38 สิริพร ทิพยคง (2545) ไดกลาวถึง การวัดผลและประเมินผลการเรียนวิชาคณิตศาสตรสามารถทำ ไดหลายรูปแบบ สรุปไดดังนี้ 1. การสังเกต (Observation) โดยครูสังเกตจากความสนใจ ความกระตือรือรนในการ ตอบ คําถามของนักเรียนการทำกิจกรรมในหองเรียน 2. การเขียนอนุทิน (Writing journal) เปนการเปดโอกาสใหนักเรียนแตละคนไดสะทอน ความคิด แสดงความรูสึกในเรื่องที่นักเรียนไดเรียนไปแลว 3. การสัมภาษณ (Interview) ครูอาจทำไดอยางเปนทางการและไมเปนทางการ โดยดู จากแบบฝกหัด การบาน โครงงานที่นักเรียนทำวานักเรียนมีความเขาใจในเรื่องที่เรียนไปแลวหรือไม สามารถอธิบายงานที่ทำไดชัดเจนเพียงใด แกปญหาในเรื่องนั้นอยางไร 4. การตรวจแบบฝกหัด (Checking exercise) จะทำใหครูทราบผลการเรียนและความ รับผิดชอบในการทำงานของนักเรียน 5. การประเมินแฟมผลงาน (Portfolio assessment) เปนวิธีการประเมินผลตามสภาพ จริงวิธีหนึ่งที่นักการศึกษาในปจจุบันใหความสนใจมากแฟมงาน คือการสะสมงานอยางมีจุดหมายเพื่อ แสดงถึงความกาวหนาและสัมฤทธิ์ผลของผูเปนในสวนหนึ่งหรือหลายสวนของการเรียนรูในวิชาการ รวบรวมงานจะตองครอบคลุมถึงการที่นักเรียนมีสวนรวมในการเลือกเนื้อหา เกณฑการคัดเลือกและ เกณฑการตัดสินใจใหระดับคะแนน 6. การทำแบบทดสอบ (Doing test) ครูควรคำนึงถึงลักษณะของขอทดสอบ ขั้นตอนใน การสรางขอสอบ การนําแบบทดสอบไปใชและการวิเคราะหคุณภาพของขอทอสอบ ดังนั้นผูออก ขอสอบควรเปนผูที่มีความรูในเนื้อหาที่จะออกขอสอบเปนอยางดี ทราบจุดประสงคการเรียนรูของ เนื้อหานั้น รูจักชนิด และรูปแบบของแบบทดสอบ มีความรูเกี่ยวกับลักษณะของแบบทดสอบที่ดี มี ทักษะการใชภาษา สามารถเขียนคําถามไดกะทัดรัดและชัดเจน จากที่กลาวมาสรุปไดวาการวัดผลและประเมินผลการเรียนรูคณิตศาสตรเปนสิ่งจําเปนและมี ความสําคัญอยางยิ่งในกระบวนจัดการเรียนรูคณิตศาสตร ทําใหครูคณิตศาสตรไดสารสนเทศที่มี คุณคาและเปนประโยชนที่จะนํามาใชในการพัฒนาความสามารถในการเรียนรูของนักเรียนในดานตาง ๆ และปรับปรุงแกไข พัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูใหมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับ นักเรียนมากที่สุด ในการวิจัยครั้งนี้ผูวิจัยนําแนวคิดที่ไดจากการศึกษาไปออกแบบสรางแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตารางวิเคราะหขอสอบ กําหนดอัตราสวนของสาระการเรียนรูและจํานวน ขอสอบ กําหนดพฤติกรรมที่มุงวัด ไดแก ความรู ความจําความเขาใจการนําไปใชและการวิเคราะห
39 ครอบคลุมทั้งดาน ความรูความคิด ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร ทําใหผลที่ไดจากการวัด ชื่อถือได และสามารถ แปลคาไดถูกตอง 4. ชนิดของแบบวดัผลสมัฤทธ์ทิางการเรียนคณิตศาสตร ชนิดของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีหลากหลายชนิด แลวแตวิธีการแบงดังที่นักการศึกษาได กลาวไวดังนี้ ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ (2538 : 171-172) กลาววา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเปนแบบทดสอบที่วัดความรูของนักเรียนที่ไดเรียนไปแลว ซึ่งมักจะเปนคำถามให นักเรียนตอบดวยกระดาษและดินสอ (Paper and Pencil Test) กับใหนักเรียนปฏิบัติจริง (Performance Test) แบบทดสอบประเภทนี้แบงไดเปน 2 พวก ดังนี้ 1. แบบทดสอบของครู หมายถึง ชุดของคำถามที่ครูเปนผูสรางขึ้นซึ่งจะเปนขอคำถามที่ถามเกี่ยวกับ ความรูที่นักเรียนไดเรียนในหองเรียนวานักเรียนมีความรูมากแคไหน บกพรองที่ตรงไหนจะได สอน ซอมเสริมหรือดูความพรอมที่จะขึ้นบทเรียนใหม ฯลฯ ตามแตที่ครูปรารถนา 2. แบบทดสอบมาตรฐาน แบบทดสอบประเภทนี้สรางขึ้นจากผูเชี่ยวชาญใน แตละสาขาวิชาหรือ จากครูที่สอนวิชานั้นแตผานการทดลองหาคุณภาพหลายครั้งจนกระทั่งมี คุณภาพดีพอจึงสรางเกณฑ ปกติ (Norm) ของแบบทดสอบนั้นสามารถใชเปนหลักและเปรียบเทียบ ผลเพื่อประเมินคาของการ เรียนการสอนในเรื่องใด ๆ ก็ไดจะใชอัตราความงอกงามของเด็กแตละวัยในแตละกลุมแตละภาคก็ได จะใชสำหรับใหครูวินิจฉัยผลสัมฤทธิ์ระหวางวิชาตาง ๆ ในเด็กแตละคนก็ไดขอสอบมาตรฐาน นอกจากจะมีคุณภาพของแบบทดสอบสูงแลวยังมีมาตรฐานในดานวิธีดำเนินการสอบ คือ ไมวา โรงเรียนใดหรือสวนราชการใดจะนำไปใชตองดำเนินการสอบเปนแบบเดียวกัน แบบทดสอบ มาตรฐานจะมีคูดำเนินการสอบบอกถึงวิธีการสอบวาทำอยางไรและยังมีมาตรฐานในดานการแปล คะแนนดวย ทั้งแบบทดสอบที่ครูสรางขึ้น และแบบทดสอบมาตรฐานมีวิธีการในการสรางขอคำถาม เหมือนกันคือจะเปนคำถามที่วัดเนื้อหาและพฤติกรรมที่ไดสอนนักเรียนไปแลว สำหรับพฤติกรรมที่ใช วัดจะเปนพฤติกรรมที่สามารถตั้งคำถามวัดได มักนิยมใชตามหลักที่ไดจากการประชุมของนักวัดผล ซึ่งบลูม (Bloom) ไดเขียนรวมไวในหนังสือ Texonomy of Educational Objectives สรุปไดวา การวัดผลดานสติปญญาควรวัดพฤติกรรม ดังนี้ 1. วัดดานความรู – ความจำ (Knowledge) 2. วัดดานความเขาใจ (Comprehension)
40 3. วัดดานการนำไปใช (Application) 4. วัดดานการวิเคราะห (Analysis) 5. วัดดานการสังเคราะห (Synthesis) 6. วัดดานการประเมินคา (Evaluation) สมนึก ภัททิยธณี (2541 : 73–98) กลาววาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบวัดสมรรถภาพทางสมองดานตาง ๆ ที่นักเรียนไดรับการเรียนรูผานมาแลว แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อาจแบงไดเปน 2 ประเภท คือ แบบทดสอบที่ครูสรางกับแบบทดสอบ มาตรฐานซึ่งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนประเภทที่ครูสรางมีหลายแบบ แตที่นิยมใชมี 6 แบบดังนี้ 1. ขอสอบแบบความเรียงหรืออัตนัย (Subjective or Essay Test) 2. ขอสอบกาถูก – ผิด (True – False Test) 3. ขอสอบแบบเติมคำ (Completion Test) 4. ขอสอบแบบตอบสั้น (Short Answer Test) 5. ขอสอบแบบจับคู (Matching Test) 6. ขอสอบแบบเลือกตอบ (Multiple Choice Test) จากการศึกษาคนควาสามารถสรุปไดวา ชนิดของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์มีการแบงออกเปน 2 ประเภท คือแบบทดสอบที่ครูสรางขึ้นและแบบทดสอบมาตรฐาน ซึ่งผูสรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ตองเลือกชนิดของแบบทดสอบใหเหมาะสมกับเนื้อหา ลักษณะที่ตองการวัดนักเรียนและเวลาในการ ออกแบบทดสอบและการประเมินผล และในการศึกษาคนควาครั้งนี้ไดใชแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนคณิตศาสตรที่ครูสรางขึ้นโดยสรางเปนขอสอบแบบเลือกตอบ (Multiple Choice Test) 4 ตัวเลือก 5. ขั้นตอนการสรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิางการเรียนคณิตศาสตร การสรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร ผูสรางจะตองศึกษาวิธีการสรางและ หลักการสราง เพื่อใหแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตรที่มีคุณภาพเหมาะสมกับ เนื้อหาตรงกับหลักสูตรและจุดมุงหมายที่ตองการวัดกับนักเรียน มีนักการศึกษาศึกษาเกี่ยวกับวิธีการ สรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไวดังนี้ ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ (2538 : 122–124.) ไดสรุปขั้นตอนการสรางแบบทดสอบไวดังนี้ 1. การพิจารณาจุดประสงคของการสอบ วาการสอบครั้งนี้มีจุดประสงคอะไร 2. สรางตารางกำหนดรายละเอียด
41 3. เลือกแบบของขอสอบใหเหมาะสม 4. รวมขอสอบทำเปนแบบทดสอบ 5. กำหนดวิธีการดำเนินการสอบ 6. การประเมินคณุภาพของแบบทดสอบ 7. การนำผลไปใชปรับปรุงเปาประสงคของการเรียนรู จากการศึกษาคนควาสามารถสรุปไดวา วิธีการสรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่กลาวมาจะเห็นวา ในการสรางแบบทดสอบใด ๆ ก็ตาม จะตองแปลจุดมุงหมายทั่วไปใหเปนจุดมุงหมายเฉพาะหรือ จุดมุงหมายเชิงพฤติกรรม และจะตองคำนึงถึงเนื้อหาซึ่งจะเปนสื่อที่จะใหนักเรียนบรรลุตาม จุดมุงหมายนั้น ๆ ควบคูกันไปในการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร ในครั้งนี้ ผูวิจัยไดใชแบบทดสอบแบบเลือกตอบ (Multiple Choice Test) ขอดีของแบบทดสอบแบบ เลือกตอบและวัดไดครอบคลุมพฤติกรรมดานสติปญญา คอืวัดดานความรู– ความจำ (Knowledge) วัดดานความเขาใจ (Comprehension) วัดดานการนำไปใช (Application) วัดดานการวิเคราะห (Analysis) วัดดานการสังเคราะห (Synthesis) วัดดาน การประเมินคา (Evaluation) งานวิจยัทเี่กยี่วของกบัการเรยีนแบบเพอื่นคูคดิ (Think-Pair-Share) 1. งานวจิัยในประเทศ วิไลวรรณ ชูปน, เกษมสันตพานิชเจริญ, จันทรพร พรหมมาศ (2563) ไดศกึษาผลการจัดการ เรียนรูเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการใหเหตุผลทาง คณิตศาสตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 กอนและหลังไดรับการจัดการเรียนการสอนแนะใหรูคิด (CGI) รวมกับเทคนิคเพื่อนคูคิด (Think-Pair-Share) และ 2) เปรียบเทียบสมรรถนะดานการสื่อสาร ทางคณติศาสตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่2 กอนและหลังไดรับการจัดการเรียนการสอนแนะให รูคิด (CGI) รวมกับเทคนิคเพื่อนคูคิด(Think-Pair-Share) กลุมตัวอยางเปนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนวัดประสิทธิเวช จังหวัดนครนายก ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2563 จำนวน 23 คน ซึ่ง ไดมาจากการสุมแบบกลุม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใชในการวิจัยประกอบดวย 1) แผนการจัดการเรียนการสอนแนะใหรูคิด (CGI) รวมกับเทคนิคเพื่อนคูคิด (Think-Pair-Share) 2) แบบวัดความสามารถในการใหเหตุผลทางคณิตศาสตร เรื่อง เลขยกกำลัง และ 3) แบบวัดสมรรถนะ ดานการสื่อสารทางคณิตศาสตร เรื่อง เลขยกกำลัง สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล ไดแก คาเฉลี่ยเลข คณิต รอยละ สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีผลการวิจัยพบวา 1) นักเรียนชั้นมัธยมศกึษา ปที่ 2 ที่ไดรับการจัดการเรียนการสอนแนะใหรูคิด (CGI) รวมกับเทคนิคเพื่อนคูคิด (Think-Pair-
42 Share) มีความสามารถในการใหเหตุผลทางคณิตศาสตรหลังเรียนสูงกวากอนเรียนอยางมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ที่ไดรับการจัดการเรียนการสอนแนะใหรู คิด (CGI) รวมกับเทคนิคเพื่อนคูคิด (Think-Pair-Share) มีสมรรถนะดานการสื่อสารทางคณิตศาสตร สูงกวากอนเรียนอยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อมรรัตน เตยหอม (2563) ผลการเรียนรูแบบรวมมือดวยเทคนิคเพื่อนคูคิด ที่มีตอ ความสามารถในการใหเหตุผลและผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร เรื่อง การคูณ การหาร ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปที่ 4 วัตถุประสงคเพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการใหเหตุผลทางคณิตศาสตร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4 กอนและหลังที่ไดรับการจัดการเรียนรูแบบรวมมือดวยเทคนิค เพื่อนคูคิด และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตรของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4 หลังไดรับการจัดการเรียนรูแบบรวมมือดวยเทคนิคเพื่อนคูคิดกับเกณฑรอยละ 70 ของคะแนนเต็ม กลุมตัวอยางที่ใชในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนประตูชัย สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 ซึ่งกำลังศึกษาอยูในภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2562 จำนวน 39 คน ไดมาโดยใชวิธีการสุมแบบหลายขั้นตอนเครื่องมือที่ใชในการวิจัย ครั้งนี้เปนแผนการจัดการเรียนรูแบบรวมมือดวยเทคนิคเพื่อนคูคิด เรื่อง การคูณ การหาร จำนวน 20 แผน แบบทดสอบวัดความสามารถในการใหเหตุผลทางคณิตศาสตรเรื่อง การคณูการหาร มีคาความ เชื่อมั่น เทากับ 0.85 และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คณิตศาสตรเรื่อง การคูณ การหาร มีคา ความเชื่อมั่น เทากับ 0.80 สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล ไดแก คารอยละ คาเฉลี่ย คาความเบี่ยงเบน มาตรฐาน และการทดสอบคาทีแบบกลุมเดียว ผลการวิจัยพบวา 1) ความสามารถในการใหเหตุผล ทางคณิตศาสตรของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4 หลังไดรับการจัดการเรียนรูแบบรวมมือดวย เทคนิคเพื่อนคูคิดสูงกวากอนไดรับการจัดการเรียนรู อยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตรของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4 หลังไดรับการจัดการเรียนรู แบบรวมมือดวยเทคนิคเพื่อนคูคิดสูงกวาเกณฑรอยละ 70 ของคะแนนเต็ม อยางมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 ชัญญาภรณขัดทา, บุญญา เพียรสวรรค, วนินทร สุภาพ (2559) การจัดกิจกรรมการเรียนรูที่ เนนมโนทัศนทางคณิตศาสตร รวมกับ เทคนิค Think – Pair - Share เรื่อง ตัวประกอบของจำนวน นับ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 วัตถุประสงคเพื่อ 1) เพื่อสรางและหาประสิทธิภาพของ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรูตามเกณฑ 75/75 2) เพื่อศึกษาผลการใชการจัดกิจกรรมการเรียนรูที่ เนนมโนทัศนทางคณิตศาสตร รวมกับ เทคนิคThink – Pair-Share 3) เพื่อศึกษาผลการใชมโนทัศน ทางคณติศาสตรในชีวิตประจำวนในการจัดกิจกรรมการเรียนรูที่เนนมโนทัศนทางคณิตศาสตร รวมกับ ั
43 เทคนิคThink – Pair-Share เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 กลุมตัวอยางที่ใชในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 จำนวน 24 คน โรงเรียนบานแมหวาง (ราษฎรอุปถัมภ) อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ปการศึกษา 2557 เครื่องมือที่ใชในการวิจัย คือ 1) แผนการ จัดกิจกรรมการเรียนรูเนนมโนทัศนทางคณิตศาสตร รวมกับ เทคนิค Think – Pair – Share 2) แบบทดสอบวัดมโนทัศนทางคณิตศาสตร เปนแบบตอเนื่องสองขั้นตอน 3) แบบวัดมโนทัศนทาง คณิตศาสตรในชีวิตประจำวัน สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล คือ รอยละ สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบแบบกลุมเดียว (t-test one sample) และสถิติทดสอบแบบ 2 กลุม (paired sample ttest) ผลการวิจัยพบวา 1) ผลการหาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรูมีประสิทธิภาพ เทากับ 77.19/76.28 ซึ่งสูงกวาเกณฑที่ตั้งไว 75/752) คะแนนการจัดกิจกรรมการเรียนรูหลังเรียนสูง กวากอนเรียนอยางมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3)คะแนนการจัดกิจกรรมการเรียนรูหลัง เรียนสูงกวาเกณฑรอยละ 75 อยางมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 4)การจัดกิจกรรมการเรียนรู ที่เนนมโนทัศนทางคณิตศาสตรในสถานการณประจำวันคะแนนหลังเรียนสูงกวากอนเรียนอยางมี ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5) การจัดกิจกรรมการเรียนรูที่เนนมโนทัศนทางคณิตศาสตรใน ชีวิตประจำวัน หลังเรียนสูงกวาเกณฑรอยละ 75 อยางมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนรูที่เนนมโนทัศนทางคณิตศาสตร รวมกับ เทคนิค Think – Pair – Share เปนการจัดกิจกรรมการเรียนรูที่มีการกำหนดสถานการณ ใหไดคิด วิเคราะห แยกแยะ และสามารถ สรุปความรู ความเขาใจนั้นออกมาเปนมโนทัศนทางคณิตศาสตรได เนื่องจากการจัดกิจกรรมครั้งนี้ไดมี การแลกเปลี่ยนการเรียนรูซึ่งกันและกัน จึงทำใหนักเรียนมีกระบวนการคิด และมีความกลาแสดงออก มากยิ่งขึ้น จึงสงผลใหนักเรียนเกิดมโนทัศนทางคณิตศาสตร ซึ่งพบวาการจัดกิจกรรมการเรียนรูที่เนน มโนทัศนทางคณิตศาสตร สามารถนำไปใชเหมาะที่จะนำไปประยุกตใชกับเนื้อหาที่ใกลเคียงกัน เชน เศษสวน ทศนิยม เปนตน ทิพยวรรณ จันทรเขียว, ชมนาด เชื้อสุวรรณทวี (2565) ไดศึกษาการจัดการเรียนรูโดยใช กระบวนการแกปญหาเชิงสรางสรรครวมกับ เทคนิคเพื่อนคูคิด (Think-Pair-Share) ที่มีตอ ความสามารถ ในการแกปญหาเชิงสรางสรรคทางคณิตศาสตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝายมัธยม) มีวัตถุประสงคเพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการแกปญหาเชิงสรางสรรคทางคณิตศาสตรของนักเรียนกอนและหลัง ไดรับการจัดการเรียนรูคณิตศาสตรโดยใชกระบวนการแกปญหาเชิงสรางสรรครวมกับเทคนิคเพื่อน คูคิด(Think-Pair-Share) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ โรฒ ประสานมิตร (ฝายมัธยม) 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแกปญหาเชิงสรางสรรคทาง
44 คณิตศาสตรของนักเรียนหลังไดรับการจัดการเรียนรูคณิตศาสตรโดยใชกระบวนการแกปญหาเชิง สรางสรรครวมกับเทคนิคเพื่อนคูคิด(Think-Pair-Share) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝายมัธยม) กับเกณฑรอยละ 70 โดยใชระเบียบวิธี วิจัยแบบ One-Group Pretest – Posttest Design กลุมตัวอยางเปนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 ภาคเรียนที่2 ปการศกึษา 2563 จำนวน 1 หองเรียน จำนวนนักเรียน 33 คน ที่ไดมาจากการสุมแบบ กลุม ใชเวลาในการทดลองจำนวน 20 คาบ เครื่องมือที่ใช คือ แผนการจัดการเรียนรูโดยใช กระบวนการแกปญหาเชิงสรางสรรครวมกับเทคนิคเพื่อนคูคิด(Think-Pair-Share) และแบบทดสอบ วัดความสามารถในการแกปญหาเชิงสรางสรรคทางคณิตศาสตร สถิติที่ใชคือ คาเฉลี่ยเลขคณิต สวน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใชสถิติ t-test for dependent samples และ t-test for one sample ผลการวิจัย พบวา 1) ความสามารถในการแกปญหาเชิงสรางสรรคทางคณิตศาสตร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 หลังไดรับการจัดการเรียนรูโดยใชกระบวนการแกปญหาเชิง สรางสรรครวมกับเทคนิคเพื่อนคูคิด (Think-Pair-Share) สูงกวากอนไดรับการจัดการเรียนรูอยางมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) ความสามารถในการแกปญหาเชิงสรางสรรคทางคณิตศาสตรของ นักเรียนชั้นมัธยมศกึษา ปที่1 หลังไดรับการจัดการเรียนรูโดยใชกระบวนการแกปญหาเชิงสรางสรรค รวมกับเทคนิคเพื่อนคูคิด(Think-Pair-Share) สูงกวาเกณฑรอยละ 70 อยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 2. งานวจิัยตางประเทศ เดลส (Dales, 2007) แหง Bukidnon State University ประเทศฟลิปปนส ไดศึกษา ผลของเทคนิคเพื่อนคูคิดที่มีตอความกาวหนาของนักเรียนในวิชาคณิตศาสตร ณ มหาวิทยาลัยรัฐ Bukidnon ในภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2548 - 2549 โดยกลุมทดลองไดรับการเรียนวิชา คณิตศาสตรดวยเทคนิค Think-Pair-Share และกลุมควบคุมไดรับการเรียนแบบปกติ โดยมีเครื่องมือ ที่ใชในการวิจัยคือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตรจำนวน 60 ขอ ผลการศึกษาพบวากลุม ที่เรียนคณติศาสตรดวยเทคนิค Think-Pair-Share มีผลสัมฤทธิ์มากกวากลุมที่เรียนแบบปกติและไดมี ขอเสนอแนะวาเทคนิค Think-Pair-Share ถือเปนเทคนิคการสอนที่มีประสิทธิภาพ อัส แมน (Usman, 2015) แหง State Institute for Islamic Studies (IAIN) ประเทศ อินโดนีเซีย ไดทำการวิจัยเรื่อง การใชกลยุทธเพื่อนคูคิดเพื่อเพิ่มความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษ ของนักเรียน มีวัตถุประสงคเพื่อพัฒนาความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียน โดยใชกล ยุทธเพื่อนคูคิดที่ออกแบบไวโดยใหนักเรียนพูดคุยภาษาอังกฤษกับเพื่อนคคูิดของตนเอง ผลการศึกษา ในรอบที่ 1 ไมประสบผลสำเร็จเนื่องจากคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนเทากับ 74.18 รวมถึงบรรยากาศใน
45 หองเรียนไมเปนไปตามเกณฑ จึงไดปรับปรุงการใชแผนกลยุทธเพื่อนคูคิดแบบใหม และคะแนนเฉลี่ย ของนักเรียนในรอบที่ 2 มีคาเทากับ 81.68 บรรยากาศในหองเรียนดีขึ้น ผลในรอบที่ 2 เปนไปตาม เกณฑและตัดสินวาประสบความสำเร็จอยางมีประสิทธิภาพในการด าเนินการเพื่อเพิ่มความสามารถ ในการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียน แฮมดัน (Hamdan, 2017) นักวิจัยชาวจีน แหงเกาะฮองกง ไดทำการวิจัยเรื่อง ผลกระทบ ของกลยุทธเพื่อนคูคิดกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ในสาขา วิทยาศาสตร มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาผลกระทบของกลยุทธเพื่อนคูคิดกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนชั้นมัธยมศกึษาปที่3 แบงนักเรียนเปน 2 กลุม คอืกลุมควบคุม และ กลุมทดลอง ผลการวิจัย พบวา นักเรียนที่เรียนในชั้นแตละกลุมมีความแตกตางกันอยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และใน กลุมทดลองมีความแตกตางกันอยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากการศึกษางานวิจัยทั้งตางประเทศและในประเทศผูวิจัยขอสรุปวา การจัดการเรียนรูแบบ รวมมือดวยเทคนิคเพื่อนคูคิดจะชวยใหเกิดผลที่ดีขึ้นตอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทำใหผูเรียนมีโอกาส ไดแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผูเรียนมีความสามารถในการใหเหตุผลทางคณิตศาสตรสามารถจัดการ เรียนการสอนไดในทุกระดับการเรียน และรูปแบบการสอนที่สรางขึ้นชวยใหนักเรียนที่มีระดับ ความสามารถแตกตางกันนั้น มีความสามารถในการใหเหตุผลสูงขึ้นรวมทั้งยังมีความสัมพันธกับ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร ดังนั้นในการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตรที่มุงให นักเรียนแสดงความสามารถในการใหเหตุผลจากการแกปญหาหรือสถานการณต าง ๆ ที่ผูสอนสรางขึ้น จะสามารถพัฒนาความสามารถในการใหเหตุผลและสงผลใหผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตสูงขึ้น ดวย การจัดกิจกรรมตามเรียนรูตามขั้นตอนการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ในการวิจัยครั้งนี้ผูวิจัยนําการจัดกิจกรรมตามเรียนรูตามขั้นตอนการเรียนแบบรวมมือเพื่อน คูคิด ( Think-Pair-Share ) มาจัดกิจกรรมการเรียนรู 6 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสบูทเรยีน ครูผูสอนกระตุนความสนใจของนักเรียน โดยกิจกรรม ตาง ๆ เชน เลนเกม รองเพลง จากนั้นทบทวนความรูเดิม เรื่อง พหุนาม ขั้นที่ 2 ขั้นดําเนินกิจกรรม ครูผูสอนนําเสนอเนื้อหาหรือบทเรียนใหม ขั้นที่ 3 ขั้นเพื่อนคูคิด ครูตั้งประเด็นของปญหาหรือเสนอสถานการณปญหา ให นักเรียน แตละคนคดิหาคําตอบของตนเองกอน เมื่อไดคําตอบของตนเองแลว จากนั้นใหนักเรียนนํา คําตอบมา อภิปรายรวมกับคูของตน เพื่อเปดโอกาสใหนักเรียนไดสนทนาซักถามอภิปรายเนื้อหา รวมถึง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เพื่อหาคําตอบที่ดีที่สุด โดยใชแบบฝกทักษะ เรื่อง พหุนาม
46 ขั้นที่ 4 ขั้นทํางานกลุม เมื่อนักเรียนแตละคูที่ไดแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและ กันใน คูของตนเองไดขอสรุปแลว ใหนํามาอภิปรายรวมกันกับกลุมของตนเองและเปดโอกาสใหสมาชิก ใน กลุมไดซักถามอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันอีกครั้ง เพื่อหาคําตอบที่ดีที่สุด แลว นํา คําตอบมาสงที่ครู ขั้นที่ 5 ขั้นสรุป ครูไดคําตอบของแตละกลุม จากนั้นครูสุมกลุมออกมานําเสนอหนา ชั้น เรียนและใหเหตุผลของคําตอบ ถากลุมใดที่ไมไดออกมานําเสนอมีเหตุผลของคําตอบที่แตกตางกัน ให กลุมนั้นออกมานําเสนอจนไดขอสรุปประเด็นของคําถามที่ทุกกลุมมีเหตุผลที่ยอมรับซึ่งกันและกัน โดย มีครูคอยใหความชวยเหลือเสนอแนะรวมถึงอะไรเพิ่มเติมจนไดขอสรุป ขั้นที่ 6 ขั้นการประเมินผล วัดพฤติกรรมของนักเรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม ความ ถูกตอง ของแบบฝกการใหเหตุผลทางคณิตศาสตร การตอบคําถาม การทําแบบฝกหัด และ แบบทดสอบ
47 ขั้นตอนการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ภาพท ี่1 การจัดกิจกรรมการเรียนรูตามขั้นตอนการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคดิ ( Think-Pair-Share ) ขั้นท ี่3 ขนั้เพอื่นคูคดิ ขั้นท ี่1 ขนั้นําเขาสบูทเรยีน ขั้นท ี่2 ขนั้ดําเนนิกจิกรรม ขั้นท ี่5 ขนั้สรปุ ขั้นท ี่6 ขนั้การประเมินผล ขั้นท ี่4 ขนั้ทาํงานกลุม ครูผูสอนกระตุนความสนใจของนักเรียน โดยกิจกรรม ตาง ๆ เชน เลนเกม รองเพลง จากนั้นทบทวนความรูเดิม เรื่อง พหุนาม ครูผูสอนนําเสนอเนื้อหาหรอืบทเรียนใหม ครูตั้งประเด็นของปญหาหรือเสนอสถานการณปญหา ใหนกัเรียนแตละคนคิด หาคําตอบของตนเองกอน เมื่อไดคาํตอบของตนเองแลว จากนั้นใหนักเรียนนาํ คําตอบมาอภิปรายรวมกับคูของตน เพอื่เปดโอกาสใหนกัเรยีนไดสนทนา ซักถามอภปิรายเนื้อหา รวมถึงแลกเปลยี่นความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เพื่อหา คําตอบที่ดีที่สุด โดยใชแบบฝกทักษะการให เรอื่ง พหุนาม เมื่อนักเรียนแตละคูที่ไดแลกเปลี่ยนความคดิเห็นซึ่งกันและ กันในคขูองตนเอง ไดขอสรุปแลว ใหนํามาอภิปรายรวมกันกับกลุมของตนเองและเปดโอกาสให สมาชิก ในกลุมไดซักถามอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันอีกครั้ง เพื่อหาคาํตอบที่ดีที่สดุแลว นําคําตอบมาสงที่ครคูณิตศาสตรเรื่อง พหุนาม ครูไดคําตอบของแตละกลุม จากนั้นครูสุมกลุมออกมานําเสนอหนาชั้นเรียน และใหเหตุผลของคําตอบ ถากลุมใดที่ไมไดออกมานําเสนอมีเหตุผลของ คําตอบที่แตกตางกัน ใหกลุมนั้นออกมานําเสนอจนไดขอสรุปประเด็นของ คําถามที่ทุกกลุมมีเหตุผลทยี่อมรับซ่งึกันและกัน โดยมีครคูอยใหความ ชวยเหลือเสนอแนะรวมถึงอะไรเพิ่มเติมจนไดขอสรุป วัดพฤติกรรมของนักเรยีนขณะปฏิบัตกิจิกรรม ความ ถูกตองของแบบฝกการ ใหเหตุผลทางคณิตศาสตรการตอบคําถาม การทําแบบฝกหัด และ แบบทดสอบ
48 กรอบแนวคิดการศึกษา ตวัแปรตน ตัวแปรตาม การจัดการเรียนการสอนวิชาคณติศาสตร ดวยการจัดการเรียนแบบรวมมือเพื่อน คูคิด ( Think-Pair-Share ) ผลการจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร ดวยวิธีการจัดการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ภาพท ี่2 กรอบแนวคิดการวิจัย
49 บทท ี่3 วธิดีำเนินการวจิยั การศกึษาครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร เรื่องพหุนาม ผูวิจัยไดนำเสนอวิธีดำเนินการศึกษา ดังนี้ ประชากรและกลุมตวัอยาง 1. ประชากร เปนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 จำนวน 16 หองเรียน รวม 773 คน โรงเรียนอุดร พิทยานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งการจัดนักเรียนในแตละหองเปนแบบคละความ สามารถ (เกง ปานกลาง ออน) 2. กลุมตัวอยาง เปนนักเรียนชั้นมัธยมศกึษาปที่2 จำนวน 1 หอง รวม 49 คน ในภาคเรียนที่1 ป การศกึษา 2565 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีที่ไดมาจากการสุมแบบกลุม (Cluster Random Sampling) แบบแผนการทดลอง การศกึษาครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง (Experimental Design) กลุมเดียวทดสอบกอน และหลังการทดลอง One Group Pretest – Posttest Design (พวงรัตน ทวีรัตน, 2540 : 60-61) ตารางท ี่1 แบบแผนการทดลองทใี่ชในการวิจยั สัญลักษณที่ใชในแบบแผนการทดลอง E แทน กลุมทดลอง (Experimental Group) T1 แทน การทดสอบกอนเรียน (Pretest) X แทน การเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest) กลมุ สอบกอน ทดลอง สอบหลงั E T1 X T2
50 เครอื่งมือทใี่ชในการวจิยั 1. เครื่องมือที่ใชในการศึกษาครั้งนี้ประกอบดวย 1.1 แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรูตามขั้นตอนการเรียนแบบเพื่อนคูคดิ ( Think-PairShare ) เรื่อง พหุนาม จำนวน 9 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง และ 2 ชั่วโมง รวม 13 ชั่วโมง 1.1.1 เอกนาม ( 2 ชั่วโมง ) 1.1.2 การบวกและการลบเอกนาม ( 2 ชั่วโมง ) 1.1.3 พหุนาม ( 2 ชั่วโมง ) 1.1.4 การบวกพหุนาม ( 2 ชั่วโมง ) 1.1.5 การลบพหุนาม ( 1 ชั่วโมง ) 1.1.6 การคูณระหวางเอกนามกับพหุนาม ( 2 ชั่วโมง ) 1.1.7 การคูณระหวางพนุนามกับพหุนาม ( 1 ชั่วโมง ) 1.1.8 การหารพนุนามดวยเอกนาม ( 1 ชั่วโมง ) 1.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร เปนแบบทดสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 12 ขอ และแบบทดสอบแบบอัตนัย 3 ขอ 2. การสรางและพัฒนาเครื่องมือที่ใชในการศึกษา ผูวิจัยกำหนดรายละเอียดของการสรางและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือฯ ดังนี้ 2.1 แผนการจัดการเรียนรู แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรูตามขั้นตอนการเรียนแบบ รวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) เรื่อง พหุนาม ผูวิจัยไดดำเนินการสราง ดังนี้ 2.1.1 ศึกษาและวิเคราะหแนวคดิทฤษฎีและการจัดกิจกรรมการเรียนรู ตามขั้นตอนการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคคูิด ( Think-Pair-Share ) 2.1.2 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) กลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร คูมือครู หนังสือเรียนรายวิชาคณิตศาสตร ชั้น มัธยมศกึษาปที่2 ที่จัดทำโดย สสวท. 2.1.3 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล กลุมสาระ การเรียนรูคณิตศาสตร วิชาคณิตศาสตร ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 2.1.4 สรางตารางวิเคราะหจุดประสงคการเรียนรูและเนื้อหา บทที่ 6 เรื่อง พหุนาม 2.1.5 เขียนแผนการจัดการเรียนรู โดยใชวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรูตาม ขั้นตอนการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคดิ ( Think-Pair-Share )
51 2.1.6 นำแผนการจัดการเรียนรูที่สรางขึ้นเสนอตอผูเชี่ยวชาญ จำนวน 3 ทาน เปนผูเชี่ยวชาญดานการสอนวิชาคณิตศาสตร ดานหลักสูตรการสอน การวิจัย และการวัดผล ประเมินผลตรวจสอบความถูกตองเหมาะสมความสอดคลองและความเปนไปไดระหวางจุดประสงค การเรียนรู เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนรูและการวัดผล โดยใหผูเชี่ยวชาญพิจารณา ตรวจสอบ ใหคะแนนดังนี้ ใหคะแนนเปน +1 เมื่อแนใจวาองคประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคลอง ใหคะแนนเปน 0 เมื่อไมแนใจวาองคประกอบนั้นเหมาะและสอดคลอง ใหคะแนนเปน -1 เมื่อแนใจวาองคประกอบนั้นไมเหมาะสมและสอดคลอง แลวนำคะแนนที่ไดมาหาคาดัชนีความสอดคลอง (Index of Itemobjective congruence: IOC) ระหวางองคประกอบของแผนการจัดการเรียนรูไดคาดัชนีความ สอดคลองของทุกองคประกอบ 1.00 ทุกขอ 2.1.7 ปรับปรุง และแกไขตามขอเสนอแนะของผูเชี่ยวชาญ 2.1.8 นำแผนการจัดการเรียนรูที่ปรับปรุงแกไขแลวเสนอผูเชี่ยวชาญอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบและปรับปรุงแกไขเปนฉบับสมบูรณที่ใชในการทดลองภาคสนาม 2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปที่ 2 ที่ผูวิจัยสรางขึ้น เปนแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ มี 4 ตัวเลือก และแบบทดสอบอัตนัย มี ขั้นตอนในการสรางและหาประสิทธิภาพดังนี้ 2.2.1 ศึกษาทฤษฎี วิธีสราง เทคนิคการเขียนขอสอบแบบเลือกตอบคูมือ การจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตรชั้นมัธยมศกึษาปที่2 เรื่อง พหุนาม ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) กลุมสาระการเรียนรู คณิตศาสตร 2.2.2 สรางตารางวิเคราะหจุดประสงคการเรียนรูและเนื้อหา 2.2.3 สรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรแบบ ปรนัยชนิดเลือกตอบมี 4 ตัวเลือก และแบบทดสอบอัตนัย ใหครอบคลุมเนื้อหาสาระและผลการ เรียนรูที่คาดหวัง
52 2.2.4 นำแบบทดสอบที่สรางขึ้นเสนอตอผูเชี่ยวชาญ จำนวน 3 ทาน ซึ่งเปน ผูเชี่ยวชาญดานการสอน การวิจัย และดานการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรง เชิงเนื้อหา โดยใชคาดัชนีความสอดคลอง (IOC) โดยใหผูเชี่ยวชาญพิจารณา ตรวจสอบ โดยมีเกณฑให คะแนนดังนี้ ใหคะแนน +1 เมื่อแนใจวาขอสอบนั้นวัดไดสอดคลองกับผลการเรียนรูที่คาดหวัง ใหคะแนน 0 เมื่อไมแนใจวาขอสอบนั้นวัดไดสอดคลองกับผลการเรียนรูที่คาดหวัง ใหคะแนน -1 เมื่อแนใจวาขอสอบนั้นวัดไดไมสอดคลองกับผลการเรียนรูที่คาดหวัง 2.2.5 นำผลการประเมินของผูเชี่ยวชาญ วิเคราะหคาดัชนีความสอดคลอง ระหวางขอคำถามของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีคา IOC เทากับ 1.00 ทุกขอ 2.2.6 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปทดลองใชกับนักเรียนที่ กำลังเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ปการศึกษา 2565 ที่เรียนวิชาคณิตศาสตร ผานมาแลว และไมใชกลุมตัวอยางของการวิจัย 49 คน แลวนำคะแนนที่ไดมาวิเคราะหหาคาความ ยากงาย (p) และหาคาอำนาจจำแนก (r) เปนรายขอซึ่งมีคาความยากงายอยูระหวาง 0.21 – 0.56 มี คาอำนาจจำแนกอยูระหวาง 0.35 ขึ้นไป 2.2.7 นำขอสอบที่คดัเลือกแลวไปทดสอบเพื่อหาคาความเชื่อมั่นของแบบ ทดสอบทั้งฉบับ โดยใชสูตรของคูเดอร-ริชารดสัน KR 20 ซึ่งมีคาความเชื่อมั่นทั้งฉบับเทากับ 0.84 2.2.8 นำแบบทดสอบที่ไดไปวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับนักเรียน ชั้น มัธยมศกึษาปที่2 ปการศึกษา 2565 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ที่เปนกลุมตัวอยางในการทดลอง ภาคสนามตอไป การเกบ็รวบรวมขอมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผูรายงานไดดำเนินการทดลองกับกลุมตัวอยางตามลำดับดังนี้ 1. กอนการทดลองใหนักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร เรื่อง พหุนาม ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 2. ผูวิจัยดำเนินการสอนกลุมตัวอยางดวยแผนการจัดการเรียนรูที่สรางขึ้นจำนวน 9 แผน โดยใหนักเรียนเรียนและปฏิบัติกิจกรรมตาง ๆ ตามการจัดกิจกรรมการเรียนรูตามขั้นตอนการเรียน แบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) 3. เมื่อสิ้นสุดการทดลองสอนแลว นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตรชุดเดิมไปทดลองนักเรียนอีกครั้ง จากนั้นนำผลที่ไดไปวิเคราะหขอมูลทางสถิติตอไป
53 การวเิคราะหขอมลู ในการวิเคราะหขอมูลการจัดการเรียนรูวิชาคณิตศาสตร เรื่อง พหุนาม ที่เรียนโดยใชการเรียนแบบ รวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศกึษาปที่2 ผูวิจัยดำเนินการโดยใช โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับขอมูลทางสังคมศาสตร ตามขั้นตอนดังนี้ 1. ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร เรื่อง พหุนาม ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ปการศึกษาที่ 2565 โดยการหาคาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานและรอยละ 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรเรื่อง พหุนาม ชั้นมัธยมศกึษาปที่2 ระหวางคะแนนหลังเรียนกับเกณฑรอยละ 65 ดวยการทดสอบทีแบบกลุมเดียว (t-test for One Sample) 3. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร เรื่อง พหุนาม ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ระหวางกอนเรียนและหลังเรียน ดวยการทดสอบทีกรณีกลุมตัวอยาง 2 กลุมมีความสัมพันธกัน (Dependent Group or Paired Samples t-test) สถิตทิี่ใชในการวเิคราะหขอมลู ในการวิเคราะหขอมูล ผูวิจัยเลือกใชสถิติ ดังนี้ 1. สถิติพื้นฐาน ใชคาเฉลี่ย ( X ) คารอยละ และคาเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยใช โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับขอมูลทางสังคมศาสตร 2. สถิติที่ใชในการวิเคราะหคุณภาพเครื่องมือโดยการใชโปรแกรมสำเร็จรูป Test Analysis Programs (TAP) 2.1 คาความยากงาย (p) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.2 คาอำนาจจำแนก (r)ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.3 คาความเชื่อมั่น tt (r )ของคูเดอร-ริชารทสัน ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 2.4 หาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช คาดัชนีความสอดคลอง (IOC) = ∑ ோ ே เมื่อ IOC เปนดัชนีความสอดคลอง ∑ เปนผลรวมขอความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ N เปนจำนวนของผูเชี่ยวชาญ
54 3. สถิติที่ใชทดสอบสมมุติฐาน โดยใชโปรแกรมชวยการวิเคราะหงานวิจัยทางการศึกษา พัฒนาโดย นายปกรณ ประจัญบาน มหาวิทยาลัยนเรศวร , 2541 3.1 สถิติทดสอบความแตกตางของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับเกณฑรอย ละ 65 คือ การทดสอบทีแบบกลุมเดียว 3.2 สถิติทางใชทดสอบความแตกตางของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวางกอนเรียน กับหลังเรียน คือ การทดสอบทีกรณีกลุมตัวอยาง 2 กลุมมีความสัมพันธกัน (Dependent Group or Paired Samples t-test)
55 บทท ี่4 ผลการวิเคราะหขอมลู ในการวิจัยครั้งนี้ ผูวิจัยขอนำเสนอผลการวิเคราะหตามวัตถุประสงคของการวิจัย ดังนี้ ตอนท ี่1 ผลการศกึษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือ เพื่อนคูคดิ ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่2 1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรของนักเรียนชั้นมัธยมศกึษาปที่2 เรื่องพหุนาม ที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ตารางท ี่2 คะแนนที่ได คะแนนเฉลี่ย รอยละ และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 คนที่ กอนเรียน หลังเรียน คะแนน รอยละ คะแนน รอยละ 1 4.00 20 14.00 70 2 2.00 10 15.00 75 3 7.00 35 17.00 85 4 2.00 10 13.00 65 5 3.00 15 17.00 85 6 2.00 10 14.00 70 7 4.00 20 15.00 75 8 6.00 30 14.00 70 9 3.00 15 16.00 80 10 0.00 0 16.00 80 11 5.00 25 17.00 85 12 1.00 5 15.00 75 13 0.00 50 14.00 70 14 7.00 35 14.00 70 15 4.00 20 18.00 90 16 5.00 25 16.00 80 17 3.00 15 15.00 75
56 คนที่ กอนเรียน หลังเรียน คะแนน รอยละ คะแนน รอยละ 18 3.00 15 13.00 65 19 5.00 25 16.00 80 20 4.00 20 16.00 80 21 5.00 25 18.00 90 22 4.00 20 17.00 85 23 1.00 5 19.00 95 24 3.00 15 15.00 75 25 4.00 20 18.00 90 26 2.00 10 16.00 80 27 5.00 25 14.00 70 28 4.00 20 14.00 70 29 4.00 20 15.00 75 30 4.00 20 18.00 90 31 4.00 20 15.00 75 32 5.00 25 17.00 85 33 2.00 10 14.00 70 34 7.00 35 16.00 80 35 8.00 40 13.00 65 36 7.00 35 14.00 70 37 0.00 0 15.00 75 38 1.00 5 18.00 90 39 3.00 15 19.00 95 40 2.00 10 16.00 80 41 4.00 20 17.00 85 42 5.00 25 14.00 70 43 4.00 20 13.00 65 44 3.00 15 16.00 80 45 2.00 10 15.00 75 46 6.00 30 14.00 70
57 คนที่ กอนเรียน หลังเรียน คะแนน รอยละ คะแนน รอยละ 47 5.00 25 19.00 95 48 2.00 10 18.00 90 49 3.00 15 13.00 65 คะแนนเฉลี่ย 3.65 19.29 15.61 78.06 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.92 - 1.75 - จากตารางที่ 2 พบวาคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรที่เรียนโดยใชการ เรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 กอนเรียนมี คะแนนเฉลี่ยเทากับ 3.65 คะแนน คิดเปนรอยละ 19.29 และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเทากับ 15.61 คะแนน คิดเปนรอยละ 78.06 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป ที่ 2 เรื่อง พหุนาม ที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคคูดิ ( Think-Pair-Share ) ระหวางกอน เรียนและหลังเรียน ตารางท ี่3 คะแนนเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รอยละ และการทดสอบทีแบบกลุมเดียว โดย เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยกับเกณฑรอยละ 65 กลุม X S.D. รอยละ t-test หลังเรียน 15.61 1.754 78.06 10.43** **มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากตารางที่ 3 พบวาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรที่เรียนโดยใชการเรียนแบบ รวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศกึษาปที่2 หลังเรียนไมนอยกวารอย ละ 65
58 ตอนท ี่2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรที่เรียนโดยใชการเรียนแบบ รวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศกึษาปที่2 ตารางท ี่4 คะแนนเฉลี่ย รอยละ และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตรที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้น มัธยมศกึษาปที่ 2 ผลการทดสอบ X S.D. รอยละ t-test กอนเรียน หลังเรียน 3.65 15.61 1.50 1.80 46.93 82.3 30.830* *มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากตารางที่ 4 พบวาการทดสอบกอนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยเทากับ 3.65 และ 15.61 คะแนน ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหวางคะแนนกอน เรียนและหลังเรียน พบวาคะแนนทดสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกวากอนเรียนอยางมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .01
59 บทท ี่5 สรุปผล อภปิรายผล และขอเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้เปนการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร เรื่องพหุนาม โดยใช การเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศกึษาปที่2 โรงเรียน อุดรพิทยานุกูล ผูวิจัยนำเสนอการสรุปผล อภิปรายผลและขอเสนอแนะ ดังนี้ วตัถปุระสงคของการวจิยั 1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 เรื่อง พหุนาม ที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคคูิด ( Think-Pair-Share ) 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 เรื่องพหุนาม ที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคดิ ( Think-Pair-Share ) ระหวางกอนเรียน และหลังเรียน สมมตุ ฐิานของการวจิยั ในการวิจัยครั้งนี้มีสมมุติฐานของการวิจัยดังนี้ 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคดิ ( Think-Pair-Share ) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณติศาสตรเรื่อง พหุนาม หลังเรียนไมนอยกวารอยละ 65 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคดิ ( Think-Pair-Share ) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณติศาสตรเรื่องพหุนาม หลังเรียนสูงกวากอนเรียน วธิดีำเนินการวจิยั 1. ประชากรและกลุมตัวอยาง 1.1 ประชากร เปนนักเรียนชั้นมัธยมศกึษาปที่2 จำนวน 16 หองเรียน รวม 773 คน โรงเรียน อุดรพิทยานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งการจัดนักเรียนในแตละหองเปนแบบคละความ สามารถ (เกง ปานกลาง ออน) 1.2 กลุมตัวอยาง เปนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 จำนวน 1 หอง รวม 49 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2565 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ที่ไดมาจากการสุมแบบกลุม (Cluster Random Sampling)
60 2. ตวัแปร 2.1 ตัวแปรตน คือ การเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) 2.2 ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร 3. เครอื่งมือทใี่ชในการวิจยั 3.1 แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรูตามขั้นตอนการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคคูิด ( Think-Pair-Share ) เรื่องพหุนาม จำนวน 9 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง และ 2 ชั่วโมง รวม 13 ชั่วโมง 3.2 แบบทดสอบวัดผลสมัฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรเปนแบบทดสอบแบบ ปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 10 ขอ และแบบทดสอบอัตนัย จำนวน 3 ขอ 4. การเก็บรวบรวมขอมลู 4.1 กอนการทดลองใหนักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร เรื่อง พหุนาม ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 4.2 ผวูิจัยดำเนินการสอนกลุมตัวอยางดวยแผนการจัดการเรียนรูที่สรางขึ้นจำนวน 9 แผน โดยใหนักเรียนเรียนและปฏิบัติกิจกรรมตาง ๆ ตามการจัดกิจกรรมการเรียนรูตามขั้นตอนการ เรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) 4.3 เมื่อสิ้นสุดการทดลองสอนแลว นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิต ศาสตรชุดเดิมไปทดลองนักเรียนอีกครั้ง จากนั้นนำผลที่ไดไปวิเคราะหขอมูลทางสถิติตอไป 5. การวเิคราะหขอมลู 5.1 ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร เรื่อง พหุนาม ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ป การศกึษาที่2565 โดยการหาคาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานและรอยละ 5.2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรเรื่อง พหุนาม ชั้นมัธยมศกึษาปที่2 ระหวางคะแนนหลังเรียนกับเกณฑรอยละ 65 ดวยการทดสอบทีแบบกลุมเดียว (t-test for One Sample) 5.3 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรเรื่อง พหุนาม ชั้นมัธยมศกึษาปที่2 ระหวางกอนเรียนและหลังเรียน ดวยการทดสอบทีกรณีกลุมตัวอยาง 2 กลุมมีความสัมพันธกัน (Dependent Group or Paired Samples t-test) สรุปผลการวจิยั 1. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร ที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือ เพื่อนคูคดิ ( Think-Pair-Share ) ไดคะแนนเฉลี่ยกอนเรียนเทากับ 3.32 คะแนน คิดเปนรอยละ
61 33.18 และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเทากับ 6.77 คะแนน คิดเปนรอยละ 67.73 และเมื่อเปรียบเทียบ คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนกับเกณฑไมต่ำกวา รอยละ 65 พบวา คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนไมนอยกวารอย ละ 65 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร ที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือ เพื่อนคูคดิ ( Think-Pair-Share ) ไดคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกวาคะแนนเฉลี่ยกอนเรียน อภปิรายผลการวจิยั การวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร เรื่อง พหุนาม โดยใชการ เรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ผูวิจัยขอ นำเสนอประเด็นการอภิปรายผล ดังรายละเอียดตอไปนี้ 1. นักเรียนกลุมที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยไมนอยกวารอยละ 65 ซึ่งเปนไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว ทั้งนี้อาจ เนื่องมาจากการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคคูิด ( Think-Pair-Share ) เปนการเรียนการสอนที่ผสมผสาน หลายวิธีตามความเหมาะสมกับสถานการณ เนื้อหา สภาพแวดลอม และความสามารถของนักเรียน นำเอาใบงานและแบบฝกหัดเขามาชวยในการเรียนการสอน ชวยทำใหการเรียนการสอนนั้นมี ประสิทธิภาพมากขึ้น มีความยืดหยุนในเรื่องของเวลา และสถานที่ สอดคลองกับแนวคิดของ Lyman (1981) กลาววา เทคนิคเพื่อนคูคดิ (Think-Pair-Share) เปนการแบงปนความคิด เรียนรูรวมกันใน ลักษณะของการอภิปรายเพื่อแกปญหาหรือ ตอบคำถาม เทคนิคนี้กำหนดใหนักเรียนคดิเปนรายบุคคล กอน จากนั้นแบงปนความคิดกับคูเพื่อน และมีการ อภิปรายรวมกันในชั้นเรียนเกี่ยวกับคำตอบซึ่งจะ ชวยเพิ่มการมีสวนรวมและดึงดูดนักเรียนใหเขาใจเนื้อหา 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร แตกตางอยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นั่นคือ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตรหลังเรียนสูงกวากอนเรียน ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( ThinkPair-Share ) นักเรียนสามารถเรียนโดยใชวิธีการจับคูกับเพื่อน ทำใหเกิดการระดมความคิดและ แลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน ทำใหเกิดองคความรูและแนวทางในการแกปญหาที่หลากหลาย รวมถึงการทำงานรวมกันทำใหนักเรียนชวยผลักดันซึ่งกันและกัน จนเกิดความเขาใจในเนื้อหาแลวลง มือทำงานที่ไดรับมอบหมายดวยตนเอง จึงทำใหคะแนนสอบวัดผลสมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูง ั กวากอนเรียน ซึ่งสอดคลองกับ ทิพยวรรณ จันทรเขียว, ชมนาด เชื้อสุวรรณทวี (2565) ได
62 เปรียบเทียบความสามารถในการแกปญหาเชิงสรางสรรคทางคณิตศาสตรของนักเรียนกอนและหลัง ไดรับการจัดการเรียนรูคณิตศาสตรโดยใชกระบวนการแกปญหาเชิงสรางสรรครวมกับเทคนิคเพื่อน คูคิด (Think-Pair-Share) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ โรฒ ประสานมิตร (ฝายมัธยม) พบวา ความสามารถในการแกปญหาเชิงสรางสรรคทางคณิตศาสตร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่1 หลังไดรับการจัดการเรียนรูโดยใชกระบวนการแกปญหาเชิง สรางสรรครวมกับเทคนิคเพื่อนคูคดิ (Think-Pair-Share) สูงกวากอนไดรับการจัดการเรียนรูอยางมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ความสามารถในการแกปญหาเชิงสรางสรรคทางคณติศาสตรของ นักเรียนชั้นมัธยมศกึษาปที่1 หลังไดรบการจัดการเรียนรูโดยใชกระบวนการแกปญหาเชิงสรางสรรค ั รวมกับเทคนิคเพื่อนคูคิด (Think-Pair-Share) สูงกวาเกณฑรอยละ 70 อยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 ขอเสนอแนะ 1. ขอเสนอแนะสำหรบัการนำผลการวิจยัไปใช 1.1 ครูควรตรวจสอบความรูเบื้องตนเกี่ยวกับพื้นฐานทางพหุนาม 1.2 ครูตองเตรียมความพรอมในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมากกวาการ เรียนการสอนแบบปกติครูตองศึกษาคนควา เตรียมการนำเขาสูบทเรียนที่สามารถกระตุนใหนักเรียน เกิดการเรียนรู 1.3 ในระหวางจัดการเรียนการสอน ครูควรกระตุนใหนักเรียนเกิดการเรียนรู และ ครูควรใหกำลังใจนักเรียน ดวยการพูดชมเชย และครูตองคอยเสริมแรงในระหวางที่นักเรียนกำลัง เรียน และการแสดงทาทาง เพื่อใหนักเรียนมีกำลังใจในการทำงานและสามารถทำกิจกรรมออกมาให ประสบความสำเร็จมากขึ้น อีกทั้งใหคำปรึกษาเมื่อนักเรียนมีปญหา เพื่อใหนักเรียนเกิดความมั่นใจใน ตนเอง 2. ขอเสนอแนะสำหรบัการวจิัยครงั้ตอ ไป 2.1 ควรศึกษาเนื้อหาที่จะทำการวิจัยใหชัดเจน และศึกษาวิธีสอนใหสอดคลองกับ เนื้อหามากที่สุด เพื่อใหเกิดประสิทธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 2.2 ควรมีการวิจัยเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณติศาสตรที่สอนโดยใชการ เรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ควบคูกับการพัฒนาดานตาง ๆ เชน ทักษะการ แกปญหา ทักษะการใหเหตุผลเปนตน
63 2.3 ควรมีการศกึษาเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรที่ สอนโดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) กับวิธีสอนแบบอื่น ๆ 2.4 ควรมีการศกึษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรในเนื้อหาพหุนาม ในระดับชั้นอื่น ๆ
64 บรรณานกุรม ยุพิน พิพิธกุล. (2545). การเรียนการสอนคณิตศาสตร. กรุงเทพฯ: บพิธการพิมพ. กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2551ก). หลักสูตรแกนกลาง พทุธศกัราช 2551. กรุงเทพฯ: ศูนยพัฒนาหนังสือกรมวิชาการ. ____. (2551ข). ตัวชวี้ดัและสาระการเรยีนรูแกนกลาง กลมุสาระการเรยีนรูคณติศาสตร พุทธศกัราช 2551. กรุงเทพฯ: ศูนยพัฒนาหนังสือกรมวิชาการ. ____. (2551ค). แนวทางการพัฒนา การวดัและประเมนิคณุลักษณะอนัพึงประสงค พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: ศูนยพัฒนาหนังสือกรมวิชาการ. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรการศกึษาขั้นพนื้ฐาน พทุธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรง พิมพครุสภาลาดพราว. ____. (2552). หลักสูตรแกนกลางการศกึษาขั้นพื้นฐาน พทุธศกัราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ ชุมนุมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย. กัญญา ชัยรัตน. (2552). กลวธิกีารสอน. สืบคนเมื่อวัน 23 เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2565. http://teacherkanya.blogspot.com/2011/07/blog-post.html ขจรศักดิ์ หลักแกว (2551). วิธกีารใชบทเรยีน วธิีการเรยีนแบบรวมมอืโดยใชบทเรยีนเครอืขาย อินเตอรเน็ต. สืบคนเมื่อ 23 เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2565. จาก http://www.patwit.ac.th/com3/p1.html. ขอบใจ สาสิทธิ์. (2545). ผลของการเรยีนการสอนโดยเนนการคิดแบบฮวิริสตกิสที่มผีลตอ ผลสัมฤทธแิ์ละความสามารถในการใหเหตผุลทางคณิตศาสตรของนักเรียนชั้น มธัยมศกึษาป ท ี่2. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. โครงการ PISA ประเทศไทย สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี. (2561). ผลการ ประเมิน PISA 2015 วทิยาศาสตรการอานและคณติศาสตรความเปนเลศิและความเทาเทียม ทางการศกึษา. กรุงเทพฯ: บริษัท ซัคเซสพับลิเคชั่น จากัด. จรัญ กองศรีกุลดิลก. (2546). การพัฒนาความสามารถในการแกปญหาคณิตศาสตรโดยใชแบบฝก กิจกรรมการแกป ญหาคณิตศาสตรที่เนนการวางแผนการแกปญหาของนักเรยีนชั้น ประถมศกึษาปที่ 6 โรงเรียนวดับางกฎุทีอง จงัหวดัปทุมธานี. ค.ม., สถาบันราชภฏัพระนคร. จิตติมา ชอบเอียด. (2551). การใชปญหาปลายเปดเพื่อสงเสรมิทักษะการใหเหตผุลและทักษะการ สอื่สารทางคณติศาสตรของนกัเรยีนชนั้มธัยมศกึษาปท ี่1. ปริญญานิพนธการศึกษา มหาบัณฑิต สาขาวิชาการมัธยมศกึษา คณะศึกษาศาสตรมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ชลธิชา ทับทวี. (2554). การจดัการเรียนรแูบบรวมมอืดวยเทคนิคเพื่อนคูคิดที่มตีอความสามารถใน
65 การคิดอยางมีเหตผุล เรอื่ง อตัราสวนตรีโกณมติิของนักเรยีนชั้นมธัยมศึกษาปท ี่3. วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรจฒ. ชานาญ โพธิคลัง. (2547). การพัฒนาคุณภาพการศกึษา โดยใชกจิกรรมเพอื่นคคูดิในโรงเรยีน สวุรรณภูมพิิทยไพศาล จังหวดัรอยเอด็. ปริญญานิพนธการศกึษามหาบัณฑิต, การบริหาร การศึกษา คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร. ชูศรีวงศร ัตนะ. (2553). เทคนิคการใชสถิตเิพอื่การวจิยั. พมิพครั้งที่12. กรุงเทพฯ: คณะ ศกึษาศาสตรมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ณยศ สงวนสิน. (2547). การสรางชดุกจิกรรมปฏบิตัิการคณิต โดยเทคนิคการสอนแบบอุปนยั นิรนยั เรอื่ง พหุนาม ของนักเรยีนชนั้มัธยมศกึษาตอนปลายปท ี่4. สารนิพนธการศึกษา มหาบัณฑิต สาขาวิชาการคณิตศาสตรศกึษา คณะศึกษาศาสตรมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ โรฒ ณัฏฐปญชาน พิชญาชมชื่น. (2558). ผลการจดักจิกรรมการเรียนรแูบบอุปนยัที่มตีอมโนทัศนทาง คณิตศาสตรและความสามารถในการใหเหตผุลทางคณิตศาสตร เรอื่ง ความสัมพันธ ของนกัเรยีนชนั้มธัยมศึกษาปท ี่4. วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต คณะศึกศาสตร มหาวิทยาลัยบูรพา. ทิวัฒถมณโีชติ. (2549). การวัดและประเมนิผลการเรยีนรตูามหลกัสตูรการศึกษาขนั้พื้นฐาน. กรุงเทพฯ: ศูนยสงเสริมวิชาการ. ทิพวัลย สีจันทร. (2548). การคดิและการตัดสินใจ. กรุงเทพฯ: โครงการศนูยหนังสือมหาวิทยาลัย ราชภัฏสวนดสุติ. ทิศนา แขมมณี. (2559). ศาสตรการสอนองคความรเูพอื่การจดักระบวนการเรยีนรทู ี่มี ประสทิธภิาพ. พิมพครั้งที่20. กรุงเทพฯ: จุฬาภรณมหาวิทยาลัย. นาเดีย กองเปง. (2555). ผลของการจดักจิกรรมการเรียนรโูดยใชกระบวนการแอบแตรกชนัที่มีตอ มโนทศันและความสามารถในการใหเหตผุลทางคณติศาสตรของนกัเรยีนชนั้มธัยมศึกษาปท ี่ 2. วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต คณะครุศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บุญชม ศรีสะอาด. (2526). แบบทดสอบความถนัด. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม. ____. (2545). การวจิยัเบื้องตน. พิมพครั้งที่ 7. กรงเทพฯ: สุวีริยาสาสน ประพันธศิริ สุเสารัจ. (2553). การพัฒนาการคิด. พิมพครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: 9119 เทคนิคพริ้นติ้ง ปริศรา มอทิพย. (2553). การใชกจิกรรมการเรยีนรแูบบรวมมอืเพื่อนคูคิด (Think Pair Share) สาหรับกลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยีของนักเรยีนชั้นมธัยมศกึษาปท ี่1 ที่มรีปูแบบการเรยีนตางกนั. รายงานการวิจัย : โรงเรียนนวมินทราชินอุทิศ สตรีวิทยา.
66 พรรณทิพา พรหมรักษ. (2552). การพฒันากระบวนการเรยีนการสอนโดยใชกระบวนการวางนยั ทวั่ ไป เพอื่สงเสริมความสามารถในการใหเหตผุลทางเพศชนิดและการสอื่สารทาง คณิตศาสตรของนักเรยีนชนั้มธัยมศึกษาปท ี่3. วิทยานิพนธปริญญาดุษฎีบัณฑิต คณะครุศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย พรอมพรรณ อุดมสิน และอัมพร มาคนอง. (2547). ประมวลบทความหลกัการและแนวทางการ จดัการเรียนรูกลุมสาระการเรยีนรูคณิตศาสตร. กรุงเทพฯ: บริษัท บพิธการพิมพ จากัด ____. (2544). การวดัและการประเมินผลการเรยีนการสอนคณติศาสตร. กรุงเทพฯ :จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย ____. (2545). การวดัและประเมินผลการเรยีนการสอนคณติศาสตร. พิมพครั้งที่ 3 (ฉบับปรับปรุง แกไข). กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2545). หลักการวดัและประเมนิผลการศึกษา. พิมพครั้งที่2. กรุงเทพฯ: เฮาสออฟ เคอรมิสท. พิมพันธ เดชะคุปต และพเยาว ยินดีสุข. (2551). ทักษะ 5c เพื่อการพฒันาหนวยการเรยีนรูและ การจดัการเรียนการสอนแบบบรูณาการ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพแหงจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ภานุพงศ ดีแกว และดวงกมล โพธิ์นาค. (2555). รูปแบบการเรียนการสอนแบบเพื่อนคูคิด รวมกับการใชเทคโนโลยีการประมวลผลแบบกลุมเมฆ เพื่อสงเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของผูเรียน. ในการประชุมวชิาการบัณฑติศึกษาระดับชาติ ครั้งท ี่1. โรงแรมรชิมอนด จงัหวดั นนทบรุี. ธีณรันต สังหรณ. มนตชัย เทียนทอง (2551). เทคนิคการเรยีนรูแบบรวมมอืแบบ Mentor Coached Think-pair- share เพอื่เพิ่ม ผลสัมฤทธทิ์างการเรยีนในการเรียนรูออนไลน. คณะครุศาสตรอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกลาพระนครเหนือ. เยาวดี วิบูลยศรี. (2540). การวดัผลและการสรางแบบสอบสัมฤทธ์ิ. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย. รัชนี ภูพัชรกุล. (2551). การเปรยีบเทยีบผลสมัฤทธท์ิางการเรียนคณติศาสตรของนกัเรยีนชนั้ ประถมศกึษาปที่ 5 ระหวางวธิสีอนแบบนรินัยรวมกบัการเรยีนรูแบบรวมมอืเทคนิคเพอื่น คูคดิและวธิีสอนปกติ. สงขลา: โรงเรียนชุมชนบานปาดัง อาเภอสะเดา สานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาสงขลาเขต 3 จังหวัดสงขลา. ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2538). เทคนิคการวจิยัทางการศกึษา. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาสน ____. (2539). เทคนคิการวดัผลการเรียนรู. กรุงเทพฯ: สุวรีิยาสาสน ____. (2541). เทคนคิการสรางและเขียนขอสอบความถนดัทางการเรยีน. พิมพครั้งที่ 30.
67 กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาสน. ละออ เงินมาก. (2550). การเปรยีบเทยีบความสามารถในการคดิวเิคราะหและการแกโจทยปญหา คณิตศาสตร ของนักเรยีนชนั้มธัยมศึกษาปท ี่2 ระหวางการจดัการเรียนรูโดยใชกลวธิเีมตา คอคนิชนั่กับวธิขีอง สสวท. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสมีา วรนาถรถ อยูสุข. (2555). การพัฒนาความสามารถในการใหเหตผุลและความคดิสรางสรรคทาง คณิตศาสตรของนักเรยีนชนั้มธัยมศึกษาปท ี่4 โดยใชชดุกจิกรรมเสริมหลกัสูตรคณติศาสตร และวงจรการเรียนรเูชิงประสบการณ. วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต คณะครุศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย วรพจนวงศก ิจรุงเรือง และอธิป จิตตฤกษ. (2554). ทักษะแหงอนาคตใหม : การศกึษาเพอื่ศตวรรษ ท ี่21 แปลจาก 21st Century Skills: Rethinking How Students Lrarn. แหลงที่มา http:// openwords.in.th/ books/21st-century-skills/ วรรณี ธรรมโชติ. (2550). หลกัการคณติศาสตร. กรุงเทพฯ: โรงพิมพภาพพิมพ. วัชรา เลาเรียนดี. (2550). เทคนคิและยทุธวธิพีัฒนาทักษะการคิด การจัดการเรยีนรทูเี่นนผเูรยีน เปนสาคัญ. นครปฐม : โรงพิมพมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร วัชรี กาญจนกีรติ. (2554). การจดัการเรยีนรูคณติศาสตร. เพชรบุรี: สาขาคณิตศาสตรและ คอมพิวเตอร คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี. วัฒนาพร ระงับทุกข. (2542). การจดัการเรียนการสอนที่เนนผเูรยีนเปนศูนยกลาง. กรุงเทพฯ: เลิฟ แอนดเลิฟเพรส. วิชัย เสวกงาม. (2557). ความสามารถในการใหเหตุผล ความสามารถที่จาเปนสาหรับผูเรียนใน ศตวรรษที่ 21. วารสารครศุาสตร. 42(2), 207-223. วิภาวดี วงศเลิศ. (2544). การพัฒนาบทเรยีนคอมพวิเตอรชวยสอนแบบมัลติมเีดยีเรอื่ง “เซต” ชั้น มธัยมศึกษาปท ี่4 โดยใชเทคนิคการเรยีนรูแบบคคูดิอภปิราย. ปริญญานิพนธ กศ.ม. (การ มัธยมศกึษา). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. วิมลรัตน สุนทรโรจน. (2551). นวตักรรมเพื่อการเรยีนรู. มหาสารคาม: ภาควิชาหลักสูตรและการ สอน คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสารคาม. เวชฤทธิ์ อังกนะภัทรขจร. (2551). การพฒันากจิกรรมการเรยีนรูแบบการสอนใหรคูดิ (CGI) ที่ใช ทักษะการใหเหตผุลและการเชอื่มโยงโดยบรูณาการสาระการเรยีนรคูณติศาสตร เรอื่ง การ วเิคราะหขอมลูกบัสิ่งแวดลอมศึกษาสาหรบันักเรยีนชนั้มธัยมศึกษาปท ี่6. ปริญญานิพนธ กศ.ด. (คณิตศาสตรศึกษา). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ. สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี. (2550). ทักษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตร. กรุงเทพฯ: โรงพิมพคุรุสภาลาดพราว
68 ____. (2555ก). ครูคณิตศาสตรมอือาชพี เสนทางสูความสาเรจ็. พิมพครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : 3 – ควิมีเดีย. ____. (2555ข). ทักษะและกระบวนการทางคณติศาสตร. พิมพครั้งที่ 3 แกไขเพิ่มเติม. กรุงเทพฯ: 3-คิว มีเดีย. สมนึก ภัททิยธนี. (2541). การวดัผลการศึกษา. พิมพครั้งที่ 2. กาฬสินธุประสานการพิมพ สมบัติ กาญจนารักพงษ. (2547). 29 เทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรูที่หลากหลาย : การเรยีน แบบรวมมอื. กรุงเทพฯ: สานักพิมพธารอักษรฯ. สมพงษ สิงหพล. (2543). รปูแบบการสอน. นครราชสีมา : คณะครุศาสตร สถาบันราชภัฏ- นครราชสีมา สมพร เชื้อพันธ. (2547). การเปรียบเทียบผลสมัฤทธิ์ทางการเรยีนคณติศาสตรของนกัเรยีนชนั้ มธัยมศึกษาปท ี่3 โดยใชวธิกีารจัดการเรียนการสอนแบบสรางองคความรูดวยตนเองกับการ จดัการเรียนการสอนตามปกติ. วิทยานิพนธ ค.ม. (หลักสูตรและการสอน) บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันราชภัฏพระนครศรีอยุธยา. สมวงษ แปลงประสพโชค. (2544). การใหเหตุผล. พิมพครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: Learn and Play Mathgroup. ____. (2551). กิจกรรมสงเสริมการคดิและการแกปญหาคณิตศาสตร. กรุงเทพฯ: สถาบันราชภัฎ- พระนคร. สมศักดิ์ สินธุระเวชญ. (2544). การประกันคุณภาพการศึกษา. วารสารวชิาการ. 5(1) : 33-35 สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). มาตรฐานการเรยีนร ู และตัวชวี้ัด กลมุสาระการเรยีนรูคณิตศาสตร วิทยาศาสตร และสาระภูมิศาสตรในกลมุสาระ การเรยีนรสูงัคมศึกษา ศาสนา และวฒันธรรม (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขนั้พนื้ฐาน พุทธศกัราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพชุมชนสหกรณ การเกษตรแหงประเทศไทยจากัด. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2551). ตวัชวี้ดัและสาระแกนกลาง กลมุสาระการเรียนรู คณิตศาสตรตามหลกัสูตรแกนกลางการศกึษาขั้นพนื้ฐาน พุทธศกัราช 2551. กรุงเทพฯ: โรง พิมพชุมนุมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย. สุบรรณ ตั้งศรีเสรี. (2556). ผลการจัดกิจกรรมการเรยีนรโูดยใชวธิสีอนแบบคนพบจากการชแี้นะ รวมกับเทคนิค Think-Pair-Share ทมี่ตีอความสามารถในการสื่อสารและความสามารถใน การเชอื่มโยงความรทูางคณติศาสตรของนกัเรียนชนั้มธัยมศึกษาปที่ 2. วิทยานิพนธปริญญา มหาบัณฑิต คณะครุศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย สุมาลี ชัยเจริญ. (2551). แนวทางการจดัการเรียนรูที่เนนผเูรยีนเปนสาคญั . ศูนยนวัตกรรม
69 เทคโนโลยีทางปญญา คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยขอนแกน สุวัฒนวิวฒันานนท. (2554). ทักษะการอาน คดิวเิคราะหและเขยีน. พิมพครั้งที่ 4. นนทบุรี : ซีซี นอลลิดจลิงคส. สุวิทย มูลคา และอรทัย มูลคา. (2545). 20 วิธีการจดัการเรยีนรูฯ. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โรง พิมพภาพพิมพ. ____. (2553). 19 วิธจีดัการเรยีนร:ู เพอื่พัฒนาความรูและทักษะ. พิมพครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ: โรง พิมพภาพพิมพ. สุวิมล เขี้ยวแกว และอุสมาน สารี. (2541). ผลของการเรียนแบบรวมมือที่มีตอผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 2. วารสารวทิยาศาสตร. 53(4): กรกฎาคม – สิงหาคม 2542, 224-237. เสาวรัตน รามแกว. (2552). ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรูคณิตศาสตรโดยใชการสบืสอบแบบ แนะแนวทางที่มีตอมโนทัศนและความสามารถในการใหเหตผุลทางคณิตศาสตรของนักเรยีน ชนั้มธัยมศึกษาปที่ 2. วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต คณะครุศาสตร จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย โสมรัศมิ์ ดาหลาย. (2551). ผลของการพฒันามโนทศันโดยใชกระบวนการสบืสอบที่มตีอผลสมัฤทธ ์ิ ทางการเรียนและความสามารถในการใหเหตผุลทางคณติศาสตรของนักเรยีนมธัยมศึกษา ปท ี่1. วิทยานิพนธมหาบัณฑิต คณะครุศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ศิริพร มาวรรณา. (2546). ผลการใชทกัษะการส่อืสารและการประเมนิผลตามสภาพจรงิทมี่ีตอ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนกัเรยีนชนั้มัธยมศกึษาปที่ 2 เรอื่ง การนาเสนอขอมลู. ปริญญา นิพนธกศ.ม. (การมัธยมศกึษา). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ศิริชัย กาญจนวาสี. (2552). ทฤษฎกีารประเมนิ. พิมพครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย. อริสรา ชมชื่น. (2550). การพฒันากระบวนการเรยีนการสอนโดยการบรูณาการทฤษฎกีารพฒันา ความเขาใจทางคณติศาสตร การสอื่สาร และการใหเหตุผล เพอื่เสริมสรางสมรรถภาพทาง คณิตศาสตรของนักเรยีนชนั้มธัยมศึกษาตอนตน. วิทยานิพนธปริญญาดุษฎีบัณฑิต คณะ ครศุาสตรจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย อัมพร มาคนอง. (2553). ทักษะและกระบวนการทางคณติศาสตร: การพัฒนาเพอื่พฒันาการ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพแหงจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. อารีย วชิรวราการ. (2542). การวดัและการประเมินผลการเรยีน. พิมพครั้งที่ 1. สถาบันราชภัฏ- ธนบุรี อาพล ธรรมเจริญ. (2551). วธิกีารคานวณและการวิเคราะหเชงิตวัเลข. ชลบุรี: ภาคคณิตศาสตร.
70 มหาวิทยาลัยบูรพา. Akkus, Recai. (2007). Investigating the Changes in Teachers’ Pedagogical Practices Through the Use of the Mathematics Reasoning Heuristic (MRH) Approach. Dissertation Abstracts (Online). Retrieved July 5, 2022, from Http://proquest.umi.com/pqdweb?did=1310408451&=5&Fmt=2&clientld=6183 9&RQT=309&VName=PQD Aronson, et. al. (1978). Jigsaw Classroom. Retrieved July 5, 2022, from http://www.jigsaw.org/steps.htm Baroody, A. J. (1993). Problem Solving : Reasoning and Communicating K- 8,Helping Children Think Mathematically. New York : Macmillan Publishing. Bloom, B. S. et al. (Eds.). (1956). A Taxonomy of Educational Objective Handbook I : Cognitive Domain. New York : L Darid Mckay Company, inc. Bloom, B. S. (1976). Human characteristics and school learning. New York: McGraw- Hill. Brandt, R. (1984, September). Teaching of Thinking , for Thinking, Educational Leadership. 42(1) , 3. Dales, Zita I. (2007). Achievement of Students in Mathematics Using the Thing the Think-Pair-Share Strategy. Dissertation Abstracts International. Retrieved July 5, 2022, from/index.php/research/abstracts,2007, 6(10), 37-46 De Vries, H. A. (1980). Physiology of Exercise for Physical Education and Athletic. 3rd. Dubuque Iowa : W.M.C. Brown Company Publisher. Eysenck, H., Amol, J. W. & Neily, R. (1972). Encyclopedia of Psychology. New York : Horder Good, C. V. (1973). Dictionary of Education. New York : McGraw – Hill. Hamdan, A. (2017). The Effect of (Think-Pair-Share) Strategy on the Achievement of Third Grade Student in Sciences in the Educational District of Irbid. Journal of Education and Practice, 8(9), 88-95 Jacobs, D. L. et al. (1996). Effect of Cooperative Learning Method on Mathematics Achievement & Affective Outcomes of Students in a Private Elementary School. Journal of Cooperative Learning and Development in Education. 29(4). p.
71 195-202. Johnson and Johnson. (1991). Learning Together and Alone. Boston: Allyn and Bacon. Johnson, D. W., Johnson R. T. and Holubec E. J. (1987). Cooperative in the Classroom. Edina, Minnesota : Interaction Book Company, 1993 Kagan, S. (1992). Cooperative learning. San Juan Capistrano, CA: Kagan Cooperative Learning. ____. (1994). Cooperative Learning. San Juan Capistrano : Resources for Teach. Lyman, F. T. (1987). Think – Pair – Share : An Expanding Teaching Technique : MAA-CIE Cooperative News. V.1 pp. 1-2. Mourad, N. M. (2005). Inductive reasoning in the algebra classroom. Retrieved from http://scholarworks.sjsu.edu/cgi/viewcontent.cgi?article=3812&context=etd_ theses O’ Daffer, and & Phares G. (1990, May). Inductive and Deductive Reasoning. The Mathematics Teacher. Russell, S. J. (1999). Mathematical reasoning in the elementary grades. In developing mathematical reasoning in K-12. Shiff, Lee V. pp. 1-12. Reston Virginia: The National Council of teachers of Mathematical. Sharon, J. K., Sue, M. & Juliana, R. (1992). Building Life Skills Through After school Participation in Experimental and Cooperative Learning. Child Study Journal. 33(3) : 74 –165 Slavin, Robert E. (1995a). Cooperative Learning Theory, Research and Practice. 2nd ed. Massachusetts : A Simom & Schuster. ____. (1995b). Cooperative Learning. 2nd ed. USA : Allyn and Bacon. Stevens, P. (1987). Language Learning and Language Teaching : Towards an Integrated Model. Georgetown University Press. Thousand, S. J., Villa, R. A. and Nevin, A. I. (2002). Creative and Collaborative Learning. (2nd ed.) Baltimore: Paul Brooke,.3-16. Usman, S. P. (2015). Using the Think-Pair-Share Strategy to Improve Student’ Speaking Ability at Stain Ternate. Journal of Education and Practice. 6(10) p. 37-45.
72 Wehmeier. (2000). OXFORD Advanced Learner’s Dictionary. Sixth edition. USA: OXFORD University Press. Willson, Jame W. (1971). “Evaluation of Learning in Secondary School Mathematics,” in Handbook on Formative and Summative Evaluation of Student Learning. P. 643 – 649. De by Benjamin S. Bloom, U.S.A. : McGraw – Hill.
73 ภาคผนวก
74 ภาคผนวก ก รายชื่อผูเชี่ยวชาญตรวจสอบเครอื่งมอืทใี่ชในงานวิจัย รายชอื่ผูเชยี่วชาญตรวจสอบเครื่องมือทใี่ชในงานวิจยั ผูเชี่ยวชาญดานการเรียนการสอนคณิตศาสตรที่ประเมินแผนการจัดการเรียนรู และ แบบทดสอบกอนเรียน-หลังเรียน มีรายนามดังตอไปนี้ 1. นางสุภาพร จรูญพงษ ครูคณิตศาสตร โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ.เมือง จ.อุดรธานี 2. นางพิสมัย เจริญรักษรองหัวหนาหมวดคณติศาสตร โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ.เมือง จ.อุดรธานี 3. นายกิตติศักดิ์เดือนจันทรครูคณติศาสตร โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ.เมือง จ.อุดรธานี
75 ภาคผนวก ข เครอื่งมือที่ใชในการวิจยั แผนการจดัการเรียนรทู ี่ 52 สาระการเรียนรูคณิตศาสตรรายวชิา คณิตศาสตรเพิ่มเติม รหัสวิชา ค 22201 ชั้นมัธยมศกึษาปที่2 ภาคเรียนที่1 ปการศึกษา 2565 หนวยการเรียนรูที่ 6 พหุนาม เรื่อง เอกนาม เวลา 2 ชั่วโมง วันที่6-7 เดือน สิงหาคม พ.ศ. 2565 ครผู ูสอน นางสาวกมลรัตนเชี่ยวขจร 1. มาตรฐานการเรยีนร ู มาตรฐาน ค 1.1 เขาใจความหลากหลายของการแสดงจำนวน ระบบจำนวน การดำเนินการของ จำนวน ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการ สมบัติของการดำเนินการ และนำไปใช 2. ตวัชี้วดัชนั้ป เขาใจและใชสมบัติของเลขยกกำลังที่มีเลขชี้กำลังเปนจำนวนเต็มในการแกปญหาคณิตศาสตรและ ปญหาในชีวิตจริง( ค 1.1 ม.2/1) 3. จดุประสงคการเรียนร ูเมอื่เรียนจบบทเรียนนี้แลว นักเรียนสามารถ 1. ดานความร ู(K) 1.1 บอกสัมประสิทธิ์และตัวแปรของเอกนาม (K) 1.2 บอกไดวาเอกนามใดเปนเอกนามที่คลายกัน (K) 2. ดานทักษะและกระบวนการ (P) 2.1 เขียนบอกสัมประสิทธิ์และตัวแปรของเอกนาม (P) 2.2 เขียนบอกไดวาเอกนามใดเปนเอกนามที่คลายกัน (P) 3. ดานคุณลกัษณะอนัพึงประสงค (A) 3.1 มีความมุงมั่นในการทำงาน (A) 4. สาระสำคญั
76 1. นิพจนที่สามารถเขียนใหอยูในรูปการคูณของคาคงตัวกับตัวแปรตั้งแตหนึ่งตัวขึ้นไป และเลขชี้กำลัง ของตัวแปรแตละตัวเปนศูนยหรือจำนวนเต็มบวกเรียกวา เอกนาม 2. เอกนามประกอบดวยสองสวน คือ สวนที่เปนคาคงตัว และสวนที่อยูในรูปของตัวแปรหรือการคูณ กันของตัวแปร เรียกสวนที่เปนคาคงตัววา สัมประสิทธิ์ของเอกนาม 3. เอกนามสองเอกนามคลายกันก็ตอเมื่อ 1) เอกนามทั้งสองมีตัวแปรชุดเดียวกัน 2) เลขชี้กำลังของตัวแปรตัวเดียวกันในแตละเอกนามเทากัน 5. สาระการเรยีนร ู เอกนาม 6. กจิกรรมการเรยีนร ู ชวั่โมงท ี่1 ขั้นท ี่1 ขนั้นาํเขาสบูทเรียน 1. ครูแนะนำการใชสัญลักษณที่เปนตัวอักษรภาษาอังกฤษ เชน x และ y แทนจำนวนที่ไมทราบ แนนอนวาเปนจำนวนใด โดยการถามตอบดังนี้ จงพิจารณาขอความตอไปนี้ 1) 6 คูณกับจำนวนจำนวนหนึ่งเขียนในรูปสัญลักษณไดอยางไร (6 x หรือ x6 หรือ6x ) 2) จำนวนจำนวนหนึ่งคณูกับ 2 3 เขียนในรูปสัญลักษณไดอยางไร ( 2 3 x หรือ x 2 3 หรือ x 2 3 ) 3) 4 คูณกับกำลังสองของจำนวนจำนวนหนึ่ง เขียนในรูปสัญลักษณไดอยางไร ( 2 4 x หรือ 4 2 x หรือ 2 4x ) 4) กำลังสองของจำนวนจำนวนหนึ่งคณูกับ 10 9 เขียนในรูปสัญลักษณไดอยางไร ( 10 2 9 x หรือ 2 10 9 x หรือ 2 10 9 x ) 2. ครูแนะนำวา ขอความที่เขียนอยูในรูปสัญลักษณขางตนประกอบดวยตัวเลขและตัวอักษร เรียก ตัวเลขวา คาคงตัว และเรียกตัวอักษรวา ตัวแปร เชน
77 6x มี 6 เปนคาคงตัว และ x เปนตัวแปร 2 10 9 x มี 10 9 เปนคาคงตวัและ x เปนตัวแปร 3. ครูแนะนำวา เอกนามประกอบดวยสองสวน คือ สวนที่เปนคาคงตัว และสวนที่อยูในรูปของตัวแปร หรือการคูณกันของตัวแปร เรียกสวนที่เปนคาคงตัววา สมั ประสิทธิ์ของเอกนาม และเรียกผลบวกของเลขชี้ กำลงัของตัวแปรแตละตัวในเอกนามวา ดีกรีของเอกนาม ขั้นท ี่2 ขนั้ดําเนนิกจิกรรม 4. ครูยกตัวอยาง บนกระดาน ดังนี้ ตวัอยางท ี่1 จงบอกคาคงตัว และตัวแปรและเลขชี้กำลังของเอกนามตอไปนี้ ,8,0 5 1 2 , 3 , 7 3 x z xy 2x มี 2 เปนคาตัว x เปนตัวแปรที่มีเลขชี้กำลังเปน 1 7 3z มี-3 เปนคาตัว z เปนตัวแปรที่มีเลขชี้กำลังเปน 7 3 5 1 xy มี 5 1 เปนคาตัว x เปนตัวแปรที่มีเลขชี้กำลังเปน 1 และ y เปนตัวแปรที่มี เลขชี้กำลังเปน 3 8 เปนเอกนามเพราะสามารถเขียน 8 ไดเปน 0 8 x มี 8 เปนคาคงตัว x เปน ตัวแปรที่มีเลขชี้กำลังเปน 0 0 เปนเอกนามเพราะสามารถเขียน 0 ไดเปน 0 0 x มี 0 เปนคาคงตัว x เปน ตัวแปรที่มีเลขชี้กำลังเปน 0 5. จากนั้นครแูนะนำวา เอกนามทั้งสองนี้ตางกันเฉพาะสัมประสิทธิ์เทานั้น สวนที่เปนตัวแปร เหมือนกันคือ xy เรากลาววาเอกนาม 3xy และ 4xy เปนเอกนามที่คลายกัน ขั้นท ี่3 ขนั้เพอื่นคูคดิ 6. ครูใหนักเรียนบอกคาคงตัวของเอกนามตอไปนี้ โดยอยากรู นักเรียนคิดวาคาสัมประสิทธิ์ใน ความคิดของนักเรียนคืออะไร (ใบงานที่ 1 เรื่อง สัมประสิทธิ์ ดีกรี และของเอกนาม) ขั้นท ี่4 ขนั้ทาํงานกลุม 7.ครูใหนักเรียนจับคูเพื่อคิดหาคำตอบของคำถามโดยจะใหใบงานที่ 1 เรื่อง สัมประสิทธิ์ ดีกรี และ ของเอกนาม ขั้นท ี่5 ขนั้สรปุ
78 8. ใหนักเรียนแตละกลุมออกมานำเสนอคำตอบที่ถูกตองหนาชั้นเรียน โดยใหนักเรียนนำเสนอ ความคิดวาสัมประสิทธิ์คืออะไรในความคิดของนักเรียน ครูและนักเรียนรวมกันสรุปไดดังนี้ - เอกนามประกอบดวยสองสวน คือ สวนที่เปนคาคงตัว และสวนที่อยูในรูปของตัวแปรหรือ การคูณกันของตัวแปร เรียกสวนที่เปนคาคงตวัวา สัมประสิทธิ์ของเอกนาม ขั้นท ี่6 ขนั้การประเมนิผล 9. ครูใหนักเรียนทำแบบฝกหัด 6.1 ก ขอ 1 ชวั่โมงท ี่2 ขั้นท ี่1 ขนั้นาํเขาสบูทเรียน 1. ครูยกตัวอยางเอกนามที่คลายกันเปนคู ๆ โดยเริ่มจากคาคงตัว เอกนามที่มีตัวแปรเดียวกันมีดีกรี เปน 1, 2 หรือ 3 กอนแลวจึงเพิ่มตัวแปรเปนสองตัวแปรและดีกรีสูงขึ้น เชน - 3 กับ 5 2 1 กับ 0.75 2x กับ 3x 2 5a กับ 2 2a 7 pq กับ 0.2pq x y 2 2 กับ 2 3yx ขั้นท ี่2 ขนั้ดําเนนิกจิกรรม 2. ครูยกตัวอยางที่ 1 บนกระดาน เพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจในเรื่องนี้มากขึ้น ตวัอยางท ี่1 เอกนามตอไปนี้ เปนเอกนามที่คลายกันหรือไม 1)23x กับ 18x 2)4xy กับ 7xy กับ 2 4x x y 2 4)14 กับ x y 2 10 ขั้นท ี่3 ขนั้เพอื่นคูคดิ 3. ครูใหนักเรียนทำใบงานที่ 2 เรื่อง เอกนามคลาย โดยอยากรูวาเอกนามที่คลายกันเปนอยางไรใน ความคิดของนักเรียน ขั้นท ี่4 ขนั้ทาํงานกลุม 4.ครูใหนักเรียนจับคูเพื่อคิดหาคำตอบของคำถามโดยจะใหใบงานที่ 2 เรื่อง เอกนามคลาย ขั้นท ี่5 ขนั้สรปุ 2 3) 2x
79 5. ใหนักเรียนแตละกลุมออกมานำเสนอคำตอบที่ถูกตองหนาชั้นเรียน โดยใหนักเรียนนำเสนอ ความคิดเอกนามที่คลายกันเปนอยางไรในความคิดของนักเรียน ครูและนักเรียนรวมกันสรุปไดดังนี้ 1. นิพจนที่สามารถเขียนใหอยูในรูปการคูณของคาคงตัวกับตัวแปรตั้งแตหนึ่งตัวขึ้นไป และ เลขชี้กำลังของตัวแปรแตละตัวเปนศูนยหรือจำนวนเต็มบวกเรียกวา เอกนาม 2. เอกนามประกอบดวยสองสวน คือ สวนที่เปนคาคงตัว และสวนที่อยูในรูปของตัวแปรหรือ การคณูกันของตัวแปร เรียกสวนที่เปนคาคงตวัวา สัมประสิทธิ์ของเอกนาม 3. เอกนามสองเอกนามคลายกันก็ตอเมื่อ 1) เอกนามทั้งสองมีตัวแปรชุดเดียวกัน 2) เลขชี้กำลังของตัวแปรตัวเดียวกันในแตละเอกนามเทากัน ขั้นท ี่6 ขนั้การประเมินผล 6. ครูใหนักเรียนทำแบบฝกหัด 6.1 ก ขอ 2 7. สอื่/แหลงการเรยีนรู 7.1 สื่อการเรียนรู - หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานคณิตศาสตร ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 เลม 1 (สสวท.) - แบบฝกหัด 6.1 ก - ใบงานที่ 1 เรื่อง สัมประสิทธิ์ ดีกรี และของเอกนาม - ใบงานที่ 2 เรื่อง เอกนามคลาย - SmartTV - ไมคและลำโพง 7.2 แหลงการเรียนรู - หองสมุดโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล - บทเรียนออนไลน วิทยาศาสตร คณิตศาสตร และ เทคโนโลยี (Project 14) Website :https://proj14.ipst.ac.th/ 8. การวดัและประเมนิผล 8.1 การวัดผล
80 จดุประสงคการเรียนรเูชงิ พฤติกรรม วธิกีาร เครอื่งมือ เกณฑ 1.1 บอกสัมประสิทธิ์และ ตัวแปรของเอกนาม (K) 1.2 บอกไดวาเอกนามใด เปนเอกนามที่คลายกัน (K) ตรวจใบงานที่ 1 เรื่อง สัมประสิทธิ์ ดีกรี และ ของเอกนาม ใบงานที่ 2 เรื่อง เอกนาม คลาย ใบงานที่ 1 เรื่อง สัมประสิทธิ์ ดีกรี และ ของเอกนาม ใบงานที่ 2 เรื่อง เอก นามคลาย รอยละ 70 ผาน เกณฑ 1 เขียนบอกสัมประสิทธิ์ และตัวแปรของเอกนาม (P) 2. เขียนบอกไดวาเอกนาม ใดเปนเอกนามที่คลายกัน (P) ตรวจแบบฝกหัด 6.1 ก แบบฝกหัด 6.1 ก รอยละ 70 ผาน เกณฑ 3. มีความมุงมั่นในการ ทำงาน (A) สังเกตพฤติกรรม แบบประเมินพฤติกรรม การเรียนรู (คุณลักษณะ อันพึงประสงค) ระดับคุณภาพ 3 ผาน เกณฑ 8.2 การประเมินผล ประเด็นการ ประเมนิ ระดับคณุภาพ 4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (กำลงัพฒันา) 1 (ตองปรบั ปรงุ ) 1.1 บอก สัมประสิทธิ์และ ตัวแปรของเอก นาม (K) 1.2 บอกไดวา เอกนามใดเปน เอกนามที่ คลายกัน (K) ทำแบบฝกไดอยาง ถูกตองรอยละ 90 ขึ้นไป ทำแบบฝกไดอยาง ถูกตองรอยละ 80 – 89 ทำแบบฝกไดอยาง ถูกตองรอยละ 69 - -79 ทำแบบฝกไดอยาง ถูกตองต่ำกวารอย ละ 60 1 เขียนบอก สัมประสิทธิ์และ เขียนบอก สัมประสิทธิ์และตัว แปรของเอกนาม เขียนบอก สัมประสิทธิ์และตัว แปรของเอกนาม เขียนบอก สัมประสิทธิ์และตัว แปรของเอกนาม เขียนบอก สัมประสิทธิ์และตัว แปรของเอกนาม
81 ประเด็นการ ประเมนิ ระดับคณุภาพ 4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (กำลงัพฒันา) 1 (ตองปรบั ปรงุ ) ตัวแปรของเอก นาม (P) 2. เขียนบอกได วาเอกนามใด เปนเอกนามที่ คลายกัน (P) และบอกไดวาเอก นามใดเปนเอกนาม ที่คลายกัน สอดคลองกับ คำตอบทั้งหมด และบอกไดวาเอก นามใดเปนเอกนาม ที่คลายกัน สอดคลองกับ คำตอบอยางถูกตอง รอยละ 80 - 90 และบอกไดวาเอก นามใดเปนเอกนาม ที่คลายกัน สอดคลองกับ คำตอบอยางถูกตอง รอยละ 60 - 79 และบอกไดวาเอก นามใดเปนเอกนาม ที่คลายกัน สอดคลองกับ คำตอบอยางถูกตอง ต่ำกวารอยละ 60 3. มีความมุงมั่น ในการทำงาน (A) มีความมุงมั่นใน การทำงานอยาง รอบคอบ จนงาน ประสบผลสำเร็จ เรียบรอย ครบถวน สมบูรณ มีความมุงมั่นในการ ทำงานอยาง รอบคอบ จนงาน ประสบผลสำเร็จ เรียบรอยสวนใหญ มีความมุงมั่นในการ ทำงานอยาง รอบคอบ จนงาน ประสบผลสำเร็จ เรียบรอยสวนนอย มีความมุงมั่นในการ ทำงานแตไมมีความ รอบคอบ สงผลให งานไมประสบ ผลสำเร็จอยางที่ ควร
82 แบบประเมินพฤติกรรมการเรยีนร ู (ดานความร ูดานทักษะและกระบวนการ ดานคุณลักษณะอันพงึประสงค) เลขที่ ดานความร ู(K) ดานทักษะและกระบวนการ (P) ดานคุณลกัษณะอนัพงึประสงค (A) ระดับ คุณภาพ (4) ผาน เกณฑ ไมผาน เกณฑ ระดับ คุณภาพ (4) ผาน เกณฑ ไมผาน เกณฑ ระดับ คุณภาพ (4) ผาน เกณฑ ไมผาน เกณฑ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20
83 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47
84 จำนวนนกัเรียนที่ผาน ดานความร ู(K) .................... คน คิดเปนรอยละ .............................. จำนวนนกัเรียนที่ผาน ดานทักษะและกระบวนการ (P) .................... คน คิดเปนรอยละ .............................. จำนวนนกัเรียนที่ผาน ดานคณุลักษณะอนัพึงประสงค (A) ................... คน คิดเปนรอยละ ............................ จำนวนนกัเรียนที่ไมผ าน ดานความร ู(K) .................... คน คิดเปนรอยละ .............................. จำนวนนกัเรียนที่ไมผ าน ดานทักษะและกระบวนการ (P) .................... คน คิดเปนรอยละ ............................ จำนวนนกัเรียนที่ไมผ าน ดานคุณลักษณะอันพงึประสงค (A) ................... คน คิดเปนรอยละ ........................ เกณฑการตดัสินคุณภาพ ชวงคะแนน ระดับคุณภาพ 4 3 2 1 ดีมาก ดี พอใช ปรับปรุง ลงชื่อ.......................................................ผูประเมิน ( นางสาวกมลรัตน เชี่ยวขจร ) ..................../.........................../..................
85 (ขอละ 1 คะแนน) -52 -0.032 -7 -1 0.05 1 3 2 2 4 1 − 2 3 1+3 = 4 1+1 = 2 1+1+2 = 4 3+2 = 5 3+4 = 7 1+1 = 2 2+3+4 = 9 3+2 = 5 2+7 = 9 3+3+2 = 8 a b a b x y z x y s t p q x y z s t c d x y z
86 ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ (ขอละ 1 คะแนน)
87 บนัทึกผลหลงัการสอน 1. ผลการเรยีนการสอน 1.1 การประเมินดานความรู (K) .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............……………………………………………………………………..................................................................................... 1.2 การประเมินดานทักษะและกระบวนการ (P) .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............……………………………………………………………………..................................................................................... 1.3 การประเมินดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม (A) .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............……………………………………………………………………..................................................................................... 2. ปญหาและอปุสรรค .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............……………………………………………………………………..................................................................................... .............................................................................................................................................................................. 3. แนวทางแกไขปญหา .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............……………………………………………………………………..................................................................................... ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ลงชื่อ .......................................................................... (นางสาวกมลรัตน เชี่ยวขจร) นักศึกษาปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา วันที่ .......... เดือน ......................... พ.ศ. ...................