สมััยฟื้้�นฟูู แปลว่่า การเกิิดใหม่่ของศิิลปะเดิิม นัักวิิจารณ์์บางท่่านถืือว่่า
เป็็นการเริ่�มต้้นศิิลปะสมััยใหม่่ ในทางศิิลปกรรมเป็็นการรวมเอากรีีกโรมัันมา
ฟื้้�นฟููใหม่่ที่่�โดดเด่่น มีีการออกแบบให้้สมดุุลจากแกนกลาง คืือ มีีโดมอยู่่�ตรง
กลางแล้้วมีีโดมย่่อย ๆ อยู่่�ทิิศต่่าง ๆ ในทางทััศนศิิลป์์ได้้รัับการฟื้้�นฟููให้้มีี
ลัักษณะของตนเองและเจริิญก้้าวหน้้ามากที่ส่� ุุด
ยุคุ ใหม่ห่ รืือยุคุ สว่า่ งระยะแรก สุนุ ทรีียศาสตร์เ์ ป็น็ การผสมผสานระหว่า่ ง
ญาณวิิทยากัับปรััชญาศิิลปะ โบมการ์์เด็็น (Baumgaten) ได้้บััญญััติิศััพท์์
“Aesthetics” เพื่่�อที่�่จะอธิิบายความรู้้�ได้้จากการรัับรู้้�ด้้วยสััญชาน (Percep-
tual) ซึ่่�งจะมีีลัักษณะเป็็นความรู้้�สึึก ลัักษณะแตกต่่างจากความรู้้�ที่่�เกิิดจาก
มโนทััศน์์ (Conceptual) ซึ่่�งจะเป็็นความเข้้าใจ
ยุุคปััจจุุบัันหรืือยุุคสว่่างระยะหลััง ศิิลปะต่่าง ๆ เข้้าสู่่�ยุุคแบบแผน
(classic) สุุนทรีียศาสตร์์ได้้รัับการศึึกษาอย่่างจริิงจััง นัักปรััชญาได้้ศึึกษา
สุุนทรีียศาสตร์์ในลัักษณะที่่�เป็็นศาสตร์์เฉพาะทางที่�่มีีปััญหาต้้องค้้นคว้้าแตก
ต่่างจากศาสตร์์อื่�่น ๆ แต่่ก็็จะเกี่�่ยวพัันกัับศาสตร์์อื่�่น ๆ ในลัักษณะบููรณาการ
เชิิงปรััชญา เช่่น นัักปรััชญาที่�่มีีความคิิดทางอภิิปรััชญาอย่่างไรสุุนทรีียศาสตร์์
ก็็จะคล้้อยตามนั้้�น
สุุนทรีียภาพตามแนวคิิดปรััชญาตะวัันออก
แนวความคิิดทฤษฎีีเกี่�่ยวกัับความงามในตะวัันออกที่่�ได้้รัับการศึึกษาและ
เป็็นที่�่คุ้ �นเคยของวงการศึึกษาที่่�สำำ�คััญมีีแหล่่งสำำ�คััญคืือแนวความคิิดของ
ปรััชญาอิินเดีียและจีีน และอาหรัับแต่่ในเอกสารนี้้�จะเน้้นเฉพาะแนวคิิดทฤษฎีี
ของปรััชญาอิินเดีีย เพราะถืือว่่าเป็็นแหล่่งภููมิิปััญญาดั้ �งเดิิมที่�่มีีอิิทธิิพลต่่อ
วััฒนธรรมประเพณีีไทยมาตั้ �งแต่่สมััยโบราณ ดัังนั้้�น จึึงขอกล่่าวถึึงแนวคิิดเรื่่�อง
สุุนทรีียภาพ ความงามในปรััชญาของพราหมณ์์และพุุทธศาสนา
สุุนทรีียศาสตร์์ตามแนวคิิดตะวัันออก ได้้ยึึดถืือรากฐานทางวััฒนธรรม
ของพราหมณ์์และพุุทธ ซึ่่�งมีีอิิทธิิพลต่่อศิิลปะและความงามของไทย สรุุปเป็็น
ภาพรวมโดยพอสัังเขปดัังนี้้�: แนวคิิดตะวัันออกมองว่่าปรััชญาศาสนา
49
สุุนทรีียศาสตร์์ และศิิลปะ ไม่่มีีส่่วนใดแยกออกจากกัันได้้ หรืือทั้้�งหมดที่่�กล่่าว
รวมเป็็นสิ่�งเดีียวกัันในโลกทางวััฒนธรรมของวิิญญาณ (Spiritual culture)
ทั้้�งนี้้�เพราะทั้้�งปรััชญา ศาสนา สุุนทรีียศาสตร์์และศิิลปะนอกจากว่่าจะ
โปรดปรานทางใจในโลกโลกิิยะแล้้ว ยัังเป็็นสิ่�งที่่�หล่่อเลี้ �ยงทางจิิตวิิญญาณ
(Spiritual needed) ในโลกธรรมะอีีกด้้วย หากจะต้้องทำำ�ความเข้้าใจถึึงหััวใจ
ของสุุนทรีียศาสตร์์ในวััฒนธรรมตะวัันออกไม่่ว่่าจะเป็็นพุุทธ พรามณ์์ ก็็ต้้อง
เข้้าใจในปรััชญา ศาสนาและศิิลปะ รวมกัันเป็็นจัักรวาลหนึ่่�งของความคิิด
เดีียวกััน
สุุนทรีียศาสตร์์ตามแนวปรััชญาของพราหมณ์์
สุุนทรีียศาสตร์์เชิิงความคิิดของพรามณ์์เป็็นเสมืือนกลิ่ �นอายสีีสัันของ
ดอกไม้้เก่่า สุุนทรีียศาสตร์์ในแนวพุุทธก็็เปรีียบเสมืือนดอกไม้้ใหม่่ แต่่ทั้้�งคู่่�ก็็
มาจะรากเหง้้าเดีียวกัันซึ่่�งจะสามารถเข้้าใจได้้ง่่ายขึ้ �น โดยอาจจะสรุุปได้้ดัังนี้้�
การรวมจิิตใจและและวิิญญาณท่่ามกลางสภาวะของจิิตวิิญญาณผ่่องใส จะ
ทำำ�ให้้ตนเองรู้้�ความเป็็นตััวของตััวเอง (Self perceives) สััมผััสกัับคุุณค่่าทาง
ธรรมชาติิ รวมทั้้�งคุุณค่่าของความงามหรืือดีีงามจากความชำำ�นาญด้้านฝีีมืือ
จากการสร้้างผลงานศิิลปะก่่อเกิิดสภาวะจิิตสุุนทรีียะกัับอารมณ์์ หรืือเรีียกอีีก
อย่่างหนึ่่�งว่่าสุุนทรีียารมณ์์ (Aesthetic emotion) ในลัักษณะของความ
ซาบซึ้้�ง อัันเป็็นสุุนทรีียะลัักษณะอัันหนึ่่�ง ซึ่่�งปรากฎในญาณสมาธิิ จึึงเรีียก
ลัักษณะที่�่มานั้้�นว่่า สุุนทรีียญาณ (Aesthetic contemplation) สุุนทรีียญาณ
จึึงมีีความแตกต่่างทั้้�งแหล่่งที่�่มาและรากฐานของแนวคิิดที่่�มีีต่่อชีีวิิตและโลก
ของลัักษณะของกึ่�งศาสนา กึ่�งปรััชญา โดยมองตรงสิ่ �งที่�่กระทบภายใน
(Inward contact) จากจิิตสััมผััสเป็็นหลััก ในกรณีีดัังกล่่าวนี้้� ทางตะวัันตก
เจืือปน (Impure Aesthetic) หรืือแบบอ้้อม (Indirect Aesthetic) ความ
เป็็นสุุนทรีียศาสตร์์ในแนวความคิิดนี้้� ถ้้าไม่่นำำ�เข้้าสู่�ความซาบซึ้้�งในอย่่างใด
อย่่างหนึ่่�งในคุุณงามความดีีอัันประเสริิฐ (Goodness) ก็็จะนำำ�ไปสู่่�ความ
ซาบซึ้้ง� ในสััจธรรมสููงสุดุ (Absolute Truth) หรืือทั้้�งสองอย่่างก็็เป็น็ อีีกรููปแบบ
หนึ่่�ง ซึ่่�งเรีียกว่่าสุุนทรีียทััศน์์ (Aesthetic conception) แนวความคิิดของ
50
ตะวัันตก รากฐานและที่่�มาคืือคุุณค่่าจากความงามทางด้้านศิิลปะที่�่สััมผััสและ
การรัับรู้้�ได้้ด้้วยความรู้้�สึึกด้้วยการกระทบจากภายนอก (Outward contact)
คืือการเห็็นหรืือการได้้ยิิน หรืือ เรีียกรวมกัันว่่าสุุนทรีียศาสตร์์บริิสุุทธิ์์� (Pure
aesthetics) โดยไม่่มีีค่่าอื่�่นเจืือปน หรืือดัังที่�่เรีียกว่่า สุุนทรีียศาสตร์์แบบตรง
(Direct aesthetics) ตััวอย่่างเพื่�่อจะได้้เป็็นการขยายความเข้้าใจในมิิติิของ
สุุนทรีียญาณให้้ชััดและมองเห็็นเป็็นรููปธรรมแก่่ผู้้�ร่่วมวััฒนธรรมเดีียวกัันด้้วย
มุุมมองแบบชาวบ้้านง่่าย ๆ ดัังนี้้�
“คนหลาวลูกศรที่แท้จริง จะไม่รับรู้สิ่งใดอยู่เบื้องหลัง ขณะที่ตนฝังตัว
เองอยู่กับงานที่ทำ� แต่อย่างน้อยก็ยังมีสติสัมปชัญญะควบคุมกายของตนได้”
สุนทรียญาณแสดงให้เห็นว่าขณะที่ผู้สร้างสรรค์ผลงานนั้นจากห้วงของญาณ
สมาธิ: ครึ่งหลับ-ครึ่งตื่น เพื่อให้จิตได้สัมผัสกับอารมณ์ของสุนทรียที่สอดใส่
ไว้ในผลงานของตน คนหลาวลูกศร ช่างตัดเสื้อหรือศิลปิน ผู้ซึ่งสร้างสรรค์ผล
งานศิลปะนั้น ไม่ว่าเขาจะสร้างขึ้นสำ�หรับคนที่ตนสุดรักหรือเทพสุดบูชา ก็
เป็นไปในทำ�นองเดียวกัน เล่ากันว่าวาลมิกิ (Valmiki10) กวีผู้ยิ่งใหญ่ใช้ญาณ
สมาธิอันยาวนานเพื่อเห็นเรื่องราวทั้งหมดของมหากาพย์รามเกียรติ์จบสิ้น
สุดลง ก่อนที่จะรจนาออกมาเป็นกวีด้วยซ้ำ�ไป ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเบื้อง
หลังของบ่อเกิดสุนทรียศาสตร์เชิงการคิดตะวันออกให้พอเข้าใจโดยภาพรวม
เท่านั้น
ทฤษฎีีสุุนทรีียศาสตร์์ของพรามณ์์ (Bramanistic theory aesthetics)
ปกติิประเพณีีของตะวัันออกจะยึึดถืือสุุนทรีียารมณ์์ หรืือ สุุนทรีียะทาง
อารมณ์์อัันเกิิดจากสุุนทรีียะเชิิงจิินตนาการ ดัังวรรณกรรมและศิิลปะอื่่�น ๆ
ผ่่านรููปแบบของสุุนทรีียญาณทั้้�งสิ้ �น ดัังเช่่น บทกวีีจะสื่่�อสาระทางความคิิดต่่อ
บรรดาการสร้้างสรรค์์งานศิิลปะประเพณีี ศิิลปะดนตรีี ศิิลปะการแสดง ตลอด
จนทััศนศิิลป์์ ต่่างก็็มีีสาระทางอุุดมคติิด้้วยความงามเป็็นมุุมมองเดีียวกััน ตััว
กำำ�หนดแก่่นแท้้ของสาระดัังกล่่าวนี้้� คืือ ทฤษฎีีสุุนทรีียศาสตร์์อัันโด่่งดัังและ
รู้้�จัักกัันดีีในแวดวงศิิลปะ ปรััชญาสุุนทรีียศาสตร์์ ทั้้�งในวััฒนธรรมตะวัันออก
10 พระวาลมิกิ พรหมฤาษีผู้แต่งรามเกียรติ์
51
และตะวัันตก คืือ ทฤษฎีีสุุนทรีียระสา (Aesthetic theory of Rasa) หรืือ
ทฤษฎีีความงามที่่�เปรีียบเสมืือนความเป็็นรสธรรมชาติิของสิ่ �งใดสิ่ �งหนึ่่�งที่่�มา
กระทบความรู้้�สึึกของการรัับรู้้�ของการรัับรู้้�ทางกาย จิิต และวิิญญาณของ
มนุุษย์์ ขอบข่่ายที่่�เป็็นสุุนทรีียระสาพิิสััย (The domain of Rasa) องค์์
ประกอบหลัักตามทฤษฎีีระสา มีีดัังนี้้�
1.Rasa: ระสา (รส: Flavor) หมายถึึงความงาม เป็็นคุุณค่่าของ
สุุนทรีียภาพ หรืือเป็็นสาระที่�่เป็็นเนื้้�อในอัันเป้้าหมายหลัักของการเรีียนรู้้�ใน
ประสบการณ์์สุุนทรีียภาพ
2. Rasavat: ระสาวััต (สิ่�งที่�่มีีรส: Having Rasa หรืือสุุนทรีียวััตถุุ:
Aesthetic objects) ที่่�มีีค่่ารส ได้้แก่่ วััตถุุตามธรรมชาติิหรืือศิิลปะวััตถุุที่�่
มนุุษย์์ที่่�สร้้างขึ้ �น
3. Rasika: ราสิิกขา (ผู้้�มีีศัักยภาพพอเพีียงในการรัับรู้้�รส: One
competent to the tasting of Rasa) หมายถึึงผู้้�ชื่่�นชมกัับรสอาจเป็็นผู้้�รััก
ชอบคุุณค่่าสุุนทรีีย์์ (Aesthete) หรืือนัักวิิจารณ์์ศิิลปะที่�่แท้้จริิงหรืือนัักวิิจารณ์์
ศิิลปะที่�่แท้้จริิง (The true critic)
4. Rasavadana: ระสาวััฒนะ (ตััวสุุนทรีียรสหรืือคุุณค่่าของรส: ซึ่�่งเป็็น
คุุณค่่าทางความงาม: Quality of beauty นั้้�นคืือ ของสุุนทรีียภาพ:
Aesthetic quality ที่�่ปลุุกเร้้าความรู้้�สึึกให้้ขจรขึ้ �นในขณะที่�่กำำ�ลัังรัับรู้้�
องค์์ประกอบหลัักทั้้�ง 4 ของทฤษฎีีซึ่�่งสััมพัันธ์์สืืบเนื่�่องเป็็นเอกภาพของ
สุุนทรีียระสาพิิสััยแสดงให้้เป็็นแผนผัังเพื่่�อแสดงความเข้้าใจให้้ง่่ายขึ้ �น ดัังนี้้�
จากสุุนทรีียระสาพิิสััยแสดงให้้เข้้าใจกัับลัักษณะภาพรวมดัังนี้้�:
ในแผนผัังที่่� 1: Rasa มิิติิของสุุนทรีียระสานั้้�น จะจัับเอาสาระเชิิงคุุณค่่า
ภายในทั้้�งสิ้ �น หากมองในเชิิงพฤติิกรรมทางสุุนทรีียศาสตร์์ หรืือประสบการณ์์
เชิิงสุุนทรีียภาพจะเกิิดขึ้ �นโดยการพิิสููจน์์ได้้ด้้วยความเป็็นตััวของตััวเอง
(Self- identification) ในขณะเดีียวกัับความคิิดคำำ�นึึงถึึงตััวตน (Self-
forgetfulness) เพราะอยู่�ในอาการลืืมตััวในสภาวะของการหลัับลึึก (The
state of –sleep) ในห้้วงของสุุนทรีียารมณ์์ชั่�วขณะที่่�สร้้างสรรค์์ผลงานของ
52
ศิิลปิินหรืือขณะที่่�ปลาบปลื้้�มปีีติิกัับคุุณค่่าสุุนทรีียภาพของผู้้�รัับรู้้� ซึ่�่งทั้้�งสอง
ฝ่่ายก็็เป็็นไปในทำำ�นองเดีียวกััน ตามเงื่�่อนไขของสุุนทรีียญาณ ดัังที่�่กล่่าวไว้้
ตอนต้้น
ในแผนผัังที่่� 2: Rasavat: หรืือค่่า (Value) ที่่�แฝงอยู่�ในสุุนทรีียวััตถุุที่่�นำำ�
มาสู่่�ประสบการณ์์ทางสุุนทรีียภาพในเชิิงอุุดมคติิความงามนั้้�นไม่่สามารถวััด
สาระคุุณค่่าในของมัันได้้ เพราะคุุณค่่าที่่�กล่่าวนี้้�อยู่�ในห้้วงลึึกของความจัับจิิต
จัับใจเบื้้�องหลัังปรากฎการณ์์ของพื้้�นผิิวผลงาน: เส้้น สีี เทคนิิค และรููปแบบ
ฯลฯ ของศิิลปะซึ่�่งปรากฎการณ์์ของรููปแบบศิิลปะเป็็นแค่่มิิติิภายนอก: บทกวีี
จิิตรกรรม ประติิมากรรม งานวาดเขีียน ฯลฯ เป็็นตััวจุุดประกายในการระลึึก
ของความงามเท่่านั้้�น นี่่�คืือมิิติิและมุุมมองของศิิลปะสััญลัักษณ์์
ในแผนผัังที่่� 3: Rasika หรืือ ผู้้�มีีศัักยภาพพอเพีียงในการรัับรู้้�ระสาหรืือ
รสหรืือค่่าของสุุนทรีียวััตถุุนั้้�นแบ่่งได้้เป็็น 2 ประเภท คืือ
1) ผู้้�รัักชอบคุุณค่่าทางสุุนทรีีย์์ไม่่ใช่่แค่่เป็็นผู้้�รู้� ดููออกหรืือฟัังเป็็น ที่่�เกิิด
จากการกระทบด้้วยความรู้้�สึึกธรรมดา แต่่เป็็นผู้้�มีีศัักยภาพลึึกซึ้ �งแบบลืืมหูู
ลืืมตาเพีียงพอต่่อการนำำ�คุุณค่่าที่�่รัับรู้้�เข้้าสู่�ความซาบซึ้้�งกัับจิิต และวิิญญาณ
ตนเองได้้
2) นัักวิิจารณ์์ศิิลปะที่�่แท้้ ผู้้�ซึ่�่งมีีความรู้้�ศิิลปะเชิิงอุุดมคติิ ทำำ�นองเดีียว
กัับการสร้้างสรรค์์ เพีียงแต่่ความรู้้�นั้�นอยู่�ในภาคการรัับรู้้�ความเข้้าใจ ซึ่่�งส่่วน
หนึ่่�งมาจากความรู้้�ที่�่เกิิดจากวาสนาของตนหรืือสัันดานที่�่เกิิดมากัับตััว อีีกส่่วน
หนึ่่�งเป็็นการเรีียนรู้้�จากการเรีียน รวมกัันเป็็นคุุณสมบััติิประจำำ�ตััวของผู้้�รู้�ซึ้�ง
กัับคุุณค่่าของความงามและวิิจารณ์์ศิิลปะที่่�แท้้จริิง ตามมุุมมองของพราหมณ์์
นั้้�นอย่่างไร พิิจารณาจากคำำ�บัันทึึก “ความซาบซึ้้�งจำำ�เป็็นต่่อผู้้�มีีอััจฉริิยภาพ
ส่่วนหนึ่่�งเกิิดมากัับตััว ส่่วนหนึ่่�งเกิิดจากการปลููกฝััง เพีียงการปลููกฝัังอย่่าง
เดีียวนั้้�นไร้้ผล เพราะความเป็็นกวีีมีีมาตั้ �งแต่่เกิิด เฉกเช่่นระสิิกขากัับการ
วิิจารณ์์นั้้�นตระกููลเดีียวกัันกัับความเป็็นอััจฉริิยะ”
นัักวิิจารณ์์ศิิลปะที่�่แท้้จริิงผู้้�ถ่่ายทอดคุุณค่่าผลงานศิิลปิินนั้้�น จะต้้อง
สร้้างสรรค์์ผลงานวิิจารณ์์ขึ้ �นด้้วยการหาคุุณค่่ามาสู่�ความเข้้าใจของผู้้�รัับรู้้�ทาง
53
สัังคมในทุุกแง่่ทุุกมุุม ดัังนั้้�น ศิิลปิินผู้้�สร้้างสรรค์์ผลงานศิิลปะซึ่�่งเปรีียบเสมืือน
การสร้้างสััญลัักษณ์์ภายนอกจึึงอยู่่�คู่่�กัับนัักวิิจารณ์์ผู้้�ค้้นหาคุุณค่่าภายใน ซึ่�่ง
ไม่่ใช่่แค่่ลัักษณะการวิิจารณ์์ ศิิลปะของนัักวิิจารณ์์ยัังเสมืือนการสรรเสริิญ
เยิินยอหรืือตำำ�หนิิติิเตีียนศิิลปะ มิิใช่่เพีียงแค่่การวิิจารณ์์ศิิลปะที่�่เข้้าใจกัันโดย
ทั่่�วไป แต่่เป็็นศิิลปะของการวิิจารณ์์ผลงานของศิิลปิินแต่่ละชิ้ �นขึ้ �นมาใหม่่ เผย
เนื้้�อหาภายในออกมา เช่่นเดีียวกัับผู้้�สร้้างศิิลปะหรืือศิิลปิิน ณ จุุดนี้้� มุุมมอง
ของสุุนทรีียของพรามณ์์จะไม่่ให้้ความสำำ�คััญกัับประวััติิศาสตร์์ทางศิิลปะ
เพราะไม่่ใช่่ขอบข่่ายของการบัันทึึกสาระเชิิงคุุณค่่าไว้้แก่่มนุุษยชาติิ เป็็นสาระ
เชิิงคุุณค่่าที่�่ผสมผสานกัันกัับรููปทรงและเนื้้�อหาออกมาเป็็นศิิลปะอุุดมคติิได้้
นั้้�น คืือ ขอบข่่ายทางสุุนทรีียพิิสััย ยิ่�งกว่่านั้้�นความงามอัันสููงสุุดไม่่อยู่�ใน
สภาวะเก่่าหรืือใหม่่ หรืืออดีีต ปััจจุุบัันของชีีวิิตตามมุุมมองของนััก
ประวััติิศาสตร์์ แต่่มัันอยู่�เหนืือกาลเวลา มีีอยู่�และเป็็นอยู่่�กัับมนุุษยชาติิเสมอ
ตามศรััทธาของผู้้�เชื่�่อที่�่ว่่าคุุณค่่าความงามที่่�ให้้ความสุุนทรีีย์์นั้้�นสร้้างความ
ผ่่องใสสุุขแด่่จิิตวิิญญาณ คืือ ยอดปรารถนาของผู้้�ที่�่ยึึดถืือความมีีกุุศลใน
จัักรวาลของจิิตวิิญญาณ จึึงสรุุปว่่าสุุนทรีียญาณนั้้�น ให้้คุุณค่่าสุุนทรีียารมณ์์
แก่่มนุุษย์์ ทั้้�งเป็็นผู้้�รัับรู้้�ภายนอกคู่่�กัับผู้้�แสดงออกภายในต่่างก็็มีีความสุุขใจ
และวิิญญาณด้้วยความซาบซึ้้�งปีีติิยิินดีี
สุุนทรีียศาสตร์์ตามแนวพุุทธปรััชญา
ตามนััยแห่่งพระพุุทธศาสนา ความจริิงคืือรากฐานของความงามและ
ความดีีของชีีวิิต ความจริิง ความงาม และความดีี เป็็นคนละสิ่�งกััน แต่่เกี่�่ยว
โยงกัันแบบแยกกัันไม่่ได้้ กล่่าวคืือ
- ความจริิงเป็็นที่่�มาของความงามและความดีี
- ความงามเป็็นลัักษณะของความจริิง
- ความดีีเป็็นเนื้้�อหาหรืือเป้้าหมายของความจริิง
คนที่�่มีีธรรมหรืือความจริิงในตััว ย่่อมมีีลัักษณะคืืองาม และผลได้้จากการ
มีีธรรมในตััวไม่่ว่่าธรรมระดัับใด คืือภาวะลดลงของกิิเลสและทุุกข์์ในชีีวิิต หาก
มีีธรรมสมบููรณ์์ กิิเลสและทุุกข์์ก็็ลดลง จนหมดสิ้ �นในที่่�สุุด ซึ่่�งถืือว่่าเป็็นความ
54
ดีีสููงสุุดของชีีวิิต
ธรรมหรืือความจริิงมีีอยู่�ในคนใด คนนั้้�นก็็เป็็นคนงามและคนดีี คนดีีมีีอยู่�
ในที่่�ใด ที่�่นั้้�นก็็พลอยงามไปด้้วย พระพุุทธศาสนาแสดงให้้เห็็นว่่าคุุณภาพหรืือ
คุุณสมบััติิของธรรม ไม่่เพีียงแต่่ทำำ�ให้้คนมีีความงามเท่่านั้้�น แต่่ยัังทำำ�ให้้
ธรรมชาติิและสภาพแวดล้้อมกลายเป็็นสิ่ �งที่่�งามไปด้้วย
ตามนััยแห่่งพระพุุทธศาสนา ความงามในมิิติิทางธรรมมิิได้้หมายถึึงความ
สวยงามเชิิงอารมณ์์หรืือเชิิงความรู้้�สึึกนึึกคิิด แต่่หมายถึึงภาวะลดลงของกิิเลส
และความทุุกข์์ จนถึึงภาวะสิ้ �นกิิเลส สิ้ �นทุุกข์์โดยสิ้ �นเชิิง ที่�่เรีียกว่่า วิิมุุตติิรส
ซึ่่�งเป็็นภาวะเชิิงวััตถุุวิิสััย
ส่่วนความงามในมิิติิทางโลก ได้้แก่่ความงามที่่�ชาวโลกพููดถึึงหรืือเข้้าใจ
กัันทั่่�วไป จากพระพุุทธพจน์์และอรรถาธิิบายต่่าง ๆ ดัังที่�่ได้้กล่่าวมาแล้้วข้้าง
ต้้น แสดงให้้เห็็นว่่าพระพุุทธศาสนาก็็กล่่าวถึึงความงามในทางโลก ทั้้�งความ
งามของคนและความงามของธรรมชาติิไว้้ไม่่น้้อยเช่่นกััน อัันเป็็นการยืืนยัันว่่า
พระพุุทธศาสนามิิได้้มองข้้ามความงามทางโลก และยอมรัับความงามทางโลก
ด้้วย เช่่น
- กล่่าวถึึงความงามของคนและความงามของผิิวพรรณ (สุุวณฺฺณตา)
- ความงามของทรวดทรง (สุุสณฺฺฐานํํ)
- ความงามของรููปร่่าง (สุุรููปตา) (ขุุ.ขุุ. 25/9/12)
- กล่่าวถึึงความงามของสตรีี (อภิิรููปา,อภิิรููปตา,รููปโสภา)
(ธ.อ.2/109,111,117)
- กล่่าวถึึงความงามของสตรีี 5 อย่่าง (ปญฺฺจกลฺฺยาณีี ) (ธมฺฺมปท.อ.
1/401)
แต่่การกล่่าวถึึงความงามต่่าง ๆ เหล่่านี้้� พระพุุทธองค์์ตรััสว่่า เป็็นการ
กล่่าวไปตามภาษาโลก โดยไม่่ทรงยึึดถืือไปตามโลก เพราะพระองค์์ไม่่ทรงขััด
แย้้งกัับโลก ดัังพระพุุทธพจน์์ในโปฏฐปาทสููตรว่่า “ดููกรจิิตตะ คำำ�เหล่่านี้้�เป็็น
โลกสมััญญา (ชื่�่อตามโลก) โลกนิิรุุตติิ (ภาษาชาวโลก) โลกโวหาร (โวหารของ
ชาวโลก) โลกบััญญััติิ (บััญญััติิของชาวโลก) ที่่�ตถาคตใช้้เรีียก แต่่ไม่่ยึึดถืือ”(ทีี.
สีี.9/312/248)
55
ความงามเกิิดขึ้ �นได้้อย่่างไร ? มีีพระพุุทธพจน์์ในสัังยุุตตนิิกาย สคาถวรรค
ว่่า “สิ่�งสวยงามทั้้�งหลายในโลก ไม่่ใช่่กาม ความดำำ�ริิด้้วยการกำำ�หนััดของคน
นั่่�นแหละคืือกาม เมื่่�อกำำ�จััดฉัันทะ (ความพอใจ) ในสิ่�งเหล่่านั้้�นเสีียได้้ สิ่�ง
สวยงามเหล่่านั้้�นมัันก็็ตั้ �งอยู่่�ของมััน อย่่างนี้้�เองในโลก”(สํํ.สคา.15/103/31)
พระพุุทธเจ้้าพระองค์ท์ รงระบุุลงไปว่่ากิิเลสตััวที่่ท� ำ�ำ ให้้คนเรามองสิ่�งต่่าง ๆ
แล้้วเกิิดความรู้้�สึึกว่่างาม คืือ กิิเลสตััวฉัันทะ ฉัันทะหรืือตััณหานั่่�นเอง ฉัันทะ
แปลว่่าความพอใจ ตััณหา แปลว่่าความอยากความพอใจ ซึ่่�งอาจจะรวมไป
ถึึงเรื่่�องที่�่เรีียกว่่า ราคะ ด้้วยก็็ได้้ ราคะก็็คืือความยิินดีี ความชอบ ความติิดใจ
พระพุุทธเจ้้าพระองค์์ตรััสว่่า สิ่�งต่่างๆ ที่่�เรีียกกัันว่่าเป็็นสิ่�งสวยงามนั้้�น จริิงๆ
แล้้วมัันไม่่ได้้งาม ความคิิดของคนที่่�ประกอบด้้วยราคะที่่�มัันเป็็นตััวทำำ�หน้้าที่่�
ทำำ�ให้้เกิิดสิ่ �งที่�่งาม
เพราะฉะนั้้�น ถ้้าเผื่่�อคนเราละหรืือกำำ�จััดหรืือไม่่มีีสิ่่�งที่�่เรีียกว่่า ฉัันทะ
บรรดาสิ่�งที่�่เรีียกว่่างาม ๆ ทั้้�งหลายในโลกนี้้� มัันก็็อยู่่�ของมัันอย่่างนั้้�นเอง คืือ
ไม่่ได้้มีีความหมายอะไร ตรงนี้้�แสดงว่่าความงามในทางโลก ได้้แก่่ความงาม
ของคน ความงามของวััตถุุนั้้�น มัันเป็็นผลจากการที่�่คนที่�่มีีกิิเลส สััมผััสหรืือ
มองดููวััตถุุแล้้วเกิิดความรู้้�สึึกว่่างามขึ้ �นมา แต่่ว่่าอีีกสิ่�งหนึ่่�งที่่�พระพุุทธเจ้้า
พระองค์์ทรงตรััสว่่าเป็็นเงื่่�อนไขที่�่ทำำ�ให้้มนุุษย์์เกิิดความรู้้�สึึกว่่างามหรืือไม่่งาม
ขึ้ �นมานั้้�น ตััววััตถุุเองมัันก็็มีีคุุณสมบััติิบางอย่่างที่�่มีีอำำ�นาจทำำ�ให้้มนุุษย์์สััมผััส
มองเห็็นแล้้วเกิิดความรู้้�สึึกว่่างาม
เพราะฉะนั้้�น เรื่่�องของความงามเกี่่�ยวกัับวััตถุุหรืือความงามทางโลก มััน
จึึงเป็็นผลจากการที่�่มนุุษย์์ที่�่มีีกิิเลสสััมผััส ปะทะ หรืือสัังสรรค์์กัับวััตถุุที่่�มีี
คุุณสมบััติิบางอย่่าง แล้้วเกิิดความรู้้�สึึกว่่างามขึ้ �นมา
เพราะฉะนั้้�นคนที่่�ไม่่มีีกิิเลส ซึ่�่งเราอาจจะเรีียกรวม ๆ ได้้ว่่า พระอรหัันต์์
ท่่านจึึงสััมผััสหรืือมองสิ่�งต่่าง ๆ โดยไม่่เกิิดความรู้้�สึึกว่่างาม เพราะมัันไม่่มีีสิ่่�ง
ที่�่จะไปเป็็นอำำ�นาจที่่�จะก่่อให้้เกิิดความคิิด ความรู้�้ สึึกว่่างามขึ้ �นในจิิตใจ ก็็คืือ
ไม่่มีีกิิเลสนั่่�นเอง
ฉะนั้้น� จึงึ กล่า่ วได้ว้ ่า่ ความงามไม่ใ่ ช่ค่ ุณุ สมบัตั ิขิ องวัตั ถุุ แต่ว่ ัตั ถุมุ ีีคุณุ สมบัตั ิิ
56
บางอย่่างที่�่จะทำำ�ให้้คนมีีกิิเลสเกิิดความรู้้�สึึกว่่า งาม (อิิฏฐะ กัันตะ มนาปะ
ปิิยะ กามะ รชะ ) ความงามเป็็นผลของการปรุุงแต่่งของจิิตที่�่คิิดไปตามอำำ�นาจ
ของกิิเลสมีีความพอใจ (ฉัันทะ) เป็็นต้้น ฉะนั้้�น ความงามของวััตถุุ หรืือความ
งามในมิิติิทางโลก จึึงเป็็นจิิตวิิสััย คืือเป็็นสิ่�งที่�่จิิตคิิดขึ้ �นเอง ไม่่มีีความเป็็นจริิง
ในตััวเอง หากความงามของวััตถุุ เป็็นวััตถุุวิิสััย ทุุกคนก็็จะมองเห็็นวััตถุุ ว่่า
งามเหมืือนกัันหมด ทั้้�งคนที่�่มีีกิิเลสและไม่่มีีกิิเลส
ตามนััยดัังที่่�กล่่าวมาสรุุปได้้ว่่า พระพุุทธศาสนาถืือว่่าความงามของวััตถุุ
หรืือความงามในมิิติิทางโลกเป็็นจิิตวิิสััยและเป็็นสิ่ �งที่�่เป็็นไปตามการกำำ�หนด
ของคน ดัังที่�่พระพุุทธศาสนาเรีียกว่่า โลกบััญญััติิเท่่านั้้�น นอกจากนี้้� ยัังอาจ
กล่่าวได้้ว่่า ความมากน้้อยของความงามทางโลกหรืือความงามของวััตถุุ ขึ้ �น
อยู่่�กัับความมากน้้อยหรืือความหนาแน่่นความเบาบางของกิิเลสในจิิตใจของ
คนนั้้�น ๆ ด้้วย หากไม่่มีีกิิเลสเลย ก็็ไม่่มีีความรู้้�สึึกเรื่่�องความงามทางโลกหรืือ
ความงามทางวััตถุุเลย
ความงามไม่่ได้้มีีอยู่�ในชีีวิิตคนทั่่�วไปเท่่านั้้�น ในทางศาสนาและปรััชญาก็็
มีีการกล่่าวถึึงไม่่น้้อย และมีีการแบ่่งแยกไว้้ 2 พวกคืือ
1. ศิิลปิิน กลุ่�มคนที่�่ไม่่สนใจจะอธิิบายเรื่่�องความงาม
2. นัักปรััชญา เป็็นนัักอธิิบาย พยามยามหาความหมายโดยสรุุปว่่า
ความงามอย่่างมีีคุุณค่่าสำำ�คััญต่่อมนุุษย์์
ในส่่วนของศาสนานั้้�นจะต่่างออกไป เช่่น จะกล่่าวถึึงเทพเจ้้าของความ
งาม เทพธิิดาของความงามโดยไม่่ได้้บอกถึึงที่�่มา เหตุุผลของความงาม ในส่่วน
ของกรณีีพุุทธศาสนาจะแปลกแตกต่่างจากทั้้�งหมด ในคำำ�สอนกล่่าวถึึง ความ
งาม วิิจิิตรพิิสดาร ทั้้ง� โดยทางตรงและทางอ้อ้ ม ซึ่ง�่ จะแบ่ง่ ออกเป็น็ หัวั ข้อ้ ย่อ่ ย ๆ
ดังั ต่อ่ ไปนี้้�
1) ความงามของธรรม
พระพุทุ ธศาสนาถืือว่า่ ธรรมมีีความงามในกระบวนการทุกุ ขั้น� ตอนของธรรม
ซึ่่�งคืือความงามของหลัักการของธรรม ความงามของวิิธีีการปฏิิบััติิ และความ
งามที่่�เกิิดจากผลของการปฏิิบััติิธรรมแต่่บางครั้ �งอาจจะกล่่าวถึึงคุุณภาพของ
57
ธรรมที่�่แสดงออกทางพฤติิกรรมของคนซึ่�่งถืือความประพฤติิเป็็นความงามทาง
ธรรมประการหนึ่่�ง ถ้้ามีีความประพฤติิดีี ไม่่มีีธรรมอัันเลว และอาจกล่่าวถึึง
ความงามของธรรมในภาพรวมที่่�ไม่่มีีแยกประเด็็นโดยเน้้นคุุณค่่าธรรมที่่�สำำ�คััญ
ต่่อชีีวิิต คืือ การอนุุเคราะห์์ ความมีีประโยชน์์ ความเกื้ �อกููล และความสุุข
2) ความงามของคนและธรรมชาติิ
ในความงามของคนนั้้�น คนมีีความงามอยู่� 2 ประการ คืือ ความงามทาง
กายและงามกิิริิยาท่่าทาง ความงามในร่่างกาย เช่่น เป็็นผู้้�ที่�่มีีผมงาม เนื้้�องาม
ผิิวงาม กระดููกงามและวััยงาม ส่่วนความงามในกิิริิยาท่่าทาง ดัังแนวคิิดตาม
แบบไทยโบราณว่่า การที่�่ผู้้�หญิิงวิ่�งไม่่งาม เดิินธรรมดาจึึงงาม
ในด้้านความงามของธรรมชาติินั้้�น ไม่่ว่่าจะเป็็นสััตว์์ทั้้�งหลาย ซึ่�่งพุุทธ
ศาสนา ได้้กล่่าวถึึงความงามของร่่างกายและกิิริิยาท่่าทางเช่่นเดีียวกัับคน ทาง
ด้้านความงามของธรรมชาติิไร้้ชีีวิิตนั้้�น พุุทธศาสนาได้้กล่่าวถึึงทั้้�งความงามที่�่
มีีรููปร่่างและทรวดทรง และความงามเชิิงคุุณค่่า
ความงามคืืออะไร
พระพุุทธศาสนากล่่าวถึึงความงามไว้้ 2 ด้้าน คืือ ความงามทางโลกและ
ความงามทางธรรม พุุทธศาสนากล่่าวว่่า ความงามทางธรรมคืือ ความงามซึ่่�ง
มีีลัักษณะสำำ�คััญของความจริิง และกล่่าวถึึงในด้้าน “คุุณค่่า” ของธรรม
มากกว่่าที่่�จะมุ่�งไปถึึงลัักษณะทางอารมณ์์หรืือความรู้้�สึึก และความงามทาง
โลกก็็คืือ ความงามที่�่เกิิดจากกิิเลสของมนุุษย์์ที่่�มีีต่่อวััตถุุ ซึ่่�งแต่่ละคนรู้้�สึึกแตก
ต่่างกัันไปไม่่ตรงกััน ทางพุุทธศาสนาถืือว่่าเป็็นความไม่่จริิงและไม่่มีีประโยชน์์
3) ความงามของธรรมเป็็นสากล
ในประเด็็นของความงามของธรรมนี้้� พุุทธศาสนาถืือว่่า ธรรม (ความจริิง)
เป็็นหนึ่่�งความงามของธรรม คืือ คุุณค่่าในด้้านต่่าง ๆ และในระดัับต่่าง ๆ ที่�่
ธรรมมีีให้้แก่่ชีีวิิต มีีผลทำำ�ให้้เกิิดกิิเลสและความทุุกข์์น้้อยลงจนถึึงการหมด
กิิเลสและหมดทุุกข์์ และสามารถสรุปุ ได้ว้ ่า่ ความจริงิ เป็น็ ที่ม�่ าของความงามและ
ความดีี ความงามเป็็นลัักษณะของความดีี ความดีีเป็็นเป้้าหมายของความจริิง
ความงามทางธรรมเป็็นวััตถุุวิิสััย ซี่�่งความงามชนิิดนี้้�เกิิดขึ้ �นจากตััววััตถุุเอง
58
ดัังนั้้�น ทุุกคนจึึงมองเห็็นความงามเหมืือนกัันหมด
ความงามทางโลก คืือ ความงามเป็็นผลที่�่เกิิดจากการปรุุงแต่่งจิิตใจ ไม่่ใช่่
ความงามที่่�เกิิดจากตััววััตถุุเอง แต่่วััตถุุมีีคุุณสมบััติิบางอย่่างที่�่ทำำ�ให้้คนเกิิด
กิิเลส จึึงเป็็นจิิตวิิสััย คืือ เป็็นสิ่�งที่่�จิิตคิิดขึ้ �นมาได้้เองไม่่มีีความเป็็นจริิงในตััว
เองและในทางพระพุุทธศาสนาถืือว่่าไม่่มีีประโยชน์์
กล่่าวโดยสรุุป
พุุทธศาสนา กล่่าวคืือความงาม 2 ด้้าน คืือ ความงามทางโลก หมายถึึง
ลัักษณะความเป็็นจริิง ซึ่่�งเป็็นผลมาจากคุุณภาพและคุุณสมบััติิของธรรมที่�่
ปรากฏต่่อมนุุษย์์ผู้้�ที่่�มีีญาณหรืือแสดงออกทางพฤติิกรรมของมนุุษย์์ผู้้�ทรงศีีล
ธรรม ทำำ�ให้้คนทั่่�วไปได้้มองเห็็นว่่าเป็็นผู้้�ที่่�งามโดยไม่่จำำ�กััดอายุุและเพศวััย
อย่่างชััดเจน ความงามทางธรรม วััตถุุวิิสััย ทั้้�งนี้้� เนื่�่องจาก คุุณภาพและ
คุุณสมบััติิเชิิงวััตถุุวิิสััยของธรรม ทำำ�ให้้ทุุกคนที่�่ได้้รู้้�และได้้สััมผััสมีีความรู้้�สึึก
ตรงกัันและเหมืือนกััน
ความงามทางโลก หมายถึึง ความงามที่่�เกิิดจากกิิเลส คืือ ความยิินดีีพอใจ
มนุุษย์์ในจิิตใจมนุุษย์์กัับคุุณภาพหรืือคุุณสมบััติิของวััตถุุ แต่่ละคนจึึงมีีความ
รู้้�สึึกเกี่�่ยวกัับความงามแตกต่่างไปตามกิิเลสที่�่ตนมีี ดัังนั้้�น ความงามทางโลก
จึึงเป็็นความงามทางจิิตวิิสััยหรืือไม่่จริิง จึึงไม่่มีีประโยชน์์ในทางพุุทธ ซึ่่�งพุุทธ
ศาสนาถืือว่่าความจริิงเท่่านั้้�นที่�่มีีประโยชน์์
สุุนทรีียศาสตร์์เชิิงการคิิดแบบพุุทธ เป็็นลัักษณะสุุนทรีียศาสตร์์แบบ
เจืือปนทีีมได้้มีีจุุดมุ่�งหมายเพื่�่อนำำ�มาสู้้�ประสบการณ์์ของความสุุนทรีีย์์ จาก
คุุณค่่าในมิิติิทางโลกและถ้้ามีีก็็เป็็นสุุนทรีีย์์ที่่�นำำ�ไปสู่่�คุุณค่่าทางจริิยธรรม หรืือ
สััจธรรมของชีีวิิตตามมิิติิและมุุมมองในความเป็็นศาสนาแนวคิิดประสบการณ์์
ทางสุุนทรีียภาพทางโลกที่�่เกิิดขึ้ �นในพุุทธศาสนา สร้้างสรรค์์ผลงานด้้านศิิลปะ
ขึ้ �นเพื่่�อสัักการะบููชาด้้วยความหลากหลายของรููปแบบตามพลัังของความ
ศรััทธา ทั้้�งนี้้�เป็็นรููปแบบศิิลปะกลั่�นกรองจากจิินตนาการในโลกของอุุดมคติิ
และการนำ�ำ ศิิลปะที่�่เกิิดจากจิินตนาการทางอุุดมคติิลงสู่�โลกของความเป็็นจริิง
59
ของชีีวิติ รููปแบบของศิลิ ปะเชิงิ สัญั ลักั ษณ์จ์ ึงึ เป็น็ แค่ม่ ิติ ิภิ ายนอก (External sign)
ที่�่จะแปรค่่าของความหมายเพื่�่อนำำ�กลัับไปสู่่�ความเข้้าใจว่่าบรรดาสััญลัักษณ์์
นั้้�น ๆ หมายถึึงอะไรในห้้วงของจิินตนาการและโลกอุุดมคติิร่่วมกัันของชาว
พุุทธ ศิิลปะของชาวพุุทธกัับศิิลปะที่่�อยู่�ภายใต้้ศาสนาพุุทธนั้้�นคละเคล้้ากัันอยู่�
หลากหลายและปรากฎอยู่�ดาษดื่่�นในสัังคมและวััฒนธรรมไทย ซึ่่�งแต่่ละคน
สามารถเลืือกมาเป็็นประสบการณ์์ทางสุุนทรีียภาพได้้ทั้้�งค่่านิิยมหรืือรสนิิยม
ของตนในชีีวิิตประจำำ�วัันด้้วยตนเอง มากกว่่าระบบการเรีียนรู้้�ในชั้ �นเรีียน
เพราะสุุนทรีียศาสตร์์แบบพุุทธมิิได้้เข้้าสู่ �ระบบการศึึกษาแต่่อย่่างใด
60
61
บทที่่� 4
เกณฑ์ก์ ารตัดั สินิ ความงาม
การตัดั สิินทางสุุนทรีียศาสตร์ ์ คืือ การที่่�เราใช้จ้ ิิตแสดงปฏิิกิิริิยาต่่อสภาพการณ์ใ์ น
สิ่�งแวดล้อ้ ม หรืือการที่่�จิิตประเมิินค่่าวัตั ถุุที่่�มีีคุุณค่่า ที่่�เร้า้ ให้เ้ กิิดความรู้�สึ กภายในจิิตใจ
แม้ว้ ่า่ ความงามจะขึ้�นอยู่่�กับั จิติ แต่ก่ ็็ไม่่ได้ข้ึ้�นอยู่่�กับั การเลืือกตามใจชอบ หากแต่ต่ ้อ้ งขึ้�นอยู่�
กับั คุณุ ค่า่ ที่่ม� ีีอยู่�ในวัตั ถุุนั้้น� ๆ ด้ว้ ย แนวคิิดทฤษฎีีเกี่�ยวกับั เกณฑ์ก์ ารตัดั สิินความงาม เป็็ น
หลักั ในการพิิจารณาตัดั สิินว่า่ ความงามปรากฏอยู่�ที่�ไหน แนวคิิดเหล่่านี้�สามารถอธิิบาย
ตำ�ำ แหน่่งของความงามได้้ ซึ่�่งมีีทฤษฎีีที่่�ใช้ใ้ นการศึึกษาสุุนทรีียศาสตร์ท์ี่่�สำ�ำ คัญั ความงาม
เป็็ นคุุณสมบัตั ิิของวัตั ถุุหมายถึึงการตัดั สิินงามที่่�ปรากฏในวัตั ถุุ หรืือความงามเป็็ นสิ่�งที่่�มีี
อยู่�ในตัวั ของวัตั ถุุเอง ไม่่ขึ้�นอยู่่�กับั ปััจเจกบุุคคล ความงามจึึงเป็็ นวัตั ถุุวิสิ ัยั ความงามของ
วัตั ถุุเกิิดจากสีีและทรวดทรงของวัตั ถุุเอง
62
ความงามคืือความรู้้�สึึกเพลิิดเพลิิน ความงามเป็็นภาวะสััมพััทธ์์ ความ
งามมิิใช่่เป็็นจิิตวิิสััยอย่่างสิ้ �นเชิิงและก็็มิิใช่่เป็็นวััตถุุวิิสััยอย่่างสิ้ �นเชิิงด้้วย แต่่
เป็็นภาวะสััมพััทธ์์ระหว่่างวััตถุุกัับบุุคคลหรืือกััตตากัับกรรม (Subject and
Object) ความงามเป็็นอุุบััติิการณ์์ใหม่่ ความงามเป็็นคุุณสมบััติิของวััตถุุ ความ
งามเป็็นอารมณ์์ความรู้้�สึึกเพลิิดเพลิิน พร้้อมกัับเป็็นอุุบััติิการณ์์ใหม่่ (สุุเชาวน์์
พลอยชุุม, ปีี, น.) โดยมีีรายละเอีียดดัังต่่อไปนี้้�
1. ความงามเป็็นคุุณสมบััติิของวััตถุุ (Beauty as the Quality of an Object)
กลุ่�มสััจนิิยมยืืนยัันว่่าความงามเป็็นคุุณสมบััติิของวััตถุุ เนื่�่องจากเป็็น
คุุณสมบััติิของวััตถุุ ความงามจึึงเป็็นสิ่�งที่�่มีีอยู่�ในเนื้้�อวััตถุุและเป็็นสิ่�งที่่�มีีติิดมา
กัับวััตถุุนั้้�นตั้ �งแต่่แรกเริ่�มทีีเดีียว วััตถุุเป็็นสิ่�งที่่�สวยงามอยู่�ในตััวมัันเอง ไม่่ใช่่
สวยเพราะสีีหรืือสวยเพราะทรวดทรงของมััน และความสวยงามของมัันก็็มีี
อยู่�เสมอตลอดไปไม่่ว่่าจะสนใจหรืือไม่่สนใจมััน ความงามของวััตถุุไม่่ได้้ขึ้ �นอยู่�
กัับความสนใจของเรา การที่่�เราให้้ความสนใจต่่อวััตถุุอัันใดอัันหนึ่่�งนั้้�นมิิใช่่
หมายความว่่าเราสร้้างความงามให้้แก่่วััตถุุนั้้�น แต่่ที่่�เราสนใจมัันก็็เพราะเรา
พบว่่าวััตถุุนั้้�นมีีความงามอยู่ �ในตััวมัันต่่างหาก
ซีี.อีี.เอ็็ม.โจด (C.E.M. Joad : 1895-1953) เป็็นผู้้�หนึ่่�งที่�่เชื่่�อว่่าความงาม
นั้้�นเป็็นวััตถุุวิิสััย เขากล่่าวว่่าแม้้ว่่าเราจะสามารถกล่่าวได้้ว่่าอุุณหภููมิิมีีระดัับ
ต่่าง ๆ กััน แต่่เราก็็ไม่่อาจยืืนยัันได้้ว่่าอุุณหภููมิิเป็็นจิิตวิิสััย (หรืือว่่าขึ้ �นอยู่่�กัับ
ตััวเรา) เพราะการที่่�เราจะรู้้�อุุณหภููมิินั้้�น เราต้้องอาศััยเครื่่�องมืือเป็็นเครื่่�องวััด
จึึงจะพยากรณ์์ได้้ว่่าอุุณหภููมิิในบรรยากาศเป็็นอย่่างไร
จอห์์น แลคส์์ (John Lachs : 1934~) ก็็เป็็นอีีกคนหนึ่่�งที่่�พยายามยืืนยััน
ว่่าความงามเป็็นวััตถุุวิิสััย เขากล่่าวว่่า “อัันที่�่จริิงแล้้ว ธรรมชาติิเป็็นสิ่�งที่่�
สวยงามอยู่�แล้้ว ธรรมชาติิประดัับด้้วยความงามเช่่นเดีียวกัับประดัับด้้วยสีี
และแสง เมื่�่อเป็็นเช่่นนี้้�ไฉนความงามของธรรมชาติิจึึงจะต้้องมาอยู่่�ที่่�เราด้้วย
เล่่า
เพลโต (Plato : 472 -347 B.C) มีีทรรศนะว่่างานศิิลปะ คืือ การเลีียน
แบบสิ่่�งเฉพาะบนโลกแห่่งผััสสะ และการเลีียนแบบของศิิลปิิน เป็็นเพีียงความ
63
คล้้ายคลึึงหรืือเป็็นเพีียงบางส่่วนของต้้นแบบ (จรููญ โกมุุทรััตนานนท์์, 2539;
น. 25)
เพลโต (Plato) เองก็็เชื่�่อว่่าความงามเป็็นสิ่�งที่�่แท้้จริิงหรืือเป็็นสิ่�งที่่�มีีอยู่�
จริงิ ความงามที่แ่� ท้จ้ ริงิ มิไิ ด้อ้ ยู่�ในโลกแห่ผ่ ัสั สะนี้้� แต่ใ่ นโลกแห่ง่ มโนคติิ (World
of idea) ความงามมีีลัักษณะเป็็นอสสาร นิิรัันดร ไม่่เปลี่�่ยนแปลง
อริิสโตเติิล (Aristotle : 384–322 B.C.) กล่่าวว่่า ศิิลปะเกิิดจากนิิสััยรััก
การเลีียนแบบของมนุุษย์์ มนุุษย์์ชอบดููของที่�่เลีียนแบบมาจากของจริิง บาง
ครั้�งของจริิงอาจจะน่่าเกลีียดน่่ากลััว แต่่เมื่�่อมีีการเลีียนแบบมาเป็็นงานศิิลปะ
เช่่น ซากสััตว์์หรืือซากศพ มนุุษย์์ก็็ชอบดููงานศิิลปะชิ้ �นนั้้�น (พระราชวรมุุนีี
(ประยููร ธมฺฺมจิิตฺฺโต), 2544, น. 269-270)
คานท์์ (Kant : 1724 -1804) ก็็เป็็นอีีกคนหนึ่่�งที่่�เชื่�่อว่่าความงามเป็็นสิ่�ง
ที่�่มีีอยู่�จริิง โดยไม่่ขึ้ �นอยู่่�กัับรสนิิยมหรืือผลประโยชน์์ของบุุคคล เช่่น เมื่�่อเรา
กล่่าวว่่า “ภาพนี้้�งาม” เรามิิได้้หมายถึึงว่่าเรามีีรสนิิยมชมชอบภาพในลัักษณะ
นั้้�น และไม่่เกี่�่ยวกัับว่่าภาพนี้้�จะมีีผลอะไรทางเศรษฐกิิจหรืือไม่่ แต่่หมายความ
ว่่าภาพนี้้�มีีลัักษณะบางอย่่างที่่�ทำำ�ให้้จิิตของเรามีีความรู้้�สึึกทางสุุนทรีียภาพ
พวกที่่�ถืือว่่าความงามเป็็นวััตถุุวิิสััยได้้ให้้เหตุุผลบางประการเป็็นการ
สนัับสนุุนทรรศนะของพวกตนดัังต่่อไปนี้้�
ก. ความงามของวััตถุุเกิิดจากสีีและทรวดทรงของวััตถุุเอง
ข. ความงามนั้้�นเป็็นสิ่�งที่�่เราไม่่อาจอธิิบายได้้โดยไม่่ต้้องมีีวััตถุุหรืือ
ตััวกลาง
ค. เราอาจเกิิดประทัับใจในวรรณคดีีบางเรื่�่องอยู่�ชั่�วระยะเวลาใดเวลา
หนึ่่�ง แต่่เมื่�่อกาลเวลาผ่่านไปความประทัับใจของเราก็็อาจเปลี่่�ยนไป
ง. เรารู้้�เรื่�่องความงามได้้โดยอาศััยเพทนาการทางสุุนทรีียะ เช่่นเดีียวกััน
กัับเรารู้้�ข้้อเท็็จจริิงได้้โดยอาศััยความประจัักษ์์ทางประสาทสััมผััส
กลุ่�มที่่�เชื่่�อว่่ามีีหลัักเกณฑ์์ที่่�ตายตััวที่่�จะใช้้ตััดสิินได้้ เรีียกเกณฑ์์ตััดสิินนี้้�
ว่่า “ปรนััยนิิยม” (Objectivism) เป็็นกลุ่�มที่่�เชื่�่อว่่ามีีเกณฑ์์มาตรฐานตายตััว
แน่่นอนในทางศิิลปะ ซึ่�่งสามารถนำำ�ไปตััดสิินผลงานได้้ในทุุกสมััย เกณฑ์์
64
มาตรฐานนี้้�ไม่่มีีการเปลี่่�ยนแปลงและไม่่ขึ้ �นอยู่่�กัับความรู้้�สึึกใครหรืือศิิลปิินคน
ไหน กลุ่�มนี้้�มีีความเชื่�่ออีีกว่่าสุุนทรีียธาตุุมีีอยู่�จริิง แม้้ว่่าเราจะเข้้าถึึงมัันไม่่ได้้
ก็็ตาม แต่่มัันก็็มีีอยู่�จริิง และด้้วยเหตุุผลนี้้� การที่�่เราตััดสิินศิิลปะออกมาไม่่
เหมืือนกัันก็็เพราะเราแต่่ละคนไม่่สามารถเข้้าถึึงสุุนทรีียธาตุุที่�่แท้้จริิงได้้หรืือ
ตััวจริิงมาตรฐานนั่่�นเอง การที่�่เราจะเข้้าถึึงเกณฑ์์มาตรฐานนี้้�ได้้นั้้�น เราจำำ�เป็็น
ต้้องฝึึกพััฒนาจิิตให้้สมบููรณ์์จนสามารถเห็็นความงามมาตรฐานได้้ บางคน
อาจทำำ�สมาธิิ บางคนอาจฝึกึ ฝนทางศิลิ ปะจนชำำ�นาญเป็น็ ต้น้ นักั สุนุ ทรีียศาสตร์์
ในกลุ่�มนี้้�ที่่�สำำ�คััญ ได้้แก่่ เพลโต (Plato) อริิสโตเติิล (Aristotle) และเฮเกล
(Hegel) เป็็นต้้น
ดัังที่�่กล่่าวมาแล้้ว จะเห็็นได้้ว่่าทฤษฎีีที่่�ว่่าความงามเป็็นวััตถุุวิิสััยนั้้�น ถืือ
ว่่าตััวกััตตาหรืือบุุคคลไม่่มีีความสำำ�คััญอะไรเลยในการตีีค่่าทางสุุนทรีียะ ข้้อ
นี้้�เองเป็็นข้้อบกพร่่องของทฤษฎีีนี้� ฉะนั้้�น จึึงอาจมีีผู้้�วิิจารณ์์ทฤษฎีีนี้�ดัังต่่อไป
นี้้�
ก. การถืือว่่าความงามเป็็นคุุณสมบััติิของวััตถุุ เช่่น สีี เสีียง ทรวดทรง
เป็็นต้้น เป็็นสิ่�งเดีียวกัันนั้้�น นัับว่่าเป็็นข้้อผิิดพลาดประการแรก เพราะว่่า
คุุณสมบััติิดัังกล่่าวนั้้�นเป็็นเพีียง “เงื่�่อนไข” ของคุุณค่่าทางสุุนทรีียะหรืือความ
งามเท่่านั้้�น มิิใช่่เป็็นตััวคุุณค่่าหรืือความงามโดยตรง คุุณสมบััติิเหล่่านี้้� “กลาย
เป็็น” ความงามขึ้ �นมาก็็เพราะมีีความสััมพัันธ์์กััตตาหรืือบุุคคลที่�่เกิิดความ
ประทัับใจต่่อคุุณสมบััติิเท่่านั้้�น
ข. การถืือว่่าความงามกัับคุุณสมบััติิของวััตถุุเป็็นอัันเดีียวกัันนั้้�น เป็็น
ความเห็็นที่่�ผิิดเพราะเหตุุผลอีีกประการหนึ่่�งคืือ คุุณสมบััติิของวััตถุุนั้้�นจะคง
อยู่�อย่่างนั้้�นตลอดไป แต่่ความงามของวััตถุุอาจจะเปลี่�่ยนไปตามบุุคคลหรืือ
ตามกาลสมััย
ค. ความเห็็นของฝ่่ายวััตถุุวิิสััยที่่�ว่่าการตััดสิินทางสุุนทรีียะนั้้�นก็็จำำ�ต้้อง
อาศััยข้้อเท็็จจริิงทางวััตถุุ เช่่นเดีียวกัับการตััดสิินความประจัักษ์์ทางกายนั้้�น
เป็็นทรรศนะที่่�เราไม่่อาจเห็็นด้้วยได้้ เพราะว่่าในการตััดสิินทางสุุนทรีียะนั้้�น
65
เราจะต้้องตระหนัักอยู่ �เสมอว่่าเรากำำ�ลัังพููดถึึงความรู้้�สึึกหรืือว่่าปฏิิกิิริิยาที่่�เรา
มีีต่่อวััตถุุอัันหนึ่่�งที่�่มีีอยู่่�ต่่อหน้้าเราในขณะนั้้�น
2. ความงามคืือความรู้้�สึึกเพลิิดเพลิิน (Beauty as the Feeling of Pleasure)
ลัักษณะอัันขาดเสีียไม่่ได้้อย่่างหนึ่่�งของประสบการณ์์ทางสุุนทรีียะก็็คืือ
ความรู้้�สึึกเพลิิดเพลิินใจ อัันนี้้�เองที่�่ทำำ�ให้้นัักคิิดบางคนสรุุปเอาว่่าความงามก็็
คืือความรู้้�สึึกเพลิิดเพลิินใจ และเพราะเหตุุนั้้�นจึึงถืือว่่าตััวกััตตาหรืือบุุคคล
เหล่า่ นั้้น� ที่เ�่ ป็น็ แหล่ง่ ของคุณุ ค่า่ ทางสุนุ ทรีียะหรืือแหล่ง่ ของความงาม ทรรศนะ
นี้้�บางทีีก็็เรีียกกัันว่่า Interest of Value (คุุณค่่าอยู่่�ที่�่ความสนใจ) เพราะตาม
ทฤษฎีีนี้ �ถืือว่่าคุุณค่่ากัับความสนใจของบุุคคลที่�่มีีต่่อวััตถุุนั้้�นเป็็นอัันเดีียวกััน
โดยไม่่คำำ�นึึงว่่าวััตถุุนั้้�นมีีคุุณสมบััติิอย่่างไร แนวคิิดตามทฤษฎีีนี้�ถืือว่่า การที่�่
เราจะมองเห็็นคุุณค่่าของความงามในสิ่�งใด จิิตจะเป็็นตััวกำำ�หนดความงาม
นัักคิิดที่�่มีีความเห็็นว่่าความงามเป็็นจิิตวิิสััยดัังกล่่าวนี้้�ก็็เช่่น
เพลโต (Plato : 472 -347 B.C) ได้้ให้้ทััศนะเกี่�่ยวกัับเรื่่�องของความงาม
ว่่า ความงามที่�่แท้้จริิงนั้้�นอยู่�ในโลกแห่่งจิินตนาการ (World of Idea) เขาเชื่�่อ
ว่า่ ความงามอยู่่�ที่จ�่ ิติ เป็น็ ตัวั กำำ�หนด ส่ว่ นความคิดิ นั้้น� อยู่�ในห้ว้ งแห่ง่ จินิ ตนาการ
ที่�่อยู่ �นอกเหนืือไปจากโลกนี้้�
กล่า่ วคืือจิิตต้อ้ งสร้า้ งต้น้ แบบแห่ง่ ความงามขึ้ น� สิ่ง� ใดที่่�มีีลักั ษณะใกล้เ้ คีียง
กัับจิินตนาการในต้้นแบบมากเพีียงใด ย่่อมถืือว่่าเป็็นความงามเพีียงนั้้�น ความ
ชอบความเพลิิดเพลิินในเป็็นสิ่ �งแสดงถึึงคุุณค่่าตามมา
จอร์์จ ซัันตายานา (George Santayana 1863-1952) และเพอร์์รีี (R.B.
perry 1876 - 1957) พวกนี้้�มีีความเห็็นตรงกัันข้้ามกัับพวกวััตถุุวิิสััย ซึ่่�งถืือว่่า
คุุณค่่ากัับคุุณสมบััติิของวััตถุุเป็็นสิ่ �งเดีียวกััน
เบเนเดทโต โครเช่่ (Benedetto Croce : 1866 - 1952) ซึ่่�งเป็็นชาว
อิิตาเลีียน มีีความเห็็นว่่าความงามเป็็นเรื่�่องของจิิตใจของเรา ในการสร้้าง
จิินตภาพ (Image) ซึ่�่งความสามารถในการสร้้างจิินตภาพนี้้�เป็็นจุุดเริ่�มต้้นของ
ศิิลปะ
66
เลโอ ตอลสตอย (Leo Tolstoi : 1828 - 1910) ชาวรััสเซีียมีีความเห็็น
ว่่าคุุณค่่าทางศิิลปะหรืือความงาม ไม่่ว่่าจะออกมาในรููปของโคลงกลอน
ทำำ�นองเพลง ภาพวาดหรืือรููปปั้้�น ขึ้ �นอยู่่�กัับผลที่่�เกิิดขึ้ �นต่่อบุุคคลที่�่มีี
ประสบการณ์์ต่่อมััน ศิิลปะ คืือ การสื่่�ออารมณ์์หรืือความรู้้�สึึกนึึกคิิด ถ้้าจะ
ตััดสิินว่่าผลงานทางด้้านศิิลปะชิ้ �นใดยิ่�งใหญ่่กว่่าหรืือมีีความงามมากกว่่า ก็็ดูู
ที่�่จำำ�นวนคนที่่�เกิิดความรู้้�สึึกจากผลงานนั้้�นว่่ามีีมากน้้อยเพีียงใด ความงามจึึง
มิิได้้อยู่่�ที่่�วััตถุุนั้้�น ๆ แต่่อยู่่�ที่�่ความพึึงพอใจของผู้้�ที่่�มารัับรู้้�มััน
ริิชาร์์ดส์์ (Ivor Armstrong Richards : 1893-1979) กวีีและนัักปรััชญา
ศิิลปะชาวอัังกฤษมีีทรรศนะว่่า สิ่�งที่่�เราเรีียกว่่าความงามก็็คืือ ความรู้้�สึึกพึึง
พอใจเมื่่�อเรากล่่าวว่่าสิ่�งหนึ่่�งงาม เราหมายถึึงในขณะที่่�เราเพ่่งพิิศสิ่่�งนั้้�น แรง
ผลัักดัันบางอย่่างในตััวเราทำำ�ให้้เราอยู่�ในสภาวะที่�่เรีียกว่่า ดุุลยภาพทาง
อารมณ์์ เพราะเงื่�่อนไขของดุุลยภาพทางอารมณ์์นี้้�ทำำ�ให้้มีีประสบการณ์์ความ
พึึงพอใจและทำำ�ให้้เราสมมติิเอาเองว่่ามีีความงามอยู่�ในวััตถุุนั้้�น ซึ่�่งการสมมติิ
เช่่นนั้้�นเป็็นเพีียงการถ่่ายทอดความรู้้�สึึกของเราออกมายัังโลกภายนอกเท่่านั้้�น
ฮิิวม์์ (David Hume : 1711 - 1776) มีีความเห็็นว่่าความงามเป็็นเพีียง
ความรู้้�สึึกที่�่เกิิดขึ้ �นในจิิตใจมนุุษย์์ ซึ่่�งอาจเหมืือนกัันหรืือแตกต่่างกัันในแต่่ละ
บุุคคลได้้ ความงามไม่่ได้้มีีอยู่�ในวััตถุุภายนอก วััตถุุภายนอกมีีเพีียงขนาด รููป
ร่่างและอััตราส่่วน ความงามจึึงไม่่ใช่่คุุณสมบััติิของวััตถุุใด ๆ
กลุ่�มที่่�ใช้้ตนเองเป็็นตััวตััดสิิน เรีียกเกณฑ์์ตััดสิินนี้้�ว่่า “อััตนััยนิิยม”
(Subjectivism) เป็็นกลุ่�มที่่�เชื่�่อว่่าความรู้้� ความจริิงและความดีีงามทั้้�งหลาย
ล้้วนเป็็นสิ่�งที่่�ไม่่มีีความจริิงในตััวเอง หากแต่่เป็็นเพีียงสิ่�งที่่�มนุุษย์์สร้้างขึ้ �นมา
เท่่านั้้�น ดัังนั้้�น กฎเกณฑ์์ในทางความรู้้� ความจริิงและความดีีงามนี้้�จึึงไม่่มีีอยู่�
จริิง มนุุษย์์เท่่านั้้�นที่�่มีีอยู่�จริิงและจะเป็็นตััวตััดสิิน พร้้อมทั้้�งเป็็นผู้้�กำำ�หนดกฎ
เกณฑ์์ต่่าง ๆ ขึ้ �นมา มนุุษย์์แต่่ละคนต่่างมีีมาตรวััดความจริิงต่่างกัันออกไป
โดยไม่่ขึ้ �นอยู่่�กัับใครหรืือสิ่�งใด เกณฑ์์การตััดสิินแบบนี้้�สามารถทำำ�ให้้เราเกิิด
ความเชื่�่อมั่�นในตััวเองได้้ แต่่หากความรู้้�สึึกเชื่�่อมั่�นนี้้�มีีมากจนเกิินไปอาจจะส่่ง
ผลทำำ�ให้้เราเป็็นผู้้�ที่�่เห็็นแก่่ตััว เอาแต่่ใจตััวเอง ไม่่ยอมรัับฟัังความคิิดเห็็นของ
67
ผู้้�อื่�่น ซึ่�่งจะส่่งผลต่่อไปคืือทำำ�ให้้เรามีีโลกทััศน์์ที่�่แคบ และเดีียวดายในโลกกว้้าง
นี้้�
นัักสุุนทรีียศาสตร์์ในกลุ่�มนี้้�ที่�่สำำ�คััญ ได้้แก่่ กลุ่�มโซฟิิสต์์ (Sophist) ฮอบส์์
(Hobbes) และออร์์เตกา (Ortega) เป็็นต้้น
3. ความงามเป็็นภาวะสััมพััทธ์์ (Beauty as Relation)
นัักคิิดบางคนเชื่�่อว่่าความงามมิิใช่่เป็็นจิิตวิิสััยอย่่างสิ้ �นเชิิงและก็็มิิใช่่เป็็น
วััตถุุวิิสััยอย่่างสิ้ �นเชิิงด้้วย แต่่เป็็นภาวะสััมพััทธ์์ระหว่่างวััตถุุกัับบุุคคลหรืือกััต
ตากัับกรรม (Subject and Object) ทรรศนะนี้้�ก็็นัับว่่ามีีส่่วนถููกต้้องอยู่่�ที่่�
ยอมรัับว่่าทั้้�งกััตตาและกรรมหรืือวััตถุุกัับบุุคคล มีีความสำำ�คััญด้้วยกัันทั้้�งคู่�ใน
การตีีคุุณค่่าทางสุุนทรีียะ เพราะว่่านัักคิิดกลุ่�มนี้้�อธิิบายว่่าความงามเป็็นภาวะ
สััมพััทธ์์ระหว่่างสิ่�งทั้้�งสองดัังกล่่าวแล้้ว แต่่ก็็อาจจะมีีปััญหาว่่าเราสามารถ
อธิิบายความได้้แต่่เพีียงว่่าเป็็นภาวะสััมพััทธ์์ระหว่่างวััตถุุกัับบุุคคลเท่่านั้้�นหรืือ
? เพราะว่่าถ้้าเป็็นภาวะสััมพััทธ์์แล้้วมัันน่่าจะเป็็นภาวะสััมพััทธ์์ระหว่่างของ
สองสิ่�งที่่�มีีสััดส่่วนเท่่า ๆ กััน หรืือว่่าเป็็นผลลััพธ์์ของภาวะสััมพััทธ์์ระหว่่างของ
สองสิ่�งที่�่มีีส่่วนสััมพััทธ์์ไม่่เท่่ากัันหรืือไม่่ ? ความจริิงแล้้วความงามมิิใช่่เป็็น
ภาวะสััมพััทธ์์ของสิ่�งที่่�มีีสััดส่่วนเท่่าเทีียมกัันแต่่เพีียงอย่่างเดีียวเท่่านั้้�น เพราะ
ว่่าภาวะสััมพััทธ์์ที่่�เริ่�มจากฝ่่ายกััตตาหรืือบุุคคลไปหากรรมหรืือวััตถุุนั้้�น ต่่าง
กัับภาวะสััมพััทธ์์ที่่�เริ่�มจากฝ่่ายกรรมหรืือวััตถุุไปหากััตตาหรืือบุุคคล ทั้้�งความ
งามก็็มิิใช่่ผลลััพธ์์ของภาวะสััมพััทธ์์ระหว่่างของสองสิ่ �งที่�่มีีส่่วนไม่่เท่่าเทีียมกััน
ด้้วยเพราะมัันเป็็นสิ่�งที่�่เกิิดขึ้ �นมาใหม่่อีีกสิ่�งหนึ่่�ง ต่่างหากจากความสััมพััทธ์์
ของทั้้�งสองสิ่ �งดัังกล่่าวข้้างต้้นนั้้�น
กลุ่�มที่่�เชื่�่อว่่าหลัักเกณฑ์์ในการตััดสิินสุุนทรีียศาสตร์์นั้้�นเปลี่่�ยนแปลงไป
ตามสภาวะแวดล้้อม เรีียกเกณฑ์์ตััดสิินนี้้�ว่่า “สััมพััทธนิิยม” (Relativism)
เป็็นกลุ่�มที่่�มีีแนวคิิดคล้้ายกัับกลุ่�มอััตนััยนิิยม แต่่ต่่างกัันตรงที่่�กลุ่�ม
สััมพััทธนิิยมนั้้�นมีีความเชื่่�อว่่ากฎเกณฑ์์ตััดสิินทางสุุนทรีียศาสตร์์นั้้�นขึ้ �นอยู่่�กัับ
สภาวะแวดล้้อม วััฒนธรรมของแต่่ละท้้องถิ่�น หรืือขึ้ �นอยู่่�กัับสภาพภููมิิประเทศ
ตลอดจนดิิน ฟ้้า อากาศของแต่่ละพื้้�นที่่� โดยไม่่ขึ้ �นอยู่่�กัับตััวผู้้�วิิจารณ์์ เพราะ
68
ผู้้�วิิจารณ์์จะต้้องวางตััวเป็็นกลางและต้้องสำำ�นึึกอยู่�ในใจเสมอว่่า ตนเองเป็็น
เพีียงส่่วนหนึ่่�งของสัังคม ดัังนี้้�แล้้ว เกณฑ์์ตััดสิินทางสุุนทรีียศาสตร์์จึึง
เปลี่่�ยนแปลงไปตามสัังคมบ้้าง ตามสภาพของภููมิิอากาศ ภููมิิประเทศนั้้�น ๆ
บ้้าง แล้้วแต่่สภาวะแวดล้้อมจะพาไปนั่่�นเอง นัักสุุนทรีียศาสตร์์ในกลุ่�มนี้้�ที่่�
สำำ�คััญ ได้้แก่่ จอร์์จ ซัันตายานา (George Santayana) และซามููเอล อเล็็ก
ซานเดอร์์ (Samuel Alexander) เป็็นต้้น
4. ความงามเป็็นอุุบััติิการณ์์ใหม่่ (Beauty as Emergent)
เราก็็เห็็นแล้้วว่่าทฤษฎีีต่่าง ๆ เกี่่�ยวกัับความงามที่่�กล่่าวมาแล้้วข้้างต้้น
นั้้�นต่่างก็็ได้้พยายามนิิยามความงามไปต่่าง ๆ กััน และแต่่ละทฤษฎีีก็็ยัังมีีข้้อ
บกพร่่องอยู่่�ด้้วยกัันทั้้�งนั้้�น อย่่างไรก็็ตามทรรศนะเกี่�่ยวกัับความงามที่่�น่่าฟััง
มากก็็น่่าจะได้้แก่่ทฤษฎีีที่่�เรีียกว่่า Emergent Theory of Value (ความงาม
เป็็นอุุบััติิการณ์์ใหม่่) ทฤษฎีีนี้ �ดููจะเป็็นทฤษฎีีที่่�มีีเหตุุผลมากที่�่สุุด เพราะ
พิิจารณาการหาคุุณค่่าจากทุุกแง่่ทุุกมุุมอย่่างยุุติิธรรม หลัังจากที่่�ได้้พิิจารณา
กระบวนการของการหาคุุณค่่าอย่่างละเอีียดถี่�่ถ้้วนแล้้ว ทฤษฎีีนี้ �จึึงได้้ให้้
อรรถาธิิบายความงามหรืือคุุณค่่าทางสุุนทรีียะว่่า “เป็็นอุุบััติิการณ์์ใหม่่”
(Emergent Thing) จากกระบวนการนั้้�นตามทฤษฎีีนี้� (Emergent Theory)
องค์์ประกอบหรืือเงื่�่อนไขต่่าง ๆ ที่่�มีีส่่วนเกี่่�ยวข้้องกัับกระบวนการหาคุุณค่่า
ทางสุุนทรีียะนั้้�นอาจอธิิบายได้้ดัังต่่อไปนี้้�
ประการแรก จะต้้องมีีตััวประกอบหรืือวััตถุุ (Fact of Object) ซึ่่�งมีี
คุุณสมบััติิเฉพาะตััว อัันเป็็นสิ่�งที่�่จะขาดเสีียมิิได้้ในการหาคุุณค่่าทางสุุนทรีียะ
ประการที่่�สอง จะต้้องมีีตััวกััตตาหรืือตััวบุุคคลที่่�มีีความรู้้�ความสามารถ
พอที่�่จะตีีคุุณค่่าหรืือสนใจวััตถุุนั้้�น
ประการที่่�สาม จะต้้องมีีความสััมพัันธ์์อย่่างใกล้้ชิิดระหว่่างวััตถุุกัับบุุคคล
หรืือตััวกรรมกัับกััตตา
ประการที่�่สี่่� จะต้้องมีีหลัักเกณฑ์์บางอย่่างสำำ�หรัับให้้บุุคคลใช้้เป็็น
มาตรฐานในการตีีคุุณค่่าทางสุุนทรีียะของวััตถุุ
ประการที่�่ห้้า ถ้้าปรากฏว่่าวััตถุุที่�่ต้้องการหาคุุณค่่านั้้�นเข้้าหลัักเกณฑ์์อััน
69
เป็็นมาตรฐานที่�่ยอมรัับกัันทั่่�วไปแล้้ว เราก็็ตััดสิินได้้ว่่าวััตถุุนั้้�นมีีคุุณค่่าทาง
สุุนทรีียะหรืือมีีความงาม
จากคำำ�อธิบิ ายกระบวนการหาคุณุ ค่า่ ดังั กล่า่ วมาข้า้ งต้น้ นี้้� เราก็พ็ อสรุปุ สาระ
สำำ�คััญได้้ว่่า
1. คุุณค่่าทางสุุนทรีียะหรืือความงามนั้้�น เป็็นผลที่�่เกิิดจากกระบวนการ
หาคุุณค่่า มิิใช่่เป็็นสิ่�งที่�่มีีอยู่่�ก่่อนที่่�จะมีีกระบวนการดัังกล่่าว
2. คุุณค่่าทางสุุนทรีียะมิิใช่่สิ่�งเดีียวกัันกัับสิ่่�งที่่�เรารัับรู้้�ซึ่�่งมีีอยู่�ในขณะนั้้�น
เพราะวััตถุุนั้้�นมัันก็็อยู่่�ตามธรรมชาติิของมััน
3. วััตถุุย่่อมแตกต่่างจากคุุณค่่าฉัันใด การตััดสิินทางกายภาพหรืือทาง
ข้้อเท็็จจริิงก็็ย่่อมจะแตกต่่างจากการตััดสิินทางคุุณค่่าฉัันนั้้�น
4. คุุณค่่าทางสุุนทรีียะหรืือความงาม มิิใช่่เป็็นจิิตวิิสััยหรืือวััตถุุวิิสััยแต่่
อย่่างใดอย่่างหนึ่่�งโดยสิ้ �นเชิิง แต่่ว่่าเป็็นทั้้�งสองอย่่าง
จะเห็็นได้ว้ ่่า Emergent Theory เป็็นทฤษฎีีที่ม่� ีีเหตุุผลดีีกว่่าทฤษฎีีอื่�น ๆ
เพราะได้้รวมเอาส่่วนที่่�ถููกของทุุกทฤษฎีีมาไว้้ด้้วยกัันและตััดส่่วนที่�่ผิิดทิ้้�งไป
จะเห็็นได้้ว่่า เกณฑ์์หลัักที่�่ใช้้เป็็นมาตรฐานการพิิจารณาความงาม หรืือ
อารมณ์์ความรู้้�สึึกของมนุุษย์์ที่่�สำำ�คััญคืือการใช้้ตััวเราเองในการมองหรืือตััดสิิน
สิ่�งต่่าง ๆ ที่่�เรีียกว่่าอััตนััยหรืือจิิตวิิสััย (Subjective) และอีีกเกณฑ์์หนึ่่�งก็็คืือ
การให้้สัังคมหรืือคนหมู่�มากเป็็นคนตััดสิิน ซึ่�่งจากทฤษฎีีทั้�ง 4 ประการที่�่กล่่าว
มานั้้�น ก็็สามารถสรุุปลงได้้เป็็น 2 ทฤษฎีีคืือ ความงามเป็็นวััตถุุวิิสััยหรืือ
จิิตวิิสััยนั่่�นเอง
ประเด็็นที่่�สอง เรื่�่องเกณฑ์์การตััดสิินคุุณค่่าของความงามในประเด็็นนี้้�
สุุนทรีียศาสตร์์ตะวัันตกได้้เสนอทฤษฎีีในการตััดสิินคุุณค่่าของความงาม 3
ทฤษฎีี ได้้แก่่
(1) ทฤษฎีีอััตวิิสััยหรืือจิิตวิิสััย มีีทรรศนะว่่าความงามขึ้ �นอยู่่�กัับจิิต
(2) ทฤษฎีีปรวิิสััยหรืือวััตถุุวิิสััย มีีทรรศนะว่่าความงามมีีอยู่่�ที่�่วััตถุุ โดย
เป็็นอิิสระจากจิิต
(3) ทฤษฎีีสััมพััทธวิิสััย มีีทรรศนะว่่าความงามเกิิดจากความสััมพัันธ์์
70
ระหว่่างจิิตกัับวััตถุุ ในขณะที่�่พุุทธสุุนทรีียศาสตร์์ มีีเกณฑ์์การตััดสิินคุุณค่่า
ของความงามสามารถกระทำำ�ได้้ในสองระดัับ ก็็คืือในระดัับสมมติิสััจจะและ
ปรมััตถสััจจะหรืือกล่่าวอีีกนััยหนึ่่�งก็็คืือ พุุทธสุุนทรีียศาสตร์์พิิจารณาความ
งามมีี 2 ระดัับ ประกอบไปด้้วย
(1) ความงามภายนอกคืือ เป็็นความงามของรููปธรรม อาทิิ ความงาม
ของรููป ความงามของวััตถุุต่่าง ๆ
(2) ความงามภายในคืือ เป็็นความงามที่�่เกี่่�ยวกัับเรื่่�องนามธรรม อาทิิ
ความงามของจิิตใจที่�่ประกอบด้้วยกุุศลธรรมต่่าง ๆ อีีกประการหนึ่่�ง พุุทธ
ปรััชญาเถรวาท ให้้พิิจารณาคุุณค่่าของความงามเป็็น 2 ลัักษณะ คืือ คุุณค่่า
เทีียม หมายถึึงคุุณค่่าของความงามอัันเกี่�่ยวข้้องกัับตััณหาหรืือสนองตััณหา
ส่่วนคุุณค่่าแท้้หมายถึึงคุุณค่่าของความงามที่่�เกี่่�ยวข้้องกัับปััญญา หรืือการ
สนองปััญญา (พระมหาอุุดม ปััญญาโภ (อรรถศาสตร์์ศรีี), 2547, น. )
เกณฑ์์การตััดสิินของสุุนทรีียศาสตร์์
ขอบข่่ายความงามจะอยู่�ใน 3 ลัักษณะ คืือ ความงามตามธรรมชาติิ
ศิิลปกรรมประดิิษฐ์์และศรััทธาในศาสนา นัับได้้ว่่ามีีทั้้�งส่่วนที่่�เป็็นรููปธรรมและ
นามธรรม ความงามตามธรรมชาติิและงามตามศิิลปกรรมจััดอยู่�ในรููปธรรม
ส่่วนงามในการปฏิิบััติิตามศาสนาจััดเป็็นนามธรรม ที่�่จััดเช่่นนี้้�เพราะมีีจุุด
ประสงค์์ที่�่จะแบ่่งหััวข้้ออธิิบายว่่าความงามทางวััตถุุกัับความงามทางจิิตใจ
ความงามทางวััตถุุสามารถยกมาพิิจารณาได้้ เพราะสััมผััสได้้ด้้วยประสาท
สััมผััสทั้้�ง 5 คืือ รููป เสีียง กลิ่�น รส โผฏฐััพพะ
1) รููป (Matter) เป็็นอารมณ์์ของตา รัับรู้้�ด้้วยการมองเห็็น หากรููปนั้้�น
ถููกสะดุุดตา ทำำ�ให้้คนเห็็นด้้วยความตะลึึง แสดงว่่ารููปนั้้�นมีีสุุนทรีีย์์ประกอบ
อยู่ �
2) เสีียง (Sound) เป็็นอารมณ์์ของหูู รัับรู้้�ด้้วยการได้้ยิิน หากเสีียงนั้้�น
ไพเราะสะดุดุ หูู ทำำ�ให้ค้ นได้้ยินิ ต้อ้ งหยุดุ ฟังั แสดงว่า่ เสียี งนั้้น� มีีสุนุ ทรีีย์ป์ ระกอบ
อยู่ �
3) กลิ่�น (Smell) เป็็นอารมณ์์ของจมููก รัับรู้้�ด้้วยจมููก เมื่�่อได้้กลิ่�นโชย
71
มาแต่่ไกล นอกจากทราบว่่ากลิ่�นอะไรแล้้ว ยัังมีีอารมณ์์ที่่�ดีีกัับกลิ่�นนั้้�นจน
ตกลงใจว่่ากลิ่ �นนี้้�ดีีมีีสุุนทรีีย์์ประกอบอยู่ �
4) รส (Taste) เป็็นอารมณ์์ของลิ้ �น รัับรู้้�ได้้ด้้วยลิ้ �น ทำำ�ให้้รู้้�ว่่ารสนี้้�อร่่อย
ไม่่อร่่อย มีีรสหวานหรืือขมอย่่างไร
5) โผฏฐััพพะ (Touch) เป็็นอารมณ์์ของการสััมผััสทางมืือ รัับรู้้�ได้้ด้้วย
การสััมผััสบนผิิวหนัังทุุกส่่วนของร่่างกาย
แต่่ถ้้าเมื่�่อประสบอารมณ์์ครบทั้้�ง 5 ข้้างต้้นแล้้ว ปรากฏว่่าไม่่เกิิดความ
รู้้�สึึกที่�่ดีีขึ้้�นเลย ไม่่มีีประกายความรัักความชอบใจขึ้ �นมาแต่่อย่่างไร เราตััดสิิน
ได้้ว่่าอารมณ์์นั้้�นไม่่งาม การที่่�เราตััดสิินว่่าอารมณ์์นั้้�นไม่่งาม ไม่่งามในตััวเอง
หรืืออยู่่�ที่่�จิิตของเราให้้ความรู้้�สึึกกัับวััตถุุนั้้�น เกิิดความรู้้�สึึกอย่่างไรนั้้�น จะอยู่�
ในเกณฑ์์ตััดสิิน 2 เกณฑ์์ กล่่าวคืือ
1) เกณฑ์์การตััดสิินเชิิงอััตวิิสััย (Subjective judgement)
2) เกณฑ์์การตััดสิินเชิิงวััตถุุวิิสััย (Objective judgement)
1) การตััดสิินเชิิงอััตวิิสััย (Subjective judgement) : เป็็นการวััดเอา
จากความรู้้�สึึกของตนเองว่่าชอบหรืือไม่่ชอบเท่่านั้้�น ความรู้้�สึึกกำำ�หนดมีีอยู่�
ความงามไม่่ได้้ขึ้ �นอยู่่�ที่่�วััตถุุ หากแต่่ขึ้ �นอยู่่�กัับจิิตใจเข้้าแล้้วตััดสิินว่่างามหรืือ
ไม่่งาม
ตััวอย่่าง
เราฟัังดนตรีีพื้้�นบ้้านด้้วยกััน 3 คน ฟัังจบแล้้วมาวิิเคราะห์์กััน ให้้แต่่ละ
คนหาคำำ�ที่่�ชอบที่่�สุุดหาจัังหวะที่่�ชอบที่่�สุุด และให้้หาส่่วนที่่�ตนไม่่ชอบ ผลการ
ตััดสิินออกมาบอกว่่าดีี 2 คนไม่่ดีี 1 คน 2 คน ที่่�ตอบว่่าดีีเพราะชอบ อีีกคน
ที่�่ตอบว่่าไม่่ดีีเพราะไม่่ชอบ แต่่ไม่่มีีการโหวตเอาแพ้้ เอาชนะกััน แต่่ทำำ�ให้้เรา
รู้้�ว่่าเขาไม่่ชอบจึึงตอบว่่าไม่่ดีี ถ้้าไม่่มีีใครชอบดนตรีีนี้้�เลย หากจะเอาผิิดเอา
ถููกกัันแล้้ว จะเอาอะไรเป็็นจำำ�เลย ดนตรีีหรืือคน ต้้องตอบว่่าเอาคนเป็็นจำำ�เลย
จะเอาดนตรีีเป็็นจำำ�เลยไม่่ได้้ เพราะดนตรีีไม่่มีีค่่าในตนเอง หากแต่่คนต่่าง
หากตีีค่่าให้้มัันมีีมาก-น้้อย
หนัังสืือในห้้องสมุุดมีีมากมาย จะมีีหนัังสืืออยู่�เรื่�่องหนึ่่�งที่่�พบทุุกครั้�งเมื่�่อ
72
เข้้าห้้องสมุุดนั้้�น เพราะวางอยู่่�หััวแถวด้้านซ้้ายต่ำำ�� ไม่่เคยเปิิดอ่่าน จึึงไม่่รู้้�ว่่าดีี
ไม่่ดีีอย่่างไร มาวัันหนึ่่�งอาจารย์์ให้้ทำำ�รายงาน เรื่�่องก็็ตรงกัับชื่�่อหนัังสืือนี้้�พอดีี
จึึงยืืมมาอ่่านและทำำ�เป็็นหนัังสืือประกอบทำำ�รายงานนั้้�น ปััญหาว่่าอะไรดีี
หนัังสืือดีี เหตุุการณ์์ดีี จัังหวะดีี ตอบว่่าหนัังสืือดีีใช่่ไหม ตอบว่่าใช่่แล้้ว ถ้้า
ยอมรัับว่่าดีี ก่่อนหน้้านี้้�ทำำ�ไมไม่่หยิิบมาอ่่านล่่ะ ตอบว่่า ไม่่ได้้หยิิบมาอ่่าน
เพราะยัังไม่่จำำ�เป็็น คุุณคิิดว่่าหนัังสืือเรื่�่องนี้้�จะดีีไหม ตอบว่่าไม่่ดีี ความจริิง
จะตััดสิินอย่่างไรก็็ไม่่ผิิดหรอกไม่่ว่่าสถานการณ์์จะบัังคัับให้้ยอมรัับว่่าหนัังสืือ
ดีีไม่่ดีีอย่่างไร ถ้้าอััตวิิสััยยอมรัับว่่าดีี เพราะมัันเอื้ �ออำำ�นวยคุุณประโยชน์์ใน
ขณะนั้้�น ดัังนั้้�น โอกาสก็็เป็็นตััวช่่วยอััตวิิสััยให้้ตััดสิิน แสดงให้้เห็็นว่่าความ
งามตั้ �งอยู่�ในจิิตเท่่านั้้�น ไม่่ใช่่วััตถุุ
หากจะมองอีีกแง่่หนึ่่�ง มนุุษย์์เรานี่่�สถาปนาตนเองให้้อยู่่�ตำำ�แหน่่งนั้้�น
ตำำ�แหน่่งนี้้�ไม่่ได้้ หากแต่่ว่่าคนอื่่�นรัับรองให้้ ยกขึ้ �นให้้เป็็นจึึงเป็็นได้้ เกีียรติิยศ
ศัักดิ์์�ศรีีมีีเองไม่่ได้้นอกจากคนอื่�่นให้้มา อาหารวางข้้างหน้้าพร้้อมที่�่พระสงฆ์์
จะฉัันแต่่ฉัันไม่่ได้้ เพราะไม่่มีีใครประเคนให้้ฉััน การยกย่่องตนเองเป็็นสิ่�งทำำ�ได้้
กัับบางคน แต่่บางคนไม่่รัับรองคำำ�ยกย่่องตนเองจากใครอื่�่น เพราะเขาบอก
ว่่าน่่าเกลีียดน่่าชััง ไปเที่่�ยวยกหางแกว่่งไปได้้ ควรให้้คนอื่่�นเขาที่่�เห็็นดีีเห็็น
งามแล้้วยกย่่องชื่่�นชมจะดีีกว่่าจะมีีคุุณค่่ามากกว่่ายกย่่องตนเอง ดัังนั้้�น
เป็็นการดีีที่่�สุุด คืือ “ทำำ�ดีีให้้คนอื่�่นยกย่่องดีีกว่่าจะยกย่่องตนเอง” อุุทาหรณ์์
ข้้างบนนี้้� หมายถึึงว่่า ตนเองทำำ�หน้้าที่�่ตีีค่่าให้้คนอื่่�น หรืือคนตีีค่่าให้้ตนเอง
นั่่�นเอง
2) เกณฑ์์ตััดสิินเชิิงวััตถุุวิิสััย : ทรรศนะนี้้�จะอยู่่�ตรงข้้ามกัับอััตวิิสััย กล่่าว
คืือสิ่�งนั้้�น ๆ มีีค่่าในตนเอง มีีอยู่�จริิงในตััวเอง ไม่่ขึ้ �นอยู่่�ที่่�ว่่าใครจะมาตีีค่่าให้้
งามหรืือไม่่อย่่างไร คุุณค่่าของการปฏิิบััติิกรรมฐานนี้้�มีีจริิง ที่�่ว่่ามีีจริิงนี้้�ตััดสิิน
ได้้จากการเปลี่่�ยนพฤติิกรรมที่�่ไม่่ดีีเดิิม ๆ เช่่น เปลี่�่ยนพฤติิกรรมจากการที่่�
เป็็นคนมัักโกรธ อาฆาต ปองร้้าย ก็็กลัับกลายเป็็นคนมัักเห็็นใจ คนมีีเมตตา
สงสาร เปลี่่�ยนจากพฤติิกรรมที่�่มัักวิิตกกัังวล ฟุ้�งซ่่าน ก็็ควบคุุมจิิตใจด้้วยการ
ให้้ปลง ให้้ปล่่อยวางได้้ เป็็นความสััมฤทธิ์์�ผลจริิง ไม่่ใช่่ว่่าเราชอบพอกัันแล้้ว
73
ถึึงเป็็นคนอย่่างไรก็็บอกว่่าดีีทั้้�งนั้้�น แต่่เป็็นการตััดสิินตามที่�่เป็็นจริิง
วัันหนึ่่�งเราเกิิดอาการไม่่ดีี ปวดศีีรษะอย่่างหนััก ไปพบหมอปรากฏว่่า
เป็็นอาการไมเกรน หมอจึึงให้้ยาระงัับปวดให้้ 2 เม็็ด รัับประทานได้้ 2 ครั้�ง
เช้้า-เย็็น การปวดนั้้�นก็็หายก็็แสดงว่่ายาดีีของยาเอง ไม่่ใช่่เราบอกว่่ายานี้้�ดีีแต่่
อาการปวดไม่่หาย ทวีีปอเมริิกามีีอยู่่�ก่่อนที่่�นัักสำำ�รวจชื่�่อคริิสโตเฟอร์์ โคลััมบััส
(Christopher Columbus) จะพบ แม่่น้ำำ��มีีอยู่�แล้้วก่่อนที่่�มนุุษย์์จะตั้ �งชื่�่อให้้
เกี่�่ยวกัับเรื่�่องธรรมชาติิที่�่มีีอยู่่�ก่่อนที่�่พระพุุทธเจ้้าจะพบว่่ามีีลัักษณะอย่่างไร
มีีความเป็็นจริิงอย่่างไร ดัังนั้้�น พระพุุทธเจ้้าตรััสไว้้ว่่า “ดููกรภิิกษุุทั้้�งหลาย
พระตถาคตอุุบััติิขึ้ �นก็็ตามไม่่อุุบััติิขึ้ �นก็็ตามธาตุุนั้้�น คืือ ความตั้ �งอยู่่�ตาม
ธรรมดา ความเป็็นไปตามธรรมดา ก็็คงตั้ �งอยู่�อย่่างนั้้�นเอง ตถาคตตรััสรู้้� บรรลุุ
ธาตุุนั้้�นว่่าสัังขารทั้้�งปวงไม่่เที่่�ยง ......เป็็นทุุกข์์ และ .........เป็็นอนััตตา ฯ
ตถาคตเป็็นเพีียงผู้้�ค้้นพบแล้้วจึึงบอกแสดง บััญญััติิ แต่่งตั้ �ง เปิิดเผย จำำ�แนก
ทำำ�ให้้เข้้าใจง่่ายเท่่านั้้�น”นั่่�นคืือความเป็็นจริิงมีีอยู่�เสมอตามกฎธรรมชาติิ มีี
การเกิิดขึ้ �น ตั้ �งอยู่� และก็็ดัับไป ธรรมชาติิของลมย่่อมเคลื่่�อนไหวพััดไปมา
ธรรมชาติิของแสงอาทิิตย์์ย่่อมร้้อน เป็็นอย่่างนี้้�ทุุกที่่�ไม่่เลืือกสถานที่่�เกิิด ดััง
นั้้�น ถ้้าพููดความมีีอยู่� (Existence) ของสิ่�งต่่าง ๆ มัันก็็จะมีีอยู่�อย่่างที่่�มัันมีี คน
จะตีีค่่าให้้มัันอย่่างไรมัันก็็จะมีีอยู่�อย่่างนั้้�น อาจจะมีีบางคนตั้ �งข้้อสงสััยว่่า ผม
ไม่่แน่่ใจกัับสิ่่�งที่่�มีีหรืือไม่่มีี ถ้้ามีีจริิงผมจะต้้องเห็็น สิ่�งที่่�ผมไม่่เห็็นจะไม่่ยอมรัับ
ว่่ามีี ถ้้าอย่่างนี้้�ก็็แน่่นอนเลยว่่า ผีีไม่่มีีจริิง เพราะผมไม่่เคยเห็็น แต่่มัันมีีจริิง
ประเทศลาวมีีจริิง ทั้้�ง ๆ ที่่�เราไม่่เคยไป เรืือนจำำ�นัักโทษมีีจริิง ทั้้�ง ๆ เราไม่่
เคยเข้้าถููกจองจำำ� สรุุปแล้้วสิ่�งที่่�เราไม่่เห็็นไม่่ได้้หมายความว่่ามัันไม่่มีี (ผีีมีีจริิง)
ใคร ๆ ก็็รู้้�ร่่วมกัันว่่าลููกฟุุตบอลมีีลัักษณะกลม และการที่�่มีีคำำ�ว่่าบอล ก็็เพราะ
เรีียกตามลัักษณะของมัันที่�่เป็็นกลม มีีคำำ�ว่่าฟุุตเพราะเป็็นลููกบอลที่่�ต้้องเล่่น
ด้้วยเท้้า อวััยวะส่่วนอื่่�น ๆ ยกเว้้นแขน สามารถแตะลููกฟุุตบอลนั้้�นได้้ทั้้�งนั้้�น
แต่่ขัับเคลื่�่อนลููกนั้้�นไม่่เต็็มที่่� นอกจากเท้้า จึึงเรีียกลููกกลมนี้้�ว่่าลููกฟุุตบอล ดััง
นั้้�น ลููกกลม ๆ เป็็นคุุณสมบััติิของฟุุตบอลเป็็นความจริิงตามวััตถุุวิิสััย มีี
ลัักษณะกลมเป็็นของตนเองและกลมเสมอไม่่เปลี่�่ยนไปตามความคิิดของใคร
74
ที่่�อยากให้้เป็็นสี่�่เหลี่่�ยมจััตุุรััส มัันจึึงมีีจึึงเป็็นอยู่�จริิงตามที่�่เป็็นจริิง
สรุุปแล้้ว หลัักเกณฑ์์การตััดสิินมีี 2 อย่่าง คืือ ถ้้าขึ้ �นอยู่่�กัับความรู้้�สึึกของ
บุุคคลที่่�ยอมรัับว่่าดีีมัันก็็ดีีเฉพาะของเขา คนอื่่�นอาจจะบอกว่่าไม่่ดีี แต่่เขา
ตััดสิินด้้วยความรู้้�สึึกของเขาเอง กรณีีนี้้�จััดเป็็นอััตวิิสััย ส่่วนอีีกประการหนึ่่�ง
ถ้้าดีีอยู่่�กัับวััตถุุ มีีคุุณค่่า มีีประโยชน์์อยู่่�กัับวััตถุุ ใคร ๆ จะมาบอกให้้เป็็นนก
เป็็นเสืืออย่่างไรก็็เป็็นไปไม่่ได้้ มัันเป็็นจริิงของวััตถุุนั้้�นเอง
สภาวะอัันสููงสุุดของสุุนทรีียศาสตร์์
สุุนทรีียศาสตร์์ เป็็นหน่่วยหนึ่่�งของปรััชญา สัังกััดอยู่�ในสาขาคุุณวิิทยา
(Axiology) ว่่าด้้วยเรื่่�องคุุณค่่า ว่่าคุุณค่่าดีีมีีผลเป็็นให้้เป็็นสุุขหรืือคุุณค่่าเสีีย
มีีผลเป็็นทุุกข์์ ทฤษฎีีจริิยศาสตร์์นั้้�นมีีเป้้าหมายสููงสุุดอยู่่�ที่่�ความสุุข บางครั้�ง
เราใช้้คำำ�ว่่าดีีเป็็นคำำ�แทนความสุุข ดีีและชั่�วเกิิดจากการตีีคุุณค่่าตามมาตรฐาน
ต่่าง ๆ แต่่แล้้วคำำ�ว่่าดีีเป็็นแนวทางมุ่�งหาความสุุข คำำ�ว่่าชั่�วเป็็นแนวทางมุ่�ง
หาความทุุกข์์อยู่่�ดีี อะไรก็็ตามที่�่ก่่อให้้เกิิดขััดกัับความความสุุขก็็จะไม่่ดีีทั้้�งนั้้�น
ขััดกัับแย้้งกัับอารมณ์์ เหตุุผล และความคิิดสร้้างสรรค์์ ปััญหาว่่าเราจะหา
ภาวะสููงสุุดของสุุนทรีียศาสตร์์ได้้อย่่างไร ในฐานะที่่�สุุนทรีียศาสตร์์เป็็นหน่่วย
หนึ่่�งของคุุณวิิทยา ต้น้ สังั กัดั เดีียวกันั กับั จริยิ ศาสตร์์ แล้ว้ ก็ท็ ำำ�ให้เ้ รารู้ไ้� ด้ว้ ่า่ ความ
พึึงพอใจ (Pleasure) เป็็นภาวะสููงสุุดของสุุนทรีียศาสตร์์ ซึ่่�งมีี 3 กลุ่�มด้้วยกััน
คืือ
1. กลุ่�มอารมณ์์นิิยม (Emotionalism)
2. กลุ่�มเหตุุผลนิิยม (Rationalism)
3. กลุ่�มสร้้างสรรค์์ (Creativism)
1. กลุ่�มอารมณ์์นิิยม (Emotionalism) ความพึึงพอใจในอารมณ์์ แต่่เป็็น
อารมณ์์ในสัันดาน อารมณ์์ดั้ �งเดิิมแท้้ที่่�ฝัังรากลึึกอยู่�ในจิิตใต้้สำำ�นึึก เป็็นอารมณ์์
ของจิิตของแต่่ละคน แล้้วจิิตนั้้�นจะสำำ�แดงความรัักความชอบออกมาว่่าอย่่าง
นั้้�นอย่่างนี้้�เป็็นสิ่�งที่�่น่่าพึึงพอใจของตน จะเห็็นได้้จากบางคนรัักและพึึงพอใจ
ความสุุภาพ อ่่อนน้้อม ชอบคนที่่�แต่่งกายเรีียบ ๆ ชอบการแข่่งขัันที่�่ไม่่ต้้อง
ต่่อสู้้� เช่่น วิ่�ง ปิิงปอง ยิิมนาสติิก ยกน้ำำ��หนััก หมากรุุก เป็็นต้้น บางคนรัักและ
75
พึึงพอในในการแต่่งกายที่่�ปอน ๆ เสื้ �อผ้้า กางเกงรุ่�มร่่าม มีีช่่องมีีรูู ทรงผม
รุุงรััง ชอบความรุุนแรง ชอบการแข่่งขัันที่�่มีีการต่่อสู้้�เจ็็บตััว เช่่น มวย บางคน
รัักพึึงพอใจในวิิชาการ มีีความสุุขอยู่่�กัับการได้้รัับความรู้้� ชอบคิิดชอบอ่่าน
และแสดงภููมิิปััญญา ใช้้ความรู้้�เป็็นตััวนำำ�ในการทำำ�งาน
2. กลุ่�มเหตุุผลนิิยม (Rationalism) เป็็นกลุ่�มที่่�ตััดสิินตามความเห็็นใน
หลัักการ ไม่่ได้้ขึ้ �นอยู่่�กัับอารมณ์์ หรืือความพึึงพอใจ ซึ่่�งการตััดสิินตามเหตุุผล
นี้้� เป็็นกลไกตามกาลเวลา ตามหน้้าที่�่ที่่�ให้้มา สมมติิว่่าคน 2 คน ซึ่�่งไม่่ชอบพอ
กัันมาก่่อน แต่่ด้้วยเวลาโอกาสทำำ�ให้้โคจรมาพบกััน ต้้องมาร่่วมทำำ�งานใน
หน่่วยเดีียวกััน จะทำำ�อย่่างไร ถ้้าเราจะยึึดความเกลีียดชัังนั้้�นเป็็นหลััก ก็็จะ
ทำำ�งานร่่วมกัันไม่่ได้้ และเราต้้องทำำ�งาน ไม่่ทำำ�งานก็็ไม่่มีีกิิน ปากท้้องขาด
อาหารไม่่ได้้ จึึงจำำ�เป็็นต้้องทิ้้�งทิิฐิิ เกลีียดชัังส่่วนตััวนั้้�นไป เอางานเป็็นที่่�ตั้ �ง นำำ�
เหตุุผลด้้วยการยกงานให้้อยู่�เหนืือทิิฐิิส่่วนตััวเสีีย งานนั้้�นก็็ดำำ�เนิินไปได้้ ปาก
ท้้องก็็ไม่่อดอยาก แชมป์์มวยที่�่ต้้องขึ้ �นชิิงแชมป์์ ระหว่่างคน 2 คน เป็็นนััก
มวยไทยรุ่�นเดีียวกััน แต่่บัังเอิิญทั้้�ง 2 คนนี้้�เป็็นลููกพี่�่ลููกน้้องกััน ปกติิแล้้วความ
เป็็นพี่�่น้้องกัันจะชกกัันไม่่ลง แต่่จำำ�เป็็นต้้องขึ้ �นชกเพื่่�อชิิงแชมป์์กัันตามกติิกา
และต้้องชกกัันอย่่างสมศัักดิ์์�ศรีี ทิ้้�งความเป็็นพี่�่น้้องไปหมดสิ้ �น มีีการตััดสิินหา
ผู้้�แพ้้ผู้้�ชนะให้้ได้้ ในที่�่สุุดสองลููกพี่�่ลููกน้้องนี้้� ต้้องขึ้ �นแข่่งกัันไปตามระเบีียบของ
วงจรมวย การตััดสิินความงามก็็เช่่นเดีียวกััน ถ้้าอาศััยหลัักสากลที่่�เป็็นกลาง
จริิง ๆ
3. กลุ่�มสร้้างสรรค์์ (Creativism) เป็็นกลุ่�มที่่�ตััดสิินความงามตามความ
คิิดสร้้างสรรค์์ ในกลุ่�มนี้้�จะพบเห็็นอยู่�เป็็นประจำำ�ในการตััดสิินการประกวด
กิิจกรรมประจำำ�ปีีต่่าง ๆ อย่่างการประกวดเทีียนพรรษา การประกวดแห่่เรืือ
ไฟ การประกวดขบวนดอกไม้้ เป็็นต้้น การตััดสิินประเภทสวยงาม ประเภท
อนุุรัักษ์์สิ่�งแวดล้้อม ประเภทความคิิดสร้้างสรรค์์ เป็็นต้้น การตััดสิินประเภท
สวยงามก็็จะตััดสิินตามความตระการตา มีีสีีสัันบัันเทิิง ไม่่มุ่�งเน้้นถึึงวััตถุุที่�่มีี
ราคาค่่าแพง การตััดสิินประเภทอนุุรัักษ์์สิ่�งแวดล้้อมจะมุ่�งเน้้นใช้้วััสดุุธรรมชาติิ
ที่�่ย่่อยสลายง่่าย ไม่่มีีสารเคมีีเจืือปน ทำำ�ให้้สภาพแวดล้้อมไม่่เป็็นพิิษเป็็นภััย
76
ส่่วนการตััดสิินประเภทสร้้างสรรค์์ จะมุ่�งเน้้นการสรรสร้้างให้้สื่่�อความหมาย
ถึึงอีีกสิ่�งหนึ่่�งให้้มากที่่�สุุด กรณีีเทีียนพรรษานั้้�นก็็พยายามรวบรวมปริิบทที่�่
เกี่่�ยวกัับเทีียนพรรษา ย้้อนไปถึึงกำำ�เนิิดของเทีียนพรรษา ศิิลปะบนเทีียน
พรรษาที่่�สื่่�อถึึงธรรมชาดกต่่าง ๆ รวมทั้้�งบุุคคล หลัักธรรม สถานที่่� เหตุุการณ์์
ที่�่เกี่�่ยวกัับพุุทธประวััติิ เช่่น ที่�่ประสููติิ ที่่�ตรััสรู้้� ที่่�แสดงปฐมเทศนา เหตุุการณ์์
บำำ�เพ็็ญทุุกกิิริิยา การรัับข้้าวมธุุปายาสจากนางสุุชาดา การแสดงโอวาทปาฏิิ
โมกข์์ เป็็นต้้น เป็็นการพยายามรวมพระพุุทธศาสนาทั้้�งระบบมาอธิิบายไว้้ใน
จุุดเดีียวกัันเป็็นชิ้ �นงานที่่�ใช้้ทั้้�งศาสตร์์และศิิลป์์ ผลิิตความคิิดที่�่ต้้องให้้วิิจิิตร
มากที่่�สุุด
ดัังนั้้�น ตามที่่�ได้้แยกประเภทอธิิบายและยกตััวอย่่างมา จะให้้มองเห็็น
ภาพพจน์์มากขึ้ �น รู้้�ถึึงเป้้าหมายอัันแท้้จริิงของสุุนทรีียศาสตร์์ ธรรมดาของ
สรรพสิ่�งนั้้�นเมื่�่อแยกส่่วนประกอบใหญ่่แล้้วจะรวมลงในชนิิดใหญ่่ 2 ด้้าน คืือ
ด้้านดำำ�กัับด้้านขาว ด้้านมืืดกัับด้้านสว่่าง ด้้านบวกกัับด้้านลบคู่่�กัันเสมอ เมื่�่อ
เรานึึกได้้อย่่างนี้้�ให้้ดึึงด้้านต่่าง ๆ นี้้�เข้้ามาหาใกล้้ ๆ ตััวเรา เพื่�่อชั่�งดููจิิตเราเป็็น
สิ่�งที่�่แน่่นอน คืือ จิิตจะต้้องรัักต้้องชอบในสิ่�งที่่�ดีี เมื่่�อได้้ในสิ่�งที่�่ดีีแล้้วย่่อมเกิิด
ความพึึงพอใจ ยิ้ �มได้้ สบายอารมณ์์ เกิิดความสุุข คงไม่่มีีใครปรารถนาสิ่�งที่่�
ไม่่ชอบ ถ้้าใครชอบของที่่�เกลีียด ชอบอัันตรายด้้วยแล้้ว ก็็พอ ๆ กัับชอบดม
ของเหม็็นนั่่�นแหละ
77
บทที่�่ 5
ประสบการณ์ท์ างสุนุ ทรีียะ
78
ประสบการณ์ท์ างสุนุ ทรียี ะบริสิ ุทุ ธิ์� (Pure aesthetic experience)
ประสบการณ์์ทางสุุนทรีียะ (Aesthetic experience) เป็็นคำำ�ที่�่ใช้้เพื่�่อ
บ่่งบอกถึึงอารมณ์์ความรู้้�สึึกที่่�ได้้จากประสบการณ์์ในเรื่�่องความสวยความงาม
ความไพเราะหรืืออารมณ์์ความรู้้�สึึกที่�่ได้้รัับผ่่านเพทนาการหรืืออายตนะทั้้�ง 6
อารมณ์์ความรู้้�สึึกประเภทนี้้�เกิิดขึ้ �นอย่่างไร เกิิดได้้กัับผู้้�คนทุุกประเภทหรืือไม่่
หรืือว่า่ มีีลักั ษณะสำำ�คัญั อย่า่ งไร สิ่�งแรกที่่�ควรทำำ�ความเข้้าใจก็็คืือสุุนทรีียศาสตร์์
แยกย่่อยมาจากวิิชาปรััชญา ซึ่่�งกระบวนการของปรััชญาในการเสาะแสวงหา
ความจริิงเรื่�่องใดเรื่�่องหนึ่่�งคืือ การแสวงหาคำำ�ถามมากกว่่าคำำ�ตอบ หรืือจะพููด
ให้้เท่่ห์์ ๆ หน่่อยก็็คืือแทนที่�่จะแสวงหาสิ่�งที่�่สำำ�เร็็จรููปตายตััวมาแล้้วแต่่กลัับ
ต้้องการสิ่�งที่่�เป็็นปััญหา ฉะนั้้�นกระบวนการทางปรััชญาจึึงเป็็น
กระบวนการแสวงหาคำำ�ถาม ค้้นหา สืืบค้้นให้้พบความจริิงนั้้�น ๆ แต่่ผู้้�ค้้นพบ
ความจริิงจะไม่่พอใจอยู่�แค่่นั้้�น เพราะความจริิงที่�่ค้้นพบไม่่มีีเสน่่ห์์พอที่่�จะ
ทำำ�ให้้นัักปรััชญาฉงนสนเท่่ห์์ ในกระบวนการค้้นหาความงามก็็เช่่นกััน กอง
ประกวดนางงามจัักรวาลอาจจะใจอยู่่�ที่่�การได้้ประกาศผลว่่าใครคืือนางงาม
แห่่งจัักรวาลประจำำ�ปีีนี้้� แต่่นัักปรััชญาเขาจะคิิดไปต่่อว่่า ที่�่ว่่างามอย่่างมีี
คุุณค่่านั้้�น งามอย่่างไร ใช้้เกณฑ์์มาตรฐานใดมาชี้ �นำำ� เกณฑ์์เหล่่านั้้�นเชื่�่อถืือได้้
มากน้้อยแค่่ไหน เป็็นต้้น เสน่่ห์์ของแนวคิิดอย่่างที่่�ว่่านี้้�ก็็คืือว่่า เราอย่่าจำำ�นน
ต่่อความจริิงที่่�อยู่่�ตรงหน้้าเพราะเหตุุว่่าคนเขาบอกว่่ามัันจริิง ? เพราะฉะนั้้�น
กระบวนการของประสบการณ์์ทางสุุนทรีียะจึึงต้้องได้้รัับการตั้ �งคำำ�ถามว่่า
คำำ�นิิยามของประสบการณ์์
ความหมายตามธรรมดาสามััญที่่�รัับรู้้�รัับทราบกัันทั่่�วไปนั้้�น ประสบการณ์์
หมายถึึงการรัับรู้้�เรื่�่องราวต่่าง ๆ โดยตรง หรืือในความหมายอีีกแง่่หนึ่่�งคืือ
ความเชี่่�ยวชาญหรืือชำำ�นาญในเรื่่�องใดเรื่�่องหนึ่่�ง เพื่่�อให้้เกิิดความเข้้าใจความ
หมายในระดัับลึึกจึึงควรศึึกษาจากผู้้�รู้�ดัังต่่อไปนี้้�
คำำ�ว่่าประสบการณ์์เป็็นคำำ�ที่่�กำำ�หนดขึ้ �นเพื่่�อที่่�จะอธิิบายถึึงสิ่�งที่่�ได้้สััมผััส
หรืือปะทะกัับโลกภายนอก หลัังจากได้้มีีประสบการณ์์แล้้วก็็สามารถที่่�จะ
จำำ�แนกแยกแยะสิ่�งที่�่รัับรู้้�นั้�นได้้ เก็็บสะสมเอาไว้้เป็็นความรู้้� ซึ่�่งจะช่่วยให้้เกิิด
79
การรู้้�ตััวหรืือมีีสติิ จึึงเชื่่�อกัันว่่าเมื่�่อเรามีีประสบการณ์์มากก็็จะสามารถแก้้
ปััญหาต่่าง ๆ ได้้มาก (อารีี สุุทธิิพัันธ์์, 2533, น.) การมีีประสบการณ์์มาก คืือ
การรัับรู้้�โลกภายนอกโดยอาศััยการชี้ �นำำ� กำำ�หนดจากสุุนทรีียเจตคติิ (เมิินรััตน์์
นวะบุุศย์์, 2536, น. 40)
ประสบการณ์์ของมนุุษย์์เกิิดจากการสััมผััสระหว่่างโลกภายนอกกัับ
ประสาทสััมผััส ได้้แก่่ อวััยวะรัับสััมผััสทั้้�ง 5 ของเราได้้ปะทะเข้้าโลกภายนอก
เช่่น ตาสััมผััสหรืือปะทะเข้้ากัับรููป เราก็็เรีียกว่่าจัักษุุสััมผััสเป็็นประสบการณ์์
ทางตา จึึงสรุุปได้้ว่่าประสบการณ์์หมายถึึงสิ่�งที่่�รู้้�โดยอายตนะไม่่ว่่าจะเป็็น
ภายในหรืือภายนอก แต่่เมื่่�อพููดลอย ๆ มัักหมายถึึงสิ่�งที่�่รู้้�โดยอายตนะ
ภายนอกหรืือผััสสะเท่่านั้้�น (กีีรติิ บุุญเจืือ, 2522, น. 152)
ประสบการณ์์ตรงทางสุุนทรีียะ (Direct aesthetic experience)
ก่่อนนำำ�เข้้าสู่่�บรรดารููปแบบและกระบวนการของประสบการณ์์ทาง
สุุนทรีียภาพนั้้�น มีีสิ่่�งที่�่จะต้้องความเข้้าใจไว้้เป็็นพื้้�นฐาน คืือ บรรดาคำำ�และ
ความหมายต่่าง ๆ ที่�่นำำ�มาใช้้ในเชิิงประสบการณ์์ ซึ่่�งยึึดถืือเป็็น หลัักการทาง
ประสบการณ์ส์ ุุนทรีียภาพ (The principles of aesthetic experience) ซึ่่�ง
ต่่างก็็หยิิบยกไปใช้้กัันเป็็นปกติิ คืือ
สุนุ ทรีียวัตั ถุุ (Aesthetic objects) ใช้เ้ รีียกวัตั ถุทุ ี่ม่� ีีค่า่ ของสุนุ ทรีียภาพหรืือ
ความเป็็นรสชาติิ (Aesthetic values or flavor) ที่่�มีีพลัังหรืือเสน่ห่ ์์ดึึงดููดหรืือ
กระตุ้�น (Attractive power) ค่่าสุุนทรีียภาพดัังกล่่าวอาจได้้จากสิ่�งที่่�มีีความ
สวยงาม (Beautiful things) จากวัตั ถุธุ รรมชาติิ (Natural objects) หรืือความ
งามเชิงิ ศิลิ ปะ (Artistic beauty) ที่ม่� นุษุ ย์ส์ ร้า้ งขึ้น� เป็น็ ศิลิ ปะวัตั ถุุ (Art objects)
และทั้้�งสองค่่านี้้�ถููกนำ�ำ ไปสู่่�จุุดประสงค์์ของการเรีียนรู้�้เชิิงประสบการณ์์ทาง
สุุนทรีียภาพ (Objective of aesthetic experience) ดัังนั้้�น ตััวค่่าของ
สุนุ ทรีียภาพ หรืือ ค่า่ ของรส (Aesthetic values or flavor quintessence) คืือ
เนื้้อ� หาสาระอันั แท้จ้ ริงิ ถููกนำำ�มาเป็็นจุุดประสงค์์การเรีียนรู้้�ของประสบการณ์์
ทางสุุนทรีียภาพ
80
คุุณค่่าสุุนทรีียภาพ หรืือ สุุนทรีียรส (Aesthetic or flavor qualities)
ซึ่�่งเป็็นตััวค่่า (Values) ที่�่มาทำำ�กริิยาปลุุกเร้้าในลัักษณะซาบซ่่านขจรค่่า
(Pervasive qualities) เกิิดอาการความพึึงพอใจ เพลิิดเพลิิน หรืือโปรดปราน
ขึ้ �นมาเป็็นประสบการณ์์ในตััวคน
ตััวคนผู้้�มีีสมรรถภาพเพีียงพอในการรัับรู้้�คุุณค่่าของความสุุนทรีียะ หรืือ
คุุณค่่าของรส (One competent to the percieving aesthetic qualities
of tasting the flavor) จากประสบการณ์์ทางสุุนทรีียภาพมีีสองประเภท คืือ
1) ผู้้�รู้�จัักค้้นหาคุุณค่่าของความสุุนทรีีย์์ หรืือหาคุุณค่่าของรสมาได้้อย่่าง
เป็็นระบบ พร้้อมกัับนำำ�คุุณค่่านั้้�นมาพิิจารณาตััดสิินว่่ามีีคุุณค่่ามาก-น้้อยให้้ผู้้�
อื่่�นได้้ คืือนัักวิิจารณ์์ที่่�แท้้จริิง (The true critic)
2) ผู้้�ที่่�รู้้�จัักเลืือกสรรคุุณค่่านั้้�นมาชื่่�นชมด้้วยความรััก ขอบคุุณและซาบซึ้้�ง
ได้้ตามรสนิิยมของตนเอง (Aesthete) และขอกล่่าวอีีกครั้�งว่่าประเด็็นหลััง
คืือจุุดมุ่ �งหมายของสุุนทรีียภาพของชีีวิิต
ประเภทของประสบการณ์์
มนุุษย์์สามารถรัับรู้้�โดยผ่่านประสบการณ์์ได้้ 2 ทางคืือ ประสบการณ์์ตรง
และประสบการณ์์ทางอ้้อม ซึ่�่งสามารถนิิยามความหมายได้้ดัังนี้้�
ก. ประสบการณ์์ตรง คืือ การที่�่เราได้้ปะทะกัับสิ่่�งที่่�เกิิดขึ้ �น ณ เวลานั้้�น
ทัันทีีทัันใด ด้้วยประสาทสััมผััสของเราเอง เช่่น เรามองเห็็นแสงสีีทองของ
พระอาทิิตย์์ส่่องเรืือง ๆ ก่่อนที่�่จะโผล่่พ้้นขอบฟ้้าในยามเช้้า เราได้้เห็็นแสงนั้้�น
และบรรยากาศนั้้�นตรง ๆ ณ เวลานั้้�น เราประทัับใจในความงดงามด้้วยตััวเรา
เอง โดยไม่่มีีความผิิดเพี้้�ยนไปจากสิ่�งที่่�เราเห็็น เราจะไม่่โยงสิ่�งที่�่เราเห็็นกัับสิ่่�ง
อื่่�น ไม่่คำำ�นึึงถึึงประโยชน์์ กิิจกรรมอื่�่นเราหยุุดพัักชั่�วคราว ผ่่อนคลายความ
ตึึงเครีียดทางอารมณ์์ เกิิดจิินตนาการที่่�พรึึงเพริิดอัันหาขอบเขตมิิได้้
ประสบการณ์์แบบนี้้�เราเรีียกว่่าเป็็นประสบการณ์์สุุนทรีีย์์
ข. ประสบการณ์์รอง คืือ การได้้รัับการบอกเล่่าว่่ามีีเหตุุการณ์์อะไรเกิิด
ขึ้ �นจากบุุคคลอื่่�น เราอาจมีีความรู้้�สึึกประทัับใจมากกว่่าหรืือน้้อยกว่่าผู้้�เล่่า
ก็็ได้้ ขึ้ �นอยู่่�กัับสารที่่�ผู้้�เล่่าได้้ถ่่ายทอด ความประทัับใจของเราจะถููกเชื่�่อมโยง
81
กัับประสบการณ์์เดิิมอย่่างอื่่�นที่่�เราได้้บัันทึึกเอาไว้้แล้้ว ซึ่�่งอาจจะตรงกัับเรื่�่อง
ที่�่เราได้้รัับการถ่่ายทอดหรืือไม่่ ประสบการณ์์อย่่างนี้้�ไม่่ถืือว่่าเป็็น
ประสบการณ์์ทางสุุนทรีีย์์ เพราะมัันได้้ถููกแปรข้้อมููลและเชื่่�อมโยงข้้อมููลเข้้า
กัับอย่่างอื่่�นแล้้ว จากตััวอย่่างที่่�กล่่าวอ้้างแม้้ว่่าเราจะได้้รัับการบอกเล่่าถึึง
ความงามของพระอาทิิตย์์ในยามเช้้าว่่า “เป็็นแสงสีีทองเหลืืองอมส้้มอร่่าม
เรืืองรอง” เราก็็โยงแสงของพระอาทิิตย์์เรากัับแสงสีีทอง (ของทองคำำ�)
สีีเหลืือง สีีส้้ม ความแวววาวของวััตถุุบางชนิิดที่�่เราเคยมีีประสบการณ์์ ซึ่�่ง
ทั้้�งหมดนี้้�ไม่่ใช่่ความงามของแสงพระอาทิิตย์์ยามเช้้าที่่�ผู้้�ไปเห็็นมานั้้�นพููดถึึง
ประสบการณ์์ทางสุุนทรีีย์์ เป็็นประสบการณ์์ตรง หมายความว่่า เป็็น
ประสบการณ์์ที่่�เกิิดแก่่ผู้้�มีีประสบการณ์์โดยเฉพาะ ไม่่ต้้องมีีการถ่่ายทอดเป็็น
สาร มัันมีีความกระจ่่างในใจผู้้�นั้�นเอง
ลัักษณะเฉพาะของประสบการณ์์ทางสุุนทรีียะ
ประสบการณ์์สุุนทรีียะเป็็นความรู้้�สึึกที่่�เกิิดจากสััมผััสเรื่่�องราวต่่าง ๆ
โดยตรงในช่่วงเวลาขณะนั้้�น เป็็นความรู้้�สึึกตื่่�นเต้้น ดื่�่มด่ำำ��หรืือซาบซึ้้�งตรึึงตรา
อยู่�ในอิิฏฐารมณ์์ การมีีประสบการณ์์กัับสิ่่�งใดสิ่�งหนึ่่�งจะเกิิดผล 2 ประการ คืือ
ผลที่�่เป็็นความรู้้�และผลที่่�เป็็นความรู้้�สึึก ฉะนั้้�นผลจากประสบการณ์์สามารถ
แยกได้้รายละเอีียดดัังนี้้�
ก. ผลที่่�เป็็นความรู้้� หมายความว่่าเมื่�่อประสาทสััมผััสของเราปะทะเข้้า
กัับสิ่่�งใดสิ่�งหนึ่่�ง เราก็็มีีความรู้้�ในสิ่�งนั้้�น ซึ่่�งความรู้้�นี้�มีีหลายระดัับต่่างกััน คืือ
(1) ความรู้้�ระดัับผััสสะ (Sensation) คืือ ความรู้้�ที่่�อวััยวะสััมผััสปะทะ
กัับโลกภายนอกแล้้ว หากเพีียงแต่่รู้้�ว่่าเป็็นอะไรโดยไม่่มีีการแปรข้้อมููลก็็จะ
เป็็นความรู้้�ระดัับผััสสะ เช่่น ตาเราปะทะกัับรููป เรารู้้�ว่่าเป็็นรููป โดยที่่�จิิตยััง
ไม่่ได้้แปรข้้อมููลที่่�ประสบว่่าเป็็นรููปอะไร
(2) ความรู้้�ระดัับสััญชาน (Perception) คืือ เมื่่�อจิิตได้้แปรข้้อมููลที่่�
ประสบให้้เรารู้้�ว่่าสิ่�งนั้้�นเป็็นอะไร มีีลัักษณะเฉพาะอย่่างไร
(3) ความรู้้�ระดัับสัังขาร (Reflection) คืือ จิิตได้้ปรุุงแต่่งไตร่่ตรอง
ข้้อมููลที่�่ประสบตามที่่�จิิตต้้องการ
82
(4) ความรู้้�ระดัับมโนทััศน์์ (Concept) คืือ ความเข้้าใจอย่่างแจ่่มแจ้้ง
หมดสิ้ �นข้้อสงสััย
ข. ผลที่่�เป็็นความรู้้�สึึก หมายถึึง เมื่่�อเกิิดการปะทะกัันระหว่่างโลก
ภายนอกกับั ประสาทสัมั ผัสั เราก็จ็ ะเกิดิ ความพึงึ ใจที่เ่� กิดิ จากการปะทะสังั สันั ทน์์
นั้้�น ความพึึงใจนี้้�ไม่่ใช่่ความรู้้�แต่่เป็็นความรู้้�สึึก ผลชนิิดนี้้�นี่�่เองที่�่เป็็น
ประสบการณ์์สุุนทรีีย์์ ประสบการณ์์เป็็นผลของความรู้้�ระดัับสััญชาน มีี
ลัักษณะสำำ�คััญอยู่่�ที่่�ความจดจ่่อต่่อปรากฏการณ์์โดยปราศจากความสนใจต่่อ
ผลประโยชน์์ มัันเป็็นความรู้้�สึึกพึึงใจที่�่เกิิดจากการรัับรู้้�โดยไม่่สนใจต่่อเรื่�่อง
ผลประโยชน์์ ประสบการณ์์สุุนทรีียะจึึงแตกต่่างจากประสบการณ์์อื่่�น ๆ
(เมิินรััตน์์ นวะบุุศย์์, 2536, น. 40) ลองอ่่านความรู้้�ที่�่ได้้รัับจากความรู้้�สึึกต่่อ
ไปนี้้�
โลกกัับความรู้ �สึึกของมนุุษย์์
ฉัันได้้ยิินนัักดาราศาสตร์์ผู้้�คงแก่่เรีียน
มีีตััวเลขมีีแผนภููมิิอยู่่�ต่่อหน้้าเพื่่�อใช้้ในการพิิสููจน์์
มีีการบวก การลบ การวััด และการคำำ�นวณ
ฉัันนั่่�งฟัังดูู เห็็นคนตบมืือกัันลั่ �นห้้องบรรยาย
ฉัับพลัันนั้้�นฉัันรู้้�สึึกเหนื่่�อยและเบื่่�อหน่่ายอย่่างบอกไม่่ถููก
ฉัันลุุกขึ้ �นแล้้วเลี่ �ยงออกมาเดิินเล่่นคนเดีียว
ท่่ามกลางความชื่่�นฉ่ำำ��อัันลี้ �ลัับของราตรีีกาล
และครั้ �งแล้้วครั้ �งเล่่าฉัันแหงนดููดาวทางหลายเบื้้�องบนอย่่างสงบ
(วอลท์์ วิิทแมน (Walt Whitman) : 1819-1892 )
แวบเดีียวของความรู้้�สึึกที่่�ได้้จากดงไม้้
อาจสอนท่่านเกี่ �ยวกัับมนุุษย์์
ในเรื่่�องความดีีความชั่่�ว
ได้้ดีีกว่่าเมธีีทั้้�งหลาย
ความอ่่อนหวานคืือสิ่ �งที่่�ธรรมชาติิให้้แก่่มนุุษย์์
83
แต่่ปััญญาความคิิดที่่�ยุ่่�มย่่าม
ได้้บิิดเบืือนความงามของสรรพสิ่่�ง
ในการแยกแยะเราได้้ทำำ�ฆาตกรรม
พอกัันทีีสำำ�หรัับวิิทยาการทั้้�งหลาย
ปิิดหนัังสืือที่่�ว่่างเปล่่าเหล่่านั้้�นเสีีย
จงมาพร้้อมกัับหััวใจ อัันพร้้อมที่่�จะรัับ
(เวิิดส์์เวิิร์์ธ (Wordworth) 1770-1850)
ประสบการณ์์สุุนทรีีย์์ไม่่จำำ�เป็็นต้้องเกี่่�ยวกัับความเป็็นจริิง
ผู้้�มีีประสบการณ์์สุุนทรีีย์์จะรู้้�ว่่าสิ่�งที่่�เกิิดขึ้ �นที่่�เราปะทะอยู่�นั้ �นไม่่ใช่่ความ
จริิง แต่่ความรู้้�สึึกที่่�เกิิดขึ้ �นต่่อสิ่�งนั้้�นจริิง เพราะว่่าประสบการณ์์สุุนทรีียะ
เป็็นการรัับรู้้�โดยไม่่หวัังผลประโยชน์์อะไร ดัังนั้้�นจึึงไม่่ต้้องเกี่่�ยวข้้องกัับความ
จริิงแต่่อย่่างใด (อารีี สุุทธิิพัันธ์์, 2533, น. 37) เช่่น เมื่�่อเราไปชมนิิทรรศการ
ภาพทิิวทััศน์์ เราก็็ไม่่ต้้องไปสนใจว่่าเขาวาดภาพได้้เป็็นจริิงขนาดไหน ต้้นไม้้
ที่�่เห็็นเป็็นสิ่�งที่่�เหมืือนต้้นไม้้จริิงหรืือไม่่ แต่่ให้้เราพึึงใจกัับแสงสีีที่�่กลมกลืืนน่่า
ชื่่�นชม หรืืออีีกตััวอย่่าง หากเราได้้ชมภาพยนตร์์ เราเห็็นผู้้�แสดงบทผู้้�ร้้ายได้้
อย่่างร้้ายไม่่มีีที่่�ติิ เราก็็ชื่่�นชมกัับบทนั้้�น โดยไม่่ไปสนใจว่่าตััวจริิงเขาร้้ายหรืือ
เปล่่า เราจะไม่่มีีอารมณ์์ร่่วม (In) จนโกรธเกลีียดเขา เนื่อ่� งจากว่า่ ประสบการณ์์
สุนุ ทรีียะเกิดิ การดึงึ ใจให้ห้ ่า่ งจากความเป็น็ จริงิ ไม่ใ่ ห้เ้ กิดิ อารมณ์ร์ ่ว่ มจนกระทั่่ง�
สููญเสียี คุุณค่่าความเป็็นสุุนทรีียะไป (เมิินรััตน์์ นวะบุศุ ย์์, 2536, น. 41)
ประสบการณ์์ทางสุุนทรีียะ กล่่าวโดยสรุุปได้้ดัังนี้้� (สุุเชาวน์์ พลอยชุุม,
มปพ, น. 209)
1. อยากดูู อยากฟัังเพื่่�อสนองความอยากดูู อยากฟัังเท่่านั้้�น ไม่่มุ่�งผลอ
ย่่างอื่่�น
2. สนใจลัักษณาการที่่�ปรากฏ (Appearance) ของสิ่�งที่�่เราดููมากกว่่า
ประโยชน์์ของมััน
3. ทำำ�ให้้เกิิดความพึึงพอใจ (Feeling of pleasure or impression)
เสมอ
84
4. ทำำ�ให้้ลืืมเหตุุการณ์์ในชีีวิิตจริิง (Practical activity) ได้้ชั่�วขณะเป็็น
เหตุุให้้ได้้รัับความผ่่อนคลายทางอารมณ์์
5. ทำำ�ให้้เกิิดความรู้้�สึึกเป็็นอัันเดีียวกััน (Empathy) และความคิิดล่่อง
ลอย (Psychic distance)
แหล่่งกำำ�เนิิดอารมณ์์ทางสุุนทรีียะ
นัักสุุนทรีียศาสตร์์เชื่�่อว่่า อารมณ์์ทางสุุนทรีียะไม่่เหมืือนกัับความรู้้�สึึก
ธรรมดาทั่่�วไป ฉะนั้้�นอารมณ์์กัับความรู้้�สึึกทางสุุนทรีียะจะเกิิดขึ้ �นได้้ก็็ต้้อง
อาศััยองค์์ประกอบหลายอย่่าง ซึ่�่งอย่่างน้้อยก็็จะต้้องมีีสิ่่�งเหล่่านี้้� คืือ
1. มีีความเข้้าใจเรื่�่องสุุนทรีียศาสตร์์อย่่างถ่่องแท้้ และใช้้ประสาทสััมผััส
ในส่่วนที่�่เกี่�่ยวข้้องกัับสิ่่�งที่�่เรากำำ�ลัังสนใจอยู่�นั้ �นได้้อย่่างเต็็มที่่�
2. มีีความสามารถที่่�จะสร้้างอารมณ์์ให้้เป็็นภาพขึ้ �นมาได้้ หรืือกล่่าวอีีก
อย่่างหนึ่่�งก็็คืือ ต้้องมีีความสามารถสร้้างมโนภาพได้้เป็็นอย่่างดีี
3. เพทนาการนั้้�นจะต้้องช่่วยถ่่ายทอดความหมายของสิ่�งที่่�เราดููอยู่�หรืือ
ฟัังอยู่ �
4. มีีความรู้้�สึึกต่่อสิ่�งที่่�เรากำำ�ลัังสนใจดููหรืือฟััง (เช่่น ภาพเขีียน ดนตรีี)
นั้้�นดููเหมืือนของจริิงหรืือธรรมชาติิจริิง ๆ
5. ต้้องมีีความรู้้�สึึกตััวอยู่�เสมอว่่าเรากำำ�ลัังสนใจอะไรอยู่�ในขณะนั้้�น
ฉะนั้้�น ในการที่�่จะเกิิดความรู้้�สึึกหรืืออารมณ์์ทางสุุนทรีียะได้้ อวััยวะรัับ
รู้้�หรืืออวััยวะสััมผััส จึึงมีีส่่วนสำำ�คััญในประสบการณ์์ทางสุุนทรีียะเหมืือนกััน
อวััยวะที่�่มีีส่่วนสำำ�คััญในประสบการณ์์ทางสุุนทรีียะมากที่่�สุุดคืือ จัักขุุนทรีีย์์
(อวััยวะในการเห็็น) กัับโสติินทรีีย์์ (อวััยวะในการฟััง) หรืือว่่าการดููกัับการฟััง
นั่่�นเอง ส่่วนอวััยวะในการดมกัับอวััยวะในการชิิมหรืือลิ้ �มรส (จมููกกัับลิ้้�น) มีี
ส่่วนเกี่่�ยวข้้องกัับประสบการณ์์ทางสุุนทรีียะน้้อยที่่�สุุด ทั้้�งนี้้�เพราะ
1) ความรู้้�สึึกถ่่ายทอดได้้ดีีทางตาและทางหูู
2) การดูู การฟัังสามารถกระทำำ�ได้้ทั้้�งระยะใกล้้และระยะไกล
3) การดูู การฟัังสร้้างความประทัับใจได้้ดีีกว่่าและนานกว่่าเพทนาการ
อื่�่น ๆ
85
4) สุุนทรีียศาสตร์์เชิิงพฤติิกรรม หรืือ ประสบการณ์์ทางสุุนทรีียภาพ
(Psychological aesthetics or Aesthetic experience)
ปกติิเมื่่�อกล่่าวถึึงสุุนทรีียศาสตร์์ในวงการศึึกษาศิิลปะของไทยจะรู้้�จัักกััน
ในความหมายของสุุนทรีียศาสตร์์เชิิงปรััชญาหรืือเชิิงความคิิด ซึ่่�งมีีอยู่�และนำำ�
การเรีียนรู้้�กัันเป็็นปกติิในสาขาศิิลปศาสตร์์ แต่่เมื่�่อใดที่�่นำำ�ความรู้้�
สุุนทรีียศาสตร์์ขยายมาใช้้ในขอบข่่ายความรู้้�ศิิลปะก็็จะถููกมองว่่าเป็็นสิ่ �งที่�่ไม่่
น่่าจะเกี่่�ยวเนื่�่องกััน และถ้้าจะเกี่�่ยวเนื่�่องกัันก็็จะนำำ�ไปแขวนไว้้กัับอีีกความ
หมายหนึ่่�งที่่�เรีียกว่่าเป็็นปรััชญาศิิลปะ และถ้้าเป็็นการเรีียนรู้้�สุุนทรีียศาสตร์์
เชิิงพฤติิกรรม หรืือเชิิงประสบการณ์์ทางสุุนทรีียภาพ เป็็นรููปธรรมด้้วยระบบ
ของมัันเอง โดยเฉพาะตรงตามคำำ�นิิยามดั้ �งเดิิมที่่�ให้้ไว้้ว่่าเกี่�่ยวกัับความรู้้�สึึก
ทางการรัับรู้้� (Pertaining to the sense perception) จริิง ๆ นั้้�นยัังไม่่มีี
ถ้้าหากมีีก็็อาศััยการเรีียนรู้้�ผ่่านสื่่�อทางภาษา (Language and its commu-
nications) เท่่าที่่�มีีการพิิจารณาได้้ว่่าเป็็นการขยายความคิิดดัังกล่่าวไปใช้้ขึ้ �น
ต้้นด้้วยคำำ�ว่่าสุุนทรีียภาพ แล้้วเติิมชื่�่อสาขาศิิลปะตามหลัังดัังเช่่น สุุนทรีียภาพ
ของทััศนศิิลป์์ (Aesthetic of/In visual art) แต่่ความรู้้�เหล่่านั้้�นยัังไม่่ทราบ
ว่่านำำ�ส่่วนใดของทััศนศิิลป์์มาสร้้างให้้เกิิดเป็็นความสุุนทรีีย์์ขึ้ �นมากัับใคร แต่่
ถ้้าเป็็นกระบวนการจากการบอกเล่่ายกตััวอย่่างหรืือท่่องบ่่นจากตำำ�ราผ่่าน
การคิิด จำำ� และนำำ�เข้้าสู่�การเข้้าใจ (To understand) ถ้้าเป็็นกระบวนการ
เรีียนรู้้�ที่�่กล่่าวนั้้�น ก็็จะเป็็นคนละจุุดมุ่�งหมายของคำำ�ว่่า สุุนทรีียภาพของทััศน
ศิิลป์์อย่่างสิ้ �นเชิิงที่่�เป็็น “โครงสร้้างเชิิงคุุณค่่ามีีหน้้าตาเป็็นลัักษณะฟุ้�งขจรอััน
อบอวลกระทบกริิยาไหวรู้้�สึึกทัันทีีว่่าปราศจากสิ่�งขวางกั้ �นใด ๆ ด้้วยความไม่่
เหมืือนใคร” ในประสบการณ์์นั้้�น และถ้้าเป็็น “ประสบการณ์์หนึ่่�งมีีเอกภาพ
อัันหนึ่่�งมีีชื่�่อด้้วยตััวมัันเอง ดัังเช่่น อาหารมื้้�อหนึ่่�ง พายุุครั้�งหนึ่่�งหรืือความ
หมายของความเป็็นเพื่�่อนกัับใครคนหนึ่่�ง ดัังนั้้�น ความหมายของประสบการณ์์
ต่่าง ๆ ที่�่ประกอบกัันขึ้ �นเป็็นเอกภาพ จึึงมีีคุุณค่่าเดี่�่ยว (Single quality)
ค่่านั้้�นจะขจรแผ่่กระจายครอบคลุุมผัันแปรจากส่่วนอื่่�นทั้้�งหมดของ
ประสบการณ์์ดัังกริิยาไหวรู้้�สึึกด้้วยการรัับรู้้� (Sensitive perception) ที่่�ได้้
86
มาจากการรัับรู้้�โดยตรงกัับสิ่่�งที่�่รัับรู้้�เป็็นผลงานทััศนศิิลป์์ชิ้ �นหนึ่่�งชิ้ �นใด ก็็โดย
ปราศจากสิ่�งสกััดกั้ �นพฤติิกรรมของความสุุนทรีีย์์หรืือประสบการณ์์ทาง
สุุนทรีียภาพเต็็มรููปแบบนั้้�นมีีหน้้าตาเป็็นอย่่างไรพิิจารณาได้้จากข้้อเขีียนที่�่ดีี
ที่่�สุุดอัันหนึ่่�งดัังนี้้� :
“ประสบการณ์์ที่�่นำำ�ไปสู่่�สุุนทรีียภาพอัันสมบููรณ์์นั้้�น เมื่�่อความตั้ �งใจของ
เรา รวมจุุดได้้คมชััดสู่�ความเป็็นเฉพาะของสิ่ �งที่่�อยู่�เบื้้�องหน้้า ต่่อมาเมื่่�อเรา
รู้้�สึึกตััวว่่าสิ่�งนี้้�ดำำ�รงอยู่�ไม่่เหมืือนใครในสภาพของมัันเอง ความรู้้�สึึกตระหนััก
ที่�่มีีต่่อมัันจะต่่อเนื่�่องกัันไม่่ขาดสาย ค่่อย ๆ ปรากฏขึ้ �นจากความสลััวลางใน
ห้้วงประสบการณ์์ เราถอดเอาส่่วนที่�่เป็็นเฉพาะออกจากความเป็็นธรรมดา
ซึ่่�งมัักเป็็นอคติิที่่�อยู่่�ก่่อนตามความเคยชิิน จากการรัับรู้้�แล้้วคิิดและการปฏิิบััติิ
ตนคอยเป็็นตััวปกปิิด แต่่ให้้เราจัับความสนใจอยู่่�กัับสิ่่�งที่�่มัันบอกเราด้้วยตััว
มัันเอง แทนการลำำ�ดัับชั้้�นของเหตุุผล หรืือสร้้างสัันนิิษฐานที่่�สร้้างขึ้ �นมาจาก
สิ่�งนั้้�น” (Jenkins.I, 1981, p.109) ผู้้�ยึึดติิดอยู่่�กัับวิิสััยทััศน์์การเรีียนรู้้�
สุุนทรีียศาสตร์์เชิิงปรััชญาหรืือมีีความเคยชิินกัับสุุนทรีียศาสตร์์เชิิงการคิิด
ลัักษณะ คิิดแล้้วพููดมัักจะเกิิดความยุ่�งยากและสัับสนเป็็นอย่่างมากหาก
เปลี่่�ยนวิิสััยทััศน์์ของตนเองใหม่่ไปสู่่�ลัักษณะของการเรีียนรู้้�ในเชิิงพฤติิกรรม
ลัักษณะ คิิดแล้้วทำำ� โดยไม่่ต้้องสร้้างความเข้้าใจหรืือพููดกัับใคร หรืือถ้้ามีีก็็คง
เป็็นการพููดกัันได้้แค่่การชี้ �แนะระบบหรืือกระบวนการ ทั้้�งนี้้�เพราะเป็็น
ลัักษณะการเรีียนรู้้�ที่่�เกิิดจากประสบการณ์์ส่่วนตน และความเป็็นจริิง (Real-
ity) ที่�่เกิิดเป็็นประสบการณ์์ต่่างก็็เป็็นประสบการณ์์ของการค้้นหาคุุณค่่า
สุุนทรีียภาพสำำ�หรัับบทบาทและเป้้าหมายเฉพาะทางแนวคิิด รููปแบบ
กระบวนการของบรรดาประสบการณ์์ทางสุุนทรีียภาพเป็็นลัักษณะใดบ้้าง
พิิจารณาได้้จากบทสรุุปเพื่่�อให้้เข้้าใจโดยสัังเขปดัังต่่อไปนี้้� :
บทบาทของการวิิจารณ์์ศิิลปะ (The role of art criticism)
ณ จุุดนี้้� มัักจะมีีความสัับสนเป็็นอย่่างยิ่�ง ถ้้าไม่่แยกให้้ชััดแจ้้งว่่าการคิิด
แล้้วพููดตามบทบาทของสุุนทรีียศาสตร์์เชิิงปรััชญานั้้�น มิิได้้พููดโดยตรงกัับผล
งานศิิลปะชิ้ �นหนึ่่�งชิ้ �นใด แต่่เป็็นการพููดที่�่เป็็นแนวคิิดอยู่�เบื้้�องหลัังของบรรดา
87
ผู้้�มีีประสบการณ์์ตรงในการสััมผััสกัับคุุณค่่าสุุนทรีียภาพในผลงานศิิลปะ ทั้้�ง
ภาคของการเรีียนรู้้�ในบทบาทของผู้้�รัับรู้้�นำำ�เข้้าสู่�ผลงานศิิลปะ หรืือศิิลปิินและ
ภาคเรีียนรู้้�ในบทบาทของผู้้�รัับรู้้�นำำ�เข้้าสู่�การวิิจารณ์์ศิิลปะ หรืือพููดแล้้วทำำ�
เพื่�่อนำำ�คุุณค่่าสุุนทรีียภาพในศิิลปะขยายมาสู่ �ผู้้�รัักชอบหรืือซาบซึ้้�งในคุุณค่่า
ดัังกล่่าว ในฐานะของผู้้�บริิโภคศิิลปะ ดัังนั้้�นต้้องแยกให้้ได้้อย่่างชััดเจนว่่า
แม้้ว่่าทั้้�งคู่�นั้ �นพููดเกี่�่ยวกัับศิิลปะ แต่่วนห่่างกัันอยู่�คนละรอบโดยนััก
สุุนทรีียศาสตร์์เชิิงปรััชญามีีจุุดเน้้นของการคิิดพููดวนอยู่ �เบื้้�องหลัังรอบนอก
(Meta-criticism) แต่่การวิิจารณ์์ศิิลปะ ซึ่�่งมีีจุุดเน้้นของการพููด ซึ่่�งมาจาก
ประสบการณ์์ตรงกัับคุุณค่่าสุุนทรีียภาพในศิิลปะวนอยู่�รอบใน ซึ่�่งต่่างก็็มีี
บทบาทอาศััยการแลกเปลี่�่ยนข้้อคิิดเห็็นหรืือข้้อมููลอยู่่�ด้้วยกััน “แต่่ก็็มีีบ่่อย
ครั้ �งที่�่นัักปรััชญาสุุนทรีียศาสตร์์อ้้างถึึงผลงานศิิลปะของกลุ่ �มความเชื่่�อศิิลปะ
ในขณะที่�่นัักวิิจารณ์์แน่่นอนเวลาพููดจะต้้องเป็็น “ปรััชญา” แต่่ก็็ใช่่ว่่าจะเป็็น
เช่่นผู้้�มีีความสัันทััด และมีีบ่่อยที่่�ไม่่มีีความรู้้�ในเรื่�่องที่่�ตนพููด” หากเมื่�่อใดมีี
การพููดวนซ้ำำ��สลัับรอบดัังกล่่าวต่่างก็็นำำ�เนื้้�อหามาชนกัันพัังไปทั้้�งคู่� เหตุุการณ์์
นี้้�มิิได้้เกิิดขึ้ �นในแวดวงศิิลปะที่�่หนึ่่�งที่่�ใด แต่่เกิิดขึ้ �นทั่่�วไปทั้้�งในสัังคมไทยและ
สัังคมโลก ที่่�หยิิบยกมากล่่าวโดยสรุุปนี้้� เพื่่�อให้้ผู้้�อ่่านนำำ�ไปใช้้เป็็นแนว
วิิเคราะห์์แยกบทบาทของระหว่่างสุุนทรีียศาสตร์์เชิิงการคิิดกัับบทบาทของ
การวิิจารณ์์ศิิลปะนั้้�นต่่างยืืนอยู่� ณ จุุดใด
กลัับมาพิิจารณาการพููดอัันหลากหลายเกี่�่ยวกัับศิิลปะ (The Varieties
of talk about art) และไม่่ใช่่การเน้้นเป็็นรููปแบบของการวิิจารณ์์เสมอไป
ซึ่�่งบรรดาการพููดที่่�กล่่าวนี้้�อาจเป็็นการแสดงความชื่่�นชมหรืือการรัักชอบหรืือ
แสดงความคิิดเห็็นธรรมดาตามความรู้้�สึึกนึึกคิิดของตนเองหลาย ๆ ลัักษณะ
ดัังเช่่น นัับตั้้�งแต่่ประชาชนคนธรรมดาพููดเกี่�่ยวกัับศิิลปะ (Common people
talk about art) นัักแสดงศิิลปะคนหนึ่่�งคนใดพููดเกี่่�ยวกัับศิิลปะ (Art
connoisseur talk about art) ฯลฯ ซึ่�่งแตกต่่างกัับการพููดของนัักวิิจารณ์์
ที่�่แท้้จริิงพููดเกี่�่ยวกัับศิิลปะ ซึ่�่งเป็็นการพููดระดัับวิิชาชีีพของการวิิจารณ์์ศิิลปะ
ที่�่มีีอยู่�ในแต่่ละวััฒนธรรม สำำ�หรัับแต่่ละหน่่วยของสัังคมในวััฒนธรรมไทย
88
ก็็มีีหลากหลายเช่่นเดีียวกัันหากมองย้้อนกลัับไปสมััยเริ่ �มแรกของการวิิจารณ์์
ศิิลปะมาใช้้ในระบบการเรีียนรู้้�ศิิลปะแนวตะวัันตกขึ้ �นในสัังคมไทยนั้้�น บทบาท
ของการวิิจารณ์์ยัังผสมผสานใช้้ร่่วมกัันอยู่่�กัับผู้้�สอนและผู้้�สร้้างผลงานซึ่�่งเรีียก
ว่่าศิิลปิินพููดเกี่่�ยวกัับศิิลปะมีีเนื้้�อหาลึึกซึ้ �งในมิิติิและมุุมมองเฉพาะ ดัังเช่่น
แนวคิิด กระบวนการ วััสดุุทัักษะ และการแสดงออกของการสร้้างสรรค์์ผล
งานศิิลปะ ซึ่�่งจำำ�กััดอยู่�ในวงแคบและเข้้าใจยาก และถ้้าเป็็นการเรีียนรู้้�บทบาท
ที่�่แท้้จริิงนั้้�นยัังไม่่มีีเป็็นวิิชาชีีพและถ้้ามีีก็็พิิจารณาจากความคิิดเห็็นของ
ผู้้�ก่่อตั้ �งศิิลปะตะวัันตกในประเทศไทย ศาสตราจารย์์ศิิลป์์ พีีระศรีี บัันทึึก
สภาพของการวิิจารณ์์ไว้้ว่่า “การวิิจารณ์์อัันปราศจากข้้อเท็็จจริิงของผู้้�ไม่่
สัันทััด มีีความรู้้�สึึกเป็็นอคติิอยู่่�ก่่อนในหลายกรณีี เป็็นทั้้�งการปกปิิดความโง่่
เขลาหรืือเป็็นข้้อแก้้ตััวโดยอ้้างว่่าขาดสิ่ �งที่่�นำำ�มาสนัับสนุุนศิิลปะ”
ณ จุุดนี้้� การวิิจารณ์์ศิิลปะมิิได้้เป็็นเป้้าหมายหลััก แต่่ขยายไปจากฐาน
อัันเดีียวกััน คืือการเรีียนรู้้�จากฐานความรู้้�ทางการรัับรู้้�ผ่่านกระบวนการที่�่แตก
ต่่าง แม้้จะเป็็นการเรีียนรู้้�จากประสบการณ์์ เรีียนรู้้�เพื่�่อหาคุุณค่่าสุุนทรีียภาพ
โดยตรงและขอย้ำำ��ว่่าบทบาทของการวิิจารณ์์นั้้�นมีีเป้้าหมายของการตััดสิิน
คุณุ ค่า่ สุนุ ทรีียภาพในงานศิลิ ปะ แต่เ่ ป้า้ หมายของการเรีียนรู้้แ� ละประสบการณ์์
ตรงทางสุุนทรีียภาพนั้้�นเป็็นการเรีียนเพื่่�อนำำ�สุุนทรีียภาพมาสู่�ความสำำ�นึึก และ
ซาบซึ้้�งเฉพาะตามที่่�ตนเองรัักชอบ จึึงนำำ�บทบาทของการวิิจารณ์์ศิิลปะมา
กล่่าวสรุุปไว้้พอเป็็นแนวทางเพื่่�อจำำ�แนกความเข้้าใจเบื้้�องต้้นไว้้ดัังนี้้�
บทบาทของการวิิจารณ์์ศิิลปะในห้้องปฏิิบััติิการศิิลปะ (Studio Art
criticism) เกิิดจากรููปแบบของการที่่�ศิิลปิินพููดถึึงศิิลปะ ดัังที่่�กล่่าวคืือมิิติิและ
มุุมมองของผู้้�สร้้างสรรค์์ เพื่่�อพััฒนาและสร้้างสรรค์์และการวาดผลงานศิิลปะ
ในชั้ �นเรีียน แต่่มิิติิและมุุมมองที่�่ใช้้ดัังกล่่าวนั้้�นถููกขยายวงนำำ�มาใช้้กัับ
สาธารณะ ผ่่านกิิจกรรมการแสดงผลงานหรืือประกวดชิิงรางวััล โดยมีีหน่่วย
งานใดหน่่วยงานหนึ่่�งสนัับสนุุน หรืือกลุ่�มผู้้�สร้้างในแวดวงศิิลปะจััดขึ้ �นมาเอง
แท้้จริิงแล้้ว การพููดของศิิลปิินเกี่่�ยวกัับศิิลปะ มิิได้้เป็็นรููปแบบของการวิิจารณ์์
แต่่เป็็นแค่่เนื้้�อหาที่่�เกิิดจากความคิิดเห็็นของกรรมการมาใช้้ในการตััดสิินตาม
89
เกณฑ์์ของการประกวด ส่่วนเนื้้�อหาของความคิิดเห็็นมิิได้้เป็็นการหาคุุณค่่า
เฉพาะสุุนทรีียภาพแต่่เป็็นเนื้้�อหาของแนวคิิดกระบวนการ วััสดุุที่่�ผสมผสาน
ออกมาเป็็นงานศิิลปะตามเป้้าหมายของงาน นี่�่เป็็นบทบาทหนึ่่�งต่่อการตั้ �ง
คุุณค่่าที่�่ได้้ไม่่เคยปรากฏต่่อสาธารณะ แต่่ก็็มีีบ่่อยครั้�งที่�่ผู้้�สร้้างศิิลปะนำำ�รููป
แบบศิิลปิินพููดเกี่่�ยวกัับศิิลปะมาสร้้างบทบาทนัักวิิจารณ์์ แต่่เนื้้�อหาของบท
วิิจารณ์์กลายเป็็นความคิิดเห็็น ด้้วยการชี้ �ประเด็็น จากความรู้้�สึึกนึึกคิิดของ
ตนเองที่่�มีีต่่อผลงาน ถึึง-ไม่่ถึึง แทนการหาคุุณค่่าในผลงานที่่�โดดเด่่นมาเสนอ
กัับสาธารณะ แต่่ปััจจุุบัันเมื่่�อมีีการเรีียนรู้้�รากฐานของศิิลปะแทนบทวิิจารณ์์
เหล่่านี้้�ค่่อย ๆ จางหายไปหากมีีอยู่่�บ้้างก็็เปลี่่�ยนเป็็นการวิิจารณ์์ในอีีกรููปแบบ
หนึ่่�งดัังนี้้�
บทบาทของการวิิจารณ์์ของนัักข่่าวในสื่่�ออิิเล็็กทรอนิิกส์์และสิ่ �งพิิมพ์์
(Journalistic art criticism) การวิิจารณ์์ของแต่่ละวิิชาชีีพ และรวมทั้้�งใน
แวดวงวิชิ าชีพี ศิลิ ปะแทบทุกุ สาขาที่ป่� นมากับั สื่อ่� นั้้น� นับั เป็น็ สิ่ง� ยอดนิยิ มเพราะ
แพร่่กระจายได้้ง่่าย นัับตั้้�งแต่่สื่�่ออิิเล็็กทรอนิิกส์์ เช่่น วิิทยุุ โทรทััศน์์ และสื่่�อ
สิ่�งพิิมพ์์ เช่่น หนัังสืือพิิมพ์์รายวััน รายเดืือน ถ้้าเป็็นบทบาทของการวิิจารณ์์
ศิิลปะจะผสมอยู่�ในคอลััมน์์ศิิลปะ ดัังนั้้�นคอลััมนิิสต์์ศิิลปะจะต้้องมีีบทบาท
และวิิธีีการเขีียนโดยความเข้้าใจต่่อสาธารณะได้้อย่่างรวดเร็็วนั้้�นส่่วนหนี่่�ง
ส่่วนอีีกหนึ่่�งเป็็นด้้านสำำ�นวน การพููดเกี่่�ยวกัับศิิลปะเรีียกว่่าการวิิจารณ์์ศิิลปะ
บ่่อยครั้�งที่่�กลายเป็็นการวิิพากษ์์ศิิลปะ สิ่�งที่�่พููดอย่่างหนึ่่�งในขณะที่�่รัับรู้้�อย่่าง
หนึ่่�งซึ่�่งไม่่เข้้ากัับระบบ ของการวิิจารณ์์ คืือ สิ่�งที่�่ควรหาคุุณค่่าผ่่านการ
พรรณนาออกมาให้้เห็็นกลัับเอามาวิิเคราะห์์ แต่่รููปแบบและเนื้้�อหาของการ
วิิจารณ์์ที่�่ดีีกลัับไปอยู่ �ในสารคดีีเฉพาะเรื่�่องที่่�จััดทำำ�เผยแพร่่เป็็นสื่�่อราคาแพง
จากต่่างประเทศ แต่่ไม่่ตรงกัับวััฒนธรรมไทยแต่่อย่่างใด
รููปแบบของการวิิจารณ์์ที่�่แท้้จริิงในระดัับวิิชาชีีพ (Professional art
criticism) นั้้�นเป็็นรููปแบบสำำ�คััญ และเป็็นความรู้้�สููงสุุดในการเรีียนรู้้�ศิิลปะ
จะไม่่นำำ�มากล่่าวในที่�่นี้้�เพราะว่่ายัังเป็็นสิ่ �งที่่�ห่่างไกลมากต่่อการศึึกษาวิิชาชีีพ
ระดัับสููงของไทย
90
บทบาทของประสบการณ์์สุุนทรีียภาพ (The role of aesthetic
experience)
ปกติิประสบการณ์์สุุนทรีียภาพของชีีวิิต มิิได้้เป็็นของแปลกใหม่่สำำ�หรัับ
ชีีวิิตประจำำ�วัันของผู้้�คนในแต่่ละหน่่วยของสัังคมและวััฒนธรรม ซึ่�่งมีีและเป็็น
อยู่�ทั้ �งอดีีต ปััจจุุบััน และอนาคตของความเป็็นมนุุษยชาติิ แต่่ความแปลกใหม่่
ขึ้ �นอยู่่�กัับว่่าสัังคมและวััฒนธรรมใด นำำ�มาพััฒนาให้้กัับชนชาติิของตนเองได้้
ก้้าวหน้้ามากน้้อยโดยวิิธีีใด หากยึึดวิิธีีการปลููกฝัังโดยประเพณีีที่่�กระทำำ�กััน
มาตามกระแสของวััฒนธรรม สิ่�งที่่�ตามมา คืือ อิิทธิิพลของกระแสวััฒนธรรม
ที่่�พััฒนาสัังคมได้้เจริิญมากกว่่าจะไหลมาแทนที่�่และหากยึึดถืือว่่าการแสดง
ความเป็็นชาติิให้้ดููได้้จากกลิ่�นอายของวััฒนธรรม และถ้้าเป็็นวััฒนธรรมของ
สัังคมที่่�อ่่อนแอกว่่าถููกกลืืนกิินสููญสิ้ �นไป หมายถึึง สััญลัักษณ์์ของความเป็็น
ชาติิได้้สลายไปโดยปริิยาย เพราะชนในชาติิเป็็นผู้้�มองไม่่รู้้�ดููไม่่ออก ฟัังไม่่เป็็น
หรืือไม่่มีีวััฒนธรรมทางการรัับรู้้�ที่�่ปลุุกความสำำ�นึึกให้้เกิิดความตระหนัักได้้ดีี
เพีียงพอต่่อการเลืือกสรรสิ่ �งที่�่มีีคุุณค่่าต่่อประสบการณ์์ของสุุนทรีียภาพของ
ชีีวิิตที่่�ตนรัักชอบได้้ด้้วยตนเอง การใช้้วิิธีีการปลุุกความสำำ�นึึกด้้วยการสร้้าง
ค่่านิิยมทางวััฒนธรรมขึ้ �นมาในลัักษณะชัักจููง ชวนเชื่่�อ เพื่่�อดึึงดููดความสนใจ
กัับผู้้�ที่�่มองรู้้�ดููออก ฟัังรู้้�ฟัังเป็็นนั้้�นไร้้ประโยชน์์ เพราะความสุุนทรีีย์์ที่�่แท้้จริิง
สนองความรัักชอบผู้้�คนดัังกล่่าวนั้้�นขึ้ �นอยู่่�กัับรสนิิยมของตนเองเป็็นหลััก แต่่
จะได้้ผลสำำ�หรัับผู้้�ซึ่�่งไร้้รสนิิยม มองไม่่รู้้�ดููไม่่ออก หรืือไม่่มีีวััฒนธรรมทางการ
รัับรู้้�ที่่�เป็็นของตนเองเท่่านั้้�น
ดัังนั้้�นการนำำ�ประสบการณ์์สุุนทรีียภาพเข้้าสู่ �ระบบการศึึกษากระทำำ�กััน
เพื่่�อให้้ผู้้�คนมองรู้้�ดููออก ฟัังรู้้�ฟัังเป็็น หรืือเป็็นผู้้�มีีวััฒนธรรมทางการรัับรู้้�ด้้วย
การนำำ�เข้้าสู่�ระบบการศึึกษาในการพััฒนาศัักยภาพของผู้้�คนในสัังคมนั้้�น เป็็น
ทั้้�งกระทำำ�โดยการเรีียนรู้้�จากความบัังเอิิญ ซึ่่�งซ่่อนเร้้นหรืือแฝงอยู่�เป็็นกลิ่�น
อายอัันหนึ่่�งในการศึึกษาศิิลปะ ดัังเช่่น บทบาทและประสบการณ์์ทาง
สุุนทรีียภาพของผู้้�เรีียนวิิชาชีีพทางการสร้้างสรรค์์ และถ้้าเป็็นระบบการเรีียน
รู้้�ที่่�เกิิดจากความจงใจที่�่จะจััดให้้มีีขึ้้�นเป็็นการเฉพาะเป็็นความรู้้�หนึ่่�งในระบบ
91
การศึึกษา ก็็เป็็นอีีกลัักษณะหนึ่่�งซึ่่�งเป็็นการเรีียนรู้้�ที่่�จะต้้องมีีระบบการเรีียน
การสอนเป็็นของมัันเองเป็็นการเฉพาะ โดยวิิธีีการนำำ�เอาประสบการณ์์ทาง
สุุนทรีียภาพมาตั้ �งให้้เป็็นจุุดประสงค์์ของการเรีียนรู้้�ประสบการณ์์สุุนทรีียภาพ
ขึ้ �นมา แล้้วนำำ�ไปสอดใส่่ในโครงสร้้างขององค์์ความรู้้�หนึ่่�งความรู้้�ใด ทั้้�งนี้้�เพื่�่อ
ให้้เป็็นความรู้้�สู่�ผู้�เรีียน ดัังที่่�กระทำำ�กัันหลากหลายและกลายเป็็นบทบาทของ
ประสบการณ์์ที่่�สำำ�คััญ
92
93
บทที่่� 6
สุนุ ทรีียภาพ
กับั การรับั รู้ค้� วามดีีและความจริงิ
94
ประเด็็นปััญหาหนึ่่�งที่�่นัักวิิชาการหรืือคนทั่่�วไปมัักจะหยิิบยกมาอธิิบาย
ขยายความกัันอยู่ �เป็็นประจำำ�และเป็็นเรื่่�องใหญ่่สำำ�หรัับสัังคมไทยหรืือแม้้แต่่
วงการศิิลปะก็็คืือความสััมพัันธ์์ระหว่่างความดีี ความจริิงและความงาม
โดยเฉพาะในรายวิิชาสุุนทรีียศาสตร์์นั้้�นจะต้้องวิิเคราะห์์ถกเถีียงกัันถึึง
ความสััมพัันธ์์ระหว่่างศิิลปะกัับความจริิง ศิิลปะกัับศาสนาหรืือศีีลธรรม ความ
จริิงบางอย่่างในบางเรื่�่องที่่�ภาษาธรรมดา ๆ ของมนุุษย์์ไม่่อาจจะอธิิบายได้้
อย่่างแจ่่มแจ้้งนั้้�น มนุุษย์์ก็็จะหัันมาใช้้ศิิลปะเป็็นเครื่�่องมืือสำำ�หรัับอธิิบายความ
จริิงอัันนั้้�น เพราะศิิลปะเป็็นเครื่่�องมืือหรืือสื่่�อที่่�มีีความแจ่่มชััดในตััวเอง ดััง
นั้้�น ศิิลปะกัับความจริิงจึึงมีีจุุดร่่วม มีีความเกี่่�ยวพัันกััน และต่่างก็็เกี่่�ยวข้้อง
กัับชีีวิิตมนุุษย์์โดยช่่วยส่่งเสริิมซึ่�่งกัันและกััน
โดยนััยตรงกัันข้้ามก็็จะมีีทฤษฎีีหรืือนัักคิิดอีีกแนวหนึ่่�งที่�่มีีความเห็็นขััด
แย้้งกัับคนกลุ่�มแรก คืือมองว่่าสุุนทรีียภาพหรืือศิิลปะ ไม่่ควรจะเกี่�่ยวข้้องกัับ
ศีีลธรรมหรืือศาสนา โดยเห็็นว่่าศิิลปะคืือศิิลปะ ศาสนาคืือศาสนา ไม่่มีีความ
จำำ�เป็็นที่่�สิ่ �งเหล่่านี้้�จะต้้องมีีส่่วนเกี่�่ยวข้้องสััมพัันธ์์กัันต่่อประเด็็นปััญหาดัังที่�่
กล่่าวมา มีีแนวคิิดทฤษฎีีที่่�ใช้้อธิิบายสภาพการณ์์เหล่่านี้้�หลากหลายแนวทาง
ในชั้ �นนี้้�จะหยิิบยกแนวคิิดมาให้้ศึึกษาและพิิจารณาพอเป็็นแนวทางคืือแนวคิิด
ของนัักปรััชญาตะวัันตก และแนวทางของปรััชญาตะวัันออก
ความสััมพัันธ์์ระหว่่างศิิลปะกัับศีีลธรรม
คำำ�ว่่า “ศีีลธรรม” หมายถึึงข้้อปฏิิบััติิซึ่�่งเกี่�่ยวกัับประโยชน์์สุุขในโลกนี้้�
ในชั้ �นที่่�เป็็นพื้้�นฐานทั่่�วไปมากกว่่าอย่่างอื่�่น และศีีลธรรมเป็็นหลัักปฏิิบััติิที่่�
กล่่าวได้้ว่่ามีีอยู่่�ตรง ๆ กัันทั่่�ว ๆ ไปแทบทุุกศาสนา เราจะเห็็นได้้ว่่าคำำ�ว่่า “ศีีล
ธรรม” ย่่อมหมายถึึงระเบีียบการปฏิิบััติิ เพีียงเท่่าที่่�เราจะเรีียกได้้ว่่าเป็็นการ
ทำำ�ให้้เป็็นคนดีี เช่่น มีีศีีล มีีสััจจะ มีีกตััญญููกตเวทีี มีีการปฏิิบััติิที่�่ไม่่เป็็นไป
เพื่่�อเบีียดเบีียนตนหรืือคนอื่�่นตามหลัักที่่�สัังคมทั่่�ว ๆ ไปต้้องการ แต่่เมื่�่อได้้
ปฏิิบััติิครบถ้้วนตามนั้้�นแล้้วคืือมีีศีีลธรรมดีีแล้้ว ปััญหาก็็ยัังคงเหลืืออยู่่�ว่่าคน
นั้้�นยัังไม่่พ้้นทุุกข์์หรืือหมดปััญหาที่่�เกิิดมาจากความเกิิดแก่่เจ็็บตาย ยัังไม่่พ้้น
ทุุกข์์ ไม่่พ้้นจากการเบีียดเบีียนของกิิเลสโดยเฉพาะคืือ โลภะ โทสะ โมหะ
95
อำำ�นาจของศีีลธรรมได้้สิ้ �นสุุดลงเสีียก่่อนที่�่จะกำำ�จััด
โลภะ โทสะ โมหะให้้สิ้ �นไปและไม่่สามารถจะกำำ�จััดความทุุกข์์อัันเกิิดจาก
ความเกิิดแก่่เจ็็บตาย เป็็นต้้นได้้ (พุุทธทาส, 2542, น. ) ศีีลธรรมนี้้�มีีความมุ่�ง
หมายผล เพีียงเพื่่�อความเป็็นอยู่�อย่่างสงบเรีียบร้้อยของสัังคมทั่่�วไป และเป็็น
ความผาสุุกขั้ �นต้้น ๆ อัันเป็็นวิิสััยของปุุถุุชน มิิได้้หมายสููงพ้้นขึ้ �นไปถึึงการดัับ
ทุุกข์์ หรืือตััดกิิเลสเด็็ดขาดสิ้ �นเชิิง จนเป็็นพระอริิยเจ้้า
ชีีวิิตทุุกชีีวิิตต้้องการความสุุข ความสุุขที่่�จะเกิิดขึ้ �นได้้นั้้�นจะต้้องกำำ�จััดมููล
เหตุุแห่ง่ ความทุุกข์ใ์ ห้ห้ มดไปเพื่่�อชี้ น� ำำ�ในหนทางที่ม่� นุษุ ย์ป์ ระสงค์์ พระพุุทธเจ้้า
จึึงทรงแสดงหลัักศีีลธรรม เพื่�่อกำำ�จััดความชั่�วอัันเป็็นเหตุุแห่่งความทุุกข์์ของ
ชีีวิิตไว้้ 3 ทาง (องฺฺ.ติิก.20/294) คืือ
1. ศีีล เป็็นหลัักและกฎเกณฑ์์ในการปฏิิบััติิเพื่�่อกำำ�จััดความชั่�วทางกาย
วาจา ซึ่่�งตกอยู่�ใต้้อิิทธิิพลของความโลภ ความโกรธ ซึ่�่งเป็็นความชั่�วอย่่าง
หยาบทางกาย วาจา
2. สมาธิิ เป็็นหลัักและมรรคในการปฏิิบััติิ เพื่�่อกำำ�จััดความชั่�วทางใจ ซึ่�่ง
เกิิดเพราะความโลภและความโกรธ ซึ่่�งจััดเป็็นความชั่�วอย่่างกลาง
3. ปััญญา เป็็นหลัักและคุุณธรรมที่�่กำำ�จััดความหลงผิิด ซึ่�่งเป็็นความชั่�ว
อย่่างละเอีียด
ข้้อปฏิิบััติิทั้้�ง 3 นั้้�น เป็็นหลัักสำำ�คััญในทางพระพุุทธศาสนา เป็็นหััวใจของ
คำำ�สอนทั้้�งหมด เพื่่�อความสมบููรณ์์ของการศึึกษาหลัักศีีลธรรมพุุทธศาสนา
ศิิลปะแสดงถึึงการแสวงหาความงามของมนุุษย์์ แต่่ความงามก็็มิิใช่่เป็็น
คุุณค่่าเพีียงสิ่�งเดีียวที่�่มนุุษย์์ต้้องการแสวงหา มนุุษย์์ยัังพยายามแสวงหา
คุุณค่่าทางจิิตวิิญญาณอย่่างอื่�่นอีีก เช่่น ความดีีทางศีีลธรรม ความสััมพัันธ์์
ของศิิลปะกัับศีีลธรรมนั้้�นจึึงมิิอาจแยกออกจากกัันได้้เป็็นเสมืือนสิ่ �งที่�่จะต้้อง
อาศััยซึ่่�งกัันและกัันไป จะเอาสิ่ �งหนึ่่�งไปแทนอีีกสิ่�งหนึ่่�งก็็ไม่่ได้้ ข้้อนี้้�เองที่่�ก่่อ
ให้้เกิิดปััญหาเกี่่�ยวกัับความสััมพัันธ์์ต่่อกัันระหว่่างคุุณค่่าเหล่่านี้้�
เรื่่�องความสััมพัันธ์์ระหว่่างศิิลปะกัับศีีลธรรมนั้้�น ศิิลปิินกัับนััก
สุุนทรีียศาสตร์์มีีความเห็็นขััดแย้้งกััน ในเรื่่�องนี้้�มีีปััญหาที่่�จะต้้องอภิิปรายกััน
96
2 ข้้อ คืือ ปััญหาข้้อแรกได้้แก่่ ศิิลปะเกี่่�ยวกัับศีีลธรรมหรืือไม่่ และปััญหาข้้อ
ที่�่ 2 ก็็คืือถ้้าศิิลปะเกี่่�ยวข้้องกัับศีีลธรรมก็็จะเกิิดปััญหาตามมาว่่าศิิลปะควร
จะเป็็นส่่วนประกอบของศีีลธรรมหรืือไม่่
ปััญหาที่�่ว่่าศิิลปะเกี่่�ยวข้้องกัับศีีลธรรมหรืือไม่่นั้้�น กล่่าวอีีกอย่่างหนึ่่�งก็็
คืือว่่าศิิลปะสามารถทำำ�ให้้คนมีีศีีลธรรมหรืือเสื่่�อมศีีลธรรมได้้หรืือไม่่ คำำ�ตอบ
เท่่าที่�่เห็็น ๆ กัันอยู่่�สำำ�หรัับปััญหานี้้�ก็็ดููจะเป็็นไปในทางรัับหรืือยืืนยัันว่่ามีี
เพราะศิิลปะนั้้�นเป็็นสื่�่อสำำ�หรัับถ่่ายทอดอุุดมคติิทางจริิยธรรมได้้อย่่างมีี
ประสิิทธิิผลที่�่สุุดอย่่างหนึ่่�งเท่่าที่�่เราพึึงจะหาได้้ อุุดมคติิเหล่่านี้้�ปรากฏเป็็นรููป
ร่่างขึ้ �นในรููปของศิิลปวััตถุุบ้้าง ตััวแสดงในละครบ้้าง เมื่�่อคนได้้ดููตััวแสดงเหล่่า
นั้้�นในละคร ตััวละครเหล่่านั้้�นจะทำำ�ให้้เขาเกิิดความรู้้�สึึกหวั่�นไหวด้้วยแรงจููงใจ
และก็็จะตกอยู่ �ภายใต้้อิิทธิิพลทางอุุดมคติิทางจริิยธรรมที่�่ตััวแสดงเหล่่านั้้�น
แสดงออกมาให้้เขาดููอย่่างลึึกซึ้ �ง นอกจากนี้้�ศิิลปะก็็ยัังทำำ�หน้้าที่�่เป็็นพลัังที่�่ก่่อ
ให้้เกิิดเอกภาพได้้เป็็นอย่่างดีียิ่่�ง เช่่นเดีียวกัับที่�่ศิิลปะสามารถปลุุกให้้ความรัับ
รู้้�ต่่อสภาพธรรมดาของตน สามารถทำำ�ให้้คนลืืมความแตกต่่างอัันผิิวเผิิน
ระหว่่างคนด้้วยกัันเสีียได้้ และสามารถแสดงออกได้้ แม้้ด้้วยเหตุุหรืือเรื่่�องราว
แบบธรรมดา ๆ ศิิลปะสามารถแสดงให้้เห็็นว่่าความชั่�วร้้ายที่่�เป็็นอยู่�ในสัังคม
นั้้�นมีีความเข้้มข้้นหรืือมากน้้อยเพีียงใด พร้้อม ๆ กัับทำำ�ให้้คนเกิิดความรู้้�สึึก
ที่่�จะขจััดความชั่�วร้้ายเหล่่านั้้�นให้้สิ้ �นไป ศิิลปะยัังสามารถสร้้างภาพของโลกที่่�
ดีีกว่่าสภาพปััจจุุบัันให้้เราเห็็น อัันเป็็นเหตุุให้้เราเกิิดความกระตืือรืือร้้นที่�่จะ
ทำำ�ให้้โลกในจิินตนาการนั้้�นกลายเป็็นจริิงขึ้ �นมาอีีกด้้วย (สุุเชาวน์์ พลอยชุุม,
2545, น. 122-123)
ความสััมพัันธ์์ระหว่่างศิิลปะกัับศาสนา
ศิิลปะในพุุทธปรััชญาเถรวาทที่่�ปรากฏอยู่ �ในคััมภีีร์์พระไตรปิิฎกและใน
คััมภีีร์์มัังคลััตถทีีปนีีนี้้� ให้้ความหมายของศิิลปะไว้้ว่่า ฝีีมืือ ความฉลาดในฝีีมืือ
ฝีีมืือทางการช่่าง การแสดงออกมาให้้ปรากฏงดงามน่่าชื่่�นชม วิิชาที่�่ใช้้ฝีีมืือ
วิิชาชีีพต่่าง ๆ (พระราชวรมุุนีี (ประยุุทธ์์ ปยุุตฺฺโต), 2538, น. 339)
97
“ชื่่�อว่่า ศิิลปะ ได้้แก่่วิิชาการช่่าง มีี 2 วิิชา คืือ วิิชาการช่่างทราม1
วิิชาการช่่างอุุกฤษฏ์์1 ที่�่ชื่�่อว่่าวิิชาการช่่างทราม ได้้แก่่วิิชาการช่่างจัักสาน
วิิชาการช่่างหม้้อ วิิชาการช่่างหููก วิิชาการช่่างหนััง วิิชาการช่่างกััลบก ก็็คืือ
วิิชาการช่่างที่�่เขาเย้้ยหยััน เหยีียดหยาม เกลีียดชััง ดููหมิ่่�น ไม่่นัับถืือกัันใน
ชนบทนั้้�น ๆ จึึงได้้ชื่่�อว่่าวิิชาการช่่างทราม
ที่่�ชื่่�อว่่า วิิชาการช่่างอุุกฤษฏ์์ ได้้แก่่วิิชาการช่่างนัับ วิิชาการช่่างคำำ�นวณ
วิิชาการช่่างเขีียน ก็็คืือวิิชาการช่่างที่่�เขาไม่่เย้้ยหยััน ไม่่เหยีียดหยาม ไม่่เกลีียด
ชััง ไม่่ดููหมิ่่�น นัับถืือกัันในชนบทนั้้�น ๆ จึึงได้้ชื่�่อว่่าวิิชาการช่่างอุุกฤษฏ์์” (พระ
วิินััยปิิฎก,มหาวิิภัังค์์.ทุุติิยภาค. 2/191/207)
ศิิลปะที่�่นำำ�มาใช้้ไม่่ถููกและทำำ�ให้้ถููกตำำ�หนิิก็็มีี “พระผู้้�มีีพระภาคพุุทธเจ้้า
ทรงติิเตีียนว่่า ดููกรภิิกษุุทั้้�งหลาย เมื่�่อเราผู้้�เป็็นศาสดาเดิินมิิได้้สวมรองเท้้า
แม้้เมื่�่อภิิกษุุผู้้�เถระทั้้�งหลายเดิินก็็ไม่่สวมรองเท้้า แต่่ไฉนโมฆบุุรุุษเหล่่านั้้�นจึึง
ได้้เดิินสวมรองเท้้าเล่่า อัันคฤหััสถ์์ชื่�่อเหล่่านี้้�นุ่�งห่่มผ้้าขาว ยัังมีีความเคารพ
มีีความยำำ�เกรง มีีความประพฤติิเสมอภาคในอาจารย์์ทั้้�งหลาย เพราะเหตุุแห่่ง
ศิิลปะซึ่�่งเป็็นเครื่�่องเลี้ �ยงชีีพอยู่� ดููกรภิิกษุุทั้้�งหลาย พึึงงามในธรรมวิินััยนี้้�เป็็น
แน่่...”(วิิ.มหาวรรค ภาค 2. 5/8/13)
ในที่่�สุุดนี้้�อยากจะพููดชั่�วเวลาที่่�เหลืืออยู่�นี้ �ว่่าเราจะต้้องมีีชีีวิิตของเรานี้้�
เป็็นตััวเดีียวกัันกัับธรรมะโดยไม่่ต้้องมีีการพููดหรืือมีีการอะไรชีีวิิตก็็ดีี การงาน
ก็็ดีี ศาสนาก็็ดีี ศิิลปะก็็ดีีหรืืออะไรก็็ดีี ให้้หลอมเข้้าเป็็นสิ่�งเดีียวกัันเป็็นธรรมะ
ให้้ชีีวิิตนั้้�นมัันเป็็นอยู่่�ด้้วยธรรมะ ให้้การงานนั้้�นเป็็นการงานอยู่่�ด้้วยธรรมะ ให้้
ศาสนาคืือการประพฤติิ ปฏิิบััติิ กาย วาจา ใจตามระเบีียบศาสนานั้้�น อย่่า
เป็็นเปลืือกของธรรมะ ให้้เป็็นธรรมะจริิง ๆ
สิ่่�งที่�่เรีียกว่่า ศิิลป์์ ที่�่เรานิิยมกัันนัักว่่าศิิลปะ ศิิลปิินอย่่างนี้้� ให้้มัันเป็็น
ศิิลป์์อยู่่�ตรงที่่�การทำำ�ที่�่ฉลาดที่�่สุุด น่่าดูู งดงามที่�่สุุด ตรงที่�่สามารถทำำ�ชีีวิิตนี้้�
ไม่่ให้้เป็็นทุุกข์์เลย ให้้มัันงามอยู่่�ตรงที่่�ไม่่มีีความเศร้้าหมอง หม่่นหมอง
เร่่าร้้อนเลยนั่่�นแหละคืือความงามอย่่างยิ่�ง เมื่่�อรู้้�จัักทำำ�อย่่างนี้้�ก็็เป็็นศิิลป์์หรืือ
ศิิลปิินอย่่างยิ่�ง เป็็นศิิลป์์ศิิลปิินของชีีวิิต เพราะฉะนั้้�นศาสนาก็็คืือศิิลปะ
98