The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาเครื่องมือวัดจิตพิสัย ปี 2563
ผู้เรียบเรียง รองศาสตราจารย์ ดร.วิเชียร อินทรสมพันธ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Wichian Intarasompun, 2020-08-24 11:47:18

การพัฒนาเครื่องมือวัดจิตพิสัย

การพัฒนาเครื่องมือวัดจิตพิสัย ปี 2563
ผู้เรียบเรียง รองศาสตราจารย์ ดร.วิเชียร อินทรสมพันธ์

-120-
ครบท้ัง 7 ประการ และการฝกอบรมเด็กไทย ควรเพิ่มคติธรรมอีก 5 ประการ (ขอ 8-12) เพื่อให
เหมาะสมกบั วฒั นธรรมอันดีและสภาพของสงคมไทย ซ่ึงคตธิ รรม 12 ประการ คือ

1. สัจจะ พดู ความจรงิ (Truth)
2. ความซื่อสัตยส จุ รติ (Honesty)
3. ความระลึกในหนา ที่ (Sense of Duty)
4. ความอดกลนั้ (Patience)
5. ความเปนธรรม (Fair Play)
6. ความเอาใจเขามาใสใจเรา (Consideration for Others)
7. เมตตาธรรม (Kindness)
8. ความกตั กู ตเวที (Gratitude)
9. ความสภุ าพนุมนวล (Politeness)
10. ความคารวะตอผูมีอาวโุ ส (Respect for Elders)
11. รกั ษาคําพูด (promise)
12. จติ สาํ นกึ สาธารณะเสยี สละเพ่ือสวนรวม (Public Conscience)

การสรางเครอ่ื งมือวดั จรยิ ธรรม

การสรางเคร่ืองมือวัดจริยธรรม ประกอบไปดวย 3 สวน คือ ความรูในเนื้อหาทางจริยธรรม
ความรูสกึ ทางจรยิ ธรรมและพฤติกรรมทางจรยิ ธรรม ถาจะวัดใหครอบคลุมจะตองออกแบบเคร่ืองมือให
วัดท้งั 3 สวน แตส ่ิงที่ตอ งการมากทสี่ ดุ คือ พฤติกรรมทางจริยธรรม เพราะเปนการแสดงการกระทําเม่ือ
คนพบปญ หาความขัดแยง ทางจริยธรรม การแสดงการกระทําพรอมเหตุผลจึงเปนสิ่งท่ีนาสนใจ ขั้นตอน
การสรางเหมือนกับการสรางเคร่ืองมือวัดจิตพิสัยโดยทั่วไป แตเพื่อความสะดวกสบาย อาจจะมอง
ข้ันตอนการสราง ดงั ตอไปนี้

1. กาํ หนดจริยธรรมที่ตองการจะวดั ในข้ันนี้จะตองระบุวาเปนจริยธรรมอะไร เปนแบบรวมๆ
หรือแบบเดยี่ วๆ เชน จิตอาสา ความซื่อสัตย ความยตุ ิธรรม ความเมตตากรณุ า เปนตน

2. ศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่เก่ียวของ เปนการศึกษารายละเอียดเก่ียวกับจริยธรรมที่
ตองการวัดวา มีจริยธรรมท่ีเปนตัวแปรหลัก ตัวแปรยอยหรือตัวแปรรองอะไรบาง มีก่ีลักษณะ แตละ
ดา นมีรายละเอียดและคุณลักษณะอะไรบาง ใหศ กึ ษาอยางละเอียดและสรุปใหถ ูกตอง

3. นิยามศพั ทเฉพาะ เปนการกําหนดความหมายของสิ่งท่ีจะวัดใหชัดเจน โดยการศึกษาขอมูล
เกีย่ วกับคณุ ลกั ษณะ วิเคราะหสวนยอยวาจริยธรรมท่ีเกี่ยวของมีอะไรบาง มีจริยธรรมที่เก่ียวของไดแก
อะไรบา ง

ตวั อยางการนิยามศัพทเฉพาะจริยธรรมดา นความเสยี สละ
ความเสียสละหมายถึง การละความเห็นแกตัว การใหปนแกคนที่ควรให ดวยกําลังกาย กําลัง
ทรพั ย กาํ ลังสติปญ ญาและกําลังใจ

-121-
พฤติกรรมบง ช้ี
ก. การใหดวยกําลังกาย เชน ไมน่ิงดูดาย ชวยผูอ่ืนทําธุรการงานท่ีไมมีโทษ ชวยเหลืองาน
สาธารณประโยชน
ข. การใหด ว ยกําลังทรัพย เชน แบงปนเครอื่ งอปุ โภค บริโภคแกผูท ่ีขัดสน แบง ปน เงินทองแกผู
ทส่ี มควรให สละทรัพยเ พอ่ื สาธารณประโยชน
ค. การใหท างวาจา เชน ชวยเหลือใหค ําแนะนาํ ชวยเจรจาเอาเปนธุระใหสําเร็จประโยชนการ
ใหทางสติปญญา เชน ชวยแสดงความเห็น แกปญหาใหผูอื่นที่เดือดรอน คิดหาแนวทางท่ีถูกท่ีชอบ
เพม่ิ พูนความรูใหแ กผ อู ่นื
ง. การใหทางใจ เชน ยนิ ดเี มอื่ เห็นผูอ่ืนมีความสุข ไมอาฆาตจองเวร ไมโลภอยากไดของผูอ่ืน
ใหอภยั ผทู ส่ี ํานกึ ผดิ เมือ่ ทาํ ผดิ ไมคดิ สมนาํ้ หนาดถู ูกผูเพลีย่ งพลา้ํ
ในการสรา งแบบวัดน้นั จะตองสามารถแยกแยะพฤติกรรมการแสดงออกในจริยธรรมหน่ึงๆ ใหได
ละเอียดมากท่ีสุดเทาท่ีจะสามารถทําได เพราะเวลาเขียนขอคําถามจะตองอิงพฤติกรรมน้ันเสมอจึงจะ
สามารถวัดจรยิ ธรรมน้นั ไดถ กู ตอ ง
4. เลือกรูปแบบของเครื่องมือวัดจริยธรรม เคร่ืองมือที่จะใชวัดจริยธรรมตองเหมาะสมกับ
คณุ ลักษณะทจี่ ะวดั ไดแ ก แบบสอบถาม แบบสํารวจ แบบสัมภาษณ แบบสงั เกต แบบเขียนตอบ เปนตน
โดยเฉพาะแบบเขยี นตอบท่นี ิยมกนั มากคือ แบบเตมิ เสรี และแบบมีตัวเลือกซงึ่ แบง ยอยอีกมาก
5. เขียนขอความ ภาพ หรือสถานการณและกําหนดวิธีการตอบ โดยเขียนใหครอบคลุม
คุณลกั ษณะจริยธรรมทกุ ดาน และในคณุ ลกั ษณะแตละดานควรมีหลาย ๆ ขอ เปนการสรางขอความเพ่ือ
เปนเครือ่ งมอื ในการวดั การเขียนขอ คาํ ถามในแบบสัมภาษณควรเขียนขอความอยางหนึ่ง ถาการสังเกต
ควรเขยี นเปน ขอรายการ ถาเปนแบบเขียนตอบควรมีสถานการณเปนภาษาหรือภาพแลวมีคําถาม การ
ตอบอาจจะตอบแบบอิสระหรอื กําหนดคาํ ตอบไวให และกาํ หนดวธิ ีการตอบเพ่อื ใหแ บบวัดมีความชัดเจน
ดานความเท่ียงตรง แลวจึงนํามาเขียนเปนแบบวัดที่เปนชุดของการวัดจริยธรรมกอนนําไปหาคุณภาพ
กอนนาํ ไปใชจ ริง
6. ตรวจสอบคณุ ภาพเครอื่ งมอื รายขอและทั้งฉบับ เปนการนําเครื่องมือท่ีสรางไปตรวจสอบ
คณุ ภาพเบือ้ งตนั โดยนําไปใหผ เู ช่ียวชาญทางจรยิ ธรรมและผเู ช่ียวชาญทางดานการวัดผล ใหพิจารณาวา
เครื่องมอื มีความเท่ยี งตรงเชิงพินจิ มากนอยเทาใดในแตละขอ แลวจึงนําไปทดลองใชกับกลุมท่ีไมใชกลุม
ตัวอยางเพ่ือหาคาอํานาจจําแนกรายขอวา แตละขอสามารถจําแนกผูมีจริยธรรมสูงหรือตํ่าไดหรือไม
เมื่อพจิ ารณาเปน รายขอทมี่ ีคา อํานาจจําแนกดี แลวนํามาหาคุณภาพของเคร่ืองมือเกี่ยวกับความเชื่อมั่น
วา ขอ คาํ ถามแตละขอ และขอคําถามโดยรวมท้ังฉบับนั้นมีความเชื่อม่ันไดมากนอยเทาใด เพียงพอที่จะ
นําไปใชเปน เครอ่ื งมือวัดจรยิ ธรรมหรือไม ขอ ใดดีก็เลอื กไวใ ชตอไป
7. ปรับปรุงคุณภาพของเครื่องมือ ตามผลการวิเคราะห โดยการดูผลจากการตรวจสอบ
เคร่ืองมอื ทัง้ รายขอ และทงั้ ฉบบั คดั เลอื กเฉพาะขอคําถามท่ีมีคุณสมบัติดีเทา นนั้ ไวใ ช
8. สรางเกณฑปกติในการใหคะแนน พรอมทั้งเขียนคูมือการใชเครื่องมือดังกลาว เพ่ือแปล
ความหมายของคะแนน

-122-

รูปแบบการวัดจริยธรรม
ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ (2543) ไดเสนอรูปแบบและแนะแนวทางการวัดจริยธรรมไว
ดงั ตอ ไปน้ี
1. วดั พุทธพิ ิสยั หรือวดั ดานความรู( Knowledge) ซึ่งเปน เน้ือหาของจริยธรรมที่โรงเรียนหรือ
สงั คมกาํ หนดไว และนําเนอื้ หาเหลานี้ที่ถือวาดีงามสอนใหผูเรียน หรือคนในสังคมนําไปประพฤติปฏิบัติ
กัน จะทําใหสังคมอยูไดอยางมีความสุขทั้งตนเองและผูอ่ืน การสรางแบบวัดน้ีเปนการวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี น อาจเปนการอธิบาย เตมิ คํา จบั คู และเลอื กตอบ ดงั ตัวอยางการวัดความซ่ือสัตย ที่กําหนด
ตามจดุ ประสงคการเรียนรู 6 ดา นดงั ตอ ไปนี้
ความจาํ 1. ความซอ่ื สตั ยหมายความวาอยา งไร
ความเขา ใจ 2. ความซ่ือสัตยเปรียบไดกบั คาํ พังเพยใด
นําไปใช 3. ถา เพือ่ นสนทิ ขาดความซอื่ สตั ยทา นจะแกปญ หาอยางไร
วิเคราะห 4. เหตใุ ดจงึ กลาววา ความซ่ือสตั ยค า้ํ จุนโลก
สังเคราะห 5. ใหบ รรยายลักษณะครอบครัวซ่อื สัตยไมเกนิ 5 บรรทดั
ประเมินคา 6. ทานเห็นดวยหรือไมที่วา “คนซื่อสัตยมักพลาดโอกาสบางอยาง” อธิบาย
พรอมเหตุผลประกอบ
จากการเขียนตอบขอคําถามเหลาน้ี จะสังเกตเห็นวา ไมไดถามเพียงแคความรูความจําของ
ผูเรียนในเนือ้ หาวิชาเทานนั้ แตสามารถปลูกฝง ใหผูเ รียนไดคดิ เกย่ี วกบั จริยธรรมไปดวย
2. วัดจิตพิสัยหรือวัดความรูสึกทางจริยธรรม (Affective) เปนความรูสึกท่ีเปนพ้ืนฐานท่ีมี
อิทธิพลตอพฤตกรรมจริยธรรมที่เนนการแสดงออก การตัดสินใจลงมือกระทําเม่ือพบกับปญหาทาง
จริยธรรม การตดั สนิ ใจจะตองมีพน้ื ฐานความรูสึกมากอน การวัดแบบนี้ใชวิธีการวัดเจตคติก็ได น่ันก็คือ
กําหนดเปาจรยิ ธรรม เชน ความซ่อื สตั ย แลวเขียนขอความแสดงความรูสึกตอเปา ระบุเปาหมายที่จะวัด
วาเปนอะไร จะตองหาขอความแสดงความรูสึกตอเปาเจตคติใหมีความเปนไปไดมากที่สุด ดังตัวอยาง
ภาพ ตอไปนี้

-123-

แบบวัดเจตคติตอความซอื่ สตั ย
คําชี้แจง ใหทานอานขอความแตละขอ แลวพิจารณาวาทานรูสึกเห็นดวยหรือไมเห็นดวย มากนอย
เพยี งใด แลวกากบาทตอบตามเงื่อนไขตอ ไปน้ี
ถา เหน็ ดว ยอยา งมากกบั ขอความนั้นเลือกตอบ 4
ถา เห็นดวยกบั ขอความนน้ั เลอื กตอบ 3
ถา ไมเห็นดวยกบั ขอความนน้ั เลือกตอบ 2
ถา ไมเ หน็ ดว ยอยา งมากกับขอ ความนัน้ เลอื กตอบ 1
1. คนทซ่ี ื่อสตั ยเปน คนที่โลกตอ งการ [1] [2] [3] [4]
2. คนซอ่ื สัตยถ ูกหลอกไดง าย [1] [2] [3] [4]
3. ความซ่อื สัตยทาํ ใหคบคนอืน่ ไดง า ย [1] [2] [3] [4]
4. ความซอื่ สัตยทาํ ใหเ สียประโยชนทคี่ วรได [1] [2] [3] [4]
5. ความซ่อื สัตยทาํ ใหคนไววางใจ [1] [2] [3] [4]
6. คนซ่ือสัตยกลายเปนคนเซอ ในสังคม [1] [2] [3] [4]
7. คนทป่ี ระสบความสาํ เรจ็ มกี ลเม็ดพูดจริงบา งเทจ็ บาง [1] [2] [3] [4]
8. ซอ่ื สตั ยเปนหัวใจของการประกอบกจิ การ [1] [2] [3] [4]
9. ถาอยากเอาตัวรอดจะซอ่ื สัตยอยางเดยี วไมได [1] [2] [3] [4]
10. มีความซื่อสตั ยแลว อะไรๆ กจ็ ะดเี อง [1] [2] [3] [4]
11. ทาํ งานกบั คนซือ่ สัตยจะไมประสบความสาํ เรจ็ [1] [2] [3] [4]
12. คนซอ่ื สตั ยมากถอื เปนคนโง [1] [2] [3] [4]

ภาพที่ 5.1 ตวั อยางแบบวดั เจตคติตอจรยิ ธรรมดานความซ่อื สัตย

ในการใหคะแนนตองดูขอความวาเปนบวกหรือลบดวย ถาขอความบวกจะใหคะแนนตาม
ธรรมดา แตถ าขอ ความเปนลบใหค ะแนนกลับกนั ดงั นน้ั ผตู รวจใหคะแนนตองระวังเร่ืองนี้ดวย เพ่ือไมให
การแปลความหมายของคะแนนเกดิ ความคลาดเคลื่อน ดังนัน้ จงึ กาํ หนดการแปลความหมายของคะแนน
ดังนี้

คะแนนเฉลย่ี 4.00-3.50 แปลวา มคี วามรสู กึ หรือเจตคตติ อ จริยธรรมความซือ่ สัตยสงู มาก
คะแนนเฉลย่ี 3.49-2.50 แปลวา มคี วามรสู กึ หรอื เจตคติตอ จริยธรรมความซอ่ื สัตยสงู
คะแนนเฉลีย่ 2.49-1.50 แปลวา มคี วามรสู ึกหรอื เจตคติตอจรยิ ธรรมความซ่ือสตั ยตํ่า
คะแนนเฉลี่ย 1.49-1.00 แปลวา มีความรสู กึ หรือเจตคติตอ จรยิ ธรรมความซอ่ื สตั ยต ่ํามาก
การวัดความรูสึกทางจริยธรรมอีกวิธีหน่ึง อาจจะไมเจาะจงดานใดดานหนึ่งก็ได แลวใหผูตอบ
พิจารณาขอ ความแลว ตอบตามความรูสึก คะแนนท่ีออกมาสามารถแปลผลความรูสึกเก่ียวกับจริยธรรม
ได ดังตวั อยา งภาพตอไปน้ี

-124-

แบบวดั เจตคติตอ จริยธรรมดา นการเสียสละ ชว ยเหลอื
คําช้ีแจง ใหทานอานขอความแตละขอ แลวพิจารณาวาทานรูสึกเห็นดวยหรือไมเห็นดวย มากนอย
เพียงใด แลวกากบาทตอบตามเง่อื นไขตอ ไปนี้
ถา เหน็ ดว ยอยา งมากกับขอ ความน้นั เลอื กตอบ 4
ถาเห็นดวยกับขอ ความนน้ั เลอื กตอบ 3
ถา ไมเห็นดว ยกบั ขอความนั้นเลือกตอบ 2
ถาไมเ ห็นดวยอยา งมากกบั ขอ ความนั้นเลือกตอบ 1
1. ชาย 2 คนเปนเพื่อนกัน วา ยนํ้าไมเปนทั้งคู ตอนขามสะพาน
ไมม ีคนหนง่ึ ตกน้ํา อีกคนหน่งึ ควรโดดลงนํา้ ไปชว ย [1] [2] [3] [4]
2. พน่ี อง 3 คน มีขนมกอนเดยี วที่จะกินได คนพ่ีบอกวาควรจับ
ฉลากวา ใครจะไดกนิ [1] [2] [3] [4]
3. พี่เดินทางไปกับนอง พอดีมีหมาตัวหน่ึงไลกัดนอง พ่ีควร
ตะโกนใหน องว่งิ หนีพรอ มตน [1] [2] [3] [4]
4. แดงเปนตัวแทนนักกีฬาของโรงเรียน พอเลนไปก็รูวาสูเขา
ไมไ ด อยากใหโรงเรยี นมีชื่อเสียงเลยใชเลห เหล่ียม [1] [2] [3] [4]
5. ขณะขนึ้ รถเมลมองเห็นคนกรีดกระเปาผูโดยสารคนหนึ่ง ควร
อยเู ฉยๆ เพราะเดีย๋ วมีอันตราย [1] [2] [3] [4]

ภาพที่ 5.2 ตัวอยา งแบบวดั เจตคตติ อจรยิ ธรรมดา นการเสยี สละ ชวยเหลอื

ในการใหค ะแนนแบบวดั นี้ตองพจิ ารณาขอ ความที่แสดงการกระทาํ วาเปนทางลบหรือทางบวก พิจารณา
ใหคะแนนเหมือนกับการวดั เจตคตทิ างจริยธรรมตวั อยางทผ่ี านมา

3. วดั ทักษะพสิ ัยหรือพฤตกิ รรมทางจรยิ ธรรม (Behaviors) เปนการวดั จริยธรรมท่ี
ตรงจุดท่ีสุด เพราะมองในแงการพิจารณาตัดสินใจกระทําหรือไมกระทําสิ่งใดส่ิงหนึ่ง เพ่ือพบกับความ
ขดั แยง หรือปญ หาทางจริยธรรม การตัดสินใจจึงตองใชคานิยมหรือคุณธรรมระดับใดระดับหนึ่ง การวัด
พฤติกรรมทางจริยธรรมทําไดหลายแบบ

-125-

ก. การสงั เกตพฤติกรรม เปนการเฝามองดูอยา งมจี ุดมงุ หมาย เครอื่ งมอื ท่สี ําคัญคือ ตา
กับการรับรู สิ่งทีช่ วยในการสงั เกตไดแก แบบตรวจสอบรายการ ในแบบน้ีจะมีพฤติกรรมท่ีตองสังเกตไว
จํานวนหนึ่ง การจะสังเกตพฤติกรรมใด ควรวิเคราะหแยกแยะพฤติกรรมทั้งดีและไมดี ดังตัวอยางภาพ
ตอ ไปนี้

แบบตรวจสอบรายการสังเกตพฤติกรรมความซื่อสตั ย
รายการ มี ไมมี
1. พูดปด
2. พดู หลอกลวง
3. ถวงเวลา
4. รษิ ยา
5. ตรงตอ เวลา
6. ตัง้ ใจทํางาน
7. รกั ษาสญั ญา
8. ปฏิบตั ติ รงไปตรงมา
9. สง งานไมทันกาํ หนด
10. ทําความดีเสมอ
ฯลฯ

ภาพที่ 5.3 ตวั อยางแบบตรวจสอบรายการสังเกตพฤติกรรมความซ่ือสตั ย

การสังเกตควรใชผ ูสังเกตอยา งนอ ย 2 คนข้ึนไป เพอื่ จะไดนาํ ผลของการสงั เกตมาตรวจสอบ วา
ผลการสังเกตสอดคลองกันหรือไม ถาผลการสังเกตไมสอดคลองกันถือวาการสังเกตไมคนใดคนหน่ึง
จะตองคลาดเคล่ือนจากความเปน จรงิ ไปได ถอื วา เปนการหาความเชื่อมั่นของผสู ังเกต

-126-
ข. การสมั ภาษณ

การสัมภาษณเปนการสนทนาอยางมีจุดมุงหมาย เคร่ืองมือท่ีสําคัญไดแกการพูด
จดุ มงุ หมายของการสมั ภาษณเพื่อทราบถงึ พฤติกรรมเชิงจริยธรรม เพื่อชวยใหการสัมภาษณมีมาตรฐาน
มากยิ่งข้ึนจึงควรมีขอคําถามไวกอนและถามเนนประเด็นท่ีเราตองการศึกษา ผูสัมภาษณตองพยายาม
ตะลอ มใหผูถูกสัมภาษณไดตอบคําถามใหตรงประเด็นตามจุดมุงหมายที่เราตองการ การสัมภาษณควร
กําหนดคําถามท่ีเปนสถานการณเพ่ือแกปญหาทางจริยธรรมตามแนวคิดวิธีการวัดเหตุผลเชิงจริยธรรม
ของโคลเบิรก เชน

1. สามีคนหน่งึ ไมสามารถซอื้ ยาราคาแพงเพ่ือรักษาโรคมะเร็งของภรรยา ดังน้ันเขาจึงตัดสินใจ
ขโมยยาจากรา นขายยา ถาทานเปน สามคี นนี้ จะทําอยา งน้หี รือไม อยา งไร

2. นายตาํ รวจคนหนึง่ เหน็ ชายซ่ึงเปนสามีหญิงปวยเปน โรคมะเรง็ คนนี้ วง่ิ ออกจากรา นยา ตอมา
นายตํารวจรูว ายาถกู ขโมยจากรา น ดงั นัน้ ตาํ รวจคนนี้จงึ รายงานใหดาํ เนินการจับ ทานคิดวา ตํารวจคนนี้
ทาํ ผดิ หรอื ถูกใหเ หตุผลประกอบ

ฯลฯ
การสัมภาษณเ พอื่ วัดพฤติกรรมเชิงจรยิ ธรรมน้นั คอนขางยากตรงที่จะตองใหผ ูถูกสัมภาษณแสดง
เหตุผลเชงิ จรยิ ธรรมออกมาใหปรากฏ ถาใชคําถามไมดีก็จะไมไดรับความรวมมือหรือตอบไปคนละอยาง
ทาํ ใหไ มไ ดส ง่ิ ทเ่ี ราตอ งการ คาํ ถามทั่วไปที่สามารถสรางได เชน
1. ถาสอบปลายภาคทําวิชานั้นไมได เพ่ือนแอบบอกคําตอบ ทานจะยอมรับตามเพ่ือนหรือไม
เพราะเหตุใดจงึ ทาํ เชนนน้ั
2. มะมวงสุกของบานหลังหนึ่งตกมานอกร่ัวตรงทางเดิน ทานเดินผานควรเก็บไปกินหรือไม
เพราะเหตใุ ด
3. ถา ทานเดนิ ไปตามทางมไี มอ ยใู นมือ พบงอู ยูขวางทาง ทานจะทําอยางไร ทําไมจงึ ทาํ อยา งนัน้

ฯลฯ
ผลจากการสัมภาษณทําใหเราทราบถึงความรู ความรูสึกของผูถูกสัมภาษณวาคิดอยางไร เม่ือ
พบกบั สถานการณท่ตี อ งใชห ลักจรยิ ธรรมตดั สนิ ใจแลว สรุปเปนคะแนนจรยิ ธรรมได

-127-

ค. ใชข อ ความแสดงจริยธรรมใหเลอื กตอบ
ขอ ความที่จะใชวัดสามารถเขียนใหยาวหรือสั้นก็ได แตจะตองเปนขอความท่ีเง่ือนงําปญหา

เกย่ี วกับจริยธรรม ผูตอบจะตองใชเหตุผลเชิงจริยธรรมมาตอบ สวนตัวเลือกท่ีกําหนดใหตอบน้ันขึ้นอยู
กับขอความนั้นๆ ดวย แตละขอจะใชตัวเลือกเหมือนกันหรือตางกันก็ได แตแบบวัดชุดหนึ่งๆ ควรให
คะแนนแตล ะขอเทา ๆ กนั วธิ กี ารสรางทสี่ ะดวกท่สี ดุ คอื ใหม ีตวั เลอื กจาํ นวนเทากนั และมีเกณฑก ารคิดให
คะแนนเหมือนกัน ดังตวั อยางตอไปน้ี

1. การทํารายสัตวทม่ี ชี วี ติ ขนาดเล็ก
[ ] ทําบอยๆ
[ ] ทําบาง
[ ] ไมเคยทําเลย

2. การรว มมอื รว มใจกับบุคคลในสงั คมทอ่ี าศัยอยู
[ ] ทําบอยๆ
[ ] ทาํ บา ง
[ ] ไมเ คยทําเลย

3. การประพฤตปิ ฏบิ ตั ิตามคํามัน่ สัญญา
[ ] ทําบอยๆ
[ ] ทําบา ง
[ ] ไมเ คยทําเลย

4. การทํารายสัตวท่ีมีชีวติ ขนาดใหญ
[ ] ทําบอ ยๆ
[ ] ทาํ บาง
[ ] ไมเ คยทาํ เลย

5. การอาํ นวยความสะดวกแกผ อู น่ื
[ ] ทาํ บอยๆ
[ ] ทําบาง
[ ] ไมเ คยทําเลย

6. การเอาเปรยี บคนอ่ืนเพ่ือใหต นเองอยรู อด
[ ] ทําบอยๆ
[ ] ทาํ บาง
[ ] ไมเคยทําเลย

-128-
7. การโกหกเพ่อื ความอยูรอดปลอดภยั จากอันตราย

[ ] ทาํ บอยๆ
[ ] ทาํ บา ง
[ ] ไมเคยทาํ เลย
หรอื อาจทําเปน การเลอื กตอบดงั ตัวอยา งตอไปน้ี
8. เม่ือทา นเดนิ ทางกลับบา นเห็นเพอ่ื นถูกรังแกจากกลมุ อนื่ จะทาํ อยางไร
[ ] ยืนดูเฉยๆ
[ ] เดินผา นไป
[ ] ไปหาคนชวย
[ ] รบี เขาไปชว ยเหลอื ทันที
การเขยี นขอ ความจะเนนจริยธรรมใดจรยิ ธรรมหน่ึงก็ได และตัวเลือกจะเปล่ียนแปลงอยางอ่ืนก็
ได แตจุดประสงคตองการรูวาเขากระทําหรือมีพฤติกรรมทางจริยธรรมน้ันแบบใด เคยปฏิบัติหรือไม
อาจจะใช [ ] ทาํ ทกุ คร้งั [ ] ทาํ บอ ยๆ [ ] นานๆ ทํา [ ] ไมเคยทําเลย อยางน้ีก็ได หรือจะใช
คําอนื่ แลวแตค วามเหมาะสม ขอเสียของเครอื่ งมอื วัดแบบน้อี ยตู รงการไมต อบความจริง มักจะแกลงตอบ
ถา เปน ผูใหญ แตเดก็ ๆ จะตอบความจรงิ เปนสวนใหญ
ง. ใชส ถานการณยอ ยๆ ใหเ ขียนตอบ
การใชส ถานการณย อยนเ้ี ปนเรือ่ งสั้นทมี่ คี วามขัดแยง ตอ งแกปญหาโดยวิธีการทางจริยธรรม
ลกั ษณะเหมอื นเร่ืองสนั้ ทใ่ี ชส มั ภาษณท่ีกลา วมาแลว แตครงั้ น้ใี หผูสอบเขียนตอบ วาจะแกปญหาอยางไร
พรอมยกเหตผุ ลประกอบ จะไดนําไปเปรยี บเทยี บระดับของจริยธรรมได เชน
1. อนงคป วดทองอยางรุนแรง ญาติพาไปหาหมอที่คลินิก หมอตรวจเสร็จแลวบอกวา คง
เปนเพราะโรคกระเพาะ จึงใหยามารับประทาน แตปรากฏวาคืนนั้นอนงคนอนตายอยูในหองไมมีใครรู
อาการ
- ถา ทานเปนญาตขิ องอนงคจะทาํ อยา งไรกับหมอ
- ทําไมจงึ ทําอยางนน้ั
2. ชายคนหนึง่ ขโมยอาหารใหลกู กนิ ถูกตํารวจจับไปขัง แตชายคนน้ันแหกกรงขังเดินทาง
กลบั ไปเยีย่ มญาติ เพื่อขอซอ นตัวชัว่ คราว
- ถาทา นเปนญาติทานจะทาํ อยางไร
- ทาํ ไมจึงทําอยางน้ัน
3. พ่ีนอ ง 3 คน ออกจากท่พี ักในปาเพ่ือเดินปาตอนกลางวัน ไปเจอเสือโครงตัวหนึ่งกําลัง
จะว่ิงไลทํารายท้ัง 3 คนจึงว่ิงหนีเอาตัวรอด คนพี่ว่ิงเร็วท่ีสุด คนนองสุดทองว่ิงชาที่สุด เสือว่ิงจะทันคน
สุดทองแลว
- ถา ทานเปน พีใ่ หญจ ะทําอยา งไร
- ทําไมจึงทาํ อยา งน้นั

-129-

ในการตรวจใหคะแนนนั้นจะตองยึดหลักระดับของจริยธรรมแบบใดแบบหนึ่งมาเปนเกณฑใน
การเปรียบเทียบ เมื่อแนใจวายึดแบบใดแลวทําการตรวจคําตอบ แลวจึงจําแนกแยกแยะเขาตามระดับ
ของจริยธรรมที่กําหนดไว แลวจึงกําหนดคะแนนตามระดับจริยธรรม การพิจารณาระดับจริยธรรมนั้น
เปน การพิจารณาเหตผุ ลประกอบการตดั สนิ ใจทจี่ ะกระทาํ ลงไป ซ่ึงจะชวยทาํ ใหค วามกระจางมากยงิ่ ขึ้น

จ. ใชส ถานการณยอ ยๆ แลวเขยี นตัวเลือกใหต อบ
สถานการณน้ีอาจจะยาวหรือส้ันก็ได แตเปนลักษณะความขัดแยงหรือปญหาเชิงจริยธรรม ย่ิง
ซับซอ นกะทําใหยากแกก ารตดั สนิ ใจ แตตองระวังเร่ืองภาษา เพราะผูตอบบางคนอานแลวไมเขาใจ เลย
ไมสามารถพิจารณาตัดสินไดดังท่ีคิดไว เลยตอบแบบสงเดชไป สถานการณท่ีเปนปญหาอาจมีหลายแง
ผอู านตองสามารถเขาใจความหมายได ดงั นน้ั ควรระวงั ในการเลือกสถานการณม าเขยี น

หลกั ในการเขียนตัวเลือก
1. เมื่อไดส ถานการณแ ลว สง ใหกลมุ ตัวอยา งตอบคําถามโดยใชว ธิ กี ารแบบเติมขอความ
2. ยึดเกณฑในการพิจารณาตัดสนิ ใจทางจริยธรรม โดยเลือกเอาวธิ ีใดวิธหี นึง่
3. จาํ แนกแนวการตอบออกเปนระดับๆ ในการตดั สินใจเชิงจริยธรรมโดยจดั เปน กลุมๆ ไว
4. พิจารณาเอาแนวคําตอบมาเขียนเปนตัวเลือก โดยการดัดแปลง ปรับปรุงใหม ซึ่งจะทําให

เห็นระดบั ของการตอบวาอายแุ ตละระดับจะแตกตางกัน
ตวั อยางแบบวดั จริยธรรมจากสถานการณท ม่ี ตี วั เลือก
คําชี้แจง ใหอานสถานการณที่กําหนดให จับใจความใหดี แลวตอบคําถามจากสถานการณน้ันๆ จาก
ตัวเลือกท่ีกาํ หนดใหท ีท่ า นเหน็ วาตรงกับความคดิ ในการตัดสนิ ใจของทานมากท่ีสดุ
1. ถา สนุ ัขเลย้ี งไวท่บี า นของทานรูปรางนา รัก แตช อบปส สาวะและอุจาระไมเปน ที่ และมกั นาํ ส่ิง
สกปรกเขา บานเสมอ ทา นควรจัดการกับสนุ ัขนีอ้ ยางไร
ก. ทําโทษดดั นิสัย
ข. ใหคนอืน่ เอาไปเลย้ี ง
ค. จับไปปลอ ยไกลบา น
2. แดงเปนคนงานกอ สราง มีฐานะยากจนมาก พอแมก แ็ ก มีพ่ีนองหลายคน เขาจึงตองทาํ งานหนัก
เพอื่ หาเงนิ ชว ยเหลอื ครอบครวั นอ งๆ กําลงั เรยี นทุกคน วันหน่ึงแดงเก็บเงินไดบริเวณสํานักงานการ
กอ สรา งเปนเงนิ 10,000 บาท ถา ทานเปนแดงจะทาํ อยางไร
ก. เกบ็ ไวสง ใหน อ งเรยี น
ข. นําไปซ้ือของทต่ี นเองขาดแคลน
ค. นําไปบริจาคมลู นิธชิ วยงานสังคม
ง. มอบใหห นังสือพิมพประกาศหาเจา ของ

-130-
3. แมข องนิตยาบอกนิตยาวา เอาเงินที่หาไดเ องตอนปด ภาคเรียนไปซ้อื อปุ กรณก ารเรียนเพราะจะ

เปดภาคเรียนใหมแลว แตนิตยากลับเอาเงินท่ีหาไดไปดูหนังฟงเพลงเกือบหมด ปรียาซึ่งเปนพี่สาว
ของนิตยารูดวี า นองหาเงินไดเ ทาไรใชทําอะไร พ่ีนองคูน ร้ี ักกันมาก ถาทา นเปน ปรียาจะทําอยางไร

ก. ไมบอกแม เพราะเกรงวาแมจะดเุ อาวาไมดแู ลนอง
ข. บอกแม เพราะรวู าแมใหนอ งเอาเงนิ ซอ้ื เคร่อื งเรยี น
ค. ไมบอกแม แตมีขอ ตกลงกับนองวา จะตองทาํ งานใหบ างอยาง
ง. บอกแม เพราะจะทําใหน ติ ยาจะไดไ มเ ปน คนโกหกแมอีก
จ. ไมบ อกแม เพราะนองเปน เพือ่ นเลน กนั อยูท กุ วนั
ฉ. บอกแม เพราะถอื วาการโกหกเปน ส่ิงไมดนี อ งไมร ักกย็ อม
4. จักรชัยจูงควายเขามาในเขตชุมชน ควายต่ืนคนเลยวิ่งขวิดคนบาดเจ็บไปหลายคน สิ่งของลม
ระเนระนาด จกั รชยั ดึงเชอื กผกู คอก็เอาไมอยู หลายคนชวยไลและหามกอเอาไมอยู หยุดไมได ว่ิงไล
ขวิดไปทั่ว มีตาํ รวจรกั ษาการณค นหนง่ึ เขา มาในเหตกุ ารณ พยายามชวยแกไขแตทําไมได จึงตัดสินใจ
ใชปนยิง 1 นัด ปรากฏวา ควายตายทนั ท-ี
ถาทานเปนตาํ รวจจะมคี วามคิดเหน็ เปน อยา งไร
ก. ควรทาํ เพราะเปน การปฏบิ ัติตามหนาที่ทต่ี ํารวจไดรบั มอบหมาย
ข. ควรทํา เพราะจะทาํ ใหชาวบา นเห็นวาเราเปนวีรบุรุษชว ยเขา
ค. ควรทาํ เพราะคนสวนใหญม ีอันตรายตองปกปอ งเอาไวกอน
ง. ควรทาํ เพราะเหน็ วา สิง่ อนั ตรายตอสงั คม ตอ งรับผดิ ชอบ
จ. ควรทาํ เพราะตองรักษาความปลอดภัย ถา ไมทําเจา นายลงโทษ
ฉ. ควรทํา เพราะตองปองกันอันตรายของชุมชนตามหลกั พิทกั ษสันติราษฏร
การเขียนตัวเลือกอาจจะมีเห็นดวย ไมเห็นดวย ผิดหรือถูก ก็ได หรือจะใชเพียงดานเดียว เชน
ผิดหรือถกู อยา งเดยี วก็ได แตเ หตผุ ลจะตอ งอิงเกณฑต ามทฤษฏที ่กี ลา วมาแลว
นํ้าหนกั ของคะแนนแตละขอ แบบเลอื กตอบเปนดงั น้ี
1. ก = 1, ข = 2, ค = 3
2. ก = 2, ข = 1, ค = 3 , ง = 4
3. ก = 1, ข = 4, ค = 2 , ง = 5, จ = 3, ฉ = 6
4. ก = 4, ข = 2, ค = 3 , ง = 5, จ = 1, ฉ = 6

-131-

ตัวอยา งขอ สอบวดั จริยธรรมแบบสถานการณใ หเลือกตอบ
วดั ความกตัญู (แนวการใหคะแนนการตอบ ก= 3, ข= 2, ค= 1)
1. ภาคภูมิเปนนักเรียนท่ีไดรับทุนของจังหวัดใหมีโอกาสไดศึกษาตอในระดับท่ีสูงขึ้น และเมื่อสําเร็จ
การศึกษาไดรับการติดตอจากบริษัทมีช่ือแหงหนึ่งใหไปทํางานดวย โดยไดรับเงินเดือนอยางงาม
ภาคภูมิจะทําอยา งไร
ก. ทาํ งานกับบริษทั เพราะตองการสรางฐานะของตนเองกอน
ข. ปฏเิ สธงานทบี่ รษิ ทั ติดตอ มา เพราะควรกลบั ไปทํางานใหจ งั หวดั ของตนเองกอน
ค. ทาํ งานใหจงั หวดั ของตนเองระยะหนง่ึ กอน แลว จงึ ไปทํางานใหบ ริษทั ท่ีติดตอมา
วัดความยุติธรรม (แนวการใหค ะแนนการตอบ ก= 2, ข= 1, ค= 3)
2. เพื่อนสนิทของน้ําทิพยขับรถถอยหลังไปชนกับรถของฝร่ัง บังเอิญน้ําทิพยอยูในที่เกิดเหตุและเพื่อน
ของเขามาขอรอ งใหชวยเปนพยานวา ฝร่งั ขบั รถมาชนทาย น้ําทพิ ยจะทําอยางไร
ก. เฉยเสียดกี วา
ข. ชว ยเพื่อนดกี วา
ค. ชว ยบอกความจริงดกี วา
วัดความสามคั คี (แนวการใหค ะแนนการตอบ ก= 1 , ข= 2, ค= 3)
3. สุภาวดเี ปนพ่ีใหญม ีนอ งหลายคน นองๆ มักจะมีความเห็นไมตรงกนั บางคร้ังถงึ กบั เกิดการทะเลาะกัน
สภุ าวดจี ะทาํ อยางไร
ก. ไมเขาไปยงุ เกีย่ วเพราะเปนเรอ่ื งของเด็กๆ
ข. ตกั เตอื นนอ งทกุ คนทมี่ ีเรือ่ งกนั
ค. ใหนอ งทุกคนรว มกันทาํ งานเปน กลุม เสมอ
วัดความซือ่ สัตย (แนวการใหค ะแนนการตอบ ก= 2 , ข= 1, ค= 3)
4. วนาลไี มมเี งนิ ชําระคาเทอมจึงไปขอยืมเงินจากอาจารยท่ปี รกึ ษาโดยสญั ญาวาจะคืนใหภายในสิ้นเดือน
เมือ่ ครบกาํ หนดวนาลไี ดเงนิ มาแลวไปใชจ า ยทางอื่นเสยี หมด วนาลจี ะทําอยา งไร
ก. ไปขอผอนผนั ตออาจารยท ป่ี รึกษา
ข. ไมม าพบจนกวาจะมีเงินมาใชคนื ให
ค. ขอยมื เงินจากอาจารยค นอ่นื มาคืนอาจารยท่ีปรกึ ษาเพื่อเปน การรกั ษาคําพดู
วดั ความซอ่ื สัตย ระดบั ช้ัน ป.5
5. กฤษณาสมัครเพ่ือเขาแขงขันเพื่อตอบปญหา ในขณะท่ีแขงขันอยูสุภาวดีไดแอบบอกคําตอบให
กฤษณา การทสี่ ุภาวดแี อบบอกคาํ ตอบใหก ฤษณา นักเรยี นมีความคิดเหน็ อยางไร
ก. การทาํ เชน น้ัน ทุกคนจะไดเ ห็นวา เราเปนคนเกงมคี วามรู
ข. การทาํ เชนนน้ั เราไมภมู ใิ จแมวาเราจะชนะการแขง ขัน
ค. การทําเชน นนั้ ทาํ ใหผ ูชมคนอืน่ ๆ เกิดความเขา ใจผิด
ง. การทาํ เชน นั้น เพราะเรากลัวสุมาลจี ะแพแ ละเกดิ ความอับอาย

-132-

6. เดโชเกลยี ดครเู นตรนภามาก เขาจงึ บอกใหภาคภูมิวา จะนาํ กระเปา ของครูไปซอน แตภาคภูมิ ขอรอง
ไมใหเดโชทาํ เชน นั้น การทีภ่ าคภมู ิขอรอ งเดโชไมใหท าํ นักเรียนมคี วามคดิ เห็นวาอยางไร
ก. เขาไมต อ งการใหเ ดโชทําผดิ และไมหวงั ไดอะไรจากเดโช
ข. เขาไมตอ งการใหเพ่อื นๆ คนอ่นื พลอยเดอื ดรอนไปดวย
ค. เขากลวั เดโชถกู ครูลงโทษ ถา ครูทราบความจริง
ง. เขาตองการใหเ ดโชเหน็ วา เขารักและหวงเดโชจริง

7. วนั หนึ่งครูสั่งใหทุกคนทําการบานมาสง แตญาณพัฒนลืมทํา เม่ือครูถาม ญาณพัฒนจึงตอบครูวาทํา
แลว การท่ญี าณพัฒนต อบครเู ชน นี้ นักเรยี นมีความคดิ อยางไร
ก. การตอบเชนน้นั ทําใหค รชู ื่นใจท่ีเหน็ เขาขยันทาํ การบาน
ข. การตอบเชน น้นั ทาํ ใหเราไมถ ูกครูลงโทษ
ค. การตอบเชนนั้นทาํ ใหเ ราอดึ อัดใจ
ง. การตอบเชนนัน้ ทําใหทุกคนไมย อมรับ

8. ไกรสรเก็บปากกาไดขางๆ โตะของเหมรัตน เขาจึงมอบใหเหมรัตนแตเหมรัตนบอกวาไมใชของตน
การท่เี หมรตั นไมย อมรับปากกา นกั เรียนมีความคิดเหน็ อยางไร
ก. เหมรัตนตองการใหเ จาของปากกาดใี จท่ไี ดของคนื
ข. เหมรตั นไมเ คยคิดอยากไดของคนอ่นื มาเปนของตน
ค. เหมรัตนไมต องการไดปากกา เพราะตนเองกม็ ีใชอ ยแู ลว
ง. เหมรัตนไมต องการไดป ากกาเพราะคนท่วั ไปไมย อมรบั คนทีเ่ ห็นแกไ ด
แนวการใหค ะแนนการตอบ 5. ก= 1, ข= 4, ค= 3, ง= 2
6. ก= 4 , ข= 3 , ค= 2, ง= 1
7. ก= 2 , ข= 1 , ค= 4, ง= 3
8. ก= 2 , ข= 4 , ค= 3, ง= 1
วัดความเมตตากรณุ า (ระดับผูใ หญ)

9. นกแกว สเี ขียว สลับแดง เหลอื ง สวยมากบินหลงเขาไปในหองเรียนท่ีมีหนาตางเปนกระจกปดอยู นก
พยายามบนิ ออกจากหองแตก็บินไปไมได และชนกระจกทุกคร้ังท่ีพยายามบินออก เรณูและจุรีรัตน
เหน็ เหตกุ ารณอ ยู เรณอู ยากไดน กตวั นน้ั เพอ่ื จะนําไปเล้ยี งในกรงทีบ่ าน จึงขอรองใหสมชายชวยจบั
9.1 จรุ ีรัตนควรจะทําอยา งไร
ก. ชว ยเรณจู บั นก
ข. ขอใหเ รณปู ลอยนกไป
9.2 ทา นเห็นดว ยหรอื ไมท ่ีเรณูจะนาํ นกไปเลย้ี ง
ก. เหน็ ดวย
ข. ไมเหน็ ดวย

-133-
9.3 ถาเรณยู ืนยันจะนาํ นกไปเลยี้ ง จุรีรัตนค วรทาํ อยางไร

ก. ตามใจเรณเู พื่อมิใหข ดั ใจกนั
ข. พยายามพดู หวา นลอมใหเ หตผุ ลท่ดี ีกบั เรณู
9.4 ทา นเหน็ ดว ยหรอื ไมก บั จรุ รี ัตนตามใจเรณเู พอ่ื ไมใหข ัดใจกนั
ก. เหน็ ดวย
ข. ไมเห็นดว ย
10. ในการประชุมระดับผูบริหารประเทศ ไดกลาวถึงปญหาความยากจนของประชาชนในประเทศที่
สบื เนอ่ื งจากการมบี ตุ รมาก ไดมีผูบริหารบางทานเสนอวาควรออกกฎหมายบังคับสตรีใหมีบุตรไดไม
เกนิ 2 คน ผูบริหารอกี ฝายหน่งึ ไมเหน็ ดวย จากขอ มลู ดังกลา วใหเ ลือกตอบสถานการณตอไปน้ี
10.1 ประธานการประชุมคณะผูบริหาร ควรตัดสินใจอยางไรตอขออภิปรายเรื่องนี้เมื่อท้ังสอง
ฝายมคี ะแนนเสียงเทากัน
ก. ใหอ อกกฎหมายบงั คับการมีบุตรของสตรี
ข. ใหป ลูกฝง เจตคตทิ ด่ี เี รอื่ งการมีบตุ รจาํ นวนนอยใหป ระชาชนทราบ
10.2 ทานเหน็ ดวยหรือไมหากผบู รหิ ารประเทศจะออกกฎหมายบังคบั จํานวนบตุ รของสตรี
ก. เหน็ ดว ย
ข. ไมเ หน็ ดวย
10.3 สมาคมสตรหี รือตวั แทนหรอื ผทู ่เี กยี่ วขอ งกบั สทิ ธขิ องสตรีควรทาํ อยา งไร เมอื่ ผูบรหิ าร
เสนอใหออกกฎหมายบงั คับจาํ นวนบุตรของสตรี
ก. สนับสนนุ นโยบายเพือ่ ลดปญหาความยากจน
ข. คัดคานนโยบายเพอื่ ปกปอ งสิทธิเสรีภาพของสตรี
10.4ทานเห็นดว ยหรอื ไมหากสมาคมสตรีสนบั สนุนการออกกฎหมายบังคบั ของผบู รหิ าร
ก. เห็นดว ย
ข. ไมเหน็ ดว ย
แนวการใหคะแนนการตอบ 9) 9.1 ก= 0, ข= 1

9.2 ก= 0, ข= 1
9.3 ก= 0, ข= 1
9.4 ก= 0, ข= 1
10) 10.1 ก= 0, ข= 1
10.2 ก= 0, ข= 1
10.3 ก= 0, ข= 1
10.4 ก= 0, ข= 1

-134-
วัดจรยิ ธรรมมรรค 8 ระดับมธั ยมศึกษา

วัดดานสัมมาวาจา
11. โสภดิ าหยิบปากกาของสายันตไปแลวไมใหคืน เมื่อสายันตทวง โสภิดาก็บอกวา ตนไมไดเอาไป ถา
ทา นเปน สายนั ต ทา นจะทําอยางไร

ก. แชงผูหยิบในใจ
ข. ไมเปน หาซ้อื ใหมดีกวา
ค. แชง ผูห ยบิ ใหมีอนั เปน ไปโดยเจตนาใหไ ดยิน
12. แคทตเี้ กลียดงูมา วันหน่ึงณัฐนนทแกลงเอางูยางโยนใสนํ้าฝน แคทตกใจมากรองเสียงหลง ถาทาน
เปนแคททานจะทําอยา งไร
ก. รองไหด วยความตกใจ
ข. ดาใหแ หลกลานไปเลย
ค. มองณัฐนนทดวยความเครียดแคน
13. วชิ าศิลปะ อาจารยมอบหมายงานใหนกั เรยี นทํามาสงและเก็บคะแนนสอบซึ่งเปนงานท่ีตองใชฝมือ
ที่ฟาธิดาไมถนัด ดวยความอยากไดคะแนนดีๆ ฟาธิดาจึงเอาไปจางใหคนอ่ืนทํา เม่ือครูถามวา ทําเอง
หรือไม ถานกั เรยี นเปนฟา ธดิ าจะทําอยา งไร
ก. ตอบวา ทาํ เอง
ข. ตอบวา จางคนอ่นื ทํา
ค. ตอบวา ใหค นอื่นชว ยทํา

วดั ดานสมั มอาชวี ะ
14. ขณะที่นุยกําลังสอบวิชาหนึ่ง นุยทําขอสอบไมได เม่ืออาจารยคุมสอบเดินออกไปจากหองสอบ
เพอื่ นๆนุยก็แอบเปดตาํ ราดูกันทุกคน ถา ทา นเปนนุย ทานจะทําอยางไร

ก. ไมเปดตาํ ราดอู ยางคนอื่น
ข. เปดตาํ ราดบู างไมงนั้ จะเสียเปรยี บ
ค. รอใหเพือ่ นที่เปดตาํ ราดูบอกคําตอบให
15. อาจารยสอนวชิ าหนงึ่ มอบงานใหนักเรียนทาํ เปน กลุมๆ สุกญั ญาไดอ ยูในกลุมทเ่ี ขามคี วามขดั แยงท้ัง
กลมุ ถาทา นเปนสุกัญญา จะทาํ อยางไร
ก. ชวยทาํ บา งเพือ่ ไมใ หเขาทาํ กันเอง
ข. ใหเพ่ือนๆในกลมุ เขาทํากันเอง
ค. ใหค วามรว มมือกับทกุ คนไมว าจะเคยขดั แยง กนั ก็ตาม
16. ภารตั นเ ปน หวั หนา ชัน้ ในวนั ปใ หมเพื่อนๆ ไดปรึกษาหารือกันวาจะฉลองปใหมกันอยางไร ปรากฏ
วาเสยี งสวนใหญตกลงกนั วา ไปหาที่ดม่ื สุรากนั ใหครกึ ครึ้นกนั ดีกวา ถาทา นเปนสุภารัตนจ ะทาํ อยา งไร
ก. ทําตามมตเิ สยี งสวนใหญข องเพือ่ นๆ
ข. ไมข ัดคอเพ่อื นๆ แตตนเองไมไ ปรว มดวย
ค. คัดคานเตม็ ที่และเสนอวิธที ไ่ี มผดิ ระเบียบโรงเรียน

-135-

แนวการใหค ะแนนการตอบ 11) ก= 2, ข= 3, ค= 1
12) ก= 3 , ข= 1 , ค= 2
13) ก= 1 , ข= 3 , ค= 2
14) ก= 3 , ข= 1 , ค= 2
15) ก= 2 , ข= 1 , ค= 3
16) ก= 1 , ข= 2 , ค= 3

การสรา งแบบวดั จรยิ ธรรมบางชุดอาจสรางสถานการณเปนภาพ เปนการแปลความหมายจากภาพ
อาจเหมาะสําหรับเด็กๆ แตถาระดับผูใหญควรใชภาษาจะดีกวา ภาพอาจจะส่ือความหมายผิดไปก็ได
ข้ึนอยูกับคนเขียนภาพนั้น นอกจากน้ันสถานการณภาพยังจะตองมีภาษาอธิบายบางอิริยาบถอีกดวย
การใชส ถานการณภ าพกบั สถานการณทางภาษานัน้ มีความสัมพนั ธกนั สงู ดงั นน้ั ผอู อกแบบวัดจริยธรรมก็
ควรเลือกเอาเองวา จะใชแบบใดที่เหมาะสมท่สี ดุ

สรปุ

จริยธรรมเปนความดีความงามท่ียดึ ถือปฏิบัติ ดวยการพิจารณาตัดสินใจประพฤติ ปฏิบัติหรือ
กระทําโดยอาศัยหลักของคานิยมและหลักศีลธรรม เพ่ือพบกับสถานการณหน่ึงสถานการณใด โดยยึด
หลัก 2 ประการคือ ทําใหเกิดประโยชนตอผูอื่นและไมทําใหผูอื่นเดือดรอน จริยธรรมมีองคประกอบท่ี
เกย่ี วของไดแก ความรูเชิงจริยธรรม เปนความรูวาดีหรือเลว ควรหรือไมควร เจตคติเชิงจริยธรรมเปน
ความชอบหรือไมช อบ รักหรือไมร กั เหตุผลเชงิ จริยธรรมเปน การใหเหตุผลที่เลือกหรือไมเลือกตัดสินใจท่ี
จะตอบสนองตอจริยธรรมนัน้ และพฤตกิ รรมเชงิ จริยธรรมเปน การปฏบิ ัติตอบสนองตอสถานการณนนั้ ๆ

แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวของไดแก ทฤษฏีจิตวิเคราะห เก่ียวของกับอิด อีโก และซุปเปอรอีโก
ทฤษฎีการเรียนรแู บบการเสริมแรงหรือการวางเงื่อนไขปฏิบัติการ เก่ียวของการการสรางความสัมพันธ
เชอื่ มโยงดว ยความเสริมแรงและการวางเงื่อนไข ทฤษฏีการเรียนรูทางสังคมเก่ียวของกับการเรียนรูของ
มนุษยสวนหนึ่งเกดิ จากประสบการณต รงของตนเอง สวนหน่งึ เกิดจากการสังเกตพฤติกรรมของผูอ่ืนเปน
การเรียนเรียนดวยการสังเกต และอีกสวนหนึ่งเกิดจากการฟงคําบอกเลาและการอานสารบันทึก และ
ทฤษฎีการพฒั นาจริยธรรมทางปญญา ตามแนวคิดของเพียเจตและแนวคิดของโคลเบอรก นอกจากน้ัน
การตัดสนิ ใจทางจริยธรรมนน้ั ตองยดึ หลักทถ่ี ูกตอ ง และการเลือกตดั สินตามแนวทางการกําหนดไว

การสรางเคร่ืองมอื วดั จริยธรรมมีกระบวนการสรางเหมือนกับเคร่ืองมือวัดจิตพิสัยอื่นๆ ไดแก
การกําหนดคุณลักษณะทางจิตพิสัย นิยามศัพทเฉพาะ แลวสรางขอคําถามใหตรงกับนิยามศัพทเฉพาะ
แลวนําไปหาคณุ ภาพ ทัง้ ความเทีย่ งตรง อํานาจจาํ แนก ความเชอื่ มัน่ แลว จึงจะสามารถนาํ เครื่องมือไปใช
วัดจริยธรรม ซ่ึงแบบวัดสามารถทําไดอยางหลากหลาย ทั้งแบบสอบถาม แบบมาตรประมาณคา
แบบทดสอบประเภทเขยี นตอบ ประเภทเลือกตอบ ใชวิธีการสงั เกต และวิธกี ารให

-136-

คําถามทบทวน

1. วเิ คราะหขอคําถามในแตละขอของตวั อยางที่นํามานําเสนอในบทเรยี นน้ี วา ยดึ หลักเกณฑใน
การใหคะแนนตามแนวคดิ ทฤษฏีอะไรหรอื ของใคร และแตละขอยึดเกณฑดวยอะไร แลว สรปุ มาใหเขาใจ

2. จงเขยี นแผนผงั ความคิด (Mindmap) แสดงขั้นตอนในการสรางเคร่ืองมือวัดจริยธรรม และ
ระบายสใี หส วยงาม

3. จงสรา งแบบวัดจริยธรรม ตามแนวคิดของเพยี เจท ( 3 ระดบั ) แนวคิดของลวน ( 3 ระดับ) และ
แนวคดิ ของโคลเบอรก ( 5 ระดบั ) จาํ นวน แนวคิดละ 10 ขอ โดยเลือกจากนยิ ามศัพทเฉพาะตอไปนี้

ก. ความรับผิดชอบ (Accountability) คือ ความมุงมั่นที่จะปฏิบัติหนาที่ดวยความผูกพัน
ดวยความพากเพียร และความละเอียดรอบคอบ ยอมรับผลการกระทําในการปฏิบัติหนาที่ เพ่ือให
บรรลผุ ลสาํ เรจ็ ตามความมุง หมาย ทัง้ พยายามทีจ่ ะปฏบิ ตั หิ นา ท่ี ใหด ยี ง่ิ ข้นึ

ข. ความซื่อสัตย (Honesty) คือ การประพฤติอยางเหมาะสม และตรงตอความเปนจริง
ประพฤติ ปฏิบัติ อยางตรงไปตรงมา ทัง้ กาย วาจา ใจ ตอ ตนเองและผอู ่ืน

ค. ความมีเหตุผล (Rationality) คือ ความสามารถในการใชปญญา ในการประพฤติปฏิบัติ
รูจ กั ไตรต รอง พสิ จู นใหประจกั ษ ไมหลงงมงาย มคี วามยบั ย้ังช่ังใจ โดยไมผูกพันกับอารมณและความยึด
มน่ั ของตนเอง ทมี่ อี ยูเ ดมิ ซง่ึ อาจผดิ ได

ง. ความกตัญกู ตเวที (Gratitude) คือ ความรสู ํานกึ ในอุปการคณุ หรือบุญคุณท่ีผอู ืน่ มีตอ เรา
จ. ความมีระเบียบวินัย (Disciplined) คือ การควบคุมความประพฤติปฏิบัติใหถูกตองและ
เหมาะสมกับจรรยามารยาท ขอบังคบั ขอ ตกลง กฎหมาย และศลี ธรรม
ฉ. ความเสียสละ (Sacrifice) คือ การละความเห็นแกตัว การใหปนแกบุคคลที่ควรใหดวย
กําลงั กาย กําลงั สติปญญา รวมทัง้ การรจู กั สลัดทิง้ อารมณร า ยในตนเอง
ช. การประหยัด (Thrifty) คือ การใชส่งิ ของพอเหมาะพอควรใหไดประโยชนมากท่ีสุด ไมใหมี
สวนเกินมากนัก รวมท้ังการรูจักระมัดระวัง รูจักยับย้ังความตองการใหอยูในกรอบและขอบเขตท่ี
พอเหมาะ
ญ. ความอตุ สาหะ (Diligence) คอื ความพยายามอยา งเขมแขง็ เพื่อใหเกิดความสําเร็จในงาน
ฎ. ความสามคั คี (Harmony) คือ ความเปนน้าํ หน่ึงใจเดียวกนั มีความพรอมเพรียงรวมมือกัน
กระทาํ กิจการใหส าํ เรจ็ ลลุ ว งดวยดี โดยเหน็ แกประโยชนส วนรวมมากกวา สวนตวั
ฏ. ความเมตตาและกรุณา (Loving Kindness and Compassion) คือ ความรักใคร
ปรารถนาจะใหผอู ืน่ มีสขุ กรณุ า หมายถงึ ความสงสาร คิดจะชวยใหผ ูอ่นื พน ทุกข
ฐ. ความยุติธรรม (Justice) คอื การปฏบิ ตั ดิ ว ยความเทยี่ งตรง สอดคลอ งกบั ความเปนจริงและ
เหตุผล ไมม คี วามลาํ เอยี ง
ฑ. จติ สาธารณะ (Public Mind) คือ รูสึกตอสวนรวม การรักษาผลประโยชน การมีสวนรวม
การรบั รู และ การแสดงตนเพื่อสว นรวม

-137-

เอกสารอา งอิง

ดวงเดือน พันธมุ นาวิน. จิตวทิ ยาจรยิ ธรรมและจติ วทิ ยาภาษา. กรงุ เทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช. 2524.
ดวงเดือน พนั ธุมนาวนิ และเพ็ญแข ประจนปจ จนกึ . จรยิ ธรรมของเยาวชนไทย. รายงานการวจิ ัย

ฉบับท่ี 21. กรงุ เทพฯ: สถาบนั วิจัยพฤตกิ รรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ. 2520.
ทิศนา แขมณี. “การแกป ญหาและพัฒนาตนเองดวย “ระบบคสู ญั ญา”” ใน ความรคู ู

คุณธรรม : รวมบทความเกีย่ วกับคุณธรรม จริยธรรมและการศึกษา. กรุงเทพฯ:
จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลยั . 2534.
-------------. การพฒั นาคุณธรรม จริยธรรม และคานยิ ม : จากทฤษฎีสกู ารปฏิบตั ิ.
กรงุ เทพฯ: สภาสงั คมสงเคราะหแ หง ประเทศไทยในพระบรมราชูปถมั ภ. 2541.
-------------. “การปลูกฝงคา นิยมเศรษฐกิจพอเพยี งใหแกเ ดก็ ดวยกจิ กรรมการ
สอนตามหลกั การเรยี นรูดานจติ พสิ ัย.” วารสารวิชาการ. 3(3) : 17-19., มนี าคม. 2543
ธาํ รง บวั ศร.ี ทฤษฎหี ลกั สูตร : การออกแบบและการพัฒนา. พิมพค รั้งที่ 2. 2542.
ธานินทร กรัยวิเชยี ร คณุ ธรรมและจริยธรรมของผบู รหิ าร, สาํ นักงานคณะกรรมการขา ราชการพลเรือน
: กรุงเทพมหานคร, 2550
เนอ่ื งนอ ย บญุ เนตร. จรยิ ศาสตรตะวันตก : คานท มิลล ฮอบส รอลส ซารทร. กรุงเทพฯ :
จุฬาลงกรณม หาวิทยาลยั . 2539.
ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ. การวดั ดา นจติ พิสัย. กรงุ เทพฯ : สุวีริยาสาสน. 2543.
ศกั ดชิ์ ัย นริ ัญทว.ี จริยศาสตรศึกษา. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร. 2525.
สําเรงิ บญุ เรืองรัตน. “การวัดจริยธรรม” ใน การวดั และการประเมินดา นคุณธรรม จรยิ ธรรม.
กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั . 2544.
สุวรรณ เพชรนิล. จริยศาสตรในพระพุทธศาสนา. ใน พุทธปรัชญาเบ้ืองตน. เชียงใหม : คณะ
มนษุ ยศาสตร มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม. 2526.
Brown R. Social psychology. New York: Free Press, 1965
Crain, William C. Theories of Development : Concepts and Application. New Jersey:
Prentice-Hall. 1980.
Darwall, Stephen. Philosophical Ethics. Colorado: Westview. 1998.
Gagne’, Robert M. and Medsker, Karen L. The Conditions of Learning : Training
Applications. Florida: Harcourt Brace. 1996.
Grassian, Victor. Moral Reasoning : Ethical Theory and Some Contemporary
Moral Problems. 2nd ed. New Jersey: Prentice Hall. 1990.

-138-
Hinman, Lawrence M. Ethics : A Pluralistic Approach to Moral Theory. 2nd ed. New

York: Harcourt Brace. 1998.
Hoffman, M.L. Affective and Cognitive Process in Moral Internalization :

An Information Processing Approach. New York : Cambridge University Press.
1970.
Kohlberg, Lawrence. “Moral Stages and Moralization : The Cognitive Developmental
Approach. ” in Moral Development and Behavior : Theory , Research, and
Social Issues. Editor: Thomas Lickona. New York: Holt, Rinehart and Winston.
1976.

บทที่ 6
การวดั บคุ ลิกภาพ

การวัดบุคลิกภาพเปนการศึกษาลักษณะของบุคคลซึ่งชวยใหมองเห็นวาแตละคนแตกตางกัน
อยา งไร โดยเฉพาะสงิ่ ทซ่ี อนเรนอยภู ายในมากกวาลักษณะทางกายภาพ สมมติวาเรารูจักเพื่อนคนหน่ึง
เปน คนรูปรางสูงโปรง หนาตาดี เดนิ ตวั ตรง ยม้ิ แยม คุยเกง ลักษณะแบบน้ี ซึ่งเปนลักษณะทางกายภาพ
ท่ีสามารถมองเห็นได สวนลักษณะท่ีเปนซอนเรนอยูภายในไมสามารถมองเห็น เชน ยุติธรรม ซื่อสัตย
ออนโยน เมตตา ดุดัน กาวราว ตอสู เปนตน ท้ังสองลักษณะน้ีเปนลักษณะเฉพาะของแตละบุคคลซึ่ง
เรียกวา “บุคลิกภาพ” บุคลิกภาพจากลักษณะกายภาพน้ันวัดกันไดงาย แตบุคลิกภาพที่เปนลักษณะ
ซอนเรนอยูภายในใจซึ่งมีอิทธิพลตอการแสดงพฤติกรรมออกมานั้นวัดไดยาก เพราะบางคนลักษณะ
ภายนอกดดู แี ตภ ายในน้ันซอนความรายกาจอาํ มหิตไว บางคนลักษณะภายนอกไมด ีแตลกั ษณะภายในสด
สวยงดงาม ดงั นัน้ การวัดบคุ ลกิ ภาพจงึ จะตอ งเขาใจเกี่ยวกับความหมาย แนวคิด ทฤษฏี ท่ีมา โครงสราง
วธิ ีการสรา งและรปู แบบเครื่องมอื วัดบคุ ลภาพ เพ่อื เปน ประโยชนต อการศกึ ษาบุคลิกภาพอยางละเอียด

ความหมายของบคุ ลกิ ภาพ

บุคลิกภาพ (Personality) มาจากภาษาละตินวา Persona แปลวา หนากาก ซ่ึงใชสวมเวลา
แสดงละคร เพอ่ื เปล่ยี นลกั ษณะของคนหนึ่งไปเปน อีกคนหนึง่ เปน คําท่ีเราคุนเคยมากเพราะเรามักไดยิน
เปนประจําเชน เคยไดยินเพ่ือนกลาวถึงหญิงสาวคนหน่ึงวา “เธอเปนคนบุคลิกดี” หรือ “เธอมีบุคลิก
หลายๆ อยางในตัวซ่ึงแปลกดี”เปนตน แตการท่ีจะใหคําจํากัดความที่แนนอนลงไปของบุคลิกภาพนั้น
เปนเรือ่ งคอนขา งยากมาก โดยทว่ั ไปมกั จะเขา ใจกันวาบุคลกิ ภาพหมายถึง ประสิทธิภาพทางสังคมของ
บุคคลซ่งึ แสดงถึงความมเี สนหในสายตาของผูอื่น บางครั้งคําวาบุคลิกภาพก็ถูกใชไปในความหมายของ
ลกั ษณะทเี่ ดนชัดของบุคคลเชน การทเี่ รากลาวถงึ คนบางคนวาเขามี “บุคลิกภาพที่กาวราว” หรือ “มี
บุคลิกภาพเปนคนขี้อาย” เปนตน บุคลิกภาพเปนลักษณะของบุคคลทั้งบุคลิกภาพภายนอกและ
บคุ ลกิ ภาพภายในซงึ่ เปนการแสดงออกของจิตพสิ ยั ซ่ึงนักวิชาการไดใหความหมายไวตอ ไปน้ี

อัลพอรท (Allport, G.W. 1960) ไดใหความหมายของบุคลิกภาพวา บุคลิกภาพเปนการ
ผสมผสานของคณุ ลักษณะหลายๆ อยาง ซ่ึงพิจารณาไดจากบทบาทและสถานภาพทางสังคมของบุคคล
ในสังคมนนั้

แคทเทล (Cattell, R.B. 1950) ไดใหความหมายของบุคลิกภาพวาเปนลักษณะที่เก่ียวพันกับ
พฤตกิ รรมทั้งหมดของบคุ คล ทง้ั ทเี่ ปน พฤติกรรมทแ่ี สดงออกและพฤตกิ รรมที่ซอนเรนภายใน

เบอรนารด (Bernard, H.W. 1974) ไดนิยามบุคลิกภาพวาเปนทุกๆ ส่ิงที่บุคคลนั้นเปนอยู
บุคคลนน้ั มีและบคุ คลน้นั กระทํา

-146-

ไอเคน (Aiken, L.R. 1986) กลาววา บุคลิกภาพเปนลักษณะรวมทางกายภาพ สมอง อารมณ
และคุณภาพทางสังคมของแตละบุคคล เปนการรวมท้ังหมดอันเกิดจากดานสติปญญา ดานความรูสึก
และดา นทักษะกลไก

จากนยิ ามตามตวั อยางท่ีกลาวมานนั้ เปนการมองบุคลิกภาพเปนมุมกวาง มองทุกอยางท่ีมีอยูใน
ตัวคนไมไดเนนเฉพาะทางดานใดดานหนึ่ง พฤติกรรมท่ีแสดงออกทุกอยางเปนบุคลิกภาพหมด รวมทั้ง
การแสดงออกภายนอกและทอี่ ยูภายในยังไมแสดงออกมาดวย ยังมีนักการศึกษาอีกกลุมหน่ึงไดนิยามที่
แตกตา งกนั ดงั ตอไปนี้

กลิ ฟอรด (Guildford, J.P. 1936) ไดกลา ววา บคุ ลกิ ภาพเปนแบบลักษณะนิสัย เปนเอกลักษณ
หนึง่ ของบุคคล

เอดเวิรด (Edwards, A.L. 1968) ไดใหความหมายของบุคลิกภาพวาเปนแบบคุณลักษณะของ
ความประพฤตแิ ตล ะบุคคล

ลว น สายยศ และองั คณา สายยศ (2543) ไดใหค วามหมายไววาบุคลิกภาพเปนลักษณะโดดเดน
ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งซ่ึงแสดงออกแบบนั้นเปนประจํา กับสถานการณเฉพาะอยางจนเกิดเปนนิสัย
ถาวร

จากการนิยามของนักการศึกษากลุมหลังน้ีมองบุคลิกภาพที่เนนความเปนเอกลักษณะหรือ
พฤติกรรมท่ีเดนเฉพาะและเกิดอยูเปนประจําคงท่ีไมเปลี่ยนแปลง จากนิยามท่ีกลาวมาจะทําใหวัด
บคุ ลกิ ภาพได

สรปุ ไดว า บคุ ลกิ ภาพเปนลักษณะของบุคคล เปนเอกลักษณเฉพาะอยาง เปนลักษณะท่ีเกิดขึ้น
เปนประจํา มีความคงทน ไมเปล่ียนแปลง สวนใหญลักษณะของบุคลิกภาพอยูในกรอบของความรูสึก
หรือจิตพิสยั ของบุคคลนนั้ ๆ

แนวคิดเก่ียวกับการเกิดบุคลิกภาพ

1. แนวคิดจากพระไตรปฎก มาจากแนวคิดทางพุทธศาสนาท่ีเรียกวา “ปฏิจจสุปบาท” หรือ
ธรรม 12 ประการ ซ่ึงอาศัยการเกิดรวมกัน ไดแก อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ เวทนา
ตณั หา อุปาทาน ภพ ชาติ และชรามรณะ ซง่ึ สาโรช บวั ศรี (2529) ไดอธบิ ายแงค ดิ นีไ้ วดงั น้ี

ผัสสะ ปจจยา เวทนา แปลวา การสมั ผสั เปนเหตใุ หเกดิ ความรูสกึ
เวทนา ปจ จยา ตณั หา แปลวา ความรสู ึก เปนเหตุใหเ กดิ ความตองการ ปรารถนา
ตัณหา ปจ จยา อุปาทาน แปลวา ความตองการ เปน เหตุใหเ กิดความยดึ มนั่ ถอื ม่ัน หรอื คานยิ ม
อุปาทาน ปจจยา ภพ แปลวา ความยึดมั่นถือม่ัน เปนเหตุใหเกิดความรุมรอนภายใน ชอบ-ไม
ชอบ รัก-ไมร กั หรือ เจตคติหรอื ทศั นคติ
ภพ ปจจยา ชาติ แปลวา เจตคติเปนเหตใุ หเ กิดการแสดงอาการออกมาหรอื การกระทํา
ชาติ หมายถงึ การเกิดขนั ธ 5 ไดแก รูปขันธ เวทนาขันธ สังขารขันธ สัญญาขันธ และวิญญาณ
ขนั ธ ดังมรี ายละเอยี ดดังน้ี
รปู ขนั ธ หมายถงึ รูปราง เปน ลักษณะหรอื สภาพรางกายทเี่ ราเปน ท่ีสามารถมองเห็นได

-147-
เวทนาขันธ หมายถึง อารมณ เปนความรูสึกท้ังหมดเชน รอน หนาว เจบ็ ปวด เม่ือย ฯลฯ
สังขารขันธ หมายถงึ สภาพทีป่ รุงแตง จติ ใจ เปน อารมณของจิตใจ อารมณท่ีมีความสุขก็คือบุญ
อารมณทม่ี คี วามทุกขก ค็ อื บาป ความชว่ั อารมณทวี่ างเฉยเปนอารมณกลาง เปนอารมณวางจากกเิ ลส
สญั ญาขันธ หมายถึง ความจาํ จาํ ไดบ า ง จาํ ไมไ ดบ า ง จําไดน ดิ ๆ หนอ ย ๆ แลวกส็ ลายไป
วญิ ญาณขนั ธ หมายถงึ ประสาท สมั ผัสรูวา ออน รวู าแข็ง รวู า เย็น รูวารอ น แลว ก็เลิกสัมผัส ไมมี
อะไรแนนอน การรับรูสภาพของอากาศ ดินฟาอากาศ ความรอน ความหนาว ความหิว ความกระหาย
ความเจบ็ ความปวด ความออน ความแขง็ เปน ตน
2. แนวคิดของแครทโวลและคณะ (Krathwohl and Others ed. 1973) มองการเกิด
ความรูสึก วาเกิดจากการรับรู การตอบสนอง การรูคุณคาและการสรางลักษณะนิสัย ซ่ึงลําดับการเกิด
ความรสู ึกน้จี ะทาํ ใหเกดิ ความสนใจ ความซาบซ้งึ เจตคติ คา นยิ ม และการปรับตวั หรอื บุคลกิ ภาพนัน่ เอง
3. แนวคิดของไอแซงค (Eysenck. 1945) เสนอลําดับการเกิดความรูสึกหรือจิตพิสัยโดยเริ่ม
จากความเช่ือที่มาจากหลายๆ อยางรวมกันทําใหเกิดเจตคติ เจตคติหลายๆ อยางรวมกันจะเกิดเปน
คา นยิ ม และคา นิยมหลายๆ อยา งรวมกนั เปนบคุ ลกิ ภาพ
ลักษณะบุคลิกภาพที่มีอิทธิพลตอการกระทําไดแกบุคลิกภาพที่ซอนอยูภายในอันเกิดจาก
ความรสู ึก จะเปน ดรุ า ย ใจดี ขี้กลวั กลา หาญ เมตตา ใจบญุ ออนนอ ม เสี่ยงภัย ดุดนั คดโกง ซ่ือสัตยฯลฯ
เหลา น้มี าจากความรูสึกหรือจิตพสิ ัยทง้ั นัน้ การพฒั นาบคุ ลิกภาพจงึ ควรมองกรอบการพัฒนาจิตพิสัยเปน
สําคญั

ทฤษฏเี กย่ี วกบั บุคลกิ ภาพ

1.ทฤษฏีจิตวิเคราะห (Psychoanalytic Theories) เปนการพิจารณาบุคลิกภาพท่ีเปน
คุณลักษณะเนนส่ิงที่อยูภายในบุคคล โดยฟรอย (Freud) ไดจําแนกองคประกอบทางบุคลิกภาพวามี 3
ประการไดแก

อิด (Id) เปนสันดานดิบ เปนจิตระดับลาง ขาดการยับยั้ง เปนความตองการทางสัญชาตญาณ
เปน ความฟุง ซานที่ปราศจากการย้ังคดิ ไรเหตุผล เชน เวลาโมโหจดั ลุกขน้ึ มาทํารายคนอื่น หรือ เม่ือโกรธ
เพื่อนท่ีดาวาเรา เรากด็ าตอบทนั ที เปนตน

อโี ก (Ego) เปนส่ิงกนั้ กลางระหวางอิดกับหลักแหงความเปนจริง คอยยับย้ังอิด (Id) ไมใหแสดง
ออกมา อีโกจึงทําหนาท่ีเหมือนผูจัดการบุคลิกภาพ เปนแหลงของความสามารถดานสติปญญา เชน
เชาวนปญ ญา ความคดิ ความมีเหตุผล และการเรียนรดู ว ย

ซูปเปอรอีโก (Superego) เปนหลักจริยธรรม หลักแหงอุดมคติ ศีลธรรม จริยธรรม เปนสวน
หน่งึ ของบคุ ลกิ ภาพ

แบบของบคุ ลิกภาพตามแนวคิดของกลุมจิตวิเคราะหตามแนวคิดของแอดเลอร (Adler. 1969)
แบงออกเปน 4 แบบคอื

-148-
1. กลุม รว มมอื -เสรมิ สราง (Active-construction) จิตใจดี อุดมคติดี
2. กลุมเฉยเมย-ทาํ ลาย (Passive-Destruction) ตอตาน กลา วโทษ กาวรา วแบบเงียบ
3. กลมุ เฉยเมย –เสริมสราง (Passive-Destruction) นา รกั เรียบงา ย
4. กลุม รว มมือ-ทําลาย (Active-Destruction) กวนประสาท กอกวน กระดางกระเดอ่ื ง
เลวรา ย ต่าํ ชา โหดเห้ียม เสพล กดขข่ี มเหง
2. ทฤษฎคี ณุ ลกั ษณะ (Trait Theories) เปน ส่งิ ทช่ี ้ีเห็นถึงลักษณะประจําของสิ่งหน่ึงตางจาก
อกี ส่ิงหน่งึ โดยการพิจารณาจากคณุ ลักษณะของส่งิ ท่ีอยภู ายในของบคุ คล เปนลักษณะเฉพาะ บุคลิกภาพ
ของมนุษยประกอบดวย คุณลกั ษณะท่แี ตกตา งกนั ไป ซึ่งแอลพอรท (Allport. 1960) ไดแบงคุณลักษณะ
ออกเปน 2 ชนิดไดแก
1. คุณลักษณะรวม (Common Traits) เปนคณุ ลกั ษณะที่มลี ักษณะเหมือนคนอื่นท่ัวไป
สามารถนําไปเปรียบเทียบกันได เชน กาวรา วมากกวา หรือ สุภาพมากกวา เปน ตน
2. คุณลักษณะเฉพาะบุคคล (Personal Disposition) เปนคุณลักษณะที่แสดง
ลักษณะเฉพาะ มีความเปนเอกลกั ษณข องแตละบุคคล มคี วามเดน ชัด มี 3 ชนิดไดแ ก

2.1 Cardinal Traits เปนลกั ษณะเดีย่ วท่เี ดน ออกมาและมอี ทิ ธิพลมากทส่ี ุดตอ การ
แสดงพฤติกรรม เชน ความโลภ ตณั หาราคะ บชู า เลห เหล่ยี ม เปนตน

2.2 Central Traits เปน แกนกลางของบุคลกิ ภาพของแตล ะบคุ คล เชน ความมไี มตรี
ความรักใคร ความยุติธรรม การแขงขัน เปนตน สิ่งเหลาน้ีไมสามารถควบคุมพฤติกรรมบุคคลใน
สถานการณต า งๆ ได

2.3 Secondary Traits เปน คุณลักษณะที่สาํ คัญนอ ย แสดงพฤติกรรมเปน
คณุ ลักษณะสุดทาย เชน ชอบเสอื้ ผา ชอบภาพยนตร ชอบอาหาร ชอบดนตรี เปน ตน

นอกจากน้ัน เชลดอน (Sheldon. 1949) ไดจัดคุณลักษณะยึดตามรางกายของคนไว 3 แบบ
ไดแ ก

1. แบบรางกายอว นเตี้ย (Endomorph) มีบคุ ลิกภาพสนกุ สนาน รื่นเริง โกรธงายหายเร็ว
ขบี้ น นมุ นม่ิ และกินจุ

2. แบบรางกายสมสวน (Mesomorph) มีบุคลิกภาพแขงขัน ผจญภัย เปนนักกีฬา
คลองแคลว วอ งไว กลา มเน้อื มาก และแข็งแรง

3. แบบรางกายผอมสูง (Ectomorph) มบี ุคลกิ ภาพแบบเครง ขรมึ ใจออ น เอาการเอางาน
รูสกึ ไว ออ นแอน และอยูคนเดยี ว

3. ทฤษฎีการเรียนรูทางสังคม (Social Learning Theories) เปนแนวคิดท่ีมองสิ่งท่ีสังเกต
ไดภายนอกของบุคคลในความเปนจริง วา บุคลิกภาพเปนผลรวมของการตอบสนองจากการเรียนรู
สงิ่ แวดลอม การที่จะเขาใจบุคลิกภาพไดดีท่ีสุดตองมองหนาตาของบุคคลในสภาพของสิ่งแวดลอม เชน
ถาเด็กนกั เรียนคนหนึ่งสามารถเขาสังคมได เพราะเขามีแรงกระตุนหรือการเสริมแรงพฤติกรรมการเขา
สังคมมากอ น ไมใชเพราะวา มปี ระสบการณม าระหวางเปนเด็ก หรือมีคุณลักษณะชอบเขาสังคมฝงอยูมา

-149-
กอน โดยแบนดูรา (Bandura. 1977) ไดกลาววา บุคคลเรียนรูส่ิงใหมๆ ดวยกระบวนการเลียนแบบ
พฤติกรรมของตัวแบบ (Modeling) ซ่ึงการเรียนรูเกิดจากการสังเกตและเลียนแบบจากตัวแบบ ดังนั้น
บคุ ลิกภาพเกิดจากการเลียนแบบ ตวั แบบจงึ บทบาททสี่ ําคัญตอ บุคลกิ ภาพ ทฤษฎกี ารเรียนรูทางสังคมจึง
ขึ้นอยกู บั เงอ่ื นไข (Conditional) และตวั แบบ (Modeling) เปน สําคญั ดงั นน้ั จงึ เริม่ จากความตัง้ ใจ จดจํา
ฝกฝน แรงจงู ใจ ไดตามแบบ

4. ทฤษฎีปรากฏการณ (Phenomenological Theories) แนวคิดของทฤษฏีน้ี มาสโลว
(Abraham Maslow) และคารล โรเจอร (Carl Rogers) ไดเสนอแนวคิดวา การพิจารณาตัวตน (Self)
เปนสว นสําคัญของโครงสรา งทางบุคลิกภาพ และมีขอตกลงวา มนุษยเกิดมามีพ้ืนฐานของความดีและมี
คณุ คานาเชื่อถือ เนนการรับรู (Perception) ความหมาย (Meanings) ความรูสึก (Feeling) และตัวตน
(Self) และมองวาบุคคลตอบสนองตอโลกในลักษณะความเปนเอกลักษณของเขา การรับรูของแตละ
บคุ คลไดจากประสบการณ เจตนาขน้ึ อยูก บั ประสบการณและศักยภาพ การประเมินวาดีหรือเลว ข้ึนอยู
กับมโนภาพของตน (Self-concept) บุคลิกภาพนั้น เปนภาพพจนที่เรามีตอตนเอง และยังเปน
กระบวนการปรับตัว และปรับพฤติกรรมการกระทํา การจัดการ การควบคุม และการประสานสัมพันธ
ระหวางสิง่ ตางๆ ในตวั เรา การมองบุคลกิ ภาพจะมองโดยรวมท้ังหมดของตวั ตนของมนุษย

ท่มี าของบคุ ลิกภาพ

แหลงทีม่ าของบคุ ลกิ ภาพนั้น มีองคประกอบ 3 ดา นดวยกัน ดงั ตอ ไปน้ี
1. พันธกุ รรม (Heredity) หมายถงึ องคประกอบท้งั หลายทตี่ ดิ มาตั้งแตกาํ เนิด สิ่งที่มีผลมากก็
คือ ลักษณะทางกายภาพ ไดแก รางกาย รูปราง หนาตา เพศ สีผิว อารมณ การทํางานของกลามเนื้อ
เปนตน สิ่งท่ีสําคัญในการนําลักษณะโครงสรางของรางกายไดแก ยีนส (Genes) ซึ่งทําหนาท่ีควบคุม
ฮอรโมน ฮอรโ มนก็ควบคมุ การทํางานของรา งกาย การทาํ งานภายในรางกายกค็ วบคมุ การเกิดบุคลิกภาพ
อีกที
2. ส่ิงแวดลอม (Environment) หมายถึง สิ่งที่อยูภายนอกตัวเรา ซ่ึงมีปฏิสัมพันธกับตัวเรา
ตลอดชีวิต การเรียนรู คานิยม เจตคติ การยึดถือปฏิบัติจะทําใหเกิดเปนบุคลิกภาพ ส่ิงสําคัญที่สราง
บคุ ลกิ ภาพเชน วัฒนธรรม คณุ ธรรม จรยิ ธรรม บรรทัดฐานของสังคม ครอบครัว กลุมเพื่อน จะสงผลตอ
บุคลกิ ภาพของบุคคล เชน ลูกชาวนากจ็ ะมีบุคลกิ ภาพแตกตางจากลูกพอคา เปนตน
3. สถานการณ (Situation) ในที่น้ีหมายถึง สภาพการณเฉพาะอยาง เม่ือเกิดกับบุคคลใด
สามารถเปลย่ี นแปลงบุคลกิ ภาพเดิมได สถานการณนี้จะตองแปลกหรือเดน เชน เสียของรัก การไดของ
รัก การตกใจอยางแรง ความกลัว เปนตน จะทําใหเกิดบุคลิกภาพที่เปล่ียนไป เชน คนที่เคยขับรถเกิด
อบุ ตั เิ หตุเกอื บตาย จะกลายเปน คนกลัวการนง่ั รถ ไมก ลา ขบั รถ เปน ตน
สรุปไดวา ที่มาของบุคลิกภาพไดแก พันธุกรรม สิ่งแวดลอม และสถานการณ หรือสภาพการ
เฉพาะอยาง ซ่ึงเกิดข้ึนกับบุคคลใดบุคคลหน่ึง

-150-

การสรา งเครอ่ื งมือวัดบุคลกิ ภาพ

บคุ ลิกภาพเปน เรื่องที่เกย่ี วของกับคณุ ลกั ษณะ ส่งิ ทอ่ี ยภู ายใน บุคลิกภาพท่ีตองการจะวัดจึงควร
พิจารณาใหดี วิธีการสรางแบบวดั บุคลกิ ภาพมีดงั ตอ ไปนี้

1. กําหนดจุดมุงหมาย ในการสรางแบบวัดบุคลิกภาพที่ตองการจะวัด หรือกําหนดตัวแปร
บุคลิกภาพท่ีตองการวัด เชน ความเครียด ความกลาหาญ ฯลฯ ก็จะวัดเปนบุคลิกภาพเดียว หรือ
บุคลกิ ภาพกลุมก็ได เชน จะเปนแพทยควรมีบุคลิกภาพดานใด จะเปนครูควรมีบุคลิกภาพดานใด อยาง
นอยกจ็ ะตองบอกใหชัดเจนวา จะวดั บุคลกิ ภาพใด

2. ศึกษาเอกสารที่เก่ียวของ ศึกษาแนวคิด ทฤษฏี การวิจัย วามีอะไรท่ีเก่ียวของบาง มี
องคประกอบอะไร ศึกษาอยางละเอียด เพื่อใหแนใจวาส่ิงท่ีตองการวัดหรือบุคลิกภาพที่จะวัดมีความ
เปน มาอยางไร

3. นิยามศพั ทเ ฉพาะตัวแปรบุคลิกภาพท่ีตองการวัด ตองใหความหมายของบุคลิกภาพนั้นให
ชัดเจนวา หมายถงึ อะไร มลี ักษณะอยางไร ตอ งนิยามใหก ระจางชัดไมเชน น้ันจะไมสามารถสรางเคร่ืองมือ
วัดบคุ ลิกภาพนั้นไดเที่ยงตรงตามท่ตี อ งการ

4. เลือกชนิดหรือประเภทของเครื่องมือท่ีใชในการวัด การวัดบุคลิกภาพสามารถเลือกใช
เคร่ืองมอื ได 4 ลกั ษณะไดแ ก การสัมภาษณ การสังเกต การเขียนตอบหรือแบบสอบถาม และการสราง
จนิ ตนาการ ข้ึนอยูกบั ความเหมาะสมของระดบั ของการวัด เชนระดับนักเรียนปฐมวัย ก็ควรใชการสังเกต
หรอื การสัมภาษณ เปน ตน

5. เขียนขอความหรือขอสอบวัดบุคลิกภาพตามแบบ ในกรณีวัดบุคลิกภาพอาจเขียนขอ
คาํ ถามเปนขอ ความ ภาพ สถานการณ ผูส รางเครือ่ งมือจะตองเลือกแบบการเขียนคําถามและคําตอบให
ดี เม่อื เลอื กแบบแลว กเ็ อาไปเขียนเปนขอคําถามและกําหนดการตอบ และสรางเกณฑการใหคะแนนให
ชัดเจน โดยการใหคะแนนนั้นตอ งมีหลกั การและทฤษฏีทเ่ี กยี่ วของวาตอบแลวใหคะแนนเทาไร เชน เปน
0-1 หรอื 0-1-2 เปน ตน

6. หาคณุ ภาพของแบบวดั ซึ่งสามารถจัดกระทาํ ไดโ ดยแบงออกเปน 3 ลกั ษณะดงั น้ี
6.1 ความเท่ียงตรง ดวยการเชิญผูเชี่ยวชาญจํานวน 3 ทาน ตรวจสอบขอความ

สถานการณ วากระจา งชัดสามารถวดั บคุ ลกิ ภาพไดห รือไม วัดได หรือไมแนใจ หรือ วัดไมได และเมื่อให
ผเู ช่ียวชาญตรวจสอบควรเพิ่มเติมคําวา ควรแกไขอยางไรดวย เพ่ือใหผูตรวจสอบที่บอกวาไมแนใจหรือ
วัดไมได จะไดเสนอความคิดเห็นเพ่ือจะทําใหขอสอบน้ันมีคุณภาพเบ้ืองตนท่ีดีขึ้น โดยนิยมใชเกณฑ
ผูเ ชยี่ วชาญไมน อยกวารอ ยละ 50 หรือคาเฉลีย่ ของคะแนนรวม เทากับ 0.50 ขนึ้ ไป

6.2 อาํ นาจจําแนกรายขอ เปน การตรวจสอบขอ คําถามแตล ะขอวา จําแนกผทู ี่มีบุคลิกภาพ
สูงกับผูท่ีบุคลิกภาพตํ่า ถาคาจําแนกสูงแสดงวาจําแนกได ถาคาจําแนกตํ่าแสดงวาจําแนกไมได ควร
ปรับปรุงหรือท้ิงไป การสรางขอคําถามควรใหมีมากกวาท่ีกําหนดไว อยางนอย 25 เปอรเซ็นต แลวทํา
เปนแบบวัดบุคลกิ ภาพซึง่ ควรเรยี งขอทีม่ คี า อาํ นาจจาํ แนกสงู ไวกอ นตามดว ยขอที่มคี า อาํ นาจจําแนกตาํ่

-151-
6.3 ความเชื่อมนั่ เปนการหาคุณภาพโดยรวมทั้งชุดของแบบวัดบุคลิกภาพ โดยการนําไป
ใหกับกลุมท่ีไมใชกลุมตัวอยางแตมีลักษณะคลายกัน เพื่อวัดวาแบบวัดน้ีมีความคงเสนคงวา ใชวัดกลุม
ตัวอยางกลุมเดิมดวยแบบวัดนี้กี่ครั้งๆ ก็ไดระดับบุคลิกภาพเทาเดิม แบบวัดบุคลิกภาพท่ีมีคาความ
เช่ือม่ันมากกวา 80 เปอรเซ็นตแสดงถงึ ความเช่อื ม่นั สูง
การหาคุณภาพอาจจะทําสองคร้ังโดยคร้งั แรกเปนหาอํานาจจําแนก และหาความเช่ือม่ัน เม่ือได
ขอคําถามที่นํามาเปนแบบวัดท่ีใชจริงแลว ก็อาจจะทําการสอบวัดซ้ําเพ่ือสรางความม่ันใจ หาคุณภาพ
แบบวดั ท่ใี ชจ รงิ อีกครั้งหน่งึ
7. หาเกณฑป กติ (Norms) เกณฑป กตหิ มายถึงขอ เท็จจริงทางสถติ ิทบ่ี รรยายการแจกแจงของ
คะแนนจากประชากรท่ีนิยามไวอยางดีแลว และเปนคะแนนท่ีจะบอกระดับความสามารถของผูสอบวา
อยใู นระดับใดของประชากร ดังน้นั ถาหาเกณฑปกติของบุคลิกภาพท่ีทําการสอบไว ถานําแบบวัดฉบับนี้
ไปวดั คนเดยี วหรอื หลายคนก็จะสามารถอธบิ ายไดเ ลยวาคนๆ นั้นมีบุคลิกภาพสูงหรือต่ําเม่ือเทียบกับคน
ทัว่ ไป
สรุปไดวาการสรางแบบวัดบุคลิกภาพ มีกระบวนการสรางแบบวัดดวยการกําหนดจุดมุงหมาย
ของการวดั บุคลิกภาพ ศึกษาเอกสารทเ่ี ก่ยี วของกับบคุ ลิกภาพที่ตองการศกึ ษา นิยามศัพทเฉพาะเกี่ยวกับ
บคุ ลิกภาพใหชัดเจน เลอื กประเภทของแบบวัด เขียนขอ ความ ภาพ สถานการณวัดบุคลิกภาพ ตามแบบ
ทเ่ี ลือกไว ตรวจสอบคุณภาพของขอคําถามดานความเท่ียงตรง คาอํานาจจําแนก และคุณภาพของแบบ
วดั เก่ยี วกับความเช่อื ม่ัน แลว จงึ หาเกณฑป กติเพ่อื นาํ ไปใชวัดบุคลกิ ภาพ รายบคุ คลหรอื รายกลมุ ตอ ไป

รูปแบบของเครื่องมอื วดั บุคลกิ ภาพ

การวัดบุคลกิ ภาพเปนการวัดทยี่ งุ ยาก การนิยามส่ิงท่ีตองการจะวัดจึงเปนสิ่งท่ีจําเปนอยางมาก
เพราะการวัดอาจมองแบบวดั บุคลิกภาพเด่ยี วๆ เชน ความกาวราว ความอดทน ฯลฯ หรือวัดเปนกลุมๆ
เปนองคประกอบ แนวทางการเลือกรูปแบบการวัดจะตองพิจารณาใหดีวา รูปแบบใดควรใชในการวัด
บุคลกิ ภาพ ลว น สายยศ และอังคณา สายยศ (2543) ไดเสนอแนะรปู แบบที่นยิ มมีดังนี้

1. การสังเกต เปนการเฝาดูส่ิงใดส่ิงหน่งึ ทเ่ี กี่ยวกบั บุคลกิ ภาพ การสงั เกตตองใชการวางแผนการ
สงั เกตใหด ี ผสู ังเกตควรมีการรับรทู ี่ดี มคี วามแมนยําจดจําสิ่งท่ีสังเกตไดอยางดี เพื่อสรางความแนใจควร
สงั เกตอยา งนอย 2 คน และผูสงั เกตควรไดรบั การอบรมวธิ ีการสังเกตทีด่ ีที่ถกู ตอ งดว ย

การวัดบุคลิกภาพดวยการสังเกต วา จะเปนการวัดบุคลิกภาพแบบเดี่ยว เชน ตองการวัด
ความกาวราวของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 กอนการสังเกตตองนิยามคําวา “ความกาวราว” ให
ชัดเจน และเขียนออกมาใหเปนพฤติกรรมใหไดมากท่ีสุด แลวเลือกที่เปนพฤติกรรมที่มีความสําคัญ
เพราะการสังเกตมีเวลาจํากัด เม่ือเลอื กพฤตกิ รรมแลวก็เอามาเขยี นเปนขอๆ ตวั อยางดังภาพตอ ไปน้ี

-152-

แบบสาํ รวจประกอบการสงั เกตความกาวราวของนกั เรียน
ที่ พฤติกรรม ผลการสังเกต
1 รงั แกเพอ่ื น [ ] มี [ ] ไมมี
2 แยง ของคนอ่ืน [ ] มี [ ] ไมม ี
3 แหยเ พื่อน [ ] มี [ ] ไมมี
4 ดุดาคนอ่ืน [ ] มี [ ] ไมม ี
5 หนา ตาดุดัน [ ] มี [ ] ไมม ี
6 แกลง เพือ่ นแลว ชอบใจ [ ] มี [ ] ไมมี

ภาพท่ี 6.1 ตวั อยางแบบสาํ รวจประกอบการสงั เกตความกาวรา วของนกั เรยี น

ถา เดก็ นักเรยี นมพี ฤตกิ รรม 6 ประการ อาจสรุปไดวาเปนเดก็ ทมี่ ีบคุ ลิกภาพคอนขา งกาวราว
เปน ตน เพือ่ ความม่นั ใจควรสงั เกตอยางนอย 3 ครง้ั ขึ้นไป แลว นํามาหาผลเฉล่ีย ในกรณีที่ตองการความ
ละเอียดในการสังเกตมากข้ึน ใหเพิ่มชวงของการวัดใหเปนแบบจัดอันดับแทน เชน [ ] มีบอย
[ ] มบี าง [ ] ไมมีเลย

ในบางกรณี การสังเกตพฤติกรรมทาทาง (Nonverbal Behavior) ก็เปนสิ่งท่ีจําเปน แตตอง
ศกึ ษาการแปลผลใหดี เชน

พฤตกิ รรม ความหมาย
1 ใชป ากกาขีดไปมาหรือถจู มูกไปมา แปลวา ซมึ เศรา
2 เอาแหวนแตง งานมาโยนเลน แปลวา มีปญหาการแตง งาน
3 เคลอ่ื นไหวมอื สอดสมั พันธกนั แปลวา นึกถงึ ตวั เอง
4 ทําตาโตหนาถมึงทึง แปลวา ไมพ อใจ
5 เคลอ่ื นไหวเทาเรว็ หรอื กระทืบ แปลวา โกรธ หรอื มีส่ิงรบกวน
6 ย้ิมแยมท้ังหนา ตาและแววตา แปลวา เปน เพือ่ น เปน มติ ร
7 มองดูสิง่ หนง่ึ บอยๆ แปลวา สนใจ
8 เบอื นหนาหนีไมใยดี แปลวา ไมสนใจ ไมเปนมติ ร

ภาพที่ 6.2 ตัวอยา งการแปลความหมายของพฤตกิ รรมทา ทาง

-153-
ถาผสู รา งเครือ่ งมือสามารถนยิ ามบคุ ลิกภาพในรูปของพฤติกรรมทาทางไดช ัดเจนเพียงพอท่ีจะใช
สงั เกต จะทําใหก ารวดั บุคลกิ ภาพไดต รงกบั ความเปน จรงิ ใหมากท่สี ุด
2. การสมั ภาษณ
เปนเคร่ืองมือวัดบุคลิกภาพที่ใชมานาน เปนการพูดคุย สนทนาอยางมีจุดมุงหมายเพื่อศึกษา
บุคลิกภาพของบุคคลท่ีถูกสัมภาษณ จะตองมีหลักจิตวิทยาในการพูด ซักถาม เพื่อใหไดทราบถึง
บุคลิกภาพท่ีตองการทราบ สวนผูถูกสัมภาษณก็จะตองเปดเผยตรงไปตรงมา ถาปกปดขอมูลการ
สัมภาษณกจ็ ะไมมคี วามหมาย
การสรา งแบบสัมภาษณนนั้ จะตอ งกําหนดจุดมุงหมายวาจะวัดบุคลิกภาพแบบใด สรางขอคําถาม
กระตุนใหผ สู ัมภาษณแสดงการตอบพฤตกิ รรมที่ตอ งการน้นั ควรมกี ารทดลองถามคําถามกอนใหแนใจวา
มีคุณภาพในการถามพอแลวจึงไปฝกอบรมคนสัมภาษณ ผูสัมภาษณท่ีดีจะตองวางทาทาง กริยาอาการ
แสดงออก พูดจาเปน ทเี่ ชอื่ ถอื และไวใจ คาํ ถามควรเปน คําถามสัน้ ๆ และชัดเจน ไมควรใชเวลานานเกินไป
รายละเอียดในการสัมภาษณ
1. ขอ มลู ทั่วไปของผถู ูกสัมภาษณไ ดแ ก ช่ือ อายุ เพศ สัญชาติ ท่ีอยู วันเดือนปเกิด สภาพสมรส
ระดับการศึกษา ฯลฯ
2. จุดประสงคในการสัมภาษณ เพ่อื ใหเ ขาใจทง้ั สองฝา ย
3. สภาพรา งกายและจติ ใจ ทีพ่ รอ มของทงั้ สองฝาย ควรซกั ถามใหช ัดเจน
4. การถามพฤติกรรมและอุปนสิ ยั ตองตง้ั คําถามใหด ี จงึ จะรถู ึงขอ มลู น้นั
การสัมภาษณเพ่ือวัดบุคลิกภาพ ควรเปนการสัมภาษณแบบมีโครงสราง (Structured
Interview) คือ มีการวางแผน มีจดุ มุง หมาย คาํ ถามมีคุณภาพ เชื่อม่ันสูง และความเท่ียงตรงสูงดวย ดัง
ตัวอยางภาพตอไปน้ี

-154-

แบบสัมภาษณอารมณแ ปรปรวนกบั พฤติกรรมการแสดงตัว
คําช้แี จง ใหผูส มั ภาษณอธิบายจุดมุงหมายในการสมั ภาษณใ หละเอยี ด
ก. ขอ มลู สว นตวั ใหสมั ภาษณต ามความจาํ เปน เชน อายุ เพศ สญั ชาติ ที่อยู วันเดอื นปเ กิด
สภาพสมรส ระดบั การศกึ ษา ฯลฯ
ข. ใหผ สู ัมภาษณถ ามผูถูกสมั ภาษณ โดยใหต อบตามความเปน จริงมากที่สดุ
1 ทานเคยมีความสุขความทุกขใ นบางคร้งั โดยไมท ราบเหตผุ ลหรอื ไม [ ] เคย [ ] ไมเคย
2 ทานชอบวางแผนท่จี ะทาํ อะไรไปเรือ่ ยๆ หรอื ไม [ ] ชอบ [ ] ไมช อบ
3 ทา นเคยมีอารมณขน้ึ ๆ ลงๆ ทั้งทม่ี แี ละไมม เี หตผุ ลหรือไม [ ] เคย [ ] ไมเ คย
4 ทา นมีความสขุ กบั การทาํ อะไรทีร่ วดเรว็ หรอื ไม [ ] มี [ ] ไมม ี
5 ทานมจี ติ ใจท่เี ห็นอะไรแลวไมส บอารมณบ า งหรอื ไม [ ] มี [ ] ไมม ี
6 ตามธรรมดาทานชอบคบเพ่อื นใหมๆ หรอื ไม [ ] ชอบ [ ] ไมช อบ
7 ขณะที่ทานมีจิตใจจดจออยูกับอะไรอยางหนึ่ง จิตใจของทานเคย [ ] เคย [ ] ไมเคย
คดิ ลอ งลอยไปเรื่อยๆ หรอื ไม
8 ทานชอบทาํ อะไรรวดเรว็ และมีความแนนอนหรือไม [ ] ชอบ [ ] ไมชอบ
9 เวลาทานสนทนากับใครอยู ทานเคยมีความคิดขาดหายไปเปน [ ] เคย [ ] ไมเ คย
ชว งๆ บอ ยหรือไม
10 ทา นจดั อนั ดบั วา ตัวทานเองเปน คนกระฉบั กระเฉงรนื่ เรงิ หรอื ไม [ ] จัด [ ] ไมจดั
11 ทานเคยรูสึกวา บางทีมีพลังทําใหทานลองลอยไปตามลมอยาง [ ] เคย [ ] ไมเ คย
รวดเร็วและบางทที าํ ใหท า นหยุดน่งิ หรอื ทําอะไรเชื่องชา บา งหรอื ไม
12 ถาใครขัดไมใหทานคบคาเก่ียวของกับคนอ่ืนๆ มากทานไมมี [ ] ใช [ ] ไมใ ช
ความสุขใชห รอื ไม

ภาพท่ี 6.3 ตัวอยา งแบบสัมภาษณอ ารมณแปรปรวนกับพฤตกิ รรมการแสดงตัว

การใหคะแนน ตอบชองแรกให 1 คะแนน และชองท่ีสองให 0 คะแนน ตรวจใหคะแนนขอคี่
คือ1, 3, 5, 7, 9, 11 แลวรวมคะแนนขอคู 2, 4, 6, 8, 10, 12 แลวแปลความหมายคะแนนดงั น้ี

-155-

การแปลความหมายของขอ ค่ี
0 คะแนน แปลวา ไมมีอาการประสาท อารมณมน่ั คงมากท่สี ุด
1 คะแนน แปลวา มีอาการประสาทนอยมาก
2 คะแนน แปลวา มีอาการประสาทนอย
3 คะแนน แปลวา มีอาการประสาทปานกลาง
4 คะแนน แปลวา มีอาการประสาทคอ นขา งมาก
5 คะแนน แปลวา มอี าการประสาทมาก
6 คะแนน แปลวา มอี าการประสาทมากทส่ี ุด อารมณแปรปรวนมากทสี่ ุด เปนอันตราย

การแปลความหมายของขอ คู
0 คะแนน แปลวา เกบ็ ตัวมากที่สดุ
1 คะแนน แปลวา เกบ็ ตัวมาก
2 คะแนน แปลวา มคี อ นขา งเก็บตวั
3 คะแนน แปลวา การเก็บตัวพอๆกับการแสดงตวั
4 คะแนน แปลวา คอนขางแสดงตวั
5 คะแนน แปลวา แสดงตวั มาก
6 คะแนน แปลวา แสดงตวั มากทสี่ ุด
นอกจากนน้ั ยังแปลความสมั พนั ธร ะหวา งคะแนนดา นอารมณแปรปรวนกับพฤติกรรมการแสดง

ตวั อีกหลายรูปแบบ ดังภาพตอไปน้ี

อารมณ พฤตกิ รรม ความหมาย
แปรปรวน การแสดงตัว เปน คนเฉ่อื ยชา อดึ อาด เยือกเย็น อารมณม่ันคง มนั่ ใจสูง ควบคุมตนได
รักสันติ ชา งคดิ ระมดั ระวัง เปน คนเฉยๆ
0-3 0-3 เปนคนรา เรงิ สดใส เปน ผนู าํ ไมม กี งั วล สนุกสนาน ชอบสบาย ชอบตอบ
คะแนน คะแนน โต ชางพูดเจรจา ออกหนาออกตา ออกสงั คม
เปนคนจิตใจหดหู ไมเบิกบาน เปนคนเงียบ ไมชอบคบหา สงบเสง่ียม
0-3 3-6 คิดในแงราย มสี ติ กระดาง วิตกกงั วล และอารมณแ ปรปรวน
คะแนน คะแนน เปนคนฉุนเฉียว โกรธงาย อารมณรอน คลองแคลว มองโลกในแงดี
หุนหันพลันแลน เปล่ียนใจงาย ต่ืนตัว กาวราว กระวนกระวาย
3-6 0-3 หยกุ หยิก ขี้ระแวง งอน และนอยใจ
คะแนน คะแนน

3-6 3-6
คะแนน คะแนน

ภาพที่ 6.4 การแปลความความหมายอารมณแปรปรวนและพฤติกรรมการแสดงตัว

-156-

แบบวัดบุคลิกภาพแบบนี้เหมาะสําหรับผูท่ีไมคอยพูด ไมชอบตอบคําถามมากนัก สําหรับผูที่
ชอบพูดคุย ตอบเกง อาจตองบันทึกคาํ ตอบอีกแบบหน่ึง มีเหตุผลประกอบ การสัมภาษณที่ดีผูสัมภาษณ
จะตอ งพดู นอ ย เปด โอกาสใหผถู กู สมั ภาษณไ ดพูด ใหข อมลู กระตุน ใหผ ูถูกสัมภาษณพูดออกมามากๆ จึง
จะดี

3. การเขยี นตอบหรอื แบบสอบถาม
แบบวัดบุคลิกภาพแบบน้ีจะตองมีตัวเรา อาจเปนขอความหรือขอคําถามหรือสถานการณ

ภาพ หรือสถานการณเปนภาษา แลวแตความเหมาะสม ตวั เรา หรือตัวกระตุนน้ีเปนส่ิงสําคัญมาก เพราะ
แตละคนจะตอบสนองตอตัวเราออกมาดวยตัวของเขาเอง ในที่นี้อาจเปนแบบทดสอบ (Tests) แบบ
สํารวจ (Inventory) แบบสอบถาม (Questionnaires) มาตรประมาณคา (Rating Scales) หรือ แบบ
ตรวจสอบรายการ (Checklists)

รปู แบบของการเขยี นแบบวดั
1. ประเภทขอความเดี่ยว เปน การถามเพอ่ื ใหผตู อบไดตอบสิ่งทีม่ ีอยูใ นตวั ตน โดยมี
ขอตกลงวาผูตอบจะตองตอบตามความเปนจริงใหมากท่ีสุด โดยมากจะเปนประโยคงายๆ ส้ันๆ มี
ใจความกะทัดรดั อาจเปน ขอความธรรมดาหรือขอคําถามก็ได เชน

แบบวัดประเภทขอความเด่ียว แบบขอความธรรมดา
1 ขาพเจากลวั ความเงียบ [ ] ใช [ ] ไมใช
2 ขาพเจา เคยฝนกลางวันบอยๆ [ ] ใช [ ] ไมใช
3 ขาพเจา ชอบความสงบ คดิ อะไร ทําอะไรมักอยูคนเดียว [ ] ใช [ ] ไมใช
4 ขาพเจา อดึ อัดใจเมอื่ ตองการพูดคยุ กับคนอน่ื นานๆ [ ] ใช [ ] ไมใช
5 เวลาอยูคนเดยี วขา พเจา ชอบรองเพลง [ ] ใช [ ] ไมใช
ฯลฯ
แบบวดั ประเภทขอความเด่ยี ว แบบขอคําถาม
6 ทา นชอบขับรถเร็วใชไ หม [ ] ใช [ ] ไมใ ช
7 ทานมักทํางานไดร วดเรว็ ใชไ หม [ ] ใช [ ] ไมใช
8 ทา นชอบเปนผูดําเนินการอภปิ รายใชไ หม [ ] ใช [ ] ไมใช
9 ในวยั เดก็ ทา นเปน คนขรมึ สงบเสงยี่ มใชไหม [ ] ใช [ ] ไมใ ช
10 ทา นชอบทาํ งานตามลําพงั คนเดียวใชไหม [ ] ใช [ ] ไมใช
ฯลฯ
หมายเหตุ ขอความท่ีเขียนมาจากการนิยามศัพทเฉพาะพฤติกรรมยอยของบุคลิกภาพที่เรา
ตอ งการวัด ไมใชน กึ จะเขียนอะไรกไ็ ด ดังนน้ั จะตองวเิ คราะหลกั ษณะของบุคลิกภาพที่เปน ตัวแปรยอยแต
ละดา นใหชดั จะทาํ ใหส ามารถเขียนขอความหรอื คําถามไดเที่ยงตรงมากทีส่ ดุ

-157-

2. ประเภทขอความคู การเขียนแบบวัดประเภทน้ีจะตองกําหนดคุณลักษณะของ
บคุ ลิกภาพอยางนอย 2 คุณลกั ษณะขึน้ ไป แลวนําขอความท่ีอธิบายคุณลักษณะแตละอยางมาเขียนเปน
คูๆ ใหผูตอบเลือกตอบที่ตรงกับลักษณะตนเองเพียงขอความเดียว ดังตัวอยาง EEPS (Edwards
Personal Preference Schedule) วัดคณุ ลักษณะดังน้ี
2.1 ผลสมั ฤทธิ์ (Achievement) 2.9 การยอมรบั นับถือ (Deference)
2.2 ความเปน ระเบยี บ (Order) 2.10 การแสดงตวั (Exhibition)
2.3 ความเปน อสิ ระ (Autonomy) 2.11 ความมไี มตรีสัมพันธ (Affiliation)
2.4 ความเขาใจผอู ืน่ (Interception) 2.12 การใหผอู นื่ ชว ยเหลอื (Succorance)
2.5 ความมอี าํ นาจเหนอื (Dominance) 2.13 ความสุภาพ (Abasement)
2.6 ความมนี ้าํ ใจ (Nurturance) 2.14 การเปล่ียนแปลง (Change)
2.7 ความอดทน (Endurance) 2.15 การจาํ แนกเพศ (Hetero Sexuality)
2.8 ความกา วราว (Aggression)
แตละดานมีขอความ 30 ขอ จึงมีขอความทั้งหมด 450 ขอความ นําขอแตดานไปจับคูกับ
ขอ ความอกี ดานหนึง่ ดังตวั อยาง
1) ก. ขาพเจาสามารถทําสงิ่ ใดๆ ไดดีกวาบุคคลอื่น (1)
ข. ขา พเจา ชอบเลา เรือ่ งตลกในงานเลย้ี ง (4)
2) ก. ขา พเจาชอบไปไหนมาไหนตามทีข่ าพเจา ตองการ (5)
ข..ขา พเจา ชอบมีสวนรวมในสงิ่ ตา งๆกบั เพ่อื น (6)
3) ก. ขา พเจาชอบรับประทานอาหารแตละมื้อตามกาํ หนดเวลา (3)
ข. ขา พเจาชอบเรยี นรูพ ฤตกิ รรมของคนอ่ืนๆ (7)
4) ก. ขา พเจา ชอบอานเกีย่ วกบั เรือ่ งความเปน อยขู องผูกลาหาญ (2)
ข. ขาพเจารสู ึกวา ขา พเจา ควรสารภาพผดิ เม่อื รวู า ตนทําผิด (10)
5) ก. ขา พเจาชอบยา ยทอี่ ยูไ ปในท่ีตางๆ (12)
ข. ขาพเจาทํางานไดน านๆ หลายชั่วโมงโดยไมนกึ รําคาญ (13)
ฯลฯ
การตอบ ใหเลือกตอบเพียงขอใดขอหนึ่งเทาน้ัน เปนการเลือกพฤติกรรมท่ีตนเองกระทําอยู
เปน ประจําหรือเคยกระทาํ มาอยูบ อ ยๆ

-158-

3. ประเภทกําหนดตัวเลือกหลายตัว การเขียนแบบวัดน้ี มักเลือกบุคลิกภาพท่ีมี
คณุ ลกั ษณะทีป่ ระกอบเปนบคุ ลิกภาพ 3-5 คณุ ลักษณะ เมอื่ นิยามคุณลักษณะนั้นอยางชัดเจน ก็มาเขียน
เปนพฤติกรรมของคุณลักษณะนั้น จากน้ันนํามาจัดเปนชุดๆละขอ และใหเลือกเอาคุณลักษณะใด
คุณลักษณะหนึ่ง หรือใหเลือกมากที่สุดในคุณลักษณะหน่ึงสวนท่ีเหลือใหเลือกนอยที่สุด ดังตัวอยาง
ขอสอบของ Gordon Personal Profile (GPP) ซึ่งไดใชคุณลักษณะ 4 ดาน คือ ความรอบคอบ
ความคิดรเิ ริ่ม ความสมั พันธระหวางบุคคล และความแข็งแรงแข็งขัน ดงั ตัวอยางขอ สอบตอ ไปน้ี

คําช้ีแจง อานขอ ความ 4 ขอ ความในแตละขอ แลวพิจารณาวา ขอความใดท่ีชอบมากที่สุดและขอความ
ใดที่ชอบนอ ยท่สี ดุ แลวขดี ตอบหลังขอ ความ ก. ข. ค. หรอื ง. ในขอน้นั ๆ
1) ก. ชอบเขา สังคม [ ] มากทีส่ ดุ [ ] นอ ยที่สดุ
ข. ขาดความเช่อื มั่นในตนเอง [ ] มากทส่ี ุด [ ] นอยทสี่ ุด
ค. อาสาทาํ งานอยางเต็มที่ [ ] มากทสี่ ดุ [ ] นอยทสี่ ดุ
ง. มลี ักษณะเปน คนเจา อารมณ [ ] มากท่ีสดุ [ ] นอยท่สี ุด
หรอื จะเอาการตอบมากท่ีสดุ หรือนอยที่สดุ ไวข างบน ตัวอยา งเชน
มากทส่ี ุด นอยที่สุด
2) ก. ทาํ งานไมเ คยยอทอ [] []
ข. งานไมเคยลอกเลยี นแบบใคร [ ] [ ]
ค. ตรวจสอบงานใหเรียบรอ ย [] []
ง. ชวยเหลือเจือจุนผอู ืน่ [] []
การตอบแบบเลือกตอบเพยี ง 2 ตัวเลือกเทาน้ัน แตในทางปฏิบัติอาจใหเลือกตอบแบบอ่ืนๆ ได
เพอื่ ความสะดวกในการแปลความหมาย
4. ประเภทเชิงสถานการณ เปนการสรางเหตุการณจําลอง อาจจะเปนดานภาษาหรือ
เปนภาพกไ็ ด แลว ใหผ ตู อบสมมตติ นเองเปนตวั ละครตวั หน่ึงในสถานการณนั้น ถาพบกับเหตุการณอยาง
ที่กําหนดใหจะทําตัวอยางไร ผูท่ีตอบจะระลึกถึงเหตุการณเทาท่ีเคยเกิดขึ้นกับตนเองหรือเรียกวา
ประสบการณท่เี คยไดร ับมาเพ่ือใชแกปญหาท่ปี ระสบขน้ึ ดงั ตวั อยางท่หี ลากหลายตอ ไปน้ี
ตัวอยา งแบบวัดบคุ ลกิ ภาพดานความอดทน
1) ขณะทจี่ กั รชัยรอกวยเตี๋ยวท่ีส่ังไว เมื่อรอไปประมาณ 15 นาที คนขายก็ยังไมทําให บอกแต
วา เดี๋ยวจะทาํ ให ทงั้ ๆทห่ี วิ มากและส่ังเปน คนแรก ถา ทา นเปน จกั รชัย ทานคดิ จะทาํ อยางไรตอไป
ก. เตอื นคนขายอกี คร้ัง
ข. ลกุ ไปส่งั รา นอื่นที่เรว็ กวา
ค. นง่ั รอตอไปอีกคดิ วา เดยี๋ วเดยี วคงได
(เกณฑการใหคะแนน ก = 1, ข = 0, ค = 2 )

-159-

2) ปวีณาอยากเกงวิชาวิทยาศาสตร แตพ้ืนฐานทางวิทยาศาสตรไมดี ครูสอนวิธีการคิดโดย
เทคนคิ ตา งๆ ก็ไมทําใหเ กดิ ทักษะทางวทิ ยาศาสตรด ขี น้ึ ถาทานเปนปวณี าทา นจะทําอยา งไร

ก. หมนั่ ฝกทาํ การบา นหลายๆ รูปแบบ
ข. ฝก บางหยดุ บา งรูเรอ่ื งนิดหนอยกด็ แี ลว
ค. ไปฝก ฝนวชิ าอืน่ ดกี วามามุง ฝกแตวชิ าวทิ ยาศาสตร

(เกณฑการใหค ะแนน ก = 2, ข = 1, ค = 0 )

ตัวอยางแบบวัดบคุ ลิกภาพความเปนประชาธิปไตย
3) ปรชี าและมานพรจู กั กัน แตไมคอยสนิทสนมมากนัก นัดผูหญิง 2 คน ซึ่งพักหองเดียวกันวา
จะไปเทยี่ วชายหาดเผอิญวนั นัน้ เกิดฝนตกทําใหไ มสามารถไปเที่ยวชายหาดได ปรชี าเสนอแนะวาใหไปชม
ภาพยนตร หลงั จากทเ่ี สนอแนะแลว เขาเหน็ วา มานพแสดงความไมช อบใจ ถาทา นเปน ปรชี า ทานควรทํา
อยางไร
ก. ใหม านพยมื เงิน
ข. จายคาดใู หทกุ คน
ค. แลวแตฝ า ยหญิงตอ งการ
ง. ใหม านพเสนอแนะอยางอน่ื บา ง
จ. ขอโทษมานพที่เสนอแนะไปเชนนัน้

(คําตอบขอนี้ ตองตอบขอ ง. เทานนั้ จึงจะไดค ะแนน สว นตอบขอ อนื่ ไมไดค ะแนน)

5.ประเภทสถานการณตอบ ใช- ไมใช วิธีการสรางแบบวัดบุคลิกภาพประเภทนี้คือ เขียน
สถานการณแลวเลือกพฤติกรรมที่มีโอกาสเกิดข้ึนจากสถานการณน้ัน แลวใหผูตอบแค ใช หรือไมใช
เทาน้ัน โดยผูตอบจะตองพิจารณาขอความใหดีวาตรงกับบุคลิกภาพของตนเองเทาน้ัน ดังตัวอยาง
ขอสอบวดั ความยึดหยนุ ภายใตค วามบีบค้นั เชน
1) คุณหยิบของในราน 7-11 เดินออกจากรานโดยไมไดจายเงินหนาเคานเตอร โดยไมต้ังใจ
เพอ่ื นเหน็ กเ็ ตอื นใหมาจา ยเงิน
ปฏิกริ ยิ าของคุณ ใช ไมใช
หนา แดง ขก
ใจเยน็ ก ข
มือส่ัน ข ก
เพลดิ เพลนิ กข
รูส ึกอาย ขก
หวั เราะปกติ กข
หมายเหตุ เกณฑการใหคะแนน ตอบ ก. ไดคะแนน 1 ตอบ ข. ได 0

-160-

2) คุณไดรับหมายเรียกใหไปที่วาการอําเภอเพ่ือทําความกระจางกับงานของคุณตามเวลาที่
กาํ หนด คณุ ไปตรงตามเวลาแตตอ งรอเจาหนา ที่มากกวา ชั่วโมง
ปฏิกริ ิยาของคุณ ใช ไมใช
เปน กันเอง กข
กา วรา ว ขก
มอื สนั่ ข ก
ใจเยน็ ก ข
กระวนกระวาย ขก
มเี หงื่อออก ขก
หมายเหตุ เกณฑการใหค ะแนน ตอบ ก. ไดคะแนน 1 ตอบ ข. ได 0

6.ประเภทสถานการณหรือขอความเปนภาพ การสรางแบบวัดบุคลิกภาพแบบนี้ตอง
อาศัยภาพวาดหรือภาพท่ีตรงกับจุดมุงหมาย จะตองกําหนดวาจะวัดบุคลิกภาพดานใด แลวนิยาม
พฤติกรรมหรือลักษณะนิสัยใหชัดเจน ตอมาเขียนรูปตามพฤติกรรมที่แยกแยะไว เพื่อใหผูตอบใช
ความรูสึก ความคิดในการแปลความน้ัน ดงั ตัวอยางภาพประกอบตอไปน้ี

แบบวัดบคุ ลิกภาพมองโลกในแงดี
คําชี้แจง ใหทา นพจิ ารณาภาพทก่ี ําหนดให แลวพิจารณาตัวเลือก 2 ตัวหลัง พฤติกรรม 6 พฤติกรรมใน
แตละขอ ทานเหน็ วาพฤตกิ รรมนนั้ สอดคลองกต็ อบวา ใช ถาไมสอดคลองตอบ ไมใช โปรดพิจารณาตาม
ความรูสึกทีเ่ ปน จริงของทาน
ใช ไมใช
1) ปลื้มใจ ก ข
ขอความชว ยเหลือ ข ก
มีความเช่ือม่ัน กข
เพลดิ เพลนิ กข
แคลงใจ ขก
อบุ ตั ิเหตุ ขก

ภาพท่ี 6.5 ตัวอยางแบบวดั บุคลกิ ภาพมองโลกในแงด ี

-161-
แบบวดั บคุ ลิกภาพมองโลกในแงดีลักษณะนี้ จะทําใหเขาใจบุคคลเพราะขอความที่แสดงมีทั้งเชิง
บวกและเชงิ ลบ

แบบวดั บุคลิกภาพความไมเ ห็นแกตัว
คาํ ชแ้ี จง ใหทานอานคําถามพรอมกับพิจารณาภาพที่อยูขางๆ ไดความคิดอยางไรไปพิจารณาตอบจาก
ตัวเลอื กทีก่ ําหนดใหตัวใดตวั หน่งึ จาก 3 ตวั เลือก
1) เดก็ ผูช ายจะแสดงพฤติกรรมอยางไร

ก. ถึงแมเขาจะเลน เกง กวา แตยอมใหเ ด็กผหู ญงิ ชนะ
ข. เขาพยามรกั ษาความเปนผูชนะไว
ค. เด็กผูชายรวู าเขาจะเสียทาเลยบอกหยุดเลน

2) คนท้ังสี่มีความปลื้มปต เิ รือ่ งอะไร
ก. ความสาํ เรจ็ ในธรุ กจิ
ข. การแขง ขันการลมละลายมีทางรอดได
ค. การเพ่ิมพูนเงนิ ชว ยมลู นิธิมากขน้ึ

ภาพที่ 6.6 ตัวอยางแบบวัดบุคลิกภาพความไมเห็นแกต วั
หมายเหตุ เกณฑก ารใหค ะแนน

ขอ 1) ตอบ ก. ได 2 คะแนน ตอบ ข. ได 0 คะแนน ตอบ ค. ได 1 คะแนน
ขอ 2) ตอบ ก. ได 1 คะแนน ตอบ ข. ได 0 คะแนน ตอบ ค. ได 2 คะแนน
4. การใชเทคนิคสรา งจนิ ตนาการ (Projective Technique)
เปนแนวคิดของลอเรนซ แฟรงค (Lawrence Frank) เปนการเสนอสิ่งเราที่คลุมเครือ เพ่ือให
ผูตอบใชจนิ ตนาการอนั เกดิ จากสาํ นึกที่ซึมซับอยูในสวนลึกของความรูสึกในตัวของแตละบุคคลวาสิ่งเรา
น้ันมีความหมายตอเขาอยางไร แตละคนจะมีความรูสึกตอสิ่งเราท่ีครุมเครือแตกตางกันไป การตอบ
เปน ไปแบบไมมโี ครงสรา ง การตอบจึงมคี วามอิสระทจ่ี ะตอบ นกั จติ วทิ ยากลมุ หนงึ่ ไดพยายามใชเทคนิคนี้
เพ่ือศึกษาบุคลิกภาพ แตการศึกษาทางดานนี้ จะขาดความเที่ยงตรงและความเชื่อม่ัน อยูมาก ซึ่งมี
ลักษณะของการสรางแบบวัดโดยใชเ ทคนคิ สรา งจินตนาการ ดงั ตอ ไปนี้
4.1คําสัมพันธ (Word Association) แบบทดสอบประเภทน้ีจะกําหนดคําที่แสดง
อารมณมาใหขอละคํา ผูดําเนินการสอบอานคําแตละคํา แลวใหผูสอบหาคําท่ีมีความสัมพันธกับคํานั้น
มากท่ีสุดอกี คาํ หน่งึ เชน คาํ วา “รอ” บางคนอาจตอบวา “รัก” หรือ “ราเริง” หรือ “หงุดหงิด” คํา

-162-

ใดคาํ หนึ่ง การอธบิ ายกอนสอบเปนสว นสาํ คัญมาก ผูดําเนินการสอบจะตองชี้แจงใหผูสอบใหดี ตัวอยาง
คําทีใ่ ชแสดงถงึ ความเจบ็ ปวดทางอารมณ เชน
หนู ฆา ตวั ตาย ตดั ตะเกยี ง สบู บหุ รี่
ความมดื รัก ตอ สู กดั สนุ ัข
ปน บดิ า ดม่ื นาํ้ สกปรก ฯลฯ
นอกจากนน้ั ยงั มผี ูคิดคนการใหต อบเปนแบบประโยคใหสมบูรณ เชน คําวา “สวน” แทนที่
จะหาความสมั พันธ ก็เขยี นเติมใหยาวขึ้น เปน “ขาพเจาชอบทํางานในสวน” หรือ “ขาพเจาเกลียดงาน
ในสวน” เปนตน
4.2 การเติมประโยคใหสมบูรณ (Sentence Completion) เปนการสรางประโยคให
สมบูรณ ในการแปลความหมายคอนขางเปนอัตนัย ตองอาศัยวิธีการศึกษาจากส่ิงที่ประทับใจท่ีผูตอบ
แสดงออกมา ซ่ึงจะเก่ียวกับเจตคติ อารมณ และความขัดแยง ตัวอยางขอสอบการเติมประโยคให
สมบรู ณส าํ หรับเด็ก ดังภาพตอไปนี้

คําช้แี จง ใหเ ตมิ ขอความในทีว่ า งตามความรสู ึกที่แทจ ริง
1) ขาพเจา ชอบ...................................................................................
2) เวลาทดี่ ีทีส่ ุด...................................................................................
3) มารดาของขา พเจา .............................................................................
4) ขา พเจา รสู ึก.....................................................................................
5) ขาพเจาไมสามารถ.............................................................................
6) ขาพเจาไมชอบ.............................................................................
7) ขา พเจา ตอ งการ.............................................................................
8) ขา พเจา กงั วลเก่ียวกบั .............................................................................
9) ขา พเจาเสยี ใจท่ี .............................................................................
10) บิดาของขาพเจา .............................................................................

ภาพท่ี 6.7 ตัวอยางแบบวดั ประเภทเติมขอ ความใหส มบรู ณ

ขอ จาํ กัดของแบบวัดประเภทนค้ี อื ความสามารถในการเขียนตอบของผูตอบ หากเปนเด็กหรือผู
ท่เี ขยี นหนงั สอื ไมได จะไมสามารถวัดบุคลกิ ภาพดวยวิธีแบบนไี้ ดเลย

4.3 การเติมเต็มเร่ืองราว (Story Completion) เปนการใหผูตอบเติมเร่ืองราวให
สมบูรณ การกําหนดเร่ืองราวใหจึงเปนเร่ืองราวที่เปนปญหาคางอยู หรือยังไมจบ ยังไมมีคําตอบ ดัง
ตวั อยางเชน

1) เดก็ คนหนงึ่ ไปโรงเรียน ระหวางหยุดเรียนเขาไมไดเลนกับเพื่อนคนอื่น เขานั่งเลนเงียบๆอยู
คนเดยี วในมุมหอง ทาํ ไมจึงเปน อยา งนน้ั

-163-
2) เด็กชายคนหนงึ่ ตอ สูกบั พข่ี องเขา ทันใดน้ันแมก็มา อะไรจะเกิดข้นึ
3) เด็กคนหน่ึง กลับมาจากโรงเรียน แมพูดกับเขาวา “อยาเพิ่งทําการบาน ตอนน้ีแมมีอะไร
บางอยา งจะบอกลกู ” แมจ ะบอกอะไรกับลูก

ฯลฯ
4.4 การแปลผลจากภาพทกี่ ําหนดให ลกั ษณะภาพทกี่ าํ หนดใหมี 2 แบบ ท่ีนยิ มนํามาใช
วัดกันไดแ ก

ก. ภาพนามธรรม เปนภาพไมแนนอน แบบทดสอบท่ีมีช่ือเสียงไดแก ภาพจากหยดหมึก
(Ink-bold) ของโรชารค (Rorschach Technique) ภาพแบบน้ีเกิดจากการหยดหมึกหรือสีลงบน
กระดาษขาวแลว พับครงึ่ พอแบกระดาษออกมาก็จะเปนภาพนามธรรมท่ีมีลักษณะสมดุล อาจจะสีเดียว
หรือหลายสีก็ได แลวนําภาพน้ันไปทําการศึกษาจากกลุมเกณฑ เพ่ือใหทราบวา คนท่ีมีบุคลิกภาพแบบ
ไหนจะตอบอยา งไร ปกตภิ าพนน้ั มักจะดูรปู แบบ ความเคลื่อนไหว ลักษณะสี เงา มติ ิ ดังดงั ตอไปนี้

ความหวาดดระแวง มนษุ ยส ัมพันธร ะหวางบุคคล

รสนิยมทางเพศ ทัศนคติ มมุ มองท่มี ตี อ พอ

ภาพท่ี 6.8 ตวั อยา งภาพหยดหมกึ โรชารค
(ที่มา : https://khemaphan.wordpress.com/เกล็ดความรู/projective-test/)

ข. ภาพเหมือน เปนภาพสถานการณอยางหน่ึง อาจเปนภาพนาเกลียด นากลัว นารัก หดหู
สลดใจ ฯลฯ แตละภาพดแู ลว รูว าเปนคน สตั ว สิง่ ของ แตพฤติกรรมการกระทําซอนเงื่อนไขในภาพ โดย

-164-
หลกั การก็คอื เอาภาพแบบนม้ี าใหผ ูสอบดู แลวใหเ ลา เร่ืองจากภาพน้ัน เม่ือบันทึกเรื่องท่ีผูสอบเลาไวแลว
นาํ มาแปลความหมายวาบุคคลคนน้นั มบี คุ ลิกภาพอยางไร

ตัวอยางของขอสอบประเภทนี้ท่ีดังมากไดแก Thematic Appreciation Test (TAT) ของ
Henry A. Murray ดงั ตัวอยา งตอไปน้ี

1) 2)

3) 4)
ภาพที่ 6.9 ตวั อยา งภาพแบบวดั Thematic Appreciation Test (TAT)
(ทมี่ า : https://www.pinterest.com/pin/271130840037057480/)
คาํ ชแ้ี จง การดําเนนิ การสอบ
“แบบทดสอบน้ีเปนแบบทดสอบใหเ ลาเรื่อง ครูมีภาพบางอยางอยูที่นี่ ครูจะใหเธอดูภาพแตละ

ภาพ ครตู องการใหเธอแตง เรื่องเอง ใหบ อกวากอ นน้ีมอี ะไรเกดิ ขึ้น และปจจุบันมีอะไรเกิดข้ึน ใหบอกวา
คนเขารสู ึกและคิดอะไร และผลจะเปน อยางไร เธอแตง เรือ่ งเองตามความพอใจ เธอเขาใจหรือไม เอาละ
ตอไปน้ี เปน ภาพท่ี 1 เธอมีเวลาแตง เรอ่ื งเพยี งจากภาพ 5 นาทีเทาน้ัน ขอใหเธอโชคด”ี

-165-

สรุป

บคุ ลิกภาพเปนลักษณะของบคุ คล เปน เอกลกั ษณเฉพาะอยาง เปนลักษณะท่ีเกิดขึ้นเปนประจํา
มีความคงทน ไมเปล่ียนแปลง สวนใหญลักษณะของบุคลิกภาพอยูในกรอบของความรูสึกหรือจิตพิสัย
ของบุคคลนน้ั ๆ แนวคิดเกยี่ วกบั การเกดิ บุคลกิ ภาพ มแี นวคดิ จากพระไตรปฎก แนวคิดของแครทโวลและ
คณะ และแนวคดิ ของไอแซงค นอกจากน้ันทฤษฏีเกยี่ วกับบุคลิกภาพไดแก ทฤษฏีจิตวิเคราะห เก่ียวกับ
อิด อีโก ซูปเปอรอีโก ทฤษฎีคุณลักษณะแบงคุณลักษณะออกเปน 2 ชนิดไดแก คุณลักษณะรวม
คณุ ลักษณะเฉพาะบุคคล ทฤษฎกี ารเรียนรทู างสังคมนัน้ ข้ึนอยูกับเง่ือนไข และตัวแบบเปนสําคัญ ทฤษฎี
ปรากฏการณ ทมี่ าของบุคลกิ ภาพไดแก พันธุกรรม ส่ิงแวดลอม และสถานการณ หรือสภาพการเฉพาะ
อยาง การสรางแบบวัดบุคลิกภาพ มีกระบวนการสรางแบบวัดดวยการกําหนดจุดมุงหมายของการวัด
บคุ ลิกภาพ ศึกษาเอกสารท่ีเก่ยี วของกับบคุ ลิกภาพท่ตี อ งการศึกษา นิยามศัพทเ ฉพาะเกี่ยวกับบุคลิกภาพ
ใหชัดเจน เลอื กประเภทของแบบวัด เขียนขอความ ภาพ สถานการณวัดบุคลิกภาพ ตามแบบที่เลือกไว
ตรวจสอบคุณภาพของขอคาํ ถามดา นความเท่ยี งตรง คาอาํ นาจจําแนก และคุณภาพของแบบวัดเก่ียวกับ
ความเชอื่ มั่น แลวจงึ หาเกณฑป กตเิ พอ่ื นําไปใชวัดบุคลิกภาพ รายบุคคลหรือรายกลุมตอไป และรูปแบบ
ของเครื่องมือวัดบุคลิกภาพไดแก การสังเกต การสัมภาษณ การเขียนตอบหรือแบบสอบถาม
สถานการณหรือขอ ความเปน ภาพ การใชเ ทคนคิ สรา งจนิ ตนาการ

-166-

เอกสารอางอิง

ลวน สายยศ และองั คณา สายยศ. การวัดดา นจติ พิสยั . กรงุ เทพฯ : สวุ ีรยิ าสาสน . 2543.
สาโรช บัวศรี. จริยธรรมศึกษา. กรุงเทพฯ: ครุสภา. 2526.
สาโรช บวั ศรี. “บูรณาการ” สารานกุ รมศึกษาศาสตร. 3(2) : 7-8. มกราคม – มีนาคม. 2529.
Adler, N.T. The Behavioral Control of Reproductive Physiology. In W. Montagna and

W.A. Sadler. (Eds.), Reproductive Behavioral. New York : Plenum Press. 1969.
Aiken, L.R. Assessment of Personality. Boston : Allyn and Bacon, 1986.
Allport, G.W., Vernon, P.E. and Lindszey, G. Study of Values : A Scale for Measuring

the Dominant Interests in Personality. Boston : Houghton Co. 1960.
Bandura, Albert. A Social Learning Theory. New Jersey: Prentice-Hall. 1977.
Bernard, H. W., & Huckins, W. C. Humanism in the classroom. Boston, MA : Allyn &

Bacon. 1974.
Cattell, R.B. THE SCIENTIFIC ETHICS OF “BEYOND” in Journal of Social Issues.

Volume 6, Issue 4 Fall . 1950.
Edwards, A.L. Techniques of Attitude Scale Construction. New York : Appleton

Century-Crofts. 1957.
Eysenck, H.J. Dimensions of personality. London : Routledge and kegan Paul. Horney.

1945.
Guildford, J.P. Psycholometric Methods. New York : McGraw-Hill, 1936.
Krathwohl, D.R., Bloom, B.S., Masia, B.B. Taxonomy of Educational Objectives, the

Classification of Educational Goals. Handbook II: Affective Domain. New York:
David McKay Co., Inc. 1973.
Lauster, Peter. The personality test. London : Pan Books, 1978.
Millon, J.S. “Utilitarianism” in Ethical Theories : A Book of Readings. New Jersey:
Prentice Hall. . 1996

-165-

สรุป

บคุ ลกิ ภาพเปนลักษณะของบุคคล เปนเอกลกั ษณเฉพาะอยาง เปนลักษณะที่เกิดขึ้นเปนประจํา
มีความคงทน ไมเปลี่ยนแปลง สวนใหญลักษณะของบุคลิกภาพอยูในกรอบของความรูสึกหรือจิตพิสัย
ของบุคคลนน้ั ๆ แนวคิดเกยี่ วกบั การเกดิ บคุ ลกิ ภาพ มแี นวคดิ จากพระไตรปฎก แนวคดิ ของแครทโวลและ
คณะ และแนวคดิ ของไอแซงค นอกจากนนั้ ทฤษฏีเก่ียวกับบุคลิกภาพไดแก ทฤษฏีจิตวิเคราะห เก่ียวกับ
อิด อีโก ซูปเปอรอีโก ทฤษฎีคุณลักษณะแบงคุณลักษณะออกเปน 2 ชนิดไดแก คุณลักษณะรวม
คณุ ลักษณะเฉพาะบุคคล ทฤษฎีการเรียนรทู างสังคมน้ันขนึ้ อยูกับเงื่อนไข และตัวแบบเปนสําคัญ ทฤษฎี
ปรากฏการณ ทม่ี าของบคุ ลิกภาพไดแก พันธุกรรม ส่ิงแวดลอม และสถานการณ หรือสภาพการเฉพาะ
อยาง การสรางแบบวัดบุคลิกภาพ มีกระบวนการสรางแบบวัดดวยการกําหนดจุดมุงหมายของการวัด
บุคลิกภาพ ศกึ ษาเอกสารทเ่ี ก่ยี วของกับบุคลิกภาพท่ตี องการศึกษา นิยามศัพทเฉพาะเกี่ยวกับบุคลิกภาพ
ใหช ดั เจน เลอื กประเภทของแบบวัด เขียนขอความ ภาพ สถานการณวัดบุคลิกภาพ ตามแบบท่ีเลือกไว
ตรวจสอบคุณภาพของขอคาํ ถามดานความเท่ียงตรง คา อาํ นาจจาํ แนก และคุณภาพของแบบวัดเก่ียวกับ
ความเชื่อม่ัน แลวจึงหาเกณฑป กติเพือ่ นําไปใชวัดบุคลิกภาพ รายบุคคลหรือรายกลุมตอไป และรูปแบบ
ของเครื่องมือวัดบุคลิกภาพไดแก การสังเกต การสัมภาษณ การเขียนตอบหรือแบบสอบถาม
สถานการณห รือขอ ความเปน ภาพ การใชเ ทคนคิ สรางจินตนาการ

คําถามทบทวน
1. จงเขยี นแผนผงั ความคดิ (Mindmap) แสดงขน้ั ตอนในการสรา งเคร่ืองมือวัดบุคลิกภาพ และ
ระบายสใี หส วยงาม
2. จงสรางแบบวัดบุคลิกภาพ ประเภทเลอื กตอบเดย่ี ว หรอื คู หรือ ใช ไมใช หลายตวั เลือก (10
ขอ)
3. จงสรางแบบวัดบคุ ลกิ ภาพ ประเภทสถานการณ หรอื แบบมีรปู (10 ขอ)
1. ความกาวราว 7. ความซ่ือสตั ย
2. ความเกรงใจ 8. คนยดึ มนั่ ถือมนั่
3. ความมปี ระชาธิปไตย 9. ความมานะพยายาม
4. ความอดทน 10. เจา ระเบยี บ
5. ความออ นนอ มถอมตน 11. ความรับผิดชอบ
6. ความเมตตา กรณุ า 12. เจา อารมณ

-155-

เอกสารอางอิง

ลว น สายยศ และองั คณา สายยศ. การวัดดานจิตพิสยั . กรุงเทพฯ : สวุ ีริยาสาสน . 2543.
สาโรช บวั ศรี. จรยิ ธรรมศึกษา. กรุงเทพฯ: ครสุ ภา. 2526.
สาโรช บวั ศรี. “บูรณาการ” สารานุกรมศึกษาศาสตร. 3(2) : 7-8. มกราคม – มนี าคม. 2529.
Adler, N.T. The Behavioral Control of Reproductive Physiology. In W. Montagna and W.A.

Sadler. (Eds.), Reproductive Behavioral. New York : Plenum Press. 1969.
Aiken, L.R. Assessment of Personality. Boston : Allyn and Bacon, 1986.
Allport, G.W., Vernon, P.E. and Lindszey, G. Study of Values : A Scale for Measuring the

Dominant Interests in Personality. Boston : Houghton Co. 1960.
Bandura, Albert. A Social Learning Theory. New Jersey: Prentice-Hall. 1977.
Bernard, H. W., & Huckins, W. C. Humanism in the classroom. Boston, MA : Allyn &

Bacon. 1974.
Cattell, R.B. THE SCIENTIFIC ETHICS OF “BEYOND” in Journal of Social Issues. Volume

6, Issue 4 Fall . 1950.
Edwards, A.L. Techniques of Attitude Scale Construction. New York : Appleton Century-

Crofts. 1957.
Eysenck, H.J. Dimensions of personality. London : Routledge and kegan Paul. Horney.

1945.
Guildford, J.P. Psycholometric Methods. New York : McGraw-Hill, 1936.
Krathwohl, D.R., Bloom, B.S., Masia, B.B. Taxonomy of Educational Objectives, the

Classification of Educational Goals. Handbook II: Affective Domain. New York:
David McKay Co., Inc. 1973.
Lauster, Peter. The personality test. London : Pan Books, 1978.
Millon, J.S. “Utilitarianism” in Ethical Theories : A Book of Readings. New Jersey:
Prentice Hall. . 1996

บทที่ 7
การวิเคราะหค ณุ ภาพเครอื่ งมือวัดจติ พสิ ยั

การทีจ่ ะทราบวา เครื่องมอื วดั จิตพิสยั ท่สี รางขึ้นมาน้ันมคี ุณภาพหรือไม จะตองมีการวิเคราะห
หาคุณภาพเครื่องมือ เพราะการใชเคร่ืองมือท่ีมีคุณภาพยอมทําใหการเก็บรวบรวมขอมูลถูกตอง
เท่ียงตรง เชื่อมั่นได การวิเคราะหขอมูลแบงเปน การวิเคราะหหาความเที่ยงตรง ความเช่ือม่ัน คา
อํานาจจําแนก และ ความยากงาย เครื่องมือแตละชนิดมีการตรวจสอบหาคุณภาพท่ีคลายกันและ
แตกตางกันตามลักษณะของเคร่ืองมือ ผูวิจัยจะตองทําความเขาใจ วิเคราะหหาคุณภาพและนํามา
ปรบั ปรงุ เครอื่ งมอื เก็บรวบรวมขอ มลู เพ่ือนําไปใชใ นงานวจิ ัยไดอ ยา งถูกตองและเหมาะสมทส่ี ุด

ลักษณะเครื่องมือวัดจติ พสิ ยั ท่ดี ี

เครือ่ งมอื แตละชนดิ แตละประเภทจะมีคุณสมบัติท่ีดีเฉพาะตัว และมีความเหมาะสมในการ
เก็บรวบรวมขอมูลแตกตางกัน อยางไรก็ตาม เครื่องมือวัดจิตพิสัยโดยท่ัวไป ถาเปนเครื่องมือวัดจิต
พสิ ัยท่ดี จี ะมคี ณุ สมบัตทิ ีส่ ําคญั ดังตอ ไปนี้

1. ความเที่ยงตรง (Validity) หมายถึง เครื่องมือวัดจิตพิสัยนั้นสามารถวัดคุณลักษณะท่ี
มุงจะวัดได เชน ถาตองการวัดเจตคติเกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษ เครื่องมือน้ันตองวัดเจตคติ
เกย่ี วกบั การเรยี นภาษาองั กฤษจริง ความเท่ียงตรงแบงไดเปน 4 ประเภท ดงั น้ี

1.1) ความเท่ียงตรงเชงิ เน้ือหา (Content Validity) หมายถึง เคร่ืองมือน้ันวัดไดตรง
ตามเน้ือหาท่ีตองการจะวัด โดยขอคําถามหรือขอความตรงตามสิ่งท่ีเปนเน้ือหาสาระท่ีตองการวัด
เนอ้ื หาใดมีความสําคัญมากก็วดั มากๆ เนอื้ หาใดมคี วามสําคญั นอ ยกว็ ดั นอ ยๆ

1.2) ความเที่ยงตรงเชิงโครงสราง (Construct Validity) หมายถึง เคร่ืองมือนั้นวัด
ไดตรงตามคุณลักษณะทางจิตพิสัยท่ีตองการวัด เชน การวัดเจตคติโดยใชแบบวัดตามวิธีการของ
ออสกูด (Osgood) ก็จะตองออกคําตรงกันขาม ท่ีวัดทั้งดานการประเมินคา ดานศักยภาพ และดาน
กจิ กรรม เปนตน

1.3) ความเทีย่ งตรงตามสภาพ (Concurrent Validity) หมายถึง เคร่ืองมือนั้นวัดได
ตรงตามสภาพความเปน จริงของผูทถ่ี ูกวัด เชน ผูท่ีถูกวดั มีบุคลิกภาพท่ีตองการวัดมาก เครื่องมือนี้วัด
แลวบอกไดว า บคุ คลนนั้ มีคะแนนบคุ ลกิ ภาพสูง ซง่ึ ตรงตามความเปนจริง

1.4) ความเทยี่ งตรงเชิงพยากรณ (Predictive Validity) หมายถึง เครื่องมือวัดแลว
พยากรณหรือบอกลวงหนาไดวาผูท่ีถูกวัดมีจิตพิสัยดานใดสูง สามารถทํานายพฤติกรรม หรือนําไป
แนะแนวทางการประกอบอาชีพอะไรจึงจะประสบผลสําเร็จ

2. ความเช่ือม่ัน (Reliability) หมายถึง เคร่ืองมือวัดจิตพิสัยน้ันจะตองมีคุณสมบัติท่ี
สามารถใหผลการวดั คงทแ่ี นน อนไมวาจะวัดก่ีคร้ังกต็ าม เครอ่ื งมือวัดที่มีคาความเชื่อม่ันสูงจะสามารถ

-174-
ใหผลการวัดไดอยางคงเสนคงวา (Consistency) น่ันก็คือ เม่ือนําเคร่ืองมือนั้นไปเก็บรวบรวมขอมูล
หรือไปสอบวัดนกั เรียนกลุมหน่ึงกคี่ รง้ั ก็ตาม ผลทไี่ ดจะเทาเดิมหรอื ใกลเ คยี งกับคาเดมิ

3. ความเปนปรนัย (Objective) เคร่ืองมือวัดจิตพิสัยท่ีมีความเปนปรนัยจะตองมี
คณุ ลักษณะสําคัญ 3 ประการดงั นี้

ประการแรก คาํ ถามชัดเจน ทกุ คนเขาใจตรงกนั วา ถามอะไร
ประการท่สี อง มีความคงทใ่ี นการตรวจใหคะแนน หมายถึง คําตอบของผูสอบแตละคน
ถึงแมจ ะใหก รรมการหลายๆ คนมาตรวจคําตอบนนั้ กจ็ ะใหคะแนนตรงกนั
ประการท่สี าม คะแนนทไ่ี ดแ ปลความหมายไดชดั เจนวา แทนอะไร
4. คา อาํ นาจจําแนก (Discrimination) เคร่ืองมือวัดจิตพิสัยที่มีอํานาจจําแนกดีหมายถึง
ขอคําถามน้ันสามารถจําแนกหรือแยกผูท่ีมีคุณลักษณะทางจิตพิสัยออกเปน 2 กลุมได เชน กลุมท่ีมี
จริยธรรมสงู กับกลมุ ท่จี ริยธรรมต่ํา หรือ กลุมท่ีเจตคติสงู กบั กลมุ ท่เี จตคตติ ํ่า
5. ความเฉพาะเจาะจง (Definite) หมายถึง การวัดเปนเรื่องท่ีเฉพาะเจาะจง หรือวัดจิต
พสิ ัยเปนดานๆ คําถามที่ใชถ ามแตละขอถามเพยี งเรอ่ื งเดียว ไมค วรถามคลอบจักรวาล เปน ตน
7. ถามลึกละเอียด (Comprehensive) หมายถึง การที่เครื่องมือวัดจิตพิสัยถามในสิ่งที่
ตอ งการถามละเอียด ถถี่ ว น คลอบคลุมทกุ ๆ ประเดน็ ท่เี ก่ยี วของกบั จิตพสิ ัยท่ตี อ งการวัด
8. การกระตุน (Exemplary) เครื่องมือวัดจิตพิสัยท่ีดีตองมีการกระตุนหรือลอใหผูตอบ
อยากตอบคาํ ถามนั้นใหหมดทุกขอ ดังนั้นเคร่ืองมือท่ีมีการกระตุนผูตอบจึงใชวิธีการเรียงคําถามจาก
ส้นั ไปหายาว และขอ ความท่เี ขยี นจะใชถ อ ยความทอ่ี านแลว เขาใจงา ย ใมซ ับซอน
9. มีประสิทธิภาพในการใช (Efficiency) เคร่ืองมือวัดจิตพิสัยที่มีประสิทธิภาพในการใช
หมายถงึ เครือ่ งมือนนั้ วดั พฤติกรรมไดห ลายๆ ดานโดยใชเ วลานอ ย และวัดไดเ หมาะสมกับสมรรถภาพ
ทว่ี ัดดวย วัดไดคลอบคลมุ เน้อื หา ตวั อยางเชน ตอ งการวัดเจตคติตอการเรียนวิชาคณิตศาสตร ตองใช
แบบวดั มาตรประมาณคา หรือ ตองการวัดความสนใจของนักเรียนช้ันอนุบาลก็ควรใชแบบสัมภาษณ
มากกวา การใชแบบวดั อ่ืนๆ
การวิเคราะหคุณภาพของเครื่องมือที่ใชวัดจิตพิสัยทุกประเภท ไดแก แบบสอบถาม มาตร
ประมาณคา แบบวดั เจตคติ แบบวดั เชงิ สถานการณ แบบตรวจสอบรายการ จาํ เปนท่ีจะตองวิเคราะห
คุณภาพเครอื่ งมือวัดจิตพิสยั ในลักษณะทสี่ ําคัญคลายกนั คือ การหาความเที่ยงตรง (Validity) การหา
ความเชื่อม่ัน (Reliability) และอํานาจจําแนก (Discrimination) ดังนั้นจึงจําเปนท่ีจะตองทําการ
วิเคราะหหาคุณภาพวัดจิตพิสัย เพ่ือท่ีจะไดทราบถึงคุณภาพของเคร่ืองมือกอนที่จะนําไปใชเก็บ
รวบรวมขอมูลในงานวจิ ยั จรงิ

-175-

การวิเคราะหความเท่ียงตรง

ความเที่ยงตรง (Validity) เปน ความสามารถของเคร่อื งมอื ในการวดั ไดต รงตามทต่ี องการวัด
เชน ตองการวัดระดับจริยธรรมของนักศึกษา เคร่ืองมือนั้นตองวัดพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของ
นักศึกษาคนน้ันจริง หรืออีกตัวอยางหน่ึง ถาตองการวัดเจตคติเกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษ
เคร่ืองมือนนั้ ตองวดั ระดบั เจตคติหรือความชอบในการเรียนภาษาอังกฤษจริง ความเท่ียงตรงแบงได
เปน 3 ประเภท ดังน้ี

1. ความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) หมายถึง เครื่องมือนั้นวัดไดตรงตาม
เนื้อหาทตี่ องการจะวัด จะมีคําถามตรงกับเน้ือหาหรือสาระตามท่ีตองการวัด เนื้อหาใดมีความสําคัญ
มากก็วัดมากๆ เน้ือหาใดมีความสําคัญนอยก็วัดนอยๆ ผูสรางเครื่องมือเก็บรวบรวมขอมูลจะตองให
ผูเชี่ยวชาญจํานวนอยางนอย 3 คนตรวจสอบและพิจารณาคําถามเปนรายขอ โดยแบบสอบถาม
มาตรประมาณคา และแบบตรวจสอบรายการ จะตองพจิ ารณาวา แบบวัดนนั้ มีขอ คาํ ถามแตละขอตรง
ตามนิยามศัพทเฉพาะท่ีไดน ิยามเชิงปฏิบัตกิ ารไว โดยใชแบบฟอรมเพื่อใหผูเ ชีย่ วชาญจาํ นวนอยางนอย
3 คน พิจารณาเปนรายขอ โดยมีวิธีการระบุน้ําหนักคะแนนและวิธีการคิดคะแนนหา คาดัชนีความ
สอดคลอง ดงั ตารางตอไปน้ี

ตารางท่ี 7.1 แบบฟอรม การพจิ ารณาความเท่ียงตรงเชงิ เน้อื หาของแบบวดั

แบบฟอรมการพิจารณาความเท่ยี งตรงเชิงเนอื้ หาของแบบวัด
ความ
สอดคลอ ง ความ
นยิ ามศพั ทเฉพาะ ขอ ความในแบบวดั คิดเห็น
เพิ่มเติม
1 0 -1

1. เจตคติตอการเรียนวิจัย 1. เรียนวจิ ยั แลวมีประโยชน
ท า ง ก า ร ศึ ก ษ า ห ม า ย ถึ ง 2. เรียนวจิ ัยไปทาํ ไม ไมเ ห็นรูเร่อื ง
ความรูสึก ชอบ ไมชอบ พอใจ 3. อาจารยผสู อนใจดีทกุ คน
ไมพอใจ ตอการจัดการเรียน 4. อาจารยผ สู อนวิจยั เช่ือมนั่ ได
การสอนวิชาวิจยั ทางการศกึ ษา

2. ความเที่ยงตรงเชิงโครงสราง (Construct Validity) เปนคุณภาพของเคร่ืองมือท่ี
สามารถวดั ไดตรงตามทฤษฎี เชน การวดั เจตคติตามแนวคดิ ของออสกูด การเขียนขอ ความที่ใชวัดก็จะ
เปน คําตรงกนั ขามท่เี ก่ยี วขอ งกับดานการประเมินคา ดานศักยภาพ และดานกิจกรรม เปนตน ดังน้ัน
เมอ่ื สรางเครื่องมอื หรือแบบวดั ข้นึ โดยใหม ีความสัมพันธหรือสอดคลองกับ กรอบแนวคิดหรือทฤษฏีที่

-176-

กําหนดเมื่อนําเครอื่ งมือน้ันไปทดสอบกบั กลุม ตวั อยา งแลวพบวาเปนจริงตามทฤษฏีแสดงวาเครื่องมือ
นัน้ จะมีความตรงตามโครงสรา ง

การตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสรางทาํ ไดห ลายวธิ ี ไดแ ก

1.1การหาความสัมพันธระหวางเคร่ืองมือที่มีโครงสรางเหมือนกัน เปนการศึกษา
ความสัมพนั ธระหวา งผลการวดั ท่ีไดจากเครอื่ งมอื ทส่ี รางขึ้นกบั ผลของเครื่องมือมาตรฐานท่ีมโี ครงสราง
เหมือนกัน โดยคํานวณหาคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธอยางงาย (Pearson Product Moment
Correlation Coefficient) (ลว น สายยศ, 2538, น. 197) ดงั นี้
N ∑ XY − ∑ X ∑Y
rxy =
{ }{ }N ∑ X 2 − (∑ X )2 N ∑Y 2 − (∑Y )2

เมอ่ื rxy คอื คา สมั ประสิทธิส์ หสมั พนั ธ ในทน่ี คี้ อื ความเที่ยงตรง
N คือ จํานวนผูเขา สอบ
X คอื คะแนนของแบบวดั จติ พสิ ัยที่สรา งขนึ้ ที่ตองการหาความเที่ยงตรง
Y คอื คะแนนของแบบวดั จติ พสิ ัยมาตรฐานที่มโี ครงสรางเหมือนกัน
1.2 การเทียบกับกลุมท่ีรูชัด (Known-group) เปนวิธีการเปรียบเทียบกับกลุมท่ีรูชัด
โดยตองทราบถงึ กลมุ ท่มี คี ณุ ลกั ษณะเดยี วกบั ส่งิ ท่จี ะวดั กอน เชน ตองการตรวจสอบความเท่ียงตรงเชิง
โครงสรางของแบบวัดเจตคติตอการเปนครู ก็ตองทราบวา กลุมที่ศึกษามีใครอยูกลุมที่มีเจตคติ
ทางบวกและลบตอการเปนครู แลวแบงเปน 2 กลุม คือ กลุมที่มีเจตคติทางบวก และกลุมท่ีมีเจตคติ
ทางลบ แลวใหท้ัง 2 กลุมทําแบบวัด ตอจากน้ันก็นําคะแนนเฉลี่ยของแตละกลุมมาเปรียบเทียบกัน
โดยใชสถิติ t-test for independent sample ถาพบความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ
แสดงวา แบบวดั ทส่ี รางขนึ้ มคี วามเทยี่ งตรงเชิงโครงสรา ง
3. ความเท่ียงตรงเชิงสัมพันธกับเกณฑ (Criterion-related Validity) เปนความสามารถ
ของเครือ่ งมือเกบ็ รวบรวมขอ มูลท่ีวดั ไดสอดคลองกับเกณฑภ ายนอกซ่ึงวดั ไดจ ากความสัมพันธระหวาง
เครื่องมือที่สรา งกับเกณฑภายนอกบางอยา งเพ่อื ใชก ารพยากรณ ความเทยี งตรงเชิงสัมพันธกับเกณฑ
แบงออกเปน 2 ประเภท ไดแก
3.1 ความเที่ยงตรงตามสภาพ (Concurrent Validity) หมายถึง เครื่องมือนั้นวัดได
ตรงตามสภาพความเปน จรงิ ของผทู ่ถี กู วัด เชน นางสาวมาลีมีเจตคติท่ีดีตอการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ
อยูมาก มีความชื่นชอบ และรักที่จะเรียนรูภาษาอังกฤษตลอดเวลา เมื่อวัดดวยแบบวัดเจคติตอการ
เรียนภาษาองั กฤษกค็ วรไดส งู กวา เกณฑ สว นนางสาววิไลมีเจตคติท่ีไมดีตอการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ
ไมช อบเรยี น หนีเรียน เมอ่ื วัดดว ยแบบวัดก็ตองไดต าํ่ กวาเกณฑไปดวย จึงเรียกวา เครื่องมือวัดไดตรง
ตามสภาพ

-177-

การหาความเท่ียงตรงตามสภาพ (Concurrent Validity) เปนการหาสัมประสิทธ์ิความ
เทีย่ งตรง (Validity Coefficient) โดยการคาํ นวณหาคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธอยางงายของเพียรสัน
(Pearson Product Moment) ระหวางคะแนนแบบวัดทีต่ องการตรวจสอบความเท่ียงตรงเชิงสภาพ
กับคะแนนจากแบบวดั ท่ีเปน เกณฑ

3.2 ความเที่ยงตรงเชิงพยากรณ (Predictive Validity) หมายถึง เครื่องมือวัดแลว
พยากรณหรือบอกลวงหนาไดวาผูที่ถูกวัดมีความสามารถเดนดานใด สามารถไปเรียนวิชาใด หรือ
ประกอบอาชีพอะไรจงึ จะประสบผลสาํ เรจ็ เชน เครอ่ื งมือฉบับหนึ่งวดั ไดว า เดก็ ชายมานะ มีเจตคติตอ
การเรียนคณิตศาสตรสูงกวาวิชาอ่ืน ก็สามารถบอกตอไปไดวา เด็กชายมานะจะไปเรียนวิชาที่ใช
ความสามารถทางคณิตศาสตรประสบความสําเร็จกวาวิชาที่ใชความสามารถดานอื่น และเด็กชาย
มานะก็ประสบความสาํ เร็จจริงตามพยากรณ

การหาความเที่ยงตรงเชิงพยากรณ เปนการหาสัมประสิทธ์ิความเท่ียงตรง (Validity
Coefficient) โดยการคํานวณหาคาสมั ประสิทธิส์ หสัมพนั ธอยางงายของเพียรสัน (Pearson Product
Moment) ระหวางแบบทดสอบหรือแบบวัดทางจิตพิสัยที่ตองการตรวจสอบความตรงเชิงพยากรณ
กับคะแนนจากแบบวัดมาตรฐาน

การคํานวณหาความเท่ียงตรงเชิงสัมพันธกับเกณฑน้ี สามารถใชโปรแกรมคอมพิวเตอร
สําเรจ็ รูปวิเคราะห ผลการวเิ คราะหข อ มูลแสดงไดด งั ตวั อยางตอ ไปนี้

ตารางท่ี 7.2 คาสมั ประสทิ ธ์ิสหสัมพนั ธร ะหวา งแบบวดั ท่ีสรางข้ึนกบั แบบวดั มาตรฐาน

แบบวัดจติ พิสัยท่สี รา ง Pearson Correlation แบบวดั ทส่ี รา งขึ้น แบบวดั มาตรฐาน
1 0.768
Sig. (2-tailed) - 0.009
n 10 10
แบบวัดมาตรฐาน Pearson Correlation 0.768 1
Sig. (2-tailed) 0.009 -
n 10 10
*** Correlation is significant at the .01 level (2 tailed)

การแปลผลความเท่ียงตรงตามสภาพท่ีมีคาเขาใกล 1.00 แสดงวา มีคาความเที่ยงตรงเชิง
สภาพสงู สมั ประสิทธ์คิ วามเท่ียงตรงเชิงสภาพจากตัวอยางเทากับ 0.768 แสดงวา มีความเที่ยงตรง
คอนขางสงู

นอกจากการใชคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธแบบเพียรสัน (Pearson Product Moment
Correlation) เพ่ือหาความเที่ยงตรงเชิงสภาพแลว ยังสามารถใชสถิติหาคาความสัมพันธอื่นๆ ได ใน

-178-

กรณีทเี่ ครื่องมอื เปนมาตรวดั นามบัญญตั ิ หรือ เรยี งอันดับ เชน สัมประสิทธิ์ฟ (Phi Correlation) คา
สัมประสิทธสิ์ หสัมพนั ธแ บบสเปย รแมน (Spearman) ก็ได

การวิเคราะหความเช่อื ม่ัน

ในการสรา งเคร่ืองมือเก็บรวบรวมขอมูลท่ีดีจําเปนตองหาคุณภาพดานความเช่ือม่ัน เพราะ
ความเช่อื มนั่ เปนสง่ิ ท่สี รา งความมัน่ ใจใหแกผ วู ิจยั เพราะผวู จิ ยั สามารถนําเครื่องมือเก็บรวบรวมขอมูล
น้ันไปใชก ่คี รั้งกย็ งั เช่อื มั่นวา จะไดผ ลเชนเดมิ

ความเชื่อม่ัน (Reliability) หมายถึง ความคงที่ในการวัดของเครื่องมือทั้งชุด ใหผลการวัด
คงที่แนนอนไมวาจะวัดกี่คร้ังก็ตามก็ไดผลการวัดเทาเดิมหรือใกลเคียงกัน เคร่ืองมือวัดที่มีคาความ
เช่ือม่ันสูงจะสามารถใหผ ลการวดั ไดอยางคงเสนคงวา (Consistency) นั่นก็คือ เมื่อนําเคร่ืองมือน้ันไป
เก็บรวบรวมขอมูลหรอื ไปสอบวัดกลุมตัวอยางกลมุ เดมิ กี่ครง้ั กต็ าม ผลที่ไดจะเทาเดิมหรือใกลเคียงกับ
คา เดิม

วิธกี ารตรวจสอบความเช่ือมั่น สามารถอาจแยกไดเ ปน 3 ลกั ษณะ ดงั นี้
1. ความเชื่อมนั่ เชิงคงตัว (Reliability of Stability) เปนการหาความเช่ือมั่นดวยการวัด
ซํ้า (Test-Retest Method) วิธีน้ีหาไดโดยเอาแบบทดสอบหรือเครื่องมือท่ีสรางขึ้นไปสอบกลุม
ตัวอยางกลุมเดียวกันสองครั้งในเวลาที่แตกตางกัน แลวนําคะแนนของแตละคนที่ไดในการสอบทั้ง
สองคร้ังไปหาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธอยางงายแบบเพียรสัน (Pearson Product Moment
Correlation) คาสัมประสิทธส์ิ หสัมพนั ธท ไี่ ดเ ปนคาความเช่ือถือเชงิ คงตวั โดยมีสตู รดังนี้

rxy = n ∑ XY − ∑ X ∑Y

{n ∑ X 2 − (∑ X )2}{n ∑Y 2 − (∑Y )2}

โดย rxy คอื คาสัมประสิทธ์ิสหสัมพนั ธใ นที่น้คี ือความเช่อื มนั่
n คอื จํานวนกลุม ตัวอยา ง
∑XY คอื ผลบวกของผลคณู คะแนนครงั้ แรกและคร้งั ทีส่ องเปนคูๆ
∑X คอื ผลบวกของผลคูณคะแนนการสอบครั้งแรก

∑Y คอื ผลบวกของผลคูณคะแนนการสอบคร้งั ท่ีสอง
X2 คอื ผลบวกของผลคณู คะแนนครงั้ แรกและคร้ังท่ีสองเปนคๆู
Y2 คอื ผลบวกของผลคณู คะแนนครั้งแรกและครั้งที่สองเปน คๆู

ตัวอยางของการวิเคราะหความเชื่อม่ันคงตัว เชน แบบวัดจริยธรรมชุดหนึ่ง นําไปสอบวัด
นักเรียน 5 คน จํานวน 2 คร้ัง สอบครั้งแรกและครั้งหลังหางกัน 5 สัปดาห ผลการสอบได
สามารถนํามาคาํ นวณได ดงั นี้

-179-

ตารางท่ี 7.3 ขอมูลสาํ หรบั การวิเคราะหค วามเชือ่ มน่ั คงตัว

คนที่ วัดคร้ังแรก (X) วัดครั้งที่ 2 (Y) X2 Y2 XY
15 8 25 64 40
25 9 25 81 45
34 8 16 64 32
43 69 36 18
53 79 49 21
รวม 20 38 84 294 156

หาคาสมั ประสิทธิ์สหสมั พนั ธด ว ยสูตร
= n ∑ XY − ∑ X ∑Y
rxy
{n ∑ X 2 − (∑ X )2}{n ∑Y 2 − (∑Y )2}

แทนคา ในสูตร = 5(156) - (20)(38)

(5(84) - 400))((5(294) - (1444))

= 20

(20)(26)

= 0.877
สรุปไดวา ความเช่ือม่ันของแบบวัดฉบับน้ีมีคาเทากับ 0.877 แสดงวาแบบวัดชุดน้ีมีความ
เชอ่ื ม่ันสูง

2. ความเช่ือมั่นเชิงเทาเทียมกัน (Reliability of Equivalence) เปนการหาความเชื่อมั่น
คลายกันเปนการหาคาสัมประสิทธิ์ของความเชื่อมั่นเชิงคงตัว โดยวิธีการคํานวณหาคาโดยใชกลุม
ตัวอยางเดียวกัน ทําการทดสอบดวยแบบวัดทั้งสองชุดในเวลาไลเล่ียกัน แตแบบวัดทั้งสองชุดจะมี
ลักษณะเหมือนกันหรือคูขนาน (Equivalent Form) คือ วัดสิ่งเดียวกัน ขอคําถามวัดในส่ิงเดียวกัน
จํานวนขอเทากัน เม่ือไดคะแนนจากการวัดแลว ก็นํามาคํานวณหาคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธแบบ
เพียรสัน (Pearson Product Moment Correlation) คาที่ไดก็จะเปนคาความเชื่อม่ันเชิงเทาเทียมกัน
ของแบบวัดชดุ น้ัน

วิธีน้ีควรคํานึงถึง คือเวลาท่ีใชระหวางแบบวัดท้ังสองชุด ถาหางกันมากจะทําใหคาความ
เช่อื มั่นตา่ํ และอีกประการหน่ึงคือ การสรางแบบวัดใหม ีลกั ษณะเหมือนกันน้ันทําไดยาก ในการหาคา
สมั ประสิทธิ์สหสมั พนั ธอยางงา ย มีสตู รดังนี้


Click to View FlipBook Version