การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรเรื่อง พหุนาม โดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 THE STUDY OF MATHEMATICS LEARNING ACHIEVEMENT ON “POLYNOMIAL” BY USING THINK PAIR SHARE COOPERATIVE LEARNING OF MATTAYOMSUKSA 2 STUDENTS กมลรัตน เชี่ยวขจร รายงายการวิจัยนี้เปนสวนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตร ปริญญาครศุาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2565 ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรเรื่อง พหุนาม โดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 THE STUDY OF MATHEMATICS LEARNING ACHIEVEMENT ON “POLYNOMIAL” BY USING THINK PAIR SHARE COOPERATIVE LEARNING OF MATTAYOMSUKSA 2 STUDENTS กมลรัตน เชี่ยวขจร รายงายการวิจัยนี้เปนสวนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตร ปริญญาครศุาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2564 ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
หวัของานวจิยัในชนั้เรยีน การศกึษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรเรื่อง พหุนาม โดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของ นักเรียนชั้นมัธยมศกึษาปที่2 เสนอโดย นางสาวกมลรัตน เชี่ยวขจร สาขาวิชา คณิตศาสตร คณะครุศาสตร อาจารยท ปี่รึกษา รองศาสตราจารย ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล รองศาสตราจารย วัลลภ เหมวงษ อาจารยท ปี่รึกษารวม 1. นางสุภาพร จรูญพงษ 2. นางพิสมัย เจริญรักษ 3. นายกิตติศักดิ์ เดือนจันทร คณะกรรมการบริหารหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร อนุมัติใหนับรายงาน วิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เปนสวนหนึ่งของการศกึษาตามครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร ………………………….……………………………………… ประธานสาขาวิชาคณติศาสตร (รองศาสตราจารย ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล) วันที่……..…….เดือน…….........………..พ.ศ. 2564 คณะกรรมการที่ปรึกษา ……………………………….……………………………………… อาจารยที่ปรึกษา (รองศาสตราจารย ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล) ……………………………….……………………………………… อาจารยที่ปรึกษา (รองศาสตราจารย วัลลภ เหมวงษ) ………………………….……………………………………… อาจารยที่ปรึกษารวม (นางสุภาพรณ จรูญพงษ) ………………………….……………………………………… อาจารยที่ปรึกษารวม (นางพิสมัย เจริญรักษ) ………………………….……………………………………… อาจารยที่ปรึกษารวม (นายกิตติศกัดิ์เดือนจันทร)
ก ชื่อเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร เรื่อง พหุนาม โดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ผูวจิัย นางสาวกมลรัตน เชี่ยวขจร อาจารยท ี่ปรึกษา รองศาสตราจารย ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล รองศาสตราจารย วัลลภ เหมวงษ อาจารยท ี่ปรึกษารวม 1. นางสุภาพร จรูญพงษ 2. นางพิสมัย เจริญรักษ 3. นายกิตติศักดิ์ เดือนจันทร ปริญญา ครุศาสตรบัณฑติสาขาวิชาคณิตศาสตร ปการศึกษา 2565 บทคดัยอ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงคดังนี้ 1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร เรื่อง พหุนาม โดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปที่ 2 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปที่ 2 เรื่อง พหุนาม ที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด (Think-Pair-Share) ระหวางกอนเรียนและ หลังเรียน กลุมตัวอยางที่ใชศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ในภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2565 จำนวน 1 หองเรียน จำนวนนักเรียน 49 คน โดยใชการสุมแบบ กลุมจากนักเรียนทั้งหมด 16 หองเรียน เครื่องมือที่ใชในการศึกษาคนควาไดแก 1) แผนการจัด กิจกรรมการเรียนรูวิชาคณิตศาสตรตามขั้นตอนการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) เรื่อง พหุนาม จำนวน 9 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร เรื่อง พหุนาม จำนวน 15 ขอ โดยมีคาความยากงายอยูระหวาง 0.21 – 0.56 คาอำนาจจำแนกอยูระหวาง 0.35 – 0.75 ความเชื่อมั่นทั้งฉบับเทากับ 0.84 การวิเคราะหขอมูล ใชคารอยละ คาเฉลี่ย สวน เบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบกลุมเดียว และการทดสอบทีกรณีกลุมตัวอยาง 2 กลุมมี ความสัมพันธกัน ผลการวิจัยสรุปไดดังนี้ 1. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร ที่เรียนโดยการเรียนแบบรวมมือ เพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ไดคะแนนเฉลี่ยกอนเรียนเทากับ 3.65 คะแนน คิดเปนรอยละ 19.29
ข และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเทากับ 15.61 คะแนน คิดเปนรอยละ 78.06 และเมื่อเปรียบเทียบคะแนน เฉลี่ยหลังเรียนกับเกณฑรอยละ 65 พบวาคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนไมต่ำกวาเกณฑรอยละ 65 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร ที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือ เพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ไดคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกวาคะแนนเฉลี่ยกอนเรียน
ค Thesis Title THE STUDY OF MATHEMATICS LEARNING ACHIEVEMENT ON “POLYNOMIAL” BY USING THINK PAIR SHARE COOPERATIVE LEARNING OF MATTAYOMSUKSA 2 STUDENTS Author Miss Kamolrat Cheawkajorn Thesis Advisor Associate Professor Dr. Somchai Vallakitkasemsakul Associate Professor Wonlop Hemvong Thesis Co-Advisor 1. Mrs. Supaporn Jarunpong 2. Mrs. Pissamai Charernrak 3. Mr. Kittisak Dueanjan Degree Bachelor of Education in Mathematies Academic Year 2022 ABSTRACT The purposes of this research were 1) to study mathematics learning achievement of Mathayomsuksa 2 students on “Polynomial” by using think pair share cooperative learning 2) to compare achievement in mathematics before and after learning by using think pair share cooperative learning This study was conducted by One Group Pretest-Posttest Design. The sample group were 49 Mathayomsuksa 2 students at Udonpittayanukul school in the first semester of academic year 2022 that was selected by cluster random sampling from 16 classrooms. The research instruments were 9 lesson plans by using think pair share cooperative learning and the learning achievement test with the index of difficulty between 0.21 – 0.56 the index of discrimina- tion between 0.35 – 0.75 and the reliability was 0.84 Statistics used to analyzed the data were for frequency, percentage, mean, standard deviation and ttest for Dependent. The findings were as follows : 1. The students’ achievement in mathematics learning of Mathayomsuksa 2 Students on “Polynomial” by using think pair share cooperative learning before study have
ง averaged 3.65 with mean of 19.29 percent and after study have 15.61 with mean of 78.06 percent and students have achievement scores not less than 65 percent. 2. The achievement in mathematical learning of Students on “Polynomial” by using think pair share cooperative learning has the posttest mean score higher than the pretest.
จ กิตตกิรรมประกาศ รายงานการวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้สำเร็จไดดวยความกรุณาจาก รองศาสตราจารย ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล อาจารยที่ปรึกษาหลัก อาจารยสุภาพร จรูญพงษ อาจารยพิสมัย เจริญรักษคุณครูพี่ เลี้ยง อาจารยที่ปรึกษารวม อาจารยกิตติศักดิ์ เดือนจันทร ซึ่งไดกรุณาใหคำแนะนำและตรวจสอบ แกไขขอบกพรองตาง ๆ จนงานวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้มีความสมบูรณ ผูวิจัยขอกราบขอบคุณเปนอยาง สูงมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณ คณาจารยสาขาคณิตศาสตร และคณาจารยคณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานี ทุกทานที่ไดประสิทธิ์ประสาทความรูใหความชวยเหลือและคำแนะนำ ในการวิจัยในชั้นเรียน แกผูวิจัยในครั้งนี้ ขอขอบพระคุณ นายธวัชชัย ทุมมนตรี ผูอำนวยการโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล และครูโรงเรียน อุดรพิทยานุกูลทานที่อำนวยความสะดวกใหความชวยเหลือและใหกำลังใจโดยตลอด ขอขอบใจ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ปการศึกษา 2565 ทุกคนที่ใหความรวมมือในการทดลองเพื่อเก็บ รวบรวมขอมูลในการวิจัยครั้งนี้ ขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา สมาชิกทุกคนในครอบครัวผูวิจัย ที่ผูเบื้องหลังแหง ความสำเร็จครั้งนี้คอยชวยเหลือและใหกำลังใจ เพื่อรอคอยผลสำเร็จของผูวิจัย ขอขอบคุณเพื่อน นักศึกษาสาขาคณิตศาสตร และเพื่อนรวมรุน ครุศาสตรบัณฑิตทุกทาน ที่ใหความชวยเหลือ และเปน กำลังใจใหตลอดมา คุณคาและคุณประโยชนอันพึงมีของงานวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ ผูวิจัยขอมอบแดคุณบิดา มารดา ผูเปนบุพการีตลอดจนบรูพาจารณผูประสาทวิชาใหผูวิจัยและผูมีพระคุณทุกทานสืบไป กมลรัตน เชี่ยวขจร
ฉ สารบัญ เรื่อง หนา บทคัดยอ ก ABSTRACT ค กิตติกรรมประกาศ ง สารบัญตาราง ฌ สารบัญรูปภาพ ญ บทที่ 1 บทนำ 1 ความเปนมาและความสำคญัของปญหา 1 วัตถุประสงคของการวิจัย 3 สมมุติฐานของการวิจัย 3 ขอบเขตของการวิจัย 3 นิยามศัพทเฉพาะ 4 ประโยชนที่จะไดรับ 5 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ 6 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศกัราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) 7 การเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) 10 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณติศาสตร 33 งานวิจัยที่เกี่ยวของ 41 การจัดกิจกรรมการเรียนรูแบบรวมมือดวยเทคนิคเพื่อนคูคิด 45 3 วิธีดำเนินการวิจัย 49 ประชากรและกลุมตัวอยาง 49 แบบแผนการทดลอง 49 เครื่องมือที่ใชในการวิจัย 50 การเก็บรวบรวมขอมูล 52 การวิเคราะหขอมูล 53 สถิตที่ใชในการวิเคราะหขอมูล 53 4 ผลการวิเคราะหขอมูล 55
ช ตอนท ี่1 ผลการศกึษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรที่เรียนโดยใชการเรียนแบบ รวมมือเพื่อนคูคดิ ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่2 55 ตอนท ี่2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรที่เรียนโดยใชการเรียนแบบ รวมมือเพื่อนคูคดิ ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่2 58 5 สรุปผล อภิปรายผล และขอเสนอแนะ 59 วัตถุประสงคของการวิจัย 59 สมมุติฐานของการวิจัย 59 วธิีดำเนินการวิจัย 59 สรุปผลการวิจัย 60 อภิปรายผลการวิจัย 61 ขอเสนอแนะ 62 บรรณานุกรม 64 ภาคผนวก 73 ภาคผนวก ก รายชื่อผูเชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือที่ใชในการวิจัย 74 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใชในการวิจัย 75 ภาคผนวก ค แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือของผูเชี่ยวชาญ (Index of Item Objective Congruence : IOC) 94 แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือของผูเชี่ยวชาญ การหาคาดัชนีความสอดคลอง ของแผนการจัดการเรียนรูวิชาคณิตศาสตร เรื่อง พหุนาม 95 แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือของผูเชี่ยวชาญ การหาคาดัชนีความสอดคลอง ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร เรื่อง พหุนาม 97 ภาคผนวก ง ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือของผูเชี่ยวชาญ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง พหุนาม 103 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือของผูเชี่ยวชาญ การหาคาดัชนีความสอดคลองของ แผนการจัดการเรียนรูวิชาคณิตศาสตร (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง พหุนาม 104 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือของผูเชี่ยวชาญ การหาคาดัชนีความสอดคลองของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณติศาสตร (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง พหุนาม 105 ภาคผนวก จ ผลการวิเคราะหวิเคราะหขอมูล 107 คาความยากงาย (P) และอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ซ วิชาคณิตศาสตร เรื่อง พหุนาม วิเคราะหโดยใชโปรแกรมสำเร็จรูป (Test Analysis Program: TAP) 108 คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร เรื่อง พหุนาม จำนวน 15 ขอ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 จำนวน 49 คน 110 ผลการทดสอบทีแบบกลุมเดียวโดยเปรียบเทียบกับเกณฑรอยละ 65 (t-test for One Sample) วเิคราะหขอมูลโดยใชโปรแกรมชวยการวิเคราะห งานวิจัยทางการศึกษา พัฒนาโดย นายปกรณ ประจัญบาน มหาวิทยาลัยนเรศวร , 2541 112 ผลการวิเคราะหขอมูลในการทดสอบการทดสอบทีกรณีกลุมตัวอยาง 2 กลุมมีความสัมพันธกัน (Dependent Group or Paired Samples t-test) โดยใชโปรแกรมชวยการวิเคราะห งานวิจัยทางการศึกษา พัฒนาโดย นายปกรณประจัญบาน มหาวิทยาลัยนเรศวร , 2541 113 ประวัติผูจัดทำ 114
ฌ สารบัญตาราง ตารางที่ หนา 1 แบบแผนการทดลองที่ใชในการวิจัย 49 2 คะแนนที่ได คะแนนเฉลี่ย รอยละ และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณติศาสตรที่เรียน โดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 55 3 คะแนนเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รอยละ และการทดสอบทีแบบกลุมเดียว โดยเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยกับเกณฑรอยละ 65 57 4 คะแนนเฉลี่ย รอยละ และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตรที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 58 5 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือของผูเชี่ยวชาญ การหาคาดัชนีความสอดคลองของ แผนการจัดการเรียนรูวิชาคณิตศาสตร (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง พหุนาม 104 6 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือของผูเชี่ยวชาญ การหาคาดัชนีความสอดคลองของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณติศาสตร 105 (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง พหุนาม 7 คาความยากงาย (P) และอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร เรื่อง พหุนาม วิเคราะหโดยใชโปรแกรมสำเร็จรูป (Test Analysis Program: TAP) 108 8 คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร เรื่อง พหุนาม จำนวน 15 ขอ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศกึษาปที่2 จำนวน 49 คน 110
ญ สารบัญรปูภาพ ภาพที่ หนา 1 การจัดกิจกรรมการเรียนรูตามขั้นตอนการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) 47 2 กรอบแนวคิดการวิจัย 48 3 ผลการทดสอบทีแบบกลุมเดียวโดยเปรียบเทียบกับเกณฑรอยละ 65 (t-test for One Sample) วิเคราะหขอมูลโดยใชโปรแกรม ชวยการวิเคราะหงานวิจัยทางการศึกษา พัฒนาโดย นายปกรณ ประจัญบาน มหาวิทยาลัยนเรศวร , 2541 112 4 ผลการวิเคราะหขอมูลในการทดสอบการทดสอบที กรณีกลุมตัวอยาง 2 กลุมมีความสัมพันธกัน (Dependent Group or Paired Samples t-test) 113
1 บทท ี่1 บทนำ ความเปนมาและความสำคัญของปญหา คณิตศาสตรเปนศาสตรที่สำคัญอยางยิ่งตอการฝกทักษะความรูพื้นฐานในการดำรงชีวิตและ มุงใหนักเรียนความรูไปใชในชีวิตประจำวัน โดยเนนที่กระบวนการใหนักเรียนเกิดความคิดความเขาใจ ใหนักเรียนรูจักคิดพิจารณาอยางมีเหตุผล ตลอดจนสามารถนำไปประยุกตใชเพื่อแกปญหาตาง ๆ ได อยาง มีประสิทธิภาพ (ยุพิน พิพิธกุล, 2545 : 33) การจัดการเรียนรูตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุงพัฒนานักเรียนใหมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรูเพื่อใหนักเรียน เกิดสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ คือ 1)ความสามารถในการสื่อสาร 2)ความสามารถในการคดิ 3)ความ สามารถในการแกปญหา 4)ความสามารถในการใชทักษะชีวิต 5)ความสามารถในการใชเทคโนโลยี โดยในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ยังไดกำหนดใหครูตองพยายามคดั สรรกระบวนการเรียนรูกระบวนการเรียนรู จัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาใหนักเรียนมีคุณภาพตาม มาตรฐานการเรียนรูทั้ง 8 กลุมสาระการเรียนรู รวมทั้งปลูกฝงเสริมสรางคุณลักษณะอันพึงประสงค พัฒนาทักษะตาง ๆ อันเปนสมรรถนะสำคัญที่ตองการใหเกิดแกนักเรียนโดยยึดหลักวานักเรียน มี ความสำคัญที่สุด เชื่อวา ทุกคนมีความสามารถเรียนรู กระบวนการจัดการเรียนรูตองสงเสริมให นักเรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพคำนึงถึงความแตกตางระหวางบุคคลและ พัฒนาการทางสมอง เนนใหความสำคัญทั้งความรูและคุณธรรม (กระทรวงศึกษาธิการ,2551 : 8) คณิตศาสตรมีบทบาทสำคัญอยางยิ่งตอการพัฒนาความคิดมนุษย ทำใหมนุษยมีความคิดสรางสรรค คิดอยางมีเหตุผล เปนระบบมีแบบแผน สามารถวิเคราะหปญหา และนำไปใชในชีวิตประจำวันได อยางถูกตองเหมาะสม อีกทั้งยังเปนเครื่องมือในการศึกษาศาสตรอื่น ๆ คณิตศาสตรจึงมีประโยชนตอ การดำเนินชีวิต ชวยพัฒนาคุณภาพชีวิตใหดีขึ้นและสามารถอยูรวมกับผูอื่นอยางมีความสุข (ฟาฏินา วงศเลขา, 2552) นอกจากนี้ยังพบวาครูไมไดฝกใหนักเรียนในการใหเหตุผลดวยการอธิบายเปนภาษาพูดหรือ ภาษาเขียน ทําใหนักเรียนไมสามารถถายทอดความรู ความคิดของตนใหผูอื่นเขาใจได (สถาบัน สงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี, 2555ก, น. 152) และจากงานวิจัยของจรัญ กองศรีกุล ดิลก (2546) ที่พบวาการสอนของครู เนนคําตอบที่ถูกตองและมองขามความสําคัญของ กระบวนการ คิดของนักเรียน ละเลยวาเด็กคิดคําตอบอยางไร มีขั้นตอนการคิดอยางมีเหตุผลหรือไม ซึ่งจากขางตน ที่กลาวมาจะเห็นไดวานักเรียนมีปญหาในดานความสามารถในการแกปญหาทาง คณิตศาสตร นักเรียนขาดความเขาใจในกระบวนการหรือวิธีการแกโจทยปญหาและไมสามารถแสดง แนวคิดหรือ
2 วิธี การแกปญหาได ขาดความสามารถในการคิดวิเคราะหและการใหเหตุผล ดังนั้นในการ จะพัฒนา ความสามารถในการแกปญหาทางคณิตศาสตรจึงควรจะจัดกิจกรรมที่เนนกระบวนการให นักเรียนได ฝกคิด ฝกปฏิบัติและใหเหตุผลในการทํากิจกรรมดวย ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนของ ครู จึงควรที่ จะตอบสนองตอการพัฒนาความสามารถในดานตาง ๆ ของนักเรียน และคํานึงถึงการจัด ประสบการณที่คลายกับสภาพจริงในชีวิตประจําวันของนักเรียนมากที่สุด คือ การจัดการเรียนการ สอนที่ใหผูเรียนมีสวนรวมในกิจกรรมการเรียนการสอน นักเรียนที่เรียนออนไดรับการเอาใจใสจากครู หรือเพื่อน และชวยใหนักเรียนมีความกระตือรือรนในการเรียนตลอดเวลา คือ การจัดการเรียนรูแบบ รวมมือดวยเทคนิคเพื่อนคูคิด เปนเทคนิคที่ผูสอนนิยมใชคูกับวิธีการสอนแบบอื่น ๆ (รัชนี ภูพัชรกุล, 2551, น. 392) เทคนิคเพื่อนคูคิดนี้ใชเมื่อตองการใหนักเรียนฝกทักษะการคิดวิเคราะห คิดสังเคราะห สังคมในยุคศตวรรษที่ 21 เปนสังคมแหงความรู (Knowledge Society) ผูที่จะประสบ ความสําเร็จใน สังคมของยุคใหมจะตองมีความรูอันเปนสากล มีความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแกปญหา การใชเทคโนโลยี มีคุณธรรม จริยธรรม สามารถทํางานรวมกับผูอื่น มีวินัยและมี คุณลักษณะอันพึง ประสงคที่จําเปนตอการเรียนรู การพัฒนาตนเองอยางตอเนื่องและมีทักษะชีวิต สามารถอยูรวมกับ ผูอื่นในสังคมไดอยางสันติสุข การจัดการเรียนการ สอนที่ใหผูเรียนมีสวนรวมในกิจกรรมการเรียนการสอน นักเรียนที่เรียน ออนไดรับการเอาใจใสจากครู หรือเพื่อน และชวยใหนักเรียนมีความกระตือรือรนในการเรียน ตลอดเวลา คือ การจัดการเรียนรูแบบ รวมมือดวยเทคนิคเพื่อนคูคิด เปนเทคนิคที่ผูสอนนิยมใชคูกับ วิธีการสอนแบบอื่น ๆ (รัชนี ภูพัชรกุล, 2551, น. 392) เทคนิคเพื่อนคูคิดนี้ใชเมื่อตองการใหนักเรียน ฝกทักษะการคิดวิเคราะห คิดสังเคราะห คิดอยางมีเหตุผล ฝกทักษะการสื่อสาร การแสดงออกและ การยอมรับฟงความคิดเห็นของผูอื่น (กัญญา ชัยรัตน, 2552) ดวยเหตุผลดังกลาว ผูวิจัยจึงสนใจศึกษาผลการจัดการเรียนรูแบบรวมมือดวยเทคนิค เพื่อน คูคิดที่มีผลตอความสามารถในการคิดอยางมีเหตุผลจะทำใหนักเรียนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร ไมนอยกวาเกณฑที่กำหนดไวรอยละ 65 หรือไม และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณติศาสตรของนักเรียนหลังเรียนสูงกวากอนเรียนหรือไมอยางไร
3 วตัถปุระสงคของการวจิยั 1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 เรื่อง พหุนาม โดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคดิ ( Think-Pair-Share ) 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 เรื่อง พหุนาม ระหวางกอนเรียนและหลังเรียน โดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-PairShare ) สมมตุ ฐิานของการวจิยั 1. นักเรียนชั้นมัธยมศกึษาปที่2 ที่เรียนการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณติศาสตรเรื่อง พหุนาม หลังเรียนไมนอยกวารอยละ 65 2. นักเรียนชั้นมัธยมศกึษาปที่2 ที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคดิ ( Think-PairShare ) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร เรื่อง พหุนาม หลังเรียนสูงกวากอนเรียน ขอบเขตของการวจิยั 1. ประชากรเปนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 จำนวน 16 หอง รวม 773 คน โรงเรียนอุดร พิทยานุกูล อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 2. ตัวแปรในการศึกษา จำแนกเปน 2.1 ตัวแปรตน คือ การเรียนแบบรวมมือเพื่อนคคูิด ( Think-Pair-Share ) 2.2 ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร 3. เนื้อหาที่ใชในการศึกษา เนื้อหาที่ใชในการศึกษาในคร้ังนี้เปนเนื้อหาในรายวิชาคณิตศาสตรตามหลักสูตรแกนกลาง การศกึษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) เรื่องจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปที่2 ภาคเรียนที่ 1 แบงเนื้อหายอยได เรื่องดังนี้ 3.1 ทฤษฎีบทพีทาโกรัส 3.2 ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับจำนวนจริง 3.3 เลขยกกำลัง 3.4 ปริซึมและทรงกระบอก 3.5 การแปลงทางเรขาคณิต 3.6 พหุนาม 4. ระยะเวลาในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ใชเวลา 13 ชั่วโมง ใชในการทดสอบกอนเรียนและ หลังเรียน 2 ชั่วโมง รวม 15 ชั่วโมง สัปดาหละ 5 ชั่วโมง รวม 3 สัปดาห
4 นยิามศัพทเฉพาะ 1. การจัดการเรียนรูแบบรวมมือดวยเทคนิคเพื่อนคูคิด หมายถึง การจัดการเรียนรูโดย ให นักเรียนจับคูกัน 2 คน ภายในกลุมที่คละความสามารถเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน มี การอภิปรายปญหารวมกัน แลกเปลี่ยนความคิด ความรู ความเขาใจในเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร เรื่อง โดยใหนักเรียนไดแสดงแนวคิด หาความสัมพันธ และการสรุปที่สมเหตุสมผล ซึ่ง ผูวิจัยใชแบบฝกการ ใหเหตุผลทางคณิตศาสตร มีขั้นตอนการจัดการเรียนรู 6 ขั้นตอน ดังตอไปนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสูบทเรียน ครูผูสอนกระตุนความสนใจของนักเรียน โดยกิจกรรมตาง ๆ เชน เลนเกม รองเพลง จากนั้นทบทวนความรูพื้นฐาน ขั้นที่ 2 ขั้นดําเนินกิจกรรม ครูผูสอนนําเสนอเนื้อหาหรือบทเรียนใหม พรอมทั้ง แสดงการหา คําตอบ ใชคําถามใหนักเรียนตอบ ฝกใหนักเรียนใชเหตุผลในการตอบคําถาม ขั้นที่ 3 ขั้นเพื่อนคูคิด ครูตั้งประเด็นของปญหาหรือเสนอสถานการณปญหา ใหนักเรียนแต ละคนคิดหาคําตอบของตนเองกอน เมื่อไดคําตอบของตนเองแลว จากนั้นใหนักเรียนนําคําตอบมา อภิปรายรวมกับคูของตน เพื่อเปดโอกาสใหนักเรียนไดสนทนาซักถามอภิปรายเนื้อหา รวมถึง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เพื่อหาคําตอบที่ดีที่สุด พรอมทั้งการใหเหตุผลประกอบ โดยใช แบบฝกทักษะ เรื่อง พหุนาม ขั้นที่ 4 ขั้นทํางานกลุม เมื่อนักเรียนแตละคูที่ไดแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและ กันในคู ของตนเองไดขอสรุปแลว ใหนํามาอภิปรายรวมกันกับกลุมของตนเองและเปดโอกาสใหสมาชิก ใน กลุมไดซักถามอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันอีกครั้ง เพื่อหาคําตอบที่ดีที่สุด แลว นํา คําตอบมาสงที่ครู ขั้นที่5 ขั้นสรุป ครูไดคาํตอบของแตละกลุม จากนั้นครูสุมกลุมออกมานําเสนอหนา ชั้นเรียน และใหเหตุผลของคําตอบ ถากลุมใดที่ไมไดออกมานําเสนอมีเหตุผลของคําตอบที่แตกตางกัน ใหกลุม นั้นออกมานําเสนอจนไดขอสรุปประเด็นของคําถามที่ทุกกลุมมีเหตุผลที่ยอมรับซึ่งกันและกัน โดยมีครู คอยใหความชวยเหลือเสนอแนะรวมถึงอะไรเพิ่มเติมจนไดขอสรุป ขั้นที่ 6 ขั้นการประเมินผล วัดพฤติกรรมของนักเรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม ความ ถูกตองของ แบบฝกทักษะการใหเหตุผลทางคณติศาสตรการตอบคําถาม การทําแบบฝกทักษะ และ แบบทดสอบ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร หมายถึง คะแนนของนักเรียนที่ไดจากการทํา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร เรื่อง พหุนาม ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ผูวิจัยใช แบบทดสอบที่เปนขอสอบแบบปรนัยที่ผูวิจัยสรางขึ้น ซึ่งทําการทดสอบหลังการจัดการเรียนการสอน สิ้นสุด
5 ประโยชนที่จะไดรับ 1. ไดองคความรูเกี่ยวกับการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ที่จะนำไป จัดการเรียนรูวิชาคณิตศาสตร 2. ไดแนวทางการจัดการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ในการพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร 3. ไดตัวอยางแผนการจัดการเรียนรูและแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตรโดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share )
6 บทท ี่2 เอกสารและงานวจิยัที่เกยี่วของ การวิจัยเรื่องการศกึษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรเรื่อง พหุนาม โดยใชการ จัดการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ผูวิจัยได ศึกษาแนวคดิเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ ตามหัวขอดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 สาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง 2560) 1.1 ทำไมตองเรียนคณติศาสตร 1.2 เรียนรูอะไรในคณิตศาสตร 1.3 สาระและมาตรฐานการเรียนรู 1.4 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรูแกนกลางชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 1.5 ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร 1.6 คุณลักษณะอันพึงประสงคในการเรียนคณติศาสตร 2. การเรียนแบบรวมมือเพื่อนคคูดิ ( Think-Pair-Share ) 2.1 ความหมายของการเรียนรูรวมมือ 2.2 ลักษณะของการเรียนรูรวมมือ 2.3 เทคนิควิธีการของการเรียนรูรวมมือ 2.4 ความหมายของการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) 2.5 ขั้นตอนของการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคคูิด ( Think-Pair-Share ) 2.6 ประโยชนของการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร 3.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.2 การวัดผลและการประเมินผลทางคณิตศาสตร 3.3 ประโยชนของการวัดผลและการประเมินผล 3.4 ชนิดของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณติศาสตร 3.5 ขั้นตอนการสรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร 4. งานวิจัยที่เกี่ยวของกับการเรียนรูแบบรวมมือดวยเทคนิคเพื่อนคูคิด 4.1 งานวิจัยในประเทศ 4.2 งานวิจัยตางประเทศ 5. การจัดกิจกรรมการเรียนรูแบบรวมมือดวยเทคนิคเพื่อนคูคดิ
7 หลกัสตูรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ 2560) กลมุสาระ การเรียนรคูณติศาสตร 1. ทำไมตองเรียนคณติศาสตร คณติศาสตรมีบทบาทสำคัญยิ่งตอความสำเร็จในการเรียนรูในศตวรรษที่21 เนื่องจาก คณิตศาสตรชวยใหมนุษยมีความคิดริเริ่มสรางสรรคคิดอยางมีเหตุผล เปนระบบ มีแบบแผน สามารถ วิเคราะหปญหาหรือสถานการณไดอยางรอบคอบและถี่ถวน ชวยใหคาดการณ วางแผน ตัดสินใจ แกปญหาไดอยางถูกตองเหมาะสม และสามารถนำไปใชในชีวิตจริงไดอยางมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ คณิตศาสตรยังเปนเครื่องมือในการศกึษาดานวิทยาศาสตรเทคโนโลยีและศาสตรอื่น ๆ อันเปน รากฐานในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติใหมีคุณภาพและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให ทัดเทียมกับนานาชาติ การศึกษาคณิตศาสตรจึงจำเปนตองมีการพัฒนาอยางตอเนื่อง เพื่อใหทันสมัย และสอดคลองกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และความรูทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีที่เจริญกาวหนา อยางรวดเร็วในยุคโลกาภิวัตน ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรูแกนกลาง กลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศกัราช 2551 ฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยคำนึงถึงการ สงเสริมใหนักเรียนมีทักษะที่จำเปนสำหรับการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 เปนสำคัญ นั่นคือ การเตรียม นักเรียนใหมีทักษะดานดานการคิดวิเคราะห การคิดอยางมีวิจารณญาณ การแกปญหา การคิด สรางสรรค การใชเทคโนโลยี การสื่อสารและการรวมมือ ซึ่งจะสงผลใหนักเรียนรูเทาทันการ เปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสภาพแวดลอม สามารถแขงขันและอยู รวมกับประชาคมโลกไดทั้งนี้การจัดการเรียนรูคณติศาสตรที่ประสบความสำเร็จนั้น จะตองเตรียม นักเรียนใหมีความพรอมที่จะเรียนรูสิ่งตาง ๆ พรอมที่จะประกอบอาชีพเมื่อจบการศกึษา หรือ สามารถศึกษาตอในระดับที่สูงขึ้น ดังนั้นสถานศึกษาควรจัดการเรียนรูใหเหมาะสมตามศักยภาพของ นักเรียน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) 2. เรียนรอูะไรในคณิตศาสตร กลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตรจัดเปน 3 สาระ ไดแก จำนวนและพีชคณิต การวัดและ เรขาคณิต และสถิติและความนาจะเปน 2.1 จำนวนและพีชคณติเรียนรูเกี่ยวกับ ระบบจำนวนจริง สมบัติเกี่ยวกับจำนวนจริง อัตราสวน รอยละ การประมาณคา การแกปญหาเกี่ยวกับจำนวน การใชจำนวนในชีวิตจริง แบบรูปความสัมพันธ ฟงกชัน เซต ตรรกศาสตร นิพจน เอกนาม พหุนาม สมการ ระบบสมการ อสมการ กราฟ ดอกเบี้ย
8 และมูลคาของเงิน ลำดับและอนุกรม และการนำความรูเกี่ยวกับจำนวนและพีชคณิตไปใชใน สถานการณตาง ๆ 2.2 การวัดและเรขาคณิต เรียนรูเกี่ยวกับ ความยาว ระยะทาง น้ำหนัก พื้นที่ ปริมาตรและความ จุ เงินและเวลา หนวยวัดระบบตาง ๆ การคาดคะเนเกี่ยวกับการวัด อัตราสวนตรีโกณมิติ รูป เรขาคณิต การแปลงทางเรขาคณติในเรื่องการเลื่อนขนาน การสะทอน การหมุน และการนำความรู เกี่ยวกับการวัดและเรขาคณิตไปใชในสถานการณตาง ๆ 2.3 สถิติและความนาจะเปน เรียนรูเกี่ยวกับ การตั้งคำถามทางสถิติ การเก็บรวบรวมขอมูล การ คำนวณคาสถิติ การนำเสนอและแปลผลสำหรับขอมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ หลักการนับ เบื้องตน ความนาจะเปน การใชความรูเกี่ยวกับสถิติและความนาจะเปนในการอธิบายเหตุการณตาง ๆ และชวยในการตัดสินใจ 3. สาระและมาตรฐานการเรยีนร ู สาระที่ 1 จำนวนและพีชคณิต มาตรฐาน ค 1.1 เขาใจความหลากหลายของการแสดงจำนวน ระบบจำนวน การ ดำเนินการของจำนวน ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการ สมบัติของการดำเนินการ และนำไปใช มาตรฐาน ค 1.2 เขาใจและวิเคราะหแบบรูป ความสัมพันธ ฟงกชัน ลำดับและอนุกรม และ นำไปใช มาตรฐาน ค 1.3 ใชนิพจน สมการ และอสมการ อธิบายความสัมพันธ หรือชวยแกปญหา ที่กำหนดให สาระที่ 2 การวัดและเรขาคณิต มาตรฐาน ค 2.1 เขาใจพื้นฐานเกี่ยวกับการวัด วัดและคาดคะเนขนาดของสิ่งที่ตองการวัดและ นำไปใช มาตรฐาน ค 2.2 เขาใจและวิเคราะหรูปเรขาคณิต สมบัติของรูปเรขาคณิต ความสัมพันธระหวาง รูปเรขาคณิต และทฤษฎีบททางเรขาคณิต และนำไปใช สาระที่ 3 สถิติและความนาจะเปน มาตรฐาน ค 3.1 เขาใจกระบวยการทางสถิติ และใชความรูทางสถิติในการแกปญหา มาตรฐาน ค 3.2 เขาใจหลักการนับเบื้องตน ความนาจะเปน และนำไปใช 4. ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรแูกนกลางชนั้มัธยมศึกษาปท ี่2 มาตรฐาน ค 1.2 เขาใจและวิเคราะหแบบรูป ความสัมพันธ ฟงกชัน ลำดับและอนุกรม และนำ ไปใช
9 ตัวชี้วัด สาระการเรียนรูแกนกลาง 1. เขาใจหลักการการดำเนินการของพหุนาม และใชพหุนามในการแกปญหาคณติศาสตร พหุนาม - พหุนาม - การบวก การลบ และการคูณของพหุนาม - การหารพหุนามดวยเอกนามที่มีผลหารเปนพหุนาม 2. เขาใจและใชการแยกตัวประกอบของพหุนาม ดีกรีสองในการแกปญหาคณิตศาสตร การแยกตัวประกอบของพหุนาม - การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสอง โดยใช - สมบัติการแจกแจง - กำลังสองสมบูรณ - ผลตางของกำ ลังสอง 5. ทกัษะกระบวนการทางคณติศาสตร ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตรเปนความสามารถที่จะนำไปประยุกตใชในการเรียนรูสิ่ง ตาง ๆ เพื่อใหไดมาซึ่งความรูและประยุกตใชในชีวิตประจำวันไดอยางมีประสิทธิภาพทักษะและ กระบวนการทางคณิตศาสตรในที่นี้เนนที่ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตรที่จำเปนและ ตองการพัฒนาใหเกิดขึ้นกับนักเรียน ไดแกความสามารถตอไปนี้ 5.1 การแกปญหา เปนความสามารถในการทำความเขาใจปญหา คิดวิเคราะห วางแผนแกปญหา และเลือกใชวิธีการที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความสมเหตุสมผลของคำตอบ พรอมทั้งตรวจสอบความ ถูกตอง 5.2 การสื่อสารและการสื่อความหมายทางคณติศาสตรเปนความสามารถในการใชรูปภาษาและ สัญลักษณทางคณิตศาสตรในการสื่อสาร สื่อความหมาย สรุปผล และนำเสนอไดอยางถูกตอง ชัดเจน 5.3 การเชื่อมโยง เปนความสามารถในการใชความรูทางคณิตศาสตรเปนเครื่องมือในการเรียนรู คณิตศาสตร เนื้อหาตาง ๆ หรือศาสตรอื่น ๆ และนำไปใชในชีวิตจริง 5.4 การใหเหตุผล เปนความสามารถในการใหเหตุผล รับฟงและใหเหตุผลสนับสนุน หรือโตแยง เพื่อนำไปสูการสรุป โดยมีขอเท็จจริงทางคณิตศาสตรรองรับ
10 5.5 การคดิสรางสรรคเปนความสามารถในการขยายแนวคิดทมีอยูเดิม หรือสรางแนวคิดใหม ี่ เพื่อปรับปรุง พัฒนาองคความรู 6. คณุลกัษณะอนัพงึประสงคในการเรียนคณติศาสตร ในหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณติศาสตร(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลาง การศกึษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ไดกำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรูทักษะและ กระบวนการทางคณิตศาสตร ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรูแกนกลาง เพื่อใหนักเรียนมีคุณลักษณะอัน พึงประสงคในการเรียนรูคณิตศาสตรดังตอไปนี้ 6.1 ทำความเขาใจหรือสรางกรณีทั่วไปโดยใชความรูที่ไดจากการศึกษากรณีตัวอยางหลาย ๆ กรณี 6.2 มองเห็นวาความสามารถใชคณิตศาสตรแกปญหาในชีวิตจริงได 6.3 มีความมุมานะในการทำความเขาใจปญหาและแกปญหาทางคณติศาสตร 6.4 สรางเหตุผลเพื่อสนับสนุนแนวคิดของตนเองหรือโตแยงแนวคิดของผูอื่นอยาง สมเหตุสมผล 6.5 คนหาลักษณะที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ และประยุกตใชลักษณะดังกลาวเพื่อทำความเขาใจ หรือแกปญหาในสถานการณตาง ๆ 2. การเรยีนแบบรวมมอืเพอื่นคูคดิ ( Think-Pair-Share ) 2.1 ความหมายของการเรยีนรรูวมมือ การจัดการเรียนรูแบบรวมมือเปนแนวคิดในการจัดการเรียนรูเพื่อใหนักเรียนไดรวมการ เรียนรูและปฏิบัติกิจกรรมใหบรรลุความสําเร็จตามจุดมุงหมาย มุงเนนการรวมกันปฏิบัติงานชวยเหลือ ซึ่งกันและกัน กลาวไดวาเปนการจัดการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสําคัญแบบหนึ่ง วิมลรัตน สุนทรโรจน (2551) การจัดการเรียนรูแบบรวมมือหมายถึง การจัดกิจกรรมการ เรียนการสอนที่เนนการจัดสภาพแวดลอมทางการเรียนใหแกผูเรียนไดเรียนรูรวมมือเปนกลุมเล็ก แต ละกลุมประกอบดวยสมาชิกที่มีความรูความสามารถแตกตางกัน โดยที่แตละคนมีสวนรวมในการ เรียนรูและในความสําเร็จของกลุม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แบงปนทรัพยากรการเรียนรู รวมทั้งเปน กําลังใจใหแกกันและกัน คนที่เรียนเกงจะคอยชวยเหลือคนที่ออนกวา สมาชิกในกลุมไมเพียงแต รับผิดชอบตอการเรียนของตน แตตองรับผิดชอบตอการเรียนของเพื่อนสมาชิกทุกคนในกลุม ของแต ละบุคคลคือความสําเร็จของกลุม สุมาลี ชัยเจริญ (2551) ใหความหมายของการเรียนรูแบบรวมมือวา เปนการจัดการเรียน การสอนที่แบงกลุมผูเรียนออกเปนกลุมเล็ก ๆ แบบคละความสามารถในการเรียน ใหชวยเหลือกันใน
11 การทํางานกลุม แกปญหารวมกันภายในกลุม โดยนําความรูที่มีอยูเดิมผสมผสานกับความรูใหม เพื่อให บรรลุเปาหมายรวมกัน สามารถที่จะนําไปใชในการจัดการเรียนการสอนไดทุกวิชาและทุก ระดับชั้น สุวิทย มูลคํา และอรทัย มูลคํา (2553) ไดใหความหมายการจัดการเรียนรูแบบรวมมือ หมายถึง กระบวนการเรียนรูที่จัดใหผูเรียนไดรวมมือและชวยเหลือกันในการเรียนรู โดยแบงกลุม ผูเรียนที่มีความสามารถแตกตางกันออกเปนกลุมเล็ก ๆ ซึ่งเปนลักษณะการรวมกลุมอยางมีโครงสราง ที่ชัดเจน มีการทํางานรวมกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ชวยเหลือพึ่งพาอาศัยกัน มีความ รับผิดชอบรวมกันทั้งในสวนตนและสวนรวม เพื่อใหตนเองและสมาชิกในกลุมประสบความสําเร็จตาม เปาหมายที่กําหนดไว ทิศนา แขมมณี (2559) การเรียนรูแบบรวมมือ มีการเรียนรูเปนกลุมยอยโดยมีสมาชิกกลุม ที่ มีความสามารถแตกตางกันประมาณ 3 - 6 คน ชวยเหลือการเรียนรูเพื่อไปสูเปาหมายของกลุม Johnson & Johnson (1996 อางถึงใน ชลธิชา ทับทวี, 2554) ใหความหมายการเรียนรู แบบรวมมือวา หมายถึง วิธีการจัดประสบการณเรียนรูใหกับเรียน แบงนักเรียนเปนกลุมเล็ก ๆ กลุม ละ 3-5 คน สมาชิกกลุมแตละกลุม คละเพศ เชื้อชาติ ความสามารถทางการเรียน โดยเฉพาะการคละ นักเรียนที่มีความสามารถทางการเรียนสูง ปานกลาง ตํา ในแตละกลุมแบงเปนสัดสวน 1:2:1 คือ เกง 1 คน ปานกลาง 2 คน และออน 1 คน สมาชิกในกลุมตองมีปฏิสัมพันธที่ดีตอกัน รับฟงความคิดเห็น กัน ชวยเหลือกันและกัน สมาชิกกลุมทุกคนจะตองรวมรับผิดชอบตอผลงานของกลุมและผลงานของ ตนเอง สลาวิน (Slavin, 1990 อางอิงใน ชลธิชา ทับทวี, 2554) ไดเสนอแนะวาวิธีการสอนแบบ รวมมือ คือ การจัดการเรียนการสอนโดยใหผูเรียนเรียนรูรวมมือเปนกลุม กลุมละ 4-6 คน สมาชิกใน กลุมจะตองชวยกัน เรียนรูรวมกัน ปฏิบัติกิจกรรมจนบรรลุผลสําเร็จ และยังไดเสนอแนะเพิ่มเติมวา ที่ สอนในแบบดังกลาวชวยใหผูเรียนมีความกระตือรือรน มีความภูมิใจในตนเอง ตระหนักถึงความ รับผิดชอบของตนเองและตอกลุม ชวยผูเรียนมีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น พัฒนาความสัมพันธที่ดี การยอมรับ ผูอื่นมากขึ้น สรางความมั่นใจในตนเอง และรูถึงคุณคาของตนเอง เธาสแซนด และคนอื่น ๆ (Thousand, et al., 2002) กลาววา การเรียนรูแบบรวมมือ เปน การเรียนรูโดยมีการจัดกิจกรรมการเรียนที่แบงผูเรียนออกเปนกลุมยอย เพื่อสนับสนุนการเปด โอกาส ใหผูเรียนเรียนรูภายในกลุม ไดทํากิจกรรมรวมกัน แตละกลุมจะประกอบดวยสมาชิกที่คละ ความสามารถทางการเรียน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ชวยเหลือซึ่งกันและกัน มีความรับผิดชอบ รวมกัน เพื่อใหตนเองและสมาชิกภายในกลุมประสบความสําเร็จตามเปาหมายที่กําหนดจากการศึกษา การเรียนรูแบบรวมกัน ของนักการศกึษาและนักวิจัยหลายทาน
12 จากความหมายขางตน สรุปไดวา หมายถึง การจัดการเรียนรูที่ใหผูเรียนเรียนรูรวมมือเปน กลุม ทํางานรวมกันเพื่อความสําเร็จของงาน สมาชิกในกลุมมีปฏิสัมพันธกัน ปรึกษา ชวยเหลือ แลกเปลี่ยนประสบการณความรู และความคิดเห็น สําหรับงานวิจัยในครั้งนี้ ผูวิจัยขอสรุปวา การเรียนรูแบบรวมมือ หมายถึง การจัดกิจกรรม การเรียนการสอนที่จัดใหผูเรียนไดเรียนรูรวมกันและชวยเหลือกันในการเรียนรูโดยแบงกลุมนักเรียน ออกเปนกลุมๆโดยแตละกลุมประกอบไปดวยสมาชิกกลุมละ 4 คน ที่มีความรูความสามารถแตกตาง กันคือ เกง ปานกลาง ออน โดยสมาชิกในกลุมเปลี่ยนความคิดเห็นชวยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกัน รวมถึงรับผิดชอบรวมกันทั้งในสวนของตนเองและสวนรวมเพื่อใหตนเองและสมาชิกทุกคนในกลุม ประสบความสําเร็จที่กําหนดไว 2.2 ลักษณะการเรียนรูรวมมือ มีนักการศึกษาทั้งตางประเทศและในประเทศกลาวถึงลักษณะของการเรียนแบบรวมมือไว ดังนี้ อาโจส และจอยเนอร (*Ajose and Joyner, 1990 อางถึงใน วัชรา เลาเรียนดี, 2550) สรุปวา วิธีสอนแบบรวมมือกัน เปนกระบวนการที่นักเรียนที่มีความสามารถตางกันมารวมกันเปนกลุม เล็ก ๆ ทํางานรวมกันเพื่อใหบรรลุเปาหมายเดียวกันโดยที่การเรียนแบบรวมมือกันจะตอง ประกอบดวยลักษณะสําคัญดังนี้ 1. การพึ่งพาอาศัยกัน 2. การมีปฏิสัมพันธที่ดีตอกันอยางใกลชิด 3. ความรับผิดชอบตอการทํางานกลุม ตอตนเอง และสมาชิกกลุม 4. การใชทักษะทางสังคม 5. การใชทักษะกระบวนการกลุม จอหนสัน และจอหนสัน (Johnson and Johnson, 1991) กลาวถึงลักษณะสําคัญของ การ เรียนแบบรวมมือไว 5 ประการดังนี้ 1. การสรางความรูสึกพื้นฐานการทางบวกใหเกิดขึ้นในกลุมของนักเรียน ( Positive interdependence) วิธีการที่ทําใหนักเรียนเกิดความรูสึกพึ่งพากัน จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให มีการพึ่งพากันเด็กดานการไดรับประโยชนจากความสําเร็จของกลุมรวมกัน เชน รางวัลหรือคะแนน และพึ่งพากันในดานกระบวนการทํางานเพื่อใหงานกลุมสามารถบรรลุไดตามเปาหมาย มีการกําหนด
13 บทบาทของแตละกลุมที่เทาเทียมกันและสัมพันธตอกันทําใหงานสําเร็จ และการแบงงานใหนักเรียน แตละคนมีลักษณะตอเนื่อง ถาขาดสมาชิกคนใดทําใหงานดําเนินตอไปไมได 2. การมีปฏิสัมพันธที่สงเสริมการระหวางเรียน (Face-to-face promotive interaction) คือ นักเรียนในแตละกลุมจะมีการอภิปราย อธิบาย ซักถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่ง กันและกัน เพื่อใหสมาชิกแตละคนในกลุมเกิดการเรียนรู และการเรียนรูเหตุผลซึ่งกันและกัน ใหขอมูล ยอนกลับเกี่ยวกับการทํางาน สมาชิกในกลุมชวยเหลือ สนับสนุน กระตุน สงเสริมและใหกําลังใจซึ่งกัน และกัน ในการทํางานและการเรียนเพื่อใหประสบผลสําเร็จตามเปาหมายของกลุม 3. ความรับผิดชอบของสมาชิกแตละบุคคล (Individual accountability) คือ ความ รับผิดชอบในการเรียนรูของสมาชิกแตละคน ทํางานที่ไดรับมอบหมายอยางเต็มความสามารถ ตอง รับผิดชอบในผลการเรียนของตนเองและของเพื่อนสมาชิกในกลุม ทุกคนในกลุมจะรูวาใครตองการ ความชวยเหลือ สงเสริมสนับสนุนในเรื่องใด มีการกระตุนกันและกันใหทํางานที่ไดรับมอบหมายให สมบูรณ มีการตรวจสอบ แนใจวานักเรียนเกิดการเรียนรูเปนรายบุคคล โดยสมาชิกทุกคนในกลุมตอง มีความมั่นใจ พรอมที่จะไดรับการทดสอบเปนรายบุคคลเพื่อเปนการประกันวาสมาชิกทุกคนในกลุมมี ความรับผิดชอบรวมกันกับกลุม 4. ทักษะระหวางบุคคลและทักษะการทํางานกลุมยอย (Interpersonal and small group skills) การทํางานกลุมยอยจะตองไดรับการฝกฝนทักษะทางสังคมและทักษะในการทํางาน กลุม เพื่อใหสามารถทํางานรวมกับผูอื่นไดอยางมีความสุข ดังนั้นนักเรียนจะตองทําความรูจักกัน เรียนรูลักษณะนิสัยและสรางความไววางใจตอกันและกัน รับฟงและยอมรับความคิดเห็นของผูอื่น อยางมีเหตุผล รูจักติดตอสื่อสาร และสามารถตัดสินใจแกปญหาขอขัดแยงในการทํางานรวมกันได อยางมีประสิทธิภาพ 5. กระบวนการกลุม (Group process) เปนกระบวนการทํางานที่มีขั้นตอนหรือ วิธีการ ที่จะชวยใหการดําเนินงานของกลุมเปนไปอยางมีประสิทธิภาพและบรรลุเปาหมายได โดย สมาชิกกลุม ตองทําความเขาใจเปาหมายการทํางาน ปฏิบัติงานและดําเนินงานตามแผนรวมกัน และ ที่สําคัญ จะตองมีการประเมินงานของกลุม ประเมินกระบวนการทํางานกลุม ประเมินบทบาทของ สมาชิก วาสมาชิกแตละคนในกลุมสามารถปรับปรุงการทํางานของตนไดดีขึ้นไดอยางไร สมาชิกใน กลุมชวย แสดงความคิดเห็นและตัดสินใจวาควรมีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงอะไร อยางไร ดังนั้น กระบวนการกลุมจะเปนเครื่องมือที่สําคัญที่นําไปสูความสําเร็จของกลุม คาแกน (Kagan, 1994) ไดกลาวถึงลักษณะสําคัญของการเรียนแบบรวมมือวาตองมี โครงสรางที่ชัดเจน มีแนวคิดสําคัญ 6 ประการดังนี้
14 1. เปนกลุม (Team) ซึ่งเปนกลุมขนาดเล็กประมาณ 2-6 คน เปดโอกาสใหทุกคน รวมมือ อยางเทาเทียมกัน ภายในกลุมประกอบดวยสมาชิกที่แตกตางกัน 2. มีความตั้งใจ (willing) เปนความตั้งใจที่รวมมือ ในการเรียนและทํางาน ชวยเหลือ กัน และกัน มีความยอมรับซึ่งกันและกัน 3. มีการจัดการ (Management) การจัดการเพื่อใหการทํางานกลุมเปนไปอยาง ราบรื่น และมีประสิทธิภาพ 4. มีทักษะ (Skills) เปนทักษะทางสังคม รวมทั้งทักษะการสื่อความหมาย การชวย สอน และการแกปญหาความขัดแยง ซึ่งทักษะเหลานี้จะชวยใหสามารถทํางานอยางมีประสิทธิภาพ 5. มีหลักการสําคัญ 4 ประการ (Basic principles) เปนตัวบงชี้วาเปนการเรียนเปน กลุมหรือการเรียนแบบรวมมือ การเรียนแบบรวมมือมีหลักการ 4 ประการ ดังนี้ 5.1 การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเชิงบวก (Positive interdependence) การ ชวยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกันเพื่อนําไปสูความสําเร็จ และตระหนักวาความสําเร็จของแตละคน คือ ความสําเร็จของกลุม 5.2 ความรับผิดชอบรายบุคคล (Individual accountability) ทุกคนใน กลุมมี บทบาทหนาที่ ความสําเร็จในการคนควาทํางาน สมาชิกทุกคนตองเรียนรูในสิ่งที่เรียน เหมือนกัน ซึ่ง ถือวาเปนความสําเร็จของกลุม 5.3 ความเทาเทียมกันในการมีสวนรวม (Equal participation) ทุกคนตอง มีสวนรวม ในการทํางาน ทําไดโดยกําหนดบทบาทของแตละคน 5.4 การมีปฏิสัมพันธไปพรอม ๆ กัน (Simultaneous interaction) สมาชิกทุกคน จะตองทํางาน คิด อาน ฟง ฯลฯ ไปพรอม ๆ กัน 6. มีเทคนิคหรือรูปแบบการจัดกิจกรรม (Structures) รูปแบบการจัดกิจกรรมหรือ เทคนิคการเรียนแบบรวมมือเปนสิ่งที่ใชเปนคําสั่งใหผูเรียนมีปฏิสัมพันธกัน เทคนิคตาง ๆ จะตอง เลือกใชใหตรงกับเปาหมายที่ตองการแตละเทคนิคนั้นออกแบบไดเหมาะสมกับเปาหมายที่ตางกัน สลาวิน (Slavin, 1995a) ไดกลาวถึงลักษณะสําคัญของการเรียนแบบรวมมือไว 6 ประการ ดังนี้ 1. เปาหมายของกลุม (Group goals) หมายถึง มีเปาหมายรวมกัน คือ การยอมรับ ผลงานของกลุม
15 2. การรับผิดชอบเปนบุคคล (Individual accountability) หมายถึง ความสําเร็จ ของ กลุม ซึ่งขึ้นกับผลการเรียนรูรายบุคคลของสมาชิกในกลุม รายงานที่ไดรับมอบหมายเปน รายบุคคล ผลการประเมินของรายบุคคล จะมีผลตอคะแนนความสําเร็จของกลุม 3. โอกาสในความสําเร็จเทาเทียมกัน (Equal opportunities for success) หมายถึง การที่นักเรียนไดรับโอกาสที่จะทําคะแนนใหกับกลุมของตนเองไดเทาเทียมกัน 4. การแขงขันเปนทีม (Team competition) การเรียนแบบรวมมือ จะมีการแขงขัน ระหวางทีม ซึ่งหมายถึงการสรางแรงจูงใจใหเกิดขึ้นภายในทีม 5. งานพิเศษ (Task specialization) หมายถึง การออกแบบงานยอย ๆ ของแตละ กลุม ใหนักเรียนแตละคนรับผิดชอบ ซึ่งนักเรียนแตละคนจะเกิดความภาคภูมิใจที่ไดชวยเหลือกลุม ของตน ใหประสบผลสําเร็จ ลักษณะงานเปนการพึ่งพาซึ่งกันและกัน มีการตรวจสอบความถูกตอง 6. การดัดแปลงความตองการของแตละบุคคลใหเหมาะสม (Adaptation to individual needs) หมายถึง การเรียนแบบรวมมือแตละประเภท จะมีบางประเภทไดดัดแปลงการ สอนใหเหมาะความตองการแตละบุคคล ทิศนา แขมมณี (2559) ทําแผนบทเรียนและการจัดการเรียนการสอนใหผูเรียนไดเรียนรู แบบรวมกันมีประเด็นสําคัญดังนี้ 1. ดานการวางแผนการจัดการเรียนการสอน 1.1 กําหนดจุดมุงหมายของบทเรียนทั้งทางดานความรู และทักษะ กระบวนการ ตาง ๆ 1.2 กําหนดขนาดของกลุม กลุมควรมีขนาดเล็กประมาณ 3 - 6 คน กลุม ขนาด 4 คน จะเปนขนาดที่เหมาะสมที่สุด 1.3 กําหนดองคประกอบของกลุม หมายถึง การจัดผูเรียนเขากลุมซึ่งอาจ ทําโดย การสุม คือการเลือกใหเหมาะกับวัตถุประสงค โดยทั่วไปกลุมจะตองประกอบไปดวยสมาชิกที่ คละกัน ในดานตาง ๆ 1.4 กําหนดบทบาทของสมาชิกแตละคนในกลุม เพื่อชวยใหผูเรียนมี ปฏิสัมพันธกัน อยางใกลชิด และมีสวนในการทํางานอยางทั่วถึง ครูควรมอบหมายบทบาทหนาที่ใน การทํางานใหทุก คน และบทบาทหนาที่นั้น ๆ จะตองเปนสวนหนึ่งของงาน อันเปนจุดมุงหมายของ กลุม บทบาทหนาที่ ของสมาชิกตองอยูในลักษณะที่ตองพึ่งพาอาศัยและเกื้อกูลกัน
16 1.5 จัดสถานที่ใหเหมาะในการทํางานและการมีปฏิสัมพันธ ครูจําเปนตอง คิด ออกแบบการจัดหองเรียนหรือสถานที่ที่ใชในการสะดวกตอการทํางานกลุม 1.6 จัดสาระ วัสดุ งานที่จะใหผูเรียนทํา วิเคราะหสาระ/งาน/หรือวัสดุที่ทํา ใหผูเรียน ไดเรียนรู และจัดแบงสาระหรืองานนั้นในลักษณะที่ใหผูเรียนแตละคนมีสวนในการ ชวยเหลือกลุม พึ่งพากันในการเรียนรู 2. ดานการสอน ครูควรมีการเตรียมกลุมเพื่อการเรียนรูรวมกัน ดังนี้ 2.1 อธิบายชี้แจงเกี่ยวกับงานกลุม ครูควรอธิบายถึงจุดมุงหมายของ บทเรียน เหตุผล ในการดําเนินการตาง ๆ รายละเอียดของงานและขั้นตอนในการทํางาน 2.2 อธิบายเกณฑการประเมินผลงาน ผูเรียนจะตองมีความเขาใจตรงกันวา ความสําเร็จของงานอยูตรงไหน งานที่คาดหวังจะมีลักษณะอยางไร เกณฑที่จะใชในการวัด ความสําเร็จของงานคืออะไร 2.3 อธิบายถึงความสําคัญและวิธีการของการพึ่งพาและเกื้อกูล ครูควร อธิบาย กฎเกณฑ ระเบียบ กติกา บทบาทหนาที่ และระบบการใหรางวัลประโยชนที่กลุมจะไดรับใน การ รวมมือกันเรียนรู 2.4 อธิบายวิธีการชวยเหลือกันระหวางกลุม 2.5 อธิบายถึงความสําคัญวิธีการในการตรวจสอบความรับผิดชอบตอหนาที่ ที่แตละ คนไดรับมอบหมาย 2.6 ชี้แจงพฤติกรรมที่คาดหวัง 3. ดานการควบคุมกํากับและการชวยเหลือกลุม 3.1 ดูแลใหสมาชิกกลุมมีการปรึกษาหารือกันอยางใกลชิด 3.2 สังเกตการทํางานรวมกันของกลุม โดยตรวจสอบวา สมาชิกมีความ เขาใจในงาน หรือบทบาทหนาที่ที่ไดรับมอบหมายหรือไม สังเกตพฤติกรรมตาง ๆ ของสมาชิก ให ขอมูลปอนกลับ ใหแรงเสริม และบันทึกขอมูลที่เปนประโยชนตอการเรียนรูของกลุม 3.3 เขาไปชวยเหลือกลุมตามความเหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของงาน และการ ทํางาน เมื่อพบวากลุมตองการความชวยเหลือ ครูสามารถเขาไปชี้แจง สอนซํา หรือใหความ ชวยเหลือ อื่น ๆ 3.4 สรุปการเรียนรู ครูควรใหกลุมประเด็นการเรียนรูที่ไดจากการเรียนรู แบบรวมกัน เพื่อชวยใหการเรียนรูมีความชัดเจนขึ้น 4. การการประเมินและวิเคราะหกระบวนการเรียนรู
17 4.1 ประเมินผลการเรียนรู ผูประเมินผลการเรียนรูของผูเรียนทางดาน ปริมาณและ คณุภาพ โดยใชวิธีการที่หลากหลาย ควรใหผูเรียนมีสวนรวมในการประเมิน 4.2 วิเคราะหกระบวนการทํางานและกระบวนการเรียนรูรวมกัน ครูควรจัด ใหผูเรียน มีเวลาในการวิเคราะหการทํางานของกลุม และพฤติกรรมของสมาชิกกลุม เพื่อใหกลุมมี โอกาสเรียนรู ที่จะปรับปรุงสวนบกพรองของกลุม จากการศึกษาลักษณะการเรียนรูแบบรวมกัน ของนักการศึกษาและนักวิจัย พบวาการจัด ชั้น เรียน เปนสิ่งที่ครูจําเปนตองทําในการจัดการเรียนรูแบบรวมกัน โดยทั่วไปครูแตละคนสามารถคิด วางแผนออกแบบลักษณะชั้นเรียนการออกแบบการจัดการเรียนรูของตน โดยอาศัยวิธีการและเทคนิค ตาง ๆ เขามาชวยอยางหลากหลาย แตกตางกันออกไป สําหรับงานวิจัยในครั้งนี้ ผูวิจัยขอสรุปวา ลักษณะการเรียนรูแบบรวมมือ จะแบงกลุม นักเรียนออกเปนกลุม ๆ โดยแตละกลุมประกอบไปดวยสมาชิกกลุมละ 4 คน ที่มีความรูความสามารถ แตกตางกันคือ เกง ปานกลาง ออน โดยสมาชิกในกลุมเปลี่ยนความคิดเห็นชวยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและ กันรวมถึงรับผิดชอบรวมกันทั้งในสวนของตนเองและสวนรวมเพื่อใหตนเองและสมาชิกทุกคนในกลุม ประสบความสําเร็จที่กําหนดไว 2.3 เทคนิควิธกีารของการเรียนรูรวมมือ วิธีการจัดการเรียนรูแบบรวมมือ (Cooperative Learning Techniques) ประกอบดวย เทคนิควิธีสอนหลาย ๆ แบบ ที่ใชกันอยูอยางแพรหลาย ซึ่งเปนแนวคิดของนักการศึกษาหลาย ทาน เชน Slavin, Johnson และ Johnson, Kagan เปนตน ซึ่งเทคนิคตาง ๆ ดังกลาว ก็คือ เทคนิค STAD (Student Teams Achievement Division) หรือที่เรียกวา เทคนิคกลุมผลสัมฤทธิ์ เทคนิค TGT (Team – Games – Tournaments) หรือที่เรียกวา เทคนิคการแขงขัน เทคนิค CIRC (Cooperative Integrated Reading And Composition) หรือเรียกวา เทคนิคการบูรณาการ การอานและการ เขียน เทคนิคจิ๊กซอว (Jigsaw) เทคนิค NHT (Number Heads Together) และ เทคนิคการศึกษา แบบกลุม GI (Group Investigation) เปนตน ซึ่งแตละเทคนิคจะมีขั้นตอนการ ดําเนินกิจกรรมการ เรียนการสอนดังนี้ การจัดการเรียนการสอนดวยเทคนิครวมกันเรียนรูทุกเทคนิควิธีเชน STAD, TGT, GI, NHT หรือ CIRC ฯลฯ จะตองเริ่มตนดวยการสอนของครูเสมอ ดังนั้น ครูตองสอนหรือใหความรูแกนักเรียน ในสาระสําคัญตาง ๆ อาจจะนํากระบวนการสอนที่มีประสิทธิภาพของนักการศึกษาหรือผลจากการ วิจัยเกี่ยวกับวิธีการสอนตาง ๆ มาปรับใชก็ได เชน กระบวนการสอนที่มีประสิทธิภาพของโรเซนไซน
18 และคนอื่น ๆ กระบวนการสอนของเมเดลินอันเดอร หรือรูปแบบวิธีสอนอื่น ๆ ที่เหมาะสมและมี ประสิทธิภาพ 2.3.1 การสืบสอบสวนเปนกลุม (Group Investigation) Sharon et al. (1992) เลขเสนอรูปแบบการสอนแบบสืบสวนสอบสวน ซึ่งการจัดการ เรียน การสอนรูปแบบนี้ เนนการสรางบรรยากาศการทํางานรวมกันเพื่อสงเสริมความคิดสรางสรรค การ สอนแบบสืบสวนสอบสวนเปนกลุม เปนโครงสรางการเรียนรูที่เนนความสําคัญของทักษะการคิด ระดับสูง เชน การวิเคราะหและประเมินผล ผูเรียนทํางานเปนกลุมเล็ก ๆ โดยใชการสืบคนแบบ รวมมือกัน เพื่ออภิปรายเปนกลุม รวมทั้งวางแผนเพื่อผลิตโครงการของกลุม การสืบสวนสอบสวนเปน กลุม มีลักษณะการเรียนรูดังนี้ 1. ผูเรียนรวมกันเสนอหัวขอหรือประเด็นที่ตองการศึกษาคนควาจากสิ่งที่ไดเรียน 2. ผูเรียนจะมีการแบงกลุมกันเอง โดยผูเรียนจะเลือกเขากลุมตามหัวขอที่ตนเอง ตองการศึกษา มีสมาชิกประมาณ 4-6 คน จํานวนสมาชิกในกลุมของแตละหัวขออาจมีจํานวนไม เทากันก็ได ขึ้นอยูกับลักษณะของหัวขอที่จะศึกษา แตละกลุมควรมีผูเรียนที่มีความสามารถที่ หลากหลาย 3. ครูจะแนะนําวิธีทํางานกลุม การสืบคน การรวบรวมขอมูลความรูในแตละหัวขอ 4. ผูเรียนแตละกลุมรวมกันวางแผนการศึกษาในหัวขอของตน และแบงการทํางาน ตามที่วางแผนไว หรือแตละคูในกลุมจะเลือกหัวขอยอย (Subtopic) และเลือกวิธีแสวงหาคําตอบใน เรื่องนั้นๆ ดวยตนเอง จากนั้นสมาชิกแตละคนหรือแตละคูจะเสนอรายงานความกาวหนาและผลการ ทํางานใหกลุมทราบ โดยสมาชิกทุกคนมีสวนรวมในการนําเสนอผลงาน 5. กลุมกับประเมินผลงาน การทํางาน และรวมอภิปรายเกี่ยวกับการรายงานของ สมาชิกแตละคนหรือสมาชิกแตละคูในกลุมที่ไดเลือกหัวขอยอยไปศึกษา และรวบรวมจัดทํารายงาน ของกลุมจากนั้นนําเสนอใหเพื่อนทั้งชั้นเรียนฟง 2.3.2 การเรียนการสอนแบบกลุมแขงขันแบบแบงผลสัมฤทธิ์ (Student Teams Achievement Division: STAD) Slavin (1995b) ไดเสนอการเรียนการสอนตามรูปแบบ STAD ซึ่งเปนรูปแบบหนึ่งของ การ เรียนแบบรวมมือ ที่ใชรวมกับกิจกรรมการเรียนการสอนรูปแบบอื่น ๆ หรือหลังจากที่ครูไดสอน ผูเรียนทั้งชั้นไปแลว และตองการใหผูเรียนไดศึกษาคนควารวมกันภายในกลุม สืบเนื่องจากสิ่งที่ครูได สอนไป ซึ่งใชไดกับทุกวิชาที่ตองการใหผูเรียนมีความรูความเขาใจในสิ่งที่เปนขอเท็จจริง เกิดความคิด
19 รวบยอด คนหาสิ่งที่มี คําตอบ ชัดเจน แนนอน การเรียนการสอนตามรูปแบบ STAD มีลักษณะการ เรียนรูดังนี้ 1. ผูอธิบายงานที่ตองการในกลุม ลักษณะการเรียนภายในกลุม กฎ กติกา ขอตกลง ใน การทํางานกลุมไดแก 1.1 ผูเรียนมีความรับผิดชอบในการชวยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อใหเพื่อน เกิดการ เรียนรู 1.2 งานกลุมเสร็จ คือการที่สมาชิกทุกคนทํางานที่ไดรับมอบหมายเสร็จ สิ้นและ เขาใจงานที่ทําอยางชัดเจน 1.3 หากมีปญหาอะไร ใหปรึกษา ถามเพื่อนในกลุมกอนที่จะถามครู 1.4 ปรึกษาและทํางานกันเงียบๆ ไมรบกวนกลุมอื่น 1.5 เมื่อทํางานเสร็จ คือทุกคนในกลุมพรอมไดรับการทดสอบหรือการ ประเมินจาก ครู 2. ครูเปนผูกําหนดกลุม โดยผูเรียนจะไดรับมอบหมายใหอยูในกลุมคละเพศ คละ ความสามารถ ในกลุมหนึ่งจะมีสมาชิก 4-5 คน หรือขึ้นอยูกับจํานวนหัวขอที่นักเรียนไดศึกษา 3. หลังจากที่ครูสอนเนื้อหาตามบทเรียนแลว มีการมอบหมายใบงาน แบบฝกหัด ใหกับ ผูเรียนไดศึกษาดวยกันในกลุมของตนเอง แลวผูเรียนตองพยายามที่จะชวยเหลือใหสมาชิกทุก คน เขาใจเนื้อหาทั้งหมด และรวมกันตรวจสอบความถูกตองของคําตอบตามใบงาน แบบฝกหัด ที่ ผูเรียน แตละคนไดคดิคําตอบขึ้นมา และอภิปรายรวมกันเพื่อใหไดคําตอบที่ถูกตอง 4. มีการประเมินในสิ่งที่ผูเรียนไดเรียนไป โดยทดสอบคะแนนเปนรายบุคคลและนํา คะแนนของแตละคนในกลุมมารวมเปนคะแนนของกลุมและหาคาเฉลี่ย กลุมที่มีคะแนนถึงเกณฑที่ กําหนดจะไดรับรางวัลหรือมีการประกาศผลในที่สาธารณะ เชน บอรดของโรงเรียน หรือวาสารของ โรงเรียนองคประกอบของรูปแบบ STAD 2.3.3 การแขงขันระหวางกลุมดวยเกม (Team – Games – Tournaments : TGT) Hopkins (cited in De Vries et al., 1980) ไดเสนอการเรียนการสอนตามรูปแบบ การแขงขันระหวางกลุมดวยเกม ซึ่งเปนการจัดการ เรียนการสอนที่ใหผูเรียนไดเรียนในกลุมเล็ก ๆ คละความสามารถ เพศ เชนเดียวกับรูปแบบการเรียน
20 การสอนแบบกลุมการแขงขันแบบแบง ผลสัมฤทธิ์ (STAD) โดยมีความแตกตางกันที่การเขารวมกลุม จะมีลักษณะถาวรกวา โดยสมาชิกแตละ คนของกลุมหนึ่ง ๆ ตองแขงขันตอบคําถามกับสมาชิกของ กลุมอื่นที่ตกแข็ง (Tournament Tables) เปนรายสัปดาห โดยนักเรียนที่มีระดับผลสัมฤทธิ์เดียวกัน จะแขงขันกันเพื่อทําคะแนนใหกลุมของตน การเรียนรูแบบการเรียนการสอนตามรูปแบบการแขงขันระหวางกลุมดวยเกมมีลักษณะการ เรียนรู ดังนี้ 1. การจัดผูเรียนเขากลุม โดยใหผูเรียนที่มีระดับความสามารถใกลเคียงกันอยูกลุม เดียวกันซึ่งแบงนักเรียนออกเปนกลุม กลุมละ 3-5 คน โดยสมาชิกของกลุมจะรวมกันปฏิบัติกิจกรรม ตามกติกาของการจัดการเรียนการสอน ชวยเหลือการเพื่อใหเกิดการเรียนรู และสมาชิกทุกคนตอง พยายามทําใหดีที่สุดเพื่อความสําเร็จรวมกันของกลุม 2. กําหนดใหผูเรียนในแตละกลุมแขงขันการตอบคําถามหรือโจทยที่ครูเตรียมไวให โดย แตละโตะจะมีโจทยคําถามที่มีระบบความยากงายไมเหมือนกัน ตามระดับความสามารถในกลุม ของ ผูเรียนที่แขงขันกันนั้น 3. จะจัดการแขงขันกี่รอบก็ได แตละรอบจะใชโจทยคําถามกี่ขอก็ได แตไมควรมาก เกินไป ปกติจะใชเวลาในการแขงขันรอบหนึ่ง ๆ ประมาณ 10-15 นาที การแขงขันในแตละรอบจะมี การเปลี่ยนโจทยคาํถามเปนชุดใหมทุกครั้ง 4. ในการแขงขันจะมีกติกาที่ชัดเจน และเมื่อสิ้นสุดการแขงขันในแตละรอบจะมีการ ยายหรือเปลี่ยนผูเรียนไปแขงขันอยางโตะอื่น ๆ เพื่อใหผูเรียนไดฝกทําโจทยที่เหมาะสมกับ ความสามารถของเขามากยิ่งขึ้น 5. เมื่อแขงขันครบทุกรอบตามที่กําหนดไว มีการประเมินผลสําเร็จของกลุม โดยนํา คะแนนที่สมาชิกไปแขงขันมารวมเปนคะแนนของกลุม และหาคาเฉลี่ย กลุมที่มีคะแนนหรือคาเฉลี่ย สูงสุดจะไดรับการยอมรับเปนทีมชนะเลิศ และทีมที่ไดอันดับรองชนะเลิศลงมา จากนั้นใหมีการ ประกาศผลการแขงขันในที่สาธารณะ เชน บอรดในชั้นเรียน บอรดของโรงเรียน หรือวารสารของ โรงเรียน และมีการบันทึกสถิติไวดวย 2.3.4 การเรียนการสอนกลุมเพื่อนชวยเพื่อนเปนรายบุคคล (Team Assisted Indivdualization: TAI) Slavin (1995a) ไดเสนอการเรียนการสอนตามรูปแบบการเรียนการสอนกลุมเพื่อน ชวยเหลือเพื่อนเปนรายบุคคล ซึ่งเปนการเรียนการสอนที่ผสมผสานระหวางการจัดการเรียนรูแบบ รวมมือและการเรียนการสอนแบบรายบุคคลเขาดวยกัน โดยใหนักเรียนทํากิจกรรมการเรียนดวย
21 ตนเองตามความสามารถจากแบบฝกทักษะ และสงเสริมความรวมมือภายในกลุม มีวิธี แลกเปลี่ยน ประสบการณเรียนรูตลอดจนมีปฏิสัมพันธทางสังคม การเรียนรูแบบการเรียนแบบการเรียนการสอน กลุมเพื่อนชวยเหลือเพื่อนเปนรายบุคคลมีลักษณะการเรียนรู ดังนี้ 1. การทดสอบความรูพื้นฐานของผูเรียนกอนเรียน 2. ใหผูเรียนเขากลุม โดยกําหนดใหผูเรียนที่มีความสามารถแตกตางกันทํางาน รวมกัน ซึ่งแบงนักเรียนออกเปนกลุม กลุมละ 4-5 คน 3. มอบหมายงานใหผูเรียนศึกษาการเปนคูๆ จะเนนการปฏิบัติใหผูเรียนตางศึกษา เอกสารของครูและฝกหัดทําตาม ในเวลาเรียนนักเรียนตองมีความรวมมือกัน เมื่อทํางานเสร็จ เรียบรอยใหเซ็นชื่อกํากับวาปฏิบัติงานนั้นผานเรียบรอยแลว ทํากิจกรรมอื่น ๆ ตอจนครบทุกกิจกรรม หรือหัวขอที่ครูกําหนดไว และรวมตัวทํางานกลุมรวมกันเปนการสังเคราะหความรูทั้งหมดจากที่ผูเรียน ไดรวมกันฝกปฏิบัติในคูของตนมากอนแลวนั่นเอง 4. ระหวางที่ผูเรียนชวยกันเรียนภายในคูและภายในกลุม ครูจะใชเวลานี้ทยอยเรียก ผูเรียนจากกลุมตาง ๆ ที่มีความสามารถระดับใกลเคียงกันมาครั้งละ 4-6 คน เพื่อใหความรูเสริมให เหมาะกับระดับความสามารถของผูเรียน 5. หลังจากที่ผูเรียนไดศึกษาดวยตนเอง ไดเรียนรวมกับเพื่อน ผานทุกจุดประสงค หรือ ทุกกิจกรรมรวมกันทุกคน และไดเรียนจากครูเปนกลุมยอยแลว เมื่อจบหนวยการเรียนจะมีการ ประเมินผลสิ่งที่ผูเรียนไดเรียนไปทั้งหมด โดยการทดสอบรายบุคคลและนําคะแนนจากทดสอบของ นักเรียนแตละคนมาเฉลี่ยเปนคะแนนกลุม 2.3.5 การเรียนรูแบบรวมมือผสมผสานการอานและการเขียน (Coopreative Integrated Reading and Composition: CIRC) Stevens et al. (1987) ไดเสนอการเรียนรูแบบรวมมือผสมผสานการอานและการ เขียน ซึ่ง เปนรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มีพื้นฐานเดิมจากการมุงเพื่อใชในการเรี ยน การสอน ภาษา เพื่อพัฒนาทักษะสัมพันธของการพูด อาน เขียน ไปพรอม ๆ กัน การเรียนรูแบบ รวมมือ ผสมผสานการอานและการเขียน มีลักษณะการเรียนรูดังนี้ 1. แบงกลุมผูเรียนเปนกลุม คละความสามารถกลุมละ 4 คน 2. ภายในกลุมผูเรียนจับคูกัน รวมกันศึกษากิจกรรม ทบทวน และทดสอบไปทีละ เรื่อง หรือทีละจุดประสงค เมื่อเรียนเสร็จเรียบรอย จนเขาใจทั้งคูดีแลว ใหเซ็นชื่อกํากับวาผานการ เรียน เรื่องนั้นหรือจุดประสงคนั้นแลว จากนั้นเรียนเรื่องใหมหรือจุดประสงคใหมจนครบตามที่ครู กําหนดไว
22 3. จากนั้นใหผูเรียนมารวมกลุมกันอีกครั้ง เพื่อทํางานรวมกันตามที่ครูกําหนดจนงาน กลุมเสร็จเรียบรอย ในขณะทํางานสมาชิกในกลุมตองปฏิบัติตามบทบาทที่ครูกําหนดเพื่อใหการทํางาน กลุมมีประสิทธิภาพ 4. เมื่อทุกกลุมศึกษาทุกกิจกรรมเสร็จเรียบรอย นั่นคือ การพรอมรับการประเมิน จากครู การเรียนรูแบบรวมมือผสมผสานการอานและการเขียนเปนการสอนที่เนนการพัฒนาทักษะ ดังนั้นจึง ไมควรสอนเปนกลุมใหญ จึงไดกําหนดใหผูเรียนกับผูเรียนดวยกัน เรียนไปทีละกิจกรรม ทีละ จุดประสงค ทีละเรื่อง และกิจกรรมหรือเรื่องที่จะใหผูเรียนเรียนเปนคูนั้นจะเปนกิจกรรมเรื่องเล็ก ๆ ถึงแมวาการเรียนรูแบบรวมมือผสมผสานการอานและการเขียนจะนํามาใชในการเรียนการสอนภาษา แตหลักการและวิธีการของการเรียนรูแบบรวมมือผสมผสานการอานและการเขียน สามารถนําไปใชได ในวิชาอื่น ๆ ที่มีจุดประสงคเพื่อตอการจัดกิจกรรมแบบการเรียนรูแบบรวมมือผสมผสานการอานและ การเขียน เพราะทักษะทางภาษาถือเปนเครื่องมือการเรียนรูสําหรับทุกวิชาอยูแลว 2.3.6 เทคนิคการตอบทเรียน (Jigsaw) Aronson et al. (1978) ไดเสนอเทคนิคการตอบทเรียน ซึ่งการเรียนแบบนี้ บางที เรียกวา การเรียนแบบตอชิ้นสวน หรือการศึกษาเฉพาะสวน การเรียนการสอนเทคนิคการตอบท มี ลักษณะ การเรียนรู ดังนี้ 1. เปนวิธีการที่แบงผูเรียนเปนกลุมคละความสามารถและเพศ 2. ทุกกลุมจะไดรับมอบหมายใหทํากิจกรรมเดียวกัน โดยผูสอนใหเนื้อหา 1 เรื่อง สําหรับ 1 กลุม และแบงเนื้อหาออกเปนหัวขอยอย ถาจํานวนสมาชิกในแตละกลุม ใหแตละคนในกลุม ศึกษาเฉพาะในหัวขอนั้น ๆ คนละ 1 หัวขอ โดยผูเรียนแตละคนจะเปนผูเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องที่ตนเอง ไดรับมอบหมาย สมาชิกที่อยูตางกลุมที่ไดรับมอบหมายในขอเดียวกันจะรวมกันศึกษาเรียกวา กลุม ผูเชี่ยวชาญ จะแนะนําสิ่งที่ไดเรียนรูในหัวขอของตนเองไปเสนอแกสมาชิกในกลุม ใหเพื่อนในกลุมไดรู เนื้อหาครบทุกหัวขอ 3. หลังจากจบบทเรียนแลวมีการทดสอบรายบุคคลตามเนื้อหาทุกหัวขอ และนํา คะแนน ของสมาชิกแตละคนมารวมเปนคะแนนกลุม 2.3.7 การเรียนดวยกัน (Learning Together) Johnson and Johnson (1991) ไดเสนอการเรียนการสอนตามรูปแบบเรียนดวยกัน ซึ่งเปน การจัดการเรียนการสอนที่มีความคลายคลึงกับรูปแบบการสอนแบบสืบสวนสอบสวน ซึ่ง รูปแบบการ เรียนดวยการนี้ จะแบงนักเรียนเปนกลุมคละความสามารถ เนนการสรางกลุมเพื่อทํา กิจกรรมกอนที่
23 จะทํางานรวมกันจริง และเนนการอภิปรายในกลุมวาสมาชิกทํางานชวยกันไดดีเพียงใด การเรียนรู แบบการเรียนการสอนตามรูปแบบการเรียนดวยกัน มีลักษณะการเรียนรู ดังนี้ 1. ครูกําหนดโครงงานใหนักเรียนทํา ซึ่งเปนสิ่งที่เกี่ยวของกับสิ่งที่นักเรียนเคยเรียน มา กอน กําหนดวาใหทําโครงงานอะไร แตไมไดกําหนดรายละเอียดของงาน เพื่อใหนักเรียนไดมี ความคิด สรางสรรคผลงานเอง อาจจะเปนโครงงานขนาดใหญที่ตองทําทั้งชั้นเรียน แตตองมีการแบง งานกันทํา ในสวนตาง ๆ และนํามารวมกัน และจะตองรับรูในงานสวนอื่น ๆ ของเพื่อนนักเรียนคนอื่น ที่ทําดวย 2. การจัดนักเรียนเขากลุมโดยคละความสามารถ ซึ่งแบงนักเรียนออกเปนกลุม กลุม ละ 3-5 คน และทําโครงงานตามที่ครูไดกําหนดไวให จากนั้นรวมกันวางแผนการทํางานมอบหมาย บทบาทหนาที่ของแตละคนใหชัดเจน 3. โครงงานที่ทํานั้นมีลักษณะที่เกิดจากความคิดสรางสรรคของนักเรียน สมาชิกกลุม มี ความรับผิดชอบในงานสวนของตนเอง เมื่อทํางานในสวนของตนเองเสร็จ แลวจะนํางานของทุกคน มา รวมเปนงานกลุม ดังนั้นความสําเร็จของกลุมเกิดจากความรวมมือของสมาชิกกลุมทุกคน 4. มีการนําเสนอผลงานเมื่องานเสร็จสิ้นลง โดยสมาชิกกลุมไดรวมปรึกษาถึงวิธีการ นําเสนอผลงาน และวิธีการทํางานของกลุม 5. ครูเปนผูประเมินผลการทํางานของกลุมโดยเนนผลงานและกระบวนการทํางาน ซึ่ง วิธีการประเมินโดยคัดเลือกตัวแทนกลุมออกมาสอบถามเกี่ยวกับงานที่ไดทําและกระบวนการ ทํางาน ของกลุม 2.3.8 การเรียนแบบ Team Interview Kagan (1992) ไดเสนอการเรียนการสอนตามรูปแบบ การเรียนแบบ Team Interview ซึ่ง เปนการจัดการเรียนการสอนที่มีวิธีการที่นาสนใจ เพราะเปนการฝกทักษะการเรียนและ ทักษะทาง สังคมแกผูเรียน ฝกการยอมรับซึ่งกันและกัน รวมถึงการมีนําใจ ชวยเหลือผูอื่น สงเสริมให ผูเรียนได ฝกคนหาความรูดวยตนเอง มีความคิดสรางสรรค รูจักการตั้งคําถาม การสัมภาษณเพื่อ สืบคนขอมูล จากตัวบุคคล รวมทั้งมีโอกาสฝกทักษะการฟง พูด อาน เขียน ไดอยางครบถวน การเรียน แบบ Team Interview มีลักษณะการเรียนรู ดังนี้ 1. ผูกําหนดเรื่องที่จะใหผูเรียนศึกษาภายในกลุม ซึ่งจํานวนของผูเรียนในแตละกลุม จะ ขึ้นอยูกับเรื่องที่จะใหผูเรียนศึกษา
24 2. ผูเรียนจะเลือกศึกษาคนควาดวยตนเองกอน จากนั้นใหเพื่อนมาสัมภาษณตน และมี การสรุปความรูทั้งหมด ซึ่งทุกคนในกลุมจะตองมีความรูความเขาใจครบถวนในเรื่องที่ศึกษา ตามที่ครู กําหนด โดยรับความรูจากกันและกันจากการสัมภาษณ 2.3.9 Think-Pair-Share Kagan (1992) ไดเสนอการเรียนการสอนตามรูปแบบ Think-Pair-Share มีการรวม โครงสรางของทั้ง 3 ขั้นตอน ของการเรียนแบบรวมมือ การเรียนตามรูปแบบ Think-Pair-Share ลักษณะการเรียนรูดังนี้ ขั้นที่1 จะเปนขั้นตอนที่ผูเรียนรายบุคคลคดิเรียบ ๆ เกี่ยวกับคําถามของผูสอน ขั้นที่ 2 จะมีการจับคูกันคิดซึ่งมีการดูแลชวยเหลือ ตลอดการแลกเปลี่ยนความ คิดเห็นซึ่งกันและกัน ขั้นที่ 3 ผูเรียนผูนั้นจะมีการตอบสนองความคิดของคูตนเองไปอยางคูอื่นๆ และ เพื่อนสมาชิกทั้งหมด 2.3.10 3 By 3 By 3 Jacobs et al. (1996) ลักษณะการเรียนการสอนตามรูปแบบ 3 By 3 By 3 ซึ่งมี ลักษณะ กิจกรรมที่คลายคลึงกับรูปแบบ Team Interview ในระหวางการสอนจะใหผูเรียนไดตั้ง คําถามจาก สิ่งที่เรียนเหมือนกัน แตรูปแบบ 3 By 3 By 3 จะเนนใหผูเรียนตั้งคําถามที่สรางสรรค มากกวา คือนอกเหนือจากสิ่งที่ผูเรียนกําลังเรียนอยูในขณะนั้น การเรียนตามรูปแบบ 3 By 3 By 3 มี ลักษณะการเรียนรู ดังนี้ 1. กําหนดใหผูเรียนจับคูกับเพื่อนที่นั่งขาง ๆ เขากลุมกัน กลุมละ 3 คน 2. ผูเรียนแตละกลุม ตางคนตางตั้งคาํถามจากสิ่งที่ไดฟงครูอธิบาย 3. นําคําถามของแตละคนมารวมพิจารณาหาคําตอบ 4. ครูสงคาํถามของผูเรียนมารวมกันพิจารณาหาคําตอบ 5. คําถามบางขอที่ผูเรียนชวยกันหาคําตอบไมได ครูจะหยิบยกมาอธิบายชี้แจง จาก การศึกษาเทคนิคการเรียนรูแบบรวมมือของนักการศึกษา พบวารูปแบบแตละรูปแบบ จะมีความเหมาะสมกับเนื้อหาวิชาที่แตกตางกัน ขึ้นอยูกับการเลือกใชใหเหมาะสม สําหรับงานวิจัยใน ครั้งนี้ผูวิจัยคดิวา ผูวิจัยเลือกรูปแบบการเรียนรูแบบรวมมือดวยเทคนิค เพื่อนคูคิด ในการจัดกิจการเรียนรู เรื่อง พหุนาม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2
25 2.4 ความหมายของการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) นักการศึกษาไดใหความหมายของเทคนิคการเรียนรูแบบเพื่อนคูคิดไวดังนี้ คําวาเทคนิค “Think-Pair-Share” มีผูแปลเปนภาษาไทยไวหลายคํา เชน เทคนิคคูคิด เทคนิคคูคิดอภิปราย คิด และคุยกัน และเพื่อนคูคิด เปนตน เพื่อใหสอดคลองกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ผูวิจัยเปนผู กําหนดขึ้นผูวิจัยจึงใชทําแทน “Think-Pair-Share” วา “เทคนิคเพื่อนคูคิด” ซึ่งมีลักษณะการจัด กิจกรรม 4 ประการคือ 1. การคดิดวยตนเอง 2. ใหผูเรียนรวมกันจับคูและเปลี่ยนความคิด 3. ใหผูเรียนแตละคูแลกเปลี่ยนความคิดภายในกลุมของตนเอง 4. การนําคําตอบมาอภิปรายในกลุมใหญ ความหมายของเทคนิคเพื่อนคูคิด มีนักการศึกษา ไดใหความหมายไวดังนี้ มิลลิส และคอทเท็ล (Millis & Cottell, 1998 อางถึงใน ชลธิชา ทับทวี, 2554) ไดกลาวถึง เทคนิคการเรียนการสอนแบบเพื่อนคูคิด(Think-Pair-Share) ซึ่งกลาวถึงเทคนิคการเรียนรูแบบเพื่อน คูคิดวา ในการเริ่มกิจกรรมการเรียนการสอนแบบคูคิดนั้น ครูตั้งคําถามที่ตองใชความเขาใจ มาเปน คําถามแบบการสอบสวนใหนักเรียนคิดหาคําตอบดวยตนเอง จากนั้นใหนักเรียนจับคูกับเพื่อนรวมชั้น อีกคนหนึ่งเพื่ออภิปรายการตอบคําถามเมื่อไดขอสรุปนักเรียนยกมือเสนอคําตอบตอบเพื่อนในชั้น เรียนและกอนที่ครูจะใหนักเรียนคูนั้น เสนอคําตอบควรรอเวลาใหนักเรียนคิดคําตอบใหไดกอน และ เพื่อใหนักเรียนมีโอกาสในการทองคําตอบกับเพื่อนกอนที่จะพูดในชั้นเรียน เพื่อเพิ่มพูนทักษะการ สื่อสารทางวาจาและความมั่นใจ นิวชาวเวลล (New South Wales, 2006 อางถึงใน ชลธิชา ทับทวี, 2554) ไดกลาวถึง เทคนิคเพื่อนคูคิดวา เปนการใหนักเรียนแตละคนใชความคิดของตัวเองหรือแกโจทยปญหาอยาง เงียบ ๆ จากนั้นจึงจับคูและแบงปนความคิดหรือหาคําตอบของตนเองกับคนที่อยูใกล ๆ แตละคูควร จะ เตรียมตัวนําเสนอความคิดหรือคําตอบของคูของตนใหกับเพื่อนทั้งชั้นเรียนไดรับฟง อาจกลาวไดวา หมายถึงใหแตละทีมเรียนรูจักเพื่อนรวมทีมซึ่งกันและกัน สุขวิมล เขี้ยวแกว และอุสมาน สารี (2541) ไดกลาวถึงเทคนิคเพื่อนคูคิดวา เปนเทคนิคที่ เริ่มตนจากปญหาหรือโจทยคําถามใหผูเรียนทุกคนคิดหาคําตอบดวยตนเองกอน หลังจากนั้นผูสอนให สัญญาณใหผูเรียนจับคูกันเพื่อแลกเปลี่ยนคําตอบหรือความคิดเห็นซึ่งกันและกัน แลวจึงนําคําตอบ ของแตละคูมาอภิปรายรวมกัน 4 คน เพื่อสรุปเปนคําตอบที่ถูกตองหรือเหมาะสมที่สุด กอนจะนํา คําตอบนั้นมาเสนอหนาชั้น
26 สมศกัดิ์สินธุระเวชญ(2544) ไดกลาวถึงรูปแบบเทคนิคเพื่อนคูคิดวา กิจกรรมนี้เปน กลยุทธ ที่มีเปาหมายเพื่อใหผูเรียนไดแสดงปฏิกิริยาโตตอบอยางเสรี ใหผูเรียนไดฝกซอมการแสดง ความ คิดเห็นกอนที่ผูสอนจะไดแนวความคิดจากผูเรียน กลยุทธนี้ใชไดงายและประสบผลสําเร็จอยาง สูงใน ทุก ๆ วิชาและทุกระดับชั้นของผูเรียน โดยเริ่มตนจากใหผูเรียนตั้งใจฟงคําถามของผูสอนและให เวลา ผูเรียนคิดประมาณ 2-5 นาที แลวใหผูเรียนจากผูเพื่อนในหอง เพื่อใหอภิปรายความคิดที่เกี่ยวกับ คําตอบของคําถามนั้น โดยอาจจะใหชวงเวลาระยะหนึ่ง เชน 5 นาที หลังจากนั้นใหกลุมเสนอกลุม ใหญ ผูสอนอาจจะใชสัญญาณ เชน ปรบมือ 1 ครั้ง หมายถึง เวลาสําหรับคิด ปรบมือ 2 ครั้ง แสดงวา ถึงเวลาอธิบาย เปนตน วิธีนี้จะเปดโอกาสใหผูเรียน ทุกคนไดมีโอกาสไดพูดแสดงความคิดเห็น สุวิทย มูลคํา และอรทัย มูลคํา (2545) ไดกลาวถึง รูปแบบเทคนิคเพื่อนคูคิดวาเปนรูปแบบ ของกิจกรรมการเรียนการสอนที่จัดใหผูเรียนทํางานเปนกลุม โดยเริ่มจากการจับคูกันคิดแลวนํา ความคิดของทั้งคูมาอภิปรายในกลุมเพื่อใหไดความคิดของกลุมเปนกิจกรรมที่เนนใหผูเรียนไดพัฒนา พฤติกรรมทางสังคม ควบคูกับความรูความเขาใจในเรื่องที่เรียน ชํานาญ โพธิคลัง (2547) กลาววา เทคนิคการเรียนรูแบบเพื่อนคูคิด (Think-Pair-Share) เปนรูปแบบหนึ่งของการเรียนแบบรวมมือโดยเปนวิธีการจับคูเพื่อใหนักเรียนทํากิจกรรมการเรียน รวมกัน เพื่อใหแนะนําปรึกษาหรือแลกเปลี่ยนความรูและประสบการณ และรวมมือกันทํากิจกรรม ตามกระบวนการเรียนจนคนพบขอสรุปขอความรูหรือคําตอบรวมกัน พิมพันธ เดชะคุปต และพเยาว ยินดีสุข (2551) เทคนิคเพื่อนคูคิด (Think -Pair -Share) เริ่ม จากการตั้งปญหาหรือโจทยคําถาม แลวใหสมาชิกแตละคนคิดหาคําตอบดวยตนเองกอน แลวนํา คําตอบไปอธิบายกับเพื่อนเปนคู จากนั้นนําคําตอบของตน หรือเพื่อนที่เปนคู มาเลาใหเพื่อน ๆ ทั้ง หองฟง จากการศึกษาความหมายของเทคนิคเพื่อนคูคิด ของนักการศึกษาหลายทาน จึงสรุปไดวา เทคนิคเพื่อนคูคิด เปนรูปแบบการสอนที่เนนกระบวนการกลุม โดยใหนักเรียนจับคู และตอบคําถาม รวมถึงอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันกับคูของตนเองในประเด็น หรือสถานการณ ตามที่กําหนด ฝกการทํางาน และการพูดแสดงความคิดเห็นรวมกับผูอื่น สําหรับงานวิจัยในครั้งนี้ ผูวิจัยขอสรุปวา การจัดการเรียนรูรวมกันแบบเพื่อนคูคิด (ThinkPair-Share) หมายถึง รูปแบบในการเรียนแบบรวมกันโดยมีการจัดการเรียนรูรวมกันระหวางผูเรียน 2 คน ที่จับคูกันภายในกลุม โดยจับคูในลักษณะคูคิดที่มีความสามารถแตกตางกัน โดยกิจกรรมการ เรียนที่เริ่มจากครูเสนอสถานการณปญหาหรือโจทยคําถามแลวใหสมาชิกคิดหาคําตอบดวยตนเอง หลังจากนั้นนักเรียนแตละคนไปหาคูของตนเองที่จัดไว เพื่อแลกเปลี่ยนคําตอบหรือความคิดเห็นซึ่งกัน
27 และกันภายในกลุมของตน เมื่อไดขอสรุปที่ตรงกันแลวนําคําตอบที่ไดมาสงครู จากนั้นจึงนําผลสรุป เสนอหนาชั้นเรียนและใหเหตุผลของคําตอบ ถากลุมใดที่มีเหตุผลของคําตอบที่แตกตางกันใหออกมา นําเสนอจนไดขอสรุปประเด็นคาํถามของผูเรียนทั้งชั้นเรียน 2.5 ขั้นตอนของการจัดกิจกรรมการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ไดมีนักวิชาการกลาวถึงขั้นตอนของการจัดการเรียนรูแบบรวมมือดวยเทคนิคเพื่อนคูคิดไว ดังนี้ ลีแมน (Lyman, 1981 อางถึงใน สุบรรณ ตั้งศรีเสรี, 2556) กลาววา เทคนิคการจัดการ เรียนรูแบบรวมมือดวยเทคนิคเพื่อนคูคิดจะมีขั้นตอนที่สําคัญอยู 3 ขอ คือ 1. การคิด นักเรียนมีเวลา 30 นาที หรือมากกวา เพื่อที่จะคิดใหไดคําตอบที่ เหมาะสม เวลาที่ใชนี้รวมถึงการเขียนเพื่อจดบันทึกคําตอบ 2. การจับคูหลังจากใชเวลาคดิใหนักเรียนจับคูเพื่อแบงปนคําตอบแลวความคิดเห็น ซึ่ง กันและกัน 3. การแบงปน คําตอบของนักเรียนสามารถนํามาแบงปนภายในกลุมเดียวกันหรือ ทั้งชั้น เรียนในชวงการอภิปรายเพื่อติดตามผล เทคนิคนี้ใหโอกาสแกนักเรียนทุกคนที่จะแสดงออกถึงตนเอง รวมถึงสะทอนใหเห็นถึงคําตอบของตนเอง ไบรเลย (Byerley, 2003 อางถึงใน .สุบรรณ ตั้งศรีเสรี, 2556) กลาววา เทคนิคการจัดการ เรียนรูแบบรวมมือดวยเทคนิคเพื่อนคูคิดจะมีขั้นตอนที่สําคัญอยู 3 ขอ คือ 1. การคิด (think) เปนขั้นตอนแรกที่คุณจะกระตุนดวยปญหาเพื่อใหผูเรียนหา คําตอบ 2. การจับคู (pair) เปนขั้นตอนที่จะทําใหผูเรียนจับคูเพื่ออภิปรายปญหา 3. การแลกเปลี่ยน (share) เปนขั้นตอนสุดทายที่จะใหผูเรียนแลกเปลี่ยนและ นําเสนอ ความรูที่ไดจากการคนหาคําตอบ เลวิน (Levin, 2008 อางถึงใน ชลธิชา ทับทวี, 2554) กลาววา เทคนิคการจัดการเรียนรู แบบรวมมือดวยเทคนิคเพื่อนคูคิดจะมีขั้นตอนที่สําคัญ ดงันี้ 1. การคิด ครูกระตุนการคิดของนักเรียนโดยปอนคําถามหรือสังเกตการณ นักเรียน ควร ใชเวลาคิดสักครูเพื่อที่จะใชความคิดเกี่ยวกับคําถาม
28 2. การจับคู ใชการจับคูกันตามที่กําหนดให เชน จับคูกับเพื่อนที่นั่งใกล ๆ กันหรือ กับ เพื่อนที่นั่งโตะติดกัน นักเรียนแตละคูรวมกันพูดคุยเกี่ยวกับคําตอบที่แตละคนหามาได แลว เปรียบเทียบความรูที่ไดมาจากความคิดของแตละคนหรือจากบันทึกสั้น ๆ ที่แตละคนบันทึกมา เพื่อที่จะมาพิจารณาวาคําตอบของฝายไหนที่คิดวา คําตอบของฝายไหนที่คิดวาเปนคําตอบที่ดีที่สุด นาเชื่อถือมากที่สุด และมีความโดดเดนเปนเอกลักษณมากที่สุด 3. การแลกเปลี่ยนความรู หลังจากที่นักเรียนชวยกันคิดภายในคูของตนเองครูจะ เรียก นักเรียนแตละคูใหมาแลกเปลี่ยนความคิดในคูของตนกับนักเรียนทั้งหองเรียน วัฒนาพร ระงับทุกข (2542) ลําดับขั้นตอนการจัดการเรียนรูแบบรวมมือดวยเทคนิคเพื่อน คูคิดจะมี ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นเตรียม ผูแนะนําทักษะในการเรียนแบบคูคิด การจับคูของนักเรียนบอ วัตถุประสงคของบทเรียน และบอกวัตถุประสงคของการทํางานรวมกัน 2. ขั้นสอน ผูนําเสนอเนื้อหาหรือบทเรียนใหมดวยวิธีสอนที่เหมาะสมแลวใหงาน 3. การทํางานกลุม เมื่อไดรับคําถามจากครู นักเรียนตองหาคําตอบดวยตนเองกอน จึงนําคําตอบไปปรึกษาคขูองตนเพื่ออภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เพื่อหาคําตอบที่ดี ที่สุด 4. ขั้นตรวจสอบผลงานและทดสอบ 4.1 ตรวจผลงาน ครูดูจากงานกลุมที่แตละคูสงไป และครูสุมบางคูมาเสนอ คําตอบใน ชั้นเรียน ขณะที่ฟงผูนําเสนอแลวผูเรียนในหองเรียนสามารถยกมือเพื่อแสดงความคิดเห็น ตอคําตอบ หรือเสนอคําตอบของตนได 4.2 ทดสอบนักเรียนเปนรายบุคคลโดยไมมีการชวยเหลือกัน เพื่อตรวจผล การสอบ แลวทําการคํานวณคะแนนเฉลี่ยของกลุมใหนักเรียนทราบ และถือวาเปนคะแนนของ นักเรียนแตละ คนในกลุมดวย 5. ขั้นสรุปบทเรียนและประเมินผลการทํางานของกลุม ครูและนักเรียนชวยกันสรุป บทเรียน ถามีสิ่งที่นักเรียนยังไมเขาใจครูควรอธิบายเพิ่มเติม ครูและนักเรียนชวยกันประเมินผลการ ทํางานของกลุม โดยอภิปรายถึงผลงานของนักเรียน และวิธีการทํางานของนักเรียน รวมถึงวิธีการ ปรับปรุงการทํางานของกลุมดวย ซึ่งจะทําใหนักเรียนรูความกาวหนาของตนเองทางดานวิชาการและ ดานสังคม ขจรศักดิ์ หลักแกว (2551) ไดเสนอขั้นตอนของการจัดการเรียนรูแบบรวมมือดวยเทคนิค เพื่อนคูคิดจะมีขั้นตอนที่สําคัญดังนี้
29 ขั้นที่ 1 แบงผูเรียนเปนกลุมเล็ก ๆ แบบคละความสามารถ (เกง ปานกลาง ออน) กลุมละ 2 - 4 คน ขั้นที่ 2 ครูตั้งประเด็นสั้น ๆ หรือโจทยคําถาม ขั้นที่3 ผูเรียนแตละคนคดิหาคําตอบดวยตนเองซัก 1-2 นาที ขั้นที่ 4 ใหผูเรียนจับคูกับเพื่อนและเปลี่ยนความคิดผัดกันเลาความคิดหรือคําตอบ ของ ตนใหเพื่อนฟงจนไดขอสรุปที่เห็นพองกัน ขั้นที่ 5 ผูเรียนจากคนใดคนหนึ่งสามารถอธิบายคําตอบใหเพื่อนฟงทั้งชั้นไดหรือครู สุม บางคมูารายงานหนาชั้น มนตชัย เทียนทอง (2551) ไดเสนอขั้นตอนของเทคนิคเพื่อนคูคิด ประกอบดวย 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1) คิด (Think) เปนการทาทายใหผูเรียนไดคดิและไตรตรองจากคําถาม 2) คู (Pair) เปนการจัดใหผูเรียนจากการเปนคู ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่ง กันและกัน ตามประเด็นปญหาและรวมกันสรุปเพื่อหาคําตอบ 3) แลกเปลี่ยน (Share) เปนการสลายจากการจับกลุมเปนคู ๆ แลวสรุปผลการ คนหา คําตอบรวมกันทั้งชั้นเรียน เพื่อแลกเปลี่ยนความรูและอภิปรายผล จากขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนแบบรวมกันดวยเทคนิคเพื่อนคูคิดของนักวิชาการสรุป ขั้นตอน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนไดดังตารางที่ 2.3 นี้
30 ตารางที่ 2.3 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของ นักวิชาการ นักวิชาการ/ วิจัย เทคนิคเพื่อนคูคดิ (Think-Pair-Share) วัฒนาพร ระงับทุกข ขจรศักดิ์ หลักแกว มนตชัย เทียนทอง ลีเมน (Lyman) ไบรเลย(B y erle y) เลวิ น(Le vin) 1. ขั้นนําสูบทเรียน ✓ ✓ 2. ขั้นสอน ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 3. ขั้นเพื่อนคูคิด ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 4. ขั้นทํางานกลุม ✓ 5. ขั้นสรุป ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 6. ขั้นประเมินผล ✓ เกณฑการเลือกขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของผูวิจัย มีขั้นตอนการเลือกดังนี้ ขั้นตอนการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ขั้นตอนใด มีความสําคัญและเหมาะสมตอการใหเหตุผลของผูเรียนผูวิจัยเลือกขั้นตอนดังกลาวเปน ขั้นตอนการจัด กิจกรรมการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) จากที่ผูวิจัยไดทําการ สังเคราะหขั้นตอน ผูวิจัยไดนําขั้นตอนที่ไดมาสรุปเปนขั้นตอน 6 ขั้นตอนดังตอ ไปนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสูบทเรียน ครูผูสอนกระตุนความสนใจของนักเรียน โดยกิจกรรม ตาง ๆ เชน เลนเกม รองเพลง จากนั้นทบทวนความรูเดิม เรื่อง พหุนาม ขั้นที่ 2 ขั้นดําเนินกิจกรรม ครูผูสอนนําเสนอเนื้อหาหรือบทเรียนใหม ขั้นที่ 3 ขั้นเพื่อนคูคิด ครูตั้งประเด็นของปญหาหรือเสนอสถานการณปญหา ให นักเรียนแต ละคนคิดหาคําตอบของตนเองกอน เมื่อไดคําตอบของตนเองแลว จากนั้นใหนักเรียนนํา คําตอบมา อภิปรายรวมกับคูของตน เพื่อเปดโอกาสใหนักเรียนไดสนทนาซักถามอภิปรายเนื้อหา รวมถึง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เพื่อหาคําตอบที่ดีที่สุด โดยใชแบบฝกทักษะ เรื่อง พหุนาม ขั้นที่ 4 ขั้นทํางานกลุม เมื่อนักเรียนแตละคูที่ไดแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและ กันในคู ของตนเองไดขอสรุปแลว ใหนํามาอภิปรายรวมกันกับกลุมของตนเองและเปดโอกาสใหสมาชิก ใน
31 กลุมไดซักถามอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันอีกครั้ง เพื่อหาคําตอบที่ดีที่สุด แลว นํา คําตอบมาสงที่ครู ขั้นที่ 5 ขั้นสรุป ครูไดคําตอบของแตละกลุม จากนั้นครูสุมกลุมออกมานําเสนอหนา ชั้นเรียน และใหเหตุผลของคําตอบ ถากลุมใดที่ไมไดออกมานําเสนอมีเหตุผลของคําตอบที่แตกตางกัน ใหกลุม นั้นออกมานําเสนอจนไดขอสรุปประเด็นของคําถามที่ทุกกลุมมีเหตุผลที่ยอมรับซึ่งกันและกัน โดยมีครู คอยใหความชวยเหลือเสนอแนะรวมถึงอะไรเพิ่มเติมจนไดขอสรุป ขั้นที่ 6 ขั้นการประเมินผล วัดพฤติกรรมของนักเรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม ความ ถูกตองของ แบบฝกการใหเหตุผลทางคณิตศาสตร การตอบคําถาม การทําแบบฝกหัด และ แบบทดสอบ 2.6 ประโยชนของการจัดการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) มีนักวิชาการกลาวถึงประโยชนของการจัดการเรียนรูแบบรวมมือดวยเทคนิคเพื่อนคูคิดดังนี้ ลีแมน (Lyman, 1987 อางถึงใน ชลธิชา ทับทวี, 2554) ไดสรุปประโยชนของเทคนิคเพื่อนคูคิด ดังนี้ 1. เปนเทคนิคที่นําไปใชไดเร็ว 2. เปนเทคนิคที่ไมตองใชเวลาเตรียมการมาก 3. การโตตอบภายในตัวบุคคลกระตุนใหนักเรียนเปนจํานวนมากมีความสนใจอยาง แทจริงอยูในดานความรู 4. คูสามารถตั้งคําถามไดหลายแบบและหลายระดับ 5. ทําใหรวมความสนใจของนักเรียนทั้งชั้นเรียน และทําใหนักเรียนที่ไมกลา แสดงออก สามารถตอบคําถามไดโดยไมตองลุกขึ้นตอหนาเพื่อนรวมชั้นเรียน 6. ผูสามารถเขาใจนักเรียนดวยการฟงนักเรียนกลุมตาง ๆ ระหวางการทํากิจกรรม และ จากการรวบรวมคําตอบในตอนทายชั่วโมงเรียน 7. ผูสามารถทํากิจกรรมที่ใชหลักแบบเพื่อนคูคิดได 1 ครั้งหรือหลาย ๆ ครั้งใน ระยะเวลา 1 คาบเรียน ไอสัน (Eison, 2008 อางถึงใน ชลธิชา ทับทวี, 2554) ไดสรุปประโยชนของเทคนิคเพื่อนคูคิด ดังนี้ 1. สามารถนํามาใชไดอยางมีศักยภาพในทุกชั้นเรียนที่มีขนาดใหญ 2. สงเสริมใหนักเรียนมีการโตตอบในเนื้อหาของรายวิชา 3. ทําใหนักเรียนประมวลความคิดของตนเองกอนนําไปแบงปนกับผูอื่น 4. สามารถนํามาใชเพื่อพัฒนาทักษะการคิดในระดับที่สูงขึ้นได วิภาวดีวงศเลิศ (2544) ไดสรุปประโยชนของเทคนิคเพื่อนคูคิด ดังนี้
32 1. ผูเรียนไดรับความรูที่มีความหมายนักเรียนสามารถนํามาใชทั้งในเนื้อหาเดียวกัน หรือ ตางกัน ตนทุนชวยเหลือนักเรียนใหออกไปใชชีวิตในโลกของความเปนจริง ซึ่งเปนโรคที่ตองอาศัย ความรวมแรงรวมใจมากกวาการแขงขันแบบเผชิญหนา 2. ผูเรียนไดพัฒนาความคิดสรางสรรคไดศึกษาคนควา ทํางานและแกไขปญหาดวย ตนเอง นักเรียนมีอิสระที่จะเลือกวิธีการเรียนรูของตนเองซึ่งจะทําใหนักเรียนมีอิสระในการตัดสินใจ ดวย ตนเอง 3. ผูเรียนไดรับความรูและประสบการณจากการเรียนรูดวยตนเอง ทําใหสามารถนํา ความรู ไดนาน เขาใจลึกซึ้ง 4. ผูเรียนมีทักษะในการแกปญหา มีมนุษยสัมพันธ และการสื่อความหมายจากการ ทํางาน อธิบาย ซักถาม ชวยเหลือ แลกเปลี่ยน และใหความรวมมือซึ่งกันและกัน 5. ผูเรียนไดรูจักและเขาใจตนเองดี ในดานของการทราบและครอบครัวของตนเอง เพื่อ เปนแนวทางการแกไขปรับปรุง 6. ชวยใหผูเรียนเกิดความมั่นใจ กลาแสดงออกตอหนาเพื่อนโดยไมกลัววาผิด 7. ฝกทักษะการเปนผูพูดและผูฟงที่ดี ทั้งการเปนผูมีใจกวางยอมรับฟงความคิดเห็น ผูอื่น ไมยึดมั่นถือมั่น 8. ผลงานที่ทําโดยผูเรียน 2 คนชวยกันทํา ยอมดีกวาผลงานโดยบุคคลเพียงคนเดียว โอกาสที่จะผิดพลาดมีนอยกวา 9. แนะนําเทคนิคการเรียนแบบเพื่อนคูคิดไปใชไดอยางกวางขวางและอาจใชวิธีนี้วิธี เดียว หรือสลับกับวิธีอื่นในแตละครั้งที่สอน สมบัติ กาญจนารักพงษ (2547) ไดสรุปประโยชนของเทคนิคเพื่อนคูคิด ดังนี้ 1. จะทําใหนักเรียนไดฝกทักษะการคิดและทักษะการสื่อสารใหผูอื่นเขาใจ 2. ฝกใหนักเรียนกลาแสดงความคิดเห็น 3. ชวยทําใหนักเรียนแตละคูมีความสนิทสนมกันมากขึ้น 4. ชวยใหนักเรียนเปนคูหูในการชวยกันเรียนตอไป จากขอความดังกลาวสรุปไดวา ไดสรุปประโยชนของเทคนิคเพื่อนคูคิด ดังนี้ 1. ทําใหนักเรียนไดรับความรูและประสบการณดวยตนเอง 2. ทําใหนักเรียนมีความคิดสรางสรรค 3. ทําใหนักเรียนไดฝกทักษะการคดิและทักษะการแกปญหา 4. ทําใหนักเรียนไดฝกทักษะการสื่อสาร การแรกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
33 5. ชวยใหเกิดความมั่นใจกลาแสดงออกตอหนาเพื่อน 6. สามารถนําเทคนิคการเรียนแบบเพื่อนคูคิดไปใชได ได 1 ครั้งหรือหลาย ๆ ครั้งใน ระยะเวลาตามภาพที่กําหนดให วิธีนี้วิธีเดียวหรือสลับกับวิธีอื่นในแตละครั้งที่สอน จากการศึกษาประโยชนการจัดกิจกรรมการเรียนรูแบบเทคนิคเพื่อนคูคิด ของนักการศึกษา หลายทานสรุปได วาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใชเทคนิคเพื่อนคูคิด มีประโยชนตอการจัด กิจกรรมที่สามารถนําเทคนิคนี้มาประยุกตใชไดในทุกระดับชั้นเรียน สงเสริมใหผูเรียนมีสวนรวมในการ เรียนรู และฝกทักษะการคิด การสื่อสาร การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน รวมถึงการกลา แสดงออก ทําใหเกิดประสบการณการเรียนรูที่หลากหลาย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวชิาคณิตศาสตร 1. ความหมายของผลสัมฤทธ์ทิางการเรียน ทิศนา แขมมณี (2553) กลาววา ผลสัมฤทธิ์ คือ การทำใหสำเร็จ หรือประสิทธิภาพ ทางดานการกระทำในทักษะที่กําหนดใหไดหรือดานความรู สวนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรูการพัฒนาทักษะในดานการเรียนซึ่งอาจพิจารณาจากคะแนนสอบที่กําหนดให คะแนนที่ไดจาก งานที่ครูมอบหมายให หรือทั้งสองอยาง เปรมกมล แกวพิทักษคุณ (2552) กลาววา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ระดับ ความสามารถ หรือระดับผลสัมฤทธิ์ของบุคคลหลังจากการเรียนหรือการฝกอบรมซึ่งสามารถแบงเปน ดานความรู ความจํา ดานการคิดคํานวณ ดานความเขาใจ ดานการนําไปใชและดานการคิดิเคราะห จัดไดวาเปนเกณฑที่จะนำมาใชประเมินประสิทธิภาพของการเรียนการสอนไดเปนอยางดี รักษสิริ แพงปอง (2554) กลาววา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลของความรู ความสามารถของนักเรียนซึ่งเปนผลมาจากการสะสมประสบการณจากการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอน การฝกทักษะ สามารถกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งไดจากที่ไมเคยกระทำไดมากอนซึ่งเปนพฤติกรรมที่ สามารถที่ไดจากการ สังเกตและวัดดวยเครื่องมือทางจิตวิทยา หรือแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ดานตาง ๆ จากที่กลาวมาสรุปไดวาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู ความสามารถ ทักษะใน ดาน การเรียนของนักเรียนที่เกิดจากกระบวนการเรียนรู หรือผลของการเรียนรูที่เกิดขึ้นในตัวนักเรียน หลังจากที่ไดรับการจัดการเรียนการสอนแลวการฝกทักษะซึ่งเปนพฤติกรรมที่สามารถวัดไดจากการ สังเกต การทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ดานตาง ๆ และการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเปนการวัดผล การศกึษา
34 2. การวัดผลและการประเมินผลทางคณิตศาสตร พรอมพรรณ อุดมสิน (2544) ไดกลาวถึงการวัดวา เปนการรวบรวมขอมูลที่เกี่ยวของกับ นักเรียน ที่อยูในกระบวนการเรียนการสอน ขอมูลนั้นกำหนดเปนตัวเลขซึ่งเปนปริมาณที่มีความหมาย แทนคุณภาพ หรือคุณลักษณะของสิ่งที่ตองการวัดและการประเมินผลเกี่ยวของทั้งปริมาณและ คุณภาพ รวมทั้งการตัดสินคุณคาที่เกี่ยวของกับพฤติกรรมตาง ๆ ซึ่งการตัดสินคุณคานั้นขึ้นอยูกับภูมิ หลังและพื้นฐาน แตละบุคคลที่ทำการตัดสินคุณคา สิริพร ทิพยคง (2545) ไดกลาวถึงการวัดผลและประเมินผลการเรียนรูวาเปนกระบวนการ ที่ทำให ครูทราบวานักเรียนไดเปลี่ยนพฤติกรรมตามวัตถุประสงคของารสอนที่ครูกำหนดไวหรือไม การสอนที่มีประสิทธิภาพนั้นจะทำใหนักเรียนเกิดการเรียนรูหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่พึง ปรารถนา ชานนท จันทรา (2555) ไดกลาวถึงการวัด (Measurement) หมายถึง การตรวจสอบหรือ คนหา ขอมูลบางอยางของสิ่งที่ตองการตรวจสอบเพื่อตองการทราบจำนวนปริมาณ หรือคุณภาพวา มากนอยเพียงใด และการประเมินผล (Evaluation) หมายถึง การนําผลจากการวัดมาสรุปผลให ความหมาย ตัดสิน หรือการรวบรวมและวิเคราะหขอมูลที่ไดจากการวัดอยางเปนระบบเพื่อใช ตัดสินใจหรือวินิจฉัยคุณคาของ สิ่งที่ตองการวัดอยางมีหลักเกณฑ อนุวัติ คูณแกว (2558) ไดกลาวถึงการวัดผลเปนผลเกิดจากการนําเครื่องมือไปทดสอบกับ ผูสอบ แลวกำหนดตัวเลข หรือสัญลักษณแทนคุณลักษณะของสิ่งที่วัด การวัดผลการศึกษา หมายถึง การนําเครื่องมือวัดทางการศึกษาไปทดสอบกับผูเปนหรือผูสอบแลวจะเกิดผลเปนปริมาณหรือ สัญลักษณแทนสิ่งที่วัด ชานนท จันทรา (2555) ไดกลาวถึงการวัดผลการศึกษาจะมีประสิทธิภาพและไดผลตาม จุดมุงหมาย ควรปฏิบัติตามหลักการดังนี้ 1. วัดใหตรงกับวัตถุประสงคในการวัดผลแตละครั้งควรจะวัดใหตรงตามคุณลักษณะที่ ตองการจะวัดเพื่อจะไดแปลความหมายไดถูกตองและไมผิดพลาดในการนําไปใชตอไปซึ่งความ ผิดพลาดที่อาจทำใหการวัดผลไมตรงตามจุดประสงคมีดังนี้ 1.1 ความไมเขาใจในคุณลักษณะที่ตองการวัด 1.2 ใชเคร่อืงมือไมสอดคลองกับตัวแปรที่จะวัด 1.3 วัดไดไมครบถวน 1.4 เลือกกลุมตัวอยางที่จะวัดไดไมเหมาะสม 2. ใชเครื่องมือดีที่มีคณุภาพ ในการวัดผลการศกึษาเครื่องมือตองมีคุณภาพ
35 เพื่อผลที่ไดจากการวัดจะสามารถเชื่อถือได และคะแนนที่จะไดจากการวัดสามารถแปลคาไดถูกตอง 3. มีความยุติธรรม การวัดผลทางการศึกษาซึ่งจัดไดวาเปนการวัดตัวแปรทางดานจิตวิทยา หรือทางสังคมศาสตร ถาจะใหผลดีตองมีความยุติธรรมสิ่งที่ถูกวัดตองอยูภายใตสถานการณที่เปนไป เหมือน ๆ กัน ไมมีการลำเอียงหรือเลือกที่รักมักที่ชัง 4. แปลผลไดถูกตองการวัดผลทุกครั้งผลที่ไดออกมายอมเปนตัวแทนของจำนวนหรือระดับ ของคุณลักษณะที่ตองการวัดซ่ึงแปลผลจะไดผลดีก็ขึ้นอยูกับหลักเกณฑในการแปลผลวาสมเหตุสมผล มากนอยเพียงใด 5. ใชผลการวัดใหคุมคาเพื่อจะไดนําผลจากการวัดไปเปนแนวทางในปฏิบัติและปรับปรุง กิจกรรมตาง ๆ ทางการศกึษาใหดีขึ้น สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี (2545) ไดกลาวถึงวัตถุประสงคของ การ วัดผลและประเมินผล ดังนี้ 1. เพื่อการวินิจฉัยความรูพื้นฐานและทักษะที่จําเปนของนักเรียน 2. เพื่อใชผลการประเมินในการตัดสินผลการเรียนของนักเรียนในการตรวจสอบผลการ เรียนของนักเรียนตามสาระการเรียนรูเละผลการเรียนรูที่คาดหวังและใชผลการทดลองเพื่อตัดสินผล การเรียน และใหระดับคะแนนของรายวิชานั้น รวมทั้งนําผลการเรียนรูดังกลาวไปใชเพื่อแนะแนวทาง การศกึษาตอ 3. เพื่อใชผลการประเมินเปนขอมูลสารสนเทศในการวางแผนบริหารจัดการศึกษาของ สถานศึกษา การกำหนดนโยบาย และการพัฒนาหลักสูตรตาง ๆ หลักการประเมินผลการเรียนรูทาง คณิตศาสตร ชานนท จันทรา (2555) ไดกลาวถึงหลักการประเมินผลการเรียนรูทางคณิตศาสตร สรุปได ดังนี้ 1. การประเมินผลการเรียนรูตองกระทำอยางตอเนื่องควบคูไปกับการจัดกิจกรรมการ เรียนรู ครูควรใชกิจกรรมการเรียนรูคณิตศาสตรเปนสิ่งเราที่สงเสริมใหนักเรียนไดมีสวนรวมในการ เรียนรู โดยอาจใชคําถามเพื่อตรวจสอบและสงเสริมความรูความเขาใจดานเนื้อหา สงเสริมใหเกิด ทักษะและ กระบวนการทางคณิตศาสตร การกระตุนดวยคําถามที่เนนการคิดจะทำใหเกิดการ ปฏิสัมพันธระหวาง นักเรียนดวยกันเอง และระหวางนักเรียนกับครู นักเรียนไดมีโอกาสแลกเปลี่ยน เรียนรูและไดแสดงความคิดเห็น นอกจากนี้ครูยังสามารถใชคําตอบของนักเรียนเปนขอมูลเพื่อ ตรวจสอบความรูความเขาใจ และพัฒนาดานทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตรของนักเรียนได อีกดวย
36 2. การประเมินผลการเรียนรูตองสอดคลองกับคุณภาพของนักเรียนที่ระบุไวตามมาตรฐาน การเรียนรูตัวชี้วัด และจะตองสอดคลองกับจุดประสงคการเรียนรูซึ่งไดกำหนดไวในหลักสูตรที่ สถานศึกษาใชเปนแนวทางในการจัดการเรียนรู ทั้งนี้ครูจะตองกำหนดวิธีการวัดและการประเมินผล การเรียนรู เพื่อใชตรวจสอบวานักเรียนไดบรรลุผลการเรียนรูตามมาตรฐานการเรียนรูและตัวชีวัดที่ กำหนดไว และตองแจงจุดประสงคการเรียนรูแตละเรื่องใหนักเรียนไดทราบทั้งทางตรงหรือทางออม เพื่อใหนักเรียนไดทราบจุดมุงหมายในการเรียนแตละคาบและปรับปรุงและพัฒนาตนเองเพื่อใหบรรลุ ตามจุดมุงหมายนั้น 3. การประเมินตองครอบคลุมทั้งดานความรูความคิด ทักษะและกระบวนการทาง คณิตศาสตร ในดานความสามารถในการแกปญหา การใหเหตุผล การสื่อสารการสื่อความหมายทาง คณิตศาสตรและ การนําเสนอ การเชื่อมโยงความรูตาง ๆ ทางคณิตศาสตรและเชื่อมโยงคณิตศาสตร กับศาสตรอื่น ๆ และมีความคิดริเริ่มสรางสรรคและคุณลักษณะอันพึงประสงค 4. การประเมินผลการเรียนรูทางคณิตศาสตรตองชวยใหไดสารสนเทศเกี่ยวกับนักเรียนซึ่ง สามารถทำไดโดยใชเครื่องมือและวิธีการที่เหมาะสมอยางหลากหลาย 4.1 การประเมินเพื่อวินิจฉัยนักเรียน มีจุดประสงคเพื่อตรวจสอบความรูความสามารถ และคนหาจุดเดนหรือจุดดอยของนักเรียนดวยการสังเกต การสอบปากเปลา หรือการใชแบบทดสอบ เพื่อการวินิจฉัย ทั้งนี้คําถามหรืองานที่มอบหมายควรมีความสัมพันธกับเนื้อหาสาระที่เปนพื้นฐานของ การเรียนรูครอบคลุมทักษะและกระบวนการหรือความสามารถทางคณติศาสตรดวย 4.2 การประเมินเพื่อใหไดขอมูลปอนกลับ มีจุดประสงคเพื่อตรวจสอบนักเรียนมีการ บรรลุจุดประสงคการเรียนรูโดยเนนการประเมินตามสภาพจริงที่ครอบคลุมทั้งการทดสอบการ นําเสนอผลงานในชั้นเรียน การทำโครงงาน การแกปญหา การอภิปรายในชั้นเรียนหรือการทำภาระ งานที่ไดรับมอบหมาย 4.3 การประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียน มีจุดประสงคเพื่อตรวจสอบความรูความเขาใจ การประยุกตใชความรูและความสามารถของนักเรียนในวิชานั้น ๆ วิธีการประเมินควรพิจารณาจาก การ ปฏิบัติงานและการทดสอบที่สอดคลองกับจุดประสงคการเรียนรูของรายวิชา 5. การประเมินผลการเรียนรูเปนกระบวนการที่ชวยสงเสริมใหนักเรียนเกิดความ กระตือรือรนในการปรับปรุงความสามารถทางคณิตศาสตร โดยมีจุดมุงหมายเพื่อนําผลที่ไดจากการ ประเมินมาใชในการเตรียมการสอนและวางแผนการจัดการเรียนรู ปรับปรุงกระบวนการเรียนรูของ นักเรียน รวมทั้งปรับปรุงการสอนของครูใหมีประสิทธิภาพ จึงตองทำการประเมินอยางสม่ำเสมอ และ นำที่ไดมาใชในการพัฒนาการจัดการเรียนรู ซึ่งจะแบงการประเมินผลเปน 3 ระยะ ดังนี้
37 5.1 การประเมินกอนเรียน เปนการประเมินที่กำหนดไวกอนเริ่มตนการสอนในแตละ หนวย หรือแตละบทตามจุดประสงคของการสอน 5.2 การประเมินระหวางเรียนหรือการประเมินเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอน เปนการ ประเมินความรูความสามารถของนักเรียนตามจุดประสงคการเรียนรูที่ไดกำหนดไวสำหรับการเรียนรู ในแตละบทหรือแตละหนวยการเรียน 5.3 การประเมินหลังเรียนเพื่อนําผลที่ไดไปใชสรุปผลการเรียนรูหรือเปนการประเมิน แบบสรุปรวบยอดหลังจากจบหนวยการเรียน/ภาคการศึกษา ปการศกึษา 6. ครูควรบอกแนวทางและเกณฑที่ใชในการประเมินตลอดจนแนวทางในการปฏิบัติ ให นักเรียนไดทราบลวงหนากอนปฏิบัติกิจกรรมเพื่อความชัดเจนในการปฏิบัติและกอใหเกิดความเขาใจ ที่ตรงกัน 3. ประโยชนของการวดัผลและการประเมินผล ชานนท จันทรา (2555) ไดกลาวถึง ประโยชนของการประเมินผลการเรียนรูทาง คณิตศาสตร สรุปไดดังนี้ 1. ทำใหครูทราบพฤติกรรมของนักเรียนกอนทำการสอนวานักเรียนมีพื้นฐานหรือมีความ รอบรูในเรื่องที่เรียนมามากนอยเพียงใด เพื่อเปนประโยชนในการจัดการเรียนรูใหเหมาะสมกับ นักเรียน 2. ทำใหครูไดสารสนเทศเพื่อนำมาใชในการเตรียมการสอนใหมีประสิทธิภาพหรือ ปรับปรุงกลวิธีการสอนการจัดกิจกรรมการเรียนรูใหเหมาะสมกับสภาพความเปนจริงของนักเรียนแต ละคน 3. ชวยใหครูทราบวานักเรียนไดเรียนรูและบรรลุผลตามจุดมุงหมายของการสอนเพียงใด และนักเรียนยังบกพรองเรื่องใด 4. ชวยใหครูไดทราบถึงขอบกพรองเกิดขึ้นและจะตองปรับปรุงแกไขโดยเฉพาะวิธีการสอน 5. ชวยเพิ่มแรงจูงใจกระตุนใหนักเรียนมีความตองการในการเรียนรูมากขึ้น 6. ใชเปนขอมูลประกอบการพิจารณาเพื่อนําไปสูการประเมินการใชหลักสูตรหรือ โปรแกรมการศึกษาของสถานศกึษาตอไป 7. ใชเปนขอมูลประกอบการบริหารงานของผูบริหารในการจัดการศึกษาของสถานศึกษา เชน การจัดครูเขาสอน การจัดตารางเรียน การจัดงบประมาณเพื่อซื้อสื่อการเรียนรู การรายงานผลให ผูปกครองทราบ แผนการปรับปรุงโรงเรียน เปนตน