42
กำหนดค่าประสิทธิภาพเป็น E1 (ประสิทธิภาพของกระบวนการ) และ E2 (ประสิทธิภาพของผลลัพธ์)
ดงั น้ี
1. ประเมนิ พฤตกิ รรมต่อเน่ือง คอื การะประเมนิ ผลต่อเน่ืองซ่งึ ประกอบด้วยพฤติกรรมย่อย
หลาย ๆ พฤตกิ รรม เรียกว่า กระบวนการ (Process) ของผูท้ ี่สงั เกตจากการประกอบกจิ กรรมกลมุ่
(รายงานกลุ่ม) และรายงานบุคคลได้แกง่ านทีม่ อบหมาย และกจิ กรรมอื่นใดท่ผี ูส้ อนกำหนดไว้
2. ประเมนิ พฤตกิ รรมขน้ั สุดท้าย คอื ประเมนิ ผลลัพธ์ (Product) ของผูเ้ รยี นโดยพจิ ารณา
จากการสอบหลงั เรยี นและการสอบไล่ ประสทิ ธิภาพของบทเรยี นสำเรจ็ รปู จะกำหนดเป็นเกณฑ์ท่ี
ผสู้ อนคาดหมายว่าผูเ้ รียนจะเปลี่ยนพฤติกรรมเปน็ ที่พงึ พอใจ โดยกำหนดใหเ้ ป็นเปอรเ์ ซน็ ตข์ องผล
เฉลย่ี ของคะแนนการทำงาน และการประกอบกิจกรรมของผูเ้ รยี นทั้งหมดเท่านน้ั คือ E1/ E2 คือ
ประสทิ ธิภาพของกระบวนการ / ประสิทธิภาพของผลลัพธ์
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 63-64) ได้ระบวุ า่ การกำหนดเกณฑ์ 80/80
หมายความว่า เม่ือเรยี นจากบทเรียนสำเร็จรปู แลว้ ผูเ้ รียนจะสามารถทำแบบฝึกหัดหรอื แบบทดสอบ
ในระหวา่ งเรยี นได้คะแนนเฉล่ีย 80% และทำแบบทดสอบหลงั เรยี นไดค้ ะแนนเฉลี่ย 80%
อัญชลี ธรรมะวิธีกลุ (2552 : 2) หาเกณฑ์ประสิทธิภาพของบทเรยี นสำเร็จรูปโดยการ
วเิ คราะห์คะแนนใช้สตู รคำนวณ ดังนี้
การกำหนดเกณฑ์ที่ยอมรบั วา่ สื่อหรือนวัตกรรมการเรียนรู้มี ประสิทธภิ าพคือด้านความรู้
ความจำ E1/E2 มีคา่ 80/80 ข้นึ ไป ดา้ นทักษะปฏิบตั ิ E1/E2 มคี ่า 70/70 ข้ึนไป โดยท่ี
คา่ E1/E2 ต้องไมแ่ ตกต่างกันเกินกวา่ รอ้ ยละ 5
หาคา่ ดชั นีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป โดยการวิเคราะหค์ ะแนนใชส้ ูตรคำนวณ ดังนี้
43
สำหรบั เกณฑท์ ีย่ อมรับได้ว่าสอ่ื หรือนวตั กรรมมีประสิทธผิ ล ชว่ ยใหผ้ ู้เรยี นเกิดประสบการณ์
การเรยี นรไู้ ดจ้ ริง คือ มีค่าตงั้ แต่ .50 ขน้ึ ไป
บญุ ชม ศรีสะอาด (2546 : 157-159) กลา่ วถงึ การวเิ คราะห์หาประสิทธผิ ลของส่อื
วธิ สี อนหรือนวัตกรรม ไวว้ า่ เพอ่ื ทจ่ี ะทราบว่าส่ือการเรียนการสอน วธิ สี อน หรอื นวัตกรรมท่ีผู้วจิ ยั
พัฒนาข้นึ มีประสทิ ธผิ ล (Effectiveness) เพยี งใด กจ็ ะนำสอื่ ท่ีพัฒนาขึ้นนั้นไปทดลองใช้กบั ผู้เรยี น
ที่อยใู่ นระดับท่เี หมาะสมกับที่ได้ออกแบบมา แลว้ นำผลจากการทดลองมาวเิ คราะหห์ าประสทิ ธิผล
หมายถงึ ความสามารถในการให้ผลอย่างชดั เจน แนน่ อน ซึง่ นยิ มวิเคราะหแ์ ละแปลผล 2 วธิ ี
วธิ ที ี่ 1 จากการพิจารณาผลของการพัฒนา
วิธีนเี้ ปน็ การเปรยี บเทยี บระหว่างจุดเริ่มต้นกับจุดสุดทา้ ย เชน่ ระหว่างก่อนเรียนกับ
หลังเรยี น เพือ่ เหน็ พัฒนาการหรือความงอกงาม ผ้วู จิ ัยจะต้องสรา้ งเครื่องมือวดั ในตัวแปรท่สี นใจศึกษา
เชน่ แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน เปน็ เครื่องมือทสี่ รา้ งเพอื่ วดั ผลการเรียนรู้ หลังจากเรียน
เรื่องนั้น หรือหลังการทดลองเรื่องนั้น ซึ่งจะต้องสร้างให้ครอบคลุมจุดประสงค์ เนื้อหาสาระที่เรียน
หรอื คณุ ลกั ษณะท่ีมงุ่ วัด สร้างไวล้ ว่ งหนา้ เม่ือก่อนจะเร่ิมสอนหรือเร่มิ ทดลอง กจ็ ะนำแบบทดสอบหรือ
เครื่องมือดังกล่าวมาวัดกับผู้เรียน เรียกว่าการทดสอบก่อนเรียนหรือก่อนทดลอง (Pre – Test) และ
หลังจากเรียนเรื่องนั้นจบแล้ว ก็นำแบบทดสอบชุดเดิมมาทดสอบกับผู้เรียนกลุ่มเดิม (Post – Test)
นำผลการทดสอบทั้งสองครั้งมาเปรียบเทียบกันโดยเขียนคะแนนหลังเรียนไว้ก่อนคะแนนก่อนเรียน
จำแนกเป็น 2 กล่มุ 1. การพจิ ารณารายบุคคล 2. การพิจารณารายกลุม่
วธิ ที ่ี 2 จากการหาดัชนปี ระสทิ ธผิ ล
การหาดชั นปี ระสทิ ธิผล (Effectiveness Index) กรณีรายบุคคล ตามแนวคดิ ของ
Hofland จะใหส้ ารสนเทศที่ชัดเจนโดยใช้สูตรดังน้ี
ดชั นีประสทิ ธผิ ล = คะแนนหลงั เรียน - คะแนนก่อนเรยี น
คะแนนเต็ม - คะแนนก่อนเรยี น
โดยทวั่ ไปการหาดัชนปี ระสิทธผิ ลมกั หาโดยใชค้ ะแนนของกลุ่ม ซ่งึ ทำให้มีสตู ร
เปลย่ี นไป ดงั น้ี
ผลรวมของคะแนนหลงั เรยี นของทกุ คน - ผลรวมของคะแนนก่อนเรยี นของทกุ คน
E.I. =
(จำนวนนกั เรียน คะแนนเต็ม) - ผลรวมของคะแนนก่อนเรยี นของทุกคน
การหาคา่ ประสทิ ธภิ าพของสื่อ เปน็ ช่วยใหก้ ารพฒั นาส่ือการเรยี นการสอน หรอื วธิ ีสอน
หรือนวตั กรรม มปี ระสทิ ธิภาพมากยงิ่ ข้นึ ซง่ึ มคี วามจำเปน็ อย่างยิ่งทจ่ี ะต้องทำการทดลองใช้ และหา
ประสิทธภิ าพของสิ่งท่ีพัฒนา เพ่ือให้เกิดความมน่ั ใจในการที่จะนำสอ่ื ท่ีสรา้ งขนึ้ มานั้นนำไปใช้ตอ่ ไป
44
งานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วข้อง
ผู้วิจัยได้ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้จากสื่อดิจิทัล สู่
ฐานสมรรถนะด้วย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านทรายทอง อำเภอ
เวียงแก่น จังหวัดเชียงราย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 4 ที่ส่งผลทำ
ใหผ้ ลสัมฤทธ์ิ(การพัฒนาทักษะ) และสมรรถนะท่ีสำคัญของนักเรียนสงู ขึ้นกว่าเดิมเพื่อเป็นแนวทางใน
การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการรู้ การสร้างและพัฒนารูปแบบกิจกรรม การศึกษาวิจัยที่
เกย่ี วขอ้ งสรปุ ได้ดงั นี้
นันทวัฒชัย วงษ์ชนะชัย ธีรวุฒิ บุณยโสภณ วิเชียร เกตุสิงห์ และวัลลภ จันทร์ตระกูล
(2554:บทคัดย่อ) ได้ทำวิจยั เรื่อง การพัฒนาสมรรถนะในการปฏิบัติงานของบุคลากร ในสายงานผลิต
ของอตุ สาหกรรมผลิตเหล็กกล้าตามมาตรฐานอาชีพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา วิเคราะห์ความ
ตอ้ งการพฒั นา และพัฒนารปู แบบการพฒั นาสมรรถนะในการปฏบิ ตั งิ านของบคุ ลากรให้สอดคล้องกับ
ความต้องการพัฒนาสมรรถนะของอาชีพการผลิตเหล็กกล้าตามมาตรฐานอาชีพ การวิจัยครั้งนี้เป็น
รปู แบบการวจิ ัยและพัฒนา (Research and Development) เน้นการวจิ ยั เชิงปฏบิ ตั ิการเชิงคุณภาพ
(Qualitative Action Research) กล่มุ ตวั อย่างไดแ้ ก่ ผู้ทรงคุณวุฒทิ ่ใี หข้ ้อมลู การสัมภาษณ์เชงิ ลึก (In-
depth Interview) จำนวน 12 คน ใช้การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลในการ
ประชุมกลุ่ม (Focus Group Discussion) จำนวน 17 คน โดยการอภิปราย ผู้ทรงคุณวุฒิและ
ผู้เชี่ยวชาญประเมิน ระดับความจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะ จำนวน 14 คน ใช้แบบสอบถาม
ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาบุคลากรฯ ให้ข้อมูลในการพัฒนาบุคลากรฯ ในการประชุมกลุ่ม (Focus
Group Discussion) จำนวน 19 คน ใช้การอภิปราย บุคลากรในสายงานผลิตเหล็กกล้าเข้ารับการ
อบรม จำนวน 5 คน ใช้บทเรียนโมดูลเป็นเครื่องมือ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อย
ละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าทดสอบที (t-test) โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติท่ี
ระดับ .05 ผลการวิจยั พบวา่
1) สมรรถนะในการ ปฏบิ ตั ิงานของบุคลากรในอุตสาหกรรมการผลิตเหล็กกลา้ จาก
การศกึ ษา ประกอบด้วย หน่ึง (1) ความมุ่งหมายหลัก (Key Purpose) สาม (3) บทบาทหลกั (Key
Role) สบิ เอด็ (11) หนา้ ท่ีหลัก (Key Function) ยีส่ บิ ส่ี (24) หนว่ ยสมรรถนะ (Units of
Competence) และหน่งึ ร้อยยส่ี บิ เอ็ด (121) หน่วยสมรรถนะยอ่ ย (Elements of Competence)
2) ผลการวิเคราะหห์ าความตอ้ งการพัฒนา สมรรถนะในการปฏบิ ัติงานของบุคลากรในสาย
งานผลติ ของอุตสาหกรรมผลิตเหลก็ กลา้ พบวา่ สมรรถนะระดบั ความจำเปน็ มากท่ีสดุ ในสายงานหลอม
เหลก็ มจี ำนวน สบิ หา้ (15) สมรรถนะย่อย (Elements of Competence) บุคลากรหล่อเหล็ก แปด
(8) สมรรถนะยอ่ ย (Elements of Competence) และบุคลากรรีดเหลก็ แปด (8) สมรรถนะ ยอ่ ย
(Elements of Competence)
3) ผลการนำรูปแบบในการพัฒนาสมรรถนะในการปฏิบัติงานของบุคลากรในสายงานผลติ
ของอุตสาหกรรมผลิตเหล็กกล้า โดยนำสมรรถนะย่อยควบคุมส่วนผสมทางเคมีในน้ำ เหล็กไปพัฒนา
และทดลองปฏิบัติ พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางความรู้พนักงานระดับสมรรถนะ 1 ความรู้เพิ่มขึ้นที่ระดับ
88.35 จากเดิม 75.00 และระดับสมรรถนะ 2 มีความรู้เพิ่มขึ้นที่ระดับ 87.50 จากเดิม 82.50
ผลสัมฤทธิ์ของ ทักษะความสามารถพบว่าพนักงานระดับสมรรถนะ 1 มีทักษะเพิ่มขึ้นที่ระดับ 73.00
45
จากเดิม 40.30 และระดับสมรรถนะ 2 มีทักษะเพิ่มขึ้นที่ระดับ 78.50 จากเดิม 50.50 การประเมิน
ผลิตภาพ (Productivity) พบว่า ปริมาณร้อยละของธาตุอยู่ในพิสัย (Range) ตามเกณฑ์ที่กำหนด
เพิ่มขึ้นทั้ง 5 ธาตุ ได้แก่ ปริมาณร้อยละของธาตุคาร์บอน (C) ก่อนและหลังการอบรมที่ระดับ
78.79/96.97 ปริมาณรอ้ ยละของธาตุแมงกานสี (Mn) ก่อนและหลังการอบรมท่รี ะดบั 96.97/100.00
ปริมาณร้อยละของธาตุซิลิกอน (Si) ก่อนและหลังการอบรมที่ระดับ 72.73/100 ปริมาณร้อยละของ
ธาตุฟอสฟอรัส (P) ก่อน และหลังการอบรมที่ระดับ 100/100 และปริมาณร้อยละของธาตุซัลเฟอร์
(S) ก่อนและหลงั การอบรมอยทู่ รี่ ะดับ 90.91/96.97
ปิยนาถ บุญมีพิพิธ (2551:บทคัดย่อ)ได้วิจัยเรื่องการวิจัยครั้งนี้เป็นการนำเสนอรูปแบบการ
จัดการความรู้สู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ในโรงเรียนสังกัด มูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศ
ไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อ(1) ศึกษาความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (2) นำเสนอ รูปแบบการจัดการ
ความรู้ (3) ศึกษาผลการทดลองใช้รปู แบบการจัดการความรสู้ ู่ การเป็นองค์กรแห่งการเรยี นรู้ (4) เพ่ือ
ประเมินรูปแบบการจัดการความรู้สู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนสังกัดมูลนิธิแห่งสภา
คริสตจักร ในประเทศไทย โดยสอบถามผู้บริหาร และครู จำนวน 341 คน และสัมภาษณ์ ผู้บริหาร
โรงเรียน จำนวน 5 คน ตรวจสอบความเหมาะสม ทดลองใช้รูปแบบการจัดการความรู้สู่การเป็น
องค์กรแห่งการเรียนรู้ จำนวน 1 โรงเรียน และศึกษาผลการทดลองใช้จากการประชุมผู้บริหารและครู
ที่ทดลองใช้รูปแบบ จำนวน 30 คน โดยใช้แบบสอบถาม เพื่อพิจารณาความถูกต้อง ความเหมาะสม
ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของผู้บริหาร และครู จำนวน 30 คน ผลการวิจัย พบว่า (1)
ระดับการปฏิบัติในสิ่งที่แสดงถึงลักษณะการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ในโรงเรียน สังกัดมูลนิธิแห่ง
สภาคริสตจักรในประเทศไทย ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (2) รูปแบบการจัดการความรู้สู่การ เป็น
องค์กรแห่งการเรียนรู้ มีองค์ประกอบ จำนวน 8 องค์ประกอบ ได้แก่ การสร้างความรู้ การจัดการ
ความรู้ ให้เป็นระบบ การแบ่งปัน แลกเปลี่ยนความรู้ การถ่ายโอนและนำความรู้ไปใช้ การค้นหา
ความรู้ การประมวลและ การกลั่นกรองความรู้ การแสวงหาความรู้ การจัดเก็บและสืบค้นความรู้ (3)
ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า ผู้บริหาร โรงเรียน และครูให้ความร่วมมือในการทดลองใช้รูปแบบ
เป็นอย่างดี ครูได้เรียนรู้แนวทาง วิธีการจัดการความรู้ และมีความเข้าใจวา่ การดำเนนิ งานในดา้ นการ
จัดการความรู้มีความสัมพันธ์กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับงานที่ทำ ไม่ได้แยกจากกัน จึงไม่เป็นการ
เพิ่มภาระงานและ (4) ผลการประเมินรูปแบบการจัดการความรู้สู่การเป็นองค์กร แห่งการเรียนรู้ใน
โรงเรยี นสงั กัดมลู นธิ ิแห่งสภาคริสตจกั รในประเทศไทย ในภาพรวมอยใู่ นระดบั มาก
ปัญจรัตน์ ทับเปีย (2555:บทคัดย่อ) ได้ดําเนินการศึกษาวิจัย เรื่อง การพัฒนาสื่อประสม
แบบโลกเสมือนผสาน โลกจริง เรื่อง โครงสร้างและการทํางานของหัวใจ สําหรับนักเรียนช้ัน
มัธยมศกึ ษาปที ี่ 5 การวิจัยครงั้ นีม้ วี ตั ถปุ ระสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพ่อื พัฒนาและหาประสิทธิภาพของ
ชุดสื่อประสมแบบโลกเสมือนผสานโลกจริง เรื่อง โครงสร้าง และการทํางานของหัวใจ 2) เพื่อ
เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรยี นของนักเรยี นที่เรียน โดยใช้ชุดสื่อประสม
แบบโลกเสมือนผสานโลกจริง เรื่อง โครงสร้างและการทํางานของหัวใจ 3) เพื่อศึกษาความ คิดเห็น
ของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดสื่อประสม แบบโลกเสมือนผสานโลกจริง เรื่อง โครงสร้างและ
การ ทาํ งานของหัวใจ กลุม่ ตัวอยา่ งเปน็ นักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนบางระจันวิทยา อําเภอ
บางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี จํานวน 30 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง โดยใช้t-test dependent
46
Samples ผลการวิจัยปรากฏดังนี้ 1) ชุดสื่อประสม แบบโลกเสมือนผสานโลกจริง ควรประกอบด้วย
หนังสือแบบ โลกเสมือนผสานโลกจริง ซีดีรอมประกอบหนังสือและคู่มือการใช้ชุดสื่อประสม
ประสิทธิภาพของชุดสื่อประสม แบบโลกเสมือนผสานโลกจริง เรื่อง โครงสร้างและการทํางานของ
หวั ใจ มีประสิทธิภาพเท่ากบั 81.33/ 81.11 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ท่ีกาํ หนด 80/ 80 2) การเปรยี บเทยี บ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญ
ทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) การประเมินความคิดเห็นของกลุ่ม ตัวอย่างที่มีต่อชุดสื่อประสม แบบ
โลกเสมอื นผสานโลกจรงิ พบวา่ ความสนใจของนกั เรยี นที่มีต่อเนื้อหารูปแบบ การนาํ เสนอ และการใช้
งานชดุ สือ่ ประสม มคี วามคดิ เหน็ โดยรวมในระดับมากท่ีสุด ( X = 4.77)
ชรอยวรรณ ประเสริฐผล อนุชา กอนพ่วง วิทยา จันทร์ศิลา และ ฉลอง ชาตรูประชีวิน
(2556:บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครูใหม่
โรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะด้าน
การจดั การเรียนรู้ของครูใหม่โรงเรียนเอกชน ประเภทสามญั ศึกษา วิธีดำเนนิ การวิจัยมี 3 ขั้นตอน คือ
1) การศึกษาสมรรถนะและแนวทางการพัฒนาสมรรถนะด้านการ จัดการเรียนรู้ของครูใหม่โรงเรียน
เอกชนประเภทสามัญศึกษา โดยการสงั เคราะหเ์ อกสารและงานวิจยั ทเี่ ก่ียวข้อง การศกึ ษาโรงเรียนท่ีมี
การปฏิบัติเป็นเลิศ โดยการสัมภาษณ์จำนวน 12 คน 2) การสร้างรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะด้าน
การจัดการเรียนรู้ของครูใหม่โรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา โดยการตรวจสอบความเหมาะสม
ของรูปแบบด้วยเทคนิคการสนทนากลุ่ม การตรวจสอบเอกสารโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 15 คน 3)
การประเมินความเป็นไปได้ของรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะ ด้านการจัดการเรียนรู้ของครูใหม่
โรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษาโดยการสัมมนารับฟังความคิดเห็น กลุ่มผู้ให้ข้อมูล จำนวน 80
คน การวิเคราะห์ข้อมูลหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษา
สมรรถนะและแนวทางการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครใู หมโ่ รงเรียนเอกชนประเภท
สามญั ศึกษา ประกอบดว้ ย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ องค์ประกอบที่ 1 วตั ถุประสงค์การพฒั นาสมรรถนะ
ดา้ นการจดั การเรยี นรู้ ของครูใหม่โรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา องคป์ ระกอบท่ี 2 แนวทางการ
พัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรยี นรู้ของครูใหม่โรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา องค์ประกอบ
ที่ 3 สมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครูใหม่โรงเรียนเอกชนประเภทสามญั ศึกษา องค์ประกอบที่
4 หลักการในการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครูใหม่โรงเรียนเอกชนประเภทสามัญ
ศึกษา และองค์ประกอบที่ 5 เงื่อนไขแห่งความสำเร็จในการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้
ของครใู หม่โรงเรยี นเอกชน ประเภทสามัญศึกษา 2) ผลการสรา้ งรูปแบบการพฒั นาสมรรถนะด้านการ
จัดการเรียนรู้ของครูใหม่โรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา พบว่า ผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็น
สอดคล้องกันว่ารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครูใหม่โรงเรียนเอกชน
ประเภทสามัญศึกษา ในภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ
พบว่ารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครูใหม่โรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญ
ศึกษา ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบที่ 1 สมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครู
ใหม่โรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา องค์ประกอบที่ 2 วิธีการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการ
เรียนรู้ของครูใหม่โรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา องค์ประกอบที่ 3 เงื่อนไขแห่ง ความสำเร็จใน
การพัฒนาสมรรถนะด้านการจดั การเรยี นรู้ของครูใหม่โรงเรยี นเอกชนประเภทสามัญศึกษา 3) ผลการ
47
ประเมินรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะด้านการจดั การเรยี นรู้ของครูใหม่โรงเรียนเอกชนประเภทสามัญ
ศึกษา พบว่า ผลการประเมินด้านความเป็นไปได้ของรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการ
เรยี นรู้ของครูใหม่โรงเรียนเอกชน ประเภทสามญั ศึกษา โดยภาพรวมมคี วามเปน็ ไปได้อยู่ในระดับมาก
ยุวลักษณ์ จันทสุวรรณ(2558:บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาสมรรถนะเพื่อการ
เปน็ องค์กรนวตั กรรม โดย มีวตั ถุประสงค์เพือ่ 1) ศึกษาสมรรถนะของบคุ ลากรท่สี อดคล้องกับการเป็น
องค์กรนวัตกรรม 2) ศึกษาสมรรถนะของบุคลากรในศูนย์บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ (Contact
Center) ในปัจจุบัน 3) สร้างตัวแบบแนวทางในการพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรเพื่อมุ่งสู่การเป็น
องค์กรนวัตกรรม โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสม..คือ..การวิจัยเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างพนักงาน
บรษิ ัทเอกชนทีด่ ำเนนิ ธรุ กิจ ดา้ นศนู ย์การให้บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ จำนวน 113 คน เครื่องมือที่ใช้
ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way
ANOVA) เปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเชิงปริมาณ (Correlation & Regression
Analysis) ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้คือ การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview)
จากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 4 ท่าน เพื่อนําข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และได้จัดการสนทนากลุ่ม (Focus
Group) โดยผู้บริหารของ หน่วยงานศูนย์บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ (Contact Center) เพื่อสร้างตัว
แบบการพัฒนาสมรรถนะ บุคลากร ผลการวิจัยพบว่าสมรรถนะที่ สอดคล้องกับการเป็นองค์กร
นวัตกรรม ประกอบด้วย สมรรถนะหลัก 2 ด้าน คือ 1) ทัศนคติ ประกอบด้วย ทัศนคติต่อตนเอง
ทัศนคติต่องาน ทัศนคติต่อองค์กร และทัศนคติต่อสังคม และ 2) แรงจูงใจ ประกอบด้วย การใช้
เป้าหมายเป็นแรงจูงใจ การใช้ความสำเร็จและรางวัลเป็นแรงจูงใจ และสมรรถนะตามสายงาน
ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ 1) ด้านความรู้ ประกอบด้วย ความรู้ในงาน และความรู้เกี่ยวกับองค์กร 2)
ด้านทักษะ ประกอบด้วย ทักษะในการคิดวิเคราะห์ ทักษะการเรียนรู้และทักษะในการปฏิบัติและ 3)
คุณลักษณะส่วนบุคคล เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะ และลักษณะองค์กรนวัตกรรม
พบว่า สมรรถนะที่มีความสัมพันธ์กันมากที่สดุ คือ สมรรถนะหลัก ด้านทัศนคติและแรงจูงใจ จากข้อ
ค้นพบในงานวิจัยนีจ้ ึงได้สร้างตวั แบบในการพัฒนาสมรรถนะบคุ ลากรศนู ย์บรกิ ารลูกค้า ทางโทรศัพท์
(Contact Center) คือ GOSOFT Model ประกอบด้วย G = Give (ผู้บริหารและ หัวหน้างานควรให้
ความรู้ ความเข้าใจ ให้เวลา ให้คำปรึกษาแก่บุคลากร ทั้งเรื่องงาน องค์กร และ นวัตกรรม) O =
Opportunity (ผู้บริหารและหัวหน้างานควรให้โอกาสในการเรียนรู้ และโอกาส ในการแสดงผลงาน)
S = Sampler (ผู้บริหารและหัวหน้างานควรแสดงตนเป็นแบบอย่างที่ดีทั้งด้านงาน การเรียนรู้และ
พัฒนา การสร้างนวัตกรรม รวมถึงด้านคุณธรรม จริธรรม) O = Offer (ผู้บริหารและหัวหน้างานควร
แสดงการสนบั สนุน เชน่ การให้รางวัลในรปู แบบต่างๆ และการชมเชยเพื่อสร้างกําลังใจ และแรงจูงใจ
ในการทำงานให้กับบุคลากร) F = Full Communication (ผู้บริหารและหัวหน้างาน ควรมการ
สื่อสารอยา่ งทว่ั ถงึ ครบถว้ น ชดั เจน และเปน็ ประโยชน์) T = Together (ผบู้ รหิ ารและหัวหน้างานควร
สร้างการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมให้แก่บุคลากร เพื่อให้เกิดความรัก ผูกพันธ์ และเสียสละเพ่ือ
องค์กร)
เสาวภา กลิ่นสูงเนนิ , สมเกียรติ ตันติวงศ์วาณิช และศิริรัตน์ เพ็ชร์แสงศรี (2558:บทคัดย่อ)
ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ การพัฒนาสื่อเทคโนโลยีเสมือนจริง เรื่อง หลักการทํางานของคอมพิวเตอรเ์ ป็น
48
เทคโนโลยีความจริงเสมอื นท่ีมีการ นําระบบความจริงเสมือนมาผนวกกับเทคโนโลยภี าพ เพื่อสร้างสิง่
ที่เสมือนจริงให้กับผู้ใช้งาน ซึ่งเป็นสื่อที่มีความสมบูรณ์ในตัวทั้งด้านเนื้อหา ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว
ภาพ 3 มิติ และเสียง ส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ตามศักยภาพ ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการ
เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยครั้วนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและ หาประสิทธิภาพของส่ือ
เทคโนโลยีเสมือนจริง เรื่อง หลักการทํางานของคอมพิวเตอร์ สําหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 ที่เรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ 1 โรงเรียนอัสสัมชัญ เขตบางรัก
กรุงเทพมหานคร จาํ นวน 3 กลุม่ ซึ่งไดม้ าจากการสมุ่ แบบกล่มุ (Cluster random sampling) กลุ่มที่
1 เป็นนักเรียน จํานวน 40 คน ใช้เพื่อทดลองหาประสิทธิภาพของสื่อเทคโนโลยีเสมือนจริง กลุ่มที่ 2
เป็นนักเรียน จํานวน 40 คน เป็นกลุ่มทดลองเพื่อเปรียบเทียบหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มที่ 3
เป็นนักเรียน จํานวน 40 คน ใช้เป็นกลุ่มควบคุม ที่เรียนด้วยวิธีปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้
ประกอบด้วยสื่อเทคโนโลยี เสมือนจริง เรื่อง หลักการทํางานของคอมพิวเตอร์ แบบประเมินคุณภาพ
ของสื่อเทคโนโลยีเสมือนจริง และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน จํานวน 40 ข้อ ซึ่งมีค่าดัชนี
ความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.45-0.78 ค่าอํานาจจําแนกอยู่
ระหว่าง 0.20-0.40 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉล่ีย
ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ประสิทธิภาพของกระบวนการ ต่อประสิทธิภาพของผลลัพธ์ และสถิติทดสอบ
t-test แบบ Independent samples
กมลชนก สุขสุวรรณ (2559:บทคัดย่อ) ทำการวิจัยเรื่องการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียน
เรื่องจากภาพเพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนเรื่องจาก ภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6การ
วิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนเรื่องจาก ภาพของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 4-6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบทักษะการ
เขียนเรื่องจากภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ผู้วิจัย
ดำเนนิ การสร้างแบบฝึกทักษะการเขยี นเรื่องจาก ภาพ แผนการสอน พร้อมท้งั สรา้ งแบบวัดทักษะการ
เขียนเรื่องจากภาพ เก็บรวบรวมข้อมูล แล้วน าคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์โดยใช้ t – test แบบ
dependent ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรื่องจากภาพ มีทักษะ
การเขียนเรื่องจากภาพ หลงั เรยี นสูงกวา่ กอ่ นเรียนอย่างมีนยั สำคัญทางสถติ ทิ ี่ระดับ .05
สุธนา สิริธนดีพันธ์ (2559:บทคัดย่อ) ทำการวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องตาม
จินตนาการอยา่ งสร้างสรรค์ โดยใช้ส่ือการเรียนรู้ทางอินเทอร์เน็ต ของนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 4
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึก
ทักษะการเขียนเรื่องตามจินตนาการอย่าง สร้างสรรค์เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะให้มี
คุณภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเปรียบเทียบ ความสามารถในการเขียนเรื่องตามจินตนาการอย่าง
สรา้ งสรรค์ กอ่ นและหลังเรียนของนักเรยี นชั้น ประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนสาธติ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
สวนสุนันทาโดยใช้แบบฝึกทักษะและสื่อการเรียนรู้ทาง อินเตอร์เน็ต กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียน
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 ปีการศึกษา 2558 จำนวน
29 คน ซึ่งได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้แบบแผนการวิจัย
แบบThe One Group Pretest-Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งน้ี ประกอบด้วย
แผนการสอนเรื่องการเขียนตามจินตนาการอย่างสร้างสรรค์ แบบฝึกการเขียนเรื่องตาม จินตนาการ
49
อย่างสร้างสรรค์ โดยใช้สื่อการเรียนรู้ทางอินเทอร์เน็ตแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเขียนเรื่องตาม
จินตนาการอย่างสร้างสรรค์แบบประเมินและเกณฑ์การเขียนเรื่องตามจินตนาการอย่างสร้างสรรค์
สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าคะแนนเฉลี่ย ( x ) ค่าความเบี่ยงเบนของคะแนน(S.D.) การ
วิเคราะห์ ประสิทธิภาพของแบบฝึกการเขียนเรื่องตามจินตนาการ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
(E1/E2)และสถิติ การทดสอบสมมติฐาน (t-test for dependent Samples)
กิตติพันธ์ อุดมเศรษฐ์ ปราวณี ยา สวุ รรณณัฐโชติ และอรจรยี ์ ณ ตะกัว่ ทุ่ง(2560:บทคัดย่อ)
ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการออกแบบการเรียนการสอนแบบการเรียนรู้กลับด้าน ตาม
กรอบแนวคิดทีแพคและทฤษฎีขยายความคิดสำหรับครูมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ
ส่งเสริมการศึกษาเอกชน ซงึ่ เป็นการวจิ ยั และพฒั นา โดยมีวตั ถุประสงค์เพือ่ พัฒนาและศึกษาผลการใช้
รูปแบบการออกแบบการเรียนการสอนแบบการเรียนรู้กลับด้านตามกรอบแนวคิดทีแพคและทฤษฎี
ขยายความคิดสำหรับครูมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เก็บ
รวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการแบบผสมวิธี (Mixed method) โดยมีขั้นตอนการวิจัย 4 ขั้นตอน คือ 1)
ศึกษาความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญและครูมัธยมศึกษา 2) พัฒนา รูปแบบฯ 3) ทดลองใช้รูปแบบฯ
และ 4) รับรองรูปแบบฯ ผลการพัฒนาฯ ได้รูปแบบการออกแบบการเรียนการสอนแบบการเรียนรู้
กลับด้านตามกรอบแนวคิดทีแพคและทฤษฎีขยายความคิดสำหรับครูมัธยมศึกษาฯ ที่มี 8
องค์ประกอบและขั้นตอนการออกแบบการเรียนการสอน 12 ขั้นตอน ผลการทดลองใช้รูปแบบฯ
พบว่า ครูกลุ่มทดลองเห็นว่ารูปแบบฯ มีความเหมาะสม นักเรียนจำนวน 315 คน ซึ่งเรียนด้วย
แผนการจัดการเรียนรู้แบบกลับด้านมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากและผู้ทรงคุณวุฒิให้การประเมิน
รับรองรูปแบบฯ อยู่ในระดับดมี าก
เกวลี ผาใต้,พิเชนทร์ จนั ทร์ปมุ่ ,และ อภวิ ัฒน์ วฒั นะสรุ ะ (2561:บทคดั ย่อ) ทำการวิจัยเร่ือง
สื่อการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีมิติเสมือนจริง เรื่อง คำศัพท์ภาษาอังกฤษสัตว์โลกน่ารู้การวิจัยครั้งนี้มี
วัตถุประสงค์เพ่อื 1) พัฒนาสอ่ื การเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีมิตเิ สมือนจรงิ เรือ่ ง คำศัพทภ์ าษาอังกฤษ สัตว์
โลกน่ารู้ 2) ประเมินความพึงพอใจ โดยกลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1–3 โรงเรียนบ้านป่า
หว้าน จังหวัดสกลนคร จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ สื่อการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีมิติเสมือน
จริง เรื่อง คำศัพท์ภาษาอังกฤษ สัตว์โลกน่ารู้และแบบประเมินความพึงพอใจ สื่อการเรียนรู้ด้วย
เทคโนโลยีมิติเสมือนจริง สถิติที่ใช้ได้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า
1) หน้าหลักของสื่อการเรยี นรู้ด้วยเทคโนโลยีมิติเสมือนจริง เรื่อง ค าศัพท์ภาษาอังกฤษสัตว์โลกน่า รู้
ซ่ึงจะประกอบไปดว้ ยตัวเลือก 3 ตัวเลอื ก ได้แก่ 1. เปดิ แฟม้ สตั วโ์ ลก 2. วิธีการใช้งาน และ 3. ประวัติ
ผู้จัดทำ 2) ผล การศึกษาการประเมินความพึงพอใจ นักเรียนมีความพึงพอใจต่อสื่อโดยรวมอยู่ใน
ระดบั มากทส่ี ุด
นิลรัตน์ นวกิจไพฑูรย์ (2561:บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเรื่องการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนโดยใช้
กระบวนการวิจัย : “การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรยี น”พบว่าการวจิ ยั ปฏบิ ัติการในชั้นเรียน เมื่อมาใช้ใน
การจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนให้เป็นไปตามเป้าหมายของหลักสูตร ลักษณะของการ
วิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนเป็นการบูรณาการการจัดการเรียนรู้กับการวิจัย ผู้วิจัยยังคงทำงานสอน
ตามปกติ สามารถใช้เครื่องมือวัดผลการเรียนรู้ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมผู้เรียนด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย
ทักษะพิสัย หรือทักษะ กระบวนการต่างๆ เป็นเครื่องมือวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานการ
50
ดำเนินการวิจัย ตามวงจรการ วิจัยของเคมมิส 4 ขั้นตอน คือขั้นวางแผน ขั้นดำเนินการ ขั้นสังเกต
ตรวจสอบผลที่เกดิ และขนั้ สะทอ้ นผล
ดุสิต ขาวเหลือง และ อภิชาติ อนุกูลเวช (2562:บทคัดย่อ) ทำการวิจัยเรื่องการพัฒนา
สื่อการเรียนรู้สามมิติแบบมีปฏิสัมพันธ์เสมอื นจริงโดยใช้เทคโนโลยี ความเป็นจริงเสริม Augmented
Reality (AR) เพื่อพัฒนาทักษะการคิดของนักศึกษา อาชีวศึกษาที่มีระดับการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
ต่างกันการวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย1) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและ
หลังเรียน 2) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาก่อนเรียนและ
หลังเรียน 3) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักศึกษาอาชีวศึกษาที่มีระดับการ
คิดอย่างมวี ิจารณญาณตา่ งกัน และ 4) เพอื่ ศกึ ษาความความพงึ พอใจของ นักศึกษา กลุ่มตัวอย่างเป็น
นักศึกษาที่มีคะแนนระดับทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณสูง กลางและต่ำ สาขาวิชาช่างไฟฟ้าและ
อิเล็กทรอนิกส์ ของวิทยาลัยเทคนิคชลบุรีจำนวน 90 คน ซึ่งได้มาจากการ สุ่มตัวอย่างแบบง่าย การ
วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีและ การวิเคราะห์
ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า 1. ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนของนกั ศกึ ษาอาชีวศึกษาผ่านสื่อการเรียนร้สู ามมิติ แบบมปี ฏสิ มั พนั ธ์เสมือนจรงิ โดยใช้เทคโนโลยี
ความเป็นจริงเสรมิ Augmented Reality (AR) ก่อนเรียนและหลัง เรียนแตกตา่ งกันอยา่ งมีนัยสำคัญ
ทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผลการเปรียบเทียบคะแนนทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษา
อาชีวศกึ ษาผา่ นส่อื การ เรียนรู้สามมิติแบบมีปฏสิ มั พนั ธ์เสมือนจรงิ โดยใช้เทคโนโลยคี วามเปน็ จรงิ เสริม
Augmented Reality (AR) ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกนั อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดบั .05
3. ผลการเปรียบเทยี บคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศกึ ษาอาชีวศึกษาที่มีระดับการคิดอย่าง
มี วิจารณญาณต่ำ กลาง สูง แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 4. ความความพึงพอใจ
ของนักศึกษาอาชีวศึกษาที่มีต่อสื่อการเรียนรู้สามมิติแบบมีปฏิสัมพันธ์เสมือนจริง โดยใช้เทคโนโลยี
ความเป็นจริงเสริม Augmented Reality (AR) ในภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สดุ
พรสรญั ชัยยา สวนันท์ แดงประเสริฐและ ธรี พงษ์ วริ ยานนท์ (2563:บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัย
เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการคิดเชิงคณิตศาสตร์ของนักเรียน
มัธยมศกึ ษาตอนตน้ โดยมวี ัตถุประสงค์เพื่อ 1) พฒั นารูปแบบการเรยี นการสอนเพื่อสง่ เสริมสมรรถนะ
การคิดเชิงคณิตศาสตร์ของ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น และ 2) ศึกษาผลการจัดการเรียนการสอน
เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการคิดเชิงคณิตศาสตร์ของ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น โดยนําไปใช้กับ
กลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 โรงเรียนวัดราชาธิวาส กรุงเทพมหานคร จำนวน 20
คน การวเิ คราะห์ข้อมูล ใช้คา่ เฉลยี่ ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน และ การวิเคราะหเ์ นื้อหา ผลการวิจัย
พบวา่ 1) สมรรถนะการคิดเชิงคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ประกอบดว้ ย 1 ความมุ่ง
หมาย 1 บทบาทหลัก 3 หน้าที่หลัก 6 หน่วยสมรรถนะ และ 17 หน่วยสมรรถนะย่อย 2) การพัฒนา
รูปแบบการจัดการเรียน การสอน ได้แก่ (1) บริบท หลักการและวัตถุประสงค์ (2) กระบวนการ
ขั้นตอนและกิจกรรมของรูปแบบการเรียนการสอน ประกอบด้วย การเตรียมความพร้อมการจัดการ
เรยี นการสอน การจดั กิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียน การจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนนอก
ห้องเรียน (3) การประเมนผลการเรียนรู้ด้านความรู้และสมรรถนะการคิดเชิงคณิตศาสตร์ 3) ผลการ
จัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการคิดเชิงคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นท่ี
51
พฒั นาขนึ้ พบว่า (1) ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นของนักเรียนหลังเรยี นสูงกวา่ ก่อนเรียนอย่างมีนยั สําคัญที่
ระดับ .05 (2) สมรรถนะ การคิดเชิงคณิตศาสตร์ของผู้เรียนระดับคุณภาพในภาพรวมอยู่ในระดับดี
และ (3) ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบ การเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการคิดเชิง
คณติ ศาสตร์ในระดับมาก
เทียนชัย อร่ามหยก(2564:บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง รูปแบบการบริหารองค์กรเพื่อ
ความเป็นเลศิ สำหรบั อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ในเครือ บริษทั ปตท. จำกดั (มหาชน) โดยมวี ตั ถปุ ระสงค์
มีวัตถุประสงค์ 4 ข้อ คือ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านองค์กรแห่งความเป็นเลิศและ แนวทางการบริหาร
องค์กรแห่งความเป็นเลิศสำหรับธุรกิจอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในเครือบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) (2)
เพ่ือศึกษาปัจจัยด้านองค์กรแห่งความเป็นเลิศท่ีมีผลต่อลกั ษณะองค์กรแห่งความเป็นเลิศสำหรับธุรกิจ
อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ในเครอื บริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) (3) เพ่อื ศกึ ษาปจั จยั ด้านองค์กรแห่งความ
เป็นเลิศและลักษณะองค์กรแห่งความเป็นเลิศที่มีผลต่อแนวทางการบริหารองค์กรแห่งความเป็นเลิศ
สำหรับธุรกิจอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในเครือบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ (4) เพื่อหารูปแบบการ
บริหารองค์กรเพื่อความเป็นเลิศสำหรับธุรกิจอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในเครือบริษัทปตท.จำกัด
(มหาชน) โดยงานวจิ ยั น้ีเป็นการวจิ ัยแบบผสมระหว่างเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ซงึ่ การเก็บรวบรวม
ข้อมลู เชงิ ปริมาณดว้ ยแบบสอบถามจากกลุ่มตวั อยา่ ง 400 คน และขอ้ มูลเชิงคณุ ภาพจากกลุ่มตัวอย่าง
40 คน ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารระดับกลางตั้งแต่ผู้จัดการแผนกขึ้นไป ในกลุ่มอุตสาหกรรม
ปิโตรเคมีในเครือบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบการบริหารจัดการองค์กร
สู่ความเป็นเลิศสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในเครือ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ประกอบด้วย
แนวทางที่สำคัญในการบริหารจัดการองค์กรที่เป็นเลิศตามเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ
ประกอบด้วยปัจจัยที่สำคัญที่สุด 3 ประการคือ (1) บุคลากร (2) ผลการดำเนินงาน และ
(3) การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ ซึ่งปัจจัยสำคัญและคุณลักษณะขององค์กรแห่ง ความเป็นเลิศ ได้แก่
ปัจจัยการตั้งเป้าหมายที่ท้าทายและปัจจัยโครงสร้างองค์กร ส่วนผลการวิจัยในการวิเคราะห์
การถดถอยพหุคูณน้ันพบว่า ตัวแปรปัจจัยการเชื่อมโยงส่วนต่างๆ ทั่วทั้งองค์กรมีอิทธิพลสูงสุด
ต่อลักษณะองค์กรที่เป็นเลิศ สำหรับปัจจัยการบริหารงานตามกลยุทธ์ทั่วทั้งองค์กรและปัจจัยความ
มุ่งมั่นการปฏบิ ตั ิงานนั้นมีอทิ ธพิ ลสูงสดุ ต่อการบริหารจดั การองคก์ รท่ีเปน็ เลศิ
เสกสรรค์ ศิวิลัย และรัฐวิภาค อู่ทองมาก(2564) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาระบบ
สารสนเทศสำหรับการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมีวัตถุประสงค์
เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศสำหรับการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ ศึกษาและสังเคราะห์ข้อมูลเกีย่ วกับการ
ดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ สร้างและประเมินความเหมาะสมของระบบสารสนเทศสำหรับการดูแลสุขภาพ
ผู้สูงอายุ ทดลองใช้ระบบสารสนเทศสำหรับการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ และสรุปประเด็นและปรับปรุง
ระบบสารสนเทศสำหรับการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุโดยการพัฒนาระบบนำหลักการแบบ SDLC
(System Development Life Cycle) มาใช้ในการพัฒนาระบบและได้รวบรวมความต้องการจาก
ผู้ใช้วิเคราะห์ปัญหาจากระบบเดิมแล้วนำมาออกแบบและพัฒนาระบบใหม่ ผลของการศึกษาวิจัย
พบว่า ระบบสารสนเทศสำหรับการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก มีผล
ประเมนิ ประสิทธภิ าพและความพงึ พอใจจากกลุ่มตัวอย่างอยู่ในเกณฑ์ท่ีดี มีคา่ เฉลยี่ เทา่ กับ 4.30 และ
คา่ ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.44 ดังนั้น ระบบสารสนเทศท่ีพฒั นาขึ้นนี้ สามารถนำไปใช้งานได้
52
จริงและตอบสนอง ต่อความต้องการของผู้ใช้ อีกทั้งยังสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ต่อหรือ
สนับสนนุ การตดั สินใจในการดูแลสุขภาพของ ผ้สู งู อายไุ ดต้ ามตอ้ งการ
จากผลการศึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ที่เกี่ยวข้องของหลาย ๆ ทา่ นดังกล่าวขา้ งตน้ ผู้วิจัยได้
นำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรยี นรู้ใหส้ อดคล้องกับการใช้การพัฒนารปู แบบการจัดการ
เรียนรู้จากสื่อดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มี
ประสิทธภิ าพมากยงิ่ ข้ึน
กรอบความคดิ
กรอบแนวคิดการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้จากสื่อดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย GD-
CAR2 วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 3 ในการศึกษาครัง้ น้ี ผู้ศึกษาไดศ้ ึกษาจากเอกสาร หลกั การ
แนวคิด ทฤษฎี และเทคนิควิธีการสร้างรูปแบบกิจกรรม จากเอกสารต่างๆ และงานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง
มากำหนดเป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย เช่นทฤษฎีคอนสตรัคชั่นนิสซึม (Constructionism) หรือ
ทฤษฎกี ารสรา้ งความรูด้ ว้ ย ตนเองโดยการสร้างสรรค์ช้นิ งาน (ทิศนา แขมมณ,ี 2545 : 24) นอกจากน้ี
มีแนวคดิ ของวิชัย วงษใ์ หญ่ และมารตุ พฒั ผล (2562,1) ได้กล่าวถึง Digital Learning เป็นการเรียนรู้
โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แนวคิดของกอง
เทพ เคลือบ พณิชกุล (2542 : 14) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการเขียนไว้ ว่าทักษะการเขียน เป็น
เครื่องมือสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์ อันดีต่อกันในสังคม แนวคิดการส่งเสริมทักษะชีวิตและการ
ประกอบอาชีพ เป็นการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ ซึ่งเป็นการจัดการเรียนการสอนที่ใช้ผลลัพธ์การ
เรียนรูเ้ ปน็ เปา้ หมาย คือ มุง่ เน้นผลที่จะเกิดกับผู้เรียนในการปฏบิ ัติงาน การแก้ปญั หา และการใช้ชีวิต
เป็นการเรยี นการสอนทีเ่ ช่ือมโยงกับชีวติ จริง (สำนกั งานเลขาธิการสภาการศึกษา,2563,5) และ วิชัย
วงษ์ใหญ่ และมารุต พฒั ผล (2562,1-2) ได้กล่าวถึง Digital Learning หมายถงึ การเรยี นรู้ของผู้เรียน
โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital technology) เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ Application สื่อ
ออนไลน์ เป็นต้น และอุปกรณ์ดิจิทัล (Digitaldevices & Tools) เช่น Smart Phone, Tablet,
Computer เปน็ ต้น เปน็ เคร่อื งมือสนับสนุนการเรียนรู้ของตนเองให้การเรยี นรู้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
อันเปน็ แนวทางในการเก็บรวบรวมข้อมูล เพอื่ ตอบวัตถปุ ระสงค์ทต่ี ้งั ไว้ โดยสามารถเขียนเป็นแผนภาพ
กรอบแนวคิดในการศึกษาไดด้ งั น้ี
ศึกษาวิเคราะห์สภาพปจั จบุ นั ศึกษาเอกสาร,สังเกต,สมั ภาษณ,์ สร้างรปู แบบทางเลือก,
ปัญหาและวางแผนสร้างรูปแบบ วิเคราะห์SWOT สนทนากลมุ่ ( Focus Grop )
ทดลองรปู แบบ หาประสทิ ธิภาพ,ผลสัมฤทธิ์,
พฒั นาสมรรถนะที่สำคัญ
ตรวจสอบประเมินกระบวนการ
รูปแบบและนำผลมาพฒั นา การพัฒนารูปแบบจัดเรียนรู้
จากสื่อดจิ ทิ ลั สู่ฐานสมรรถนะ
ดว้ ย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย
ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 3
แผนภาพที่ 6 กรอบความคิด
บทท่ี 3
วธิ ีดำเนินการศึกษา
ในการวิจยั เร่ืองการพัฒนารปู แบบการจดั เรียนรู้จากสอ่ื ดจิ ทิ ัล สฐู่ านสมรรถนะดว้ ย GD-CAR2
วิชาภาษาไทย ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 3 ครงั้ นี้ ได้ดำเนนิ การศึกษาตามหวั ข้อตอ่ ไปนี้
1. การกำหนดกลุม่ เปา้ หมาย
2. วธิ ดี ำเนินการวจิ ยั
3. เคร่อื งมอื และคณุ ภาพเคร่ืองมือทีใ่ ช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลและการวิเคราะหข์ ้อมูล
กล่มุ เปา้ หมาย
กลุ่มผ้ใู หข้ อ้ มูลหลัก
กลุ่มเป้าหมายผู้ให้ข้อมูลหลักที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนบ้านทรายทอง อำเภอเวียงแกน่ จังหวัดเชยี งราย สำนักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาเชียงรายเขต 4
ภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 19 คน จำแนกเป็นชาย 9 คน และหญิง
10 คน
กล่มุ ผใู้ ห้ข้อมลู สนทนากลุ่ม
กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสนทนากลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 3 คน กลุ่มครูและ
บุคลากรทางการศึกษาจำนวน 3 คน กลุ่มผู้ผู้เชี่ยวชาญและให้การนิเทศ จำนวน 3 คน รวมทั้งสิ้น 9
คน
วิธดี ำเนินการวจิ ัย
การวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบการจัดเรียนรู้จากส่ือดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย GD-CAR2
วิชาภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 ครั้งน้ีเป็นรูปแบบการวิจัยเชิงผสมผสาน ( Mixed
Methodology Design ) ซ่ึงประกอบไปด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) วิจัยเชิง
ปฏบิ ตั ิการ( Action Research ) และการวิจยั เชิงปริมาณ (Quantitative Research) รายละเอียดของ
แหลง่ ของการเก็บรวบรวมข้อมลู ดังน้ี
1. แหล่งข้อมูลทุติยภูมิ(Secondary source) การรวบรวมข้อมูลจากแหล่งทุติยภูมิของการ
วิจัยนี้ใช้วิธีการศึกษาเอกสาร(Documents) เพื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาการวิจัยและ
แนวคิดรวมทั้งทฤษฎีตลอดจนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องซ่ึงเป็นองค์ความรู้ท่ีนำมากำหนดกรอบแนวคิดและ
กรอบในการวิเคราะห์เกี่ยวกับบริบทการจัดการเรียนรู้ระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐานจากเอกสารประเมิน
เอกสารส่ิงพมิ พ์ สถติ ิ รายงานรวมทั้งแนวคิดทฤษฎแี ละงานวจิ ัยท่ีเกย่ี วขอ้ ง
54
2. แหล่งข้อมูลปฐมภูมิ(Primary source) ประกอบด้วยข้อมูลด้านบริบทสถานศึกษา
ผบู้ ริหาร ครูผูส้ อน
ข้ันตอนการดำเนินการวิจัย
ผ้วู จิ ัยดำเนนิ การวิจัย 3 ขั้นตอนดงั นี้
ขน้ั ตอนท่ี 1 ศึกษาวเิ คราะห์บรบิ ทถงึ สภาพปจั จุบนั ปัญหา และวางแผนสรา้ งรปู แบบ
การจัดการเรยี นรู้จากส่อื ดิจทิ ัลสฐู่ านสมรรถนะด้วย GD-CAR2วิชาภาษาไทยชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 3
เป็นการวิจัยเชิงคณุ ภาพ(Qualitative Research) โดยวิธีการศกึ ษาเอกสาร สงั เกต สัมภาษณ์
สำรวจ ขอ้ มลู พน้ื ฐาน และวางแผนสรา้ งรูปแบบ ( Research And Development : R1 – D1)
1.1โดยวิธีการโดยการศึกษาข้อมูลพ้ืนฐาน การสำรวจ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์
หลักการ ทฤษฎีทเี่ กยี่ วขอ้ งกับการจัดการเรยี นรู้วิชาภาษาไทยช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 3
1.2 กำหนดแนวทางและกลุ่มเป้าหมายในการสังเกต และการสัมภาษณ์ ซึ่งได้แก่ผู้ท่ี
เก่ียวข้องกับงานด้านการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 อันประกอบด้วยครูผู้สอน
จากสถานศึกษาต้นแบบในเขตจังหวัดเชียงรายจำนวน 3 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง(Purposive
Sampling) อย่างง่าย จากโรงเรียนท่ีมผี ลการประเมนิ ผลสัมฤทธิ์ภายในของสถานศึกษาระดับการศึกษา
ข้นั พนื้ ฐาน อยู่ในระดับดี และมกี ารจดั การเรียนรู้ส่งเสริมสมรรถนะทสี่ ำคัญท่ีมีการประเมินผลอย่างเป็น
ระบบชดั เจน รวมทั้งจากผลการประเมินความพึงพอใจของครผู ู้สอนวชิ าภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีท่ี
3 อยู่ในระดบั มากและนำข้อมลู ท่ีได้มาหาปัจจยั การจดั การเรียนรู้วิชาภาษาไทยจากการวิเคราะหส์ ภาพ
จริง(SWOT Analysis)
1.3 นำผลการสำรวจ ผลการวิเคราะห์ ผลการสังเคราะห์ข้อมูลในระยะที่ 1 มาพัฒนาเป็น
เคร่ืองมือและการวิจัยเร่ืองการพัฒนารูปแบบการจัดเรียนรู้จากส่ือดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย GD-
CAR2 วิชาภาษาไทย ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 3
2.สนทนากลุ่ม( Focus Group Research ) เพ่ือกำหนดรูปแบบการจัดเรียนรู้จากสื่อดิจิทัล
ส่ฐู านสมรรถนะด้วย GD-CAR2 วชิ าภาษาไทย ชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 3 โดยการสนทนากลมุ่ ผูเ้ ชย่ี วชาญ
ท่ีรับผดิ ชอบและเขา้ ใจดีในดา้ นการจดั การเรียนรู้จากส่ือดจิ ทิ ลั สฐู่ านสมรรถนะ ซงึ่ มขี ้ันตอนต่อไปน้ี
1. การคดั เลือกผู้เข้ารว่ มสนทนากลมุ่
2. เคร่ืองมอื ที่ใชใ้ นการสนทนากลุ่ม
3. การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
4. การวเิ คราะห์ข้อมูล
5. สร้างแบบสำรวจศึกษาข้อเท็จจริงเพื่อยันยันการดำเนินงานการพัฒนารูปแบบการจัดการ
เรยี นรู้จากสอื่ ดิจิทัล สฐู่ านสมรรถนะดว้ ย GD-CAR2 วชิ าภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 3
55
การกำหนดการสนทนากลุ่ม การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้จากสื่อดิจิทัล สู่ฐาน
สมรรถนะดว้ ย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 3
1.การคัดเลอื กผูเ้ ข้าร่วมสนทนากลุม่
การคัดเลือกผู้เข้าร่วมสนทนากลุ่ม เพ่ือกำหนดรูปแบบการจัดการเรียนรู้จากสื่อดิจิทัล สู่ฐาน
สมรรถนะด้วย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพ่ือให้ได้ข้อมูลท่ีเป็นประโยชน์สูงสุด
ผ้วู ิจัยใช้หลักการเลือกผู้เข้าร่วมสนทนาท่ีมีภูมิหลังคล้ายคลึงกันในการดำเนินงานการจัดการเรียนรู้วิชา
ภาษาไทย โดยตรง
การคัดเลือกผู้เข้าร่วมสนทนากลุ่มแบบเจาะจง(purposive sampling) เพื่อพิจารณาความ
ตรงเชิงเน้ือหา(content validity) ของแบบสนทนากลุ่ม จำนวน 3 กลุ่ม กลุ่มละ 2 คน ได้แก่ กลุ่ม
ผู้เช่ียวชาญด้านการจัดการเรียนรู้และศึกษานิเทศก์ กลุ่มผู้บริหารการศึกษาและกลุ่มครูผู้ปฏิบัติการ
ด้านการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย การใช้เทคโนโลยี และการส่งเสริมสมรรถนะท่ีสำคัญ โดยกำหนด
เกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อ ดังน้ี (1) ทำงานด้านการศึกษาและ/หรือ(2)มี
ประสบการณ์ทำงานด้านที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 5 ปี ผลการคัดเลือกผู้เช่ยี วชาญได้ผ้เู ชี่ยวชาญ 9 คน ซึ่ง
จำแนกตามความเช่ยี วชาญ ดังแสดงในตารางที่ 1
ตารางท่ี 1 การคัดเลอื กผู้เขา้ ร่วมสนทนากลุ่ม
ผู้เชี่ยวชาญ
ด้านผ้เู ชี่ยวชาญการจัดการ ด้านผบู้ ริหารการศึกษา ดา้ นครผู ู้ปฏบิ ัตกิ าร
เรียนรู้และศกึ ษานเิ ทศก์
คนที่ 1 /
คนที่ 2 /
คนที่ 3 /
คนที่ 4 /
คนท่ี 5 /
คนที่ 6 /
คนท่ี 7 /
คนท่ี 8 /
คนที่ 9 /
56
รายช่ือผเู้ ชยี่ วชาญสนทนากลุ่ม
1. ดร.ชาลี ภักดี ตำแหนง่ อาจารยป์ ระจำหลักสตู รการบริหารการศึกษา มหาวทิ ยาลยั มหา
มกุฏราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตล้านนา
2. นายสังคม ณ นา่ น ตำแหนง่ ศึกษานเิ ทศก์ สังกดั สำนักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาเชียงรายเขต 4
3. นายภานมุ าศ ยาไทยสงค์ ตำแหน่ง ศึกษานิเทศก์ ศึกษานิเทศก์ สงั กัดสำนกั งานเขตพื้นที่
การศกึ ษาประถมศึกษาเชยี งรายเขต 4
4. นายพิษณุ พลอยศรี ตำแหนง่ ผูอ้ ำนวยการโรงเรียนบ้านหลู้ อำเภอเวยี งแก่น จงั หวัด
เชียงราย สงั กัดสำนกั งานเขตพน้ื ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาเชียงรายเขต 4
5. นางสาวพิมพ์พัฑรา เมืองอนิ ทร์ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านทงุ่ คำ อำเภอเวียงแกน่
จังหวดั เชียงราย สังกัดสำนกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาเชียงรายเขต 4
6. นายจักรกฤษณ์ พทุ ธะ ตำแหน่ง ผอู้ ำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยคุ อำเภอเวยี งแกน่ จงั หวดั
เชียงราย สงั กดั สำนักงานเขตพนื้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาเชียงรายเขต 4
7. นางสาวศรญั ญา นันตะ๊ ภาลยั ตำแหนง่ ครูโรงเรยี นบ้านห้วยลกึ อำเภอเวยี งแกน่ จงั หวัด
เชยี งราย สงั กดั สำนกั งานเขตพื้นทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษาเชยี งรายเขต 4
8. นายสันติ จรลั อารกี ุล ตำแหนง่ ครโู รงเรียนบา้ นห้วยคุ อำเภอเวียงแก่น จังหวดั เชียงราย
สังกดั สำนักงานเขตพนื้ ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาเชียงรายเขต 4
9. นางสาวยูรกิ า สมิ ะพรม ตำแหน่ง ครูโรงเรียนบา้ นทรายทอง อำเภอเวยี งแก่น จงั หวดั
เชยี งราย สงั กดั สำนกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชยี งรายเขต 4
2.เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการสนทนากลุ่ม
เครือ่ งมอื ทใ่ี ช้ในการสนทนากลุ่มครั้งนคี้ ือ
2.1 กลุ่มผู้ดำเนินการจัดสนทนากลุ่ม ได้แก่ ผู้ดำเนินการสนทนา(Moderator) จำนวน 1 คน
คือ นางสาวยูริกา สิมะพรม ผู้จดบันทึกการสนทนา(Note–Taker) จำนวน 2 คนคือนายอิสระ เป็กธนู
และนายปิยะพงษ์ สิมะพรม และผู้บริการท่ัวไปจำนวน 1 คน คือ นางสาวพรพรรณ แสงงาม รวม 4
คน
2.2 แนวทางการสนทนากลุ่ม เรื่องการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้จากส่ือดิจิทัล สู่ฐาน
สมรรถนะดว้ ย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 3 ซึ่งมีขน้ั ตอนการสร้างดงั นี้
ขั้นตอนท่ี 1 ผู้วิจัยนำผลการศึกษาปัญหาการดำเนินงานการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย
เปน็ กรอบในการกำหนดโครงสรา้ งแนวคำถาม
ขั้นตอนที่ 2 สร้างคู่มือการสนทนากลุ่ม ตามโครงสร้างแนวคำถามท่ีกำหนดไว้ซ่ึง
ประกอบด้วยคำถามหลัก และคำถามขยายท่ีมีความยืดหยุ่นสามารถปรับเปล่ียนได้ตามสถานการณ์ของ
กลมุ่
57
ข้ันตอนที่ 3 นำคู่มือการสนทนากลุ่มท่ีสร้างข้ึนให้ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาตรวจสอบความ
ตรงของเน้ือหาและความเหมาะสมของข้อคำถามก่อนหลังในคำถามหลักรวมถึงความเหมาะสมและ
เป็นไปได้ของคำถามขยาย
ข้ันตอนที่ 4 ปรับปรุงแก้ไขคู่มือการสนทนากลุ่มตามข้อเสนอแนะจนสมบูรณ์พร้อมที่จะ
นำไปใชจ้ รงิ
3. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
3.1 การเตรียมตวั ทำงานภาคสนาม
3.1.1 ผู้วิจัยขอหนังสือขออนุญาตเชิญผู้เช่ียวชาญ ผู้บริหาร ครูปฏิบัติการสอน
โรงเรียนที่จัดการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการขอเชิญผู้เข้าร่วมสนทนากลุ่มพร้อมทั้งติดต่อ
ประสานงานกับสถานศึกษาทบ่ี ุคลากรผู้เขา้ รว่ มสนทนากลมุ่ เพ่ือขออนญุ าตบุคคลดังกล่าว
3.1.2 จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามได้แก่ สมุดบันทึก
เทปบนั ทกึ เสียง กลอ้ งถา่ ยรปู ของที่ระลกึ และคู่มือการสนทนากลุ่ม
3.1.3 ซักซ้อมทำความเข้าใจในหลักการ วธิ ีการและขั้นตอนการจัดสนทนากลุ่มเพื่อให้
ผู้ดำเนนิ การ ผู้จดบันทกึ การสนทนาและผู้บริการท่วั ไปมคี วามพร้อมในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู
3.2 การดำเนนิ การสนทนากลุ่ม
3.2.1 ผู้วิจัยจัดเตรียมสถานท่ีและอุปกรณ์ท่ีจะใช้ในการสนทนากลุ่มให้พร้อมก่อน
ผู้เข้ารว่ มสนทนาจะเดินทางมาถงึ
3.2.2 สร้างความสัมพันธ์ท่ีดีเม่ือผู้เข้าร่วมสนทนาเดินทางมาถึงโดยผู้วิจัยและผู้ที่
เกี่ยวข้องในการจัดสนทนาทุกคนพยายามพูดคุยและซักถามอย่างเป็นมิตรเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีก่อน
เร่มิ ตน้ สนทนา
3.2.3 ในขณะท่ีสนทนากลุ่ม ผู้วจิ ัยเกบ็ รวบรวมข้อมลู โดยการบันทกึ เทปและจดบันทึก
การสนทนาซึ่งต้องมีการช้ีแจงถึงความจำเป็นก่อนท่ีจะดำเนินการบันทึกข้อมูล เพ่ือให้ผู้ร่วมสนทนา
เข้าใจและมีความสบายใจในการแสดงความคดิ เห็น
3.2.4 เมื่อสนทนาเสร็จส้ินลงผู้วิจัยแสดงความขอบคุณ ผู้ร่วมสนทนาทุกคน และดูแล
อำนวยความสะดวกจนผรู้ ว่ มสนทนาเดินทางกลับ
4. วิเคราะห์ขอ้ มลู
4.1 การวเิ คราะห์ข้อมลู เบ้ืองตน้
ผู้วิจัยดำเนินการทันทีที่การสนทนาส้ินสุดลง โดยสรุปจากความคิดเห็นของ
ผู้ดำเนินการสนทนา ผู้จดบันทึก ผู้บริการท่ัวไป และจากการสังเกตของผู้วิจัยเพื่อการตรวจสอบข้อมูล
และพฒั นากรอบประเดน็ ในการวเิ คราะห์ข้อมูลเบ้ืองต้น
4.2 การเตรยี มข้อมูลเพ่ือวิเคราะหอ์ ย่างละเอียด
58
ในการเตรียมข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ ผู้วิจัยใช้วิธีการถอดรายละเอียดจากเทปบันทึก
การสนทนากลุ่มโดยตรวจสอบกับบันทึกการสนทนาท่ีผู้จดบันทึกได้จดไว้ ซึ่งการถอดเทปจะถอด
รายละเอียดทุกคำพูด และบรรยากาศในการสนทนาลงไปด้วย ท้ังน้ีเพ่ือใช้ประกอบในขั้นตอนการ
วิเคราะหข์ ้อมูล
4.3 วธิ ีการวเิ คราะห์
เป็นการวิเคราะห์เน้ือหา(Content Analysis)เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากเอกสาร
บันทกึ การสนทนาของผจู้ ดบนั ทึก และเอกสารจากการถอดเทปโดยสรุปใจความจากเอกสารความถี่ของ
คำและเน้อื หาที่สนใจซง่ึ คำนึงถงึ สถานการณ์ของสนทนากล่มุ
การพฒั นารูปแบบการจัดการเรียนรู้จากสอื่ ดิจิทลั สู่ฐานสมรรถนะดว้ ย GD-CAR2
วิชาภาษาไทย ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 3
แผนภาพท7่ี การพฒั นารูปแบบการจัดการเรียนรู้จากสอื่ ดิจิทลั สฐู่ านสมรรถนะด้วย
GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 3
59
ข้ันตอนท่ี 2 ทดลองประสิทธิภาพ และเปรียบเทียบทักษะการคิดเขียนแต่งประโยค และ
คำคลอ้ งจอง จากผลงานโดยใช้สอื่ ดิจิทลั ก่อนการจดั การเรียนรู้ และหลงั การจัดการเรยี นรู้ และหา
พัฒนาการด้านสมรรถนะที่สำคัญของนักเรียนหลังการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้จากสื่อดิจิทัล
สู่ฐานสมรรถนะดว้ ย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 3
เปน็ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ( Action Research) นำรูปแบบไปทดลองไปใชจ้ ริง (Research :
R2) ในขั้นตอนนี้เป็นการนำรูปแบบทางเลือกไปใช้กับกลุ่มเป้าหมายเพ่ือเป็นการทดลองใช้รูปแบบ
(Experimental design)
การสรา้ งเครอ่ื งมือและคุณภาพเคร่ืองมือท่ีใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู
การสร้างและทดลองใชเ้ ครอ่ื งมอื
3.1 การสรา้ งรปู แบบกิจกรรมการเรยี นรู้ ผู้ศกึ ษาไดด้ ำเนินการดงั นี้
3.1.1 วิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พ.ศ.2551 มีเน้ือหา 4 กิจกรรม
และวิเคราะห์พัฒนาการผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในปีที่ผ่านมา พบว่าเน้ือหาในรายวิชาดังกล่าวที่มี
ปัญหากับนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจน้อยไม่เป็นที่น่าพอใจ จึงได้กำหนดรูปแบบกิจกรรม จำนวน 4
กิจกรรม ดงั นี้
กจิ กรรมท่ี 1 3D QUIVER สกู่ ารแต่งประโยค
กิจกรรมที่ 2 INTERNETสู่การผลติ ดอกไมแ้ สนสวยจากเปลอื กข้างโพด
กจิ กรรมท่ี 3 KARAOKE ส่กู ารเขยี นคำคล้องจอง
กจิ กรรมที่ 4 YOUTUBE สู่การผลติ ดอกไม้จากเปลือกขา้ วโพด
3.1.2 กำหนดรูปแบบของกิจกรรม ในการสร้างรูปแบบการจัดการเรียนรู้จากสื่อดิจิทัล สู่
ฐานสมรรถนะดว้ ย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 3 ทงั้ 4 กิจกรรม ไดก้ ำหนดข้ันตอน
สำคญั ดังน้ี
3.1.2.1 ข้นั ตอนการวางแผน
ในการวางแผนเป็นขัน้ ตอนทีม่ ีความสำคัญมาก ผู้ศึกษาไดพ้ ิจารณาโดยศกึ ษาค้นคว้า
เก่ียวกับการจัดทำรูปแบบกิจกรรม จากตำรา เอกสาร งานวิจัยและผู้รู้หลายท่าน ซ่ึงมีเหตุผลในการ
เลอื กชดุ กจิ กรรม คอื
1) ชว่ ยไมใ่ หเ้ กิดความเบือ่ หน่ายจากการเรยี น
2) สนองความแตกตา่ งระหว่างบุคคล
3) ช่วยลดภาระของครูในการสอน
4) การเรียนไมจ่ ำกัดเวลาและสถานที่
3.1.2.2 ขน้ั ดำเนินการ
ในการดำเนินการสรา้ งรูปแบบกจิ กรรม ไดด้ ำเนินการ ดงั นี้
60
1) ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พ.ศ.2551 ซ่ึงเป็นหลักสูตรสำหรับ
สถานศกึ ษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำไปใชเ้ ป็นกรอบและทิศทางในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา
อยา่ งมีประสทิ ธิภาพและได้มาตรฐานตามจดุ หมายหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน พ.ศ.2551
2) กำหนดจุดมุ่งหมายในการสร้างรปู แบบกจิ กรรม โดยอาศยั ข้อมูลจากหลักสูตรความ
ตอ้ งการนักเรยี นเรียนเป็นหลกั โดยกำหนดจุดม่งุ หมายเชิงพฤติกรรม ท่กี ำหนดเป้าหมายในการพัฒนา
นักเรียนให้เป็นคนดี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ มุ่งมั่นในการเรียน สำนึกความเป็นไทย และมีความรับผิดชอบต่อ
ตนเอง ครอบครัว ชมุ ชน สงั คม และ ประเทศชาตใิ นอนาคต
3) ศึกษาเอกสาร ทฤษฎี หลักเกณฑ์ เทคนิคต่าง ๆ และงานวิจัยในการสร้างรูปแบบ
กจิ กรรม
4) วิเคราะหเ์ น้ือหาใหส้ อดคล้องกบั หลกั สูตร
5) สร้างแบบประเมินการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้มีแบบ
ประเมนิ กอ่ นจดั การเรียนรู้ และหลังจดั การเรียนรู้
6) การเขียนรปู แบบกิจกรรม ยึดหลักการดงั นี้
6.1) หัวเรื่อง คือ การจัดเน้ือหาวิชาออกเป็นหน่วยให้สอดคล้องตามหลักสูตร แต่
ละหน่วยแบ่งออกเป็นส่วนย่อยเพื่อให้นักเรียนเรียนได้เรียนรู้ โดยมุ่งเน้นให้เกดิ ความคิดรวบยอดในการ
เรียนรู้
6.2) คู่มือการใช้รูปแบบกิจกรรม เป็นส่ิงจำเป็นสำหรับการใช้รูปแบบกิจกรรม
จะตอ้ งศึกษาก่อนใช้รปู แบบกิจกรรม จากคู่มือให้เข้าใจเปน็ ส่ิงแรก เพื่อให้การใช้รูปแบบกจิ กรรมเป็นไป
อย่างมีประสิทธิภาพ คู่มือการใช้รปู แบบกิจกรรมประกอบด้วยส่วนตา่ งๆ ดังน้ี
(1) คำช้แี จงเกีย่ วกับการใช้
(2) สง่ิ ท่ีครตู อ้ งเตรียมกอ่ นจดั กจิ กรรม
(3) บทบาทของนักเรยี น
(4) การจัดชัน้ เรยี น
(5) แผนการจดั การเรยี นรู้
6.3) วัสดุประกอบการจัดกิจกรรม ได้แก่ สื่อเทคโนโลยีดิจิทัล ส่ิงของ วัสดุ
เหลือใช้ หรือข้อมูลต่างๆท่ีจะให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้า เช่น เอกสาร ตำรา รูปภาพ สิ่งเหล่าน้ีควรมี
ความสมบรู ณใ์ ห้มากท่สี ุดเทา่ ทจี่ ะทำได้
6.4) กิจกรรม เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ รูปแบบกิจกรรม ประกอบด้วย ช่ือหัว
เรอื่ ง คำช้ีแจงท่ีจะให้เด็กได้ปฏบิ ตั ิกิจกรรม และกจิ กรรมท่ีนกั เรยี นจะตอ้ งปฏบิ ัติ
61
6.5) ขนาดของรูปแบบกิจกรรม ไม่ใหญ่และเล็กเกินไปเพื่อความสะดวกใน
การใช้ ส่วนความหนาของรูปแบบกิจกรรมขึ้นอยู่กับลักษณะของเนื้อหา และสื่อการเรียนรูท้ ี่ใช้ในแต่ละ
เร่อื ง
7) นำไปให้ผู้เช่ียวชาญ 5 ท่าน ตรวจด้านเน้ือหาการจัดกิจกรรม รูปแบบและนำมา
ปรบั ปรุง
8) การนำรูปแบบไปทดลองใช้เพื่อหาประสิทธิภาพและปรับปรุงแก้ไข ซึ่งได้จัดทำ 3
ขนั้ ตอน คือ
8.1) การหาประสทิ ธภิ าพแบบเดี่ยว (1:1) ผศู้ กึ ษาไดน้ ำเอกสารรูปแบบกจิ กรรม
ไปทดลองใช้กับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนบ้านผาแล อำเภอเวียงแก่น
จังหวัดเชียงราย สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาเชียงรายเขต 4 จำนวน 3 คน ซ่ึงมีระดับ
ความรู้ ความสามารถเก่ง ปานกลางและอ่อน เพ่ือทดสอบดูความเหมาะสมของภาษา กิจกรรมและ
เวลาท่ีใช้เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข โดยการสังเกตอย่างใกล้ชิด สัมภาษณ์ผู้เรียน ตลอดจนดูผลงานจาก
การเรียน รู้ ผ ล การท ด ล องรูป แบ บ กิ จกรรม มี ป ระสิ ท ธิภ าพ E1 / E2 = 55.33 / 70.00
จากการทดลองในคร้ังน้ียังคงพบข้อผิดพลาด ได้แก่ คำส่ังคลุมเครือไม่ชัดเจน ความยากง่ายของเน้ือหา
ภาพไมช่ ดั เจน แล้วจงึ นำไปทดลองขั้นที่ 2 ตอ่ ไป
8.2) การหาประสิทธิภาพแบบกลุ่ม (1:3) ผู้ศึกษาได้ปรับปรุงเอกสารชุดกิจกรรม จาก
ข้ันทดลองหาประสิทธิภาพแบบเด่ียว แล้วนำไปทดลองใช้กับเด็กช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา
2563 โรงเรียนบ้านผาแล อำเภอเวยี งแก่น จังหวัดเชยี งราย สำนักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษา
เชียงรายเขต 4 จำนวน 9 คน ซึ่งมีระดับความสามารถท้ังเก่ง ปานกลาง อ่อน อย่างละ 3 คน ชุด
กิจกรรมมปี ระสิทธิภาพ E1 / E2 = 59.00 / 73.30 จากการทดลองในคร้ังน้ียังคงพบข้อผดิ พลาด ไดแ้ ก่
ความชัดเจนของอักษร และภาพไม่ชัดเจน ผู้รายงานจึงได้นำมาปรับปรุงแก้ไขอีกคร้ัง จากน้ันผู้รายงาน
ได้นำผลการปรับปรุงจากการทดลองข้นั ที่ 1 และขั้นที่ 2 ไปใหผ้ ู้เชีย่ วชาญพิจารณากอ่ นนำไปทดลองข้ัน
ท่ี 3
8.3) ทดลองภาคสนามกบั ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 3 ปีการศกึ ษา 2563 โรงเรียนบ้าน
ผาแล อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาเชียงรายเขต 4
จำนวน 30 คน คือคนท่ีเก่ง 10 คน ปานกลาง 10 คนและอ่อน 10 คน ชุดกิจกรรมมีประสิทธิภาพ
E1 / E2 = 85.00/ 80.66
9) นำเอกสารการพัฒนารูปแบบจัดเรียนรู้จากส่ือดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย GD-CAR2
วิชาภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 ไปใช้กับนักเรียนประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนบ้านทรายทอง
ตอ่ ไป
3.2 ขนั้ ตอนการสร้างแบบประเมนิ การจัดการเรียนรู้
62
แบบประเมินการจัดการเรียนรู้จากรูปแบบจัดเรียนรู้จากส่ือดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย
GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 เป็นแบบประเมิน 4 ตัวเลอื ก จำนวน 10 ข้อ ซึ่งมี
ลำดับข้ันตอนในการสรา้ งแบบทดสอบดงั นี้
1. ศกึ ษาเอกสารทเ่ี ก่ียวกับการวัดและประเมนิ ผล
2. วิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พ.ศ.2551 วิชาภาษาไทย
ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 3 เพือ่ กำหนดจุดประสงค์การจดั การเรียนรู้
3. สร้างแบบประเมินการจัดการเรียนรู้ จำนวน10 ข้อ แล้วนำแบบประเมินการจัดการ
เรียนรู้ ที่สร้างขึ้นมาตรวจสอบหาความเท่ียงตรง โดยนำแบบทดสอบไปให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน
พิจารณาความครอบคลุมและความสอดคล้องของแบบประเมินการจัดประสบการณ์ ตามวัตถุประสงค์
แลว้ คัดเลือกขอ้ ท่มี คี ่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ตง้ั แต่ 0.50 ขน้ึ ไป พบวา่ มคี า่ IOC เท่ากับ 1.00
4. นำแบบประเมินการจัดการเรียนรู้ไปทดลองใช้กับนักเรียน ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3
ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนบ้านผาแล อำเภอเวียงแก่น จงั หวัดเชียงราย สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
ประถมศึกษาเชียงรายเขต 4 ท่ีได้เรียนจากรูปแบบจัดเรียนรู้จากสื่อดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย GD-
CAR2 วิชาภาษาไทย ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 3 มาแลว้
5. นำคะแนนที่ไดจ้ ากการทดลองมาวเิ คราะห์หาความเหมาะสมของแบบประเมินทง้ั ฉบบั
6. จัดทำแบบประเมนิ การจัดการเรยี นรู้ ฉบบั สมบรู ณ์ เพ่ือนำไปใช้กับกลมุ่ เปา้ หมายต่อไป
การเก็บรวบรวมข้อมลู การวิเคราะหข์ ้อมูล
ผ้ศู ึกษาไดด้ ำเนินการศึกษาตามแบบแผนการวจิ ัย One shot case study (พวงรตั น์ -
ทวีรตั น.์ 2540 : 60 )
XO
เมอื่ O แทน ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนวิชาสุขศึกษา
X แทน การเรียนโดยใชช้ ุดกจิ กรรมการเรยี นรู้
การดำเนินการ ในการศึกษาครั้งนี้ ผูศ้ กึ ษาดำเนินการดังต่อไปน้ี
1. การใช้ รูปแบบการจัดการเรียนรู้จากส่ือดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย GD-CAR2 วิชา
ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ควบคู่ไปกับแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยในแต่ละ
ชวั่ โมง โดยดำเนินการ ดงั น้ี
1.1 ทำการทดสอบก่อนใช้รปู แบบการจัดการเรียนรู้จากสอ่ื ดิจทิ ัล สฐู่ านสมรรถนะด้วย
GD-CAR2 วชิ าภาษาไทย ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 3 ตรวจและบันทึกคะแนนเก็บไว้
1.2 นักเรียนเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้จากส่ือดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย
GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 โดยดำเนนิ การตามคำแนะนำการใช้ ที่กำหนดไว้ตาม
ขั้นตอนจนจบแต่ละเรื่อง ทั้งน้ีจะใช้รูปแบบจัดเรียนรู้จากสื่อดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย GD-CAR2
63
วิชาภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3เร่ืองใดต้องคำนึงถึงเน้ือหา สาระท่ีปรากฏตามหลักสูตรและ
แผนการสอนทผี่ ศู้ กึ ษาได้จดั ทำไว้ในคู่มือการใชช้ ดุ กิจกรรมการเรยี นรูด้ ว้ ย
1.3 นกั เรยี นทำแบบฝึกหัดทา้ ยบทเรยี น ตรวจและบนั ทึกคะแนน
1.4 ทดสอบหลงั การใช้รูปแบบ ตรวจและบนั ทึกคะแนน
1.5 เม่อื เรยี นโดยการใชร้ ปู แบบจบลงนำผลมาวิเคราะห์
1.6 นำคะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและหลงั เรียนจากรูปแบบการ
จัดการเรียนรู้จากส่ือดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แต่
ละชุด ไปวิเคราะห์โดยใช้วธิ กี ารทางสถิติ เพือ่ ทดสอบสมมตฐิ านและสรุปผลการศึกษา
ตารางท่ี 2 ระยะเวลาดำเนนิ การ
ลำดับ กจิ กรรม ระยะเวลา
1 สำรวจปญั หา/วิเคราะหป์ ัญหา มกราคม 2564
2 ศกึ ษาทฤษฎี เอกสาร ตำราเก่ียวกับการ กุมภาพันธ์ 2564
จัดทำรูปแบบ
3 จัดทำรปู แบบ แบบทดสอบ มีนาคม 2564
4 นำรปู แบบ แบบทดสอบ ให้ผูเ้ ชีย่ วชาญ เมษายน2564
ตรวจสอบเสนอแนะ
5 นำเคร่อื งมอื ไปหาคุณภาพและปรบั ปรุง พฤษภาคม 2564
แกไ้ ข
6 นำเครอ่ื งมอื ไปหาคุณภาพทดลองใช้กบั มถิ ุนายน 2564
นักเรียน
7 วิเคราะหข์ ้อมูล กรกฎาคม 2564
8 สรุปผลและรายงานการใชร้ ูปแบบ สงิ หาคม 2564
9 เผยแพร่ผลการใชร้ ปู แบบ กนั ยายน 2564 เปน็ ตน้ ไป
ข้นั ตอนท่ี 3 ตรวจสอบประเมินกระบวนการรปู แบบการจดั การเรียนรู้จากสื่อดจิ ิทลั สู่ฐาน
สมรรถนะด้วย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 3 และนำผลมาพัฒนา
เป็นตรวจสอบการประเมินรูปแบบ และนำผลมาพัฒนา (Development : D2 ) โดยการ
ทดสอบสมมุติฐานที่ว่ารูปแบบท่ีพัฒนาขึ้นทั้งในภาพรวม (Overall) และระดับความพึงพอใจในการใช้
รปู แบบ ขึน้ สง่ ผลในทางบวก
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
1. สถติ ิพน้ื ฐานพ้ืนฐานในการวิเคราะห์ข้อมลู ไดแ้ ก่
1.1 รอ้ ยละ (Percentage) ใชส้ ูตรดงั นี้ (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 104)
64
P = f X100
N
เมอื่ P แทน ร้อยละ
f แทน ความถท่ี ี่ต้องการแปลงให้เป็นรอ้ ยละ
N แทน จำนวนความถี่ท้ังหมด
1.2 ค่าเฉล่ยี (Mean) ใชว้ เิ คราะหข์ ้อมลู ประเมินความพึงพอใจใชส้ ูตรดังน้ี (บุญชม
ศรสี ะอาด. 2545 : 163)
μ = X
N
เมอ่ื μ แทน คะแนนเฉลย่ี ของประชากร
X แทน ผลรวมของคะแนนท้ังหมด
N แทน จำนวนประชากรทั้งหมด
1.3 ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ใชว้ ิเคราะหข์ ้อมลู ผลสมั ฤทธิ์และ
ขอ้ มูลจากแบบประเมนิ ความพงึ พอใจ (พสิ ณุ ฟองศรี.2550 : 276)
σ = (X − μ)2
N
เมอ่ื σ แทน สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน
X แทน จุดก่ึงกลางชัน้
μ แทน ค่าเฉลยี่ ของข้อมลู
N แทน จำนวนประชากรทั้งหมด
2. สถติ ิทใี่ ช้หาคณุ ภาพเครอ่ื งมอื
2.1 การหาค่าความเท่ียงตรงของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบ
ประเมินความพึงพอใจ โดยความเห็นชอบจากผู้เชี่ยวชาญ เพ่ือหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง
ข้อสอบกับจดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม (IOC) ใช้สูตรดังน้ี (สมนกึ ภัททิยธนี. 2546 : 220)
IOC = R
N
เม่ือ IOC แทน ดัชนคี วามสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์กับเนื้อหา
หรือระหวา่ งข้อสอบกบั จุดประสงค์
R แทน ผลรวมคะแนนความคดิ เหน็ ของผู้เชี่ยวชาญท้ังหมด
N แทน จำนวนผู้เช่ียวชาญท้ังหมด
65
2.2 การคำนวณหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ ชุดการบวก การลบ การคูณ
การหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปีที่ 1ตามเกณฑ์ 80/80 ใช้สูตรดังน้ี (เผชิญ
กิจระการ. 2544 : 46-51)
1) การหาประสิทธภิ าพของกระบวนการ ( E1 )
X
N x100
E1 = A
เมือ่ E1 แทน ประสิทธภิ าพของกระบวนการ
X แทน คะแนนรวมของนกั เรยี นจากการทำกจิ กรรมระหวา่ งเรียน
ทั้งหมด
N แทน จำนวนผเู้ รยี นทง้ั หมด
A แทน คะแนนเตม็
2) การหาประสิทธภิ าพของผลลพั ธ์ ( E2 )
E2 = F
N x100
B
เมือ่ E 2 แทน ประสทิ ธิภาพของผลลัพธ์
F แทน คะแนนรวมของการทำแบบทดสอบหลงั เรยี นท้งั หมด
N แทน จำนวนผเู้ ขา้ สอบทงั้ หมด
B แทน คะแนนเต็ม
3) การวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิผลของการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้จากส่ือ
ดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 (บุญชม ศรีสะอาด.
2546:159)
E.I. = O2 − O1
N ALL − O1
เม่อื E.I. แทน ค่าดชั นีประสทิ ธผิ ล
O2 แทน คะแนนรวมแบบทดสอบหลงั เรยี น
O1 แทน คะแนนรวมแบบทดสอบก่อนเรียน
N แทน จำนวนนกั เรยี น
ALL แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบ
2.3 การหาคา่ ความยากง่าย (P) ของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างเรยี น ใช้สตู รดังน้ี
(สมนกึ ภทั ทยิ นี. 2546 : 147)
P = H+L
2n
เมื่อ P แทน ค่าความยากงา่ ยของข้อสอบ
66
H แทน จำนวนคนในกลมุ่ สูงที่ตอบถูก
L แทน จำนวนคนในกลมุ่ ตำ่ ทต่ี อบถูก
n แทน จำนวนคนท้ังหมดในกล่มุ ใดกลุ่มหนง่ึ
2.4 การหาค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างเรยี น ใชส้ ตู รดังน้ี
(สมนึก ภทั ทยิ นี. 2546 : 147)
r = H-L
n
เม่ือ P แทน คา่ อำนาจจำแนกของข้อสอบ
H แทน จำนวนคนในกลุม่ สงู ทต่ี อบถกู
L แทน จำนวนคนในกล่มุ ต่ำทีต่ อบถกู
n แทน จำนวนคนท้งั หมดในกลมุ่ ใดกลุ่มหน่ึง
2.5 การหาคา่ ความเช่ือมั่น( rtt ) ของแบบทดสอบของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ าง
เรียน โดยใช้สตู รของคเู ดอร์ ริชาร์ดสัน(Kuder-Richardson อ้างถงึ ในบญุ ชม ศรสี ะอาด. 2545 :
85-86)
rtt = K − pq
1
K- 1 S2t
เมอื่ rtt แทน ความเช่ือม่นั ของแบบทดสอบ
K แทน จำนวนขอ้ สอบ
p แทน สัดสว่ นของผตู้ อบถูกในข้อหนึ่งๆ ( R เมอื่ R แทนจำนวนผู้ตอบถกู
n
ในข้อนนั้ และ n แทนจำนวนผู้เขา้ สอบ)
q แทน สดั ส่วนของผตู้ อบผดิ ในขอ้ หนงึ่ ๆ (1- p)
S 2 แทน ความแปรปรวนของคะแนน
t
3. การหาค่าความเชื่อม่ันของแบบสอบถามความพึงพอใจ ด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟา(Alpha
Coefficient)ตามวิธีการของครอนบาค(Cronbach)ใช้สูตรของบุญชม ศรีสะอาด.2545 : 97)
α= n - s 2
1 i
n -1
s 2
t
เมื่อ แทน ความเช่อื มั่นแบบสอบถามทัง้ ฉบับ
s 2 แทน ผลรวมของความแปรปรวนรายขอ้
i
s 2 แทน ความแปรปรวนรวม
t
n แทน จำนวนข้อคำถามทัง้ หมด
5. วเิ คราะห์ความพึงพอใจของนกั เรียนทมี่ ีต่อชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ โดยใช้สูตรดังนี้
(บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 163)
μ = X
N
67
เมือ่ μ แทน คะแนนเฉลี่ยของประชากร
X แทน ผลรวมของคะแนนท้ังหมด
N แทน จำนวนประชากรทง้ั หมด
6. การหาค่าสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ใช้วิเคราะหข์ ้อมลู ผลสมั ฤทธ์ิ
และข้อมูลจากแบบประเมนิ ความพงึ พอใจ (พิสณุ ฟองศรี,2550:276)
σ = (X − μ)2
N
เมอ่ื σ แทน ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน
X แทน จดุ กงึ่ กลางชั้น
μ แทน ค่าเฉลย่ี ของข้อมูล
N แทน จำนวนประชากรทัง้ หมด
บทท่ี 4
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล
การวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้จากสื่อดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย GD-
CAR2 วิชาภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านทรายทอง อำเภอเวียงแก่น จังหวัด
เชียงราย สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงรายเขต4 นำเสนอผลการวิเคราะห์ เป็น 2
ตอน ดังน้ี
ตอนที่ 1 ผลการศึกษาวิเคราะห์บริบทถึงสภาพปัจจุบันปัญหา และวางแผนสร้างรูปแบบการ
จดั การเรยี นรู้จากสอื่ ดิจทิ ัล สูฐ่ านสมรรถนะด้วย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3
ตอนที่ 2 ผลการหาประสิทธิภาพ และเปรียบเทียบทักษะการคิดเขียนแต่งประโยค และคำ
คล้องจอง จากผลงานโดยใช้ส่ือดิจิทัล ก่อนการจัดการเรียนรู้ และหลังการจัดการเรียนรู้ และหา
พัฒนาการด้านสมรรถนะทสี่ ำคญั ของนักเรียนหลังการใช้รปู แบบการจัดการเรียนรู้จากสื่อดจิ ิทลั สฐู่ าน
สมรรถนะด้วย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 3
ตอนที่ 3 ผลการประเมินกระบวนการรูปแบบจัดเรียนรู้จากสื่อดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย
GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 3 และนำผลมาพฒั นา
ดงั รายละเอียดต่อไปน้ี
ตอนท่ี 1 ผลการศึกษาวิเคราะห์วิเคราะหบ์ รบิ ทถึงสภาพปัจจุบันปัญหา และวางแผนสร้างรูปแบบ
การจัดการเรียนรู้จากสื่อดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ช้ันประถมศึกษา
ปีท่ี 3
1. ผลการศกึ ษา วิเคราะหเ์ อกสาร ตำรา หลกั การ ทฤษฎี งานวจิ ยั ทเี่ ก่ยี วข้อง
1.1 จากการศึกษาเอกสารทเ่ี กีย่ วขอ้ ง พบวา่
1) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553
หมวดท่ี 4 แนวการจัดการศึกษา มาตราท่ี 22 กล่าวว่า “การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุก
คนมคี วามสามารถเรยี นรู้และพัฒนาตนเองได้ และถอื ว่าผู้เรียนมีความสำคัญทสี่ ดุ กระบวนการจัดการ
ศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้ตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ” ในมาตรา
24 ข้อ 5 ได้ระบุว่า “ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เก่ียวข้องส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัด
บรรยากาศ สภาพแวดล้อมส่ือการเรียน และอำนวยความสะดวกเพ่ือให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมี
ความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหน่ึงของกระบวนการเรียนรู้” รวมทั้งความในมาตรา
30 ได้กำหนดอีกด้วยว่า “ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนท่ีมีประสิทธิภาพ รวมท้ัง
การสง่ เสรมิ ให้ผสู้ อนสามารถวิจัยเพ่อื พฒั นาการเรยี นรทู้ เ่ี หมาะสมกับผเู้ รยี นในแตล่ ะระดับการศึกษา”
69
2) สาระการเรียนรู้ภาษาไทย เป็นสาระการเรียนรู้หนึ่งในแปดสาระท่ีจัดไว้ในหลักสูตร
การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นกลุ่มสาระท่ีผู้เรียนทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้ เป็นกลุ่ม
สาระที่มีความหมาย และมีความสำคัญยิ่งเพราะความจำเป็นต้องเรียนภาษาไทย เนื่องจากภาษาไทย
เป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและเสริมสร้าง
บุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อส่ือสารเพ่ือสร้างความเข้าใจ
และความสัมพันธ์ท่ีดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดำรงชีวิตร่วมกันในสังคม
ประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูล
สารสนเทศต่างๆ เพ่ือพัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อ
การเปล่ียนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการ
พัฒนาอาชีพให้มีความม่ันคงทางเศรษฐกิจ นอกจากน้ียังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้าน
วัฒนธรรม ประเพณี และสุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรกั ษ์ และสบื สานให้
คงอยู่คชู่ าติไทยตลอดไป
มาตรฐานการเรียนรู้ วชิ าภาษาไทย ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 3 สาระที่ 4 หลักการใช้
ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปล่ียนแปลงของภาษา
และพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบตั ขิ องชาติ ตัวช้วี ดั ป.3/5
แตง่ ประโยคง่ายๆ
ทกั ษะการเขยี นแตง่ ประโยคในการเรียนภาษาไทยควรเริม่ จากการทดสอบพ้นื ฐานการเขยี น
ของผู้เรียน แจ้ง จุดประสงค์การสอนเขียนและฝึกให้ผู้เรียนตั้งจุดประสงค์ในการเขียน ให้แนวการ
เรียนรูแ้ ละฝึกปฏิบัตใิ นเรื่องหลกั การเขียน เชน่ การฝึกคดิ ฝึกวางโครงเรอ่ื ง การถา่ ยทอดความคิด ทงั้ นี้
จะต้องเป็นกิจกรรมท่ีฝึกเขียนประโยคจากระดับท่ีง่ายไปสู่ระดับท่ียาก จัดเน้ือหาให้เหมาะสมกับวัย
และสอนตามลำดับพัฒนาการ นอกจากนี้ต้องมีการประเมินผลการเขียนแต่งประโยคเป็นระยะๆให้
ผเู้ รยี นมสี ว่ นร่วมในการประเมินพรอ้ มท้งั การตชิ มผลงาน
3) รูปแบบเป็นลักษณะความสัมพันธ์ของปัจจัยหรือตัวแปรที่มีโครงสร้างท่ีเป็นเหตุเป็นผล
ซึ่งกันและกันเป็นการแสดงหรืออธิบายความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่าง ๆ ของรูปแบบน้ัน เพ่ือให้
ง่ายต่อการทำความเข้าใจช่วยให้มองเห็นเหตุการณ์และแสดงความสัมพันธ์ หรือแปลความหมายได้
สามารถยึดถือเป็นแนวทางในการดำเนินงานเพ่อื ใหบ้ รรลุตามวัตถุประสงค์ไดอ้ ยา่ งชัดเจน
4) ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน (Constructionism) เป็น
การเรียนร้ทู เี่ น้นการเรยี นร้ทู ี่เนน้ ผเู้ รยี นเป็นผู้สรา้ งองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยมีสาระสำคัญท่ีว่าความรู้
ไม่ใช่มาจากการสอนของครูหรือผู้สอนเพียงฝ่ายเดียว แต่ความรู้เกิดขึ้นและถูกสร้างโดยผู้เรียนเอง
การเรียนรู้จะเกิดขึ้นไดด้ ีก็ต่อเม่ือผุ้เรียนได้ลงมอื กระทำดว้ ยตนเอง (Learning by Doing) ดังทซี่ ีมัวร์
พาเพิรท์ (Papert) ได้กลา่ วว่าการศึกษาที่ดีไม่ได้มาจากการหาวิธีการสอนท่ีดใี ห้ครูสอนเด็กแต่มาจาก
การให้โอกาสที่ดีที่เด็กจะไดส้ ร้างความรู้การเรียนรูท้ ่ีดจี ะเกิดขน้ึ ได้ถา้ หากเดก็ ได้มีส่วนในการสรา้ งสง่ิ ท่ี
มีความหมาย ยกตัวอย่างเช่นโครงงานต่างๆ ของนักเรียนที่คดิ ค้นข้ึนเองจากการรวมกันเป็นกลุ่ม เช่น
โครงงานวทิ ยาศาสตร์ โครงงานภาษาไทย โครงงานประดษิ ฐ์สิง่ ทเ่ี หลือใช้ เปน็ ตน้
70
5) สมรรถนะคือคุณลักษณะหรือพฤติกรรมของบุคคลท่ีเป็นผลมาจากความรู้ความสามารถ
ทักษะ และคุณลักษณะส่วนบุคคลที่จะทําให้บุคคลน้ันๆ แสดงออกมาเป็นพฤติกรรมท่ีแสดงถึง
ความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ส่งผลให้การปฏิบัติงานบรรลุผลสําเร็จตาม
วสิ ัยทัศน์และวตั ถุประสงค์ทก่ี าํ หนดไว้
สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น 5 ประการตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551
ดงั นี้
1. ความสามารถในการส่ือสาร
เปน็ ความสามารถในการรับและส่งสาร มีวฒั นธรรมในการใชภ้ าษาถ่ายทอดความคดิ
ความรคู้ วามเข้าใจ ความรู้สกึ และทศั นะของตนเองเพื่อแลกเปลีย่ นข้อมูลข่าวสาร และประสบการณ์
อนั จะเปน็ ประโยชนต์ อ่ การพัฒนาตนเองและสังคม รวมท้งั การเจรจาต่อรองเพ่อื ขจดั และลดปัญหา
ความขัดแย้งต่างๆ การเลอื กรับหรือไม่รับขอ้ มูลข่าวสารดว้ ยหลักเหตผุ ล และความถูกต้อง ตลอดจน
การเลือกใช้วิธีการส่ือสารทีม่ ีประสิทธิภาพโดยคำนงึ ผลกระทบท่ีมตี อ่ ตนเองและสังคม
2. ความสามารถในการคิด
เปน็ ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ การคิดสงั เคราะห์ การคดิ อยา่ งสรา้ งสรรค์ การ
คิดอย่างมวี ิจารณญาณ และการคิดเปน็ ระบบ เพ่ือนำไปสู่การสร้างองค์ความรหู้ รอื สารสนเทศเพ่ือการ
ตดั สินใจเกย่ี วกบั ตนเองและสังคมไดอ้ ย่างเหมาะสม
3. ความสามารถในการแก้ปญั หา
เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอปุ สรรคต่างๆ ทเี่ ผชญิ ไดอ้ ยา่ งถูกต้องเหมาะสม
บนพนื้ ฐานของหลกั เหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสมั พนั ธแ์ ละการเปลี่ยนแปลง
ของเหตุการณต์ ่างๆ แสวงหาความรู้ ประยกุ ต์ความรมู้ าใช้ในการปอ้ งกันและแก้ไขปัญหาและมกี าร
ตัดสนิ ใจทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพโดยคำนึงถงึ ผลกระทบทีเ่ กิดขึน้ ต่อตนเอง สังคมและสิง่ แวดลอ้ ม
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต
เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่างๆ ไปใช้ในการดำเนนิ ชีวิตประจำวัน การ
เรียนรู้ดว้ ยตนเอง การเรยี นรู้อย่างต่อเนอ่ื ง การทำงาน และการอยรู่ ่วมกันในสังคมดว้ ยการสรา้ งเสรมิ
ความสมั พนั ธ์อนั ดีระหวา่ งบุคคล การจดั การปัญหาและความขดั แยง้ ต่างๆ อย่างเหมาะสม การ
ปรับตัวให้ทนั กับการเปลี่ยนแปลงของสงั คมและสภาพแวดลอ้ ม และการรจู้ ักหลกี เลยี่ งพฤติกรรมไม่พึง
ประสงค์ท่ีส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อืน่
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
เปน็ ความสามารถในการเลือกและใชเ้ ทคโนโลยีดา้ นตา่ งๆ และมีทักษะกระบวนการ
ทางเทคโนโลยี เพื่อการพฒั นาตนเองและสงั คม ในดา้ นการเรยี นรู้ การส่อื สาร การทำงาน การ
แกป้ ญั หาอย่างสรา้ งสรรค์ ถูกต้องเหมาะสม และมีคุณธรรม
6) การเรียนรู้แบบ Digital Learning พัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
ต่างๆ เพ่ือการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเน่ือง ผู้สอนออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่มี
สถานการณ์ให้ผู้เรียนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในกำรเรียนรูแ้ ละปฏิบัติกิจกรรมต่างๆอีกทั้งทำหน้ำที่โค้ช ให้
71
คำช้ีแนะ ให้ผู้เรียนใช้เทคโนโลยใี นการเรียนรู้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด บูรณาการคุณธรรมจริยธรรม
ในการใชเ้ ทคโนโลยีดจิ ิทัลในกจิ กรรม การเรียนรู้
1.2 ผลการศกึ ษาเอกสารเกยี่ วกับการจดั การเรยี นรู้ พบวา่
1) จุดมุ่งหมายของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เป็นจุดมุ่งหมายที่มุ่งให้เกิด
คุณภาพต่อผู้เรียน โดยเมื่อจบการศึกษาข้ันพ้ืนฐานในกลุ่มสาระภาษาไทยแล้ว ผู้เรียนจะเกิดความ
ชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการส่ือสาร การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริงท้ัง
ด้าน การอ่าน การอ่านออกเสียงคำ ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คำประพันธ์ชนิดต่างๆ การ
อ่านในใจเพอ่ื สรา้ งความเข้าใจ และการคดิ วิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากส่งิ ที่อ่าน เพื่อนำไป ปรับ
ใช้ในชีวติ ประจำวนั การเขยี น การเขียนสะกดตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสาร โดยใช้ถ้อยคำและรปู แบบ
ต่างๆ ของการเขียน ซ่ึงรวมถึงการเขียนเรียงความ ย่อความ รายงานชนิดต่างๆ การเขียนตาม
จินตนาการ วิเคราะห์วจิ ารณ์ และเขียนเชิงสร้างสรรค์ การฟัง การดู และการพูด การฟงั และดอู ย่าง
มีวจิ ารณญาณ การพดู แสดงความคิดเห็น ความรสู้ ึก พูดลำดบั เร่ืองราวตา่ งๆ อย่างเปน็ เหตุเปน็ ผล
การพูดในโอกาสต่างๆ ทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ และการพูดเพื่อโน้มน้าวใจ หลักการใช้
ภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะสมกับโอกาสและ
บุคคล การแต่งบทประพันธ์ประเภทต่างๆ และอิทธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย วรรณคดี
และวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคิด คุณค่าของงาน
ประพันธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทำความเข้าใจบทเห่ บทร้องเล่นของเด็ก เพลง
พ้ืนบ้านท่ีเป็นภูมิปัญญาท่ีมีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียม
ประเพณี เร่ืองราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพื่อให้เกิดความซาบซ้ึงและภูมิใจใน
บรรพบรุ ุษที่ไดส้ ั่งสมสบื ทอดมาจนถงึ ปจั จุบัน
2) เมื่อจบการเรียนรู้กลุ่มวิชาสุขศึกษาและพลศึกษาในชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้เรียนจะมี
คุณภาพดังนี้ ( 1) อ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง ข้อความ เร่ืองสั้นๆ และบทร้อยกรองง่ายๆ ได้
ถูกต้องคล่องแคล่ว เข้าใจความหมายของคำและข้อความท่ีอ่าน ต้ังคำถามเชิงเหตุผล ลำดับ
เหตุการณ์ คาดคะเนเหตุการณ์ สรุปความรู้ข้อคิดจากเรื่องท่ีอ่าน ปฏิบัติตามคำสั่ง คำอธิบายจาก
เรื่องท่ีอ่านได้ เข้าใจความหมายของข้อมูลจากแผนภาพ แผนท่ี และแผนภูมิ อ่านหนังสืออย่าง
สม่ำเสมอ และ มีมารยาทในการอ่าน (2) มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด เขียน
บรรยาย บันทึกประจำวัน เขียนจดหมายลาครู เขียนเร่ืองเก่ียวกับประสบการณ์ เขียนเรื่องตาม
จินตนาการและมีมารยาทในการเขียน (3)เล่ารายละเอียดและบอกสาระสำคัญ ตั้งคำถาม ตอบ
คำถาม รวมท้ังพูดแสดงความคิดความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู พูดส่ือสารเล่าประสบการณ์และ
พูดแนะนำ หรือพูดเชิญชวนให้ผู้อ่ืนปฏิบัติตาม และมีมารยาทในการฟัง ดู และพูด (4) สะกดคำ
และเข้าใจความหมายของคำ ความแตกต่างของคำและพยางค์ หน้าท่ีของคำ ในประโยค มีทักษะ
การใช้พจนานุกรมในการค้นหาความหมายของคำ แต่งประโยคง่ายๆ แต่งคำคล้องจอง แต่งคำ
ขวัญ และเลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่นได้เหมาะสมกับกาลเทศะ (5) เข้าใจและสามารถ
สรปุ ข้อคดิ ที่ได้จากการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมเพือ่ นำไปใช้ในชวี ติ ประจำวัน แสดงความคิดเห็น
72
จากวรรณคดีทอ่ี ่าน รู้จักเพลงพ้ืนบ้าน เพลงกล่อมเด็ก ซ่งึ เป็นวัฒนธรรมของท้องถน่ิ ร้องบทร้องเล่น
สำหรับเด็กในทอ้ งถนิ่ ท่องจำบทอาขยานและบทร้อยกรองทม่ี ีคุณคา่ ตามความสนใจได้
3) การจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นการจัดการเรียนการสอนให้
ผ้เู รียนมบี ทบาทสำคัญในการเรียนรู้ ครจู ะพยายามจดั กิจกรรมให้ผู้เรยี นได้สรา้ งความร้ไู ด้มีปฏิสมั พันธ์
กับบุคคล ส่ือ และสิ่งแวดล้อม โดยใช้กระบวนการต่าง ๆ เป็นเคร่ืองมือในการเรียนรู้และนักเรียนมี
โอกาสนำความร้ไู ปประยกุ ตใ์ ช้ ในสถานการณอ์ ่ืน
4) ครูจงึ ต้องมหี น้าที่เตรยี มจดั สถานการณแ์ ละกจิ กรรมตา่ ง ๆ นำทางไปสู่การเรียนรู้ โดย
ไม่ใช้วิธีบอกความรู้โดยตรง หรือถ้าจะจัดสถานการณ์ให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้โดยใช้ห้องสมุดเป็น
แหล่งข้อมูล ครูจะตอ้ งสำรวจให้รู้กอ่ นว่า ภายในห้องสมุดมขี ้อมลู อะไรอยู่บ้าง อยู่ทใ่ี ดจะค้นหาอยา่ งไร
แล้วจึงวางแผนสั่งการ ผูเ้ รียนต้องรเู้ ปา้ หมายของการค้นหาจากคำสัง่ ของครรู วมถึงการแนะแนวทางท่ี
จะทำงานให้สำเร็จ ในขณะที่ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ ครูควรสังเกตการณ์อยู่ด้วย เพื่ออำนวยความสะดวก
หรือเก็บข้อมูลเก่ียวกับพัฒนาการหรือปัญหาการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นรายบุคคลเพื่อนำข้อมูลนั้นมา
ปรบั ปรุงการจดั การเรยี นการสอนในคร้งั ตอ่ ไป
5) ความเข้าใจด้านจิตวิทยาและปรัชญา เช่ือว่าผู้เรียนสามารถสร้างความรู้จากส่ิงท่ีเขา
เรียนรู้และเข้าใจ ในสมองของผู้เรียนมีโครงสร้างความรู้ซ่ึงเป็นประสบการณ์เดิมอยู่เมื่อได้รับข้อมูล
ใหม่ ผู้เรียนจะพยายามนำข้อมูลน้ันมาต่อเติมกับโครงสร้างความรู้เดิมท่ีมีอยู่ อาจทำโครงสร้างความรู้
นั้นให้มีแขนงเพิ่มขึ้นโดยโครงสร้างเดิมไม่เปลี่ยนแปลง หรืออาจปรับเปล่ียนโครงสร้างเดิมเพื่อให้
สามารถรับข้อมูลใหม่เพิ่มข้ึนได้ ครูจึงมีหน้าท่ีจัดประสบการณ์เพ่ือให้ข้อมูลใหม่ และใช้คำถามหรือ
คำส่งั ให้ผเู้ รียนคดิ หรอื ปฏบิ ตั เิ พอื่ ช่วยใหเ้ กิดการเชือ่ มโยงขอ้ มูลในสมอง
6) ครูควรมีบทบาทช่วยให้ผู้เรียนได้จัดระบบระเบียบของข้อมูลเพ่ือจำได้ง่ายและนำมาใช้
งานได้อย่างรวดเร็ว ประกอบด้วยเทคนคิ ในการจัดประสบการณเ์ พ่ือนำเสนอข้อมูลใหม่ เทคนิคการใช้
คำถามให้คิดหรือลงมือปฏิบัติเพื่อเช่ือมโยงความรู้ ข้อมูลในสมอง และเทคนิคการจัดระบบข้อมูล
ความรู้
7) เทคนิคการจัดประสบการณ์เพื่อนำเสนอข้อมูลใหม่ ต้องเป็นท่ีน่าสนใจ ท้าทาย
ให้คิด ต้องไม่ยากหรือง่ายเกินไปสำหรับผู้เรียนท่ีจะทำความเข้าใจ และเชื่อมโยงเข้ากับความรู้เดิม
ครูควรมีข้อมูลเก่ียวกับความรู้เดิมของผู้เรียนเพ่ือจัดประสบการณ์อย่างเหมาะสมในการจัดเตรียม
ประสบการณ์ ครูจะต้องวิเคราะห์สถานการณ์ให้รู้ว่า ข้อมูลส่วนใดเป็นจุดสำคัญที่ผู้เรียนต้องสังเกต
เป็นจุดสำคัญที่จะทำให้เกิดความเข้าใจแล้วจึงต้ังประเด็นคำถาม หรือคำส่ังให้ผู้เรียนหาคำตอบ หรือ
ปฏิบัติเพ่ือค้นพบคำตอบ ตัวอย่างเช่น การนำเสนอประสบการณ์ด้วยการใช้กรณีศึกษา มีคำสั่งให้
ปฏิบัติหรือคำถามท่ีค้นหาคำตอบไว้ล่วงหน้า โดยให้ผู้เรียนมีเป้าหมายในการเรียนรู้ ข้อควรระวังคือ
ครูควรคิดหาวธิ ีการทห่ี ลากหลาย ไม่ซำ้ ซากในการนำเสนอเพ่อื ไม่ใหผ้ ้เู รยี นเบอื่ หนา่ ย
73
8) เทคนิคการใช้คำถามหรือคำส่ังให้ผู้เรียนคิดแล้วลงมือปฏิบัติ เพ่ือเช่ือมโยงความรู้ข้อมูล
ในสมอง ในส่วนของการใช้คำถาม ครูควรศึกษาและฝึกฝนทักษะการใช้คำถามเพ่ือช่วยกระตุ้น
ความคิดของผู้เรียน และใช้เทคนิคท่ีสำคัญขณะตั้งคำถาม เช่น การถามซ้ำให้ผู้เรียนหลายคนมีส่วน
ร่วมในการตอบคำถามเดียวกัน ดังน้ันคำถามน้ันจึงควรมีคำตอบท่ีถูกได้หลายคำตอบการตอบคำถาม
ของคนหลายคนจะทำให้ได้คำตอบที่ถูกต้องสมบูรณ์เพ่ิมขึ้น การให้ผู้เรียนคิดก่อนตอบเพ่ือให้เวลา
ผู้เรียนได้รวบรวมเรียบเรียงคำถาม โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 3-5 วินาที ในขณะท่ีผู้เรียนตอบ
ครูไม่ควรขัดจังหวะพูดขึ้นกลางคันทำให้ผู้เรียนพูดไม่จบ และเมื่อผู้เรียนตอบคำถามเสร็จแล้วครูควร
ให้การเสริมแรงด้วยวิธีการที่เหมาะสม หรือให้ข้อมูลย้อนกลับให้ผู้เรียน รู้ผลคำตอบของตนเองทันที
ครคู วรใชค้ ำถามเปน็ ระยะ ๆ เพือ่ ช่วยผู้เรยี นเชื่อมโยงความคิด
9) ครูสามารถใช้คำสง่ั กระตุ้นให้เกิดกระบวนการคิดเพ่ือนำทางให้ผ้เู รยี นสรา้ งความรูไ้ ด้ ครู
ควรศึกษาให้เข้าใจพฤติกรรมย่อยของทักษะการคิดแบบต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้สร้างคำส่ังนำทางให้คิด
เช่น ครูต้องฝึกทักษะการสังเกต ครูต้องเข้าใจก่อนว่า การสังเกตคือการทำอะไร ต้องให้ผู้เรียนทำ
พฤติกรรมใดจึงจะสังเกตได้ เม่ือพบว่าการสังเกต คือพฤติกรรม การใช้ประสาททั้งห้าเพื่อรับรู้ข้อมูล
ครูต้องการให้ผู้เรียนฝึกทักษะการสังเกต ก็ต้องสั่งให้ผู้เรียน ใช้ประสาททั้งห้าในการรับรู้ข้อมูลแล้ว
บอกข้อมูลนั้นออกมา การออกแบบคำสั่งให้ผู้เรียนฝึกทักษะการคิดต่าง ๆ จะช่วยให้ผู้เรียนคิดได้เร็ว
ขึน้ และสามารถสรา้ งความรูไ้ ด้เร็วขึ้นด้วย
10) เทคนิคการจัดระบบข้อมูลความรู้ ในกิจกรรมการสร้างความรู้ เมื่อผู้เรียนได้รับ
ประสบการณ์ใหม่จะพยายามนำข้อมูลท่ีเป็นความรู้ใหม่ไปเช่ือมโยงเข้ากับโครงสร้างความรู้เดิมใน
กระบวนการทางสมอง ถ้าครูมีโอกาสตรวจสอบความถกู ต้องของการเชื่อมโยงความคิดน้จี ะสามารถให้
ขอ้ มูลย้อนกลับกับผเู้ รียนได้อยา่ งเหมาะสม แต่ไมส่ ามารถทำได้เพราะมองไม่เห็น ดังนั้นจงึ เกิดแนวคิด
เก่ียวกับการใช้ แผนผังความคิด โดยให้ผู้เรียนเขียนข้อมูลที่รู้และเข้าใจออกมาเป็นแผนผัง แสดงให้
เหน็ การเชือ่ มโยง ความสัมพนั ธ์ต่าง ๆ และอธบิ ายถงึ ความสัมพันธ์เหล่าน้ันตามความเขา้ ใจ เป็นขอ้ มูล
ท่ยี ืนยันความเข้าใจและสามารถตรวจสอบได้ การเขยี นแผนผงั ความคิดจึงเปน็ เทคนิคสำคัญอย่างย่ิงท่ี
ครคู วรศกึ ษาและนำไปใชใ้ ห้เกิดประโยชน์กบั ผูเ้ รียน
1.3 ผลจากการวิเคราะห์สภาพจริง (SWOT Analysis) พบว่า จุดแข็งและโอกาสของ
โรงเรียนบ้านทรายทอง ประกอบดว้ ย
1.ผ้เู รยี นอา่ นหนงั สอื ออก สามารถเขยี นเพ่อื การสือ่ สารได้ สามารถใช้เทคโนโลยใี น
การแสวงหาความรู้ได้ดว้ ยตนเอง สง่ ผลใหผ้ ลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผ้เู รียนอยูใ่ นระดบั ดี ในวชิ า
ภาษาไทย สังคมศึกษา สุขะศึกษาและพลศึกษา ศลิ ปะ การงานพื้นฐานอาชีพ
2) ผูเ้ รียนมีความประหยดั อดออม ภูมิใจในท้องถ่ิน ยอมรับการอยู่รว่ มกันสุ ขภาพร่างกาย
แขง็ แรง มสี มรรถภาพทางกาย และน้ำหนัก สว่ นสูงตามเกณฑ์ มรี ะเบยี บวนิ ัย เคารพกติกามารยาท
74
ทางสังคม ครูตั้งใจ ม่งุ มัน่ ในการพฒั นาการสอน ผู้เรยี นมีความสนใจ ตื่นตัวต่อการจดั กิจกรรมให้
นักเรียนแสวงหาความรจู้ ากส่ือเทคโนโลยีดว้ ยตนเองอยา่ งต่อเนอื่ ง
3) มีการจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อมท่เี อื้อต่อการเรียนรู้ มีระบบเทคโนโลยีพร้อมสำหรับ
การบรหิ ารจัดการเรียนรู้ และมีแหล่งเรียนรู้ทห่ี ลากหลาย นำประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตประจำวันได้
โรงเรียนมีเป้าหมาย วิสัยทัศน์ พันธกิจที่กำหนดไว้ชัดเจนสอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนตามความ
ต้องการของชุมชน วัตถุประสงค์ของแผนการจัดการศึกษาของชาติ นโยบายของรัฐบาลและต้นสังกัด
ทนั ต่อการเปลี่ยนแปลงของสงั คม
4) การพัฒนางานวชิ าการเน้นคณุ ภาพผู้เรียนรอบด้านตามหลักสูตรสถานศกึ ษาและส่งเสริม
สนับสนุนพัฒนาครูและบุคลากรให้มีความเช่ียวชาญตรงตามความต้องการ ให้เป็นชุมชนแห่งการ
เรียนรู้ทางวิชาชีพ(PLC) มาใช้ในการพัฒนางานและการเรียนรู้ของผู้เรียน อีกทั้งมีการดำเนินงาน/
โครงการ/กิจกรรมอย่างหลากหลาย มุ่งส่งเสริมให้ครูจัดการเรียนการสอนเน้นการปฏิบัติให้ผู้เรียน
เรยี นรู้ผ่านกระบวนการคิดและการปฏิบัติจรงิ เพ่ือนำไปสู่การเรียนรู้ท่ีลึกซ้ึงและคงทน ตามมาตรฐาน
และตวั ช้วี ัดของหลกั สตู รสถานศึกษา
5)ประเดน็ ภาพความสำเร็จดา้ นกระบวนการจัดการเรยี นการสอนทีเ่ นน้ ผู้เรยี นเป็นสำคญั ใน
การประเมินตนเอง ได้แก่ หลักสูตรสถานศึกษาเน้นการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ ให้นักเรียนได้
ปฏิบัติจริง และแหล่งเรียนรู้เอกสารการตรวจสอบและประเมินผู้เรียนอย่างเป็นระบบและนำผลมา
พฒั นาผเู้ รียนมกี ารบรหิ ารจดั การชัน้ เรยี นเชิงบวก มีวิจัยในเรียนและนำผลไปแก้ไขปญั หาจรงิ
1.4 จากการวิเคราะห์สภาพจริง (SWOT Analysis) พบว่า จุดอ่อนและข้อจำกัดของโรงเรียน
บา้ นทรายทอง ประกอบดว้ ย
1) ต้องเร่งพฒั นานกั เรยี นในด้านการคดิ คำนวณ การสรา้ งนวัตกรรมผลสมั ฤทธ์ิ คณิตศาสตร์
วทิ ยาศาสตร์ ภาษาองั กฤษ
2) ควรนำภูมิปัญญาท้องถ่ินให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
สง่ เสรมิ ให้ผู้เรียนได้อนุรักษ์และมีความภูมิใจ และเพื่อได้ศึกษาและปฏิบัติจรงิ ครูผู้สอนจัดการเรียนรู้
ท่ีหลากหลายและใหข้ ้อมูลยอ้ นกลบั แก่ผู้เรียนทันที แก้ปัญหาร่วมกนั เพื่อผ้เู รียนนำไปใช้พัฒนาตนเอง
ตอ่ ไป
3) การดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการในบางคร้ังมีความล่าช้า เน่ืองจากติดขัดทางด้าน
งบประมาณ
4) การจัดกิจกรรมที่มุ่งเน้นยกระดับผลสัมฤทธิ์ ยังขาดการปฏิบัติที่ต่อเน่ืองการยกระดับ
จริงจัง ผลสัมฤทธ์ิแต่ละกลุ่มสาระประสบผลสำเร็จในระดับหน่ึง นักเรียนส่วนใหญ่ยังต้องได้รับการ
พัฒนาต่อไป ระดับชาตขิ องนกั เรยี นมีแนวโน้มเปล่ียนแปลงพัฒนาข้ึนโดยรวม แต่ไม่ผ่านเกณฑ์ในบาง
75
กลุม่ สาระการเรยี น มงุ่ เน้นพัฒนาตอ่ ไปจดั กิจกรรมด้านกานอ่านการเขยี น คำนวณใหก้ ับนกั เรียนเรียน
รว่ ม เปรียบเทียบความกา้ วหน้าและการพฒั นาของนักเรียนเปน็ รายบุคคล
2. ผลการสังเกตสภาพท่ัวไปของโรงเรียนและสมั ภาษณ์ผู้เกีย่ วข้อง พบวา่
2.1 จากการสงั เกตไดข้ อ้ มลู พบวา่
1) การสังเกตในการจัดการเรียนการสอนของผู้ศกึ ษาในฐานะทเี่ ปน็ ครูสอนกลุ่มสาระ
การเรียนรู้ภาษาไทย พบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 ท่ีเรียนวิชาภาษาไทยน้ันมีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน ยังไม่อยู่ในเกณฑ์ท่ีน่าพอใจ ซ่ึงตลอดปีการศึกษา 2562-2563 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
เฉลี่ยร้อยละ 63.36 ยังไม่ถึงเกณฑ์ ร้อยละ 75 โดยเฉพาะสาระท่ี 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน
ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา
ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ตัวช้ีวัด ป.3/5 แต่งประโยคง่ายๆ
ท้ังน้ีอาจเน่ืองมาจากพื้นฐานของนักเรียนเป็นกลุ่มชาติพันธ์ม้ง ที่เคยชินกับการใช้ภาษาถ่ินใน
ชีวิตประจำวัน อาจมาจากการจัดการเรียนการสอนที่ผ่านมายังไม่มีกิจกรรม หรือส่ือการสอนท่ี
น่าสนใจ รวมทั้งเอกสารและเน้ือหาท่ีเรยี นเป็นนามธรรมทำให้ผ้เู รียนเข้าใจเนื้อหายากและมีปัญหาใน
การเรียน ซ่ึงไม่เพียงแต่ส่งผลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเท่าน้ันยังจะส่งผลต่อการดำเนิน
ชวี ิตประจำวันของนักเรียนทเี่ ก่ยี วข้องกับความเข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย
2) ผเู้ รียนควรไดร้ ับการพัฒนาทักษะความข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลกั ภาษาไทย ให้
มากขึ้น โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ชุมชน และองค์กรใน
ทอ้ งถ่ิน สนับสนุนด้านงบประมาณ และร่วมจัดกิจกรรม เพื่อส่งเสรมิ พัฒนาทักษะความข้าใจธรรมชาติ
ของภาษาและหลักภาษาไทย รวมท้ังการจัดกิจกรรมการส่งเสรมิ เพ่ือเรียนรู้แก่ผู้ปกครอง และชุมชน
ในด้านทักษะการใช้ภาษาไทยด้วย เช่น การแต่งประโยค การเขียนคำคล้องจอง ทักษะการพูด และ
การส่ือสารภาษาไทย เพื่อให้ผู้ปกครอง และชุมชนสามรถใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง ท้ังที่บ้าน และ
ดำเนนิ การอยา่ งสม่ำเสมอเป็นระบบและอย่างต่อเน่ือง
3) ผู้เรียนควรได้รับการพัฒนาความสามารถด้านคิดเป็น มีเป็นทักษะกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบมี
ความคิดสร้างสรรค์ชน้ิ งานที่แปลกใหม่ โดยครูครจู ัดกิจกรรมท่ีส่งเสริมให้ผู้เรียนมีกระบวนการฝึกจากกจิ กรรมท่ีเข้มแข็ง
ค้นคว้าในโลกกวา้ งยุคปัจจบุ ัน โดยใชว้ ธิ สี รา้ งความรวบยอดได้ด้วยตนเองในเร่ืองในเร่อื งหนึง่ แกผ่ ูเ้ รียน
4) ครูควรเป็นผู้เสริมประเด็นกรณีศึกษาที่เกิดข้ึนจูงใจด้วยรูปแบบวิธีการสอดแทรกทุกกลุ่มสาระการ
เรียนรู้ ฝึกการนำเสรอผลงานหน้าการวิพากษ์วิจารณ์สิ่งท่ีโดยมีการบวนการไตร่ตรองอย่างมีเหตุผลเรียนรู้ เช่ือมโยง
เรือ่ งราวในสิง่ ต่างๆรอบตัว ควรดำเนนิ งานอยา่ งสม่ำเสมอเป็นระบบและต่อเน่ือง
2.2 จากการสมั ภาษณผ์ ู้ที่มีสว่ นเกีย่ วขอ้ ง พบว่า
1) การพัฒนารูปแบบจัดเรียนรู้จากส่ือดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย GD-CAR2 วิชา
ภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 จะเป็นนวัตกรรมหน่ึงท่ีน่าสนใจ ที่จะทำให้นักเรียนเกิดความ
กระตือรือร้นในการสอนซ้ำให้แก่นักเรียนท้ังช้ันที่ยังไม่เข้าใจ นักเรียนที่เรียนช้า นักเรียนท่ีขาดเรียน
76
ได้เข้าใจย่ิงขึ้นอันจะส่งผลให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสูงขึ้นตามหลักสูตรกำหนดไว้และเมื่อนักเรียนใช้
รปู แบบกจิ กรรมการเรยี นรู้
2) ผู้เรียนควรได้รับการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาต่างประเทศให้สูงข้ึน มีการวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล
ทบทวนความรู้ การบูรณาการการจัดการกระบวนการเรียนการสอนของครู ให้สามารถแก้ปัญหาการ
เรยี นรูข้ องผู้เรียนได้ตรงประเด็น
3) ครูควรจัดกระบวนการเรียนการสอน หลากหลายมีการใช้สื่อ และวัสดุการศึกษาเข้า
มาช่วย เช่น การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนผ่านระบบเทคโนโลยี การสอนแบบโครงงาน ใช้แหล่ง
เรียนรู้ และภูมิปัญญาท้องถ่ินมาช่วยในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยดำเนินการอย่าง
สมำ่ เสมอ ระบบและต่อเนอ่ื ง
4) ปัญหาของสภาพการจัดกระบวนการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของโรงเรียนมี
สาเหตุมาจากสภาพการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนไม่เอื้ออำนวยต่อการจัดกระบวนการ เรียนรู้ท่ีเน้น
ผู้เรียนเป็นสำคญั การใช้แหลง่ เรยี นร้ยู งั มีไม่มากนัก
5) การจัดการเรียนรู้ ควรให้เด็กได้เข้าไปเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ๆ ผ่านประสาท
สมั ผัสทั้ง 5 จดั รูปแบบการสอนทหี่ ลากหลาย และสร้างความเข้าใจผู้ปกครอง เช่น การเรยี นรูแ้ บบวิถี
พุทธ การเรยี นรู้จากหอ้ งเรยี นธรรมชาติ เป็นต้น
6) ครูไม่มีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะกระบวนการจัดการเรียนรู้ วิธีสอน การวัดและ
ประเมินผลการเรยี นรู้ พฤติกรรมการจัดการเรยี นรทู้ เ่ี นน้ ผู้เรยี นเป็นสำคัญ และการจัดการเรยี นร้ทู ่เี น้น
ผเู้ รยี นเปน็ สำคัญท่ชี ดั เจน ยงั เน้นการสอนแบบบรรยาย
ดังนั้นผู้ศึกษาจึงเห็นว่าการพัฒนารูปแบบจัดเรียนรู้จากส่ือดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย
GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จะเป็นนวตั กรรมหน่ึงท่ีน่าสนใจ ท่ีจะทำให้นักเรียน
เกิดความกระตือรอื ร้น ในการสอนซ้ำให้แกน่ ักเรยี นท้ังช้นั ที่ยังไม่เข้าใจ นักเรียนที่เรยี นช้า นักเรียนที่
ขาดเรียนได้เข้าใจยิ่งข้ึนอันจะส่งผลให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน และสมรรถนะที่สำคัญของนักเรียน
สงู ข้ึนตามหลักสูตรกำหนดไว้และเมื่อนักเรียนใช้รปู แบบกิจกรรมการเรยี นรู้ ท่ีผู้วิจัยจัดทำขึ้นเพ่ือเป็น
ส่อื การสอนท่ีนอกเหนือจากการสอนปกติจากการสงั เกตนักเรยี นจะต่ืนเต้นสนุกกับการเรียน และเกิด
เจตคติท่ีดีต่อการเรียนวิชาภาษาไทย นอกจากนี้ผลจากการศึกษาครั้งนี้ยังเป็นแนวทางในการสร้างสื่อ
การสอนเพ่ือประกอบการสอนในเร่ืองอ่ืน ๆ เพ่อื เป็นการเพิ่มพูนและพัฒนาประสิทธิภาพของการสอน
ให้ดียิ่งข้ึนตลอดจนเป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และนวัตกรรมทาง
การศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และสมรรถนะท่ีสำคัญของนักเรียนที่สูงข้ึน และ
เป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ การเรียนรจู้ ากการปฏิบัติจริงให้ผู้เรียนได้แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
จากสอื่ เทคโนโลยีดิจิทัล อนั จะเกดิ ผลดตี ่อนักเรียนอยา่ งแท้จรงิ
77
จากผลการศึกษาวิเคราะห์บริบท สภาพ ปัจจุบัน ปัญหา เบ้ืองต้น จากการศึกษา ทฤษฎี
เอกสาร งานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง และนำมาวางแผนสร้างรูปแบบการจัดการเรียนรู้จากส่ือดิจิทัล สู่ฐาน
สมรรถนะด้วย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จากผู้เชี่ยวชาญท่ีมีประสบการณ์
เกี่ยวข้องกับผู้เกี่ยวข้องกับและวางแผนสร้างรูปแบบการจัดการเรียนรู้จากสื่อดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะ
ด้วย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 โดยการสนทนากลุ่ม( Focus Group
Research )ซ่งึ มขี ้นั ตอนตอ่ ไปนี้
การสนทนากล่มุ
การจัดสนทนากลุ่ม(Focus group discussion) ผทู้ รงคุณวฒุ ิเก่ียวกับการพัฒนารูปแบบการ
จัดการเรียนรู้จากส่ือดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ผู้วิจัยได้นำเสนอองค์ประกอบของ การพัฒนารูปแบบจัดเรียนรู้จากส่ือดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย
GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 6 ข้ันตอน ได้แก่ ข้ันตอนท่ี 1กำหนด
เป้าหมายการเรียนรู้อย่างมีสติและสมาธิ ( Goal ) ข้ันตอนที่2 การเรียนรู้ด้วยส่ือดิจิทัล ( Digital )
ขั้นตอนที่ 3 การสร้างสรรค์ผลงานด้วยสมรรถนะที่สำคัญ 5 ด้าน ( Competency ) ข้ันตอนที่ 4
การนำเสนอผลงานท่ีสัมฤทธ์ิ ( Achievement ) ข้ันตอนท่ี 5 เพ่ือนและครูสะท้อนผลการเรียนรู้ (
reflect1 ) ขั้นที่ 6 การสรุปสะท้อนความรู้ท่ีได้ประสานเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตด้วยแผนผังความคิด (
reflect2 ) เม่ือวันพฤหัสบดีท่ี 4 เดือน มีนาคม พ.ศ.2564 เวลา09.00-11.00 น. ณ หอ้ งประชุมสวน
อาหารกุ้งเป็น อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 กลุ่ม กลุ่มละ 2 คน
ได้แก่ กลุ่มผู้เช่ียวชาญด้านการจัดการเรียนรู้และศึกษานิเทศก์ กลุ่มผู้บริหารการศึกษาและกลุ่มครูผู้
ปฏิบตั ิการด้านการจัดการเรียนรู้วชิ าภาษาไทย โดยกำหนดเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัตขิ ้อใดข้อหนึ่ง
หรือหลายข้อ ดังน้ี (1) ทำงานด้านการศึกษาและ/หรอื (2)มีประสบการณ์ทำงานด้านท่ีเชี่ยวชาญอย่าง
น้อย 5 ปี ผลการคัดเลือกผู้เช่ียวชาญได้ผู้เช่ียวชาญ 9 คน เพื่อร่วมวิพากษ์วิจารณ์แลกเปลี่ยนความ
คิดเห็น ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอน ตาม
ประเดน็ คำถามในคูม่ อื การจัดสนทนากลมุ่
จากการวเิ คราะห์ผลการสนทนากลุ่มโดยขอบข่ายของการพฒั นารูปแบบการจัดการเรียนรู้จาก
สอ่ื ดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน จำนวน 6
ข้ันตอน มาสงั เคราะห์ เป็น การพฒั นารูปแบบจดั เรียนรู้จากส่ือดิจทิ ลั ส่ฐู านสมรรถนะด้วย GD-CAR2
วิชาภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 ผู้วิจัยได้นำเสนอองค์ประกอบของรูปแบบ โดยการกำหนด
รูปแบบทางเลอื กวา่ ควรประกอบด้วย
ข้ันตอนท่ี 1 กำหนดเป้าหมายการเรียนร้อู ย่างมสี ติและสมาธิ ( Goal )
ผู้สนทนาคนที่1 กล่าววา่ “..จุดประสงค์ของรูปแบบกจิ กรรมการเรยี นรู้ควรสอดคล้องกับ
เน้ือหาและกิจกรรม มีความครอบคลุมด้านความรู้ ทักษะกระบวนการและคุณธรรม จริยธรรม ท่ี
แสดงถงึ การมเี ปา้ หมายท่ชี ัดเจน...”
78
ผู้สนทนาคนที่ 2 กลา่ วว่า “.....เห็นด้วยที่เนื้อหาสาระท่ีกำหนดควรครบถ้วนครอบคลุม
สอดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงค์การเรยี นรู้.....”
ผู้สนทนาคนที่ 5 กล่าวว่า “.....เน้ือหาควรมีความถูกต้องทันสมัยด้วย เน่ืองจากองค์
ความรู้มกี ารเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยทีเ่ กดิ การพฒั นาในด้านตา่ งๆ.....”
ผสู้ นทนาคนท่ี 9 กลา่ วว่า “.....ความยากง่ายเหมาะสมกับวัยและระดับความรู้ของ
ผู้เรียน ก็เป็นสงิ่ ท่คี วรคำนงึ ดว้ ยในการจัดทำสอ่ื หรอื รูปแบบกจิ กรรมการเรียนร.ู้ ....”
ผ้สู นทนาคนท่ี 1 กลา่ ววา่ “..กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ในทกุ ชวั่ โมงการเรยี นเป็นเรอื่ ง
สำคัญเพราะเป็นการสรา้ งแรงบนั ดาลใจใหน้ ักเรยี นในการเรยี นแตล่ ะช่วั โมงฃอยา่ งมีเป้าหมาย..”
ผู้สนทนาคนที่ 8 กล่าวว่า “..การกำหนเป้าหมายการเรียนมีความสำคัญ และการทำ
สมาธิเปน็ การเตรียมความพร้อมแก่ผ้เู รียน เปน็ กิจกรรมท่ีครูควรจะส่งเสรมิ ใหน้ ักเรยี นทำสมาธิท้ังภาค
เช้า และบ่ายก่อนการเรียน และถ้าเป็นไปได้ควรให้นักเรียนทำทุกช่ัวโมงก่อนการเรียนเพื่อเตรียม
ความพร้อม..”
ผู้สนทนาคนที่ 6 กล่าวว่า “...ควรมีการนำสมาธิเขา้ มาใช้ก่อนการเรียนการสอน การทำ
สมาธิเคลื่อนไหว สมาธิน่ิง การท่องสูตรคูณประกอบเพลง และการแจ้งจุดประสงค์ก่อนการเรียนการ
สอน สรา้ งเปา้ หมายในการเรยี นรู้.....”
ผูส้ นทนาคนท่ี 3 กลา่ วว่า “.....การทำสมาธิให้สงบ ใช้กายบริหาร แจ้งจุดประสงค์
ทบทวนความรเู้ กา่ เพื่อโยงหาความรู้ใหม่เปน็ ส่ิงทีค่ วรนำมาพจิ ารณาประกอบดว้ ย.....”
ผู้สนทนาคนท่ี 8 กล่าวว่า“.....เห็นด้วยเพราะนักเรยี นจะพบว่าตวั เองจะต้องเตรียมตัว
อยา่ งไรในการเรยี น....”
ผสู้ นทนาคนท่ี 2 กลา่ ววา่ “.....การนำเขา้ สบู่ ทเรียนโดยการใช้เพลงเกม สอดแทรกการ
เรียนการสอนเพอ่ื ใหเ้ ด็กเรยี นรอู้ ยา่ งสนุกสนาน ควรเป็นแนวทางเลอื กหนงึ่ .....”
ดังน้ันอาจสรุปได้ว่า ขั้นตอนท่ี 1 กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้อย่างมีสติและสมาธิ (
Goal ) โดยแจ้งจุดประสงค์ ควรมีเน้ือหาที่เกี่ยวข้องหรือองค์ประกอบท่ีจะทำให้รูปแบบกิจกรรมการ
เรียนรู้ที่จัดทำข้ึนน้ี มีจุดประสงค์ที่สอดคล้องกับเน้ือหา ครอบคลุมด้านความรู้ ทักษะกระบวนการ
ถูกต้องทันสมัย มีความยากง่ายเหมาะสมกับวัยและระดับความรู้ของผู้เรียน มีส่วนร่วมทุกคน
นอกจากนี้การส่งเสริมการพัฒนาให้นักเรียนมีสติ มีสมาธิก่อน ระหว่าง หลังการเรียนจะเป็นการช่วย
ส่งเสริมให้ผู้เรียนจดจ่อ สนใจในการเรียน อีกทั้งยังส่งเสริม คุณธรรม จริยธรรม คุณลักษณะที่พึง
ประสงค์ตลอดจนเกิดหรือเกิดสมรรถนะที่สำคัญของผู้เรียน ด้านการส่ือสาร การใช้เทคโนโลยี การคิด
วเิ คราะห์ การใช้ทักษะชวี ิต การแก้ปัญหา
ขัน้ ตอนที่ 2 การเรียนรูด้ ้วยส่ือดิจิทลั ( Digital )
ผ้สู นทนาคนที่ 7 กลา่ ววา่ “.....การใชเ้ ทคโนโลยดี ิจทิ ัลประกอบการจัดการเรียนการสอน
79
เป็นสิ่งท่ีดี เนื่องจากองค์ความรู้มีมากมาย หลากหลายที่ให้นักเรียนได้แสวงหาความรู้ อีกทั้งยังเป็น
การส่งเสริมทักษะทีจ่ ำเปน็ ในศตวรรษท่ี 21 แกน่ ักเรียน......”
ผู้สนทนาคนที่ 8 กล่าวว่า “.....เห็นด้วย เน่ืองจากองค์ความรู้ที่ครูใช้สอนจากตำรา
บางครัง้ ทำให้เกิดความลา้ สมัย ไม่ทนั ตอ่ การเปลย่ี นแปลงทเี่ กดิ ขึ้นอยา่ งรวดเร็ว....”
ผู้สนทนาคนท่ี 1 กล่าวว่า“.....ในสถานการณป์ จั จบุ ันจะเหน็ วา่ เทคโนโลยมี ีความสำคญั สูง
มีการนำมาประยุกตใ์ ช้สร้าง Application เพ่ือพัฒนาคุณภาพการชีวิตในแต่ละด้านให้สูงข้ึนและต่อ ๆ
ไป เช่นการสง่ เสรมิ ให้เด็กใชเ้ ทคโนโลยีสบื ค้นความรู้ มาพัฒนาตนเองและวชิ าชพี ...”
ผู้สนทนาคนที่ 6 กล่าววา่ “....เทคโนโลยีเปน็ สิ่งใหม่ เด็กให้ความสนใจ ดังน้ันครูจึงต้อง
ใช้ความสามารถในการประยกุ ตใ์ ช้...”
ผู้สนทนาคนท่ี 3 กล่าวว่า “.....การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ควรคำนึงถึงบริบทความพร้อม
ของแต่ละคน......”
ผู้สนทนาคนท่ี 2 กล่าวว่า “.....การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลครูควรเลือกใช้ส่ือท่ีเหมาะสม
สอดคลอ้ งกับจุดประสงค์การเรียน บางคร้ังครูใช้สอ่ื ไม่ตรงกับจุดประสงค์ ควรมีการสืบคน้ อนิ เตอร์เน็ต
ก่อนการนำมาใช.้ ...”
ผสู้ นทนาคนที่ 9 กล่าววา่ “.....ครคู วรศึกษาส่อื ก่อนการนำมาใช้ประกอบการสอน...”
ผู้สนทนาคนท่ี 6 กล่าวว่า “.....ครูควรศึกษาส่ือก่อนการนำมาใช้หากจะได้ผลท่ีดีควรมี
การนำไปแลกเปลยี่ นเรยี นร้กู ับครูคนอน่ื หรอื ภูมิปัญยาท้องถน่ิ ทีม่ ารว่ มสอน .....”
ผู้สนทนาคนที่ 4 กล่าวว่า “.....ควรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล กับเทคนิคการสอนวิธี
อื่นๆเพือ่ ประสทิ ธิผลของการใชส้ อื่ ....”
ผู้สนทนาคนที่ 3 กล่าวว่า “.....ควรให้ความรู้เพ่ิมเติมกับครูที่ไม่มีความพร้อมในทักษะ
การใชส้ อ่ื เทคโนโลยีดิจทิ ัล...”
ผู้สนทนาคนที่ 2 กล่าวว่า “.....สื่อเทคโนโลยีมีความสำคัญ เพราะสังคมมีการ
เปลีย่ นแปลงเราสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ใหน้ ักเรียนไม่เบื่อและสามาถนำส่ือเทคโนโลยี
มาใช้ในการเรียนการสอนและสืบค้น มีการใช้ Application ใหม่ ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ เช่น
Application 3 มติ ิ .....”
ผู้สนทนาคนท่ี 4 กล่าวว่า “.....ผู้ปกครองมีฐานะยากจน แต่ให้ความสำคัญกับการใช้
เทคโนโลยีในการเรียนการสอน ผู้ปกครองได้เงินสนับสนุนจากรัฐ มาซ้ือมือถือ เพ่ือการเรียนการสอน
ครคู วรใช้เทคโนโลยีช่วยจัดการเรียนการสอนให้คมุ้ ค่า และควรสอนให้นักเรียนใชส้ ่ือเทคโนโลยีในการ
แสวงหาความรู้ มากกว่าการใช้เพอ่ื การบนั เทิง .....”
ผู้สนทนาคนที่ 9 กล่าวว่า “นักเรียนให้ความสนใจในการใช้ส่ือเทคโนโลยี ดีแต่บางครั้ง
สญั ญาณไมด่ ี ซ่งึ อาจเปน็ ข้อจำกัดอย่างหนงึ่ ของการใช้เทคโนโลย.ี ....”
80
ผู้สนทนาคนท่ี 5 กล่าวว่า “.....เทคโนโลยีมีข้อดีข้อเสีย ต้องระมัดระวัง การใช้สื่อ
เทคโนโลยมี าใช้ นอกเหนือการเรียน เช่น เล่นเกม ครูควรสะท้อนการใช้ส่ือเทคโนโลยี ตอ่ ยอดในการ
สืบค้นความรู้และการค้าขายออนไลน์ การประยุกต์ใช้ผลิตผ้าทอมือ พัฒนาผลิตภัณฑ์ การใช้
เทคโนโลยีมาบรหิ ารจัดการทันต่อความตอ้ งการของตลาด.....”
ดังนน้ั อาจสรุปไดว้ ่า ข้นั ตอนที่ 2 การเรยี นรู้ด้วยสอ่ื ดจิ ิทัล ( Digital ) ประกอบการจัดการ
เรียนการสอนเป็นสิ่งท่ีดี เนื่องจากองค์ความรู้มีมากมาย หลากหลายที่ให้นักเรียนได้แสวงหาความรู้
อีกท้ังยังเป็นการส่งเสริมทักษะท่ีจำเป็นในศตวรรษที่ 21 แก่นักเรียน เพราะองค์ความรู้ที่ครูใช้สอน
จากตำราบางครง้ั ทำใหเ้ กดิ ความลา้ สมยั ไม่ทนั ตอ่ การเปลย่ี นแปลงทเี่ กิดขึน้ อยา่ งรวดเร็ว
ข้ันตอนท่ี 3 การสร้างสรรค์ผลงานดว้ ยสมรรถนะทส่ี ำคัญ 5 ดา้ น ( Competency )
ผู้สนทนาคนท่ี 3 กล่าวว่า“.....ควรมีจัดการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะสำคัญ แก่
นกั เรียน ได้แก่ สมรรถนะ ด้านการคดิ แก้ปัญหา ด้านการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และด้านการเป็น
พลเมืองทเี่ ข้มแข็ง.....”
ผู้สนทนาคนที่ 6 กล่าวว่า “.....ควรนำภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัด
กิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อสร้างสรรค์ผลงาน อีกท้ังยังส่งเสริมให้ผู้เรียนได้อนุรักษ์และมีความ
ภูมิใจ และเพื่อได้ศึกษาและปฏิบัติจริง ครูผู้สอนจัดการเรียนรู้ท่ีหลากหลายและให้ข้อมูลย้อนกลับแก่
ผู้เรยี นทันที มแี ก้ปญั หาร่วมกัน เพือ่ ผเู้ รยี นนำไปใช้พฒั นาตนเองต่อไป.....”
ผู้สนทนาคนท่ี 4 กล่าวว่า “.....เห็นด้วยกับการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมสมรรถนะท่ี
สำคัญตามหลักสูตรแกนกลาง 2551 ทั้ง 5 ด้านได้แก่ สมรรถนะด้านการคิด ด้านการแก้ปัญหา ด้าน
การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และดา้ นการใช้สื่อเทคโนโลย.ี ...”
ผู้สนทนาคนท่ี 5 กล่าวว่า “.....ควรมีการจัดการเรียนรู้ที่ทำให้เด็กมีความสุขในการเรียนรู้
ไมต่ ีกรอบการเรยี นรู้ใหก้ ับเดก็ โดยเฉพาะการเรียนรเู้ พือ่ พฒั นาสมรรถนะสำคัญด้านต่างๆ....”
ผ้สู นทนาคนท่ี 2 กล่าววา่ “.....เหน็ ด้วยกับการจดั การเรยี นรูโ้ ดยการสร้างสรรคผ์ ลงานการ
เรียนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะที่สำคัญ แต่ควรจะมีการประเมินในทุกสมรรถนะและมีรูบิคการประเมินที่
ชัดเจน....”
ผู้สนทนาคนที่ 3 กล่าวว่า “.....การส่งเสริมทักษะชีวิตในการเรียนการสอนเป็นสิ่งสำคัญ
เห็นด้วยในสังคมปัจจุบัน เด็กทำงานไม่เป็น ถ้าไปทำงานในเมืองเป็นได้แค่ลูกจ้าง แสดงว่า ขณะเรียน
เดก็ ขาดการส่งเสริมดา้ นทกั ษะชีวิต โดยเฉพาะการมีทักษะชีวิตกับอาชีพของผปู้ กครองในท้องถนิ่ .....”
ผู้สนทนาคนท่ี 9 กลา่ ววา่ “.....ควรมีการประเมินทีใ่ ชร้ ูปแบบเดียวกันทง้ั โรงรยั น....”
ดังนั้นอาจสรุปได้ว่าในข้ันตอนที่ 3 การสร้างสรรค์ผลงานด้วยสมรรถนะที่สำคัญ 5 ด้าน
( Competency ) ควรมีจัดการจัดการเรียนรู้เพ่ือพัฒนาสมรรถนะสำคัญแก่นักเรียน5 ด้านตาม
หลกั สตู รแกนกลาง 2551 ไดแ้ ก่ สมรรถนะดา้ นการคิด ดา้ นการแก้ปัญหา ด้านการส่ือสาร การทำงาน
81
เป็นทีม และด้านการใช้สื่อเทคโนโลยี และควรนำภูมิปัญญาท้องถ่ินให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัด
กิจกรรมการเรียนการสอน เพ่ือสร้างสรรค์ผลงาน อีกทั้งยังส่งเสริมให้ผู้เรียนได้อนุรักษ์และมีความ
ภูมใิ จ และเพอื่ ไดศ้ ึกษาและปฏบิ ัติจรงิ
ขั้นตอนที่ 4 การนำเสนอผลงานท่ีสมั ฤทธิ์ ( Achievement )
ผู้สนทนาคนท่ี 1 กล่าวว่า “....เป็นข้ันตอนที่สำคัญท่ีนักเรียนนำผลงานจากการเรียนมา
นำเสนอเป็นการถ่ายทอดสรุปองค์ความรู้ นอกจากน้ียังเป็นการส่งเสริมทักษะการสื่อสาร ทักษะการ
คดิ และทกั ษะการแก้ปญั หา.....”
ผู้สนทนาคนท่ี 3 กล่าวว่า “....ควรมีการนำเสนอแบบกลุ่มเพื่อส่งเสริมทักษะการทำงาน
เปน็ ทีม....”
ผู้สนทนาคนท่ี 2 กล่าวว่า “.....การนำเสนอผลงานของท่ีสร้างข้ึน ควรมีการแนะนำให้
นกั เรียนใช้เทคนิคการนำเสนอทน่ี า่ สนใจดว้ ย.....”
ผสู้ นทนาคนท่ี 4 กล่าวว่า “....การนำเสนอผลงานควรคำนึงถึงการจัดกลุ่มนกั เรยี น โดยการ
คละนักเรียนกลุ่มเก่ง ปานกลาง อ่อน ไว้ด้วยกัน จะได้ช่วยเหลือกันในการทำงานและการนำเสนอ
ผลงาน.....”
ดังนั้นอาจสรุปได้ว่า ข้ันตอนท่ี 4 การนำเสนอผลงานที่สัมฤทธ์ิ ( Achievement ) นั้น
ควรมีการนำเสนอด้วยเทคนิคทนี่ า่ สนใจ การนำเสนอผลงานย่อมมีความสำคัญส่งผลทำให้มีพฒั นาการ
ดา้ นการส่ือสารทดี่ ขี ้นึ
ข้นั ตอนท่ี 5 เพอ่ื นและครสู ะทอ้ นผลการเรยี นรู้ ( reflect1 )
ผู้สนทนาคนท่ี 2 กล่าวว่า “.....การประเมินผลควร มีส่วนร่วมการประเมินของทุกฝ่ายที่
เกี่ยวข้อง วิเคราะห์สังเคราะห์ปัญหาการจัดการเรียนการสอน ใช้กระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย
รวมถงึ คำนงึ การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะดว้ ย”
ผู้สนทนาคนที่ 3 กล่าวว่า “.....เห็นด้วยกับข้ันตอนน้ีเพ่ือให้นักเรียนจะทราบข้อบกพร่อง
ของตนเอง....”
ผู้สนทนาคนที่ 6 กล่าวว่า “.....การสะท้อนผลการเรียนรู้จะช่วยให้นักเรียปรับปรุงแก้ไข
ผลงานใหด้ ยี ง่ิ ขึน้ และเป็นไปตามจดุ ประสงค์ของการเรียน.....”
ผสู้ นทนาคนท่ี 2 กลา่ วว่า “.....การประเมินผลควร ใชห้ ลักการมีสว่ นร่วม มีการประเมินใน
รูปแบบท่ีหลากหลายสอดคล้องสมั พนั ธ์กบั พฒั นาการของผูเ้ รียน...”
ผู้สนทนาคนที่ 6 กล่าวว่า “.....การให้คำแนะนำ ปรับปรุง แก้ไข หากเกิดความผิดพลาด
ในการปฏิบัตงิ านการเสริมแรงทันที เพือ่ ไม่ใหผ้ ปู้ ฏิบัติงานมีความรู้สกึ เสยี กำลงั ใจ..”
82
ดงั นนั้ อาจสรุปได้ว่า ขน้ั ตอนที่ 5 เพอื่ นและครูสะทอ้ นผลการเรียนรู้ ( reflect1 ) ขน้ั ตอน
นี้เพ่ือให้นักเรียนจะทราบข้อบกพรอ่ งของตนเองจะช่วยให้นักเรียปรับปรุงแก้ไขผลงานให้ดียิ่งขึ้น และ
เปน็ ไปตามจดุ ประสงค์ของการเรียน
ข้ันตอนที่ 6 การสรุปสะท้อนความรู้ท่ีได้ประสานเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตด้วยแผนผัง
ความคิด ( reflect2 )
ผู้สนทนาคนที่ 7 กล่าวว่า “.....การสรุปความรู้ เชื่อมโยงกับวิถีชีวิต เป็นการนำเอาองค์
ความรู้ทไี่ ดจ้ ากการเรยี นมาปรบั ประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวติ ประจำวนั โดยเฉพาะการนำองค์ความรู้
ทีไ่ ด้จากการใชเ้ ทคโนโลยมี าประยุกต์ใช้ ....”
ผู้สนทนาคนที่ 9 กล่าวว่า “.....เกิดการเรียนรู้ได้ดีจากการใช้รูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ท่ี
สามารถนำความรไู้ ปใช้ในการเรียนและชีวิตประจำวันได้...”
ผู้สนทนาคนท่ี 3 กล่าวว่า “.....การส่งเสริมทักษะชีวิตในการเรียนการสอนเป็นส่ิงสำคัญ
เห็นด้วยในสังคมปัจจุบัน เด็กทำงานไม่เป็น ถ้าไปทำงานในเมืองเป็นได้แค่ลูกจ้าง แสดงว่า ขณะเรียน
เดก็ ขาดการสง่ เสริมดา้ นทกั ษะชวี ิต โดยเฉพาะการมีทกั ษะชีวติ กับอาชีพของผ้ปู กครองในท้องถ่นิ ...”
ผู้สนทนาคนท่ี 1 กล่าวว่า “.....การสรุปความรู้ด้วยแผนท่ีความคิดเป็นการส่งเสริม
กระบวนการคดิ แยกแยะองคค์ วามรู้.....”
ดังนั้นอาจสรุปได้ว่า ข้ันตอนที่ 6 การสรุปสะท้อนความรู้ท่ีได้ประสานเช่ือมโยงกับวิถีชีวิต
ด้วยแผนผังความคิด ( reflect2 )การสรปุ ความรู้ เชือ่ มโยงกับวิถชี ีวิต เป็นการนำเอาองค์ความรู้ที่ได้
จากการเรียนมาปรับประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการนำองค์ความรู้ท่ีได้จาก
การใชเ้ ทคโนโลยมี าประยุกตใ์ ช้ และควรต่อยอดในการสืบค้นความรู้เช่นการนำมาการค้าขายออนไลน์
การประยุกต์ใช้ผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ในท้องถ่ิน เช่นเปลือกข้าวโพด ผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือ การ
พฒั นาผลิตภณั ฑ์ การใชเ้ ทคโนโลยีมาบริหารจดั ผลติ ภัณฑ์
2. ผลการพัฒนารูปแบบจัดเรียนรู้จากสื่อดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย GD-CAR2 วิชา
ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 3
การพัฒนารูปแบบจัดเรียนรู้จากสื่อดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย GD-CAR2 วิชา
ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3จากการสนทนากลุ่ม( Focus Group) ผู้เก่ียวข้องกับการพัฒนา
รูปแบบการจัดการเรียนรู้จากสื่อดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 3จำนวน 3 กลุ่ม กลุ่มละ 2 คน ได้แก่ กลุ่มผู้เช่ียวชาญด้านการจัดการเรียนรู้และ
ศึกษานิเทศก์ กลุ่มผู้บริหารการศึกษาและกลุ่มครูผู้ปฏิบัติการด้านการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย
การใช้เทคโนโลยี และการส่งเสริมสมรรถนะที่สำคัญ โดยกำหนดเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติข้อใด
ข้อหน่ึงหรือหลายข้อ ดังน้ี (1) ทำงานด้านการศึกษาและ/หรือ(2)มีประสบการณ์ทำงานด้านท่ี
เช่ียวชาญอย่างน้อย 5 ปี ผลการคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญได้ผู้เช่ียวชาญ 9 คน ควรประกอบด้วย 6
83
ข้ันตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้อย่างมีสติและสมาธิ ( Goal ) ขั้นตอนที่2
เรียนรู้ด้วยส่ือดิจิทัล ( Digital ) ข้ันตอนที่ 3 สร้างสรรค์ผลงานด้วยสมรรถนะท่ีสำคัญ 5 ด้าน (
Competency ) ขั้นตอนที่ 4 นำเสนอผลงานท่ีสัมฤทธ์ิ ( Achievement ) ข้ันตอนท่ี 5 เพ่ือนและ
ครูสะท้อนผลการเรียนรู้ ( reflect1 ) ขั้นตอนที่ 6สรุปสะท้อนความรู้ท่ีได้ประสานเช่ือมโยงกับวิถี
ชวี ิตดว้ ยแผนผังความคดิ ( reflect2 )
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้จากสื่อดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย GD-CAR2 วิชา
ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 3 ควรมแี นวปฏบิ ตั ติ ามกระบวนการมี 6 ข้ันตอน ดังนี้
2.1 ข้ันตอนท่ี 1 กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้อย่างมีสติและสมาธิ ( Goal ) โดยแจ้ง
จดุ ประสงค์ ควรมีเน้ือหาท่ีเกี่ยวข้องหรือองค์ประกอบท่ีจะทำให้รูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดทำข้ึน
นี้ มีจุดประสงค์ท่ีสอดคล้องกับเน้ือหา ครอบคลุมด้านความรู้ ทักษะกระบวนการ ถูกต้องทันสมัย มี
ความยากง่ายเหมาะสมกับวัยและระดับความรู้ของผู้เรียน มีส่วนร่วมทุกคน นอกจากนี้การส่งเสริม
การพัฒนาใหน้ ักเรยี นมีสติ มีสมาธกิ ่อน ระหว่าง หลังการเรยี นจะเป็นการช่วย สง่ เสรมิ ใหผ้ ู้เรยี นจดจ่อ
สนใจในการเรียน อีกทั้งยังส่งเสริม คุณธรรม จริยธรรม คุณลักษณะที่พึงประสงค์ตลอดจนเกิดหรือ
เกิดสมรรถนะที่สำคัญของผู้เรียน ด้านการส่ือสาร การใช้เทคโนโลยี การคิดวิเคราะห์ การใช้ทักษะ
ชีวิต การแกป้ ญั หา
2.2 ขั้นตอนที่ 2 การเรียนรู้ด้วยสื่อดิจิทัล ( Digital ) ประกอบการจัดการเรียนการสอน
เป็นส่ิงที่ดี เน่ืองจากองค์ความรู้มีมากมาย หลากหลายที่ให้นักเรียนได้แสวงหาความรู้ อีกท้ังยังเป็น
การส่งเสริมทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 แก่นักเรียน เพราะองค์ความรู้ท่ีครูใช้สอนจากตำรา
บางครั้งทำให้เกิดความล้าสมัย ไมท่ นั ต่อการเปลย่ี นแปลงทเ่ี กิดข้ึนอยา่ งรวดเรว็
2.3 ขั้นตอนท่ี 3 การสร้างสรรค์ผลงานด้วยสมรรถนะท่ีสำคัญ 5 ด้าน (
Competency ) ควรมีจัดการจัดการเรียนรู้เพ่ือพัฒนาสมรรถนะสำคัญแก่นักเรียน5 ด้านตาม
หลกั สตู รแกนกลาง 2551 ได้แก่ สมรรถนะด้านการคิด ด้านการแก้ปัญหา ด้านการสื่อสาร การทำงาน
เป็นทีม และด้านการใช้สื่อเทคโนโลยี และควรนำภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัด
กิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อสร้างสรรค์ผลงาน อีกท้ังยังส่งเสริมให้ผู้เรียนได้อนุรักษ์และมีความ
ภูมใิ จ และเพอ่ื ไดศ้ กึ ษาและปฏบิ ตั จิ รงิ
2.4 ขั้นตอนท่ี 4 การนำเสนอผลงานท่ีสัมฤทธิ์ ( Achievement ) น้ันควรมีการ
นำเสนอด้วยเทคนิคท่ีน่าสนใจ การนำเสนอผลงานย่อมมีความสำคัญส่งผลทำให้มีพัฒนาการด้านการ
สอ่ื สารที่ดขี นึ้
2.5 ข้ันตอนท่ี 5 เพ่ือนและครูสะท้อนผลการเรียนรู้ ( reflect1 ) ขั้นตอนน้ีเพ่ือให้
นักเรียนจะทราบข้อบกพร่องของตนเองจะช่วยให้นักเรียปรับปรุงแก้ไขผลงานให้ดียิ่งขึ้น และเป็นไป
ตามจุดประสงค์ของการเรยี น
84
2.6 ข้ันตอนที่ 6 การสรุปสะท้อนความรู้ท่ีได้ประสานเช่ือมโยงกับวิถีชีวิตด้วยแผนผัง
ความคิด ( reflect2 )การสรุปความรู้ เชื่อมโยงกับวิถีชีวิต เป็นการนำเอาองค์ความรู้ที่ได้จากการ
เรียนมาปรับประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการนำองค์ความรู้ท่ีได้จากการใช้
เทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ และควรต่อยอดในการสืบค้นความรู้เช่นการนำมาการค้าขายออนไลน์ การ
ประยุกต์ใช้ผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ในท้องถ่ิน เช่นเปลือกข้าวโพด ผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือ การพัฒนา
ผลติ ภัณฑ์ การใชเ้ ทคโนโลยมี าบริหารจดั ผลิตภณั ฑ์
ซึ่งสามารถสรุปเปน็ รปู ภาพไดน้ ้ี
ภาพท่ี 8 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้จากส่ือดิจิทัล สฐู่ านสมรรถนะด้วย GD-CAR2
วชิ าภาษาไทย ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 3
ตอนที่ 2 ผลการทดลองประสิทธภิ าพ และเปรยี บเทียบทกั ษะการคิดเขียนแตง่ ประโยค และคำ
คลอ้ งจอง จากผลงานโดยใช้สอื่ ดิจทิ ลั ก่อนการจัดการเรียนรู้ และหลงั การจดั การเรยี นรู้ และหา
พัฒนาการดา้ นสมรรถนะทส่ี ำคัญของนกั เรยี นหลังการใช้รูปแบบการจดั การเรยี นรู้จากสื่อดจิ ทิ ลั สู่
ฐานสมรรถนะด้วย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3
85
หลังจากท่ีนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 ทำการประเมินหลังการจัดการเรียนรู้ท้ัง 4
กจิ กรรม แลว้ ผู้วิจัยได้ให้นกั เรยี นทำแบบประเมินวัดผลการพัฒนาทกั ษะ ของนักเรียนชั้นประถมศกึ ษา
ปีท่ี 3 แล้วนำคะแนนระหว่างการจัดการเรียนรู้และหลังการจัดการเรียนรู้มาวิเคราะห์หาค่า
ประสทิ ธภิ าพปรากฏผล ดงั ตารางที่ 1
ตารางท่ี 3 ผลการหาประสิทธภิ าพของการพฒั นารูปแบบกจิ กรรมการจัดการเรยี นรู้จากสอื่ ดจิ ทิ ัล
สูฐ่ านสมรรถนะด้วยรปู แบบGD-CAR2” วิชาภาษาไทย ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 3
ทง้ั 4 กิจกรรม
รายการ คะแนนเต็ม รวมคะแนน รอ้ ยละ
คะแนนทดสอบระหวา่ งเรยี น (E1)
คะแนนทดสอบหลงั เรยี น (E2) 300 197.08 82.02
200 172 86.20
คา่ ประสทิ ธิภาพ (E1 / E2) - - 82.02/ 86.20
จากตารางที่ 3 เม่ือหาประสิทธิภาพของการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้จากสื่อดิจิทัล
สฐู่ านสมรรถนะด้วย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 ทั้ง 4 กิจกรรม พบว่า คะแนน
จากการทำแบบทดสอบระหว่างจัดการเรียนรู้ มีค่าร้อยละ 82.02 และคะแนนท่ีได้จากการทำ
แบบทดสอบหลังจัดการเรียนรู้ ได้ค่าร้อยละ 86.20 และคา่ ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมมีคา่ เท่ากับ
82.02/ 86.20 แสดงว่า การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้จากส่ือดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย GD-
CAR2 วิชาภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 ทั้ง 4 กิจกรรม มีประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ 80/80
ท่กี ำหนดไว้
86
ตารางที่ 4 ผลการวเิ คราะห์ เปรยี บเทียบทกั ษะการคิดเขยี นแต่งประโยค และคำคล้องจอง จาก
ผลงานโดยใชส้ อื่ ดจิ ิทัล ก่อนการจัดการเรยี นรู้ และหลงั การจัดการเรียนรู้
คนท่ี คะแนนกอ่ นเรียน คะแนนหลงั เรียน รอ้ ยละ
(10) (10) E.I
86.00
12 8
25 8
32 8
43 9
53 9
62 10
73 8
84 8
93 9
10 6 9
11 3 9
22 10 0.86
13 5 8
14 2 9
15 3 8
16 3 7
17 2 8
18 3 8
19 6 10
87
ตารางท่ี 4 (ต่อ)
คะแนนก่อนเรียน คะแนนหลังเรียน E.I ร้อยละ
(10) (10)
รวม 65 172
เฉลยี่ 3.25 8.60
รอ้ ยละ 32.50 86.00
จากตารางท่ี 4 ผลการวิเคราะห์ เปรียบเทียบทักษะการคิดเขียนแต่งประโยค และคำคล้อง
จอง จากผลงานโดยใช้ส่ือดิจิทัล ก่อนการจัดการเรียนรู้ และหลังการจัดการเรียนรู้ มีคะแนนเฉลี่ย
เท่ากับ 3.25 และ หลังการจัดการเรียนรู้ มีคะแนนเฉล่ียเท่ากับ 8.60 เม่ือทดสอบด้วยการทดสอบ E.I
ปรากฏว่าผลสัมฤทธิ์ ก่อนการจัดการเรียนรู้และหลังการจัดการเรียนรู้ ด้วย การพัฒนารูปแบบการ
จัดการเรียนรู้จากส่ือดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
เท่ากบั 0.86
ตารางท่ี 5 พฒั นาการด้านสมรรถนะทสี่ ำคัญของนกั เรยี น
พัฒนาการด้านสมรรถนะท่ีสำคัญของนกั เรยี น
สปั ดาห์ ความสามารถใน ความ ความสามารถ ความ ความ ภาพรวมเฉลย่ี
ท่ี การส่ือสาร สามารถ ในการแก้ สามารถใน สามารถใน
ในการคิด ปัญหา การใชท้ ักษะ
1 การใช้
2
3 ชีวิต เทคโนโลยี
4
รวม α α α α α α
เฉลีย่
73.68 0.13 46.61 0.19 74.43 0.00 98.24 0.09 74.43 0.19 73.68 0.12
78.94 82.35 0.13
84.21 0.14 61.40 0.13 85.96 0.13 100.00 0.13 85.96 0.13 78.94 0.18
89.57 0.21 89.57 0.13
326.40 0.29 54.38 0.07 87.71 0.07 100.00 0.12 68.42 0.07 324.54 0.56
81.60 0.77 81.13 0.14
0.19 80.70 0.14 96.49 0.00 100.00 0.08 82.45 0.14
243.09 0.53 344.59 0.20 398.24 0.42 311.26 0.53
60.77 0.13 86.14 0.05 99.56 0.10 77.81 0.13
จากตารางท่ี 5 พัฒนาการด้านสมรรถนะท่ีสำคัญ พบว่าภาพรวมเฉล่ีย81.13 เม่ือแยกเป็น
รายด้านพบว่าด้าน ความสามารถในการส่ือสาร เฉลี่ย ร้อยละ 81.60 ด้านความสามารถในการคิด
เฉลี่ย ร้อยละ 60.77 ด้าน ความสามารถในการแก้ปัญหาเฉล่ีย ร้อยละ 86.14 ด้านความสามารถใน
การใชท้ กั ษะชวี ติ เฉลี่ย 99.56 ร้อยละ ด้านความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เฉลี่ย ร้อยละ 77.81
88
ตอนท่ี 3 ผลการประเมินกระบวนการรูปแบบการจดั การเรียนรู้จากสือ่ ดิจทิ ัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย
GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 3 และนำผลมาพัฒนา
ตารางท่ี 6 ผลการประเมนิ กระบวนการรูปแบบการจดั การเรยี นรู้จากสอ่ื ดจิ ิทลั ส่ฐู านสมรรถนะดว้ ย
GD-CAR2 วชิ าภาษาไทย ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 3
ระดบั คุณภาพรปู แบบ
ท่ี รายการ 4 3 21
ดเี ย่ยี ม ดี พอใช้ ปรับ
ปรงุ
1 ขน้ั ตอนท่ี 1กำหนดเป้าหมายการเรยี นรอู้ ย่างมสี ติและสมาธิ 10 6 3 -
( Goal )
2 ขนั้ ตอนท่2ี เรียนรู้ดว้ ยสื่อดิจิทลั ( Digital ) 11 5 2 1
3 ขนั้ ตอนที่ 3 สรา้ งสรรคผ์ ลงานด้วยสมรรถนะทส่ี ำคัญ 5 ดา้ น 14 3 2 -
( Competency )
4 ขั้นตอนท่ี 4 นำเสนอผลงานทสี่ มั ฤทธิ์ ( Achievement ) 11 8 - -
5 ขน้ั ตอนที่ 5 เพื่อนและครสู ะทอ้ นผลการเรียนรู้ ( reflect1 ) 13 6 - -
6 ขั้นตอนที่ 6สรปุ สะท้อนความรทู้ ี่ได้ประสานเช่อื มโยงกับวิถชี วี ติ 15 3 1 -
ด้วยแผนผังความคดิ ( reflect2 )
รวม 74 31 81
เฉลี่ย 12.33 5.17 2 1
รอ้ ยละ 64.91 27.20 7.01 0.88
เฉลี่ยร้อยละ 92.11 7.89
ผลการประเมนิ / ผ่าน ไมผ่ า่ น
/ ผ่าน และได้“ดเี ย่ียม” (Best
Practice)
จากตารางท่ี 6 ผลการประเมินกระบวนการรูปแบบจดั เรียนรู้จากส่ือดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะ
ด้วยGD-CAR2 วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 จากผู้ประเมินนักเรียนจำนวน 19 คน
ผู้ประเมินส่วนใหญ่ ร้อยละ64.91 ให้ระดับคุณภาพ ดีเย่ียม ร้อยละ 27.20 ให้ระดับคุณภาพ ดี และ
รอ้ ยละ 7.01 ให้ระดบั คณุ ภาพ พอใช้ตามลำดับ สรุปผลการประเมนิ เฉลี่ยร้อยละ 92.11 ผา่ น
89
ตารางที่ 7 ผลการประเมนิ ความพงึ พอใจตอ่ รูปแบบการจดั การเรียนรู้จากส่ือดิจทิ ัล สฐู่ านสมรรถนะ
ด้วย GD-CAR2 วชิ าภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
รายการ X S.D. ระดบั ความพงึ พอใจ
1.คำแนะนำในขน้ั ตอนการเรียนการสอนชัดเจนสามารถปฏิบตั ิได้
4.43 0.50 มาก
2.กจิ กรรมชดั เจน เร้าความสนใจ 4.07 0.25 มาก
3.แตล่ ะขนั้ ตอน ชัดเจน เหมาะสม
4.67 0.60 มากทส่ี ุด
4.ความยาก งา่ ย เหมาะสม
5.กิจกรรมสามารถปฏิบตั ิได้จรงิ 4.33 0.71 มาก
6.เรียนแลว้ สนุก เขา้ ใจงา่ ย
7.ทกุ ข้ันตอนน่าสนใจ ชวนติดตาม 3.90 0.84 มาก
8.ผู้เรยี นพงึ พอใจในวธิ กี ารเรยี น 4.07 1.17 มาก
9.มีประโยชน์ต่อนกั เรียน
10ความเหมาะสมทีจ่ ะนำไปใชป้ ระโยชนใ์ นชีวติ ประจำวัน 3.63 0.96 มาก
ค่าเฉล่ยี รวม 3.67 0.80 มาก
3.93 0.52 มาก
3.83 1.20 มาก
4.05 0.75 มาก
จากตารางท่ี 7 แสดงให้เห็นว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการ
เรียนรู้จากส่ือดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 โดย
คา่ เฉลยี่ รวมอย่ใู นระดับมาก มีคา่ เฉลี่ยเทา่ กับ 4.05 เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า พงึ พอใจระดับ
มากท่ีสุด คือ แต่ละข้ันตอน ชัดเจน เหมาะสม ค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.67 รองลงมาอยู่ในระดับมาก
ได้แก่ด้าน คำแนะนำในข้ันตอนการเรียนการสอนชัดเจนสามารถปฏิบัติได้ ค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.43
ด้านความยาก ง่าย เหมาะสม ค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.33 และด้านทุกขั้นตอนน่าสนใจ ชวนติดตาม มี
คา่ เฉลีย่ นอ้ ยที่สดุ เทา่ กับ 3.63 อย่ใู นระดบั มากเช่นกนั
50
บทท่ี 5
สรปุ อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ
การวิจัยเร่ืองการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้จากส่ือดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย GD-
CAR2วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ครั้งน้ี มีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ 1)เพื่อศึกษาวิเคราะห์
สภาพปัจจุบันปัญหา และวางแผนสร้างรูปแบบ 2)เพื่อทดลองประสิทธิภาพ และเปรียบเทียบทักษะ
การคิดเขียนแต่งประโยค จากผลงานโดยใช้ส่อื ดจิ ทิ ัล ก่อนการจัดการเรียนรู้ และหลงั การจดั การเรียนรู้
และหาพัฒนาการด้านสมรรถนะที่สำคัญของนักเรียนหลังการใช้รูปแบบ 3)เพื่อตรวจสอบประเมิน
กระบวนการรูปแบบและนำผลมาพัฒนา กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาคร้ังน้ีคือนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนบ้านทรายทอง อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย สำนักงานเขตพื้นที่
การศึกษาเชียงรายเขต 4 ภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 19 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
คือ การศึกษาเอกสาร สังเกต สัมภาษณ์ผู้เก่ียวข้องถึงสภาพปัจจุบันปัญหาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
การสนทนากลุ่ม แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน หลังเรียน แบบประเมินกระบวนการใช้รูปแบบและ
แบบประเมินความพึงพอใจ ส่วนสถิติท่ีใช้ในการศึกษาคร้ังน้ีคือ ค่าสถิติท่ีใช้หาประสิทธิภาพใช้ค่าสถิติ
E1/E2 ค่าสถิติท่ีใช้ในการหาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน คือค่าดัชนีประสิทธิผล ค่าสถิติที่ใช้หาระดับความ
พึงพอใจ ใช้สถิติการหาค่าเฉลี่ย()และความเบ่ียงเบนมาตรฐาน () การวิเคราะห์เน้ือหา (content
analysis) และนำเสนอผลโดยพรรณนาความ
สรุปผลการวิจยั
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรยี นรู้จากส่อื ดจิ ทิ ลั สู่ฐานสมรรถนะดว้ ย GD-CAR2 วชิ า
ภาษาไทย ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 3 สรปุ ผลได้ดังน้ี
1. ผลการศึกษาวิเคราะห์สภาพปัจจุบันปัญหา และวางแผนสร้างรูปแบบการจัดการ
เรยี นรู้จากสือ่ ดิจทิ ัล ส่ฐู านสมรรถนะดว้ ย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 3
จากการศึกษาค้นคว้าเอกสาร สังเกต สัมภาษณ์ สอบถามผู้ท่ีมีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อมูล
พนื้ ฐาน สภาพปัจจุบัน สภาพปัญหาเกย่ี วกับการพฒั นาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน
บ้านทรายทองในช่วงระยะเวลาผ่านมา พบว่าสภาพปัญหาและข้อมูลพื้นฐานเก่ียวกับการพัฒนา
คุณภาพการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบ้านทรายทอง ในภาพรวมนั้นยังต้องการปรับปรุงและ
พัฒนาให้ดีข้ึนอย่างต่อเน่ือง ยังไม่เป็นที่น่าพึงพอใจในระดับท่ียอมรับได้ คุณภาพผู้เรียนยังไม่อยู่ใน
เกณฑ์ที่เหมาะสม การจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย นักเรยี นชั้นประถมศึกษาปี
ที่ 3 ท่ีเรียนวิชาภาษาไทยน้ันมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนยังไม่อยู่ในเกณฑ์ท่ีน่าพอใจ อาจเน่ืองมาจาก
การจัดการเรียนการสอนท่ีผ่านมายังไม่มีกิจกรรม หรือส่ือการสอนท่ีน่าสนใจรวมท้ังเอกสารและ
เนื้อหาที่เรียนเป็นนามธรรมทำให้ผู้เรียนเข้าใจเน้ือหายากและมีปัญหาในการเรียนซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผล
91
ต่อผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนเท่านั้น ยังจะส่งผลตอ่ การดำเนินชีวิตประจำวันของนกั เรยี นที่เก่ียวข้องกับ
ทักษะ สมรรถนะที่สำคัญในการดำเนินชีวิต ควรได้รับการพัฒนาการส่งเสริมพัฒนาด้านการสร้าง
สมรรถนะที่สำคัญของนักเรียน ให้มากข้ึน ควรได้รับการพัฒนาความสามารถด้านคิดเป็น มีทักษะกระบวนการ
คดิ อย่างเป็นระบบ มีความคิดสร้างสรรค์ช้ินงานที่แปลกใหม่ คิดแสวงหาความรู้ สรุปความรู้ด้วยตนเอง มีความสามารถ
ในการใช้ภาษาสื่อสาร ความสามารถด้านการแก้ปัญหา ความสามารถด้านทักษะชีวิต และความสามารถด้านการใช้
เทคโนโลยี เปน็ ต้น จากการสังเกตนักเรียนจะตื่นเต้นสนกุ กบั การเรียนจากการไดล้ งมือปฏิบัติหลังจากได้
เรียนรู้จากส่ือดิจิทัล และเกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาภาษาไทย เพื่อให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนท่ีสูงขึ้น และเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ ให้ผู้เรียนได้แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง อันจะเกิด
ผลดีตอ่ นักเรียนอย่างแท้จริง
นอกจากน้ีการวางแผนสร้างรูปแบบการจัดการเรียนรู้จากส่ือดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย
GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จากการสนทนากลุ่ม (Focus Group) พบว่า
รูปแบบจัดเรยี นรู้จากสื่อดิจทิ ัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3
ควรประกอบ ด้วย 6 ขนั้ ตอน ได้แก่ ข้ันตอนที่ 1การกำหนดเปา้ หมายการเรียนรู้อยา่ งมีสตแิ ละสมาธิ
( Goal ) ขั้นตอนที่2 การเรียนรู้ด้วยสื่อดิจิทัล ( Digital ) ขั้นตอนท่ี 3 การสร้างสรรค์ผลงานด้วย
สมรรถนะที่สำคัญ 5 ด้าน ( Competency ) ข้ันตอนที่ 4 การนำเสนอผลงานที่สัมฤทธ์ิ
( Achievement ) ขั้นตอนท่ี 5 เพื่อนและครูสะท้อนผลการเรียนรู้ ( reflect1 ) ข้ันตอนที่ 6การ
สรปุ สะท้อนความรู้ทไี่ ดป้ ระสานเช่ือมโยงกับวิถีชีวติ ดว้ ยแผนผังความคดิ ( reflect2 )
2. ผลการทดลองประสิทธิภาพ และเปรียบเทียบทักษะการคิดเขียนแต่งประโยค และ
คำคล้องจอง จากผลงานโดยใช้สื่อดิจิทัล ก่อนการจัดการเรียนรู้ และหลังการจัดการเรียนรู้ และ
หาพฒั นาการด้านสมรรถนะที่สำคัญของนักเรียนหลังการใช้รปู แบบการจดั การเรยี นรู้จากส่ือดจิ ิทัล
สู่ฐานสมรรถนะดว้ ย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 3
2.1 ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้จากสื่อ
ดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ท้ัง 4 กิจกรรม พบว่า
คะแนนจากการทำแบบทดสอบระหว่างเรียน มีค่าร้อยละ 84.83 และคะแนนที่ได้จากการทำ
แบบทดสอบหลังเรียนได้ค่าร้อยละ 83.33 และค่าประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้มคี ่าเท่ากับ
84.83 / 83.33 แสดงว่าการพัฒนารูปแบบจัดเรียนรู้จากสื่อดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย GD-CAR2
วชิ าภาษาไทย ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 ท้ัง 4 กจิ กรรมมีประสทิ ธภิ าพอยู่ในเกณฑ์ 80/80 ทีก่ ำหนดไว้
2.2 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า
ก่อนเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีคะแนนเฉล่ียเท่ากับ 3.75 และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ
25.00 เม่ือทดสอบด้วยการทดสอบค่าประสิทธิผล (E.I.) ปรากฏว่าผลสัมฤทธ์ิก่อนเรียนและหลังเรียน
ด้วยการพัฒนารูปแบบจัดเรียนรู้จากส่ือดิจิทัล สู่ฐานสมรรถนะด้วย GD-CAR2 วิชาภาษาไทย ชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 3 เท่ากบั 0.8095