กา 8) - (จาก) พรรณ กา 43 – เปลย่ี น

(พรรณ กา 8) - (จาก) พรรณ กา 46 – เปล่ยี น
(พรรณ กา 8) - (จาก) พรรณ กา 47 – เปลี่ยน

ใน ณะน้ี สบ . จะเรยี กนาม า่ ยเพือ่ แจง้ ให้ทุกส านีทราบวา่ การสง่ องส านีตา่ ง ๆ รับได้เป็นท่ี
พอใจแล้ว นามส านีย่อมจะอนมุ ัตใิ หใ้ ชไ้ ดแ้ ละ สบ . ไม่มี ่าวสง่ ึงส านตี า่ ง

(พรรณ กา) – (จาก) พรรณ กา 8 – ทราบ – อนมุ ตั ิ ใหใ้ ชน้ าม ส านียอ่ ได้ – เลิก
ห า เห การใชน้ ามส านยี ่อจะไม่ใชใ้ นการจดั ต้งั ่าย

7.2 เม่อื สบ . อนุมตั ใิ ห้ใชน้ ามส านียอ่ ได้ การเรยี กทั้งหมดต้องใช้แบบย่อโดยการตดั นามส านี

ออกหนง่ึ คา ( ้าหากนามส านนี นั้ เป็นนามทีม่ ีสองคา) การตดั ออกนจ้ี ะตดั คาแรกหรือคาทีส่ องออกกไ็ ด้

เม่อื ตัดออกแลว้ นามส านที เ่ี หลอื อยจู่ ะต้องไม่เหมอื นกนั ทกุ ส านี เพ่อื ปองกันความสบั สนจงึ อ

เสนอแนะให้ตดั คาแรกออกจากนามส านี

วอ า่ ง (พรรณ กา) – จาก (พรรณ กา) 8 – เปลยี่ น

เม่อื นามส านยี อ่ อนมุ ัติใหใ้ ช้ ลาดบั การตอบ องส านกี ็คงเชน่ เดยี วกนั กับการใช้นามส านีเต็ม

ทง้ั น้เี พ่ือปองกนั ความสบั สน ่งึ อาจจะเกดิ ้นึ ได้

(พรรณ กา) (8) – (จาก) (พรรณ กา) 43 - เปลยี่ น

(พรรณ กา) (8) – (จาก) (พรรณ กา) 46 - เปลยี่ น

(พรรณ กา) (8) – (จาก) (พรรณ กา) 47 - เปลยี่ น

7.3 เม่อื ส านีสองส านสี ่ง ่าว งึ กันอยอู่ ยา่ งตอ่ เน่ือง โดยไม่มสี านอี ่นื เ า้ มาติดตอ่ ดว้ ยและเชื่อ

แน่วา่ จะไมเ่ กิดความสับสน น้ึ นามเรยี ก านท้ังหมดอาจ กู ตดั ออกได้

วอ า่ ง บ.พนั . (พรรณ กา) “43” – (จาก) (พรรณ กา) 8 – เปลีย่ น

บ.ร้อย. (พรรณ กา) 8 – (จาก) (พรรณ กา) 43 – เปล่ียน

บ.พัน. สนามร่อนลงเปน็ อย่างไรบา้ ง – เปลี่ยน

บ.รอ้ ย สนามรอ่ นลงปลอดภัย – เปล่ยี น

บ.พัน. ทราบ – เลิก

8.เ ่ือ าร อื่ าร าบา นามส านี, วลี คาหรอื กลุ่มอกั ษร จะตอ้ งส่งสองคร้งั และจะแสดงโดยใช้

คาพูดตามระเบยี บ “ า้ สองคร้งั ” ในสภาพเชน่ นกี้ ารเรียกและการตอบกส็ ่งสองครัง้

บ.ร้อย. พรรณ กา 8, พรรณ กา 8 จาก พรรณ กา 46 พรรณ กา 46 (มี ่าว) - เปล่ยี น

บ.พนั . พรรณ กา 46 พรรณ กา “46” จาก พรรณ กา “8” พรรณ กา 8 – เปล่ียน

บ.รอ้ ย. พรรณ กา 8 พรรณ กา 8 จาก พรรณ กา 46 พรรณ กา 46 า้ สองครง้ั า้ สองครั้ง

– บวนลาเลียงมา ึงแล้ว บวนลาเลียงมา งึ แลว้ เปลีย่ น

บ.พัน. พรรณ กา 46 พรรณ กา 46 จาก พรรณ กา 8 พรรณ กา 8 ทราบ – ทราบ – เลกิ

9. ความดงั และความชดั เจน องสั าณ ส านีวิทยจุ ะเ า้ ใจกนั ได้ด้วยความดังและความชดั เจน อง

สั าณ

ควา ดง ควา ชดเ น

ดังดีมาก ชัดเจน

ดังดี งรู้เรือ่ ง

เบา งไมร่ ู้เรื่อง

เบามาก เพยี้ น

จางหาย เสียงรบกวน

9.1 ส านีท่ีประสงค์จะแจ้งให้ส านใี ดส านีหนึ่ง ทราบความดังและความชัดเจน องสั าณ

สามาร ทาไดโ้ ดยใชค้ าพดู ตามระเบียบสนั้ ๆ และกะทัดรดั รายงาน ลการรบั งตามที่เป็นจรงิ เชน่

“ดังดแี ตเ่ พย้ี น” “เบาแตช่ ัดเจน” “เบามเี สยี งรบกวน” ฯลฯ ้าหากสั าณดังดมี าก หรือดงั ดีและ

ชดั เจนให้ใชค้ าพูด “ทราบ”

วอ ่าง (พรรณ กา) จาก (จากพรรณ กา) ๘ ตรวจสอบสั าณ – เปลี่ยน

(จาก) (พรรณ กา) 43 – ทราบ – เปล่ยี น

(จาก) (พรรณ กา) 46 – เบาแต่ชดั เจน – เปลี่ยน

(จาก) พรรณ กา “47” – ดงั ดแี ตเ่ พ้ยี น – เปลีย่ น

9.2 เมื่อส านี ที่ประสงคจ์ ะตรวจสอบสั าณ ไม่ไดย้ ินเสยี งตอบจากส านีใดส านหี น่งึ ส่วน

ส านีอืน่ รบั งได้ชัดเจนจะแจ้งใหท้ ราบดงั นี้. –

วอ ่าง (พรรณ กา) (จาก) (พรรณ กา) 8 – ทราบ (พรรณ กา) 43 ไมไ่ ด้ยนิ เลย – เลกิ

10. เ ่อื ไ ่พรอ้ ท่ ะรบ า่ วได้

10.1 พรรณ กา 8 สง่ การเรียกไปยังส านี พรรณ กา 43 และพรร กา 43 ไมพ่ ร้อมท่จี ะรับ

่าวภายใน 2 – 3 นาที จะตอบการเรียกทนั ทีโดยการตอบยอ่ พรอ้ มกบั ใชค้ าพูดตามระเบยี บ คอย

ทุก ๆ 5 วินาที จนกระทัง่ พรอ้ มท่จี ะรับ ่าวแล้วจงึ จบการตอบด้วยคาพูดตามระเบียบ – เปลย่ี น

วอ ่าง

เรียก (พรรณ กา) 43 จาก (พรรณ กา) 8 – เปลยี่ น

ตอบ (จาก) (พรรณกา) 43 – คอย (หยดุ ) คอย (หยุด) คอย (หยดุ ) คอย (หยุด) เปลย่ี น

10.2 า้ หาก พรรณ กา 43 ไมพ่ ร้อมทจ่ี ะรับ า่ วและจะตอ้ งคอยนานเกนิ กวา่ 5 นาที จะสง่ คาพดู ตาม

ระเบยี บ คอยนาน ่งึ หมายความว่า พรรณ กา 43 ไม่สามาร รบั ่าวไดภ้ ายใน 5 นาที และเมอ่ื

พร้อมที่จะรับ า่ ว จะเรยี ก พรรณ กา 8 ใหส้ ง่ า่ วได้

วอ ่าง
เรยี ก (พรรณ กา) 43 จาก (พรรณ กา) 8 เปลีย่ น
ตอบ (จาก) (พรรณ กา) 43 คอยนาน – เลกิ
เมื่อ พรรณ กา 43 พร้อมที่จะรับ า่ ว จะสง่ า่ วดังนี้. –
(พรรณ กา) 8 จาก (พรรณ กา) 43 ส่งได้ – เปลี่ยน

11. าร รบควา ถ่ อง ่า วท พรร ผ า 8 ึง่ เป็นส านบี งั คบั ่ายประสงคจ์ ะจดั ตั้ง า่ ยวทิ ยุ
เม่อื ่ายนน้ั ใช้วิทยุแบบ AM จะสง่ สั าณไปยังส านรี องเพ่อื ปรับความ ่ี

วอ า่ ง
พรรณ กา พรรณ กา จากพรรณ กา 8 พรรณ กา 8 จะสง่ สั าณใหป้ รบั ความ ี่

พรรณ กา 8 พรรณ กา 8 ฯลฯ (ประมาณ 20 วนิ าที) (แลว้ กดไมโครโ นเอาไว้ 10 วินาที) – เลิก
หลงั จากที่ให้เวลากับส านรี องเพือ่ ปรบั ความ ี่แลว้ พรรณ กา 8 จะจดั ตัง้ า่ ยตามทกี่ ลา่ วไวใ้ น อ้ 7

12. ่า อ ระแ ะ า่ บงคบ ชนดิ อง ่ายวิทยแุ ละแบบการป ิบตั ิงาน กาหนดไดจ้ ากการพิจารณา
ปจจัยการป บิ ตั งิ านที่เก่ยี ว อ้ ง

12.1 ่ายอสิ ระ การทางานแบบน้ี ส านบี งั คบั า่ ย (สบ .) อนมุ ัติให้ส านีภายใน ่ายส่ง า่ ว
งึ ส านอี ืน่ ๆ ภายใน า่ ยได้ โดยตอ้ ง ออนมุ ตั ิจากส านบี ังคับ า่ ย การทางานแบบ า่ ยอสิ ระนี้ ส านี
บงั คับ ่ายไม่สามาร จะปลดเปลอื้ งความรบั ดิ ชอบในการรักษาวินัย อง ่ายได้

12.2 ่ายบงั คบั การทางานแบบน้ีส านที กุ ส านภี ายใน ่ายจะต้องได้รับอนมุ ตั ิจากส านีบังคับ
่ายก่อนท่ีจะสง่ ่าวไปยังส านีต่าง ๆ ภายใน ่าย การส่ง า่ วใน ่ายบงั คบั นอี้ าจจะกระทาตามเวลาที่
กาหนดไวล้ ว่ งหนา้ ก็ได้

การ ออนุมัติส านบี งั คับ ่ายยกเวน้ ได้ า้ หากส านีใดส านหี นงึ่ มี า่ ว ดว่ นท่สี ดุ ก็ให้ทาการ
ส่งไปยังส านที ต่ี ้องการไดโ้ ดยตรง
12.2.1 ตัวอย่างตอ่ ไปนี้ เป็นลักษณะท่สี านบี งั คบั า่ ย จะประกาศวา่ า่ ยวทิ ยุนเ้ี ป็น ่ายท่ีจะต้องการ
ทาการสง่
วอ า่ ง .

(พรรณ กา ) จาก (พรรณ กา) 8 น่เี ปน็ า่ ยบงั คบั ทา่ นมี า่ วเร่งดว่ นอย่างไรและ ึงใคร –เปลย่ี น
(จาก) (พรรณ กา) “43” ไมม่ ี า่ ว – เปลี่ยน
(จาก) (พรรณ กา) “46” มี ่าวด่วน ึงท่านหนึ่งฉบบั – เปลยี่ น
(จาก) (พรรณ กา) “47” มี า่ วธรรมดา ึงทา่ นหนงึ่ ฉบบั – เปลยี่ น
12.2.2 พรรณ กา 8 จะแจง้ ให้ส านีตา่ ง ๆ ทราบการรบั ง และใหส้ านีตา่ ง ๆ สง่ า่ ว องตนได้โดย
จดั ลาดบั ตามความเร่งดว่ น อง า่ ว
วอ ่าง .
(พรรณ กา) จาก (พรรณ กา) 8 ทราบ พรรณ กา 46 ส่ง ่าวด่วนได้ – เปล่ียน
12.2.3 หลังจาก พรรณ กา 46 ส่ง า่ วด่วนเสร็จแล้ว พรรณ กา 8 ึ่งเป็น สบ . จะอนุมตั ิใหส้ านีอน่ื
ๆ ส่ง า่ วไดต้ ่อไป

วอ า่ ง ค.
(พรรณ กา) 47 จาก (พรรณ กา) 8 สง่ า่ วธรรมดาได้ เปลี่ยน

12.3 ส านวี ิทยทุ กุ ส านีภายใน ่ายจะทางานเป็นอิสระเสมอ นอกจากจะมีคาสง่ั เปน็ อยา่ งอ่ืน
เม่ือตอ้ งการจะเปลีย่ นจาก า่ ยอิสระไปเป็น ่ายบังคบั หรอื กลับตรงกนั า้ มส านบี งั คบั ่ายจะใช้วลอี ย่าง
ใดอย่างหนง่ึ แจง้ ให้ า่ ยทราบ เชน่ “นเี่ ป็น ่ายบงั คบั ” หรอื “นเี่ ป็น า่ ยอิสระ” เปน็ ต้น

าร ง่ า่ ว
13. ว่ น ่าง ๆ อง า่ ว 3 ว่ น คือ

13.1 สว่ นหวั า่ ว
13.2 สว่ นตวั ่าว
13.3 สว่ นท้าย า่ ว
สว่ นหัว า่ ว ลาดบั หวั า่ วมีสิง่ ควรจะส่งดังต่อไปน้ี
การเรียก าน
คาพดู ตามระเบยี บ “รบั า่ ว”
หลัก าน อง ่าว “ท่ี”
คาแนะนาหัว ่าว “อ่านทวน”
ลาดบั ความเร่งดว่ น และหมวู่ ันเวลา
า้ สว่ นตัว ่าวเป็น ้อความรหสั ตอ้ งบอกจานวนหมู่ดว้ ย
ส่วนตัว า่ ว สว่ นตัว ่าวประกอบด้วยเนือ้ เรื่องแนวความคิดหรือความเหน็ ่งึ แสดงออกโดย ู้ า่ ว
ตวั ่าวอาจจะเป็น า่ ว ้อความธรรมดา หรือประมวลก็ได้ า่ วทีเ่ ป็น อ้ ความธรรมดา จะสง่ เปน็ วลี
ตามปกตหิ ยดุ ใชน้ านพอ หลงั วลีแต่ละวลี, เพ่อื ให้เวลาสาหรับพนกั งาน ้รู ับ า่ วสามาร นาสาเนาได้ทัน
ตามธรรมดา า่ วท่ีเปน็ ความลบั จะเ า้ รหัส นอกจากความรวดเร็วในการแจกจ่าย า่ วมคี วามสาคั
มากกว่า จนไมม่ เี วลานาเอา ่าวนนั้ มาเ ้ารหสั ได้ า่ วเชน่ นท้ี าให้การสง่ เปน็ อ้ ความธรรมดาได้ โดย
ูบ้ งั คับบั ชาหรือ ูแ้ ทนทไ่ี ด้รบั มอบอานาจพิเศษเป็น ู้อนุมัติ ยกเว้น ่าว “ลบั ที่สุด” จะทาใหก้ ารส่ง
เป็น อ้ ความธรรมดาไม่ได้
การอนุมัติจะตอ้ งกระทากับ ่าวแตล่ ะ า่ ว า่ วทจ่ี ะตอ้ งส่งเปน็ รหัส แต่จาเปน็ จะตอ้ งส่งเป็น
้อความธรรมดาใหห้ มายด้วย “ อ้ ความธรรมดา” ท่สี ่วนแรก องตัว ่าว เพอื่ แสดงว่า ่าวฉบบั น้นั เป็น
ความลับแต่อนมุ ตั ิใหส้ ง่ เปน็ อ้ ความธรรมดาได้ และเมอ่ื า่ วฉบับนส้ี ง่ ไป ึงส านี ูร้ ับกจ็ ะหมาย ้อความ
“รับเป็น อ้ ความธรรมดา”
ก่อนทาการสง่ ไปยงั ้รู ับและจะต้องรกั ษา า่ วน้เี ป็นเอกสารลบั า่ วทีเ่ ป็นประมวลให้สง่ เปน็ หมุ่
จานวน องตวั อักษรในแต่ละหม่เู ปล่ียนแปลงแลว้ แตร่ ะบบทีใ่ ช้ พนักงาน ู้ทีส่ ่ง า่ วจะหยดุ ชว่ั ครหู่ ลังการ
จบการสง่ แตล่ ะหมู่ ท้งั นีเ้ พอ่ื ใหพ้ นกั งาน รู้ บั ทราบจานวนตวั อักษรในแต่ละหมูม่ กี ีต่ วั
ส่วนท้าย ่าว

คาแนะนาทา้ ย ่าว “ กู ต้อง” “คอย” “ยังมี ่าวอีก”
คาลงทา้ ย “เปล่ยี น” หรือ “เลกิ ” เลือกใช้คาใดคาหนึ่งเทา่ น้นั
14. าร อแ ้ระหวา่ ง าร ่ง า่ ว
14.1 เมอื่ เกิด ดิ พลาด ้นึ จากพนักงาน ู้สง่ า่ ว และคน้ พบโดยทนั ทที ันใด จะใหค้ าพูดตาม
ระเบียบ “ ิด – อแก”้ และตามดว้ ยคาท่ี ูกต้องคาสดุ ทา้ ยหม่คู าพูดตามระเบยี บ หรือ วล,ี ทต่ี อ้ งแก้
ตวั อย่าง
(พรรณ กา) 43 จาก (พรรณ กา) 46 - - ปกติ - - เวลา ศนู ย์ หนงึ่ ศูนย์ สาม ศนู ย์ หนึ่ง ูลู -
- จานวนหมู่ หก - - บก - - ครอ - - ิด - - อแก้ - - ชบก - - ครว - - ปทท - - บฮส - - ฯลฯ เปลี่ยน

14.2 เมือ่ ไดท้ ราบวา่ คา ิดได้สง่ ไปแล้วในทแี รก ก่อนจะจบการส่ง ่าว วลี, คาหรอื หมู่คาท่ี ดิ นนั้

จะตอ้ งแกท้ ค่ี าทา้ ย อ้ ความตัว ่าว

วอ ่าง

(พรรณ กา) 47 จาก (พรรณ กา) 43 - - ปกติ - - เวลา โท สี่ ศนู ย์ หก สาม ศูนย์ ูลู - -

อ้ ความธรรมดา - - บวนลาเลียงมา ึง ไม่มอี ปุ กรณ์จา่ ยให้ - - ิด - - ้อแก้ - - คากอ่ น ึง - - ไม่ - -

เปลีย่ น

15. าร อ ่งซา้

15.1 เมอ่ื คาใน า่ วหายไปหรือเกดิ ้อสงสัย ส านี ู้รับ ่าวจะ อให้ส่ง า้ ก่อนการรับ า่ วตอน

ตอ่ ไป

15.1.1 มีวิธีการในการรอ้ ง อใหส้ ง่ ้า ่าวท้งั ฉบับ หรอื เพียงบางส่วน อง ่าว อ้ คว่มธรรมดา

โดยใช้คาพูดตามระเบยี บ คอื

ส่ง ้า สง่ ้าคาหลงั คาว่า

ส่ง ้าทั้งหมดหลังคาวา่ ส่ง า้ คาก่อนคาว่า

ส่ง ้าท้งั หมดกอ่ นคาวา่ สง่ า้ จาก – งึ

การตอบตอ่ การร้อง อให้สง่ ้า องส านสี ่ง จะใชค้ าพูดตามระเบียบ “ า้ พเจา้ สง่ ้า” ตามด้วย

สว่ นที่จะตอ้ งทาการส่งใหม่

วอ ่าง (ใช้ า่ วใน อ้ 15 . เป็นตัวอย่าง)

ส านี ้รู ับตอ้ งการให้สง่ า้ ตามทแ่ี สดงในแตล่ ะ อ้

า่ วทง้ั ฉบบั

(จาก) (พรรณ กา) (46) - - สง่ า้ - - เปลย่ี น

หมู่วนั /เวลา

(จาก) (พรรณ กา) (46) - - ส่ง ้าเวลา - - เปลีย่ น

สว่ นหนงึ่ อง ่าวระหวา่ งคาสองคา

(จาก) (พรรณ กา) (46) - - ส่ง ้ามาจาก งึ อปุ กรณ์ - - เปล่ียน

สว่ นใดสว่ นหนึง่ อง ่าว

(จาก) (พรรณ กา) (46) - - สง่ า้ ทัง้ หมดหลงั คาวา่ บวนลาเลียง - - เปล่ยี น

คาหลังคาใดคาหน่งึ

(จาก) (พรรณ กา) (46) - - สง่ ้าคาหลงั คาว่ามี - - เปล่ียน

คาก่อนคาใดคาหนึ่ง

(จาก) (พรรณ กา) (86) - - สง่ ้าคาหลงั คาวา่ ึง - - เปลีย่ น

15.1.2 ส านี ู้ตอบจะตอบคารอ้ ง อ ้างบนดงั นี้

(ก) (จาก) (พรรณ กา) (8) - - ้าพเจา้ สง่ ้า - - ปกติ - - เวลา โท สี่ ศนู ย์ หก สาม ศนู ย์

ลู ู - - อ้ ความธรรมดา - - บวนลาเลียงมาไม่ ึง ไม่มอี ุปกรณ์จ่ายให้ - - เปล่ยี น

( ) (จาก) (พรรณ กา) (8) - - ้าพเจา้ ส่ง ้าเวลา - - เวลา โท สี่ ศูนย์ หก สาม ศนู ย์

ลู ู- -เปลีย่ น

(ค) (จาก) (พรรณ กา) (8) - - ้าพเจา้ สง่ มาจาก ึง อุปกรณ์ มาไม่ งึ ไมม่ ีอุปกรณ์ - - เปลี่ยน
(ง) (จาก) (พรรณ กา) (8) - - ้าพเจ้าสง่ า้ ท้งั หมดหลงั คาว่า บวนลาเลียง - - มาไม่ งึ ไมม่ ี

อุปกรณ์จ่ายให้ - - เปลี่ยน
(จ) (จาก) (พรรณ กา) (8) า้ พเจา้ สง่ คา า้ คาหลงั คาวา่ มี - - อปุ กรณ์ - - เปลยี่ น
(ฉ) (จาก) (พรรณ กา) (8) - - ้าพเจ้าสง่ ้าก่อนคาวา่ งึ - - ไม่ - - เปล่ยี น

15.2 เมื่อ กู รอ้ ง อให้ส่ง า้ า่ วที่เปน็ ลประมวล ตอนทต่ี กต้อง อเป็นจานวนเล เว้นไว้ แตก่ รณีท่ีนับ
หมอู่ ักษร ดิ ไป ในกรณเี ช่นน้ี ู้ร้อง อจะแจง้ สว่ นทีต่ กนัน้ โดยใชห้ ม่อู กั ษรทีอ่ ย่ใู กล้เคยี งท่รี บั ง ูกต้องแลว้
สมมุติวา่ พนักงานรบั ่ายประมวลสบิ หมู่ หมูท่ ีส่ าม สี่ และห้าตกหายไป คาร้อง อ องพนกั งาน คอื สง่ “ า้ 3
ึง 5” พนกั งาน ูส้ ง่ ่าวจะส่ง ่าวหมู่ท่สี ามหรอื หา้ ใหม่

16. าร ง่ อ่
า้ หากส านี ู้ให้ า่ วไมส่ ามาร จะสง่ ่าวไปยงั ส านี ู้รับได้โดยตรง ส านี ูใ้ ห้ า่ วอาจส่ง า่ ว โดยการส่ง

ต่อ า่ นส านกี ลางหนง่ึ หรือหลายส านี า่ วบางฉบับอาจต้องสง่ ต่อมากกวา่ หนง่ึ ครั้ง ่ายวทิ ยุมีส่วนนอ้ ยท่ี
ตอ้ งการส่งโดยวธิ ีส่งตอ่ วิธกี ารน้จี ะใชเ้ พอ่ื การตดิ ตอ่ ฉุกเฉินพนกั งานทกุ คนจะต้องเตรยี มใช้ไดท้ นั ทแี ละ กู ตอ้ ง

16.1 การสง่ ต่อ จะแสดงไดด้ ้วยคาแนะนาในการส่ง ่าว และ ่าวสารท่เี ก่ยี ว ้องอยูใ่ นหัว ่าว
วอ ่าง
นามส านี อง รู้ ับ ่าว (สง่ ต่อ) ........................พรรณ กา 43
คาพดู ตามระเบียบ..............................................จาก
นามส านี อง สู้ ง่ า่ ว........................................พรรณ กา
คาแนะนาในการสง่ า่ ว.......................................สง่ ตอ่
ความเรง่ ด่วน.......................................................ดว่ น
เวลา....................................................................070300Z
คาพดู ตามระเบียบ............................................... ใู้ ห้ า่ ว
ู้ให้ ่าว...............................................................พรรณ กา 8
คาพดู ตามระเบียบ............................................... ปู้ บิ ัติ
นามส านี ู้รบั ่าว ( ูป้ ิบัติ) ............................พรรณ กา

16.2 โดยไม่คานึง งึ ส านี ู้สง่ ต่อ ส านี รู้ ับ ่าวยงั คงประกอบอยู่ในหวั า่ ว ึ่งเป็นส่งิ แสดงวา่
“ ่าวนี้ อื กาเนิดมาจาก พรรณ กา 8” และส่งไปยงั ส านี ู้รับปลายทาง พรรณ กา 47 เพอ่ื ป ิบตั ิ คาพูดตาม
ระเบยี บ “สง่ ตอ่ ” จะตอ้ งจัดออกจากคาแนะนาในการสง่ ่าว เม่อื า่ วน้ันสง่ ไปยังส านี ูป้ ิบัติ

วอ ่าง
(พรรณ กา) 47 จาก (พรรณ กา) 43 - - ดว่ น - - เวลา ศนู ย์ เจด็ ศูนย์ สาม ศูนย์ ศูนย์ ลู ู ู้ให้

า่ ว พรรณ กา 8 ูป้ บิ ตั ิ พรรณ กา 47 ( อ้ ความ อง ่าว) - - เปล่ยี น
17. า่ วไ ่ อ้ ง อบ เพอื่ ความม่งุ หมายลวงหรือพราง หรอื ความมุ่งหมายอยา่ งอน่ื ๆ ส านี ู้รบั จะไม่
ทาการติดต่อกบั ส านี ้ใู ห้ า่ วในกรณีนคี้ าพดู ตามระเบยี บ “ไมต่ อ้ งตอบ” จะประกอบเ า้ ในหัว ่าว,
า่ วท่ีไมต่ อ้ งตอบจะตอ้ งส่ง ้าสองคร้ังเพื่อให้เชื่อแนว่ ่าส านี ้รู บั า่ วได้ ูกตอ้ งท้ังหัว ่าว ตัว า่ ว และ
ท้าย า่ วจะตอ้ งสง่ ้าสองครัง้

วอ ่าง
พรรณ กา 43 จาก พรรณ กา 46 - - ไมต่ อ้ งตอบ - - ด่วน - - เวลา หน่ึง หก โท ศนู ย์ สาม ศนู ย์
ลู ู จานวนหมู่ หน่ึง สาม - - ( ้อความ) - - ้าพเจ้า สง่ ้า - - พรรณ กา 43 จาก พรรณ กา 46 - - ไม่
ตอ้ งตอบ - - ด่วน - - เวลา หนงึ่ หก โท ศนู ย์ สาม ศูนย์ ลู ู จานวนหมู่ หนึง่ สาม - - ( อ้ ความ) - -
้าพเจ้าส่ง า้ - - พรรณ กา 43 จาก พรรณ กา 46 - -ไม่ต้องตอบ - - ดว่ น - - เวลา หนึง่ หก โท
ศนู ย์ สาม ศนู ย์ ูลู จานวนหมู่ หน่งึ สาม - - ( อ้ ความ) - - เลกิ

18. า่ วอ่านทวน
18.1 ้าหากมีความประสงคใ์ ห้ ่าวฉบับนี้หรือส่วนใดสว่ นหนง่ึ อง ่าวอ่านทวน คาพดู ตาม

ระเบียบ “การอา่ นทวน” จะต้องประกอบเ า้ ในหวั ่าว
ตวั อยา่ ง
(พรรณ กา) 43 จาก (พรรณ กา) 8 - - จงอ่านทวน - - ปกติ - - เวลาศูนย์ สาม หนง่ึ หา้

สาม ห้า ลู ู ( ้อความ) - - เปลยี่ น
(จาก) (พรรณ กา) (43) - - า้ พเจ้าอ่านทวน (พรรณ กา) 43 จาก (พรรณ กา) 8 - - จง

อา่ นทวน - - ปกติ - - เวลา ศนู ย์ สาม หน่งึ ห้า สาม ห้า ลู ู ้อความ เปลย่ี น
(จาก) (พรรณ กา) (8) - - ูกต้อง - - เลิก

หมายเหตุ เมอ่ื ใช้คาพดู ตามระเบยี บ อา่ นทวน คาพดู ตามระเบียบทราบไม่จาเป็นต้องใชเ้ มอ่ื รบั ่าวเสรจ็
แลว้

18.2 เมื่อ ่าว อ่านทวน ไม่ ูกต้อง ส านี ู้ให้ ่าวจะใชค้ าพดู ตามระเบยี บ “ ดิ ” แลว้ แก้ให้
กู ตอ้ ง

วอ า่ ง
(จาก) (พรรณ กา) (8) - - ิด - - คาหลังคาวา่ - - มา - - ไม่ - - เปล่ยี น

ส านี รู้ บั า่ วจะทาการแก้ และส านี ใู้ ห้ า่ วจะสรปุ ทา้ ยการส่ง า่ ว
วอ ่าง

(จาก) (พรรณ กา) (43) - - คาหลงั คาวา่ มา - -ไม่- -เปลีย่ น
(จาก) (พรรณ กา) (8) - - กู ตอ้ ง - - เลกิ

19. า่ วระหว่าง า่ า่ วที่สง่ จาก า่ ยวทิ ยุหน่ึงไปยังอกี า่ ยหนงึ่ เรยี กว่า ่าวระหว่าง า่ ยส านที ่ี
ประสงค์จะสง่ ่าวไปยังอกี ส านหี นึง่ ทอ่ี ยูใ่ น า่ ยอนื่ จะต้อง ออนุ าตส านีบังคบั ่าย (สบ .) องตน
สมมตุ ิว่า พรรณ กา 46 มี ่าวหน่ึง ฉบบั งึ วิภาวี

วอ ่าง
(พรรณ กา) 8--จาก--(พรรณ กา) 46- ออนุ าตออกจาก า่ ยชั่วคราว--มี า่ ว งึ วภิ าวี--

เปล่ยี น
19.1 ่าวระหว่าง ่ายเมือ่ กระทาได้ ควรส่ง ่าวใหส้ านบี งั คบั า่ ย า้ หาก สบ . สง่ ่าว จะได้

สง่ ่าวดงั น้ี
(จาก) (พรรณ กา) 8--ให้ า่ วแก่ า้ พเจา้ ้าพเจา้ จะส่ง า่ วเอง -- เปลี่ยน

19.2 า้ หากส านีบงั คบั ่าย ไมส่ ามาร จะส่ง ่าวได้ จะอนุ าตให้ออกจาก า่ ยโดยส่ง า่ วดงั นี้
(จาก) (พรรณ กา) 8--อนุ าตเลิก

20. าร เ ่าว
ระหวา่ งการสง่ า่ วและกอ่ นจบการส่ง า่ ว อาจยกเลกิ า่ วนั้นได้โดยการใชค้ าพูดตามระเบยี บว่า

“ยกเลิก” แทรกลงไปในระหว่าง ้อความ อง ่าว ส่วน า่ วที่ได้ส่งจบไปแลว้ จะยกเลกิ ได้ก็ตอ่ เมอ่ื สง่ ่าวอกี
ฉบบั หนง่ึ แจ้งไป

21. ารหา้ ใช้ฉ เฉน
21.1 การห้ามใช้ฉุกเฉนิ อาจมี ลบงั คับใช้ หรือยกเลิกเม่อื ไดร้ ับอนมุ ัติจากเจ้าหน้าท่โี ดยชอบเท่าน้ัน
21.2 เมอ่ื ระบบรบั รองฝายมี ลใชบ้ ังคับ ส านีจะใชร้ ะบบรบั รองฝายเมอ่ื
21.2.1 การห้ามใช้ฉุกเฉนิ มี ลบังคับใช้
21.2.2 การยกเลกิ ห้ามใชฉ้ กุ เฉนิ
21.2.3 การเรียกส านตี า่ ง ๆ ในระหว่างการห้ามใชฉ้ ุกเฉนิ
21.3 การส่งคาห้ามใช้ฉกุ เฉินจะสง่ สองครง้ั แล้วจบด้วยคาพดู ตามระเบยี บ เลิก ส านอี ่นื ไม่ต้อง

ตอบรับคาสั่งน้นั
21.4 คา “ห้ามใช้” สง่ ออกไปสามคร้ัง หมายความวา่ “หยุดการส่งใน ่ายนี้ทันทีการหา้ มใชจ้ ะมี

ลบงั คบั อยจู่ นกระทั่งยกเลิก”
21.4.1 หลังจากการเรียก าน ใชค้ าพูดตามระเบยี บ “หา้ มใช้” (พูดสามคร้ัง) หมายความ

วา่ ส านตี ่าง ๆ จะหยุดการสง่ ทัง้ มวลภายใน า่ ยโดยทนั ที
วอ า่ ง
เมือ่ จะส่งคาสั่งหา้ มใชฉ้ กุ เฉินภายใน ่าย พรรณ กา 8 จะส่ง ่าวไดด้ งั นี้
พรรณ กา จาก พรรณ กา 8 – ห้ามใช้ หา้ มใช้ ห้ามใช้ เวลา – ศูนย์ เกา้ หน่ึง หก ูลู การ

รบั รองฝาย – า้ พเจา้ สง่ ้า พรรณ กา จาก พรรณ กา 8 – หา้ มใช้ ห้ามใช้ หา้ มใช้ – เวลา ศูนย์ เก้า
หนึ่ง หก ูลู การรับรองฝาย – เลิก
21.4.2 คาพดู ห้ามใช้ ( พูดสามครง้ั ) ตามดว้ ยความ หี่ รือชอื่ กาหนดความ ี่ ความหมายว่า “หยุดการ
สง่ ท้ังมวลโดยทันทีที่ความ ี่ – ( หรือชอ่ื กาหนดความ ่ี )”

21.4.3 คาพูด ห้ามใช้ ( พดู สามครัง้ ) ตามดว้ ย ทุก า่ ย หมายความว่า “หยกุ ารสง่ ทง้ั มวลโดยทันทีในทกุ ่าย”
วอ ่าง
ก. สง่ คาสงั่ หา้ มใช้ฉกุ เฉินไปยังทุกส านีท่ีมคี วาม ี่ 2700 กโิ ลเฮิร์ท พรรณ กา 8 จะสง่ สั าณ
( พรรณ กา ) จาก ( พรรณ กา ) 8 – ห้ามใช้ ห้ามใช้ ห้ามใช้ - - โท เจ็ด ศูนย์ ศนู ย์ เวลา หนึง่

สาม โท โท ูลู – การรับรองฝาย – ้าพเจา้ สง่ ้า – ( พรรณ กา ) จาก ( พรรณ กา ) 8 - - หา้ มใช้ หา้ มใช้
ห้ามใช้ – โท เจ็ด - - ศนู ย์ ศนู ย์ เวลา หน่ึง สาม โท โท ูลู – การรับรองฝาย - - เลิก

วอ า่ ง
. คาส่งั หา้ มใชฉ้ ุกเฉนิ ระหว่างการส่ง า่ วไปยงั ส านอี นื่ พรรณ กา 2 จะหยดุ ช่วั คร่แู ล้วส่ง ่าว ดงั น้ี
หา้ มใช้ ห้ามใช้ ห้ามใช้ - - - ( พรรณ ) กา จาก ( พรรณ กา ) 2 - - ห้ามใช้ หา้ มใช้ หา้ มใช้ - - เวลา
หน่งึ แปด สาม ห้า ลู ู การรับรองฝาย - - า้ พเจ้าส่ง ้า - - (พรรณ) กา จาก (พรรณ กา) 8 - - ห้ามใช้
ห้ามใช้ หา้ มใช้ - - เวลา หน่ึง แปด สาม ห้า ลู ู การรบั รองฝาย - - เลิก
21.4.4 การยกเลกิ ห้ามใช้ฉุกเฉนิ ( พรรณ กา ) 8 ส่ง ่าว ดงั นี้
( พรรณ ) กา จาก ( พรรณ กา ) 8 - - เร่ิมใช้ - - เวลา หนงึ่ ศนู ย์ ห้า โท ูลู การรับรองฝาย - -เลกิ

ารบด ่า
22. าร ิด า่

22.1 การปด ่าย ส านบี ังคับ ่ายจะส่งนาม ่าย และส านีรองใหป้ ดส านี
22.2 สบ . จะแจง้ ใหส้ านีต่าง ๆ ทราบเวลาในการเปดการติดต่อใหมใ่ นการเรยี กคราวนี้ หรือเพ่อื ความ
ปลอดภยั อาจจะส่ง ่าวทางเครือ่ งมือสื่อสารอย่างอืน่ หรอื อาจจะส่งเป็นรหัสก็ได้
วอ ่าง

( พรรณ ) กา จาก ( พรรณ กา ) 8 - - ปดส านี - - ( จน ึง หน่งึ หา้ ศูนย์ สี่ ศูนย์ ศูนย์ ลู ู )
เปลี่ยน

( จาก ) ( พรรณ กา ) 43 - - รับป บิ ตั ิตาม เปล่ยี น
( จาก ) ( พรรณ กา ) 46 - - รบั ป บิ ตั ติ าม เปลี่ยน
( จาก ) ( พรรณ กา ) 47 - - รับป บิ ัติตาม เปลี่ยน
( จาก ) ( พรรณ กา ) 8 - - ทราบ - - เลกิ
22.3 ่ายจะปดเป็นทางการ เมื่อจบการตอบ องส านรี องส านสี ดุ ท้าย ทงั้ นี้ เพอื่ ใหเ้ ชอ่ื แน่วา่ ทุกส านี
ได้รบั า่ วเรียบร้อยแลว้

คาถา ทา้ บท
1. ประเภทชน้ั ความลบั องวทิ ยุมีกี่ประเภทอะไรบา้ ง
2. แบบ อร์มกระดาษเ ยี น า่ ว องกองทพั บกที่ใช้ในหนว่ ยทหารตงั้ แต่ระดบั กรมลงมาใชก้ ระดาษ
เ ยี น แบบใด
3. การเ ียนหมูว่ ันเวลาทางทหารที่ กู ต้องเ ยี นเ ยี นอยา่ งไร
4. า่ วทางทหารตอ้ งมลี ักษณะแบบใด
5. กฎในการป บิ ัตงิ านทว่ั ไป องระเบียบการวิทยโุ ทรศพั ท์มอี ะไรบา้ งจงยกตวั อยา่ ง
6. หนา้ ทีท่ างเทคนิคทสี่ าคั องส านบี งั คบั า่ ย (สบ .) คอื อะไร
7. า่ วดว่ นท่ีสดุ ต้องเปน็ ลกั ษณะ า่ วใด
8. ลาดบั ความเร่งด่วน อง า่ วมีก่ีประเภท อะไรบ้าง
9. ระเบยี บการวทิ ยโุ ทรศัพทก์ าหนด ้นึ เพ่ืออะไร
10. ่ายวทิ ยแุ บง่ ออกเป็นกี่ า่ ย า่ ยอะไรบา้ ง

ตวั อย่าง กระดาษเขยี นขา่ ว สส.6



คาถา ทา้ บท

1. ประเภทช้นั ความลบั องวทิ ยุมีก่ปี ระเภทอะไรบ้าง
2. แบบ อร์มกระดาษเ ยี น ่าว องกองทัพบกที่ใชใ้ นหน่วยทหารตง้ั แต่ระดบั กรมลงมาใช้กระดาษเ ียนแบบใด
3. การเ ียนหมู่วนั เวลาทางทหารท่ี กู ต้องเ ยี นเ ียนอยา่ งไร
4. า่ วทางทหารต้องมีลักษณะแบบใด
5. กฎในการป บิ ัตงิ านทว่ั ไป องระเบยี บการวิทยุโทรศัพทม์ อี ะไรบา้ งจงยกตัวอย่าง
6. หนา้ ทท่ี างเทคนิคทีส่ าคั องส านีบังคับ ่าย (สบ .) คอื อะไร
7. ่าวดว่ นที่สุดตอ้ งเป็นลักษณะ ่าวใด
8. ลาดบั ความเร่งดว่ น อง า่ วมกี ป่ี ระเภท อะไรบา้ ง
9. ระเบยี บการวิทยโุ ทรศัพทก์ าหนด ้ึนเพ่อื อะไร
10. า่ ยวิทยแุ บง่ ออกเปน็ ก่ี า่ ย า่ ยอะไรบ้าง

บทท่ 3
ห เบ้อื ง ้นใน าร ือ่ ารทางวท

2.1 กลา่ วโดยทว่ั ไป วิทยุเป็นเครอื่ งมือสอื่ สารอนั หนึ่งท่ใี ชใ้ นการควบคุมบงั คับบั ชา ,การควบคมุ การ
ยงิ การสื่อสารภายในและระหว่างยทุ ธวธิ ี วิทยเุ ป็นเคร่อื งมือท่ีสามาร ปรับใหเ้ า้ กับส านการณ์ทเี่ ปลย่ี นแปลง
อย่างรวดเร็วได้ การส่อื สารกบั หนว่ ยทเ่ี คลือ่ นท่เี ร็วมาก จะทาได้อย่างลาบากท่ีสุด า้ หากไมม่ ีเครื่องวิทยุ การ
ติดต่อวิทยุจงึ เป็นวธิ กี ารตดิ ต่อทีม่ คี วามสาคั ยิ่ง ในภูมปิ ระเทศที่ไมส่ ามาร วางสายได้ วทิ ยุจะใช้อย่าง
กว้าง วาง ใน ั้นเรม่ิ แรก องการป ิบตั ิการยุทธวธิ ีและในระหวา่ งส านการณ์ยทุ ธวิธีทตี่ ้องเคลือ่ นทเ่ี ร็ว

2.1.1 คล่นื วิทยุ สั าณวิทยุเคลอ่ื นทจี่ ากเครือ่ งสง่ วิทยไุ ปยังเครื่องรับ เป็นคล่ืนแมเ่ หล็กไ า
คลนื่ นีแ้ พรก่ ระจายออกเท่ากับความเร็ว องแสง ( 300,000 กโิ ลเมตร หรือ 186,000 ไมลต์ อ่ วนาที ) ดว้ ย
ความเรว็ การแพร่กระจาย องคล่ืนเช่นน้ี จึงทาสามาร ให้ติดตอ่ สื่อสารจากจดุ หนึ่งไปยังจดุ หนง่ึ ได้อย่างรวดเรว็
ย่ิง คล่ืนแม่เหล็กไ าเหลา่ น้เี รียกว่า คลน่ื วทิ ยแุ ละแบ่งออกไปตามความ ีท่ ีใ่ ช้งาน

2.1.2 การแบ่งความ จี่ ะไมต่ ่าลงไปกวา่ 3 กโิ ลเฮริ ์ท ทง้ั นก้ี เ็ พราะพจิ ารณาเหน็ วา่ จะตอ้ งใชก้ าลัง
งานสูงท่ีจะทาใหส้ ั าณวทิ ยเุ คล่อื นท่ีไปในระยะทางท่เี หมาะสมระยะหนง่ึ ดังน้ันการใช้งาน องส านวี ิทยุ
ส่วนมาก จะทางานในยา่ นความ ่ีปานกลาง ( MEDIUM ) งึ ความ ช่ี น้ั ความ สี่ งู มากท่สี ุด ( ULTRAHIGHT
FREQ ) แต่อย่างไรก็ตามอาจจะมีส านวี ทิ ยุเพยี ง 2-3 ส านี ทใี่ ช้งานในย่านความ ี่ต่ามากก็ได้ ท้ังนเ้ี พ่อื ความ
มุ่งหมายพิเศษ

2.1.3 ความม่งุ หมายในการใชค้ วาม ่ีเหลา่ นี้ เปลย่ี นแปลง ้นึ อยกู่ ับลกั ษณะ องการแพรก่ ระจาย
คล่นื ึง่ แตกตา่ งกัน โดยทวั่ ไปแล้วกราแพรก่ ระจายจะเกดิ ้ึนโดยการเคล่ือนท่ี องกระแสกลับไปกลับมาใน
สายอากาศ กระแสอันน้จี ะเปน็ เหตุใหเ้ กิดสนามแม่เหล็กไ า ึ้นรอบๆสายอากาศ สนามแม่เหลก็ จะ ยายตวั
ออกจากสายอากาศด้วยความเร็วเทา่ กบั ความเร็ว องแสงและเปลีย่ นแปลงไปตามความแรงและความ ี่ อง
กระแสท่สี ายอากาศ สายอากาศเป็นตัวนาไ า ึ่งใชใ้ นการแพรก่ ระจายคลืน่ วทิ ยุออกไปในอากาศ หรือรับ
คลนื่ วทิ ยจุ ากอากาศ ความยาว องสายอากาศจะเป็นป ิภาคตอ่ ความยาวคล่นื ท่ีมันแพร่กระจาย สาหรบั การใช้
งานในความ ีเ่ ฉพาะอันหนง่ึ ความยาว องสายอากาศเครอื่ งส่งเปน็ สง่ิ ทส่ี าคั ทส่ี ดุ แต่ความยาว อง
สายอากาศเครอ่ื งรบั ไมส่ สู้ าคั มากนัก

2.1.4 ความ ่วี ทิ ยุ ( รูปท่ี 1-1 )

ก. เครือ่ งวิทยุชนดิ ปรุงคลนื่ ทางช่วงกวา้ ง ( AM ) ใชใ้ นยา่ นความ ี่สงู งึ่ มี ลตอ่ การแพร่กระจายคล่ืน
ทั้งสามแบบ ในการติดตอ่ ระยะใกลจ้ ะใช้การกระจายคล่นื ทางพน้ื ดิน ( GROUND WAVE )

. เครอ่ื งวิทยุชนิดปรุงคลน่ื ทางความ ่ี ( FM ) ใช้ค้านสูงที่จากดั องความ ่ีสงู และด้านตา่ อนั จากดั
องความ ีส่ งู มาก และจะแพร่กระจายในแนวเสน้ สายตา ึงแม้วา่ คล่ืนพ้นื ดินจะใช้สาหรับการติดตอ่ ใน

ระยะใกล้กต็ าม ภายใตส้ ภาพบรรยากาศอันหนึง่ คล่นื วทิ ยจุ ากเครื่องวทิ ยุแบบปรุงคลนื่ ทางความ ี่ ( FM )จะ
กระจายคลน่ื า ( SKY WAVE )และสามาร รบั ได้ในระยะไกล นึ้ และอาจเป็นไปไดว้ ่าคลน่ื สะทอ้ นกลับ (
REFLECTED WAVE ) อง คลื่น าอาจจะรบั ไดใ้ นระยะท่ีไกลกวา่ ้ึนไปอกี า้ หากไมม่ เี สียงรบกวนสภาพ อง
อากาศ จะเป็นเหตใุ ห้กระทบกระเทือนการแพรก่ ระจายคลน่ื เราไมส่ ามาร จะควบคมุ ได้ แตก่ าร
กระทบกระเทอื นก็มีอยู่นอ้ ยมาก

ควา ถ่ า่ า 10 KHz
VLF 30 KHz
300 KHz
VERY-LOW FREQUENCE 3 MHz
30 MHz
ควา ถ่ า่ 300 MHz
LF 3,000 MHz
30,000 MHz
LOW FREQUENCE 300,000 MHz

ควา ถ่ าน าง
MF

MEDIUM FREQUENCE

ควา ถ่ งู
HF

HIGH FREQUENCE

ควา ถ่ ูง า
VHF

VERY-HIGH FREQUENCE

ควา ถ่ ูง า ท่ ด
ITHF

IS,TRAHIGH FREQUENCE

ควา ถ่ ูง า พเ
SHF

SUPBRHIGH FREQUENCE

ควา ถ่ งู า อ ่าง ่ง
EHF

EXTEMEIXHIGH FREQUENCE

รูปท่ี 1-1

2.1.5 อ้ ดี องวทิ ยุ

ก. วทิ ยุเปน็ วธิ ีการส่อื สาร ท่ตี ิดตั้งได้โดยรวดเร็ว วิทยุแบบหวิ้ ไปมาได้และ แบบติดตง้ั บนยานพาหนะ
สามาร ติดตัง้ ใช้งานได้ในเวลาอันรวดเร็วเป็นวนิ าทเี่ ทา่ น้นั

. วิทยุเปน็ วิธกี ารสื่อสารท่มี ีความออ่ นตัว บวงจรทางสายไดใ้ ชส้ านีวิทยุสามาร สามาร เพิม่ หรือลด
จาก า่ ยวทิ ยุไดต้ ามทต่ี ้องการ การตดิ ตอ่ ทางวทิ ยุสามาร ดารงอยไู่ ดต้ ลอดเวลาใน ณะท่ีหนว่ ยกาลงั เคลือ่ นที่
นอกจากนน้ั ยังสามาร ต่อรว่ มกับวงจรทางสายไดใ้ ช้ตดิ ต่อระหวา่ งพน้ื ดินอากาศ หรือจากอากาศ-อากาศและ
สามาร สอื่ สาร า้ มภมู ิประเทศ ึ่งการส่อื สารทางสายไมส่ ามาร ติดต้ังได้ด้วย

2.1.6 ้อเสยี องวิทยุ

ก. วิทยุ า้ หากไม่มเี ครอื่ งรักษาความปลอดภยั สั าคาพดู ( SPEECH SECURITY DEVICE ) เป็น
วธิ กี ารส่ือสารทีร่ ักษาความปลอดภัยไดน้ ้อยท่สี ุด ู้ใชเ้ ครื่องจะตอ้ งคิดอยู่เสมอวา่ า้ ศกึ กาลงั ดักรับ งอยู่
ณะทีเ่ รากาลังสง่ ่าว

. การสอื่ สารทางวทิ ยุ เปน็ อันตรายไดน้ อ้ ยจากการยงิ อง ้าศึกเมือ่ เทยี บกบั การสอ่ื สารทางสาย แต่
จะมี ้อเสยี คือ เสียงรบกวนจากากรกระทา อง ้าศกึ และจากส านีวิทยอุ น่ื ๆ

ค. อ้ เสียดังกลา่ วมาแลว้ า้ งตน้ สามาร ลดลงไดอ้ ยา่ งมาก โดยการปรับปรงุ เทคนคิ ทั่ว ๆ ไป อง
พนกั งานวิทยุ โดยเฉพาะที่เกีย่ วกบั การใช้ระเบียบระเบียบการป บิ ัตงิ าน ระเบียบการวิทยโุ ทรศพั ท์ และการ
รกั ษาความปลอดภัยในการส่ือสาร

2.1.7 ลักษณะทว่ั ไป องวิทยุ มีลกั ษณะหลาย ๆ อย่าง ง่ึ เก่ียวกบั เคร่ืองวิทยุนีก้ ็คอื ความสามาร และ
อ้ จากดั องเคร่ือง ลักษณะทั่วไป องวิทยทุ ่ใี ช้อยใู่ นหน่วยต่าง ๆ มลี ักษณะท่ัวไป 6 ประการ คอื

ชนิด องเครื่องแบบหวิ้ ไปมาได้ เคร่อื งวิทยแุ บบนี้สามาร นาไปได้โดยบคุ คลเพยี งคนเดียว และ
สามาร ใช้งานไดใ้ น ณะทเี่ คล่ือนท่แี บบแบกหาม เครอื่ งวทิ ยุแบบน้ี า้ หากจาเปน็ จะต้องเคลื่อนทีจ่ ากทห่ี นึ่ง
ไปยังอกี ทีห่ นึง่ แล้วจะต้องใจเจ้าหนา้ ท่หี ลายคน และไมส่ ามาร ใชง้ านได้ใน ณะเคล่ือนทแ่ี บบติดตง้ั
ยานพาหนะ โดยธรรมดาเคร่ืองวทิ ยุแบบน้ี จะตดิ ต้งั บนยานพาหนะและไดก้ าลังงานจากระบบไ า อง
ยานพาหนะนั้น ๆ

แบบทวั่ ไป เครื่องวิทยนุ อี ้ ำจจะติดตงั้ บนยำนพำหนะหรือใช้เป็นแบบหวิ ้ ไปมำได้ หรือเป็นแบบแบกหำมก็ได้ (ตดิ ตงั้ บน
พนื ้ ดิน)ชนดิ ของกำรปรุงคลนื่ แม้วำ่ กำรปรุงคลนื่ จะมีอยหู่ ลำย ๆ แบบ แตก่ ็มีกำรปรุงคลน่ื

แบบท่วั ๆ ไปอยูส่ องแบบทใี่ ชร้ ะดับกองพล คือ การปรงุ คลืน่ ความ ี่ ่ือที่เรยี กทว่ั ไปคอื และการปรุง

คลนื่ ทางช่วงกวา้ ง (ช่ือทเ่ี รยี กท่ัวไป ( AM )

1. เนือ่ งจากชนิด องการปรงุ คลน่ื ท้ังสองแตกตา่ งกันในทางเทคนคิ วิทยุสองเครอ่ื งจะไม่สามาร

สือ่ สารกันได้นอกจากการปรุงคลน่ื ชนดิ เดยี วกัน

2. อ้ ดี องคลน่ื วิทยทุ ปี่ รงุ คลนื่ แบบ FM คอื กู รบกวนจากไ าส ิตหรอื สภาพอากาศน้อย
สว่ น อ้ ดี องเคร่ืองวทิ ยแุ บบ AM คอื มีแ บความ ีใ่ ชง้ านแคบ ่งึ ทาให้จานวนชอ่ งความ ี่
( CHANNELS ) มาก น้ึ ภายในความ ท่ี เี่ คร่ืองครอบคลมุ งึ

ค.ชนดิ องสั าณ

( 1) คาพดู เครื่องวิทยทุ ่ีใช้ในระดบั องกองพลสามาร สง่ สั าณคาพูดได้
(2) ประมวลเล สั าณ (CW) และประมวลเล สั าณท่ีปรุงคลืน่ (MCW) เปน็ การส่งประมวล

สั าณสากล แบบมอร์ส โดยใช้คนั เคาะ
( 3) โทรพิมพ์ (FSK)
(4) เสยี งสั าณ (TONE)
(5) โทรพมิ พช์ อ่ งแคบ (NSK)

ง. ความ ี่ ความ ว่ี ทิ ยจุ ากต่าไป งึ สงู มหี นว่ ยวัดเปน็ เมก็ กะเฮริ ท์ นึ้ อยกู่ ับเครื่องวิทยทุ ใี่ ช้ รปู ที่ 1-3
จ. ระยะการส่อื สาร ระยะการส่อื สาร องเครอ่ื งวทิ ยุเปน็ ระยะทีใ่ ช้ในการวางแ น โดยธรรมดาระยะ

สือ่ สารนี้ เปน็ ระยะที่เช่อื มนั่ ว่าการสือ่ สารได้ ล
ฉ. แหล่งจา่ ยกาลังงาน

( 1) แบตเตอรี่แห้ง
( 2) แบตเตอรี่ยานยนต์
( 3) เครือ่ งกาเนดิ ไ ามือหมุน
( 4) เครอ่ื งกาเนดิ ไ าชนดิ เครอ่ื งยนต์
( 5) แบตเตอรีเ่ ปียก
1.2.7 เครอ่ื งวทิ ยสุ องเคร่ืองสามาร สือ่ สารกนั ไดจ้ ะตอ้ ง.-
ก.การปรงุ เครอ่ื งคลื่นเหมือนกนั
. ความ เ่ี ดียวกนั
ค. อยู่ในระยะสอ่ื สาร องเครือ่ งกาลงั สง่ ต่า
ง. สั าณเป็นชนิดเดียวกนั






Click to View FlipBook Version