The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาเครื่องมือวัดจิตพิสัย ปี 2563
ผู้เรียบเรียง รองศาสตราจารย์ ดร.วิเชียร อินทรสมพันธ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Wichian Intarasompun, 2020-08-24 11:47:18

การพัฒนาเครื่องมือวัดจิตพิสัย

การพัฒนาเครื่องมือวัดจิตพิสัย ปี 2563
ผู้เรียบเรียง รองศาสตราจารย์ ดร.วิเชียร อินทรสมพันธ์

-180-

rxy = n ∑ XY − ∑ X ∑Y

{n ∑ X 2 − (∑ X )2}{n ∑Y 2 − (∑Y )2}

โดย rxy คอื คา สมั ประสทิ ธสิ์ หสมั พันธในทนี่ ี้คือความเช่อื มน่ั
n คือ จาํ นวนกลมุ ตัวอยาง

ในทน่ี ี้ X และ Y คอื คะแนนของกลมุ ตัวอยางจากแบบวดั ที่เปน คขู นานกัน

3. ความเช่อื มนั่ เชิงสอดคลองภายใน (Reliability of Internal consistency) เปนวิธีที่
การทใ่ี ชวดั ครัง้ เดยี ว การหาความเชือ่ มนั่ เชงิ สอดคลองภายในมวี ิธีการหา ดังน้ี

3.1 แบบแบงครึ่ง (Split–half Method ) วิธีนี้ใชเครื่องมือเก็บรวบรวมขอมูลที่เปน
แบบวดั เพียงฉบบั เดยี ว ทําการวดั ครั้งเดียว แลว แบงครง่ึ แบบวัดออกเปนสองชดุ โดยแบงคร่ึงเปนชุด
ขอคู กับชุดขอคี่ หรือแบงเปนชุดคร่ึงแรกกับชุดคร่ึงหลัง สวนใหญวิธีแบงแบบขอคูขอคี่ ไดรับความ
นยิ มทัว่ ไป ทั้งนต้ี องวางแผนการสรางแบบวดั ใหท้งั สองสวนนี้เปนลักษณะคูขนานกันกอน จากนั้นไป
หาคาสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธอยางงายแบบเพียรสัน (Pearson Product Moment Correlation)
คา สมั ประสทิ ธิ์สหสมั พนั ธท ห่ี าไดเ ปน คา สมั ประสทิ ธสิ์ หสมั พันธ โดยใชส ตู รดงั น้ี

rxy = n ∑ XY − ∑ X ∑Y

{n ∑ X 2 − (∑ X )2}{n ∑Y 2 − (∑Y )2}

โดย rxy คือ คา สมั ประสิทธ์ิสหสมั พันธในที่น้คี ือความเชือ่ มัน่
n คอื จาํ นวนกลุมตัวอยาง

ในทน่ี ้ี X คือ เปน คะแนนขอ คหู รอื คร่งึ แรกแลว แตกรณี
Y คือ เปน คะแนนขอ คีห่ รอื ครึ่งหลงั แลวแตกรณี

คา rxy ทีไ่ ดเปนความเชื่อมั่นของแบบวัดฉบับยอยที่แยกออกเปน 2 สวน แลวนํามาปรับขยายเปน
คาสหสัมพันธท ั้งฉบับ (rtt ) โดยใชส ตู รของสเปยรแมน (Spearman Brown) ดังน้ี

r =tt 2rhh
1 + rhh

rtt คอื คา ความเชอื่ มั่นของแบบวดั ทั้งฉบบั reliability
rhh คอื คา ความเช่อื มั่นของแบบวัดครึ่งฉบับ
ตัวอยางการหาความเชื่อม่ันเชิงสอดคลองภายใน เชน แบบวัดชุดหนึ่ง 20 ขอ ใชสอบ
นักเรียน 5 คน เม่อื แบงเปน ขอคู และขอคี่แลว ปรากฏวาแตล ะคนไดคะแนน ดังน้ี

-181-

ตารางท่ี 7.4 ขอ มูลสําหรับการวเิ คราะหความเช่อื มนั่ เชิงสอดคลองภายใน

คนที่ คะแนนขอคู (X) คะแนนขอ ค่ี (Y) X2 Y2 XY
13 69 36 18
23 79 49 21
35 8 25 64 40
45 9 25 81 45
54 8 16 64 32
ผลรวม 20 38 84 294 156

หาคาสมั ประสทิ ธส์ิ หสมั พนั ธด วยสูตร
= n ∑ XY − ∑ X ∑Y
rxy
{n ∑ X 2 − (∑ X )2}{n ∑Y 2 − (∑Y )2}

= 5(156) - (20)(38)

(5(84) - 400))((5(294) - (1444))

= 0.877
นาํ คาทไ่ี ดแทนคา ในสูตรของสเปย รแ มน (Spearman Brown) จะไดค า ความเชือ่ มน่ั ของแบบ
วัดทัง้ ฉบับ ดงั น้ี

r =tt 2rhh
1 + rhh

= 2 × 0.87
1 + 0.87

= 0.93
ความเชือ่ มน่ั ของแบบวดั ชุดนเี้ ทา กับ 0.93 แสดงวา มีความเชือ่ มั่นของแบบวดั สูง

3.2 วธิ ีการหาสมั ประสิทธิอัลฟา (Alpha Coefficient) โดยครอนบาช(Cronbach)
ไดคิดคนวิธีการหาความเชื่อม่ันเชิงความสอดคลองภายใน ใชไดกับเครื่องมือท่ีเปนแบบอัตนัย
แบบสอบถาม หรือแบบมาตรประมาณคา ซ่งึ ไมไ ดมีการใหคะแนนแบบ 0-1 โดยมีสตู รในการคํานวณดงั น้ี
∑=
สตู ร α k (1- s 2 )
k -1 i

s 2
t

เมื่อ α คือ คาความเชอื่ มนั่ ของเคร่อื งมอื
k คือ จํานวนขอของแบบวัด
SS22ti คือ ความแปรปรวนของคะแนนรายขอ
คอื ความแปรปรวนของคะแนนรวมทงั้ ฉบบั

-182-

ตวั อยางการหาความเช่ือม่ันดวยวิธีการหาสัมประสิทธิ์อัลฟา เชน แบบวัดจริยธรรมชุดหน่ึง
มี 5 ขอ นาํ ไปทดลองกบั กลุมตวั อยาง 10 คน ใหค ะแนนแตละขอ ตามมาตรประมาณคาต้ังแต 1 – 5
คะแนน ผลการสอบดงั ตาราง แลวหาคาความเช่อื มน่ั โดยวิธีการหาสมั ประสิทธอิ ลั ฟา ดังน้ี

ตาราง 7.5 ขอมูลสาํ หรบั การวิเคราะหหาความเชือ่ ม่ันโดยวิธีการหาสัมประสทิ ธิอลั ฟา ขนั้ ที่ 1

คนท่ี แบบวดั จรยิ ธรรมขอท่ี 4 5
1 23 2 5
24 4 2
11 12 4 5
24 45 4 5
33 23 5 1
41 14 5 4
52 41 3 4
63 12 3 2
75 54 1 1
85 33 4 5
92 45
10 4

วิธที ํา หาคา Si2 หรอื คา สว นเบ่ียงเบนมาตรฐานรายขอ หา จากสตู ร

Si2 = ∑ X2 −  ∑X 2
N  N 

ดงั นั้นจงึ ทาํ ตารางเพอื่ หาคา ตามสูตรดังน้ี

-183-

ตาราง 7.6 ขอมูลสาํ หรับการวิเคราะหห าความเชอ่ื มัน่ โดยวธิ กี ารหาสัมประสทิ ธิอลั ฟา ขั้นที่ 2

คน ขอ ท่ี 1 ขอ ที่ 2 ขอที่ 3 ขอ ท่ี 4 ขอท่ี 5 รวม
ที่ X1 X12 X2 X22 X3 X32 X4 X42 X5 X52 Xtotall Xtotall2

1 1 1 2 4 4 16 2 4 5 25 14 196
2 4 16 1 1 2 4 4 16 2 4 13 169
3 3 9 4 16 5 25 4 16 5 25 21 441
4 1 1 2 4 3 9 4 16 5 25 15 225
5 2 4 1 1 4 16 5 25 1 1 13 169
6 3 9 4 16 1 1 5 25 4 16 17 289
7 5 25 1 1 2 4 3 9 4 16 15 225
8 5 25 5 25 4 16 39 24 19 361
92 4 39 39 11 11 10 100
10 4 16 4 16 5 25 4 16 55 22 484
∑xi 30 110 27 93 33 125 35 137 34 142 159 2659
Si2 2.00
2.01 1.61 1.45 2.64 13.09

สามารถแสดงวิธที าํ ทีรายขอไดดังน้ี

หา Si12 = 110 −  30  2 = 11− [3.0]2 = 2.00
10 10  = 2.01
= 1.61
หา Si22 = 93 −  27 2 = 9.3 − [2.7]2 = 1.45
10  10  = 2.64
= 13.09
หา Si32 = 125 −  33  2 = 12.5 − [3.3]2
10 10 

หา Si42 = 137 −  35  2 = 13.7 − [3.5]2
10 10 

หา Si52 = 142 −  34  2 = 14.2 − [3.4]2
10 10 

หา St2 = 2659 − 159  2 = 265.9 − [15.9]2
10  10 

∑= s 2
แทนคา ในสตู ร α k (1- i )
k -1
s 2
t

-184-

α = 5 (1- 9.71 )
5-1 13.09

= 1.25(0.26)
= 0.325
ไดคา ความเช่ือมัน่ เชิงความสอดคลองภายในเทากบั 0.325 แสดงวา แบบวัดจริยธรรมชุดนี้มี
ความเชอ่ื ม่ันอยใู นระดับตํ่า (เนอื่ งจากมีขอคาํ ถามนอย)
การแปลผลคา ความเชอ่ื มัน่
คา ความเช่ือมั่นที่ไดจากการคํานวณ มีคาตั้งแต – 1.00 ถึง + 1.00 ถาคาความเชื่อม่ันสูง
ตั้งแต 0.80 - 1.00 แสดงวา แบบทดสอบน้ันเชื่อมั่นไดสูงมาก และตรงกันขามถาคาความเช่ือมั่น
ของแบบวดั นน้ั ตํา่ มคี า ใกลเคียง 0 หรอื มีคาเปนลบ แสดงวาแบบวัดนนั้ ขาดความเช่ือม่นั
คา ความเชือ่ มน่ั ที่ประมาณไดด วยวิธที ้งั หมดที่กลาวมา เปนสมั ประสิทธ์ิของความเช่ือม่ัน ซึ่งมี
ความหมายคลา ยกบั คาสมั ประสิทธสิ์ หสมั พนั ธ กลาวคือ เมอื่ นําเอาคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธยกกําลัง
สอง และคูณดวย 100 หรอื ทําเปนรอ ยละ จะกลายเปนคา สัมประสิทธ์ิของความแปรผันรวมซึ่งจะบอก
ถึงสัดสวนหรือรอยละของความแปรผันรวมกันของตัวแปรสองตัว เชน ถาไดคาความเชื่อมั่นเทากับ
0.90 ดงั นน้ั ถานํามาหาคาสัมประสิทธ์ิของความแปรผันไดเทากับ 0.90 X 0.90 X 100 เทากับรอยละ 81
จะแปลผลไดวา เครอ่ื งมอื นนั้ ใชว ดั ครงั้ แรกกับครัง้ หลังจะมคี วามแปรผันรวมกันรอ ยละ 81 หรือ ถานํา
เคร่ืองมอื นั้นไปวัดซ้าํ อกี ครั้งจะไดผลเหมอื นเดมิ รอยละ 81 (Kerlinger, 1986, p. 428)

การวิเคราะหอํานาจจาํ แนก

อํานาจจาํ แนก (Discrimination) เปน ความสามารถของเครื่องมอื ท่ีจะจําแนกหรือแยกผูตอบ
ออกไดตามระดับความสามารถ โดยแยกออกเปนกลุมท่ีมีเจตคติสูงกับเจตคติต่ํา หรือกลุมที่มี
จริยธรรมสูง กับกลุมที่มีจริยธรรมตํ่า หรือคุณลักษณะอ่ืนๆ ตามลักษณะของเคร่ืองมือวัด ซ่ึงไดแก
แบบสอบถาม มาตรประมาณคา กลมุ ขอคําถามทมี่ คี าอํานาจจําแนกดี จะจาํ แนกไดวา กลุมมีเจตคติสูงทํา
ไดมาก กลมุ มีเจตคติตํ่าทําไดนอย ขอสอบหรือขอคําถามที่จําแนกผิด จะจําแนกไดวากลุมเจตคติสูง
ตอบสนองตอแบบวดั ดวยการทําคะแนนไดนอย สวนกลุมเจตคติตํ่าตอบสนองตอแบบวัดดวยการทํา
คะแนนไดต่ํา คําถามท่ีจําแนกไมได จะหมายถึง กลุมสูงและกลุมตํ่าทําไดเทากัน หรือทําไมได
เทากัน หรอื กลุมสูงและกลุม ต่ําทาํ ไดค ะแนนเทาๆ กัน

1. การวเิ คราะหอํานาจจําแนกของแบบวดั จติ พิสัย
การหาคาอํานาจจําแนกของแบบวัดจิตพิสัย แตกตางจากการหาคาอํานาจจําแนกของ
แบบทดสอบซึง่ สามารถหาดว ยเทคนคิ 50% หรอื 27% เนือ่ งจากแบบวัดจิตพิสัยคําตอบไมมีถูกหรือ
ผิด จึงตองหาคา อาํ นาจจาํ แนกแบบอ่ืน ในกรณที ี่แบบสอบถามมีขอคําถามเปนแบบมาตรประมาณคา

-185-

ไมวาจะใชวิธีการกําหนดนํ้าหนักตามวิธีของ Likert หรือใชวิธีอ่ืนก็ตาม เราสามารถหาคาอํานาจ
จําแนกของขอคําถามแตละขอไดโดยอาศัยหลักที่วา ขอคําถามท่ีดี ควรแยกไดวา ใครมีจิตพิสัยใน
ทางบวกหรือลบนอยกวากัน การหาคาอํานาจจําแนก ดังกลาวหาไดโดยการใชการทดสอบ t-Test
for Independent Sample โดยวิเชียร เกตุสิงห (2524, น. 37) ไดเสนอข้ันตอนในการวิเคราะหไว
ดงั ตอไปนี้

1.1 แบบวดั ท่ีจะวิเคราะหต อ งเปน แบบท่ีใหค ะแนนแบบเดียวกนั ทกุ ขอ เชน ในแตละขอ
มีคะแนนเปน 1 2 3 4 5 และตามลักษณะการตอบ ไมเห็นดวยอยางยิ่ง ไมเห็นดวย เฉยๆ
หรือไมแนใ จ เห็นดวย และเห็นดว ยอยางย่งิ

1.2 ตรวจคะแนนแตละขอ ตามขอ 1 แลวรวมคะแนนของทุกขอ (ของแตละคน) เขา
ดวยกัน

1.3 แบงกลุมตัวอยางเปนสองกลุม คือ กลุมสูงและกลุมตํ่า การแบงนี้ควรใชกลุมสูง
จํานวน 25% และกลุมตํ่าจํานวน 25% คือ เอากลุมที่ไดคะแนนสูงสุดมา 1 ใน 4 เปนกลุมสูงและ
กลุมตํ่า

1.4 ในแตละขอของแบบสอบถามใหนับดูวา มีคนในกลุมที่ไดคะแนนสูงและตํ่าทํา
คะแนนในแตละขอไดเทาไร แลวนําคะแนนของทุกคนในแตละกลุมไปหาคาเฉล่ีย ( X ) และความ
แปรปรวน (S2) สําหรับแบบสอบถามแตละขอ ตองหาคาทั้งสองนี้จนหมดทุกขอท้ังสองกลุม ดังน้ัน
ในแตล ะขอจึงมีคาเฉลี่ย 2 คา คือ กลุมต่ํา 1 คา และกลุมสูง 1 คา และคาความแปรปรวนก็ไดคาใน
ทาํ นองเดยี วกัน

1.5 คํานวณหาคาอาํ นาจจําแนกโดยแทนคาในสูตรดงั นี้
t = XH - XL

SH2 + SL2
n

โดย XH หมายถึง คา เฉล่ียรายขอ ของกลมุ สงู
XL หมายถงึ คา เฉล่ียรายขอ ของกลุมต่ํา
S2H หมายถึง คา ความแปรปรวนรายขอ ของกลุมสูง
SL2 หมายถงึ คาความแปรปรวนรายขอของกลมุ ตา่ํ
nH หมายถึง จาํ นวนคนในกลมุ สงู
nL หมายถงึ จํานวนคนในกลมุ ตาํ่

1.6 แบบวัดจิตพิสัยแบบมาตรประมาณคาขอใดที่มีคา t ตั้งแต 1.75 ขึ้นไปถือวา มีคา
อาํ นาจจําแนกสูง อยูใ นเกณฑท ีใ่ ชได

ตัวอยา งการวเิ คราะหห าอาํ นาจจําแนกของแบบวัดจิตพิสัย เชน แบบวัดจริยธรรม ขอที่ 1 มี
ผูตอบแบบสอบถามจํานวน 50 คน ขอคําถามเปนแบบมาตรประมาณคา 5 ระดับ ผลการวิเคราะห
ขอ มูลไดด งั น้ี

-186-

ตาราง 7.7 ขอ มูลสาํ หรับการวิเคราะหห าคา อํานาจจําแนกของแบบวดั จรยิ ธรรม

ระดบั คาํ ตอบ กลมุ สูง กลมุ ต่าํ
คะแนน ความถ่ี คะแนน ความถี่
(x) (f) x2 fx fx2 (x) (f) x2 fx fx2

เหน็ ดว ยอยา งยงิ่ 4 15 16 60 240 4 2 16 8 32
เหน็ ดว ย 3 20 9 60 180 3 3 9 9 27
ไมแนใ จ 2 10 4 20 40 2 20 4 40 80
ไมเหน็ ดว ย 1 4 1 4 4 1 15 1 15 15
ไมเห็นดว ยอยางยิ่ง 0 1 0 0 0 0 10 0 0 0
50 30 144 464
ผลรวม (Σ) 50 30 72 154

XH = 144 = 2.88 XL = 72 = 1.44
50
50

SH2 = 50(464) - (144)2 = 1.06 =S2L 50(154) - (72)2 = 1.27
50(49)
50(49)

จากสตู ร t= XH - XL
= SH2 + S2L
n

2.88 -1.44

1.27 +1.06

50

= 7.13
จากผลการวิเคราะห ไดค า t เทากบั 7.13 ซง่ึ มากกวาคา วิกฤต 1.75 จึงถือวาขอคําถามขอ
นอี้ ยใู นเกณฑท ีน่ ําไปใชได

สรุป

การวิเคราะหคุณภาพของเคร่ืองมือวัดจิตพิสัยเพื่อตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมือเก่ียวกับ
ความเที่ยงตรง ความเช่ือมั่น อํานาจจําแนก โดยเครื่องมือแตละประเภทมีการตรวจสอบคุณภาพที่
คลายคลึงกนั และแตกตางกันไปตามลักษณะของเครือ่ งมือ

การวิเคราะหความเท่ียงตรง เปนการหาคุณภาพของเครื่องมือรายขอ แบงออก 3 ลักษณะ
ประการแรกไดแก การวิเคราะหความเท่ียงตรงเชิงเน้ือหา กรณีเปนแบบทดสอบจะวิเคราะหความ
เท่ียงตรงตามระบบของการวัดผล ไดแก แบบทดสอบอิงเกณฑ และแบบทดสอบอิงกลุม สวน
แบบสอบถาม แบบมาตรประมาณคา จะพิจารณาจากนิยามศัพทและขอคําถาม ประการที่สอง ไดแก

-187-

การวิเคราะหความเท่ียงตรงเชิงโครงสราง ดวยการหาความสัมพันธระหวางเครื่องมือที่มีโครงสราง
เหมือนกัน การวิเคราะหองคประกอบ การตรวจสอบดวยการเทียบกับกลุมที่รูชัด ประการสุดทาย
ไดแ ก การวิเคราะหค วามเทย่ี งตรงเชิงสัมพนั ธกับเกณฑ แบงออกเปน ความเที่ยงตรงตามสภาพและ
ความเทยี่ งตรงเชิงพยากรณ

การวเิ คราะหค วามเช่ือมั่น เปนการหาคุณภาพของเครื่องมือทั้งชุด แบงออกเปน 3 ลักษณะ
ไดแก ความเช่ือมนั่ เชิงคงตัว ความเชอ่ื มน่ั เชิงเทา เทียมกัน และความเช่ือมัน่ เชงิ ความสอดคลองภายใน
แบงออกเปน 3 วิธี ไดแก แบบแบงครึ่ง ใชวิธีการของคูเดอรริชารดสัน และวิธีการหาสัมประสิทธิ
อลั ฟาของคอนบาช

การหาคาอํานาจจําแนกเปนการหาคุณภาพรายขอ เปนคุณภาพของขอสอบเมื่อสามารถ
จําแนกเปน กลุม สูงและกลุมต่าํ สว นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณคา จะจําแนกเปนกลุมที่มีความ
คิดเห็นหรือมีเจตคติเชิงบวกหรือลบ มากหรือนอย โดยใชวิธีการทดสอบคาสถิติ t-test for
independent

คําถามทบทวน

1. ลกั ษณะของเครอื่ งมอื วัดจิตพิสัยทีด่ มี ลี กั ษณะอยางไร
2. จงอธิบายความแตกตางระหวางการหาคุณภาพความเท่ียงตรง ความเช่ือมั่น อํานาจ
จําแนก
3. แบบวัดจรยิ ธรรมเกี่ยวกบั “ความซื่อสตั ย” มีขอคําถามจํานวน 10 ขอ นําไปทดลองสอบ
เพอ่ื หาความเชอื่ ม่นั กบั นกั เรยี น 10 คน จาํ นวน 2 คร้งั ผลการใหคะแนนดังท่ีกําหนดให จงวิเคราะห
หาคาความเชื่อมัน่ ของแบบสอบถามทง้ั ฉบบั และแปลความหมายของผลการวิเคราะหใ ชชดั เจน

นกั เรยี นคนท่ี 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
คร้ังที่ 1 45 48 43 25 45 37 39 34 31 40
คร้งั ท่ี 2 46 45 42 23 44 38 36 35 32 42

4. แบบวัดเจตคตเิ กีย่ วกับ “เจตคตขิ องนสิ ิตที่มีตออาชีพครู” มีขอคําถามจํานวน 10 ขอ ทํา
การหาคุณภาพดานความเที่ยงตรงดวยการเชิญผูเช่ียวชาญจํานวน 5 คน ผลการใหคะแนนดังท่ี
กําหนดให จงวิเคราะหหาคาความเท่ียงตรงของแบบสอบถามแตละขอ และแปลความหมายของผล
การวเิ คราะหใชชดั เจน

-188-

ขอ คําถาม สอดคลอ ง( 1 ) ไมแนใจ ( 0 ) ไมสอดคลอง( -1)
1. ใครๆ กเ็ ปน ครูได /// / /
2. ครูเปนอาชพี ท่ีตํา่ ตอย ///// ....... ………..
3. ครมู ีเงนิ รายไดต ่าํ // / //
4. ครเู ปนอาชีพทมี่ เี กียรติ ///// …… ………
5. ครูเปนอาชีพท่ีสงู สง / / / / ……….
7. เปน ครตู อ งมคี วามรู // // /
8. ครูเปน อาชพี ทน่ี านบั ถือ //// / ………
9. ครมู บี านท่ีทันสมัย / ……… / / / /
10. ครูเปรียบเหมอื นเรือจาง //// / ...........

5. แบบวัดจริยธรรมเก่ียวกับ “ความประหยัด” มีขอคําถามจํานวน 10 ขอ นําไปทดลอง
สอบเพื่อหาความเชื่อม่ันกับนิสิตจํานวน 10 คน ผลการใหคะแนนดังที่กําหนดให จงวิเคราะหหาคา
ความเช่อื มัน่ ของแบบสอบถามทง้ั ฉบับ และแปลความหมายของผลการวิเคราะหใ ชชัดเจน

นสิ ติ คนที่ 1 2 3 แบบสอบถามขอที่ 8 9 10
4567
1 5 4 5 4 5 4 5 4 54
2 3 2 3 2 3 3 3 3 23
3 4 5 4 4 4 3 4 3 43
4 4 3 4 3 4 3 4 3 44
5 3 3 3 3 3 4 3 4 33
6 5 4 3 4 5 5 4 5 45
7 4 5 4 5 4 5 3 4 54
8 5 4 5 4 5 4 5 4 54
9 4 5 4 5 4 5 4 5 45
10 5 3 4 3 5 4 5 5 4 5

-189-

6. แบบทดสอบวัดจริยธรรม ประเภทตอบถูกผิด ใหคะแนนเปน 0-1 จํานวน 30 ขอ นําไป
ทดสอบกับนักเรียนจํานวน 10 คน แลวตรวจสอบแยกเปนขอคูและขอคี่ ผลการใหคะแนนดังท่ี
กาํ หนดให จงวิเคราะหหาคาความเชื่อม่ันของแบบทดสอบทั้งฉบับ และแปลความหมายของผลการ
วเิ คราะหใชชดั เจน

นกั เรยี นคนท่ี 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
ขอ คู 13 10 11 8 6 7 12 11 14 15
ขอค่ี 12 11 12 7 8 7 13 14 13 14

-190-

เอกสารอา งอิง

ชวาล แพรัตกลุ . เทคนิคการวดั ผล. พมิ พค รง้ั ท่ี 7 . กรงุ เทพฯ : มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ.
2552.

โชตกิ า ภาษผี ล. การสรา งและพัฒนาเครือ่ งมือในการวัดและประเมินผลการศกึ ษา.
กรงุ เทพฯ : คณะครุศาสตร จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั . 2554.

บญุ ธรรม กิจปรดี าบรสิ ุทธิ์. เทคนิคการสรา งเคร่ืองมอื รวบรวมขอมลู สาํ หรบั การวจิ ัย.
พิมพคร้ังที่ 3. กรงุ เทพฯ : บีแอนดบี การพิมพ. 2534.

เยาวดี วบิ ูลยศรี. หลักการวัดและการสรางขอ สอบ. กรุงเทพฯ : จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั .
2528.

ลว น สายยศ และองั คณา สายยศ. การวดั ดา นจิตพิสยั . กรงุ เทพฯ : สุวีรยิ าสาสน. 2543.
............................ เทคนคิ การวจิ ัยทางการศกึ ษา. พมิ พค รง้ั ท่ี 2. กรุงเทพฯ : สวุ ีริยาสาสน. 2538.
วเิ ชียร เกตุสงิ ห. หลกั การสรา งและวิเคราะหเ คร่ืองมอื ทใี่ ชใ นการวจิ ยั . พมิ พค รั้งที่ 3. กรงุ เทพฯ :

เรอื นอักษร. 2524
วริ ัช วรรณรัตน. การตรวจสอบคุณภาพเครือ่ งมอื ในการวดั ผลและการวิจยั . กรงุ เทพฯ :

มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ. 2532.
สวุ มิ ล ตริ กานันท. การสรา งเคร่ืองมอื วดั ตัวแปรในการวิจยั ทางสงั คมศาสตร : แนวทางสู

การปฏบิ ตั ิ. กรงุ เทพฯ : จุฬาลงกรณม หาวิทยาลัย. 2550.
อทุ มุ พร จามรมาน. การสรา งและพัฒนาเครอื่ งมอื วัดลกั ษณะผูเรียน. กรุงเทพฯ : ฟนนีพับลิซซิง.

2532.
Gronlund, Normal E. Measurement and Evaluation in Teaching. New York :

Mc Millan Publishing, 1985.
Kerlinger, Fred N. Foundations of Behavioral Research. Tokyo : CBB Publishing Japan Ltd.

, 1986.
Van Dalen, Deobold B. Understanding Educational Research. New York :

McGraw – Hill Book Company. 1976.

บรรณานกุ รม

คณะกรรมการวฒั นธรรมแหง ชาติ, สาํ นักงาน. คูม ือคา นิยม. กรุงเทพมหานคร : กราฟฟคอารต. 2527
ดวงเดือน พันธุมนาวิน และเพ็ญแข ประจนปจจนึก. จริยธรรมของเยาวชนไทย. รายงานการวิจัย

ฉบับท่ี 21. กรุงเทพฯ: สถาบันวจิ ัยพฤติกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ. 2520.
ดวงเดอื น พนั ธมุ นาวิน. จิตวิทยาจรยิ ธรรมและจติ วทิ ยาภาษา. กรงุ เทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช. 2524.

ธานินทร กรัยวิเชียร องคมนตรี. คุณธรรมและจริยธรรมของผูบริหาร, สํานักงาน
คณะกรรมการขา ราชการพลเรอื น : กรุงเทพมหานคร, 2550.
ผองพรรณ เกิดพิทักษ. การศึกษาคานิยมในการทํางานของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 3 โรงเรียน
มธั ยมสังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 1. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยศรีนครินทร
วโิ รฒประสานมติ ร. อัดสาํ เนา. 2531.
ณัฏฐภรณ หลาวทอง. “การประเมินจิตพิสัย” ใน การประเมินผลการเรียนรู แนวใหม. กรุงเทพฯ :
สาํ นกั พมิ พจฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั . 2546.
พระธรรมปฏก. (ป. อ. ปยุต.โต). วธิ คี ดิ ตามหลักพุทธธรรม. กรงุ เทพฯ: ปญ ญา. 2533.
............................ การพัฒนาจรยิ ธรรม. กรงุ เทพฯ: มูลนิธิพทุ ธธรรม. 2540.
ลวน สายยศ. เอกสารการสอนวิชาการวัดบุคลิกภาพ. ภาควิชาการวัดผลและวิจัยทางการศึกษา
คณะศกึ ษาศาสตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ ประสานมติ ร. 2538.
ลวน สายยศ และองั คณา สายยศ. การวัดดานจติ พิสัย. กรุงเทพฯ : สวุ รี ยิ าสาสน. 2543.
วารินทร สายโอบเอื้อ. การทดสอบทางจิตวิทยา. กรุงเทพฯ : ภาควิชาจิตวิทยาและการแนะแนว
คณะครุศาสตร สถาบนั ราชภัฏพระนคร, 2542.
สมบูรณ ศาลยาชีวิน. คานิยมของคนไทยปญหาของนักพัฒนา. คณะศึกษาศาสตร
มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม. 2524.
สาโรช บวั ศรี. “บูรณาการ” สารานุกรมศกึ ษาศาสตร. 3(2) : 7-8. มกราคม – มนี าคม. 2529.
............................ จริยธรรมศึกษา. กรุงเทพฯ: ครสุ ภา. 2526.
สําเรงิ บุญเรืองรตั น. ปรัชญานพิ นธ. กรุงเทพฯ: คอมแพคทพ ริ้น. 2542.
............................ “การวัดจริยธรรม” ใน การวัดและการประเมินดานคุณธรรม จริยธรรม.
กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย. 2544.
สํานักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา สาํ นักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน. (ออนไลน) . เขา ถงึ
ไดจ าก : http://www.obec.go.th/sites/obec.go.th/files/document/attachment/
77941/939413.pdf. 2558.

-192-
Aiken, L.R. Assessment of Personality. Boston : Allyn and Bacon, 1986.
Ajzen, I. and Fishbein, M. Understanding Attitude and Predicting Social Behavior.

Englewood Cliffs. N.J. Pretice Hall, Inc. 1980.
Allport, G.W., Vernon, P.E. and Lindszey, G. Study of Values : A Scale for Measuring

the Dominant Interests in Personality. Boston : Houghton Co. 1960.
Baker, Therese L. Doing Social Research. New York : McGraw – Hill Book Company,

1988.
Best, John W. Research in Education. New Jersey : Prentice Hall Inc., 1986.
Brown, Frederick G. Principles of Educational and Psychological Testing. New York:

Holt, Rinehart and Winston, 1976.
Brown R. Social psychology. New York: Free Press, 1965.
Camblell, David P. Manual for the Strong-Campbell Interest Inventory. Standford,

California : Standford University Press, 1977.
Ebel, Robert L. and Frisbie, David A. Essentials of Educational Measurement. New

Jersy Prentice Hall Inc., 1986.
Edwards, A.L. Techniques of Attitude Scale Construction. New York : Appleton-

Century-Crofts. 1957.
Fishbein, M. and Ajzen, I. Beliefs, Attitude, Intention and Behavior: An Introduction

to Theory and Research. Reading : Mass. Adison Wesley, 1975.
Gati, I.A. Hierarchical Model for the Structure of Vocational Interests. Journal of

Vocational Behavior, 1976.
Guildford, J.P. Psycholometric Methods. New York : McGraw-Hill, 1936.
Holland, John L. Manual of Self-Directed Search. Palo Alto, California : Consulting

Psychologist Press, 1979.
Katz, D. The Foundational Approach to the Study of Attitude. Publ. Opin. Quart. 24,

1960. pp. 663-204.
Kerlinger, Fred N. Foundations of Behavioral Research. Tokyo: CBB Publishing Japan

Ltd., 1986.
Kilpatrick, W. H. Philosophy of Education. New York : McMillan. 1954
Krathwohl, D.R. and others, Taxonomy of Education Objectives hand book II.

Affective Domain. New York : David McKay. 1973.
Likert, Rensis. A Technique for the Measurement of Attitude. In. G. F. Summer(ed.).

Attitude Measurement. Chicago : Rand McNally. 1970. pp. 149-158.

-193-
Mitchell, Mathew. Situational Interest : Its Multifaceted Structure in the Secondary

School Mathematics Classroom. Journal of Educational Psychology. 1993.
Vol.85. No.3. pp.424-436. New York: McGraw – Hill International Editions 1989.
Newcomb, T. M. Personality and social change; attitude formation in a student
community. Ft Worth, TX, US: Dryden Press. 1943.
Nunnally, J.C. Psychometric Theory. New York : McGraw-Hill, 1978.
Osgood C. E. , Suci, C.J. and Tannenbaum, P.H. The Measurement of Meaning. Urbana:
University of Illinois Press, 1957.
Oskamp. S. Attitudes and Opinion. Englewood Cliffs. N. J. : Prentice Hall. 1977.
Rokeach, M. The Nature of Human Values. New York : Free Press. 1973.
Shaw, M., and Wright, J.M. Scales for the Measurement of Attitudes. New York :
McGraw-Hill, 1967.
Super, D.E. and Crites, J.O. Appraising Vocational Fitness. New York : Harper & Row,
1962.
Super, D.E. Work Values Inventory. Chicago : Riverside, 1970.
Thrustone, L.L. Attitude Can Be Measured. In G. F. Summer(ed.). Attitude
Measurement. Chicago : Rand McNally. 1970. pp. 127-141.
Thurstone, L.L. Comments. American Journal of Sociology. 52, 1964. P. 39-40.
Woodruff. A.D. “The Role of Value in Human Behavior” Journal of Social Psychology.
36-37, 1952.


Click to View FlipBook Version