The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kittiphat.thongdee8, 2021-11-21 03:54:29

ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ

ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ

38

อมรรัตน โพธิ์เพชร (2557 : 47) ไดส รปุ การพฒั นากระบวนการเรยี นรู ไววา เปนการพฒั นา
ผเู รียนใหเ กดิ การเรยี นรูท ีเ่ นน ความสําคัญทง้ั ดา นความรู คณุ ธรรมและกระบวนการเรียนรูโดยยึดผูเรียน
เปนสําคัญ จัดกิจกรรมใหสอดคลองกับความสนใจ ความถนัด ความตองการ และสภาพผูเรียน
โดยจัดการเรียนรูใหเกิดข้ึนไดทุกท่ีทุกเวลา สถานท่ี สามารถใชกระบวนการวิจัยเปนสวนหน่ึง
ของกระบวนการเรียนรู และสามารถพัฒนาตนเองจากเทคโนโลยีอยางตอเน่ืองและสมํ่าเสมอ
ซึง่ ประกอบดว ยกิจกรรมนักเรียนและกจิ กรรมแนะแนว

กิตติพงษ กาญจนส าํ เริง (2558 : 69) ไดส รปุ การพัฒนากระบวนการเรียนรู หมายถึง ภารกิจ
ท่ผี ูบรหิ ารตอ งสง เสริมใหค รจู ดั ทาํ แผนการจดั การเรยี นรู จดั กระบวนการเรยี นรใู หส อดคลองกบั ความสนใจ
และความถนดั ของผูเ รียน นาํ ภมู ิปญ ญาทอ งถิ่น และชุมชนเขามามีสวนรวมในการจัดการเรียนการสอน
โดยใชร ูปแบบการเรียนการสอนแบบเนนนักเรียนเปนสาํ คัญ สง เสริมการจัดสภาพแวดลอมใหเหมาะ
ตอ การเรยี นรู พัฒนาครูใหมีความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู สรางเครือขายแลกเปล่ียน
เรียนรูดา นการจดั การเรียนการสอน สงเสริมการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรูและการปลูกฝงคุณธรรม
จริยธรรม คา นิยม และคุณลกั ษณะอันพึงประสงค

สรุปไดวา การพัฒนากระบวนการเรียนรู เปนการสงเสริมใหครูปรับกระบวนการเรียนรู
การวางแผนการเรยี นรู จัดกิจกรรมใหผูเรียนไดพัฒนาตามศักยภาพ ตามความสนใจ การมีสวนรวม
ฝกปฏิบัติจากประสบการณจริง สามารถใชกระบวนการวิจัยเปนสวนหน่ึงของกระบวนการเรียนรู
รวมถงึ การจัดเตรยี มแผนการเรียนรูใ หส อดคลอ งกับหลกั สตู ร โดยเนนผเู รยี นเปน สาํ คญั ใหค วามสาํ คัญ
กบั การพฒั นาครใู หเขา ใจ มีความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู สรางเครือขายแลกเปลี่ยนเรียนรู
ดานการจัดการเรยี นการสอน ปลูกฝงผเู รียนใหมคี ณุ ธรรมจริยธรรม คา นยิ ม และคุณลักษณะอันพงึ ประสงค

ขน้ั ตอนการจัดกระบวนการเรียนรู
การจดั กระบวนการเรยี นรูท เี่ นนผูเรียนเปนสําคัญ ครูผูสอนจําเปนตองอาศัยกระบวนการ
ขั้นตอนการจดั การเรียนรูท่ีหลากหลายเปนเคร่ืองมือท่ีจะทําใหผูเรียนบรรลุเปาหมายของหลักสูตร
นักวชิ าการไดสรปุ ไวถึงขั้นตอนการจดั กระบวนการเรียนรไู ว ดังนี้
สาํ นักงานเลขาธิการสภาการศกึ ษา (2550 : 7) กลาวถงึ ขน้ั ตอนการจดั การเรียนรแู บบประสบการณ
และทีเ่ นน การปฏบิ ตั ิไว 6 ขัน้ ตอน ไดแ ก

1. ข้ันนําเขา สูบ ทเรยี น เปนขนั้ ตอนแรกทผ่ี ูส อนจะกระตนุ ชกั จงู และโนมนาวใหผูเรียน
เกิดความสนใจและกระตือรอื รนทจ่ี ะเรียนรู ผสู อนอาจใชว ธิ ีการสนทนาและทบทวนประสบการณเดิม
ของผูเรยี นเพื่อที่จะเชอื่ มโยงกับประสบการณใ หมท ่ีจะตอ งเรียนรู อาจใชค ําถามและตองสรา งบรรยากาศ
ใหเ กดิ การเรยี นรทู ่ผี ูเ รียนเปนศนู ยกลางของการเรียนรู เชน การกระตุนใหนักเรียนตอบคําถาม หรือ
แสดงความคดิ เหน็

39

2. ขั้นศึกษาวิเคราะห เปนขั้นตอนการแบงกลุมนักเรียนเพื่อทํากิจกรรมกลุมรวมกัน
โดยการแสวงหาความรรู วมกนั วิเคราะหและหาขอ สรปุ ในประเดน็ ทจี่ ะศกึ ษา ในขน้ั ตอนน้ีผสู อนจะตอง
ออกแบบกจิ กรรมกลมุ ใหเ หมาะสมเพอ่ื ใหทกุ คนมสี ว นรวมมากทส่ี ดุ เปดโอกาสใหทกุ คนแสดงบทบาท
หนาที่ของสมาชิกในกลุม

3. ข้ันฝกปฏิบัติ เปนข้ันท่ีผูเรียนไดทดลองฝกปฏิบัติตามขั้นตอน ฝกคิดวิเคราะห
จินตนาการ สรา งสรรค โดยผูส อนเปนผอู าํ นวย เปนท่ีปรึกษา ดูแลชวยเหลือและประเมินการปฏิบัติ
เพ่อื แกไขหากมขี อบกพรอ งเก่ยี วกับสถานท่ี สาํ หรับการปฏบิ ัติผูสอนและผูเรียนรวมกันวางแผนจะใช
แหลงเรยี นรใู นโรงเรยี น ซง่ึ จะทําใหผเู รยี นเกดิ การเรยี นรูไ ดด ีตามจดุ ประสงคท ก่ี ําหนดไว

4. ขั้นสรุป/เสนอผลกาเรียนรู เปนขั้นตอนที่ผูเรียนแตละกลุมจะไดประมวลความรู
จากการเรยี นรทู ้ังหมดมาวเิ คราะห สงั เคราะห เปนความรูใหม วิธีการใหม สรุปและนําเสนอสิ่งท่ีคนพบ
ตอ กลมุ ใหญใ นรูปแบบท่ีหลากหลายเปน การแลกเปลยี่ นเรียนรูซึ่งกันและกัน เกิดการขยายเครือขาย
ความรูอยางกวางขวาง ทําใหการเรยี นรมู ีความหมายยิง่ ข้นึ

5. ข้นั ปรบั ปรุงการเรยี นร/ู นําไปใช เปน ขนั้ ท่ีใหผ ูเรยี นแตล ะกลุมปรบั ปรุงผลงานของตนเอง
จากที่ไดจากการนําเสนอของแตละกลุม ในการปรับปรุงผลงานน้ัน อาจนําความรูที่ไดจากกลุมอื่น
มาพัฒนาใหดีขึ้นหรือแกไข สรางสรรคงานท่ีตางไปจากเดิม หรืออาจไดรับแนวคิดขอเสนอแนะ
ของผสู อนมาประยกุ ตส รา งผลงานใหม ๆ ทส่ี ามารถนาํ มาใชไ ดในสภาพการณจรงิ ได

6. ขัน้ ประเมินผล วัดผลประเมินผลตามสภาพจริง โดยเนนวัดผลจากการปฏิบัติจริง
จากแฟม สะสมผลงาน ชน้ิ งาน/ผลงาน ผเู รยี นประเมนิ ตนเอง สมาชิกของแตละกลุม ผูปกครอง และ
ผสู อนมบี ทบาทรว มวดั และประเมนิ ผลดว ย

ณณิฌญา เจียมสุขสุจิตต (2557 : 32) ไดสรุป ขั้นตอนการจัดกระบวนการเรียนรูไววา
มีข้ันตอน ไดแก ข้ันนําเขาสูบทเรียน ขั้นศึกษาวิเคราะหที่นักเรียนทํากิจกรรมกลุมรวมกันโดยการ
แสวงหาความรรู วมกันวิเคราะหและหาขอสรุปในประเด็นที่จะศึกษา ข้ันฝกปฏิบัติ ข้ันสรุป/เสนอผล
การเรยี นรู ขน้ั ปรับปรุงการเรียนรู/นําไปใชและขัน้ ประเมินผล

สรุปไดวา ข้ันตอนการจัดกระบวนการเรียนรูมีดังน้ี ขั้นนําเขาสูบทเรียนโดยการกระตุน
ความนาสนใจ ข้ันศึกษาวิเคราะหท่ีนักเรียนทํากิจกรรมกลุมรวมกันโดยการแสวงหาความรูรวมกัน
ใหทุกคนไดมีโอกาสมีสวนรวม วิเคราะหและหาขอสรุปในประเด็นท่ีจะศึกษา ขั้นฝกปฏิบัติโดยให
ผูสอนเปน ผูดแู ลใหค ําปรึกษา ข้ันสรุป/เสนอผลการเรยี นรโู ดยผา นการวเิ คราะหส ังเคราะหเปน ความรูใหม
ขัน้ ปรับปรงุ การเรยี นรู/นาํ ไปใชแ ละขั้นประเมนิ ผลโดยการประเมนิ จากสภาพจรงิ

สรปุ ไดวา ประสิทธผิ ลในการบริหารงานวิชาการดา นการพัฒนากระบวนการเรยี นรู หมายถงึ
สถานศกึ ษาจะตองมีผลการสง เสริมใหค รจู ดั ทาํ แผนการจัดการเรียนรูตามสาระและหนวยการเรียนรู
โดยเนน ผเู รยี นเปนสาํ คัญ สถานศึกษามีผลการจดั กจิ กรรมใหผ เู รยี นไดพัฒนาตามศักยภาพ ตามความสนใจ

40

ความถนดั ของผเู รียน การมีสว นรวม ฝก ปฏบิ ัติจากประสบการณจริง สถานศึกษามผี ลการสงเสริมใหครู
จัดกระบวนการวิจัยเปน สว นหนงึ่ ของกระบวนการเรียนรู สถานศึกษามีผลการใหความสําคัญกับการ
พัฒนาครู ใหมคี วามสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู สรางเครือขายแลกเปลี่ยนเรียนรูดานการ
จดั การเรียนการสอน สถานศึกษามีผลการปลกู ฝงผูเรยี นใหมีคุณธรรมจรยิ ธรรม คานิยม และคณุ ลกั ษณะ
อันพึงประสงคที่สอดคลองกับเนื้อหาสาระกิจกรรม สถานศึกษามีบรรยากาศและสิ่งแวดลอม และ
แหลงเรียนรูท่ีเอ้ือตอการจดั กระบวนการเรียนรู สถานศกึ ษามีผลการนําภูมิปญญาทองถิ่นหรือเครือขาย
ผูปกครอง ชุมชนทองถ่ินมามสี วนรว มในการจัดการเรียนการสอนอยางเหมาะสม สถานศึกษามีรูปแบบ
การนเิ ทศการเรียนการสอนแกครูในกลุมสาระตาง ๆ โดยเนนการนิเทศที่รวมมือชวยเหลือกันแบบ
กัลยาณมติ ร

ดา นการวัดผล ประเมนิ ผลและเทยี บโอนผลการเรียน
การวดั ผล ประเมินผลและเทียบโอนผลการเรียน ถือวาเปนกระบวนการที่สําคัญของการ
จัดการศึกษา เพ่ือที่จะไดทราบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผูเรียน วาการจัดการเรียนการสอน
ตลอดจนความพยายามตาง ๆ ท่ีสงเสริมการเรียนการสอนใหบรรลุจุดมุงหมายของหลักสูตรนั้น
ประสบความสําเรจ็ หรือไม เพ่ือนาํ ผลทไี่ ดมาใชเปนแนวทางในการแกไขปรับปรุงวิธีการจัดการเรียน
การสอนตอ ไป ซ่ึงมผี ูกลา วเกย่ี วกับการวัดผลประเมินผลการศกึ ษาไว ดงั น้ี
Ebel (1979 : 557) ไดกลาววา การวัดผล เปนการกาํ หนดตวั เลขหรือสัญลกั ษณท่มี คี วามหมาย
แทนคุณลักษณะของส่งิ ท่วี ัดโดยอาศัยกฎเกณฑอยางใดอยางหนง่ึ
Sax (1989 : 14) ไดกลาววา การวัดผล เปนกระบวนการกําหนดตัวเลขใหกับคุณสมบัติ
หรือคุณลักษณะของบุคคล วตั ถุ หรอื เหตุการณตามแบบแผนหรือกฎท่กี ําหนด
Wiggins (1998 : 12) กลาววา การประเมินผลการศึกษา มี 2 นัย คือ การประเมินผล
ควรจะถูกออกแบบเพ่ือที่จะสอน (ไมใชวัด) โดยใหนักเรียนทํางานหรือกิจกรรมที่เปนงานที่แทจริง
Guskey (2000 : 41 - 42) กลาววา การประเมนิ ผลเปน การคน หาท่เี ปนระบบ คุณคา หรือ
คุณธรรม การประเมินเปน การกาํ หนดคุณคา ใหกับส่ิงตา ง ๆ ซึ่งมกี ระบวนการ 4 ข้ันตอน คอื

1. กําหนดมาตรฐานสาํ หรบั คุณภาพการตัดสิน
2. มาตรฐานควรมคี วามเกีย่ วของและสมบรู ณ
3. รวบรวมขอ มลู สารสนเทศท่ีเกย่ี วขอ ง
4. สรางมาตรฐานเพื่อกําหนดคุณคา หรือคุณภาพ
สาํ นกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน (2550 : 31) กลาววา การวัดผล ประเมินผล
และดําเนินการเทียบโอนผลการเรียน เปนบทบาทหนาที่ของสถานศึกษาและมีแนวทางการปฏิบัติ
ดงั ตอ ไปน้ี 1) กําหนดระเบียบการวัดผลประเมินผลของสถานศึกษาตามหลักสูตรสถานศึกษาโดยให
สอดคลองกับนโยบายระดับประเทศ 2) จัดทําเอกสารหลักฐานการศึกษาใหเปนไปตามระเบียบ

41

การวัดผลประเมินผลของสถานศึกษา 3) วัดผล ประเมินผล เทียบโอนประสบการณ ผลการเรียนรู
และอนมุ ัติผลการเรยี น 4) จัดใหมีการประเมนิ ผลการเรียนรูทุกชวงชน้ั และจัดใหม กี ารซอมเสรมิ กรณี
ที่ผูเรียนไมผานการประเมิน 5) จัดใหมีการพัฒนาเครื่องมือในการวัดและประเมินผล 6) จัดระบบ
สารสนเทศดา นการวัดผลประเมนิ ผลและการเทียบโอนผลการเรียน เพ่ือใชในการอางอิง ตรวจสอบ
และใชป ระโยชนใ นการพฒั นาการเรยี นการสอน 7) ผบู ริหารสถานศึกษาอนุมัติผลการประเมินการเรียน
ดานตาง ๆ รายป/รายภาคและตัดสินผลการเรียนการผานชวงช้ันและจบการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน 8)
การเทยี บโอนผลการเรยี นเปน อาํ นาจของสถานศึกษาท่ีจะแตงตั้งคณะกรรมการดําเนนิ การเพ่อื กําหนด
หลักเกณฑวิธีการ ไดแ กค ณะกรรมการเทยี บระดับการศึกษาทั้งในระบบนอกระบบและตามอัธยาศัย
คณะกรรมการเทยี บโอนผลการเรยี น และเสนอคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและวิชาการพรอมท้ัง
ใหผ บู รหิ ารสถานศึกษาอนุมตั ิการเทยี บโอน

ปนวดี ธนธานี (2550 : 5) กลา ววา หลกั การวดั และประเมนิ ผลการศึกษา มดี ังน้ี
1. กาํ หนดสิ่งที่จะวัดใหช ดั เจน หลกั การขอ นนี้ บั เปน จดุ เร่มิ ตนที่สาํ คญั เพราะผวู ัด จะตอ งรู

เปนเบ้ืองตนวา จะวัดกับใคร วัดอะไร และวัดแคไหน ซ่ึงหมายความวา ผูวัดจะตองรู ธรรมชาติ
ของกลุม ผูท จ่ี ะไดรับการวดั ตอ งมจี ุดประสงคข องการวัด และตอ งก าหนดใหแ นนอน วาจะวัดในขอบขายใด
เปน จํานวนเทา ไร ดงั น้นั ในการวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน ชั้นใด วิชาใด ก็ตามครูตองวิเคราะหเลือก
จดุ ประสงคของการเรยี นการสอนทส่ี ําคัญจาํ นวนหนึง่ ซ่ึงมีความ ครอบคลุมพฤตกิ รรมท้ังหมด และถือ
เปนตัวแทนได เพอื่ นํามาวัดผลตอไป

2. เลอื กวิธีการหรือเครอ่ื งมอื วดั ท่ีเหมาะสม เครือ่ งมอื วัดเปนเครื่องมอื ทส่ี รา งอยา งมคี ณุ ภาพ
ซง่ึ คุณภาพท่สี ําคัญทค่ี วรคาํ นึงถึงกอนอนื่ มสี องประการคือ ประการแรกตอ งวดั ได ตรงกับจุดประสงค
ทเี่ ลอื กไวทุกขอ ประการท่ีสองเครอื่ งมือตองใหผ ลการวดั ทแี่ นน อน ซึ่งทาํ ใหเช่ือถือไดวาผลการวัดน้ัน
เปนตวั แทนคณุ ลักษณะหรือพฤติกรรมของผูเรยี นไดอยา งแทจ รงิ สามารถสรปุ อางองิ ไดถูกตอง

3. ใชว ิธกี ารวัดหลาย ๆ วธิ ี และวดั หลาย ๆ ดาน เนื่องจากคณุ ลกั ษณะหรือ พฤติกรรม
ของผูเรียนสวนใหญวัดไดย าก และไมมวี ิธกี ารใดเพียงวธิ เี ดียวที่จะใชวัดไดอยาง สมบูรณ ดังน้ันหลักการขอ
น้ีจงึ เปนแนวปฏิบตั ทิ ช่ี วยใหการวดั เปน ไปอยา งเท่ียงตรง เชน การสรุปตัดสินผลการเรียนที่เที่ยงตรง
ยุติธรรมควรไดข อ มูลมาจากการวัดภาคความรู ภาคปฏิบัติ และการสังเกตบันทึกพฤติกรรมที่พัฒนา
ระหวา งเรียนมาประกอบกนั เปนตน

4. ปอ งกนั ความผดิ พลาดคลาดเคลือ่ นของการวัด โดยธรรมชาติของการวัดผลการศึกษา
แลวมจี ุดออ นท่ีทาํ ใหเกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนไมมากกน็ อ ย จึงควรระมัดระวัง ใหเกิดนอยที่สุด
จึงจะทําใหผลการวัดมีความถูกตองและเชื่อถือได สิ่งที่ตองระมัดระวัง เพื่อรักษาหลักการขอนี้
มหี ลายประการ เชน

42

4.1 ผวู ดั ตองรจู ักธรรมชาติและเทคนิคการใชเ ครอื่ งมอื ตาง ๆ อยา งแทจรงิ
4.2 ผูวัดตอ งควบคุมสถานการณการวัดใหเ ปน ไปตามหลกั การของเครอื่ งมอื อยางนนั้ ๆ
เสมอหนา กัน
4.3 การกําหนดผลการวัดออกมาเปนคะแนนตองทําอยางมีหลักเกณฑแนนอน
5. แปลผลการวดั ใหถูกตอง เนื่องจากขอมูลการวัดผลการศึกษาสวนใหญเปนการวัด
พฤตกิ รรมท่ีแอบแฝงภายในคน ผลการวัดท่ไี ดม าแตละครง้ั ถือเปนตัวแทนของคุณลกั ษณะ หรอื พฤติกรรม
ท่ีตอ งการวดั แตไมใชเ ปนการวดั ที่ครบถวนสมบรู ณ จึงตองนาํ มาสรุปโดย เปรยี บเทียบกบั เกณฑ หรือ
มาตรฐานอยา งใดอยางหนง่ึ กจ็ ะเกิดเปน “ผลการประเมิน” ซึง่ ผลนจ้ี ะสามารถอธิบายหรืออางอิงถึง
คุณลักษณะ หรือพฤติกรรมของผูเรียนได ดังนั้น ผูประเมินตองเขาใจธรรมชาติของเกณฑท่ีนํามาใช
เขาใจธรรมชาติของผูเรียนและประมาณ ความคลาดเคลื่อนของการวัดไดวามีมากนอย จึงจะชวยให
แปลผลการวดั ไดถ ูกตองอันจะนําไปสกู ารสรปุ ตัดสินที่ยุตธิ รรม
6. ใชผ ลการวัดใหคุมคา หลงั จากการวดั แตละครงั้ กจิ กรรมทต่ี ามมาก็คอื การประเมิน
คณุ คา หรอื คณุ ภาพของส่งิ ทว่ี ดั ได จากน้นั จะนาํ มาใชป ระโยชนหลาย ๆ ดาน ในงานการจัดการศึกษา
สว นใหญแลว ครูมักจะเห็นประโยชนเพียงการนํามาตัดสินวาผูเรียน มีความสามารถอยูในระดับใด
ใครไมค วรผาน หรือควรผานข้ึนช้นั ท่ถี กู แลว ประโยชน อยา งแทจรงิ กค็ อื การนําผลการวัดมาพิจารณา
คน หาความรูค วามสามารถที่เดน - ดอ ยของ ผเู รยี น เพ่อื นาํ ไปสูการสง เสริมหรือปรับปรุงแกไขทั้งดาน
การเรยี นและการสอน ตลอดจนใชเ ปน แนวทางการทํานายความถนัดและความสามารถของผูเรียน
ในอนาคตตอ ไป
กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 28 - 29) ไดก ลาวถึง การวดั ผล ประเมินผล และเทียบโอนผล
การเรียนไววา สถานศึกษาจะตองกําหนดระเบียบ แนวปฏิบัติเก่ียวกับการวัดผลและประเมินผล
ของสถานศกึ ษา สง เสริมใหครจู ัดทําแผนการวดั และประเมินผลแตละรายวิชาใหสอดคลองกับมาตรฐาน
การศึกษาสาระการเรียนรู หนวยการเรียนรู แผนการจัดการจัดการเรียนรู และการจัดกิจกรรม
การเรยี นรู สงเสริมการใหครูดําเนนิ การวดั ผลและประเมนิ ผลการเรียนการสอน โดยเนนการประเมิน
ตามสภาพจรงิ จากกระบวนการการปฏิบตั ิและผลงาน จัดใหมีการเทียบโอนความรู ทักษะประสบการณ
และผลการเรยี นจากสถานศึกษาอ่นื สถานประกอบการ และอืน่ ๆ ตามแนวทางท่กี ระทรวงศึกษาธิการ
กาํ หนดพัฒนาเครื่องมอื วดั และประเมินผลใหไ ดม าตรฐาน โดยไดแ บงการวัดผลและประเมนิ ผลการเรยี นรู
ของสถานศกึ ษาออกเปน 4 ระดับไดแ ก ระดบั ชนั้ เรียนระดบั สถานศกึ ษาระดบั เขตพ้นื ทก่ี ารศึกษา และ
ระดบั ชาติ รายละเอียด ดังนี้
1. การประเมนิ ระดับชน้ั เรยี น เปน การวัดและประเมินผลท่ีอยูในกระบวนการจัดการ
เรยี นรูผ ูสอนดาํ เนนิ การเปนปกตแิ ละสมา่ํ เสมอในการจดั การเรยี นการสอนใชเทคนิคการประเมนิ หลาย
อยางเชนการซกั ถามการสังเกตการตรวจการบานการประเมินโครงงานการประเมนิ ช้นิ งาน/ภาระงาน

43

แฟมสะสมงานการใชแบบทดสอบฯลฯโดยผูสอนเปน ผูประเมนิ เองการประเมนิ ระดบั ชัน้ เรียนเปนการ
ตรวจสอบวาผเู รยี นมพี ัฒนาการความกาวหนา ในการเรียนรูอนั เปนผลมาจากการจดั กิจกรรมการเรียน
การสอนหรอื ไมและมากนอ ยเพยี งใดและมีส่ิงใดทจ่ี ะตองพฒั นาปรับปรงุ สงเสริมในดา นใดและยังเปนขอมูล
ใหผูสอนใชปรบั ปรุงการเรียนการสอนของตนเองดว ยทง้ั นี้โดยสอดคลองกับมาตรฐานการเรียนรู และ
ตัวชีว้ ดั

2. การประเมนิ ระดับสถานศึกษา เปน การตรวจสอบผลการเรยี นของผูเรียนเปนรายป/
รายภาคผลการประเมินการอานคดิ วิเคราะหแ ละเขียนคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงคและกิจกรรมพัฒนา
ผูเ รียนและเปนการประเมินเก่ียวกับการจัดการศกึ ษาของสถานศึกษาวาสงผลตอ การเรยี นรขู องผเู รียน
ตามเปา หมายหรอื ไมผ ูเ รียนมีส่ิงทีต่ องการพฒั นาในดานใดรวมทั้งสามารถนําผลการเรียนของผูเรียน
ในสถานศึกษาเปรียบเทียบกับเกณฑระดับชาติและระดับเขตพ้ืนท่ีการศึกษาผลการประเมินระดับ
สถานศกึ ษาจะเปนขอมูลและสารสนเทศเพื่อปรับปรุงนโยบายหลักสูตรโครงการหรือวิธีการจัดการ
เรียนการสอนตลอดจนเพอื่ จัดทําแผนพฒั นาคุณภาพการศึกษาตามแนวทางการประกันคุณภาพการศกึ ษา
และการรายงานผลการจัดการศกึ ษาตอคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐานสํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
สํานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐานผปู กครองและชุมชน

3. การประเมินระดับเขตพ้ืนท่ีการศึกษา เปนการประเมินคุณภาพผูเรียนในระดับ
เขตพนื้ ท่ีการศึกษาเพ่ือใชเปนขอมูลพื้นฐานในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเขตพ้ืนที่การศึกษา
ตามภาระความรับผิดชอบสามารถดําเนินการโดยประเมินคุณภาพผูเรียนดวยวิธีการและเครื่องมือ
ทเี่ ปนมาตรฐานที่จดั ทาํ และดาํ เนนิ การโดยเขตพน้ื ที่การศกึ ษา

4. การประเมินระดับชาติ เปน การประเมนิ ผเู รยี นในระดบั ชาติตามมาตรฐานการเรยี นรู
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานโดยสถานศึกษาทุกแหงตองจัดใหผูเรียนทุกคนที่เรียน
ในชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ช้ันประถมศึกษาปที่ 6 ช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 3 และช้ันมัธยมศึกษาปที่ 6
เขา รับการประเมนิ ผลจากการประเมินใชเ ปน ขอมูลในการเทียบเคียงคุณภาพการจัดการศึกษาตลอดจน
เปนขอมูลสนับสนนุ การตัดสินใจในระดับนโยบายของประเทศ

พชิ ิต ฤทธิจ์ รญู (2552 : 3) สรุปความหมายของ การวัดผล หมายถึง กระบวนการกําหนด
ตวั เลขหรือสัญลกั ษณใ หกับบุคคล ส่ิงของ หรอื เหตกุ ารณอยางมกี ฎเกณฑ เพ่อื ใหไดข อมูลท่ีแทนปริมาณ
หรอื คณุ ภาพของคณุ ลักษณะทจี่ ะวดั

รุงชัชดาพร เวหะชาติ (2552 : 216) ไดกลาวถึง การกําหนดขอบขายความรับผิดชอบงาน
ควรวางกรอบงานหลักตามทก่ี าํ หนดในพระราชบญั ญัติแหง ชาติ พ.ศ. 2542 แยกสวนตามงานท่ีปฏิบัติ
จริงจากน้ันจึงกําหนดบทบาทหนา ทค่ี วามรบั ผดิ ชอบตามขอบขา ยงานการบรหิ ารงานวชิ าการ ดานการ
วดั ผล ประเมินผลและเทยี บโอนผลการเรยี น ดงั นี้

44

1. กําหนดระเบยี บ แนวปฏบิ ตั เิ กีย่ วกบั การวดั ผลและประเมินผลของสถานศกึ ษา
2. สง เสรมิ ใหค รจู ดั ทาํ แผนการวดั ผล และประเมินผลแตละรายวิชา ใหสอดคลองกับ
มาตรฐานการศึกษา สาระการเรียนรู หนวยการเรียนรู แผนการจัดการเรียนรู และการจัดกิจกรรม
การเรยี นรู
3. สงเสริมใหครดู าํ เนินการวัดผล และประเมินผลการเรียนการสอน โดยเนน การประเมิน
ตามสภาพจรงิ จากกระบวนการ การปฏบิ ตั ิ ปละผลงาน
4. จัดใหม ีการเทยี บโอนความรู ทกั ษะ ประสบการณ และผลการเรยี นจากสถานศึกษาอ่ืน
สถานประกอบการ และอื่น ๆ ตามแนวทางท่ีกระทรวงศกึ ษาธกิ ารกําหนด
5. พัฒนาเครอื่ งมอื วัดและประเมินผลใหไ ดม าตรฐาน
ปรียาพร วงศอนตุ รโรจน (2555 : 99 - 100) กลาววาการวัด (Measurement) เปนกระบวนการ
ที่กําหนดจํานวนตัวเลขใหกับวัตถุส่ิงของหรือบุคคลตามความมุงหมายและเปรียบเทียบลักษณะ
ความแตกตางทป่ี รากฏอยใู นสง่ิ ที่จะวัดนน้ั การวัดดา นการเรียนรูวัด 3 ดานคือดานความรูความเขาใจ
(Cognitive Domain) ดานทักษะปฏิบัติ (Psychomotor Domain) ดานเจตคติ (Affective Domain)
สวนการประเมนิ ผล (Evaluation) เปนการพิจารณาตดั สนิ เกีย่ วกับคณุ ภาพคณุ คาความดแี ละการกระทํา
บางทขี ้นึ อยกู บั การวดั เพียงอยา งเดียวหรอื การรวมการวัดหลายทางการประเมินผลแตละครัง้ จะประกอบดวย
การวัดที่ไดจากกระบวนการตาง ๆ เกณฑการพิจารณาและการตัดสินใจเปนการช้ีขาดหรือสรุปผล
การเปรียบเทียบผลของการวัดเปนเกณฑที่กําหนดไวสถานศึกษามีแนวการปฏิบัติดังนี้ 1) กําหนด
ระเบียบแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการวัดผลและประเมินผลของสถานศึกษา 2) สงเสริมใหครูจัดทําแผน
การวัดผลและประเมินผลแตละรายวชิ าใหส อดคลองกับมาตรฐานการศกึ ษาสาระการเรียนรู หนวยการเรียนรู
แผนการจัดการเรียนรูและกิจกรรมการเรียนรู 3) สงเสริมใหครูดําเนินการวัดผลและประเมินผล
การเรียนการสอนและเนนการประเมินตามสภาพจรงิ จากกระบวนการการปฏบิ ัติและผลงาน 4) จดั ให
มกี ารวดั ผลประเมนิ ผลการเรยี นรูตามแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการกําหนด 5) พัฒนาเครื่องมือวัด
และประเมินผลใหไดมาตรฐาน
พนสั ดว งเอก (2555 : 46) ไดใหความหมายวา การวัด ประเมินผล และการเทียบโอนผล
การเรยี น หมายถึง กจิ กรรม ของสถานศึกษาท่ีปฏิบัติเพื่อตองการทราบถึงผลการพัฒนาของผูเรียน
และเปนแนวทางการปรับปรุงในกิจกรรมที่ไมบรรลุวัตถุประสงคโดยใชหลักการวัดและประเมินผล
การเรยี นรู การกาํ หนด วธิ ี เกณฑการวดั และประเมินผลการเรยี น การรายงานผลการเรียน การจัดทํา
เอกสารหลักฐานการศึกษา และการเทียบโอนผลการเรียน
เจริญพงศ คงทน (2558 : 92) กลาววา การบริหารงานวิชาการ ดานการวัด ประเมินผล
และดาํ เนินการเทียบโอนผลการเรียน คือ การทผ่ี ูบริหารสง เสรมิ ครูสรางและพฒั นาเครื่องมือวัด และ
ประเมนิ ผลใหไ ดม าตรฐานสอดคลอ งกับตัวช้ีวัด สง เสริมใหค รมู กี ารพฒั นาเครื่องมือวดั และประเมนิ ผล

45

ใหมมี าตรฐานและประเมินตามสภาพจรงิ ดาํ เนินการวางแผนและกําหนดนโยบายเก่ียวกับการวัดผล
ประเมนิ ผลรว มกบั ครู และฝายวชิ าการ ควบคุม ตดิ ตามการประเมินผลและนําผลการประเมนิ มาพัฒนา
กระบวนการเรยี นการสอน และจัดใหม กี ารเทยี บโอนความรู ประสบการณแ ละผลการเรยี นจากสถานศึกษา
และหนวยงานอ่ืน

ภาวดิ า ธาราศรีสุทธิ (2561 : 84 - 85) กลาววา การวัดและประเมินผลการเรียนรูของผูเรียน
เปน สง่ิ ทจ่ี ําเปนตองทําเพอื่ จะไดท ราบวา การจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนในครง้ั นั้น ๆ ประสบผลสําเร็จ
หรอื ไมเ พียงใดไมวา จะจัดการเรียนการสอนดวยรูปแบบใดเพียงแตวาครูผูสอนจะจัดวิธีการวัด และ
ประเมินผลดวยวิธีการใดหรือใชเคร่ืองมือแบบใด ซ่ึงในปจจุบันการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
กบั การวัดประเมนิ ผลเปน ส่งิ ทท่ี าํ ควบคกู ันไปเพอ่ื ที่จะไดเหน็ พัฒนาการหรือความกาวหนาของผูเรียน
ไดต ลอดเวลาอีกท้ังยงั ใชวิธีการวัดประเมนิ ผลที่หลากหลายรปู แบบโดยใหผูเรยี นมีสวนรว มในการประเมินผล
การเรียนของตนและไดรบั ขอ มลู ยอนกลบั เพือ่ จะไดพ ฒั นาตัวเองตามความเหมาะสมการวดั และประเมนิ ผล
เปนกระบวนการตอเน่ืองของการเรียนการสอนการวัดและประเมินผลการเรียนการสอนสามารถ
แบง ออกเปน 5 ขัน้ ตอน ดงั น้ี

1. การกาํ หนดจดุ ประสงคในการวดั และประเมนิ ผลการเรียนกอนทจ่ี ะวดั และประเมินผล
การเรยี นของผูเรยี นครูผูสอนควรจะกาํ หนดจดุ ประสงคกอ นวาจะวัดอะไรวัดแคไหนและวัดเพื่ออะไร
ซึง่ การกําหนดจุดประสงคในการวดั และประเมินผลการเรยี นควรใหสอดคลองกับจุดประสงคในการสอน
เพราะการสอนกบั การวัดและประเมนิ ผลเปนกิจกรรมที่ตอเน่ืองกันดังน้ันเมื่อจุดประสงคในการสอน
ชวยครผู ูส อนใหมีเปา หมายในการสอนชัดเจนก็ยอมเปนประโยชนตอการวัดและประเมินผลดว ย

2. การเลือกและสรา งเคร่อื งมือเมื่อทราบวาการวดั และประเมินผลคร้ังนี้มีจุดมุงหมาย
อยา งไรและตอ งการจะวัดคณุ ลักษณะหรอื พฤติกรรมใดของผเู รียนขัน้ ตอ ไปก็ควรพจิ ารณาวา ในการวัด
คุณลักษณะหรือพฤติกรรมท่ีกําหนดไวน้ันควรใชเครื่องมืออะไรบางจึงจะวัดไดตรงความตองการ
อยางครบถว นเพราะเครอ่ื งมอื ในการวัดมีหลายอยางบางอยางก็เหมาะสมกับการวัดพฤติกรรมบางชนิด
การวดั ในแตล ะครัง้ จงึ ตองเลือกเคร่อื งมือใหเหมาะสมหรืออาจตอ งใชเคร่อื งมอื หลาย ๆ ชนิดประกอบ
กนั เพื่อวดั พฤติกรรมดานตา ง ๆ ครบทุกดา นตามจดุ ประสงค

3. การนําเครื่องมือไปทําการสอบวัดผูเรียนครูผูสอนหรือผูคุมสอบควรจัดเตรียม
สภาพแวดลอมใหเ หมาะสมเพอ่ื ใหนกั เรยี นทําขอสอบหรอื แกปญหาไดอยางเต็มความสามารถไมใหมี
สงิ่ รบกวนสมาธิหรอื เวลาของผเู ขาสอบรวมทง้ั กําหนดเวลาสอบใหเหมาะสม

4. การตรวจและนําผลเปรยี บเทยี บกบั เกณฑในข้ันนีเ้ ปนการรวบรวมและแปลงคําตอบ
ของผูเ รยี นใหเปน คะแนนแลว จดบันทกึ ไวจ ากนนั้ จงึ รวบรวมคะแนนของผเู รียนท่ีไดจากการวัดทกุ ชนิด
จากทุกระยะมาเปรียบเทียบกบั เกณฑท ก่ี าํ หนดไว 5. การประเมนิ ผลเปนการตดั สินวาผูเรียนมีความสามารถ

46

ขนาดไหนสูงหรือตํ่ากวาเกณฑแตละคนไดระดับผลการเรียนอะไรผูเรียนสวนใหญมีผลการเรียน
เปนเชน ไร

นอกจากนี้ ภาวิดา ธาราศรีสทุ ธิ (2561 : 88 - 89) ยังไดกลาววา การประเมินผลในดานการเรียน
การสอนจะใชแบบทดสอบเปน เครือ่ งมือในการวัดผลเปน หลกั โดยเฉพาะการวดั ผลสมั ฤทธิ์ และความสามารถ
ของผูเ รียนแตละคนทเี่ รยี นในแตละวชิ าจะใชแบบทดสอบประเภทสัมฤทธิผลแบบทดสอบประเภทน้ี
จะตอ งมีคุณภาพดีผลท่ไี ดจ ากการวดั จึงจะเที่ยงตรงและเชื่อถือไดโดยท่ัวไปแบบทดสอบท่ีเปนเครื่องมือ
ใชในการประเมนิ ผลท่ดี ีควรมลี กั ษณะ ดังน้ี

1. ความเทย่ี งตรง (Validity) คอื ความสามารถจะวดั ในสง่ิ ทตี่ อ งการจะวัด เชน ตอ งการ
วัดความสามารถทางคณิตศาสตรในการแกปญหาโจทยคณิตศาสตรแตขอสอบออกมาถามความจํา
ขอสอบนั้นก็ไมไดวัดความสามารถในการแกปญหาโจทยคณิตศาสตรกลายเปนวัดความจําไปทําให
ขอสอบขาดความเท่ียงตรงความเที่ยงตรงยังมีความหมายหลายอยางคือความเที่ยงตรงตามเน้ือหา
(Content Validity) หมายถึงขอสอบท่ีออกมาตรงตามหลักสูตรและเนื้อหาที่ครูใหความเที่ยงตรง
ตามโครงสราง (Construct Validity) เปนความสัมพันธระหวางองคประกอบในแบบทดสอบกับ
องคประกอบที่ตองการวัดเชนนํ้าหนักตามแผนผังการออกขอสอบเปนโครงสรางที่ตองการวัด
ถาแบบทดสอบวัดตามสัดสวนของนํ้าหนักในแผนผังก็ถือวาขอสอบมีความเท่ียงตรงตามโครงสราง

2. ความเปนปรนัย (Objectivity) ขอสอบควรปราศจากความคลุมเครือของคําถาม
หรอื คําตอบความไมค งเสนคงวาในการใหค ะแนนปราศจากอคตใิ นการใหค ะแนนโดยอิทธิพลของความ
คดิ เห็นสวนตัวของผูต รวจในการออกขอ สอบไมวาจะเปนขอสอบแบบเรียงความ (Essay Type) หรือ
ขอ สอบแบบปรนยั (Objective Type) ควรวางแผนการออกขอสอบและการตรวจใหเปนปรนัยมากที่สุด
ขอ สอบแบบเรยี งความทด่ี ีอาจมีความเปน ปรนยั ไดเ ชน กนั

3. ความสมดุล (Balance) ขอสอบจะมีความตรงตามเนื้อหาไดจะตองวัดพฤติกรรม
ทเี่ กย่ี วกบั เน้อื เร่ืองที่สอนไดค รอบคลมุ ทง้ั เน้ือหาและวตั ถปุ ระสงคสดั สว นของคาํ ถามเปนไปตามแผนผงั
การออกขอ สอบมฉิ ะนัน้ ครอู าจจะออกขอ สอบในเนื้อหาทีเ่ พ่งิ สอนเสรจ็ ใหม ๆ มากเกนิ ไป

4. ความยุติธรรม (Fairness) ผูสอบทุกคนมีโอกาสท่ีจะตอบถูกถามีความรูในเรื่อง
ท่อี อกขอสอบนัน้ ๆ ไมใชการลวงผูส อบโดยความคลุมเครือของภาษาไมระบุชัดแจงวาตองการใหผูสอบ
ตองแสดงพฤตกิ รรมอะไรในการตอบขอ สอบน้นั ๆ

5. ความเช่ือม่ัน (Reliability) คือความคงเสนคงวาของคะแนนสอบขอสอบที่ดีน้ัน
เมอ่ื ใชสอบซํ้าอีกผสู อบคนเดียวกันควรจะไดคะแนนเทากันแตในทางปฏิบัติน้ันมีตัวแปรอ่ืน ๆ เขามา
เก่ยี วของดว ย เชน การเรยี นรจู ากการสอบครั้งกอ น ๆ พัฒนาการในตัวผูสอบย่ิงชวงเวลาในการสอบ
ครงั้ หางกนั มากตวั แปรนก้ี ย็ งั มีอิทธิพลมาก ๆ ฯลฯตัวแปรเหลาน้ีมีสวนทําใหคะแนนในการสอบสองครั้ง

47

เปล่ยี นแปลงไปบางแตอยา งไรก็ตามคะแนนทง้ั สองคร้งั จะตอ งมคี วามสัมพันธกันทางบวกและมีคาสูง
ดว ยจงึ จะถอื วาขอสอบฉบบั นั้นมีความเชื่อมั่น

6. ใหเวลาพอเหมาะ ขอสอบท่ีไมมีขอจํากัดในเรื่องเวลานั้น แมวาจะตอเวลาในการ
ทาํ ขอ สอบใหน านเทาใด คะแนนของผูสอบก็คงไมเพิ่มขึ้นอยูนั่นเอง ในการสอยถือวา ความเร็วไมใช
สิ่งสาํ คัญในการวัดความคิดเชงิ วพิ ากษวิจารณ และความคดิ ริเริ่มสรางสรรค หรือการตัดสินใจ ดังน้ัน
แบบสอบวัดสัมฤทธิผล ควรใหเวลาพอเพียงท่ีผูสอบเกินกวา 92% ของจํานวนผูเขาสอบทั้งหมด
ทาํ ขอ สอบนนั้ เสร็จ

สรุปไดว า การวดั ผลประเมินผลเปนกระบวนการท่ีทําใหทราบถึงผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
การสอนวามีประสทิ ธภิ าพเพียงใด และใชเปนแนวทางในการแกไ ขปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน
การประเมนิ ตามสภาพจรงิ คือ การประเมนิ ความคดิ พฤตกิ รรม และการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมการเรยี นการสอน
ที่ครูผูสอนและนักเรยี นรว มกนั กําหนด ซึง่ มตี อ งคาํ นึงเพอื่ ตอบสนองถึงจุดประสงคการเรยี นรู ประเมนิ
จากการสงั เกต สมั ภาษณ การประเมนิ การปฏิบตั งิ าน การติดตอสอื่ สารโดยตรงกับผเู รยี น และการประเมิน
จากผลงาน ฯลฯ กิจกรรมการเรยี นการสอนน้นั เปน สถานการณท ค่ี รผู ูส อนและนักเรียนรว มกันกําหนด
จากสภาพจริง หรอื จําลองใหใกลเคียงชีวิตจรงิ มากท่ีสุดและเนนสถานการณที่ซับซอน มีความหมาย
ทา ทายใหผเู รียนตอ งใชท กั ษะการคดิ ระดับสูงเพ่ือแกปญหา รวมถึงการประเมินแฟมสะสมงาน และ
การจดั ทาํ โครงงาน เพ่ือตรวจสอบความสามารถของผเู รยี นในการใชท ักษะเชงิ บรู ณาการความรู

จากการศึกษาสรุปไดวา ประสิทธิผลในการบริหารงานวิชาการดานการวัดผลประเมินผล
และการเทียบโอนผลการเรียน หมายถงึ ผลสาํ เรจ็ ทีม่ าจากการดําเนินงานตามมีระเบียบ แนวปฏิบัติ
เกยี่ วกบั การวัดผลและประเมนิ ผล สถานศึกษามีผลการสง เสรมิ ใหครจู ดั ทําแผนการวัดและประเมินผล
แตละรายวิชาใหสอดคลองกบั มาตรฐานการศึกษา สาระการเรียนรู หนวยการเรียนรูแผนการจัดการ
เรยี นรู และการจัดกิจกรรมการเรียนรู สถานศึกษามีผลการสงเสริมการใหครูดําเนินการวัดผล และ
ประเมินผลการเรียนการสอน โดยเนนการประเมินตามสภาพจริงจากกระบวนการการปฏิบัติ และ
ผลงานสถานศึกษามีผลการเทยี บโอนความรูทักษะ ประสบการณ และผลการเรียนจากสถานศกึ ษาอนื่
สถานประกอบการและอ่ืน ๆ ตามแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการกําหนดพัฒนาเครื่องมือวัด และ
ประเมนิ ผลใหไดม าตรฐาน สถานศึกษามีผลการสง เสริมการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนของครู โดย
มีการกําหนดรวมกันกับนักเรียนใหใกลเคียงกับสภาพจริงหรือจําลองใหใกลเคียงชีวิตจริงมากท่ีสุด
สถานศกึ ษามกี ารประเมินเพอ่ื การพฒั นาหลกั สูตรทั้งระบบ ผลจากการประเมินสามารถนํามากําหนด
ยุทธศาสตรเพื่อการบรหิ ารจัดการดา นการวัดผลและประเมินผล

48

ดานการนิเทศการศกึ ษา
การนเิ ทศการศึกษา ถือวาเปน กระบวนการหน่ึง ที่จะชวยพัฒนาการทํางานใหมีประสิทธิภาพ
ซ่ึงมผี ใู หความหมาย ไวดังนี้
กระทรวงศึกษาธิการ (2551) ไดกลา วถงึ การนเิ ทศการศกึ ษาไววา สถานศกึ ษาจะตอ งจัดระบบ
การนิเทศงานวิชาการและการเรียนการสอนในสถานศึกษา ดาํ เนินการนเิ ทศงานวิชาการและการเรียน
การสอนในรปู แบบหลากหลายและเหมาะสมกบั สถานศกึ ษา ประเมินผลการจัดระบบ และกระบวนการ
นิเทศการศึกษาในสถานศึกษา ติดตาม ประสานงานกับเขตพ้ืนที่การศึกษาเพ่ือพัฒนาระบบ และ
กระบวนการนิเทศงานวิชาการ และการเรียนการสอนของสถานศึกษา การแลกเปลี่ยนเรียนรู และ
ประสบการณก ารจัดระบบนิเทศการศึกษาภายในสถานศึกษากับสถานศึกษาอ่ืน หรือเครือขายการ
นิเทศการศกึ ษาภายในเขตพื้นที่การศึกษา
รัตนาพร คงกุลทอง (2557 : 12) การนิเทศศึกษาสรุปไดวา การนิเทศการศึกษา หมายถึง
การนิเทศการศึกษาหรือการนิเทศการสอน คือกระบวนการปฏิสัมพันธซึ่งผูนิเทศทํางานรวมกับครู
เพอื่ ปรบั ปรุงการเรียนการสอนโดยมีเปาหมายสุดทายที่คาดหวัง คือ การทําใหผลสัมฤทธ์ิทางเรียน
ของนักเรียนดีข้ึน การทําใหเปาหมายดังกลาวบรรลุผลสัมฤทธ์ิอาจเก่ียวของกับการเปล่ียนแปลง
พฤตกิ รรมของครู การปรบั หลักสูตรหรือโครงสรางของส่งิ แวดลอมทางการเรียนเสียใหม
รุงชชั ดาพร เวหะชาติ (2552 : 218) ไดกลาวถึง การกําหนดขอบขายความรับผิดชอบงาน
ควรวางกรอบงานหลักตามท่ีกาํ หนดในพระราชบัญญัติแหง ชาติ พ.ศ. 2542 แยกสว นตามงานที่ปฏิบัติ
จรงิ จากนน้ั จงึ กาํ หนดบทบาทหนาท่ีความรบั ผดิ ชอบตามขอบขา ยงานการบริหารงานวิชาการ ดานการ
นิเทศการศกึ ษา ดงั น้ี

1. จดั ระบบการนเิ ทศงานวิชาการ และการเรียนกาสอนภายในสถานศึกษา
2. ดําเนินการนิเทศงานวิชาการ และการเรียนการสอนในรูปแบบหลากหลาย และ
เหมาะสมกับสถานศกึ ษา
3. ประเมนิ ผลการจดั ระบบ และกระบวนการนเิ ทศการศกึ ษาในสถานศกึ ษา
4. ตดิ ตาม ประสานงานกบั เขตพ้ืนทกี่ ารศกึ ษา เพือ่ พฒั นาระบบและกระบวนการนเิ ทศ
งานวิชาการ และการเรียนการสอนของสถานศึกษา
5. การแลกเปลย่ี นเรยี นรู และประสบการณการจัดระบบนิเทศการศึกษาภายในสถานศึกษา
กบั สถานศกึ ษาอน่ื หรือเครือขา ยการนเิ ทศการศึกษาในเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษา
ชมุ ศักด์ิ อินทรรกั ษ (2551: 218) ไดกลา วถึง หลกั การบริหารและการนิเทศการศึกษา ซึ่งมี
หลกั การตา ง ๆ ดังนี้

49

1. การบริหารและการนิเทศภายในสถานศึกษาตองเปนประชาธิปไตย (School
Administration and Supervision Must be Democratic) หมายถึงผูบริหารและผูนิเทศภายใน
สถานศึกษาเปนผูนําแบบประชาธิปไตยคํานึงถึงความสามารถและศักยภาพของบุคลากรทุกคน
ในสถานศึกษาไมยบั ยงั้ การกระทาํ และความคดิ สรางสรรคของผสู อนการบริหารและการนิเทศภายใน
สถานศกึ ษาควรสนบั สนนุ สง เสริมใหบ รรลุจุดหมายของการศึกษาและความเปนประชาธิปไตยในสถานศึกษา
หมายถงึ การเปดโอกาสใหผูสอนทุกคนไดประสานรวมมือแสดงความคิดเห็นและปฏิบัติงานรวมกัน
เปนสว นชวยชี้นาํ กระตนุ สงเสริมและปอ งกันความขัดแยงภายในมีลักษณะท่ีเปนประชาธิปไตย ไดแก
การยอมรบั ศกั ยภาพและความสามารถของผูสอนทกุ คนการรูจกั นําศักยภาพและความสามารถของผูสอน
มาใชใหเ ปนประโยชนตอหนว ยงานการรูจักแบงเบาภาระใหคนอ่ืนทํางานแทนกันไดการรูจักยกยอง
ชมเชยในความคดิ ท่ีมาจากผูรวมงานการมคี วามเปน มติ รชว ยเหลือซึ่งกันและกันทั้งในดานสวนบุคคล
และสวนรวมการใหความเสมอภาคและเทาเทียมกันไมเลือกท่ีรักมักท่ีชังหรือคนใกลชิดสนิทสนม
การใหทกุ คนมโี อกาสรับผดิ ชอบและเปน ผนู าํ

2. การบรหิ ารและการนิเทศภายในสถานศึกษาตองอาศัยพฤติกรรมหรือนิสัยการรวมมือ
ประสาน (School Administration and Supervisor Must be Co - operative in Character)
ซึง่ หมายถึงการประสานความคิดโดยกระบวนการกลุมรวมมือหาทางแกปญหารวมปรึกษาหรือวางแผน
การเรียนการสอนรวมกันการรวมมือประสานงานในการบริหารและการนิเทศภายในสถานศึกษา
มีลกั ษณะ ดังน้ี

2.1 ทกุ คนเตม็ ใจในการทาํ งานรวมกบั ผอู ่นื มีความรบั ผดิ ชอบตอสังคมโดยสวนรว ม
การแบงงานเปน กลุม มผี ลดกี วาการมอบหมายงานเปน รายบุคคล

2.2 ทกุ คนรบั รูรับผดิ ชอบตอ หนาท่ีและมีสวนรวมในการพัฒนางานและกลมุ
2.3 ผูนําเปนสวนหนึ่งในการทําหนาท่ีรวมกับคนอ่ืน ๆ และอํานาจเหลาน้ัน
ยอมมาจากการตัดสนิ ใจของกลุม
2.4 ทุกคนมีโอกาสในการพัฒนาตนเองเพ่ือประสิทธิภาพทางการเรียนการสอน
2.5 สรางความเขา ใจระหวางผบู รหิ ารผูนิเทศและผูสอนตอการพัฒนาการเรียนรู
ของผเู รียน
2.6 ความรว มมอื ขึ้นอยกู บั ความรูส กึ สาํ นึกทางจติ ใจความจริงใจอันเปนประโยชน
และมคี ุณคา ตา งกนั
3. การบริการและการนิเทศภายในสถานศึกษาจะตองเปนวิทยาศาสตร (School
Administration and Supervision Must be Scientific) หมายถึงการแกปญหาโดยอาศัยเหตุผล
ความจรงิ การศึกษาคนควาคน ควา อสิ ระเพ่ือใหไดขอเท็จจริงมีระบบขอมูลท่ีใชอางอิงไดซึ่งมีลักษณะ
ดงั นี้

50

3.1 การยึดหลักความจรงิ ทส่ี ามารถสงั เกตได
3.2 การอาศยั การวเิ คราะหเพ่อื สรางความเขาใจทถี่ กู ตอ ง
3.3 การสาํ รวจขอ มลู สมมตุ ิฐานเพ่อื นาํ ไปสกู ารคน ควาหาขอ เทจ็ จรงิ และสรปุ ผลได
3.4 การไมใ ชอ ารมณในการตัดสินใจและยอมรบั ความคดิ เห็นใหม ๆ ได
3.5 การมีความสามารถประเมนิ ผลตามขอมูลที่มีอยูและหาทางเลือกท่ีเหมาะสม
และดที ่สี ดุ เพอ่ื นําไปสูการปฏบิ ตั ิ
4. การบริหารและการนิเทศภายในสถานศึกษาตองอาศัยหลักการทางปรัชญาการศึกษา
(School Administration and Supervision Must be Based on Accepted Educational Philosophy)
หมายถงึ การยึดแนวคิดทฤษฎีเปนหลกั ในการดาํ เนนิ งาน
5. การบริหารและการนิเทศภายในสถานศึกษาตอ งสรา งสรรค (School Administration
and Supervision Must be Creative) หมายถึงการสงเสริมใหมีความคิดรูจักคิดคนส่ิงประดิษฐใหม ๆ
นํานวัตกรรมมาใชในการเรียนการสอนเพื่อสงเสริมความเจริญกาวหนาทางการศึกษามีกิจกรรม
ในทางสรางสรรคและเออ้ื ตอการปรับปรงุ การเรยี นการสอนซึง่ มลี ักษณะ ดงั นี้
5.1 การเปด โอกาสใหผ สู อนและผเู รยี นไดแสดงความคิดเหน็ รวมท้งั การแสดงออก
ตามความสามารถและความถนดั เพือ่ จัดประสบการณท ่ีเปนประโยชนตอการเรียนรู
5.2 การมีความอิสระจากการควบคุมบังคับในการทํางานของผูสอนและผูเรียน
5.3 การยอมรับในธรรมชาตขิ องบุคคลและคํานึงถงึ ความแตกตางของผูสอน และ
ผูเรยี นเชนความสามารถความสนใจและความตอ งการ
5.4 การแลกเปล่ียนความคิดเห็นระหวางผูบริหารสถานศึกษาผูนิเทศภายใน
สถานศกึ ษาและคณะผูสอนในเวลาท่มี ีการประชุมของสถานศกึ ษา
5.5 การยอมรับในระดับความแตกตางของความคิดสรางสรรคและผลสําเร็จ
เพ่อื ใหทกุ คนไดแสดงออกอยา งมีเหตผุ ล
6. การบริหารและการนิเทศภายในสถานศกึ ษาตอ งอาศยั หลกั การประเมนิ เพอื่ ใหท ราบ
ผลที่ชัดเจน (School Administration and Supervision Must be Evaluated in the Light of
their Results) หมายถงึ การประเมินเพอ่ื ปรับปรุงการเรยี นการสอนประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ของผเู รยี นตามวตั ถปุ ระสงคซึง่ ผูบรหิ ารสถานศกึ ษาควรรว มมอื กับผูสอนกําหนดวตั ถุประสงคข องการ
ประเมนิ ดงั น้ี
6.1 เพ่อื สง เสรมิ ความเจรญิ กา วหนาของผูเรยี น
6.2 เพื่อเปน การกําหนดนโยบายและวางแผนเพื่อนาํ ไปสูเปาหมาย
6.3 เพ่ือพัฒนาปรับปรุงการเรียนการสอนใหดีขึ้นประเด็นที่ควรประเมินมี ดังนี้
ความเจริญกาวหนาของผูเรียนโดยสวนรวม เชน ความรูนิสัย ทักษะความสามารถและเจตคติ

51

ตามวัตถุประสงคของการศึกษาความกาวหนาของผูสอนการนําหลักสูตรมาใชในการเรียนการสอน
ตลอดจนการประเมนิ เทคนิคในดานการสอนและคุณภาพของผูเรียน ความกาวหนาทางการบริหาร
และการนิเทศภายในสถานศกึ ษา และการปรับปรงุ อาคารสถานที่และบริเวณทใี่ ชในการเรียน การสอน

7. ความรบั ผดิ ชอบและการควบคุมของการบริหารและการนิเทศภายในสถานศึกษา
ตอ งควบคไู ปกบั ระบบหมายถึงการมอบหมายความรับผิดชอบแกบ ุคลากรในการนิเทศภายในสถานศึกษา
ใหเ ปน ไปตามระบบเพือ่ ควบคมุ ดแู ลใหความชวยเหลือแกผ สู อนตามสายงานเชนการบริหาร ฝายวิชาการ
หัวหนา กลมุ สาระการเรยี นรูซึ่งการมอบหมายงานตามระบบยอ มควบคูไปกับหนาท่แี ละอํานาจในการ
ตัดสินใจสั่งการไดฝ ายวิชาการสามารถใหค ําปรึกษาดูแลการเรียนการสอนในแตละกลุมสาระการเรียนรู
สามารถใหคําปรึกษาดูแลการเรียนการสอนไดซ่ึงการทํางานจะเปนไปอยางมีระบบและทํางาน
แทนกนั ได

8. การบริหารและการนิเทศภายในสถานศึกษาตองยึดความเจริญเติบโตและพัฒนา
การของผูเรียนเปนศูนยกลาง (School Administration and Supervision Must be Centered
on Child Growth and Development) จุดหมายที่สําคัญของการบริหารและการนิเทศภายใน
สถานศึกษา คือเพอื่ อาํ นวยความสะดวกและจัดสภาพแวดลอมสงเสริมความเจริญเติบโตและพัฒนา
การของผเู รยี นเชนสงเสรมิ ความสามารถของผเู รยี นและพัฒนาความสนใจความตอ งการตามความแตกตาง
ของแตล ะคนรวมท้ังดานสติปญ ญาอารมณส ขุ ภาพจิตจรยิ ธรรมดานสังคมและดา นรา งกาย

9. การบรหิ ารและการนเิ ทศภายในสถานศกึ ษาตองมีความยดื หยนุ (School Administration
and Supervision Must be Flexible) กิจกรรมในการนิเทศภายในสถานศึกษามีความยืดหยุน
พอที่จะปรับใหสอดคลองกับความตองการดานการจัดการเรียนการสอนเพ่ือนําไปสูการเปลี่ยนแปลง
ที่เหมาะสมซ่ึงหมายถงึ ความยดื หยุน ดงั ตอไปนี้

9.1 ความยืดหยุนดานอาคารสถานที่สามารถปรับปรุงอาคารสถานที่ใหสามารถ
ใชไดตามความตอ งการ

9.2 ความยดื หยนุ ดานหลักสูตรการปรับหลักสูตรการเรียนการสอนใหสอดคลอง
กับความตองการและความสนใจของผเู รียนชมุ ชนหรอื ทอ งถิน่ และสงั คมในระดบั ประเทศ

9.3 ความยืดหยุนดานกระบวนการวิธีการสอนสามารถปรับวัตถุประสงควิธีสอน
ใหเหมาะสมกับความแตกตา งของสถานศึกษาบคุ คลจํานวนผเู รยี นและชุมชน

9.4 ความยืดหยนุ ดานอุปกรณก ารสอนสือ่ ตาง ๆ การปรบั ใหเ หมาะกบั ความแตกตา ง
ในแตละเนื้อหาวิชาการศกึ ษาอบรมและประสบการณข องผสู อน

9.5 ความยืดหยนุ ดานความจาํ เปน และการกาํ หนดมาตรฐานการปรบั ใหส อดคลอ ง
กบั ความคดิ เห็นและความตอ งการของผเู รียนผสู อนผนู ิเทศภายในสถานศึกษาและผูบรหิ ารสถานศึกษา

52

สรุปไดวา การนิเทศการศึกษา คือ การจัดกระบวนการเรียนรูจะไมสามารถรูไดวาจัด
กระบวนการเรียนรไู ดด ี มปี ระสิทธิภาพ ครอบคลุมเนือ้ หา หรอื การจัดกิจกรรมการเรียนรูเนนผูเรียน
เปนสําคัญหรือไมถาไมมีการนิเทศ ดังน้ันการนิเทศคือการบอกกลาวเพิ่มเติม เสนอแนะแนวทาง
การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรูของครูเพื่อใหนําไปปรับปรุงและพัฒนาใหเกิดประสิทธิภาพ
ตอ ผเู รยี นมากยงิ่ ขนึ้

จุดมุงหมายของการนเิ ทศภายในสถานศกึ ษา
ในกระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษา ประกอบดวยผูบริหารและคณะครูท่ีผูบริหาร
มอบหมายใหรว มดาํ เนินการนิเทศภายในสถานศกึ ษา สงผลตอการพัฒนางานของสถานศึกษา ใหเปนไป
ตามมาตรฐานของหลกั สูตร มีผูกลา วถงึ จุดมงุ หมายของการนิเทศภายในสถานศึกษา ดงั นี้
Briggs and Justman (1952 : 5 - 19) ไดส รุปความมุง หมายของการนิเทศการศึกษาไววา
เพ่ือเปนการสง เสริมความเจริญกา วหนา ในอาชีพ (Professional Development) เจริญงอกงามใหแกครู
(Aid Teacher, s Growth) ชวยปรับปรุงการสอนของครู (Improvement of Teaching) และสงเสริม
แนะนําครู พรอมทั้งเช่ือมความสมั พันธระหวางโรงเรยี นกับชุมชน (Guiding Staff and Community
Relation) สวน Adams and Dickey (1953 : 22 - 41) กลาวถึง ความมุงหมายของการนิเทศไววา
เพือ่ ชว ยใหครูคนหาและทาํ งานดว ยตนเอง ใหครูจําแนกและวเิ คราะหปญหาของตนเอง ชว ยใหค รรู ูสึก
ม่ันคงในอาชีพ และชวยประชาสัมพันธโรงเรียนใหชุมชนเขาใจแผนการศึกษาของโกรงเรียน และ
สนับสนนุ โรงเรยี นมากขนึ้
Sergiovanni and Starratt (2007 : 3) กลาวถึง จุดมงุ หมายของการนเิ ทศการศกึ ษาวา เปน
การชวยเหลือสถานศึกษา โดยเพ่ิมโอกาสและความสามารถของสถานศึกษาเพ่ือใหมีการดําเนินการ
ทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพมากข้นึ ในการสงเสรมิ ความสาํ เร็จทางวิชาการของนักเรยี น
Beach and Reinhartz (2000 : 4 - 5) กลาวถึง จุดมุงหมายของการนิเทศการศึกษา
วาเปน การดาํ เนินการเพื่อการสนับสนุนสงเสริมครใู หมเี ปาหมายเพ่อื การพัฒนาและความงอกงามในวิชาชีพ
ในระยะยาว ซึ่งจะสงผลสูงสุดตอคุณภาพการเรียนการสอน ความงอกงามและการพัฒนาดังกลาว
ขึ้นอยกู ับระบบที่มีพ้ืนฐานจากความไววางใจและการใหก ารสนบั สนนุ ความพยายามของครูในการพัฒนา
ประสิทธิภาพการสอนในชนั้ เรยี น
รตั นาพร คงกุลทอง (2557 : 14) ไดสรปุ จดุ มุง หมายการนิเทศการศึกษาท่ีสําคัญ คือ ตองการ
พัฒนาครูเปนสําคญั เพราะเชื่อวาครเู ปนองคป ระกอบท่สี ําคัญท่สี ุดในกระบวนการจัดการศึกษา และ
ครจู ะเปน ผูนํากระบวนการตาง ๆ มาสกู ารปฏบิ ัติ การนิเทศการศกึ ษา จึงมีจดุ มุง หมายท่ีจะชวยเหลือ
แนะนํา ปรับปรงุ และสงเสรมิ เพอื่ ทจี่ ะใหครูไดเกดิ การพฒั นาในดา นตา ง ๆ อยา งเตม็ ท่ี จนเปน ผมู ีความรู
ความสามารถทจี่ ะชวยเหลอื ตนเองได และพรอ มทจ่ี ะนาํ ความรู ความสามารถทม่ี นี น้ั มาใชใหเ ปน ประโยชน
ตอการเรียนการสอนและพัฒนาการศกึ ษา อันจะสง ผลใหก ระบวนการหรือวธิ กี ารสอนของครูมีประสิทธิภาพ

53

มากยงิ่ ขน้ึ นอกจากน้ยี ังเปนการสรา งขวญั และกาํ ลังใจในการปฏบิ ตั ิงานของคณะครูในโรงเรียนอันจะ
สงผลถงึ ประสทิ ธภิ าพ และประสทิ ธผิ ลตามอุดมการณแ ละหลกั การจดั การศึกษาของชาติ โดยความรว มมอื
รว มใจกนั ระหวางบุคลากรในโรงเรยี นอยา งแทจ ริง ซึ่งนําไปสูความสัมพันธที่ดีระหวางบุคคลท่ีเกี่ยวของ
ในการทํางานรว มกนั

สรปุ ไดวา จดุ มุงหมายการนเิ ทศการศึกษา เพ่ือพัฒนาสงเสริมการบริหารและงานวิชาการ
ใหมีประสทิ ธิภาพ ใหบ ุคลากรรว มกนั แกป ญหาการเรียนการสอน และพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา
ภายในสถานศึกษาใหปรับปรุงตนเองในดานการสอน สรางความสัมพันธ ความพึงพอใจ และสราง
ขวัญกาํ ลังใจในการทํางานใหม ปี ระสทิ ธภิ าพ เพ่อื สงผลตอ คณุ ภาพของผูเรยี นตามหลกั สตู ร

สรุปไดวา ประสทิ ธิผลในการบรหิ ารงานวิชาการดา นการนิเทศการศกึ ษา หมายถึง สถานศึกษา
จะตองมรี ะบบการนิเทศงานวิชาการและการเรียนการสอนในสถานศึกษา สถานศึกษามีผลการดําเนินการ
นเิ ทศงานวิชาการและการเรยี นการสอนในรูปแบบหลากหลายและเหมาะสมกับสถานศึกษา สถานศึกษา
มีผลการประเมนิ ผลการจดั ระบบ และกระบวนการนิเทศการศึกษาในสถานศึกษา สถานศึกษามีผล
ติดตาม ประสานงานกับเขตพ้นื ท่ีการศึกษาเพอ่ื พัฒนาระบบและกระบวนการนิเทศงานวิชาการ และ
การเรยี นการสอนของสถานศกึ ษา สถานศึกษามผี ลการแลกเปลีย่ นเรียนรูและประสบการณการจัดระบบ
นิเทศการศกึ ษาภายในสถานศึกษากบั สถานศึกษาอ่ืน หรือเครือขายการนิเทศการศึกษาภายในเขตพื้นที่
การศกึ ษา สถานศึกษามกี ารดาํ เนนิ การนิเทศภายในสถานศกึ ษาดวยวธิ กี ารตาง ๆ เพ่ือพัฒนาคุณภาพ
การเรียนรขู องผเู รยี นใหสอดคลอ งกับมาตรฐานหลักสตู ร

ดานการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศกึ ษา
การประกันคุณภาพในสถานศึกษาเปนกระบวนพัฒนาคณุ ภาพการศกึ ษาโดยบุคลากรภายใน
สถานศึกษาหรือหนวยงานตนสังกัด ทําหนาท่ีติดตาม ตรวจสอบ และประเมินคุณภาพการศึกษา
อยา งตอ เนือ่ ง และมีการจดั ทาํ รายงานเสนอตนสงั กัด และเผยแพรตอ สาธารณะชนและรับรองการประเมนิ
คุณภาพจากภายนอก การจดั การศกึ ษาตองเปนไปเพื่อพัฒนาคนไทยใหเปนมนุษยที่สมบูรณทั้งรางกาย
จิตใจและสติปญญา มีความรูคูคุณธรรม มีคุณลักษณะท่ีพึงประสงคสามารถใชชีวิตอยูรวมกับผูอื่น
ไดอยางสันติและมีความสุข โดยเนนในเร่ืองการจัดกระบวนการเรียนรูท่ีปลูกฝงจิตสํานึกรักชาติ
ภาคภมู ิใจในความเปน ไทย เสยี สละ ยดึ ประโยชนส ว นรวมมากกวาประโยชนสวนตน สงเสริม ทํานุบํารุง
ศาสนาวัฒนธรรมไทย ศิลปะ การกฬี า ภูมิปญ ญาทองถิน่ ไทย รจู กั พงึ่ พาตนเอง มีความคดิ รเิ ริ่มสรา งสรรค
สนใจใฝร ใู ฝเ รยี น ท่เี ปนจุดมงุ หมายของการจดั การศกึ ษาตามพระราชบัญญตั กิ ารศึกษาแหงชาติ พ.ศ.
2542 ทแ่ี กไ ขเพมิ่ เติม ( ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และทีแ่ กไขเพิม่ เตมิ (ฉบับท่ี 3) พ.ศ.2553 ซึง่ ไดกําหนด
หลักการขอหนงึ่ วา ใหม กี ารกําหนดมาตรฐานการศึกษาและจดั ระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับ
และประเภทการศกึ ษา โดยกาํ หนดใหม าตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษาเปนภารกิจสําคัญ

54

หมวดหน่ึงทีส่ ถานศกึ ษา และหนวยงานทีเ่ ก่ยี วของตอ งดําเนนิ การอกี ท้งั ตองเปนไปตามระบบ หลักเกณฑ
และวธิ กี ารท่กี ระทรวงศึกษาธิการเปน ผูกําหนดดวย

การประกนั คุณภาพภายในสถานศกึ ษา เปน กลไกสําคัญทส่ี ามารถขบั เคล่ือนการพัฒนาคณุ ภาพ
การศึกษาใหดําเนินไปอยา งตอ เน่ือง ปฏบิ ัตงิ านไดอยา งเปนระบบ มีคณุ ภาพตามมาตรฐาน ผูท่ีจบการศึกษา
มีคุณภาพตามท่ีมุง หวัง ผูปกครอง ชุมชน และสถานศึกษา องคกรสถานประกอบการที่รับชวงตอผูที่
จบการศึกษาเขาศึกษาตอหรือรับเขาทํางาน มีความมั่นใจวาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาแตละแหง
มีคณุ ภาพไดม าตรฐาน แมวาจะไมเทากนั แตก็แตกตางกันไมมากนัก นักเรียนท่ีจบการศึกษาจากสถาบัน
ทกุ แหง มีความรูความสามารถ มที ักษะและคณุ ลกั ษณะทพ่ี ึงประสงคต ามหลักสตู รสถานศึกษากําหนด
ดงั นนั้ ผูเรียนจงึ เปน บุคคลสาํ คัญท่ีสดุ ทส่ี ถานศึกษา ซ่ึงหมายถึง ผูบริหาร ครูและบุคลากรสนับสนุน
ทกุ คนในสถานศกึ ษา ตอ งคํานึงถงึ ตลอดเวลา ไมวาจะคิดทํากิจกรรมหรือโครงการใด ผูเรียนจะตอง
ไดร ับผลประโยชนท ่เี กิดข้ึนมากทส่ี ดุ นอกจากนี้การจดั การศกึ ษาจะตอ งอาศยั การมีสว นรว มของบุคคล
ทกุ ฝา ยท่ีเก่ียวของ เพอ่ื ใหผเู รยี นเกดิ การเรยี นรอู ยางมคี ณุ ภาพตามทค่ี าดหวัง กระบวนการประกันคณุ ภาพ
การศกึ ษาจึงเปน เครอื่ งมอื ท่มี คี วามสาํ คญั อยา งยงิ่ ในการจดั การศึกษาในปจจบุ นั และจะตอ งมกี ารดําเนินการ
อยา งตอเนอื่ ง

ในการพัฒนาระบบประกันคณุ ภาพภายในของสถานศึกษาใหเขมแข็งมีประสิทธิภาพ และ
ดําเนินการอยา งยงั่ ยืน ผูเ กีย่ วของทุกฝายในสถานศึกษาตองมีการทํางานที่มุงประโยชนที่จะเกิดแกผูเรียน
เปน สาํ คญั โดยมคี วามตระหนัก รับรแู ละเหน็ คุณคา ของการทํางานอยางเปนระบบ มีคุณภาพผูเรียน
ตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา มีการกําหนดเปาหมายและดาํ เนินงานกจิ กรรม โครงการทใี่ ช
ผลประเมนิ ตนเอง ผลการประเมินคุณภาพจาองคก รภายนอก หรือผลการวจิ ัยที่สถานศึกษาจัดทําขึ้น
เพื่อแกไขปญหาผูเรียน ตลอดจนการใชผลวิจัยอ่ืน ๆ ที่เกี่ยวของเปนฐานในการกําหนดเปาหมาย
คณุ ภาพผเู รียน การติดตามตรวจสอบและปรับปรุงงานเปนระยะจะชวยใหงานบรรลุไดอยางดีและมี
ประสิทธิภาพ ผลทเ่ี กิดกบั ผูเ รยี นก็จะเปน ท่ีพึงพอใจกบั ผปู กครอง ชุมชน และองคก รหรือสถานประกอบการ
ทีร่ บั ชวงตอจากสถานศึกษา การดําเนินงานทที่ กุ คนมีจติ สํานกึ และความรบั ผิดชอบรว มกันเชน น้ีระบบ
การประกนั คณุ ภาพภายในของสถานศกึ ษาจะเปน สวนหนึ่งของการบริหารการศึกษาท่ีแทจริง และมี
การพฒั นาอยางตอ เน่ืองจนเปนวิถีชีวิตในการทํางานของทุกคน เปนวัฒนธรรมองคกรท่ียึดคุณภาพผูเรียน
ฝงแนนอยูในจิตใจตลอดเวลา สะทอ นใหเห็นวาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษามีแนวคิดท่ีต้ังอยู
บนพ้ืนฐานของการปองกัน ซึ่งไดผนวกแนวคิดจากระบบประกันคุณภาพการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
เขา กับแนวคิดของระบบการประเมินผลภายในท่ียึดติดกับการทํางานปกติ (Built - in Evaluation System)
ทีอ่ าศยั วงจรการทํางานแบบ PDCA

55

กระทรวงศกึ ษาธิการ (2551) กลา ววา แนวทางการปฏบิ ัติเพื่อพัฒนาระบบประกันคุณภาพ
ภายในสถานศึกษาไว ดังน้ี

1. การจดั ระบบโครงสรา งองคก ร ใหรบั รองการจดั ระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
2. กาํ หนดเกณฑก ารประเมนิ เปาหมายความสาํ เร็จของเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาหลักเกณฑ
และวธิ ีการประเมนิ ของสาํ นักรับรองมาตรฐานและประเมินคณุ ภาพการศึกษา
3. วางแผนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ตามระบบการประกันคุณภาพการศึกษา
ใหบรรลผุ ลตามเปาหมายคามสาํ เร็จของสถานศึกษา
4. ดําเนินการพัฒนางานตามแผนและติดตาม ตรวจสอบ ประเมินคุณภาพภายใน
เพ่อื ปรบั ปรงุ พฒั นาอยา งตอเนื่อง
5. ประสานความรวมมือกับสถานศกึ ษา และหนวยงานอื่นในการปรับปรุงและพัฒนา
ระบบประกันคณุ ภาพภายใน และการประกันคุณภาพการศึกษาตามระบบประกนั คณุ ภาพการศกึ ษา
6. ประสานงานกบั เขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาเพอ่ื ประเมินคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา
ตามระบบการประกนั คุณภาพการศกึ ษาภายในเขตพื้นท่กี ารศกึ ษา
7. ประสานงานกบั สํานกั งานรบั รองมาตรฐานการศกึ ษาและประเมนิ คุณภาพการศกึ ษา
ในการประเมนิ สถานศึกษา เพื่อเปนฐานในการพฒั นาอยา งเปนระบบและตอเนอ่ื ง
กระทรวงศึกษาธิการ สํานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน (2550 : 44) ไดกําหนด
บทบาทและหนา ท่ขี องสถานศึกษา ดานการพฒั นาระบบประกนั คุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา
ไว 7 ประการ ดังน้ี
1. กําหนดมาตรฐานการศึกษาเพ่ิมเติมของสถานศึกษาใหสอดคลองกับมาตรฐาน
การศึกษาชาติ มาตรฐานการศึกษาข้ันพื้นฐาน มาตรฐานสํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาและความตองการ
ของชมุ ชน
2. จัดระบบบริหารสารสนเทศ โดยจัดโครงสรางการบริหารท่ีเอื้อตอการพัฒนางาน
และการสรา งระบบการประกนั คุณภาพภายในจดั ระบบสารสนเทศใหเ ปน หมวดหมู ขอมลู มคี วามสมบูรณ
เรยี กใชงาย สะดวก รวดเรว็ ปรับใหเ ปน ปจ จุบันอยูเสมอ
3. จดั แผนสถานศกึ ษาทม่ี ุงเนนคณุ ภาพการศกึ ษา (แผนกลยุทธ/ แผนยุทธศาสตร)
4. ดาํ เนนิ การตามแผนพฒั นาสถานศกึ ษาในการดําเนนิ โครงการ/กิจกรรมสถานศึกษา
ตองสรางระบบการทํางานที่เขมแข็งเนนการมีสวนรวมและวงจรการพัฒนาคุณภาพของเดมมิ่ง
(Deming Cycle)
5. ตรวจสอบและทบทวนคุณภาพการศึกษา โดยดําเนินการอยางจริงจังตอเนื่องดวย
การสนบั สนนุ ใหค รู ผูปกครอง และชมุ ชนเขา มามสี ว นรว ม

56

6. ประเมินคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาตามมาตรฐานท่ีกําหนดเพ่ือรองรับ
การประเมินคณุ ภาพภายนอก

7. จัดทํารายงานคุณภาพการศึกษาประจําป (SAR) และสรุปรายงานประจําป โดย
ความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เสนอตอหนวยงานตนสังกัดและเผยแพร
ตอสาธารณชน

วีระยุทธ ชาตะกาญจน (2556 : 54) ไดสรุปความหมายของ การประกันคุณภาพภายใน
สถานศึกษา หมายถงึ กระบวนการในการจัดระบบการวางแผน การควบคุม และการประเมนิ คุณภาพ
ของสถานศกึ ษา ซงึ่ มีเปา หมายเพอื่ กอ ใหเ กิดการพฒั นามาตรฐานการศกึ ษาของสถานศกึ ษาอยางเปน ระบบ
และตอ เน่อื ง

รงุ ชชั ดาพร เวหะชาติ (2552 : 218 - 219) ไดกลาวถึง การกําหนดขอบขายความรับผิดชอบงาน
ควรวางกรอบงานหลักตามทกี่ ําหนดในพระราชบญั ญตั ิแหงชาติ พ.ศ. 2542 แยกสวนตามงานท่ีปฏบิ ตั ิจริง
จากนัน้ จึงกําหนดบทบาทหนาท่ีความรับผดิ ชอบตามขอบขา ยงานการบรหิ ารงานวิชาการ ดานการพัฒนา
ระบบการประกนั คุณภาพภายในสถานศกึ ษา ดงั น้ี

1. จัดระบบโครงสรา งองคก ร ใหรองรับการจดั ระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
2. กาํ หนดเกณฑก ารประเมนิ เปา หมายความสาํ เรจ็ ของสถานศึกษาตามมาตรฐานการศึกษา
และตัวชว้ี ัดของกระทรวง เปา หมายความสําเรจ็ ของเขตพื้นที่การศึกษา หลักเกณฑ และวิธีการประเมิน
ของสาํ นกั งานรบั รองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศกึ ษา
3. วางแผนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามระบบการประกันคุณภาพ การศึกษา
ใหบรรลผุ ลตามเปา หมายความสาํ เรจ็ ของสถานศกึ ษา
4. ดําเนนิ การพัฒนางานตามแผนและติดตาม ตรวจสอบ และประเมินคุณภาพภายใน
เพอื่ ปรับปรงุ พฒั นาอยางตอเน่ือง
5. ประสานความรว มมอื กบั สถานศึกษา และหนว ยงานอนื่ ในการปรับปรุง และพัฒนา
ระบบประกนั คณุ ภาพภายใน และการพฒั นาคุณภาพการศึกษาตามระบบการประกันคุณภาพการศึกษา
6. ประสานงานกบั เขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษา เพ่ือการประเมินคณุ ภาพการศกึ ษาของสถานศึกษา
ตามระบบการประกันคุณภาพการศกึ ษาภายในเขตพนื้ ท่ีการศึกษา
7. ประสานงานกบั สํานกั งานรบั รองมาตรฐานการศกึ ษาและประเมนิ คณุ ภาพการศกึ ษา
ในการประเมินสถานศึกษาเพื่อฐานในการพัฒนาอยา งเปนระบบและตอ เนอ่ื ง
อมรรตั น โพธเิ์ พชร (2557 : 65) ไดส รุปถงึ การประกันคุณภาพการศกึ ษา เปนกระบวนการ
หรือกลไกในการดําเนินการของสถานศึกษา เพ่ือเปนหลักประกันวาสถานศึกษาจะจัดการศึกษา
ใหไ ดผลผลิตท่ีมีคุณลักษณะตามเกณฑมาตรฐานการศึกษาที่กําหนด ผูรับบริการและสังคมโดยรวม
ยอมรับวาการจดั การศึกษาของสถานศึกษามปี ระสิทธภิ าพ เปน ท่เี ชือ่ ถือและตรวจสอบได

57

สรุปไดวา ประสิทธิผลในการบริหารงานวิชาการดานการพัฒนาระบบประกันคุณภาพ
ภายในสถานศกึ ษา หมายถึง ผลสําเร็จท่ีมาจากการดําเนินงานระบบโครงสรางองคกรใหรองรับการ
จัดระบบการประกนั คุณภาพภายในสถานศกึ ษา มีเกณฑการประเมนิ เปา หมายความสําเร็จของสถานศกึ ษา
ตามมาตรฐานการศกึ ษาและตัวช้วี ดั ของกระทรวงเปาหมาย ความสาํ เร็จของพนื้ ท่ีการศึกษาหลักเกณฑ
และวิธีการประเมนิ ของสาํ นกั งานรองรับมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา มีแผนการพัฒนา
คุณภาพการศกึ ษาตามระบบการประกันคุณภาพใหบรรลุตามเปาหมายความสําเร็จของสถานศึกษา
มีผลการดําเนินการพัฒนาตามแผนและติดตามตรวจสอบ มีการนําผลการประเมินคุณภาพภายใน
เพอ่ื ปรับปรุงพัฒนาอยา งตอเนื่อง มีผลการประสานรวมมือกับสถานศึกษาและหนวยงานอ่ืน ในการ
ปรบั ปรงุ และพฒั นาระบบการประเมินคุณภาพภายใน และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามระบบ
การประกนั คณุ ภาพการศกึ ษา มีผลการดําเนนิ การประสานงานกับเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาเพ่ือการประเมิน
คุณภาพการศกึ ษาของสถานศกึ ษาตามระบบการประกนั คุณภาพการศึกษาการศึกษาภายในเขตพ้ืนที่
การศึกษา มีผลการดําเนินการประสานงานกับสํานักงานรองรับมาตรฐานการศึกษาและประเมิน
คณุ ภาพการศกึ ษาในการประเมนิ สถานศกึ ษาเพือ่ เปน ฐานในการพัฒนาอยางเปน ระบบและตอเน่ือง

ดา นการพัฒนาและการใชส ือ่ เทคโนโลยเี พื่อการศึกษา
สื่อการสอนจดั เปนองคประกอบที่สาํ คัญในการสง เสรมิ สนับสนุนการจดั กระบวนการเรียนรู
ใหผูเรียนเขาถึงความรู ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะตามมาตรฐานของหลักสูตรไดอยางมี
ประสทิ ธิภาพ ไดมผี กู ลา วถงึ ประเภทและความสําคัญของสอ่ื นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา
ไวดงั น้ี
กระทรวงศกึ ษาธิการ สํานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน (2550 : 12 - 34) กําหนดให
สถานศึกษามีภาระหนาท่ีจะตองดาํ เนนิ การเกยี่ วกับการพฒั นาสื่อ นวตั กรรม และเทคโนโลยเี พ่อื การศึกษา
ดังนี้

1. จดั ใหมกี ารรว มกนั กําหนดนโยบาย วางแผนในเร่อื งการจดั หาและพฒั นาสื่อการเรียนรู
และเทคโนโลยีเพอื่ การศกึ ษาของสถานศกึ ษา

2. พัฒนาบคุ ลากรในสถานศึกษาในเรอื่ งเกี่ยวกบั การพัฒนาสื่อการเรียนรูและเทคโนโลยี
เพื่อการศึกษาพรอมท้ังใหมีการจัดตั้งเครือขายทางวิชาการ ชมรมวิชาการเพื่อเปนแหลงเรียนรู
ของสถานศกึ ษา

3. พัฒนาและใชส ่อื และเทคโนโลยที างการศึกษาโดยมุงเนนการพัฒนาและเทคโนโลยี
ทางการศึกษาที่ใหขอเท็จจริงเพ่ือสรางองคความรูใหม ๆ เกิดขึ้นโดยเฉพาะหาแหลงสื่อเสริม
การจัดการศึกษาของสถานศึกษาใหม ีประสทิ ธภิ าพ

58

4. พัฒนาหอ งสมุดของสถานศึกษาใหเปนแหลงการเรียนรูของสถานศึกษาและชุมชน
5. นเิ ทศ ติดตามและประเมินผลการปฏิบตั ิงานของบุคลากรในการจดั หา ผลิต ใช และ
พัฒนาส่ือและเทคโนโลยที างการศกึ ษา
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร (2551) ไดกลาวถงึ การพฒั นาสอื่ นวตั กรรม และเทคโนโลยีเพ่อื การศกึ ษา
ไววา สถานศกึ ษาจะตองศึกษา วิเคราะห ความจําเปนในการ ใชส อ่ื และเทคโนโลยีเพ่อื การจัดการเรยี น
การสอนและการบริหารงานวิชาการ สงเสริมใหครูผลิต พัฒนาส่ือ และนวัตกรรมการเรียนการสอน
จัดหาสื่อและเทคโนโลยีเพอื่ ใชในการจัดการเรียนการสอน และการพัฒนางานดานวิชาการประสาน
ความรว มมอื ในการผลิต จดั หาพัฒนาและการใชส ื่อนวตั กรรม และเทคโนโลยเี พ่อื จดั การเรยี นการสอน
และพัฒนางานวิชาการกับสถานศึกษา บคุ คล ครอบครัว องคก รหนวยงานและสถาบนั อน่ื
รุง รชั ดาพร เวหะชาติ (2552 : 124 - 127) ไดใหความหมายของการใชสื่อการสอนไว 10
ประการ คอื 1) สรา งความรูท่ีเปนรูปธรรมเพื่อใหผูเ รียนไดเ กดิ แนวคิด และประสบการณตรงมากข้ึน
2) เรา ความสนใจและสรางแรงจูงใจในการเรียนรูใหกับผูเรียน 3) ใหผูเรียนสามารถจําส่ิงท่ีเรียนได
ในระยะยาว 4) นาํ ส่ิงทเี่ ปน ประสบการณต รงจากแหลงตาง ๆ มาสูหองเรียนไดมากขึ้น 5) สรางพ้ืนฐาน
ในดา นความคดิ ความสรางสรรคใ หแกผเู รียนไดม ากขึ้น 6) เพ่ือใหผูเรียนไดเขาใจบทเรียนและเน้ือหา
วิชาตา ง ๆ ไดชดั เจนยง่ิ ข้ึน 7) เสริมสรางเจคติตอการเรียนรู 8) เปนเครื่องมือท่ีใชทบทวนสรุป และ
ทาํ ใหเนื้อการวิชาสัมพันธกัน 9) เสริมสรา งกจิ กรรมท่ีแปลกออกไป และใหผูเรียนมีสว นรวมในบทเรยี น
ที่กําลังเรียนอยู และ 10) ชวยใหผูเรียนไดเรียนรูเร็วขึ้น โดยมีแนวทางการการปฏิบัติเก่ียวกับการ
พฒั นาสอ่ื นวัตกรรมและเทคโนโลยเี พอ่ื การศึกษา ไดแก 1) ศึกษา วิเคราะห ความจาํ เปนในการใชสื่อ
และเทคโนโลยีเพ่ือการจดั การเรยี นการสอนและการบริหารงานวิชาการ 2) สงเสริมใหครูผลิต พัฒนาสื่อ
และนวัตกรรมการเรียนการสอน 3) จัดหาสือ่ และเทคโนโลยีเพื่อใชในการจัดการเรียนการสอน และ
พฒั นางานดานวชิ าการ 4) ประสานความรวมมือในการผลิต จัดหา พัฒนาและการใชสื่อ นวัตกรรม
และเทคโนโลยีเพอ่ื การจดั การเรียนการสอน และการพัฒนางานดานวิชาการกับสถานศึกษา บุคคล
ครอบครวั องคกร หนว ยงานและสถาบันอื่น และ 5) การประเมินผลการพัฒนาส่ือ นวัตกรรม และ
เทคโนโลยเี พ่อื การศกึ ษา
ปรียาพร วงศอ นตุ รโรจน (2555 : 208) ไดส รปุ ไววา สื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยเี พือ่ การศึกษา
หมายถงึ งานบริการทม่ี วี ัตถุประสงคเพอ่ื จดั หาประสบการณ การเรียนทดี่ ี โดยเปน การบรหิ ารทางดา นวสั ดุ
เคร่อื งมือ อปุ กรณ ตลอดจนกจิ กรรมตา ง ๆ ใหก บั นกั เรียน ตลอดจนครูอาจารยผมู ีความประสงคจะใช
ส่ือทัศนูปกรณเหลาน้ัน และยังรายงานดานการวางแผน การผลิต การทดลองใช การประเมินผล
วัสดุอุปกรณต า ง ๆ โดยแบงประเภทของสอ่ื การเรยี นรเู ปน 3 ประเภท โดยแบงตามความสามารถ และ
ลักษณะ ไดด ังนี้ 1) ส่อื ทัศนวสั ดุ ไดแ ก ภาพ วสั ดุลายเสน วสั ดมุ ีทรง 2) สื่อเคร่ืองมือโสตทัศนูปกรณ ไดแก

59

วดี ที ศั น แถบบนั ทกึ เสยี ง เครอื่ งฉาย สือ่ คอมพวิ เตอรช วยสอน ซีดีรอม อนิ เตอรเ นต็ และอ่ืน ๆ 3) กจิ กรรม
โสตทัศนปู กรณ ไดแก การศึกษานอกสถานที่ การจดั นทิ รรศการ การจัดสถานการณจําลอง

แจมใส กรมรินทร (2556 : 36) ไดใหความหมายของส่ือการสอนไววา หมายถึง วัสดุอุปกรณ
และวิธีการ ทใี่ ชเพ่อื ใหผเู รียนไดรับความรูตามจุดหมายท่ีผสู อนไดตงั้ ไว นวัตกรรมการศึกษา หมายถึง
การนําเอาวัสดุ อปุ กรณ วิธีการใหม ๆ ซงึ่ อยูร ะหวางการวิจัยมาใช เพ่อื เพิ่มประสิทธภิ าพการจดั การศึกษา
และเทคโนโลยีการศึกษา หมายถึง การนําเอาวัสดุ อุปกรณ และวิธีตาง ๆ มาใชอยางเปนระบบ
เพื่อเพ่ิมประสิทธภิ าพการจดั การศกึ ษา

กิตติพงษ กาญจนสําเริง (2558 : 85) ไดสรุป การพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยี
เพอื่ การศกึ ษาไววา หมายถึง การสํารวจและวเิ คราะหค วามจําเปนในการใชสื่อและเทคโนโลยีในการ
จัดการเรยี นการสอน การสง เสรมิ ใหค รูใชสื่อ ผลิต จัดหาและพัฒนาส่อื การเรยี นการสอนในการพัฒนา
งานวชิ าการตลอดจนการวางแผนการจัดหาส่ือ การประเมินผลการใชส่ือ นวัตกรรมและเทคโนโลยี
รวมทัง้ เครือขายการเรียนรูตาง ๆ ท่ีมีอยูในชมุ ชน และพฒั นาแหลงเรียนรูเพื่อการศึกษาและการบริหาร
งานวิชาการ สงเสริมและพัฒนาความสามารถของครูดานการพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยี
เพ่อื การศกึ ษา รวมถงึ การเผยแพรสือ่ นวตั กรรมและเทคโนโลยเี พ่ือการศึกษา

ราตรี สอนดี (2559 : 53) กลาววา สถานศึกษาตองสงเสริมสนับสนุนใหการจัดการเรียนรู
ของครอู าจารยบ รรลุผลโดยการพฒั นาสอื่ และเทคโนโลยที ีมีความหลากหลายเหมาะสมและเพียงพอ
ใหครูอาจารยไดเลือกพัฒนาและใชในการจัดกิจกรรมการเรียนรูอยางไดผลและส่ือและเทคโนโลยี
นน้ั ควรเนน ตั้งแตการจัดทาํ จัดหาจากทองถน่ิ ไปจนถึงสอ่ื ท่ที นั สมัยเปนสากลสถานศึกษามีแนวปฏิบัติ
ดังน้ี

1. ศกึ ษาวเิ คราะหความจาํ เปนในการใชสอ่ื และเทคโนโลยเี พอ่ื การจดั การเรยี นการสอน
และการบรหิ ารงานวชิ าการ

2. สงเสรมิ ใหค รูผลติ พฒั นาสือ่ และนวัตกรรมการเรียนการสอน
3. จัดหาส่ือและเทคโนโลยีเพื่อใชในการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนางาน
ดา นวชิ าการ
4. ประสานความรวมมือในการผลติ จัดหาพัฒนาและการใชส่ือนวัตกรรมและเทคโนโลยี
เพ่อื การจดั การเรยี นการสอนและการพฒั นางานวิชาการกบั สถานศึกษาบุคคลครอบครัวองคก รหนวยงาน
และสถาบันอนื่
5. การประเมินผลการพฒั นาการใชสอื่ นวตั กรรมและเทคโนโลยเี พื่อการศึกษา

60

สรปุ ไดวา ประสทิ ธผิ ลในการบรหิ ารงานวิชาการดา นการพฒั นาสอ่ื นวัตกรรมและเทคโนโลยี
ทางการศึกษา หมายถึง ผลสําเร็จที่ไดจากการดําเนินการศึกษา วิเคราะหความจําเปนในการใชสื่อ
และเทคโนโลยรี วมท้งั เครอื ขายการเรยี นรตู าง ๆ ท่ีมีอยใู นชุมชน เพอ่ื การจัดการเรยี นการสอนและการ
บรหิ ารงานวชิ าการ มกี ารรายงานดานการวางแผนการผลิตการทดลองใช สถานศึกษามีผลงานท่ีเกิด
จากการสงเสริมใหค รผู ลติ พัฒนาสื่อ และนวัตกรรมการเรยี นการสอน สถานศกึ ษามีส่อื และเทคโนโลยี
เพอื่ ใชใ นการจัดการเรียนการสอน และการพฒั นางานดา นวิชาการอยางเพยี งพอ สถานศกึ ษามีผลงาน
ในการประสานความรว มมือในการผลิต จัดหา พัฒนาและการใชส่ือนวัตกรรม และเทคโนโลยี เพ่ือ
จัดการเรยี นการสอนและพฒั นางานวิชาการกบั สถานศกึ ษา บคุ คลครอบครัว องคกร หนวยงาน และ
สถาบันอนื่ สถานศกึ ษามีผลการประเมินผลการพฒั นาการใชส่ือนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
ใหผูเรียนไดรับความรูตามจุดหมายที่ครตู ง้ั ไว

บรบิ ทสํานักงานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาสุราษฎรธานี เขต 2

สํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2 เปนหนวยงานในสังกัด
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน มีภารกิจหลักในการสงเสริม สนับสนุน และบริหาร
จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอยางท่ัวถึง ใหมีคุณภาพตามมาตรฐาน โดยมีสภาพท่ัวไป ดังน้ีสํานักงาน
เขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสรุ าษฎรธ านี เขต 2 ตัง้ อยเู ลขท่ี 109/1 ถนนธราธิบดีในเขตเทศบาล
เมืองทาขาม อําเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎรธานี มีอาคาร 2 สวนคือ สวนท่ี 1 เปนอาคารเรียน
แบบ สปช.2/28 ขนาด 4 ช้นั 12 หอง ไดรับจัดสรรงบประมาณจากสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขน้ั พื้นฐาน เม่ือป 2549 และไดเ ขา ปฏิบัติงานที่อาคารใหมเม่ือ 17 กรกฎาคม 2552 สวนที่ 2 ตั้งอยู
ฝง ตรงกนั ขา มเปน อาคารเดิมของสาํ นกั งานการประถมศึกษาอําเภอพุนพิน ปฏิบัติงานต้ังแตเริ่มเขาสู
เขตพื้นที่การศกึ ษาในป 2546 (สาํ นักงานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาสรุ าษฎรธ านี เขต 2, 2560)

ขอมูลพน้ื ฐานทางการศึกษา
สาํ นกั งานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษาประถมศึกษาสรุ าษฎรธานี เขต 2 มีสถานศึกษาท่ีตั้งอยูในเขต
บริการจาํ นวน 241 แหง จําแนกเปนสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน 230 แหง
และสงั กัดหนว ยงานอ่นื 11 แหง

61

ภาพท่ี 2.1 สถานศึกษาในสังกัด จําแนกตามระดับการศึกษา
ทีม่ า : สํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษาสรุ าษฎรธานี เขต 2, 2560 : 5

ภาพท่ี 2.2 จาํ นวนนักเรียนในสงั กัด ปการศึกษา 2558 จําแนกตามระดบั การศกึ ษา
ทม่ี า : สาํ นักงานเขตพืน้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสรุ าษฎรธานี เขต 2, 2560 : 7

บุคลากร
สาํ นักงานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาสุราษฎรธ านี เขต 2 มขี าราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษา จาํ นวนทัง้ สิน้ 1,987 คน โดยแยกเปน ปฏิบัติงานภายในสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
จํานวน 70 คนและปฏิบัติงานในสถานศึกษาสังกัดสํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา จํานวน 1,987 คน
(สาํ นกั งานเขตพ้นื ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาสุราษฎรธ านี เขต 2, 2560)

62

ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น

ภาพที่ 2.3 ผลการทดสอบทางการศึกษาระดบั ชาติข้นั พน้ื ฐาน (O - NET) ปการศกึ ษา 2557
ระดับชัน้ ประถมศึกษาปท ี่ 6 จําแนกตามสาระการเรียนรู

ทีม่ า : สํานกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสรุ าษฎรธานี เขต 2, 2560
จากแผนภูมิ พบวา ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O - Net) ปการศึกษา

2557 ระดบั ชัน้ ประถมศึกษาปท ่ี 6 คะแนนเฉล่ียระดบั เขตพ้นื ทก่ี ารศึกษาสูงกวาคะแนนเฉล่ียระดับประเทศ
จํานวน 7 กลุมสาระการเรียนรู ไดแก กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย คณิตศาสตร วิทยาศาสตร
สงั คมศกึ ษาศาสนาและวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา และกลุมสาระการเรียนรู การงานอาชีพ
และเทคโนโลยี

ภาพท่ี 2.4 ผลการทดสอบทางการศกึ ษาระดบั ชาตขิ ั้นพ้ืนฐาน (O - NET) ปการศกึ ษา 2557
ระดับชัน้ มธั ยมศึกษาปท ่ี 6 จําแนกตามสาระการเรยี นรู

ทีม่ า : สาํ นกั งานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสรุ าษฎรธานี เขต 2, 2560

63
จากแผนภูมิ พบวา ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติข้ันพ้ืนฐาน (O - Net) ปการศึกษา
2557 ระดับช้ันมัธยมศกึ ษาปท ่ี 6 ไมม กี ลุมสาระการเรียนรูท่ีมีคะแนนเฉล่ียระดับเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
สูงกวาคะแนนเฉลย่ี ระดบั ประเทศ

ภาพที่ 2.5 ผลการประเมินผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนของนักเรยี น (NT) ปก ารศึกษา 2557
ระดับช้ันประถมศึกษาปท ี่ 3 จําแนกเปนรายดา น

ทีม่ า : สาํ นักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาสรุ าษฎรธ านี เขต 2, 2560

จากแผนภูมิ พบวา ผลการประเมินผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน (NT) ปการศึกษา
2557ระดับช้ันประถมศึกษาปท่ี 3 คะแนนเฉลี่ยระดับเขตพื้นที่การศึกษา มีคะแนนเฉล่ียสูงกวา
ระดบั ประเทศทัง้ 3 ดาน

วสิ ัยทศั น (Vision)
ภายในป 2561 สํานกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2 เปนองคกร
ชั้นนําในการบริหารจัดการศึกษาขั้นพ้ืนฐานบนหลักธรรมาภิบาล ผูเรียนมีคุณภาพตามมาตรฐาน
การศกึ ษาสูร ะดับสากลบนพนื้ ฐานความเปน ไทย
พันธกิจ (Mision)

1. พฒั นาผเู รยี นใหมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาสรู ะดบั สากล
2. พัฒนาผูเรียนใหมีคุณธรรมจริยธรรมและคานิยมท่ีพึงประสงคบนพ้ืนฐาน
ของความเปนไทย
3. เพิ่มโอกาสทางการศกึ ษาใหป ระชากรวัยเรยี นทุกคนไดรับการศกึ ษาอยา งทวั่ ถึง

64

4. พัฒนาระบบบรหิ ารจัดการใหมปี ระสทิ ธิภาพตามหลกั ธรรมาภบิ าล
เปา ประสงค (Goal)

1. ผเู รียนมีคุณภาพตามมาตรฐานการศกึ ษาและมคี วามรู ทกั ษะทเ่ี ปน สากล
2. ผเู รียนมคี ุณธรรม จรยิ ธรรม คา นยิ มทพ่ี ึงประสงคบ นพนื้ ฐานความเปน ไทย
3. ประชากรวยั เรยี นไดร ับการบรกิ ารการศกึ ษาในรปู แบบทเ่ี หมาะสมอยา งทัว่ ถึง
4. ครู ผบู รหิ ารสถานศึกษา และบุคลากรทางการศึกษามีสมรรถนะท่ีเหมาะสม และ
มีวฒั นธรรมการทํางานทม่ี ุงเนน ผลสัมฤทธิ์
5. สํานักงานเขตพน้ื ที่การศกึ ษาและสถานศึกษามรี ะบบการบริหารจดั การตามมาตรฐาน
คา นยิ ม
สรางสรรคคุณภาพงาน บรกิ ารดว ยใจ
กลยทุ ธ
จากวิสัยทศั น พันธกิจ เปาประสงค สาํ นกั งานเขตพืน้ ที่การศกึ ษาประถมศึกษา สุราษฎรธานี
เขต 2 ไดกําหนดกลยุทธใหสอดคลองกับกลยุทธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
จาํ นวน 4 กลยทุ ธ ดงั น้ี
กลยทุ ธท ี่ 1 การพฒั นาคุณภาพผเู รยี นในระดบั การศกึ ษาข้นั พื้นฐาน
กลยทุ ธท่ี 2 การเพิ่มโอกาสการเขาถึงบรกิ ารการศึกษาขนั้ พ้ืนฐานใหทวั่ ถงึ ครอบคลุมผูเรียน
ใหไ ดร บั โอกาสในการพฒั นาเตม็ ตามศกั ยภาพและมคี ณุ ภาพ
กลยทุ ธที่ 3 พัฒนาคุณภาพครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา
กลยุทธท ่ี 4 พัฒนาระบบการบรหิ ารจดั การ

งานวิจยั ที่เกย่ี วขอ ง

งานวิจัยในประเทศ
จรี ะนนั ท เชอ้ื ดวงผยุ (2554) ไดศกึ ษาเร่อื ง ประสิทธิภาพการบรหิ ารงานวิชาการในสถานศกึ ษา
ขั้นพน้ื ฐานสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต 4 โดยมีวัตถุประสงค 1)
เพื่อศึกษาประสทิ ธิภาพการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัด สํานักงานเขตพื้นที่
การศกึ ษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 4 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผูบริหาร และ
ครูผูสอนเก่ียวกับประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน สังกัดสํานักงาน
เขตพ้นื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษา กาญจนบุรี เขต 4 จําแนกตามตําแหนงและขนาดของสถานศึกษา
ประชากรในการวิจยั ไดแ ก ผบู รหิ ารและครผู ูสอนที่ปฏบิ ัติงานในสถานศกึ ษา ขัน้ พ้ืนฐานสังกัดสํานักงาน
เขตพน้ื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษากาญจนบรุ เี ขต 4 ปการศกึ ษา 2554 จํานวน 966 คน ไดก ลมุ ตวั อยาง

65

จํานวน 290 คน ตวั แปรในการศึกษา ไดแ ก ดานหลักสตู รและการนําหลกสั ูตรไปใช ดา นวสั ดปุ ระกอบ
หลักสูตรและสอ่ื การเรยี นการสอน ดา นการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน และดา นผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น
ผลการศึกษาพบวา ประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานสังกัดสํานักงาน
เขตพ้นื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษากาญจนบรุ เี ขต 4 โดยภาพรวมและรายดานอยใู นระดับมากเรยี งลาํ ดับ
คา เฉลยี่ จากมากไปหานอ ยดงั น้ี ดา นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน รองลงมาดานหลักสูตร และ
การนําไปใช ดานวัสดุประกอบหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอนและดานผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
ของผูเ รียนตามลาํ ดบั ผลการเปรียบเทียบประสทิ ธภิ าพการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
สงั กัดสาํ นักงานเขตพนื้ ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต 4 จําแนกตามตําแหนง พบวา ภาพรวม
แตกตา งกนั อยางมีนยั สําคัญทางสถิติที่ 0.05 สวนรายดานแตกตางกัน 2 ดานคือดานหลักสูตร และ
การนําไปใชกบั ดา นการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนสวนดา นอืน่ ไมแ ตกตางกนั และผลการเปรียบเทียบ
ประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาข้ันพื้นฐานสังกัดสํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศกึ ษากาญจนบรุ ีเขต 4 จาํ แนกตามขนาดสถานศึกษาภาพรวมพบวาไมแตกตางกันแตมีสองดาน
ที่แตกตางกันคือดานหลักสูตรและการนาไปใชพบวาขนาดเล็กแตกตางขนาดใหญอยางมีนัยสําคัญ
ทางสถติ ิทรี่ ะดบั 0.05 สวนดานการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนพบวาขนาดเล็กแตกตางกับขนาด
กลางอยางมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 และขนาดเล็กแตกตางกับขนาดใหญอยางมีนัยสําคัญ
ทางสถิติทร่ี ะดับ 0.01 สวนดา น อ่ืน ๆ ไมแตกตางกนั

นพรัตน ศรีสกุล (2557) ไดศึกษาเร่ืองการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษา
สังกดั สํานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาระนอง การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค 1) เพื่อศึกษา
การบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
ระนอง 2) เพ่อื เปรียบเทยี บการบรหิ ารงานวชิ าการของโรงเรยี นประถมศกึ ษา สังกัดสาํ นกั งานเขตพน้ื ท่ี
การศกึ ษาประถมศกึ ษาระนอง จําแนกตามตําแหนง ระดับการศกึ ษา และตามประสบการณ เก็บรวบรวม
ขอมูลจากผบู รหิ ารและครใู นโรงเรยี น สงั กัดสาํ นกั งานเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาระนอง ปก ารศึกษา
2556 จาก 60 โรงเรียน ผูบริหารสถานศึกษา 64 คน และครู 377 คน รวม 441 คน โดยใชตัวแปร
ที่ศกึ ษา ตวั แปรอสิ ระ ไดแ ก ตาํ แหนง หนาท่ี ระดบั การศกึ ษา ประสบการณในการทํางาน ตัวแปรตาม
คือระดบั การบริหารงานวชิ าการของโรงเรียนประถมศกึ ษา สังกดั สาํ นักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา
ระนอง ตามขอบขายงานวิชาการ 7 ดาน คือ 1) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา 2) การพัฒนา
กระบวนการเรยี นรู 3) การวัดประเมนิ ผลและเทียบโอนผลการเรียน 4) การวิจัยเพ่ือพัฒนาคุณภาพ
การศึกษา 5) การพฒั นาสอื่ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศกึ ษา 6) การนเิ ทศการศึกษา 7) การพัฒนา
ระบบการประกนั คุณภาพภายในสถานศึกษา ผลการวิจัยพบวาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน
ประถมศึกษาสังกัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาระนองโดยภาพรวมอยูในระดับมาก
เรยี งลาํ ดบั จากคาเฉล่ียมากไปหานอย ไดดังน้ี ดานการพัฒนากระบวนการเรียนรู การพัฒนาระบบ

66

ประกันคณุ ภาพภายในสถานศึกษา ดา นการวัดผลประเมินผลและการเทยี บโอนผลการเรียน ดานการ
นิเทศการศึกษา ดานการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ดานการพัฒนาส่ือนวัตกรรมและเทคโนโลยี
ทางการศึกษาและดานการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา เปรียบเทียบตามตําแหนงหนาท่ี
ระดบั การศึกษา และประสบการณในการปฏิบัติงาน พบวา ไมแ ตกตา งกนั

เสรมิ สขุ โชติชว งฉตั รชยั (2557) ไดศึกษาเรือ่ ง การบรหิ ารงานวชิ าการโรงเรียนในสหวิทยา
เขตศรนี ครินทร สงั กัดสาํ นกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 2 โดยมีวตั ถุประสงคเพื่อ 1) เพื่อ
ศึกษาการบริหารงานวิชาการของโรงเรยี นในสหวิทยาเขตศรีนครินทร สงั กัดสํานักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษา
มัธยมศกึ ษา เขต 2 และ 2) เพอื่ เปรยี บเทยี บการบรหิ ารงานวชิ าการของโรงเรียนในสหวิทยาเขตศรีนครินทร
สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ตามสถานภาพของผูตอบแบบสอบถาม
ประชากรในการวจิ ยั ไดแก ครูผูสอนของโรงเรยี นในสหวิทยาเขตศรีนครนิ ทร สังกัดสาํ นกั งานเขตพน้ื ท่ี
การศึกษามธั ยมศึกษา เขต 2 จาํ นวน 4 โรงเรียน 486 คน ไดกลมุ ตัวอยาง จํานวน 219 คน ตัวแปรท่ีใช
ในการศึกษา ไดแ ก การบริหารงานวิชาการ จํานวน 12 ดาน ไดแก การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา
การพฒั นากระบวนการเรียนรู การวดั ผลประเมินผลและการเทียบโอนผลการเรียน การวิจัยเพื่อพัฒนา
คุณภาพการศึกษา การพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษา การพัฒนาแหลงเรียนรู
การนิเทศการศึกษา การแนะแนวการศกึ ษา การพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
การสงเสรมิ ความรูท างวชิ าการแกชมุ ชน การประสานความรวมมือในการพัฒนางานวิชาการกับสถานศึกษา
และองคกรอนื่ และการสงเสรมิ และสนับสนนุ งานวชิ าการแกบ ุคคล ครอบครวั หนวยงาน และสถาบันอ่ืน
ทีจ่ ัดการศกึ ษา ผลการศึกษาพบวา การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในสหวิทยาเขตศรีนครินทร
สังกัดสํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ในภาพรวมอยูในระดับมาก เม่ือพิจารณา
เปนรายดาน พบวา ดา นการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาอยูในระดับมากที่สุด เปนอันดับหนึ่ง รองลงมา
มกี ารปฏบิ ัติอยใู นระดับมากในดานการนิเทศการศึกษา ดา นการแนะแนวการศกึ ษา ดานการพัฒนาส่อื
นวัตกรรม และเทคโนโลยี ดานการพฒั นาแหลง เรียนรู ดา นการพัฒนากระบวนการเรยี นรู ดานการสง เสริม
และสนับสนุนงานวิชาการแกบุคคล ครอบครัว องคกร หนวยงาน และสถาบันอื่นที่จัดการศึกษา
ดา นการวดั ประเมินผลและเทยี บโอนผลการเรยี น ดา นการวิจยั เพือ่ พัฒนาคุณภาพการศึกษา ดานการ
ประสานความรวมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาและองคกรอื่น ดานการพัฒนาระบบ
ประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และดานการสงเสริมความรูทางวิชาการแกชุมชน ตามลําดับ
ผลการทดสอบสมมตุ ิฐาน พบวา ครทู ี่มีอายุ และกลุมสาระการเรียนรูตางกันมีความคิดเห็นเก่ียวกับ
การบริหารงานวชิ าการของโรงเรียนในสหวิทยาเขตศรีนครินทร สังกัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
มัธยมศึกษาเขต 2 ไมแตกตางกนั

67

อมรรัตน โพธิ์เพชร (2557) ไดศึกษาเรื่องความสัมพันธระหวางภาวะผูนําทางวิชาการ
ของผูบริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน สังกัด
สํานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 โดยมีวัตถุประสงคเพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาระดับ
ภาวะผนู าํ ทางวชิ าการของผูบริหารสถานศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน สงั กัดสํานักงานเขตพน้ื ท่กี ารศึกษามัธยมศึกษา
เขต 11 2) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัด
สํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธระหวางภาวะผูนํา
ทางวิชาการของผบู ริหารสถานศกึ ษากบั ประสิทธผิ ลการบรหิ ารงานวชิ าการของสถานศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน
สังกัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 4) เพื่อหาอํานาจในการทํานายและสราง
สมการทํานายของภาวะผนู าํ ทางวชิ าการของผูบริหารสถานศึกษากบั ประสทิ ธิผลการบริหารงานวิชาการ
ของสถานศึกษาข้ันพนื้ ฐาน สงั กดั สํานกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 โดยมีการเก็บขอมูล
จากผูบริหารสถานศึกษาและครูผูสอนในโรงเรียน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
เขต 11 ปการศึกษา 2555 จําแนกเปนผูบริหารสถานศึกษา จํานวน 24 คน และครูผูสอน จํานวน
314 คน โดยใชตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรอิสระ คือ 1. ภาวะผูนําทางวิชาการตามเกณฑมาตรฐาน
ของผูบริหารการศึกษาของคุรุสภา (2542) จํานวน 12 มาตรฐาน ตัวแปรตาม คือประสิทธิผลการ
บริหารงานวชิ าการตามขอบขายภารกิจการดาํ เนินงานวชิ าการ ผลการวิจัยพบวา ภาวะผูนําทางวิชาการ
และประสทิ ธภิ าพของผูบริหารสถานศกึ ษาในภาพรวมและรายดานอยใู นระดบั มาก สวนความสัมพันธ
ระหวางภาวะผูนําทางวิชาการของผูบริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ
ของสถานศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน มคี วามสัมพันธคอ นขางสูงและเปน ไปในทศิ ทางบวก (rxy = 0.62) อยางมี
นัยสาํ คญั ทางสถติ ิทร่ี ะดบั 0.01

ปรีดา ดําดวงโรม (2558) ไดศึกษาเรื่อง ความสัมพันธระหวางภาวะผูนําทางวิชาการของ
ผูบรหิ ารกับการสงเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงคของผูเรียนในโรงเรียน สังกัดสํานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศึกษามัธยมศึกษาเขต 11 จงั หวัดสุราษฎรธานี การวิจยั คร้ังนีม้ ีวตั ถปุ ระสงคเพื่อศึกษาระดับภาวะ
ผูนําทางวิชาการของผูบ ริหารสถานศกึ ษา และศกึ ษาการสง เสริมคณุ ลักษณะอันพึงประสงคของนักเรียน
และเพ่ือศึกษาความสัมพันธระหวางภาวะผูนําทางวิชาการของผูบริหารสถานศึกษากับการสงเสริม
คุณลักษณะของผูเรียนในโรงเรียน สังกัดสํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 11 จังหวัด
สรุ าษฎรธ านี เกบ็ รวบรวมขอมูลจากครูผูสอน จํานวน 322 คน โดยใชตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรอิสระ
คือ ภาวะผูนําทางวิชาการของผบู รหิ ารสถานศึกษา จากการศกึ ษาผวู จิ ัยสามารถสังเคราะหได 4 ดาน
ประกอบดว ย 1) การนิเทศการศึกษาและการพัฒนาหลักสูตร 2) การสงเสริมความรวมมือและการ
มสี ว นรว ม 3) การจดั การเรยี นการสอน 4) การสงเสริมบรรยากาศการเรียนการสอน ตัวแปรตาม คือ
การสงเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงคของผูเรียน ประกอบดวย 4 ดาน คือ 1) การสงเสริมดาน
ความซอื่ สตั ย สจุ ริต 2) การสง เสรมิ ดานความมีวนิ ัยและมคี วามรับผดิ ชอบ 3) การสงเสริมดานจิตสาธารณะ

68

4) การสงเสริมดานใฝเ รียนรู จากผลการวิจัยพบวาภาวะผูนําทางวิชาการของผูบริหาร โดยภาพรวม
และรายดานอยูในระดับมาก เรียงลําดับดังน้ี คือ ดานการนิเทศการศึกษาและการพัฒนาหลักสูตร
ดานการสง เสริมความรวมมือและการมีสวนรวม ดา นการจัดการเรียนการสอน และดานการสงเสริม
บรรยากาศการเรียนการสอน การสงเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงคของผูเรียน โดยภาพรวม และ
รายดานอยูในระดบั มากเรยี งลาํ ดับ ดงั นี้ คือ การสง เสรมิ ดา นซ่ือสตั ย สุจริต การสงเสริมดานความมีวินัย
และมคี วามรับผดิ ชอบ การสงเสรมิ ดา นจติ สาธารณะ และการสง เสริมดานใฝเ รียนรู ภาวะผูน าํ ทางวชิ าการ
ของผูบริหารมีความสัมพันธทางบวกกับการสงเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงคของผูเรียนในระดับ
คอ นขา งสงู (r = 0.767) อยา งมนี ัยสําคญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดับ 0.01

กนกพรรณ ยังบญุ สุข (2558) ไดศ กึ ษาเรือ่ ง ภาวะผนู ําทางวิชาการของผูบ ริหารสถานศึกษา
อําเภอเคียนซา สงั กัดสาํ นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษา สุราษฎรธานี เขต 3 โดยมีวัตถุประสงค
1) เพ่อื ศึกษาภาวะผูนําทางวชิ าการของผูบริหารสถานศึกษา อําเภอเคยี นซา สงั กัดสํานักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษาประถมศกึ ษา สรุ าษฎรธานี เขต 3 2) เพ่ือภาวะผูนําทางวิชาการของผูบริหารสถานศึกษา
เปรียบเทียบอําเภอเคียนซา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สุราษฎรธานี เขต 3
ตามความคดิ เหน็ ของครผู สู อน จาํ แนกตามเพศ อายุ และประสบการณการทาํ งาน เกบ็ รวบรวมขอมูล
จากครูผูสอนอําเภอเคียนซา สังกัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา สุราษฎรธานี เขต 3
ในปก ารศึกษา 2556 จํานวน 294 คน โดยใชตัวแปรท่ีศึกษา ตัวแปรอิสระ ไดแก เพศ อายุ ตัวแปรตาม
ไดแ ก ภาวะผนู าํ ทางวิชาการของผูบริหารสถานศึกษา 5 ดาน ดังน้ี 1) ดานการวางแผนงานวิชาการ
2) ดา นการบรหิ ารจัดการ 3) ดานการนิเทศ 4) ดานการสงเสริมบรรยากาศทางวิชาการ 5) ดานสนับสนุน
การจัดการเรยี นการสอน ผลการวิจยั พบวา ภาวะผูนาํ ทางวิชาการของผบู รหิ ารสถานศึกษา อาํ เภอเคยี นซา
สังกัดสาํ นกั งานเขตพืน้ ทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษา สรุ าษฎรธ านี เขต 3 ในภาพรวมและรายดาน อยูใน
ระดับมาก ยกเวนดานการสงเสริมบรรยากาศทางวิชาการ อยูในระดับปานกลาง เรียงลําดับ ดังน้ี
ภาวะผูนําดานการวางแผนงานวิชาการ ภาวะผูนําดานการจัดการเรียนการสอน ดานการนิเทศ
ดา นการบรหิ ารจัดการ และดานการสง เสริมบรรยากาศทางวชิ าการ ผลการเปรียบเทียบระดับภาวะผูนํา
ทางวิชาการของผูบริหารสถานศึกษาของครูท่ีมีเพศ และอายุตางกัน แตกตางกันอยางมีนัยสําคัญ
ทางสถิติท่ีระดบั 0.05

เจรญิ พงศ คงทน (2558) ไดศกึ ษาเรอ่ื ง ประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของผูบริหาร
สถานศกึ ษาสังกดั สํานกั งานเขตพ้ืนที่การศกึ ษา โดยมีวัตถปุ ระสงค 1) เพ่อื ศกึ ษาประสทิ ธิภาพการบริหาร
งานวิชาการของ ผบู ริหารสถานศึกษา สงั กดั สาํ นักงานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาปต ตานี 2) เพือ่
เปรยี บเทยี บประสทิ ธิภาพการบรหิ ารงานวชิ าการจําแนกตามตัวแปร เพศ ระดับการศกึ ษา ประสบการณ
การบริหาร และขนาดของสถานศึกษา และ 3) เพื่อประมวลปญหาและขอเสนอแนะในการบริหาร
งานวิชาการท่มี ีประสิทธภิ าพของผูบรหิ ารสถานศกึ ษา สังกดั สํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา ประถมศึกษา

69

ปต ตานีประชากร คอื ผูบริหารสถานศึกษา จาํ นวน 321 คน ตัวแปรท่ีใชในการศึกษา ไดแก ขอบขาย
การบรหิ ารงานวิชาการ 12 ดาน ประกอบดวย ดานการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ดานการพัฒนา
กระบวนการเรยี นรู ดานการวัดผล ประเมินผล และเทียบโอนผลการเรียน ดานการวิจัยเพ่ือพัฒนา
คุณภาพการศึกษา ดานการพัฒนาส่ือ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษา ดานการพัฒนา
แหลง เรียนรู ดา นการนเิ ทศการศกึ ษา ดานการแนะแนวการศึกษา ดานการพัฒนาระบบการประกัน
คุณภาพภายในสถานศกึ ษา ดานการสง เสริมความรูด านวิชาการแกชุมชน ดานการประสานความรวมมือ
ในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาและองคก รอนื่ ดา นการสง เสริมและสนับสนุนงานวิชาการแกบุคคล
ครอบครัว องคกร หนว ยงานและสถาบนั อืน่ ท่จี ดั การศกึ ษา ผลการศึกษาพบวา ประสิทธิภาพการบริหาร
งานวิชาการของผูบ รหิ ารสถานศึกษาสงั กัดสาํ นักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาปตตานโี ดยภาพรวม
อยใู นระดับมาก ผลการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของผูบริหารสถานศึกษา
สังกัดสํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาปตตานีพบวา ดานประสบการณการบริหาร และ
ขนาดสถานศกึ ษา แตกตางกัน สว นดานเพศและระดับการศึกษาไมแตกตางกัน และผลการประมวล
ปญหาและขอ เสนอแนะประสิทธภิ าพการบรหิ ารงานวิชาการของผบู รหิ ารสถานศกึ ษาสงั กดั สาํ นักงาน
เขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาปตตานีพบวาดานท่ีมีคาเฉล่ียสูงสุด 3 อันดับแรก คือ 1. ดานการ
พัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาคือขาดการวางแผนการประกันคุณภาพภายใน
สถานศกึ ษาโดยมขี อเสนอแนะใหม กี ารวางแผนการดําเนินการประกันคุณภาพการศึกษาทุกปการศึกษา
2. ดา นการวิจัยเพอ่ื พฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษาคือครูขาดทักษะการทําวจิ ัยในชน้ั เรียนโดยมีขอเสนอแนะ
ใหจัดอบรมสัมมนาใหความรเู กย่ี วกับการทาวิจยั ในชัน้ เรยี นและจัดต้ังเครือขายการวิจัยในระดับศูนย
เครอื ขา ยและ 3. ดา นการพฒั นากระบวนการเรียนรคู อื ครไู มส อนตามแผนจัดการเรยี นรูโดยมขี อ เสนอแนะ
ใหผบู ริหารหรอื ผทู ่ไี ดร ับมอบหมายควรนเิ ทศติดตามอยา งตอเน่อื ง

ปนดั ดา ศิรพิ ัฒนกลุ (2558) ไดศ ึกษาเรื่อง การศกึ ษาบทบาทการนิเทศภายในของผูบริหาร
สถานศึกษาขั้นพนื้ ฐาน ในจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงคเพื่อศึกษา
และเปรยี บเทียบบทบาทการนเิ ทศภายในของผบู รหิ าร สถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานในจังหวัดระยอง จันทบุรี
และตราด จําแนกตามประสบการณ การปฏิบัติงาน และขนาดของสถานศึกษา กลุมตัวอยางที่ใช
ในการวจิ ัยครั้งนี้ ไดแ ก ครผู ูสอนในจงั หวดั ระยอง จนั ทบรุ ี และตราด จาํ นวน 358 คน ไดมาดว ยวธิ กี ารสุม
แบบแบงช้นั ตามสัดสว น เครอ่ื งมือทใี ชใ นการเก็บ รวบรวมขอมูลเปน แบบสอบถามมาตราสวนประมาณคา
5 ระดบั ไดคาอาํ นาจจําแนกอยูระหวา ง 0.21 - 0.83 และมีคาความเชอ่ื มัน่ เทากับ 0.88 สว นสถิติที่ใช
ในการวิเคราะหขอมูล ไดแก คารอยละ คาเฉลี่ย คาเบ่ียงเบนมาตรฐาน การทดสอบคาที (t - test)
การวเิ คราะหความแปรปรวนทางเดียว (One - way ANOVA) และตรวจสอบความแตกตา งเปนรายคู
โดยวิธีการตรวจสอบความแตกตา ง ของเชฟเฟ (Scheffe') ผลการวจิ ัย พบวา 1) บทบาทการนิเทศภายใน
ของผูบริหารสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานการศึกษา ในจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด โดยรวมอยูใน

70

ระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบบทบาทการนิเทศ ภายในของผูบริหารสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
ในจงั หวัดระยอง จนั ทบุรี และตราด จําแนกตามประสบการณ ในการปฏบิ ัติงาน โดยรวมแตกตางกัน
อยา งมีนยั สาํ คญั ทางสถิตทิ ่ีระดบั 0.05 3) ผลการเปรียบเทียบบทบาทการนิเทศภายในของผูบริหาร
สถานศึกษาข้ันพน้ื ฐานในจังหวดั ระยอง จนั ทบรุ ี และตราด จําแนกตามขนาดของสถานศึกษา โดยรวม
และรายดา นแตกตา งกนั อยางมนี ัยสาํ คัญทางสถิติ ทรี่ ะดบั 0.05

นคเรศ ศรเี กอ้ื กูล (2559) ไดศึกษาเรอ่ื ง สภาพการดาํ เนินงานวิชาการของสถานศึกษา สังกดั
สาํ นกั งานเขตพืน้ ที่การศึกษามธั ยมศึกษา เขต 28 โดยมีวตั ถุประสงค 1) เพอ่ื ศกึ ษาการดาํ เนินงานวชิ าการ
เปรียบเทยี บของสถานศึกษาสังกดั สํานักงานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษามัธยมศึกษา เขต 28 2) เพ่ือเปรียบเทียบ
สภาพการดาํ เนนิ งานวชิ าการของสถานศกึ ษาสังกัดสํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 28
และ 3) เพ่ือศึกษาแนวทางในการพัฒนางานวิชาการและขอเสนอแนะในการดําเนินงานวิชาการ
ของสถานศกึ ษาสังกัดสํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 28 ประชากรท่ีใชในการศึกษา
ไดแก บุคลากรในสถานศึกษาสังกัดสํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 28 4,300 คน
ไดกลุมตัวอยาง 552 คน ตัวแปรท่ีใชในการศึกษาไดแกการบริหารงานวิชาการ 17 ดาน ไดแก
ดา นการพัฒนาหรอื ดาํ เนินการเกย่ี วกับการใหค วามเห็นการพฒั นาสาระหลกั สตู รทอ งถ่นิ ดา นการวางแผน
งานดา นวชิ าการ ดา นการจดั การเรียนการสอนในโรงเรยี น ดา นการพัฒนาหลักสตู รโรงเรียน ดานการ
พฒั นากระบวนการเรยี นรู ดานการวัดผล ประเมินผลและดาํ เนนิ การเทียบโอนผลการเรียน ดานการวิจัย
เพ่อื พัฒนาคุณภาพการศึกษา ดานการพัฒนาและสงเสริมใหมีแหลงเรียนรู ดานการนิเทศการศึกษา
ดานการแนะแนว ดานการพฒั นาระบบการประกนั คณุ ภาพและมาตรฐานการศกึ ษา ดา นการสงเสรมิ ชมุ ชน
ใหมีความเขมแขง็ ดา นวิชาการ ดา นการประสานความรวมมือในการพัฒนาวิชาการ ดานการสงเสริม
และสนบั สนุนงานวิชาการ ดา นการจัดทําระเบียบและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับงานดานวิชาการ ดานการ
คดั เลือกหนงั สอื แบบเรยี นเพอ่ื ใชในสถานศกึ ษา และดา นการพฒั นาและใชสอื่ เทคโนโลยีทางการศกึ ษา
ผลการศึกษา พบวา สภาพการดําเนนิ งานวชิ าการของสถานศึกษาสงั กัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มธั ยมศึกษา เขต 28 โดยรวมมกี ารปฏิบตั อิ ยูในระดบั มาก เมื่อพิจารณาเปนรายดา น พบวา มีการปฏิบัติ
อยใู นระดับมากทุกดา น บุคลากรทีม่ ีสถานภาพตําแหนงและขนาดสถานศึกษาตางกัน มีความคิดเห็น
เกี่ยวกบั สภาพการดาํ เนนิ งานวิชาการของสถานศึกษาสงั กัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา
เขต 28 แตกตา งกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 แนวทางในการพัฒนาและขอเสนอแนะ
การดําเนินงานวิชาการของสถานศึกษาสังกัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 28
สามารถสรุปผลไดดงั น้ี ดานการพฒั นาระบบประกันคุณภาพภายใน ไดแนวทางวา สถานศึกษาควรมี
การแตงต้ังคณะกรรมการจากทุกฝายท่ีเก่ียวของ ประชุมชี้แจงทุกฝายท่ีเก่ียวของระดมความคิด
วิเคราะหผลหาทางพัฒนา โดยใชระบบ PDCA ดานการพัฒนาส่ือและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
ไดแนวทางวาสถานศึกษาควรเนนการสรางสรรคส่ือแปลกใหมและหลากหลาย ที่จะชวยใหผูเรียน

71

สามารถทจ่ี ะศกึ ษาคน ควาไดดวยตนเอง อีกท้ังส่ือการเรียนตองสอดคลองกับเนื้อหาสาระที่จะเรียน
ดานการพฒั นากระบวนการเรียนรู ไดแ นวทางวา สถานศึกษาควรมีการพฒั นากระบวนการเรียนรูใหมี
ประสิทธภิ าพโดยเปด โอกาสใหช ุมชนเขามามีสวนรวมในการจัดการศึกษา และดานการพัฒนาหลักสูตร
ของสถานศึกษา ไดแนวทางวา สถานศึกษาควรมีการวางแผนและการดําเนินการบริหารงานบุคคล
การวางแผนพัฒนาการศกึ ษาและการใชงบประมาณการระดมทรัพยากรเพือ่ การศึกษา

มูนา จารง (2560) ไดศึกษาเรื่อง การบริหารงานวิชาการของผูบ รหิ ารสถานศึกษาตามทศั นะ
ครูผสู อนในศูนยเครือขา ยตลง่ิ ชนั สงั กัดสาํ นักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 2 โดยมี
วตั ถุประสงค 1) เพือ่ ศกึ ษาการบริหารงานวิชาการของผบู รหิ ารสถานศกึ ษาตามทศั นะครผู สู อนในศนู ย
เครือขายตลิ่งชันสังกัดสํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 2 2) เพื่อเปรียบเทียบ
การบริหารงานวชิ าการของผบู ริหารสถานศึกษาตามทัศนะครูผูสอน ในศูนยเครือขายตล่ิงชัน สังกัด
สํานักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต 2 โดยจาํ แนก ตามตัวแปร เพศระดับการศึกษา
และประสบการณการปฏิบัติงาน 3) เพื่อประมวลเก่ียวกับขอเสนอแนะการบริหารงานวิชาการ
ของผบู รหิ ารสถานศกึ ษาตาม ทัศนะครูผสู อนในศูนยเครือขายตลง่ิ ชัน สงั กัดสาํ นักงานเขตพืน้ ทกี่ ารศึกษา
ประถมศึกษายะลา เขต 2 ประชากรท่ีใชในการวิจัยไดแก ครูผูสอนในศูนยเครือขายตล่ิงชัน สังกัด
สํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 2 จํานวน 217 คน ไดกลุมตัวอยาง 141 คน
ตัวแปรท่ีใชในการวิจยั เปน การบรหิ ารงานวิชาการ จํานวน 17 ดา น ไดแ ก ดานการพัฒนาหรือดําเนินการ
เกี่ยวกับการใหความเหน็ การพฒั นาสาระหลกั สตู รทอ งถิน่ ดา นการวางแผนงาน ดา นวิชาการ ดา นการ
จัดการเรยี นการสอนในสถานศกึ ษา ดานการพัฒนาหลักสูตรในสถานศึกษา ดานการพัฒนากระบวนการเรียนรู
ดา นการวัดผล ประเมินผลและดําเนินการเทียบโอนผลการเรียน ดานการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพ
การศกึ ษาในสถานศึกษา ดา นการพฒั นาสง เสรมิ ใหมแี หลงเรยี นรู ดานการนิเทศการศึกษา ดานการแนะแนว
ดานการพฒั นาระบบการประกนั คุณภาพและมาตรฐานการศึกษา ดา นการสงเสริมชุมชนใหม ีความเขม แขง็
ดานวิชาการ ดานการประสานความรวมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาและองคกรอื่น
ดานการสง เสริมและสนบั สนนุ งานวิชาการแกบ ุคคล ครอบครวั องคก ร หนว ยงาน สถานประกอบการ
และสถาบันอื่นที่จัดการศึกษา ดานการจัดทําระเบียบ และแนวปฏิบัติเก่ียวกับงานดานวิชาการ
ของสถานศึกษา ดานการคัดเลือกหนังสือแบบเรียนเพ่ือใชในสถานศึกษา และดานการพัฒนา และ
ใชสอ่ื เทคโนโลยีทางการศกึ ษาผลการศกึ ษาพบวา ระดบั การบรหิ ารงานวิชาการของผูบริหารสถานศึกษา
ตามทศั นะครูผูสอนในศูนยเ ครอื ขายตล่ิงชนั สังกดั สาํ นกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต 2
ดา นการบริหารงานวชิ าการโดยภาพรวมอยใู นระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายดานทม่ี คี าเฉลี่ยสูงสุด
3 อันดับ พบวา ดานการวดั ผลประเมินผลและดําเนินการเทียบโอนผลการเรียน มีคาเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา
คือ ดานการพัฒนากระบวนการเรียนรูและดานการพัฒนาหรือดําเนินการเกี่ยวกับการใหความเห็น
การพฒั นาสาระหลกั สตู รทองถ่ินตามลาํ ดบั ผลการเปรียบเทียบระดบั การบริหารงานวิชาการของผบู ริหาร

72

สถานศึกษาตามทัศนะครผู สู อนในศนู ยเ ครอื ขายตล่ิงชันสังกดั สานกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
ยะลาเขต 2 พบวา โดยรวมเพศ ระดับการศกึ ษาและประสบการณทํางาน ตา งกนั มีระดับการบริหาร
งานวชิ าการ ไมแ ตกตา งกนั และขอเสนอแนะเกีย่ วกับการบรหิ ารงานวิชาการของผูบริหารสถานศกึ ษา
ตามทัศนะครูผสู อนในศูนยเ ครือขายตลิ่งชันสังกดั สาํ นกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 2
คอื ผูบ รหิ ารควรมีการวางแผนงานดานวิชาการควรพัฒนาหรือดําเนินการเก่ียวกับการใหความเห็น
การพฒั นาสาระหลักสตู รทอ งถนิ่ และควรมกี ารนิเทศการศึกษาเปน ระยะ ๆ

งานวิจัยตางประเทศ
Moseley (2000) ไดศึกษาเกี่ยวกับองคประกอบที่สงผลตอประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ของโรงเรียนขนาดเลก็ ในมสิ ซูร่โี ดยจําแนกตัวแปรตานประสทิ ธิภาพเปน 7 ตัว คอื 1. การวัดและประเมิน
ความเสมอภาค 2. จํานวนนกั เรยี นทไี่ ดรบั บรกิ ารอาหารกลางวนั 3. อตั ราเฉลีย่ ของการมาเรยี น 4. อัตราครู
ตอ นักเรยี น 5. อัตราเฉลยี่ คา ใชจา ยรายหวั นกั เรียนตอ จาํ นวนนักเรยี น 6. ความหนาแนนของประชากร
ในเขตชมุ ชน 7. อตั ราการเสียภาษีและการวัดประสทิ ธผิ ลของโรงเรยี นวัดจากนักเรียนเกรด 3, 6 และ
เกรด 10 โดยใชแบบติดตามผลการเรยี นรูของรฐั บาลทดสอบการอานคณิตศาสตรวิทยาศาสตร และ
สังคมศกึ ษาผลการวิจยั พบวา ประสทิ ธิภาพของโรงเรยี นเม่ือจําแนกตามขนาดแลวมีความแตกตางกัน
อยางมีนัยสําคัญโดยโรงเรียนขนาดเล็กมีประสิทธิภาพมากกวาโรงเรียนขนาดใหญสวนประสิทธิผล
ของโรงเรียนไมพบวา มีความแตกตา งกัน
Green (2005) ศึกษาเร่ือง การรับรูของครู ผูปกครอง และนักเรียนเก่ียวกับคุณลักษณะ
ของโรงเรียนที่มีประสิทธิผลตามรัฐธรรมนูญโรงเรียนในรัฐเท็กซัส ผลการศึกษาพบวา คุณลักษณะ
ของรฐั ธรรมนญู โรงเรยี นทมี่ ปี ระสทิ ธิผลที่ครู ผปู กครอง และนกั เรียนเหน็ ดว ยรว มกนั ได การจัดส่ิงแวดลอ ม
ที่ปลอดภัยและเรยี บรอ ย การจัดบรรยากาศเชิงบวก การกําหนดความคาดหวงั สงู และการตรวจสอบ
ความสาํ เร็จอยางตอเนือ่ ง ครูและผปู กครองเหน็ วา โรงเรียนทม่ี ีประสิทธผิ ลตอ งเปน โรงเรียนท่ีมีภาวะ
ผนู าํ ของครแู ละการกําหนดพนั ธกิจท่ชี ดั เจน หนักแนน มีการสงเสริมโอกาสในการเรยี นรสู ูง สวนนกั เรียน
ไมแ นใจถงึ การสงเสรมิ โอกาสในการเรียนรเู ตม็ ความสามารถ เฉพาะผปู กครองและนักเรยี นเหน็ ดวยกบั
การใหผปู กครองมสี วนรว ม ครูไมมน่ั ใจวา โรงเรียนจัดใหมีการพัฒนาความเช่ียวชาญอยางจริงจัง และ
ใหพ วกครูไดรว มตดั สนิ ใจดวย
Supovitz & Poglinco (2001) ไดศกึ ษาภาวะผูนําทางวิชาการในการปฏิรูปที่อาศัยเกณฑ
มาตรฐานเปนหลัก ไดสรุปพฤติกรรมภาวะผูนําทางวิชาการท่ีสงผลตอผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน และ
ใชเ คร่ืองมือทเ่ี กย่ี วของ ดังนี้ 1) การตัง้ ความคาดหวังไวสูง (High expectations) เก่ียวกับผลการปฏิบัติ
ของนกั เรียนวา นักเรียนควรรูอ ะไรและควรสามารถทาํ อะไรไดบ างในชว งหวั เลีย้ วหัวตอทางการศึกษา
เปนการต้ัง มาตรฐานใหมส าํ หรบั นักเรยี นและครู 2) การเนน การรเิ รม่ิ การอา นออกเขียนได (An initial
focus on literacy) โดยมีสาระเกย่ี วกับเสียงภาษาพดู หนังสือทใี่ ชร วมกนั การอานหนังสือนอกเวลา

73

การเขียนประจาํ วนั และการเขียน นอกเวลา 3) มีหลักสูตรแกนกลาง (A Common Core Curriculum)
ท่ีสอดคลองกับมาตรฐานชวี ติ และการปฏิบตั ติ าง ๆ ในโรงเรียนขนึ้ อยกู บั หลักสตู รแกนกลาง 4) การประเมิน
โดยอาศัยเกณฑมาตรฐาน (Standards - Based Assessment) รวมท้ังการ สอนอิงเกณฑประเมินใหม
ทีส่ อดคลอ งกบั มาตรฐาน หลักสูตรแกนกลาง และเปนการประเมนิ ทม่ี ีการ สะทอ นกลบั ตอ ครแู ละนักเรยี น
ท่ีละเอียด ทาํ ใหทราบถึงระดบั ทกั ษะของนกั เรยี นเมื่อเทียบกับเกณฑ มาตรฐาน 5) จัดโครงสรา งภาวะ
ผูนําโรงเรียน (A Distributed School Leadership Structure) โดยท่ีมี ผูบริหารโรงเรียนเปนผูนําพา
ใหเ กิดส่ิงเหลาน้ี ประสานการใชประโยชนจากโครงสรา ง วิเคราะหผลท่ี เกดิ ขนึ้ และกาํ หนดเปาหมาย
การปฏิบัติงาน ใชโครงการเครือขายความปลอดภัยเพื่อจัดเวลาใหนักเรียน ไดรับการสอนเพ่ิมเติม
สรา งความมนั ใจวามีทรัพยากรทจ่ี าํ เปน จัดเวลาและกจิ กรรมอื่น ๆ ของโรงเรยี น ใหส อดคลอ งกับแนวปฏิบัติ
ของโรงเรียน 6) เครือขายความปลอดภยั (Safety nets) จดั ใหมไี วใ นโรงเรียนเปน รายวันเปนป เครือขาย
ความปลอดภยั ชวยสง เสริมและใหโอกาสนักเรียนไดบ รรลุถึงเกณฑม าตรฐานตา ง ๆ ได 7) ความมุงมั่น
(Commitment) ตอความเปน มอื อาชีพของครู ทีจ่ ะชว ยใหครปู ฏิบัติ หนาทเ่ี ต็มความสามารถ โดยให
มกี ารพัฒนาและสนับสนุนวิชาชีพครูอยางตอเนื่องซึ่งสอดคลองกับ มาตรฐาน และโดยเน้ือหา และ
การศึกษากเ็ ชือ่ มโยงกนั อยา งใกลชดิ

O’Donnell & White (2005) ไดศ กึ ษาความสัมพนั ธระหวางพฤติกรรมภาวะผูนําทางวิชาการ
ของผบู ริหารโรงเรยี นกับผลสัมฤทธข์ิ องนักเรยี น ผวู จิ ัยไดส ุมโรงเรียนระดับมัธยม โดยใหครูสี่คน และ
ผบู รหิ ารโรงเรียนของแตละโรงเรียนทําแบบสอบถามระดับความเห็นเก่ียวกับการบริหารจัดการทาง
วชิ าการของผบู ริหารของฮอลลิงเจอร แบบสอบถามมี 50 พฤติกรรมสําหรับโรงเรียนที่มีประสิทธิผล
พบวา ครรู บั รูวาพฤติกรรมของผบู ริหารโรงเรยี นที่เนนการพัฒนาบรรยากาศการเรียนรูของโรงเรียน
เปนตวั ชผี้ ลสัมฤทธิ์ของนกั เรยี น นอกจากนัน้ ยงั พบวา ผูบริหารโรงเรียนในโรงเรียนที่มีฐานะทางสังคมดี
ท่ีเช่ือวา ไดแสดงพฤตกิ รรมสัมพันธก บั พนั ธกิจของโรงเรยี นจะเปนโรงเรียนทม่ี ีผลสมั ฤทธิก์ ารอานสงู กวา

Rosemaria (2005) ไดทําการวิเคราะหถ งึ พฤตกิ รรมผบู ริหารในโรงเรียนประถมศึกษา โดย
ทาํ การสํารวจประสทิ ธิภาพของโรงเรยี น ความสาํ เรจ็ ของนกั เรยี นและพฤตกิ รรมของผูริหารวา มคี วามสัมพนั ธ
กนั อยางไร พบวา พฤตกิ รรมผูบริหาร ไดแ ก การสนับสนนุ การเรยี นการสอน การนิเทศ วสิ ยั ทศั น และ
การทมุ เทในการทาํ งานมคี วามสัมพันธก บั ความสําเร็จของโรงเรียนท่ีวัดดวยความสําเร็จของนักเรียน

จากการศกึ ษางานวจิ ยั ท่เี กี่ยวของทัง้ ภายในประเทศและตางประเทศพอสรปุ ไดว า เปนการศึกษา
ทเี่ กยี่ วกบั การบรหิ ารงานวิชาการหรอื เปน การกลาวถงึ ลักษณะการบริหารโรงเรียนใหมีประสิทธิภาพ
ใหมีคุณภาพทง้ั ส้นิ เพราะงานวชิ าการเปน งานหลกั เปน หัวใจท่สี ําคญั ของโรงเรยี น และการดําเนินงาน
ทีเ่ ก่ียวขอ งกับการพฒั นาผูเรียนที่คลอบคลุมถึงการใชหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การใชส่ือ
การวัดผลประเมนิ ผล การนิเทศการสอน และการประกันคุณภาพการจัดการเรียนการสอน เปนตน
เพื่อใหผ เู รยี นมีผลสมั ฤทธิท์ างการทางการเรียนท่ีพัฒนาขึ้น

บทที่ 3

วิธดี ําเนนิ การวิจัย

การวิจยั ในคร้ังนี้ ผวู จิ ัยมุงศึกษาประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเล็ก
ตามความคดิ เหน็ ของครู สงั กัดสาํ นกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2 ผูวิจัย
ดาํ เนนิ ตามข้นั ตอน ดังน้ี

1. ประชากรและกลมุ ตัวอยา ง
2. เครื่องมอื ท่ใี ชใ นการรวบรวมขอมลู
3. การเกบ็ รวบรวมขอมูล
4. การวิเคราะหขอ มลู และสถิติท่ีใช

ประชากรและกลมุ ตวั อยาง

ประชากร
ประชากรทใี่ ชศ กึ ษาคร้งั นี้ ไดแ ก สถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
ประถมศึกษาสรุ าษฎรธานี เขต 2 จํานวน 92 โรงเรียน (สํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา
สรุ าษฎรธานี เขต 2, 2560)
กลุม ตวั อยา ง
กลุมตวั อยางทใ่ี ชในการศกึ ษา ไดแก สถานศกึ ษาขนาดเลก็ สงั กัดสาํ นักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาสรุ าษฎรธ านี เขต 2 ใชว ธิ ีการคดั เลือกกลุมตวั อยา งตามข้ันตอน ดงั น้ี

1. กําหนดขนาดกลุมตัวอยางโดยใชตารางสําเร็จรูปของ Krejcie and Morgan (1970 :
608) ไดกลมุ ตัวอยาง 76 โรงเรยี น

2. เลอื กกลุม ตวั อยางโดยการสุมอยางงาย (Simple Random Sampling) ดวยวิธีการ
จบั ฉลาก กําหนดผูใ หขอมูล เปน ครผู สู อน โรงเรียนละ 3 คนรวมท้ังส้ิน 228 คน

เครอ่ื งมอื ทีใ่ ชในการเกบ็ รวบรวมขอ มูล

เคร่ืองมือที่ใชในการวิจัยคร้ังนี้ ผูวิจัยสรางแบบสอบถาม (Questionnaire) ตามขั้นตอน
โดยศึกษาหาความรพู ืน้ ฐาน กาํ หนดนยิ ามศพั ท กรอบแนวคดิ ในการศึกษาคน ควา สรางแบบสอบถาม
ตามมาตราสว นมาตรวัดประมาณคา 5 ระดบั โดยมเี นอ้ื หาครอบคลมุ ประสทิ ธิผลการบริหารงานวิชาการ

75

สถานศึกษาขนาดเล็กตามความคิดเห็นของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา
สุราษฎรธานี เขต 2 โดยแบงเปน 3 ตอน คอื

ตอนที่ 1 เปนแบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพและขอมูลท่ัวไปของผูตอบแบบสอบถาม
มีลักษณะเปนแบบตรวจสอบรายการ (Check List) ของครู ไดแก เพศ วุฒิทางการศึกษา และ
ประสบการณการทาํ งาน

ตอนท่ี 2 เปนแบบสอบถามประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเล็ก
ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2
โดยแบงเปน 5 ดา น คือ ดานการพัฒนาหลักสตู รของสถานศึกษา ดานการพัฒนากระบวนการเรียนรู
ดานการวัดผล ประเมินผล และดําเนนิ การเทียบโอนผลการเรียน ดานการนิเทศการศึกษา และดาน
การพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษามีลักษณะแบบมาตราสวน
ประมาณคา (Rating Scale) 5 ระดับ ตามแบบของ ลิเคิรท (Likert Scale) กําหนดเกณฑสําหรับ
แปลความหมายจากคะแนนเฉลยี่ ดังน้ี

คะแนนระดับ 5 หมายถึง มกี ารปฏบิ ตั ิอยูใ นระดบั มากทส่ี ดุ
คะแนนระดบั 4 หมายถงึ มกี ารปฏิบัติอยูในระดบั มาก
คะแนนระดับ 3 หมายถึง มีการปฏบิ ตั ิอยใู นระดบั ปานกลาง
คะแนนระดบั 2 หมายถึง มีการปฏิบตั อิ ยใู นระดบั นอย
คะแนนระดับ 1 หมายถึง มกี ารปฏิบตั อิ ยูในระดบั นอ ยทส่ี ุด
ตอนท่ี 3 เปน แบบสอบถามปลายเปด (Open Ended Questionnaires) เก่ียวกับขอ เสนอแนะ
แนวในการปรับปรุงการบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเล็กโดยกําหนดทิศทางในการตอบไว
ในขอคําถาม
ข้ันตอนการสรางเครอ่ื งมือ
การสรางแบบสอบถามในการศึกษาครั้งน้ี ผูวจิ ยั ไดส รางขึน้ จากเอกสาร ตํารา และบางสวน
ไดดัดแปลงมาจากงานวิจยั ตาง ๆ โดยดาํ เนนิ การสรางเคร่อื งมือมีข้ันตอน ดงั น้ี
1. ศึกษาจากเอกสารตาํ รา ระเบยี บ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเก่ียวของเพ่ือนํามา
เปน แนวทางในการสรา งแบบสอบถาม
2. กาํ หนดประเด็นและขอบเขตของคําถามใหส อดคลองกบั วัตถุประสงคและกรอบแนวคดิ
ในการวจิ ัย
3. สรางแบบสอบถามฉบบั รา งเสนอคณะกรรมการทป่ี รกึ ษาตรวจสอบความครอบคลุม
เน้อื หาและความถกู ตอ งของการใชสาํ นวนภาษา และขอ เสนอแนะพรอมท้ังดําเนินการปรับปรุงแกไข
ขอ บกพรอ งตามคาํ แนะนาํ

76

4. นาํ แบบสอบถามไปใหผูเชี่ยวชาญ จาํ นวน 5 คน ประกอบดวยผูเ ชย่ี วชาญดา นวัดผล
ประเมนิ ผลการบรหิ ารสถานศกึ ษา จาํ นวน 3 คน ดานวจิ ยั จาํ นวน 1 คน และดานภาษาไทย จํานวน
1 คน ตรวจสอบความถกู ตองของภาษาและความเทีย่ งตรงของเน้ือหาโดยการหาคาดัชนีความสอดคลอง
(Index of Item - Objective Congruence : IOC) ระหวางขอ คําถามโดยใหคะแนน ดังนี้

+1 เห็นวา ขอ ความนนั้ สอดคลอ งตามเน้ือหาทร่ี ะบไุ ว
0 ไมแนใ จวาขอความนน้ั สอดคลอ งตามเน้อื หาทรี่ ะบุไว
-1 แนใจวา ขอ ความน้นั ไมส อดคลอ งตามเน้อื หาทร่ี ะบุไว
5. นําแบบสอบถามท่ีไดป รบั ปรงุ แกไ ขแลวไปทดลองใช (Try out) กับประชากรทีไ่ มใช
กลมุ ตัวอยา ง จาํ นวน 30 ตวั อยา ง เพ่ือหาคา ความเชื่อม่นั (Reliability) ของแบบสอบถามดวยวิธีการ
ตรวจสอบความสอดคลองภายใน (Internal Consistency Method) โดยใชวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟา
(Alpha - Coefficient) ตามวิธกี ารของ Cronbach (กลั ยา วานิชยบญั ชา, 2557 : 159) โดยแบบสอบถาม
ท้งั ฉบับมีคา ความเชอ่ื มั่น 0.86
6. นาํ แบบสอบถามทีไ่ ดห าคา ความเทยี่ งตรงและหาคาความเชอื่ มนั่ มาปรบั ปรงุ แกไข
เพอ่ื ใหม คี วามสมบรู ณ แลว เสนออาจารยท ีป่ รกึ ษาเพอื่ ขอความเห็นชอบ
7. นําแบบสอบถามฉบับสมบรู ณไ ปใชเก็บขอมลู กบั กลมุ ตัวอยา งของครูผูสอนสถานศึกษา
สถานศกึ ษาขนาดเล็ก สังกัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2 จนครบ
จํานวนที่กําหนดไว

การเก็บรวมรวมขอ มลู

ผูวิจัยดําเนินการเกบ็ ขอมลู โดยมีข้นั ตอนดงั ตอ ไปน้ี
1. ผูวิจัยขอหนังสือ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎรธานี ถึงผูอํานวยการสถานศึกษา

ขนาดเล็ก สงั กดั สาํ นกั งานเขตพนื้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาสุราษฎรธานี เขต 2เพื่อขออนุญาตในการ
เก็บรวบรวมขอ มลู

2. ผูวิจัยจัดสงแบบสอบถามถึงกลุมตัวอยาง และขอรับแบบสอบถามคืนดวยตนเอง
ในวันที่มีการเขารวมประชุมประจําเดือนของผูบริหารสถานศึกษาตามปฏิทินการปฏิบัติงาน
ของสํานกั งานเขตพนื้ ทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสุราษฎรธานี เขต2

3. ตรวจสอบความถูกตองสมบูรณ และจํานวนของแบบสอบถามทุกชุดภายหลังจาก
การเก็บรวบรวมขอ มูล

4. ดําเนนิ การวิเคราะหข อมูลตามวัตถุประสงคของการวิจยั

77

การวิเคราะหข อมลู และสถิตทิ ี่ใช

การวเิ คราะหขอมลู
การวิจยั ครั้งน้ีผูวจิ ยั วิเคราะหขอมูลโดยใชโปรแกรมสําเร็จรูป SPSS (Statistical Package
for the Science) หาคาสถติ ิ ดงั น้ี
ตอนท่ี 1 การวเิ คราะหขอมูลสถานภาพของผูตอบแบบสอบถาม ใชสถิติคาแจกแจงความถี่
(Frequency) และคารอยละ (Percentage) นําเสนอเปน ตารางประกอบการบรรยายผล
ตอนที่ 2 วิเคราะหข อ มลู ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการสถานศกึ ษาขนาดเลก็ ตามความ
คดิ เหน็ ของครู สังกดั สํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2 โดยหาคาเฉล่ีย
(Χ ) คาเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) นาํ เสนอเปน ตารางประกอบการบรรยายผล โดยกําหนดการแปล
ความหมายใชหลักเกณฑก ารแบง เปน 5 ระดบั (ธานินทร ศิลปจ ารุ, 2557 : 75) ดงั น้ี

คะแนนเฉล่ีย 4.50 - 5.00 หมายถงึ มปี ระสิทธผิ ลในระดับมากทสี่ ดุ
คะแนนเฉลี่ย 3.50 - 4.49 หมายถึง มปี ระสิทธผิ ลในระดบั มาก
คะแนนเฉล่ีย 2.50 - 3.49 หมายถึง มปี ระสิทธผิ ลในระดบั ปานกลาง
คะแนนเฉลีย่ 1.50 - 2.49 หมายถงึ มปี ระสิทธผิ ลในระดบั นอ ย
คะแนนเฉลย่ี 1.00 - 1.49 หมายถึง มีประสิทธผิ ลในระดับนอ ยทสี่ ุด
ตอนท่ี 3 การเปรียบเทียบประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเล็ก
ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2
วิเคราะหโดยการทดสอบคาที (t - test) สําหรับตัวแปร 2 กลุม และการทดสอบคาเอฟ (F - test)
ชนิดความแปรปรวนทางเดียว (One way ANOVA) สําหรับตวั แปรท่ีมากกวา 2 กลุมข้ึนไป ถาพบวา
การวิเคราะหขอมูลในดานใดมีความแตกตางกันแลว จะทําการทดสอบเปรียบเทียบคาเฉล่ียรายคู
โดยใชวธิ กี ารของเชพเฟ (Scheffe')
ตอนท่ี 4 ขอเสนอแนะแนวในการปรับปรุงการบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเล็ก
ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2
จากแบบสอบถามปลายเปด (Open Ended Questionnaires) มาวเิ คราะหเชิงพรรณนา
สถติ ิท่ีใชใ นการวเิ คราะหข อมลู
ผวู ิจยั ไดใ ชส ถติ ิในการวิเคราะหขอ มลู ดังนี้
1. สถิติพน้ื ฐาน

1.1 วเิ คราะหโ ดยการแจกแจงความถี่ และการหาคารอยละ
1.2 วเิ คราะหโดยหาคา เฉลีย่ (Χ )
1.3 วิเคราะหโ ดยหาคา ความเบีย่ งเบนมาตรฐาน (S.D.)

78

2. สถติ ทิ ่ใี ชในการตรวจสอบคณุ ภาพเครื่องมอื
2.1 คา ดชั นีความสอดคลองระหวางขอ คาํ ถามและวัตถปุ ระสงค ( Index of Item

Objective Congruence : IOC)
2.2 คาความเชื่อม่ันของแบบสอบถามโดยวิธีหาคาสัมประสิทธิ์แอลฟา ตามวิธี

ของCronbach
3. สถิตทิ ใ่ี ชใ นการทดสอบสมมติฐาน
3.1 สถิติที่ใชในการทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับความแตกตางจําแนกตามเพศ

วุฒทิ างการศกึ ษา ใชส ถติ ิ (t - test)
3.2 สถติ ทิ ่ใี ชใ นการทดสอบสมมติฐานเก่ยี วกบั ความแตกตางจําแนกตาม

ประสบการณการทาํ งานใชส ถติ กิ ารวเิ คราะหค วามแปรปรวนทางเดยี ว (one - way ANOVA)

บทท่ี 4

ผลการวิเคราะหข อ มลู

การศกึ ษาเรือ่ ง ประสิทธิผลการบรหิ ารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเล็กตามความคิดเห็น
ของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2 ผูวิจัยไดเสนอผล
การวิเคราะหข อมลู ตามลาํ ดบั ดังน้ี

ผลการวิเคราะหขอมลู

ผลการวิเคราะหขอ มลู ผวู ิจยั ไดน ําเสนอผลการวเิ คราะหข อมลู ดังน้ี
ตอนท่ี 1 ผลการวิเคราะหสถานภาพสวนบุคคลของครูในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัด
สํานักงานเขตพ้นื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษาสุราษฎรธ านี เขต 2
ตอนท่ี 2 ผลการวิเคราะหข อ มลู ระดบั ประสทิ ธิผลการบรหิ ารงานวชิ าการสถานศึกษาขนาดเล็ก
ตามความคดิ เห็นของครสู งั กัดสาํ นกั งานเขตพนื้ ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาสุราษฎรธานี เขต 2
ตอนที่ 3 ผลการเปรียบเทียบประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเล็ก
ตามความคิดเหน็ ของครู สังกดั สาํ นกั งานเขตพ้ืนทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสรุ าษฎรธ านี เขต 2 จาํ แนกตาม
สถานภาพสวนบุคคล
ตอนที่ 4 ขอเสนอแนะและแนวทางในการปรับปรุงการบริหารงานวิชาการสถานศึกษา
ขนาดเลก็ ตามความคดิ เหน็ ของครู สงั กัดสํานักงานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาสุราษฎรธ านี เขต 2

ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะหสถานภาพสวนบุคคลของครูในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสํานักงาน
เขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธ านี เขต 2

ผลการวิเคราะหขอมูลสถานภาพสวนบุคคลของบุคลากรโรงเรียนโรงเรียนสังกัดเทศบาล
ในจังหวดั สรุ าษฎรธานี วิเคราะหโดยการแจกแจงความถ่ี (Frequency) และคา รอยละ (Percentage)
แสดงผลการวเิ คราะหดังตารางที่ 4.1

80

ตารางท่ี 4.1 จาํ นวนและรอ ยละสถานภาพสวนบุคคลของครูในสถานศึกษาขนาดเล็ก
สงั กดั สาํ นักงานเขตพืน้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาสุราษฎรธ านี เขต 2

สถานภาพ จํานวน รอยละ
1. เพศ
89 39.04
ชาย 139 60.96
หญงิ 228 100.00

รวม 137 60.09
2. วุฒิการศึกษา 91 39.91
228 100.00
ปริญญาตรี
สูงกวาปริญญาตรี 70 30.70
89 39.04
รวม 69 30.21
3. ประสบการณท ํางาน 228 100.00

นอยกวา 5 ป
6 - 10 ป
มากกวา 10 ปขึ้นไป

รวม

จากตารางที่ 4.1 จํานวนและรอยละสถานภาพสวนบุคคลของครูในสถานศึกษาขนาดเล็ก
สังกัดสํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2 พบวา สวนใหญเปนเพศหญิง
วฒุ กิ ารศึกษาระดบั ปรญิ ญาตรี และมีประสบการณทาํ งาน 6 - 10 ป

ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะหขอมูลระดับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเล็ก
ตามความคิดเห็นของครูสังกัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี
เขต 2

การวิเคราะหข อ มูลประสิทธิผลการบริหารงานวชิ าการสถานศึกษาขนาดเล็กตามความคิดเห็น
ของครูสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2 วิเคราะหโดยการหา
คาเฉลีย่ (Χ ) และคา เบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D.) ดงั แสดงในตารางท่ี 4.2 - 4.11

81

ตารางที่ 4.2 ประสทิ ธผิ ลการบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเลก็ ตามความคดิ เหน็ ของครู
สังกดั สาํ นักงานเขตพืน้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสุราษฎรธานี เขต 2 โดยรวม

ประสทิ ธผิ ลการบริหารงานวิชาการ Χ S.D. ระดบั
สถานศกึ ษาขนาดเลก็ 4.20 0.38 ประสิทธผิ ล
4.08 0.31
1. ดานการพฒั นาหลกั สูตรของสถานศึกษา มาก
2. ดา นการพัฒนากระบวนการเรยี นรู 4.36 0.42 มาก
3. ดา นการวัดผล ประเมินผล และดาํ เนนิ การ 4.37 0.33
มาก
เทียบโอนผลการเรยี น 4.30 0.27 มาก
4. ดานการนเิ ทศการศกึ ษา
5. ดา นการพัฒนาระบบการประกนั คณุ ภาพภายใน 4.17 0.37 มาก
4.24 0.15
และมาตรฐานการศึกษา มาก
6. ดานการพัฒนาและการใชส ือ่ เทคโนโลยี มาก

เพอื่ การศกึ ษา
รวม

จากตารางท่ี 4.2 ประสิทธิผลการบรหิ ารงานวชิ าการสถานศกึ ษา ขนาดเลก็ ตามความคิดเห็น
ของครสู งั กัดสาํ นกั งานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2 โดยรวมพบวา อยูใ นระดับ
มาก เมื่อพิจารณาเปนรายดาน พบวา อยูในระดับมากทุกดาน เรียงลําดับคาเฉล่ียจากมากไปนอย
ไดแก ดานการนิเทศการศึกษา ดานการวัดผล ประเมินผล และดําเนินการเทียบโอนผลการเรียน
ดานการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา ดานการพัฒนาหลักสูตร
ของสถานศึกษา ดานการพัฒนาและการใชสื่อเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษา และดานการพัฒนา
กระบวนการเรยี นรู

82

ตารางท่ี 4.3 ประสิทธิผลการบริหารงานวชิ าการสถานศกึ ษาขนาดเล็กตามความคดิ เหน็ ของครู
สงั กัดสาํ นักงานเขตพน้ื ที่การศกึ ษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2
ดานการพัฒนาหลกั สูตรของสถานศกึ ษา

ประสทิ ธผิ ลการบริหารงานวชิ าการสถานศึกษาขนาดเล็กดาน Χ S.D. ระดับ
การพฒั นาหลักสตู รของสถานศกึ ษา ประสิทธผิ ล

1. การจัดระบบโครงสรา งการบริหารงานดานการพัฒนาหลกั สตู ร 4.28 0.61 มาก

2. การปรับปรงุ พัฒนา หลักสตู รใหม คี วามสมบรู ณ 4.22 0.50 มาก

3. การพฒั นาหลักสตู รใหส อดคลอ ง เหมาะสมกบั ผเู รยี น

สถานศกึ ษา ชมุ ชน และหลกั สตู รแกนกลาง 4.26 0.53 มาก

4. การจัดทําโครงการท่ีเกี่ยวกบั การจดั การศกึ ษา

โดยบูรณาการในกลมุ สาระการเรียนรูต าง ๆ 4.27 0.53 มาก

5. การนาํ หลกั สูตรไปใชใ นการจัดการเรียนการสอน 4.24 0.52 มาก

6. การนเิ ทศ ติดตาม ประเมินผล การใชหลักสูตรสถานศกึ ษา 4.17 0.49 มาก

7. การสรปุ รายงานผล การบรหิ ารจัดการหลักสูตร 4.20 0.50 มาก

8. การประชาสมั พนั ธใ หเกดิ ความรู ความเขาใจในการ

นาํ หลกั สูตรไปใช 4.25 0.53 มาก

9. การมสี ว นรวมของทุกฝา ย ในการพัฒนาหลักสตู รเพ่อื ให

สอดคลอ งกบั วสิ ยั ทศั นเปาหมายพนั ธกจิ และคุณลกั ษณะ

อันพงึ ประสงคของสถานศึกษา 4.14 0.49 มาก

10. การจัดทําหลักสูตรสถานศึกษาใหสอดคลองกับวสิ ยั ทศั น

เปา หมายและพนั ธกจิ ของสถานศกึ ษา 4.00 0.35 มาก

รวม 4.20 0.38 มาก

จากตารางท่ี 4.3 ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการสถานศึกษา ขนาดเล็กตามความคิดเห็น
ของครู สังกดั สํานักงานเขตพืน้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาสรุ าษฎรธ านี เขต 2 ดานการพัฒนาหลักสูตร
ของสถานศึกษาพบวา อยูในระดับมาก เม่ือพิจารณาเปนรายขอพบวา การจัดระบบโครงสราง
การบรหิ ารงานดานการพัฒนาหลักสูตรมีคาเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาการพัฒนาหลักสูตรใหสอดคลอง
เหมาะสมกบั ผเู รียน สถานศึกษา ชมุ ชน และการจดั ทําหลักสตู รสถานศึกษาใหสอดคลองกับวิสัยทัศน
เปาหมาย และพันธกิจของสถานศกึ ษามคี าเฉลี่ยตํา่ สุด

83

ตารางที่ 4.4 ประสิทธผิ ลการบริหารงานวิชาการสถานศกึ ษาขนาดเล็กตามความคดิ เห็นของครู
สังกดั สาํ นกั งานเขตพ้นื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2
ดา นการพัฒนากระบวนการเรียนรู

ประสิทธิผลการบริหารงานวชิ าการสถานศึกษาขนาดเล็ก Χ S.D. ระดับ
ดานการพฒั นากระบวนการเรยี นรู ประสทิ ธิผล

1. การสง เสรมิ ใหครจู ัดทําแผนการจดั การเรยี นรตู ามสาระ 4.06 0.40 มาก
และหนว ยการเรียนรู 4.05 0.41 มาก

2. การจดั การเรยี นรูโดยเนน ผูเรียนเปนสําคัญ 4.08 0.41 มาก
3. การจัดกจิ กรรมใหผ เู รียนไดพ ัฒนาตามศักยภาพ ตามความสนใจ 4.08 0.49 มาก

และความถนัดของผเู รียน 4.17 0.43 มาก
4. การใหน กั เรยี นมีสวนรวม ฝก ปฏบิ ัตจิ ากประสบการณจ รงิ
5. การสง เสรมิ ใหค รจู ดั กระบวนการวจิ ัยใหเ ปนสวนหนง่ึ 4.05 0.47 มาก
4.10 0.48 มาก
ของกระบวนการเรยี นรู
6. การใหค วามสําคญั กบั การพฒั นาครู ใหม คี วามสามารถในการ 4.03 0.43 มาก

จดั กระบวนการเรียนรู 4.10 0.49 มาก
7. การสรา งเครอื ขา ยแลกเปลยี่ นเรียนรดู า นการจัดการเรยี นการสอน
8. การปลูกฝง ผเู รยี นใหมีคุณธรรมจรยิ ธรรม คานิยม และคุณลกั ษณะ 4.03 0.45 มาก

อันพึงประสงคท สี่ อดคลอ งกบั เนอ้ื หาสาระกจิ กรรม 4.12 0.52 มาก
9. การจัดบรรยากาศและสงิ่ แวดลอ มและแหลง เรยี นรูทเี่ อ้ือตอการ 4.08 0.31 มาก

จดั กระบวนการเรยี นรู
10.การนําภูมปิ ญ ญาทองถิ่นหรือเครอื ขา ยผปู กครองชมุ ชนทอ งถ่ิน

มามสี ว นรว มในการจดั การเรยี นการสอนอยา งเหมาะสม
11.การนเิ ทศการเรยี นการสอนแกครใู นกลมุ สาระตาง ๆ โดยเนน

การนเิ ทศทร่ี ว มมือชวยเหลอื กันแบบกลั ยาณมติ ร
รวม

จากตารางท่ี 4.4 ประสิทธิผลการบรหิ ารงานวชิ าการสถานศกึ ษา ขนาดเลก็ ตามความคิดเห็น
ของครู สงั กดั สาํ นกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสุราษฎรธานี เขต 2 ดานการพัฒนากระบวนการ
เรียนรู พบวา อยูในระดบั มาก เมอ่ื พจิ ารณาเปนรายขอพบวา การสงเสริมใหครูจัดกระบวนการวิจัย
ใหเปน สวนหน่งึ ของกระบวนการเรยี นรู มีคา เฉล่ียสูงสุด รองลงมาการนิเทศการเรียนการสอนแกครู

84

ในกลุม สาระตา ง ๆ โดยเนนการนเิ ทศท่ีรวมมือชวยเหลือกันแบบกัลยาณมิตรสวนการปลูกฝงผูเรียน
ใหม ีคณุ ธรรมจรยิ ธรรม คานิยม และคณุ ลักษณะอันพึงประสงคท่ีสอดคลองกับเน้ือหาสาระกิจกรรม
และการนาํ ภมู ปิ ญ ญาทอ งถิ่นหรือเครือขายผูปกครองชุมชนทองถิ่นมามีสวนรวมในการจัดการเรียน
การสอนอยางเหมาะสมมีคาเฉลี่ยตํ่าสุด

ตารางที่ 4.5 ประสทิ ธผิ ลการบรหิ ารงานวชิ าการสถานศกึ ษาขนาดเลก็ ตามความคดิ เห็นของครู
สังกัดสาํ นกั งานเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาสุราษฎรธ านี เขต 2
ดานการวดั ผล ประเมนิ ผล และดาํ เนนิ การเทียบโอนผลการเรยี น

ประสทิ ธผิ ลการบรหิ ารงานวชิ าการสถานศึกษาขนาดเล็ก Χ S.D. ระดบั
ดา นการวัดผล ประเมนิ ผล และดาํ เนินการเทียบโอน ประสทิ ธิผล
ผลการเรยี น

1. การกาํ หนดหลกั เกณฑ และแนวปฏิบตั เิ ก่ียวกบั การวดั ผล

และประเมินผล 4.35 0.59 มาก

2. การสง เสรมิ ใหครจู ดั ทําแผนการวดั และประเมนิ ผลแตละรายวิชา

ใหส อดคลอ งกบั มาตรฐานการศกึ ษาสาระการเรยี นรู

หนวยการเรียนรู แผนการจัดการเรยี นรูและการจดั กจิ กรรม

การเรยี นรู 4.39 0.52 มาก

3. การสง เสรมิ การใหครดู าํ เนนิ การวดั ผลและประเมินผล

การเรยี นการสอนโดยเนน การประเมินตามสภาพจรงิ

จากกระบวนการการปฏิบัติ 4.45 0.52 มาก

4. การเทียบโอนความรูทกั ษะประสบการณและผลการเรียน

จากสถานศึกษาอืน่ สถานประกอบการและอืน่ ๆ 4.30 0.49 มาก

5. การสง เสรมิ การจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนของครโู ดยมีการ

กาํ หนดรวมกนั กบั นกั เรยี นใหใกลเคยี งกับสภาพจรงิ หรือจําลอง

ใหใกลเ คียงชวี ติ จรงิ 4.38 0.51 มาก

6. การประเมินเพอ่ื การพัฒนาหลกั สตู รทง้ั ระบบ 4.32 0.49 มาก

7. การนาํ ผลจากการประเมินมากาํ หนดยทุ ธศ าสตรเ พอ่ื การบรหิ าร

จดั การดานการวดั ผลและประเมินผล 4.39 0.51 มาก

85

ตารางท่ี 4.5 (ตอ)

ประสทิ ธผิ ลการบรหิ ารงานวชิ าการสถานศกึ ษาขนาดเล็ก Χ S.D. ระดบั
ดานการวดั ผล ประเมินผล และดาํ เนินการเทยี บโอน ประสทิ ธผิ ล
ผลการเรียน
4.30 0.49 มาก
8. การจดั ทําระบบสารสนเทศการวัดผลและประเมนิ ผล
การเรียนการสอน เพ่ือตรวจสอบและพัฒนา 4.32 0.50 มาก

9. การสง เสรมิ ใหบ ุคลากรทผี่ านการอบรมการวดั ผล 4.36 0.51 มาก
และประเมนิ ผลไดปฏบิ ตั งิ านอยา งเต็มที่ 4.36 0.42 มาก

10. การสรางเครอ่ื งมือการวัดผลและประเมินผลทสี่ อดคลอ ง
กับแผนการจัดการเรียนรแู ละการจัดกิจกรรมการเรียนรู
รวม

จากตารางท่ี 4.5 ประสิทธผิ ลการบริหารงานวิชาการสถานศึกษา ขนาดเล็กตามความคิดเห็น
ของครู สังกดั สํานักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสุราษฎรธานี เขต 2 ดานการวัดผล ประเมินผล
และดําเนินการเทยี บโอนผลการเรียนพบวา อยใู นระดับมากเมื่อพจิ ารณาเปนรายขอ พบวา การสงเสริม
การใหครูดําเนินการวัดผลและประเมินผลการเรียนการสอนโดยเนนการประเมินตามสภาพจริง
จากกระบวนการการปฏิบัติมคี าเฉล่ียสงู สดุ รองลงมาการนาํ ผลจากการประเมินมากาํ หนดยทุ ธศ าสตร
เพ่ือการบริหารจัดการดานการวัดผลและประเมินผลและการสงเสริมใหครูจัดทําแผนการวัด และ
ประเมินผลแตละรายวิชาใหสอดคลองกับมาตรฐานการศึกษาสาระการเรียนรูหนวยการเรียนรู
แผนการจดั การเรียนรูและการจัดกิจกรรมการเรียนรูสวนการเทียบโอนความรูทักษะประสบการณ
และผลการเรยี นจากสถานศึกษาอื่น สถานประกอบการและอื่น ๆ และการจัดทําระบบสารสนเทศ
การวัดผลและประเมินผลการเรียนการสอน เพอื่ ตรวจสอบและพฒั นามคี า เฉลยี่ ตํา่ สุด

86

ตารางที่ 4.6 ประสทิ ธผิ ลการบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเลก็ ตามความคดิ เหน็ ของครู
สงั กดั สาํ นกั งานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธ านี เขต 2
ดา นการนเิ ทศการศกึ ษา

ประสทิ ธิผลการบริหารงานวิชาการสถานศกึ ษาขนาดเลก็ Χ S.D. ระดบั
ดา นการนิเทศการศกึ ษา ประสทิ ธิผล

1. การกําหนดวตั ถุประสงค และเปาหมายในการนเิ ทศ 4.47 0.45 มาก
งานวิชาการและการเรยี นการสอน
4.44 0.52 มาก
2. การดําเนินการนิเทศงานวิชาการและการเรยี นการสอน 4.51 0.52 มากที่สุด
ในรูปแบบหลากหลายและเหมาะสมกบั สถานศกึ ษา
4.38 0.58 มาก
3. การจัดระบบและกระบวนการนเิ ทศการศกึ ษาในสถานศึกษา 4.14 0.54 มาก
4. การตดิ ตามประสานงานกบั เขตพืน้ ทก่ี ารศึกษาเพ่ือพฒั นา 4.25 0.48 มาก

ระบบกระบวนการนิเทศงานวชิ าการและการเรียนการสอน 4.32 0.51 มาก
ของสถานศกึ ษา
5. การประเมนิ ผลการนเิ ทศเพอ่ื ปรบั ปรงุ และพฒั นาการนเิ ทศ 4.38 0.51 มาก
6. การสรางเครื่องมือสําหรับการนเิ ทศ
7. การวางแผนการดําเนนิ การนเิ ทศงานวชิ าการและการเรยี น 4.32 0.49 มาก
การสอน
8. การแลกเปลีย่ นเรยี นรูและประสบการณการจัดระบบนิเทศ 4.51 0.53 มากทส่ี ุด
การศึกษาภายในสถานศกึ ษากบั สถานศกึ ษาอ่นื 4.37 0.33 มาก
หรอื เครอื ขา ยการนิเทศการศึกษาภายในเขตพืน้ ทก่ี ารศึกษา
9. การดําเนนิ การนเิ ทศภายในสถานศกึ ษาดวยวธิ กี ารตา ง ๆ
เพอ่ื พฒั นาคณุ ภาพการเรยี นรูของผเู รียนใหสอดคลองกับ
มาตรฐานหลกั สตู ร
10.การสรางความตระหนักใหแ กบุคลากรใหเ หน็ ประโยชน
และความสําคญั ของการนเิ ทศการศกึ ษา

รวม

87

จากตารางท่ี 4.6 ประสิทธผิ ลการบริหารงานวิชาการสถานศึกษา ขนาดเล็กตามความคิดเห็น
ของครู สังกัดสํานักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาสุราษฎรธ านี เขต 2 ดานการนิเทศการศึกษา
พบวา อยูในระดับมากเมื่อพิจารณาเปน รายขอ พบวา การจัดระบบและกระบวนการนิเทศการศึกษา
ในสถานศกึ ษา และการสรา งความตระหนักใหแกบุคลากรใหเห็นประโยชนและความสําคัญของการ
นิเทศการศึกษามีคาเฉล่ียสูงสุด รองลงมาการกําหนดวัตถุประสงค และเปาหมายในการนิเทศงาน
วิชาการและการเรียนการสอนสวนการประเมินผลการนิเทศเพ่ือปรับปรุงและพัฒนาการนิเทศ
มีคาเฉลย่ี ต่าํ สุด

ตารางท่ี 4.7 ประสิทธผิ ลการบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเล็กตามความคิดเหน็ ของครู
สังกัดสํานักงานเขตพื้นทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสุราษฎรธ านี เขต 2
ดา นการพัฒนาระบบการประกันคณุ ภาพภายในและมาตรฐานการศกึ ษา

ประสทิ ธผิ ลการบริหารงานวชิ าการสถานศกึ ษาขนาดเลก็ Χ S.D. ระดับ
ดานการพฒั นาระบบการประกันคณุ ภาพภายใน ประสทิ ธิผล
และมาตรฐานการศึกษา

1. การกําหนดเกณฑก ารประเมินเปา หมายความสาํ เรจ็

ของสถานศกึ ษาตามมาตรฐานการศกึ ษาและตัวชี้วดั ของกระทรวง 4.42 0.52 มาก

2. การศกึ ษาหลกั เกณฑและวิธีการประเมนิ ของสํานักงานรองรบั

มาตรฐานและประเมินคณุ ภาพการศกึ ษา 4.64 0.51 มากท่สี ุด

3. การดาํ เนนิ งานตามแผนการพฒั นาคุณภาพการศกึ ษาตามระบบ

การประกนั คณุ ภาพ และตดิ ตามตรวจสอบ 4.32 0.50 มาก

4. การนาํ ผลการประเมนิ คณุ ภาพภายในมาปรับปรงุ พฒั นา

อยางตอเนื่อง 4.26 0.47 มาก

5. การประสานรวมมอื กับสถานศึกษาและหนว ยงานอื่นในการ

ปรับปรงุ และพฒั นาระบบการประเมินคณุ ภาพภายใน 4.40 0.52 มาก

6. การดาํ เนินการประสานงานกบั เขตพื้นทก่ี ารศกึ ษาเพ่อื การ

ประเมินคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา 4.11 0.37 มาก

7. การดําเนนิ การประสานงานกบั สํานกั งานรองรับมาตรฐาน

การศกึ ษาและประเมนิ คณุ ภาพการศึกษาในการประเมินสถานศกึ ษา 4.20 0.42 มาก

8. การเตรียมความพรอมดานบคุ ลากรในการจัดระบบ

การประกนั คณุ ภาพภายในของสถานศกึ ษา 4.15 0.44 มาก

รวม 4.30 0.27 มาก


Click to View FlipBook Version