The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาเครื่องมือวัดจิตพิสัย ปี 2563
ผู้เรียบเรียง รองศาสตราจารย์ ดร.วิเชียร อินทรสมพันธ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Wichian Intarasompun, 2020-08-24 11:47:18

การพัฒนาเครื่องมือวัดจิตพิสัย

การพัฒนาเครื่องมือวัดจิตพิสัย ปี 2563
ผู้เรียบเรียง รองศาสตราจารย์ ดร.วิเชียร อินทรสมพันธ์

-58-
ตอสู เปน ตน Negative Avoidance เชน ความกลัว ความเกลียด เปนตน สวน Positive Avoidance
เชน การปลอ ยใหเขาอยเู งยี บๆ เมือ่ มปี ญหา เปน ตน

2. ความเขมขนของเจตคติเปล่ียนแปรตามแนวของทิศทางบวกถึงลบ มีบวกมากท่ีสุดถึง บวก
นอยท่สี ดุ ศนู ย และลบนอยทส่ี ดุ ถึงลบมากท่สี ุด ซึ่งการแปลผลจะมีปญ หาถา เจตคตเิ ปน ศนู ย (0)

3. เจตคติเกิดจากการเรียนรูมากกวาไดรับอิทธิพลจากพันธุกรรม เจตคติเกิดจากการมี
ปฏิสมั พันธกบั สง่ิ แวดลอ ม

4. เจตคติข้ึนอยูกับเปาเจตคติหรือกลุมสิ่งเราเฉพาะอยาง สิ่งเราน้ันอาจเปนคน สัตว สิ่งของ
สถาบัน มโนภาพ อดุ มการณ อาชพี เปนตน

5. เจตคตมิ ีความสัมพนั ธภ ายในท่เี ปล่ยี นแปลงไปตามกลมุ กลมุ ที่มลี ักษณะเดยี วกันเจตคติจะมี
ความสัมพันธก นั สูง แตกลุมทม่ี ลี กั ษณะแตกตา งกนั จะมีความสมั พนั ธกนั ตาํ่

6. เจตคตมิ ีความม่ันคงและทนทาน เปลย่ี นแปลงไดยาก ทาํ ไดแตชา เชน เรารักใครสักคน แลว
กย็ ังรักอยู ไมว า ใครจะใหขอ มลู ทไ่ี มดอี ยา งไร เราก็ยังรักอยู แตถาเราเปลี่ยนแปลงไปท่ีละนอย นานๆ ก็
จะทําใหร ักเปนเกลียดได

สว นแนวคดิ ของแซกส (Sax, 1980) แบง ลกั ษณะของเจตคติออกเปน 5 ประการดงั น้ี
1. เจตคติมีทิศทาง (Direction) มีท้ังทางบวกและลบ ชอบและไมช อบ
2. เจตคติมีความเขม ขน (Intensity) มีทัง้ ทางบวกระดบั มากถึงนอ ย และทางลบระดับมาก
ถงึ นอย
3. เจตคติมกี ารแผกระจาย (Pervasiveness) การแผกระจายจากกลมุ หนงึ่ สูอีกกลมุ หน่ึงได
เชน การตอตานการสรางเข่อื นเพราะเจตคตติ อ การสรา งเข่ือนไมดี จากกลมุ เล็กไปสกู ลุมใหญ
4. เจตคติมีความคงเสน คงวา (Consistency) เจตคติเปน ความรสู ึกคงท่ี มลี กั ษณะฝง แนน
ตรงึ นานพอสมควร การเปลี่ยนแปลงจะคอ ยเปน ไปทีละนอ ย และใชเวลานาน
5. เจตคตมิ คี วามพรอมท่จี ะแสดงพฤตกิ รรมออกมา (Salience) เปน ระดับข้ันเตม็ ใจหรอื
พรอ มท่ีแสดงออก ซง่ึ เปน ลกั ษณะของความตรึงใจ มองเห็นความสําคัญ ประทับใจตอเปาเจตคติ ดังนั้น
การวดั เจตคตดิ ว ยแบบวดั ไมสามารถวดั ไดชัดเจน จะตองใชวิธีการสัมภาษณหรือการสังเกตเหตุการณท่ี
มีโอกาสไดแสดงออกเทา นัน้
สรุปไดวาเจตคติเปนเพียงความโนมเอียงจากการประเมิน มีทิศทาง มีความเขมขน มีการแผ
กระจาย มีความคงเสนคงวา มคี วามสัมพนั ธภายในที่เปล่ียนแปลงไปตามกลุม และ ข้ึนอยูกับเปาเจตคติ
หรือกลุมส่ิงเราเฉพาะอยา ง

-59-

องคป ระกอบของเจตคติ

องคประกอบของเจตคติไดรับการจําแนกออกอยางแตกตางกันไป ปจจุบันมีแนวคิดอยู 3
ลกั ษณะ ดังตอไปน้ี

1. เจตคตอิ งคป ระกอบเดยี ว กลุมนีเ้ ชื่อวาเจตคตเิ กดิ จากการประเมนิ เปาของเจตคติวารูสึกชอบ
หรือไมช อบ มนี กั จติ วทิ ยากลมุ น้ไี ดแก เทอรส โตน (Thrustone) อลั พอรต (Allport) และคนอ่นื ๆ

2. เจตคติสององคประกอบ ซึ่งประกอบดวยดานสติปญญา (Cognitive) และดานความรูสึก
(Affective) นักจิตวิทยากลมุ นไ้ี ดแ ก แคทซ (Katz)

3. เจตคติสามองคป ระกอบ ซ่งึ ประกอบดวย 3 สว นไดแก
3.1 ดานสติปญญา (Cognitive Component) ประกอบดวยความรู ความคิดและความ

เช่ือทบ่ี คุ คลมตี อ เปาเจตคติ เชน ฮติ เลอรเ ปน เปาเจตคติ คําทีก่ ลา ววา “ฮิตเลอรเปนเผด็จการ” ถึอวาเปน
ความเชอื่ ทีม่ ตี อเปา เจตคติ ตัวอยา งอื่นๆ เชน คนไทยรกั น้ีรกั สงบ ครคู ือเรือจา ง เปนตน

3.2 ดา นความรูสึก (Affective Component) เปนความรูสึกหรืออารมณของบุคคลตอเปา
เจตคติวารูสึก ชอบหรือไมชอบ พอใจหรือไมพอใจ หลังจากที่ไดรับรูเปาเจตคติแลว สามารถแสดง
ความรสู กึ ประเมนิ วา ดหี รอื ไมดี เชน “ขา พเจาไมช อบคนทเ่ี ผดจ็ การ” “ขาพเจาชอบนิสัยคนไทย” “ครู
เปนอาชีพทด่ี ี” เปนตน

3.3 ดานพฤติกรรม (Behavior Component) เปนแนวโนมท่ีจะกระทําหรือแสดง
พฤตกิ รรมตอ เปา เจตคติเทาน้ัน แตย ังไมแสดงออกจริง เชน “ถาใครพูดถึงคนที่เผด็จการขาพเจาจะเดิน
หนี” ถาเห็นคนไทยที่ไหนขาพเจาจะไปทักทาย” หรือ “ถาพบครูขาพเจา จะไปแสดงความเคารพ” เปน
ตน

สรุปไดวาองคประกอบของเจตคติขึน้ อยูกับแนวคิดแตละแนวคิดซึ่งแบงออกเปน 3 ลักษณะ
คือ เจตคติองคประกอบเดยี ว เจตคติสององคประกอบ และเจตคติสามองคประกอบ การจะศึกษาเจตคติ
เราจะตองพิจารณาถงึ องคประกอบของเจตคติเปน สําคญั

ทฤษฏีและความเช่ือเกย่ี วกับการเกดิ เจตคติ

การเกิดเจตคตินนั้ เกิดไดหลายลักษณะ หากเช่ือวา เจตคติเปนลักษณะนสิ ัย การเกิดลักษณะนิสัย
จะตองมาจากการเรียนรู ก็หมายถึงวา เจตคติสามารถนําใชสอนกันได หากเช่ือวาเจตคติเกิดจากการ
ตดั สินจากประโยชนห รือกาํ ไร ซง่ึ เกีย่ วขอ งกับบุคคลซ่งึ จะพจิ ารณาประเมินวา มีผลประโยชนหรือไม ซ่ึงมี
ท้ังบวกและลบ ทฤษฏที เ่ี กยี่ วของกับการเกดิ เจตคติมีสองทฤษฏีดังตอ ไปน้ี

1. ทฤษฏีการเรียนรู (Learning Theory)
มีขอ ตกลงเบอ้ื งตน เกีย่ วกบั การเรียนรวู าเปน กระบวนการท่ที ําใหคนเปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรมและ
ความคดิ คนสามารถเรียนไดจากการไดย นิ การสัมผสั การอา น การใชเทคโนโลยี การเรียนรูของเด็กและ
ผูใหญจ ะตา งกนั เด็กจะเรียนรดู ว ยการเรยี นในหอง การซักถาม ผใู หญมักเรียนรูดวยประสบการณท่ีมีอยู

-60-

แตการเรยี นรจู ะเกิดขึน้ จากประสบการณที่ผูสอนนําเสนอ โดยการปฏิสัมพันธระหวางผูสอนและผูเรียน
ผสู อนจะเปน ผทู ีส่ รา งบรรยากาศทางจิตวิทยาท่ีเอื้ออํานวยตอการเรียนรู ท่ีจะใหเกิดข้ึนเปนรูปแบบใดก็
ไดเ ชน ความเปนกนั เอง ความเขมงวดกวดขัน หรอื ความไมม รี ะเบยี บวินัย ส่ิงเหลาน้ีผูสอนจะเปนผูสราง
เงื่อนไข และสถานการณเรียนรูใหกับผูเรียน ในการเกิดเจตคติสามารถเรียนรูไดเหมือนกับลักษณะการ
เรยี นรลู ักษณะอน่ื ๆ บคุ คลเรียนรูความรูสึกและคานิยมตาง เชน เด็กเล็กจะเรียนรูวา สุนัข คือสัตวชนิด
หนึ่ง สุนัขเปนเพ่ือนไดและเปนเพ่ือนท่ีดีได ในท่ีสุดเด็กก็จะเกิดเจตคติท่ีดีตอสุนัข ดังนั้นกระบวนการ
เรยี นรูส ามารถนําไปใชใหกอ ใหเ กิดเจตคตไิ ด

เจตคติเกิดจากการเรียนรูโดยวิธีเชื่อมโยงความสัมพันธ วิธีการเสริมแรง และการเลียนแบบ
การเกิดเจตคติดวยวธิ กี ารเชอ่ื มโยงสมั พันธ เชน ถา เราอธิบายถึงฮิตเลอรดวยทาทางที่ขึงขัง เปนปรปกษ
จะทําใหเชื่อมโยงความสัมพันธทางลบกับคําวาฮิตเลอร ในทางกลับกันเรากลาวถึงเจาพระยาตากสิน
ดวยความยกยอง กลาหาญ วีรบุรุษ ก็จะทําใหเกิดเจตคติทางบวก และถาเราเสริมแรง เชน การเรียน
วิชาการพฒั นาเคร่อื งมอื การวัดเจตคติทําใหสอบได A ก็รูสกึ ชอบใจและสบายใจอยากเรียนวิชาน้ี และถา
เรากลาวกบั เพือ่ นเห็นประโยชนข องการเรียนวชิ าน้ี กถ็ ือวาเปนการเสริมแรงใหเ พ่ือนๆ เกิดความสนใจ มี
ความรูสกึ ทางบวกกับวชิ าน้ีทนั ที นอกจากน้นั เจตคติยังเกิดข้นึ จากกระบวนการเลยี นแบบ ซ่ึงจะตองมีตัว
ตน แบบทด่ี ใี หเลียนแบบ ปกตคิ นชอบเลียนแบบคนอื่น เชน บุคคลจะเลียนแบบพอแมของตนเองในชวง
วัยเดก็ พอในชว งวัยรุนก็จะเลยี นแบบเพอื่ น นอกจากนนั้ ยงั ไดเ รียนรูจากครูและส่ิงแวดลอมอีกดว ย

สรปุ ไดว า การเรียนรจู ากการเชอ่ื มโยงสมั พันธ การเสรมิ แรง และการเลียนแบบทําใหเกิดเจตคติ
ทฤษฏกี ารเรียนรูเปน ตัวทําใหเ กดิ เจตคตขิ ้ึนมาจากการเรยี นรขู อเท็จจรงิ ความเชอื่ แลว ประเมินวาอะไรมี
ความสําคญั ทางบวกหรือลบ กอ ใหเ กดิ เจตคตทิ างบวกหรือทางลบตอ สิ่งทไ่ี ดเรียนรนู น่ั เอง

2. ทฤษฏีแรงจูงใจ (Incentive Theory)
ทฤษฎีแรงจูงใจน้ีใหความสําคัญกับประสบการณในอดีต (Past Experience) วามีผลตอ
แรงจูงใจของบคุ คลเปนอยา งมาก ดังนั้นทกุ พฤตกิ รรมของมนุษยถ าวิเคราะหดแู ลว จะเหน็ วาไดร บั อิทธิพล
ท่ีเปนแรงจูงใจมาจากประสบการณในอดีตเปนสวนมาก โดยประสบการณในดานดีและกลายเปน
แรงจูงใจทางบวกท่ีสงผลเราใหมนุษยมีความตอง การแสดงพฤติกรรมในทิศทางน้ันมากย่ิงขึ้นทฤษฎีน้ี
เนน ความสําคัญของสง่ิ เรา ภายนอก (Extrinsic Motivation) แนวคิดการเกิดเจตคติจึงเปนกระบวนการ
ใหนํ้าหนักจากคุณและโทษของเปาเจตคติแลวพิจารณาตัดสินใจเลือกที่เหมาะสมท่ีสุด เม่ือบุคคลเกิด
ประสบการณในอดีตแลวนํามาพิจารณาสิ่งท่ีเปนประโยชนหรือโทษตอเราน้ันจะทําใหเกิดเจตคติ เชน
นักเรียนไดรับการชวนจากเพ่ือนใหไปงานเลี้ยง เม่ือไปแลวทําใหเกิดเห็นประโยชนของงานเล้ียงวาดี
ตอมาเพื่อนมาชวนไปงานเลี้ยงอีก แตในชวงน้ันจะมีการสอบ พอและแมก็เตือนวา ไปแลวมีผลตอการ
สอบ และจะทําใหเสียการเรียน นักเรียนคนนั้นก็จะพิจารณาแลวจึงตัดสินใจโดยยึดประโยชนและโทษ
ของงานเล้ียง ถาตัดสินใจอยูบานก็จะเกิดเจตคติทางลบตองานเล้ียง หรืออีกตัวอยางหนึ่ง เชนการสูบ
บหุ ร่ี หากบคุ คลมปี ระสบการณตอการสบู บุหร่ีแลวเหน็ โทษ กจ็ ะเกิดเจตคตทิ ี่ไมด ตี อการสบู บุหรี่ เปนตน

-61-
สรุปไดว า ทฤษฏกี ารเรียนรเู ปนกลไกท่ีกอใหเกิดเจตคติจากการเรียนรูจากการเช่ือมโยงสัมพันธ
การเสรมิ แรง และการเลยี นแบบ นอกจากน้นั ทฤษฏีแรงจูงใจใหค วามสาํ คัญกับประสบการณข องบุคคลที่
เปน ส่งิ จงู ใจใหบุคคลเกิดเจตคติ พิจารณาตัดสินใจใหนํ้าหนักของเจตคติตามประโยชนหรือโทษของตอ
เปาเจตคติน้ัน

การสรางแบบวดั เจตคติ

การสรา งแบบวัดเจตคติ ไดมีผูเสนอแนะวิธีการสรางแบบวัดเจตคติไวหลายวิธีดวยกัน ในที่น้ี
จะขอกลาวถึง 3 วิธที ่นี ยิ มกันมากไดแก แบบวัดเจตคตขิ องลิเคอรท (Likert’s Scale) แบบวัดเจตคติโดย
ใชค วามหมายทางภาษาของออสกูด (Osgood’s Semantic Differential Technique) และแบบวัดเจต
ติของเทอรสโตน (Thrustone’s Scale) ดังจะไดก ลาวโดยละเอียดดังนี้

1. แบบวดั เจตคติตามรปู แบบของลิเคอรท (Likert’s Scale)
แนวคิดของลิเคอรท เกี่ยวกับการวดั เจตคตนิ ี้เปน วธิ ีทีห่ าคา ความเช่อื มน่ั ไดสูงกวาวธิ ีอ่ืนตลอดจน
สามารถวดั เจตคตไิ ดกวางขวางกวาวิธีอนื่ (วริ ชั วรรณรตั น, 2532, น. 21) ในการถามความรูสึกหรือเจต
คติเก่ียวกบั เรอื่ งใดเร่อื งหนึ่งนน้ั ทําไดโ ดยการสรา งขอ ความในเรอื่ งนัน้ ๆ ใหบุคคลพิจารณาหรือหาคาของ
มาตรวัด โดยใหพิจารณาเห็นดวย หรือไมเ ห็นดวยตอขอความนน้ั แตล ะขอ ความจะแบงมาตรออกเปน 5
ชว ง คือ เห็นดวยอยางยิ่ง เห็นดวย ไมแนใจ ไมเห็นดวย และไมเห็นดวยอยางยิ่ง และหลังจากผูตอบได
พิจารณาแลว จะนําคาํ ตอบนัน้ มาใหนํ้าหนัก(ในปจจุบนั มกั กําหนดคาน้ําหนักในแตล ะขอความเปน 1 – 2
–3–4–5)
เทคนิคการสรางแบบวดั เจตคตขิ องลิเคอรทนนั้ ประกอบดวยหลักในการสรางคอื
1. ขอ ความเจตคติท่จี ะสรางตองครอบคลมุ ชว งเจตคติ
2. การตอบแตละขอ ความจะบอกถงึ เจตคติของแตละบคุ คลทม่ี ีอยู
3. เจตคติของแตละบุคคลพิจารณาไดจากการรวมน้ําหนักคะแนนของคําตอบจากขอความ
ตา งๆ ทุกขอ ความในมาตรนน้ั
การสรา งแบบวัดเจตคตติ ามรูปแบบของลิเคอรท
ขั้นตอนการสรางแบบมาตรวัดเจตคติของลิเคอรท มีลักษณะการสรา งเชนเดียวกันกับการสราง
แบบสอบถาม และแบบมาตรประมาณคา (โชติกา ภาษีผล, 2554; บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์, 2534) แตมี
บางสวนทแี่ ตกตาง ดังขัน้ ตอนโดยสรปุ ตอไปน้ี
1. กําหนดตวั แปรหรือเจตคติทจี่ ะวดั ใหช ดั เจน วาจะวดั เจตคติของใคร ทีม่ ีตอสง่ิ ใด
2. ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวของ และนิยามศัพทเฉพาะ วามีองคประกอบหรือมี
คณุ ลักษณะอยา งไรบา ง
3. เขียนขอความท่ีเก่ียวของ ใหตรงกับเรื่องท่ีตองการจะศึกษาใหไดมากท่ีสุด โดยขอความ
เหลานนั้ จะเปน ทง้ั ในทางทด่ี หี รอื ทางบวก และทางทีไ่ มดีหรอื ทางลบ โดยใหข อ ความท้ังสองประเภทน้ันมี

-62-

จํานวนขอพอๆ กนั และในแตล ะขอ ความจะตองมีความหมายเดียวในหน่ึงขอความ ใชภาษาที่งาย และ
ไมค วรใชข อความปฏเิ สธซอ นปฏิเสธ

4. ตรวจสอบขอความท่ีสรา งข้นึ ดว ยตนเอง โดยการพจิ ารณาความชดั เจนของภาษา
5. ตัดสินใจวาจะเลือกใชตัวเลือกในแตละขอความกี่ตัวเลือก ซ่ึงแตเดิมนั้นใช 5 ตัวเลือก
ไดแก เหน็ ดวยอยางย่ิง เหน็ ดว ย ไมแนใจ ไมเหน็ ดว ย ไมเห็นดวยอยางยิ่ง โดยกําหนดคาคะแนนสําหรับ
ขอ ความท่ีเปน ทางบวกหรอื ทางลบสามารถกาํ หนดไดดงั น้ี

ความคิดเหน็ ขอ ความทางบวก ขอความทางลบ
เห็นดว ยอยางย่ิง 5 1
เหน็ ดว ย 4 2
ไมแนใจ 3 3
ไมเหน็ ดว ย 2 4
ไมเ ห็นดวยอยางยงิ่ 1 5

6. นําขอ ความที่คัดเลือกมาเรียบเรียงเปนแบบวัดเจตคติโดยมีคําชี้แจงในการตอบแบบวัด
อยางชัดเจน โดยระบุวา ใหผตู อบแบบวดั เขียนเครื่องหมายใหตรงกับความรูสึกของตนเองที่มีตอขอความ
แตละขอความนั้น

7. ตรวจสอบความเที่ยงตรง (Validity) นําขอความวัดเจตคติไปใหผูเชี่ยวชาญพิจารณา
และตัดขอความทผี่ ูเชย่ี วชาญสว นใหญเห็นพอ งกันวา เปนขอความทเ่ี ชิงกลางๆ ออก

8. นําแบบวดั เจตคตไิ ปทดลองหาคาอํานาจจาํ แนกรายขอ โดยการเปรียบเทียบกับระหวาง
กลมุ สูงกลมุ ตํ่าดวยการทดสอบคา ที (t-test) และคดั เลือกขอทมี่ ีคาตงั้ แต 1.75 ข้นึ ไป

9. หาคณุ ภาพรวมท้ังฉบับโดยการหาคา ความเชื่อม่นั (Reliability) โดยการหาสัมประสิทธิ์
แอลฟาตามวธิ ีของครอนบาช โดยควรมีคาความเช่ือมั่นสูง (คา α ระหวาง 0.80-1.00) ดังจะไดกลาวไว
โดยละเอยี ดในบทที่ 6 เรอื่ งการวเิ คราะหคุณภาพเครอ่ื งมอื วัดจติ พิสยั

10. จดั พิมพแบบวัดเจตคตติ ามวธิ ีการของลเิ คอรท ใหสวยงาม ตรวจสอบระบบ การพิมพ
กอนนําไปใชเ ก็บรวมรวมขอมลู เพ่อื การวจิ ัย

-63-

แบบวัดเจตคตขิ องลเิ คอรทสามารถแสดงไดดงั ตัวอยางภาพตอ ไปน้ี

คําชแ้ี จง ใหทานทําเครือ่ งหมาย  ลงในแบบวัดเจตคตติ อ อาชพี ครตู ามความรสู ึกที่แทจริงของทาน
ไม ไม
ขอ ความ เหน็ ดว ย เห็น ไม เห็น เห็นดวย
อยางย่งิ ดวย แนใจ ดวย อยา งยิง่

1. อาชีพครูเปน อาชีพท่มี ีเกียรตสิ งู
2. อาชพี ครูเปนเสมือนศาลาพกั รอ น
3. ผทู ป่ี ระกอบอาชพี ครเู ปนบคุ คลทไี่ มทันสมัย
4. อาชีพครูเปน อาชีพทีม่ ีหลักประกัน
5. งานอาชพี ครูเปนงานทนี่ าเบ่ือหนา ย
6. ผทู ่ยี ดึ อาชีพครูเปนผูท ี่ไมม ีอนาคต
7. ผทู มี่ อี าชีพครูเปน ผูท่มี ีคณุ ธรรม จริยธรรมสงู
8. อาชพี ครูเปนอาชีพทม่ี คี ุณคา มหาศาล
9. อาชีพครูเปนอาชีพที่มีรายไดน อย
10. ผูมีอาชีพครูตองนึกอยูเสมอวาตนเองเปนเหมือน
เรือจา ง
11. เราสามารถประกอบอาชีพครูไดจนถึงอายุ 60 ป

ภาพท่ี 3.1 ตวั อยางแบบวดั เจตคตติ ออาชพี ครตู ามแนวคิดของลเิ คอรท

ขอดี และขอจาํ กัดของแบบวดั เจตคตขิ องลเิ คอรท
ขอ ดี
1. ผูวิจัยสามารถใชกับสถานการณตางๆ ไดอยางเหมาะสม สามารถท่ีจะดัดแปลงนําไปใชใน
ลักษณะตางๆ ทางดา นจิตพิสยั (Affective Domain) ได
2. สะดวกตอการใช และสามารถนาํ มาใชงาย
3. เปดโอกาสใหผ ูตอบแสดงความคิดเห็นไดท้ังทางบวกและทางลบ พรอมทั้งแสดง ใหเห็น
ถงึ ระดับของความคดิ เห็นไดด วย

-64-

ขอจาํ กดั
การใชแ บบวัดเจตคตขิ องลเิ คอรทนั้น เปน ไปไดท ผี่ ูตอบไดคะแนนรวมเทา ๆ กนั ทง้ั ที่ผูตอบตอบ
ไมเหมอื นกัน เชน นาย ก. อาจจะได 25 คะแนนจากการทีแ่ สดงความคิดเหน็ ในทางบวกตอขอ ความขอท่ี
2 , 4 , 6 , 8 , และ 9 ในขณะที่ นาย ข. อาจจะไดคะแนน 25 เทาๆ กัน แตมาจากการที่แสดงความ
คดิ เห็นทางบวกตอ ขอความท่ี 1 , 3 , 5 ,7 และ 11
2. แบบวัดเจตคติโดยใชความหมายทางภาษาของออสกูด (Osgood’s Semantic
Differential Technique)
ออสกูด (Osgood) มีความเชื่อวาภาษาเปนส่ือท่ีมีความหมายของมนุษยท่ีสามารถนํามาวัด
ความรสู ึก เจตคติและพฤตกิ รรมของมนษุ ยได การพฒั นาแบบวัดเจตคติโดยใชค วามหมายทางภาษาน้ัน
อาศัยองคความรูเก่ียวกับการวัดความหมายของคํา ซึ่งคําท้ังหลายมีองคประกอบที่เปนพื้นฐานอยู 3
องคประกอบ โดยท่ีองคประกอบแตละดานจะมีคําคุณศัพท ที่แสดงลักษณะขององคประกอบ ซ่ึง
คําคุณศัพทเหลานี้จะสามารถจัดเปนคู โดยมีความหมายตรงกันขามกัน (Bipolar Adjective) (วิเชียร
เกตสุ ิงห, 2524, น. 94-95 ; วริ ชั วรรณรัตน, 2532, น. 29 ; บุญธรรม กิจปรดี าบริสุทธ,ิ์ 2534) ไดแ ก
1. องคประกอบดานการประเมินคา (Evaluation Factor) เชน ดี - เลว เมตตา – โหดราย
ซอ่ื สัตย– คดโกง ฉลาด- โง จรงิ – เท็จ ยตุ ธิ รรม- ลําเอียง เปน ตน
2. องคประกอบดานศักยภาพ (Potency Factor) เชน แข็งแรง – ออนแอ หนัก – เบา
ใหญ – เล็ก ลึก – ตนื้ บอบบาง-ทนทาน เปนตน
3. องคป ระกอบดา นกจิ กรรม (Activity Factor) เชน วอ งไว –เฉื่อยชา เร็ว – ชา ราเริง –
หงอยเหงา รีบรอ น –เยน็ ชา บอบบาง – ทนทาน เปน ตน
การสรางแบบวัดเจตคติตามแบบของออสกูด
ในการสรา งแบบมาตรประมาณคา วดั เจตคตแิ บบของออสกดู มขี ้นั ตอนในการสรางดงั ตอ ไปนี้
1. กําหนดความคดิ รวบยอดของตวั แปรหรอื เจตคติทจี่ ะวดั ใหชัดเจน วาจะวัดเจตคตใิ นเรื่อง
ใด เรอื่ งดังกลา วควรประกอบดว ยความคดิ รวบยอดอะไรบาง เชน ตองการวัดเจตคติของนักเรียนที่มีตอ
เพื่อนรว มชั้นเรียน จะตอ งกําหนดวามคี วามคิดรวบยอดท่เี กีย่ วกับเพ่ือนรวมชน้ั เรียน เชน

1.1 ความคิดรวบยอดดา นคณุ ลกั ษณะ
1.2 ความคิดรวบยอดดา นการเรยี น
1.3 ความคดิ รวบยอดดานครอบครัว
2. เลือกคําคูคุณศัพทที่มีความหมาย โดยเลือกคําท่ีเหมาะสมตอเปาหมายท่ีตองการจะวัด
โดยหาคําคุณศัพทที่เปนตัวแทนของคําคุณศัพทคูที่สัมพันธกันแตละความคิดรวบยอด โดยเลือก
คาํ คุณศพั ททงั้ 3 กลมุ คือ ดา นประเมนิ คา ดานศกั ยภาพ และดานกิจกรรม

-65-

3. นาํ คาํ คุณศัพทม าสรา งเปนมาตรวดั โดยแบง เปน 3 , 5, 7, หรอื 9 ชว ง แตชวงที่เหมาะสม
คือ 7 ชวง โดยสามารถสรา งเปน มาตรวดั ได 2 แบบดังน้ี คือ

แบบที่ 1 กําหนดคะแนนมากไวทางคําคุณศพั ททเี่ ปน ทางบวกใหม คี าสูงสุดเปน 7 แลวลดลง
ไปเร่ือยๆ จนถึงคําคุณศัพทท่ีเปนทางลบใหมีคาเปน 1 ตัวอยางเชน แบบวัดเจตคติเก่ียวกับเพื่อนใน
หองเรยี น สามารถทําเปนมาตรวดั ไดด ังภาพตอไปน้ี

ดี 7 6 5 4 3 2 1 เลว

ดุราย 1 2 3 4 5 6 7 เมตตากรุณา

ซอ่ื สัตย 7 6 5 4 3 2 1 คดโกง

มีคุณคา 7654321 ไมม ีคณุ คา

เครงเครียด 1 2 3 4 5 6 7 สบาย สบาย

ภาพท่ี 3.2 ตวั อยา งแบบวดั เจตคติตามแนวคิดของออสกดู แบบท่ี 1

แบบที่ 2 กําหนดคะแนนใหจดุ กง่ึ กลางเปน ศนู ย (0) โดยใหคําคุณศัพทท่ีมีความหมายทางบวก
ใหมคี า เปน บวก สวนคําคุณศพั ทท่ีมีความหมายทางลบ ใหม คี าเปนลบ เชน

ดี 3 2 1 0 -1 -2 -3 เลว

ดรุ า ย -3 -2 -1 0 1 2 3 เมตตากรุณา

ซอ่ื สัตย 3 2 1 0 -1 -2 -3 คดโกง

มีคุณคา 3 2 1 0 -1 -2 -3 ไมม คี ุณคา

เครง เครียด -3 -2 -1 0 1 2 3 สบาย สบาย

ภาพที่ 3.3 ตัวอยา งแบบวดั เจตคติตามแนวคิดของออสกดู แบบท่ี 2

3. นําแบบวัดเจตคติไปทดลองใชกับกลุมตัวอยาง ซ่ึงกําหนดไววาจะไปวัดเจตคติ โดยกลุม
ตวั อยา งควรจะมีจํานวนอยา งนอ ย 5 เทา ของจํานวนขอ ความเพื่อใหเ กดิ ความเช่ือมนั่ ในการวัดมากทส่ี ดุ

-66-

4. วิเคราะหค ุณภาพของขอความแตละขอ วิธีการวิเคราะหคุณภาพของขอความเหมือนกับ
เทคนิคของลิเคอรท คือ หาคาอํานาจจําแนกแตละขอโดยใช t-test for independent sample และ
หาคุณภาพท้ังฉบับโดยการคํานวณหาคาความเชื่อม่ัน (Reliability) ของขอความแตละขอโดยใช
สัมประสทิ ธ์อิ ัลฟา (α-Coefficient) หรืออาจใชวิธีแบบแบงครึ่ง (Split-half) ซึ่งออสกูดเสนอวา ไมควร
ตํา่ กวา 0.85

5. การวิเคราะหขอมูลจากแบบวัดเจตคติตามแบบของออสกูด การใหคะแนนข้ึนอยูกับ
จํานวนชองท่ีผูตอบประมาณคา แลวนํามาหาคาเฉล่ีย ของแตละคน แตละกลุม สามารถนําเอาผลการ
วเิ คราะหห าคา เฉลี่ยมาเปรยี บเทยี บระดับเจตคตริ ะหวางบคุ คล ระหวา งกลมุ และระหวางตวั แปร

ขอ ดีและขอจํากดั ของแบบวัดเจตคตติ ามแบบของออสกดู
ขอดี
1. สรางงายใชงา ยดว ยการหาคําคุณศพั ทต รงกนั ขา มทั้ง 3 องคประกอบ
2. สามารถนําไปใชเปรียบเทียบเจตคติของผูตอบ หรือกลุมของผูตอบที่มีตอเปาหมาย ที่
ตา งกนั เชน ตอ งการเปรียบเทียบเจตคตขิ องผูตอบทีม่ ตี อ การเรียนวิชาภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ โดยใช
แบบวัดชดุ เดยี วกนั ก็สามารถทจี่ ะนาํ ไปเปรียบเทียบกนั ได
3. ผตู อบไมม ีความรูสกึ ลําบากในการตอบ
ขอจาํ กัด
1. ผูตอบตางคนอาจจะแปลความหมายของคําคุณศัพทคูเดียวกันตางความหมายของ “ดี”
ของคนหน่ึงอาจจะตา งจาก “ด”ี ของอกี คนหนง่ึ ก็ได
2. ความหมายของคําคุณศัพทเมื่อใชกับเปาหมายตางกันจะมีความหมายตางกัน เชน คําวา
“ยาก” ถาใชวัดเจตคติตอกิจกรรมการเรียนการสอนของครู จะมีความหมายตางจากคําวา “ยาก” ใน
การวัดเจตคติของนักเรียนตอผูสอน ดังนั้นเมื่อตองการเปรียบเทียบเจตคติของผูตอบ คนเดียวหรือ
กลุมของผตู อบ ในกรณที ม่ี ีเจตคติตอเปาหมายตางกัน โดยใชแบบวัดชุดเดียวกันอาจจะทําใหเกิดปญหา
ดว ย
3. ถาใชวัดความคดิ รวบยอดหลายดาน ผูตอบจะเกิดความเบ่ือหนาย และไมตั้งใจคอยตอบใน
ความคิดรวบยอดดานหลังๆ โดยเฉพาะถาวัดหลายๆ ดาน ใชคําคุณศัพทตั้งแต 10 คูหรือมากกวาจะ
กอใหเกิดความเบ่อื หนายมากยงิ่ ขึน้
3. แบบวัดเจตคตขิ องเทอรส โตน (Thurston’s Scale)

แบบวัดเจตคติตามวิธีของเทอรสโตน เปนมาตรวัดท่ีนิยมใช มีชื่อเรียกหลายอยาง ไดแก
Psychophysical Scale เพราะอาศัยวิธีการทางจิตวทิ ยา ผนวกกับฟสิกส โดยวัดความรูสึกของบุคคลท่ี
มีตอส่ิงเรา เรียกวา Priori Approach เพราะวา ไดกําหนดคุณลักษณะของบุคคลต้ังแตมากท่ีสุด ไป
จนถึงนอยทส่ี ุด โดยคานํ้าหนักของแตละขอไดมาจากการพิจารณาของผูเช่ียวชาญ และดวยวิธีการท่ีให

-67-

แตละชวงมีนํ้าหนักคะแนนเทากัน จึงเรียกวา Equal-appearing Interval Scale โดยแบงเปนจํานวน
11 ชวง เทาๆ กัน จึงเรียกวา Judgment Method เพราะเปนวิธีการวัดที่อาศัยผูเชี่ยวชาญพิจารณา
ตดั สนิ ขอ ความเพ่อื กาํ หนดมาตรวดั แตล ะขอวา ขอความแตละขอความจะอยูในตําแหนงใดของมาตรวัด
และเรยี กวา Thurston’s Method เพราะวา เขาสรา งแบบวัดนี้ เพอื่ ใชวัดทัศนคติของคนตอศาสนา ตอ
บทลงโทษของกฎหมายบานเมอื งและตอลัทธิคอมมิวนสิ ต (วริ ชั วรรณรัตน, 2532, น. 34)

หลักการวัดโดยวธิ นี ี้ ตอ งอาศยั บุคคลเปนผูพจิ ารณาตัดสิน ผลการพิจารณาจะสรุปไดเปนมาตร
วัดที่มีคาประจําขอแตละขอแตกตางกันไป โดยถือวา ตัวเลขท่ีไดอยูในมาตรวัดแบบอันตรภาคชั้น
(Interval Scale)

การสรางแบบวดั เจตคตติ ามวธิ ีของเทอรส โตน
การสรางแบบวดั เจตคติตามรปู แบบของเทอรสโตนมักใชว ดั เจตคติ ความคิดเห็นหรือ ทัศนะที่มี
ตอเรือ่ งใดเรื่องหนงึ่ วเิ ชยี ร เกตสุ ิงห (2524, น. 91-94) ไดเสนอแนะวิธีการสราง แบบวัดเจตคติตามวิธี
ของเทอรสโตนตามขนั้ ตอนดังตอไปนี้
1. กาํ หนดตวั แปรท่จี ะวดั กาํ หนดจุดประสงคใ หชัดเจนวาจะวัดเจตคติตอสิ่งใด วดั ได จากใคร
จากอะไร และอยา งไร
2. เขียนขอความท่ีเก่ียวของกับเร่ืองที่ศึกษาใหไดมากท่ีสุด ซ่ึงขอความที่เขียนนั้นควรจะมี
ลกั ษณะที่เกีย่ วของกับเหตกุ ารณใ นปจ จุบนั มคี วามหมายเดียวในหนึง่ ขอความ ใชภาษาท่ีงายและชัดเจน
ไมเปนขอความที่ปฏิเสธซอนปฏิเสธ โดยสามารถเรียงลําดับของความรูสึกชอบหรือไมชอบจากนอยไป
มากหรอื จากมากไปนอย
3. นําขอ ความทรี่ วบรวมไดไปใหผูเชี่ยวชาญพิจารณาตัดสิน (Judge) ซึ่งกลุมของผูตัดสิน
นั้นควรจะเปนสวนหน่ึงของสมาชิกของกลุมประชากรที่จะศึกษาเจตคติ แตไมใชกลุมเดียวกับกลุม
ตัวอยา งที่จะศกึ ษาประมาณ 50 ถึง 100 คน โดยใหผูตัดสนิ แบง ขอความทั้งหมดเปน 11 กลุมตามลําดับ
ของความเขม ขน ของขอความจากนอยท่ีสุดไปสูมากท่ีสุด ซ่ึงมีลําดับคาจาก 1 ถึง 11 แลวใหผูตัดสินทํา
การพิจารณาวาขอความแตละขอความควรจะจัดอยูในระดับใดคือใหตัดสินวาเปนขอความท่ีมี
ความหมายในทางสนับสนุนมากนอ ยแคไ หน รปู แบบของการสรา งมาตรวัดดงั ภาพตอไปน้ี

ขอ ความ ระดบั เจตคติ

1. อาชพี ครเู ปน อาชีพท่มี เี กียรติสูง 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11
2. อาชีพครเู ปน เสมอื นศาลาพกั รอน
3. ผูท ป่ี ระกอบอาชีพครเู ปนบคุ คลท่ีไมท นั สมัย

ภาพที่ 3.4 ตัวอยางแบบวัดเจตคตติ ามแนวคดิ ของเทอรสโตนกอนหาคาประจําขอ

-68-

4. รวบรวมขอมูลตางๆ จากผูตัดสิน แลวทําการแจกแจงความถี่ของแตละขอความ แลว
นาํ มาหาคาประจําขอ (Scale-Value) ของแตละขอความโดยการหาคามัธยฐานและคาเบ่ียงเบนควอไทล
โดยท่ี

4.1 คาประจําขอ (Scale Value) หรือคามัธยฐาน (Median) ใชสัญลักษณ S เปนคา
ประจําขอความแตละขอ ซ่ึงเปนคาท่ีแสดงใหทราบถึงความคิดเห็นของผูตัดสินตอขอความนั้น โดยถา
ขอความทม่ี คี า ประจําขอ (S) สูง จะเปนขอความท่ีแสดงถึงเจตคติที่ดี สวนขอความที่มีคาประจําขอ (S)
ตํา่ จะเปน ขอ ความทีม่ ีเจตคติท่ีไมดี

4.2 คาเบีย่ งเบนควอไทล หรือคาพิสัยควอไทล (Inter quartile Range) ใชสัญลักษณ
Q โดยถา ขอ ความทม่ี ีคาเบ่ียงเบนควอไทลสงู หมายถงึ ความคิดเห็นของผตู ัดสนิ ตอ ขอความน้ันกระจาย
จากกันมากแสดงวาความคิดเห็นไมคอยเหมือนกัน สวนขอความท่ีคาเบี่ยงเบนควอไทลต่ํา หมายถึง
ความคดิ เหน็ ของผูตัดสินตอขอความนนั้ คอ นขางจะเหมอื น ๆ กนั

5. ตัดขอความท่ีมีคาคาเบี่ยงเบนควอไทลสูงออก (Q > 1.67 ถือวาไมดี) เนื่องจากความ
คิดเห็นของผตู ัดสนิ กระจายกันมาก แสดงวาขอความอาจไมมคี วามชัดเจน

6. เลือกขอความท่ีเหลือโดยขอความท่ีมีคาตางกันเปนชวงๆ ชวงละเทาๆ กัน หรืออีกนัย
หน่ึงก็คอื เลอื กขอความทมี่ คี า ประจาํ ขอ (S) ปะปนกันไปท้ังสูง กลาง ตา่ํ โดยแตละชวงควรจะมีขอความ
เทาๆ กนั

ตัวอยา งการคาํ นวณหาคาประจาํ ขอ (S) และ คา เบยี่ งเบนควอไทล (Q) ของแตละขอ ความ โดย
คณะผตู ัดสนิ จํานวน 100 คน ไดพ จิ ารณาขอความท่ี 1 ในแบบวดั เจตคติ ผลของการตัดสิน ผูพิจารณาได
เลอื กใหคะแนน ผลรวมของคะแนนแตละมาตรวัดแสดงไดดังตอไปนี้

ขอ ความ ระดับคะแนนของผูตัดสนิ ประจาํ ขอความที่ 1
1. อาชพี ครเู ปนอาชพี ทมี่ ีเกียรตสิ ูง 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11
0 0 0 5 5 10 3 60 10 4 3

นํามาหาคาประจาํ ขอ S โดยการหาคามธั ยฐานจากสูตร
n
S = L0 +  − cf 
 2 f  i

 


โดยที่ S แทน คาประจําขอ
L0 แทน คาจาํ กดั ลางของช้นั ท่มี ีมัธยฐานอยู
n แทน จํานวนผตู ดั สิน

-69-

cf แทน ความถสี่ ะสมของชนั้ กอนท่ีจะมคี า มัธยฐาน
f แทน คาความถ่ีของช้นั ทีม่ ีมธั ยฐานอยู
i แทน อนั ตรภาคชัน้
ผลการวิเคราะหค าสถิตกิ ารใหคะแนนของผูต ัดสินประจําขอความที่ 1 มดี งั ตอไปนี้

รายการ ระดบั คะแนนของผตู ัดสนิ ประจาํ ขอ ความท่ี 1
จาํ นวน ผตู อบ (f) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11
ความถ่ีสะสม (cf) 0 0 0 5 5 10 3 60 10 4 3
0 0 0 5 10 20 23 83 93 97 100

แทนคา ในสูตร คามัธยฐาน S = L +0  n − cf 
 2 f 
 i
 


= 7.5 +  50 − 23 1
 60

= 7.5 + 0.45
S = 7.95
Q = Q3 - Q1
 3n
Q3 = L0 +  − cf 
 f 
4  i

 
 

= 7.5 +  75 − 23 1
 60

= 7.5 + 0.87
Q3 = 8.37
 1n
Q1 = L0 +  − cf 
 f 
4  i

 


= 7.5 +  25 − 23 1
 60

= 7.5 + 0.03
Q1 = 7.53

-70-

Q = Q3 - Q1
= 8.37 – 7.53
= 0.84

สรปุ ไดวา S = 7.95 , และ Q = 0.84
7. หลังจากนั้นตัดขอความที่มีคาเบ่ียงเบนควอไทล (Q) สูง ๆ ท้ิงไป แลวทําการเลือก
ขอ ความอกี ครัง้ หนึ่งโดยพิจารณาคามัธยฐาน (S) เปน ชวง ๆ ในแตละชวงควรจะเลือกขอความประมาณ
2-3 ขอความเปน อยา งนอย และควรจะมีขอความทเ่ี ทา ๆ กัน ในแตละชวง ดังน้ันถาเลอื กขอ ความชวงละ
3 ขอ ความ แบบวดั เจตคติจะประกอบดว ยขอ ความทัง้ หมด 33 ขอความ
8. นาํ ขอ ความทเ่ี ลือกไวน ้ันมาเรียงคละกนั ไป และจัดใหอยูในรูปแบบของแบบวัด โดยมีคํา
ชีแ้ จงในการตอบโดยระบวุ าผูตอบแบบวัดน้ันควรจะเขียนเครื่องหมาย “” ลงหนาหรือหลังขอความที่
ตรงกับความรูส กึ ของตนเองมากท่ีสุด
9. นําแบบวัดนั้นไปทดลองเก็บขอมูลกับกลุมตัวอยางท่ีมีลักษณะเหมือนกับกลุมตัวอยาง
จริง หรือเปนสมาชิกของประชากรแตไมใชกลุมตัวอยางท่ีจะวัดเจตคติจริง เพื่อที่จะพิจารณาเลือก
ขอความท่ีไมเ กีย่ วของออก
10. พิจารณาตัดขอความท่ีไมเกี่ยวของออก โดยพิจารณาจากขอความท่ีมีคาประจําขอ (S)
เทาๆ กัน ถามีคนเลือกขอความใดขอความหน่ึงแลว เลือกขอความอ่ืนๆ ที่มีคาประจําขอ (S) เทากัน
แสดงวา ขอความเหลา นน้ั เกีย่ วของกนั แตถ าเลือกเปน บางขอ และบางขอ ไมไดรบั การเลือกแสดงวาขอท่ี
ไมไ ดรับการเลือกเปนขอ ทไี่ มเก่ยี วขอ งกับขอความอนื่ ๆ
11. นาํ ขอความที่คัดเลือกแลวมาเรยี บเรยี งเปนแบบวัด โดยเรียงขอความเหลานั้นคละกันไป
แบบสุม พรอมท้งั มคี าํ ช้ีแจงรายละเอยี ดในการตอบแบบวดั ใหชดั เจน
การนําแบบวดั เจตคตแิ บบเทอรส โตนไปใช
การนําแบบวัดเจคติแบบเทอรสโตนไปใชเก็บรวบรวมขอมูลเพ่ือการวิจัยที่ตองการวัดเจตคติ
โดยการถามจะถามเพยี งวา เห็นดว ย หรอื ไมเ หน็ ดวยกับขอ ความแตละขอในชุดน้นั โดยไมตองระบุระดับ
ความคิดเห็น แลว นาํ เอาคา ประจําขอ ทีไ่ ดม าหาคาเฉลยี่ โดยใชสตู ร คอื

S = ∑Si

k

ตัวอยางของมาตรวัดเจตคตติ อ อาชีพครูตามวธิ กี ารสรางของเทอรสโตนท่ีปรับใชหลังจากหาคา
ประจําขอ แลว แสดงไดดังภาพตอ ไปนี้

-71-

คาํ ชแ้ี จง โปรดทาํ เครือ่ งหมาย  ในชอง  เฉพาะขอ ความท่ที า นเห็นดวย
1) อาชพี ครเู ปน อาชีพทีม่ คี ณุ คามหาศาล  เห็นดวย  ไมเ ห็นดว ย
2) อาชีพครเู ปน อาชพี ที่มีหลกั ประกัน  เหน็ ดว ย  ไมเห็นดว ย
3) อาชีพครูเปนอาชีพท่มี รี ายไดน อ ย  เห็นดว ย  ไมเ ห็นดว ย
ฯลฯ
ภาพที่ 3.5 ตวั อยางแบบวดั เจตคติตามแนวคดิ ของเทอรสโตนหลังหาคา ประจาํ ขอ

เม่อื ไดผ ลการวดั เจตคติจากกลุมตัวอยางของการวิจัยแลว ก็นํามาคํานวณหาคาเฉล่ีย ของแต
ละคน และหาคา เฉล่ยี ของแตล ะกลุมดังนี้

1. การคํานวณคะแนนเจตคติของแตละคน ทําไดโดยนําคาประจําขอ (S) ของขอความ ที่
ผตู อบตอบวาเห็นดวย มาหาคาเฉลย่ี เชน ผูตอบ ตอบวาเห็นดวยในขอ 1, 3, 5 ซ่ึงเปนขอความที่มีคา
ประจําขอ (S) ตามลําดับดงั นี้ 10.3, 8.7, 7.5 ดังน้ันการคํานวณเพื่อหาคะแนนเจตคติ ของผูตอบคนนี้
โดยใชส ูตร คือ

S = ∑Si

k

โดยท่ี S แทน คะแนนเจตคตขิ องแตล ะคน
Si แทน คาประจาํ ขอ
k แทน จาํ นวนขอ

แทนคาในสูตร =S 10.3 + 8.7 + 7.5
3
S = 8.83

จากคา S ทไ่ี ดคะแนนของผูตอบนี้คอ นขา งสงู แสดงวาผูต อบคนนมี้ ีเจตคติท่ีคอนไปในทาง
ที่ดี

2. การคาํ นวณคะแนนเจตคติของบุคคลทั้งกลุม ทําไดโดยนําคาเจตคติ (S) ของทุกคนในกลุม
รวมกันแลว หาคาเฉล่ยี เชน กลมุ ตัวอยาง จํานวน 10 คน มีคา เจตคตขิ องแตล ะคนดังนี้ 3.2, 1.5, 2.4,
3.0, 2.9, 4.2, 5.4, 3.4, 3.5, 2.5 สามารถคํานวณเจตคติของบคุ คลท้งั กลุมไดโ ดยใชสตู รดงั น้ี

S = ∑S
N

โดยที่ S แทน คะแนนเฉลีย่ เจตคติของกลมุ
S แทน คะแนนเจตคติของแตละคน
N แทน จํานวนขอ

-72-

แทนคา ในสูตร S= 3.2 +1.5 + 2.4 + 3.0 + 2.9 + 4.2 + 5.4 + 3.4 + 3.5 + 2.5
10

S = 3.84

จากคา S ที่ไดคะแนนของผูตอบกลุมนี้คอนขางต่ํา แสดงวาบุคคลกลุมนี้มีเจตคติคอนไป
ทางท่ไี มคอ ยดี

ขอดีและขอจาํ กัดของแบบวัดเจตคตแิ บบเทอรส โตน
ขอ ดี
1. นําไปใชไดงาย เพราะผูตอบคําถาม ตอบเพียงแสดงความรูสึก หรือความคิดเห็นตอ ขอ
คาํ ถามเพยี ง 2 คาํ ตอบคือ เห็นดว ยกับไมเ หน็ ดว ยเทา น้นั
2. เปด โอกาสใหผ ูต อบแสดงความคิดเห็นไดท ั้งทางบวกและทางลบ ผตู อบไมมีความรูสึกลําบาก
ในการตอบ
3. การวิเคราะหผ ลการวัด ทาํ ไดง าย เพราะมีคาประจําขอ (S) อยูแลว
ขอจาํ กดั
1. วธิ ีการสรางยาก ซบั ซอน เพราะตอ งใชผูตัดสนิ ใหค ะแนนตอ คาประจําขอ กอ นนําไปใชจ ริง
2. การใชผูตัดสินใหพิจารณาคานํ้าหนักประจําขอ อาจจะมีความคลาดเคล่ือน เพราะผูตัดสิน
อาจใหนํา้ หนักทผี่ ิดได
3. ถาใชว ดั ความคดิ รวบยอดหลายดาน ผูตอบจะเกิดความเบ่ือหนาย และไมต้ังใจคอยตอบใน
ความคิดรวบยอดดานหลังๆ โดยเฉพาะถาวดั หลายๆ ดา น จะกอใหเกิดความเบอ่ื หนา ยมากยง่ิ ขึน้

สรุป

เจตคติเปน ความรูสกึ ที่ซอ นเรนอยูภ ายใน เปนความรูสึกชอบหรอื ไมช อบ ยงั ไมแสดงออกมาเปน
พฤตกิ รรม เกี่ยวของกบั ความเชอ่ื ศรัทธาตอ สิง่ ใดสิ่งหนึ่ง อาจจะเปน ไปในทางท่ีดี เราเรียกวา เจตคติเชิง
บวก หรอื อาจจะเปนไปในทางท่ไี มดี เราเรียกวา เจตคตเิ ชิงลบ เจตคตปิ ระกอบไปดวยความรูสึกและเปา
เจตคติ ซึง่ มีความโนนเอยี งที่จะตอบสนอง มีความคงทน มีความคงเสนคงวา และมีทิศทาง

ทฤษฏีการเรียนรูเปนกลไกที่กอใหเกิดเจตคติจากการเรียนรูจากการเช่ือมโยงสัมพันธ การ
เสริมแรง และการเลียนแบบ นอกจากนน้ั ทฤษฏีแรงจูงใจใหค วามสาํ คญั กับประสบการณของบุคคลที่เปน
สงิ่ จูงใจใหบุคคลเกิดเจตคติ พิจารณาตัดสินใจใหนํ้าหนักของเจตคติตามประโยชนหรือโทษของตอเปา
เจตคตนิ นั้

การสรา งแบบวดั เจตคติตามแนวคิดของคิเคอรท แนวคดิ ของออสกดู และแนวคดิ ของเทอรสโตน
ท้ัง 3 รปู แบบมีแนวคิดการวัดเจตคติท่แี ตกตางกันไป เม่ือวัดเจตคติแลวไดผลเปนคะแนนซ่ึงเปนตัวแทน
ของเจตคติโดยรวมของบุคคล การใชแบบวัดแตละแนวคิดจะตองเลือกใชใหเหมาะสมกับวัตถุประสงค
ของการวดั เจตคติทีต่ อ งการ

-73-

คําถามทบทวน

1. เจตคติ หมายถึงอะไร
2. ลักษณะของเจตคตเิ ปนอยา งไร
3. จงเขียนแผนผังความคิด (Mindmap) แสดงข้ันตอนในการสรางเครื่องมือวัดเจตคติแตละ
แนวคิด และระบายสีใหส วยงาม - แนวคิดของลิเคอรท - แนวคดิ ของออสกดู - แนวคดิ ของเทอรส โตน
4. จงสรา งแบบวัดเจตคติตามแนวคิดของลิเคอรท ออสกูด และเทอรสโตน จํานวน 10 ขอ ตอ
แนวคิด ตามประเดน็ ตอไปน้ี

4.1 เจตคติของนิสิตท่ีมีตอนกั การเมอื งไทย
4.2 เจตคติของนักเรยี นที่มตี อการเปนประเทศอาเซียน
4.3 เจตคติของนิสิตทมี่ ีตอ มหาวิทยาลยั ราชภัฏบานสมเด็จเจา พระยา
4.4 เจตคตขิ องนสิ ิตทม่ี ีตอ การใชเ ฟสบุค
4.5 เจตคตขิ องนิสติ ทีม่ ีตอ การใชไ ลน
4.6 เจตคตขิ องนสิ ิตทีม่ ตี อองคการบริหารนสิ ิต
4.7 เจตคติของนักเรียนทีม่ ตี อ การบริหารกิจการนักเรยี นของโรงเรยี น
4.8 เจตคตขิ องนิสิตทมี่ ีตออาชพี นางพยาบาล
4.9 เจตคติของนิสติ ที่มีตอสํานักกจิ การนสิ ติ นกั ศกึ ษา
4.10 เจตคติของนสิ ติ คณะครุศาสตรทมี่ ตี อการจดั การเรียนการสอนวิชาชพี ครู

เอกสารอางองิ

โชติกา ภาษีผล. การสรา งและการพัฒนาเคร่อื งมือในการวดั และประเมินผลการศึกษา. พิมพคร้ังท่ี 2.
กรุงเทพฯ : จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั . 2554.

บญุ ธรรม กจิ ปรีดาบริสุทธิ์. เทคนิคการสรางเครื่องมือรวบรวมขอมูลสําหรับการวิจัย. พิมพคร้ังท่ี 3.
กรุงเทพฯ : บีแอนดบ ี การพมิ พ. 2534.

ลว น สายยศ และองั คณา สายยศ. การวัดดา นจติ พิสัย. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาสน . 2543.
วิรชั วรรณรตั น. การตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมือในการวดั ผลและการวิจัย. กรุงเทพฯ :

มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ. 2532.
วเิ ชียร เกตสุ งิ ห. หลกั การสรา งและวเิ คราะหเครื่องมือทใี่ ชใ นการวิจยั . พมิ พค รงั้ ท่ี 3. กรุงเทพฯ:

เรอื นอักษร. 2524.

Aiken, L.R. Assessment of Personality. Boston : Allyn and Bacon, 1986.
Ajzen, I. and Fishbein, M. Understanding Attitude and Predicting Social

Behavior. Englewood Cliffs. N.J. Pretice Hall, Inc. 1980.

-74-

Camblell, David P. Manual for the Strong-Campbell Interest Inventory.
Standford, California : Standford University Press, 1977.

Edwards, A.L. Techniques of Attitude Scale Construction. New York :
Appleton-Century-Crofts. 1957.

Fishbein, M. and Ajzen, I. Beliefs, Attitude, Intention and Behavior: An
Introduction to Theory and Research. Reading : Mass. Adison Wesley,
1975.

Holland, John L. Manual of Self-Directed Search. Palo Alto, California :
Consulting Psychologist Prress, 1979.

Katz, D. The Foundational Approach to the Study of Attitude. Publ. Opin.
Quart. 24, 1960. pp. 663-204.

Krathwohl, D.R. and others, Taxonomy of Education Objectives hand book
II. Affective Domain. New York : David McKay. 1964.

Likert, Rensis. A Technique for the Measurement of Attitude. In. G. F.
Summer(ed.). Attitude Measurement. Chicago : Rand McNally. 1970.
pp. 149-158.

Mitchell, Mathew. Situational Interest : Its Multifaceted Structure in the
Secondary School Mathematics Classroom. Journal of Educational
Psychology. 1993. Vol.85. No.3. pp.424-436.

Osgood C. E. , Suci, C.J. and Tannenbaum, P.H. The Measurement of Meaning.
Urbana: University of Illinois Press, 1957.

Oskamp. S. Attitudes and Opinion. Englewood Cliffs. N. J. : Prentice Hall.
1977.

Shaw, M., and Wright, J.M. Scales for the Measurement of Attitudes. New
York : McGraw-Hill, 1967.

Thurstone, L.L. Comments. American Journal of Sociology. 52, 1964. P. 39-
40.

Thrustone, L.L. Attitude Can Be Measured. In G. F. Summer(ed.). Attitude
Measurement. Chicago : Rand McNally. 1970. pp. 127-141

บทท่ี 4
การวดั คานยิ ม

คา นิยมเปน คุณลักษณะของจติ พสิ ยั ท่ีเกิดจากการสรา งคุณคา ทางจติ ใจ เปนอุดมการณท่ีบุคคลท่ี
นยิ มหรือยกยอ งวามีคณุ คา การศกึ ษาคานิยมของบุคคลจําเปนจะตอ งเขา ใจความหมาย ประโยชน ระบบ
คา นิยม ประเภทของคา นยิ ม ลกั ษณะเดนของคา นยิ ม การสรางเครือ่ งมือวัดคานยิ ม เพอื่ ใหผ ลของการวัด
ถกู ตอ งมากทส่ี ดุ

ความหมายของคา นิยม

คา นยิ ม เปน เรอื่ งของจิตใจทยี่ อมรับสง่ิ หน่ึงสง่ิ ใดวามีคุณคา ยอมรบั แลว นาํ มาจัดระบบวาเปนส่ิง
ทีม่ คี า ควรแกย กยอง ไดมีผนู ิยามคา นยิ มไวแ ตกตา งกันดงั ตอ ไปน้ี

สาโรช บัวศรี (2524) ใหนิยามคานิยมวา เปนสภาพหรือการกระทําบางประการท่ีเราเช่ือหรือ
นิยมวา ควรยึดหรือยึดมัน่ หรือวา เราควรกระทําหรือปฏิบัติเพื่อจะไดบรรลุถึงความมุงหมายของสังคม
หรือตวั เอง

ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ (2543) ไดใ หค วามหมายคา นิยมวาเปนความรูสึกตอความเชื่อ
ท่ีสังคมเห็นวา ดี-เลว มีความสําคัญ-ไมสําคัญ พึงปรารถนา-ไมพึงปรารถนา ซึ่งเปนอุดมการณหรือวิถี
ชีวิตของมนษุ ย

วูดรัฟ (Woodruff. 1952) นิยามคานิยมวา เปนสิ่งที่บุคคลหรือกลุมบุคคลในสังคมยึดถือและ
ยอมรบั วา เปนสงิ่ ที่มีความหมายและมคี วามสาํ คัญตอ ตนเอง ยอมรับเอามาเปนเปาหมาย มาตรฐาน และ
อดุ มคติ

คิลแพทริค (Kilpatrick. 1954) ไดใหความหมายของคานิยมวาเปนความตองการที่ไดรับการ
ประเมินอยางละเอียดรอบคอม เปนสิ่งท่ีมีคุณคาควรแกการเลือกไวเปนของตนเอง เชนเดียวกับโรคีซ
(Rokeach. 1968) ไดนิยามความหมายของคานิยมวา เปนความเช่ือท่ีแตละบุคคลยึดถึงวา ควรปฏิบัติ
เชน ไร สิง่ ใดมคี ุณคาหรือมมีคุณคา เปน มาตรฐานในการตดั สินวา สง่ิ ใดดี สิ่งใดไมดี

นอกจากน้ันยังไดมีการนิยามวาคานิยมเปนขอกําหนดการประพฤติปฎิบัติของคนในสังคมท่ี
สมาชิกในสังคมยึดถือมานาน เปนความตองการของคนในสังคมท่ีสมาชิกในกลุมใหการยอมรับ ดังนั้น
คานยิ มจึงเปนรูปแบบความตองการของมนุษยในสังคมหน่ึง ๆ ท่ีมีเปาหมาย มีการยึดถือของสมาชิกใน
กลุมนนั้ โดยสงผลใหเกิดการตัดสินใจของคนในสังคม ซึ่งจะนาํ ไปสกู ารปฏิบตั ิสืบทอดเปนวัฒนธรรม

สรุปไดว า คานยิ มเปน ความชนื่ ชอบตอ เปา หมายอยา งมีคณุ คา ทีบ่ ุคคลนยิ ม ยกยองวาควรยึดถือ
หรือควรปฏิบตั ิ กระทําบางส่ิงบางอยาง เปนอุดมการณและวิถีชีวิต เปนส่ิงท่ีสําคัญ มีคุณคาท่ีเก่ียวของ
กบั กิจกรรมและส่ิงเรา ทีเ่ ปน เปาหมาย

-82-

ความสําคัญของคา นิยม

คานิยมเกิดจากเจตคติจํานวนหลายๆ เจตคติจัดกลุมแลวรวมกันเปนคานิยม คานิยมเปน
ความรูสึกที่หนักแนนกวาเจตคติ คานิยมมีบทบาทสําคัญมากตอการกระทํา ตอการตัดสินใจ ตอการ
เปลี่ยนแปลงเจตคติ และตอการสรางอุดมการณของบุคคล (สมบูรณ ศาลยาชีวิน, 2524 ) คานิยมมี
บทบาทอันสาํ คญั ยงิ่ ในการจัดกลุมของพฤติกรรมและมีอิทธิพลตอการตัดสินใจ วา ส่ิงใดถูก ผิด ควรทํา
ไมค วรทาํ

คานิยมมีความเก่ียวพันกับวัฒนธรรม คานิยมบางอยางไดสรางแกนของวัฒนธรรมน่ันเอง เชน
คานิยมเรื่องรักอิสรเสรีของสังคมไทย ทําใหคนไทยมีพฤติกรรมที่ “ทําอะไรตามใจคือไทยแท”
เพราะฉะนั้นคานิยมจึงมีความสําคัญมากและมีผลกระทบถึงความเจริญหรือความเสื่อมของสังคม
กลาวคอื สังคมทม่ี คี า นิยมทเ่ี หมาะสมและถกู ตอ ง เชน ถาสังคมใดยืดถือคานิยมเรื่องความซื่อสัตย ความ
ขยันหม่ันเพียร ความเสียสละ หรือความสามัคคี สังคมนั้นยอมจะเจริญกาวหนาแนนอนแตในทาง
กลับกัน ถาสังคมใดมีคานิยมท่ีไมสนับสนุนความเจริญ เชน คานิยมท่ีเชื่อเรื่องโชคชะตาก็จะกอใหเกิด
พฤตกิ รรมไมกระตือรอื รน หรือเฉ่ือยชา ซึง่ จะเปน อุปสรรคในการพัฒนา เปนตน

คานิยมไมวา จะเปน ของบคุ คลหรือคา นิยมของสงั คม จะมีอทิ ธพิ ลตอตัวบุคคล ดงั น้ี คือ
1. ชว ยใหบุคคลตัดสินใจวา สง่ิ ใดผดิ สิง่ ใดถูก ดหี รือไมด ี มคี ณุ คาหรือไมมคี ณุ คาควรทําหรือไม
ควรทาํ
2. ชว ยใหบุคคลในการกาํ หนดทาทีของตนตอเหตุการณทตี่ นตองเผชิญ
3. ชวยสรา งมาตรฐาน และแบบฉบับจากการประพฤติปฏิบัติของบคุ คล
4. มีอทิ ธิพลเหนอื บุคคลในการเลอื กคบหาสมาคมกบั บคุ คลอนื่ และเลอื กกิจกรรม ทางสงั คม
จะตองเขาไปรว มดว ย
5. ชวยใหบ ุคคลกาํ หนดความคิดและแนวทางปฏบิ ัติ
6. ชวยเสริมสรา งหลักศลี ธรรม ซง่ึ บคุ คลจะใชในการพิจารณา การกระทําของตนอยา งมเี หตุผล
ในการศึกษาสังคม จะพบวา สังคมที่ดีจะอยูไดเพราะมีโครงสรางทางสังคมท่ีดี โครงสรางทาง
สงั คมเปนความสมั พันธร ะหวา งมนุษย โดยอาศยั วฒั นธรรมเปน กรอบและเครอื่ งยึดเหน่ยี ว โดยโครงสราง
ทางสังคมมีองคประกอบ 2 ประการคือ สถาบันสังคม และองคการสังคม และในองคการสังคมเปน
กระบวนการจดั ระเบยี บทางสงั คม โดยอาศยั ความรู ความเชื่อ คา นิยม อดุ มการณ คุณธรรม บรรทัดฐาน
สัญลักษณ สถานภาพและบทบาทเปนตน สิ่งนก้ี ็มกั จะเกดิ เปน วฒั นธรรมสงั คม ดังนั้นถา สังคมมีคานิยมท่ี
เปลีย่ นแปลง วัฒนธรรมสังคมกจ็ ะเปลยี่ นแปลงไปดวย การปลกู ฝง คา นยิ มท่ดี ที ต่ี องจะทําใหไดวัฒนธรรม
สังคมที่ดีไปดว ย และในทางท่ีกลับกนั วัฒนธรรมที่ดกี ็สามารถสรางเสริมคา นยิ มทด่ี ีดว ย
สรุปไดวา คานิยมมาจากวัฒนธรรมที่ดีซึ่งชวยใหเกิดคานิยมท่ีดีในสังคม คานิยมมีอิทธิพลตอ
บคุ คล ทาํ ใหเกิดการเรียนรู เกิดการตัดสินใจ เกิดพฤติกรรมท่ีมีตอสถานการณหรือสิ่งเรานั้น คานิยมทํา
ใหบ ุคคลดาํ เนนิ วิถีชวี ติ ท่ีแตกตางกนั ตามคา นิยมของบคุ คล

-83-

แหลง ท่มี าของระบบคานยิ ม

คานยิ มเกดิ ข้ึนเพราะบุคคลมีศรัทธาตอสิ่งใดส่ิงหน่ึง ซึ่งเปนสิ่งท่ีเกิดจากการกระทําหรือปฏิบัติ
ตามมา ศรัทธาคือ ความเชื่อ ความเลื่อมใสท่ีบุคคลมีตอสิ่งหน่ึงส่ิงใดท่ีเห็นวาดี มีประโยชนสามารถ
ชว ยชวี ติ เราได คนจะลงมอื ทําอะไรกเ็ พราะมคี วามเชื่อวา ส่งิ ทีท่ าํ ไปน้นั มีประโยชน มผี ลดีตอ ตนเอง ความ
เชื่อจงึ เปนแรงจงู ใจใหคนทาํ สงิ่ ตางๆ ความเชอื่ น้ีอาจเปนความเชื่อภายนอกซึ่งอาจเปนสิ่งที่ตนเองนับถือ
วาเปนส่งิ ทม่ี อี าํ นาจดลบันดาลใจใหช วี ติ มคี วามสุขความเจริญ เชน พระรตั นตรัย เทพเจา เทวดา เปนตน
หรือเปนความเช่ือภายในตนเอง ซ่ึงจะทําใหเกิดกําลังใจท่ีจะทํางานไดสําเร็จ (ผองพรรณ เกิดพิทักษ ,
2531) เมื่อคานยิ มเกดิ จากความเชอ่ื ของบุคคล ดงั น้นั แหลงทเ่ี กิดระบบคานิยมจงึ มาจากแหลงตอไปน้ี

1. สถาบนั ครอบครัว เปนสถาบนั ทีป่ ระกอบดวยพอแมหรือญาติพี่นอง พอแมจะใหการเรียนรู
แกล ูกวาอะไร ดี ไมดี ควรทาํ ไมควรทํา ลูกก็จะจดจําไวและพิจารณาสังเกตดูส่ิงท่ีพอแมส่ังสอน ถาตรง
กับความเชื่อหรือศรัทธาของตนเองก็จะยึดถือไว เชน สอนใหเปนคนเมตตา ซื่อสัตย ไมพูดโกหก ฯลฯ
ครอบครัวที่มีเมตากรุณา ลูกๆก็มักจะมีเมตตากรุณาไปดวย เพราะไดรับรู ไดสัมผัส ไดกระทําจนเห็น
คุณคา จงึ ยดึ ถือปฏิบัตติ ามกันมา

2. สถาบนั การศึกษา ผมู บี ทบาทที่สาํ คัญไดแก ครู ซึ่งมอี ทิ ธิพลตอ พฤติกรรมของนกั เรยี น ถาครู
สอนใหนักเรียนไดร ูและกระทาํ แตส ิง่ ท่ดี ี นักเรยี นก็จะเปน คนดี มีคานิยมทางดีอยูกับตัว ครูและโรงเรียน
มอี ทิ ธพิ ลตอคา นยิ มมาก จะสงั เกตเห็นไดจ ากบางโรงเรียน เด็กชอบชว ยเหลอื คนอื่น แตบ างโรงเรียนชอบ
ใชความรุนแรง ทง้ั นเี้ ปนผลจากครูและโรงเรยี นน้ันเองที่ปลูกฝง คา นิยมทางที่ดแี ละไมด ีใหแกนกั เรยี น

3. เพ่ือน เปน สิง่ สําคัญในการเสรมิ ความเช่อื ความศรทั ธาใหเกดิ คานิยมแตกตางกัน โดยเฉพาะ
เด็กวัยรุนจะเปนวัยท่ีเอาอยางเพื่อน ดังน้ันเม่ือเพื่อนสวนใหญศรัทธาอะไรก็มักจะคลอยตาม ถากลุม
เพอื่ นทีม่ คี านิยมทางทด่ี ีก็จะเปน เด็กดไี ปดวย แตถาไปอยูในกลมุ เพื่อนทีม่ ีคา นยิ มในทางท่ีไมดี ก็จะพลอย
เปนไมดีไปดวย เดก็ บางกลมุ ชอบทาํ บุญ บาํ เพ็ญกุศล แตเด็กบางกลุมเลนการพนัน คิดยาเสพติด เพราะ
มองเหน็ คุณคา ตางกนั

4. สอื่ ตางๆ สอ่ื ทสี่ าํ คัญในปจ จบุ ันไดแ ก อินเตอรเนท หนงั สือพมิ พ วิทยุ โทรทัศน ฯลฯ เปนสื่อ
ท่ีแพรส่ิงดี สิ่งไมดี หลายๆ อยาง คนบางคนพิจารณาเลือกไมเปนก็จะเปนอันตรายเพราะส่ือเปนตัว
นาํ เสนอเปา หรือสรางคา นยิ มใหแกคนได การเกิดศรทั ธาของแตละคนจึงขน้ึ อยกู ับการพิจารณาตัดสิน ถา
บางคนมีจติ ใจสูงจะตดั สินใจอยางหนึ่ง ถามีจิตใจตํ่าก็จะตัดสินใจยอมรับอีกอยางหนึ่ง การใหเด็กสัมผัส
กบั สือ่ ทงั้ หลายจงึ ตอ งควรระวัง ผูใ หญจะตองคอยชแี้ นะในสิ่งทดี่ ีงาม จึงจะสรา งคา นิยมทด่ี ีงามได

สรุปไดว า คานยิ มนัน้ ไดรับการสรางสมมานานต้งั แตเดก็ เล็ก ในสถาบันครอบครัว มีพอ แม ปยู า
ตายาย พน่ี อ ง เปนคนสาํ คัญทใ่ี หความเช่ือ ความศรทั ธา ใหความรู และปลูกฝงอยเู ปนประจํา เชื่อในสิ่งท่ี
ดี สง่ิ ไมดี ควรทาํ ไมค วรทาํ สิ่งเหลา นถี้ กู ปลูกฝง มาตัง้ แตเ ด็ก สะสมตกผลกึ มาเปนของตนเอง เมอ่ื เขา
โรงเรียนแลวกม็ คี รู มีเพอ่ื น ไดพ บเห็นส่ือตางๆ กเ็ กิดการเรยี นรูมากข้ึน เปนการเพ่มิ คา นยิ มมาจาก
ครอบครวั เรื่อยๆ กลายเปนคา นิยมของตนเอง ซง่ึ ตามหลกั การแลวคา นิยมมคี วามคงคนและยากทีจ่ ะ
เปลย่ี นแปลง

-84-

ประเภทของคานยิ ม

การจาํ แนกประเภทของคานยิ มนัน้ มนี กั วิชาการไดจําแนกประเภทของคานิยมไว โดยใชเกณฑที่
นํามาจําแนกตางกันดงั ตอไปน้ี

สาโรช บัวศรี (2524) ไดแ บง คา นยิ มออกเปน 2 ประเภทไดแก
1. ประเภทพ้ืนฐาน (Basic Values) ไดแก ศีลธรรม (Moral Values) คุณธรรม (Ethical
Values) ธรรมเนียมประเพณหี รอื วัฒนธรรม (Cultural Values) กฎหมาย (Legal Values)
2. คานยิ มวิชาชีพ (Professional Values) ไดแก อุดมการณในอาชีพของตน วินัยของวิชาชีพ
ของตน มารยาทของวิชาชพี ของตน พระราชบญั ญตั เิ กี่ยวกบั วชิ าชพี ของตน
นอกจากนน้ั สาโรช บวั ศรี (2524) ยงั ไดจ ําแนกคานิยมตามวารสารของสมาคมฟายเดลตาแคป
ปาทีจ่ ําแนกไววา เปน 2 ประเภท ไดแ ก
1. คานิยมท่ีเปนศีลธรรม (Morality) ซ่ึงไดแก คานิยมท่ีเปนศีลธรรมและคุณธรรมโดยเฉพาะ
คือ Moral and Ethical Values เปน คา นิยมทก่ี ําหนดโดยพระศาสดา หรอื พระผูเ ปน เจา
2. คานิยมที่เปนธรรมเนียมประเพณี (Convention) เปนคานิยมท้ังหลายท่ีประชาชนได
เห็นชอบกาํ หนดกันขน้ึ เอง อันไดแ ก ธรรมเนียมประเพณี กฎหมาย อุดมการณ วินัยฯลฯ คานิยมแบบน้ี
ขึน้ อยูก บั กลมุ คนในสังคม ดังนน้ั คา นยิ มของสังคมตางกนั อาจแตกตางกันบางก็ได
ไอเกน (Aiken, 1986) ไดกําหนดกลุมของคานิยมตามแนวคิดของเอดเวิรด สแปรงเกอร
(Edward Spranger) เปน 6 ประเภท ดงั นี้
1. ประเภททฤษฏี (Theoretical) เปนคนใชสติปญญาเพื่อคนหาความจริง ไมชอบความ
สวยงาม และประโยชนใชสอยของวัตถุ สนใจดานเหตุผล เปนกลุมท่ีมีสติปญญาสูง ไดแก นักปราชญ
นักวิทยาศาสตร นักคณิตศาสตร เปนตน จุดมุงหมายในชีวิตก็คือ การจัดระบบของความรูที่ไดศึกษา
คน ความาอยา งมีกระบวนการ
2. ประเภทเศรษฐกิจ (Economic) เปนคนสนใจส่ิงท่ีเปนประโยชน เปนกลุมนักธุรกิจ ทํา
กิจกรรมเกี่ยวกับธุรกิจ สนใจการผลิต การตลาด การบริโภคสินคา การเครดิต ชอบหาเงินทองใหได
มากกวา คนอนื่ มากกวาทจ่ี ะแสวงหาอํานาจ หรือบริการ จุดมุงหมายในชีวิตคือ การม่ังมีเงินทอง ความ
รา่ํ รวย หรือบชู าเงินทอง
3. ประเภทสนุ ทรยี ะ (Aesthetic) คนประเภทนี้มองเห็นคุณคาของรูปแบบและความกลมกลืน
การตัดสนิ ใจวา อะไรหรอื สาํ คญั อยูที่ความไดส ดั สว นและความเหมาะสม มองความสวย ความงามวาเปน
เรื่องทีส่ ําคญั มากกวา ความเปน จรงิ ยึดความพอใจ ความเปน ตัวเอง และหนักไปทางศิลปะ วรรณกรรม
4. ประเภทสงั คม (Social) เปน กลมุ ชอบสังคม เหน็ อกเห็นใจคนอนื่ มคี วามเมตตา กรุณาคนอ่ืน
และไมเ ห็นแกตวั มมี นษุ ยสมั พนั ธด ี ชอบชว ยเหลอื และใหคาํ แนะนาํ แกผ ูอ ่ืน
5. ประเภทการเมือง (Political) เปน บุคคลทช่ี ืน่ ชอบความมีอํานาจ มีลักษณะความเปนผูนํา มี
แรงจงู ใจทต่ี อ งการมชี อ่ื เสยี ง มีอทิ ธิพลและมเี กียรตยิ ศ ชอบการแสดงออกในการใชพลงั อาํ นาจ

-85-
6. ประเภทศาสนา (Religious) เปนกลุมบุคคลที่ยึดม่ันในความมีเอกภาพ เปนพวกลึกลับและ
ศึกษาหลักความดี ความชั่ว เพื่อความเขาใจโลก และจักรวาล อุทิศตนเพื่อชวยคนอื่นและช่ืนชอบ
หลกั ธรรมของศาสนา

การแบง คานยิ มตามแนวคดิ ของฟนิกซ (Phenix, 1958) ไดแบงคานิยมออกเปน 6 ประเภท
ดังนี้

1. คานิยมทางวัตถุ (Material Value) เปนคานิยมท่ีเนนไปทางปจจัยที่สําคัญในการดํารงชีวิต
มนษุ ย ไดแก อาหาร เครอ่ื งนุงหม ทีอ่ ยอู าศัย และยารักษาโรค

2. คา นยิ มทางสังคม (Social Value) เปน คานิยมทเี่ กี่ยวกับความสมั พันธท ก่ี อ ใหเ กิดความรักใน
สงั คม

3. คา นยิ มทางความจรงิ (Truth Value) เปนคา นยิ มทีเ่ กีย่ วกับการใหค วามรูตามความจริง การ
คนควาทางวทิ ยาศาสตรเ พือ่ หาความจรงิ ตามปรากฏการณข องธรรมชาติ

4. คานิยมทางจริยธรรม (Moral Value) เปนคานิยมที่เกี่ยวของกับความรับผิดชอบในการ
ปฏบิ ัติ เชน ความซอ่ื สัตย ความยตุ ิธรรม

5. คานิยมทางสุนทรียภาพ (Aesthetic Value) เปนการมองเห็นความสําคัญและประโยชน
ซาบซงึ้ ในความสวยงามของส่ิงตางๆ

6. คานิยมทางศาสนา (Religious Value) เปนคานิยมเกี่ยวกับอุดมการณทางศาสนา
อุดมการณท างชีวติ

สรุปไดวา คานิยมจําแนกตามความคิดเห็นของบุคคลท่ีแตกตางกันไป สามารถจําแนกเปน
คา นิยมท่เี กย่ี วขอ งกบั วัตถุ คา นิยมทางสังคม คานยิ มเก่ียวกบั ความจริง คานิยมทางจรยิ ธรรม คานยิ มทาง
สุนทรียภาพ คานิยมทางศาสนา

ลกั ษณะคานิยมของสงั คมไทย

ในแตละสงั คมมลี กั ษณะภายในทแ่ี ตกตางกนั ออกไป ท้งั น้ขี ้ึนอยกู บั ลักษณะนิสัย ความคิด ความ
เช่ือ แบบแผนในการดําเนินชีวิต ตลอดจนคานิยมที่บุคคลภายในสังคมยึดถือ ในขณะเดียวกันเม่ือ
สภาพแวดลอม สังคมภายนอกมีการเปล่ียนแปลงไปก็มีผลใหคานิยมของบุคคลในสังคมน้ันๆ
เปลี่ยนแปลงไปได เชน เดยี วกนั สงั คมไทยดงั้ เดิมเปน สังคมแบบเกษตรกรรม คนในสังคมสวนใหญนับถือ
ศาสนาพทุ ธ บรรทัดฐานทางสังคม และคานิยมสวนใหญจะมีพ้ืนฐานมาจากศาสนาพุทธนอกจากนี้ยังมี
ที่มาจากพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ ระบบศักดินา ระบบเกษตรกรรม ความเช่ือในอํานาจของสิ่ง
ศักด์ิสิทธ์ิและความกลัวท่ีไมมีคานิยมท่ีเดนๆ ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ (2543) ไดเสนอไว
ดังตอไปน้ี

1. ยึดถือในพระพุทธศาสนา เชนเดียวกับในอดีต มีการศึกษาพระธรรมวินัยอยางลึกซึ้ง
ตลอดจนมกี ารปรับปรุงแกไขกฎเกณฑขอบังคับของสงฆ ประชาชนมีบทบาทตรวจสอบพฤติกรรมทาง
วินัยสงฆได เพอ่ื ปอ งกันปญหาการแสวงหาผลประโยชนจ ากพทุ ธศาสนา

-86-
2. เคารพเทดิ ทนู พระมหากษัตรยิ  สงั คมไทยตา งจากสงั คมชาตอิ น่ื กษัตรยิ ไ ทย เปรียบเสมือน
สมมตเิ ทพ คอยดแู ลทกุ ขส ขุ ของประชาชนทํานุบํารุงประเทศชาติใหเจริญรุงเร่ืองในทุกดาน จึงเปนศูนย
รวมจิตใจ พระองคเปนส่งิ ทุกอยางในชีวติ ของคนไทย เปนเคารพของคนไทยเปน อยา งยง่ิ
3. เชือ่ ในเร่ืองของเหตุผล ความเปนจริง และความถูกตองมากขึ้นกวาในอดีต ในสภาวะของ
เหตุการณตาง ๆ ปจจุบันสังคมไทยปลูกฝงใหคนไทยรูจักคิดใชปญญามีเหตุผลมากขึ้น เชน ไดออก
กฎหมายเพื่อใหความคุมครองเจาของความคิด ไมใครลอกเลียนแบบไดเรียกวา “ลิขสิทธ์ิทางปญญา”
เปนตน
4. คา นยิ มในการใหความรู ปจจุบันสังคมไทยมีการแขงขันกันตลอดเวลา การจะพาตนเอง
ใหรอดจากปญหาที่เกิดข้ึนในสังคมไดจําเปนตองมีความรูความสามารถที่โดดเดนจึงเปนส่ิงที่คนไทยใน
สังคมปจ จุบนั ตอ งเสาะแสวงหา
5. นิยมร่ํารวยและมีเกียรติ สังคมไทยปจจุบันใหความสําคัญเร่ืองความร่ํารวยและเงินทอง
เพราะมีความเช่อื ทีว่ า เงนิ ทองสามารถบันดาลความสขุ ตอบสนองความตองการของคนได ขณะเดียวกันก็
จะมีช่อื เสียงเกยี รติยศตามมา จึงเปนจุดเราใหทุกคนอยากรวย ไมวาจะหาเงินมาดวยวิธีที่ถูกตองจาการ
ทํางาน หรอื การไดมาดว ยการชอ โกง จงึ ทาํ ใหเกดิ ชอ งวางระหวา งคนในสงั คม
6. มคี วามเชื่อมนั่ ตนเองสูง เพ่ือปลูกฝงใหเยาวชนไทยทุกคนกลาตัดสินใจและกลาแสดงออก
ทางความคิดและการกระทาํ มีบุคลกิ ภาพเหมาะสมทจี่ ะเปนผนู าํ ทีด่ ี
7. ชอบแกงแยงชิงดีชิงเดน ลักษณะกลัวการเสียเปรียบ กลัวสูเพื่อไมได เพ่ือการอยูรอดจึง
ตองกระทาํ การแยง ชงิ แสวงหาผลประโยชนใหตนเอง
8. นิยมการบริโภค นยิ มบริโภคของแพง เลียนแบบอยางตะวันตก รักความสะดวกสบาย ใช
จายเกินตวั เปนการนาํ ไปสูก ารมีหน้สี ินมากมาย
9. นิยมทํางานแขง กับเวลา ทุกวันน้ีคนลนงาน จึงตองรูจักกําหนดเวลา การแบงแยกเวลาใน
การทาํ งาน การเดินทางและการพักผอน ใหช ดั เจน
10. ชอบอสิ ระ ไมช อบอยูภายใตอํานาจใคร ไมชอบการมีเจานายหลายคน ในการทํางานมัก
ประกอบอาชพี อิสระ เปด กจิ การเปน ของตนเอง
11. ตองการสิทธิความเสมอภาคระหวางหญิงชายเทาเทียมกัน หญิงไทยในยุคปจจุบันจะมี
ความคลอ งแคลว สามารถบรหิ ารงานไดเ ชนเดียวกับผูชายเปนท่ีพึ่งของครอบครัวได ภรรยาจึงไมใชชาง
เทาหลังตอไป
12. นิยมการทดลองอยูดวยกันกอนแตงงาน ซ่ึงการเลียนแบบวัฒนธรรมตะวันตกท่ีมีความ
เจริญทางวัตถุมากกวาทางจิตใจ ผูใหญควรทําตน เปนตัวอยางที่ดีแกเยาวชน เหมาะสมกับศีลธรรม
จรรยา
13. นิยมภาษาตางประเทศ ปจ จุบนั ภาษาตา งประเทศมีความสาํ คญั จําเปนมาก เพราะตองใช
ในการติดตอ ส่ือสารทางธรุ กจิ และ เทคโนโลยีสมัยใหม ๆ ตาํ ราหรอื อินเตอรเนต็ มีความจําเปน ตองรูทาง
ภาษาตางประเทศ หากไมม กี ็ยากตอ การศึกษาและนําไปใช

-87-
ความแตกตางระหวางคา นิยมสงั คมเมอื งและสงั คมชนบท
คา นิยมของสังคมไทย แตกตางกันไปตามลักษณะของสงั คมทย่ี อมรบั ในสิ่งที่กลมุ ยอมรับวา มี
คณุ คา ในทน่ี ้ี แบงออกเปนคา นยิ มสังคมเมืองและคา นิยมสงั คมชนบท ดังมรี ายละเอียดตอ ไปน้ี

คา นยิ มสงั คมเมอื ง
1. ชอบหรูหรา ใชจา ยฟุมเฟอย
2. นิยมสนิ คาย่ีหอ ดงั จากตา งประเทศ
3. ยกยอ งผูม ีอาํ นาจเงินทอง
4. นิยมในเร่อื งวตั ถุ
5. เหน็ แกตัว มีการแขงขันกันมาก
6. เชอื่ ในเร่อื งหลกั การเหตุผล
7. ชอบเสีย่ งโชค
8. รวมงานหรอื พิธีกรรมทางศาสนานอย
9. ชวี ติ อยูกับเวลา แขงขนั กบั เวลา
10. ขาดความมรี ะเบียบวนิ ัย
11. ไมชอบเห็นใครเหนอื กวา เหน็ แกตัว

คา นยิ มสงั คมชนบท
1. ประหยดั อดออม เศรษฐกิจพอเพียง
2. นิยมภูมิปญ ญาไทย สิน้ คา ไทย
3. ยกยองคนดี ความมนี าํ้ ใจ
4. นิยมเร่อื งคณุ งามความดี มีจริยธรรม
5. เสยี สละ เอือ้ เฟอ เผอ่ื แผ เห็นแกสวนรวม
6. เชอื่ โชคลาง ไสยศาสตร
7. ชอบเลนการพนนั
8. ชอบทําบญุ รว มพิธกี รรมทางศาสนามาก
9. ชีวติ ขน้ึ อยกู บั ธรรมชาติ อาศยั ธรรมชาติ
10. พง่ึ พาอาศัยกนั และกนั
11. มคี วามสนั โดษ พอใจในสง่ิ ทีม่ อี ยู
สรปุ ไดว า คานิยมสังคมไทย มีความแตกตางกันระหวางในเมืองกับชนบท ซ่ึงในเมืองมีคานิยม
เกยี่ วกับยึดถอื ในศาสนาพุทธ เคารพเทิดทูนพระมหากษัตรยิ  เช่ือในเรื่องความเปนจริง และเหตุผล นิยม
ในการใหความรู ความร่ํารวยและมีเกยี รติ ความเชื่อม่ันในตนเองสูง แกงแยงชิงดีชิงเดน การบริโภคของ
แพง ทํางานแขง กบั เวลา หญงิ มสี ทิ ธิ์เทากบั ชาย อยดู วยกนั กอนแตง นิยมใชภ าษาตา งประเทศ

-88-

คานยิ มพ้ืนฐาน และแนวทางปฏบิ ตั ิ ตามคานิยมพ้ืนฐานที่ควรยกยอ งในสงั คม

คานิยมทางสังคมมีสวนรวมสงเสริมความเจริญกาวหนาแกสังคมได จึงควรปลูกฝงใหมีขึ้นใน
สังคม โดยคานิยมพ้ืนฐานนั้น สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ (2527) ไดประกาศใชเพ่ือ
ปลูกฝง แกประชาชนชาวไทย มีดงั นี้

1. การพง่ึ พาตนเอง ขยนั หมั่นเพยี ร และมคี วามรับผดิ ชอบ เพ่อื ใหก ารดําเนินชีวิตเปนไปอยา ง
ราบร่ืน

2. การประหยดั และอดออม ไมว า จะเปนทรัพยสินสว นตวั หรอื สวนรวมก็ตาม
3. การมรี ะเบียบและเคารพกฎหมาย ควรปฏบิ ตั อิ ยา งเครง ครดั เพื่อความสงบสุขในสงั คม
4. การปฏิบัติตามคณุ ธรรมของศาสนา คอื การทําความดีละเวนความชัว่
5. ความรักชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ  โดยการแสดงออกดว ยการกระทาํ เชน เสียภาษีใหร ฐั
เคารพกฎหมายปฏิบัติตามหลกั ของศาสนา เคารพเทิดทนู ปกปอ งสถาบันพระมหากษตั รยิ  ไมใ หใ ครมา
ทาํ ลาย
นอกจากคา นิยมท่กี ลา วมาแลว คานยิ มดี ๆ ท่ีนายกยองและควรปลกู ฝงในสงั คมไทยยงั มีอกี
หลายประการ
1. คา นิยมเปนไทย ภูมปิ ญญาไทย ใชส ินคา ไทย ดังคํากลา วที่วา “ไทยทํา ไทยใช ไทยเจริญ”
2. มีความขยนั อดทน มงุ ม่นั ในการทาํ งาน ไมยอ ทอ ตอปญ หาชวี ติ
3. มคี วามซ่ือสัตยสุจรติ เปน คนดีไมคดโกงไมเหน็ แกต ัว
4. มคี วามกตัญูรคู ณุ เคารพผอู าวโุ ส ไมผกู พยาบาท หาโอกาสตอบแทนผมู ีพระคุณ
5. ยกยองทําความดี สนบั สนุนและสง เสรมิ ทําความดี
6. มีน้ําใจ เอ้ือเฟอ เผื่อแผ ตระหนักในความสาํ คัญของคณุ ธรรม ขนบธรรมเนยี ม ประเพณีท่ดี ี
งาม
7. มีความคิดรเิ ริ่มสรางสรรค ยึดมน่ั หลักการประชาธิปไตย เครารพกฎเกณฑ ระเบียบขอบงั คบั
เพ่ือความสงบสขุ ของสงั คม
8. เหน็ ความสําคัญของครอบครวั ในฐานะทีเ่ ปนรากฐานในการพัฒนาเยาวชน พฒั นาคนชวยกัน
รักษาสาธารณสมบัติและมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ
คา นยิ มทคี่ วรแกไขในสังคมไทย
คา นยิ มของสังคมไทยนนั้ ไมใ ชวา จะกอ ใหเกดิ ผลดีตอสงั คมท้งั หมดดงั ทไ่ี ดก ลาวมาแลว เพราะคานยิ มที่ไม
ควรยกยองท่เี กดิ ข้ึนในสังคมกย็ ังมอี ยมู าก ซงึ่ ถาคนในสังคมปฎิบัติยึดถอื ยอ มกอ ใหเ กดิ ผลเสียตอสังคมนนั้
ๆ ไดด ังน้ัน คานยิ มดังกลา วจึงเปนสิ่งทค่ี วรแกไข ซึง่ มีดงั นี้
1. ใหความสาํ คัญกบั วัตถุ หรือเงินตรายอมกอใหเ กิดผลเสยี ไดรบั การดูถกู ดแู คลน เปน ทร่ี งั เกียจ
ตอ สงั คม
2. ยดึ ถอื ในตัวบุคคล ยกยองผมู ีอํานาจ มีเงิน
3. รักพวกพอ ง รักความสนุกสนาน ความสบาย

-89-
4. รกั ความหรหู รา ฟุมเฟอย นยิ มใชส ิ้นคาแพง
5. ไมตรงเวลา ขาดระเบียบวินัย ขาดความกระตอื รอื รนและความอดทน
6. เชื่อเรื่องโชคลาง อํานาจเหนือธรรมชาติ ชอบเลนการพนนั
7. ขาดความเคารพผูอ าวโุ ส
8. นับถือวัตถมุ ากกวา พระธรรม ทําบญุ เอาหนา หวังความสขุ ในชาติหนา
9. นยิ มตะวนั ตก ลมื ภาษาไทย ซึ่งเปนภาษาของชาติ จนทําใหภ าษาไทยผิดเพี้ยน
10.พูดมากกวา ทํา หนาใหญใ จโต สอดรูสอดเหน็ เหน็ ใครดีไมได
สรุปไดวา คา นยิ มเปลีย่ นแปลงตามกาลเวลาไดเ ชนเดยี วกบั ความเชอื่ ซ่ึงแตกตางกนั ไปตาม
สังคมและวัฒนธรรมสว นใหญ อยา งไรกต็ าม ในขณะท่ปี ฎิบัตอิ ยูก็ควรจะระลกึ ไวว า สง่ิ ใดดี สงิ่ ใด
เหมาะสม ในภาพสังคมปจ จุบันเราจึงควรเลือกใหไดว า คานยิ มใดคือคา นิยมทดี่ ีและควรปฏิบัติ

การสรา งเคร่ืองมือวัดคา นยิ ม

คา นยิ มเปน ความเชือ่ ทสี่ งั คมยอมรบั และพิจารณาวา ดีหรือไมดี สาํ คญั หรือไมสําคญั พงึ
ปรารถนาหรือไมพ งึ ปรารถนา มคี ณุ คาหรอื ไมม ีคุณคา ดงั น้ันคา นยิ มท่ีตองการจะวัดจึงควรพจิ ารณาใหด ี
วิธกี ารวัดคา นิยมมดี งั ตอไปน้ี

1. กาํ หนดคานยิ มทีจ่ ะวดั หรือกาํ หนดตวั แปรคานยิ มที่ตองการวดั เชน คานิยมความมวี นิ ัย
หรือการพ่ึงตนเอง ฯลฯ กจ็ ะวัดเปน คา นิยมเดียว หรอื คา นิยมกลมุ ก็ได อยางนอ ยกจ็ ะตองบอกใหชัดเจน
วา จะวดั คานยิ มใด

2. ศึกษาเอกสารที่เก่ยี วของ ศกึ ษาแนวคิด ทฤษฏี การวจิ ยั วา มีอะไรท่เี กี่ยวขอ งบา ง มี
องคป ระกอบอะไร ศึกษาอยา งละเอยี ด เพื่อใหแนใจวาสิง่ ทต่ี อ งการวัดมีความเปน มาอยางไร

3. นยิ ามศัพทเ ฉพาะคา นยิ มท่ีตอ งการวัด ตอ งใหความหมายของคา นยิ มน้นั ใหช ัดเจนวา
หมายถึงอะไร มลี กั ษณะอยางไร ตองนิยามใหกระจางชัดไมเ ชนน้นั จะไมส ามารถสรางเครื่องมือวัด
คานิยมนั้นไดเ ที่ยงตรงตามท่ีตองการ

4. เลอื กเครือ่ งมอื ทีใ่ นการวัด การวัดคา นิยมสามารถเลือกใชเ ครอื่ งมือได 3 ลักษณะไดแ ก
การสัมภาษณ การสังเกต และการใชแบบรายงานตนเองหรือแบบสอบถาม ข้ึนอยกู บั ความเหมาะสมของ
ระดบั ของการวดั เชนระดบั นกั เรยี นปฐมวยั กค็ วรใชการสงั เกตหรือการสมั ภาษณ เปน ตน

5. เขยี นขอความหรอื ขอ สอบวัดคา นยิ มตามแบบ ในกรณวี ัดคา นิยมอาจเขยี นขอ คําถาม
เปนขอ ความ ภาพ สถานการณ ผูสรางเครือ่ งมอื จะตอ งเลอื กแบบการเขียนคําถามและคําตอบใหด ี เมื่อ
เลอื กแบบแลว กเ็ อาไปเขยี นเปนขอ คําถามและกาํ หนดการตอบ และสรา งเกณฑการใหค ะแนนใหช ัดเจน
โดยการใหคะแนนน้ันตองมีหลกั การและทฤษฏที เี่ ก่ียวของวาตอบแลวใหค ะแนนเทาไร เชน เปน 0-1
หรือ 0-1-2 เปนตน

-90-
6. หาคุณภาพของแบบวดั ซึง่ สามารถจดั กระทาํ ไดโ ดยแบง ออกเปน 3 ลักษณะดงั น้ี

6.1 ความเทีย่ งตรง ดวยการเชญิ ผูเช่ยี วชาญจํานวน 3 ทาน ตรวจสอบขอ ความ
สถานการณ วา กระจางชดั สามารถวดั คานยิ มไดห รอื ไม วัดได หรือไมแ นใ จ หรือ วดั ไมไ ด และเมอื่ ให
ผเู ชีย่ วชาญตรวจสอบควรเพ่ิมเตมิ คาํ วา ควรแกไขอยา งไรดวย เพ่อื ใหผ ูต รวจสอบท่ีบอกวาไมแนใจหรือ
วัดไมได จะไดเสนอความคดิ เหน็ เพ่อื จะทาํ ใหขอ สอบนัน้ มีคุณภาพเบ้ืองตน ทด่ี ขี ึน้ โดยนิยมใชเกณฑ
ผเู ชยี่ วชาญเกิน 50 เปอรเ ซ็นตข ึ้นไป หรือ 0.50 ข้ึนไป

6.2 อํานาจจําแนกรายขอ เปนการตรวจสอบขอคําถามแตล ะขอวา จําแนกผูท่ีมี
คา นิยมกบั ผทู ไี่ มมีคานิยมไดหรอื ไม ถา คาจําแนกสูงแสดงวา จาํ แนกได ถาคาจําแนกต่าํ แสดงวาจําแนก
ไมไ ด ควรปรบั ปรุงหรอื ท้งิ ไป การสรา งขอคาํ ถามควรใหมมี ากกวาที่กําหนดไว อยางนอย 25 เปอรเ ซ็นต
แลว ทําเปน แบบวดั คานิยมซงึ่ ควรเรียงขอ ทม่ี ีคาอํานาจจาํ แนกสูงไวกอ นตามดว ยขอ ท่ีมีคาอํานาจจาํ แนก
ตํา่

6.3 ความเช่ือมั่น เปน การหาคุณภาพโดยรวมทั้งชุดของแบบวัดคานยิ ม โดยการ
นําไปใหก บั กลมุ ที่ไมใชก ลุม ตัวอยางแตม ลี กั ษณะคลายกนั เพอ่ื วดั วา แบบวดั นม้ี ีความคงเสนคงวา ใชวัด
กลมุ ตวั อยางกลุมเดมิ ดว ยแบบวดั นกี้ คี่ รั้งๆ กไ็ ดระดบั คา นยิ มเทาเดิม แบบวดั คา นิยมท่ีมคี าความเชอ่ื มั่น
มากกวา 80 เปอรเ ซ็นตแสดงถึงความเช่ือม่ันสงู

7. หาเกณฑป กติ (Norms) เกณฑป กตหิ มายถึงขอเท็จจรงิ ทางสถิติท่ีบรรยายการแจกแจง
ของคะแนนจากประชากรทีน่ ยิ ามไวอ ยา งดีแลว และเปนคะแนนท่จี ะบอกระดับความสามารถของผสู อบ
วา อยูใ นระดับใดของประชากร ดังน้นั ถาหาเกณฑปกติของคา นิยมทที่ ําการสอบไว ถานาํ ขอ สอบฉบับนีไ้ ป
สอบคนเดยี วหรือหลายคนก็จะสามารถอธบิ ายไดเลยวา คนๆ นั้นมคี านยิ มสงู หรือตา่ํ เมื่อเทียบกับคนท่วั ไป

สรุปไดวาการสรางแบบวัดคานิยมมีกระบวนการสรางดวยการกําหนดคานิยมท่ีจะวัด ศึกษา
เอกสารท่ีเกี่ยวขอ ง นยิ ามศัพทเฉพาะเกยี่ วกบั คานยิ มใหชัดเจน เลือกประเภทของแบบวัด เขียนขอความ
ภาพ สถานการณว ัดคา นิยมตามแบบท่ีเลือกไว ตรวจสอบคุณภาพของขอคําถามดานความเที่ยงตรง คา
อํานาจจําแนก และคุณภาพของแบบวัดเกี่ยวกับความเช่ือมั่น แลวจึงหาเกณฑปกติเพื่อนําไปใชวัด
คานยิ มรายบุคคลหรอื รายกลมุ ตอไป

ตวั อยางเครื่องมอื วดั คานยิ ม

ในการสรางเคร่ืองมือวัดคานิยมน้ัน ไดมีผูสรางเคร่ืองมือวัดคานิยม ซึ่งจะไดแสดงตัวอยางตาม
ลักษณะของการวัดคา นิยมดงั ตอไปน้ี

1. แบบวัดคานยิ มเด่ียว แบบวดั แบบนีม้ จี ุดประสงคที่จะวัดคานิยมเด่ียวๆ เชน ความประหยัด
หรือการชวยเหลอื ผูอ ืน่ วิธกี ารออกขอ คาํ ถามเพือ่ วดั คา นิยมเด่ียวทาํ ไดหลายวิธไี ดแก

ก. แบบมีคาํ ถามหรือสถานการณแ ลว ใหคาํ ตอบเตมิ คาํ ลงไป วิธกี ารแบบนี้ไมตองมี
ตัวเลอื กให เพยี งพจิ ารณาวาตอบแบบไหนไดคะแนนเทาไร จะตองกําหนดเกณฑการใหคะแนนไวอยาง
ชดั เจน

-91-

ตวั อยาง คําถามวัดความประหยดั โดยวธิ ีการตอบแบบเสรี
1) ทานชอบใชจายโดยคํานึงถึงความคุมคาหรือประโยชนมากนอยเพียงใด ตอบพรอม
เหตผุ ล
..........................................................................................................................
2) ทา นเหน็ ดวยหรอื ไมว า การรณรงคใหประหยัดมีความสําคัญมากตอชีวิตของนักศึกษา
ตอบพรอ มเหตุผล
..........................................................................................................................
3) ทานยอมที่จะซื้อสินคาไมมียี่หอในราคาถูกแตมีคุณภาพเทากับสินคายี่หอดังราคาแพง
หรือไม ตอบพรอมเหตุผล
..........................................................................................................................

ตัวอยาง คําถามท่ีเปนสถานการณเ กยี่ วกบั คา นิยมความประหยัด แบบตอบโดยเสรี
1) ปรีชาไดรับเชญิ ไปบรรยายที่โรงแรมแหงหน่ึง เวลา 09.00-12.00 น. โรงแรมตั้งอยูใน
ยานใจกลางกรุงเทพมหานคร รถติดมาก ระยะทางจากบานไปโรงแรมไมไกล ถาปรีชาขับรถไปเองจะ
เสียคาน้ํามันมาก แถมยงั ตองเสยี คาทางดว น ถาทานเปน ปรชี าจะทาํ อยา งไร ตอบพรอ มเหตผุ ล
..........................................................................................................................
2) บริษัทแหงหน่ึงกําหนดใหพ นกั งานแตงกายในชุดของบริษัทมาทํางานทุกวัน ยกเวนวัน
พุธและวันศุกร พนักงานสามารถแตงกายในชุดของบริษัทหรือแตงกายแบบอิสระได หากทานเปน
พนักงานจะแตงกายอยางไร ตอบพรอมเหตผุ ล
..........................................................................................................................
เกณฑการใหค ะแนน ถามองวาการตอบและเหตผุ ลแสดงถึงความเปน คนประหยดั ให 1 คะแนน
ถาการตอบและเหตผุ ลแสดงความเปนคนไมป ระหยัดให 0 คะแนน หรือจะซอยคะแนนเปน 3 ระดับก็ได
คือไมม วี นิ ัยให 0 คะแนน มีวินัยนอยให 1 คะแนน มีวินัยมากให 2 คะแนน ดังนี้เปนตน ส่ิงสําคัญอยูที่
การตีความหมายของการตอบ
ข. แบบมคี าํ ถามหรอื สถานการณแลว ใหต วั เลอื กไวใหตอบ

แบบวัดประเภทนีม้ ีคาํ ถามหรือสถานการณเก่ียวกับคานิยมเปาหมายท่ีตองการวัดแลว
เขียนตัวเลือกท่ีเกี่ยวกับคานิยมนั้นโดยอาศัยหลักการใหคะแนน 0, 1 หรือ 0, 1 , 2 ถือวา 0 ไมมี
คานิยมน้ันเลย 1 มีคานิยมน้ันบาง 2 มีคา นิยมน้ันมาก หรือจะพจิ ารณาเพยี งมหี รอื ไมม คี า นิยมนั้นไดก ไ็ ด

ตัวอยา งคําถามวดั คานยิ มวินัย (นําคาํ ถามมาจากขอ ข.)
1) ทา นชอบงานที่มีกฎระเบียบเครง ครัดมากนอยเพียงใด

[ ] ก. ชอบ เพราะจะไดไ มสรางความวุนวาย
[ ] ข. ไมชอบ เพราะจะทํางานดวยความอึดอัด
[ ] ค. ชอบมาก เพราะจะทําใหทกุ คนอยใู นกรอบหนาที่

-92-

2) ทานเห็นดวยหรือไมวาระเบียบของสถานศึกษามีความสําคัญมากกับชีวิตของ
นักศึกษา

[ ] ก. ไมเหน็ ดวย เพราะขาดความเปน อิสระ
[ ] ข. เหน็ ดว ย เพราะจะไดเปนสญั ลกั ษณข องโรงเรียน
[ ] ค. เห็นดวยอยางมาก เพราะจะทาํ ใหผเู รียนปรับตัวไดด ีขึน้
3) ทา นยอมทจี่ ะเขาแถวยาวๆ เพื่อซือ้ ตวั๋ รถไฟฟาบที เี อส
[ ] ก. ยอม เพราะไมร ูวาจะไปซือ้ ท่ีไหนได
[ ] ข. ยอม เพราะคิดวาอดทนเดี๋ยวเดียวคงได
[ ] ค. เพราะเราเขามาทหี ลงั ควรอยูล ําดบั หลงั
เกณฑก ารใหค ะแนน
1) ก = 1 , ข = 0, ค. = 2 2) ก = 0 , ข = 1, ค. = 2 3) ก = 0 , ข = 1, ค. = 2
การมองเห็นความสําคัญอาจจะเขยี นวัดโดยใหขอความเปน การมองเหน็ ความสาํ คัญหรือไม
สาํ คญั แลวใหผ ูตอบในรูปเหน็ ดวยหรือไมเ หน็ ดวยกไ็ ด ตวั อยางดังภาพตอไปนี้

ขอ ความ เห็นดวย เหน็ ไม ไม
1. การปฏิบตั ติ ามระเบียบของโรงเรียนเปน สง่ิ สําคัญมาก มาก ดวย เหน็ ดวย เห็นดว ย
2. ขาพเจาเชื่อถอื กฎเกณฑทเี่ พอ่ื นๆ ของขา พเจา ตง้ั เสมอ [] []
3. สงั คมจะอยูไดด ว ยการเคารพกฎหมายบา นเมอื ง [] [] มาก
[] [] [] []
ฯลฯ [] []
[] []

ภาพที่ 4.1 ตัวอยา งแบบวัดความมีวนิ ัย
ตวั อยางการเขียนตวั เลือกจากสถานการณท ว่ี ดั คานิยมดานความประหยดั

1) ปรชี าไดร บั เชิญไปบรรยายที่โรงแรมแหง หน่งึ เวลา 09.00-12.00 น. โรงแรม ตัง้ อยใู น
ยานใจกลางกรุงเทพมหานคร รถตดิ มาก ระยะทางจากบา นไปโรงแรมไมไกล ถา ปรชี าขบั รถไปเองจะเสีย
คา นํา้ มนั มาก แถมยังตอ งเสียคา ทางดว น ถา ทา นเปนปรชี าจะทาํ อยางไร ตอบพรอ มเหตผุ ล

[ ] ก. นั่งรถเมลไปทาํ งาน เพราะจายนอ ย ไปไดห ลายคน
[ ] ข. ขับรถไปเอง ไมตองแยง ใคร เปน สวนตัว
[ ] ค. นัง่ รถเมลไปในวนั ทไ่ี มอยากขบั รถ

-93-
2) บรษิ ทั แหง หนึ่งกําหนดใหพนักงานแตงกายในชุดของบริษัทมาทํางานทุกวันยกเวนวัน
พุธและวันศุกร พนักงานสามารถแตงกายในชุดของบริษัทหรือแตงกายแบบอิสระได หากทานเปน
พนกั งานจะแตง กายอยา งไร ตอบพรอมเหตุผล

[ ] ก. แตง ชุดใหม เปลี่ยนบอ ยเพอื่ ใหดสู วยงาม เตะตาตอ งใจ
[ ] ข. แตงชุดบรษิ ทั เพราะดูดี เปนทีมงาน
[ ] ค. แตง ชดุ ใหมบ างวนั ทีอ่ ยากใหดูดี
3) สมุ าลีเรยี นเสร็จตอนเทีย่ ง ตอ งการรบั ประทานอาหาร หนา มหาวิทยาลยั มรี านอาหารที่
หลากหลาย ถาทานเปน สุมาลีจะเลอื กรับประทานอาหารรานใด ตอบพรอ มเหตุผล
[ ] ก. เนนรา นสวย ดหู รู ราคาแพง อาหารแปลกใหม
[ ] ข. เนนรา นขางถนน ราคาถกู ๆ ใหอ าหารเยอะๆ
[ ] ค. เนน รานดดู ี ราคาถกู มอี นามัย
เกณฑการใหคะแนน
1) ก = 2 , ข = 0, ค. = 1 2) ก = 0 , ข = 2, ค. = 1 3) ก = 0 , ข = 1, ค. = 2
ค. ใชม าตรประมาณคาแบบนยั จาํ แนก (Semantic Differential Scale)
เครื่องมือแบบน้ีเปนเทคนิคที่ออสกูด (Osgood) และคณะสรางข้ึนเพื่อวัดเจตคติของ
ความคิดรวบยอด (Concept) หลักการในการวัดคานิยม ทําไดโดยเอาคานิยมท่ีตองการเปนเปาของ
ความรูสึกนั้น ดังน้ันคานิยมนั้นจึงเปนความคิดรวบยอด หาคําท่ีเก่ียวของกับคานิยม แลวหาคําตรงกัน
ขามเปน คๆู อยา งนอ ย 5 คูขึ้นไป แตละคา นิยมกอ็ าจจะมคี าํ ตรงกันขา มแตกตา งกันไป มาตรวดั น้ีมีท้ังเชิง
บวกและเชงิ ลบ มาตรเดมิ ของออสกูดจะใชจํานวน 7 ชอง แตถาตองการปรับใหมอาจจะเปน 3, 5,7, 9
ชองก็ได เครื่องมือนี้สรางงาย ใชสะดวก แตหาคําท่ีมีความหมายกับคานิยมนั้นคอนขางยาก ตัวอยาง
เครือ่ งมือวัดคา นิยมมาตรประมาณคา แบบนัยจาํ แนกมดี ังตัวอยางภาพตอ ไปนี้

-94-

คําชแี้ จง ใหทา นอานคา นยิ มท่ีเปน ความคิดรวบยอด แลว แสดงความรสู ึกตามความเปน จริงวา
ทา นรสู กึ ใกลไปทางใดกับมาตรทก่ี ําหนดใหทงั้ สองขางนั้น เมื่อแนใ จแลว โปรดกากบาทลงในชองน้ันตาม
ความรูส กึ ของทานอยา งแทจ รงิ

ความมวี นิ ยั

1. ดี เลว
2. ปฏิบตั ติ าม ตอ ตา น
สาํ คญั
3. ไมสาํ คญั โทษ
เหมาะ
4. ประโยชน ละเลย
5. ไมเหมาะ ตลอดเวลา
6. นายดึ ถอื ไมมคี ุณคา
7. บางเวลา ไมป รารถนา
8. มคี ุณคา ไมน า สนใจ
9. ปรารถนา
10. นา สนใจ

ภาพท่ี 4.2 ตวั อยา งแบบวดั คานิยมแบบนัยจาํ แนก

2. แบบวัดคา นิยมเปน กลมุ
การศึกษาคานิยมน้ันสามารถจัดกลุมคานิยมเพ่ือศึกษา เชน การจัดกลุมคานิยมของ

สแปรงเจอรไดจัดกลุมคานิยมเปน 6 ดาน ไดแก กลุมทฤษฏี กลุมเศรษฐกิจ กลุมสุนทรียะ กลุมสังคม
กลมุ การเมือง กลมุ ศาสนา นอกจากน้ันสาํ นกั งานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติยังไดจัดกลุมคานิยม
พื้นฐานสําหรับคนไทยไว 5 ประการไดแก การพึ่งตนเอง ขยันหม่ันเพียรและมีความรับผิดชอบ
การประหยดั และออม การมรี ะเบยี บวนิ ยั และเคารพกฎหมาย การปฏิบัติตามคุณธรรมของศาสนา และ
ความรักชาติ ศาสน กษตั รยิ 

การวัดคานยิ มทจี่ ดั เปนกลุมคร้งั เดยี วใหห มดท้งั กลุมเลย ตอ งนิยามคานิยมเหลา นั้นใหดี แลว
จึงออกแบบเครื่องมือการวัดคานิยมเพื่อจะไดวัดคร้ังเดียวครบทุกคานิยม ผูท่ีออกแบบเคร่ืองมือ
วัดคานิยมแบบนี้คนแรกคือ อัลพอรทและคณะ (Allport and others. 1960) สรางแบบวัดช่ือ The
Study of Value ซึ่งออกแบบเปน 2 ตอน ตอนแรกมีสถานการณแลวใหเลือกตอบ 2 ตัวเลือก ตอนท่ี 2

-95-

มสี ถานการณใหแ ลว ใหเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ผูท่ีตอบตวั เลอื กใดตวั เลอื กหนึ่งจะตอ งจัดลําดับความสําคัญ
และสามารถแปลผลจากตัวเลือกนั้นไดเลยวา ผูตอบมีคานิยมดานใดมาก ดานใดนอย ตามทฤษฏีของส
แปรงเจอร ดงั ภาพตอ ไปน้ี

ตอนที่ 1 ตวั อยา งแบบวัด The Study of Value

คําช้แี จง ขอ ความหรือขอ คาํ ถามแตละขอ มคี ําตอบใหเ ลือก 2 คําตอบ ใหเลอื กตอบตามความรสู กึ ที่เปน
จริง ตามเง่ือนไขท่ใี หไวด ังน้ี
กข
ถาเห็นดว ยกบั ขอ (ก) และไมเห็นดวยกบั ขอ (ข) ตอบ ( 3 ) (0)
ถา เหน็ ดว ยกับขอ (ข) และไมเหน็ ดวยกับขอ (ก) ตอบ ( 0 ) (3)
ถาเห็นดว ยกบั ขอ (ก) มากกวาขอ (ข) เลก็ นอย เขียนตอบ ( 2 ) (1)
ถา เหน็ ดว ยกับขอ (ข) มากกวา ขอ (ก) เล็กนอย เขียนตอบ ( 1 ) (2)
1) จุดมงุ หมายสาํ คญั ของการวิจัยทางวทิ ยาศาสตร ก็คือการคน หาความจริงบริสุทธ์ิมากกวามุง
นําไปใชป ฏิบตั ิ
ก. ใช ข. ไมใ ช ก. [ ] ข. [ ]
2) สมมติวาทา นเปน คนที่มีความสามารถมากมายในตวั ทา นอยางเพียงพอ ทา นชอบที่จะเลอื ก
เปน อะไร
ก. นายธนาคาร ข. นักการเมือง ก. [ ] ข. [ ]
3) ถา ทา นเปนอาจารยท ีม่ คี วามสามารถมากในโรงเรียน ทา นชอบท่จี ะสอนอะไร
ก. โคลงกลอน ข. เคม-ี ฟสิกส ก. [ ] ข. [ ]

ภาพท่ี 4.3 ตวั อยา งแบบวดั The Study of Value ตอนที่ 1

เฉพาะคําถามลักษณะน้ีมี 30 ขอ การตอบแตละขอจะตองสามารถแยกแยะไดวา เปนคนมี
คานิยมดานใด การเขยี นขอสอบจึงควรระวังขอ นใี้ หด ี การสรางขอความจะตองซอนเง่ือนงําปญหาหรือ
ขอ โตแยง ใหสงผลตอการตอบตัวเลือกที่ใหวา จะตองมีคานิยมดานใดดานหนึ่งใหได ถาขอคําถาม 30
ขอ กจ็ ะคลุมคา นยิ ม 6 ประการ ดา นละ 5 ครัง้ จากขอสอบ 3 ขอ เฉลยดังนี้
ขอ 1 ตอบ ก. กลุม ทฤษฏี ตอบ ข. กลมุ เศรษฐกิจ
ขอ 2 ตอบ ก. กลุมเศรษฐกจิ ตอบ ข. กลมุ การเมือง
ขอ 3 ตอบ ก. กลมุ สนุ ทรียะ ตอบ ข. กลุมทฤษฏี

-96-

ตอนท่ี 2 ตวั อยางแบบวัด The Study of Value

คาํ ชี้แจง สถานการณหรือคาํ ถามแตล ะขอจะมีคําตอบให 4 ตัวเลือก ใหทานตอบโดยเรียงคะแนนตาม
ความชอบของทา น ดงั นี้
ตวั เลือกท่ชี อบมากท่สี ุด ใหน ้ําหนัก 4
ตัวเลือกทช่ี อบอนั ดบั 3 ใหน ้ําหนัก 3
ตวั เลือกทชี่ อบอันดับ 2 ใหนํ้าหนกั 2
ตวั เลอื กท่ีชอบอันดับสดุ ทาย ใหน ้ําหนกั 1
1) ทานคิดวา รฐั บาลทด่ี ี ควรมีจดุ มงุ หมายหลกั ในเร่อื งใด
 ใหค วามชว ยเหลอื คนยากจน คนแก และคนปว ยมากขึ้น
 พฒั นาดานอตุ สาหกรรมและดา นการคาขาย
 เนน หลกั จรรยาบรรณอยางมากสาํ หรับดานนโยบายและการฑตู
 สรางชือ่ เสยี งของประเทศใหเปน ทรี่ จู ักและนบั ถอื ของประเทศเพ่อื นบา น
2) ถา ทา นมีเวลาวางเพียงพอ ทา นชอบที่จะทําสิง่ ใด
 สะสมรูปปน หรอื ภาพเขยี น
 กอ ตัง้ ศูนยดแู ลและชวยเหลือคนปญ ญาออ น
 หาวธิ กี ารที่จะทําใหต นไดเปนผแู ทนราษฎร
 กอ ตั้งธุรกิจทางการคาหรือลงทุนทางการเงนิ ของตนเอง
3) เมื่อทา นคยุ กบั เพื่อนสนทิ ซ่งึ เปน เพศเดียวกัน ทา นสนใจทจ่ี ะคยุ กันเรือ่ งอะไร
 เปาหมายของชวี ิต
 การพัฒนาดา นวิทยาศาสตร
 วรรณคดหี รือนวนิยาย
 ระบบสังคมและการใหค วามชวยเหลือสงั คม
ฯลฯ

ภาพท่ี 4.4 ตัวอยางแบบวดั The Study of Value ตอนท่ี 2

แบบวดั ประเภทนีม้ ี 15 ขอรวมเปน 60 ตัวเลือก การเขียนใหคลุมคานิยม 6 ประการ ดานละ
10 ขอหรอื ครั้ง ปญ หาของการสรางแบบวัดลักษณะนีค้ ือการหาสถานการณหรือขอคําถามท่ีจะสามารถ
เขียนตัวเลอื กใหม คี านิยมอยู 4 ดานทุกคร้ังไป และสลับปรับเปลี่ยนกันไปอยางดีใหสมดุลกัน จากแบบ
วัด 3 ขอเฉลยดังนี้

-97-
ขอ 1) ตวั เลือก  กลมุ สังคมหรือคานยิ มดา นสังคม

 กลมุ เศรษฐกิจหรอื คา นิยมดานเศรษฐกจิ
กลุมศาสนาหรือคา นยิ มดานศาสนา
 กลมุ การเมืองหรือคานยิ มดานการเมือง
ขอ 2) ตวั เลอื ก  กลมุ สุนทรยี ะหรือคานิยมดา นสนุ ทรยี ะ
 กลมุ สังคมหรือคานยิ มดา นสังคม
 กลุมการเมอื งหรือคา นยิ มดาน
 กลมุ เศรษฐกิจหรือคา นิยมดา นเศรษฐกิจการเมอื ง
ขอ 3) ตวั เลอื ก  กลมุ ศาสนาหรือคานยิ มดานศาสนา
 กลมุ กลุม ทฤษฏีหรือคานิยมดาน ทฤษฏี
 กลุมสุนทรยี ะหรอื คา นิยมดา นสนุ ทรียะ
 กลุม สังคมหรือคานิยมดา นสังคม
เมื่อครบทั้ง 15 ขอ จะทําใหคานิยมดานหนึ่งๆ มี 10 ขอก็เพียงพอในการวัด ดังน้ันผูสราง
มือใหมก ็ตองสรางเผอื่ ไว เมือ่ ทาํ การวเิ คราะหคุณภาพแลว เหลือเพียงดานละ 10 ขอ ถือวามีคุณภาพดี
เปน ตัวแทนคา นิยมได
ในประเทศไทยของเรามีแบบวัดคานิยมพื้นฐานของสังคมท่ีสามารถเลือกศึกษาไดจากเวปไซท
ดงั ภาพตอ ไปนี้

-98-

ตวั อยา งแบบวัดคา นยิ มพืน้ ฐานของสังคมไทย

คําช้ีแจง ใหทานอานขอความหรือสถานการณแลวเลือกตอบตัวเลือกทุกตัวโดยใหความสําคัญตามที่
ทานรูสึกชอบมากที่สุดจนถึงชอบนอยท่ีสุดโดยมกี ารใหน้าํ หนกั ดังนี้
ถา ทานชอบมากที่สุด ใหน้าํ หนัก 5
ถาทานชอบมาก ใหน ้าํ หนกั 4
ถาทา นชอบปานกลาง ใหน าํ้ หนกั 3
ถา ทา นชอบนอย ใหน ้ําหนัก 2
ถา ทา นชอบนอ ยท่สี ดุ ใหนํ้าหนกั 1
1) ทานคิดวา รัฐบาลทีด่ ี ควรมจี ดุ มุง หมายหลักในเรอื่ งใด
 ปลกู ฝง ใหประชาชนมคี วามเปน ไทยมากขึ้น
 สงเสรมิ ใหท กุ คนเคารพปฏิบตั ิตามกฎหมาย
 พฒั นาคนใหขยนั หม่ันเพียรชว ยตนเองได
 รจู ักหารายไดถูกวิธีและเกบ็ ออมไวใ ชยามจําเปน
 ไมเบยี ดเบียนซึง่ กันและกนั
2) เมอื่ คณุ คุยกับเพ่ือนสนิททีเ่ ปน เพศเดียวกนั คุณสนใจทจ่ี ะคุยเรอ่ื งอะไร
 การใชจ า ยสิ่งของท่ีหามาได
 ภัยของสภาพแวดลอมทกุ อยา ง
 การทําจติ ใจใหเ ปนสุขยามมีทกุ ข
 การจัดกิจกรรมใหชีวติ อยรู อด
 การปอ งกนั การโกงกนิ ของนักการเมือง

ภาพที่ 4.5 ตวั อยา งแบบวดั คานิยมพ้ืนฐานของสงั คมไทย

สรุป

คานิยมเปนเร่ืองของจิตใจที่ยอมรับส่ิงหนึ่งส่ิงใดวามีคุณคาตอตนเอง ดีหรือเลว มีความสําคัญ
หรอื ไรความสาํ คัญ ชวยใหบ ุคคลตดั สนิ ใจวาสิ่งใดผดิ สงิ่ ใดถกู สรางมาตรฐานระดับบุคคลและระดับกลุม
แหลงที่มาของระบบคานิยมไดแก สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา กลุมเพ่ือน สื่อตางๆที่สําคัญ
ประเภทของคา นยิ มแบง ออกความคิดเหน็ ของบคุ คลทแี่ ตกตา งกนั ไป จําแนกออกเปนคานิยมท่ีเกี่ยวของ
กับวัตถุ คานิยมทางศาสนา คานิยมเกี่ยวกับความจริง คานิยมทางจริยธรรม คานิยมทางสุนทรียภาพ
และคา นิยมทางศาสนา

นอกจากนั้นคานยิ มสังคมไทย มีความแตกตา งกันระหวางในเมืองกับชนบท ซ่ึงในเมืองมีคานิยม
เกย่ี วกบั ยดึ ถือในศาสนาพทุ ธ เคารพเทดิ ทนู พระมหากษัตริย เชื่อในเร่ืองความเปนจริง และเหตุผล นิยม

-99-

ในการใหความรู ความรํ่ารวยและมเี กียรติ ความเชอื่ มนั่ ในตนเองสูง แกงแยงชิงดีชิงเดน การบริโภคของ
แพง ทํางานแขงกับเวลา หญิงมีสิทธิ์เทากบั ชาย อยดู วยกันกอนแตง นยิ มใชภ าษาตางประเทศ

การสรา งเคร่ืองมอื วดั คา นิยมจะตอ งกาํ หนดคา นยิ มท่จี ะวดั ศึกษาเอกสารที่เก่ยี วของ นิยามศัพท
เฉพาะเกี่ยวกบั คานิยมใหชัดเจน เลือกประเภทของแบบวัด เขียนขอความ ภาพ สถานการณวัดคานิยม
ตามแบบท่เี ลือกไว ตรวจสอบคุณภาพของขอคําถามดานความเท่ียงตรง คาอํานาจจําแนก และคุณภาพ
ของแบบวัดเกี่ยวกับความเชื่อมั่น แลวจึงหาเกณฑปกติเพ่ือนําไปใชวัดคานิยมรายบุคคลหรือรายกลุม
ตอ ไป

คําถามทบทวน
1. จงสรปุ คําวา คานิยม ใหมคี วามหมายเปน ของตนเอง
2. คานิยมสําคญั อยางไร
3. แหลงท่มี าของคา นิยมมาจากอะไรบา ง แตล ะแหง แตกตางกนั อยางไร
4. คา นิยมของสงั คมไทย ในเมืองกับชนบทแตกตา งกันอยา งไร ใหชปี้ ระเดน็ ที่แตกตางกนั
5. จงเขียนแผนผังความคิด (Mindmap) แสดงขั้นตอนในการสรางเครื่องมือวัดคานิยม และ
ระบายสใี หสวยงาม
6. จงสรางเครื่องมือวัดคานิยม ตามแบบกําหนดสถานการณแลวเลือกตอบ 3 ระดับคะแนน
ตามคา นยิ มทกี่ ําหนดใหต อไปน้ี
6.1 บรโิ ภคนิยม 6.6 พ่ึงตนเอง
6.2 ขยันหมนั่ เพยี ร 6.7 รับผิดชอบ
6.3 ประหยัดและอดออม 6.8 มรี ะเบียบวินยั และเคารพกฏหมาย
6.4 ปฏบิ ัตติ ามคุณธรรมของศาสนา 6.9 รกั ชาติ ศาสน กษัตริย
6.5 ความเปน ไทย 6.10 รักอิสระ

-100-

เอกสารอางอิง

คณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาต,ิ สํานักงาน. คูมอื คา นิยม. กรงุ เทพมหานคร : กราฟฟคอารต. 2527.
ผองพรรณ เกิดพิทักษ. การศึกษาคานิยมในการทํางานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 3 โรงเรียน

มัธยมสังกัดกรมสามญั ศกึ ษา เขตการศึกษา 1. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ
โรฒประสานมิตร. 2531. อัดสําเนา.
ลว น สายยศ. เอกสารการสอนวิชาการวัดบุคลิกภาพ. ภาควิชาการวัดผลและวิจัยทางการศึกษา คณะ
ศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ ประสานมิตร. 2538.
ลว ย สายยศ และอังคณา สายยศ. การวัดดานจติ พิสยั . กรงุ เทพฯ : สุวรี ิยาสาสน. 2543.
สาโรช บัวศรี. สรุปคําบรรยายเร่ือง Moral Education” ฟายเด็ลตาแคปปาไทย. กรุงเทพมหานคร :
2524. เอกสารอดั สําเนา.
สม บูร ณ ศ าล ยา ชีวิ น .ค า นิ ย ม ข อ ง คน ไท ย ป ญ หา ขอ ง นั ก พั ฒ น า . ค ณะ ศึก ษ าศ าส ต ร
มหาวิทยาลยั เชยี งใหม. 2524.
Pheonix, 1958)
Allport, G.W., Vernon, P.E. and Lindszey, G. Study of Values : A Scale for Measuring
the Dominant Interests in Personality. Boston : Houghton Co. 1960.
Aiken, L.R. Assessment of Personality. Boston : Allyn and Bacon, 1986.
Katz, D. The Foundational Approach to the Study of Attitude. Publ. Opin. Quart. 24,
1960. pp. 663-204.
Kilpatrick, W. H. Philosophy of Education. New York. McMillan. 1954
Krathwohl, D.R. and others, Taxonomy of Education Objectives hand book II.
Affective Domain. New York : David McKay. 1964.
Likert, Rensis. A Technique for the Measurement of Attitude. In. G. F. Summer(ed.).
Attitude Measurement. Chicago : Rand McNally. 1970. pp. 149-158.
Osgood C. E. , Suci, C.J. and Tannenbaum, P.H. The Measurement of Meaning. Urbana:
University of Illinois Press, 1957.

Phenix, P. Philosophy of education. New York: Henry Holt. 1958.

Rokeach, M. Beliefs, Attitudes and Values : A theory of Organization and Change.
San Francisco : Jossey-Bass. 1968.

Thurstone, L.L. Comments. American Journal of Sociology. 52, 1964. P. 39-40.
Thrustone, L.L. Attitude Can Be Measured. In G. F. Summer(ed.). Attitude

Measurement. Chicago : Rand McNally. 1970. pp. 127-141.
Woodruff. A.D. “The Role of Value in Human Behavior” Journal of Social Psychology.

36-37, 1952.

บทที่ 5

การวดั จรยิ ธรรม

การวัดจริยธรรมเปนส่ิงที่คอนขางยุงยาก เนื่องจากจริยธรรมเปนเร่ืองของจิตใจ บางทีวัดได
คะแนนสงู แตการปฏิบัตจิ รงิ ๆ ก็ยงั ขาดจริยธรรมหรือจรยิ ธรรมต่ํา ท้ังน้ีเพราะการวดั จริยธรรมน้นั ไมไดวัด
ใหชัดเจน ไมแนนอน ไมสามารถแยกจริยธรรมออกจากคานิยม ศีลธรรม คุณธรรมได เมื่อไมมีความ
ชัดเจนในการวัดจริยธรรมจึงมีความคลาดเคลื่อนเสมอ ดังนั้นการที่จะวัดจริยธรรมไดดีตองศึกษา
รายละเอียดของจริยธรรมน้ันแลวนิยามใหชัดเจน ดวยการศึกษาความหมาย ลักษณะของจริยธรรม
แนวคิดและทฤษฏีท่ีเกี่ยวของ เกณฑการตัดสินใจทางจริยธรรม การสรางแบบวัดจริยธรรม ใหเขาใจ
อยา งถอ งแท

ความหมายของจริยธรรม

จรยิ ธรรมเปนเคร่อื งมือท่ีสาํ คัญในการจัดระเบยี บของสงั คม ใหบ คุ คลอยูรวมกันไดในสังคมอยาง
มีสนั ติสุข มผี ูทกี่ ลาวถึงความหมายของจริยธรรมลักษณะที่แตกตางกันไว ซึ่งสามารถสรุปได ดงั ตอ ไปน้ี

สาโรช บัวศรี (2526) ไดอ ธบิ ายถงึ ความหมายจริยธรรมวา จริยธรรมเปน เคร่อื งมอื สาํ คญั ในการ
ควบคุมใหค วามประพฤติของมนุษยไดเปนไปในทางสันติสุข ทําใหมนุษยแตกตางจากสัตว จริยธรรมจึง
เปน เครื่องคุมครองโลก เปน คา นิยมท่ดี ใี นระดับตาง ๆ ท่สี ังคมหรือบุคคลจําเปนจะตองยึดม่ัน ถือมั่น ผูที่
มจี รยิ ธรรมนั้นจะตองยดึ มนั่ ในคาท้ัง 2 ประเภทคือ คา นิยมท่เี ปน ศีลธรรม (Morality) ซ่งึ เปนคานิยมท่ี
เปนศีลและธรรมโดยเฉพาะ และคานิยมท่ีเปนขอตกลง (Convention) เปนคานิยมท่ีบุคคลในสังคมได
รว มตกลงเห็นชอบกาํ หนดขนึ้ เอง

พระธรรมปฏก (2541, น. 164) ไดใหทัศนะเก่ียวกับจริยธรรมวา จริยธรรมมาจากคําวา
พรหมจรรย ซงึ่ ในพทุ ธศาสนา หมายถงึ มรรค คือ วิธีการปฏิบัติสายกลาง ประกอบดวยองคประกอบ 8
ประการ บางครั้งเรียกวา ไตรสิกขา คือ การศึกษา 3 ประการ อันไดแก ศีล สมาธิ ปญญา จริยธรรม
หรือพรหมจรรย มรรค และ ไตรสิกขา ทง้ั หมดนี้ เปน ทางปฏิบตั ิเพอื่ นํามนุษยไปสูจุดหมายของชวี ติ

ดวงเดอื น พันธุมนาวิน (2524, น. 107) ไดใหความหมายจริยธรรมวาหมายถึง ลักษณะทาง
สังคมหลายลกั ษณะของมนุษย รวมถึงการกระทาํ ของมนุษยดวย ซ่งึ เกย่ี วของกับคณุ สมบัติ 2 ประการคือ
ลกั ษณะที่กอ ใหเ กดิ ประโยชนต อ คนอนื่ เปนสําคัญ เปนลักษณะทสี่ งั คมตองการ และสวนใหญสังคมจะให
การสงเสริมสนับสนุนหรือทําให ผูกระทํารูสึกวาตนกําลังทําในส่ิงที่ถูกตองและเหมาะสม จนเกิดความ
พอใจในตนเอง ผูมีจริยธรรมสูงคือผูทีมีลักษณะและการกระทําท่ีกลาวมาน้ี ประการที่สอง คือ การ
หลีกเลี่ยงหรืองดเวนที่จะกระทําการอันกอใหเกิดโทษตอตนเองและตอผูอ่ืน โดยปราศจากเหตุผลอัน
สมควร เปนลักษณะที่สังคมรังเกียจและลงโทษเม่ือมีผูกระทําเชนนั้น และเม่ือกระทําแลวผูกระทําสวน
ใหญจ ะรสู กึ ผิดและมีความอบั อายหรอื ละอายเกิดขน้ึ

-108-

ฮนิ แมน (Hinman.1998 . p.5) ไดใหค วามหมายของจรยิ ธรรมวา เปนการแสดงใหเ ห็นสภาวะ
หรือการสะทอนกลับอยางมีจิตสํานึกเก่ียวกับความเชื่อทางดานศีลธรรม (Moral Beliefs) หรือหลัก
ศีลธรรมในสังคมที่ใชควบคุมพฤติกรรมบุคคลในสังคม โดยมีจุดประสงคเกี่ยวกับการปรับปรุง การ
เสรมิ สราง หรอื การกลน่ั กรองความเช่อื หรอื กฎทางสังคมน้ัน

กราสเซียน (Grassian. 1990) ไดใหความหมายของจริยธรรม (Morality) วาหมายถึงส่ิงท่ี
เกย่ี วของกับพฤติกรรมทถ่ี ูกตอ ง เหมาะสม พฤติกรรมท่ีอยใู นศลี ธรรม ขอตกลง เงอ่ื นไข ความรับผิดชอบ
ความยุตธิ รรมทางสงั คม และธรรมชาตขิ องชวี ิตทด่ี ี

จริยธรรมเปน การตัดสนิ ใจทจี่ ะแสดงพฤตกิ รรมของบคุ คลเม่ือพบสถานการณหน่ึง เชน เมื่อน่ัง
อยูบนรถเมลโดยสารแลวเห็นขโมยใชมีดจี้เอาเงินผูโดยสารซึ่งเปนผูหญิงคนหน่ึง จะตัดสินใจทําอยางไร
ถา ชว ยตอ สูกบั โจรโดยไมค ิดถงึ ชีวติ ของตนเองเพือ่ ชวยผทู ่ถี ูกจี้ อยางน้ีเรียกวามจี รยิ ธรรมข้ันสงู สุด เพราะ
ตอนชวยไมไดคดิ อยางอ่นื คอื ตองการชวยใหพ น ทุกข ใหเ กิดสันตสิ ุขเทา นนั้ การแสดงพฤติกรรมออกมาไม
เหมือนกนั เชน บางคนอาจเลือกท่จี ะนง่ั ดเู ฉยๆ คดิ อยากชว ยแตไมกลา หรือเรียกคนรถและคนอ่ืนใหชวย
หรือโทรศัพทไปเรยี กตํารวจใหชวย ฯลฯ ดังนน้ั ระดบั ของจรยิ ธรรมจึงจะแตกตางกันไปตามบุคคล

สรุปไดวา จริยธรรมหมายถึง ความดีความงามที่ยึดถือปฏิบัติ ดวยการพิจารณาตัดสินใจ
ประพฤติ ปฏิบัติหรือกระทําโดยอาศัยหลักของคานิยมและหลักศีลธรรม เพ่ือพบกับสถานการณหนึ่ง
สถานการณใ ด โดยยดึ หลกั 2 ประการคอื ทาํ ใหเกิดประโยชนต อ ผอู ื่นและไมทาํ ใหผูอ่ืนเดือดรอน

ลกั ษณะของจรยิ ธรรม

จากการศึกษาเอกสารท่ีเกี่ยวของกับจริยธรรมพบวา ไดมีผูกลาวถึงลักษณะของจริยธรรมซึ่ง
แบง ออกเปนหลาย ๆ ดานดงั ตอไปนี้

สําเริง บุญเรืองรัตน (2544) ไดกลาวถึงจริยธรรมวามีองคประกอบท่ีเกี่ยวของกับบุคคลนั้น
แบง ออกไดด ังนี้

1. ความรูเก่ียวกับจริยธรรม หมายถึง ความรูตาง ๆ ที่เก่ียวกับจริยธรรมของสังคมนั้น เปน
ความรูของบุคคลที่ไดรับการอบรมส่ังสอนหรือเรียนรูกันไววา การกระทําชนิดใดท่ีควรกระทํา ทําแลว
ไดร ับการยกยอ งสรรเสริญ ทาํ แลว ไมเ ปนอนั ตรายตอตนเองและผูอ นื่ รวมไปถึงความรู ความประพฤติวา
ส่งิ ใดไมค วรทาํ ไมควรประพฤติอีกดวย

2. ทศั นคตเิ กยี่ วกบั จรยิ ธรรม หมายถึง ความรูสึกของบุคคล เก่ียวกับลักษณะหรือพฤติกรรม
เชิงจรยิ ธรรมตางๆ วาชอบหรอื ไมช อบ เห็นดว ย หรอื ไมเ ห็นดวยเพียงใด

3. เหตผุ ลเชิงจริยธรรม หมายถงึ การทบ่ี คุ คลใชเ หตุผลในการเลือกที่จะกระทําหรือไมกระทํา
พฤติกรรมอยางใดอยางหน่ึง เหตุผลที่กลาวน้ี จะแสดงใหเห็นถึงเหตุจูงใจ หรือแรงจูงใจที่อยูเบ้ืองหลัง
การกระทําตาง ๆ ของบคุ คล การศึกษาเหตุผลเชิงจริยธรรมจะทําใหทราบวาบุคคลมีจริยธรรมในระดับ
ตาง ๆ กัน

-109-
ดวงเดือน พันธุมนาวิน และเพ็ญแข ประจนปจจนึก (2520) ไดแบงลักษณะทางจริยธรรม
ออกเปน 4 ประเภท ดงั ตอ ไปนี้
1. ความรูเ ชิงจรยิ ธรรม หมายถึง การมีความรูเ ก่ียวกบั สงั คมและสามารถบอกไดวาการกระทํา
ชนิดใดดีและควรกระทํา การกระทําชนิดใดเลว และไมควรกระทํา พฤติกรรมลักษณะใดเหมาะสม
หรือไมเหมาะสมมากนอยเพียงใด ความรูเชิงจริยธรรมหรือความรูเกี่ยวกับคานิยมทางสังคม จึง
เปลยี่ นแปลงไปตามระดับอายุ ระดับการศึกษา พัฒนาการทางสติปญญา และความรูเกี่ยวกับกฎเกณฑ
ทางสังคมและศาสนา
2. เจตคติเชงิ จรยิ ธรรม หมายถงึ การมีความรสู กึ ตอพฤติกรรมเชิงจริยธรรมตาง ๆ ในทางท่ี
ชอบหรือไมช อบมากนอยเพยี งใด เจตคติเชิงจริยธรรมของบุคคล มักจะสอดคลองกับคานิยมของสังคม
และการทํานายพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของบุคคลน้ัน ควรทํานายตามเจตคติเชิงจริยธรรม ซ่ึงสามารถ
ทํานายไดเทย่ี งตรงมากกวา การทาํ นายตามความรเู ชิงจริยธรรม
3. เหตุผลเชงิ จริยธรรม หมายถงึ เหตผุ ลท่ีบคุ คลใชเปนเกณฑในการเลือกหรือไมเลือกกระทํา
พฤตกิ รรมอยางใดอยางหนึ่ง เหตผุ ลเชิงจริยธรรมจึงเปนเหตุจูงใจซงึ่ อยู เบ้อื งหลังการกระทําของบุคคล
อยา งไรก็ตามบุคคลท่ีมีเหตุผลเชิงจริยธรรมในระดับท่ีแตกตางกัน อาจมีการกระทําท่ีคลายคลึงหรือมี
การกระทําทแ่ี ตกตา งกนั ก็ไดและเหตุผลเชิงจริยธรรมยงั มี ความสมั พันธก บั พฒั นาการทางสตปิ ญญาและ
อารมณดว ย
4. พฤติกรรมเชิงจริยธรรม หมายถึง การแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคของสังคมและปฏิเสธ
การแสดงพฤตกิ รรมทไ่ี มพ ึงประสงคข องสงั คม พฤตกิ รรมเชงิ จริยธรรมมีความสําคัญตอความสงบสุขและ
ความมั่นคงของสังคมอยางยิ่ง จึงเปนหนาที่ของสมาชิกในสังคม ที่จะตองอบรมและปลูกฝงเยาวชนให
เปน ผูมพี ฤติกรรมเชิงจรยิ ธรรมอยางม่ันคง โดยเฉพาะ พฤติกรรมท่ีสังคมยอมรับเชน การใหทาน การ
เสียสละ ซอ่ื ตรง ซอ่ื สัตย ไมเอารดั เอาเปรียบผอู ื่น สวนพฤติกรรมทีส่ งั คมไมย อมรบั ควรงดเวน
ซึ่งเปนแนวคิดเดียวกับบราวน (Brown. 1965) แบงจริยธรรมออกเปน ดานความรู
(Knowledge) ดานความรูสึก (Feeling) และดานการประพฤติปฏิบัติ (Conduct) สอดคลองกับ
ฮอฟแมน (Hoffman. 1970) ทแี่ บงจรยิ ธรรมออกเปน 3 ดานดว ยกนั คือ ความคดิ ทางจรยิ ธรรม (Moral
Thought) ความรูสึกทางจริยธรรม (Moral Feeling) และการแสดงพฤติกรรมทางจริยธรรม (Moral
Behavior)
สรุปไดวาลักษณะของจริยธรรมมีองคประกอบท่ีเกี่ยวของไดแก ความรูเชิงจริยธรรม เปน
ความรูว าดหี รอื เลว ควรหรือไมควร เจตคติเชงิ จริยธรรมเปนความชอบหรือไมชอบ รักหรือไมรัก เหตุผล
เชิงจริยธรรมเปนการใหเหตุผลท่ีเลือกหรือไมเลือกตัดสินใจที่จะตอบสนองตอจริยธรรมนั้น และ
พฤติกรรมเชิงจรยิ ธรรมเปนการปฏบิ ตั ิตอบสนองตอสถานการณน ั้นๆ

-110-

แนวคดิ และทฤษฎกี ารพฒั นาจริยธรรม

การพัฒนาจรยิ ธรรมน้ันเปน สงิ่ ท่ีจําเปน เพื่อการอยูรว มกันอยางสนั ติสุขของบุคคลในสังคมไดมี
ผเู สนอแนวคดิ และทฤษฎที เ่ี กี่ยวกับการพฒั นาจริยธรรมอยหู ลายทฤษฎดี วยกนั ไดแก

1. ทฤษฎีจิตวเิ คราะห (Psychoanalytic Theory) มีนักจติ วิทยาที่ไดพ ัฒนาแนวคิด ทฤษฎี
ทีส่ ําคญั ไดแก ซิกมันด ฟรอยด (Sigmund Freud) ไดเ สนอแนวคิดวาพัฒนาการทางจรยิ ธรรมของบุคคล
นน้ั เกดิ จากการที่หนว ยของจิต (The Agencies of the Mind) (Crain. 1980) ไดแ ก

1). อดิ (Id) เปนสวนท่ีเริม่ ตน ท่ีเปน แรงขบั และสะทอนความเปนมนุษยของบุคคล ซ่ึงเปน
ความตองการหรือเปนไปตามธรรมชาติทางชีวะภาพของบุคคล ดังนั้นสวนน้ีจึงประกอบดวยแรงขับและ
การสะทอ นของแรงขบั ภาพและความรูสึกทไี่ ดรับแรงกดดัน รวมทั้งแรงกดดันทางเพศและสิ่งท่ีสัมพันธ
กับความตองการตามธรรมชาติ เชน ความหิว และความกระหายน้ํา เปนตน เปรียบไดกับสวนท่ีเปน
กเิ ลส ตณั หา อารมณท ไี่ มไ ดรับการขดั เกลา

2) อีโก (Ego) หมายถึง สวนที่เปนเหตุผล ความรูสึกที่ดี เปนสวนท่ีเปนไปตามกฎเกณฑ
แหงความเปนจริง อีโก เปนตัวแทนที่พยายามปองกัน หรือขัดขวางการกระทําที่เกิดจากอิด (Id)
จนกระทงั่ เกดิ การเปลี่ยนแปลงอยางเหมาะสม เมื่อบุคคลคิดถึงส่ิงท่ีตนเองรับรูหรือใชกระบวนการทาง
ปญ ญาน้นั บุคคลจะใชสว นทเี่ ปน หนาท่อี ีโก ซ่ึงจะเปนไปอยางมีกลไก สวนมากเราจะพบวามีการใชคํานี้
ในสังคมเชน มีอีโกสูง ซ่ึงหมายถึงบุคคลที่มีความลําพองตนเอง (An Inflated Self-image) แต
ฟรอยดกับคณะเห็นวาควรจะจําแนกวา อีโก หมายถึงสวนที่ทําหนาที่ เชน การตัดสินใจตามความจริง
อยา งคลอ งแคลว การควบคุมอารมณ เปน ตน สวนหนา ทขี่ องอีโกน นั้ จะมอี ิสระจากอดิ แตจะยมึ แรงพลัง
มาจากอิด ทง้ั อิด และ อีโก นั้นมีสว นที่สัมพนั ธกัน

3) ซุปเปอรอ ีโก (Superego) เปนระบบควบคุมความเปนบคุ ลิกลกั ษณะของบุคคล ซงึ่ จะ
ควบคมุ บุคคลใหร ะงบั ยบั ยงั้ จติ ใจจากการกระทําที่ไมเ หมาะสม ไมถ กู ตอง ซปุ เปอร อีโกไ ดรับการตกแตง
มาจากมาตรฐานของส่ิงทีถ่ ูกตองหรือส่ิงทดี่ งี าม เรียกไดวา เปนจรยิ ธรรมของบคุ คล เด็กจะสามารถพัฒนา
ระดบั ของซปุ เปอรอีโกนไ้ี ด

เกย่ี วกับจริยธรรมของบุคคลน้ัน ทฤษฎีจิตวิเคราะห เชื่อวาซุปเปอรอีโกนั้นเปนสวนของ
จริยธรรมในบคุ คลซง่ึ ไดร บั การขัดเกลามาจากสงั คม และจะคอยควบคุมพฤติกรรมภายนอกของบุคคลให
เปนไปตามกฎเกณฑแ ละคา นิยมของสงั คม โดยทจ่ี ริยธรรมของเด็กนั้นพัฒนามาจากแรงขับท่ีมาจากทาง
กามารมณ (Sex Drive) และแรงขบั ความกาวราว (Aggressive Drive) ผนวกกับการสรางอัตลักษณหรือ
การถอดแบบ (Identification) โดยจะรับเอาบุคลิกลักษณะ คานิยม และส่ิงที่เปนมาตรฐานหรือ
กฎเกณฑท างสังคมมาเปนหลักในการปฏิบัติโดยอัตโนมัติ ดังนั้นเม่ือบุคคลประพฤติตนไมสอดคลองกับ
คานิยมหรือมาตรฐานทางสังคมท่ีตนยึดถือ ซุปเปอรอีโกจะกระตุนใหเกิดความขัดแยงในใจจนใหเกิด
ความวิตกกงั วลจนตองเกบ็ กด (Repressed) หรอื หยุดระงับการกระทําท่ีไมถูกตอง ไมเหมาะสม เพ่ือจะ
ไดล ดความรสู ึกทเ่ี กิดขน้ึ

-111-
2. ทฤษฎีการเรียนรูแบบการเสรมิ แรงหรือการวางเงอื่ นไขปฏบิ ตั กิ าร (Reinforcement
Theory or Operant Conditioning)

การเรยี นรูตามหลักจิตวิทยานี้ ผเู รียนจะเปนผกู ระทาํ หรือตอบสนองตอส่ิงแวดลอม และ
ไดรบั การเสริมแรงตอการตอบสนองที่ถูกตอง ซ่ึงพฤติกรรมจะถูกควบคุมดวยเงื่อนไขแหงการเสริมแรง
และเงื่อนไขแหงการลงโทษ ซึ่งมาจากผลของการกระทําดวยตนเอง ซึ่งนักจิตวิทยาช่ือ สกินเนอร
(Gange and Medsker. 1996 ช; citing Skinner. 1969) ไดสราง กฎของการเรียนรูที่มีผลตอการ
ตอบสนองอยา งเขมแข็งหรือออนแอ เงื่อนไขเชงิ ปฏิบัตกิ าร เชน การสรางรูปรา ง การสูญหายไป หรอื การ
อางอิงสืบตอไป ถึงแมวาการทดลองจะไดกระทํากับสัตว แตสามารถนํามาประยุกตใชกับคนไดดี
การจัดการเรียนการสอนสวนมากไดพัฒนาโดยอาศัย พื้นฐานทางหลักการเรียนรูจากทฤษฎี
การเสริมแรงและเง่อื นไขการปฏิบตั กิ ารนี้

สกนิ เนอร (Crain. 1980; citing Skinner. 1969) ไดสนใจตอการสรางเงื่อนไขท่ีสงผลตอ
พฤติกรรมท่ีอิสระและสามารถกระทําตอส่ิงแวดลอมได เปนการสรางเง่ือนไขท่ีใหผลลัพธท่ีตามมา ซึ่ง
สามารถกระตุนใหบุคคลมีความตองการส่ิงดังกลาว ซ่ึงพฤติกรรมการเลือกปฏิบัติหรือกระทําน้ัน มี
บทบาทท่ีสําคัญตอมนุษยมาก เชน การขับรถ การอานหนังสือพิมพ ซึ่งเกิดจากประสบการณหรือการ
ไดรับสิ่งเราและผลลัพธของส่ิงนั้นในอดีต เชน การอานหนังสือแลวไดรับผลการเรียนท่ีดี หรือ ไดรับ
รางวลั เปน ตน นอกจากนั้น สิ่งทีม่ ผี ลตอ การเรียนรูและพัฒนาจริยธรรมของบคุ คลได ซึ่งมาจากการสราง
เง่ือนไข ไดแก การเสริมแรงและการทําใหหดหาย (Reinforcement and Extinction) การเสริมแรง
อยางทันทีทันใด (Immediacy of Reinforcement) การเลือกหรือแยกแยะสิ่งเรา (Discrimination
Stimuli) การถา ยโอนส่งิ เรา และการตอบสนอง (Stimulus and Response Generalization) การสราง
ตัวอยางคอยเปนคอยไป (Shaping) พฤติกรรมท่ีเปนลูกโซสัมพันธหรือสอดคลองกัน (Behavioral
Chain) ตารางของการเสรมิ แรง (Schedules of Reinforcement) อยา งตอเน่อื งหรือเปนชวงเวลา การ
ใหรางวัลและการลงโทษ (Reward and Punishment) ความคิด ความรูสึกและแรงขับภายใน
(Thoughts , Feelings, and Drives)

สรปุ ไดว า แนวความคิดพน้ื ฐานของทฤษฎีการเสริมแรงน้ี ตั้งอยูบนรากฐานของความเชื่อ
วา พฤติกรรมของคนเราถูกควบคุมโดยเงื่อนไขการเสริมแรงและเงื่อนไขการลงโทษ หากกําหนด
พฤติกรรมหน่ึงสัมพันธกับการไดรับส่ิงท่ีผูกระทําตองการเปนเง่ือนไขการเสริมแรง พฤติกรรมนั้นก็จะ
เกดิ ขนึ้ ตามความถ่ีทสี่ ูงขนึ้ การปลกู ฝง จริยธรรมกเ็ ชนเดยี วกนั หากตอ งการปลูกฝงพฤติกรรมใดก็ตองจัด
เงอื่ นไขตา ง ๆ เพ่อื ใหผ ูกระทาํ พฤติกรรมนั้นไดรับแรงเสริมและถาหากตองการลดพฤติกรรมใดก็ตองจัด
เงอ่ื นไขเพือ่ ใหผ กู ระทาํ พฤติกรรมนน้ั ไมไดร ับแรงเสริม หรืออาจลงโทษดวย ซ่ึงไมไดคํานึงถึงความเขาใจ
เกยี่ วกบั กฎเกณฑในการตัดสนิ ความถกู ผดิ แตเนน ทพี่ ฤติกรรมเทา นัน้

3. ทฤษฎกี ารเรยี นรทู างสังคม (Social Learning Theory)
นกั จติ วิทยาท่ีสําคัญคนหน่ึงในกลุมน้ี คือ โรเบิรต แบนดูรา (Crain. 1980; citing Bandura.
1965 ) ไดใหแนวคิดวา การเรียนรูดวยการสังเกตจากบุคคลหรือจากตนแบบนั้นทําใหเกิดการเรียนรู
ทางดานปญญาซ่ึงไมไ ดเ กิดจากปจ จัยภายนอกอยางเดียว แตเกิดจากตัวแปรภายในบุคคล ดังน้ันทฤษฎี

-112-

การเรียนรูจ งึ ตอ งรวมสงิ่ ที่เปนตัวแปรการเรียนรูภายในบุคคลดวย การเรียนรูทางสังคมน้ันเกิดจากการ
สงั เกตจากตน แบบ สัญลักษณ และทุกส่ิงทุกอยางในสังคม จากการศึกษาดวยการสังเกตตัวตนแบบนั้น
แบนดรู าไดแบง กระบวนการสงั เกตออกเปน 4 สว น คือ

1) กระบวนการสรางความสนใจ (Attention Processes) เปนการสรางความสนใจที่เกิด
จากตวั ตนแบบอยางมีจดุ มงุ หมาย ซึง่ จะตองมเี ปน ตนแบบที่ไดร บั ความสาํ เรจ็ ความสงางาม อํานาจ และ
คณุ สมบัติทีด่ ีอืน่ ๆ

2) กระบวนการเก็บไวในความทรงจํา (Retention Processes) เมื่อบุคคลเลียนแบบจาก
ตัวตนแบบนั้นจะตองอาศัยการสังเกต ใชความจํากริยา อาการ ทาทางหรือสัญลักษณตาง ๆ ซึ่งเปน
กระบวนสรางโดยใชส ่ิงเรา อยางตอเนื่อง (Stimulus Contiguity) ซ่ึงสิ่งเรา น้นั ควรเปนส่ิงเราทางสายตา

3) กระบวนการทักษะการผลิตซํ้า (Motor Reproduction Processes) เปนการ
เลียนแบบพฤติกรรมจากตัวตนแบบอยางคลองแคลว ซึ่งบุคคลจะตองมีทักษะทางการเคล่ือนไหวที่ดี
บางครั้งการใชว ธิ กี ารสังเกตแตเพยี งอยางเดยี วนั้นจะทาํ ใหบคุ คลไดรบั ทราบรูปแบบใหม (New Pattern)
เพอ่ื ตอบสนองตอ แตอ าจจะไมสามารถทจ่ี ะเลียนแบบได ดังนัน้ จะตอ งพฒั นาทางดานทกั ษะและเกิดการ
ฝก หัดดว ย

4) กระบวนการเสริมแรงและสรางแรงจูงใจ (Reinforcement and Motivational
Processes) ซง่ึ การเรยี นรูนน้ั เกดิ จากการแยกแยะและการแสดงออกของการตอบสนองใหม บุคคลอาจ
สังเกตตัวตนแบบและสามารถแสวงหาความรูใหมไดซ่ึงบางคนอาจไมสามารถตอบสนองได การ
แสดงออกนั้นจะข้ึนอยูกับตัวแปรทางดานการเสริมแรงและการสรางแรงจูงใจ การเสริมแรงนั้นอาจมา
จากการเสริมแรงโดยตรง (Direct Reinforcement) การเสริมแรงจากตัวตนแบบหรือตัวแทน
(Vicarious Reinforcement) และการเสริมแรงดวยตนเอง (Self-reinforcement)

นอกจากนน้ั แบนดรู าไดม ีแนวคิดเกีย่ วกับบทบาทของตวั ตนแบบวา จะมอี ิทธพิ ลตอพฤติกรรม
4 ชนิดดวยกัน ไดแก ความกาวราว (Aggression) บทบาททางเพศ (Sex Roles) การเสริมแรงตนเอง
(Self-reinforcement) พฤติกรรมการสนับสนุนสังคม (Prosocial Behavior)

สรุปไดวา แนวคดิ ทฤษฎีการเรียนรูทางสังคมนั้น มีแนวคิดพ้ืนฐานท่ีวา การเรียนรูของมนุษย
สว นหนงึ่ เกดิ จากประสบการณตรงของตนเอง สวนหนง่ึ เกิดจากการสังเกต พฤติกรรมของผูอื่นเปนการ
เรียนเรียนดวยการสังเกต และอีกสวนหน่ึงเกิดจากการฟงคําบอกเลาและการอานสารบันทึกของผูอื่น
ผลการเรียนรูอยูในรูปของความเช่ือวาอะไรสัมพันธกับอะไร อยางไร โดยเฉพาะความสัมพันธระหวาง
พฤติกรรมกับผลการกระทาํ

4. ทฤษฎีการพัฒนาจริยธรรมทางปญญา(Moral Development Cognitive Theory) มี
นกั จิตวิทยาทไ่ี ดพฒั นาแนวคิด ทฤษฎี ท่เี กย่ี วขอ งไดแ ก

1) ทฤษฎีการพัฒนาการทางสติปญญาของเพียเจท (Crain. 1980; citing Piaget.
1952) การพฒั นาทางจรยิ ธรรมของเพียเจทไ ดพบวา เดก็ มีพฒั นาการทางจรยิ ธรรมท่แี ตกตางกัน ซึ่ง
สามารถแบง ออกเปน 3 ระดบั คอื

-113-
ระดบั ท่ี 1 กอนจริยธรรม (Premoral Stage) เริ่มตั้งแตแรกเกิดจนถึง 2 ขวบ เด็ก
ไมสามารถรับรูสง่ิ แวดลอมอยางละเอียดได มคี วามตอ งการทางรางกาย การกระทําเกิดจากแรงจูงใจ ไม
คาํ นึงถงึ ส่ิงอื่นใด เปนระดับขั้นทีม่ ีการรับรูส ภาพแวดลอ มและบทบาทของตนเองอยา งบริสุทธิ์
ระดับที่ 2 ขั้นยึดคําส่ัง (Heteronomous Stage) เริ่มตั้งแต 3 ขวบ ถึง 10 ขวบ
ซึ่งจะมีพัฒนาการทางจริยธรรมที่ยอมรับกฎเกณฑ กฎเกณฑไมสามารถเปลี่ยนแปลงได กฎระเบียบมา
จากพอแมห รอื ผูใหญ ซึง่ เปน ภาวะท่ีอยูภายในอิทธิพลหรือความควบคุมของผูอ่ืน เปนการพิจารณาการ
กระทาํ ทีเ่ กิดความเสยี หายแกผูอ่ืน ไมค ํานึงถึงแรงจูงใจในการกระทํา
ระดับที่ 3 ข้ันยึดหลักแหงตน (Autonomous Stage) เริ่มตั้งแตเด็กที่มีอายุ
มากกวา 10 ป ขึ้นไป เด็กจะมองเห็นความสัมพันธมากขึ้น สําหรับกฏระเบียบน้ันสามารถยึดหยุน
ปรับปรงุ เปล่ยี นแปลงหรือสรา งขึ้นมาใหมโ ดยไดร ับการยอมรบั จากสมาชิกทุกคน เปนความคดิ เห็นที่เปน
อิสระ สามารถปกครองตนเองได
การตัดสินเชิงจริยธรรมตามแนวคิดของเพียเจทนั้นเปนการตัดสินใจจากการพิจารณาจาก
ความตั้งใจ และการพิจารณาตัดสินจากผลที่ตามมา ซ่ึงเด็กจะมองที่เจตนาของการกระทําหรือผลของ
การกระทํา เชน มีเด็กอยูสองคน คนหน่ึงทําถวยแตก 15 ใบโดยบังเอิญ กับเด็กอีกคนหน่ึงท่ีพยายาม
ขโมยแลวทําถวยแตกใบหน่ึง เดก็ ท่ีมจี รยิ ธรรมระดบั ตนจะตดั สินวา เดก็ คนทีท่ ําแกว แตกเยอะกวาเปนคน
ท่ีซนกวา สวนเด็กที่มีจริยธรรมสูงกวา หรือมีเหตุผลเชิงจริยธรรม จะตัดสินท่ีวาเด็กท้ังสองมีเจตนา
อยา งไร (Crain. 1980; citing Piaget. 1952)
สรุปไดวา การพัฒนาจริยธรรมตามทฤษฎีการพัฒนาการทางสติปญญาของเพียเจทน้ัน มี
แนวคิดที่มองพฤติกรรมจริยธรรมของบุคคลนั้นพิจารณาจากการตัดสินใจและการพิจารณาจากความ
ตง้ั ใจ ของบคุ คลในการกระทํา
2) ทฤษฎีการพัฒนาทางปญญาของโคลเบิรก (Kohlberg’s Stages of Moral
Development)
โคลเบิรก (Kohlberg. 1976) ไดพัฒนาทฤษฎีเหตุผลเชิงจริยธรรม (Moral Reasoning)
ไดเ สนอทฤษฎรี ะดบั ขนั้ ความคดิ ทางจริยธรรม โดยยึดหลกั ทวี่ า จริยธรรมไมถือการกระทําตามสิ่งท่ีสังคม
เห็นวาถูกตองเหมาะสม แตบ ุคคลสามารถเลือกปฏิบัติหรือกระทําเม่ืออยูในสถานการณที่มีความขัดแยง
แลวใชหลกั ตัดสินโดยใชเหตผุ ลแหง ความยุตธิ รรม ซึ่งแบง ออกเปน 6 ระดบั ไดแ ก
ก) ระดับกอนกฎเกณฑ (Preconventional Morality) แบงออกเปน 2 ขนั้ ไดแก

ขนั้ ที่ 1 ยดึ ตามคําสั่ง เปนระดับขั้นท่ีทําตามกฎเพื่อหลีกเล่ียงการถูกลงโทษและ
เพ่อื การไดร บั รางวัล ไมไ ดพจิ ารณาความสนใจของผูอนื่ หรอื ความแตกตางของผูอ่ืนกับตนเอง เด็กในชวง
อายุ 2-7 ป จะยอมทาํ ตามคําสงั่ ของผใู หญ

ข้ันท่ี 2 กระทําตามความพึงพอใจของตนเองและการแลกเปลี่ยน เปนการ
ตดั สนิ ใจกระทําตามกฎตาม ความตองการของตนเอง และสามารถแลกเปล่ียนใหผูอื่นกระทําตามตนเอง
ได ความถูกตองอยูที่ส่ิงที่เหมาะสม การแลกเปล่ียนที่เทาเทียม ขอตอรอง และขอตกลง เปนการสนอง

-114-
ความตองการและความสนใจของตนเอง และตระหนักถึงวาทุกคนมีสทิ ธทิ จ่ี ะปฏิบัติตามหรือขัดแยง เด็ก
ในชวงอายุ 7-10 ป จะไมมีความจงรักภักดี ความกตญั ูหรือความยตุ ธิ รรม

ข) ระดับตามกฎเกณฑ (Conventional Morality) แบงออกเปน 2 ขัน้ ไดแ ก
ขั้นที่ 3 กระทําตามความคาดหวังและมีสวนรวมกับผูอ่ืน ใชหลักการกระทํา

ตามผูอื่นเห็นชอบ เปนข้ันที่บุคคลกระทําสิ่งใดขึ้นอยูกับสิ่งท่ีคาดหวังจากผูที่อยูใกลชิด โดยเฉพาะ
ครอบครัวและเพ่ือน ความถูกตองเปนสิ่งท่ีสําคัญและมีความหมายสรางแรงจูงใจผูอื่น ไมไดพิจารณา
มมุ มองส่ิงทีเ่ ปนหลกั การหรือหลักเกณฑท่วั ไป ทาํ อะไรคาํ นึงถงึ ผอู น่ื ไมเปนตวั ของตัวเอง ตอ งการใหผูอ่ืน
ยอมรับ เดก็ ชวงน้ีจะอายปุ ระมาณ 10-13 ป

ขั้นท่ี 4 กระทําตามระบบสังคมและความรูสึกผิดชอบ เปนขั้นที่ใชหลักการ
กระทาํ ตามหนาท่ีและกฎระเบียบทางสังคม ตามทีไ่ ดตกลง ยึดกฎหมายเพ่ือแกไ ขปญหาหรือใหเกิดความ
เหมาะสมทางสังคม ความถูกตองจะพิจารณาใหถูกตองเหมาะสมเพื่อสังคม กลุม และสถาบัน คํานึงถึง
ความเหมาะสมตามความสมั พนั ธข องบคุ คลกบั สังคม หรอื สถาบนั เดก็ ชวงนีจ้ ะอายปุ ระมาณ 13-16 ป

ค) ระดับเหนือกฎเกณฑทางสังคม (Postconventional or Principled
Morality) แบง ออกเปน 2 ขนั้ ไดแก

ข้ันที่ 5 กระทําตามสัญญาสังคม ในขั้นน้ีพฤติกรรมจะอยูตามสิทธิและ
ผลประโยชนข องทไ่ี ดรบั การยอมรบั จากทุกคนในสงั คม มคี วามรูสึกมีพันธะผูกพันตอสัญญา โดยยึดหลัก
ท่วี า การกระทําหรือสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อคนสวนมาก ยึดคานิยมที่วาบุคคลเกิดมามีศักดิ์ศรีเทาเทียมกัน เด็ก
ชว งนีจ้ ะอายปุ ระมาณ 16 ปข้ึนไป

ขน้ั ท่ี 6 กระทําตามกฎจริยธรรมสากล เปนขนั้ สูงสุด เปนการกระทําท่ีตัดสินตาม
การเลือกโดยยึดหลักแหงจริยธรรม กฎแหงความยุติธรรม เปนความเทาเทียมกันตามสิทธิของมนุษย
และการเคารพในเกียรติและศักดิ์ศรีในฐานะสวนบุคคล มีความรูสึกถึงกฎและการมีพันธะผูกพันกับ
จริยธรรมหลัก มมุ มองทางดา นจริยธรรมนนั้ มาจากขอ ตกลงทางสงั คม และเปน จริยธรรมตามธรรมชาติ

โคลเบิรก เชื่อวา พัฒนาการของการใชเหตุผลทางจริยธรรม จะดําเนินไปตามขั้นตอน จาก
ขน้ั ตอนหนึ่งเร่ือยไปจนถึงข้ันท่ีหก จะขามขั้นไมได และพัฒนาการอาจจะชะงักอยูในขั้นใดข้ันหน่ึงก็ได
ทงั้ น้ีข้นึ อยกู บั ความสามารถทางสติปญ ญาและเหตุการณทางสังคม ซึง่ พัฒนาการทางจริยธรรมนั้นข้ึนอยู
กบั การรับรทู างสังคม การมบี ทบาททางสงั คมจะมีสว นสัมพนั ธก บั พัฒนาการทางจริยธรรมซึ่งมีความเปน
สากล เปนกระบวนการปฏิสัมพันธระหวางพัฒนาการของมนุษยกับการเรียนรูทางสังคม และมี
ความสมั พนั ธก ับพฒั นาการทางสตปิ ญญาอีกดวย

โคลเบิรก ไดกลาวถึงเหตุผลเชิงจริยธรรมของบุคคลวา การตัดสินใจของบุคคลน้ันจะอาศัย
แนวทางจริยธรรม (Moral Orientation) แนวทางใดแนวทางหนง่ึ ของตอไปน้ี (Kohlberg. 1976)

1) การยึดเกณฑปกติตามบรรทัดฐานทางสังคม (Normative Order) มีจุดมุงหมายเพ่ือ
การรกั ษากฎ ระเบียบ บทบาททางสงั คมหรอื ระเบยี บทางจรยิ ธรรม พ้นื ฐานการพิจารณาในการตัดสินใจ
ไดแกองคประกอบของกฎเกณฑ

-115-
2) การยึดผลลพั ธท ี่มีประโยชนส ูงสดุ (Utility Consequences) มีจุดมุงหมายเพ่ือตัดสิน
ทางจริยธรรมถงึ ความดีหรอื เลว ข้ึนอยกู ับผลลัพธท ี่ตามมาตอ สวัสดิภาพของผูอ ืน่ หรือของตนเอง
3) การยึดความยุติธรรมหรือความเปนธรรม (Justice or Fairness) มีจุดเนนท่ี
ความสัมพันธระหวางเสรีภาพ ความเสมอภาค การแลกเปล่ียนผลประโยชนซึ่งกันและกัน และ
สนธิสญั ญาระหวางบุคคล
4) การยดึ อุดมคติแหง ตน (Ideal-Self) มจี ุดมงุ หมายเพื่อสรา งตนเปนคนดี เปนผูมีอัตตา
ดี (Good Self) หรือเปนผูท่ีมีสติสัมปชัญญะ มีมโนธรรม และแรงจูงใจอยางสูง โดยไมคํานึงถึง
ความสมั พันธตอ ผอู ื่น
สรปุ ไดว า แนวคดิ และทฤษฎีเหตุผลเชิงจริยธรรมของโคลเบิรกนั้น ยึดถือหลักที่วา จริยธรรม
หมายถึง กฎเกณฑในการตัดสินความถูกผิดของการกระทํา ความเขาใจเกี่ยวกับกฎเกณฑซึ่งขึ้นอยูกับ
พัฒนาการทางปญ ญาซึ่งผูกพันกับอายขุ องบคุ คล กฎเกณฑท ใ่ี ชในการตดั สินเหตุผลน้ันจะพัฒนาจากข้ัน
ตาํ่ สขู ้นั สูงกวา ไมมีการยอ นข้ันและไมม ีการเรง ข้นั ซ่ึงแตละข้ันเปนผลมาจากการคิดไตรตรองจากขอมูล
ทเี่ ปน ความเขาใจสว นตน และขอมลู ที่มาจากทรรศนะของผูอ ืน่ ท่ีอยสู งู กวา ระดับพฒั นาการของตน 1 ข้ัน
ทําใหเกดิ การพฒั นาการทางจรยิ ธรรมซ่งึ เกิดจากความขดั แยง ระหวา งจริยธรรมของบุคคล

เกณฑก ารตดั สินใจทางจรยิ ธรรม

การตัดสินใจเชิงจริยธรรมน้ันจําเปนท่ีจะตองมีกฎเกณฑสําหรับการตัดสินวา ส่ิงท่ีไดวา
พฤติกรรมใดมคี วามถกู ตอง เหมาะสมในลักษณะใดนัน้ ซ่ึงไดม ีการต้ังกฎเกณฑในการพิจารณาจริยธรรม
ทเี่ หมาะสม โดยสามารถพิจารณาตัดสนิ เชิงจรยิ ธรรมไดตามเกณฑด ังตอ ไปน้ี

1. การตัดสินจริยธรรมดวยเหตุผลและเจตนาดี (Deontological Theory) ตามแนวคิด
ของคานท (Kantian's Ethic) ซ่ึงไดเสนอทฤษฎีทางจริยธรรม (Mortality) โดยมีแนวคิดที่เนนศักดิ์ศรี
ของมนุษยและสิทธิของมนุษยที่จะไดเคารพ ศักดิ์ศรีและสิทธิดังกลาวมาจากอิสรภาพของมนุษยหรือมี
พน้ื ฐานมาจากความสามารถท่ีจะฝน ความปรารถนา หรอื สงิ่ ท่ีเรียกวา ความโนมเอียงหรือความเบ่ียงเบน
(Inclinations) และทําตามเหตุผล ทําตามกฎศีลธรรมท่ีเปนสากล การมีชีวิตอิสระถือไดวาเปนศักดิ์ศรี
ของมนุษย กฎศีลธรรมจะตองเปนเปนกฎท่ีเปนกลาง เปนสากล ไมอิงอยูกับลักษณะเฉพาะ หรือ
สถานการณเ ฉพาะของปจ เจก (เนอ่ื งนอย บุญเนตร. 2539)

จุดเร่มิ ตน ของจริยธรรมตามแนวคิดของคานทน้ัน จะเริ่มตนจากสิ่งท่ีเราทุกคนรูแลวเก่ียวกับ
จรยิ ธรรม และเราสามารถดึงเอาหลักการพ้ืนฐานของจริยธรรมเอามาได คานทไดเร่ิมจากการพิจารณา
สามัญสํานึกของเราเกี่ยวกับจริยธรรมวาส่ิงท่ีเราคิดวามีคาสูงสุด ซ่ึงไดแก เจตนาดี (Good Will) ซ่ึง
หมายถึง ความสามารถในการใชเหตุผลของบุคคลที่จะตัดสินใจวาเขาควรจะทําอะไร เจตนาของบุคคล
จะดีในทางจริยธรรมหรือศีลธรรมได จะตองดีในทุกสถานการณอยางไมมีเงื่อนไข เจตนาดี เปน
คุณลักษณะทางจริยธรรม กลาวคือ เมื่อบุคคลหน่ึงทําส่ิงที่เขาเช่ือวาถูกตองหรือสิ่งท่ีเปนพันธะหนาที่ที่
ตองทํา ไมวาบุคคลน้ันจะปราศจากความรูสึกเมตตา หรือแมแตปราศจากความสนใจใยดีในประโยชน
สวนตนหรือประโยชนของผูอ่ืน ก็ถือไดวาบุคคลน้ันมีความดีที่เปนคุณลักษณะทาง จริยธรรมอยูคือมี

-116-
เจตนาดี โดยคุณคา ของบุคคลทีม่ เี จตนาดนี ้ันจะข้ึนอยูกับหลักการท่ีทําใหเกิดเจตนาที่จะกระทําการน้ัน
ซึ่งบุคคลท่ีมีเจตนาดีจะกระทําการจากสาเหตุของแรงจูงใจดานความเคารพในศีลธรรม จริยธรรมหรือ
ความเคารพในความถูกตอ ง (กรี ติ บุญเจือ. 2538; Darwall. 1998)

2. การตัดสินจริยธรรมตามแนวประโยชนนิยม (Utilitarianism) หรือยึดหลักประโยชน
สขุ หรอื ผลของการกระทาํ เปนเกณฑ (Teleological Theory)

แนวคิดจริยธรรมตะวันตกตามแนวประโยชนนิยม ไดมีผูเสนอแนวคิดนี้ไดแก จอหน สจวต
มิลล (John Stuart Mill) และ เจเรมี เบนแธม (Jeremy Bentham) โดยมีแนวคิดวา การแกปญหา
ทางจรยิ ธรรมน้ันจะเกิดจากการคาํ นวณประโยชนส ุขของผลท่จี ะไดจากการตดั สนิ ใจ เปนทางออกที่ทําให
เกิดความทกุ ขน อยทีส่ ุด แนวคิดน้ีเชอื่ วา การกระทาํ จะถูกตองทางศลี ธรรมได กต็ อ เมื่อนํามาซ่ึง “มหาสุข
สูมหาชน” หรือเมอ่ื นํามาซึง่ ความสุขมากทสี่ ุด และมคี วามทุกขน อ ยทส่ี ุดของคนจํานวนมากท่สี ดุ น้ันเอง

มิลล (Darwall. 1998; citing Mill. 1967) ไดเสนอแนวคิดวาการกระทําตองมีจุดหมายและ
จะตอ งมกี ฎ หรอื จะตองเปน ไปเพ่ือจดุ หมายนัน้ หนาทข่ี องนกั ปราชญจะตองหาจุดหมายของการกระทํา
กอนเปนอนั ดับแรก ซึ่งเปนจุดหมายของจริยธรรม คือการสงเสริมใหเกิดมหาสุขสูมหาชนในสังคม เปน
การจดั ระเบยี บ และการทดสอบความถกู ความผดิ ของการกระทํากอนเปนอันดับแรก และการทดสอบ
ความถูก ความผิดของการกระทําจะตองดูวาการกระทําดังกลาวจะนํามาซ่ึงจุดหมายน้ัน ๆ หรือไม
นอกจากนน้ั การตัดสินทางจริยธรรมนัน้ จาํ เปน ตองมีกฎทวั่ ไปทไี่ ดมาจากหลักการแรกทางศีลธรรม โดย
พิจารณาวา “ประโยชน” หรอื “ความสุข” เปนสิ่งดีในตัวเอง สิ่งใดก็ตามที่จะพิสูจนไดวาเปนสิ่งดีก็โดย
แสดงใหเ หน็ วา สิง่ นน้ั นําไปสบู างสิง่ บางอยางท่ียอมรับวาดีโดยปราศจากการพิสูจน โดยไดเสนอแนวคิด
เกี่ยวกับความสุขไววา ความสุขของแตละคน ความสุขของทุกคน หรือความสุขของสาธารณะ เปนส่ิง
เดียวเทา น้ันที่ดีในตวั เอง หรือนา พงึ ปรารถนาในฐานะเปนจดุ หมาย

3. เกณฑการตดั สินตามศาสนา (Religious Absolutism)
จริยธรรมที่ถูกตองตามเกณฑตัดสินทางศาสนาน้ันจะอาศัยการยึดศาสดาของศาสนานั้น

เปน หลัก เชือ่ หรือเคารพในส่ิงที่เหนือธรรมชาติ สรางแรงจูงใจดว ยการปฏบิ ัตติ ามพระเจาหรือศาสดาของ
ศาสนา ใหผูที่เคารพในศาสนาไดปฏิบัติตามคําสั่งสอนเพื่อใหสมาชิกดํารงชีวิตอยูในสังคมอยางสันติสุข
แตถึงแมวาศาสนาจะถูกมองวาเปนประโยชนนิยม หรือปฏิบัตินิยมที่เห็นวาสิ่งตาง ๆ มีความสําคัญ
เน่ืองจากมันใหประโยชนและเปนเครื่องมือชวยใหไดรับประโยชน แตศาสนาก็มีความสําคัญในตัวเอง
และมีคําประกาศในรูปของธรรมะวาอะไรคือส่ิงทีดีและคนดีในทัศนะของศาสนาน้ันเปนอยางไร
ตัวอยางเชน ศาสนาพุทธ มีคําสอนท่ีเปนฐานธรรมะทั้งปวงตลอดจนมีความหมายครอบคลุมถึงระบบ
จรยิ ธรรมของพทุ ธศาสนา คือ มรรค 8 หรือวิธกี ารดับทุกขซ่ึงแตละขอจะมีความสัมพันธและเปนเหตุผล
ซง่ึ กันและกัน ซึ่งกลาวรวมไดเปนไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิ ปญญา นอกจากน้ันศาสนาพุทธยังมีเบญจศีล
เบญจธรรม ที่เปนคําสอนของศาสนาใกลชิดกับวิถีชีวิตความเปนไทย เปนตน เกณฑการตัดสินทางพุทธ
ศาสนาวาอะไรผิด อะไรถูก มีหลกั การพิจารณาตดั สินมีอยหู ลายประการคือ (สวุ รรณ เพชรนิล. 2526)

-117-

1. พจิ ารณาที่เจตนา หรือความจงใจในการกระทาํ
2. พจิ ารณาตามบทบัญญตั ิทีพ่ ระพุทธเจา ทรงบัญญตั ิไว
3. พจิ ารณาท่ีฐานของจติ ซ่ึงเปนฐานของพฤตกิ รรม
4. พิจารณาทผ่ี ลของการกระทําวา มคี ุณประโยชนใ นลกั ษณะใด
5. พจิ ารณาทีผ่ ลของการปฏบิ ตั ิโดยตรง
ขอกาํ หนดทางศลี ธรรมนบั วาเปน เกณฑแตล ะเกณฑ ในการตัดสินการกระทําของคนท่ีนับ
ถือศาสนาน้ัน ๆ และเปนแนวทางของความประพฤติท่ีนับวาถูกตอง คนโดยท่ัวไปคุนเคยกับอยูกับ
ความคดิ ท่วี า การปฏิบตั ิตามศาสนาแลวทําใหสงั คมอยูอ ยา งปกตสิ ุข เพราะมีขอกําหนดทางศีลธรรมซึ่งมี
ความถูกตองในตัวเอง เปนสัจธรรมที่ไดรับการเปดเผยโดยศาสดาของศาสนาหรือพระผูเปนเจา
ขอ กาํ หนดเหลานนั้ มีอาํ นาจอยูในตัวเอง คือบุญและบาป ซ่ึงเปนผลท่ีผูปฏิบัติหรือไมปฏิบัติตามจะไดรับ
(ศักดช์ิ ัย นริ ญั ทวี. 2525)
4. เกณฑก ารตัดสนิ ตามพฒั นาการทางจรยิ ธรรมของเพียเจท
จากทฤษฏีพัฒนาการทางจริยธรรมของเพียเจท สามารถแบงหลักการทางจริยธรรม
ออกเปน 2 ระดบั ไดแก ระดบั ที่ยึดหลักจรยิ ธรรมจากผอู นื่ และระดับยึดหลกั จรยิ ธรรมของตนเอง ซึ่งจาก
หลกั ของการตอบตามเหตุผลเชิงจริยธรรมสามารถแบงออกเปน 2 ระดับไดแ ก
1) ระดบั คะแนนตํ่า เม่ือผูตอบใหเหตุผลการตอบโดยยึดปริมาณการกระทําสําคัญ ไมได
ใหเหตุผลทางเจตนาของผกู ระทาํ
2) ระดบั สูง เม่ือผูตอบใหเหตุผลคํานึงถึงความยุติธรรมและพิจารณาผลการกระทําวามี
เจตนาดว ยหรือไม
5. เกณฑการตัดสินตามพัฒนาการจริยธรรมของโคลเบิรก จากทฤษฏีพัฒนาการทาง
จรยิ ธรรมของโคลเบิรก มีการแบงข้ันการแสดงเหตุผลทางจริยธรรมเปน 6 ระดับ โดยแบงเปน 3 ระดับ
ใหญ การมีจรยิ ธรรมเน่อื งจากสาเหตดุ ังตอ ไปน้ี
ระดับที่ 1 ความกลัวถกู ลงโทษหรือการใหรางวลั
ระดับที่ 2 การชกั ชวน แลกเปลย่ี น
ระดับท่ี 3 การปฏบิ ตั ิตามกลมุ ทาํ ใหก ลมุ ชอบใจ
ระดับที่ 4 การทาํ ตามหนาท่ี กฎหมาย และหลักศาสนา
ระดบั ท่ี 5 การทําตามสญั ญาประชาคม ประโยชนข องสงั คมสวนใหญ
ระดับท่ี 6 การทําตามอดุ มการณสากล
แตถ าจะปรับเปน 3 ระดับ ไดแก
ระดับที่ 1 การกระทําเพ่อื ใหต นเองพอใจ
ระดับท่ี 2 การกระทําเพ่ือสงั คมไดป ระโยชน
ระดบั ท่ี 3 การกระทําเพอ่ื อทุ ศิ ตนตามอุดมการณสากล

-118-
6. เกณฑผ สมผสานหลักการแสดงการกระทําความดีตามแนวคิดของลวน สายยศ และ
องั คณา สายยศ (2543)
ไดสังเคราะหหลักการทําความดี วาการแสดงการกระทําแบบใดจึงนาจะเปนระดับความดีท่ี
แตกตางกัน นน่ั คือ เร่ิมจากความดีนอ ยขน้ึ ไปถึงความดีมาก โดยแบงเปน 3 ลกั ษณะดังน้ี

ข้นั ที่ 1 การแสดงเหตผุ ลการกระทํา เพือ่ เอาตนเองเปน หลักประจาํ
ขัน้ ท่ี 2 การแสดงเหตุผลการกระทํา เพื่อผทู ่รี จู ักคนุ เคย
ขัน้ ท่ี 3 การแสดงเหตผุ ลการกระทํา เพือ่ สังคมหรอื ผอู ่ืนทัว่ ไปโดยไมห วงั ผลตอบแทน

ตัวอยางเนอื้ หาจรยิ ธรรม

เน้ือหาจริยธรรมนั้นมีหลากหลายมากมาย ในท่ีนี้จะยกมากลาวเปนตัวอยางเพื่อใหเขาใจมาก
ยิ่งข้นึ โดยมีรายละเอียดทค่ี ลา ยคลงึ กันหรือแตกตา งกนั ไปดงั ตอไปน้ี

จากการศึกษาจริยวัตรหรือทศพิธราชธรรม 10 ประการท่ีพระเจาแผนดินทรงประพฤติเปน
หลักธรรมประจําพระองค หรือเปนคุณธรรมประจําตนของผูปกครองบานเมือง ใหมีความเปนไปโดย
ธรรมและยังประโยชนสุขใหเกิดแกป ระชาชน ซ่งึ เปนทศพิธราชธรรมท้ัง 10 ขอ มีดังนี้

ประการที่ 1 ทาน คือ การให การเสยี สละ การใหนาํ้ ใจ
ประการที่ 2 ศีล คอื ความประพฤตทิ ่ีดีงาม ทัง้ กาย วาจา ใจ ใหป ราศจากโทษ
ประการท่ี 3 บริจาค คือ การเสยี สละความสขุ สว นตน เพอ่ื ความสขุ สว นรวม
ประการที่ 4 ความซ่อื ตรง คือ ความซอื่ ตรงในฐานะทีเ่ ปน ผูปกครอง ดํารงอยูในสัตยส จุ ริต
ประการที่ 5 ความออ นโยน คอื การมีอัธยาศัยออ นโยน เคารพในเหตผุ ลทค่ี วร มสี ัมมาคารวะ
ตอ ผูอาวุโส
ประการที่ 6 ความเพียร คอื ความอุตสาหะในการปฏบิ ตั ิงาน โดยปราศจากความเกียจครา น
ประการที่ 7 ความไมโ กรธ คือ ไมมงุ รา ยผูอ่นื แมจะลงโทษผูทําผดิ ก็ทาํ ตามเหตผุ ล
ประการที่ 8 ความไมเ บยี ดเบียน คอื การไมก อ ทุกขห รอื เบียดเบียนผอู นื่
ประการท่ี 9 ความอดทน คือ การรักษาอาการ กาย วาจา ใจใหเรียบรอย การอดทนตอสิ่งท้ัง
ปวง
ประการท่ี 10 ความยตุ ธิ รรม คอื ความหนักแนน ถอื ความถกู ตอ ง เท่ยี งธรรมเปน หลัก
นอกจากนั้นเน้อื หาทางจริยธรรมในซึ่งเปน การดาํ เนินชวี ิตความเปน อยู การคลองชวี ิตการใชชวี ิต
การเคลอ่ื นไหวของชวี ติ ทุกดานทุกระดับ ทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจ การปฏิบัติกรรมฐานเจริญสมาธิ
บาํ เพญ็ สมถะ เจริญวิปส สนาประกอบดวยคุณธรรมหลายประการ ซ่ึงสวนมากมาจากคําสอนทางศาสนา
ดงั น้ี
1. ความรับผิดชอบ (Accountability) คือ ความมุงมั่นท่ีจะปฏิบัติหนาที่ดวยความผูกพัน ดวย
ความพากเพียร และความละเอียดรอบคอบ ยอมรับผลการกระทําในการปฏิบัติหนาท่ี เพื่อใหบรรลุผล
สําเร็จตามความมงุ หมาย ทัง้ พยายามทีจ่ ะปฏิบัตหิ นาท่ี ใหด ยี ง่ิ ขนึ้

-119-
2. ความซ่ือสัตย (Honesty) คือ การประพฤติอยางเหมาะสม และตรงตอความเปนจริง
ประพฤติ ปฏิบัติ อยางตรงไปตรงมา ทง้ั กาย วาจา ใจ ตอ ตนเองและผอู ื่น
3. ความมีเหตผุ ล (Rationality) คือ ความสามารถในการใชปญญา ในการประพฤติปฏิบัติ รูจัก
ไตรต รอง พิสูจนใหป ระจกั ษ ไมหลงงมงาย มีความยับย้ังช่ังใจ โดยไมผูกพันกับอารมณและความยึดมั่น
ของตนเอง ท่ีมอี ยเู ดมิ ซง่ึ อาจผิดได
4. ความกตัญูกตเวที (Gratitude) คือ ความรสู ํานกึ ในอุปการคณุ หรอื บุญคุณที่ผอู น่ื มีตอ เรา
5. ความมีระเบียบวินัย (Disciplined) คือ การควบคุมความประพฤติปฏิบัติใหถูกตองและ
เหมาะสมกบั จรรยามารยาท ขอ บังคับ ขอ ตกลง กฎหมาย และศลี ธรรม
6. ความเสียสละ (Sacrifice) คือ การละความเห็นแกตัว การใหปนแกบุคคลที่ควรใหดวยกําลัง
กาย กําลงั สตปิ ญ ญา รวมทัง้ การรูจ กั สลดั ทงิ้ อารมณร า ยในตนเอง
7. การประหยัด (Thrifty) คือ การใชส่ิงของพอเหมาะพอควรใหไดประโยชนมากที่สุด ไมใหมี
สวนเกินมากนัก รวมทั้งการรูจักระมัดระวัง รูจักยับย้ังความตองการใหอยูในกรอบและขอบเขตท่ี
พอเหมาะ
8. ความอตุ สาหะ (Diligence) คอื ความพยายามอยา งเขม แขง็ เพือ่ ใหเกิดความสําเร็จในงาน
9. ความสามัคคี (Harmony) คือ ความเปนน้ําหน่ึงใจเดียวกัน มีความพรอมเพรียงรวมมือกัน
กระทํากจิ การใหส าํ เรจ็ ลุลว งดว ยดี โดยเห็นแกป ระโยชนสวนรวมมากกวาสวนตวั
10. ความเมตตาและกรณุ า (Loving Kindness and Compassion) คอื ความรักใครปรารถนา
จะใหผอู น่ื มีสุข กรุณา หมายถึง ความสงสาร คดิ จะชว ยใหผอู ื่นพน ทกุ ข
11. ความยตุ ธิ รรม (Justice) คือ การปฏิบัตดิ ว ยความเที่ยงตรง สอดคลองกับความเปนจริงและ
เหตผุ ล ไมม ีความลาํ เอยี ง
นอกจากน้ันศาสตราจารยธานินทร กรัยวิเชียร (2550) องคมนตรีไดใหความเห็นวา การ
ปลูกฝงจิตสานึกดานคุณธรรมจริยธรรมในสงคมไทยตองดําเนินนการใน ๒ ลักษณะ คือ การ “ปลูก”
และการ “ปลุก” ในสวนของการ “ปลูก” นั้นใชสําหรับเด็กและเยาวชน ที่เปรียบเปนด่ังผาขาวและจะ
เปน พลังสําคญั ทีจ่ ะขบั เคลอ่ื นสังคมไทยในอนาคต ซึ่งจะตองไดรับการปลูกฝงความคิดและทัศนคติดาน
คุณธรรมและจริยธรรมตั้งแตวัยเด็ก เพ่ือเจริญงอกงามเปนเมล็ดพันธแหงคุณธรรม จริยธรรมที่จะ
เผยแพรในสังคมไทยตอไป สวนการ “ปลุก” น้ัน ใชกับผูใหญ ที่บางครั้งไดหลงลืมหรือละเลยการนํา
คุณธรรมจริยธรรมมาใชในการประพฤติปฏิบัติใหเกิดการระลึกนึกถึงตระหนักถึงความสําคัญ และนํา
คุณธรรมจริยธรรมกลับมาใชในการดํารงตน และเปนตัวอยางท่ีดีแกเด็กและเยาวชนตอไป ทั้งน้ี
ศาสตราจารยธานินทร กรัยวิเชียร ไดยกตัวอยางใหเห็นวา สาเหตุหน่ึงที่ทําใหประเทศอังกฤษสามารถ
ดาํ รงมาตรฐานคุณธรรมและจรยิ ธรรมทส่ี ูงสง เอาไวไ ดตลอดมา คอื ชาวอังกฤษไดรับการปลูกฝงคติธรรม
7 ประการมาตง้ั แตเ ดก็ (ขอ 1 – 7) และเมื่อบุคคลใดมีคติธรรมท้ัง 7 ประการครบถวน ก็ถือวาเปนผูท่ีมี
“Integrity” (Integrity) หมายถึง การยึดม่ันในส่ิงที่ถูกตองและชอบธรรม ซ่ึงเปนคุณธรรมอันสูงสง มี
ความหมายลึกซ้ึงและกวางขวางมาก และเปนที่รวมของความถูกตองทั้งหลายท้ังปวง ทีนาจะเปน
แบบอยางที่ดี สําหรับการฝกอบรมจริยธรรมใหแกเยาวชนหรือบุคคลท่ัวไปในสังคมไทย ใหมีคติธรรม


Click to View FlipBook Version