Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
กำรเกบ็ และรักษำตวั อยำ่ งน้ำ
การเก็บและการรักษาตัวอย่างน้าเป็นข้ันตอนที่มีความสาคัญขั้นตอนหนึ่งในการวิเคราะห์คุณภาพน้า
สาหรบั การเพาะเลี้ยงสัตว์นา้ เน่ืองจากคณุ ภาพของนา้ ตวั อย่างจะมีความผนั แปรแตกต่างกันออกไปตามสาเหตุ
ต่าง ๆ ได้แก่ ผันแปรตามความลึก ผันแปรตามจุดเก็บ ผันแปรในรอบวัน ผันแปรตามฤดูกาล และผันแปร
ระหว่างบ่อ การเก็บตัวอย่างน้ามาวิเคราะห์ทางคุณภาพควรคานึงถึงความแตกต่างจากสาเหตุเหล่าน้ีด้วย
เพอื่ ชว่ ยลดความคลาดเคล่ือนในการวิเคราะห์ให้นอ้ ยลง
1) กำรเกบ็ ตัวอย่ำงนำ้ (Water sample collection)
การเก็บตัวอย่างน้าเพ่ือนามาวิเคราะห์คุณสมบัติทางด้านต่าง ๆ น้ัน จะต้องดาเนินการด้วยความ
รอบคอบและระมัดระวัง ทั้งน้ีเพราะผลการวิเคราะห์จะถูกต้องและสามารถตอบปัญหาท่ีต้องการได้ดีหรือไม่
น้ันข้ึนอยู่กับตัวอย่างน้าที่นามาวิเคราะห์ หากเก็บตัวอย่างไม่ถูกวิธีหรือมีปริมาณไม่เพียงพอก็จะทาให้ผลการ
วิเคราะห์ผิดพลาดไปหรอื ไม่สามารถทาการวเิ คราะห์ได้ ดังนั้น การเกบ็ ตัวอย่างน้าจึงควรคานึงถงึ จุดประสงค์ท่ี
ต้องการเป็นหลัก การวางแผนการศึกษาที่รัดกุมและเหมาะสมจะช่วยทาให้เราทราบว่าจะต้องเก็บตัวอย่างน้า
เป็นจานวนมากน้อยเพียงใด หรือจะต้องทาการเก็บกี่ครั้ง
หลักการสาคัญของการสุ่มเก็บตัวอย่างน้า คือ เก็บตัวอย่างในปริมาณน้อยเพื่อความสะดวกในการ
ขนส่งลาเลียงและการจัดการในห้องปฏิบัติการและตัวอย่างน้าน้ันจะต้องมีคุณสมบัติเป็นตัวแทนที่ดีของน้าใน
แหลง่ นา้ ที่ต้องการศกึ ษา ข้อควรระวังในการสุ่มเกบ็ ตัวอยา่ งน้าคือ ต้องมิให้ตัวอยา่ งน้าเสื่อมสภาพหรอื เกิดการ
ปนเป้ือนใด ๆ ในระหวา่ งการลาเลียงตัวอย่างไปห้องปฏิบัติการ ซึ่งสามารถป้องกนั ไดโ้ ดยก่อนเก็บตวั อยา่ งควร
ล้างขวดเก็บตัวอย่างด้วยตัวอย่างน้าที่ต้องการเก็บ 2-3 คร้ังก่อนที่จะเร่ิมต้นเก็บตัวอย่างน้า ผู้เก็บตัวอย่าง
จะตอ้ งตั้งคาถามอย่างน้อย 5 คาถาม
คือ (1) จะเก็บตวั อยา่ งท่ีไหน
(2) ทาอยา่ งไรจึงจะได้ตวั อย่างทีเ่ ปน็ ตัวแทน
(3) ปริมาณตวั อยา่ งน้อยท่สี ุดที่ต้องใช้สาหรบั แตล่ ะการวิเคราะห์
(4) จานวนตัวอยา่ งท่ีควรวิเคราะห์ และ
(5) จะรักษาสภาพตวั อย่างและวเิ คราะหต์ วั อยา่ งด้วยวิธีอะไรจึงจะได้ข้อมูลท่ถี ูกต้องและนา่ เชื่อถือ
การเก็บตวั อย่างน้าแต่ละครั้งนั้นจาเป็นจะต้องจดบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ดงั ต่อไปน้ี ชื่อของผู้เก็บตัวอย่าง
น้า วันและเวลาที่เก็บตัวอย่าง ตาแหน่งหรือจุดเก็บตัวอย่างที่แน่นอน อุณหภูมิของน้าและข้อมูลอ่ืน ๆ ท่ี
อาจจะจาเปน็ ในการใช้เปรียบเทียบผลการวิเคราะห์ เช่น สภาพอากาศ ระดับน้า การไหลของนา้ ในขณะที่เก็บ
ตวั อย่างน้า นอกจากน้คี วรกาหนดจุดเก็บตัวอยา่ งน้า ให้แน่นอนโดยการทาแผนท่ี ปักหลักไวส้ ังเกต ใช้ทุน่ ลอย
หรอื โดยการทาเครอ่ื งหมายไวบ้ นฝงั่ เพ่ือสะดวกในการเก็บตัวอย่างในครง้ั ตอ่ ๆ ไป จุดเก็บตวั อย่างนา้ เพอ่ื การ
วิเคราะห์หาคุณสมบัติเฉพาะบางอย่างของน้าน้ันมีความสาคัญมาก ข้อควรปฏิบัติในการเก็บตัวอย่างน้า
สาหรับกรณีนี้คือ จะต้องพยามหลีกเล่ียงบริเวณที่ถูกรบกวนมาก ๆ เช่น บริเวณที่อยู่ใกล้กับเครื่องให้อากาศ
นอกจากน้ตี อ้ งหลกี เล่ยี งการสุ่มตัวอย่างบรเิ วณประตูนา้ ซ่ึงจะมีการปะปนของนา้ ภายในและภายนอกบ่อ
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
2) ขนำด จำนวน และ ควำมถใ่ี นกำรเกบ็ ตัวอย่ำงน้ำ (Sample size, number and
frequency)
ความถี่หรือจานวนคร้ังในการสุ่มเก็บตัวอย่างน้า ไม่ได้กาหนดไว้อย่างแน่นอนขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์
ของนกั วิจัยหรอื นักเพาะเลี้ยงสัตวน์ ้าเองท่ีกาหนดขึ้นมา อยา่ งไรก็ตามการกาหนดความถใ่ี นการสุ่มเกบ็ ตวั อย่าง
น้าอาจทาโดยใชก้ ฎเกณฑต์ อ่ ไปนีเ้ ปน็ หลักในการตัดสนิ ใจ
1) เนื่องจากปริมาณออกซิเจนละลายน้ามีความสาคัญและผันแปรมากทีส่ ุด ในบ่อเพาะเลี้ยงสัตวน์ ้า
ดังนนั้ การเพาะเลีย้ งสัตว์นา้ แบบพัฒนา จาเป็นจะตอ้ งสุม่ เกบ็ ตัวอย่างน้า มาวิเคราะห์ทกุ วนั หรือบ่อยครัง้
2) สารพิษ เช่น แอมโมเนียไนไตรท์ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ และคาร์บอนไดออกไซด์มีแนวโน้มที่จะเกิด
สะสมภายในบ่อตลอดเวลา ดังนั้นการวิจัยจึงควรสุ่มตัวอย่างมาวิเคราะห์ทุก 1–2 สัปดาห์แต่สาหรับบ่อ
เพาะเล้ียงสัตว์น้าแบบพัฒนาท่ีเล้ียงโดยใช้ความหนาแน่นสูงมาก ๆ อาจจะต้องหาความเขม้ ข้นของแอมโมเนีย
และไนไตรท์บอ่ ยครั้งขึน้
3) การสุ่มเก็บตัวอย่างน้ามาวิเคราะห์ความเค็ม ในบ่อเพาะเล้ียงสัตว์น้าบริเวณชายฝ่ังควรทาสัปดาห์
ละครั้ง
4) ความเป็นกรด-ด่าง ของบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้าปกติแล้วเปล่ียนแปลงได้ตลอดเวลาในรอบวัน ซ่ึง
โดยท่ัวไปการวิเคราะห์ความเป็นกรดเปน็ ด่างในบ่อเล้ียงสัตว์น้าทาเพ่ือการตรวจสอบการตอบสนองของปนู ท่ใี ส่
ลงไปในบ่อหรือตรวจสอบการแตกตัวของสารประกอบ ท่ีเป็นพิษ เช่น แอมโมเนียไม่มีไอออน (Un-
ionized ammonia, NH3 ) หรอื ไฮโดรเจนซัลไฟด์
5) การวเิ คราะหค์ วามเข้มข้นของธาตอุ าหาร (Nutrients) ท้ังในรปู อินทรยี ์สารและอนินทรยี สารมักทา
ทกุ ๆ 2-4 สปั ดาห์
6) สภาพด่างรวม (Total alkalinity) ความกระด้างรวม (Total hardness) ทาทุก 1-2 เดือนก็
เพยี งพอ
7) กฎเกณฑ์การสุ่มเก็บตัวอย่างน้าที่ควรคานึงถึงคือ การวิเคราะห์คุณภาพน้าควรทาก็ต่อเม่ือผลการ
วิเคราะห์จะช่วยทาให้ไดข้ ้อมูลทม่ี ีคุณค่าสาหรับนาไปใช้จดั การบอ่ เพาะเลี้ยงสัตว์นา้ แตไ่ มค่ วรทาการวิเคราะห์
อย่างพร่าเพรื่อโดยไม่ไดน้ าข้อมลู เหลา่ นนั้ ไปใช้ประโยชนใ์ ด ๆ
3. กำรกำหนดจดุ สำรวจเพอ่ื กำรเกบ็ ตวั อย่ำงนำ้ (Sample pattern)
ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการศึกษา แต่โดยทั่ว ๆ ไปอาจจะเก็บตัวอย่างน้าจากจุดที่สามารถทาการ
เก็บได้ง่ายท่ีสุด ในกรณีท่ไี มม่ ียานพาหนะ เช่น เรือ หรือแพ โดยเก็บบริเวณชายฝั่งหรือบรเิ วณท่ีมีสะพาน หรือ
ถนนตัดผ่าน หากต้องการผลที่ถูกต้องแน่นอนก็จะต้องกาหนดจุดสารวจบนแผนท่ีของแหล่งน้าโดยแบ่ง
ออกเป็นส่วน ๆ ตามแนวกว้างหรอื ยาว และเกบ็ ตวั อย่าง ในแนวดังกลา่ วตามระดบั ความลกึ ต่าง ๆ กัน หรือ
ใช้วิธีสุ่มกระจายทั่วแหล่งน้า แต่อาจจะต้องเสียเวลามากกว่าวิธีแรก อย่างไรก็ตาม ควรจะเก็บตัวอย่างจากจุด
สารวจที่ต้องการตรวจสอบและบริเวณใกล้เคียง สาหรับการสารวจในระยะยาวควรเก็บตัวอย่างจากบริเวณที่
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
เดิมในระยะเวลาใกล้เคียงกันทุกครั้ง เพ่ือท่ีจะได้สามารถสังเกตความเปล่ียนแปลงท่ีเกิดข้ึน ในกรณีที่ไม่
สามารถ ทาการเก็บตัวอย่างได้หลายระดับความลึก ก็ควรเก็บที่ระดับก่ึงกลางของความลึก เช่น ในแม่น้า
หรือหนองบึงต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม สาหรับด้านการประมงมักนิยมเก็บที่ระดับผิวน้าหรือในระดับความลึก
ประมาณ 1 เมตร โดยเฉพาะในบ่อปลา ท้ังนี้เนื่องจากในระดับความลึกดังกล่าวมีการเปล่ียนแปลงคุณสมบัติ
ของน้ามากที่สดุ
4. เครอ่ื งมอื เก็บตวั อย่ำงนำ้ (Water sampler)
การสุ่มเก็บตัวอย่างน้าจากบริเวณผิวน้าช้ันบน อาจทาได้ง่าย ๆ โดยใช้ขวดเก็บตัวอย่างมาตักน้าจาก
บ่อไปวิเคราะห์โดยตรง แต่กรณีต้องสุ่มเก็บตัวอย่างน้าในระดับความลึก มากข้ึนหรือจากระดับความลึก
เฉพาะเจาะจง หรือกรณีป้องกันไม่ให้ตัวอย่างน้าสัมผัสกับอากาศอาจจาเป็นต้องใช้เคร่ืองมือที่มีความละเอียด
มากขึน้ ซ่ึงเคร่อื งมอื เกบ็ ตัวอย่างน้าท่เี หมาะสมต่อการเก็บตัวอยา่ งแบบต่าง ๆ ทีม่ ใี ช้ทั่วไปมีดังนี้
1) กระบอกเก็บนำ้ แบบเคมเมอเรอร์ (Kemmerer)
กระบอกเกบ็ ตวั อย่างแบบนี้ออกแบบสาหรบั เก็บตัวอยา่ งนา้ ที่ระดับความลึกต่าง ๆ จากแหล่ง
น้าท่ีไม่ลึกมากนัก เหมาะสาหรับเก็บตัวอย่างจากสะพานหรือเรือ ตัวกระบอกเก็บน้าโปร่งใสทาด้วยพลาสติก
ประเภทเพลกซีก่ ลาส (Plaxi glass) โดยหยอ่ นลงไปเพ่ือสมุ่ เก็บตัวอย่างนา้ ตามระดบั ความลึกต่าง ๆ เพราะผู้ใช้
สามารถควบคมุ การปดิ เปดิ ของฝาปดิ เมือ่ ถึงระดบั ความลึกท่ีต้องการ
วิธีการใช้ ดงึ ฝากระบอกเกบ็ ตัวอย่างน้าข้ึน หลังจากนัน้ หย่อนกระบอก เกบ็ ตัวอยา่ งลงไปในแหล่งน้า
ท่ีต้องการเก็บตัวอย่าง เม่ือถึงความลึกท่ีต้องการปล่อยลูกตุ้มน้าหนักลงไปตามเชือกซ่ึงจะลงไปกระแทกกลไก
ทาให้ฝาปดิ ทาให้สามารถเลอื กเกบ็ น้าจากระดับความลึกที่ต้องการ
ภาพแสดงกระบอกเก็บตวั อย่างน้าแบบเคมเมอเรอร์
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
2) กระบอกเก็บนำ้ แบบแวนดอรน์ (Van dorn)
วสั ดุที่ใชท้ ากระบอกเกบ็ น้าแบบน้ีเป็นพลาสติกพีวีซี ใช้เก็บตัวอย่างน้าท่ีระดบั ความลึกต่าง ๆ
ได้ตามต้องการ ใช้เก็บน้าได้ท้ังแนวนอนและแนวด่ิง ตัวกระบอกไม่มีส่วน ท่ีเป็นโลหะ จึงสามารถใช้เก็บ
ตวั อย่างน้าเพ่ือวเิ คราะหห์ าปริมาณโลหะหนักได้
วิธีการใช้ ดงึ ฝากระบอกเกบ็ นา้ ทัง้ สองขา้ งข้ึนและติดไวก้ บั ตัวยึด หยอ่ นกระบอกเกบ็ นา้ ลงไป
เกบ็ ตวั อยา่ งนา้ เมอ่ื ถึงจดุ ทีต่ ้องการเกบ็ ตวั อยา่ งน้าปลอ่ ยลูกตุ้มลง สปรงิ กจ็ ะดดี ตวั ปิดฝา จะไดต้ วั อย่างนา้ ใน
ระดับความลึกที่ต้องการ
ภาพแสดงกระบอกเกบ็ น้าแบบแวนดอร์น
3) ขวดเกบ็ ตัวอยำ่ งนำ้ ทงิ้ (Sewage sample)
เป็นขวดเก็บตัวอย่างน้า ที่ใช้สุ่มเก็บตัวอย่างน้ามาวิเคราะห์ ปริมาณก๊าซที่ละลายน้า
(Dissolved gas) ไดด้ ี เนื่องจากสามารถเก็บตัวอย่างน้าจากพืน้ บ่อโดยตรง
วิธีใช้ หย่อนขวดเก็บตัวอย่างลงไปบรเิ วณพ้ืนบ่อ นา้ จะไหลเข้าในขวดดังนั้นตัวอย่างนา้ ใน
ขวดจึงไมส่ ัมผัสกับอากาศ
Chain
Weighted
bottom
ภาพแสดงขวดเกบ็ ตวั อย่างน้าทิง้
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
4) ขวดเกบ็ ตัวอย่ำงน้ำแบบถว่ งน้ำหนกั (Weighted bottle sample)
เป็นขวดเก็บตัวอย่างน้าท่ีใช้สุ่มเก็บตัวอย่างน้าได้ตามระดับความลึกท่ีต้องการ แต่ไม่ใช้เก็บ
ตัวอย่างน้าสาหรับมาวิเคราะห์การละลายของแก๊ส เพราะตัวอย่างท่ีเก็บได้สัมผัสกับอากาศ ขวดเก็บตัวอย่าง
ชนิดนี้อาจทาได้ง่าย ๆ หรือหากต้องการเก็บตัวอย่างน้าจากบ่อท่ีมคี วามลึกประมาณ 1-2 เมตร สามารถทาได้
โดยนามาประกอบกบั ไมย้ าว ๆ
วิธีใช้ หย่อนขวดเก็บตัวอย่างลงไปในน้าตรงจุดท่ีต้องการเก็บตัวอย่าง ถ้าต้องการเก็บน้าท่ีลึกลง
ไปกส็ ามารถประกอบขวดเข้ากบั ไมแ้ ล้วหย่อนลงไปเกบ็ ตวั อยา่ งได้เชน่ เดียวกัน
ภาแสดงขวดเก็บตวั อย่างนา้ แบบถ่วงนา้ หนักประกอบอยู่กับไม้ระดับ
5) เครอื่ งมอื เก็บตวั อย่ำงนำ้ ตำมแนวลึก (Water column sampler)
เป็นเคร่ืองมอื ที่ทาโดยใช้ท่อพีวีซีมาประกอบกับเชือกและลกู ยาง ใช้สาหรับเก็บตวั อย่างน้าใน
บ่อเพาะเลี้ยงสตั วน์ า้ ขนาดเลก็ ๆ ทลี่ ึกไมเ่ กนิ 1 เมตร
วิธกี ารใช้ หยอ่ นท่อเก็บตัวอย่างน้าตรงจดุ ที่ตอ้ งการเก็บตวั อยา่ งเมื่อถงึ ระดับท่ีต้องการดึงสาย
ยางทอ่ ก็จะปดิ จะไดต้ ัวอย่างน้าท่ีต้องการ
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
ภาพแสดงเครื่องมือเก็บตัวอย่างนา้ ตามแนวลึก
6) ขวดเกบ็ ตัวอย่ำงนำ้ แบบพ่วง (Bottle train sampler)
เป็นขวดเก็บตัวอย่างน้าที่ทาขึ้นโดยใช้ขวดบีโอดี หลอดแก้วหรือหลอดพลาสติกท่อยาง แผ่น
อะลูมเิ นียม และโลหะสาหรับใช้ถว่ ง
วิธีการใช้ ขวดแต่ละขวดต่อเช่ือมกันด้วยท่อยาง การเก็บตัวอย่างขวดเก็บตัวอย่างน้า
หมายเลขหนึ่ง จะต้องปล่อยให้น้าล้นออกไปก่อนสองคร้ังแล้วจึงเก็บตัวอย่างน้าคร้ังท่ีสามไว้ ดังนั้นตวั อย่างน้า
ในขวดที่หนึ่งจึงอาจนามาใช้วิเคราะห์ออกซิเจนในน้า ส่วนขวดท่ีสอง จะปล่อยให้น้าล้นหนึ่งครั้งก่อนเก็บ
ตัวอย่าง น้าท่ีได้จากการเติมครั้งที่สองนาไปใช้วิเคราะห์ ซ่ึงอาจนาไปใช้สาหรับวิเคราะห์ปริมาณ
คารบ์ อนไดออกไซด์ละลายน้า สาหรับตัวอย่างท่ีเก็บไว้ในขวด ท่ีสามจะมีการปนเป้ือนจากอากาศ ดังนั้นจึง
ไม่เหมาะจะใช้วิเคราะห์หาก๊าซที่ละลายน้า แตส่ ามารถใชว้ ิเคราะห์หาองคป์ ระกอบอ่นื ๆ ได้
ภาพแสดงขวดเกบ็ ตัวอยา่ งน้าแบบพว่ ง
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
7) เครอื่ งสบู น้ำ (Pump)
เคร่ืองสูบน้าที่ใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ๆ สามารถดัดแปลงมาใช้เก็บตัวอย่างน้าได้เป็นอย่างดี โดย
นาเครื่องสูบน้าไปติดต้ังไว้ในระดับน้าที่ต้องการเก็บ ซึ่งสามารถติดต้ังได้หลายระดับความลึกของน้า แต่ให้
แบตเตอรี่ต้ังอยู่เหนือน้า แล้วต่อท่อส่งน้าขึ้นมาด้านบนในบริเวณท่ีต้องการเก็บตัวอย่างน้า หรืออาจต่อมายัง
เครอ่ื งมอื วเิ คราะห์คณุ ภาพนา้ อัตโนมัติ
5. วิธเี กบ็ ตวั อยำ่ งน้ำ
วิธีการเก็บตัวอย่างน้าส่วนใหญ่จะไม่ค่อยซับซ้อนมาก แต่จะลาดับวิธีการเพ่ือให้การวิเคราะห์มีความ
ละเอยี ด และแม่นยายิ่งขน้ึ ดงั นี้
1) ขวดทีใ่ ช้เกบ็ ตวั อยา่ งควรลา้ งด้วยนา้ ตัวอย่างที่เกบ็ โดยการปดิ ขวดเขย่าประมาณ 2-3 ครั้งกอ่ นเก็บ
2) ควรจดรายละเอียดต่าง ๆ ลงในสมุดบันทึกหรือแบบบนั ทึกข้อมูลให้ละเอียดถถี่ ้วน ได้แก่ วนั เดือน
ปีและเวลาทีเ่ กบ็ ตัวอย่าง สภาพดนิ ฟ้าอากาศ ระดบั ความลึกของน้าทเี่ ก็บตัวอยา่ ง
3) ควรเก็บรักษาน้าตัวอยา่ งตามวิธกี าร และนาไปวเิ คราะห์โดยเร็วที่สุด
4) ควรจดชื่อผทู้ าการเกบ็ ตัวอย่างน้าด้วย เพราะบางคร้งั ผ้เู ก็บเพียงแต่เก็บน้าตัวอยา่ งส่งตอ่ ผู้วิเคราะห์
เท่านนั้
5) หากต้องการวัด pH ออกซเิ จนละลาย ค่าความนาไฟฟ้า หรือพารามิเตอร์อ่ืน ๆ ขณะเก็บตัวอย่าง
ใหแ้ ยกตัวอยา่ งใส่ภาชนะอน่ื และควรวดั pH กอ่ นวัดพารามเิ ตอร์อน่ื ๆ
6) ใส่ตัวอย่างน้าในขวดบรรจุตัวอยา่ งเพยี ง 2 ใน 3 ของความจุ เพราะหากใสเ่ ต็มขวดเม่ือนาไปแช่แข็ง
นา้ จะขยายตัว อาจทาใหข้ วดใสต่ ัวอย่างเสยี หายได้
6. ภำชนะบรรจตุ ัวอยำ่ งน้ำ
ภาชนะที่เหมาะสมสาหรับบรรจุตัวอย่างน้าก็คือ ขวดพลาสติก ซ่ึงมีหลายขนาด แต่ที่ใช้กันมากคือ
ขวดพลาสติกที่ทามาจากโพลีเอทีลีน (Polyethylene) และโพลีโพรไพลีน มีขนาดตั้งแต่ 500, 1,000 และ
2,000 มิลลิลิตร แต่การสุ่มเก็บตัวอย่างเพ่ือวิเคราะห์ปริมาณแก๊สท่ีละลายน้า ต้องเก็บโดยใช้ขวดบีโอดีเท่าน้ัน
เน่ืองจากสามารถทาการปิดขวดได้อย่างสนิทโดยไม่มีฟองอากาศหลงเหลืออยู่แต่ต้องทาด้วยความระมัดระวัง
เพราะขวดอาจแตกร้าวงา่ ย ในการเลอื กใช้ภาชนะบรรจุตัวอย่างมีข้อพจิ ารณาดงั นี้
1) วัสดทุ ใ่ี ช้ทาขวดใส่ตัวอย่างจะต้องไม่กอ่ ให้เกิดการเปล่ยี นแปลงความเข้มขน้ ของสารที่
ตอ้ งการจะวิเคราะห์
2) ขวดใส่ตวั อย่างตอ้ งไมเ่ ปลี่ยนแปลงอันเนื่องจากวิธีการเก็บรักษาตัวอย่าง
3) ฝาขวดต้องไมร่ วั่ เพ่อื ไม่ใหเ้ สี่ยงต่อการปนเป้ือน
4) ตวั อย่างนา้ ท่ีจะนามาวิเคราะห์กา๊ ซออกซเิ จนและกา๊ ซไฮโดรเจนซลั ไฟดจ์ ะตอ้ งเกบ็ ใส่ขวด
เฉพาะท่เี รียกวา่ ขวดบีโอดี ท้ังนี้เพราะกา๊ ซทั้งสองดงั กล่าวสามารถระเหยไปในอากาศได้โดยง่าย
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
ภาพแสดงขวดบีโอดี ภาพแสดงขวดบรรจุตวั อยา่ งน้าประเภทและขนาดต่าง ๆ
7. ควำมผันแปรของคณุ ภำพนำ้ ในบ่อเล้ยี งสัตว์นำ้
1) ความผนั แปรตามระดบั ความลกึ ความผันแปรของคุณภาพน้าตามความลกึ มกั จะเกิดในทะเลสาบ
หรืออ่างเก็บน้าที่มีความลกึ มาก ๆ เนือ่ งจากเกิดการแบ่งชั้นของน้าบริเวณผิวและบรเิ วณที่ลกึ มากไม่มีการผสม
กัน แต่ในบ่อเล้ียงสัตว์น้าท่ีมีปริมาณแพลงก์ตอนมากแม้จะมี ความลึกไม่มาก เช่น ในบ่อปลาหรือบ่อเล้ียงกุ้ง
แบบพัฒนาก็อาจเกิดการแบง่ ชัน้ ของน้าตามระดับความลึกไดเ้ ชน่ เดียวกัน ดังนน้ั การวิเคราะห์หาองคป์ ระกอบ
หรือคุณภาพน้าท่ีมีความผันแปรตามระดับความลึกจึงต้องวิเคราะห์ตัวอย่างน้าจากระดับความลึกต่าง ๆ กัน
เพื่อหาค่าเฉล่ียของผลการวิเคราะห์ วิธีการอย่างง่าย ๆ เพ่ือหาค่าเฉลี่ยของคุณภาพน้าคือ การเก็บตัวอย่างน้า
แบบรวมในแนวดิ่ง หรือโดยการนาน้าที่เก็บจากระดับความลึกต่าง ๆ มารวมกันก่อนแล้วจึงวิเคราะห์ตัวอย่าง
คุณภาพน้าทมี่ คี วามผนั แปรตามระดับความลึก ได้แก่ ออกซเิ จนละลาย คา่ พีเอช ความเค็ม เปน็ ต้น
2) ความผันแปรตามจุดเก็บตัวอย่าง องค์ประกอบหรือคุณภาพของน้าหลาย ๆ ประการท่ีเก็บจาก
บรเิ วณหรอื จุดทแี่ ตกตา่ งกัน ในแหล่งน้าเดยี วกนั และแมว้ ่าจะเก็บจากท่ีระดบั ความลึกเดียวกัน ก็อาจจะมีความ
แตกต่างกัน เช่น ปริมาณแพลงกต์ อนและสารแขวนลอย ซ่ึงมักจะมีการกระจายตัวไม่สม่าเสมอข้ึนอยกู่ ับปัจจัย
ตา่ ง ๆ เชน่ ปรมิ าณของธาตอุ าหาร กระแสลม
3) การผันแปรในรอบวัน คณุ ภาพน้าหลายตัวท่ีมีการผนั แปรในรอบวัน (Dial variation) ซึ่งสาเหตุ
ท่ีทาให้เกิดการผันแปรนั้นสืบเน่ืองมาจากแสงที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืชน้าซ่ึงส่วนใหญ่
หมายถึงแพลงก์ตอนเป็นหลัก ดังนั้นการเปล่ียนแปลงระดับความเข้ม ของแสงในรอบวัน จึงมีผลโดยตรง
ต่ออัตราการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืช และส่งผลกระทบต่อไปยังคุณภาพน้าอย่างอ่ืนที่มีความ
เก่ียวข้องกับแพลงก์ตอน ได้แก่ ปริมาณของก๊าซออกซิเจน และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ละลายในน้า
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
คา่ พีเอช การเก็บตัวอยา่ งนา้ เพอ่ื วิเคราะหค์ ุณภาพท่ีมีการแปรผันในรอบวนั นั้น มีส่ิงสาคญั ที่ควรคานงึ ประการ
หนึ่งคือ เวลาท่ีจะเก็บตัวอยา่ ง ซึ่งจะข้ึนอยู่กับจดุ ประสงค์ของการศึกษาและ การตัดสินใจของผ้วู ิเคราะห์เป็น
หลัก เช่น ถ้าต้องการทราบว่าปริมาณของออกซิเจนในบ่อเล้ียงสัตว์น้าที่ต่าท่ีสุดมีค่าเท่าไหร่ ก็จะต้องเก็บ
ตัวอยา่ งนา้ ในชว่ งเช้าตรู่ เปน็ ต้น
4) การผันแปรตามฤดูกาล องค์ประกอบหรือคุณภาพน้าบางอย่างจะเปล่ียนแปลงไปตามฤดูกาล เช่น
ปริมาณก๊าซต่างๆ ท่ีละลายอยู่ในน้า โดยก๊าซชนิดต่าง ๆ จะละลายในน้าท่ีมีอุณหภูมิต่าได้ดีกว่านา้ ที่มีอณุ หภูมิ
สูง ดังนั้นปริมาณก๊าซออกซิเจนจากอากาศ ที่ละลายในแหล่งน้า จึงมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาในรอบปี
ไม่เพียงแต่ปริมาณของก๊าซต่าง ๆ เท่านั้นท่ีมีการเปลี่ยนแปลง ปริมาณแพลงกต์ อนและอัตราเมตาบอลิซึมของ
ส่ิงมีชีวิตชนิดต่าง ๆในน้า ก็จะต่าเม่ืออุณหภูมิของน้าต่า ซ่ึงจะส่งผลให้คุณภาพน้าที่เก่ียวข้องกับกิจกรรมของ
แพลงก์ตอนและสิ่งมชี ีวิตตา่ ง ๆ เปลย่ี นแปลงนอ้ ย
5) การผันแปรระหว่างบ่อ การเปรียบเทียบความแตกต่างของคุณภาพน้าระหว่างบ่อเลี้ยงสัตว์น้า มี
ความจาเป็นมากในการเพาะเล้ียงสัตว์น้า เนื่องจากเป็นที่ทราบกันโดยท่ัวไปว่าแม้บ่อเลี้ยงสัตวน์ ้าหลาย ๆ บ่อ
ที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน ใช้น้าจากแหล่งน้าเดียวกัน และมีการให้อาหาร ให้ปุ๋ยหรือเติมสารเคมีต่าง ๆ
เหมือนกันกต็ าม คณุ ภาพของนา้ ในแตล่ ะบอ่ ก็มีความแตกต่างกัน
กำรเกบ็ รกั ษำตวั อยำ่ งนำ้ (Sample preservation)
ในการวิเคราะห์คุณสมบัติของน้าจาเป็นท่ีจะต้องทาการวิเคราะห์โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทาได้ หรือ
ภายหลงั การเกบ็ ตัวอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทง้ั นีเ้ นือ่ งจากหากปล่อยทิง้ ไว้อาจจะเกิดปฏิกิรยิ าทางเคมแี ละชีวะ
จากสารประกอบและสิ่งมีชีวิตในนา้ เหล่าน้ัน ทาให้คุณสมบัตขิ องน้าเปลีย่ นแปลงไป อย่างไรก็ตามในบางครั้งมี
ความจาเป็นที่จะต้องนาตัวอย่างน้ันเก็บไว้เพ่ือรอ การวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ จึงต้องใช้วิธีการเก็บ
รักษาหรือถนอมตัวอย่างน้าเหล่าน้ีไว้ไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพจนกว่าจะถึงเวลาทาการวิเคราะห์
โดยท่ัวไปไม่มีวิธีใดดีท่ีสุดในการรักษาคุณสมบัติของน้าไม่ให้เปล่ียนแปลง แต่มีวิธีที่จะสามารถชะลอให้การ
เปลยี่ นแปลงดังกลา่ วช้าลง
อย่างไรก็ตามคุณสมบัติของน้าบางพารามิเตอร์ไม่สามารถเก็บรักษาด้วยวิธีใด ๆ ได้เลย เช่น
อุณหภมู ิของอากาศและน้า ความลึกของจุดเก็บ และความโปรง่ ใส จึงตอ้ งทาการวดั ณ จุดเก็บ
หลักการเก็บรกั ษาตัวอย่างน้า จุดประสงคห์ ลักของการเก็บรักษาตัวอยา่ งน้า เพอ่ื ลดหรือป้องกนั การ
สูญเสียองค์ประกอบต่าง ๆ ในตัวอย่างเนื่องจากการระเหยและการเส่ือมสภาพทางชีวภาพน้ัน สามารถ ทา
ได้โดยการเก็บตัวอย่างน้าไว้ในอุณหภูมิต่าท่ีสุดโดยท่ีตัวอย่างน้าไม่เกิดการแข็งตัว นอกจากนี้ยังอาจเก็บรักษา
ตวั อย่างด้วยสารเคมี โดยเตมิ สารเคมีตั้งแต่เก็บตัวอย่างเสร็จใหม่ ๆ แต่อย่างไรก็ตามการเลือกวิธีการเก็บรกั ษา
ตัวอย่างน้ายังขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการวิเคราะห์ซึ่งไม่มีวิธีใดท่ีจะใช้ได้ดีท่ีสุดหรือเหมาะสมท่ีสุดสาหรับทุก
กรณี สว่ นวธิ กี ารตา่ ง ๆ ทม่ี กั ใชใ้ นการเก็บรกั ษาตัวอย่างน้า เพื่อการวเิ คราะห์นา้ โดยท่ัวไปนัน้ แสดงดงั ตาราง
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
ตำรำงแสดงกำรเกบ็ รกั ษำตัวอยำ่ งน้ำเพ่อื กำรวิเครำะห์
การวเิ คราะห์ ภาชนะ ปรมิ าตร วิธกี ารเกบ็ รักษาและระยะเวลา
สภาพกรด (Acidity) P,G 100 แชต่ ู้เย็นที่ 4 ◦C เกบ็ ได้นาน 24 ช่ัวโมง
สภาพด่าง (Alkalinity) P,G 200 แชต่ ูเ้ ยน็ ที่ 4 ◦C เกบ็ ไดน้ าน 24 ช่วั โมง
บโี อดี (BOD) BOD 1,000 แช่ตเู้ ยน็ ท่ี 4 ◦C เกบ็ ไดน้ าน 6 ชั่วโมง
สารประกอบคารบ์ อน G 100 วิเคราะห์ทันทหี รือแช่ตเู้ ย็นที่ 4 ◦C
(Total organic carbon) และเตมิ HCl ให้ pH ต่ากวา่ 2 เก็บไดน้ าน 7 วนั
คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 ) P,G 100 วิเคราะหท์ ันที
ซีโอดี (COD) P,G 100 วเิ คราะหท์ นั ทหี รือแชต่ เู้ ย็นที่ 4 ◦C และเติม H2SO4 ให้
pH ต่ากว่า 2 เกบ็ ได้นาน 7 วัน
คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) P,G 500 วเิ คราะหท์ นั ที
สี (Color) P,G 500 เก็บในท่ีมดื เกบ็ ไดน้ าน 30 วัน
ความนาไฟฟ้า ( Conductivity) P,G 500 แช่ตเู้ ยน็ ที่ 4 ◦C เก็บไดน้ าน 28 วนั
ความกระดา้ ง (Hardness) P,G 100 เติม HNO3 ให้ pH ตา่ กว่า 2 เก็บได้นาน 6
เดือน
แอมโมเนยี (NH3 + NH4 + ) P,G 500 วิเคราะหท์ ันทหี รือเตมิ H2SO4 ให้ pH ตา่ กว่า 2 แลว้
ไนเตรท ( NO3 - ) เกบ็ ในตูเ้ ย็นท่ี 4 ◦C เก็บได้นาน 7 วัน
ไนเตรทและไนไตรท์
ไนไตรท์ ( NO2 - ) P,G 100 วเิ คราะห์ทันทีหรือแช่ต้เู ยน็ ท่ี 4 ◦C
เก็บไดน้ าน 48 ชั่วโมง
P,G 200 เติม H2SO4 ให้ pH ต่ากว่า 2 และ แช่ตูเ้ ย็นท่ี 4
◦C เก็บไดน้ าน 28 วัน
P,G 100 วเิ คราะหท์ ันทหี รือแช่ตู้เยน็ ท่ี 4 ◦C เก็บได้นาน 48
ชวั่ โมง
การวิเคราะห์ ภาชนะ ปรมิ าตร วิธกี ารเกบ็ รักษาและระยะเวลา
ออกซิเจนทีล่ ะลายน้า (DO) BOD 300 วิเคราะห์ทนั ที
สภาพกรดหรือดา่ ง (pH) P,G วิเคราะห์ทนั ที
ฟอสเฟต (PO4 - ) G 100 แช่ตู้เยน็ ท่ี 4 ◦C เกบ็ ได้นาน 48 ชั่วโมง
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
ความเคม็ (Salinity) G 240 วเิ คราะห์ทันที
อุณหภมู ิ (Temperature) P,G - วิเคราะหท์ ันที
ความขนุ่ (Turbidity) P,G - เกบ็ ในท่ีมืดและแชต่ เู้ ยน็ ที่ 4 ◦C เกบ็ ไดน้ าน 24
ช่วั โมง
หมายเหตุ P หมายถึง โพลีเอทีลนี และ G หมายถงึ แก้ว ทมี่ า : วริ ชั 2544 : 98
กระบวนการในการวเิ คราะห์ตวั อยา่ งน้า
การวางแผน
(การเลือกจุดเก็บตวั อยา่ ง การเลือกวธิ ีเก็บตวั อยา่ ง)
การสุ่มและวดั ตวั อยา่ งภาคสนาม
(การเกบ็ ตวั อยา่ ง, การบรรจุตวั อยา่ ง, การขนส่ง, การรักษาสภาพตวั อยา่ ง, การเก็บรักษา)
ตวั อยา่ ง)
การวเิ คราะหใ์ นหอ้ งปฏิบตั ิการ
(การเตรียมตวั อยา่ ง, การวดั , การคานวณ, การบนั ทึก)
การวิเคราะหแ์ ละการแปลผล
การจดั ทารายงาน กิจกรรมสรุปเนื้อหำบทเรยี น
ภำพแสดงกระบวนกำรใน
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
หน่วยที่ 5
กำรวดั และวเิ ครำะห์คุณภำพนำ้ เบื้องตน้ ในกำรเพำะเลี้ยงสตั วน์ ำ้
การวัดและการวิเคราะห์คุณภาพน้าเป็นกระบวนการที่สาคัญที่จะนาไปสู่การแปลข้อมูลเพื่อการ
จัดการคุณภาพน้า การวิเคราะห์คุณภาพน้าจะต้องมีความถูกต้องและแม่นยา ต้ังแต่กระบวนการวางแผนการ
เก็บตัวอย่างน้า การเตรยี มอปุ กรณ์ สารเคมี และกระบวนการในการวเิ คราะห์ ดังน้ันผู้ทาการวิเคราะหค์ ุณภาพ
น้าจะตอ้ งศกึ ษาวธิ กี ารวิเคราะหใ์ หถ้ ว้ นถี่กอ่ นการดาเนินการ
การวิเคราะห์คุณภาพน้าเป็นเคร่ืองมือสาคัญในการบริหารจัดการบอ่ ดงั นั้นจาเปน็ ต้องมีความรคู้ วาม
เข้าใจวีธวี เิ คราะห์คุณภาพน้าที่ถูกต้อง เหมาะสม สาหรบั พารามเิ ตอร์ทางคุณภาพน้าและวิธเี คราะห์ที่ใช้ในการ
เพาะเล้ียงสตั วน์ ้า มีดงั นี้
1. วิธีกำรวดั คำ่ อณุ หภูมขิ องน้ำ
เคร่ืองมอื และอุปกรณ์
1) เทอรโ์ มมเิ ตอร์ (Thermometer)
ภาพแสดงการวดั อณุ หภูมิโดยใชเ้ ทอร์โมมิเตอร์
วิธีวดั
1) ก่อนใช้ต้องเลือกเทอร์มอมิเตอร์ที่มีช่วงอุณหภูมิสูงสุดและต่าสุดให้เหมาะสมกับสิ่งท่ีจะ
นาไปวัด เพราะถา้ นาไปวดั อณุ หภูมิสงู เกนิ ไปจะทาใหก้ ระปาะแกว้ ท่ีบรรจขุ องเหลวแตก
2) การใช้เทอร์มอมิเตอร์ ต้องให้กระเปาะเทอร์มอมิเตอร์จุ่มอยู่ในของเหลวหรือสัมผัสกับสิ่ง
ทจี่ ะวัดและตอ้ งไมแ่ ตะกบั ด้านข้างหรือกน้ ภาชนะ ใช้ท่จี บั หลอดทดลงจับเทอร์มอมิเตอร์ไว้ใหต้ งั้ ตรงหรอื อาจใช้
น้วิ จบั สว่ นปลายของเทอร์มอมิเตอร์เทา่ นน้ั
3) การอ่านอณุ หภูมิ ตอ้ งใหส้ ายตาอยใู่ นระดับเดยี วกับของเหลวในเทอรม์ อมิเตอร์
4) เมื่อใช้เทอร์มอมิเตอรแ์ ลว้ ใหท้ าความสะอาด เช็ดให้แหง้ และเกบ็ ใสก่ ล่อง
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
2. กำรวัดควำมโปร่งแสงของน้ำ
เคร่ืองมอื และอุปกรณ์
1) แผ่นวงกลมขาวดา (Secchi disc) ทาด้วยไม้ แผ่นพลาสติกหรือโลหะ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง
20 เซนติเมตร ด้านบนทาสีขาวสลับดาและตรงกลางมีห่วงสาหรับผูกเชือกเพื่อบอกระดับ ด้านล่างมีน้าหนัก
ถ่วงเพ่อื ให้จมน้า
2) สายวดั
ภาพทแี่ สดงแผ่นวงกลมขาวดา (Secchi disc)
วิธีการวดั
1) หย่อนแผ่นวงกลมขาวดา (Secchi disc) ลงไปในแหล่งน้าท่ีทาการวัดอย่างช้า ๆ
จนกระท่ังมองไมเ่ ห็นแผน่ วงกลมขาวดา บันทกึ ความยาวของเชือกท่ีหย่อนลงไป จากน้ันหย่อนแผ่นวงกลมขาว
ดา ลงไปอกี เลก็ นอ้ ย แลว้ ดึงขน้ึ บนั ทึกความยาวของเชือกท้ังสองคร้ัง
2) ค่าความโปรง่ แสงของน้า เท่ากับคา่ เฉล่ียของความยาวเชอื ก
ภาพแสดงการวัดความโปร่งแสง ภาพแสดง QR Cord การวัดความโปร่งแสง
3. กำรวัดควำมเคม็ (วดั ดชั นหี กั เหของแสง)
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
เครอ่ื งมอื และอุปกรณ์
1) Refractometer
2) บิกเกอร์พรอ้ มหยอดหยด
3) กระดาษชาระ
แผน่ ทาบปริซึม ป่ มุ ปรับสาหรับแคลิเบรต
ช่องเลนส์ตา
กระจกปริซึม ส่วนปรับโฟกสั
ภาพเคร่อื งวัดความเค็มชนดิ หักเหแสง (Refractometer)
วิธกี าร
1) ตรวจสอบสเกล (Scale) ของเครื่องวัดให้อยู่ท่ีระดับ 0 โดยคร้ังแรกหยดน้ากลั่นลงบน
แผ่นปรซิ มึ เพือ่ ล้างความเค็มที่อาจตกคา้ งอยู่ เสรจ็ แลว้ หยดนา้ กลน่ั ลงไปบนแผ่นปริซึมอกี ครั้ง
2) ปิดแผ่นทาบปริซึม ยกเครื่องวัดข้ึนส่องไปยังบริเวณท่ีมีแสงสว่างถ้าสเกลของเคร่ืองวัดไม่
อยูท่ ่รี ะดบั 0 ปรับปุ่มปรบั ความเค็มท่อี ยดู่ า้ นบนเพือ่ ใหเ้ คร่ืองอ่านค่าความเคม็ ไดเ้ ทา่ กับ 0 พีพีที
3) เปิดแผ่นทาบปริซึมแล้วใช้กระดาษหรือผ้านุ่ม ๆ เช็ดน้าท่ีเหลือออกแล้วหยดน้าตัวอย่างที่
ต้องการวัดลงไปบนปริซึม ปิดแผ่นทาบปริซึม อ่านค่าที่วัดได้โดยยกเคร่ืองวัดขึ้นส่องไปยังบริเวณท่ีมีแสงสว่าง
สังเกตพ้ืนท่ีวงกลมในช่องเลนส์ตาจะปรากฏพื้นที่สีน้าเงินด้านบนและสีขาวด้านล่าง ให้อ่านค่าบริเวณที่เขต
พน้ื ท่ีสนี า้ เงนิ บรรจบกับพื้นท่สี ขี าว ค่าที่ได้เปน็ ค่าความเคม็ ของน้า มีหน่วยเปน็ สว่ นในพนั สว่ น (ppt)
4) เมื่อวัดตัวอย่างเสร็จแล้วให้หยดน้ากล่ันลงบนแผ่นปริซึมอีกคร้ังหน่ึงเพ่ือทาความสะอาด
และเชด็ ใหแ้ หง้ ก่อนเก็บเข้าท่ี
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
อ่านคา่ ความเคม็ ไดเ้ ท่ากบั 35 ppt
ภาพการอ่านคา่ ความเค็มบนพ้ืนท่วี งกลมในช่องเลนสต์ า QR Cord Refractometer Salino meter
4. กำรวดั ควำมเปน็ กรดเป็นด่ำง (pH)
วธิ ีวดั ความเปน็ กรดเปน็ ด่างในตวั อยา่ งนา้ สามารถทาไดห้ ลายวิธี ดังน้ี
1) การวดั ด้วยเครอื่ งมือไฟฟ้า (Electrometric method)
วดั ดว้ ยเครอ่ื งมือที่เรียกวา่ pH meter
หลกั การ
การวัด pH คือ การวัดสภาพความเป็นกรดหรือด่างของสารละลาย ที่มีน้าเป็นตัวทาละลาย
โดยวัดความต่างศักย์ที่เกิดข้ึนระหว่างอิเลคโทรดอ้างอิงกับอิเลคโทรดตรวจวัด ความต่างศักย์ที่ได้ เกิดขึ้นจาก
จานวนไฮโดรเจนไอออน (H+) อิเลคโทรดจะเปลี่ยนความต่างศักย์ที่เกิดขึ้นจากไอออนให้เป็นความต่าง
ศกั ย์ไฟฟ้า แล้วขยายให้มีความต่างศักย์สูงขึน้ ด้วยเคร่ืองวัดพเี อช
การเก็บตวั อย่างน้า
น้าท่ีนามาวัดไม่ต้องผ่านการกรอง และควรทาการวัดค่าทันทีที่เก็บตัวอย่าง แต่ถ้าหากไม่
สะดวกหรือมีตัวอย่างจานวนมากก็สามารถเก็บรวบรวมมาทาการวัดในหอ้ งปฏิบัติการได้ โดยบรรจุน้าตัวอย่าง
ในขวดพลาสติกปิดฝาให้แน่น อาจใช้วิธีเก็บในท่ีเย็นขณะลาเลียงมายังห้องปฏิบัติการ และก่อนทาการวัดค่า
pH ควรปล่อยให้อุณหภูมิของน้าตัวอย่างเพ่ิมขึ้นจนอยู่ในระดับใกล้เคียงกับอุณหภูมิของห้องปฏิบัติการ (± 2
ºC ) ปรมิ าตรของน้าทีจ่ าเปน็ ตอ้ งใชใ้ นการวัดคา่ pH ประมาณ 50 -100 มิลลิลติ ร
เครื่องมอื และอุปกรณ์
1) เคร่อื งวดั ความเปน็ กรดเป็นด่าง
2) บกิ เกอร์
3) ขวดเกบ็ ตวั อยา่ งน้า
4) นา้ กลน่ั
5) สารละลายบัฟเฟอร์
6) กระดาษชาระ
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
วธิ ีการวดั
1) สารละลายที่จาเป็นต้องใช้ คือ Standard buffer solution ซ่ึงอาจอยู่ในรูปของผง
โดยนามาละลายน้าตามปริมาตรที่กาหนดหรือในรูปของสารละลายสาเร็จรูปจากบริษัทผู้ผลิต ระดับ pH ของ
Buffer ทีค่ วรมี คอื pH 4 , 7 และ 9
2) การเตรียมเครื่องมือควรปฏิบัติตามคาแนะนาของคู่มือการใช้ประจาเคร่ือง ท่ีสาคัญคือ
ควรเปิดเครอ่ื งทง้ิ ไว้ประมาณ 10-15 นาทกี ่อนทาการวดั
3) ปรับปุ่มอุณหภูมิของ pH meter ให้ตรงกับอุณหภูมิของตัวอย่างน้า อุณหภูมิของ Buffer
กค็ วรอยใู่ นระดับเดยี วกนั กับตวั อย่างน้า ทั้งนี้เนอื่ งจากอณุ หภูมิ มีผลตอ่ การวดั คา่ pH
4) ปรบั เครื่องมือ (Standardize) โดยใช้ buffer solution ทีม่ ี ค่า pH ที่ 4 และ 9 หรือ 7
โดยเลอื กเอา buffer ที่มคี ่า pH อยู่ในช่วงท่ีคาดว่าใกล้เคียงกับตัวอย่างนา้ ทจ่ี ะตรวจสอบ โดยใส่ Buffer ลง
ในบิกเกอร์ที่สะอาดแล้วจุ่มอิเลคโทรดลงไปใน Buffer solutionกดปุ่ม read อ่านค่า pH ในขณะท่ีแกว่ง
สารละลายไปมาเบา ๆ รอดูจนกระทง่ั เขม็ ของมิเตอรห์ ยุดนิง่ จึงปรับปุ่ม Standardize ของเครื่องมือให้อา่ นค่า
pH ตรงตาม Buffer ทีใ่ ช้ตรวจสอบ ทาการตรวจสอบอกี ครงั้ กบั Buffer ตวั อื่น
5) ในขณะที่เปล่ียนตัวอยา่ งสารละลายจะต้องกดปุ่ม Stand by ที่เครื่องเสียก่อน แล้วจึงเอา
อเิ ลคโทรดข้นึ แลว้ ล้างด้วยนา้ กลั่นทีส่ ะอาด และซับให้แห้งดว้ ยกระดาษนมุ่ ๆ
6) นาตัวอย่างน้าท่ีต้องการตรวจสอบมาใส่บิกเกอร์ (ปริมาตร 50-100 มิลลิลิตร โดยใหส้ ่วน
ปลายของอิเลคโทรดจุ่มลงไปในตัวอย่างได้ไม่นอ้ ยกว่า 1 ใน 3 ของความยาว) แล้วทาการวัดค่า pH โดยแกว่ง
ตัวอย่างนา้ เบา ๆ เมื่อเขม็ หยดุ น่ิงก็อ่านค่า pH ไดโ้ ดยตรง
ภาพ เครือ่ งวัด pH แบบตัง้ โต๊ะ ภาพ เครือ่ งวัด pH แบบพกพา QR Cord การวัด pH
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
การวัดโดยการเทียบสี การวัดโดยวิธีนี้ค่อนข้างยุ่งยากเสียเวลาและให้ค่า ไม่ละเอียดถูกต้อง
แน่นอนเหมอื นกับการวัดด้วยเครื่องมอื ปัจจบุ นั จงึ ไมค่ อ่ ยนิยมใช้
วิธีการ
1) ล้างหลอดทดสอบดว้ ยนา้ ตวั อย่าง แล้วตวงตวั อย่างน้า 5 มิลลิลติ ร
2) หยดนา้ ยา 3 หยด แล้วเขยา่ ใหเ้ ขา้ กนั
3) เปรยี บเทยี บสรี ะหวา่ งหลอดทดสอบกบั แผน่ เทยี บสแี ล้วอา่ นค่าพีเอช
ภาพการวดั pHโดยการเทยี บสี
การวัดด้วยกระดาษวัด pH วิธีการน้ีจะสะดวกรวดเร็ว แต่ค่าที่ได้น้ัน ไม่ถูกต้องแม่นยา
โดยเฉพาะในน้าที่มีบฟั เฟอรต์ ่า การใช้ประโยชน์นั้นจะใช้บอกค่าโดยประมาณเท่าน้ัน สาหรับการใช้ในบ่อเล้ียง
สัตว์น้าไม่นิยมใช้กันแพร่หลายนัก เน่ืองจากการเปล่ียนแปลงสีของกระดาษวัด pH ไม่สามารถบ่งชี้ค่าได้
ละเอยี ดมาก
วธิ ีการ
1) จมุ่ กระดาษวัดพีเอชในตัวอย่างน้า ประมาณ 30 วินาที
2) เปรยี บเทียบสรี ะหวา่ งกระดาษวัด pH กับแผ่นเทียบสีแล้วอ่านค่า
ภาพกระดาษวดั pH
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
5. กำรวิเครำะห์ออกซิเจนละลำยนำ้
วธิ วี ิเคราะห์ออกซิเจนละลายท่ีนยิ มใชม้ ี 2 วิธี คือ วธิ ีเอไซด์แบบปรบั ปรงุ (Azide Modification) และ
วิธีเมมเบรนอเิ ลคโทรด (Membrane electrod)
1) วธิ เี อไซด์แบบปรับปรุง (Azide Modification)
หลักการ
ออกซิเจนจะออกซิไดส์ Mn2+ ไปเปน็ Mn4+ ภายใต้สภาวะเป็นด่าง Mn4+ น้ีสามารถออก
ซิไดส์ I- ไปเป็น I2 อิสระภายใต้สภาวะท่ีเป็นกรด น่ันคือ ปริมาณของ I2 อิสระที่ถูกขับออกมาจะสมมูลย์กับ
ออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้าตอนเร่ิมต้นและวัดได้โดยการไตเตรทด้วยสารละลายมาตรฐานโซเดียมไทโอ
ซัลเฟตปฏกิ ริ ยิ าทีเ่ กิดขน้ึ เปน็ ดงั นี้
1) เมื่อเติม MnSO4 และ Alkaline-Iodide-Azide
Mn2+ + 2OH- Mn(OH)2 ตะกอนสีขาว
ถา้ ในน้ามี O2 จะเกิดปฏิกิริยาต่อไปน้ี
Mn (OH)2 + ½ O2 MnO2 + H2O ตะกอนสีน้าตาล
2) เม่ือเติมกรดซลั ฟิ วริกเขม้ ขน้ I- จะถูกออกซิไดส์ไปเป็น I2
MnO2 + 2I- + 4H+ Mn2+ + I2 + 2H2O
3)ไตเตรทดว้ ย Na2S2O3 เพื่อหาค่า + I2 ที่เกิดข้นึ
I2 + 2 S2O32- S4O6 2- + 2 I-
น้าที่มไี นไตรท์อยู่ จะรบกวนการหาค่าออกซเิ จนละลาย ทาใหไ้ ดค้ า่ สงู กว่าคา่ จริง กาจัดไนไตรท์โดยใช้ NaN3
ซงึ่ ใส่รวมกับสารละลายอลั คาไล-ไอโอไดด์-เอไซด์
การเกบ็ และรักษาตัวอยา่ งนา้
การเก็บตัวอย่างน้าเพื่อวิเคราะห์หาออกซิเจนละลายจะต้องระวังไม่ให้เกิดฟองอากาศควร
เก็บตัวอย่างด้วยกระบอกเก็บน้า ในระหว่างการถ่ายน้าจากกระบอกเก็บน้าต้องให้สายยางที่ต่อจากกระบอก
เก็บน้าถึงก้นขวด เพ่ือป้องกันไม่ให้ออกซิเจน จากบรรยากาศลงไปเจือปน ขณะปล่อยน้าต้องค่อย ๆ เล่ือน ให้
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
ปลายสายยางจุ่มใต้ผิวน้าในขวดบีโอดีประมาณ 1-2 เซนตเิ มตร อยตู่ ลอดเวลา เม่ือน้าล้นปากขวดบีโอดีปล่อย
ให้น้าล้นสักระยะหนึ่งแล้วค่อย ๆ ใช้จุกแก้วปิดฝาขวดโดยไม่ให้มีฟองอากาศหลงเหลืออยู่ที่คอขวดบีโอดี
โดยทั่วไปแล้วควรทาการวิเคราะห์หาออกซิเจนละลายทันทีหลังจากเก็บตัวอย่าง หากวิเคราะห์ไม่ได้ รักษา
สภาพตัวอย่างด้วยการเติมสารละลายแมงกานีสซัลเฟต และสารละลายอัลคาไล-ไอโอไดด์-เอไซด์ อย่างละ 1
มิลลิลิตรตามลาดับ เขย่าให้สารละลายเข้ากันจนตกตะกอน เติมน้าตัวอย่างหรือน้ากลั่นลงไปจนเต็มช่องว่าง
ระหวา่ งจุกแกว้ กับปากขวดบโี อดีแล้วปิดด้วย cap lock เพ่ือป้องกนั ไม่ใหอ้ อกซเิ จนแพรเ่ ขา้ ส่ตู ัวอยา่ ง เก็บขวด
บีโอดีไม่ให้ถูกแสงซง่ึ สามารถเกบ็ ตัวอย่างไวไ้ ดน้ าน 12 ชัว่ โมง
เคร่ืองมือและอุปกรณ์
1) เครอื่ งชงั่ แบบละเอียด 2) ขวดรปู ชมพู่
3) ปเิ ปตพร้อมลูกยาง 4) ขวดวดั ปรมิ าตร
5) แท่งแก้วคนสาร 6) บิวเรตพร้อมขาตั้ง
7) โถดูดความช้ืน 8) ต้อู บ
9) น้ากลั่น 10) บิกเกอร์
11) ขวดบโี อดี
สารเคมีและการเตรียม
1) สารละลายแมงกานีสซลั เฟต
ละลายแมงกานสี ซลั เฟตเตตราไฮเดรต (MnSO4.4H2O) 480 กรัมหรอื แมงกานีสซัลเฟตไดไฮ
เดรต (MnSO4.2H2O) 400 กรมั หรือแมงกานสี ซลั เฟตโมโนไฮเดรต (MnSO4.H2O) 364 กรมั ในนา้ กลั่น กรอง
แลว้ เจือจางเปน็ 1 ลิตร
2) สารละลายอลั คาไล-ไอโอไดด์-เอไซด์
ละลายโซเดียมโฮดรอกไซด์ (NaOH) 500 กรัม (หรือโปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) 700
กรัม) และโซเดียมไอโอไดด์ (Nal) 135 กรัม (หรือโปแตสเซียม ไอโอไดด์ (KI) 150 กรัม) ในน้ากลั่น เจือจาง
ให้เป็น 1 ลิตร และละลายโซเดียมเอไซด์ (NaN3) 10 กรัม ในน้ากล่ัน 40 มิลลิลิตร แล้วเติมลงในสารละลาย
ข้างต้น
3) กรดซัลฟวิ รกิ เขม้ ขน้ (36 N)
4) น้าแปง้
ละลายแป้งมันสาปะหลงั 5 กรมั ในนา้ ตม้ 800 มิลลลิ ติ ร เตมิ น้าใหไ้ ด้ 1 ลติ รตม้ ให้เดือด
2–3 นาที ตง้ั ค้างคนื ใช้แต่น้าใส เติมกรดซาลิไซลิค (Salicylic Acid) 1.25 กรมั ต่อน้าแป้ง 1 ลิตร
5) สารละลายโซเดียมไทโอซัลเฟต 0.1 N
ละลายโซเดียมไทโอซัลเฟตเพนตะไฮเดรต (Na2S2O3.5H2O) จานวน 24.82 กรัม ในน้าตม้
ที่เยน็ แล้ว เติมจนได้ปริมาตร 1 ลิตร เกบ็ รักษาโดยการเติมคลอโรฟอร์ม 5 มิลลลิ ติ ร หรอื โซเดยี มไฮดรอกไซด์
1 กรัมต่อสารละลาย 1 ลิตร
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
6) สารละลายมาตรฐานโซเดียมไทโอซัลเฟล 0.0250 N
เตรียมโดยเจอื จางสารละลายไซเดียมไทโอซัลเฟต 0.1 N จานวน 250 มลิ ลิลิตร ดว้ ยน้ากลน่ั
ใหเ้ ป็น 1 ลติ ร เกบ็ รักษาโดยการเตมิ คลอโรฟอรม์ 5 มิลลิลิตร หรือใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ 0.4 กรมั ตอ่
สารละลาย 1 ลติ ร สารละลายนี้ต้องนามาหาความเข้มขน้ ที่แนน่ อน (Standardization) ดว้ ยสารละลาย
มาตรฐานโปแตสเซยี มไดโครเมต (K2Cr2O7)
7) สารละลายมาตรฐานโปแตสเซียมไดโครเมต 0.0250 N
ละลายโปแตสเซยี มไดโครเมตที่อบแหง้ ที่อุณหภมู ิ 103 องศาเซลเซียส เปน็ เวลา 2 ช่วั โมง
จานวน 1.226 กรมั ต่อนา้ กล่ัน 1 ลิตร
8) การหาความเขม้ ข้นทแี่ น่นอนของสารละลายโซเดียม ไทโอซลั เฟตโดยละลายโปแตสเซียม
ไอโอไดด์ (KI) ประมาณ 2 กรมั ในนา้ กล่ัน 150 มิลลิลิตรใส่ขวดรูปชมพู่ เติมกรดซัลฟิวรกิ (1 + 9) 10
มิลลิลิตรแลว้ เตมิ สารละลายมาตรฐานโปแตสเซียม ไดโครเมต 0.0250 N จานวน 20 มลิ ลิลติ ร ทง้ิ ไว้ในท่ีมดื
5 นาที เติมน้ากลนั่ จนไดป้ รมิ าตร 200 มลิ ลลิ ติ ร แลว้ ไตเตรทด้วยสารละลายโซเดยี มไทโอซัลเฟต โดยใชน้ า้
แปง้ เป็นอินดเิ คเตอร์(จากสีนา้ เงินจนไมม่ สี ี) ซง่ึ ปกติ จะปรับความเขม้ ขน้ ของสารละลายโซเดยี มไทโอซลั เฟต
เท่ากบั 0.0250 N พอดี เพ่ือสะดวกในการคานวณ ถ้าสารละลายโซเดยี มไทโอซัลเฟต มีความเข้มข้น
0.0250 N ปริมาตรทใ่ี ช้ในการไตเตรทจะเทา่ กบั 20.0 มลิ ลิลิตร พอดี
ความเขม้ ข้นของสารละลาย โซเดยี มไทโอซัลเฟต (นอร์มัลลิตี้) N = 0.0250 × A
20
ในเมอ่ื A = ปริมาตรสารละลาย โซเดยี มไทโอซัลเฟตท่ีใช้ไตเตรท (มลิ ลิลติ ร)
วิธีการวเิ คราะห์
QR Cord การวิเคราะหป์ รมิ าณออกซเิ จนท่ีละลายในน้า โดยวิธี Azide Modification
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
ข้นั ตอนการวเิ คราะห์ออกซิเจนละลายน้า
เกบ็ ตวั อยา่ งน้าโดยวธิ ีจุ่มขวด เกบ็ บริเวณผวิ น้าใหค้ วา่ ขวดบีโอดีแลว้ กดใหจ้ มลงใตน้ ้าคอ่ ย ๆ
เอียงขวดข้ึนใหน้ ้าไหลเขา้ ขวดแทนที่อากาศจนเตม็ ขวด การเก็บจะตอ้ งไมใ่ หม้ ีฟองอากาศ
การเก็บโดยวธิ ีกาลกั น้า โดยใชส้ ายยางของกระบอกเกบ็ ตวั อยา่ งน้า หรือเกบ็ จากถงั
โดยจุ่มสายยางใหใ้ กลก้ น้ ขวดบีโอดี การเกบ็ จะตอ้ งไมใ่ หม้ ีฟองอากาศ
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
ตวั อยา่ งน้าเกบ็ ใส่ขวดบีโอดี ความจุ 300 มิลลิลิตร
เตรียมวเิ คราะห์
สารเคมีที่ใชใ้ นการวเิ คราะห์
- สารละลายแมงกานีสซลั เฟต - สารละลายอลั คาไล –ไอโอไดด์ - เอไซด์
-กรดซลั ฟิ วริก - น้าแป้ง - สารละลายมาตรฐานโซเดียมไทโอซลั เฟต
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
เติมสารละลายแมงกานีสซลั เฟต(5แ)ละสารละลายอลั คาไล –ไอโอไดด์ - เอ(6ไ)ซด์
อย่างละ 1 มิลลิลิตรโดยให้ปลายปิ เปต อยู่ใต้ผิวน้า ปิ ดฝาขวดบีโอดีเขย่าทิ้งไวใ้ ห้
ตกตะกอนประมาณคร่ึงขวด
ละลายตะกอนดว้ ยกรดซลั ฟิ วริก 2 มิลลิลิตร โดยใหป้ ลายปิ เปตอยเู่ หนือผิวน้า
เขยา่ ใหต้ ะกอนละลายวางทิง้ ไวอ้ ยา่ งนอ้ ย 5 นาที
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
ตวงตวั อยา่ งน้า 201 มิลลิลิตร ใส่ขวดรูปชมพ่เู พอื่ เตรียมไตเตรท
ไตเตรทดว้ ยสารละลายมาตรฐานโซเดียมไทโอซลั เฟต 0.0250 N จนเป็นสีฟางขา้ ว
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
เติมน้าแป้ง 1มิลลิลิตร จะไดส้ ีน้าเงิน ไตเตรทตอ่ ดว้ ยสารละลายมาตรฐาน
โซเดียมไทโอซลั เฟตจนสีน้าเงินหายไป
อา่ นค่าโซเดียมไทโอซลั เฟตที่ใชไ้ ปท้งั หมด ค่าออกซิเจนละลายมีค่าเท่ากบั ปริมาตรของ
สารละลายมาตรฐานโซเดียมไทโอซลั เฟตที่ใชไ้ ปท้งั หมด หน่วยเป็นมิลลิกรัมต่อลิตร
ภาพขน้ั ตอนการวเิ คราะห์ออกซิเจนละลายนา้
กจิ กรรมสรุปเน้อื หำบทเรยี น
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
หนว่ ยท่ี 6
กำรแปลข้อมูลคุณภำพน้ำเพ่ือประยกุ ตใ์ ชใ้ นกำรเพำะเล้ียงสัตว์น้ำ
การแปลข้อมลู คุณภาพน้า เปน็ กระบวนการทสี่ าคัญยิ่งทนี่ าไปสู่การจดั การคุณภาพน้าในบ่อเลยี้ งสัตว์
น้า การแปลข้อมูลเป็นการนาผลการวิเคราะห์คุณภาพน้าที่วิเคราะห์ได้เทียบกับเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้าท่ี
เหมาะสมตอ่ การเพาะเล้ียงสัตว์นา้ ซ่ึงเกณฑ์มาตรฐานคณุ ภาพนา้ ที่เหมาะสมในการเลย้ี งสัตว์น้าแต่ละชนดิ อาจ
มคี วามแตกตา่ งกัน ทั้งนเี้ นอื่ งจากสัตวน์ ้าแต่ละชนดิ มีลักษณะการดารงชวี ิตทีแ่ ตกต่างกัน
การแปลข้อมูลคุณภาพน้าเพื่อประยุกต์ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้า เป็นการนาความรู้เร่ืองคุณภาพน้า
มาใช้ในการจัดการคุณภาพน้าในบ่อเลี้ยงสัตว์น้าให้มีความเหมาะสมต่อการดารงชีวิตของสัตว์น้า การจัดการ
คณุ ภาพน้า หมายถึง ความพยายามท่ีจะลดข้อจากดั ของคุณภาพนา้ ท่ีมีผล ต่อผลผลิตสัตว์น้า โดยกระบวนการ
ทางกายภาพและเคมี เช่น การเติมอากาศ การเปลี่ยนถ่ายน้า การใส่ปุ๋ย การใส่ปูนขาว เป็นต้น การจัดการ
คุณภาพน้าในบ่อเล้ียงสัตว์น้าในระหว่างการเล้ียงเป็นสิ่งสาคัญท่ีผู้เล้ียงสัตว์น้าจะต้องให้ความสาคัญ เพราะถ้า
คณุ ภาพน้าเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่เหมาะสม สง่ ผลให้การเจรญิ เตบิ โตของสัตวน์ ้าผดิ ปกตหิ รืออาจทาให้สัตว์
นา้ ตายได้
กำรแปลขอ้ มูลคุณภำพน้ำ
การแปลข้อมูลคุณภาพน้า หมายถึง การนาผลการวิเคราะห์คุณภาพน้าท่ีวิเคราะห์ได้มาเปรียบเทียบ
กับเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพนา้ ทเ่ี หมาะสมต่อการเลย้ี งสตั ว์นา้ ซงึ่ ค่าคณุ ภาพน้าทเี่ หมาะสมตอ่ การเลี้ยงสตั ว์น้า
แตล่ ะชนดิ จะมคี ่าแตกต่างกัน ทงั้ นข้ี ึ้นอย่กู บั สภาพการดารงชีวิตของสตั วน์ ้าแตล่ ะชนดิ
การแปลข้อมูลคุณภาพน้าเป็นกระบวนการทส่ี าคญั ยิ่งท่นี าไปสู่การจัดการคุณภาพนา้ ในบ่อเลีย้ งสัตว์
นา้ เปน็ การนาค่าคณุ ภาพนา้ ทีว่ ิเคราะห์ได้ เทียบกบั เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้าที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยง
สตั วน์ า้
คุณภาพนา้ ที่เหมาะสมต่อการเพาะเลยี้ งสตั วน์ ้า หมายถงึ คุณสมบตั ิโดยรวมท้งั ด้านกายภาพ เคมีและ
ชวี ภาพของน้าในบ่อเพาะเล้ยี งสัตวน์ ้า เพ่อื ความเหมาะสมตอ่ การเจรญิ เตบิ โตและสุขภาพของสตั ว์น้า คุณภาพ
น้าทีเ่ หมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงปลาและเลี้ยงกุ้งกลุ าดา แสดง ดงั ตารางคุณภาพน้าทเี่ หมาะสมต่อการ
เพาะเล้ียงปลา และคุณภาพน้าท่ีเหมาะสมตอ่ การเล้ียงกุ้งกุลาดา
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
ตารางแสดงคุณภาพนา้ ท่เี หมาะสมต่อการเพาะเลยี้ งปลา
คุณภำพนำ้ ค่ำมำตรฐำน
ออกซเิ จนละลายนา้ ไมน่ ้อยกวา่ 3 มลิ ลิกรมั /ลติ ร
คาร์บอนไดออกไซด์ ไม่มากกว่า 30 มลิ ลิกรมั /ลิตร
ความเปน็ กรดเปน็ ด่าง (pH) 6.5-9.0
อณุ หภมู ิ 25-32 องศาเซลเซียส
ความโปร่งแสง 30-60 เซนตเิ มตร
ของแข็งตกตะกอน ไม่มากกว่า 25 มลิ ลกิ รมั /ลิตร
ความเปน็ ดา่ ง 100-200 มิลลิกรมั /ลติ ร
ความกระด้าง 75-300 มิลลกิ รัม/ลิตร
แอมโมเนยี รวม ไมม่ ากกว่า 0.5 มลิ ลกิ รัม/ลติ ร
ท่ีมา: ดัดแปลงจาก ศูนย์วจิ ัยและพัฒนาประมงน้าจดื พะเยา (2554)
ตารางแสดงคุณภาพนา้ ทเี่ หมาะสมต่อการเลี้ยงกุ้งกลุ าดา
คณุ ภำพน้ำ คำ่ มำตรฐำน
ความเคม็ 10-15 พีพที ี
ค่าความเปน็ กรด-ดา่ งของน้า 7.5-8.5
ปรมิ าณออกซิเจนท่ลี ะลายน้า มากกวา่ 4 มิลลกิ รัม/ลติ ร
แอมโมเนีย นอ้ ยกว่า 0.4 มิลลกิ รัม/ลิตร
กา๊ ซไฮโดรเจนซลั ไฟด์ น้อยกวา่ 0.033 มลิ ลกิ รมั /ลติ ร
อุณหภูมิ 25-30 องศาเซลเซียส
อลั คาไลน์ 80-150 พีพีเอม็
สารแขวนลอยและสารอินทรีย์ มีน้อย
ท่มี า : ดดั แปลงจาก สุบัณฑิตและวีรพงศ์ 2552 : 34
คุณภำพน้ำกบั กำรประยุกตใ์ ช้ในกำรเพำะเล้ียงสตั ว์น้ำ
คุณภาพน้ากับการประยุกต์ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้า เป็นการนาความรู้เรื่องคุณภาพน้ามาใช้ในการ
จัดการคุณภาพน้าในบ่อเลยี้ งสัตว์นา้
การเลยี้ งสัตวน์ ้าให้ประสบความสาเร็จ ปัจจัยที่สาคัญอยา่ งหน่ึง คือนา้ ท่ีใช้เล้ยี งมีคุณภาพดี สตั ว์น้าจะ
กินอาหารดีหรือไม่ก็ข้ึนอยู่กับคุณภาพน้า น้าจึงเป็นปัจจัยเร่ิมต้นแห่งความสาเร็จของการเล้ียงสัตว์น้า ดังนั้น
การจดั การคุณภาพน้าให้เหมาะสมตอ่ การเลยี้ งสตั วน์ ้าจึงเปน็ สง่ิ ท่สี าคญั
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
1) การจดั การคณุ ภาพน้าในการเพาะเล้ยี งสัตวน์ า้
คุณภาพน้า มีความสาคัญย่ิงต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้า ทั้งนี้เพราะคุณภาพน้ามีผลกระทบทั้งโดยตรง
และโดยอ้อมต่อสัตว์น้า คุณภาพน้าท่ีดี จะก่อให้เกิดการอยู่รอด การเจริญเติบโต การสืบพันธ์ุและวางไข่ ซ่ึง
หมายถึง การไดร้ บั ผลผลติ และคุณภาพของสตั วน์ ้าที่ดีตามไปดว้ ย ในอดตี คุณภาพน้าในแหล่งน้าทวั่ ไป ยังอยูใ่ น
สภาพท่ีเหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้า แต่ในปัจจุบัน สภาพแวดล้อมได้เปล่ียนแปลงไปเป็นอย่างรวดเร็ว
เนื่องจากการขยายตัวของชุมชน อุตสาหกรรม และการเกษตร อีกท้ังเทคโนโลยีการเพาะเล้ียงสัตว์น้า ได้
พัฒนาไปสู่ระบบการเพาะเลี้ยงแบบอุตสาหกรรม มีการเร่งผลผลิตต่อหน่วยเนื้อท่ีให้สูงข้ึน ด้วยการปล่อยใน
อตั ราความหนาแนน่ สูง มีการให้อาหารอย่างต่อเน่ือง โอกาสท่ีจะเกดิ ปัญหาเกย่ี วกับคุณภาพนา้ จึงเกิดขน้ึ ได้สูง
และเกดิ ขนึ้ ได้ทกุ เวลา การจัดการคุณภาพนา้ ที่เก่ียวขอ้ งกบั การเพาะเลีย้ งสัตว์น้า จึงเปน็ เร่ือง ทมี่ คี วามสาคัญ
เปน็ อย่างย่ิง
การจัดการคุณภาพน้า หมายถึง ความพยายามท่ีจะลดข้อจากัดของคุณภาพน้าที่มีผลต่อผลผลิตสัตว์
น้า โดยกระบวนการทางกายภาพและเคมี เช่น การเติมอากาศ การเปลี่ยนถ่ายน้า การใส่ปุ๋ย การใส่ปูนขาว
การจัดการคณุ ภาพนา้ ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้า มวี ตั ถปุ ระสงคห์ ลกั คอื
- เพ่ือให้บ่อเลี้ยงสัตว์น้าสามารถให้ผลผลิตได้เต็มที่ตามความสมบูรณ์ของน้าและดินในบ่อ
เลี้ยงสัตว์น้า เช่น การแก้ไขเกี่ยวกับ ปัญหาความเป็นกรด ความเป็นกรดด่าง และความเป็นด่างของน้าเพ่ือให้
เกิดอาหารธรรมชาตไิ ดเ้ ต็มท่ี
- เพื่อให้บ่อเลี้ยงสัตว์น้าสามารถผลิตอาหารธรรมชาติได้เต็มที่ ทาให้ผลผลิตสัตว์น้าเพิ่มขึ้น
โดยการใช้ปุ๋ยเพิ่มอาหาร
- เพ่ือรักษาคุณภาพน้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพ่ือการอยู่รอดและการเจริญเติบโตของ
สัตวน์ ้า ซ่ึงปัญหาที่ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณภาพนา้ จนต้องเขา้ ไปจัดการอาจเกิดจากสาเหตุภายนอก เช่น
การชะล้างความเป็นกรดลงมาในบ่อ ปัญหาการเปล่ียนแปลงความเค็มและมลภาวะในแหล่งน้า หรือปัญหาท่ี
เกิดข้ึนจากการดาเนินการเพื่อเพ่ิมผลผลิตสัตวน์ ้าในบ่อเช่น การใสป่ ุ๋ย การให้อาหาร การปล่อยสัตว์น้าลงเลี้ยง
ในอตั ราความหนาแนน่ สงู เป็นต้น ซ่งึ ได้ยกตวั อย่างการจดั การคณุ ภาพนา้ ในบ่อเลยี้ งสตั วน์ า้ ดังนี้
2) การจดั การคุณภาพน้าในบอ่ เลย้ี งกุ้งกลุ าดา
การเลี้ยงกุ้งกุลาดาในทุกระบบไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงด้วยน้าความเค็มปกติ ความเค็มต่า การเลี้ยงโดย
ใช้ระบบน้าหมุนเวียนหรือระบบปิดก็ตาม การจัดการเรื่องคุณภาพน้าในบ่อเลี้ยงมีความสาคัญมาก ผู้เล้ียงกุ้ง
ต้องมีความรู้และเข้าใจถงึ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึน เพื่อหาแนวทางในการป้องกนั และแก้ไขเพื่อลดปัญหาต่าง
ๆ ท่ีอาจจะมีผลต่อสุขภาพของกุ้งและการเจริญเติบโต ทาให้ ผลผลิตต่า คุณสมบัติของน้าท่ีมีความสาคัญใน
การเลี้ยงก้งุ กุลาดา มีดังนี้
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
1) ควำมเคม็ (Salinity)
กุ้งกุลาดาเป็นกุ้งท่ีมีความสามารถทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของความเค็มได้ในช่วงกว้าง และถ้า
ความเค็มเปล่ียนแปลงลดลงอย่างช้า ๆ สามารถปรับตัวอยู่ที่ความเค็มเป็นศูนย์เป็นเวลานานประมาณ 30 วัน
หรือความเค็มท่ีเพิ่มขึ้นจนถงึ 45 พีพีที แต่ความเค็ม ที่เหมาะสมและการเจริญเติบโตดีที่สุด ถ้าไม่มีปญั หาเร่ือง
โรค คืออยู่ระหว่าง 15-20 พีพีที แต่ปัจจุบันพบว่าการเลี้ยงกุ้งกุลาดาที่มีความเค็ม 3-10 พีพีที จะง่ายกว่าการ
เลี้ยงด้วยน้าทะเลความเค็มปกติ คือความเค็มระหว่าง 30-35 พีพีที เน่ืองจากน้าท่ีมีความเค็มต่ามีปัญหาจาก
โรคนอ้ ยมาก โดยเฉพาะปัญหาจากโรคแบคทีเรียเรอื งแสงและแพลงก์ตอนในกลุ่มไดโนแฟลกเจลเลต ผเู้ ลย้ี งกุ้ง
จงึ นยิ ม เลย้ี งกุง้ ในนา้ ท่ีมีความเคม็ ต่ามากข้ึน
2) ควำมเปน็ กรดเปน็ ด่ำงหรอื พเี อช (pH)
พีเอชของนา้ มคี วามสาคัญต่อการดารงชีวิตของกุ้งกุลาดามาก เนื่องจากพีเอชมผี ลต่อคุณสมบัติของน้า
ตัวอ่ืน ๆ อีกเช่น มีผลต่อความเป็นพิษของแอมโมเนีย ไนไตรท์ และไฮโดรเจนซัลไฟด์ พีเอชที่เหมาะสมแก่การ
เลี้ยงกุ้งกุลาดาควรอยู่ระหว่าง 7.5-8.5 และความแตกต่างของพีเอชในรอบวันไม่ควรมากกว่า 0.5 การ
เปล่ียนแปลงของพีเอชในบ่อเล้ียง กุ้งกุลาดาขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง เช่น คุณสมบัติของดิน ค่าความเป็นด่าง
การผลิตและการใชค้ าร์บอนไดออกไซดใ์ นนา้ ซ่งึ ส่วนใหญจ่ ะขน้ึ อย่กู บั ปริมาณแพลงก์ตอนพืช
นา้ ทผี่ ่านบรเิ วณท่ีดินเป็นกรดหรือดินเปรี้ยวจะมีพีเอชต่า เน่ืองจากความเป็นกรดที่ละลายออกมาจาก
เน้ือดินจะทาให้พีเอชของน้าต่า โดยท่ัวไปแล้วดินบริเวณป่าชายเลนมักจะเป็นดินเปร้ียว ซ่ึงเกิดจากการสะสม
ของไพไรท์ ซึ่งเป็นสารประกอบระหว่างเหล็กและกามะถันในชั้นดินในสภาพท่ีขาดออกซิเจน ลักษณะดิ น
ส่วนมากมักจะมีการสะสมของอินทรีย์จากพืชต่าง ๆ สูง ดินพวกน้ีเมื่อขุดออกมาสมั ผัสกับอากาศ ไพไรท์จะทา
ปฏิกิริยากับอากาศเป็นกรดกามะถัน (กรดซัลฟิวริก) พีเอชของดินจะต่า ในบริเวณท่ีดินเป็นกรดเหล่านี้เม่ือสูบ
นา้ เข้าไปในบ่อจะเห็นได้ชดั เจนวา่ น้าจะมสี ีสม้ และมีตะกอนสนิมเหล็กเป็นจานวนมาก
การแก้ปัญหาดินกรดทาได้โดยสูบน้าเข้าไปขังไว้ในบ่อและล้างบ่อหลาย ๆ ครั้ง เมื่อล้างจนเพียงพอ
แล้ว คือ พีเอชของน้าค่อย ๆ สูงข้ึน เติมน้าเข้าบ่อให้ระดับน้า ในบ่อสูงกวา่ หรือเสมอกบั บ่อข้างเคียงแลว้ เติม
วัสดุปูน หากน้าในบ่อมีพีเอชต่ามากแพลงก์ตอนในบ่อจะเกิดข้ึนยาก จะต้องเติมวัสดุปูนเพ่ือเพ่ิมพีเอชของน้า
ตอนเช้าเวลาประมาณ 06.00 น. ให้ถึง 7.5 จะช่วยให้แพลงก์ตอนพืชเพ่ิมจานวนได้เร็วข้ึน ระหว่างการเล้ียง
ต้องตรวจวัด ค่าพีเอชน้าอยู่เสมอ เม่ือพบว่า พีเอชตอนเช้าเริ่มต่ากว่า 7.5 ให้รีบเติมวัสดุปูนเพ่ือเพ่ิมค่าพีเอช
ขน้ึ มา
ในบ่อท่ีมีแพลงก์ตอนพืชมากหรือในบ่อท่ีมีสีน้าเข้มจัด การเปลี่ยนแปลงของพีเอชในรอบวันจะมาก
ดว้ ย โดยพีเอชของน้าจะต่าสุดในตอนเชา้ มืดเมื่อมีการสะสมของคาร์บอนไดออกไซด์จากการย่อยสลายของเสีย
โดยแบคทีเรียและการหายใจของกุ้งและแพลงกต์ อนรวมท้ังสิ่งมีชีวิตอ่ืน ๆ ในบ่อ ส่วนในตอนบ่ายพีเอชของน้า
จะสูงท่ีสุดเน่ืองจากการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืชมีการดึงคาร์บอนไดออกไซด์ไปใช้ ในบ่อเลี้ยงกุ้ง
กุลาดาโดยท่ัวไปพีเอชของน้าในรอบวันไม่ควรแตกต่างกันมากกว่า 0.5 การเปลี่ยนแปลงของพีเอชของน้าใน
รอบวนั มากเกนิ ไปจะมผี ลทาให้กุ้งเครยี ดมผี ลตอ่ การเจริญเติบโต
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
การแกป้ ญั หาโดยการลดปริมาณแพลงก์ตอนหรือถา่ ยน้ามากขึ้นเพ่ือลดความเข้มของสีน้า หรือในกรณี
ท่ีค่าอัลคาไลน์ในน้าต่า จะเป็นต้องมีการเติมวัสดุปูนเพ่ือเพ่ิมระดับอัลคาไลน์จะทาพีเอชของน้าตอนเช้าและ
ตอนบ่ายเปลี่ยนแปลงน้อยลง ส่วนในกรณีท่ีพีเอชตอนบ่ายสูงมากในบ่อท่ีมีสีน้าเข้มจัดเนื่องจากมีการใช้
คาร์บอนไดออกไซด์ ไปในการสังเคราะห์แสงมาก การเปิดเครื่องให้อากาศแบบเคล้าน้าแทนการใช้เคร่ืองให้
อากาศแบบใบพัดตีน้า จะทาให้การเพิ่มจานวนของแพลงก์ตอนไม่มากนัก ซึ่งมีผลให้พีเอชของน้าตอนบ่าย ไม่
สูงจนเกินไป ผลกระทบของพีเอชตอ่ ก้งุ กุลาดา แสดงดงั ตารางผลกระทบของพเี อชตอ่ กุ้งกุลาดา
ตารางแสดงผลกระทบของพีเอชตอ่ กุ้งกุลาดา
pH ผลกระทบ
นอ้ ยกว่า 4 เปน็ กรดกุ้งจะตาย
4-6 การเจริญเติบโตชา้
6-9 การเจรญิ เติบโตดีท่ีสดุ
9-11 การเจรญิ เตบิ โตชา้
มากกวา่ 11 เป็นด่างกงุ้ จะตาย
ทีม่ า : คณะประมง มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ (2554)
3) คำ่ อลั คำไลน์ในน้ำหรือคำ่ อลั คำไลนติ ี้ (Alkalinity)
ความเป็นด่างหรือท่ีนิยมเรียกกันว่าค่าอัลคาไลน์ มีความสาคัญมากในการเพาะเลี้ยงกุ้ง ซึ่งจะมี
ความสัมพันธ์กบั อตั ราการรอดและการเจริญเติบโตของกุ้งกุลาดาและกงุ้ ทะเลทุกชนิด ค่าอัลคาไลน์ท่ีเหมาะสม
กับการเลี้ยงกุ้งกุลาดาอยู่ระหว่าง 80-150 พีพีเอ็ม (มลิ ลิกรมั /ลติ ร) โดยทว่ั ไปการรักษาระดับอัลคาไลน์ให้คงที่
น้ัน จะใช้วัสดุปูนในกลุ่มคาร์บอเนต ส่วนการเพิ่มอัลคาไลน์อาจใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต หรือโซเดียม
คารบ์ อเนต แล้วแต่ระดับพีเอช ของนา้
น้าท่ีมีค่าอัลคาไลน์ต่า ส่วนมากจะพบในบริเวณที่ดินเป็นกรดจัด ลูกกุ้งระยะที่เพิ่งปล่อยลงในบ่อจะ
ลอกคราบไม่ออกในลักษณะคราบติดหัวและตาย ทาให้มีอตั รารอดต่า นอกจากน้ันในบ่อทม่ี ีหอยข้ีนกหรือหอย
เจดีย์จานวนมากในระยะท่ีเร่ิมปล่อยลูกกุ้งการเจริญเติบโตของหอยจะใช้แคลเซียมในน้าไปสร้างเปลือก ทาให้
ค่าอัลคาไลน์ต่าลงเร่ือย ๆ มีผลทาให้กุ้งตายจากการลอกคราบไม่ออกได้ น้าทะเลตามปกติจะมีค่าอัลคาไลน์
ระหว่าง 120-150พีพเี อ็ม ถ้ามลี ูกหอยขนี้ กเป็นจานวนมากภายในระยะเวลา 30 วัน ค่าอลั คาไลน์อาจจะลดลง
เหลอื เพียง 40 พีพเี อ็ม จะทาให้อัตรารอดในบ่อนั้นต่ามาก ดังน้ันในบ่อที่หลังจากปล่อยลูกกุ้งลงไปแล้วพบว่ามี
หอยข้ีนกมากต้องวัดค่าอัลคาไลน์บ่อย ๆ เพ่ือให้แน่ใจว่าไม่ลดลงมามาก และต้องเติมวัสดุปูนให้ทันกับการ
เจริญเติบโตของหอยขี้นก ระดับต่าสุดที่พบว่าลูกกุ้งไม่ตาย แต่การเจริญเติบโตช้ามาก คือ อัลคาไลน์ 40 พีพี
เอ็ม แต่พีเอชตอนเช้ามืดต้องไม่ต่ากว่า 7.5 ถ้าอัลคาไลน์เพียง 40 พีพีเอ็ม และพีเอชต่ากว่า 7.5 ลูกกุ้งจะลอก
คราบไม่ออกและตาย ในบ่อที่มีสาหร่ายหรือพันธ์ุไม้น้าขนาดใหญ่จานวนมากมีผลทาให้ค่าอัลคาไลน์ลดลงได้
เช่นเดียวกัน พบบ่อยในบ่อท่ีน้าเค็มต่า ควรนาสาหร่ายเหล่าน้ี ข้ึนจากบ่อ เพ่ือป้องกันการลดลงของอัลคาไลน์
และการมีสาหรา่ ยมากจะทาใหน้ า้ ใส กุ้งจะกินอาหารไมด่ ี
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
ในบางฤดกู าลจะพบว่าน้าในบ่อใสมาก และจะพบหอยขนาดเล็กแตไ่ ม่ใช่หอยขี้นกจานวนมากตามพ้ืน
บ่อ มีลักษณะคล้ายกับหอยกะพง แต่พ้ืนบ่อมักจะไม่มีขี้แดด ถ้าค่าอัลคาไลน์ไม่ลดลงมาก การเจริญเติบโตของ
ลูกกุ้งจะเปน็ ปกติ แตน่ ้าจะใสไปเรอื่ ย ๆ จนกว่ากุ้งจะโตมากพอท่ีจะกินหอยตามพืน้ บ่อได้ สีน้าจงึ เริ่มเกดิ ข้ึน
บางพื้นท่ีน้าจะมีค่าอัลคาไลน์สูงมากเกิน 180 พีพีเอ็ม ส่วนมาก จะเกิดจากดินท่ีมีสภาพเป็นด่างมาก
หรือมีน้าจืดไหลผ่านแหล่งท่ีมีหินปูน ในพ้ืนท่ีเล้ียงกุ้งด้วย ความเค็มต่าหลายแห่ง พบว่าถ้าค่าอัลคาไลน์สูง
มากและพีเอชของน้าตอนเช้าเกิน 8.3 และตอนบ่าย พีเอชจะสูงมากขึ้นอีก กุ้งจะไม่ลอกคราบและจะเป็น
ตะกรันตามเปลือกและเจริญเติบโตช้ามาก แต่ถา้ พีเอชของน้าตอนเช้าไม่เกนิ 8.0 กุง้ สามารถเจริญเติบโตไดต้ ่า
กว่าปกตเิ พียงเลก็ น้อยเท่านั้น บอ่ เลีย้ งกงุ้ ท่ีพีเอชของนา้ ในตอนเชา้ สูงเกิน 8.0 ต้องงดการใช้วัสดปุ ูนทุกชนดิ ใน
การเตรียมบ่อและ ในระหว่างการเล้ียง การใช้ฟอร์มาลินในปริมาณคร้ังละ 5 ลิตร/ไร่ ใส่ลงไปในบ่อตอนหัวค่า
เพ่ือค่อย ๆ ลดพีเอชลงมาวันละ 1 ครั้งทาติดต่อกันใช้เวลาหลายวันจนกว่าพีเอชค่อย ๆ ลดลงมา เมื่อพีเอช
ตอนเชา้ ไมส่ ูงเกิน 8.0 กุง้ จะลอกคราบและเจริญเติบโตตามปกติ ข้อควรระวังการใช้ฟอรม์ าลินอาจมีผล ทา
ให้ออกซิเจนในน้าลดลงมาก ต้องเปิดเคร่ืองให้อากาศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีปัญหาการขาด
ออกซเิ จน ปญั หาพีเอชสงู มากจนกงุ้ เปน็ ตะกรันไม่ค่อยพบในการเล้ยี งด้วยน้าความเค็มปกติ
4) ออกซเิ จนทลี่ ะลำยในน้ำ (Dissolve oxygen)
ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ามีผลต่อการกินอาหารการเจริญเติบโตและสุขภาพกุ้ง ถ้าปริมาณ
ออกซิเจนตา่ เกินไปอาจมีผลทาให้กุ้งตายได้ ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้าในบ่อจะเปลี่ยนแปลงคล้ายกับพีเอช
คือ มีค่าต่าสุดตอนเช้ามืด เน่ืองจากใช้ไปในการย่อยสลายสารอินทรีย์โดยจุลนิ ทรียแ์ ละการหายใจของส่ิงมีชีวิต
ในบ่อ ในตอนกลางวันเม่ือมีแสงแดดแพลงก์ตอนพืชเร่ิมมีการสังเคราะห์แสง ปรมิ าณออกซิเจนจะเพ่ิมข้ึนและ
จะมีปรมิ าณสูงสุดในตอนบ่าย ความสามารถในการละลายของออกซิเจนในนา้ ขึน้ อยู่กับอุณหภูมิ และความเค็ม
นา้ ท่ีมอี ุณหภมู แิ ละความเคม็ เพิม่ ขึ้นออกซิเจนละลายได้น้อยลง
ปญั หาการขาดออกซิเจนในบอ่ เลย้ี งก้งุ กุลาดาจะพบในบ่อเล้ียงกุ้งท่ปี ลอ่ ยกุ้งไปในปรมิ าณมากหรอื กุ้งมี
อัตรารอดตายสงู มาก แต่มเี ครือ่ งให้อากาศไม่เพยี งพอ โดยเฉพาะในช่วงเดือนสุดท้าย ในบ่อท่ีมีกุ้งหนาแนน่ เมื่อ
มีการให้อาหารในปริมาณท่ีมากในแต่ละวัน อาหารท่ีเหลือและของเสียที่กุ้งขับถ่ายออกมามากน้ันจะมีการดึง
ออกซิเจนไปใช้ในการย่อยสลายส่ิงเหล่าน้ี รวมทั้งการหายใจของแพลงก์ตอนที่มีหนาแน่นและการหายใจของ
กุ้งทมี่ ีขนาดใหญ่ข้ึน ในบ่อจะมีผลทาให้ออกซิเจนในตอนเช้าลดตา่ ลงมามาก ถา้ มีกุง้ ในปริมาณมากและเครื่อง
ให้อากาศไม่เพียงพอ กุ้งอาจจะลอยตามผิวน้าตั้งแต่ตอนกลางคืนหลังเท่ียงคืนจนถึงตอนเช้ามืดเม่ือออกซิเจน
ที่ละลายในน้าอยู่ในช่วง 1.7-2.0 พีพีเอ็ม แต่ถ้ามีปริมาณออกซิเจนสูงกว่านี้กุ้งจะไม่ลอย แต่พบว่า
ถ้าออกซิเจนต่ากว่า 3.0 พีพีเอ็ม กุ้งจะไม่แข็งแรง การกินอาหารจะลดต่าลงกว่าปกติ ในช่วงท่ีกุ้งกาลังลอก
คราบ ถ้าระดับออกซิเจนต่า กุ้งอาจจะลอกคราบแล้วตาย ดังน้ันควรจะวัดค่าออกซิเจนอย่างสม่าเสมอเป็น
ประจาวันละครั้งในช่วงเช้าหรือวันละหลาย ๆ ครั้งสาหรับบ่อท่ีมีการเลี้ยงกุ้งอย่างหนาแน่น การวัดค่า
ออกซเิ จนควรจะวดั ในบริเวณที่ลึกทีส่ ุดของบ่อหรือกน้ บ่อ เน่ืองจากกุ้งกลุ าดาจะใชเ้ วลาส่วนใหญอ่ ยู่ท่กี ้นบ่อ
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
ปริมาณออกซิเจนในนา้ ควรจะมากกว่า 4 พีพีเอ็มในตอนเชา้ ตรู่ และตอนกลางวันไม่ควรเกนิ จุดอ่ิมตัว
การแก้ปัญหาเรือ่ งการขาดออกซิเจนในบ่อท่ีมีกุ้งอย่างหนาแน่นและกุ้งมีขนาดใหญ่ ต้องมีเคร่ืองให้อากาศและ
การเปลี่ยนถา่ ยน้าอยา่ งพอเพียง การเปิดเคร่ืองใหอ้ ากาศเป็นแหล่งที่สาคญั ในการผลิตออกซิเจนในการเลี้ยงกุ้ง
แบบพัฒนา เน่ืองจากการปล่อยกุ้งอย่างหนาแน่น ของเสยี ท่ีเกิดจากการยอ่ ยสลายอาหารท่ีเหลอื และส่ิงขับถา่ ย
จากกุ้งมีมาก จานวนเคร่ืองให้อากาศจะต้องมีเพียงพอและมีประสิทธิภาพในการให้ออกซิเจน และทาให้
ตะกอนต่าง ๆ ในบ่อรวมกันตรงบริเวณกลางบ่อได้ ผลกระทบของปริมาณออกซิเจนต่อกุ้งกุลาดาแสดงดัง
ตารางผลกระทบของปริมาณออกซิเจนตอ่ กุ้งกลุ าดา
ตารางผลกระทบของปรมิ าณออกซิเจนต่อก้งุ กุลาดา
ปรมิ ำณออกซิเจนท่ลี ะลำยน้ำ
(พพี เี อ็ม) ผลกระทบ
มากกว่า 4 กงุ้ เจริญเตบิ โตดี สารอินทรยี ์สลายตัวไดเ้ รว็
3-4 กุ้งเจริญเติบโตช้าลง การสะสมของสารอินทรีย์เพิม่ ข้นึ
นอ้ ยกวา่ 3 กินอาหารนอ้ ยลง การเจริญเติบโตช้า
น้อยกว่า 2 กุ้งจะลอย ก้งุ ตวั ทอ่ี ่อนแอจะลอกคราบแลว้ ตาย
นอ้ ยกว่า 1 กงุ้ ตาย
ทม่ี า : คณะประมง มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ (2554)
5) สำรประกอบไนโตรเจน (แอมโมเนยี และไนไตรท์)
แอมโมเนียและไนไตรท์ เป็นสารประกอบไนโตรเจนท่ีเป็นพิษต่อกุ้งและสัตว์น้า แหล่งของ
สารประกอบไนโตรเจนในน้าส่วนใหญ่มาจากสารอินทรีย์ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกระบวนการเน่าสลายของเศษ
อาหารท่ีเหลือ แพลงก์ตอนที่ตาย เศษซากพืชซากสัตว์และสารอินทรีย์อื่น ๆ โดยจุลินทรีย์ แล้วปล่อย
แอมโมเนยี ออกมาสู่แหล่งน้าโดยตรง ในสภาวะท่ีมีออกซิเจนแบคทเี รยี จาพวกไนตริไฟอิง แบคทีเรีย จะเปลี่ยน
แอมโมเนยี ไปเป็นไนไตรทแ์ ละไนเตรทตามลาดบั
แอมโมเนียเป็นสารประกอบไนโตรเจนที่เป็นพิษต่อกุ้งและสัตว์น้าอื่น ๆ ยกเว้นแพลงก์ตอนพืชและ
แบคทเี รยี ท่ีใช้แอมโมเนียเป็นอาหาร แอมโมเนียทีพ่ บอยู่ ในน้าจะอยู่ในสองรูปแบบ คือ แอมโมเนีย (NH3) ซึ่ง
เป็นพิษตอ่ สัตว์น้า และแอมโมเนียมไอออน (NH4 + ) ซึ่งไม่เป็นพิษต่อสัตว์น้า ในการวัดแอมโมเนียโดยทั่วไปจะ
รวมทั้งสองรูป แอมโมเนียทั้งสองรูปแบบจะเปล่ียนกลับไปกลับมาตามพีเอชและอุณหภูมิของน้า โดยเฉพาะพี
เอชของน้าที่สูงข้ึนอัตราส่วน ของแอมโมเนีย (NH3) จะสูงขึ้นทาให้ความเป็นพิษต่อสัตว์น้ามีมากข้ึน แต่ถ้าพี
เอชของนา้ ลดลง แอมโมเนียในรูปแอมโมเนียมไอออนจะมีในอัตราส่วนทมี่ ากขึ้น ทาให้ความเป็นพิษต่อสัตว์น้า
ลดลง
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
เมื่อแอมโมเนียในน้าปริมาณสูงขึ้น จะมีผลให้การขับถ่ายแอมโมเนียของกุ้งทาได้น้อยลงทาให้เกิดการ
สะสมของแอมโมเนียในเลือดและเน้ือเยื่อ ส่งผลให้ พีเอชของเลือดเพ่ิมข้ึนและมีผลต่อการทางานของเอนไซม์
แอมโมเนียจะทาให้การใช้ออกซิเจน ของเนื้อเย่ือสูงขึ้น แอมโมเนียไปทาลายเหงือกและความสามารถในการ
ขนส่งออกซิเจนและทาให้กุ้งอ่อนแอติดเช้ือโรคได้ง่าย ระดับความเข้มข้นของแอมโมเนียที่ทาให้สัตว์น้าตาย
โดยปกติอยู่ในช่วง 0.4 - 2.0 พีพีเอ็ม ในรูปของแอมโมเนีย แต่แอมโมเนียระหว่าง 0.1 - 0.4 พีพีเอ็ม จะทาให้
ก้งุ โตช้า สาหรบั ระดับ ทป่ี ลอดภยั ต่อการเล้ยี งกงุ้ ควรนอ้ ยกว่า 0.1 พพี เี อ็ม
แอมโมเนียในน้าจะเป็นอาหารของแบคทีเรียในกลุ่มไนตริไฟอิง แบคทีเรีย เช่น ไนโตรโซโมแนส
(Nitrosomonas spp.) จะเปลีย่ นไนไตรทเ์ ป็นไนเตรท ซ่ึงกระบวนการนเ้ี รียกวา่ ขบวนการไนตรฟิ เิ คชัน
ในการเจริญเติบโตของแบคทีเรียจาเป็นต้องมีแหล่งคาร์บอนซึ่งได้มาจากไบคาร์บอเนตจากการเติม
วสั ดุปูนลงไป ทาให้แบคทีเรียมีสารอาหารครบถ้วนและ ดูดซึมแอมโมเนียไปใช้ได้ดี ในขณะเดียวกันแบคทีเรีย
ในกลุ่มนี้ต้องการน้าที่มีปริมาณออกซิเจนสูงเพื่อการเผาผลาญอาหารให้ได้พลังงาน การขาดออกซิเจนหรือมี
ปรมิ าณออกซเิ จนไม่เพยี งพอเปน็ สาเหตหุ น่งึ ท่ีทาใหแ้ อมโมเนียเปล่ยี นไปเป็นไนไตรท์และไนเตรทไมส่ มบูรณ์
ผลจาการเกิดปฏิกิริยาไนตริฟิเคชันจะทาให้ปริมาณแอมโมเนียลดลง มีการใช้ออกซเิ จนมากขึ้น ทาให้
น้ามีออกซิเจนลดลง และเน่ืองจากมีการใช้ไบคาร์บอเนต และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ทาให้น้ามีพี
เอชต่าลง ในกรณีท่ีมีออกซิเจนหรือปริมาณแบคทีเรีย ไม่เพียงพอจะทาให้การเปลี่ยนแปลงของแอมโมเนีย
เปน็ ไนเตรทเกิดขนึ้ ไม่สมบรู ณ์ จะทาให้เกิดการสะสมของไนไตรทใ์ นนา้ ได้
ไนไตรท์ ความเป็นพิษของไนไตรท์ต่อสัตว์น้าเกิดจากการท่ีไนไตรท์ไปออกซิไดซ์เหล็ก ซ่ึงเป็น
องค์ประกอบของฮโี มโกลบินทาให้กลายเปน็ เมธีโมโกลบิน ซึ่งไม่สามารถขนถ่ายออกซิเจนได้ ทาให้เกิดการตาย
เน่ืองจากการขาดออกซิเจน ในสัตว์ประเภทกุ้งและปูมีเลือดสีน้าเงินมีฮีโมไซยานิน (Haemocyanin) ไนไตรท์
จะเข้าจับกับเม็ดเลือดได้น้อยกว่า ไนไตรท์จึงมีความเป็นพิษต่อกุ้งน้อยลง ความเป็นพิษมาจากเลือดกุ้งไม่
สามารถจบั ตัวกับออกซิเจน ทาให้กุ้งขาดออกซเิ จนได้ นอกจากนีไ้ นไตรทใ์ นเลือดกุง้ จะทาให้ระดบั โปรตีนและพี
เอชของเลอื ดกุ้งลดลง ซ่ึงทาใหช้ ีวเคมีในเลอื ดกงุ้ เปล่ียนแปลง การสะสมของยูเรียในเลือดกุ้งและมีการดูดซมึ น้า
มาก ทาให้สมดุลเกลือแร่เปลี่ยนไป ไนไตรท์จะเป็นสารประกอบไนโตรเจนที่พบในปริมาณน้อย ในแหล่งน้า
ธรรมชาติ ในการเลยี้ งก้งุ ทะเลระบบเปิด มีการถ่ายนา้ มากจะพบไนไตรทใ์ นระดบั 0.01-0.18 พีพเี อ็ม
ระดั บ ค ว า ม เป็ น พิ ษ ข องไน ไตร ท์ จ ะเพ่ิ มขึ้ น เม่ื อ ค่าอ อก ซิเจ น ท่ี ล ะล าย แล ะค่ าพี เอ ช ข อง น้ าล ด ล ง
นอกจากนี้ความเป็นพิษจะถูกยับยั้งโดยคลอไรด์ในน้า ดังน้ัน ในน้าทะเลซึ่งมีคลอไรด์สูงความเป็นพิษของไน
ไตรท์ต่อสตั วน์ ้าจึงคอ่ นข้างต่า
การป้องกันหรือแก้ปัญหาเรื่องความเป็นพิษของแอมโมเนียและไนไตรท์สูง ทาได้โดยการควบคุม
ปริมาณอาหารไม่ให้เหลือ กับการควบคุมค่าของพีเอชในบ่อให้อยู่ระหว่าง7.5-8.5 อีกทั้งมีการเปลี่ยนถ่ายน้า
และการใหอ้ ากาศทพี่ อเพียง ปัญหาความเปน็ พษิ จากสารประกอบไนโตรเจนทง้ั สองตวั กจ็ ะหมดไป
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
6) ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (แก๊สไขเ่ น่ำ)
ในสภาพที่ขาดออกซิเจน แบคทีเรียบางชนิดจะสามารถใช้กามะถัน (ซัลเฟอร์) ในรูปซัลเฟต และ
สารประกอบกามะถันตัวอ่ืน ๆ ที่อยู่ในรูปออกซิไดซ์และเปลี่ยนสารประกอบซัลเฟอร์เหล่านี้ให้อยู่ในรูปของ
ซัลไฟด์ ซ่ึงจะอยู่ในสามรูปแบบคือ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (HS2) ไฮโดรเจนซัลไฟด์อิออน (HS- ) และไบซัลไฟด์อิ
ออน (S2- ) สัดส่วนของแต่ละรูปที่พบจะข้ึนอยู่กับพีเอชของน้า น้าที่มีพีเอชต่าจะมีเปอร์เซ็นต์ของ
ไฮโดรเจนซัลไฟด์สูงแต่เม่ือพีเอชสูงขึ้นเปอร์เซ็นต์ไฮโดรเจนซัลไฟด์จะลดลง แต่มีไฮโดรเจนซัลไฟด์อิออนและ
ไบซลั ไฟด์อิออน ความเป็นพษิ ตอ่ สตั ว์นา้ ลดลงด้วย
ความเป็นพิษของไฮโดรเจนซัลไฟด์ จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับการขาดออกซิเจน เนื่องจากไปขัดขวาง
ออกซิเจนภายในเซลล์ทาให้ปริมาณแลกเตท (Lactate)ในเลือดสูงข้ึน ความเป็นพิษของไฮโดรเจนซัลไฟด์จะ
รุนแรงกว่าการขาดออกซเิ จน
ระดับความเข้มข้นของไฮโดรเจนซัลไฟด์สูงสุดที่ไม่เป็นอันตรายต่อกุ้งกุลาดาคือ 0.033 พีพีเอ็ม การ
เกิดไฮโดรเจนซัลไฟด์ในบ่อเล้ียงกุ้งกุลาดา ส่วนใหญ่มาจาก การให้อาหารมากเกินไป หรือแพลงก์ตอนพืช
ตายเป็นจานวนมากแล้วเกิดการเน่าสลาย พื้นบ่อท่ีมี สีดาและมีกลิ่นคล้ายไข่เน่าเป็นลักษณะการเกิด
ไฮโดรเจนซลั ไฟด์
การแก้ปญั หา ทาได้โดยการเพมิ่ เครอ่ื งใหอ้ ากาศ ดดู เลนหรือตะกอนสดี า ท่ีพื้นบอ่ ออก ควรทยอยดูดที
ละน้อย หลังจาก 30 วันเป็นต้นไปในขณะที่เลนยังไม่มาก ไม่ควรดูดเลนในบ่อที่เล้ียงกุ้งอายุมากกว่า 90 วัน
เพราะปริมาณเลนมีมาก เลนอาจฟุ้งกระจายในขณะดูดเลน ถ้าบ่อมีขนาดเล็กจะเป็นอันตรายกับกุ้งในบ่อได้
ควรจะมีการถ่ายนา้ มากขน้ึ เพอ่ื ระบายของเสียพ้นื บ่อทอี่ าจจะฟุ้งกระจายในขณะที่ดูดเลน การเพิ่มพีเอชของน้า
และดินในบริเวณที่มีเลนมาก ทาได้โดยการใช้วัสดุปูนละลายน้าสาดบริเวณกลางบ่อ ความเป็นพิษของ
ไฮโดรเจนซัลไฟด์ก็จะลดลง แต่การป้องกันท่ีดีที่สุดคือปล่อยกุ้งไม่หนาแน่น ควบคุมปริมาณการให้อาหาร
ไม่ให้เหลือ รักษาพ้ืนบ่อให้สะอาด และระดับออกซิเจนสูงตลอดระยะเวลาในการเลี้ยงเพื่อการย่อยสลายโดย
จลุ ินทรยี จ์ ะไม่เกิดปัญหาเร่อื งแกส๊ ไข่เน่า
กำรจัดกำรคณุ ภำพนำ้ ในบอ่ เล้ยี งปลำ
น้าเป็นปัจจัยเริ่มต้นของความสาเร็จในการเล้ียงปลา น้าท่ีใช้เล้ียงปลาจะต้องมีคุณภาพดี การจัดการ
คุณภาพน้าในบ่อเล้ียงปลาจึงมีความจาเป็น น้าในบ่อเลี้ยงปลาที่มีคุณภาพต่าหรือน้าที่เสื่อมคุณภาพจะมี
ผลกระทบทาให้สุขภาพของปลาเส่ือมโทรม การเจริญเติบโตลดต่าลง หากการเสื่อมคุณภาพของน้ามีระดับ
รุนแรงมากก็มีผลทาใหป้ ลาที่เล้ียงมอี ัตราการตายสูงคุณภาพน้าในบ่อเล้ียงปลาท่ีมกั เปน็ ปัญหา ไดแ้ ก่
1) ควำมเปน็ กรดเปน็ ด่ำง ควำมเปน็ ดำ่ งและควำมกระดำ้ ง
นา้ ธรรมชาติมีค่าความเปน็ กรดเป็นด่าง ความเป็นดา่ งและความกระด้างแตกต่างกนั ไปตามคณุ ภาพน้า
ในแหล่งน้าต่าง ๆ น้าที่เหมาะสมสาหรับการเล้ียงปลาในบ่อดินควรมีความกระด้างปานกลาง มีพีเอช 7.5-8.5
ทั้งตอนเช้ามืดและกลางวัน เป็นน้าท่ีมี ความเป็นด่างและความกระด้างสมดุลกัน จึงมีบัฟเฟอร์ที่ดีเพราะมี
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
แคลเซียมและแมกนีเซียมไบคาร์บอเนตไมใ่ ห้พีเอชเปล่ียนแปลง ความเป็นด่างทเ่ี หมาะสมสาหรับการเลี้ยงปลา
มีค่าระหว่าง 75-200 มิลลิกรัม/ลิตร ในรูปแคลเซียมคาร์บอเนต น้าท่ีมีความเป็นด่างน้อยเกินไปควรใส่หินปูน
ปูนขาว ปูนเผา หรือโดโลไมต์ การใส่แคลเซียมคาร์บอเนตบริสุทธ์ิ 1.44 กิโลกรัมในบ่อที่มีพ้ืนท่ีผิวน้า 1 ไร่
ความลึกเฉลี่ย 1 เมตร ทาให้ความเป็นด่างเพ่ิมสูงข้ึน 1 มิลลิกรัม/ลิตร หากน้าในบ่อขนาดดังกล่าวมีค่าความ
เป็นด่าง 20 มิลลิกรัม/ลิตร ต้องการเพิ่มความเป็นด่างให้มีค่าเป็น 75 มิลลิกรัม/ลิตร ก็ควรใส่ แคลเซียม
คาร์บอเนตบรสิ ุทธิ์ 80 กิโลกรัม กรณีน้าในบ่อมีคา่ ความเป็นด่างสูง ความกระด้างต่า และ พีเอชสูง จะต้องลด
คา่ ความเปน็ ด่างและพเี อชของนา้ และเพ่มิ คา่ ความกระดา้ งดว้ ยการใสย่ ิปซัม
2) ออกซิเจนละลำยน้ำ
ปัญหาน้ามีออกซิเจนต่าทาให้ปลาเครียด กินอาหารลดลง การเจริญเติบโตลดลง ออกซิเจนต่าทาให้
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และแอมโมเนียชนิดไม่แตกตัวเป็นพิษต่อปลาแม้ความเข้มข้นจะไม่สูงมากก็ตาม และ
ผลรว่ มระหว่างน้ามีออกซิเจนต่าและคาร์บอนไดออกไซด์เข้มขน้ สงู เพ่ิมโอกาสการเกิดโรคปลาสูงข้นึ
น้าในบ่อเลี้ยงปลามีออกซิเจนต่ามีสาเหตุจากการเน่าเสียของเศษอาหารเหลือจากการเลี้ยงปลา การ
ตายเฉียบพลันของแพลงก์ตอนพืช พ้ืนก้นบ่อเน่าเสียจากการหมักหมมของตะกอนสารอินทรีย์ แต่ที่สาคัญคือ
แพลงก์ตอนพืชหนาแนน่ เกินไป การขาดออกซิเจนฉับพลันอาจเกิดได้ในคราวท่ีฝนตกหนักหรือช่วงปลายฤดฝู น
ต่อต้นฤดูหนาว เม่ือฝนตกหนักน้าฝน ที่ตกลงผิวน้ามีความเย็นกว่าน้าในบ่อจะจมตัวทันทีและการพลิกตัวของ
ช้ันน้าก็เกิดขึ้น ส่วนช่วงปลายฝนต้นหนาวน้าในบ่อทุกความลึกมีอุณหภูมิใกล้เคียงกันทาให้น้าผสมกัน และ
ประจวบกับลมหนาวพัดรุนแรงทาให้น้าหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว หากก้นบ่อปลามีของเสียสะสมมากก็ทาให้น้า
ทง้ั บอ่ ขาดออกซเิ จนภายในเวลาเพยี ง 15-30 นาที
การควบคุมปัญหาน้ามีออกซิเจนต่า อาจใช้วิธีการเติมออกซิเจนฉุกเฉินในบ่อเล้ียงปลาไม่หนาแน่น
และเตมิ ออกซิเจนต่อเนอื่ งในบ่อเล้ียงปลาหนาแน่น การเติมออกซิเจนต่อเนื่องคอื เติมออกซเิ จนหลงั เวลาเท่ียง
วันไปถึงย่าค่าเพื่อทาลายการแบ่งชั้นของน้า และเติมอีกครั้งหลังเท่ียงคืนถึงเวลาสายซึ่งเป็นเวลาท่ีออกซิเจน
ลดลงมาก และหากออกซเิ จนต่าสุดของรอบวันตา่ กวา่ 3 มลิ ลิกรัม/ลติ ร กค็ วรถ่ายน้าระดับพน้ื บ่อ
3) คำร์บอนไดออกไซด์
บ่อเล้ียงปลาหนาแน่นและให้อาหารเข้มข้น ทาให้มีการเน่าสลายรุนแรง เกิดการสะสมของ
คาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณสูง และจะมีปริมาณสูงมากขึ้นในน้าท่ีมีแพลงก์ตอนน้อยหรือเกือบไม่มีเลย
คาร์บอนไดออกไซด์เข้มข้นสูงก่อผลกระทบต่อปลาท้ังในแง่ การเจริญเติบโต ความต้านทานโรค และเกิดการ
ตาย ผลกระทบรุนแรงขึน้ ในน้าทข่ี าดออกซิเจน และมผี ลกระทบน้อยเมอื่ ออกซิเจนในนา้ มากเพยี งพอ
การควบคุมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบ่อปลา ใช้วิธีการเติมอากาศเพ่ือไล่ก๊าซออกจากน้าสู่
บรรยากาศ การเปลี่ยนถ่ายน้าเพ่ือลดของเสียในบ่อให้น้อยลงและกาจัดคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนใหญ่ที่อยู่ก้น
บ่อ หากไม่สามารถเติมอากาศหรือถ่ายน้าก็สามารถแก้ปัญหาโดยใส่ปูน ปูนท่ีใช้กาจัดคาร์บอนไดออกไซด์
ได้แก่ ปูนเผา ปูนขาว และโซเดียมคาร์บอเนต แต่บ่อปลาท่ีมีการเลี้ยงอย่างหนาแน่นและมีแอมโมเนียและ
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
คาร์บอนไดออกไซด์เข้มข้นไม่สามารถใส่ปูนขาวได้ เพราะทาให้พีเอชของน้าสูงข้ึน และพิษของแอมโมเนีย
เพิม่ ข้นึ
4) แอมโมเนยี
แอมโมเนียส่วนใหญ่มาจากการเน่าสลายของเศษอาหารปลา ข้ีปลาและอีกส่วนหนึ่งมาจากแอมโมเนีย
ที่ขับถ่ายทางเหงือก แอมโมเนียในบ่อรวมกัน 2 รูปคือ แอมโมเนียรูปท่ีแตกตัวไม่เป็นพิษต่อปลา และรูปที่ไม่
แตกตัวมีความเป็นพิษสูง บ่อเลี้ยงปลาส่วนใหญ่มีแอมโมเนียท้ังหมด 1-2 มิลลิกรัม/ลิตร ความเป็นพิษของ
แอมโมเนียเพิ่มขึ้นเม่ือพีเอชและอุณหภูมิของน้าสูงขึ้น เมื่อออกซิเจนในน้าต่าลงความเข้มข้นของแอมโมเนีย
เพมิ่ สูงข้นึ การควบคมุ ปรมิ าณแอมโมเนยี สามารถทาได้โดย
1) การเติมอากาศ ทาให้ก๊าซแอมโมเนียถกู ไล่ออกสู่บรรยากาศและแอมโมเนียถูกออกซิเจนออกซิไดส์
เปลยี่ นรปู เปน็ ไนไตรท์และไนเตรท
2) ลดปริมาณอาหารหรอื หยดุ ให้อาหารชวั่ คราวเพอื่ ไมใ่ หแ้ อมโมเนยี เพม่ิ ข้นึ
3) ใส่ปยุ๋ ซุปเปอรฟ์ อสเฟตปรับสมดุลระหว่างแร่ธาตุฟอสฟอรัสและไนโตรเจนในน้าเพ่ือแพลงก์ตอนใช้
แอมโมเนยี มากขนึ้
4) เพิม่ ระดับน้าเพื่อเจอื จางใหค้ วามเขม้ ขน้ ของแอมโมเนยี ลดลง
5) ใสส่ ารแลกเปลยี่ นออิ อน เช่น ซโี อไลต์ 36-72 กิโลกรมั /ไร่
5) ไนไตรท์
เป็นผลผลิตของการรีดิวซ์ไนเตรทโดยแบคทีเรียดิไนตริฟิเคชัน สภาพน้ามีอออกซิเจนต่า บ่อท่ีเลี้ยง
ปลาหนาแน่นในระยะท่ีน้ามีออกซิเจนต่ามีแอมโมเนียและไนไตรท์เข้มข้นสูง การแก้ปัญหาไนไตรท์สูง โดยใช้
เกลือแกงสัดส่วน 10 : 1 ของปริมาณไนไตรท์
6) ผลผลิตของแพลงก์ตอนพชื มำกเกินไป
แม้แพลงก์ตอนพืชจะมีประโยชน์ต่อการเพ่ิมผลผลิตปลาในบ่อ เพราะมีบทบาทในการเพ่ิมออกซิเจน
และดูดซับสารประกอบไนโตรเจนบางชนิดท่ีเปน็ พิษต่อปลา โดยเฉพาะอย่างย่ิงแอมโมเนีย และไนไตรท์ อกี ท้ัง
แพลงก์ตอนพืชเปน็ อาหารสาหรบั ปลาหลายชนดิ แต่ปริมาณ แพลงกต์ อนจะตอ้ งอย่ใู นปรมิ าณท่ีเหมาะสม
การเลี้ยงปลาหนาแน่นและให้อาหารเข้มข้น ทาให้มีของเสียท่ีปลาขับถ่ายจานวนมากรวมท้ังอาหาร
เหลือ และสารต่าง ๆ นี้จะเปล่ียนแปลงเป็นธาตุอาหารเพ่ิมอัตราการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนพืชอย่าง
รวดเร็ว ทาใหผ้ ลผลิตของแพลงกต์ อนพชื เพิ่มสูงเกินระดับเหมาะสม จานวนแพลงก์ตอนพืชท่ีหนาแน่นเกินไปมี
ผลต่อการดารงชีวิต สุขภาพและการเจริญเติบโตของปลา โดยทาให้ความแปรปรวนในรอบวันของออกซิเจน
และความเปน็ กรดเปน็ ด่างของน้าเพ่ิมสงู ขน้ึ เวลาเช้าตรู่น้าในบอ่ เลยี้ งปลามีออกซิเจนและคา่ พีเอชตา่ ในขณะท่ี
มี ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง ทาให้ปลาเครียด อึดอัด หากแพลงก์ตอนพืชหนาแน่นมากอาจทาให้ปลาตาย
เพราะขาดออกซิเจน หรือได้รับผลจากคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนในช่วงกลางวันผลกลับตรงกันข้าม น้ามี
ออกซิเจนสูงเกินจุดอ่มิ ตัวมาก มีสภาพด่าง ทาให้ความเป็นพิษของแอมโมเนียสูงข้ึนลักษณะบ่งชี้คุณภาพน้าใน
บ่อปลามีแพลงก์ตอนหนาแน่น คือ สีของน้าเข้มมากข้ึนแต่สิ่งช้ีวัดว่าแพลงก์ตอนพืชหนาแน่นมากเกินไป วัด
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
จากความโปร่งแสงวัดจากแผน่ วงกลมขาวดามีความลกึ 40-50 เซนตเิ มตร ความผันแปรของออกซเิ จนในรอบ
วันมคี ่าสงู การเปลย่ี นสขี องน้าจากสีเขยี วเป็นสเี ขียวน้าเงิน แดงและน้าตาลภายในเวลา 7-10 วนั และคลอโร
ฟิลเอสงู กวา่ 100 ไมโครกรัม/ลิตร
ตายเฉียบพลันของแพลงก์ตอน (Die off) เป็นปัญหาของแพลงก์ตอนพืชทาให้ปลาตายจานวนมาก
การตายของแพลงก์ตอนพืชเกิดจากการขาดแร่ธาตุอาหาร แสงไม่เพียงพอ และขาดแคลน ก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ ทาให้ออกซิเจนถูกใช้สลายซากแพลงก์ตอนและลดลงอย่างรวดเร็ว เข้าสู่ภาวะขาดแคลน
ออกซิเจนเพียงเวลาข้ามคืน และตามด้วยการตายของปลาจานวนมาก ส่ิงบอกเหตุปัญหาการตายของแพลงก์
ตอนเฉยี บพลนั เร่มิ จากแพลงกต์ อนพชื รวมตวั เป็นฝ้าที่ผิวน้าและเน่าเสีย น้าบริเวณขอบบ่อ ท่ีอับลมมีสีจางลง
และตะกอนลอยของแพลงก์ตอนเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีน้าตาลหรือ เทาอย่างรวดเร็ว ต่อมาปลาลอยหวั ขึน้ ผิว
น้าเพ่อื หายใจ เม่ือเกิดปัญหาแพลงก์ตอนตายเฉียบพลันต้องเติมอากาศเพ่ิมออกซิเจนทันที ด้วยการเติมอากาศ
ด้วยกังหันน้าร่วมกับการเปลี่ยนถ่ายน้า หลังจากนั้น ใส่ปุ๋ยฟอสเฟต 3 มิลลิกรัม/ลิตร เพ่ือเพ่ิมจานวนของ
แพลงก์ตอนพชื รุน่ ใหม่ทาหนา้ ทผี่ ลติ ออกซิเจนแทนแพลงกต์ อนพชื ท่ีตาย
การควบคุมความหนาแน่นของแพลงกต์ อนพืชให้มรี ะดบั เหมาะสมใช้วิธีการดงั น้ี
1) ระบายของเสยี ระดบั พน้ื ก้นบอ่ เพ่ือลดปรมิ าณแร่ธาตุอาหารพชื
2) เก็บเก่ยี วผลผลติ ปลาทไ่ี ด้ขนาดเพอ่ื ลดการใชอ้ าหารปลา
3) การใช้คอปเปอร์ซัลเฟตกาจัดแพลงก์ตอนพืชบางส่วนโดยความเข้มข้นของคอปเปอร์ซัลเฟต
เท่ากับ คา่ ความเปน็ ดา่ งท้งั หมด (มลิ ลิกรัมต่อลติ ร) หาร 100
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
หน่วยท่ี 7
กำรควบคุมและกำรปรบั ปรงุ คณุ ภำพน้ำเพอื่ กำรเพำะเลีย้ งสัตวน์ ้ำ
คุณภาพน้ามีความสาคัญย่ิงต่อการเพาะเล้ียงสัตว์น้า ทั้งน้ีเพราะคุณภาพน้ามีผลกระทบท้ังโดยตรง
และโดยออ้ มต่อสัตว์นา้ คุณภาพนา้ ที่ดมี ีผลต่อการอยู่รอด การเจริญเติบโต การสบื พันธุ์ การวางไข่ ซงึ่ หมายถึง
การได้รับผลผลิตและคุณภาพของสัตว์น้าที่ดีตามไปด้วย ในอดีตคุณภาพน้าในแหล่งน้าทั่วไปยังอยู่ในสภาพที่
เหมาะสมต่อการเพาะเล้ียงสัตว์น้า แต่ปัจจุบันสภาพแวดล้อม ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมากและรวดเร็ว
เนื่องจากการขยายตัวของชุมชนและการเกษตร มีการเร่งผลผลิตต่อหน่วยเนื้อท่ีให้สูงข้ึน ด้วยการปล่อยใน
อตั ราความหนาแน่นสูง มีการให้อาหารอย่างต่อเนื่อง โอกาสที่จะเกิดปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพน้าจึงเกดิ ข้ึนได้สูง
และเกิดข้ึนได้ทุกเวลาการควบคุมและปรับปรุงคุณภาพน้าท่ีเก่ียวข้องกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้า จึงเป็นเร่ืองท่ีมี
ความสาคัญเป็นอยา่ งยิ่ง
กำรควบคุมคณุ ภำพน้ำ
การควบคุมคุณภาพน้า มจี ุดมงุ่ หมายเพ่ือควบคุมคุณภาพน้าให้เหมาะสมต่อการเพาะเลย้ี งสัตว์น้าและ
ต้องการควบคุมไม่ให้ค่าเปล่ียนแปลงไปในทางท่ีไม่เหมาะสม เพราะถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว ย่อมมี
ผลกระทบต่อสัตว์น้า คุณภาพน้าที่มักเปลี่ยนแปลงในระหว่างท่ีมี การเล้ียงสัตว์น้าเน่ืองจากกิจกรรมของ
สัตว์น้า ทจี่ ะตอ้ งควบคมุ ทสี่ าคัญ ไดแ้ ก่
1) กำรควบคุมควำมเป็นกรดเปน็ ดำ่ ง (pH) ของนำ้
ความเป็นกรดเป็นด่างของน้า ขึ้นอยู่กับ ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์และสารประกอบประเภทกรด
ต่าง ๆ ที่อยู่ในดินและน้า การควบคุมความเป็นกรดเป็นด่างของน้าจึงเกี่ยวข้องกับการควบคุมกิจกรรมของ
สิ่งมีชีวิตท่ีมีการใช้และคายคาร์บอนไดออกไซด์ รวมท้ัง การปรับปรุงความเป็นกรดเป็นด่างของดินด้วย การ
ควบคุมความเป็นกรดเปน็ ด่างของนา้ ทาไดด้ ังนี้
กำรใช้ปูนขำว ใช้ควบคุมความเป็นกรดเป็นด่างของน้าในกรณีที่ค่าความเป็นด่างและความ
กระด้างต่ากว่า 20 มิลลิกรัมต่อลิตร และกรณีที่ความเป็นกรดเป็นด่างของน้าเกิดจากความเป็นกรดเป็นด่าง
ของดินก้นบอ่ การแก้ไขปัญหาความเปน็ กรดของดนิ สามารถทาไดโ้ ดยการเติมปูนขาวเชน่ เดยี วกนั
กำรใช้ปุ๋ยพวกแอมโมเนยี ใช้ในกรณที ่ีน้ามคี ่าความเป็นด่างสงู แต่มีค่าความกระด้างต่า และ
มีแพลงก์ตอนพืชหนาแน่นมาก ในตอนบ่ายเมื่อมีการสังเคราะห์แสง pH ของน้าอาจมีค่าสูงมากเกินไป จน
เปน็ อันตรายต่อสัตวน์ ้าได้ การเติมปูนขาวเพ่ือเพ่ิมความกระด้างให้กับน้า จะใช้ไมไ่ ด้ผล เพราะคา่ pH ของน้ามี
ค่าสูงอยู่แล้ว การใช้ปุ๋ยแอมโมเนียจะปลดปล่อยไฮโดรเจนไอออนออกมา แล้วเปลี่ยนไปเป็นไนเตรท ทาให้ค่า
ความเป็นกรดเป็นด่างของน้าลดลง อย่างไรก็ตาม ควรใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะการใช้ปุ๋ยในปริมาณมาก
แอมโมเนยี ไอออนอาจเปลีย่ นรูปไปเป็นแอมโมเนีย ซง่ึ เปน็ พิษต่อสัตว์น้าอย่างรนุ แรง
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
2) กำรควบคุมปรมิ ำณออกซิเจนทล่ี ะลำยน้ำ
ปญั หาการขาดแคลนออกซเิ จนในบ่อเพาะเลย้ี งสัตว์น้า มักมีสาเหตุทสี่ าคญั ดงั นี้
1. เกิดจากการเลี้ยงสัตวน์ า้ แบบหนาแน่นหรอื แบบพัฒนาทขี่ าดการเปลยี่ นถา่ ยน้า
2. เกดิ จากการเลีย้ งไม่ถกู ต้องตามหลักวิชาการ
3. เกิดจากปรมิ าณแพลงก์ตอนพืชท่เี จริญอย่างหนาแน่นเกนิ ไป
4. เกดิ จากตะกอนอินทรยี วตั ถุจากของเสียและเศษอาหารเหลือ
วธิ กี ารป้องกันและแก้ปัญหาการขาดแคลนออกซเิ จนท่ีละลายน้า สามารถทาได้หลายวธิ ดี ังนี้
1. การใช้สารเคมี ปัจจุบันนิยมใช้ปูนขาว หรือแคลเซียมไฮดรอกไซด์ (Ca(OH)2 ) เพราะปูน
ขาวช่วยกาจัดคาร์บอนไดออกไซด์ ซ่ึงมักมีปริมาณสูงในขณะท่ีขาดแคลนออกซิเจนทาให้สัตว์น้าสามารถใช้
ออกซิเจนได้ง่ายข้ึน ปริมาณท่ีแนะนาให้ใช้ ได้แก่ แคลเซียมไฮดรอกไซด์ 0.84 มิลลิกรัม สามารถกาจัด
คารบ์ อนไดออกไซด์ได้ 1.0 มลิ ลิกรัมตอ่ ปริมาตรน้า 1 ลติ ร
2. การเปล่ียนถ่ายน้า เป็นวิธีการที่แก้ปัญหาที่ดีที่สุด เพราะการเปล่ียนน้าเป็นการกาจัด
สาเหตุที่ทาให้เกดิ ปัญหาการขาดแคลนออกซิเจน สาเหตหุ รือต้นเหตุเหล่าน้นั ได้แก่ ปรมิ าณแพลงกต์ อนพืช สิ่ง
ขับถ่ายของสัตวน์ ้า เศษอาหารเหลือและอินทรียวตั ถุต่าง ๆ เป็นต้นการเปล่ียนถ่ายนา้ ทใี่ ห้ผลดี ควรทาการถ่าย
เปลี่ยนน้าชั้นล่างก่อน เพราะเป็นชั้นน้าท่ีมีออกซิเจนต่าและมีคาร์บอนไดออกไซด์สูง หลังจากนั้นจึงนาน้าที่
สะอาดหรือน้าทมี่ ีออกซเิ จนสงู เขา้ มาแทนที่ การเปลีย่ นถา่ ยนา้ ควรปฏิบตั อิ ย่างตอ่ เนือ่ งดว้ ย
3. การใช้เคร่ืองให้อากาศ เป็นวิธีการเพ่ิมปริมาณออกซิเจนให้แก่น้า ท่ีให้ผลดีวิธีหนึ่ง
โดยเฉพาะในขณะที่สัตว์น้าลอยหัวหรือกาลังขาดแคลนออกซิเจนอย่างรุนแรง การใช้เคร่ืองให้อากาศ จะเป็น
วธิ กี ารทีส่ ามารถแก้ไขปญั หาไดอ้ ยา่ งรวดเรว็
การใช้เครื่องให้อากาศ มีวัตถุประสงค์หลัก คือ เพ่ือเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้แก่น้า
โดยใช้หลักการพ่นอากาศ หรือตีน้าให้เป็นละอองฝอยสัมผัสกับอากาศ นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ทางอ้อม คือ
ช่วยทาให้มวลน้าในบ่อเกิดการเคล่ือนไหว ป้องกันการแบ่งชั้นของน้าเร่งการระเหยของสารพิษ และการวาง
ตาแหนง่ ของเครือ่ งใหอ้ ากาศ ยงั สามารถทาให้ตะกอนของเสยี ตกลงทจ่ี ุดเดยี วกันได้
เคร่ืองให้อากาศ มีอยู่มากมายหลายแบบ เช่น กังหันตีน้า เคร่ืองพ่นน้าข้ึนไปบน
อากาศ และเคร่ืองพ่นอากาศลงไปใต้น้า เครื่องให้อากาศที่นิยมใช้กันมากและ มีประสิทธิภาพในการเพิ่ม
ออกซิเจนท่ีดีทส่ี ดุ ได้แก่ เครือ่ งใหอ้ ากาศแบบกงั หันตนี า้
3) กำรควบคุมปรมิ ำณแพลงก์ตอน
แพลงก์ตอน คือ ส่ิงมีชีวิตท่ีล่องลอยอยู่ในน้า หรือสิ่งมีชีวิตท่ีไม่สามารถว่ายน้าบังคับทิศทางได้ ส่วน
ใหญ่มีขนาดเล็ก แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ แพลงก์ตอนพืชและแพลงก์ตอนสัตว์แพลงก์ตอนจัดเป็นอาหาร
ธรรมชาติของสัตว์น้ามีส่วนสาคัญต่อการเพิ่มผลผลิต เพราะนอกจากแพลงก์ตอนจะเป็นอาหารโดยตรงแล้ว
ยงั เป็นอาหารของสตั ว์น้าขนาดเล็กอื่น ๆ ด้วย ซึ่งจะก่อให้เกิดห่วงโซอ่ าหารภายในบ่อและเปน็ อาหารธรรมชาติ
ใหแ้ กส่ ัตว์น้าที่เลี้ยงไว้อีกทอดหน่ึง
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
แพลงก์ตอน ถา้ มีอยา่ งพอเหมาะ น้าจะไม่ขุ่นมากเกนิ ไป แพลงกต์ อนพืชจะใช้แสงแดดและแรธ่ าตุ ทา
การสังเคราะห์แสง ให้ปริมาณออกซิเจนแก่แหล่งน้า แต่ถ้าหากมีปริมาณหนาแน่นมากเกินไป จนทาให้น้าขุ่น
และขัดขวางไม่ให้แสงส่องผ่านลงไปได้ ก็จะมีปัญหาทาให้ปริมาณออกซิเจนมีไม่เพียงพอ ปัญหาการขาดแคลน
ออกซิเจนจึงเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในตอนเช้าใกล้รุ่ง อาจมีผลทาให้สัตว์น้าที่เล้ียงลอยหัวหรืออาจตายได้ แพ
ลงก์ตอนที่จัดว่ามีประโยชน์มาก ส่วนใหญ่เป็นแพลงก์ตอนสีเหลืองแกมเขียวหรือสีเหลืองแกมน้าตาล ส่วน
แพลงก์ตอนท่ีมักก่อให้เกิดโทษ ส่วนใหญ่เป็นแพลงก์ตอนสีเขียวแกมน้าเงิน สีเขียวสด หรือสีแดง นอกจากน้ี
ปริมาณแพลงก์ตอนที่เกิดข้ึนเป็นจานวนมาก อาจเกิดการตายลงพร้อม ๆ กัน การย่อยสลายของปริมาณ
แพลงกต์ อนท่ีมีจานวนมากนี้ อาจกอ่ ให้เกดิ ปญั หาการขาดแคลนออกซเิ จนภายในบอ่ ได้อกี ด้วย
การจดั การเพือ่ ควบคมุ ปริมาณแพลงก์ตอนให้เหมาะสม มแี นวทางในการควบคุมดงั นี้
1. การถา่ ยเปลยี่ นน้าออก ใชใ้ นการควบคุมปรมิ าณแพลงก์ตอนในกรณตี ่อไปน้ี
โดยตรวจดูชนิดของแพลงก์ตอนโดยการสังเกตสีของน้าหรือการใช้กล้องจุลทรรศน์ตรวจดู
แพลงก์ตอนพืช ชนิดของแพลงก์ตอนท่ีเหมาะสมควรเป็นพวกไดอะตอม ซึ่งน้าควรจะมีสเี หลืองแกมน้าตาล แต่
ถ้าเป็นแพลงก์ตอนพืชที่มีสีเขียวสด สีเขียวแกม น้าเงิน หรือสีแดง ซึ่งเป็นแพลงก์ตอนที่ไม่ต้องการ ควรถ่าย
เปล่ียนน้าออกหรือพยามรักษาสมดุล ของนา้ ไว้อย่าให้เพิ่มจานวนมากเกินไป
การวัดความหนาแน่นของแพลงก์ตอนโดยใช้ เซกชิดิสก์ (secchi disc) ซึ่งจะทราบความ
หนาแน่นของแพลงก์ตอนในรูปของความโปร่งแสงของน้าความหนาแน่นของแพลงก์ตอนท่ีเหมาะสมต่อการ
เพาะเล้ียงสัตว์น้า ควรมีค่าเทียบได้กับความ โปร่งแสงของน้าประมาณ 30 ถึง 60 เซนติเมตร ถ้าความโปร่ง
แสงของน้าต่ากวา่ 30 เซนติเมตรแสดงวา่ แพลงก์ตอนมปี รมิ าณหนาแนน่ เกินไป ต้องทาการเปล่ยี นถา่ ยน้า
การใส่ปุ๋ย ควรใช้เมื่อแพลงก์ตอนมีความหนาแน่นต่าเกินไป และหยุดการใช้ปุ๋ยเมื่อแพลงก์
ตอนหนาแน่นมากเกินไป ปุ๋ยท่ีนิยมใช้ได้แก่ปุ๋ยประเภทฟอสเฟต เพราะในธรรมชาติ ธาตุฟอสฟอรัสท่ีละลาย
น้ามักขาดแคลน ในทางปฏิบตั ิควรใสป่ ุ๋ยทริเพลิ ซเู พอร์ฟอสเฟต 2 กิโลกรมั ตอ่ ไร่ และปยุ๋ ยูเรีย 4 กิโลกรัมต่อไร่
การใช้สารเคมี การใช้คอปเปอร์ซัลเฟต (CuSO4 ) ซึ่งสามารถกาจัดแพลงก์ตอนได้เกือบทุก
ชนดิ พิษของคอปเปอร์ซัลเฟตต่อแพลงกต์ อนพืช ขึ้นอยกู่ ับความเป็นด่างของน้า โดยทั่วไป ถ้านา้ มคี า่ ความเป็น
ด่างสูงกว่า 50 มิลลิกรัมต่อลิตร ควรใช้คอปเปอร์ซัลเฟต 1 มิลลิกรัมต่อลิตร แต่ถ้าความเป็นด่างต่ากว่า 50
มลิ ลกิ รมั ต่อลิตร คอปเปอร์ซลั เฟตจะสามารถกาจัดแพลงก์ตอนพืชได้ ต้ังแต่ความเขม้ ข้น 0.1 ถึง 0.5 มิลลิกรัม
ต่อลิตรเท่าน้นั
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
กำรปรบั ปรุงคณุ ภำพนำ้
การปรับปรุงคุณภาพน้ามีจุดมุ่งหมาย เพื่อปรับปรุงคุณภาพน้าที่ไม่เหมาะสมต่อการเพาะเล้ียงสัตว์น้า
ให้สามารถนามาใช้ในการเพาะเล้ยี งสตั วน์ า้ ได้ วิธีการปรับปรุงคุณภาพน้ามวี ิธีการดังนี้
1) กำรทำให้น้ำปรำศจำกเช้อื โรค
นา้ ทใ่ี ชใ้ นโรงเพาะฟัก ควรเปน็ นา้ ทใ่ี สสะอาดและปราศจากเชื้อโรค วิธกี ารที่ใช้ ในการจัดการคณุ ภาพ
นา้ ใหป้ ราศจากเชื้อมหี ลายวิธี ดงั นี้
ใช้การกรองทรายร่วมกับการใช้แสงอัลตราไวโอเลต น้าท่ีจะใช้วิธีการน้ีได้จะต้องเป็นน้าท่ีใส
การกาจัดด้วยวิธีการนี้ ยงั ขึ้นอยู่กับ ความเข้มแสง ความยาวนานของการสัมผัส และน้าจะต้องใสไม่ขุน่ วิธกี าร
โดยการสูบน้าไหลผ่านท่อกรองทรายขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 30 นิ้ว จานวน 2 ท่อ ในอัตราการไหล 125
แกลลอนต่อนาที จากน้ันจึงนาไปผ่านหนว่ ยท่ใี ช้แสงอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet) อกี จานวน 18 หลอด น้าที่
ไหลผ่านกระบวนการน้ี จะสามารถกรองอนุภาคท่ีมีขนาดประมาณ 8-15 ไมครอน และฆ่าจุลินทรีย์ที่มีขนาด
เล็กกวา่ 15 ไมครอน
การใช้คลอรนี (Chlorine)
ปกติในแหล่งน้าธรรมชาติจะไม่มีคลอรีนปะปนอยู่ แต่ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้า บางคร้ังมี
ความจาเป็นต้องมีการใช้คลอรีนในการฆ่าเช้ือโรค หรอื โรคพยาธิในบ่อเลี้ยงสัตว์น้า หรือในบางคร้ังผู้เพาะปลา
จะใชน้ ้าประปาซ่ึงมีคลอรีนปะปนอย่เู พือ่ ฆ่าเชอ้ื โรค ปริมาณคลอรีนเพียงเล็กน้อยสามารถฆ่าเช้ือโรคได้ จากผล
การทดลองในห้องปฏิบัติการกับปลากะพงขาวและกุ้งก้ามกรามพบว่าคลอรีนในระดับความเข้มข้นประมาณ
0.2-0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร สามารถทาใหส้ ัตว์ทดลองตายภายใน 48 ชั่วโมง และถ้าอุณหภูมสิ ูงข้ึน ความเป็นพิษ
ของคลอรีนก็จะสูงขึน้ ดว้ ย ดังนน้ั น้าทีจ่ ะนามาเพาะเลี้ยงสตั ว์น้า จึงไมค่ วรมีคลอรีนหลงเหลืออยู่เลย ถ้าหากจะ
มี ก็ไม่ควร เกินกว่า 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร การกาจัดคลอรีนทาได้โดยพักน้าไว้สักระยะหน่ึง และมีการให้
อากาศ คลอรีนที่หลงเหลืออยู่ จะทาปฏิกิริยากับสารประกอบอื่นๆ ในน้าและจะถูกทาลายโดยแสงสว่างหรือ
อาจจะกาจดั โดยการเติมสารโซเดยี มไธโอซัลเฟต (Na2S2O3 ) คลอรีนจะถกู กาจดั ออกไปได้
ดังสมการ
Cl2 + Na2S2O3 Na2S4O6 + 2 NaCl
การฆ่าเช้ือโรคโดยการใช้คลอรีนในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้า โดยเฉพาะการอนุบาลลูกสัตว์น้า
ความเข้มข้นที่ใช้อยรู่ ะหวา่ ง 6-30 กรมั ต่อนา้ 1 ตัน หลงั จากพักนา้ แล้ว ก่อนนานา้ ไปใช้เพาะเลย้ี งสตั ว์น้าตอ้ งมี
การตรวจสอบ วิธที ่ีสะดวกรวดเร็วและงา่ ยตอ่ การปฏิบตั ิคือ การใช้สารละลายออร์โธโทลิดีน (Orthotolidine)
ซึ่งเป็นสารประกอบอินทรีย์ชนิดหน่ึงท่ีเม่ือทาปฏิกิริยากับคลอรีนจะได้สารประกอบ Holoquinone ซ่ึงจะมีสี
เหลือง การใช้ ออร์โธโทลิดีน จะต้องระมัดระวังเพราะมีพิษสูง การตรวจสอบวิธีน้ีอาจมีข้อผิดพลาดเน่ืองจาก
ออร์โธโทลิดีน สามารถทาปฏิกิริยากับเหล็กแมงกานีส และไนไตรท์ ได้เป็น Holoquinone ซ่ึงจะมีสีเหลือง
เชน่ เดียวกนั
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
คลอรีนสามารถละลายน้าไดแ้ ละเกดิ กรดไฮโปคลอรัส (Hypochlorus acid)
ดังสมการ
Cl2 + H2O HOCl + H + + Cl-
Hypochlorus acid จะแตกตัวตอ่ ไปไดอ้ ีกเปน็ Hypochlorite ion ดงั สมการ
HOCl H+ + OCl-
ปฏิกิริยาดังกล่าวถกู ควบคุมโดยความเป็นกรดเปน็ ด่าง (pH) และอณุ หภูมิของนา้ แต่ปฏิกริ ิยาดังกลา่ ว
เกดิ ขน้ึ อยา่ งรวดเรว็
รปู แบบของคลอรนี ทีใช้ในน้า มี 2 รปู แบบ คือ
1) Calcium hypochlorite (Ca(OCl)2 ) มักจะเรียกว่าผงปูนคลอรีนมีคลอรีนอิสระผสมอยู่
ประมาณ 70 % เมอ่ื ละลายนา้ จะแตกตัวดงั สมการ
Ca(OCl)2 Ca2+ + 2OCl-
OCl- + H+ HOCl
2) Sodium hypochlorite (NaOCl) จะอยู่ในรปู สารละลายหรือเปน็ นา้ มีคลอรีนผสมอยู่ 5-
15 เปอร์เซ็นต์ ตัวอย่างเช่น ผงฟอกสีท่ีขายตามท้องตลาด เมื่อนามาละลายน้าจะแตกตัวให้ Hypochlorite
ion เชน่ เดยี วกัน
การแตกตวั ของสารประกอบคลอรีน เม่ือเติมลงไปในน้า จะมีปฏกิ ิริยาแตกตวั ให้สารประกอบ
คลอรีนในรูปตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่
1) คลอรีนอิสระ (Free chlorine) หมายถึง คลอรีนท่ีมีอยู่ในน้า โดยปรากฏในรูปของ
Hypochlorus acid (HOCl) หรือ hypochlorite ion (OCl-) และกา๊ ซคลอรีน (Cl2)
2) คลอรีนรวมตัว (Combine chlorine) หมายถึง คลอรีนท่ีสามารถรวมตัวกับสารประกอบ
อ่นื ๆ ในน้าได้ดี โดยเฉพาะแอมโมเนีย ทาให้เกิดสารประกอบใหม่เรียกว่า Chloramine ซ่ึงมีความเป็นพิษต่อ
ส่ิงมีชีวิตในน้าสูงข้ึน การเกิด Chloramine เกิดข้ึนได้หลายรูปแบบข้ึนอยู่กับ pH อุณหภูมิ และปริมาณ
แอมโมเนยี ที่มอี ยู่ในน้า ดงั สมการ
NH3 + HOCl NH2Cl + H2O เรียก Monochloramine
NH2Cl + HOCl NHCl2 + H2O เรยี ก Dichloramine
NH2Cl + HOCl NCl3 + H2O เรียก Trichloramine
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
ในช่วง pH 4.5-8.5 จะปรากฏสารประกอบพวก Monochloramine และ Dichloramine เป็นส่วนใหญ่ แต่
ถ้าค่า พีเอช สูงกว่า 8.5 จะมีสารประกอบพวก Monochloramine เพียงอย่างเดียว และท่ี pH 4.5 จะมี
สารประกอบพวก Dichloramine เพยี งอย่างเดยี วสาหรบั Trichloramine จะพบมากขึ้นเมื่อ pH ตา่ กว่า 4.4
นอกจากแอมโมเนียแล้ว คลอรีนยังรวมตัวได้ดีกับสารอ่ืน ๆ เช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์ เหล็ก แมงกานีส
ไนไตรท์ และฟีนอล
3) คลอรีนตกค้าง (Residual chlorine) ได้แก่ คลอรีนท่ีหลงเหลืออยู่ในน้า หลังจากการทา
ปฏิกิริยาตา่ ง ๆ ในน้าแล้ว ถ้าเหลืออยู่ในสภาพคลอรนี อิสระก็เรียกว่าFree chlorine residual แต่ถ้าอยู่ในรูป
ของสารประกอบอนื่ ๆ เรียกวา่ Combine chlorine residual
ตาราง ปรมิ าณแคลเซียมไฮโปคลอไรด์ (กรัม) เพือ่ ใชท้ าลายเชอ้ื ในนา้ (มีคลอรีนอสิ ระประมาณร้อยละ 70)
ควำมเขม้ ขน้ ของคลอรีน
ปรมิ ำตรน้ำ 5 ppm 10 ppm 15 ppm 20 ppm
0.25 ตนั (250 ลิตร) 1.8 3.6 5.4 7.2
0.50 ตัน (500 ลิตร) 3.6 7.1 10.7 14.3
1.0 ตนั (1,000 ลติ ร) 7.1 14.3 21.4 28.6
2.0 ตนั (2,000 ลิตร) 14.3 28.6 42.9 57.1
3.0 ตัน (3,000 ลติ ร) 21.4 42.9 64.3 85.7
5.0 ตนั (5,000 ลิตร) 35.7 71.4 107.1 142.9
10.0 ตนั (10,000 ลติ ร) 71.4 142.9 214.3 285.7
ทีม่ า โชคชัย 2548 : 155
ตารางปริมาณนา้ ยาฟอกขาว (มลิ ลิลิตร) เพ่อื ใช้ทาลายเชอ้ื ในนา้
(มคี ลอรีนอสิ ระประมาณร้อยละ 5 เช่น พูเรก (Purex) และคลอรอก (Chlorox)
ควำมเขม้ ขน้ ของคลอรนี
ปรมิ ำตรน้ำ 5 ppm 10 ppm 15 ppm 20 ppm
0.25 ตนั (250 ลิตร) 25 50 75 100
0.50 ตัน (500 ลิตร) 50 100 150 200
1.0 ตัน (1,000 ลิตร) 100 200 300 400
2.0 ตนั (2,000 ลิตร) 200 400 600 800
3.0 ตนั (3,000 ลติ ร) 300 600 900 1,200
5.0 ตนั (5,000 ลิตร) 500 1,000 1,500 2,000
10.0 ตนั (10,000 ลิตร) 1,000 2,000 3,000 4,000
ทม่ี า :โชคชัย 2548 : 155
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
ใช้โอโซน (Ozone) จัดเป็นสารที่เรียกว่า ตัวออกซิไดส์ (Oxidizing agent) เช่นเดียวกับคลอรีน แต่มี
ความไวต่อการทาปฏิกิริยา และสามารถฆ่าจุลินทรีย์ได้ดีกว่าคลอรีน โอโซนสามารถผลิตขึ้นได้จากออกซิเจน
โดยออกซิเจนจะถูกเปล่ียนไปเป็นโอโซนได้ เม่ือได้รับกระแสไฟฟ้า หรือแสงอัลตราไวโอเลต น้าที่ถูกกาจัดเช้ือ
ด้วยโอโซนแล้ว เพื่อความปลอดภัย ก่อนจะนาน้าไปใช้เลี้ยงสัตว์น้า จะต้องรอให้พิษของโอโซนหมดไป
เสียก่อน แม้ว่าโอโซนจะมีประโยชน์ แต่การใช้ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะโอโซนอาจเป็นสาเหตุทาให้
เกิด การผุพัง การเปน็ สนมิ เหล็ก และเป็นอันตรายต่อมนุษยด์ ้วย
2) กำรลดพษิ ของแอมโมเนยี
โดยปกติการลดพิษของแอมโมเนีย สามารถเกิดข้ึนได้เองโดยวิธีการทางชีวภาพ เนื่องจากแบคทีเรีย
จาพวกไนตริไฟอิง สามารถย่อยสลายแอมโมเนียให้เป็นไนเตรท แบคทีเรียกลุ่มน้ี ได้แก่ ไนโตรโซโมแนส
(Nitrosomonas sp.) และไนโตรแบคเตอร์ (Nitrobacter sp.)โดยปกติแบคทีเรียเหล่าน้ีสามารถเจริญเติบโต
ได้ในบ่อ การลดพิษ จึงอาจทาได้โดยส่งเสริมให้แบคทีเรีย กลุ่มน้ีเจริญเติบโตได้ดี เช่น หลีกเล่ียงการใช้ยา
ปฏิชีวนะ หรือยาฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ การใช้ปูนแคลเซียมคาร์บอเนตเพื่อควบคุมการเปล่ียนแปลงพีเอช และการ
เตมิ ออกซเิ จนใหอ้ ยา่ งเพยี งพอ
1. การลดพิษของแอมโมเนียสาหรับในโรงเพาะฟักสัตว์น้า วิธีการที่สามารถลดพิษของแอมโมเนีย
ไดแ้ ก่
การแลกเปล่ียนไอออน (Ion exchange) ซ่ึงมีวิธีการโดย นาน้าที่ต้องการกาจัดผ่านคอลัมน์ที่บรรจุ
ด้วยซีโอไลต์ ซง่ึ เป็นแร่พวกซิลิเกต มีคณุ สมบัติสามารถแลกเปล่ียนไอออนได้ดี ปัจจุบันแรซ่ ีโอไลต์ที่ใช้กันมาก
ที่สดุ ได้แก่ คลินอปทิโลไลต์ (Clinoptilolite) เพราะมีอนุภาคท่ีเหมาะสมสาหรับ แอมโมเนียมไอออน และจะ
ไม่ดูดซมึ ไนไตรท์หรือไนเตรท เหมาะสาหรับนา้ จดื แต่ไมเ่ หมาะสมกับน้ากระด้าง คลนิ อปทโิ ลไลต์ สามารถใช้ได้
ดีสาหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้าจืด โดยแอมโมเนียร้อยละ 90 ถึง 97 จะถูกคลินอปทิโลไลต์จับเอาไว้ น้าท่ีผ่าน
คอลัมนแ์ ลว้ จึงมีคุณภาพดอี กี คร้งั หนึ่ง ส่วนคลินอปทิโลไลต์ทมี่ ีแอมโมเนีย สามารถนากลบั มาใชใ้ หมไ่ ดอ้ ีก โดย
การชะล้างด้วยน้าเกลือเข้มข้น การลดพิษของแอมโมเนียโดยการแลกเปลี่ยนไออน แสดงดังภาพการกาจัด
แอมโมเนยี ด้วยวธิ กี ารแลกเปลีย่ นไอออนสาหรับนา้ ในโรงเพาะฟัก
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
น้าเสีย
(Waste water)
กาจดั ตะกอน
ออกไป
ผา่ นคลินอปทิโลไลต์ น้าเกลือชะลา้ ง
(clinoptilolite bed)
ใหอ้ ากาศ แอมโมเนียออกไป
น้าดีสามารถนากลบั
ไปใชไ้ ดใ้ หม่
ภาพการกาจัดแอมโมเนียดว้ ยวธิ กี ารแลกเปล่ียนไอออนสาหรับน้าในโรงเพาะฟัก
ทมี่ า : ดดั แปลงจากโชคชัย 2548 : 68
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
2. การใช้แคลเซียมไฮดรอกไซด์ หรือโซเดียมไฮดรอกไซด์ปรับ pH ของน้าให้สูงถึง 10 หรือ 11 เม่ือ
pH ของน้าสูงข้ึนแอมโมเนยี ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนรูปเป็นก๊าซแอมโมเนีย ซึ่งสามารถระเหยออกไปได้ง่าย ถ้าฉีด
น้าให้เป็นหยดเล็ก ๆ เสร็จแล้วจึงค่อยปรับ pH ของน้าให้อยู่ในระดับปกติอีกคร้ัง ด้วยการเติมกรด อย่างไรก็
ตามวิธีการนจี้ ะใช้ไม่ได้ผล ถ้าอุณหภูมอิ ากาศตา่
3. การเตมิ คลอรนี หรือโซเดยี มไฮโปคลอไรต์ ลงในน้าเปน็ อีกวิธีหนง่ึ ท่ีสามารถกาจัดแอมโมเนียออกไป
ได้ คลอรีนจะออกซิไดส์แอมโมเนียให้เป็น ก๊าซไนโตรเจนไดป้ ระมาณร้อยละ 95-99 แต่วิธีนี้จะต้องระมัดระวัง
เพราะอาจมพี ษิ ของคลอรนี ตกค้าง ซึง่ ควรจะตอ้ งกาจัดออกไปดว้ ย เชน่ กนั
3) กำรกำจัดของเสียในบอ่
การกาจัดของเสียในบ่อในระหว่างทีม่ ีการเพาะเลย้ี งสัตวน์ ้า มีความสาคัญมากโดยเฉพาะการเล้ียงสัตว์
น้าแบบพัฒนา ซึ่งเป็นแบบที่มีความหนาแน่นสูง ปริมาณของเสียท่ีเกิดจากสัตว์น้า เศษอาหารเหลือ และถ้า
หากไม่ได้กาจัดออกไปจะเป็นสาเหตุท่ีก่อให้เกิดปัญหามากมาย ของเสียส่วนใหญ่เป็นพวกสารอินทรีย์ซ่ึงมัก
ตกตะกอนทับถมตามพืน้ ก้นบ่อ ในสภาพทมี่ อี อกซเิ จน การจัดการเพอื่ ปอ้ งกันการสะสมอนิ ทรียสาร
1. วิธีการกาจัดของเสียในบอ่
การเปลี่ยนถ่ายน้า ปกติการเปลี่ยนน้าไม่ได้มีผลต่อการชะล้าง พ้ืนบ่อมากนัก การเปล่ียน
ถ่ายน้าจะมปี ระสทิ ธิภาพมากขนึ้ เมื่อตะกอนสารอินทรยี ์ลอยตวั ข้ึนส่นู ้าเบ้ืองบน วิธีการที่นิยมคือ การใช้เคร่ือง
ให้อากาศเพราะนอกจากจะให้อากาศแลว้ การตีน้ายังช่วย ทาให้เกดิ การหมุนเวียนของน้า ตะกอนลอยตัวไม่
ตกลงพื้น การเปลยี่ นนา้ จงึ สามารถกาจดั ตะกอนออกไปได้
การกระตุ้นการย่อยสลายสารอินทรีย์ การย่อยสลายของเสียท่ีไม่มีผลต่อสัตว์น้า จะต้องเป็น
การย่อยสลายแบบใช้ออกซิเจนโดยพวกแบคทีเรีย เพราะผลผลิตที่ได้ จะได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้า
ส่วนการย่อยสลายของเสียแบบขาดออกซิเจนน้ัน ควรหลีกเลี่ยง เพราะผลผลิตที่ได้ อาจได้ก๊าซ
ไฮโดรเจนซลั ไฟด์ วธิ ีการกระตนุ้ ใหม้ ีการย่อยสลายแบบใช้ออกซเิ จนมวี ธิ กี ารดังน้ี
- การเติมออกซิเจน สามารถทาได้โดยการใช้เคร่ืองให้อากาศออกซิเจนจากเคร่ืองให้อากาศ
ในบรเิ วณกน้ บอ่ จะช่วยให้มีการย่อยสลายแบบใชอ้ อกซิเจนมากข้นึ
- การกวนตะกอน สามารถทาไดโ้ ดยการใช้เครื่องให้อากาศเช่นเดียวกัน การหมนุ เวยี นของน้า
ด้วยความเร็วท่ีเหมาะสม จะช่วยให้ตะกอนไม่ทับถมซ่ึงจะช่วยให้อินทรียวัตถุได้สัมผัสกับออกซิเจน และมี
โอกาสกาจดั ออกไปได้มากด้วย
- การเติมจุลินทรีย์ แบคทีเรียที่ช่วยในการย่อยสลายสารอินทรีย์แบบใช้ออกซิเจนน้ัน พบอยู่
ทุกหนทุกแห่ง โดยปกติไม่จาเป็นต้องเติมเชื้อแบคทีเรียลงในบ่อเลี้ยงแบบพัฒนา แต่ถ้าเล้ียงสัตว์น้าในอัตรา
ความหนาแน่นสูงกว่าปกติ การเติมเช้ือแบคทีเรียในช่วงแรกของการเลี้ยง อาจช่วยทาให้จานวนแบคทีเรียเพ่ิม
มากขน้ึ ในปริมาณทเ่ี พียงพอกบั ความตอ้ งการภายในเวลาอนั จากัด
การใช้สารเคมี สารเคมีท่ีนิยมใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ามีเพียงไม่ ก่ีประเภท ท่ีใช้กันประจา
ได้แก่ ปุ๋ยเคมี และปูนขาว ส่วนสารเคมีอย่างอื่นไม่ค่อยนิยมใช้กัน ท้ังนี้เพราะว่าการใช้สารเคมีส่วนใหญ่เป็น
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
การใช้เพ่ือแก้ปัญหาระยะส้ันและสารเคมีบางชนิดยังมีราคาแพงบางชนิดมีการปนเป้ือนของสารพิษและบาง
ชนิดยังมีพิษตกค้างอยู่ในร่างกายของสัตว์น้าด้วย อย่างไรก็ตาม ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สารเคมียังมี
ประโยชน์ในการป้องกันและรักษาคุณภาพน้า ถ้าหากใช้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และไม่พร่าเพรื่อจนเกินไป
สารเคมที ีใ่ ช้ในการกาจดั ของเสีย มดี งั ตอ่ ไปน้ี
- แคลเซียมเพอร์ออกไซด์ ปูนแคลเซียมเพอร์ออกไซด์ มีลักษณะคล้ายหินปูน
ประกอบด้วยแคลเซียมเพอร์ออกไซด์ร้อยละ 60 ส่วนท่ีเหลือเป็นแคลเซียมคาร์บอเนต และแคลเซียมไฮดรอก
ไซด์ คณุ สมบตั ิทางเคมที ่ีมปี ระโยชน์ ได้แก่ การเพม่ิ ออกซเิ จนให้แกน่ า้ ดังสมการ
CaO2 + H2O Ca (OH)2 + ½ O2
- เหล็กออกไซด์ มีประโยชน์สาหรับกาจัดไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซึ่งเป็นสารพิษ โดย
เหลก็ ออกไซด์ จะเกิดปฏิกิรยิ ากบั ไฮโดรเจนซัลไฟด์ได้เป็นเหลก็ ซลั ไฟด์ซ่งึ ไมเ่ ป็นพษิ
- ด่างทับทิม ปัจจุบันไม่นิยมใช้แล้ว แม้ว่าด่างทับทิมจะมีผลดี ต่อการลดปริมาณ
สารอนิ ทรีย์และก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ ทง้ั น้ีเพราะด่างทบั ทมิ สามารถฆ่าแพลงก์ตอนและจลุ ินทรีย์ตา่ ง ๆ การใช้
ดา่ งทับทิมจึงไดผ้ ลดีในระยะแรก หลังจากนั้น จะเกิดปัญหาตามมาเน่ืองจากการเน่าสลายของแพลงก์ตอนและ
จุลนิ ทรีย์
- โอโซน เป็นออกซิเจนอีกรูปหนึ่ง ซึ่งมีความว่องไวในการทาปฏิกิริยาโดยสามารถ
เติมออกซิเจนให้กับสารอินทรีย์ได้อย่างรวดเร็ว โอโซนจึงสามารถใช้เพ่ือลดปริมาณการใช้ออกซิเจน ของ
สารอินทรียแ์ ละสารเคมใี นนา้ บางชนิดได้
- ซีโอไลต์ เป็นแร่จาพวกอะลูมิโนซิลิเกต มีลักษณะเป็นผลึก คุณสมบัติท่ีเด่น คือ
ประกอบด้วยโพรงจานวนมากกระจายอย่ใู นระหว่างโมเลกุล ซโี อไลต์ มีประสิทธิภาพดีในการกาจัดแอมโมเนีย
ในการเพาะเล้ียงสัตว์น้าจืด ส่วนการเพาะเล้ียงสัตว์น้าเค็มน้ัน ซีโอไลต์จะมีประสิทธิภาพในการดูดซับ
แอมโมเนียไอออนได้น้อยกว่ามาก เนื่องจากโซเดียมไอออนของน้าทะเลจะแย่งจับกับอนุภาคของซีโอไลต์ได้
ก่อนแอมโมเนีย
4) นำ้ ท้ิงจำกบอ่ เล้ียงสัตวน์ ้ำ
การเพาะเล้ยี งสัตว์นา้ โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ แบบพัฒนาหรือแบบหนาแนน่ เป็นสาเหตหุ นึง่ ของการเกิด
มลพิษทางนา้ โดยทาใหเ้ กิดผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อม โดยกระทบขัน้ ต่าสุดทาใหน้ า้ สญู เสียความสะอาด ไม่
ปลอดภยั ต่อการนาไปบริโภค ผลกระทบข้นั สูงขน้ึ ก่อใหเ้ กิดสภาวะยูโทรฟเิ คชัน (Eutrophication) และ
ผลกระทบอย่างมากทาให้แหลง่ น้าธรรมชาติท่ไี ดร้ ับน้าทิ้งจากการเพาะเลี้ยงสัตว์นา้ ในปริมาณมากและบอ่ ยครั้ง
ทาให้เกดิ การเส่อื มโทรมอย่างรวดเร็ว
1. ผลกระทบของนำ้ ท้ิงจำกบอ่ เล้ยี งสตั ว์น้ำต่อสิง่ แวดลอ้ ม
ในปัจจุบันน้ีเกษตรกรไทยทาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้า โดยเฉพาะอย่างย่ิงกุ้งทะเล เช่น กุ้งกุลาดาและกุ้ง
ขาวในระบบปิดและแบบพัฒนา โดยมีการถ่ายเทน้าในปรมิ าณน้อยมากหรือไม่มี การถา่ ยเทน้าเลยตลอดการ
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
เล้ียง เพ่ือหลีกเลี่ยงปัญหาท่ีอาจเกิดจากการแพร่ระบาดของจุลินทรีย์ ก่อโรค ผลกระทบของน้าท้ิงจากบ่อ
เล้ยี งสัตว์น้าต่อสงิ่ แวดลอ้ ม มีดังน้ี
ผลกระทบต่อคณุ ภาพน้าในแหลง่ นา้ ธรรมชาติ
1. ความเคม็ ของน้าท้งิ มผี ลกระทบต่อคุณภาพนา้ ในแหลง่ น้าธรรมชาติ
การรองรับน้าท้ิงจากการเลี้ยงกุ้งทะเล เช่น กุ้งกุลาดาและกุ้งขาว ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้าจืด
เนื่องจากการปล่อยน้าทิ้งจากบ่อเล้ียงกุ้งกุลาดาเป็นปริมาณมากรวมท้ังขี้เลนจากบ่อเลี้ยงกุ้งซึ่งมีความเค็ม
ส่งผลให้แหล่งน้าจืด แหล่งน้าผิวดินและแหล่งน้าใต้ดิน ไม่สามารถนาไปใช้ประโยชน์ในการอุปโภค บริโภคได้
อกี ต่อไป
2. สารอินทรยี ์ทาให้แหล่งน้าตามธรรมชาติมีกา๊ ซออกซเิ จนลดลง
การลดลงของก๊าซออกซิเจนเกิดจากแหล่งน้าตามธรรมชาติทีร่ องรับนา้ ทิง้ จากการเพาะเล้ียงสัตว์น้าจะ
มีการย่อยสลายสารอินทรีย์ที่ปนเปื้อนในน้าทิ้งนั้นจากจุลินทรีย์ในกลุ่มท่ีใช้ออกซิเจนที่อาศัยในบ่อเพาะเลี้ยง
สัตว์น้า น้าท่ีดีจะมีก๊าซออกซิเจนเพียงพอเพื่อนามาใช้ในการหายใจของสัตว์น้า แต่เม่ือมีสารอาหารปนเป้ือน
มากเกินไป จะทาให้จุลินทรีย์กลุ่ม ท่ีใช้ออกซิเจนมีการเจริญและย่อยสลายสารปนเป้ือน จึงทาให้ก๊าซ
ออกซิเจนมีปริมาณลดลงจนถึงระดับหน่ึงที่ทาให้จุลินทรีย์ในกลุ่มท่ีไม่ใช้ออกซิเจน สามารถเจริญข้ึนมาทดแทน
จุลินทรีย์กลุ่มท่ีใช้ออกซิเจนและมีการผลิตก๊าซพิษต่อสัตว์น้าหลายชนิด ได้แก่ ก๊าซแอมโมเนียและ
ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์
3. สารอนิ ทรียท์ าให้เกดิ การเจริญของแพลงกต์ อนพืชอย่างไร้ขอบเขต
สารอินทรีย์ท่ีสะสมในบ่อเลี้ยงสัตว์น้าจะทาให้มีการแพร่ขยายพันธ์ุอย่างรวดเร็วของสาหร่าย ซึ่งเป็น
อีกสาเหตุหน่ึงท่ีทาให้กา๊ ซออกซิเจนในบ่อเพาะเล้ียงสัตว์น้ามปี ริมาณลดลง รวมทั้งเม่ือสาหรา่ ยเหล่านี้ตายลงก็
จะเป็นการเพ่มิ ใหม้ ีการใช้ออกซเิ จนในการยอ่ ยสลายซากแพลงกต์ อนพชื
4. สารปนเปอ้ื นชนิดต่าง ๆ ในนา้ ทงิ้ มีผลตอ่ สัตว์นา้ ในแหลง่ น้าตามธรรมชาติ
น้าจากบ่อเล้ียงสัตว์น้ามีปริมาณสารปนเป้ือนชนิดต่าง ๆ ซึ่งจะมีผลต่อสัตว์น้าแตกต่างกัน เช่น
สารอินทรีย์ กา๊ ซแอมโมเนีย ไนไตรท์ ไนเตรท ฟอสเฟตและสารอื่น ๆ
ผลกระทบตอ่ พ้ืนท่ีเกษตรกรรม
ในการเพาะเล้ียงกุ้งน้ัน หากขาดการจัดการระบบน้าที่ดีและมีการปล่อยน้าจากพื้นที่เล้ียงกุ้งลงสู่ลา
คลองสาธารณะ จะส่งผลให้ดินบริเวณใกล้เคียงเปลี่ยนสภาพกลายเป็นดินเค็ม ซึ่งจะส่งผลต่อพื้นที่ทาการ
เกษตรกรรม เช่น พื้นท่ีทานาข้าว ทาใหผ้ ลผลติ ต่าจนถงึ ข้นั ไม่สามารถทานาได้
ผลกระทบต่อพื้นท่ีปา่ ชายเลน
ป่าชายเลนในประเทศไทยในอดีตมีจานวนมาก แต่ในปัจจุบันมีจานวนลดลงเนื่องจากการนาป่าชาย
เลนมาพัฒนาเป็นบ่อเพาะเลี้ยงกุ้ง นอกจากมีการทาลายป่าชายเลนเพื่อนามาเป็นบ่อเพาะเลี้ยงกุ้งแล้ว ยังมี
ผลกระทบจากการเพาะเล้ยี งกุ้งและสตั ว์นา้ อ่ืน ๆ ตอ่ ป่าชายเลนอีกหลายประการ ไดแ้ ก่
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
1. ผลกระทบตอ่ คณุ ภาพน้า
การเล้ียงกุ้งกุลาดามีผลโดยตรงต่อคุณภาพน้าบริเวณป่าชายเลนทาให้ค่าความเป็นกรดเป็น
ด่างของนา้ มากกวา่ 8 ซึ่งทาให้แอมโมเนียอยใู่ นรูปทีเ่ ป็นพษิ ตอ่ สตั ว์นา้
2. ผลกระทบต่อคุณภาพดนิ
การเปล่ียนพ้ืนท่ีป่าชายเลนมาเป็นบ่อเล้ียงกุ้งจะทาให้สารประกอบซัลเฟอร์ในดินตะกอนช้ัน
ล่างถูกเคล่ือนย้ายข้ึนมาสัมผัสกับออกซิเจนในอากาศ และถูกออกซิไดส์เป็นกรดกามะถัน ทาให้ค่าความเป็น
กรด-ด่างของดินลดลงอยู่ในระดับที่เป็นกรดอย่างรุนแรง นอกจากน้ีการปล่อยน้าเสียลงป่าชายเลนมากเกินไป
อาจทาให้สภาวะที่มอี อกซิเจนและไม่มีออกซิเจนของแบคทีเรยี ในดนิ เสียสมดุลและเปลี่ยนไปเป็นสภาวะท่ีไม่มี
ออกซเิ จน ซงึ่ มปี ระสทิ ธิภาพในการหมุนเวยี นธาตอุ าหารตา่
3. ผลกระทบตอ่ สิง่ มีชวี ิต
ป ริ มาณ แ ล ะคุณ ส มบั ติ ของดิ น ต ะกอน ของน้ าทิ้งจ า กการเลี้ ย ง กุ้งกุล า ด ามีผ ล กระท บ ต่ อ
โครงสร้างและการเจริญเติบโตของไม้ชายเลน ทาให้ชนิดของพันธุ์ไม้เปล่ียนแปลงไป นอกจากน้ีของเสีย
ประเภทสารอินทรีย์ที่ปล่อยลงสู่ทะเลทาให้เกิดการเพ่ิมจานวนของแพลงก์ตอนพืช ซ่ึงมีผลให้เกิดการ
เปล่ียนแปลงคุณสมบตั ิของนา้ และสง่ ผลกระทบต่อสัตว์น้า
4. ผลกระทบต่อสิง่ แวดลอ้ มและทรพั ยากรธรรมชาติชายฝ่งั ทะเล
น้าทิ้งและตะกอนดินเลนจากการเล้ียงกุ้งกุลาดาที่ปล่อยออกสู่ชายฝ่ังทะเลทาให้มีผลกระทบ
ตอ่ ชายฝัง่ ทะเล คือ ทาให้เกิดแพลงกต์ อนพืชจานวนมากตามบริเวณชายฝั่งทะเล ถา้ การเพ่มิ ธาตุอาหารบริเวณ
ชายฝ่ังมีไม่มากจะไม่เป็นโทษและก่อให้เกิดประโยชน์ ต่อระบบนิเวศวิทยา โดยเฉพาะส่ิงมีชีวิตกลุ่มแพลงก์
ตอน แต่เน่ืองจากการเล้ียงกุ้งส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงกุ้งแบบพัฒนา ดังน้ันสารอาหารและธาตุอาหารจึงมีมาก
เกินกว่าที่ทะเลบริเวณชายฝั่งรับได้ ดังตารางคุณภาพน้าในบ่อเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดาในเขตชายฝ่ังทะเล 21
จังหวัด
Water Quality Analysis and Control (30601-2001) ปวส.2563
ตารางคุณภาพนา้ ในบ่อเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดาในเขตชายฝ่ังทะเล 21 จังหวัดในระหวา่ งเดือนมกราคม-ธันวาคม ปี
พ.ศ. 2543
ระดับชว่ งของค่ำที่วัดได้
พำรำมิเตอร์ที่ทำกำรวดั ค่ำเฉลี่ย ค่ำต่ำสดุ คำ่ สงู สดุ
ความโปรง่ แสง (ซม.) 22.3 - 59.9 22.3 ± 11.02 59.9 ± 14.0
(สมุทรสาคร) (สตูล)
ความเค็ม (สว่ นในพนั ส่วน) 3.0 - 24.8 3.0 ± 6.2 24.8 ± 5.2
(ชลบรุ ี) (ภูเกต็ )
DO (มลิ ลกิ รัม/ลติ ร) 5.6 - 8.8 5.6 ± 0.7 8.8 ± 1.6
(สมุทรสาคร) (สรุ าษฎร์ธาน)ี
BOD (มิลลกิ รัม/ลิตร) 2.1 - 12.5 5.6 ± 0.7 8.8 ± 1.6
(สุราษฎร์ธานี) (เพชรบุรี)
อณุ หภูมิ (องศาเซลเซียส) 27.8 – 32.6 27.8 ± 2.7 32.6 ± 3.7
(ประจวบคีรขี นั ธ)์ (นครศรธี รรมราช)
ความเค็ม (ส่วนในพันสว่ น) 7.3 - 28 7.3 ± 8.3 28.0 ± 2.4
(ชลบุร)ี (ภูเก็ต)
ความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) 6.9 – 8.1 6.9 ± 0.5 8.1 ± 0.1
(นราธิวาส) (ประจวบคีรีขนั ธ์)
แอมโมเนีย (มลิ ลกิ รมั /ลติ ร) 0.006 – 0.52 0.006 ± 0.003 0.52 ± 0.16
(ชุมพร) (สตลู )
ไนไตรท์ (มิลลกิ รัม/ลติ ร) 0.025 – 0.267 0.025 ± 0.021 0.267 ± 0.259
(สมทุ รสาคร) (นราธวิ าส)
ฟอสเฟต (มิลลิกรัม/ลติ ร) 0.01 – 0.5 0.01 ± 0.00 0.267 ± 0.259
(สงขลาและสตูล) (ฉะเชงิ เทรา)
ท่ีมา : สุบัณฑติ และวรี พงศ์ 2552 : 132
4) กำรบำบัดนำ้ ท้ิงจำกกำรเพำะเลย้ี งสตั ว์น้ำ
ผลกระทบของน้าทิ้งจากการเพาะเล้ียงสัตว์น้าต่อสิ่งแวดล้อมมีมากมาย การบาบัดน้าท้ิงเป็นการลด
มลภาวะของแหลง่ น้า โดยจะเน้นนาทิ้งจากบ่อเลยี้ งก้งุ กลุ าดา
1. กำรบำบดั น้ำท้งิ จำกนำกงุ้
น้าทิ้งที่ปล่อยออกจากบ่อเล้ียงกุ้งหลังจากที่มีการนากุ้งออกจาหน่ายแล้ว ส่วนใหญ่เป็นน้าเสียท่ีมีค่า
ความสกปรกไมส่ ูงมากนัก คล้ายกับนา้ เสียจากชุมชนท่ัว ๆ ไป แตก่ ็ยังมีปริมาณของสารไนโตรเจนและปริมาณ