The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัย เรื่อง พหุนามเพื่อนคู่คิด 1-65 สมบูรณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 62040140111, 2023-01-22 05:37:35

วิจัย เรื่อง พหุนามเพื่อนคู่คิด 1-65 สมบูรณ์

วิจัย เรื่อง พหุนามเพื่อนคู่คิด 1-65 สมบูรณ์

38 สิริพร ทิพยคง (2545) ไดกลาวถึง การวัดผลและประเมินผลการเรียนวิชาคณิตศาสตรสามารถทำ ไดหลายรูปแบบ สรุปไดดังนี้ 1. การสังเกต (Observation) โดยครูสังเกตจากความสนใจ ความกระตือรือรนในการ ตอบ คําถามของนักเรียนการทำกิจกรรมในหองเรียน 2. การเขียนอนุทิน (Writing journal) เปนการเปดโอกาสใหนักเรียนแตละคนไดสะทอน ความคิด แสดงความรูสึกในเรื่องที่นักเรียนไดเรียนไปแลว 3. การสัมภาษณ (Interview) ครูอาจทำไดอยางเปนทางการและไมเปนทางการ โดยดู จากแบบฝกหัด การบาน โครงงานที่นักเรียนทำวานักเรียนมีความเขาใจในเรื่องที่เรียนไปแลวหรือไม สามารถอธิบายงานที่ทำไดชัดเจนเพียงใด แกปญหาในเรื่องนั้นอยางไร 4. การตรวจแบบฝกหัด (Checking exercise) จะทำใหครูทราบผลการเรียนและความ รับผิดชอบในการทำงานของนักเรียน 5. การประเมินแฟมผลงาน (Portfolio assessment) เปนวิธีการประเมินผลตามสภาพ จริงวิธีหนึ่งที่นักการศึกษาในปจจุบันใหความสนใจมากแฟมงาน คือการสะสมงานอยางมีจุดหมายเพื่อ แสดงถึงความกาวหนาและสัมฤทธิ์ผลของผูเปนในสวนหนึ่งหรือหลายสวนของการเรียนรูในวิชาการ รวบรวมงานจะตองครอบคลุมถึงการที่นักเรียนมีสวนรวมในการเลือกเนื้อหา เกณฑการคัดเลือกและ เกณฑการตัดสินใจใหระดับคะแนน 6. การทำแบบทดสอบ (Doing test) ครูควรคำนึงถึงลักษณะของขอทดสอบ ขั้นตอนใน การสรางขอสอบ การนําแบบทดสอบไปใชและการวิเคราะหคุณภาพของขอทอสอบ ดังนั้นผูออก ขอสอบควรเปนผูที่มีความรูในเนื้อหาที่จะออกขอสอบเปนอยางดี ทราบจุดประสงคการเรียนรูของ เนื้อหานั้น รูจักชนิด และรูปแบบของแบบทดสอบ มีความรูเกี่ยวกับลักษณะของแบบทดสอบที่ดี มี ทักษะการใชภาษา สามารถเขียนคําถามไดกะทัดรัดและชัดเจน จากที่กลาวมาสรุปไดวาการวัดผลและประเมินผลการเรียนรูคณิตศาสตรเปนสิ่งจําเปนและมี ความสําคัญอยางยิ่งในกระบวนจัดการเรียนรูคณิตศาสตร ทําใหครูคณิตศาสตรไดสารสนเทศที่มี คุณคาและเปนประโยชนที่จะนํามาใชในการพัฒนาความสามารถในการเรียนรูของนักเรียนในดานตาง ๆ และปรับปรุงแกไข พัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูใหมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับ นักเรียนมากที่สุด ในการวิจัยครั้งนี้ผูวิจัยนําแนวคิดที่ไดจากการศึกษาไปออกแบบสรางแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตารางวิเคราะหขอสอบ กําหนดอัตราสวนของสาระการเรียนรูและจํานวน ขอสอบ กําหนดพฤติกรรมที่มุงวัด ไดแก ความรู ความจําความเขาใจการนําไปใชและการวิเคราะห


39 ครอบคลุมทั้งดาน ความรูความคิด ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร ทําใหผลที่ไดจากการวัด ชื่อถือได และสามารถ แปลคาไดถูกตอง 4. ชนิดของแบบวดัผลสมัฤทธ์ทิางการเรียนคณิตศาสตร ชนิดของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีหลากหลายชนิด แลวแตวิธีการแบงดังที่นักการศึกษาได กลาวไวดังนี้ ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ (2538 : 171-172) กลาววา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเปนแบบทดสอบที่วัดความรูของนักเรียนที่ไดเรียนไปแลว ซึ่งมักจะเปนคำถามให นักเรียนตอบดวยกระดาษและดินสอ (Paper and Pencil Test) กับใหนักเรียนปฏิบัติจริง (Performance Test) แบบทดสอบประเภทนี้แบงไดเปน 2 พวก ดังนี้ 1. แบบทดสอบของครู หมายถึง ชุดของคำถามที่ครูเปนผูสรางขึ้นซึ่งจะเปนขอคำถามที่ถามเกี่ยวกับ ความรูที่นักเรียนไดเรียนในหองเรียนวานักเรียนมีความรูมากแคไหน บกพรองที่ตรงไหนจะได สอน ซอมเสริมหรือดูความพรอมที่จะขึ้นบทเรียนใหม ฯลฯ ตามแตที่ครูปรารถนา 2. แบบทดสอบมาตรฐาน แบบทดสอบประเภทนี้สรางขึ้นจากผูเชี่ยวชาญใน แตละสาขาวิชาหรือ จากครูที่สอนวิชานั้นแตผานการทดลองหาคุณภาพหลายครั้งจนกระทั่งมี คุณภาพดีพอจึงสรางเกณฑ ปกติ (Norm) ของแบบทดสอบนั้นสามารถใชเปนหลักและเปรียบเทียบ ผลเพื่อประเมินคาของการ เรียนการสอนในเรื่องใด ๆ ก็ไดจะใชอัตราความงอกงามของเด็กแตละวัยในแตละกลุมแตละภาคก็ได จะใชสำหรับใหครูวินิจฉัยผลสัมฤทธิ์ระหวางวิชาตาง ๆ ในเด็กแตละคนก็ไดขอสอบมาตรฐาน นอกจากจะมีคุณภาพของแบบทดสอบสูงแลวยังมีมาตรฐานในดานวิธีดำเนินการสอบ คือ ไมวา โรงเรียนใดหรือสวนราชการใดจะนำไปใชตองดำเนินการสอบเปนแบบเดียวกัน แบบทดสอบ มาตรฐานจะมีคูดำเนินการสอบบอกถึงวิธีการสอบวาทำอยางไรและยังมีมาตรฐานในดานการแปล คะแนนดวย ทั้งแบบทดสอบที่ครูสรางขึ้น และแบบทดสอบมาตรฐานมีวิธีการในการสรางขอคำถาม เหมือนกันคือจะเปนคำถามที่วัดเนื้อหาและพฤติกรรมที่ไดสอนนักเรียนไปแลว สำหรับพฤติกรรมที่ใช วัดจะเปนพฤติกรรมที่สามารถตั้งคำถามวัดได มักนิยมใชตามหลักที่ไดจากการประชุมของนักวัดผล ซึ่งบลูม (Bloom) ไดเขียนรวมไวในหนังสือ Texonomy of Educational Objectives สรุปไดวา การวัดผลดานสติปญญาควรวัดพฤติกรรม ดังนี้ 1. วัดดานความรู – ความจำ (Knowledge) 2. วัดดานความเขาใจ (Comprehension)


40 3. วัดดานการนำไปใช (Application) 4. วัดดานการวิเคราะห (Analysis) 5. วัดดานการสังเคราะห (Synthesis) 6. วัดดานการประเมินคา (Evaluation) สมนึก ภัททิยธณี (2541 : 73–98) กลาววาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบวัดสมรรถภาพทางสมองดานตาง ๆ ที่นักเรียนไดรับการเรียนรูผานมาแลว แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อาจแบงไดเปน 2 ประเภท คือ แบบทดสอบที่ครูสรางกับแบบทดสอบ มาตรฐานซึ่งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนประเภทที่ครูสรางมีหลายแบบ แตที่นิยมใชมี 6 แบบดังนี้ 1. ขอสอบแบบความเรียงหรืออัตนัย (Subjective or Essay Test) 2. ขอสอบกาถูก – ผิด (True – False Test) 3. ขอสอบแบบเติมคำ (Completion Test) 4. ขอสอบแบบตอบสั้น (Short Answer Test) 5. ขอสอบแบบจับคู (Matching Test) 6. ขอสอบแบบเลือกตอบ (Multiple Choice Test) จากการศึกษาคนควาสามารถสรุปไดวา ชนิดของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์มีการแบงออกเปน 2 ประเภท คือแบบทดสอบที่ครูสรางขึ้นและแบบทดสอบมาตรฐาน ซึ่งผูสรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ตองเลือกชนิดของแบบทดสอบใหเหมาะสมกับเนื้อหา ลักษณะที่ตองการวัดนักเรียนและเวลาในการ ออกแบบทดสอบและการประเมินผล และในการศึกษาคนควาครั้งนี้ไดใชแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนคณิตศาสตรที่ครูสรางขึ้นโดยสรางเปนขอสอบแบบเลือกตอบ (Multiple Choice Test) 4 ตัวเลือก 5. ขั้นตอนการสรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิางการเรียนคณิตศาสตร การสรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร ผูสรางจะตองศึกษาวิธีการสรางและ หลักการสราง เพื่อใหแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตรที่มีคุณภาพเหมาะสมกับ เนื้อหาตรงกับหลักสูตรและจุดมุงหมายที่ตองการวัดกับนักเรียน มีนักการศึกษาศึกษาเกี่ยวกับวิธีการ สรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไวดังนี้ ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ (2538 : 122–124.) ไดสรุปขั้นตอนการสรางแบบทดสอบไวดังนี้ 1. การพิจารณาจุดประสงคของการสอบ วาการสอบครั้งนี้มีจุดประสงคอะไร 2. สรางตารางกำหนดรายละเอียด


41 3. เลือกแบบของขอสอบใหเหมาะสม 4. รวมขอสอบทำเปนแบบทดสอบ 5. กำหนดวิธีการดำเนินการสอบ 6. การประเมินคณุภาพของแบบทดสอบ 7. การนำผลไปใชปรับปรุงเปาประสงคของการเรียนรู จากการศึกษาคนควาสามารถสรุปไดวา วิธีการสรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่กลาวมาจะเห็นวา ในการสรางแบบทดสอบใด ๆ ก็ตาม จะตองแปลจุดมุงหมายทั่วไปใหเปนจุดมุงหมายเฉพาะหรือ จุดมุงหมายเชิงพฤติกรรม และจะตองคำนึงถึงเนื้อหาซึ่งจะเปนสื่อที่จะใหนักเรียนบรรลุตาม จุดมุงหมายนั้น ๆ ควบคูกันไปในการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร ในครั้งนี้ ผูวิจัยไดใชแบบทดสอบแบบเลือกตอบ (Multiple Choice Test) ขอดีของแบบทดสอบแบบ เลือกตอบและวัดไดครอบคลุมพฤติกรรมดานสติปญญา คอืวัดดานความรู– ความจำ (Knowledge) วัดดานความเขาใจ (Comprehension) วัดดานการนำไปใช (Application) วัดดานการวิเคราะห (Analysis) วัดดานการสังเคราะห (Synthesis) วัดดาน การประเมินคา (Evaluation) งานวิจยัทเี่กยี่วของกบัการเรยีนแบบเพอื่นคูคดิ (Think-Pair-Share) 1. งานวจิัยในประเทศ วิไลวรรณ ชูปน, เกษมสันตพานิชเจริญ, จันทรพร พรหมมาศ (2563) ไดศกึษาผลการจัดการ เรียนรูเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการใหเหตุผลทาง คณิตศาสตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 กอนและหลังไดรับการจัดการเรียนการสอนแนะใหรูคิด (CGI) รวมกับเทคนิคเพื่อนคูคิด (Think-Pair-Share) และ 2) เปรียบเทียบสมรรถนะดานการสื่อสาร ทางคณติศาสตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่2 กอนและหลังไดรับการจัดการเรียนการสอนแนะให รูคิด (CGI) รวมกับเทคนิคเพื่อนคูคิด(Think-Pair-Share) กลุมตัวอยางเปนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนวัดประสิทธิเวช จังหวัดนครนายก ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2563 จำนวน 23 คน ซึ่ง ไดมาจากการสุมแบบกลุม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใชในการวิจัยประกอบดวย 1) แผนการจัดการเรียนการสอนแนะใหรูคิด (CGI) รวมกับเทคนิคเพื่อนคูคิด (Think-Pair-Share) 2) แบบวัดความสามารถในการใหเหตุผลทางคณิตศาสตร เรื่อง เลขยกกำลัง และ 3) แบบวัดสมรรถนะ ดานการสื่อสารทางคณิตศาสตร เรื่อง เลขยกกำลัง สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล ไดแก คาเฉลี่ยเลข คณิต รอยละ สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีผลการวิจัยพบวา 1) นักเรียนชั้นมัธยมศกึษา ปที่ 2 ที่ไดรับการจัดการเรียนการสอนแนะใหรูคิด (CGI) รวมกับเทคนิคเพื่อนคูคิด (Think-Pair-


42 Share) มีความสามารถในการใหเหตุผลทางคณิตศาสตรหลังเรียนสูงกวากอนเรียนอยางมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ที่ไดรับการจัดการเรียนการสอนแนะใหรู คิด (CGI) รวมกับเทคนิคเพื่อนคูคิด (Think-Pair-Share) มีสมรรถนะดานการสื่อสารทางคณิตศาสตร สูงกวากอนเรียนอยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อมรรัตน เตยหอม (2563) ผลการเรียนรูแบบรวมมือดวยเทคนิคเพื่อนคูคิด ที่มีตอ ความสามารถในการใหเหตุผลและผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร เรื่อง การคูณ การหาร ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปที่ 4 วัตถุประสงคเพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการใหเหตุผลทางคณิตศาสตร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4 กอนและหลังที่ไดรับการจัดการเรียนรูแบบรวมมือดวยเทคนิค เพื่อนคูคิด และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตรของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4 หลังไดรับการจัดการเรียนรูแบบรวมมือดวยเทคนิคเพื่อนคูคิดกับเกณฑรอยละ 70 ของคะแนนเต็ม กลุมตัวอยางที่ใชในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนประตูชัย สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 ซึ่งกำลังศึกษาอยูในภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2562 จำนวน 39 คน ไดมาโดยใชวิธีการสุมแบบหลายขั้นตอนเครื่องมือที่ใชในการวิจัย ครั้งนี้เปนแผนการจัดการเรียนรูแบบรวมมือดวยเทคนิคเพื่อนคูคิด เรื่อง การคูณ การหาร จำนวน 20 แผน แบบทดสอบวัดความสามารถในการใหเหตุผลทางคณิตศาสตรเรื่อง การคณูการหาร มีคาความ เชื่อมั่น เทากับ 0.85 และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คณิตศาสตรเรื่อง การคูณ การหาร มีคา ความเชื่อมั่น เทากับ 0.80 สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล ไดแก คารอยละ คาเฉลี่ย คาความเบี่ยงเบน มาตรฐาน และการทดสอบคาทีแบบกลุมเดียว ผลการวิจัยพบวา 1) ความสามารถในการใหเหตุผล ทางคณิตศาสตรของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4 หลังไดรับการจัดการเรียนรูแบบรวมมือดวย เทคนิคเพื่อนคูคิดสูงกวากอนไดรับการจัดการเรียนรู อยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตรของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4 หลังไดรับการจัดการเรียนรู แบบรวมมือดวยเทคนิคเพื่อนคูคิดสูงกวาเกณฑรอยละ 70 ของคะแนนเต็ม อยางมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 ชัญญาภรณขัดทา, บุญญา เพียรสวรรค, วนินทร สุภาพ (2559) การจัดกิจกรรมการเรียนรูที่  เนนมโนทัศนทางคณิตศาสตร รวมกับ เทคนิค Think – Pair - Share เรื่อง ตัวประกอบของจำนวน นับ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 วัตถุประสงคเพื่อ 1) เพื่อสรางและหาประสิทธิภาพของ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรูตามเกณฑ 75/75 2) เพื่อศึกษาผลการใชการจัดกิจกรรมการเรียนรูที่ เนนมโนทัศนทางคณิตศาสตร รวมกับ เทคนิคThink – Pair-Share 3) เพื่อศึกษาผลการใชมโนทัศน ทางคณติศาสตรในชีวิตประจำวนในการจัดกิจกรรมการเรียนรูที่เนนมโนทัศนทางคณิตศาสตร รวมกับ ั


43 เทคนิคThink – Pair-Share เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 กลุมตัวอยางที่ใชในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 จำนวน 24 คน โรงเรียนบานแมหวาง (ราษฎรอุปถัมภ) อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ปการศึกษา 2557 เครื่องมือที่ใชในการวิจัย คือ 1) แผนการ จัดกิจกรรมการเรียนรูเนนมโนทัศนทางคณิตศาสตร รวมกับ เทคนิค Think – Pair – Share 2) แบบทดสอบวัดมโนทัศนทางคณิตศาสตร เปนแบบตอเนื่องสองขั้นตอน 3) แบบวัดมโนทัศนทาง คณิตศาสตรในชีวิตประจำวัน สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล คือ รอยละ สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบแบบกลุมเดียว (t-test one sample) และสถิติทดสอบแบบ 2 กลุม (paired sample ttest) ผลการวิจัยพบวา 1) ผลการหาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรูมีประสิทธิภาพ เทากับ 77.19/76.28 ซึ่งสูงกวาเกณฑที่ตั้งไว 75/752) คะแนนการจัดกิจกรรมการเรียนรูหลังเรียนสูง กวากอนเรียนอยางมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3)คะแนนการจัดกิจกรรมการเรียนรูหลัง เรียนสูงกวาเกณฑรอยละ 75 อยางมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 4)การจัดกิจกรรมการเรียนรู ที่เนนมโนทัศนทางคณิตศาสตรในสถานการณประจำวันคะแนนหลังเรียนสูงกวากอนเรียนอยางมี ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5) การจัดกิจกรรมการเรียนรูที่เนนมโนทัศนทางคณิตศาสตรใน ชีวิตประจำวัน หลังเรียนสูงกวาเกณฑรอยละ 75 อยางมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนรูที่เนนมโนทัศนทางคณิตศาสตร รวมกับ เทคนิค Think – Pair – Share เปนการจัดกิจกรรมการเรียนรูที่มีการกำหนดสถานการณ ใหไดคิด วิเคราะห แยกแยะ และสามารถ สรุปความรู ความเขาใจนั้นออกมาเปนมโนทัศนทางคณิตศาสตรได เนื่องจากการจัดกิจกรรมครั้งนี้ไดมี การแลกเปลี่ยนการเรียนรูซึ่งกันและกัน จึงทำใหนักเรียนมีกระบวนการคิด และมีความกลาแสดงออก มากยิ่งขึ้น จึงสงผลใหนักเรียนเกิดมโนทัศนทางคณิตศาสตร ซึ่งพบวาการจัดกิจกรรมการเรียนรูที่เนน มโนทัศนทางคณิตศาสตร สามารถนำไปใชเหมาะที่จะนำไปประยุกตใชกับเนื้อหาที่ใกลเคียงกัน เชน เศษสวน ทศนิยม เปนตน ทิพยวรรณ จันทรเขียว, ชมนาด เชื้อสุวรรณทวี (2565) ไดศึกษาการจัดการเรียนรูโดยใช กระบวนการแกปญหาเชิงสรางสรรครวมกับ เทคนิคเพื่อนคูคิด (Think-Pair-Share) ที่มีตอ ความสามารถ ในการแกปญหาเชิงสรางสรรคทางคณิตศาสตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝายมัธยม) มีวัตถุประสงคเพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการแกปญหาเชิงสรางสรรคทางคณิตศาสตรของนักเรียนกอนและหลัง ไดรับการจัดการเรียนรูคณิตศาสตรโดยใชกระบวนการแกปญหาเชิงสรางสรรครวมกับเทคนิคเพื่อน คูคิด(Think-Pair-Share) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ โรฒ ประสานมิตร (ฝายมัธยม) 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแกปญหาเชิงสรางสรรคทาง


44 คณิตศาสตรของนักเรียนหลังไดรับการจัดการเรียนรูคณิตศาสตรโดยใชกระบวนการแกปญหาเชิง สรางสรรครวมกับเทคนิคเพื่อนคูคิด(Think-Pair-Share) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝายมัธยม) กับเกณฑรอยละ 70 โดยใชระเบียบวิธี วิจัยแบบ One-Group Pretest – Posttest Design กลุมตัวอยางเปนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 ภาคเรียนที่2 ปการศกึษา 2563 จำนวน 1 หองเรียน จำนวนนักเรียน 33 คน ที่ไดมาจากการสุมแบบ กลุม ใชเวลาในการทดลองจำนวน 20 คาบ เครื่องมือที่ใช คือ แผนการจัดการเรียนรูโดยใช กระบวนการแกปญหาเชิงสรางสรรครวมกับเทคนิคเพื่อนคูคิด(Think-Pair-Share) และแบบทดสอบ วัดความสามารถในการแกปญหาเชิงสรางสรรคทางคณิตศาสตร สถิติที่ใชคือ คาเฉลี่ยเลขคณิต สวน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใชสถิติ t-test for dependent samples และ t-test for one sample ผลการวิจัย พบวา 1) ความสามารถในการแกปญหาเชิงสรางสรรคทางคณิตศาสตร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 หลังไดรับการจัดการเรียนรูโดยใชกระบวนการแกปญหาเชิง สรางสรรครวมกับเทคนิคเพื่อนคูคิด (Think-Pair-Share) สูงกวากอนไดรับการจัดการเรียนรูอยางมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) ความสามารถในการแกปญหาเชิงสรางสรรคทางคณิตศาสตรของ นักเรียนชั้นมัธยมศกึษา ปที่1 หลังไดรับการจัดการเรียนรูโดยใชกระบวนการแกปญหาเชิงสรางสรรค รวมกับเทคนิคเพื่อนคูคิด(Think-Pair-Share) สูงกวาเกณฑรอยละ 70 อยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 2. งานวจิัยตางประเทศ เดลส (Dales, 2007) แหง Bukidnon State University ประเทศฟลิปปนส ไดศึกษา ผลของเทคนิคเพื่อนคูคิดที่มีตอความกาวหนาของนักเรียนในวิชาคณิตศาสตร ณ มหาวิทยาลัยรัฐ Bukidnon ในภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2548 - 2549 โดยกลุมทดลองไดรับการเรียนวิชา คณิตศาสตรดวยเทคนิค Think-Pair-Share และกลุมควบคุมไดรับการเรียนแบบปกติ โดยมีเครื่องมือ ที่ใชในการวิจัยคือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตรจำนวน 60 ขอ ผลการศึกษาพบวากลุม ที่เรียนคณติศาสตรดวยเทคนิค Think-Pair-Share มีผลสัมฤทธิ์มากกวากลุมที่เรียนแบบปกติและไดมี ขอเสนอแนะวาเทคนิค Think-Pair-Share ถือเปนเทคนิคการสอนที่มีประสิทธิภาพ อัส แมน (Usman, 2015) แหง State Institute for Islamic Studies (IAIN) ประเทศ อินโดนีเซีย ไดทำการวิจัยเรื่อง การใชกลยุทธเพื่อนคูคิดเพื่อเพิ่มความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษ ของนักเรียน มีวัตถุประสงคเพื่อพัฒนาความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียน โดยใชกล ยุทธเพื่อนคูคิดที่ออกแบบไวโดยใหนักเรียนพูดคุยภาษาอังกฤษกับเพื่อนคคูิดของตนเอง ผลการศึกษา ในรอบที่ 1 ไมประสบผลสำเร็จเนื่องจากคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนเทากับ 74.18 รวมถึงบรรยากาศใน


45 หองเรียนไมเปนไปตามเกณฑ จึงไดปรับปรุงการใชแผนกลยุทธเพื่อนคูคิดแบบใหม และคะแนนเฉลี่ย ของนักเรียนในรอบที่ 2 มีคาเทากับ 81.68 บรรยากาศในหองเรียนดีขึ้น ผลในรอบที่ 2 เปนไปตาม เกณฑและตัดสินวาประสบความสำเร็จอยางมีประสิทธิภาพในการด าเนินการเพื่อเพิ่มความสามารถ ในการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียน แฮมดัน (Hamdan, 2017) นักวิจัยชาวจีน แหงเกาะฮองกง ไดทำการวิจัยเรื่อง ผลกระทบ ของกลยุทธเพื่อนคูคิดกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ในสาขา วิทยาศาสตร มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาผลกระทบของกลยุทธเพื่อนคูคิดกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนชั้นมัธยมศกึษาปที่3 แบงนักเรียนเปน 2 กลุม คอืกลุมควบคุม และ กลุมทดลอง ผลการวิจัย พบวา นักเรียนที่เรียนในชั้นแตละกลุมมีความแตกตางกันอยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และใน กลุมทดลองมีความแตกตางกันอยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากการศึกษางานวิจัยทั้งตางประเทศและในประเทศผูวิจัยขอสรุปวา การจัดการเรียนรูแบบ รวมมือดวยเทคนิคเพื่อนคูคิดจะชวยใหเกิดผลที่ดีขึ้นตอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทำใหผูเรียนมีโอกาส ไดแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผูเรียนมีความสามารถในการใหเหตุผลทางคณิตศาสตรสามารถจัดการ เรียนการสอนไดในทุกระดับการเรียน และรูปแบบการสอนที่สรางขึ้นชวยใหนักเรียนที่มีระดับ ความสามารถแตกตางกันนั้น มีความสามารถในการใหเหตุผลสูงขึ้นรวมทั้งยังมีความสัมพันธกับ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร ดังนั้นในการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตรที่มุงให นักเรียนแสดงความสามารถในการใหเหตุผลจากการแกปญหาหรือสถานการณต าง ๆ ที่ผูสอนสรางขึ้น จะสามารถพัฒนาความสามารถในการใหเหตุผลและสงผลใหผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตสูงขึ้น ดวย การจัดกิจกรรมตามเรียนรูตามขั้นตอนการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ในการวิจัยครั้งนี้ผูวิจัยนําการจัดกิจกรรมตามเรียนรูตามขั้นตอนการเรียนแบบรวมมือเพื่อน คูคิด ( Think-Pair-Share ) มาจัดกิจกรรมการเรียนรู 6 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสบูทเรยีน ครูผูสอนกระตุนความสนใจของนักเรียน โดยกิจกรรม ตาง ๆ เชน เลนเกม รองเพลง จากนั้นทบทวนความรูเดิม เรื่อง พหุนาม ขั้นที่ 2 ขั้นดําเนินกิจกรรม ครูผูสอนนําเสนอเนื้อหาหรือบทเรียนใหม ขั้นที่ 3 ขั้นเพื่อนคูคิด ครูตั้งประเด็นของปญหาหรือเสนอสถานการณปญหา ให นักเรียน แตละคนคดิหาคําตอบของตนเองกอน เมื่อไดคําตอบของตนเองแลว จากนั้นใหนักเรียนนํา คําตอบมา อภิปรายรวมกับคูของตน เพื่อเปดโอกาสใหนักเรียนไดสนทนาซักถามอภิปรายเนื้อหา รวมถึง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เพื่อหาคําตอบที่ดีที่สุด โดยใชแบบฝกทักษะ เรื่อง พหุนาม


46 ขั้นที่ 4 ขั้นทํางานกลุม เมื่อนักเรียนแตละคูที่ไดแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและ กันใน คูของตนเองไดขอสรุปแลว ใหนํามาอภิปรายรวมกันกับกลุมของตนเองและเปดโอกาสใหสมาชิก ใน กลุมไดซักถามอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันอีกครั้ง เพื่อหาคําตอบที่ดีที่สุด แลว นํา คําตอบมาสงที่ครู ขั้นที่ 5 ขั้นสรุป ครูไดคําตอบของแตละกลุม จากนั้นครูสุมกลุมออกมานําเสนอหนา ชั้น เรียนและใหเหตุผลของคําตอบ ถากลุมใดที่ไมไดออกมานําเสนอมีเหตุผลของคําตอบที่แตกตางกัน ให กลุมนั้นออกมานําเสนอจนไดขอสรุปประเด็นของคําถามที่ทุกกลุมมีเหตุผลที่ยอมรับซึ่งกันและกัน โดย มีครูคอยใหความชวยเหลือเสนอแนะรวมถึงอะไรเพิ่มเติมจนไดขอสรุป ขั้นที่ 6 ขั้นการประเมินผล วัดพฤติกรรมของนักเรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม ความ ถูกตอง ของแบบฝกการใหเหตุผลทางคณิตศาสตร การตอบคําถาม การทําแบบฝกหัด และ แบบทดสอบ


47 ขั้นตอนการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ภาพท ี่1 การจัดกิจกรรมการเรียนรูตามขั้นตอนการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคดิ ( Think-Pair-Share ) ขั้นท ี่3 ขนั้เพอื่นคูคดิ ขั้นท ี่1 ขนั้นําเขาสบูทเรยีน ขั้นท ี่2 ขนั้ดําเนนิกจิกรรม ขั้นท ี่5 ขนั้สรปุ ขั้นท ี่6 ขนั้การประเมินผล ขั้นท ี่4 ขนั้ทาํงานกลุม ครูผูสอนกระตุนความสนใจของนักเรียน โดยกิจกรรม ตาง ๆ เชน เลนเกม รองเพลง จากนั้นทบทวนความรูเดิม เรื่อง พหุนาม ครูผูสอนนําเสนอเนื้อหาหรอืบทเรียนใหม ครูตั้งประเด็นของปญหาหรือเสนอสถานการณปญหา ใหนกัเรียนแตละคนคิด หาคําตอบของตนเองกอน เมื่อไดคาํตอบของตนเองแลว จากนั้นใหนักเรียนนาํ คําตอบมาอภิปรายรวมกับคูของตน เพอื่เปดโอกาสใหนกัเรยีนไดสนทนา ซักถามอภปิรายเนื้อหา รวมถึงแลกเปลยี่นความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เพื่อหา คําตอบที่ดีที่สุด โดยใชแบบฝกทักษะการให เรอื่ง พหุนาม เมื่อนักเรียนแตละคูที่ไดแลกเปลี่ยนความคดิเห็นซึ่งกันและ กันในคขูองตนเอง ไดขอสรุปแลว ใหนํามาอภิปรายรวมกันกับกลุมของตนเองและเปดโอกาสให สมาชิก ในกลุมไดซักถามอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันอีกครั้ง เพื่อหาคาํตอบที่ดีที่สดุแลว นําคําตอบมาสงที่ครคูณิตศาสตรเรื่อง พหุนาม ครูไดคําตอบของแตละกลุม จากนั้นครูสุมกลุมออกมานําเสนอหนาชั้นเรียน และใหเหตุผลของคําตอบ ถากลุมใดที่ไมไดออกมานําเสนอมีเหตุผลของ คําตอบที่แตกตางกัน ใหกลุมนั้นออกมานําเสนอจนไดขอสรุปประเด็นของ คําถามที่ทุกกลุมมีเหตุผลทยี่อมรับซ่งึกันและกัน โดยมีครคูอยใหความ ชวยเหลือเสนอแนะรวมถึงอะไรเพิ่มเติมจนไดขอสรุป วัดพฤติกรรมของนักเรยีนขณะปฏิบัตกิจิกรรม ความ ถูกตองของแบบฝกการ ใหเหตุผลทางคณิตศาสตรการตอบคําถาม การทําแบบฝกหัด และ แบบทดสอบ


48 กรอบแนวคิดการศึกษา ตวัแปรตน ตัวแปรตาม การจัดการเรียนการสอนวิชาคณติศาสตร ดวยการจัดการเรียนแบบรวมมือเพื่อน คูคิด ( Think-Pair-Share ) ผลการจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร ดวยวิธีการจัดการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ภาพท ี่2 กรอบแนวคิดการวิจัย


49 บทท ี่3 วธิดีำเนินการวจิยั การศกึษาครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร เรื่องพหุนาม ผูวิจัยไดนำเสนอวิธีดำเนินการศึกษา ดังนี้ ประชากรและกลุมตวัอยาง 1. ประชากร เปนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 จำนวน 16 หองเรียน รวม 773 คน โรงเรียนอุดร พิทยานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งการจัดนักเรียนในแตละหองเปนแบบคละความ สามารถ (เกง ปานกลาง ออน) 2. กลุมตัวอยาง เปนนักเรียนชั้นมัธยมศกึษาปที่2 จำนวน 1 หอง รวม 49 คน ในภาคเรียนที่1 ป การศกึษา 2565 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีที่ไดมาจากการสุมแบบกลุม (Cluster Random Sampling) แบบแผนการทดลอง การศกึษาครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง (Experimental Design) กลุมเดียวทดสอบกอน และหลังการทดลอง One Group Pretest – Posttest Design (พวงรัตน ทวีรัตน, 2540 : 60-61) ตารางท ี่1 แบบแผนการทดลองทใี่ชในการวิจยั สัญลักษณที่ใชในแบบแผนการทดลอง E แทน กลุมทดลอง (Experimental Group) T1 แทน การทดสอบกอนเรียน (Pretest) X แทน การเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest) กลมุ สอบกอน ทดลอง สอบหลงั E T1 X T2


50 เครอื่งมือทใี่ชในการวจิยั 1. เครื่องมือที่ใชในการศึกษาครั้งนี้ประกอบดวย 1.1 แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรูตามขั้นตอนการเรียนแบบเพื่อนคูคดิ ( Think-PairShare ) เรื่อง พหุนาม จำนวน 9 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง และ 2 ชั่วโมง รวม 13 ชั่วโมง 1.1.1 เอกนาม ( 2 ชั่วโมง ) 1.1.2 การบวกและการลบเอกนาม ( 2 ชั่วโมง ) 1.1.3 พหุนาม ( 2 ชั่วโมง ) 1.1.4 การบวกพหุนาม ( 2 ชั่วโมง ) 1.1.5 การลบพหุนาม ( 1 ชั่วโมง ) 1.1.6 การคูณระหวางเอกนามกับพหุนาม ( 2 ชั่วโมง ) 1.1.7 การคูณระหวางพนุนามกับพหุนาม ( 1 ชั่วโมง ) 1.1.8 การหารพนุนามดวยเอกนาม ( 1 ชั่วโมง ) 1.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร เปนแบบทดสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 12 ขอ และแบบทดสอบแบบอัตนัย 3 ขอ 2. การสรางและพัฒนาเครื่องมือที่ใชในการศึกษา ผูวิจัยกำหนดรายละเอียดของการสรางและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือฯ ดังนี้ 2.1 แผนการจัดการเรียนรู แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรูตามขั้นตอนการเรียนแบบ รวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) เรื่อง พหุนาม ผูวิจัยไดดำเนินการสราง ดังนี้ 2.1.1 ศึกษาและวิเคราะหแนวคดิทฤษฎีและการจัดกิจกรรมการเรียนรู ตามขั้นตอนการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคคูิด ( Think-Pair-Share ) 2.1.2 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) กลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร คูมือครู หนังสือเรียนรายวิชาคณิตศาสตร ชั้น มัธยมศกึษาปที่2 ที่จัดทำโดย สสวท. 2.1.3 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล กลุมสาระ การเรียนรูคณิตศาสตร วิชาคณิตศาสตร ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 2.1.4 สรางตารางวิเคราะหจุดประสงคการเรียนรูและเนื้อหา บทที่ 6 เรื่อง พหุนาม 2.1.5 เขียนแผนการจัดการเรียนรู โดยใชวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรูตาม ขั้นตอนการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคดิ ( Think-Pair-Share )


51 2.1.6 นำแผนการจัดการเรียนรูที่สรางขึ้นเสนอตอผูเชี่ยวชาญ จำนวน 3 ทาน เปนผูเชี่ยวชาญดานการสอนวิชาคณิตศาสตร ดานหลักสูตรการสอน การวิจัย และการวัดผล ประเมินผลตรวจสอบความถูกตองเหมาะสมความสอดคลองและความเปนไปไดระหวางจุดประสงค การเรียนรู เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนรูและการวัดผล โดยใหผูเชี่ยวชาญพิจารณา ตรวจสอบ ใหคะแนนดังนี้ ใหคะแนนเปน +1 เมื่อแนใจวาองคประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคลอง ใหคะแนนเปน 0 เมื่อไมแนใจวาองคประกอบนั้นเหมาะและสอดคลอง ใหคะแนนเปน -1 เมื่อแนใจวาองคประกอบนั้นไมเหมาะสมและสอดคลอง แลวนำคะแนนที่ไดมาหาคาดัชนีความสอดคลอง (Index of Itemobjective congruence: IOC) ระหวางองคประกอบของแผนการจัดการเรียนรูไดคาดัชนีความ สอดคลองของทุกองคประกอบ 1.00 ทุกขอ 2.1.7 ปรับปรุง และแกไขตามขอเสนอแนะของผูเชี่ยวชาญ 2.1.8 นำแผนการจัดการเรียนรูที่ปรับปรุงแกไขแลวเสนอผูเชี่ยวชาญอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบและปรับปรุงแกไขเปนฉบับสมบูรณที่ใชในการทดลองภาคสนาม 2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปที่ 2 ที่ผูวิจัยสรางขึ้น เปนแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ มี 4 ตัวเลือก และแบบทดสอบอัตนัย มี ขั้นตอนในการสรางและหาประสิทธิภาพดังนี้ 2.2.1 ศึกษาทฤษฎี วิธีสราง เทคนิคการเขียนขอสอบแบบเลือกตอบคูมือ การจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตรชั้นมัธยมศกึษาปที่2 เรื่อง พหุนาม ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) กลุมสาระการเรียนรู คณิตศาสตร 2.2.2 สรางตารางวิเคราะหจุดประสงคการเรียนรูและเนื้อหา 2.2.3 สรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรแบบ ปรนัยชนิดเลือกตอบมี 4 ตัวเลือก และแบบทดสอบอัตนัย ใหครอบคลุมเนื้อหาสาระและผลการ เรียนรูที่คาดหวัง


52 2.2.4 นำแบบทดสอบที่สรางขึ้นเสนอตอผูเชี่ยวชาญ จำนวน 3 ทาน ซึ่งเปน ผูเชี่ยวชาญดานการสอน การวิจัย และดานการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรง เชิงเนื้อหา โดยใชคาดัชนีความสอดคลอง (IOC) โดยใหผูเชี่ยวชาญพิจารณา ตรวจสอบ โดยมีเกณฑให คะแนนดังนี้ ใหคะแนน +1 เมื่อแนใจวาขอสอบนั้นวัดไดสอดคลองกับผลการเรียนรูที่คาดหวัง ใหคะแนน 0 เมื่อไมแนใจวาขอสอบนั้นวัดไดสอดคลองกับผลการเรียนรูที่คาดหวัง ใหคะแนน -1 เมื่อแนใจวาขอสอบนั้นวัดไดไมสอดคลองกับผลการเรียนรูที่คาดหวัง 2.2.5 นำผลการประเมินของผูเชี่ยวชาญ วิเคราะหคาดัชนีความสอดคลอง ระหวางขอคำถามของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีคา IOC เทากับ 1.00 ทุกขอ 2.2.6 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปทดลองใชกับนักเรียนที่ กำลังเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ปการศึกษา 2565 ที่เรียนวิชาคณิตศาสตร ผานมาแลว และไมใชกลุมตัวอยางของการวิจัย 49 คน แลวนำคะแนนที่ไดมาวิเคราะหหาคาความ ยากงาย (p) และหาคาอำนาจจำแนก (r) เปนรายขอซึ่งมีคาความยากงายอยูระหวาง 0.21 – 0.56 มี คาอำนาจจำแนกอยูระหวาง 0.35 ขึ้นไป 2.2.7 นำขอสอบที่คดัเลือกแลวไปทดสอบเพื่อหาคาความเชื่อมั่นของแบบ ทดสอบทั้งฉบับ โดยใชสูตรของคูเดอร-ริชารดสัน KR 20 ซึ่งมีคาความเชื่อมั่นทั้งฉบับเทากับ 0.84 2.2.8 นำแบบทดสอบที่ไดไปวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับนักเรียน ชั้น มัธยมศกึษาปที่2 ปการศึกษา 2565 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ที่เปนกลุมตัวอยางในการทดลอง ภาคสนามตอไป การเกบ็รวบรวมขอมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผูรายงานไดดำเนินการทดลองกับกลุมตัวอยางตามลำดับดังนี้ 1. กอนการทดลองใหนักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร เรื่อง พหุนาม ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 2. ผูวิจัยดำเนินการสอนกลุมตัวอยางดวยแผนการจัดการเรียนรูที่สรางขึ้นจำนวน 9 แผน โดยใหนักเรียนเรียนและปฏิบัติกิจกรรมตาง ๆ ตามการจัดกิจกรรมการเรียนรูตามขั้นตอนการเรียน แบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) 3. เมื่อสิ้นสุดการทดลองสอนแลว นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตรชุดเดิมไปทดลองนักเรียนอีกครั้ง จากนั้นนำผลที่ไดไปวิเคราะหขอมูลทางสถิติตอไป


53 การวเิคราะหขอมลู ในการวิเคราะหขอมูลการจัดการเรียนรูวิชาคณิตศาสตร เรื่อง พหุนาม ที่เรียนโดยใชการเรียนแบบ รวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศกึษาปที่2 ผูวิจัยดำเนินการโดยใช โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับขอมูลทางสังคมศาสตร ตามขั้นตอนดังนี้ 1. ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร เรื่อง พหุนาม ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ปการศึกษาที่ 2565 โดยการหาคาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานและรอยละ 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรเรื่อง พหุนาม ชั้นมัธยมศกึษาปที่2 ระหวางคะแนนหลังเรียนกับเกณฑรอยละ 65 ดวยการทดสอบทีแบบกลุมเดียว (t-test for One Sample) 3. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร เรื่อง พหุนาม ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ระหวางกอนเรียนและหลังเรียน ดวยการทดสอบทีกรณีกลุมตัวอยาง 2 กลุมมีความสัมพันธกัน (Dependent Group or Paired Samples t-test) สถิตทิี่ใชในการวเิคราะหขอมลู ในการวิเคราะหขอมูล ผูวิจัยเลือกใชสถิติ ดังนี้ 1. สถิติพื้นฐาน ใชคาเฉลี่ย ( X ) คารอยละ และคาเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยใช โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับขอมูลทางสังคมศาสตร 2. สถิติที่ใชในการวิเคราะหคุณภาพเครื่องมือโดยการใชโปรแกรมสำเร็จรูป Test Analysis Programs (TAP) 2.1 คาความยากงาย (p) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.2 คาอำนาจจำแนก (r)ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.3 คาความเชื่อมั่น tt (r )ของคูเดอร-ริชารทสัน ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 2.4 หาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช คาดัชนีความสอดคลอง (IOC) = ∑ ோ ே เมื่อ IOC เปนดัชนีความสอดคลอง ∑ เปนผลรวมขอความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ N เปนจำนวนของผูเชี่ยวชาญ


54 3. สถิติที่ใชทดสอบสมมุติฐาน โดยใชโปรแกรมชวยการวิเคราะหงานวิจัยทางการศึกษา พัฒนาโดย นายปกรณ ประจัญบาน มหาวิทยาลัยนเรศวร , 2541 3.1 สถิติทดสอบความแตกตางของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับเกณฑรอย ละ 65 คือ การทดสอบทีแบบกลุมเดียว 3.2 สถิติทางใชทดสอบความแตกตางของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวางกอนเรียน กับหลังเรียน คือ การทดสอบทีกรณีกลุมตัวอยาง 2 กลุมมีความสัมพันธกัน (Dependent Group or Paired Samples t-test)


55 บทท ี่4 ผลการวิเคราะหขอมลู ในการวิจัยครั้งนี้ ผูวิจัยขอนำเสนอผลการวิเคราะหตามวัตถุประสงคของการวิจัย ดังนี้ ตอนท ี่1 ผลการศกึษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือ เพื่อนคูคดิ ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่2 1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรของนักเรียนชั้นมัธยมศกึษาปที่2 เรื่องพหุนาม ที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ตารางท ี่2 คะแนนที่ได คะแนนเฉลี่ย รอยละ และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 คนที่ กอนเรียน หลังเรียน คะแนน รอยละ คะแนน รอยละ 1 4.00 20 14.00 70 2 2.00 10 15.00 75 3 7.00 35 17.00 85 4 2.00 10 13.00 65 5 3.00 15 17.00 85 6 2.00 10 14.00 70 7 4.00 20 15.00 75 8 6.00 30 14.00 70 9 3.00 15 16.00 80 10 0.00 0 16.00 80 11 5.00 25 17.00 85 12 1.00 5 15.00 75 13 0.00 50 14.00 70 14 7.00 35 14.00 70 15 4.00 20 18.00 90 16 5.00 25 16.00 80 17 3.00 15 15.00 75


56 คนที่ กอนเรียน หลังเรียน คะแนน รอยละ คะแนน รอยละ 18 3.00 15 13.00 65 19 5.00 25 16.00 80 20 4.00 20 16.00 80 21 5.00 25 18.00 90 22 4.00 20 17.00 85 23 1.00 5 19.00 95 24 3.00 15 15.00 75 25 4.00 20 18.00 90 26 2.00 10 16.00 80 27 5.00 25 14.00 70 28 4.00 20 14.00 70 29 4.00 20 15.00 75 30 4.00 20 18.00 90 31 4.00 20 15.00 75 32 5.00 25 17.00 85 33 2.00 10 14.00 70 34 7.00 35 16.00 80 35 8.00 40 13.00 65 36 7.00 35 14.00 70 37 0.00 0 15.00 75 38 1.00 5 18.00 90 39 3.00 15 19.00 95 40 2.00 10 16.00 80 41 4.00 20 17.00 85 42 5.00 25 14.00 70 43 4.00 20 13.00 65 44 3.00 15 16.00 80 45 2.00 10 15.00 75 46 6.00 30 14.00 70


57 คนที่ กอนเรียน หลังเรียน คะแนน รอยละ คะแนน รอยละ 47 5.00 25 19.00 95 48 2.00 10 18.00 90 49 3.00 15 13.00 65 คะแนนเฉลี่ย 3.65 19.29 15.61 78.06 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.92 - 1.75 - จากตารางที่ 2 พบวาคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรที่เรียนโดยใชการ เรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 กอนเรียนมี คะแนนเฉลี่ยเทากับ 3.65 คะแนน คิดเปนรอยละ 19.29 และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเทากับ 15.61 คะแนน คิดเปนรอยละ 78.06 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป ที่ 2 เรื่อง พหุนาม ที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคคูดิ ( Think-Pair-Share ) ระหวางกอน เรียนและหลังเรียน ตารางท ี่3 คะแนนเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รอยละ และการทดสอบทีแบบกลุมเดียว โดย เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยกับเกณฑรอยละ 65 กลุม X S.D. รอยละ t-test หลังเรียน 15.61 1.754 78.06 10.43** **มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากตารางที่ 3 พบวาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรที่เรียนโดยใชการเรียนแบบ รวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศกึษาปที่2 หลังเรียนไมนอยกวารอย ละ 65


58 ตอนท ี่2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรที่เรียนโดยใชการเรียนแบบ รวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศกึษาปที่2 ตารางท ี่4 คะแนนเฉลี่ย รอยละ และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตรที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้น มัธยมศกึษาปที่ 2 ผลการทดสอบ X S.D. รอยละ t-test กอนเรียน หลังเรียน 3.65 15.61 1.50 1.80 46.93 82.3 30.830* *มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากตารางที่ 4 พบวาการทดสอบกอนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยเทากับ 3.65 และ 15.61 คะแนน ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหวางคะแนนกอน เรียนและหลังเรียน พบวาคะแนนทดสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกวากอนเรียนอยางมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .01


59 บทท ี่5 สรุปผล อภปิรายผล และขอเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้เปนการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร เรื่องพหุนาม โดยใช การเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศกึษาปที่2 โรงเรียน อุดรพิทยานุกูล ผูวิจัยนำเสนอการสรุปผล อภิปรายผลและขอเสนอแนะ ดังนี้ วตัถปุระสงคของการวจิยั 1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 เรื่อง พหุนาม ที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคคูิด ( Think-Pair-Share ) 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 เรื่องพหุนาม ที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคดิ ( Think-Pair-Share ) ระหวางกอนเรียน และหลังเรียน สมมตุ ฐิานของการวจิยั ในการวิจัยครั้งนี้มีสมมุติฐานของการวิจัยดังนี้ 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคดิ ( Think-Pair-Share ) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณติศาสตรเรื่อง พหุนาม หลังเรียนไมนอยกวารอยละ 65 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคดิ ( Think-Pair-Share ) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณติศาสตรเรื่องพหุนาม หลังเรียนสูงกวากอนเรียน วธิดีำเนินการวจิยั 1. ประชากรและกลุมตัวอยาง 1.1 ประชากร เปนนักเรียนชั้นมัธยมศกึษาปที่2 จำนวน 16 หองเรียน รวม 773 คน โรงเรียน อุดรพิทยานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งการจัดนักเรียนในแตละหองเปนแบบคละความ สามารถ (เกง ปานกลาง ออน) 1.2 กลุมตัวอยาง เปนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 จำนวน 1 หอง รวม 49 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2565 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ที่ไดมาจากการสุมแบบกลุม (Cluster Random Sampling)


60 2. ตวัแปร 2.1 ตัวแปรตน คือ การเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) 2.2 ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร 3. เครอื่งมือทใี่ชในการวิจยั 3.1 แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรูตามขั้นตอนการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคคูิด ( Think-Pair-Share ) เรื่องพหุนาม จำนวน 9 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง และ 2 ชั่วโมง รวม 13 ชั่วโมง 3.2 แบบทดสอบวัดผลสมัฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรเปนแบบทดสอบแบบ ปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 10 ขอ และแบบทดสอบอัตนัย จำนวน 3 ขอ 4. การเก็บรวบรวมขอมลู 4.1 กอนการทดลองใหนักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร เรื่อง พหุนาม ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 4.2 ผวูิจัยดำเนินการสอนกลุมตัวอยางดวยแผนการจัดการเรียนรูที่สรางขึ้นจำนวน 9 แผน โดยใหนักเรียนเรียนและปฏิบัติกิจกรรมตาง ๆ ตามการจัดกิจกรรมการเรียนรูตามขั้นตอนการ เรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) 4.3 เมื่อสิ้นสุดการทดลองสอนแลว นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิต ศาสตรชุดเดิมไปทดลองนักเรียนอีกครั้ง จากนั้นนำผลที่ไดไปวิเคราะหขอมูลทางสถิติตอไป 5. การวเิคราะหขอมลู 5.1 ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร เรื่อง พหุนาม ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ป การศกึษาที่2565 โดยการหาคาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานและรอยละ 5.2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรเรื่อง พหุนาม ชั้นมัธยมศกึษาปที่2 ระหวางคะแนนหลังเรียนกับเกณฑรอยละ 65 ดวยการทดสอบทีแบบกลุมเดียว (t-test for One Sample) 5.3 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรเรื่อง พหุนาม ชั้นมัธยมศกึษาปที่2 ระหวางกอนเรียนและหลังเรียน ดวยการทดสอบทีกรณีกลุมตัวอยาง 2 กลุมมีความสัมพันธกัน (Dependent Group or Paired Samples t-test) สรุปผลการวจิยั 1. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร ที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือ เพื่อนคูคดิ ( Think-Pair-Share ) ไดคะแนนเฉลี่ยกอนเรียนเทากับ 3.32 คะแนน คิดเปนรอยละ


61 33.18 และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเทากับ 6.77 คะแนน คิดเปนรอยละ 67.73 และเมื่อเปรียบเทียบ คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนกับเกณฑไมต่ำกวา รอยละ 65 พบวา คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนไมนอยกวารอย ละ 65 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร ที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือ เพื่อนคูคดิ ( Think-Pair-Share ) ไดคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกวาคะแนนเฉลี่ยกอนเรียน อภปิรายผลการวจิยั การวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร เรื่อง พหุนาม โดยใชการ เรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ผูวิจัยขอ นำเสนอประเด็นการอภิปรายผล ดังรายละเอียดตอไปนี้ 1. นักเรียนกลุมที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยไมนอยกวารอยละ 65 ซึ่งเปนไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว ทั้งนี้อาจ เนื่องมาจากการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคคูิด ( Think-Pair-Share ) เปนการเรียนการสอนที่ผสมผสาน หลายวิธีตามความเหมาะสมกับสถานการณ เนื้อหา สภาพแวดลอม และความสามารถของนักเรียน นำเอาใบงานและแบบฝกหัดเขามาชวยในการเรียนการสอน ชวยทำใหการเรียนการสอนนั้นมี ประสิทธิภาพมากขึ้น มีความยืดหยุนในเรื่องของเวลา และสถานที่ สอดคลองกับแนวคิดของ Lyman (1981) กลาววา เทคนิคเพื่อนคูคดิ (Think-Pair-Share) เปนการแบงปนความคิด เรียนรูรวมกันใน ลักษณะของการอภิปรายเพื่อแกปญหาหรือ ตอบคำถาม เทคนิคนี้กำหนดใหนักเรียนคดิเปนรายบุคคล กอน จากนั้นแบงปนความคิดกับคูเพื่อน และมีการ อภิปรายรวมกันในชั้นเรียนเกี่ยวกับคำตอบซึ่งจะ ชวยเพิ่มการมีสวนรวมและดึงดูดนักเรียนใหเขาใจเนื้อหา 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรที่เรียนโดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร แตกตางอยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นั่นคือ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตรหลังเรียนสูงกวากอนเรียน ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( ThinkPair-Share ) นักเรียนสามารถเรียนโดยใชวิธีการจับคูกับเพื่อน ทำใหเกิดการระดมความคิดและ แลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน ทำใหเกิดองคความรูและแนวทางในการแกปญหาที่หลากหลาย รวมถึงการทำงานรวมกันทำใหนักเรียนชวยผลักดันซึ่งกันและกัน จนเกิดความเขาใจในเนื้อหาแลวลง มือทำงานที่ไดรับมอบหมายดวยตนเอง จึงทำใหคะแนนสอบวัดผลสมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูง ั กวากอนเรียน ซึ่งสอดคลองกับ ทิพยวรรณ จันทรเขียว, ชมนาด เชื้อสุวรรณทวี (2565) ได


62 เปรียบเทียบความสามารถในการแกปญหาเชิงสรางสรรคทางคณิตศาสตรของนักเรียนกอนและหลัง ไดรับการจัดการเรียนรูคณิตศาสตรโดยใชกระบวนการแกปญหาเชิงสรางสรรครวมกับเทคนิคเพื่อน คูคิด (Think-Pair-Share) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ โรฒ ประสานมิตร (ฝายมัธยม) พบวา ความสามารถในการแกปญหาเชิงสรางสรรคทางคณิตศาสตร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่1 หลังไดรับการจัดการเรียนรูโดยใชกระบวนการแกปญหาเชิง สรางสรรครวมกับเทคนิคเพื่อนคูคดิ (Think-Pair-Share) สูงกวากอนไดรับการจัดการเรียนรูอยางมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ความสามารถในการแกปญหาเชิงสรางสรรคทางคณติศาสตรของ นักเรียนชั้นมัธยมศกึษาปที่1 หลังไดรบการจัดการเรียนรูโดยใชกระบวนการแกปญหาเชิงสรางสรรค ั รวมกับเทคนิคเพื่อนคูคิด (Think-Pair-Share) สูงกวาเกณฑรอยละ 70 อยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 ขอเสนอแนะ 1. ขอเสนอแนะสำหรบัการนำผลการวิจยัไปใช 1.1 ครูควรตรวจสอบความรูเบื้องตนเกี่ยวกับพื้นฐานทางพหุนาม 1.2 ครูตองเตรียมความพรอมในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมากกวาการ เรียนการสอนแบบปกติครูตองศึกษาคนควา เตรียมการนำเขาสูบทเรียนที่สามารถกระตุนใหนักเรียน เกิดการเรียนรู 1.3 ในระหวางจัดการเรียนการสอน ครูควรกระตุนใหนักเรียนเกิดการเรียนรู และ ครูควรใหกำลังใจนักเรียน ดวยการพูดชมเชย และครูตองคอยเสริมแรงในระหวางที่นักเรียนกำลัง เรียน และการแสดงทาทาง เพื่อใหนักเรียนมีกำลังใจในการทำงานและสามารถทำกิจกรรมออกมาให ประสบความสำเร็จมากขึ้น อีกทั้งใหคำปรึกษาเมื่อนักเรียนมีปญหา เพื่อใหนักเรียนเกิดความมั่นใจใน ตนเอง 2. ขอเสนอแนะสำหรบัการวจิัยครงั้ตอ ไป 2.1 ควรศึกษาเนื้อหาที่จะทำการวิจัยใหชัดเจน และศึกษาวิธีสอนใหสอดคลองกับ เนื้อหามากที่สุด เพื่อใหเกิดประสิทธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 2.2 ควรมีการวิจัยเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณติศาสตรที่สอนโดยใชการ เรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) ควบคูกับการพัฒนาดานตาง ๆ เชน ทักษะการ แกปญหา ทักษะการใหเหตุผลเปนตน


63 2.3 ควรมีการศกึษาเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรที่ สอนโดยใชการเรียนแบบรวมมือเพื่อนคูคิด ( Think-Pair-Share ) กับวิธีสอนแบบอื่น ๆ 2.4 ควรมีการศกึษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรในเนื้อหาพหุนาม ในระดับชั้นอื่น ๆ


64 บรรณานกุรม ยุพิน พิพิธกุล. (2545). การเรียนการสอนคณิตศาสตร. กรุงเทพฯ: บพิธการพิมพ. กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2551ก). หลักสูตรแกนกลาง พทุธศกัราช 2551. กรุงเทพฯ: ศูนยพัฒนาหนังสือกรมวิชาการ. ____. (2551ข). ตัวชวี้ดัและสาระการเรยีนรูแกนกลาง กลมุสาระการเรยีนรูคณติศาสตร  พุทธศกัราช 2551. กรุงเทพฯ: ศูนยพัฒนาหนังสือกรมวิชาการ. ____. (2551ค). แนวทางการพัฒนา การวดัและประเมนิคณุลักษณะอนัพึงประสงค พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: ศูนยพัฒนาหนังสือกรมวิชาการ. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรการศกึษาขั้นพนื้ฐาน พทุธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรง พิมพครุสภาลาดพราว. ____. (2552). หลักสูตรแกนกลางการศกึษาขั้นพื้นฐาน พทุธศกัราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ ชุมนุมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย. กัญญา ชัยรัตน. (2552). กลวธิกีารสอน. สืบคนเมื่อวัน 23 เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2565. http://teacherkanya.blogspot.com/2011/07/blog-post.html ขจรศักดิ์ หลักแกว (2551). วิธกีารใชบทเรยีน วธิีการเรยีนแบบรวมมอืโดยใชบทเรยีนเครอืขาย อินเตอรเน็ต. สืบคนเมื่อ 23 เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2565. จาก http://www.patwit.ac.th/com3/p1.html. ขอบใจ สาสิทธิ์. (2545). ผลของการเรยีนการสอนโดยเนนการคิดแบบฮวิริสตกิสที่มผีลตอ ผลสัมฤทธแิ์ละความสามารถในการใหเหตผุลทางคณิตศาสตรของนักเรียนชั้น มธัยมศกึษาป  ท ี่2. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. โครงการ PISA ประเทศไทย สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี. (2561). ผลการ ประเมิน PISA 2015 วทิยาศาสตรการอานและคณติศาสตรความเปนเลศิและความเทาเทียม ทางการศกึษา. กรุงเทพฯ: บริษัท ซัคเซสพับลิเคชั่น จากัด. จรัญ กองศรีกุลดิลก. (2546). การพัฒนาความสามารถในการแกปญหาคณิตศาสตรโดยใชแบบฝก กิจกรรมการแกป ญหาคณิตศาสตรที่เนนการวางแผนการแกปญหาของนักเรยีนชั้น ประถมศกึษาปที่ 6 โรงเรียนวดับางกฎุทีอง จงัหวดัปทุมธานี. ค.ม., สถาบันราชภฏัพระนคร. จิตติมา ชอบเอียด. (2551). การใชปญหาปลายเปดเพื่อสงเสรมิทักษะการใหเหตผุลและทักษะการ สอื่สารทางคณติศาสตรของนกัเรยีนชนั้มธัยมศกึษาปท ี่1. ปริญญานิพนธการศึกษา มหาบัณฑิต สาขาวิชาการมัธยมศกึษา คณะศึกษาศาสตรมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ชลธิชา ทับทวี. (2554). การจดัการเรียนรแูบบรวมมอืดวยเทคนิคเพื่อนคูคิดที่มตีอความสามารถใน


65 การคิดอยางมีเหตผุล เรอื่ง อตัราสวนตรีโกณมติิของนักเรยีนชั้นมธัยมศึกษาปท ี่3. วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรจฒ. ชานาญ โพธิคลัง. (2547). การพัฒนาคุณภาพการศกึษา โดยใชกจิกรรมเพอื่นคคูดิในโรงเรยีน สวุรรณภูมพิิทยไพศาล จังหวดัรอยเอด็. ปริญญานิพนธการศกึษามหาบัณฑิต, การบริหาร การศึกษา คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร. ชูศรีวงศร ัตนะ. (2553). เทคนิคการใชสถิตเิพอื่การวจิยั. พมิพครั้งที่12. กรุงเทพฯ: คณะ ศกึษาศาสตรมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ณยศ สงวนสิน. (2547). การสรางชดุกจิกรรมปฏบิตัิการคณิต โดยเทคนิคการสอนแบบอุปนยั นิรนยั เรอื่ง พหุนาม ของนักเรยีนชนั้มัธยมศกึษาตอนปลายปท ี่4. สารนิพนธการศึกษา มหาบัณฑิต สาขาวิชาการคณิตศาสตรศกึษา คณะศึกษาศาสตรมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ โรฒ ณัฏฐปญชาน พิชญาชมชื่น. (2558). ผลการจดักจิกรรมการเรียนรแูบบอุปนยัที่มตีอมโนทัศนทาง คณิตศาสตรและความสามารถในการใหเหตผุลทางคณิตศาสตร เรอื่ง ความสัมพันธ ของนกัเรยีนชนั้มธัยมศึกษาปท ี่4. วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต คณะศึกศาสตร มหาวิทยาลัยบูรพา. ทิวัฒถมณโีชติ. (2549). การวัดและประเมนิผลการเรยีนรตูามหลกัสตูรการศึกษาขนั้พื้นฐาน. กรุงเทพฯ: ศูนยสงเสริมวิชาการ. ทิพวัลย สีจันทร. (2548). การคดิและการตัดสินใจ. กรุงเทพฯ: โครงการศนูยหนังสือมหาวิทยาลัย ราชภัฏสวนดสุติ. ทิศนา แขมมณี. (2559). ศาสตรการสอนองคความรเูพอื่การจดักระบวนการเรยีนรทู ี่มี ประสทิธภิาพ. พิมพครั้งที่20. กรุงเทพฯ: จุฬาภรณมหาวิทยาลัย. นาเดีย กองเปง. (2555). ผลของการจดักจิกรรมการเรียนรโูดยใชกระบวนการแอบแตรกชนัที่มีตอ มโนทศันและความสามารถในการใหเหตผุลทางคณติศาสตรของนกัเรยีนชนั้มธัยมศึกษาปท ี่ 2. วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต คณะครุศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บุญชม ศรีสะอาด. (2526). แบบทดสอบความถนัด. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม. ____. (2545). การวจิยัเบื้องตน. พิมพครั้งที่ 7. กรงเทพฯ: สุวีริยาสาสน ประพันธศิริ สุเสารัจ. (2553). การพัฒนาการคิด. พิมพครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: 9119 เทคนิคพริ้นติ้ง ปริศรา มอทิพย. (2553). การใชกจิกรรมการเรยีนรแูบบรวมมอืเพื่อนคูคิด (Think Pair Share) สาหรับกลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยีของนักเรยีนชั้นมธัยมศกึษาปท ี่1 ที่มรีปูแบบการเรยีนตางกนั. รายงานการวิจัย : โรงเรียนนวมินทราชินอุทิศ สตรีวิทยา.


66 พรรณทิพา พรหมรักษ. (2552). การพฒันากระบวนการเรยีนการสอนโดยใชกระบวนการวางนยั ทวั่ ไป เพอื่สงเสริมความสามารถในการใหเหตผุลทางเพศชนิดและการสอื่สารทาง คณิตศาสตรของนักเรยีนชนั้มธัยมศึกษาปท ี่3. วิทยานิพนธปริญญาดุษฎีบัณฑิต คณะครุศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย พรอมพรรณ อุดมสิน และอัมพร มาคนอง. (2547). ประมวลบทความหลกัการและแนวทางการ จดัการเรียนรูกลุมสาระการเรยีนรูคณิตศาสตร. กรุงเทพฯ: บริษัท บพิธการพิมพ จากัด ____. (2544). การวดัและการประเมินผลการเรยีนการสอนคณติศาสตร. กรุงเทพฯ :จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย ____. (2545). การวดัและประเมินผลการเรยีนการสอนคณติศาสตร. พิมพครั้งที่ 3 (ฉบับปรับปรุง แกไข). กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2545). หลักการวดัและประเมนิผลการศึกษา. พิมพครั้งที่2. กรุงเทพฯ: เฮาสออฟ เคอรมิสท. พิมพันธ เดชะคุปต และพเยาว ยินดีสุข. (2551). ทักษะ 5c เพื่อการพฒันาหนวยการเรยีนรูและ การจดัการเรียนการสอนแบบบรูณาการ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพแหงจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ภานุพงศ ดีแกว และดวงกมล โพธิ์นาค. (2555). รูปแบบการเรียนการสอนแบบเพื่อนคูคิด รวมกับการใชเทคโนโลยีการประมวลผลแบบกลุมเมฆ เพื่อสงเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของผูเรียน. ในการประชุมวชิาการบัณฑติศึกษาระดับชาติ ครั้งท ี่1. โรงแรมรชิมอนด จงัหวดั นนทบรุี. ธีณรันต สังหรณ. มนตชัย เทียนทอง (2551). เทคนิคการเรยีนรูแบบรวมมอืแบบ Mentor Coached Think-pair- share เพอื่เพิ่ม ผลสัมฤทธทิ์างการเรยีนในการเรียนรูออนไลน. คณะครุศาสตรอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกลาพระนครเหนือ. เยาวดี วิบูลยศรี. (2540). การวดัผลและการสรางแบบสอบสัมฤทธ์ิ. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย. รัชนี ภูพัชรกุล. (2551). การเปรยีบเทยีบผลสมัฤทธท์ิางการเรียนคณติศาสตรของนกัเรยีนชนั้ ประถมศกึษาปที่ 5 ระหวางวธิสีอนแบบนรินัยรวมกบัการเรยีนรูแบบรวมมอืเทคนิคเพอื่น คูคดิและวธิีสอนปกติ. สงขลา: โรงเรียนชุมชนบานปาดัง อาเภอสะเดา สานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาสงขลาเขต 3 จังหวัดสงขลา. ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2538). เทคนิคการวจิยัทางการศกึษา. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาสน ____. (2539). เทคนคิการวดัผลการเรียนรู. กรุงเทพฯ: สุวรีิยาสาสน ____. (2541). เทคนคิการสรางและเขียนขอสอบความถนดัทางการเรยีน. พิมพครั้งที่ 30.


67 กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาสน. ละออ เงินมาก. (2550). การเปรยีบเทยีบความสามารถในการคดิวเิคราะหและการแกโจทยปญหา คณิตศาสตร ของนักเรยีนชนั้มธัยมศึกษาปท ี่2 ระหวางการจดัการเรียนรูโดยใชกลวธิเีมตา คอคนิชนั่กับวธิขีอง สสวท. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสมีา วรนาถรถ อยูสุข. (2555). การพัฒนาความสามารถในการใหเหตผุลและความคดิสรางสรรคทาง คณิตศาสตรของนักเรยีนชนั้มธัยมศึกษาปท ี่4 โดยใชชดุกจิกรรมเสริมหลกัสูตรคณติศาสตร และวงจรการเรียนรเูชิงประสบการณ. วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต คณะครุศาสตร  จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย วรพจนวงศก ิจรุงเรือง และอธิป จิตตฤกษ. (2554). ทักษะแหงอนาคตใหม  : การศกึษาเพอื่ศตวรรษ ท ี่21 แปลจาก 21st Century Skills: Rethinking How Students Lrarn. แหลงที่มา http:// openwords.in.th/ books/21st-century-skills/ วรรณี ธรรมโชติ. (2550). หลกัการคณติศาสตร. กรุงเทพฯ: โรงพิมพภาพพิมพ. วัชรา เลาเรียนดี. (2550). เทคนคิและยทุธวธิพีัฒนาทักษะการคิด การจัดการเรยีนรทูเี่นนผเูรยีน เปนสาคัญ. นครปฐม : โรงพิมพมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร วัชรี กาญจนกีรติ. (2554). การจดัการเรยีนรูคณติศาสตร. เพชรบุรี: สาขาคณิตศาสตรและ คอมพิวเตอร คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี. วัฒนาพร ระงับทุกข. (2542). การจดัการเรียนการสอนที่เนนผเูรยีนเปนศูนยกลาง. กรุงเทพฯ: เลิฟ แอนดเลิฟเพรส. วิชัย เสวกงาม. (2557). ความสามารถในการใหเหตุผล ความสามารถที่จาเปนสาหรับผูเรียนใน ศตวรรษที่ 21. วารสารครศุาสตร. 42(2), 207-223. วิภาวดี วงศเลิศ. (2544). การพัฒนาบทเรยีนคอมพวิเตอรชวยสอนแบบมัลติมเีดยีเรอื่ง “เซต” ชั้น มธัยมศึกษาปท ี่4 โดยใชเทคนิคการเรยีนรูแบบคคูดิอภปิราย. ปริญญานิพนธ กศ.ม. (การ มัธยมศกึษา). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. วิมลรัตน สุนทรโรจน. (2551). นวตักรรมเพื่อการเรยีนรู. มหาสารคาม: ภาควิชาหลักสูตรและการ สอน คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสารคาม. เวชฤทธิ์ อังกนะภัทรขจร. (2551). การพฒันากจิกรรมการเรยีนรูแบบการสอนใหรคูดิ (CGI) ที่ใช ทักษะการใหเหตผุลและการเชอื่มโยงโดยบรูณาการสาระการเรยีนรคูณติศาสตร เรอื่ง การ วเิคราะหขอมลูกบัสิ่งแวดลอมศึกษาสาหรบันักเรยีนชนั้มธัยมศึกษาปท ี่6. ปริญญานิพนธ กศ.ด. (คณิตศาสตรศึกษา). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ. สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี. (2550). ทักษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตร. กรุงเทพฯ: โรงพิมพคุรุสภาลาดพราว


68 ____. (2555ก). ครูคณิตศาสตรมอือาชพี เสนทางสูความสาเรจ็. พิมพครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : 3 – ควิมีเดีย. ____. (2555ข). ทักษะและกระบวนการทางคณติศาสตร. พิมพครั้งที่ 3 แกไขเพิ่มเติม. กรุงเทพฯ: 3-คิว มีเดีย. สมนึก ภัททิยธนี. (2541). การวดัผลการศึกษา. พิมพครั้งที่ 2. กาฬสินธุประสานการพิมพ สมบัติ กาญจนารักพงษ. (2547). 29 เทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรูที่หลากหลาย : การเรยีน แบบรวมมอื. กรุงเทพฯ: สานักพิมพธารอักษรฯ. สมพงษ สิงหพล. (2543). รปูแบบการสอน. นครราชสีมา : คณะครุศาสตร สถาบันราชภัฏ- นครราชสีมา สมพร เชื้อพันธ. (2547). การเปรียบเทียบผลสมัฤทธิ์ทางการเรยีนคณติศาสตรของนกัเรยีนชนั้ มธัยมศึกษาปท ี่3 โดยใชวธิกีารจัดการเรียนการสอนแบบสรางองคความรูดวยตนเองกับการ จดัการเรียนการสอนตามปกติ. วิทยานิพนธ ค.ม. (หลักสูตรและการสอน) บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันราชภัฏพระนครศรีอยุธยา. สมวงษ แปลงประสพโชค. (2544). การใหเหตุผล. พิมพครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: Learn and Play Mathgroup. ____. (2551). กิจกรรมสงเสริมการคดิและการแกปญหาคณิตศาสตร. กรุงเทพฯ: สถาบันราชภัฎ- พระนคร. สมศักดิ์ สินธุระเวชญ. (2544). การประกันคุณภาพการศึกษา. วารสารวชิาการ. 5(1) : 33-35 สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). มาตรฐานการเรยีนร ู และตัวชวี้ัด กลมุสาระการเรยีนรูคณิตศาสตร วิทยาศาสตร และสาระภูมิศาสตรในกลมุสาระ การเรยีนรสูงัคมศึกษา ศาสนา และวฒันธรรม (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขนั้พนื้ฐาน พุทธศกัราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพชุมชนสหกรณ การเกษตรแหงประเทศไทยจากัด. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2551). ตวัชวี้ดัและสาระแกนกลาง กลมุสาระการเรียนรู คณิตศาสตรตามหลกัสูตรแกนกลางการศกึษาขั้นพนื้ฐาน พุทธศกัราช 2551. กรุงเทพฯ: โรง พิมพชุมนุมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย. สุบรรณ ตั้งศรีเสรี. (2556). ผลการจัดกิจกรรมการเรยีนรโูดยใชวธิสีอนแบบคนพบจากการชแี้นะ รวมกับเทคนิค Think-Pair-Share ทมี่ตีอความสามารถในการสื่อสารและความสามารถใน การเชอื่มโยงความรทูางคณติศาสตรของนกัเรียนชนั้มธัยมศึกษาปที่ 2. วิทยานิพนธปริญญา มหาบัณฑิต คณะครุศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย สุมาลี ชัยเจริญ. (2551). แนวทางการจดัการเรียนรูที่เนนผเูรยีนเปนสาคญั . ศูนยนวัตกรรม


69 เทคโนโลยีทางปญญา คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยขอนแกน สุวัฒนวิวฒันานนท. (2554). ทักษะการอาน คดิวเิคราะหและเขยีน. พิมพครั้งที่ 4. นนทบุรี : ซีซี นอลลิดจลิงคส. สุวิทย มูลคา และอรทัย มูลคา. (2545). 20 วิธีการจดัการเรยีนรูฯ. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โรง พิมพภาพพิมพ. ____. (2553). 19 วิธจีดัการเรยีนร:ู เพอื่พัฒนาความรูและทักษะ. พิมพครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ: โรง พิมพภาพพิมพ. สุวิมล เขี้ยวแกว และอุสมาน สารี. (2541). ผลของการเรียนแบบรวมมือที่มีตอผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 2. วารสารวทิยาศาสตร. 53(4): กรกฎาคม – สิงหาคม 2542, 224-237. เสาวรัตน รามแกว. (2552). ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรูคณิตศาสตรโดยใชการสบืสอบแบบ แนะแนวทางที่มีตอมโนทัศนและความสามารถในการใหเหตผุลทางคณิตศาสตรของนักเรยีน ชนั้มธัยมศึกษาปที่ 2. วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต คณะครุศาสตร จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย โสมรัศมิ์ ดาหลาย. (2551). ผลของการพฒันามโนทศันโดยใชกระบวนการสบืสอบที่มตีอผลสมัฤทธ ์ิ ทางการเรียนและความสามารถในการใหเหตผุลทางคณติศาสตรของนักเรยีนมธัยมศึกษา ปท ี่1. วิทยานิพนธมหาบัณฑิต คณะครุศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ศิริพร มาวรรณา. (2546). ผลการใชทกัษะการส่อืสารและการประเมนิผลตามสภาพจรงิทมี่ีตอ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนกัเรยีนชนั้มัธยมศกึษาปที่ 2 เรอื่ง การนาเสนอขอมลู. ปริญญา นิพนธกศ.ม. (การมัธยมศกึษา). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ศิริชัย กาญจนวาสี. (2552). ทฤษฎกีารประเมนิ. พิมพครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย. อริสรา ชมชื่น. (2550). การพฒันากระบวนการเรยีนการสอนโดยการบรูณาการทฤษฎกีารพฒันา ความเขาใจทางคณติศาสตร การสอื่สาร และการใหเหตุผล เพอื่เสริมสรางสมรรถภาพทาง คณิตศาสตรของนักเรยีนชนั้มธัยมศึกษาตอนตน. วิทยานิพนธปริญญาดุษฎีบัณฑิต คณะ ครศุาสตรจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย อัมพร มาคนอง. (2553). ทักษะและกระบวนการทางคณติศาสตร: การพัฒนาเพอื่พฒันาการ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพแหงจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. อารีย วชิรวราการ. (2542). การวดัและการประเมินผลการเรยีน. พิมพครั้งที่ 1. สถาบันราชภัฏ- ธนบุรี อาพล ธรรมเจริญ. (2551). วธิกีารคานวณและการวิเคราะหเชงิตวัเลข. ชลบุรี: ภาคคณิตศาสตร.


70 มหาวิทยาลัยบูรพา. Akkus, Recai. (2007). Investigating the Changes in Teachers’ Pedagogical Practices Through the Use of the Mathematics Reasoning Heuristic (MRH) Approach. Dissertation Abstracts (Online). Retrieved July 5, 2022, from Http://proquest.umi.com/pqdweb?did=1310408451&=5&Fmt=2&clientld=6183 9&RQT=309&VName=PQD Aronson, et. al. (1978). Jigsaw Classroom. Retrieved July 5, 2022, from http://www.jigsaw.org/steps.htm Baroody, A. J. (1993). Problem Solving : Reasoning and Communicating K- 8,Helping Children Think Mathematically. New York : Macmillan Publishing. Bloom, B. S. et al. (Eds.). (1956). A Taxonomy of Educational Objective Handbook I : Cognitive Domain. New York : L Darid Mckay Company, inc. Bloom, B. S. (1976). Human characteristics and school learning. New York: McGraw- Hill. Brandt, R. (1984, September). Teaching of Thinking , for Thinking, Educational Leadership. 42(1) , 3. Dales, Zita I. (2007). Achievement of Students in Mathematics Using the Thing the Think-Pair-Share Strategy. Dissertation Abstracts International. Retrieved July 5, 2022, from/index.php/research/abstracts,2007, 6(10), 37-46 De Vries, H. A. (1980). Physiology of Exercise for Physical Education and Athletic. 3rd. Dubuque Iowa : W.M.C. Brown Company Publisher. Eysenck, H., Amol, J. W. & Neily, R. (1972). Encyclopedia of Psychology. New York : Horder Good, C. V. (1973). Dictionary of Education. New York : McGraw – Hill. Hamdan, A. (2017). The Effect of (Think-Pair-Share) Strategy on the Achievement of Third Grade Student in Sciences in the Educational District of Irbid. Journal of Education and Practice, 8(9), 88-95 Jacobs, D. L. et al. (1996). Effect of Cooperative Learning Method on Mathematics Achievement & Affective Outcomes of Students in a Private Elementary School. Journal of Cooperative Learning and Development in Education. 29(4). p.


71 195-202. Johnson and Johnson. (1991). Learning Together and Alone. Boston: Allyn and Bacon. Johnson, D. W., Johnson R. T. and Holubec E. J. (1987). Cooperative in the Classroom. Edina, Minnesota : Interaction Book Company, 1993 Kagan, S. (1992). Cooperative learning. San Juan Capistrano, CA: Kagan Cooperative Learning. ____. (1994). Cooperative Learning. San Juan Capistrano : Resources for Teach. Lyman, F. T. (1987). Think – Pair – Share : An Expanding Teaching Technique : MAA-CIE Cooperative News. V.1 pp. 1-2. Mourad, N. M. (2005). Inductive reasoning in the algebra classroom. Retrieved from http://scholarworks.sjsu.edu/cgi/viewcontent.cgi?article=3812&context=etd_ theses O’ Daffer, and & Phares G. (1990, May). Inductive and Deductive Reasoning. The Mathematics Teacher. Russell, S. J. (1999). Mathematical reasoning in the elementary grades. In developing mathematical reasoning in K-12. Shiff, Lee V. pp. 1-12. Reston Virginia: The National Council of teachers of Mathematical. Sharon, J. K., Sue, M. & Juliana, R. (1992). Building Life Skills Through After school Participation in Experimental and Cooperative Learning. Child Study Journal. 33(3) : 74 –165 Slavin, Robert E. (1995a). Cooperative Learning Theory, Research and Practice. 2nd ed. Massachusetts : A Simom & Schuster. ____. (1995b). Cooperative Learning. 2nd ed. USA : Allyn and Bacon. Stevens, P. (1987). Language Learning and Language Teaching : Towards an Integrated Model. Georgetown University Press. Thousand, S. J., Villa, R. A. and Nevin, A. I. (2002). Creative and Collaborative Learning. (2nd ed.) Baltimore: Paul Brooke,.3-16. Usman, S. P. (2015). Using the Think-Pair-Share Strategy to Improve Student’ Speaking Ability at Stain Ternate. Journal of Education and Practice. 6(10) p. 37-45.


72 Wehmeier. (2000). OXFORD Advanced Learner’s Dictionary. Sixth edition. USA: OXFORD University Press. Willson, Jame W. (1971). “Evaluation of Learning in Secondary School Mathematics,” in Handbook on Formative and Summative Evaluation of Student Learning. P. 643 – 649. De by Benjamin S. Bloom, U.S.A. : McGraw – Hill.


73 ภาคผนวก


74 ภาคผนวก ก รายชื่อผูเชี่ยวชาญตรวจสอบเครอื่งมอืทใี่ชในงานวิจัย รายชอื่ผูเชยี่วชาญตรวจสอบเครื่องมือทใี่ชในงานวิจยั ผูเชี่ยวชาญดานการเรียนการสอนคณิตศาสตรที่ประเมินแผนการจัดการเรียนรู และ แบบทดสอบกอนเรียน-หลังเรียน มีรายนามดังตอไปนี้ 1. นางสุภาพร จรูญพงษ ครูคณิตศาสตร โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ.เมือง จ.อุดรธานี 2. นางพิสมัย เจริญรักษรองหัวหนาหมวดคณติศาสตร โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ.เมือง จ.อุดรธานี 3. นายกิตติศักดิ์เดือนจันทรครูคณติศาสตร โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ.เมือง จ.อุดรธานี


75 ภาคผนวก ข เครอื่งมือที่ใชในการวิจยั แผนการจดัการเรียนรทู ี่ 52 สาระการเรียนรูคณิตศาสตรรายวชิา คณิตศาสตรเพิ่มเติม รหัสวิชา ค 22201  ชั้นมัธยมศกึษาปที่2 ภาคเรียนที่1 ปการศึกษา 2565 หนวยการเรียนรูที่ 6 พหุนาม เรื่อง เอกนาม เวลา 2 ชั่วโมง วันที่6-7 เดือน สิงหาคม พ.ศ. 2565 ครผู ูสอน นางสาวกมลรัตนเชี่ยวขจร 1. มาตรฐานการเรยีนร ู มาตรฐาน ค 1.1 เขาใจความหลากหลายของการแสดงจำนวน ระบบจำนวน การดำเนินการของ จำนวน ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการ สมบัติของการดำเนินการ และนำไปใช 2. ตวัชี้วดัชนั้ป เขาใจและใชสมบัติของเลขยกกำลังที่มีเลขชี้กำลังเปนจำนวนเต็มในการแกปญหาคณิตศาสตรและ ปญหาในชีวิตจริง( ค 1.1 ม.2/1) 3. จดุประสงคการเรียนร ูเมอื่เรียนจบบทเรียนนี้แลว นักเรียนสามารถ 1. ดานความร ู(K) 1.1 บอกสัมประสิทธิ์และตัวแปรของเอกนาม (K) 1.2 บอกไดวาเอกนามใดเปนเอกนามที่คลายกัน (K) 2. ดานทักษะและกระบวนการ (P) 2.1 เขียนบอกสัมประสิทธิ์และตัวแปรของเอกนาม (P) 2.2 เขียนบอกไดวาเอกนามใดเปนเอกนามที่คลายกัน (P) 3. ดานคุณลกัษณะอนัพึงประสงค (A) 3.1 มีความมุงมั่นในการทำงาน (A) 4. สาระสำคญั


76 1. นิพจนที่สามารถเขียนใหอยูในรูปการคูณของคาคงตัวกับตัวแปรตั้งแตหนึ่งตัวขึ้นไป และเลขชี้กำลัง ของตัวแปรแตละตัวเปนศูนยหรือจำนวนเต็มบวกเรียกวา เอกนาม 2. เอกนามประกอบดวยสองสวน คือ สวนที่เปนคาคงตัว และสวนที่อยูในรูปของตัวแปรหรือการคูณ กันของตัวแปร เรียกสวนที่เปนคาคงตัววา สัมประสิทธิ์ของเอกนาม 3. เอกนามสองเอกนามคลายกันก็ตอเมื่อ 1) เอกนามทั้งสองมีตัวแปรชุดเดียวกัน 2) เลขชี้กำลังของตัวแปรตัวเดียวกันในแตละเอกนามเทากัน 5. สาระการเรยีนร ู เอกนาม 6. กจิกรรมการเรยีนร ู ชวั่โมงท ี่1 ขั้นท ี่1 ขนั้นาํเขาสบูทเรียน 1. ครูแนะนำการใชสัญลักษณที่เปนตัวอักษรภาษาอังกฤษ เชน x และ y แทนจำนวนที่ไมทราบ แนนอนวาเปนจำนวนใด โดยการถามตอบดังนี้ จงพิจารณาขอความตอไปนี้ 1) 6 คูณกับจำนวนจำนวนหนึ่งเขียนในรูปสัญลักษณไดอยางไร (6 x หรือ x6 หรือ6x ) 2) จำนวนจำนวนหนึ่งคณูกับ 2 3 เขียนในรูปสัญลักษณไดอยางไร ( 2 3 x หรือ x 2 3 หรือ x 2 3 ) 3) 4 คูณกับกำลังสองของจำนวนจำนวนหนึ่ง เขียนในรูปสัญลักษณไดอยางไร ( 2 4 x หรือ 4 2 x หรือ 2 4x ) 4) กำลังสองของจำนวนจำนวนหนึ่งคณูกับ 10 9 เขียนในรูปสัญลักษณไดอยางไร ( 10 2 9 x หรือ 2 10 9 x หรือ 2 10 9 x ) 2. ครูแนะนำวา ขอความที่เขียนอยูในรูปสัญลักษณขางตนประกอบดวยตัวเลขและตัวอักษร เรียก ตัวเลขวา คาคงตัว และเรียกตัวอักษรวา ตัวแปร เชน


77 6x มี 6 เปนคาคงตัว และ x เปนตัวแปร 2 10 9 x มี 10 9 เปนคาคงตวัและ x เปนตัวแปร 3. ครูแนะนำวา เอกนามประกอบดวยสองสวน คือ สวนที่เปนคาคงตัว และสวนที่อยูในรูปของตัวแปร หรือการคูณกันของตัวแปร เรียกสวนที่เปนคาคงตัววา สมั ประสิทธิ์ของเอกนาม และเรียกผลบวกของเลขชี้ กำลงัของตัวแปรแตละตัวในเอกนามวา ดีกรีของเอกนาม ขั้นท ี่2 ขนั้ดําเนนิกจิกรรม 4. ครูยกตัวอยาง บนกระดาน ดังนี้ ตวัอยางท ี่1 จงบอกคาคงตัว และตัวแปรและเลขชี้กำลังของเอกนามตอไปนี้ ,8,0 5 1 2 , 3 , 7 3 x z xy 2x มี 2 เปนคาตัว x เปนตัวแปรที่มีเลขชี้กำลังเปน 1 7 3z มี-3 เปนคาตัว z เปนตัวแปรที่มีเลขชี้กำลังเปน 7 3 5 1 xy มี 5 1 เปนคาตัว x เปนตัวแปรที่มีเลขชี้กำลังเปน 1 และ y เปนตัวแปรที่มี เลขชี้กำลังเปน 3 8 เปนเอกนามเพราะสามารถเขียน 8 ไดเปน 0 8 x มี 8 เปนคาคงตัว x เปน ตัวแปรที่มีเลขชี้กำลังเปน 0 0 เปนเอกนามเพราะสามารถเขียน 0 ไดเปน 0 0 x มี 0 เปนคาคงตัว x เปน ตัวแปรที่มีเลขชี้กำลังเปน 0 5. จากนั้นครแูนะนำวา เอกนามทั้งสองนี้ตางกันเฉพาะสัมประสิทธิ์เทานั้น สวนที่เปนตัวแปร เหมือนกันคือ xy เรากลาววาเอกนาม 3xy และ 4xy เปนเอกนามที่คลายกัน ขั้นท ี่3 ขนั้เพอื่นคูคดิ 6. ครูใหนักเรียนบอกคาคงตัวของเอกนามตอไปนี้ โดยอยากรู นักเรียนคิดวาคาสัมประสิทธิ์ใน ความคิดของนักเรียนคืออะไร (ใบงานที่ 1 เรื่อง สัมประสิทธิ์ ดีกรี และของเอกนาม) ขั้นท ี่4 ขนั้ทาํงานกลุม 7.ครูใหนักเรียนจับคูเพื่อคิดหาคำตอบของคำถามโดยจะใหใบงานที่ 1 เรื่อง สัมประสิทธิ์ ดีกรี และ ของเอกนาม ขั้นท ี่5 ขนั้สรปุ


78 8. ใหนักเรียนแตละกลุมออกมานำเสนอคำตอบที่ถูกตองหนาชั้นเรียน โดยใหนักเรียนนำเสนอ ความคิดวาสัมประสิทธิ์คืออะไรในความคิดของนักเรียน ครูและนักเรียนรวมกันสรุปไดดังนี้ - เอกนามประกอบดวยสองสวน คือ สวนที่เปนคาคงตัว และสวนที่อยูในรูปของตัวแปรหรือ การคูณกันของตัวแปร เรียกสวนที่เปนคาคงตวัวา สัมประสิทธิ์ของเอกนาม ขั้นท ี่6 ขนั้การประเมนิผล 9. ครูใหนักเรียนทำแบบฝกหัด 6.1 ก ขอ 1 ชวั่โมงท ี่2 ขั้นท ี่1 ขนั้นาํเขาสบูทเรียน 1. ครูยกตัวอยางเอกนามที่คลายกันเปนคู ๆ โดยเริ่มจากคาคงตัว เอกนามที่มีตัวแปรเดียวกันมีดีกรี เปน 1, 2 หรือ 3 กอนแลวจึงเพิ่มตัวแปรเปนสองตัวแปรและดีกรีสูงขึ้น เชน - 3 กับ 5 2 1 กับ 0.75 2x กับ 3x 2 5a กับ 2 2a 7 pq กับ 0.2pq x y 2 2 กับ 2 3yx ขั้นท ี่2 ขนั้ดําเนนิกจิกรรม 2. ครูยกตัวอยางที่ 1 บนกระดาน เพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจในเรื่องนี้มากขึ้น ตวัอยางท ี่1 เอกนามตอไปนี้ เปนเอกนามที่คลายกันหรือไม 1)23x กับ 18x 2)4xy กับ 7xy กับ 2 4x x y 2 4)14 กับ x y 2 10 ขั้นท ี่3 ขนั้เพอื่นคูคดิ 3. ครูใหนักเรียนทำใบงานที่ 2 เรื่อง เอกนามคลาย โดยอยากรูวาเอกนามที่คลายกันเปนอยางไรใน ความคิดของนักเรียน ขั้นท ี่4 ขนั้ทาํงานกลุม 4.ครูใหนักเรียนจับคูเพื่อคิดหาคำตอบของคำถามโดยจะใหใบงานที่ 2 เรื่อง เอกนามคลาย ขั้นท ี่5 ขนั้สรปุ 2 3) 2x


79 5. ใหนักเรียนแตละกลุมออกมานำเสนอคำตอบที่ถูกตองหนาชั้นเรียน โดยใหนักเรียนนำเสนอ ความคิดเอกนามที่คลายกันเปนอยางไรในความคิดของนักเรียน ครูและนักเรียนรวมกันสรุปไดดังนี้ 1. นิพจนที่สามารถเขียนใหอยูในรูปการคูณของคาคงตัวกับตัวแปรตั้งแตหนึ่งตัวขึ้นไป และ เลขชี้กำลังของตัวแปรแตละตัวเปนศูนยหรือจำนวนเต็มบวกเรียกวา เอกนาม 2. เอกนามประกอบดวยสองสวน คือ สวนที่เปนคาคงตัว และสวนที่อยูในรูปของตัวแปรหรือ การคณูกันของตัวแปร เรียกสวนที่เปนคาคงตวัวา สัมประสิทธิ์ของเอกนาม 3. เอกนามสองเอกนามคลายกันก็ตอเมื่อ 1) เอกนามทั้งสองมีตัวแปรชุดเดียวกัน 2) เลขชี้กำลังของตัวแปรตัวเดียวกันในแตละเอกนามเทากัน ขั้นท ี่6 ขนั้การประเมินผล 6. ครูใหนักเรียนทำแบบฝกหัด 6.1 ก ขอ 2 7. สอื่/แหลงการเรยีนรู 7.1 สื่อการเรียนรู - หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานคณิตศาสตร ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 เลม 1 (สสวท.) - แบบฝกหัด 6.1 ก - ใบงานที่ 1 เรื่อง สัมประสิทธิ์ ดีกรี และของเอกนาม - ใบงานที่ 2 เรื่อง เอกนามคลาย - SmartTV - ไมคและลำโพง 7.2 แหลงการเรียนรู - หองสมุดโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล - บทเรียนออนไลน วิทยาศาสตร คณิตศาสตร และ เทคโนโลยี (Project 14) Website :https://proj14.ipst.ac.th/ 8. การวดัและประเมนิผล 8.1 การวัดผล


80 จดุประสงคการเรียนรเูชงิ พฤติกรรม วธิกีาร เครอื่งมือ เกณฑ 1.1 บอกสัมประสิทธิ์และ ตัวแปรของเอกนาม (K) 1.2 บอกไดวาเอกนามใด เปนเอกนามที่คลายกัน (K) ตรวจใบงานที่ 1 เรื่อง สัมประสิทธิ์ ดีกรี และ ของเอกนาม ใบงานที่ 2 เรื่อง เอกนาม คลาย ใบงานที่ 1 เรื่อง สัมประสิทธิ์ ดีกรี และ ของเอกนาม ใบงานที่ 2 เรื่อง เอก นามคลาย รอยละ 70 ผาน เกณฑ 1 เขียนบอกสัมประสิทธิ์ และตัวแปรของเอกนาม (P) 2. เขียนบอกไดวาเอกนาม ใดเปนเอกนามที่คลายกัน (P) ตรวจแบบฝกหัด 6.1 ก แบบฝกหัด 6.1 ก รอยละ 70 ผาน เกณฑ 3. มีความมุงมั่นในการ ทำงาน (A) สังเกตพฤติกรรม แบบประเมินพฤติกรรม การเรียนรู (คุณลักษณะ อันพึงประสงค) ระดับคุณภาพ 3 ผาน เกณฑ 8.2 การประเมินผล ประเด็นการ ประเมนิ ระดับคณุภาพ 4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (กำลงัพฒันา) 1 (ตองปรบั ปรงุ ) 1.1 บอก สัมประสิทธิ์และ ตัวแปรของเอก นาม (K) 1.2 บอกไดวา เอกนามใดเปน เอกนามที่ คลายกัน (K) ทำแบบฝกไดอยาง ถูกตองรอยละ 90 ขึ้นไป ทำแบบฝกไดอยาง ถูกตองรอยละ 80 – 89 ทำแบบฝกไดอยาง ถูกตองรอยละ 69 - -79 ทำแบบฝกไดอยาง ถูกตองต่ำกวารอย ละ 60 1 เขียนบอก สัมประสิทธิ์และ เขียนบอก สัมประสิทธิ์และตัว แปรของเอกนาม เขียนบอก สัมประสิทธิ์และตัว แปรของเอกนาม เขียนบอก สัมประสิทธิ์และตัว แปรของเอกนาม เขียนบอก สัมประสิทธิ์และตัว แปรของเอกนาม


81 ประเด็นการ ประเมนิ ระดับคณุภาพ 4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (กำลงัพฒันา) 1 (ตองปรบั ปรงุ ) ตัวแปรของเอก นาม (P) 2. เขียนบอกได วาเอกนามใด เปนเอกนามที่ คลายกัน (P) และบอกไดวาเอก นามใดเปนเอกนาม ที่คลายกัน สอดคลองกับ คำตอบทั้งหมด และบอกไดวาเอก นามใดเปนเอกนาม ที่คลายกัน สอดคลองกับ คำตอบอยางถูกตอง รอยละ 80 - 90 และบอกไดวาเอก นามใดเปนเอกนาม ที่คลายกัน สอดคลองกับ คำตอบอยางถูกตอง รอยละ 60 - 79 และบอกไดวาเอก นามใดเปนเอกนาม ที่คลายกัน สอดคลองกับ คำตอบอยางถูกตอง ต่ำกวารอยละ 60 3. มีความมุงมั่น ในการทำงาน (A) มีความมุงมั่นใน การทำงานอยาง รอบคอบ จนงาน ประสบผลสำเร็จ เรียบรอย ครบถวน สมบูรณ มีความมุงมั่นในการ ทำงานอยาง รอบคอบ จนงาน ประสบผลสำเร็จ เรียบรอยสวนใหญ มีความมุงมั่นในการ ทำงานอยาง รอบคอบ จนงาน ประสบผลสำเร็จ เรียบรอยสวนนอย มีความมุงมั่นในการ ทำงานแตไมมีความ รอบคอบ สงผลให งานไมประสบ ผลสำเร็จอยางที่ ควร


82 แบบประเมินพฤติกรรมการเรยีนร ู (ดานความร ูดานทักษะและกระบวนการ ดานคุณลักษณะอันพงึประสงค) เลขที่ ดานความร ู(K) ดานทักษะและกระบวนการ (P) ดานคุณลกัษณะอนัพงึประสงค (A) ระดับ คุณภาพ (4) ผาน เกณฑ ไมผาน เกณฑ ระดับ คุณภาพ (4) ผาน เกณฑ ไมผาน เกณฑ ระดับ คุณภาพ (4) ผาน เกณฑ ไมผาน เกณฑ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20


83 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47


84 จำนวนนกัเรียนที่ผาน ดานความร ู(K) .................... คน คิดเปนรอยละ .............................. จำนวนนกัเรียนที่ผาน ดานทักษะและกระบวนการ (P) .................... คน คิดเปนรอยละ .............................. จำนวนนกัเรียนที่ผาน ดานคณุลักษณะอนัพึงประสงค (A) ................... คน คิดเปนรอยละ ............................ จำนวนนกัเรียนที่ไมผ าน ดานความร ู(K) .................... คน คิดเปนรอยละ .............................. จำนวนนกัเรียนที่ไมผ าน ดานทักษะและกระบวนการ (P) .................... คน คิดเปนรอยละ ............................ จำนวนนกัเรียนที่ไมผ าน ดานคุณลักษณะอันพงึประสงค (A) ................... คน คิดเปนรอยละ ........................ เกณฑการตดัสินคุณภาพ ชวงคะแนน ระดับคุณภาพ 4 3 2 1 ดีมาก ดี พอใช ปรับปรุง ลงชื่อ.......................................................ผูประเมิน ( นางสาวกมลรัตน เชี่ยวขจร ) ..................../.........................../..................


85 (ขอละ 1 คะแนน) -52 -0.032 -7 -1 0.05 1 3 2 2 4 1 − 2 3 1+3 = 4 1+1 = 2 1+1+2 = 4 3+2 = 5 3+4 = 7 1+1 = 2 2+3+4 = 9 3+2 = 5 2+7 = 9 3+3+2 = 8 a b a b x y z x y s t p q x y z s t c d x y z


86 ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ (ขอละ 1 คะแนน)


87 บนัทึกผลหลงัการสอน 1. ผลการเรยีนการสอน 1.1 การประเมินดานความรู (K) .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............……………………………………………………………………..................................................................................... 1.2 การประเมินดานทักษะและกระบวนการ (P) .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............……………………………………………………………………..................................................................................... 1.3 การประเมินดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม (A) .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............……………………………………………………………………..................................................................................... 2. ปญหาและอปุสรรค .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............……………………………………………………………………..................................................................................... .............................................................................................................................................................................. 3. แนวทางแกไขปญหา .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............……………………………………………………………………..................................................................................... ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ลงชื่อ .......................................................................... (นางสาวกมลรัตน เชี่ยวขจร) นักศึกษาปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา วันที่ .......... เดือน ......................... พ.ศ. ...................


Click to View FlipBook Version