ปรัชั ญาและสาขาของปบรทัชั ทีญ่�่ 1า
สุุนทรีียศาสตร์เ์ ป็็ นศาสตร์ท์ี่่�ว่่าด้ว้ ยความงามและทฤษฎีีความงาม ซึ่�่งเป็็ นปััญหา
หนึ่�่งทางปรัชั ญา การทำ�ำ ความเข้า้ ใจเกี่�ยวกับั ภููมิิหลังั ของศาสตร์น์ี้�ว่า่ มีีความเกี่�ยวข้อ้ งกับั
ปรัชั ญาอย่า่ งไร จึึงเป็็ นสิ่ง� ที่่ค� วรรู้้�เพราะเกณฑ์ก์ ารตัดั สิินความงามนั้้น� มีีส่ว่ นที่่ต� ้อ้ งทำ�ำ ความ
เข้า้ ใจคำ�ำ ศัพั ท์แ์ ละทฤษฎีีทางปรัชั ญาในสาขาอื่�่น ๆ ด้ว้ ย
ปรัชั ญา เป็น็ ศัพั ท์บ์ ัญั ญัตั ิทิ ี่ถ่� อดความมาจากภาษาอังั กฤษว่า่
Philosophy (คำำ�นี้้� อ่า่ นออกเสียี งว่า่ phi-los-o-phy
[fi-los-fee]1) เพื่่�อความเข้้าใจง่่าย จึึงขอยกนิิยามศััพท์์ภาษาอัังกฤษมา
ประกอบคำำ�อธิิบาย ดัังนี้้�
Philosophy is the study of general problems concerning matters such
as existence, knowledge, truth, beauty, justice, validity, mind, and language.
Philosophy is distinguished from other ways of addressing these questions
(such as mysticism or mythology) by its critical, generally systematic
approach and its reliance on reasoned argument. The word philosophy
is of Ancient Greek origin:, meaning “love of wisdom”2.
Philosophy หมายความถึง การศึกษาปัญหาทั่วไป
ซึ่่�งเกี่่�ยวเนื่�่องกัับเรื่�่องต่่าง ๆ อาทิิ การ
ดำำ�รงชีีวิิต ความรู้้� สััจธรรม ความงาม ความเที่่�ยงธรรม เหตุุผล จิิตใจ และ
ภาษา ปรััชญานั้้�นใช้้วิิธีีกล่่าวถึึงปััญหาต่่างออกไป (เช่่นเดีียวกัับเรื่�่องลี้ �ลัับหรืือ
ตำำ�นาน) โดยการพููดถึึงปััญหาเหล่่านั้้�นอย่่างเป็็นระบบ และกล่่าวอ้้างถึึง
ประเด็็นต่่าง ๆ อย่่างมีีเหตุุผล คำำ�ว่่า Philosophy มีีรากฐานมาจากคำำ�ใน
ภาษากรีีกโบราณ ซึ่�่งแปลว่่า รัักในปััญญา
คำำ�ว่่า Philosophy และปรััชญา เมื่�่อพิิจารณาจากรากศััพท์์แล้้วความ
หมายอาจจะไม่่ตรงกัันนััก แต่่ในด้้านขอบเขตเนื้้�อหานั้้�นอนุุโลมให้้เป็็นเรื่่�อง
เดีียวกัันได้้
คำำ�ว่่า Philosophy มีีรากศััพท์์มาจากภาษากรีีกโบราณ คืือ φιλοσοφία
(Philosophía) โดยคำำ�ว่่า Philos แปลว่่า Love และ Sophia หมายถึึง
Wisdom ดัังนั้้�น คำำ�ว่่า Philosophy จึึงมีีความหมายว่่า Love of wisdom
แปลว่่า รัักในความรู้้� รัักที่�่จะมีีความรู้้� โดยใจความจึึงหมายถึึงฝัักใฝ่่หรืือชอบ
ขวนขวายในการแสวงหาความรู้้�เพิ่่�มพููนสติิปััญญาอยู่�เสมอ ความรู้้�ประเภทนี้้�
1 http://dictionary.reference.com/browse/philosophy/26/01/2009/06.00am.
2 http://en.wikipedia.org/wiki/Philosophy
2
เป็็นความรู้้�สามััญทั่่�วไป แต่่เป็็นความรู้้�ที่่�ได้้มาอย่่างมีีหลัักเกณฑ์์ด้้วยวิิธีีการ
ทางปรััชญา ดัังนั้้�น Philosophy จึึงเป็็นวิิชาที่�่เป็็น Science of principles
แปลว่่าความรู้้�แห่่งหลััก (สวามีี สััตยานัันทปุุรีี, 2514, น. 2) หมายความว่่า
ความรู้้�ที่่�เป็็นหลัักการหรืือเป็็นเกณฑ์์ในการตััดสิินเกี่่�ยวกัับปััญหาทั่่�วไป เช่่น
ความมีีอยู่�จริิง (ของสรรพสิ่�ง) ความรู้้� สััจธรรม ความงาม ความยุุติิธรรม โดย
อาศััยการวิิพากษ์์ที่�่ประกอบด้้วยหลัักเหตุุผลหรืือหลัักตรรกศาสตร์์ ที่�่บอกว่่า
เป็น็ ความรู้้�ทั่ว� ไปเพราะเป็น็ ความรู้้ใ� นระดัับ (โลกิยิ ปััญญา) ที่ค่� นธรรมดาสามััญ
สามารถคิิดได้้คิิดเป็็น นี่่�เป็็นความหมายในทางปราชญ์์ตะวัันตกให้้ไว้้อย่่าง
กว้้าง ๆ
ส่่วนคำำ�ว่่า “ปรััชญา” มาจากศััพท์์ภาษาสัันสกฤต คืือ คำำ�ว่่า ปร+ชญา =
ปรััชญา3 (ปรััด-ยา) แปลว่่า ความรอบรู้้� ความรู้้�ที่่�ประเสริิฐหรืือความปราด
เปรื่�่อง เพื่่�อความเข้้าใจง่่าย คำำ�ว่่าปรััชญา ตรงกัับภาษาบาลีีว่่า ปััญญา ซึ่�่งแปล
ว่่า ความรู้้�ทั่�วหรืือความรอบรู้้� (ในกองสัังขาร) นั่่�นเอง
อีีกศััพท์์หนึ่่�งที่�่นัักปรััชญาอิินเดีีย (Radhakrishanan S, 1994, P. 42)
ใช้้แปลความหมายของ Philosophy คืือคำำ�ว่่า ทรรศนะ (Darśana) ซึ่�่งมา
จากรากศััพท์์ว่่า ทฤศ (Drś) หมายถึึง การดููหรืือมองเห็็น ซึ่่�งการมองเห็็นนี้้�
หมายรวมเอาทั้้�งการมองเห็็นโดยการสัังเกตผ่่านประสาทสััมผััสทางสายตา
ปกติิ เป็็นการตรวจสอบข้้อเท็็จจริิงเปิิดเผยให้้เห็็นให้้เข้้าใจด้้วยการวิิพากษ์์
วิิจารณ์์และการมองเห็็นด้้วยความรู้้�ที่�่เกิิดจากการคิิด เป็็นการสืืบค้้นด้้วยหลััก
การคิิดทางตรรกศาสตร์์ รวมถึึงการเห็็นจากประสบการณ์์ทางญาณทรรศนะ
เป็็นการหยั่ �งรู้้�เรื่่�องจิิตวิิญญาณอย่่างเป็็นระบบในลัักษณะนี้้�เป็็นการเห็็นแจ้้ง
ความจริิงแท้้ ซึ่�ง่ เกิิดผุุดขึ้ �นเองในใจโดยทัันทีี และมีีความหมายรวมไปถึึงเครื่�่อง
3 ปรััชญา เป็็นศััพท์์บััญญััติิจากภาษาสัันสกฤตจึึงสมควรตามหลัักไวยากรณ์์สัันสกฤต เพราะรากศััพท์์
ปร+ชฺฺญา = ปรััชญา หลัักการการอ่่านดัังนี้้� พยััญชนะที่�่ไม่่มีีสระ โดยทั่่�วไปจะอ่่านออกเสีียงไม่่ได้้ แต่่
เป็็นตััวสะกดได้้เมื่่�อมีีสระหรืือพยััญชนะที่่�มีีสระอยู่�หน้้า เช่่น อาชฺฺญา อ่่านว่่า อาด – ญา พยััญชนะที่�่
ไม่่มีีสระ โดยทั่่�วไปจะอ่่านออกเสีียงไม่่ได้้ ที่่�สามารถอ่่านออกเสีียงได้้กึ่�งมาตรา คืือ
ก. พยััญชนะที่่�ไม่่มีีสระ นั้้�นสัังโยคกัับอรรธสระ คืือ ย ร ล ว เช่่น ปฺฺรชฺฺญา อ่่านว่่า ปฺฺรััด – ญา
ข. พยััญชนะที่�่ไม่่มีีสระ นั้้�นเป็็นพยััญชนะอุุสุุม คืือ ศ ษ ส เช่่น อศฺฺวิินฺฺ อ่่านว่่า อััด – ศฺฺวิิน
(อภิิชาญ ปานเจริิญ, 2527, น. 6)
3
มืือที่�่จะทำำ�ให้้เกิิดความเห็็นแจ้้งความจริิงแท้้ด้้วย (อดิิศัักดิ์์� ทองบุุญ, 2546,
น. 5) ดัังนั้้�นความหมายโดยทั่่�วไปของคำำ�ว่่าทรรศนะ จึึงหมายถึึงระบบความ
คิิดทางปรััชญา หลัักทฤษฎีีหรืือศาสตร์์ที่�่ผ่่านการเรีียนรู้้�จากประสบการณ์์ทาง
เพทนาการ4 ผสานด้้วยแนวความคิิดทฤษฎีีของหลัักเหตุุผล ระคนด้้วยปรีีชา
ญาณหยั่ �งรู้้�ภายในจิิตที่่�เกิิดสว่่างกระจ่่างแจ้้งในจิิตโดยฉัับพลััน
เมื่่�อรวมคำำ�นิิยามทั้้�ง 3 ศััพท์์คืือคำำ�ว่่า Philosophy ปรััชญา และทรรศนะ
จึึงสามารถกำำ�หนดขอบเขตความรู้้�ทางปรััชญาที่�่เป็็นหลัักการหรืือทฤษฎีีเกี่่�ยว
กัับการขวนขวายแสวงหาความรู้้� ความจริิงแท้้โดยผ่่านเพทนาการหรืือ
ประสาทสััมผััสทั้้�ง 5 เช่่น ความรู้้�เรื่�่องความมีีอยู่�จริิงของวััตถุุ ความงาม ความ
รู้้�ที่�่ผ่่านหลัักการหรืือทฤษฎีีการคิิดด้้วยหลัักการ เช่่น ความยุุติิธรรม หลััก
เหตุุผล และความรู้้�ที่่�เป็็นญาณทรรศนะระดัับสููง เช่่น สััจธรรม ธรรมชาติิของ
สิ่�งที่่�มีีอยู่�จริิง ตลอดจนลัักษณะของสิ่�งนั้้�น ๆ โดยอาศััยธรรมชาติิของมัันเอง
เป็็นต้้น
ประการหนึ่่�ง ปรััชญาตามแนวคิิดทางตะวัันตกนั้้�นเป็็นกระบวนการแห่่ง
ความสงสััยหรืือฉงนใจฉุุกคิิดในเรื่�่องราวต่่าง ๆ จึึงต้้องเสาะแสวงหาความจริิง
ในเรื่�่องราวนั้้�น ๆ เรีียกว่่าเป็็นการแสวงหาคำำ�ถามมากกว่่าคำำ�ตอบ กล่่าวคืือ
แทนที่�่จะแสวงหาความจริิงสิ่ �งที่�่สำำ�เร็็จรููปตายตััวมาแล้้วแต่่ปรััชญากลัับ
ต้้องการสิ่�งที่่�เป็็นปััญหา ฉะนั้้น� กระบวนการทางปรัชั ญาจึงึ เป็น็ กระบวนการแห่ง่
ความสงสััยและแสวงหาคำ�ำ ถาม ค้้นหา สืืบค้้นเพื่่�อนำ�ำ ไปพบความจริิงนั้้�น ๆ แต่่
ผู้้�ค้้นพบความจริิงจะไม่่พอใจอยู่�เท่่านั้้�น เพราะความจริิงที่�่ค้้นพบไม่่มีีเสน่่ห์์
พอที่่�จะทำำ�ให้้นัักปรััชญาฉงนสนเท่่ห์์ ในกระบวนการค้้นหาความงามก็็เช่่นกััน
กองประกวดนางงามจัักรวาลอาจพอใจอยู่ �ที่�่การได้้ประกาศผลว่่าใครคืือ
นางงามแห่่งจัักรวาลประจำำ�ปีีนี้้� แต่่นัักสุุนทรีียศาสตร์์จะคิิดไปต่่อว่่า ที่�่ว่่างาม
อย่่างมีีคุุณค่่านั้้�น งามอย่่างไร ใช้้เกณฑ์์มาตรฐานใดมาชี้ �นำำ� เกณฑ์์เหล่่านั้้�น
เชื่่�อถืือได้้มากน้้อยเท่่าใด เป็็นต้้น ซึ่่�งเสน่่ห์์ของแนวคิิดดัังกล่่าวคืือ ความมิิ
จำำ�นนต่่อความจริิงตรงหน้้าเพราะเหตุุว่่าผู้้�อื่�่นบอกว่่าจริิง ดัังนั้้�นวิิชาปรััชญา
4 ความรู้�้ สึึกหรืือประสบการณ์์
4
จึึงสามารถแบ่่งขอบเขตของการแสวงหาคำำ�ถามเพื่่�อสืืบเสาะหาความรู้้�เป็็น
เครื่่�องนำำ�ทางไปสู่่�ความจริิงตามสาขาต่่าง ๆ
สาขาของปรััชญา
การแบ่่งสาขาของวิิชาปรััชญาตามคำำ�นิิยามนั้้�นอาจแบ่่งได้้หลากหลาย
ลัักษณะ เพราะมีีขอบเขตกว้้างขวางครอบคลุุมความรู้้�หรืือศาสตร์์หลายสาขา
แต่่ในหนัังสืือเล่่มนี้้�จะกำำ�หนดขอบเขตง่่าย ๆ สำำ�หรัับเป็็นแนวทางการศึึกษา
ปรััชญาเบื้้�องต้้น เพื่่�อปููทางไปสู่่�การเรีียนรู้้�สุุนทรีียศาสตร์์อย่่างมีีกฎเกณฑ์์
ดัังนั้้�นจึึงแบ่่งวิิชาปรััชญาเป็็น 2 ประเภท คืือ ปรััชญาบริิสุุทธิ์์� (Pure
Philosophy) และปรััชญาประยุุกต์์ (Applied Philosophy)
1. ปรััชญาบริิสุุทธิ์์� คืือ ปััญหาหรืือขอบเขตของปรััชญาที่�่เป็็นเรื่�่องของ
ปรััชญาโดยเฉพาะไม่่เกี่�่ยวข้้องกัับข้้อสรุุปของวิิชาอื่�่น ๆ ที่�่แยกตััวออกไปจาก
วิิชาปรััชญา (วิิธาน สุุชีีวคุุปต์์ และคณะ, 2534, น. 11)
2. ปรััชญาประยุุกต์์ หมายถึึง ปััญหาปรััชญาเฉพาะเรื่่�องเพราะเป็็นปััญหา
ปรััชญาที่�่พาดพิิงกัับผลสรุุปของวิิชาอื่�่น ๆ ที่�่แยกตััวออกไปจากวิิชาปรััชญา
แล้้ว (วิิธาน สุุชีีวคุุปต์์และคณะ, 2534, น. 17) เนื้้�อหาของปรััชญาประยุุกต์์
เป็็นการนำำ�ปรััชญาบริิสุุทธิ์์�ไปประสมประสานเข้้ากัับเนื้้�อหาของศาสตร์์ต่่าง ๆ
กล่่าวคืือนำำ�หลัักความจริิงหรืือความคิิดที่�่ได้้จากปรััชญาบริิสุุทธิ์์�ไปใช้้ในการ
หาความจริิงในวิิชาการด้้านอื่�่น ๆ ทำำ�ให้้เกิิดคำำ�ถามที่่�ศาสตร์์ต่่าง ๆ ไม่่เคยถาม
เกี่�่ยวกัับศาสตร์์ของตััวเอง เช่่น วิิทยาศาสตร์์จะไม่่ถามว่่าวิิธีีการทาง
วิิทยาศาสตร์์น่่าเชื่�่อถืือมากน้้อยเพีียงใด คณิิตศาสตร์์จะไม่่ถามว่่าความหมาย
ของจำำ�นวนคืืออะไร แต่่ปรััชญาวิิทยาศาสตร์์และปรััชญาคณิิตศาสตร์์จะเริ่�ม
ต้้นด้้วยคำำ�ถามดัังกล่่าว ดัังนั้้�นปรััชญาประยุุกต์์จึึงทำำ�ให้้ศาสตร์์นั้้�น ๆ มีีความ
ลึึกซึ้ �งและน่่าเชื่�่อถืือมากขึ้ �น ตััวอย่่างปรััชญาประยุุกต์์ ได้้แก่่ ปรััชญา
วิิทยาศาสตร์์ ปรััชญาคณิิตศาสตร์์ ปรัชั ญาการเมืือง ปรัชั ญาการศึกึ ษา ปรัชั ญา
สังั คม ปรัชั ญาศาสนา ปรัชั ญาเศรษฐศาสตร์์ ปรัชั ญาเศรษฐกิจิ พอเพีียง เป็น็ ต้น้
5
ที่�่กล่่าวมาข้้างต้้นเป็็นกรอบของปรััชญาโดยสัังเขป ดัังนั้้�นเมื่�่อกล่่าวว่่าสิ่�ง
ใดเป็็นปรััชญาจึึงควรเข้้าใจในเบื้้�องต้้นว่่าขอบเขตของวิิชาปรััชญามีีอะไรบ้้าง
มีีวิิธีีการศึึกษาหรืือวิิธีีการทางปรััชญาอย่่างไร จึึงจะสามารถมองภาพของสิ่�ง
นั้้�น ๆ ว่่าเป็็นปรััชญาได้้อย่่างไร เพื่่�อให้้เหมาะกัับขอบเขตและเนื้้�อหา จึึงเสนอ
เฉพาะปรััชญาบริิสุุทธิ์์� โดยปรััชญาบริิสุุทธิ์์�แบ่่งออกเป็็น 4 สาขา5 คืือ
อภิิปรััชญา ญาณวิิทยา จริิยศาสตร์์ และสุุนทรีียศาสตร์์ ดัังต่่อไปนี้้�
1) อภิิปรััชญา (Metaphysics) หลัักเกณฑ์์การค้้นหาความจริิงแท้้
คำำ�ว่่า “อภิิปรััชญา” รููปศััพท์์บาลีีสัันสกฤตมาจากรากศััพท์์ คืือ อภิิ
(อุุปสรรค (Prefix)) แปลว่่า ยิ่�งใหญ่่ และชฺฺญา (ธาตุุ) ความรู้้� ประกอบเป็็น
“ปรััชญา” แปลว่่า ความรู้้�ที่�่ประเสริิฐยิ่�งหรืือปรััชญาอัันยิ่�งหรืือปรััชญาชั้ �นสููง
(อดิิศัักดิ์� ทองบุุญ, 2533, น. 1) คำำ�นี้้�เป็็นศััพท์์บััญญััติิขึ้ �นใช้้กัับคำำ�ว่่า Meta-
physics อ่่านว่่า met-a-phys-ics [met-uh-fiz-iks]6 ซึ่�่งเป็็นคำ�ำ ที่�่มีีรากศััพท์์
มาจากภาษากรีีกว่่า meta physika = The works after the physics
5 บทวิิพากษ์์ แนวความคิิดเรื่�่องการจััดสาขาของวิิชาปรััชญา ถ้้ายึึดตามแนวคิิดของเพลโต (Plato)
แล้้วถืือว่่าปรััชญาเป็็นความรู้้�รวมแห่่งสรรพศาสตร์์ คืือ ไม่่ได้้จำำ�กััดขอบเขตแห่่งความรู้้� ดัังนั้้�นท่่านจึึง
ไม่่ชอบใจนัักที่่�จะแบ่่งแยกประเภทความรู้้�ออกเป็็นสาขาต่่าง ๆ แต่่เพราะแนวความคิิดแบบวิิเคราะห์์
ของอริิสโตเติิล (Aristotle) จึึงได้้แบ่่งความรู้้�ออกเป็็นสาขาย่่อยต่่างๆ เช่่น ศาสตร์์เกี่่�ยวกัับฟิิสิิกส์์ ชีีวะ
และสัังคมศาสตร์์ เป็็นต้้น ดัังนั้้�นปรััชญาจึึงสามารถแบ่่งออกเป็็น 1.อภิิปรััชญา 2.ศาสตร์์ที่่�เกี่�่ยวข้้อง
กัับปรััชญาแต่่ละหมวด ความรู้้�เหล่่านี้้�มีีเนื้้�อหาสาระที่�่มีีลัักษณะสำำ�คััญเป็็นของเฉพาะตน อภิิปรััชญา
นั้้�นแบ่่งเป็็น ก.เนื้้�อหาที่�่เกี่่�ยวข้้องกัับญาณวิิทยา ซึ่่�งเป็็นเรื่่�องที่�่เกี่่�ยวข้้องกัับปััญหาเรื่�่องความรู้้�และเกณฑ์์
การตััดสิินสััจธรรม ข.ภววิิทยา (Ontology) เป็็นวิิชาที่�่ศึึกษาเกี่่�ยวกัับปััญหาที่�่เกี่่�ยวข้้องกัับความมีีอยู่�
จริิงและความจริิง หรืือสารััตถะของสิ่�งนั้้�น ๆ ค.คุุณวิิทยา (Axiology) เป็็นศาสตร์์ที่่�ศึึกษาเกี่�่ยวกัับ
ปััญหาเรื่�่องคุุณค่่าและสิ่�งที่�่ควรจะเลืือก (ที่�่ดีีที่่�สุุดสำำ�หรัับชีีวิิต) (Gupta, S.N, 2005, น. 9-10) ฉะนั้้�น
ในการแบ่่งขอบเขตสาขาปรััชญาออกเป็็น 4.สาขาในหนัังสืือเล่่มนี้้�ก็็เพื่่�อให้้ผู้้�ศึึกษาใหม่่หรืือยัังไม่่คุ้�นเคย
กัับวิิชานี้้�ได้้รู้้�จัักขอบเขตที่�่จะศึึกษาปรััชญาอย่่างง่่ายๆไม่่ซัับซ้้อนเกิินไป เหมาะสมกัับผู้้�ศึึกษาเบื้้�องต้้น
อย่่างไรก็็ตามการแบ่่งสาขาปรััชญาที่�่เป็็นที่่�ยอมรัับกัันทั่่�วไปคืือ การแบ่่งปรััชญาออกเป็็น 3 สาขาใหญ่่
คืือ 1.ภววิิทยาหรืืออภิิปรััชญา โดยแบ่่งเป็็นสาขาย่่อยอีีกคืือ ก.จัักรวาลศึึกษา (Cosmology) และรััง
สรรควิิทยา (Cosmogony ) ข.อาตมวิิทยาหรืือปรััชญาว่่าด้้วยจิิต(Philosophy of Self) ค.ปรััชญาว่่า
ด้้วยพระเจ้้า (Philosophy of God) 2.ญาณวิิทยา (Epistemology) และ 3.คุุณวิิทยา เป็็นสาขาย่่อย
คืือ ก.ตรรกวิิทยา (Logic) ข.จริิยศาสตร์์ (Ethics) ค.สุุนทรีียศาสตร์์ (Aesthetics) (ดููรายละเอีียดใน
สุุเชาวน์์ พลอยชุุม, ม.ป.ป, น. 13-14) การแบ่่งลัักษณะนี้้� เหมาะสำำ�หรัับนัักศึึกษาที่�่ต้้องเรีียนวิิชาปรััชญา
เป็็นวิิชาบัังคัับซึ่่�งต้้องศึึกษาปรััชญาในแนวลึึกและแนวกว้้าง
6 http://dictionary.reference.com/browse/philosophy/26/01/2009/06.00am.
6
ดัังนั้้�น คำำ�ว่่า Metaphysics ตามรููปศััพท์์จึึงหมายถึึงวิิชาที่่�อยู่�หลัังวิิชาฟิิสิิกส์์
ซึ่ง่� เป็น็ งานเขีียนของอริสิ โตเติลิ (Aristotle ก่อ่ น ค.ศ.384-322) ได้แ้ ก่ว่ ิชิ า First
Philosophy หรืือหลัักมููลแห่่งวิิชาความรู้�7้ เป็็นต้้น เค้้าของวิิชาการทั้้�งหลาย
ที่�่ว่่าด้้วยความเป็็นจริิงหรืือความจริิงแท้้ (Reality) ของโลกและจัักรวาลตลอด
จนธรรมชาติิของมนุุษย์์ ความเป็็นจริิงที่�่อภิิปรััชญาแสวงหานั้้�นเป็็นความจริิง
สุุดท้้าย หรืือความจริิงสููงสุุดที่่�เรีียกว่่าความจริิงอัันติิมะ (Ultimate Reality)
อัันเป็็นพื้้�นฐานที่�่มาของความจริิงอื่่�น ๆ ดัังนั้้�นจึึงเริ่�มต้้นด้้วยคำำ�ถามที่่�ว่่าอะไร
คืือสิ่�งที่�่มีีอยู่�จริิง ความจริิงของโลกและชีีวิิตคืืออะไร อะไรคืือความจริิงอััน
สููงสุุด แม้้กระทั่่�งปััญหาที่�่ว่่าความงามมีีอยู่�จริิงหรืือไม่่ อภิิปรััชญาพยายาม
ตอบคำำ�ถามว่า่ สิ่ง� ที่ม�่ ีีอยู่�จริงิ คืืออะไรและถ้า้ มีีคำำ�ตอบแล้ว้ ยังั ถาม (และพยายาม
ตอบ) ต่่อไปอีีกด้้วยว่่าทำำ�ไมสิ่�งต่่าง ๆ จึึงมีีอยู่�แทนที่�่จะไม่่มีีอะไรเลย เนื้้�อหา
ส่่วนใหญ่่ของอภิิปรััชญาจึึงอธิิบายเกี่่�ยวกัับสารััตถะ (Substance) พระเจ้้า
(God) วิิญญาณ (Soul) และเจตจำำ�นงเสรีี ว่่าสิ่�งเหล่่านี้้�มีีอยู่�จริิงหรืือไม่่ ถ้้ามีี
อยู่�จริิง มีีอยู่�อย่่างไรและทำำ�ไมจึึงมีีอยู่� เป็็นต้้น
2) ญาณวิิทยา (Epistemology) ความรู้้�ในฐานะเป็็นเครื่�่องมืือในการ
แสวงหาความจริิงแท้้
คำำ�ว่่า “ญาณวิิทยา” รููปศััพท์์บาลีีสัันสกฤตมาจาก 2 คำำ� คืือ ญาณะ แปล
ว่่า ความรู้้� รู้้�แจ้้ง และวิิทยา แปลว่่า ความรู้้�หรืือวิิชา รวมกัันเข้้าเป็็น
“ญาณวิิทยา” แปลว่่าวิิชาว่่าด้้วยความรู้้� และเป็็นศััพท์์บััญญััติิที่่�ใช้้กัับคำำ�ว่่า
Epistemology อ่่านว่่า e-pis-te-mol-o-gy (ĭ-pĭs’tə-mŏl’ə-jē) n. [Greek
epistēmē, knowledge (from epistasthai, epistē-, to understand :
epi-, epi- + histasthai, middle voice of histanai, to place, determine;
see stā- in Indo-European roots) + -logy.] มีีคำำ�อธิิบายว่่า The branch
of philosophy that studies the nature of knowledge, its presup-
positions and foundations, and its extent and validity. (D.R.) หรืือ
7 เป็็นคำำ�แปลของพลตรีีพระเจ้้าวรวงศ์์เธอ กรมหมื่่�นนราธิิปพงศ์์ประพัันธ์์ที่�่เป็็นผู้้�บััญญััติิศััพท์์
อภิิปรััชญาจากคำำ�ว่่า Metaphysics
7
แปลว่่า สาขาปรััชญาหนึ่่�งที่่�ศึึกษาธรรมชาติิของความรู้้� สมมติิฐานและ
รากฐานของสิ่�งนั้้�น รวมถึึงขอบเขตและเป็็นเหตุุเป็็นผล ใช้้ร่่วมกัับคำำ�ว่่าทฤษฎีี
ความรู้้� (Theory of knowledge) เป็็นวิิชาที่่�ว่่าด้้วยบ่่อเกิิด ลัักษณะหน้้าที่่�
ประเภท ระเบีียบวิิธีีและความสมเหตุุสมผลของความรู้้� (ราชบััณฑิิตยสถาน,
2540, น. 34) เป็็นวิิชาที่�่มีีขอบเขตเกี่่�ยวกัับความหมายของสภาวะที่่�เรีียก
ว่่าการรู้้� การรัับรู้้�รัับทราบ ความรู้้�สึึกที่�่แน่่ใจ การเดา ความผิิดพลาด ความ
จำำ� การค้้นพบ การพิิสููจน์์ การอนุุมานอ้้างอิิง การทำำ�ให้้มีีขึ้้�น การหาพยาน
หลัักฐานมายืืนยััน (ความคิิดเห็็นของตนเอง) ความกัังขาน่่าสงสััย การสะท้้อน
มุุมมอง การคิิดจิินตนาการ ความฝััน เป็็นต้้น (Jonathan Rée and Urmson
J.O., 2005, P. 113)
ดัังนั้้�น ญาณวิทิ ยา จึึงเป็็นวิชิ าที่่ศ� ึึกษาเกี่่�ยวกัับธรรมชาติิของความรู้้� ความ
เป็็นไปได้้ของความรู้้� สิ่�งที่่�ทำำ�ให้้ความรู้้�เกิิดขึ้ �น ความสััมพัันธ์์ระหว่่างผู้้�รู้�และ
สิ่�งที่�่ถููกรู้้� ตลอดจนศึึกษาถึึงลัักษณะ ขอบเขต ประเภท และความสมเหตุุสม
ผลของความรู้้� เนื้้�อหาของญาณวิิทยาพยายามที่่�จะตอบปััญหาที่่�ว่่า ความรู้้�
เกิิดขึ้ �นได้้อย่่างไร อะไรคืือสิ่�งที่�่เรารู้้� เราจะสร้้างความรู้้�ได้้อย่่างไร อะไรคืือ
เงื่่�อนไขหรืือปััจจััยของความรู้้�และเกณฑ์์ตััดสิินความรู้้�คืืออะไร โดยเฉพาะคำำ�
ว่่า ความสมเหตุุสมผลของความรู้้�นั้�นมุ่�งหมายถึึงความรู้้�หรืือสิ่�งที่่�มนุุษย์์รู้้�จััก
จะต้้องสอดคล้้องหรืือตรงกัับความเป็็นจริิง เช่่น หากบอกว่่าเรามีีความรู้้�เรื่�่อง
รถยนต์์ จะต้้องมีีรถยนต์์จอดให้้เห็็นเป็็นประจัักษ์์ เป็็นต้้น ดัังนั้้�น ญาณวิิทยา
จึึงเป็็นการสืืบสวนค้้นคว้้าความเป็็นไปได้้ ต้้นกำำ�เนิิด และลัักษณะของความ
รู้้�ของมนุุษย์์ ตลอดระยะแห่่งความเพีียรพยายามที่่�จะพััฒนาทฤษฎีีความรู้้�ให้้
เพีียงพอจนก้้าวหน้้า นัับจากงานเขีียนของเพลโต (Plato) ที่่�ชื่�่อ Theaetetus
เป็็นต้้นมา ญาณวิิทยาได้้มีีอิิทธิิพลต่่อความคิิดครอบงำ��ปรััชญาตะวัันตกมา
ตั้ �งแต่่ยุุคของเดส์์การ์์ตส์์ (Descartes: 1596-1650) และจอห์์น ล็็อค (John
Locke: 1632-1704) ในปััญหาข้้อแย้้งกัันระหว่่างความรู้้�ที่�่เป็็นเหตุุผลนิิยม
และประสบการณ์์นิิยม เกี่่�ยวกัับปััญหาสำำ�คััญเรื่�่องการรัับรู้้�ที่่�มีีมาก่่อน
ประสบการณ์์และหลัังประสบการณ์์ ยัังได้้รัับการถกแถลงกัันอยู่�เสมอ
8
ดัังนั้้�นวิิธีีที่�่จะพิิสููจน์์รัับความถููกต้้องของความรู้้�จึึงต้้องอาศััยฐานรองรัับที่�่เชื่่�อ
ถืือได้้ ในทางปรััชญาจึึงอาศััยตรรกศาสตร์์เป็็นเครื่�่องมืือ
ตรรกศาสตร์์ (Logic) ว่่าด้้วยการใช้้เหตุุผล การอ้้างเหตุุผล การตรวจ
สอบการอ้้างเหตุุผลว่่าสมเหตุุสมผลหรืือไม่่ และข้้อบกพร่่องของการอ้้าง
เหตุุผล เนื้้�อหาทางตรรกศาสตร์์อธิิบายว่่าการใช้้เหตุุผลแบบใดเป็็นการใช้้
เหตุุผลที่�่ดีี น่่าเชื่�่อถืือ มีีความถููกต้้องและสมเหตุุสมผล การใช้้เหตุุผลแบบใด
เป็็นการใช้้เหตุุผลที่�่มีีข้้อบกพร่่อง ไม่่สมเหตุุสมผล ดัังนั้้�นหน้้าที่่�อย่่างหนึ่่�งของ
ตรรกศาสตร์์คืือตรวจสอบการใช้้เหตุุผลและคำำ�อธิิบายของศาสตร์์ต่่าง ๆ ว่่า
มีีความน่่าเชื่�่อถืือมากน้้อยเพีียงใด ในการเรีียนวิิชาปรััชญาตรรกศาสตร์์จึึง
เป็็นส่่วนสำำ�คััญในการเสนอรููปแบบทางความคิิดแบบปรััชญาที่่�สมเหตุุสมผล
และใช้้เป็็นเครื่่�องมืือในการตรวจสอบรููปแบบการนำำ�เสนอความคิิดของนััก
ปรััชญาว่่าน่่าเชื่�่อถืือหรืือไม่่เพีียงใด
ดัังนั้้�น การศึึกษาตรรกศาสตร์์จึึงเป็็นการศึึกษาวิิธีีการและหลัักการที่�่จะ
ใช้้ในการจำำ�แนกแยกแยะประโยค (ถ้้อยความ) ที่่�เจรจาออกมาให้้ชััดเจนว่่า
ประโยคใดถููกต้้องและถ้้อยความใดไม่่ถููกต้้อง (Copi, 1995, P. 1) เนื้้�อความ
แห่่งคำำ�พููดจึึงสามารถจััดเป็็นประโยคที่�่มีีเนื้้�อความจริิงหรืือประโยคเป็็นเท็็จ
หรืือสมเหตุุสมผลหรืือไม่่
ตรรกศาสตร์์สามารถแบ่่งได้้เป็็น 2 ประเภท ตามลัักษณะของการอ้้าง
เหตุุผล (Argument) คืือ
1. ตรรกศาสตร์์แบบนิิรนััย (Deductive logic)
2. ตรรกศาสตร์์แบบอุุปนััย (Inductive logic)
ตรรกศาสตร์์แบบนิิรนััย คืือ การอ้้างเหตุุผลจากความจริิงที่�่เป็็นข้้อความ
หรืือความคิิดจากสิ่�งทั่่�วไปหรืือสากลไปหาสิ่�งเฉพาะ หรืือโดยนััยหนึ่่�งหมายถึึง
การสรุุปสิ่่�งเฉพาะจากสิ่ �งทั่่�วไป
การใช้้เหตุุผลแบบนิิรนััย หรืือ Deductive (สามเหลี่่�ยมหงายจากมาก
ไปหาน้้อย) หมายถึึง การพิิสููจน์์ว่่าข้้อสรุุปเป็็นจริิงเพราะข้้ออ้้างทั้้�งหมดเป็็น
จริิงหรืือข้้อสรุุปจริิงตามเงื่่�อนไขของข้้ออ้้าง ข้้อสรุุปของการอ้้างเหตุุผลแบบ
9
นิิรนััยจึึงไม่่ได้้ให้้ข้้อมููลใหม่่นอกเหนืือไปจากที่่�ปรากฏอยู่ �แล้้วในข้้ออ้้าง
การอ้้างเหตุุผลแบบนี้้�เป็็นการรัักษาความจริิงและไม่่สามารถขยายความ
รู้้�ใหม่่ได้้การอ้้างเหตุุผลแบบนิิรนััยอาศััยวิิธีีการคำำ�นวณเชิิงคณิิตศาสตร์์หรืือ
เรขาคณิิตเป็็นฐาน
ตััวอย่่าง
มนุุษย์์ทุุกคนเป็็นสิ่ �งต้้องตาย
แดงเป็็นมนุุษย์์
เพราะฉะนั้้�น แดงเป็็นสิ่�งต้้องตาย
All men are mortal. (First premise)
Socrates is a man. (Second premise)
Therefore, Socrates is mortal. (Conclusion)
ตรรกศาสตร์์แบบนิิรนััยมีีความสััมพัันธ์์กัับทฤษฎีีญาณวิิทยาประเภท
เหตุุผลนิิยม (Rationalism) ในลััทธิิเหตุุผลนิิยมนี้้�มีีนัักปรััชญาที่่�สำำ�คััญ เช่่น
เดส์์การ์์ตส์์ (Descartes) สปิิโนซ่่า (Spinoza) ไลบ์์นิิทซ์์ (Leibniz) โดยลััทธิิ
นี้้�ยอมรัับว่่า ความรู้้�เกิิดขึ้ �นจากการใช้้ปััญญาคิิดหาเหตุุผลเท่่านั้้�น และมองว่่า
ความรู้้�ที่่�ได้้จากประสบการณ์์นั้้�นเป็็นความรู้้�ที่่�ไม่่แน่่นอน อาจผิิดพลาดได้้
เหตุุผลนิิยมถืือว่่า ประสบการณ์์เป็็นตััวให้้ข้้อมููล (ทางประสาทสััมผััสทั้้�ง 5)
แต่่เหตุุผลนั้้�นจะเป็็นตััวตััดสิินให้้เห็็นความจริิง เกิิดความรู้้�
เหตุุผลนิิยมเชื่�่อในความรู้้�ก่่อนประสบการณ์์ หรืือ A priori-knowledge
นั่่�นคืือความรู้้�นั้ �นมีีประทัับอยู่�แล้้วในจิิต มีีมาก่่อนประสบการณ์์ เช่่น
คณิิตศาสตร์์ กฎเรขาคณิิต เราเรีียกความรู้้�ที่่�ไม่่อาศััยประสบการณ์์นี้้�ว่่า ความ
รู้้�แบบนิิรนััย วิิธีีการแบบนิิรนััย (Deduction) คืือ การพิิสููจน์์ความเชื่�่อหนึ่่�ง
โดยอาศััยความเชื่�่อเดิิมที่�่มีีอยู่�หรืือที่�่ยอมรัับหรืือที่่�สมมติิ หรืือการโยงความ
คิิดจากสิ่ �งที่่�เรารู้้�โดยไม่่ต้้องอาศััยสิ่ �งอื่่�นเลย
ตััวอย่่าง
“ลุุงของเพื่�่อนไม่่สบาย”
10
จากประโยคนี้้� สามารถสรุุปได้้ทัันทีีว่่าลุุงเป็็นผู้้�ชาย จะเห็็นว่่าข้้อสรุุปที่่�
ว่่าลุุงเป็็นผู้้�ชายได้้มาจากข้้ออ้้างโดยไม่่ต้้องอาศััยประสบการณ์์ใด ๆ
ส่ว่ นการใช้เ้ หตุผุ ลอีีกประเภทหนึ่่ง� คืือ ตรรกศาสตร์แ์ บบอุปุ นัยั (Inductive
logic) เป็็นความคิิดในเชิิงตรรกศาสตร์์ (Logical thinking) แบบสามเหลี่�่ยม
คว่ำ�ำ� จากน้้อยไปหามาก เพราะเป็็นความคิิดที่่�ได้้จากประสบการณ์์ที่�่พบเห็็น
อยู่�เสมอว่่าในช่่วงฤดููฝนตอนเวลาบ่่ายแก่่ ๆ ถึึงเย็็นมัักจะมีีฝนตกเป็็นประจำำ�
จึึงสามารถอนุุมานว่่า เย็็นนี้้�ฝนอาจจะตก เป็็นต้้น
ลัักษณะสำำ�คััญของการใช้้เหตุุผลแบบอุุปนััย คืือ เนื้้�อความของข้้อสรุุป
(Conclusions) มีีเกิินกว่่าเนื้้�อความของบทตั้้�ง (Premise) การอ้้างเหตุุผล
แบบนี้้�จะให้้ข้้อมููลหรืือความรู้้�ใหม่่ ข้้อสรุุปจึึงมีีลัักษณะทั่่�วไปที่�่ได้้มาจากความ
จริิงเฉพาะ การอ้้างเหตุุผลแบบอุุปนััย อาศััยการคิิด และสัังเกตการณ์์จากวิิธีี
การทางวิิทยาศาสตร์์ ธรรมชาติิ สัังคมศาสตร์์ ประวััติิศาสตร์์หรืือความรู้้�ใน
ชีีวิิตประจำำ�วััน
ประสบการณ์์นิิยม หรืือประจัักษนิิยม (Empiricism)
ในลััทธิินี้้�มีีนัักปรััชญาที่่�สำำ�คััญ คืือ จอห์์น ล็็อค (John Locke) เดวิิด ฮิิวม์์
(David Hume) ลััทธิินี้้�ยอมรัับว่่าประสบการณ์์เป็็นบ่่อเกิิดของความรู้้� หรืือ
ความรู้้�เกิิดจากการรัับรู้้�ทางประสาทสััมผััสทั้้�ง 5 เท่่านั้้�น ทััศนะนี้้�ถืือว่่า ไม่่มีี
ความรู้้�ใดที่�่ติิดตััวมนุุษย์์มาตั้ �งแต่่เกิิด ความรู้้�จะได้้มาต้้องได้้มาจากการเรีียน
จากประสบการณ์์ แม้้จะอ้้างว่่ามีีความรู้้�บางอย่่างติิดตััวมาแต่่เกิิด (ปััญญา)
มัันก็็แทบจะไม่่มีีความหมายอะไรเลย ถ้้าไม่่มีีประสาทสััมผััส
ประสบการณ์์เป็็นตััวให้้ข้้อเท็็จจริิง เป็็นวััตถุุดิิบของความรู้้� ถ้้าไม่่มีี
ประสาทสััมผััสรัับข้้อมููลให้้กัับจิิต จะรู้้�อะไรไม่่ได้้เลย ประสบการณ์์แม้้จะ
เปลี่�่ยนแปลงไม่่ตายตััว แต่่ก็็ให้้ความจริิงที่่�มีีสาระทำำ�ให้้มีีความรู้้�และเข้้าใจโลก
ได้้เรีียกความรู้้�แบบนี้้�ว่่า ความรู้้�อุุปนััย (Induction)
ตััวอย่่าง
“มะม่่วงแต่่ละผลจากต้้นนี้้�หวาน เราเคยชิิมมาแล้้ว”
11
จึึงสรุุปว่่า มะม่่วงต้้นนี้้�หวาน นี่�่คืือการเอาความจริิงที่่�รู้้�จากส่่วนย่่อย
(มะม่่วงแต่่ละผลหวาน) มายกให้้เป็็นความจริิงของส่่วนรวม (มะม่่วงต้้นนี้้�
หวาน) นี่�่คืือการก้้าวกระโดด คืือ กระโดดจากบางสิ่�งไปสู่่�ทุุกสิ่�ง
การอุุปนััยเป็็นการกระโดดจากอดีีตไปสู่่�อนาคต คืือ หลัักฐานที่่�ได้้จาก
ประสบการณ์์ในอดีีต ทำำ�ให้้สรุุปได้้ว่่าในอนาคตมัันจะเป็็นอย่่างนี้้�ด้้วย ความ
รู้้�อุปุ นัยั แบบนี้้� เป็น็ ความรู้้แ� บบวิทิ ยาศาสตร์ด์ ้ว้ ย ซึ่ง่� เป็น็ หัวั ใจของวิทิ ยาศาสตร์์
ความจริิง คืือ ความรู้้�ทุุกอย่่างเกิิดจากประสบการณ์์และเกิิดภายหลััง
ประสบการณ์์ด้้วย
ข้้อดีีของความรู้้แ� บบนิริ นัยั คืือ เป็็นความรู้้�ที่�แ่ น่่นอน ไม่ส่ ามารถผิิดพลาด
ได้้เลย มีีความตายตััว ไม่่เปลี่�่ยนแปลง
ข้้อเสีียของความรู้้�แบบนิิรนััย คืือ จะไม่่ได้้ความรู้้�ใหม่่ ๆ เข้้ามาในชีีวิิต
เลย เพราะว่่ามัันตายตััว แคบและจำำ�กััด แต่่มัันก็็มีีความบริิสุุทธิ์์� แย้้งไม่่ได้้
เถีียงไม่่ได้้เช่่นกััน
3) จริิยศาสตร์์ (Ethics) หลัักเกณฑ์์ของการตััดสิินความดีี-ความชั่�ว
คำำ�ว่่า “จริิยศาสตร์์” รููปศััพท์์บาลีีสัันสกฤตมาจาก 2 คำำ� คืือ จริิยะ แปล
ว่่า กริิยาที่่�ควรประพฤติิ และศาสตร์์ แปลว่่า ความรู้้�หรืือวิิชา รวมกัันเข้้าเป็็น
“จริิยศาสตร์์” แปลว่่าวิิชาว่่าด้้วยกริิยาที่่�ควรประพฤติิ และเป็็นศััพท์์บััญญััติิ
ที่่�ใช้้กัับคำำ�ว่่า ETHICS ในภาษาอัังกฤษ ซึ่่�งเดิิมมาจากคำำ�ในภาษากรีีกว่่า
ETHOS และภาษาลาติิน ETHICA สำำ�หรัับคำำ�ว่่า ETHICS อ่่านออกเสีียงดัังนี้้�
eth-ics [eth-iks] หมายถึึง
1.ระบบของหลัักศีีลธรรม เช่่น หลัักจริิยธรรมของวััฒนธรรม
2.กฎแห่่งความประพฤติิที่�่ได้้รัับการยอมรัับในการแสดงความเคารพต่่อ
พฤติิกรรมการปฏิิบััติิงานของมนุุษย์์ในเฉพาะสาขา เฉพาะกลุ่�ม เฉพาะ
วััฒนธรรม เช่่น จริิยธรรมทางการแพทย์์ จริิยธรรมของชาวคริิสเตีียน
3.หลัักจริิยธรรมส่่วนบุุคคล
4.เป็็นสาขาหนึ่่�งของวิิชาปรััชญาที่�่เกี่่�ยวข้้องกัับคุุณค่่าอัันสััมพัันธ์์กับั ความ
ประพฤติิของมนุุษย์์ ที่่�เอื้ �อต่่อการกระทำำ�ความถููก-ผิิดที่่�ชััดเจน รวมทั้้�งจููงใจ
12
ในการทำำ�ความดีี-ชั่�ว และมีีจุุดหมายต่่อการกระทำำ�นั้้�น8
ดัังนั้้�น จริิยศาสตร์์ จึึงเป็็นปรััชญาสาขาหนึ่่�งที่�่ว่่าด้้วยการแสวงหาความ
ดีีสููงสุุดของชีีวิิตมนุุษย์์ แสวงหาเกณฑ์์ในการตััดสิินความประพฤติิของมนุุษย์์
ว่่าอย่่างไหนถููก ไม่่ถููก ดีีไม่่ดีี ควรไม่่ควร และพิิจารณาปััญหาเรื่�่องสถานภาพ
ของค่่าทางศีีลธรรม ราชบััณฑิิตยสถาน (2540, น. 34) ให้้ความหมายของคำำ�
ว่่า Ethics ไว้้ว่่าการศึึกษาบรรทััดฐานความประพฤติิและการตััดสิินคุุณค่่า
ทางจริิยธรรม
โดยสรุุปจริิยศาสตร์์ (Ethics) เป็็นปรััชญาสาขาหนึ่่�งที่�่ว่่าด้้วยค่่าทาง
จริิยธรรม ความดีีสููงสุุดสำำ�หรัับมนุุษย์์ และเกณฑ์์ตััดสิินจริิยธรรม เนื้้�อหาทาง
จริิยศาสตร์์อธิิบายถึึงลัักษณะของความดีี ความถููกต้้อง ว่่าเป็็นสิ่�งที่่�สามารถ
นิิยามได้้หรืือไม่่อย่่างไร สิ่�งที่�่ดีีที่�่สุุดในชีีวิิตหรืือเป้้าหมายสููงสุุดของชีีวิิตคืือ
อะไร และศึึกษาถึึงปััญหาทางจริิยธรรมว่่าเราจะใช้้อะไรเป็็นเกณฑ์์ตััดสิินค่่า
ทางจริิยธรรม
4) สุุนทรีียศาสตร์์ (Aesthetics) เกณฑ์์การตััดสิินความงาม
คำำ�ว่่า “สุุนทรีียศาสตร์์” รููปศััพท์์บาลีีว่่า สุุนทร แปลว่่าดีี งาม และศััพท์์
สัันสกฤต คืือ สุุนทรีียะ แปลว่่า ดีี งามเช่่นกััน และศััพท์์ว่่า ศาสตร์์ แปลว่่า
ความรู้้� หรืือวิิชา รวมกัันเป็็น สุุนทรีียศาสตร์์ แปลว่่าวิิชาว่่าด้้วยความดีี ความ
งาม9 และเป็็นศััพท์์บััญญััติิที่�่ใช้้กัับคำำ�ว่่า Aesthetics10 ในภาษาอัังกฤษซึ่่�งเดิิ
มาจากคำำ�ในภาษากรีีกว่่า aisthētikós หมายถึึง การรัับรู้้�ทางประสาทสััมผััส
เป็็นความรู้้�ที่่�เกิิดจากความรู้้�สึึก และภาษาลาติิน aesthēcus หมายถึึง สิ่ �งที่่�
8 มีีจุุดหมายต่่อการกระทำำ�นั้้�น
9 เมื่�่อดููจากรากศััพท์์บาลีีสัันสกฤตแล้้วความดีีและความงามเป็็นสิ่�งที่�่มาจากแหล่่งเดีียวหรืืออาจจะ
เรีียกว่่าเป็็นเนื้้�อเดีียวกัันเรื่�่องนี้้�จะมีีรายละเอีียดในบทต่่อ ๆ ไป
10 German ästhetisch, from New Latin aesthēticus, from Greek aisthētikos, of sense percep-
tion, from aisthēta, perceptible things, from aisthanesthai, to perceive; see au-in Indo-Euro-
pean roots.] aes-thet’i-cal-ly adv. (D.R.)
13
รัับรู้้�ได้้โดยผ่่านทางเพทนาการ กล่่าวคืือรู้้�โดยอาศััยตาหูู จมููก ลิ้ �นและสััมผััส
ทางกาย11 สำำ�หรัับคำำ�ว่่า Aesthetics หมายถึึง ปรััชญาหรืือทฤษฎีีที่�่นำำ�ไป
ความงามและรสนิิยมทางศิิลปะ การรัับรู้้�หรืือรู้้�สึึกทางศิิลปะความงาม และ
รวมถึึงความซาบซึ้้�งตรึึงตราในรสแห่่งความงามและความดีี (D.R) นอกจากนี้้�
ยัังเป็็นวิิชาว่่าด้้วยความซาบซึ้้�งในคุุณค่่าของสิ่�งงดงาม ไพเราะรื่�่นรมย์์ ไม่่ว่่า
จะเป็็นของธรรมชาติิหรืืองานศิิลปะมัักกล่่าวในลัักษณะเป็็นปรััชญาหรืือ
ทฤษฎีีทั้�งเชิิงจิิตวิิทยา จริิยศาสตร์์ สัังคมศาสตร์์รวมถึึงประวััติิรสนิิยมและการ
วิิจารณ์์งานศิิลปะด้้วย (ราชบััณฑิิตยสถาน, 2541, น. 8)
สุุนทรีียศาสตร์์ จึึงเป็็นวิิชาว่่าด้้วยความงาม สิ่�งงาม ศิิลปะ และ
ประสบการณ์์ทางสุุนทรีียะ ความงาม สิ่�งงาม และศิิลปะ เนื้้�อหาของ
สุุนทรีียศาสตร์์จึึงเกี่�่ยวโยงถึึงปรััชญาความงาม (Philosophy of Beauty)
ปรััชญาศิิลปะ (Philosophy of Art) ซึ่่�งกล่่าวถึึงการนิิยามศิิลปะ ความซาบซึ้้�ง
ใจและความเข้้าใจการตััดสิินและการประเมิินค่่างานศิิลปะ และปรััชญาใน
ศิิลปะ (Philosophy in Art) เนื้้�อหาสุุนทรีียศาสตร์์จึึงเป็็นปรััชญาที่�่พยายาม
จะตอบปััญหาที่�่ว่่าสุุนทรีียภาพหรืือความงามเป็็นสิ่ �งที่�่มีีอยู่่�ด้้วยตััวของมัันเอง
โดยไม่่เกี่�่ยวกัับมนุุษย์์เลย ไม่่ว่่าจะรู้้�สึึกได้้หรืือไม่่ก็็ตามแต่่ความงามก็็มีีอยู่�โดย
ตััวมัันเอง ความงามเป็็นองค์์ประกอบอย่่างหนึ่่�งของจัักรวาล หรืือว่่าความงาม
เป็็นเพีียงความรู้้�สึึกที่่�เรามีีต่่อสิ่�งใดสิ่�งหนึ่่�ง ซึ่่�งเกี่�่ยวกัับความรู้้�สึึกชอบหรืือไม่่
ชอบของเราเท่่านั้้�น หรืือว่่าความงามไม่่มีีตััวตนไม่่มีีอยู่�โดยตััวมัันเอง สิ่�งใดสิ่�ง
หนึ่่�งมัันจะงามถ้้าเราชอบ และสิ่�งนั้้�นจะกลายเป็็นความน่่าเกลีียดหากเราไม่่
ชอบ เป็็นต้้น นอกจากนี้้�ในทางสุุนทรีียศาสตร์์ยัังมีีปััญหาว่่าความงามกัับสิ่่�ง
ที่�่งามนั้้�นสััมพัันธ์์กัันอย่่างไร ความงามสะท้้อนความจริิงหรืือไม่่ และความงาม
ความดีีเป็็นสิ่�งเดีียวกัันหรืือไม่่ หรืือว่่าความงามเกี่่�ยวข้้องกัับศีีลธรรมหรืือไม่่
11 ตามคำ�นิยามของรากศัพท์กรีกและละตินที่ว่าการรับรู้โดยอาศัยประสาทสัมผัสหรือเพทนาการทาง
ตา หู จมูก ลิ้น และสัมผัสทางกายนั้น ดูเหมือนว่าจะไม่รวมถึงการรับรู้ทางใจ เหมือนกับทางตะวัน
ออกโดยเฉพาะพุทธศาสนา คำ�ว่าเพทนาหรือเวทนาหมายถึงความรู้สึกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และ
ใจ ที่เรียกว่าเวทนา 6 อายตนะ 6 สัมผัส 6 กลายเป็นวิญญาณ 6 ทั้งนี้เพราะในทางปรัชญาตะวันตก
ทฤษฎีที่ปฏิเสธจิตนิยมจะไม่ยอมรับความมีอยู่ของจิต ไม่ยอมรับความมีอยู่แห่งวิญญาณธาตุ (ธาตุรู้)
เช่นลัทธิวัตถุนิยมหรือสสารนิยม (Materialism) ที่ยอมรับเพียงแค่สัมผัส 5 เท่านั้น
14
ความงาม (สุุนทรีียะ) ความดีี (จริิยะ) และความจริิงสููงสุุด (อภิิปรััชญา) เป็็น
สิ่�งเดีียวกัันหรืือแยกจากกัันเด็็ดขาด เป็็นต้้น
ลัักษณะของความงาม (Nature of Beauty)
สุุนทรีียศาสตร์์สามารถเรีียกได้้ว่่าเป็็นปรััชญาแห่่งความงาม และสิ่�งที่�่
เรีียกว่่าปรััชญาแห่่งความงามนั้้�นรวมอยู่�ในทฤษฎีีค่่านิิยม ดัังนั้้�น ความงาม
จึึงสามารถนิิยามด้้วยวิิธีีการเหล่่านี้้�คืือ
1.ความงาม คืือ สััจจะ (ความจริิง) นั่่�นก็็คืือ ความงามเป็็นสััจจะชนิิดหนึ่่�ง
ความงาม คืือภาพปรากฏที่�่สมบููรณ์์แบบระดัับสรวงสวรรค์์ (คืือความสมบููรณ์์
ที่�่เป็็นทิิพย์์) หรืืออีีกนััยหนึ่่�งความงามเป็็นสััญลัักษณ์์แห่่งความบริิบููรณ์์ที่�่เป็็น
ทิิพยภาวะ
2.ความงาม คืือ การสำำ�แดงออกที่ส�่ ามารถจะรับั รู้้�ถึงึ สิ่ง� ที่ด�่ ีีได้้ทางประสาท
สััมผััส หมายความว่่าทิิพยบริิบููรณ์์นั้้�น ย่่อมประกาศตััวตนในภาพลัักษณ์์แห่่ง
ความงามหรืือในรููปทรงที่�่สวยสดงดงาม
สิ่่�งที่�่ดีีย่่อมมีีรููปทรงที่่�สวยงาม หรืืออีีกนััยหนึ่่�ง สิ่�งที่่�ดีีย่่อมอธิิบายตนเอง
ในรููปทรงแห่่งความงาม
โดยสรุุป ความงามคืือสััจจะประเภทหนึ่่�ง เป็็นสััจจะระดัับหนึ่่�งที่่� มีี
ลัักษณะเป็็นปรวิิสััย หรืือวััตถุุวิิสััย (Objective) นั่่�นคืือทุุกคนยอมรัับว่่ามีี
ความงามจริิง และความจริิงคืือความงาม
นิิยามความงามเหล่่านี้้�แสดงให้้เห็็นต้้นตอบ่่อกำำ�เนิิด เทศะสถานที่่�และ
คุุณชาติิ (Elements) ของความงามในฐานะที่�่เป็็นอารมณ์์ความรู้้�สึึกหรืือตััว
จริิงของประสบการณ์์แห่่งมนุุษย์์ กล่่าวคืือความงามเป็็นคุุณชาติิที่่�มนุุษย์์เรีียน
รู้้�ได้้จากประสบการณ์์หรืือความเชี่่�ยวชาญนั่่�นเอง
ดัังนั้้�นมนุุษย์์เราจึึงต้้องเรีียนรู้้�ว่่า ทำำ�ไม เมื่�่อไร และทำ�ำ อย่่างไร ความงามจึึง
จะปรากฏขึ้น� มาได้้ สิ่ง� ใดเป็น็ เงื่อ� นไขที่่ท� ำำ�ให้อ้ ารมณ์์ (Objects) เป็น็ สิ่ง� สวยงาม
สิ่�งใดเป็็นคุุณชาติิที่�่ทำำ�ให้้เราสามารถรัับรู้้�เกี่�่ยวกัับความงาม ความสััมพัันธ์์
ระหว่่างสิ่ �งที่่�สวยงามกัับสิ่่�งที่�่มากระตุ้ �นให้้มีีความสวยงามนั้้�นคืืออะไรกัันแน่่
15
สิ่ง� ใดที่ท�่ ำำ�ให้เ้ ราเข้า้ ใจได้ว้ ่า่ ความดื่ม�่ ด่ำ�ำ�ซาบซึ้้ง� ตราตรึงึ ในสุนุ ทรีียรส (Aesthetic
appreciation) นั่่�นคืืออะไร
16
17
สบุนุททที่ร�่ีี2ยศาสตร์์
18
ความหมายและความสำำ�คััญ
“สุนุ ทรีียศาสตร์”์ มีีรากศัพั ท์จ์ ากภาษาสันั สกฤต 2 คำ�ำ คืือ “สุนุ ทรีียะ” แปล
ว่า่ ความงาม และ “ศาสตร์์” แปลว่่า ความรู้้� สุุนทรีียะหากจะแปลตามตััว
อัักษรก็็คืือ “ความงาม” แต่่จริิง ๆ แล้้วในที่่�นี้้�หมายถึึงความดื่�่มด่ำำ��ของความ
รู้้�สึึกที่่�มีีต่่อสิ่�งใดสิ่�งหนึ่่�ง ซึ่่�งเรีียกว่่า “ความสุุนทรีีย์์” หรืือ “ความรู้้�สึึกสุุนทรีี
ยะ” ตรงกัับภาษาอัังกฤษ “Aesthetics” ที่�่โบมการ์์เด็็น (Baumgarten,
Alexander Gottied; 1714-1742) ได้้บััญญััติิขึ้ �นมาใช้้ โดยได้้รากศััพท์์
“Aisthanomai” หมายถึึง การรัับรู้้� (to perception) ทางประสาทสััมผััส
และความรู้้�สึึกต่่อสิ่�งที่�่ตรงข้้ามกัับความงามด้้วย เช่่น ความน่่าเกลีียด ความ
น่่าขยะแขยง ตลอดถึึงแม้้กระทั้้�งความกลััว ความกล้้าหาญ ความอััศจรรย์์ ก็็
ถืือว่่าเป็็นความสุุนทรีีย์์ด้้วย เพราะความรู้้�สึึกสุุนทรีียะหมายถึึงคุุณสมบััติิของ
จิิตที่�่ตอบสนองต่่ออารมณ์์ของมนุุษย์์ที่่�เกิิดจากประสาทสััมผััส เมิินรััตน์์ นวะ
บุุศย์์ (2543) ได้้สรุุปขอบข่่ายความหมายของคำำ�ว่่าสุุนทรีียะและความงามว่่า
แม้้จะเป็็นคำำ�แปลของกัันและกััน แต่่คำำ�ว่่าสุุนทรีียศาสตร์์จะมีีขอบเขตความ
หมายกว้้างกว่่า โดยแสดงตามหลัักตรรกศาสตร์์ว่่า “ความงามทั้้�งหมดเป็็น
ความสุุนทรีีย์์ แต่่ยัังมีีความสุุนทรีีย์์บางอย่่างที่�่มิิใช่่ความงาม” และแสดงเป็็น
แผนภาพได้้ว่่า
ความงามทั้้�งหมด ความสนุ ทรยี ์ ความสุุนทรีีย์์
ซึ่�่งเป็็นความสุุนท ความงาม อย่่างอื่�่น ๆ ซึ่�่ง
รีีย์์ มิิใช่่ความงาม
(เมิินรััตน์์ นวะบุุศย์์, 2543)
ดัังนั้้�น ความหมายของคำำ�ในเชิิงลึึกทางวิิชาการจึึงมิิได้้หมายถึึง ความงาม
แต่่จะหมายถึึง การรัับรู้้�เรื่�่องความงามที่�่เกิิดขึ้ �นในจิิตของมนุุษย์์ เรีียกว่่า “สััญ
ชาน” (Perceptual knowledge) ความรู้้�สึึก การรัับรู้้�เรื่่�องความงามนี้้�เป็็น
19
เรื่่�องของจิิตที่�่เป็็นนามธรรมที่่�ยัังไม่่สามารถอธิิบายได้้ด้้วยภาษาและวิิธีีการ
อัันใดอัันหนึ่่�งให้้กระจ่่างชััด ซึ่�่งในเรื่�่องนี้้�มีีนัักปรััชญาบางท่่าน เช่่น เดส์์การ์์
ตส์์ (Descartes, Rene : 1596-1650) และไลบ์์นิิทซ์์ (Leibniz, Gotried
Wilhelm: 1646-1716) กล่่าวเอาไว้้ว่่า “สััญชานเป็็นสิ่�งที่�่คลุุมเครืือและ
สัับสน” นั่่�นคืือเมื่่�อเปรีียบเทีียบกัับความรู้้�ที่่�เป็็นความคิิด (มโนทััศน์์-con-
cept) แต่่เรื่�่องนี้้� โบมการ์์เด็็น (Baumgarten) ผู้้�ที่่�ได้้บััญญััติิศััพท์์ “Aesthet-
ics” แย้้งเอาไว้้ว่่า สััญชานมิิได้้เป็็นสิ่�งคลุุมเครืือ กล่่าวคืือ สััญชานเป็็นสิ่�งที่่�
กระจ่่างชััดในจิิตของผู้้�ที่�่มีีความรู้้�สึึกเช่่นนั้้�น หากแต่่จะมีีความสัับสนอยู่่�บ้้าง
ก็็ตรงที่�่ไม่่อาจจะอธิิบายให้้ผู้้�อื่่�นเข้้าใจได้้ เขาจึึงสรุุปลงว่่า “สััญชานเป็็นสิ่�งที่�่
กระจ่่างแต่่สัับสน” นั่่�นก็็หมายความว่่าความรู้้�ที่�่ได้้จากสััญชานเป็็นความรู้้�สึึก
ไม่่ใช่่ความคิิดอย่่างความรู้้�ที่�่ได้้จากประสบการณ์์ (เมิินรััตน์์ นวะบุุศย์์, 2543)
สุุนทรีียศาสตร์์ ในฐานะที่่�เป็็นวิิชาการศึึกษาแม้้จะหมายถึึงวิิชาที่่�ว่่าด้้วย
เรื่�่องความงามและความรู้้�เรื่่�องการรัับรู้้�ความงาม แต่่เนื้้�อหาลัักษณะวิิชาและ
ปััญหาที่�่วิิชานี้้�พููดถึึงมีีความกว้้างมากกว่่านั้้�น กล่่าวคืือ สิ่�งที่่�จะศึึกษาในวิิชา
นี้้�นอกจากเรื่่�องความงามและการรัับรู้้�เรื่�่องความงามแล้้วยัังมีีประเด็็นปััญหา
อีีกว่่า มีีสุุนทรีียเจตคติิ (Aesthetics attitude) ที่�่เราได้้รัับจากศิิลปะและ
ธรรมชาติิจริิง ๆ หรืือไม่่ ถ้้ามีีมัันเป็็นอย่่างไร มีีประสบการณ์์เฉพาะที่่�เรีียกว่่า
ประสบการณ์์สุุนทรีียะหรืือไม่่ และถ้้ามีีมัันเป็็นอย่่างไร มีีวััตถุุ (Object)
เฉพาะที่่�เราเรีียกมัันว่่าวััตถุุสุุนทรีียะ (Aesthetics object) หรืือไม่่ และมีี
คุุณค่่าเฉพาะที่�่เราเรีียกว่่าคุุณค่่าทางสุุนทรีียะหรืือไม่่ หากจะเปรีียบเทีียบกัับ
คุุณค่่าทางจริิยะ คุุณค่่าทางความสมเหตุุสมผลและคุุณค่่าทางศาสนา (The
Cambridge Dictionary of Philosophy: p.10)
ขอบเขตของสุุนทรีียศาสตร์์ (Scope of Aesthetics)
การกำำ�หนดขอบเขตของศึึกษาทางวิิชาการใด ๆ นั่่�นเป็็นสิ่�งไม่่พึึงกระทำำ�
เพราะความรู้้�ที่�่เป็็นโลกิิยสมมติิสามารถจะเปลี่่�ยนแปลงได้้ตลอดเวลา แต่่
อย่่างไรก็็ตามเพื่่�อให้้การศึึกษาทางวิิชาการมีีความชััดเจนและไม่่กว้้างเกิินกว่่า
ที่�่จะเข้้าใจ จึึงกำำ�หนดขอบเขตในการศึึกษาสุุนทรีียศาสตร์์ชั้ �นนี้้� เพื่�่อเป็็น
20
แนวทางในการศึึกษาเบื้้�องต้้นต่่อไป
ในการกำำ�หนดขอบเขตที่่�ง่่ายที่่�สุุดคืือ การกำำ�หนดจากการนิิยามศััพท์์และ
เนื้้�อหา เพื่�่อใช้้เป็็นลายแทงหรืือช่่องทางให้้มองเห็็นเรื่่�องราวต่่าง ๆ ได้้ง่่ายขึ้ �น
วิิธีีการนี้้�ก็็อาจพิิจารณาใช้้ได้้กัับสุุนทรีียศาสตร์์เช่่นเดีียวกััน ดัังพึึงพิิจารณา
จากบทนิิยามต่่อไปนี้้�
สุุนทรีียศาสตร์์เป็็นสาขาหนึ่่�งของวิิชาปรััชญาที่�่สััมพัันธ์์กัับธรรมชาติิของ
ความงาม ศิิลปะ รสนิิยม และเกี่�่ยวข้้องกัับการสร้้างสรรค์์ ความดื่�่มด่ำำ��ในสิ่�ง
พิิลาสจรุุงใจ การนิิยามในความหมายทางวิิทยาศาสตร์์ก็็คืือ การศึึกษาการรัับ
รู้้�ทางประสาทสััมผััสหรืือการศึึกษาคุุณค่่าของอารมณ์์ความรู้้�สึึก ที่่�บางครั้�ง
เรีียกว่่าเกณฑ์์การตััดสิินอารมณ์์และรสนิิยม นัักปราชญ์์ในสาขานี้้�นิิยามไว้้
อย่่างกว้้าง ๆ ว่่า สุุนทรีียศาสตร์์คืือการสะท้้อนเรื่่�องราวของศิิลปะ วััฒนธรรม
และธรรมชาติิโดยใช้้แนวทางวิิพากษ์์วิิจารณ์์ สุุนทรีียศาสตร์์ คืือ “การศึึกษา
มิิติิหนึ่่�งซึ่่�งมาจากความรู้้�สึึกทางการรัับรู้้� หรืือความรู้้�สึึกทางการคิิดสู่่�คุุณค่่า
ของความงาม” (Aesthetics1)
สุุนทรีียศาสตร์์ คืือ การศึึกษาศิิลปะในเชิิงปรััชญา : “ The philosoph-
ical study of art” บทนิิยามนี้้� นอกจากจะนิิยมใช้้กัันอย่่างแพร่่หลายแล้้ว
บางครั้�งในการศึึกษาทั่่�วไปนำำ�มากล่่าวรวมความเอาว่่าเป็็น ปรััชญาศิิลปะ
(The philosophy of art) ที่่�ใช้้สื่่�อความหมายกัันได้้โดยทั่่�วไปเป็็นปกติิ ใน
ขณะที่�่สุุนทรีียศาสตร์์นั้้�นอย่่างหนึ่่�ง และปรััชญาศิิลปะนั้้�นอย่่างหนึ่่�ง เพระ
ศิิลปะเป็็นภาวะที่่�เกี่�่ยวข้้องกัับความรู้้�เกี่่�ยวกัับความรู้้�สึึก (Pertaining to the
sense perception) มีีความหมายว่่า ความรู้้�สึึกก็็เป็็นความรู้้�อย่่างหนึ่่�ง อย่่าง
เช่่นความรู้้�สึึกต่่อความงาม ความไพเราะ นั่่�นคืือเรารู้้�ความงาม ความไพเราะ
โดยอาศััยความรู้้�สึึกที่่�ถึึงแม้้ว่่าจะเป็็นความรู้้�ที่่�เป็็นอััตนััย (Subjective) ก็็ตาม
แต่่มนุุษย์์เราก็็ถืือว่่าเป็็นมาตรฐานหนึ่่�งของชีีวิิตทุุกรููปนาม
ในขณะที่่�ปรััชญาศิิลปะ (Philosophy of art) เป็็นมิิติิของความคิิดอีีก
แนวหนึ่่�ง ซึ่�่งนำำ�ไปสู่่�ความเข้้าใจในกระบวนการสร้้างสรรค์์ศิิลปะเฉพาะของ
1 Aesthetics: A dimension of study is a study of either perceptual or conceptual sensi-
tivity through quality of beauty
21
แต่่ละความคิิด มุุมมองของพื้้�นเพทางวััฒนธรรม แต่่อย่่างไรก็็ตาม บทนิิยาม
ที่�่กล่่าวไว้้ไม่่ว่่าจะเป็็นการศึึกษาศิิลปะตามแนวปรััชญาหรืือว่่าการศึึกษา
คุุณค่่าของอารมณ์์ความรู้้�สึึก เกณฑ์์การตััดสิินอารมณ์์และรสนิิยม และ
สุุนทรีียศาสตร์์คืือการสะท้้อนเรื่่�องราวของศิิลปะ วััฒนธรรมและธรรมชาติิ
โดยใช้้แนวทางวิิพากษ์์วิิจารณ์์ สุุนทรีียศาสตร์์ คืือ ปรััชญาของศิิลปะและ
ความงาม “The Philosophy of Art and Beauty” ก็็ตาม ต่่างก็็หมายถึึง
ความงาม ความไพเราะ เป็็นความหมายที่�่ครอบคลุุมทั้้�งศิิลปะและความงาม
ไว้้เบ็็ดเสร็็จภายใต้้กรอบทางความคิิดที่่�ยัังคงไว้้ ในกรอบของความคิิดและ
ความเข้้าใจเชิิงปรััชญา (Philosophical concept)
แต่่หากยึึดถืือตามที่่�อริิสโตเติิล (Aristotle) กำำ�หนด“สุุนทรีียศาสตร์์”
หมายถึึง เป็็นของหรืือเกี่่�ยวกัับสิ่่�งที่่�สามารถรัับรู้้�ได้้ด้้วยความรู้้�สึึก โดยแยก
ออกจากสิ่�งทั้้�งหลายที่�่เรีียนรู้้�ด้้วยเชาวน์์ปััญญาทางความคิิด โดยในทางกลัับ
กััน
1) หมายถึึงปรััชญาประเภทหนึ่่�งที่่�ประยุุกต์์ใช้้กัับศิิลปะที่่�หาหนทางสู่�
ความเข้้าใจในคุุณค่่าของตนเอง
2) หมายถึึงศึึกษาความคิิดสร้้างสรรค์์ ความซาบซึ้้�งและความคิิดที่่�ลึึกซึ้ �ง
ของศิิลปะ
3) “ความรู้้�สึึกของการรัับรู้้�ทางความงาม” ข้้อความนี้้�ง่่ายและมีีความ
หมายครอบคลุุมมิิติิของการเรีียนรู้้� ค่่อนข้้างจะสมบููรณ์์ทั้้�งความคิิดกัับการ
รู้้�สึึกของการรัับรู้้�ที่่�จะนำำ�มาสู่่�ประสบการณ์์ได้้ดัังที่่�ระบุุไว้้ในข้้อ 3 ความรู้้�สึึก
ของการรัับรู้้�กัับความงามพอที่่�จะนำำ�มาสร้้างเป็็นบทนิิยามเฉพาะของตนเอง
เพื่�่อนำำ�ไปสู่่�การเรีียนรู้้� ดัังนั้้�นการกำำ�หนดขอบเขตของสุุนทรีียศาสตร์์ได้้เอง
ดัังนี้้� : ความหมายของบทนิิยามที่่�ให้้ไว้้ในที่�่นี่่� เพื่่�อนำำ�ไปใช้้เป็็นตััวเชื่�่อมทาง
ความคิิดและความเข้้าใจในระบบการเรีียนรู้้�ได้้อย่่างต่่อเนื่�่อง ดัังที่�่กำำ�หนดไว้้
ตามเป้้าหมายในสุุนทรีียภาพของชีีวิิตได้้อย่่างมีีประสิิทธิิภาพอย่่างแท้้จริิง
ดัังนั้้�น สุุนทรีียศาสตร์์จึึงมีีรากฐานที่่�เป็็นอิิสระมากขึ้ �นในฐานะที่�่เป็็น
ศาสตร์์สาขาหนึ่่�ง สุุนทรีียะจึึงเป็็นศาสตร์์ที่่�ศึึกษาเกี่่�ยวกัับเรื่�่องต่่อไปนี้้�
22
1. เกี่่�ยวกัับงานศิิลปะทั้้�งหลาย
2. ขบวนการทั้้�งหลายที่�่เกี่่�ยวกัับการสร้้างการผลิิตและประสบการณ์์ทาง
ศิิลปะ
3. มุุมมองที่�่ชััดเจนของธรรมชาติิ และผลงานของมนุุษย์์ที่�่อยู่�นอก
ขอบเขตของงานศิิลปะ โดยเฉพาะสิ่�งทั้้�งหลายที่�่พอจะถููกพิิจารณาว่่างามหรืือ
ไม่่งาม ที่่�เกี่่�ยวข้้องกัับรููปแบบและคุุณภาพ
ขอบเขตของสุุนทรีียะจััดตามเนื้้�อหาวิิชาปรััชญา
1. เนื้้�อหาวิิชาที่�่เชื่่�อในความสำำ�คััญของธรรมชาติิ ถืือว่่าธรรมชาติิเป็็นบ่่อ
เกิิดของทุุกสิ่�งรวมทั้้�งความงามและศิิลปะต่่าง ๆ
2. เนื้้อ� หาวิิชาที่เ่� ชื่อ่� ในความหลากหลายของสังั คมมนุษุ ยชาติิ คุณุ ค่า่ ความ
งามและศิิลปะทั้้�งหลายเป็็นสื่่�อกลางให้้มนุุษย์์สื่่�อสารกัันได้้ด้้วยภาษากลาง
3. เนื้้�อหาวิิชาที่�่เชื่่�อในความสำำ�คััญของมนุุษย์์มีีความเด่่นชััดตรงที่�่การให้้
ความสำำ�คััญแก่่เสรีีภาพของมนุุษย์์แต่่ละคน (อารีี สุุทธิิพัันธ์์, 2532, น. 240-
241)
วิิธีีการทางปรััชญาและสุุนทรีียศาสตร์์ (The Methods of Philosophy
and Aesthetics)
องค์์ประกอบหลัักของการเรีียนการสอนโดยสรุุปมีี 3 ข้้อ ที่�่ทราบกัันโดย
ทั่่�วไปว่่า OLE คืือ
1) วััตถุุประสงค์์หรืือจุุดมุ่�งหมาย (Objective = ตััวย่่อ คืือ O)
2) การจััดประสบการณ์์การเรีียนการสอน (Learning Experience หรืือ
Learning Process = ตััวย่่อ คืือ L) เพื่�่อให้้บรรลุุวััตถุุประสงค์์
3) การวััดผลและการประเมิินผล (Evaluation = ตััวย่่อ คืือ E) เพื่�่อจะ
ได้้ทราบว่่าผู้้�เรีียนบรรลุุวััตถุุประสงค์์ของการเรีียนการสอนมากน้้อยเพีียงใด
เพื่่�อนำำ�ไปปรัับปรุุงระบบการเรีียนการสอนและเพื่�่อเป็็นตััวประกอบการตััดสิิน
ใจในเชิิงบริิหารการศึึกษา ทั้้�ง 3 องค์์ประกอบดัังกล่่าวต้้องสััมพัันธ์์เกี่่�ยวเนื่�่อง
กัันอย่่างเป็็นระบบ
23
วิิธีีการทางปรััชญา หมายถึึง กระบวนการในการแสวงหาความรู้้� ความ
จริิง ความดีีงาม ความเป็็นเหตุุเป็็นผล (Validity) โดยใช้้เครื่�่องมืือทางปรััชญา
เพราะฉะนั้้�นวิิชาปรััชญาและสาขาวิิชาที่�่เกี่�่ยวข้้องจึึงต้้องใช้้วิิธีีเช่่นเดีียวกัันหรืือ
คล้้าย ๆ กััน ซึ่�่งวิิธีีการนี้้�จะแตกต่่างไปจากวิิธีีการทางวิิทยาศาสตร์์ ซึ่่�งลัักษณะ
ของความรู้้�ทางวิิทยาศาสตร์์คืือระบบความรู้้�ที่่�ความจริิงจะต้้องสััมพัันธ์์กัับกฎ
และทฤษฎีี ดัังนั้้�นวััตถุุประสงค์์ของวิิทยาศาสตร์์อาจจะพููดได้้ว่่ามีี 2 ประการ
คืือ รวบรวมข้้อมููล สร้้างกฎและทฤษฎีี ดัังนั้้�นวิิธีีการทางวิิทยาศาสตร์์จึึงมีี
ลัักษณะขององค์์ความรู้้�ดัังต่่อไปนี้้�คืือ
1. ความรู้้�สามารถอธิิบายกลุ่�มเหตุุการณ์์ สามารถทดสอบซ้ำำ��ได้้ และความ
รู้้�ที่�่ได้้มามีีลัักษณะสะสมต่่อเนื่�่อง ผลของการศึึกษาย่่อมนำำ�ไปสู่่�การศึึกษาอีีก
เรื่่�องต่่อไปไม่่สิ้ �นสุุด
2. มีีกฎระเบีียบวิิธีีการในการแสวงหาและยอมรัับความรู้้�นั้ �น โดยกฎ
ระเบีียบ ต้้องมีีหลัักเกณฑ์์และความเที่�่ยงตรง มีีการเปลี่่�ยนแปลงด้้าน
ประสิิทธิิภาพให้้มากยิ่�งขึ้ �นอยู่่�ตลอดเวลา
3. การแสวงหาความรู้้�ต้อ้ งไม่ม่ ีีลักั ษณะหยุดุ นิ่่ง� หากหยุดุ นิ่่ง� ความก้า้ วหน้า้
ทางวิิชาการก็็เสื่่�อมเมื่่�อนั้้�น
เวเบอร์์ (Weber) กล่่าวว่่าวิิทยาศาสตร์์คืือกระบวนการในการสำำ�รวจ
ค้้นหาข้้อเท็็จจริิงอย่่างเป็็นระบบ แต่่กระบวนการนี้้�ไม่่สมบููรณ์์ 100% อาจมีี
ความบกพร่่องที่�่เกิิดขึ้ �นในการตั้ �งคำำ�ถาม การตั้ �งสมมุุติิฐาน การเลืือกกลุ่�ม
ตััวอย่่าง การเลืือกใช้้สถิิติิ
กระบวนการศึึกษาของวิิทยาศาสตร์์ดัังกล่่าวอาจมีีความแตกต่่างจาก
ปรััชญาและสาขาที่่�เกี่�่ยวข้้องอยู่่�บ้้าง กล่่าวคืือปรััชญาและสาขามีีจุุดมุ่�งหมาย
และลัักษณะของวิิชาซึ่่�งอาจพิิจารณาได้้กว้้าง ๆ ดัังต่่อไปนี้้� ปรััชญามิิใช่่การเป็็น
เจ้้าของหรืือการได้้มาซึ่�่งความรู้้� หรืือความจริิง แต่่การแสวงหาความจริิงต่่าง
หากที่่�เป็็นสารััตถะของปรััชญา ปรััชญาจึึงมีีความหมายโดยนััยว่่า กำำ�ลัังอยู่่�บน
เส้้นทางแห่่งการแสวงหาคำำ�ถามมากกว่่าแสวงหาคำำ�ตอบ คำำ�ถามในปรััชญาจึึง
มีีความสำำ�คััญมากกว่่าคำำ�ตอบ และทุุก ๆ คำำ�ตอบจะนำำ�ไปสู่่�คำำ�ถามใหม่่ต่่อไป
24
ปรััชญาจึึงกลายเป็็นความพยายามของมนุุษย์์ที่�่จะแสวงหาคำำ�ตอบของ
เรื่�่องราวต่่าง ๆ ที่�่เกี่่�ยวข้้องและได้้แบ่่งเนื้้�อหาออกได้้เป็็นสาขาต่่าง ๆ ดัังได้้
กล่่าวมาแล้้ว ซึ่�่งมีีลัักษณะภาพรวมครอบคลุุมถึึงเรื่่�องต่่าง ๆ ดัังนี้้�
1. ปรััชญาจะให้้มุุมมองทุุกสิ่�งทุุกอย่่างอย่่างมีีเหตุุผลและให้้ความสนใจ
ในเรื่่�องที่่�มนุุษย์์สงสััยใคร่่รู้้�อย่่างกว้้างขวาง
2. ปรััชญาจะสะท้้อนมุุมมองและเสนอแนวคิดิ ที่ม�่ ีีต่อ่ ความเชื่�่อและทฤษฎีี
ต่่าง ๆ ที่่�สืืบทอดและเชื่�่อถืือในสัังคมในเชิิงวิิเคราะห์์วิิจารณ์์
3. ปรััชญาจะวิิเคราะห์์ความหมายให้้คำำ�นิิยามสิ่�งต่่าง ๆ วิิเคราะห์์
ข้้อความ และประโยคต่่าง ๆ ตามหลัักตรรกศาสตร์์ว่่าสมเหตุุสมผลหรืือมีีน้ำำ��
หนัักน่่าเชื่�่อถืือเพีียงไร
4. ปรััชญาจะพยายามตอบปััญหาพื้้�นฐานของมนุุษย์์ ซึ่่�งเป็็นปััญหาที่�่นััก
ปรััชญาพยายามตอบมาแล้้วแต่่ยัังไม่่ได้้ข้้อยุุติิ เช่่น ธรรมชาติิของมนุุษย์์เป็็น
อย่่างไร ความหมายของชีีวิิตคืืออะไร เป้้าหมายสููงสุุดของชีีวิิตคืืออะไร เป็็นต้้น
5. ปรััชญาจะแสวงหาโลกทััศน์์ คืือ คิิดเรื่�่องโลกและชีีวิิตเพื่�่อจััดระบบ
ความเชื่�่อหรืือสร้้างโลกทััศน์์แบบต่่าง ๆ
ลัักษณะทั่่�วไปของวิิธีีการทางปรััชญา อีีกปริิยายหนึ่่�ง
1) ตั้ �งข้้อสงสััย (Doubt)
ปรััชญาเริ่�มต้้นด้้วยความคิิดสงสััยใคร่่รู้้�เรื่่�องราวของสรรพสิ่�ง ผู้้�ศึึกษา
จึึงต้้องเป็็นผู้้�มีีจิิตใจที่่�รัักในความจริิง มีีความพยายามในการสืืบค้้นหาความ
จริิงอย่่างไม่่ลดละ ไม่่ยอมเชื่�่อสิ่�งใดแบบงมงายหรืือโดยปราศจากเหตุุผลและ
คำำ�อธิิบายที่�่ชััดแจ้้ง
2) กำำ�หนดปััญหาและอธิิบายปััญหาให้้ชััดเจน
เริ่�มต้้นกำำ�หนดปััญหาที่่�สงสััย อธิิบายความสงสััยในเรื่่�องนั้้�น ๆ อาจใช้้
วิิธีีแยกย่่อยหรืือลดทอนให้้เห็็นถึึงหน่่วยที่�่เล็็กที่่�สุุด วิิเคราะห์์ความเชื่�่อพื้้�นฐาน
3) เสนอวิิธีีแก้้ปััญหา (Offer a solution)
เริ่�มต้้นด้้วยวิิธีีการหัักล้้างระบบความเชื่�่อเดิิม อธิิบายแนวคิิดที่่�ตนเอง
ได้ส้ ังั เคราะห์ข์ึ้น� มาใหม่่ สร้า้ งความคิดิ ให้เ้ ป็น็ กระบวนการตรวจสอบทางปัญั ญา
25
(Intellectual Inquiry) ด้้วยการอ้้างเหตุุผล (Argument) กล่่าวคืือ การอ้้าง
หลัักฐานเพื่�่อยืืนยัันว่่าข้้อสรุุปเป็็นจริิง
การอ้้างเหตุุผลประกอบด้้วย 2 ส่่วน คืือ
1) ข้้ออ้้าง ได้้แก่่ ข้้อความที่�่ใช้้สนัับสนุุนหรืืออธิิบายข้้อความอื่่�นๆ
ข้้อความที่่�นำำ�มาสนัับสนุุนข้้อสรุุปเดีียวอาจมีีหลายข้้อได้้
2) ข้้อสรุุป ได้้แก่่ ข้้อความที่่�ได้้รัับการสนัับสนุุน หรืือได้้รัับการอธิิบาย
ซึ่่�งมัักจะมีีคำำ�นำำ�หน้้าข้้อความที่่�เป็็นข้้อสรุุปว่่า ดัังนั้้�น.......เพราะฉะนั้้�น....จึึง
สรุุปได้้ว่่า...หรืือจึึงกล่่าวได้้ว่่า...ตััวอย่่างของการอ้้างเหตุุผล เช่่น คนทุุกคน
เป็็นสิ่�งต้้องตาย นายแดงเป็็นคน เพราะฉะนั้้�น นายแดงเป็็นสิ่�งที่�่ต้้องตาย
วิิธีีการทางปรััชญาแบบวิิภาษวิิธีี
วิิธีีการทางปรััชญาอีีกอย่่างหนึ่่�ง เรีียกว่่า วิิธีีการทางปรััชญาแบบวิิภาษ
วิิธีี (Dialectic) ซึ่�่งเป็็นรููปแบบที่�่ใช้้ในการแสวงหาความรู้้�ทางปรััชญาที่�่ใช้้กััน
มากในประวััติิศาสตร์์ปรััชญา ซึ่�่งมีีหลายรููปแบบตามนัักปรััชญาแต่่ละคน แต่่
ที่�่ได้้รัับการอ้้างถึึงและสามารถประยุุกต์์ใช้้กััน คืือ
วิิภาษวิิธีีของโสกราตีีส (Socrates)
วิิภาษวิิธีีหรืือปฏิิพััฒนาการของเฮเกล (Hegel)
วิิภาษวิิธีีของคาร์์ล มาร์์กซ์์ (Karl Marx)
วิิภาษวิิธีี (Dialectic) ของโสกราตีีส (Socrates)
โสกราตีีส (Socrates : 470-399 B.C.) สร้้างวิิธีีการเรีียนรู้้�ทางปรััชญา
ด้้วยการตั้ �งข้้อสงสััย สนทนาและตั้ �งคำำ�ถาม มีีการตรวจสอบความคิิดของคู่�
สนทนาอยู่่�ตลอดเวลา การตั้ �งคำำ�ถามด้้วยการให้้คู่่�สนทนานิิยาม เช่่น ความรู้้�
คืืออะไร ความรัักคืืออะไร ความดีีคืืออะไร เป็็นต้้น วิิธีีการของโสกราตีีสแยก
ได้้ดัังนี้้�
1) สงสััย (Sceptical) ทำำ�ตััวเป็็นผู้้�ขอความรู้้� โดยตะล่่อมถามให้้คู่่�สนทนา
กำำ�หนดข้้อคิิดหรืือคำำ�นิิยามของตนให้้ชััดเจน
2) สนทนา (Conversational) ชี้ �เห็็นว่่าจะต้้องมีีข้้อสรุุปบางอย่่างจาก
26
คำำ�นิิยามดัังกล่่าวอย่่างหลีีกเลี่�่ยงไม่่ได้้
3) หาคำำ�นิิยามใหม่่ (Definitional) ชี้ �ให้้เห็็นว่่าข้้อสรุุปตามข้้อ 2 นั้้�นขััด
แย้้งกัับข้้อเท็็จจริิงหรืือขััดแย้้งกัับสามััญสำำ�นึึก หรืือขััดแย้้งกัับข้้อความที่่�
ยอมรัับกัันอยู่่�ก่่อน หากคู่่�สนทนายัังไม่่เห็็นด้้วย โสกราตีีสก็็จะดำำ�เนิินวิิธีีการ
ของตนใหม่่ตั้ �งแต่่ขั้ �นตอนที่�่หนึ่่�งจนครบวงจรเช่่นนี้้�ไปเรื่่�อย ๆ คำำ�ถามและคำำ�
ตอบจะไม่่ถููกจำำ�กััดตราบเท่่าที่�่มีีข้้อโต้้แย้้ง และจนกว่่าจะเลิิกรากัันไป
วิิภาษวิิธีี (Dialectic) ของเฮเกล (Hegel)
เฮเกล (G.W.F.Hegel : 1770–1831) ใช้้วีีธีีคิิดแบบสัังเคราะห์์สร้้างระบบ
ความคิิดของตนเองขึ้ �นมาใหม่่โดยอาศััยการศึึกษาแนวคิิดของคนอื่�่นเป็็นพื้้�น
ฐาน สิ่�งที่�่มีีอยู่�จริิงนั้้�นมีีเพีียงอย่่างเดีียว คืือ จิิตสมบููรณ์์ (Absolute mind)
สิ่�งอื่�่น ๆ ทั้้�งที่่�เป็็นสสารและอสสารเป็็นเพีียงการสำำ�แดงของจิิตสมบููรณ์์ และ
พััฒนาตามขั้ �นตอนไปสู่่�จิิตสมบููรณ์์
พััฒนาจิิตสมบููรณ์์จะเป็็นไปโดย 3 ภาวะ คืือ
(1) ภาวะพื้้�นฐาน (Thesis) เช่่น ภาวะพื้้�นฐานคืือ A มีีลัักษณะของตนจึึง
เป็็น A
(2) ภาวะแย้้ง (Antithesis) เมื่�่อมีีการเปลี่่�ยนแปลงใน A จึึงเกิิดภาวะ
แย้้ง not- A
(3) ภาวะสัังเคราะห์์ (Synthesis) เมื่่�อมีีการสัังเคราะห์์ระหว่่างภาวะพื้้�น
ฐานกัับภาวะแย้้ง จึึงพััฒนาเป็็น B
วิิภาษวิิธีี (Dialectic) ของคาร์์ล มาร์์กซ์์ (Karl Marx)
คาร์์ล มาร์์กซ์์ (Karl Marx : 1818-1883) มีีสมมติิฐานทางปรััชญาว่่า
สสารเท่่านั้้�นเป็็นจริิง และได้้เสนอความคิิดทางปรััชญาโดยผสมผสานระหว่่าง
บทยืืนของสสารนิิยม เข้้ากัับหลัักปฏิิพััฒนาการของเฮเกล (Hegel) คืือ
Thesis เป็็นสภาวะที่�่สัังคมมีีความขััดแย้้ง เอารััดเอาเปรีียบในสัังคม
Antithesis สมาชิิกสัังคมเริ่�มมีีความรู้้�สึึกอึึดอััดต่่อสภาพที่�่ตนถููกเอารััด
เอาเปรีียบ เริ่�มมีีความรู้้�สึึกขััดแย้้ง ไม่่พอใจ ต่่อสภาพการณ์์นั้้�น
27
Synthesis เมื่�่อสมาชิิกไม่่พอใจสภาพการณ์์ ทำำ�ให้้มีีการรวมกลุ่�มกัันต่่อ
ต้้าน อาจเกิิดเป็็นขบวนการเพื่�่อล้้มล้้างโครงสร้้างสัังคมเดิิมแล้้วสร้้างสัังคม
ใหม่่ Synthesis พร้้อมกัับกฎ 3 ประการที่�่ว่่า
- กฎการเปลี่่�ยนแปลงปริิมาณเป็็นคุุณภาพ
(The law of transformation of quantity into qualify)
- กฎของเอกภาพของลัักษณะที่่�ตรงกัันข้้าม
(The law of unity of opposites)
- กฎการปฏิิเสธของการปฏิิเสธ
(The law of the negation of the negation)
การปรัับปรุุงหรืือผสมผสานดัังกล่่าวทำำ�ให้้เกิิดสสารนิิยมแบบปฏิิ
พััฒนาการที่่�เห็็นว่่าสิ่�งต่่าง ๆ จะพััฒนาได้้ต้้องมีีการขััดแย้้ง เมื่่�อถึึงภาวะ
สัังเคราะห์์ครั้�งหนึ่่�ง การพััฒนาก็็จะก้้าวไปได้้อีีกก้้าวหนึ่่�ง การขััดแย้้งทุุกครั้�ง
เป็็นเครื่่�องหมายของความก้้าวหน้้า
นัักสสารนิิยมปฏิิพััฒนาการถืือว่่าการผสมผสานแบบนี้้� ใช้้อธิิบายได้้ทั้้�งใน
แง่ข่ องสังั คมและฟิสิ ิกิ ส์์ เช่น่ ในทางสังั คมที่ม�่ าร์ก์ ซ์บ์ อกว่า่ ความขัดั แย้ง้ ระหว่า่ ง
ระบบการผลิิตที่�่ค่่อย ๆ พััฒนาขึ้ �นมาใหม่่กัับระบบสัังคมที่่�เป็็นผลของระบบ
การผลิิตเดิิม เป็็นความขััดแย้้งที่�่แตกหน่่อขึ้ �นในสัังคมนั้้�นเอง แล้้วค่่อย ๆ เพิ่่�ม
ปริิมาณความรุุนแรงขึ้ �น จนกระทั่่�งก่่อให้้เกิิดสัังคมใหม่่ ซึ่่�งต่่างจากสัังคมเดิิม
ในด้้านคุุณภาพ มิิใช่่ในด้้านปริิมาณ
สุุนทรีียศาสตร์์กัับศาสตร์์สาขาอื่่�น (Aesthetics and Other
Branches)
สุุนทรีียศาสตร์์กัับจริิยศาสตร์์
ศีีลธรรมแสดงออกในการประเมิินค่่าของความดีี ความชั่�ว ความยุุติิธรรม
ความอยุุติิธรรม หน้้าที่�่ เกีียรติิ การกระทำำ�ของบุุคคลหรืือของกลุ่�มคน
สุุนทรีียศาสตร์์ คืือ การแสดงออกเป็็นรููปร่่างทางความรู้้�สึึก (Sensory-
embodiment) แห่่งลัักษณะแง่่มุุมต่่าง ๆ ของความดีีเป็็นต้้นนั้้�น อัันเกิิดจาก
ความสััมพัันธ์์ทางสัังคมที่�่เป็็นปรวิิสััยรวมทั้้�งการเลีียนแบบพลัังต่่าง ๆ ของ
28
ธรรมชาติิ ซึ่่�งจะส่่งเสริิมหรืือไม่่ส่่งเสริิมการพััฒนาการอัันกลมกลืืนกัันของ
ปััจเจกชน การสร้้างสรรค์์ความงามอย่่างอิิสระ ความตระหนัักถึึงความเป็็นผู้้�
มีีเกีียรติิ และความเป็็นวีีรบุุรุุษการต่่อสู้้�กัับภาวะที่่�น่่าเกลีียดชััง นอกจากนี้้�
สุุนทรีียศาสตร์์ยัังรวมถึึงการแสดงออกแห่่งพลัังและความสามารถในด้้าน
สร้้างสรรค์์ การแสดงออกแห่่งความงามอัันเป็็นผลิิตผลของกิิจกรรมในทาง
สร้้างสรรค์์ของมนุุษย์์ ในทุุกแง่่มุุมของชีีวิิตส่่วนตััวและสัังคม ศิิลปะเป็็นการ
แสดงออกที่่�เด่่นชััดที่่�สุุดของสุุนทรีียศาสตร์์ เอกภาพของสุุนทรีียศาสตร์์และ
จริิยศาสตร์์ คืือ กฎที่�่เป็็นปรนััย (Objective Law) ซึ่�่งเป็็นสิ่�งที่่�ปรากฏเด่่นชััด
ทั้้�งในชีีวิิตและศิิลปะ เบลิินสกี้้� (Belinsky) กล่่าวไว้้ว่่า Beauty is moralitys
own sister (ความงามเป็็นพี่่�สาวของศีีลธรรม) ถ้้าศิิลปะเป็็นศิิลปะจริิง ๆ มััน
ก็็น่่าจะเป็็นศีีลธรรมอยู่�ในตััวของมัันเอง มโนภาพทางบวก เห็็นชีีวิิตและความ
สููงส่่งของบุุคคลในสัังคม ความงามต้้องการยกย่่อง ความรััก ความชื่่�นชมอย่่าง
จริิงใจแบบอย่่างของวีีรบุุรุุษจะทำำ�ให้้ผู้้�อ่่านเกิิดอารมณ์์รื่่�นเริิงบัันเทิิงใจที่�่เจืือ
ไว้้ด้้วยสุุนทรีียรส ส่่วนมโนภาพทางลบก่่อให้้เกิิดความรู้้�สึึกหลายอย่่าง เช่่น
การตำำ�หนิิ ความสะอิิดสะเอีียน เป็็นต้้น
ดัังนั้้�น เอกภาพของสุุนทรีียศาสตร์์และจริิยศาสตร์์ เป็็นพื้้�นฐานที่�่มีี
บทบาทด้้านศิิลปะในชีีวิิตสัังคมที่่�ก่่อให้้เกิิดการเปลี่่�ยนแปลงทั้้�งในด้้านการ
ศึึกษาและอุุดมคติิ
ความรู้้�สึึกที่�่เป็็นสุุนทรีียศาสตร์์ก็็คืือภาวะอัันหนึ่่�งทางอารมณ์์ที่่�มีีอยู่่�กัับ
มนุุษย์์ เกิิดเป็็นกระบวนการเพราะการรัับรู้้�ที่่�เป็็นสุุนทรีียะต่่อปรากฏการณ์์
อัันเป็็นจริิง ต่่องานด้้านศิิลปะเพราะทััศนคติิด้้านศิิลปะเป็็นเรื่่�องของอารมณ์์
เกิิดขึ้�นจากความชั่�ว ความงามและความสููงส่่ง
สุุนทรีียศาสตร์์กัับเทคโนโลยีี
แนวคิิดนี้้�สะท้้อนให้้เห็็นถึึงลัักษณะต่่าง ๆ ที่�่สััมพัันธ์์กัันอย่่างใกล้้ชิิดของ
กิิจกรรมต่่าง ๆ ของมนุุษย์์ ความรู้้�สึึกด้้านสุุนทรีียศาสตร์์จะถููกนำำ�ออกมาใช้้
เห็็นชััดในรููปของกิิจกรรม (Activity) เครื่่�องไม้้เครื่�่องมืือทุุกอย่่างต่่าง ๆ ที่�่
ผลิิตขึ้้�นมาใช้้ทั้้�งหมด เรีียกได้้ว่่ามีีลัักษณะที่�่เป็็นสุุนทรีีย์์อยู่่�ด้้วย และเครื่�่อง
29
มืือเหล่่านี้้�มีีบทบาทสำำ�คััญในการผลิิต ผลิิตผลทางด้้านเทคนิิคเป็็นจำำ�นวนมาก
มีีคุุณสมบััติิที่่�เป็็นสุุนทรีีย์์แฝงอยู่�เสมอ ทุุกอย่่างเกิิดจากเจตนารมณ์์ (Ideo-
logical emotion) และจากความคิิดที่�่เจืือไว้้ด้้วยสุุนทรีียภาพ คุุณภาพทาง
ประยุุกต์์วิิทยาและการทำำ�งานทุุกชนิิดที่�่จะปรารถนาเกิิดจากผลิิตผล
อุุตสาหกรรมจำำ�ต้้องสััมพัันธ์์กัับความงาม ศิิลปะต้้องพึ่่�งเทคโนโลยีี การพััฒนา
ด้้านเทคโนโลยีีก่่อให้้เกิิดศิิลปะที่�่มีีรููปแบบแปลกใหม่่ขึ้ �นมาในโลก เช่่น
ภาพยนตร์์ ทำำ�ให้้ศิิลปะของเก่่าได้้รัับการพััฒนาขึ้ �นในรููปใหม่่ ตััวอย่่างเครื่�่อง
มืือ เครื่่�องใช้้สมััยเก่่าที่�่นำำ�มาใช้้กัับสถาปััตยกรรม ปฏิิมากรรมเครื่�่องดนตรีี
เทคโนโลยีีทำำ�ให้้มีีการเผยแพร่่ศิิลปะได้้อย่่างเร็็ว เช่่น วิิทยุุ โทรทััศน์์ เป็็นต้้น
เป็็นตััวอย่่างแห่่งเทคโนโลยีีที่�่ช่่วยให้้ศิิลปะแพร่่หลายและการสร้้างเทคโนโลยีี
เหล่่านี้้�ก็็ต้้องมีีศิิลปะและเจืือไว้้ด้้วยความงามอยู่่�ด้้วยเสมอ
ประเด็็นที่�่ 2 สุุนทรีียศาสตร์์มีีความสััมพัันธ์์กัับปรััชญาสาขาอื่่�นๆอย่่าง
ใกล้้ชิิด แต่่นัักปรััชญาส่่วนใหญ่่มัักจะเห็็นว่่าสุุนทรีียศาสตร์์เป็็นปรััชญาส่่วน
เกิิน (marginal) และไม่่ให้้ความสำำ�คััญเหมืือนกัับปรััชญาสาขาอื่�่น ๆ ตััวอย่่าง
เช่่น ตรรกศาสตร์์ ซึ่�่งเป็็นสาขาย่่อยอัันหนึ่่�งของคุุณวิิทยาที่�่นัักปรััชญาให้้ความ
สำำ�คััญมากควบคู่่�ไปกัับอภิิปรััชญาหรืือต่่อการศึึกษาปรััชญาทั้้�งหมด โดยผู้้�ที่่�
จะศึึกษาปรััชญานั้้�นจะต้้องศึึกษาตรรกศาสตร์์อย่่างดีี เพราะถืือว่่าเป็็นเครื่่�อง
มืือของปรััชญา จนพอที่�่จะกล่่าวได้้ว่่าผู้้�ที่�่ศึึกษาปรััชญาแล้้วไม่่เข้้าใจ
ตรรกศาสตร์์ถืือว่่าเข้้าใจปรััชญาเพีียงครึ่ �งเดีียว
สิ่่�งที่�่เป็็นเหตุุให้้นัักปรััชญาคิิดว่่าสุุนทรีียศาสตร์์เป็็นปรััชญาส่่วนเกิินนั้้�น
ก็็เพราะว่่าประวััติิความเป็็นมาของสุุนทรีียศาสตร์์ค่่อนข้้างจะอิิงอาศััยอยู่่�กัับ
ปรััชญาสาขาอื่�่น ๆ อย่่างแยกกัันไม่่ออก จนถึึงศตวรรษที่�่ 18 เมื่�่อโบมการ์์เด็็น
ได้้บััญญััติิคำำ� “Aesthetics” ขึ้ �นมาอธิิบายลัักษณะปััญหาที่�่ถกถึึงความรู้้�ที่่�เกิิด
จากการรัับรู้้�ทางสััญชาน (perceptual knowledge) ที่่�นัักปรััชญาพููดถึึง และ
คานท์์ได้้นำำ�มาพููดถึึงอย่่างจริิงจััง
30
สุุนทรีียศาสตร์์กัับศิิลปะ
ศิิลปะคืืออะไร
นิิยามของศิิลปะมีีมาก ทั้้�งนี้้�ขึ้ �นอยู่่�กัับประสบการณ์์ของศิิลปิินและท่่าน
ผู้้�รู้�ทั้�งหลาย แต่่เท่่าที่่�ปรากฏมัักจะอธิิบายกัันว่่า ศิิลปะ คืือการสร้้างสรรค์์และ
จิินตนาการของมนุุษย์์ ทั้้�งนี้้�อาจเกิิดจากการลอกเลีียนแบบธรรมชาติิ หรืือ
เกิิดจากการหลั่ �งไหลของความคิิดและจิินตนาการของผู้้�สร้้างสรรค์์
ศิิลปะสามารถจำำ�แนกประเภทของศิิลปะได้้ 3 ประเภท คืือ
ก. ทััศนศิิลป์์ (Visual Art) หรืือ พลาสติิค อาร์์ต (Plastic Arts) ได้้แก่่
จิิตรกรรมประติิมากรรม และสถาปััตยกรรม
ข. จิินตนศิิลป์์ (Imaginative Art) ได้้แก่่ ดนตรีีและวรรณคดีี
ค. ประยุุกต์์ศิิลป์์ (Applied Art) ได้้แก่่ ลีีลาศ ละคร และภาพยนตร์์
การวิิเคราะห์์ปััญหาทางสุุนทรีียศาสตร์์ นัักปราชญ์์อาจจะวิิเคราะห์์วิิจารณ์์
ศิิลปะประเภทใดประเภทหนึ่่�ง หรืืออาจวิิเคราะห์์แบบรวมๆไปก็็ได้้ โดยอาศััย
องค์์ประกอบของศิิลปะที่�่จะช่่วยให้้การวิิเคราะห์์วิิจารณ์์นั้้�นละเอีียดและ
สมบููรณ์์ยิ่�งขึ้ �น
องค์์ประกอบของศิิลปะ มีีดัังนี้้� คืือ
ก. สื่�่อ (Media) คืือ สิ่�งที่่�ศิิลปิินนำำ�มาใช้้ถ่่ายทอดความคิิดอัันสร้้างสรรค์์
ของตนให้้ผู้้�อื่่�นสามารถรัับรู้้�ได้้ เช่่น สีี แปรง หิินอ่่อน ผ้้าใบ ทองแดง ปููน และ
คำำ�พููดของกวีีนิิพนธ์์
ข. เนื้้�อหา (Content) คืือ เรื่�่องราวที่�่ศิิลปิินแสดงออกมา
ค. สุุนทรีียธาตุุ (Aesthetical elements) มีี 3 อย่่าง คืือ ความงาม
(Beauty) ความแปลกตา (Picturesqueness) และความน่่าทึ่่�งหรืือความเป็็น
เลิิศ (Sublimity)
อนึ่่�ง มีีสิ่่�งที่�่ควรพิิจารณาก็็คืือศิิลปกรรมแต่่ละชิ้ �นไม่่จำำ�เป็็นต้้องมีีสุุนทรีีย
ธาตุุครบทั้้�ง 3 อย่่าง อาจจะมีีอย่่างใดอย่่างหนึ่่�ง หรืือทั้้�งสองอย่่างผสมกัันก็็ได้้
เช่่น ตู้้�ลายรดน้ำำ��ในสมััยอยุุธยา อาจจะมีีทั้้�งสุุนทรีียธาตุุของความงามและ
ความน่่าทึ่่�งผสมกัันก็็ได้้
31
นอกจากนี้้�สิ่�งต่่าง ๆ ที่�่มีีอยู่�ในธรรมชาติิก็็อาจมีีสุุนทรีียธาตุุเหล่่านี้้�ด้้วยเช่่น
กััน แม้้ว่่ามัันมิิได้้เกิิดจากการสร้้างสรรค์์ของมนุุษย์์ ความงามและสุุนทรีียธาตุุ
ไม่่ได้้เป็็นคุุณสมบััติิของศิิลปกรรมเท่่านั้้�น แต่่ยัังเป็็นคุุณสมบััติิของทุุกสิ่�งใน
ธรรมชาติิอีีกด้้วย เช่่น ดวงอาทิิตย์์กำำ�ลัังโผล่่ขึ้ �นจากทะเล เราจะเห็็นได้้ว่่ามััน
มีีทั้้�งความงาม ความแปลกตา และความน่่าทึ่่�ง
สุุนทรีียศาสตร์์กัับวััฒนธรรม
เป็น็ ที่ท�่ ราบกันั ดีีว่า่ สุนุ ทรีียศาสตร์น์ ั้้น� เป็น็ ศาสตร์ว์ ่า่ ด้ว้ ยความงาม ทฤษฎีี
ความงาม มาตรฐานความงาม ส่่วนวััฒนธรรม เป็็นธรรมที่�่บ่่งชี้ �ถึึงความเจริิญ
มาหลายยุุคหลายสมััย เป็็นแนวปฏิิบััติิกัันมาช้้านาน เป็็นเครื่�่องแสดง
เอกลัักษณ์์ของความเป็็นชาติิ และวััฒนธรรมนี้้�สามารถแสดงออกได้้หลาย
ลัักษณะ กล่่าวคืือ ลัักษณะทางศิิลปกรรม จิิตรกรรม ธรรมเนีียมประเพณีี
เป็็นต้้น
โดยสรุุปแล้้ว ลัักษณะทางวััฒนธรรมนี้้� มีีทั้้�งส่่วนที่่�เป็็นรููปธรรม ซึ่่�ง
แสดงออกทางศิิลปกรรม จิิตรกรรม ทั้้�งในส่่วนที่่�เป็็นนามธรรม ซึ่่�งแสดงออก
มาทางประเพณีี วััฒนธรรม ที่่�เป็็นศิิลปกรรมนี้้�ไม่่ใช่่เพีียงแต่่ให้้เห็็นเป็็นศิิลปะ
อะไรที่�่ทำำ�เป็็นลวดลายได้้ ไม่่ราบเรีียบตามปกติิ ก็็ถืือว่่าศิิลปะแล้้ว อย่่างนั้้�น
ไม่่ใช้้ทั้้�งหมด
แต่่ศิิลปะนั้้�นยัังแฝงไว้้ด้้วยธรรมชาดก ตััวอย่่างศิิลปกรรมเสาหััวบััวของ
พระวิิหาร พระอุุโบสถในอารามต่่าง ๆ ความหมาย คืือ ดอกบััวเป็็นดอกไม้้
วรรณคดีีพุุทธศาสนา เป็็นดอกไม้้มงคล ดัังจะเห็็นได้้จากที่�่เจ้้าชายสิิทธััตถะ
ประสููติิเดิินได้้ 7 ก้้าว แต่่ละก้้าวพระบาทนั้้�นจะมีีดอกบััวขึ้ �นมารองรัับ อััน
เป็็นนิิมิิตที่�่จะประกาศศาสนาให้้แผ่่ไพศาล เกิิดความเจริิญรุ่�งเรืืองถึึง 7 แคว้้น
และดอกบััวนี้้�เป็็นดอกไม้้ประเสริิฐจะเป็็นเบ่่งกลีีบบานปููราดเป็็นอาสนะรอง
สิ่�งศัักดิ์์�สิิทธิ์์�อย่่างองค์์แทนพระพุุทธเจ้้า หรืือพระพุุทธรููป จะเห็็นได้้ว่่า
พระพุุทธเจ้้าตอนตรััสแสดงโอวาทปาฏิิโมกข์์แก่่พระอรหัันต์์ 1,250 องค์์ ณ
สวนไผ่่ กรุุงราชคฤห์์นั้้�น จะประทัับนั่่�งบนดอกบััวบานเต็็มที่่� ณ เบื้้�องหน้้าพระ
อรหัันต์์เหล่่านั้้�น ดัังนั้้�น ศิิลปะที่่�แฝงไว้้เป็็นภาพลัักษณ์์ทางศาสนา จะเกิิดพุุทธ
32
ศิิลป์์ที่่�บ่่งบอกถึึงจิิตใจที่่�เปี่่�ยมด้้วยศรััทธาในศาสนา และบ่่งบอกถึึงความคิิด
ความอ่่าน ความกล้้าสามารถของภููมิิปััญญาสมััยโบราณได้้เป็็นอย่่างดีี ทำำ�ไม
พระอารามต่่าง ๆ จึึงนิิยมสร้้างด้้วยวิิจิิตรตระการตาให้้บ่่งบอกถึึงสิ่�งต่่าง ๆ
ซึ่�่งเป็็นการบรรยายด้้วยศิิลปกรรมหรืือบรรยายด้้วยภาพ ทัันทีีที่�่เห็็นภาพนี้้�
แล้้วย่่อมเป็็นที่�่รู้้�ได้้ว่่า นั่่�นแทนธรรมะเรื่่�องนั้้�น เรื่่�องนี้้� เมื่่�อเดิินเข้้าไปกราบ
นมััสการพระพุุทธชิินราชตรงทางเข้้านั้้�น จะมีีพระพุุทธรููปปางป่่าเลไลยก์์ ที่�่
ใต้้พระบาทพระพุุทธรููปนั้้�น มีีลิิงตััวหนึ่่�งนั่่�งคุุกเข่่าในท่่าเคารพ กำำ�ลัังยกรวงผึ้ �ง
ขึ้ �นถวาย ถ้้าเราไม่่มีีพื้้�นฐานทางธรรมะเลยคงคิิดได้้แต่่เพีียงว่่าลิิงตััวนี้้�แสนรู้้�
จริิง ๆ แต่่เรื่่�องนี้้�เป็็นการสื่�่อให้้เห็็นว่่าพระพุุทธเจ้้า เป็็นผู้้�ประเสริิฐ เป็็นเนื้้�อ
นาบุุญของโลก เป็็นครููของเทวดาและมนุุษย์์ แม้้สััตว์์เดรััจฉานก็็ยัังศรััทธาใน
พระองค์์ ถวายทานอัันเลิิศได้้อย่่างนี้้� ตำำ�นานของพระพุุทธรููปปางป่่าเลไลยก์์
นี้้� ครั้�งหนึ่่�ง พระพุุทธเจ้้าประทัับในป่่าแห่่งนี้้� ลิิงตััวนี้้�นำำ�รวงผึ้ �งไปถวาย ครั้�น
ถวายแล้้วก็็ออกมานั่่�งห่่าง ๆ แต่่คอยดููว่่าพระองค์์จะเสวยอย่่างไร ครั้�งแรก
ปรากฎว่่าพระพุุทธองค์์ไม่่เสวย ลิิงก็็มารู้้�ได้้ว่่าการที่�่พระพุุทธองค์์ไม่่เสวยนั้้�น
เพราะมีีผึ้้�งตััวอ่่อนมีีชีีวิิตติิดในรัังนั้้�น จึึงนำำ�กลัับเอาตััวผึ้ �งนั้้�นออกหมดแล้้วนำำ�
ไปถวายอีีก คอยดููอยู่่�ปรากฎว่่าพระพุุทธองค์์เสวย เมื่่�อลิิงเห็็นพระพุุทธองค์์
เกิิดความปีีติิยิินดีีเป็็นยิ่�งนััก ขึ้ �นต้้นไม้้ได้้ก็็กระโดดจัับกิ่่�งไม้้กิ่�งนั้้�นกิ่�งนี้้�ไปมา
หลายกิ่�ง บัังเอิิญกระโดดไปจัับกิ่่�งที่�่ตายกิ่�งนั้้�นจึึงหััก แล้้วพาลิิงนั้้�นตกลงมา
กระแทกตอตายคาที่่� ดัังนั้้�น พระพุุทธรููปปางป่่าเลไลยก์์มองในแง่่หนึ่่�งคืือเป็็น
อนุุสรณ์์นั่่�นเอง
วััฒนธรรมทางวิิจิิตรศิิลป์์อย่่างที่�่ปรากฎตามฝาผนัังพระอุุโบสถ พระ
วิิหารที่่�แสดงถึึงชาติิต่่าง ๆ ของพระพุุทธเจ้้าสมััยบำำ�เพ็็ญบารมีี อย่่างเช่่น
บำำ�เพ็็ญทานบารมีีสมััยเสวยชาติิเป็็นพระเวสสัันดร จนกระทั่่�งแต่่งเป็็น
วรรณกรรมเรื่่�องมหาชาติิ วรรณกรรมนี้้�จััดเป็็นประเพณีีทุุกปีีในวัันปวารณา
ออกพรรษาของทุุกพระอาราม
ดัังนั้้�นเราจะเห็็นได้้ว่่าจิิตรกรรมบนฝาผนัังบางพระอารามนั้้�น เป็็น
จิิตรกรรมเรื่่�องพุุทธประวััติิประกอบด้้วยการประสููติิ การบำำ�เพ็็ญทุุกกรกิิริิยา
33
การผจญมาร การรัับเข้้าสััตตุุผง สััตตุุก้้อนจากนางสุุชาดา การลอยทองคำำ�
เสี่�่ยงพระบารมีีที่่�จะตรััสรู้้� การถวายหญ้้าสุุกะของสองพี่่�น้้องพาณิิชย์์ การ
ตรััสรู้้� การแสดงปฐมเทศนา การแสดงโอวาทปาฏิิโมกข์์ การปริินิิพพาน
ของพระพุุทธเจ้้า วััฒนธรรมอีีกประเภทหนึ่่�งเป็็นวััฒนธรรมด้้านประเพณีี
อาจจะเกิิดเป็็นช่่วง ๆ หรืือเทศกาลประจำำ�ปีี แต่่ละประเพณีีนั้้�นก็็แฝงไว้้
ด้้วยธรรมะ เป็็นการปลููกฝัังจริิยธรรมให้้แก่่เยาวชนซึึมซัับไปในตััว ประเพณีี
ประจำำ�ปีีหนึ่่�ง คืือ ประเพณีีลอยกระทง เพื่�่อบููชาพระแม่่คงคา จะมีีขึ้้�นใน
วัันเพ็็ญเดืือนสิิบสอง ช่่วงน้ำำ��ขึ้้�นนองล้้นฝั่ �ง และเป็็นรอยต่่อระหว่่างฤดููฝน
กัับฤดููหนาว เป็็นการทิ้้�งท้้ายฤดููฝนต้้อนรัับฤดููหนาว เมื่่�อถึึงวัันนี้้�ชาวประชา
ก็็พากัันจััดพิิธีีรื่่�นเริิงบัันเทิิง ทำำ�ดอกไม้้รููปทรงกรวยสี่�่เหลี่�่ยม ทำำ�ด้้วยก้้าน
กล้้วยแล้้วติิดธููป เทีียน ดอกไม้้ไว้้ภายใน ประดัับรอบนอกอย่่างสวยงาม
ก่่อนลอยจะตั้ �งจิิตอธิิฐานให้้ได้้พบแต่่สิ่�งที่�่ตนปรารถนา สิ่�งที่�่เป็็นบาปอกุุศล
ก็็ให้้ลอยไปกัับกระทงนี้้� ความหมายที่่�ลึึกซึ้ �งอีีกประการหนึ่่�ง คืือ เพื่่�อบููชา
ในคุุณความดีีพระแม่่คงคา เป็็นการแสดงความกตััญญููกตเวทีี ในการที่่�น้ำำ��
มีีคุุณููปการคุุณให้้เรามากมาย หาประมาณมิิได้้นั่่�นเอง
เกี่�่ยวกัับความสััมพัันธ์์ระหว่่างสุุนทรีียศาสตร์์กัับวััฒนธรรมนี้้� บอกได้้ว่่า
สััมพัันธ์์กัันอย่่างแยกกัันไม่่ได้้ ศิิลปกรรมแม้้จะมุ่�งเน้้นไปในด้้านศิิลปะ แต่่
ก็็อยู่่�บนฐานแห่่งความงาม และศิิลปกรรมนี้้�ก็็เป็็นเครื่่�องบ่่งชี้ �ถึึงความเจริิญ
ในด้้านภููมิิปััญญาของบรรพบุุรุุษได้้เป็็นอย่่างดีี
กล่่าวโดยสรุุป
สุุนทรีียศาสตร์์ เป็็นวิิชาที่่�ว่่าด้้วยความงาม เป็็นธรรมชาติิ สร้้างความ
พึึงพอใจในสิ่�งที่�่ได้้เห็็น ทำำ�ให้้จิิตเป็็นสุุข สร้้างอุุดมคติิให้้กัับชีีวิิต ส่่งผลให้้
ใจผ่่องใสตามคติิพระพุุทธศาสนา ซึ่่�งเป็็นจิิตที่่�มีีลัักษณะปลอดโปร่่งจาก
อกุุศล มีีความสัันโดษ ดำำ�เนิินชีีวิิตสายกลาง สััมพัันธ์์กัับจริิยศาสตร์์ที่�่เป้้า
หมายอยู่่�ที่�่ความสุุข นอกจากนี้้�สุุนทรีียศาสตร์์นี้้�สััมพัันธ์์กัับศิิลปะ ซึ่�่งศิิลปะ
นั้้�นมุ่�งเน้้นให้้เกิิดความงาม ความวิิจิิตรตระการตา ความอ่่อนช้้อย ซึ่�่งสื่�่อ
ถึึงหลัักธรรมชาดก ธรรมชาดกต่่าง ๆ ความงามนี้้�มีีหลัักตััดสิินว่่า ความงาม
34
ในตััวเอง กัับความงามตามความรู้้�สึึก และงามอีีกอย่่างหนึ่่�ง ซึ่่�งเป็็นความงาม
ตามหลัักเหตุุผล ต้้องอาศััยบริิบทแห่่งความเป็็นจริิงช่่วยตััดสิินสััจธรรม คืือ
ภาวะแห่่งความเป็็นจริิงเป็็นภาวะธรรมชาติิที่่�ดำำ�เนิินไปด้้วยกระบวนการของ
มัันเอง ตามเหตุุปััจจััย น้ำำ��เมื่่�อเดืือดถึึง 100 องศาแล้้ว ย่่อมเดืือดเต็็มร่่างกาย
เมื่่�อแก่่หง่่อมเต็็มที่�่แล้้วย่่อมหมดสภาพไปโดยปริิยาย สััจธรรมของลม คืือ การ
เคลื่่�อนไหวพััดไปมา ถููกจััดเข้้ามาอยู่�ในกลุ่�มความงาม ซึ่่�งหมายถึึงคนที่�่รู้้� และ
เข้้าใจในสััจธรรมดีีแล้้ว มีีผลทำำ�ให้้ผู้้�นั้�นเป็็นคนงามตามความหมายของธรรม
คุุณธรรมเป็็นหลัักแห่่งความถููกต้้อง เป็็นสิ่�งที่่�ควรปฏิิบััติิต่่อกัันระหว่่างมนุุษย์์
หรืือสิ่�งมีีชีีวิิตอื่�่น ๆ สุุนทรีียธรรมเป็็นหลัักแห่่งความงามภายใน อัันหมายถึึง
จิิตใจ พฤติิกรรม และการปฏิิบััติิตนในศีีลธรรม พระพุุทธเจ้้าตรััสถึึงธรรมที่่�
ให้้คนเป็็นคนงาม คืือ ธรรมแห่่งขัันติิธรรม ความอดทน และโสรััจธรรม ความ
สงบเสงี่่�ยม วางตนในฐานะที่�่เหมาะสมในสัังคม แสดงให้้เห็็นถึึงว่่าบุุคคลนั้้�น
มีีการศึึกษา มีีวััฒนธรรมที่�่อบรมแล้้ว โดยภาพรวม คืือ จะทำำ�ให้้ชีีวิิตส่่วนตััว
ของบุุคคลนั้้�น และชุุมชนสัังคมที่่�เขาอาศััยอยู่่�มีีความสงบสุุข มีีหลัักประกััน
ด้้วยศีีลธรรมโดยแท้้
ทรรศนะของนัักปรััชญาต่่าง ๆ กัับสุุนทรีียศาสตร์์
ความงามเป็็นสิ่�งคู่่�กัับชีีวิิตประจำำ�วััน กิิจกรรมของมนุุษย์์ทุุกอย่่างจะต้้อง
มีีความงามเจืือปนอยู่่�ด้้วยเสมอ ตั้�งแต่่ภาพเขีียน ภาพแกะสลัักที่�่ประดิิษฐ์์ขึ้�น
ในสมััยโบราณจนถึึงสถาปััตยกรรมสมััยใหม่่ ๆ และสิ่�งประดิิษฐ์์เล็็ก ๆ น้้อย ๆ
เวลาเราซื้ �อของขวััญไปมอบให้้ใครในวัันเกิิด วัันแต่่งงาน เราจะคิดิ ถึงึ ความงาม
ของสิ่ง� นั้้น� พอ ๆ กับั คุณุ ค่า่ ของมันั สุนุ ทรีียศาสตร์จ์ ึงึ เป็น็ ศาลาพักั ใจมนุษุ ย์ห์ ลังั
จากเราเหน็็ดเหนื่่�อยจากภารกิิจเพื่�่อการดำ�ำ รงชีพี
ความงามมีีอยู่� 2 อย่่างคืือ
1. ความงามที่่�ธรรมชาติิมีีไว้้ได้้ เช่่น ต้้นไม้้ ดอกไม้้ แสงแดด ทิิวทััศน์์
ซึ่�่งมีีอยู่ �ดาษดื่่�นทุุกหนทุุกแห่่ง
2. ความงามที่่�มนุุษย์์ช่่วยกัันสร้้างขึ้�นมา เพื่่�อทดแทนธรรมชาติิเนื่่�องจาก
ต้อ้ งการความเพลิดิ เพลินิ ยิ่ง� ขึ้น� จากสิ่ง� ที่ม�่ ีีอยู่�โดยธรรมชาติินั้้น� ได้แ้ ก่่ ภาพศิลิ ป์์
35
ดนตรีี บทประพัันธ์์ วรรณคดีี เป็็นต้้น
ถ้้าขาดความงามทั้้�งสองอย่่างนี้้�โลกนี้้�ดููคล้้ายกัับทะเลทราย จะเป็็นโลก
ที่�่ไม่่น่่าอยู่�เลย มีีแต่่ความห่่อเหี่�่ยว แห้้งแล้้ง สภาพจิิตก็็จะเหี้้�ยมโหด ผู้้�มีีความ
คิิดสร้้างสรรค์์ทางศิิลปะจึึงเป็็นผู้้�ที่�่ควรยกย่่อง เขาเป็็นผู้้�สร้้างทางแห่่งความ
สุุขให้้แก่่ชาวโลก โดยไม่่คำำ�นึึงผลกำำ�ไร เกีียรติิ ชื่่�อเสีียง เพราะผลกำำ�ไรกัับความ
งามมัักคู่่�กัันไม่่ได้้ ที่่�ใดมีีความต้้องการเงิินกำำ�ไรมากที่่�สุุด ที่่�นั่่�นจะมีีความงาม
และศิิลปะน้้อยที่�่สุุด ศิิลปะของไทยที่่�สร้้างสวยงามที่่�สุุด เช่่น ภาพแกะสลััก
ประตููพระวิิหาร วััสดุุทััศน์์ ภาพเขีียนพระวิิหารวััดพระแก้้ว เป็็นต้้น สิ่�งเหล่่านี้้�มีี
ค่า่ ทางสุนุ ทรีียศาสตร์ม์ าก แต่ผ่ ู้้�ทำำ�คงไม่ต่ ้อ้ งการเงินิ ทอง หรืือผลกำำ�ไรใด ๆ การ
ก่่อสร้้างในปััจจุุบััน ผู้้�สร้้างหรืือสถาปนิิกต้้องการประหยััดทั้้�งแรงงาน ทุุน
ทรััพย์์และเวลาจึึงมีีค่่าทางศิิลปะน้้อยจนถึึงกัับมีีผู้้�เรีียก ความเจริิญที่�่เต็็มไป
ด้้วยถนนคอนกรีีตตึึกรามบ้้านช่่องสมััยใหม่่ว่่า “ป่่าคอนกรีีต” ผู้้�คนที่�่เกิิดใน
ดิินแดนดัังกล่่าวมัักหายใจเป็็นเงิินเป็็นทอง มัักเป็็นคนแล้้งน้ำำ��ใจ ขาดความ
เอื้ �อเฟื้้�อเห็็นอกเห็็นใจกััน สุุนทรีียศาสตร์์จึึงเป็็นสายธารที่�่เย็็นฉ่ำ�ำ�คอยหล่่อ
เลี้ �ยงจิิตของมนุุษย์์ชาติิให้้เย็็นเยืือกอยู่�เสมอ มีีนัักปรััชญาต่่าง ๆ ได้้พยายาม
ศึึกษาเรื่�่องนี้้�แล้้วตั้ �งเป็็นทฤษฎีี ขึ้ �นเรีียกว่่า “ทฤษฎีีแห่่งความงาม”
เพลโต (Plato : 472 -347 B.C)
แบ่่งความงามออกเป็็นสองอย่่างคืือความงามในโลก อุุดมคติิกัับความ
งามที่�่ปรากฎในโลกแห่่งประสาทสััมผััส ความงามในโลกแห่่งอุุดมคติิเป็็นแบบ
ของความงาม (Form of beauty) นิิรัันดรไม่่เปลี่่�ยนแปลง ไม่่มีีอยู่�ในโลกแห่่ง
ประสาทสััมผััส ส่่วนความงามประการหลััง เป็็นความงามเกิิดจากการลอก
เลีียนแบบมาจากความงามในโลกแห่่งอุุดมคติิไม่่เที่�่ยงแท้้มีีการเปลี่�่ยนแปลง
การเข้้าถึึงความงามชนิิดแรกได้้ก็็ด้้วยความคิิด สิ่�งใดยิ่�งงามมากก็็ยิ่�งใกล้้โลก
อุุดมคติิมากขึ้ �นเพีียงนั้้�น
อาร์์ทััวร์์ โชเพิินเฮาเออร์์ (Arthur Schopenhauer : 1788 - 1860)
ได้้เขีียนบรรยายความงามไว้้ในหนัังสืือชื่่�อ Basic Problems of Philoso-
phy ในหััวข้้อเรื่่�องว่่า Platonic Idea and the Object of Art ว่่า “ปกติิถืือ
36
กัันว่่า การรู้้�จัักทำำ� (สร้้าง) สิ่�งสวยงาม (ศิิลปะ) เป็็นความรู้้�ที่่�บริิสุุทธิ์์� และเป็็น
มโนคติิที่่�ปรากฏออกมาในรููปของวััตถุุ ในความเข้้าใจ ถึึงกระนั้้�นแหล่่งกำำ�เนิิด
ของความพึึงพอใจในความงาม บางครั้�งจะซ่่อนแฝงอยู่�ในความเข้้าใจ ถึึง
กระนั้้�นแหล่่งกำำ�เนิิดของความพึึงพอใจรููปของวััตถุุที่่�รัับรู้้�มา บางครั้�งก็็เกิิดจาก
พรสวรรค์์และความเบิิกบานทางวิิญญาณอัันเกิิดจากความรู้้�บริิสุุทธิ์์�ปราศจาก
ความต้้องการทั้้�งมวล”
ความงามตามทรรศนะของเพลโต (Plato) ตามความเข้้าใจของผู้้�เขีียน
(Arthur) จึึงต้้องเป็็นความรู้้�ที่่�บริิสุุทธิ์์� (Pure knowing) และจะต้้องเป็็นความ
รู้้�ที่�่ได้้มาจากโลกแห่่งมโนคติิ เพราะสองอย่่างนี้้�แยกกัันไม่่ได้้ ความรู้้�ที่�่ได้้มา
จากโลกแห่่งมโนคติิกัับความรู้้�อัันบริิสุุทธิ์์� จะต้้องมาจากโลกมโนคติิเท่่านั้้�น
ความงามที่�่เราสามารถมองเห็็นศิิลปะทุุกชนิิด จึึงเป็็นความงามที่่�ได้้มาจาก
โลกมโนคติิที่่�มีีบุุคคลรัับรู้้�มาแล้้ว ถ่่ายทอดออกมาในรููปของวััตถุุอาจจะเป็็น
สถาปััตยกรรม ปฏิิมากรรม วรรณคดีี ดนตรีี มััณฑนศิิลป์์หรืืออะไรอื่�่น ที่�่น่่า
สัังเกตก็็คืือ ไม่่ว่่าความรู้้�ชนิิดใดก็็ตามถ้้าเข้้าถึึงโลกมโนคติิ ความรู้้�นั้�นก็็ต้้อง
กลายเป็็นความงามเสมอ
ความพึึงพอใจในความงาม (ของบุุคคล) เกิิดจากสองแหล่่ง คืือ
1. เกิิดจากโลกมโนคติิที่่�เคยรัับรู้้�มา (Known idea) ได้้แก่่สภาพที่�่
วิิญญาณของผู้้�นั้�น เกิิดระลึึกถึึงสิ่�งที่่�คนพบเห็็นมาในโลก มโนคติิแล้้วนำำ�มา
ถ่่ายทอดไว้้
2. เกิิดจากพรสวรรค์์ เรีียกว่่า ความรู้้�บริิสุุทธิ์์�ที่่�ติิดตััวมากัับผู้้�นั้�น ช่่วย
ให้้จิิตใจเบิิกบานมีีความโน้้มเอีียงไปในด้้านความงาม
ทั้้�งพรสวรรค์์ และมโนคติิก็็ต้้องอาศััยกัันและกัันอีีก พรสวรรค์์ก็็คืือ สิ่�ง
หนึ่่�งที่่�บุุคคลได้้รัับมาจากโลกอุุดมคติิ และสามารถนำำ�มาถ่่ายทอดได้้ดีีกว่่า
บุุคคลในวััยและยุุคเดีียวกััน
เซนต์์ โธมััส อะไควเนส (Saint Thomas Acquinas : 1224 - 1274)
ท่่านผู้้�นี้�สอนว่่า สิ่�งใดจะงามหรืือไม่่ต้้องพิิจารณาที่�่ผลของมััน สิ่�งใดก็็ตาม
ถ้้ามีีผลก่่อให้้เกิิดความเพลิิดเพลิิน (Pleasure) สิ่�งนั้้�นคืือความงาม ดนตรีี ชื่่�อ
37
ว่่า เป็็นความงาม เพราะเสีียงมัันไพเราะก่่อให้้เกิิดความเพลิิดเพลิินทางโสต
ประสาท วรรณคดีี งามเพราะให้้ความเพลิิดเพลิินด้้านอารมณ์์ ภาพเขีียน
ภาพแกะสลัักงาม เพราะให้้ความเพลิิดเพลิินตา มีีข้้อน่่าสัังเกตว่่า คนบางคน
ฟัังดนตรีีไพเราะ แต่่บางคนไม่่รู้้�สึึกอะไรหรืือเฉย ๆ บางคนดููภาพศิิลปะแล้้ว
เกิิดความซาบซึ้้�ง บางคนมองไม่่ออกว่่าอะไรเป็็นอะไร เซนต์์ โธมััส บอกว่่าขึ้ �น
อยู่่�กัับสติิปััญญาของแต่่ละบุุคคล การเข้้าถึึงความงามต้้องเข้้าถึึงด้้วยสติิ
ปััญญา เพราะความงามเป็็นความรู้้�ด้้านในต้้องรู้้�ด้้วยใจเท่่านั้้�น ความ
เพลิิดเพลิินจะเกิิดหลัังจากรู้้�แล้้วเท่่านั้้�น
สิ่่�งใดที่่�เรากล่่าวว่่างาม จะต้้องมีีคุุณสมบััติิ 3 อย่่างคืือ
1. มีีบููรณภาพ ความสมบููรณ์์ไม่่ขาดและไม่่เกิิน
2. ได้้สััดส่่วน คืือ ประกอบกัันพอเหมาะเจาะไม่่ขาดไม่่เกิินและจะต้้อง
สมส่่วน
3. แจ่่มใส คืือ ชััดเจนไม่่คลุุมเครืือ น่่าเกลีียด
ดนตรีีจะไพเราะก็็ต้้องประกอบด้้วยสมบััติิทั้้�ง 3 อย่่างนี้้� เราว่่าผู้้�หญิิงนั้้�น
งามก็็เพราะรููปร่่างของเขามีีสมบััติิอย่่างครบถ้้วน ถ้้าอย่่างใดอย่่างหนึ่่�งขาด
ไปความงามก็็บกพร่่อง เช่่น รููปร่่างไม่่ได้้สััดส่่วน หรืือบกพร่่องที่่�อวััยวะส่่วน
ใดส่่วนหนึ่่�ง ความงามก็็ไม่่มีี
อิิมมานููเอิิล คานท์์ (Immenual Kant : 1724-1804)
เป็็นนัักปรััชญาชาวเยอรมัันในด้้านสุุนทรีียศาสตร์์ เขากล่่าวไว้้โดยสรุุป
ว่่าความงามคืือความพอใจที่่�ขึ้ �นอยู่่�กัับอิิทธิิพล ความรู้้�สึึกของบุุคคลไม่่ขึ้ �นอยู่�
กัับวััตถุุ ไม่่ว่่าวััตถุุที่่�ออกมาในรููปของศิิลปะต่่าง ๆ จะมีีอยู่�หรืือไม่่ก็็ตาม ความ
งามก็็ยัังมีีอยู่� ความงามถููกกำำ�หนดไว้้แล้้วโดยสมบููรณ์์จากรููปแบบ (Form)
ล้้วน ๆ
ตามทััศนะนี้้� ความงามเป็็นเรื่่�องของอารมณ์์ ความรู้้�สึึกว่่างามเป็็นจิิตวิิสััย
รููปแบบของความงามมีีอยู่�โดยเฉพาะจะมีีศิิลปะ หรืือผลิิตผลด้้านศิิลปะออก
มาหรืือไม่่ก็็ตาม ความงามก็็มีีอยู่� พููดง่่าย ๆ ก็็คืืออารมณ์์ก่่อให้้เกิิดความงาม
อารมณ์์ก่่อให้้เกิิดศิิลปะ ไม่่ใช่่มีีศิิลปะอยู่่�ก่่อนแล้้ว จึึงก่่อให้้เกิิดอารมณ์์เกี่�่ยว
38
กัับความงามแต่่ความงามไม่่จำำ�เป็็นปรัับรููปออกมาเป็็นศิิลปะทุุกอย่่างไป ใน
ขณะเดีียวกััน ความงามที่่�ออกมาในรููปของวััตถุุแล้้ววััตถุุนั้้�นก็็ต้้องยอมรัับว่่า
งามเพราะความงามจากรููปแบบได้้กลายสภาพมาเป็็นวััตถุุ คานท์์จึึงไม่่ปฏิิเสธ
ความงามที่่�เป็็นวััตถุุวิิสััย
นอกจากนี้้� คานท์์ยัังได้้กล่่าวไว้้อีีกตอนหนึ่่�งว่่า “กวีีนิิพนธ์์” (Poetry)
เป็็นรููปแบบชั้้�นสููงสุุดเป็็นศิิลปะที่�่จะช่่วยให้้เข้้าใจความงาม เพราะกวีีนิิพนธ์์
สามารถบรรยายความรู้้�สึึก (Idea) ออกมาได้้อย่่างมีีชีีวิิตจิิตใจ (Portray)”
ข้้อนี้้�พอมองเห็็นได้้ชััดว่่าศิิลปะทั้้�งหลายจะเป็็นสถาปััตยกรรม (Architecture)
เกี่่�ยวกัับการก่่อสร้้างอาคาร สถานที่่� ปราสาท โบสถ์์ วิิหาร ปฏิิมากรรม
(Sculpture) เกี่่�ยวกัับการปั้้�น การหล่่อ การแกะสลััก จิิตกรรม เกี่�่ยวกัับการ
วาด การเขีียนภาพ การระบายสีี ดุุริิยางค์์ศิิลป์์ เกี่่�ยวกัับดนตรีี การขัับร้้อง
และวรรณคดีี เกี่่�ยวกัับการแต่่ง การประพัันธ์์ บทกวีีนิิพนธ์์ ถืือว่่าเป็็นศิิลปะ
ชั้ �นสููงกว่่าศิิลปะอื่่�น ๆ เพราะสามารถถ่่ายทอดความรู้้�สึึกของมนุุษย์์ออกมา
ได้้เป็็นคำำ�พููดอย่่างชััดเจนที่่�สุุด ศิิลปะแขนงอื่�่นยัังต้้องการแปลความหมายบาง
อย่่างยัังคลุุมเครืือต้้องอาศััยการวิินิิจฉััยกวีีนิิพนธ์์ให้้ประโยชน์์ และความสุุข
ในทางประสาทสััมผััส เป็็นความงามชั้ �นยอด ความงามที่่�เกิิดจากบทกวีีนิิพนธ์์
หรืือความงามที่่�เกิิดจากศิิลปะทุุกชนิิดจะต้้องไม่่เกี่่�ยวกัับ ลาภ ผล เกีียรติิ ชื่่�อ
เสีียง เป็็นความงามเพื่�่อความงาม (Beauty for beauty’s sake) คานท์์เรีียก
ความงามชนิิดนี้้�ว่่า “Disinterested pleasure “แปลว่่า” ความพอใจที่่�ไม่่
ต้้องสนใจ” ความงามที่่�แท้้จริิง ก็็คืือความพอใจโดยไม่่ต้้องสนใจ
สุุนทรีียศาสตร์์สมััยใหม่่
สุุนทรีียศาสตร์์สมััยใหม่่คล้้ายกัับจริิยศาสตร์์ จะต้้องมีีการสำำ�รวจข้้อเท็็จ
จริิงอย่่างใดอย่่างหนึ่่�งอย่่างเด่่นชััด ต้้องใช้้วิิธีีการทางวิิทยาศาสตร์์เข้้าช่่วย
ไม่่ใช่่เป็็นการวิิพากษ์์อย่่างผิิวเผิินหรืือผนวกไว้้กัับศาสตร์์อื่่�น ๆ บางประเภท
ไม่่ว่่าจะเป็็นประวััติิแห่่งศิิลปะหรืืออื่่�น ๆ จุุดมุ่�งหมายของสุุนทรีียศาสตร์์สมััย
ใหม่่ เหมืือนกัับจุุดมุ่�งหมายจริิยศาสตร์์สมััยใหม่่ต้้องเป็็นศาสตร์์ที่่�มีีเหตุุผลเด่่น
ชััดไม่่มีีข้้อเคลืือบแคลงสงสััย (Positive science) ข้้อเท็็จจริิงที่�่เป็็นเบื้้�องต้้น
39
และตรงไปตรงมาที่�่สุุดที่่�ควรทำำ�มีี 2 ประเด็็น ได้้แก่่ การวิินิิจฉััยสิ่�งที่่�น่่าพอใจ
กัับสิ่่�งที่่�ไม่่น่่าพอใจ ศิิลปะกัับผลิิตผลทางศิิลปะทั้้�ง 2 อย่่างนี้้� ได้้แยกไว้้อย่่าง
เด่่นชััดในปรััชญาสมััยโบราณ เพลโต (Plato) โพลติินุุส (Plotinus) และ
ลอนจินิ ุสุ (Longinus) ได้้ทุ่�มเทความสนใจส่่วนมากไปที่�่แนวคิิดเรื่�่องความงาม
(Beauty) และความน่่าทึ่่�ง (Sublimity) นั่่น� ก็ค็ ืือสาระสำำ�คัญั เรื่อ่� งการตัดั สินิ ว่า่
อะไรงามไม่่งาม (Aesthetic judgment) อริิสโตเติิลก็็ชอบพููดถึึงเรื่่�องทฤษฎีี
ศิิลปะตลอดถึึงทฤษฎีีศิิลป์์ ตลอดถึึงทฤษฎีีกวีีนิิพนธ์์ โดยเฉพาะเรื่�่องโศกนาฎ
กรรม (Tragedy) ทััศนะของเพลโตเกี่�่ยวกัับสุุนทรีียศาสตร์์ ปรากฎอยู่�ใน
หนัังสืือ 3 เล่่ม คืือ
1. เฟดรััส (Phaedrus)
2. ซิิมโพเซีียม (Symposium)
3. ฟิิเลบััส (Philebus)
ในหนัังสืือทั้้�งสามเล่่มปรััชญาสุุนทรีียศาสตร์์ยัังปนเคล้้าอยู่่�กัับจริิยศาสตร์์
และอภิิปรััชญา และห่่างไกลจากภาวะที่�่พอจะเรีียกได้้ว่่า การสำำ�รวจวิินิิจฉััย
สุุนทรีียศาสตร์์ตามหลัักประจัักษ์์นิิยมสุุนทรีียศาสตร์์สมััยกลางและสมััยใหม่่
ได้้วิิวััฒนาการมาโดยลำำ�ดัับ ความสนใจทางปรััชญาเกี่�่ยวกัับเรื่�่องนี้้�มากขึ้ �น ใน
อัันที่่�จะวางรากฐานแนวความคิิดอย่่างใดอย่่างหนึ่่�งเพื่�่อเสริิมสร้้างศิิลปะ และ
เพื่�่อวางรากฐานของสมมติิฐาน (Hypothesis) เกี่่�ยวกัับความสำำ�คััญของความ
งามในจัักรวาลในยุุคเดีียวกััน นัักเขีียนบางท่่านโดยเฉพาะในอัังกฤษ เช่่น
ชาฟทส์์ บิิวรี่่� (Shaftesbury) เบิิร์์ค (Burke) และฮิิวม์์ (Hume) ได้้ดึึงงาน
ด้้านสุุนทรีียศาสตร์์มาวิิเคราะห์์ในเชิิงจิิตวิิทยาเกี่่�ยวกัับเรื่่�องต่่าง ๆ เช่่น ความ
พอใจและความซาบซึ้้�งในด้้านความงาม การสำำ�รวจทางจิิตวิิทยา (Psycho-
logical investigation) เกี่่�ยวกัับความงาม ความจริิงไม่่ใช่่เพีียงเกิิดใน
ศตวรรษที่่� 17 เท่่านั้้�น มัันเริ่�มมีีการรื้�อฟื้้�นมาจากสมััยกรีีก อริิสโตเติิล (Aris-
totle) ก็็ได้้พููดเรื่�่องนี้้�ไว้้ เขากล่่าวว่่า “ศิิลปะเกิิดจากความต้้องการแสดงออก
ของอารมณ์์ ศิิลปะชั้ �นสููงทำำ�ให้้จิิตใจบริิสุุทธิ์์� และสามารถสนองความต้้องการ
ทางสติิปััญญา ความกดดัันในทางอารมณ์์ (Emotional pression) แสดงออก
มาในรููปของศิิลปะ” การวิิเคราะห์์ในเรื่�่องนี้้�ได้้ขาดตอนไประยะหนึ่่�ง พอมา
40
ถึึงศตวรรษที่่� 18 จึึงรุ่�งเรืือง เฮอร์์เบิิร์์ต สเปนเซอร์์ (Herbert Spencer) นััก
จิิตวิิทยาชาวอัังกฤษมีีชีีวิิตอยู่�ระหว่่าง ปีี ค.ศ. 1820-1903 ท่่านผู้้�มีีความเห็็น
ศิิลปะคืือการแสดงออกของพลัังส่่วนเกิินมิิได้้ มีีวััตถุุประสงค์์ที่�่จะก่่อให้้เกิิด
ประโยชน์อ์ ะไรมากไปกว่่านี้้อ� ีีกท่่านหนึ่่�งคืือ เทโอดอร์์ ลิิพส์์ (Theodor Lipps)
ท่่านผู้้�นี้�กล่่าวว่่า ศิิลปะ คืือ Empathy ได้้แก่่ การถ่่ายทอดความรู้้�สึึกจากจิิต
ลงในวััตถุุแล้้วรัับเอาสภาพที่�่เรารู้้�สึึกต่่อวััตถุุนั้้�นมาสร้้างอารมณ์์ให้้เกิิดขึ้ �นใน
รููปของศิิลปะ Leo Tolstoy ถืือว่่า ศิิลปะคืือคลื่่�นแห่่งความรู้้�สึึกที่�่บุุคคลคน
หนึ่่�งถ่่ายทอดไปยัังบุุคคลอื่�่น ซึ่่�งมีีประสบการณ์์และมีีอารมณ์์เช่่นเดีียวกััน โดย
ใช้้เส้้น สีี เสีียง การเคลื่่�อนไหว หรืือคำำ�พููด ศิิลปะช่่วยให้้มนุุษย์์มีีเอกภาพ มีี
ความรััก มีีภารดรภาพ ซิิกมัันด์์ ฟรอยด์์ (Sigmund Freud) มีีทรรศนะว่่า
ศิิลปะเกิิดจากการเล่่น แต่่เป็็นการเล่่นของผู้้�ใหญ่่จึึงออกมาในรููปของความ
ฝัันซึ่�่งตกอยู่�ภายใต้้อำำ�นาจของจิิตใต้้สำำ�นึึก เมื่่�อถููกนำำ�มาผนวกกัับจิิตสำำ�นึึกจึึง
ออกมาในรููปของสุุนทรีียศาสตร์์ เป็็นเครื่่�องผ่่อนคลายความกดดัันทางอารมณ์์
อัันเกิิดจากความต้้องการเรื่่�องเพศ
ตามทััศนะสมััยใหม่่ถืือว่่า พื้้�นฐานของการลอกเลีียนแบบด้้านความงาม
ของโลก คืือ กิิจกรรมด้้านสร้้างสรรค์์ที่่�สามารถนำำ�มาใช้้ได้้ในภาคปฏิิบััติิ และ
มีีจุุดมุ่�งหมายไม่่เพ้้อฝัันในด้้านกิิจกรรม สรััตถะ (Essence) ทางสัังคมและ
พลัังสร้้างสรรค์์ของมนุุษย์์มุ่�งไปในการเปลี่่�ยนแปลงธรรมชาติิ และสัังคม จะ
ต้้องได้้รัับการพััฒนาให้้กลมกลืืนกัันอย่่างเข้้าใจ และมีีอิิสระและได้้แบ่่ง
สุุนทรีียศาสตร์์ออกเป็็นกลุ่�มใหญ่่ ๆ ดัังนี้้�
1. ความงามและความขี้ �เหร่่ (Beauty and Ugliness)
2. ความดีีและความเลว (Noble and Base)
3. ความเศร้้าโศกและความร่่าเริิง (Tragic and Comic)
4. ผู้้�ดีีและไพร่่ (Heroic and Vulgar)
สิ่่�งเหล่่านี้้�ปรากฎในฐานะเป็็นรููปภายนอกของความเข้้าใจด้้าน
สุุนทรีียศาสตร์์เกี่่�ยวกัับโลกในแต่่ละหน่่วยของสัังคมและในชีีวิิตของบุุคคล
แต่่ละคน ในด้้านกิิจกรรมด้้านการผลิิตและสัังคม การปกครอง ในทััศนะคติิ
ต่่อธรรมชาติิ ในทางวััฒนธรรมและชีีวิิตประจำำ�วััน
41
ทััศนะใหม่่นี้้� สุุนทรีียศาสตร์์ที่�่แท้้จริิง จะต้้องรัับใช้้มวลชนก่่อให้้เกิิดพลััง
สร้้างสรรค์์ โดยเฉพาะอย่่างยิ่�งด้้านการผลิิต เช่่น วรรณคดีี จะต้้องเกื้ �อกููลต่่อ
ชีีวิิตชนส่่วนใหญ่่ที่�่เรีียกว่่ารัับใช้้ประชาชน ซึ่่�งเบี่�่ยงเบนออกไปจากทััศนะคติิ
เดิิมที่่�ว่่า ศิิลปะทุุกอย่่างจะต้้องไม่่มีีจุุดหมายปลายทางอยู่่�ที่่�อััตถประโยชน์์
(Useful things)
42
43
บทที่่� 3
สุนุ ทรีียภาพตามแนวคิดิ
ปรัชั ญาตะวันั ตก-ตะวันั ออก
44
สุุนทรีียภาพ เป็็นเรื่่�องราวของความงามที่�่แนบเนื่่�องอยู่่�กัับคำำ�ว่่าสุุนทรีี
ศาสตร์์แต่่เพื่่�อให้้เนื้้�อหามีีความยืืดหยุ่�นมากขึ้ �นในการเรีียบเรีียง จึึงใช้้ศััพท์์ดััง
กล่่าวในการสื่�่อความหมาย สุุนทรีียภาพเป็็นเรื่�่องที่่�ปรากฏอยู่�ในแนวคิิดและ
วิิถีีชีีวิิตวััฒนธรรมของมนุุษย์์ทุุกส่่วนของโลก ในหนัังสืือเล่่มนี้้�ต้้องการชี้ �ให้้เห็็น
ว่่าทฤษฎีีความงาม ศิิลปะวิิทยาการแขนงนี้้�มีีปรากฏอยู่�ในวััฒนธรรมของชาว
ตะวัันตกและตะวัันออก โดยจะเน้้นให้้เห็็นในสายอารยธรรมที่่�สำำ�คััญที่่�เป็็น
ภาพโดยกว้้าง ๆ ของแนวคิิดและปรััชญาสายนั้้�น ๆ ดัังต่่อไปนี้้�
สุุนทรีียภาพตามแนวคิิดปรััชญาตะวัันตก
ตามแนวความคิิดของนัักปรััชญาตะวัันตก เรื่่�องราวของสุุนทรีียศาสตร์์
จะเป็็นไปตามแกนของความคิิดทางปรััชญาของแต่่ละสมััย เช่่น ในสมััยกรีีก
โบราณ แกนความคิิดทางปรััชญาจะอยู่่�ที่�่อภิิปรััชญาที่�่ถกกัันเรื่�่องสภาวะที่่�แท้้
จริิงของโลกและชีีวิิต สุุนทรีียศาสตร์์ก็็จะพููดถึึงปััญหาสุุนทรีียะที่่�มีีอยู่�ในเรื่่�อง
โลกและชีีวิิตตามนั้้�น หรืือต่่อมาในสมััยกลางปรััชญาศาสนาของศาสนาคริิสต์์
มีีอิิทธิิพล ปััญหาทางสุุนทรีียะก็็จะถกถึึงทิิพยภาพของพระเจ้้า เป็็นต้้น
ประวััติิและพััฒนาการของสุุนทรีียศาสตร์์ไว้้เป็็นยุุค ๆ ดัังนี้้� (Harell. J,
2005, P. 1-30)
ยุคุ กรีกี โบราณ สุนุ ทรีียศาสตร์เ์ ป็น็ การผสมระหว่า่ งอภิปิ รัชั ญากับั ปรัชั ญา
ศิลิ ปะ โดยเฉพาะ ตามทฤษฎีีทางอภิปิ รัชั ญาของไพทากอรัสั (Pythagoras) ที่่�
มีีความเชื่่�อว่่าเนื้้�อแท้้ของโลกและจัักรวาลมีีความเป็็นระเบีียบลงตััวเป็็นระบบ
จำำ�นวน ศิิลปะต่่าง ๆ ก็็มีีความเป็็นระเบีียบลงตััวเช่่นเดีียวกัันโดยเฉพาะดนตรีี
ที่�่แสดงออกถึึงความลงตััวทางคณิิตศาสตร์์
เอมเปโดเคลส (Empedocles) นัักปรััชญาชาวกรีีกโบราณ1 ได้้แสดง
ปรััชญาพหุุนิิยมของธาตุุต่่าง ๆ โดยได้้แสดงข้้อเปรีียบเทีียบระหว่่างศิิลปิิน คืือ
จิิตรกรกัับความรััก ซึ่่�งเป็็นเหตุุนำำ�ธาตุุต่่าง ๆ มารวมกัันเข้้า โดยถืือว่่าสรรพสิ่�ง
มารวมกัันด้้วยความรััก ธาตุุต่่าง ๆ เป็็นต้้นกำำ�เนิิดของสรรพสิ่�งที่�่กำำ�ลัังเป็็นอยู่�
หรืือได้้เป็็นมาแล้้ว หรืือว่่าจะเป็็นอยู่่�ต่่อไป สิ่�งที่�่รัับรู้้�ได้้ก็็คืือ วััตถุุที่่�เกิิดจากการ
1 Ἐμπεδοκλῆς; Empedoklēs ca. 490–430 BC
45
ประสมรวมกัันของธาตุุทั้้�งหลาย ด้้วยอำำ�นาจของความรััก หรืือที่่�แตกแยกออก
ไปก็็ด้้วยอำำ�นาจความขััดแย้้ง2
ไพธากอรััส (Pythagoras) นัักคณิิตศาสตร์์และนัักปราชญ์์ชาวกรีีก
โบราณ3 ถืือว่่าจัักรวาลได้้ผลิิตเสีียงเพลงที่�่ไพเราะ และรวมตััวกัันได้้ด้้วยการ
ประสานความกลมกลืืนกััน รููปแบบต่่าง ๆ ที่่�สำำ�คััญของความงามคืือระเบีียบ
สััดส่่วน และความจำำ�กััดที่�่ศาสตร์์ทั้้�งหลายทางคณิิตศาสตร์์ ได้้แสดงขีีดขั้ �นไว้้
โดยเฉพาะนั่่�นเอง
เฮราคลิิตุุส (Heraclitus)4 เป็็นเจ้้าของทฤษฎีีว่่าปฐมธาตุุของสรรพสิ่�งคืือ
ไฟ และแนวคิิดเกี่่�ยวกัับสุุนทรีียทรรศน์์ว่่าจุุดรวมในปรััชญาว่่าโดยความ
เปลี่�่ยนแปลง และภาวะความสััมพัันธ์์ระหว่่างลัักษณะต่่าง ๆ ของไฟมากกว่่า
สิ่�งที่�่ถููกสััมพัันธ์์ ความงามเป็็นความประสานกลมกลืืนกัันของโลกนี้้� ซึ่�่งไป
ประกอบด้้วยการยึึดเกาะกัันอย่่างเหนีียวแน่่น ที่�่มีีอุุปมาเหมืือนกัับการเกาะ
ยึึดกัันของคัันศรกัับสายศร
กลุ่�มโซฟิิสต์์5 (Sophist) เช่่น โปรตะโกรััส6 (Protagoras) มีีทรรศนะว่่า
เหตุุผลเป็็นธาตุุสากล ผัสั สะเป็น็ ธาตุเุ ฉพาะในตัวั มนุษุ ย์เ์ หตุผุ ลติดิ ต่อ่ ได้้ ผัสั สะ
ไม่ไ่ ด้เ้ ป็น็ ความรู้�้ สึกึ ทางอารมณ์ข์ องใคร ก็็เป็็นสิ่�งที่�่มีีอยู่�ในตััวของบุุคคลนั้้�น ท่่าน
ได้้ปฏิิเสธความแตกต่่างที่�่ว่่ามนุุษย์์เป็็นเครื่่�องวััดทุุกสิ่�ง ซึ่่�งมนุุษย์์ในที่่�นี้้�หมาย
เอาเฉพาะมนุุษย์์ที่�่เป็็นปััจเจกบุุคคลเท่่านั้้�น การเป็็นเครื่่�องวััดหมายถึึงการเป็็น
มาตรฐานของความจริิงในทุุกสิ่�ง โดยแต่่ละคน ซึ่�่งจะเป็็นมาตรฐานวััดสิ่�งที่�่เป็็น
จริิงต่่อตััวของเขาเอง สิ่�งที่่�ผู้้�รัับรู้้�ว่่าเป็็นจริิง ก็็เป็็นจริิงสำำ�หรัับคนอื่่�น
ยุุคกรีีกรุ่�งเรืือง สุุนทรีียศาสตร์์เป็็นการผสมผสานระหว่่างจริิยศาสตร์์กัับ
ปรััชญาศิิลปะ เพลโตได้้ให้ค้ ำำ�อธิิบายศิิลปะว่่า ศิิลปะคืือการเลีียนแบบ (Form)
โดยเฉพาะทััศนศิิลป์์ ส่่วนดนตรีีนั้้�นไม่่มีีแบบแต่่มัันก็็มีีอิิทธิิพลต่่อมนุุษย์์มาก
และเขาเห็็นว่่าศิิลปะเป็็นสิ่ �งที่่�กล่่อมเกลาและสร้้างเสริิมให้้มนุุษย์์มีีจริิยธรรม
2 พว่ ง มีนอก, สุนทรียศาสตร์, พิมพ์ครง้ั ที่ 2, กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยรามค�ำ แหง, 2536. หนา้ 19-24.
3 Pythagóras c. 570–c. 495 BC
4 Ἡράκλειτος ὁ Ἐφέσιος — Hērákleitos ho Ephésios; c. 535–c. 475 BCE))
5 กลุ่�มนัักปรัชั ญาการเมืืองในยุคุ กรีีกตอนต้น้
6 Greek: Πρωταγόρας ca. 490 BC – 420 BC
46
ปรััชญาสมััยกรีีก ซึ่�่งมีีโสกราตีีส7 (Socrates) ได้้มีีทรรศนะกัับเรื่�่องนี้้� ใน
งานเขีียนของเพลโต โดยเฉพาะเรื่�่อง Symposium โดยมีีสาระสำำ�คััญก็็คืือว่่า
ความงามนั้้�นเป็็นผลมาจากความรััก ความรัักก็็คืือความหิิวกระหายของ
วิิญญาณมนุุษย์์ที่�่จะเข้้าถึึงความงามอัันเป็็นทิิพย์์ ผู้้�ที่�่ตกอยู่�ในความรัักนั้้�น ไม่่
ได้้แสวงหาความงามอย่่างเดีียว แต่่จะสร้้างสรรค์์ความงดงามด้้วยความงาม
นั้้�น สามารถรัักษาไว้้ได้้ด้้วยความรัักอัันกอปรด้้วยการมีีปััญญา คุุณธรรม
ความบริิสุุทธิ์์�ยุุติิธรรมและความเชื่�่อมั่�นในสิ่�งที่�่ดีีงามของตน ความงามลัักษณะ
นี้้�ถืือว่่าเป็็นความงามแห่่งจิิตวิิญญาณที่�่จะเข้้าถึึงความเป็็นอมตะของความรััก
คืือ การมีีปััญญาที่�่แท้้จริิง
เพลโต8 (Plato) เป็็นผู้้�จุุดประกายปััญหาที่่�ต้้องโต้้เถีียงกััน อัันได้้แก่่ ความ
งามคืืออะไร ค่่าของความงามนั้้�นเป็็นจริิงมีีอยู่�โดยตััวของมัันเองหรืือไม่่ หรืือ
ว่่าค่่าของความงาม เป็็นสิ่�งที่่�เราใช้้กัับสิ่่�งที่�่เราชอบ ความงามกัับสิ่่�งที่�่งามมีี
ความสััมพัันธ์์กัันอย่่างไร
เพลโต (Plato) เชื่�่อว่่าความเป็็นจริิง (Reality) มีีอยู่�ในโลกของแบบ
(Archetypes or forms) ที่่�อยู่�เหนืือไปจากประสาทสััมผััสของมนุุษย์์ ซึ่�่ง
เป็็นต้้นแบบต่่าง ๆ ของสรรพสิ่�งซึ่่�งมีีอยู่�ในโลกแห่่งประสบการณ์์ของมนุุษย์์
วััตถุุสิ่�งของต่่าง ๆ ของประสบการณ์์เป็็นเพีียงตััวอย่่าง หรืือการเลีียนแบบรููป
ในโลกของแบบทั้้�งสิ้ �น นัักปรััชญาท่่านนี้้�พยายามให้้เหตุุผลสำำ�หรัับวััตถาตาม
ประสบการณ์์ (ในโลกมนุุษย์์) กัับความเป็็นจริิง (โลกของแบบ) ที่่�มัันเลีียนแบบ
มา บรรดาศิิลปิินทั้้�งหลายลอกแบบวััตถุุตามประสบการณ์์อีีกทอดหนึ่่�ง หรืือ
ใช้้มัันในฐานะเป็็นต้้นแบบอัันหนึ่่�งสำำ�หรัับงานของพวกเขา ด้้วยเหตุุนี้้� ผลงาน
ของบรรดาศิิลปิินทั้้�งหลายจึึงเป็็นการเลีียนแบบของการเลีียนแบบอีีกทอด
หนึ่่�ง เพื่่�อความเข้้าใจชััดเจนขึ้ �นขอยกตััวอย่่างต่่อไปนี้้�
โลกของแบบ - “ม้้า” (ม้้าที่่�มีีอยู่�ในสมอง/ความคิิดของมนุุษย์์)
โลกของประสบการณ์์ - “ม้้า” (ม้้าที่่�เราสััมผััส รัับรู้้�จริิง - เลีียนมาจาก
โลกของแบบ)
7 SōkrátēsX; c. 469 BC–399 BC
8 Greek: Πλάτων, Plátōn, “broad”; 428/427BC – 348/347 BC
47
โลกของศิิลปะ - “ม้้า” (ภาพวาดม้้า ที่่�เขีียนเลีียนแบบโลกของ
ประสบการณ์์)
ความคิิดของเพลโต (Plato) นี้้�ปรากฏเด่่นชััดในหนัังสืือของเขาเรื่�่อง The
Republic (อุุตมรััฐ9) ไปไกลมากถึึงขนาดให้้ขัับไล่่หรืือเนรเทศศิิลปิินออกไป
จากอุุตมรััฐซึ่่�งเป็็นสัังคมในอุุดมคติิของเขา ทั้้�งนี้้�เพราะเขาคิิดว่่าผลงานของ
ศิิลปิินเหล่่านั้้�นกระตุ้�นและสนัับสนุุนความไร้้ศีีลธรรม และผลงานประพัันธ์์
ทางด้้านดนตรีีบางอย่่าง เป็็นมููลเหตุุให้้เกิิดความขี้ �เกีียจ หรืือด้้วยการเสพงาน
ศิิลปะ ผู้้�คนอาจถููกยุุยงให้้เกิิดการกระทำำ�เลยเถิิดเกิินกว่่าจะยอมรัับได้้ไป
(Immoderate actions)
โดยสรุุปแล้้วแนวคิิดด้้านสุุนทรีียภาพในสมััยกรีีกนั้้�น มีีเนื้้�อหาที่�่สััมพัันธ์์
กัับแนวคิิดทางอภิิปรััชญาและจริิยศาสตร์์ ส่่วนศิิลปะประเภทอื่�่น เช่่น
ศิิลปกรรมเป็็นงานที่�่สมบููรณ์์แบบทุุกอย่่างจนถืือได้้ว่่าเป็็นจุุดเริ่ �มต้้นของ
ศิิลปกรรมยุุโรปทั้้�งหมด ในขณะที่�่อารยธรรมของโลกที่่�มีีมาก่่อนสมััยกรีีกเช่่น
อีียิิปต์์ เมโสโปเตเมีีย เน้้นแต่่การบููชาบวงสรวง แต่่กรีีกยึึดมั่�นเหตุุผล และ
ความสมบููรณ์์ของมนุุษย์์ นั่่�นก็็คืือชาวกรีีกเริ่�มให้้ความสำำ�คััญแก่่สุุนทรีียภาพ
ในวิิถีีชีีวิิตของมนุุษย์์ มากกว่่าเป็็นเรื่�่องของจิินตนาการเกี่�่ยวกัับเทพเจ้้าด้้าน
เดีียว
ยุุคกลาง สุุนทรีียศาสตร์์เป็็นการผสมผสานระหว่่างเทววิิทยากัับศิิลปะ
ความสุุนทรีียะคืือทิิพยภาพของพระเป็็นเจ้้าและศิิลปะมีีหน้้าที่่�รัับใช้้ศาสนา
ยุุคฟื้้�นฟููศิิลปะวิิทยา สุุนทรีียศาสตร์์เป็็นการผสมผสานระหว่่างปรััชญา
ศิิลปะกัับวิิทยาศาสตร์์ อิิทธิิพลของศาสนาคริิสต์์เสื่�่อมลง นัักคิิดนัักปรััชญา
สามารถแสวงหาความรู้้�ใหม่่ ๆ ได้้มากขึ้�น ความรู้้�ทางวิิทยาศาสตร์์ได้้พััฒนา
และแตกออกไปเป็็นเรื่่�องหนึ่่�งต่่างหากจากปรััชญา ทฤษฎีีกลศาสตร์์ได้้รัับ
การนำำ�เข้้ามาศึึกษาในทางศิิลปะ เป็็นการนำำ�เอากรีีกโรมัันมาปรัับปรุุงดััดแปลง
ใหม่่
9 บทสนทนาระหว่่างโสกราตีีสกัับชาวกรุุงเอเธนส์์ หนึ่่�งในงานเขีียนที่่�มีีอิิทธิิพลต่่อทฤษฎีีทางด้้าน
ปรััชญาและการปกครอง
48