-58-
ตอสู เปน ตน Negative Avoidance เชน ความกลัว ความเกลียด เปนตน สวน Positive Avoidance
เชน การปลอ ยใหเขาอยเู งยี บๆ เมือ่ มปี ญหา เปน ตน
2. ความเขมขนของเจตคติเปล่ียนแปรตามแนวของทิศทางบวกถึงลบ มีบวกมากท่ีสุดถึง บวก
นอยท่สี ดุ ศนู ย และลบนอยทส่ี ดุ ถึงลบมากท่สี ุด ซึ่งการแปลผลจะมีปญ หาถา เจตคตเิ ปน ศนู ย (0)
3. เจตคติเกิดจากการเรียนรูมากกวาไดรับอิทธิพลจากพันธุกรรม เจตคติเกิดจากการมี
ปฏิสมั พันธกบั สง่ิ แวดลอ ม
4. เจตคติข้ึนอยูกับเปาเจตคติหรือกลุมสิ่งเราเฉพาะอยาง สิ่งเราน้ันอาจเปนคน สัตว สิ่งของ
สถาบัน มโนภาพ อดุ มการณ อาชพี เปนตน
5. เจตคตมิ ีความสัมพนั ธภ ายในท่เี ปล่ยี นแปลงไปตามกลมุ กลมุ ที่มลี ักษณะเดยี วกันเจตคติจะมี
ความสัมพันธก นั สูง แตกลุมทม่ี ลี กั ษณะแตกตา งกนั จะมีความสมั พนั ธกนั ตาํ่
6. เจตคตมิ ีความม่ันคงและทนทาน เปลย่ี นแปลงไดยาก ทาํ ไดแตชา เชน เรารักใครสักคน แลว
กย็ ังรักอยู ไมว า ใครจะใหขอ มลู ทไ่ี มดอี ยา งไร เราก็ยังรักอยู แตถาเราเปลี่ยนแปลงไปท่ีละนอย นานๆ ก็
จะทําใหร ักเปนเกลียดได
สว นแนวคดิ ของแซกส (Sax, 1980) แบง ลกั ษณะของเจตคติออกเปน 5 ประการดงั น้ี
1. เจตคติมีทิศทาง (Direction) มีท้ังทางบวกและลบ ชอบและไมช อบ
2. เจตคติมีความเขม ขน (Intensity) มีทัง้ ทางบวกระดบั มากถึงนอ ย และทางลบระดับมาก
ถงึ นอย
3. เจตคติมกี ารแผกระจาย (Pervasiveness) การแผกระจายจากกลมุ หนงึ่ สูอีกกลมุ หน่ึงได
เชน การตอตานการสรางเข่อื นเพราะเจตคตติ อ การสรา งเข่ือนไมดี จากกลมุ เล็กไปสกู ลุมใหญ
4. เจตคติมีความคงเสน คงวา (Consistency) เจตคติเปน ความรสู ึกคงท่ี มลี กั ษณะฝง แนน
ตรงึ นานพอสมควร การเปลี่ยนแปลงจะคอ ยเปน ไปทีละนอ ย และใชเวลานาน
5. เจตคตมิ คี วามพรอมท่จี ะแสดงพฤตกิ รรมออกมา (Salience) เปน ระดับข้ันเตม็ ใจหรอื
พรอ มท่ีแสดงออก ซง่ึ เปน ลกั ษณะของความตรึงใจ มองเห็นความสําคัญ ประทับใจตอเปาเจตคติ ดังนั้น
การวดั เจตคตดิ ว ยแบบวดั ไมสามารถวดั ไดชัดเจน จะตองใชวิธีการสัมภาษณหรือการสังเกตเหตุการณท่ี
มีโอกาสไดแสดงออกเทา นัน้
สรุปไดวาเจตคติเปนเพียงความโนมเอียงจากการประเมิน มีทิศทาง มีความเขมขน มีการแผ
กระจาย มีความคงเสนคงวา มคี วามสัมพนั ธภายในที่เปล่ียนแปลงไปตามกลุม และ ข้ึนอยูกับเปาเจตคติ
หรือกลุมส่ิงเราเฉพาะอยา ง
-59-
องคป ระกอบของเจตคติ
องคประกอบของเจตคติไดรับการจําแนกออกอยางแตกตางกันไป ปจจุบันมีแนวคิดอยู 3
ลกั ษณะ ดังตอไปน้ี
1. เจตคตอิ งคป ระกอบเดยี ว กลุมนีเ้ ชื่อวาเจตคตเิ กดิ จากการประเมนิ เปาของเจตคติวารูสึกชอบ
หรือไมช อบ มนี กั จติ วทิ ยากลมุ น้ไี ดแก เทอรส โตน (Thrustone) อลั พอรต (Allport) และคนอ่นื ๆ
2. เจตคติสององคประกอบ ซึ่งประกอบดวยดานสติปญญา (Cognitive) และดานความรูสึก
(Affective) นักจิตวิทยากลมุ นไ้ี ดแ ก แคทซ (Katz)
3. เจตคติสามองคป ระกอบ ซ่งึ ประกอบดวย 3 สว นไดแก
3.1 ดานสติปญญา (Cognitive Component) ประกอบดวยความรู ความคิดและความ
เช่ือทบ่ี คุ คลมตี อ เปาเจตคติ เชน ฮติ เลอรเ ปน เปาเจตคติ คําทีก่ ลา ววา “ฮิตเลอรเปนเผด็จการ” ถึอวาเปน
ความเชอื่ ทีม่ ตี อเปา เจตคติ ตัวอยา งอื่นๆ เชน คนไทยรกั น้ีรกั สงบ ครคู ือเรือจา ง เปนตน
3.2 ดา นความรูสึก (Affective Component) เปนความรูสึกหรืออารมณของบุคคลตอเปา
เจตคติวารูสึก ชอบหรือไมชอบ พอใจหรือไมพอใจ หลังจากที่ไดรับรูเปาเจตคติแลว สามารถแสดง
ความรสู กึ ประเมนิ วา ดหี รอื ไมดี เชน “ขา พเจาไมช อบคนทเ่ี ผดจ็ การ” “ขาพเจาชอบนิสัยคนไทย” “ครู
เปนอาชีพทด่ี ี” เปนตน
3.3 ดานพฤติกรรม (Behavior Component) เปนแนวโนมท่ีจะกระทําหรือแสดง
พฤตกิ รรมตอ เปา เจตคติเทาน้ัน แตย ังไมแสดงออกจริง เชน “ถาใครพูดถึงคนที่เผด็จการขาพเจาจะเดิน
หนี” ถาเห็นคนไทยที่ไหนขาพเจาจะไปทักทาย” หรือ “ถาพบครูขาพเจา จะไปแสดงความเคารพ” เปน
ตน
สรุปไดวาองคประกอบของเจตคติขึน้ อยูกับแนวคิดแตละแนวคิดซึ่งแบงออกเปน 3 ลักษณะ
คือ เจตคติองคประกอบเดยี ว เจตคติสององคประกอบ และเจตคติสามองคประกอบ การจะศึกษาเจตคติ
เราจะตองพิจารณาถงึ องคประกอบของเจตคติเปน สําคญั
ทฤษฏีและความเช่ือเกย่ี วกับการเกดิ เจตคติ
การเกิดเจตคตินนั้ เกิดไดหลายลักษณะ หากเช่ือวา เจตคติเปนลักษณะนสิ ัย การเกิดลักษณะนิสัย
จะตองมาจากการเรียนรู ก็หมายถึงวา เจตคติสามารถนําใชสอนกันได หากเช่ือวาเจตคติเกิดจากการ
ตดั สินจากประโยชนห รือกาํ ไร ซง่ึ เกีย่ วขอ งกับบุคคลซ่งึ จะพจิ ารณาประเมินวา มีผลประโยชนหรือไม ซ่ึงมี
ท้ังบวกและลบ ทฤษฏที เ่ี กยี่ วของกับการเกดิ เจตคติมีสองทฤษฏีดังตอ ไปน้ี
1. ทฤษฏีการเรียนรู (Learning Theory)
มีขอ ตกลงเบอ้ื งตน เกีย่ วกบั การเรียนรวู าเปน กระบวนการท่ที ําใหคนเปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรมและ
ความคดิ คนสามารถเรียนไดจากการไดย นิ การสัมผสั การอา น การใชเทคโนโลยี การเรียนรูของเด็กและ
ผูใหญจ ะตา งกนั เด็กจะเรียนรดู ว ยการเรยี นในหอง การซักถาม ผใู หญมักเรียนรูดวยประสบการณท่ีมีอยู
-60-
แตการเรยี นรจู ะเกิดขึน้ จากประสบการณที่ผูสอนนําเสนอ โดยการปฏิสัมพันธระหวางผูสอนและผูเรียน
ผสู อนจะเปน ผทู ีส่ รา งบรรยากาศทางจิตวิทยาท่ีเอื้ออํานวยตอการเรียนรู ท่ีจะใหเกิดข้ึนเปนรูปแบบใดก็
ไดเ ชน ความเปนกนั เอง ความเขมงวดกวดขัน หรอื ความไมม รี ะเบยี บวินัย ส่ิงเหลาน้ีผูสอนจะเปนผูสราง
เงื่อนไข และสถานการณเรียนรูใหกับผูเรียน ในการเกิดเจตคติสามารถเรียนรูไดเหมือนกับลักษณะการ
เรยี นรลู ักษณะอน่ื ๆ บคุ คลเรียนรูความรูสึกและคานิยมตาง เชน เด็กเล็กจะเรียนรูวา สุนัข คือสัตวชนิด
หนึ่ง สุนัขเปนเพ่ือนไดและเปนเพ่ือนท่ีดีได ในท่ีสุดเด็กก็จะเกิดเจตคติท่ีดีตอสุนัข ดังนั้นกระบวนการ
เรยี นรูส ามารถนําไปใชใหกอ ใหเ กิดเจตคตไิ ด
เจตคติเกิดจากการเรียนรูโดยวิธีเชื่อมโยงความสัมพันธ วิธีการเสริมแรง และการเลียนแบบ
การเกิดเจตคติดวยวธิ กี ารเชอ่ื มโยงสมั พันธ เชน ถา เราอธิบายถึงฮิตเลอรดวยทาทางที่ขึงขัง เปนปรปกษ
จะทําใหเชื่อมโยงความสัมพันธทางลบกับคําวาฮิตเลอร ในทางกลับกันเรากลาวถึงเจาพระยาตากสิน
ดวยความยกยอง กลาหาญ วีรบุรุษ ก็จะทําใหเกิดเจตคติทางบวก และถาเราเสริมแรง เชน การเรียน
วิชาการพฒั นาเคร่อื งมอื การวัดเจตคติทําใหสอบได A ก็รูสกึ ชอบใจและสบายใจอยากเรียนวิชาน้ี และถา
เรากลาวกบั เพือ่ นเห็นประโยชนข องการเรียนวชิ าน้ี กถ็ ือวาเปนการเสริมแรงใหเ พ่ือนๆ เกิดความสนใจ มี
ความรูสกึ ทางบวกกับวชิ าน้ีทนั ที นอกจากน้นั เจตคติยังเกิดข้นึ จากกระบวนการเลยี นแบบ ซ่ึงจะตองมีตัว
ตน แบบทด่ี ใี หเลียนแบบ ปกตคิ นชอบเลียนแบบคนอื่น เชน บุคคลจะเลียนแบบพอแมของตนเองในชวง
วัยเดก็ พอในชว งวัยรุนก็จะเลยี นแบบเพอื่ น นอกจากนนั้ ยงั ไดเ รียนรูจากครูและส่ิงแวดลอมอีกดว ย
สรปุ ไดว า การเรียนรจู ากการเชอ่ื มโยงสมั พันธ การเสรมิ แรง และการเลียนแบบทําใหเกิดเจตคติ
ทฤษฏกี ารเรียนรูเปน ตัวทําใหเ กดิ เจตคตขิ ้ึนมาจากการเรยี นรขู อเท็จจรงิ ความเชอื่ แลว ประเมินวาอะไรมี
ความสําคญั ทางบวกหรือลบ กอ ใหเ กดิ เจตคตทิ างบวกหรือทางลบตอ สิ่งทไ่ี ดเรียนรนู น่ั เอง
2. ทฤษฏีแรงจูงใจ (Incentive Theory)
ทฤษฎีแรงจูงใจน้ีใหความสําคัญกับประสบการณในอดีต (Past Experience) วามีผลตอ
แรงจูงใจของบคุ คลเปนอยา งมาก ดังนั้นทกุ พฤตกิ รรมของมนุษยถ าวิเคราะหดแู ลว จะเหน็ วาไดร บั อิทธิพล
ท่ีเปนแรงจูงใจมาจากประสบการณในอดีตเปนสวนมาก โดยประสบการณในดานดีและกลายเปน
แรงจูงใจทางบวกท่ีสงผลเราใหมนุษยมีความตอง การแสดงพฤติกรรมในทิศทางน้ันมากย่ิงขึ้นทฤษฎีน้ี
เนน ความสําคัญของสง่ิ เรา ภายนอก (Extrinsic Motivation) แนวคิดการเกิดเจตคติจึงเปนกระบวนการ
ใหนํ้าหนักจากคุณและโทษของเปาเจตคติแลวพิจารณาตัดสินใจเลือกที่เหมาะสมท่ีสุด เม่ือบุคคลเกิด
ประสบการณในอดีตแลวนํามาพิจารณาสิ่งท่ีเปนประโยชนหรือโทษตอเราน้ันจะทําใหเกิดเจตคติ เชน
นักเรียนไดรับการชวนจากเพ่ือนใหไปงานเลี้ยง เม่ือไปแลวทําใหเกิดเห็นประโยชนของงานเล้ียงวาดี
ตอมาเพื่อนมาชวนไปงานเลี้ยงอีก แตในชวงน้ันจะมีการสอบ พอและแมก็เตือนวา ไปแลวมีผลตอการ
สอบ และจะทําใหเสียการเรียน นักเรียนคนนั้นก็จะพิจารณาแลวจึงตัดสินใจโดยยึดประโยชนและโทษ
ของงานเล้ียง ถาตัดสินใจอยูบานก็จะเกิดเจตคติทางลบตองานเล้ียง หรืออีกตัวอยางหนึ่ง เชนการสูบ
บหุ ร่ี หากบคุ คลมปี ระสบการณตอการสบู บุหร่ีแลวเหน็ โทษ กจ็ ะเกิดเจตคตทิ ี่ไมด ตี อการสบู บุหรี่ เปนตน
-61-
สรุปไดว า ทฤษฏกี ารเรียนรเู ปนกลไกท่ีกอใหเกิดเจตคติจากการเรียนรูจากการเช่ือมโยงสัมพันธ
การเสรมิ แรง และการเลยี นแบบ นอกจากน้นั ทฤษฏีแรงจูงใจใหค วามสาํ คัญกับประสบการณข องบุคคลที่
เปน ส่งิ จงู ใจใหบุคคลเกิดเจตคติ พิจารณาตัดสินใจใหนํ้าหนักของเจตคติตามประโยชนหรือโทษของตอ
เปาเจตคติน้ัน
การสรางแบบวดั เจตคติ
การสรา งแบบวัดเจตคติ ไดมีผูเสนอแนะวิธีการสรางแบบวัดเจตคติไวหลายวิธีดวยกัน ในที่น้ี
จะขอกลาวถึง 3 วิธที ่นี ยิ มกันมากไดแก แบบวัดเจตคตขิ องลิเคอรท (Likert’s Scale) แบบวัดเจตคติโดย
ใชค วามหมายทางภาษาของออสกูด (Osgood’s Semantic Differential Technique) และแบบวัดเจต
ติของเทอรสโตน (Thrustone’s Scale) ดังจะไดก ลาวโดยละเอียดดังนี้
1. แบบวดั เจตคติตามรปู แบบของลิเคอรท (Likert’s Scale)
แนวคิดของลิเคอรท เกี่ยวกับการวดั เจตคตนิ ี้เปน วธิ ีทีห่ าคา ความเช่อื มน่ั ไดสูงกวาวธิ ีอ่ืนตลอดจน
สามารถวดั เจตคตไิ ดกวางขวางกวาวิธีอนื่ (วริ ชั วรรณรตั น, 2532, น. 21) ในการถามความรูสึกหรือเจต
คติเก่ียวกบั เรอื่ งใดเร่อื งหนึ่งนน้ั ทําไดโ ดยการสรา งขอ ความในเรอื่ งนัน้ ๆ ใหบุคคลพิจารณาหรือหาคาของ
มาตรวัด โดยใหพิจารณาเห็นดวย หรือไมเ ห็นดวยตอขอความนน้ั แตล ะขอ ความจะแบงมาตรออกเปน 5
ชว ง คือ เห็นดวยอยางยิ่ง เห็นดวย ไมแนใจ ไมเห็นดวย และไมเห็นดวยอยางยิ่ง และหลังจากผูตอบได
พิจารณาแลว จะนําคาํ ตอบนัน้ มาใหนํ้าหนัก(ในปจจุบนั มกั กําหนดคาน้ําหนักในแตล ะขอความเปน 1 – 2
–3–4–5)
เทคนิคการสรางแบบวดั เจตคตขิ องลิเคอรทนนั้ ประกอบดวยหลักในการสรางคอื
1. ขอ ความเจตคติท่จี ะสรางตองครอบคลมุ ชว งเจตคติ
2. การตอบแตละขอ ความจะบอกถงึ เจตคติของแตละบคุ คลทม่ี ีอยู
3. เจตคติของแตละบุคคลพิจารณาไดจากการรวมน้ําหนักคะแนนของคําตอบจากขอความ
ตา งๆ ทุกขอ ความในมาตรนน้ั
การสรา งแบบวัดเจตคตติ ามรูปแบบของลิเคอรท
ขั้นตอนการสรางแบบมาตรวัดเจตคติของลิเคอรท มีลักษณะการสรา งเชนเดียวกันกับการสราง
แบบสอบถาม และแบบมาตรประมาณคา (โชติกา ภาษีผล, 2554; บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์, 2534) แตมี
บางสวนทแี่ ตกตาง ดังขัน้ ตอนโดยสรปุ ตอไปน้ี
1. กําหนดตวั แปรหรือเจตคติทจี่ ะวดั ใหช ดั เจน วาจะวดั เจตคติของใคร ทีม่ ีตอสง่ิ ใด
2. ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวของ และนิยามศัพทเฉพาะ วามีองคประกอบหรือมี
คณุ ลักษณะอยา งไรบา ง
3. เขียนขอความท่ีเก่ียวของ ใหตรงกับเรื่องท่ีตองการจะศึกษาใหไดมากท่ีสุด โดยขอความ
เหลานนั้ จะเปน ทง้ั ในทางทด่ี หี รอื ทางบวก และทางทีไ่ มดีหรอื ทางลบ โดยใหข อ ความท้ังสองประเภทน้ันมี
-62-
จํานวนขอพอๆ กนั และในแตล ะขอ ความจะตองมีความหมายเดียวในหน่ึงขอความ ใชภาษาที่งาย และ
ไมค วรใชข อความปฏเิ สธซอ นปฏิเสธ
4. ตรวจสอบขอความท่ีสรา งข้นึ ดว ยตนเอง โดยการพจิ ารณาความชดั เจนของภาษา
5. ตัดสินใจวาจะเลือกใชตัวเลือกในแตละขอความกี่ตัวเลือก ซ่ึงแตเดิมนั้นใช 5 ตัวเลือก
ไดแก เหน็ ดวยอยางย่ิง เหน็ ดว ย ไมแนใจ ไมเหน็ ดว ย ไมเห็นดวยอยางยิ่ง โดยกําหนดคาคะแนนสําหรับ
ขอ ความท่ีเปน ทางบวกหรอื ทางลบสามารถกาํ หนดไดดงั น้ี
ความคิดเหน็ ขอ ความทางบวก ขอความทางลบ
เห็นดว ยอยางย่ิง 5 1
เหน็ ดว ย 4 2
ไมแนใจ 3 3
ไมเหน็ ดว ย 2 4
ไมเ ห็นดวยอยางยงิ่ 1 5
6. นําขอ ความที่คัดเลือกมาเรียบเรียงเปนแบบวัดเจตคติโดยมีคําชี้แจงในการตอบแบบวัด
อยางชัดเจน โดยระบุวา ใหผตู อบแบบวดั เขียนเครื่องหมายใหตรงกับความรูสึกของตนเองที่มีตอขอความ
แตละขอความนั้น
7. ตรวจสอบความเที่ยงตรง (Validity) นําขอความวัดเจตคติไปใหผูเชี่ยวชาญพิจารณา
และตัดขอความทผี่ ูเชย่ี วชาญสว นใหญเห็นพอ งกันวา เปนขอความทเ่ี ชิงกลางๆ ออก
8. นําแบบวดั เจตคตไิ ปทดลองหาคาอํานาจจาํ แนกรายขอ โดยการเปรียบเทียบกับระหวาง
กลมุ สูงกลมุ ตํ่าดวยการทดสอบคา ที (t-test) และคดั เลือกขอทมี่ ีคาตงั้ แต 1.75 ข้นึ ไป
9. หาคณุ ภาพรวมท้ังฉบับโดยการหาคา ความเชื่อม่นั (Reliability) โดยการหาสัมประสิทธิ์
แอลฟาตามวธิ ีของครอนบาช โดยควรมีคาความเช่ือมั่นสูง (คา α ระหวาง 0.80-1.00) ดังจะไดกลาวไว
โดยละเอยี ดในบทที่ 6 เรอื่ งการวเิ คราะหคุณภาพเครอ่ื งมอื วัดจติ พิสยั
10. จดั พิมพแบบวัดเจตคตติ ามวธิ ีการของลเิ คอรท ใหสวยงาม ตรวจสอบระบบ การพิมพ
กอนนําไปใชเ ก็บรวมรวมขอมลู เพ่อื การวจิ ัย
-63-
แบบวัดเจตคตขิ องลเิ คอรทสามารถแสดงไดดงั ตัวอยางภาพตอ ไปน้ี
คําชแ้ี จง ใหทานทําเครือ่ งหมาย ลงในแบบวัดเจตคตติ อ อาชพี ครตู ามความรสู ึกที่แทจริงของทาน
ไม ไม
ขอ ความ เหน็ ดว ย เห็น ไม เห็น เห็นดวย
อยางย่งิ ดวย แนใจ ดวย อยา งยิง่
1. อาชีพครูเปน อาชีพท่มี ีเกียรตสิ งู
2. อาชพี ครูเปนเสมือนศาลาพกั รอ น
3. ผทู ป่ี ระกอบอาชพี ครเู ปนบคุ คลทไี่ มทันสมัย
4. อาชีพครูเปน อาชีพทีม่ ีหลักประกัน
5. งานอาชพี ครูเปนงานทนี่ าเบ่ือหนา ย
6. ผทู ่ยี ดึ อาชีพครูเปนผูท ี่ไมม ีอนาคต
7. ผทู มี่ อี าชีพครูเปน ผูท่มี ีคณุ ธรรม จริยธรรมสงู
8. อาชพี ครูเปนอาชีพทม่ี คี ุณคา มหาศาล
9. อาชีพครูเปนอาชีพที่มีรายไดน อย
10. ผูมีอาชีพครูตองนึกอยูเสมอวาตนเองเปนเหมือน
เรือจา ง
11. เราสามารถประกอบอาชีพครูไดจนถึงอายุ 60 ป
ภาพท่ี 3.1 ตวั อยางแบบวดั เจตคตติ ออาชพี ครตู ามแนวคิดของลเิ คอรท
ขอดี และขอจาํ กัดของแบบวดั เจตคตขิ องลเิ คอรท
ขอ ดี
1. ผูวิจัยสามารถใชกับสถานการณตางๆ ไดอยางเหมาะสม สามารถท่ีจะดัดแปลงนําไปใชใน
ลักษณะตางๆ ทางดา นจิตพิสยั (Affective Domain) ได
2. สะดวกตอการใช และสามารถนาํ มาใชงาย
3. เปดโอกาสใหผ ูตอบแสดงความคิดเห็นไดท้ังทางบวกและทางลบ พรอมทั้งแสดง ใหเห็น
ถงึ ระดับของความคดิ เห็นไดด วย
-64-
ขอจาํ กดั
การใชแ บบวัดเจตคตขิ องลเิ คอรทนั้น เปน ไปไดท ผี่ ูตอบไดคะแนนรวมเทา ๆ กนั ทง้ั ที่ผูตอบตอบ
ไมเหมอื นกัน เชน นาย ก. อาจจะได 25 คะแนนจากการทีแ่ สดงความคิดเหน็ ในทางบวกตอขอ ความขอท่ี
2 , 4 , 6 , 8 , และ 9 ในขณะที่ นาย ข. อาจจะไดคะแนน 25 เทาๆ กัน แตมาจากการที่แสดงความ
คดิ เห็นทางบวกตอ ขอความท่ี 1 , 3 , 5 ,7 และ 11
2. แบบวัดเจตคติโดยใชความหมายทางภาษาของออสกูด (Osgood’s Semantic
Differential Technique)
ออสกูด (Osgood) มีความเชื่อวาภาษาเปนส่ือท่ีมีความหมายของมนุษยท่ีสามารถนํามาวัด
ความรสู ึก เจตคติและพฤตกิ รรมของมนษุ ยได การพฒั นาแบบวัดเจตคติโดยใชค วามหมายทางภาษาน้ัน
อาศัยองคความรูเก่ียวกับการวัดความหมายของคํา ซึ่งคําท้ังหลายมีองคประกอบที่เปนพื้นฐานอยู 3
องคประกอบ โดยท่ีองคประกอบแตละดานจะมีคําคุณศัพท ที่แสดงลักษณะขององคประกอบ ซ่ึง
คําคุณศัพทเหลานี้จะสามารถจัดเปนคู โดยมีความหมายตรงกันขามกัน (Bipolar Adjective) (วิเชียร
เกตสุ ิงห, 2524, น. 94-95 ; วริ ชั วรรณรัตน, 2532, น. 29 ; บุญธรรม กิจปรดี าบริสุทธ,ิ์ 2534) ไดแ ก
1. องคประกอบดานการประเมินคา (Evaluation Factor) เชน ดี - เลว เมตตา – โหดราย
ซอ่ื สัตย– คดโกง ฉลาด- โง จรงิ – เท็จ ยตุ ธิ รรม- ลําเอียง เปน ตน
2. องคประกอบดานศักยภาพ (Potency Factor) เชน แข็งแรง – ออนแอ หนัก – เบา
ใหญ – เล็ก ลึก – ตนื้ บอบบาง-ทนทาน เปนตน
3. องคป ระกอบดา นกจิ กรรม (Activity Factor) เชน วอ งไว –เฉื่อยชา เร็ว – ชา ราเริง –
หงอยเหงา รีบรอ น –เยน็ ชา บอบบาง – ทนทาน เปน ตน
การสรางแบบวัดเจตคติตามแบบของออสกูด
ในการสรา งแบบมาตรประมาณคา วดั เจตคตแิ บบของออสกดู มขี ้นั ตอนในการสรางดงั ตอ ไปนี้
1. กําหนดความคดิ รวบยอดของตวั แปรหรอื เจตคติทจี่ ะวดั ใหชัดเจน วาจะวัดเจตคตใิ นเรื่อง
ใด เรอื่ งดังกลา วควรประกอบดว ยความคดิ รวบยอดอะไรบาง เชน ตองการวัดเจตคติของนักเรียนที่มีตอ
เพื่อนรว มชั้นเรียน จะตอ งกําหนดวามคี วามคิดรวบยอดท่เี กีย่ วกับเพ่ือนรวมชน้ั เรียน เชน
1.1 ความคิดรวบยอดดา นคณุ ลกั ษณะ
1.2 ความคิดรวบยอดดา นการเรยี น
1.3 ความคดิ รวบยอดดานครอบครัว
2. เลือกคําคูคุณศัพทที่มีความหมาย โดยเลือกคําท่ีเหมาะสมตอเปาหมายท่ีตองการจะวัด
โดยหาคําคุณศัพทที่เปนตัวแทนของคําคุณศัพทคูที่สัมพันธกันแตละความคิดรวบยอด โดยเลือก
คาํ คุณศพั ททงั้ 3 กลมุ คือ ดา นประเมนิ คา ดานศกั ยภาพ และดานกิจกรรม
-65-
3. นาํ คาํ คุณศัพทม าสรา งเปนมาตรวดั โดยแบง เปน 3 , 5, 7, หรอื 9 ชว ง แตชวงที่เหมาะสม
คือ 7 ชวง โดยสามารถสรา งเปน มาตรวดั ได 2 แบบดังน้ี คือ
แบบที่ 1 กําหนดคะแนนมากไวทางคําคุณศพั ททเี่ ปน ทางบวกใหม คี าสูงสุดเปน 7 แลวลดลง
ไปเร่ือยๆ จนถึงคําคุณศัพทท่ีเปนทางลบใหมีคาเปน 1 ตัวอยางเชน แบบวัดเจตคติเก่ียวกับเพื่อนใน
หองเรยี น สามารถทําเปนมาตรวดั ไดด ังภาพตอไปน้ี
ดี 7 6 5 4 3 2 1 เลว
ดุราย 1 2 3 4 5 6 7 เมตตากรุณา
ซอ่ื สัตย 7 6 5 4 3 2 1 คดโกง
มีคุณคา 7654321 ไมม ีคณุ คา
เครงเครียด 1 2 3 4 5 6 7 สบาย สบาย
ภาพท่ี 3.2 ตวั อยา งแบบวดั เจตคติตามแนวคิดของออสกดู แบบท่ี 1
แบบที่ 2 กําหนดคะแนนใหจดุ กง่ึ กลางเปน ศนู ย (0) โดยใหคําคุณศัพทท่ีมีความหมายทางบวก
ใหมคี า เปน บวก สวนคําคุณศพั ทท่ีมีความหมายทางลบ ใหม คี าเปนลบ เชน
ดี 3 2 1 0 -1 -2 -3 เลว
ดรุ า ย -3 -2 -1 0 1 2 3 เมตตากรุณา
ซอ่ื สัตย 3 2 1 0 -1 -2 -3 คดโกง
มีคุณคา 3 2 1 0 -1 -2 -3 ไมม คี ุณคา
เครง เครียด -3 -2 -1 0 1 2 3 สบาย สบาย
ภาพที่ 3.3 ตัวอยา งแบบวดั เจตคติตามแนวคิดของออสกดู แบบท่ี 2
3. นําแบบวัดเจตคติไปทดลองใชกับกลุมตัวอยาง ซ่ึงกําหนดไววาจะไปวัดเจตคติ โดยกลุม
ตวั อยา งควรจะมีจํานวนอยา งนอ ย 5 เทา ของจํานวนขอ ความเพื่อใหเ กดิ ความเช่ือมนั่ ในการวัดมากทส่ี ดุ
-66-
4. วิเคราะหค ุณภาพของขอความแตละขอ วิธีการวิเคราะหคุณภาพของขอความเหมือนกับ
เทคนิคของลิเคอรท คือ หาคาอํานาจจําแนกแตละขอโดยใช t-test for independent sample และ
หาคุณภาพท้ังฉบับโดยการคํานวณหาคาความเชื่อม่ัน (Reliability) ของขอความแตละขอโดยใช
สัมประสทิ ธ์อิ ัลฟา (α-Coefficient) หรืออาจใชวิธีแบบแบงครึ่ง (Split-half) ซึ่งออสกูดเสนอวา ไมควร
ตํา่ กวา 0.85
5. การวิเคราะหขอมูลจากแบบวัดเจตคติตามแบบของออสกูด การใหคะแนนข้ึนอยูกับ
จํานวนชองท่ีผูตอบประมาณคา แลวนํามาหาคาเฉล่ีย ของแตละคน แตละกลุม สามารถนําเอาผลการ
วเิ คราะหห าคา เฉลี่ยมาเปรยี บเทยี บระดับเจตคตริ ะหวางบคุ คล ระหวา งกลมุ และระหวางตวั แปร
ขอ ดีและขอจํากดั ของแบบวัดเจตคตติ ามแบบของออสกดู
ขอดี
1. สรางงายใชงา ยดว ยการหาคําคุณศพั ทต รงกนั ขา มทั้ง 3 องคประกอบ
2. สามารถนําไปใชเปรียบเทียบเจตคติของผูตอบ หรือกลุมของผูตอบที่มีตอเปาหมาย ที่
ตา งกนั เชน ตอ งการเปรียบเทียบเจตคตขิ องผูตอบทีม่ ตี อ การเรียนวิชาภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ โดยใช
แบบวัดชดุ เดยี วกนั ก็สามารถทจี่ ะนาํ ไปเปรียบเทียบกนั ได
3. ผตู อบไมม ีความรูสกึ ลําบากในการตอบ
ขอจาํ กัด
1. ผูตอบตางคนอาจจะแปลความหมายของคําคุณศัพทคูเดียวกันตางความหมายของ “ดี”
ของคนหน่ึงอาจจะตา งจาก “ด”ี ของอกี คนหนง่ึ ก็ได
2. ความหมายของคําคุณศัพทเมื่อใชกับเปาหมายตางกันจะมีความหมายตางกัน เชน คําวา
“ยาก” ถาใชวัดเจตคติตอกิจกรรมการเรียนการสอนของครู จะมีความหมายตางจากคําวา “ยาก” ใน
การวัดเจตคติของนักเรียนตอผูสอน ดังนั้นเมื่อตองการเปรียบเทียบเจตคติของผูตอบ คนเดียวหรือ
กลุมของผตู อบ ในกรณที ม่ี ีเจตคติตอเปาหมายตางกัน โดยใชแบบวัดชุดเดียวกันอาจจะทําใหเกิดปญหา
ดว ย
3. ถาใชวัดความคดิ รวบยอดหลายดาน ผูตอบจะเกิดความเบ่ือหนาย และไมตั้งใจคอยตอบใน
ความคิดรวบยอดดานหลังๆ โดยเฉพาะถาวัดหลายๆ ดาน ใชคําคุณศัพทตั้งแต 10 คูหรือมากกวาจะ
กอใหเกิดความเบ่อื หนายมากยงิ่ ขึน้
3. แบบวัดเจตคตขิ องเทอรส โตน (Thurston’s Scale)
แบบวัดเจตคติตามวิธีของเทอรสโตน เปนมาตรวัดท่ีนิยมใช มีชื่อเรียกหลายอยาง ไดแก
Psychophysical Scale เพราะอาศัยวิธีการทางจิตวทิ ยา ผนวกกับฟสิกส โดยวัดความรูสึกของบุคคลท่ี
มีตอส่ิงเรา เรียกวา Priori Approach เพราะวา ไดกําหนดคุณลักษณะของบุคคลต้ังแตมากท่ีสุด ไป
จนถึงนอยทส่ี ุด โดยคานํ้าหนักของแตละขอไดมาจากการพิจารณาของผูเช่ียวชาญ และดวยวิธีการท่ีให
-67-
แตละชวงมีนํ้าหนักคะแนนเทากัน จึงเรียกวา Equal-appearing Interval Scale โดยแบงเปนจํานวน
11 ชวง เทาๆ กัน จึงเรียกวา Judgment Method เพราะเปนวิธีการวัดที่อาศัยผูเชี่ยวชาญพิจารณา
ตดั สนิ ขอ ความเพ่อื กาํ หนดมาตรวดั แตล ะขอวา ขอความแตละขอความจะอยูในตําแหนงใดของมาตรวัด
และเรยี กวา Thurston’s Method เพราะวา เขาสรา งแบบวัดนี้ เพอื่ ใชวัดทัศนคติของคนตอศาสนา ตอ
บทลงโทษของกฎหมายบานเมอื งและตอลัทธิคอมมิวนสิ ต (วริ ชั วรรณรัตน, 2532, น. 34)
หลักการวัดโดยวธิ นี ี้ ตอ งอาศยั บุคคลเปนผูพจิ ารณาตัดสิน ผลการพิจารณาจะสรุปไดเปนมาตร
วัดที่มีคาประจําขอแตละขอแตกตางกันไป โดยถือวา ตัวเลขท่ีไดอยูในมาตรวัดแบบอันตรภาคชั้น
(Interval Scale)
การสรางแบบวดั เจตคตติ ามวธิ ีของเทอรส โตน
การสรางแบบวดั เจตคติตามรปู แบบของเทอรสโตนมักใชว ดั เจตคติ ความคิดเห็นหรือ ทัศนะที่มี
ตอเรือ่ งใดเรื่องหนงึ่ วเิ ชยี ร เกตสุ ิงห (2524, น. 91-94) ไดเสนอแนะวิธีการสราง แบบวัดเจตคติตามวิธี
ของเทอรสโตนตามขนั้ ตอนดังตอไปนี้
1. กาํ หนดตวั แปรท่จี ะวดั กาํ หนดจุดประสงคใ หชัดเจนวาจะวัดเจตคติตอสิ่งใด วดั ได จากใคร
จากอะไร และอยา งไร
2. เขียนขอความท่ีเก่ียวของกับเร่ืองที่ศึกษาใหไดมากท่ีสุด ซ่ึงขอความที่เขียนนั้นควรจะมี
ลกั ษณะที่เกีย่ วของกับเหตกุ ารณใ นปจ จุบนั มคี วามหมายเดียวในหนึง่ ขอความ ใชภาษาท่ีงายและชัดเจน
ไมเปนขอความที่ปฏิเสธซอนปฏิเสธ โดยสามารถเรียงลําดับของความรูสึกชอบหรือไมชอบจากนอยไป
มากหรอื จากมากไปนอย
3. นําขอ ความทรี่ วบรวมไดไปใหผูเชี่ยวชาญพิจารณาตัดสิน (Judge) ซึ่งกลุมของผูตัดสิน
นั้นควรจะเปนสวนหน่ึงของสมาชิกของกลุมประชากรที่จะศึกษาเจตคติ แตไมใชกลุมเดียวกับกลุม
ตัวอยา งที่จะศกึ ษาประมาณ 50 ถึง 100 คน โดยใหผูตัดสนิ แบง ขอความทั้งหมดเปน 11 กลุมตามลําดับ
ของความเขม ขน ของขอความจากนอยท่ีสุดไปสูมากท่ีสุด ซ่ึงมีลําดับคาจาก 1 ถึง 11 แลวใหผูตัดสินทํา
การพิจารณาวาขอความแตละขอความควรจะจัดอยูในระดับใดคือใหตัดสินวาเปนขอความท่ีมี
ความหมายในทางสนับสนุนมากนอ ยแคไ หน รปู แบบของการสรา งมาตรวัดดงั ภาพตอไปน้ี
ขอ ความ ระดบั เจตคติ
1. อาชพี ครเู ปน อาชีพท่มี เี กียรติสูง 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11
2. อาชีพครเู ปน เสมอื นศาลาพกั รอน
3. ผูท ป่ี ระกอบอาชีพครเู ปนบคุ คลท่ีไมท นั สมัย
ภาพที่ 3.4 ตัวอยางแบบวัดเจตคตติ ามแนวคดิ ของเทอรสโตนกอนหาคาประจําขอ
-68-
4. รวบรวมขอมูลตางๆ จากผูตัดสิน แลวทําการแจกแจงความถี่ของแตละขอความ แลว
นาํ มาหาคาประจําขอ (Scale-Value) ของแตละขอความโดยการหาคามัธยฐานและคาเบ่ียงเบนควอไทล
โดยท่ี
4.1 คาประจําขอ (Scale Value) หรือคามัธยฐาน (Median) ใชสัญลักษณ S เปนคา
ประจําขอความแตละขอ ซ่ึงเปนคาท่ีแสดงใหทราบถึงความคิดเห็นของผูตัดสินตอขอความนั้น โดยถา
ขอความทม่ี คี า ประจําขอ (S) สูง จะเปนขอความท่ีแสดงถึงเจตคติที่ดี สวนขอความที่มีคาประจําขอ (S)
ตํา่ จะเปน ขอ ความทีม่ ีเจตคติท่ีไมดี
4.2 คาเบีย่ งเบนควอไทล หรือคาพิสัยควอไทล (Inter quartile Range) ใชสัญลักษณ
Q โดยถา ขอ ความทม่ี ีคาเบ่ียงเบนควอไทลสงู หมายถงึ ความคิดเห็นของผตู ัดสนิ ตอ ขอความน้ันกระจาย
จากกันมากแสดงวาความคิดเห็นไมคอยเหมือนกัน สวนขอความท่ีคาเบี่ยงเบนควอไทลต่ํา หมายถึง
ความคดิ เหน็ ของผูตัดสินตอขอความนนั้ คอ นขางจะเหมอื น ๆ กนั
5. ตัดขอความท่ีมีคาคาเบี่ยงเบนควอไทลสูงออก (Q > 1.67 ถือวาไมดี) เนื่องจากความ
คิดเห็นของผตู ัดสนิ กระจายกันมาก แสดงวาขอความอาจไมมคี วามชัดเจน
6. เลือกขอความท่ีเหลือโดยขอความท่ีมีคาตางกันเปนชวงๆ ชวงละเทาๆ กัน หรืออีกนัย
หน่ึงก็คอื เลอื กขอความทมี่ คี า ประจาํ ขอ (S) ปะปนกันไปท้ังสูง กลาง ตา่ํ โดยแตละชวงควรจะมีขอความ
เทาๆ กนั
ตัวอยา งการคาํ นวณหาคาประจาํ ขอ (S) และ คา เบยี่ งเบนควอไทล (Q) ของแตละขอ ความ โดย
คณะผตู ัดสนิ จํานวน 100 คน ไดพ จิ ารณาขอความท่ี 1 ในแบบวดั เจตคติ ผลของการตัดสิน ผูพิจารณาได
เลอื กใหคะแนน ผลรวมของคะแนนแตละมาตรวัดแสดงไดดังตอไปนี้
ขอ ความ ระดับคะแนนของผูตัดสนิ ประจาํ ขอความที่ 1
1. อาชพี ครเู ปนอาชพี ทมี่ ีเกียรตสิ ูง 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11
0 0 0 5 5 10 3 60 10 4 3
นํามาหาคาประจาํ ขอ S โดยการหาคามธั ยฐานจากสูตร
n
S = L0 + − cf
2 f i
โดยที่ S แทน คาประจําขอ
L0 แทน คาจาํ กดั ลางของช้นั ท่มี ีมัธยฐานอยู
n แทน จํานวนผตู ดั สิน
-69-
cf แทน ความถสี่ ะสมของชนั้ กอนท่ีจะมคี า มัธยฐาน
f แทน คาความถ่ีของช้นั ทีม่ ีมธั ยฐานอยู
i แทน อนั ตรภาคชัน้
ผลการวิเคราะหค าสถิตกิ ารใหคะแนนของผูต ัดสินประจําขอความที่ 1 มดี งั ตอไปนี้
รายการ ระดบั คะแนนของผตู ัดสนิ ประจาํ ขอ ความท่ี 1
จาํ นวน ผตู อบ (f) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11
ความถ่ีสะสม (cf) 0 0 0 5 5 10 3 60 10 4 3
0 0 0 5 10 20 23 83 93 97 100
แทนคา ในสูตร คามัธยฐาน S = L +0 n − cf
2 f
i
= 7.5 + 50 − 23 1
60
= 7.5 + 0.45
S = 7.95
Q = Q3 - Q1
3n
Q3 = L0 + − cf
f
4 i
= 7.5 + 75 − 23 1
60
= 7.5 + 0.87
Q3 = 8.37
1n
Q1 = L0 + − cf
f
4 i
= 7.5 + 25 − 23 1
60
= 7.5 + 0.03
Q1 = 7.53
-70-
Q = Q3 - Q1
= 8.37 – 7.53
= 0.84
สรปุ ไดวา S = 7.95 , และ Q = 0.84
7. หลังจากนั้นตัดขอความที่มีคาเบ่ียงเบนควอไทล (Q) สูง ๆ ท้ิงไป แลวทําการเลือก
ขอ ความอกี ครัง้ หนึ่งโดยพิจารณาคามัธยฐาน (S) เปน ชวง ๆ ในแตละชวงควรจะเลือกขอความประมาณ
2-3 ขอความเปน อยา งนอย และควรจะมีขอความทเ่ี ทา ๆ กัน ในแตละชวง ดังน้ันถาเลอื กขอ ความชวงละ
3 ขอ ความ แบบวดั เจตคติจะประกอบดว ยขอ ความทัง้ หมด 33 ขอความ
8. นาํ ขอ ความทเ่ี ลือกไวน ้ันมาเรียงคละกนั ไป และจัดใหอยูในรูปแบบของแบบวัด โดยมีคํา
ชีแ้ จงในการตอบโดยระบวุ าผูตอบแบบวัดน้ันควรจะเขียนเครื่องหมาย “” ลงหนาหรือหลังขอความที่
ตรงกับความรูส กึ ของตนเองมากท่ีสุด
9. นําแบบวัดนั้นไปทดลองเก็บขอมูลกับกลุมตัวอยางท่ีมีลักษณะเหมือนกับกลุมตัวอยาง
จริง หรือเปนสมาชิกของประชากรแตไมใชกลุมตัวอยางท่ีจะวัดเจตคติจริง เพื่อที่จะพิจารณาเลือก
ขอความท่ีไมเ กีย่ วของออก
10. พิจารณาตัดขอความท่ีไมเกี่ยวของออก โดยพิจารณาจากขอความท่ีมีคาประจําขอ (S)
เทาๆ กัน ถามีคนเลือกขอความใดขอความหน่ึงแลว เลือกขอความอ่ืนๆ ที่มีคาประจําขอ (S) เทากัน
แสดงวา ขอความเหลา นน้ั เกีย่ วของกนั แตถ าเลือกเปน บางขอ และบางขอ ไมไดรบั การเลือกแสดงวาขอท่ี
ไมไ ดรับการเลือกเปนขอ ทไี่ มเก่ยี วขอ งกับขอความอนื่ ๆ
11. นาํ ขอความที่คัดเลือกแลวมาเรยี บเรยี งเปนแบบวัด โดยเรียงขอความเหลานั้นคละกันไป
แบบสุม พรอมท้งั มคี าํ ช้ีแจงรายละเอยี ดในการตอบแบบวดั ใหชดั เจน
การนําแบบวดั เจตคตแิ บบเทอรส โตนไปใช
การนําแบบวัดเจคติแบบเทอรสโตนไปใชเก็บรวบรวมขอมูลเพ่ือการวิจัยที่ตองการวัดเจตคติ
โดยการถามจะถามเพยี งวา เห็นดว ย หรอื ไมเ หน็ ดวยกับขอ ความแตละขอในชุดน้นั โดยไมตองระบุระดับ
ความคิดเห็น แลว นาํ เอาคา ประจําขอ ทีไ่ ดม าหาคาเฉลยี่ โดยใชสตู ร คอื
S = ∑Si
k
ตัวอยางของมาตรวัดเจตคตติ อ อาชีพครูตามวธิ กี ารสรางของเทอรสโตนท่ีปรับใชหลังจากหาคา
ประจําขอ แลว แสดงไดดังภาพตอ ไปนี้
-71-
คาํ ชแ้ี จง โปรดทาํ เครือ่ งหมาย ในชอง เฉพาะขอ ความท่ที า นเห็นดวย
1) อาชพี ครเู ปน อาชีพทีม่ คี ณุ คามหาศาล เห็นดวย ไมเ ห็นดว ย
2) อาชีพครเู ปน อาชพี ที่มีหลกั ประกัน เหน็ ดว ย ไมเห็นดว ย
3) อาชีพครูเปนอาชีพท่มี รี ายไดน อ ย เห็นดว ย ไมเ ห็นดว ย
ฯลฯ
ภาพที่ 3.5 ตวั อยางแบบวดั เจตคติตามแนวคดิ ของเทอรสโตนหลังหาคา ประจาํ ขอ
เม่อื ไดผ ลการวดั เจตคติจากกลุมตัวอยางของการวิจัยแลว ก็นํามาคํานวณหาคาเฉล่ีย ของแต
ละคน และหาคา เฉล่ยี ของแตล ะกลุมดังนี้
1. การคํานวณคะแนนเจตคติของแตละคน ทําไดโดยนําคาประจําขอ (S) ของขอความ ที่
ผตู อบตอบวาเห็นดวย มาหาคาเฉลย่ี เชน ผูตอบ ตอบวาเห็นดวยในขอ 1, 3, 5 ซ่ึงเปนขอความที่มีคา
ประจําขอ (S) ตามลําดับดงั นี้ 10.3, 8.7, 7.5 ดังน้ันการคํานวณเพื่อหาคะแนนเจตคติ ของผูตอบคนนี้
โดยใชส ูตร คือ
S = ∑Si
k
โดยท่ี S แทน คะแนนเจตคตขิ องแตล ะคน
Si แทน คาประจาํ ขอ
k แทน จาํ นวนขอ
แทนคาในสูตร =S 10.3 + 8.7 + 7.5
3
S = 8.83
จากคา S ทไ่ี ดคะแนนของผูตอบนี้คอ นขา งสงู แสดงวาผูต อบคนนมี้ ีเจตคติท่ีคอนไปในทาง
ที่ดี
2. การคาํ นวณคะแนนเจตคติของบุคคลทั้งกลุม ทําไดโดยนําคาเจตคติ (S) ของทุกคนในกลุม
รวมกันแลว หาคาเฉล่ยี เชน กลมุ ตัวอยาง จํานวน 10 คน มีคา เจตคตขิ องแตล ะคนดังนี้ 3.2, 1.5, 2.4,
3.0, 2.9, 4.2, 5.4, 3.4, 3.5, 2.5 สามารถคํานวณเจตคติของบคุ คลท้งั กลุมไดโ ดยใชสตู รดงั น้ี
S = ∑S
N
โดยที่ S แทน คะแนนเฉลีย่ เจตคติของกลมุ
S แทน คะแนนเจตคติของแตละคน
N แทน จํานวนขอ
-72-
แทนคา ในสูตร S= 3.2 +1.5 + 2.4 + 3.0 + 2.9 + 4.2 + 5.4 + 3.4 + 3.5 + 2.5
10
S = 3.84
จากคา S ที่ไดคะแนนของผูตอบกลุมนี้คอนขางต่ํา แสดงวาบุคคลกลุมนี้มีเจตคติคอนไป
ทางท่ไี มคอ ยดี
ขอดีและขอจาํ กัดของแบบวัดเจตคตแิ บบเทอรส โตน
ขอ ดี
1. นําไปใชไดงาย เพราะผูตอบคําถาม ตอบเพียงแสดงความรูสึก หรือความคิดเห็นตอ ขอ
คาํ ถามเพยี ง 2 คาํ ตอบคือ เห็นดว ยกับไมเ หน็ ดว ยเทา น้นั
2. เปด โอกาสใหผ ูต อบแสดงความคิดเห็นไดท ั้งทางบวกและทางลบ ผตู อบไมมีความรูสึกลําบาก
ในการตอบ
3. การวิเคราะหผ ลการวัด ทาํ ไดง าย เพราะมีคาประจําขอ (S) อยูแลว
ขอจาํ กดั
1. วธิ ีการสรางยาก ซบั ซอน เพราะตอ งใชผูตัดสนิ ใหค ะแนนตอ คาประจําขอ กอ นนําไปใชจ ริง
2. การใชผูตัดสินใหพิจารณาคานํ้าหนักประจําขอ อาจจะมีความคลาดเคล่ือน เพราะผูตัดสิน
อาจใหนํา้ หนักทผี่ ิดได
3. ถาใชว ดั ความคดิ รวบยอดหลายดาน ผูตอบจะเกิดความเบ่ือหนาย และไมต้ังใจคอยตอบใน
ความคิดรวบยอดดานหลังๆ โดยเฉพาะถาวดั หลายๆ ดา น จะกอใหเกิดความเบอ่ื หนา ยมากยง่ิ ขึน้
สรุป
เจตคติเปน ความรูสกึ ที่ซอ นเรนอยูภ ายใน เปนความรูสึกชอบหรอื ไมช อบ ยงั ไมแสดงออกมาเปน
พฤตกิ รรม เกี่ยวของกบั ความเชอ่ื ศรัทธาตอ สิง่ ใดสิ่งหนึ่ง อาจจะเปน ไปในทางท่ีดี เราเรียกวา เจตคติเชิง
บวก หรอื อาจจะเปนไปในทางท่ไี มดี เราเรียกวา เจตคตเิ ชิงลบ เจตคตปิ ระกอบไปดวยความรูสึกและเปา
เจตคติ ซึง่ มีความโนนเอยี งที่จะตอบสนอง มีความคงทน มีความคงเสนคงวา และมีทิศทาง
ทฤษฏีการเรียนรูเปนกลไกที่กอใหเกิดเจตคติจากการเรียนรูจากการเช่ือมโยงสัมพันธ การ
เสริมแรง และการเลียนแบบ นอกจากนน้ั ทฤษฏีแรงจูงใจใหค วามสาํ คญั กับประสบการณของบุคคลที่เปน
สงิ่ จูงใจใหบุคคลเกิดเจตคติ พิจารณาตัดสินใจใหนํ้าหนักของเจตคติตามประโยชนหรือโทษของตอเปา
เจตคตนิ นั้
การสรา งแบบวดั เจตคติตามแนวคิดของคิเคอรท แนวคดิ ของออสกดู และแนวคดิ ของเทอรสโตน
ท้ัง 3 รปู แบบมีแนวคิดการวัดเจตคติท่แี ตกตางกันไป เม่ือวัดเจตคติแลวไดผลเปนคะแนนซ่ึงเปนตัวแทน
ของเจตคติโดยรวมของบุคคล การใชแบบวัดแตละแนวคิดจะตองเลือกใชใหเหมาะสมกับวัตถุประสงค
ของการวดั เจตคติทีต่ อ งการ
-73-
คําถามทบทวน
1. เจตคติ หมายถึงอะไร
2. ลักษณะของเจตคตเิ ปนอยา งไร
3. จงเขียนแผนผังความคิด (Mindmap) แสดงข้ันตอนในการสรางเครื่องมือวัดเจตคติแตละ
แนวคิด และระบายสีใหส วยงาม - แนวคิดของลิเคอรท - แนวคดิ ของออสกดู - แนวคดิ ของเทอรส โตน
4. จงสรา งแบบวัดเจตคติตามแนวคิดของลิเคอรท ออสกูด และเทอรสโตน จํานวน 10 ขอ ตอ
แนวคิด ตามประเดน็ ตอไปน้ี
4.1 เจตคติของนิสิตท่ีมีตอนกั การเมอื งไทย
4.2 เจตคติของนักเรยี นที่มตี อการเปนประเทศอาเซียน
4.3 เจตคติของนิสิตทมี่ ีตอ มหาวิทยาลยั ราชภัฏบานสมเด็จเจา พระยา
4.4 เจตคตขิ องนสิ ิตทม่ี ีตอ การใชเ ฟสบุค
4.5 เจตคตขิ องนิสติ ทีม่ ีตอ การใชไ ลน
4.6 เจตคตขิ องนสิ ิตทีม่ ตี อองคการบริหารนสิ ิต
4.7 เจตคติของนักเรียนทีม่ ตี อ การบริหารกิจการนักเรยี นของโรงเรยี น
4.8 เจตคตขิ องนิสิตทมี่ ีตออาชพี นางพยาบาล
4.9 เจตคติของนิสติ ที่มีตอสํานักกจิ การนสิ ติ นกั ศกึ ษา
4.10 เจตคติของนสิ ติ คณะครุศาสตรทมี่ ตี อการจดั การเรียนการสอนวิชาชพี ครู
เอกสารอางองิ
โชติกา ภาษีผล. การสรา งและการพัฒนาเคร่อื งมือในการวดั และประเมินผลการศึกษา. พิมพคร้ังท่ี 2.
กรุงเทพฯ : จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั . 2554.
บญุ ธรรม กจิ ปรีดาบริสุทธิ์. เทคนิคการสรางเครื่องมือรวบรวมขอมูลสําหรับการวิจัย. พิมพคร้ังท่ี 3.
กรุงเทพฯ : บีแอนดบ ี การพมิ พ. 2534.
ลว น สายยศ และองั คณา สายยศ. การวัดดา นจติ พิสัย. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาสน . 2543.
วิรชั วรรณรตั น. การตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมือในการวดั ผลและการวิจัย. กรุงเทพฯ :
มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ. 2532.
วเิ ชียร เกตสุ งิ ห. หลกั การสรา งและวเิ คราะหเครื่องมือทใี่ ชใ นการวิจยั . พมิ พค รงั้ ท่ี 3. กรุงเทพฯ:
เรอื นอักษร. 2524.
Aiken, L.R. Assessment of Personality. Boston : Allyn and Bacon, 1986.
Ajzen, I. and Fishbein, M. Understanding Attitude and Predicting Social
Behavior. Englewood Cliffs. N.J. Pretice Hall, Inc. 1980.
-74-
Camblell, David P. Manual for the Strong-Campbell Interest Inventory.
Standford, California : Standford University Press, 1977.
Edwards, A.L. Techniques of Attitude Scale Construction. New York :
Appleton-Century-Crofts. 1957.
Fishbein, M. and Ajzen, I. Beliefs, Attitude, Intention and Behavior: An
Introduction to Theory and Research. Reading : Mass. Adison Wesley,
1975.
Holland, John L. Manual of Self-Directed Search. Palo Alto, California :
Consulting Psychologist Prress, 1979.
Katz, D. The Foundational Approach to the Study of Attitude. Publ. Opin.
Quart. 24, 1960. pp. 663-204.
Krathwohl, D.R. and others, Taxonomy of Education Objectives hand book
II. Affective Domain. New York : David McKay. 1964.
Likert, Rensis. A Technique for the Measurement of Attitude. In. G. F.
Summer(ed.). Attitude Measurement. Chicago : Rand McNally. 1970.
pp. 149-158.
Mitchell, Mathew. Situational Interest : Its Multifaceted Structure in the
Secondary School Mathematics Classroom. Journal of Educational
Psychology. 1993. Vol.85. No.3. pp.424-436.
Osgood C. E. , Suci, C.J. and Tannenbaum, P.H. The Measurement of Meaning.
Urbana: University of Illinois Press, 1957.
Oskamp. S. Attitudes and Opinion. Englewood Cliffs. N. J. : Prentice Hall.
1977.
Shaw, M., and Wright, J.M. Scales for the Measurement of Attitudes. New
York : McGraw-Hill, 1967.
Thurstone, L.L. Comments. American Journal of Sociology. 52, 1964. P. 39-
40.
Thrustone, L.L. Attitude Can Be Measured. In G. F. Summer(ed.). Attitude
Measurement. Chicago : Rand McNally. 1970. pp. 127-141
บทท่ี 4
การวดั คานยิ ม
คา นิยมเปน คุณลักษณะของจติ พสิ ยั ท่ีเกิดจากการสรา งคุณคา ทางจติ ใจ เปนอุดมการณท่ีบุคคลท่ี
นยิ มหรือยกยอ งวามีคณุ คา การศกึ ษาคานิยมของบุคคลจําเปนจะตอ งเขา ใจความหมาย ประโยชน ระบบ
คา นิยม ประเภทของคา นยิ ม ลกั ษณะเดนของคา นยิ ม การสรางเครือ่ งมือวัดคานยิ ม เพอื่ ใหผ ลของการวัด
ถกู ตอ งมากทส่ี ดุ
ความหมายของคา นิยม
คา นยิ ม เปน เรอื่ งของจิตใจทยี่ อมรับสง่ิ หน่ึงสง่ิ ใดวามีคุณคา ยอมรบั แลว นาํ มาจัดระบบวาเปนส่ิง
ทีม่ คี า ควรแกย กยอง ไดมีผนู ิยามคา นยิ มไวแ ตกตา งกันดงั ตอ ไปน้ี
สาโรช บัวศรี (2524) ใหนิยามคานิยมวา เปนสภาพหรือการกระทําบางประการท่ีเราเช่ือหรือ
นิยมวา ควรยึดหรือยึดมัน่ หรือวา เราควรกระทําหรือปฏิบัติเพื่อจะไดบรรลุถึงความมุงหมายของสังคม
หรือตวั เอง
ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ (2543) ไดใ หค วามหมายคา นิยมวาเปนความรูสึกตอความเชื่อ
ท่ีสังคมเห็นวา ดี-เลว มีความสําคัญ-ไมสําคัญ พึงปรารถนา-ไมพึงปรารถนา ซึ่งเปนอุดมการณหรือวิถี
ชีวิตของมนษุ ย
วูดรัฟ (Woodruff. 1952) นิยามคานิยมวา เปนสิ่งที่บุคคลหรือกลุมบุคคลในสังคมยึดถือและ
ยอมรบั วา เปนสงิ่ ที่มีความหมายและมคี วามสาํ คัญตอ ตนเอง ยอมรับเอามาเปนเปาหมาย มาตรฐาน และ
อดุ มคติ
คิลแพทริค (Kilpatrick. 1954) ไดใหความหมายของคานิยมวาเปนความตองการที่ไดรับการ
ประเมินอยางละเอียดรอบคอม เปนสิ่งท่ีมีคุณคาควรแกการเลือกไวเปนของตนเอง เชนเดียวกับโรคีซ
(Rokeach. 1968) ไดนิยามความหมายของคานิยมวา เปนความเช่ือท่ีแตละบุคคลยึดถึงวา ควรปฏิบัติ
เชน ไร สิง่ ใดมคี ุณคาหรือมมีคุณคา เปน มาตรฐานในการตดั สินวา สง่ิ ใดดี สิ่งใดไมดี
นอกจากน้ันยังไดมีการนิยามวาคานิยมเปนขอกําหนดการประพฤติปฎิบัติของคนในสังคมท่ี
สมาชิกในสังคมยึดถือมานาน เปนความตองการของคนในสังคมท่ีสมาชิกในกลุมใหการยอมรับ ดังนั้น
คานยิ มจึงเปนรูปแบบความตองการของมนุษยในสังคมหน่ึง ๆ ท่ีมีเปาหมาย มีการยึดถือของสมาชิกใน
กลุมนนั้ โดยสงผลใหเกิดการตัดสินใจของคนในสังคม ซึ่งจะนาํ ไปสกู ารปฏิบตั ิสืบทอดเปนวัฒนธรรม
สรุปไดว า คานยิ มเปน ความชนื่ ชอบตอ เปา หมายอยา งมีคณุ คา ทีบ่ ุคคลนยิ ม ยกยองวาควรยึดถือ
หรือควรปฏิบตั ิ กระทําบางส่ิงบางอยาง เปนอุดมการณและวิถีชีวิต เปนส่ิงท่ีสําคัญ มีคุณคาท่ีเก่ียวของ
กบั กิจกรรมและส่ิงเรา ทีเ่ ปน เปาหมาย
-82-
ความสําคัญของคา นิยม
คานิยมเกิดจากเจตคติจํานวนหลายๆ เจตคติจัดกลุมแลวรวมกันเปนคานิยม คานิยมเปน
ความรูสึกที่หนักแนนกวาเจตคติ คานิยมมีบทบาทสําคัญมากตอการกระทํา ตอการตัดสินใจ ตอการ
เปลี่ยนแปลงเจตคติ และตอการสรางอุดมการณของบุคคล (สมบูรณ ศาลยาชีวิน, 2524 ) คานิยมมี
บทบาทอันสาํ คญั ยงิ่ ในการจัดกลุมของพฤติกรรมและมีอิทธิพลตอการตัดสินใจ วา ส่ิงใดถูก ผิด ควรทํา
ไมค วรทาํ
คานิยมมีความเก่ียวพันกับวัฒนธรรม คานิยมบางอยางไดสรางแกนของวัฒนธรรมน่ันเอง เชน
คานิยมเรื่องรักอิสรเสรีของสังคมไทย ทําใหคนไทยมีพฤติกรรมที่ “ทําอะไรตามใจคือไทยแท”
เพราะฉะนั้นคานิยมจึงมีความสําคัญมากและมีผลกระทบถึงความเจริญหรือความเสื่อมของสังคม
กลาวคอื สังคมทม่ี คี า นิยมทเ่ี หมาะสมและถกู ตอ ง เชน ถาสังคมใดยืดถือคานิยมเรื่องความซื่อสัตย ความ
ขยันหม่ันเพียร ความเสียสละ หรือความสามัคคี สังคมนั้นยอมจะเจริญกาวหนาแนนอนแตในทาง
กลับกัน ถาสังคมใดมีคานิยมท่ีไมสนับสนุนความเจริญ เชน คานิยมท่ีเชื่อเรื่องโชคชะตาก็จะกอใหเกิด
พฤตกิ รรมไมกระตือรอื รน หรือเฉ่ือยชา ซึง่ จะเปน อุปสรรคในการพัฒนา เปนตน
คานิยมไมวา จะเปน ของบคุ คลหรือคา นิยมของสงั คม จะมีอทิ ธพิ ลตอตัวบุคคล ดงั น้ี คือ
1. ชว ยใหบุคคลตัดสินใจวา สง่ิ ใดผดิ สิง่ ใดถูก ดหี รือไมด ี มคี ณุ คาหรือไมมคี ณุ คาควรทําหรือไม
ควรทาํ
2. ชว ยใหบุคคลในการกาํ หนดทาทีของตนตอเหตุการณทตี่ นตองเผชิญ
3. ชวยสรา งมาตรฐาน และแบบฉบับจากการประพฤติปฏิบัติของบคุ คล
4. มีอทิ ธิพลเหนอื บุคคลในการเลอื กคบหาสมาคมกบั บคุ คลอนื่ และเลอื กกิจกรรม ทางสงั คม
จะตองเขาไปรว มดว ย
5. ชวยใหบ ุคคลกาํ หนดความคิดและแนวทางปฏบิ ัติ
6. ชวยเสริมสรา งหลักศลี ธรรม ซง่ึ บคุ คลจะใชในการพิจารณา การกระทําของตนอยา งมเี หตุผล
ในการศึกษาสังคม จะพบวา สังคมที่ดีจะอยูไดเพราะมีโครงสรางทางสังคมท่ีดี โครงสรางทาง
สงั คมเปนความสมั พันธร ะหวา งมนุษย โดยอาศยั วฒั นธรรมเปน กรอบและเครอื่ งยึดเหน่ยี ว โดยโครงสราง
ทางสังคมมีองคประกอบ 2 ประการคือ สถาบันสังคม และองคการสังคม และในองคการสังคมเปน
กระบวนการจดั ระเบยี บทางสงั คม โดยอาศยั ความรู ความเชื่อ คา นิยม อดุ มการณ คุณธรรม บรรทัดฐาน
สัญลักษณ สถานภาพและบทบาทเปนตน สิ่งนก้ี ็มกั จะเกดิ เปน วฒั นธรรมสงั คม ดังนั้นถา สังคมมีคานิยมท่ี
เปลีย่ นแปลง วัฒนธรรมสังคมกจ็ ะเปลยี่ นแปลงไปดวย การปลกู ฝง คา นยิ มท่ดี ที ต่ี องจะทําใหไดวัฒนธรรม
สังคมที่ดีไปดว ย และในทางท่ีกลับกนั วัฒนธรรมที่ดกี ็สามารถสรางเสริมคา นยิ มทด่ี ีดว ย
สรุปไดวา คานิยมมาจากวัฒนธรรมที่ดีซึ่งชวยใหเกิดคานิยมท่ีดีในสังคม คานิยมมีอิทธิพลตอ
บคุ คล ทาํ ใหเกิดการเรียนรู เกิดการตัดสินใจ เกิดพฤติกรรมท่ีมีตอสถานการณหรือสิ่งเรานั้น คานิยมทํา
ใหบ ุคคลดาํ เนนิ วิถีชวี ติ ท่ีแตกตางกนั ตามคา นิยมของบคุ คล
-83-
แหลง ท่มี าของระบบคานยิ ม
คานยิ มเกดิ ข้ึนเพราะบุคคลมีศรัทธาตอสิ่งใดส่ิงหน่ึง ซึ่งเปนสิ่งท่ีเกิดจากการกระทําหรือปฏิบัติ
ตามมา ศรัทธาคือ ความเชื่อ ความเลื่อมใสท่ีบุคคลมีตอสิ่งหน่ึงส่ิงใดท่ีเห็นวาดี มีประโยชนสามารถ
ชว ยชวี ติ เราได คนจะลงมอื ทําอะไรกเ็ พราะมคี วามเชื่อวา ส่งิ ทีท่ าํ ไปน้นั มีประโยชน มผี ลดีตอ ตนเอง ความ
เชื่อจงึ เปนแรงจงู ใจใหคนทาํ สงิ่ ตางๆ ความเชอื่ น้ีอาจเปนความเชื่อภายนอกซึ่งอาจเปนสิ่งที่ตนเองนับถือ
วาเปนส่งิ ทม่ี อี าํ นาจดลบันดาลใจใหช วี ติ มคี วามสุขความเจริญ เชน พระรตั นตรัย เทพเจา เทวดา เปนตน
หรือเปนความเช่ือภายในตนเอง ซ่ึงจะทําใหเกิดกําลังใจท่ีจะทํางานไดสําเร็จ (ผองพรรณ เกิดพิทักษ ,
2531) เมื่อคานยิ มเกดิ จากความเชอ่ื ของบุคคล ดงั น้นั แหลงทเ่ี กิดระบบคานิยมจงึ มาจากแหลงตอไปน้ี
1. สถาบนั ครอบครัว เปนสถาบนั ทีป่ ระกอบดวยพอแมหรือญาติพี่นอง พอแมจะใหการเรียนรู
แกล ูกวาอะไร ดี ไมดี ควรทาํ ไมควรทํา ลูกก็จะจดจําไวและพิจารณาสังเกตดูส่ิงท่ีพอแมส่ังสอน ถาตรง
กับความเชื่อหรือศรัทธาของตนเองก็จะยึดถือไว เชน สอนใหเปนคนเมตตา ซื่อสัตย ไมพูดโกหก ฯลฯ
ครอบครัวที่มีเมตากรุณา ลูกๆก็มักจะมีเมตตากรุณาไปดวย เพราะไดรับรู ไดสัมผัส ไดกระทําจนเห็น
คุณคา จงึ ยดึ ถือปฏิบัตติ ามกันมา
2. สถาบนั การศึกษา ผมู บี ทบาทที่สาํ คัญไดแก ครู ซึ่งมอี ทิ ธิพลตอ พฤติกรรมของนกั เรยี น ถาครู
สอนใหนักเรียนไดร ูและกระทาํ แตส ิง่ ท่ดี ี นักเรยี นก็จะเปน คนดี มีคานิยมทางดีอยูกับตัว ครูและโรงเรียน
มอี ทิ ธพิ ลตอคา นยิ มมาก จะสงั เกตเห็นไดจ ากบางโรงเรียน เด็กชอบชว ยเหลอื คนอื่น แตบ างโรงเรียนชอบ
ใชความรุนแรง ทง้ั นเี้ ปนผลจากครูและโรงเรยี นน้ันเองที่ปลูกฝง คา นิยมทางที่ดแี ละไมด ีใหแกนกั เรยี น
3. เพ่ือน เปน สิง่ สําคัญในการเสรมิ ความเช่อื ความศรทั ธาใหเกดิ คานิยมแตกตางกัน โดยเฉพาะ
เด็กวัยรุนจะเปนวัยท่ีเอาอยางเพื่อน ดังน้ันเม่ือเพื่อนสวนใหญศรัทธาอะไรก็มักจะคลอยตาม ถากลุม
เพอื่ นทีม่ คี านิยมทางทด่ี ีก็จะเปน เด็กดไี ปดวย แตถาไปอยูในกลมุ เพื่อนทีม่ ีคา นยิ มในทางท่ีไมดี ก็จะพลอย
เปนไมดีไปดวย เดก็ บางกลมุ ชอบทาํ บุญ บาํ เพ็ญกุศล แตเด็กบางกลุมเลนการพนัน คิดยาเสพติด เพราะ
มองเหน็ คุณคา ตางกนั
4. สอื่ ตางๆ สอ่ื ทสี่ าํ คัญในปจ จบุ ันไดแ ก อินเตอรเนท หนงั สือพมิ พ วิทยุ โทรทัศน ฯลฯ เปนสื่อ
ท่ีแพรส่ิงดี สิ่งไมดี หลายๆ อยาง คนบางคนพิจารณาเลือกไมเปนก็จะเปนอันตรายเพราะส่ือเปนตัว
นาํ เสนอเปา หรือสรางคา นยิ มใหแกคนได การเกิดศรทั ธาของแตละคนจึงขน้ึ อยกู ับการพิจารณาตัดสิน ถา
บางคนมีจติ ใจสูงจะตดั สินใจอยางหนึ่ง ถามีจิตใจตํ่าก็จะตัดสินใจยอมรับอีกอยางหนึ่ง การใหเด็กสัมผัส
กบั สือ่ ทงั้ หลายจงึ ตอ งควรระวัง ผูใ หญจะตองคอยชแี้ นะในสิ่งทดี่ ีงาม จึงจะสรา งคา นิยมทด่ี ีงามได
สรุปไดว า คานยิ มนัน้ ไดรับการสรางสมมานานต้งั แตเดก็ เล็ก ในสถาบันครอบครัว มีพอ แม ปยู า
ตายาย พน่ี อ ง เปนคนสาํ คัญทใ่ี หความเช่ือ ความศรทั ธา ใหความรู และปลูกฝงอยเู ปนประจํา เชื่อในสิ่งท่ี
ดี สง่ิ ไมดี ควรทาํ ไมค วรทาํ สิ่งเหลา นถี้ กู ปลูกฝง มาตัง้ แตเ ด็ก สะสมตกผลกึ มาเปนของตนเอง เมอ่ื เขา
โรงเรียนแลวกม็ คี รู มีเพอ่ื น ไดพ บเห็นส่ือตางๆ กเ็ กิดการเรยี นรูมากข้ึน เปนการเพ่มิ คา นยิ มมาจาก
ครอบครวั เรื่อยๆ กลายเปนคา นิยมของตนเอง ซง่ึ ตามหลกั การแลวคา นิยมมคี วามคงคนและยากทีจ่ ะ
เปลย่ี นแปลง
-84-
ประเภทของคานยิ ม
การจาํ แนกประเภทของคานยิ มนัน้ มนี กั วิชาการไดจําแนกประเภทของคานิยมไว โดยใชเกณฑที่
นํามาจําแนกตางกันดงั ตอไปน้ี
สาโรช บัวศรี (2524) ไดแ บง คา นยิ มออกเปน 2 ประเภทไดแก
1. ประเภทพ้ืนฐาน (Basic Values) ไดแก ศีลธรรม (Moral Values) คุณธรรม (Ethical
Values) ธรรมเนียมประเพณหี รอื วัฒนธรรม (Cultural Values) กฎหมาย (Legal Values)
2. คานยิ มวิชาชีพ (Professional Values) ไดแก อุดมการณในอาชีพของตน วินัยของวิชาชีพ
ของตน มารยาทของวิชาชพี ของตน พระราชบญั ญตั เิ กี่ยวกบั วชิ าชพี ของตน
นอกจากนน้ั สาโรช บวั ศรี (2524) ยงั ไดจ ําแนกคานิยมตามวารสารของสมาคมฟายเดลตาแคป
ปาทีจ่ ําแนกไววา เปน 2 ประเภท ไดแ ก
1. คานิยมท่ีเปนศีลธรรม (Morality) ซ่ึงไดแก คานิยมท่ีเปนศีลธรรมและคุณธรรมโดยเฉพาะ
คือ Moral and Ethical Values เปน คา นิยมทก่ี ําหนดโดยพระศาสดา หรอื พระผูเ ปน เจา
2. คานิยมที่เปนธรรมเนียมประเพณี (Convention) เปนคานิยมท้ังหลายท่ีประชาชนได
เห็นชอบกาํ หนดกันขน้ึ เอง อันไดแ ก ธรรมเนียมประเพณี กฎหมาย อุดมการณ วินัยฯลฯ คานิยมแบบน้ี
ขึน้ อยูก บั กลมุ คนในสังคม ดังนน้ั คา นยิ มของสังคมตางกนั อาจแตกตางกันบางก็ได
ไอเกน (Aiken, 1986) ไดกําหนดกลุมของคานิยมตามแนวคิดของเอดเวิรด สแปรงเกอร
(Edward Spranger) เปน 6 ประเภท ดงั นี้
1. ประเภททฤษฏี (Theoretical) เปนคนใชสติปญญาเพื่อคนหาความจริง ไมชอบความ
สวยงาม และประโยชนใชสอยของวัตถุ สนใจดานเหตุผล เปนกลุมท่ีมีสติปญญาสูง ไดแก นักปราชญ
นักวิทยาศาสตร นักคณิตศาสตร เปนตน จุดมุงหมายในชีวิตก็คือ การจัดระบบของความรูที่ไดศึกษา
คน ความาอยา งมีกระบวนการ
2. ประเภทเศรษฐกิจ (Economic) เปนคนสนใจส่ิงท่ีเปนประโยชน เปนกลุมนักธุรกิจ ทํา
กิจกรรมเกี่ยวกับธุรกิจ สนใจการผลิต การตลาด การบริโภคสินคา การเครดิต ชอบหาเงินทองใหได
มากกวา คนอนื่ มากกวาทจ่ี ะแสวงหาอํานาจ หรือบริการ จุดมุงหมายในชีวิตคือ การม่ังมีเงินทอง ความ
รา่ํ รวย หรือบชู าเงินทอง
3. ประเภทสนุ ทรยี ะ (Aesthetic) คนประเภทนี้มองเห็นคุณคาของรูปแบบและความกลมกลืน
การตัดสนิ ใจวา อะไรหรอื สาํ คญั อยูที่ความไดส ดั สว นและความเหมาะสม มองความสวย ความงามวาเปน
เรื่องทีส่ ําคญั มากกวา ความเปน จรงิ ยึดความพอใจ ความเปน ตัวเอง และหนักไปทางศิลปะ วรรณกรรม
4. ประเภทสงั คม (Social) เปน กลมุ ชอบสังคม เหน็ อกเห็นใจคนอนื่ มคี วามเมตตา กรุณาคนอ่ืน
และไมเ ห็นแกตวั มมี นษุ ยสมั พนั ธด ี ชอบชว ยเหลอื และใหคาํ แนะนาํ แกผ ูอ ่ืน
5. ประเภทการเมือง (Political) เปน บุคคลทช่ี ืน่ ชอบความมีอํานาจ มีลักษณะความเปนผูนํา มี
แรงจงู ใจทต่ี อ งการมชี อ่ื เสยี ง มีอทิ ธิพลและมเี กียรตยิ ศ ชอบการแสดงออกในการใชพลงั อาํ นาจ
-85-
6. ประเภทศาสนา (Religious) เปนกลุมบุคคลที่ยึดม่ันในความมีเอกภาพ เปนพวกลึกลับและ
ศึกษาหลักความดี ความชั่ว เพื่อความเขาใจโลก และจักรวาล อุทิศตนเพื่อชวยคนอื่นและช่ืนชอบ
หลกั ธรรมของศาสนา
การแบง คานยิ มตามแนวคดิ ของฟนิกซ (Phenix, 1958) ไดแบงคานิยมออกเปน 6 ประเภท
ดังนี้
1. คานิยมทางวัตถุ (Material Value) เปนคานิยมท่ีเนนไปทางปจจัยที่สําคัญในการดํารงชีวิต
มนษุ ย ไดแก อาหาร เครอ่ื งนุงหม ทีอ่ ยอู าศัย และยารักษาโรค
2. คา นยิ มทางสังคม (Social Value) เปน คานิยมทเี่ กี่ยวกับความสมั พันธท ก่ี อ ใหเ กิดความรักใน
สงั คม
3. คา นยิ มทางความจรงิ (Truth Value) เปนคา นยิ มทีเ่ กีย่ วกับการใหค วามรูตามความจริง การ
คนควาทางวทิ ยาศาสตรเ พือ่ หาความจรงิ ตามปรากฏการณข องธรรมชาติ
4. คานิยมทางจริยธรรม (Moral Value) เปนคานิยมที่เกี่ยวของกับความรับผิดชอบในการ
ปฏบิ ัติ เชน ความซอ่ื สัตย ความยตุ ิธรรม
5. คานิยมทางสุนทรียภาพ (Aesthetic Value) เปนการมองเห็นความสําคัญและประโยชน
ซาบซงึ้ ในความสวยงามของส่ิงตางๆ
6. คานิยมทางศาสนา (Religious Value) เปนคานิยมเกี่ยวกับอุดมการณทางศาสนา
อุดมการณท างชีวติ
สรุปไดวา คานิยมจําแนกตามความคิดเห็นของบุคคลท่ีแตกตางกันไป สามารถจําแนกเปน
คา นิยมท่เี กย่ี วขอ งกบั วัตถุ คา นิยมทางสังคม คานยิ มเก่ียวกบั ความจริง คานิยมทางจรยิ ธรรม คานยิ มทาง
สุนทรียภาพ คานิยมทางศาสนา
ลกั ษณะคานิยมของสงั คมไทย
ในแตละสงั คมมลี กั ษณะภายในทแ่ี ตกตางกนั ออกไป ท้งั น้ขี ้ึนอยกู บั ลักษณะนิสัย ความคิด ความ
เช่ือ แบบแผนในการดําเนินชีวิต ตลอดจนคานิยมที่บุคคลภายในสังคมยึดถือ ในขณะเดียวกันเม่ือ
สภาพแวดลอม สังคมภายนอกมีการเปล่ียนแปลงไปก็มีผลใหคานิยมของบุคคลในสังคมน้ันๆ
เปลี่ยนแปลงไปได เชน เดยี วกนั สงั คมไทยดงั้ เดิมเปน สังคมแบบเกษตรกรรม คนในสังคมสวนใหญนับถือ
ศาสนาพทุ ธ บรรทัดฐานทางสังคม และคานิยมสวนใหญจะมีพ้ืนฐานมาจากศาสนาพุทธนอกจากนี้ยังมี
ที่มาจากพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ ระบบศักดินา ระบบเกษตรกรรม ความเช่ือในอํานาจของสิ่ง
ศักด์ิสิทธ์ิและความกลัวท่ีไมมีคานิยมท่ีเดนๆ ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ (2543) ไดเสนอไว
ดังตอไปน้ี
1. ยึดถือในพระพุทธศาสนา เชนเดียวกับในอดีต มีการศึกษาพระธรรมวินัยอยางลึกซึ้ง
ตลอดจนมกี ารปรับปรุงแกไขกฎเกณฑขอบังคับของสงฆ ประชาชนมีบทบาทตรวจสอบพฤติกรรมทาง
วินัยสงฆได เพอ่ื ปอ งกันปญหาการแสวงหาผลประโยชนจ ากพทุ ธศาสนา
-86-
2. เคารพเทดิ ทนู พระมหากษัตรยิ สงั คมไทยตา งจากสงั คมชาตอิ น่ื กษัตรยิ ไ ทย เปรียบเสมือน
สมมตเิ ทพ คอยดแู ลทกุ ขส ขุ ของประชาชนทํานุบํารุงประเทศชาติใหเจริญรุงเร่ืองในทุกดาน จึงเปนศูนย
รวมจิตใจ พระองคเปนส่งิ ทุกอยางในชีวติ ของคนไทย เปนเคารพของคนไทยเปน อยา งยง่ิ
3. เชือ่ ในเร่ืองของเหตุผล ความเปนจริง และความถูกตองมากขึ้นกวาในอดีต ในสภาวะของ
เหตุการณตาง ๆ ปจจุบันสังคมไทยปลูกฝงใหคนไทยรูจักคิดใชปญญามีเหตุผลมากขึ้น เชน ไดออก
กฎหมายเพื่อใหความคุมครองเจาของความคิด ไมใครลอกเลียนแบบไดเรียกวา “ลิขสิทธ์ิทางปญญา”
เปนตน
4. คา นยิ มในการใหความรู ปจจุบันสังคมไทยมีการแขงขันกันตลอดเวลา การจะพาตนเอง
ใหรอดจากปญหาที่เกิดข้ึนในสังคมไดจําเปนตองมีความรูความสามารถที่โดดเดนจึงเปนส่ิงที่คนไทยใน
สังคมปจ จุบนั ตอ งเสาะแสวงหา
5. นิยมร่ํารวยและมีเกียรติ สังคมไทยปจจุบันใหความสําคัญเร่ืองความร่ํารวยและเงินทอง
เพราะมีความเช่อื ทีว่ า เงนิ ทองสามารถบันดาลความสขุ ตอบสนองความตองการของคนได ขณะเดียวกันก็
จะมีช่อื เสียงเกยี รติยศตามมา จึงเปนจุดเราใหทุกคนอยากรวย ไมวาจะหาเงินมาดวยวิธีที่ถูกตองจาการ
ทํางาน หรอื การไดมาดว ยการชอ โกง จงึ ทาํ ใหเกดิ ชอ งวางระหวา งคนในสงั คม
6. มคี วามเชื่อมนั่ ตนเองสูง เพ่ือปลูกฝงใหเยาวชนไทยทุกคนกลาตัดสินใจและกลาแสดงออก
ทางความคิดและการกระทาํ มีบุคลกิ ภาพเหมาะสมทจี่ ะเปนผนู าํ ทีด่ ี
7. ชอบแกงแยงชิงดีชิงเดน ลักษณะกลัวการเสียเปรียบ กลัวสูเพื่อไมได เพ่ือการอยูรอดจึง
ตองกระทาํ การแยง ชงิ แสวงหาผลประโยชนใหตนเอง
8. นิยมการบริโภค นยิ มบริโภคของแพง เลียนแบบอยางตะวันตก รักความสะดวกสบาย ใช
จายเกินตวั เปนการนาํ ไปสูก ารมีหน้สี ินมากมาย
9. นิยมทํางานแขง กับเวลา ทุกวันน้ีคนลนงาน จึงตองรูจักกําหนดเวลา การแบงแยกเวลาใน
การทาํ งาน การเดินทางและการพักผอน ใหช ดั เจน
10. ชอบอสิ ระ ไมช อบอยูภายใตอํานาจใคร ไมชอบการมีเจานายหลายคน ในการทํางานมัก
ประกอบอาชพี อิสระ เปด กจิ การเปน ของตนเอง
11. ตองการสิทธิความเสมอภาคระหวางหญิงชายเทาเทียมกัน หญิงไทยในยุคปจจุบันจะมี
ความคลอ งแคลว สามารถบรหิ ารงานไดเ ชนเดียวกับผูชายเปนท่ีพึ่งของครอบครัวได ภรรยาจึงไมใชชาง
เทาหลังตอไป
12. นิยมการทดลองอยูดวยกันกอนแตงงาน ซ่ึงการเลียนแบบวัฒนธรรมตะวันตกท่ีมีความ
เจริญทางวัตถุมากกวาทางจิตใจ ผูใหญควรทําตน เปนตัวอยางที่ดีแกเยาวชน เหมาะสมกับศีลธรรม
จรรยา
13. นิยมภาษาตางประเทศ ปจ จุบนั ภาษาตา งประเทศมีความสาํ คญั จําเปนมาก เพราะตองใช
ในการติดตอ ส่ือสารทางธรุ กจิ และ เทคโนโลยีสมัยใหม ๆ ตาํ ราหรอื อินเตอรเนต็ มีความจําเปน ตองรูทาง
ภาษาตางประเทศ หากไมม กี ็ยากตอ การศึกษาและนําไปใช
-87-
ความแตกตางระหวางคา นิยมสงั คมเมอื งและสงั คมชนบท
คา นิยมของสังคมไทย แตกตางกันไปตามลักษณะของสงั คมทย่ี อมรบั ในสิ่งที่กลมุ ยอมรับวา มี
คณุ คา ในทน่ี ้ี แบงออกเปนคา นยิ มสังคมเมืองและคา นิยมสงั คมชนบท ดังมรี ายละเอียดตอ ไปน้ี
คา นยิ มสงั คมเมอื ง
1. ชอบหรูหรา ใชจา ยฟุมเฟอย
2. นิยมสนิ คาย่ีหอ ดงั จากตา งประเทศ
3. ยกยอ งผูม ีอาํ นาจเงินทอง
4. นิยมในเร่อื งวตั ถุ
5. เหน็ แกตัว มีการแขงขันกันมาก
6. เชอื่ ในเร่อื งหลกั การเหตุผล
7. ชอบเสีย่ งโชค
8. รวมงานหรอื พิธีกรรมทางศาสนานอย
9. ชวี ติ อยูกับเวลา แขงขนั กบั เวลา
10. ขาดความมรี ะเบียบวนิ ัย
11. ไมชอบเห็นใครเหนอื กวา เหน็ แกตัว
คา นยิ มสงั คมชนบท
1. ประหยดั อดออม เศรษฐกิจพอเพียง
2. นิยมภูมิปญ ญาไทย สิน้ คา ไทย
3. ยกยองคนดี ความมนี าํ้ ใจ
4. นิยมเร่อื งคณุ งามความดี มีจริยธรรม
5. เสยี สละ เอือ้ เฟอ เผอ่ื แผ เห็นแกสวนรวม
6. เชอื่ โชคลาง ไสยศาสตร
7. ชอบเลนการพนนั
8. ชอบทําบญุ รว มพิธกี รรมทางศาสนามาก
9. ชีวติ ขน้ึ อยกู บั ธรรมชาติ อาศยั ธรรมชาติ
10. พง่ึ พาอาศัยกนั และกนั
11. มคี วามสนั โดษ พอใจในสง่ิ ทีม่ อี ยู
สรปุ ไดว า คานิยมสังคมไทย มีความแตกตางกันระหวางในเมืองกับชนบท ซ่ึงในเมืองมีคานิยม
เกยี่ วกับยึดถอื ในศาสนาพุทธ เคารพเทิดทูนพระมหากษัตรยิ เช่ือในเรื่องความเปนจริง และเหตุผล นิยม
ในการใหความรู ความร่ํารวยและมีเกยี รติ ความเชื่อม่ันในตนเองสูง แกงแยงชิงดีชิงเดน การบริโภคของ
แพง ทํางานแขง กบั เวลา หญงิ มสี ทิ ธิ์เทากบั ชาย อยดู วยกนั กอนแตง นิยมใชภ าษาตา งประเทศ
-88-
คานยิ มพ้ืนฐาน และแนวทางปฏบิ ตั ิ ตามคานิยมพ้ืนฐานที่ควรยกยอ งในสงั คม
คานิยมทางสังคมมีสวนรวมสงเสริมความเจริญกาวหนาแกสังคมได จึงควรปลูกฝงใหมีขึ้นใน
สังคม โดยคานิยมพ้ืนฐานนั้น สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ (2527) ไดประกาศใชเพ่ือ
ปลูกฝง แกประชาชนชาวไทย มีดงั นี้
1. การพง่ึ พาตนเอง ขยนั หมั่นเพยี ร และมคี วามรับผดิ ชอบ เพ่อื ใหก ารดําเนินชีวิตเปนไปอยา ง
ราบร่ืน
2. การประหยดั และอดออม ไมว า จะเปนทรัพยสินสว นตวั หรอื สวนรวมก็ตาม
3. การมรี ะเบียบและเคารพกฎหมาย ควรปฏบิ ตั อิ ยา งเครง ครดั เพื่อความสงบสุขในสงั คม
4. การปฏิบัติตามคณุ ธรรมของศาสนา คอื การทําความดีละเวนความชัว่
5. ความรักชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ โดยการแสดงออกดว ยการกระทาํ เชน เสียภาษีใหร ฐั
เคารพกฎหมายปฏิบัติตามหลกั ของศาสนา เคารพเทิดทนู ปกปอ งสถาบันพระมหากษตั รยิ ไมใ หใ ครมา
ทาํ ลาย
นอกจากคา นิยมท่กี ลา วมาแลว คานยิ มดี ๆ ท่ีนายกยองและควรปลกู ฝงในสงั คมไทยยงั มีอกี
หลายประการ
1. คา นิยมเปนไทย ภูมปิ ญญาไทย ใชส ินคา ไทย ดังคํากลา วที่วา “ไทยทํา ไทยใช ไทยเจริญ”
2. มีความขยนั อดทน มงุ ม่นั ในการทาํ งาน ไมยอ ทอ ตอปญ หาชวี ติ
3. มคี วามซ่ือสัตยสุจรติ เปน คนดีไมคดโกงไมเหน็ แกต ัว
4. มคี วามกตัญูรคู ณุ เคารพผอู าวโุ ส ไมผกู พยาบาท หาโอกาสตอบแทนผมู ีพระคุณ
5. ยกยองทําความดี สนบั สนุนและสง เสรมิ ทําความดี
6. มีน้ําใจ เอ้ือเฟอ เผื่อแผ ตระหนักในความสาํ คัญของคณุ ธรรม ขนบธรรมเนยี ม ประเพณีท่ดี ี
งาม
7. มีความคิดรเิ ริ่มสรางสรรค ยึดมน่ั หลักการประชาธิปไตย เครารพกฎเกณฑ ระเบียบขอบงั คบั
เพ่ือความสงบสขุ ของสงั คม
8. เหน็ ความสําคัญของครอบครวั ในฐานะทีเ่ ปนรากฐานในการพัฒนาเยาวชน พฒั นาคนชวยกัน
รักษาสาธารณสมบัติและมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ
คา นยิ มทคี่ วรแกไขในสังคมไทย
คา นยิ มของสังคมไทยนนั้ ไมใ ชวา จะกอ ใหเกดิ ผลดีตอสงั คมท้งั หมดดงั ทไ่ี ดก ลาวมาแลว เพราะคานยิ มที่ไม
ควรยกยองท่เี กดิ ข้ึนในสังคมกย็ ังมอี ยมู าก ซงึ่ ถาคนในสังคมปฎิบัติยึดถอื ยอ มกอ ใหเ กดิ ผลเสียตอสังคมนนั้
ๆ ไดด ังน้ัน คานยิ มดังกลา วจึงเปนสิ่งทค่ี วรแกไข ซึง่ มีดงั นี้
1. ใหความสาํ คัญกบั วัตถุ หรือเงินตรายอมกอใหเ กิดผลเสยี ไดรบั การดูถกู ดแู คลน เปน ทร่ี งั เกียจ
ตอ สงั คม
2. ยดึ ถอื ในตัวบุคคล ยกยองผมู ีอํานาจ มีเงิน
3. รักพวกพอ ง รักความสนุกสนาน ความสบาย
-89-
4. รกั ความหรหู รา ฟุมเฟอย นยิ มใชส ิ้นคาแพง
5. ไมตรงเวลา ขาดระเบียบวินัย ขาดความกระตอื รอื รนและความอดทน
6. เชื่อเรื่องโชคลาง อํานาจเหนือธรรมชาติ ชอบเลนการพนนั
7. ขาดความเคารพผูอ าวโุ ส
8. นับถือวัตถมุ ากกวา พระธรรม ทําบญุ เอาหนา หวังความสขุ ในชาติหนา
9. นยิ มตะวนั ตก ลมื ภาษาไทย ซึ่งเปนภาษาของชาติ จนทําใหภ าษาไทยผิดเพี้ยน
10.พูดมากกวา ทํา หนาใหญใ จโต สอดรูสอดเหน็ เหน็ ใครดีไมได
สรุปไดวา คา นยิ มเปลีย่ นแปลงตามกาลเวลาไดเ ชนเดยี วกบั ความเชอื่ ซ่ึงแตกตางกนั ไปตาม
สังคมและวัฒนธรรมสว นใหญ อยา งไรกต็ าม ในขณะท่ปี ฎิบัตอิ ยูก็ควรจะระลกึ ไวว า สง่ิ ใดดี สงิ่ ใด
เหมาะสม ในภาพสังคมปจ จุบันเราจึงควรเลือกใหไดว า คานยิ มใดคือคา นิยมทดี่ ีและควรปฏิบัติ
การสรา งเคร่ืองมือวัดคา นยิ ม
คา นยิ มเปน ความเชือ่ ทสี่ งั คมยอมรบั และพิจารณาวา ดีหรือไมดี สาํ คญั หรือไมสําคญั พงึ
ปรารถนาหรือไมพ งึ ปรารถนา มคี ณุ คาหรอื ไมม ีคุณคา ดงั น้ันคา นยิ มท่ีตองการจะวัดจึงควรพจิ ารณาใหด ี
วิธกี ารวัดคา นิยมมดี งั ตอไปน้ี
1. กาํ หนดคานยิ มทีจ่ ะวดั หรือกาํ หนดตวั แปรคานยิ มที่ตองการวดั เชน คานิยมความมวี นิ ัย
หรือการพ่ึงตนเอง ฯลฯ กจ็ ะวัดเปน คา นิยมเดียว หรอื คา นิยมกลมุ ก็ได อยางนอ ยกจ็ ะตองบอกใหชัดเจน
วา จะวดั คานยิ มใด
2. ศึกษาเอกสารที่เก่ยี วของ ศกึ ษาแนวคิด ทฤษฏี การวจิ ยั วา มีอะไรท่เี กี่ยวขอ งบา ง มี
องคป ระกอบอะไร ศึกษาอยา งละเอยี ด เพื่อใหแนใจวาสิง่ ทต่ี อ งการวัดมีความเปน มาอยางไร
3. นยิ ามศัพทเ ฉพาะคา นยิ มท่ีตอ งการวัด ตอ งใหความหมายของคา นยิ มน้นั ใหช ัดเจนวา
หมายถึงอะไร มลี กั ษณะอยางไร ตองนิยามใหกระจางชัดไมเ ชนน้นั จะไมส ามารถสรางเครื่องมือวัด
คานิยมนั้นไดเ ที่ยงตรงตามท่ีตองการ
4. เลอื กเครือ่ งมอื ทีใ่ นการวัด การวัดคา นิยมสามารถเลือกใชเ ครอื่ งมือได 3 ลักษณะไดแ ก
การสัมภาษณ การสังเกต และการใชแบบรายงานตนเองหรือแบบสอบถาม ข้ึนอยกู บั ความเหมาะสมของ
ระดบั ของการวดั เชนระดบั นกั เรยี นปฐมวยั กค็ วรใชการสงั เกตหรือการสมั ภาษณ เปน ตน
5. เขยี นขอความหรอื ขอ สอบวัดคา นยิ มตามแบบ ในกรณวี ัดคา นิยมอาจเขยี นขอ คําถาม
เปนขอ ความ ภาพ สถานการณ ผูสรางเครือ่ งมอื จะตอ งเลอื กแบบการเขียนคําถามและคําตอบใหด ี เมื่อ
เลอื กแบบแลว กเ็ อาไปเขยี นเปนขอ คําถามและกาํ หนดการตอบ และสรา งเกณฑการใหค ะแนนใหช ัดเจน
โดยการใหคะแนนน้ันตองมีหลกั การและทฤษฏที เี่ ก่ียวของวาตอบแลวใหค ะแนนเทาไร เชน เปน 0-1
หรือ 0-1-2 เปนตน
-90-
6. หาคุณภาพของแบบวดั ซึง่ สามารถจดั กระทาํ ไดโ ดยแบง ออกเปน 3 ลักษณะดงั น้ี
6.1 ความเทีย่ งตรง ดวยการเชญิ ผูเช่ยี วชาญจํานวน 3 ทาน ตรวจสอบขอ ความ
สถานการณ วา กระจางชดั สามารถวดั คานยิ มไดห รอื ไม วัดได หรือไมแ นใ จ หรือ วดั ไมไ ด และเมอื่ ให
ผเู ชีย่ วชาญตรวจสอบควรเพ่ิมเตมิ คาํ วา ควรแกไขอยา งไรดวย เพ่อื ใหผ ูต รวจสอบท่ีบอกวาไมแนใจหรือ
วัดไมได จะไดเสนอความคดิ เหน็ เพ่อื จะทาํ ใหขอ สอบนัน้ มีคุณภาพเบ้ืองตน ทด่ี ขี ึน้ โดยนิยมใชเกณฑ
ผเู ชยี่ วชาญเกิน 50 เปอรเ ซ็นตข ึ้นไป หรือ 0.50 ข้ึนไป
6.2 อํานาจจําแนกรายขอ เปนการตรวจสอบขอคําถามแตล ะขอวา จําแนกผูท่ีมี
คา นิยมกบั ผทู ไี่ มมีคานิยมไดหรอื ไม ถา คาจําแนกสูงแสดงวา จาํ แนกได ถาคาจําแนกต่าํ แสดงวาจําแนก
ไมไ ด ควรปรบั ปรุงหรอื ท้งิ ไป การสรา งขอคาํ ถามควรใหมมี ากกวาที่กําหนดไว อยางนอย 25 เปอรเ ซ็นต
แลว ทําเปน แบบวดั คานิยมซงึ่ ควรเรียงขอ ทม่ี ีคาอํานาจจาํ แนกสูงไวกอ นตามดว ยขอ ท่ีมีคาอํานาจจาํ แนก
ตํา่
6.3 ความเช่ือมั่น เปน การหาคุณภาพโดยรวมทั้งชุดของแบบวัดคานยิ ม โดยการ
นําไปใหก บั กลมุ ที่ไมใชก ลุม ตัวอยางแตม ลี กั ษณะคลายกนั เพอ่ื วดั วา แบบวดั นม้ี ีความคงเสนคงวา ใชวัด
กลมุ ตวั อยางกลุมเดมิ ดว ยแบบวดั นกี้ คี่ รั้งๆ กไ็ ดระดบั คา นยิ มเทาเดิม แบบวดั คา นิยมท่ีมคี าความเชอ่ื มั่น
มากกวา 80 เปอรเ ซ็นตแสดงถึงความเช่ือม่ันสงู
7. หาเกณฑป กติ (Norms) เกณฑป กตหิ มายถึงขอเท็จจรงิ ทางสถิติท่ีบรรยายการแจกแจง
ของคะแนนจากประชากรทีน่ ยิ ามไวอ ยา งดีแลว และเปนคะแนนท่จี ะบอกระดับความสามารถของผสู อบ
วา อยูใ นระดับใดของประชากร ดังน้นั ถาหาเกณฑปกติของคา นิยมทที่ ําการสอบไว ถานาํ ขอ สอบฉบับนีไ้ ป
สอบคนเดยี วหรือหลายคนก็จะสามารถอธบิ ายไดเลยวา คนๆ นั้นมคี านยิ มสงู หรือตา่ํ เมื่อเทียบกับคนท่วั ไป
สรุปไดวาการสรางแบบวัดคานิยมมีกระบวนการสรางดวยการกําหนดคานิยมท่ีจะวัด ศึกษา
เอกสารท่ีเกี่ยวขอ ง นยิ ามศัพทเฉพาะเกยี่ วกบั คานยิ มใหชัดเจน เลือกประเภทของแบบวัด เขียนขอความ
ภาพ สถานการณว ัดคา นิยมตามแบบท่ีเลือกไว ตรวจสอบคุณภาพของขอคําถามดานความเที่ยงตรง คา
อํานาจจําแนก และคุณภาพของแบบวัดเกี่ยวกับความเช่ือมั่น แลวจึงหาเกณฑปกติเพื่อนําไปใชวัด
คานยิ มรายบุคคลหรอื รายกลมุ ตอไป
ตวั อยางเครื่องมอื วดั คานยิ ม
ในการสรางเคร่ืองมือวัดคานิยมน้ัน ไดมีผูสรางเคร่ืองมือวัดคานิยม ซึ่งจะไดแสดงตัวอยางตาม
ลักษณะของการวัดคา นิยมดงั ตอไปน้ี
1. แบบวัดคานยิ มเด่ียว แบบวดั แบบนีม้ จี ุดประสงคที่จะวัดคานิยมเด่ียวๆ เชน ความประหยัด
หรือการชวยเหลอื ผูอ ืน่ วิธกี ารออกขอ คาํ ถามเพือ่ วดั คา นิยมเด่ียวทาํ ไดหลายวิธไี ดแก
ก. แบบมีคาํ ถามหรือสถานการณแ ลว ใหคาํ ตอบเตมิ คาํ ลงไป วิธกี ารแบบนี้ไมตองมี
ตัวเลอื กให เพยี งพจิ ารณาวาตอบแบบไหนไดคะแนนเทาไร จะตองกําหนดเกณฑการใหคะแนนไวอยาง
ชดั เจน
-91-
ตวั อยาง คําถามวัดความประหยดั โดยวธิ ีการตอบแบบเสรี
1) ทานชอบใชจายโดยคํานึงถึงความคุมคาหรือประโยชนมากนอยเพียงใด ตอบพรอม
เหตผุ ล
..........................................................................................................................
2) ทา นเหน็ ดวยหรอื ไมว า การรณรงคใหประหยัดมีความสําคัญมากตอชีวิตของนักศึกษา
ตอบพรอ มเหตุผล
..........................................................................................................................
3) ทานยอมที่จะซื้อสินคาไมมียี่หอในราคาถูกแตมีคุณภาพเทากับสินคายี่หอดังราคาแพง
หรือไม ตอบพรอมเหตุผล
..........................................................................................................................
ตัวอยาง คําถามท่ีเปนสถานการณเ กยี่ วกบั คา นิยมความประหยัด แบบตอบโดยเสรี
1) ปรีชาไดรับเชญิ ไปบรรยายที่โรงแรมแหงหน่ึง เวลา 09.00-12.00 น. โรงแรมตั้งอยูใน
ยานใจกลางกรุงเทพมหานคร รถติดมาก ระยะทางจากบานไปโรงแรมไมไกล ถาปรีชาขับรถไปเองจะ
เสียคาน้ํามันมาก แถมยงั ตองเสยี คาทางดว น ถาทานเปน ปรชี าจะทาํ อยา งไร ตอบพรอ มเหตผุ ล
..........................................................................................................................
2) บริษัทแหงหน่ึงกําหนดใหพ นกั งานแตงกายในชุดของบริษัทมาทํางานทุกวัน ยกเวนวัน
พุธและวันศุกร พนักงานสามารถแตงกายในชุดของบริษัทหรือแตงกายแบบอิสระได หากทานเปน
พนักงานจะแตงกายอยางไร ตอบพรอมเหตผุ ล
..........................................................................................................................
เกณฑการใหค ะแนน ถามองวาการตอบและเหตผุ ลแสดงถึงความเปน คนประหยดั ให 1 คะแนน
ถาการตอบและเหตผุ ลแสดงความเปนคนไมป ระหยัดให 0 คะแนน หรือจะซอยคะแนนเปน 3 ระดับก็ได
คือไมม วี นิ ัยให 0 คะแนน มีวินัยนอยให 1 คะแนน มีวินัยมากให 2 คะแนน ดังนี้เปนตน ส่ิงสําคัญอยูที่
การตีความหมายของการตอบ
ข. แบบมคี าํ ถามหรอื สถานการณแลว ใหต วั เลอื กไวใหตอบ
แบบวัดประเภทนีม้ ีคาํ ถามหรือสถานการณเก่ียวกับคานิยมเปาหมายท่ีตองการวัดแลว
เขียนตัวเลือกท่ีเกี่ยวกับคานิยมนั้นโดยอาศัยหลักการใหคะแนน 0, 1 หรือ 0, 1 , 2 ถือวา 0 ไมมี
คานิยมน้ันเลย 1 มีคานิยมน้ันบาง 2 มีคา นิยมน้ันมาก หรือจะพจิ ารณาเพยี งมหี รอื ไมม คี า นิยมนั้นไดก ไ็ ด
ตัวอยา งคําถามวดั คานยิ มวินัย (นําคาํ ถามมาจากขอ ข.)
1) ทา นชอบงานที่มีกฎระเบียบเครง ครัดมากนอยเพียงใด
[ ] ก. ชอบ เพราะจะไดไ มสรางความวุนวาย
[ ] ข. ไมชอบ เพราะจะทํางานดวยความอึดอัด
[ ] ค. ชอบมาก เพราะจะทําใหทกุ คนอยใู นกรอบหนาที่
-92-
2) ทานเห็นดวยหรือไมวาระเบียบของสถานศึกษามีความสําคัญมากกับชีวิตของ
นักศึกษา
[ ] ก. ไมเหน็ ดวย เพราะขาดความเปน อิสระ
[ ] ข. เหน็ ดว ย เพราะจะไดเปนสญั ลกั ษณข องโรงเรียน
[ ] ค. เห็นดวยอยางมาก เพราะจะทาํ ใหผเู รียนปรับตัวไดด ีขึน้
3) ทา นยอมทจี่ ะเขาแถวยาวๆ เพื่อซือ้ ตวั๋ รถไฟฟาบที เี อส
[ ] ก. ยอม เพราะไมร ูวาจะไปซือ้ ท่ีไหนได
[ ] ข. ยอม เพราะคิดวาอดทนเดี๋ยวเดียวคงได
[ ] ค. เพราะเราเขามาทหี ลงั ควรอยูล ําดบั หลงั
เกณฑก ารใหค ะแนน
1) ก = 1 , ข = 0, ค. = 2 2) ก = 0 , ข = 1, ค. = 2 3) ก = 0 , ข = 1, ค. = 2
การมองเห็นความสําคัญอาจจะเขยี นวัดโดยใหขอความเปน การมองเหน็ ความสาํ คัญหรือไม
สาํ คญั แลวใหผ ูตอบในรูปเหน็ ดวยหรือไมเ หน็ ดวยกไ็ ด ตวั อยางดังภาพตอไปนี้
ขอ ความ เห็นดวย เหน็ ไม ไม
1. การปฏิบตั ติ ามระเบียบของโรงเรียนเปน สง่ิ สําคัญมาก มาก ดวย เหน็ ดวย เห็นดว ย
2. ขาพเจาเชื่อถอื กฎเกณฑทเี่ พอ่ื นๆ ของขา พเจา ตง้ั เสมอ [] []
3. สงั คมจะอยูไดด ว ยการเคารพกฎหมายบา นเมอื ง [] [] มาก
[] [] [] []
ฯลฯ [] []
[] []
ภาพที่ 4.1 ตัวอยา งแบบวัดความมีวนิ ัย
ตวั อยางการเขียนตวั เลือกจากสถานการณท ว่ี ดั คานิยมดานความประหยดั
1) ปรชี าไดร บั เชิญไปบรรยายที่โรงแรมแหง หน่งึ เวลา 09.00-12.00 น. โรงแรม ตัง้ อยใู น
ยานใจกลางกรุงเทพมหานคร รถตดิ มาก ระยะทางจากบา นไปโรงแรมไมไกล ถา ปรชี าขบั รถไปเองจะเสีย
คา นํา้ มนั มาก แถมยังตอ งเสียคา ทางดว น ถา ทา นเปนปรชี าจะทาํ อยางไร ตอบพรอ มเหตผุ ล
[ ] ก. นั่งรถเมลไปทาํ งาน เพราะจายนอ ย ไปไดห ลายคน
[ ] ข. ขับรถไปเอง ไมตองแยง ใคร เปน สวนตัว
[ ] ค. นัง่ รถเมลไปในวนั ทไ่ี มอยากขบั รถ
-93-
2) บรษิ ทั แหง หนึ่งกําหนดใหพนักงานแตงกายในชุดของบริษัทมาทํางานทุกวันยกเวนวัน
พุธและวันศุกร พนักงานสามารถแตงกายในชุดของบริษัทหรือแตงกายแบบอิสระได หากทานเปน
พนกั งานจะแตง กายอยา งไร ตอบพรอมเหตุผล
[ ] ก. แตง ชุดใหม เปลี่ยนบอ ยเพอื่ ใหดสู วยงาม เตะตาตอ งใจ
[ ] ข. แตงชุดบรษิ ทั เพราะดูดี เปนทีมงาน
[ ] ค. แตง ชดุ ใหมบ างวนั ทีอ่ ยากใหดูดี
3) สมุ าลีเรยี นเสร็จตอนเทีย่ ง ตอ งการรบั ประทานอาหาร หนา มหาวิทยาลยั มรี านอาหารที่
หลากหลาย ถาทานเปน สุมาลีจะเลอื กรับประทานอาหารรานใด ตอบพรอ มเหตุผล
[ ] ก. เนนรา นสวย ดหู รู ราคาแพง อาหารแปลกใหม
[ ] ข. เนนรา นขางถนน ราคาถกู ๆ ใหอ าหารเยอะๆ
[ ] ค. เนน รานดดู ี ราคาถกู มอี นามัย
เกณฑการใหคะแนน
1) ก = 2 , ข = 0, ค. = 1 2) ก = 0 , ข = 2, ค. = 1 3) ก = 0 , ข = 1, ค. = 2
ค. ใชม าตรประมาณคาแบบนยั จาํ แนก (Semantic Differential Scale)
เครื่องมือแบบน้ีเปนเทคนิคที่ออสกูด (Osgood) และคณะสรางข้ึนเพื่อวัดเจตคติของ
ความคิดรวบยอด (Concept) หลักการในการวัดคานิยม ทําไดโดยเอาคานิยมท่ีตองการเปนเปาของ
ความรูสึกนั้น ดังน้ันคานิยมนั้นจึงเปนความคิดรวบยอด หาคําท่ีเก่ียวของกับคานิยม แลวหาคําตรงกัน
ขามเปน คๆู อยา งนอ ย 5 คูขึ้นไป แตละคา นิยมกอ็ าจจะมคี าํ ตรงกันขา มแตกตา งกันไป มาตรวดั น้ีมีท้ังเชิง
บวกและเชงิ ลบ มาตรเดมิ ของออสกูดจะใชจํานวน 7 ชอง แตถาตองการปรับใหมอาจจะเปน 3, 5,7, 9
ชองก็ได เครื่องมือนี้สรางงาย ใชสะดวก แตหาคําท่ีมีความหมายกับคานิยมนั้นคอนขางยาก ตัวอยาง
เครือ่ งมือวัดคา นิยมมาตรประมาณคา แบบนัยจาํ แนกมดี ังตัวอยางภาพตอ ไปนี้
-94-
คําชแี้ จง ใหทา นอานคา นยิ มท่ีเปน ความคิดรวบยอด แลว แสดงความรสู ึกตามความเปน จริงวา
ทา นรสู กึ ใกลไปทางใดกับมาตรทก่ี ําหนดใหทงั้ สองขางนั้น เมื่อแนใ จแลว โปรดกากบาทลงในชองน้ันตาม
ความรูส กึ ของทานอยา งแทจ รงิ
ความมวี นิ ยั
1. ดี เลว
2. ปฏิบตั ติ าม ตอ ตา น
สาํ คญั
3. ไมสาํ คญั โทษ
เหมาะ
4. ประโยชน ละเลย
5. ไมเหมาะ ตลอดเวลา
6. นายดึ ถอื ไมมคี ุณคา
7. บางเวลา ไมป รารถนา
8. มคี ุณคา ไมน า สนใจ
9. ปรารถนา
10. นา สนใจ
ภาพท่ี 4.2 ตวั อยา งแบบวดั คานิยมแบบนัยจาํ แนก
2. แบบวัดคา นิยมเปน กลมุ
การศึกษาคานิยมน้ันสามารถจัดกลุมคานิยมเพ่ือศึกษา เชน การจัดกลุมคานิยมของ
สแปรงเจอรไดจัดกลุมคานิยมเปน 6 ดาน ไดแก กลุมทฤษฏี กลุมเศรษฐกิจ กลุมสุนทรียะ กลุมสังคม
กลมุ การเมือง กลมุ ศาสนา นอกจากน้ันสาํ นกั งานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติยังไดจัดกลุมคานิยม
พื้นฐานสําหรับคนไทยไว 5 ประการไดแก การพึ่งตนเอง ขยันหม่ันเพียรและมีความรับผิดชอบ
การประหยดั และออม การมรี ะเบยี บวนิ ยั และเคารพกฎหมาย การปฏิบัติตามคุณธรรมของศาสนา และ
ความรักชาติ ศาสน กษตั รยิ
การวัดคานยิ มทจี่ ดั เปนกลุมคร้งั เดยี วใหห มดท้งั กลุมเลย ตอ งนิยามคานิยมเหลา นั้นใหดี แลว
จึงออกแบบเครื่องมือการวัดคานิยมเพื่อจะไดวัดคร้ังเดียวครบทุกคานิยม ผูท่ีออกแบบเคร่ืองมือ
วัดคานิยมแบบนี้คนแรกคือ อัลพอรทและคณะ (Allport and others. 1960) สรางแบบวัดช่ือ The
Study of Value ซึ่งออกแบบเปน 2 ตอน ตอนแรกมีสถานการณแลวใหเลือกตอบ 2 ตัวเลือก ตอนท่ี 2
-95-
มสี ถานการณใหแ ลว ใหเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ผูท่ีตอบตวั เลอื กใดตวั เลอื กหนึ่งจะตอ งจัดลําดับความสําคัญ
และสามารถแปลผลจากตัวเลือกนั้นไดเลยวา ผูตอบมีคานิยมดานใดมาก ดานใดนอย ตามทฤษฏีของส
แปรงเจอร ดงั ภาพตอ ไปน้ี
ตอนที่ 1 ตวั อยา งแบบวัด The Study of Value
คําช้แี จง ขอ ความหรือขอ คาํ ถามแตละขอ มคี ําตอบใหเ ลือก 2 คําตอบ ใหเลอื กตอบตามความรสู กึ ที่เปน
จริง ตามเง่ือนไขท่ใี หไวด ังน้ี
กข
ถาเห็นดว ยกบั ขอ (ก) และไมเห็นดวยกบั ขอ (ข) ตอบ ( 3 ) (0)
ถา เหน็ ดว ยกับขอ (ข) และไมเหน็ ดวยกับขอ (ก) ตอบ ( 0 ) (3)
ถาเห็นดว ยกบั ขอ (ก) มากกวาขอ (ข) เลก็ นอย เขียนตอบ ( 2 ) (1)
ถา เหน็ ดว ยกับขอ (ข) มากกวา ขอ (ก) เล็กนอย เขียนตอบ ( 1 ) (2)
1) จุดมงุ หมายสาํ คญั ของการวิจัยทางวทิ ยาศาสตร ก็คือการคน หาความจริงบริสุทธ์ิมากกวามุง
นําไปใชป ฏิบตั ิ
ก. ใช ข. ไมใ ช ก. [ ] ข. [ ]
2) สมมติวาทา นเปน คนที่มีความสามารถมากมายในตวั ทา นอยางเพียงพอ ทา นชอบที่จะเลอื ก
เปน อะไร
ก. นายธนาคาร ข. นักการเมือง ก. [ ] ข. [ ]
3) ถา ทา นเปนอาจารยท ีม่ คี วามสามารถมากในโรงเรียน ทา นชอบท่จี ะสอนอะไร
ก. โคลงกลอน ข. เคม-ี ฟสิกส ก. [ ] ข. [ ]
ภาพท่ี 4.3 ตวั อยา งแบบวดั The Study of Value ตอนที่ 1
เฉพาะคําถามลักษณะน้ีมี 30 ขอ การตอบแตละขอจะตองสามารถแยกแยะไดวา เปนคนมี
คานิยมดานใด การเขยี นขอสอบจึงควรระวังขอ นใี้ หด ี การสรางขอความจะตองซอนเง่ือนงําปญหาหรือ
ขอ โตแยง ใหสงผลตอการตอบตัวเลือกที่ใหวา จะตองมีคานิยมดานใดดานหนึ่งใหได ถาขอคําถาม 30
ขอ กจ็ ะคลุมคา นยิ ม 6 ประการ ดา นละ 5 ครัง้ จากขอสอบ 3 ขอ เฉลยดังนี้
ขอ 1 ตอบ ก. กลุม ทฤษฏี ตอบ ข. กลมุ เศรษฐกิจ
ขอ 2 ตอบ ก. กลุมเศรษฐกจิ ตอบ ข. กลมุ การเมือง
ขอ 3 ตอบ ก. กลมุ สนุ ทรียะ ตอบ ข. กลุมทฤษฏี
-96-
ตอนท่ี 2 ตวั อยางแบบวัด The Study of Value
คาํ ชี้แจง สถานการณหรือคาํ ถามแตล ะขอจะมีคําตอบให 4 ตัวเลือก ใหทานตอบโดยเรียงคะแนนตาม
ความชอบของทา น ดงั นี้
ตวั เลือกท่ชี อบมากท่สี ุด ใหน ้ําหนัก 4
ตัวเลือกทช่ี อบอนั ดบั 3 ใหน ้ําหนัก 3
ตวั เลือกทชี่ อบอันดับ 2 ใหนํ้าหนกั 2
ตวั เลอื กท่ีชอบอันดับสดุ ทาย ใหน ้ําหนกั 1
1) ทานคิดวา รฐั บาลทด่ี ี ควรมีจดุ มงุ หมายหลกั ในเร่อื งใด
ใหค วามชว ยเหลอื คนยากจน คนแก และคนปว ยมากขึ้น
พฒั นาดานอตุ สาหกรรมและดา นการคาขาย
เนน หลกั จรรยาบรรณอยางมากสาํ หรับดานนโยบายและการฑตู
สรางชือ่ เสยี งของประเทศใหเปน ทรี่ จู ักและนบั ถอื ของประเทศเพ่อื นบา น
2) ถา ทา นมีเวลาวางเพียงพอ ทา นชอบที่จะทําสิง่ ใด
สะสมรูปปน หรอื ภาพเขยี น
กอ ตัง้ ศูนยดแู ลและชวยเหลือคนปญ ญาออ น
หาวธิ กี ารที่จะทําใหต นไดเปนผแู ทนราษฎร
กอ ตั้งธุรกิจทางการคาหรือลงทุนทางการเงนิ ของตนเอง
3) เมื่อทา นคยุ กบั เพื่อนสนทิ ซ่งึ เปน เพศเดียวกัน ทา นสนใจทจ่ี ะคยุ กันเรือ่ งอะไร
เปาหมายของชวี ิต
การพัฒนาดา นวิทยาศาสตร
วรรณคดหี รือนวนิยาย
ระบบสังคมและการใหค วามชวยเหลือสงั คม
ฯลฯ
ภาพท่ี 4.4 ตัวอยางแบบวดั The Study of Value ตอนท่ี 2
แบบวดั ประเภทนีม้ ี 15 ขอรวมเปน 60 ตัวเลือก การเขียนใหคลุมคานิยม 6 ประการ ดานละ
10 ขอหรอื ครั้ง ปญ หาของการสรางแบบวัดลักษณะนีค้ ือการหาสถานการณหรือขอคําถามท่ีจะสามารถ
เขียนตัวเลอื กใหม คี านิยมอยู 4 ดานทุกคร้ังไป และสลับปรับเปลี่ยนกันไปอยางดีใหสมดุลกัน จากแบบ
วัด 3 ขอเฉลยดังนี้
-97-
ขอ 1) ตวั เลือก กลมุ สังคมหรือคานยิ มดา นสังคม
กลมุ เศรษฐกิจหรอื คา นิยมดานเศรษฐกจิ
กลุมศาสนาหรือคา นยิ มดานศาสนา
กลมุ การเมืองหรือคานยิ มดานการเมือง
ขอ 2) ตวั เลอื ก กลมุ สุนทรยี ะหรือคานิยมดา นสนุ ทรยี ะ
กลมุ สังคมหรือคานยิ มดา นสังคม
กลุมการเมอื งหรือคา นยิ มดาน
กลมุ เศรษฐกิจหรือคา นิยมดา นเศรษฐกิจการเมอื ง
ขอ 3) ตวั เลอื ก กลมุ ศาสนาหรือคานยิ มดานศาสนา
กลมุ กลุม ทฤษฏีหรือคานิยมดาน ทฤษฏี
กลุมสุนทรยี ะหรอื คา นิยมดา นสนุ ทรียะ
กลุม สังคมหรือคานิยมดา นสังคม
เมื่อครบทั้ง 15 ขอ จะทําใหคานิยมดานหนึ่งๆ มี 10 ขอก็เพียงพอในการวัด ดังน้ันผูสราง
มือใหมก ็ตองสรางเผอื่ ไว เมือ่ ทาํ การวเิ คราะหคุณภาพแลว เหลือเพียงดานละ 10 ขอ ถือวามีคุณภาพดี
เปน ตัวแทนคา นิยมได
ในประเทศไทยของเรามีแบบวัดคานิยมพื้นฐานของสังคมท่ีสามารถเลือกศึกษาไดจากเวปไซท
ดงั ภาพตอ ไปนี้
-98-
ตวั อยา งแบบวัดคา นยิ มพืน้ ฐานของสังคมไทย
คําช้ีแจง ใหทานอานขอความหรือสถานการณแลวเลือกตอบตัวเลือกทุกตัวโดยใหความสําคัญตามที่
ทานรูสึกชอบมากที่สุดจนถึงชอบนอยท่ีสุดโดยมกี ารใหน้าํ หนกั ดังนี้
ถา ทานชอบมากที่สุด ใหน้าํ หนัก 5
ถาทานชอบมาก ใหน ้าํ หนกั 4
ถาทา นชอบปานกลาง ใหน าํ้ หนกั 3
ถา ทา นชอบนอย ใหน ้ําหนัก 2
ถา ทา นชอบนอ ยท่สี ดุ ใหนํ้าหนกั 1
1) ทานคิดวา รัฐบาลทีด่ ี ควรมจี ดุ มุง หมายหลักในเรอื่ งใด
ปลกู ฝง ใหประชาชนมคี วามเปน ไทยมากขึ้น
สงเสรมิ ใหท กุ คนเคารพปฏิบตั ิตามกฎหมาย
พฒั นาคนใหขยนั หม่ันเพียรชว ยตนเองได
รจู ักหารายไดถูกวิธีและเกบ็ ออมไวใ ชยามจําเปน
ไมเบยี ดเบียนซึง่ กันและกนั
2) เมอื่ คณุ คุยกับเพ่ือนสนิททีเ่ ปน เพศเดียวกนั คุณสนใจทจ่ี ะคุยเรอ่ื งอะไร
การใชจ า ยสิ่งของท่ีหามาได
ภัยของสภาพแวดลอมทกุ อยา ง
การทําจติ ใจใหเ ปนสุขยามมีทกุ ข
การจัดกิจกรรมใหชีวติ อยรู อด
การปอ งกนั การโกงกนิ ของนักการเมือง
ภาพที่ 4.5 ตวั อยา งแบบวดั คานิยมพ้ืนฐานของสงั คมไทย
สรุป
คานิยมเปนเร่ืองของจิตใจที่ยอมรับส่ิงหนึ่งส่ิงใดวามีคุณคาตอตนเอง ดีหรือเลว มีความสําคัญ
หรอื ไรความสาํ คัญ ชวยใหบ ุคคลตดั สนิ ใจวาสิ่งใดผดิ สงิ่ ใดถกู สรางมาตรฐานระดับบุคคลและระดับกลุม
แหลงที่มาของระบบคานิยมไดแก สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา กลุมเพ่ือน สื่อตางๆที่สําคัญ
ประเภทของคา นยิ มแบง ออกความคิดเหน็ ของบคุ คลทแี่ ตกตา งกนั ไป จําแนกออกเปนคานิยมท่ีเกี่ยวของ
กับวัตถุ คานิยมทางศาสนา คานิยมเกี่ยวกับความจริง คานิยมทางจริยธรรม คานิยมทางสุนทรียภาพ
และคา นิยมทางศาสนา
นอกจากนั้นคานยิ มสังคมไทย มีความแตกตา งกันระหวางในเมืองกับชนบท ซ่ึงในเมืองมีคานิยม
เกย่ี วกบั ยดึ ถือในศาสนาพทุ ธ เคารพเทดิ ทนู พระมหากษัตริย เชื่อในเร่ืองความเปนจริง และเหตุผล นิยม
-99-
ในการใหความรู ความรํ่ารวยและมเี กียรติ ความเชอื่ มนั่ ในตนเองสูง แกงแยงชิงดีชิงเดน การบริโภคของ
แพง ทํางานแขงกับเวลา หญิงมีสิทธิ์เทากบั ชาย อยดู วยกันกอนแตง นยิ มใชภ าษาตางประเทศ
การสรา งเคร่ืองมอื วดั คา นิยมจะตอ งกาํ หนดคา นยิ มท่จี ะวดั ศึกษาเอกสารที่เก่ยี วของ นิยามศัพท
เฉพาะเกี่ยวกบั คานิยมใหชัดเจน เลือกประเภทของแบบวัด เขียนขอความ ภาพ สถานการณวัดคานิยม
ตามแบบท่เี ลือกไว ตรวจสอบคุณภาพของขอคําถามดานความเท่ียงตรง คาอํานาจจําแนก และคุณภาพ
ของแบบวัดเกี่ยวกับความเชื่อมั่น แลวจึงหาเกณฑปกติเพ่ือนําไปใชวัดคานิยมรายบุคคลหรือรายกลุม
ตอ ไป
คําถามทบทวน
1. จงสรปุ คําวา คานิยม ใหมคี วามหมายเปน ของตนเอง
2. คานิยมสําคญั อยางไร
3. แหลงท่มี าของคา นิยมมาจากอะไรบา ง แตล ะแหง แตกตางกนั อยางไร
4. คา นิยมของสงั คมไทย ในเมืองกับชนบทแตกตา งกันอยา งไร ใหชปี้ ระเดน็ ที่แตกตางกนั
5. จงเขียนแผนผังความคิด (Mindmap) แสดงขั้นตอนในการสรางเครื่องมือวัดคานิยม และ
ระบายสใี หสวยงาม
6. จงสรางเครื่องมือวัดคานิยม ตามแบบกําหนดสถานการณแลวเลือกตอบ 3 ระดับคะแนน
ตามคา นยิ มทกี่ ําหนดใหต อไปน้ี
6.1 บรโิ ภคนิยม 6.6 พ่ึงตนเอง
6.2 ขยันหมนั่ เพยี ร 6.7 รับผิดชอบ
6.3 ประหยัดและอดออม 6.8 มรี ะเบียบวินยั และเคารพกฏหมาย
6.4 ปฏบิ ัตติ ามคุณธรรมของศาสนา 6.9 รกั ชาติ ศาสน กษัตริย
6.5 ความเปน ไทย 6.10 รักอิสระ
-100-
เอกสารอางอิง
คณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาต,ิ สํานักงาน. คูมอื คา นิยม. กรงุ เทพมหานคร : กราฟฟคอารต. 2527.
ผองพรรณ เกิดพิทักษ. การศึกษาคานิยมในการทํางานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 3 โรงเรียน
มัธยมสังกัดกรมสามญั ศกึ ษา เขตการศึกษา 1. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ
โรฒประสานมิตร. 2531. อัดสําเนา.
ลว น สายยศ. เอกสารการสอนวิชาการวัดบุคลิกภาพ. ภาควิชาการวัดผลและวิจัยทางการศึกษา คณะ
ศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ ประสานมิตร. 2538.
ลว ย สายยศ และอังคณา สายยศ. การวัดดานจติ พิสยั . กรงุ เทพฯ : สุวรี ิยาสาสน. 2543.
สาโรช บัวศรี. สรุปคําบรรยายเร่ือง Moral Education” ฟายเด็ลตาแคปปาไทย. กรุงเทพมหานคร :
2524. เอกสารอดั สําเนา.
สม บูร ณ ศ าล ยา ชีวิ น .ค า นิ ย ม ข อ ง คน ไท ย ป ญ หา ขอ ง นั ก พั ฒ น า . ค ณะ ศึก ษ าศ าส ต ร
มหาวิทยาลยั เชยี งใหม. 2524.
Pheonix, 1958)
Allport, G.W., Vernon, P.E. and Lindszey, G. Study of Values : A Scale for Measuring
the Dominant Interests in Personality. Boston : Houghton Co. 1960.
Aiken, L.R. Assessment of Personality. Boston : Allyn and Bacon, 1986.
Katz, D. The Foundational Approach to the Study of Attitude. Publ. Opin. Quart. 24,
1960. pp. 663-204.
Kilpatrick, W. H. Philosophy of Education. New York. McMillan. 1954
Krathwohl, D.R. and others, Taxonomy of Education Objectives hand book II.
Affective Domain. New York : David McKay. 1964.
Likert, Rensis. A Technique for the Measurement of Attitude. In. G. F. Summer(ed.).
Attitude Measurement. Chicago : Rand McNally. 1970. pp. 149-158.
Osgood C. E. , Suci, C.J. and Tannenbaum, P.H. The Measurement of Meaning. Urbana:
University of Illinois Press, 1957.
Phenix, P. Philosophy of education. New York: Henry Holt. 1958.
Rokeach, M. Beliefs, Attitudes and Values : A theory of Organization and Change.
San Francisco : Jossey-Bass. 1968.
Thurstone, L.L. Comments. American Journal of Sociology. 52, 1964. P. 39-40.
Thrustone, L.L. Attitude Can Be Measured. In G. F. Summer(ed.). Attitude
Measurement. Chicago : Rand McNally. 1970. pp. 127-141.
Woodruff. A.D. “The Role of Value in Human Behavior” Journal of Social Psychology.
36-37, 1952.
บทที่ 5
การวดั จรยิ ธรรม
การวัดจริยธรรมเปนส่ิงที่คอนขางยุงยาก เนื่องจากจริยธรรมเปนเร่ืองของจิตใจ บางทีวัดได
คะแนนสงู แตการปฏิบัตจิ รงิ ๆ ก็ยงั ขาดจริยธรรมหรือจรยิ ธรรมต่ํา ท้ังน้ีเพราะการวดั จริยธรรมน้นั ไมไดวัด
ใหชัดเจน ไมแนนอน ไมสามารถแยกจริยธรรมออกจากคานิยม ศีลธรรม คุณธรรมได เมื่อไมมีความ
ชัดเจนในการวัดจริยธรรมจึงมีความคลาดเคลื่อนเสมอ ดังนั้นการที่จะวัดจริยธรรมไดดีตองศึกษา
รายละเอียดของจริยธรรมน้ันแลวนิยามใหชัดเจน ดวยการศึกษาความหมาย ลักษณะของจริยธรรม
แนวคิดและทฤษฏีท่ีเกี่ยวของ เกณฑการตัดสินใจทางจริยธรรม การสรางแบบวัดจริยธรรม ใหเขาใจ
อยา งถอ งแท
ความหมายของจริยธรรม
จรยิ ธรรมเปนเคร่อื งมือท่ีสาํ คัญในการจัดระเบยี บของสงั คม ใหบ คุ คลอยูรวมกันไดในสังคมอยาง
มีสนั ติสุข มผี ูทกี่ ลาวถึงความหมายของจริยธรรมลักษณะที่แตกตางกันไว ซึ่งสามารถสรุปได ดงั ตอ ไปน้ี
สาโรช บัวศรี (2526) ไดอ ธบิ ายถงึ ความหมายจริยธรรมวา จริยธรรมเปน เคร่อื งมอื สาํ คญั ในการ
ควบคุมใหค วามประพฤติของมนุษยไดเปนไปในทางสันติสุข ทําใหมนุษยแตกตางจากสัตว จริยธรรมจึง
เปน เครื่องคุมครองโลก เปน คา นิยมท่ดี ใี นระดับตาง ๆ ท่สี ังคมหรือบุคคลจําเปนจะตองยึดม่ัน ถือมั่น ผูที่
มจี รยิ ธรรมนั้นจะตองยดึ มนั่ ในคาท้ัง 2 ประเภทคือ คา นิยมท่เี ปน ศีลธรรม (Morality) ซ่งึ เปนคานิยมท่ี
เปนศีลและธรรมโดยเฉพาะ และคานิยมท่ีเปนขอตกลง (Convention) เปนคานิยมท่ีบุคคลในสังคมได
รว มตกลงเห็นชอบกาํ หนดขนึ้ เอง
พระธรรมปฏก (2541, น. 164) ไดใหทัศนะเก่ียวกับจริยธรรมวา จริยธรรมมาจากคําวา
พรหมจรรย ซงึ่ ในพทุ ธศาสนา หมายถงึ มรรค คือ วิธีการปฏิบัติสายกลาง ประกอบดวยองคประกอบ 8
ประการ บางครั้งเรียกวา ไตรสิกขา คือ การศึกษา 3 ประการ อันไดแก ศีล สมาธิ ปญญา จริยธรรม
หรือพรหมจรรย มรรค และ ไตรสิกขา ทง้ั หมดนี้ เปน ทางปฏิบตั ิเพอื่ นํามนุษยไปสูจุดหมายของชวี ติ
ดวงเดอื น พันธุมนาวิน (2524, น. 107) ไดใหความหมายจริยธรรมวาหมายถึง ลักษณะทาง
สังคมหลายลกั ษณะของมนุษย รวมถึงการกระทาํ ของมนุษยดวย ซ่งึ เกย่ี วของกับคณุ สมบัติ 2 ประการคือ
ลกั ษณะที่กอ ใหเ กดิ ประโยชนต อ คนอนื่ เปนสําคัญ เปนลักษณะทสี่ งั คมตองการ และสวนใหญสังคมจะให
การสงเสริมสนับสนุนหรือทําให ผูกระทํารูสึกวาตนกําลังทําในส่ิงที่ถูกตองและเหมาะสม จนเกิดความ
พอใจในตนเอง ผูมีจริยธรรมสูงคือผูทีมีลักษณะและการกระทําท่ีกลาวมาน้ี ประการที่สอง คือ การ
หลีกเลี่ยงหรืองดเวนที่จะกระทําการอันกอใหเกิดโทษตอตนเองและตอผูอ่ืน โดยปราศจากเหตุผลอัน
สมควร เปนลักษณะที่สังคมรังเกียจและลงโทษเม่ือมีผูกระทําเชนนั้น และเม่ือกระทําแลวผูกระทําสวน
ใหญจ ะรสู กึ ผิดและมีความอบั อายหรอื ละอายเกิดขน้ึ
-108-
ฮนิ แมน (Hinman.1998 . p.5) ไดใหค วามหมายของจรยิ ธรรมวา เปนการแสดงใหเ ห็นสภาวะ
หรือการสะทอนกลับอยางมีจิตสํานึกเก่ียวกับความเชื่อทางดานศีลธรรม (Moral Beliefs) หรือหลัก
ศีลธรรมในสังคมที่ใชควบคุมพฤติกรรมบุคคลในสังคม โดยมีจุดประสงคเกี่ยวกับการปรับปรุง การ
เสรมิ สราง หรอื การกลน่ั กรองความเช่อื หรอื กฎทางสังคมน้ัน
กราสเซียน (Grassian. 1990) ไดใหความหมายของจริยธรรม (Morality) วาหมายถึงส่ิงท่ี
เกย่ี วของกับพฤติกรรมทถ่ี ูกตอ ง เหมาะสม พฤติกรรมท่ีอยใู นศลี ธรรม ขอตกลง เงอ่ื นไข ความรับผิดชอบ
ความยุตธิ รรมทางสงั คม และธรรมชาตขิ องชวี ิตทด่ี ี
จริยธรรมเปน การตัดสนิ ใจทจี่ ะแสดงพฤตกิ รรมของบคุ คลเม่ือพบสถานการณหน่ึง เชน เมื่อน่ัง
อยูบนรถเมลโดยสารแลวเห็นขโมยใชมีดจี้เอาเงินผูโดยสารซึ่งเปนผูหญิงคนหน่ึง จะตัดสินใจทําอยางไร
ถา ชว ยตอ สูกบั โจรโดยไมค ิดถงึ ชีวติ ของตนเองเพือ่ ชวยผทู ่ถี ูกจี้ อยางน้ีเรียกวามจี รยิ ธรรมข้ันสงู สุด เพราะ
ตอนชวยไมไดคดิ อยางอ่นื คอื ตองการชวยใหพ น ทุกข ใหเ กิดสันตสิ ุขเทา นนั้ การแสดงพฤติกรรมออกมาไม
เหมือนกนั เชน บางคนอาจเลือกท่จี ะนง่ั ดเู ฉยๆ คดิ อยากชว ยแตไมกลา หรือเรียกคนรถและคนอ่ืนใหชวย
หรือโทรศัพทไปเรยี กตํารวจใหชวย ฯลฯ ดังนน้ั ระดบั ของจรยิ ธรรมจึงจะแตกตางกันไปตามบุคคล
สรุปไดวา จริยธรรมหมายถึง ความดีความงามที่ยึดถือปฏิบัติ ดวยการพิจารณาตัดสินใจ
ประพฤติ ปฏิบัติหรือกระทําโดยอาศัยหลักของคานิยมและหลักศีลธรรม เพ่ือพบกับสถานการณหนึ่ง
สถานการณใ ด โดยยดึ หลกั 2 ประการคอื ทาํ ใหเกิดประโยชนต อ ผอู ื่นและไมทาํ ใหผูอ่ืนเดือดรอน
ลกั ษณะของจรยิ ธรรม
จากการศึกษาเอกสารท่ีเกี่ยวของกับจริยธรรมพบวา ไดมีผูกลาวถึงลักษณะของจริยธรรมซึ่ง
แบง ออกเปนหลาย ๆ ดานดงั ตอไปนี้
สําเริง บุญเรืองรัตน (2544) ไดกลาวถึงจริยธรรมวามีองคประกอบท่ีเกี่ยวของกับบุคคลนั้น
แบง ออกไดด ังนี้
1. ความรูเก่ียวกับจริยธรรม หมายถึง ความรูตาง ๆ ที่เก่ียวกับจริยธรรมของสังคมนั้น เปน
ความรูของบุคคลที่ไดรับการอบรมส่ังสอนหรือเรียนรูกันไววา การกระทําชนิดใดท่ีควรกระทํา ทําแลว
ไดร ับการยกยอ งสรรเสริญ ทาํ แลว ไมเ ปนอนั ตรายตอตนเองและผูอ นื่ รวมไปถึงความรู ความประพฤติวา
ส่งิ ใดไมค วรทาํ ไมควรประพฤติอีกดวย
2. ทศั นคตเิ กยี่ วกบั จรยิ ธรรม หมายถึง ความรูสึกของบุคคล เก่ียวกับลักษณะหรือพฤติกรรม
เชิงจรยิ ธรรมตางๆ วาชอบหรอื ไมช อบ เห็นดว ย หรอื ไมเ ห็นดวยเพียงใด
3. เหตผุ ลเชิงจริยธรรม หมายถงึ การทบ่ี คุ คลใชเ หตุผลในการเลือกที่จะกระทําหรือไมกระทํา
พฤติกรรมอยางใดอยางหน่ึง เหตุผลที่กลาวน้ี จะแสดงใหเห็นถึงเหตุจูงใจ หรือแรงจูงใจที่อยูเบ้ืองหลัง
การกระทําตาง ๆ ของบคุ คล การศึกษาเหตุผลเชิงจริยธรรมจะทําใหทราบวาบุคคลมีจริยธรรมในระดับ
ตาง ๆ กัน
-109-
ดวงเดือน พันธุมนาวิน และเพ็ญแข ประจนปจจนึก (2520) ไดแบงลักษณะทางจริยธรรม
ออกเปน 4 ประเภท ดงั ตอ ไปนี้
1. ความรูเ ชิงจรยิ ธรรม หมายถึง การมีความรูเ ก่ียวกบั สงั คมและสามารถบอกไดวาการกระทํา
ชนิดใดดีและควรกระทํา การกระทําชนิดใดเลว และไมควรกระทํา พฤติกรรมลักษณะใดเหมาะสม
หรือไมเหมาะสมมากนอยเพียงใด ความรูเชิงจริยธรรมหรือความรูเกี่ยวกับคานิยมทางสังคม จึง
เปลยี่ นแปลงไปตามระดับอายุ ระดับการศึกษา พัฒนาการทางสติปญญา และความรูเกี่ยวกับกฎเกณฑ
ทางสังคมและศาสนา
2. เจตคติเชงิ จรยิ ธรรม หมายถงึ การมีความรสู กึ ตอพฤติกรรมเชิงจริยธรรมตาง ๆ ในทางท่ี
ชอบหรือไมช อบมากนอยเพยี งใด เจตคติเชิงจริยธรรมของบุคคล มักจะสอดคลองกับคานิยมของสังคม
และการทํานายพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของบุคคลน้ัน ควรทํานายตามเจตคติเชิงจริยธรรม ซ่ึงสามารถ
ทํานายไดเทย่ี งตรงมากกวา การทาํ นายตามความรเู ชิงจริยธรรม
3. เหตุผลเชงิ จริยธรรม หมายถงึ เหตผุ ลท่ีบคุ คลใชเปนเกณฑในการเลือกหรือไมเลือกกระทํา
พฤตกิ รรมอยางใดอยางหนึ่ง เหตผุ ลเชิงจริยธรรมจึงเปนเหตุจูงใจซงึ่ อยู เบ้อื งหลังการกระทําของบุคคล
อยา งไรก็ตามบุคคลท่ีมีเหตุผลเชิงจริยธรรมในระดับท่ีแตกตางกัน อาจมีการกระทําท่ีคลายคลึงหรือมี
การกระทําทแ่ี ตกตา งกนั ก็ไดและเหตุผลเชิงจริยธรรมยงั มี ความสมั พันธก บั พฒั นาการทางสตปิ ญญาและ
อารมณดว ย
4. พฤติกรรมเชิงจริยธรรม หมายถึง การแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคของสังคมและปฏิเสธ
การแสดงพฤตกิ รรมทไ่ี มพ ึงประสงคข องสงั คม พฤตกิ รรมเชงิ จริยธรรมมีความสําคัญตอความสงบสุขและ
ความมั่นคงของสังคมอยางยิ่ง จึงเปนหนาที่ของสมาชิกในสังคม ที่จะตองอบรมและปลูกฝงเยาวชนให
เปน ผูมพี ฤติกรรมเชิงจรยิ ธรรมอยางม่ันคง โดยเฉพาะ พฤติกรรมท่ีสังคมยอมรับเชน การใหทาน การ
เสียสละ ซอ่ื ตรง ซอ่ื สัตย ไมเอารดั เอาเปรียบผอู ื่น สวนพฤติกรรมทีส่ งั คมไมย อมรบั ควรงดเวน
ซึ่งเปนแนวคิดเดียวกับบราวน (Brown. 1965) แบงจริยธรรมออกเปน ดานความรู
(Knowledge) ดานความรูสึก (Feeling) และดานการประพฤติปฏิบัติ (Conduct) สอดคลองกับ
ฮอฟแมน (Hoffman. 1970) ทแี่ บงจรยิ ธรรมออกเปน 3 ดานดว ยกนั คือ ความคดิ ทางจรยิ ธรรม (Moral
Thought) ความรูสึกทางจริยธรรม (Moral Feeling) และการแสดงพฤติกรรมทางจริยธรรม (Moral
Behavior)
สรุปไดวาลักษณะของจริยธรรมมีองคประกอบท่ีเกี่ยวของไดแก ความรูเชิงจริยธรรม เปน
ความรูว าดหี รอื เลว ควรหรือไมควร เจตคติเชงิ จริยธรรมเปนความชอบหรือไมชอบ รักหรือไมรัก เหตุผล
เชิงจริยธรรมเปนการใหเหตุผลท่ีเลือกหรือไมเลือกตัดสินใจที่จะตอบสนองตอจริยธรรมนั้น และ
พฤติกรรมเชิงจรยิ ธรรมเปนการปฏบิ ตั ิตอบสนองตอสถานการณน ั้นๆ
-110-
แนวคดิ และทฤษฎกี ารพฒั นาจริยธรรม
การพัฒนาจรยิ ธรรมน้ันเปน สงิ่ ท่ีจําเปน เพื่อการอยูรว มกันอยางสนั ติสุขของบุคคลในสังคมไดมี
ผเู สนอแนวคดิ และทฤษฎที เ่ี กี่ยวกับการพฒั นาจริยธรรมอยหู ลายทฤษฎดี วยกนั ไดแก
1. ทฤษฎีจิตวเิ คราะห (Psychoanalytic Theory) มีนักจติ วิทยาที่ไดพ ัฒนาแนวคิด ทฤษฎี
ทีส่ ําคญั ไดแก ซิกมันด ฟรอยด (Sigmund Freud) ไดเ สนอแนวคิดวาพัฒนาการทางจรยิ ธรรมของบุคคล
นน้ั เกดิ จากการที่หนว ยของจิต (The Agencies of the Mind) (Crain. 1980) ไดแ ก
1). อดิ (Id) เปนสวนท่ีเริม่ ตน ท่ีเปน แรงขบั และสะทอนความเปนมนุษยของบุคคล ซ่ึงเปน
ความตองการหรือเปนไปตามธรรมชาติทางชีวะภาพของบุคคล ดังนั้นสวนน้ีจึงประกอบดวยแรงขับและ
การสะทอ นของแรงขบั ภาพและความรูสึกทไี่ ดรับแรงกดดัน รวมทั้งแรงกดดันทางเพศและสิ่งท่ีสัมพันธ
กับความตองการตามธรรมชาติ เชน ความหิว และความกระหายน้ํา เปนตน เปรียบไดกับสวนท่ีเปน
กเิ ลส ตณั หา อารมณท ไี่ มไ ดรับการขดั เกลา
2) อีโก (Ego) หมายถึง สวนที่เปนเหตุผล ความรูสึกที่ดี เปนสวนท่ีเปนไปตามกฎเกณฑ
แหงความเปนจริง อีโก เปนตัวแทนที่พยายามปองกัน หรือขัดขวางการกระทําที่เกิดจากอิด (Id)
จนกระทงั่ เกดิ การเปลี่ยนแปลงอยางเหมาะสม เมื่อบุคคลคิดถึงส่ิงท่ีตนเองรับรูหรือใชกระบวนการทาง
ปญ ญาน้นั บุคคลจะใชสว นทเี่ ปน หนาท่อี ีโก ซ่ึงจะเปนไปอยางมีกลไก สวนมากเราจะพบวามีการใชคํานี้
ในสังคมเชน มีอีโกสูง ซ่ึงหมายถึงบุคคลที่มีความลําพองตนเอง (An Inflated Self-image) แต
ฟรอยดกับคณะเห็นวาควรจะจําแนกวา อีโก หมายถึงสวนที่ทําหนาที่ เชน การตัดสินใจตามความจริง
อยา งคลอ งแคลว การควบคุมอารมณ เปน ตน สวนหนา ทขี่ องอีโกน นั้ จะมอี ิสระจากอดิ แตจะยมึ แรงพลัง
มาจากอิด ทง้ั อิด และ อีโก นั้นมีสว นที่สัมพนั ธกัน
3) ซุปเปอรอ ีโก (Superego) เปนระบบควบคุมความเปนบคุ ลิกลกั ษณะของบุคคล ซงึ่ จะ
ควบคมุ บุคคลใหร ะงบั ยบั ยงั้ จติ ใจจากการกระทําที่ไมเ หมาะสม ไมถ กู ตอง ซปุ เปอร อีโกไ ดรับการตกแตง
มาจากมาตรฐานของส่ิงทีถ่ ูกตองหรือส่ิงทดี่ งี าม เรียกไดวา เปนจรยิ ธรรมของบคุ คล เด็กจะสามารถพัฒนา
ระดบั ของซปุ เปอรอีโกนไ้ี ด
เกย่ี วกับจริยธรรมของบุคคลน้ัน ทฤษฎีจิตวิเคราะห เชื่อวาซุปเปอรอีโกนั้นเปนสวนของ
จริยธรรมในบคุ คลซง่ึ ไดร บั การขัดเกลามาจากสงั คม และจะคอยควบคุมพฤติกรรมภายนอกของบุคคลให
เปนไปตามกฎเกณฑแ ละคา นิยมของสงั คม โดยทจ่ี ริยธรรมของเด็กนั้นพัฒนามาจากแรงขับท่ีมาจากทาง
กามารมณ (Sex Drive) และแรงขบั ความกาวราว (Aggressive Drive) ผนวกกับการสรางอัตลักษณหรือ
การถอดแบบ (Identification) โดยจะรับเอาบุคลิกลักษณะ คานิยม และส่ิงที่เปนมาตรฐานหรือ
กฎเกณฑท างสังคมมาเปนหลักในการปฏิบัติโดยอัตโนมัติ ดังนั้นเม่ือบุคคลประพฤติตนไมสอดคลองกับ
คานิยมหรือมาตรฐานทางสังคมท่ีตนยึดถือ ซุปเปอรอีโกจะกระตุนใหเกิดความขัดแยงในใจจนใหเกิด
ความวิตกกงั วลจนตองเกบ็ กด (Repressed) หรอื หยุดระงับการกระทําท่ีไมถูกตอง ไมเหมาะสม เพ่ือจะ
ไดล ดความรสู ึกทเ่ี กิดขน้ึ
-111-
2. ทฤษฎีการเรียนรูแบบการเสรมิ แรงหรือการวางเงอื่ นไขปฏบิ ตั กิ าร (Reinforcement
Theory or Operant Conditioning)
การเรยี นรูตามหลักจิตวิทยานี้ ผเู รียนจะเปนผกู ระทาํ หรือตอบสนองตอส่ิงแวดลอม และ
ไดรบั การเสริมแรงตอการตอบสนองที่ถูกตอง ซ่ึงพฤติกรรมจะถูกควบคุมดวยเงื่อนไขแหงการเสริมแรง
และเงื่อนไขแหงการลงโทษ ซึ่งมาจากผลของการกระทําดวยตนเอง ซึ่งนักจิตวิทยาช่ือ สกินเนอร
(Gange and Medsker. 1996 ช; citing Skinner. 1969) ไดสราง กฎของการเรียนรูที่มีผลตอการ
ตอบสนองอยา งเขมแข็งหรือออนแอ เงื่อนไขเชงิ ปฏิบัตกิ าร เชน การสรางรูปรา ง การสูญหายไป หรอื การ
อางอิงสืบตอไป ถึงแมวาการทดลองจะไดกระทํากับสัตว แตสามารถนํามาประยุกตใชกับคนไดดี
การจัดการเรียนการสอนสวนมากไดพัฒนาโดยอาศัย พื้นฐานทางหลักการเรียนรูจากทฤษฎี
การเสริมแรงและเง่อื นไขการปฏิบตั กิ ารนี้
สกนิ เนอร (Crain. 1980; citing Skinner. 1969) ไดสนใจตอการสรางเงื่อนไขท่ีสงผลตอ
พฤติกรรมท่ีอิสระและสามารถกระทําตอส่ิงแวดลอมได เปนการสรางเง่ือนไขท่ีใหผลลัพธท่ีตามมา ซึ่ง
สามารถกระตุนใหบุคคลมีความตองการส่ิงดังกลาว ซ่ึงพฤติกรรมการเลือกปฏิบัติหรือกระทําน้ัน มี
บทบาทท่ีสําคัญตอมนุษยมาก เชน การขับรถ การอานหนังสือพิมพ ซึ่งเกิดจากประสบการณหรือการ
ไดรับสิ่งเราและผลลัพธของส่ิงนั้นในอดีต เชน การอานหนังสือแลวไดรับผลการเรียนท่ีดี หรือ ไดรับ
รางวลั เปน ตน นอกจากนั้น สิ่งทีม่ ผี ลตอ การเรียนรูและพัฒนาจริยธรรมของบคุ คลได ซึ่งมาจากการสราง
เง่ือนไข ไดแก การเสริมแรงและการทําใหหดหาย (Reinforcement and Extinction) การเสริมแรง
อยางทันทีทันใด (Immediacy of Reinforcement) การเลือกหรือแยกแยะสิ่งเรา (Discrimination
Stimuli) การถา ยโอนส่งิ เรา และการตอบสนอง (Stimulus and Response Generalization) การสราง
ตัวอยางคอยเปนคอยไป (Shaping) พฤติกรรมท่ีเปนลูกโซสัมพันธหรือสอดคลองกัน (Behavioral
Chain) ตารางของการเสรมิ แรง (Schedules of Reinforcement) อยา งตอเน่อื งหรือเปนชวงเวลา การ
ใหรางวัลและการลงโทษ (Reward and Punishment) ความคิด ความรูสึกและแรงขับภายใน
(Thoughts , Feelings, and Drives)
สรปุ ไดว า แนวความคิดพน้ื ฐานของทฤษฎีการเสริมแรงน้ี ตั้งอยูบนรากฐานของความเชื่อ
วา พฤติกรรมของคนเราถูกควบคุมโดยเงื่อนไขการเสริมแรงและเงื่อนไขการลงโทษ หากกําหนด
พฤติกรรมหน่ึงสัมพันธกับการไดรับส่ิงท่ีผูกระทําตองการเปนเง่ือนไขการเสริมแรง พฤติกรรมนั้นก็จะ
เกดิ ขนึ้ ตามความถ่ีทสี่ ูงขนึ้ การปลกู ฝง จริยธรรมกเ็ ชนเดยี วกนั หากตอ งการปลูกฝงพฤติกรรมใดก็ตองจัด
เงอื่ นไขตา ง ๆ เพ่อื ใหผ ูกระทาํ พฤติกรรมนั้นไดรับแรงเสริมและถาหากตองการลดพฤติกรรมใดก็ตองจัด
เงอ่ื นไขเพือ่ ใหผ กู ระทาํ พฤติกรรมนน้ั ไมไดร ับแรงเสริม หรืออาจลงโทษดวย ซ่ึงไมไดคํานึงถึงความเขาใจ
เกยี่ วกบั กฎเกณฑในการตัดสนิ ความถกู ผดิ แตเนน ทพี่ ฤติกรรมเทา นัน้
3. ทฤษฎกี ารเรยี นรทู างสังคม (Social Learning Theory)
นกั จติ วิทยาท่ีสําคัญคนหน่ึงในกลุมน้ี คือ โรเบิรต แบนดูรา (Crain. 1980; citing Bandura.
1965 ) ไดใหแนวคิดวา การเรียนรูดวยการสังเกตจากบุคคลหรือจากตนแบบนั้นทําใหเกิดการเรียนรู
ทางดานปญญาซ่ึงไมไ ดเ กิดจากปจ จัยภายนอกอยางเดียว แตเกิดจากตัวแปรภายในบุคคล ดังน้ันทฤษฎี
-112-
การเรียนรูจ งึ ตอ งรวมสงิ่ ที่เปนตัวแปรการเรียนรูภายในบุคคลดวย การเรียนรูทางสังคมน้ันเกิดจากการ
สงั เกตจากตน แบบ สัญลักษณ และทุกส่ิงทุกอยางในสังคม จากการศึกษาดวยการสังเกตตัวตนแบบนั้น
แบนดรู าไดแบง กระบวนการสงั เกตออกเปน 4 สว น คือ
1) กระบวนการสรางความสนใจ (Attention Processes) เปนการสรางความสนใจที่เกิด
จากตวั ตนแบบอยางมีจดุ มงุ หมาย ซึง่ จะตองมเี ปน ตนแบบที่ไดร บั ความสาํ เรจ็ ความสงางาม อํานาจ และ
คณุ สมบัติทีด่ ีอืน่ ๆ
2) กระบวนการเก็บไวในความทรงจํา (Retention Processes) เมื่อบุคคลเลียนแบบจาก
ตัวตนแบบนั้นจะตองอาศัยการสังเกต ใชความจํากริยา อาการ ทาทางหรือสัญลักษณตาง ๆ ซึ่งเปน
กระบวนสรางโดยใชส ่ิงเรา อยางตอเนื่อง (Stimulus Contiguity) ซ่ึงสิ่งเรา น้นั ควรเปนส่ิงเราทางสายตา
3) กระบวนการทักษะการผลิตซํ้า (Motor Reproduction Processes) เปนการ
เลียนแบบพฤติกรรมจากตัวตนแบบอยางคลองแคลว ซึ่งบุคคลจะตองมีทักษะทางการเคล่ือนไหวที่ดี
บางครั้งการใชว ธิ กี ารสังเกตแตเพยี งอยางเดยี วนั้นจะทาํ ใหบคุ คลไดรบั ทราบรูปแบบใหม (New Pattern)
เพอ่ื ตอบสนองตอ แตอ าจจะไมสามารถทจ่ี ะเลียนแบบได ดังนัน้ จะตอ งพฒั นาทางดานทกั ษะและเกิดการ
ฝก หัดดว ย
4) กระบวนการเสริมแรงและสรางแรงจูงใจ (Reinforcement and Motivational
Processes) ซง่ึ การเรยี นรูนน้ั เกดิ จากการแยกแยะและการแสดงออกของการตอบสนองใหม บุคคลอาจ
สังเกตตัวตนแบบและสามารถแสวงหาความรูใหมไดซ่ึงบางคนอาจไมสามารถตอบสนองได การ
แสดงออกนั้นจะข้ึนอยูกับตัวแปรทางดานการเสริมแรงและการสรางแรงจูงใจ การเสริมแรงนั้นอาจมา
จากการเสริมแรงโดยตรง (Direct Reinforcement) การเสริมแรงจากตัวตนแบบหรือตัวแทน
(Vicarious Reinforcement) และการเสริมแรงดวยตนเอง (Self-reinforcement)
นอกจากนน้ั แบนดรู าไดม ีแนวคิดเกีย่ วกับบทบาทของตวั ตนแบบวา จะมอี ิทธพิ ลตอพฤติกรรม
4 ชนิดดวยกัน ไดแก ความกาวราว (Aggression) บทบาททางเพศ (Sex Roles) การเสริมแรงตนเอง
(Self-reinforcement) พฤติกรรมการสนับสนุนสังคม (Prosocial Behavior)
สรุปไดวา แนวคดิ ทฤษฎีการเรียนรูทางสังคมนั้น มีแนวคิดพ้ืนฐานท่ีวา การเรียนรูของมนุษย
สว นหนงึ่ เกดิ จากประสบการณตรงของตนเอง สวนหนง่ึ เกิดจากการสังเกต พฤติกรรมของผูอื่นเปนการ
เรียนเรียนดวยการสังเกต และอีกสวนหน่ึงเกิดจากการฟงคําบอกเลาและการอานสารบันทึกของผูอื่น
ผลการเรียนรูอยูในรูปของความเช่ือวาอะไรสัมพันธกับอะไร อยางไร โดยเฉพาะความสัมพันธระหวาง
พฤติกรรมกับผลการกระทาํ
4. ทฤษฎีการพัฒนาจริยธรรมทางปญญา(Moral Development Cognitive Theory) มี
นกั จิตวิทยาทไ่ี ดพฒั นาแนวคิด ทฤษฎี ท่เี กย่ี วขอ งไดแ ก
1) ทฤษฎีการพัฒนาการทางสติปญญาของเพียเจท (Crain. 1980; citing Piaget.
1952) การพฒั นาทางจรยิ ธรรมของเพียเจทไ ดพบวา เดก็ มีพฒั นาการทางจรยิ ธรรมท่แี ตกตางกัน ซึ่ง
สามารถแบง ออกเปน 3 ระดบั คอื
-113-
ระดบั ท่ี 1 กอนจริยธรรม (Premoral Stage) เริ่มตั้งแตแรกเกิดจนถึง 2 ขวบ เด็ก
ไมสามารถรับรูสง่ิ แวดลอมอยางละเอียดได มคี วามตอ งการทางรางกาย การกระทําเกิดจากแรงจูงใจ ไม
คาํ นึงถงึ ส่ิงอื่นใด เปนระดับขั้นทีม่ ีการรับรูส ภาพแวดลอ มและบทบาทของตนเองอยา งบริสุทธิ์
ระดับที่ 2 ขั้นยึดคําส่ัง (Heteronomous Stage) เริ่มตั้งแต 3 ขวบ ถึง 10 ขวบ
ซึ่งจะมีพัฒนาการทางจริยธรรมที่ยอมรับกฎเกณฑ กฎเกณฑไมสามารถเปลี่ยนแปลงได กฎระเบียบมา
จากพอแมห รอื ผูใหญ ซึง่ เปน ภาวะท่ีอยูภายในอิทธิพลหรือความควบคุมของผูอ่ืน เปนการพิจารณาการ
กระทาํ ทีเ่ กิดความเสยี หายแกผูอ่ืน ไมค ํานึงถึงแรงจูงใจในการกระทํา
ระดับที่ 3 ข้ันยึดหลักแหงตน (Autonomous Stage) เริ่มตั้งแตเด็กที่มีอายุ
มากกวา 10 ป ขึ้นไป เด็กจะมองเห็นความสัมพันธมากขึ้น สําหรับกฏระเบียบน้ันสามารถยึดหยุน
ปรับปรงุ เปล่ยี นแปลงหรือสรา งขึ้นมาใหมโ ดยไดร ับการยอมรบั จากสมาชิกทุกคน เปนความคดิ เห็นที่เปน
อิสระ สามารถปกครองตนเองได
การตัดสินเชิงจริยธรรมตามแนวคิดของเพียเจทนั้นเปนการตัดสินใจจากการพิจารณาจาก
ความตั้งใจ และการพิจารณาตัดสินจากผลที่ตามมา ซ่ึงเด็กจะมองที่เจตนาของการกระทําหรือผลของ
การกระทํา เชน มีเด็กอยูสองคน คนหน่ึงทําถวยแตก 15 ใบโดยบังเอิญ กับเด็กอีกคนหน่ึงท่ีพยายาม
ขโมยแลวทําถวยแตกใบหน่ึง เดก็ ท่ีมจี รยิ ธรรมระดบั ตนจะตดั สินวา เดก็ คนทีท่ ําแกว แตกเยอะกวาเปนคน
ท่ีซนกวา สวนเด็กที่มีจริยธรรมสูงกวา หรือมีเหตุผลเชิงจริยธรรม จะตัดสินท่ีวาเด็กท้ังสองมีเจตนา
อยา งไร (Crain. 1980; citing Piaget. 1952)
สรุปไดวา การพัฒนาจริยธรรมตามทฤษฎีการพัฒนาการทางสติปญญาของเพียเจทน้ัน มี
แนวคิดที่มองพฤติกรรมจริยธรรมของบุคคลนั้นพิจารณาจากการตัดสินใจและการพิจารณาจากความ
ตง้ั ใจ ของบคุ คลในการกระทํา
2) ทฤษฎีการพัฒนาทางปญญาของโคลเบิรก (Kohlberg’s Stages of Moral
Development)
โคลเบิรก (Kohlberg. 1976) ไดพัฒนาทฤษฎีเหตุผลเชิงจริยธรรม (Moral Reasoning)
ไดเ สนอทฤษฎรี ะดบั ขนั้ ความคดิ ทางจริยธรรม โดยยึดหลกั ทวี่ า จริยธรรมไมถือการกระทําตามสิ่งท่ีสังคม
เห็นวาถูกตองเหมาะสม แตบ ุคคลสามารถเลือกปฏิบัติหรือกระทําเม่ืออยูในสถานการณที่มีความขัดแยง
แลวใชหลกั ตัดสินโดยใชเหตผุ ลแหง ความยุตธิ รรม ซึ่งแบง ออกเปน 6 ระดบั ไดแ ก
ก) ระดับกอนกฎเกณฑ (Preconventional Morality) แบงออกเปน 2 ขนั้ ไดแก
ขนั้ ที่ 1 ยดึ ตามคําสั่ง เปนระดับขั้นท่ีทําตามกฎเพื่อหลีกเล่ียงการถูกลงโทษและ
เพ่อื การไดร บั รางวัล ไมไ ดพจิ ารณาความสนใจของผูอนื่ หรอื ความแตกตางของผูอ่ืนกับตนเอง เด็กในชวง
อายุ 2-7 ป จะยอมทาํ ตามคําสงั่ ของผใู หญ
ข้ันท่ี 2 กระทําตามความพึงพอใจของตนเองและการแลกเปลี่ยน เปนการ
ตดั สนิ ใจกระทําตามกฎตาม ความตองการของตนเอง และสามารถแลกเปล่ียนใหผูอื่นกระทําตามตนเอง
ได ความถูกตองอยูที่ส่ิงที่เหมาะสม การแลกเปล่ียนที่เทาเทียม ขอตอรอง และขอตกลง เปนการสนอง
-114-
ความตองการและความสนใจของตนเอง และตระหนักถึงวาทุกคนมีสทิ ธทิ จ่ี ะปฏิบัติตามหรือขัดแยง เด็ก
ในชวงอายุ 7-10 ป จะไมมีความจงรักภักดี ความกตญั ูหรือความยตุ ธิ รรม
ข) ระดับตามกฎเกณฑ (Conventional Morality) แบงออกเปน 2 ขัน้ ไดแ ก
ขั้นที่ 3 กระทําตามความคาดหวังและมีสวนรวมกับผูอ่ืน ใชหลักการกระทํา
ตามผูอื่นเห็นชอบ เปนข้ันที่บุคคลกระทําสิ่งใดขึ้นอยูกับสิ่งท่ีคาดหวังจากผูที่อยูใกลชิด โดยเฉพาะ
ครอบครัวและเพ่ือน ความถูกตองเปนสิ่งท่ีสําคัญและมีความหมายสรางแรงจูงใจผูอื่น ไมไดพิจารณา
มมุ มองส่ิงทีเ่ ปนหลกั การหรือหลักเกณฑท่วั ไป ทาํ อะไรคาํ นึงถงึ ผอู น่ื ไมเปนตวั ของตัวเอง ตอ งการใหผูอ่ืน
ยอมรับ เดก็ ชวงน้ีจะอายปุ ระมาณ 10-13 ป
ขั้นท่ี 4 กระทําตามระบบสังคมและความรูสึกผิดชอบ เปนขั้นที่ใชหลักการ
กระทาํ ตามหนาท่ีและกฎระเบียบทางสังคม ตามทีไ่ ดตกลง ยึดกฎหมายเพ่ือแกไ ขปญหาหรือใหเกิดความ
เหมาะสมทางสังคม ความถูกตองจะพิจารณาใหถูกตองเหมาะสมเพื่อสังคม กลุม และสถาบัน คํานึงถึง
ความเหมาะสมตามความสมั พนั ธข องบคุ คลกบั สังคม หรอื สถาบนั เดก็ ชวงนีจ้ ะอายปุ ระมาณ 13-16 ป
ค) ระดับเหนือกฎเกณฑทางสังคม (Postconventional or Principled
Morality) แบง ออกเปน 2 ขนั้ ไดแก
ข้ันที่ 5 กระทําตามสัญญาสังคม ในขั้นน้ีพฤติกรรมจะอยูตามสิทธิและ
ผลประโยชนข องทไ่ี ดรบั การยอมรบั จากทุกคนในสงั คม มคี วามรูสึกมีพันธะผูกพันตอสัญญา โดยยึดหลัก
ท่วี า การกระทําหรือสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อคนสวนมาก ยึดคานิยมที่วาบุคคลเกิดมามีศักดิ์ศรีเทาเทียมกัน เด็ก
ชว งนีจ้ ะอายปุ ระมาณ 16 ปข้ึนไป
ขน้ั ท่ี 6 กระทําตามกฎจริยธรรมสากล เปนขนั้ สูงสุด เปนการกระทําท่ีตัดสินตาม
การเลือกโดยยึดหลักแหงจริยธรรม กฎแหงความยุติธรรม เปนความเทาเทียมกันตามสิทธิของมนุษย
และการเคารพในเกียรติและศักดิ์ศรีในฐานะสวนบุคคล มีความรูสึกถึงกฎและการมีพันธะผูกพันกับ
จริยธรรมหลัก มมุ มองทางดา นจริยธรรมนนั้ มาจากขอ ตกลงทางสงั คม และเปน จริยธรรมตามธรรมชาติ
โคลเบิรก เชื่อวา พัฒนาการของการใชเหตุผลทางจริยธรรม จะดําเนินไปตามขั้นตอน จาก
ขน้ั ตอนหนึ่งเร่ือยไปจนถึงข้ันท่ีหก จะขามขั้นไมได และพัฒนาการอาจจะชะงักอยูในขั้นใดข้ันหน่ึงก็ได
ทงั้ น้ีข้นึ อยกู บั ความสามารถทางสติปญ ญาและเหตุการณทางสังคม ซึง่ พัฒนาการทางจริยธรรมนั้นข้ึนอยู
กบั การรับรทู างสังคม การมบี ทบาททางสงั คมจะมีสว นสัมพนั ธก บั พัฒนาการทางจริยธรรมซึ่งมีความเปน
สากล เปนกระบวนการปฏิสัมพันธระหวางพัฒนาการของมนุษยกับการเรียนรูทางสังคม และมี
ความสมั พนั ธก ับพฒั นาการทางสตปิ ญญาอีกดวย
โคลเบิรก ไดกลาวถึงเหตุผลเชิงจริยธรรมของบุคคลวา การตัดสินใจของบุคคลน้ันจะอาศัย
แนวทางจริยธรรม (Moral Orientation) แนวทางใดแนวทางหนง่ึ ของตอไปน้ี (Kohlberg. 1976)
1) การยึดเกณฑปกติตามบรรทัดฐานทางสังคม (Normative Order) มีจุดมุงหมายเพ่ือ
การรกั ษากฎ ระเบียบ บทบาททางสงั คมหรอื ระเบยี บทางจรยิ ธรรม พ้นื ฐานการพิจารณาในการตัดสินใจ
ไดแกองคประกอบของกฎเกณฑ
-115-
2) การยึดผลลพั ธท ี่มีประโยชนส ูงสดุ (Utility Consequences) มีจุดมุงหมายเพ่ือตัดสิน
ทางจริยธรรมถงึ ความดีหรอื เลว ข้ึนอยกู ับผลลัพธท ี่ตามมาตอ สวัสดิภาพของผูอ ืน่ หรือของตนเอง
3) การยึดความยุติธรรมหรือความเปนธรรม (Justice or Fairness) มีจุดเนนท่ี
ความสัมพันธระหวางเสรีภาพ ความเสมอภาค การแลกเปล่ียนผลประโยชนซึ่งกันและกัน และ
สนธิสญั ญาระหวางบุคคล
4) การยดึ อุดมคติแหง ตน (Ideal-Self) มจี ุดมงุ หมายเพื่อสรา งตนเปนคนดี เปนผูมีอัตตา
ดี (Good Self) หรือเปนผูท่ีมีสติสัมปชัญญะ มีมโนธรรม และแรงจูงใจอยางสูง โดยไมคํานึงถึง
ความสมั พันธตอ ผอู ื่น
สรปุ ไดว า แนวคดิ และทฤษฎีเหตุผลเชิงจริยธรรมของโคลเบิรกนั้น ยึดถือหลักที่วา จริยธรรม
หมายถึง กฎเกณฑในการตัดสินความถูกผิดของการกระทํา ความเขาใจเกี่ยวกับกฎเกณฑซึ่งขึ้นอยูกับ
พัฒนาการทางปญ ญาซึ่งผูกพันกับอายขุ องบคุ คล กฎเกณฑท ใ่ี ชในการตดั สินเหตุผลน้ันจะพัฒนาจากข้ัน
ตาํ่ สขู ้นั สูงกวา ไมมีการยอ นข้ันและไมม ีการเรง ข้นั ซ่ึงแตละข้ันเปนผลมาจากการคิดไตรตรองจากขอมูล
ทเี่ ปน ความเขาใจสว นตน และขอมลู ที่มาจากทรรศนะของผูอ ืน่ ท่ีอยสู งู กวา ระดับพฒั นาการของตน 1 ข้ัน
ทําใหเกดิ การพฒั นาการทางจรยิ ธรรมซ่งึ เกิดจากความขดั แยง ระหวา งจริยธรรมของบุคคล
เกณฑก ารตดั สินใจทางจรยิ ธรรม
การตัดสินใจเชิงจริยธรรมน้ันจําเปนท่ีจะตองมีกฎเกณฑสําหรับการตัดสินวา ส่ิงท่ีไดวา
พฤติกรรมใดมคี วามถกู ตอง เหมาะสมในลักษณะใดนัน้ ซ่ึงไดม ีการต้ังกฎเกณฑในการพิจารณาจริยธรรม
ทเี่ หมาะสม โดยสามารถพิจารณาตัดสนิ เชิงจรยิ ธรรมไดตามเกณฑด ังตอ ไปน้ี
1. การตัดสินจริยธรรมดวยเหตุผลและเจตนาดี (Deontological Theory) ตามแนวคิด
ของคานท (Kantian's Ethic) ซ่ึงไดเสนอทฤษฎีทางจริยธรรม (Mortality) โดยมีแนวคิดที่เนนศักดิ์ศรี
ของมนุษยและสิทธิของมนุษยที่จะไดเคารพ ศักดิ์ศรีและสิทธิดังกลาวมาจากอิสรภาพของมนุษยหรือมี
พน้ื ฐานมาจากความสามารถท่ีจะฝน ความปรารถนา หรอื สงิ่ ท่ีเรียกวา ความโนมเอียงหรือความเบ่ียงเบน
(Inclinations) และทําตามเหตุผล ทําตามกฎศีลธรรมท่ีเปนสากล การมีชีวิตอิสระถือไดวาเปนศักดิ์ศรี
ของมนุษย กฎศีลธรรมจะตองเปนเปนกฎท่ีเปนกลาง เปนสากล ไมอิงอยูกับลักษณะเฉพาะ หรือ
สถานการณเ ฉพาะของปจ เจก (เนอ่ื งนอย บุญเนตร. 2539)
จุดเร่มิ ตน ของจริยธรรมตามแนวคิดของคานทน้ัน จะเริ่มตนจากสิ่งท่ีเราทุกคนรูแลวเก่ียวกับ
จรยิ ธรรม และเราสามารถดึงเอาหลักการพ้ืนฐานของจริยธรรมเอามาได คานทไดเร่ิมจากการพิจารณา
สามัญสํานึกของเราเกี่ยวกับจริยธรรมวาส่ิงท่ีเราคิดวามีคาสูงสุด ซ่ึงไดแก เจตนาดี (Good Will) ซ่ึง
หมายถึง ความสามารถในการใชเหตุผลของบุคคลที่จะตัดสินใจวาเขาควรจะทําอะไร เจตนาของบุคคล
จะดีในทางจริยธรรมหรือศีลธรรมได จะตองดีในทุกสถานการณอยางไมมีเงื่อนไข เจตนาดี เปน
คุณลักษณะทางจริยธรรม กลาวคือ เมื่อบุคคลหน่ึงทําส่ิงที่เขาเช่ือวาถูกตองหรือสิ่งท่ีเปนพันธะหนาที่ที่
ตองทํา ไมวาบุคคลน้ันจะปราศจากความรูสึกเมตตา หรือแมแตปราศจากความสนใจใยดีในประโยชน
สวนตนหรือประโยชนของผูอ่ืน ก็ถือไดวาบุคคลน้ันมีความดีที่เปนคุณลักษณะทาง จริยธรรมอยูคือมี
-116-
เจตนาดี โดยคุณคา ของบุคคลทีม่ เี จตนาดนี ้ันจะข้ึนอยูกับหลักการท่ีทําใหเกิดเจตนาที่จะกระทําการน้ัน
ซึ่งบุคคลท่ีมีเจตนาดีจะกระทําการจากสาเหตุของแรงจูงใจดานความเคารพในศีลธรรม จริยธรรมหรือ
ความเคารพในความถูกตอ ง (กรี ติ บุญเจือ. 2538; Darwall. 1998)
2. การตัดสินจริยธรรมตามแนวประโยชนนิยม (Utilitarianism) หรือยึดหลักประโยชน
สขุ หรอื ผลของการกระทาํ เปนเกณฑ (Teleological Theory)
แนวคิดจริยธรรมตะวันตกตามแนวประโยชนนิยม ไดมีผูเสนอแนวคิดนี้ไดแก จอหน สจวต
มิลล (John Stuart Mill) และ เจเรมี เบนแธม (Jeremy Bentham) โดยมีแนวคิดวา การแกปญหา
ทางจรยิ ธรรมน้ันจะเกิดจากการคาํ นวณประโยชนส ุขของผลท่จี ะไดจากการตดั สนิ ใจ เปนทางออกที่ทําให
เกิดความทกุ ขน อยทีส่ ุด แนวคิดน้ีเชอื่ วา การกระทาํ จะถูกตองทางศลี ธรรมได กต็ อ เมื่อนํามาซ่ึง “มหาสุข
สูมหาชน” หรือเมอ่ื นํามาซึง่ ความสุขมากทสี่ ุด และมคี วามทุกขน อ ยทส่ี ุดของคนจํานวนมากท่สี ดุ น้ันเอง
มิลล (Darwall. 1998; citing Mill. 1967) ไดเสนอแนวคิดวาการกระทําตองมีจุดหมายและ
จะตอ งมกี ฎ หรอื จะตองเปน ไปเพ่ือจดุ หมายนัน้ หนาทข่ี องนกั ปราชญจะตองหาจุดหมายของการกระทํา
กอนเปนอนั ดับแรก ซึ่งเปนจุดหมายของจริยธรรม คือการสงเสริมใหเกิดมหาสุขสูมหาชนในสังคม เปน
การจดั ระเบยี บ และการทดสอบความถกู ความผดิ ของการกระทํากอนเปนอันดับแรก และการทดสอบ
ความถูก ความผิดของการกระทําจะตองดูวาการกระทําดังกลาวจะนํามาซ่ึงจุดหมายน้ัน ๆ หรือไม
นอกจากนน้ั การตัดสินทางจริยธรรมนัน้ จาํ เปน ตองมีกฎทวั่ ไปทไี่ ดมาจากหลักการแรกทางศีลธรรม โดย
พิจารณาวา “ประโยชน” หรอื “ความสุข” เปนสิ่งดีในตัวเอง สิ่งใดก็ตามที่จะพิสูจนไดวาเปนสิ่งดีก็โดย
แสดงใหเ หน็ วา สิง่ นน้ั นําไปสบู างสิง่ บางอยางท่ียอมรับวาดีโดยปราศจากการพิสูจน โดยไดเสนอแนวคิด
เกี่ยวกับความสุขไววา ความสุขของแตละคน ความสุขของทุกคน หรือความสุขของสาธารณะ เปนส่ิง
เดียวเทา น้ันที่ดีในตวั เอง หรือนา พงึ ปรารถนาในฐานะเปนจดุ หมาย
3. เกณฑการตดั สินตามศาสนา (Religious Absolutism)
จริยธรรมที่ถูกตองตามเกณฑตัดสินทางศาสนาน้ันจะอาศัยการยึดศาสดาของศาสนานั้น
เปน หลัก เชือ่ หรือเคารพในส่ิงที่เหนือธรรมชาติ สรางแรงจูงใจดว ยการปฏบิ ัตติ ามพระเจาหรือศาสดาของ
ศาสนา ใหผูที่เคารพในศาสนาไดปฏิบัติตามคําสั่งสอนเพื่อใหสมาชิกดํารงชีวิตอยูในสังคมอยางสันติสุข
แตถึงแมวาศาสนาจะถูกมองวาเปนประโยชนนิยม หรือปฏิบัตินิยมที่เห็นวาสิ่งตาง ๆ มีความสําคัญ
เน่ืองจากมันใหประโยชนและเปนเครื่องมือชวยใหไดรับประโยชน แตศาสนาก็มีความสําคัญในตัวเอง
และมีคําประกาศในรูปของธรรมะวาอะไรคือส่ิงทีดีและคนดีในทัศนะของศาสนาน้ันเปนอยางไร
ตัวอยางเชน ศาสนาพุทธ มีคําสอนท่ีเปนฐานธรรมะทั้งปวงตลอดจนมีความหมายครอบคลุมถึงระบบ
จรยิ ธรรมของพทุ ธศาสนา คือ มรรค 8 หรือวิธกี ารดับทุกขซ่ึงแตละขอจะมีความสัมพันธและเปนเหตุผล
ซง่ึ กันและกัน ซึ่งกลาวรวมไดเปนไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิ ปญญา นอกจากน้ันศาสนาพุทธยังมีเบญจศีล
เบญจธรรม ที่เปนคําสอนของศาสนาใกลชิดกับวิถีชีวิตความเปนไทย เปนตน เกณฑการตัดสินทางพุทธ
ศาสนาวาอะไรผิด อะไรถูก มีหลกั การพิจารณาตดั สินมีอยหู ลายประการคือ (สวุ รรณ เพชรนิล. 2526)
-117-
1. พจิ ารณาที่เจตนา หรือความจงใจในการกระทาํ
2. พจิ ารณาตามบทบัญญตั ิทีพ่ ระพุทธเจา ทรงบัญญตั ิไว
3. พจิ ารณาท่ีฐานของจติ ซ่ึงเปนฐานของพฤตกิ รรม
4. พิจารณาทผ่ี ลของการกระทําวา มคี ุณประโยชนใ นลกั ษณะใด
5. พจิ ารณาทีผ่ ลของการปฏบิ ตั ิโดยตรง
ขอกาํ หนดทางศลี ธรรมนบั วาเปน เกณฑแตล ะเกณฑ ในการตัดสินการกระทําของคนท่ีนับ
ถือศาสนาน้ัน ๆ และเปนแนวทางของความประพฤติท่ีนับวาถูกตอง คนโดยท่ัวไปคุนเคยกับอยูกับ
ความคดิ ท่วี า การปฏิบตั ิตามศาสนาแลวทําใหสงั คมอยูอ ยา งปกตสิ ุข เพราะมีขอกําหนดทางศีลธรรมซึ่งมี
ความถูกตองในตัวเอง เปนสัจธรรมที่ไดรับการเปดเผยโดยศาสดาของศาสนาหรือพระผูเปนเจา
ขอ กาํ หนดเหลานนั้ มีอาํ นาจอยูในตัวเอง คือบุญและบาป ซ่ึงเปนผลท่ีผูปฏิบัติหรือไมปฏิบัติตามจะไดรับ
(ศักดช์ิ ัย นริ ญั ทวี. 2525)
4. เกณฑก ารตัดสนิ ตามพฒั นาการทางจรยิ ธรรมของเพียเจท
จากทฤษฏีพัฒนาการทางจริยธรรมของเพียเจท สามารถแบงหลักการทางจริยธรรม
ออกเปน 2 ระดบั ไดแก ระดบั ที่ยึดหลักจรยิ ธรรมจากผอู นื่ และระดับยึดหลกั จรยิ ธรรมของตนเอง ซึ่งจาก
หลกั ของการตอบตามเหตุผลเชิงจริยธรรมสามารถแบงออกเปน 2 ระดับไดแ ก
1) ระดบั คะแนนตํ่า เม่ือผูตอบใหเหตุผลการตอบโดยยึดปริมาณการกระทําสําคัญ ไมได
ใหเหตุผลทางเจตนาของผกู ระทาํ
2) ระดบั สูง เม่ือผูตอบใหเหตุผลคํานึงถึงความยุติธรรมและพิจารณาผลการกระทําวามี
เจตนาดว ยหรือไม
5. เกณฑการตัดสินตามพัฒนาการจริยธรรมของโคลเบิรก จากทฤษฏีพัฒนาการทาง
จรยิ ธรรมของโคลเบิรก มีการแบงข้ันการแสดงเหตุผลทางจริยธรรมเปน 6 ระดับ โดยแบงเปน 3 ระดับ
ใหญ การมีจรยิ ธรรมเน่อื งจากสาเหตดุ ังตอ ไปน้ี
ระดับที่ 1 ความกลัวถกู ลงโทษหรือการใหรางวลั
ระดับที่ 2 การชกั ชวน แลกเปลย่ี น
ระดับท่ี 3 การปฏบิ ตั ิตามกลมุ ทาํ ใหก ลมุ ชอบใจ
ระดับที่ 4 การทาํ ตามหนาท่ี กฎหมาย และหลักศาสนา
ระดบั ท่ี 5 การทําตามสญั ญาประชาคม ประโยชนข องสงั คมสวนใหญ
ระดับท่ี 6 การทําตามอดุ มการณสากล
แตถ าจะปรับเปน 3 ระดับ ไดแก
ระดับที่ 1 การกระทําเพ่อื ใหต นเองพอใจ
ระดับท่ี 2 การกระทําเพ่ือสงั คมไดป ระโยชน
ระดบั ท่ี 3 การกระทําเพอ่ื อทุ ศิ ตนตามอุดมการณสากล
-118-
6. เกณฑผ สมผสานหลักการแสดงการกระทําความดีตามแนวคิดของลวน สายยศ และ
องั คณา สายยศ (2543)
ไดสังเคราะหหลักการทําความดี วาการแสดงการกระทําแบบใดจึงนาจะเปนระดับความดีท่ี
แตกตางกัน นน่ั คือ เร่ิมจากความดีนอ ยขน้ึ ไปถึงความดีมาก โดยแบงเปน 3 ลกั ษณะดังน้ี
ข้นั ที่ 1 การแสดงเหตผุ ลการกระทํา เพือ่ เอาตนเองเปน หลักประจาํ
ขัน้ ท่ี 2 การแสดงเหตุผลการกระทํา เพื่อผทู ่รี จู ักคนุ เคย
ขัน้ ท่ี 3 การแสดงเหตผุ ลการกระทํา เพือ่ สังคมหรอื ผอู ่ืนทัว่ ไปโดยไมห วงั ผลตอบแทน
ตัวอยางเนอื้ หาจรยิ ธรรม
เน้ือหาจริยธรรมนั้นมีหลากหลายมากมาย ในท่ีนี้จะยกมากลาวเปนตัวอยางเพื่อใหเขาใจมาก
ยิ่งข้นึ โดยมีรายละเอียดทค่ี ลา ยคลงึ กันหรือแตกตา งกนั ไปดงั ตอไปน้ี
จากการศึกษาจริยวัตรหรือทศพิธราชธรรม 10 ประการท่ีพระเจาแผนดินทรงประพฤติเปน
หลักธรรมประจําพระองค หรือเปนคุณธรรมประจําตนของผูปกครองบานเมือง ใหมีความเปนไปโดย
ธรรมและยังประโยชนสุขใหเกิดแกป ระชาชน ซ่งึ เปนทศพิธราชธรรมท้ัง 10 ขอ มีดังนี้
ประการที่ 1 ทาน คือ การให การเสยี สละ การใหนาํ้ ใจ
ประการที่ 2 ศีล คอื ความประพฤตทิ ่ีดีงาม ทัง้ กาย วาจา ใจ ใหป ราศจากโทษ
ประการท่ี 3 บริจาค คือ การเสยี สละความสขุ สว นตน เพอ่ื ความสขุ สว นรวม
ประการที่ 4 ความซ่อื ตรง คือ ความซอื่ ตรงในฐานะทีเ่ ปน ผูปกครอง ดํารงอยูในสัตยส จุ ริต
ประการที่ 5 ความออ นโยน คอื การมีอัธยาศัยออ นโยน เคารพในเหตผุ ลทค่ี วร มสี ัมมาคารวะ
ตอ ผูอาวุโส
ประการที่ 6 ความเพียร คอื ความอุตสาหะในการปฏบิ ตั ิงาน โดยปราศจากความเกียจครา น
ประการที่ 7 ความไมโ กรธ คือ ไมมงุ รา ยผูอ่นื แมจะลงโทษผูทําผดิ ก็ทาํ ตามเหตผุ ล
ประการที่ 8 ความไมเ บยี ดเบียน คอื การไมก อ ทุกขห รอื เบียดเบียนผอู นื่
ประการท่ี 9 ความอดทน คือ การรักษาอาการ กาย วาจา ใจใหเรียบรอย การอดทนตอสิ่งท้ัง
ปวง
ประการท่ี 10 ความยตุ ธิ รรม คอื ความหนักแนน ถอื ความถกู ตอ ง เท่ยี งธรรมเปน หลัก
นอกจากนั้นเน้อื หาทางจริยธรรมในซึ่งเปน การดาํ เนินชวี ิตความเปน อยู การคลองชวี ิตการใชชวี ิต
การเคลอ่ื นไหวของชวี ติ ทุกดานทุกระดับ ทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจ การปฏิบัติกรรมฐานเจริญสมาธิ
บาํ เพญ็ สมถะ เจริญวิปส สนาประกอบดวยคุณธรรมหลายประการ ซ่ึงสวนมากมาจากคําสอนทางศาสนา
ดงั น้ี
1. ความรับผิดชอบ (Accountability) คือ ความมุงมั่นท่ีจะปฏิบัติหนาที่ดวยความผูกพัน ดวย
ความพากเพียร และความละเอียดรอบคอบ ยอมรับผลการกระทําในการปฏิบัติหนาท่ี เพื่อใหบรรลุผล
สําเร็จตามความมงุ หมาย ทัง้ พยายามทีจ่ ะปฏิบัตหิ นาท่ี ใหด ยี ง่ิ ขนึ้
-119-
2. ความซ่ือสัตย (Honesty) คือ การประพฤติอยางเหมาะสม และตรงตอความเปนจริง
ประพฤติ ปฏิบัติ อยางตรงไปตรงมา ทง้ั กาย วาจา ใจ ตอ ตนเองและผอู ื่น
3. ความมีเหตผุ ล (Rationality) คือ ความสามารถในการใชปญญา ในการประพฤติปฏิบัติ รูจัก
ไตรต รอง พิสูจนใหป ระจกั ษ ไมหลงงมงาย มีความยับย้ังช่ังใจ โดยไมผูกพันกับอารมณและความยึดมั่น
ของตนเอง ท่ีมอี ยเู ดมิ ซง่ึ อาจผิดได
4. ความกตัญูกตเวที (Gratitude) คือ ความรสู ํานกึ ในอุปการคณุ หรอื บุญคุณที่ผอู น่ื มีตอ เรา
5. ความมีระเบียบวินัย (Disciplined) คือ การควบคุมความประพฤติปฏิบัติใหถูกตองและ
เหมาะสมกบั จรรยามารยาท ขอ บังคับ ขอ ตกลง กฎหมาย และศลี ธรรม
6. ความเสียสละ (Sacrifice) คือ การละความเห็นแกตัว การใหปนแกบุคคลที่ควรใหดวยกําลัง
กาย กําลงั สตปิ ญ ญา รวมทัง้ การรูจ กั สลดั ทงิ้ อารมณร า ยในตนเอง
7. การประหยัด (Thrifty) คือ การใชส่ิงของพอเหมาะพอควรใหไดประโยชนมากที่สุด ไมใหมี
สวนเกินมากนัก รวมทั้งการรูจักระมัดระวัง รูจักยับย้ังความตองการใหอยูในกรอบและขอบเขตท่ี
พอเหมาะ
8. ความอตุ สาหะ (Diligence) คอื ความพยายามอยา งเขม แขง็ เพือ่ ใหเกิดความสําเร็จในงาน
9. ความสามัคคี (Harmony) คือ ความเปนน้ําหน่ึงใจเดียวกัน มีความพรอมเพรียงรวมมือกัน
กระทํากจิ การใหส าํ เรจ็ ลุลว งดว ยดี โดยเห็นแกป ระโยชนสวนรวมมากกวาสวนตวั
10. ความเมตตาและกรณุ า (Loving Kindness and Compassion) คอื ความรักใครปรารถนา
จะใหผอู น่ื มีสุข กรุณา หมายถึง ความสงสาร คดิ จะชว ยใหผอู ื่นพน ทกุ ข
11. ความยตุ ธิ รรม (Justice) คือ การปฏิบัตดิ ว ยความเที่ยงตรง สอดคลองกับความเปนจริงและ
เหตผุ ล ไมม ีความลาํ เอยี ง
นอกจากน้ันศาสตราจารยธานินทร กรัยวิเชียร (2550) องคมนตรีไดใหความเห็นวา การ
ปลูกฝงจิตสานึกดานคุณธรรมจริยธรรมในสงคมไทยตองดําเนินนการใน ๒ ลักษณะ คือ การ “ปลูก”
และการ “ปลุก” ในสวนของการ “ปลูก” นั้นใชสําหรับเด็กและเยาวชน ที่เปรียบเปนด่ังผาขาวและจะ
เปน พลังสําคญั ทีจ่ ะขบั เคลอ่ื นสังคมไทยในอนาคต ซึ่งจะตองไดรับการปลูกฝงความคิดและทัศนคติดาน
คุณธรรมและจริยธรรมตั้งแตวัยเด็ก เพ่ือเจริญงอกงามเปนเมล็ดพันธแหงคุณธรรม จริยธรรมที่จะ
เผยแพรในสังคมไทยตอไป สวนการ “ปลุก” น้ัน ใชกับผูใหญ ที่บางครั้งไดหลงลืมหรือละเลยการนํา
คุณธรรมจริยธรรมมาใชในการประพฤติปฏิบัติใหเกิดการระลึกนึกถึงตระหนักถึงความสําคัญ และนํา
คุณธรรมจริยธรรมกลับมาใชในการดํารงตน และเปนตัวอยางท่ีดีแกเด็กและเยาวชนตอไป ทั้งน้ี
ศาสตราจารยธานินทร กรัยวิเชียร ไดยกตัวอยางใหเห็นวา สาเหตุหน่ึงที่ทําใหประเทศอังกฤษสามารถ
ดาํ รงมาตรฐานคุณธรรมและจรยิ ธรรมทส่ี ูงสง เอาไวไ ดตลอดมา คอื ชาวอังกฤษไดรับการปลูกฝงคติธรรม
7 ประการมาตง้ั แตเ ดก็ (ขอ 1 – 7) และเมื่อบุคคลใดมีคติธรรมท้ัง 7 ประการครบถวน ก็ถือวาเปนผูท่ีมี
“Integrity” (Integrity) หมายถึง การยึดม่ันในส่ิงที่ถูกตองและชอบธรรม ซ่ึงเปนคุณธรรมอันสูงสง มี
ความหมายลึกซ้ึงและกวางขวางมาก และเปนที่รวมของความถูกตองทั้งหลายท้ังปวง ทีนาจะเปน
แบบอยางที่ดี สําหรับการฝกอบรมจริยธรรมใหแกเยาวชนหรือบุคคลท่ัวไปในสังคมไทย ใหมีคติธรรม