๙๒ ๕. สมรรถนะสำคัญของนักเรียน ๕.๑ ความสามารถในการสื่อสาร ๕.๒ ความสามารถในการคิด ๕.๓ ความสามารถในการแก้ปัญหา ๕.๓ ความสามารถในการใชทักษะชีวิต ๖. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๖.๑ มีวินัย ๖.๒ ใฝ่เรียนรู้ ๖.๓ มุ่งมั่นในการทำงาน ๗. กระบวนการจัดการเรียนรู้ (กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ) ๗.๑ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ขั้นที่ ๑ การสังเกต ๗.๑.๑ นักเรียนและครูทักทายกัน ครูซักถามนักเรียนเกี่ยวกับข่าวสารที่ กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เรื่อง รถทัวร์มรณะ พุ่งชนดับ ๑๔ ศพ ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ ๗.๑.๒ นักเรียนสังเกตการพาดหัวข่าว ชื่อเรื่อง รถทัวร์มรณะ พุ่งชนดับ ๑๔ ศพ เมื่ออ่านแล้วนักเรียนรู้สึกอย่างไร หลังจากนั้นนักเรียนช่วยกันตีความหมายคำว่า รถทัวร์มรณะ และ พุ่งชนดับ ว่าหมายถึงอะไร และทำไมถึงพาดหัวข่าวชื่อนี้ แทนที่จะเป็น รถทัวร์ขับ ชนต้นไม้ มีคนตายทั้งหมด ๑๔ ศพ นักเรียนตอบคำถามช่วยกัน ๗.๒ ขั้นกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ ๒ อธิบาย ๗.๒.๑ นักเรียนร่วมตอบคำถามครูว่าช่วงนี้ติดตามข่าวสารเรื่องอะไร ติดตามจากช่องทางใด และเพราะเหตุใดจึงติดตามข่าวสารเรื่องดังกล่าว ๗.๒.๒ นักเรียนฟังครูอธิบายความรู้เกี่ยวกับหลักการอ่านวิเคราะห์ข่าว นักเรียนดูใบความรู้ประกอบไปด้วย ในประเด็นดังต่อไปนี้ - ความหมายของข่าว - ประเภทของข่าว - หลักการอ่านและวิเคราะห์ข่าว ๗.๒.๓ นักเรียนรับบทอ่านข่าว เรื่องน้ำยาลอกผิวขาวของคนคลั่งขาว ไปศึกษาและอ่านทำความเข้าใจครูให้เวลาในการอ่าน ๑๐ นาที
๙๓ ขั้นที่ ๓ รับฟัง ๗.๒.๓ นักเรียนนำเสนอความคิดเห็นของตนเองที่มีต่อข่าวเรื่อง น้ำยาลอก ผิวขาวของคนคลั่งขาว หลังจากที่ได้อ่านเรื่องราว ว่านักเรียนมีความคิดเห็นอย่างไร ในประเด็นที่ว่า - นักเรียนมีความคิดเห็นอย่างไร กับน้ำยาลอกผิวขาว - เมื่ออ่านข่าวเรื่อง น้ำยาลอกผิวขาว นักเรียนคิดว่าจุดประสงค์ ของการเขียนข่าวนี้คืออะไร - ทำไมถึงมีการผลิตน้ำยาลอกผิวมาขาย แล้วเขาจะขายได้หรือไม่ ขั้นที่ ๔ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ ๗.๒.๔ ในปัจจุบันซึ่งนักเรียนให้ความสนใจกับความสวยความงาม การที่ นักเรียนซื้อผลิตภัณฑ์ในการดูแลผิวต่างๆ นอกจากนักเรียนคำนึงถึงผลลัพธ์ความขาวแล้ว สิ่งที่ควร ตระหนักถึงเป็นอย่างมากคือเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก นักเรียนมีวิธีการดูความปลอดภัยในเรื่อง ผลิตภัณฑ์อย่างไรบ้าง ๗.๒.๕ ครูสุ่มนักเรียนตอบคำถามจำนวน ๓ คนโดยใช้วิธีการหมุนวงล้อสุ่ม เลขที่ ขั้นที่ ๕ วิจารณ์ ๗.๒.๖ นักเรียนตอบคำถามในประเด็นต่อไปนี้ - นักเรียนคิดว่าข่าวนี้มีประโยชน์หรือไม่ อย่างไร - นักเรียนคิดว่า เพราะเหตุใดร้านค้าที่ขายน้ำยาลอกผิวขาวจึงต้อง อ้างว่าน้ำยาดังกล่าวมีส่วนผสมเป็นกรดผลไม้ - ถ้าเพื่อนของนักเรียนอยากมีผิวขาว นักเรียนจะแนะนำให้เพื่อน ใช้น้ำยาลอกผิวขาวหรือไม่ เพราะเหตุใด ๗.๒.๗ นักเรียนช่วยกันวิเคราะห์ข่าว โดยครูมีประโยคให้และนักเรียน จับคู่คำ ว่าเป็นข้อข้อเท็จจริง หรือข้อคิดเห็น ในแอปพลิเคชัน WordWall โดยครูสังเกตพฤติกรรมให้ นักเรียนยกมือโหวตในการตอบ ๗.๒.๘ นักเรียนทำแบบฝึกหัดการอ่านเชิงวิเคราะห์จากข่าว เรื่อง น้ำยา ลอกผิวของคนคลั่งขาว โดยใช้เวลา ๑๕ นาที ๗.๓ ขั้นสรุป ขั้นที่ ๖ สรุป ๗.๓.๑ นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์จากข่าวเรื่อง น้ำยาลอกผิวของคนคลั่งขาว โดยมีครูสรุปเพิ่มเติมในส่วนที่เป็นข่าวนั้น ทำให้เราทราบถึงความ
๙๔ เคลื่อนไหว เหตุการณ์ต่างๆ ช่วยในการตัดสินใจอย่างถูกต้องทำให้มีความรอบรู้ในแหล่งที่มีคุณค่า ทางด้านต่าง ๆรอบโลก และยังทำให้ทราบความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีอีกด้วย ซึ่งนักเรียน สามารถรับข่าวสารได้หลากหลายช่องทางมากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งมีความสะดวกรวดเร็วในการรับ ข่าวสาร แต่นักเรียนควรพิจารณาเนื้อหาของข่าว ว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด ๘. ภาระ/ชิ้นงาน ๘.๑ แบบฝึกหัดการอ่านวิเคราะห์จากข่าว เรื่อง น้ำยาลอกผิวของคนคลั่งขาว ๙. การจัดบรรยากาศเชิงบวก ๙.๑ สร้างบรรยากาศในขณะที่จัดการเรียนรู้ให้มีความเป็นกันเอง ๙.๒ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน ๙.๓ ครูกล่าวชมเชยนักเรียน ๑๐. สื่อและแหล่งเรียนรู้ ๑๐.๑ ใบความรู้เรื่อง หลักการอ่านและวิเคราะห์ข่าว ๑๐.๒ แอปพลิเคชัน หมุนวงล้อสุ่ม ๑๐.3 เกมจับคู่ แอปพลิเคชัน WordWall ๑๑. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมิน ๑. นักเรียนสามารถบอกประเด็นสำคัญจาก ข่าวได้ถูกต้อง (K) - การตอบคำถาม - การตอบคำถามในชั้น เรียน นักเรียนได้คะแนน เป็นร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป จึงจะผ่านเกณฑ์ 2. นักเรียนสามารถสามารถแยกข้อเท็จจริง และข้อคิดเห็นจากข่าวได้อย่างถูกต้อง (P) - การตรวจแบบฝึกหัด - แบบฝึกหัดการอ่าน เชิงวิเคราะห์จากข่าว นักเรียนได้คะแนน เป็นร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป จึงจะผ่านเกณฑ์ ๓. นักเรียนมีความกระตือรือร้นการทำ กิจกรรม (A) - สังเกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม นักเรียนได้คะแนน เป็นร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป จึงจะผ่านเกณฑ์
๙๕ ใบความรู้เรื่อง หลักการอ่านและวิเคราะห์ข่าว ความหมาย ข่าว หมายถึง เหตุการณ์ที่คนในสังคมกำลังให้ความสนใจ และตีพิมพ์เผยแพร่ทาง หนังสือพิมพ์ หรือนิตยสาร เหตุการณ์ที่นำมาเขียนเป็นข่าวจะต้องเป็นเรื่องทันเหตุการณ์ และส่งผล กระทบต่อบุคคลในสังคม องค์ประกอบของข่าว ข่าวมีองค์ประกอบ ๔ ส่วน คือ พาดหัวข่าว ความนำ ส่วนเชื่อม และเนื้อข่าว ดังนี้ ๑.พาดหัวข่าว (Headline) เป็นส่วนนำที่สร้างความสนใจ โดยใช้คำที่สะดุดตา และตัวอักษรขนาดใหญ่กว่าเนื้อข่าว ๒. ความนำ (Lead) คือ เนื้อเรื่องย่อของข่าว เป็นการเขียนอธิบายให้ผู้อ่านทราบ โดยสรุปว่าเหตุการณ์ที่นำมาเขียนข่าวมีเนื้อความอย่างไร ความนำที่ดีต้องชัดเจน และทำให้ผู้อ่าน เข้าใจเรื่องราว ๓. ส่วนเชื่อม (Neck) คือ ส่วนที่อยู่ระหว่างความนำกับเนื้อเรื่อง ทำหน้าที่ขยาย ความ หรือให้รายละเอียดเพิ่มเติมจากความนำ ๔. เนื้อข่าว (Body) คือ รายละเอียดทั้งหมดของข่าว ส่วนใหญ่นิยมเขียนเป็นย่อ หน้าสั้นๆ หากมีรายละเอียดมาก ก็จะเขียนแยกออกเป็นหลายย่อหน้า โดยเรียงลำดับเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้น หรือเรียงลำดับความสำคัญจากมากไปหาน้อย ประเภทของข่าว ข่าวที่นักเรียนอ่านในหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสาร แบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท ดังนี้ ๑. ข่าวหนัก (Head News) หมายถึง ข่าวที่มีเนื้อเรื่องในเชิงสาระ และมีอิทธิพล ต่อคนส่วนใหญ่ในสังคม เช่น ข่าวการเมือง ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวธุรกิจ ข่าวการศึกษา เป็นต้น ๒. ข่าวเบา (Soft News) หมายถึง ข่าวที่เกิดขึ้นในกลุ่มคนกลุ่มย่อย ๆ ไม่มี อิทธิพลต่อส่วนใหญ่ในสังคมมากนัก เช่น ข่าวชาวบ้าน ข่าวสังคม บันเทิง ข่าวกีฬา ข่าวอาชญากรรม เป็นต้น
๙๖ หลักปฏิบัติในการอ่านวิเคราะห์ข่าว ๑. กำหนดวัตถุประสงค์ การกำหนดวัตถุประสงค์ในการอ่านเป็นเรื่องที่สำคัญ เพื่อให้ทราบ ข่าวและความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น การเมือง สังคมการศึกษา วิทยาศาสตร์และ สิ่งแวดล้อม ๒. อ่านพาดหัวข่าว เป็นการอ่านกวาดสายตาแบบเร็ว ๆ เพื่อดูว่าแต่ละหน้ามีข่าวสำคัญ ที่น่าสนใจอะไรบ้าง ถ้าเราอ่านข่าวเป็นประจำและติดตามเรื่องบางเรื่อง ผู้อ่านสามารถพลิกไปหน้า นั้นได้ทันที การอ่านแบบกวาดสายตาเช่นนี้เป็นการเลือกข่าวที่จะอ่าน โดยดูจากพาดหัวข่าว ๓. อ่านข่าวนำ การอ่านข่าวในหน้าแรกมีความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นย่อหน้าสรุป ประเด็นสำคัญของข่าว ซึ่งจะมีรายละเอียดที่บอกว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ทำไม ในการ อ่านพยายามตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ ๔. วิเคราะห์ประโยค ในบางครั้งเราอ่านข่าวไม่เข้าใจ มีปัญหาสืบเนื่องมาจาก โครงสร้าง ของประโยคซับซ้อน วิธีการที่จะช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น คือ วิเคราะห์ว่าส่วนใดเป็นประธาน ส่วนใด เป็นกริยาแท้ ส่วนใดเป็นส่วนขยาย ถ้าวิเคราะห์โครงสร้างหลักได้ก็จะช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น ๕. หาความหมายของศัพท์ปัญหาอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับผู้อ่านข่าว คือ บางครั้งอ่านพบ คำศัพท์ที่ไม่คุ้นเคย ทำให้เกิดความท้อถอย คิดว่าอ่านแล้วคงไม่เข้าใจ ถ้าเป็นคำราชาศัพท์ ผู้อ่านควร เปิดพจนานุกรมและจดคำศัพท์ไว้เพื่อทบทวนความจำ อย่างไรก็ตามในการอ่านข่าวผู้อ่านควร ตรวจสอบความถูกต้องของข้อเท็จจริงในข่าวจากแหล่งข่าวหรือสื่ออื่น ๆ ด้วยเพื่อจะได้รับข่าวสาร ข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้มากที่สุด
๙๗ น้ำยาลอกผิวของคนคลั่งขาว กระแสคลั่งขาวของคนไทยได้รับความยินยอมอย่างมาก จนทำให้ร้านค้าหัวใสนำน้ำยาลอก ขาวที่อ้างว่าเป็นกรดผลไม้ออกขายกันอย่างโจ่งแจ้ง ขณะที่แพทย์ออกดือนหากใช้บ่อย ๆ ผิวหนัง ระคายเคือง เป็นเม็ดตุ่ม และถึงขั้นเป็นมะเร็งผิวหนังได้ กระแสคลั่งขาวของคนไทยในปัจจุบันเริ่ม ความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงขนาดมีบรรดาร้านค้าต่าง ๆ ทั้งตามท้องตลาดทั่วไปหรือร้านค้า ออนไลน์ขายน้ำยาลอกผิวขาวกันอย่างโจ่งแจ้ง โดยอ้างว่าเป็นกรดผลไม้ที่ช่วยลอกผิวชั้นนอกและเผย ผิวที่ขาวด้านในออกมา ด้าน นพสุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เผยว่า สำหรับครีมเปลี่ยนสีผิวนั้น จะมีส่วนผสมหลักคือ "ไฮโดรเจนเปอร์ออกไชด์ " (Hycrogenperoxide) มีฤทธิ์กัดกร่อนระคายเคือง สูงอาจทำให้เกิดระคายเคือง แสบคัน และเป็นผื่นลักษณะเป็นน้ำ ในทางการแพทย์นำมาใช้ในการทำ ความสะอาดแผลที่ทำความสะอาดได้ยาก เช่น แผลลึกปากแผลแคบ จากตะปูดำ ถูกแทง เป็นต้น ขณะที่ นพ.จิโรจ สินธวานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันผิวหนัง กล่าวว่า การนำสารไฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์มาใช้กับผิวหนังโดยตรง ถือว่าเป็นการนำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ เพราะไม่ได้มีข้อบ่งชี้ กำหนดว่าให้ใช้สารนี้ในการฟอกสีผิวแต่เพราะค่านิยมในปัจจุบัน จึงมีการนำมาใช้ผสมในครีมกัด ผิวหนัง เพื่อหวังให้ผิวขาว สารนี้จะไปกัดผิวชั้นนอกอออก จึงทำให้ผิวดูขาวขึ้นจริง แต่จะขาวได้ใน ระดับหนึ่งเท่านั้น และหากใช้ตั้งแต่อายุยังน้อยและใช้บ่อย ๆ จะทำให้ผิวหนังซึ่งเป็นเกราะป้องกันโดย ธรรมชาติเสื่อมหรือบางลงทาครีมหรือสารชนิดอื่นที่ผิวหนังก็จะเกิดการซึมชับของสารได้ง่ายกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการเคืองได้ง่ายขึ้น เมื่อโดนแสงแดดมาก ๆ หรือเป็นเวลานาน ๆ จะถูกทำลายลึกไปถึง ระดับโมเลกุลและระดับดีเอ็นเอด้วย อีกทั้งยังเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น เป็นตุ่มเม็ดแข็ง เนื้องอก ผิวหนัง รวมทั้งมีแนวโน้มจะเป็นมะเร็งผิวหนังสูงกว่าผิดธรรมดา ผู้สื่อข่าว : ทีมข่าวสปริงนิวส์ ที่มา : http//campus .sanook.com/ทะลุดีเอ็นเอ! น้ำยาลอกผิวของคนคลั่งขาว
๙๘ คำถามที่ ๑ : น้ำยาลอกผิวของคนคลั่งขาว เมื่อนักเรียนอ่านข่าวข้างตันจบแล้ว มีความคิดเห็นอย่างไรต่อสิ่งต่าง ๆ ด้านล่างต่อไปนี้ โปรด ระบุข้อความของเหตุที่ทำให้นักเรียนคิดเห็นอย่างนั้นจากเนื้อหาข่าวข้างต้น ต้องตอบทั้งหมด ๒ ข้อ (คะแนนเต็ม ๒ คะแนน) ๑. ร้านค้าที่จำหน่ายน้ำยา ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ๒. น้ำยาลอกผิวขาว ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ คำถามที่ ๒ : น้ำยาลอกผิวของคนคลั่งขาว จากข่าวข้างต้น โปรดพิจารณาว่า เพราะเหตุใดร้านค้าที่ขายน้ำยาลอกผิวขาวจึงต้องอ้างว่า น้ำยา ดังกล่าวมีส่วนผสมเป็นกรดผลไม้ (คะแนนเต็ม ๒ คะแนน) ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ คำถามที่ ๓ : น้ำยาลอกผิวของคนคลั่งขาว ให้นักเรียนพิจารณาว่า แท้จริงแล้วส่วนประกอบหลักในน้ำยาลอกผิวขาวมีคุณสมบัติอย่างไร และ วัตถุประสงค์ที่ถูกต้องนั้นไว้ทำอะไร โปรดอ้างอิงคำตอบจากเนื้อหาข่าวข้างตัน (ค่ะแนนเต็ม ๒ คะแนน) ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................
๙๙ คำถามที่ ๔ : น้ำยาลอกผิวของคนคลั่งขาว ให้นักเรียนพิจารณาข้อความด้านล่างต่อไปนี้ว่า ข้อความนั้น "สนับสนุน" หรือ "ขัดแย้ง" กับ เนื้อหาข่าวที่ให้มาข้างต้น โดยทำเครื่องหมายวงกลมล้อมรอบคำตอบ (คะแนนเต็ม ๓ คะแนน) คำถามที่ ๕ : น้ำยาลอกผิวของคนคลั่งขาว จากข่าวข้างต้น ถ้าเพื่อนของนักเรียนอยากมีผิวขาว นักเรียนจะแนะนำให้เพื่อนใช้น้ำยาลอก ผิวขาวหรือไม่เพราะเหตุใด โปรดระบุเหตุผล โปรดระบุเหตุผลที่ชัดเจนจากเนื้อหาข่าว (คะแนนเต็ม ๑ คะแนน) ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ชื่อ.........................................................................................................ชั้น..................เลขที่............. ข้อความ สนับสนุน/ขัดแย้ง ก. การใช้น้ำยาลอกผิวขาวทำให้ผิวหนังระคายเคืองง่าย ข. การใช้น้ำยาลอกผิวขาวสามารถเปลี่ยนสีผิวได้ลีกถึงดีเอ็นเอ ค. การใช้นำยาลอกผิวขาวมีส่วนกระตุ้นให้เกิดเซลล์มะเร็งได้ ง. การใช้น้ำยาลอกผิวขาวทำให้ผิวไวต่อแสงแดด จ. การใช้น้ำยาลอกผิวขาวทำให้ผิวหนังชั้นนอกหลุดออก ก. สนับสนุน / ขัดแย้ง ข. สนับสนุน / ขัดแย้ง ค. สนับสนุน / ขัดแย้ง ง. สนับสนุน / ขัดแย้ง จ. สนับสนุน / ขัดแย้ง
๑๐๐ แบบประเมินการตอบคำถาม คำชี้แจง ให้ครูผู้สอนทำเครื่องหมาย ลงในช่องรายการการตอบคำถามที่นักเรียนปฏิบัติ ลำดับ ที่ ชื่อ - สกุล ความถูกต้อง (๔) ความตรงประเด็น (๔) ความชัดถ้อยชัดคำ (๔) รวม ๑๒ คะแนน ผลการประเมิน (ผ่าน/ไม่ผ่าน) ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๕ ลงชื่อ........................................................... (นางสาวธิติมา ลือชัย) วันที่…..…..เดือน…………..……..พ.ศ. …………..
๑๐๑ เกณฑ์การให้คะแนนการตอบคำถาม (Rubric Scores) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน ๔ ๓ ๒ ๑ ๑. ความถูกต้อง ตอบคำถาม ถูกต้อง ครบถ้วน ตอบคำถามถูกต้อง แต่ไม่ครบถ้วน ตอบคำถามผิด ไม่ตอบคำถาม ๒. ความตรงประเด็น ตอบคำถาม ได้ตรงประเด็น ตอบคำถามได้ ขาดตกเล็กน้อย ไม่ตรงประเด็น ไม่ตอบคำถาม ๓. ความชัดถ้อยชัดคำ ตอบคำถาม ชัดเจน ตอบคำถามตะกุกตะกัก เล็กน้อย ตอบคำถามเสียงเบา ตะกุกตะกักเล็กน้อย ตอบคำถามเสียงเบา ตะกุกตะกักมาก เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ : เกณฑ์การผ่านตั้งแต่ระดับ ดีขึ้นไป ช่วงชั้นคะแนน ระดับคุณภาพ ๑๐ – ๑๒ ดีมาก ๗ – ๙ ดี ๔ – ๖ พอใช้ ๐ – ๓ ปรับปรุง หมายเหตุ : ผู้สอนอาจประเมินเป็นภาพรวมได้ในกรณีที่นักเรียนมีจำนวนมาก ไม่สามารถถามได้ ครบทุกคน
๑๐๒ แบบสังเกตพฤติกรรมในชั้นเรียน คำชี้แจง ให้ครูผู้สอนทำเครื่องหมาย ลงในช่องรายการพฤติกรรมที่นักเรียนปฏิบัติ ลงชื่อ........................................................... (นางสาวธิติมา ลือชัย) วันที่…..…..เดือน…………..……..พ.ศ. ………….. ล ำดับ ที่ พฤติกรรม ชื่อ – สกุล นักเรียนเข้ำเรียน ตรงเวลำ( ๔) นักเรียนไม่คุยกัน ไม่เล่นโทรศัพท์ขณะครูสอน( ๔) นักเรียนให้ควำมร่วมมือในกำร ท ำกิจกรรม(๔) นักเรียนแสดงควำมคิดเห็น และตอบค ำถำม(๔) นักเรียนตั้งใจท ำงำน ที่ได้รับมอบหมำย(๔) รวม(๒๐) ผลกำรประเมิน (ผ่ำน/ไม่ผ่ำน) ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐
๑๐๓ รายละเอียดเกณฑ์การให้คะแนนพฤติกรรมในชั้นเรียน (Scoring rubric) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน ๔ ๓ ๒ ๑ ๑. นักเรียนเข้าเรียน ตรงเวลา นักเรียนเข้าเรียน ได้ตรงต่อเวลา นักเรียนเข้าเรียน สาย ๑๐ – ๑๕ นาที นักเรียนเข้าเรียน สาย ๑๕ – ๒๐ นาที นักเรียนเข้าเรียน สาย ๓๐ นาที ขึ้นไป ๒. นักเรียนไม่คุยกัน ไม่เล่นโทรศัพท์ขณะ ครูสอน นักเรียนตั้งใจเรียน ไม่คุยกัน และไม่เล่น โทรศัพท์ในขณะ ที่ครูสอน นักเรียนตั้งใจเรียน แต่มีคุยกันบ้าง บางครั้ง นักเรียนตั้งใจ เรียนส่วนน้อย และส่วนมากใช้ เวลาเล่นโทรศัพท์ นักเรียนไม่ตั้งใจ เรียน พูดคุยกับ เพื่อน และเล่น โทรศัพท์ ๓.นักเรียนให้ความ ร่วมมือในการ ทำกิจกรรม ให้ความร่วมมือ ในทุกขั้นตอน แสดงสีหน้าที่พอใจ ให้ความร่วมมือ ในทุกขั้นตอน แสดงสีหน้าเบื่อ หน่ายบางครั้ง ให้ความร่วมมือ ในบางขั้นตอน และแสดงสีหน้า เบื่อหน่าย ไม่ให้ความร่วมมือ เฉยชาและแสดง สีหน้าไม่พอใจ ๔. นักเรียนแสดง ความคิดเห็น และตอบคำถาม ให้ความร่วมมือ ในการตอบคำถาม เสียงดังฟังชัด มีความมั่นใจ และถูกต้อง ให้ความร่วมมือ ในการตอบคำถาม เสียงดังฟังชัด ไม่ค่อยมีความ มั่นใจ ตอบบางคำถาม ตอบเสียงเบา และปฏิบัติตามได้ เพียงบางข้อ ไม่ตอบคำถาม ท่องตามเพื่อน ปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่ได้ ๕. นักเรียน กระตือรือร้นในการทำ กิจกรรม มีความกระตือรือร้น อยากทำทุกกิจกรรม มีความ กระตือรือร้น อยากทำบาง กิจกรรม ไม่แสดงความรู้สึก ร่วม แต่ปฏิบัติ ตามทุกอย่าง แสดงสีหน้าหรือ อาการทางลบ ไม่พอใจ
๑๐๔ เกณฑ์การให้คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสม่ำเสมอให้ ๔ คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้งให้ ๓ คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบางครั้งให้ ๒ คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้งให้ ๑ คะแนน เกณฑ์การประเมินคุณภาพ ๑๘ – ๒๐ คะแนน ดีมาก ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ ๙๐ – ๑๐๐ % ๑๔ – ๑๗ คะแนน ดี ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ ๗๐ – ๘๙ % ๑๓ – ๑๐ คะแนน พอใช้ ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ ๕๐ – ๖๙ % ต่ำกว่า ๑๐ คะแนน ปรับปรุง ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ ๕๐ % ผ่านเกณฑ์ในระดับ ดี ขึ้นไปถือว่าผ่าน
๑๐๕ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๒๕ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย วิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท๒๓๑๐๒ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๒ พระบรมราโชวาท เวลา ๑๔ ชั่วโมง เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์จากบทความ เวลา ๑ ชั่วโมง วันที่สอน ๑9 ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๓๐-10.20 น. ม.๓/๑๓ 21 ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา 12.50-13.40 น. ม.๓/๑๔ 20 ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา 13.40-14.30 น. ม.๓/๖ ผู้สอน นางสาวธิติมา ลือชัย โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ............................................................................................................................. ......................... ๑. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด ๑.๑ มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ๑.๒ ตัวชี้วัด ท ๑.๑ ม.๓/๕ วิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินเรื่องที่อ่านโดยใช้กลวิธีการเปรียบเทียบ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจได้ดีขึ้น ๒. สาระสำคัญ บทความเป็นงานเขียนที่นำเสนอเนื้อหาสาระและความคิดเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มี ลักษณะเป็นความเรียงที่เขียนขึ้นจากข้อเท็จจริง และความคิดเห็นของผู้เขียน การอ่านบทความจะทำ ให้ผู้อ่านเกิดความรู้และความเพลิดเพลิน นอกจากนี้บทความยังมีแง่คิดที่น่าสนใจ ดังนั้นบทความจึง เป็นงานเขียนที่ต้องอาศัยการอ่านวิเคราะห์เพื่อพิจารณาถึงทัศนคติของผู้เขียน สาระสำคัญ การ แยกแยะข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นเพื่อจะได้รับความรู้และนำข้อคิดที่ได้จากบทความไปใช้ได้อย่าง ถูกต้องและเหมาะสม ๓. สาระการเรียนรู้ ๓.๑ ความหมายของบทความ ๓.๒ ประเภทของบทความ ๓.๓ หลักการอ่านและวิเคราะห์บทความ ๔. จุดประสงค์การเรียนรู้ ๔.๑ นักเรียนสามารถบอกใจความสำคัญจากบทความได้ถูกต้อง (K) ๔.๒ นักเรียนสามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากบทความได้อย่างถูกต้อง (P) ๔.๓ นักเรียนมีความกระตือรือร้นการทำกิจกรรม (A)
๑๐๖ ๕. สมรรถนะสำคัญของนักเรียน ๕.๑ ความสามารถในการสื่อสาร ๕.๒ ความสามารถในการคิด ๕.๓ ความสามารถในการแก้ปัญหา ๕.๓ ความสามารถในการใชทักษะชีวิต ๖. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๖.๑ มีวินัย ๖.๒ ใฝ่เรียนรู้ ๖.๓ มุ่งมั่นในการทำงาน ๗. กระบวนการจัดการเรียนรู้ (กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ) ๗.๑ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ขั้นที่ ๑ การสังเกต ๗.๑.๑ นักเรียนสังเกตประเภทบทความสั้นๆ นักเรียนอ่านข้อความบางส่วน จากบทความที่ครูกำหนดให้ จากนั้นครูซักถามนักเรียนว่าข้อความที่อ่านเป็นงานเขียนประเภทใด และ นักเรียนเคยอ่านงานเขียนประเภทนี้หรือไม่ ๗.๑.๒ ครูเชื่อมโยงเข้าสู่บทเรียน ๗.๒ ขั้นกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ ๒ อธิบาย ๗.๒.๑นักเรียนฟังครูอธิบายความรู้เกี่ยวกับหลักการอ่านวิเคราะห์ข่าว นักเรียนดูใบความรู้ประกอบไปด้วย ในประเด็นดังต่อไปนี้ - ความหมายของบทความ - ประเภทของบทความ - หลักการอ่านและวิเคราะห์บทความ ๗.๒.๓ นักเรียนรับบทอ่านบทความ เรื่อง อาหารคลีน Clean Food ที่ครู แจกให้ จากนั้นนักเรียนอ่านสำรวจชื่อเรื่อง คำสำคัญ เนื้อเรื่อง และตอนสรุปท้ายเรื่อง เพื่อกำหนด ประเด็นในการศึกษาเนื้อเรื่อง ขั้นที่ ๓ รับฟัง ๗.๒.๓ นักเรียนนำเสนอความคิดเห็นของตนเองที่มีต่อบทความเรื่อง อาหารคลีน Clean Food หลังจากที่ได้อ่านเรื่องราว ว่านักเรียนมีความคิดเห็นอย่างไร ในประเด็น ที่ว่า - นักเรียนคิดว่าบทความที่กำหนดให้เป็นบทความประเภทใด
๑๐๗ - เมื่ออ่านบทความนี้มีจุดประสงค์ของผู้นำเสนอบทความนี้คือ จุดประสงค์ใด - บทความนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องใด ขั้นที่ ๔ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ ๗.๒.๔ ซึ่งในปัจจุบันมีการทานอาหารที่หลากหลายและเร่งรีบในการทำงาน จึงทำให้คนเราทานอาหาร Fats Food มากยิ่งขึ้น นักเรียนคิดว่าอาหารคลีนเหมาะกับใคร เพราะเหตุใด ๗.๒.๕ ครูสุ่มนักเรียนตอบคำถามจำนวน ๓ คนโดยใช้วิธีการหมุนวงล้อสุ่ม เลขที่ ๗.๒.๖ นักเรียนช่วยกันเสนอชื่อเมนูอาหารคลีนที่นักเรียนเคยทาน หรือขาย ตามท้องตลาด ขั้นที่ ๕ วิจารณ์ ๗.๒.๗ นักเรียนตอบคำถามในประเด็นต่อไปนี้ - นักเรียนคิดบทความนี้มีประโยชน์หรือไม่ อย่างไร - นักเรียนคิดว่า เพราะเหตุใด อาหารคลีนจึงมีสรรพคุณที่ดีสำหรับ คนที่อ้วน - ถ้าเราไม่อ้วนเราจำเป็นต้องกินอาหารคลีนหรือไม่ เพราะเหตุใด - หากกินอาหารคลีนเพียงอย่างเดียว ไม่ออกกำลังกาย จะมี สุขภาพร่างกายแข็งแรงหรือไม่ เพราะเหตุใด ๗.๒.๘ นักเรียนเล่นเกมตอบคำถามจำนวน ๕ ข้อเพื่อ ในแอปพลิเคชัน quizizz เพื่อตรวจสอบความเข้าใจว่านักเรียนสามารถวิเคราะห์เรื่องที่ได้อ่าน ๗.๒.๙ นักเรียนทำแบบฝึกหัดการอ่านเชิงวิเคราะห์จากบทความ เรื่อง อาหารคลีน clean Food โดยใช้เวลา ๑๕ นาที ๗.๓ ขั้นสรุป ขั้นที่ ๖ สรุป ๗.๓.๑ นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์จากบทความ เรื่อง อาหารคลีน Clean Food โดยนักเรียนช่วยกันตอบคำถามต่อไปนี้ นักเรียนได้รับประโยชน์จาก บทความนี้มากน้องเพียงใด บทความนี้นำเสนอข้อคิดหรือทรรศนะที่สามารถนำไปปฏิบัติได้หรือไม่ และบทความนี้มีประโยชน์กับบุคคลเฉพาะกลุ่มหรือบุคคลส่วนใหญ่ในสังคม
๑๐๘ ๘. ภาระ/ชิ้นงาน ๘.๑ แบบฝึกหัดการอ่านวิเคราะห์จากบทความ เรื่อง อาหารคลีน Clean Food ๙. การจัดบรรยากาศเชิงบวก ๙.๑ สร้างบรรยากาศในขณะที่จัดการเรียนรู้ให้มีความเป็นกันเอง ๙.๒ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน ๙.๓ ครูกล่าวชมเชยนักเรียน ๑๐. สื่อและแหล่งเรียนรู้ ๑๐.๑ ใบความรู้เรื่อง หลักการอ่านและวิเคราะห์บทความ ๑๐.๒ แอปพลิเคชัน หมุนวงล้อสุ่ม ๑๐.3 แอปพลิเคชัน quizizz ๑๑. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมิน ๑. นักเรียนสามารถบอกใจความสำคัญจาก บทความได้ถูกต้อง (K) - การตอบคำถาม - การตอบคำถามในชั้น เรียน นักเรียนได้คะแนน เป็นร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป จึงจะผ่านเกณฑ์ 2. นักเรียนสามารถวิเคราะห์ข้อมูลจาก บทความได้อย่างถูกต้อง (P) - การตรวจแบบฝึกหัด - แบบฝึกหัดการอ่าน เชิงวิเคราะห์ จากบทความ นักเรียนได้คะแนน เป็นร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป จึงจะผ่านเกณฑ์ ๓. นักเรียนมีความกระตือรือร้นการทำ กิจกรรม (A) - สังเกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม นักเรียนได้คะแนน เป็นร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป จึงจะผ่านเกณฑ์
๑๐๙ ใบความรู้เรื่อง หลักการอ่านและวิเคราะห์บทความ ความหมาย บทความ หมายถึง รูปแบบการเขียนประเภทหนึ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อสารข้อเท็จจริง และ ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งแก่ผู้อ่าน โดยเนื้อหานำเสนอจากข้อเท็จจริงไม่ใช่เรื่องแต่งหรือ คิดขึ้นเองจากจินตนาการ ประเภทของบทความ แบ่งตามเนื้อหาของบทความ ได้เป็น ๑๑ ประเภท ดังนี้ ๑. บทความบรรณาธิการ เป็นบทความแสดงความคิดเห็นลักษณะหนึ่งที่เขียนขึ้น เพื่อเสนอแนวคิดหลักของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ๒. บทความสัมภาษณ์ เป็นบทความที่เขียนขึ้นจากการสัมภาษณ์บุคคลเกี่ยวกับ ความคิดเห็นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่อง หรือเกี่ยวกับชีวิตของบุคคล หรือจากการสัมภาษณ์ บุคคล ๓. บทความแสดงความคิดเห็นทั่วไป มีเนื้อหาหลายลักษณะ เช่น หยิบยกปัญหา เหตุการณ์ หรือเรื่องที่ประชาชนสนใจมาแสดงความคิดเห็น หรือผู้เขียนแสดงความคิดเห็น ๔. บทความวิเคราะห์ เป็นบทความแสดงความคิดเห็น โดยผู้เขียนจะพิจารณาเรื่อง ใดเรื่องหนึ่งที่เผยแพร่มาแล้วอย่างละเอียด โดยแยกแยะให้เห็นส่วนต่าง ๆ ของเรื่องนั้น ๕. บทความวิจารณ์ เขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นในเชิงวิจารณ์เรื่องราวที่ต้องการ วิจารณ์ด้วยเหตุผลและหลักวิชาเป็นสำคัญ ๖. บทความสารคดีท่องเที่ยว มีเนื้อหาแนวบรรยายเล่าเรื่องเกี่ยวกับสถานที่ ท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่มีทัศนียภาพสวยงามหรือมีความสำคัญต่าง ๆ เพื่อแนะนำและชักชวนให้รู้จัก สถานที่ท่องเที่ยวนั้น ๗. บทความกึ่งชีวประวัติเป็นการเขียนบางส่วนของชีวิตบุคคลเพื่อให้ผู้อ่านทราบ โดยเฉพาะคุณสมบัติ หรือผลงานเด่นที่ทำให้บุคคลนั้นมีชื่อเสียงประสบความสำเร็จในชีวิต ๘. บทความครบรอบปีมีเนื้อหาแนวบรรยายเล่าเรื่องเกี่ยวกับเรื่องราว เหตุการณ์ พิธีการในเทศกาลหรือวันสำคัญ เป็นสิ่งที่ประชาชนสนใจเมื่อโอกาสนั้นมาถึง เช่น วันวิสาขบูชา เป็น ต้น
๑๑๐ ๙. บทความให้ความรู้ทั่วไป ผู้เขียนจะอธิบายให้ความรู้คำแนะนำในเรื่องทั่ว ๆ ไป ที่ใช้ใน การดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น มารยาทการเข้าสังคม การแต่งกายให้เหมาะสม เป็นต้น ๑๐. บทความเชิงธรรมะ จะอธิบายข้อธรรมะให้ผู้อ่านทั่ว ๆ ไปเข้าใจได้ง่าย หรือให้คติ ให้ แนวทางการดำเนินชีวิตตามแนวพุทธศาสนา เสนอหนทางแก้ปัญหาตามแนวทางพุทธปรัชญา ๑๑. บทความวิชาการ มีเนื้อหาแสดงข้อเท็จจริง ความรู้ทางวิชาการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ผู้เขียน อาจจะเสนอเฉพาะเนื้อหาสาระทางวิชาการหรือเสนอทั้งเนื้อหาสาระข้อเท็จจริงและแสดงความ คิดเห็นในเชิงวิเคราะห์วิจารณ์ หรืออาจเสนอผลการวิจัย หลักการพิจารณาบทความ ๑. ข้อเท็จจริง ควรพิจารณาว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏ เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือและ ทันสมัยหรือไม่ ผู้เขียนนำข้อมูลมาจากแหล่งใด มีการอ้างอิงแหล่งข้อมูลหรือไม่ ๒. ข้อคิดเห็น ควรพิจารณาว่าข้อคิดเห็นสอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่ ผู้เขียนนำเสนอ ข้อคิดเห็นมีประโยชน์และสร้างสรรค์หรือไม่ และข้อคิดเห็นนั้นสามารถนำไปปฏิบัติได้หรือไม่ ๓. กลวิธีนำเสนอ ควรพิจารณาว่าผู้เขียนนำเสนอบทความได้น่าสนใจหรือไม่ องค์ประกอบ ต่าง ๆ ของบทความมีความเชื่อมโยงหรือสอดคล้องกันหรือไม่ ผู้เขียนนำเสนอเรื่องด้วยสำนวนภาษา ที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายหรือไม่ ๔. ประโยชน์ที่ได้รับ ควรพิจารณาว่าผู้อ่านได้รับประโยชน์จากบทความนี้มากน้องเพียงใด บทความนี้นำเสนอข้อคิดหรือทรรศนะที่สามารถนำไปปฏิบัติได้หรือไม่ และบทความนี้มีประโยชน์กับ บุคคลเฉพาะกลุ่มหรือบุคคลส่วนใหญ่ในสังคม ที่มา: http://www.trueplookpanya.com/learning/detail/1034
๑๑๑ อาหารคลีน Clean Food ปัจจุบันนี้อาหารคลีนกําลังเป็นแฟชั่นยอดฮิตในกลุ่มที่รักสุขภาพ หรือกลุ่มที่ต้องการลด น้ำหนัก ซึ่งแท้ที่จริงแล้วอาหารคลีนใช่อาหารสำหรับคนลดความอ้วนหรือไม่… อาหารคลีน (Clean Food) คือ อาหารทีไม่ผ่านการปรุงแต่งด้วยสารเคมีต่าง ๆ หรือผ่านการ แปรรูปน้อยที่สุด อาหารเหล่านี้จะเป็นอาหารที่สดสะอาด ผ่านขั้นตอนการปรุงแต่งมาน้อยหรือไม่ผ่าน การปรุงแต่งเลย เน้นธรรมชาติของอาหารนั้นเป็นหลัก ไม่ผ่านกระบวนการหมักดองหรือปรุงรสใด ๆ มากจนเกินไปเช่น เค็มจัด หวานจัด หรือมัน เป็นต้น อย่างไรก็ตามในบางครั้งปรุงแต่งอาหารที่ถูกต้อง เหมาะสม เช่นสุกพอดี ไม่ใส่เครื่องปรุงมากเกินไปก็ไม่ได้เป็นภัยอัตรายต่อร่างกายเช่นกัน ดังนั้นถ้า ประชาชนรับประทานอาหารตามปกติถูกต้องตามหลักโภชนาการ โดยไม่ปรุงแต่ง หวาน มัน เค็ม มาก เกินไป ก็สามารถมีสุขภาพที่แข็งแรงได้ การรับประทานอาหารแบบคลีน คือ การรับประทานอาหาร ๕ หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม คือ ต้องมีทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ผัก ผลไม้ และไขมัน ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของ ร่างกาย ไม่ใช่การเน้นรับประทานทานผักเยอะ ๆ แต่เพียงอย่างเดียว โดยสรุปอาหารคลีนเป็นอาหารที่ถูกหลักโภชนาการประเภทหนึ่ง ซึ่งมีสรรพคุณที่ดีสำหรับคน ที่อ้วนเนื่องจากไม่ผ่านการปรุงแต่งเติมไขมัน ความหวาน ความเค็ม เพราะอาหารคลีนส่วนใหญ่จะใช้ วัตถุดิบที่คงเดิมจากธรรมชาติ ไม่ผ่านการปรุงแต่งสังเคราะห์ หรือหากจะมีการปรุงแต่งก็มีการปรุง แต่งที่น้อยถึงน้อยที่สุด ซึ่งจะมีผลดีต่อคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ลดไขมัน และคนที่ใส่ใจ กับสุขภาพของตนเอง สิ่งสำคัญสำหรับท่านที่เริมต้นการกินอาหารคลีน ต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าถึงกับตัดขาด อาหารบางประเภทที่คุณโปรดปราน เพียงแค่ลดปริมาณให้น้อยลงไปเรื่อย ๆ จนคุณเริมคุ้นชินกับ อาหารประเภทคลีน เพราะการลดอาหารปกติอย่างฉับพลัน เพื่อจะเปลี่ยนไปทานอาหารเพื่อสุขภาพ แบบทันที มันอาจจะมีผลเสียย้อนกลับมาอย่างเช่น รู้สึกไม่มีแรง หิวง่าย และมีอาการหงุดหงิด ตลอดเวลา นั่นทำให้การใช้ชีวิตคุณแย่ลง ซึงไม่ใช่การรับประทานเพื่อสุขภาพแน่นอน นอกจากการ รับประทานอาหารคลีนแล้ว สิ่งสำคัญที่ช่วยให้มีสุขภาพดี ต้องอย่าลืมออกกําลังกายอย่างสม่ำเสมอ และควบคุมอารมณ์ ไม่หมกมุ่น ไม่ให้เกิดความเครียด สุขภาพดีก็จะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ข้อมูลจาก : อ.พญ.กุสุมา ไชยสูตร คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
๑๑๒ ๑.จงอธิบายความหมายของคำว่า “อาหารคลีน” .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. ๒. สาเหตุที่ควรทานอาหารคลีน .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. ๓. นักเรียนคิดว่าปัญหาที่คนไม่นิยมทานอาหารคลีนเพราะเหตุใด .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. ๔. ในปัจจุบันการทานอาหารคลีนเป็นที่นิยมหรือไม่ อย่างไร .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. ๕. จากบทความนี้นักเรียนได้รับความรู้ที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ อย่างไร .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. แบบฝึกหัดการอ่านเชิงวิเคราะห์จากบทความ เรื่อง อาหารคลียน Clean Food
๑๑๓ แบบประเมินการตอบคำถาม คำชี้แจง ให้ครูผู้สอนทำเครื่องหมาย ลงในช่องรายการการตอบคำถามที่นักเรียนปฏิบัติ ลำดับ ที่ ชื่อ - สกุล ความถูกต้อง (๔) ความตรงประเด็น (๔) ความชัดถ้อยชัดคำ (๔) รวม ๑๒ คะแนน ผลการประเมิน (ผ่าน/ไม่ผ่าน) ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๕ ลงชื่อ........................................................... (นางสาวธิติมา ลือชัย) วันที่…..…..เดือน…………..……..พ.ศ. …………..
๑๑๔ เกณฑ์การให้คะแนนการตอบคำถาม (Rubric Scores) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน ๔ ๓ ๒ ๑ ๑. ความถูกต้อง ตอบคำถาม ถูกต้อง ครบถ้วน ตอบคำถามถูกต้อง แต่ไม่ครบถ้วน ตอบคำถามผิด ไม่ตอบคำถาม ๒. ความตรงประเด็น ตอบคำถาม ได้ตรงประเด็น ตอบคำถามได้ ขาดตกเล็กน้อย ไม่ตรงประเด็น ไม่ตอบคำถาม ๓. ความชัดถ้อยชัดคำ ตอบคำถาม ชัดเจน ตอบคำถามตะกุกตะกัก เล็กน้อย ตอบคำถามเสียงเบา ตะกุกตะกักเล็กน้อย ตอบคำถามเสียงเบา ตะกุกตะกักมาก เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ : เกณฑ์การผ่านตั้งแต่ระดับ ดีขึ้นไป ช่วงชั้นคะแนน ระดับคุณภาพ ๑๐ – ๑๒ ดีมาก ๗ – ๙ ดี ๔ – ๖ พอใช้ ๐ – ๓ ปรับปรุง หมายเหตุ : ผู้สอนอาจประเมินเป็นภาพรวมได้ในกรณีที่นักเรียนมีจำนวนมาก ไม่สามารถถามได้ ครบทุกคน
๑๑๕ แบบสังเกตพฤติกรรมในชั้นเรียน คำชี้แจง ให้ครูผู้สอนทำเครื่องหมาย ลงในช่องรายการพฤติกรรมที่นักเรียนปฏิบัติ ลงชื่อ........................................................... (นางสาวธิติมา ลือชัย) วันที่…..…..เดือน…………..……..พ.ศ. ………….. ล ำดับ ที่ พฤติกรรม ชื่อ – สกุล นักเรียนเข้ำเรียน ตรงเวลำ( ๔) นักเรียนไม่คุยกัน ไม่เล่นโทรศัพท์ขณะครูสอน( ๔) นักเรียนให้ควำมร่วมมือในกำร ท ำกิจกรรม(๔) นักเรียนแสดงควำมคิดเห็น และตอบค ำถำม(๔) นักเรียนตั้งใจท ำงำน ที่ได้รับมอบหมำย(๔) รวม(๒๐) ผลกำรประเมิน (ผ่ำน/ไม่ผ่ำน) ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐
๑๑๖ รายละเอียดเกณฑ์การให้คะแนนพฤติกรรมในชั้นเรียน (Scoring rubric) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน ๔ ๓ ๒ ๑ ๑. นักเรียนเข้าเรียน ตรงเวลา นักเรียนเข้าเรียน ได้ตรงต่อเวลา นักเรียนเข้าเรียน สาย ๑๐ – ๑๕ นาที นักเรียนเข้าเรียน สาย ๑๕ – ๒๐ นาที นักเรียนเข้าเรียน สาย ๓๐ นาที ขึ้นไป ๒. นักเรียนไม่คุยกัน ไม่เล่นโทรศัพท์ขณะ ครูสอน นักเรียนตั้งใจเรียน ไม่คุยกัน และไม่เล่น โทรศัพท์ในขณะ ที่ครูสอน นักเรียนตั้งใจเรียน แต่มีคุยกันบ้าง บางครั้ง นักเรียนตั้งใจ เรียนส่วนน้อย และส่วนมากใช้ เวลาเล่นโทรศัพท์ นักเรียนไม่ตั้งใจ เรียน พูดคุยกับ เพื่อน และเล่น โทรศัพท์ ๓.นักเรียนให้ความ ร่วมมือในการ ทำกิจกรรม ให้ความร่วมมือ ในทุกขั้นตอน แสดงสีหน้าที่พอใจ ให้ความร่วมมือ ในทุกขั้นตอน แสดงสีหน้าเบื่อ หน่ายบางครั้ง ให้ความร่วมมือ ในบางขั้นตอน และแสดงสีหน้า เบื่อหน่าย ไม่ให้ความร่วมมือ เฉยชาและแสดง สีหน้าไม่พอใจ ๔. นักเรียนแสดง ความคิดเห็น และตอบคำถาม ให้ความร่วมมือ ในการตอบคำถาม เสียงดังฟังชัด มีความมั่นใจ และถูกต้อง ให้ความร่วมมือ ในการตอบคำถาม เสียงดังฟังชัด ไม่ค่อยมีความ มั่นใจ ตอบบางคำถาม ตอบเสียงเบา และปฏิบัติตามได้ เพียงบางข้อ ไม่ตอบคำถาม ท่องตามเพื่อน ปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่ได้ ๕. นักเรียน กระตือรือร้นในการทำ กิจกรรม มีความกระตือรือร้น อยากทำทุกกิจกรรม มีความ กระตือรือร้น อยากทำบาง กิจกรรม ไม่แสดงความรู้สึก ร่วม แต่ปฏิบัติ ตามทุกอย่าง แสดงสีหน้าหรือ อาการทางลบ ไม่พอใจ
๑๑๗ เกณฑ์การให้คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสม่ำเสมอให้ ๔ คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้งให้ ๓ คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบางครั้งให้ ๒ คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้งให้ ๑ คะแนน เกณฑ์การประเมินคุณภาพ ๑๘ – ๒๐ คะแนน ดีมาก ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ ๙๐ – ๑๐๐ % ๑๔ – ๑๗ คะแนน ดี ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ ๗๐ – ๘๙ % ๑๓ – ๑๐ คะแนน พอใช้ ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ ๕๐ – ๖๙ % ต่ำกว่า ๑๐ คะแนน ปรับปรุง ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ ๕๐ % ผ่านเกณฑ์ในระดับ ดี ขึ้นไปถือว่าผ่าน
๑๑๘ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๒๖ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย วิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท๒๓๑๐๒ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๒ พระบรมราโชวาท เวลา ๑๔ ชั่วโมง เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์จากโฆษณา เวลา ๑ ชั่วโมง วันที่สอน ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๘.๔๐-๐๙.๓๐ น. ม.๓/๑๓ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา 10.20-11.10 น. ม.๓/๑๔ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา 14.30-15.20 น. ม.๓/๖ ผู้สอน นางสาวธิติมา ลือชัย โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ............................................................................................................................. ......................... ๑. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด ๑.๑ มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ๑.๒ ตัวชี้วัด ท ๑.๑ ม.๓/๕ วิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินเรื่องที่อ่านโดยใช้กลวิธีการเปรียบเทียบ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจได้ดีขึ้น ๒. สาระสำคัญ การโฆษณา หมายถึง การให้ข้อมูล ข่าวสาร เป็นการสท่อสารจูงใจผ่านสื่อโฆษณาประเภท ต่างๆเพื่อจูงใจหรือโน้มน้าวใจให้กลุ่มบริโภคเป้าหมาย มีพฤติกรรมคล้อยตามเนื้อหาสารที่โฆษณา อัน เอื้ออำนวยให้มีการซื้อหรือใช้สินค้าและบริการ ตลอดจนชักนำให้ปฏิบัติตามแนวคิดต่างๆ ทั้งนี้ขอให้ผู้ โฆษณาหรืออุปถัมภ์จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสื่อนั้นๆ ๓. สาระการเรียนรู้ ๓.๑ ความหมายของโฆษณา ๓.๒ ลักษณะของการโฆษณา ๓.๓ หลักการอ่านและวิเคราะห์ข้อความโฆษณา ๔. จุดประสงค์การเรียนรู้ ๔.๑ นักเรียนสามารถบอกหลักการอ่านและวิเคราะห์โฆษณาได้ถูกต้อง (K) ๔.๒ นักเรียนสามารถวิเคราะห์ วิจารณ์และแสดงความคิดเห็นจากโฆษณาที่อ่านได้(P) ๔.๓ นักเรียนมีความกระตือรือร้นการทำกิจกรรม (A)
๑๑๙ ๕. สมรรถนะสำคัญของนักเรียน ๕.๑ ความสามารถในการสื่อสาร ๕.๒ ความสามารถในการคิด ๕.๓ ความสามารถในการแก้ปัญหา ๕.๓ ความสามารถในการใชทักษะชีวิต ๖. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๖.๑ มีวินัย ๖.๒ ใฝ่เรียนรู้ ๖.๓ มุ่งมั่นในการทำงาน ๗. กระบวนการจัดการเรียนรู้ (กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ) ๗.๑ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ขั้นที่ ๑ การสังเกต ๗.๑.๑ นักเรียนดูโฆษณาที่ครูนำมาให้เรื่อง ปุ๋ยยาราสำหรับยางพารา หลังจากนั้นนักเรียนสังเกตอยู่จุดเด่นในโฆษณานี้ว่าต้องการนำเสนอเรื่องใด เพื่ออะไร สินค้าที่นำเสนอ มีความสมเหตุสมผลกับในโฆษณาหรือไม่ ๗.๒ ขั้นกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ ๒ อธิบาย ๗.๒.๑นักเรียนฟังครูอธิบายความรู้เกี่ยวกับหลักการอ่านวิเคราะห์โฆษณา นักเรียนดูใบความรู้ประกอบไปด้วย ในประเด็นดังต่อไปนี้ - ความหมายของโฆษณา - ลักษณะของการโฆษณา - หลักการอ่านและวิเคราะห์ข้อความโฆษณา ๗.๒.๓ นักเรียนรับบทอ่านบทความ เรื่อง สมุนไพรรีดไขมัน ย่าจันทร์ ที่ครู แจกให้ จากนั้นนักเรียนอ่านสำรวจชื่อเรื่อง คำสำคัญ เนื้อเรื่อง และจุดมุ่งหมายของเรื่อง เพื่อกำหนด ประเด็นในการศึกษาเนื้อเรื่อง ขั้นที่ ๓ รับฟัง ๗.๒.๓ นักเรียนนำเสนอความคิดเห็นของตนเองที่มีต่อบทความเรื่อง สมุนไพรรีดไขมัน ย่าจันทร์หลังจากที่ได้อ่านเรื่องราว ว่านักเรียนมีความคิดเห็นอย่างไร ในประเด็น ที่ว่า - นักเรียนคิดว่าโฆษณานี้เป็นโฆษณาลักษณะใด
๑๒๐ - เมื่ออ่านโฆษณานี้มีจุดประสงค์ของผู้นำเสนอโฆษณานี้คือ จุดประสงค์ใด - โฆษณานี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องใด ขั้นที่ ๔ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ ๗.๒.๔ ซึ่งในปัจจุบันมียาลดน้ำหนักขายตามท้องตลาดมากมายซึ่งผู้คนให้ ความสนใจเป็นอย่างมาก นักเรียนคิดว่า สมุนไพรรีดไขมัน ย่าจันทร์มีความน่าเชื่อถือหรือไม่ เพราะเหตุใด ๗.๒.๕ ครูสุ่มนักเรียนตอบคำถามจำนวน ๓ คนโดยใช้วิธีการหมุนวงล้อสุ่ม เลขที่ ๗.๒.๖ นักเรียนช่วยกันเสนอวิธีการลดน้ำหนักที่นักเรียนคิดว่าปลอดภัย ขั้นที่ ๕ วิจารณ์ ๗.๒.๗ นักเรียนตอบคำถามในประเด็นต่อไปนี้ - นักเรียนคิดว่าโฆษณานี้มีประโยชน์หรือไม่ อย่างไร - นักเรียนคิดว่า เพราะเหตุใด สมุนไพรรีดไขมัน ย่าจันทร์ จึงมี สรรพคุณที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก - ถ้าเราไม่อ้วนเราจำเป็นต้องกินสมุนไพรรีดไขมัน ย่าจันทร์ หรือไม่ เพราะเหตุใด - นักเรียนเสนอแนะแนวทางการลดน้ำหนักที่ปลอดภัย โดยไม่ต้อง พึ่งยาลดความอ้วน ๗.๒.๘ นักเรียนทำแบบฝึกหัดการอ่านเชิงวิเคราะห์จากโฆษณา เรื่อง สมุนไพรรีดไขมัน ย่าจันทร์ โดยใช้เวลา ๑๕ นาที ๗.๓ ขั้นสรุป ขั้นที่ ๖ สรุป ๗.๓.๑ นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์จากโฆษณษ เรื่อง สมุนไพรรีดไขมัน ย่าจันทร์ ๘. ภาระ/ชิ้นงาน ๘.๑ แบบฝึกหัดการอ่านวิเคราะห์จากโฆษณา เรื่อง สมุนไพรรีดไขมัน ย่าจันทร์ ๙. การจัดบรรยากาศเชิงบวก ๙.๑ สร้างบรรยากาศในขณะที่จัดการเรียนรู้ให้มีความเป็นกันเอง
๑๒๑ ๙.๒ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน ๙.๓ ครูกล่าวชมเชยนักเรียน ๑๐. สื่อและแหล่งเรียนรู้ ๑๐.๑ ใบความรู้เรื่อง หลักการอ่านและวิเคราะห์โฆษณา ๑๐.๒ แอปพลิเคชัน หมุนวงล้อสุ่ม ๑๐.3 เกมจับคู่ แอปพลิเคชัน WordWall 10.4 โฆษณาปุ๋ยยาราสำหรับยางพารา ๑๑. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมิน ๑. นักเรียนสามารถบอกหลักการอ่านและ วิเคราะห์โฆษณาได้ถูกต้อง (K) - การตอบคำถาม - การตอบคำถามในชั้น เรียน นักเรียนได้คะแนน เป็นร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป จึงจะผ่านเกณฑ์ 2. นักเรียนสามารถวิเคราะห์ วิจารณ์และ แสดงความคิดเห็นจากโฆษณาที่อ่านได้(P) - การตรวจแบบฝึกหัด - แบบฝึกหัดการอ่าน เชิงวิเคราะห์ จากโฆษณา นักเรียนได้คะแนน เป็นร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป จึงจะผ่านเกณฑ์ ๓. นักเรียนมีความกระตือรือร้นการทำ กิจกรรม (A) - สังเกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม นักเรียนได้คะแนน เป็นร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป จึงจะผ่านเกณฑ์
๑๒๒ ใบความรู้เรื่อง หลักการอ่านและวิเคราะห์โฆษณา ความหมาย การโฆษณา หมายถึง การให้ข้อมูล ข่าวสาร เป็นการสท่อสารจูงใจผ่านสื่อโฆษณาประเภท ต่างๆเพื่อจูงใจหรือโน้มน้าวใจให้กลุ่มบริโภคเป้าหมาย มีพฤติกรรมคล้อยตามเนื้อหาสารที่โฆษณา อัน เอื้ออำนวยให้มีการซื้อหรือใช้สินค้าและบริการ ตลอดจนชักนำให้ปฏิบัติตามแนวคิดต่างๆ ทั้งนี้ขอให้ผู้ โฆษณาหรืออุปถัมภ์จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสื่อนั้นๆ ลักษณะของโฆษณา ๑. การโฆษณาเป็นการสื่อสารจูงใจ มีวัตถุประสงค์เพื่อการจูงใจให้เกิดพฤติกรรมการซื้อโดย วิธีการพูด การเขียนหรือการสื่อความหมายใด ๆ ที่มีผลให้ผู้บริโภคเป้าหมาย คิดคล้อยตาม กระทำ ตามหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปตามที่ผู้โฆษณาต้องการ ๒. การโฆษณาเป็นการจูงใจด้วยเหตุผลจริงและเหตุผลสมมติ หมายถึง การจูงใจโดยบอก คุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ และการจูงใจโดยใช้หลักการตอบสนองความต้องการด้าน จิตวิทยา ๓. การโฆษณาเป็นการนำเสนอ สื่อสารผ่านสื่อมวลชนประเภทต่าง ๆ ซึ่งสามารถเผยแพร่ ข่าวสาร เกี่ยวกับสินค้าและบริการในระยะกว้างไกลได้สะดวกรวดเร็วที่สุดไปสู่กลุ่มเป้าหมายอย่าง กว้างขวางไปสู่มวลชนอย่างรวดเร็วเข้าถึงพร้อมกันและทั่วถึง ๔. การโฆษณาเป็นการเสนอขายความคิดสินค้าและบริการ โดยใช้วิธีการจูงใจให้ผู้บริโภค เกิดความพอใจเกิดทัศนคติที่ดีอันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในการซื้อสินค้าหรือบริการที่เสนอขาย ๕. การโฆษณาต้องระบผู้สนับสนุนหรือตัวผู้โฆษณา ซึ่งมีผลความเชื่อถือของผู้บริโภคของ ผู้บริโภค สร้างความเชื่อมั่นและแสดงให้เห็นว่า เป็นการโฆษณาสินค้า(advertising มิใช่เป็น การโฆษณาชวนเชื่อ propaganda) 6. การโฆษณาต้องจ่ายค่าตอบแทนในการโฆษณาในสื่อต่างๆ เช่น วิทยุกระจำายเสียง วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วารสารและนิตยสาร เป็นต้น ดังนั้นผู้โฆษณาจะต้องมีงบประมาณ เพื่อการ โฆษณาสินค้าหรือบริการต่าง ๆ ด้วย
๑๒๓ ในวิถีชีวิตปัจจุบันการโฆษณากลายเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับงานธุรกิจและราชการเราจึงได้เห็น ได้อ่านได้ยินข้อความโฆษณาอยู่เสมอการอ่านโฆษณาจึงควรเข้าใจหลักกว้างๆของการโฆษณาก่อน แล้วจึงใช้การคิดวิเคราะห์ขณะอ่านมีใช่เชื่อไปทั้งหมดข้อความโฆษณายืดหลักการโน้มน้าวเป็นสำคัญ ผู้เขียนจึงพยายามดึงดูดความสนใจโดยอาศัยความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความปรารถนาของผู้บริโภค ในหลักการพิจารณาบทความ ข้อเสนอและพยายามกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมในที่สุดดังนั้นโครงสร้างของข้อความโฆษณาจึง ประกอบด้วย ๑. หัวเรื่องเพื่อเรียกร้องความสนใจ ๒. เนื้อความเร้าใจให้อ่าน ๓. เนื้อความซักชวนให้อยากลอง ๔. เนื้อความที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่น ๕. ปิดท้ายด้วยการจูงใจให้กระทำ การอ่านข้อความโฆษณาที่สร้างขึ้นจากหลักการข้างต้นนักเรียนจึงต้องอ่านอย่างวิเคราะห์ซึ่ง แบ่งออกได้ ๓ ส่วนคือ ๑. หัวเรื่อง เป็นข้อความอันเป็นจุดเริ่มต้นของโฆษณาคือ หัวเรื่องและอาจมีหัวเรื่องรองด้วย ถ้ามีข้อความยาวๆ เพื่อจะทำให้ความหมายของหัวเรื่องสมบูรณ์ ผู้อ่านจึงต้องตอบให้ได้ว่าข้อความที่ อ่านนี้ หัวเรื่องชื่ออะไร มีหัวเรื่องหรือไม่ สามารถสะดุดใจหรือดึงความสนใจได้ทันทีทันใดหรือไม่และ เป็นลักษณะของหัวเรื่องแบบใด เช่น คำสั่งบอกเรื่องราวข่าว คำขวัญ เร้าอารมณ์ ฯลฯ ๒. การขยายความและรายละเอียด เป็นส่วนที่นักเรียนจะต้องอ่านและวิเคราะห์ว่ามีเหตุมี ผลเป็นประโยชน์ตามที่อ้างหรือไม่มีความจำเป็นในชีวิตเพียงใด เพราะในส่วนการขยายความและ รายละเอียดนี้มักเป็นข้อความที่เรียบเรียงอย่างประณีตชัดเจนมีเหตุมีผลและยังเร้าให้ผู้อ่านอยากได้ ตลอดจนเชื่อมั่นสินค้านั้นว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นและมีประโยชน์สำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นเป้าหมายดังนั้น นักเรียนจะต้องจับสารและตีความสิ่งที่อ่านอย่างละเอียด ๓. ส่วนลงท้าย เป็นข้อความที่กระตุ้นหรือแนะนำให้นักเรียนกระทำตามเป้าหมายของการ โฆษณาที่ตั้งไว้นักเรียนก็ควรตอบให้ได้ว่าโฆษณาที่อ่านนั้นต้องการให้ทำอะไร เช่น ซื้อสินค้าจำชื่อ สินค้าได้ มีความเข้าใจเกี่ยวกับสินค้า หรือการให้บริการ ฯลฯ ซึ่งนักเรียนจะต้องนำมาพิจารณา ประกอบกับข้อความที่ได้อ่านทั้งหมดว่าเป็นการชวนเชื่อหรือกล่าวอ้างจนเกินจริงหรือไม่ ที่มา http://ipesp.ac.th/learning/thai/chapter7-1.htm
๑๒๔ สมุนไพรรีดไขมัน ย่าจันทร์ ว้าว!!!สมุนไพรรีดไขมัน ย่าจันทร์ เห็นผลจริง ✔️ลดจริง 2-4 กก.ภายใน 1 สัปดาห์ ✔️ ไม่โยโย่ ✔️จากสมุนไพรแท้ ราคาเพียง 50฿ คุ้มสุดๆ ขอให้ลอง!! ที่มา https://www.pinterest.com
๑๒๕ ๑. ชื่อเรื่อง สมุนไพรรีดไขมัน ย่าจันทร์ คำว่า สมุนไพรรีดไขมัน เมื่ออ่านแล้วนักเรียน รู้สึกอย่างไร เพราะเหตุใด .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. ๒. จุดมุ่งหมายของโฆษณา .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. ๓. นักเรียนคิดว่าผู้ที่ใช้บริการทุกคนลดน้ำหนักได้เหมือนกับผู้ที่โฆษณาหรือไม่ เพราะ เหตุใด .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. ๔. ข้อความในโฆษณามีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะเหตุใด .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. ๕. นักเรียนคิดว่าควรลดน้ำหนักโดยวิธีใดดีที่สุด เพราะเหตุใด .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. แบบฝึกหัดการอ่านเชิงวิเคราะห์จากโฆษณา เรื่อง สมุนไพรรีดไขมัน ย่าจันทร์
๑๒๖ แบบประเมินการตอบคำถาม คำชี้แจง ให้ครูผู้สอนทำเครื่องหมาย ลงในช่องรายการการตอบคำถามที่นักเรียนปฏิบัติ ลำดับ ที่ ชื่อ - สกุล ความถูกต้อง (๔) ความตรงประเด็น (๔) ความชัดถ้อยชัดคำ (๔) รวม ๑๒ คะแนน ผลการประเมิน (ผ่าน/ไม่ผ่าน) ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๕ ลงชื่อ........................................................... (นางสาวธิติมา ลือชัย) วันที่…..…..เดือน…………..……..พ.ศ. …………..
๑๒๗ เกณฑ์การให้คะแนนการตอบคำถาม (Rubric Scores) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน ๔ ๓ ๒ ๑ ๑. ความถูกต้อง ตอบคำถาม ถูกต้อง ครบถ้วน ตอบคำถามถูกต้อง แต่ไม่ครบถ้วน ตอบคำถามผิด ไม่ตอบคำถาม ๒. ความตรงประเด็น ตอบคำถาม ได้ตรงประเด็น ตอบคำถามได้ ขาดตกเล็กน้อย ไม่ตรงประเด็น ไม่ตอบคำถาม ๓. ความชัดถ้อยชัดคำ ตอบคำถาม ชัดเจน ตอบคำถามตะกุกตะกัก เล็กน้อย ตอบคำถามเสียงเบา ตะกุกตะกักเล็กน้อย ตอบคำถามเสียงเบา ตะกุกตะกักมาก เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ : เกณฑ์การผ่านตั้งแต่ระดับ ดีขึ้นไป ช่วงชั้นคะแนน ระดับคุณภาพ ๑๐ – ๑๒ ดีมาก ๗ – ๙ ดี ๔ – ๖ พอใช้ ๐ – ๓ ปรับปรุง หมายเหตุ : ผู้สอนอาจประเมินเป็นภาพรวมได้ในกรณีที่นักเรียนมีจำนวนมาก ไม่สามารถถามได้ ครบทุกคน
๑๒๘ แบบสังเกตพฤติกรรมในชั้นเรียน คำชี้แจง ให้ครูผู้สอนทำเครื่องหมาย ลงในช่องรายการพฤติกรรมที่นักเรียนปฏิบัติ ลงชื่อ........................................................... (นางสาวธิติมา ลือชัย) วันที่…..…..เดือน…………..……..พ.ศ. ………….. ล ำดับ ที่ พฤติกรรม ชื่อ – สกุล นักเรียนเข้ำเรียน ตรงเวลำ( ๔) นักเรียนไม่คุยกัน ไม่เล่นโทรศัพท์ขณะครูสอน( ๔) นักเรียนให้ควำมร่วมมือในกำร ท ำกิจกรรม(๔) นักเรียนแสดงควำมคิดเห็น และตอบค ำถำม(๔) นักเรียนตั้งใจท ำงำน ที่ได้รับมอบหมำย(๔) รวม(๒๐) ผลกำรประเมิน (ผ่ำน/ไม่ผ่ำน) ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐
๑๒๙ รายละเอียดเกณฑ์การให้คะแนนพฤติกรรมในชั้นเรียน (Scoring rubric) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน ๔ ๓ ๒ ๑ ๑. นักเรียนเข้าเรียน ตรงเวลา นักเรียนเข้าเรียน ได้ตรงต่อเวลา นักเรียนเข้าเรียน สาย ๑๐ – ๑๕ นาที นักเรียนเข้าเรียน สาย ๑๕ – ๒๐ นาที นักเรียนเข้าเรียน สาย ๓๐ นาที ขึ้นไป ๒. นักเรียนไม่คุยกัน ไม่เล่นโทรศัพท์ขณะ ครูสอน นักเรียนตั้งใจเรียน ไม่คุยกัน และไม่เล่น โทรศัพท์ในขณะ ที่ครูสอน นักเรียนตั้งใจเรียน แต่มีคุยกันบ้าง บางครั้ง นักเรียนตั้งใจ เรียนส่วนน้อย และส่วนมากใช้ เวลาเล่นโทรศัพท์ นักเรียนไม่ตั้งใจ เรียน พูดคุยกับ เพื่อน และเล่น โทรศัพท์ ๓.นักเรียนให้ความ ร่วมมือในการ ทำกิจกรรม ให้ความร่วมมือ ในทุกขั้นตอน แสดงสีหน้าที่พอใจ ให้ความร่วมมือ ในทุกขั้นตอน แสดงสีหน้าเบื่อ หน่ายบางครั้ง ให้ความร่วมมือ ในบางขั้นตอน และแสดงสีหน้า เบื่อหน่าย ไม่ให้ความร่วมมือ เฉยชาและแสดง สีหน้าไม่พอใจ ๔. นักเรียนแสดง ความคิดเห็น และตอบคำถาม ให้ความร่วมมือ ในการตอบคำถาม เสียงดังฟังชัด มีความมั่นใจ และถูกต้อง ให้ความร่วมมือ ในการตอบคำถาม เสียงดังฟังชัด ไม่ค่อยมีความ มั่นใจ ตอบบางคำถาม ตอบเสียงเบา และปฏิบัติตามได้ เพียงบางข้อ ไม่ตอบคำถาม ท่องตามเพื่อน ปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่ได้ ๕. นักเรียน กระตือรือร้นในการทำ กิจกรรม มีความกระตือรือร้น อยากทำทุกกิจกรรม มีความ กระตือรือร้น อยากทำบาง กิจกรรม ไม่แสดงความรู้สึก ร่วม แต่ปฏิบัติ ตามทุกอย่าง แสดงสีหน้าหรือ อาการทางลบ ไม่พอใจ
๑๓๐ เกณฑ์การให้คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสม่ำเสมอให้ ๔ คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้งให้ ๓ คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบางครั้งให้ ๒ คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้งให้ ๑ คะแนน เกณฑ์การประเมินคุณภาพ ๑๘ – ๒๐ คะแนน ดีมาก ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ ๙๐ – ๑๐๐ % ๑๔ – ๑๗ คะแนน ดี ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ ๗๐ – ๘๙ % ๑๓ – ๑๐ คะแนน พอใช้ ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ ๕๐ – ๖๙ % ต่ำกว่า ๑๐ คะแนน ปรับปรุง ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ ๕๐ % ผ่านเกณฑ์ในระดับ ดี ขึ้นไปถือว่าผ่าน
๑๓๑ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๒๗ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย วิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท๒๓๑๐๒ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๒ พระบรมราโชวาท เวลา ๑๔ ชั่วโมง เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์จากบทเพลง เวลา ๑ ชั่วโมง วันที่สอน ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๘.๔๐-๐๙.๓๐ น. ม.๓/๑๓ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา ๑๓.๔๐-๑๔.๓๐ น. ม.๓/๑๔ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๓๐-๑๐.๒๐ น. ม.๓/๖ ผู้สอน นางสาวธิติมา ลือชัย โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ............................................................................................................................. ......................... ๑. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด ๑.๑ มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ๑.๒ ตัวชี้วัด ท ๑.๑ ม.๓/๕ วิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินเรื่องที่อ่านโดยใช้กลวิธีการเปรียบเทียบ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจได้ดีขึ้น ๒. สาระสำคัญ เพลง หมายถึง ถ้อยคำที่นักประพันธ์เรียงร้อยหรือเรียบเรียงขึ้น ซึ่งประกอบด้วย เนื้อร้อง ทำนอง จังหวะ ทำให้เกิดความไพเราะสร้างความเพลิดเพลินให้แก่ผู้ฟัง มีคุณค่าด้านวรรณศิลป์ทั้งด้าน การเลือกสรรคำที่ใช้ในการแต่ง การเรียบเรียงประโยค และการใช้โวหาร การอ่านเชิงวิเคราะห์บท เพลง คือ การทำความเข้าใจชื่อเพลง โครงเรื่องของเพลง และความมีเหตุผลของเนื้อเพลง ทั้งนี้เพื่อให้ เกิดความรู้ ความเข้าใจ เรื่องราวที่อ่านอย่างแท้จริง การอ่านเชิงวิเคราะห์บทเพลงจะช่วยให้นักเรียน ได้พัฒนาทักษะการคิดและการอ่านในระดับที่สูงขึ้นไป และสามารถนำความรู้หรือข้อคิดที่ได้จากการ อ่านไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ๓. สาระการเรียนรู้ ๓.๑ ความหมายของเพลง ๓.๒ รูปแบบของเพลง ๓.๓ หลักการอ่านและวิเคราะห์บทเพลง
๑๓๒ ๔. จุดประสงค์การเรียนรู้ ๔.๑ นักเรียนสามารถบอกแนวคิดสำคัญจากเพลงได้ถูกต้อง (K) ๔.๒ นักเรียนสามารถวิเคราะห์ วิจารณ์และแสดงความคิดเห็นจากบทเพลงได้(P) ๔.๓ นักเรียนมีความกระตือรือร้นการทำกิจกรรม (A) ๕. สมรรถนะสำคัญของนักเรียน ๕.๑ ความสามารถในการสื่อสาร ๕.๒ ความสามารถในการคิด ๕.๓ ความสามารถในการแก้ปัญหา ๕.๓ ความสามารถในการใชทักษะชีวิต ๖. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๖.๑ มีวินัย ๖.๒ ใฝ่เรียนรู้ ๖.๓ มุ่งมั่นในการทำงาน ๗. กระบวนการจัดการเรียนรู้ (กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ) ๗.๑ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ขั้นที่ ๑ การสังเกต ๗.๑.๑ นักเรียนฟังเพลงซ่อนกลิ่นที่ครูนำมาเปิดให้ฟัง จากนั้นครูซักถาม นักเรียนเกี่ยวกับบทเพลงดังกล่าว โดยใช้คำถามว่า นักเรียนรู้จักบทเพลงนี้หรือไม่ บทเพลงนี้เกี่ยวข้อง กับเรื่องใดโดยให้นักเรียนร่วมกันระดมสมองจากนั้นครูเขียนคำตอบในลักษระแผนผังความคิดบน กระดาน ๗.๒ ขั้นกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ ๒ อธิบาย ๗.๒.๑ นักเรียนฟังครูอธิบายความรู้เกี่ยวกับหลักการอ่านวิเคราะห์บทเพลง นักเรียนดูใบความรู้ประกอบไปด้วย ในประเด็นดังต่อไปนี้ - ความหมายของเพลง - รูปแบบของเพลง - หลักการอ่านและวิเคราะห์เพลง
๑๓๓ ๗.๒.๓ นักเรียนรับเนื้อเพลง ซ่อนกลิ่น ที่ครูแจกให้ จากนั้นนักเรียนอ่าน สำรวจชื่อเพลง เนื้อเพลงอย่างคร่าว ๆ และตอนสรุปท้ายเรื่อง เพื่อกำหนดประเด็นในการศึกษา ขั้นที่ ๓ รับฟัง ๗.๒.๓ นักเรียนนำเสนอความคิดเห็นของตนเองที่มีต่อบทความเรื่อง สมุนไพรรีดไขมัน ย่าจันทร์หลังจากที่ได้อ่านเรื่องราว ว่านักเรียนมีความคิดเห็นอย่างไร ในประเด็น ที่ว่า - นักเรียนคิดว่าบทเพลงซ่อนกลิ่นมีรูปแบบใด - เมื่ออ่านบทเพลงมีจุดประสงค์ใด - บทเพลงซ่อนกลิ่นมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องใด ขั้นที่ ๔ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ ๗.๒.๔ เมื่อนักเรียนฟังเพลงซ่อนกลิ่นแล้วนักเรียนมีความรู้สึกอย่างไรบ้าง เพราะเหตุใด ๗.๒.๕ ครูสุ่มนักเรียนตอบคำถามจำนวน ๓ คนโดยใช้วิธีการหมุนวงล้อสุ่ม เลขที่ ขั้นที่ ๕ วิจารณ์ ๗.๒.๗ นักเรียนตอบคำถามในประเด็นต่อไปนี้ - นักเรียนคิดว่าเพลงนี้มีประโยชน์หรือไม่ อย่างไร - นักเรียนคิดว่า เพราะเหตุใด เพลงซ่อนกลิ่นจึงเป็นที่นิยมเป็น อย่างมากโดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น - นักเรียนนอกจากจะได้รับความสนุกสนานจากบทเพลงแล้ว นักเรียนต้องวิเคราะห์ส่วนใดอีกบ้าง - นักเรียนช่วยกันยกตัวอย่างโวหารภาพพจน์ที่ปรากฏในบทเพลง - ชื่อเพลงซ่อนกลิ่น มีความหมายโดยตรงและโดยนัย ที่หมายถึง อะไร ๗.๒.๘ นักเรียนทำแบบฝึกหัดการอ่านเชิงวิเคราะห์จากบทเพลง ซ่อนกลิ่น โดยใช้เวลา ๑๕ นาที ๗.๓ ขั้นสรุป ขั้นที่ ๖ สรุป ๗.๓.๑ นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์จากบทเพลง ซ่อนกลิ่น นักเรียนเล่นเกม quizizz เรื่องการวิเคราะห์เพลง เพื่อทบทวนความรู้ความเข้าใจ เพลงเป็น สื่อที่ดีและมีประสิทธิภาพ ช่วยทำให้มีเจตคติที่ดีต่อการฟัง เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน เรียนรู้ได้
๑๓๔ อย่างมีความสุข ได้รับความรู้ ความสามารถอย่าง ครอบคลุมด้วยเนื้อหาสาระของเพลง ทั้งทางตรง และทางอ้อม คนที่ชอบร้องเพลง และจำเนื้อเพลงได้มาก ย่อมสามารถนำความรู้หรือประสบการณ์ที่ ได้รับไปปรับประยุกต์ใช้ได้ตลอดชีวิต คติสอนใจ และแง่คิดที่แฝงอยู่ในบทเพลงประกอบกับ ท่วงทำนอง และจังหวะของเพลง จะช่วยกล่อมเกลาจิตใจอีกด้วย ๘. ภาระ/ชิ้นงาน ๘.๑ แบบฝึกหัดการอ่านวิเคราะห์จากบทเพลง ซ่อนกลิ่น ๙. การจัดบรรยากาศเชิงบวก ๙.๑ สร้างบรรยากาศในขณะที่จัดการเรียนรู้ให้มีความเป็นกันเอง ๙.๒ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน ๙.๓ ครูกล่าวชมเชยนักเรียน ๑๐. สื่อและแหล่งเรียนรู้ ๑๐.๑ ใบความรู้เรื่อง หลักการอ่านและวิเคราะห์บทเพลง ๑๐.๒ แอปพลิเคชัน หมุนวงล้อสุ่ม ๑๐.3 แอปพลิเคชัน quizizz ๑๐.๔ เพลง ซ่อนกลิ่น ๑๑. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมิน ๑. นักเรียนสามารถบอกแนวคิดสำคัญจาก เพลงได้ถูกต้อง (K) - การตอบคำถาม - การตอบคำถามในชั้น เรียน นักเรียนได้คะแนน เป็นร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป จึงจะผ่านเกณฑ์ 2. นักเรียนสามารถวิเคราะห์ วิจารณ์และ แสดงความคิดเห็นจากบทเพลงได้(P) - การตรวจแบบฝึกหัด - แบบฝึกหัดการอ่าน เชิงวิเคราะห์ จากโฆษณา นักเรียนได้คะแนน เป็นร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป จึงจะผ่านเกณฑ์ ๓. นักเรียนมีความกระตือรือร้นการทำ กิจกรรม (A) - สังเกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม นักเรียนได้คะแนน เป็นร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป จึงจะผ่านเกณฑ์
๑๓๕ ใบความรู้เรื่อง หลักการวิเคราะห์บทเพลง ความหมาย เพลง หมายถึง ถ้อยคำที่นักประพันธ์เรียงร้อยหรือเรียบเรียงขึ้น ซึ่งประกอบด้วย เนื้อร้อง ทำนอง จังหวะ ทำให้เกิดความไพเราะสร้างความเพลิดเพลินให้แก่ผู้ฟัง มีคุณค่าด้านวรรณศิลป์ทั้งด้าน การเลือกสรรคำที่ใช้ในการแต่ง การเรียบเรียงประโยค และการใช้โวหาร รูปแบบของเพลง ๑. เพลงไทยเดิม หมายถึง เพลงที่มีการขับร้องด้วยวิธีการแบบไทย เช่น การเอื้อนลงทรวง เป็นต้น พร้อมด้วยการบรรเลงดนตรีไทยไปด้วยในขณะที่กําลังขับร้องหรือบรรเลง เช่น บทร้องเพลง นางครวญ เถาและมอญรําดาบ เป็นต้น ๒. เพลงลูกกรุง เป็นเพลงที่บอกเล่า ถ่ายทอด ความรู้สึกของสังคม และคนเมืองหลวง ตลอดจนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การถ่ายทอดอารมณ์ การขับร้องน้ำเสียงของกลุ่มนักร้องนักแต่งเพลง และนักดนตรีจะมีรูปแบบ ประณีต ละเอียดอ่อนออกมานุ่มนวล เนื้อร้องจะมีลักษณะ เป็นร้อยแก้ว ร้อยกรอง มีความหมายสลับซับซ้อน ยอกย้อน เช่น เพลงลาทีกล้วยไม้ของขุนวิจิตรมาตรา, เพลงผู้ ชนะสิบทิศ (ชรินทร์นันทนาคร) และเพลงหยาดเพชร (ชรินทร์นันทนาคร) เป็นต้น ๓. เพลงลูกทุ่ง คือเพลงที่สะท้อนวิถีชีวิต สภาพลังคมอุดมคติและวัฒนธรรมไทย โดยมี ท่วงทำนอง คําร้อง สําเนียง และลีลาการร้องการบรรเลงที่เป็นแบบแผน มีลักษณะเฉพาะซึ่งให้ บรรยากาศ ความเป็นลูกทุ่ง เช่น เพลงสาวรําวง (ต่าย อรทัย), เพลงไม่รักทําไมไม่บอก(พุ่มพวง ดวง จันทร์ เพลงขอใจแลกเบอร์โทร (หญิงลี สีจุมพล), เพลงผู้หญิง (เทียร เมฆวัฒนา) และเพลงโรงเรียน ของหนู (พงศ์สิทธิ์ คัมภีร์) เป็นต้น ๔. เพลงไทยสากล เป็นเพลงที่ขับร้องในภาษาไทย โดยเริ่มจากนําทํานองไทยเดิมใส่เนื้อร้อง บรรเลงและขับร้อง โดยใช้มาตรฐานของโน้ตเพลงแบบสากล จนเป็นเพลงไทยแนวใหม่ โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๓๖ มีละครเวที ละครวิทยุ และภาพยนตร์ไทย มีบทบาทสำคัญทำให้เพลงไทยสากลได้รับ ความนิยม จนในปัจจุบันแตกสาขาไปอีกหลากหลายแนวเพลง ภายหลังปี ๒๕๒๑ เพลงแบบสตริง ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เกิดวงดนตรีใหม่ ๆ ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก เช่น แกรนด์เอ็กซ์ครีบูน บรั่นดี อัสนี-วสันต์(เพลงบ้าหอบฟาง) และ เพลงสตริงก็ยังเป็นที่นิยมในตลาดจนถึงปัจจุบัน
๑๓๖ หลักการวิเคราะห์บทเพลง ขั้นที่ ๑ สำรวจชื่อเพลง เนื้อเพลงที่ดีนอกจากจะมีโครงสร้างดีและขึ้นต้นดี ยังจะต้องมีชื่อเพลงดีอีกด้วย “ชื่อนั้นสำคัญไฉน” สำหรับการแต่งเพลง ชื่อเพลงสำคัญอย่างยิ่ง บางครั้งผู้ฟังอาจจะสนใจเพลงนั้น ๆ โดยที่ยังไม่เคยฟังเพลงนั้นเลย ชื่อเพลงที่ดีต้องสะดุดตาเมื่อได้เห็น และสะดุดหูเมื่อได้ยิน ชื่อเพลง ที่เหมาะสมส่วนใหญ่จะอยู่ในเนื้อเพลงไม่ท่อนใดก็ท่อนหนึ่ง ขั้นที่ ๒ สำรวจโครงเรื่อง โครงเรื่องที่ดี คือ โครงเรื่องที่เมื่อนําเสนอเป็นเพลงแล้วสื่อความหมายชัดเจนแสดง อารมณ์ของผู้ที่ร้องเพลงนั้น ได้อย่างที่ต้องการแสดงออกมา เป็นโครงเรื่องที่มีน้ำหนักและมีแง่มุม แตกต่างจากเพลงเดิม ๆ เราจะสังเกตได้ว่าเพลงนี้มีความครบถ้วนในประเด็น ดังต่อไปนี้ ๑) เริ่มต้นอย่างเรียบง่ายและน่าสนใจในท่อนแรก ๒) เพิ่มอารมณ์ในท่อนที่สอง ๓) เข้มข้นมากขึ้นในท่อนที่สาม ๔) สรุปความในท่อนสุดท้ายอย่างแจ่มชัด ขั้นที่ ๓ ดูความงามทางวรรณศิลป์ ในเนื้อเพลงผู้แต่งจะมีการสอดแทรกความงามทางวรรณศิลป์ในการใช้คำ การใช้โวหารภาพพจน์ และอื่น ๆ เพื่อให้เนื้อเพลงมีความไพเราะมากยิ่งขึ้น และผู้ฟังสามารถจินตนาการภาพตามได้ โวหารภาพพจน์ ๑. อุปมา คือ การเปรียบสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่งโดยที่มีลักษณะแตกต่างกัน แต่เปรียบว่าทั้งสอง สิ่งเหมือนกัน โดยใช้คำว่า เหมือน เสมือน ดั่ง ดุจ ราว ประดุจ คล้าย เป็นต้น ๒. อุปลักษณ์ คือ การเปรียบเทียบว่าสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งโดยกล่าวให้เป็นนัย นำเอา ลักษณะของสองสิ่งมาเปรียบกัน ๓. บุคลาธิษฐาน คือ การสมมุติให้สิ่งที่ไม่มีชีวิต ไม่มีความคิด มีกิริยาอาการเหมือนมนุษย์ ๔. อติพจน์ คือ การกล่าวเกินจริง เป็นความรู้สึกที่ต้องการให้ทราบว่าหนักแน่นจริงจัง เน้นความรู้สึกให้เด่นชัด โดยไม่เน้นความเป็นจริง
๑๓๗ เนื้อเพลง ซ่อนกลิ่น ศิลปิน : ปาล์มมี่ ลมอ่อนพัดโชยมา น้ำตาก็ไหลริน เหลือเพียงกลิ่นหัวใจ คลุ้งไปกับความเหงา รักยังไม่จางไป ตรึงติดชิดดวงใจ ยังหอมรัญจวนชวนให้ฝัน เคยแอบแนบเคียงกาย อิงแอบมิรู้คลาย ใต้เงาของแสงจันทร์ เย้ายวนไม่เลือนหาย ซ่อนเก็บไว้ข้างใน ตรงสุดลึกดวงใจ ถนอมเธออยู่ในนั้น * คงไว้ได้แค่กลิ่นที่ไม่เคยเลือนลา ยังหอมดังวันเก่ายามเมื่อลมโชยมา ทิ้งไว้เพียงอดีตที่ไม่เคยหวนมา ซ่อนเธอไว้ในใจ เจ้าดอกไม้ซ่อนกลิ่น หอมบาดลึกเกินใคร หอมเกินหักห้ามใจ ทุกคราวต้องหวั่นไหว ร้อยเก็บเจ้ามาลัย ทัดเธอไว้ในใจ เพื่อคงกลิ่นหอมไว้อย่างนั้น (ซ้ำ *)
๑๓๘ ๑. ชื่อเพลง “ซ่อนกลิ่น” มีความหมายโดยตรง และความหมายโดยนัย ที่หมายถึงอะไร จงอธิบาย .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. ๒. ข้อคิดของบทเพลง “ซ่อนกลิ่น” คืออะไร .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. ๓. จากบทเพลง ซ่อนกลิ่น มีโวหารภาพพจน์ใดปรากฏอยู่ จงอธิบายและยกตัวอย่าง ประกอบ .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. ๔. นักเรียนสามารถนำข้อคิดที่ได้จากเพลง ซ่อนกลิ่น ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ อย่างไร จงอธิบาย .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. แบบฝึกหัดการอ่านเชิงวิเคราะห์จากบทเพลง ซ่อนกลิ่น
๑๓๙ แบบประเมินการตอบคำถาม คำชี้แจง ให้ครูผู้สอนทำเครื่องหมาย ลงในช่องรายการการตอบคำถามที่นักเรียนปฏิบัติ ลำดับ ที่ ชื่อ - สกุล ความถูกต้อง (๔) ความตรงประเด็น (๔) ความชัดถ้อยชัดคำ (๔) รวม ๑๒ คะแนน ผลการประเมิน (ผ่าน/ไม่ผ่าน) ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๕ ลงชื่อ........................................................... (นางสาวธิติมา ลือชัย) วันที่…..…..เดือน…………..……..พ.ศ. …………..
๑๔๐ เกณฑ์การให้คะแนนการตอบคำถาม (Rubric Scores) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน ๔ ๓ ๒ ๑ ๑. ความถูกต้อง ตอบคำถาม ถูกต้อง ครบถ้วน ตอบคำถามถูกต้อง แต่ไม่ครบถ้วน ตอบคำถามผิด ไม่ตอบคำถาม ๒. ความตรงประเด็น ตอบคำถาม ได้ตรงประเด็น ตอบคำถามได้ ขาดตกเล็กน้อย ไม่ตรงประเด็น ไม่ตอบคำถาม ๓. ความชัดถ้อยชัดคำ ตอบคำถาม ชัดเจน ตอบคำถามตะกุกตะกัก เล็กน้อย ตอบคำถามเสียงเบา ตะกุกตะกักเล็กน้อย ตอบคำถามเสียงเบา ตะกุกตะกักมาก เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ : เกณฑ์การผ่านตั้งแต่ระดับ ดีขึ้นไป ช่วงชั้นคะแนน ระดับคุณภาพ ๑๐ – ๑๒ ดีมาก ๗ – ๙ ดี ๔ – ๖ พอใช้ ๐ – ๓ ปรับปรุง หมายเหตุ : ผู้สอนอาจประเมินเป็นภาพรวมได้ในกรณีที่นักเรียนมีจำนวนมาก ไม่สามารถถามได้ ครบทุกคน
๑๔๑ แบบสังเกตพฤติกรรมในชั้นเรียน คำชี้แจง ให้ครูผู้สอนทำเครื่องหมาย ลงในช่องรายการพฤติกรรมที่นักเรียนปฏิบัติ ลงชื่อ........................................................... (นางสาวธิติมา ลือชัย) วันที่…..…..เดือน…………..……..พ.ศ. ………….. ล ำดับ ที่ พฤติกรรม ชื่อ – สกุล นักเรียนเข้ำเรียน ตรงเวลำ( ๔) นักเรียนไม่คุยกัน ไม่เล่นโทรศัพท์ขณะครูสอน( ๔) นักเรียนให้ควำมร่วมมือในกำร ท ำกิจกรรม(๔) นักเรียนแสดงควำมคิดเห็น และตอบค ำถำม(๔) นักเรียนตั้งใจท ำงำน ที่ได้รับมอบหมำย(๔) รวม(๒๐) ผลกำรประเมิน (ผ่ำน/ไม่ผ่ำน) ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐