การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาสังคมศึกษา สาระภูมิศาสตร์ เรื่อง ทวีปอเมริกาใต้โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 ศุภมาศ นาฬิกุล วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา สังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
ก การวิจัยในชั้นเรียน สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีปีการศึกษา 2566 ชื่อ-สกุล นางสาวศุภมาศ นาฬิกุล รหัสนักศึกษา 63040110128 สถานศึกษา โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร ชื่อเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาสังคมศึกษา ทวีปอเมริกาใต้ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นวัตกรรม/กระบวนการที่ใช้การสอนแบบ 4 MAT ระดับชั้นที่ทำวิจัย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สาระการเรียนรู้ สาระที่ 5 ภูมิศาสร์
ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระภูมิศาสตร์เรื่อง ทวีปอเมริกาใต้ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT ผู้วิจัย นางสาวศุภมาศ นาฬิกุล สาขาวิชา สังคมศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร. วินัย ภารเวช อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม อาจารย์ชฎล นาคใหม่ ครูพี่เลี้ยง นางศิริวรรณ มาตรเลี่ยม บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาสังคมศึกษา เรื่อง ทวีปอเมริกาใต้โดยวิธีการสอนแบบ 4 MAT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ (ᴱ ₁ ⁄ ᴱ ₂) เท่ากับ 85.1/86.5 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ในสมมติฐาน 2) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ โดยนำวิธีการสอนแบบ 4 MAT ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน (80/80) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 29 คน ในปี การศึกษา 2566 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการ จัดการเรียนรู้เรื่อง ทวีปอเมริกาใต้จำนวน 8 แผน รวม 8 ชั่วโมง มีค่าความดัชนีสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 2) แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ มีค่าดัชนีความ สอดคล้อง (IOC) อยู่ที่ 0.33 ถึง 1.00 ค่าความยากง่าย (P) มีค่าอยู่ ระหว่าง 0.36 ถึง 0.70 และค่า อำนาจจำแนก (R) มีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 0.75 และค่าความเชื่อมั่นทั้ง ฉบับ เท่ากับ 0.60 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที่แบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) ผลวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนา แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาสังคมศึกษา เรื่อง ทวีปอเมริกาใต้โดยวิธีการสอนแบบ 4 MAT ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ (ᴱ ₁ ⁄ ᴱ ₂) เท่ากับ 85.1/86.5 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ใน สมมติฐาน 2) ผลการศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียน รายวิชาสังคมศึกษา เรื่อง ทวีปอเมริกาใต้โดยวิธีการสอนแบบ 4 MAT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 พบว่าคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน เป็นไปตาม สมมติฐาน ข้อที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางการเรียนที่ระดับ .05
ข กิตติกรรมประกาศ รายงานวิจัยฉบับนี้ได้การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาสังคมศึกษา สาระ ภูมิศาสตร์ เรื่อง ทวีปอเมริกาใต้โดยการสอนแบบ 4 MAT ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ของ ซึ่งรายงาน วิจัยนี้สำเร็จลงได้ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลือจาก ผศ.ดร.วินัย ภารเวช ประธานสาขาวิชา สังคมศึกษา คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอาจารย์ไกรวุฒิชูวิลัย โดยท่านได้ให้ คำแนะนำและคำปรึกษาพร้อมทั้งได้ตรวจสอบความถูกต้องของ รูปแบบเนื้อหาตลอดจนการเก็บ รวบรวมข้อมูลและการสรุปผลการวิจัยจนสำเร็จออกมาเป็นรูปเล่ม ผู้จัดทำรายงานการวิจัยจึง ขอขอบคุณพระคุณท่านไว้ณ ที่นี่เป็นอย่างสูง ขอขอบพระคุณผู้อำนวยการสถานศึกษา คณะครูที่ กรุณาช่วยตรวจสอบคุณภาพและความ สอดคล้องของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย และขอขอบใจกลุ่ม ตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทุกคนที่ให้ความร่วมมือในการทดลองเพื่อเก็บรวบรวม ข้อมูลในการวิจัยในครั้งนี้ขอขอบพระคุณคณาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาตรีสาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์และคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีทุกท่านที่ได้ ประสิทธิ์ประสาท ความรู้และประสบการณ์อันมีค่ายิ่งแก่ศิษย์และคุณค่าอันสูงสุดจากรายงานการวิจัย ฉบับนี้และสุดท้ายนี้ขอให้คุณค่าจากงานวิจัยฉบับนี้ขอให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ศึกษาในครั้งต่อ ๆ ไป เพื่อใช้ในการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาการศึกษาชาติไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่ง ๆ ขึ้นไป ศุภมาศ นาฬิกุล
ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค สารบัญ (ต่อ) ง สารบัญตาราง จ สารบัญภาพ ฉ 1. บทนำ 1 1.1 ที่มาและความสำคัญ 1 1.วัถุประสงค์ของการวิจัย 3 1.3 สมมติฐานของการวิจัย 3 1.4 ความสำคัญของการวิจัย 3 1.5 ขอบเขตของการวิจัย 4 1.6 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 4 1.7 เนื้อหา 4 1.8 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย 4 1.9 นิยามศัพท์เฉพาะ 5 1.10 ประโยชน์ที่คาดจะได้รับจากการวิจัย 5 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6 2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ 6 สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม 2.2 หลักสูตรสถานศึกษา 14 2.3 แนวคิดเกี่ยวกับแผนการจัดการเรียนรู้ 17 2 4 การเรียนรู้แบบ 4 MAT 28 2.5 การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ 36 2.6 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 40 2.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 45 2.8 กรอบแนวคิดการวิจัย 50
ง สารบัญ (ต่อ) หน้า 3. วิธีดำเนินการวิจัย 51 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 51 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 51 3.3 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 52 3.4 กำหนดรูปแบบของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT 53 3.5 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 54 3.6 การเก็บรวบรวมข้อมูล 55 3.7 การวิเคราะห์ข้อมูล 55 3.8 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ 56 3.9 สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบเครื่องมือ 57 4. บทที่4 60 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 60 4.2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 60 5. บทที่ 5 65 สรุปผลการวิจัย 65 การอภิปลายผล 65 ข้อเสนอแนะ 67 บรรณานุกรม 69 ภาคผนวก 71 ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 72 ภาคผนวก ข รายชื่อผู้เชี่ยวชาลตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 87 ภาคผนวก ค ผลการหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 89 ประวัติผู้วิจัย 101
จ สารบัญตาราง หน้า ตาราง 1 การวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาศนาและวัฒนธรรม สาระภูมิศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 12 ตารางที่ 2 การจัดประสบการณ์การเรียนเรียนรู้ให้ผู้เรียน 30 ตารางที่ 3 การฝึกปฏิบัติตามความคิดรวบยอดให้ผู้เรียน 31 ตารางที่ 4 การวิเคราะห์ความถนัดของผู้เรียนผู้เรียน 31 ตารางที่ 5 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างชื่อเรื่อง ความคิดรวบยอด และจุดประสงค์ การเรียนรู้ประจำหน่วยการเรียนรู้เรื่อง ทวีปอเมริกาใต้ 63 ตารางที่ 6 เกณฑ์ประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ 54 ตารางที่ 7 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ราย วิชาสังคมศึกษา เรื่อง ทวีปอเมริกาใต้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 61 ตารางที่ 8 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง ทวีปอเมริกาใต้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาศึกษาปีที่ 3/2 63
ฉ สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย 50
1 บทที่1 บทนำ 1.1 ที่มาและความสำคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมประกอบกันขึ้นโดยแขนงวิชาต่าง ๆ ในสาขาสังคมศาสตร์ที่หลอมรวมเข้าด้วยกัน อันได้แก่ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์สังคมวิทยา จิตวิทยา มนุษยวิทยา ปรัชญาและศาสนา การจัดการเรียนรู้ในกลุ่มสาระ สังคม ศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม จึงต้องมีความเหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละช่วงชั้น โดยผู้เรียนมี ส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้พัฒนา และขยายความรู้ที่ได้เรียน ให้สามารถประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจําวันได้กระบวนการเรียนรู้ที่จําเป็นสําหรับผู้เรียน อาทิเช่น กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณา การกระบวนการสร้างความรู้กระบวนการคิดกระบวนการทางสังคมกระบวนการเผชิญสถานการณ์ และแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงกระบวนการปฏิบัติลงมือทําจริงกระบวนการ จัดการเป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนควรได้รับการ ฝึกฝนพัฒนาเพราะจะสามารถช่วยให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีบรรลุเป้าหมายของหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม ช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในการดํารงชีวิตของมนุษย์ทั้งในฐานะปัจเจก บุคคล และการอยู่ร่วมกันในสังคมการปรับตัวตามสภาพแวดล้อม การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่าง จํากัด เข้าใจถึงการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยกาลเวลาตามเหตุปัจจัยต่าง ๆ เกิดความเข้าใจใน ตนเอง และผู้อื่นมีความอดทน อดกลั้นยอมรับในความแตกต่าง และมีคุณธรรมสามารถนําความรู้ไปปรับใช้ ในการดําเนินชีวิต เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติและสังคมโลกโดยประกอบไปด้วยสาระ การเรียนรู้ 5 สาระคือ สาระที่ 1 ศาสนาศีลธรรมและจริยธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ สาระที่ 4 ภูมิศาสตร์และสาระที่ 5 ภูมิศาสตร์(กระทรวงศึกษาธิการ.2551 : 3) การเรียนการสอนวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมยังประสบปัญหาสำคัญอยู่หลาย ประการ โดยเฉพาะในสาระการเรียนรู้ภูมิศาสตร์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในสาระดังกล่าวยังละเลยการให้ความสำคัญกับ การสอนเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการคิด ซึ่งทักษะการคิดมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนและ สัมพันธ์กับทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้โดยเฉพาะทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งเป็นทักษะที่มีความ จำเป็นต่อการนำมาใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อใช้ในการเลือกตัดสินใจในการรับรู้รับฟังข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่ อย่างมาก ทำให้ขาดการตัดสินใจอย่างรอบคอบส่งผลให้การตัดสินใจผิดพลาด ขาดการรับรู้รับฟัง ข้อมูลอย่างมีเหตุมีผล ขาดความรอบคอบในการตัดสินใจปัญหาต่าง ๆ โดยนักเรียนส่วนใหญ่ขาด ประสบการณ์ในการศึกษาค้นคว้าความจริงรอบตัวไม่ได้ฝึกการเลือกรับข้อมูลความจริงจากข่าวสารที่มี มากมายทั้งจริง ไม่อาจแยกความจริงกับความเท็จได้การเรียนการสอนไม่ได้สอนวิธีคิด โดยเฉพาะ เนื้อหาวิชาภูมิศาสตร์เป็นเนื้อหาที่ยากสลับชับช้อน ต้องใช้การคิดวิเคราะห์และตัดสินใจปัญหาต่าง ๆ
2 ที่มีผลต่อสังคมคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมต้องใช้เทคนิคและวิธีการเทคโนโลยีสื่อการเรียนรู้ นวัตกรรมโดยจำเป็นอย่างยิ่งที่ครูผู้สอนจะต้องรู้จักเลือกจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มี ประสิทธิภาพ เทคนิคและวิธีการสอนแบบใหม่ ๆ เพื่อให้ผู้เรียนสนใจบทเรียนมากยิ่งขึ้น เพื่อส่งเสริม และพัฒนาทักษะกระบวนการคิดของผู้เรียนในกระบวนการเรียนการสอนนั้น สื่อการเรียนการสอน เป็นทรัพยากรหนึ่งที่นำมาใช้ในระบบการเรียนการสอน ซึ่งจะต้องใช้ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับ กิจกรรม เวลา และสถานที่เพื่อให้ผู้เรียนได้รับความรู้มากที่สุดในเวลาประหยัดที่สุด (นิพนธ์สุขปรีดี, 2519, น.40) ภูมิศาสตร์จัดเป็นสาระการเรียนรู้หนึ่งในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม มีขอบข่ายการเรียนรู้ที่มีสาระหลักเป็นความคิดรวบยอดที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ต่าง ๆ หลาย ศาสตร์คือ ภูมิศาสตร์สิ่งแวดล้อม ประวัติศาสตร์มนุษยวิทยา ที่มุ่งให้มีความเข้าใจในเรื่องมิติสัมพันธ์ ทางภูมิศาสตร์กับสภาพแวดล้อมต่างๆที่ปรากฎอยู่บน โลกความสัมพันธ์ต่อกันและกันและต่อการ ดำรงชีวิตของมนุษย์การจัดการเรียนรู้ด้องให้ผู้เรียนได้รู้จักตนเอง แสวงหาความรู้และประสบการณ์ ในการศึกษาความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมในเชิงมิติสัมพันธ์ ทั้งในส่วนของประเทศไทยกับ โลกที่เราอาศัยอยู่มีความสามารถที่จะอธิบายลักษณะตำแหน่ง แหล่งที่ แบบแผนและกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ปรากฏการณ์ของสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและวัฒนธรรม คิดวิเคราะห์และ ตัดสินปัญหาต่าง ๆ ที่มีผลต่อสังคมคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของชาติ และผลกระทบที่มีต่อโลก (กระทรวงศึกษาธิการ, 2545, น.6) การศึกษาวิชาภูมิศาสตร์เป็นการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องที่ตั้ง อาณาเขต ลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ลักษณะทางเศรษฐกิจสังคม และวัฒนธรรมของแต่ละประเทศที่มีใน โลกโดยเฉพาะทวีปอเมริกาเหนือและทวีปอเมริกาใต้ที่นักเรียนกำลังศึกษาอยู่ จากการสังเกตนักเรียน ในการเรียนวิชานี้พบว่า นักเรียนดูแผนที่ไม่เป็น ยังไม่เข้าใจว่า อะไรคือแผนที่รัฐกิจ หรือแผนที่ กายภาพ จำชื่อและที่ตั้งของประเทศ ภูเขา แม่น้ำ ทะเลสาบ. และทะเลทรายไม่ได้ชี้แผนที่ไม่ถูก ไม่ เข้าใจถึงความแตกต่างของลักษณะทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม นักเรียนหลายคนมีความ เข้าใจว่า วิชานี้ยากจึงทำให้ไม่สนใจเรียน ไม่กระตือรือรัน ทั้ง ๆ ที่วิชานี้มีความสำคัญ เนื่องจาก ประเทศไทยต้องมีการติดต่อค้าขายกับประเทศต่าง ๆ ในโลกมีความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ โน ทางการทูตมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยีและวิทยาการ ในด้านต่าง ๆ นอกจากนี้ประเทศไทยยังเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศต่าง ๆ อาทิเช่น องค์กร สหประชาชาติเป็นต้นดังนั้นผู้วิจัยจึงเห็นสมควรที่จะสำรวจทัศนคติของนักเรียนที่มีต่อวิชาสังคม ศึกษา สาระการเรียนรู้ภูมิศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และจะได้นำข้อมูลที่ได้มาหา ทางแก้ไขในโอกาสต่อไป
3 กิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่นำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ ตาม สภาพจริงได้ซึ่งเน้นการสอนที่คำนึงถึงรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้ง 4 แบบและมุ่งพัฒนาสมอง ทั้งสองซีกโดยในการสอนนั้นครูควรเริ่มที่การสร้างประสบการณ์ที่มีความหมาย ด้วยการสร้างแรงจูงใจ ให้ผู้เรียน ให้ผู้เรียนสามารถโยงประสบการณ์ดังกล่าวเป็นประสบการณ์ของตนเอง แล้วให้ผู้เรียนได้ ใช้ สมอง สะท้อนความคิดจากประสบการณ์ของตนเองเพื่อบูรณาการประสบการณ์ และความรู้ที่ นำไปสู่ ความเข้าใจความคิดรวบยอด พัฒนาจนเป็นความคิดรวบยอดได้ปฏิบัติตามความคิดรวบยอดแล้ว ปรับแต่งเป็นแนวคิดของตนเองมีการวิเคราะห์ผลจากการเรียนรู้แล้วนำไปวางแผนเพื่อประยุกต์ ใช้หรือดัดแปลงให้ดีขึ้นหรือกลั่นกรองนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น หลังจากนั้นจึงให้ผู้เรียนได้แบ่งปันสิ่งที่ได้เรียนรู้ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันของ ผู้เรียน (ชัยวัฒน์สุทธิรัตน์. 2554 : 82) ผู้วิจัยได้ศึกษาหลักการเหตุผล รวมทั้งผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องแล้วจึงได้ดำเนินการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระภูมิศาสตร์เรื่อง ทวีปอเมริกาใต้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปี ที3 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับครูกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมในการพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพต่อไป 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT เรื่อง ทวีปอเมริกาใต้ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 1.3 สมมติฐานของการวิจัย 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT เรื่อง ทวีปอเมริกาใต้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง ทวีปอเมริกาใต้โดยการ จัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 1.4 ความสำคัญของการวิจัย 1) ได้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT เรื่อง ทวีปอเมริกาใต้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 เพื่อนำไปพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนและการสอน ให้
4 สอดคล้อง กับความต้องการและความสนใจของผู้เรียนมากขึ้น 2) ได้พัฒนาผู้เรียนตามความสนใจและความสามารถของตนเอง ประเมินและตรวจสอบ ความเข้าใจของตนเองได้ตลอดเวลา ทำให้มีความเข้าใจในเนื้อหาได้ดียิ่งขึ้น จึงทำให้ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนสูงขึ้น 3) เป็นแนวทางในการพัฒนานวัตกรรมสื่อการเรียนการสอนอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ทำให้การจัด กิจกรรมการเรียนและการสอนของครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษามีประสิทธิภาพ 1.5 ขอบเขตของการวิจัย 1.5.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.5.1.1 ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 11 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 328 คน 1.5.1.2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 ปีการศึกษา 2566 จำนวนนักเรียน 29 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 1.6 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 1.6.1 ตัวแปรต้น ได้แก่แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT 1.6.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1.7 เนื้อหา เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ เนื้อหาในสาระภูมิศาสตร์เรื่องทวีปอเมริกาใต้ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โดยจัดทำเป็นแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT จำนวน 6 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวม 8 ชั่วโมง (ทั้งนี้รวมการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน) 1.7.1 แบบทดสอบก่อนเรียน Pre-test 1.7.2 ลักษณะภูมิประเทศของทวีปอเมริกาใต้ 1.7.3 ลักษณะภูมิอากาศและพืชพรรณธรรมชาติของทวีปอเมริกาใต้ 1.7.4 ลักษณะทรัพยากรธรรมชาติในทวีปอเมริกาใต้ 1.7.5 ลักษณะประชากรของทวีปอเมริกาใต้ 1.7.6 ลักษณะสังคมและวัฒนธรรมของทวีปอเมริกาใต้ 1.7.7 ลักษณะทั่วไปทางเศรษฐกิจของทวีปอเมริกาใต้ 1.7.8 แบบทดสอบก่อนเรียน Post-test 1.8 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยดำเนินการทดลองในปีการศึกษา 2566 โดยใช้เวลาในการทดลองจำนวน 8 ชั่วโมง
5 1.9 นิยามศัพท์เฉพาะ 1.9.1 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT หมายถึง กระบวนการเรียนการสอน ที่ คำนึงถึง ความแตกต่างระหว่างบุคคลในเรื่องรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้คำถามหลัก 4 คำถาม คือ ทำไม (Why) อะไร (What) อย่างไร (How) และถ้า (IF ) ทำให้ผู้เรียนพัฒนาสมองทุกส่วน ของตนได้ อย่างเต็มที่ โดยยึดหลักการจัดประสบการณ์ที่หลากหลาย ยืดหยุ่น และเชื่อมโยงกัน อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนอง ผู้เรียนทุกแบบการเรียนให้มีโอกาสได้เรียนรู้และปฏิบัติกระบวนการในการจัดกิจกรรม 1.9.2 ประสิทธิภาพแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้หมายถึง คะแนนอันเกิดจากการจัดการ เรียนรู้เรื่อง ทวีปอเมริกาใต้ให้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยการจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบ 4 MAT แล้วมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 80 ตัวแรก หมายถึง คะแนนที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้จากการ ประเมิน พฤติกรรม การเรียน (15 คะแนน) การทดสอบย่อย (10 คะแนน) และการประเมินผลงาน นักเรียน (15 คะแนน) รวมเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 80 ตัวหลัง หมายถึง คะแนนที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทุกคนที่ได้จากการ ทดสอบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรวมเฉลี่ยไม่น้อยกว่า ร้อยละ 80 1.9.3 ดัชนีประสิทธิผล หมายถึง ตัวเลขที่แสดงถึงความก้าวหน้าในการเรียนของนักเรียน โดยเปรียบเทียบคะแนนที่เพิ่มขึ้นจากคะแนนทดสอบก่อนเรียนกับคะแนนทดสอบหลังเรียน 1.9.4 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลการเรียนรู้ของนักเรียนที่ได้จากการวัดความรู้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลการเรียนรู้ของนักเรียนที่ได้จากการวัดความรู้ความเข้าใจ ใน เนื้อหา เรื่อง ทวีปอเมริกาใต้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น หลังจากเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT ทุกหน่วย การเรียนแล้ว 1.10 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระภูมิศาสตร์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ดีขึ้น 2) ได้แผนการจัดการเรียนรู้สาระภูมิศาสตร์เรื่อง ทวีปอเมริกาใต้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 อย่างมีประสิทธิภาพ 3) สามารถนําไปพัฒนาและปรับปรุงให้เกิดประโยชน์ ในการเรียนการสอนกลุ่มสาระการ เรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ต่อไป
6 4) เพื่อเป็นประโยชน์ให้ผู้ที่กำลังศึกษา และสามารถนำไปพัฒนาการจัดการเรียนการสอนได้
7 บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนาพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภูมิศาสตร์เรื่อง ทวีปอเมริกาใต้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน ประจักษ์ศิลปาคาร จังหวัดอุดรธานีซึ่งผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารตํารา งานวิจัยและทฤษฎีต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้องกับการวิจัย มีรายละเอียดดังนี้ 2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม 2.2 หลักสูตรสถานศึกษา 2.3 แนวคิดเกี่ยวกับแผนการจัดการเรียนรู้ 2.4 การเรียนรู้แบบ 4 MAT 2.5 การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ 2.6 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.8 กรอบแนวคิดการวิจัย 2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุธศักราช 2551 ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุธศักราช2551 ของ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 2.1.1 วิสัยทัศน์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกําลังของชาติให้เป็น มนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้คุณธรรม มีจิตสํานึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพล โลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีความรู้และ ทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จําเป็นต่อการศึกษาต่อการประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสําคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตาม ศักยภาพ 2.1.2 หลักการ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่สําคัญ ดังนี้ 1) เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติมีจุดหมาย และมาตรฐาน
8 การเรียนรู้เป็นเป้าหมายสําหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ทักษะ เจตคติและคุณธรรมบน พื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล 2) เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา อย่างเสมอภาคและมีคุณภาพ 3) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอํานาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด การศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 4) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้เวลาและ การจัดการเรียนรู้ 5) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ 6) เป็นหลักสูตรการศึกษาสําหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์ 2.1.3 จุดหมาย หลักสูตรแกนนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกําหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1) มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและ ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง 2) มีความรู้ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต 3) มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีมีสุขนิสัย และรักการออกกําลังกาย 4) มีความรักชาติมีจิตสํานึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลกยึดมั่นในวิถีชีวิต และการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5) มีจิตสํานึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทําประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่าง มีความสุข 2.1.4 สมรรถนะสําคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มี คุณภาพตามมาตรฐานที่กําหนด ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสําคัญและคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ดังนี้
8 2.1.4.1 สมรรถนะสําคัญของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสําคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1) ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสารมี วัฒนธรรม ในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้ง การเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วย หลักเหตุผลและความถูกต้องตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพโดยคํานึงถึง ผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม 2) ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์การคิด สังเคราะห์การคิดอย่างสร้างสรรค์การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนําไปสู่การ สร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหา และ อุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูล สารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคํานึงถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้น ต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิตเป็นความสามารถในการนํา กระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการดําเนินชีวิตประจําวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทํางาน และการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการ ปัญหาและความขัดแย้ง ต่าง ๆอย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและ สภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเป็นความสามารถในการเลือกและใช้ เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้าน การเรียนรู้การสื่อสาร การทํางาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรม 2.1.4.2 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ 1) รักชาติศาสน์กษัตริย์ 2) ซื่อสัตย์สุจริต
9 3) มีวินัย 4) ใฝ่เรียนรู้ 5) อยู่อย่างพอเพียง 6) มุ่งมั่นในการทํางาน 7) รักความเป็นไทย 8) มีจิตสาธารณะ นอกจากนี้สถานศึกษาสามารถกําหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้สอดคล้อง ตาม บริบทและจุดเน้นของตนเองจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุธศักราช 2551 สรุปได้ว่า การใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาต้องพิจารณาหลักการ จุดมุ่งหมายสมรรถนะสําคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อที่จะได้ทราบแนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลดีกับผู้เรียนเมื่อจบ การศึกษา 2.1.5 ความสําคัญของการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สังคมศึกษาเป็นศาสตร์สาขาหนึ่งที่สามารถพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี และมี ความสําคัญในการพัฒนาพลเมืองของประเทศชาติซึ่งมีนักการศึกษาได้กล่าวถึงความสําคัญของวิชา สังคมศึกษา ไว้ดังนี้ Joye (1972) ได้กล่าวถึงความสําคัญของวิชาสังคมศึกษาไว้ว่า วิชาสังคมศึกษาเป็น วิชาที่มีส่วนช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถเข้าใจชีวิต สามารถปรับตัวให้เมาะสมกับสภาพสังคม และวัฒนธรรมตลอดจนสิ่งแวดล้อมต่างๆ รอบตัวผู้เรียน ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้จะเกิดประโยชน์ต่อ การดํารงชีวิตต่อไป สมพร โตนวล (2551) ได้กล่าวถึงความสําคัญของวิชาสังคมศึกษาไว้ว่า วิชาสังคม ศึกษาจัดเป็นวิชาที่มีความสําคัญมากๆ ต่อการพัฒนาคุณสมบัติของพลเมืองให้มีความเป็นพลเมืองที่ดี และมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น เนื่องจากวิชาสังคมศึกษาจะศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับสถาบันทางสังคม และมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น โดยสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสําคัญที่ สามารถนํามาใช้ประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบในการดําเนินชีวิต การแก้ปัญหารวมถึงการ ปฏิบัติตนและการดํารงอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข อิทธิเดช น้อยไม้(2560) ได้กล่าวถึงความสําคัญของวิชาสังคมศึกษาไว้ว่า วิชาสังคม ศึกษานับเป็นวิชาที่มีความสําคัญอย่างมากต่อการพัฒนาพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศเพราะสังคม ศึกษาเป็นวิชาที่มุ่งศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน มนุษย์กับสิ่งแวดล้อมมนุษย์กับสถาบัน ต่าง ๆ ทางสังคม โดยสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องและส่งผลต่อการดํารงชีวิตการเตรียมความ พร้อม เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาและสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตลอดจนการประพฤติตนในการอยู่ ร่วมกัน เพื่อให้พลเมืองทุกคนในสังคมสามารถปรับตัวและดํารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข
10 ดังนั้นความสําคัญของวิชาสังคมศึกษา จะเห็นได้ว่า วิชาสังคมศึกษาเป็นวิชาที่มี การบูรณาการสาขาแขนงต่าง ๆ ทางสังคมศาสตร์ที่มีความเฉพาะเจาะจงในแต่ละเรื่อง เพื่อนํามา สร้างความรู้และสั่งสมประสบการณ์ให้มีความสําคัญต่อการดํารงชีวิตของมนุษย์ในสังคมที่มีการ ปฏิสัมพันธ์ด้วยกัน หรือปฏิสัมพันธ์กับสถาบัน ตลอดจนสิ่งแวดล้อม สามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจความเป็นไปของสังคม ทั้งนี้สามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมและอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่าง สงบสุขในฐานะพลเมืองที่ดีของสังคมไทยตลอดจนความเป็นพลโลก 2.1.6 การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการอยู่ร่วมกันในสังคม ที่ มีความเชื่อมสัมพันธ์กัน และมีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย เพื่อช่วยให้สามารถปรับตนเองกับ บริบทสภาพแวดล้อม เป็นพลเมืองดีมีความรับผิดชอบ มีความรู้ทักษะ คุณธรรม และค่านิยมที่ เหมาะสม โดยได้กําหนดสาระต่าง ๆ ไว้ดังนี้ศาสนา ศีลธรรมและจริยธรรม แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับ ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ การนําหลักธรรม คําสอนไปปฏิบัติในการพัฒนาตนเอง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เป็นผู้กระทําความดีมีค่านิยม ที่ดีงาม พัฒนาตนเองอยู่เสมอ รวมทั้งบําเพ็ญประโยชน์ต่อ สังคมและส่วนรวมหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดําเนินชีวิต ระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน การปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ลักษณะและความสําคัญ การเป็นพลเมืองดี ความแตกต่างและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อ ปลูกฝังค่านิยมด้าน ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สิทธิหน้าที่ เสรีภาพการดเนินชีวิตอย่างสันติสุข ในสังคมไทยและสังคมโลกเศรษฐศาสตร์การผลิต การแจกจ่าย และการบริโภคสินค้าและบริการ การบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจํากัดอย่างมีประสิทธิภาพ การดํารงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ และการนําหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในชีวิตประจําวันประวัติศาสตร์เวลาและยุคสมัยทาง ประวัติศาสตร์วิธีการทางประวัติศาสตร์พัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์ และเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ผลกระทบที่เกิดจากเหตุการณ์สําคัญในอดีต บุคคลสําคัญที่มี อิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในอดีต ความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย แหล่งอารยธรรมที่สําคัญของโลกภูมิศาสตร์ลักษณะของโลกทางกายภาพ ลักษณะทางกายภาพ แหล่งทรัพยากร และภูมิอากาศของประเทศไทย และภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก การใช้แผนที่และ เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ความสัมพันธ์กันของ สิ่งต่าง ๆ ในระบบธรรมชาติการเชื่อมโยงระหว่างกัน ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น การนําเสนอข้อมูล ภูมิสารสนเทศ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน จากข้อความข้างต้นสรุปได้ว่า การเรียนรู้เกี่ยวกับสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมเป็นการ เรียนรู้ในศาสตร์แขนงต่าง ๆ ที่แยกออกจากสังคมศึกษา ทั้งในเรื่องของปรัชญาศาสนา หน้าที่ความ
11 เป็นพลเมือง กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ที่มีเนื้อหาการเรียนรู้แบบทฤษฎี และภาคการปฏิบัติจากเนื้อหาของรายวิชาสังคมศึกษาที่กล่าวมานี้จึงทําให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ และนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ 2.1.7 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม มาตรฐาน ส 1.1 รู้และเข้าใจประวัติความสําคัญศาสดา หลักธรรมของ พระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ ตนนับถือและศาสนาอื่น มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดมั่น และปฏิบัติตาม หลักธรรม เพื่ออยู่ ร่วมกันอย่างสันติสุข มาตรฐาน ส 1.2 เข้าใจตระหนักและปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดีและธํารง รักษาพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ สาระที่2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดําเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ ของการเป็นพลเมืองดีมี ค่านิยมที่ดีงามและ ธํารงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย ดํารงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทย และ สังคม โลกอย่าง สันติสุข มาตรฐาน ส 2.2 เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน ยึดมั่น ศรัทธาและธํารงรักษา ไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สาระที่3 เศรษฐศาสตร์ มาตรฐาน ส. 3.1เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิตและ การบริโภคการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จํากัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า รวมทั้งเข้าใจ หลักการของ เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการดํารงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ มาตรฐาน ส.3.2 เข้าใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ความสัมพันธ์ ทางเศรษฐกิจ และความจําเป็นของการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก สาระที่4 ประวัติศาสตร์ มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสําคัญของเวลาและยุคสมัยทาง ประวัติศาสตร์สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ อย่างเป็นระบบ มาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ใน ด้านความสัมพันธ์และการ เปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ตระหนักถึงความสําคัญและ สามารถ วิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้น มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความรัก ความภูมิใจและธํารงความเป็นไทย
12 สาระที่5 ภูมิศาสตร์ มาตรฐาน ส 5.1 เข้าใจลักษณะทางกายภาพของโลกและความสัมพันธ์ของ สรรพสิ่งซึ่งมีผลต่อกันใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ในการค้นหา วิเคราะห์และสรุปข้อมูลตาม กระบวนการทางภูมิศาสตร์ตลอดจนใช้ภูมิ- สารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ส 5.2 เข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมทาง กายภาพที่ก่อให้เกิด การสร้างสรรค์วิถีการดําเนินชีวิต มีจิตสํานึกและมีส่วนร่วมในการจัดการ ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตารางที่1 การวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระภูมิศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มาตรฐาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ส 5.1 เข้าใจลักษณะของโลก ทาง กายภาพ และความ สัมพันธ์ของ สรรพสิ่งซึ่งมีผล ต่อกันและกันใน ระบบของ ธรรมชาติใช้แผนที่และ เครื่องมือทางในการค้นหา วิเคราะห์สรุป และใช้ข้อมูล ภูมิสารสนเทศอย่างมี ประสิทธิภาพ 1. ใช้เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ในการ รวบรวม วิเคราะห์และ นำเสนอ ข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะทางกายภาพ และสังคมของทวีป อเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ - เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ที่ แสดงลักษณะทางกายภาพ และสังคมของทวีป อเมริกา เหนือ และอเมริกาใต้ 2. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง ลักษณะทางกายภาพ และสังคมของ ทวีปอเมริกาเหนือ และ อเมริกาใต้ - ลักษณะทางกายภาพและ สังคมของทวีป อเมริกา เหนือ และอเมริกาใต้ ส 5.2 เข้าใจปฏิสัมพันธ์ ระหว่าง มนุษย์กับสภาพแวด ล้อมทาง กายภาพที่ก่อให้เกิด การ สร้างสรรค์วัฒนธรรมมี จิตสำนึก และมีส่วนร่วมใน การอนุรักษ์ทรัพยากร และ สิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนา ที่ ยั่งยืน 1. วิเคราะห์การก่อเกิด สิ่งแวดล้อม ใหม่ทางสังคม อันเป็นผลจากการ เปลี่ยนแปลง ทางธรรมชาติและทาง สังคมของ ทวีปอเมริกาเหนือและ อเมริกาใต้ - การเปลี่ยนแปลงประชากร เศรษฐกิจสังคม และ วัฒนธรรม ของทวีปอเมริกา เหนือและ อเมริกาใต 2. ระบุแนวทางการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ในทวีป อเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ - ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ในทวีปอเมริก เหนือ และอเมริกาใต้ 3. สำรวจ อภิปรายประเด็น ปัญหา เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ เกิดขึ้นในทวีป อเมริกาเหนือและ อเมริกาใต - ปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ที่ เกิดขึ้นในทวีปอเมริกา เหนือ และอเมริกาใต้
13 ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 4. วิเคราะห์เหตุและผลกระทบ ต่อเนื่องจากการเปลี่ยนแปลง ของ สิ่งแวดล้อมในทวีปอเมริกาเหนือและ อเมริกาใต้ที่ส่งผลต่อ ประเทศไทย - ผลกระทบต่อเนื่องของ สิ่งแวดล้อมในทวีปอเมริกา เหนือ และอเมริกาใต้ที่ ส่งผลต่อ ประเทศไทย สรุปการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระภูมิศาสตร์จะต้องเน้นให้ผู้เรียน เรียนรู้ลักษณะทาง กายภาพของโลก ควบคู่กับการใช้แผนที่และใช้เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ให้ถูกต้อง เพื่อให้สามารถ วิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งซึ่งมีผล ต่อกันและกันในระบบของธรรมชาติและการปรับตัว ของมนุษย์ในสภาพสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน จนเกิดการสร้างสรรค์วัฒนธรรม และมีส่วนร่วม ในการ อนุรักษ์ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมอย่างสร้างสรรค์ 2.1.8 คุณภาพผู้เรียน จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุธศักราช 2551 ผู้เรียนมี ความรู้ความสามารถดังนี้มีความรู้เกี่ยวกับความเป็นไปของโลกอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้นเป็น พลเมืองที่ดีมีคุณธรรม จริยธรรม ปฏิบัติตามหลักธรรมของศาสนาที่ตนนับถือ มีค่านิยมอันพึงประสงค์ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข รวมทั้งมีศักยภาพเพื่อ การศึกษาต่อในชั้นสูง ตามความประสงค์ได้มีความรู้เรื่องภูมิปัญญาไทย ความภูมิใจในความเป็นไทย ประวัติศาสตร์ของชาติ ไทย ยึดมั่นในวิถีชีวิต และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขมีนิสัยที่ ดีในการบริโภค เลือกและตัดสินใจบริโภคได้อย่างเหมาะสม มีจิตสํานึกและมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ประเพณีวัฒนธรรมไทยและสิ่งแวดล้อม มีความรักท้องถิ่นและประเทศชาติมุ่งทําประโยชน์และสร้าง สิ่งที่ดีงามให้กับสังคมมีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนรู้ของตนเอง ชี้นําตนเองได้และสามารถ แสวงหาความรู้จากแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ ในสังคมได้ตลอดชีวิตดังนั้น สรุปได้ว่า คุณภาพผู้เรียนจบ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ต้องมีความรู้เกี่ยวกับของเป็นไปของโลกด้านกายภาพและชีวภาพ เป็นพลเมืองที่ ดีของสังคม เคารพกฎหมายและกฎความแตกต่างทางสังคมสัญชาติเชื้อชาติศาสนา ปฏิบัติตาม หลักธรรมของศาสนาที่ตนนับถือ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขปรองดอง สมานฉันท์มีความรู้ความเข้าใจประเพณีไทย ประเพณีประจําถิ่น และวัฒนธรรมสังคมโลก มีภูมิคุ้มกัน ในการดํารงชีวิตในยุคโลกาภิวัตน์และสามารถนําความรู้ไปใช้ต่อยอดในการเรียนระดับมัธยมศึกษาชั้น ปีที่ 6 เข้าใจถ่องแท้และต่อยอดการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น อีกทั้งประกอบสัมมาอาชีพได้อย่างสุจริต เมื่อสําเร็จการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย มาตรฐาน
14 2.2 หลักสูตรสถานศึกษา หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร พุทธศักราช 2564 ตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียน ประจักษ์ศิลปาคาร พุทธศักราช 2564 ได้จัดทำขึ้นตามแนวทางที่กำหนดไว้ในตัวชี้วัดและสาระการ เรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้(ฉบับปรับปรุง 2560) และตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และเป็นไปตามมาตรา 27 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติพ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ซึ่งกำหนดให้สถานศึกษามีหน้าที่ จัดทำสาระของหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักการ จุดหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐานกำหนด เพื่อตอบสนองต่อความต้องการในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคมภูมิ ปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะที่พึงประสงค์ เพื่อให้เยาวชนเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน ช่วยทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกระดับเห็นผลคาดหวังที่ต้องการ ในการพัฒนาการเรียนรู้ ของผู้เรียนที่ชัดเจนตลอดแนวซึ่งจะสามารถช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับท้องถิ่นและ สถานศึกษาร่วมกันพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาได้อย่างมั่นใจ ทำให้การจัดทำหลักสูตรในระดับสถ ศึกษามีคุณภาพและมีความเป็นเอกภาพ อีกทั้งยังช่วยให้เกิดความชัดเจนเรื่องการวัดและประเมินผล การเรียนรู้และช่วยแก้ปัญหากระหว่างสถานศึกษา ดังนั้นในการพัฒนาหลักสูตรในทุกระดับตั้งแต่ ระดับชาติจนกระทั่งถึงสถานศึกษา จะต้องสะท้อนคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่ กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งเป็นกรอบทิศทางในการจัดการศึกษาทุก รูปแบบ และครอบคลุมผู้เรียนทุกกลุ่มเป้าหมายในระดับการศึกษาชั้นพื้นฐาน การจัดทำหลักสูตร สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่คาดหวังได้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้ง ระดับชาติชุมชน ครอบครัว และบุคคลต้องร่วมรับผิดชอบ โดยร่วมกันทำงานอย่างเป็นระบุบ และ ต่อเนื่องในการวางแผน ดำเนินการ ส่งเสริมสนับสนุน ตรวจสอบ ตลอดจนปรับปรุงแก้ไขเพื่อพัฒนา เยาวชนของชาติไปสู่คุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดไว้วิสัยทัศน์ของหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐานหลักสูตรแกนกลางการศึกษาชั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของ ชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทย และเป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อการประกอบอาชีพและการศึกษา ตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ได้เต็มตามศักยภาพ
15 2.2.9 หลักการสำคัญของการจัดการศึกษาชั้นพื้นฐาน 1) หลักการพัฒนาผู้เรียนอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรมเป็นผู้มีจริยธรรมในการดำเนินชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ใฝ่รู้มี ทักษะในการแสวงหาความรู้ที่พอเพียงต่อการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตส่วนตน สามารถเผชิญการ เปลี่ยนแปลงได้อย่างเท่าทันและชาญฉลาดและมีความเป็นประชาธิปไตย 2) หลักการจัดการศึกษาเพื่อความเป็นไทยให้มีความเป็นไทยให้มีความรักและความ ภาคภูมิใจในท้องถิ่นและประเทศชาติมีความรู้และทักษะพื้นฐานสำหรับการประกอบอาชีพสุจริต มี ความมุ่งมั่น ขยันอดทนประหยัด มีลักษณะนิสัยและทัศนคติที่พึงประสงค์เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของ ครอบครัว ชุมชน สังคมไทยและสังคมโลก 3) หลักแห่งความเสมอภาค คนไทยทั้งปวงต้องมีสิทธิ์เสมอกันในการรับการศึกษาชั้น พื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปีอย่างทั่วถึง เท่าเทียม ควบคู่ไปกับความมีคุณภาพ โดยไม่แบ่งชนชั้น หรือ ความแตกต่างทางสังคมวัฒนธรรม 4) หลักการมีส่วนร่วม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการ บริหารและการจัดการศึกษาร่วมกับคณะกรรมการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา เพื่อ เสริมสร้างเอกลักษณ์ศักดิ์ศรีและตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นตามนัยของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550เกี่ยวกับการกระจายอำนาจ 5) หลักแห่งความสอดคล้อง อุดมการณ์และมาตรฐานในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องสอดคล้องกับสาระบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 พุทธศักราช 2555 นโยบายการศึกษาของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาของชาติและ สัมพันธ์เชื่อมโยงกับมาตรฐานการอาชีวศึกษาและมาตรฐานอุดมศึกษา 2.2.10 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้ มีสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1) ความสามารถในการสื่อสารเป็นความสามารถในการรับ และส่งสารมี วัฒนธรรมในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิดความรู้ความเข้าใจความรู้สึกและทัศนะของตนเองเพื่อ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคมรวมทั้ง การเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่างๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วย หลักเหตุผลและ ความถูกต้องตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึง ผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม
16 2) ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์การคิด สังเคราะห์การคิดอย่างสร้างสรรค์การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบเพื่อนำไปสู่การ สร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและ อุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูล สารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาและมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึง ผลกระทบ ที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวน การไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเองการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องการทำงาน และ การอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและ ความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสมการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพ แวดล้อมและการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้าน การเรียนรู้การสื่อสาร การทำงาน การแก้ปัญหา อย่างสร้างสรรค์ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรม 2.2.11 ค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ ประกอบด้วย 1) มีความรักชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ 2) ซื่อสัตย์เสียสละ อดทน มีอุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวม 3) กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ใฝ่หาความรู้หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้ง ทางตรง และทางอ้อม 4) ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน 5) รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทยอันงดงาม 6) มีศีลธรรม รักษาความสัตย์หวังดีต่อผู้อื่น เผื่อแผ่และแบ่งปัน 7) เข้าใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ถูกต้อง 8) มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่ 9) มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ทำ รูปฏิบัติตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 10) รู้จักตำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รู้จักอดออมไว้ใช้เมื่อยามจำเป็น มีไว้พอกินพอใช้ถ้าเหลือก็แจกจ่าย จำหน่าย และพร้อมที่จะขยายกิจการเมื่อมีความพร้อม เมื่อมีภูมิคุ้มกันที่ดีความเข้มแข็งทั้งร่างกาย และจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำ หรือกิเลส มีความกลัวต่อบาปตามหลักของศาสนา
17 11) มีความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำ 12) คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม และของชาติมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง โรงเรียนได้มีการดำเนินกิจกรรมให้ผู้เรียนมีค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ เพื่อ เป็นพื้นฐานสำคัญในการปลูกฝังค่านิยม คุณธรรม จริยธรรมให้เกิดขึ้นกับเยาวชนไทย ซึ่งค่านิยม ดังกล่าวครอบคลุมและสอดคล้องกับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐานพุทธศักราช 2551 ตามแนวปฏิบัติของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาชั้นพื้นฐาน 2.3 แนวคิดเกี่ยวกับแผนการจัดการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับ แนวคิดของแผนการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ ที่เหมาะต่อ การจัดการเรียนรู้ในสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 2.3.1 การจัดทําแผนการเรียนรู้ การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวกับการจัดทําแผนการจัดการเรียนรู้ในครั้งนี้ เป็นประโยชน์ต่อผู้วิจัย เป็นอย่างมาก ที่จะนําไปสร้างเครื่องมือการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์เรื่อง เหตุการณ์สําคัญทางประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อโลกปัจจุบัน 2.3.1.1 ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้คือ การนำวิชาหรือกลุ่มประสบการณ์ที่จะต้องทําแผนการ จัดการเรียนรู้ตลอดภาคเรียนมาสร้างเป็นกิจกรรมการจัดการเรียนรู้การใช้สื่อ อุปกรณ์การจัดการ เรียนรู้และการวัดผลประเมินผล โดยจัดเนื้อหาสาระและจุดประสงค์การเรียนย่อย ๆ ให้สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์หรือจุดเน้นของหลักสูตร สภาพของผู้เรียน ความพร้อมของโรงเรียนในด้านวัสดุอุปกรณ์ และตรงกับชีวิตจริงในห้องเรียน ชนาธิป พรกุล (2552) ได้ให้ความหมายไว้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้เป็นแนว ทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เขียนไว้ล่วงหน้า ทําให้ผู้สอนมีความพร้อม และมั่นใจว่า สามารถสอนได้บรรลุจุดประสงค์ที่กําาหนดไว้และดําเนินการสอนได้ราบรื่น เอกรินทร์ลี่มหาศาล (2552) ได้ให้ความหมายไว้ว่า วัสดุหลักสูตรที่ควรพัฒนา มาจากหน่วยการเรียนรู้ที่กําหนดไว้เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนบรรลุป้าหมายตามมาตรฐานการ เรียนรู้ของหลักสูตรเป็นส่วนที่แสดงการจัดการเรียนการสอนตามบทเรียน และประสบการณ์การ เรียนรู้เป็นรายวันหรือรายสัปดาห์ ชวลิต ชูกําแพง (2553) ได้อธิบายไว้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้หมายถึง เอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรของครูผู้สอน ซึ่งเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละครั้ง
18 โดยใช้สื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอนให้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง เนื้อหา เวลา เพื่อ พัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนใหเป็นไปอย่างเต็มศักยภาพ วิมลรัตน์สุนทรวิโรจน์(2553) ได้อธิบายไว้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้เป็น แผนการจัดกิจกรรมการเรียน การจัดการเรียนรู้การใช้สื่อการจัดการเรียนรู้การวัดผลประเมินผลให้ สอดคล้องกับเนื้อหาและจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ในหลักสูตร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า แผนการ จัดการเรียนรู้เป็นแผนที่จัดทําขึ้นจากคู่มือครูหรือแนวทางการจัดการเรียนรู้ของกรมวิชาการ ทําให้ ผู้จัดการเรียนรู้ทราบว่าจะจัดการเรียนรู้เนื้อหาใดเพื่อจุดประสงค์ใด จัดการเรียนรู้อย่างไร ใช้สื่ออะไร และวัดผลประเมินผลโดยวิธีใด อาภรณ์ ใจเที่ยง (2553) ได้อธิบายไว้ว่า แผนการสอนมีความหมาย เช่นเดียวกันกับแผนการจัดการเรียนรู้กล่าวคือ เป็นแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การใช้สื่อการ เรียนรู้และการวัดผลประเมินผลที่สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้และจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กําหนด ทิศนา แขมมณี(2560) ได้ให้ความหมายของ การจัดการเรียนรู้แบบบูรณา การหมายถึง การนําเนื้อหาสาระที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ให้เป็นเรื่องเดียวกันและจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจําวันได้ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้หมายถึง แนวการจัดการเรียนการ สอนของครูภายใต้กรอบเนื้อหาสาระที่ต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยกําหนดจุดประสงค์ วิธีการดําเนินการหรือกิจกรรมให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย ที่นํามาช่วยใน การดึงดูดความสนใจของผู้เรียน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการสอนได้อย่างเต็มที่ และวิธีวัดผล ประเมินผลที่สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้พร้อมทั้งมีใบงานหรือแบบทดสอบเพื่อวัดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ และทักษะการวิเคราะห์ของผู้เรียนได้อย่างเหมาะสมในแต่ละเรื่องด้วย 2.3.1.2 ความสําคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ การวางแผนการจัดการเรียนรู้มีส่วนสําคัญที่ทําให้การจัดการเรียนรู้ประสบความสําเร็จ หรือล้มเหลวนั้น จําเป็นต้องศึกษาวิเคราะห์และออกแบบหลายประการ จากการศึกษารวบรวมข้อมูล ทัศนะของนักวิชาการได้อธิบายความสําคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ดังนี้ ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย (2558) ได้อธิบายไว้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้มีรายละเอียด สําคัญ ดังนี้ 1) แผนการจัดการเรียนรู้เป็นหลักฐานที่แสดงถึงการเป็นครูมืออาชีพ มีการ เตรียมล่วงหน้าแผนการจัดการเรียนรู้จะสะท้อนให้เห็นถึงการใช้เทคนิคการสอน สื่อนวัตกรรม และ จิตวิทยาการเรียนรู้มาผสมผสานกันหรือประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพของนักเรียนที่ตนเองสอนอยู่ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ช่วยส่งเสริมให้ผู้สอนได้ศึกษาค้นคว้า หาความรู้ เกี่ยวกับหลักสูตรเทคนิคการสอน สื่อนวัตกรรม และวิธีการวัดและประเมินผล
19 3) แผนการจัดการเรียนรู้ทําให้ครูผู้สอนและครูที่จะปฏิบัติการสอนแทน สามารถปฏิบัติการสอนแทนได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ 4) แผนการจัดการเรียนรู้ที่เป็นหลักฐานที่แสดงข้อมูลด้านการเรียนการสอน การวัดและประเมินผลที่จะนําไปใช้ประโยชน์ในการจัดการเรียนรู้ในครั้งต่อไป 5) แผนการจัดการเรียนรู้เป็นหลักฐานที่แสดงถึงความเชียวชาญในวิชาชีพครู ซึ่งสามารถนําไปเสนอเป็นผลงานทางวิชาการ เพื่อขอเลื่อนวิทยฐานะหรือตําแหน่งได้ อาภรณ์ใจเที่ยง (2553) ได้อธิบายไว้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้มีความสําคัญหาย ประการดังนี้ 1) ทําให้ผู้สอนสอนด้วยความมั่นใจ เมื่อเกิดความมั่นใจในการสอนย่อมจะ สอนด้วยความคล่องแคล่ว เป็นไปตามลําดับขั้นตอนอย่างราบรื่น ไม่ติดขัด การสอนจะดําเนินไปสู่ จุดหมายปลายทางอย่างสมบูรณ์ 2) ทําให้เป็นการสอนที่มีคุณค่าคุ้มกับเวลาที่ผ่านไป เพราะผู้สอนอย่างมีแผนมี เป้าหมาย และมีทิศทางในการสอน มิใช่สอนอย่างเลื่อนลอย ผู้เรียนจะได้รับความรู้ความคิด เกิดเจต คติเกิดทักษะเกิดประสบการณ์ใหม่ตามที่ผู้สอนวางแผนไว้ทําให้เป็นการจัดการเรียนการสอนที่มี คุณค่า 3) ทําให้เป็นการสอนที่ตรงตามหลักสูตร ทั้งนี้เพราะในการวางแผนการ จัดการเรียนรู้ผู้สอนต้องศึกษาหลักสูตรทั้งด้านจุดประสงค์ เนื้อหาสารที่จะสอน การจัดกิจกรรมการ เรียนการสอน การใช้สื่อการสอน และการวัดผลและประเมินผล แล้วจัดทําออกมาเป็นแผนการจัดการ เรียนรู้หลักสูตร 4) ทําให้การสอนบรรลุผลอย่างมีประสิทธิเนื่องจากผู้สอนต้องวางแผนการ จัดการเรียนรู้อย่างรอบคอบในทุกองค์ประกอบของการ รวมทั้งการจัดเวลาเวลา สถานที่ และสิ่ง อํานวยความสะดวกต่าง ๆ ดังนั้น เมื่อมีการวางแผนการจัดการเรียนรู้ที่รอบคอบ และปฏิบัติตาม แผนการจัดการเรียนรู้ที่วางไว้ผลของการสอนย่อมสําเร็จได้ดีกว่าการไม่ได้วางแผนการจัดการเรียนรู้ 5) ทําให้ผู้สอนมีเอกสารเตือนความจําสามารถนําไปใช้เป็นแนวทางในการ สอนต่อไป ทําให้ไม่เกิดความซ้ําซ้อนและเป็นแนวทางในการทบทวนหรือการออกข้อสอบเพื่อวัดผล และประเมินผลผู้เรียนได้นอกจากนี้ทําให้ผู้สอนมีเอกสารไว้เป็นแนวทางแก่ผู้ที่เข้าสอนในกรณีจําเป็น เมื่อผู้สอนไม้สามารถเข้าสอนเองได้ผู้เรียนจะได้รับความรู้และประสบการณ์ที่ต่อเนื่องกัน 6) ทําให้ผู้เรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อผู้สอนและต่อวิชาที่เรียน ทั้งนี้เพราะผู้สอน สอนด้วยความพร้อมเป็นความพร้อมทั้งทางด้านจิตใจคือ ความมั่นใจในการสอน และความพร้อม ทางด้านวัตถุคือการที่ผู้สอนได้เตรียมเอกสาร หรือสิ่งการสอนไว้อย่างพร้อมเพรียง เมื่อผู้สอนมีความ
20 พร้อมในการสอนย่อมสอนด้วยความกระจ่างแจ้ง ทําให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจอย่างชัดเจนในบทเรียน อันจะส่งให้ผู้เรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อผู้สอนและต่อวิชาที่เรียน ศศิธร เวียงวะลัย (2556) ได้อธิบายไว้ว่า ผลดีของการจัดทําแผนการจัดการเรียนรู้มี ดังนี้ 1) ทําให้เกิดการวางแผนวิธีการจัดการเรียนรู้วิธีเรียนที่มีความหมายมากขึ้น เพราะเป็นการจัดทําอย่างมีหลักการที่ถูกต้อง 2) ช่วยให้ครูมีสื่อการจัดการเรียนรู้ที่ทําด้วยตนเอง ทําให้เกิดคามสะดวกใน การจัดการเรียนรู้ทําให้การจัดการเรียนรู้ครบถ้วนตรงตามหลักสูตรและจัดการเรียนรู้ได้ทันเวลา 3) เป็นผลงานทางวิชาการที่สามารถเผยแพร่เป็นตัวอย่างได้ 4) ช่วยอํานวยความสะดวกแก่ครูผู้จัดการเรียนรู้แทน ในกรณีที่ผู้จัดการเรียนรู้ ไม่สามารถจัดการเรียนรู้ได้เอง ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า การวางแผนการจัดการเรียนรู้มีความสําคัญต่อการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอนเป็นอย่างมาก คือ ทําให้ผู้สอนสอนด้วยความมั่นใจ ทําให้เป็นการสอนที่มีคุณค่าคุ้มกับ เวลาที่ผ่านไปทําให้เป็นการสอนที่ตรงตามหลักสูตร ทําให้การสอนบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ ทําให้ ผู้สอนมีเอกสารเตือนความจํา และทําให้ผู้เรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อผู้สอนและต่อวิชาที่เรียน 2.3.1.3 ลักษณะของแผนจัดการเรียนรู้ที่ดี แผนการจัดการเรียนรู้ถือเป็นเครื่องมือสําคัญของผู้สอนที่จะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถสรุปลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีได้จาก การศึกษานักวิชาการได้อธิบายลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีดังนี้ นาตยา ปิลันธนานนท์(2545) ได้อธิบายไว้ว่า ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดี ต้องประกอบไปด้วย 1) เจตคติที่ดีผู้สอนควรมีความรู้สึกที่ดีต่อการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ไม่ ควรมองว่างานเขียนแผนการจัดการเรียนรู้เป็นการสร้างภาระ ความยุ่งยาก เพราะแผนการจัดการ เรียนรู้จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้สอน ผู้เรียน ผู้บริหาร สถานศึกษาและต่อสังคม ที่จะจัดการศึกษาให้มี คุณภาพ หากผู้สอนมีความรู้สึกมีเจตคติที่ดีต่อการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ก็จะทําให้แผนการ จัดการเรียนรู้มีคุณภาพและนําไปใช้ได้จริง 2) นักวางแผน นักคิด การจัดทําแผนการจัดการเรียนรู้ก็เช่นเดียวกับประมวล การสอนหรือแนวการสอน หรือกําหนดการสอน คุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้สามารถสะท้อน ความเป็นนักวางแผนนักคิดสร้างสรรค์ของผู้สอนได้
21 3) เครื่องมือสื่อสาร แผนการจัดการเรียนรู้ก็เช่นเดียวกับประมวลการสอนที่ใช้ เป็นเครื่องมือสื่อสารความเข้าใจสําหรับตัวผู้สอน ผู้บริหาร พ่อแม่ ผู้ปกครองและชุมชน ได้รับทราบว่า โรงเรียนจัดการศึกษาอย่างไร ผู้เรียนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างไร 4) เฉพาะเจาะจง ครอบคลุม พอเพียง การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ควร ต้องระบุสิ่งที่จะเรียนจะสอนให้ชัดเจน ครอบคลุมและพอเพียงที่จะทําให้ผู้เรียนมีคุณภาพ ความรู้ ความสามารถตามมาตรฐานที่กําหนดไว้ในหลักสูตร ไม่ออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการกําหนด จุดประสงค์ที่กว้างมากเกินไปหรือน้อยเกินไป และต้องเป็นประโยชน์กับผู้เรียน 5) ยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้แผนการจัดการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ได้เตรียมการ ล่วงหน้าก่อนจะมีการเรียนการสอนจริง ๆ การกําหนดข้อมูลใด ๆ ไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ควรมี ความยืดหยุ่นที่จะสามารถปรับเปลี่ยนแก้ปัญหาได้ในกรณีที่มีปัญหาเมื่อมีการนําไปใช้หรือไม่สามารถ ดําเนินการตามแผนการจัดการเรียนรู้นั้น สามารถปรับเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้โดยไม่กระทบกระเทือน ต่อการเรียนการสอนและผลการเรียนรู้ อาภรณ์ใจเที่ยง (2550) ได้อธิบายไว้ว่า แผนการสอนที่ดีจะช่วยในการเรียนการสอน ประสบผลสําเร็จได้ดีดังนั้น ผู้สอนจึงควรทราบลักษณะของแผนการสอนที่ดีซึ่งมีดังนี้ 1) สอดคล้องกับหลักสูตรและแนวทางการสอนของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ 2) นําไปใช้สอนได้จริงและมีประสิทธิภาพ 3) เขียนอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ และเหมาะสมกับผู้เรียนและเวลาที่ กําหนด 4) มีความกระจ่างและชัดเจน ทําให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายและเข้าใจตรงกัน 5) มีความละเอียดมากพอที่จะทําให้ผู้อ่านสามารถนําไปใช้สอนได้ 6) ทุกหัวข้อในแผนการสอนมีความสอนคล้องและความสัมพันธ์กัน สมนึก ภัททิยธนี(2546) ได้กล่าวถึงลักษณะที่ดีของแผนต้องมีขั้นตอน ดังนี้ 1) เนื้อหาต้องเขียนเป็นรายคาบ หรือรายชั่วโมงตารางสอน โดยเขียนให้ สอดคล้องกับชื่อเรื่องให้อยู่ในโครงการสอน และเขียนเฉพาะเนื้อหาสาระสําคัญพอสังเขป ไม่ควร บันทึกแผนการสอนอย่างละเอียดมาก ๆ เพราะจะทําให้เกิดความเบื่อหน่าย 2) ความคิดรวบยอด (Concept) หรือหลักการสําคัญ ต้องเขียนให้ตรงกับ เนื้อหาที่จะสอนส่วนนี้ถือว่าเป็นหัวใจของเรื่องครูต้องทําความเข้าใจในเนื้อหาที่จะสอนจนสามารถ เขียนความคิดรวบยอดได้อย่างมีคุณภาพ
22 3) จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ต้องเขียนให้สอดคล้อง กลมกลืนกับความคิด รวบยอด มิใช่เขียนตามอําเภอใจไม่ใช่เขียนสอดคล้องเฉพาะเนื้อหาที่จะสอนเท่านั้นเพราะจะได้เฉพาะ พฤติกรรมที่เกี่ยวกับความรู้ความจํา สมองหรือการพัฒนาของนักเรียนจะไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร 4) กิจกรรมการเรียนการสอน โดยยึดเทคนิคการสอนต่างๆ ที่จะช่วยให้ นักเรียนเกิดการเรียนรู้ 5) สื่อที่ใช้ควรเลือกให้สอดคล้องกับเนื้อหา สื่อดังกล่าวต้องช่วยให้นักเรียน เกิดความเข้าใจในหลักการได้ง่าย 6) วัดผลโดยคํานึงถึงเนื้อหา ความคิดรวบยอด จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม และช่วงที่ทําการวัดก่อนเรียน ระหว่างเรียน หลังเรียน เพื่อตรวจสอบว่าการสอนของครูบรรลุ จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ลักษณะของแผนจัดการเรียนรู้ที่ดีจะต้องมีความละเอียด ชัดเจน มีหัวข้อและส่วนประกอบต่าง ๆ ครอบคลุมตามหลักการของการสอน เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ สามารถนําไปปฏิบัติได้จริงเหมาะสมต่อเนื้อหาที่ทําการเรียนการสอน และช่วงอายุของผู้เรียน และ ต้องมีส่วนประกอบต่าง ๆ ของแผนการจัดการเรียนรู้มีความสอดคล้องสัมพันธ์เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน เช่น จุดประสงค์การเรียนรู้ครอบคลุมสาระ กิจกรรมการเรียนรู้วัสดุอุปกรณ์สื่อ และแหล่งการเรียนรู้ สอดคล้องสัมพันธ์กับกิจกรรมการเรียนรู้รวมไปถึง การวัดผลและประเมินผล ควรสอดคล้องกับเนื้อหา สาระที่ทําการเรียนการสอนด้วย 2.3.1.4 องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ควรตระหนักถึงเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้จําเป็นต้อเขียนตามลําดับองค์ประกอบและหากขาด องค์ประกอบใดก็มิอาจทําให้แผนการจัดการเรียนรู้นั้นสมบูรณ์เมื่อพิจารณาแล้วการศึกษา วิเคราะห์ องค์ประกอบของแผนโดยทั่วไปจะมี7 องค์ประกอบดังนี้(เอกรินทร์สี่มหาศาล และคณะ, 2552) 1) สาระสําคัญ เป็นการเขียนในลักษณะเป็นความคิดรวบยอด หรือ Concept 2) จุดประสงค์การเรียนรู้เขียนในลักษณะจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ซึ่งเมื่อ ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติทุกพฤติกรรมในแต่ละแผนการเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้แล้วบรรลุผลตาม วัตถุประสงค์ตัวชี้วัดและมาตรฐานผลการเรียนรู้ที่กําหนดไว้ในแต่ละหน่วย 3) สาระการเรียนรู้เป็นการเขียนเนื้อหาสาระในลักษณะเป็นประเด็นสําคัญ สั้น ๆ สอดคล้องกับเนื้อหาสาระที่กําหนดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ 4) กิจกรรมการเรียนรู้ระบุวิธีสอน กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เทคนิคการสอนที่หลากหลาย เมื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้ครบถ้วนบรรลุวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้
23 เมื่อเรียนครบทุกแผนการจัดการเรียนรู้ผู้เรียนจะได้รับความรู้ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะที่ พึงประสงค์ครบถ้วนตามเป้าหมายการเรียนรู้ของตัวชี้วัด และมาตรฐานการเรียนรู้ที่กําหนดไว้โดย ออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนต้องปฏิบัติในแต่ละรายชั่วโมงอย่างชัดเจน 5) สื่อแหล่งการเรียนรู้ในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้จะกําหนดสื่อการ เรียนรู้ที่ใช้ประกอบการเรียนการสอนไว้อย่างชัดเจน มีใบความรู้ใบงาน แบบฝึกทักษะการเรียนรู้ เอกสารเพิ่มเติมสําหรับผู้สอนตามความเหมาะสมและบอกแหล่งเรียนรู้ที่สําคัญที่จะช่วยให้การจัด กิจกรรมการเรียนรู้เป็นไปตามเป้าหมายที่กําหนด 6) การวัดและประเมินผล ทุกแผนการจัดการเรียนรู้จะระบุรายละเอียด เกี่ยวกับเรื่อง การวัดและประเมินผล ทุกแผนการการจัดการเรียนรู้จะระบุรายละเอียดเกี่ยวกับ เรื่อง การวัด และประเมินผล คือ หลักฐานการเรียนรู้ร่องรอยการเรียนรู้วิธีการวัดและประเมินผล เครื่องมือในการวัดและประเมินผล 7) บันทึกผลการจัดการเรียนรู้เป็นการบันทึกผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาวิธีการจัดการเรียนรู้ให้บรรลุเป้าหมาย ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วย สาระสําคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้สาระการเรียนรู้กิจกรรมการเรียนรู้สื่อและแหล่งการเรียนรู้การวัดและ ประเมินผล บันทึกผลหลังสอน 2.3.1.5 หลักในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ควรคํานึงถึงหลักในการเขียนว่าจะต้องเขียนอะไร เขียนอย่างไรและเพื่อให้เกิดความเข้าใจง่ายในการนําไปใช้ศึกษา หรือจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตาม แนวทางในการสอนผู้เรียน ควรคํานึงถึงรายละเอียดดังนี้(ศศิธร,2556) 1) ควรเขียนให้ชัดเจน แจ่มแจ้งในทุกหัวข้อ เพื่อให้ความกระจ่างแก่ผู้อ่าน มี รายละเอียดพอสมควร ไม่ย่นย่อและไม่ละเอียดเกินไป 2) ใช้ภาษาเขียนที่สื่อความหมายให้เข้าใจได้ตรงกัน เป็นประโยคที่ได้ ใจความ ไม่ใช่ความค้างไม่ยืดยาว เยิ่นเย้อ 3) เขียนทุกหัวข้อเรื่องให้สอดคล้องกัน 4) สาระสําคัญต้องสอดคล้องกับเนื้อหา 5) จุดประสงค์ต้องสอดคล้องกับเนื้อหา กิจกรรมและการวัดผล 6) สื่อการสอนต้องสอดคล้องกับกิจกรรมและการวัดผล 7) เขียนให้เป็นลําดับขั้นตอนก่อนหลังในทุกหัวข้อ 8) เขียนหัวข้อให้ถูกต้องชัดเจน เช่น จุดประสงค์ต้องเขียนให้เป็นจุดประสงค์ เชิงพฤติกรรม
24 9) จัดเนื้อหา กิจกรรม ให้เหมาะสมกับเวลาที่กําหนด 10) คิดกิจกรรมที่น่าสนใจอยู่เสมอ 11) เขียนให้เป็นระเบียบ ง่ายแก่การอ่าน และสะอาดชวนอ่าน 12) เขียนในสิ่งที่สามารถปฏิบัติได้จริงและสอนตามแผนที่วางไว้ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า หลักในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ผู้เขียนจะต้องวางแผน ล่วงหน้าก่อนการเรียนการสอน โดยศึกษาเนื้อหาที่จะเขียนให้ละเอียดและตามลําดับขั้นตอน แบ่ง หน่วยเนื้อหาย่อยแบ่งเวลาที่ใช้การสอนทุกหัวข้อมีความสอดคล้องกัน ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย รวมทั้งต้อง มีการหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ 2.3.1.6 รูปแบบของแผนจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ไม่มีรูปแบบที่ตายตัว แต่แผนจะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน โดย นักวิชาการที่ได้ศึกษา วิเคราะห์ไว้ว่าลักษณะของแผนนั้นสถานศึกษาให้อิสระในการออกแบบแผนการ จัดการเรียนรู้ซึ่งมีหลายรูปแบบสามารถเขียนได้ทั้งแบบความเรียงและแบบตารางโดยรายละเอียดมี ดังนี้(ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย, 2558) ส่วนที่ 1 ส่วนนํา ประกอบด้วยรายละเอียดทั่วไป ประกอบด้วย สาขาวิชา รหัสวิชา ชื่อวิชาหน่วยกิต จํานวนคาบต่อสัปดาห์มาตรฐานรายวิชา คําอธิบายรายวิชา และตารางวิเคราะห์ คําอธิบายรายวิชา ส่วนที่ 2 โครงการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วย การกําหนดหน่วยการเรียนรู้และเวลา ที่ใช้การกําหนดภาระหน้าที่ งานที่มอบหมาย และการกําหนดเกณฑ์การวัดและประเมินผล ส่วนที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วย มาตรฐานการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง สาระสําคัญตัวชี้วัด ผลการเรียนรู้เนื้อหาสาระการเรียนรู้กิจกรรมการเรียนรู้สื่อ อุปกรณ์แหล่งการ เรียนรู้การวัดและประเมินผล และบันทึกผลหลังการจัดการเรียนรู ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้เป็นเครื่องมือที่ไม่มีความตายตัวของ เครื่องมือ จะขึ้นอยู่กับผู้ที่ผลิตแผนการสอนออกมา ซึ่งจะมีความคล้ายคลึงกัน ต่างกันที่เทคนิคการ สอน รูปแบบการสอน และกิจกรรมการเรียนเรียนรู้ของแต่ละคน ซึ่งจะประกบไปด้วย มาตรฐาน ตัวชี้วัดการเรียนรู้จุดประสงค์การเรียนรู้สมรรถนะของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์สาระสําคัญ สาระการเรียนรู้กิจกรรมการเรียนรู้สื่อวัสดุอุปกรณ์และการวัดประเมินผล ซึ่งแต่ละแผนก็ตะมีความ ต่างกันขึ้นอยู่กับครูผู้สอนแต่ละคน 2.3.1.7 ขั้นตอนการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีควรเขียนเป็นขั้นตอนโดยนํามาตรฐานหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐานมาจัดการเรียนรู้ดังนี้(วิมลรัตน์สุนทรวิโรจน์, 2553)
25 1) ศึกษามาตรฐานการเรียนรู้และมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นของกลุ่ม สาระการเรียนรู้ที่จัดทําหลักสูตรเพื่อให้เข้าใจเป้าหมายและทิศทางของการจัดการเรียนรู้ 2) วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น เพื่อกําหนดสาระการเรียนรู้ช่วงชั้น และกําหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวังรายปีรายภาค (เฉพาะระดับมัธยมศึกษาตอนปลายกําหนดสาระ การเรียนรู้เป็นรายภาคเรียน) สาระการเรียนรู้ช่วงชั้นเป็นการกําหนดเนื้อหาที่จะต้องเรียนโดยคํานึงถึง จุดเน้นของหลักสูตรความต้องการของผู้เรียน ความต้องการของท้องถิ่นและชุมชน จํานวนเวลาที่ จัดการเรียนรู้ในแต่ละสัปดาห์วัยและระดับชั้น ส่วนการกําหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวังรายปีรายภาค เรียนนั้นเป็นการระบุถึงความรู้ทักษะ และคุณลักษณะของผู้เรียนซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากการเรียนรู้ในแต่ ละปี/ภาค 3) วิเคราะห์สาระการเรียนรู้ช่วงชั้นและผลการเรียนรู้ที่คาดหวังรายปี/ราย ภาคเรียน เพื่อกําหนดเป็นสาระการเรียนรู้รายปีรายภาค กล่าวคือเป็นเนื้อหาที่จะต้องเรียนให้ สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่นและชุมชน 4) นําผลการเรียนรู้ที่คาดหวังรายปีรายภาค และสาระการเรียนรู้รายปี/ รายภาค มาพิจารณาเพื่อจัดทําคําอธิบายรายวิชา 5) นําคําอธิบายรายวิชามากําหนดเป็นหน่วยการเรียนรู้ซึ่งอาจอธิบายได้ว่า เป็นหน่วยการเรียนรู้เปรียบเสมือนบทเรียนหนึ่ง ๆ ซึ่งประกอบด้วยเนื้อหาหายเรื่องที่มีความสัมพันธ์ กัน นอกจากนี้การจัดทําหน่วยอาจใช้หลักการบูรณาการหลายกลุ่มสาระการเรียนรู้เข้าด้วยกัน โดยใช้ วิชาใดวิชาหนึ่ง เช่นสังคมศึกษา แล้วนําลักษณะเนื้อหาของกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นที่มีความสัมพันธ์ เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน 6) นําหน่วยการเรียนรู้แต่ละหน่วยมาจัดทําแผนการจัดการเรียนรู้เป็นราย หน่วย 7) นําแผนการจัดการเรียนรู้รายหน่วยมาจัดทําแผนการเรียนรู้รายชั่วโมง อาภรณ์ใจเที่ยง (2553) ได้อธิบายไว้ว่า ขั้นตอนการจัดทําแผนการจัดการเรียนรู้ตาม หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน สามารถจัดทําได้ตามขั้นตอนดังนี้ 1) วิเคราะห์คําอธิบายรายวิชา เพื่อนําไปใช้ในการจัดทําโครงสร้างรายวิชาที่ ประกอบด้วยหน่วยการเรียนรู้มาตรฐานการเรียนรู้ตัวชี้วัด หรือผลการเรียนรู้สาระสําคัญ เวลาเรียน และน้ำหนักคะแนนในแต่ละหน่วย ซึ่งจะเห็นในภาพรวมในระดับรายวิชาว่าผู้สอนจะต้องจัดการเรียนรู้ ในแต่ละปีการศึกษา หรือภาคการศึกษาทั้งหมดกี่หน่วยการเรียนรู้ใช้เวลาเรียนเท่าใด 2) วิเคราะห์จุดประสงค์รายวิชา และมาตรฐานรายวิชา โดยพิจารณาจาก มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด หรือผลการเรียนรู้เพื่อนํามาเขียนจุดประสงค์การเรียนรู้โดยให้ ครอบคลุมพฤติกรรมทั้งด้านความรู้ทักษะ กระบวนการ เจตคติและค่านิยม
26 3) วิเคราะห์สาระการเรียนรู้โดยวิเคราะห์จากตัวชี้วัด หรือผลการเรียนรู้ที่ กําหนดไว้ในแต่ละรายวิชา เพื่อนํามาใช้ในการเลือกและขยายสาระที่เรียนรู้ให้สอดคล้องกับผู้เรียน ชุมชน และท้องถิ่นรวมทั้งวิทยาการและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน 4) วิเคราะห์กระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุตามมาตรฐาน การเรียนรู้และตัวชี้วัด หรือผลการเรียนรู้ตลอดจนสาระการเรียนรู้โดยเลือกรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ ที่ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม ลงมือปฏิบัติจริง มีความน่าสนใจ สอดคล้องกับวัยและ ธรรมชาติของผู้เรียนสามารถนําความรู้ไปใช้ในชีวิตประจําวันและชีวิตจริงได้ 5) วิเคราะห์กระบวนการประเมินผล โดยเลือกใช้วิธีการวัดและประเมินผลที่ หลากหลายใช้เครื่องมือวัดที่มีความน่าเชื่อถือ และเกณฑ์การประเมินที่สอดคล้องกับจุดประสงค์การ เรียนรู้ 6) วิเคราะห์แหล่งการเรียนรู้โดยคัดเลือกสื่อการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้ ทั้งในและนอกห้องเรียนให้เหมาะสมสอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ ดังนั้น สรุปได้ว่า ขั้นตอนการจัดทําแผนการจัดการเรียนรู้ต้องเริ่มจากการศึกษา หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยศึกษามาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิเคราะห์มาตรฐาน การเรียนรู้ช่วงชั้นสาระการเรียนรู้ตัวชี้วัดรายปีรายภาค แล้วกําหนดเป็นสาระการเรียนรู้ให้สอดคล้อง กับสภาพบริบทและความต้องการของท้องถิ่นและชุมชน หลังจากนั้นจึงนําตัวชี้วัดชั้นปีและสาระการ เรียนรู้รายปีมาพิจารณาจัดทําคําอธิบายรายวิชา แล้วจึงกําหนดเป็นหน่วยการเรียนรู้และจัดทํา แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อใช้การจัดการเรียนรู้ต่อไป 2.3.1.8 การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้หมายถึง การนําแผนการจัดการเรียนรู้ไป ทดลองใช้ตามขั้นตอนที่กาหนดไว้แล้วนําไปปรับปรุงเพื่อนําไปสอนจริง ให้ได้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ กําหนดไว้ ชวลิต ชูกาแพง (2553) ได้อธิบายไว้ว่า การวิจัยทางหลักสูตรและการสอนนักวิจัยจะ ใช้การจัดการเรียนรู้เป็นนวัตกรรม เป็นเครื่องมือในการวิจัย ซึ่งต้องหาคุณภาพของนวัตกรรมที่ใช้นิยม หาค่าประสิทธิภาพของ ซึ่งไม่ใช่ค่าสถิติเป็นขั้นตอนทําการทดลองจริงกับกลุ่มตัวอย่างที่กําหนดไว้แล้ว สามารถหาประสิทธาภาพของสื่อ ᴱ₁/ ᴱ₂ ในขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้กบ นักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างด้วยรายละเอียดดังนี้ 1) ประสิทธิภาพของกระบวนการ ᴱ₁ เป็นค่าที่บ่งบอกวาการจัดการ เรียนรู้นั้นสามารถพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ภายในกิจกรรมที่กําหนดให้โดย มีการเก็บข้อมูลของผลการเรียนรู้ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการและความงอกงามของผู้เรียน ได้โดยทั่วไปมักจะคํานวณจากคะแนนที่ได้จากการทําแบบทดสอบย่อย หรือคะแนนจากพฤติกรรม
27 การเรียนหรือคะแนนจากกิจกรรมการเข้ากลุ่ม ที่ไม่ใช่คะแนนจากการทําแบบฝึกหัดหรือแบบฝึก ทักษะ ซึ่งคํานวณได้จากสูตร 1 = Σχ × 100 เมื่อ ᴱ ₁ แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ ᴱ ₂ แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธิ์ ∑X แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหัดปฏิบัติหรืองานที่ทําระหว่าง เรียน ∑F แทน คะแนนรวมของผลลัพธ์ของการประเมินหลังเรียน A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกปฏิบัติทุกชิ้นรวมกัน B แทน คะแนนเต็มของการประเมินหลังเรียน (การสอบหลังเรียน) N แทน จํานวนผู้เรียน 2) ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ᴱ₂ ค่าที่บ่งบอกวาการจัดการเรียนรู้นั้นส่งผลให้ผู้เรียน เกิดสัมฤทธิ์ผลได้หรือไม่ บรรลุวัตถุประสงค์หรือเป็นไปตามที่กําหนดไว้ในการจัดการ เรียนรู้มากน้อย เพียงใดซึ่งคํานวณจากคะแนนที่ได้จากการทําแบบสดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การทดสอบหลัง เรียนของผู้เรียนทุกคน ซึ่งคํานวณได้จากสูตร 2= ΣF ×100 เมื่อ ᴱ ₁ แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ ᴱ ₂ แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธิ์ ∑X แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหัดหรืองานที่ทําระหว่างเรียน ∑F แทน คะแนนรวมของผลลัพธ์ของการประเมินหลังเรียน A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกปฏิบัติทุกชิ้นรวมกัน B แทน คะแนนเต็มของการประเมินหลังเรียน (การสอบหลังเรียน) N แทน จํานวนผู้เรียน
28 การหาค่าประสิทธิภาพจะต้องมีการณ์กําหนดเกณฑ์เพื่อใช้ในการพิจารณา โดย เกณฑ์ดังกล่าวนิยมใช้หลักการเรียนแบบรอบรู้คือตั้งเกณฑ์ไว้ที่ร้อยละ 80 และยอมรับความผิดพลาด ได้ไม่เกินร้อยละ 2.5 ดังนั้นต้องมีประสิทธิภาพไม่ตํ่ากว่า 80-2.5 = 77.5 ส่วนการกําหนดเกณฑ์ความ ผิดพลาดที่ยอมรับได้คือไม่ควรเกินร้อยละ 5 นอกจากนั้นยังพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น ประเภท ของสื่อนวัตกรรมสติปัญญาของกลุ่มผู้เรียน และวุฒิภาวะของกลุ่มผู้เรียน เป็นต้น โดยทั่วไปนวัตกรรม การสอนที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะมักจะกําหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพตํ่ากว่าการพัฒนาการเรียนรู้ทั้งนี้ เนื่องจากการพัฒนาทักษะต้องใช้เวลามากกว่า ยกตัวอย่าง เช่น นวัตกรรมที่เน้นการพัฒนาความรู้ อาจกําหนดเท่ากับ 80/80 ส่วนนวัตกรรมที่เน้นการพัฒนาทักษะต่าง ๆ อาจกําหนด (ᴱ ₁ ⁄ ᴱ ₂) ที่ 75/75 เป็นต้น ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า เกณฑ์ในการหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้คือ เกณฑ์80/80 โดย 80 ตัวแรกคือ ᴱ ₁ ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทุกคน ที่ได้จากคะแนน ประเมินพฤติกรรม ผลงานระหว่างเรียน และแบบทดสอบย่อย ซึ่งต้องได้ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ร้อยละ 80 ขึ้น ไป ถือเป็นประสิทธิภาพของกระบวนการ 80 ตัวหลัง ᴱ ₂ คือนักเรียนทั้งหมดที่ทําแบบทดสอบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ขึ้นไป ถือว่าเป็นประสิทธิภาพของ ผลลัพธ์ 2.4 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT 2.4.1.แนวคิดและทฤษฎีของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT ทิศนา แขมมณี ( 2557 : 262) ได้สรุปทฤษฎีในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT ดังนี้กระบวนการเรียนรู้ตามแนววัฏจักรการเรียนรู้แบบ 4 MAT แม็คคาร์ธี(Mc Carthy) ได้ พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนนี้ขึ้นตามแนวคิดของ โคลป์(Kolb) ซึ่งอธิบายว่าการเรียนรู้เกิดขึ้น จากสัมพันธ์ของ 2 มิติคือ การรับรู้(perception) และกระบวนการจัดกระทำข้อมูล (processing) การรับรู้ของบุคคล มี2 ช่องทาง คือ ผ่านทางประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม และผ่านทาง ความคิดรวบ ยอดที่เป็นนามธรรม (abstract conceptualization) ส่วนกระบวนการจัดกระทำกับ ข้อมูลที่รับรู้นั้น มี2 ลักษณะ คือ การลงมือทดลองปฏิบัติและการสังเกตโดย ใช้ความคิด ไตร่ตรองและสรุปลักษณะ การเรียนรู้ของผู้เรียน 4 แบบ คือ แบบที่ 1 เป็นผู้เรียนที่ถนัดจินตนาการ (imaginative learners) เพราะมีการรับรู้ผ่านทาง ประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมและใช้กระบวน การจัดกระทำข้อมูลด้วยการ ไตร่ตรองแบบที่ 2 เป็นผู้เรียนที่ถนัดการวิเคราะห์ (analytic learners) เพราะมีการรับรู้ผ่านทาง ความคิด รวบยอดที่เป็นนามธรรม และชอบใช้กระบวนการสังเกต อย่างไตร่ตรองแบบที่ 3 เป็นผู้เรียน ที่ถนัดใช้สามัญสำนึก (Common sense learners) เพราะมีการรับรู้ผ่านทางความคิดรวบยอดที่ เป็นนามธรรมและชอบใช้กระบวนการลงมือทำแบบที่ 4 เป็นผู้เรียนที่ถนัดในการปรับเปลี่ยน
29 (dynamic learners) เพราะมีการรับรู้ผ่านประสบการณ์ ที่เป็นรูปธรรม และชอบใช้กระบวนการลง มือปฏิบัติแมคคาธีและคณะได้นำแนวคิดของโคล์มาประกอบกับแนวคิดเกี่ยวกับการทำงานของ สมอง ทั้งสองซีกทำให้เกิดแนวทาง ในการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนโดยใช้คำถามหลัก 4 คำถาม คือทำไม (Why?) อะไร (What?) อย่างไร (How?) และถ้า (IF ?) ซึ่งสามารถพัฒนาผู้เรียนที่มี ลักษณะการเรียนรู้แตกต่างกัน 4 แบบให้สามารถ ใช้สมองทุกส่วน ของตนในการพัฒนาศักยภาพของ ตนได้อย่างเต็มที่ จากแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT ดังกล่าว สรุปได้ว่า หลักการสอนแบบ 4 MAT เชื่อว่าผู้เรียน รับประสบการณ์ความรู้และมีวิธีการเรียนรู้ แตกต่าง กันซึ่งมีอยู่4 ลักษณะ คือ แบบที่ 1 นักคิดแบบที่ 2 นักวิเคราะห์แบบที่ 3 นักปฏิบัติและ แบบที่ 4 นักตรวจสอบ ดังนั้น การสอนจะดำเนินไปตามวัฏจักรตามรูปแบบการเรียนรู้กับเทคนิคการ พัฒนา สมองซีกซ้ายและซีกขวา เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาตามธรรมชาติอย่างสมดุล และเต็ม ศักยภาพ 2.4.2. ความหมายของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT ชัยวัฒน์สุทธิรัตน์(2554 : 370) ได้ให้ความหมายว่าการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบ 4 MAT เป็นการจัดกระบวนการเรียนการสอนที่ความคำนึงถึงแบบการเรียนของผู้เรียน 4 แบบกับ การพัฒนา สมองซีกซ้ายและซีกขวาอย่างสมดุล เพื่อให้ผู้เรียนเรียนรู้ตามแบบ และความ ต้องการของ ตนเอง อย่างเหมาะสมและสามารถ พัฒนาตนเองอย่างเต็มตามศักยภาพ วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์(2554 : 77) ได้ให้ความหมายว่า การจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ แบบ 4 MAT คือ เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่คำนึงถึงรูปแบบการเรียนรู้ ของกลุ่มผู้เรียน 4 แบบ กับพัฒนาการสมองซีกซ้ายและซีกขวาอย่างสมดุล เพื่อให้ผู้เรียนเรียนรู้ตามแบบและ ความต้องการ ของตนเองอย่างเหมาะสมและสามารถ พัฒนาตนเองอย่างเต็มที่ ทิศนา แขมณี (2557 : 262) ให้ความหมายของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT คือ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้คำถามหลัก 4 คำถาม คือ ทำไม (Why ?) อะไร (What ?) อย่างไร (How ?) และถ้า (If ?) ซึ่งสามารถพัฒนา ผู้เรียนที่มีลักษณะการเรียนรู้แตกต่าง กันทั้ง 4 แบบ ให้สามารถใช้สมองทุกส่วน ของตนในการ พัฒนาศักยภาพของตนได้เต็มที่ สรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT หมายถึง กระบวน การเรียนการสอน ที่ คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลในเรื่องรูปแบบการเรียนรู้ มุ่งให้ผู้เรียนพัฒนาสมองทุกส่วนของ ตนได้อย่างเต็มที่ โดยยึดหลักการจัดประสบการณ์ที่หลากหลาย ยืดหยุ่นและเชื่อมโยงกัน อย่าง ต่อเนื่อง Morris และ McCarthy (ชัยวฒน์สุทธิรัตน์. 2554 : 372 – 375 ; อ้างอิงมาจากMorris and Mc Carthy. 1990 : 4 – 23) ได้เสนอรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT ที่คำนึงถึง
30 รูปแบบการเรียนรู้ของกลุ่มผู้เรียน 4 แบบกับการพัฒนาของสมองซีกซ้ายและซีกขวาอย่างสมดุล ซึ่ง ลำดับขั้นการจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT มี8 ขั้นดังนี้ 1) เสี้ยวที่ 1 การบูรณาการประสบการณ์ด้วยตนเอง การพัฒนาประสบการณ์จริง ไปสู่การสังเกตด้วยสติปัญญาคิดไตร่ตรองต้องสร้างประสบการณ์ให้คิดหาเหตุผลด้วยตนเอง ผู้เรียน ชอบจินตนาการจะมีความสุขที่สุดในการเรียนรู้บทบาทของครูเป็นผู้กระตุ้นสร้างแรงจูงใจเป็นผู้ยั่วยุ วิธีการสถานการณ์จำลอง อภิปรายนักเรียน สร้างเหตุผล ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างประสบการณ์ผู้เรียนถนัดการเรียนรู้ด้วยสมองซีกขวามีความ สะดวกสบาย และมีความสุขที่สุดในการเรียน ครูสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายด้วยวิธีการกระตุ้น หรือสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์ดังกล่าวเป็นประสบการณ์ของตนเอง ขั้นที่ 2 ขั้นวิเคราะห์ประสบการณ์ ผู้เรียนถนัดการเรียนรู้ด้วยสมองซีกซ้าย มี ความ สะดวกสบายและมีความสุขที่สุดใน การเรียนจะใช้สมองสะท้อนความคิดจากประสบการณ์ ผู้เรียน จะตรวจสอบประสบการณ์โดยการอภิปราย หลังจากครูสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายให้ 2) เสี้ยวที่ 2 การพัฒนาความคิดรวบยอด การพัฒนาความคิดรวบยอด จากการ สังเกตด้วยสติปัญญาคิดไตร่ตรองไปสู่การสร้าง แนวคิดที่เป็นนามธรรมผู้เรียนชอบการวิเคราะห์จะมี ความสุขที่สุดในการเรียนรู้ ตารางที่2 การจัดประสบการณ์การเรียนเรียนรู้ให้ผู้เรียน บทบาทของครู เป็นผู้สอน วิธีการ ให้ข้อมูลข้อเท็จจริง นักเรียน แสวงหารายละเอียด ขั้นที่ 3 ขั้นบูรณาการสังเกตไปสู่ความคิดรวบยอด ผู้เรียนถนัดการเรียนรู้ด้วยสมอง ซีกขวา มีความสะดวกสบายและมีความสุขที่สุด ในการเรียนโดยนักเรียนจะบูรณาการประสบการณ์ และความรู้ที่นำไปสู่ความเข้าใจความคิดรวบยอดซึ่งครูจะให้ข้อมูลข้อเท็จจริงและจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ที่นำไปสู่ความเข้าใจความคิดรวบยอด ขั้นที่ 4 ขั้นพัฒนาทฤษฎีและความคิดรวบยอด ผู้เรียนถนัดการเรียนรู้ด้วย สมองซีก ซ้าย มีความสะดวกสบายและมีความสุขที่สุดในการเรียนครูให้ผู้เรียนได้รับข้อมูลหรือข้อเท็จ จริงตาม ทฤษฎีและความคิดรวบยอดโดยวิเคราะห์ไตร่ตรอง ประสบการณ์หรือไต่ถามค้นคว้านักเรียน คิด วิเคราะห์ไตร่ตรองจากประสบการณ์ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ได้รับ
31 3) เสี้ยวที่ 3 การปฏิบัติและปรับแต่งเป็นแนวคิดของตนเอง การทดสอบด้วยตนเอง ไปสู่แนวคิดที่เป็นนามธรรม ผู้เรียนชอบใช้สามัญสำนึกจะมีความสุขที่สุดในการเรียนรู้ ตารางที่3 การฝึกปฏิบัติตามความคิดรวบยอดให้ผู้เรียน บทบาทของครู เป็นผู้ฝึก วิธีการ อำนวยความสะดวก นักเรียน ลงมือปฏิบัติ ขั้นที่ 5 ขั้นปฏิบัติตามความคิดรวบยอดผู้เรียนถนัดการเรียนรู้ด้วยสมองซีกซ้าย มี ความ สะดวกสบายและมีความสุข ที่สุดในการเรียน ครูให้ผู้เรียนได้ทดลองทำโดยผ่านประสาทสัมผัส โดยครูเป็นผู้ฝึกและอำนวยความสะดวก เช่น การทดลองการทำแบบฝึกหัดเพื่อพัฒนาความคิดและ ทักษะของตนเอง ขั้นที่ 6 ขั้นปรับแต่งแนวคิดของตนเองผู้เรียนถนัดการเรียนรู้ด้วยสมองซีกขวา มี ความ สะดวกสบายและมีความสุขที่สุด ในการเรียนผู้เรียนจะปรับปรุงสิ่งที่ตนเองปฏิบัติด้วยวิธีการ ของตนเองและบูรณาการข้อมูลเป็นองค์ความรู้ของตนเอง ขั้นการสร้างมโนทัศน์จึงเป็นขั้นที่ช่วยให้ นักเรียนดำเนินการควบคุมการเรียนรู้ของตนเอง 4) เสี้ยวที่ 4 การบูรณาการและประยุกต์ประสบการณ์การทดลองด้วยตนเอง ไปสู่ การได้รับประสบการณ์จริง ผู้เรียนชอบพลวัตจะมีความสุขที่สุดในการเรียน ตารางที่4 การวิเคราะห์ความถนัดของผู้เรียนผู้เรียน บทบาทของครู เป็นผู้ประเมินแก้ไขข้อบกพร่องผู้ร่วมเรียนรู้ วิธีการ ค้นพบด้วยตนเอง นักเรียน ค้นพบด้วยตนเอง ขั้นที่ 7 ขั้นวิเคราะห์เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ผู้เรียนถนัดการเรียนรู้ด้วยสมอง ซีกซ้าย มี ความสะดวกสบายและมีความสุขที่สุดในการเรียนผู้เรียนวิเคราะห์จากการเรียนรู้แล้ว นำไปวางแผน เพื่อประยุกต์ใช้หรือดัดแปลงให้ดีขึ้น หรือกลั่นกรองนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ให้เกิดระโยชน์ต่อตนเองและ ผู้อื่น
32 ขั้นที่ 8 ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของตนกับผู้อื่นผู้เรียนถนัดการเรียนรู้ด้วย สมองซีกขวา มีความสะดวกสบายและมีความสุข ที่สุดในการเรียน จากการที่ได้ทักษะการคิดค้นด้วยตนเอง ผู้เรียน จะแบ่งปันสิ่งที่ได้เรียนรู้ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน วิมลรัตน์สุนทรโรจน์ (2554 : 72 -76) ได้สรุปขั้นตอนของการจัดกิจกรรม การ เรียนรู้แบบ 4 MAT ดังนี้ส่วนที่ 1 การบูรณาการประสบการณ์ให้เป็นส่วนหนึ่งของตนเอง เป็นช่วงที่ นักเรียนใช้ ประสบการณ์อย่างเป็นรูปธรรมไปสู่การสังเกต คิดวิเคราะห์อย่าง ไตร่ตรองการสังเกตุ/ ไตร่ตรอง - บทบาทของครูเป็นผู้กระตุ้นสร้างแรงจูงใจ - วิธีการ คือ การใช้คำถามสร้างความเร้าใจ การอภิปราย การให้นักเรียนทำ กิจกรรมการ ออกไปพบของจริงในส่วนนี้แบ่งออกเป็น 2 ขั้น คือ 1) ประสบการณ์ตรง 2) การลงมือ ปฏิบัติสังเกต/ คิด /คิดวิเคราะห์ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างประสบการณ์เป็นขั้นที่ผ้เูรียนเชื่อมโยงประสบการณ์ด้วยตนเอง ทำให้ผ้เูรียนรู้สึกว่าให้ผู้เรียนรู้สึกว่า สิ่งที่ผู้เรียนนั้น มีความหมายโดยตรงกับตัวเขาเอง โดยการให้ นักเรียนได้สัมผัสเป็นขั้นที่ผู้เรียนเชื่อมโยง ประสบการณ์ด้วยตนเอง ทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่าสิ่งที่ผู้เรียนนั้น มีความหมายโดยตรงกับตัวเขาเองโดยการให้นักเรียนได้สัมผัสได้เกิดความรู้สึกได้แก่ ได้ซักถามหรือได้ ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่กำลังจะเรียน ครูอาจใช้กิจกรรมเกมการตั้งคำถามให้คิดหรือใช้จิตนาการ เป็นขั้น ที่ เน้นการใช้สมองซีกขวาทักษะที่สำคัญในช่วงนี้คือ ทักษะการสังเกต ทักษะการตั้งคำถาม ทักษะ การ สร้างมโนภาพตลอดจนทักษะในการร่วมกิจกรรมกลุ่ม ขั้นที่ 2 ขั้นวิเคราะห์ประสบการณ์ขั้นนี้ยังอยู่ในส่วนที่ 1 คือกระตุ้น ให้เด็ก สนใจ และอยาก รู้แต่ในขั้นที่ 2 นี้เด็กจะใช้สมองซีกซ้ายวิเคราะห์ต่อจากขั้นที่ 1 เป็นขั้นที่ เด็กต้องหาเหตุผล เกี่ยวกับประสบการณ์ที่ได้รับในขั้นแรกด้วยการ วิเคราะห์เด็กจะช่วยกันอภิปราย และอธิบายเหตุผล ตามความคิดเห็นของนักเรียนแต่ละคน ทักษะที่สำคัญในช่วงนี้คือทักษะในการวินิจฉัยวิเคราะห์ อภิปรายในขั้นนี้ครูอาจใช้เทคนิคการจัดกิจกรรมหลายรูปแบบ ประกอบ เช่น เทคนิคการ อภิปราย เทคนิคการเขียนผังความคิด (Mind Mapping) และวิธีอื่น ๆ ที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกนึก คิด เกี่ยวกับสิ่งที่เขารู้ครูที่ทดลองนำวิธีการระดมความคิดโดยใช้เทคนิค Mind Mapping ไปใช้เป็น กิจกรรมการสอนนักเรียนต่างก็มีความสุขและสนุกมาก ที่ได้มีโอกาสคิด และครูก็จะพบว่าสิ่งที่ นักเรียนมีระดับความคิดเป็นเรื่องดีและเด็กสามารถคิดได้เอง ส่วนที่2 สร้างความคิดรวบยอดเป็นการเรียนรู้ในขั้นตอนการเชื่อมโยงประสบการณ์ ข้อมูล หลักการมาคิดวิเคราะห์อย่างไตร่ตรองเพื่อสร้างความคิดรวบยอด - บทบาทครูเป็นผู้เตรียมข้อมูล ให้ข้อมูล สาธิต - วิธีการ คือ ให้นักเรียนค้นคว้า ครูให้ข้อมูลในส่วนนี้แบ่งออกเป็น 2 ขั้น
33 ขั้นที่ 3 ขั้นปรับประสบการณ์เป็นความคิดรวบยอดขั้นนี้มุ่งเน้นให้ผู้เรียน สามารถ วิเคราะห์และไตร่ตรองความรู้ที่ได้จากขั้นแรกเชื่อมโยงกับข้อมูลที่ครูให้ค้นคว้า เพื่อให้นักเรียน มี ความเข้าใจ มากยิ่งขึ้นจนสามารถที่จะเรียนรู้ขั้นต่อไปได้กล่าวคือ เป็นขั้นที่ต้องจัดกิจกรรมให้เด็กทำ แล้วสร้างความคิดรวบยอดเป็นของตนเองได้เป็นขั้นที่เน้นการใช้สมองซีกขวา ทักษะที่สำคัญ ในช่วงนี้ คือ ทักษะการสร้างรูปแบบการจัดระบบ การวิเคราะห์การ จัดลำดับ ความสัมพันธ์การจัด ประสบการณ์เปรียบเทียบ ขั้นที่ 4 พัฒนาความคิดด้วยข้อมูล (หาความรู้เพิ่มเติม) การสอนในขั้นนี้เป็นขั้น ของ การให้ข้อมูลรายละเอียด ทฤษฎีหลักการให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเพื่อทำให้นักเรียนสามารถ เข้าใจจนสร้าง ความคิด รวบยอด เรื่องที่เรียนได้เน้นการใช้สมองซีกซ้าย ขั้นนี้ถึงแม้ว่าบทบาท ของครูคือ ผู้สอนแต่ ครูควรหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลความรู้ด้วยการบรรยายควรใช้วิธีอื่น เช่น การให้นักเรียน ค้นคว้าทดลอง ครูสาธิตหรือให้เรียนรู้จากวิทยากรท้องถิ่น ส่วนที่ 3 การปฏิบัติเพื่อฝึกทักษะการสร้างชิ้นงานลงมือปฏิบัติกระบวนการที่ เกิดขึ้นใน ขั้นนี้ป็นการเคลื่อนไหวจากขั้นสร้างความคิดรวบยอดมาสู่การลงมือ กระทำหรือลงมือ ทดลอง ตามความคิดของนักเรียนอย่างกระตือรือร้นความคิด รวบยอด - บทบาทครูคือ โค้ช ( Coach) หรือผู้ให้คำแนะนผู้อำนวยความสะดวก ผู้ให้ความช่วยเหลือ อยู่เบื้องหลัง - วิธีการ ให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ ขั้นที่ 5 ทำตามแนวคิดที่กำหนดในขั้นนี้นักเรียนจะทำตามใบงานหรือคู่มือ หรือ แบบฝึกหัด หรือทำตามขั้นตอนที่กำหนดหรือสรุปไว้ในขั้นที่ 4 ก็ได้เน้นการใช้สมองซีกซ้ายทักษะ ที่ใช้ ในช่วงนี้คือ ทักษะการถาม การสำรวจ การเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์การทดลอง การลอง ผิดลองถูก การ ทำนาย การบันทึก ขั้นที่ 6 สร้างชิ้นงานตามความถนัดและความสนใจ ในขั้นนี้เป็นขั้นของการ บูรณา การและสร้างสรรค์อย่างแท้จริง เพราะเป็นขั้นที่นักเรียนมีโอกาสแสดงความสนใจ ความถนัด ความ เข้าใจเนื้อหาวิชาความซาบซึ้งและจินตนาการของตนเองออกมาเป็น รูปธรรมในรูปแบบต่าง ๆ ตามที่ ตนเองเลือก เช่น เป็นสิ่งประดิษฐ์สมุดรวมภาพ ภาพวาด นิทาน บทกวีหรือบทละคร หรือหนังสือ เป็นต้น ซึ่งเน้นการใช้สมองซีกขวากิจกรรมในขั้นที่ 6 นี้เป็นผลมาจากการลงมือ ปฏิบัติจาก ขั้นที่ 5 ซึ่งนักเรียนมีโอกาสทำงาน เพื่อให้เกิด ความเข้าใจ จนสามารถพัฒนาเป็น ความคิด รวบยอดได้ดังนั้นครูต้องตระหนักว่ากิจกรรมที่เกิดขึ้น ในขั้นที่ 5 ต้องมีลักษณะที่ กระตุ้น หรือ ส่งเสริมให้นักเรียนเกิดความคิดรวบยอดไม่ใช่ เกิดความจำได้ แต่เพียงอย่างเดียว และในส่วนนี้ คือสิ่งที่สามารถปรากฏเป็นแฟ้มสะสมผลงานของนักเรียน (Portfolio) ถ้าครูวางแผนการ ทำงาน ล่วงหน้าไว้อย่างดีเด็กสามารถสร้างผลงานได้โดยครูไม่ต้องคอยพะวง เรื่องการทำแฟ้มผลงาน ของ
34 นักเรียน ทักษะที่ใช้ในช่วงนี้คือ ทักษะการจัดระบบจัดลำดับก่อนหลัง การแก้ปัญหา การลงมือ ทำงาน การสรุปจดบันทึก ส่วนที่ 4 การบูรณาการประยุกต์ใช้กับประสบการณ์ของตนเองการรับรู้ กระบวนการเรียนรู้ในส่วนที่ 4 เกิดจากกิจกรรมของการลงมือกระทำด้วยตนเองจนสำเร็จ และการ ไปสู่การรับรู้มีความรู้สึกที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อตนเองต่อไป ลงมือปฏิบัติ - บทบาทของครูทำหน้าที่เป็นผู้ประเมิน/ผู้ซ่อมเสริม รวมทั้งเป็นผู้เรียน รู้ ร่วมกันกับผู้เรียน - วิธีการ ค้นหาตัวเอง การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการแนะนำผู้อื่น ใน ส่วนนี้แบ่งกิจกรรม ออกเป็น 2 ขั้นเช่นกัน คือ ขั้นที่ 7 วิเคราะห์ผลและประยุกต์ใช้ในขั้นนี้เป็นขั้นที่นักเรียนได้ชื่นชมกับผลงานของ ตนเอง หรือนักเรียนสามารถ ประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ไปสู่กิจกรรมอื่น ๆ หรือนักเรียนนำ ผลงาน ของตนเองเสนอในกลุ่มย่อย ๆ ให้เพื่อน ๆ ติชมเป็นขั้นที่เน้นการใช้สมองซีกซ้าย ขั้นที่ 8 แลกเปลี่ยนความรู้ความคิดกับผู้อื่นในขั้นสุดท้ายนี้เป็นการเปิดโอกาส ให้ นักเรียน ได้มีโอกาสแบ่งปัน ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากการ ค้นคว้า หรือการ ลงมือกระทำ กับคน อื่น ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ ตลอดจนจะช่วยให้นักเรียนมองเห็นการ เชื่อมโยง ของสิ่งที่ได้เรียนรู้กับ เรื่องอื่น ๆ ที่อาจพบในสถานการณ์ใหม่ ได้แก่ จัดนิทรรศการหน้าชั้น หรือจัดในห้องสมุดจัดแสดง ผลงานในวันสำคัญของโรงเรียน เช่น วันพบผู้ปกครองวันวิชาการของ โรงเรียนเป็นต้นเป็นขั้น ที่เน้น การใช้สมองซีกขวา ทักษะที่ใช้ในช่วงนี้คือ การยอมรับฟัง ความคิดเห็น ของผู้อื่นและ แลกเปลี่ยน ความคิดความรู้ซึ่งกันและกัน การมองอนาคต ตลอดจนการชื่นชมตนเอง ฯลฯ ทิศนา แขมณี(2557 : 263 -264) กล่าวว่า การเรียนการสอนตามวัฏจักรการ เรียนรู้ 4 MAT มีขั้นตอนดำเนินการ 8 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 การสร้างประสบการณ์ผู้สอนเริ่มต้นจากการจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียน เห็น คุณค่า ของเรื่องที่เรียนด้วยตนเอง ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถตอบคำถามได้ว่า ทำไมตนจึงต้อง เรียนรู้เรื่องนี้ ขั้นที่ 2 การวิเคราะห์ประสบการณ์ หรือสะท้อนความคิดจากประสบการณ์ช่วยให้ ผู้เรียน เกิดความตระหนักรู้และยอมรับความสำคัญของเรื่องที่เรียน ขั้นที่ 3 การพัฒนาประสบการณ์เป็นความคิดรวบยอดหรือแนวคิดเมื่อผู้เรียน เห็น คุณค่า ของเรื่องที่จะเรียนแล้ว ผู้สอนจึงจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถสร้าง ความคิด รวบยอดขึ้นด้วยตนเอง ขั้นที่ 4 การพัฒนาความรู้ความคิด เมื่อผู้เรียนมีประสบการณ์และเกิด ความ คิดรวบ ยอด หรือแนวคิดพอสมควรแล้วผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนพัฒนาความรู้ความคิดของตน ให้กว้างขวาง
35 และ ลึกซึ้งขึ้น โดยการให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม จากแหล่งความรู้ที่หลากหลาย การเรียนรู้ในขั้น ที่ 3 – 4 นี้คือ การตอบคำถามว่า สิ่งที่ได้เรียนรู้คืออะไร ขั้นที่ 5 การปฏิบัติตาม แนวคิดที่ได้เรียนรู้ในขั้นนี้ผู้สอนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนนำ ความรู้ความคิดที่ได้รับจากการเรียนใน ขั้นที่ 3 - 4 มาทดลอง ปฏิบัติจริง และศึกษาผลงานที่เกิดขึ้น ขั้นที่ 6 การสร้างสรรค์ชิ้นงานของตนเอง จากการปฏิบัติตามแนวคิดที่ได้เรียนรู้ใน ขั้นที่ 5 ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ถึงจุดเด่นจุดด้อยของแนวคิด ความเข้าใจแนวคิดนั้นจะกระจ่าง ขึ้น ในขั้นนี้ผู้สอนควรกระตุ้นให้ผู้เรียน พัฒนาความสามารถของตนโดยการนำความรู้ความเข้าใจนั้น ไป ใช้หรือปรับประยุกต์ใช้ในการสร้างชิ้นงานที่เป็นความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง ดังนั้นคำถามหลัก ของที่ใช้ในขั้นที่ 5 - 6 ก็คือ จะทำอย่างไร ขั้นที่ 7 การวิเคราะห์ผลงานและแนวทางในการนำไปประยุกต์ใช้เมื่อผู้เรียน สร้างสรรค์ชิ้นงานของตนตามความถนัดแล้ว ผู้สอนควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงผลงานของตน ชื่นชม กับความสำเร็จ และเรียนรู้ที่จะวิพากษ์วิจารณ์ อย่างสร้างสรรค์รวมทั้งรับฟังข้อวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อการปรับปรุงงานของตนให้ดีขึ้น และการนำไปประยุกต์ใช้ต่อไป ขั้นที่ 8 การแลกเปลี่ยนความรู้ความคิด ขั้นนี้เป็นขั้นของการขยายขอบข่ายของ ความรู้โดยการแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดแก่กันและกัน และร่วมกันอภิปรายเพื่อการนำการเรียนรู้ไป เชื่อมโยง กับชีวิตจริงและ อนาคต คำถามหลักในการอภิปรายก็คือ ถ้า...? ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิด ประเด็นใหม่สำหรับผู้เรียนในการเริ่มต้นวัฏจักรของการเรียนรู้เรื่องใหม่ต่อไป 2.4.4. ข้อจำกัดของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT สุคนธ์สินธพานนท์(2550 : 164) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT มีข้อจำกัด ดังนี้ 1) ผู้สอนต้องวางแผนการจัดกิจกรรมอย่างหลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนได้ใช้ ทักษะ ในการพัฒนาสมองและการสร้างสรรค์ชิ้นงาน 2) ผู้สอนต้องติดตามการเข้าร่วมกิจกรรมของผู้เรียนอย่างสม่ำเสมอและคอย ชี้แนะ ผู้เรียนบางคนหรือบางกลุ่มที่ไม่สามารถพัฒนาตนได้เท่าเทียมกับเพื่อน 3) ใช้เวลาหรือจานวนชั่วโมงในการจัดกิจกรรมจานวนมากหลายชั่วโมง ผู้สอนจึงควร ระบุช่วงเวลาแต่ละชั่วโมงให้ชัดเจน วิมลรัตน์สุนทรโรจน์(2554 : 77) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนรูป แบบ 4 MAT มีข้อควรคำนึงดังต่อไปนี้ 1) ไม่มีรูปแบบการเรียนที่ดีที่สุด มันเพียงแต่ไม่เหมือนกันเท่านั้น 2) แบบการเรียนเพียง 1 แบบ ไม่สามารถที่จะท้าทายความแตกต่าง ที่ เฉพาะของ ผู้เรียนได้อย่างเพียงพอ
36 3) ผู้สอนจะต้องเข้าใจแบบการเรียนของผู้เรียน รวมทั้งค้นคว้าเกี่ยวกับ ความถนัด ของสมองและรวบรวมงานค้นคว้าที่ดีที่สุดเพื่อนามาพัฒนาการเรียนการสอน 4) ผู้สอนต้องสอนให้เกิดความคิดรวบยอดเน้นความสัมพันธ์ระหว่าง กระบวนการคิด กระทั้งพัฒนาการวิเคราะห์ลำดับขั้นวิธีการคิดอย่างต่อเนื่อง 5) มีโครงการพัฒนาคุณภาพครูอย่างต่อเนื่องในระยะยาว 6) ภาระขั้นพื้นฐานคือ ให้ผู้เรียนค้นพบความรู้ด้วยตนเองได้ง่ายมีความสุข ใน การเรียนรู้ สรุปได้ว่า ข้อควรคำนึงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT ผู้สอนจะต้อง เข้าใจรูปแบบการเรียนของผู้เรียน เกี่ยวกับความถนัดของสมองและความแตกต่างของบุคคล เน้นให้ ผู้เรียน ค้นพบตนเอง ด้วยเหตุนี้เองทำให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT ต้องใช้เวลามากและ เน้น ความหลากหลายของกิจกรรม เพื่อให้ผู้เรียนพัฒนาการเรียนรู้ของ ตนเองได้เต็มที 2.5 การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ 2.5.1 ความหมายของเกณฑ์ประสิทธิภาพ บุญชม ศรีสะอาด (2550 : 98 - 103) กล่าวว่า ประสิทธิภาพของสื่อการสอนหรือนวัตกรรม ทางการศึกษา (E1/E2) ในการวิจัยบางครั้งนักวิจัยใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมทางการศึกษา เช่น แผนการสอน บทเรียนคอมพิวเตอร์ชุดสื่อผสม เป็นต้น เป็นเครื่องมือในการทําวิจัยด้วย ดังนั้น ต้องมี วิธีหาคุณภาพของสื่อดังกล่าวด้วย ซึ่งมีขั้นตอนคล้ายกับการหาคุณภาพของแบบทดสอบ หรือ เครื่องมือชนิดอื่น ๆ คือ วิเคราะห์คําอภิปรายรายวิชา กําหนดเนื้อหาสาระเป็นรายบทแล้ววิเคราะห์ เนื้อหาสาระเป็นรายบทในรูปของตารางความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหาย่อยความคิดรวบยอด และ จุดประสงค์การเรียนรู้ขั้นต่อไปดําเนินการดังนี้ 1) ตรวจสอบความเที่ยงตรง (Validity) มักอาศัยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งควรให้ผู้เชี่ยวชาญ พิจารณาตารางความสัมพันธ์ดังกล่าว 2) สร้างแผนการสอนหรือสื่อต่าง ๆ แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความถูกต้อง จากนั้น นําไปทดลองกับนักเรียนเป็นรายบุคคล ซึ่งนิยมใช้กับนักเรียนระดับการเรียนเก่ง ปานกลาง อ่อนอย่าง ละ 1 คน เพื่อพิจารณาเรื่องการออกแบบสื่อ คําอธิบายการใช้สื่อ การสื่อความ หรืออาจจะทดลองใช้ แผนการสอนเป็นรายกลุ่ม เพียง 1- 2 แผน เพื่อดูเรื่องเวลาที่ใช้จัดกิจกรรมบรรยากาศการเรียนการ สอน เป็นต้นส่วนการหาประสิทธิภาพของสื่อ (ᴱ₁/ ᴱ₂) เป็นขั้นตอนทําการทดลองจริงกับกลุ่มตัวอย่าง ที่กําหนดไว้แล้ว (ไม่ใช่เป็นขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่ม ตัวอย่าง) สรุปได้ดังนี้ 2.5.1.1 ประสิทธิภาพของกระบวนการ (ᴱ ₁)
37 เป็นค่าที่บ่งบอกว่า แผนการจัดการเรียนรู้นั้นสามารถพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ อย่างต่อเนื่องหรือไม่ภายใต้สถานการณ์และกิจกรรมที่กําหนดให้โดยจะมีการเก็บข้อมูลของผลการ เรียนรู้อันเนื่องมาจากนวัตกรรมหรือแผนการเรียนรู้เป็นระยะ ๆ ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นถึง พัฒนาการและความงอกงามของผู้เรียนได้โดยทั่วไปมักจะคํานวณจากคะแนนที่ได้จากการทํา แบบทดสอบย่อย แบบฝึกทักษะการใช้ชุดการเรียนรู้หรือคะแนนจากพฤติกรรมการเรียนในระหว่างที่ ผู้เรียนกําลังเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้ซึ่งคํานวณได้จากสูตร 1 = ( Σ ) × 100 เมื่อ 1 แทน สื่อประสิทธิภาพของกระบวนการ ΣΧ แทน ผลรวมของคะแนนทุกส่วนที่ผู้เรียนทุกคนได้ทำ แทน จำนวนผู้เรียน แทน คะแนนเต็มทั้งหมด 2.5.1.2 ประสิทธิภาพของผลลัพธ์(ᴱ ₂) เป็นค่าที่บ่งบอกว่าแผนการจัดการเรียนรู้นั้น สามารถส่งผลให้ผู้เรียนเกิดสัมฤทธิ์ ผลได้หรือไม่ บรรลุวัตถุประสงค์หรือเป็นไปตามที่กําหนดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้มากน้อยเพียงใด ซึ่งคํานวณจากคะแนนที่ได้จากการทําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (ทดสอบหลังเรียน) ของ ผู้เรียนทุกคน ซึ่งคํานวณได้จากสูตร 2 = ( ΣϜ ) × 100 เมื่อ 2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ΣϜ แทน ผลรวมของคะแนนจากแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้เรียนทุกคนทำได้ แทน จำนวนผู้เรียน แทน คะแนนเมของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ จากที่กล่าวมาสามารถคํานวณได้ค่าตัวเลขที่บอกถึงประสิทธิภาพของสื่อหรือ แผนการจัดการเรียนรู้แต่การที่จะสรุปว่าสื่อหรือแผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นนั้น มีประสิทธิภาพ หรือไม่จะต้องมีการกําหนดเกณฑ์เพื่อใช้ในการพิจารณา โดยเกณฑ์ดังกล่าวนิยมใช้หลักการเรียนแบบ
38 รอบรู้(Mastering Learning) คือ ตั้งเกณฑ์ไว้ที่ ร้อยละ 80 และยอมรับความผิดพลาดได้ไม่เกินร้อย ละ 2.5 ดังนั้น ต้องมีประสิทธิภาพไม่ต่ำกว่า 80-2.5 = 77.5 หรือยอมรับความผิดพลาดได้ไม่เกินร้อย ละ 5 ดังนั้น ต้องมีประสิทธิภาพไม่ต่ำกว่า 80-5=75 ตัวอย่างเช่น ตั้งเกณฑ์ของ ᴱ ₁ ⁄ ᴱ ₂ ไว้ที่ 80/80 และ กําหนดความผิดพลาดที่ยอมรับได้ไม่เกินร้อยละ 5 คํานวณค่า ᴱ ₁ ⁄ ᴱ ₂ได้76/77 ก็ถือได้ว่ามี ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ส่วนการกําหนดเกณฑ์ความผิดพลาดที่ยอมรับได้ไม่ควรเกินร้อย ละ 5 หมายเหตุการเลือกเกณฑ์เพื่อกําหนดค่าประสิทธิภาพของสื่อการสอนหรือนวัตกรรมควร พิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น ประเภทของสื่อนวัตกรรม สติปัญญาของกลุ่มผู้เรียนความสามารถใน การอ่านและเขียนของผู้เรียน วุฒิภาวะของผู้เรียนและวัตถุประสงค์ของการเรียน เป็นต้น โดยทั่วไป นวัตกรรมหรือสื่อการสอนที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะ มักจะกําหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพต่ำกว่าการ พัฒนาความรู้ทั้งนี้เนื่องจากทักษะเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ยากกว่า และอาจต้องใช้เวลาในการพัฒนา มากกว่า เผชิญ กิจระการ (2544 : 46 - 57 ได้กล่าวว่า การหาประสิทธิภาพของสื่อการสอน ใด ๆ มี กระบวนการสําคัญอยู่ 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนของการหาประสิทธิภาพตามวิธีการหาประสิทธิภาพ เชิงเหตุผล (Rational Approach) และขั้นตอนการหาประสิทธิภาพตามวิธีการหาประสิทธิภาพเชิง ประจักษ์(Empirical Approach) ทั้งสองวิธีนี้ควรทําควบคู่กันไปจึงจะมั่นใจได้ว่าสื่อหรือเทคโนโลยี การเรียนการสอนที่ผ่านกระบวนการหาประสิทธิภาพจะเป็นที่ยอมรับได้มีรายละเอียด ดังนี้ 1) วิธีการหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ (Empirical Approach) วิธีการนี้จะนําสื่อไป ทดลองใช้กับกลุ่มนักเรียนเป้าหมาย การหาประสิทธิภาพของสื่อส่วนใหญ่ใช้วิธีนี้ประสิทธิภาพส่วน ใหญ่จะพิจารณาจากเปอร์เซ็นต์การทําแบบฝึกหัดหรือกระบวนการเรียน หรือแบบทดสอบย่อย โดย แสดงเป็นค่าตัวเลข 2 ตัว เช่น ᴱ ₁ ⁄ ᴱ ₂ = 80/80, E1/E2= 85/85, ᴱ ₁ ⁄ ᴱ ₂= 90/90 เป็นต้น เกณฑ์ประสิทธิภาพ (ᴱ ₁ ⁄ ᴱ ₂) มีความหมายแตกต่างกันหลายลักษณะในที่นี้จะ ยก ตัวอย่าง ᴱ ₁ ⁄ ᴱ ₂ = 80/80 ดังนี้ เกณฑ์ 80/80 ในความหมายที่ 1 ตัวเลข 80 ตัวแรก (ᴱ ₁) คือ นักเรียนทั้งหมดทํา แบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบย่อยได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ถือเป็นประสิทธิภาพของกระบวนการส่วน 80 ตัวหลัง (ᴱ ₂) คือ นักเรียนทั้งหมดที่ทําแบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ถือเป็นประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ส่วนการหา ᴱ ₁ และ ᴱ ₂ ใช้สูตร ดังนี้ 1 = ( ΣΧ ) × 100 เมื่อ 1 แทน สื่อประสิทธิภาพของกระบวนการ
39 ΣΧ แทน คะแนนของแบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบย่อย แทน จำนวนผู้เรียนทั้งหมด แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดทุกชุดีรวมกัน 2 = ( ΣϜ ) × 100 เมื่อ 2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ΣϜ แทน คะแนนรวมของแบบทดสอบหลังเรียน แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน แทน จำนวนผู้เรียนทั้งหมด 2) เกณฑ์80/80 ในความหมายที่ 2 ตัวเลข 80 ตัวแรก ᴱ ₁ คือ จํานวนนักเรียนร้อยละ 80 ทําแบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ทุกคน ส่วนตัวเลข 80 ตัวหลัง ᴱ ₂ คือ นักเรียนทั้งหมดทําแบบทดสอบหลังเรียนครั้งนั้นได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ80 3) เกณฑ์80/80 ในความหมายที่ 3 ตัวเลข 80 ตัวแรก ᴱ ₁ คือ จํานวนนักเรียนทั้งหมดที่ ทําแบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ส่วนตัวเลข 80 ตัวหลัง ᴱ ₂ คือ คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ที่นักเรียนทําเพิ่มขึ้นจากแบบทดสอบหลังเรียน (Post-test)โดยเทียบกับ คะแนนที่ทําได้ก่อนการเรียน (Pre-test) 4) เกณฑ์80/80 ในความหมายที่ 4 ตัวเลข 80 ตัวแรก ᴱ ₁ คือ นักเรียนทั้งหมดทํา แบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ส่วนตัวเลข 80 ตัวหลัง ᴱ ₂ คือ นักเรียน ทั้งหมดทําแบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) แต่ละข้อถูกมีจํานวนร้อยละ 80 ถ้านักเรียนทําข้อสอบ ข้อใดถูกมีจํานวนนักเรียนไม่ถึงร้อยละ 80 แสดงว่า สื่อไม่มีประสิทธิภาพและชี้ให้เห็นว่า จุดประสงค์ที่ ตรงกับข้อนั้นมีความบกพร่อง กล่าวโดยสรุปเกณฑ์ในการหาประสิทธิภาพของสื่อการเรียนการสอนจะนิยมตั้งเป็น ตัวเลข 3 ลักษณะ คือ 80/80 85/85 และ 90/90 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับธรรมชาติของวิชาและเนื้อหาที่นํามา สร้างสื่อนั้น ถ้าเป็นวิชาที่ค่อนข้างยากก็อาจตั้งเกณฑ์ไว้80/80หรือ 85/85 สําหรับวิชาที่มีเนื้อหาง่าย ก็อาจตั้งเกณฑ์ไว้90/90 เป็นต้น นอกจากนี้ยังตั้งเกณฑ์เป็นค่าความคลาดเคลื่อนไว้เท่ากับร้อยละ
40 2.5 นั่นคือ ถ้าตั้งเกณฑ์ไว้ที่ 90/90 เมื่อคํานวณแล้วค่าที่ถือว่าใช้ได้คือ 87.5/87.5 หรือ 87.5/90 เป็น ต้น (เผชิญ กิจระการ. 2544: 50) สรุปได้ว่า การคํานวณหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้เป็นการคํานวณหา ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กําหนดไว้คือ/หรือประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ โดยแสดงเป็นค่าตัวเลข 2 ตัว เช่น = 80/80 เป็นต้น 2.6 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.6.1 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.6.1.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับ ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความหมายไว้ดังนี้ นตนา วงศ์อำไพ (2551 : 51) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลของการ จัดการเรียนรู้ที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของผู้เรียน ในด้านความรู้ทักษะ สมรรถภาพต่าง ๆ ของ สมองซึ่งสามารถพิจารณาได้จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และประสบการณ์ในการเรียนรู้ที่เกิดจาก ผลของการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบต่าง นิตยา เควิเลาะ (2551 : 35) ได้สรุปความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า เป็นผล ของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เกิดจากความรู้ทักษะและความสามารถในด้านต่าง ๆของ นักเรียนจนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์เรียนรู้ สุขาดา ทองอินทร์(2551 : 69) ได้สรุปความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ว่าเป็น ความรู้ทักษะ และความสามารถต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังที่นักเรียน ได้รับการฝึกฝนและอบรมสั่งสอน ในเรื่องที่เรียนมาแล้ว อันมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากการวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่นักการศึกษากล่าวไว้ข้างต้น สรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ความสามารถของนักเรียน แสดงให้ เห็นถึงความสำเร็จในการเรียน หลังจากที่นักเรียน ได้เรียนหรือได้รับประสบการณ์มาแล้ว สามารถวัด และประเมินผลได้จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.6.1.2 ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นเครื่องมือสําคัญที่ครูผู้สอนใช้วัดพฤติกรรม การเรียนรู้ของนักเรียนด้านความรู้ทักษะ และกระบวนการ รวมไปถึงสมรรถภาพทางสมองด้านต่าง ๆ ซึ่งมีนักการศึกษาได้กล่าวถึงประเภทแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังนี้
41 สมนึก ภัททิยธนี(2556) ได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า หมายถึง แบบทดสอบวัดสมรรถภาพทางสมองต่าง ๆ ที่นักเรียนได้รับการเรียนรู้ผ่านมาแล้ว ซึ่งแบ่งได้ เป็น2 ประเภท คือ แบบทดสอบที่ครูสร้างกับแบบทดสอบมาตรฐาน แต่เนื่องจากครูต้องทําหน้าที่ วัดผลนักเรียน คือ เขียนข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ตนได้สอน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับแบบทดสอบที่ครู สร้างและมีหลายแบบแต่ที่นิยม ใช้มี6 แบบ ดังนี้ 1) ข้อสอบแบบอัตนัยหรือความเรียง ลักษณะทั่วไปเป็นข้อสอบที่มีเฉพาะ คําถามแล้วให้นักเรียนเขียนตอบอย่างเสรีเขียนบรรยายตามความรู้และข้อคิดเห็นแต่ละคน 2) ข้อสอบแบบกาถูก-ผิด ลักษณะทั่วไปถือได้ว่าข้อสอบแบบกาถูก-ผิด คือ ข้อสอบแบบเลือกตอบที่มีตัวเลือกแต่ตัวเลือกดังกล่าวเป็นแบบคงที่และมีความหมายตรงกันข้าม เช่น ถูก-ผิด ไม่ใช่ – ใช่ไม่จริง-ไม่จริง เหมือนกันต่างกัน เป็นต้น 3) ข้อสอบแบบเติมคําลักษณะทั่วไปเป็นข้อสอบที่ประกอบด้วยประโยคหรือ ข้อความที่ยังไม่สมบูรณ์ให้ผู้ตอบเติมคํา หรือประโยค หรือข้อความลงในช่องว่างที่เว้นนั้นเพื่อให้มี ความสมบูรณ์และถูกต้อง 4) ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ ลักษณะทั่วไปข้อสอบประเภทนี้คล้ายกับข้อสอบ แบบเติมคําแต่แตกต่างกันที่ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ เขียนเป็นประโยคคําถามสมบูรณ์(ข้อสอบเติมคํา เป็นประโยคที่ยังไม่สมบูรณ์) แล้วให้ผู้ตอบเป็นคนเขียนตอบ คําตอบที่ต้องการจะสั้นและกะทัดรัดได้ ใจความสมบูรณ์ไม่ใช่เป็นการบรรยายแบบข้อสอบอัตนัยหรือความเรียง 5) ข้อสอบแบบจับคู่ ลักษณะทั่วไปเป็นข้อสอบเลือกตอบชนิดหนึ่งโดยมีคําหรือ ข้อความแยกจากกันเป็น 2 ชุด ถ้าให้ผู้คอบเลือกจับคู่ว่าแต่ละข้อความในชุดหนึ่ง (ด้วยยืน) จะคู่กับคํา หรือข้อความใดในอีกชุดหนึ่ง (ตัวเลือก) ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้ออกข้อสอบ กําหนดไว้ 6) ข้อสอบแบบเลือกตอบ ลักษณะทั่วไปข้อสอบแบบเลือกตอบนี้จะ ประกอบด้วย 3 ตอน ตอนนําหรือคําถามกับตอนเลือก ในตอนเลือกที่จะประกอบด้วยตัวเลือกที่เป็น คําตอบถูกและตัวเลือกที่เป็นตัวลวงปกติจะมีคําถามที่กําหนดให้นักเรียนพิจารณาแล้วหาตัวเลือกที่ ถูกต้องมากที่สุดเพียงตัวเลือกเดียวจากตัวเลือกอื่น ๆ และคําถามแบบเลือกตอบที่ดีนิยมใช้ตัวเลือกที่ ใกล้เคียงกันดู เผิน ๆ จะเห็นว่าทุกตัวเลือกถูกหมดแต่ความจริงมีน้ำหนักถูกมากน้อยต่างกัน สิริพร ทิพย์คง (2545) ได้อธิบายไว้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมี2 ประเภทสามารถสรุปแบบทดสอบแต่ละประเภทได้ดังนี้ 1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์มาตรฐาน มีการดําเนินการสอบและการแปล คะแนนแบบมาตรฐานสร้างโดยผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาวิชา และยอมรับในคุณภาพที่สามารถขยาย