๔๒ 5.3 การวัดพฤติกรรมทางการศึกษาด้านพุทธิพิสัย หรือสติปัญญา การวัดพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัยหรือสติปัญญา ตามแบบของบลูม และคณะ (Bloom et al, 1956 อ้างถึงในสมชาย วรกิจเกษมสกุล, 2553: 28 - 31) ที่ใช้เป็นแนวทางในการวัด และประเมินผลด้านพุทธิพิสัยหรือสติปัญญา ของผู้เรียน โดยได้จำแนกสติปัญญาของมนุษย์ตามลำดับ ของความซับซ้อนของกระบวนการเป็น 6 ระดับ ดังนี้ (สมชาย วรกิจเกษมสกุล, 2553: 28-31) 1. ความรู้ (Knowledge) เป็นความสามารถของผู้เรียนในการจดจำ ระลึกไ ด้ของเนื้อหาสาระที่ได้เรียนรู้ผ่านมาแล้วถ่ายทอดสู่ผู้อ่านได้อย่างถูกต้อง แม่นยำและชัดเจน จำแนกได้ ดังนี้ 1.1 ความรู้ด้านเนื้อหา (Knowledge of Specifics) ถือเป็นความสามารถ ในการจดจำเนื้อหา สาระที่ได้เรียนรู้ 1.2 ความรู้เกี่ยวกับวิธีดำเนินการในเนื้อหา (Knowledge of Ways and Means of Dealing with Specifics) เป็นความสามารถในการจดจำวิธีการ ลำดับขั้นตอน เกณฑ์หรือ การจำแนกประเภท 1.3 ความรู้เกี่ยวกับความคิดรวบยอด (Knowledge of Universals and Abstraction in a Field) เป็นความสามารถในการจดจำขั้น 2.ความเข้าใจ (Comprehension) เป็นความสามารถในการสรุปความ ตีความ และขยายความจากสื่อ ความหมายที่ได้พบเห็นได้อย่างสมเหตุสมผล จำแนกได้ดังนี้ 2.1 การแปลความ (Translation) เป็นความสามารถในการถ่ายโยง ความหมายจากภาษาที่เข้าใจยากในเรื่องประเด็นนั้น ๆ ให้เป็นภาษาที่สามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น อาทิ จุดไต้ตำตอหมายความว่าอย่างไร เป็นต้น 2.2 การตีความ (Interpretation) เป็นความสามารถในการสรุปความ หรือพิจารณาในภาพรวมให้เป็นประโยคใจความสั้น ๆ ที่มีความหมาย อาทิ พันท้ายนรสิงห์ เป็นบุคคล ลักษณะใด เป็นต้น 2.3 การขยายความ (Extrapolation) เป็นความสามารถในการคาดคะเน ข้อเท็จจริงล่วงหน้าโดยใช้แนวโน้มของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว อาทิ ถ้าในประเทศไทยมีบ่อน้ำมัน อย่างเพียงพอแล้วเศรษฐกิจของประเทศจะเป็นอย่างไร เป็นต้น 3. การนำไปใช้ (Application) เป็นความสามารถในการนำความรู้หลักวิชา หรือทฤษฎีไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเรียนหรือไม่คุ้นเคย โดยจำแนกลักษณะ ข้อคำถามที่ใช้ 5 ลักษณะดังนี้ 3.1 ถามความสอดคล้องระหว่างหลักวิชาและการปฏิบัตินั้น ๆ อาทิ พ่อค้า ขายทรายใช้หลักการเดียวกับการขายอะไร
๔๓ 3.2 ถามขอบเขตการใช้หลักวิชาและการปฏิบัติ อาทิ เครื่องมือประเภทนี้ เหมาะสมกับงานชนิดใด 3.3 ถามให้อธิบายหลักวิชาว่าเหตุการณ์นั้นเกิดจากอะไร เพราะเหตุใด อาทิ จงอธิบายเหตุผลที่ทำให้ปลาในบริเวณอ่าวไทยลดลง เป็นต้น 3.4 ถามให้แก้ปัญหา เป็นการแก้ปัญหาใหม่โดยใช้หลักการเดียวกับปัญหา เดิมที่เคยได้แก้แล้ว อาทิ ถ้าท่านไม่มีอาหารประเภทเนื้อสัตว์รับประทาน ท่านจะรับประทานอาหาร อะไรทดแทน เพื่อให้ได้รับคุณค่าของอาหารเหมือนเดิม เป็นต้น 3.5 ถามเหตุผลของการปฏิบัติ เป็นการตรวจสอบเหตุผลที่แท้จริง ว่าจะปฏิบัติอย่างไร และเพราะเหตุใด อาทิ ชาวสวนนิยมขยายพันธุ์ต้นมะม่วง ด้วยวิธีการใด เพราะเหตุใด เป็นต้น 4. การวิเคราะห์ (Analysis) เป็นความสามารถในการแยกแยะ เพื่อหาส่วนประกอบ ย่อย ๆ ของเหตุการณ์ ว่ามีประเด็นที่สำคัญคืออะไร แต่ละประเด็นมีความสัมพันธ์กันอย่างไรใช้ หลักการอะไร จำแนกได้ดังนี้ 4.1 การวิเคราะห์ความสำคัญ (Analysis of Elements) เป็นความสามารถ ในการจำแนกความสำคัญของประเด็นในเหตุการณ์ เหตุและผล อาทิ ในศีลห้าข้อ ข้อใดเป็นข้อที่ สำคัญที่สุด เป็นต้น 4.2 การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ (Analysis of Relationships) เป็น ความสามารถในการจำแนกความสัมพันธ์หรือความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ย่อย ๆ เพื่อนำมา อุปมาอุปไมย อาทิ เพราะเหตุใดแสงจึงมีความเร็วมากกว่าเสียง เป็นต้น 4.3 การวิเคราะห์หลักการ (Analysis of Elements) เป็นความสามารถ ในการระบุเหตุการณ์ที่ใช้เชื่อมโยงเหตุการณ์ย่อย ๆ ให้อยู่กันอย่างเป็นระบบ อาทิ หลักการที่ใช้ทำให้ รถยนต์วิ่งได้คือหลักการใด เป็นต้น 5. การสังเคราะห์ (Synthesis) เป็นความสามารถในการผสมผสานส่วนย่อย เพื่อให้เกิดองค์ประกอบใหม่ที่มีโครงสร้างใหม่จำแนกได้ดังนี้ 5.1 การสังเคราะห์ข้อความ (Production of Unique Communication) เป็นความสามารถในการสังเคราะห์ข้อความเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันโดยการพูด การเขียน หรือวิพากษ์วิจารณ์ อาทิ ให้ผู้เรียนเขียนเรียงความเรื่อง “คุณลักษณะของนักเรียนไทยในอนาคต” เป็นต้น 5.2 การสังเคราะห์แผนงาน (Production of Plan and Propose Set of Operations) เป็นความสามารถในการกำหนดแนวทางและขั้นตอนในการปฏิบัติงานใหม่ หรือการสังเคราะห์แผนงานเดิมเพื่อจัดทำแผนงานใหม่ที่ช่วยให้การดำเนินงานสอดคล้องกับเกณฑ์ และมาตรฐาน ได้ดีกว่าเดิม อาทิ ผู้เรียนจะวางแผนอย่างไรจึงจะทำให้เรียนเก่ง เป็นต้น
๔๔ 5.3 การสังเคราะห์ความสัมพันธ์ (Derivation of a Set of Abstract Relations) เป็นความสามารถในการนำแนวคิดย่อย ๆ มาสัมพันธ์กันอย่างสมเหตุสมผลจนเป็น สมมติฐาน กฎ หรือทฤษฎี อาทิ ให้ผู้เรียนได้กำหนดสมมติฐานในปัญหาการวิจัยที่จะดำเนินการ หรือให้สรุปผลที่ได้ตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ เป็นต้น 6. การประเมินค่า (Evaluation) เป็นความสามารถในการพิจารณาตัดสินคุณค่า อาทิ ดี-เลว เหมาะ-ไม่เหมาะ ฯลฯ โดยการนำมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน จำแนกได้ดังนี้ 6.1 การประเมินค่าโดยใช้เกณฑ์ภายใน (Judgment in Terms of Internal Evidence) เป็นความสามารถในการพิจารณาความถูกต้อง ความสมเหตุสมผล หรือความสอดคล้องโดยใช้เกณฑ์ภายในของประเด็นนั้น ๆ เป็นสำคัญ อาทิ การปฏิบัติได้ผลตรงตาม เป้าหมายมากหรือน้อยเพียงใด หรือการเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นต้น 6.2 การประเมินค่าโดยใช้เกณฑ์ภายนอก (Judgment in Terms of External Evidence) เป็นความสามารถในการพิจารณาความถูกต้อง ความสมเหตุสมผล หรือความสอดคล้องโดยใช้เกณฑ์ภายนอกที่สังคม หรือระเบียบประเพณีที่กำหนดไว้ อาทิ สิ่งที่ดำเนินการให้ประโยชน์ต่อสังคมในด้านใดบ้าง หรือผลที่ได้รับมีความสอดคล้องกับหลักการ ที่กำหนดให้หรือไม่ อย่างไร เป็นต้น จากการวัดพฤติกรรมทางการศึกษาด้านพุทธิพิสัย หรือสติปัญญา ที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า การวัดและประเมินผลของผู้เรียนด้านพุทธิพิสัย แบ่งเป็น 6 ระดับ ได้แก่ ความรู้ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า ซึ่งในการวิจัย ครั้งนี้ ผู้วิจัยได้วัดพฤติกรรมทางการศึกษาด้านพุทธิพิสัย 2 ระดับ คือ ความรู้ และความเข้าใจ 5.4 เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทย ผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทยเป็นผลสำเร็จของการเรียนภาษาไทยของผู้เรียน และการสอนของครูผู้สอน เช่น ผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความ ผู้เรียนแต่ละคนจะประสบความสำเร็จ ในการอ่านจับใจความไม่เท่ากันแม้จะเรียนอยู่ในระดับชั้นเดียวกันและมีสภาพแวดล้อมในการเรียน ที่คล้ายกัน ผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความของผู้เรียนขึ้นอยู่กับความสามารถทางสมอง ความสนใจ และประสบการณ์ทางภาษาของผู้เรียน การรู้ผลสัมฤทธิ์ การเรียนแต่ละทักษะของผู้เรียนจะช่วยให้ ผู้สอนและผู้เรียนนำผลไปใช้พัฒนาการสอน และการเรียนให้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามการวัดผลสัมฤทธิ์ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่มีมาตรฐานเพื่อผลที่วัดออกมา จะได้มีความเชื่อถือกระบวนการวัดผลจึงต้อง มีระบบซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับการบริหารการใช้เครื่องมือวัดผล (สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์, 2551: 55)
๔๕ 5.4.1 วัตถุประสงค์ของการใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทย การใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนมีวัตถุประสงค์ดังนี้ (สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์, 2551: 55) 1. เป็นการวัดพื้นฐานการเรียนภาษาไทยของผู้เรียนก่อนที่กิจกรรม การเรียนจะเริ่มขึ้น ผู้สอนอาจทำการวัดพื้นฐานการเรียนในชั่วโมงแรกของการเปิดภาคเรียนเพื่อนำผล มาวินิจฉัยว่าผู้เรียนมีพื้นฐานความรู้ในเรื่องที่จะเรียนภาษาไทยมากหรือน้อย ผู้สอนจะได้นำผลมาใช้ เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนต่อไป 2. เป็นการวัดผลภายหลังที่ผู้เรียนได้เรียนเนื้อหาครบถ้วนตามวัตถุประสงค์ ที่กำหนดไว้ เช่น ในภาคเรียนหนึ่งกำหนดให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางภาษาไทย โดยสามารถจำ เข้าใจ นำไปใช้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่าได้ อย่างน้อยร้อยละ 60 มี เนื้อหาสาระจากแบบเรียนและหนังสืออ่านประกอบซึ่งเป็นสื่อใช้ฝึกความรู้ทางภาษาไทยให้นักเรียน เปลี่ยนพฤติกรรมตามวัตถุประสงค์ การวัดผลโดยใช้เครื่องมือวัดผลฤทธิ์จะช่วยให้ผู้สอนรู้ว่าผู้เรียน ประสบความสำเร็จตามเกณฑ์อย่างน้อยร้อยละ 60 หรือไม่ถ้าคำตอบออกมาว่าไม่ ก็จำเป็นต้อง หาทางปรับปรุงแก้ไขต่อไป 3. เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนของผู้เรียนแต่ละคนกับ คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มผู้เรียนเพื่อพิจารณาว่าสูงหรือต่ำจากค่าเฉลี่ย เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุง กิจกรรมการเรียนการสอนในการพัฒนาให้ผู้เรียนแต่ละคนให้มีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนสูงขึ้นกว่าเดิม 4. เปรียบเทียบความก้าวหน้าในการเรียนระหว่างคะแนนก่อนเรียน กับคะแนนหลังเรียน การทดสอบก่อนเรียนจะใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนจึงดำเนินการสอน ตามวัตถุประสงค์เมื่อครบตามเวลาที่กำหนดการสอน แล้วจึงทดสอบหลังเรียนด้วยข้อทดสอบชุดเดียว กับการวัดผลก่อนเรียน จากนั้นจึงนำคะแนนทั้งสองครั้งมาเปรียบเทียบกัน เพื่อพิจารณาความ แตกต่างว่าคะแนนหลังเรียนสูงขึ้นหรือต่ำกว่าเดิม ผลที่ปรากฏจะใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุง แผนการสอนภาษาไทย เพื่อจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น 5. เปรียบเทียบเวลาที่ใช้ในการทำข้อสอบกับเวลาเฉลี่ยที่เป็นมาตรฐาน ผู้เรียนบางคนอาจใช้เวลามากหรือน้อยจากเวลาที่เป็นมาตรฐานของการทำข้อสอบ การใช้เวลา ที่แตกต่างกันอาจชี้ให้เห็นทั้งข้อดีและข้อบกพร่อง ข้อดีคือผู้เรียนทำข้อสอบได้จึงใช้เวลาน้อยกว่า ที่กำหนด ข้อบกพร่องคือเมื่อทำข้อสอบไม่ได้จะใช้วิธีการเดา ทำให้เสร็จเร็วกว่าเวลาที่กำหนด นอกจากนั้นบางคนอาจทำข้อสอบไม่ทันตามเวลา ข้อสังเกตตามที่กล่าวมานี้จะช่วยให้ผู้สอนนำมา ปรับการบริหารเครื่องมือให้ผู้เรียนใช้เวลาในการทำข้อสอบได้ตามที่กำหนดต่อไป 6. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเรียนภาษาไทยระหว่างทักษะต่าง ๆ ได้แก่ ฟัง พูด อ่าน และเขียน โดยนำคะแนนที่ได้มาปรับเป็นคะแนนมาตรฐาน แล้วจึงนำมาเปรียบเทียบกัน ทำให้เห็นความแตกต่างของคะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนของแต่ละทักษะ ซึ่งจะชี้ให้เห็นว่าควรปรับปรุง ทักษะใดให้มีผลสัมฤทธิ์อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับทักษะอื่น ๆ
๔๖ 7. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทยกับผลการเรียนวิชาอื่น ๆ โดยปรับให้เป็นคะแนนมาตรฐาน แล้วจึงนำไปเปรียบเทียบกันจะทำให้เห็นคะแนนผลสัมฤทธิ์ วิชาภาษาไทยใกล้เคียงกับวิชาอื่น ๆ หรือไม่ เพื่อผู้สอนและผู้เรียนจะได้ปรับปรุงผลการเรียน ของแต่ละวิชาให้ดีขึ้น จากวัตถุประสงค์ของการใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทย ที่กล่าวมา ข้างต้น ผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า การใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนมีวัตถุประสงค์ เพื่อวัดความรู้ พื้นฐานก่อนเรียน วัดผลหลังเรียน เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนของผู้เรียนแต่ละคนกับ คะแนนเฉลี่ยของกลุ่ม และเปรียบเทียบความก้าวหน้าในการเรียนระหว่างคะแนนก่อนเรียนกับ คะแนนหลังเรียน ผู้วิจัยนำความรู้นี้ไปใช้ในงานวิจัยโดยการสร้างเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อใช้ในการพัฒนาและเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 ที่เรียนเรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์ ด้วยกระบวนการจัดการเรียนการสอนแบบการคิดอย่างมี วิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และให้คะแนนหลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียนตามวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6.1 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการอ่านเชิงวิเคราะห์ ชลธิดา หงษ์เหม (2560) ได้พัฒนาความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้วิธีสอนแบบ SQ4R ร่วมกับแผนที่ความคิด ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ วิธีสอนแบบSQ4R ร่วมกับแผนที่ความคิดสูงกว่าก่อนจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 และความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอน แบบ SQ4Rร่วมกับแผนที่ความคิด โดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก อาภาพร บุญเติม (2560) ได้ศึกษาการเปรียบเทียบความสามารถการอ่าน ภาษาไทยเชิงวิเคราะห์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ SQ4R กับการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบ CIRC ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาไทยเชิง วิเคราะห์ด้วยการจัดกิจกรรมแบบ SQ4R และแบบ CIRC สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 2) ดัชนี ประสิทธิผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ SQ4R มีค่าเท่ากับ 0.5691 และดัชนีประสิทธิผลการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบ CIRC มีค่าเท่ากับ 0.5057 3) ความสามารถในการอ่านภาษาไทยเชิง วิเคราะห์ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ SQ4R สูงกว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ CIRC อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) ความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการ เรียนรู้การภาษาไทยเชิงวิเคราะห์ มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด สิรีธร สุขเจริญ (2561) ได้พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านเชิงวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ด้วยการจัดการเรียนรู้เทคนิค SQ4R ร่วมกับวรรณกรรมท้องถิ่นอีสานใต้
๔๗ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5หลังการ จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค SQ4R ร่วมกับวรรณกรรมท้องถิ่นอีสานใต้แตกต่างจากก่อนการจัดการ เรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .01 และ 2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ ด้วยเทคนิค SQ4R ร่วมกับวรรณกรรมท้องถิ่นอีสานใต้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากในทุกด้าน เมื่อ พิจารณาเป็นรายด้าน สถาพร ปุ่มเป้า (2563) การพัฒนาความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์วรรณคดีเรื่องนิราศ ภูเขาทองโดยใช้วิธีการสอนแบบ SQ4R ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า 1.ผลการสร้างและหาประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนา ความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์วรรณคดี เรื่องนิราศภูเขาทอง โดยใช้วิธีการสอนแบบ SQ4R ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีคุณภาพอยู่ในระดับมาก 0.38 และเมื่อ นำไปทดลองใช้พบว่ามีประสิทธิภาพ เท่ากับ 85.84/81.74 2.ความสามารถในการอ่านเชิง วิเคราะห์วรรณคดี เรื่องนิราศภูเขาทอง ของนักเรียน ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ วิธีการสอนแบบ SQ4R ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3.ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์วรรณคดี เรื่องนิราศภูเขาทอง โดยใช้วิธีการสอนแบบ SQ4R ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดย ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด สูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 6.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ปัทมา วิญญกูล (2551) ได้ศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านอย่างมี วิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ใช้วิธีการสอนตามแนวคิดหมวกหกใบกับวิธีสอนตาม แนวคิดของสเตอร์นเบอร์ก ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ใช้วิธีสอนตามแนวคิดหมวกหกใบและวิธีสอนตามแนวคิดของ สเตอร์นเบอร์กแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ2) ผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังที่ใช้วิธีสอนตามแนวคิดหมวกหกใบแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ 0.05 โดยผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณหลังการทดลองสูงกว่าก่อน การทดลอง 3) ผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก่อน และหลังที่ใช้วิธีสอนตามแนวคิดของสเตอร์นเบอร์กแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง ณิชาพัฒณ์ ไชยเสนบดินทร์ (2557) ได้ศึกษาการพัฒนาความสามารถด้านการอ่าน อย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ผลการวิจัยพบว่า1) ความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมี
๔๘ นัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 2) ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการ เรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ในภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด ชลธิชา หอมฟุ้ง (2557) ได้ศึกษาการพัฒนารูปแบบการสอนวรรณคดีไทยโดย ประยุกต์ใช้อริยสัจสี่เพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาเชิง สร้างสรรค์ของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีความสามารถด้านการอ่าน อย่างมีวิจารณญาณสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนด้วยรูปแบบการสอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 และ ระหว่างเรียนมีพัฒนาการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ 3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการสอนและการน า รูปแบบการสอนไปขยายผลพบว่า นักศึกษามีความสามารถด้านการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนด้วยรูปแบบการสอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 และระหว่างเรียนมีพัฒนาการ สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่นกัน พรรณิการ์ สมัคร (2557) ได้ศึกษาการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านอย่างมี วิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ด้วยการจัดการเรียนรู้การอ่านแบบ SQ3R ผลการวิจัย พบว่า 1) ความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5หลังการ จัดการเรียนรู้การอ่านแบบ SQ3R สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้การอ่านแบบSQ3R ใน ภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการอ่านเชิงวิเคราะห์ และการอ่านอย่างมี วิจารณญาณ ผู้วิจัยสรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการ จัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ ๓ ร่วมกับการนำเทคนิคการเรียนรู้ต่างๆ มาใช้ร่วมกัน มีส่วนช่วยพัฒนาความสามารถในการอ่าน เชิงวิเคราะห์ของผู้เรียนได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ผู้วิจัยเห็นแนวทางในออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ 6.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสื่อมัลติมีเดีย วินิตา สร้อยเพชรประภา (2557) ได้พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องคำ ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่ 3 ด้วยวิธีจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เรื่องคำ ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อ วิธีเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย โดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก
๔๙ รัตน์ติกานต์ เพนเทศ (2558) ได้ศึกษาผลการใช้สื่อมัลติมีเดียร่วมกับการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปาที่มีต่อการเรียนรู้ และเจตคติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องภาษาถิ่นเมือง ผลการวิจัยพบว่า 1) สื่อมัลติมีเดียร่วมกับการเรียนรู้ แบบซิปปาเรื่องภาษาถิ่นเมืองเพชรบุรี มีค่าเฉลี่ย 82.90/80.22 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2) ผลการเรียนรู้ก่อนเรียนกับหลังเรียนของนักเรียน ที่เรียนด้วยสื่อมัลติมีเดียร่วมกับการเรียนรู้แบบซิป ปา เรื่องภาษาถิ่นเมืองเพชรบุรี หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) เจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียน เรื่องภาษาถิ่นเมืองเพชรบุรี อยู่ในระดับมากที่สุด 4) ความพึง พอใจของนักเรียนที่มีต่อสื่อมัลติมีเดีย ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา อยู่ในระดับมาก ที่สุด ฐาปนี เครืออนันต์ (2559) ได้พัฒนาชุดการสอนมัลติมีเดียเสริมทักษะการอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดการสอนมัลติมีเดียเสริมทักษะการอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 81.25/82.25 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ค่าเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 11.5 ค่าเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 16.45 มี ความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อชุดการสอน มัลติมีเดียเสริมทักษะการอ่าน อยู่ในระดับมากที่สุด ซาร่าห์ หะยีแวฮามะ (2561) ได้พัฒนาสื่อมัลติมีเดียโดยใช้เทคนิคการสอนแบบโฟ นิกส์เพื่อเพิ่มความสามารถในการอ่านในรายวิชาภาษาไทย เรื่องการแจกลูกสะกดคำ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 - 6 โรงเรียนเตรียมศึกษาวิทยา จังหวัดปัตตานี ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการ ประเมินคุณภาพของผู้เชี่ยวชาญ ด้านเนื้อหามีค่าเฉลี่ย 4.74 ซึ่งอยู่ในระดับดีมาก และด้านสื่อมี ค่าเฉลี่ย 4.03 ซึ่งอยู่ในระดับดี ผลประเมินความสามารถในการอ่านนักเรียน มีค่าเฉลี่ย 2.24อยู่ใน ระดับที่ดี 2) ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนมีคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสื่อมัลติมีเดีย ผู้วิจัยสรุปได้ว่า การพัฒนาสื่อมัลติมีเดีย สำหรับเป็นสื่อประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ร่วมกับรูปแบบการเรียนรู้ต่าง ๆ มีส่วนช่วยพัฒนา ให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจในการเรียนมากขึ้น ผู้วิจัยได้เห็นแนวทางในการสร้างและการพัฒนา สื่อมัลติมีเดีย เรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมี วิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ให้มีความน่าสนใจตอบสนอง ต่อการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ของผู้เรียนให้ดียิ่งขึ้น
๕๐ บทที่ 3 วิธีการวิจัย การศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิง วิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีมี วัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้ กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีให้มีคุณภาพตามเกณฑ์ การประเมิน 80/80 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลัง เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีโดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อ มัลติมีเดีย โดยผู้วิจัยได้นำเสนอวิธีดำเนินการศึกษาตามหัวข้อ ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ปีการศึกษา 2566 จำนวน 478 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/13 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ปีการศึกษา 2566 จำนวน 34 คน ได้มาโดยวิธีการ สุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) 2. แบบแผนการวิจัย การศึกษาครั้งนี้มีแบบแผนการวิจัย (Experimental Design) กลุ่มเดียวทดสอบก่อนและ หลังการทดลอง (One group Pretest – Posttest Design)
๕๑ ตารางที่ 2 รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มตัวอย่างเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่ม สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง E T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง E แทน กลุ่มทดลอง (Experimental Group) T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X แทน การจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest) 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบไปด้วย แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อ มัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อำเภอเมือง จังหวัด อุดรธานี และ แบบทดสอบวัดผมสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 3.1 แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิด อย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 แผน คือ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 การอ่านเชิงวิเคราะห์จากนิทาน แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 การอ่านเชิงวิเคราะห์จากข่าว แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 การอ่านเชิงวิเคราะห์จากบทความ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 การอ่านเชิงวิเคราะห์จากโฆษณา แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 การอ่านเชิงวิเคราะห์จากบทเพลง 3.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 แบบปรนัย จำนวน 20 ข้อ 4. การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ ผู้วิจัยกำหนดรายละเอียดของการสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือในการวิจัย ดังนี้ 4.1 แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการ จัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย โดยผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้าง ดังนี้ 4.1.1 ศึกษาและวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย 4.1.2 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย คู่มือครู หนังสือรายวิชาพื้นฐานภาษาไทยวิวิธภาษา
๕๒ 4.1.3 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 4.1.4 กำหนดเนื้อหาและระยะเวลาในการวิจัย สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์ การเรียนรู้เรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมี วิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย โดยใช้เวลาในการดำเนินการวิจัยทั้งหมดเป็นเวลา 2 สัปดาห์ สัปดาห์ ละ 3 ชั่วโมง คาบเรียนละ 50 นาที รวมทั้งหมด 5 คาบ 4.1.5 จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการ จัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วยมาตรฐานการเรียนรู้ / ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้/ คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ / สาระสำคัญ / สาระการเรียนรู้/ ชิ้นงาน / กระบวนการจัดการเรียนรู้/ภาระงาน / การจัดบรรยากาศเชิงบวก / สื่อและแหล่งการเรียนรู้/ การวัดและประเมินผล โดยกำหนดขั้นตอนการ จัดการเรียนรู้ดังนี้ 1) ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ประกอบด้วย การทักทายระหว่างครูและนักเรียน การสังเกตสื่อที่ครูนำมาให้ดูเพื่อให้นำนักเรียนเกิดความสนใจ และการแจ้งจุดประสงค์การเรียน 2) ขั้นสอน ประกอบด้วย การอ่านข้อความที่ครูหนดให้และครูอธิบาย เพิ่มเติม จากนั้นตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน นักเรียนนำเสนอความคิดเห็นของตนเองที่มีต่อเรื่อง จาก นั้น้เชื่อมโยงความสัมพันธ์หรือยกยกตัวอย่างการใช้ข้อคิดจากเรื่องที่อ่าน และวิเคราะห์ วิจารณ์เรื่องที่ อ่าน โดยจดบันทึกความรู้ลงในสมุด 3) ขั้นสรุป ประกอบด้วย การสรุปความรู้ระหว่างครูกับนักเรียน 4.1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นนำเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบ เรื่องการใช้ภาษา ความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์ กิจกรรมการเรียนรู้ และการประเมินผล 4.1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน ๑ ท่าน โดยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาภาษาไทย ด้านหลักสูตรการสอน การวิจัย และการวัดผล ประเมินผล เพื่อตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม ความสอดคล้องและความเป็นไปได้ระหว่าง จุดประสงค์การเรียนรู้เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนรู้และการวัดผล ประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญ พิจารณา ตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ - ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง - ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง - ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นไม่เหมาะสมและสอดคล้อง จากนั้นนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item – Objective Congruence : IOC) ระหว่างองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้โดยสูตรคำนวณ ดังนี้ สูตร IOC = ∑
๕๓ เมื่อ IOC คือ ดัชนีความสอดคล้องของจุดประสงค์ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนรู้ และการประเมินผล ∑ คือ ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N คือ จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด จะต้องได้ค่าดัชนีความสอดคล้องของทุกองค์ประกอบตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป 4.1.8 ปรับปรุง และแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 4.1.9 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขเป็นฉบับสมบูรณ์ที่ใช้ในการทดลองภาคสนาม 4.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้ กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย แบบปรนัย จำนวน 20 ข้อ 4 ตัวเลือก มีขั้นตอนในการสร้างและหาประสิทธิภาพ ดังนี้ 4.2.1 ศึกษาทฤษฎี วิธีสร้าง เทคนิคการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบ คู่มือในการ จัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 4.2.2 สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา เรื่อง การอ่านเชิง วิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย 4.2.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย แบบปรนัย จำนวน 20 ข้อ 4 ตัวเลือก ให้ครอบคุลมเนื้อหาสาระและผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 4.2.4 นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน ๓ ท่าน ซึ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาภาษาไทย การวิจัย และด้านการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบ ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ - ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดสอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง - ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดสอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง - ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดไม่สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 4.2.5 นำผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง ข้อคำถามของแบบทดสอบกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.2.6 นำข้อสอบที่คัดเลือกแล้วจำนวน 20 ข้อ ไปทดสอบเพื่อหาค่าความเชื่อมั่น ของแบบทดสอบทั้งฉบับโดยใช้สูตร KR-20 ของคูเดอร์ ริชาร์ดสัน (Kuder-Richaedson Method) 4.2.8 นำแบบทดสอบที่ได้ไปวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ที่ 3/13 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา จำนวน 34 คน ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการทดลองภาคสนาม ต่อไป
๕๔ 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลอง กับกลุ่มตัวอย่างตามลำดับ ดังนี้ 5.1 ก่อนการทดลองให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 5.2 ผู้วิจัยดำเนินการสอนกลุ่มตัวอย่างด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น โดยให้นักเรียน เรียนรู้และปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนเรียนรู้เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อ มัลติมีเดีย ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 5 แผน คือ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 การอ่านเชิงวิเคราะห์จากนิทาน แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 การอ่านเชิงวิเคราะห์จากข่าว แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 การอ่านเชิงวิเคราะห์จากบทความ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 การอ่านเชิงวิเคราะห์จากโฆษณา แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 การอ่านเชิงวิเคราะห์จากบทเพลง 5.3 เมื่อสิ้นสุดการทดลองแล้ว นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยชุดเดิม ไปทดสอบนักเรียนอีกครั้ง จากนั้นนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป 6. การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้ กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย ของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยดำเนินการโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ (Statistical Package for Social Science: SPSS for Window) ตามขั้นตอน ดังนี้ 6.1 นำผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์ ก่อนเรียนและหลังเรียนมาหาค่าเฉลี่ย (̅ ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และร้อยละ (Percentage) แล้วเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยการทดสอบ ทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) 6.2 นำผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์ หลังเรียนมาหาค่าเฉลี่ย (̅ ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และร้อยละ (Percentage) แล้วเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย กับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 80 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for one Sample) 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยเลือกใช้สถิติ ดังนี้
๕๕ 7.1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป Test Analysis Program (TAP) 7.1.1 หาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) สูตร IOC = ∑ เมื่อ IOC คือ ดัชนีความสอดคล้องของจุดประสงค์ เนื้อหา กิจกรรม การเรียนรู้และการประเมินผล ∑ คือ ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N คือ จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 7.1.2 ค่าความยากง่าย (P) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 7.1.3 ค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 7.1.4 ค่าความเชื่อมั่นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน KR-20 ของคูเดอร์ ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson Method) สูตร = −1 {1 − ∑ 2 } เมื่อ แทน ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ P แทน สัดส่วนของผู้ที่ตอบถูกในแต่ละข้อ q แทน สัดส่วนของผู้ที่ทำผิดในข้อหนึ่ง ๆ n แทน จำนวนข้อสอบแบบทดสอบ 2 แทน ความแปรปรวนของคะแนนทั้งฉบับ 7.2 สถิติพื้นฐาน ใช้ค่าเฉลี่ย (̅ ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทาง สถิติสำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ 7.2.1 หาค่าเฉลี่ย (Arithmetic Mean) หาค่าคะแนนเฉลี่ย (̅ ) คำนวณจากสูตร สูตร (̅ ) = ∑ เมื่อ (̅ ) แทน คะแนนเฉลี่ย ∑ แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N แทน จำนวนนักเรียนของกลุ่มตัวอย่าง 7.2.2 หาค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนจากการทดสอบใช้สูตร ดังนี้
๕๖ สูตร SD = √ ∑ 2− (∑ )2 (−1) เมื่อ SD แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ∑ ̅ แทน ผลรวมทั้งหมดของคะแนนแต่ละตัวยกกำลังสอง (∑ ̅) 2 แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตัวยกกำลังสอง N แทน จำนวนนักเรียนของกลุ่มตัวอย่าง 7.3 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทาง สังคมศาสตร์ SPSS for Windows 7.3.1 สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนกับ หลังเรียน คือ การทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยผู้วิจัยได้ทำการวิจัย จากประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 34 คน ได้มาโดยการเลือก แบบสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม โดยใช้แบบแผนการวิจัย คือ กลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการ จัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย จำนวน 5 แผน โดยมีวิธีการการ เก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัย คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนการสอน 5 แผนจำนวน 5 ชั่วโมง และวิเคราะห์ข้อมูลจากการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ จากการดำเนินการตามวิธีการดำเนินการวิจัยดังกล่าวจะส่งผลให้การวิจัยในครั้งนี้เป็นไปอย่างมีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพสูงสุด
๕๗ บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่าง มีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนตามเกณฑ์ 80/80 ผู้วิจัยเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ดังต่อไปนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 2. ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ตรงกัน ผู้วิจัยได้กำหนดสัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ n แทน จำนวนนักเรียน X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง (Mean) S.D. แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) df แทน ระดับชั้นความเป็นอิสระ (Degree of freedom) MD แทน ค่าเฉลี่ยของผลต่างของคะแนนระหว่างการทดสอบหลังเรียน กับการทดสอบก่อนเรียน S.D.D แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลต่างของคะแนนระหว่างการทดสอบ หลังเรียนกับการทดสอบก่อนเรียน E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการที่ได้จากการประเมินพฤติกรรมกลุ่ม ประเมินผลงานนักเรียน และการทดสอบย่อยของแต่ละแผน E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนของนักเรียนทุกคน % แทน ร้อยละ t แทน ค่าสถิติที่ใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤตจากการแจกแจงแบบที (t-distribution) P แทน ความน่าจะเป็นสำหรับบอกนัยสำคัญทางสถิติ * แทน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ** แทน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
๕๘ 4.2 ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ลำดับขั้นตอนการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ค่าประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ตามเกณฑ์ มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 ตอนที่ 2 ผลการเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิง วิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ก่อนเรียนและหลังเรียน 4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้เสนอลำดับขั้นตอนการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลของวิจัยในชั้นเรียน การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อ มัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ดังต่อไปนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ค่าประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อ มัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ตามเกณฑ์มาตรฐานที่ กำหนดไว้ 80/80 โดยนำแผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบและสื่อการจัดการเรียนรู้ที่ ผ่านการ ประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ และนำไปปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะไปทดลองใช้กับกลุ่ม ตัวอย่าง จำนวน 36 คน ปรากฏผลดังตารางต่อไปนี้ เลขที่ ก่อน เรียน (20) คะแนนระหว่างเรียน ระหว่าง เรียน (50) หลัง เรียน (20) ที่ 1 (10) ที่ 2 (10) ที่ 3 (10) ที่ 4 (10) ที่ 5 (10) 1 3 8 5 7 10 7 37 16 2 11 9 9 8 10 10 46 19 3 9 8 9 9 10 9 45 16 4 6 9 8 10 9 10 46 16 5 8 8 8 9 9 10 44 20 6 4 9 9 9 10 10 47 16 7 9 8 8 9 9 10 44 20 8 4 9 9 8 9 10 45 16 9 9 8 8 9 10 9 44 20 10 6 9 9 10 9 10 47 16
๕๙ เลขที่ ก่อน เรียน (20) คะแนนระหว่างเรียน ระหว่าง เรียน (50) หลัง เรียน (20) ที่ 1 (10) ที่ 2 (10) ที่ 3 (10) ที่ 4 (10) ที่ 5 (10) 11 5 8 9 10 9 10 46 16 12 9 9 10 10 9 10 48 20 13 5 9 9 9 10 10 47 17 14 8 8 9 9 10 10 46 17 15 5 9 10 10 10 10 49 16 16 8 7 8 9 10 10 44 17 17 10 8 9 10 10 10 47 20 18 5 9 9 10 10 9 47 16 19 12 9 9 10 10 9 47 20 20 9 8 9 9 10 10 46 16 21 9 7 8 9 10 10 44 16 22 9 10 10 9 10 9 48 20 23 8 9 9 10 10 10 48 17 24 6 8 9 9 10 10 46 16 25 6 9 8 9 10 10 46 18 26 7 9 10 9 10 10 48 16 27 9 7 9 9 10 10 45 20 28 7 8 9 9 10 10 46 16 29 13 8 9 9 10 10 46 20 30 13 9 10 10 9 10 48 20 31 14 10 10 10 10 9 49 20 32 6 8 10 10 9 10 47 16 33 9 9 9 10 10 10 48 18 34 5 7 8 9 10 10 44 16 รวม 266 287 301 315 331 331 1565 609 x̅ 7.82 16.4 8.85 9.26 9.73 9.73 46.02 17.91 S.D. 2.73 0.78 0.95 0.70 0.44 0.61 2.18 2.41 ร้อยละ 39.11 37.7 39.5 40.8 42.8 43 92.05 89.55 ประสิทธิภาพของแผนการจัดการการเรียนรู้เท่ากับ (E1 /E2 ) คือ E1= 92.05/ E2= 89.55
๖๐ ตารางที่ ๓ ตารางแสดงคะแนนก่อนเรียน คะแนนระหว่างเรียน และคะแนนหลังเรียนวิชา ภาษาไทย ผลการวิเคราะห์ค่าประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิง วิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดียของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 จำนวน 34 คน จากตารางที่ ๓ ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิง วิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา จำนวน 43 คน พบว่าค่าเฉลี่ย ผลรวมของคะแนนจากการทำแบบทดสอบด้วย คิดเป็นร้อยละ 92.05 และผลรวมของคะแนน การ ทดสอบหลังเรียนคิดเป็นร้อยละ 89.55 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 คะแนนแบบฝึกทักษะและคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน มีผลคะแนน ดังตารางต่อไปนี้ ตารางที่ ๔ ตารางแสดงประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่าน เชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80จำนวน 34 คน จากตารางที่ ๔ แสดงให้เห็นว่าผลการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 จำนวน 34 คน มีประสิทธิภาพเท่ากับ 92.05/ 89.55 แสดงว่าการจัดการเรียน การอ่านเชิง วิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ E1/E2 = 80/80 และสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน จำนวน นักเรียน (N) คะแนนแบบฝึกทักษะ (E1 ) คะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลัง เรียน (E2) คะแนนเต็ม คะแนน เฉลี่ย ร้อยละ คะแนนเต็ม คะแนน เฉลี่ย ร้อยละ 34 50 46.02 92.05 20 17.91 89.55
๖๑ ตอนที่ 2 ผลการเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่าน เชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา จำนวน 34 คน โดยได้คะแนนจาก การทำแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน สำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ ผู้วิจัยให้นักเรียนกลุ่ม ตัวอย่างทำแบบทดสอบก่อนเข้าสู่บทเรียน เพื่อตรวจสอบความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการอ่านเชิงวิเคราะห์ ของนักเรียน และทำแบบทดสอบหลังเรียนหลังจากการใช้แผนการจัดการเรียนรู้การอ่านเชิงวิเคราะห์ จากนิทาน ข่าว บทความ โฆษณา และเพลง โดยใช้แบบทดสอบเป็นฉบับเดียวกันทั้งก่อนเรียนและ หลังเรียน จากนั้นได้นำคะแนนของผู้เรียนมาวิเคราะห์ซึ่งปรากฏผลดังตารางต่อไปนี้ นักเรียนคนที่ คะแนนทดสอบ (D) ก่อนเรียน (20) หลังเรียน (20) ผลต่างคะแนน 1 3 16 13 2 11 19 8 3 9 16 7 4 6 16 10 5 8 20 12 6 4 16 12 7 9 20 11 8 4 16 12 9 9 20 11 10 6 16 10 11 5 16 11 12 9 20 11 13 5 17 12 14 8 17 9 15 5 16 11 16 8 17 9 17 10 20 10 18 5 16 11 19 12 20 8 20 9 16 7 21 9 16 7 22 9 20 11 23 8 17 9 24 6 16 10
๖๒ นักเรียนคนที่ คะแนนทดสอบ (D) ก่อนเรียน (20) หลังเรียน (20) ผลต่างคะแนน 25 6 18 12 26 7 16 9 27 9 20 11 28 7 16 9 29 13 20 7 30 13 20 7 31 14 20 6 32 6 16 10 33 9 18 9 34 5 16 11 ̅ 7.82 17.91 S.D. 2.73 2.41 คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ 39.11 89.55 ตารางที่ 5 ตารางแสดงผลรวมคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละของคะแนน ก่อนเรียน และหลังเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน อุดรพิชัยรักษ์พิทยา จำนวน 34 คน เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียน จากตารางที่ 5 แสดงให้เห็นว่าผลการจัดการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา จำนวน 34 คน ได้คะแนนทดสอบก่อน เรียนเฉลี่ยเท่ากับ 7.82 คิดเป็นร้อยละ 39.11 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.73 และได้ คะแนนทดสอบหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 17.91 คิดเป็นร้อยละโดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.41 คิดเป็นร้อยละ 89.55 แสดงว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และคะแนนหลังเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้จากนั้นผู้วิจัยนำคะแนนของการ ทดสอบก่อนเรียนและการทดสอบหลังเรียนไปวิเคราะห์หาค่าดัชนีประสิทธิผล ปรากฏผลดังตาราง ต่อไปนี้
๖๓ N คะแนนเต็ม ผลรวมคะแนน E.I. ผล ก่อนเรียน หลังเรียน 34 20 266 609 0.82 ผ่านเกณฑ์ ตารางที่ 6 ตารางแสดงค่าดัชนีประสิทธิผลในการเรียนรู้ของการจัดการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา จากตารางที่ 6 แสดงให้เห็นว่าผลการจัดการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา มีค่าดัชนีประสิทธิผลในการเรียนรู้เท่ากับ 0.82 แสดงให้เห็นว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ คะแนนก่อนเรียน (20) คะแนนหลังเรียน (20) (N = 34) ผลการทดสอบ ̅ S.D. t-test Sig. ก่อนเรียน 7.82 2.73 24.34 0.05 หลังเรียน 17.91 2.41 * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตารางที่ 7 ตารางแสดงคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบไม่อิสระ และระดับ นัยสำคัญทางสถิติของการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่าน เชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา จำนวน 43 คน โดยเปรียบเทียบ คะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากตารางที่ 7 พบว่าการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 7.82 คะแนน และ 17.91 คะแนน ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง คะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่าคะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 ดังนั้นผลการวิจัย การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การ อ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อ มัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา มีระดับคะแนนสูงกว่า เกณฑ์ที่ผู้วิจัยกำหนดไว้ การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา มี ประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 ซึ่งทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลังเรียนสูงกว่า
๖๔ ก่อนเรียน เนื่องจากรูปแบบการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย เป็นรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และยังช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รู้จักคิด วิเคราะห์ ด้วยการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ทั้งยังเป็นรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ยังอาศัยการ คิดวิเคราะห์ในระดับที่สูงขึ้น เพื่อที่จะสามารถพัฒนาระบบความคิดของนักเรียน สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ และนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ซึ่งผลโดยตรงที่ผู้เรียนจะได้รับก็คือ ผู้เรียนมีความเอาใจใส่ รับผิดชอบตนเอง ส่งเสริมให้ผู้เรียนที่มีความสามารถในการคิดในระดับที่สูงขึ้นและคิดได้อย่างลึกซึ้ง มากขึ้น ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อ มัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา เรื่อง การอ่านเชิง วิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ผลการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นดังนี้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/13 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา จำนวน 34 คน มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 92.05/ 89.55 แสดงว่าการจัดการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้ กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ที่ตั้งไว้ E1/E2 = 80/80 และสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 7.82 คะแนน และ 17.91 คะแนน ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่าคะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังนั้นผลการวิจัย การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมี วิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 ซึ่งทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน
๖๕ บทที่ 5 สรุปผล และอภิปรายผล ในการวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ผู้วิจัยนำเสนอการสรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและเสนอแนะ โดยมีลำดับ ดังนี้ 1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2. สมมติฐานของการวิจัย 3. สรุปผลการวิจัย 4. อภิปรายผลการวิจัย 5. ข้อเสนอแนะ 1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1.1 เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้ กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ให้มีคุณภาพตามเกณฑ์ การประเมิน 80/80 1.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อ มัลติมีเดีย 2. สมมติฐานการวิจัย 2.1 การจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สามารถ พัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ในภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน อุดรพิชัยรักษ์พิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2.2 การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้การคิดอย่างมีวิจารณญาณ ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์ หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน
๖๖ 3. สรุปผลการวิจัย ผลการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา สามารถอภิปรายผลการวิจัยตาม วัตถุประสงค์ได้ ดังนี้ 3.1 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้ กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี มีคะแนนแบบทดสอบ ก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 7.28 คิดเป็นร้อยละ 39.11 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.73 ส่วน คะแนนเฉลี่ยระหว่างเรียนได้จากการทำใบงานเท่ากับ 46.02 คิดเป็นร้อยละ 92.05 โดยมีส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.18 และได้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเท่ากับ 17.91 คิดเป็นร้อยละ 89.55 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.41 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์80/80 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 ที่ได้ตั้งไว้ 3.2 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/13 ใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมี วิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย ได้คะแนนทดสอบก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 7.82 คิดเป็นร้อยละ 39.11 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.73 และได้คะแนนทดสอบหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 17.91 คิดเป็นร้อยละ 89.55 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.41 แสดงว่านักเรียนมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 4. อภิปรายผลการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมีประเด็นที่จะอภิปรายผลการวิจัยดังนี้ 4.1 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/13 ใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมี วิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย มีคะแนนแบบทดสอบก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 7.28 คิดเป็นร้อยละ 39.11 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.73 ส่วนคะแนนเฉลี่ยระหว่างเรียนได้จากการ ทำใบงานเท่ากับ 46.02 คิดเป็นร้อยละ 92.05 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.18 และได้ คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่ากับ 17.91 คิดเป็นร้อย ละ 89.55 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.41 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ ประสิทธิภาพ 80/80 ที่ได้ตั้งไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้มาจากสาเหตุดังต่อไปนี้ 1. ผู้เรียนได้ร่วมคิดวิเคราะห์ อภิปราย ฝึกทักษะการอ่าน เขียน ฟังและดู ซึ่ง กระบวนการเรียนรู้จะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆในชั้นเรียนและผู้สอน รวมทั้ง ผู้เรียนจะได้ลงมือเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่เข้าใจและเป็นความรู้ที่คงทน
๖๗ มากกว่าการเรียนรู้จากความจำซึ่งสอดคล้องกับปราวีณยา สุวรรณณัฐโชติ (2551)ที่กล่าวว่าผู้เรียน จะสร้างความเข้าใจและค้นหาความหมายของเนื้อหาสาระโดยเชื่อมกับประสบการณ์เดิมที่มี แยกแยะ ความรู้ใหม่ที่ได้รับกับความรู้เก่าที่มี สามารถประเมินต่อเติมและสร้างแนวคิดของตนเอง เป็นผู้เรียนที่ มีความกระตือรือรัน และมีทักษะสามารถเลือกรับข้อมูล วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็น ระบบ 2. การเลือกบทอ่าน ซึ่งนำมาให้ผู้เรียนใช้วัดความสามารถด้านการอ่านอย่างมี วิจารณญาณ ผู้สอนได้นำข้อมูลจากการศึกษาคันคว้า จากสาระแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มาตรฐานการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย และตัวชี้วัด ทำความเข้าใจสิ่งที่ผู้เรียนควรได้ฝึกการ อ่าน เพื่อให้ผู้เรียนใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมิน สิ่งที่อ่านได้ ซึ่ง สอดคล้องกับ ดนยา วงศ์ธนะชัย (2542) ที่กล่าวว่าการอ่านอย่างมีวิจารณญาณเป็นการอ่านขั้นสูงที่ ต้องใช้ความคิด พิจารณาเหตุผล เพื่อวินิจฉัยประเมินค่าสิ่งที่อ่านว่ามีความถูกต้อง น่าเชื่อถือมากน้อย เพียงใด ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ฯ เช่นการอ่านจับใจความสำคัญ หาแนวคิดจุดประสงค์ ตีความ ข้อความ สัญลักษณ์ วิเคราะห์และประเมินค่า เมื่อผู้เรียนได้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน ได้ฟังความ คิดเห็นของผู้อื่น ผู้เรียนจึงเกิดการเรียนรู้ และสามารถนำมาวิเคราะห์ ใช้วิจารณญาณในการทำ แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ร้อยละ 80 4.2 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่าคะแนนสอบหลังเรียนของ นักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากการวิจัยพบว่ามีประสิทธิภาพ เท่ากับ 92.05/ 89.55 แสดงว่าการจัดการเรียนเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดย ใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ ผ่านเกณฑ์ มาตรฐานที่ตั้งไว้ E1/E2 = 80/80 ทำให้นักเรียนมีทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ดีขึ้นจากเดิม และสูง กว่าเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งเป็นผลที่สอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้ ทั้งนี้เนื่องจากการจัดการเรียนรู้รูปแบบ การคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย เป็นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนเป็น สำคัญ ได้ฝึกกระบวนการการทำงานผ่านการศึกษาค้นคว้า การตั้งคำถาม การใช้ปัญหาเป็นฐาน ผู้เรียนจะได้รับสถานการณ์ที่หลากหลายเพื่อฝึกอ่าน โดยเริ่มจากการอ่านหลักการอ่านอย่างมี วิจารณญาณผ่าน ข้อความ ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการตอบคำถาม สรุปสิ่งที่อ่าน บอกความรู้สึก วิเคราะห์และประเมินจากการอ่านได้ ซึ่งผู้สอนต้องเตรียมสถานการณ์ที่คล้ายปัญหา หรือสถานการณ์ ที่มีแง่คิด ให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด และเมื่อผู้เรียนได้ทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ ผู้รียนมีความรู้สึกผ่อนคลาย ไม่ กังวลมากเท่ากับการเรียนรู้คนเดียว กิจกรรมการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย ผู้สอนกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ ให้เกิดแรงจูงใจในการเรียน โดยใช้การ สนทนา การตั้งคำถามหรือนำเสนอสื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และทบทวนความรู้เดิมที่จำเป็นสำหรับความรู้ใหม่ แจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ให้ผู้เรียนทราบ ผู้สอนได้จัดเตรียมสื่อการสอน เช่น ข้อความ ข่าว ภาพ
๖๘ เพลง คลิปวิดีโอ ภาพเคลื่อนไหว และเกม เพื่อกระตุ้นความสนใจรวมทั้งจุดประกายความคิดของ ผู้เรียนผ่านการซักถาม ซึ่งเนื้อหาที่ผู้สอนเตรียม จะเป็นเรื่องที่นำไปสู่การเรียนการสอน และเข้าสู่การ อ่านเพื่อให้ผู้เรียนได้คิดอย่างมีวิจารณญาณ โดยแผนการจัดการเรียนรู้ในการจัดการเรียนรู้ได้นำเสนอ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่หลากหลาย สอดคล้องกับการอ่าน เช่น การนำนิทานเข้ามามีบทบาทให้ นักเรียนอ่าน และแสดงความคิดเห็นก่อนนำเสนอบทบาทให้นักเรียนวิเคราะห์ การนำบทความที่มี แง่คิด สะท้อนสิ่งที่อยู่รอบตัวผู้เรียนและนำไปสู่การประเมินค่า จากชีวิตประจำวัน การนำเสนอข่าว วิเคราะห์ข่าวสารในปัจจุบัน การรับฟังโฆษณา ประเมินสิ่งที่เชิญชวน ชักชวนให้เชื่อ ผู้เรียนจะได้คิด จากสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน และการฟังเพลง เพื่อที่นักเรียนจะได้รู้ถึงจุดประสงค์ แง่คิดและ ความหมายที่เพลงสื่อสาร จากนั้นให้ผู้เรียนจะได้ร่วมกันอภิปราย รับฟังเพื่อนคนอื่นๆ ผู้สอนต้อง เตรียมเนื้อหาและคาดคะเนคำตอบในสิ่งที่ผู้เรียนคิด และนำเสนอ เพื่อนำไปสู่การตั้งคำถามเชื่อมโยง ในขั้นการนำเสนอสถานการณ์ให้สิ่งที่นักเรียนอ่านและคิดวิจารณญาณในขั้นต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับ สัญญา ภัทรากร (2552) กล่าวว่าการเรียนอย่างมีชีวิตซีวา ผู้เรียนนั้นจะมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ผู้เรียนจะมีความกระตือรือร้นในการแข่งขัน และสอดคล้องกับความคิดเห็นของบุหงา วัฒนะ (2546) ที่ได้กล่าวว่าการเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ผู้เรียนจะเกิดทักษะด้านการสื่อสารระหว่างกัน มีการ พัฒนากระบวนการคิดไปสู่ระดับที่สูงขึ้น จากผลการวิจัยและอภิปรายผลดังกล่าว เป็นเหตุผลสำคัญที่สนับสนุนว่าการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอนโดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้การคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย กับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 5. ข้อเสนอแนะ จากการศึกษาในครั้งนี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะสำหรับการนำผลการวิจัยไปใช้ดังนี้ 5.1 ข้อเสนอแนะเพื่อการนำผลการวิจัยไปใช้ 1) วิธีการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย ที่ใช้ พัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ทั้ง 5 แผนมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับดีเยี่ยม สามารถนำไปใช้ใน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 และระดับอื่นๆ ได้ 2) วิธีการจัดการเรียนรู้รูปการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดียที่ใช้ พัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ หากนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในระดับที่ แตกต่างกันสามารถปรับปรุงเนื้อหาให้มีความยากง่ายได้ตามความเหมาะสม 3) ครูผู้สอนควรคำนึงถึงความเหมาะสมในการจัดกิจกรรมและสถานการณ์ใน ปัจจุบัน ครูผู้สอนจึงต้องดูแลเอาใจใส่นักเรียนอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอ และครูผู้สอนสามารถ ออกแบบชุดกิจกรรมให้มีความน่าสนใจและเลือกบทอ่านให้เหมาะสมกับช่วงวัยได้ โดยใช้หลักการ
๖๙ ออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้มีเหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับชั้นเพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้เรียน ให้มากขึ้น 5.2 ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 1) ควรมีการศึกษาวิจัยความสามารถในการพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ ของนักเรียนระดับชั้นอื่น ๆ 2) ควรมีการบูรณาการการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณร่วมกับ สื่อมัลติมีเดียไปใช้ในการสร้างกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อศึกษาวิจัยในรายวิชาอื่นๆ นอกจากรายวิชา ภาษาไทย
๗๐ บรรณานุกรม กรมวิชาการ. (2546). แผนพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนภาษาไทยและการใช้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. กระทรวงศึกษาธิการ. (2544). สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. พุทธศักราช 2544. กระทรวงศึกษาธิการ. (2555). ประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องแนวทางการพัฒนาและประเมิน สถานพอเพียงเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา. กรุงเทพฯ : ศูนย์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง. กระทรวงศึกษาธิการ.(2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์แห่งประเทศไทย การุณันทน์ รัตนแสนวงษ์. (2555). การอ่านและการเขียนเชิงวิชาการ. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัด แสงจันทร์การพิมพ์. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. (2547). การคิดเชิงวิเคราะห์. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: ซัคเซสมีเดีย. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. (2553). การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking). พิมพครั้งที่ 6 กรุงเทพฯ : ซัคเซสมีเดีย. จรรยา ศรีบัวหลวง. (2559). “การศึกษาความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 จากการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับแผนผังความคิด”. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา. ชนาธิป พรกุล. (2552). การออกแบบการสอน การบูรณาการ การอ่าน การคิดวิเคราะห์และ การเขียน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ชลธิชา หอมฟุ้ง. (2557). การพัฒนารูปแบบการสอนวรรณคดีไทยโดยประยุกต์ใช้อริยสัจสี่ เพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาเชิง สร้างสรรค์ของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต. (วิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิตมหาวิทยาลัย ศิลปากร)
๗๑ บรรณานุกรม (ต่อ) ชลธิดา หงษ์เหม. (2560). การพัฒนาความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียน ช ั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 โดยใช้วิธีสอนแบบSQ4R ร่วมกับแผนที่ความคิด. วิทยานิพนธ์ ศษ.ม. (การสอนภาษาไทย). นครปฐม : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ช่อบุญ จิรานุภาพ. (2542). การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่องการใช้บริการ สารสนเทศ ห้องสมุดสำหรับนิสิตปริญญาตรีชั้นปี ที่ 1. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ชัยวัฒน์สุทธิรัตน์. (2561). สอนเด็กให้มีจิตสาธารณะ. พิมพ์ครังที 6. กรุงเทพฯ: วีพรินท์. ซาร่าห์ หะยีแวฮามะ. (2561).การสร้างสื่อมัลติมีเดียโดยใช้เทคนิคการสอนแบบโฟนิกส์เพื่อเพิ่ม ความสามารถในการอ่าน ในรายวิชาภาษาไทยเรื่องการแจกลูกสะกดคำ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-6 โรงเรียนเตรียมศึกษาวิทยา จังหวัดปัตตานี. วารสาร อิเล็กทรอนิกส์สื่อนวัตกรรมและการศึกษาเชิงสร้างสรรค์ สำนักสื่อและเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ณัฐกร สงคราม (2553: 11) ณัฐกร สงคราม. (2554). การออกแบบและพัฒนามัลติมีเดียเพื่อ การเรียนรู้. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ณิชาพัฒณ์ ไชยเสนบดินทร์. (2557). การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน. ใน วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย. มหาวิทยาลัยศิลปากร. ทัศนีย์ หนูนาค. (2550). “ผลการเรียนการสอนภาษาไทยด้วยเทคนิคหมวก 6 ใบ ที่มีต่อ ความสามารถคิดวิเคราะห์และการอ่านวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1”. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรการสอนและเทคโนโลยี การศึกษา บัณฑิตวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทิศนา แขมมณีและคณะ. (2544). วิทยาการด้านการคิด. กรุงเทพฯ : สถาบนพัฒนาคุณภาพวิชาการ นลินพร แก้วศศิวิมล. (2552) การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียเรื่องการใช้กาวซีเมนต์ สำหรับ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาโยธา . มหาวิทยาลัยศิลปากร/ นครปฐม. บันลือ พฤกษวัน. (2545). แนวการพัฒนาการอ่านเร็ว คิดเป็น. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช. บุญชม ศรีสะอาด. (2553). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.
๗๒ บรรณานุกรม (ต่อ) ประเทิน มหาขันธ์. (2530). การสอนอ่านเบื้องต้น. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์ ประพนธ์ เรืองณรงค์ (2545). การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์. กรุงเทพฯ : ประสานมิตร ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ (2553). การพฒนาการคิด. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ห้างหุ้นส่วนจากัด 9119 เทคนิค พริ้นติ้ง. ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ. (2551). การพัฒนาการคิด. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : 9119 เทคนิค พริ้นติ้ง. ปัทมา วิญญกูล. (2551). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ใช้วิธีสอนตามแนวคิดหมวกหกใบกับวิธีสอนตามแนวคิดของ สเตอร์นเบอร์ก. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศิลปากร. พรรณิการ์ สมัคร. (2557). การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5 ด้วยการจัดการเรียนรู้ การอ่านแบบ SQ3R. วิทยานิพนธ์ปริญญา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยศิลปากร. พัชราวลัย จีนอนงค์. (2558). การพัฒนาสื่อมัลติมีเดียเพื่อการเรียนรู้ เรื่องผ้าขาวม้าร้อยสี สำหรับ นักเรียนช่วงชั้นที่ 2. วารสารวิชาการVeridian E-Journal,Silpakorn University ฉบับ ภาษาไทยสาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ. มยุรฉัตร ฉัตรพุฒิชัย. (2559). “ผลการใช้วิธีการสอนแบบ SQ4R ร่วมกับแผนผังกราฟฟิก ต่อผลสัมฤทธิ์ในการอ่านภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสระกะ เทียมวิทยาคม”สังวรเจษฎ์ประภาคมอุปถัมภ์” จังหวัดนครปฐม”. วิทยานิพนธ์ปริญญา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศิลปากร. รัตน์ติกานต์ เพนเทศ. (2558). ผลการใช้สื่อมัลติมีเดียร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา ที่มีต่อการเรียนรู้และเจตคติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย เรื่อง ภาษาถิ่นเมืองเพชรบุรี. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยศิลปากร.ลาวัณย์ วรรณา บัวเกิด. (2541). แนวคิดในการอ่านวิเคราะห์ วินิจสาร. นนทบุรี:มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
๗๓ บรรณานุกรม (ต่อ) วัชรา เล่าเรียนดี. (2552). รูปแบบและกลยุทธ์การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการคิด. คณะ ศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร. วัชรี บูรณสิงห์ และ นิรมล ศตวุฒิ. (2542). การอ่านเชิงวิเคราะห์วิจารณ์ด้านหลักสูตรและการสอน. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง. วารุณี กี่เอี่ยน. (2552) การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่อง การใช้ภาษาเขียน กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 2. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. วินิตา สร้อยเพชรประภา. (2557). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คำภาษาต่างประเทศ ในภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย. บทความ : มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปกร. สถาพร ปุ่มเป้า. (2563). การพัฒนาความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์วรรณคดี เรื่องนิราศ ภูเขาทองโดยใช้วิธีการสอนแบบ SQ4R ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1. วิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยนเรศวร. สนิท สัตโยภาส. (2545). ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและการสืบค้น. กรุงเทพฯ : บริษัท 21 เซ็นจูรี่จำกัด. สมถวิล วิเศษสมบัติ. (2538). วิธีสอนภาษาไทยระดับมัธยมศึกษา. กรุงเทพฯ: อักษรบัณฑิต. สมบัติ กาญจนารักพงศ์. (2549). เทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบ 5Eที่เน้นพัฒนาทักษะการ คิดขั้นสูง. กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์.กรุงเทพฯ : ธารอักษร สมบัติ จำปาเงิน และ สำเนียง มณีกาญจน์. (2548). กลเม็ดการอ่านให้เก่ง. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : ผ่องพัฒน์การพิมพ์. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2551). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทยตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ คุรุสภาลาดพร้าว. สมหวัง พิธิยานุวัฒน์. (2541). วิธีวิทยาการประเมินทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย.
๗๔ บรรณานุกรม (ต่อ) สยามรัฐ บุตรศรี. (2553). การพัฒนาบทเรยีนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่องการเขียนแบบเบื้องต้น สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 4. สารนิพนธ์กศ.ม. (เทคโนโลยีการศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. สิรีธร สุขเจริญ. (2561). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ด้วยการจัดการเรียนรู้ เทคนิค SQ4R ร่วมกับวรรณกรรมท้องถิ่น อีสานใต้. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร. สุกัญญา บุญอิ่ม. (2555). การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียเรื่อง คู่อันดับและกราฟกลุ่ม สาระการเรียนรู้คณติศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. สารนิพนธ์กศ.ม. (เทคโนโลยีการศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. สุคนธ์ สินธพานนท์ และคณะ. (2552). พัฒนาทักษะการคิดพิชิตการสอน. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง. สุคนธ์ สินธพานนท์. (2545). การจัดกระบวนการเรียนรู้เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญตามหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ: อักษรเจริญทัศน์. สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์. (2551). หลักและวิธีสอนอ่านภาษาไทย. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. สุรางค์ โค้วตระกูล. (2544). จิตวิทยาการศึกษา. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สุรีย์ ศรีบุญเรือง. (2552). “บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระ การเรียนรู้คณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 3. สารนิพนธ์ กศ.ม. (เทคโนโลยี).” กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. สุวิทย์ มูลคำ. (2547). กลยุทธ์การสอนคิดวิเคราะห์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาพพิมพ์. อัจฉรา ประดิษฐ์. (2552). การพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับแผนที่ความคิด. วารสาร การบริหารการศึกษา มมร.วิทยาเขตร้อยเอ็ด อานงค์ ใจรังกา. (2547).การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำสำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว. วิทยานิพนธ์ ครุศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย. มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์.
๗๕ บรรณานุกรม (ต่อ) อาภาพร บุญเติม. (2560). การเปรียบเทียบความสามารถการอ่านภาษาไทยเชิงวิเคราะห์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบ SQ4R กับ การจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบ CIRC. วิทยานิพนธ์ ครุศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย. มหาวิทยาลัย ราชภัฏชัยภูมิ. เอกวิทย์แก้วประดิษฐ์. (2545). เทคโนโลยีการศึกษาหลักการและแนวคิดสู่ปฏิบัติ. สงขลา : มหาวิทยาลัยทักษิณ. อุษณีย์โพธิสุข. (2540). โรงเรียนจะพัฒนาอัจฉริยาภาพเด็กได้อย่างไร. กรุงเทพฯ : ศูนย์พัฒนา อัจฉริยาภาพเด็กและเยาวชน. Beyer , B. K. (1985) .Critical Thinking : What is it ? ”. Social Education. 25 (April1985) : 269 - 308. Bloom, Benjamin S. (1956). Taxonomy of Education Objective Handbook I : Cognitive Ennis, R. H. (1993). Critical Thinking Assessment. Theory into Practice. Ennis, Robert H. (1987). A conception of critical thinking – with some curriculum suggestions. APA Newsletter on Teaching Philosophy, Summer. Pp.1-5. Stemnberg Facione, P. A. (1990). Critical thinking: A statement of expert consensus for purposes of educational assessment and instruction—The Delphi report. Millbrae, CA : California Academic Press. Haskins Society Journal. (2006). Studies in Medieval History. New York : David Mackey Company, Inc Watson, G. and Glaser,E.M. (1964). Watson Glaser Critical Thinking AppraisalManual . New York : Harcourt , Brace and World Inc.
๗๖ ภาคผนวก
๗๗ ภาคผนวก ก แผนจัดการเรียนรู้ การพัฒนาผผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการคิด อย่างมีวิจารณญาณร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
๗๘ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๒๓ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย วิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท๒๓๑๐๒ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๒ พระบรมราโชวาท เวลา ๑๔ ชั่วโมง เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์จากนิทาน เวลา ๑ ชั่วโมง วันที่สอน ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๘.๔๐-๐๙.๓๐ น. ม.๓/๑๓ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา ๑๐.๒๐-11.10 น. ม.๓/๑๔ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา ๑๔.๓๐-15.20 น. ม.๓/๖ ผู้สอน นางสาวธิติมา ลือชัย โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ............................................................................................................................. ......................... ๑. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด ๑.๑ มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ๑.๒ ตัวชี้วัด ท ๑.๑ ม.๓/๕ วิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินเรื่องที่อ่านโดยใช้กลวิธีการเปรียบเทียบ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจได้ดีขึ้น ๒. สาระสำคัญ นิทาน หมายถึง เรื่องเล่าที่เล่าสืบต่อกันมามุ่งให้เห็นความบันเทิง แทรกแนวคิด คติสอนใจ จนถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทยอย่างหนึ่ง การอ่านนิทานนอกจากจะทำให้ผู้อ่านเกิด ความรู้สึกเพลิดเพลินแล้ว ยังมีการสอดแทรกแง่คิดที่น่าสนใจไว้อีกด้วย ดังนั้นนิทานจึงเป็นงานเขียนที่ ต้องอาศัยการอ่านวิเคราะห์เพื่อพิจารณาถึงลักษณะของตัวละคร ข้อคิดและคุณค่าที่ได้จากเรื่อง เพื่อ จะได้รับความรู้และนำข้อคิดที่ได้จากนิทานไปใช้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ๓. สาระการเรียนรู้ ๓.๑ ความหมายของนิทาน ๓.๒ ประเภทของนิทาน ๓.๓ หลักการอ่านและวิเคราะห์นิทาน ๔. จุดประสงค์การเรียนรู้ ๔.๑ นักเรียนสามารถบอกใจความสำคัญจากนิทานได้ถูกต้อง (K) ๔.๒ นักเรียนสามารถวิเคราะห์ลักษณะนิสัยของตัวละครจากนิทานได้อย่างถูกต้อง (P) ๔.๓ นักเรียนมีความกระตือรือร้นการทำกิจกรรม (A)
๗๙ ๕. สมรรถนะสำคัญของนักเรียน ๕.๑ ความสามารถในการสื่อสาร ๕.๒ ความสามารถในการคิด ๕.๓ ความสามารถในการแก้ปัญหา ๕.๓ ความสามารถในการใชทักษะชีวิต ๖. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๖.๑ มีวินัย ๖.๒ ใฝ่เรียนรู้ ๖.๓ มุ่งมั่นในการทำงาน ๗. กระบวนการจัดการเรียนรู้ (กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ) ๗.๑ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ขั้นที่ ๑ การสังเกต ๗.๑.๑ นักเรียนร่วมกันสังเกตรูปภาพเกมเปิดแผ่นป้ายทายภาพว่านักเรียน รู้จักนิทานที่ครูนำมาให้หรือไหม ได้แก่ เรื่อง ดาวลูกไก่ ๗.๑.๒ นักเรียนยกตัวอย่างนิทานที่นักเรียนรู้จัก เคยอ่าน หรือประทับใจ ครูพูดคุยเกี่ยวกับการอ่านนิทานว่านิทานที่นักเรียนเคยนอกจากนักเรียนได้รับความสนุกแล้วนักเรียน ยังได้รับข้อคิด คติเตือนใจ คำสอน ที่นักเรียนสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันวันได้อีกด้วย ๗.๒ ขั้นกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ ๒ อธิบาย ๗.๒.๑ นักเรียนฟังครูอธิบายความรู้เกี่ยวกับหลักการอ่านวิเคราะห์นิทาน นักเรียนดูใบความรู้ประกอบไปด้วย ในประเด็นดังต่อไปนี้ - ความหมายของนิทาน - ประเภทของนิทาน - หลักการอ่านและวิเคราะห์นิทาน ๗.๒.๒ นักเรียนรับบทอ่านเรื่องดาวลูกไก่ไปศึกษาและอ่านทำความเข้าใจ ครูให้เวลาในการอ่าน ๑๐ นาที ขั้นที่ ๓ รับฟัง ๗.๒.๓ นักเรียนนำเสนอความคิดเห็นของตนเองที่มีต่อนิทานเรื่อง ดาวลูกไก่ หลังจากที่ได้อ่านเรื่องราว ว่านักเรียนมีความคิดเห็นอย่างงไร ในประเด็นที่ว่า - นักเรียนเรียงลำดับเหตุการณ์ ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร - เมื่ออ่านเรื่องดาวลูกไก่จบแล้วนักเรียนมีความรู้สึกอย่างไร เพราะ เหตุใด
๘๐ - นักเรียนคิดว่าถ้าตากับยายรู้ว่าลูกไก่ทั้ง ๗ ตัวจะฆ่าตัวตายตาม แม่ไป ตากับยายยังจะฆ่าแม่ไก่อยู่หรือไม่ แล้วจะเอาอะไรไปถวายพระธุดงค์ ขั้นที่ ๔ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ ๗.๒.๔ นักเรียนสามารถบอกข้อคิดที่ได้จากเรื่อง ดาวลูกไก่ และสามารถ เชื่อมโยงไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้หรือไม่ อย่างไร ๗.๒.๕ ครูสุ่มนักเรียนตอบคำถามจำนวน ๓ คนโดยใช้วิธีการหมุนวงล้อสุ่ม เลขที่ ขั้นที่ ๕ วิจารณ์ ๗.๒.๖ นักเรียนตอบคำถามในประเด็นต่อไปนี้ - นักเรียนคิดว่าแม่ไก่มีลักษณะนิสัยอย่างไร - นักเรียนคิดว่าการกระทำของลูกไก่ถูกต้องหรือไม่ - ตัวละครใดในเรื่องน่ายกย่องที่สุด ๗.๒.๗ นักเรียนทำแบบฝึกหัดการอ่านเชิงวิเคราะห์ เรื่อง ดาวลูกไก่ โดยใช้ เวลา 1๕ นาที ๗.๓ ขั้นสรุป ขั้นที่ ๖ สรุป ๗.๓.๑ นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์จากนิทาน เรื่อง ดาวลูกไก่ โดยนักเรียนเล่นเกมตอบคำถามจำนวน ๑๐ ข้อเพื่อ ในแอปพลิเคชัน Kahoot เพื่อ ตรวจสอบความเข้าใจและทบทวนเรื่องที่ได้อ่าน โดยมีครูสรุปเพิ่มเติมในส่วนที่เป็นนิทานนั้น ผู้เล่ามุ่งหวังจะสะท้อนให้เห็นถึงความรักของแม่ที่มีต่อลูก ความเมตตาของมนุษย์ที่มีต่อสัตว์เลี้ยง และ ความกตัญญูรู้คุณ อีกทั้งความตั้งใจทำหน้าที่ตามบทบาทของตนให้ดีที่สุด ดังนั้นนักเรียนควร เรียนรู้ แบบอย่างที่ดีจากนิทานเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นความสามัคคี ความรัก ความกตัญญู ๘. ภาระ/ชิ้นงาน ๘.๑ แบบฝึกการอ่านวิเคร์จากนิทาน เรื่อง ดาวลูกไก่ ๙. การจัดบรรยากาศเชิงบวก ๙.๑ สร้างบรรยากาศในขณะที่จัดการเรียนรู้ให้มีความเป็นกันเอง ๙.๒ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน ๙.๓ ครูกล่าวชมเชยนักเรียน
๘๑ ๑๐. สื่อและแหล่งเรียนรู้ ๑๐.๑ ใบความรู้เรื่อง หลักการอ่านและวิเคราะห์นิทาน ๑๐.๒ Power Point เกมเปิดแผ่นป้าย ๑๐.3 แอปพลิเคชัน หมุนวงล้อสุ่ม ๑๐.๔ แอปพลิเคชัน Kahoot ๑๑. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมิน ๑. นักเรียนสามารถบอกใจความสำคัญจาก นิทานได้ถูกต้อง (K) - การตอบคำถาม - การตอบคำถามในชั้น เรียน นักเรียนได้คะแนน เป็นร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป จึงจะผ่านเกณฑ์ 2. นักเรียนสามารถวิเคราะห์ลักษณะนิสัย ของตัวละครจากนิทานได้อย่างถูกต้อง (P) - การตรวจแบบฝึกหัด - แบบฝึกหัดการอ่าน เชิงวิเคราะห์จากนิทาน นักเรียนได้คะแนน เป็นร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป จึงจะผ่านเกณฑ์ ๓. นักเรียนมีความกระตือรือร้นการทำ กิจกรรม (A) - สังเกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม นักเรียนได้คะแนน เป็นร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป จึงจะผ่านเกณฑ์
๘๒ ใบความรู้เรื่อง หลักการอ่านและวิเคราะห์นิทาน ความหมาย นิทาน หมายถึง เรื่องเล่าที่เล่าสืบต่อกันมา มุ่งให้เห็นความบันเทิง โยมีการแทรกแนวคิด คติ สอนใจภายในเรื่อง จนถือได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทยอย่างหนึ่ง ประเภทของนิทาน ๑. นิทานประเภทตำนาน อาจอิงเหตุการณ์จริงอยู่บ้างก็ได้ เช่น ตำนานเรื่อง ก่องข้าวน้อยฆ่า แม่ ซึ่งมีหลักฐานอ้างอิงว่าเป็นเรื่องจริงเพียงอย่างเดียว คือพระธาตุกล่องข้าวน้อยที่บ้านตาดทอง อ. เมือง จ.ยโสธร มุ่งให้เกิดการเรียนรู้เรื่องอดีตและเป็นข้อคิด ข้อปฏิบัติ และข้อละเว้น ๒. นิทานสุภาษิต เป็นนิทานที่มีผู้แต่งขึ้นเพื่อเป็นบทสอนใจผู้อ่านและผู้ฟัง เช่น นิทานอีสป นิทานประเภทนี้จะมีคติหรือข้อคิดลงท้ายเรื่องเสมอเช่น เรื่องราชสีห์กับหนู และสุนัขกับเงา เป็นต้น ๓. นิทานพื้นบ้าน หรือ นิทานประจำท้องถิ่น เป็นนิทานที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวบ้านในแต่ ละท้องถิ่น หรือเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละท้องถิ่น เช่น เรื่องปอบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ปอบผีฟ้าในภาคเหนือ เป็นต้น ๔. นิทานชาดก เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของพระพุทธเจ้าในพระชาติ ต่าง ๆ ทั้ง ๑๐ ชาติ เช่น เรื่องเวชสันดรชาดก มุ่งสร้างความศรัทธาในการบำเพ็ญทานบารมี ๕. นิทานเกี่ยวกับเทพเจ้า หรือ นิทานเทพปกรฌัม เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเทพเจ้าในลัทธิศาสนา ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความเชื่อ โดยเฉพาะตัวบุคคลที่มีอภินิหารเหนือความเป็นจริงลึกลับได้แก่ พระอินทร์ พระพรหม เป็นต้น มุ่งสร้างความเชื่อ ความศรัทธาแก่ผู้อ่านและผู้ฟัง ๖. นิทานเกี่ยวกับพืชสัตว์และเรื่องสิ่งของต่าง ๆ ตัวละครที่เห็นพืช สัตว์ และสิ่งของจะพูดได้ มีการแต่งนิทานประเภทนี้มากเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนเด็กปฐมวัยเพราะนอกจากจะช่วย ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กแลวจะช่วยให้เด็กรักษาธรรมชาติสิ่งแวดล้อมด้วย ๗. นิทานสะท้อนสังคม เป็นนิทานที่แต่งขึ้นมาเพื่อแสดงให้รู้ถึงสภาพของสังคมที่เป็นอยู่หรือส ถาพของสังคมที่ควรจะเป็นไปในอนาคต มุ่งปลูกฝังเจตคติ ค่านิยม ต่างๆ ในด้านเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง การศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เป็นต้น
๘๓ ๘. นิทานอธิบายเหตุ เป็นเรื่องราวของเหตุที่มาของสิ่งหนึ่งสิ่งใดและอธิบายพร้อมตอบคำถาม เรื่องราวนั้น ๆ ด้วย เช่น เรื่องกระต่ายในดวงจันทร์ ทำไมน้ำทะเลจึงเค็ม นกยูงกับกา เป็นต้น ๙. นิทานตลกขบขัน เป็นเรื่องเปรียบเทียบชีวิตความเป็นอยู่ แต่มีมุกที่ตลกขบขัน สนุกสนาน ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นสุข เนื้อเรื่องเกี่ยวกับไหวพริบ เรื่องราวแปลก ๆ เรื่องเหลือเชื่อ เรื่องเกินความ จริง เป็นต้น นิทานมีหลายประเภทด้วยกัน การแยกนิทานขึ้นอยู่กับ ลักษณะของเรื่อง และที่มาของ นิทานเป็นสำคัญ ๑๐. นิทานวีรบุรุษ เป็นนิทานที่กล่าวอ้างถึงบุคคล ที่มีความสามรถ องอาจ กล้าหาญ มักเป็น เรื่องที่ถ่ายทอดเรื่องจริงของบุคคลสำคัญๆ ไว้ มักสร้างฉากหรือสถานที่ที่น่าตื่นเต้นเกินความเป็นจริง เพื่อให้เรื่องราวสนุกสนานทำให้เกิดความรู้สึกคล้อยตามบุคคลที่เป็นวีรบุรุษนั้นมีความสามารถและ น่าสนใจจริงๆ หลักในการอ่านนิทาน ๑. ศึกษาวิเคราะห์ลักษณะนิสัยของตัวละครในนิทาน ตัวละครในนิทานส่วนใหญ่จะเป็นตัว เดินเรื่อง ลักษณะนิสัยของตัวละครใน แต่ละเรื่อง จะทำให้นิทานนั้น ๆ สนุกสนาน ตัวละครและ ลักษณะนิสัยของตัวละครในนิทานเป็นสิ่งที่สมมุติหรือแต่งขึ้นมา อาจจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของต่าง ๆ ก็ ได้ บทบาท ตัวละครอาจจะมีทั้งดี ทั้งร้าย เพื่อเป็นตัวแทนเปรียบเทียบระหว่างความดี ความชั่ว ความ ฉลาด ฯลฯ ผู้อ่านควรแยกแยะให้ได้ว่าลักษณะของตัวละครในเรื่องเป็นอย่างไรมีพฤติกรรมเด่น ด้อย อย่างไร สามารถนำมาเป็นแบบอย่างอย่างไรได้บ้าง ๒. ข้อคิด คุณค่าและประโยชน์ที่ได้จากนิทาน นิทานทุก ๆ เรื่องจะมีข้อคิดคุณค่าคติสอนใจ และประโยชน์สอดแทรกไว้ทั้งในเนื้อเรื่อง และตอนสรุปท้ายเรื่อง เพื่อเป็นการสอนผู้อ่านหรือเน้นให้ ปฏิบัติตาม ดังนั้นต้องวิเคราะห์ด้วยว่านิทานนั้น ๆ มีสาระสำคัญอย่างไร และสามารถยึดถือเป็น แบบอย่างได้อย่างไรบ้าง ขั้นตอนการอ่านคิดวิเคราะห์นิทาน ขั้นที่ ๑ อ่านรับรู้เรื่องราว รวบรวมข้อมูล คือ การรับรู้เรื่องที่อ่าน เข้าใจความหมายของคำ วลีประโยคข้อความที่อ่าน ขั้นที่ ๒ คิดวิเคราะห์ คือ การจำแนก จับใจความสำคัญเรื่องที่อ่าน ตอบคำถาม ที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องที่อ่านได้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน กับใคร อย่างไร เมื่อไร และเป็นผลอย่างไร ขั้นที่ ๓ สรุปสาระที่อ่าน เป็นการสังเคราะห์ข้อมูลจากการอ่าน สรุปและประเมินสิ่งที่อ่านขั้น ที่ ๔ ประยุกต์และนำไปใช้ เป็นการนำผลที่เรียนรู้จากการอ่านไปปฏิบัติอย่างเหมาะสม
๘๔ นิทานเรื่อง ดาวลูกไก่ ที่ชายป่าแห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากเชิงเขา ตากับยายปลูกกระท่อมอาศัยอยู่กันตามลำพัง มีอาชีพ เก็บผักและของป่าไปขายพอเลี้ยงชีพได้ ตากับยายเลี้ยงไก่ไว้ตัวหนึ่ง ต่อมาแม่ไก่ออกไข่และฟักออกมา เป็นลุกน้อยๆ น่ารักถึงเจ็ดตัว ทุกเช้าแม่ไก่จะร้องกุ๊กๆ เรียกลูกออกไปหากิน สอนให้คุ้ยเขี่ยอาหาร และแมลงเล็กๆ ตามพื้นดิน บางวันยายก็จะโปรยข้าวสุกเหลือๆ จากก้นหม้อให้กินด้วย แม่ไก่กับลูกๆ ทั้งเจ็ดมีความสุขมาก และรู้สึกกตัญญูต่อตายายที่เลี้ยงดูพวกตนอย่างเมตตา ส่วนตากับยายนั้นก็เฝ้าดู แม่ไก่และลูกเจี๊ยบน้อยที่คลอเคลียตามแม่ไม่ยอมห่างด้วยความเอ็นดู เย็นวันหนึ่งมีพระธุดงค์มาปักกลดอยู่ริมเชิงเขา ตากับยายจึงเข้าไปนมัสการ และตั้งใจว่าจะ ทำอาหารไปถวายพรุ่งนี้ แต่เมื่อค้นดูเสบียงอาหาร ในครัวก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ตากับยายสงสาร พระมากเกรงว่าจะอดอาหาร เพราะในละแวกนี้มีบ้านของตนเพียงหลังเดียว จึงปรึกษากันว่าอาจจะ ต้องฆ่าแม่ไก่แล้วทำอาหารถวายพระ ทั้งตาและยายรู้สึกเศร้าใจมากด้วยความรักและสงสารแม่ไก่และ ลูกเจี๊ยบต้องกลายเป็นลูกไก่กำพร้า บังเอิญแม่ไก่แอบได้ยินตากับยายปรึกษากัน จึงตัดสินใจยอมสละ ชีวิตเพื่อตอบแทนบุญคุณของตากับยาย แม่ไก่เรียกลูกๆ มาเล่าเรื่องให้ฟัง และสั่งสอนให้รักกันอย่า ทะเลาะกัน เจ้าจิ๋วลูกสุดท้องอย่ากวนใจพี่มากนัก อย่าขี้อ้อนงอแง "จำไว้นะลูกๆ ต้องรักกัน สามัคคีกัน อย่าทำให้ตากับยายร้อนใจ "ฮือๆ หนูจะอยู่กับแม่ หนูคิดถึงแม่ แม่อย่าทิ้งลูกๆไปนะจ๊ะ" ลูกไก่ร้องไห้รำพันอย่างน่า สงสาร ทุกตัวต่างกอดซุกอยู่กับอกแม่เป็นครั้งสุดท้าย เช้ามืดวันรุ่งขึ้น เมื่อตากับยายก่อไฟเตรียมประกอบอาหาร ทันใดนั้นตากับยายก็ต้องตกตะลึง จนร้องไม่ออก เมื่อเห็นลูกไก่ทั้งเจ็ดตัววิ่งตามกันกระโดดเข้ากองไฟด้วยความรักแม่ไก่ เทวดานางฟ้าผู้พิทักษ์ความดี ต่างก็ซาบซึ้งในความกตัญญูของแม่ไก่และลูกไก่ จึงรับเอาลูกไก่ ทั้งเจ็ดไปอยู่บนฟากฟ้ามีแสงระยิบระยับเป็นประกาย ประกาศถึงความดีที่มีความรักความสามัคคีของ พี่น้องทั้งเจ็ดนั่นเอง ที่มา : http://www.rspg.org/
๘๕ แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์จากนิทาน เรื่อง ดาวลูกไก่ 1. จงอธิบายลักษณะนิสัยของตัวละคร ซึ่งประกอบด้วย แม่ไก่ และลูกไก่ ...................................................................................................................................... ...................................................................................................................................... ...................................................................................................................................... ...................................................................................................................................... ...................................................................................................................................... 2. พฤติกรรมของ “ลูกไก่ทั้งเจ็ด” เหมาะสมหรือไม่ เพราะเหตุใด ...................................................................................................................................... ...................................................................................................................................... ...................................................................................................................................... 3. ถ้าหากนักเรียนเป็นลูกไก่ในนิทานข้างต้น นักเรียนจะมีวิธีการจัดการกับปัญหาที่ เกิดขึ้นอย่างไร ...................................................................................................................................... ...................................................................................................................................... ...................................................................................................................................... 4. ข้อคิดที่ได้จากนิทานเรื่องนี้ คืออะไร ...................................................................................................................................... ...................................................................................................................................... ...................................................................................................................................... ๕. นักเรียนสามารถนำข้อคิดที่ได้จากเรื่องไปปรับใช้ในชีวิติประจำวันได้อย่างไร ...................................................................................................................................... ...................................................................................................................................... ...................................................................................................................................... ...................................................................................................................................... ชื่อ....................................................................................ชั้น.........................เลขที่.............
๘๖ แบบประเมินการตอบคำถาม คำชี้แจง ให้ครูผู้สอนทำเครื่องหมาย ลงในช่องรายการการตอบคำถามที่นักเรียนปฏิบัติ ลำดับ ที่ ชื่อ - สกุล ความถูกต้อง (๔) ความตรงประเด็น (๔) ความชัดถ้อยชัดคำ (๔) รวม ๑๒ คะแนน ผลการประเมิน (ผ่าน/ไม่ผ่าน) ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๕ ลงชื่อ.............................................. (นางสาวธิติมา ลือชัย) วันที่…..…..เดือน…………..……..พ.ศ. …………..
๘๗ เกณฑ์การให้คะแนนการตอบคำถาม (Rubric Scores) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน ๔ ๓ ๒ ๑ ๑. ความถูกต้อง ตอบคำถาม ถูกต้อง ครบถ้วน ตอบคำถามถูกต้อง แต่ไม่ครบถ้วน ตอบคำถามผิด ไม่ตอบคำถาม ๒. ความตรงประเด็น ตอบคำถาม ได้ตรงประเด็น ตอบคำถามได้ ขาดตกเล็กน้อย ไม่ตรงประเด็น ไม่ตอบคำถาม ๓. ความชัดถ้อยชัดคำ ตอบคำถาม ชัดเจน ตอบคำถามตะกุกตะกัก เล็กน้อย ตอบคำถามเสียงเบา ตะกุกตะกักเล็กน้อย ตอบคำถามเสียงเบา ตะกุกตะกักมาก เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ : เกณฑ์การผ่านตั้งแต่ระดับ ดี ขึ้นไป ช่วงชั้นคะแนน ระดับคุณภาพ ๑๐ – ๑๒ ดีมาก ๗ – ๙ ดี ๔ – ๖ พอใช้ ๐ – ๓ ปรับปรุง หมายเหตุ : ผู้สอนอาจประเมินเป็นภาพรวมได้ในกรณีที่นักเรียนมีจำนวนมาก ไม่สามารถถามได้ ครบทุกคน
๘๘ แบบสังเกตพฤติกรรมในชั้นเรียน คำชี้แจง ให้ครูผู้สอนทำเครื่องหมาย ลงในช่องรายการพฤติกรรมที่นักเรียนปฏิบัติ ลงชื่อ............................................. (นางสาวธิติมา ลือชัย) วันที่…..…..เดือน…………..……..พ.ศ. ………….. ลำดับ ที่ พฤติกรรม ชื่อ – สกุล นักเรียนเข้าเรียน ตรงเวลา( ๔) นักเรียนไม่คุยกัน ไม่เล่นโทรศัพท์ขณะครูสอน( ๔) นักเรียนให้ความร่วมมือในการ ทำกิจกรรม(๔) นักเรียนแสดงความคิดเห็น และตอบคำถาม(๔) นักเรียนตั้งใจทำงาน ที่ได้รับมอบหมาย(๔) รวม(๒๐) ผลการประเมิน (ผ่าน/ไม่ผ่าน) ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐
๘๙ รายละเอียดเกณฑ์การให้คะแนนพฤติกรรมในชั้นเรียน (Scoring rubric) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน ๔ ๓ ๒ ๑ ๑. นักเรียนเข้าเรียน ตรงเวลา นักเรียนเข้าเรียน ได้ตรงต่อเวลา นักเรียนเข้าเรียน สาย ๑๐ – ๑๕ นาที นักเรียนเข้าเรียน สาย ๑๕ – ๒๐ นาที นักเรียนเข้าเรียน สาย ๓๐ นาที ขึ้นไป ๒. นักเรียนไม่คุยกัน ไม่เล่นโทรศัพท์ขณะ ครูสอน นักเรียนตั้งใจเรียน ไม่คุยกัน และไม่เล่น โทรศัพท์ในขณะ ที่ครูสอน นักเรียนตั้งใจเรียน แต่มีคุยกันบ้าง บางครั้ง นักเรียนตั้งใจ เรียนส่วนน้อย และส่วนมากใช้ เวลาเล่นโทรศัพท์ นักเรียนไม่ตั้งใจ เรียน พูดคุยกับ เพื่อน และเล่น โทรศัพท์ ๓.นักเรียนให้ความ ร่วมมือในการ ทำกิจกรรม ให้ความร่วมมือ ในทุกขั้นตอน แสดงสีหน้าที่พอใจ ให้ความร่วมมือ ในทุกขั้นตอน แสดงสีหน้าเบื่อ หน่ายบางครั้ง ให้ความร่วมมือ ในบางขั้นตอน และแสดงสีหน้า เบื่อหน่าย ไม่ให้ความร่วมมือ เฉยชาและแสดง สีหน้าไม่พอใจ ๔. นักเรียนแสดง ความคิดเห็น และตอบคำถาม ให้ความร่วมมือ ในการตอบคำถาม เสียงดังฟังชัด มีความมั่นใจ และถูกต้อง ให้ความร่วมมือ ในการตอบคำถาม เสียงดังฟังชัด ไม่ค่อยมีความ มั่นใจ ตอบบางคำถาม ตอบเสียงเบา และปฏิบัติตามได้ เพียงบางข้อ ไม่ตอบคำถาม ท่องตามเพื่อน ปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่ได้ ๕. นักเรียน กระตือรือร้นในการทำ กิจกรรม มีความกระตือรือร้น อยากทำทุกกิจกรรม มีความ กระตือรือร้น อยากทำบาง กิจกรรม ไม่แสดงความรู้สึก ร่วม แต่ปฏิบัติ ตามทุกอย่าง แสดงสีหน้าหรือ อาการทางลบ ไม่พอใจ
๙๐ เกณฑ์การให้คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสม่ำเสมอให้ ๔ คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้งให้ ๓ คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบางครั้งให้ ๒ คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้งให้ ๑ คะแนน เกณฑ์การประเมินคุณภาพ ๑๘ – ๒๐ คะแนน ดีมาก ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ ๙๐ – ๑๐๐ % ๑๔ – ๑๗ คะแนน ดี ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ ๗๐ – ๘๙ % ๑๓ – ๑๐ คะแนน พอใช้ ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ ๕๐ – ๖๙ % ต่ำกว่า ๑๐ คะแนน ปรับปรุง ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ ๕๐ % ผ่านเกณฑ์ในระดับ ดี ขึ้นไปถือว่าผ่าน
๙๑ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๒๔ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย วิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท๒๓๑๐๒ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๒ พระบรมราโชวาท เวลา ๑๔ ชั่วโมง เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์จากข่าว เวลา ๑ ชั่วโมง วันที่สอน ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๘.๔๐-๐๙.๓๐ น. ม.๓/๑๓ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา ๑๓.๔๐-๑๔.๓๐ น. ม.๓/๑๔ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๓๐-๑๐.๒๐ น. ม.๓/๖ ผู้สอน นางสาวธิติมา ลือชัย โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ............................................................................................................................. ......................... ๑. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด ๑.๑ มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ๑.๒ ตัวชี้วัด ท ๑.๑ ม.๓/๕ วิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินเรื่องที่อ่านโดยใช้กลวิธีการเปรียบเทียบ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจได้ดีขึ้น ๒. สาระสำคัญ ข่าว คือ การรายงานข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดจนความคิดเห็นของบุคคล สำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ประชาชนให้ความสำคัญและสนใจ รวมทั้งมีผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก นอกจากนี้ข่าวยังเป็นการใช้ภาษานำเสนอข้อความที่สะดุดหู สะดุดตา สะดุดใจ ชวนให้ผู้อ่านต้อง วิเคราะห์ แยกแยะ ตีความ แปลความ สรุปได้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ๓. สาระการเรียนรู้ ๓.๑ ความหมายของข่าว ๓.๒ ประเภทของข่าว ๓.๓ หลักการอ่านและวิเคราะห์ข่าว ๔. จุดประสงค์การเรียนรู้ ๔.๑ นักเรียนสามารถบอกประเด็นสำคัญจากข่าวได้ถูกต้อง (K) ๔.๒ นักเรียนสามารถสามารถแยกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นจากข่าวได้อย่างถูกต้อง (P) ๔.๓ นักเรียนมีความกระตือรือร้นการทำกิจกรรม (A)