The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายวิชาการวิเคราะห์และควบคุมคุณภาพน้ำ
(Water Quality Analysis and Control)
รหัสวิชา 30601-2001
หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.2563)
ประเภทวิชาประมง สาขาวิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kanok271232, 2021-11-12 11:40:53

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาการวิเคราะห์และควบคุมคุณภาพน้ำ

รายวิชาการวิเคราะห์และควบคุมคุณภาพน้ำ
(Water Quality Analysis and Control)
รหัสวิชา 30601-2001
หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.2563)
ประเภทวิชาประมง สาขาวิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

Keywords: การวิเคราะห์และควบคุมคุณภาพน้ำ

เอกสารประกอบการเรียน

วิชาการวเิ คราะหแ์ ละควบคุมคณุ ภาพน้ำ
(Water Quality Analysis and Control)

รหัสวิชา 30601-2001
หลกั สูตรประกาศนยี บตั รวชิ าชพี ชั้นสงู (ปวส.2563)

ประเภทวิชาประมง สาขาวชิ าเพาะเลยี้ งสตั ว์น้ำ

กนั ยกร กัลยามงคล
ครูผสู้ อน

แผนกวชิ าประมง
วทิ ยาลยั ประมงชุมพรเขตรอดุ มศกั ดิ์
สถาบนั การอาชวี ศกึ ษาเกษตรภาคใต้
สำนักงานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

หนว่ ยที่ 1
คุณสมบตั ิของน้ำที่เกยี่ วขอ้ งกบั กำรเพำะเล้ยี งสัตว์นำ้

ความรเู้ บอื้ งตน้ เร่อื งคณุ ภาพนา้ เปน็ ส่งิ สาคัญทคี่ วรร้กู ่อนที่จะทาการวเิ คราะห์คุณภาพนา้ เพอ่ื ให้เข้าใจ
ถึงความหมายและความสาคัญของคุณภาพน้าในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้า องค์ประกอบของน้าในบ่อเลี้ยงสัตว์น้า
สภาพแวดล้อมในบ่อเล้ยี งสัตว์น้า แรธ่ าตุอาหารในบ่อเลย้ี งสตั ว์น้า

น้าเป็นปัจจัยที่สาคัญย่ิงต่อการดารงชีวิตของสัตว์น้า การเลือกใช้คุณภาพน้าท่ีเหมาะสมและมี
ปรมิ าณเพยี งพอ จงึ เป็นเรอื่ งทีส่ าคัญสาหรับการเพาะเล้ียงสตั ว์น้า คณุ ภาพน้าท่ีเหมาะสมหมายถึง ลักษณะทาง
กายภาพ เคมี และชีวภาพ ท่ีเหมาะสมตอ่ การดารงชีวิตของสตั ว์นา้ ซ่ึงสามารถใช้เปน็ ท่ีอยู่อาศัย หาอาหาร
และสืบพันธุ์ได้

คุณสมบตั ขิ องนำ้ ทีเ่ ก่ยี วข้องกบั กำรเพำะเล้ยี งสตั วน์ ำ้
1. องคป์ ระกอบของน้ำ

น้า (H2O) เกิดจากการรวมตัวของไฮโดรเจน 2 อะตอมและออกซิเจน 1 อะตอม ธาตุทั้งสอง
ยดึ เกาะซึง่ กนั และกันโดยแรงรว่ ม (Covalent bonding) สาหรับนา้ ที่นามาใช้สาหรับเพาะเลี้ยงโดยท่ัวไปจะไม่
บริสุทธิ์ เน่ืองจากน้ามีคุณสมบัติในการเป็นตัวทาละลายที่ดี ดังนั้นในน้าจึงมีท้ังสารละลายและสารแขวนลอย
โดยสารละลายต่าง ๆ ในน้าจะอยู่ในรูปของไอออนที่ละลายน้า ทั้งท่ีอยู่ในรปู ของธาตุหรือสารประกอบ ไอออน
บวกทมี่ ีอยู่ในน้าโดยทว่ั ไปได้แก่ Ca2+ K+ Mg2+ และ Na+ ส่วนไอออนลบ ได้แก่ CaCO3 HCO-3 SO42- และ
Cl- เป็นต้น สารประกอบท่ีแตกตัวเป็นไอออนในน้าท้ังหมดเรียกว่า เกลือ เน่ืองจากเมื่อน้าระเหยและ
สารละลายมีความเข้มข้นเพ่ิมข้ึน ไอออนท่ีละลายน้าจะรวมตัวกันเกิดเป็นสารประกอบเกลือ ดังนั้น
องคป์ ระกอบของไอออนในน้ามักจะหมายถงึ องค์ประกอบของเกลอื ทล่ี ะลายน้า

สาหรับน้าผิวดินซ่ึงเป็นแหล่งน้าที่สาคัญสาหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้า มักจะมีสารอินทรีย์ทั้ง
ละลายและแขวนลอยปะปนอยู่ สารอินทรีย์ในน้าจะหมายถึงสิ่งมีชีวิตทุก ๆ ชนิดส่ิงขับถ่ายของสิ่งมีชีวิตและ
สารอินทรีย์อ่ืน ๆ การย่อยสลายสารอินทรีย์จะมีผลกระทบต่อคุณภาพน้า เน่ืองจากกระบวนการย่อยสลาย
สารอินทรีย์โดยสิ่งมีชีวิตจาเป็นต้องใช้ออกซิเจน และเป็นสาเหตุสาคัญท่ีทาให้ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้า
ลดลง

อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติบางประการของน้าเกดิ จากปัจจัยท่คี วบคุมการละลายของ แร่ธาตุจาก
ดินและหินในน้า หรือสภาพแวดล้อมตามธรรมชาตเิ ปน็ หลัก ได้แก่ ประเภทของแหล่งน้า ประเภทของดินและหิน
ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะดินฟ้าอากาศ และช่วงเวลาท่ีน้ามีโอกาสละลายแร่ธาตุ ซ่งึ จัดเปน็ คุณภาพพื้นฐาน
ของบ่อเลี้ยงสัตว์น้าในขณะท่ีคุณสมบัติบางประการเกิดจากการจัดการและมีการเปล่ียนแปลงระหว่างการ
เพาะเลยี้ งสัตว์น้า

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

2. ควำมรู้เบ้ืองต้นเรื่องคุณภำพนำ้ ในบอ่ เลยี้ งสัตวน์ ้ำ

คุณภำพน้ำ (Water quality) หมายถึง ลักษณะจาเพาะของนา้ ซ่ึงรวมถึงลกั ษณะจาเพาะทางฟสิ ิกส์
เชน่ การส่องผ่านของแสง อุณหภมู ิ ลกั ษณะจาเพาะทางเคมี เชน่ ความเป็นด่าง ความเปน็ กรดเปน็ ดา่ ง
ออกซิเจนละลาย ไนไตรท์ ไนเตรท เป็นต้น และลักษณะจาเพาะทางชีวะ เชน่ ชนิดและปรมิ าณแพลงกต์ อน
พืชและแพลงกต์ อนสตั ว์ เปน็ ต้น

ควำมสำคญั ของน้ำในกำรเพำะเลี้ยงสตั ว์น้ำ

นา้ เปน็ ปัจจยั ทมี่ คี วามสาคญั ที่สุดในการเพาะเล้ียงสัตวน์ ้าทุกประเภท เน่ืองจากน้าเปน็ แหล่งออกซิเจน
แหลง่ อาหาร เปน็ ที่รองรับสง่ิ ขับถ่าย ควบคุมอุณหภูมิรา่ งกายของสตั วน์ ้า และเป็นแหลง่ สะสมของเชอ้ื ท่ี
ก่อให้เกิดโรคกับสตั ว์น้า ถ้าน้าท่ีใชใ้ นการเพาะเลย้ี งสัตวน์ า้ มคี ณุ ภาพเหมาะสมกจ็ ะทาให้ไดผ้ ลิตสงู ถา้ น้าท่ีใชม้ ี
คณุ ภาพไมด่ ีหรือไมเ่ หมาะสมจะทาให้ไดผ้ ลผลิตต่าหรือเกดิ ความสูญเสยี

สภำพแวดล้อมในบ่อเลย้ี งสัตวน์ ้ำ
สภาพแวดลอ้ มในบ่อเลีย้ งสัตวน์ า้ มคี วามสาคญั ต่อระบบนิเวศในบอ่ เลีย้ งสัตว์น้า
โดยเฉพาะปัจจัยทางกายภาพ ไดแ้ ก่ แสงแดด อุณหภูมิ การระเหยของน้า มีความสาคัญต่อระบบนิเวศของน้า
เป็นอยา่ งมาก พอกลา่ วเป็นสังเขปได้ดงั นี้

1) แสงแดด แสงแดดมีท้ังท่ีมาจากดวงอาทิตย์โดยตรง และแสงสะท้อนจากบรรยากาศส่อง
กระทบพื้นผิวน้า แสงส่วนหนึ่งส่องทะลุลงไปในน้าแต่อีกส่วนหน่ึงจะสะท้อนกลับ แสงส่วนที่ส่องทะลุไปในน้า
จะถูกกลืนโดยน้า ส่วนที่เหลือจะแพร่กระจายในน้า แสงจาเป็น ต่อการดารงชีพของส่ิงมีชีวิตในน้าเป็น
อย่างย่งิ เนื่องจากสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ โดยเฉพาะแพลงกต์ อนพืช ต้องใช้ในการสงั เคราะห์แสง ซง่ึ จะเป็นอาหารของ
แพลงกต์ อนสัตว์ และสัตวน์ ้าอืน่ ๆ ต่อไป

2) อุณหภูมิ อุณหภูมิของน้ามีผลกระทบต่อการกินอาหาร การสืบพันธ์ุ ความต้านทาน
โรค และอัตราเมตาบอลึซึม (Metabolism) ของสัตว์น้า เมอื่ อุณหภูมิของน้าเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ก็อาจเป็นอันตรายต่อสัตว์น้า การป้องกันการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้าในบ่อเลี้ยงสัตว์น้าอย่างฉับพลัน
สามารถทาไดโ้ ดยการรกั ษาระดบั นา้ ไม่ใหต้ ่ากวา่ 1 เมตร

3) กำรระเหยของน้ำ การระเหยของน้ามีผลต่อการเปล่ียนแปลงความเข้มข้นของเกลือแร่
น้าในบ่อปลาส่วนใหญ่จะสูญเสียน้า โดยการระเหยและการซึมของน้า อุณหภูมิและลมมีผลทาให้อัตราการ
ระเหยสูงข้นึ เกลือแรใ่ นนา้ ทาใหอ้ ตั ราการระเหยช้าลง กล่าวกันวา่ ถ้าเกลอื แร่ ในนา้ เพ่ิมข้นึ ร้อยละ 1 อัตราการ
ระเหยก็จะลดลงร้อยละ 1 เช่นเดยี วกัน ดงั นนั้ นา้ ทะเลจะมีอตั ราการระเหยช้ากวา่ น้าจืดร้อยละ 2-3

แร่ธำตุอำหำรในบ่อเล้ยี งสตั ว์น้ำ
แร่ธาตุอาหารในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ามีความสาคัญต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้าในด้านที่ ทาให้
เกดิ ผลผลิตเบ้อื งต้น แบง่ เป็น 2 ประเภท

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

1) แร่ธำตุจำพวกก๊ำซท่ีสำคัญ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbondioxide, CO2) และ
ออกซเิ จน (Dissolved Oxygen, DO) สัตวน์ ้าทุกชนดิ ตอ้ งการแร่ธาตุจาพวกก๊าซเพ่ือการดารงชวี ติ

2) แร่ธำตุจำพวกของแข็ง ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซียมพืชน้าต้องการแร่
ธาตจุ าพวกของแขง็ เพือ่ การเจรญิ เติบโต ซ่งึ สัตว์นา้ ใชพ้ ชื นา้ เป็นอาหารอกี ต่อหนึง่

ความต้องการแร่ธาตุของส่ิงมีชีวิตมีขีดจากัด การผันแปรเกี่ยวกับปริมาณของแร่ธาตุในน้าไม่
วา่ ในทางสงู หรือต่ากว่าขีดความต้องการ ย่อมมีผลกระทบต่อการดารงชีวติ และการเจริญเติบโตของพชื น้าและ
สตั ว์นา้ ได้ ฉะนนั้ จงึ ถอื ว่าแร่ธาตเุ ปน็ ตัวกาหนดความอุดมสมบูรณ์ของบ่อเลย้ี งสัตวน์ ้า

กิจกรรมสรุปเนอื้ หำบทเรียน

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

หน่วยท่ี 2
คณุ ภำพน้ำเบ้อื งต้นในกำรเพำะเล้ียงสตั วน์ ำ้

น้าเป็นปัจจยั ที่สาคญั ยิง่ ต่อการดารงชีวติ ของสตั ว์น้า การเลือกใชค้ ุณภาพน้าที่เหมาะสมและมี
ปริมาณเพียงพอ จึงเปน็ เรื่องท่ีสาคัญสาหรับการเพาะเล้ียงสตั ว์น้า คณุ ภาพนา้ ที่เหมาะสมหมายถึง ลกั ษณะทาง
กายภาพ เคมี และชีวภาพ ท่ีเหมาะสมต่อการดารงชีวิตของสัตว์น้า ซ่ึงสามารถใช้เป็น ที่อยู่อาศัย หาอาหาร
และสบื พันธุไ์ ด้

คุณภาพน้าเบื้องต้นเป็นคุณภาพน้าที่เกิดจากลักษณะของแหล่งน้าหรือสภาพธรรมชาติ เป็นหลักซ่ึง
จัดเป็นคุณภาพพ้ืนฐานของน้าในบ่อเล้ียงสัตว์น้า ซึ่งมีความสาคัญต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้า คุณภาพน้าที่เกิด
จากลักษณะของแหล่งน้าหรือสภาพธรรมชาติ เป็นหลักซึ่งจัดเป็นคุณภาพน้าพื้นฐานของน้าในบ่อเลี้ยงสัตวน์ ้า
ประกอบดว้ ย

1. สี (Color)
สีของน้ามคี วามสาคญั ตอ่ การเพาะเลี้ยงสัตว์นา้ เนอื่ งจากสามารถบ่งบอกถึงกาลังผลติ ของบ่อเล้ียงสัตว์
น้า สีของน้าเกิดจากสาเหตุหลายประการ ได้แก่ แพลงก์ตอน อิออนของโลหะในธรรมชาติ เช่น เหล็ก และ
แมงกานีส ของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม สาหรับทางดา้ นการประมงน้ัน สีของนา้ สามารถแสดงให้เห็นอย่าง
คร่าว ๆ เก่ียวกับกาลังผลิต (productivity)ในแหลง่ น้าได้
สขี องน้าสามารถจาแนกออกได้เปน็ 2 ประเภท คือ
1) สีปรำกฏ (Apparent color) เป็นสีของน้าทป่ี รากฏให้เห็นแก่สายตาเป็นส่วนใหญ่ โดยเกิดจาก
การสะท้อนของแสงจากสารแขวนลอยในน้า พน้ื ท้องนา้ และจากทอ้ งฟ้า
2) สีจริง (True colour) เป็นสีของน้าที่เกิดจากสารละลายชนิดต่าง ๆ ได้แก่ สารอินทรีย์ และ
สารอนินทรีย์ ซึ่งทาให้เกิดสีของน้าแตกต่างกัน ข้ึนอยู่กับคุณสมบัติของสารน้ัน ๆ โดยทั่วไปสีจริงน้ันเป็นสี
หลังจากกาจัดความข่นุ และสารแขวนลอยออกจากน้าแล้ว

การแยกสีจริงและสีปรากฏสามารถทาได้โดยการกาจัดสารแขวนลอย และความขุ่น ออกจากน้า
ด้วยวธิ ีทาใหต้ กตะกอน หรือ centrifuge ซง่ึ ตวั อยา่ งน้าดังกล่าวจะมีแตเ่ ฉพาะสีจริงเท่านัน้

โดยท่ัวไปสขี องนา้ ในแหลง่ น้าธรรมชาติจะมสี ีเหลืองจนถงึ น้าตาล แตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อม
เช่น ชนิด ปริมาณ และความเข้มข้นของสารละลายและสารแขวนลอย รวมทั้งคุณภาพของแสง เช่น น้าท่ีมี
หินปูนปะปนอยู่มากจะมีสีเขียว แหล่งน้าที่มีกามะถันอยู่มาก อาจจะมี สีเขียวอมเหลือง หรือมีสีแดง หากมี
เหล็กออกไซด์ปะปนอยู่ พวกส่ิงมีชีวิตขนาดเล็กและสารอินทรีย์ ก็สามารถทาให้น้าปรากฏเป็นสีต่าง ๆ กันได้
เช่น ไดอะตอม ทาให้น้ามีสีเหลืองหรือน้าตาล สาหร่ายสีน้าเงินแกมเขียว ทาให้น้ามีสีเขียวเข้ม แพลงก์ตอน
สัตว์ มกั ทาใหน้ า้ มีสีแดง

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

น้าที่มีกาลังผลิตสูง ได้แก่น้าที่มีสีเหลืองหรือน้าตาล มักจะมีความอุดมสมบูรณ์และกาลังผลิตสูง
เนอ่ื งจากมปี รมิ าณอินทรียวัตถุมาก สว่ นแหลง่ น้าที่มสี ีค่อนข้างเขียวไปจนถึงสนี ้าเงินจะมกี าลังผลิตตา่ เนอื่ งจาก
มสี ารอินทรยี ์น้อย ทงั้ นีไ้ มไ่ ด้พิจารณาเก่ียวกับปรมิ าณแพลงก์ตอนพชื ที่ทาให้น้ามีสีเขียว อย่างไรก็ตามสขี องน้า
จะเปล่ียนแปลงไปตามฤดูกาลและสภาพแวดล้อม ความลึกของน้า ดังนั้น การพิจารณาเกี่ยวกับสีของน้าทั้งสี
จรงิ และสีปรากฏจาเป็นที่จะตอ้ งคานึงถึงปัจจยั ตา่ ง ๆ ประกอบดว้ ย โดยเฉพาะกรณีเกดิ ปญั หามลพษิ ทางน้า

2. อณุ หภมู ิ (Temperature)
อณุ หภูมิมีความสาคัญต่อการเพาะเล้ียงสตั ว์นา้ ในดา้ นการพฒั นาการและการเจรญิ เติบโตของสตั ว์น้า
เนอ่ื งจากอุณหภูมิมคี วามเก่ยี วข้องกับกระบวนการทางสรีรวทิ ยาและเมตาบอลิซึมของรา่ งกาย อัตราเมตาบอลิ
ซึมของสัตว์น้าจะสูงข้ึนอย่างรวดเร็ว เม่ืออุณหภูมิสูงข้ึน ความต้องการปริมาณออกซิเจนเพื่อการหายใจ การ
ยอ่ ยอาหาร และการเจริญเติบโตจะสงู ขน้ึ ด้วย
อุณหภูมิของน้าเป็นปัจจัยท่ีสาคัญท้ังทางตรงและทางอ้อมต่อการดารงชีพปกติอุณหภูมิของน้าตาม
ธรรมชาติจะผันแปรกับอุณหภูมิอากาศ และเส้น Latitude กล่าวคือ อุณหภูมิจะสูงเมื่ออยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร
และจะต่าเมื่อใกล้ข้ัวโลก สัตว์น้าเป็นพวกสัตว์เลือดเย็น (Poikilothermal) จะปรับอุณหภูมิร่างกายตาม
อุณหภมู ินา้ จะทนได้ช่วงอณุ หภูมิทต่ี ่าหากอุณหภูมสิ ูงและช่วงแสงมากกิจกรรมตา่ ง ๆ ในการดารงชพี จะสงู ตาม
และลดลงเม่ืออุณหภูมิต่าตามกฎของ Van Hoff’s Law ขบวนการ เมตาบอลิซึม (Metabolism) จะเพ่ิมข้ึน
2-3 เท่า เมื่ออุณหภูมิน้าเพิ่มขึ้น 10 องศาเซลเซียส ขบวนการท่ีสาคัญได้แก่ การหายใจ การว่ายน้า การกิน
อาหาร การย่อยอาหารและขับถ่าย ปกติอุณหภูมิตัวปลาจะต่างจากอุณหภูมิของน้า 0.5-1 องศาเซลเซียส
เหงือกเป็นอวัยวะสาคัญที่รักษาอุณหภูมิ ปลาขนาดเล็กชนิดเดียวกันสามารถปรับและรักษาอุณหภูมิได้ดีกว่า
ปลาขนาดใหญ่ เนื่องจากสัดส่วนปริมาตรของเหงือกกับร่างกายมีมากกว่า เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลง
อณุ หภูมอิ ย่างรวดเรว็ จะเกดิ อันตรายต่อสัตว์นา้ ทาให้ร่างกายอ่อนแอหรือช็อกตายได้ เชน่ การขนส่งสัตว์น้าใน
ขณะที่อุณหภูมิสูง อุณหภูมิยังมีอิทธิพลต่อการควบคุมการถ่ายน้า แร่ธาตุในร่างกายความหนาแน่นของน้า
การละลายของออกซิเจนในแหล่งน้าลดลง เมื่ออุณหภูมิสูงข้ึน การแบ่งชั้นของน้าตามอุณหภูมิในแหล่งน้าลึก
มากกว่า 2.5 เมตร (Thermal stratification)การเปล่ียนแปลงอุณหภูมิยังมีผลต่อการเจริญเติบโตของ พืชน้า
แพลงก์ตอน ซ่ึงเก่ียวข้องกับกาลังผลิตเบ้ืองต้นของแหล่งน้า เช่น ไดอะตอม แหล่งน้าท่ีอุณหภูมิต่า 15-25
องศาเซลเซียส สาหร่ายสีเขียวชอบท่ีอุณหภูมิ 25-35 องศาเซลเซียส สาหร่ายน้าเงินแกมเขียวเจริญได้ดีท่ี
อุณหภูมิมากกว่า 35 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ บางครั้งทาให้เกิดเน่าเสียเป็นพิษแก่สัตว์น้า
อณุ หภมู สิ งู เกนิ ไป ทาใหส้ ารพษิ ประเภทต่าง ๆ เช่น ยากาจดั ศัตรูพชื และแมลง มีพิษมากยิ่งขน้ึ
การแบ่งชั้นของน้าเน่ืองจากความแตกต่างของอณุ หภูมิ (Thermal stratification) เกิดจากคุณสมบัติ
ของน้าทสี่ ามารถเกบ็ ความรอ้ นได้ดี ในแหล่งน้าธรรมชาติสามารถแบ่งน้าเป็นช้ันตามความลึกได้เป็น 3 ชั้น คือ
ช้ันบนสุด ( Epilimnion) ซ่ึงเป็นช้ันที่น้ามีความหนาแน่นน้อยท่ีสุด เนื่องจากมีอุณหภูมิสูงท่ีสุด ชั้นกลาง
(Metalimnion) อยู่ถัดลงไป เป็นชั้นท่ีอุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว โดยมีอัตราการลดของอุณหภูมิอย่างน้อย 1

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

องศาเซลเซียสตอ่ ระดับน้าความลึก 1 เมตร จึงอาจเรียกน้าช้ันนี้อีกชื่อหน่ึงวา่ ช้นั “Thermocline” ส่วนนา้ ชั้น
ลา่ ง (Hypolimnion) จะมอี ณุ หภมู ติ ่าสุดและน้ามคี วามหนาแนน่ มากท่ีสุด

การแบ่งช้ันของน้าในบ่อเลี้ยงสัตว์นา้ อาจเกดิ ข้ึนในบ่อที่เล้ียงสัตวน์ ้าแบบหนาแน่น และน้ามคี วามขุ่น
มาก ซ่ึงจะมีปริมาณแพลงก์ตอนและสารแขวนลอยค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในช่วงท่ีคลื่นลมสงบ แต่อย่างไรก็
ตามการเติมอากาศดว้ ยวธิ ีการต่าง ๆ ก็เป็นปจั จัยสาคัญที่ทาให้น้าเกดิ การรวมตัวและป้องกันไม่ให้เกิดการแบ่ง
ช้นั ของนา้ เน่ืองจากความแตกต่างของอณุ หภูมิ

ผลกระทบจากระดับอณุ หภูมิและการเปล่ียนแปลงอุณหภูมิท่ีมีต่อสัตว์นา้ จะแตกต่างกันขน้ึ อยู่กับชนิด
อายุ หรือช่วงของการพัฒนาในวงจรชีวิต ความเคยชินของสัตว์น้า และปัจจัยสิ่งแวดล้อมอ่ืน ๆ เช่น ปริมาณ
ออกซิเจนที่ละลายน้า มลภาวะของน้า ตลอดจนฤดูกาล เนื่องจากสัตว์น้าเป็นสัตว์เลือดเย็น (Poikilotherms)
อตั ราเมตาบอลิซึมของสัตว์น้าจะขึ้นอยกู่ ับอุณหภูมิของน้าเป็นหลัก โดยสัตว์น้าจะต้องใชพ้ ลังงานส่วนหนึ่งเพื่อ
การปรับระดับอุณหภูมิของร่างกายให้เท่ากับอุณหภูมิของส่ิงแวดล้อมท่ีเปล่ียนแปลง แต่เน่ืองจากการปรับตัว
ของสัตว์น้าน้ันมีขีดจากัด ดังน้ัน เม่ืออุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว ทาให้อุณหภูมิของน้า
และอุณหภูมขิ องรา่ งกายมีความแตกต่างกัน ทาใหส้ ัตว์น้าไม่สามารถปรับตัวไดท้ ัน ก็จะเป็นสาเหตุท่ีทาให้ปลา
ตายได้ นอกจากน้ีการเปลยี่ นแปลงอุณหภูมนิ า้ ยังมผี ลตอ่ การเจริญเตบิ โตของแพลงก์ตอนพืช โดยเฉพาะในเขต
อบอุ่น แพลงก์ตอนพืชแต่ละชนิดจะมีความต้องการอุณหภูมิท่ีเหมาะสมสาหรับการเจริญเติบโตแตกต่างกัน
ส่วนสตั วน์ ้าในเขตรอ้ นชอบอาศัยอยูใ่ นนา้ ทมี่ อี ณุ หภมู ิระหว่าง 25 ถงึ 32 องศาเซลเซยี ส

3. ควำมข่นุ (turbidity)
ความข่นุ ของน้าแสดงใหเ้ ห็นว่านา้ มีสารแขวนลอย (suspended solids and colloidal matter) อยู่
มากน้อยเพียงใด น้าในธรรมชาติโดยท่ัวไปจะมีความขุ่นอยู่เสมอ น้าท่ีมีความขุ่นจะขัดขวางไม่ให้แสงสว่างส่อง
ลงไปได้ลึก โดยสารเหล่านี้ จะสะท้อนหรือดูดซับเอาแสงไว้ ดังนั้นการวัดความขุ่นของน้าจึงเป็นการวัดความ
เข้มข้นของแสง ท่ีลดลง เนื่องจากสารแขวนลอยดังกล่าว สิ่งที่ทาให้น้าเกิดความขุ่น ได้แก่ พวกอินทรีย์สาร
อนินทรยี ส์ าร และสง่ิ มีชีวิตขนาดเล็ก โดยปรากฏอยู่ในลักษณะของสารแขวนลอย
ผลของความขุ่นของน้ารวมท้ังสารแขวนลอยที่อาจจะมีผลต่อสิ่งมีชีวิตในน้า รวมท้ังการประมงอาจ
ปรากฏไดใ้ นลกั ษณะดงั ตอ่ ไปน้ี
1) น้าท่ีมีความขุ่นมากทาให้แสงสว่างส่องลงไปไม่ได้ลึก ก็จะขัดขวางหรือลดปฏิกิริยาการสังเคราะห์
แสงของแพลงก์ตอนพืช ทาให้กาลังผลิตขั้นต้น(primary productivity)ของแหล่งน้าน้ันลดลงซึ่งจะทาให้
ปริมาณอาหารธรรมชาตขิ องสัตวน์ า้ ลดลงดว้ ย
2) สารแขวนลอยท่ีทาให้เกิดความขุ่นจะสามารถทาอันตรายต่อสัตว์น้าโดยตรง โดยตะกอนและสาร
แขวนลอยจะเขา้ ไปอุดช่องเหงือกทาใหก้ ารหายใจตดิ ขดั ทาใหก้ ารเจริญเตบิ โตช้ากว่าปกติ การฟกั เป็นตัวของไข่
และการเจริญเติบโตของตัวอ่อนหยุดชะงกั หรอื ช้าลง และลดความต้านทานตอ่ โรคตา่ ง ๆ

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

3) ความขุ่นของน้ามีผลต่อการเคล่ือนไหวและการอพยพย้ายถ่ิน การหาอาหาร และการล่าเหยื่อของ
สัตว์นา้ ลดประสทิ ธิภาพลง

4) ความขุ่นทาให้อุณหภูมิของน้าเปล่ียนแปลงโดยเฉพาะน้าบริเวณผิวบนจะดูดซับความร้อนทาให้มี
อุณหภูมิสูงกว่าปกติ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสัตว์น้าบางชนิด นอกจากนี้ยังมีผลต่อปริมาณการละลายของ
ออกซเิ จนในน้าดว้ ย นา้ ท่ีมสี ารแขวนลอยอยูม่ ากจะสามารถรับปริมาณออกซิเจนไดน้ ้อยกว่านา้ ท่ีใสกวา่

5) น้าที่มีความขุ่นผิดปกติจะทาให้การจับสัตว์น้าหรือการใช้เครื่องมือทาการประมงบางชนิดลด
ประสทิ ธภิ าพลง

คา่ ความขุ่นนิยมแสดงในรูปของหน่วย (Unit) ซง่ึ หมายถึงระดับความลึกของน้าท่ีสามารถมองเห็นแสง
สว่างจากแสงเทยี นมาตรฐาน น้าที่ใสจะมีค่าความขนุ่ ไม่เกิน 25 หนว่ ย ส่วนน้าข่นุ ปานกลางจะมีค่าความขุ่น
ระหว่าง 25-100 หนว่ ย และน้าทข่ี ุ่นมากจะมีคา่ ความขนุ่ เกิน 100 หนว่ ยขึน้ ไป ความขุ่นท่ีเป็นอันตรายต่อสัตว์
น้าจนถึงแก่ชีวิตจะตอ้ งมากกว่า 20,000หน่วยขึน้ ไป สาหรบั ปริมาณสารแขวนลอย นิยมวัดเป็นน้าหนัก ในรูป
ของมิลลิกรัมต่อลิตร (mg/l) แหล่งน้าท่ีให้ผลผลิตทางการประมงที่ดี ควรจะมีค่าปริมาณสารแขวนลอยอยู่
ในช่วง 25-80 มิลลิกรัมต่อลิตร แต่ถ้าอยู่ในช่วงระหว่าง 80-400 มิลลิกรัมต่อลิตร จะให้ผลผลิตลดลงและถ้า
มากเกิน 400 มลิ ลิกรมั ต่อลิตรข้ึนไป จะเล้ยี งปลาไมไ่ ด้ผล

4. ควำมโปร่งแสงของน้ำ (Transparency)
ความโปร่งแสงของน้า แสดงถึงปรมิ าณแสงอาทิตย์ ทส่ี ามารถสอ่ งผ่านตามชัน้ ตา่ ง ๆ ของน้า เปน็
ระยะความลึกของนา้ ทสี่ ามารถมองเห็นวตั ถุเปน็ แผน่ วงกลมขาวดา (secchi disc) ทีห่ ย่อนลงไปในน้าจนถึง
ความลึกท่ีมองไม่เห็นแผน่ วงกลมขาวดา โดยทว่ั ไปความโปร่งแสงของน้าจะมคี วามสัมพนั ธ์กับความขนุ่ ของน้า
และปรมิ าณแพลงก์ตอนในนา้ ซงึ่ สามารถบง่ บอกถึงกาลังผลิตของบ่อเลย้ี งสัตว์นา้ ได้
ความโปรง่ แสงมีความสัมพนั ธ์กับปรมิ าณตะกอนแขวนลอยและแพลงกต์ อนซึง่ มีผลกระทบต่อสงิ่ มชี วี ิต
ในน้า ดังนี้

1) นา้ ทม่ี ีความโปรง่ แสงนอ้ ย หรือมีความขุน่ มากแสงสวา่ งจะสอ่ งลงไปในน้าไดน้ ้อย ผลผลิตปฐมภูมิ
จะลดลง หว่ งโซอ่ าหารและอาหารธรรมชาติในแหลง่ นา้ จะลดลงตามไปดว้ ย สง่ ผลต่อสตั ว์นา้ ทาใหม้ ีอาหาร
ธรรมชาตนิ ้อยลงด้วย

2) ความขนุ่ ท่ีเกดิ จากตะกอนดิน ในธรรมชาตแิ ม้จะมใี นปริมาณไมส่ งู มากจนเป็นอนั ตรายต่อปลาได้
โดยตรง แตอ่ าจเป็นอนั ตรายต่อไขป่ ลาท่กี าลงั จะฟักออกเปน็ ตวั ได้

3) ความขนุ่ ทีเ่ กิดจากแพลงก์ตอน ในธรรมชาตมิ ปี ระโยชน์มากเนื่องจากแพลงก์ตอนเป็นอาหาร
ธรรมชาติท่สี าคญั ตอ่ สตั ว์นา้ แพลงกต์ อนจึงมีความสัมพนั ธ์โดยตรงกับผลผลิตของสตั ว์นา้ แม้ว่าแพลงกต์ อน
จะมีประโยชน์แต่ถ้ามมี ากเกินไป ทาให้เกิดความขุน่ ซ่ึงจะขัดขวางทางเดนิ ของแสง ทาให้แพลงกต์ อนพืชและ
พืชนา้ ชนิดต่าง ๆ ทอ่ี ยู่ชั้นลา่ งลงไปไมส่ ามารถเจรญิ เติบโตได้ และเปน็ สาเหตุของการขาดแคลนออกซิเจนได้ใน
เวลากลางคนื

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

4) ความขนุ่ ของนา้ ทมี่ ีปริมาณตะกอนแขวนลอยมากจะขัดขวางการแลกเปลี่ยนกา๊ ซที่บริเวณเหงือก

ซงึ่ มผี ลตอ่ การหายใจของสัตว์น้า

ความโปร่งแสงท่เี หมาะสมในการดารงชีวิตของสตั ว์นา้ ในแหลง่ นา้ นั้น ควรจะมคี ่าอยใู่ นช่วง 30-60

เซนติเมตร ถา้ หากมีคา่ มากกวา่ 60 เซนตเิ มตรขน้ึ ไป แสดงวา่ แหล่งนา้ มีความขนุ่ หรือมีปรมิ าณแพลงกต์ อน

นอ้ ยเกนิ ไป ซง่ึ แหล่งนา้ นั้นกจ็ ะไม่ค่อยอดุ มสมบรู ณ์ แต่ถา้ มีคา่ ต่ากว่า 30 เซนติเมตร แสดงว่า น้ามีความขนุ่

มากเกินไป หรอื มีปรมิ าณแพลงกต์ อนมากเกินไป ในบ่อเล้ียง สตั ว์น้า ถา้ มปี รมิ าณแพลงกต์ อนมากเกินไป

จะตอ้ งระมดั ระวังเกย่ี วกับการขาดออกซิเจนในนา้ โดยเฉพาะในชว่ งเชา้ มืด การระบายน้าออกจากบ่อ แล้วนา

นา้ ใหมเ่ ข้ามาผสม และการควบคมุ ปริมาณอาหารในการเลยี้ งปลา จะชว่ ยลดปริมาณแพลงก์ตอนในนา้ ได้ คา่

ความโปรง่ แสงของนา้ และคาแนะนาแสดงดังตาราง

ตำรำงแสดงค่ำควำมโปรง่ แสงของน้ำและคำแนะนำ

คำ่ ควำมโปรง่ แสง คำแนะนำ

(เซนติเมตร)

นอ้ ยกวา่ 20 เซนติเมตร บ่อขนุ่ มากเกนิ ไป ถ้าบ่อขนุ่ เน่ืองจากแพลงกต์ อนพชื จะมปี ัญหาเกี่ยวกบั

การขาดแคลนออกซเิ จน แต่ถ้าเกิดจากอนุภาคดนิ ทแ่ี ขวนลอยกาลงั ผลติ

ของบ่อจะตา่ ลง

20-30 เซนติเมตร ความขุ่นกาลังจะมากเกินไป

30-45 เซนตเิ มตร บอ่ อยู่ในสภาพท่ีเหมาะสมดี ถ้าบ่อขนุ่ เน่ืองจากแพลงก์ตอนพชื

45-60 เซนติเมตร แพลงก์ตอนพชื กาลังจะขาดแคลน

มากกว่า 60 เซนตเิ มตร นา้ ใสเกินไปกาลังผลิตมีไม่เพียงพอและอันตรายจากปญั หาวชั พืชน้า

ทมี่ า : โชคชยั 2548 : 120

5. ควำมนำไฟฟ้ำ (Specific conductance or conductivity)
ความนาไฟฟ้าเปน็ การวดั ความสามารถของนา้ ทจี่ ะให้กระแสไฟฟ้าไหลผา่ นซึง่ ข้นึ อยู่กับความเข้มขน้
ชนดิ ของไอออนท่มี ีอยูใ่ นน้า และอุณหภมู ิท่ีทาการวดั สารต่าง ๆ ท่ีใหไ้ อออนแกน่ ้าได้แก่ สารประกอบอนินท
รยี ์ เช่น กรดอนิ ทรีย์ เกลือและด่าง สารเหลา่ น้ีเมื่ออยู่ในนา้ จะแตกตัวให้ไอออนได้ ซ่ึงต่างจากสารประกอบ
อินทรีย์ สารเหลา่ นจี้ ะไมแ่ ตกตัวใหไ้ อออนในนา้ จึงไมเ่ ปน็ ตัวนาไฟฟา้
ความนาไฟฟ้าของน้า บ่งบอกถึงปริมาณไอออนท่ีมีอยู่ในน้าดังน้ันความนาไฟฟ้าของน้าจะมีปริมาณ
มากน้อยเพียงใดข้ึนอยู่กับปริมาณความหนาแน่นของสารประกอบอนินทรีย์ ซึ่งสารท่ีสาคัญ ๆ ท่ีพบละลาย
อยู่ในน้าธรรมชาติท่ัว ๆ ไป ได้แก่ ไอออนของแคลเซียม โซเดียม โปแตสเซียม แมกนีเซียม เหล็ก หรือในรูป
ของสารประกอบ เช่น คาร์บอเนต ซัลเฟต คลอไรด์ ฟอสเฟต และไนเตรท เป็นต้น สาหรับหน่วยของการนา
ไฟฟ้า มหี นว่ ยเป็นไมโครซีเมนต่อเซนตเิ มตร

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

ประโยชน์ของการวัดค่าการนาไฟฟ้า
1) วัดความบริสุทธ์ิของน้ากลั่น และน้ากลั่นกาจัดไอออน โดยน้ากล่ันใหม่ ๆ จะมีค่าความนาไฟฟ้า
เพียงประมาณ 0.5-2.0 ไมโครซีเมน แต่ถ้าตั้งทิ้งไว้ค่าความนาไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเน่ืองจากการดูดซึมก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซดใ์ นบรรยากาศรวมทง้ั แอมโมเนีย
2) เป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงปริมาณความเข้มข้นของแร่ธาตุ หรือสารประกอบต่าง ๆ หรือปริมาณ
ของแข็งท้ังหมดที่ละลายในนา้ ค่าการนาไฟฟา้ ไม่ได้แสดงให้ทราบถึงชนดิ ของสารในน้า เพียงแต่แสดงให้เห็นว่า
มกี ารเพ่มิ ขึ้นหรือลดลงของสารไอออนท่ลี ะลายในน้าเท่านนั้
3) ทาให้ทราบถึงความเปล่ียนแปลงของความเข้มข้นของสารละลายที่มีอยู่ในน้าซึ่งจะมี
การเปลยี่ นแปลงตามฤดกู าล หากมกี ารเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป ก็แสดงวา่ มีสง่ิ ผิดปกติเกิดข้ึน
น้าในแหล่งน้าธรรมชาติโดยท่ัวไป จะมีค่าความนาไฟฟ้าอยู่ระหว่าง 150 -300 ไมโครซีเมน
ต่อเซนติเมตร ถ้าในแหล่งน้าธรรมชาติมีค่ามากกว่านี้จะมีผลท้ังทางตรงและทางอ้อมต่อการบริโภค
การเพาะปลูกและเล้ียงสัตว์ โดยจะไปทาให้โครงสร้างและหน้าท่ีของระบบนิเวศวิทยาในแหล่งน้านั้น ๆ
เปล่ยี นแปลงไปดว้ ย

6. ควำมเค็ม (Salinity)
ความเค็มของน้า หมายถึง ปริมาณของแข็ง (Solid) หรือเกลือแร่ต่าง ๆโดยเฉพาะโซเดียมคลอไรด์

(NaCl) ท่ีละลายอยู่ในน้า โดยนิยมคิดเป็นหน่วยน้าหนักของสารดังกล่าวเป็นกรัมต่อกิโลกรัมของน้า หรือส่วน
ในพัน (Part per thousand , ppt) ท้ังน้ีหลังจากที่พวกเกลือ คาร์บอเนต (Carbonate) ถูกเปล่ียนเป็น
Oxides และพวกเกลือโบไมด์ (Bromide) และไอโอไดด์ (Iodide)ถูกแทนท่ีโดยคลอไรด์ (Chloride) และ
อินทรีย์วัตถุ (Organic matter) ถูกออกซิไดส์ไปท้ังหมด ความเค็มของน้าจะมีค่าแตกต่างกันไป แล้วแต่
สถานที่และประเภทของดิน สาหรับน้าจืดมีค่าความเค็มประมาณศูนย์ ส่วนน้าทะเลมีค่าความเค็มโดยเฉล่ีย
ประมาณ 35 ส่วนในพันในด้านการประมง ได้มีผู้แบ่งประเภทของน้าออกตามระดับความเค็มดังนี้ คือน้าจืด
(Fresh water) มีความเค็มระหว่าง 0-0.5 ส่วนในพัน น้ากร่อย (Brackish water) มีความเค็มระหว่าง 0.5-
30.0 ส่วนในพัน น้าเค็ม (Sea water) มคี ่าความเค็มมากกว่า 30 สว่ นในพันข้ึนไป

ความเคม็ ของนา้ มีผลตอ่ การดารงชวี ิตของสัตวน์ ้า โดยเฉพาะระบบการควบคมุ ปริมาณนา้ ในรา่ งกาย
(Water regulatory system) ซ่ึงมีผลมาจากความแตกต่างของแรงดัน Osmotic ระหว่างภายในตัวสัตว์น้า
และภายนอก สัตว์น้าจืดจะมีแรงดัน Osmotic ภายในตัวสูงกว่าน้าที่อยู่ภายนอก ดังน้ัน น้าภายนอกจึง
สามารถแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย สัตว์น้าจืดจึงต้องพยายามขจัดเอาน้าส่วนเกินเหล่านี้ออกไป ในทาง
ตรงกันข้าม สัตว์น้าเค็มที่อาศัยอยู่ในทะเลจะมีแรงดัน Osmotic ต่ากว่าน้าทะเล ดังนั้น น้าภายในตัวก็จะออก
นอกร่างกายไดง้ ่าย สัตวท์ ะเลจึงต้องพยายามเก็บรกั ษาปริมาณน้าไว้ใหม้ าก สาหรบั สัตว์น้าบางชนิดโดยเฉพาะ
สัตว์น้ากร่อยท่ีอาศัยอยู่บริเวณที่มีการเปล่ียนแปลงความเค็มไว้มาก จะมีความสามารถในการปรับตัวและ
ทนทานต่อการเปล่ียนแปลง ของแรงดนั Osmotic ดังกล่าวได้ดี อย่างไรก็ตามสตั ว์นา้ ทว่ั ไปสามารถปรับตวั ให้

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

เขา้ กับสภาพ ความเค็มของนา้ ที่เปล่ยี นแปลงได้ แต่ทั้งน้ีตอ้ งค่อย ๆ เปน็ ไปอยา่ งช้า ๆ โดยปกตสิ ัตว์นา้ จืดจะมี
เลือดท่ีมีความเข้มข้นสูงกว่าน้าภายนอกประมาณ 6 เท่าของแรงดัน Osmotic หรือเท่ากับความเข้มข้น
ประมาณ 7 ส่วนในพันของเกลือโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) ดังนั้นสัตว์น้าจืดโดยทั่วไปจะสามารถอยู่ในน้าที่มี
ความเค็มประมาณ 7 pptได้ และบางชนิดจะอาศัยอยู่ในน้าที่มีความเค็มสูงกว่านี้ได้ แต่ต้องให้เปลี่ยนแปลงที
ละน้อยดังท่ีกล่าวมาแล้ว ปัจจุบันเร่ิมนิยมเล้ียงปลานิลซึ่งเป็นปลาน้าจืดในน้ากร่อย และการเลี้ยงปลากะพง
ขาวและกุ้งทะเลในนา้ จดื ที่มีความเคม็ น้อย ในเชงิ พาณชิ ยม์ ากข้ึน

7. ควำมเป็นกรดเป็นด่ำง (Positive potential of hydrogen ions, pH)
ความเป็นกรดเป็นด่างหรือ pH เป็นเคร่ืองแสดงให้เราทราบว่าน้าหรือสารละลายนั้นมีคุณสมบัติ
เป็นกรดหรือเป็นด่าง การวัด pH ของน้าเป็นการวัดปริมาณความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออนที่มีอยู่ในน้า
ระดับ pH มีค่าอยู่ในระหว่าง 0 ถึง 14 โดย pH 7 เป็นจุดกึ่งกลางหรือมีค่าเป็นกลางไม่เป็นกรดและด่าง หาก
มคี ่าต่ากวา่ 7 แสดงวา่ น้านนั้ มีสภาพเปน็ กรดแตถ่ า้ มคี า่ สงู กว่า 7 ก็แสดงวา่ น้ามสี ภาพเป็นด่าง
ค่า pH ของแหล่งน้าโดยท่ัวไป มีค่าอยู่ในระหว่าง 5 ถึง 9 ซึ่งความแตกต่างของ pH ข้ึนอยู่กับภูมิ
ประเทศ และสภาพแวดล้อมหลายประการ เช่น ลักษณะพื้นดิน และหิน ระดับ pH ของน้าผันแปรตามระดับ
pH ของดิน ดังนั้น ในบริเวณทด่ี นิ มีสภาพเปน็ กรดก็จะทาให้นา้ มสี ภาพเป็นกรดตามไปด้วย นอกจากน้ี อิทธพิ ล
ของสงิ่ มชี วี ิตในน้า เช่น จุลินทรีย์ และแพลงก์ตอนพืชสามารถทาให้ค่า pH มีการเปล่ียนแปลงได้เช่นเดยี วกนั
ความเป็นกรดเป็นด่างของน้า มีความสาคัญต่อการดารงชีวิตของส่ิงมีชีวิตในบ่อเพาะเล้ียงสัตว์น้า
ส่ิงมีชีวิตจะดารงชีวิตได้ปกติถ้าน้ามีความเป็นกรดเป็นด่างเหมาะสม คือประมาณ 6.5-8.5 แต่หากมีความเป็น
กรดเป็นด่างต่าหรือสูงเกินไป จะก่อให้เกิดอันตรายแก่สิ่งมีชีวิตท่ีอาศัยอยู่ในน้า เช่น ปลาท่ีอาศัยอยู่ในน้าท่ีมี
ความเป็นกรดเป็นด่างต่า พบว่ามีปริมาณเมือกที่ปกคลุมเหงือกของปลามีปริมาณมากข้ึน แล้วไปขัดขวางการ
แลกเปลี่ยนก๊าซและไอออนต่าง ๆ บรเิ วณเหงือกปลา ทาให้เกิดการขาดสมดุลของกรดและด่างในกระแสเลือด
มีผลต่อการหายใจและทาให้ความเข้มข้นของโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) ในกระแสเลือดลดลง ส่งผลต่อแรงดัน
ออสโมติกของตัวปลากับสภาพแวดล้อม ส่วนน้าท่ีมีความเป็นกรดเป็นด่างสูงทาให้เกิดอันตรายต่อเหงือกปลา
และต่อกระจกและเยอ่ื หุ้มตา
ความเป็นกรดเป็นด่างของน้ามีความสาคัญต่อการดารงชีวิตของพืชและสัตว์ในแหล่งน้านั้น ๆ พืชน้า
สามารถใช้ธาตุอาหารในน้าได้ดีหรือไม่นั้น ข้ึนอยู่กับระดับความเป็นกรดเป็นด่างของน้า ถ้าค่าความเป็นกรด
เป็นด่างมีระดับท่ีต่ามาก ตัวอย่างเช่น ต่ากว่า 4.5 จะทาให้พืชน้าไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดี ในกรณีเดียวกัน
หากค่าความเป็นกรดเป็นด่างของน้ามีค่าต่าหรือสูงเกินไป ก็ไม่เหมาะสมต่อการดารงชีวิตของสัตว์น้า ในรอบ
วนั ค่าความเป็นกรดของน้าควรจะเปล่ียนแปลงไม่เกิน 2 หน่วย ผลของระดับความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ต่อ
การเพาะเลี้ยงสัตว์นา้ แสดงดงั ตาราง

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

ตำรำงแสดงผลของระดับควำมเป็นกรดเปน็ ด่ำง (pH) ต่อสัตว์น้ำและแนวทำงแกไ้ ข

ระดับ pH ผลต่อกำรเพำะเลี้ยงสัตวน์ ำ้ แนวทำงแกไ้ ข

4 หรอื ต่ากวา่ เป็นจุดอันตราย ใช้ปูนขาว แคลเซียมไฮดรอกไซด์สามารถปรับ

pH ได้ 6.0-6.5

4.0-6.0 ปลาบางชนิดไม่ตาย แต่มักมี ใชป้ ูนขาวแคลเซยี มคารบ์ อเนตหรอื ปุ๋ย

ผลผลติ ต่าเจรญิ เตบิ โตช้า เปน็ ดา่ ง เชน่ แคลเซียมไนเตรทสามารถปรับ

ระบบการสบื พันธุห์ ยุดชะงกั pH ใหไ้ ด้ 6.5

6.5-8.5 เป็นระดับเหมาะสมสาหรับ ในกรณีที่ pH สงู ถึง 9 อาจใชป้ ุ๋ยเป็นกรด

การเพาะเลีย้ งสัตวน์ ้า เช่นปยุ๋ แอมโมเนียม ปรับ pH ใหไ้ ด้ 8.5

9.0-11.0 สัตว์น้าบางชนิดสามารถทน ในกรณีท่ี pH สงู ถึง 10 อาจใช้ปยุ๋ เป็นกรด
สูงกวา่ 11.0 อยไู่ ด้แต่ให้ผลผลติ ต่า สตั ว์นา้ เพ่ือปรับสภาพให้ได้ pH 8.5 แต่ในกรณีท่ี pH
เจริญเติบโตช้า สขุ ภาพ มากกวา่ 10 พบวา่ ยากตอ่ การแกไ้ ข
อ่อนแอ
เป็นพษิ ต่อปลาทเ่ี ล้ยี งอยใู่ น -
บ่อ ทาใหป้ ลาตาย

ท่ีมา: ดดั แปลงจากโชคชยั 2548 : 110
ในบอ่ เล้ียงสัตว์นา้ pH จะมีคา่ เทา่ ไรข้ึนอยกู่ ับปริมาณก๊าซทล่ี ะลายอยใู่ นนา้ เชน่ คารบ์ อนไดออกไซด์

ไฮโดรเจนซัลไฟด์ แอมโมเนีย และสารประกอบพวกกรดต่าง ๆ ซึ่งมีความแตกตา่ งกันไป แล้วแต่พ้ืนท่ีและ pH
ของดิน นอกจากน้ีกจิ กรรมของแพลงกต์ อนพืชและแบคทีเรีย ทเี่ ก่ียวข้องกับการใชแ้ ละให้คารบ์ อนไดออกไซด์
แก่แหล่งนา้ สามารถเปลี่ยนแปลง pH ของนา้ ได้ ในตอนกลางวนั แพลงก์ตอนพืชใชค้ ารบ์ อนไดออกไซดเ์ พอื่ การ
สังเคราะห์แสง ทาให้ pH ของน้าสูงขึ้น ในตอนกลางคืนสิ่งมีชีวิตท้ังพืชและสั ตว์หายใจให้ก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ ค่า pH ของน้าจะลดลง

นอกจากน้ี pH ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับความเป็นพิษของสารพิษต่างๆ เช่น แอมโมเนี ย
ไฮโดรเจนซัลไฟด์ และอื่น ๆ กล่าวคือ เมื่อค่าความเป็นกรดเป็นด่างของน้าสูงข้ึน แอมโมเนียจะอยู่ในรูปท่ีไม่
แตกตัวและมีพิษต่อสัตว์น้าเพิ่มข้นึ ในขณะที่เมื่อค่าตา่ ลง ไฮโดรเจนซัลไฟด์จะอยใู่ นรูปที่ไม่แตกตัวและมีพษิ ต่อ
สตั ว์นา้ เพิ่มขึน้ ดว้ ย

การปรับค่า pH ในบ่อเลี้ยงปลาบ่อเล้ียงปลาหลายแห่งที่ดินมีสภาพเป็นกรด มีผลทาให้น้าในบ่อมี
สภาพเป็นกรดไปด้วย และไม่เกิดผลดีต่อการเล้ียงปลา จึงจาเป็นต้องมีการปรับปรุงและแก้ไขให้ค่า pH สูงข้ึน
สามารถทาได้โดยการใช้ปูนขาวลงในบ่อ ปูนขาวจะทาปฏิกิริยากับดินทาให้มีค่า pH สูงข้ึน นอกจากน้ียังช่วย
เพิ่มค่าความเป็นด่าง (Alkalinity) และความกระด้าง (Hardness) ของน้าอีกด้วย การใส่ปูนขาวในบ่อเล้ียง
ปลาจึงเป็นส่ิงจาเป็นโดยเฉพาะบ่อที่สร้างใหม่ และในระหว่างการเตรียมบ่อปลาเพื่อเล้ียงปลาชุดใหม่ปูนขาวท่ี

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

ใช้กันอยู่มีหลายชนิด ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) แคลเซียมไฮดรอกไซด์
(Ca(OH)2) หรอื แคลเซียมออกไซด์ (CaO)

8. ควำมเปน็ กรด (Acidity)

ความเป็นกรดของน้าเป็นความสามารถของน้าที่จะให้โปรตอน หรือไฮโดรเจนไอออนรวมทั้งกรดอ่อน

ที่แตกตัวไดน้ ้อย และพวกเกลือ ซึ่งไฮโดรไลส์ (Hydrolize)ได้ ความเป็นกรดมีความสาคัญเพราะเป็นตัวท่ีทาให้

เกิดการกัดกร่อน มีอิทธิพลต่อขบวนการทางเคมีและชีวะความเป็นกรดจะวัดได้โดยการไตเตรทน้าด้วยด่างที่

ทราบความเข้มข้นที่แน่นอน จนถึงระดับ pH ที่กาหนด การวัดจะสะท้อนถึงการเปล่ียนแปลงคุณภาพของ

แหล่งน้าด้วย ความเป็นกรดของน้าไม่ควรนาไปเปรียบเทียบกับค่า pH ท้ังน้ีเพราะน้าที่มีค่าความเป็นกรดสูง

แต่อาจมีค่า pH ไม่อยู่ในระดับท่ีเป็นกรด หากน้าดังกล่าวมีความสามารถในการควบคุมการเปล่ียนแปลง pH

ได้ดีในแหล่งน้าตัวที่คอยควบคุมไม่ให้ค่า pH เปล่ียนแปลงไปมากได้แก่ ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ และ

คาร์บอเนต

ความเป็นกรดเกี่ยวข้องกับ pH ของน้า ซ่ึงมีความสาคัญต่อส่ิงมีชีวิต แต่ความเป็นกรดของน้า อาจจะ

ไมส่ ัมพนั ธ์กับค่า pH เสมอไป โดยเฉพาะความเปน็ กรดของน้าทเี่ กิดจากคาร์บอนไดออกไซด์และในแหล่งน้าทมี่ ี

ปริมาณเกลือแคลเซียมหรือแมกนีเซียมคาร์บอเนตมาก เพียงพอท่ีจะเกิดระบบควบคุมการเปล่ียนแปลง pH

ของน้า pH ของน้าจะมีค่าอยู่ระหว่าง 4.5-8.5 แต่ถ้าความเป็นกรดของน้าเกิดจาก กรดแร่ ซึ่งเป็นกรดแก่

ความเป็นกรดจะมีความสัมพันธ์กับค่า pH โดยตรง pH ของน้าจะต่าลง เม่ือความเป็นกรดของน้าเพ่ิมขึ้น pH

จะมีค่าต่ากว่า 4.5 โดยประมาณ บริเวณชายฝ่ังที่ดินเป็นกรดหรือดินเปรี้ยวเน่ืองจากกรดแร่ จึงควรได้รับการ

ปรับปรุงคณุ ภาพดนิ กอ่ นการเพาะเลี้ยงสัตว์นา้

สาเหตขุ องความเปน็ กรดของนา้ ความเป็นกรดของน้าเกดิ จากสาเหตุ ดงั น้ี

1) ความเปน็ กรดที่เกิดจากปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ละลายนา้ โดยทวั่ ไปเรียกวา่ คาร์บอนไดออกไซด์

แอซิดิตี (Carbondioxide acidity) คาร์บอนไดออกไซด์เมื่อละลายน้าจะได้ กรดคาร์บอนิกซึ่งเป็นกรดอ่อน

pH ของสารละลายมีค่าสูงกว่า 4.5 โดยประมาณ น้าที่มี pH ต่ากว่า 8.5 จะมีค่าความเป็นกรดปะปนอยู่เสมอ

คาร์บอนไดออกไซด์เป็นส่วนประกอบที่สาคัญของน้า ตามธรรมชาติ โดยท่ัวไป ปกติคาร์บอนไดออกไซด์จะมี

การดูดซึมและถ่ายเทระหว่างน้ากับอากาศตลอดเวลา เพ่ือรักษาปริมาณให้คงที่ คือให้อยู่ในสภาวะที่สมดุล

ปกติน้าใต้ดินจะมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สูง เกิดข้ึนจากการไหลผ่านชั้นดินท่ีมีแคลเซียมคาร์บอเนตและ

แมกนีเซยี มคารบ์ อเนต ซึ่งไม่เพยี งพอจะทาใหส้ ะเทนิ คาร์บอนไดออกไซด์ เพ่ือใหเ้ กดิ ไบคาร์บอเนต ดงั สมการ

CO2 + CaCO3 + H2O Ca (HCO3 )2

ความเป็นกรดของน้าที่เกิดจากคารบ์ อนไดออกไซด์อย่างเดียว จะไม่ทาให้มี pH ของนา้ ลดลงตา่ กวา่ 4.5

2) ความเป็นกรดท่ีเกิดจากแร่ธาตุ (Mineral acidity) ค่าความเป็นกรดท่ีมี pH ต่ากว่า 4.5 จะเกิด

จากกรดของแร่ธาตุบางชนิด เช่น กรดกามะถัน หรือเกลือแร่บางชนิดท่ีละลายน้าแล้วมีสภาพเป็นกรด เช่น

เกลือของเหล็ก พบได้จากการถ่ายเทของเสียของโรงงานอุตสาหกรรม เช่น โรงงานสุรา โรงงานถลุงแร่

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

โรงงานผลิตสารอินทรีย์อื่น ๆ แต่น้าธรรมชาติก็อาจจะมีกรดจากแร่ธาตุได้ เช่น กรณีน้าไหลผ่านเหมืองต่าง ๆ

ซึ่งมีแร่ธาตุทาให้เกิดกรด สาหรับซัลไฟด์และเหล็กไพไรต์ (FeS2) อาจจะถูกเปล่ียนไปเป็นกรดกามะถัน

(Sulfuric acid) และซัลเฟต (Sulphate) โดยอาศัยSulfur oxidizing bacteria ภายใต้สภาวะที่มีออกซิเจน

ดังสมการ

2S + 3O2 + 2 H2O bacteria 2 H2SO4

4FeS2 + 15 O2 + 2H2O bacteria 2Fe2(SO4)2 + 2H2SO4

ความเป็นกรดโดยตัวมนั เองไมถ่ ือว่ามีสารมลพิษท่ีมีอันตรายตอ่ สัตว์น้า เพียงแต่ ใช้เปน็ เครื่องแสดงให้
เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างสารประกอบต่าง ๆ ท่ีมีอยู่ในน้า ผลท่ีเกิดขึ้นต่อสัตว์น้าส่วนมากจะปรากฏในรูป
ของความเป็นกรดเป็นด่าง อย่างไรก็ตามความเป็นกรดของน้าอาจจะมีผลทาให้ความเป็นพิษของสารพิษบาง
ชนิดเปลี่ยนแปลงไปได้ เนื่องจากในแหล่งน้าธรรมชาติ โดยท่ัวไปมีค่า pH อยู่ระหว่าง 4.5-8.5 ค่าความเป็น
กรดส่วนใหญ่ จงึ เกดิ จากปริมาณคารบ์ อนไดออกไซด์ ซึ่งมคี วามสาคัญต่อการดารงชวี ิตของสตั วน์ ้า

9. ควำมเป็นด่ำง (Alkalinity)
ความเป็นด่างของน้า หมายถึง ความสามารถหรือคุณสมบัติของน้าในการทาให้กรดเป็นกลาง
ความเป็นด่างของน้าน้ัน ส่วนใหญ่จะประกอบด้วย ไบคาร์บอเนต (HCO3- ) คาร์บอเนต(CO32- ) และไฮดรอก
ไซด์ (OH- ) แต่อาจจะมีพวกซิลิเคต ฟอสเฟต บอเรต ฟลูออไรด์ อาร์ซีเนต อลูมิเนต และสารอินทรีย์ต่าง ๆ
อย่บู ้าง แต่มีปริมาณนอ้ ย ค่าความเปน็ ด่างไม่ถือวา่ เป็น สารมลพษิ แต่จะมคี วามสัมพนั ธ์กบั คุณสมบัติน้าดา้ น

อืน่ ๆ เช่น ค่า pH และความกระด้างของน้า
ความเป็นดา่ ง อาจปรากฏเป็น 5 รูปแบบ ดังนีค้ อื
1) เกิดจากไบคารบ์ อเนต (HCO3- ) เพียงอยา่ งเดยี ว
2) เกดิ จากไบคารบ์ อเนต (HCO3- ) และคารบ์ อเนต (CO32- ) รวมกัน
3) เกดิ จาก คาร์บอเนต (CO32- ) เพยี งอยา่ งเดยี ว
4) เกิดจาก คารบ์ อเนต (CO32- ) และไฮดรอกไซด์ (OH- ) รวมกัน
5) เกิดจากไฮดรอกไซด์ (OH- ) เพยี งอยา่ งเดียว
น้าที่มีค่าความเป็นด่างเกิดจากไฮดรอกไซด์ (OH- ) เพียงอย่างเดียวจะมีค่า pH สูงกว่า 10 น้าท่ีมีค่า

ความเป็นด่างเกิดจากคาร์บอเนต (CO32- ) เพียงอย่างเดียวมีค่า pH สูงกว่า 8.5 น้ามีค่าความเป็นด่างเกิดจาก
คาร์บอเนต (CO32- ) และไฮดรอกไซด์ (OH- ) รวมกัน มีค่า pH ประมาณ 8.3 ขึ้นไปแต่ไม่เกิน 11 และน้าที่มี
ค่าความเป็นดา่ งเกิดจากไบคาร์บอเนต (HCO3- ) เพียงอยา่ งเดียว จะมีค่า pH ตา่ กว่า 8.3 ความเปน็ ด่างของน้า
จะชว่ ยควบคมุ ไม่ใหแ้ หล่งนา้ มกี ารเปล่ียนแปลงคา่ pH อย่างรวดเรว็ เกนิ ไป

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

ผลของความเป็นด่างต่อสัตว์น้า สภาพด่างมีผลต่อสัตว์น้าในทางอ้อม เนื่องจากมีศักยภาพที่จะจากัด

ผลผลิตเบ้ืองต้น ค่าสภาพด่างสูงแสดงว่ามีแหล่งสารองของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สาหรับการสังเคราะห์แสง

ซึ่งพืชน้าต้องใช้สารอนินทรีย์คาร์บอนสาหรับการสังเคราะห์แสง ท้ังน้ีเนื่องจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จาก

อากาศ มีศักยภาพทาใหเ้ กิดผลผลิตของแพลงก์ตอนพืชได้เพียง 2 มลิ ลกิ รัมตอ่ ลติ รต่อวันเทา่ น้นั

โดยทั่วไปน้าในบ่อเพาะเล้ียงสัตว์น้าควรมีค่าสภาพด่างสูงกว่า 20 มิลลิกรัมต่อลิตร เพ่ือความอุดม

สมบูรณ์ของผลผลิตเบื้องต้น ความเป็นด่างของน้าน้ัน จะเป็นดัชนีที่บ่งบอกถึงความเหมาะสมของคุณภาพน้า

ในการเพาะเลี้ยงสัตวน์ ้า เน่ืองจากความเป็นด่างของน้าจะช่วยควบคุมไม่ให้แหล่งน้ามีการเปล่ียนแปลงค่า pH

อย่างรวดเร็วเกินไป ถ้าในแหล่งน้าท่ีมีค่าความเป็นด่างต่า พบว่า pH ของน้าจะเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว

โดยเฉพาะบ่อเลี้ยงสตั ว์นา้ ที่มแี พลงก์ตอนพืชหนาแน่น ซง่ึ เปน็ อันตรายตอ่ สตั ว์นา้ ชว่ งที่เหมาะสมของความเป็น

ดา่ งของนา้ ตอ่ การดารงชีวติ ของสตั ว์น้า คือ 100 - 200 มลิ ลิกรัมต่อลติ ร และไม่ควรเปลี่ยนแปลงจากค่าปกติ

เกิน 25 เปอร์เซ็นต์ วิธีการเพิ่มค่าสภาพด่างของน้า นอกจากจะใช้วิธีการใส่วัสดุปูนแล้ว ยังอาจเพ่ิมข้ึน

เน่ืองจากการใส่สารอินทรีย์ เช่น มูลสัตว์ เป็นต้น ความสัมพันธ์ระหว่างผลผลิตของบ่อกับสภาพด่างรวม

แสดงดังตาราง

ตำรำงแสดงควำมสัมพันธ์ระหว่ำงผลผลติ ของบอ่ กับค่ำสภำพด่ำงรวม

สภำพด่ำง

(มลิ ลกิ รมั CaCO3 ต่อลิตร) ควำมสำคัญในกำรเลี้ยงสัตว์น้ำ

0 น้าจะเปน็ กรดจดั ไมส่ ามารถใช้ในการเพาะฟักการแก้ไขโดยปูนขาวจะ

สูญเสียในแงเ่ ศรษฐกจิ

5-25 สภาพด่างตา่ มาก ปลาอาจได้รบั อันตรายเนอ่ื งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพ

กรดหรือด่าง ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สะสมนอ้ ยและน้าไม่ค่อยอุดม

สมบรู ณ์

25-100 สภาพกรดหรอื ด่าง มีการเปลย่ี นแปลง ปริมาณคารบ์ อนไดออกไซด์ปานกลาง

และอดุ มสมบูรณ์ปานกลาง

100-250 สภาพกรดหรอื ดา่ ง เปล่ียนแปลงในช่วงแคบ ๆ ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์

และผลผลิตดี

ที่มา: วิรัช 2544 : 66

10. คำรบ์ อนไดออกไซดอ์ ิสระ (Free carbondioxide)
คาร์บอนไดออกไซด์เป็นก๊าซท่ีสามารถพบละลายอยู่ในแหล่งน้าทั่วไป ปริมาณท่ีเหมาะสมสาหรับการ
เพ าะเลี้ยงสัตว์น้า ในรูปของคาร์บอน ไดออกไซด์อิสระ คว รมีค่าน้อยกว่า5 มิลลิกรัมต่อลิตร
คาร์บอนไดออกไซด์อาจเป็นอันตรายต่อสัตว์น้าได้ ถ้าหากในน้ามีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สูงในขณะที่มี
ปริมาณออกซิเจนต่า แต่ถ้าหากในน้ามีปริมาณออกซิเจนเพียงพอ สัตว์น้าอาจทนทานต่อปริมาณ

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

คาร์บอนไดออกไซด์ในระดับความเข้มข้นสูงได้ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ในระดับความเข้มข้นสูงถึง 20

มิลลกิ รมั ต่อลิตร อาจเป็นอันตรายตอ่ สตั วน์ ้าได้ ถ้าหากปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้าลดลงเหลือ 3-5 มลิ ลิกรัม

ต่อลิตร ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีความสามารถในการละลายน้าดีกว่าก๊าซไนโตรเจนและออกซิเจน แต่

ปริมาณความเข้มข้นในบรรยากาศมีน้อยกว่า คือ ประมาณร้อยละ 0.04คาร์บอนไดออกไซด์ในน้าจึงมีน้อยไป

ด้วย

คาร์บอนไดออกไซด์มีความสาคัญต่อแหล่งน้า เพราะเก่ียวข้องกับระบบการควบคุม pH ของน้า ซ่ึง

เรียกว่า ระบบบัฟเฟอร์ (Buffer system) ระบบน้ีจะทาให้ pH ของน้ามีค่าค่อนข้างคงที่ เช่น ในน้าจืดมีค่า

ใกล้เคียง 7 ในน้าทะเลมีค่าคงที่อยู่ในช่วง 7.8-8.3 ระบบนี้ จะเก่ียวข้องกับแคลเซียมไอออน และแมกนีเซียม

ไอออน ซงึ่ มมี ากมายในแหลง่ น้าธรรมชาติ ในขณะท่ีนา้ มีคุณสมบัติ เปน็ สารละลายบัฟเฟอร์อยู่น้ัน นา้ จะรักษา

ปริมาณคารบ์ อนไดออกไซด์ ให้มีสภาพคงที่ เมื่อระบบถูกรบกวนด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง

ระบบจะปรบั สภาพใหป้ รมิ าณคาร์บอนไดออกไซด์กลบั คนื สสู่ ภาพคารบ์ อนไดออกไซด์ทส่ี มดุลอีกคร้ังหนึ่งเสมอ

เช่น ในเวลากลางคืน คาร์บอนไดออกไซด์ ที่สมดุล จะเพิ่มข้ึนเนื่องจากกระบวนการหายใจของส่ิงมีชีวิต pH

ของน้าน่าจะมีค่าลดลง แต่เน่ืองจากน้ามีสภาพเป็นบัฟเฟอร์ pH ของน้าจะยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก โดย

คาร์บอนไดออกไซด์ท่ีเป็นส่วนเกินจากสมดุล จะเกิดปฏิกิริยากับน้าได้กรดคาร์บอนิก ในขณะเดียวกันกรดคาร์

บอนิกจะเกิดปฏิกิริยากับแคลเซียมคาร์บอเนต ซ่ึงเป็นตะกอนหรือสารแขวนลอยในน้าได้เป็นแคลเซียมไบ

คารบ์ อเนต pH ของน้าจึงยงั ค่อนข้างคงที่เสมอ ดงั สมการ

CO2 + H2O H2CO3

H2CO3 + CaCO3 Ca (HCO3)2

ในเวลากลางวนั โดยเฉพาะช่วงบ่าย คารบ์ อนไดออกไซด์ท่ีสมดลุ จะถูกพืชน้านาไปใชใ้ นการสังเคราะห์

แสง pH ของนา้ จึงน่าจะสงู ข้ึนแต่เนอ่ื งจากนา้ มสี ภาพเป็นบฟั เฟอร์ pH ของนา้ จะยงั ไม่เปลี่ยนแปลงเพมิ่ ขึ้นมาก

นัก โดยแคลเซยี มไบคารบ์ อเนตจะเกดิ ปฏิกริ ิยาแตกตวั ใหแ้ คลเซียมคารบ์ อเนต นา้ และ คาร์บอนไดออกไซด์

จานวนหนึง่ ซ่ึงสามารถทดแทนใหป้ รมิ าณคารบ์ อนไดออกไซดก์ ลบั คืนสู่สภาพสมดลุ อกี ครัง้ หนึง่ ได้ ดังสมการ

CO2 + Ca (HCO3)2 CaCO3 + H2O + CO2

แหล่งทีม่ าของกา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ในนา้ มี ดังน้ี
1) การละลายจากบรรยากาศลงสู่บริเวณผิวหน้าน้า เนื่องจากคลื่นลม หรือกระแสน้า หรือการตกของฝน

น้าฝนจะละลายคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศลงมา พบว่าน้าฝน 1 ลิตร จะมีคาร์บอนไดออกไซด์
ละลายอยู่ประมาณ 0.6 มิลลกิ รมั

2) เกิดจากผลผลติ จากการหายใจของสิ่งมชี วี ิตไม่วา่ จะเปน็ พืชหรือสัตว์
3) การยอ่ ยสลายสารอินทรยี ์โดยพวกแบคทีเรียท่ีระดับความลกึ ต่าง ๆ ของนา้

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

4) แหลง่ น้าใต้ดิน ทีม่ ีปรมิ าณคาร์บอนไดออกไซดล์ ะลายอยู่
5) เกิดจากผลลัพธ์ของปฏิกิริยาระหวา่ งสารประกอบคาร์บอเนตกับกรดธรรมชาติคาร์บอนไดออกไซด์เมื่อ
รวมตัวกับน้า จะเกิดเป็นกรดคาร์บอนิกซ่ึงเป็นกรดอ่อนกรดชนิดนี้จะแตกตัวเป็นไฮโดรเจนไอออน และ
ไบคาร์บอเนตไอออนอย่างรวดเร็ว จากน้ัน ไบคาร์บอเนตไอออน จะแตกตัวเป็นไฮโดรเจนไอออน และ
คาร์บอเนตไอออน ดงั สมการ

CO2 + H2O H2CO3 H+ + HCO3- H+ + HCO3- H+ + CO32-

การสญู เสยี คารบ์ อนไดออกไซดใ์ นแหลง่ น้า
1) การสงั เคราะหแ์ สงของแพลงกต์ อนพชื และพืชนา้
2) การที่มกี ารตีหรือกวนนา้ ใหม้ กี ารเคลื่อนที่ ทาใหส้ ูญเสยี คาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศ และ

บางสว่ นจะมีการสญู เสยี โดยการตกตะกอนในรูปของแคลเซียมคาร์บอเนต
3) การเกิดฟองอากาศจากนา้ ระดบั ลา่ ง ทาใหป้ ริมาณคาร์บอนไดออกไซดอ์ ิสระสูญเสียจากแหล่งน้า
4) การทสี่ ่งิ มีชวี ติ ใชค้ ารบ์ อนไดออกไซดใ์ นการสร้างสารประกอบพวกหินปูน
ในธรรมชาติ คาร์บอนไดออกไซด์อาจพบได้ในรูปของ คาร์บอนไดออกไซด์และกรดคาร์บอนิก

ซึ่งเรียกว่า คาร์บอนไดออกไซด์อิสระ ไบคาร์บอเนตไอออน และคาร์บอเนตไอออน สมดุลเคมีของปฏิกิริยา
นี้ข้ึนอยูก่ ับ pH ของน้า พบว่าเมื่อ pH เท่ากับ 5 คาร์บอนไดออกไซด์เกือบท้ังหมดอยู่ในรูปของกรดคาร์บอนิก
และเมื่อ pH เท่ากับ 8.5 คาร์บอนไดออกไซด์เกือบทั้งหมดอยู่ในรูปของไบคาร์บอเนตไอออน ในขณะที่ pH
เท่ากับ 10 คาร์บอนไดออกไซด์อยใู่ นรูปของไบคารบ์ อเนตไอออน และคารบ์ อเนตไอออน ดังภาพท่ี

ภำพแสดงกำรรกั ษำสภำพควำมเปน็ กรด ด่ำง ของน้ำในบอ่ เลี้ยงสัตวน์ ้ำ
ท่มี า: Boyd 1996 : 38

ผลของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อสัตว์น้า ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในแหล่งน้ามักจะมี
ปริมาณต่ากว่า 5 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่วนในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้าที่เล้ียงแบบหนาแน่นอาจจะมีปริมาณก๊าซ

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

คาร์บอนไดออกไซด์สูงกว่า 20 มิลลิกรัมต่อลิตร ในกรณีท่ีในน้ามีปริมาณออกซิเจนเพียงพอปลาสามารถทน

ระดบั ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงถึง 60 มลิ ลกิ รัมต่อลติ ร แต่ถ้าปริมาณออกซเิ จนที่ละลายในน้าลดลง ระดับ

ความอดทนต่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของปลาก็จะลดลงเหลือประมาณ 20 มิลลิกรัมต่อลิตร เน่ืองจากก๊าซ

คาร์บอนไดออกไซด์จะเป็นตัวขัดขวางการรับก๊าซออกซิเจนของปลา และโดยธรรมชาติเม่ือมีก๊าซออกซิเจน

ละลายอยู่ในน้าน้อย ก็มักจะมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง ท้ังนี้เนื่องมาจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ใน

น้าส่วนใหญ่ มาจากกระบวนการหายใจของส่ิงมีชีวิตในน้า และจะถูกใช้ไปในกระบวนการสังเคราะห์แสงของ

พืชน้า เม่ือปริมาณก๊าซออกซิเจนท่ีละลายในน้าลดลง กระบวนการสังเคราะห์แสงก็จะช้าลง จึงทาให้ปริมาณ

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมในน้ามากข้ึน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ท่ีมีต่อปลา

โดยตรงนั้นมีไม่มาก แต่การเปล่ียนแปลงปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับ

สภาพกรดหรือด่างของน้าซึ่งมีผลต่อสัตว์น้าโดยตรง การลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในน้าสามารถทาได้หลาย

วิธี เช่นการถ่ายน้า และการเติมอากาศ ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่ มก๊าซออกซิเจนแล้วยังช่วยให้ ก๊าซ

คาร์บอนไดออกไซดร์ ะเหยกลับขึ้นไปในอากาศ นอกจากน้กี ารเติมแคลเซยี มไฮดรอกไซด์ (Ca(OH)2 ) จะชว่ ย

ลดปริมาณกา๊ ซคาร์บอนไดออกไซดใ์ นน้าโดยปฏกิ ริ ิยาดังนี้

Ca (OH)2 + 2CO2 Ca (HCO3)

11. ควำมกระดำ้ งของนำ้ (Hardness)

ความกระด้างของน้า หมายถึง ปริมาณของเกลือแคลเซียมและแมกนีเซียมในรูปของแคลเซี ยม

คาร์บอเนตท่ีละลายอยู่ในน้า นอกจากน้ียังรวมถึงพวกโลหะที่มีไอออนบวก 2 ประจุ เช่น Fe2+ และ Mn2+

ระดับความกระด้างของน้าสามารถแบ่งได้ดังน้ี ความกระด้าง 0 -75 มิลลิกรัมต่อลิตร เรียกว่า น้าอ่อน ความ

กระด้าง 75-150 มิลลิกรัมต่อลิตร เรียกว่า น้ากระด้างปานกลาง ความกระด้าง 150-300 มิลลิกรัมต่อลิตร

เรียกว่า น้ากระด้างมาก

ความกระด้างมีความสาคัญต่อการเพาะเล้ียงสัตว์น้าเช่นเดียวกับความเป็นด่างเนื่องจากมีส่วน

เกย่ี วข้องกบั ความเป็นกรดเป็นด่างและระบบควบคมุ การเปล่ียนแปลงความเป็นกรดเปน็ ด่างของน้า นอกจากน้ี

ความกระด้างของน้ายังช่วยลดความเป็นพิษของสารพิษได้ น้าที่เหมาะสมสาหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้าจึงควร

เป็นน้าท่ีมคี ่าความกระด้างมากกว่านา้ อ่อน

ประเภทของความกระด้าง

1) ควำมกระด้ำงชว่ั ครำว (Temporary hardness) จะเกิดจากสารละลายของแคลเซียมไบ

คาร์บอเนต และแมกนเี ซยี มไบคารบ์ อเนต ซ่ึงหลงั จากถกู ความรอ้ นแล้ว ไบคารบ์ อเนตจะเปลี่ยนไปเป็น

คารบ์ อเนตดังสมการ

Ca2+ + 2HCO3- CaCO3 + H2O + CO2

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

2) ควำมกระด้ำงถำวร (Permanent hardness) จะเกิดจากสารละลายของแคลเซียมคาร์บอเนต
แมกนเี ซยี มคาร์บอเนตและเกลือของกรดอนนิ ทรีย์ เช่น แคลเซียมซลั เฟต (CaSO4) ซงึ่ ไม่สามารถถูกกาจดั ได้
โดยการต้ม

ค่าความกระด้างของน้า จะมีค่าต้ังแต่ศูนย์จนถึงระดับสูง เป็นร้อยมิลลิกรัมต่อลิตรของแคลเซียม
คาร์บอเนต ข้ึนอยู่กับสภาพแวดล้อมของแหล่งน้า สาหรับค่าความกระด้างของน้าท่ีเหมาะสมในการเพาะเลี้ยง
สตั วน์ ้า ควรอยรู่ ะหว่าง 100-200 มิลลิกรัมต่อลิตร ถ้าน้ามีความกระด้างต่า การใช้ปูนขาวจะช่วยเพ่ิมค่าความ
กระด้างของน้าได้ สาหรบั น้าทะเลและน้ากร่อยจะมโี ซเดยี มไอออน (Na+) ปะปนอยู่ จะทาให้ความกระด้างของ
น้าสูงขึ้นได้ ซึ่งไม่เป็นความกระด้างที่แท้จริง (pseudo-hardness) ดังนั้นจึงไม่ต้องวเิ คราะห์ความกระด้างของ
น้าทะเลและนา้ กร่อย

ความกระด้างของน้าโดยตัวมันเองไม่ถือว่าเป็นปัจจัยสาคัญท่ีทาให้เกิดอันตราย ต่อสัตว์น้า แต่ความ
กระด้างของน้ามีความสัมพันธ์กับค่าความเป็นด่าง และ pH ของน้า นอกจากนี้ความกระด้างของน้ายังช่วยลด
ความเป็นพิษของสารพิษหลายชนิดโดยเฉพาะพวกโลหะหนักซ่ึงได้แก่ ปรอท ตะกั่ว แคดเมียม เป็นต้น ดังน้ัน
น้าทม่ี ีความกระด้างปานกลาง หรือสูงจึงมคี วามเหมาะสมตอ่ การดารงชีวติ ของสัตว์นา้ นา้ ออ่ นโดยเฉพาะนา้ ฝน
ไม่เหมาะสมต่อการเพาะเลย้ี งสัตวน์ ้าเราสามารถเพ่ิมความกระด้างของน้าไดโ้ ดยการใสป่ ูนขาวเช่นเดียวกับการ
เพ่มิ คา่ ความเปน็ ด่างและความเปน็ กรดเป็นดา่ งของนา้

12. ออกซเิ จน (Oxygen, O2)

ก๊าซออกซิเจนเป็นปัจจัยท่ีนับว่ามีความสาคัญมากที่สุดในการดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตรวมท้ังสัตว์
น้าด้วยท่ีจะต้องใช้ก๊าซออกซิเจนเพื่อการหายใจ มีการศึกษาปริมาณก๊าซออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้าที่จาเป็น
สาหรับสัตว์น้า พบว่าปริมาณก๊าซออกซิเจน ต้ังแต่ 5.0 มิลลิกรัมต่อลิตรขึ้นไป จะเหมาะสาหรับการเจริญเติบโต
ของสัตว์น้า ระหว่าง 4 มิลลิกรัมต่อลิตร ลงมาถึง 1.0 มิลลิกรัมต่อลิตร สัตว์น้าจะพอทนอาศัยอยู่ได้ แต่การ
เจริญเติบโตอาจจะไม่ดีเท่าท่ีควร และต้ังแต่ 1.0 มิลลิกรัมต่อลิตรลงมาจะเป็นอันตรายต่อสัตว์น้า แต่อาจจะมี
สตั ว์นา้ บางชนิดทม่ี ีอวยั วะช่วยหายใจ เช่น ปลาดกุ จะอาศัยอยูไ่ ดแ้ ละมีอตั ราการเจริญเตบิ โตได้ตามปกติ

เนื่องจากออกซิเจนมีความสาคัญต่อการดารงชีวิตของสัตว์น้า ดังน้ันการควบคุมและป้องกันไม่ให้
ปริมาณออกซิเจนละลายในน้าลดลงจนอยู่ในระดับที่จะเป็นอันตรายต่อสัตว์น้าจึงเป็นส่ิงที่จาเป็นเพื่อคุ้มครอง
ให้สัตว์น้าสามารถอยู่อาศัยได้เป็นปกติ ซึ่งความต้องการออกซิเจนของปลาขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ ชนิด
ของปลา ช่วงระยะวงจรชีวิตของปลา สาหรับปัจจัยท่ีมีผลต่อการละลายของออกซิเจน ได้แก่ อุณหภูมิ ความ
กดดันของบรรยากาศ และความเค็มของน้า โดยทั่วไปการละลายของออกซิเจนที่อุณหภูมิต่าจะสูงกว่าที่
อุณหภูมิสูง และเมื่อความกดดันบรรยากาศสูง ออกซิเจนจะละลายในน้าได้สูงกว่าความกดดันบรรยากาศต่า
นอกจากนี้การละลายของออกซเิ จนในน้าจะลดลง เมอ่ื ความเคม็ ของน้าเพ่ิมข้นึ

การขาดแคลนออกซิเจนถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงส้ัน ๆ ก็อาจทาให้เกิดผลกระทบกระเทือนต่อการ
ดารงชีวิตของสัตว์น้าหลายประการ เช่น การฟักออกเป็นตัวช้า ตัวอ่อนลดความแข็งแรงลง ประสิทธิภาพการ

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

ยอ่ ยอาหารลดลง ลดความต้านทานต่อสารพิษ เป็นโรคง่าย ในบ่อเล้ียงสัตว์น้าที่มีแพลงก์ตอนพืชหนาแน่น จะ
ทาใหข้ าดแคลนออกซเิ จนในช่วงเชา้ มืดได้

แหลง่ ทีม่ าของก๊าซออกซิเจนในบอ่ เลยี้ งสตั ว์น้า
1) จากบรรยากาศโดยตรง เกิดจากการท่ีแรงกดดันของบรรยากาศมีมากกว่าในน้า หรือเกิดจาก
กระแสลมท่ีพัดผ่านผิวน้า ก็ทาให้ออกซิเจนจากบรรยากาศละลายในน้าได้ แต่ก็มีปริมาณไม่มากนักและมัก
เกดิ ขึ้นอยา่ งช้า ๆ ทีละนอ้ ย
2) จากกระบวนการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืชและพืชน้าในช่วงกลางวัน ออกซิเจนท่ี
ได้รับนั้นรับจากการสังเคราะห์แสง ซ่ึงเป็นแหล่งให้ออกซิเจนในน้าได้มากที่สุด ออกซิเจนท่ีได้รับนจ้ี ะมีปริมาณ
สงู กว่าอัตราการหายใจทง้ั ของแพลงก์ตอนพืช แพลงก์ตอนสัตว์ และส่ิงมีชวี ิตอน่ื รวมท้ังการใช้ออกซิเจนในการ
ย่อยสลายอินทรีย์สารทาให้มีปริมาณออกซิเจนสูงขึ้นเรอื่ ย ๆ จนกระท่ังถงึ จุดอิ่มตัว และมักจะสูงกว่าจุดอ่ิมตัว
เสมอ ในกรณที ่ีออกซเิ จนมีปรมิ าณสงู กว่าจุดอมิ่ ตัวออกซิเจนก็จะระเหยขนึ้ สู่อากาศ แต่การระเหยน้ันจะเป็นไป
อยา่ งช้า ๆ โดยเฉพาะ ถา้ ไมม่ ีคล่นื ลมบางครง้ั ปรมิ าณออกซิเจนอาจจะสูงกว่าจุดอ่มิ ตัวมากกวา่ 2 เทา่
สมการการสงั เคราะห์แสง

phytoplankton

6CO2 + 6H2O C6 H12 O6 + พลงั งาน + 6O2

Light

3) จากกระบวนการด้านเคมีอื่น ๆในน้าโดยในแหล่งน้ามีสารประกอบหรือแร่ธาตุ บางชนิดท่ีทา
ปฏกิ ิรยิ าต่อกันแล้วให้ออกซิเจนในน้าขึ้นได้

การสญู เสยี ก๊าซออกซเิ จนในบ่อเลยี้ งสตั ว์นา้
1) การหายใจของสิง่ มีชวี ิต ไมว่ ่าจะเป็นสตั ว์น้าหรือพืชน้า เม่ือมีความต้องการใช้พลังงานสะสมไป
ในกิจกรรมต่าง ๆ ออกซิเจนละลายน้าจะถูกใช้ไปในกระบวนการหายใจ และได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ออกมา
2) กระบวนการย่อยสลาย โดยเฉพาะอินทรียสาร จะถกู พวกจุลินทรยี ์ เชน่ แบคทีเรยี (Bacteria)
และเชื้อรา (Fungal) ย่อยสลายโดยใช้ออกซิเจน บางคร้ังรุนแรงจนทาให้ปลาท่ีเลี้ยงรวมทั้งสัตว์น้าอ่ืน ๆ ตาย
ได้ อินทรีย์สารจะเป็นพวกเศษอาหาร สิ่งขับถ่ายรวมถึงแพลงก์ตอนพืชและสัตว์ในบ่อปลาเกิดตายขึ้นมาเอง
เนื่องจากสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม ปริมาณออกซิเจนท่ีแบคทีเรียใช้ในการย่อยสลายอินทรีย์สารเพื่อการ
ดารงชีวติ ซึ่งเรียกโดยทั่วไปว่า Biochemical Oxygen Demand (BOD) จะมมี ากหรือน้อยข้ึนอยู่กับชนิดและ
ปริมาณของอินทรีย์สาร ปรมิ าณของแบคทีเรยี และอณุ หภูมิ ถ้ามีมากออกซิเจนก็จะตอ้ งใชม้ ากตามไปดว้ ย
3) จากขบวนการทางเคมีของสารประกอบและแรธ่ าตุต่าง ๆ
4) การหมนุ เวยี นของน้า ที่มอี อกซิเจนต่าเขา้ ไปผสม

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

5) การเกิดฟองอากาศของก๊าซ ท่ีเกิดจากพื้นท้องน้า จะมีออกซิเจนบางส่วนรวมเข้ากับ
ฟองอากาศและจะสญู เสยี ส่บู ริเวณผวิ นา้

ตำรำงแสดงแหล่งท่ีมำและกำรสูญเสียกำ๊ ซออกซเิ จนของบอ่ เลี้ยงสัตว์นำ้

แหลง่ ที่มำ ปรมิ ำณทีไ่ ดร้ บั ปรมิ ำณท่สี ญู เสีย
(มิลลกิ รัม/ลติ ร) (มลิ ลิกรัม/ลติ ร)
การสังเคราะห์แสงของแพลงกต์ อนพืช
การแพร่จากอากาศลงสบู่ ่อ 6-20 -
การหายใจของแพลงก์ตอน 1-5 -
การหายใจของปลา - 5-15
การแพร่จากบ่อสูอ่ ากาศ - 2-6
การหายใจของส่งิ มีชวี ิตประเภทอนื่ - 1-5
- 1-3
รวม 7-25 9-29

ทมี่ า: วริ ัช 2544 : 47

ปจั จยั ทม่ี ีผลต่อการละลายของออกซเิ จน
1) ความดนั อากาศ ทอ่ี ณุ หภูมเิ ดยี วกนั ออกซิเจนสามารถละลายปนกับนา้ ได้ท่ีความดัน
อากาศสูงมากกว่าที่ความดนั อากาศตา่ ดงั ตาราง

ตำรำงแสดงควำมสำมำรถในกำรละลำยของออกซิเจน (มิลลกิ รัม/ลติ ร) ท่อี ุณหภูมิ 25 องศำเซลเซียส ที่
ควำมดนั ตำ่ งกนั

ทีร่ ะดับควำมสงู (เมตร) ควำมสำมำรถในกำรละลำย
0 8.4
500 7.9
7.4
1,000 7.0
1,500 6.6
2,000 6.2
2,500 5.8
3,000

ที่มา: ประเทือง 2534 : 45

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

2) อณุ หภมู ิ ทค่ี วามดันของบรรยากาศเดียวกนั การละลายของออกซเิ จนท่ีอณุ หภูมิต่า
มมี ากกว่าท่ีอุณหภูมสิ งู ดงั ตาราง

ตำรำงแสดงควำมสำมำรถในกำรละลำยของออกซเิ จน (มลิ ลิกรัม/ลติ ร)ในนำ้ บรสิ ทุ ธ์ิท่คี วำมดัน 1
บรรยำกำศ ทีอ่ ุณหภูมติ ่ำงกัน

อณุ หภมู ิ ควำมสำมำรถในกำรละลำย อุณหภูมิ ควำมสำมำรถในกำรละลำย
(°C) (mg/l) (°C) (mg/l)
0 14.16 18 9.18
1 13.77 19 9.01
2 13.40 20 8.84
3 13.05 21 8.68
4 12.70 22 8.53
5 12.37 23 8.38
6 12.06 24 8.25
7 11.76 25 8.11
8 11.47 26 7.99
9 11.19 27 7.86
10 10.92 28 7.75
11 10.67 29 7.64
12 10.43 30 7.53
13 10.20 31 7.42
14 9.93 32 7.32
15 9.76 33 7.22
16 9.56 34 7.13
17 9.37 35 7.04

ท่มี า: ประเทือง 2534 : 44

3) ความเค็ม ออกซิเจนละลายไดน้ ้อยลง เม่ือความเค็มของน้าเพมิ่ ขึ้นความเข้มข้นของเกลือในนา้
มผี ลทาให้ก๊าซออกซิเจนละลายในน้าได้น้อยลง ดังตาราง

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

ตำรำงแสดงสภำพละลำยได้ของกำ๊ ซออกซเิ จน (mg/l) ทเี่ ปลยี่ นแปลงตำมอณุ หภูมิ (◦ C) และคำ่ ควำม
เค็ม (ppt) ณ ควำมดนั 1 บรรยำกำศ

ควำมเค็ม (ppt) กับสภำพละลำยไดข้ องกำ๊ ซออกซเิ จน (mg/l)
อุณหภมู ิ (◦ C) ppt 9 ppt 18.1 ppt 27.1 ppt 36.1 ppt 45.2 ppt

0 14.62 13.73 12.89 12.10 11.36 10.66
10 11.29 10.66 10.06 9.49 8.96 8.45
20 9.09 8.63 8.17 7.75 7.35 6.96
25 8.26 7.85 7.46 7.08 6.72 6.39
30 7.56 7.19 6.85 6.51 6.20 5.90
35 6.41 6.12 5.84 5.58 5.32 5.08

ท่มี า: นิพนธ์ และคณติ า 2550 : 187

5. การผนั แปรของออกซเิ จนในบ่อเพาะเลย้ี งสตั วน์ ้า
ปริมาณของออกซิเจนที่ละลายในบ่อเลี้ยงสัตว์น้าจะมีการแปรผันมากแมจ้ ะเป็น บ่อเดียวกัน

ก็ตาม ท้ังน้ีเนื่องจากมีปัจจัยหลายปัจจัยท่ีมีผลต่อการเพ่ิมและลดปริมาณออกซิเจนในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้า
ปริมาณออกซิเจนในบ่อเล้ียงสัตว์น้าอาจเกินกว่าจุดอิ่มตัวในช่วงบ่าย เนื่องจากปริมาณก๊าซออกซิเจนที่ละลาย
น้าในบ่อเล้ียงสัตว์น้า ส่วนใหญ่มาจากกระบวนการสังเคราะห์แสง ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะสูงในช่วงบ่าย
ดังนั้นปริมาณออกซิเจนในน้าจึงสูงสุดในช่วงบ่ายและต่าสุดในตอนเช้าตรู่ เนื่องจากในช่วงกลางคืนพืชน้าหยุด
การสงั เคราะห์แสงแต่สิ่งมีชีวิตในบอ่ รวมท้ังแพลงก์ตอนยังคงใช้ออกซิเจนในกระบวนการหายใจ สาหรับปัจจัย
ท่ีควบคุมอัตราการสังเคราะห์แสงซึ่งจะส่งผลไปยังปริมาณของออกซิเจนในน้า คือ อุณหภูมิ แสง ปริมาณ
ธาตอุ าหารท่ีจาเป็นสาหรับแพลงก์ตอนพชื ชนิดและปริมาณของแพลงก์ตอนพืช นอกจากนยี้ ังมีลักษณะของผิว
นา้ รวมถึงปจั จยั อนื่ ๆ อีกมากมาย

บ่อเล้ียงสัตวน์ ้าโดยทว่ั ๆ ไป จะมีปริมาณของธาตุอาหารทั้งส่วนท่สี ะสมอยู่ในตะกอนกน้ บ่อและที่
ละลายน้าค่อนข้างสูง ในขณะท่ีปริมาณของแสงที่ส่องผ่านลงไปในน้ามักจะถูกจากัดโดยปริมาณของสาร
แขวนลอยต่าง ๆ ทาให้ปริมาณแสงในระดับลึก ๆ ไม่เพียงพอสาหรับกระบวนการสังเคราะห์แสง เป็นสาเหตุท่ี
ทาให้อัตราการสังเคราะห์แสงในบ่อเล้ียงสัตว์น้าลดลงและทาให้อัตราการสังเคราะห์แสงในบ่อแต่ละบ่อเกิด
ความแตกต่างกัน ถึงแม้จะเป็นบ่อท่ีอยู่ในบริเวณเดียวกันกต็ าม นอกจากน้ันปริมาณก๊าซออกซิเจนทไ่ี ดจ้ ากการ
สังเคราะห์แสงในบ่อเดียวกันก็มีความแตกต่างกันตามระดับความลึกของน้า บริเวณผิวน้าท่ีมีอัตราการ
สังเคราะห์แสงสูงจะมีปริมาณออกซิเจนละลายอยู่มากท่ีสุดและจะค่อย ๆ ลดลง เนื่องจากปริมาณของแสง ซึ่ง
ลดลงตามระดบั ความลึก

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

การเพ่ิมจานวนของแพลงก์ตอนพืชในบ่อเลี้ยงสัตว์น้า นอกจากจะทาให้ปริมาณออกซิเจนละลาย
น้าเพ่ิมขึ้นแล้ว ยังทาให้ปริมาณของสารอินทรีย์ในบ่อเพิ่มข้ึนด้วย และการท่ีบ่อเลี้ยงสัตว์น้ามีปริมาณ
สารอนิ ทรีย์ท้งั ทย่ี ังมชี วี ิตและไม่มีชีวิตสูง จะส่งผลใหม้ อี ัตราการหายใจของสิง่ มีชีวิตเพ่ิมขนึ้ ตามไปด้วย และยิง่ มี
ปริมาณแพลงก์ตอนเพิ่มข้ึนมากเท่าใด ก็ยิ่งจะทาให้แสงส่องผ่านผิวน้าได้น้อย เป็นสาเหตุให้ช่วงความลึกหรือ
บรเิ วณทีม่ ีการสงั เคราะห์แสงในบ่อเลี้ยงสตั ว์น้าลดลงมาก เป็นสาเหตทุ าใหก้ ระบวนการสังเคราะห์แสงถกู จากัด
อยู่เฉพาะบริเวณผิวน้าที่มีปริมาณแสงเพียงพอ ปริมาณของออกซิเจนที่ละลายน้า จึงมีเฉพาะบริเวณผิวน้า ทา
ให้ผลผลิตออกซเิ จนโดยรวมในบอ่ เลี้ยงสตั ว์น้าลดลง

ป ริ ม า ณ อ อ ก ซิ เจ น ท่ี ล ะ ล า ย น้ าใน บ่ อ เลี้ ย งสั ต ว์ น้ าท่ี มี แ พ ล ง ก์ ต อ น ห น า แ น่ น ม าก จ ะ มี ก า ร
เปล่ียนแปลงในรอบวันมาก แตกต่างจากบ่อที่มีแพลงก์ตอนน้อยจะมีการเปล่ียนแปลงในรอบวันค่อนข้างน้อย
แต่การควบคุมปริมาณแพลงก์ตอนในบ่อเล้ียงสัตว์น้าให้คงท่ีน้ันเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะในบ่อเลี้ยงสัตว์น้าท่ีมี
การให้อาหารสมทบ ทั้งนี้เน่ืองจากการขับถ่ายของสัตว์น้าและส่วนหน่ึงจากอาหารที่สัตว์น้ากินไม่หมด เม่ือถูก
ย่อยสลายจะเปลี่ยนเป็นธาตุอาหารท่ีจาเป็นสาหรับการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนพืชในบ่อเล้ียงสัตว์น้า จึง
ทาใหแ้ พลงกต์ อนเจรญิ อย่างตอ่ เนอ่ื ง

การผันแปรของก๊าซออกซิเจนในบ่อเลี้ยงสัตวน์ ้าในรอบวัน ค่าออกซิเจนมีค่าต่าสดุ เวลา 06.00 น.
และคอ่ ย ๆ เพิม่ ขึ้นและมีค่าสูงสุดเวลา 18.00 น. ดงั ภาพ

ภำพแสดงกำรเปลี่ยนแปลงของออกซเิ จนทล่ี ะลำยน้ำในบอ่ เลี้ยงสัตว์นำ้ ในรอบวัน
ท่มี า : Boyd 1996 : 62

สัตว์น้าส่วนใหญ่ต้องการปริมาณออกซิเจนท่ีละลายน้าอย่างน้อย 1 มิลลิกรมั ต่อลิตร เพ่ือมีชีวิต
รอด โดยระดับท่ีเหมาะสมหรือเป็นอันตรายต่อสัตว์น้าแต่ละชนิดจะแตกต่างกันไป เช่นปลาในเขตหนาวระดับ
ออกซิเจนที่ละลายนา้ ต่ากวา่ 2-3 มิลลิกรัมต่อลิตร เป็นระดับที่อนั ตราย ขณะท่ีปลาในเขตร้อนจะเป็นอันตราย
เมื่อมีระดับออกซิเจนท่ีละลายน้าต่ากว่า 0.5-1 มิลลิกรัมต่อลิตร อย่างไรก็ตามปลาในเขตร้อนจะเริ่มเครียด
เมื่อมีปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้าต่ากว่า 2 มิลลิกรัมต่อลิตร ยกเว้นปลาบางชนิดที่มีอวัยวะช่วยหายใจ เช่น

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

ปลาดุก ปลาช่อน ปลาหมอ ซ่ึงปลาเหล่าน้ีมีอวัยวะพิเศษช่วยในการหายใจ จึงสามารถใช้ก๊าซออกซิเจนจาก
อากาศได้โดยตรง ทาให้สามารถอาศัยอยู่ในสภาพท่ีขาดออกซิเจน ข้อควรปฏิบัติท่ัว ๆ ไปในการเพาะเล้ียง
สัตว์น้า คือ ควรระวังไม่ให้ปริมาณออกซิเจนในน้าต่ากว่า 5 มิลลิกรัมต่อลิตร เพ่ือลดความเส่ียงจากการขาด
ออกซเิ จน

การป้องกันปัญหาการขาดออกซิเจนในบ่อเลี้ยงสัตว์น้า มีความจาเป็นอย่างย่ิง ซึ่งการควบคุม
ปริมาณออกซิเจนในบ่อเล้ียงสตั ว์น้าท่ีประหยัดและได้ผลจะอาศัยการจัดการ ซ่ึงประกอบด้วย การไม่ใหอ้ าหาร
มากเกนิ ความต้องการของสัตวน์ ้าในบ่อ ความหนาแน่นของ สัตวน์ ้าท่ีเล้ียงควรเหมาะสม ไม่ใหป้ ุ๋ยมากเกินไป
โดยเฉพาะปุ๋ยอินทรีย์ซ่ึงต้องการออกซิเจน ในการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ โดยรักษาระดับความโปร่งแสงของ
น้าให้มีค่าประมาณ 30 เซนติเมตร โดยการควบคุมการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
ถ้าเป็นไปได้ควรมีการตรวจสอบปริมาณออกซิเจนในน้าในช่วงเวลาท่ีปริมาณออกซิเจนต่า คือ ช่วงเช้าตรู่
นอกจากน้ีระหว่างการเลย้ี งควรมีการสังเกตพฤติกรรมของสัตว์น้า เช่น ถา้ พบวา่ ปลาเรมิ่ ไมก่ ินอาหาร ขนึ้ มาฮุบ
อากาศบริเวณผวิ น้า ชอบอยู่รวมกนั บริเวณประตูน้าเข้า เจรญิ เตบิ โตช้าหรือมปี ัญหาเร่อื งโรค ก็แสดงว่าในบ่อมี
ปญั หาการขาดออกซเิ จน ซึง่ ต้องรบี ดาเนนิ การแกไ้ ข โดยอาจเปลีย่ นถ่ายน้าหรอื เตมิ อากาศ

ตำรำงแสดงผลกระทบของปรมิ ำณออกซิเจนละลำยนำ้ ต่อสตั วน์ ้ำ

ปริมำณออกซเิ จน ผลกระทบต่อสัตวน์ ำ้
(มิลลกิ รัม/ลิตร)
เปน็ ระดับท่เี ป็นอนั ตรายถา้ ปล่อยให้สัตวน์ ้าอาศัยอยูเ่ ป็นเวลานานๆ
น้อยกวา่ 1 เป็นระดบั ท่ีทาให้การเจรญิ เติบโตลดลงและการสืบพันธผ์ุ ิดปกติถา้ ปลาอาศัย
1-5 อย่อู ยา่ งต่อเน่ือง
เป็นระดับปกติสาหรบั สัตวน์ ้าทว่ั ไป
มากกวา่ 5

ที่มา: วริ ัช 2544 : 54

กิจกรรมสรุปเนือ้ หำบทเรียน

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

หนว่ ยที่ 3
กำรหมุนเวยี นแร่ธำตอุ ำหำร และผลผลติ เบื้องตน้ ในบ่อเลี้ยงสัตว์นำ้

ธาตุอาหารมีความสาคัญต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้า ในด้านที่ทาให้เกิดผลผลิตเบ้ืองต้นหรอื ผลผลิตของ
แพลงกต์ อน ซึ่งเป็นอาหารธรรมชาติท่ีสาคัญของสัตว์น้า แพลงก์ตอนพืชต้องการธาตุอาหารหลายชนิดเพ่ือการ
เจริญเติบโตเพ่ิมผลผลิต ฟอสฟอรัสและไนโตรเจนมีบทบาทสาคัญ ต่อผลผลิตเบ้ืองต้นในบ่อเล้ียงสัตว์น้า
นอกจากน้ันยังมีบทบาทอื่น ๆ ท่ีเก่ียวขอ้ งกับคุณภาพของนา้ ในบ่อเลย้ี งสัตวน์ ้า การหมุนเวยี นของธาตุดงั กล่าว
ค่อนข้างสลับซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับปัจจัยต่างๆ หลายประการ โดยเฉพาะไนโตรเจนซึ่งนอกจากจะมี
ประโยชน์ในแง่ท่เี ป็นธาตุอาหารสาหรับแพลงกต์ อนแลว้ ยังอาจมีผลกระทบต่อสัตวน์ ้าดว้ ย

ฟอสฟอรัสในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ
ฟอสฟอรัสเป็นธาตุอาหารที่มีความสาคัญมากสาหรับแหล่งน้าเน่ืองจากเป็นสารอาหารที่กาหนด

ปริมาณผลผลิตของสัตว์น้าท่ีเพาะเลี้ยงในบ่อ การขาดแคลนฟอสฟอรัสมีผล ทาให้ผลผลิตต่า แต่ถ้ามีมาก
เกินไปอาจทาให้เกิดภาวะเสือ่ มโทรมของแหล่งน้าจากการเจริญเติบโตของพืชนา้ อย่างไร้ขอบเขตหรือท่ีเรียกว่า
ยโู ทรฟิเคชนั (Eutrophication) ในแหลง่ นา้ ธรรมชาติไมค่ วรมปี ริมาณฟอสฟอรัสเกนิ 0.03 มิลลกิ รัมต่อลติ ร

กำรหมุนเวียนของฟอสฟอรัสในบอ่ เลีย้ งสตั วน์ ้ำ
วงจรการเปลี่ยนแปลงของฟอสฟอรัสในแหล่งน้าค่อนข้างซับซ้อน เน่ืองจากจะอยู่ในรูปของ
สารประกอบหลายชนิด ทั้งที่อยู่ในรูปไอออนของสารอินทรีย์ เช่น PO43- จนถึงท่ีอยู่ในรูปสารอินทรีย์ท่ีเป็น
ส่วนประกอบของสิ่งมีชีวิต เช่น เป็นสารประกอบของน้าตาลและสารพันธุกรรม ฟอสฟอรัสท่ีพืชสามารถ
นาไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายทสี่ ุด คือ ออรโ์ ทฟอสเฟต ทล่ี ะลายนา้ (Soluble orthophosphate)
ฟอสฟอรสั ที่พบในแหลง่ นา้ ธรรมชาติ มักเกดิ จากการแตกตัวเปน็ ไอออนของ กรดฟอสฟอรกิ (H3PO4)
ตามปฏกิ ริ ยิ า ดงั นี้

H 3PO4 H+ + H 2PO4- สมกำรที่ 1.1
H 2PO4- H+ + H PO42- สมกำรที่ 1.2
H PO42- H+ + PO43- สมกำรท่ี 1.3

การแตกตัวของกรดฟอสฟอริกตามปฏิกิริยาที่เกิดข้ึนนี้ ถูกควบคุมโดยสภาพกรดหรือด่างของ
สารละลายกรดฟอสฟอริก โดยเมื่อสภาพกรดหรือด่างสูงขึ้นฟอสเฟตก็จะอยู่ในรูปของ H 2PO4- และเม่ือค่า
สภาพกรดหรือด่างอยู่ในระดับปานกลาง ฟอสเฟตก็จะอยู่ในรูป H PO42- และเม่ือค่าสภาพกรดหรือด่างสูง ๆ
จะอยูใ่ นรูป PO43- ดังตาราง

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

ตำรำงแสดงรูปของฟอสเฟตที่ pH ต่ำง ๆ

รปู ของ สดั สว่ นของฟอสเฟต (%) ท่ี pH ต่ำง ๆ

ฟอสเฟต 5.00 6.00 7.00 8.00 8.50 9.00 10.00 11.00

H 3PO4 0.10 0.01 - - - - - -

H 2PO4- 97.99 83.68 33.90 4.88 1.60 0.51 0.05 -

H PO42 1.91 16.32 66.10 95.12 98.39 99.45 99.59 96.53

PO43- - - 0.01 0.36 0.36 3.47

ทม่ี า:นิคมและยงยุทธ 2546 : 117

ฟอสฟอรัสท่ีอยู่ในน้ายังอาจอยู่ในรูปของโพลีฟอสเฟต (Inorganic polyphosphate) ซ่ึงเมื่อละลาย
น้าจะได้ฟอสฟอรัสในรูปออร์โทฟอสเฟต (Orthophosphate) นอกจากนี้จุลินทรีย์ในน้ายังสามารถเปลี่ยน
ฟอสฟอรัสที่อยู่ในรูปสารอินทรีย์ท่ีละลายน้าให้เป็นออร์โทฟอสเฟตเป็นรูปที่พืชน้านาไปใช้อีกด้วย โดยปกติ
ความเข้มข้นของฟอสฟอรัสในแหล่งน้าจะต่ามาก คือ จะมีปริมาณของออร์โทฟอสเฟตอยู่ไม่เกิน 5-20
ไมโครกรัม (P)/ลิตร แม้แต่ในแหล่งน้าท่ีมีความอุดมสมบูรณ์มากๆ หรือในน้าเสียก็จะมีปริมาณไม่เกิน 0.1
มิลลิกรัม (P)/ลิตร ความเข้มข้นของฟอสฟอรัสรวม (Total phosphorus) ซึ่งหมายถึงฟอสฟอรัสท่ีอยู่ในรูป
ตา่ ง ๆ ในน้าธรรมชาติ รวมกนั ซึง่ มกั มีค่าไมเ่ กิน 1 มิลลกิ รัม (P)/ลิตร

การใส่ปุ๋ยฟอสฟอรสั ลงในน้านั้น จะทาให้ปริมาณของออร์โทฟอสเฟตที่ละลายน้าเพิ่มข้ึนอย่างรวดเร็ว
และจะลดลงอย่างรวดเร็วจนอยู่ระดับเดยี วกับก่อนท่ีจะมีการใส่ปุ๋ย เน่ืองจากถูกพืชหรือแบคทีเรียนาไปใช้ พืช
น้ามีคุณสมบัติท่ีสาคัญประการหน่ึง คือ สามารถดูดฟอสฟอรัสได้ในปริมาณท่ีมากกว่าความต้องการ และเก็บ
ส่วนที่เกนิ นน้ั สะสมไวใ้ ชใ้ นภายหลงั (Luxury consumption) ในขณะที่ฟอสฟอรัสอีกส่วนหนงึ่ ซงึ่ ค่อนข้างมาก
จะถูกดูดซับโดยตะกอน (Sediment) บรเิ วณก้นบ่อ โดยเฉพาะผิวของตะกอนซ่ึงอยู่ในสภาพที่มีก๊าซออกซิเจน
(Aerobic condition) และตะกอนท่ีมีสภาพเป็นกรด ตลอดจนตะกอนท่ีมีปริมาณแคลเซียมคาร์บอเนตสูงก็
จะมีความสามารถในการดูดธาตุฟอสฟอรัสได้ดี ท้ังน้ีเน่ืองจากในน้าท่ีมีปริมาณของแคลเซียมมากและ มีค่า
สภาพกรดหรือด่างสูง ฟอสฟอรัสจะตกตะกอนอยู่ในรูปของไทรแคลเซียมฟอสเฟต (Ca3PO3)2 ได้โดยตรง ซ่ึง
ฟอสฟอรัสที่ถูกตะกอนดูดซับบริเวณพ้ืนก้นบ่อจะอยู่ในรูปของสารประกอบที่มีความสามารถในการละลาย
ค่อนข้างจากัด จากการศึกษาในห้องทดลองพบว่าตะกอนบริเวณพื้นก้นบ่อเป็นแหล่งสะสมฟอสฟอรัสที่สาคัญ
และจะย่ิงมากขึ้นเม่ือเวลาผ่านไปหรือบ่อมีอายุการใช้งานมากขน้ึ โดยเฉพาะในบ่อเลี้ยงสัตวน์ ้าที่มีการใช้ปุ๋ยใน
ระหว่างการเล้ียง ฟอสฟอรัสที่สะสมอยู่ในตะกอนท่ีพื้นก้นบ่อ อาจจะอยู่ในรูปของสารประกอบของแคลเซียม
สารประกอบของเหล็ก หรือสารประกอบของอะลูมิเนียม เช่น การเกิดสารประกอบอะลูมิเนียมฟอสเฟตใน
ตะกอน จะเป็นไปตามปฏิกิริยาในสมการ 1.4 โดยการเกิดสารประกอบจะมากหรือน้อยน้ันข้ึนอยู่กับปริมาณ

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

ของอะลูมิเนียมไอออน (Al 3+) ซึ่งปริมาณของไอออนดังกล่าวถูกควบคุมโดยสภาพกรดหรือด่างของน้าตาม

สมการที่ 1.4 และ 1.5

Al 3+ + H 2PO4- AlPO4 + 2H+ สมกำรที่ 1.4
Al (OH)3 Al 3+ + 3OH- สมกำรท่ี 1.5

นอกจากน้ีภายใต้ภาวะมีก๊าซออกซิเจนฟอสเฟตยังเกิดสารประกอบ เฟอร์ริกฟอสเฟต (FePO4) ท่ีมี
ความสามารถในการละลายคล้ายกับอะลูมิเนียมฟอสเฟต แต่ละลายได้มากกว่าภายใต้ภาวะไร้ก๊าซออกซิเจน
ถ้ามีการเติมฟอสเฟตลงในบ่อเลี้ยงสัตว์น้าในภาวะท่ีมี ก๊าซออกซิเจน ช่วงเร่ิมต้นจะเกิดตะกอนของ
อะลูมิเนียมฟอสเฟตมากกว่าเกิดสารประกอบฟอสเฟตของเหลก็ เน่ืองจากปริมาณเฟอร์ริกไอออน (Fe3+) มีไม่
เพียงพอที่จะทาให้เกิดสารประกอบฟอสเฟต เนื่องจากในตะกอนที่มีเฟอร์ริกออกไซด์ (Fe2O3) ซ่ึงเป็น
สารประกอบที่อยู่ตัวท่ีสุดของเหล็กในสภาพท่ีมีก๊าซออกซิเจน จะละลายและให้เฟอร์ริกไอออนออกมาโดยท่ี
การละลายดงั กลา่ วถูกควบคุมโดยค่าสภาพกรดหรอื ดา่ งของนา้ ตามปฏกิ ิริยา ในสมการที่ 1.6

Fe2O3 + 6H+ 2Fe3+ + 4H2O สมกำรท่ี 1.6

จากปฏิกิริยาในสมการที่ 1.6 ปริมาณของ Fe3+ จะเพิ่มข้ึนเม่ือความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน
เพ่ิมขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งคือเมื่อค่าสภาพกรดหรือด่างลดลง แต่โดยทั่วไปแล้วค่าสภาพกรดหรือด่างของตะกอน
มักจะมีค่าไม่ตา่ กว่า 4 ดังนน้ั ฟอสเฟตจงึ ตกตะกอนกับ Al3+ ก่อน แต่เมื่อสภาพกรดหรอื ด่างของตะกอนเพ่ิมข้ึน
และความเข้มข้นของแคลเซียมเพ่ิมข้ึน ฟอสเฟตในน้า ก็จะตกตะกอนเกิดเป็นแคลเซียมฟอสเฟต ซ่ึงมักอยู่
ในรูปไดแคลเซียมฟอสเฟต (CaHPO4 2H2O) แร่ apatite (Ca(OH)2 3Ca3(PO4 )2 และโมโนแคลเซียม
ฟอสเฟต (Ca(H2PO4)2) ซึ่งมักอยู่ในรูปของปุ๋ย การละลายของแคลเซียมฟอสเฟตจะเพ่ิมขึ้นเมื่อค่าสภาพกรด
หรอื ด่างลดลง ดงั น้ันฟอสเฟตท่ีอยู่ ในตะกอนจะสามารถละลายได้สูงท่ีสุด เมื่อน้ามีค่าสภาพกรดหรอื ด่างอยู่
ระหว่าง 5.5-6 ซ่งึ เป็นช่วงท่มี ีปรมิ าณของ Al 3+ อยใู่ นปรมิ าณน้อย

ฟอสฟอรัสพบได้ทั้งในรูปสารละลายน้าและอนุภาคสารแขวนลอย ซึ่งฟอสฟอรสั ทล่ี ะลายน้าไดจ้ ะมีท้ัง
สารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ โดยสารอินทรีย์ฟอสฟอรัสที่ละลายน้าจะเกดิ จากการย่อยสลายของพืชหรอื ส่ิงมี
ชิวิตอื่น ๆ ส่วนสารอนินทรีย์ท่ีละลายน้ามักจะเป็นออร์โทฟอสเฟตและอนุภาคแขวนลอยท่ีมีฟอสฟอรัสได้แก่
แพลงก์ตอนต่าง ๆ และแบคทเี รยี โดยท่ีแบคทีเรียและแพลงก์ตอนพชื สามารถดูดซับออร์โทฟอสเฟตได้รวดเร็ว
มากเกินกว่าความต้องการท่ีใช้ในการเจรญิ เติบโต โดยสะสมอยใู่ นรูปของโพลีฟอสเฟต ส่วนฟอสเฟตทีเ่ หลอื จะ
ถกู ดินตะกอนดดู ซบั ไว้อย่างรวดเร็ว จึงพบฟอสเฟตในน้าปริมาณตา่ มาก ทาใหน้ ้ามีปริมาณฟอสเฟตลดลงและ
เสียสมดุล ดินตะกอนจึงมีการปล่อยฟอสเฟตให้กับน้า สาหรับฟอสเฟตในดินตะกอนมักอยู่ในรูปของ
สารประกอบเหล็กฟอสเฟต อะลูมิเนียมฟอสเฟตและแคลเซียมฟอสเฟต โดยที่ภายใต้สภาวะท่ีมีออกซิเจน
สารประกอบฟอสเฟตจะละลายนา้ ได้น้อย แต่ถา้ เกิดสภาวะท่ไี ม่มอี อกซิเจนฟอสเฟตจะถกู ปล่อยออกมาละลาย

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

อยู่ในน้า ซึ่งพืชน้าสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้และรากของพืชบางชนิดสามารถดูดซึมฟอสเฟตจากดิน
ตะกอนไดโ้ ดยตรง การหมนุ เวียนของฟอสฟอรัสในแหลง่ น้า ดงั ภาพ

บอ่ เลี้ยงสัตวน์ า้

ภำพแสดงกำรหมนุ เวยี นของฟอสฟอรัสในแหล่งน้ำและบ่อเลี้ยงสัตว์นำ้
ที่มา : โชคชยั 2548 : 125

จากภาพอินทรีย์ฟอสฟอรัสถูกนาเข้าบ่อเล้ียงสัตว์นา้ ผ่านทางน้า การเตมิ ปุ๋ยซากพืช ซากสัตว์ ของเสีย
จากสัตว์ และอาหารที่ให้สัตว์น้า ฟอสฟอรัสที่ละลายน้ามีการเปล่ียนเป็นฟอสเฟตและถูกนาไปใช้โดยแพลงค์
ตอนพืชและพืชน้า และถูกถ่ายทอดไปยังผู้บริโภคลาดับต่าง ๆ ทางสายใยอาหาร ฟอสเฟตบางส่วนมีการ
ตกตะกอนลงสู่ก้นแหล่งน้า อินทรีย์ฟอสฟอรัสมีการสูญเสียจากบ่อได้ เน่ืองจากกิจกรรมของสัตว์และการเก็บ
เกี่ยวผลผลิต เมื่อสิ่งมีชีวิตในบ่อตายอินทรีย์ฟอสฟอรัสท่ีอยู่ในสิ่งมชี วี ิตถกู ปลดปลอ่ ยออกสู่ส่ิงแวดล้อมทเ่ี ปน็ น้า
อีกครั้งโดยการย่อยสลายของจุลินทรีย์ ขณะเดียวกันตะกอนฟอสเฟตที่สะสมอยูท่ ่ีก้นแหล่งนา้ มกี ารถูกนามาใช้
โดยกิจกรรมของจลุ นิ ทรยี ์

ไนโตรเจนในบอ่ เลี้ยงสตั วน์ ำ้
ไนโตรเจนเป็นธาตุอาหารท่ีสาคัญมากสาหรับสิ่งมีชีวิตในน้า เช่นเดียวกับฟอสฟอรัส เนื่องจากธาตุ

ไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบของโปรตีน คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) RNA (Ribonucleic acid) DNA
(Deoxyribonucleic acid) โคเอนไซม์ (Co-enzyme) และวติ ามนิ (Vitamin) ซ่งึ มีความสาคัญทงั้ ในแง่ของการ
สงั เคราะห์แสง การหายใจ การสงั เคราะหโ์ ปรตนี การสรา้ งสารพันธุกรรม และการเจริญเติบโตของสงิ่ มีชวี ติ

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

รูปหลกั ของไนโตรเจนในบอ่ เลยี้ งสัตวน์ ำ้

ธาตุไนโตรเจนในแหล่งน้า อาจอยู่ในรูปของก๊าซไนโตรเจน (N2) แอมโมเนีย (NH3 ) แอมโมเนียม
ไอออน (NH4 + ) ไนไตรท์ (NO2 -) ไนเตรท (NO3 -) รวมทั้งสารอินทรีย์ ที่ละลายน้า และที่เป็นองค์ประกอบ

ของรา่ งกายส่ิงมีชีวิต ซง่ึ รวมถงึ ซากพชื และสตั วท์ ีต่ ายแลว้ ดงั ตาราง

ตำรำงแสดงรปู หลกั ของไนโตรเจนในระบบกำรเพำะเลี้ยงสตั วน์ ำ้

รปู สญั ลกั ษณ์ ควำมสำคญั

ก๊าซไนโตรเจน N2 ก๊าซเฉ่ือย, ถา่ ยทอดไปมาระหว่างบรรยากาศกับนา้

อนิ ทรียไ์ นโตรเจน Org-N ย่อยสลายปล่อยแอมโมเนีย

แอมโมเนียไม่มีประจุ NH3 เป็นพิษต่อสัตวน์ ้าสูง พบมากเมอื่ pH ของน้าสงู

แอมโมเนียมีประจุ NH4+ ไม่เปน็ พษิ ต่อสัตว์นา้ ยกเว้นมีความเขม้ ข้นสูงมาก พบมากเมือ่ pH

ของนา้ ต่า

แอมโมเนยี รวม NH3 + NH4+ ผลรวมของแอมโมเนยี มปี ระจุและไมม่ ีประจุ เป็นรูปที่วเิ คราะห์

ได้โดยตรงเปล่ยี นไปเป็นไนไตรทโ์ ดย Nitrifying bacteria

ไนไตรท์ NO2- เปน็ พิษต่อสตั ว์นา้ สูง เปลี่ยนไปเปน็ ไนเตรทโดย Nitrifying

bacteria

ไนเตรท NO3- ไม่เป็นพษิ ต่อสัตวน์ า้ ยกเว้นมีความเขม้ ขน้ สงู มาก พชื น้า

นาไปใช้

ที่มา : นิคมและยงยุทธ 2546 : 112

การหมุนเวียนของไนโตรเจนในบ่อเลี้ยงสัตว์น้า ประกอบด้วยกระบวนการต่าง ๆท่ีค่อนข้าง

สลับซับซ้อนและยังเก่ียวข้องกับปัจจัยอื่น ๆ อีกด้วย เช่น จุลินทรีย์ อินทรียวัตถุ อุณหภูมิ ปริมาณออกซิเจน

และความเป็นกรดเป็นด่าง เป็นต้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจในวงจรไนโตรเจน ควรศึกษาปฏิกิริยาชีวเคมีที่

เกี่ยวข้องกับไนโตรเจนก่อน ซงึ่ มีดงั ต่อไปนี้

1) ไนโตรเจนฟิเซชัน (Nitrogen fixation) คือ ปฏิกิริยาตรึงไนโตรเจนจากอากาศโดย

ส่ิงมีชีวิต ปฏิกิริยาน้ีเกิดข้ึนได้จะต้องมีตัวตรึงไนโตรเจน (Nitrogen fixer) ซึ่งได้แก่ แบคทีเรีย สาหร่ายสีเขียว

แกมน้าเงิน (Blue green alage) หรือเชื้อราบางชนิด โดยเฉพาะพวกสาหร่ายสีเขียวแกมน้าเงิน เช่น Nostoc

sp. และ Anabaena sp. ท่ีพบแบบอิสระ หรือที่อาศัยอยู่ในน้า เช่น แหนแดง (Azalla pinnata) เป็นต้น

ปฏิกิริยานี้ ไนโตรเจนจากบรรยากาศจะถูกตรึงโดยพวกจุลินทรีย์ ได้เป็นแอมโมเนีย ไนไตรท์ และไนเตรท ซึ่ง

จะเป็นประโยชนต์ ่อพชื น้าและแพลงกต์ อนพืชตอ่ ไป

2) แอมโมนิฟิเคชัน (Ammonification) คือ ปฏิกิริยาทางชีวเคมีท่ีจะย่อยสลาย

สารอินทรยี ์ไนโตรเจนให้เป็นแอมโมเนีย ซง่ึ เกิดขึ้นโดยแบคทีเรยี ที่เรียกวา่ แอมินไิ ฟอิง แบคทีเรยี (Aminifying

bacteria) สารอินทรีย์ไนโตรเจนที่ได้จากร่างกายของสิ่งมีชีวิตท่ีตายลง เช่น สารประกอบโปรตีน จะถูกย่อย

สลายโดยเอนไซม์ ได้เป็น โพลิเพปไทด์ (Polypeptides) และกรดอะมิโน ข้ันตอนนี้เรียกว่า แอมินิเซชัน

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

(Aminization) นอกจากน้ีสารอินทรีย์ไนโตรเจนยังได้มาจากของเสียหรือสิ่งขับถ่ายที่ออกมาจากสัตว์ ซึ่งอาจ
ยังคงมีสารประกอบไนโตรเจนท่ียังย่อยไม่หมด สารอินทรีย์ไนโตรเจนเหล่าน้ีจะถูกแบคทีเรียย่อยสลายให้เป็น
แอมโมเนียในทีส่ ดุ ดงั สมการท่ี 1.7

สำรอนิ ทรยี ์ไนโตรเจน แอมมนิ ิไฟองิ แบคทีเรยี

โพลเิ พปไทด์ NH3 สมกำรที่ 1.7

กรดอะมิโน

สง่ิ ขบั ถำ่ ยจำพวกสำรประกอบไนโตรเจน

แอมโมเนียท่ีเกิดข้ึน ส่วนหน่ึงจะถูกพืชนาไปใช้เพ่ือสร้างกรดอะมิโนและโปรตีน อีกส่วนหน่ึง

จะถกู แบคทีเรยี ย่อยสลายต่อไปเปน็ อนนิ ทรยี ์ไนโตรเจน เช่น ไนไตรท์ และไนเตรท

3) ไนตริฟิเคชัน (Nitrification) คือ ปฏิกิริยาทางชีวเคมีท่ีจะย่อยสลายแอมโมเนียให้เป็น

ไนไตรท์ และไนเตรท ซึ่งเกิดขึ้นโดยแบคทีเรียที่เรียกว่า ไนตริไฟอิงแบคทีเรีย (Nitrifying bacteria)

แอมโมเนียในสภาพท่ีเป็นกรด จะแตกตัวได้แอมโมเนียมไอออนซ่ึงจะถูกออกซิไดส์โดยพวกแบคทีเรียได้เป็น

สารประกอบไนไตรท์ และไนเตรท ตามลาดับ ดงั สมการ ที่ 1.8 - 1.10

สำรละลำยกรด

NH3 NH4+ สมกำรท่ี 1.8

Nitrosomonas

2 NH4+ + 3O2 2NO2- + 4H++ 2H2O สมกำรท่ี 1.9

Nitrobacter

2NO2- + O2 2NO3- สมกำรที่ 1.10

ปฏิกริ ยิ านี้จะเกิดขึ้นได้ดี จะต้องมีแบคทีเรยี ปรมิ าณออกซเิ จน สภาพที่เป็นกรดและอุณหภูมิ
ทีเ่ หมาะสม คอื 30-35 องศาเซลเซยี ส ในธรรมชาติทม่ี อี อกซเิ จนและแบคทีเรียเพยี งพอ ไนโตรเจนสว่ นใหญ่จะ
ตรวจพบในรูปของไนเตรทมากกว่ารูปของแอมโมเนียและไนไตรท์ เพราะส่วนใหญ่แอมโมเนียและไนไตรท์
มกั ไม่อยู่ในสภาพที่คงท่ี แต่จะถูกแบคทีเรียย่อยสลายต่อไปจนได้เป็นไนเตรทในท่ีสุด ฉะนั้นเม่ือมีการวิเคราะห์
หาไนโตรเจนในแหล่งน้าจึงมักตรวจพบแอมโมเนียหรือไนไตรท์ในปริมาณความเข้มข้นต่าหรือไม่มีเลย
โดยเฉพาะในแหล่งน้าท่ีไม่มีมลพิษ ไนเตรทมีความสาคัญต่อพืชมากเพราะเป็นไนโตรเจนที่อยู่ในรูปท่ีพืช
ส่วนมากสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีพืชหรือสาหร่ายบางชนิดที่สามารถใช้ไดท้ ้ังรปู ของ
แอมโมเนียและไนเตรทได้อีกดว้ ย

4) ดีไนตริฟิเคชัน (Denitrification) คือ ปฏิกิริยาทางชีวเคมีท่ีจะเปล่ียนไนเตรทให้เป็นไน
ไตรท์และจากไนไตรท์ให้เปน็ ก๊าซไนโตรเจน ปฏิกิริยานี้จะเกิดข้ึนได้โดยแบคทีเรยี จาพวกดีไนตรไิ ฟองิ แบคทีเรีย

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

ในสภาพท่ีขาดออกซิเจน เช่น บริเวณพ้ืนก้นบ่อ ไนเตรทจะถูดลดออกซิเจน (Reduction) โดยพวกดีไนตริไฟ
องิ แบคทีเรยี ให้เปน็ ไนไตรท์ ไนตริกออกไซด์ และในท่สี ุดได้กา๊ ซไนโตรเจน ดงั สมการที่ 1.11-1.13

2NO3 - 2NO2 - + O2 สมกำรท่ี 1.11
2NO2 - 2NO2 + O2 สมกำรที่ 1.12
2NO2 O2 สมกำรท่ี 1.13
N2 +

การหมุนเวียนของไนโตรเจน (ภาพวงจรของไนโตรเจนในบ่อเล้ียงสัตว์น้า) ธาตุไนโตรเจนในแหล่งน้า
นั้นอาจอยู่ในรูปของก๊าซไนโตรเจน แอมโมเนีย แอมโมเนียมไอออน ไนไตรท์ ไนเตรท รวมท้ังสารอินทรีย์
ที่ละลายน้า และที่เป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต เมื่อส่ิงมีชีวิตตายและถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรียจะมี
กระบวนการท่ีปล่อยแอมโมเนียออกมา ซึ่งกระบวนการดังกล่าวเกิดได้ท้ังภาวะที่มีก๊าซออกซิเจน (Aerobic)
และไรก้ ๊าซออกซเิ จน (Anaerobic) ธาตุไนโตรเจนทอ่ี ยู่ในรปู แอมโมเนีย อาจจะถกู แพลงก์ตอนพืชนาไปใช้หรือ
ถูกเปลย่ี นไปเป็นไนเตรทโดยผา่ นกระบวนการไนตรฟิ ิเคชัน กระบวนการดงั กล่าวเกิดได้ท้ังในนา้ และตะกอนก้น
บอ่ เลี้ยงสัตว์นา้ กระบวนการไนตริฟิเคชันแบง่ ออกเป็น 2 ข้ันตอน โดยขนั้ ตอนแรก จะเกิดโดยแบคทีเรยี ไนโทร
โซโมแนส (Nitrosomonas sp.) ซึ่งจะเปลี่ยนแอมโมเนียเป็นไนไตรท์และขั้นท่ีสอง โดยแบคทีเรียไนโทรแบก
เตอร์ (Nitrobacter sp.) ซึ่งจะเปล่ียนไนไตรท์ ไปเป็นไนเตรท แบคทีเรียท้ังสองตัวนี้จะใช้แอมโมเนียมไอออน
และไนไตรท์เป็นแหล่งพลังงานตามลาดับและใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นแหล่งของคาร์บอน (Carbon
source)

จุลินทรีย์บางชนิด สามารถใช้ออกซิเจนจากสารประกอบไนเตรท หรือไนไตรท์ ในกระบวนการ
หายใจไดใ้ นภาวะท่ีไร้กา๊ ซออกซิเจน ซ่ึงจะเกดิ ข้ึนในบริเวณน้าชั้นล่างหรือบริเวณกน้ บ่อ ซงึ่ จะเกิดกระบวนการ
ท่ีเรียกว่า ดีไนตริฟิเคชัน กระบวนการดังกล่าวนี้จะเป็นกระบวนกลับกับกระบวนการไนตริฟิเคชัน และจาก
กระบวนการน้ีก๊าซไนโตรเจนจะถูกปลดปล่อยออกมาในรูปของเสีย (Metabolites) ซึ่งเป็นแอมโมเนีย และ
สูญเสยี ไปจากแหล่งน้า

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

ผลกระทบของสารประกอบไนโตรเจนตอ่ สตั วน์ ้า

ภำพแสดงวงจรของไนโตรเจนในบอ่ เลีย้ งสัตว์น้ำ
ทม่ี า : โชคชยั 2548 : 128

จากภาพสารอนิ ทรียไ์ นโตรเจนท่ีอยู่ในบ่อเลยี้ งสัตว์น้ามาจากอาหารท่ีเหลอื จากการบริโภคของสัตว์น้า
และจากการขับถ่าย หรือการตายของสิ่งมีชีวิต เม่ือมีการย่อยสลาย ทาให้เกิดสารอินทรีย์ไนโตรเจนที่เป็น
อาหารของแพลงค์ตอนพืชและพืชน้า สารอินทรีย์ไนโตรเจนมีการถ่ายทอดจากพืชไปยังสัตว์ผ่านทางการ
บริโภคและเกิดการหมุนเวียนเป็นวัฎจักร นอกจากน้ันสารอินทรีย์ไนโตรเจน บางส่วนเกิดการตกตะกอนสู่ก้น
บ่อ สารอินทรีย์ไนโตรเจนจากการขับถ่ายและจากการย่อยสลายโดยเชื้อราและแบคทีเรียอยใู่ นรูปแอมโมเนีย
ซึ่งต่อมามีการเปล่ียนรูปเป็น ไนไตรท์และไนเตรท ซ่ึงสามารถเปลี่ยนรูปกลับไปกลับมาได้เนื่องจากกิจกรรม
ของจุลินทรีย์ ไนเตรทเป็นธาตุอาหารท่ีพืชสามารถใช้ได้ จึงทาให้เกิดการหมุนเวียนเป็นวัฎจักร อย่างไรก็ตาม
กา๊ ซไนโตรเจนซึ่งมีปริมาณมากในอากาศถูกนามาใชไ้ ด้ดว้ ยการตรึงโดยแบคทีเรียและพืชบางชนิดเช่น สาหร่าย
สีเขยี วแกมนา้ เงิน

ผลกระทบของสำรประกอบไนโตรเจนต่อสตั ว์น้ำ
1) แอมโมเนยี (Ammonia)
แอมโมเนียเป็นอนินทรีย์ไนโตรเจนท่ีเกดิ จากการย่อยสลายอินทรยี ์ไนโตรเจน การขบั ถ่ายของส่ิงมีชวี ิต
อาหารที่ตกค้าง การย่อยสลายยูเรีย มักจะเกิดกับบ่อเล้ียงสัตว์น้าที่เลี้ยงสตั ว์น้าแบบประณีตท่ีมีการเลี้ยงอย่าง
หนาแน่นและให้อาหารท่ีมีโปรตีนสูงปกติแอมโมเนียเป็นพิษต่อสัตว์น้า โดยเฉพาะในรูปที่ไม่มีประจุ
(Un-Ionized Form หรือ NH3) ส่วนรูป ท่ีมีประจุ (Ionized Form หรือ NH4+) ไม่เป็นพิษต่อสัตว์น้าเว้นแต่
จะมีอยู่ในปริมาณสูงมาก ๆ การแตกตัวของแอมโมเนียข้ึนอยู่กับค่า pH และอุณหภูมิของน้า โดยทั่วไปค่า pH
ของน้าจืดจะอยู่ระหว่าง 6.5-7.5 ส่วนในน้าเค็มจะสูงกว่า คือ อยู่ระหว่าง 7.8-8.5 ดังน้ันสัตว์น้าเค็มจึงมี

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

ความเส่ียง ตอ่ พิษของแอมโมเนียสงู กว่านา้ จดื กลา่ วคอื ถ้า pH ลดลง เปอรเ์ ซน็ ต์การแตกตัวก็จะมากข้ึน ทาให้
ความเป็นพิษลดลง ดังน้ันบ่อเลี้ยงสัตวน์ ้าทม่ี ีการใหอ้ าหารประเภทเนื้อสัตว์ที่มโี ปรตนี สงู ของเสยี ทเ่ี กดิ ขึ้นหรือ
อาหารท่ีเหลือก็จะทาให้ปริมาณแอมโมเนียสูงข้ึน และอาจเป็นอันตรายแก่สัตว์น้าเองได้ในท่ีสุด ระดับความ
เข้มข้นของแอมโมเนียท่ีจะไม่เป็นอันตรายต่อปลาไม่ควรเกิน 0.02 มิลลิกรัม/ลิตร ในรูปไม่มีประจุและสัตว์น้า
จะเริ่มเครียดเมื่อในน้ามีปริมาณของแอมโมเนียประมาณ 0.1 มิลลิกรัม/ลิตร เม่ือความเข้มข้นของแอมโมเนีย
ในแหล่งน้าสูงข้ึน ความสามารถในการขบั ถ่ายแอมโมเนียของสัตว์น้าลดลง ทาให้ระดับของแอมโมเนียในเลือด
และเน้ือเยื่อสูงขึ้น pH ของเลือด จึงสูงข้ึน ส่งผลกระทบต่อปฏิกริ ิยาของเอนไซม์และความคงสภาพของเน้ือเย่ือ
ทาให้เหงือกเสียหาย ลดความสามารถในการลาเลียงออกซิเจนของเลือด สาหรับการจัดการเพื่อลดปัญหาการ
สะสมของแอมโมเนยี ในบอ่ เลี้ยงสัตวน์ า้ นั้นคลา้ ยกับการจัดการออกซิเจนในน้า คือ

1) ไมเ่ ลยี้ งสตั ว์นา้ หนาแนน่ จนเกนิ ไป
2) ไม่ให้อาหารมากเกินความต้องการ
3) ควบคมุ ปริมาณแพลงกต์ อน เพ่ือป้องกันการตายของแพลงกต์ อน พร้อม ๆ กนั
4) กาจดั ส่ิงขับถา่ ยและคอยตรวจสอบสภาพกรดหรอื ด่างของน้าไมใ่ ห้สูงมาก เพราะจะทาให้
แอมโมเนียอยู่ในรูปที่เปน็ พิษมากขึ้น
5) การเติมซโี อไลต์ (Zeolite) จากการทดลองพบวา่ สารซโี อไลต์ 1 กรัม กาจดั แอมโมเนียรวมได้ 8
มลิ ลกิ รมั แต่สาหรับการใช้ในบ่อเพาะเลยี้ งสัตว์น้าอาจจะต้องใช้ในปรมิ าณทสี่ ูงกว่าระดับดังกล่าว

2) ไนไตรท์ (Nitrite)
ไนไตรท์ เป็นสารประกอบไนโตรเจนรูปแบบหนึ่ง ท่ีเกิดขึ้นจากการหมุนเวียนของไนโตรเจน ในแหล่ง
น้า โดยเกิดก่งึ กลางระหวา่ งการเปลี่ยนแปลงแอมโมเนยี เป็น ไนเตรท (Nitrification) และไนเตรทเปลี่ยนกลับ
เป็นแอมโมเนีย ถ้าน้ามีออกซิเจนเพียงพอ ไนไตรท์จะกลับไปเป็นไนเตรทได้รวดเร็ว แต่ถ้าน้าขาดออกซิเจน
พวกจลุ ินทรีย์ จะเปลีย่ นไนเตรทไปเปน็ ไนไตรทท์ าให้เป็นพิษต่อสตั วน์ ้า
ไนไตรท์ ทาให้ฮีโมโกลบิน (Haemoglobin) ในเลือดปลามีประสิทธิภาพรับออกซิเจนน้อยลง เมื่อไน
ไตรท์ถูกดูดซึมเข้าสู่ตัวปลาจะทาปฏิกิริยากับฮีโมโกลบินในเลือด เกิดสารประกอบเมธีโมโกลบิน
(Methemoglobin) ขึ้นมา ทาให้เฟอร์รัส (Ferrous,Fe2+) ท่ีเป็นองค์ประกอบของฮีโมโกลบินถูกเปล่ียนเป็น
เฟอร์ริก (Ferric ion,Fe3+) มีผลให้เมธีโมโกลบิน ไม่สามารถรับออกซิเจน ปลาจึงมีโลหิตจางลงกว่าปกติ ซ่ึง
เรยี กว่า โรคเลอื ดสนี ้าตาล (Brown blood disease) แตเ่ ลือดครัสตาเชยี น (Crustacean) จะเปน็ ฮีโมไซยานิน
(Haemocyanin) ซึ่งมีคอปเปอร์ (Copper) เป็นองค์ประกอบแทนเฟอร์ริก ความเป็นพิษของไนไตรท์จะเพิ่ม
มากขึ้น ในภาวะท่ีน้า มีระดับออกซิเจนต่าและอุณหภูมิสูง ปริมาณไนไตรท์ที่สูงเกินกว่า 1 มิลลิกรัม/ลิตร จะ
เป็นอันตรายต่อปลา สาหรับวธิ กี ารกาจดั ไนไตรทใ์ นน้าสามารถทาไดโ้ ดย
1) ควบคมุ ไม่ให้มอี อกซเิ จนทล่ี ะลายนา้ ต่ากวา่ 4 มลิ ลิกรมั /ลติ ร โดยการเปล่ยี นถ่ายน้าหรือเติมอากาศ

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

2) เติมเกลือแคลเซียมคลอไรด์หรือโซเดยี มคลอไรด์ในนา้ จืด ในอตั รา 20 มิลลิกรัม/ลิตร
สาหรับไนไตรท์ทกุ ๆ 1 มลิ ลิกรมั /ลิตร

3) ไนเตรท (Nitrate)
ไนเตรท เป็นอนินทรีย์ไนโตรเจนท่ีพบเสมอในแหล่งน้าธรรมชาติ และในระบบการเพาะเล้ียงสัตว์น้า
ซึ่งส่วนใหญ่ได้จากผลผลิตขั้นสุดท้ายของกระบวนการไนตริฟิเคชัน แต่ในบ่อเลี้ยงสัตว์น้า ไนเตรทอาจได้มา
จากการใช้ปุ๋ยไนเตรทเพ่ือกระตุ้นการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนพืชหรือการใช้ปุ๋ยไนเตรทตามพื้นบ่อเพ่ือ
ป้องกันสภาวะท่ีเป็นรีดิวซ์ท่ีจะนาไปสู่การผลิตไฮโดรเจนซัลไฟดข์ ้ึนมา โดยปกติไนเตรทมีความเป็นพิษต่อสัตว์
นา้ น้อยมาก แต่เน่ืองจากในภาวะท่ีไร้ก๊าซออกซิเจนไนเตรทจะเปล่ียนรูปกลับไปเป็นไนไตรท์ โดยปฏิกิริยาดีไน
ตริฟิเคชัน ซ่ึงมีความเป็นพิษต่อสัตว์น้า ดังน้ันถ้าในบ่อมีปริมาณออกซิเจนเพียงพอ ก็จะไม่เกิดปัญหาดังกล่าว
ความเข้มข้นของไนเตรทในแหล่งน้าทั่ว ๆ ไป ค่าเฉลี่ยประมาณ 0.05 mg-N/L ส่วนแหล่งน้าที่รับ น้าทิ้งจาก
ชุมชนหรือการเพาะเล้ียงสัตว์น้าเป็นจานวนมากจะมีไนเตรทโดยเฉลี่ยสูงถึง 0.30 mg-N/L ผลของไนเตรทต่อ
สัตว์น้าคล้ายคลึงกับไนไตรท์ คือไปลดประสิทธิภาพในการขนส่งออกซิเจน ของเลือดและทาลายเนื้อเยื่อของ
สัตว์น้า
กระบวนกำรท่ีทำให้ควำมเข้มข้นของธำตุอำหำรเปล่ียนแปลง
ธาตุอาหารที่ละลายน้าสามารถเคลื่อนย้ายเข้าหรือออกจากน้าตัวอย่างผ่านกระบวนการต่าง ๆ ซ่ึง
กระบวนการทางชวี เคมที ่เี ก่ยี วข้องกับการเปล่ียนแปลงความเขม้ ขน้ ของธาตุอาหารมดี งั น้ี
1) กำรสังเครำะห์แสง (Photosynthesis) การสังเคราะห์แสงเป็นกระบวนการที่สาคัญ ท่ีใช้แสง
เปน็ แหล่งพลังงาน ส่วนไนโตรเจนทใ่ี ชใ้ นกระบวนการนีอ้ าจได้มาจากไนเตรท ไนไตรท์ หรอื แอมโมเนยี
2) กำรสลำยเป็นธำตุ (Mineralization) การสลายเป็นธาตุโดยแบคทีเรียชนิดท่ีสร้างอาหารเอง
ไม่ได้จะยอ่ ยสลายซากสิ่งมีชีวิตและสารอินทรียท์ ี่ละลายนา้ การสลายเป็นธาตุของสารอินทรยี ์ที่ได้จากส่ิงมีชวี ิต
เป็นปฏิกิริยาย้อนกลับของกระบวนการสังเคราะห์แสง การสลายเป็นธาตุจะให้พลังงานและธาตุที่จาเป็นแก่
เซลล์เพอ่ื สร้างมวลชวี ภาพ สว่ นธาตุอาหารท่เี หลอื ถกู ปลอ่ ยส่นู า้
3) Cell lysis กระบวนการนี้เกิดขึ้นหลังจากเซลล์ได้ตายลง ซึ่งส่วนใหญ่จะให้ ธาตุอาหาร
อินทรีย์กลับสู่น้า อย่างไรก็ตามถ้าธาตุอาหารมีมากเกินความต้องการ ก็จะปลดปล่อยออกมาเช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยง่ิ ฟอสเฟต
4) กำรขับถ่ำย (Excretion) การขับถ่ายของส่ิงมีชีวิตขนาดเล็กมีหลายแบบ เช่น เซลล์ของแพลงก์
ตอนพืชที่มีชีวิต ปล่อยธาตุอาหารในรูปอินทรีย์ท่ีละลายน้า เช่น กรดอะมิโนต่าง ๆ แอมโมเนียและฟอสเฟต
แพลงก์ตอนสัตว์ เช่น โคพีพอด (Copepod) จะขับถ่ายธาตุอาหารที่เป็นอนุภาคซึ่งแบคทีเรียสามารถย่อย
สลายตอ่ และละลายนา้ ใหมอ่ ีกครง้ั หนึ่ง

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

5) ไนตริฟิเคชัน (Nitrification) ขบวนการไนตริฟิเคชัน จะเปล่ียนแปลงแอมโมเนียให้เป็นไนไตรท์

(Nitritation) แล้วเปลี่ยนไนไตรท์เป็นไนเตรท (Nitratation) ซ่ึงเกิดข้ึนเฉพาะในแหล่งน้าท่ีมีออกซิเจนเท่านั้น

โดยมีแบคทเี รียเข้ามาเกยี่ วขอ้ ง 2 ชนดิ คือ Nitrosomonas bacteria และ Nitrobacter bacteria

6) ดีไนตริฟิเคชัน (Denitrification) เป็นกระบวนการรีดักชันของไนเตรทโดย Heterotrophic

bacteria หลายชนิด ท่ีเกิดข้ึนในแหล่งน้าท่ีไม่มีออกซิเจน ไนเตรทจะเป็นตัวให้ออกซิเจนแล้วเปล่ียนเป็นก๊าซ

ไนโตรเจน

ตำรำงแสดงสรุปกระบวนกำรทำงชีวเคมีท่เี ปลี่ยนแปลงควำมเข้มข้นของธำตุอำหำร

กระบวนกำร ลด เพ่ิม หมำยเหตุ

การสังเคราะหแ์ สง DIN, PO43-, Si แสงมีความจาเปน็

การสลายเป็นธาตุ DON, DOP NH3, PO43- nitritation
DON, NH3 ,PO43- nitratation
การขับถ่าย DON, DOP, PO43- ในสภาพไร้อากาศ

Cell lysis NO2-
NO3-
ไนตริฟเิ คชัน NH3 (NH3, NO2-)

ไนตริฟเิ คชนั NO2-

ดีไนตริฟเิ คชนั NO3-

ท่มี า:นคิ มและยงยทุ ธ 2546 : 118

หมำยเหตุ DIN : อนนิ ทรยี ์ไนโตรเจนที่ละลายนา้ (ไนไตรท์ ไนเตรท และแอมโมเนยี )

DON: อินทรีย์ไนโตรเจนทีล่ ะลายน้า

DOP : อนิ ทรีย์ฟอสเฟตท่ีละลายนา้

ผลผลิตเบ้ืองตน้ ของบ่อเล้ยี งสตั ว์น้ำ
ผลผลิตเบื้องต้นของบ่อเล้ียงสัตว์น้า หมายถึงผลผลิตของแพลงก์ตอนพืช ซึ่งสามารถสังเคราะห์
สารอินทรีย์ได้เองโดยกระบวนการสังเคราะห์แสง (สมการที่ 1.14) ซ่ึงแพลงก์ตอนพืชจะต้องอาศัยพลังงาน
จากแสงอาทติ ย์ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นแหล่งคาร์บอน ซ่ึงได้มาจากกระบวนการหายใจของสงิ่ มีชีวิต
ท่ีอยู่ในบ่อเล้ียงสัตว์น้า นอกจากนั้นแพลงก์ตอนพืชยังต้องการ ธาตุอาหารท่ีจาเป็นต่อการดารงชีวิต
การเจริญเตบิ โต และการขยายพันธุ์

6CO2 + 6H2O Photosynthesis สมกำรท่ี 1.14
C6H12O6 + 6O2

Respiration

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

การเพิ่มธาตุอาหารในบ่อเล้ียงสัตว์น้า เป็นการเพ่ิมความอุดมสมบูรณ์ให้กับน้า ส่งผลทาให้ผลผลิต
เบื้องต้นในบ่อเลี้ยงสัตว์นา้ สงู ขึ้น โดยธาตุอาหารที่สาคัญท่ีกาหนดปริมาณของผลผลติ เบ้ืองตน้ ของบ่อเลี้ยงสัตว์
น้า คือ ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส นอกจากธาตุอาหารหลักแล้วยังมีธาตุอาหารรองและธาตุอาหารย่อยอ่ืนๆ
ท่ีพืชต้องการในปริมาณที่น้อยกว่า ซ่ึงในบ่อเล้ียงสัตว์น้าโดยท่ัวไปมีปริมาณเพียงพอ แหล่งท่ีมาสาคัญของธาตุ
อาหารเหล่านี้ ได้แก่ ธาตุอาหารที่อยู่ในดินจากปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยอนินทรีย์ที่เติมลงไปในบ่อ และจากอาหารท่ี
ใหร้ ะหว่างการเลย้ี งสตั วน์ ้า

กำรเพิ่มควำมอดุ มสมบรู ณ์ให้กบั บ่อเล้ยี งสัตวน์ ้ำ โดยการเติมป๋ยุ ในบ่อเลย้ี งสัตว์น้า
ปุ๋ยสาหรับบ่อเลี้ยงสัตว์น้าอาจเป็นสารอินทรีย์หรือสารอนินทรีย์ที่ใส่ลงไปในบ่อเพ่ือเพิ่มความเข้มข้น
ของธาตุอาหาร อาหารท่ีเป็นสารอนินทรีย์ ซ่ึงจะทาให้แพลงก์ตอนพืชมีการเจริญเติบโตแพร่พันธ์ุ ส่งผลให้
ผลผลิตสัตว์น้าเพิ่มขึ้น ในการเพาะเล้ียงสัตว์น้าฟอสฟอรัสเป็นธาตุอาหารท่ีสาคัญที่สุด อย่างไรก็ตามธาตุ
ไนโตรเจนและธาตอุ นื่ ๆ บางครัง้ กจ็ าเป็น ชนิดของป๋ยุ ทใ่ี ชใ้ นบ่อเล้ียงสัตว์น้า ได้แก่

1) ปุ๋ยเคมี เป็นสารประกอบที่ละลายน้าและจะเพ่ิมธาตุอาหารได้ทันทีที่ใส่ลงไปเป็นสารเคมี
ชนิดเดียวกับท่ีใช้เป็นปุ๋ยในการเกษตร ซึ่งธาตุอาหารหลักประกอบด้วยไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโปแตสเซียม
ในสารประกอบท่ีใชท้ าป๋ยุ อาจมธี าตุรอง ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซยี ม และกามะถันอยู่

2) ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยอินทรีย์ท่ีใช้ในบ่อเลี้ยงสัตว์น้าส่วนใหญ่เป็นปุ๋ยมูลสัตว์ เพราะมีปริมาณ
ธาตุอาหารสูงกว่าปุ๋ยท่ีได้จากวัสดุจากพืช ปริมาณธาตุอาหารในปุ๋ยอินทรีย์จะต่ากว่าในปุ๋ยอนินทรีย์มาก ปุ๋ย
อินทรีย์จะต้องถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์เพื่อปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาซงึ่ กระบวนการเน่าสลายนี้จะมีการ
ใช้ออกซิเจนออกไปจากน้า ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังเก่ียวกับปริมาณปุ๋ยท่ีใช้ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์จะสามารถเพ่ิม
ปริมาณแพลงก์ตอนสัตว์และสัตว์หน้าดินพวกตัวอ่อนแมลงได้ดีกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยมูลไก่มีประสิทธิภาพใน
การกระตนุ้ ให้เกิดแพลงก์ตอนสัตว์ได้ดกี วา่ ปยุ๋ มูลวัว

กรดอินทรีย์ท่ีละลายจากมูลสัตว์จะทาให้น้ามีสี อนุภาคของมูลสัตว์ท่ีแขวนลอยอยู่ในน้าจะ
ผสมปนกับอนุภาคดินเหนียวและเกิดการรวมตัวกันตกตะกอนโดยกิจกรรมของแบคทีเรีย บ่อที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์
น้าจึงใสกว่าบ่อท่ีใช้ปุ๋ยเคมี สารอินทรีย์เมื่อเน่าสลายจะให้ธาตุอาหารแต่ขณะเดียวกันก็ต้องใช้ออกซิเจนใน
กระบวนการยอ่ ยสลาย

การใช้ปุ๋ยเคมีผสมปุ๋ยอินทรีย์จะช่วยเพ่ิมไนโตรเจนเพ่ือกระตุ้นให้จุลินทรีย์ย่อยสลาย
สารอินทรีย์ได้ดีข้ึน ทาให้ฟอสฟอรัสและธาตุอาหารอ่ืน ๆ ถูกปลดปล่อยออกมาสู่น้าได้เร็วข้ึนและทาให้การ
สะสมของสารอนิ ทรยี ์ในบอ่ ลดลง

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

ตำรำงแสดงองคป์ ระกอบของปุ๋ยอินทรยี ์มูลสัตว์บำงชนดิ

องคป์ ระกอบ(%)

ปยุ๋ อนิ ทรีย์ ควำมชน้ื ไนโตรเจน ฟอสฟอรสั โปแตสเซียม
(K2O)
(N2) (P2O5)
0.5
ววั นม 85 0.5 0.2 0.5
0.6
ววั เนอ้ื 85 0.7 0.5 0.4
1.2
ไก่ 72 1.2 1.3

หมู 82 0.5 0.3

มลู แกะ 77 1.4 0.5

ที่มา :วิรัช 2544 : 93

วิธกี ำรใส่ปยุ๋ และข้อควรพจิ ำรณำในกำรใสป่ ยุ๋ ในบอ่ เลี้ยงสตั วน์ ำ้ มีดงั นี้
1) การหวา่ น เปน็ วธิ ีการที่ใชก้ นั อยู่ท่ัวไป แต่อาจจะทาใหเ้ กิดการสูญเสยี เพราะปยุ๋ ตกสู่พ้ืน

เร็วเกนิ ไป แพลงกต์ อนพืชอาจจะนามาใชป้ ระโยชนไ์ มไ่ ด้เต็มที่ บางส่วนอาจถูกตรึงโดยดินพื้นบอ่ เชน่ กรณี
ของฟอสฟอรสั

2) การใช้ยกร้าน ทาได้โดยสร้างยกรา้ นใต้นา้ ให้อยใู่ ต้ผวิ นา้ ระดบั ประมาณ 30 เซนติเมตร
กองปุ๋ยบนยกรา้ นให้ค่อย ๆ ละลาย

3) ปยุ๋ เคมีท่ีใช้อาจใช้ปยุ๋ ฟอสฟอรัสอย่างเดียวหรือปุ๋ยฟอสฟอรสั ผสมปุย๋ ไนโตรเจนในสัดส่วน
ไนโตรเจนตอ่ ฟอสฟอรสั เท่ากับ 1 ต่อ 3 หรอื 1 ต่อ 4

4) การเพ่ิมโปตสั เซียมและธาตอุ าหารอย่างอื่นสว่ นมากจะไมเ่ พมิ่ ผลผลติ ในบ่อเลยี้ งสัตว์น้า
5) ปยุ๋ ไดแอมโมเนยี มฟอสเฟต เป็นปุ๋ยทมี ีปรมิ าณไนโตรเจนตอ่ ฟอสฟอรสั เทา่ กับ 1 ต่อ 3
6) บอ่ ที่มกี ารใชป้ ุ๋ยมาก่อนความต้องการปุย๋ จะลดลง
7) ในบอ่ ทีต่ อ้ งการให้แพลงก์ตอนพชื แพร่พันธุเ์ รว็ เพ่ือป้องกันพนั ธไ์ุ ม้น้าและสาหร่ายเสน้ ใย
อาจจะต้องใช้ปุ๋ยในปริมาณมาก ๆ 1-2 วนั /ครัง้ จนแพลงก์ตอนพืชขนึ้ มากถึงระดับ ทีต่ ้องการ
8) ค่าความโปร่งแสงของน้าท่ีวัดโดยแผ่นวัดแสงจะเป็นตัวช้ีวัดท่ีดีถงึ การตอบสนองต่อการใส่
ป๋ยุ ถา้ ความโปร่งแสงของน้าลดลงแสดงว่าการใช้ปุ๋ยได้ผล โดยท่ัวไปค่าความโปร่งแสงท่ีระดับ 30-40
เซนติเมตร เป็นค่าที่เหมาะสม ถ้าสูงกว่านี้อาจจะต้องใส่ปุ๋ย ถ้าต่าเกินไปอาจจะมีปัญหาเน่ืองจาก
แพลงก์ตอนพืชมากเกินไป
9) ในบางครั้งจะใส่พวกราหรือแป้งจากพชื เพื่อเรง่ ให้เกดิ การแพร่พนั ธ์ุของแพลงก์ตอนสัตว์
เนื่องจากแพลงก์ตอนสตั วส์ ามารถใช้เปน็ อาหารไดโ้ ดยตรง

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

อัตรำและควำมถีใ่ นกำรใส่ป๋ยุ
1) ปุย๋ อินทรยี ์ อตั ราการใส่ไมค่ วรเกนิ 8-12 กิโลกรัม/ไร่/วนั นา้ หนกั แห้ง อัตราการใส่ปุ๋ยที่มากกว่าน้ี
อาจทาให้เกิดปัญหาการขาดแคลนออกซิเจนในนา้ ถ้าไม่มีระบบการให้อากาศ ในระบบท่ีมีการให้อากาศอาจใส่
ไดใ้ นอตั ราสูงถึง 32 กโิ ลกรัม/ไร่/วัน น้าหนักแห้ง
2) ปุ๋ยเคมี อัตราการใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสในอัตรา 0.36-1.44 กิโลกรัม/ไร่ และปุ๋ยไนโตรเจน 0.16-0.48
กิโลกรัม/ไร่ ควรใส่ 2-4 สัปดาห์ต่อครั้ง บ่อท่ีต้องการให้มีการแพร่พันธ์ุของแพลงก์ตอนพืชอย่างรวดเร็วเพ่ือ
ปอ้ งกันการแพร่ของพันธไ์ุ มน้ ้า
สำเหตุทที่ ำใหก้ ำรใชป้ ุ๋ยไม่ไดผ้ ล
1) ปุ๋ยไม่เพียงพอหรือธาตุอาหารไม่เพียงพอ โดยเฉพาะฟอสฟอรัส รองลงมาคือไนโตรเจนและธาตุ
อาหารอนื่ ๆ ในบางครง้ั อาจเปน็ ตวั จากัดการแพร่พนั ธ์ุของแพลงกต์ อนพืช
2) น้าเป็นกรดและมคี วามเป็นดา่ งต่า เป็นปัญหาท่พี บเสมอ ทีท่ าใหก้ ารใชป้ ยุ๋
ไม่ไดผ้ ล วิธีแก้ จะตอ้ งใสว่ ัสดุปูนเพื่อเพ่ิมความเปน็ ดา่ ง
3) มีปริมาณแคลเซียมในน้าสูงและน้ามี pH สูง ในน้าท่ีมีแคลเซียมมากกว่า 50 มิลลิกรัม/ลิตรและมี
pH สูงกว่า 8.0 ฟอสเฟตจะตกตะกอนอย่างรวดเร็วเป็นสารประกอบ แคลเซียมฟอสเฟต ทาให้แพลงก์ตอน
พชื ไม่สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ ในนา้ กระด้างปกตติ ้องใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสมากกว่าในน้าอ่อน
4) น้าขุ่นความโปร่งแสงต่ากว่า 20-30 เซนติเมตร จะไม่ตอบสนองต่อปุ๋ยเพราะขาดแสงสาหรับ
แพลงกต์ อนพชื
5) พนั ธ์ุไมน้ ้า ถ้ามมี ากจะใชป้ ๋ยุ ไปอยา่ งรวดเรว็ ทาใหไ้ ม่มีเหลือพอเพยี งสาหรับ
แพลงกต์ อนพชื ในการแพรพ่ นั ธ์ุ
6) การถ่ายเปล่ียนมวลนา้ บอ่ ที่ใส่ปุ๋ยไม่ควรเปลยี่ นถ่ายน้ามากและบ่อยเกนิ ไปไม่เช่นนั้นธาตุอาหารจะ
ออกไปหมดกอ่ นที่จะถูกใชป้ ระโยชนจ์ ากแพลงกต์ อนพืช
7) การใส่วัสดุปูนลงไปพร้อมกับการใส่ปุ๋ย จะทาให้มีการตกตะกอนฟอสฟอรัสในรูปแคลเซียม
ฟอสเฟต
8) การไม่ตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยอาจมาจากสาเหตุอ่ืน ๆ เช่น มีแพลงก์ตอน ในบ่อมากเกินไป เช่น
โรติเฟอร์ (Rotifer) ท่ีพบบ่อย ๆ ในปริมาณมากในบ่อเลี้ยงสัตว์น้าและกรองกินแพลงก์ตอนพืชจนไม่สามารถ
แพรพ่ นั ธุใ์ นปริมาณมากได้

กจิ กรรมสรปุ เนื้อหำบทเรยี น

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

หน่วยที่ 4
ควำมร้เู บือ้ งต้นในกำรวดั และวเิ ครำะห์คณุ ภำพน้ำ

ความรู้เบ้ืองต้นเรื่องคุณภาพน้ามีความสาคัญที่ผู้ทาการวิเคราะห์คุณภาพน้าจะต้องมีความรู้ความ
เขา้ ใจในเรอ่ื งตา่ งๆ ดงั นี้

1. ควำมสำคญั ของกำรวเิ ครำะห์คณุ ภำพนำ้
การวิเคราะห์คณุ ภาพน้ามีความสาคัญ เพราะทาให้ทราบค่าคณุ ภาพน้าที่ใช้ในการเพาะเล้ียงสัตว์น้าว่า
มีความเหมาะสมหรอื ไม่และสามารถนาผลการวิเคราะห์ไปใชป้ ระโยชน์ ดังน้ี
1) เพื่อการจัดการควบคุมคุณภาพน้าในบ่อเลี้ยงสัตว์น้า เพ่ือให้สัตว์น้ามีการเจริญเติบโตอย่างปกติ
แข็งแรงไม่เป็นโรค อัตรารอดตายสูง จาเป็นต้องมีการจัดการควบคุม คุณภาพน้าในบ่อเล้ียงให้เหมาะสมกับ
การเจรญิ เตบิ โต ซ่ึงผู้เพาะเลี้ยงจะต้องเป็นผู้มีความรู้ และสามารถวเิ คราะห์หาคา่ ตัวแปรคุณภาพน้าทเี่ กยี่ วข้อง
เพ่ือจะใชป้ ระกอบในการตดั สินใจจดั การกบั คณุ ภาพน้าในบ่อเลย้ี งให้มีความเหมาะสม
2) เพ่ือป้องกันและบรรเทาความเสื่อมโทรมของแหล่งน้าที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม การเพาะเล้ียง
เน่ืองจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้าได้ส่งผลกระทบถึงสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะแหล่งน้าในบริเวณท่ีมีการเพาะเลี้ยง
สัตว์น้า เช่น การเลี้ยงกุ้งกุลาดาแบบพัฒนา ดังนั้นการเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้าในแหล่งน้าเพื่อใช้
เป็นข้อมูลสาหรับแก้ปัญหาแหล่งน้าเสื่อมโทรมและวางแผนพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้าแบบย่ังยืนจึงมี
ความสาคญั
2) กำรวิเครำะห์คุณภำพน้ำและปริมำณแร่ธำตุในน้ำ คุณภาพน้าที่เก่ียวข้องกับการประมงที่จะทา
การวิเคราะห์มี 3 ดา้ น คือ
1) กำรวิเครำะห์ทำงด้ำนกำยภำพ (Physical) ได้แก่ สี (Colour) ความขุ่น (Turbidity) อุณหภูมิ
(Temperature) ค่าการนาไฟฟ้า (Conductivity) สารแขวนลอย (Suspended solid)
2) กำรวิเครำะห์ทำงด้ำนเคมีภำพ (Chemical) ได้แก่ ความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ความเป็นด่าง
(Alkalinity) ความกระด้าง (Hardness) ออกซิเจนละลายน้า (Dissolved Oxygen, DO) คาร์บอนไดออกไซด์
(Carbondioxide, CO2) ไนเตรท (Nitrate, NO3- ) ไนไตรท์ (Nitrite, NO2- ) แอมโมเนีย (Ammonia, NH3)
ฟอสเฟต (Phosphate, PO4 3- ) ออกซเิ จน (Biochemical Oxygen Demand, BOD) คลอไรด์ (Chloride)
ความเค็ม (Salinity) ซัลเฟต (Sulfate) ยาปราบศตั รูพืช (Pesticides) โลหะหนกั (Heavy metals)
ผงซกั ฟอก (Detergent)
3) กำรวิเครำะห์ทำงด้ำนชีวภำพ (Biological) ได้แก่ แพลงก์ตอนพืช (Phytoplankton) และ
แพลงก์ตอนสัตว์ (Zooplankton) แบคทีเรีย (Bacteria) พืชน้า (Aquatic macrophytes) และเชื้อโรค
(Phathogens)

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

3. เทคนิคกำรใชเ้ ครื่องมือและอุปกรณ์
การปฏิบัติการวิเคราะห์คุณภาพน้าจาเป็นต้องนาเคร่ืองมือและอุปกรณ์ต่างๆ มาใช้วิเคราะห์ การใช้

เครื่องมือและอุปกรณ์อย่างถูกต้องจะช่วยลดความคลาดเคล่ือนในการวิเคราะห์ให้น้อยลง นอกจากน้ันยังเป็น
การช่วยป้องกันความเสียหายท่ีอาจเกิดกับเครื่องมือและอุปกรณ์ที่นามาใช้ จึงจาเป็นจะต้องมีความรู้ในการใช้
เครอื่ งมอื และอุปกรณ์ต่าง ๆ ทใี่ ช้ในห้องปฏิบตั กิ าร ดังนี้

1) เคร่อื งแก้ว
ขวดวัดปริมำตร (Volumetric flask) เป็นอุปกรณ์ท่ีวัดปริมาตรได้ถูกต้องสูง มีหลายขนาดต้ังแต่ 1
มิลลิลิตร จนถึง 5 ลิตร แต่ที่ใช้งานบ่อยเป็นขนาด 50 มิลลิลิตร ขนาด 100 มิลลิลติ ร จนถึงขนาด 1 ลิตร โดย
ท่ีคอขวดวัดปริมาตรจะมีขีดหรือรอยแสดงสัญลักษณ์บอกปริมาตรบรรจุ และที่ขวดมักมีตัวหนังสือ TC แสดง
วา่ ขวดมีความจุเท่าใด ย่อมาจาก To Contain ขวดวดั ปรมิ าตรใช้สาหรับเตรียมสารละลายมาตรฐาน

ภำพแสดงขวดวัดปรมิ ำตร QR Cord วธิ กี ำรใช้ขวดวัดปริมำตร

ปิเปต (Pipet)
เป็นเคร่ืองแก้วที่ใช้ในการวัดปริมาตรหรือใช้ถ่ายเของเหลวหรือสารละลาย มีหลายขนาดท่ีใช้กันอยู่
ทั่วไปมีขนาดตั้งแต่ 1 มิลลิลิตร จนถึง 50 มิลลิลิตร มี 2 ชนิด คือ ชนิดที่ใช้วัดปริมาตร (Volumetric pipet
หรือ Transfer pipet) หรือท่ีเรียกกันท่ัวไปว่า ปิเปตแบบกระเปาะ ปิเปตน้ีถูกออกแบบมาเพ่ือใช้ถ่ายเทสาร
ตามปริมาตรท่ีถกู กาหนดไว้ในปิเปตน้ันจดั เป็นปิเปตท่ีมคี วามถูกตอ้ งสูง ซ่ึงมีอยู่ 2 เกรด คือ เกรด A ใชก้ ับงาน
ที่มีความถูกต้องสูง เช่น การเตรียมสารละลายมาตรฐาน กับเกรด B เป็นชนิดทใ่ี ชถ้ ่ายเทของเหลว (Graduate
pipet หรอื Measuring pipet) หรอื เรยี กกันทว่ั ไปว่าปิเปตแบบธรรมดา มี 2 แบบ คอื
1) Mohr pipet มีขีดแบ่งปริมาตรบนตัวปิเปต แต่ไมร่ วมปริมาตรทีส่ ว่ นปลายปิเปต มีความถกู ต้อง
ใกล้เคยี ง Volumetric pipet ใช้แทนกนั ได้ถ้าจาเป็น

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

2) Serological pipet มขี ีดแบ่งปริมาตรบนตัวปเิ ปต รวมทงั้ ปรมิ าตรบริเวณปลายปิเปตดว้ ย มีปาก
ขนาดใหญ่กวา่ Mohr pipet สารละลายไหลออกเรว็ กว่า ทาใหค้ วามถูกต้องน้อยลง มกั เป็นชนดิ ทเ่ี ป่าหยด
สุดทา้ ยออกดว้ ย

ภำพแสดง ปเิ ปต (Pipet) QR Cord วิธกี ำรใช้ Pipet

ภำพแสดง ปเิ ปต Automatic pipet QR Cord วิธีกำรใช้ Automatic pipet

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

บิวเรต (Buret)
บิวเรตเป็นอุปกรณ์วัดปริมาตรท่ีมีก๊อกปิดเปิดควบคุมการปล่อยของเหลว มีขนาดต้ังแต่ 10-50
มิลลิลิตร มีความละเอียด 1 ใน 10 ของมลิ ลลิ ิตร
วิธีการใช้

ภำพแสดง บิวเรต (Buret) QR Cord วิธีกำรใช้ บิวเรต (Buret)

ภำพแสดงกำรใช้ บวิ เรต (Buret)

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

ขวดชมพู่ (Erlenmeyer Flask)
ขวดรูปชมพู่ เป็นขวดทดลองในห้องปฏิบัติการ ห้อง LAb หรือห้องทดลอง มีลักษณะก้นแบน ตัวทรง
กรวย และคอทรงกระบอก เเละมขี ดี บอกปรมิ าตร สามารถดปู ริมาณของเหลวได้ชัดเจน ความแคบของขวดทา
ให้สามารถเขย่าสารได้ ลดการระเหยของตัวละลายได้

ภำพแสดง Erlenmeyer Flask QR Cord วธิ ีกำรใช้ Erlenmeyer Flask

กระบอกตวง (cylinder)
เป็นอุปกรณ์ใช้สาหรับวัดปริมาตรของเหลวหรือใช้ตวงสารละลาย ให้มีปริมาตรตามที่ต้องการ
ปริมาตรสารละลายที่ได้จากการวัดด้วยกระบอกตวงเป็นปริมาตรอย่างคร่าวๆเท่านั้น หากต้องการความ
แม่นยาสงู ตอ้ งใช้อุปกรณ์ประเภทอนื่ เช่น ปิเปต เป็นต้นกระบอกตวงมีท้ังแบบทาดว้ ยแกว้ และทาดว้ ยพลาสติก
มหี ลายขนาดใหเ้ ลอื กใช้ โดยมีต้งั แต่ 5 ml.ไปจนถงึ 2 L.

ภำพแสดง cylinder QR Cord วธิ ีกำรใช้ cylinder

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

เคร่อื งหมุนเหว่ียง (Centrifuge)
เป็นเครือ่ งมอื ใชแ้ ยกตะกอนออกจากสารละลาย โดยอาศัยแรงเหว่ียงหนีศูนยก์ ลางท่ีเกิดจากการหมุน
ด้วยความเร็ว เป็นอุปกรณ์พ้ืนฐานสาคัญที่ใช้ในห้องปฏิบัติการซ่ึงมีอยู่หลายแบบ สาหรับแบบที่นิยมใช้ใน
ห้องปฏิบตั กิ ารทัว่ ไปคอื เครื่องหมุนเหว่ยี งไฟฟ้า

ภาพแสดงเครื่องหมนุ เหวย่ี ง
QR Cord วิธีกำรใช้เคร่ืองหมุนเหว่ยี ง

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

เคร่ืองช่ัง
เคร่ืองช่งั อย่างละเอียดท่ใี ช้ช่งั สารเคมีสาหรับการวิเคราะห์มีอยู่ 2 ชนดิ คือ Analytical balance และ
Top-loading balance

(1) (2)
ภาพท่ีแสดงเครื่องช่ัง 4 ตาแหนง่ (1) และ เครื่องชัง่ 2 ตาแหน่ง (2)

QR Cord วิธีกำรใช้เครื่องชง่ั

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

เคร่ืองวดั กำรดดู กลนื แสง (UV-VIS Spectrophotometer)
การวิเคราะห์ วิธีนี้อาศัยการดูดกลืน แสงของสีของสารประกอบท่ี เกิดขึ้น จากปฏิกิริยาระห ว่างสารเคมีท่ีมี
ปฏิกิรยิ าเฉพาะกับสารที่ต้องการทราบปริมาณ ซ่ึงการดูดกลืนแสงของสีจะเป็นสัดสว่ นโดยตรงกับความเข้มข้น
ของสารท่ีต้องการทราบปริมาณตามกฎของแบร์ (Beer’s law) ท่ีกล่าวว่าความเข้มข้นของแสงท่ีส่องผ่าน
สารละลายจะลดลงตามความเข้มขนของสารที่เกิดสีในสารละลายความเข้มข้นของแสงที่ลดลงน้ีสัมพันธ์กับ
ความเข้มข้นของสารละลายตัวอย่าง เป็นความสมั พนั ธ์กันท่ีเกดิ ขึ้นแบบเอกซ์โพเนนเซยี ล (Exponential)

ภาพทแ่ี สดงเครื่องวัดการดูดกลืนแสง
QR Cord วิธกี ำรใช้ Spectrophotomete

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

เดซกิ เคเตอร์ (Dessiccator)
เป็นภาชนะแก้วท่ีใช้สาหรับทาสาร ให้แห้ง เนื่องจากบรรจุสารท่ีสามารถดูดไอน้าหรือความช้ืนไว้
ภายใน เรียกว่าเดซกิ แคนท์ (Dessiccant) ซึ่งอยู่ทางตอนล่างของเดซิกเคเตอร์ ส่วนตอนกลางมีแผ่นกระเบอ้ื ง
เคลือบสาหรับ วางสารที่ต้องการทาให้แห้ง โดยท่ัวไปมักทาวาสลีน (Vasaline) ท่ีขอบฝาปิดเพื่อให้การเปิด
ปิดทาได้งา่ ยขน้ึ

สารท่ีตอ้ งการ
ทาใหแ้ หง้

สารดูดความช้ืน
ภาพทแ่ี สดงโถดูดความชืน้ (Dessiccator)

QR Cord วธิ ีกำรใช้ Dessiccator

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

หน่วยในการวิเคราะห์ แบ่งหนว่ ยเป็น 2 ประเภท คือ
1) หน่วยควำมเข้มข้นของสำรละลำย หน่วยความเขม้ ข้นทใ่ี ช้กนั ทัว่ ไปมีดงั น้ี
(1) ความเข้มข้นในหน่วยมิลลกิ รัมตอ่ ลิตร (mg/l) หมายถึง มีตัวถกู ละลายก่ี

มิลลิกรัม ในสารละลาย 1 ลิตร
(2) ความเขม้ ข้นในหนว่ ยโมลาร์ (Molarity, M) หมายถงึ น้าหนักโมเลกุลหรอื

อะตอมในหนว่ ยเปน็ กรมั ของตัวถูกละลายในสารละลาย 1 ลติ ร
(3) ความเขม้ ข้นในหนว่ ยนอร์มลั ลิต้ี (Normality, N) หมายถึง จานวนกรมั สมมูลย์

ของตัวถูกละลายในสารละลาย 1 ลติ ร นอร์มัลลิต้ีใชแ้ สดงความเข้มข้นของกรดและ/หรือด่าง เน่อื งจากความ
แรงของกรดหรือด่าง ข้ึนอยกู่ ับการแตกตัวของไฮโดรเจนไอออน หรอื ไฮดรอกไซด์ไอออน มากกว่าจานวนของ
กรดหรือดา่ งท่ีใชจ้ รงิ

(4) ความเขม้ ข้นเปน็ เปอร์เซน็ ต์ ได้แก่ เปอรเ์ ซน็ ต์นา้ หนัก ตอ่ นา้ หนัก (%w/w)
เปอรเ์ ซน็ ต์น้าหนักต่อปริมาตร (% w/v) และเปอร์เซ็นต์ปริมาตรต่อปริมาตร (%v/v)

นอกจากนบี้ างครั้งจะบอกความเข้มขน้ ของสารเปน็ additive volume (a+b) เมื่อ a = ปริมาตรของ
สารละลายเขม้ ขน้ , b = ปริมาตรของน้ากล่ันทใ่ี ชเ้ ติม

2) หน่วยในกำรวิเครำะหน์ ้ำ
(1) หนว่ ยนา้ หนกั ต่อนา้ หนัก หมายถึง หนว่ ยวดั เปน็ อัตราส่วนของน้าหนักต่อ

นา้ หนัก เชน่ มลิ ลกิ รมั ตอ่ กโิ ลกรมั หรือ หนงึ่ สว่ นในลา้ นสว่ น (ppm) และ กรัมตอ่ กโิ ลกรัม หรอื หนงึ่ ในพนั สว่ น
(ppt)

(2) หน่วยน้าหนกั ต่อปรมิ าตร หมายถงึ หนว่ ยวัดเป็นอัตราส่วนระหวา่ งนา้ หนกั ตอ่
ปริมาตร เช่น มิลลกิ รมั ตอ่ ลติ ร

(3) หนว่ ยปริมาตรต่อปริมาตร หมายถงึ หนว่ ยวัดเปน็ อตั ราส่วนปรมิ าตร เช่น
มลิ ลลิ ติ รต่อลิตร (ml/l)

(4) หนว่ ยนา้ หนักกรัมอะตอมตอ่ ปริมาตร หมายถงึ หน่วยวดั เป็นอัตราส่วนน้าหนัก
กรมั อะตอมของสารต่อปริมาตรของน้า

Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563

กำรเตรยี มสำรละลำยประเภทต่ำง ๆ
การเตรียมสารละลายที่ต้องการรู้ความเข้มข้นที่แน่นอนจะใช้ ปิเปตและขวดวัดปริมาตร ส่วนที่ไม่
ตอ้ งการความละเอียดจะใชก้ ระบอกตวง บกิ เกอร์ และขวดใส่นา้ ยาเคมกี ็เพยี งพอแล้ว วธิ ีเตรียมสารละลายมี 2
วิธี คอื
1) การเตรยี มสารละลาย ทาได้โดยชัง่ สารทเ่ี ป็นของแข็งบริสทุ ธิ์ แล้วเจอื จางให้ไดป้ ริมาตรทตี่ อ้ งการ
2) การเตรียมสารละลายดว้ ยการเจอื จาง สารละลายทมี่ ีความเข้มขน้ นอ้ ย ๆ เตรยี มได้ด้วยการเจอื จาง
สารละลายทมี่ ีความเข้มข้นมากกว่า ทาได้โดยถ่ายสารละลาย ท่เี ข้มขน้ ท่ีรูป้ ริมาตรแนน่ อนลงในภาชนะใหม่
แลว้ เตมิ ตวั ทาละลายจนได้ปริมาตรท่ตี ้องการ เน่ืองจากจานวนของตวั ถูกละลายก่อนและหลังเจือจางยงั คงเท่า
เดมิ ดงั นั้นการเตรียมสารละลาย ด้วยการเจอื จางจงึ ใช้สตู ร
C1 V1 = C2 V2

เม่อื C1 = ความเข้มข้นของสารละลาย stock
V1 = ปริมาตรของสารละลายท่ดี ูดจากสารละลาย stock
C2 = ความเขม้ ข้นของสารละลายเจือจาง
V2 = ปริมาตรของสารละลายท่ีเจือจาง

QR Cord กำรเตรียมสำรละลำยดว้ ยกำรเจอื จำง


Click to View FlipBook Version