-120-
ครบท้ัง 7 ประการ และการฝกอบรมเด็กไทย ควรเพิ่มคติธรรมอีก 5 ประการ (ขอ 8-12) เพื่อให
เหมาะสมกบั วฒั นธรรมอันดีและสภาพของสงคมไทย ซ่ึงคตธิ รรม 12 ประการ คือ
1. สัจจะ พดู ความจรงิ (Truth)
2. ความซื่อสัตยส จุ รติ (Honesty)
3. ความระลึกในหนา ที่ (Sense of Duty)
4. ความอดกลนั้ (Patience)
5. ความเปนธรรม (Fair Play)
6. ความเอาใจเขามาใสใจเรา (Consideration for Others)
7. เมตตาธรรม (Kindness)
8. ความกตั กู ตเวที (Gratitude)
9. ความสภุ าพนุมนวล (Politeness)
10. ความคารวะตอผูมีอาวโุ ส (Respect for Elders)
11. รกั ษาคําพูด (promise)
12. จติ สาํ นกึ สาธารณะเสยี สละเพ่ือสวนรวม (Public Conscience)
การสรางเครอ่ื งมือวดั จรยิ ธรรม
การสรางเคร่ืองมือวัดจริยธรรม ประกอบไปดวย 3 สวน คือ ความรูในเนื้อหาทางจริยธรรม
ความรูสกึ ทางจรยิ ธรรมและพฤติกรรมทางจรยิ ธรรม ถาจะวัดใหครอบคลุมจะตองออกแบบเคร่ืองมือให
วัดท้งั 3 สวน แตส ่ิงที่ตอ งการมากทสี่ ดุ คือ พฤติกรรมทางจริยธรรม เพราะเปนการแสดงการกระทําเม่ือ
คนพบปญ หาความขัดแยง ทางจริยธรรม การแสดงการกระทําพรอมเหตุผลจึงเปนสิ่งท่ีนาสนใจ ขั้นตอน
การสรางเหมือนกับการสรางเคร่ืองมือวัดจิตพิสัยโดยทั่วไป แตเพื่อความสะดวกสบาย อาจจะมอง
ข้ันตอนการสราง ดงั ตอไปนี้
1. กาํ หนดจริยธรรมที่ตองการจะวดั ในข้ันนี้จะตองระบุวาเปนจริยธรรมอะไร เปนแบบรวมๆ
หรือแบบเดยี่ วๆ เชน จิตอาสา ความซื่อสัตย ความยตุ ิธรรม ความเมตตากรณุ า เปนตน
2. ศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่เก่ียวของ เปนการศึกษารายละเอียดเก่ียวกับจริยธรรมที่
ตองการวัดวา มีจริยธรรมท่ีเปนตัวแปรหลัก ตัวแปรยอยหรือตัวแปรรองอะไรบาง มีก่ีลักษณะ แตละ
ดา นมีรายละเอียดและคุณลักษณะอะไรบาง ใหศ กึ ษาอยางละเอียดและสรุปใหถ ูกตอง
3. นิยามศพั ทเฉพาะ เปนการกําหนดความหมายของสิ่งท่ีจะวัดใหชัดเจน โดยการศึกษาขอมูล
เกีย่ วกับคณุ ลกั ษณะ วิเคราะหสวนยอยวาจริยธรรมท่ีเกี่ยวของมีอะไรบาง มีจริยธรรมที่เก่ียวของไดแก
อะไรบา ง
ตวั อยางการนิยามศัพทเฉพาะจริยธรรมดา นความเสยี สละ
ความเสียสละหมายถึง การละความเห็นแกตัว การใหปนแกคนที่ควรให ดวยกําลังกาย กําลัง
ทรพั ย กาํ ลังสติปญ ญาและกําลังใจ
-121-
พฤติกรรมบง ช้ี
ก. การใหดวยกําลังกาย เชน ไมน่ิงดูดาย ชวยผูอ่ืนทําธุรการงานท่ีไมมีโทษ ชวยเหลืองาน
สาธารณประโยชน
ข. การใหด ว ยกําลังทรัพย เชน แบงปนเครอื่ งอปุ โภค บริโภคแกผูท ่ีขัดสน แบง ปน เงินทองแกผู
ทส่ี มควรให สละทรัพยเ พอ่ื สาธารณประโยชน
ค. การใหท างวาจา เชน ชวยเหลือใหค ําแนะนาํ ชวยเจรจาเอาเปนธุระใหสําเร็จประโยชนการ
ใหทางสติปญญา เชน ชวยแสดงความเห็น แกปญหาใหผูอื่นที่เดือดรอน คิดหาแนวทางท่ีถูกท่ีชอบ
เพม่ิ พูนความรูใหแ กผ อู ่นื
ง. การใหทางใจ เชน ยนิ ดเี มอื่ เห็นผูอ่ืนมีความสุข ไมอาฆาตจองเวร ไมโลภอยากไดของผูอ่ืน
ใหอภยั ผทู ส่ี ํานกึ ผดิ เมือ่ ทาํ ผดิ ไมคดิ สมนาํ้ หนาดถู ูกผูเพลีย่ งพลา้ํ
ในการสรา งแบบวัดน้นั จะตองสามารถแยกแยะพฤติกรรมการแสดงออกในจริยธรรมหน่ึงๆ ใหได
ละเอียดมากท่ีสุดเทาท่ีจะสามารถทําได เพราะเวลาเขียนขอคําถามจะตองอิงพฤติกรรมน้ันเสมอจึงจะ
สามารถวัดจรยิ ธรรมน้นั ไดถ กู ตอ ง
4. เลือกรูปแบบของเครื่องมือวัดจริยธรรม เคร่ืองมือที่จะใชวัดจริยธรรมตองเหมาะสมกับ
คณุ ลักษณะทจี่ ะวดั ไดแ ก แบบสอบถาม แบบสํารวจ แบบสัมภาษณ แบบสงั เกต แบบเขียนตอบ เปนตน
โดยเฉพาะแบบเขยี นตอบท่นี ิยมกนั มากคือ แบบเตมิ เสรี และแบบมีตัวเลือกซงึ่ แบง ยอยอีกมาก
5. เขียนขอความ ภาพ หรือสถานการณและกําหนดวิธีการตอบ โดยเขียนใหครอบคลุม
คุณลกั ษณะจริยธรรมทกุ ดาน และในคณุ ลกั ษณะแตละดานควรมีหลาย ๆ ขอ เปนการสรางขอความเพ่ือ
เปนเครือ่ งมอื ในการวดั การเขียนขอ คาํ ถามในแบบสัมภาษณควรเขียนขอความอยางหนึ่ง ถาการสังเกต
ควรเขยี นเปน ขอรายการ ถาเปนแบบเขียนตอบควรมีสถานการณเปนภาษาหรือภาพแลวมีคําถาม การ
ตอบอาจจะตอบแบบอิสระหรอื กําหนดคาํ ตอบไวให และกาํ หนดวธิ ีการตอบเพ่อื ใหแ บบวัดมีความชัดเจน
ดานความเท่ียงตรง แลวจึงนํามาเขียนเปนแบบวัดที่เปนชุดของการวัดจริยธรรมกอนนําไปหาคุณภาพ
กอนนาํ ไปใชจ ริง
6. ตรวจสอบคณุ ภาพเครอื่ งมอื รายขอและทั้งฉบับ เปนการนําเครื่องมือท่ีสรางไปตรวจสอบ
คณุ ภาพเบือ้ งตนั โดยนําไปใหผ เู ช่ียวชาญทางจรยิ ธรรมและผเู ช่ียวชาญทางดานการวัดผล ใหพิจารณาวา
เครื่องมอื มีความเท่ยี งตรงเชิงพินจิ มากนอยเทาใดในแตละขอ แลวจึงนําไปทดลองใชกับกลุมท่ีไมใชกลุม
ตัวอยางเพ่ือหาคาอํานาจจําแนกรายขอวา แตละขอสามารถจําแนกผูมีจริยธรรมสูงหรือตํ่าไดหรือไม
เมื่อพจิ ารณาเปน รายขอทมี่ ีคา อํานาจจําแนกดี แลวนํามาหาคุณภาพของเคร่ืองมือเกี่ยวกับความเชื่อมั่น
วา ขอ คาํ ถามแตละขอ และขอคําถามโดยรวมท้ังฉบับนั้นมีความเชื่อม่ันไดมากนอยเทาใด เพียงพอที่จะ
นําไปใชเปน เครอ่ื งมือวัดจรยิ ธรรมหรือไม ขอ ใดดีก็เลอื กไวใ ชตอไป
7. ปรับปรุงคุณภาพของเครื่องมือ ตามผลการวิเคราะห โดยการดูผลจากการตรวจสอบ
เคร่ืองมอื ทัง้ รายขอ และทงั้ ฉบบั คดั เลอื กเฉพาะขอคําถามท่ีมีคุณสมบัติดีเทา นนั้ ไวใ ช
8. สรางเกณฑปกติในการใหคะแนน พรอมทั้งเขียนคูมือการใชเครื่องมือดังกลาว เพ่ือแปล
ความหมายของคะแนน
-122-
รูปแบบการวัดจริยธรรม
ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ (2543) ไดเสนอรูปแบบและแนะแนวทางการวัดจริยธรรมไว
ดงั ตอ ไปน้ี
1. วดั พุทธพิ ิสยั หรือวดั ดานความรู( Knowledge) ซึ่งเปน เน้ือหาของจริยธรรมที่โรงเรียนหรือ
สงั คมกาํ หนดไว และนําเนอื้ หาเหลานี้ที่ถือวาดีงามสอนใหผูเรียน หรือคนในสังคมนําไปประพฤติปฏิบัติ
กัน จะทําใหสังคมอยูไดอยางมีความสุขทั้งตนเองและผูอ่ืน การสรางแบบวัดน้ีเปนการวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี น อาจเปนการอธิบาย เตมิ คํา จบั คู และเลอื กตอบ ดงั ตัวอยางการวัดความซ่ือสัตย ที่กําหนด
ตามจดุ ประสงคการเรียนรู 6 ดา นดงั ตอ ไปนี้
ความจาํ 1. ความซอ่ื สตั ยหมายความวาอยา งไร
ความเขา ใจ 2. ความซ่ือสัตยเปรียบไดกบั คาํ พังเพยใด
นําไปใช 3. ถา เพือ่ นสนทิ ขาดความซอื่ สตั ยทา นจะแกปญ หาอยางไร
วิเคราะห 4. เหตใุ ดจงึ กลาววา ความซ่ือสตั ยค า้ํ จุนโลก
สังเคราะห 5. ใหบ รรยายลักษณะครอบครัวซ่อื สัตยไมเกนิ 5 บรรทดั
ประเมินคา 6. ทานเห็นดวยหรือไมที่วา “คนซื่อสัตยมักพลาดโอกาสบางอยาง” อธิบาย
พรอมเหตุผลประกอบ
จากการเขียนตอบขอคําถามเหลาน้ี จะสังเกตเห็นวา ไมไดถามเพียงแคความรูความจําของ
ผูเรียนในเนือ้ หาวิชาเทานนั้ แตสามารถปลูกฝง ใหผูเ รียนไดคดิ เกย่ี วกบั จริยธรรมไปดวย
2. วัดจิตพิสัยหรือวัดความรูสึกทางจริยธรรม (Affective) เปนความรูสึกท่ีเปนพ้ืนฐานท่ีมี
อิทธิพลตอพฤตกรรมจริยธรรมที่เนนการแสดงออก การตัดสินใจลงมือกระทําเม่ือพบกับปญหาทาง
จริยธรรม การตดั สนิ ใจจะตองมีพน้ื ฐานความรูสึกมากอน การวัดแบบนี้ใชวิธีการวัดเจตคติก็ได น่ันก็คือ
กําหนดเปาจรยิ ธรรม เชน ความซ่อื สตั ย แลวเขียนขอความแสดงความรูสึกตอเปา ระบุเปาหมายที่จะวัด
วาเปนอะไร จะตองหาขอความแสดงความรูสึกตอเปาเจตคติใหมีความเปนไปไดมากที่สุด ดังตัวอยาง
ภาพ ตอไปนี้
-123-
แบบวัดเจตคติตอความซอื่ สตั ย
คําชี้แจง ใหทานอานขอความแตละขอ แลวพิจารณาวาทานรูสึกเห็นดวยหรือไมเห็นดวย มากนอย
เพยี งใด แลวกากบาทตอบตามเงื่อนไขตอ ไปน้ี
ถา เหน็ ดว ยอยา งมากกบั ขอความนั้นเลือกตอบ 4
ถา เห็นดวยกบั ขอความนน้ั เลอื กตอบ 3
ถา ไมเห็นดวยกบั ขอความนน้ั เลือกตอบ 2
ถา ไมเ หน็ ดว ยอยา งมากกับขอ ความนัน้ เลอื กตอบ 1
1. คนทซ่ี ื่อสตั ยเปน คนที่โลกตอ งการ [1] [2] [3] [4]
2. คนซอ่ื สัตยถ ูกหลอกไดง าย [1] [2] [3] [4]
3. ความซ่อื สัตยทาํ ใหคบคนอืน่ ไดง า ย [1] [2] [3] [4]
4. ความซอื่ สัตยทาํ ใหเ สียประโยชนทคี่ วรได [1] [2] [3] [4]
5. ความซ่อื สัตยทาํ ใหคนไววางใจ [1] [2] [3] [4]
6. คนซ่ือสัตยกลายเปนคนเซอ ในสังคม [1] [2] [3] [4]
7. คนทป่ี ระสบความสาํ เรจ็ มกี ลเม็ดพูดจริงบา งเทจ็ บาง [1] [2] [3] [4]
8. ซอ่ื สตั ยเปนหัวใจของการประกอบกจิ การ [1] [2] [3] [4]
9. ถาอยากเอาตัวรอดจะซอ่ื สัตยอยางเดยี วไมได [1] [2] [3] [4]
10. มีความซื่อสตั ยแลว อะไรๆ กจ็ ะดเี อง [1] [2] [3] [4]
11. ทาํ งานกบั คนซือ่ สัตยจะไมประสบความสาํ เรจ็ [1] [2] [3] [4]
12. คนซอ่ื สตั ยมากถอื เปนคนโง [1] [2] [3] [4]
ภาพที่ 5.1 ตวั อยางแบบวดั เจตคติตอจรยิ ธรรมดานความซ่อื สัตย
ในการใหคะแนนตองดูขอความวาเปนบวกหรือลบดวย ถาขอความบวกจะใหคะแนนตาม
ธรรมดา แตถ าขอ ความเปนลบใหค ะแนนกลับกนั ดงั นน้ั ผตู รวจใหคะแนนตองระวังเร่ืองนี้ดวย เพ่ือไมให
การแปลความหมายของคะแนนเกดิ ความคลาดเคลื่อน ดังนัน้ จงึ กาํ หนดการแปลความหมายของคะแนน
ดังนี้
คะแนนเฉลย่ี 4.00-3.50 แปลวา มคี วามรสู กึ หรือเจตคตติ อ จริยธรรมความซือ่ สัตยสงู มาก
คะแนนเฉลย่ี 3.49-2.50 แปลวา มคี วามรสู กึ หรอื เจตคติตอ จริยธรรมความซอ่ื สัตยสงู
คะแนนเฉลีย่ 2.49-1.50 แปลวา มคี วามรสู ึกหรอื เจตคติตอจรยิ ธรรมความซ่ือสตั ยตํ่า
คะแนนเฉลี่ย 1.49-1.00 แปลวา มีความรสู กึ หรือเจตคติตอ จรยิ ธรรมความซอ่ื สตั ยต ่ํามาก
การวัดความรูสึกทางจริยธรรมอีกวิธีหน่ึง อาจจะไมเจาะจงดานใดดานหนึ่งก็ได แลวใหผูตอบ
พิจารณาขอ ความแลว ตอบตามความรูสึก คะแนนท่ีออกมาสามารถแปลผลความรูสึกเก่ียวกับจริยธรรม
ได ดังตวั อยา งภาพตอไปน้ี
-124-
แบบวดั เจตคติตอ จริยธรรมดา นการเสียสละ ชว ยเหลอื
คําช้ีแจง ใหทานอานขอความแตละขอ แลวพิจารณาวาทานรูสึกเห็นดวยหรือไมเห็นดวย มากนอย
เพียงใด แลวกากบาทตอบตามเง่อื นไขตอ ไปนี้
ถา เหน็ ดว ยอยา งมากกับขอ ความน้นั เลอื กตอบ 4
ถาเห็นดวยกับขอ ความนน้ั เลอื กตอบ 3
ถา ไมเห็นดว ยกบั ขอความนั้นเลือกตอบ 2
ถาไมเ ห็นดวยอยา งมากกบั ขอ ความนั้นเลือกตอบ 1
1. ชาย 2 คนเปนเพื่อนกัน วา ยนํ้าไมเปนทั้งคู ตอนขามสะพาน
ไมม ีคนหนง่ึ ตกน้ํา อีกคนหน่งึ ควรโดดลงนํา้ ไปชว ย [1] [2] [3] [4]
2. พน่ี อง 3 คน มีขนมกอนเดยี วที่จะกินได คนพ่ีบอกวาควรจับ
ฉลากวา ใครจะไดกนิ [1] [2] [3] [4]
3. พี่เดินทางไปกับนอง พอดีมีหมาตัวหน่ึงไลกัดนอง พ่ีควร
ตะโกนใหน องว่งิ หนีพรอ มตน [1] [2] [3] [4]
4. แดงเปนตัวแทนนักกีฬาของโรงเรียน พอเลนไปก็รูวาสูเขา
ไมไ ด อยากใหโรงเรยี นมีชื่อเสียงเลยใชเลห เหล่ียม [1] [2] [3] [4]
5. ขณะขนึ้ รถเมลมองเห็นคนกรีดกระเปาผูโดยสารคนหนึ่ง ควร
อยเู ฉยๆ เพราะเดีย๋ วมีอันตราย [1] [2] [3] [4]
ภาพที่ 5.2 ตัวอยา งแบบวดั เจตคตติ อจรยิ ธรรมดา นการเสยี สละ ชวยเหลอื
ในการใหค ะแนนแบบวดั นี้ตองพจิ ารณาขอ ความที่แสดงการกระทาํ วาเปนทางลบหรือทางบวก พิจารณา
ใหคะแนนเหมือนกับการวดั เจตคตทิ างจริยธรรมตวั อยางทผ่ี านมา
3. วดั ทักษะพสิ ัยหรือพฤตกิ รรมทางจรยิ ธรรม (Behaviors) เปนการวดั จริยธรรมท่ี
ตรงจุดท่ีสุด เพราะมองในแงการพิจารณาตัดสินใจกระทําหรือไมกระทําสิ่งใดส่ิงหนึ่ง เพ่ือพบกับความ
ขดั แยง หรือปญ หาทางจริยธรรม การตัดสินใจจึงตองใชคานิยมหรือคุณธรรมระดับใดระดับหนึ่ง การวัด
พฤติกรรมทางจริยธรรมทําไดหลายแบบ
-125-
ก. การสงั เกตพฤติกรรม เปนการเฝามองดูอยา งมจี ุดมงุ หมาย เครอื่ งมอื ท่สี ําคัญคือ ตา
กับการรับรู สิ่งทีช่ วยในการสงั เกตไดแก แบบตรวจสอบรายการ ในแบบน้ีจะมีพฤติกรรมท่ีตองสังเกตไว
จํานวนหนึ่ง การจะสังเกตพฤติกรรมใด ควรวิเคราะหแยกแยะพฤติกรรมทั้งดีและไมดี ดังตัวอยางภาพ
ตอ ไปนี้
แบบตรวจสอบรายการสังเกตพฤติกรรมความซื่อสตั ย
รายการ มี ไมมี
1. พูดปด
2. พดู หลอกลวง
3. ถวงเวลา
4. รษิ ยา
5. ตรงตอ เวลา
6. ตัง้ ใจทํางาน
7. รกั ษาสญั ญา
8. ปฏิบตั ติ รงไปตรงมา
9. สง งานไมทันกาํ หนด
10. ทําความดีเสมอ
ฯลฯ
ภาพที่ 5.3 ตวั อยางแบบตรวจสอบรายการสังเกตพฤติกรรมความซ่ือสตั ย
การสังเกตควรใชผ ูสังเกตอยา งนอ ย 2 คนข้ึนไป เพอื่ จะไดนาํ ผลของการสงั เกตมาตรวจสอบ วา
ผลการสังเกตสอดคลองกันหรือไม ถาผลการสังเกตไมสอดคลองกันถือวาการสังเกตไมคนใดคนหน่ึง
จะตองคลาดเคล่ือนจากความเปน จรงิ ไปได ถอื วา เปนการหาความเชื่อมั่นของผสู ังเกต
-126-
ข. การสมั ภาษณ
การสัมภาษณเปนการสนทนาอยางมีจุดมุงหมาย เคร่ืองมือท่ีสําคัญไดแกการพูด
จดุ มงุ หมายของการสมั ภาษณเพื่อทราบถงึ พฤติกรรมเชิงจริยธรรม เพื่อชวยใหการสัมภาษณมีมาตรฐาน
มากยิ่งข้ึนจึงควรมีขอคําถามไวกอนและถามเนนประเด็นท่ีเราตองการศึกษา ผูสัมภาษณตองพยายาม
ตะลอ มใหผูถูกสัมภาษณไดตอบคําถามใหตรงประเด็นตามจุดมุงหมายที่เราตองการ การสัมภาษณควร
กําหนดคําถามท่ีเปนสถานการณเพ่ือแกปญหาทางจริยธรรมตามแนวคิดวิธีการวัดเหตุผลเชิงจริยธรรม
ของโคลเบิรก เชน
1. สามีคนหน่งึ ไมสามารถซอื้ ยาราคาแพงเพ่ือรักษาโรคมะเร็งของภรรยา ดังน้ันเขาจึงตัดสินใจ
ขโมยยาจากรา นขายยา ถาทานเปน สามคี นนี้ จะทําอยา งน้หี รือไม อยา งไร
2. นายตาํ รวจคนหนึง่ เหน็ ชายซ่ึงเปนสามีหญิงปวยเปน โรคมะเรง็ คนนี้ วง่ิ ออกจากรา นยา ตอมา
นายตํารวจรูว ายาถกู ขโมยจากรา น ดงั นัน้ ตาํ รวจคนนี้จงึ รายงานใหดาํ เนินการจับ ทานคิดวา ตํารวจคนนี้
ทาํ ผดิ หรอื ถูกใหเ หตุผลประกอบ
ฯลฯ
การสัมภาษณเ พอื่ วัดพฤติกรรมเชิงจรยิ ธรรมน้นั คอนขางยากตรงที่จะตองใหผ ูถูกสัมภาษณแสดง
เหตุผลเชงิ จรยิ ธรรมออกมาใหปรากฏ ถาใชคําถามไมดีก็จะไมไดรับความรวมมือหรือตอบไปคนละอยาง
ทาํ ใหไ มไ ดส ง่ิ ทเ่ี ราตอ งการ คาํ ถามทั่วไปที่สามารถสรางได เชน
1. ถาสอบปลายภาคทําวิชานั้นไมได เพ่ือนแอบบอกคําตอบ ทานจะยอมรับตามเพ่ือนหรือไม
เพราะเหตุใดจงึ ทาํ เชนนน้ั
2. มะมวงสุกของบานหลังหนึ่งตกมานอกร่ัวตรงทางเดิน ทานเดินผานควรเก็บไปกินหรือไม
เพราะเหตใุ ด
3. ถา ทานเดนิ ไปตามทางมไี มอ ยใู นมือ พบงอู ยูขวางทาง ทานจะทําอยางไร ทําไมจงึ ทาํ อยา งนัน้
ฯลฯ
ผลจากการสัมภาษณทําใหเราทราบถึงความรู ความรูสึกของผูถูกสัมภาษณวาคิดอยางไร เม่ือ
พบกบั สถานการณท่ตี อ งใชห ลักจรยิ ธรรมตดั สนิ ใจแลว สรุปเปนคะแนนจรยิ ธรรมได
-127-
ค. ใชข อ ความแสดงจริยธรรมใหเลอื กตอบ
ขอ ความที่จะใชวัดสามารถเขียนใหยาวหรือสั้นก็ได แตจะตองเปนขอความท่ีเง่ือนงําปญหา
เกย่ี วกับจริยธรรม ผูตอบจะตองใชเหตุผลเชิงจริยธรรมมาตอบ สวนตัวเลือกท่ีกําหนดใหตอบน้ันขึ้นอยู
กับขอความนั้นๆ ดวย แตละขอจะใชตัวเลือกเหมือนกันหรือตางกันก็ได แตแบบวัดชุดหนึ่งๆ ควรให
คะแนนแตล ะขอเทา ๆ กนั วธิ กี ารสรางทสี่ ะดวกท่สี ดุ คอื ใหม ีตวั เลอื กจาํ นวนเทากนั และมีเกณฑก ารคิดให
คะแนนเหมือนกัน ดังตวั อยางตอไปน้ี
1. การทํารายสัตวทม่ี ชี วี ติ ขนาดเล็ก
[ ] ทําบอยๆ
[ ] ทําบาง
[ ] ไมเคยทําเลย
2. การรว มมอื รว มใจกับบุคคลในสงั คมทอ่ี าศัยอยู
[ ] ทําบอยๆ
[ ] ทาํ บา ง
[ ] ไมเ คยทําเลย
3. การประพฤตปิ ฏบิ ตั ิตามคํามัน่ สัญญา
[ ] ทําบอยๆ
[ ] ทําบา ง
[ ] ไมเ คยทําเลย
4. การทํารายสัตวท่ีมีชีวติ ขนาดใหญ
[ ] ทําบอ ยๆ
[ ] ทาํ บาง
[ ] ไมเ คยทาํ เลย
5. การอาํ นวยความสะดวกแกผ อู น่ื
[ ] ทาํ บอยๆ
[ ] ทําบาง
[ ] ไมเ คยทําเลย
6. การเอาเปรยี บคนอ่ืนเพ่ือใหต นเองอยรู อด
[ ] ทําบอยๆ
[ ] ทาํ บาง
[ ] ไมเคยทําเลย
-128-
7. การโกหกเพ่อื ความอยูรอดปลอดภยั จากอันตราย
[ ] ทาํ บอยๆ
[ ] ทาํ บา ง
[ ] ไมเคยทาํ เลย
หรอื อาจทําเปน การเลอื กตอบดงั ตัวอยา งตอไปน้ี
8. เม่ือทา นเดนิ ทางกลับบา นเห็นเพอ่ื นถูกรังแกจากกลมุ อนื่ จะทาํ อยางไร
[ ] ยืนดูเฉยๆ
[ ] เดินผา นไป
[ ] ไปหาคนชวย
[ ] รบี เขาไปชว ยเหลอื ทันที
การเขยี นขอ ความจะเนนจริยธรรมใดจรยิ ธรรมหน่ึงก็ได และตัวเลือกจะเปล่ียนแปลงอยางอ่ืนก็
ได แตจุดประสงคตองการรูวาเขากระทําหรือมีพฤติกรรมทางจริยธรรมน้ันแบบใด เคยปฏิบัติหรือไม
อาจจะใช [ ] ทาํ ทกุ คร้งั [ ] ทาํ บอ ยๆ [ ] นานๆ ทํา [ ] ไมเคยทําเลย อยางน้ีก็ได หรือจะใช
คําอนื่ แลวแตค วามเหมาะสม ขอเสียของเครอื่ งมอื วัดแบบน้อี ยตู รงการไมต อบความจริง มักจะแกลงตอบ
ถา เปน ผูใหญ แตเดก็ ๆ จะตอบความจรงิ เปนสวนใหญ
ง. ใชส ถานการณยอ ยๆ ใหเ ขียนตอบ
การใชส ถานการณย อยนเ้ี ปนเรือ่ งสั้นทมี่ คี วามขัดแยง ตอ งแกปญหาโดยวิธีการทางจริยธรรม
ลกั ษณะเหมอื นเร่ืองสนั้ ทใ่ี ชส มั ภาษณท่ีกลา วมาแลว แตครงั้ น้ใี หผูสอบเขียนตอบ วาจะแกปญหาอยางไร
พรอมยกเหตผุ ลประกอบ จะไดนําไปเปรยี บเทยี บระดับของจริยธรรมได เชน
1. อนงคป วดทองอยางรุนแรง ญาติพาไปหาหมอที่คลินิก หมอตรวจเสร็จแลวบอกวา คง
เปนเพราะโรคกระเพาะ จึงใหยามารับประทาน แตปรากฏวาคืนนั้นอนงคนอนตายอยูในหองไมมีใครรู
อาการ
- ถา ทานเปนญาตขิ องอนงคจะทาํ อยา งไรกับหมอ
- ทําไมจงึ ทําอยางนน้ั
2. ชายคนหนึง่ ขโมยอาหารใหลกู กนิ ถูกตํารวจจับไปขัง แตชายคนน้ันแหกกรงขังเดินทาง
กลบั ไปเยีย่ มญาติ เพื่อขอซอ นตัวชัว่ คราว
- ถาทา นเปนญาติทานจะทาํ อยางไร
- ทาํ ไมจึงทําอยางน้ัน
3. พ่ีนอ ง 3 คน ออกจากท่พี ักในปาเพ่ือเดินปาตอนกลางวัน ไปเจอเสือโครงตัวหนึ่งกําลัง
จะว่ิงไลทํารายท้ัง 3 คนจึงว่ิงหนีเอาตัวรอด คนพี่ว่ิงเร็วท่ีสุด คนนองสุดทองว่ิงชาที่สุด เสือว่ิงจะทันคน
สุดทองแลว
- ถา ทานเปน พีใ่ หญจ ะทําอยา งไร
- ทําไมจึงทาํ อยา งน้นั
-129-
ในการตรวจใหคะแนนนั้นจะตองยึดหลักระดับของจริยธรรมแบบใดแบบหนึ่งมาเปนเกณฑใน
การเปรียบเทียบ เมื่อแนใจวายึดแบบใดแลวทําการตรวจคําตอบ แลวจึงจําแนกแยกแยะเขาตามระดับ
ของจริยธรรมที่กําหนดไว แลวจึงกําหนดคะแนนตามระดับจริยธรรม การพิจารณาระดับจริยธรรมนั้น
เปน การพิจารณาเหตผุ ลประกอบการตดั สนิ ใจทจี่ ะกระทาํ ลงไป ซ่ึงจะชวยทาํ ใหค วามกระจางมากยงิ่ ขึ้น
จ. ใชส ถานการณยอ ยๆ แลวเขยี นตัวเลือกใหต อบ
สถานการณน้ีอาจจะยาวหรือส้ันก็ได แตเปนลักษณะความขัดแยงหรือปญหาเชิงจริยธรรม ย่ิง
ซับซอ นกะทําใหยากแกก ารตดั สนิ ใจ แตตองระวังเร่ืองภาษา เพราะผูตอบบางคนอานแลวไมเขาใจ เลย
ไมสามารถพิจารณาตัดสินไดดังท่ีคิดไว เลยตอบแบบสงเดชไป สถานการณท่ีเปนปญหาอาจมีหลายแง
ผอู านตองสามารถเขาใจความหมายได ดงั นน้ั ควรระวงั ในการเลือกสถานการณม าเขยี น
หลกั ในการเขียนตัวเลือก
1. เมื่อไดส ถานการณแ ลว สง ใหกลมุ ตัวอยา งตอบคําถามโดยใชว ธิ กี ารแบบเติมขอความ
2. ยึดเกณฑในการพิจารณาตัดสนิ ใจทางจริยธรรม โดยเลือกเอาวธิ ีใดวิธหี นึง่
3. จาํ แนกแนวการตอบออกเปนระดับๆ ในการตดั สินใจเชิงจริยธรรมโดยจดั เปน กลุมๆ ไว
4. พิจารณาเอาแนวคําตอบมาเขียนเปนตัวเลือก โดยการดัดแปลง ปรับปรุงใหม ซึ่งจะทําให
เห็นระดบั ของการตอบวาอายแุ ตละระดับจะแตกตางกัน
ตวั อยางแบบวดั จริยธรรมจากสถานการณท ม่ี ตี วั เลือก
คําชี้แจง ใหอานสถานการณที่กําหนดให จับใจความใหดี แลวตอบคําถามจากสถานการณน้ันๆ จาก
ตัวเลือกท่ีกาํ หนดใหท ีท่ า นเหน็ วาตรงกับความคดิ ในการตัดสนิ ใจของทานมากท่ีสดุ
1. ถา สนุ ัขเลย้ี งไวท่บี า นของทานรูปรางนา รัก แตช อบปส สาวะและอุจาระไมเปน ที่ และมกั นาํ ส่ิง
สกปรกเขา บานเสมอ ทา นควรจัดการกับสนุ ัขนีอ้ ยางไร
ก. ทําโทษดดั นิสัย
ข. ใหคนอืน่ เอาไปเลย้ี ง
ค. จับไปปลอ ยไกลบา น
2. แดงเปนคนงานกอ สราง มีฐานะยากจนมาก พอแมก แ็ ก มีพ่ีนองหลายคน เขาจึงตองทาํ งานหนัก
เพอื่ หาเงนิ ชว ยเหลอื ครอบครวั นอ งๆ กําลงั เรยี นทุกคน วันหน่ึงแดงเก็บเงินไดบริเวณสํานักงานการ
กอ สรา งเปนเงนิ 10,000 บาท ถา ทานเปนแดงจะทาํ อยางไร
ก. เกบ็ ไวสง ใหน อ งเรยี น
ข. นําไปซ้ือของทต่ี นเองขาดแคลน
ค. นําไปบริจาคมลู นิธชิ วยงานสังคม
ง. มอบใหห นังสือพิมพประกาศหาเจา ของ
-130-
3. แมข องนิตยาบอกนิตยาวา เอาเงินที่หาไดเ องตอนปด ภาคเรียนไปซ้อื อปุ กรณก ารเรียนเพราะจะ
เปดภาคเรียนใหมแลว แตนิตยากลับเอาเงินท่ีหาไดไปดูหนังฟงเพลงเกือบหมด ปรียาซึ่งเปนพี่สาว
ของนิตยารูดวี า นองหาเงินไดเ ทาไรใชทําอะไร พ่ีนองคูน ร้ี ักกันมาก ถาทา นเปน ปรียาจะทําอยางไร
ก. ไมบอกแม เพราะเกรงวาแมจะดเุ อาวาไมดแู ลนอง
ข. บอกแม เพราะรวู าแมใหนอ งเอาเงนิ ซอ้ื เคร่อื งเรยี น
ค. ไมบอกแม แตมีขอ ตกลงกับนองวา จะตองทาํ งานใหบ างอยาง
ง. บอกแม เพราะจะทําใหน ติ ยาจะไดไ มเ ปน คนโกหกแมอีก
จ. ไมบ อกแม เพราะนองเปน เพือ่ นเลน กนั อยูท กุ วนั
ฉ. บอกแม เพราะถอื วาการโกหกเปน ส่ิงไมดนี อ งไมร ักกย็ อม
4. จักรชัยจูงควายเขามาในเขตชุมชน ควายต่ืนคนเลยวิ่งขวิดคนบาดเจ็บไปหลายคน สิ่งของลม
ระเนระนาด จกั รชยั ดึงเชอื กผกู คอก็เอาไมอยู หลายคนชวยไลและหามกอเอาไมอยู หยุดไมได ว่ิงไล
ขวิดไปทั่ว มีตาํ รวจรกั ษาการณค นหนง่ึ เขา มาในเหตกุ ารณ พยายามชวยแกไขแตทําไมได จึงตัดสินใจ
ใชปนยิง 1 นัด ปรากฏวา ควายตายทนั ท-ี
ถาทานเปนตาํ รวจจะมคี วามคิดเหน็ เปน อยา งไร
ก. ควรทาํ เพราะเปน การปฏบิ ัติตามหนาที่ทต่ี ํารวจไดรบั มอบหมาย
ข. ควรทํา เพราะจะทาํ ใหชาวบา นเห็นวาเราเปนวีรบุรุษชว ยเขา
ค. ควรทาํ เพราะคนสวนใหญม ีอันตรายตองปกปอ งเอาไวกอน
ง. ควรทาํ เพราะเหน็ วา สิง่ อนั ตรายตอสงั คม ตอ งรับผดิ ชอบ
จ. ควรทาํ เพราะตองรักษาความปลอดภัย ถา ไมทําเจา นายลงโทษ
ฉ. ควรทํา เพราะตองปองกันอันตรายของชุมชนตามหลกั พิทกั ษสันติราษฏร
การเขียนตัวเลือกอาจจะมีเห็นดวย ไมเห็นดวย ผิดหรือถูก ก็ได หรือจะใชเพียงดานเดียว เชน
ผิดหรือถกู อยา งเดยี วก็ได แตเ หตผุ ลจะตอ งอิงเกณฑต ามทฤษฏที ่กี ลา วมาแลว
นํ้าหนกั ของคะแนนแตละขอ แบบเลอื กตอบเปนดงั น้ี
1. ก = 1, ข = 2, ค = 3
2. ก = 2, ข = 1, ค = 3 , ง = 4
3. ก = 1, ข = 4, ค = 2 , ง = 5, จ = 3, ฉ = 6
4. ก = 4, ข = 2, ค = 3 , ง = 5, จ = 1, ฉ = 6
-131-
ตัวอยา งขอ สอบวดั จริยธรรมแบบสถานการณใ หเลือกตอบ
วดั ความกตัญู (แนวการใหคะแนนการตอบ ก= 3, ข= 2, ค= 1)
1. ภาคภูมิเปนนักเรียนท่ีไดรับทุนของจังหวัดใหมีโอกาสไดศึกษาตอในระดับท่ีสูงขึ้น และเมื่อสําเร็จ
การศึกษาไดรับการติดตอจากบริษัทมีช่ือแหงหนึ่งใหไปทํางานดวย โดยไดรับเงินเดือนอยางงาม
ภาคภูมิจะทําอยา งไร
ก. ทาํ งานกับบริษทั เพราะตองการสรางฐานะของตนเองกอน
ข. ปฏเิ สธงานทบี่ รษิ ทั ติดตอ มา เพราะควรกลบั ไปทํางานใหจ งั หวดั ของตนเองกอน
ค. ทาํ งานใหจงั หวดั ของตนเองระยะหนง่ึ กอน แลว จงึ ไปทํางานใหบ ริษทั ท่ีติดตอมา
วัดความยุติธรรม (แนวการใหค ะแนนการตอบ ก= 2, ข= 1, ค= 3)
2. เพื่อนสนิทของน้ําทิพยขับรถถอยหลังไปชนกับรถของฝร่ัง บังเอิญน้ําทิพยอยูในที่เกิดเหตุและเพื่อน
ของเขามาขอรอ งใหชวยเปนพยานวา ฝร่งั ขบั รถมาชนทาย น้ําทพิ ยจะทําอยางไร
ก. เฉยเสียดกี วา
ข. ชว ยเพื่อนดกี วา
ค. ชว ยบอกความจริงดกี วา
วัดความสามคั คี (แนวการใหค ะแนนการตอบ ก= 1 , ข= 2, ค= 3)
3. สุภาวดเี ปนพ่ีใหญม ีนอ งหลายคน นองๆ มักจะมีความเห็นไมตรงกนั บางคร้ังถงึ กบั เกิดการทะเลาะกัน
สภุ าวดจี ะทาํ อยางไร
ก. ไมเขาไปยงุ เกีย่ วเพราะเปนเรอ่ื งของเด็กๆ
ข. ตกั เตอื นนอ งทกุ คนทมี่ ีเรือ่ งกนั
ค. ใหนอ งทุกคนรว มกันทาํ งานเปน กลุม เสมอ
วัดความซือ่ สัตย (แนวการใหค ะแนนการตอบ ก= 2 , ข= 1, ค= 3)
4. วนาลไี มมเี งนิ ชําระคาเทอมจึงไปขอยืมเงินจากอาจารยท่ปี รกึ ษาโดยสญั ญาวาจะคืนใหภายในสิ้นเดือน
เมือ่ ครบกาํ หนดวนาลไี ดเงนิ มาแลวไปใชจ า ยทางอื่นเสยี หมด วนาลจี ะทําอยา งไร
ก. ไปขอผอนผนั ตออาจารยท ป่ี รึกษา
ข. ไมม าพบจนกวาจะมีเงินมาใชคนื ให
ค. ขอยมื เงินจากอาจารยค นอ่นื มาคืนอาจารยท่ีปรกึ ษาเพื่อเปน การรกั ษาคําพดู
วดั ความซอ่ื สัตย ระดบั ช้ัน ป.5
5. กฤษณาสมัครเพ่ือเขาแขงขันเพื่อตอบปญหา ในขณะท่ีแขงขันอยูสุภาวดีไดแอบบอกคําตอบให
กฤษณา การทสี่ ุภาวดแี อบบอกคาํ ตอบใหก ฤษณา นักเรยี นมีความคิดเหน็ อยางไร
ก. การทาํ เชน น้ัน ทุกคนจะไดเ ห็นวา เราเปนคนเกงมคี วามรู
ข. การทาํ เชนนน้ั เราไมภมู ใิ จแมวาเราจะชนะการแขง ขัน
ค. การทําเชน นนั้ ทาํ ใหผ ูชมคนอืน่ ๆ เกิดความเขา ใจผิด
ง. การทาํ เชน นั้น เพราะเรากลัวสุมาลจี ะแพแ ละเกดิ ความอับอาย
-132-
6. เดโชเกลยี ดครเู นตรนภามาก เขาจงึ บอกใหภาคภูมิวา จะนาํ กระเปา ของครูไปซอน แตภาคภูมิ ขอรอง
ไมใหเดโชทาํ เชน นั้น การทีภ่ าคภมู ิขอรอ งเดโชไมใหท าํ นักเรียนมคี วามคดิ เห็นวาอยางไร
ก. เขาไมต อ งการใหเ ดโชทําผดิ และไมหวงั ไดอะไรจากเดโช
ข. เขาไมตอ งการใหเพ่อื นๆ คนอ่นื พลอยเดอื ดรอนไปดวย
ค. เขากลวั เดโชถกู ครูลงโทษ ถา ครูทราบความจริง
ง. เขาตองการใหเ ดโชเหน็ วา เขารักและหวงเดโชจริง
7. วนั หนึ่งครูสั่งใหทุกคนทําการบานมาสง แตญาณพัฒนลืมทํา เม่ือครูถาม ญาณพัฒนจึงตอบครูวาทํา
แลว การท่ญี าณพัฒนต อบครเู ชน นี้ นักเรยี นมีความคดิ อยางไร
ก. การตอบเชนน้นั ทําใหค รชู ื่นใจท่ีเหน็ เขาขยันทาํ การบาน
ข. การตอบเชน น้นั ทาํ ใหเราไมถ ูกครูลงโทษ
ค. การตอบเชนนั้นทาํ ใหเ ราอดึ อัดใจ
ง. การตอบเชนนัน้ ทําใหทุกคนไมย อมรับ
8. ไกรสรเก็บปากกาไดขางๆ โตะของเหมรัตน เขาจึงมอบใหเหมรัตนแตเหมรัตนบอกวาไมใชของตน
การท่เี หมรตั นไมย อมรับปากกา นกั เรียนมีความคิดเหน็ อยางไร
ก. เหมรัตนตองการใหเ จาของปากกาดใี จท่ไี ดของคนื
ข. เหมรตั นไมเ คยคิดอยากไดของคนอ่นื มาเปนของตน
ค. เหมรัตนไมต องการไดปากกา เพราะตนเองกม็ ีใชอ ยแู ลว
ง. เหมรัตนไมต องการไดป ากกาเพราะคนท่วั ไปไมย อมรบั คนทีเ่ ห็นแกไ ด
แนวการใหค ะแนนการตอบ 5. ก= 1, ข= 4, ค= 3, ง= 2
6. ก= 4 , ข= 3 , ค= 2, ง= 1
7. ก= 2 , ข= 1 , ค= 4, ง= 3
8. ก= 2 , ข= 4 , ค= 3, ง= 1
วัดความเมตตากรณุ า (ระดับผูใ หญ)
9. นกแกว สเี ขียว สลับแดง เหลอื ง สวยมากบินหลงเขาไปในหองเรียนท่ีมีหนาตางเปนกระจกปดอยู นก
พยายามบนิ ออกจากหองแตก็บินไปไมได และชนกระจกทุกคร้ังท่ีพยายามบินออก เรณูและจุรีรัตน
เหน็ เหตกุ ารณอ ยู เรณอู ยากไดน กตวั นน้ั เพอ่ื จะนําไปเล้ยี งในกรงทีบ่ าน จึงขอรองใหสมชายชวยจบั
9.1 จรุ ีรัตนควรจะทําอยา งไร
ก. ชว ยเรณจู บั นก
ข. ขอใหเ รณปู ลอยนกไป
9.2 ทา นเห็นดว ยหรอื ไมท ่ีเรณูจะนาํ นกไปเลย้ี ง
ก. เหน็ ดวย
ข. ไมเหน็ ดวย
-133-
9.3 ถาเรณยู ืนยันจะนาํ นกไปเลยี้ ง จุรีรัตนค วรทาํ อยางไร
ก. ตามใจเรณเู พื่อมิใหข ดั ใจกนั
ข. พยายามพดู หวา นลอมใหเ หตผุ ลท่ดี ีกบั เรณู
9.4 ทา นเหน็ ดว ยหรอื ไมก บั จรุ รี ัตนตามใจเรณเู พอ่ื ไมใหข ัดใจกนั
ก. เหน็ ดวย
ข. ไมเห็นดว ย
10. ในการประชุมระดับผูบริหารประเทศ ไดกลาวถึงปญหาความยากจนของประชาชนในประเทศที่
สบื เนอ่ื งจากการมบี ตุ รมาก ไดมีผูบริหารบางทานเสนอวาควรออกกฎหมายบังคับสตรีใหมีบุตรไดไม
เกนิ 2 คน ผูบริหารอกี ฝายหน่งึ ไมเหน็ ดวย จากขอ มลู ดังกลา วใหเ ลือกตอบสถานการณตอไปน้ี
10.1 ประธานการประชุมคณะผูบริหาร ควรตัดสินใจอยางไรตอขออภิปรายเรื่องนี้เมื่อท้ังสอง
ฝายมคี ะแนนเสียงเทากัน
ก. ใหอ อกกฎหมายบงั คับการมีบุตรของสตรี
ข. ใหป ลูกฝง เจตคตทิ ด่ี เี รอื่ งการมีบตุ รจาํ นวนนอยใหป ระชาชนทราบ
10.2 ทานเหน็ ดวยหรือไมหากผบู รหิ ารประเทศจะออกกฎหมายบังคบั จํานวนบตุ รของสตรี
ก. เหน็ ดว ย
ข. ไมเ หน็ ดวย
10.3 สมาคมสตรหี รือตวั แทนหรอื ผทู ่เี กยี่ วขอ งกบั สทิ ธขิ องสตรีควรทาํ อยา งไร เมอื่ ผูบรหิ าร
เสนอใหออกกฎหมายบงั คับจาํ นวนบุตรของสตรี
ก. สนับสนนุ นโยบายเพือ่ ลดปญหาความยากจน
ข. คัดคานนโยบายเพอื่ ปกปอ งสิทธิเสรีภาพของสตรี
10.4ทานเห็นดว ยหรอื ไมหากสมาคมสตรีสนบั สนุนการออกกฎหมายบังคบั ของผบู รหิ าร
ก. เห็นดว ย
ข. ไมเหน็ ดว ย
แนวการใหคะแนนการตอบ 9) 9.1 ก= 0, ข= 1
9.2 ก= 0, ข= 1
9.3 ก= 0, ข= 1
9.4 ก= 0, ข= 1
10) 10.1 ก= 0, ข= 1
10.2 ก= 0, ข= 1
10.3 ก= 0, ข= 1
10.4 ก= 0, ข= 1
-134-
วัดจรยิ ธรรมมรรค 8 ระดับมธั ยมศึกษา
วัดดานสัมมาวาจา
11. โสภดิ าหยิบปากกาของสายันตไปแลวไมใหคืน เมื่อสายันตทวง โสภิดาก็บอกวา ตนไมไดเอาไป ถา
ทา นเปน สายนั ต ทา นจะทําอยางไร
ก. แชงผูหยิบในใจ
ข. ไมเปน หาซ้อื ใหมดีกวา
ค. แชง ผูห ยบิ ใหมีอนั เปน ไปโดยเจตนาใหไ ดยิน
12. แคทตเี้ กลียดงูมา วันหน่ึงณัฐนนทแกลงเอางูยางโยนใสนํ้าฝน แคทตกใจมากรองเสียงหลง ถาทาน
เปนแคททานจะทําอยา งไร
ก. รองไหด วยความตกใจ
ข. ดาใหแ หลกลานไปเลย
ค. มองณัฐนนทดวยความเครียดแคน
13. วชิ าศิลปะ อาจารยมอบหมายงานใหนกั เรยี นทํามาสงและเก็บคะแนนสอบซึ่งเปนงานท่ีตองใชฝมือ
ที่ฟาธิดาไมถนัด ดวยความอยากไดคะแนนดีๆ ฟาธิดาจึงเอาไปจางใหคนอ่ืนทํา เม่ือครูถามวา ทําเอง
หรือไม ถานกั เรยี นเปนฟา ธดิ าจะทําอยา งไร
ก. ตอบวา ทาํ เอง
ข. ตอบวา จางคนอ่นื ทํา
ค. ตอบวา ใหค นอื่นชว ยทํา
วดั ดานสมั มอาชวี ะ
14. ขณะที่นุยกําลังสอบวิชาหนึ่ง นุยทําขอสอบไมได เม่ืออาจารยคุมสอบเดินออกไปจากหองสอบ
เพอื่ นๆนุยก็แอบเปดตาํ ราดูกันทุกคน ถา ทา นเปนนุย ทานจะทําอยางไร
ก. ไมเปดตาํ ราดอู ยางคนอื่น
ข. เปดตาํ ราดบู างไมงนั้ จะเสียเปรยี บ
ค. รอใหเพือ่ นที่เปดตาํ ราดูบอกคําตอบให
15. อาจารยสอนวชิ าหนงึ่ มอบงานใหนักเรียนทาํ เปน กลุมๆ สุกญั ญาไดอ ยูในกลุมทเ่ี ขามคี วามขดั แยงท้ัง
กลมุ ถาทา นเปนสุกัญญา จะทาํ อยางไร
ก. ชวยทาํ บา งเพือ่ ไมใ หเขาทาํ กันเอง
ข. ใหเพ่ือนๆในกลมุ เขาทํากันเอง
ค. ใหค วามรว มมือกับทกุ คนไมว าจะเคยขดั แยง กนั ก็ตาม
16. ภารตั นเ ปน หวั หนา ชัน้ ในวนั ปใ หมเพื่อนๆ ไดปรึกษาหารือกันวาจะฉลองปใหมกันอยางไร ปรากฏ
วาเสยี งสวนใหญตกลงกนั วา ไปหาที่ดม่ื สุรากนั ใหครกึ ครึ้นกนั ดีกวา ถาทา นเปนสุภารัตนจ ะทาํ อยา งไร
ก. ทําตามมตเิ สยี งสวนใหญข องเพือ่ นๆ
ข. ไมข ัดคอเพ่อื นๆ แตตนเองไมไ ปรว มดวย
ค. คัดคานเตม็ ที่และเสนอวิธที ไ่ี มผดิ ระเบียบโรงเรียน
-135-
แนวการใหค ะแนนการตอบ 11) ก= 2, ข= 3, ค= 1
12) ก= 3 , ข= 1 , ค= 2
13) ก= 1 , ข= 3 , ค= 2
14) ก= 3 , ข= 1 , ค= 2
15) ก= 2 , ข= 1 , ค= 3
16) ก= 1 , ข= 2 , ค= 3
การสรา งแบบวดั จรยิ ธรรมบางชุดอาจสรางสถานการณเปนภาพ เปนการแปลความหมายจากภาพ
อาจเหมาะสําหรับเด็กๆ แตถาระดับผูใหญควรใชภาษาจะดีกวา ภาพอาจจะส่ือความหมายผิดไปก็ได
ข้ึนอยูกับคนเขียนภาพนั้น นอกจากน้ันสถานการณภาพยังจะตองมีภาษาอธิบายบางอิริยาบถอีกดวย
การใชส ถานการณภ าพกบั สถานการณทางภาษานัน้ มีความสัมพนั ธกนั สงู ดงั นน้ั ผอู อกแบบวัดจริยธรรมก็
ควรเลือกเอาเองวา จะใชแบบใดที่เหมาะสมท่สี ดุ
สรปุ
จริยธรรมเปนความดีความงามท่ียดึ ถือปฏิบัติ ดวยการพิจารณาตัดสินใจประพฤติ ปฏิบัติหรือ
กระทําโดยอาศัยหลักของคานิยมและหลักศีลธรรม เพ่ือพบกับสถานการณหน่ึงสถานการณใด โดยยึด
หลัก 2 ประการคือ ทําใหเกิดประโยชนตอผูอื่นและไมทําใหผูอื่นเดือดรอน จริยธรรมมีองคประกอบท่ี
เกย่ี วของไดแก ความรูเชิงจริยธรรม เปนความรูวาดีหรือเลว ควรหรือไมควร เจตคติเชิงจริยธรรมเปน
ความชอบหรือไมช อบ รักหรือไมร กั เหตุผลเชงิ จริยธรรมเปน การใหเหตุผลที่เลือกหรือไมเลือกตัดสินใจท่ี
จะตอบสนองตอจริยธรรมนัน้ และพฤตกิ รรมเชงิ จริยธรรมเปน การปฏบิ ัติตอบสนองตอสถานการณนนั้ ๆ
แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวของไดแก ทฤษฏีจิตวิเคราะห เก่ียวของกับอิด อีโก และซุปเปอรอีโก
ทฤษฎีการเรียนรแู บบการเสริมแรงหรือการวางเงื่อนไขปฏิบัติการ เก่ียวของการการสรางความสัมพันธ
เชอื่ มโยงดว ยความเสริมแรงและการวางเงื่อนไข ทฤษฏีการเรียนรูทางสังคมเก่ียวของกับการเรียนรูของ
มนุษยสวนหนึ่งเกดิ จากประสบการณต รงของตนเอง สวนหน่งึ เกิดจากการสังเกตพฤติกรรมของผูอ่ืนเปน
การเรียนเรียนดวยการสังเกต และอีกสวนหนึ่งเกิดจากการฟงคําบอกเลาและการอานสารบันทึก และ
ทฤษฎีการพฒั นาจริยธรรมทางปญญา ตามแนวคิดของเพียเจตและแนวคิดของโคลเบอรก นอกจากน้ัน
การตัดสนิ ใจทางจริยธรรมนน้ั ตองยดึ หลักทถ่ี ูกตอ ง และการเลือกตดั สินตามแนวทางการกําหนดไว
การสรางเคร่ืองมอื วดั จริยธรรมมีกระบวนการสรางเหมือนกับเคร่ืองมือวัดจิตพิสัยอื่นๆ ไดแก
การกําหนดคุณลักษณะทางจิตพิสัย นิยามศัพทเฉพาะ แลวสรางขอคําถามใหตรงกับนิยามศัพทเฉพาะ
แลวนําไปหาคณุ ภาพ ทัง้ ความเทีย่ งตรง อํานาจจาํ แนก ความเชอื่ มัน่ แลว จึงจะสามารถนาํ เครื่องมือไปใช
วัดจริยธรรม ซ่ึงแบบวัดสามารถทําไดอยางหลากหลาย ทั้งแบบสอบถาม แบบมาตรประมาณคา
แบบทดสอบประเภทเขยี นตอบ ประเภทเลือกตอบ ใชวิธีการสงั เกต และวิธกี ารให
-136-
คําถามทบทวน
1. วเิ คราะหขอคําถามในแตละขอของตวั อยางที่นํามานําเสนอในบทเรยี นน้ี วา ยดึ หลักเกณฑใน
การใหคะแนนตามแนวคดิ ทฤษฏีอะไรหรอื ของใคร และแตละขอยึดเกณฑดวยอะไร แลว สรปุ มาใหเขาใจ
2. จงเขยี นแผนผงั ความคิด (Mindmap) แสดงขั้นตอนในการสรางเคร่ืองมือวัดจริยธรรม และ
ระบายสใี หส วยงาม
3. จงสรา งแบบวัดจริยธรรม ตามแนวคิดของเพยี เจท ( 3 ระดบั ) แนวคิดของลวน ( 3 ระดับ) และ
แนวคดิ ของโคลเบอรก ( 5 ระดบั ) จาํ นวน แนวคิดละ 10 ขอ โดยเลือกจากนยิ ามศัพทเฉพาะตอไปนี้
ก. ความรับผิดชอบ (Accountability) คือ ความมุงมั่นที่จะปฏิบัติหนาที่ดวยความผูกพัน
ดวยความพากเพียร และความละเอียดรอบคอบ ยอมรับผลการกระทําในการปฏิบัติหนาที่ เพ่ือให
บรรลผุ ลสาํ เรจ็ ตามความมุง หมาย ทัง้ พยายามทีจ่ ะปฏบิ ตั หิ นา ท่ี ใหด ยี ง่ิ ข้นึ
ข. ความซื่อสัตย (Honesty) คือ การประพฤติอยางเหมาะสม และตรงตอความเปนจริง
ประพฤติ ปฏิบัติ อยางตรงไปตรงมา ทัง้ กาย วาจา ใจ ตอ ตนเองและผอู ่ืน
ค. ความมีเหตุผล (Rationality) คือ ความสามารถในการใชปญญา ในการประพฤติปฏิบัติ
รูจ กั ไตรต รอง พสิ จู นใหประจกั ษ ไมหลงงมงาย มคี วามยบั ย้ังช่ังใจ โดยไมผูกพันกับอารมณและความยึด
มน่ั ของตนเอง ทมี่ อี ยูเ ดมิ ซง่ึ อาจผดิ ได
ง. ความกตัญกู ตเวที (Gratitude) คือ ความรสู ํานกึ ในอุปการคณุ หรือบุญคุณท่ีผอู ืน่ มีตอ เรา
จ. ความมีระเบียบวินัย (Disciplined) คือ การควบคุมความประพฤติปฏิบัติใหถูกตองและ
เหมาะสมกับจรรยามารยาท ขอบังคบั ขอ ตกลง กฎหมาย และศลี ธรรม
ฉ. ความเสียสละ (Sacrifice) คือ การละความเห็นแกตัว การใหปนแกบุคคลที่ควรใหดวย
กําลงั กาย กําลงั สติปญญา รวมทัง้ การรจู กั สลัดทิง้ อารมณร า ยในตนเอง
ช. การประหยัด (Thrifty) คือ การใชส่งิ ของพอเหมาะพอควรใหไดประโยชนมากท่ีสุด ไมใหมี
สวนเกินมากนัก รวมท้ังการรูจักระมัดระวัง รูจักยับย้ังความตองการใหอยูในกรอบและขอบเขตท่ี
พอเหมาะ
ญ. ความอตุ สาหะ (Diligence) คอื ความพยายามอยา งเขมแขง็ เพื่อใหเกิดความสําเร็จในงาน
ฎ. ความสามคั คี (Harmony) คือ ความเปนน้าํ หน่ึงใจเดียวกนั มีความพรอมเพรียงรวมมือกัน
กระทาํ กิจการใหส าํ เรจ็ ลลุ ว งดวยดี โดยเหน็ แกประโยชนส วนรวมมากกวา สวนตวั
ฏ. ความเมตตาและกรุณา (Loving Kindness and Compassion) คือ ความรักใคร
ปรารถนาจะใหผอู ืน่ มีสขุ กรณุ า หมายถงึ ความสงสาร คิดจะชวยใหผ ูอ่นื พน ทุกข
ฐ. ความยุติธรรม (Justice) คอื การปฏบิ ตั ดิ ว ยความเทยี่ งตรง สอดคลอ งกบั ความเปนจริงและ
เหตุผล ไมม คี วามลาํ เอยี ง
ฑ. จติ สาธารณะ (Public Mind) คือ รูสึกตอสวนรวม การรักษาผลประโยชน การมีสวนรวม
การรบั รู และ การแสดงตนเพื่อสว นรวม
-137-
เอกสารอา งอิง
ดวงเดือน พันธมุ นาวิน. จิตวทิ ยาจรยิ ธรรมและจติ วทิ ยาภาษา. กรงุ เทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช. 2524.
ดวงเดือน พนั ธุมนาวนิ และเพ็ญแข ประจนปจ จนกึ . จรยิ ธรรมของเยาวชนไทย. รายงานการวจิ ัย
ฉบับท่ี 21. กรงุ เทพฯ: สถาบนั วิจัยพฤตกิ รรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ. 2520.
ทิศนา แขมณี. “การแกป ญหาและพัฒนาตนเองดวย “ระบบคสู ญั ญา”” ใน ความรคู ู
คุณธรรม : รวมบทความเกีย่ วกับคุณธรรม จริยธรรมและการศึกษา. กรุงเทพฯ:
จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลยั . 2534.
-------------. การพฒั นาคุณธรรม จริยธรรม และคานยิ ม : จากทฤษฎีสกู ารปฏิบตั ิ.
กรงุ เทพฯ: สภาสงั คมสงเคราะหแ หง ประเทศไทยในพระบรมราชูปถมั ภ. 2541.
-------------. “การปลูกฝงคา นิยมเศรษฐกิจพอเพยี งใหแกเ ดก็ ดวยกจิ กรรมการ
สอนตามหลกั การเรยี นรูดานจติ พสิ ัย.” วารสารวิชาการ. 3(3) : 17-19., มนี าคม. 2543
ธาํ รง บวั ศร.ี ทฤษฎหี ลกั สูตร : การออกแบบและการพัฒนา. พิมพค รั้งที่ 2. 2542.
ธานินทร กรัยวิเชยี ร คณุ ธรรมและจริยธรรมของผบู รหิ าร, สาํ นักงานคณะกรรมการขา ราชการพลเรือน
: กรุงเทพมหานคร, 2550
เนอ่ื งนอ ย บญุ เนตร. จรยิ ศาสตรตะวันตก : คานท มิลล ฮอบส รอลส ซารทร. กรุงเทพฯ :
จุฬาลงกรณม หาวิทยาลยั . 2539.
ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ. การวดั ดา นจติ พิสัย. กรงุ เทพฯ : สุวีริยาสาสน. 2543.
ศกั ดชิ์ ัย นริ ัญทว.ี จริยศาสตรศึกษา. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร. 2525.
สําเรงิ บญุ เรืองรัตน. “การวัดจริยธรรม” ใน การวดั และการประเมินดา นคุณธรรม จรยิ ธรรม.
กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั . 2544.
สุวรรณ เพชรนิล. จริยศาสตรในพระพุทธศาสนา. ใน พุทธปรัชญาเบ้ืองตน. เชียงใหม : คณะ
มนษุ ยศาสตร มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม. 2526.
Brown R. Social psychology. New York: Free Press, 1965
Crain, William C. Theories of Development : Concepts and Application. New Jersey:
Prentice-Hall. 1980.
Darwall, Stephen. Philosophical Ethics. Colorado: Westview. 1998.
Gagne’, Robert M. and Medsker, Karen L. The Conditions of Learning : Training
Applications. Florida: Harcourt Brace. 1996.
Grassian, Victor. Moral Reasoning : Ethical Theory and Some Contemporary
Moral Problems. 2nd ed. New Jersey: Prentice Hall. 1990.
-138-
Hinman, Lawrence M. Ethics : A Pluralistic Approach to Moral Theory. 2nd ed. New
York: Harcourt Brace. 1998.
Hoffman, M.L. Affective and Cognitive Process in Moral Internalization :
An Information Processing Approach. New York : Cambridge University Press.
1970.
Kohlberg, Lawrence. “Moral Stages and Moralization : The Cognitive Developmental
Approach. ” in Moral Development and Behavior : Theory , Research, and
Social Issues. Editor: Thomas Lickona. New York: Holt, Rinehart and Winston.
1976.
บทที่ 6
การวดั บคุ ลิกภาพ
การวัดบุคลิกภาพเปนการศึกษาลักษณะของบุคคลซึ่งชวยใหมองเห็นวาแตละคนแตกตางกัน
อยา งไร โดยเฉพาะสงิ่ ทซ่ี อนเรนอยภู ายในมากกวาลักษณะทางกายภาพ สมมติวาเรารูจักเพื่อนคนหน่ึง
เปน คนรูปรางสูงโปรง หนาตาดี เดนิ ตวั ตรง ยม้ิ แยม คุยเกง ลักษณะแบบน้ี ซึ่งเปนลักษณะทางกายภาพ
ท่ีสามารถมองเห็นได สวนลักษณะท่ีเปนซอนเรนอยูภายในไมสามารถมองเห็น เชน ยุติธรรม ซื่อสัตย
ออนโยน เมตตา ดุดัน กาวราว ตอสู เปนตน ท้ังสองลักษณะน้ีเปนลักษณะเฉพาะของแตละบุคคลซึ่ง
เรียกวา “บุคลิกภาพ” บุคลิกภาพจากลักษณะกายภาพน้ันวัดกันไดงาย แตบุคลิกภาพที่เปนลักษณะ
ซอนเรนอยูภายในใจซึ่งมีอิทธิพลตอการแสดงพฤติกรรมออกมานั้นวัดไดยาก เพราะบางคนลักษณะ
ภายนอกดดู แี ตภ ายในน้ันซอนความรายกาจอาํ มหิตไว บางคนลักษณะภายนอกไมด ีแตลกั ษณะภายในสด
สวยงดงาม ดงั นัน้ การวัดบคุ ลกิ ภาพจงึ จะตอ งเขาใจเกี่ยวกับความหมาย แนวคิด ทฤษฏี ท่ีมา โครงสราง
วธิ ีการสรา งและรปู แบบเครื่องมอื วัดบคุ ลภาพ เพ่อื เปน ประโยชนต อการศกึ ษาบุคลิกภาพอยางละเอียด
ความหมายของบคุ ลกิ ภาพ
บุคลิกภาพ (Personality) มาจากภาษาละตินวา Persona แปลวา หนากาก ซ่ึงใชสวมเวลา
แสดงละคร เพอ่ื เปล่ยี นลกั ษณะของคนหนึ่งไปเปน อีกคนหนึง่ เปน คําท่ีเราคุนเคยมากเพราะเรามักไดยิน
เปนประจําเชน เคยไดยินเพ่ือนกลาวถึงหญิงสาวคนหน่ึงวา “เธอเปนคนบุคลิกดี” หรือ “เธอมีบุคลิก
หลายๆ อยางในตัวซ่ึงแปลกดี”เปนตน แตการท่ีจะใหคําจํากัดความที่แนนอนลงไปของบุคลิกภาพนั้น
เปนเรือ่ งคอนขา งยากมาก โดยทว่ั ไปมกั จะเขา ใจกันวาบุคลกิ ภาพหมายถึง ประสิทธิภาพทางสังคมของ
บุคคลซ่งึ แสดงถึงความมเี สนหในสายตาของผูอื่น บางครั้งคําวาบุคลิกภาพก็ถูกใชไปในความหมายของ
ลกั ษณะทเี่ ดนชัดของบุคคลเชน การทเี่ รากลาวถงึ คนบางคนวาเขามี “บุคลิกภาพที่กาวราว” หรือ “มี
บุคลิกภาพเปนคนขี้อาย” เปนตน บุคลิกภาพเปนลักษณะของบุคคลทั้งบุคลิกภาพภายนอกและ
บคุ ลกิ ภาพภายในซงึ่ เปนการแสดงออกของจิตพสิ ยั ซ่ึงนักวิชาการไดใหความหมายไวตอ ไปน้ี
อัลพอรท (Allport, G.W. 1960) ไดใหความหมายของบุคลิกภาพวา บุคลิกภาพเปนการ
ผสมผสานของคณุ ลักษณะหลายๆ อยาง ซ่ึงพิจารณาไดจากบทบาทและสถานภาพทางสังคมของบุคคล
ในสังคมนนั้
แคทเทล (Cattell, R.B. 1950) ไดใหความหมายของบุคลิกภาพวาเปนลักษณะที่เก่ียวพันกับ
พฤตกิ รรมทั้งหมดของบคุ คล ทง้ั ทเี่ ปน พฤติกรรมทแ่ี สดงออกและพฤตกิ รรมที่ซอนเรนภายใน
เบอรนารด (Bernard, H.W. 1974) ไดนิยามบุคลิกภาพวาเปนทุกๆ ส่ิงที่บุคคลนั้นเปนอยู
บุคคลนน้ั มีและบคุ คลน้นั กระทํา
-146-
ไอเคน (Aiken, L.R. 1986) กลาววา บุคลิกภาพเปนลักษณะรวมทางกายภาพ สมอง อารมณ
และคุณภาพทางสังคมของแตละบุคคล เปนการรวมท้ังหมดอันเกิดจากดานสติปญญา ดานความรูสึก
และดา นทักษะกลไก
จากนยิ ามตามตวั อยางท่ีกลาวมานนั้ เปนการมองบุคลิกภาพเปนมุมกวาง มองทุกอยางท่ีมีอยูใน
ตัวคนไมไดเนนเฉพาะทางดานใดดานหนึ่ง พฤติกรรมท่ีแสดงออกทุกอยางเปนบุคลิกภาพหมด รวมทั้ง
การแสดงออกภายนอกและทอี่ ยูภายในยังไมแสดงออกมาดวย ยังมีนักการศึกษาอีกกลุมหน่ึงไดนิยามที่
แตกตา งกนั ดงั ตอไปนี้
กลิ ฟอรด (Guildford, J.P. 1936) ไดกลา ววา บคุ ลกิ ภาพเปนแบบลักษณะนิสัย เปนเอกลักษณ
หนึง่ ของบุคคล
เอดเวิรด (Edwards, A.L. 1968) ไดใหความหมายของบุคลิกภาพวาเปนแบบคุณลักษณะของ
ความประพฤตแิ ตล ะบุคคล
ลว น สายยศ และองั คณา สายยศ (2543) ไดใหค วามหมายไววาบุคลิกภาพเปนลักษณะโดดเดน
ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งซ่ึงแสดงออกแบบนั้นเปนประจํา กับสถานการณเฉพาะอยางจนเกิดเปนนิสัย
ถาวร
จากการนิยามของนักการศึกษากลุมหลังน้ีมองบุคลิกภาพที่เนนความเปนเอกลักษณะหรือ
พฤติกรรมท่ีเดนเฉพาะและเกิดอยูเปนประจําคงท่ีไมเปลี่ยนแปลง จากนิยามท่ีกลาวมาจะทําใหวัด
บคุ ลกิ ภาพได
สรปุ ไดว า บคุ ลกิ ภาพเปนลักษณะของบุคคล เปนเอกลักษณเฉพาะอยาง เปนลักษณะท่ีเกิดขึ้น
เปนประจํา มีความคงทน ไมเปล่ียนแปลง สวนใหญลักษณะของบุคลิกภาพอยูในกรอบของความรูสึก
หรือจิตพิสยั ของบุคคลนนั้ ๆ
แนวคิดเก่ียวกับการเกิดบุคลิกภาพ
1. แนวคิดจากพระไตรปฎก มาจากแนวคิดทางพุทธศาสนาท่ีเรียกวา “ปฏิจจสุปบาท” หรือ
ธรรม 12 ประการ ซ่ึงอาศัยการเกิดรวมกัน ไดแก อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ เวทนา
ตณั หา อุปาทาน ภพ ชาติ และชรามรณะ ซง่ึ สาโรช บวั ศรี (2529) ไดอธบิ ายแงค ดิ นีไ้ วดงั น้ี
ผัสสะ ปจจยา เวทนา แปลวา การสมั ผสั เปนเหตใุ หเกดิ ความรูสกึ
เวทนา ปจ จยา ตณั หา แปลวา ความรสู ึก เปนเหตุใหเ กดิ ความตองการ ปรารถนา
ตัณหา ปจ จยา อุปาทาน แปลวา ความตองการ เปน เหตุใหเ กิดความยดึ มนั่ ถอื ม่ัน หรอื คานยิ ม
อุปาทาน ปจจยา ภพ แปลวา ความยึดมั่นถือม่ัน เปนเหตุใหเกิดความรุมรอนภายใน ชอบ-ไม
ชอบ รัก-ไมร กั หรือ เจตคติหรอื ทศั นคติ
ภพ ปจจยา ชาติ แปลวา เจตคติเปนเหตใุ หเ กิดการแสดงอาการออกมาหรอื การกระทํา
ชาติ หมายถงึ การเกิดขนั ธ 5 ไดแก รูปขันธ เวทนาขันธ สังขารขันธ สัญญาขันธ และวิญญาณ
ขนั ธ ดังมรี ายละเอยี ดดังน้ี
รปู ขนั ธ หมายถงึ รูปราง เปน ลักษณะหรอื สภาพรางกายทเี่ ราเปน ท่ีสามารถมองเห็นได
-147-
เวทนาขันธ หมายถึง อารมณ เปนความรูสึกท้ังหมดเชน รอน หนาว เจบ็ ปวด เม่ือย ฯลฯ
สังขารขันธ หมายถงึ สภาพทีป่ รุงแตง จติ ใจ เปน อารมณของจิตใจ อารมณท่ีมีความสุขก็คือบุญ
อารมณทม่ี คี วามทุกขก ค็ อื บาป ความชว่ั อารมณทวี่ างเฉยเปนอารมณกลาง เปนอารมณวางจากกเิ ลส
สญั ญาขันธ หมายถึง ความจาํ จาํ ไดบ า ง จาํ ไมไ ดบ า ง จําไดน ดิ ๆ หนอ ย ๆ แลวกส็ ลายไป
วญิ ญาณขนั ธ หมายถงึ ประสาท สมั ผัสรูวา ออน รวู าแข็ง รวู า เย็น รูวารอ น แลว ก็เลิกสัมผัส ไมมี
อะไรแนนอน การรับรูสภาพของอากาศ ดินฟาอากาศ ความรอน ความหนาว ความหิว ความกระหาย
ความเจบ็ ความปวด ความออน ความแขง็ เปน ตน
2. แนวคิดของแครทโวลและคณะ (Krathwohl and Others ed. 1973) มองการเกิด
ความรูสึก วาเกิดจากการรับรู การตอบสนอง การรูคุณคาและการสรางลักษณะนิสัย ซ่ึงลําดับการเกิด
ความรสู ึกน้จี ะทาํ ใหเกดิ ความสนใจ ความซาบซ้งึ เจตคติ คา นยิ ม และการปรับตวั หรอื บุคลกิ ภาพนัน่ เอง
3. แนวคิดของไอแซงค (Eysenck. 1945) เสนอลําดับการเกิดความรูสึกหรือจิตพิสัยโดยเริ่ม
จากความเช่ือที่มาจากหลายๆ อยางรวมกันทําใหเกิดเจตคติ เจตคติหลายๆ อยางรวมกันจะเกิดเปน
คา นยิ ม และคา นิยมหลายๆ อยา งรวมกนั เปนบคุ ลกิ ภาพ
ลักษณะบุคลิกภาพที่มีอิทธิพลตอการกระทําไดแกบุคลิกภาพที่ซอนอยูภายในอันเกิดจาก
ความรสู ึก จะเปน ดรุ า ย ใจดี ขี้กลวั กลา หาญ เมตตา ใจบญุ ออนนอ ม เสี่ยงภัย ดุดนั คดโกง ซ่ือสัตยฯลฯ
เหลา น้มี าจากความรูสึกหรือจิตพสิ ัยทง้ั นัน้ การพฒั นาบคุ ลิกภาพจงึ ควรมองกรอบการพัฒนาจิตพิสัยเปน
สําคญั
ทฤษฏเี กย่ี วกบั บุคลกิ ภาพ
1.ทฤษฏีจิตวิเคราะห (Psychoanalytic Theories) เปนการพิจารณาบุคลิกภาพท่ีเปน
คุณลักษณะเนนส่ิงที่อยูภายในบุคคล โดยฟรอย (Freud) ไดจําแนกองคประกอบทางบุคลิกภาพวามี 3
ประการไดแก
อิด (Id) เปนสันดานดิบ เปนจิตระดับลาง ขาดการยับยั้ง เปนความตองการทางสัญชาตญาณ
เปน ความฟุง ซานที่ปราศจากการย้ังคดิ ไรเหตุผล เชน เวลาโมโหจดั ลุกขน้ึ มาทํารายคนอื่น หรือ เม่ือโกรธ
เพื่อนท่ีดาวาเรา เรากด็ าตอบทนั ที เปนตน
อโี ก (Ego) เปนส่ิงกนั้ กลางระหวางอิดกับหลักแหงความเปนจริง คอยยับย้ังอิด (Id) ไมใหแสดง
ออกมา อีโกจึงทําหนาท่ีเหมือนผูจัดการบุคลิกภาพ เปนแหลงของความสามารถดานสติปญญา เชน
เชาวนปญ ญา ความคดิ ความมีเหตุผล และการเรียนรดู ว ย
ซูปเปอรอีโก (Superego) เปนหลักจริยธรรม หลักแหงอุดมคติ ศีลธรรม จริยธรรม เปนสวน
หน่งึ ของบคุ ลกิ ภาพ
แบบของบคุ ลิกภาพตามแนวคิดของกลุมจิตวิเคราะหตามแนวคิดของแอดเลอร (Adler. 1969)
แบงออกเปน 4 แบบคอื
-148-
1. กลุม รว มมอื -เสรมิ สราง (Active-construction) จิตใจดี อุดมคติดี
2. กลุมเฉยเมย-ทาํ ลาย (Passive-Destruction) ตอตาน กลา วโทษ กาวรา วแบบเงียบ
3. กลมุ เฉยเมย –เสริมสราง (Passive-Destruction) นา รกั เรียบงา ย
4. กลุม รว มมือ-ทําลาย (Active-Destruction) กวนประสาท กอกวน กระดางกระเดอ่ื ง
เลวรา ย ต่าํ ชา โหดเห้ียม เสพล กดขข่ี มเหง
2. ทฤษฎคี ณุ ลกั ษณะ (Trait Theories) เปน ส่งิ ทช่ี ้ีเห็นถึงลักษณะประจําของสิ่งหน่ึงตางจาก
อกี ส่ิงหน่งึ โดยการพิจารณาจากคณุ ลักษณะของส่งิ ท่ีอยภู ายในของบคุ คล เปนลักษณะเฉพาะ บุคลิกภาพ
ของมนุษยประกอบดวย คุณลกั ษณะท่แี ตกตา งกนั ไป ซึ่งแอลพอรท (Allport. 1960) ไดแบงคุณลักษณะ
ออกเปน 2 ชนิดไดแก
1. คุณลักษณะรวม (Common Traits) เปนคณุ ลกั ษณะที่มลี ักษณะเหมือนคนอื่นท่ัวไป
สามารถนําไปเปรียบเทียบกันได เชน กาวรา วมากกวา หรือ สุภาพมากกวา เปน ตน
2. คุณลักษณะเฉพาะบุคคล (Personal Disposition) เปนคุณลักษณะที่แสดง
ลักษณะเฉพาะ มีความเปนเอกลกั ษณข องแตละบุคคล มคี วามเดน ชัด มี 3 ชนิดไดแ ก
2.1 Cardinal Traits เปนลกั ษณะเดีย่ วท่เี ดน ออกมาและมอี ทิ ธิพลมากทส่ี ุดตอ การ
แสดงพฤติกรรม เชน ความโลภ ตณั หาราคะ บชู า เลห เหล่ยี ม เปนตน
2.2 Central Traits เปน แกนกลางของบุคลกิ ภาพของแตล ะบคุ คล เชน ความมไี มตรี
ความรักใคร ความยุติธรรม การแขงขัน เปนตน สิ่งเหลาน้ีไมสามารถควบคุมพฤติกรรมบุคคลใน
สถานการณต า งๆ ได
2.3 Secondary Traits เปน คุณลักษณะที่สาํ คัญนอ ย แสดงพฤติกรรมเปน
คณุ ลักษณะสุดทาย เชน ชอบเสอื้ ผา ชอบภาพยนตร ชอบอาหาร ชอบดนตรี เปน ตน
นอกจากน้ัน เชลดอน (Sheldon. 1949) ไดจัดคุณลักษณะยึดตามรางกายของคนไว 3 แบบ
ไดแ ก
1. แบบรางกายอว นเตี้ย (Endomorph) มีบคุ ลิกภาพสนกุ สนาน รื่นเริง โกรธงายหายเร็ว
ขบี้ น นมุ นม่ิ และกินจุ
2. แบบรางกายสมสวน (Mesomorph) มีบุคลิกภาพแขงขัน ผจญภัย เปนนักกีฬา
คลองแคลว วอ งไว กลา มเน้อื มาก และแข็งแรง
3. แบบรางกายผอมสูง (Ectomorph) มบี ุคลกิ ภาพแบบเครง ขรมึ ใจออ น เอาการเอางาน
รูสกึ ไว ออ นแอน และอยูคนเดยี ว
3. ทฤษฎีการเรียนรูทางสังคม (Social Learning Theories) เปนแนวคิดท่ีมองสิ่งท่ีสังเกต
ไดภายนอกของบุคคลในความเปนจริง วา บุคลิกภาพเปนผลรวมของการตอบสนองจากการเรียนรู
สงิ่ แวดลอม การที่จะเขาใจบุคลิกภาพไดดีท่ีสุดตองมองหนาตาของบุคคลในสภาพของสิ่งแวดลอม เชน
ถาเด็กนกั เรียนคนหนึ่งสามารถเขาสังคมได เพราะเขามีแรงกระตุนหรือการเสริมแรงพฤติกรรมการเขา
สังคมมากอ น ไมใชเพราะวา มปี ระสบการณม าระหวางเปนเด็ก หรือมีคุณลักษณะชอบเขาสังคมฝงอยูมา
-149-
กอน โดยแบนดูรา (Bandura. 1977) ไดกลาววา บุคคลเรียนรูส่ิงใหมๆ ดวยกระบวนการเลียนแบบ
พฤติกรรมของตัวแบบ (Modeling) ซ่ึงการเรียนรูเกิดจากการสังเกตและเลียนแบบจากตัวแบบ ดังนั้น
บคุ ลิกภาพเกิดจากการเลียนแบบ ตวั แบบจงึ บทบาททสี่ ําคัญตอ บุคลกิ ภาพ ทฤษฎกี ารเรียนรูทางสังคมจึง
ขึ้นอยกู บั เงอ่ื นไข (Conditional) และตวั แบบ (Modeling) เปน สําคญั ดงั นน้ั จงึ เริม่ จากความตัง้ ใจ จดจํา
ฝกฝน แรงจงู ใจ ไดตามแบบ
4. ทฤษฎีปรากฏการณ (Phenomenological Theories) แนวคิดของทฤษฏีน้ี มาสโลว
(Abraham Maslow) และคารล โรเจอร (Carl Rogers) ไดเสนอแนวคิดวา การพิจารณาตัวตน (Self)
เปนสว นสําคัญของโครงสรา งทางบุคลิกภาพ และมีขอตกลงวา มนุษยเกิดมามีพ้ืนฐานของความดีและมี
คณุ คานาเชื่อถือ เนนการรับรู (Perception) ความหมาย (Meanings) ความรูสึก (Feeling) และตัวตน
(Self) และมองวาบุคคลตอบสนองตอโลกในลักษณะความเปนเอกลักษณของเขา การรับรูของแตละ
บคุ คลไดจากประสบการณ เจตนาขน้ึ อยูก บั ประสบการณและศักยภาพ การประเมินวาดีหรือเลว ข้ึนอยู
กับมโนภาพของตน (Self-concept) บุคลิกภาพนั้น เปนภาพพจนที่เรามีตอตนเอง และยังเปน
กระบวนการปรับตัว และปรับพฤติกรรมการกระทํา การจัดการ การควบคุม และการประสานสัมพันธ
ระหวางสิง่ ตางๆ ในตวั เรา การมองบุคลกิ ภาพจะมองโดยรวมท้ังหมดของตวั ตนของมนุษย
ท่มี าของบคุ ลิกภาพ
แหลงทีม่ าของบคุ ลกิ ภาพนั้น มีองคประกอบ 3 ดา นดวยกัน ดงั ตอ ไปน้ี
1. พันธกุ รรม (Heredity) หมายถงึ องคประกอบท้งั หลายทตี่ ดิ มาตั้งแตกาํ เนิด สิ่งที่มีผลมากก็
คือ ลักษณะทางกายภาพ ไดแก รางกาย รูปราง หนาตา เพศ สีผิว อารมณ การทํางานของกลามเนื้อ
เปนตน สิ่งท่ีสําคัญในการนําลักษณะโครงสรางของรางกายไดแก ยีนส (Genes) ซึ่งทําหนาท่ีควบคุม
ฮอรโมน ฮอรโ มนก็ควบคมุ การทํางานของรา งกาย การทาํ งานภายในรางกายกค็ วบคมุ การเกิดบุคลิกภาพ
อีกที
2. ส่ิงแวดลอม (Environment) หมายถึง สิ่งที่อยูภายนอกตัวเรา ซ่ึงมีปฏิสัมพันธกับตัวเรา
ตลอดชีวิต การเรียนรู คานิยม เจตคติ การยึดถือปฏิบัติจะทําใหเกิดเปนบุคลิกภาพ ส่ิงสําคัญที่สราง
บคุ ลกิ ภาพเชน วัฒนธรรม คณุ ธรรม จรยิ ธรรม บรรทัดฐานของสังคม ครอบครัว กลุมเพื่อน จะสงผลตอ
บุคลกิ ภาพของบุคคล เชน ลูกชาวนากจ็ ะมีบุคลกิ ภาพแตกตางจากลูกพอคา เปนตน
3. สถานการณ (Situation) ในที่น้ีหมายถึง สภาพการณเฉพาะอยาง เม่ือเกิดกับบุคคลใด
สามารถเปลย่ี นแปลงบุคลกิ ภาพเดิมได สถานการณนี้จะตองแปลกหรือเดน เชน เสียของรัก การไดของ
รัก การตกใจอยางแรง ความกลัว เปนตน จะทําใหเกิดบุคลิกภาพที่เปล่ียนไป เชน คนที่เคยขับรถเกิด
อบุ ตั เิ หตุเกอื บตาย จะกลายเปน คนกลัวการนง่ั รถ ไมก ลา ขบั รถ เปน ตน
สรุปไดวา ที่มาของบุคลิกภาพไดแก พันธุกรรม สิ่งแวดลอม และสถานการณ หรือสภาพการ
เฉพาะอยาง ซ่ึงเกิดข้ึนกับบุคคลใดบุคคลหน่ึง
-150-
การสรา งเครอ่ื งมือวัดบุคลกิ ภาพ
บคุ ลิกภาพเปน เรื่องที่เกย่ี วของกับคณุ ลกั ษณะ ส่งิ ทอ่ี ยภู ายใน บุคลิกภาพท่ีตองการจะวัดจึงควร
พิจารณาใหดี วิธีการสรางแบบวดั บุคลกิ ภาพมีดงั ตอ ไปนี้
1. กําหนดจุดมุงหมาย ในการสรางแบบวัดบุคลิกภาพที่ตองการจะวัด หรือกําหนดตัวแปร
บุคลิกภาพท่ีตองการวัด เชน ความเครียด ความกลาหาญ ฯลฯ ก็จะวัดเปนบุคลิกภาพเดียว หรือ
บุคลกิ ภาพกลุมก็ได เชน จะเปนแพทยควรมีบุคลิกภาพดานใด จะเปนครูควรมีบุคลิกภาพดานใด อยาง
นอยกจ็ ะตองบอกใหชัดเจนวา จะวดั บุคลกิ ภาพใด
2. ศึกษาเอกสารที่เก่ียวของ ศึกษาแนวคิด ทฤษฏี การวิจัย วามีอะไรท่ีเก่ียวของบาง มี
องคประกอบอะไร ศึกษาอยางละเอียด เพื่อใหแนใจวาส่ิงท่ีตองการวัดหรือบุคลิกภาพที่จะวัดมีความ
เปน มาอยางไร
3. นิยามศพั ทเ ฉพาะตัวแปรบุคลิกภาพท่ีตองการวัด ตองใหความหมายของบุคลิกภาพนั้นให
ชัดเจนวา หมายถงึ อะไร มลี ักษณะอยางไร ตอ งนิยามใหก ระจางชัดไมเชน น้ันจะไมสามารถสรางเคร่ืองมือ
วัดบคุ ลิกภาพนั้นไดเที่ยงตรงตามท่ตี อ งการ
4. เลือกชนิดหรือประเภทของเครื่องมือท่ีใชในการวัด การวัดบุคลิกภาพสามารถเลือกใช
เคร่ืองมอื ได 4 ลกั ษณะไดแ ก การสัมภาษณ การสังเกต การเขียนตอบหรือแบบสอบถาม และการสราง
จนิ ตนาการ ข้ึนอยูกบั ความเหมาะสมของระดบั ของการวัด เชนระดับนักเรียนปฐมวัย ก็ควรใชการสังเกต
หรอื การสัมภาษณ เปน ตน
5. เขียนขอความหรือขอสอบวัดบุคลิกภาพตามแบบ ในกรณีวัดบุคลิกภาพอาจเขียนขอ
คาํ ถามเปนขอ ความ ภาพ สถานการณ ผูส รางเครือ่ งมือจะตองเลือกแบบการเขียนคําถามและคําตอบให
ดี เม่อื เลอื กแบบแลว กเ็ อาไปเขียนเปนขอคําถามและกําหนดการตอบ และสรางเกณฑการใหคะแนนให
ชัดเจน โดยการใหคะแนนนั้นตอ งมีหลกั การและทฤษฏีทเ่ี กยี่ วของวาตอบแลวใหคะแนนเทาไร เชน เปน
0-1 หรอื 0-1-2 เปน ตน
6. หาคณุ ภาพของแบบวดั ซึ่งสามารถจัดกระทาํ ไดโ ดยแบงออกเปน 3 ลกั ษณะดงั น้ี
6.1 ความเท่ียงตรง ดวยการเชิญผูเชี่ยวชาญจํานวน 3 ทาน ตรวจสอบขอความ
สถานการณ วากระจา งชัดสามารถวดั บคุ ลกิ ภาพไดห รือไม วัดได หรือไมแนใจ หรือ วัดไมได และเมื่อให
ผเู ช่ียวชาญตรวจสอบควรเพิ่มเติมคําวา ควรแกไขอยางไรดวย เพ่ือใหผูตรวจสอบที่บอกวาไมแนใจหรือ
วัดไมได จะไดเสนอความคิดเห็นเพ่ือจะทําใหขอสอบน้ันมีคุณภาพเบ้ืองตนท่ีดีขึ้น โดยนิยมใชเกณฑ
ผูเ ชยี่ วชาญไมน อยกวารอ ยละ 50 หรือคาเฉลีย่ ของคะแนนรวม เทากับ 0.50 ขนึ้ ไป
6.2 อาํ นาจจําแนกรายขอ เปน การตรวจสอบขอ คําถามแตล ะขอวา จําแนกผทู ี่มีบุคลิกภาพ
สูงกับผูท่ีบุคลิกภาพตํ่า ถาคาจําแนกสูงแสดงวาจําแนกได ถาคาจําแนกตํ่าแสดงวาจําแนกไมได ควร
ปรับปรุงหรือท้ิงไป การสรางขอคําถามควรใหมีมากกวาท่ีกําหนดไว อยางนอย 25 เปอรเซ็นต แลวทํา
เปนแบบวัดบุคลกิ ภาพซึง่ ควรเรยี งขอทีม่ คี า อาํ นาจจาํ แนกสงู ไวกอ นตามดว ยขอที่มคี า อาํ นาจจําแนกตาํ่
-151-
6.3 ความเชื่อมนั่ เปนการหาคุณภาพโดยรวมทั้งชุดของแบบวัดบุคลิกภาพ โดยการนําไป
ใหกับกลุมท่ีไมใชกลุมตัวอยางแตมีลักษณะคลายกัน เพื่อวัดวาแบบวัดน้ีมีความคงเสนคงวา ใชวัดกลุม
ตัวอยางกลุมเดิมดวยแบบวัดนี้กี่ครั้งๆ ก็ไดระดับบุคลิกภาพเทาเดิม แบบวัดบุคลิกภาพท่ีมีคาความ
เช่ือม่ันมากกวา 80 เปอรเซ็นตแสดงถงึ ความเช่อื ม่นั สูง
การหาคุณภาพอาจจะทําสองคร้ังโดยคร้งั แรกเปนหาอํานาจจําแนก และหาความเช่ือม่ัน เม่ือได
ขอคําถามที่นํามาเปนแบบวัดท่ีใชจริงแลว ก็อาจจะทําการสอบวัดซ้ําเพ่ือสรางความม่ันใจ หาคุณภาพ
แบบวดั ท่ใี ชจ รงิ อีกครั้งหน่งึ
7. หาเกณฑป กติ (Norms) เกณฑป กตหิ มายถึงขอ เท็จจริงทางสถติ ิทบ่ี รรยายการแจกแจงของ
คะแนนจากประชากรท่ีนิยามไวอยางดีแลว และเปนคะแนนท่ีจะบอกระดับความสามารถของผูสอบวา
อยใู นระดับใดของประชากร ดังน้นั ถาหาเกณฑปกติของบุคลิกภาพท่ีทําการสอบไว ถานําแบบวัดฉบับนี้
ไปวดั คนเดยี วหรอื หลายคนก็จะสามารถอธบิ ายไดเ ลยวาคนๆ นั้นมีบุคลิกภาพสูงหรือต่ําเม่ือเทียบกับคน
ทัว่ ไป
สรุปไดวาการสรางแบบวัดบุคลิกภาพ มีกระบวนการสรางแบบวัดดวยการกําหนดจุดมุงหมาย
ของการวดั บุคลิกภาพ ศึกษาเอกสารทเ่ี ก่ยี วของกับบคุ ลิกภาพที่ตองการศกึ ษา นิยามศัพทเฉพาะเกี่ยวกับ
บคุ ลิกภาพใหชัดเจน เลอื กประเภทของแบบวัด เขียนขอ ความ ภาพ สถานการณวัดบุคลิกภาพ ตามแบบ
ทเ่ี ลือกไว ตรวจสอบคุณภาพของขอคําถามดานความเท่ียงตรง คาอํานาจจําแนก และคุณภาพของแบบ
วดั เก่ยี วกับความเช่อื ม่ัน แลว จงึ หาเกณฑป กติเพ่อื นาํ ไปใชวัดบุคลกิ ภาพ รายบคุ คลหรอื รายกลมุ ตอ ไป
รูปแบบของเครื่องมอื วดั บุคลกิ ภาพ
การวัดบุคลกิ ภาพเปนการวัดทยี่ งุ ยาก การนิยามส่ิงท่ีตองการจะวัดจึงเปนสิ่งท่ีจําเปนอยางมาก
เพราะการวัดอาจมองแบบวดั บุคลิกภาพเด่ยี วๆ เชน ความกาวราว ความอดทน ฯลฯ หรือวัดเปนกลุมๆ
เปนองคประกอบ แนวทางการเลือกรูปแบบการวัดจะตองพิจารณาใหดีวา รูปแบบใดควรใชในการวัด
บุคลกิ ภาพ ลว น สายยศ และอังคณา สายยศ (2543) ไดเสนอแนะรปู แบบที่นยิ มมีดังนี้
1. การสังเกต เปนการเฝาดูส่ิงใดส่ิงหน่งึ ทเ่ี กี่ยวกบั บุคลกิ ภาพ การสงั เกตตองใชการวางแผนการ
สงั เกตใหด ี ผสู ังเกตควรมีการรับรทู ี่ดี มคี วามแมนยําจดจําสิ่งท่ีสังเกตไดอยางดี เพื่อสรางความแนใจควร
สงั เกตอยา งนอย 2 คน และผูสงั เกตควรไดรบั การอบรมวธิ ีการสังเกตทีด่ ีที่ถกู ตอ งดว ย
การวัดบุคลิกภาพดวยการสังเกต วา จะเปนการวัดบุคลิกภาพแบบเดี่ยว เชน ตองการวัด
ความกาวราวของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 กอนการสังเกตตองนิยามคําวา “ความกาวราว” ให
ชัดเจน และเขียนออกมาใหเปนพฤติกรรมใหไดมากท่ีสุด แลวเลือกที่เปนพฤติกรรมที่มีความสําคัญ
เพราะการสังเกตมีเวลาจํากัด เม่ือเลอื กพฤตกิ รรมแลวก็เอามาเขยี นเปนขอๆ ตวั อยางดังภาพตอ ไปน้ี
-152-
แบบสาํ รวจประกอบการสงั เกตความกาวราวของนกั เรียน
ที่ พฤติกรรม ผลการสังเกต
1 รงั แกเพอ่ื น [ ] มี [ ] ไมมี
2 แยง ของคนอ่ืน [ ] มี [ ] ไมม ี
3 แหยเ พื่อน [ ] มี [ ] ไมมี
4 ดุดาคนอ่ืน [ ] มี [ ] ไมม ี
5 หนา ตาดุดัน [ ] มี [ ] ไมม ี
6 แกลง เพือ่ นแลว ชอบใจ [ ] มี [ ] ไมมี
ภาพท่ี 6.1 ตวั อยางแบบสาํ รวจประกอบการสงั เกตความกาวรา วของนกั เรยี น
ถา เดก็ นักเรยี นมพี ฤตกิ รรม 6 ประการ อาจสรุปไดวาเปนเดก็ ทมี่ ีบคุ ลิกภาพคอนขา งกาวราว
เปน ตน เพือ่ ความม่นั ใจควรสงั เกตอยางนอย 3 ครง้ั ขึ้นไป แลว นํามาหาผลเฉล่ีย ในกรณีที่ตองการความ
ละเอียดในการสังเกตมากข้ึน ใหเพิ่มชวงของการวัดใหเปนแบบจัดอันดับแทน เชน [ ] มีบอย
[ ] มบี าง [ ] ไมมีเลย
ในบางกรณี การสังเกตพฤติกรรมทาทาง (Nonverbal Behavior) ก็เปนสิ่งท่ีจําเปน แตตอง
ศกึ ษาการแปลผลใหดี เชน
พฤตกิ รรม ความหมาย
1 ใชป ากกาขีดไปมาหรือถจู มูกไปมา แปลวา ซมึ เศรา
2 เอาแหวนแตง งานมาโยนเลน แปลวา มีปญหาการแตง งาน
3 เคลอ่ื นไหวมอื สอดสมั พันธกนั แปลวา นึกถงึ ตวั เอง
4 ทําตาโตหนาถมึงทึง แปลวา ไมพ อใจ
5 เคลอ่ื นไหวเทาเรว็ หรอื กระทืบ แปลวา โกรธ หรอื มีส่ิงรบกวน
6 ย้ิมแยมท้ังหนา ตาและแววตา แปลวา เปน เพือ่ น เปน มติ ร
7 มองดูสิง่ หนง่ึ บอยๆ แปลวา สนใจ
8 เบอื นหนาหนีไมใยดี แปลวา ไมสนใจ ไมเปนมติ ร
ภาพที่ 6.2 ตัวอยา งการแปลความหมายของพฤตกิ รรมทา ทาง
-153-
ถาผสู รา งเครือ่ งมือสามารถนยิ ามบคุ ลิกภาพในรูปของพฤติกรรมทาทางไดช ัดเจนเพียงพอท่ีจะใช
สงั เกต จะทําใหก ารวดั บุคลกิ ภาพไดต รงกบั ความเปน จรงิ ใหมากท่สี ุด
2. การสมั ภาษณ
เปนเคร่ืองมือวัดบุคลิกภาพที่ใชมานาน เปนการพูดคุย สนทนาอยางมีจุดมุงหมายเพื่อศึกษา
บุคลิกภาพของบุคคลท่ีถูกสัมภาษณ จะตองมีหลักจิตวิทยาในการพูด ซักถาม เพื่อใหไดทราบถึง
บุคลิกภาพท่ีตองการทราบ สวนผูถูกสัมภาษณก็จะตองเปดเผยตรงไปตรงมา ถาปกปดขอมูลการ
สัมภาษณกจ็ ะไมมคี วามหมาย
การสรา งแบบสัมภาษณนนั้ จะตอ งกําหนดจุดมุงหมายวาจะวัดบุคลิกภาพแบบใด สรางขอคําถาม
กระตุนใหผ สู ัมภาษณแสดงการตอบพฤตกิ รรมที่ตอ งการน้นั ควรมกี ารทดลองถามคําถามกอนใหแนใจวา
มีคุณภาพในการถามพอแลวจึงไปฝกอบรมคนสัมภาษณ ผูสัมภาษณท่ีดีจะตองวางทาทาง กริยาอาการ
แสดงออก พูดจาเปน ทเี่ ชอื่ ถอื และไวใจ คาํ ถามควรเปน คําถามสัน้ ๆ และชัดเจน ไมควรใชเวลานานเกินไป
รายละเอียดในการสัมภาษณ
1. ขอ มลู ทั่วไปของผถู ูกสัมภาษณไ ดแ ก ช่ือ อายุ เพศ สัญชาติ ท่ีอยู วันเดือนปเกิด สภาพสมรส
ระดับการศึกษา ฯลฯ
2. จุดประสงคในการสัมภาษณ เพ่อื ใหเ ขาใจทง้ั สองฝา ย
3. สภาพรา งกายและจติ ใจ ทีพ่ รอ มของทงั้ สองฝาย ควรซกั ถามใหช ัดเจน
4. การถามพฤติกรรมและอุปนสิ ยั ตองตง้ั คําถามใหด ี จงึ จะรถู ึงขอ มลู น้นั
การสัมภาษณเพ่ือวัดบุคลิกภาพ ควรเปนการสัมภาษณแบบมีโครงสราง (Structured
Interview) คือ มีการวางแผน มีจดุ มุง หมาย คาํ ถามมีคุณภาพ เชื่อม่ันสูง และความเท่ียงตรงสูงดวย ดัง
ตัวอยางภาพตอไปน้ี
-154-
แบบสัมภาษณอารมณแ ปรปรวนกบั พฤติกรรมการแสดงตัว
คําช้แี จง ใหผูส มั ภาษณอธิบายจุดมุงหมายในการสมั ภาษณใ หละเอยี ด
ก. ขอ มลู สว นตวั ใหสมั ภาษณต ามความจาํ เปน เชน อายุ เพศ สญั ชาติ ที่อยู วันเดอื นปเ กิด
สภาพสมรส ระดบั การศกึ ษา ฯลฯ
ข. ใหผ สู ัมภาษณถ ามผูถูกสมั ภาษณ โดยใหต อบตามความเปน จริงมากที่สดุ
1 ทานเคยมีความสุขความทุกขใ นบางคร้งั โดยไมท ราบเหตผุ ลหรอื ไม [ ] เคย [ ] ไมเคย
2 ทานชอบวางแผนท่จี ะทาํ อะไรไปเรือ่ ยๆ หรอื ไม [ ] ชอบ [ ] ไมช อบ
3 ทา นเคยมีอารมณขน้ึ ๆ ลงๆ ทั้งทม่ี แี ละไมม เี หตผุ ลหรือไม [ ] เคย [ ] ไมเ คย
4 ทา นมีความสขุ กบั การทาํ อะไรทีร่ วดเรว็ หรอื ไม [ ] มี [ ] ไมม ี
5 ทานมจี ติ ใจท่เี ห็นอะไรแลวไมส บอารมณบ า งหรอื ไม [ ] มี [ ] ไมม ี
6 ตามธรรมดาทานชอบคบเพ่อื นใหมๆ หรอื ไม [ ] ชอบ [ ] ไมช อบ
7 ขณะที่ทานมีจิตใจจดจออยูกับอะไรอยางหนึ่ง จิตใจของทานเคย [ ] เคย [ ] ไมเคย
คดิ ลอ งลอยไปเรื่อยๆ หรอื ไม
8 ทานชอบทาํ อะไรรวดเรว็ และมีความแนนอนหรือไม [ ] ชอบ [ ] ไมชอบ
9 เวลาทานสนทนากับใครอยู ทานเคยมีความคิดขาดหายไปเปน [ ] เคย [ ] ไมเ คย
ชว งๆ บอ ยหรือไม
10 ทา นจดั อนั ดบั วา ตัวทานเองเปน คนกระฉบั กระเฉงรนื่ เรงิ หรอื ไม [ ] จัด [ ] ไมจดั
11 ทานเคยรูสึกวา บางทีมีพลังทําใหทานลองลอยไปตามลมอยาง [ ] เคย [ ] ไมเ คย
รวดเร็วและบางทที าํ ใหท า นหยุดน่งิ หรอื ทําอะไรเชื่องชา บา งหรอื ไม
12 ถาใครขัดไมใหทานคบคาเก่ียวของกับคนอ่ืนๆ มากทานไมมี [ ] ใช [ ] ไมใ ช
ความสุขใชห รอื ไม
ภาพท่ี 6.3 ตัวอยา งแบบสัมภาษณอ ารมณแปรปรวนกับพฤตกิ รรมการแสดงตัว
การใหคะแนน ตอบชองแรกให 1 คะแนน และชองท่ีสองให 0 คะแนน ตรวจใหคะแนนขอคี่
คือ1, 3, 5, 7, 9, 11 แลวรวมคะแนนขอคู 2, 4, 6, 8, 10, 12 แลวแปลความหมายคะแนนดงั น้ี
-155-
การแปลความหมายของขอ ค่ี
0 คะแนน แปลวา ไมมีอาการประสาท อารมณมน่ั คงมากท่สี ุด
1 คะแนน แปลวา มีอาการประสาทนอยมาก
2 คะแนน แปลวา มีอาการประสาทนอย
3 คะแนน แปลวา มีอาการประสาทปานกลาง
4 คะแนน แปลวา มีอาการประสาทคอ นขา งมาก
5 คะแนน แปลวา มอี าการประสาทมาก
6 คะแนน แปลวา มอี าการประสาทมากทส่ี ุด อารมณแปรปรวนมากทสี่ ุด เปนอันตราย
การแปลความหมายของขอ คู
0 คะแนน แปลวา เกบ็ ตัวมากที่สดุ
1 คะแนน แปลวา เกบ็ ตัวมาก
2 คะแนน แปลวา มคี อ นขา งเก็บตวั
3 คะแนน แปลวา การเก็บตัวพอๆกับการแสดงตวั
4 คะแนน แปลวา คอนขางแสดงตวั
5 คะแนน แปลวา แสดงตวั มาก
6 คะแนน แปลวา แสดงตวั มากทสี่ ุด
นอกจากนน้ั ยังแปลความสมั พนั ธร ะหวา งคะแนนดา นอารมณแปรปรวนกับพฤติกรรมการแสดง
ตวั อีกหลายรูปแบบ ดังภาพตอไปน้ี
อารมณ พฤตกิ รรม ความหมาย
แปรปรวน การแสดงตัว เปน คนเฉ่อื ยชา อดึ อาด เยือกเย็น อารมณม่ันคง มนั่ ใจสูง ควบคุมตนได
รักสันติ ชา งคดิ ระมดั ระวัง เปน คนเฉยๆ
0-3 0-3 เปนคนรา เรงิ สดใส เปน ผนู าํ ไมม กี งั วล สนุกสนาน ชอบสบาย ชอบตอบ
คะแนน คะแนน โต ชางพูดเจรจา ออกหนาออกตา ออกสงั คม
เปนคนจิตใจหดหู ไมเบิกบาน เปนคนเงียบ ไมชอบคบหา สงบเสง่ียม
0-3 3-6 คิดในแงราย มสี ติ กระดาง วิตกกงั วล และอารมณแ ปรปรวน
คะแนน คะแนน เปนคนฉุนเฉียว โกรธงาย อารมณรอน คลองแคลว มองโลกในแงดี
หุนหันพลันแลน เปล่ียนใจงาย ต่ืนตัว กาวราว กระวนกระวาย
3-6 0-3 หยกุ หยิก ขี้ระแวง งอน และนอยใจ
คะแนน คะแนน
3-6 3-6
คะแนน คะแนน
ภาพที่ 6.4 การแปลความความหมายอารมณแปรปรวนและพฤติกรรมการแสดงตัว
-156-
แบบวัดบุคลิกภาพแบบนี้เหมาะสําหรับผูท่ีไมคอยพูด ไมชอบตอบคําถามมากนัก สําหรับผูที่
ชอบพูดคุย ตอบเกง อาจตองบันทึกคาํ ตอบอีกแบบหน่ึง มีเหตุผลประกอบ การสัมภาษณที่ดีผูสัมภาษณ
จะตอ งพดู นอ ย เปด โอกาสใหผถู กู สมั ภาษณไ ดพูด ใหข อมลู กระตุน ใหผ ูถูกสัมภาษณพูดออกมามากๆ จึง
จะดี
3. การเขยี นตอบหรอื แบบสอบถาม
แบบวัดบุคลิกภาพแบบน้ีจะตองมีตัวเรา อาจเปนขอความหรือขอคําถามหรือสถานการณ
ภาพ หรือสถานการณเปนภาษา แลวแตความเหมาะสม ตวั เรา หรือตัวกระตุนน้ีเปนส่ิงสําคัญมาก เพราะ
แตละคนจะตอบสนองตอตัวเราออกมาดวยตัวของเขาเอง ในที่นี้อาจเปนแบบทดสอบ (Tests) แบบ
สํารวจ (Inventory) แบบสอบถาม (Questionnaires) มาตรประมาณคา (Rating Scales) หรือ แบบ
ตรวจสอบรายการ (Checklists)
รปู แบบของการเขยี นแบบวดั
1. ประเภทขอความเดี่ยว เปน การถามเพอ่ื ใหผตู อบไดตอบสิ่งทีม่ ีอยูใ นตวั ตน โดยมี
ขอตกลงวาผูตอบจะตองตอบตามความเปนจริงใหมากท่ีสุด โดยมากจะเปนประโยคงายๆ ส้ันๆ มี
ใจความกะทัดรดั อาจเปน ขอความธรรมดาหรือขอคําถามก็ได เชน
แบบวัดประเภทขอความเด่ียว แบบขอความธรรมดา
1 ขาพเจากลวั ความเงียบ [ ] ใช [ ] ไมใช
2 ขาพเจา เคยฝนกลางวันบอยๆ [ ] ใช [ ] ไมใช
3 ขาพเจา ชอบความสงบ คดิ อะไร ทําอะไรมักอยูคนเดียว [ ] ใช [ ] ไมใช
4 ขาพเจา อดึ อัดใจเมอื่ ตองการพูดคยุ กับคนอน่ื นานๆ [ ] ใช [ ] ไมใช
5 เวลาอยูคนเดยี วขา พเจา ชอบรองเพลง [ ] ใช [ ] ไมใช
ฯลฯ
แบบวดั ประเภทขอความเด่ยี ว แบบขอคําถาม
6 ทา นชอบขับรถเร็วใชไ หม [ ] ใช [ ] ไมใ ช
7 ทานมักทํางานไดร วดเรว็ ใชไ หม [ ] ใช [ ] ไมใช
8 ทา นชอบเปนผูดําเนินการอภปิ รายใชไ หม [ ] ใช [ ] ไมใช
9 ในวยั เดก็ ทา นเปน คนขรมึ สงบเสงยี่ มใชไหม [ ] ใช [ ] ไมใ ช
10 ทา นชอบทาํ งานตามลําพงั คนเดียวใชไหม [ ] ใช [ ] ไมใช
ฯลฯ
หมายเหตุ ขอความท่ีเขียนมาจากการนิยามศัพทเฉพาะพฤติกรรมยอยของบุคลิกภาพที่เรา
ตอ งการวัด ไมใชน กึ จะเขียนอะไรกไ็ ด ดังนน้ั จะตองวเิ คราะหลกั ษณะของบุคลิกภาพที่เปน ตัวแปรยอยแต
ละดา นใหชดั จะทาํ ใหส ามารถเขียนขอความหรอื คําถามไดเที่ยงตรงมากทีส่ ดุ
-157-
2. ประเภทขอความคู การเขียนแบบวัดประเภทน้ีจะตองกําหนดคุณลักษณะของ
บคุ ลิกภาพอยางนอย 2 คุณลกั ษณะขึน้ ไป แลวนําขอความท่ีอธิบายคุณลักษณะแตละอยางมาเขียนเปน
คูๆ ใหผูตอบเลือกตอบที่ตรงกับลักษณะตนเองเพียงขอความเดียว ดังตัวอยาง EEPS (Edwards
Personal Preference Schedule) วัดคณุ ลักษณะดังน้ี
2.1 ผลสมั ฤทธิ์ (Achievement) 2.9 การยอมรบั นับถือ (Deference)
2.2 ความเปน ระเบยี บ (Order) 2.10 การแสดงตวั (Exhibition)
2.3 ความเปน อสิ ระ (Autonomy) 2.11 ความมไี มตรีสัมพันธ (Affiliation)
2.4 ความเขาใจผอู ืน่ (Interception) 2.12 การใหผอู นื่ ชว ยเหลอื (Succorance)
2.5 ความมอี าํ นาจเหนอื (Dominance) 2.13 ความสุภาพ (Abasement)
2.6 ความมนี ้าํ ใจ (Nurturance) 2.14 การเปล่ียนแปลง (Change)
2.7 ความอดทน (Endurance) 2.15 การจาํ แนกเพศ (Hetero Sexuality)
2.8 ความกา วราว (Aggression)
แตละดานมีขอความ 30 ขอ จึงมีขอความทั้งหมด 450 ขอความ นําขอแตดานไปจับคูกับ
ขอ ความอกี ดานหนึง่ ดังตวั อยาง
1) ก. ขาพเจาสามารถทําสงิ่ ใดๆ ไดดีกวาบุคคลอื่น (1)
ข. ขา พเจา ชอบเลา เรือ่ งตลกในงานเลย้ี ง (4)
2) ก. ขา พเจาชอบไปไหนมาไหนตามทีข่ าพเจา ตองการ (5)
ข..ขา พเจา ชอบมีสวนรวมในสงิ่ ตา งๆกบั เพ่อื น (6)
3) ก. ขา พเจาชอบรับประทานอาหารแตละมื้อตามกาํ หนดเวลา (3)
ข. ขา พเจาชอบเรยี นรูพ ฤตกิ รรมของคนอ่ืนๆ (7)
4) ก. ขา พเจา ชอบอานเกีย่ วกบั เรือ่ งความเปน อยขู องผูกลาหาญ (2)
ข. ขาพเจารสู ึกวา ขา พเจา ควรสารภาพผดิ เม่อื รวู า ตนทําผิด (10)
5) ก. ขา พเจาชอบยา ยทอี่ ยูไ ปในท่ีตางๆ (12)
ข. ขาพเจาทํางานไดน านๆ หลายชั่วโมงโดยไมนกึ รําคาญ (13)
ฯลฯ
การตอบ ใหเลือกตอบเพียงขอใดขอหนึ่งเทาน้ัน เปนการเลือกพฤติกรรมท่ีตนเองกระทําอยู
เปน ประจําหรือเคยกระทาํ มาอยูบ อ ยๆ
-158-
3. ประเภทกําหนดตัวเลือกหลายตัว การเขียนแบบวัดน้ี มักเลือกบุคลิกภาพท่ีมี
คณุ ลกั ษณะทีป่ ระกอบเปนบคุ ลิกภาพ 3-5 คณุ ลักษณะ เมอื่ นิยามคุณลักษณะนั้นอยางชัดเจน ก็มาเขียน
เปนพฤติกรรมของคุณลักษณะนั้น จากน้ันนํามาจัดเปนชุดๆละขอ และใหเลือกเอาคุณลักษณะใด
คุณลักษณะหนึ่ง หรือใหเลือกมากที่สุดในคุณลักษณะหน่ึงสวนท่ีเหลือใหเลือกนอยที่สุด ดังตัวอยาง
ขอสอบของ Gordon Personal Profile (GPP) ซึ่งไดใชคุณลักษณะ 4 ดาน คือ ความรอบคอบ
ความคิดรเิ ริ่ม ความสมั พันธระหวางบุคคล และความแข็งแรงแข็งขัน ดงั ตัวอยางขอ สอบตอ ไปน้ี
คําช้ีแจง อานขอ ความ 4 ขอ ความในแตละขอ แลวพิจารณาวา ขอความใดท่ีชอบมากที่สุดและขอความ
ใดที่ชอบนอ ยท่สี ดุ แลวขดี ตอบหลังขอ ความ ก. ข. ค. หรอื ง. ในขอน้นั ๆ
1) ก. ชอบเขา สังคม [ ] มากทีส่ ดุ [ ] นอ ยที่สดุ
ข. ขาดความเช่อื มั่นในตนเอง [ ] มากทส่ี ุด [ ] นอยทสี่ ุด
ค. อาสาทาํ งานอยางเต็มที่ [ ] มากทสี่ ดุ [ ] นอยทสี่ ดุ
ง. มลี ักษณะเปน คนเจา อารมณ [ ] มากท่ีสดุ [ ] นอยท่สี ุด
หรอื จะเอาการตอบมากท่ีสดุ หรือนอยที่สดุ ไวข างบน ตัวอยา งเชน
มากทส่ี ุด นอยที่สุด
2) ก. ทาํ งานไมเ คยยอทอ [] []
ข. งานไมเคยลอกเลยี นแบบใคร [ ] [ ]
ค. ตรวจสอบงานใหเรียบรอ ย [] []
ง. ชวยเหลือเจือจุนผอู ืน่ [] []
การตอบแบบเลือกตอบเพยี ง 2 ตัวเลือกเทาน้ัน แตในทางปฏิบัติอาจใหเลือกตอบแบบอ่ืนๆ ได
เพอื่ ความสะดวกในการแปลความหมาย
4. ประเภทเชิงสถานการณ เปนการสรางเหตุการณจําลอง อาจจะเปนดานภาษาหรือ
เปนภาพกไ็ ด แลว ใหผ ตู อบสมมตติ นเองเปนตวั ละครตวั หน่ึงในสถานการณนั้น ถาพบกับเหตุการณอยาง
ที่กําหนดใหจะทําตัวอยางไร ผูท่ีตอบจะระลึกถึงเหตุการณเทาท่ีเคยเกิดขึ้นกับตนเองหรือเรียกวา
ประสบการณท่เี คยไดร ับมาเพ่ือใชแกปญหาท่ปี ระสบขน้ึ ดงั ตวั อยางท่หี ลากหลายตอ ไปน้ี
ตัวอยา งแบบวัดบคุ ลกิ ภาพดานความอดทน
1) ขณะทจี่ กั รชัยรอกวยเตี๋ยวท่ีส่ังไว เมื่อรอไปประมาณ 15 นาที คนขายก็ยังไมทําให บอกแต
วา เดี๋ยวจะทาํ ให ทงั้ ๆทห่ี วิ มากและส่ังเปน คนแรก ถา ทา นเปน จกั รชัย ทานคดิ จะทาํ อยางไรตอไป
ก. เตอื นคนขายอกี คร้ัง
ข. ลกุ ไปส่งั รา นอื่นที่เรว็ กวา
ค. นง่ั รอตอไปอีกคดิ วา เดยี๋ วเดยี วคงได
(เกณฑการใหคะแนน ก = 1, ข = 0, ค = 2 )
-159-
2) ปวีณาอยากเกงวิชาวิทยาศาสตร แตพ้ืนฐานทางวิทยาศาสตรไมดี ครูสอนวิธีการคิดโดย
เทคนคิ ตา งๆ ก็ไมทําใหเ กดิ ทักษะทางวทิ ยาศาสตรด ขี น้ึ ถาทานเปนปวณี าทา นจะทําอยา งไร
ก. หมนั่ ฝกทาํ การบา นหลายๆ รูปแบบ
ข. ฝก บางหยดุ บา งรูเรอ่ื งนิดหนอยกด็ แี ลว
ค. ไปฝก ฝนวชิ าอืน่ ดกี วามามุง ฝกแตวชิ าวทิ ยาศาสตร
(เกณฑการใหค ะแนน ก = 2, ข = 1, ค = 0 )
ตัวอยางแบบวัดบคุ ลิกภาพความเปนประชาธิปไตย
3) ปรชี าและมานพรจู กั กัน แตไมคอยสนิทสนมมากนัก นัดผูหญิง 2 คน ซึ่งพักหองเดียวกันวา
จะไปเทยี่ วชายหาดเผอิญวนั นัน้ เกิดฝนตกทําใหไ มสามารถไปเที่ยวชายหาดได ปรชี าเสนอแนะวาใหไปชม
ภาพยนตร หลงั จากทเ่ี สนอแนะแลว เขาเหน็ วา มานพแสดงความไมช อบใจ ถาทา นเปน ปรชี า ทานควรทํา
อยางไร
ก. ใหม านพยมื เงิน
ข. จายคาดใู หทกุ คน
ค. แลวแตฝ า ยหญิงตอ งการ
ง. ใหม านพเสนอแนะอยางอน่ื บา ง
จ. ขอโทษมานพที่เสนอแนะไปเชนนัน้
(คําตอบขอนี้ ตองตอบขอ ง. เทานนั้ จึงจะไดค ะแนน สว นตอบขอ อนื่ ไมไดค ะแนน)
5.ประเภทสถานการณตอบ ใช- ไมใช วิธีการสรางแบบวัดบุคลิกภาพประเภทนี้คือ เขียน
สถานการณแลวเลือกพฤติกรรมที่มีโอกาสเกิดข้ึนจากสถานการณน้ัน แลวใหผูตอบแค ใช หรือไมใช
เทาน้ัน โดยผูตอบจะตองพิจารณาขอความใหดีวาตรงกับบุคลิกภาพของตนเองเทาน้ัน ดังตัวอยาง
ขอสอบวดั ความยึดหยนุ ภายใตค วามบีบค้นั เชน
1) คุณหยิบของในราน 7-11 เดินออกจากรานโดยไมไดจายเงินหนาเคานเตอร โดยไมต้ังใจ
เพอ่ื นเหน็ กเ็ ตอื นใหมาจา ยเงิน
ปฏิกริ ยิ าของคุณ ใช ไมใช
หนา แดง ขก
ใจเยน็ ก ข
มือส่ัน ข ก
เพลดิ เพลนิ กข
รูส ึกอาย ขก
หวั เราะปกติ กข
หมายเหตุ เกณฑการใหคะแนน ตอบ ก. ไดคะแนน 1 ตอบ ข. ได 0
-160-
2) คุณไดรับหมายเรียกใหไปที่วาการอําเภอเพ่ือทําความกระจางกับงานของคุณตามเวลาที่
กาํ หนด คณุ ไปตรงตามเวลาแตตอ งรอเจาหนา ที่มากกวา ชั่วโมง
ปฏิกริ ิยาของคุณ ใช ไมใช
เปน กันเอง กข
กา วรา ว ขก
มอื สนั่ ข ก
ใจเยน็ ก ข
กระวนกระวาย ขก
มเี หงื่อออก ขก
หมายเหตุ เกณฑการใหค ะแนน ตอบ ก. ไดคะแนน 1 ตอบ ข. ได 0
6.ประเภทสถานการณหรือขอความเปนภาพ การสรางแบบวัดบุคลิกภาพแบบนี้ตอง
อาศัยภาพวาดหรือภาพท่ีตรงกับจุดมุงหมาย จะตองกําหนดวาจะวัดบุคลิกภาพดานใด แลวนิยาม
พฤติกรรมหรือลักษณะนิสัยใหชัดเจน ตอมาเขียนรูปตามพฤติกรรมที่แยกแยะไว เพื่อใหผูตอบใช
ความรูสึก ความคิดในการแปลความน้ัน ดงั ตัวอยางภาพประกอบตอไปน้ี
แบบวัดบคุ ลิกภาพมองโลกในแงดี
คําชี้แจง ใหทา นพจิ ารณาภาพทก่ี ําหนดให แลวพิจารณาตัวเลือก 2 ตัวหลัง พฤติกรรม 6 พฤติกรรมใน
แตละขอ ทานเหน็ วาพฤตกิ รรมนนั้ สอดคลองกต็ อบวา ใช ถาไมสอดคลองตอบ ไมใช โปรดพิจารณาตาม
ความรูสึกทีเ่ ปน จริงของทาน
ใช ไมใช
1) ปลื้มใจ ก ข
ขอความชว ยเหลือ ข ก
มีความเช่ือม่ัน กข
เพลดิ เพลนิ กข
แคลงใจ ขก
อบุ ตั ิเหตุ ขก
ภาพท่ี 6.5 ตัวอยางแบบวดั บุคลกิ ภาพมองโลกในแงด ี
-161-
แบบวดั บคุ ลิกภาพมองโลกในแงดีลักษณะนี้ จะทําใหเขาใจบุคคลเพราะขอความที่แสดงมีทั้งเชิง
บวกและเชงิ ลบ
แบบวดั บุคลิกภาพความไมเ ห็นแกตัว
คาํ ชแ้ี จง ใหทานอานคําถามพรอมกับพิจารณาภาพที่อยูขางๆ ไดความคิดอยางไรไปพิจารณาตอบจาก
ตัวเลอื กทีก่ ําหนดใหตัวใดตวั หน่งึ จาก 3 ตวั เลือก
1) เดก็ ผูช ายจะแสดงพฤติกรรมอยางไร
ก. ถึงแมเขาจะเลน เกง กวา แตยอมใหเ ด็กผหู ญงิ ชนะ
ข. เขาพยามรกั ษาความเปนผูชนะไว
ค. เด็กผูชายรวู าเขาจะเสียทาเลยบอกหยุดเลน
2) คนท้ังสี่มีความปลื้มปต เิ รือ่ งอะไร
ก. ความสาํ เรจ็ ในธรุ กจิ
ข. การแขง ขันการลมละลายมีทางรอดได
ค. การเพ่ิมพูนเงนิ ชว ยมลู นิธิมากขน้ึ
ภาพที่ 6.6 ตัวอยางแบบวัดบุคลิกภาพความไมเห็นแกต วั
หมายเหตุ เกณฑก ารใหค ะแนน
ขอ 1) ตอบ ก. ได 2 คะแนน ตอบ ข. ได 0 คะแนน ตอบ ค. ได 1 คะแนน
ขอ 2) ตอบ ก. ได 1 คะแนน ตอบ ข. ได 0 คะแนน ตอบ ค. ได 2 คะแนน
4. การใชเทคนิคสรา งจนิ ตนาการ (Projective Technique)
เปนแนวคิดของลอเรนซ แฟรงค (Lawrence Frank) เปนการเสนอสิ่งเราที่คลุมเครือ เพ่ือให
ผูตอบใชจนิ ตนาการอนั เกดิ จากสาํ นึกที่ซึมซับอยูในสวนลึกของความรูสึกในตัวของแตละบุคคลวาสิ่งเรา
น้ันมีความหมายตอเขาอยางไร แตละคนจะมีความรูสึกตอสิ่งเราท่ีครุมเครือแตกตางกันไป การตอบ
เปน ไปแบบไมมโี ครงสรา ง การตอบจึงมคี วามอิสระทจ่ี ะตอบ นกั จติ วทิ ยากลมุ หนงึ่ ไดพยายามใชเทคนิคนี้
เพ่ือศึกษาบุคลิกภาพ แตการศึกษาทางดานนี้ จะขาดความเที่ยงตรงและความเชื่อม่ัน อยูมาก ซึ่งมี
ลักษณะของการสรางแบบวัดโดยใชเ ทคนคิ สรา งจินตนาการ ดงั ตอ ไปนี้
4.1คําสัมพันธ (Word Association) แบบทดสอบประเภทน้ีจะกําหนดคําที่แสดง
อารมณมาใหขอละคํา ผูดําเนินการสอบอานคําแตละคํา แลวใหผูสอบหาคําท่ีมีความสัมพันธกับคํานั้น
มากท่ีสุดอกี คาํ หน่งึ เชน คาํ วา “รอ” บางคนอาจตอบวา “รัก” หรือ “ราเริง” หรือ “หงุดหงิด” คํา
-162-
ใดคาํ หนึ่ง การอธบิ ายกอนสอบเปนสว นสาํ คัญมาก ผูดําเนินการสอบจะตองชี้แจงใหผูสอบใหดี ตัวอยาง
คําทีใ่ ชแสดงถงึ ความเจบ็ ปวดทางอารมณ เชน
หนู ฆา ตวั ตาย ตดั ตะเกยี ง สบู บหุ รี่
ความมดื รัก ตอ สู กดั สนุ ัข
ปน บดิ า ดม่ื นาํ้ สกปรก ฯลฯ
นอกจากนน้ั ยงั มผี ูคิดคนการใหต อบเปนแบบประโยคใหสมบูรณ เชน คําวา “สวน” แทนที่
จะหาความสมั พันธ ก็เขยี นเติมใหยาวขึ้น เปน “ขาพเจาชอบทํางานในสวน” หรือ “ขาพเจาเกลียดงาน
ในสวน” เปนตน
4.2 การเติมประโยคใหสมบูรณ (Sentence Completion) เปนการสรางประโยคให
สมบูรณ ในการแปลความหมายคอนขางเปนอัตนัย ตองอาศัยวิธีการศึกษาจากส่ิงที่ประทับใจท่ีผูตอบ
แสดงออกมา ซ่ึงจะเก่ียวกับเจตคติ อารมณ และความขัดแยง ตัวอยางขอสอบการเติมประโยคให
สมบรู ณส าํ หรับเด็ก ดังภาพตอไปนี้
คําช้แี จง ใหเ ตมิ ขอความในทีว่ า งตามความรสู ึกที่แทจ ริง
1) ขาพเจา ชอบ...................................................................................
2) เวลาทดี่ ีทีส่ ุด...................................................................................
3) มารดาของขา พเจา .............................................................................
4) ขา พเจา รสู ึก.....................................................................................
5) ขาพเจาไมสามารถ.............................................................................
6) ขาพเจาไมชอบ.............................................................................
7) ขา พเจา ตอ งการ.............................................................................
8) ขา พเจา กงั วลเก่ียวกบั .............................................................................
9) ขา พเจาเสยี ใจท่ี .............................................................................
10) บิดาของขาพเจา .............................................................................
ภาพท่ี 6.7 ตัวอยางแบบวดั ประเภทเติมขอ ความใหส มบรู ณ
ขอ จาํ กัดของแบบวัดประเภทนค้ี อื ความสามารถในการเขียนตอบของผูตอบ หากเปนเด็กหรือผู
ท่เี ขยี นหนงั สอื ไมได จะไมสามารถวัดบุคลกิ ภาพดวยวิธีแบบนไี้ ดเลย
4.3 การเติมเต็มเร่ืองราว (Story Completion) เปนการใหผูตอบเติมเร่ืองราวให
สมบูรณ การกําหนดเร่ืองราวใหจึงเปนเร่ืองราวที่เปนปญหาคางอยู หรือยังไมจบ ยังไมมีคําตอบ ดัง
ตวั อยางเชน
1) เดก็ คนหนงึ่ ไปโรงเรียน ระหวางหยุดเรียนเขาไมไดเลนกับเพื่อนคนอื่น เขานั่งเลนเงียบๆอยู
คนเดยี วในมุมหอง ทาํ ไมจึงเปน อยา งนน้ั
-163-
2) เด็กชายคนหนงึ่ ตอ สูกบั พข่ี องเขา ทันใดน้ันแมก็มา อะไรจะเกิดข้นึ
3) เด็กคนหน่ึง กลับมาจากโรงเรียน แมพูดกับเขาวา “อยาเพิ่งทําการบาน ตอนน้ีแมมีอะไร
บางอยา งจะบอกลกู ” แมจ ะบอกอะไรกับลูก
ฯลฯ
4.4 การแปลผลจากภาพทกี่ ําหนดให ลกั ษณะภาพทกี่ าํ หนดใหมี 2 แบบ ท่ีนยิ มนํามาใช
วัดกันไดแ ก
ก. ภาพนามธรรม เปนภาพไมแนนอน แบบทดสอบท่ีมีช่ือเสียงไดแก ภาพจากหยดหมึก
(Ink-bold) ของโรชารค (Rorschach Technique) ภาพแบบน้ีเกิดจากการหยดหมึกหรือสีลงบน
กระดาษขาวแลว พับครงึ่ พอแบกระดาษออกมาก็จะเปนภาพนามธรรมท่ีมีลักษณะสมดุล อาจจะสีเดียว
หรือหลายสีก็ได แลวนําภาพน้ันไปทําการศึกษาจากกลุมเกณฑ เพ่ือใหทราบวา คนท่ีมีบุคลิกภาพแบบ
ไหนจะตอบอยา งไร ปกตภิ าพนน้ั มักจะดูรปู แบบ ความเคลื่อนไหว ลักษณะสี เงา มติ ิ ดังดงั ตอไปนี้
ความหวาดดระแวง มนษุ ยส ัมพันธร ะหวางบุคคล
รสนิยมทางเพศ ทัศนคติ มมุ มองท่มี ตี อ พอ
ภาพท่ี 6.8 ตวั อยา งภาพหยดหมกึ โรชารค
(ที่มา : https://khemaphan.wordpress.com/เกล็ดความรู/projective-test/)
ข. ภาพเหมือน เปนภาพสถานการณอยางหน่ึง อาจเปนภาพนาเกลียด นากลัว นารัก หดหู
สลดใจ ฯลฯ แตละภาพดแู ลว รูว าเปนคน สตั ว สิง่ ของ แตพฤติกรรมการกระทําซอนเงื่อนไขในภาพ โดย
-164-
หลกั การก็คอื เอาภาพแบบนม้ี าใหผ ูสอบดู แลวใหเ ลา เร่ืองจากภาพน้ัน เม่ือบันทึกเรื่องท่ีผูสอบเลาไวแลว
นาํ มาแปลความหมายวาบุคคลคนน้นั มบี คุ ลิกภาพอยางไร
ตัวอยางของขอสอบประเภทนี้ท่ีดังมากไดแก Thematic Appreciation Test (TAT) ของ
Henry A. Murray ดงั ตัวอยา งตอไปน้ี
1) 2)
3) 4)
ภาพที่ 6.9 ตวั อยา งภาพแบบวดั Thematic Appreciation Test (TAT)
(ทมี่ า : https://www.pinterest.com/pin/271130840037057480/)
คาํ ชแ้ี จง การดําเนนิ การสอบ
“แบบทดสอบน้ีเปนแบบทดสอบใหเ ลาเรื่อง ครูมีภาพบางอยางอยูที่นี่ ครูจะใหเธอดูภาพแตละ
ภาพ ครตู องการใหเธอแตง เรื่องเอง ใหบ อกวากอ นน้ีมอี ะไรเกดิ ขึ้น และปจจุบันมีอะไรเกิดข้ึน ใหบอกวา
คนเขารสู ึกและคิดอะไร และผลจะเปน อยางไร เธอแตง เรือ่ งเองตามความพอใจ เธอเขาใจหรือไม เอาละ
ตอไปน้ี เปน ภาพท่ี 1 เธอมีเวลาแตง เรอ่ื งเพยี งจากภาพ 5 นาทีเทาน้ัน ขอใหเธอโชคด”ี
-165-
สรุป
บคุ ลิกภาพเปนลักษณะของบคุ คล เปน เอกลกั ษณเฉพาะอยาง เปนลักษณะท่ีเกิดขึ้นเปนประจํา
มีความคงทน ไมเปล่ียนแปลง สวนใหญลักษณะของบุคลิกภาพอยูในกรอบของความรูสึกหรือจิตพิสัย
ของบุคคลนน้ั ๆ แนวคิดเกยี่ วกบั การเกดิ บุคลกิ ภาพ มแี นวคดิ จากพระไตรปฎก แนวคิดของแครทโวลและ
คณะ และแนวคดิ ของไอแซงค นอกจากน้ันทฤษฏีเกยี่ วกับบุคลิกภาพไดแก ทฤษฏีจิตวิเคราะห เก่ียวกับ
อิด อีโก ซูปเปอรอีโก ทฤษฎีคุณลักษณะแบงคุณลักษณะออกเปน 2 ชนิดไดแก คุณลักษณะรวม
คณุ ลักษณะเฉพาะบุคคล ทฤษฎกี ารเรียนรทู างสังคมนัน้ ข้ึนอยูกับเง่ือนไข และตัวแบบเปนสําคัญ ทฤษฎี
ปรากฏการณ ทมี่ าของบุคลกิ ภาพไดแก พันธุกรรม ส่ิงแวดลอม และสถานการณ หรือสภาพการเฉพาะ
อยาง การสรางแบบวัดบุคลิกภาพ มีกระบวนการสรางแบบวัดดวยการกําหนดจุดมุงหมายของการวัด
บคุ ลิกภาพ ศึกษาเอกสารท่ีเก่ยี วของกับบคุ ลิกภาพท่ตี อ งการศึกษา นิยามศัพทเ ฉพาะเกี่ยวกับบุคลิกภาพ
ใหชัดเจน เลอื กประเภทของแบบวัด เขียนขอความ ภาพ สถานการณวัดบุคลิกภาพ ตามแบบที่เลือกไว
ตรวจสอบคุณภาพของขอคาํ ถามดา นความเท่ยี งตรง คาอาํ นาจจําแนก และคุณภาพของแบบวัดเก่ียวกับ
ความเชอื่ มั่น แลวจงึ หาเกณฑป กตเิ พอ่ื นําไปใชวัดบุคลิกภาพ รายบุคคลหรือรายกลุมตอไป และรูปแบบ
ของเครื่องมือวัดบุคลิกภาพไดแก การสังเกต การสัมภาษณ การเขียนตอบหรือแบบสอบถาม
สถานการณหรือขอ ความเปน ภาพ การใชเ ทคนคิ สรา งจนิ ตนาการ
-166-
เอกสารอางอิง
ลวน สายยศ และองั คณา สายยศ. การวัดดา นจติ พิสยั . กรงุ เทพฯ : สวุ ีรยิ าสาสน . 2543.
สาโรช บัวศรี. จริยธรรมศึกษา. กรุงเทพฯ: ครุสภา. 2526.
สาโรช บวั ศรี. “บูรณาการ” สารานกุ รมศึกษาศาสตร. 3(2) : 7-8. มกราคม – มีนาคม. 2529.
Adler, N.T. The Behavioral Control of Reproductive Physiology. In W. Montagna and
W.A. Sadler. (Eds.), Reproductive Behavioral. New York : Plenum Press. 1969.
Aiken, L.R. Assessment of Personality. Boston : Allyn and Bacon, 1986.
Allport, G.W., Vernon, P.E. and Lindszey, G. Study of Values : A Scale for Measuring
the Dominant Interests in Personality. Boston : Houghton Co. 1960.
Bandura, Albert. A Social Learning Theory. New Jersey: Prentice-Hall. 1977.
Bernard, H. W., & Huckins, W. C. Humanism in the classroom. Boston, MA : Allyn &
Bacon. 1974.
Cattell, R.B. THE SCIENTIFIC ETHICS OF “BEYOND” in Journal of Social Issues.
Volume 6, Issue 4 Fall . 1950.
Edwards, A.L. Techniques of Attitude Scale Construction. New York : Appleton
Century-Crofts. 1957.
Eysenck, H.J. Dimensions of personality. London : Routledge and kegan Paul. Horney.
1945.
Guildford, J.P. Psycholometric Methods. New York : McGraw-Hill, 1936.
Krathwohl, D.R., Bloom, B.S., Masia, B.B. Taxonomy of Educational Objectives, the
Classification of Educational Goals. Handbook II: Affective Domain. New York:
David McKay Co., Inc. 1973.
Lauster, Peter. The personality test. London : Pan Books, 1978.
Millon, J.S. “Utilitarianism” in Ethical Theories : A Book of Readings. New Jersey:
Prentice Hall. . 1996
-165-
สรุป
บคุ ลกิ ภาพเปนลักษณะของบุคคล เปนเอกลกั ษณเฉพาะอยาง เปนลักษณะที่เกิดขึ้นเปนประจํา
มีความคงทน ไมเปลี่ยนแปลง สวนใหญลักษณะของบุคลิกภาพอยูในกรอบของความรูสึกหรือจิตพิสัย
ของบุคคลนน้ั ๆ แนวคิดเกยี่ วกบั การเกดิ บคุ ลกิ ภาพ มแี นวคดิ จากพระไตรปฎก แนวคดิ ของแครทโวลและ
คณะ และแนวคดิ ของไอแซงค นอกจากนนั้ ทฤษฏีเก่ียวกับบุคลิกภาพไดแก ทฤษฏีจิตวิเคราะห เก่ียวกับ
อิด อีโก ซูปเปอรอีโก ทฤษฎีคุณลักษณะแบงคุณลักษณะออกเปน 2 ชนิดไดแก คุณลักษณะรวม
คณุ ลักษณะเฉพาะบุคคล ทฤษฎีการเรียนรทู างสังคมน้ันขนึ้ อยูกับเงื่อนไข และตัวแบบเปนสําคัญ ทฤษฎี
ปรากฏการณ ทม่ี าของบคุ ลิกภาพไดแก พันธุกรรม ส่ิงแวดลอม และสถานการณ หรือสภาพการเฉพาะ
อยาง การสรางแบบวัดบุคลิกภาพ มีกระบวนการสรางแบบวัดดวยการกําหนดจุดมุงหมายของการวัด
บุคลิกภาพ ศกึ ษาเอกสารทเ่ี ก่ยี วของกับบุคลิกภาพท่ตี องการศึกษา นิยามศัพทเฉพาะเกี่ยวกับบุคลิกภาพ
ใหช ดั เจน เลอื กประเภทของแบบวัด เขียนขอความ ภาพ สถานการณวัดบุคลิกภาพ ตามแบบท่ีเลือกไว
ตรวจสอบคุณภาพของขอคาํ ถามดานความเท่ียงตรง คา อาํ นาจจาํ แนก และคุณภาพของแบบวัดเก่ียวกับ
ความเชื่อม่ัน แลวจึงหาเกณฑป กติเพือ่ นําไปใชวัดบุคลิกภาพ รายบุคคลหรือรายกลุมตอไป และรูปแบบ
ของเครื่องมือวัดบุคลิกภาพไดแก การสังเกต การสัมภาษณ การเขียนตอบหรือแบบสอบถาม
สถานการณห รือขอ ความเปน ภาพ การใชเ ทคนคิ สรางจินตนาการ
คําถามทบทวน
1. จงเขยี นแผนผงั ความคดิ (Mindmap) แสดงขน้ั ตอนในการสรา งเคร่ืองมือวัดบุคลิกภาพ และ
ระบายสใี หส วยงาม
2. จงสรางแบบวัดบุคลิกภาพ ประเภทเลอื กตอบเดย่ี ว หรอื คู หรือ ใช ไมใช หลายตวั เลือก (10
ขอ)
3. จงสรางแบบวัดบคุ ลกิ ภาพ ประเภทสถานการณ หรอื แบบมีรปู (10 ขอ)
1. ความกาวราว 7. ความซ่ือสตั ย
2. ความเกรงใจ 8. คนยดึ มนั่ ถือมนั่
3. ความมปี ระชาธิปไตย 9. ความมานะพยายาม
4. ความอดทน 10. เจา ระเบยี บ
5. ความออ นนอ มถอมตน 11. ความรับผิดชอบ
6. ความเมตตา กรณุ า 12. เจา อารมณ
-155-
เอกสารอางอิง
ลว น สายยศ และองั คณา สายยศ. การวัดดานจิตพิสยั . กรุงเทพฯ : สวุ ีริยาสาสน . 2543.
สาโรช บวั ศรี. จรยิ ธรรมศึกษา. กรุงเทพฯ: ครสุ ภา. 2526.
สาโรช บวั ศรี. “บูรณาการ” สารานุกรมศึกษาศาสตร. 3(2) : 7-8. มกราคม – มนี าคม. 2529.
Adler, N.T. The Behavioral Control of Reproductive Physiology. In W. Montagna and W.A.
Sadler. (Eds.), Reproductive Behavioral. New York : Plenum Press. 1969.
Aiken, L.R. Assessment of Personality. Boston : Allyn and Bacon, 1986.
Allport, G.W., Vernon, P.E. and Lindszey, G. Study of Values : A Scale for Measuring the
Dominant Interests in Personality. Boston : Houghton Co. 1960.
Bandura, Albert. A Social Learning Theory. New Jersey: Prentice-Hall. 1977.
Bernard, H. W., & Huckins, W. C. Humanism in the classroom. Boston, MA : Allyn &
Bacon. 1974.
Cattell, R.B. THE SCIENTIFIC ETHICS OF “BEYOND” in Journal of Social Issues. Volume
6, Issue 4 Fall . 1950.
Edwards, A.L. Techniques of Attitude Scale Construction. New York : Appleton Century-
Crofts. 1957.
Eysenck, H.J. Dimensions of personality. London : Routledge and kegan Paul. Horney.
1945.
Guildford, J.P. Psycholometric Methods. New York : McGraw-Hill, 1936.
Krathwohl, D.R., Bloom, B.S., Masia, B.B. Taxonomy of Educational Objectives, the
Classification of Educational Goals. Handbook II: Affective Domain. New York:
David McKay Co., Inc. 1973.
Lauster, Peter. The personality test. London : Pan Books, 1978.
Millon, J.S. “Utilitarianism” in Ethical Theories : A Book of Readings. New Jersey:
Prentice Hall. . 1996
บทที่ 7
การวิเคราะหค ณุ ภาพเครอื่ งมือวัดจติ พสิ ยั
การทีจ่ ะทราบวา เครื่องมอื วดั จิตพิสยั ท่สี รางขึ้นมาน้ันมคี ุณภาพหรือไม จะตองมีการวิเคราะห
หาคุณภาพเครื่องมือ เพราะการใชเคร่ืองมือท่ีมีคุณภาพยอมทําใหการเก็บรวบรวมขอมูลถูกตอง
เท่ียงตรง เชื่อมั่นได การวิเคราะหขอมูลแบงเปน การวิเคราะหหาความเที่ยงตรง ความเช่ือม่ัน คา
อํานาจจําแนก และ ความยากงาย เครื่องมือแตละชนิดมีการตรวจสอบหาคุณภาพท่ีคลายกันและ
แตกตางกันตามลักษณะของเคร่ืองมือ ผูวิจัยจะตองทําความเขาใจ วิเคราะหหาคุณภาพและนํามา
ปรบั ปรงุ เครอื่ งมอื เก็บรวบรวมขอ มลู เพ่ือนําไปใชใ นงานวจิ ัยไดอ ยา งถูกตองและเหมาะสมทส่ี ุด
ลักษณะเครื่องมือวัดจติ พสิ ยั ท่ดี ี
เครือ่ งมอื แตละชนดิ แตละประเภทจะมีคุณสมบัติท่ีดีเฉพาะตัว และมีความเหมาะสมในการ
เก็บรวบรวมขอมูลแตกตางกัน อยางไรก็ตาม เครื่องมือวัดจิตพิสัยโดยท่ัวไป ถาเปนเครื่องมือวัดจิต
พสิ ัยท่ดี จี ะมคี ณุ สมบัตทิ ีส่ ําคญั ดังตอ ไปนี้
1. ความเที่ยงตรง (Validity) หมายถึง เครื่องมือวัดจิตพิสัยนั้นสามารถวัดคุณลักษณะท่ี
มุงจะวัดได เชน ถาตองการวัดเจตคติเกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษ เครื่องมือน้ันตองวัดเจตคติ
เกย่ี วกบั การเรยี นภาษาองั กฤษจริง ความเท่ียงตรงแบงไดเปน 4 ประเภท ดงั น้ี
1.1) ความเท่ียงตรงเชงิ เน้ือหา (Content Validity) หมายถึง เคร่ืองมือน้ันวัดไดตรง
ตามเน้ือหาท่ีตองการจะวัด โดยขอคําถามหรือขอความตรงตามสิ่งท่ีเปนเน้ือหาสาระท่ีตองการวัด
เนอ้ื หาใดมีความสําคัญมากก็วดั มากๆ เนอื้ หาใดมคี วามสําคญั นอ ยกว็ ดั นอ ยๆ
1.2) ความเที่ยงตรงเชิงโครงสราง (Construct Validity) หมายถึง เคร่ืองมือนั้นวัด
ไดตรงตามคุณลักษณะทางจิตพิสัยท่ีตองการวัด เชน การวัดเจตคติโดยใชแบบวัดตามวิธีการของ
ออสกูด (Osgood) ก็จะตองออกคําตรงกันขาม ท่ีวัดทั้งดานการประเมินคา ดานศักยภาพ และดาน
กจิ กรรม เปนตน
1.3) ความเทีย่ งตรงตามสภาพ (Concurrent Validity) หมายถึง เคร่ืองมือนั้นวัดได
ตรงตามสภาพความเปน จริงของผูทถ่ี ูกวัด เชน ผูท่ีถูกวดั มีบุคลิกภาพท่ีตองการวัดมาก เครื่องมือนี้วัด
แลวบอกไดว า บคุ คลนนั้ มีคะแนนบคุ ลกิ ภาพสูง ซง่ึ ตรงตามความเปนจริง
1.4) ความเทยี่ งตรงเชิงพยากรณ (Predictive Validity) หมายถึง เครื่องมือวัดแลว
พยากรณหรือบอกลวงหนาไดวาผูท่ีถูกวัดมีจิตพิสัยดานใดสูง สามารถทํานายพฤติกรรม หรือนําไป
แนะแนวทางการประกอบอาชีพอะไรจึงจะประสบผลสําเร็จ
2. ความเช่ือม่ัน (Reliability) หมายถึง เคร่ืองมือวัดจิตพิสัยน้ันจะตองมีคุณสมบัติท่ี
สามารถใหผลการวดั คงทแ่ี นน อนไมวาจะวัดก่ีคร้ังกต็ าม เครอ่ื งมือวัดที่มีคาความเชื่อม่ันสูงจะสามารถ
-174-
ใหผลการวัดไดอยางคงเสนคงวา (Consistency) น่ันก็คือ เม่ือนําเคร่ืองมือนั้นไปเก็บรวบรวมขอมูล
หรือไปสอบวัดนกั เรียนกลุมหน่ึงกคี่ รง้ั ก็ตาม ผลทไี่ ดจะเทาเดิมหรอื ใกลเ คยี งกับคาเดมิ
3. ความเปนปรนัย (Objective) เคร่ืองมือวัดจิตพิสัยท่ีมีความเปนปรนัยจะตองมี
คณุ ลักษณะสําคัญ 3 ประการดงั นี้
ประการแรก คาํ ถามชัดเจน ทกุ คนเขาใจตรงกนั วา ถามอะไร
ประการท่สี อง มีความคงทใ่ี นการตรวจใหคะแนน หมายถึง คําตอบของผูสอบแตละคน
ถึงแมจ ะใหก รรมการหลายๆ คนมาตรวจคําตอบนนั้ กจ็ ะใหคะแนนตรงกนั
ประการท่สี าม คะแนนทไ่ี ดแ ปลความหมายไดชดั เจนวา แทนอะไร
4. คา อาํ นาจจําแนก (Discrimination) เคร่ืองมือวัดจิตพิสัยที่มีอํานาจจําแนกดีหมายถึง
ขอคําถามน้ันสามารถจําแนกหรือแยกผูท่ีมีคุณลักษณะทางจิตพิสัยออกเปน 2 กลุมได เชน กลุมท่ีมี
จริยธรรมสงู กับกลมุ ท่จี ริยธรรมต่ํา หรือ กลุมท่ีเจตคติสงู กบั กลมุ ท่เี จตคตติ ํ่า
5. ความเฉพาะเจาะจง (Definite) หมายถึง การวัดเปนเรื่องท่ีเฉพาะเจาะจง หรือวัดจิต
พสิ ัยเปนดานๆ คําถามที่ใชถ ามแตละขอถามเพยี งเรอ่ื งเดียว ไมค วรถามคลอบจักรวาล เปน ตน
7. ถามลึกละเอียด (Comprehensive) หมายถึง การที่เครื่องมือวัดจิตพิสัยถามในสิ่งที่
ตอ งการถามละเอียด ถถี่ ว น คลอบคลุมทกุ ๆ ประเดน็ ท่เี ก่ยี วของกบั จิตพสิ ัยท่ตี อ งการวัด
8. การกระตุน (Exemplary) เครื่องมือวัดจิตพิสัยท่ีดีตองมีการกระตุนหรือลอใหผูตอบ
อยากตอบคาํ ถามนั้นใหหมดทุกขอ ดังนั้นเคร่ืองมือท่ีมีการกระตุนผูตอบจึงใชวิธีการเรียงคําถามจาก
ส้นั ไปหายาว และขอ ความท่เี ขยี นจะใชถ อ ยความทอ่ี านแลว เขาใจงา ย ใมซ ับซอน
9. มีประสิทธิภาพในการใช (Efficiency) เคร่ืองมือวัดจิตพิสัยที่มีประสิทธิภาพในการใช
หมายถงึ เครือ่ งมือนนั้ วดั พฤติกรรมไดห ลายๆ ดานโดยใชเ วลานอ ย และวัดไดเ หมาะสมกับสมรรถภาพ
ทว่ี ัดดวย วัดไดคลอบคลมุ เน้อื หา ตวั อยางเชน ตอ งการวัดเจตคติตอการเรียนวิชาคณิตศาสตร ตองใช
แบบวดั มาตรประมาณคา หรือ ตองการวัดความสนใจของนักเรียนช้ันอนุบาลก็ควรใชแบบสัมภาษณ
มากกวา การใชแบบวดั อ่ืนๆ
การวิเคราะหคุณภาพของเครื่องมือที่ใชวัดจิตพิสัยทุกประเภท ไดแก แบบสอบถาม มาตร
ประมาณคา แบบวดั เจตคติ แบบวดั เชงิ สถานการณ แบบตรวจสอบรายการ จาํ เปนท่ีจะตองวิเคราะห
คุณภาพเครอื่ งมือวัดจิตพิสยั ในลักษณะทสี่ ําคัญคลายกนั คือ การหาความเที่ยงตรง (Validity) การหา
ความเชื่อม่ัน (Reliability) และอํานาจจําแนก (Discrimination) ดังนั้นจึงจําเปนท่ีจะตองทําการ
วิเคราะหหาคุณภาพวัดจิตพิสัย เพ่ือท่ีจะไดทราบถึงคุณภาพของเคร่ืองมือกอนที่จะนําไปใชเก็บ
รวบรวมขอมูลในงานวจิ ยั จรงิ
-175-
การวิเคราะหความเท่ียงตรง
ความเที่ยงตรง (Validity) เปน ความสามารถของเคร่อื งมอื ในการวดั ไดต รงตามทต่ี องการวัด
เชน ตองการวัดระดับจริยธรรมของนักศึกษา เคร่ืองมือนั้นตองวัดพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของ
นักศึกษาคนน้ันจริง หรืออีกตัวอยางหน่ึง ถาตองการวัดเจตคติเกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษ
เคร่ืองมือนนั้ ตองวดั ระดบั เจตคติหรือความชอบในการเรียนภาษาอังกฤษจริง ความเท่ียงตรงแบงได
เปน 3 ประเภท ดังน้ี
1. ความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) หมายถึง เครื่องมือนั้นวัดไดตรงตาม
เนื้อหาทตี่ องการจะวัด จะมีคําถามตรงกับเน้ือหาหรือสาระตามท่ีตองการวัด เนื้อหาใดมีความสําคัญ
มากก็วัดมากๆ เน้ือหาใดมีความสําคัญนอยก็วัดนอยๆ ผูสรางเครื่องมือเก็บรวบรวมขอมูลจะตองให
ผูเชี่ยวชาญจํานวนอยางนอย 3 คนตรวจสอบและพิจารณาคําถามเปนรายขอ โดยแบบสอบถาม
มาตรประมาณคา และแบบตรวจสอบรายการ จะตองพจิ ารณาวา แบบวัดนนั้ มีขอ คาํ ถามแตละขอตรง
ตามนิยามศัพทเฉพาะท่ีไดน ิยามเชิงปฏิบัตกิ ารไว โดยใชแบบฟอรมเพื่อใหผูเ ชีย่ วชาญจาํ นวนอยางนอย
3 คน พิจารณาเปนรายขอ โดยมีวิธีการระบุน้ําหนักคะแนนและวิธีการคิดคะแนนหา คาดัชนีความ
สอดคลอง ดงั ตารางตอไปน้ี
ตารางท่ี 7.1 แบบฟอรม การพจิ ารณาความเท่ียงตรงเชงิ เน้อื หาของแบบวดั
แบบฟอรมการพิจารณาความเท่ยี งตรงเชิงเนอื้ หาของแบบวัด
ความ
สอดคลอ ง ความ
นยิ ามศพั ทเฉพาะ ขอ ความในแบบวดั คิดเห็น
เพิ่มเติม
1 0 -1
1. เจตคติตอการเรียนวิจัย 1. เรียนวจิ ยั แลวมีประโยชน
ท า ง ก า ร ศึ ก ษ า ห ม า ย ถึ ง 2. เรียนวจิ ัยไปทาํ ไม ไมเ ห็นรูเร่อื ง
ความรูสึก ชอบ ไมชอบ พอใจ 3. อาจารยผสู อนใจดีทกุ คน
ไมพอใจ ตอการจัดการเรียน 4. อาจารยผ สู อนวิจยั เช่ือมนั่ ได
การสอนวิชาวิจยั ทางการศกึ ษา
2. ความเที่ยงตรงเชิงโครงสราง (Construct Validity) เปนคุณภาพของเคร่ืองมือท่ี
สามารถวดั ไดตรงตามทฤษฎี เชน การวดั เจตคติตามแนวคดิ ของออสกูด การเขียนขอ ความที่ใชวัดก็จะ
เปน คําตรงกนั ขามท่เี ก่ยี วขอ งกับดานการประเมินคา ดานศักยภาพ และดานกิจกรรม เปนตน ดังน้ัน
เมอ่ื สรางเครื่องมอื หรือแบบวดั ข้นึ โดยใหม ีความสัมพันธหรือสอดคลองกับ กรอบแนวคิดหรือทฤษฏีที่
-176-
กําหนดเมื่อนําเครอื่ งมือน้ันไปทดสอบกบั กลุม ตวั อยา งแลวพบวาเปนจริงตามทฤษฏีแสดงวาเครื่องมือ
นัน้ จะมีความตรงตามโครงสรา ง
การตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสรางทาํ ไดห ลายวธิ ี ไดแ ก
1.1การหาความสัมพันธระหวางเคร่ืองมือที่มีโครงสรางเหมือนกัน เปนการศึกษา
ความสัมพนั ธระหวา งผลการวดั ท่ีไดจากเครอื่ งมอื ทส่ี รางขึ้นกบั ผลของเครื่องมือมาตรฐานท่ีมโี ครงสราง
เหมือนกัน โดยคํานวณหาคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธอยางงาย (Pearson Product Moment
Correlation Coefficient) (ลว น สายยศ, 2538, น. 197) ดงั นี้
N ∑ XY − ∑ X ∑Y
rxy =
{ }{ }N ∑ X 2 − (∑ X )2 N ∑Y 2 − (∑Y )2
เมอ่ื rxy คอื คา สมั ประสิทธิส์ หสมั พนั ธ ในทน่ี คี้ อื ความเที่ยงตรง
N คือ จํานวนผูเขา สอบ
X คอื คะแนนของแบบวดั จติ พสิ ัยที่สรา งขนึ้ ที่ตองการหาความเที่ยงตรง
Y คอื คะแนนของแบบวดั จติ พสิ ัยมาตรฐานที่มโี ครงสรางเหมือนกัน
1.2 การเทียบกับกลุมท่ีรูชัด (Known-group) เปนวิธีการเปรียบเทียบกับกลุมท่ีรูชัด
โดยตองทราบถงึ กลมุ ท่มี คี ณุ ลกั ษณะเดยี วกบั ส่งิ ท่จี ะวดั กอน เชน ตองการตรวจสอบความเท่ียงตรงเชิง
โครงสรางของแบบวัดเจตคติตอการเปนครู ก็ตองทราบวา กลุมที่ศึกษามีใครอยูกลุมที่มีเจตคติ
ทางบวกและลบตอการเปนครู แลวแบงเปน 2 กลุม คือ กลุมที่มีเจตคติทางบวก และกลุมท่ีมีเจตคติ
ทางลบ แลวใหท้ัง 2 กลุมทําแบบวัด ตอจากน้ันก็นําคะแนนเฉลี่ยของแตละกลุมมาเปรียบเทียบกัน
โดยใชสถิติ t-test for independent sample ถาพบความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ
แสดงวา แบบวดั ทส่ี รางขนึ้ มคี วามเทยี่ งตรงเชิงโครงสรา ง
3. ความเท่ียงตรงเชิงสัมพันธกับเกณฑ (Criterion-related Validity) เปนความสามารถ
ของเครือ่ งมือเกบ็ รวบรวมขอ มูลท่ีวดั ไดสอดคลองกับเกณฑภ ายนอกซ่ึงวดั ไดจ ากความสัมพันธระหวาง
เครื่องมือที่สรา งกับเกณฑภายนอกบางอยา งเพ่อื ใชก ารพยากรณ ความเทยี งตรงเชิงสัมพันธกับเกณฑ
แบงออกเปน 2 ประเภท ไดแก
3.1 ความเที่ยงตรงตามสภาพ (Concurrent Validity) หมายถึง เครื่องมือนั้นวัดได
ตรงตามสภาพความเปน จรงิ ของผทู ่ถี กู วัด เชน นางสาวมาลีมีเจตคติท่ีดีตอการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ
อยูมาก มีความชื่นชอบ และรักที่จะเรียนรูภาษาอังกฤษตลอดเวลา เมื่อวัดดวยแบบวัดเจคติตอการ
เรียนภาษาองั กฤษกค็ วรไดส งู กวา เกณฑ สว นนางสาววิไลมีเจตคติท่ีไมดีตอการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ
ไมช อบเรยี น หนีเรียน เมอ่ื วัดดว ยแบบวัดก็ตองไดต าํ่ กวาเกณฑไปดวย จึงเรียกวา เครื่องมือวัดไดตรง
ตามสภาพ
-177-
การหาความเท่ียงตรงตามสภาพ (Concurrent Validity) เปนการหาสัมประสิทธ์ิความ
เทีย่ งตรง (Validity Coefficient) โดยการคาํ นวณหาคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธอยางงายของเพียรสัน
(Pearson Product Moment) ระหวางคะแนนแบบวัดทีต่ องการตรวจสอบความเท่ียงตรงเชิงสภาพ
กับคะแนนจากแบบวดั ท่ีเปน เกณฑ
3.2 ความเที่ยงตรงเชิงพยากรณ (Predictive Validity) หมายถึง เครื่องมือวัดแลว
พยากรณหรือบอกลวงหนาไดวาผูที่ถูกวัดมีความสามารถเดนดานใด สามารถไปเรียนวิชาใด หรือ
ประกอบอาชีพอะไรจงึ จะประสบผลสาํ เรจ็ เชน เครอ่ื งมือฉบับหนึ่งวดั ไดว า เดก็ ชายมานะ มีเจตคติตอ
การเรียนคณิตศาสตรสูงกวาวิชาอ่ืน ก็สามารถบอกตอไปไดวา เด็กชายมานะจะไปเรียนวิชาที่ใช
ความสามารถทางคณิตศาสตรประสบความสําเร็จกวาวิชาที่ใชความสามารถดานอื่น และเด็กชาย
มานะก็ประสบความสาํ เร็จจริงตามพยากรณ
การหาความเที่ยงตรงเชิงพยากรณ เปนการหาสัมประสิทธ์ิความเท่ียงตรง (Validity
Coefficient) โดยการคํานวณหาคาสมั ประสิทธิส์ หสัมพนั ธอยางงายของเพียรสัน (Pearson Product
Moment) ระหวางแบบทดสอบหรือแบบวัดทางจิตพิสัยที่ตองการตรวจสอบความตรงเชิงพยากรณ
กับคะแนนจากแบบวัดมาตรฐาน
การคํานวณหาความเท่ียงตรงเชิงสัมพันธกับเกณฑน้ี สามารถใชโปรแกรมคอมพิวเตอร
สําเรจ็ รูปวิเคราะห ผลการวเิ คราะหข อ มูลแสดงไดด งั ตวั อยางตอ ไปนี้
ตารางท่ี 7.2 คาสมั ประสทิ ธ์ิสหสัมพนั ธร ะหวา งแบบวดั ท่ีสรางข้ึนกบั แบบวดั มาตรฐาน
แบบวัดจติ พิสัยท่สี รา ง Pearson Correlation แบบวดั ทส่ี รา งขึ้น แบบวดั มาตรฐาน
1 0.768
Sig. (2-tailed) - 0.009
n 10 10
แบบวัดมาตรฐาน Pearson Correlation 0.768 1
Sig. (2-tailed) 0.009 -
n 10 10
*** Correlation is significant at the .01 level (2 tailed)
การแปลผลความเท่ียงตรงตามสภาพท่ีมีคาเขาใกล 1.00 แสดงวา มีคาความเที่ยงตรงเชิง
สภาพสงู สมั ประสิทธ์คิ วามเท่ียงตรงเชิงสภาพจากตัวอยางเทากับ 0.768 แสดงวา มีความเที่ยงตรง
คอนขางสงู
นอกจากการใชคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธแบบเพียรสัน (Pearson Product Moment
Correlation) เพ่ือหาความเที่ยงตรงเชิงสภาพแลว ยังสามารถใชสถิติหาคาความสัมพันธอื่นๆ ได ใน
-178-
กรณีทเี่ ครื่องมอื เปนมาตรวดั นามบัญญตั ิ หรือ เรยี งอันดับ เชน สัมประสิทธิ์ฟ (Phi Correlation) คา
สัมประสิทธสิ์ หสัมพนั ธแ บบสเปย รแมน (Spearman) ก็ได
การวิเคราะหความเช่อื ม่ัน
ในการสรา งเคร่ืองมือเก็บรวบรวมขอมูลท่ีดีจําเปนตองหาคุณภาพดานความเช่ือม่ัน เพราะ
ความเช่อื มนั่ เปนสง่ิ ท่สี รา งความมัน่ ใจใหแกผ วู ิจยั เพราะผวู จิ ยั สามารถนําเครื่องมือเก็บรวบรวมขอมูล
น้ันไปใชก ่คี รั้งกย็ งั เช่อื มั่นวา จะไดผ ลเชนเดมิ
ความเชื่อม่ัน (Reliability) หมายถึง ความคงที่ในการวัดของเครื่องมือทั้งชุด ใหผลการวัด
คงที่แนนอนไมวาจะวัดกี่คร้ังก็ตามก็ไดผลการวัดเทาเดิมหรือใกลเคียงกัน เคร่ืองมือวัดที่มีคาความ
เช่ือม่ันสูงจะสามารถใหผ ลการวดั ไดอยางคงเสนคงวา (Consistency) นั่นก็คือ เมื่อนําเคร่ืองมือน้ันไป
เก็บรวบรวมขอมูลหรอื ไปสอบวัดกลุมตัวอยางกลมุ เดมิ กี่ครง้ั กต็ าม ผลที่ไดจะเทาเดิมหรือใกลเคียงกับ
คา เดิม
วิธกี ารตรวจสอบความเช่ือมั่น สามารถอาจแยกไดเ ปน 3 ลกั ษณะ ดงั นี้
1. ความเชื่อมนั่ เชิงคงตัว (Reliability of Stability) เปนการหาความเช่ือมั่นดวยการวัด
ซํ้า (Test-Retest Method) วิธีน้ีหาไดโดยเอาแบบทดสอบหรือเครื่องมือท่ีสรางขึ้นไปสอบกลุม
ตัวอยางกลุมเดียวกันสองครั้งในเวลาที่แตกตางกัน แลวนําคะแนนของแตละคนที่ไดในการสอบทั้ง
สองคร้ังไปหาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธอยางงายแบบเพียรสัน (Pearson Product Moment
Correlation) คาสัมประสิทธส์ิ หสัมพนั ธท ไี่ ดเ ปนคาความเช่ือถือเชงิ คงตวั โดยมีสตู รดังนี้
rxy = n ∑ XY − ∑ X ∑Y
{n ∑ X 2 − (∑ X )2}{n ∑Y 2 − (∑Y )2}
โดย rxy คอื คาสัมประสิทธ์ิสหสัมพนั ธใ นที่น้คี ือความเช่อื มนั่
n คอื จํานวนกลุม ตัวอยา ง
∑XY คอื ผลบวกของผลคณู คะแนนครงั้ แรกและคร้งั ทีส่ องเปนคูๆ
∑X คอื ผลบวกของผลคูณคะแนนการสอบครั้งแรก
∑Y คอื ผลบวกของผลคูณคะแนนการสอบคร้งั ท่ีสอง
X2 คอื ผลบวกของผลคณู คะแนนครงั้ แรกและคร้ังท่ีสองเปนคๆู
Y2 คอื ผลบวกของผลคณู คะแนนครั้งแรกและครั้งที่สองเปน คๆู
ตัวอยางของการวิเคราะหความเชื่อม่ันคงตัว เชน แบบวัดจริยธรรมชุดหนึ่ง นําไปสอบวัด
นักเรียน 5 คน จํานวน 2 คร้ัง สอบครั้งแรกและครั้งหลังหางกัน 5 สัปดาห ผลการสอบได
สามารถนํามาคาํ นวณได ดงั นี้
-179-
ตารางท่ี 7.3 ขอมูลสาํ หรบั การวิเคราะหค วามเชือ่ มน่ั คงตัว
คนที่ วัดคร้ังแรก (X) วัดครั้งที่ 2 (Y) X2 Y2 XY
15 8 25 64 40
25 9 25 81 45
34 8 16 64 32
43 69 36 18
53 79 49 21
รวม 20 38 84 294 156
หาคาสมั ประสิทธิ์สหสมั พนั ธด ว ยสูตร
= n ∑ XY − ∑ X ∑Y
rxy
{n ∑ X 2 − (∑ X )2}{n ∑Y 2 − (∑Y )2}
แทนคา ในสูตร = 5(156) - (20)(38)
(5(84) - 400))((5(294) - (1444))
= 20
(20)(26)
= 0.877
สรุปไดวา ความเช่ือม่ันของแบบวัดฉบับน้ีมีคาเทากับ 0.877 แสดงวาแบบวัดชุดน้ีมีความ
เชอ่ื ม่ันสูง
2. ความเช่ือมั่นเชิงเทาเทียมกัน (Reliability of Equivalence) เปนการหาความเชื่อมั่น
คลายกันเปนการหาคาสัมประสิทธิ์ของความเชื่อมั่นเชิงคงตัว โดยวิธีการคํานวณหาคาโดยใชกลุม
ตัวอยางเดียวกัน ทําการทดสอบดวยแบบวัดทั้งสองชุดในเวลาไลเล่ียกัน แตแบบวัดทั้งสองชุดจะมี
ลักษณะเหมือนกันหรือคูขนาน (Equivalent Form) คือ วัดสิ่งเดียวกัน ขอคําถามวัดในส่ิงเดียวกัน
จํานวนขอเทากัน เม่ือไดคะแนนจากการวัดแลว ก็นํามาคํานวณหาคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธแบบ
เพียรสัน (Pearson Product Moment Correlation) คาที่ไดก็จะเปนคาความเชื่อม่ันเชิงเทาเทียมกัน
ของแบบวัดชดุ น้ัน
วิธีน้ีควรคํานึงถึง คือเวลาท่ีใชระหวางแบบวัดท้ังสองชุด ถาหางกันมากจะทําใหคาความ
เช่อื มั่นตา่ํ และอีกประการหน่ึงคือ การสรางแบบวัดใหม ีลกั ษณะเหมือนกันน้ันทําไดยาก ในการหาคา
สมั ประสิทธิ์สหสมั พนั ธอยางงา ย มีสตู รดังนี้