38
อมรรัตน โพธิ์เพชร (2557 : 47) ไดส รปุ การพฒั นากระบวนการเรยี นรู ไววา เปนการพฒั นา
ผเู รียนใหเ กดิ การเรยี นรูท ีเ่ นน ความสําคัญทง้ั ดา นความรู คณุ ธรรมและกระบวนการเรียนรูโดยยึดผูเรียน
เปนสําคัญ จัดกิจกรรมใหสอดคลองกับความสนใจ ความถนัด ความตองการ และสภาพผูเรียน
โดยจัดการเรียนรูใหเกิดข้ึนไดทุกท่ีทุกเวลา สถานท่ี สามารถใชกระบวนการวิจัยเปนสวนหน่ึง
ของกระบวนการเรียนรู และสามารถพัฒนาตนเองจากเทคโนโลยีอยางตอเน่ืองและสมํ่าเสมอ
ซึง่ ประกอบดว ยกิจกรรมนักเรียนและกจิ กรรมแนะแนว
กิตติพงษ กาญจนส าํ เริง (2558 : 69) ไดส รปุ การพัฒนากระบวนการเรียนรู หมายถึง ภารกิจ
ท่ผี ูบรหิ ารตอ งสง เสริมใหค รจู ดั ทาํ แผนการจดั การเรยี นรู จดั กระบวนการเรยี นรใู หส อดคลองกบั ความสนใจ
และความถนดั ของผูเ รียน นาํ ภมู ิปญ ญาทอ งถิ่น และชุมชนเขามามีสวนรวมในการจัดการเรียนการสอน
โดยใชร ูปแบบการเรียนการสอนแบบเนนนักเรียนเปนสาํ คัญ สง เสริมการจัดสภาพแวดลอมใหเหมาะ
ตอ การเรยี นรู พัฒนาครูใหมีความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู สรางเครือขายแลกเปล่ียน
เรียนรูดา นการจดั การเรียนการสอน สงเสริมการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรูและการปลูกฝงคุณธรรม
จริยธรรม คา นิยม และคุณลกั ษณะอันพึงประสงค
สรุปไดวา การพัฒนากระบวนการเรียนรู เปนการสงเสริมใหครูปรับกระบวนการเรียนรู
การวางแผนการเรยี นรู จัดกิจกรรมใหผูเรียนไดพัฒนาตามศักยภาพ ตามความสนใจ การมีสวนรวม
ฝกปฏิบัติจากประสบการณจริง สามารถใชกระบวนการวิจัยเปนสวนหน่ึงของกระบวนการเรียนรู
รวมถงึ การจัดเตรยี มแผนการเรียนรูใ หส อดคลอ งกับหลกั สตู ร โดยเนนผเู รยี นเปน สาํ คญั ใหค วามสาํ คัญ
กบั การพฒั นาครใู หเขา ใจ มีความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู สรางเครือขายแลกเปลี่ยนเรียนรู
ดานการจัดการเรยี นการสอน ปลูกฝงผเู รียนใหมคี ณุ ธรรมจริยธรรม คา นยิ ม และคุณลักษณะอันพงึ ประสงค
ขน้ั ตอนการจัดกระบวนการเรียนรู
การจดั กระบวนการเรยี นรูท เี่ นนผูเรียนเปนสําคัญ ครูผูสอนจําเปนตองอาศัยกระบวนการ
ขั้นตอนการจดั การเรียนรูท่ีหลากหลายเปนเคร่ืองมือท่ีจะทําใหผูเรียนบรรลุเปาหมายของหลักสูตร
นักวชิ าการไดสรปุ ไวถึงขั้นตอนการจดั กระบวนการเรียนรไู ว ดังนี้
สาํ นักงานเลขาธิการสภาการศกึ ษา (2550 : 7) กลาวถงึ ขน้ั ตอนการจดั การเรียนรแู บบประสบการณ
และทีเ่ นน การปฏบิ ตั ิไว 6 ขัน้ ตอน ไดแ ก
1. ข้ันนําเขา สูบ ทเรยี น เปนขนั้ ตอนแรกทผ่ี ูส อนจะกระตนุ ชกั จงู และโนมนาวใหผูเรียน
เกิดความสนใจและกระตือรอื รนทจ่ี ะเรียนรู ผสู อนอาจใชว ธิ ีการสนทนาและทบทวนประสบการณเดิม
ของผูเรยี นเพื่อที่จะเชอื่ มโยงกับประสบการณใ หมท ่ีจะตอ งเรียนรู อาจใชค ําถามและตองสรา งบรรยากาศ
ใหเ กดิ การเรยี นรทู ่ผี ูเ รียนเปนศนู ยกลางของการเรียนรู เชน การกระตุนใหนักเรียนตอบคําถาม หรือ
แสดงความคดิ เหน็
39
2. ขั้นศึกษาวิเคราะห เปนขั้นตอนการแบงกลุมนักเรียนเพื่อทํากิจกรรมกลุมรวมกัน
โดยการแสวงหาความรรู วมกนั วิเคราะหและหาขอ สรปุ ในประเดน็ ทจี่ ะศกึ ษา ในขน้ั ตอนน้ีผสู อนจะตอง
ออกแบบกจิ กรรมกลมุ ใหเ หมาะสมเพอ่ื ใหทกุ คนมสี ว นรวมมากทส่ี ดุ เปดโอกาสใหทกุ คนแสดงบทบาท
หนาที่ของสมาชิกในกลุม
3. ข้ันฝกปฏิบัติ เปนข้ันท่ีผูเรียนไดทดลองฝกปฏิบัติตามขั้นตอน ฝกคิดวิเคราะห
จินตนาการ สรา งสรรค โดยผูส อนเปนผอู าํ นวย เปนท่ีปรึกษา ดูแลชวยเหลือและประเมินการปฏิบัติ
เพ่อื แกไขหากมขี อบกพรอ งเก่ยี วกับสถานท่ี สาํ หรับการปฏบิ ัติผูสอนและผูเรียนรวมกันวางแผนจะใช
แหลงเรยี นรใู นโรงเรยี น ซง่ึ จะทําใหผเู รยี นเกดิ การเรยี นรูไ ดด ีตามจดุ ประสงคท ก่ี ําหนดไว
4. ขั้นสรุป/เสนอผลกาเรียนรู เปนขั้นตอนที่ผูเรียนแตละกลุมจะไดประมวลความรู
จากการเรยี นรทู ้ังหมดมาวเิ คราะห สงั เคราะห เปนความรูใหม วิธีการใหม สรุปและนําเสนอสิ่งท่ีคนพบ
ตอ กลมุ ใหญใ นรูปแบบท่ีหลากหลายเปน การแลกเปลยี่ นเรียนรูซึ่งกันและกัน เกิดการขยายเครือขาย
ความรูอยางกวางขวาง ทําใหการเรยี นรมู ีความหมายยิง่ ข้นึ
5. ข้นั ปรบั ปรุงการเรยี นร/ู นําไปใช เปน ขนั้ ท่ีใหผ ูเรยี นแตล ะกลุมปรบั ปรุงผลงานของตนเอง
จากที่ไดจากการนําเสนอของแตละกลุม ในการปรับปรุงผลงานน้ัน อาจนําความรูที่ไดจากกลุมอื่น
มาพัฒนาใหดีขึ้นหรือแกไข สรางสรรคงานท่ีตางไปจากเดิม หรืออาจไดรับแนวคิดขอเสนอแนะ
ของผสู อนมาประยกุ ตส รา งผลงานใหม ๆ ทส่ี ามารถนาํ มาใชไ ดในสภาพการณจรงิ ได
6. ขัน้ ประเมินผล วัดผลประเมินผลตามสภาพจริง โดยเนนวัดผลจากการปฏิบัติจริง
จากแฟม สะสมผลงาน ชน้ิ งาน/ผลงาน ผเู รยี นประเมนิ ตนเอง สมาชิกของแตละกลุม ผูปกครอง และ
ผสู อนมบี ทบาทรว มวดั และประเมนิ ผลดว ย
ณณิฌญา เจียมสุขสุจิตต (2557 : 32) ไดสรุป ขั้นตอนการจัดกระบวนการเรียนรูไววา
มีข้ันตอน ไดแก ข้ันนําเขาสูบทเรียน ขั้นศึกษาวิเคราะหที่นักเรียนทํากิจกรรมกลุมรวมกันโดยการ
แสวงหาความรรู วมกันวิเคราะหและหาขอสรุปในประเด็นที่จะศึกษา ข้ันฝกปฏิบัติ ข้ันสรุป/เสนอผล
การเรยี นรู ขน้ั ปรับปรุงการเรียนรู/นําไปใชและขัน้ ประเมินผล
สรุปไดวา ข้ันตอนการจัดกระบวนการเรียนรูมีดังน้ี ขั้นนําเขาสูบทเรียนโดยการกระตุน
ความนาสนใจ ข้ันศึกษาวิเคราะหท่ีนักเรียนทํากิจกรรมกลุมรวมกันโดยการแสวงหาความรูรวมกัน
ใหทุกคนไดมีโอกาสมีสวนรวม วิเคราะหและหาขอสรุปในประเด็นท่ีจะศึกษา ขั้นฝกปฏิบัติโดยให
ผูสอนเปน ผูดแู ลใหค ําปรึกษา ข้ันสรุป/เสนอผลการเรยี นรโู ดยผา นการวเิ คราะหส ังเคราะหเปน ความรูใหม
ขัน้ ปรับปรงุ การเรยี นรู/นาํ ไปใชแ ละขั้นประเมนิ ผลโดยการประเมนิ จากสภาพจรงิ
สรปุ ไดวา ประสิทธผิ ลในการบริหารงานวิชาการดา นการพัฒนากระบวนการเรยี นรู หมายถงึ
สถานศกึ ษาจะตองมีผลการสง เสริมใหค รจู ดั ทาํ แผนการจัดการเรียนรูตามสาระและหนวยการเรียนรู
โดยเนน ผเู รยี นเปนสาํ คัญ สถานศึกษามีผลการจดั กจิ กรรมใหผ เู รยี นไดพัฒนาตามศักยภาพ ตามความสนใจ
40
ความถนดั ของผเู รียน การมีสว นรวม ฝก ปฏบิ ัติจากประสบการณจริง สถานศึกษามผี ลการสงเสริมใหครู
จัดกระบวนการวิจัยเปน สว นหนงึ่ ของกระบวนการเรียนรู สถานศึกษามีผลการใหความสําคัญกับการ
พัฒนาครู ใหมคี วามสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู สรางเครือขายแลกเปลี่ยนเรียนรูดานการ
จดั การเรียนการสอน สถานศึกษามีผลการปลกู ฝงผูเรยี นใหมีคุณธรรมจรยิ ธรรม คานิยม และคณุ ลกั ษณะ
อันพึงประสงคที่สอดคลองกับเนื้อหาสาระกิจกรรม สถานศึกษามีบรรยากาศและสิ่งแวดลอม และ
แหลงเรียนรูท่ีเอ้ือตอการจดั กระบวนการเรียนรู สถานศกึ ษามีผลการนําภูมิปญญาทองถิ่นหรือเครือขาย
ผูปกครอง ชุมชนทองถ่ินมามสี วนรว มในการจัดการเรียนการสอนอยางเหมาะสม สถานศึกษามีรูปแบบ
การนเิ ทศการเรียนการสอนแกครูในกลุมสาระตาง ๆ โดยเนนการนิเทศที่รวมมือชวยเหลือกันแบบ
กัลยาณมติ ร
ดา นการวัดผล ประเมนิ ผลและเทยี บโอนผลการเรียน
การวดั ผล ประเมินผลและเทียบโอนผลการเรียน ถือวาเปนกระบวนการที่สําคัญของการ
จัดการศึกษา เพ่ือที่จะไดทราบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผูเรียน วาการจัดการเรียนการสอน
ตลอดจนความพยายามตาง ๆ ท่ีสงเสริมการเรียนการสอนใหบรรลุจุดมุงหมายของหลักสูตรนั้น
ประสบความสําเรจ็ หรือไม เพ่ือนาํ ผลทไี่ ดมาใชเปนแนวทางในการแกไขปรับปรุงวิธีการจัดการเรียน
การสอนตอ ไป ซ่ึงมผี ูกลา วเกย่ี วกับการวัดผลประเมินผลการศกึ ษาไว ดงั น้ี
Ebel (1979 : 557) ไดกลาววา การวัดผล เปนการกาํ หนดตวั เลขหรือสัญลกั ษณท่มี คี วามหมาย
แทนคุณลักษณะของส่งิ ท่วี ัดโดยอาศัยกฎเกณฑอยางใดอยางหนง่ึ
Sax (1989 : 14) ไดกลาววา การวัดผล เปนกระบวนการกําหนดตัวเลขใหกับคุณสมบัติ
หรือคุณลักษณะของบุคคล วตั ถุ หรอื เหตุการณตามแบบแผนหรือกฎท่กี ําหนด
Wiggins (1998 : 12) กลาววา การประเมินผลการศึกษา มี 2 นัย คือ การประเมินผล
ควรจะถูกออกแบบเพ่ือที่จะสอน (ไมใชวัด) โดยใหนักเรียนทํางานหรือกิจกรรมที่เปนงานที่แทจริง
Guskey (2000 : 41 - 42) กลาววา การประเมนิ ผลเปน การคน หาท่เี ปนระบบ คุณคา หรือ
คุณธรรม การประเมินเปน การกาํ หนดคุณคา ใหกับส่ิงตา ง ๆ ซึ่งมกี ระบวนการ 4 ข้ันตอน คอื
1. กําหนดมาตรฐานสาํ หรบั คุณภาพการตัดสิน
2. มาตรฐานควรมคี วามเกีย่ วของและสมบรู ณ
3. รวบรวมขอ มลู สารสนเทศท่ีเกย่ี วขอ ง
4. สรางมาตรฐานเพื่อกําหนดคุณคา หรือคุณภาพ
สาํ นกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน (2550 : 31) กลาววา การวัดผล ประเมินผล
และดําเนินการเทียบโอนผลการเรียน เปนบทบาทหนาที่ของสถานศึกษาและมีแนวทางการปฏิบัติ
ดงั ตอ ไปน้ี 1) กําหนดระเบียบการวัดผลประเมินผลของสถานศึกษาตามหลักสูตรสถานศึกษาโดยให
สอดคลองกับนโยบายระดับประเทศ 2) จัดทําเอกสารหลักฐานการศึกษาใหเปนไปตามระเบียบ
41
การวัดผลประเมินผลของสถานศึกษา 3) วัดผล ประเมินผล เทียบโอนประสบการณ ผลการเรียนรู
และอนมุ ัติผลการเรยี น 4) จัดใหมีการประเมนิ ผลการเรียนรูทุกชวงชน้ั และจัดใหม กี ารซอมเสรมิ กรณี
ที่ผูเรียนไมผานการประเมิน 5) จัดใหมีการพัฒนาเครื่องมือในการวัดและประเมินผล 6) จัดระบบ
สารสนเทศดา นการวัดผลประเมนิ ผลและการเทียบโอนผลการเรียน เพ่ือใชในการอางอิง ตรวจสอบ
และใชป ระโยชนใ นการพฒั นาการเรยี นการสอน 7) ผบู ริหารสถานศึกษาอนุมัติผลการประเมินการเรียน
ดานตาง ๆ รายป/รายภาคและตัดสินผลการเรียนการผานชวงช้ันและจบการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน 8)
การเทยี บโอนผลการเรยี นเปน อาํ นาจของสถานศึกษาท่ีจะแตงตั้งคณะกรรมการดําเนนิ การเพ่อื กําหนด
หลักเกณฑวิธีการ ไดแ กค ณะกรรมการเทยี บระดับการศึกษาทั้งในระบบนอกระบบและตามอัธยาศัย
คณะกรรมการเทยี บโอนผลการเรยี น และเสนอคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและวิชาการพรอมท้ัง
ใหผ บู รหิ ารสถานศึกษาอนุมตั ิการเทยี บโอน
ปนวดี ธนธานี (2550 : 5) กลา ววา หลกั การวดั และประเมนิ ผลการศึกษา มดี ังน้ี
1. กาํ หนดสิ่งที่จะวัดใหช ดั เจน หลกั การขอ นนี้ บั เปน จดุ เร่มิ ตนที่สาํ คญั เพราะผวู ัด จะตอ งรู
เปนเบ้ืองตนวา จะวัดกับใคร วัดอะไร และวัดแคไหน ซ่ึงหมายความวา ผูวัดจะตองรู ธรรมชาติ
ของกลุม ผูท จ่ี ะไดรับการวดั ตอ งมจี ุดประสงคข องการวัด และตอ งก าหนดใหแ นนอน วาจะวัดในขอบขายใด
เปน จํานวนเทา ไร ดงั น้นั ในการวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน ชั้นใด วิชาใด ก็ตามครูตองวิเคราะหเลือก
จดุ ประสงคของการเรยี นการสอนทส่ี ําคัญจาํ นวนหนึง่ ซ่ึงมีความ ครอบคลุมพฤตกิ รรมท้ังหมด และถือ
เปนตัวแทนได เพอื่ นํามาวัดผลตอไป
2. เลอื กวิธีการหรือเครอ่ื งมอื วดั ท่ีเหมาะสม เครือ่ งมอื วัดเปนเครื่องมอื ทส่ี รา งอยา งมคี ณุ ภาพ
ซง่ึ คุณภาพท่สี ําคัญทค่ี วรคาํ นึงถึงกอนอนื่ มสี องประการคือ ประการแรกตอ งวดั ได ตรงกับจุดประสงค
ทเี่ ลอื กไวทุกขอ ประการท่ีสองเครอื่ งมือตองใหผ ลการวดั ทแี่ นน อน ซึ่งทาํ ใหเช่ือถือไดวาผลการวัดน้ัน
เปนตวั แทนคณุ ลักษณะหรือพฤติกรรมของผูเรยี นไดอยา งแทจ รงิ สามารถสรปุ อางองิ ไดถูกตอง
3. ใชว ิธกี ารวัดหลาย ๆ วธิ ี และวดั หลาย ๆ ดาน เนื่องจากคณุ ลกั ษณะหรือ พฤติกรรม
ของผูเรียนสวนใหญวัดไดย าก และไมมวี ิธกี ารใดเพียงวธิ เี ดียวที่จะใชวัดไดอยาง สมบูรณ ดังน้ันหลักการขอ
น้ีจงึ เปนแนวปฏิบตั ทิ ช่ี วยใหการวดั เปน ไปอยา งเท่ียงตรง เชน การสรุปตัดสินผลการเรียนที่เที่ยงตรง
ยุติธรรมควรไดข อ มูลมาจากการวัดภาคความรู ภาคปฏิบัติ และการสังเกตบันทึกพฤติกรรมที่พัฒนา
ระหวา งเรียนมาประกอบกนั เปนตน
4. ปอ งกนั ความผดิ พลาดคลาดเคลือ่ นของการวัด โดยธรรมชาติของการวัดผลการศึกษา
แลวมจี ุดออ นท่ีทาํ ใหเกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนไมมากกน็ อ ย จึงควรระมัดระวัง ใหเกิดนอยที่สุด
จึงจะทําใหผลการวัดมีความถูกตองและเชื่อถือได สิ่งที่ตองระมัดระวัง เพื่อรักษาหลักการขอนี้
มหี ลายประการ เชน
42
4.1 ผวู ดั ตองรจู ักธรรมชาติและเทคนิคการใชเ ครอื่ งมอื ตาง ๆ อยา งแทจรงิ
4.2 ผูวัดตอ งควบคุมสถานการณการวัดใหเ ปน ไปตามหลกั การของเครอื่ งมอื อยางนนั้ ๆ
เสมอหนา กัน
4.3 การกําหนดผลการวัดออกมาเปนคะแนนตองทําอยางมีหลักเกณฑแนนอน
5. แปลผลการวดั ใหถูกตอง เนื่องจากขอมูลการวัดผลการศึกษาสวนใหญเปนการวัด
พฤตกิ รรมท่ีแอบแฝงภายในคน ผลการวัดท่ไี ดม าแตละครง้ั ถือเปนตัวแทนของคุณลกั ษณะ หรอื พฤติกรรม
ท่ีตอ งการวดั แตไมใชเ ปนการวดั ที่ครบถวนสมบรู ณ จึงตองนาํ มาสรุปโดย เปรยี บเทียบกบั เกณฑ หรือ
มาตรฐานอยา งใดอยางหนง่ึ กจ็ ะเกิดเปน “ผลการประเมิน” ซึง่ ผลนจ้ี ะสามารถอธิบายหรืออางอิงถึง
คุณลักษณะ หรือพฤติกรรมของผูเรียนได ดังนั้น ผูประเมินตองเขาใจธรรมชาติของเกณฑท่ีนํามาใช
เขาใจธรรมชาติของผูเรียนและประมาณ ความคลาดเคลื่อนของการวัดไดวามีมากนอย จึงจะชวยให
แปลผลการวดั ไดถ ูกตองอันจะนําไปสกู ารสรปุ ตัดสินที่ยุตธิ รรม
6. ใชผ ลการวัดใหคุมคา หลงั จากการวดั แตละครงั้ กจิ กรรมทต่ี ามมาก็คอื การประเมิน
คณุ คา หรอื คณุ ภาพของส่งิ ทว่ี ดั ได จากน้นั จะนาํ มาใชป ระโยชนหลาย ๆ ดาน ในงานการจัดการศึกษา
สว นใหญแลว ครูมักจะเห็นประโยชนเพียงการนํามาตัดสินวาผูเรียน มีความสามารถอยูในระดับใด
ใครไมค วรผาน หรือควรผานข้ึนช้นั ท่ถี กู แลว ประโยชน อยา งแทจรงิ กค็ อื การนําผลการวัดมาพิจารณา
คน หาความรูค วามสามารถที่เดน - ดอ ยของ ผเู รยี น เพ่อื นาํ ไปสูการสง เสริมหรือปรับปรุงแกไขทั้งดาน
การเรยี นและการสอน ตลอดจนใชเ ปน แนวทางการทํานายความถนัดและความสามารถของผูเรียน
ในอนาคตตอ ไป
กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 28 - 29) ไดก ลาวถึง การวดั ผล ประเมินผล และเทียบโอนผล
การเรียนไววา สถานศึกษาจะตองกําหนดระเบียบ แนวปฏิบัติเก่ียวกับการวัดผลและประเมินผล
ของสถานศกึ ษา สง เสริมใหครจู ัดทําแผนการวดั และประเมินผลแตละรายวิชาใหสอดคลองกับมาตรฐาน
การศึกษาสาระการเรียนรู หนวยการเรียนรู แผนการจัดการจัดการเรียนรู และการจัดกิจกรรม
การเรยี นรู สงเสริมการใหครูดําเนนิ การวดั ผลและประเมนิ ผลการเรียนการสอน โดยเนนการประเมิน
ตามสภาพจรงิ จากกระบวนการการปฏิบตั ิและผลงาน จัดใหมีการเทียบโอนความรู ทักษะประสบการณ
และผลการเรยี นจากสถานศึกษาอ่นื สถานประกอบการ และอืน่ ๆ ตามแนวทางท่กี ระทรวงศึกษาธิการ
กาํ หนดพัฒนาเครื่องมอื วดั และประเมินผลใหไ ดม าตรฐาน โดยไดแ บงการวัดผลและประเมนิ ผลการเรยี นรู
ของสถานศกึ ษาออกเปน 4 ระดับไดแ ก ระดบั ชนั้ เรียนระดบั สถานศกึ ษาระดบั เขตพ้นื ทก่ี ารศึกษา และ
ระดบั ชาติ รายละเอียด ดังนี้
1. การประเมนิ ระดับชน้ั เรยี น เปน การวัดและประเมินผลท่ีอยูในกระบวนการจัดการ
เรยี นรูผ ูสอนดาํ เนนิ การเปนปกตแิ ละสมา่ํ เสมอในการจดั การเรยี นการสอนใชเทคนิคการประเมนิ หลาย
อยางเชนการซกั ถามการสังเกตการตรวจการบานการประเมินโครงงานการประเมนิ ช้นิ งาน/ภาระงาน
43
แฟมสะสมงานการใชแบบทดสอบฯลฯโดยผูสอนเปน ผูประเมนิ เองการประเมนิ ระดบั ชัน้ เรียนเปนการ
ตรวจสอบวาผเู รยี นมพี ัฒนาการความกาวหนา ในการเรียนรูอนั เปนผลมาจากการจดั กิจกรรมการเรียน
การสอนหรอื ไมและมากนอ ยเพยี งใดและมีส่ิงใดทจ่ี ะตองพฒั นาปรับปรงุ สงเสริมในดา นใดและยังเปนขอมูล
ใหผูสอนใชปรบั ปรุงการเรียนการสอนของตนเองดว ยทง้ั นี้โดยสอดคลองกับมาตรฐานการเรียนรู และ
ตัวชีว้ ดั
2. การประเมนิ ระดับสถานศึกษา เปน การตรวจสอบผลการเรยี นของผูเรียนเปนรายป/
รายภาคผลการประเมินการอานคดิ วิเคราะหแ ละเขียนคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงคและกิจกรรมพัฒนา
ผูเ รียนและเปนการประเมินเก่ียวกับการจัดการศกึ ษาของสถานศึกษาวาสงผลตอ การเรยี นรขู องผเู รียน
ตามเปา หมายหรอื ไมผ ูเ รียนมีส่ิงทีต่ องการพฒั นาในดานใดรวมทั้งสามารถนําผลการเรียนของผูเรียน
ในสถานศึกษาเปรียบเทียบกับเกณฑระดับชาติและระดับเขตพ้ืนท่ีการศึกษาผลการประเมินระดับ
สถานศกึ ษาจะเปนขอมูลและสารสนเทศเพื่อปรับปรุงนโยบายหลักสูตรโครงการหรือวิธีการจัดการ
เรียนการสอนตลอดจนเพอื่ จัดทําแผนพฒั นาคุณภาพการศึกษาตามแนวทางการประกันคุณภาพการศกึ ษา
และการรายงานผลการจัดการศกึ ษาตอคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐานสํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
สํานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐานผปู กครองและชุมชน
3. การประเมินระดับเขตพ้ืนท่ีการศึกษา เปนการประเมินคุณภาพผูเรียนในระดับ
เขตพนื้ ท่ีการศึกษาเพ่ือใชเปนขอมูลพื้นฐานในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเขตพ้ืนที่การศึกษา
ตามภาระความรับผิดชอบสามารถดําเนินการโดยประเมินคุณภาพผูเรียนดวยวิธีการและเครื่องมือ
ทเี่ ปนมาตรฐานที่จดั ทาํ และดาํ เนนิ การโดยเขตพน้ื ที่การศกึ ษา
4. การประเมินระดับชาติ เปน การประเมนิ ผเู รยี นในระดบั ชาติตามมาตรฐานการเรยี นรู
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานโดยสถานศึกษาทุกแหงตองจัดใหผูเรียนทุกคนที่เรียน
ในชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ช้ันประถมศึกษาปที่ 6 ช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 3 และช้ันมัธยมศึกษาปที่ 6
เขา รับการประเมนิ ผลจากการประเมินใชเ ปน ขอมูลในการเทียบเคียงคุณภาพการจัดการศึกษาตลอดจน
เปนขอมูลสนับสนนุ การตัดสินใจในระดับนโยบายของประเทศ
พชิ ิต ฤทธิจ์ รญู (2552 : 3) สรุปความหมายของ การวัดผล หมายถึง กระบวนการกําหนด
ตวั เลขหรือสัญลกั ษณใ หกับบุคคล ส่ิงของ หรอื เหตกุ ารณอยางมกี ฎเกณฑ เพ่อื ใหไดข อมูลท่ีแทนปริมาณ
หรอื คณุ ภาพของคณุ ลักษณะทจี่ ะวดั
รุงชัชดาพร เวหะชาติ (2552 : 216) ไดกลาวถึง การกําหนดขอบขายความรับผิดชอบงาน
ควรวางกรอบงานหลักตามทก่ี าํ หนดในพระราชบญั ญัติแหง ชาติ พ.ศ. 2542 แยกสวนตามงานท่ีปฏิบัติ
จริงจากน้ันจึงกําหนดบทบาทหนา ทค่ี วามรบั ผดิ ชอบตามขอบขา ยงานการบรหิ ารงานวชิ าการ ดานการ
วดั ผล ประเมินผลและเทยี บโอนผลการเรยี น ดงั นี้
44
1. กําหนดระเบยี บ แนวปฏบิ ตั เิ กีย่ วกบั การวดั ผลและประเมินผลของสถานศกึ ษา
2. สง เสรมิ ใหค รจู ดั ทาํ แผนการวดั ผล และประเมินผลแตละรายวิชา ใหสอดคลองกับ
มาตรฐานการศึกษา สาระการเรียนรู หนวยการเรียนรู แผนการจัดการเรียนรู และการจัดกิจกรรม
การเรยี นรู
3. สงเสริมใหครดู าํ เนินการวัดผล และประเมินผลการเรียนการสอน โดยเนน การประเมิน
ตามสภาพจรงิ จากกระบวนการ การปฏบิ ตั ิ ปละผลงาน
4. จัดใหม ีการเทยี บโอนความรู ทกั ษะ ประสบการณ และผลการเรยี นจากสถานศึกษาอ่ืน
สถานประกอบการ และอื่น ๆ ตามแนวทางท่ีกระทรวงศกึ ษาธกิ ารกําหนด
5. พัฒนาเครอื่ งมอื วัดและประเมินผลใหไ ดม าตรฐาน
ปรียาพร วงศอนตุ รโรจน (2555 : 99 - 100) กลาววาการวัด (Measurement) เปนกระบวนการ
ที่กําหนดจํานวนตัวเลขใหกับวัตถุส่ิงของหรือบุคคลตามความมุงหมายและเปรียบเทียบลักษณะ
ความแตกตางทป่ี รากฏอยใู นสง่ิ ที่จะวัดนน้ั การวัดดา นการเรียนรูวัด 3 ดานคือดานความรูความเขาใจ
(Cognitive Domain) ดานทักษะปฏิบัติ (Psychomotor Domain) ดานเจตคติ (Affective Domain)
สวนการประเมนิ ผล (Evaluation) เปนการพิจารณาตดั สนิ เกีย่ วกับคณุ ภาพคณุ คาความดแี ละการกระทํา
บางทขี ้นึ อยกู บั การวดั เพียงอยา งเดียวหรอื การรวมการวัดหลายทางการประเมินผลแตละครัง้ จะประกอบดวย
การวัดที่ไดจากกระบวนการตาง ๆ เกณฑการพิจารณาและการตัดสินใจเปนการช้ีขาดหรือสรุปผล
การเปรียบเทียบผลของการวัดเปนเกณฑที่กําหนดไวสถานศึกษามีแนวการปฏิบัติดังนี้ 1) กําหนด
ระเบียบแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการวัดผลและประเมินผลของสถานศึกษา 2) สงเสริมใหครูจัดทําแผน
การวัดผลและประเมินผลแตละรายวชิ าใหส อดคลองกับมาตรฐานการศกึ ษาสาระการเรียนรู หนวยการเรียนรู
แผนการจัดการเรียนรูและกิจกรรมการเรียนรู 3) สงเสริมใหครูดําเนินการวัดผลและประเมินผล
การเรียนการสอนและเนนการประเมินตามสภาพจรงิ จากกระบวนการการปฏบิ ัติและผลงาน 4) จดั ให
มกี ารวดั ผลประเมนิ ผลการเรยี นรูตามแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการกําหนด 5) พัฒนาเครื่องมือวัด
และประเมินผลใหไดมาตรฐาน
พนสั ดว งเอก (2555 : 46) ไดใหความหมายวา การวัด ประเมินผล และการเทียบโอนผล
การเรยี น หมายถึง กจิ กรรม ของสถานศึกษาท่ีปฏิบัติเพื่อตองการทราบถึงผลการพัฒนาของผูเรียน
และเปนแนวทางการปรับปรุงในกิจกรรมที่ไมบรรลุวัตถุประสงคโดยใชหลักการวัดและประเมินผล
การเรยี นรู การกาํ หนด วธิ ี เกณฑการวดั และประเมินผลการเรยี น การรายงานผลการเรียน การจัดทํา
เอกสารหลักฐานการศึกษา และการเทียบโอนผลการเรียน
เจริญพงศ คงทน (2558 : 92) กลาววา การบริหารงานวิชาการ ดานการวัด ประเมินผล
และดาํ เนินการเทียบโอนผลการเรียน คือ การทผ่ี ูบริหารสง เสรมิ ครูสรางและพฒั นาเครื่องมือวัด และ
ประเมนิ ผลใหไ ดม าตรฐานสอดคลอ งกับตัวช้ีวัด สง เสริมใหค รมู กี ารพฒั นาเครื่องมือวดั และประเมนิ ผล
45
ใหมมี าตรฐานและประเมินตามสภาพจรงิ ดาํ เนินการวางแผนและกําหนดนโยบายเก่ียวกับการวัดผล
ประเมนิ ผลรว มกบั ครู และฝายวชิ าการ ควบคุม ตดิ ตามการประเมินผลและนําผลการประเมนิ มาพัฒนา
กระบวนการเรยี นการสอน และจัดใหม กี ารเทยี บโอนความรู ประสบการณแ ละผลการเรยี นจากสถานศึกษา
และหนวยงานอ่ืน
ภาวดิ า ธาราศรีสุทธิ (2561 : 84 - 85) กลาววา การวัดและประเมินผลการเรียนรูของผูเรียน
เปน สง่ิ ทจ่ี ําเปนตองทําเพอื่ จะไดท ราบวา การจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนในครง้ั นั้น ๆ ประสบผลสําเร็จ
หรอื ไมเ พียงใดไมวา จะจัดการเรียนการสอนดวยรูปแบบใดเพียงแตวาครูผูสอนจะจัดวิธีการวัด และ
ประเมินผลดวยวิธีการใดหรือใชเคร่ืองมือแบบใด ซ่ึงในปจจุบันการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
กบั การวัดประเมนิ ผลเปน ส่งิ ทท่ี าํ ควบคกู ันไปเพอ่ื ที่จะไดเหน็ พัฒนาการหรือความกาวหนาของผูเรียน
ไดต ลอดเวลาอีกท้ังยงั ใชวิธีการวัดประเมนิ ผลที่หลากหลายรปู แบบโดยใหผูเรยี นมีสวนรว มในการประเมินผล
การเรียนของตนและไดรบั ขอ มลู ยอนกลบั เพือ่ จะไดพ ฒั นาตัวเองตามความเหมาะสมการวดั และประเมนิ ผล
เปนกระบวนการตอเน่ืองของการเรียนการสอนการวัดและประเมินผลการเรียนการสอนสามารถ
แบง ออกเปน 5 ขัน้ ตอน ดงั น้ี
1. การกาํ หนดจดุ ประสงคในการวดั และประเมนิ ผลการเรียนกอนทจ่ี ะวดั และประเมินผล
การเรยี นของผูเรยี นครูผูสอนควรจะกาํ หนดจดุ ประสงคกอ นวาจะวัดอะไรวัดแคไหนและวัดเพื่ออะไร
ซึง่ การกําหนดจุดประสงคในการวดั และประเมินผลการเรยี นควรใหสอดคลองกับจุดประสงคในการสอน
เพราะการสอนกบั การวัดและประเมนิ ผลเปนกิจกรรมที่ตอเน่ืองกันดังน้ันเมื่อจุดประสงคในการสอน
ชวยครผู ูส อนใหมีเปา หมายในการสอนชัดเจนก็ยอมเปนประโยชนตอการวัดและประเมินผลดว ย
2. การเลือกและสรา งเคร่อื งมือเมื่อทราบวาการวดั และประเมินผลคร้ังนี้มีจุดมุงหมาย
อยา งไรและตอ งการจะวัดคณุ ลักษณะหรอื พฤติกรรมใดของผเู รียนขัน้ ตอ ไปก็ควรพจิ ารณาวา ในการวัด
คุณลักษณะหรือพฤติกรรมท่ีกําหนดไวน้ันควรใชเครื่องมืออะไรบางจึงจะวัดไดตรงความตองการ
อยางครบถว นเพราะเครอ่ื งมอื ในการวัดมีหลายอยางบางอยางก็เหมาะสมกับการวัดพฤติกรรมบางชนิด
การวดั ในแตล ะครัง้ จงึ ตองเลือกเคร่อื งมือใหเหมาะสมหรืออาจตอ งใชเคร่อื งมอื หลาย ๆ ชนิดประกอบ
กนั เพื่อวดั พฤติกรรมดานตา ง ๆ ครบทุกดา นตามจดุ ประสงค
3. การนําเครื่องมือไปทําการสอบวัดผูเรียนครูผูสอนหรือผูคุมสอบควรจัดเตรียม
สภาพแวดลอมใหเ หมาะสมเพอ่ื ใหนกั เรยี นทําขอสอบหรอื แกปญหาไดอยางเต็มความสามารถไมใหมี
สงิ่ รบกวนสมาธิหรอื เวลาของผเู ขาสอบรวมทง้ั กําหนดเวลาสอบใหเหมาะสม
4. การตรวจและนําผลเปรยี บเทยี บกบั เกณฑในข้ันนีเ้ ปนการรวบรวมและแปลงคําตอบ
ของผูเ รยี นใหเปน คะแนนแลว จดบันทกึ ไวจ ากนนั้ จงึ รวบรวมคะแนนของผเู รียนท่ีไดจากการวัดทกุ ชนิด
จากทุกระยะมาเปรียบเทียบกบั เกณฑท ก่ี าํ หนดไว 5. การประเมนิ ผลเปนการตดั สินวาผูเรียนมีความสามารถ
46
ขนาดไหนสูงหรือตํ่ากวาเกณฑแตละคนไดระดับผลการเรียนอะไรผูเรียนสวนใหญมีผลการเรียน
เปนเชน ไร
นอกจากนี้ ภาวิดา ธาราศรีสทุ ธิ (2561 : 88 - 89) ยังไดกลาววา การประเมินผลในดานการเรียน
การสอนจะใชแบบทดสอบเปน เครือ่ งมือในการวัดผลเปน หลกั โดยเฉพาะการวดั ผลสมั ฤทธิ์ และความสามารถ
ของผูเ รียนแตละคนทเี่ รยี นในแตละวชิ าจะใชแบบทดสอบประเภทสัมฤทธิผลแบบทดสอบประเภทน้ี
จะตอ งมีคุณภาพดีผลท่ไี ดจ ากการวดั จึงจะเที่ยงตรงและเชื่อถือไดโดยท่ัวไปแบบทดสอบท่ีเปนเครื่องมือ
ใชในการประเมนิ ผลท่ดี ีควรมลี กั ษณะ ดังน้ี
1. ความเทย่ี งตรง (Validity) คอื ความสามารถจะวดั ในสง่ิ ทตี่ อ งการจะวัด เชน ตอ งการ
วัดความสามารถทางคณิตศาสตรในการแกปญหาโจทยคณิตศาสตรแตขอสอบออกมาถามความจํา
ขอสอบนั้นก็ไมไดวัดความสามารถในการแกปญหาโจทยคณิตศาสตรกลายเปนวัดความจําไปทําให
ขอสอบขาดความเท่ียงตรงความเที่ยงตรงยังมีความหมายหลายอยางคือความเที่ยงตรงตามเน้ือหา
(Content Validity) หมายถึงขอสอบท่ีออกมาตรงตามหลักสูตรและเนื้อหาที่ครูใหความเที่ยงตรง
ตามโครงสราง (Construct Validity) เปนความสัมพันธระหวางองคประกอบในแบบทดสอบกับ
องคประกอบที่ตองการวัดเชนนํ้าหนักตามแผนผังการออกขอสอบเปนโครงสรางที่ตองการวัด
ถาแบบทดสอบวัดตามสัดสวนของนํ้าหนักในแผนผังก็ถือวาขอสอบมีความเท่ียงตรงตามโครงสราง
2. ความเปนปรนัย (Objectivity) ขอสอบควรปราศจากความคลุมเครือของคําถาม
หรอื คําตอบความไมค งเสนคงวาในการใหค ะแนนปราศจากอคตใิ นการใหค ะแนนโดยอิทธิพลของความ
คดิ เห็นสวนตัวของผูต รวจในการออกขอ สอบไมวาจะเปนขอสอบแบบเรียงความ (Essay Type) หรือ
ขอ สอบแบบปรนยั (Objective Type) ควรวางแผนการออกขอสอบและการตรวจใหเปนปรนัยมากที่สุด
ขอ สอบแบบเรยี งความทด่ี ีอาจมีความเปน ปรนยั ไดเ ชน กนั
3. ความสมดุล (Balance) ขอสอบจะมีความตรงตามเนื้อหาไดจะตองวัดพฤติกรรม
ทเี่ กย่ี วกบั เน้อื เร่ืองที่สอนไดค รอบคลมุ ทง้ั เน้ือหาและวตั ถปุ ระสงคสดั สว นของคาํ ถามเปนไปตามแผนผงั
การออกขอ สอบมฉิ ะนัน้ ครอู าจจะออกขอ สอบในเนื้อหาทีเ่ พ่งิ สอนเสรจ็ ใหม ๆ มากเกนิ ไป
4. ความยุติธรรม (Fairness) ผูสอบทุกคนมีโอกาสท่ีจะตอบถูกถามีความรูในเรื่อง
ท่อี อกขอสอบนัน้ ๆ ไมใชการลวงผูส อบโดยความคลุมเครือของภาษาไมระบุชัดแจงวาตองการใหผูสอบ
ตองแสดงพฤตกิ รรมอะไรในการตอบขอ สอบน้นั ๆ
5. ความเช่ือม่ัน (Reliability) คือความคงเสนคงวาของคะแนนสอบขอสอบที่ดีน้ัน
เมอ่ื ใชสอบซํ้าอีกผสู อบคนเดียวกันควรจะไดคะแนนเทากันแตในทางปฏิบัติน้ันมีตัวแปรอ่ืน ๆ เขามา
เก่ยี วของดว ย เชน การเรยี นรจู ากการสอบครั้งกอ น ๆ พัฒนาการในตัวผูสอบย่ิงชวงเวลาในการสอบ
ครงั้ หางกนั มากตวั แปรนก้ี ย็ งั มีอิทธิพลมาก ๆ ฯลฯตัวแปรเหลาน้ีมีสวนทําใหคะแนนในการสอบสองครั้ง
47
เปล่ยี นแปลงไปบางแตอยา งไรก็ตามคะแนนทง้ั สองคร้งั จะตอ งมคี วามสัมพันธกันทางบวกและมีคาสูง
ดว ยจงึ จะถอื วาขอสอบฉบบั นั้นมีความเชื่อมั่น
6. ใหเวลาพอเหมาะ ขอสอบท่ีไมมีขอจํากัดในเรื่องเวลานั้น แมวาจะตอเวลาในการ
ทาํ ขอ สอบใหน านเทาใด คะแนนของผูสอบก็คงไมเพิ่มขึ้นอยูนั่นเอง ในการสอยถือวา ความเร็วไมใช
สิ่งสาํ คัญในการวัดความคิดเชงิ วพิ ากษวิจารณ และความคดิ ริเริ่มสรางสรรค หรือการตัดสินใจ ดังน้ัน
แบบสอบวัดสัมฤทธิผล ควรใหเวลาพอเพียงท่ีผูสอบเกินกวา 92% ของจํานวนผูเขาสอบทั้งหมด
ทาํ ขอ สอบนนั้ เสร็จ
สรุปไดว า การวดั ผลประเมินผลเปนกระบวนการท่ีทําใหทราบถึงผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
การสอนวามีประสทิ ธภิ าพเพียงใด และใชเปนแนวทางในการแกไ ขปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน
การประเมนิ ตามสภาพจรงิ คือ การประเมนิ ความคดิ พฤตกิ รรม และการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมการเรยี นการสอน
ที่ครูผูสอนและนักเรยี นรว มกนั กําหนด ซึง่ มตี อ งคาํ นึงเพอื่ ตอบสนองถึงจุดประสงคการเรยี นรู ประเมนิ
จากการสงั เกต สมั ภาษณ การประเมนิ การปฏิบตั งิ าน การติดตอสอื่ สารโดยตรงกับผเู รยี น และการประเมิน
จากผลงาน ฯลฯ กิจกรรมการเรยี นการสอนน้นั เปน สถานการณท ค่ี รผู ูส อนและนักเรียนรว มกันกําหนด
จากสภาพจริง หรอื จําลองใหใกลเคียงชีวิตจรงิ มากท่ีสุดและเนนสถานการณที่ซับซอน มีความหมาย
ทา ทายใหผเู รียนตอ งใชท กั ษะการคดิ ระดับสูงเพ่ือแกปญหา รวมถึงการประเมินแฟมสะสมงาน และ
การจดั ทาํ โครงงาน เพ่ือตรวจสอบความสามารถของผเู รยี นในการใชท ักษะเชงิ บรู ณาการความรู
จากการศึกษาสรุปไดวา ประสิทธิผลในการบริหารงานวิชาการดานการวัดผลประเมินผล
และการเทียบโอนผลการเรียน หมายถงึ ผลสาํ เรจ็ ทีม่ าจากการดําเนินงานตามมีระเบียบ แนวปฏิบัติ
เกยี่ วกบั การวัดผลและประเมนิ ผล สถานศึกษามีผลการสง เสรมิ ใหครจู ดั ทําแผนการวัดและประเมินผล
แตละรายวิชาใหสอดคลองกบั มาตรฐานการศึกษา สาระการเรียนรู หนวยการเรียนรูแผนการจัดการ
เรยี นรู และการจัดกิจกรรมการเรียนรู สถานศึกษามีผลการสงเสริมการใหครูดําเนินการวัดผล และ
ประเมินผลการเรียนการสอน โดยเนนการประเมินตามสภาพจริงจากกระบวนการการปฏิบัติ และ
ผลงานสถานศึกษามีผลการเทยี บโอนความรูทักษะ ประสบการณ และผลการเรียนจากสถานศกึ ษาอนื่
สถานประกอบการและอ่ืน ๆ ตามแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการกําหนดพัฒนาเครื่องมือวัด และ
ประเมนิ ผลใหไดม าตรฐาน สถานศึกษามีผลการสง เสริมการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนของครู โดย
มีการกําหนดรวมกันกับนักเรียนใหใกลเคียงกับสภาพจริงหรือจําลองใหใกลเคียงชีวิตจริงมากท่ีสุด
สถานศกึ ษามกี ารประเมินเพอ่ื การพฒั นาหลกั สูตรทั้งระบบ ผลจากการประเมินสามารถนํามากําหนด
ยุทธศาสตรเพื่อการบรหิ ารจัดการดา นการวัดผลและประเมินผล
48
ดานการนิเทศการศกึ ษา
การนเิ ทศการศึกษา ถือวาเปน กระบวนการหน่ึง ที่จะชวยพัฒนาการทํางานใหมีประสิทธิภาพ
ซ่ึงมผี ใู หความหมาย ไวดังนี้
กระทรวงศึกษาธิการ (2551) ไดกลา วถงึ การนเิ ทศการศกึ ษาไววา สถานศกึ ษาจะตอ งจัดระบบ
การนิเทศงานวิชาการและการเรียนการสอนในสถานศึกษา ดาํ เนินการนเิ ทศงานวิชาการและการเรียน
การสอนในรปู แบบหลากหลายและเหมาะสมกบั สถานศกึ ษา ประเมินผลการจัดระบบ และกระบวนการ
นิเทศการศึกษาในสถานศึกษา ติดตาม ประสานงานกับเขตพ้ืนที่การศึกษาเพ่ือพัฒนาระบบ และ
กระบวนการนิเทศงานวิชาการ และการเรียนการสอนของสถานศึกษา การแลกเปลี่ยนเรียนรู และ
ประสบการณก ารจัดระบบนิเทศการศึกษาภายในสถานศึกษากับสถานศึกษาอ่ืน หรือเครือขายการ
นิเทศการศกึ ษาภายในเขตพื้นที่การศึกษา
รัตนาพร คงกุลทอง (2557 : 12) การนิเทศศึกษาสรุปไดวา การนิเทศการศึกษา หมายถึง
การนิเทศการศึกษาหรือการนิเทศการสอน คือกระบวนการปฏิสัมพันธซึ่งผูนิเทศทํางานรวมกับครู
เพอื่ ปรบั ปรุงการเรียนการสอนโดยมีเปาหมายสุดทายที่คาดหวัง คือ การทําใหผลสัมฤทธ์ิทางเรียน
ของนักเรียนดีข้ึน การทําใหเปาหมายดังกลาวบรรลุผลสัมฤทธ์ิอาจเก่ียวของกับการเปล่ียนแปลง
พฤตกิ รรมของครู การปรบั หลักสูตรหรือโครงสรางของส่งิ แวดลอมทางการเรียนเสียใหม
รุงชชั ดาพร เวหะชาติ (2552 : 218) ไดกลาวถึง การกําหนดขอบขายความรับผิดชอบงาน
ควรวางกรอบงานหลักตามท่ีกาํ หนดในพระราชบัญญัติแหง ชาติ พ.ศ. 2542 แยกสว นตามงานที่ปฏิบัติ
จรงิ จากนน้ั จงึ กาํ หนดบทบาทหนาท่ีความรบั ผดิ ชอบตามขอบขา ยงานการบริหารงานวิชาการ ดานการ
นิเทศการศกึ ษา ดงั น้ี
1. จดั ระบบการนเิ ทศงานวิชาการ และการเรียนกาสอนภายในสถานศึกษา
2. ดําเนินการนิเทศงานวิชาการ และการเรียนการสอนในรูปแบบหลากหลาย และ
เหมาะสมกับสถานศกึ ษา
3. ประเมนิ ผลการจดั ระบบ และกระบวนการนเิ ทศการศกึ ษาในสถานศกึ ษา
4. ตดิ ตาม ประสานงานกบั เขตพ้ืนทกี่ ารศกึ ษา เพือ่ พฒั นาระบบและกระบวนการนเิ ทศ
งานวิชาการ และการเรียนการสอนของสถานศึกษา
5. การแลกเปลย่ี นเรยี นรู และประสบการณการจัดระบบนิเทศการศึกษาภายในสถานศึกษา
กบั สถานศกึ ษาอน่ื หรือเครือขา ยการนเิ ทศการศึกษาในเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษา
ชมุ ศักด์ิ อินทรรกั ษ (2551: 218) ไดกลา วถึง หลกั การบริหารและการนิเทศการศึกษา ซึ่งมี
หลกั การตา ง ๆ ดังนี้
49
1. การบริหารและการนิเทศภายในสถานศึกษาตองเปนประชาธิปไตย (School
Administration and Supervision Must be Democratic) หมายถึงผูบริหารและผูนิเทศภายใน
สถานศึกษาเปนผูนําแบบประชาธิปไตยคํานึงถึงความสามารถและศักยภาพของบุคลากรทุกคน
ในสถานศึกษาไมยบั ยงั้ การกระทาํ และความคดิ สรางสรรคของผสู อนการบริหารและการนิเทศภายใน
สถานศกึ ษาควรสนบั สนนุ สง เสริมใหบ รรลุจุดหมายของการศึกษาและความเปนประชาธิปไตยในสถานศึกษา
หมายถงึ การเปดโอกาสใหผูสอนทุกคนไดประสานรวมมือแสดงความคิดเห็นและปฏิบัติงานรวมกัน
เปนสว นชวยชี้นาํ กระตนุ สงเสริมและปอ งกันความขัดแยงภายในมีลักษณะท่ีเปนประชาธิปไตย ไดแก
การยอมรบั ศกั ยภาพและความสามารถของผูสอนทกุ คนการรูจกั นําศักยภาพและความสามารถของผูสอน
มาใชใหเ ปนประโยชนตอหนว ยงานการรูจักแบงเบาภาระใหคนอ่ืนทํางานแทนกันไดการรูจักยกยอง
ชมเชยในความคดิ ท่ีมาจากผูรวมงานการมคี วามเปน มติ รชว ยเหลือซึ่งกันและกันทั้งในดานสวนบุคคล
และสวนรวมการใหความเสมอภาคและเทาเทียมกันไมเลือกท่ีรักมักท่ีชังหรือคนใกลชิดสนิทสนม
การใหทกุ คนมโี อกาสรับผดิ ชอบและเปน ผนู าํ
2. การบรหิ ารและการนิเทศภายในสถานศึกษาตองอาศัยพฤติกรรมหรือนิสัยการรวมมือ
ประสาน (School Administration and Supervisor Must be Co - operative in Character)
ซึง่ หมายถึงการประสานความคิดโดยกระบวนการกลุมรวมมือหาทางแกปญหารวมปรึกษาหรือวางแผน
การเรียนการสอนรวมกันการรวมมือประสานงานในการบริหารและการนิเทศภายในสถานศึกษา
มีลกั ษณะ ดังน้ี
2.1 ทกุ คนเตม็ ใจในการทาํ งานรวมกบั ผอู ่นื มีความรบั ผดิ ชอบตอสังคมโดยสวนรว ม
การแบงงานเปน กลุม มผี ลดกี วาการมอบหมายงานเปน รายบุคคล
2.2 ทกุ คนรบั รูรับผดิ ชอบตอ หนาท่ีและมีสวนรวมในการพัฒนางานและกลมุ
2.3 ผูนําเปนสวนหนึ่งในการทําหนาท่ีรวมกับคนอ่ืน ๆ และอํานาจเหลาน้ัน
ยอมมาจากการตัดสนิ ใจของกลุม
2.4 ทุกคนมีโอกาสในการพัฒนาตนเองเพ่ือประสิทธิภาพทางการเรียนการสอน
2.5 สรางความเขา ใจระหวางผบู รหิ ารผูนิเทศและผูสอนตอการพัฒนาการเรียนรู
ของผเู รียน
2.6 ความรว มมอื ขึ้นอยกู บั ความรูส กึ สาํ นึกทางจติ ใจความจริงใจอันเปนประโยชน
และมคี ุณคา ตา งกนั
3. การบริการและการนิเทศภายในสถานศึกษาจะตองเปนวิทยาศาสตร (School
Administration and Supervision Must be Scientific) หมายถึงการแกปญหาโดยอาศัยเหตุผล
ความจรงิ การศึกษาคนควาคน ควา อสิ ระเพ่ือใหไดขอเท็จจริงมีระบบขอมูลท่ีใชอางอิงไดซึ่งมีลักษณะ
ดงั นี้
50
3.1 การยึดหลักความจรงิ ทส่ี ามารถสงั เกตได
3.2 การอาศยั การวเิ คราะหเพ่อื สรางความเขาใจทถี่ กู ตอ ง
3.3 การสาํ รวจขอ มลู สมมตุ ิฐานเพ่อื นาํ ไปสกู ารคน ควาหาขอ เทจ็ จรงิ และสรปุ ผลได
3.4 การไมใ ชอ ารมณในการตัดสินใจและยอมรบั ความคดิ เห็นใหม ๆ ได
3.5 การมีความสามารถประเมนิ ผลตามขอมูลที่มีอยูและหาทางเลือกท่ีเหมาะสม
และดที ่สี ดุ เพอ่ื นําไปสูการปฏบิ ตั ิ
4. การบริหารและการนิเทศภายในสถานศึกษาตองอาศัยหลักการทางปรัชญาการศึกษา
(School Administration and Supervision Must be Based on Accepted Educational Philosophy)
หมายถงึ การยึดแนวคิดทฤษฎีเปนหลกั ในการดาํ เนนิ งาน
5. การบริหารและการนิเทศภายในสถานศึกษาตอ งสรา งสรรค (School Administration
and Supervision Must be Creative) หมายถึงการสงเสริมใหมีความคิดรูจักคิดคนส่ิงประดิษฐใหม ๆ
นํานวัตกรรมมาใชในการเรียนการสอนเพื่อสงเสริมความเจริญกาวหนาทางการศึกษามีกิจกรรม
ในทางสรางสรรคและเออ้ื ตอการปรับปรงุ การเรยี นการสอนซึง่ มลี ักษณะ ดงั นี้
5.1 การเปด โอกาสใหผ สู อนและผเู รยี นไดแสดงความคิดเหน็ รวมท้งั การแสดงออก
ตามความสามารถและความถนดั เพือ่ จัดประสบการณท ่ีเปนประโยชนตอการเรียนรู
5.2 การมีความอิสระจากการควบคุมบังคับในการทํางานของผูสอนและผูเรียน
5.3 การยอมรับในธรรมชาตขิ องบุคคลและคํานึงถงึ ความแตกตางของผูสอน และ
ผูเรยี นเชนความสามารถความสนใจและความตอ งการ
5.4 การแลกเปล่ียนความคิดเห็นระหวางผูบริหารสถานศึกษาผูนิเทศภายใน
สถานศกึ ษาและคณะผูสอนในเวลาท่มี ีการประชุมของสถานศกึ ษา
5.5 การยอมรับในระดับความแตกตางของความคิดสรางสรรคและผลสําเร็จ
เพ่อื ใหทกุ คนไดแสดงออกอยา งมีเหตผุ ล
6. การบริหารและการนิเทศภายในสถานศกึ ษาตอ งอาศยั หลกั การประเมนิ เพอื่ ใหท ราบ
ผลที่ชัดเจน (School Administration and Supervision Must be Evaluated in the Light of
their Results) หมายถงึ การประเมินเพอ่ื ปรับปรุงการเรยี นการสอนประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ของผเู รยี นตามวตั ถปุ ระสงคซึง่ ผูบรหิ ารสถานศกึ ษาควรรว มมอื กับผูสอนกําหนดวตั ถุประสงคข องการ
ประเมนิ ดงั น้ี
6.1 เพ่อื สง เสรมิ ความเจรญิ กา วหนาของผูเรยี น
6.2 เพื่อเปน การกําหนดนโยบายและวางแผนเพื่อนาํ ไปสูเปาหมาย
6.3 เพ่ือพัฒนาปรับปรุงการเรียนการสอนใหดีขึ้นประเด็นที่ควรประเมินมี ดังนี้
ความเจริญกาวหนาของผูเรียนโดยสวนรวม เชน ความรูนิสัย ทักษะความสามารถและเจตคติ
51
ตามวัตถุประสงคของการศึกษาความกาวหนาของผูสอนการนําหลักสูตรมาใชในการเรียนการสอน
ตลอดจนการประเมนิ เทคนิคในดานการสอนและคุณภาพของผูเรียน ความกาวหนาทางการบริหาร
และการนิเทศภายในสถานศกึ ษา และการปรับปรงุ อาคารสถานที่และบริเวณทใี่ ชในการเรียน การสอน
7. ความรบั ผดิ ชอบและการควบคุมของการบริหารและการนิเทศภายในสถานศึกษา
ตอ งควบคไู ปกบั ระบบหมายถึงการมอบหมายความรับผิดชอบแกบ ุคลากรในการนิเทศภายในสถานศึกษา
ใหเ ปน ไปตามระบบเพือ่ ควบคมุ ดแู ลใหความชวยเหลือแกผ สู อนตามสายงานเชนการบริหาร ฝายวิชาการ
หัวหนา กลมุ สาระการเรยี นรูซึ่งการมอบหมายงานตามระบบยอ มควบคูไปกับหนาท่แี ละอํานาจในการ
ตัดสินใจสั่งการไดฝ ายวิชาการสามารถใหค ําปรึกษาดูแลการเรียนการสอนในแตละกลุมสาระการเรียนรู
สามารถใหคําปรึกษาดูแลการเรียนการสอนไดซ่ึงการทํางานจะเปนไปอยางมีระบบและทํางาน
แทนกนั ได
8. การบริหารและการนิเทศภายในสถานศึกษาตองยึดความเจริญเติบโตและพัฒนา
การของผูเรียนเปนศูนยกลาง (School Administration and Supervision Must be Centered
on Child Growth and Development) จุดหมายที่สําคัญของการบริหารและการนิเทศภายใน
สถานศึกษา คือเพอื่ อาํ นวยความสะดวกและจัดสภาพแวดลอมสงเสริมความเจริญเติบโตและพัฒนา
การของผเู รยี นเชนสงเสรมิ ความสามารถของผเู รยี นและพัฒนาความสนใจความตอ งการตามความแตกตาง
ของแตล ะคนรวมท้ังดานสติปญ ญาอารมณส ขุ ภาพจิตจรยิ ธรรมดานสังคมและดา นรา งกาย
9. การบรหิ ารและการนเิ ทศภายในสถานศกึ ษาตองมีความยดื หยนุ (School Administration
and Supervision Must be Flexible) กิจกรรมในการนิเทศภายในสถานศึกษามีความยืดหยุน
พอที่จะปรับใหสอดคลองกับความตองการดานการจัดการเรียนการสอนเพ่ือนําไปสูการเปลี่ยนแปลง
ที่เหมาะสมซ่ึงหมายถงึ ความยดื หยุน ดงั ตอไปนี้
9.1 ความยืดหยุนดานอาคารสถานที่สามารถปรับปรุงอาคารสถานที่ใหสามารถ
ใชไดตามความตอ งการ
9.2 ความยดื หยนุ ดานหลักสูตรการปรับหลักสูตรการเรียนการสอนใหสอดคลอง
กับความตองการและความสนใจของผเู รียนชมุ ชนหรอื ทอ งถิน่ และสงั คมในระดบั ประเทศ
9.3 ความยืดหยุนดานกระบวนการวิธีการสอนสามารถปรับวัตถุประสงควิธีสอน
ใหเหมาะสมกับความแตกตา งของสถานศึกษาบคุ คลจํานวนผเู รยี นและชุมชน
9.4 ความยืดหยนุ ดานอุปกรณก ารสอนสือ่ ตาง ๆ การปรบั ใหเ หมาะกบั ความแตกตา ง
ในแตละเนื้อหาวิชาการศกึ ษาอบรมและประสบการณข องผสู อน
9.5 ความยืดหยนุ ดานความจาํ เปน และการกาํ หนดมาตรฐานการปรบั ใหส อดคลอ ง
กบั ความคดิ เห็นและความตอ งการของผเู รียนผสู อนผนู ิเทศภายในสถานศึกษาและผูบรหิ ารสถานศึกษา
52
สรุปไดวา การนิเทศการศึกษา คือ การจัดกระบวนการเรียนรูจะไมสามารถรูไดวาจัด
กระบวนการเรียนรไู ดด ี มปี ระสิทธิภาพ ครอบคลุมเนือ้ หา หรอื การจัดกิจกรรมการเรียนรูเนนผูเรียน
เปนสําคัญหรือไมถาไมมีการนิเทศ ดังน้ันการนิเทศคือการบอกกลาวเพิ่มเติม เสนอแนะแนวทาง
การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรูของครูเพื่อใหนําไปปรับปรุงและพัฒนาใหเกิดประสิทธิภาพ
ตอ ผเู รยี นมากยงิ่ ขนึ้
จุดมุงหมายของการนเิ ทศภายในสถานศกึ ษา
ในกระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษา ประกอบดวยผูบริหารและคณะครูท่ีผูบริหาร
มอบหมายใหรว มดาํ เนินการนิเทศภายในสถานศกึ ษา สงผลตอการพัฒนางานของสถานศึกษา ใหเปนไป
ตามมาตรฐานของหลกั สูตร มีผูกลา วถงึ จุดมงุ หมายของการนิเทศภายในสถานศึกษา ดงั นี้
Briggs and Justman (1952 : 5 - 19) ไดส รุปความมุง หมายของการนิเทศการศึกษาไววา
เพ่ือเปนการสง เสริมความเจริญกา วหนา ในอาชีพ (Professional Development) เจริญงอกงามใหแกครู
(Aid Teacher, s Growth) ชวยปรับปรุงการสอนของครู (Improvement of Teaching) และสงเสริม
แนะนําครู พรอมทั้งเช่ือมความสมั พันธระหวางโรงเรยี นกับชุมชน (Guiding Staff and Community
Relation) สวน Adams and Dickey (1953 : 22 - 41) กลาวถึง ความมุงหมายของการนิเทศไววา
เพือ่ ชว ยใหครูคนหาและทาํ งานดว ยตนเอง ใหครูจําแนกและวเิ คราะหปญหาของตนเอง ชว ยใหค รรู ูสึก
ม่ันคงในอาชีพ และชวยประชาสัมพันธโรงเรียนใหชุมชนเขาใจแผนการศึกษาของโกรงเรียน และ
สนับสนนุ โรงเรยี นมากขนึ้
Sergiovanni and Starratt (2007 : 3) กลาวถึง จุดมงุ หมายของการนเิ ทศการศกึ ษาวา เปน
การชวยเหลือสถานศึกษา โดยเพ่ิมโอกาสและความสามารถของสถานศึกษาเพ่ือใหมีการดําเนินการ
ทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพมากข้นึ ในการสงเสรมิ ความสาํ เร็จทางวิชาการของนักเรยี น
Beach and Reinhartz (2000 : 4 - 5) กลาวถึง จุดมุงหมายของการนิเทศการศึกษา
วาเปน การดาํ เนินการเพื่อการสนับสนุนสงเสริมครใู หมเี ปาหมายเพ่อื การพัฒนาและความงอกงามในวิชาชีพ
ในระยะยาว ซึ่งจะสงผลสูงสุดตอคุณภาพการเรียนการสอน ความงอกงามและการพัฒนาดังกลาว
ขึ้นอยกู ับระบบที่มีพ้ืนฐานจากความไววางใจและการใหก ารสนบั สนนุ ความพยายามของครูในการพัฒนา
ประสิทธิภาพการสอนในชนั้ เรยี น
รตั นาพร คงกุลทอง (2557 : 14) ไดสรปุ จดุ มุง หมายการนิเทศการศึกษาท่ีสําคัญ คือ ตองการ
พัฒนาครูเปนสําคญั เพราะเชื่อวาครเู ปนองคป ระกอบท่สี ําคัญท่สี ุดในกระบวนการจัดการศึกษา และ
ครจู ะเปน ผูนํากระบวนการตาง ๆ มาสกู ารปฏบิ ัติ การนิเทศการศกึ ษา จึงมีจดุ มุง หมายท่ีจะชวยเหลือ
แนะนํา ปรับปรงุ และสงเสรมิ เพอื่ ทจี่ ะใหครูไดเกดิ การพฒั นาในดา นตา ง ๆ อยา งเตม็ ท่ี จนเปน ผมู ีความรู
ความสามารถทจี่ ะชวยเหลอื ตนเองได และพรอ มทจ่ี ะนาํ ความรู ความสามารถทม่ี นี น้ั มาใชใหเ ปน ประโยชน
ตอการเรียนการสอนและพัฒนาการศกึ ษา อันจะสง ผลใหก ระบวนการหรือวธิ กี ารสอนของครูมีประสิทธิภาพ
53
มากยงิ่ ขน้ึ นอกจากน้ยี ังเปนการสรา งขวญั และกาํ ลังใจในการปฏบิ ตั ิงานของคณะครูในโรงเรียนอันจะ
สงผลถงึ ประสทิ ธภิ าพ และประสทิ ธผิ ลตามอุดมการณแ ละหลกั การจดั การศึกษาของชาติ โดยความรว มมอื
รว มใจกนั ระหวางบุคลากรในโรงเรยี นอยา งแทจ ริง ซึ่งนําไปสูความสัมพันธที่ดีระหวางบุคคลท่ีเกี่ยวของ
ในการทํางานรว มกนั
สรปุ ไดวา จดุ มุงหมายการนเิ ทศการศึกษา เพ่ือพัฒนาสงเสริมการบริหารและงานวิชาการ
ใหมีประสทิ ธิภาพ ใหบ ุคลากรรว มกนั แกป ญหาการเรียนการสอน และพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา
ภายในสถานศึกษาใหปรับปรุงตนเองในดานการสอน สรางความสัมพันธ ความพึงพอใจ และสราง
ขวัญกาํ ลังใจในการทํางานใหม ปี ระสทิ ธภิ าพ เพ่อื สงผลตอ คณุ ภาพของผูเรยี นตามหลกั สตู ร
สรุปไดวา ประสทิ ธิผลในการบรหิ ารงานวิชาการดา นการนิเทศการศกึ ษา หมายถึง สถานศึกษา
จะตองมรี ะบบการนิเทศงานวิชาการและการเรียนการสอนในสถานศึกษา สถานศึกษามีผลการดําเนินการ
นเิ ทศงานวิชาการและการเรยี นการสอนในรูปแบบหลากหลายและเหมาะสมกับสถานศึกษา สถานศึกษา
มีผลการประเมนิ ผลการจดั ระบบ และกระบวนการนิเทศการศึกษาในสถานศึกษา สถานศึกษามีผล
ติดตาม ประสานงานกับเขตพ้นื ท่ีการศึกษาเพอ่ื พัฒนาระบบและกระบวนการนิเทศงานวิชาการ และ
การเรยี นการสอนของสถานศกึ ษา สถานศึกษามผี ลการแลกเปลีย่ นเรียนรูและประสบการณการจัดระบบ
นิเทศการศกึ ษาภายในสถานศึกษากบั สถานศึกษาอ่ืน หรือเครือขายการนิเทศการศึกษาภายในเขตพื้นที่
การศกึ ษา สถานศึกษามกี ารดาํ เนนิ การนิเทศภายในสถานศกึ ษาดวยวธิ กี ารตาง ๆ เพ่ือพัฒนาคุณภาพ
การเรียนรขู องผเู รยี นใหสอดคลอ งกับมาตรฐานหลักสตู ร
ดานการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศกึ ษา
การประกันคุณภาพในสถานศึกษาเปนกระบวนพัฒนาคณุ ภาพการศกึ ษาโดยบุคลากรภายใน
สถานศึกษาหรือหนวยงานตนสังกัด ทําหนาท่ีติดตาม ตรวจสอบ และประเมินคุณภาพการศึกษา
อยา งตอ เนือ่ ง และมีการจดั ทาํ รายงานเสนอตนสงั กัด และเผยแพรตอ สาธารณะชนและรับรองการประเมนิ
คุณภาพจากภายนอก การจดั การศกึ ษาตองเปนไปเพื่อพัฒนาคนไทยใหเปนมนุษยที่สมบูรณทั้งรางกาย
จิตใจและสติปญญา มีความรูคูคุณธรรม มีคุณลักษณะท่ีพึงประสงคสามารถใชชีวิตอยูรวมกับผูอื่น
ไดอยางสันติและมีความสุข โดยเนนในเร่ืองการจัดกระบวนการเรียนรูท่ีปลูกฝงจิตสํานึกรักชาติ
ภาคภมู ิใจในความเปน ไทย เสยี สละ ยดึ ประโยชนส ว นรวมมากกวาประโยชนสวนตน สงเสริม ทํานุบํารุง
ศาสนาวัฒนธรรมไทย ศิลปะ การกฬี า ภูมิปญ ญาทองถิน่ ไทย รจู กั พงึ่ พาตนเอง มีความคดิ รเิ ริ่มสรา งสรรค
สนใจใฝร ใู ฝเ รยี น ท่เี ปนจุดมงุ หมายของการจดั การศกึ ษาตามพระราชบัญญตั กิ ารศึกษาแหงชาติ พ.ศ.
2542 ทแ่ี กไ ขเพมิ่ เติม ( ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และทีแ่ กไขเพิม่ เตมิ (ฉบับท่ี 3) พ.ศ.2553 ซึง่ ไดกําหนด
หลักการขอหนงึ่ วา ใหม กี ารกําหนดมาตรฐานการศึกษาและจดั ระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับ
และประเภทการศกึ ษา โดยกาํ หนดใหม าตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษาเปนภารกิจสําคัญ
54
หมวดหน่ึงทีส่ ถานศกึ ษา และหนวยงานทีเ่ ก่ยี วของตอ งดําเนนิ การอกี ท้งั ตองเปนไปตามระบบ หลักเกณฑ
และวธิ กี ารท่กี ระทรวงศึกษาธิการเปน ผูกําหนดดวย
การประกนั คุณภาพภายในสถานศกึ ษา เปน กลไกสําคัญทส่ี ามารถขบั เคล่ือนการพัฒนาคณุ ภาพ
การศึกษาใหดําเนินไปอยา งตอ เน่ือง ปฏบิ ัตงิ านไดอยา งเปนระบบ มีคณุ ภาพตามมาตรฐาน ผูท่ีจบการศึกษา
มีคุณภาพตามท่ีมุง หวัง ผูปกครอง ชุมชน และสถานศึกษา องคกรสถานประกอบการที่รับชวงตอผูที่
จบการศึกษาเขาศึกษาตอหรือรับเขาทํางาน มีความมั่นใจวาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาแตละแหง
มีคณุ ภาพไดม าตรฐาน แมวาจะไมเทากนั แตก็แตกตางกันไมมากนัก นักเรียนท่ีจบการศึกษาจากสถาบัน
ทกุ แหง มีความรูความสามารถ มที ักษะและคณุ ลกั ษณะทพ่ี ึงประสงคต ามหลักสตู รสถานศึกษากําหนด
ดงั นนั้ ผูเรียนจงึ เปน บุคคลสาํ คัญท่ีสดุ ทส่ี ถานศึกษา ซ่ึงหมายถึง ผูบริหาร ครูและบุคลากรสนับสนุน
ทกุ คนในสถานศกึ ษา ตอ งคํานึงถงึ ตลอดเวลา ไมวาจะคิดทํากิจกรรมหรือโครงการใด ผูเรียนจะตอง
ไดร ับผลประโยชนท ่เี กิดข้ึนมากทส่ี ดุ นอกจากนี้การจดั การศกึ ษาจะตอ งอาศยั การมีสว นรว มของบุคคล
ทกุ ฝา ยท่ีเก่ียวของ เพอ่ื ใหผเู รยี นเกดิ การเรยี นรอู ยางมคี ณุ ภาพตามทค่ี าดหวัง กระบวนการประกันคณุ ภาพ
การศกึ ษาจึงเปน เครอื่ งมอื ท่มี คี วามสาํ คญั อยา งยงิ่ ในการจดั การศึกษาในปจจบุ นั และจะตอ งมกี ารดําเนินการ
อยา งตอเนอื่ ง
ในการพัฒนาระบบประกันคณุ ภาพภายในของสถานศึกษาใหเขมแข็งมีประสิทธิภาพ และ
ดําเนินการอยา งยงั่ ยืน ผูเ กีย่ วของทุกฝายในสถานศึกษาตองมีการทํางานที่มุงประโยชนที่จะเกิดแกผูเรียน
เปน สาํ คญั โดยมคี วามตระหนัก รับรแู ละเหน็ คุณคา ของการทํางานอยางเปนระบบ มีคุณภาพผูเรียน
ตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา มีการกําหนดเปาหมายและดาํ เนินงานกจิ กรรม โครงการทใี่ ช
ผลประเมนิ ตนเอง ผลการประเมินคุณภาพจาองคก รภายนอก หรือผลการวจิ ัยที่สถานศึกษาจัดทําขึ้น
เพื่อแกไขปญหาผูเรียน ตลอดจนการใชผลวิจัยอ่ืน ๆ ที่เกี่ยวของเปนฐานในการกําหนดเปาหมาย
คณุ ภาพผเู รียน การติดตามตรวจสอบและปรับปรุงงานเปนระยะจะชวยใหงานบรรลุไดอยางดีและมี
ประสิทธิภาพ ผลทเ่ี กิดกบั ผูเ รยี นก็จะเปน ท่ีพึงพอใจกบั ผปู กครอง ชุมชน และองคก รหรือสถานประกอบการ
ทีร่ บั ชวงตอจากสถานศึกษา การดําเนินงานทที่ กุ คนมีจติ สํานกึ และความรบั ผิดชอบรว มกันเชน น้ีระบบ
การประกนั คณุ ภาพภายในของสถานศกึ ษาจะเปน สวนหนึ่งของการบริหารการศึกษาท่ีแทจริง และมี
การพฒั นาอยางตอ เน่ืองจนเปนวิถีชีวิตในการทํางานของทุกคน เปนวัฒนธรรมองคกรท่ียึดคุณภาพผูเรียน
ฝงแนนอยูในจิตใจตลอดเวลา สะทอ นใหเห็นวาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษามีแนวคิดท่ีต้ังอยู
บนพ้ืนฐานของการปองกัน ซึ่งไดผนวกแนวคิดจากระบบประกันคุณภาพการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
เขา กับแนวคิดของระบบการประเมินผลภายในท่ียึดติดกับการทํางานปกติ (Built - in Evaluation System)
ทีอ่ าศยั วงจรการทํางานแบบ PDCA
55
กระทรวงศกึ ษาธิการ (2551) กลา ววา แนวทางการปฏบิ ัติเพื่อพัฒนาระบบประกันคุณภาพ
ภายในสถานศึกษาไว ดังน้ี
1. การจดั ระบบโครงสรา งองคก ร ใหรบั รองการจดั ระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
2. กาํ หนดเกณฑก ารประเมนิ เปาหมายความสาํ เร็จของเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาหลักเกณฑ
และวธิ ีการประเมนิ ของสาํ นักรับรองมาตรฐานและประเมินคณุ ภาพการศึกษา
3. วางแผนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ตามระบบการประกันคุณภาพการศึกษา
ใหบรรลผุ ลตามเปาหมายคามสาํ เร็จของสถานศึกษา
4. ดําเนินการพัฒนางานตามแผนและติดตาม ตรวจสอบ ประเมินคุณภาพภายใน
เพ่อื ปรบั ปรงุ พฒั นาอยา งตอเนื่อง
5. ประสานความรวมมือกับสถานศกึ ษา และหนวยงานอื่นในการปรับปรุงและพัฒนา
ระบบประกันคณุ ภาพภายใน และการประกันคุณภาพการศึกษาตามระบบประกนั คณุ ภาพการศกึ ษา
6. ประสานงานกบั เขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาเพอ่ื ประเมินคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา
ตามระบบการประกนั คุณภาพการศกึ ษาภายในเขตพื้นท่กี ารศกึ ษา
7. ประสานงานกบั สํานกั งานรบั รองมาตรฐานการศกึ ษาและประเมนิ คุณภาพการศกึ ษา
ในการประเมนิ สถานศึกษา เพื่อเปนฐานในการพฒั นาอยา งเปนระบบและตอเนอ่ื ง
กระทรวงศึกษาธิการ สํานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน (2550 : 44) ไดกําหนด
บทบาทและหนา ท่ขี องสถานศึกษา ดานการพฒั นาระบบประกนั คุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา
ไว 7 ประการ ดังน้ี
1. กําหนดมาตรฐานการศึกษาเพ่ิมเติมของสถานศึกษาใหสอดคลองกับมาตรฐาน
การศึกษาชาติ มาตรฐานการศึกษาข้ันพื้นฐาน มาตรฐานสํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาและความตองการ
ของชมุ ชน
2. จัดระบบบริหารสารสนเทศ โดยจัดโครงสรางการบริหารท่ีเอื้อตอการพัฒนางาน
และการสรา งระบบการประกนั คุณภาพภายในจดั ระบบสารสนเทศใหเ ปน หมวดหมู ขอมลู มคี วามสมบูรณ
เรยี กใชงาย สะดวก รวดเรว็ ปรับใหเ ปน ปจ จุบันอยูเสมอ
3. จดั แผนสถานศกึ ษาทม่ี ุงเนนคณุ ภาพการศกึ ษา (แผนกลยุทธ/ แผนยุทธศาสตร)
4. ดาํ เนนิ การตามแผนพฒั นาสถานศกึ ษาในการดําเนนิ โครงการ/กิจกรรมสถานศึกษา
ตองสรางระบบการทํางานที่เขมแข็งเนนการมีสวนรวมและวงจรการพัฒนาคุณภาพของเดมมิ่ง
(Deming Cycle)
5. ตรวจสอบและทบทวนคุณภาพการศึกษา โดยดําเนินการอยางจริงจังตอเนื่องดวย
การสนบั สนนุ ใหค รู ผูปกครอง และชมุ ชนเขา มามสี ว นรว ม
56
6. ประเมินคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาตามมาตรฐานท่ีกําหนดเพ่ือรองรับ
การประเมินคณุ ภาพภายนอก
7. จัดทํารายงานคุณภาพการศึกษาประจําป (SAR) และสรุปรายงานประจําป โดย
ความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เสนอตอหนวยงานตนสังกัดและเผยแพร
ตอสาธารณชน
วีระยุทธ ชาตะกาญจน (2556 : 54) ไดสรุปความหมายของ การประกันคุณภาพภายใน
สถานศึกษา หมายถงึ กระบวนการในการจัดระบบการวางแผน การควบคุม และการประเมนิ คุณภาพ
ของสถานศกึ ษา ซงึ่ มีเปา หมายเพอื่ กอ ใหเ กิดการพฒั นามาตรฐานการศกึ ษาของสถานศกึ ษาอยางเปน ระบบ
และตอ เน่อื ง
รงุ ชชั ดาพร เวหะชาติ (2552 : 218 - 219) ไดกลาวถึง การกําหนดขอบขายความรับผิดชอบงาน
ควรวางกรอบงานหลักตามทกี่ ําหนดในพระราชบญั ญตั ิแหงชาติ พ.ศ. 2542 แยกสวนตามงานท่ีปฏบิ ตั ิจริง
จากนัน้ จึงกําหนดบทบาทหนาท่ีความรับผดิ ชอบตามขอบขา ยงานการบรหิ ารงานวิชาการ ดานการพัฒนา
ระบบการประกนั คุณภาพภายในสถานศกึ ษา ดงั น้ี
1. จัดระบบโครงสรา งองคก ร ใหรองรับการจดั ระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
2. กาํ หนดเกณฑก ารประเมนิ เปา หมายความสาํ เรจ็ ของสถานศึกษาตามมาตรฐานการศึกษา
และตัวชว้ี ัดของกระทรวง เปา หมายความสําเรจ็ ของเขตพื้นที่การศึกษา หลักเกณฑ และวิธีการประเมิน
ของสาํ นกั งานรบั รองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศกึ ษา
3. วางแผนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามระบบการประกันคุณภาพ การศึกษา
ใหบรรลผุ ลตามเปา หมายความสาํ เรจ็ ของสถานศกึ ษา
4. ดําเนนิ การพัฒนางานตามแผนและติดตาม ตรวจสอบ และประเมินคุณภาพภายใน
เพอื่ ปรับปรงุ พฒั นาอยางตอเน่ือง
5. ประสานความรว มมอื กบั สถานศึกษา และหนว ยงานอนื่ ในการปรับปรุง และพัฒนา
ระบบประกนั คณุ ภาพภายใน และการพฒั นาคุณภาพการศึกษาตามระบบการประกันคุณภาพการศึกษา
6. ประสานงานกบั เขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษา เพ่ือการประเมินคณุ ภาพการศกึ ษาของสถานศึกษา
ตามระบบการประกันคุณภาพการศกึ ษาภายในเขตพนื้ ท่ีการศึกษา
7. ประสานงานกบั สํานกั งานรบั รองมาตรฐานการศกึ ษาและประเมนิ คณุ ภาพการศกึ ษา
ในการประเมินสถานศึกษาเพื่อฐานในการพัฒนาอยา งเปนระบบและตอ เนอ่ื ง
อมรรตั น โพธเิ์ พชร (2557 : 65) ไดส รุปถงึ การประกันคุณภาพการศกึ ษา เปนกระบวนการ
หรือกลไกในการดําเนินการของสถานศึกษา เพ่ือเปนหลักประกันวาสถานศึกษาจะจัดการศึกษา
ใหไ ดผลผลิตท่ีมีคุณลักษณะตามเกณฑมาตรฐานการศึกษาที่กําหนด ผูรับบริการและสังคมโดยรวม
ยอมรับวาการจดั การศึกษาของสถานศึกษามปี ระสิทธภิ าพ เปน ท่เี ชือ่ ถือและตรวจสอบได
57
สรุปไดวา ประสิทธิผลในการบริหารงานวิชาการดานการพัฒนาระบบประกันคุณภาพ
ภายในสถานศกึ ษา หมายถึง ผลสําเร็จท่ีมาจากการดําเนินงานระบบโครงสรางองคกรใหรองรับการ
จัดระบบการประกนั คุณภาพภายในสถานศกึ ษา มีเกณฑการประเมนิ เปา หมายความสําเร็จของสถานศกึ ษา
ตามมาตรฐานการศกึ ษาและตัวช้วี ดั ของกระทรวงเปาหมาย ความสาํ เร็จของพนื้ ท่ีการศึกษาหลักเกณฑ
และวิธีการประเมนิ ของสาํ นกั งานรองรับมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา มีแผนการพัฒนา
คุณภาพการศกึ ษาตามระบบการประกันคุณภาพใหบรรลุตามเปาหมายความสําเร็จของสถานศึกษา
มีผลการดําเนินการพัฒนาตามแผนและติดตามตรวจสอบ มีการนําผลการประเมินคุณภาพภายใน
เพอ่ื ปรับปรุงพัฒนาอยา งตอเนื่อง มีผลการประสานรวมมือกับสถานศึกษาและหนวยงานอ่ืน ในการ
ปรบั ปรงุ และพฒั นาระบบการประเมินคุณภาพภายใน และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามระบบ
การประกนั คณุ ภาพการศกึ ษา มีผลการดําเนนิ การประสานงานกับเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาเพ่ือการประเมิน
คุณภาพการศกึ ษาของสถานศกึ ษาตามระบบการประกนั คุณภาพการศึกษาการศึกษาภายในเขตพ้ืนที่
การศึกษา มีผลการดําเนินการประสานงานกับสํานักงานรองรับมาตรฐานการศึกษาและประเมิน
คณุ ภาพการศกึ ษาในการประเมนิ สถานศกึ ษาเพือ่ เปน ฐานในการพัฒนาอยางเปน ระบบและตอเน่ือง
ดา นการพัฒนาและการใชส ือ่ เทคโนโลยเี พื่อการศึกษา
สื่อการสอนจดั เปนองคประกอบที่สาํ คัญในการสง เสรมิ สนับสนุนการจดั กระบวนการเรียนรู
ใหผูเรียนเขาถึงความรู ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะตามมาตรฐานของหลักสูตรไดอยางมี
ประสทิ ธิภาพ ไดมผี กู ลา วถงึ ประเภทและความสําคัญของสอ่ื นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา
ไวดงั น้ี
กระทรวงศกึ ษาธิการ สํานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน (2550 : 12 - 34) กําหนดให
สถานศึกษามีภาระหนาท่ีจะตองดาํ เนนิ การเกยี่ วกับการพฒั นาสื่อ นวตั กรรม และเทคโนโลยเี พ่อื การศึกษา
ดังนี้
1. จดั ใหมกี ารรว มกนั กําหนดนโยบาย วางแผนในเร่อื งการจดั หาและพฒั นาสื่อการเรียนรู
และเทคโนโลยีเพอื่ การศกึ ษาของสถานศกึ ษา
2. พัฒนาบคุ ลากรในสถานศึกษาในเรอื่ งเกี่ยวกบั การพัฒนาสื่อการเรียนรูและเทคโนโลยี
เพื่อการศึกษาพรอมท้ังใหมีการจัดตั้งเครือขายทางวิชาการ ชมรมวิชาการเพื่อเปนแหลงเรียนรู
ของสถานศกึ ษา
3. พัฒนาและใชส ่อื และเทคโนโลยที างการศึกษาโดยมุงเนนการพัฒนาและเทคโนโลยี
ทางการศึกษาที่ใหขอเท็จจริงเพ่ือสรางองคความรูใหม ๆ เกิดขึ้นโดยเฉพาะหาแหลงสื่อเสริม
การจัดการศึกษาของสถานศึกษาใหม ีประสทิ ธภิ าพ
58
4. พัฒนาหอ งสมุดของสถานศึกษาใหเปนแหลงการเรียนรูของสถานศึกษาและชุมชน
5. นเิ ทศ ติดตามและประเมินผลการปฏิบตั ิงานของบุคลากรในการจดั หา ผลิต ใช และ
พัฒนาส่ือและเทคโนโลยที างการศกึ ษา
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร (2551) ไดกลาวถงึ การพฒั นาสอื่ นวตั กรรม และเทคโนโลยีเพ่อื การศกึ ษา
ไววา สถานศกึ ษาจะตองศึกษา วิเคราะห ความจําเปนในการ ใชส อ่ื และเทคโนโลยีเพ่อื การจัดการเรยี น
การสอนและการบริหารงานวิชาการ สงเสริมใหครูผลิต พัฒนาส่ือ และนวัตกรรมการเรียนการสอน
จัดหาสื่อและเทคโนโลยีเพอื่ ใชในการจัดการเรียนการสอน และการพัฒนางานดานวิชาการประสาน
ความรว มมอื ในการผลิต จดั หาพัฒนาและการใชส ื่อนวตั กรรม และเทคโนโลยเี พ่อื จดั การเรยี นการสอน
และพัฒนางานวิชาการกับสถานศึกษา บคุ คล ครอบครัว องคก รหนวยงานและสถาบนั อน่ื
รุง รชั ดาพร เวหะชาติ (2552 : 124 - 127) ไดใหความหมายของการใชสื่อการสอนไว 10
ประการ คอื 1) สรา งความรูท่ีเปนรูปธรรมเพื่อใหผูเ รียนไดเ กดิ แนวคิด และประสบการณตรงมากข้ึน
2) เรา ความสนใจและสรางแรงจูงใจในการเรียนรูใหกับผูเรียน 3) ใหผูเรียนสามารถจําส่ิงท่ีเรียนได
ในระยะยาว 4) นาํ ส่ิงทเี่ ปน ประสบการณต รงจากแหลงตาง ๆ มาสูหองเรียนไดมากขึ้น 5) สรางพ้ืนฐาน
ในดา นความคดิ ความสรางสรรคใ หแกผเู รียนไดม ากขึ้น 6) เพ่ือใหผูเรียนไดเขาใจบทเรียนและเน้ือหา
วิชาตา ง ๆ ไดชดั เจนยง่ิ ข้ึน 7) เสริมสรางเจคติตอการเรียนรู 8) เปนเครื่องมือท่ีใชทบทวนสรุป และ
ทาํ ใหเนื้อการวิชาสัมพันธกัน 9) เสริมสรา งกจิ กรรมท่ีแปลกออกไป และใหผูเรียนมีสว นรวมในบทเรยี น
ที่กําลังเรียนอยู และ 10) ชวยใหผูเรียนไดเรียนรูเร็วขึ้น โดยมีแนวทางการการปฏิบัติเก่ียวกับการ
พฒั นาสอ่ื นวัตกรรมและเทคโนโลยเี พอ่ื การศึกษา ไดแก 1) ศึกษา วิเคราะห ความจาํ เปนในการใชสื่อ
และเทคโนโลยีเพ่ือการจดั การเรยี นการสอนและการบริหารงานวิชาการ 2) สงเสริมใหครูผลิต พัฒนาสื่อ
และนวัตกรรมการเรียนการสอน 3) จัดหาสือ่ และเทคโนโลยีเพื่อใชในการจัดการเรียนการสอน และ
พฒั นางานดานวชิ าการ 4) ประสานความรวมมือในการผลิต จัดหา พัฒนาและการใชสื่อ นวัตกรรม
และเทคโนโลยีเพอ่ื การจดั การเรียนการสอน และการพัฒนางานดานวิชาการกับสถานศึกษา บุคคล
ครอบครวั องคกร หนว ยงานและสถาบันอื่น และ 5) การประเมินผลการพัฒนาส่ือ นวัตกรรม และ
เทคโนโลยเี พ่อื การศกึ ษา
ปรียาพร วงศอ นตุ รโรจน (2555 : 208) ไดส รปุ ไววา สื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยเี พือ่ การศึกษา
หมายถงึ งานบริการทม่ี วี ัตถุประสงคเพอ่ื จดั หาประสบการณ การเรียนทดี่ ี โดยเปน การบรหิ ารทางดา นวสั ดุ
เคร่อื งมือ อปุ กรณ ตลอดจนกจิ กรรมตา ง ๆ ใหก บั นกั เรียน ตลอดจนครูอาจารยผมู ีความประสงคจะใช
ส่ือทัศนูปกรณเหลาน้ัน และยังรายงานดานการวางแผน การผลิต การทดลองใช การประเมินผล
วัสดุอุปกรณต า ง ๆ โดยแบงประเภทของสอ่ื การเรยี นรเู ปน 3 ประเภท โดยแบงตามความสามารถ และ
ลักษณะ ไดด ังนี้ 1) ส่อื ทัศนวสั ดุ ไดแ ก ภาพ วสั ดุลายเสน วสั ดมุ ีทรง 2) สื่อเคร่ืองมือโสตทัศนูปกรณ ไดแก
59
วดี ที ศั น แถบบนั ทกึ เสยี ง เครอื่ งฉาย สือ่ คอมพวิ เตอรช วยสอน ซีดีรอม อนิ เตอรเ นต็ และอ่ืน ๆ 3) กจิ กรรม
โสตทัศนปู กรณ ไดแก การศึกษานอกสถานที่ การจดั นทิ รรศการ การจัดสถานการณจําลอง
แจมใส กรมรินทร (2556 : 36) ไดใหความหมายของส่ือการสอนไววา หมายถึง วัสดุอุปกรณ
และวิธีการ ทใี่ ชเพ่อื ใหผเู รียนไดรับความรูตามจุดหมายท่ีผสู อนไดตงั้ ไว นวัตกรรมการศึกษา หมายถึง
การนําเอาวัสดุ อปุ กรณ วิธีการใหม ๆ ซงึ่ อยูร ะหวางการวิจัยมาใช เพ่อื เพิ่มประสิทธภิ าพการจดั การศึกษา
และเทคโนโลยีการศึกษา หมายถึง การนําเอาวัสดุ อุปกรณ และวิธีตาง ๆ มาใชอยางเปนระบบ
เพื่อเพ่ิมประสิทธภิ าพการจดั การศกึ ษา
กิตติพงษ กาญจนสําเริง (2558 : 85) ไดสรุป การพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยี
เพอื่ การศกึ ษาไววา หมายถึง การสํารวจและวเิ คราะหค วามจําเปนในการใชสื่อและเทคโนโลยีในการ
จัดการเรยี นการสอน การสง เสรมิ ใหค รูใชสื่อ ผลิต จัดหาและพัฒนาส่อื การเรยี นการสอนในการพัฒนา
งานวชิ าการตลอดจนการวางแผนการจัดหาส่ือ การประเมินผลการใชส่ือ นวัตกรรมและเทคโนโลยี
รวมทัง้ เครือขายการเรียนรูตาง ๆ ท่ีมีอยูในชมุ ชน และพฒั นาแหลงเรียนรูเพื่อการศึกษาและการบริหาร
งานวิชาการ สงเสริมและพัฒนาความสามารถของครูดานการพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยี
เพ่อื การศกึ ษา รวมถงึ การเผยแพรสือ่ นวตั กรรมและเทคโนโลยเี พ่ือการศึกษา
ราตรี สอนดี (2559 : 53) กลาววา สถานศึกษาตองสงเสริมสนับสนุนใหการจัดการเรียนรู
ของครอู าจารยบ รรลุผลโดยการพฒั นาสอื่ และเทคโนโลยที ีมีความหลากหลายเหมาะสมและเพียงพอ
ใหครูอาจารยไดเลือกพัฒนาและใชในการจัดกิจกรรมการเรียนรูอยางไดผลและส่ือและเทคโนโลยี
นน้ั ควรเนน ตั้งแตการจัดทาํ จัดหาจากทองถน่ิ ไปจนถึงสอ่ื ท่ที นั สมัยเปนสากลสถานศึกษามีแนวปฏิบัติ
ดังน้ี
1. ศกึ ษาวเิ คราะหความจาํ เปนในการใชสอ่ื และเทคโนโลยเี พอ่ื การจดั การเรยี นการสอน
และการบรหิ ารงานวชิ าการ
2. สงเสรมิ ใหค รูผลติ พฒั นาสือ่ และนวัตกรรมการเรียนการสอน
3. จัดหาส่ือและเทคโนโลยีเพื่อใชในการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนางาน
ดา นวชิ าการ
4. ประสานความรวมมือในการผลติ จัดหาพัฒนาและการใชส่ือนวัตกรรมและเทคโนโลยี
เพ่อื การจดั การเรยี นการสอนและการพฒั นางานวิชาการกบั สถานศึกษาบุคคลครอบครัวองคก รหนวยงาน
และสถาบันอนื่
5. การประเมินผลการพฒั นาการใชสอื่ นวตั กรรมและเทคโนโลยเี พื่อการศึกษา
60
สรปุ ไดวา ประสทิ ธผิ ลในการบรหิ ารงานวิชาการดา นการพฒั นาสอ่ื นวัตกรรมและเทคโนโลยี
ทางการศึกษา หมายถึง ผลสําเร็จที่ไดจากการดําเนินการศึกษา วิเคราะหความจําเปนในการใชสื่อ
และเทคโนโลยรี วมท้งั เครอื ขายการเรยี นรตู าง ๆ ท่ีมีอยใู นชุมชน เพอ่ื การจัดการเรยี นการสอนและการ
บรหิ ารงานวชิ าการ มกี ารรายงานดานการวางแผนการผลิตการทดลองใช สถานศึกษามีผลงานท่ีเกิด
จากการสงเสริมใหค รผู ลติ พัฒนาสื่อ และนวัตกรรมการเรยี นการสอน สถานศกึ ษามีส่อื และเทคโนโลยี
เพอื่ ใชใ นการจัดการเรียนการสอน และการพฒั นางานดา นวิชาการอยางเพยี งพอ สถานศกึ ษามีผลงาน
ในการประสานความรว มมือในการผลิต จัดหา พัฒนาและการใชส่ือนวัตกรรม และเทคโนโลยี เพ่ือ
จัดการเรยี นการสอนและพฒั นางานวิชาการกบั สถานศกึ ษา บคุ คลครอบครัว องคกร หนวยงาน และ
สถาบันอนื่ สถานศกึ ษามีผลการประเมินผลการพฒั นาการใชส่ือนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
ใหผูเรียนไดรับความรูตามจุดหมายที่ครตู ง้ั ไว
บรบิ ทสํานักงานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาสุราษฎรธานี เขต 2
สํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2 เปนหนวยงานในสังกัด
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน มีภารกิจหลักในการสงเสริม สนับสนุน และบริหาร
จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอยางท่ัวถึง ใหมีคุณภาพตามมาตรฐาน โดยมีสภาพท่ัวไป ดังน้ีสํานักงาน
เขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสรุ าษฎรธ านี เขต 2 ตัง้ อยเู ลขท่ี 109/1 ถนนธราธิบดีในเขตเทศบาล
เมืองทาขาม อําเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎรธานี มีอาคาร 2 สวนคือ สวนท่ี 1 เปนอาคารเรียน
แบบ สปช.2/28 ขนาด 4 ช้นั 12 หอง ไดรับจัดสรรงบประมาณจากสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขน้ั พื้นฐาน เม่ือป 2549 และไดเ ขา ปฏิบัติงานที่อาคารใหมเม่ือ 17 กรกฎาคม 2552 สวนที่ 2 ตั้งอยู
ฝง ตรงกนั ขา มเปน อาคารเดิมของสาํ นกั งานการประถมศึกษาอําเภอพุนพิน ปฏิบัติงานต้ังแตเริ่มเขาสู
เขตพื้นที่การศกึ ษาในป 2546 (สาํ นักงานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาสรุ าษฎรธ านี เขต 2, 2560)
ขอมูลพน้ื ฐานทางการศึกษา
สาํ นกั งานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษาประถมศึกษาสรุ าษฎรธานี เขต 2 มีสถานศึกษาท่ีตั้งอยูในเขต
บริการจาํ นวน 241 แหง จําแนกเปนสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน 230 แหง
และสงั กัดหนว ยงานอ่นื 11 แหง
61
ภาพท่ี 2.1 สถานศึกษาในสังกัด จําแนกตามระดับการศึกษา
ทีม่ า : สํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษาสรุ าษฎรธานี เขต 2, 2560 : 5
ภาพท่ี 2.2 จาํ นวนนักเรียนในสงั กัด ปการศึกษา 2558 จําแนกตามระดบั การศกึ ษา
ทม่ี า : สาํ นักงานเขตพืน้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสรุ าษฎรธานี เขต 2, 2560 : 7
บุคลากร
สาํ นักงานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาสุราษฎรธ านี เขต 2 มขี าราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษา จาํ นวนทัง้ สิน้ 1,987 คน โดยแยกเปน ปฏิบัติงานภายในสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
จํานวน 70 คนและปฏิบัติงานในสถานศึกษาสังกัดสํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา จํานวน 1,987 คน
(สาํ นกั งานเขตพ้นื ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาสุราษฎรธ านี เขต 2, 2560)
62
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น
ภาพที่ 2.3 ผลการทดสอบทางการศึกษาระดบั ชาติข้นั พน้ื ฐาน (O - NET) ปการศกึ ษา 2557
ระดับชัน้ ประถมศึกษาปท ี่ 6 จําแนกตามสาระการเรียนรู
ทีม่ า : สํานกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสรุ าษฎรธานี เขต 2, 2560
จากแผนภูมิ พบวา ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O - Net) ปการศึกษา
2557 ระดบั ชัน้ ประถมศึกษาปท ่ี 6 คะแนนเฉล่ียระดบั เขตพ้นื ทก่ี ารศึกษาสูงกวาคะแนนเฉล่ียระดับประเทศ
จํานวน 7 กลุมสาระการเรียนรู ไดแก กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย คณิตศาสตร วิทยาศาสตร
สงั คมศกึ ษาศาสนาและวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา และกลุมสาระการเรียนรู การงานอาชีพ
และเทคโนโลยี
ภาพท่ี 2.4 ผลการทดสอบทางการศกึ ษาระดบั ชาตขิ ั้นพ้ืนฐาน (O - NET) ปการศกึ ษา 2557
ระดับชัน้ มธั ยมศึกษาปท ่ี 6 จําแนกตามสาระการเรยี นรู
ทีม่ า : สาํ นกั งานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสรุ าษฎรธานี เขต 2, 2560
63
จากแผนภูมิ พบวา ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติข้ันพ้ืนฐาน (O - Net) ปการศึกษา
2557 ระดับช้ันมัธยมศกึ ษาปท ่ี 6 ไมม กี ลุมสาระการเรียนรูท่ีมีคะแนนเฉล่ียระดับเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
สูงกวาคะแนนเฉลย่ี ระดบั ประเทศ
ภาพที่ 2.5 ผลการประเมินผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนของนักเรยี น (NT) ปก ารศึกษา 2557
ระดับช้ันประถมศึกษาปท ี่ 3 จําแนกเปนรายดา น
ทีม่ า : สาํ นักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาสรุ าษฎรธ านี เขต 2, 2560
จากแผนภูมิ พบวา ผลการประเมินผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน (NT) ปการศึกษา
2557ระดับช้ันประถมศึกษาปท่ี 3 คะแนนเฉลี่ยระดับเขตพื้นที่การศึกษา มีคะแนนเฉล่ียสูงกวา
ระดบั ประเทศทัง้ 3 ดาน
วสิ ัยทศั น (Vision)
ภายในป 2561 สํานกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2 เปนองคกร
ชั้นนําในการบริหารจัดการศึกษาขั้นพ้ืนฐานบนหลักธรรมาภิบาล ผูเรียนมีคุณภาพตามมาตรฐาน
การศกึ ษาสูร ะดับสากลบนพนื้ ฐานความเปน ไทย
พันธกิจ (Mision)
1. พฒั นาผเู รยี นใหมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาสรู ะดบั สากล
2. พัฒนาผูเรียนใหมีคุณธรรมจริยธรรมและคานิยมท่ีพึงประสงคบนพ้ืนฐาน
ของความเปนไทย
3. เพิ่มโอกาสทางการศกึ ษาใหป ระชากรวัยเรยี นทุกคนไดรับการศกึ ษาอยา งทวั่ ถึง
64
4. พัฒนาระบบบรหิ ารจัดการใหมปี ระสทิ ธิภาพตามหลกั ธรรมาภบิ าล
เปา ประสงค (Goal)
1. ผเู รียนมีคุณภาพตามมาตรฐานการศกึ ษาและมคี วามรู ทกั ษะทเ่ี ปน สากล
2. ผเู รียนมคี ุณธรรม จรยิ ธรรม คา นยิ มทพ่ี ึงประสงคบ นพนื้ ฐานความเปน ไทย
3. ประชากรวยั เรยี นไดร ับการบรกิ ารการศกึ ษาในรปู แบบทเ่ี หมาะสมอยา งทัว่ ถึง
4. ครู ผบู รหิ ารสถานศึกษา และบุคลากรทางการศึกษามีสมรรถนะท่ีเหมาะสม และ
มีวฒั นธรรมการทํางานทม่ี ุงเนน ผลสัมฤทธิ์
5. สํานักงานเขตพน้ื ที่การศกึ ษาและสถานศึกษามรี ะบบการบริหารจดั การตามมาตรฐาน
คา นยิ ม
สรางสรรคคุณภาพงาน บรกิ ารดว ยใจ
กลยทุ ธ
จากวิสัยทศั น พันธกิจ เปาประสงค สาํ นกั งานเขตพืน้ ที่การศกึ ษาประถมศึกษา สุราษฎรธานี
เขต 2 ไดกําหนดกลยุทธใหสอดคลองกับกลยุทธของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
จาํ นวน 4 กลยทุ ธ ดงั น้ี
กลยทุ ธท ี่ 1 การพฒั นาคุณภาพผเู รยี นในระดบั การศกึ ษาข้นั พื้นฐาน
กลยทุ ธท่ี 2 การเพิ่มโอกาสการเขาถึงบรกิ ารการศึกษาขนั้ พ้ืนฐานใหทวั่ ถงึ ครอบคลุมผูเรียน
ใหไ ดร บั โอกาสในการพฒั นาเตม็ ตามศกั ยภาพและมคี ณุ ภาพ
กลยทุ ธที่ 3 พัฒนาคุณภาพครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา
กลยุทธท ่ี 4 พัฒนาระบบการบรหิ ารจดั การ
งานวิจยั ที่เกย่ี วขอ ง
งานวิจัยในประเทศ
จรี ะนนั ท เชอ้ื ดวงผยุ (2554) ไดศกึ ษาเร่อื ง ประสิทธิภาพการบรหิ ารงานวิชาการในสถานศกึ ษา
ขั้นพน้ื ฐานสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต 4 โดยมีวัตถุประสงค 1)
เพื่อศึกษาประสทิ ธิภาพการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัด สํานักงานเขตพื้นที่
การศกึ ษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 4 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผูบริหาร และ
ครูผูสอนเก่ียวกับประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน สังกัดสํานักงาน
เขตพ้นื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษา กาญจนบุรี เขต 4 จําแนกตามตําแหนงและขนาดของสถานศึกษา
ประชากรในการวิจยั ไดแ ก ผบู รหิ ารและครผู ูสอนที่ปฏบิ ัติงานในสถานศกึ ษา ขัน้ พ้ืนฐานสังกัดสํานักงาน
เขตพน้ื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษากาญจนบรุ เี ขต 4 ปการศกึ ษา 2554 จํานวน 966 คน ไดก ลมุ ตวั อยาง
65
จํานวน 290 คน ตวั แปรในการศึกษา ไดแ ก ดานหลักสตู รและการนําหลกสั ูตรไปใช ดา นวสั ดปุ ระกอบ
หลักสูตรและสอ่ื การเรยี นการสอน ดา นการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน และดา นผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น
ผลการศึกษาพบวา ประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานสังกัดสํานักงาน
เขตพ้นื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษากาญจนบรุ เี ขต 4 โดยภาพรวมและรายดานอยใู นระดับมากเรยี งลาํ ดับ
คา เฉลยี่ จากมากไปหานอ ยดงั น้ี ดา นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน รองลงมาดานหลักสูตร และ
การนําไปใช ดานวัสดุประกอบหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอนและดานผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
ของผูเ รียนตามลาํ ดบั ผลการเปรียบเทียบประสทิ ธภิ าพการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
สงั กัดสาํ นักงานเขตพนื้ ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต 4 จําแนกตามตําแหนง พบวา ภาพรวม
แตกตา งกนั อยางมีนยั สําคัญทางสถิติที่ 0.05 สวนรายดานแตกตางกัน 2 ดานคือดานหลักสูตร และ
การนําไปใชกบั ดา นการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนสวนดา นอืน่ ไมแ ตกตางกนั และผลการเปรียบเทียบ
ประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาข้ันพื้นฐานสังกัดสํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศกึ ษากาญจนบรุ ีเขต 4 จาํ แนกตามขนาดสถานศึกษาภาพรวมพบวาไมแตกตางกันแตมีสองดาน
ที่แตกตางกันคือดานหลักสูตรและการนาไปใชพบวาขนาดเล็กแตกตางขนาดใหญอยางมีนัยสําคัญ
ทางสถติ ิทรี่ ะดบั 0.05 สวนดานการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนพบวาขนาดเล็กแตกตางกับขนาด
กลางอยางมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 และขนาดเล็กแตกตางกับขนาดใหญอยางมีนัยสําคัญ
ทางสถิติทร่ี ะดับ 0.01 สวนดา น อ่ืน ๆ ไมแตกตางกนั
นพรัตน ศรีสกุล (2557) ไดศึกษาเร่ืองการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษา
สังกดั สํานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาระนอง การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค 1) เพื่อศึกษา
การบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
ระนอง 2) เพ่อื เปรียบเทยี บการบรหิ ารงานวชิ าการของโรงเรยี นประถมศกึ ษา สังกัดสาํ นกั งานเขตพน้ื ท่ี
การศกึ ษาประถมศกึ ษาระนอง จําแนกตามตําแหนง ระดับการศกึ ษา และตามประสบการณ เก็บรวบรวม
ขอมูลจากผบู รหิ ารและครใู นโรงเรยี น สงั กัดสาํ นกั งานเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาระนอง ปก ารศึกษา
2556 จาก 60 โรงเรียน ผูบริหารสถานศึกษา 64 คน และครู 377 คน รวม 441 คน โดยใชตัวแปร
ที่ศกึ ษา ตวั แปรอสิ ระ ไดแ ก ตาํ แหนง หนาท่ี ระดบั การศกึ ษา ประสบการณในการทํางาน ตัวแปรตาม
คือระดบั การบริหารงานวชิ าการของโรงเรียนประถมศกึ ษา สังกดั สาํ นักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา
ระนอง ตามขอบขายงานวิชาการ 7 ดาน คือ 1) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา 2) การพัฒนา
กระบวนการเรยี นรู 3) การวัดประเมนิ ผลและเทียบโอนผลการเรียน 4) การวิจัยเพ่ือพัฒนาคุณภาพ
การศึกษา 5) การพฒั นาสอื่ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศกึ ษา 6) การนเิ ทศการศึกษา 7) การพัฒนา
ระบบการประกนั คุณภาพภายในสถานศึกษา ผลการวิจัยพบวาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน
ประถมศึกษาสังกัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาระนองโดยภาพรวมอยูในระดับมาก
เรยี งลาํ ดบั จากคาเฉล่ียมากไปหานอย ไดดังน้ี ดานการพัฒนากระบวนการเรียนรู การพัฒนาระบบ
66
ประกันคณุ ภาพภายในสถานศึกษา ดา นการวัดผลประเมินผลและการเทยี บโอนผลการเรียน ดานการ
นิเทศการศึกษา ดานการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ดานการพัฒนาส่ือนวัตกรรมและเทคโนโลยี
ทางการศึกษาและดานการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา เปรียบเทียบตามตําแหนงหนาท่ี
ระดบั การศึกษา และประสบการณในการปฏิบัติงาน พบวา ไมแ ตกตา งกนั
เสรมิ สขุ โชติชว งฉตั รชยั (2557) ไดศึกษาเรือ่ ง การบรหิ ารงานวชิ าการโรงเรียนในสหวิทยา
เขตศรนี ครินทร สงั กัดสาํ นกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 2 โดยมีวตั ถุประสงคเพื่อ 1) เพื่อ
ศึกษาการบริหารงานวิชาการของโรงเรยี นในสหวิทยาเขตศรีนครินทร สงั กัดสํานักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษา
มัธยมศกึ ษา เขต 2 และ 2) เพอื่ เปรยี บเทยี บการบรหิ ารงานวชิ าการของโรงเรียนในสหวิทยาเขตศรีนครินทร
สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ตามสถานภาพของผูตอบแบบสอบถาม
ประชากรในการวจิ ยั ไดแก ครูผูสอนของโรงเรยี นในสหวิทยาเขตศรีนครนิ ทร สังกัดสาํ นกั งานเขตพน้ื ท่ี
การศึกษามธั ยมศึกษา เขต 2 จาํ นวน 4 โรงเรียน 486 คน ไดกลมุ ตัวอยาง จํานวน 219 คน ตัวแปรท่ีใช
ในการศึกษา ไดแ ก การบริหารงานวิชาการ จํานวน 12 ดาน ไดแก การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา
การพฒั นากระบวนการเรียนรู การวดั ผลประเมินผลและการเทียบโอนผลการเรียน การวิจัยเพื่อพัฒนา
คุณภาพการศึกษา การพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษา การพัฒนาแหลงเรียนรู
การนิเทศการศึกษา การแนะแนวการศกึ ษา การพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
การสงเสรมิ ความรูท างวชิ าการแกชมุ ชน การประสานความรวมมือในการพัฒนางานวิชาการกับสถานศึกษา
และองคกรอนื่ และการสงเสรมิ และสนับสนนุ งานวชิ าการแกบ ุคคล ครอบครวั หนวยงาน และสถาบันอ่ืน
ทีจ่ ัดการศกึ ษา ผลการศึกษาพบวา การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในสหวิทยาเขตศรีนครินทร
สังกัดสํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ในภาพรวมอยูในระดับมาก เม่ือพิจารณา
เปนรายดาน พบวา ดา นการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาอยูในระดับมากที่สุด เปนอันดับหนึ่ง รองลงมา
มกี ารปฏบิ ัติอยใู นระดับมากในดานการนิเทศการศึกษา ดา นการแนะแนวการศกึ ษา ดานการพัฒนาส่อื
นวัตกรรม และเทคโนโลยี ดานการพฒั นาแหลง เรียนรู ดา นการพัฒนากระบวนการเรยี นรู ดานการสง เสริม
และสนับสนุนงานวิชาการแกบุคคล ครอบครัว องคกร หนวยงาน และสถาบันอื่นที่จัดการศึกษา
ดา นการวดั ประเมินผลและเทยี บโอนผลการเรยี น ดา นการวิจยั เพือ่ พัฒนาคุณภาพการศึกษา ดานการ
ประสานความรวมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาและองคกรอื่น ดานการพัฒนาระบบ
ประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และดานการสงเสริมความรูทางวิชาการแกชุมชน ตามลําดับ
ผลการทดสอบสมมตุ ิฐาน พบวา ครทู ี่มีอายุ และกลุมสาระการเรียนรูตางกันมีความคิดเห็นเก่ียวกับ
การบริหารงานวชิ าการของโรงเรียนในสหวิทยาเขตศรีนครินทร สังกัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
มัธยมศึกษาเขต 2 ไมแตกตางกนั
67
อมรรัตน โพธิ์เพชร (2557) ไดศึกษาเรื่องความสัมพันธระหวางภาวะผูนําทางวิชาการ
ของผูบริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน สังกัด
สํานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 โดยมีวัตถุประสงคเพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาระดับ
ภาวะผนู าํ ทางวชิ าการของผูบริหารสถานศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน สงั กัดสํานักงานเขตพน้ื ท่กี ารศึกษามัธยมศึกษา
เขต 11 2) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัด
สํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธระหวางภาวะผูนํา
ทางวิชาการของผบู ริหารสถานศกึ ษากบั ประสิทธผิ ลการบรหิ ารงานวชิ าการของสถานศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน
สังกัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 4) เพื่อหาอํานาจในการทํานายและสราง
สมการทํานายของภาวะผนู าํ ทางวชิ าการของผูบริหารสถานศึกษากบั ประสทิ ธิผลการบริหารงานวิชาการ
ของสถานศึกษาข้ันพนื้ ฐาน สงั กดั สํานกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 โดยมีการเก็บขอมูล
จากผูบริหารสถานศึกษาและครูผูสอนในโรงเรียน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
เขต 11 ปการศึกษา 2555 จําแนกเปนผูบริหารสถานศึกษา จํานวน 24 คน และครูผูสอน จํานวน
314 คน โดยใชตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรอิสระ คือ 1. ภาวะผูนําทางวิชาการตามเกณฑมาตรฐาน
ของผูบริหารการศึกษาของคุรุสภา (2542) จํานวน 12 มาตรฐาน ตัวแปรตาม คือประสิทธิผลการ
บริหารงานวชิ าการตามขอบขายภารกิจการดาํ เนินงานวชิ าการ ผลการวิจัยพบวา ภาวะผูนําทางวิชาการ
และประสทิ ธภิ าพของผูบริหารสถานศกึ ษาในภาพรวมและรายดานอยใู นระดบั มาก สวนความสัมพันธ
ระหวางภาวะผูนําทางวิชาการของผูบริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ
ของสถานศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน มคี วามสัมพันธคอ นขางสูงและเปน ไปในทศิ ทางบวก (rxy = 0.62) อยางมี
นัยสาํ คญั ทางสถติ ิทร่ี ะดบั 0.01
ปรีดา ดําดวงโรม (2558) ไดศึกษาเรื่อง ความสัมพันธระหวางภาวะผูนําทางวิชาการของ
ผูบรหิ ารกับการสงเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงคของผูเรียนในโรงเรียน สังกัดสํานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศึกษามัธยมศึกษาเขต 11 จงั หวัดสุราษฎรธานี การวิจยั คร้ังนีม้ ีวตั ถปุ ระสงคเพื่อศึกษาระดับภาวะ
ผูนําทางวิชาการของผูบ ริหารสถานศกึ ษา และศกึ ษาการสง เสริมคณุ ลักษณะอันพึงประสงคของนักเรียน
และเพ่ือศึกษาความสัมพันธระหวางภาวะผูนําทางวิชาการของผูบริหารสถานศึกษากับการสงเสริม
คุณลักษณะของผูเรียนในโรงเรียน สังกัดสํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 11 จังหวัด
สรุ าษฎรธ านี เกบ็ รวบรวมขอมูลจากครูผูสอน จํานวน 322 คน โดยใชตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรอิสระ
คือ ภาวะผูนําทางวิชาการของผบู รหิ ารสถานศึกษา จากการศกึ ษาผวู จิ ัยสามารถสังเคราะหได 4 ดาน
ประกอบดว ย 1) การนิเทศการศึกษาและการพัฒนาหลักสูตร 2) การสงเสริมความรวมมือและการ
มสี ว นรว ม 3) การจดั การเรยี นการสอน 4) การสงเสริมบรรยากาศการเรียนการสอน ตัวแปรตาม คือ
การสงเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงคของผูเรียน ประกอบดวย 4 ดาน คือ 1) การสงเสริมดาน
ความซอื่ สตั ย สจุ ริต 2) การสง เสรมิ ดานความมีวนิ ัยและมคี วามรับผดิ ชอบ 3) การสงเสริมดานจิตสาธารณะ
68
4) การสงเสริมดานใฝเ รียนรู จากผลการวิจัยพบวาภาวะผูนําทางวิชาการของผูบริหาร โดยภาพรวม
และรายดานอยูในระดับมาก เรียงลําดับดังน้ี คือ ดานการนิเทศการศึกษาและการพัฒนาหลักสูตร
ดานการสง เสริมความรวมมือและการมีสวนรวม ดา นการจัดการเรียนการสอน และดานการสงเสริม
บรรยากาศการเรียนการสอน การสงเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงคของผูเรียน โดยภาพรวม และ
รายดานอยูในระดบั มากเรยี งลาํ ดับ ดงั นี้ คือ การสง เสรมิ ดา นซ่ือสตั ย สุจริต การสงเสริมดานความมีวินัย
และมคี วามรับผดิ ชอบ การสงเสรมิ ดา นจติ สาธารณะ และการสง เสริมดานใฝเ รียนรู ภาวะผูน าํ ทางวชิ าการ
ของผูบริหารมีความสัมพันธทางบวกกับการสงเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงคของผูเรียนในระดับ
คอ นขา งสงู (r = 0.767) อยา งมนี ัยสําคญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดับ 0.01
กนกพรรณ ยังบญุ สุข (2558) ไดศ กึ ษาเรือ่ ง ภาวะผนู ําทางวิชาการของผูบ ริหารสถานศึกษา
อําเภอเคียนซา สงั กัดสาํ นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษา สุราษฎรธานี เขต 3 โดยมีวัตถุประสงค
1) เพ่อื ศึกษาภาวะผูนําทางวชิ าการของผูบริหารสถานศึกษา อําเภอเคยี นซา สงั กัดสํานักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษาประถมศกึ ษา สรุ าษฎรธานี เขต 3 2) เพ่ือภาวะผูนําทางวิชาการของผูบริหารสถานศึกษา
เปรียบเทียบอําเภอเคียนซา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สุราษฎรธานี เขต 3
ตามความคดิ เหน็ ของครผู สู อน จาํ แนกตามเพศ อายุ และประสบการณการทาํ งาน เกบ็ รวบรวมขอมูล
จากครูผูสอนอําเภอเคียนซา สังกัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา สุราษฎรธานี เขต 3
ในปก ารศึกษา 2556 จํานวน 294 คน โดยใชตัวแปรท่ีศึกษา ตัวแปรอิสระ ไดแก เพศ อายุ ตัวแปรตาม
ไดแ ก ภาวะผนู าํ ทางวิชาการของผูบริหารสถานศึกษา 5 ดาน ดังน้ี 1) ดานการวางแผนงานวิชาการ
2) ดา นการบรหิ ารจัดการ 3) ดานการนิเทศ 4) ดานการสงเสริมบรรยากาศทางวิชาการ 5) ดานสนับสนุน
การจัดการเรยี นการสอน ผลการวิจยั พบวา ภาวะผูนาํ ทางวิชาการของผบู รหิ ารสถานศึกษา อาํ เภอเคยี นซา
สังกัดสาํ นกั งานเขตพืน้ ทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษา สรุ าษฎรธ านี เขต 3 ในภาพรวมและรายดาน อยูใน
ระดับมาก ยกเวนดานการสงเสริมบรรยากาศทางวิชาการ อยูในระดับปานกลาง เรียงลําดับ ดังน้ี
ภาวะผูนําดานการวางแผนงานวิชาการ ภาวะผูนําดานการจัดการเรียนการสอน ดานการนิเทศ
ดา นการบรหิ ารจัดการ และดานการสง เสริมบรรยากาศทางวชิ าการ ผลการเปรียบเทียบระดับภาวะผูนํา
ทางวิชาการของผูบริหารสถานศึกษาของครูท่ีมีเพศ และอายุตางกัน แตกตางกันอยางมีนัยสําคัญ
ทางสถิติท่ีระดบั 0.05
เจรญิ พงศ คงทน (2558) ไดศกึ ษาเรอ่ื ง ประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของผูบริหาร
สถานศกึ ษาสังกดั สํานกั งานเขตพ้ืนที่การศกึ ษา โดยมีวัตถปุ ระสงค 1) เพ่อื ศกึ ษาประสทิ ธิภาพการบริหาร
งานวิชาการของ ผบู ริหารสถานศึกษา สงั กดั สาํ นักงานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาปต ตานี 2) เพือ่
เปรยี บเทยี บประสทิ ธิภาพการบรหิ ารงานวชิ าการจําแนกตามตัวแปร เพศ ระดับการศกึ ษา ประสบการณ
การบริหาร และขนาดของสถานศึกษา และ 3) เพื่อประมวลปญหาและขอเสนอแนะในการบริหาร
งานวิชาการท่มี ีประสิทธภิ าพของผูบรหิ ารสถานศกึ ษา สังกดั สํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา ประถมศึกษา
69
ปต ตานีประชากร คอื ผูบริหารสถานศึกษา จาํ นวน 321 คน ตัวแปรท่ีใชในการศึกษา ไดแก ขอบขาย
การบรหิ ารงานวิชาการ 12 ดาน ประกอบดวย ดานการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ดานการพัฒนา
กระบวนการเรยี นรู ดานการวัดผล ประเมินผล และเทียบโอนผลการเรียน ดานการวิจัยเพ่ือพัฒนา
คุณภาพการศึกษา ดานการพัฒนาส่ือ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษา ดานการพัฒนา
แหลง เรียนรู ดา นการนเิ ทศการศกึ ษา ดานการแนะแนวการศึกษา ดานการพัฒนาระบบการประกัน
คุณภาพภายในสถานศกึ ษา ดานการสง เสริมความรูด านวิชาการแกชุมชน ดานการประสานความรวมมือ
ในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาและองคก รอนื่ ดา นการสง เสริมและสนับสนุนงานวิชาการแกบุคคล
ครอบครัว องคกร หนว ยงานและสถาบนั อืน่ ท่จี ดั การศกึ ษา ผลการศึกษาพบวา ประสิทธิภาพการบริหาร
งานวิชาการของผูบ รหิ ารสถานศึกษาสงั กัดสาํ นักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาปตตานโี ดยภาพรวม
อยใู นระดับมาก ผลการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของผูบริหารสถานศึกษา
สังกัดสํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาปตตานีพบวา ดานประสบการณการบริหาร และ
ขนาดสถานศกึ ษา แตกตางกัน สว นดานเพศและระดับการศึกษาไมแตกตางกัน และผลการประมวล
ปญหาและขอ เสนอแนะประสิทธภิ าพการบรหิ ารงานวิชาการของผบู รหิ ารสถานศกึ ษาสงั กดั สาํ นักงาน
เขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาปตตานีพบวาดานท่ีมีคาเฉล่ียสูงสุด 3 อันดับแรก คือ 1. ดานการ
พัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาคือขาดการวางแผนการประกันคุณภาพภายใน
สถานศกึ ษาโดยมขี อเสนอแนะใหม กี ารวางแผนการดําเนินการประกันคุณภาพการศึกษาทุกปการศึกษา
2. ดา นการวิจัยเพอ่ื พฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษาคือครูขาดทักษะการทําวจิ ัยในชน้ั เรียนโดยมีขอเสนอแนะ
ใหจัดอบรมสัมมนาใหความรเู กย่ี วกับการทาวิจยั ในชัน้ เรยี นและจัดต้ังเครือขายการวิจัยในระดับศูนย
เครอื ขา ยและ 3. ดา นการพฒั นากระบวนการเรียนรคู อื ครไู มส อนตามแผนจัดการเรยี นรูโดยมขี อ เสนอแนะ
ใหผบู ริหารหรอื ผทู ่ไี ดร ับมอบหมายควรนเิ ทศติดตามอยา งตอเน่อื ง
ปนดั ดา ศิรพิ ัฒนกลุ (2558) ไดศ ึกษาเรื่อง การศกึ ษาบทบาทการนิเทศภายในของผูบริหาร
สถานศึกษาขั้นพนื้ ฐาน ในจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงคเพื่อศึกษา
และเปรยี บเทียบบทบาทการนเิ ทศภายในของผบู รหิ าร สถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานในจังหวัดระยอง จันทบุรี
และตราด จําแนกตามประสบการณ การปฏิบัติงาน และขนาดของสถานศึกษา กลุมตัวอยางที่ใช
ในการวจิ ัยครั้งนี้ ไดแ ก ครผู ูสอนในจงั หวดั ระยอง จนั ทบรุ ี และตราด จาํ นวน 358 คน ไดมาดว ยวธิ กี ารสุม
แบบแบงช้นั ตามสัดสว น เครอ่ื งมือทใี ชใ นการเก็บ รวบรวมขอมูลเปน แบบสอบถามมาตราสวนประมาณคา
5 ระดบั ไดคาอาํ นาจจําแนกอยูระหวา ง 0.21 - 0.83 และมีคาความเชอ่ื มัน่ เทากับ 0.88 สว นสถิติที่ใช
ในการวิเคราะหขอมูล ไดแก คารอยละ คาเฉลี่ย คาเบ่ียงเบนมาตรฐาน การทดสอบคาที (t - test)
การวเิ คราะหความแปรปรวนทางเดียว (One - way ANOVA) และตรวจสอบความแตกตา งเปนรายคู
โดยวิธีการตรวจสอบความแตกตา ง ของเชฟเฟ (Scheffe') ผลการวจิ ัย พบวา 1) บทบาทการนิเทศภายใน
ของผูบริหารสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานการศึกษา ในจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด โดยรวมอยูใน
70
ระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบบทบาทการนิเทศ ภายในของผูบริหารสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
ในจงั หวัดระยอง จนั ทบุรี และตราด จําแนกตามประสบการณ ในการปฏบิ ัติงาน โดยรวมแตกตางกัน
อยา งมีนยั สาํ คญั ทางสถิตทิ ่ีระดบั 0.05 3) ผลการเปรียบเทียบบทบาทการนิเทศภายในของผูบริหาร
สถานศึกษาข้ันพน้ื ฐานในจังหวดั ระยอง จนั ทบรุ ี และตราด จําแนกตามขนาดของสถานศึกษา โดยรวม
และรายดา นแตกตา งกนั อยางมนี ัยสาํ คัญทางสถิติ ทรี่ ะดบั 0.05
นคเรศ ศรเี กอ้ื กูล (2559) ไดศึกษาเรอ่ื ง สภาพการดาํ เนินงานวิชาการของสถานศึกษา สังกดั
สาํ นกั งานเขตพืน้ ที่การศึกษามธั ยมศึกษา เขต 28 โดยมีวตั ถุประสงค 1) เพอ่ื ศกึ ษาการดาํ เนินงานวชิ าการ
เปรียบเทยี บของสถานศึกษาสังกดั สํานักงานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษามัธยมศึกษา เขต 28 2) เพ่ือเปรียบเทียบ
สภาพการดาํ เนนิ งานวชิ าการของสถานศกึ ษาสังกัดสํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 28
และ 3) เพ่ือศึกษาแนวทางในการพัฒนางานวิชาการและขอเสนอแนะในการดําเนินงานวิชาการ
ของสถานศกึ ษาสังกัดสํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 28 ประชากรท่ีใชในการศึกษา
ไดแก บุคลากรในสถานศึกษาสังกัดสํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 28 4,300 คน
ไดกลุมตัวอยาง 552 คน ตัวแปรท่ีใชในการศึกษาไดแกการบริหารงานวิชาการ 17 ดาน ไดแก
ดา นการพัฒนาหรอื ดาํ เนินการเกย่ี วกับการใหค วามเห็นการพฒั นาสาระหลกั สตู รทอ งถ่นิ ดา นการวางแผน
งานดา นวชิ าการ ดา นการจดั การเรียนการสอนในโรงเรยี น ดา นการพัฒนาหลักสตู รโรงเรียน ดานการ
พฒั นากระบวนการเรยี นรู ดานการวัดผล ประเมินผลและดาํ เนนิ การเทียบโอนผลการเรียน ดานการวิจัย
เพ่อื พัฒนาคุณภาพการศึกษา ดานการพัฒนาและสงเสริมใหมีแหลงเรียนรู ดานการนิเทศการศึกษา
ดานการแนะแนว ดานการพฒั นาระบบการประกนั คณุ ภาพและมาตรฐานการศกึ ษา ดา นการสงเสรมิ ชมุ ชน
ใหมีความเขมแขง็ ดา นวิชาการ ดา นการประสานความรวมมือในการพัฒนาวิชาการ ดานการสงเสริม
และสนบั สนุนงานวิชาการ ดา นการจัดทําระเบียบและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับงานดานวิชาการ ดานการ
คดั เลือกหนงั สอื แบบเรยี นเพอ่ื ใชในสถานศกึ ษา และดา นการพฒั นาและใชสอื่ เทคโนโลยีทางการศกึ ษา
ผลการศึกษา พบวา สภาพการดําเนนิ งานวชิ าการของสถานศึกษาสงั กัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มธั ยมศึกษา เขต 28 โดยรวมมกี ารปฏิบตั อิ ยูในระดบั มาก เมื่อพิจารณาเปนรายดา น พบวา มีการปฏิบัติ
อยใู นระดับมากทุกดา น บุคลากรทีม่ ีสถานภาพตําแหนงและขนาดสถานศึกษาตางกัน มีความคิดเห็น
เกี่ยวกบั สภาพการดาํ เนนิ งานวิชาการของสถานศึกษาสงั กัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา
เขต 28 แตกตา งกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 แนวทางในการพัฒนาและขอเสนอแนะ
การดําเนินงานวิชาการของสถานศึกษาสังกัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 28
สามารถสรุปผลไดดงั น้ี ดานการพฒั นาระบบประกันคุณภาพภายใน ไดแนวทางวา สถานศึกษาควรมี
การแตงต้ังคณะกรรมการจากทุกฝายท่ีเก่ียวของ ประชุมชี้แจงทุกฝายท่ีเก่ียวของระดมความคิด
วิเคราะหผลหาทางพัฒนา โดยใชระบบ PDCA ดานการพัฒนาส่ือและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
ไดแนวทางวาสถานศึกษาควรเนนการสรางสรรคส่ือแปลกใหมและหลากหลาย ที่จะชวยใหผูเรียน
71
สามารถทจ่ี ะศกึ ษาคน ควาไดดวยตนเอง อีกท้ังส่ือการเรียนตองสอดคลองกับเนื้อหาสาระที่จะเรียน
ดานการพฒั นากระบวนการเรียนรู ไดแ นวทางวา สถานศึกษาควรมีการพฒั นากระบวนการเรียนรูใหมี
ประสิทธภิ าพโดยเปด โอกาสใหช ุมชนเขามามีสวนรวมในการจัดการศึกษา และดานการพัฒนาหลักสูตร
ของสถานศึกษา ไดแนวทางวา สถานศึกษาควรมีการวางแผนและการดําเนินการบริหารงานบุคคล
การวางแผนพัฒนาการศกึ ษาและการใชงบประมาณการระดมทรัพยากรเพือ่ การศึกษา
มูนา จารง (2560) ไดศึกษาเรื่อง การบริหารงานวิชาการของผูบ รหิ ารสถานศึกษาตามทศั นะ
ครูผสู อนในศูนยเครือขา ยตลง่ิ ชนั สงั กัดสาํ นักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 2 โดยมี
วตั ถุประสงค 1) เพือ่ ศกึ ษาการบริหารงานวิชาการของผบู รหิ ารสถานศกึ ษาตามทศั นะครผู สู อนในศนู ย
เครือขายตลิ่งชันสังกัดสํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 2 2) เพื่อเปรียบเทียบ
การบริหารงานวชิ าการของผบู ริหารสถานศึกษาตามทัศนะครูผูสอน ในศูนยเครือขายตล่ิงชัน สังกัด
สํานักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต 2 โดยจาํ แนก ตามตัวแปร เพศระดับการศึกษา
และประสบการณการปฏิบัติงาน 3) เพื่อประมวลเก่ียวกับขอเสนอแนะการบริหารงานวิชาการ
ของผบู รหิ ารสถานศกึ ษาตาม ทัศนะครูผสู อนในศูนยเครือขายตลง่ิ ชัน สงั กัดสาํ นักงานเขตพืน้ ทกี่ ารศึกษา
ประถมศึกษายะลา เขต 2 ประชากรท่ีใชในการวิจัยไดแก ครูผูสอนในศูนยเครือขายตล่ิงชัน สังกัด
สํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 2 จํานวน 217 คน ไดกลุมตัวอยาง 141 คน
ตัวแปรท่ีใชในการวิจยั เปน การบรหิ ารงานวิชาการ จํานวน 17 ดา น ไดแ ก ดานการพัฒนาหรือดําเนินการ
เกี่ยวกับการใหความเหน็ การพฒั นาสาระหลกั สตู รทอ งถิน่ ดา นการวางแผนงาน ดา นวิชาการ ดา นการ
จัดการเรยี นการสอนในสถานศกึ ษา ดานการพัฒนาหลักสูตรในสถานศึกษา ดานการพัฒนากระบวนการเรียนรู
ดา นการวัดผล ประเมินผลและดําเนินการเทียบโอนผลการเรียน ดานการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพ
การศกึ ษาในสถานศึกษา ดา นการพฒั นาสง เสรมิ ใหมแี หลงเรยี นรู ดานการนิเทศการศึกษา ดานการแนะแนว
ดานการพฒั นาระบบการประกนั คุณภาพและมาตรฐานการศึกษา ดา นการสงเสริมชุมชนใหม ีความเขม แขง็
ดานวิชาการ ดานการประสานความรวมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาและองคกรอื่น
ดานการสง เสริมและสนบั สนนุ งานวิชาการแกบ ุคคล ครอบครวั องคก ร หนว ยงาน สถานประกอบการ
และสถาบันอื่นที่จัดการศึกษา ดานการจัดทําระเบียบ และแนวปฏิบัติเก่ียวกับงานดานวิชาการ
ของสถานศึกษา ดานการคัดเลือกหนังสือแบบเรียนเพ่ือใชในสถานศึกษา และดานการพัฒนา และ
ใชสอ่ื เทคโนโลยีทางการศกึ ษาผลการศกึ ษาพบวา ระดบั การบรหิ ารงานวิชาการของผูบริหารสถานศึกษา
ตามทศั นะครูผูสอนในศูนยเ ครอื ขายตล่ิงชนั สังกดั สาํ นกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษายะลา เขต 2
ดา นการบริหารงานวชิ าการโดยภาพรวมอยใู นระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายดานทม่ี คี าเฉลี่ยสูงสุด
3 อันดับ พบวา ดานการวดั ผลประเมินผลและดําเนินการเทียบโอนผลการเรียน มีคาเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา
คือ ดานการพัฒนากระบวนการเรียนรูและดานการพัฒนาหรือดําเนินการเกี่ยวกับการใหความเห็น
การพฒั นาสาระหลกั สตู รทองถ่ินตามลาํ ดบั ผลการเปรียบเทียบระดบั การบริหารงานวิชาการของผบู ริหาร
72
สถานศึกษาตามทัศนะครผู สู อนในศนู ยเ ครอื ขายตล่ิงชันสังกดั สานกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
ยะลาเขต 2 พบวา โดยรวมเพศ ระดับการศกึ ษาและประสบการณทํางาน ตา งกนั มีระดับการบริหาร
งานวชิ าการ ไมแ ตกตา งกนั และขอเสนอแนะเกีย่ วกับการบรหิ ารงานวิชาการของผูบริหารสถานศกึ ษา
ตามทัศนะครูผสู อนในศูนยเ ครือขายตลิ่งชันสังกดั สาํ นกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 2
คอื ผูบ รหิ ารควรมีการวางแผนงานดานวิชาการควรพัฒนาหรือดําเนินการเก่ียวกับการใหความเห็น
การพฒั นาสาระหลักสตู รทอ งถนิ่ และควรมกี ารนิเทศการศึกษาเปน ระยะ ๆ
งานวิจัยตางประเทศ
Moseley (2000) ไดศึกษาเกี่ยวกับองคประกอบที่สงผลตอประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ของโรงเรียนขนาดเลก็ ในมสิ ซูร่โี ดยจําแนกตัวแปรตานประสทิ ธิภาพเปน 7 ตัว คอื 1. การวัดและประเมิน
ความเสมอภาค 2. จํานวนนกั เรยี นทไี่ ดรบั บรกิ ารอาหารกลางวนั 3. อตั ราเฉลีย่ ของการมาเรยี น 4. อัตราครู
ตอ นักเรยี น 5. อัตราเฉลยี่ คา ใชจา ยรายหวั นกั เรียนตอ จาํ นวนนักเรยี น 6. ความหนาแนนของประชากร
ในเขตชมุ ชน 7. อตั ราการเสียภาษีและการวัดประสทิ ธผิ ลของโรงเรยี นวัดจากนักเรียนเกรด 3, 6 และ
เกรด 10 โดยใชแบบติดตามผลการเรยี นรูของรฐั บาลทดสอบการอานคณิตศาสตรวิทยาศาสตร และ
สังคมศกึ ษาผลการวิจยั พบวา ประสทิ ธิภาพของโรงเรยี นเม่ือจําแนกตามขนาดแลวมีความแตกตางกัน
อยางมีนัยสําคัญโดยโรงเรียนขนาดเล็กมีประสิทธิภาพมากกวาโรงเรียนขนาดใหญสวนประสิทธิผล
ของโรงเรียนไมพบวา มีความแตกตา งกัน
Green (2005) ศึกษาเร่ือง การรับรูของครู ผูปกครอง และนักเรียนเก่ียวกับคุณลักษณะ
ของโรงเรียนที่มีประสิทธิผลตามรัฐธรรมนูญโรงเรียนในรัฐเท็กซัส ผลการศึกษาพบวา คุณลักษณะ
ของรฐั ธรรมนญู โรงเรยี นทมี่ ปี ระสทิ ธิผลที่ครู ผปู กครอง และนกั เรียนเหน็ ดว ยรว มกนั ได การจัดส่ิงแวดลอ ม
ที่ปลอดภัยและเรยี บรอ ย การจัดบรรยากาศเชิงบวก การกําหนดความคาดหวงั สงู และการตรวจสอบ
ความสาํ เร็จอยางตอเนือ่ ง ครูและผปู กครองเหน็ วา โรงเรียนทม่ี ีประสิทธผิ ลตอ งเปน โรงเรียนท่ีมีภาวะ
ผนู าํ ของครแู ละการกําหนดพนั ธกิจท่ชี ดั เจน หนักแนน มีการสงเสริมโอกาสในการเรยี นรสู ูง สวนนกั เรียน
ไมแ นใจถงึ การสงเสรมิ โอกาสในการเรียนรเู ตม็ ความสามารถ เฉพาะผปู กครองและนักเรยี นเหน็ ดวยกบั
การใหผปู กครองมสี วนรว ม ครูไมมน่ั ใจวา โรงเรียนจัดใหมีการพัฒนาความเช่ียวชาญอยางจริงจัง และ
ใหพ วกครูไดรว มตดั สนิ ใจดวย
Supovitz & Poglinco (2001) ไดศกึ ษาภาวะผูนําทางวิชาการในการปฏิรูปที่อาศัยเกณฑ
มาตรฐานเปนหลัก ไดสรุปพฤติกรรมภาวะผูนําทางวิชาการท่ีสงผลตอผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน และ
ใชเ คร่ืองมือทเ่ี กย่ี วของ ดังนี้ 1) การตัง้ ความคาดหวังไวสูง (High expectations) เก่ียวกับผลการปฏิบัติ
ของนกั เรียนวา นักเรียนควรรูอ ะไรและควรสามารถทาํ อะไรไดบ างในชว งหวั เลีย้ วหัวตอทางการศึกษา
เปนการต้ัง มาตรฐานใหมส าํ หรบั นักเรยี นและครู 2) การเนน การรเิ รม่ิ การอา นออกเขียนได (An initial
focus on literacy) โดยมีสาระเกย่ี วกับเสียงภาษาพดู หนังสือทใี่ ชร วมกนั การอานหนังสือนอกเวลา
73
การเขียนประจาํ วนั และการเขียน นอกเวลา 3) มีหลักสูตรแกนกลาง (A Common Core Curriculum)
ท่ีสอดคลองกับมาตรฐานชวี ติ และการปฏิบตั ติ าง ๆ ในโรงเรียนขนึ้ อยกู บั หลักสตู รแกนกลาง 4) การประเมิน
โดยอาศัยเกณฑมาตรฐาน (Standards - Based Assessment) รวมท้ังการ สอนอิงเกณฑประเมินใหม
ทีส่ อดคลอ งกบั มาตรฐาน หลักสูตรแกนกลาง และเปนการประเมนิ ทม่ี ีการ สะทอ นกลบั ตอ ครแู ละนักเรยี น
ท่ีละเอียด ทาํ ใหทราบถึงระดบั ทกั ษะของนกั เรยี นเมื่อเทียบกับเกณฑ มาตรฐาน 5) จัดโครงสรา งภาวะ
ผูนําโรงเรียน (A Distributed School Leadership Structure) โดยท่ีมี ผูบริหารโรงเรียนเปนผูนําพา
ใหเ กิดส่ิงเหลาน้ี ประสานการใชประโยชนจากโครงสรา ง วิเคราะหผลท่ี เกดิ ขนึ้ และกาํ หนดเปาหมาย
การปฏิบัติงาน ใชโครงการเครือขายความปลอดภัยเพื่อจัดเวลาใหนักเรียน ไดรับการสอนเพ่ิมเติม
สรา งความมนั ใจวามีทรัพยากรทจ่ี าํ เปน จัดเวลาและกจิ กรรมอื่น ๆ ของโรงเรยี น ใหส อดคลอ งกับแนวปฏิบัติ
ของโรงเรียน 6) เครือขายความปลอดภยั (Safety nets) จดั ใหมไี วใ นโรงเรียนเปน รายวันเปนป เครือขาย
ความปลอดภยั ชวยสง เสริมและใหโอกาสนักเรียนไดบ รรลุถึงเกณฑม าตรฐานตา ง ๆ ได 7) ความมุงมั่น
(Commitment) ตอความเปน มอื อาชีพของครู ทีจ่ ะชว ยใหครปู ฏิบัติ หนาทเ่ี ต็มความสามารถ โดยให
มกี ารพัฒนาและสนับสนุนวิชาชีพครูอยางตอเนื่องซึ่งสอดคลองกับ มาตรฐาน และโดยเน้ือหา และ
การศึกษากเ็ ชือ่ มโยงกนั อยา งใกลชดิ
O’Donnell & White (2005) ไดศ กึ ษาความสัมพนั ธระหวางพฤติกรรมภาวะผูนําทางวิชาการ
ของผบู ริหารโรงเรยี นกับผลสัมฤทธข์ิ องนักเรยี น ผวู จิ ัยไดส ุมโรงเรียนระดับมัธยม โดยใหครูสี่คน และ
ผบู รหิ ารโรงเรียนของแตละโรงเรียนทําแบบสอบถามระดับความเห็นเก่ียวกับการบริหารจัดการทาง
วชิ าการของผบู ริหารของฮอลลิงเจอร แบบสอบถามมี 50 พฤติกรรมสําหรับโรงเรียนที่มีประสิทธิผล
พบวา ครรู บั รูวาพฤติกรรมของผบู ริหารโรงเรยี นที่เนนการพัฒนาบรรยากาศการเรียนรูของโรงเรียน
เปนตวั ชผี้ ลสัมฤทธิ์ของนกั เรยี น นอกจากนัน้ ยงั พบวา ผูบริหารโรงเรียนในโรงเรียนที่มีฐานะทางสังคมดี
ท่ีเช่ือวา ไดแสดงพฤตกิ รรมสัมพันธก บั พนั ธกิจของโรงเรยี นจะเปนโรงเรียนทม่ี ีผลสมั ฤทธิก์ ารอานสงู กวา
Rosemaria (2005) ไดทําการวิเคราะหถ งึ พฤตกิ รรมผบู ริหารในโรงเรียนประถมศึกษา โดย
ทาํ การสํารวจประสทิ ธิภาพของโรงเรยี น ความสาํ เรจ็ ของนกั เรยี นและพฤตกิ รรมของผูริหารวา มคี วามสัมพนั ธ
กนั อยางไร พบวา พฤตกิ รรมผูบริหาร ไดแ ก การสนับสนนุ การเรยี นการสอน การนิเทศ วสิ ยั ทศั น และ
การทมุ เทในการทาํ งานมคี วามสัมพันธก บั ความสําเร็จของโรงเรียนท่ีวัดดวยความสําเร็จของนักเรียน
จากการศกึ ษางานวจิ ยั ท่เี กี่ยวของทัง้ ภายในประเทศและตางประเทศพอสรปุ ไดว า เปนการศึกษา
ทเี่ กยี่ วกบั การบรหิ ารงานวิชาการหรอื เปน การกลาวถงึ ลักษณะการบริหารโรงเรียนใหมีประสิทธิภาพ
ใหมีคุณภาพทง้ั ส้นิ เพราะงานวชิ าการเปน งานหลกั เปน หัวใจท่สี ําคญั ของโรงเรยี น และการดําเนินงาน
ทีเ่ ก่ียวขอ งกับการพฒั นาผูเรียนที่คลอบคลุมถึงการใชหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การใชส่ือ
การวัดผลประเมนิ ผล การนิเทศการสอน และการประกันคุณภาพการจัดการเรียนการสอน เปนตน
เพื่อใหผ เู รยี นมีผลสมั ฤทธิท์ างการทางการเรียนท่ีพัฒนาขึ้น
บทที่ 3
วิธดี ําเนนิ การวิจัย
การวิจยั ในคร้ังนี้ ผวู จิ ัยมุงศึกษาประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเล็ก
ตามความคดิ เหน็ ของครู สงั กัดสาํ นกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2 ผูวิจัย
ดาํ เนนิ ตามข้นั ตอน ดังน้ี
1. ประชากรและกลมุ ตัวอยา ง
2. เครื่องมอื ท่ใี ชใ นการรวบรวมขอมลู
3. การเกบ็ รวบรวมขอมูล
4. การวิเคราะหขอ มลู และสถิติท่ีใช
ประชากรและกลมุ ตวั อยาง
ประชากร
ประชากรทใี่ ชศ กึ ษาคร้งั นี้ ไดแ ก สถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
ประถมศึกษาสรุ าษฎรธานี เขต 2 จํานวน 92 โรงเรียน (สํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา
สรุ าษฎรธานี เขต 2, 2560)
กลุม ตวั อยา ง
กลุมตวั อยางทใ่ี ชในการศกึ ษา ไดแก สถานศกึ ษาขนาดเลก็ สงั กัดสาํ นักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาสรุ าษฎรธ านี เขต 2 ใชว ธิ ีการคดั เลือกกลุมตวั อยา งตามข้ันตอน ดงั น้ี
1. กําหนดขนาดกลุมตัวอยางโดยใชตารางสําเร็จรูปของ Krejcie and Morgan (1970 :
608) ไดกลมุ ตัวอยาง 76 โรงเรยี น
2. เลอื กกลุม ตวั อยางโดยการสุมอยางงาย (Simple Random Sampling) ดวยวิธีการ
จบั ฉลาก กําหนดผูใ หขอมูล เปน ครผู สู อน โรงเรียนละ 3 คนรวมท้ังส้ิน 228 คน
เครอ่ื งมอื ทีใ่ ชในการเกบ็ รวบรวมขอ มูล
เคร่ืองมือที่ใชในการวิจัยคร้ังนี้ ผูวิจัยสรางแบบสอบถาม (Questionnaire) ตามขั้นตอน
โดยศึกษาหาความรพู ืน้ ฐาน กาํ หนดนยิ ามศพั ท กรอบแนวคดิ ในการศึกษาคน ควา สรางแบบสอบถาม
ตามมาตราสว นมาตรวัดประมาณคา 5 ระดบั โดยมเี นอ้ื หาครอบคลมุ ประสทิ ธิผลการบริหารงานวิชาการ
75
สถานศึกษาขนาดเล็กตามความคิดเห็นของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา
สุราษฎรธานี เขต 2 โดยแบงเปน 3 ตอน คอื
ตอนที่ 1 เปนแบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพและขอมูลท่ัวไปของผูตอบแบบสอบถาม
มีลักษณะเปนแบบตรวจสอบรายการ (Check List) ของครู ไดแก เพศ วุฒิทางการศึกษา และ
ประสบการณการทาํ งาน
ตอนท่ี 2 เปนแบบสอบถามประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเล็ก
ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2
โดยแบงเปน 5 ดา น คือ ดานการพัฒนาหลักสตู รของสถานศึกษา ดานการพัฒนากระบวนการเรียนรู
ดานการวัดผล ประเมินผล และดําเนนิ การเทียบโอนผลการเรียน ดานการนิเทศการศึกษา และดาน
การพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษามีลักษณะแบบมาตราสวน
ประมาณคา (Rating Scale) 5 ระดับ ตามแบบของ ลิเคิรท (Likert Scale) กําหนดเกณฑสําหรับ
แปลความหมายจากคะแนนเฉลยี่ ดังน้ี
คะแนนระดับ 5 หมายถึง มกี ารปฏบิ ตั ิอยูใ นระดบั มากทส่ี ดุ
คะแนนระดบั 4 หมายถงึ มกี ารปฏิบัติอยูในระดบั มาก
คะแนนระดับ 3 หมายถึง มีการปฏบิ ตั ิอยใู นระดบั ปานกลาง
คะแนนระดบั 2 หมายถึง มีการปฏิบตั อิ ยใู นระดบั นอย
คะแนนระดับ 1 หมายถึง มกี ารปฏิบตั อิ ยูในระดบั นอ ยทส่ี ุด
ตอนท่ี 3 เปน แบบสอบถามปลายเปด (Open Ended Questionnaires) เก่ียวกับขอ เสนอแนะ
แนวในการปรับปรุงการบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเล็กโดยกําหนดทิศทางในการตอบไว
ในขอคําถาม
ข้ันตอนการสรางเครอ่ื งมือ
การสรางแบบสอบถามในการศึกษาครั้งน้ี ผูวจิ ยั ไดส รางขึน้ จากเอกสาร ตํารา และบางสวน
ไดดัดแปลงมาจากงานวิจยั ตาง ๆ โดยดาํ เนนิ การสรางเคร่อื งมือมีข้ันตอน ดงั น้ี
1. ศึกษาจากเอกสารตาํ รา ระเบยี บ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเก่ียวของเพ่ือนํามา
เปน แนวทางในการสรา งแบบสอบถาม
2. กาํ หนดประเด็นและขอบเขตของคําถามใหส อดคลองกบั วัตถุประสงคและกรอบแนวคดิ
ในการวจิ ัย
3. สรางแบบสอบถามฉบบั รา งเสนอคณะกรรมการทป่ี รกึ ษาตรวจสอบความครอบคลุม
เน้อื หาและความถกู ตอ งของการใชสาํ นวนภาษา และขอ เสนอแนะพรอมท้ังดําเนินการปรับปรุงแกไข
ขอ บกพรอ งตามคาํ แนะนาํ
76
4. นาํ แบบสอบถามไปใหผูเชี่ยวชาญ จาํ นวน 5 คน ประกอบดวยผูเ ชย่ี วชาญดา นวัดผล
ประเมนิ ผลการบรหิ ารสถานศกึ ษา จาํ นวน 3 คน ดานวจิ ยั จาํ นวน 1 คน และดานภาษาไทย จํานวน
1 คน ตรวจสอบความถกู ตองของภาษาและความเทีย่ งตรงของเน้ือหาโดยการหาคาดัชนีความสอดคลอง
(Index of Item - Objective Congruence : IOC) ระหวางขอ คําถามโดยใหคะแนน ดังนี้
+1 เห็นวา ขอ ความนนั้ สอดคลอ งตามเน้ือหาทร่ี ะบไุ ว
0 ไมแนใ จวาขอความนน้ั สอดคลอ งตามเน้อื หาทรี่ ะบุไว
-1 แนใจวา ขอ ความน้นั ไมส อดคลอ งตามเน้อื หาทร่ี ะบุไว
5. นําแบบสอบถามท่ีไดป รบั ปรงุ แกไ ขแลวไปทดลองใช (Try out) กับประชากรทีไ่ มใช
กลมุ ตัวอยา ง จาํ นวน 30 ตวั อยา ง เพ่ือหาคา ความเชื่อม่นั (Reliability) ของแบบสอบถามดวยวิธีการ
ตรวจสอบความสอดคลองภายใน (Internal Consistency Method) โดยใชวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟา
(Alpha - Coefficient) ตามวิธกี ารของ Cronbach (กลั ยา วานิชยบญั ชา, 2557 : 159) โดยแบบสอบถาม
ท้งั ฉบับมีคา ความเชอ่ื มั่น 0.86
6. นาํ แบบสอบถามทีไ่ ดห าคา ความเทยี่ งตรงและหาคาความเชอื่ มนั่ มาปรบั ปรงุ แกไข
เพอ่ื ใหม คี วามสมบรู ณ แลว เสนออาจารยท ีป่ รกึ ษาเพอื่ ขอความเห็นชอบ
7. นําแบบสอบถามฉบับสมบรู ณไ ปใชเก็บขอมลู กบั กลมุ ตัวอยา งของครูผูสอนสถานศึกษา
สถานศกึ ษาขนาดเล็ก สังกัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2 จนครบ
จํานวนที่กําหนดไว
การเก็บรวมรวมขอ มลู
ผูวิจัยดําเนินการเกบ็ ขอมลู โดยมีข้นั ตอนดงั ตอ ไปน้ี
1. ผูวิจัยขอหนังสือ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎรธานี ถึงผูอํานวยการสถานศึกษา
ขนาดเล็ก สงั กดั สาํ นกั งานเขตพนื้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาสุราษฎรธานี เขต 2เพื่อขออนุญาตในการ
เก็บรวบรวมขอ มลู
2. ผูวิจัยจัดสงแบบสอบถามถึงกลุมตัวอยาง และขอรับแบบสอบถามคืนดวยตนเอง
ในวันที่มีการเขารวมประชุมประจําเดือนของผูบริหารสถานศึกษาตามปฏิทินการปฏิบัติงาน
ของสํานกั งานเขตพนื้ ทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสุราษฎรธานี เขต2
3. ตรวจสอบความถูกตองสมบูรณ และจํานวนของแบบสอบถามทุกชุดภายหลังจาก
การเก็บรวบรวมขอ มูล
4. ดําเนนิ การวิเคราะหข อมูลตามวัตถุประสงคของการวิจยั
77
การวิเคราะหข อมลู และสถิตทิ ี่ใช
การวเิ คราะหขอมลู
การวิจยั ครั้งน้ีผูวจิ ยั วิเคราะหขอมูลโดยใชโปรแกรมสําเร็จรูป SPSS (Statistical Package
for the Science) หาคาสถติ ิ ดงั น้ี
ตอนท่ี 1 การวเิ คราะหขอมูลสถานภาพของผูตอบแบบสอบถาม ใชสถิติคาแจกแจงความถี่
(Frequency) และคารอยละ (Percentage) นําเสนอเปน ตารางประกอบการบรรยายผล
ตอนที่ 2 วิเคราะหข อ มลู ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการสถานศกึ ษาขนาดเลก็ ตามความ
คดิ เหน็ ของครู สังกดั สํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2 โดยหาคาเฉล่ีย
(Χ ) คาเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) นาํ เสนอเปน ตารางประกอบการบรรยายผล โดยกําหนดการแปล
ความหมายใชหลักเกณฑก ารแบง เปน 5 ระดบั (ธานินทร ศิลปจ ารุ, 2557 : 75) ดงั น้ี
คะแนนเฉล่ีย 4.50 - 5.00 หมายถงึ มปี ระสิทธผิ ลในระดับมากทสี่ ดุ
คะแนนเฉลี่ย 3.50 - 4.49 หมายถึง มปี ระสิทธผิ ลในระดบั มาก
คะแนนเฉล่ีย 2.50 - 3.49 หมายถึง มปี ระสิทธผิ ลในระดบั ปานกลาง
คะแนนเฉลีย่ 1.50 - 2.49 หมายถงึ มปี ระสิทธผิ ลในระดบั นอ ย
คะแนนเฉลย่ี 1.00 - 1.49 หมายถึง มีประสิทธผิ ลในระดับนอ ยทสี่ ุด
ตอนท่ี 3 การเปรียบเทียบประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเล็ก
ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2
วิเคราะหโดยการทดสอบคาที (t - test) สําหรับตัวแปร 2 กลุม และการทดสอบคาเอฟ (F - test)
ชนิดความแปรปรวนทางเดียว (One way ANOVA) สําหรับตวั แปรท่ีมากกวา 2 กลุมข้ึนไป ถาพบวา
การวิเคราะหขอมูลในดานใดมีความแตกตางกันแลว จะทําการทดสอบเปรียบเทียบคาเฉล่ียรายคู
โดยใชวธิ กี ารของเชพเฟ (Scheffe')
ตอนท่ี 4 ขอเสนอแนะแนวในการปรับปรุงการบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเล็ก
ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2
จากแบบสอบถามปลายเปด (Open Ended Questionnaires) มาวเิ คราะหเชิงพรรณนา
สถติ ิท่ีใชใ นการวเิ คราะหข อมลู
ผวู ิจยั ไดใ ชส ถติ ิในการวิเคราะหขอ มลู ดังนี้
1. สถิติพน้ื ฐาน
1.1 วเิ คราะหโ ดยการแจกแจงความถี่ และการหาคารอยละ
1.2 วเิ คราะหโดยหาคา เฉลีย่ (Χ )
1.3 วิเคราะหโ ดยหาคา ความเบีย่ งเบนมาตรฐาน (S.D.)
78
2. สถติ ทิ ่ใี ชในการตรวจสอบคณุ ภาพเครื่องมอื
2.1 คา ดชั นีความสอดคลองระหวางขอ คาํ ถามและวัตถปุ ระสงค ( Index of Item
Objective Congruence : IOC)
2.2 คาความเชื่อม่ันของแบบสอบถามโดยวิธีหาคาสัมประสิทธิ์แอลฟา ตามวิธี
ของCronbach
3. สถิตทิ ใ่ี ชใ นการทดสอบสมมติฐาน
3.1 สถิติที่ใชในการทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับความแตกตางจําแนกตามเพศ
วุฒทิ างการศกึ ษา ใชส ถติ ิ (t - test)
3.2 สถติ ทิ ่ใี ชใ นการทดสอบสมมติฐานเก่ยี วกบั ความแตกตางจําแนกตาม
ประสบการณการทาํ งานใชส ถติ กิ ารวเิ คราะหค วามแปรปรวนทางเดยี ว (one - way ANOVA)
บทท่ี 4
ผลการวิเคราะหข อ มลู
การศกึ ษาเรือ่ ง ประสิทธิผลการบรหิ ารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเล็กตามความคิดเห็น
ของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2 ผูวิจัยไดเสนอผล
การวิเคราะหข อมลู ตามลาํ ดบั ดังน้ี
ผลการวิเคราะหขอมลู
ผลการวิเคราะหขอ มลู ผวู ิจยั ไดน ําเสนอผลการวเิ คราะหข อมลู ดังน้ี
ตอนท่ี 1 ผลการวิเคราะหสถานภาพสวนบุคคลของครูในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัด
สํานักงานเขตพ้นื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษาสุราษฎรธ านี เขต 2
ตอนท่ี 2 ผลการวิเคราะหข อ มลู ระดบั ประสทิ ธิผลการบรหิ ารงานวชิ าการสถานศึกษาขนาดเล็ก
ตามความคดิ เห็นของครสู งั กัดสาํ นกั งานเขตพนื้ ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาสุราษฎรธานี เขต 2
ตอนที่ 3 ผลการเปรียบเทียบประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเล็ก
ตามความคิดเหน็ ของครู สังกดั สาํ นกั งานเขตพ้ืนทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสรุ าษฎรธ านี เขต 2 จาํ แนกตาม
สถานภาพสวนบุคคล
ตอนที่ 4 ขอเสนอแนะและแนวทางในการปรับปรุงการบริหารงานวิชาการสถานศึกษา
ขนาดเลก็ ตามความคดิ เหน็ ของครู สงั กัดสํานักงานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาสุราษฎรธ านี เขต 2
ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะหสถานภาพสวนบุคคลของครูในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสํานักงาน
เขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธ านี เขต 2
ผลการวิเคราะหขอมูลสถานภาพสวนบุคคลของบุคลากรโรงเรียนโรงเรียนสังกัดเทศบาล
ในจังหวดั สรุ าษฎรธานี วิเคราะหโดยการแจกแจงความถ่ี (Frequency) และคา รอยละ (Percentage)
แสดงผลการวเิ คราะหดังตารางที่ 4.1
80
ตารางท่ี 4.1 จาํ นวนและรอ ยละสถานภาพสวนบุคคลของครูในสถานศึกษาขนาดเล็ก
สงั กดั สาํ นักงานเขตพืน้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาสุราษฎรธ านี เขต 2
สถานภาพ จํานวน รอยละ
1. เพศ
89 39.04
ชาย 139 60.96
หญงิ 228 100.00
รวม 137 60.09
2. วุฒิการศึกษา 91 39.91
228 100.00
ปริญญาตรี
สูงกวาปริญญาตรี 70 30.70
89 39.04
รวม 69 30.21
3. ประสบการณท ํางาน 228 100.00
นอยกวา 5 ป
6 - 10 ป
มากกวา 10 ปขึ้นไป
รวม
จากตารางที่ 4.1 จํานวนและรอยละสถานภาพสวนบุคคลของครูในสถานศึกษาขนาดเล็ก
สังกัดสํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2 พบวา สวนใหญเปนเพศหญิง
วฒุ กิ ารศึกษาระดบั ปรญิ ญาตรี และมีประสบการณทาํ งาน 6 - 10 ป
ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะหขอมูลระดับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเล็ก
ตามความคิดเห็นของครูสังกัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี
เขต 2
การวิเคราะหข อ มูลประสิทธิผลการบริหารงานวชิ าการสถานศึกษาขนาดเล็กตามความคิดเห็น
ของครูสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2 วิเคราะหโดยการหา
คาเฉลีย่ (Χ ) และคา เบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D.) ดงั แสดงในตารางท่ี 4.2 - 4.11
81
ตารางที่ 4.2 ประสทิ ธผิ ลการบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเลก็ ตามความคดิ เหน็ ของครู
สังกดั สาํ นักงานเขตพืน้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสุราษฎรธานี เขต 2 โดยรวม
ประสทิ ธผิ ลการบริหารงานวิชาการ Χ S.D. ระดบั
สถานศกึ ษาขนาดเลก็ 4.20 0.38 ประสิทธผิ ล
4.08 0.31
1. ดานการพฒั นาหลกั สูตรของสถานศึกษา มาก
2. ดา นการพัฒนากระบวนการเรยี นรู 4.36 0.42 มาก
3. ดา นการวัดผล ประเมินผล และดาํ เนนิ การ 4.37 0.33
มาก
เทียบโอนผลการเรยี น 4.30 0.27 มาก
4. ดานการนเิ ทศการศกึ ษา
5. ดา นการพัฒนาระบบการประกนั คณุ ภาพภายใน 4.17 0.37 มาก
4.24 0.15
และมาตรฐานการศึกษา มาก
6. ดานการพัฒนาและการใชส ือ่ เทคโนโลยี มาก
เพอื่ การศกึ ษา
รวม
จากตารางท่ี 4.2 ประสิทธิผลการบรหิ ารงานวชิ าการสถานศกึ ษา ขนาดเลก็ ตามความคิดเห็น
ของครสู งั กัดสาํ นกั งานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2 โดยรวมพบวา อยูใ นระดับ
มาก เมื่อพิจารณาเปนรายดาน พบวา อยูในระดับมากทุกดาน เรียงลําดับคาเฉล่ียจากมากไปนอย
ไดแก ดานการนิเทศการศึกษา ดานการวัดผล ประเมินผล และดําเนินการเทียบโอนผลการเรียน
ดานการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา ดานการพัฒนาหลักสูตร
ของสถานศึกษา ดานการพัฒนาและการใชสื่อเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษา และดานการพัฒนา
กระบวนการเรยี นรู
82
ตารางท่ี 4.3 ประสิทธิผลการบริหารงานวชิ าการสถานศกึ ษาขนาดเล็กตามความคดิ เหน็ ของครู
สงั กัดสาํ นักงานเขตพน้ื ที่การศกึ ษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2
ดานการพัฒนาหลกั สูตรของสถานศกึ ษา
ประสทิ ธผิ ลการบริหารงานวชิ าการสถานศึกษาขนาดเล็กดาน Χ S.D. ระดับ
การพฒั นาหลักสตู รของสถานศกึ ษา ประสิทธผิ ล
1. การจัดระบบโครงสรา งการบริหารงานดานการพัฒนาหลกั สตู ร 4.28 0.61 มาก
2. การปรับปรงุ พัฒนา หลักสตู รใหม คี วามสมบรู ณ 4.22 0.50 มาก
3. การพฒั นาหลักสตู รใหส อดคลอ ง เหมาะสมกบั ผเู รยี น
สถานศกึ ษา ชมุ ชน และหลกั สตู รแกนกลาง 4.26 0.53 มาก
4. การจัดทําโครงการท่ีเกี่ยวกบั การจดั การศกึ ษา
โดยบูรณาการในกลมุ สาระการเรียนรูต าง ๆ 4.27 0.53 มาก
5. การนาํ หลกั สูตรไปใชใ นการจัดการเรียนการสอน 4.24 0.52 มาก
6. การนเิ ทศ ติดตาม ประเมินผล การใชหลักสูตรสถานศกึ ษา 4.17 0.49 มาก
7. การสรปุ รายงานผล การบรหิ ารจัดการหลักสูตร 4.20 0.50 มาก
8. การประชาสมั พนั ธใ หเกดิ ความรู ความเขาใจในการ
นาํ หลกั สูตรไปใช 4.25 0.53 มาก
9. การมสี ว นรวมของทุกฝา ย ในการพัฒนาหลักสตู รเพ่อื ให
สอดคลอ งกบั วสิ ยั ทศั นเปาหมายพนั ธกจิ และคุณลกั ษณะ
อันพงึ ประสงคของสถานศึกษา 4.14 0.49 มาก
10. การจัดทําหลักสูตรสถานศึกษาใหสอดคลองกับวสิ ยั ทศั น
เปา หมายและพนั ธกจิ ของสถานศกึ ษา 4.00 0.35 มาก
รวม 4.20 0.38 มาก
จากตารางท่ี 4.3 ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการสถานศึกษา ขนาดเล็กตามความคิดเห็น
ของครู สังกดั สํานักงานเขตพืน้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาสรุ าษฎรธ านี เขต 2 ดานการพัฒนาหลักสูตร
ของสถานศึกษาพบวา อยูในระดับมาก เม่ือพิจารณาเปนรายขอพบวา การจัดระบบโครงสราง
การบรหิ ารงานดานการพัฒนาหลักสูตรมีคาเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาการพัฒนาหลักสูตรใหสอดคลอง
เหมาะสมกบั ผเู รียน สถานศึกษา ชมุ ชน และการจดั ทําหลักสตู รสถานศึกษาใหสอดคลองกับวิสัยทัศน
เปาหมาย และพันธกิจของสถานศกึ ษามคี าเฉลี่ยตํา่ สุด
83
ตารางที่ 4.4 ประสิทธผิ ลการบริหารงานวิชาการสถานศกึ ษาขนาดเล็กตามความคดิ เห็นของครู
สังกดั สาํ นกั งานเขตพ้นื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2
ดา นการพัฒนากระบวนการเรียนรู
ประสิทธิผลการบริหารงานวชิ าการสถานศึกษาขนาดเล็ก Χ S.D. ระดับ
ดานการพฒั นากระบวนการเรยี นรู ประสทิ ธิผล
1. การสง เสรมิ ใหครจู ัดทําแผนการจดั การเรยี นรตู ามสาระ 4.06 0.40 มาก
และหนว ยการเรียนรู 4.05 0.41 มาก
2. การจดั การเรยี นรูโดยเนน ผูเรียนเปนสําคัญ 4.08 0.41 มาก
3. การจัดกจิ กรรมใหผ เู รียนไดพ ัฒนาตามศักยภาพ ตามความสนใจ 4.08 0.49 มาก
และความถนัดของผเู รียน 4.17 0.43 มาก
4. การใหน กั เรยี นมีสวนรวม ฝก ปฏบิ ัตจิ ากประสบการณจ รงิ
5. การสง เสรมิ ใหค รจู ดั กระบวนการวจิ ัยใหเ ปนสวนหนง่ึ 4.05 0.47 มาก
4.10 0.48 มาก
ของกระบวนการเรยี นรู
6. การใหค วามสําคญั กบั การพฒั นาครู ใหม คี วามสามารถในการ 4.03 0.43 มาก
จดั กระบวนการเรียนรู 4.10 0.49 มาก
7. การสรา งเครอื ขา ยแลกเปลยี่ นเรียนรดู า นการจัดการเรยี นการสอน
8. การปลูกฝง ผเู รยี นใหมีคุณธรรมจรยิ ธรรม คานิยม และคุณลกั ษณะ 4.03 0.45 มาก
อันพึงประสงคท สี่ อดคลอ งกบั เนอ้ื หาสาระกจิ กรรม 4.12 0.52 มาก
9. การจัดบรรยากาศและสงิ่ แวดลอ มและแหลง เรยี นรูทเี่ อ้ือตอการ 4.08 0.31 มาก
จดั กระบวนการเรยี นรู
10.การนําภูมปิ ญ ญาทองถิ่นหรือเครอื ขา ยผปู กครองชมุ ชนทอ งถ่ิน
มามสี ว นรว มในการจดั การเรยี นการสอนอยา งเหมาะสม
11.การนเิ ทศการเรยี นการสอนแกครใู นกลมุ สาระตาง ๆ โดยเนน
การนเิ ทศทร่ี ว มมือชวยเหลอื กันแบบกลั ยาณมติ ร
รวม
จากตารางท่ี 4.4 ประสิทธิผลการบรหิ ารงานวชิ าการสถานศกึ ษา ขนาดเลก็ ตามความคิดเห็น
ของครู สงั กดั สาํ นกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสุราษฎรธานี เขต 2 ดานการพัฒนากระบวนการ
เรียนรู พบวา อยูในระดบั มาก เมอ่ื พจิ ารณาเปนรายขอพบวา การสงเสริมใหครูจัดกระบวนการวิจัย
ใหเปน สวนหน่งึ ของกระบวนการเรยี นรู มีคา เฉล่ียสูงสุด รองลงมาการนิเทศการเรียนการสอนแกครู
84
ในกลุม สาระตา ง ๆ โดยเนนการนเิ ทศท่ีรวมมือชวยเหลือกันแบบกัลยาณมิตรสวนการปลูกฝงผูเรียน
ใหม ีคณุ ธรรมจรยิ ธรรม คานิยม และคณุ ลักษณะอันพึงประสงคท่ีสอดคลองกับเน้ือหาสาระกิจกรรม
และการนาํ ภมู ปิ ญ ญาทอ งถิ่นหรือเครือขายผูปกครองชุมชนทองถิ่นมามีสวนรวมในการจัดการเรียน
การสอนอยางเหมาะสมมีคาเฉลี่ยตํ่าสุด
ตารางที่ 4.5 ประสทิ ธผิ ลการบรหิ ารงานวชิ าการสถานศกึ ษาขนาดเลก็ ตามความคดิ เห็นของครู
สังกัดสาํ นกั งานเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาสุราษฎรธ านี เขต 2
ดานการวดั ผล ประเมนิ ผล และดาํ เนนิ การเทียบโอนผลการเรยี น
ประสทิ ธผิ ลการบรหิ ารงานวชิ าการสถานศึกษาขนาดเล็ก Χ S.D. ระดบั
ดา นการวัดผล ประเมนิ ผล และดาํ เนินการเทียบโอน ประสทิ ธิผล
ผลการเรยี น
1. การกาํ หนดหลกั เกณฑ และแนวปฏิบตั เิ ก่ียวกบั การวดั ผล
และประเมินผล 4.35 0.59 มาก
2. การสง เสรมิ ใหครจู ดั ทําแผนการวดั และประเมนิ ผลแตละรายวิชา
ใหส อดคลอ งกบั มาตรฐานการศกึ ษาสาระการเรยี นรู
หนวยการเรียนรู แผนการจัดการเรยี นรูและการจดั กจิ กรรม
การเรยี นรู 4.39 0.52 มาก
3. การสง เสรมิ การใหครดู าํ เนนิ การวดั ผลและประเมินผล
การเรยี นการสอนโดยเนน การประเมินตามสภาพจรงิ
จากกระบวนการการปฏิบัติ 4.45 0.52 มาก
4. การเทียบโอนความรูทกั ษะประสบการณและผลการเรียน
จากสถานศึกษาอืน่ สถานประกอบการและอืน่ ๆ 4.30 0.49 มาก
5. การสง เสรมิ การจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนของครโู ดยมีการ
กาํ หนดรวมกนั กบั นกั เรยี นใหใกลเคยี งกับสภาพจรงิ หรือจําลอง
ใหใกลเ คียงชวี ติ จรงิ 4.38 0.51 มาก
6. การประเมินเพอ่ื การพัฒนาหลกั สตู รทง้ั ระบบ 4.32 0.49 มาก
7. การนาํ ผลจากการประเมินมากาํ หนดยทุ ธศ าสตรเ พอ่ื การบรหิ าร
จดั การดานการวดั ผลและประเมินผล 4.39 0.51 มาก
85
ตารางท่ี 4.5 (ตอ)
ประสทิ ธผิ ลการบรหิ ารงานวชิ าการสถานศกึ ษาขนาดเล็ก Χ S.D. ระดบั
ดานการวดั ผล ประเมินผล และดาํ เนินการเทยี บโอน ประสทิ ธผิ ล
ผลการเรียน
4.30 0.49 มาก
8. การจดั ทําระบบสารสนเทศการวัดผลและประเมนิ ผล
การเรียนการสอน เพ่ือตรวจสอบและพัฒนา 4.32 0.50 มาก
9. การสง เสรมิ ใหบ ุคลากรทผี่ านการอบรมการวดั ผล 4.36 0.51 มาก
และประเมนิ ผลไดปฏบิ ตั งิ านอยา งเต็มที่ 4.36 0.42 มาก
10. การสรางเครอ่ื งมือการวัดผลและประเมินผลทสี่ อดคลอ ง
กับแผนการจัดการเรียนรแู ละการจัดกิจกรรมการเรียนรู
รวม
จากตารางท่ี 4.5 ประสิทธผิ ลการบริหารงานวิชาการสถานศึกษา ขนาดเล็กตามความคิดเห็น
ของครู สังกดั สํานักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสุราษฎรธานี เขต 2 ดานการวัดผล ประเมินผล
และดําเนินการเทยี บโอนผลการเรียนพบวา อยใู นระดับมากเมื่อพจิ ารณาเปนรายขอ พบวา การสงเสริม
การใหครูดําเนินการวัดผลและประเมินผลการเรียนการสอนโดยเนนการประเมินตามสภาพจริง
จากกระบวนการการปฏิบัติมคี าเฉล่ียสงู สดุ รองลงมาการนาํ ผลจากการประเมินมากาํ หนดยทุ ธศ าสตร
เพ่ือการบริหารจัดการดานการวัดผลและประเมินผลและการสงเสริมใหครูจัดทําแผนการวัด และ
ประเมินผลแตละรายวิชาใหสอดคลองกับมาตรฐานการศึกษาสาระการเรียนรูหนวยการเรียนรู
แผนการจดั การเรียนรูและการจัดกิจกรรมการเรียนรูสวนการเทียบโอนความรูทักษะประสบการณ
และผลการเรยี นจากสถานศึกษาอื่น สถานประกอบการและอื่น ๆ และการจัดทําระบบสารสนเทศ
การวัดผลและประเมินผลการเรียนการสอน เพอื่ ตรวจสอบและพฒั นามคี า เฉลยี่ ตํา่ สุด
86
ตารางที่ 4.6 ประสทิ ธผิ ลการบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเลก็ ตามความคดิ เหน็ ของครู
สงั กดั สาํ นกั งานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธ านี เขต 2
ดา นการนเิ ทศการศกึ ษา
ประสทิ ธิผลการบริหารงานวิชาการสถานศกึ ษาขนาดเลก็ Χ S.D. ระดบั
ดา นการนิเทศการศกึ ษา ประสทิ ธิผล
1. การกําหนดวตั ถุประสงค และเปาหมายในการนเิ ทศ 4.47 0.45 มาก
งานวิชาการและการเรยี นการสอน
4.44 0.52 มาก
2. การดําเนินการนิเทศงานวิชาการและการเรยี นการสอน 4.51 0.52 มากที่สุด
ในรูปแบบหลากหลายและเหมาะสมกบั สถานศกึ ษา
4.38 0.58 มาก
3. การจัดระบบและกระบวนการนเิ ทศการศกึ ษาในสถานศึกษา 4.14 0.54 มาก
4. การตดิ ตามประสานงานกบั เขตพืน้ ทก่ี ารศึกษาเพ่ือพฒั นา 4.25 0.48 มาก
ระบบกระบวนการนิเทศงานวชิ าการและการเรียนการสอน 4.32 0.51 มาก
ของสถานศกึ ษา
5. การประเมนิ ผลการนเิ ทศเพอ่ื ปรบั ปรงุ และพฒั นาการนเิ ทศ 4.38 0.51 มาก
6. การสรางเครื่องมือสําหรับการนเิ ทศ
7. การวางแผนการดําเนนิ การนเิ ทศงานวชิ าการและการเรยี น 4.32 0.49 มาก
การสอน
8. การแลกเปลีย่ นเรยี นรูและประสบการณการจัดระบบนิเทศ 4.51 0.53 มากทส่ี ุด
การศึกษาภายในสถานศกึ ษากบั สถานศกึ ษาอ่นื 4.37 0.33 มาก
หรอื เครอื ขา ยการนิเทศการศึกษาภายในเขตพืน้ ทก่ี ารศึกษา
9. การดําเนนิ การนเิ ทศภายในสถานศกึ ษาดวยวธิ กี ารตา ง ๆ
เพอ่ื พฒั นาคณุ ภาพการเรยี นรูของผเู รียนใหสอดคลองกับ
มาตรฐานหลกั สตู ร
10.การสรางความตระหนักใหแ กบุคลากรใหเ หน็ ประโยชน
และความสําคญั ของการนเิ ทศการศกึ ษา
รวม
87
จากตารางท่ี 4.6 ประสิทธผิ ลการบริหารงานวิชาการสถานศึกษา ขนาดเล็กตามความคิดเห็น
ของครู สังกัดสํานักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาสุราษฎรธ านี เขต 2 ดานการนิเทศการศึกษา
พบวา อยูในระดับมากเมื่อพิจารณาเปน รายขอ พบวา การจัดระบบและกระบวนการนิเทศการศึกษา
ในสถานศกึ ษา และการสรา งความตระหนักใหแกบุคลากรใหเห็นประโยชนและความสําคัญของการ
นิเทศการศึกษามีคาเฉล่ียสูงสุด รองลงมาการกําหนดวัตถุประสงค และเปาหมายในการนิเทศงาน
วิชาการและการเรียนการสอนสวนการประเมินผลการนิเทศเพ่ือปรับปรุงและพัฒนาการนิเทศ
มีคาเฉลย่ี ต่าํ สุด
ตารางท่ี 4.7 ประสิทธผิ ลการบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเล็กตามความคิดเหน็ ของครู
สังกัดสํานักงานเขตพื้นทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสุราษฎรธ านี เขต 2
ดา นการพัฒนาระบบการประกันคณุ ภาพภายในและมาตรฐานการศกึ ษา
ประสทิ ธผิ ลการบริหารงานวชิ าการสถานศกึ ษาขนาดเลก็ Χ S.D. ระดับ
ดานการพฒั นาระบบการประกันคณุ ภาพภายใน ประสทิ ธิผล
และมาตรฐานการศึกษา
1. การกําหนดเกณฑก ารประเมินเปา หมายความสาํ เรจ็
ของสถานศกึ ษาตามมาตรฐานการศกึ ษาและตัวชี้วดั ของกระทรวง 4.42 0.52 มาก
2. การศกึ ษาหลกั เกณฑและวิธีการประเมนิ ของสํานักงานรองรบั
มาตรฐานและประเมินคณุ ภาพการศกึ ษา 4.64 0.51 มากท่สี ุด
3. การดาํ เนนิ งานตามแผนการพฒั นาคุณภาพการศกึ ษาตามระบบ
การประกนั คณุ ภาพ และตดิ ตามตรวจสอบ 4.32 0.50 มาก
4. การนาํ ผลการประเมนิ คณุ ภาพภายในมาปรับปรงุ พฒั นา
อยางตอเนื่อง 4.26 0.47 มาก
5. การประสานรวมมอื กับสถานศึกษาและหนว ยงานอื่นในการ
ปรับปรงุ และพฒั นาระบบการประเมินคณุ ภาพภายใน 4.40 0.52 มาก
6. การดาํ เนินการประสานงานกบั เขตพื้นทก่ี ารศกึ ษาเพ่อื การ
ประเมินคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา 4.11 0.37 มาก
7. การดําเนนิ การประสานงานกบั สํานกั งานรองรับมาตรฐาน
การศกึ ษาและประเมนิ คณุ ภาพการศึกษาในการประเมินสถานศกึ ษา 4.20 0.42 มาก
8. การเตรียมความพรอมดานบคุ ลากรในการจัดระบบ
การประกนั คณุ ภาพภายในของสถานศกึ ษา 4.15 0.44 มาก
รวม 4.30 0.27 มาก