The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการเรียนรู้เพศวิถีและสัมพันธภาพศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Talanueaschool, 2022-06-07 08:22:36

แผนการเรียนรู้เพศวิถีและสัมพันธภาพศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

แผนการเรียนรู้เพศวิถีและสัมพันธภาพศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

๘. ครอู ธบิ ายเพม่ิ เตมิ จากค�ำตอบของนกั เรยี น โดยชวนใหเ้ หน็ ประเดน็ ส�ำคญั
ของวธิ กี ารคมุ ก�ำเนดิ ดังนี้
• การคมุ ก�ำเนิดมีหลายวิธีใหเ้ ลือก
• บางวธิ เี ปน็ วธิ ที ไี่ มม่ ปี ระสทิ ธภิ าพ และไมแ่ นะน�ำใหใ้ ชเ้ ปน็ วธิ คี มุ ก�ำเนดิ
เชน่ การหล่งั ขา้ งนอก การนบั ระยะปลอดภยั หรอื หน้า ๗ หลงั ๗
(และหากมีวิธีอ่ืนท่ีเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องท่ีปรากฏในค�ำตอบของ
นกั เรยี น ให้น�ำมาอธิบายด้วย)
• วธิ ีคมุ ก�ำเนิดแบบฮอร์โมน ซึ่งผหู้ ญงิ ตอ้ งเปน็ คนใช้ ได้แก่ ยาเม็ดคุม
ก�ำเนดิ ยาฉีดคมุ ก�ำเนิด ยาฝังคมุ ก�ำเนดิ ยาคมุ ฉกุ เฉิน เป็นตน้ ซ่งึ ๖
ต้องใช้อย่างถูกวิธีจึงจะมีประสิทธิภาพ และอาจมีผลข้างเคียงต่อ
ผู้หญงิ
• วิธีป้องกันภายนอก เพื่อไม่ให้อสุจิผสมกับไข่ได้ คือ การใช้ถุงยาง
อนามัย
• วธิ คี มุ ก�ำเนดิ แบบถาวร คอื การท�ำหมนั ชาย และท�ำหมนั หญงิ ซง่ึ ตอ้ ง
ท�ำโดยแพทย์
๙. ครเู สรมิ วา่ เราจะไดเ้ รยี นรเู้ รอ่ื งการคมุ ก�ำเนดิ ในรายละเอยี ดตอ่ ไป แตถ่ าม
นกั เรยี นวา่
• ส่ิงส�ำคญั ท่ีเราไดเ้ รียนรูว้ นั น้ี คืออะไรบ้าง
๑๐. ครูสรปุ เพม่ิ เตมิ ว่า
• ผลทีต่ ามมาจากการมเี พศสมั พนั ธ์ทีไ่ ม่ป้องกนั คือ การตงั้ ท้อง และ
ติดโรคตดิ ต่อทางเพศสมั พันธ์ รวมถงึ เชื้อ HIV
• วัยรุ่นอาจจะมโี อกาสมีเพศสัมพนั ธ์ได้ แตพ่ วกเราต้องคิดและตัดสิน
ใจวา่ เราพรอ้ มจะมเี พศสมั พนั ธห์ รอื ไม่ เราพรอ้ มจะรบั ผลทจ่ี ะตามมา
หรอื ไม่
• วิธีท่ีดีที่สุดในการป้องกันท้องและผลกระทบอ่ืนๆ คือ การไม่มีเพศ
สัมพนั ธ์
99

• หากมเี พศสัมพันธ์ต้องคิดและวางแผนเรอ่ื งการปอ้ งกัน ซึ่ง “ถงุ ยาง
อนามัย” เป็นอปุ กรณค์ มุ ก�ำเนดิ ชนดิ เดยี วทปี่ ้องกันทั้งการทอ้ ง การ
ติดโรค และท่ีส�ำคัญคือ เป็นการคุมก�ำเนิดชนิดเดียวท่ีไม่มีผลข้าง
เคียงกับผู้หญิง และเป็นทางเลือกท่ีแสดงถึงความรับผิดชอบร่วมกัน
ของท้ังฝา่ ยชายและหญิง

การบา้ น

ครูมอบการบ้านให้นักเรียนไปท�ำ ให้แต่ละคนไปค้นหาภาพหญิงชายวัยรุ่น
หรอื หนมุ่ สาว คนละ ๓-๕ ภาพ โดยใหห้ ามาจากสอ่ื สงิ่ พมิ พ์ หนงั สอื นติ ยสาร โฆษณา
ใดกไ็ ด้ เพอื่ น�ำมาใชใ้ นกจิ กรรมครัง้ หนา้

100

เอกสารอ่านประกอบ

วธิ คี มุ กำ�เนิด

ยาคุมก�ำเนดิ ชนดิ เม็ด ๖
• ยาคุมก�ำเนิดชนดิ เม็ดมี ๒ แบบ คอื แบบ ๒๑ เม็ด และแบบ ๒๘ เม็ด ซ่ึงมปี ระสทิ ธิภาพไม่

แตกต่างกนั
• ยาคมุ ชนดิ ๒๘ เมด็ เมด็ ยาทเ่ี พม่ิ ขน้ึ มา ๗ เมด็ เปน็ วิตามินทชี่ ว่ ยใหก้ นิ ยาต่อเนอื่ งโดยไมล่ มื
• วธิ กี ารกินยาคุมแผงแรก ใหเ้ รม่ิ กนิ เมด็ แรกภายใน ๕ วนั แรกของการมีประจ�ำเดือน แลว้ กิน

ตดิ ตอ่ กันทกุ วนั วันละ ๑ เม็ดจนหมดแผง
• ส�ำหรบั ยาคุม ๒๑ เมด็ เมอ่ื กินหมดแผง ให้เว้นไป ๗ วันแล้วจึงเรม่ิ แผงใหม่ ส่วนยาคมุ ๒๘

เม็ดใหก้ นิ แผงใหมต่ ิดตอ่ ไปไดเ้ ลย
• ออกฤทธค์ิ มุ ก�ำเนิดโดย ๑) ยับยงั้ ไมใ่ ห้มกี ารเจรญิ เติบโตของไข่ และป้องกันไขต่ ก ๒) ท�ำให้

เย่ือบุโพรงมดลูกบางลงไม่เหมาะแก่การฝังตัวของตัวอ่อน ๓) ท�ำให้มูกท่ีปากมดลูกเหนียว
ข้น ไมเ่ หมาะแก่การให้อสจุ ิเคลอ่ื นผา่ นเขา้ ไปในโพรงมดลกู
• ถา้ ลมื กนิ ๑ วัน ใหก้ นิ ๒ เม็ดในวันถัดไป
• ถา้ ลมื กิน ๒ วัน ใหก้ นิ ๒ เม็ดในวันท่สี าม และอกี ๒ เม็ดในวนั ท่ี ๔
• ถา้ ลมื กิน ๓ วันขน้ึ ไป ควรหยุดกนิ ยาคุมแผงนั้นไปเลย และใชว้ ิธคี ุมก�ำเนิดชนดิ อน่ื กอ่ น เช่น
ใชถ้ ุงยาง แลว้ จงึ เร่มิ กนิ แผงใหม่ในการมปี ระจ�ำเดอื นรอบถดั ไป
• หากเรมิ่ กนิ เปน็ ครง้ั แรก ต้องกนิ ไป ๑๔ วันแลว้ จึงจะมีผลต่อการป้องกันการต้งั ทอ้ ง
• แม้ผู้หญิงจะเปน็ คนกินยาคมุ แตผ่ ู้ชายควรมีสว่ นรว่ มในการชว่ ยเตือนใหก้ นิ ยาตอ่ เนื่อง

ยาเมด็ คุมก�ำเนิดฉุกเฉนิ
• ต้องกนิ ๒ เม็ด
• เม็ดแรกกินทันทีหรอื ภายใน ๑๒๐ ชัว่ โมง (ห้าวนั ) หลงั การมเี พศสัมพนั ธ์ ประสทิ ธิภาพจะ

ขน้ึ กบั เวลาทก่ี นิ ภายหลงั การมเี พศสมั พนั ธ์ หากกนิ ไดเ้ รว็ เทา่ ไร ความสามารถในการปอ้ งกนั
การตงั้ ครรภ์ก็จะสงู ขึ้นเทา่ นัน้

101

• เมด็ ทส่ี องกินหลงั เมด็ แรก ๑๒ ชว่ั โมง
• ระหวา่ งการกนิ เม็ดแรกกับเมด็ ทีส่ อง ไม่ควรมเี พศสัมพนั ธ์อีก
• หากกินถูกวิธี มปี ระสิทธภิ าพปอ้ งกันการตง้ั ครรภ์ ๘๕%
• สามารถกินพร้อมกัน ๒ เม็ดในครัง้ เดียวเลยก็ได้ เพ่อื ปอ้ งกันการลืมกนิ ยา
• ไมค่ วรกนิ เกนิ ๔ เมด็ ตอ่ เดอื น (เพราะปริมาณฮอร์โมน ๔ เมด็ เทา่ กับยาคุม ๒๑ เมด็ )
• ยาคุมฉุกเฉินมีผลข้างเคียงต่อผู้หญิง เช่น อาการคล่ืนไส้ อาเจียน หรือมีเลือดออก

กะปริดกะปรอย
• ควรใช้ในกรณฉี กุ เฉินเท่านนั้ ไม่ควรใชเ้ ปน็ วิธกี ารคมุ ก�ำเนดิ ประจ�ำ

ยาฝังคมุ ก�ำเนดิ
• เปน็ วิธคี ุมก�ำเนิดแบบก่งึ ถาวร มปี ระสิทธิภาพในการปอ้ งกนั การตั้งครรภส์ ูง โดยมีอัตราการ

ตั้งครรภน์ ้อยกวา่ ๑ ตอ่ ๑,๐๐๐ ในเวลา ๓ ปี มผี ลป้องกันการตง้ั ครรภ์ภายใน ๒๔ ชั่วโมง
หลังฝงั ยา (กรณฝี งั ยาภายใน ๕ วันหลงั จากมปี ระจ�ำเดือน)
• ตวั ยาเปน็ ฮอรโ์ มนโปรเจสโตเจนเพยี งอยา่ งเดยี ว เชน่ เดยี วกบั ยาฉดี คมุ ก�ำเนดิ ยาฝงั คมุ ก�ำเนดิ
มีลักษณะเป็นหลอดบรรจุฮอร์โมน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๒-๒.๕ มิลลิเมตร
ความยาว ๔-๔.๓ เซนตเิ มตรโดยประมาณ ตัวหลอดมลี กั ษณะน่มิ ยดื หยนุ่ ได้ หลอดไมส่ ลาย
ตวั ชนดิ ๑ หลอดจะปอ้ งกนั การตงั้ ครรภไ์ ด้ ๓ ปี และยาฝงั คมุ ก�ำเนดิ ชนดิ ๖ หลอดจะปอ้ งกนั
การตัง้ ครรภไ์ ดน้ าน ๕ ปี
• การฝังยาคุมก�ำเนิดจะฝังหลอดยาไว้ใต้ช้ันผิวหนังบริเวณต้นแขนด้านใน กึ่งกลางระหว่าง
รักแร้และข้อศอก โดยจะฉีดยาชาก่อนแล้วใช้วิธีสอดหลอดยาเข้าไปใต้ผิวหนัง ซึ่งวิธีนี้จะ
ท�ำให้แผลมีขนาดเล็กมาก ไม่ต้องเย็บแผลให้ยุ่งยาก แค่ปิดแผลด้วยปลาสเตอร์ก็เพียงพอ
และแผลจะหายเปน็ ปกติได้ภายใน ๓-๕ วัน
• ช่วงเวลาทด่ี ที สี่ ดุ ของการฝงั ยาคุมก�ำเนดิ คือภายใน ๕ วันของการมีประจ�ำเดอื น ซ่งึ จะช่วย
ปอ้ งกันการต้งั ครรภไ์ ดภ้ ายใน ๒๔ ชวั่ โมงหลงั ฝงั ตัวยา หรอื ในกรณีหลงั คลอดบตุ รสามารถ
ฝังยาภายใน ๖ สปั ดาห์หลงั คลอด และในกรณแี ท้งบุตรสามารถฝังยาได้ทันทีหรือภายใน ๒
สัปดาห์หลังแทง้
102

• โครงการฝงั ยาคมุ ก�ำเนิดฟรใี หส้ ทิ ธิ์กับวัยรนุ่ หญิงอายุต้งั แต่ ๑๐-๒๐ ปสี ามารถเขา้ รบั การฝัง ๖
ยาคมุ ก�ำเนดิ ฟรไี ดท้ โ่ี รงพยาบาลรฐั ทกุ แหง่ ทวั่ ประเทศ ตาม พ.ร.บ.การปอ้ งกนั และแกไ้ ขปญั หา
การต้งั ครรภใ์ นวัยรุน่ ปี ๒๕๕๙ ซึ่งมีผลบงั คับใช้แลว้ ต้ังแตว่ นั ท่ี ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๙
สอบถามรายละเอียดเพ่ิมเติมได้ที่สายด่วนส�ำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
โทร. ๑๓๓๐

• ผลขา้ งเคยี งของการฝงั ยาคมุ ก�ำเนดิ อาจมเี ลอื ดออกกะปรบิ กะปรอยหลงั จากฝงั ยาคมุ ก�ำเนดิ
อาจมกี ารระคายเคอื ง ปวด หรอื มอี าการแดงเลก็ นอ้ ยบรเิ วณทฝ่ี งั ยา แตอ่ าจมอี าการแคร่ ะยะ
เวลาสั้นๆ เท่านน้ั บางรายอาจมนี ำ้� หนักตวั ขน้ึ เปน็ สิว ปวดศรี ษะ เจบ็ เต้านม และอารมณ์
แปรปรวน

ถงุ ยางอนามยั
• มหี ลายขนาดควรเลอื กขนาดท่ีเหมาะสม ควรดูวนั ผลติ หรอื วนั หมดอายกุ อ่ นการใช้
• ใช้สวมเม่ืออวัยวะเพศแข็งตัว โดยบีบปลายถุงยางอนามัยเพ่ือไล่ลมขณะสวม เร่ิมสวมจาก

ตรงปลายอวยั วะเพศรดู เข้าหาตวั แล้วรูดข้ึนใหส้ ดุ โคนอวยั วะเพศ
• เมอ่ื เสรจ็ กจิ ใหถ้ อดถงุ ยางอนามยั ขณะทอ่ี วยั วะเพศยงั แขง็ ตวั โดยจบั ทขี่ อบถงุ ยางและคอ่ ยๆ

รูดออก หากปลอ่ ยให้อวัยวะเพศอ่อนตัวในชอ่ งคลอดอาจท�ำใหถ้ งุ ยางอนามัยหลุดได้
• เป็นวิธีคุมก�ำเนิดแบบชั่วคราวในขณะนี้ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันท้อง และสามารถ

ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี รวมท้ังโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เช่น เริม หูดหงอนไก่
หนองใน ซฟิ ิลิส แผลริมออ่ นไปพร้อมกันได้
การนบั ระยะปลอดภัย หรือนบั หน้า ๗ หลัง ๗ -- ไมแ่ นะน�ำให้ใชว้ ิธีนี้
คือวิธธี รรมชาติ นบั “วนั แรก” ของการมีประจ�ำเดือนเปน็ วันที่ ๑ หน้าเจด็ คอื นบั ย้อน
ข้นึ ไปใหค้ รบเจ็ดวนั สว่ นหลังเจด็ ใหน้ บั ต่อจากวนั แรกท่มี ปี ระจ�ำเดอื นไปให้ครบ ๗ วนั
เปน็ วิธีคมุ ก�ำเนดิ ทไ่ี มม่ ปี ระสทิ ธภิ าพ ไม่แนะน�ำให้ใช้

103

หลงั่ ขา้ งนอก -- ไม่แนะน�ำใหใ้ ช้วิธนี ี้
การหลง่ั ข้างนอก เป็นวิธกี ารคมุ ก�ำเนิดแบบธรรมชาติ ไดผ้ ลไม่แนน่ อน เพราะขณะท่ี
สอดใส่ ฝ่ายชายจะมีนำ้� คดั หลง่ั จ�ำนวนหนง่ึ ออกมากอ่ น ซงึ่ จะมีอสุจปิ ะปนอยดู่ ว้ ย ตัวอสุจนิ น้ั
สามารถว่ายไปผสมกับไข่ การตง้ั ครรภจ์ ึงเกิดข้นึ ไดก้ ่อนผูช้ ายจะหล่ังน�้ำอสจุ ภิ ายนอกเสียอกี
นอกจากน้ัน การหลั่งภายนอกยังเป็นวิธีการที่ขึ้นอยู่กับฝ่ายชาย โดยท่ีฝ่ายหญิงไม่
สามารถควบคุมไดเ้ ลย
เปน็ วิธคี มุ ก�ำเนดิ ทไ่ี มม่ ปี ระสิทธิภาพ ไมแ่ นะน�ำใหใ้ ช้

o การกนิ ยาคมุ ก�ำเนดิ ชนิดเม็ด ยาคุมฉกุ เฉนิ ยาฝงั คมุ ก�ำเนิด
o การนับวัน และการหลั่งข้างนอกล้วนเป็นวิธีคุมก�ำเนิดที่ไม่สามารถป้องกันการติดเช้ือ

เอชไอวี และเช้อื โรคติดตอ่ ทางเพศสมั พนั ธ์
o “ถงุ ยางอนามัย” เปน็ วธิ ีเดียวทชี่ ่วยป้องกนั ทอ้ งและปอ้ งกันการตดิ เช้ือเอชไอวี


104

แผนการเรียนรู้ท่ี ๗

โลกของสอ่ื

แผนการเรียนรทู้ ่ี ๗

โลกของสื่อ

สาระส�ำคญั

สื่อมีอิทธิพลในการสร้างภาพลักษณ์ของหญิงชายผ่านการสร้างค่านิยมใน
เรอื่ งแฟช่นั ความสวยความงาม และสินคา้ ต่างๆ หากเรารเู้ ทา่ ทนั เราก็สามารถเปน็
ตัวของเราเองได้ รวมท้ังสามารถวิเคราะห์สิ่งท่ีส่ือพยายามจะสร้างภาพอุดมคติบาง
อยา่ ง ที่แตกตา่ งจากความหลากหลายในชีวิตจริง

วัตถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้

๑) เปรยี บเทยี บความแตกตา่ งของภาพหญงิ ชายทส่ี อ่ื น�ำเสนอกบั ในชวี ติ จรงิ
๒) ระบุลกั ษณะภาพเหมารวมของหญงิ ชายท่มี ักปรากฏในสอื่
๓) บอกผลกระทบของภาพเหมารวมหญิงชายท่มี ตี อ่ วยั รุ่น

แผนการเรียนรนู้ ้ี มุ่งสร้างเสรมิ คุณลกั ษณะและทักษะสำ� คัญ ดงั น้ี

Core Values Core Skills

• การรกั เคารพ และเหน็ คณุ คา่ ในตนเอง • การวิเคราะห์ เปรียบเทยี บ
• การเคารพความแตกต่าง • การเท่าทนั ส่ือ
• การสบื คน้ ขอ้ มลู
• ความมัน่ ใจในตนเอง • การตดั สนิ ใจ
• ความเทา่ เทยี ม

106

ระยะเวลา ๗

๖๐ นาที (๑ คาบเรยี น)

อุปกรณ์และสื่อ

• นิตยสารเก่าๆ ทมี่ ีภาพโฆษณา หรือภาพหญิง-ชาย
• กรรไกร กาว กระดาษฟลิปชาร์ท

ขอ้ เสนอแนะสำ� หรบั ผจู้ ดั การเรยี นรู้

นอกจากการบ้านทใี่ หน้ ักเรยี นลว่ งหน้า ใหแ้ ตล่ ะคนไปคน้ หาภาพหญิง-ชาย
วัยรุ่น/หนุ่มสาวคนละ ๓-๕ ภาพ โดยไปหามาจากส่ือส่ิงพิมพ์ หนังสือ นิตยสาร
โฆษณาใดกไ็ ด้ เพอื่ น�ำมาใช้ในกิจกรรมคร้งั หน้า
ครูควรหาภาพหญงิ -ชายวยั รุ่น/หนุ่มสาว ทีม่ อี ยู่ในท่วั ๆ ไปในชีวิตประจ�ำวนั
ซงึ่ เป็นภาพจริงๆ ของชวี ิตไม่ใชภ่ าพในสื่อต่างๆ เพอ่ื เปรยี บเทียบให้เหน็ ภาพในสอ่ื
และในชวี ติ จริงวา่ แตกตา่ งกันอย่างไร

ประเมินผลการเรยี นรู้

๑. สงั เกตการจ�ำแนกและการให้เหตผุ ลของนักเรยี น
๒. สังเกตความสนใจในการท�ำกจิ กรรมร่วมกัน
๓. สงั เกตการตอบค�ำถามหรือค�ำถามท่ีนักเรียนมี

ขั้นตอนการจัดการเรยี นรู้

๑. ครูถามถงึ การบ้านว่า นกั เรียนไดภ้ าพหญิงชายวยั รุ่นหนมุ่ สาวมาหรอื ไม่
ส่วนใหญเ่ ปน็ ใคร และได้ภาพมาจากไหนบ้าง
๒. ครอู ธบิ ายวา่ วนั นเ้ี ราจะลองท�ำงานศลิ ปะ โดยจะชว่ ยกนั ท�ำภาพ collage
หรอื การตัดแปะชน้ิ ส่วนตา่ งๆ ใหเ้ ป็นภาพ

• โจทย์ ภาพ collage ทีน่ ักเรยี นจะชว่ ยกนั ท�ำวันน้ี คอื ภาพท่อี ธบิ าย
ถงึ ความเป็นผหู้ ญิงและผู้ชาย
107

๓. ให้นกั เรยี นรวมกล่มุ กัน กลุ่มละ ๕ คน
• แตล่ ะกลมุ่ จะไดฟ้ ลปิ ชารท์ กลมุ่ ละ ๑ แผน่ และหนงั สอื พมิ พ์ นติ ยสาร
ทคี่ รเู ตรยี มมาใหเ้ พม่ิ
• ให้แต่ละกลุ่มน�ำภาพที่แต่ละคนเตรียมมา บวกกับหาเพ่ิมใน
หนังสือพิมพ์และนิตยสาร เพ่ือตัดแปะภาพหรือข้อความจากสื่อ
ที่แสดงถึงความเป็นหญิงและความเป็นชาย โดยให้แบ่งกระดาษ
ฟลิปชารท์ เป็นสองสว่ น ด้านหนงึ่ เปน็ ภาพ collage ท่ีแสดงถึงความ
เป็นหญงิ และอีกดา้ นเป็นภาพ collage ทีแ่ สดงถึงความเป็นชาย
• ให้เวลาท�ำกลมุ่ ละ ๑๕ นาที

๔. เม่อื ทกุ กลมุ่ ท�ำเสรจ็ ใหแ้ ต่ละกลุ่มน�ำภาพไปตดิ รอบๆ ห้อง หรือวางบน
พืน้ และให้เวลาเดินชมงานศลิ ปะทท่ี ุกคนชว่ ยกันท�ำข้ึน
๕. ครชู วนคุยโดยใชค้ �ำถามดังนี้

• ภาพหญงิ ชายทเี่ ราสงั เกตเหน็ ในสอื่ ตา่ งๆ โดยทว่ั ไปมลี กั ษณะอยา่ งไร
บ้าง

• หญิงชายส่วนใหญ่ในชีวิตจริงมีลักษณะเหมือนภาพที่เราเห็นในสื่อ
หรือไม่ อย่างไร

• นักเรียนคดิ ว่า ภาพทีส่ ื่อน�ำเสนอวา่ หญิงต้องเป็นแบบนี้ ชายต้องเปน็
แบบน้ี มีผลตอ่ วยั รุน่ แบบพวกเราอย่างไรบา้ ง

• คนที่ไม่ได้มีรูปร่าง ลักษณะเหมือนกับภาพหญิง-ชาย ที่สื่อน�ำเสนอ
จะรสู้ กึ อยา่ งไร เชน่ เราตวั เตย้ี เราทว้ ม เราด�ำ เราผมหยกิ เรามสี วิ ฯลฯ

• หากมวี ัยรุ่นท่ีพยายามจะเปน็ ให้เหมือนภาพหญิง-ชาย ท่ีสอ่ื น�ำเสนอ
เขาหรอื เธอจะตอ้ งท�ำอยา่ งไรบ้าง

๖. ครูสรุปการเรยี นรู้ และเพิ่มประเดน็ ส�ำคัญดังน้ี
• เราแตล่ ะคนมีรปู รา่ งลักษณะแตกตา่ งกันไปตามเชอ้ื ชาติ พันธกุ รรม
ของแต่ละคน คนแต่ละคนจงึ มลี ักษณะเฉพาะของตนเอง

108

• ความสวยงามเปน็ สงิ่ ทถ่ี กู ก�ำหนดขนึ้ แตกตา่ งกนั ไปในแตล่ ะวฒั นธรรม ๗
สังคม และแฟชน่ั รวมทง้ั เปลยี่ นแปลงตามยคุ สมัย เชน่ บางยุคกจ็ ะ
ชอบคนผอม บางยคุ กช็ อบคนทมี่ กี ลา้ มเนอื้ บางยคุ ผมหยกิ เปน็ ทน่ี ยิ ม
บางยคุ ต้องผมตรง บางยุคผมสน้ั บางยุคผมยาว ซง่ึ เปน็ อทิ ธิพลของ
ผกู้ �ำหนดแฟชนั่ และใชส้ อ่ื ในการสรา้ งคา่ นยิ ม ความเชอื่ ใหเ้ ปน็ แฟชนั่
และเปน็ สนิ คา้ เพอ่ื ผลประโยชนใ์ นทางธรุ กจิ เชน่ การนยิ มความขาว
ก็จะมีผลิตภัณฑ์ท�ำให้ขาวต่างๆ ออกมาขายมากมาย แต่อาจไม่
สามารถสร้างความนยิ มได้มากในประเทศท่ีมีคนผิวสอี ยู่จ�ำนวนมาก
หรือผลิตภัณฑ์เพื่อความผอม และสินค้าบริการเพ่ือลดความอ้วน
ตา่ งๆ จะถกู น�ำเสนอขายอยา่ งมาก เพราะความสวยถกู ก�ำหนดวา่ จะ
ต้องผอมเหมอื นนางแบบ ดารา ทป่ี รากฏในสื่อ เปน็ ตน้

• การท่ีเราอยากมีรูปร่างหน้าตาตามสมัยนิยมก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่
หากเราเทา่ ทนั วา่ ภาพลกั ษณห์ ญงิ ชายทสี่ อ่ื น�ำเสนอ ทเี่ นน้ ความสวย
หลอ่ เปน็ เรอ่ื งแฟชน่ั และธรุ กจิ มคี นบางกลมุ่ เปน็ ผสู้ รา้ งคา่ นยิ มเหลา่
นขี้ น้ึ มา และอาจสง่ ผลใหเ้ ราอยากเปน็ แบบนน้ั หากเรายนิ ดจี ะจดั การ
ร่างกายตัวเอง เพื่อให้เป็นไปตามภาพลักษณ์ที่ถูกสร้างข้ึน เราควร
ตอบตัวเองว่าท�ำเพื่ออะไร ในขณะที่คุณค่าของแต่ละคนก็มากกว่า
ภาพลกั ษณ์ภายนอก

• นอกจากเรอื่ งภาพลกั ษณย์ งั มคี ณุ ลกั ษณะบางอยา่ ง ทสี่ อื่ สะทอ้ นความ
คาดหวงั ต่อความเปน็ หญิงเป็นชายของสงั คม ทที่ �ำใหเ้ กดิ อคติ และ
มายาภาพในความเปน็ เพศ เชน่ เพศหญงิ จะตอ้ งออ่ นโยน พรอ้ มเปน็
แม่ เพศชายต้องเข้มแข็ง กลา้ หาญ เป็นตน้

• ในโลกความเปน็ จรงิ เรามหี ญงิ ชายหลากหลายแบบ ทงั้ รปู รา่ ง หนา้ ตา
ความสามารถ คุณลักษณะ ที่มากกว่าส่ิงท่ีสื่อน�ำเสนอและสร้างค่า
นิยมให้เราเช่ือวา่ ต้องเปน็ หญงิ เป็นชายแบบทส่ี ่ือน�ำเสนอเท่านนั้
109

คุณคา่ ของคนแตล่ ะคนนั้น
มมี ากกวา่ เรอ่ื งรปู ลกั ษณ์

ภายนอก

แผนการเรียนรู้ที่ ๘

อคติ และการตตี รา

แผนการเรยี นรทู้ ี่ ๘

อคติ และการตตี รา

สาระสำ� คญั

ในการอยรู่ ว่ มกนั เราอาจมอี คติ และตตี ราคนทแ่ี ตกตา่ งไปจากคนสว่ นใหญ่
การเรยี นรทู้ จี่ ะยอมรบั ความแตกตา่ งของคนแตล่ ะบคุ คลวา่ เปน็ เรอ่ื งธรรมดา ไมว่ า่ จะ
เป็นลักษณะภายนอก เช่น เพศ รปู รา่ ง ขนาดรา่ งกาย สีผวิ ความสงู ต�่ำไม่เหมอื นกนั
รวมไปถงึ ความแตกตา่ งในเรอ่ื งคา่ นยิ ม ความเชอ่ื ความชอบ ซง่ึ สรปุ หรอื ตดั สนิ ไมไ่ ด้
วา่ แบบใดดหี รือไมด่ ี ถกู หรอื ผดิ ความแตกตา่ งจงึ ไมใ่ ช่เร่อื งผิดปกติ และไมใ่ ชเ่ รือ่ งท่ี
จะน�ำมาลอ้ เลยี นหรือกลนั่ แกลง้ กัน

วัตถุประสงค์การเรยี นรู้

๑) บอกความรูส้ กึ เมอื่ ถูกล้อเลยี น
๒) อธิบายสาเหตุของการลอ้ เลียนและเลือกปฏบิ ัตติ ่อคนบางกลมุ่
๓) บอกส่งิ ทเี่ ราควรท�ำกบั คนทมี่ ีความแตกตา่ งจากเรา

112

แผนการเรียนร้นู ี้ มุ่งสรา้ งเสริมคณุ ลักษณะและทกั ษะสำ� คญั ดงั นี้

Core Values Core Skills
• การรกั เคารพ และเหน็ คณุ ค่าตนเอง • การยืนยันความรสู้ กึ ตนเอง
• การเคารพความแตกต่าง • การคิด วิเคราะห์
• การรู้ และเคารพสิทธิ • การส่อื สาร
• การเหน็ อกเห็นใจ เข้าใจคนอนื่ • การแก้ปัญหา
• ความเท่าเทยี ม
• การไมเ่ อาเปรยี บผู้อื่น
• การไมใ่ ชค้ วามรุนแรง
• ส�ำนกึ พลเมอื ง

ระยะเวลา ๘

๑๒๐ นาที (๒ คาบเรียน)

อปุ กรณ์และสื่อ

• เตรยี มกระดาษฟลิปชาร์ทตัดคร่งึ และเขียนข้อความเหล่านี้ แผน่ ละขอ้
๑) คนสว่ นใหญค่ ดิ หรอื รูส้ กึ อยา่ งไรกบั “กะเทย”
๒) คนสว่ นใหญ่คิดหรือรู้สกึ อยา่ งไรกับ “เด็กพิเศษ”
๓) คนสว่ นใหญค่ ิดหรือรสู้ ึกอย่างไรกับ “คนพกิ าร”
๔) คนส่วนใหญค่ ดิ หรือรสู้ ึกอยา่ งไรกับ “คนตดิ เชอื้ เอชไอวี”
๕) คนสว่ นใหญค่ ิดหรอื รู้สึกอย่างไรกบั “คนเก็บขยะ”
๖) คนสว่ นใหญค่ ดิ หรือรูส้ ึกอย่างไรกับ “เด็กทพ่ี อ่ แม่เลกิ กนั ”

• ตวั อย่างภาพคนทป่ี ระสบความส�ำเร็จในชวี ติ

113

ขอ้ เสนอแนะส�ำหรับผ้จู ดั การเรยี นรู้

กจิ กรรมนพี้ ดู ถงึ อคตทิ มี่ ตี อ่ คนบางกลมุ่ ครจู งึ ควรสงั เกตวา่ มนี กั เรยี นคนใด
ทเ่ี คยถกู ลอ้ เลยี น ถกู เพอ่ื นแกลง้ และใชโ้ อกาสนใ้ี นการท�ำความเขา้ ใจเรอ่ื งการยอมรบั
ความแตกตา่ ง และการเขา้ ใจความรู้สึกของเพอื่ นทอี่ าจมคี วามแตกต่างจากคนอืน่

ประเมินผลการเรยี นรู้

๑. สงั เกตการอธบิ ายและใหเ้ หตผุ ลของนกั เรยี น
๒. สังเกตความสนใจในการท�ำกิจกรรมร่วมกนั

ขั้นตอนการจดั การเรยี นรู้

คาบท่ี ๑
๑. ครูบอกว่า วนั นี้เราจะมารู้จกั ค�ำวา่ “อคต”ิ และ “การตีตรา” กนั

• ถามนกั เรยี นวา่ ใครเคยไดย้ นิ ค�ำน้ี และสามารถอธบิ ายใหเ้ พอื่ นฟงั ได้
พร้อมยกตัวอย่าง

๒. ครอู ธบิ ายวา่ บางครงั้ คนบางคนอาจถกู ปฏบิ ตั ดิ ว้ ยความไมย่ ตุ ธิ รรม เพยี ง
เพราะเขาแตกตา่ งจากคนอนื่ ๆ ในบางดา้ น เชน่ สภาพรา่ งกาย ความสามารถ สถานะ
ทางครอบครัว ศาสนา ชาตพิ นั ธุ์ เพศวถิ ี หรือสขุ ภาพ เป็นต้น ความแตกต่างเหล่านี้
อาจท�ำใหเ้ กดิ การตตี รา และเลอื กปฏบิ ตั ใิ นทางทไ่ี มด่ กี บั คนเหลา่ น้ี ดว้ ยเหตขุ องความ
ไม่เข้าใจ หรือได้ข้อมูลที่ส่งต่อกันมาผิดๆ ซึ่งอาจส่งผลให้รู้สึกกลัว เกลียด ดูถูก
เปน็ ตน้ ดังน้ัน “การตตี รา” หมายถงึ การมองผู้อ่ืนในทางลบ หรือเรียกวา่ อคติ และ
ไมเ่ หน็ คณุ คา่ ในคนๆ นนั้ การตตี รากอ่ ใหเ้ กดิ ความรสู้ กึ ไมเ่ ทา่ เทยี มระหวา่ งคนแตล่ ะ
คน และมักน�ำไปสู่การเลือกปฏิบัติทล่ี ดิ รอนหรอื ละเมดิ สทิ ธิของบคุ คล
๓. ครเู สรมิ วา่ ค�ำอธบิ ายอาจจะเขา้ ใจยาก ครจู ะชวนท�ำกจิ กรรมใหน้ กั เรยี น
เข้าใจมากขึ้น
๔. ครูวางกระดาษฟลิปชาร์ทตัดครงึ่ ทเ่ี ขยี นขอ้ ความไว้ล่วงหนา้ ๖ แผน่ ไว้
รอบๆ ห้อง (อาจติดผนงั หรือวางไวบ้ นโต๊ะ)
114

๕. แบง่ นกั เรยี นเปน็ ๖ กลมุ่ (นบั ๑-๖) ใหท้ กุ คนเตรยี มปากกา และใหแ้ ตล่ ะ ๘
กลมุ่ ยืนอยู่ทีก่ ระดาษฟลปิ ชาร์ทแต่ละแผ่น อธบิ ายวา่ เม่อื ครใู หส้ ญั ญาณใหน้ กั เรียน
ชว่ ยกนั ตอบค�ำถามบนกระดาษแผน่ นน้ั และครจู ะใหส้ ญั ญาณเพอื่ เปลยี่ นกลมุ่ จนครบ
ทง้ั ๖ กลุ่ม นักเรียนจะได้ช่วยกันแสดงความเหน็ ในทุกข้อ ให้เวลาขอ้ ละ ๓ นาที

๑) คนส่วนใหญค่ ิดหรอื ร้สู ึกอย่างไรกับ “กะเทย”
๒) คนสว่ นใหญ่คิดหรือรสู้ กึ อยา่ งไรกบั “เดก็ พเิ ศษ”
๓) คนส่วนใหญ่คิดหรือรสู้ กึ อย่างไรกับ “คนพกิ าร”
๔) คนส่วนใหญ่คดิ หรือรสู้ กึ อยา่ งไรกับ “คนติดเชอื้ เอชไอว”ี
๕) คนสว่ นใหญ่คดิ หรือร้สู กึ อย่างไรกับ “นักเรียนทีท่ ้อง”
๖) คนส่วนใหญค่ ิดหรือรู้สึกอยา่ งไรกับ “เดก็ ท่พี ่อแมเ่ ลิกกัน”
๖. เมอื่ ครบทกุ ขอ้ ครเู กบ็ กระดาษ และใหน้ กั เรยี นยนื เปน็ วงกลมวงเดยี ว ให้
เหลอื พ้นื ที่ตรงกลางห้องให้มากที่สุด
๗. ครูอธิบายว่า ครูมีค�ำถามให้นักเรียนลองทบทวนดูว่า เราเคยมี
ประสบการณ์แบบนั้นๆ หรือไม่ หากใครมีประสบการณ์แบบน้ันให้เดินไปข้างหน้า
๑ กา้ ว ถ้าไมม่ ีใหอ้ ยกู่ ับท่ี คนทก่ี ้าวมาแลว้ หากขอ้ ตอ่ ไปมปี ระสบการณ์อกี ก็ให้ก้าว
ไปอกี ๑ กา้ ว
๘. ครถู ามทีละค�ำถาม ดงั นี้
• เมอ่ื ถามแตล่ ะขอ้ ใหเ้ วลานกั เรยี นคดิ และเดนิ รวมทงั้ มเี วลาใหท้ กุ คน

สงั เกตว่ามเี พอื่ นคนไหนก้าวออกมาบา้ ง ครูอาจช่วยสรปุ ว่าแต่ละข้อ
มีคนกา้ วออกมาก่ีคน
๑) ใครเคยถกู เพอ่ื นลอ้ เกยี่ วกบั ลกั ษณะทางรา่ งกาย เชน่ ด�ำ เตยี้ โยง่

แวน่ หยกิ ฯลฯ
๒) ใครเคยถูกเพื่อนล้อเกี่ยวกับสถานะทางครอบครัว เช่น รวย/จน

อาชพี พ่อแม่ พอ่ แมเ่ ลกิ กนั พอ่ แมเ่ สียชีวิต ฯลฯ
๓) ใครเคยถกู เพือ่ นล้อเก่ียวกับการเรยี น เช่น สอบตก ไดศ้ นู ย์ เรียน

เก่งกว่าคนอนื่ ฯลฯ
115

๔) ใครเคยถูกเพือ่ นลอ้ เก่ียวกับลกั ษณะนสิ ัย เช่น ข้ีงอน ข้ีเกียจ กลา้
แสดงออก ฯลฯ

๕) ใครเคยถกู เพอื่ นล้อเกี่ยวกบั พฤตกิ รรม เชน่ มาสาย พูดมาก ป่วย
บ่อย ฯลฯ

๖) ใครเคยถูกเพือ่ นล้อในเรอ่ื งอืน่ ๆ อกี ให้ยกตัวอยา่ ง
๙. เมอ่ื ถามครบทง้ั ๖ ขอ้ ถามนักเรียนวา่

• รู้สึกอย่างไรกบั กิจกรรมน้ีบา้ ง
• ตอนทเ่ี ราถูกเพื่อนลอ้ เรารสู้ ึกอยา่ งไร
• เรารู้สึกอยา่ งไร ที่เห็นวา่ มีคนทีถ่ กู ลอ้ เหมอื นกบั เรา
• คิดอย่างไรกบั การลอ้ เลยี นคนอนื่ ในเรอ่ื งเหล่าน้ี
• เม่ือพวกเราได้ฟังความรู้สึกของคนที่ถูกล้อเลียนแล้ว เราอยากบอก

อะไรกบั เพือ่ นบ้าง
๑๐. ครสู รุปให้เห็นว่า

• ทงั้ ๖ ขอ้ เปน็ ตวั อยา่ งของการลอ้ เลยี นในความแตกตา่ งของแตล่ ะคน
ซ่ึงการที่เราแตกต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา เพราะไม่มีใครเหมือนใคร
และไม่ได้แสดงว่าใครดกี ว่าใคร

• คนท่ีล้อเลียนคนอื่นอาจท�ำไปด้วยความรู้สึกสนุก แต่เราจะเห็นว่า
ความรู้สกึ ตอนท่เี ราถูกเพอื่ นลอ้ เลยี น มักเปน็ ความรสู้ ึกไมด่ ี

• เราอาจมีประสบการณ์ในการไปล้อเลียนคนอ่ืน แต่หากเรารู้ว่าส่ิงที่
เราท�ำเป็นการท�ำร้ายความรู้สึกของเพื่อน ท�ำให้เพื่อนรู้สึกไม่ดีหรือ
เสยี ใจ และเรากไ็ มช่ อบเวลาเราถกู ลอ้ เลยี นแบบนนั้ เรากค็ วรหยดุ การ
ล้อเลยี นเพ่ือน

๑๑. ครูปิดทา้ ยด้วยค�ำถามว่า
• หากเราเหน็ เพื่อนไปล้อเลยี นคนอนื่ นักเรียนจะท�ำอยา่ งไร

116

คาบที่ ๒ ๘
๑. เตรียมติดฟลปิ ชาร์ท ที่นักเรยี นตอบค�ำถาม ๖ ข้อ จากคาบเรียนท่แี ลว้
ไว้บนกระดานหรือรอบๆ ห้อง

๑) คนส่วนใหญค่ ดิ หรือร้สู กึ อย่างไรกับ “กะเทย”
๒) คนสว่ นใหญ่คิดหรอื รู้สึกอย่างไรกบั “เด็กพิเศษ”
๓) คนสว่ นใหญ่คิดหรอื รู้สกึ อยา่ งไรกับ “คนพกิ าร”
๔) คนส่วนใหญ่คิดหรอื รู้สึกอยา่ งไรกับ “คนติดเชอื้ เอชไอว”ี
๕) คนสว่ นใหญค่ ดิ หรือร้สู กึ อย่างไรกบั “นักเรยี นทท่ี อ้ ง”
๖) คนส่วนใหญค่ ดิ หรือรสู้ ึกอย่างไรกบั “เด็กท่พี อ่ แม่เลิกกนั ”
๒. ครูทวนสง่ิ ที่เรยี นรใู้ นคาบเรยี นท่แี ล้ว โดยใชค้ �ำถาม ดังน้ี
• คาบที่แล้วครูถามเรื่องประสบการณก์ ารถูกเพื่อนล้อ ใครทีไ่ ม่เคยถกู

เพอ่ื นล้อเลยี นเลย ขอใหย้ กมือข้นึ
• หลังคาบเรียนที่แล้ว มีใครยังโดนลอ้ บ้างหรอื ไม่
• หากเราเห็นเพื่อนของเราไปล้อเลียนคนอื่นด้วยความสนุก เราจะท�ำ

อะไรบา้ ง
๓. จากนน้ั ถามนกั เรียนว่า

• จ�ำค�ำถามท่ีครถู ามครัง้ ทแี่ ล้ว และทุกคนได้เขยี นค�ำตอบไดไ้ หม เปน็
เร่อื งเกีย่ วกับใครบ้าง

๔. ครูชวนดคู �ำตอบของแต่ละค�ำถามท้งั ๖ ขอ้ บนกระดาษฟลปิ ชารท์
• เม่ือดคู �ำตอบทง้ั ๖ ข้อ ความรูส้ ึกของคนส่วนใหญท่ ่ีมตี ่อกะเทย เด็ก
พิเศษ เลสเบย้ี น คนพกิ าร คนตดิ เช้ือเอชไอวี ขอทาน และเด็กท่ีพ่อ
แม่เลกิ กนั เป็นในดา้ นบวกหรือดา้ นลบ เหตใุ ดจึงเปน็ เช่นน้นั
• หากคนเหลา่ นท้ี ราบวา่ คนอนื่ รสู้ กึ แบบนกี้ บั เขา นกั เรยี นคดิ วา่ เขาจะ
รูส้ กึ อย่างไร
• นกั เรยี นคดิ วา่ เปน็ เรอ่ื งยตุ ธิ รรมหรอื ไมท่ เี่ ราจะรสู้ กึ ไมด่ ี โดยทเ่ี ราไมร่ ู้
จักคนๆ นน้ั มาก่อน
117

๕. ครอู ธบิ ายวา่ ความรสู้ กึ ดา้ นลบเหลา่ น้ี เราเรยี กวา่ อคตทิ เ่ี รามกี บั คนกลมุ่
นน้ั เพราะเราอาจเคยไดย้ นิ หรอื รบั รมู้ า และคดิ เอาเองวา่ คนกลมุ่ นต้ี อ้ งเปน็ แบบนนั้
แบบนี้ ซง่ึ อาจส่งผลให้เราปฏิบัติไม่ดกี ับคนเหล่าน้ีได้ โดยไม่มีเหตุผล และโดยทีเ่ รา
ยังไม่เคยรจู้ ักเขาเหล่านัน้ เลย
๖. ใหน้ ักเรียนดภู าพตัวอยา่ ง เชน่ นางงามจกั รวาลซงึ่ เป็นคนผวิ ด�ำ รปู คน
พกิ ารที่ไดเ้ ปน็ แชมป์ว่ายน้ำ� หรอื คนตัวเตย้ี ทเ่ี ปน็ นกั กีฬา ฯลฯ 
๗. ถามนักเรียนว่า กิจกรรมที่ครูชวนท�ำคาบที่แล้ว ที่ถามถึงประสบการณ์
ของนกั เรยี นในการถกู ลอ้ เลยี นในเรอื่ งตา่ งๆ กบั กจิ กรรมวนั น้ี ทชี่ วนดวู า่ คนสว่ นใหญ่
มคี วามรสู้ ึกตอ่ คน ๖ กลุม่ เหล่าน้ี

• นกั เรยี นได้เรียนรอู้ ะไรบ้าง
• ทง้ั ๒ กจิ กรรมมคี วามเหมอื นกันอย่างไร

o กิจกรรมในคาบเรียนแรกที่ทุกคนได้ลองก้าวหากเคยถูกล้อ
เป็นการทบทวนประสบการณ์ท่ีเราเคยถูกล้อเลียน ส่วนกิจกรรม
วันนี้เปน็ การมองคนอ่ืน

o ทง้ั สองกจิ กรรมชวนเราส�ำรวจความรสู้ กึ ของคนทแ่ี ตกตา่ งจากคน
สว่ นใหญ่ และการทถ่ี กู ปฏบิ ตั ใิ นทางทไ่ี มด่ ี เชน่ การลอ้ เลยี น เพอื่
ให้เข้าใจว่าไม่มีใครอยากถูกล้อเลียน และไม่มีใครอยากถูก
ตีตรา หรือถูกปฏิบัตไิ ม่ดีจากคนรอบข้าง

๘. ครสู รุปการเรยี นรูว้ า่
• เราแตล่ ะคนมคี วามแตกตา่ งหลากหลาย ทงั้ จากพนั ธกุ รรมและสงั คม
วัฒนธรรมที่แวดล้อมความแตกต่างของบุคคล มีคนอ้วน ผอม สูง
เตยี้ ด�ำ ขาว นนั่ คอื ความหลากหลายทส่ี วยงาม เราจงึ ไมค่ วรไปตดั สนิ
คุณคา่ วา่ ขาวดกี ว่าด�ำ และทกุ คนตอ้ งพยายามขาวไปหมด

118

• ด้วยความไม่รู้ ความกลัว อคติ การตีตรา ท่มี ีตอ่ “ความแตกตา่ ง” ๘
จากคนส่วนใหญ่ ท�ำให้คนหลายคนถกู เลอื กปฏบิ ัตดิ ว้ ยความไม่เท่า
เทียม ถกู รังแก ถูกล้อเลียน ถกู ปฏเิ สธ และไม่ได้รับการยอมรับ

• ในการใชช้ วี ติ รว่ มกนั เรามกั มองเหน็ ความแตกตา่ งเหลา่ นน้ั โดยมกี าร
เปรยี บเทียบ ให้คุณค่า หรือตดั สนิ คนทแี่ ตกตา่ งจากเรา หรือจากคน
ส่วนใหญ่ และอาจปฏิบัติต่อคนเหล่าน้ันในทางไม่ดี เพราะไม่เห็น
คณุ ค่าและศักด์ศิ รคี วามเปน็ มนษุ ย์ทีท่ ุกคนมีเหมือนกนั

• การยอมรับความแตกต่าง และแสดงถึงการเคารพศกั ด์ิศรคี วามเปน็
มนุษย์ต่อทุกคน คือ การเห็นว่าคนทุกคนมีคุณค่า และมีความเท่า
เทียมกนั แม้มรี ูปลักษณภ์ ายนอก ความเช่ือ รสนิยม ที่แตกตา่ งกนั
แต่ไม่ควรเป็นเหตแุ หง่ การน�ำมาล้อเลยี น หรือกลัน่ แกล้ง เพราะเรา
เองกย็ ่อมไม่อยากใหใ้ ครมาล้อเลยี น หรือปฏบิ ัตไิ ม่ดกี ับเราเช่นกัน

119

ตัวอย่างภาพ “บคุ คลที่ประสบความสำ�เร็จในชวี ิต”

ไลล่า โลเปซ (Leila Lopes)
นางงามจกั รวาล ปี ๒๐๑๑

ชาร์ลีน เทยเ์ ลอร์ (ชาซาเบลล์ รอเยล)
นกั เตน้ เบอรเ์ ลสก์
ไดต้ �ำแหนง่ Miss Burlesque UK
(น�ำ้ หนัก ๘๘ กโิ ลกรมั )

120 ขอ้ มลู ภาพจากอินเทอรเ์ น็ต



นคิ วูจิซิค (Nick Vujicic) ชาวออสเตรเลีย
เขาไมม่ ีแขนทง้ั สองข้าง มีแตข่ าส้นั ๆ ขา้ งเดยี วทีม่ นี ิ้วโปง้ โผล่ออกมาสองน้วิ เท่านน้ั

ขอ้ มูลภาพจากอินเทอร์เน็ต พัทธยา เทศทอง
นักกฬี าบอคเซีย ได้เหรยี ญทอง
ในการแขง่ ขนั พาราลมิ ปกิ เกมส์ ๒๐๑๒
ที่กรงุ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ

121

อทติ ยา โรมิโอ เทพ สมศักด์ิ เหมรญั
นักเพาะกายชาวอินเดยี ที่ตวั เล็กทีส่ ุดในโลก กีตา้ ร์มือเดียว
(สงู ๒ ฟุต ๙ นิ้วหรือประมาณ ๘๓ เซนตเิ มตร)

“น้องทกั ” ด.ช.ภูชิต องิ ชยั ภมู ิ และ “นอ้ งออฟ” ด.ช.ณัฐพงศ์ วปิ ระจง
นักกีฬาว่ายน�ำ้ เหรยี ญทองและเหรียญเงนิ รวมกัน ๖ เหรียญ

จาก “การแขง่ ขันกฬี านักเรยี นคนพกิ ารระดับโลก” เมอื งสเต็คคาแนล ประเทศเนเธอรแ์ ลนด์

ข้อมลู ภาพจากอนิ เทอรเ์ น็ต

122

แผนการเรยี นรทู้ ี่ ๙

เมอื่ ฉนั โตข้ึน

แผนการเรยี นรทู้ ี่ ๙

เม่ือฉันโตข้นึ

สาระส�ำคญั

การรู้จักตัวเอง และการวางแผนอนาคตจะช่วยในการรับมือ และมองการ
เปล่ยี นแปลงตา่ งๆ ท่ีมาพร้อมกับการเตบิ โตในมมุ บวก

วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้

๑) อธิบายความเปน็ ตวั ของตวั เอง และการเปล่ียนแปลงทเี่ กิดขึ้นกับตนเอง
๒) วางเปา้ หมาย และระบุสงิ่ ท่ีอยากเหน็ ตนเองเปน็ ในอนาคต

แผนการเรียนรูน้ ี้ มุ่งสรา้ งเสรมิ คุณลกั ษณะและทักษะส�ำคัญ ดังน้ี

Core Values Core Skills
• การรกั เคารพ และเหน็ คุณคา่ ตนเอง • การรู้จกั ตนเอง
• ความมัน่ ใจในตนเอง • การตัดสินใจ
• เสรีภาพในการเลอื ก • การวางเป้าหมาย
• ความรบั ผดิ ชอบในการเลอื ก • การสือ่ สาร

ระยะเวลา

๖๐ นาที (๑ คาบเรียน)

124

อุปกรณ์และส่อื ๙

• แผน่ กจิ กรรม “ฉัน ฉนั ฉนั ”
• กระดาษ A4 ส�ำหรบั การบา้ น

ประเมินผลการเรียนรู้

๑. สงั เกตการแสดงความเห็นของนักเรยี น
๒. สงั เกตการแลกเปล่ยี น การรบั ฟังเพือ่ น

ขน้ั ตอนการจดั การเรยี นรู้

๑. ครถู ามนักเรียนว่า
• ใครจ�ำอะไรตอนท่ีเราอยู่ ป.๓ ได้บ้าง (ขอฟังจากนักเรยี น ๓-๔ คน)
• ใครนึกภาพตัวเองตอน ม.๓ ได้บ้างว่า ตอนนั้นเราจะเป็นอย่างไร
(ขอฟงั จากนกั เรียน ๓-๔ คน)

๒. บอกนักเรียนวา่ วันนีเ้ ราจะลองส�ำรวจตวั เองใน ๓ ช่วงวยั แจกแผ่น “ฉัน
ฉัน ฉัน” ให้นักเรียนทกุ คน อธิบายวา่ ในแผน่ นม้ี ี ๑๐ เรอ่ื ง ทใี่ ห้นักเรียนลองบอกว่า
ตวั เองเปน็ อย่างไรในแตล่ ะช่วงอายุ คือ ตอน ป.๓ ตอนน้ี และตอน ม.๓ ใหเ้ วลาใน
การท�ำ ๑๕ นาที
๓. เมอ่ื สงั เกตวา่ ทกุ คนท�ำเสร็จแลว้ ใหจ้ ับกลุ่ม ๓ คน ใหต้ กลงกันในกลุ่ม
ว่า จะเล่าใหก้ นั ฟังในขอ้ ไหน ใหเ้ ลอื ก ๓ ข้อ และให้ทกุ คนเล่าให้กนั ฟงั ใน ๓ ข้อนน้ั
และสามารถซักถามเพือ่ นได้
๔. ให้เวลาแตล่ ะกลุม่ คุยกนั ๑๐ นาที จากนน้ั ครูชวนคุยดังนี้

• ร้สู กึ อยา่ งไรกบั การลองท�ำ “ฉนั ฉนั ฉัน”
• จากการลองตอบค�ำถามทง้ั ๑๐ ข้อ นักเรยี นไดเ้ รยี นรเู้ กีย่ วกับตวั เอง

อยา่ งไรบ้าง
• เมื่อเปรียบเทยี บสง่ิ ทต่ี ัวเองเป็นตอน ป.๓ กับตอนน้ี นกั เรยี นเหน็ การ

เปล่ียนแปลงอะไรบ้าง
125

• รู้สกึ อยา่ งไรกบั การเปลีย่ นแปลงท่ีเกิดข้ึน
126 • นกั เรยี นร้สู ึกอย่างไร เมื่อนกึ ภาพตัวเองตอน ม.๓
• นักเรยี นชอบความเปน็ ตัวเองในอนาคต ตอน ม.๓ ข้อใดบ้าง เพราะ

เหตุใด
• เรามีใครบา้ ง ที่จะสนับสนุนเรา คอยช่วยเรา หรอื เราสามารถปรกึ ษา

ได้ตอนอยู่ ม.๓
๕. ครูสรปุ ค�ำตอบของนักเรยี นให้เปน็ การสรุปการเรยี นร้วู ันนี้ ดังน้ี

• เราจะเหน็ วา่ เมอ่ื เราเตบิ โต บางอยา่ งเหมอื นเดมิ แตบ่ างอยา่ งกเ็ ปลย่ี น
ไป การเปล่ียนแปลงมาพร้อมกับการเติบโตของเรา เม่ือเราโตขึ้น
นอกจากอายมุ ากขน้ึ เรยี นชัน้ สงู ขึ้นแล้ว เราจะเห็นวา่ หลายๆ อย่าง
มกี ารเปล่ยี นแปลง เชน่ กลุม่ เพื่อน สงิ่ ทีเ่ ราสนใจ สง่ิ ทเ่ี ราชอบ ซง่ึ มี
ทง้ั ตวั เราทเ่ี ปลยี่ น และสงิ่ รอบตวั เราทเ่ี ปลย่ี น ซงึ่ การเปลยี่ นแปลงเปน็
เร่อื งธรรมดา

• นอกจากนนั้ เมอ่ื เราโตขนึ้ ความรบั ผดิ ชอบของเรากจ็ ะมากขน้ึ เพราะ
เราสามารถท�ำสง่ิ ตา่ งๆ ไดม้ ากขน้ึ และเปน็ การเรยี นรทู้ จี่ ะอยรู่ ว่ มกบั
คนอนื่ ๆ มากขึ้น 

• การลองคิดถึงตัวเองตอน ม.๓ เป็นส่ิงที่เราคาดการณ์ถึงตนเองใน
อนาคต อาจจะเกดิ ขนึ้ ตามทเี่ ราคาดหรอื อาจเปน็ แบบอนื่ เมอื่ ถงึ เวลา
นน้ั แตก่ ารลองคดิ ถงึ อนาคตจะชว่ ยใหเ้ ราเตรยี มตวั วางแผนหากอยาก
เปน็ ไปตามทตี่ ัวเองคิด หรือเตรยี มรับมอื กับส่ิงท่ีคาดวา่ จะเกิดขึ้น

• การเปล่ียนแปลงอาจท�ำให้เกิดความรู้สึกกังวลบ้าง ต้องปรับตัวบ้าง
ซ่ึงล้วนเป็นสิ่งท่ีเราจะต้องเผชิญเม่ือโตข้ึน แต่ในขณะเดียวกัน การ
เปลย่ี นแปลงกเ็ ปน็ เรอื่ งทา้ ทาย และชว่ ยใหเ้ ราไดเ้ รยี นรสู้ งิ่ ใหมๆ่ ดว้ ย
เชน่ กนั และเราทุกคนต่างมีคนทเ่ี ราไว้ใจ ท่จี ะพดู คุยปรึกษาดว้ ยได้
ถึงความกงั วลใจหรอื ปัญหาที่เจอ

๖. จากทพี่ วกเรานกึ ภาพตวั เองตอน ม.๓ ไว้ ครชู วนใหท้ กุ คนกลบั ไปท�ำภาพ
ตดั แปะเป็นการบ้าน หวั ข้อ “นี่คอื ฉันตอน ม.๓” โดยอธบิ ายดงั นี้

• ใหน้ ักเรียนท�ำภาพตัดแปะที่สะทอ้ นถงึ “ตัวเราตอน ม.๓” โดยการ
หาภาพ ข้อเขียน ค�ำพูด ท่ีสะท้อนถึงตัวตนของเรา ส่ิงที่เราสนใจ
ส่ิงท่ีเราจะเป็น จากหนังสือหรือนิตยสารต่างๆ ที่สามารถขอตัดได้
หรอื เป็นภาพหรอื ของจากท่บี า้ น ท่ีขออนญุ าตน�ำมาใช้ได้

• ยกตัวอย่างภาพตัดแปะบางภาพ และแจกกระดาษ A4 ให้นกั เรยี น
คนละ ๑ แผ่น ใหท้ กุ คนน�ำแผน่ “นค่ี ือฉันตอน ม.๓” มาในช่วั โมง
หนา้



127

ฉัน ฉนั ฉนั

นกั เรียนเขียนขอ้ มลู ของตนเองในแต่ละหวั ข้อใน ๓ ชว่ ง คือ ตอนท่อี ยู่ ป.๓, ปจั จบุ นั
และนักเรียนเหน็ ว่าตัวเองจะเป็นอยา่ งไรตอน ม.๓

ฉันวนั ก่อน (ป.๓) ฉนั วนั นี้ (ป.๖) ฉันในอนาคต (ม.๓)
๑) เสื้อผา้ ชดุ โปรดของฉัน

๒) เพื่อนสนทิ ของฉัน

๓) รายการโปรดทางทีวี

๔) ของท่มี คี ่าที่สดุ ของฉัน
๕) งานอดเิ รก หรอื ส่งิ ที่

ฉนั ชอบท�ำเวลาว่าง
๖) สงิ่ ที่น่ากลัวทีส่ ดุ

ส�ำหรับฉนั
๗) ความรู้สกึ ทฉ่ี นั มีตอ่

โรงเรยี น
๘) ความฝันของฉัน
๙) ความรบั ผิดชอบใน

บ้าน
๑๐) คนทฉี่ ันปรึกษาปญั หา

หรือขอความชว่ ยเหลอื

128

การบา้ น

ให้นักเรยี นหาภาพ ขอ้ เขียน หรือค�ำพดู ต่างๆ ที่สะทอ้ นถงึ ส่งิ ทน่ี กั เรียนสนใจ ทบี่ อกถึง
ตวั ตนของนกั เรยี น และน�ำมาสรา้ งภาพตดั แปะบนกระดาษ A4 เพอ่ื แสดงใหเ้ หน็ ภาพตวั นกั เรยี น
ตอน ม.๓ ทง้ั น้ี ภาพหรอื ขอ้ ความตา่ งๆ อาจตดั จากนิตยสารตา่ งๆ ทีส่ ามารถขอตัดได้ หรือ
เป็นภาพหรือของจากท่ีบ้าน ท่ีขออนุญาตน�ำมาใช้ได้ หลังจากน�ำมาแสดงในคาบเรียนหน้า
นักเรยี นสามารถน�ำของไปคืนได้ ให้เขยี นชอื่ ไวม้ มุ ซ้ายลา่ ง

น่คี อื ฉัน ตอน ม.๓



129

ตัวอย่างภาพตดั แปะ

130 ข้อมลู ภาพจากอนิ เทอร์เนต็

แผนการเรยี นรทู้ ี่ ๑๐

ใครมอี ิทธิพลกบั เราบ้าง

แผนการเรยี นร้ทู ่ี ๑๐

ใครมีอทิ ธพิ ลกับเราบา้ ง

สาระสำ� คัญ

การตัดสินใจเร่ืองต่างๆ ในชีวิต ไม่ว่าเรื่องง่ายหรือยากมีหลายอย่างที่มี
อทิ ธพิ ลตอ่ เราในการเลอื กตดั สนิ ใจ การเรยี นรวู้ า่ ใครหรอื อะไรมอี ทิ ธพิ ลตอ่ เราในเรอ่ื ง
ใดบ้าง จะช่วยให้เราเท่าทันและเข้าใจว่าเม่ืออิทธิพลบางอย่างกลายเป็นแรงกดดัน
เราจะเรยี นรกู้ ารจดั การกับแรงกดดนั นน้ั อยา่ งไร

วตั ถุประสงคก์ ารเรียนรู้

๑) ระบุคนหรอื ส่ิงทมี่ อี ิทธิพลตอ่ ตวั เอง
๒) บอกวิธใี นการจัดการกับความกดดันจากเพอื่ นและสิ่งรอบข้าง

แผนการเรียนรนู้ ้ี มงุ่ สร้างเสรมิ คุณลักษณะและทักษะสำ� คญั ดงั น้ี

Core Values Core Skills

• การรัก เคารพ และเห็นคุณคา่ ของตนเอง • การคดิ วิเคราะห์
• การเคารพความแตกตา่ ง • การตดั สินใจ
• ความมน่ั ใจในตนเอง • การยืนยันความต้องการ ความรู้สึก
• เสรภี าพในการเลอื ก ตนเอง
• ความรับผิดชอบ • การต่อรอง
• การจัดการความกดดนั
• การแก้ปัญหา

132

ระยะเวลา ๑๐

๖๐ นาที (๑ คาบเรยี น)

อุปกรณ์และส่อื

• กระดาษ A3, กาว, สเี ทียน/สไี ม้/สีเมจิก
• เตรยี มพนื้ ทใี่ นหอ้ งเรยี นและกระดาษกาวส�ำหรบั การตดิ ภาพตดั แปะของ
นักเรยี นทกุ คน

ประเมินผลการเรยี นรู้

๑. สังเกตความมนั่ ใจในการน�ำเสนอของนกั เรยี น
๒. สังเกตความต้งั ใจในการคิดเรือ่ งคนท่ีมีอทิ ธพิ ลตอ่ ตนเอง
๓. สงั เกตการคิด วเิ คราะห์อยา่ งมเี หตุผล

ข้นั ตอนการจดั การเรียนรู้

๑. ครถู ามนกั เรียนถึงการท�ำภาพตัดแปะ “น่คี อื ฉันตอน ม.๓”
• ยากหรือง่าย ที่หาสิ่งท่ีเป็นตัวแทนหรือสะท้อนความเป็นตัวเราตอน
ม.๓
• ขออาสาสมคั รเลา่ ถงึ กระบวนการท�ำภาพตดั แปะของตวั เอง ๒-๓ คน
• ขออาสาสมัครที่พร้อมน�ำเสนอภาพตอน ม.๓ ของตัวเอง ๒-๓ คน
เมื่อเล่าแล้ว ครูขอบคุณอาสาสมัครท่ีแบ่งปันภาพอนาคตของตัวเอง
กับเพอ่ื น

๒. แบ่งกลุม่ ๕ คน ใหแ้ ต่ละคนน�ำเสนอภาพของตัวเองให้เพ่ือนๆ ในกลมุ่
ดู และบอกสงิ่ ทช่ี อบในความเปน็ ตวั เองตอน ม.๓ สองเรอื่ ง และเหตผุ ลทช่ี อบ ใหเ้ วลา
๑๐ นาที

• ระหว่างที่นักเรียนแบ่งกลุ่มเล่าให้กันฟัง ครูเดินดูภาพของนักเรียน
และสงั เกตส่ิงทนี่ ักเรียนแลกเปล่ยี นกนั
133

๓. เม่ือหมดเวลา และสงั เกตว่าทุกคนได้พูดสิ่งทตี่ นเองชอบแล้ว
• ถามวา่ หลงั จากเราได้ฟังและเหน็ ภาพเพือ่ นตอน ม.๓ แล้ว ใครชอบ
อะไรของเพอื่ นคนไหนบ้าง (ขอค�ำตอบจาก ๓-๔ คน)
• ครูกลา่ วถึงความน่าสนใจของภาพท่ีนักเรียนแตล่ ะคนท�ำมา โดยยก
ตวั อยา่ งจากภาพจรงิ ของนกั เรยี น เชน่ สง่ิ ทส่ี ะทอ้ นถงึ ความคดิ ความ
รสู้ ึก ความฝัน ความตั้งใจ ฯลฯ

๔. ครูอธิบายว่า จากที่เราเห็นตัวเองตอน ม.๓ ตามภาพท่ีแต่ละคนท�ำมา
ครจู ะชวนทกุ คนส�ำรวจวา่ ใครหรอื อะไรท่ีมีอทิ ธพิ ลกับความเป็นตัวเราบ้าง

• ยกตัวอยา่ งจากภาพของนกั เรียน เช่น ใครหรอื อะไรท่ีท�ำให้เราอยาก
แต่งตัวแบบน้ัน ? (ดารา, หนังสือแฟช่ัน) ใครท�ำให้เราอยากต้ังใจ
เรียน ? ใครท�ำใหเ้ ราอยากเลน่ กีฬา/ดนตรี หรือท�ำส่ิงน้ัน/สงิ่ นี้ ? ใคร
ท�ำให้เราตงั้ ใจจะช่วยเหลือคนอืน่ เป็นตน้

• แจกกระดาษ A3 ให้นกั เรยี นทุกคน และอปุ กรณ์ส�ำหรับแต่ละกลุม่
• ใหน้ ักเรยี นน�ำภาพของตัวเองบนกระดาษ A4 ตดิ ลงบนกระดาษ A3

เพือ่ น

134

• คดิ ถงึ คนทม่ี ีอทิ ธพิ ลกับตัวเราในดา้ นตา่ งๆ และเขยี นถึงคนหรือสง่ิ ที่ ๑๐
มีอิทธิพลกับตัวเรา ในส่ิงที่เราอยากเป็นในวงกลมและโยงกับความ
เป็นตัวเรา ใหเ้ วลา ๑๐ นาที

๕. เมือ่ ทุกคนท�ำเสร็จแล้ว ครชู วนนักเรยี นแลกเปล่ียนดังน้ี
• ในชวี ติ ของเรา มหี ลายคนหรอื หลายอยา่ งทม่ี อี ทิ ธพิ ลกบั เรา ไมว่ า่ ตอ่
ความคิด ความรู้สึก การตัดสินใจ การแต่งตัว กิจกรรมที่เราท�ำ
สิง่ ที่เราชอบ/ไม่ชอบ จากการท�ำกจิ กรรมนกั เรยี นพบว่า
• ใครทีม่ ีอิทธพิ ลตอ่ เราบา้ ง (รอฟังค�ำตอบ และกระตุน้ ใหน้ กั เรียนหา
ค�ำตอบท่ีหลากหลาย)
• คนๆ นน้ั มีอทิ ธิพลกบั เราอย่างไร ขอตวั อย่าง

๖. ครูชวนใหเ้ หน็ ว่า
• คนทมี่ อี ทิ ธพิ ลตอ่ เราแตล่ ะคนอาจแตกตา่ งกนั บางคนเปน็ พอ่ แม่ บา้ ง
เปน็ พี่ บา้ งเปน็ เพ่ือน
• นอกจากนนั้ สอ่ื ตา่ งๆ ยงั มอี ทิ ธพิ ลกบั พวกเราบางคนในหลายๆ เรอื่ ง
• ให้นกั เรยี นยกตัวอย่างวา่ สือ่ มีอทิ ธพิ ลกบั เราอย่างไร
• บางครัง้ สิ่งท่มี อี ิทธพิ ลกบั เรา เชน่ เพือ่ น หรือสื่อ อาจกลายเปน็ ความ
กดดันได้ หากเปน็ สง่ิ ทเี่ ราไมช่ อบ ไมส่ ะดวกใจ ไม่อยากท�ำ หรือรู้สึก
ไมใ่ ชเ่ รา เชน่ เพอื่ นทกุ คนในกลมุ่ ตอ้ งการใหเ้ จาะจมกู แตเ่ ราไมช่ อบ
เพอ่ื นในกลุ่มชวนใหเ้ ราลองสูบบหุ ร่ี แต่เราไมอ่ ยากสบู เป็นต้น
• ถามนกั เรยี นวา่ หากเกดิ สถานการณแ์ บบทเี่ ราไมช่ อบ หรอื ไมเ่ หน็ ดว้ ย
กบั คนท่มี ีอิทธิพลกับเรา เราจะท�ำอย่างไรไดบ้ ้าง (รอฟังค�ำตอบและ
กระต้นุ ใหน้ ักเรยี นหาค�ำตอบทห่ี ลากหลาย)
• เปน็ เรอ่ื งยากหรอื งา่ ยทจ่ี ะบอกหรอื แสดงความรสู้ กึ หรอื ความคดิ เหน็
ท่แี ตกตา่ งของเรา เพราะเหตุใด

135

• ครูขยายความเพิม่ เตมิ วา่
o อาจเป็นเร่ืองไม่ง่ายที่เราจะจัดการกับแรงกดดัน หรือปฏิเสธ
ส่ิงที่มีอิทธิพลกับเรา แต่เป็นเรื่องจ�ำเป็นท่ีเราต้องรู้ว่าส่ิงที่เรา
ต้องการ สง่ิ ท่เี ราชอบคอื อะไร และหากเรารสู้ กึ ไม่ดี ไม่ชอบ ไม่
สะดวกใจ เราสามารถบอกความรสู้ กึ ของเราได้ และไมจ่ �ำเปน็ ตอ้ ง
ท�ำสิ่งน้นั ๆ
o ในทางกลับกัน เราอาจเป็นคนท่ีมีอิทธิพลกับเพื่อน แต่ไม่ได้
หมายความวา่ เพอ่ื นจะตอ้ งท�ำตามเราทกุ อยา่ ง ดงั นนั้ หากเพอื่ น
บอกวา่ ไมช่ อบ ไมอ่ ยากท�ำ หรอื เราสงั เกตเหน็ ทา่ ทไี มส่ บายใจ ไม่
สะดวกใจของเพ่ือน เราควรถามและรับฟังความรู้สึกของเพื่อน
ดว้ ยเชน่ กัน

๗. ครขู อให้ทุกคนน�ำภาพของตนเองติดไวบ้ นผนงั รอบๆ หอ้ ง และชวนให้
ทกุ คนดู (หากเปน็ ห้องประจ�ำ อาจติดไวจ้ นถึงคาบเรียนหนา้ )
136

แผนการเรยี นรูท้ ี่ ๑๑

สำ�รวจโฆษณาสนิ ค้า

แผนการเรยี นรทู้ ี่ ๑๑

สำ�รวจโฆษณาสินค้า

สาระสำ� คญั

โฆษณา มอี ทิ ธพิ ลตอ่ ความคดิ และพฤตกิ รรมของบคุ คลในการตดั สนิ ใจเลอื ก
ซื้อสินคา้ ตา่ งๆ นอกจากการพยายามท�ำใหค้ นหรือสินค้าท่ีโฆษณาดดู กี ว่าความเปน็
จริง ด้วยการใช้เทคนิคด้านการท�ำสื่อแล้ว โฆษณายังสร้างภาพลักษณ์และค่านิยม
เรอ่ื งความสวยงามเพยี งแบบเดียว ทง้ั ทใี่ นความเปน็ จริงคนเราลว้ นแตกตา่ งกัน


วตั ถุประสงค์การเรียนรู้

๑) ส�ำรวจอทิ ธพิ ลของโฆษณาทมี่ ผี ลตอ่ ความรสู้ กึ ตอ่ ภาพลกั ษณข์ องชายหญงิ
๒) วเิ คราะห์เป้าหมายและเทคนิคทสี่ ่ือใชใ้ นการโฆษณาสินคา้

แผนการเรยี นร้นู ้ี ม่งุ สรา้ งเสริมคุณลกั ษณะและทกั ษะส�ำคัญ ดงั น้ี

Core Values Core Skills
• การรัก เคารพ และเห็นคณุ คา่ ตนเอง • การเท่าทนั ส่ือ
• การเคารพความแตกต่าง • การคดิ วเิ คราะห์
• ความมั่นใจในตนเอง • การรู้จกั ตนเอง
• ความเท่าเทยี ม • การตัดสินใจ

138

ระยะเวลา ๑๑

๖๐ นาที (๑ คาบเรยี น)

อุปกรณแ์ ละสือ่

• ตวั อย่างโฆษณา “Love Story” ๔ ตอน
o จุ๋ม ๑: https://www.youtube.com/watch?v=GQJuBlnKClw
(๑.๔๖ นาท)ี
o จุ๋ม ๒: https://www.youtube.com/watch?v=pFJU8hUMo8Y
(๑.๔๗ นาท)ี
o จุ๋ม ๓: https://www.youtube.com/watch?v=P37oIzjA24Y
(๑.๔๖ นาท)ี
o จุ๋ม ๔: https://www.youtube.com/watch?v=dgtuTwXNgLY
(๑.๔๕ นาท)ี

• แผ่นค�ำถามส�ำหรับกลุ่มย่อย เตรยี ม ๒ ชุด

ข้อเสนอแนะส�ำหรบั ผ้จู ดั การเรียนรู้

ครูควรดูคลปิ เพือ่ เตรยี มประเด็นพดู คยุ กับนกั เรียนก่อน

ประเมินผลการเรยี นรู้

๑. สังเกตการวิเคราะห์โฆษณา การแสดงเหตุผลในการตอบค�ำถามหรือ
แสดงความคดิ เหน็
๒. สงั เกตการมีสว่ นร่วมในการท�ำกจิ กรรม


139

ขน้ั ตอนการจัดการเรียนรู้

๑. ครชู แี้ จงวา่ วนั นเ้ี ราจะชวนกนั ดโู ฆษณาทพ่ี ยายามจะขายของใหก้ บั วยั รนุ่
ถามนักเรยี นว่า ที่ผ่านมานกั เรียนชอบโฆษณาชิ้นไหน หรอื โฆษณาชนิ้ ไหนทีน่ ักเรยี น
ดแู ล้วรสู้ กึ อยากซ้ือสินคา้ ตัวนนั้ ๆ บ้าง เพราะเหตใุ ด

๑. ขอฟงั ๓-๔ ตวั อย่าง
๒. ครูเชือ่ มโยงให้เหน็ วา่ โฆษณาสนิ ค้าตา่ งๆ พยายามจะหาวิธกี ารน�ำ

เสนอท่จี ะท�ำใหค้ นอยากซ้ือสินคา้ น้นั ๆ ในขณะเดยี วกนั โฆษณายงั
เสนอหรอื สรา้ งภาพทพี่ ยายามชวนเชอ่ื วา่ เราจะตอ้ งเปน็ แบบนนั้ แบบ
นี้ ซงึ่ เราจะได้ลองดตู วั อยา่ งโฆษณาและรว่ มกนั วเิ คราะห์
๒. แบง่ นักเรียนเปน็ ๘ กลมุ่ อธิบายวา่ ครจู ะให้ดูคลปิ โฆษณา ๔ ตอน จาก
นั้นแตล่ ะกลมุ่ จะช่วยกนั วิเคราะห์โฆษณาตามโจทย์กลุ่มละ ๒ ข้อ แจกแผ่นค�ำถาม
ในการวเิ คราะห์โฆษณาใหน้ กั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ ดังน้ี
๑. กลุม่ ๑ และ ๒
๑) ใครเปน็ คนท�ำโฆษณาช้นิ น้ี และมีเปา้ หมายเพ่ืออะไร
๒) นกั เรยี นคดิ วา่ สนิ คา้ ชนิ้ นจี้ ะท�ำใหผ้ ใู้ ชไ้ ดผ้ ลตามทโ่ี ฆษณาหรอื ไม่

อยา่ งไร
๒. กลุ่ม ๓ และ ๔

๓) โฆษณาช้ินน้ีใช้เทคนิคอะไร เพื่อท�ำให้คนอยากซ้ือสินค้า และมี
องคป์ ระกอบอะไรบ้างท่ที �ำให้โฆษณาชิน้ นี้น่าสนใจหรอื ดงึ ดูดใจ

๔) ภาพและสิ่งทโ่ี ฆษณาช้ินนี้น�ำเสนอสะท้อนชวี ติ จรงิ หรอื คนจริงๆ
รอบตวั นกั เรยี นมากนอ้ ยเพยี งใด (ยกตวั อยา่ งสง่ิ ทส่ี ะทอ้ นชวี ติ จรงิ
และชวนเปรียบเทียบความแตกต่างของภาพที่ปรากฏในโฆษณา
กับในชวี ิตจริง)

140

๓. กลุ่ม ๕ และ ๖ ๑๑
๕) ลกั ษณะความสวย ทโ่ี ฆษณาชน้ิ นพี้ ยายามสอ่ื /บอกคอื อะไร (แบบ
ไหนสวย/ไม่สวย)
๖) นอกจากบอกวา่ แบบไหนสวย โฆษณาชนิ้ นยี้ ังบอกว่า ผหู้ ญิงต้อง
เป็นอยา่ งไรอีกบา้ ง

๔. กล่มุ ๗ และ ๘
๗) โฆษณาชนิ้ นสี้ ง่ ผลตอ่ ความรสู้ กึ ความคดิ ความเชอื่ ตอ่ เรอ่ื งความ
สวยของใครบา้ ง ? (หญงิ /ชาย/วยั รนุ่ /เดก็ ฯลฯ) และอยา่ งไรบา้ ง ?
๘) เรอ่ื งส�ำคญั หรอื มภี าพอะไร ทโ่ี ฆษณาชน้ิ นไ้ี มไ่ ดบ้ อกเรา / เลือก
จะไม่บอกเรา

๓. ครูเปดิ คลิปโฆษณาใหน้ กั เรยี นดูทลี ะตอน และชวนคุยเมอ่ื จบแตล่ ะตอน
โดยถามนักเรยี นวา่ ร้สู กึ อยา่ งไร ชอบ หรอื ไมช่ อบอะไร เพราะอะไร

๔. เม่ือดคู รบทงั้ ๔ ตอน ใหแ้ ตล่ ะกลุ่มตอบค�ำถาม ๕ นาที จากน้ัน ขอฟงั
ค�ำตอบแตล่ ะขอ้ โดยครอู าจชว่ ยขยายความหรอื อธบิ ายเพมิ่ เตมิ จากค�ำตอบของแตล่ ะ
กลมุ่

๕. ครูถามนกั เรียนวา่ จากการดคู ลปิ โฆษณาวันนแ้ี ละวิเคราะห์ นกั เรียนได้
เรยี นร้อู ะไรบ้าง

๖. ใหน้ กั เรยี นเขยี นในสมดุ วา่ ค�ำแนะน�ำในการดโู ฆษณาสนิ คา้ ตา่ งๆ อยา่ ง
เท่าทันมอี ะไรบ้าง คนละ ๒ ข้อ

141

แผน่ กิจกรรม “วิเคราะห์โฆษณา”

๑) ใครเปน็ คนท�ำโฆษณาช้ินน้ี และมเี ปา้ หมายเพ่อื อะไร
๒) นกั เรยี นคดิ ว่า สนิ ค้าชิ้นน้จี ะท�ำใหผ้ ู้ใช้ไดผ้ ลตามทีโ่ ฆษณาหรือไม่ อยา่ งไร

๓) โฆษณาช้ินนใ้ี ชเ้ ทคนคิ อะไร เพือ่ ท�ำใหค้ นอยากซอ้ื สนิ คา้ และมีองคป์ ระกอบอะไรบา้ งท่ี
ท�ำใหโ้ ฆษณาชิน้ น้ีน่าสนใจหรอื ดงึ ดูดใจ

๔) ภาพและส่ิงที่โฆษณาช้ินน้ีน�ำเสนอสะท้อนชีวิตจริง หรือคนจริงๆ รอบตัวนักเรียนมาก
น้อยเพียงใด (ยกตัวอย่างสิ่งที่สะท้อนชีวิตจริง และชวนเปรียบเทียบความแตกต่างของ
ภาพท่ปี รากฏในโฆษณากบั ในชวี ิตจรงิ )

142

๕) ลกั ษณะความสวย ท่ีโฆษณาชน้ิ นีพ้ ยายามสอื่ /บอก คอื อะไร (แบบไหนสวย/ไมส่ วย)
๖) นอกจากบอกว่าแบบไหนสวย โฆษณาชนิ้ นยี้ งั บอกว่า ผหู้ ญิงตอ้ งเป็นอยา่ งไรอกี บ้าง

๗) โฆษณาช้ินน้ีส่งผลต่อความรู้สึก ความคิด ความเช่ือต่อเรื่องความสวยของใครบ้าง ? ๑๑
(หญิง/ชาย/วยั ร่นุ /เด็ก ฯลฯ) และอยา่ งไรบา้ ง ?

๘) เรอื่ งส�ำคญั หรอื มีภาพอะไร ทโ่ี ฆษณาชน้ิ นไ้ี ม่ได้บอกเรา / เลอื กจะไม่บอกเรา

143

โฆษณามักสรา้ งภาพลกั ษณ์
และคา่ นยิ มเรือ่ งความ
สวยงามเพยี งแบบเดยี ว
ทง้ั ที่ในความเปน็ จรงิ
คนเราล้วนแตกตา่ งกัน

แผนการเรียนรู้ท่ี ๑๒

รา่ งกายของใคร

แผนการเรียนรทู้ ี่ ๑๒

รา่ งกายของใคร

สาระส�ำคญั

ภาพลกั ษณท์ ง้ั หนา้ ตาและร่างกาย เปน็ เร่ืองท่คี นจ�ำนวนมากให้ความส�ำคัญ
เพราะเชื่อว่าสามารถสร้างการยอมรับและสร้างความมั่นใจในตัวเอง อีกทั้งสื่อและ
กระแสสงั คมมกั สรา้ งคา่ นยิ มในภาพลกั ษณบ์ างอยา่ งใหเ้ ปน็ มาตรฐาน ท�ำใหค้ นจ�ำนวน
หนง่ึ รสู้ กึ ไมพ่ งึ พอใจในรา่ งกายของตนเอง และเลอื กทจ่ี ะปรบั เปลยี่ น ดดั แปลง ตกแตง่
อวัยวะให้เป็นไปตามสื่อและค่านิยมตามสมัย ซ่ึงอาจมีผลกระทบบางอย่างท่ีไม่พึง
ประสงค์ การสรา้ งความเขา้ ใจวา่ คนแตล่ ะคนมลี กั ษณะทแี่ ตกตา่ งกนั สอื่ และคา่ นยิ ม
เรอื่ งความสวยงามแตกตา่ งและเปลย่ี นแปลงตามยคุ สมยั รวมทง้ั ภาพลกั ษณภ์ ายนอก
ไม่ได้เป็นตัวก�ำหนดคุณค่า เป็นจุดเร่ิมต้นที่จะช่วยให้เราไม่สูญเสียความม่ันใจใน
ตนเอง เพราะภาพลักษณท์ แ่ี ตกต่าง

วตั ถปุ ระสงค์การเรยี นรู้

๑) บอกผลท่ีอาจจะเกิดขึ้นทั้งในด้านบวกและด้านลบจากการดัดแปลง
รา่ งกาย
๒) ระบุทางเลือกอื่นท่จี ะสร้างความมนั่ ใจใหต้ นเอง และการยอมรบั จากคน
รอบขา้ ง

146

แผนการเรยี นรนู้ ้ี มงุ่ สรา้ งเสรมิ คณุ ลักษณะและทักษะส�ำคัญ ดังนี้

Core Values Core Skills
• การรัก เคารพ และเหน็ คุณคา่ ตนเอง • การรจู้ ักตวั เอง
• การเคารพความแตกต่าง • การตดั สินใจ
• ความม่นั ใจในตนเอง • การประเมินผลกระทบ
• เสรีภาพในการเลอื ก • การสืบคน้ ขอ้ มูล
• ความรับผดิ ชอบ • การหาความชว่ ยเหลอื

ระยะเวลา

๖๐ นาที (๑ คาบเรยี น)

อปุ กรณแ์ ละสื่อ

• กระดาษขนาด ๓ x ๓ นว้ิ ส�ำหรับนกั เรียนทุกคน
• กระดาษฟลปิ ชาร์ท สเี มจกิ

ขอ้ เสนอแนะส�ำหรับผ้จู ดั การเรียนรู้ ๑๒

ครูควรหาข้อมูลเบ้ืองต้นเพื่อใช้พูดคุยกับนักเรียนในเรื่องที่พบว่าเป็นแฟชั่น
ที่เด็กๆ อาจท�ำกับร่างกาย เช่น อันตรายจากการจัดฟันแฟชั่น การใส่ big eyes
การกนิ /ฉดี กลูตาไธโอนเพือ่ ใหข้ าว เป็นตน้

ประเมนิ ผลการเรียนรู้

๑. สังเกตการวิเคราะห/์ แลกเปลยี่ นของนกั เรยี น
๒. สังเกตความสนใจในการท�ำกิจกรรมรว่ มกัน
๓. สังเกตการตอบค�ำถาม


147

ข้ันตอนการจดั การเรยี นรู้

๑. ครูแจกกระดาษขนาด ๓ x ๓ น้วิ ให้นักเรียนคนละ ๑ แผน่
• ให้นกั เรยี นเขยี นหรอื วาดอวัยวะภายนอกที่มองเห็นของตวั เรา สว่ นท่ี
เราชอบและพงึ พอใจทสี่ ดุ ๑ อยา่ งพร้อมเหตุผล

๒. แบง่ กลุ่มนกั เรยี นโดยแยกชายและหญงิ กล่มุ ละประมาณ ๖ คน
• แจกกระดาษฟลปิ ชารท์ ให้กลมุ่ ละ ๑ แผ่น และสเี มจิก
• แต่ละกลุ่ม ขออาสาสมัคร ๑ คนนอนบนกระดาษฟลิปชาร์ท ให้
นักเรียนช่วยกันน�ำสีเมจิกวาดโครงร่างตามร่างกายของนักเรียนบน
กระดาษฟลิปชาร์ท
• ให้กลุ่มช่วยกันระดมความเห็นว่า วัยรุ่นชอบหรืออยากปรับเปลี่ยน
ดัดแปลงร่างกาย/อวัยวะสว่ นไหนมากทีส่ ดุ ๕ อนั ดับแรก โดยวาด/
ระบุอวัยวะส่วนนั้นๆ บนโครงรา่ งร่างกาย เพอ่ื แสดงให้เหน็ ๕ อันดับ
แรก ทวี่ ยั รนุ่ อยากปรบั เปลี่ยน โดย
o ชใ้ี ห้เห็นร่างกาย/อวยั วะส่วนท่ีอยากปรบั เปลยี่ น
o วาดใหเ้ หน็ ว่า อยากเปลี่ยนอยา่ งไร เชน่ ผม – อยากเปลยี่ นผม
หยกิ ให้เปน็ ผมเหยียดตรง ฯลฯ
o ระบวุ ิธที ่ีจะปรบั เปลยี่ น เช่น ไปใชน้ ้�ำยายืดผม ฯลฯ
• ใหเ้ วลา ๑๕ นาที

๓. ใหแ้ ตล่ ะกลมุ่ น�ำเสนอ และตดิ ฟลิปชารท์ ไว้บนกระดาน ครูชวนคยุ ดงั น้ี
• จากทที่ กุ กลมุ่ เสนอ สว่ นไหนของรา่ งกายทว่ี ยั รนุ่ อยากปรบั เปลยี่ นมาก
ทส่ี ดุ มีความแตกต่างระหว่างหญงิ หรอื ชายหรือไม่ อย่างไร
• เหตผุ ลที่วัยรนุ่ อยากปรับเปลีย่ น คอื อะไรบ้าง (ยกตวั อยา่ งตามทกี่ ลมุ่
น�ำเสนอ)
• อะไรท�ำให้เรารู้สกึ ไม่ค่อยพอใจรา่ งกาย/อวยั วะแบบท่ีเรามี
• มีวิธีการจัดการปรับเปลี่ยน ดัดแปลงร่างกายแบบใดบ้าง ที่นักเรียน
คดิ วา่ ไมป่ ลอดภยั หรืออาจมีผลกระทบในทางลบตามมา

148


Click to View FlipBook Version