75 ส่วนที่ 6 การตรวจสอบการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 กำหนดให้คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ หรือคณะกรรมการ วลพ. มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ระหว่างเพศ โดยมีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวเป็นผู้รับผิดชอบทำหน้าที่สนับสนุนให้ความช่วยเหลือ ทั้งงานด้านธุรการและงานวิชาการ ต่อมาคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ (คณะกรรมการ สทพ.) ได้ออกระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 กำหนดกระบวนพิจารณา เพื่อตรวจสอบการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ซึ่งหมายถึง การกระทำต่างๆ อันเกี่ยวกับการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ซึ่งได้กระทำโดยคณะกรรมการ วลพ. กรรมการ วลพ. คณะอนุกรรมการ และพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ วลพ.1 ซึ่งจะ เห็นได้ว่ากระบวนการพิจารณาตามที่กำหนดไว้ในระเบียบฉบับนี้มีลักษณะเป็นการพิจารณาทางปกครองอันจะนำไป สู่การมีคำวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ซึ่งมีลักษณะเป็นการออกคำสั่งทางปกครองอย่างหนึ่ง ดังนั้น การตรวจสอบการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศจึงต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติวิธี ปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ด้วยเช่นกัน สำหรับกระบวนการตรวจสอบการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ระหว่างเพศแบ่งออกได้เป็น 1. การยื่นคำร้องและการตรวจสอบคำร้อง 2. การพิจารณาแสวงหาข้อเท็จจริงและพยาน หลักฐาน 3. การมีคำวินิจฉัยและการบังคับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัย และ 4. การโต้แย้งคำวินิจฉัยและการใช้สิทธิ ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ซึ่งมีรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้ 1. การยื่นคำ ร้องและการตรวจสอบคำ ร้อง 1.1 คำ ร้องและการยื่นคำ ร้อง ตามข้อ 3 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการ ในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 ได้บัญญัติ นิยามเกี่ยวกับคำร้องและคำอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องไว้ดังนี้ คำ ร้อง หมายถึง การเสนอข้อกล่าวหาต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ระหว่างเพศ ผู้ร้อง หมายถึง ผู้ที่เสนอข้อกล่าวหาต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ว่าตนได้รับหรือจะได้รับความเสียหายจากการกระทำในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ และให้หมายความรวมถึงผู้ที่ได้รับมอบหมายด้วย 1 ข้อ 3 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559
76 ผู้ถูกร้อง หมายถึง ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ดังนั้น การยื่นคำร้องจึงเป็นเรื่องที่ “ผู้ร้อง” เสนอข้อกล่าวหาต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ว่าตนได้รับหรือจะได้รับความเสียหายจากการกระทำของ “ผู้ถูกร้อง” ในลักษณะที่ เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ทั้งนี้คำร้องดังกล่าวอาจเป็นการเสนอในครั้งแรกหรือเสนอในภายหลัง โดยการแก้ไขเพิ่มเติมหรือโดยสอดเข้ามาเป็นคู่กรณีไม่ว่าด้วยความสมัครใจหรือถูกเรียกเข้ามาก็ได้ 1.1.1 รูปแบบและระยะเวลาในการยื่นคำ ร้อง ในการยื่นคำร้องนั้น ผู้ร้องสามารถยื่นคำร้องด้วยวาจาหรือยื่นคำร้องเป็นหนังสือก็ได้โดยจะต้อง ยื่นคำร้องภายใน 1 ปีนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบเหตุแห่งการร้อง ซึ่งมีข้อปฏิบัติดังนี้2 (1) การยื่นคำ ร้องด้วยวาจา โดยผู้ร้องอาจยื่นคำร้องด้วยวาจาต่อผู้รับคำร้อง ในกรณีนี้ให้ผู้รับ คำร้องบันทึกถ้อยคำของผู้ร้องและให้ผู้ร้องและผู้รับคำร้องลงลายมือชื่อในคำร้องนั้นไว้เป็นหลักฐาน (2) การยื่นคำร้องเป็นหนังสือ ในกรณีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องเป็นหนังสือ ต้องปรากฏรายละเอียดสำคัญ ดังนี้3 1) ชื่อและที่อยู่ของผู้ร้อง 2) ชื่อและที่อยู่ของผู้ถูกร้อง 3) ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุที่เห็นว่าตนได้รับหรือจะได้รับ ความเสียหายในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ 4) พยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี) 5) คำขอหรือความประสงค์ของผู้ร้อง และ 6) ลายมือชื่อของผู้ร้อง นอกจากนั้น ผู้ยื่นคำร้องต้องแนบเอกสารหลักฐานต่างๆ มาพร้อมกับคำร้อง ดังนี้4 1) สำเนา บัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาเอกสารแสดงตัวบุคคลที่ทางราชการออกให้จำนวน 1 ชุด และ 2) สำเนาคำร้อง และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี) พร้อมรับรองความถูกต้องของเอกสารดังกล่าว จำนวน 1 ชุด ทั้งนี้การยื่นคำร้องเป็นหนังสือในข้างต้น ผู้ร้องสามารถยื่นคำร้องด้วยตนเอง ส่งทางไปรษณีย์ หรือยื่นผ่านช่องทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ในกรณียื่นคำร้องโดยส่งทางไปรษณีย์ให้ถือวันที่ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทาง ประทับตรารับที่ซองหนังสือเป็นวันยื่นคำร้อง สำหรับการยื่นคำร้องนั้น ผู้ร้องไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม และเอกสารหลักฐานที่ได้ยื่นเพื่อใช้ ประกอบการพิจารณาวินิจฉัยไม่ต้องปิดอากรแสตมป์5 อย่างไรก็ตาม การยื่นคำร้องและเอกสารที่ยื่นต่อผู้รับคำร้อง ต้องจัดทำเป็นภาษาไทย ถ้าได้จัดทำเป็นภาษาต่างประเทศ ให้คู่กรณีที่ยื่นจัดทำคำแปลเป็นภาษาไทยที่มีการรับรอง ความถูกต้องมาให้ภายในระยะเวลาที่กำหนด เว้นแต่คู่กรณีไม่อาจทำเอกสารเป็นภาษาไทยได้ให้กรมกิจการสตรีและ ครอบครัวพิจารณาดำเนินตามที่เห็นสมควร6 2 ข้อ 6 วรรคหนึ่งและวรรคสาม แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการ ในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 3 ข้อ 7 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 4 ข้อ 8 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 5 ข้อ 12 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 6 ข้อ 13 วรรคหนึ่ง แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำ ร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559
77 1.1.2 การใช้สิทธิยื่นคำ ร้องของผู้ร้อง สำหรับการใช้สิทธิยื่นคำร้องของผู้ร้องนั้น อาจแบ่งออกได้เป็น 2 กรณีคือ ผู้ร้องประสงค์ยื่นคำร้อง ด้วยตนเอง และผู้ร้องอาจมอบหมายให้บุคคลอื่นยื่นคำร้องแทนซึ่งอาจเกิดขึ้นได้4 กรณีดังนี้7 (1) กรณีการยื่นคำร้องหลายคนในเหตุเดียวกัน ในกรณีที่มีผู้ร้องหลายคนและได้รับความเสียหาย จากการถูกเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งเพศอย่างเดียวกัน พนักงานเจ้าหน้าที่อาจแจ้งให้ผู้ร้องทราบว่าผู้ร้องแต่ละราย สามารถยื่นคำร้องรวมกันเป็นฉบับเดียวกันได้โดยทำหนังสือมอบอำนาจให้ผู้ร้องคนใดคนหนึ่งเป็นผู้แทนของผู้ร้องทุกคน หลังจากนั้นลงลายมือชื่อของผู้ร้องทุกคน และจัดทำสำเนาบัตรประชาชนของผู้ร้อง (ผู้มอบอำนาจ) ทุกคน พร้อมรับรอง สำเนาถูกต้อง ทั้งนี้ให้ถือว่าการกระทำของผู้แทนผู้ร้องในกระบวนพิจารณามีผลผูกพันผู้ร้องทุกคน8 หากผู้ร้อง ไม่ประสงค์ที่จะรวมคำร้องร่วมกับผู้ร้องอื่น ก็สามารถกระทำได้เนื่องจากเป็นสิทธิของผู้ร้อง (2) กรณีมีเหตุจำ เป็น ในกรณีที่ผู้ร้องมีเหตุจำเป็น ผู้ร้องอาจมอบหมายให้ผู้อื่นยื่นคำร้องแทนได้ ในกรณีจำเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ได้แก่ กรณีเจ็บป่วยจนไม่สามารถยื่นคำร้องได้ด้วยตนเอง หรืออยู่ในต่างประเทศ และคาดหมายได้ว่าไม่อาจยื่นคำร้องได้ทันภายในเวลาที่กำหนด หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นที่คณะกรรมการ วลพ. เห็นสมควร9 หากเข้ากรณีใดกรณีหนึ่งในข้างต้น ผู้ร้องสามารถมอบหมายให้ผู้อื่นยื่นคำร้องแทนได้โดยต้อง ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ร้องและผู้รับมอบหมาย พร้อมทั้งหลักฐานแสดงเหตุจำเป็นดังกล่าวรวมไว้กับคำร้อง ในกรณีที่ไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ให้ผู้ร้องพิมพ์ลายนิ้วมือโดยมีพยานลงลายมือชื่อรับรองอย่างน้อย 2 คน10 พร้อมทั้ง ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจด้วย (3) กรณีขอให้องค์กรที่เกี่ยวข้องยื่นคำ ร้องแทน ในกรณีที่ผู้ร้องไม่ประสงค์ยื่นคำร้องเอง ผู้ร้อง อาจขอให้คณะบุคคล หรือนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์ดำเนินงานเพื่อการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศเป็นผู้ยื่นคำร้อง แทนตนเองก็ได้11 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกฎหมายมิได้กำหนดรูปแบบของการมอบอำนาจให้องค์กรที่เกี่ยวข้องยื่นคำร้อง แทนผู้ร้องไว้อย่างชัดเจน แต่เมื่อพิจารณาประกอบจากกรณีอื่น ๆ ที่ผู้ร้องอาจมอบหมายให้บุคคลอื่นยื่นคำร้องแทน จำเป็นต้องแสดงหลักฐานถึงการมอบอำนาจหรือแต่งตั้งการเป็นผู้แทนในการยื่นคำร้องทุกกรณีดังนั้น จึงเห็นว่าการขอให้ องค์กรที่เกี่ยวข้องยื่นคำร้องแทน ควรมีหลักฐานการมอบอำนาจเป็นหนังสือของผู้ร้องเพื่อมอบหมายให้องค์กรใดองค์กรหนึ่ง เป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องแทนผู้ร้องอย่างชัดเจนด้วย ทั้งนี้โดยการนำเรื่องการมอบอำนาจกรณีมีเหตุจำเป็นตามข้อ 9 วรรคสอง แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 มาใช้บังคับโดยอนุโลม 7 กลุ่มงานคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ, เอกสารคู่มือการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติ ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558, กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, 2562, น. 33-34. 8 ข้อ 11 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำ ร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 9 ข้อ 9 วรรคหนึ่ง แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำ ร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 10 ข้อ 9 วรรคสอง แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำ ร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 11 ข้อ 5 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำ ร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559
78 (4) กรณีมีการแต่งตั้งทนายความหรือบุคคลผู้บรรลุนิติภาวะให้ยื่นคำ ร้องแทน ในกรณีที่ผู้ร้อง ไม่ประสงค์ยื่นคำร้องเอง ผู้ร้องอาจมีหนังสือแต่งตั้งให้ทนายความหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่กำหนดแทนตนในขั้นตอนใดๆ ก็ได้เช่น การยื่นคำร้อง การยื่นคำร้องเพิ่มเติม ฯลฯ อย่างไรก็ตาม การกระทำการแทนดังกล่าวจะต้องไม่ใช่ในขั้นตอนของการไต่สวนพิจารณาหลักฐานซึ่งถือเป็นเรื่องเฉพาะตัว ของผู้ร้องเท่านั้น ทั้งนี้ให้ผู้ร้องแนบหนังสือแต่งตั้งและหลักฐานแสดงตนของทนายความหรือผู้ได้รับแต่งตั้งมายื่น ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในเวลาใดก่อนการดำเนินการในขั้นตอนนั้น ๆ ก็ได้ อนึ่ง การแต่งตั้งทนายความหรือบุคคลผู้บรรลุนิติภาวะเป็นผู้ทำการแทน ถือเป็นสิทธิที่กฎหมาย มอบให้แก่ “คู่กรณี” ซึ่งหมายความถึง ผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง และให้หมายความรวมถึงบุคคลซึ่งเข้ามาเป็นคู่กรณีไม่ว่า ด้วยความสมัครใจหรือถูกเรียกเข้ามา เนื่องจากเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรืออาจถูกกระทบจากผลแห่งการกระทำ ในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศหรือการมีคำวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวด้วย12 ดังนั้น การแต่งตั้งทนายความหรือบุคคลผู้บรรลุนิติภาวะนั้น จึงสามารถกระทำได้ตั้งแต่ในชั้นของการยื่นคำร้องซึ่งเป็นสิทธิของ ผู้ยื่นคำร้อง รวมถึงเป็นสิทธิของผู้ถูกร้อง และบุคคลอื่นที่เข้ามาเป็นคู่กรณีที่จะสามารถตั้งทนายความหรือบุคคลผู้บรรลุ นิติภาวะดำเนินการใดๆ ในกระบวนพิจารณาที่มิใช่การไต่สวนพิจารณาหลักฐานด้วย ซึ่งผู้มอบอำนาจจะต้องแนบ หนังสือแต่งตั้งและหลักฐานแสดงตนของผู้รับมอบอำนาจมายื่นในเวลาใดก่อนการดำเนินการในขั้นตอนนั้น ๆ ก็ได้13 1.1.3 ผู้รับคำ ร้องและสถานที่ยื่นคำ ร้อง ในการยื่นคำร้องนั้น ผู้ร้องต้องยื่นคำร้องต่อ “ผู้รับคำร้อง” ซึ่งได้แก่ พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่ ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับคำร้อง ตรวจคำร้อง การดำเนินงานธุรการตามระเบียบนี้และให้หมายความรวมถึง เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่รับหนังสือตามระเบียบว่าด้วยงานสารบรรณ14 ซึ่งอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ15 ได้แก่ หากเป็นการยื่นคำ ร้องในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ให้ยื่นหรือส่งคําร้องที่กรมกิจการสตรี และสถาบันครอบครัว หากเป็นการยื่นคำ ร้องในเขตพื้นที่จังหวัดอื่น ให้ยื่นหรือส่งคําร้องที่ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรี และครอบครัว จำนวน 8 แห่ง16 ได้แก่ (1) ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวรัตนาภา จังหวัดขอนแก่น (2) ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดศรีสะเกษ (3) ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรี และครอบครัวภาคกลาง จังหวัดนนทบุรี(4) ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ 36 พรรษา จังหวัดชลบุรี(5) ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว จังหวัดเชียงราย (6) ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรี และครอบครัวภาคเหนือ จังหวัดลำปาง (7) ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวเฉลิมพระเกียรติ72 พรรษา 12 ข้อ 3 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำ ร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 13 ข้อ 10 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำ ร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 14 ข้อ 3 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำ ร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 15 ข้อ 6 วรรคสอง แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำ ร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 16 กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, สรุปสาระสำ คัญพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558, สิงหาคม 2561, น. 12.
79 บรมราชินีนาถ จังหวัดลำพูน และ (8) ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคใต้จังหวัดสงขลา และสำนักงาน พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด หรือหน่วยงานอื่นตามที่กรมประกาศกําหนด ทั้งนี้ในการรับคำร้องนั้น ให้ผู้รับคำร้องแนะนำให้ผู้ร้องทราบว่า อาจยื่นคำร้องด้วยวาจาหรือ ทำคำร้องเป็นหนังสือ โดยมายื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้รับคำร้องด้วยตนเอง หรือส่งมาทางไปรษณีย์หรือยื่นผ่านช่องทาง สื่ออิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ 1.1.4 การยื่นคำ ร้องไม่ตัดสิทธิผู้ร้องที่จะใช้สิทธิฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายฐานละเมิด แม้ผู้ร้องจะได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ วลพ. เพื่อให้พิจารณาวินิจฉัยว่ามีการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศหรือไม่แล้วก็ตาม แต่การยื่นคำร้องดังกล่าวก็มิได้เป็นการตัดสิทธิผู้ร้องที่จะใช้สิทธิ ในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ถูกร้องฐานละเมิดต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ซึ่งการใช้สิทธิในการฟ้องคดีนี้ผู้ร้องอาจ ขอให้องค์กรที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ฟ้องคดีแทนก็ได้ทั้งนี้การยื่นฟ้องคดีต้องกระทำภายในระยะเวลา 2 ปีนับแต่วันที่ คณะกรรมการ วลพ. มีคำวินิจฉัยหรือนับแต่วันที่ศาลปกครองมีคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี17 1.2 การตรวจสอบคำ ร้องของพนักงานเจ้าหน้าที่ ในเบื้องต้นพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบคำร้องว่า การยื่นคำร้องของผู้ร้องเป็นไปตามเงื่อนไข ที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ซึ่งตามบทบัญญัติมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ได้บัญญัติว่า “บุคคลใดเห็นว่าตนได้รับหรือจะได้รับความเสียหายจากการกระทำ ในลักษณะที่เป็นการ เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ และมิใช่เป็นเรื่องที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาล หรือที่ศาลพิพากษา หรือมีคำสั่งเด็ดขาดแล้ว ให้มีสิทธิยื่นคำ ร้องต่อคณะกรรมการ วลพ. เพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่ามีการเลือกปฏิบัติโดย ไม่เป็นธรรมระหว่างเพศหรือไม่...” จากบทบัญญัติดังกล่าว จะเห็นว่ากฎหมายได้กำหนดเงื่อนไขการยื่นคำร้องของผู้ร้องไว้2 ประการ ได้แก่18 1.2.1 ผู้มีสิทธิยื่นคำ ร้องต้องเป็นผู้ได้รับหรือจะได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ โดยในที่นี้พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบว่า ประการที่หนึ่ง ผู้ร้องเป็นผู้ได้รับหรือจะได้รับความเดือดร้อนเสียหายหรือไม่ ซึ่งในเรื่องนี้จะเห็นว่า กฎหมายให้สิทธิในการยื่นคำร้องแก่บุคคลไว้ในลักษณะอย่างกว้างขวาง กล่าวคือ โดยทั่วไปการใช้สิทธิยื่นคำร้อง มักเป็นเรื่องที่บุคคลนั้นถูกโต้แย้งสิทธิหน้าที่ตามกฎหมายกำหนด โดยความเสียหายดังกล่าวต้องเกิดขึ้นเป็นที่ประจักษ์ชัด แต่สำหรับการตรวจสอบคำร้องเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศนั้น แค่เพียงผู้ร้องคาดหมายได้ ว่าตนอาจจะได้รับความเดือดร้อนเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้จากการกระทำอันมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติโดย ไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ก็สามารถใช้สิทธิยื่นคำร้องเสนอข้อกล่าวหาต่อคณะกรรมการ วลพ. ตามกฎหมายได้ซึ่งการที่ กฎหมายกำหนดขอบเขตความเป็นผู้เสียหายจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศในความหมายอย่างกว้าง ก็เพราะว่าการตรวจสอบคำร้องเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศนั้น มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเยียวยา 17 มาตรา 18 วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 18 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 และข้อ 5 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ระหว่างเพศ พ.ศ. 2559
80 ความเดือดร้อนเสียหายแก่ผู้ร้องเท่านั้น หากแต่ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบว่าองค์กรเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงเอกชน ได้มีการกระทำตามที่กฎหมายบัญญัติด้วยหรือไม่ เนื่องจากเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ วลพ. ที่จะต้องควบคุม องค์กรเจ้าหน้าที่ของรัฐและเอกชนให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ประการที่สอง ความเสียหายที่ผู้ร้องได้รับเป็นผลมาจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ระหว่างเพศหรือไม่ ในเรื่องนี้พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบในเบื้องต้นว่า ข้อกล่าวหาของผู้ร้องที่อ้างถึงข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการกระทำของผู้ถูกร้องเข้าลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศหรือไม่ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ที่บัญญัติว่า “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ” หมายความว่า การกระทำ หรือไม่กระทำการใดอันเป็นการแบ่งแยก กีดกัน หรือจำกัดสิทธิประโยชน์ใดๆ ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อมโดยปราศจากความชอบธรรมเพราะเหตุที่บุคคลนั้นเป็นเพศชายหรือเพศหญิง หรือมีการแสดงออก แตกต่างจากเพศโดยกำ เนิด ตัวอย่างเช่น การกระทำที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าเป็นการเลือกปฏิบัตินั้น เป็นการกระทำ โดยตรงของบุคคลหรือตัวบทกฎหมาย หรือเป็นผลทางอ้อมจากการใช้และการตีความกฎหมายนั้น และการที่ผู้ร้อง ได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างจากบุคคลอื่นเป็นเพราะการที่บุคคลนั้นมีเพศชาย เพศหญิง หรือมีการแสดงออกที่แตกต่าง จากเพศโดยกำเนิดใช่หรือไม่ เป็นต้น 1.2.2 การยื่นคำ ร้องต้องไม่ใช่เป็นเรื่องที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาล หรือที่ศาลพิพากษาหรือ มีคำสั่งเด็ดขาด ในการยื่นคำร้อง ผู้ร้องต้องให้การรับรองว่าผู้ร้องไม่เคยมีการนำข้อเท็จจริงในลักษณะเดียวกัน ไปฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในชั้นศาล หรือต้องเป็นกรณีที่ศาลไม่เคยมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเด็ดขาดในเรื่องดังกล่าว หากผู้ร้องยืนยันว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ได้เป็นเรื่องที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาล หรือที่ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่ง เด็ดขาดแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับคำร้องรับคำร้องดังกล่าวไว้ได้ 1.2.3 การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ภายหลังตรวจสอบคำ ร้อง หลังจากมีการตรวจสอบคำร้องแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับคำร้องดำเนินการดังต่อไปนี้19 (1) กรณีที่คำร้องมีการดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบ ให้ผู้รับคำร้องลงเลขรับในสารบรรณ รับคำร้องและตรวจสอบเบื้องต้นตามข้อ 7 ของระเบียบฯ ก่อนส่งให้คณะกรรมการ วลพ. พิจารณาต่อไป (2) กรณีที่คำร้องดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของคณะกรรมการ วลพ. เนื่องจากมิได้เป็นการ เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศตามมาตรา 3 หรือมาตรา 3 ประกอบมาตรา 17 ของพระราชบัญญัติ ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 หรือเป็นคำร้องที่ยื่นเกินกำหนด 1 ปีนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบเหตุแห่งการร้อง หรือไม่เป็นไปตามที่ระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการ ยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 กำหนด ให้ผู้รับคำร้อง เสนอความเห็นเบื้องต้นต่อคณะกรรมการ วลพ. เพื่อพิจารณาว่าจะรับคำร้องดังกล่าวหรือไม่ (3) เนื่องจากการตรวจสอบการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศของคณะกรรมการ วลพ. มีลักษณะเป็นการพิจารณาทางปกครองอย่างหนึ่งที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง 19 ข้อ 13 วรรคสอง และข้อ 14 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการ ยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559
81 พ.ศ. 2539 ดังนั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับคำร้องมีหน้าที่แจ้งสิทธิของคู่กรณีในกระบวนพิจารณาทางปกครองได้ทราบ ให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งได้แก่ สิทธิได้รับการพิจารณาจากเจ้าหน้าที่ซึ่งมีความเป็นกลาง (มาตรา 13 และ มาตรา 16) สิทธิมีที่ปรึกษาหรือผู้ทำการแทน (มาตรา 23 และมาตรา 24) สิทธิได้รับคำแนะนำและได้รับแจ้งสิทธิ หน้าที่ต่างๆ ในการติดต่อกับเจ้าหน้าที่หรือแก้ไขเพิ่มเติมเอกสาร (มาตรา 27) สิทธิได้รับการพิจารณาโดยสมบูรณ์ ไม่ผูกพันกับคำขอหรือพยานหลักฐานของคู่กรณี(มาตรา28 และมาตรา29) สิทธิได้รับการแจ้งจากเจ้าหน้าที่ในกรณี คำสั่งใดจะมีผลกระทบต่อตน รวมถึงสิทธิโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานในกรณีที่คำสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิ ของคู่กรณีโดยเจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งแสดง พยานหลักฐานของตน (มาตรา 30) สิทธิที่จะได้ตรวจเอกสารจากเจ้าหน้าที่ (มาตรา 31) สิทธิได้รับทราบเหตุผลของ คำสั่งทางปกครอง (มาตรา 37) เป็นต้น (4) ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับคำร้องเห็นว่าการยื่นคำร้องดังกล่าวเป็นคำร้องที่ไม่อยู่ ในอำนาจที่จะรับไว้พิจารณา หรือเป็นคำร้องที่ได้ยื่นเกินกำหนดระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในข้อ 7 หรือไม่เป็นไปตาม ระเบียบนี้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับคำร้องเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการ วลพ. เพื่อพิจารณามีคำสั่งจำหน่ายคำร้องนั้น ออกจากสารบบคำร้อง ทั้งนี้“การเสนอความเห็น” ดังกล่าว ต้องเป็นกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับคำร้องเสนอความเห็น ต่อคณะกรรมการ วลพ. ว่าคำร้องดังกล่าวไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในระเบียบฯ จึงทำให้คณะกรรมการ วลพ. ไม่อาจ รับไว้พิจารณาได้ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้3 กรณีคือ กรณีที่หนึ่ง คำร้องดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาล หรือที่ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเด็ดขาดแล้ว กรณีที่สอง การยื่นคำร้องมิได้เป็นการยื่นคำร้องภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบเหตุแห่งการร้อง และ กรณีที่สาม การยื่นคำร้องดังกล่าวขาดสาระสำคัญตามที่กำหนดไว้ ในข้อ 7 ของระเบียบฯ ได้แก่ (1) ชื่อและที่อยู่ของผู้ร้อง (2) ชื่อและที่อยู่ของผู้ถูกร้อง (3) ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุ ที่เห็นว่าตนได้รับหรือจะได้รับความเสียหายในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (4) พยาน หลักฐานที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี) (5) คำขอหรือความประสงค์ของผู้ร้อง และ (6) ลายมือของผู้ร้อง ดังนั้น หากพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับคำร้องพิจารณาแล้วเห็นว่า คำร้องดังกล่าวไม่เป็นไปตาม ที่ระเบียบฯ กำหนดไว้ย่อมมีหน้าที่ต้องทำความเห็นเสนอต่อคณะกรรมการ วลพ. ว่าเหตุที่ไม่อาจรับคำร้องไว้พิจารณา ได้นั้นเป็นเพราะคำร้องดังกล่าวมีลักษณะตามกรณีใดในข้างต้น จึงทำให้การยื่นคำร้องดังกล่าวไม่เป็นไปตามที่ ระเบียบฯ กำหนดไว้และทำให้คณะกรรมการ วลพ. ต้องมีคำสั่งจำหน่ายคำร้องนั้นออกจากสารบบคำร้อง เนื่องจาก ไม่อาจรับคำร้องไว้พิจารณาได้ 1.3 การถอนคำ ร้อง เมื่อผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่อผู้รับคำร้อง และภายหลังคณะกรรมการ วลพ. มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา หากต่อมาภายหลังผู้ร้องมีความประสงค์จะถอนคำร้องที่ได้ยื่นไว้แล้วก็ย่อมทำได้โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการ ภายใต้เงื่อนไขที่สำคัญ ดังนี้20 1.3.1 ระยะเวลาในการถอนคำ ร้อง ผู้ร้องสามารถถอนคำร้องที่ได้ยื่นไว้ในเวลาใดๆ ก็ได้ทั้งนี้จะต้อง กระทำก่อนที่คณะกรรมการ วลพ. จะมีคำวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดในเรื่องที่ได้ยื่นคำร้องนั้น 20 ข้อ 16 และข้อ 17 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่น คำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559
82 1.3.2 รูปแบบของการถอนคำ ร้อง สำหรับการถอนคำร้อง ผู้ร้องอาจทำเป็นหนังสือแสดงเหตุผลในการ ถอนคำร้องและลงลายมือชื่อผู้ร้อง หรือผู้ร้องอาจขอคำร้องด้วยวาจาต่อคณะกรรมการ วลพ. กรรมการ วลพ. หรือ คณะอนุกรรมการ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่บันทึกความประสงค์และเหตุผลประกอบการถอนคำร้องของผู้ร้องไว้พร้อม ทั้งให้ผู้ร้องลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน 1.3.3 การพิจารณาอนุญาตให้ถอนคำร้อง ในการพิจารณาเกี่ยวกับการถอนคำร้องนั้น คณะกรรมการ วลพ. ย่อมมีอำนาจที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ถอนคำร้อง หรืออนุญาตให้ถอนคำร้องโดยมีเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ หากคณะกรรมการ วลพ. อนุญาตให้ถอนคำร้องก็ให้มีคำสั่งจำหน่ายคำร้องนั้นออกจากสารบบคำร้อง อย่างไรก็ตาม หากเป็นกรณีที่ผู้ร้องถอนคำร้องเนื่องจากมีข้อตกลงหรือมีการประนีประนอมกับ ผู้ถูกร้อง ให้คณะกรรมการ วลพ. มีคำวินิจฉัยอนุญาตไปตามคำขอนั้น 1.3.4 ผลในทางกฎหมายของการถอนคำ ร้อง เมื่อคณะกรรมการ วลพ. มีมติอนุญาตให้ถอนคำร้อง ย่อมมีผลเป็นการล้างผลแห่งการยื่นคำร้องนั้น รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคำร้อง และ ทำให้คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นคำร้องเลย เมื่อมีการถอนคำร้องในเรื่องนั้นแล้วห้ามมิให้ผู้ร้อง ยื่นคำร้องเรื่องนั้นให้คณะกรรมการ วลพ. พิจารณาวินิจฉัยอีก อนึ่ง การถอนคำร้องดังกล่าวย่อมไม่ตัดสิทธิคณะกรรมการ วลพ. ที่จะพิจารณาวินิจฉัยว่านโยบาย กฎ ระเบียบ ประกาศ มาตรการ โครงการ หรือวิธีปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน หรือบุคคลใด มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ 1.4 การจำ หน่ายคำ ร้องเพราะคู่กรณีถึงแก่ความตาย ภายหลังจากการยื่นร้อง หากปรากฏว่ามีคู่กรณีฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายก่อนคณะกรรมการ วลพ. มีคำวินิจฉัย กรณีนี้ให้คณะกรรมการ วลพ. รอการพิจารณาไปจนกว่าทายาท ผู้จัดการมรดก องค์กรที่เกี่ยวข้อง หรือผู้มีส่วนได้เสียของคู่กรณีผู้นั้นจะมีคำขอเข้ามาแทนที่คู่กรณีผู้ถึงแก่ความตาย หรือคณะกรรมการ วลพ. มีหนังสือ เรียกบุคคลดังกล่าวให้เข้ามาเนื่องจากคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีคำขอ คำขอเช่นว่านี้จะต้องยื่นภายในกำหนดหนึ่งปี นับแต่วันที่คู่กรณีผู้นั้นถึงแก่ความตายซึ่งหากไม่มีคำขอของบุคคลดังกล่าว หรือไม่มีคำขอของคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ภายในเวลาที่กำหนด คณะกรรมการ วลพ. จะมีคำสั่งจำหน่ายคำร้องนั้นออกจากสารบบคำร้องก็ได้ 2. การพิจารณา การแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน เมื่อกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการ วลพ. เสนอคำร้องต่อ คณะกรรมการ วลพ. แล้ว ย่อมถือเป็นอำนาจของคณะกรรมการ วลพ. ที่จะต้องพิจารณาว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำร้อง ที่สามารถรับไว้พิจารณาได้หรือไม่ หากเป็นคำร้องที่มิได้ดำเนินการถูกต้องตามระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 แล้ว คณะกรรมการ วลพ. จะต้องมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา แต่หาก การยื่นคำร้องนั้นได้ดำเนินการโดยถูกต้องแล้ว คณะกรรมการ วลพ. จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาทางปกครอง เพื่อตรวจสอบว่าการกระทำตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยใช้วิธีการ พิจารณาที่เรียกว่า “การไต่สวน” ซึ่งเป็นกระบวนการดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน
83 ไม่ว่าจะได้ดำเนินการในชั้นการพิจารณาหรือการวินิจฉัย เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงและมูลกรณีที่มีการยื่นคำร้องหรือ เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงและพิสูจน์การกระทำว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศหรือไม่21 โดยการพิจารณา ทางปกครองในแบบไต่สวนจะมีความโดดเด่นตรงที่คณะกรรมการ วลพ. สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงต่าง ๆ ได้ตามความเหมาะสมโดยไม่จำเป็นต้องผูกพันกับคำขอหรือพยานหลักฐานของคู่กรณี22 ทั้งยังมีอำนาจในการแสวงหา ข้อเท็จจริงได้เอง สามารถรับฟังพยานหลักฐาน คำชี้แจงของคู่กรณีสอบถามพยาน หรือขอความเห็นจากพยาน ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ ตลอดจนให้ผู้ครอบครองส่งเอกสารและสามารถออกไปตรวจสอบสถานที่ได้23 ด้วยเหตุนี้ ในการพิจารณาทางปกครอง คณะกรรมการ วลพ. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่พิจารณาทางปกครองจึงมิใช่ผู้ที่เป็นปรปักษ์กับ คู่กรณีในกระบวนพิจารณา24 สำหรับกระบวนการพิจารณาแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของคณะกรรมการ วลพ. จะมีลำดับขั้นตอนที่สำคัญ ดังต่อไปนี้ 2.1 การพิจารณาเพื่อรับคำ ร้องไว้พิจารณา หลังจากที่กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการ วลพ. เสนอคำร้อง ต่อคณะกรรมการ วลพ. แล้ว ให้คณะกรรมการ วลพ. พิจารณาคำร้องดังกล่าวว่ามีลักษณะต้องห้ามรับไว้พิจารณา ตามข้อ 18 หรือไม่ กล่าวคือ25 (1) คำร้องซึ่งผู้ร้องมิได้เป็นผู้มีสิทธิร้อง (2) คำร้องที่เป็นกรณีไม่อาจยื่นต่อ คณะกรรมการ วลพ. ได้ตามข้อ 5 (3) คำร้องที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในข้อ 7 (4) คำร้องที่ผู้ร้องมิได้ เป็นบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้ยื่นคำร้องแทนตามข้อ 10 (5) คำร้องซึ่งเป็นเรื่องที่เคยมีการยื่นให้พิจารณาและได้มี คำวินิจฉัยหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว (6) คำร้องที่ไม่ดำเนินการตามระเบียบนี้และ (7) คำร้องที่ได้ถอนไปแล้วตามข้อ 17 วรรคหนึ่ง หากคณะกรรมการ วลพ. พิจารณาแล้วเห็นว่าคำร้องดังกล่าวมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติ ไว้ในข้อ 18 กรณีนี้คณะกรรมการ วลพ. ต้องมีคำวินิจฉัยไม่รับคำร้องไว้พิจารณา26 และมีคำสั่งจำหน่ายคำร้องนั้น ออกจากสารบบคำร้อง ในทางกลับกัน หากคำร้องดังกล่าวมิได้มีลักษณะตามข้อ 18 ให้คณะกรรมการ วลพ. รับไว้ พิจารณาและดำเนินการพิจารณาตามขั้นตอนดังที่จะได้กล่าวต่อไป อนึ่ง การมีคำวินิจฉัยไม่รับคำร้องไว้พิจารณาตามข้อ 18 อาจเกิดขึ้นภายหลังจากการที่ประธานกรรมการ วลพ. จ่ายสำนวนคำร้องให้แก่คณะอนุกรรมการ แล้วต่อมาคณะอนุกรรมการ เห็นว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำร้อง ที่ไม่อาจรับไว้ได้ตามข้อ 18 ก็ให้คณะอนุกรรมการเสนอความเห็นดังกล่าวต่อคณะกรรมการ วลพ. เพื่อมีคำสั่ง จำหน่ายคำร้องนั้นออกจากสารบบคำร้อง27 21 ข้อ 3 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 22 มาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 23 มาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 24 วรเจตน์ ภาคีรัตน์, กฎหมายปกครอง ภาคทั่วไป, (กรุงเทพฯ: นิติราษฎร์, 2554), น. 315. 25 ข้อ 18 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 26 ข้อ 37 (1) แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 27 ข้อ 32 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559
84 2.2 การจ่ายสำ นวนคำ ร้อง 2.2.1 คำ ร้องสำ คัญที่ต้องแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานโดยคณะกรรมการ วลพ. ในกรณีที่ประธานกรรมการ วลพ. เห็นว่าคำร้องใดมีปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญ หรือผลการวินิจฉัยนั้น อาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ และหน้าที่ของบุคคลอย่างร้ายแรง หรือจะเป็นการวางบรรทัดฐานในการปฏิบัติราชการ หรือเป็นกรณีสำคัญที่มีผลกระทบกับสภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ประธานกรรมการ วลพ. อาจใช้ดุลพินิจ จ่ายสำนวนคำร้องนั้นให้คณะกรรมการ วลพ. พิจารณาวินิจฉัย และให้ประธานกรรมการ วลพ. แต่งตั้งกรรรมการ วลพ. คนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของสำนวน โดยให้มีพนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้รับผิดชอบสำนวน ทำหน้าที่ เป็นผู้ช่วย28 ดังนั้น ในขั้นตอนนี้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้รับผิดชอบสำนวนจะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย ในการตรวจสอบ สอบสวน แสวงหาข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐาน ตามที่กรรมการ วลพ. เจ้าของสำนวนมีคำสั่ง มอบหมายนั่นเอง 2.2.2 คำ ร้องทั่วไปที่ต้องแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานโดยกรรมการ วลพ. หรือคณะ อนุกรรมการ ในกรณีที่ประธานกรรมการ วลพ. เห็นว่าคำร้องใดเป็นกรณีทั่วไปซึ่งไม่มีลักษณะที่ต้องพิจารณา โดยกรรมการ วลพ. หรือคณะอนุกรรมการที่มีความเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งเป็นการเฉพาะ ให้ประธานกรรมการ วลพ. จ่ายสำนวนคำร้องนั้นให้กรรมการ วลพ. คนใดคนหนึ่ง หรือคณะอนุกรรมการคณะใดคณะหนึ่งก็ได้และจะต้องมี กรรมการ วลพ. หรืออนุกรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของสำนวน และให้มีพนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย อย่างน้อย 2 คน เป็นผู้รับผิดชอบสำนวน ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย29 สำหรับหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการนั้น ประธานกรรมการ วลพ. อาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะ โดยแต่ละคณะประกอบด้วย กรรมการ วลพ. ไม่เกินสามคน และให้มีพนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นเลขานุการและผู้ช่วย เลขานุการได้ตามความจำเป็น เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการตรวจสอบ สอบสวน แสวงหาข้อเท็จจริง และรวบรวม พยานหลักฐานให้แก่คณะอนุกรรมการ ทั้งนี้ในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการนั้น จะกำหนดให้กรรมการ วลพ. คนใด คนหนึ่งทำหน้าที่ประธาน หรือเป็นอนุกรรมการหลายคณะพร้อมกันก็ได้30 ดังนั้น ในขั้นตอนนี้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือ ผู้ที่ได้รับมอบหมายอย่างน้อย 2 คน จะทำหน้าที่เป็นเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการ โดยเป็นผู้ช่วยในการตรวจสอบ สอบสวน แสวงหาข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐาน ตามที่กรรมการ วลพ. หรืออนุกรรมการเจ้าของสำนวนมี คำสั่งมอบหมายนั่นเอง 2.2.3 คำร้องที่ต้องแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานโดยคณะอนุกรรมการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ ในกรณีที่ประธานกรรมการ วลพ. เห็นว่าคำร้องใดจำเป็นต้องใช้ผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นการเฉพาะ ประธานกรรมการ วลพ. อาจใช้ดุลพินิจจ่ายสำนวนคำร้องเรื่องนั้นให้ตรงกับ 28 ข้อ 31 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 29 ข้อ 21 วรรคหนึ่ง แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 30 ข้อ 19 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559
85 ความเชี่ยวชาญของคณะอนุกรรมการดังกล่าวได้31 ดังนั้น ในขั้นตอนนี้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการตรวจสอบ สอบสวน แสวงหาข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐาน ตามที่อนุกรรมการ เจ้าของสำนวนมีคำสั่งมอบหมายนั่นเอง 2.3 การดำ เนินการเกี่ยวกับคำ ร้อง คำ ให้การ และการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม32 2.3.1 การส่งสำ เนาคำ ร้องและคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เมื่อประธานกรรมการ วลพ. พิจารณาส่งคำร้องให้คณะอนุกรรมการคณะใดคณะหนึ่งดำเนิน กระบวนพิจารณา และให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายส่งสำเนาคำร้องให้ผู้ถูกร้อง และส่งสำเนาคำสั่ง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการให้คู่กรณีภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ประธานกรรมการ วลพ. มีคำสั่ง33 ในทางปฏิบัตินั้น พนักงานเจ้าหน้าที่จะดำเนินการจัดส่งเอกสารให้แก่ผู้ถูกร้องและคู่กรณี ที่เกี่ยวข้องตามรายละเอียด ดังต่อไปนี้ กรณีผู้ถูกร้อง ได้แก่ (1) สำเนาคำร้อง (2) สำเนาหนังสือแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ผู้รับผิดชอบ คำร้อง และ (3) พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 และระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 กรณีผู้ร้อง ได้แก่ (1) สำเนาหนังสือแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ผู้รับผิดชอบคำร้อง และ (2) พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 และระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 ทั้งนี้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจะต้องดำเนินการจัดส่งเอกสารตามรายการข้างต้น ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ประธานกรรมการ วลพ. มีคำสั่ง ซึ่งการดำเนินการส่งเอกสารจะจัดส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ และใช้ใบตอบรับเป็นหลักฐานว่าคู่กรณีได้รับเอกสารข้างต้นแล้ว 2.3.2 การแจ้งคำสั่งให้ผู้ถูกร้องทำ คำ ให้การ หลังจากที่คณะกรรมการ วลพ. มีมติรับคำร้องไว้พิจารณา ให้คณะอนุกรรมการกำหนดให้ผู้ถูกร้อง ดำเนินการจัดทำคำให้การแก้คำร้อง หรือคำชี้แจงข้อเท็จจริงตามที่ถูกร้องเรียนให้ชัดเจนและครบถ้วน พร้อมส่งพยาน หลักฐาน (ถ้ามี) ที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาตามจำนวนที่คณะอนุกรรมการกำหนด ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้อง34 31 ข้อ 21 วรรคสอง แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 32 กลุ่มงานคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 7, น. 36-39. 33 ข้อ 20 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 34 ข้อ 22 วรรคหนึ่ง แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559
86 ในทางปฏิบัตินั้น พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจะดำเนินการทำหนังสือแจ้งให้ ผู้ถูกร้องทำคำให้การแก้คำร้องหรือคำชี้แจงให้ชัดเจนและครบถ้วน พร้อมส่งพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ ต่อการพิจารณาตามจำนวนที่คณะอนุกรรมการกำหนด ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้อง ในกรณีที่คณะอนุกรรมการ พิจารณาแล้วเห็นว่า คำให้การแก้คำร้องหรือคำชี้แจง หรือพยานหลักฐานที่ส่งมายังมีข้อสงสัย หรือไม่ครบถ้วนชัดเจน เพียงพอ คณะอนุกรรมการอาจกำหนดให้ผู้ถูกร้องเพิ่มเติมคำให้การแก้ไขคำร้อง หรือจัดทำคำชี้แจงเพิ่มเติม หรือส่ง พยานหลักฐานเพิ่มเติมมาให้ภายในระยะเวลาตามสมควร แต่ต้องไม่เกิน 15 วัน35 หากผู้ถูกร้องมิได้จัดทำคำให้การ แก้คำร้อง หรือคำชี้แจงตามประเด็นที่กำหนดให้ชัดเจน พร้อมทั้งยื่นพยานหลักฐาน (ถ้ามี) ต่อคณะอนุกรรมการภายใน ระยะเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าผู้ถูกร้องยอมรับข้อเท็จจริงตามคำร้องของผู้ร้องและให้คณะอนุกรรมการพิจารณาดำเนินการ ต่อไปตามที่เห็นเป็นการยุติธรรม36 2.3.3 การแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมและแจ้งสิทธิโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานแก่คู่กรณี เนื่องจากการพิจารณาแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของคณะกรรมการ วลพ. เป็นการ พิจารณาแบบไต่สวน คณะอนุกรรมการที่รับผิดชอบกระบวนพิจารณาคำร้องนั้น ๆ จึงมีอำนาจแสวงหาข้อเท็จจริง ได้ตามความเหมาะสมโดยไม่ต้องผูกพันอยู่กับคำขอหรือพยานหลักฐานของคู่กรณีและพยานหลักฐานอื่นนอกเหนือ จากพยานหลักฐานของคู่กรณีตามที่ปรากฏในคำร้องหรือคำให้การแก้คำร้องก็ได้37 ในทางปฏิบัตินั้น พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายอาจได้รับมอบหมายให้ดำเนิน การแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ซึ่งหากการแสวงหาข้อเท็จจริงในข้างต้นอาจทำให้เกิดการกระทบสิทธิของคู่กรณี ต้องแจ้งการดำเนินการให้คู่กรณีได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ เพื่อที่คู่กรณีจะได้มีโอกาสโต้แย้งแสดงพยาน หลักฐานของตนภายในระยะเวลาตามที่เห็นสมควร38 ในเรื่องดังกล่าวมีข้อพิจารณาทางกฎหมายที่น่าสนใจว่า ข้อเท็จจริง ที่อาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณีนั้นความหมายว่าอย่างไร และการแจ้งสิทธิแก่คู่กรณีที่จะได้มีโอกาสโต้แย้งแสดง พยานหลักฐานของตนภายในระยะเวลาตามที่เห็นสมควรนั้น ฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการ วลพ. จะต้องดำเนินการ อย่างไรบ้าง โดยอาจแยกพิจารณาเป็นประเด็นสำคัญได้ดังนี้39 ประการที่หนึ่ง ข้อเท็จจริงที่อาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณีหมายถึง ข้อความหรือเหตุการณ์ที่เป็นมา หรือที่เป็นอยู่ตามจริง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาจกระทบถึงอำนาจอันชอบธรรมของผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง และบุคคลที่เข้ามาเป็นคู่กรณี ไม่ว่าด้วยความสมัครใจหรือถูกเรียกเข้ามา เนื่องจากเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรืออาจถูกกระทบจากผลแห่งการกระทำในลักษณะ ที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ หรือการมีคำวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวในอันที่จะกระทำการหรือ ไม่กระทำการใดๆ โดยได้รับการคุ้มครองและป้องกันไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ 35 ข้อ 23 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 36 ข้อ 24 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 37 ข้อ 25 วรรคหนึ่ง แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 38 ข้อ 25 วรรคสอง แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 39 สำ นักงานเลขานุการกรม กลุ่มกฎหมาย เรื่อง บันทึกตอบข้อหารือต่อระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำ ร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 ข้อ 25 วรรคสอง ฉบับลงวันที่ 29 ตุลาคม 2562
87 ประการที่สอง ในกรณีที่คำ ให้การแก้คำ ร้องของผู้ถูกร้องมีข้อเท็จจริงที่กระทบถึงสิทธิของผู้ร้อง ฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการ วลพ. จะต้องสรุปข้อเท็จจริงดังกล่าว เพื่อแจ้งให้ผู้ร้องทราบด้วยหรือไม่ ในเรื่องนี้ หากพิจารณาจากข้อ 25 วรรคหนึ่งของระเบียบฯ จะพบว่าคณะอนุกรรมการมีอำนาจในการแสวงหาข้อเท็จจริงใดๆ ตามความเหมาะสมโดยไม่จำต้องผูกพันอยู่กับคำขอหรือพยานหลักฐานของคู่กรณีกล่าวคือ การแสวงหาข้อเท็จจริง อาจกระทำได้จากการไต่สวนคู่กรณีพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานหลักฐานอื่นนอกจากพยานหลักฐานของคู่กรณี ตามที่ปรากฏในคำร้องหรือคำให้การแก้คำร้อง อันเป็นการพิจารณาโดยคุ้มครองสิทธิของคู่กรณีที่จะได้รับการพิจารณา อย่างครบถ้วนรอบด้าน เพราะเป็นการพิจารณาจากข้อเท็จจริงทุกแง่มุม มิได้เป็นการรับฟังเพียงข้อเท็จจริงและพยาน หลักฐานที่คู่กรณีนำเสนอเท่านั้น ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรา 28 และมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง พ.ศ. 2539 จากความในข้างต้น จึงเห็นได้ว่า คำให้การแก้คำร้องของผู้ถูกร้อง ถือเป็นข้ออ้างหรือข้อแย้งของ ฝ่ายผู้ถูกร้อง และไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่คณะอนุกรรมกรรมการ วลพ. ได้จากการแสวงหาตามข้อ 25 ของระเบียบฯ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกระบวนพิจารณาตามระเบียบฯ โดยฝ่ายเลขาของคณะอนุกรรมการ วลพ. จะต้อง ดำเนินการส่งคำให้การแก้คำร้องดังกล่าวให้ผู้ร้องได้ทราบและให้โอกาสให้ผู้ร้องทำคำคัดค้านคำให้การพร้อมแสดงพยาน หลักฐานเพื่อยืนยันหรือหักล้างข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้ภายในระยะเวลาที่คณะอนุกรรมการ วลพ. กำหนด ซึ่งหากมีปัญหาว่าในกรณีที่คำให้การแก้คำร้องของผู้ถูกร้องมีข้อเท็จจริงที่กระทบถึงสิทธิของผู้ร้อง ฝ่ายเลขานุการ คณะอนุกรรมการ วลพ. จะต้องสรุปข้อเท็จจริงดังกล่าว เพื่อแจ้งให้ผู้ร้องทราบด้วยหรือไม่นั้น เมื่อคณะอนุกรรมการ มีอำนาจในการแสวงหาข้อเท็จจริงใดๆ ตามความเหมาะสมโดยไม่จำต้องผูกพันอยู่กับคำขอหรือพยานหลักฐานของ คู่กรณีตามที่ปรากฏในคำร้องหรือคำให้การแก้คำร้อง โดย“การแสวงหาข้อเท็จจริงได้ตามความเหมาะสม” ตามความในข้อที่ 25 วรรคหนึ่งของระเบียบฯ อาจเป็นกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงใดๆ ที่อาจกระทบสิทธิของคู่กรณี ซึ่งคณะอนุกรรมการ วลพ. จะต้องแจ้งให้คู่กรณีทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งแสดงพยานหลักฐาน ของตนภายในระยะเวลาที่เห็นสมควร อันเป็นการคุ้มครองสิทธิของคู่กรณีที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอเกี่ยวกับ การทำคำสั่งทางปกครองที่อาจกระทบสิทธิของคู่กรณีและมีโอกาสได้โต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนต่อเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ดังนั้น หากคำให้การแก้คำร้องของ ผู้ถูกร้องมีข้อเท็จจริงที่กระทบถึงสิทธิของผู้ร้อง ฝ่ายเลขาของคณะอนุกรรมการ วลพ. จึงต้องดำเนินการสรุปข้อเท็จจริง ดังกล่าว เพื่อแจ้งให้ผู้ร้องทราบและให้โอกาสให้ผู้ร้องทำคำคัดค้านคำให้การพร้อมแสดงพยานหลักฐานเพื่อยืนยัน หรือหักล้างข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้ภายในระยะเวลาที่คณะอนุกรรมการ วลพ. กำหนดด้วยเช่นกัน ประการที่สาม ในกรณีที่บันทึกถ้อยคำจากการให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมต่อคณะอนุกรรมการ วลพ. ของทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้ถูกร้อง ซึ่งหากมีข้อเท็จจริงที่กระทบสิทธิของคู่กรณี ฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการ วลพ. จะต้องสรุปข้อเท็จจริงดังกล่าว เพื่อแจ้งให้แก่คู่กรณีทราบด้วยหรือไม่ ในเรื่องนี้มีข้อพิจารณาอยู่ว่า เมื่อปรากฏ ข้อเท็จจริงที่กระทบสิทธิของคู่กรณีย่อมถือเป็นหน้าที่ของคณะอนุกรรมการ วลพ. จะต้องแจ้งให้คู่กรณีทราบข้อเท็จจริง อย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนภายในระยะเวลาที่เห็นสมควร ซึ่งเป็นการคุ้มครองสิทธิของ คู่กรณีที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอเกี่ยวกับการทำคำสั่งทางปกครองที่อาจกระทบสิทธิของคู่กรณีและมีโอกาสได้โต้แย้ง แสดงพยานหลักฐานของตนต่อเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 โดยคำว่า “เพียงพอ” ในที่นี้หมายถึง เพียงพอที่คู่กรณีจะสามารถเข้าใจในสาระสำคัญของข้อเท็จจริงว่ากระทบหรืออาจจะ กระทบต่อสิทธิของคู่กรณีอย่างไร ดังนั้นเมื่อมีปัญหาว่าการให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมต่อคณะอนุกรรมการ วลพ. ของทั้งฝ่าย ผู้ร้องและผู้ถูกร้อง หากมีข้อเท็จจริงที่กระทบสิทธิของคู่กรณีฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการ วลพ. จะต้องสรุปข้อเท็จจริง
88 ดังกล่าว เพื่อแจ้งให้แก่คู่กรณีทราบด้วยหรือไม่นั้น เห็นได้ว่า กรณีดังกล่าวถือเป็นกระบวนการภายในของฝ่ายเลขานุการ คณะอนุกรรมการ วลพ. ประกอบดุลพินิจของคณะอนุกรรมการ วลพ. เป็นสำคัญที่จะต้องพิจารณาว่าและกำหนดว่า ข้อเท็จจริงลักษณะใด จึงจะถือว่าได้ให้คู่กรณีทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอแล้วเป็นรายกรณีตามข้อเท็จจริงนั้น ๆ นอกจากนั้น ยังมีประเด็นปัญหาเพิ่มเติมว่า ตามข้อ 25 วรรคสองของระเบียบฯ ที่กำหนดว่า “ในกรณีที่ข้อเท็จจริงซึ่งได้มาจากการแสวงหาตามวรรคหนึ่งอาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี จะต้องให้คู่กรณีได้รับทราบ ข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนภายในระยะเวลาที่เห็นสมควร” จะเห็นว่า ระเบียบฉบับนี้มิได้กำหนดระยะเวลาในการให้สิทธิแก่คู่กรณีโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างชัดเจน แต่ให้ เป็นอำนาจของคณะอนุกรรมการ วลพ. จะกำหนดระยะเวลาตามที่เห็นควร กรณีจึงมีปัญหาว่า “ระยะเวลาที่เห็น สมควร” ควรมีขอบเขตแค่ไหนเพียงใด ประเด็นดังกล่าวสามารถเปรียบเทียบได้กับการแสวงหาข้อเท็จจริงในการ พิจารณาของศาลปกครองโดยตุลาการเจ้าของสำนวน ซึ่งมิได้กำหนดกรอบระยะเวลาในการแสวงหาข้อเท็จจริง ของตุลาการเจ้าของสำนวนไว้เช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากความในข้อ 50 แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการ ในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 ซึ่งกำหนดว่า “ในการพิจารณาพิพากษาคดี ศาลมีอำ นาจ แสวงหาข้อเท็จจริงได้ตามความเหมาะสม ในการนี้ศาลอาจแสวงหาข้อเท็จจริงจากพยานบุคคล พยานเอกสาร พยาน ผู้เชี่ยวชาญ หรือพยานหลักฐานอื่นนอกเหนือจากพยานหลักฐานของคู่กรณีที่ปรากฏในคำ ฟ้อง คำ ให้การ คำคัดค้าน คำ ให้การ หรือคำการให้เพิ่มเติม ในการแสวงหาข้อเท็จจริงเช่นว่านั้น ศาลอาจดำ เนินการตามที่กำ หนดในส่วนนี้หรือ ตามที่ศาลเห็นสมควร” จึงทำให้มีข้อสังเกตในทางกฎหมายว่า เหตุที่ระเบียบทั้งสองฉบับมิได้กำหนดกรอบระยะเวลา ในการแสวงหาข้อเท็จจริงไว้อย่างชัดเจน เป็นเพราะต้องการเปิดโอกาสให้ผู้บังคับใช้กฎหมายมีดุลพินิจในการกำหนด ระยะเวลาพิจารณาทางปกครองเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเหมาะสมตามแต่ละกรณีอย่างไรก็ตาม การใช้ดุลพินิจ ในการกำหนดระยะเวลาสำหรับการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมยังคงต้องเป็นไปตาม “หลักแห่งความพอสมควรแก่เหตุ” อันถือเป็นหลักกฎหมายปกครองทั่วไป ซึ่งหมายความว่า การแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมดังกล่าวจะต้องเป็นเรื่อง ที่มีความจำเป็นและมีความเกี่ยวพันกับประเด็นที่กำลังพิจารณาอย่างชัดเจน และระยะเวลาที่กำหนดไว้สำหรับ การแสวงหาข้อเท็จจริงนั้นจะต้องมีความเป็นไปได้กล่าวคือ คาดหมายได้ว่าคู่กรณีจะสามารถนำพยานหลักฐาน มาสนับสนุนคำกล่าวอ้างหรือโต้แย้งข้อกล่าวหาของอีกฝ่ายได้ทันเวลาโดยจะต้องไม่ก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ ระหว่างกัน ท้ายที่สุดแล้วการกำหนดระยะเวลาดังกล่าวจะต้องไม่ทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาทางปกครอง เกิดความล่าช้าเกินสมควรจนทำให้ผู้ยื่นคำร้องเกิดความเดือดร้อนหรือเสียหายเกินเยียวยา ซึ่งข้อพิจารณาเหล่านี้ เป็นเรื่องที่คณะอนุกรรมการ วลพ. ควรพึงระวังอย่างยิ่งเมื่อจำต้องมีการกำหนดประเด็นและระยะเวลาสำหรับการแสวงหา ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากพยานหลักฐานของคู่กรณีตามที่ปรากฏในคำร้องหรือคำให้การแก้คำร้องซึ่งจะต้องมีความชัดเจน และดำเนินการโดยเร็ว มิฉะนั้นแล้วจะทำให้การพิจารณาทางปกครองของคณะอนุกรรมการ วลพ. ดำเนินไปอย่างล่าช้า และก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้ร้องและคู่กรณีได้ 2.3.4 การได้มาซึ่งพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมาย สำหรับการพิจารณาแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของคณะกรรมการ วลพ. หรือ คณะอนุกรรมการ วลพ. หากเป็นกรณีที่มีความจำเป็นต้องแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติม ในเรื่องนี้ พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558 ได้บัญญัติให้กรรมการ วลพ. อนุกรรมการหรือพนักงาน เจ้าหน้าที่ซึ่งคณะกรรมการ วลพ. มอบหมาย มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการต่อไปนี้เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัตินี้40 อันได้แก่ 40 มาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558
89 (1) เข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใด ๆ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องโดยมีหมายค้น (2) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งสิ่งของหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องมา เพื่อประกอบการพิจารณา ทั้งนี้ให้ผู้เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวก ชี้แจงข้อเท็จจริง ตอบหนังสือสอบถาม หรือส่งสิ่งของ หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องแก่กรรมการ วลพ. อนุกรรมการ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวในการปฏิบัติการตาม (1) และ (2) ด้วย จากบทบัญญัติในข้างต้น จึงมีข้อพิจารณาเกี่ยวกับการใช้อำนาจในการแสวงหาข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานของกรรมการ วลพ. อนุกรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปโดยชอบด้วย ดังนี้ (1) สถานะทางกฎหมายของกรรมการ วลพ. อนุกรรมการ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ เนื่องจากมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 บัญญัติ ให้กรรมการ วลพ. อนุกรรมการ และพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้มีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา41 ดังนั้น ในการปฏิบัติหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่จึงต้องแสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคล ที่เกี่ยวข้องทุกครั้ง ทั้งนี้บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ในเรื่องนี้ มีข้อสังเกตว่า มาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 กำหนดให้กรรมการ วลพ. อนุกรรมการ และพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้น มิได้มีฐานะเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วย42 ส่งผลในทางกฎหมายคือ กรรมการ วลพ. อนุกรรมการ และ พนักงานเจ้าหน้าที่ ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายอาญาในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดต่อเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 136 ถึงมาตรา 146 แห่งประมวลกฎหมายอาญา แต่มิใช่ความผิดต่อเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม (2) ทางปฏิบัติในการขอหมายค้นจากศาล เนื่องจาก “หมายค้น” ถือเป็นหมายอาญาประเภทหนึ่ง ซึ่ง “หมายอาญา” หมายถึง หนังสือบงการที่ออกตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อสั่งให้เจ้าหน้าที่ทำการ จับ ค้น ขัง จำคุกหรือปล่อยตัวผู้ต้องหา จำเลย หรือนักโทษหรือให้ทำการค้น43 โดยทั่วไปแล้วหมายอาญามีอยู่ 5 ชนิด คือ หมายจับ หมายค้น หมายขัง หมายปล่อย หมายจำคุก (2.1) เหตุในการขอหมายค้น สำหรับเหตุที่จะออกหมายค้นได้มีดังต่อไปนี้44 (1) เพื่อพบและยึดสิ่งของซึ่งจะเป็นพยาน หลักฐานประกอบการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณา (2) เพื่อพบและยึดสิ่งของซึ่งมีไว้เป็นความผิด หรือได้มา 41 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (16) บัญญัติว่า “เจ้าพนักงาน” หมายความว่า บุคคลซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นเจ้าพนักงานหรือได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ไม่ว่าเป็นประจำ หรือครั้งคราว และไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ 42 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (16) บัญญัติว่า “พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำ รวจ” หมายความถึงเจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้มีอำ นาจและหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของ ประชาชน ให้รวมทั้งพัศดี เจ้าพนักงานกรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมเจ้าท่า พนักงานตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าพนักงานอื่น ๆ ในเมื่อทำการอันเกี่ยวกับการจับกุมปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย ซึ่งตนมีหน้าที่ต้องจับกุมหรือปราบปราม 43 มาตรา 2 (9) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 44 มาตรา 69 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
90 โดยผิดกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้ใช้หรือตั้งใจจะใช้ในการกระทำความผิด (3) เพื่อพบและช่วยบุคคลซึ่งได้ ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย (4) เพื่อพบบุคคลซึ่งมีหมายให้จับ (5) เพื่อพบและยึดสิ่งของตาม คำพิพากษาหรือตามคำสั่งศาล ในกรณีที่จะพบหรือจะยึดโดยวิธีอื่นไม่ได้แล้ว อย่างไรก็ตาม หากเป็นการออกหมายค้นซึ่งออกเพื่อพบและจับบุคคลนั้น กฎหมายห้าม มิให้ออก เว้นแต่จะมีหมายจับบุคคลนั้นด้วย และเจ้าพนักงานซึ่งจะจัดการตามหมายค้นนั้นต้องมีทั้งหมายค้นและ หมายจับ45 (2.2) หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการค้น 1) การค้นตัว สามารถทำได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น แต่ต้องมีเหตุให้ค้น คือ เมื่อมีเหตุ อันควรสงสัยว่าบุคคลนั้นมีสิ่งของเพื่อใช้ในการกระทำผิดหรือซึ่งได้มาโดยการกระทำผิดหรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด และ ต้องค้น โดยเจ้าพนักงานการค้นนั้นจักต้องทำโดยสุภาพ ถ้าค้นผู้หญิงต้องให้หญิงอื่นเป็นผู้ค้น46 2) การค้นในที่รโหฐาน สามารถทำได้ก็ต่อเมื่อมีหมายค้นซึ่งออกโดยศาล แต่พนักงาน ฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะค้นโดยไม่มีหมายก็ได้47 ซึ่งต้องเป็นกรณีดังนี้ 2.1) เมื่อมีเสียงร้องให้ช่วยมาจากข้างในที่รโหฐาน 2.2) เมื่อปรากฏความผิดซึ่งหน้ากำลังกระทำลงในที่รโหฐาน 2.3) เมื่อบุคคลที่กระทำความผิดซึ่งหน้าขณะถูกไล่จับ หนีเข้าไปหรือมีเหตุอันควร สงสัยได้ว่าเข้าไปซุกซ่อนตัวอยู่ในที่รโหฐานนั้น 2.4) เมื่อมีพยานหลักฐานตามสมควรว่า สิ่งของที่มีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยการ กระทำความผิด หรือได้ใช้หรือมีไว้เพื่อจะใช้กระทำความผิดได้ซ่อนอยู่หรืออยู่ในนั้น ประกอบทั้งมีเหตุอันสมควร เชื่อว่า เนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายไปเสียก่อน 2.5) เมื่อผู้จะถูกจับเป็นเจ้าบ้านและการจับนั้นมีหมายจับหรือจับได้โดยไม่ต้องมีหมาย 3) การค้นในที่สาธารณะ โดยหลักแล้วกฎหมายห้ามค้นในที่สาธารณะ เว้นแต่ เจ้าพนักงานตำรวจเป็นผู้ค้นโดยสงสัยว่าบุคลนั้นมีสิ่งของในครอบครองเพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งได้มา โดยกระทำผิดหรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด โดยไม่ต้องมีหมาย48 (2.3) วิธีการขอหมายค้น49 1) เจ้าพนักงานที่ขอหมายค้น ต้องมีหลักฐานและต้องยื่นคำร้องด้วยตนเอง 2) กรณีจำเป็น อาจยื่นขอทางโทรศัพท์และหมายค้นเมื่อได้ออกแล้วจะส่งทางโทรสาร หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 45 มาตรา 70 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 46 มาตรา 85 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 47 มาตรา 92 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 48 มาตรา 93 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 49 ณรงค์ ใจหาญ, “เอกสารประกอบการอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 เรื่อง หลักปฏิบัติเกี่ยวกับการได้มาซึ่งพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมาย,” กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว วันที่ 19-22 กรกฎาคม 2565 ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ กรุงเทพฯ.
91 3) กฎหมายกำหนดให้หมายค้นที่เป็นสำเนาส่งทางโทรสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือ คำบอกกล่าวทางโทรเลข สามารถนำมาเป็นหมายเพื่อดำเนินการได้ 4) สำหรับรายละเอียดแห่งคำร้องและการเสนอพยายานหลักฐานในการขอหมายค้น ให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้50 4.1) การร้องขอให้ออกหมายค้น ให้ร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจเหนือท้องที่ที่จะ ทำการค้น (ศาลแขวง)51 4.2) ผู้ร้องขอให้ออกหมาย52 ได้แก่ พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือ เจ้าพนักงานอื่นซึ่งร้องขอให้ศาลออกหมายค้น โดยจะต้องเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนหรือสอบสวน คดีที่ร้องขอออกหมายนั้นและจะต้องมาให้ผู้พิพากษาสอบถามก่อนออกหมาย53 ในกรณีที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือ เจ้าพนักงานอื่นเป็นผู้ร้องขอ ผู้นั้นต้องดำรงตำแหน่งตั้งแต่ระดับสามขึ้นไป ในกรณีที่เป็นตำรวจ ผู้นั้นต้องมียศตั้งแต่ ชั้นร้อยตำรวจตรีขึ้นไป 4.3) รายละเอียดแห่งคำร้องและเอกสารประกอบ54 (1) ต้องระบุลักษณะสิ่งของที่ต้องการหาและยึด หรือชื่อตัว ชื่อสกุล รูปพรรณ อายุของบุคคลที่ต้องการหา และสถานที่ที่จะค้น ระบุบ้านเลขที่ ชื่อตัว ชื่อสกุลและสถานะของเจ้าของหรือผู้ครอบครอง เท่าที่ทราบ หากไม่สามารถระบุบ้านเลขที่ที่จะค้นได้ให้ทำแผนที่ของสถานที่ที่จะค้นและบริเวณใกล้เคียงแทน (2) ต้องระบุเหตุที่จะออกหมายค้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 69 พร้อมสำเนาเอกสารซึ่งสนับสนุนเหตุแห่งการออกหมายค้น (3) แนบแบบพิมพ์หมายค้นที่กรอกข้อความครบถ้วนแล้วพร้อมสำเนา รวมทั้ง เอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น บันทึกคำร้องทุกข์หนังสือมอบอำนาจให้ร้องทุกข์เป็นต้น มาท้ายคำร้อง 4.4) วิธีการยื่นและรับคำ ร้อง55 ให้ผู้ร้องขอหมายค้นหรือพนักงานผู้รับมอบหมายจาก ผู้ร้องขอ นำคำร้องพร้อมเอกสารประกอบ ใส่ซองปิดผนึกประทับตรา “ลับ” ยื่นต่อศาลที่ขอให้ออกหมายนั้น เมื่อได้รับซอง คำร้อง ให้เจ้าหน้าที่ศาลลงเลขรับไว้บนซองและลงสารบบไว้โดยไม่ต้องเปิดซองแล้วนำซองคำร้องเสนอต่อผู้พิพากษา ซึ่งได้รับมอบหมายจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล เพื่อพิจารณาสั่งโดยเร็ว 50 มาตรา 69 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประกอบกับข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธี การเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ. 2548 และ ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับ การออกคำ สั่งหรือหมายอาญา (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2565 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 139 ตอนที่ 45 ก ลงวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 น. 46. 51 ข้อ 8 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ. 2548 52 ข้อ 9 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ. 2548 53 ข้อ 9 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำ สั่งหรือหมายอาญา พ.ศ. 2548 แก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2565 54 ข้อ 11 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ. 2548 55 ข้อ 12/1 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ. 2548
92 4.5) การเสนอพยานหลักฐานในการขอหมายค้น56 ผู้ร้องขอต้องเสนอพยานหลักฐาน ที่น่าเชื่อว่าบุคคลหรือสิ่งของที่ค้นหาอยู่ในสถานที่ที่จะค้น ในกรณีค้นหาสิ่งของ (1) สิ่งของนั้นจะเป็นพยานหลักฐาน ประกอบการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณา หรือ (2) สิ่งของนั้นมีไว้เป็นความผิด หรือได้มาโดยผิดกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้ใช้หรือตั้งใจจะใช้ในการกระทำความผิด หรือ (3) เป็นสิ่งของซึ่งต้องยึดหรือริบตาม คำพิพากษาหรือตามคำสั่งศาล ในกรณีที่จะพบหรือจะยึดโดยวิธีอื่นไม่ได้แล้ว ในกรณีค้นหาบุคคล (1) บุคคลนั้น ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือ (2) มีหมายให้จับบุคคลนั้น สำหรับการเสนอพยานหลักฐานต่อผู้พิพากษา ให้ผู้ร้องขอสาบานหรือปฏิญาณตนและ แถลงด้วยตนเอง รวมทั้งตอบคำถามของผู้พิพากษาเกี่ยวกับข้อมูลที่ได้จากการสืบสวนสอบสวนหรือพยานหลักฐาน ที่สนับสนุนถึงเหตุแห่งการขอออกหมายนั้น ส่วนผู้รู้เห็นเหตุการณ์หรือทราบข้อมูลอันเป็นเหตุแห่งการออกหมายจับ หรือหมายค้น ควรมาเบิกความต่อผู้พิพากษาด้วยตนเอง และหากบุคคลดังกล่าวมาเบิกความให้ผู้พิพากษาบันทึก สาระสำคัญโดยย่อและให้บุคคลนั้นลงลายมือชื่อไว้ในกรณีที่ผู้รู้เห็นเหตุการณ์หรือทราบข้อมูลดังที่กล่าวมาไม่สามารถ มาเบิกความต่อผู้พิพากษาได้ผู้ร้องขออาจใช้บันทึกถ้อยคำของบุคคลดังกล่าวที่ได้สาบานตนว่าจะให้ถ้อยคำตาม ความเป็นจริง และได้กระทำต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ชั้นผู้ใหญ่นั้นได้ลงลายมือชื่อรับรองว่าได้มีการให้ถ้อยคำตรงตามบันทึก เสนอเป็นพยานหลักฐานประกอบคำเบิกความ ของผู้ร้องขอก็ได้ 4.6) พยานที่อาจพิสูจน์ได้ว่ามีเหตุอันสมควรออกหมายจับหรือค้น57 (1) ข้อมูลที่ได้จากการสืบสวนสอบสวน เช่น บันทึกการสืบสวน บันทึก การสอบสวน บันทึกสรุปข้อเท็จจริงจากสำนวนการสอบสวนที่เสนอต่อผู้บังคับบัญชา บันทึกถ้อยคำของสายลับ หรือของเจ้าพนักงานที่ได้จากการแฝงตัวเข้าไปในองค์กรอาชญากรรม ข้อมูลที่ได้จากรายงานของแหล่งข่าวของ เจ้าพนักงานหรือการหาข่าวจากผู้กระทำความผิดที่ทำไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และข้อมูลที่ได้จากรายงานการ เฝ้าสังเกตการณ์ของเจ้าพนักงานที่ทำไว้เป็นลายลักษณ์อักษร รวมทั้งหมายจับเดิมและหมายเรียก (ถ้ามี) โดยเอกสาร หลักฐานดังกล่าวจะทำเป็นสำเนารับรองถูกต้องโดยผู้ร้องขอก็ได้ (2) ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์หรือที่ได้จากการใช้เครื่องมือ ทางวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีเช่น เครื่องมือตรวจพิสูจน์ลายพิมพ์นิ้วมือ เครื่องมือตรวจพิสูจน์ของกลาง ชุดตรวจ พิสูจน์โทรศัพท์เคลื่อนที่ เครื่องจับเท็จ เครื่องมือตรวจโลหะ และเครื่องมือตรวจพิสูจน์ทางพันธุกรรม (3) ข้อมูลที่ได้จากสื่ออิเล็กทรอนิกส์เช่น ข้อมูลที่ได้จากจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรือโปรแกรมสื่อสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ภาพจากกล้องวงจรปิดหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น (4) ข้อมูลที่ได้จากหนังสือของพนักงานอัยการเรื่องขอให้จัดการให้ได้ตัวผู้ต้องหา (อ.ก. 29) 56 ข้อ 15 และข้อ 16 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำ สั่งหรือหมายอาญา พ.ศ. 2548 57 ข้อ 17 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำ สั่งหรือหมายอาญา พ.ศ. 2548 แก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2565
93 4.7) ศาลจะใช้ดุลพินิจออกหมายอย่างไร และหมายจะต้องระบุอะไรบ้าง ในการรับฟังพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาอนุญาตให้ออกหมายจับหรือหมายค้น ผู้พิพากษาไม่จำต้องถือเคร่งครัดเช่นเดียวกับการรับฟังพยานหลักฐานที่ใช้พิสูจน์ความผิดของจำเลย58 คำสั่งของศาลในการอนุญาตให้ออกหมายหรือยกคำร้อง จะต้องระบุเหตุผล ให้ครบถ้วนและชัดแจ้ง59 สำหรับหมายค้นต้องระบุชื่อและตำแหน่งของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจเป็นหัวหน้า ไปจัดการตามหมายค้นและอาจระบุชื่อไว้หลายคนตามคำร้องขอก็ได้หากมีเหตุสมควร แต่ทั้งนี้เจ้าพนักงานดังกล่าว จะต้องเป็นพนักงานฝ่ายปกครองตั้งแต่ระดับสามหรือตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นร้อยตำรวจตรีขึ้นไปเท่านั้น หมายค้นต้องระบุสถานที่ วัน และระยะเวลาที่จะเริ่มทำการค้นให้ชัดเจน โดยให้ ระบุระยะเวลาสิ้นสุดไว้ด้วย หากไม่อาจระบุเวลาสิ้นสุดได้ให้ระบุว่าค้นได้ติดต่อกันไปจนเสร็จสิ้น ในการกำหนดสถานที่ วัน และระยะเวลา ให้ศาลสอบถามผู้ร้องขอถึงความจำเป็นและเหมาะสมในทางปฏิบัติไว้ด้วย การขอหมายค้นโดยกำหนดสถานที่หลายแห่งเกินจำเป็นหรือกำหนดช่วงเวลา ไว้หลายวัน เพื่อเลือกทำการค้นในวันใดวันหนึ่ง จะกระทำไม่ได้ในกรณีที่สถานที่ที่จะค้นอยู่ห่างไกลอาจขอให้ศาล ออกหมายค้นล่วงหน้าได้ตามสมควรแก่พฤติการณ์แห่งคดี60 4.8) การออกหมายค้น ให้ส่งมอบต้นฉบับและปิดผนึก การขอออกหมายในเวลาทำการปกติเมื่อผู้พิพากษาอนุญาตให้ออกหมาย ให้ผู้พิพากษามอบต้นฉบับหมาย พยานหลักฐานและเอกสารต่าง ๆ ใส่ซองปิดผนึกคืนให้แก่ผู้ร้องขอ ส่วนคำร้อง คำสั่ง อนุญาต สำเนาหมายและสำเนาพยานหลักฐานสำคัญที่สนับสนุนเหตุแห่งการออกหมายค้น ให้ใส่ซองปิดผนึกเก็บไว้ ที่ศาล เพื่อรอรับรายงานการจับหรือการค้นจากผู้ร้องขอต่อไป61 เมื่อเจ้าพนักงานได้จัดการตามหมายค้นแล้ว ให้บันทึกรายละเอียดในการจัดการนั้น ว่าจัดการตามหมายได้หรือไม่ แล้วให้ส่งบันทึกไปยังศาลที่ออกหมายโดยเร็วแต่ต้องไม่ช้ากว่า 15 วัน นับแต่วันจัดการ ตามหมาย ทั้งนี้เจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่ตามหมายค้นจะร้องขอให้ศาลออกหลักฐานการตรวจค้น พร้อม สำเนาบันทึกการตรวจค้นและบัญชีทรัพย์ที่ได้จากการตรวจค้นนั้นให้ก็ได้ เมื่อมีเหตุที่จะเพิกถอนหมายค้น ให้เจ้าพนักงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องรายงาน หรือแจ้งให้ศาลที่ออกหมายทราบโดยเร็ว ในกรณีเช่นนี้ให้ผู้พิพากษาไต่สวนและมีคำสั่งเป็นการด่วนเมื่อผู้พิพากษามีคำสั่ง ให้เพิกถอนหมายจับหรือหมายค้นแล้ว ให้ผู้พิพากษาแจ้งให้เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องทราบเพื่อแก้ไขข้อมูลในระบบ อิเล็กทรอนิกส์62 58 ข้อ 18 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ. 2548 59 ข้อ 19 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ. 2548 60 ข้อ 20 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ. 2548 61 ข้อ 21 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ. 2548 62 ข้อ 24 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ. 2548
94 (2.4) วิธีการค้นต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายดังนี้ การค้นโดยมีหมายค้น ผู้ที่จะค้นได้คือเจ้าพนักงานที่มีชื่อในหมายหรือผู้รักษาการแทน เท่านั้น63 การค้นในที่รโหฐาน ต้องทำระหว่างพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตกเท่านั้น จะค้นในเวลากลางคืนไม่ได้ เว้นแต่64 1) ถ้าค้นในเวลากลางวันไม่เสร็จ จะค้นต่อในเวลากลางคืนก็ได้ 2) ในกรณีฉุกเฉินหรือมีกฎหมายอื่นบัญญัติให้ค้นได้เป็นพิเศษ 3) การค้นเพื่อจับผู้ร้ายสำคัญอาจทำในเวลากลางคืนได้แต่ต้องได้รับอนุญาต เป็นพิเศษจากศาลเท่านั้น 4) การค้นในที่รโหฐานต้องแสดงหมายและแสดงความบริสุทธิ์ก่อนค้น อีกทั้ง การค้นต้องค้นต่อหน้าผู้ครอบครองสถานที่ด้วย 5) ถ้าเจ้าของบ้านไม่ยินยอมให้เข้าไป เจ้าพนักงานมีอำนาจใช้กำลังเพื่อเข้าไปได้ หากจำเป็นอาจเปิดหรือทำลายประตูบ้าน หรือสิ่งกีดขวางอย่างอื่นก็ได้ อนึ่ง เนื่องจากมาตรา 22 (1) แห่งพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 มิได้บัญญัติวิธีค้นในที่รโหฐานไว้อย่างชัดเจนว่าต้องทำอย่างไร ดังนั้น กรรมการ วลพ. อนุกรรมการ หรือพนักงาน เจ้าหน้าที่ จึงควรใช้วิธีการค้นและมีขอบเขตการค้นตามหลักกฎหมาย ดังนี้65 วิธีการค้น ขอบเขตการค้น (1) แสดงหมาย เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ก่อนค้น (2) หากเจ้าของไม่เปิดก็สามารถใช้กำลังเพื่อเปิดได้ (3) การค้นต้องไม่กระจัดกระจาย (4) การค้นต้องกระทำต่อหน้าเจ้าของหรือผู้ครอบครอง (5) ถ้าไม่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครอง ให้ค้นต่อหน้าพยาน อย่างน้อยสองคน (ถ้าเป็นไปได้) (6) ทำบันทึกการค้น (1) ค้นหาเฉพาะของที่มีหมายค้น ให้หาของเฉพาะสิ่ง (2) แต่ถ้าหมายค้นให้ค้นสิ่งของที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐาน ก็ค้นได้ทุกกรณีที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐาน (3) ถ้าพบความผิดซึ่งหน้า ค้นและยึดได้ (3) การฝ่าฝืนคำสั่งของกรรมการ วลพ. อนุกรรมการ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ในกรณีที่กรรมการ วลพ. อนุกรรมการ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปในเคหสถานหรือ สถานที่ใด ๆ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องโดยมีหมายค้น หรือมีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคล มาให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งสิ่งของหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องมาเพื่อประกอบการพิจารณา แล้วมีคำสั่งให้ผู้เกี่ยวข้องอำนวย ความสะดวก ชี้แจงข้อเท็จจริง ตอบหนังสือสอบถาม หรือส่งสิ่งของหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องแก่กรรมการ วลพ. อนุกรรมการ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ หากผู้นั้นไม่ปฏิบัติตามคำสั่งย่อมถือว่าเป็นความผิด จะต้องระวางโทษจำคุก 63 มาตรา 97 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 64 มาตรา 96 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 65 ณรงค์ ใจหาญ, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 49.
95 ไม่เกินสามเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ66 อย่างไรก็ดีกรณีมีการกระทำความผิดตามที่ได้กล่าวมา หากอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย (สำหรับความผิดที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร) หรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือ ผู้ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมาย (สำหรับความผิดที่เกิดขึ้นในจังหวัดอื่น) เห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรได้รับโทษจำคุกหรือ ไม่ควรถูกฟ้องร้อง และบุคคลนั้นยอมให้เปรียบเทียบปรับ ให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องไปยังเจ้าพนักงานดังกล่าว แล้วแต่กรณีทำการเปรียบเทียบปรับภายใน 7 วัน นับแต่วันที่บุคคลนั้นแสดงความยินยอมให้เปรียบเทียบปรับ เมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามจำนวนที่เปรียบเทียบภายใน 30 วัน แล้วให้ถือว่าคดีเลิกกันตามบทบัญญัติแห่งประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา67 2.4 การคัดค้านผู้พิจารณาทางปกครอง เนื่องจากการพิจารณาทางปกครองได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำการพิจารณาทางปกครองต้องมี ความเป็นกลาง ดังนั้น หากปรากฏข้อเท็จจริงใดๆ ที่จะทำให้การพิจารณาทางปกครองของกรรมการ วลพ. หรือ ผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะอนุกรรมการไม่มีความเป็นกลาง คู่กรณีอาจใช้สิทธิในการคัดค้านการทำหน้าที่ของบุคคล ดังกล่าวได้หรือบุคคลนั้นอาจแจ้งต่อประธานกรรมการ วลพ. และถอนตัวจากการพิจารณาทางปกครองได้เช่นกัน 2.4.1 การคัดค้านกรรมการ วลพ. หรือคณะอนุกรรมการที่ได้รับมอบหมายจากประธานกรรมการ วลพ. ให้รับผิดชอบการพิจารณาคำ ร้อง หากคู่กรณีเห็นว่ากรรมการ วลพ. หรืออนุกรรมการนั้นมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะทำให้ การพิจารณาทางปกครองไม่มีความเป็นกลาง ได้แก่68 (1) เป็นผู้บังคับบัญชาหรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาที่เป็นเหตุให้เกิดการ ยื่นคำร้อง (2) เป็นนายจ้าง เจ้าของสถานประกอบการ หรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของบุคคลดังกล่าว และเป็นเหตุให้เกิดการ ยื่นคำร้อง (3) มีส่วนได้เสียในเรื่องที่ได้ยื่นคำร้อง (4) มีสาเหตุโกรธเคืองกับคู่กรณีและ (5) มีความเกี่ยวพันทางเครือญาติ หรือทางสมรสกับบุคคล ตามข้อ (1) (2) หรือ (3) อันอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่คู่กรณีทั้งนี้คู่กรณีอาจทำหนังสือ คัดค้านโดยยื่นต่อประธานกรรมการ วลพ. ภายใน 7 วัน นับแต่วันรับทราบหรือถือว่าทราบคำสั่งตั้งคณะอนุกรรมการ โดยจะต้องแสดงข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านว่าบุคคลนั้นจะทำให้การพิจารณาวินิจฉัยไม่ได้รับความยุติธรรม อย่างไร เมื่อมีการยื่นคำคัดค้านในข้างต้น ให้ประธานกรรมการ วลพ. พิจารณาจากคำคัดค้านและบันทึก ชี้แจงของผู้ถูกคัดค้าน หากเห็นว่าข้อเท็จจริงมิได้เป็นไปตามคำคัดค้านและมีเหตุผลสมควรที่จะให้ผู้ถูกคัดค้านปฏิบัติ หน้าที่ต่อไป ให้ประธานกรรมการ วลพ. นำเรื่องเข้าที่ประชุมของคณะกรรมการ วลพ. เพื่อพิจารณา ถ้าที่ประชุม มีมติด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการ วลพ. ที่ไม่ถูกคัดค้านซึ่งเข้าประชุมก็ให้ผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ทั้งนี้ให้การลงคะแนนเป็นไปโดยลับและให้เป็นที่สุด ในทางกลับกันหากประธานกรรมการ วลพ. เห็นว่าคำคัดค้านฟังขึ้น หรือมีเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าหากให้ผู้ถูกคัดค้านปฏิบัติหน้าที่ต่อไปอาจทำให้การพิจารณาไม่ได้รับความยุติธรรม ก็ให้มีคำสั่งให้ผู้ถูกคัดค้านพ้นจากการเป็นคณะอนุกรรมการนั้น แล้วแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบ และให้ประธานกรรมการ วลพ. แต่งตั้งผู้หนึ่งผู้ใดปฏิบัติหน้าที่แทนผู้ที่ถูกคัดค้านนั้น69 66 มาตรา 35 พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 67 มาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 68 ข้อ 26 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 69 ข้อ 27 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559
96 2.4.2 การถอนตัวจากการพิจารณาวินิจฉัยเนื่องจากมีกรณีอันอาจถูกคัดค้านได้ ในกรณีที่กรรมการ วลพ. หรือผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมอนุกรรมการท่านใดเห็นว่าตน มีกรณีอันอาจถูกคัดค้านได้ตามข้อ 26 หรือเห็นว่ามีเหตุอื่นที่อาจจะมีการกล่าวอ้างในภายหลังได้ว่าตนไม่อยู่ในฐานะ ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้โดยเที่ยงธรรม ให้แจ้งต่อประธานกรรมการ วลพ. และถอนตัวจากการพิจารณาวินิจฉัย หลังจากนั้น ให้ประธานกรรมการ วลพ. มีคำสั่งให้ผู้ถอนตัวพ้นจากการเป็นคณะอนุกรรมการนั้น แล้วแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบ และ ให้ประธานกรรมการ วลพ. แต่งตั้งผู้หนึ่งผู้ใดปฏิบัติหน้าที่แทนผู้ที่ถอนตัวนั้น70 มีข้อสังเกตว่า การระบุคำว่า “เหตุอื่น” อันจะทำให้การพิจารณาทางปกครองของกรรมการ วลพ. หรือผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมอนุกรรมการไม่มีความเป็นกลางนั้น ในที่นี้อาจเทียบเคียงได้กับบทบัญญัติมาตรา 16 ของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ซึ่งได้บัญญัติลักษณะของความไม่เป็นกลางของเจ้าหน้าที่ โดยสภาพภายในไว้ว่า “มาตรา 16 ในกรณีมีเหตุอื่นใดนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 13 เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่หรือกรรมการ ในคณะกรรมการที่มีอำ นาจพิจารณาทางปกครองซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำ ให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง เจ้าหน้าที่ หรือกรรมการผู้นั้นจะทำการพิจารณาทางปกครองในเรื่องนั้นไม่ได้...” โดยคำว่า “เหตุที่มีสภาพร้ายแรง อันอาจทำ ให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง” คือ เหตุที่อาจก่อให้เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันในการใช้อำนาจ มหาชนของเจ้าหน้าที่ซึ่งอาจเป็นกรณีที่คู่กรณีไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ หรือพิจารณาจากประโยชน์สาธารณะแล้วเห็นได้ว่าวิญญูชน ทั่วไปย่อมไม่อาจไว้ใจให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นใช้อำนาจทางปกครองได้เช่น เจ้าหน้าที่เป็นมิตรหรือเป็นปฏิปักษ์กับคู่กรณี หรือมีความสัมพันธ์ยาวนานกับคู่กรณีหรือเป็นคู่แข่งทางการค้ากับคู่กรณีเคยมีการแสดงความเห็นที่เป็นอคติกับ คู่กรณีฯลฯ ซึ่งเหตุเหล่านี้ต้องมีอยู่จริง หากแต่เป็นเพียงเรื่องของความคาดหมายเองนั้น ยังไม่พอฟังได้ว่าเจ้าหน้าที่ ดังกล่าวไม่มีความเป็นกลาง71 อนึ่ง การให้ผู้ถูกคัดค้านงดการปฏิบัติหน้าที่หรือถูกสั่งให้ถอนตัวเพราะมีเหตุอันอาจถูก คัดค้านได้ในข้างต้นทั้งสองกรณีนั้น ย่อมไม่กระทบถึงการกระทำใดๆ ที่ได้กระทำไปแล้ว แม้จะได้ดำเนินการหลังจาก ที่ได้มีการยื่นคำคัดค้านนั้น72 2.5 การกำ หนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว เนื่องจากการยื่นคำร้องของผู้ร้องมายังคณะกรรมการ วลพ. มิได้มีผลเป็นการทุเลาการบังคับตาม มาตรการหรือการกระทำที่อาจเข้าข่ายเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ จึงทำให้ผู้ร้องยังคงได้รับ ความเดือดร้อนเสียหายอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 จึงกำหนดให้ ในระหว่างการพิจารณาการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ คณะกรรมการ วลพ. อาจกำหนดมาตรการชั่วคราว ก่อนมีคำวินิจฉัยเพื่อคุ้มครองหรือบรรเทาทุกข์แก่บุคคลซึ่งถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศเท่าที่จำเป็น และสมควรแก่กรณีก็ได้73 ซึ่งมาตรการชั่วคราวก่อนมีคำวินิจฉัยเพื่อคุ้มครองหรือบรรเทาทุกข์ดังกล่าว ก็เป็นมาตรการหนึ่ง ที่ถูกนำมาใช้เพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่คู่กรณีที่เกี่ยวข้องในคดีปกครองเป็นการชั่วคราวก่อนศาลปกครองมีคำพิพากษา 70 ข้อ 28 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 71 วรเจตน์ ภาคีรัตน์, กฎหมายปกครอง ภาคทั่วไป, (กรุงเทพฯ: นิติราษฎร์, 2554), น. 171. 72 ข้อ 29 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 73 มาตรา 19 พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 และข้อ 30 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ระหว่างเพศ พ.ศ. 2559
97 ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดีเนื่องจากพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 มิได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ การกำหนดมาตรการชั่วคราวก่อนมีคำวินิจฉัยเพื่อคุ้มครองหรือบรรเทาทุกข์เอาไว้อย่างชัดเจน กรณีจึงต้องนำหลักเกณฑ์ เกี่ยวกับการกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาในคดีปกครองมาเป็นแนวทางเทียบเคียงสำหรับ การพิจารณาของคณะกรรมการ วลพ. ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการพิจารณาทางปกครองด้วยเช่นกัน วิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา หมายถึง วิธีการที่ศาลกำหนดขึ้นเพื่อรักษาสถานะของบุคคล หรือป้องกันมิให้สิทธิหรือทรัพย์สินของคู่ความได้รับความเสียหายในระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาล โดยศาลจะกำหนดมาตรการดังกล่าวในรูปของคำสั่งหรือที่เรียกว่า “คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว” ซึ่งจะมีสาระสำคัญเป็นการสั่ง ให้บุคคลกระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการเฉพาะ เพื่อป้องกันมิให้เกิดความไม่ยุติธรรม แก่อีกบุคคลหนึ่ง วิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาจึงเป็นมาตรการพิเศษที่ศาลจะนำมาใช้เพื่อเยียวยาให้เกิดความเป็นธรรม แก่คู่ความมากที่สุด74 โดยทั่วไปแล้ว การออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในศาลปกครอง อาจเกิดขึ้นจากการที่ศาลปกครองเห็น สมควรกำหนดมาตรการหรือวิธีการใดๆ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่คู่กรณีที่เกี่ยวข้องเป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดี ไม่ว่าจะมีคำร้องขอจากบุคคลดังกล่าวหรือไม่ ให้ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวและออกคำสั่ง ไปยังหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยระเบียบ ของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ทั้งนี้การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าวนั้น จะต้องคำนึงถึง ความรับผิดชอบของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐและปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นแก่การบริหารงาน ของรัฐประกอบด้วย75 สำหรับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ (1) การทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง และ (2) การบรรเทาทุกข์ชั่วคราว โดยการที่ศาลจะกำหนด มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีศาลจะต้องพิจารณาปัจจัยที่สำคัญอยู่ 4 ประการคือ76 ประการที่หนึ่ง การกระทำที่ฟ้องร้องและพฤติการณ์แห่งคดีกล่าวคือ คำฟ้องมีมูลหรือคำสั่งทางปกครอง ที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนั้นน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประการที่สอง มีเหตุจำเป็นรีบด่วน ซึ่งถือเป็นหลักการพื้นฐานในการขอให้ศาลออกคำบังคับฝ่ายเดียว โดยศาลจะพิจารณาถึงเหตุผลและความจำเป็นของผู้ฟ้องคดีส่วนมากมักเป็นกรณีที่สิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ฟ้องคดี ถูกกระทบอย่างรุนแรง สำหรับการพิจารณาว่าเรื่องใดเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่นั้น อาจพิจารณาจากข้อเท็จจริง หรือเหตุที่เป็นข้ออ้างในการขอให้มีการกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราว ซึ่งเหตุจำเป็นเร่งด่วนนั้นจะต้องมีอยู่ ในขณะพิจารณาคำขอให้กำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวนั้นด้วย ประการที่สาม การให้ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการต่อไปจะเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยา แก่ผู้ฟ้องคดีในภายหลัง หรือการให้กฎหรือคำสั่งทางปกครองมีผลใช้บังคับต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง อันยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง 74 อภิรดี สุทธิสมณ์, “มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาในคดีปกครอง,” วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548, น. 4. 75 มาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 76 ฤทัย หงส์สิริ, ศาลปกครองและการดำ เนินคดีในศาลปกครอง (The Administrative Court & Litigation in Administrative Court, พิมพ์ครั้งที่ 9, (กรุงเทพฯ : สำ นักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา, 2561), น. 182-189. และอภิรดี สุทธิสมณ์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 74, น. 8-9.
98 ประการที่สี่ การกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวนั้นจะต้องไม่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการบริหารงาน ของรัฐหรือประโยชน์สาธารณะ มีข้อสังเกตว่า อำนาจในการกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาของศาลปกครองนั้น อาจเกิดขึ้นได้อยู่ 2 ลักษณะคือ (1) เมื่อมีการยื่นคำร้องขอจากคู่กรณีหรือ (2) ถ้าไม่มีการยื่นคำร้องขอจากคู่กรณี ศาลปกครองย่อมมีอำนาจสั่งได้หากเป็นเรื่องที่ศาลปกครองเห็นสมควรเองก็ได้ ในกรณีที่ศาลปกครองเห็นว่ามีข้อเท็จจริงบางประการที่จะทำให้ศาลไม่อาจมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวได้ ศาลจะมีคำสั่งยกคำขอนั้นเสีย เช่น เหตุแห่งการขอให้คุ้มครองชั่วคราวนั้นได้ระงับหรือสิ้นผลไปแล้ว หรือผู้ถูกฟ้องคดี ได้ดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปแล้ว หรือมีการยื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราวภายหลังจากที่เหตุแห่งการคุ้มครองชั่วคราว ได้หมดสิ้นไปแล้ว เป็นต้น77 อนึ่ง ข้อควรระวังสำหรับการกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาของ ศาลปกครอง นั่นคือ การกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวดังกล่าวจะต้องเป็นคนละประเด็นกับการพิพากษาในเนื้อหา ของคดี78 เพราะหากเป็นเช่นนั้นเท่ากับว่าศาลปกครองได้ทำการวินิจฉัยคดีเป็นการล่วงหน้าไปแล้ว ดังนั้น การใช้ดุลพินิจ ของศาลปกครองจึงต้องจำกัดขอบเขตการใช้อำนาจให้เหมาะสม มิฉะนั้นแล้วศาลปกครองย่อมสามารถกำหนดมาตรการ หรือวิธีการใดๆ ก็ได้โดยไม่มีขอบเขตเลย79 ในทางปฏิบัตินั้น พบว่าคณะกรรมการ วลพ. เคยมีการกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวเพื่อคุ้มครอง หรือบรรเทาทุกข์แก่บุคคลซึ่งถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ตัวอย่างเช่น การกำหนดมาตรการคุ้มครอง ให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งมีเพศกำเนิดเป็นชายแต่มีเพศสภาพเป็นหญิง สามารถแต่งกายตามเพศสภาพได้ เนื่องจากคณะกรรมการ วลพ. พิจารณาแล้วเห็นว่าจากข้อเท็จจริงตามคำร้องได้ปรากฏแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีการกระทำ อันเป็นการจำกัดสิทธิในการแต่งกายของนักศึกษาตามเพศสภาพที่น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลทำให้ นักศึกษาได้รับความเสียหายแก่สภาพจิตใจ รวมถึงการขาดโอกาสในการศึกษาเล่าเรียนตามสิทธิตนพึงมีอันยากที่เยียวยา แก้ไขได้ในภายหลัง จึงเห็นว่ามีเหตุจำเป็นและสมควรแก่กรณีที่ต้องกำหนดมาตรการชั่วคราวก่อนมีคำวินิจฉัย โดยให้นักศึกษา สามารถแต่งกายตามเพศสภาพด้วยชุดนักศึกษาหญิง ในการเข้าศึกษา การสอบไล่ระดับ และการฝึกปฏิบัติการวิชาชีพ รวมทั้งการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งให้ทางมหาวิทยาลัยกำหนดมาตรการที่จำเป็นเพื่อเป็นหลักประกันในการป้องกัน และคุ้มครองให้นักศึกษาสามารถดำเนินชีวิตและเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย ได้อย่างเท่าเทียมและมีศักดิ์ศรี เช่นเดียวกับนักศึกษาอื่น ๆ โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ จนกว่าคณะกรรมการ วลพ. จะมีคำวินิจฉัย80 สำหรับการปฏิบัติของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมาย ก็จะดำเนินการทำหนังสือแจ้งผู้ถูกร้องให้ ทราบถึงคำสั่งกำหนดมาตรการชั่วคราวก่อนมีคำวินิจฉัย พร้อมสำเนามาตรการชั่วคราวก่อนมีคำวินิจฉัยให้ผู้ถูกร้อง ทราบ อย่างไรก็ตาม หากเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน คณะกรรมการ วลพ. อาจมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ดำเนินการส่งคำสั่งกำหนดมาตรการชั่วคราวก่อนมีคำวินิจฉัยแก่ผู้ถูกร้องโดยตรงเลยก็ได้ 77 ชวิศ เหล่าปิยสกุล, “ปัญหาเกี่ยวกับความล่าช้าในการพิจารณาคำ ขอทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำ สั่งทางปกครองของ ศาลปกครอง,” วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, 2558, น. 66. 78 อภิรดี สุทธิสมณ์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 74, น. 11. 79 ชวิศ เหล่าปิยสกุล, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 77, น. 67. 80 มาตรการชั่วคราวก่อนมีคำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ คำร้องเลขที่ 1/2562
99 3. การมีคำวินิจฉัยและการบังคับการให้เป็นไปตามคำวินิจฉัย 3.1 การนัดไต่สวนหรือประชุมพิจารณาคำ ร้อง ในการวินิจฉัยคำร้อง ให้คณะกรรมการ วลพ. หรือคณะอนุกรรมการ จัดให้มีการไต่สวนหรือการประชุม พิจารณาคำร้องอย่างน้อย 1 ครั้ง เพื่อให้คู่กรณีได้มีโอกาสมาแถลงด้วยวาจาต่อหน้าคณะกรรมการ วลพ. หรือ คณะอนุกรรมการ เว้นแต่ในกรณีที่เห็นว่าคำร้องนั้นมีข้อเท็จจริงชัดเจนเพียงพอต่อการวินิจฉัย หรือมีข้อเท็จจริง และประเด็นวินิจฉัยที่ไม่ซับซ้อน และการมาแถลงด้วยวาจาไม่มีความจำเป็นแก่การวินิจฉัยคำร้อง ก็จะให้งดการแถลง ด้วยวาจานั้นเสียก็ได้ในขั้นตอนนี้หากมีการไต่สวนหรือการประชุมและการแถลงด้วยวาจา คณะกรรมการ วลพ. หรือคณะอนุกรรมการ อาจมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการส่งสรุปคำร้องและสรุปคำให้การแก้คำร้อง ตลอดจนสรุปข้อเท็จจริงที่ได้แสวงหาเพิ่มเติม (ถ้ามี) ให้แก่คู่กรณีทราบล่วงหน้าก่อนวันไต่สวนหรือวันประชุมพิจารณา ไม่น้อยกว่า 7 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้คู่กรณีได้แถลงสรุปคำร้องและคำให้การแก้คำร้อง ทั้งนี้คู่กรณีจะไม่มาในวันไต่สวน หรือวันประชุมพิจารณาก็ได้หากคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายไม่มาในวันดังกล่าว ก็ให้ดำเนินการลับหลังคู่กรณี ไปได้และให้บันทึกไว้เป็นหลักฐาน81 โดยในวันที่มีการไต่สวนหรือการประชุมพิจารณาคำร้องนั้น ให้กรรมการ วลพ. เจ้าของสำนวนหรืออนุกรรมการเจ้าของสำนวน เสนอสรุปข้อเท็จจริงและประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย แล้วให้คู่กรณีแถลง ด้วยวาจาเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัย โดยจะต้องกระชับและอยู่ในประเด็น ทั้งนี้ห้ามมิให้คู่กรณียกข้อเท็จจริง หรือข้อกฎหมายอื่นนอกจากที่ปรากฏในคำร้องและคำให้การแก้คำร้องที่ได้เสนอไว้ตั้งแต่ต้น82 ในกรณีที่เป็นการ พิจารณาโดยคณะอนุกรรมการ หากคณะอนุกรรมการเห็นว่าข้อเท็จจริงคำร้อง คำให้การแก้คำร้อง และพยานหลักฐาน ของคู่กรณีเพียงพอต่อการวินิจฉัย ก็ให้มีมติและสรุปผลการพิจารณาในสำนวนคำร้อง แล้วให้เสนอต่อคณะกรรมการ วลพ. เพื่อพิจารณามีคำวินิจฉัย83 สำหรับระยะเวลาในการดำเนินกระบวนพิจารณาและเสนอความเห็นในการวินิจฉัยคำร้อง แต่เดิมนั้น ต้องกระทำให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้อง ถ้ามีความจำเป็นที่ไม่อาจพิจารณาให้เสร็จได้ทันภายใน กำหนด ก็ให้ขยายระยะเวลาออกไปได้อีกสองครั้ง ครั้งละไม่เกิน 30 วัน ทั้งนี้ให้บันทึกเหตุความจำเป็นไว้ด้วย อย่างไรก็ตาม หากมีการขยายเวลาดังกล่าวแล้วยังไม่แล้วเสร็จ ให้ประธานกรรมการ วลพ. พิจารณากำหนดมาตรการ ที่จะทำให้การพิจารณาวินิจฉัยแล้วเสร็จโดยเร็ว และบันทึกไว้เป็นหลักฐาน84 ต่อมาระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือก ปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 ได้ยกเลิกความในข้อ 38 ตามระเบียบฯ ฉบับปีพ.ศ. 2559 และวางหลักเกณฑ์ใหม่โดยกำหนดให้ทำการตรวจรับคำร้องให้แล้วเสร็จภายใน 3 วัน และต้องทำการพิจารณา และมีคำวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ซึ่งหากมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลา ให้เสนอต่อรัฐมนตรี 81 ข้อ 34 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 82 ข้อ 35 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง ลการพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 83 ข้อ 36 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 84 ข้อ 38 วรรคหนึ่ง แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559
100 ว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์พิจารณา ทั้งนี้เพื่อให้การพิจารณาและมีคำวินิจฉัย ของคณะกรรมการ วลพ. เป็นไปด้วยความรวดเร็ว85 3.2 การมีคำสั่งและคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคำ ร้อง ในการวินิจฉัยคำร้อง ให้คณะกรรมการ วลพ. มีคำวินิจฉัยดังนี้86 (1) ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาตามข้อ 18 (2) ยกคำร้อง กรณีพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำตามคำร้องมิได้เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ หรือ เป็นการกระทำตามมาตรา 17 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 หรือเป็นการกระทำ ที่ชอบด้วยกฎหมาย (3) ให้หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรเอกชน นายจ้าง เจ้าของสถานประกอบการหรือบุคคล ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ด้วยวิธีที่เหมาะสม หรือให้แก้ไขหรือยกเลิกการกระทำใดๆ เพื่อระงับ คุ้มครอง และป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (4) ให้ชดเชยและเยียวยาความเสียหายแก่ผู้ร้อง หรือ ให้ดำเนินการอื่นใดตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้ให้กำหนดจำนวนเงินไว้ในคำวินิจฉัย ซึ่งต้องไม่เกินจำนวนเงินตามระเบียบ ที่คณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศกำหนด และ (5) มีคำวินิจฉัยอย่างหนึ่งอย่างใดที่เห็นว่าเป็นการ ยุติธรรม เพื่อคุ้มครองและป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ซึ่งหลังจากที่คณะกรรมการ วลพ. มีคำวินิจฉัยประการใด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ได้รับมอบหมายดำเนินการไปตามคำวินิจฉัยดังกล่าวนั้น 3.3 การแจ้งผลการพิจารณาและคำวินิจฉัย หลังจากที่คณะกรรมการ วลพ. มีคำวินิจฉัยคำร้องแล้ว ให้ถือว่าคำวินิจฉัยนั้นเป็นที่สุด และให้พนักงาน เจ้าหน้าที่หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายแจ้งเป็นหนังสือให้คู่กรณีทราบโดยเร็ว87 ทั้งนี้ในรายงานผลการพิจารณาและคำวินิจฉัย อย่างน้อยจะประกอบด้วย (1) ชื่อคู่กรณี(2) สรุปคำร้อง (3) สรุปคำให้การแก้คำร้อง (4) สรุปข้อเท็จจริงที่ได้แสวงหา เพิ่มเติม (ถ้ามี) (5) ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง (6) การกำหนดมาตรการชั่วคราวก่อนมี คำวินิจฉัยเพื่อคุ้มครองหรือบรรเทาทุกข์แก่บุคคลซึ่งถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (ถ้ามี) และ (7) ความเห็น 85ข้อ 38 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำ ร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 ถูกยกเลิกไปโดยผลของข้อ 4 แห่งระเบียบ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัย การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 โดยใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน “ข้อ 38 ให้คณะกรรมการ วลพ. ตรวจสอบคำ ร้องและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จภายใน 3 วัน นับแต่วันที่กรมได้รับคำ ร้อง และดำ เนินกระบวนพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คณะกรรมการ วลพ. ตรวจสอบคำร้องและเอกสารที่เกี่ยวข้อง แล้วเสร็จ ในกรณีที่มีความจำ เป็นต้องขยายระยะเวลาดำ เนินการตามวรรคหนึ่ง ให้เสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์พิจารณา ในกรณีที่แต่งตั้งอนุกรรมการ ให้คณะอนุกรรมการดำ เนินกระบวนพิจารณาและเสนอความเห็นในการวินิจฉัยคำ ร้องให้แล้วเสร็จ ภายในระยะเวลาที่ประธานกรรมการ วลพ. กำ หนด” 86 ข้อ 37 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 87 ข้อ 39 วรรคหนึ่ง แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559
101 และมติของคณะกรรมการ วลพ. หรือคณะอนุกรรมการ เกี่ยวกับประเด็นที่ต้องวินิจฉัยและคำขอของผู้ร้อง88 สำหรับ คำวินิจฉัยดังกล่าว จะมีผลผูกพันให้คู่กรณีและผู้เกี่ยวข้องจะต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยภายในระยะเวลาที่กำหนด ในคำวินิจฉัย หรือต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยในโอกาสแรกที่สามารถทำได้นับแต่ได้รับคำวินิจฉัยนั้น89 ซึ่งในทางปฏิบัตินั้น พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย จะมีหนังสือแจ้งและส่งสำเนาคำวินิจฉัย ของคณะกรรมการ วลพ. ไปยังคู่กรณีเพื่อรับทราบและให้คู่กรณีปฏิบัติตามคำวินิจฉัยดังกล่าวต่อไปโดยกำหนดระยะเวลา ในการแจ้งผลคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. ให้คู่กรณีทราบภายใน 3 วัน นับแต่วันที่มีคำวินิจฉัย90 จึงเห็นได้ว่า การตรวจสอบปัญหาการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ตั้งแต่กระบวนการรับคำร้อง การพิจารณา การมีคำวินิจฉัย และการแจ้งผลการพิจารณา ต้องกระทำให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 96 วันเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับหลักความรวดเร็ว และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอันเป็นหลักการสำคัญของการพิจารณาทางปกครอง 3.4 การบังคับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยและบทกำ หนดโทษ หลังจากที่คณะกรรมการ วลพ. มีคำวินิจฉัย และพนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายได้ดำเนินการ ส่งผลคำวินิจฉัยดังกล่าวไปยังคู่กรณีแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ติดตามและสอดส่องดูแลให้คู่กรณี ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งอาจให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามคำวินิจฉัยดังกล่าว ได้ตามสมควรแก่กรณี91 ในทางปฏิบัตินั้น พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจะดำเนินการติดตามผลการปฏิบัติ ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. กับคู่กรณีก่อนครบระยะเวลาที่กำหนดให้คู่กรณีต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัย เพื่อให้คู่กรณีปฏิบัติตามคำวินิจฉัยให้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด หลังจากนั้นจะได้ดำเนินการรายงานผลการติดตาม ให้คณะกรรมการ วลพ. ได้ทราบต่อไป92 หากพบว่าคู่กรณีจงใจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจะทำหน้าที่รายงานกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว และคณะกรรมการ วลพ. ได้รับทราบเพื่อดำเนินการร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป93 สำหรับบทกำหนดโทษ ในกรณีที่คู่กรณีไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการ วลพ. อาจแบ่งออกได้เป็น 2 กรณีคือ94 กรณีที่หนึ่ง หากคู่กรณี กระทำการฝ่าฝืนคำสั่งของคณะกรรมการ วลพ. ที่ให้หน่วยงานของรัฐ องค์กรของเอกชน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการ 88 ข้อ 41 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 89 ข้อ 40 แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 90 ข้อ 39 วรรคหนึ่ง แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 ถูกยกเลิกไปโดยผลของข้อ 5 แห่งระเบียบ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัย การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 โดยใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน “ข้อ 39 เมื่อคณะกรรมการ วลพ. ได้วินิจฉัยคำ ร้องเสร็จแล้ว ให้คำวินิจฉัยนั้นให้เป็นที่สุด และให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่ได้รับ มอบหมายแจ้งเป็นหนังสือให้แก่คู่กรณีภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ได้มีคำวินิจฉัย” 91 ข้อ 42 วรรคหนึ่ง แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 92 กลุ่มงานคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 7, น. 40-41. 93 ข้อ 42 วรรคสอง แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 94 มาตรา 34 และมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558
102 ตามอำนาจหน้าที่ด้วยวิธีการใดที่เห็นเหมาะสม เพื่อระงับและป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ กรณีที่สอง หากคู่กรณี ไม่อำนวยความสะดวก ไม่ชี้แจงข้อเท็จจริง ไม่ตอบหนังสือสอบถาม หรือไม่ส่งสิ่งของหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องแก่ กรรมการ วลพ. อนุกรรมการ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งคณะกรรมการ วลพ. มอบหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ดีกรณีที่มีการสอบสวน ถ้าพนักงานสอบสวนพบว่าบุคคลใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติ ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 หากอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย (สำหรับความผิดที่เกิดขึ้นในกรุงเทพ มหานคร) หรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมาย (สำหรับความผิดที่เกิดขึ้นในจังหวัดอื่น) เห็นว่า ผู้ต้องหาไม่ควรได้รับโทษจำคุกหรือไม่ควรถูกฟ้องร้อง และบุคคลนั้นยอมให้เปรียบเทียบปรับ ให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่อง ไปยังเจ้าพนักงานดังกล่าวแล้วแต่กรณีทำการเปรียบเทียบปรับภายใน 7 วัน นับแต่วันที่บุคคลนั้นแสดงความยินยอม ให้เปรียบเทียบปรับ เมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามจำนวนที่เปรียบเทียบภายใน 30 วันแล้ว ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามบทบัญญัติ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา95 จากที่ได้กล่าวมา สามารถอธิบายขั้นตอนการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ปรากฏตามภาพที่ 6.1 ดังนี้ 95 มาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558
103 1. คำรองซึ่งผรูองมไิดเปน็ผมูสีทิธิ ารฟองรองเปน็คดอียูในศาล หรอืศาลพพิากษา หรอืมคีำสั่งเดด็ขาดแลว า (ภายในเวลา 1 ปีนบัแตวนัททีราบหรอืถอืวาทราบเหตแุหงการรอง) าคำรองแทน า าร วลพ. พจิารณาและไดมคีำวนิจิฉยัหรอืคำสั่งเปน็ ที่สดุแลว 6. คำรองที่มกีารถอนไปแลว 1. เปน็ผบูงัคบับญัชา/ผอูยูใตบงัคบับญัชาทเีปน็เหตใุหเกดิกา 2. เปน็นายจาง เจาของสถานประกอบการ หรอืผอูยูใตบงัคบับญัชาของบคุคลดงักลาว 4. มสีาเหตโุกรธเคอืงกบัคกูรณี 5. มคีวามเกี่ยวพนัทางเครอืญาตหิรอืทางสมรสกบับคุคลตามขอ 1, 2 หรอื 3 อนัอาจกอ ใหเกดิความไมเปน็ธรรมแกคกูรณี ผูไมใหความรวมมอืในการแสวงหาหลกัฐานหรอืใหถอยคำเพิ่มเตมิมโีทษจำคกุไมเกนิ 3 เดอืนปรบัไมเกนิ 10,000 บาท หรอืทั้งจำทั้ง ปรบั ผูไมปฏบิตัติามคำสั่งในคำวนิจิฉยัมโีทษจำคกุไมเกนิ 6 เดอืน หรอื ปรบัไมเกนิ 20,000 บาท หรอื ทั้งจำทั้งปรบั หากผถูกูรองไมเหน็ดวยกบัคำวนิจิฉยัาลปกครอง คำรองที่ไมถกูตอง เหตคุดัคาน ไมรวมมอื ไมปฎบิตัติาม 1. ขอหลกัฐานห รอืสอบถอยคำเพิ่มเตมิจากผรูอง/ผถูกูรอง 2. ขอหลกัฐานหรอืสอบถอยคำเพิ่มเตมิจากผที่ ูเกี่ยวของ เจาหนาที่ตรวจสอบคำรอง ประธานกรรมการ วลพ. สงคำรองใหคณะอนกุรรมการพจิารณาดำเนนิการ เจาหนาที่สงสำเนาคำสงั่แตง ตั้งคณะอนกุรรมการใหผรูองทราบ ภายใน 15 วนันบัแตประธานกรรมการ วลพ. มอบหมายคำรองใหแกคณะอนกุรรมการ คณะอนกุรรมการดำเนนิกระบวนการพจิารณา (ภายใน 90 วนั คณะอนกุรรมการสงรายงานผลการพจิารณาใหคณะกรรมการ วลพ. คณะกรรมการ วลพ.มคีำวนิจิฉยั วธิกีาร/ชองทางกา มอบอำนาจใหทนายความหรอืบคุคล ทบีรรลนุติภิาวะ • มารองดวยวาจาที่สค. (สวนกลาง ณ กองสงเสรมิความเสมอภาคระหวางเพศ สวนภมูภิาค ณ ศนูยเรยีนรกูารพฒันาสตรีและครอบครวั 8 ศนูย) • สงคำรองทางไปรษณยี/อเีมล หากคณะกรรมการ วลพ. วนิจิฉยั ใหค าชดเชยเยยีวยา ขอคาชดเชยเยยีวยาตอสค. ภายใน 1 ปี นบัแตวนั ที่ไดรบัแจงคำวนิจิฉยั แผนผงัขั้นตอนก การพจิารณา และการวนิจิฉยัการเลอืกปฏบิตัโิดยไมเปน็ธรรมระหวางเพศ า ถาไมแลวเสร็จ ใหขอขยายตอรัฐมนตรี) ภาพที่ 6.1 แผนผังขั้นตอนการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ที่มา : กลุ่มงานคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ, เอกสารคู่มือการปฏิบัติงานตาม พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558, กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, 2562, น. 46.
104 4. การโต้แย้งคำวินิจฉัยและการใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง 4.1 การโต้แย้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. ในกรณีที่คู่กรณีไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. ให้คู่กรณีมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ได้ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง96 ทั้งนี้โดยที่คู่กรณีไม่ต้องผ่านกระบวนการ ขั้นตอนอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แต่อย่างใด เนื่องจาก กฎหมายได้กำหนดให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. นั้นเป็นที่สุด คำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. จึงเป็นคำสั่ง ทางปกครองที่ออกโดยคณะกรรมการที่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดเป็นที่สุดในฝ่ายปกครองที่ไม่อาจอุทธรณ์หรือโต้แย้ง ต่อไปได้ในฝ่ายปกครอง ซึ่งทำให้คู่กรณีสามารถนำคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. มาฟ้องที่ศาลปกครองได้เลย ด้วยเหตุนี้ในคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. จึงต้องระบุวิธีการยื่นคำฟ้องและระยะเวลาสำหรับ การยื่นคำฟ้องไว้ในคำวินิจฉัยดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ได้บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่ปรากฏว่าคณะกรรมการผู้ออกคำสั่งทางปกครองไม่ได้จดแจ้งวิธีการยื่นคำฟ้อง และระยะเวลาสำหรับการยื่นคำฟ้องไว้ในคำสั่งทางปกครอง ให้คณะกรรมการผู้ออกคำสั่งนั้นต้องแจ้งข้อความดังกล่าว ให้แก่ผู้รับคำสั่งได้ทราบโดยไม่ชักช้า ในกรณีนี้ให้ระยะเวลาสำหรับการยื่นคำฟ้องเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่ผู้รับคำสั่ง ทางปกครองได้รับแจ้งข้อความดังกล่าว ถ้าไม่มีการแจ้งใหม่และระยะเวลาสำหรับการยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครอง มีกำหนดน้อยกว่า 1 ปีให้ขยายเวลาสำหรับยื่นคำฟ้องเป็นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งทางปกครองนั้น97 สำหรับระยะเวลาการยื่นฟ้องเพื่อเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. นั้น คู่กรณีต้องยื่นฟ้อง ภายใน 90 วัน นับแต่ตั้งวันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณาและสำเนาคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. อันถือว่า เป็นวันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี98 ดังนั้น หากในคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. มิได้มีการจดแจ้งวิธีการ ยื่นคำฟ้องและระยะเวลาสำหรับการยื่นคำฟ้องไว้ในคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. ระยะเวลาการฟ้องคดีดังกล่าว จะต้องเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่คู่กรณีได้รับแจ้งข้อความดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการแจ้งใหม่ระยะเวลาการฟ้องคดี ย่อมขยายออกไปเป็น 1 ปีนับแต่วันที่ได้รับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. เนื่องจากระยะเวลาสำหรับการยื่นคำฟ้อง เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองนั้นต้องกระทำภายใน 90 วัน ซึ่งมีกำหนดน้อยกว่า 1 ปี นั่นเอง 4.2 การใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล ในกรณีที่คู่กรณีไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. คู่กรณีย่อมสามารถใช้สิทธิฟ้องคดี ต่อศาลปกครองเพื่อเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. ได้ซึ่งการดำเนินการในขั้นตอนดังกล่าว มีดังนี้ 96 ข้อ 39 วรรคสอง แห่งระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 97 มาตรา 50 วรรคสองและวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 98 มาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
105 4.2.1 การดำ เนินการของคู่กรณี เนื่องจากการฟ้องคดีเพื่อเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. ถือเป็นคดีปกครองอย่างหนึ่ง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยเป็นคดีที่คู่กรณีฟ้องว่าคณะกรรมการ วลพ. ซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและ มีคำขอให้ศาลสั่งให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ซึ่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวนี้อาจเกิดขึ้นจากการที่คณะกรรมการ วลพ. กระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติ ที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือ เป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ซึ่งหากศาลปกครองพิจารณาแล้วเห็นว่าการมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจริง ศาลปกครองย่อมมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้99 4.2.2 การดำ เนินการของคณะกรรมการ วลพ. เมื่อคู่กรณีตัดสินใจใช้สิทธิทางศาลเพื่อยื่นฟ้องเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. ต่อ ศาลปกครอง กรณีนี้คณะกรรมการ วลพ. จะมีสถานะเป็น “ผู้ถูกฟ้องคดี” ซึ่งตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการ ในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ทำคำให้การโดยชัดแจ้ง เพื่อแสดงการปฏิเสธหรือยอมรับข้อหาที่ปรากฏในคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้อง และเหตุแห่งการนั้น พร้อมทั้งส่งพยาน หลักฐานตามที่ตุลาการเจ้าของสำนวนกำหนด ทั้งนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำฟ้องหรือภายในระยะเวลา ที่ศาลกำหนด100 อย่างไรก็ตาม การที่คู่กรณีฟ้องเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. ถือเป็นการดำเนินคดี ปกครองอย่างหนึ่ง ซึ่งตามพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 ได้กำหนดว่า ในกรณีที่ พนักงานอัยการเห็นสมควร ให้พนักงานอัยการมีอำนาจและหน้าที่รับแก้ต่างในคดีปกครองซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกฟ้อง ในเรื่องการที่ได้กระทำไปตามหน้าที่ก็ได้101 ดังนั้น กรณีนี้คณะกรรมการ วลพ. อาจมอบอำนาจให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ยื่นคำร้องขอความอนุเคราะห์ไปยังทางพนักงานอัยการทำการให้การแก้ต่างในคดีปกครองดังกล่าวก็ได้102 99 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 100 ข้อ 42 และข้อ 43 แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 101 มาตรา 14 (4) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 102 กลุ่มงานคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 7, น. 42.
106 ส่วนที่ 7 การชดเชยและเยียวยาผู้เสียหาย และกองทุนส่งเสริมความเท่าเทียม ระหว่างเพศตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 เมื่อคณะกรรมการ วลพ. มีคำวินิจฉัยว่ามีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พร้อมทั้งมีคำวินิจฉัย ชดเชยและเยียวยาเป็นจำนวนเงินแก่ผู้เสียหายแล้ว (ในกรณีที่ผู้เสียหายมีคำขอ) ให้ผู้เสียหายมีสิทธิขอรับการชดเชย และเยียวยาความเสียหายดังกล่าวได้โดยการยื่นคำขอต่อกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวตามแบบที่อธิบดีประกาศ กำหนดภายในระยะเวลา 1 ปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. โดยสิทธิขอรับการชดเชยและ การเยียวยาความเสียหายดังกล่าวถือเป็นสิทธิเฉพาะตัวไม่อาจโอนแก่กันได้และไม่ตกทอดทางมรดก1 หลังจากนั้น คณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศจะทำหน้าที่พิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินชดเชยและ เยียวยาแก่ผู้เสียหายตามที่คณะกรรมการ วลพ. ได้มีคำวินิจฉัยต่อไปตามลำดับ2 อนึ่ง การใช้สิทธิขอรับการชดเชยและการเยียวยาความเสียหายในข้างต้น ไม่ถือเป็นการตัดสิทธิผู้เสียหาย ในอันที่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดต่อศาลที่มีเขตอำนาจ3 จึงเห็นได้ว่า การชดเชยและเยียวยาผู้เสียหายจาก การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ จึงอาจเกิดขึ้นได้2 กรณีคือ การยื่นคำร้องขอชดเชยและเยียวยาความเสียหาย และการใช้สิทธิทางศาลฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิด ซึ่งจะได้นำเสนอรายละเอียดตามลำดับ ดังนี้ 1. การชดเชยและเยียวยาผู้เสียหาย 1.1 การใช้สิทธิยื่นคำ ขอรับการชดเชยและเยียวยาความเสียหาย 1.1.1 ผู้มีสิทธิยื่นคำ ขอ ผู้มีสิทธิยื่นคำขอรับการชดเชยและเยียวยาความเสียหายจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ระหว่างเพศอาจแบ่งออกได้เป็น 2 กรณีคือ ผู้เสียหาย และผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย กล่าวคือ ผู้เสียหาย หมายถึง บุคคลซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ได้วินิจฉัยว่าถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ4 ผู้มีอำ นาจจัดการแทนผู้เสียหาย อาจเกิดขึ้นในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์คนเสมือนไร้ความสามารถ คนไร้ความสามารถ หรือในกรณีที่ผู้เสียหายไม่สามารถยื่นคำขอรับการชดเชยและเยียวยาด้วยตนเองได้ผู้ปกครอง ผู้พิทักษ์ผู้อนุบาล สามีหรือภริยา ผู้ดูแลหรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหายแล้วแต่กรณีจะยื่นคำขอรับการชดเชย และเยียวยาแทนผู้เสียหายก็ได้5 1 มาตรา 24 ของพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 2 ข้อ 4 แห่งระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ว่าด้วยการพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินชดเชยและเยียวยาแก่ ผู้เสียหายเนื่องจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 3 มาตรา 27 ของพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 4 ข้อ 3 แห่งระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการ และจำ นวนเงินในการชดเชย และเยียวยาผู้เสียหาย พ.ศ. 2559 5 ข้อ 4 แห่งประกาศกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นคำขอรับการชดเชยและเยียวยาแทนผู้เสียหาย ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559
107 1.1.2 หลักเกณฑ์การพิจารณาจ่ายเงินชดเชยและเยียวยาผู้เสียหาย เมื่อคณะกรรมการ วลพ. วินิจฉัยว่ามีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศแก่ผู้เสียหาย และ ผู้เสียหายมีคำขอให้มีการชดเชยและเยียวยา ให้คณะกรรมการ วลพ. พิจารณากำหนดการชดเชยและเยียวยาที่เป็นการ ช่วยเหลือทางการเงิน หรือที่สามารถคำนวณเป็นเงินได้ไว้ในคำวินิจฉัย สำหรับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาและเยียวยา ความเสียหายดังกล่าวนี้ให้คณะกรรมการ วลพ. คำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงของการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ระหว่างเพศ และสภาพความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับ รวมถึงโอกาสที่ผู้เสียหายจะได้รับการบรรเทาความเสียหาย โดยทางอื่นด้วย6 สำหรับการชดเชยและเยียวยาที่เป็นการช่วยเหลือทางการเงิน หรือที่สามารถคำนวณเป็นเงินได้ ให้คณะกรรมการ วลพ. พิจารณาจ่ายเงินชดเชยและเยียวยาผู้เสียหาย ดังนี้7 (1) ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ในระหว่างที่ไม่สามารถประกอบการงานได้ตามปกติโดยกำหนดให้ จ่ายอัตราวันละ 300 บาท เป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปีนับแต่วันที่ไม่สามารถประกอบการงานได้ตามปกติ (2) ค่าสูญเสียโอกาสที่เป็นค่าเสียหายในเชิงพาณิชย์ซึ่งสามารถคำนวณเป็นเงินได้แต่ไม่เกิน 30,000 บาท (3) ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในการรักษาพยาบาล รวมทั้งค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจ โดยกำหนดให้จ่ายเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท (4) ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินคดีเช่น ค่าฤชาธรรมเนียมศาล และค่าทนายความ เป็นต้น โดยกำหนดให้จ่ายเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท (5) การชดเชยและเยียวยาในรูปแบบหรือลักษณะอื่นนอกจาก (1) (2) (3) และ (4) ให้จ่ายเป็นเงิน ตามจำนวนที่คณะกรรมการ วลพ. เห็นสมควร แต่ไม่เกิน 30,000 บาท 1.1.3 ขั้นตอนการยื่นคำ ขอรับการชดเชยและเยียวยา เมื่อคณะกรรมการ วลพ. ได้มีคำวินิจฉัยให้ชดเชยและเยียวยาเป็นจำนวนเงินแก่ผู้เสียหายแล้ว ให้คณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินชดเชยและเยียวยาแก่ ผู้เสียหายตามที่คณะกรรมการ วลพ. ได้มีคำวินิจฉัย8 โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ จะต้องประชุมพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินกองทุนอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เว้นแต่จะไม่มีคำขอรับเงินชดเชยและเยียวยา9 หลังจากคณะกรรมการ วลพ. พิจารณาให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายแล้ว ให้ผู้เสียหาย ดำเนินการยื่นคำขอรับการชดเชยและเยียวยาตามแบบ ทพ. 03 ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของ 6 ข้อ 4 แห่งระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการ และจำ นวนเงินในการชดเชย และเยียวยาผู้เสียหาย พ.ศ. 2559 7 มาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 และข้อ 5 แห่งระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียม ระหว่างเพศ ว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการ และจำ นวนเงินในการชดเชยและเยียวยาผู้เสียหาย พ.ศ. 2559 8 ข้อ 4 แห่งระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ว่าด้วยการพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินชดเชยและเยียวยาแก่ ผู้เสียหายเนื่องจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 9 ข้อ 7 แห่งระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ว่าด้วยการพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินชดเชยและเยียวยาแก่ ผู้เสียหายเนื่องจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559
108 คณะกรรมการ วลพ.10 ทั้งนี้ให้ผู้เสียหายยื่นคำขอรับเงินโดยตรงต่อกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว หรือส่งทาง ไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้และให้ถือว่าวันที่ยื่นคำขอต่อกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว หรือวันที่ที่ทำการ ไปรษณีย์ต้นทางประทับตรารับที่ซองหนังสือคำขอ แล้วแต่กรณีเป็นวันยื่นคำขอ11 เมื่อทางกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวได้รับคำขอแล้ว ต้องตรวจคำขอดังกล่าวและความ ถูกต้องของเอกสารหลักฐานในการพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินชดเชยและเยียวยา ซึ่งประกอบด้วย (1) คำขอรับเงิน ชดเชยและเยียวยาของผู้เสียหาย ตามแบบ ทพ. 03 (2) สำเนาคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. (3) สำเนาบัตร ประจำตัวประชาชน หรือสำเนาบัตรที่ทางราชการออกให้ของผู้เสียหาย (4) กรณียื่นคำขอแทนผู้เสียหาย ให้มีหนังสือ มอบอำนาจหรือหลักฐานแสดงถึงความเกี่ยวพันกับผู้เสียหายตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 25 ของพระราชบัญญัติ ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 และ (5) เอกสารหลักฐานอื่นตามที่คณะกรรมการบริหารกองทุนเห็นสมควร12 หากการยื่นคำขอและเอกสารถูกต้องครบถ้วน ให้กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวเสนอความเห็น ต่อคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ เพื่อพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินชดเชยและเยียวยา แก่ผู้เสียหายภายใน 7 วันทำการ13 เมื่อคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศอนุมัติการจ่ายเงินชดเชยและ เยียวยาแล้ว ให้กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวดำเนินการเบิกจ่ายเงินให้แก่ผู้เสียหายและแจ้งผู้เสียหายทราบ ภายใน 7 วันทำการ14 อนึ่ง ในกรณีที่มีปัญหาหรือข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการชดเชยเยียวยาความเสียหายแก่ผู้เสียหายในข้างต้น ให้เป็นอำนาจของอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นดังกล่าว15 1.2 การใช้สิทธิทางศาลฟ้องเพื่อเรียกค่าเสียหายฐานละเมิด เนื่องจากพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 กำหนดให้การใช้สิทธิขอรับการชดเชย และการเยียวยาความเสียหายในข้างต้น ไม่ถือเป็นการตัดสิทธิผู้เสียหายในอันที่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิด ต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ดังนั้น บุคคลซึ่งถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศจึงอาจใช้สิทธิในการยื่นฟ้องคดีหรือ 10 ข้อ 6 แห่งระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการ และจำ นวนเงินในการชดเชยและ เยียวยาผู้เสียหาย พ.ศ. 2559 11 ข้อ 5 แห่งระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ว่าด้วยการพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินชดเชยและเยียวยาแก่ ผู้เสียหายเนื่องจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 12 ข้อ 8 แห่งระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ว่าด้วยการพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินชดเชยและเยียวยาแก่ ผู้เสียหายเนื่องจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 13 ข้อ 6 แห่งระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ว่าด้วยการพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินชดเชยและเยียวยาแก่ ผู้เสียหายเนื่องจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 14 ข้อ 9 แห่งระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ว่าด้วยการพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินชดเชยและเยียวยาแก่ ผู้เสียหายเนื่องจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 15 ข้อ 8 แห่งระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการ และจำ นวนเงินในการชดเชยและ เยียวยาผู้เสียหาย พ.ศ. 2559; ข้อ 10 แห่งระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ว่าด้วยการพิจารณาอนุมัติ การจ่ายเงินชดเชยและเยียวยาแก่ผู้เสียหายเนื่องจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 และข้อ 9 แห่ง ประกาศกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นคำ ขอรับการชดเชยและเยียวยาแทนผู้เสียหาย ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559
109 มอบหมายให้องค์กรที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ยื่นฟ้องคดีเพื่อเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดต่อศาลที่มีเขตอำนาจก็ได้16 ทั้งนี้การใช้สิทธิ ในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลต้องกระทำภายในระยะเวลา 2 ปีนับแต่วันที่คณะกรรมการ วลพ. มีคำวินิจฉัย หรือนับแต่ วันที่ศาลปกครองมีคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี17 การฟ้องคดีเพื่อเรียกค่าเสียหายฐานละเมิด หมายถึง การฟ้องคดีเกี่ยวกับการกระทำอันมีลักษณะเป็น การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศของบุคคลไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐ หรือเอกชน ซึ่งอาจเกิดจาก ความจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อผู้เสียหายโดยผิดกฎหมาย และทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายถึงแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดีส่งผลทำให้เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐ หรือเอกชน ต้องรับผิด ฐานละเมิด ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแก่ผู้เสียหาย18 สำหรับศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณารับคำฟ้องนั้น อาจแบ่งออกได้เป็น 2 กรณีคือ (1) หากเป็นการละเมิด ซึ่งเกิดจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศโดยเอกชน เช่น นายจ้างหรือบริษัทห้างร้านต่าง ๆ เช่นนี้ถือเป็น คดีละเมิดทางแพ่งซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม และ (2) หากเป็นการละเมิดซึ่งเกิดจากการเลือกปฏิบัติโดย ไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ อันเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐ เช่น การออกกฎ คำสั่ง ทางปกครอง เช่นนี้ถือเป็นละเมิดทางปกครองที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง ในทางกลับกัน หากการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศนั้น เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ตามธรรมดาของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐหรือที่เรียกว่า “การกระทำทางกายภาพ” เช่นนี้ย่อมเป็นละเมิดทางปกครองที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม สำหรับการฟ้องคดีละเมิดอันเกิดจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศนั้น กฎหมายกำหนดให้ ศาลที่มีเขตอำนาจกำหนดค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินให้แก่บุคคลที่ถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศได้ และหากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างนั้นเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ศาลจะกำหนดค่าเสียหายในเชิงลงโทษให้แก่บุคคลซึ่งถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศไม่เกิน 4 เท่าของ ค่าเสียหายที่แท้จริงด้วยก็ได้19 2. กองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ เนื่องจากพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 กำหนดให้มี“กองทุนส่งเสริมความเท่าเทียม ระหว่างเพศ” เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายเกี่ยวกับการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศตามพระราชบัญญัติฉบับนี้20 โดย กองทุนดังกล่าวประกอบด้วยเงินและทรัพย์สินต่างๆ ที่ถูกส่งเข้ากองทุนโดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน ดังนี้21 (1) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี (2) เงินสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ (3) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้กองทุน 16 มาตรา 18 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 17 มาตรา 18 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 18 มาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 19 มาตรา 18 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 20 มาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 21 มาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558
110 (4) เงินค่าปรับที่ได้รับจากการลงโทษผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ (5) ผลประโยชน์ที่เกิดจากกองทุน (6) รายได้อื่น สำหรับหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินในกองทุนส่งเสริมความเทียมระหว่างเพศนั้น ต้องเป็นการจ่ายภายใต้ กรอบของวัตถุประสงค์ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ ดังนี้22 (1) เพื่อกิจกรรมหรือกิจการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ (2) เพื่อคุ้มครองและป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (3) เพื่อช่วยเหลือ ชดเชยและเยียวยา หรือบรรเทาทุกข์แก่บุคคลซึ่งตกเป็นผู้เสียหายจากการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศตามมาตรา 26 (4) เพื่อสอดส่องดูแล และให้คำแนะนำหรือคำปรึกษา เกี่ยวกับการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ (5) เพื่อส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (6) เพื่อติดต่อและประสานงานกับบุคคล หน่วยงาน หรือองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และ ประชาชน (7) เพื่อการอื่นตามที่คณะกรรมการ สทพ. เห็นสมควร จากที่ได้กล่าวมาในข้างต้น สามารถสรุปแผนผังขั้นตอนการขอรับความช่วยเหลือ การชดเชยและเยียวยา การบรรเทาทุกข์แก่ผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ปรากฏตามภาพที่ 7.1 ตารางค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือการชดเชยและเยียวยา การบรรเทาทุกข์แก่ผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียม ระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ปรากฏตามภาพที่ 7.2 ดังนี้ 22 มาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558
111 แผนผงัขนัตอนการขอรบัความชวยเหลอืชดเชยและเยยีวยา หรอืบรรเทาทกุข หรอืมอบอาำ ตามแบบ ทพ. 03 ไดท ีสค.ภายใน 1 ปีนบัแตวนัทีไดรบัแจงคาำวนิจิฉยั 2) สง ไปรษณยีลงทะเบยีน กลมุบรหิารกองทนุฯ สงัจายเชค็ใหแกผเูสยีหาย สนิสดุกระบวนการ 1. 2. 6. หรอืหากมขีอสงสยัสอบถามเจาหนาทีโทร.02 659 6745-6 หรอื E-mail : [email protected] สามารถดาวนโหลดแบบฟอรม ไดที่ www.dwf.go.th กลมุบรหิารกองทนุฯ ตรวจสอบเอกสาร และนำา พจิารณาภายใน 7 วนัทาำการ 3. คณะกรรมการกองทนุฯ ประชมุพจิารณา อนมุตัจิายเงนิชดเชย ตามคำาวนิจิฉยัของ วลพ. อยางนอยเดอืนละ 1 คงั 4. กลมุบรหิารกองทนุฯ มหีนงัสอืแจงใหผเูสยีหายทราบ ภายใน 7 วนัทำาการ นบัจากวนัทคีณะกรรมการอนมุตัิ 5. ภาพที่ 7.1 แผนผังขั้นตอนการขอรับความช่วยเหลือ การชดเชยและเยียวยา การบรรเทาทุกข์แก่ผู้เสียหาย ตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ที่มา : กลุ่มงานคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ, เอกสารคู่มือการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติ ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558, กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, 2562, น. 49.
112 อยู่ระหว่างการวินิจฉัย ของ วลพ. กรณี วลพ. มีหนังสือเชิญผู้ร้อง/พยานฝ่ายผู้ร้อง ให้ข้อมูลประกอบการไต่สวน ค่าใช้จ่ายที่เบิกได้ อัตรา 1. ไต่สวน ณ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว 1.1 ค่าพาหนะรถรับจ้างจากที่พัก/หน่วยงาน ถึงสถานีขนส่งจังหวัด ไป-กลับ 2 เที่ยว จ่ายจริง ไม่เกินเที่ยวละ 200 บ. 1.2 ค่ารถรับจ้างจากสถานีขนส่งจังหวัด ถึงสถานีขนส่งกรุงเทพฯ ไป–กลับ 2 เที่ยว จ่ายจริง ชั้นประหยัด 1.3 ค่ารถรับจ้างจากสถานีขนส่งกรุงเทพฯ ถึง สค. ไป–กลับ 2 เที่ยว จ่ายจริง ไม่เกินเที่ยวละ 250 บ. 2. ไต่สวน ณ ภูมิลำาเนาผู้ร้อง/พยานฝ่ายผู้ร้อง 2.1 ค่าพาหนะรถรับจ้างจากที่พัก/หน่วยงาน ถึงสถานที่ไต่สวน ณ ภูมิลำาเนาผู้ร้อง ไป-กลับ 2 เที่ยว จ่ายจริง ไม่เกินเที่ยวละ 200 บ. *หมายเหตุ : เว้นแต่อยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร พื้นที่ห่างไกล คณะกรรมการกองทุนฯ จะพิจารณาเป็นรายกรณีให้สามารถเบิกได้ตามจ่ายจริง กรณีผู้ร้อง/พยานฝ่ายผู้ร้องเดินทางมาเอง โดยไม่มีหนังสือเชิญมา เพื่อให้ข้อมูลประกอบการไต่สวน “ ไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ ” ค่าใช้จ่ายตามระเบียบ สทพ. เมื่อ วลพ. มีคำาวินิจฉัยถึงที่สุด รายการ อัตราไม่เกินคนละ (บาท) 1. ค่าขาดประโยชน์ทำามาหาได้ในระหว่าง ที่ไม่สามารถประกอบอาชีพการงานได้ วันละ 300 บ. ไม่เกิน 1 ปี 2. ค่าสูญเสียโอกาสที่เป็นค่าเสียหายในเชิงพาณิชย์ ไม่เกิน 30,000 บาท/ปี 3. ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในการรักษาพยาบาล รวมค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจ ให้เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท 4. ค่าใช้จ่ายที่จำาเป็นในการดำาเนินคดี (ค่าธรรมเนียมศาล ค่าทนายความ) ให้เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท 5. การชดเชยและเยียวยาในรูปแบบหรือลักษณะอื่น รวมถึง ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าล่าม ของผู้เสียหาย พยาน และผู้ที่เกี่ยวข้อง ตามจำานวนที่ วลพ. เห็นสมควร แต่ไม่เกิน 30,000 บาท ผู้มีสิทธิเบิก คือ ผู้เสียหายจากการถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ อัตราเบิกจ่ายตามระเบียบของทางราชการ - ค่าพาหนะเดินทาง เบิกจ่ายจริง (ชั้นประหยัด) - ค่าอาหาร (วันละ 240 บาท/คน) - ค่าที่พัก (จ่ายจริงไม่เกินคืนละ 1,200 บาท/คน และกรณีเหมาจ่ายคืนละ 800 บาท/คน) - ค่าล่าม (อัตราชั่วโมงละ 500 บาท ไม่เกิน 6 ชั่วโมง/วัน) - ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามที่คณะอนุกรรมการจะพิจารณา กำาหนดเป็นแนวทางต่อไป ตารางค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือ ชดเชยและเยียวยา หรือบรรเทาทุกข์ ภาพที่ 7.2 ตารางค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือการชดเชยและเยียวยา การบรรเทาทุกข์แก่ผู้เสียหาย ตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ที่มา : กลุ่มงานคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ, เอกสารคู่มือการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติ ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558, กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, 2562, น. 50.
113 บรรณานุกรม หนังสือ บทความ และเอกสารภาษาไทย กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว. สรุปสาระสำ คัญพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558. สิงหาคม 2561. กฤตยา อาชวนิจกุล. “เพศวิถีที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในสังคมไทย (Sexuality Transition in Thai Society).” ใน ประชากรและสังคม. บรรณาธิการโดย กฤตยา อาชวนิจกุล และกาญจนา ตั้งชลทิพย์. หน้า 43-66. นครปฐม : สำนักพิมพ์ประชากรและสังคม, 2554. กลุ่มงานคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ. เอกสารคู่มือการปฏิบัติงานตาม พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558. กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, 2562. เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน์. หลักพื้นฐานกฎหมายมหาชนว่าด้วยรัฐ รัฐธรรมนูญ กฎหมาย. พิมพ์ครั้งที่ 4, โครงการ ตำราและสื่อการสอน คณะนิติศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: วิญญูชน, 2552. จรัญ โฆษณานันท์. นิติปรัชญาแนววิพากษ์. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์นิติธรรม, 2550. จันจิรา บุญประเสริฐ (บรรณาธิการ). ชีวิตที่ถูกละเมิด : เรื่องเล่า กะเทย ทอม ดี้ หญิงรักหญิง ชายรักชาย และ กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ. กรุงเทพฯ : มูลนิธิธีรนาถ กาญจนาอักษร สมาคมฟ้าสีรุ้ง แห่งประเทศไทย และกองทุนโลกฯ, 2554. ชญาพัฒน์อัมพะวัต. “คำนิยามของคำว่า “ความเสมอภาค (Equality)” ผ่านมุมมองของกฎหมายสิทธิมนุษยชน ระหว่างประเทศ.” สารวุฒิสภา ฉบับกันยายน 2563 : 22-26. ชวิศ เหล่าปิยสกุล. “ปัญหาเกี่ยวกับความล่าช้าในการพิจารณาคำ ขอทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง ของศาลปกครอง.” วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจ บัณฑิตย์, 2558. ณรงค์ ใจหาญ. “เอกสารประกอบการอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 เรื่อง หลักปฏิบัติเกี่ยวกับการได้มาซึ่งพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมาย.” กรมกิจการสตรี และสถาบันครอบครัว วันที่ 19-22 กรกฎาคม 2565 ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์กรุงเทพฯ. นฤพนธ์ด้วงวิเศษ. “ขบวนการเคลื่อนไหวของเกย์ในสังคมไทยภาคปฏิบัติและกระบวนทัศน์.” วิทยานิพนธ์ ดุษฎีบัณฑิต คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2553. บรรเจิด สิงคะเนติ. หลักการพื้นฐานเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์. พิมพ์ครั้งที่ 3, กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์วิญญูชน, 2552. บุษกร สุริยสาร. “อัตลักษณ์ทางเพศและวิถีทางเพศในประเทศไทย.” โครงการส่งเสริมสิทธิความหลากหลาย และความเท่าเทียมในโลกของการทำงาน (PRIDE). สำนักงานแรงงานระหว่างประเทศ ประจำประเทศไทย กัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว. กรุงเทพฯ : องค์การระหว่างประเทศ, 2557.
114 ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์, 2559. พีรดา ภูมิสวัสดิ์. เอกสารประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนากลไกศูนย์ประสานงานด้านความเสมอภาค ระหว่างหญิงชาย. กองส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. 2563. ไพศาล ลิขิตปรีชากุล (ผู้แปล). หลักการยอกยาการ์ตาว่าด้วยการใช้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ในประเด็นวิถีทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ, พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, 2551. ภูมิชัย สุวรรณดีและคณะ. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป (Introduction to Law). กรุงเทพฯ: นิติธรรม, 2546. มานิตย์จุมปา. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2550). พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : บริษัท วีพริ้นท์(1991) จำกัด, 2555. ฤทัย หงส์สิริ. ศาลปกครองและการดำ เนินคดีในศาลปกครอง (The Ad ministrative Court & Litigation in Administrative Court). พิมพ์ครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ : สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา, 2561. วรเจตน์ภาคีรัตน์. กฎหมายปกครอง ภาคทั่วไป. กรุงเทพฯ : นิติราษฎร์, 2554. วรเจตน์ภาคีรัตน์. คำสอนว่าด้วยรัฐและหลักกฎหมายมหาชน. พิมพ์ครั้งที่ 3. สำนักพิมพ์อ่าน, 2564. วรพจน์วิศรุตพิชญ์. “หลักความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครอง.” ใน คู่มือการศึกษาวิชากฎหมาย ปกครอง. กรุงเทพมหานคร : สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา, 2547. วัชราภรณ์รัตนโกเศศ-จันทร์เจริญ. “ความเสมอภาคระหว่างชายและหญิงในเรื่องสิทธิส่วนบุคคลของหญิง มีสามีที่นอกเหนือจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์.” วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2545. วิระดา สมสวัสดิ์. นิติศาสตร์แนวสตรีนิยม. เชียงใหม่ : วนิดาเพรส, 2549. สมคิด เลิศไพฑูรย์. “หลักความเสมอภาค.” วารสารนิติศาสตร์, ฉบับที่ 2. ปีที่ 30. (มิถุนายน 2543) : 167-171. สมชาย ปรีชาศิลปะกุล. นิติปรัชญาทางเลือก. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์วิญญูชน, 2546. สมยศ เชื้อไทย. คำอธิบายวิชากฎหมายแพ่ง : หลักทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 23. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2560. สมยศ เชื้อไทย. หลักกฎหมายมหาชนเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 11. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2559. สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ. รายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ปี 2547-2551. กรุงเทพมหานคร : มิราเคิล ครีเอชั่น อินเตอร์พริ้นท์, 2552.
115 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. “ความมุ่งหมายและคำอธิบายรายมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560.” สำนักการพิมพ์สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักงานเลขานุการกรม กลุ่มกฎหมาย เรื่อง บันทึกตอบข้อหารือต่อระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 ข้อ 25 วรรคสอง ฉบับลงวันที่ 29 ตุลาคม 2562. หยุด แสงอุทัย. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 16. กรุงเทพฯ : ประกายพรึก, 2548. อภิรดีสุทธิสมณ์. “มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาในคดีปกครอง.” วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548. อภิวัฒน์สุดสาว. “หลักความเสมอภาคภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย.” วารสารจุลนิติม.ค.- ก.พ. 2554 : 145-155. อารยา สุขสม. “รัฐธรรมนูญและความหลากหลายทางเพศ.” วารสารนิติสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ปีที่ 11 (ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2561) : 102-104. อารยา สุขสม. “สิทธิมนุษยชนในเรื่องวิถีทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศในระบบกฎหมายไทย.” วิทยานิพนธ์ ดุษฎีบัณฑิต คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2559. UNDP and USAID. “Being LGBT in Asia : รายงานในบริบทของประเทศไทย : การศึกษาทบทวนและวิเคราะห์ กฎหมายและสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับองค์กรภาคประชาสังคมและบุคคลที่เป็น Lesbian Gay Bisexual Transgender (LGBT) โดยกระบวนการมีส่วนร่วม.” กรุงเทพฯ : สำนักงาน โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ, 2014.
116 สื่ออิเล็กทรอนิกส์ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ. “แถลงข่าวผลการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 28 (14 มกราคม 2558),” http://www.parliament.go.th/ewtcommittee/ewt/draftconstitution/ download/article/article_20150114145222.pdf, 8 มีนาคม 2564. ไทยรัฐออนไลน์. “กะเทยประตูท่าแพกระเจิง! ถอดส้นสูงเผ่น-หนีตร.กวาดล้าง ลงวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2555.” http://www.thairath.co.th/content/310603., 5 พฤษภาคม 2558. นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ. “แนวคิดทฤษฎีเรื่อง “ความหลากหลายทางเพศ”.” http://www.sac.or.th, 15 พฤศจิกายน 2556. นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ. “ทบทวนวิธีการสร้างความรู้/ความจริงเรื่องเพศ.” http://www.sac.or.th, 15 พฤศจิกายน 2556. ประชาไท. “ศาล ปค. เชียงใหม่ ตัดสิน “ห้ามเกย์-กะเทยนั่งกระทง” ไม่ชอบด้วยกฎหมาย.” ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2554, https://prachatai.com/journal/2011/08/36416, 1 ตุลาคม 2562. ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล. “สังคมไทยคิดอย่างไรกับเพศที่ 3.” https://today.line.me/TH/pc/article/ 2mMoV8?utm_source=lineshare, 12 ตุลาคม 2562. สมคิด เลิศไพฑูรย์. “เอกสารเรื่อง หลักความเสมอภาคตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ”. https://kpi.ac.th/ media/pdf/M7_13.pdf, 2 กันยายน 2565. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. “สถิติ “ความรุนแรงทางเพศ” ของไทยยังน่าห่วง.” https:// www.thaihealth.or.th/Content/45786-สถิติ%20’ความรุนแรงทางเพศ’%20ของไทยยังน่าห่วง. html, 12 ตุลาคม 2562. สำนักงานสถิติแห่งชาติ. “บทสรุปสำ หรับผู้บริหาร : การสำ รวจสภาวะทางสังคม วัฒนธรรม และสุขภาพจิต (ความสุข) ของคนไทย พ.ศ. 2557.” http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/themes/files/ soc-culExc57.pdf., 30 กรกฎาคม 2558. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. “ประเทศไทยกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน.” https://sdgs. nesdc.go.th/, 25 เมษายน 2565. SDG MOVE โครงการวิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน. “ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ SDGs.” https:// www.sdgmove.com/aboutsdgs/., 25 เมษายน 2565. SDG MOVE โครงการวิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน. “Goal 5: Gender Equality.” https:// www.sdgmove.com/2016/10/06/goal-5-gender-equality/, 10 ตุลาคม 2565. SDG MOVE โค รงก า ร วิจัยและสนับสนุนเป้ าหม ายก า รพัฒน าที่ยั่งยืน . “อีก 135 ปี โลกถึ งจ ะมี ‘ความเท่าเทียมทางเพศ’ – สรุปรายงาน GLOBAL GENDER GAP REPORT 2021.” https:// www.sdgmove.com/2021/06/29/sdg-updates-global-gender-gap-report-2021/, 10 ตุลาคม 2565.
117 ThaiPublica. “WEF เปิดรายงาน Global Gender Gap ปี 2022 ช่องว่างทางเพศแคบลง แต่อีก 132 ปี ถึงจะมีความเท่าเทียม.” https://thaipublica.org/2022/07/wef-global-gender-gap-2022/, 10 ตุลาคม 2565. กฎหมาย ระเบียบ และประกาศ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 พระราชบัญญัติชื่อบุคคล (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2548 ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 ระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ว่าด้วยการพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินชดเชยและเยียวยา แก่ผู้เสียหายเนื่องจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 ระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการ และจำนวนเงินในการชดเชยและ เยียวยาผู้เสียหาย พ.ศ. 2559 ระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2559 ระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ว่าด้วยหลักเกณฑ์การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 พ.ศ. 2563 ระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 ประกาศกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นคำขอรับการชดเชยและเยียวยา แทนผู้เสียหาย ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์2559 ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ. 2548 ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2565
118 คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ เรื่องที่แล้วเสร็จเลขที่ 01/2560 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2560 คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ เรื่องที่แล้วเสร็จเลขที่ 02/2560 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2560 คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ เรื่องที่แล้วเสร็จเลขที่ 01/2561 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์2561 คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ เรื่องที่แล้วเสร็จเลขที่ 02/2561 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์2561 คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ เรื่องที่แล้วเสร็จเลขที่ 03/2561 ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2561 คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ เรื่องที่แล้วเสร็จเลขที่ 04/2561 ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2561 คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ เรื่องที่แล้วเสร็จเลขที่ 01/2562 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์2562 คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ เรื่องที่แล้วเสร็จเลขที่ 02/2562 ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2562 คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ เรื่องที่แล้วเสร็จเลขที่ 03/2562 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2562 คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ เรื่องที่แล้วเสร็จเลขที่ 04/2562 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ เรื่องที่แล้วเสร็จเลขที่ 05/2562 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2562 คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ เรื่องที่แล้วเสร็จเลขที่ 06/2562 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2562 คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ เรื่องที่แล้วเสร็จเลขที่ 07/2562 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2562 คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ เรื่องที่แล้วเสร็จเลขที่ 08/2562 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2562 คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ เรื่องที่แล้วเสร็จเลขที่ 09/2562 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2562
119 คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ เรื่องที่แล้วเสร็จเลขที่ 10/2562 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2562 Books and Articles Anne Fausto-Stering. “The Five Sexes : Why Male and Female Are Not Enough.” in Questions of Gender : Perspectives and Paradoxes. Dina L. Anselmi and Anne L. Law. p. 24. United States of America : McGraw-Hill, 1998. Council of Europe Publishing. Discrimination on grounds of sexual orientation and gender identity in Europe. 2nd edition. Paris : Jouve, 2011. Edward Stein. “Law, Sexual Orientation, and Gender”. in Handbook of Jurisprudence and Legal Philosophy. eds. Jules Coleman and Scott Shapiro. pp. 998-1009. New York : Oxford University Press, 2002. International Commission of Jurists. Sexual Orientation, Gender Identity and International Human Rights Law : Practitioners Guide No. 4. Geneva : International Commission Of Jurists, 2009. Jackson Stevi, “Heterosexuality, Heteronormativity and Gender Hierachy : Some Reflections on Recent Debates.” in Sexualities and Society. eds. Jeffrey Weeks, Janet Holland, and Matthew Waites. p. 72. Cambridge, Polity Press, 2003. Jeffrey M. Shaman. Equality and Liberty in the golden age of state constitutional law. New York : Oxford University Press, 2008. Johanna Westeson. Sexual Health and Human Rights in The European Region. Geneva : The International Council of Human Rights Policy (ICHRP), 2012. Office of the High Commissioner for Human Rights. Born Free and Equal: Sexual Orientation, Gender Identity and International Human Rights Law. New York and Geneva: United Nation, 2012. Ruthann Robson. “Sexual Democracy,” in Sexuality and Law Volume III : Sexual Freedom, ed. Ruthann Robson, Great Britain : Ashgate, 2011 United Nations Education, Scientific and Cultural Organization (UNESCO). Human Rights Protections for Sexual Minorities in Insular Southeast Asia: Issues and Implications for Effective HIV Prevention. Thailand : Bangkok, 2011.
120 Electronic Media Equinet European Network of Equality Bodies. “Equality Bodies and National Human Rights Institutions Making the Link to Maximise Impact : An Equinet Perspective.” http: www.equineteurope.org/EN__Equality_Bodies_and_National_Human_Rights_Institutions %20(5).pdf., 25 August 2015. Other materials Committee on Economic, Social and Cultural Rights, Concluding observations on Poland, E/C.12/POL/CO/5, 19 January 2010. Committee on Economic, Social and Cultural Rights, Concluding observations on Germany, E/C.12/DEU/CO/5, 20 May 2011. Committee on Economic, Social and Cultural Rights, Concluding observations on Peru, E/C.12/ PER/CO/2-4, 30 May 2012. Committee on Economic, Social and Cultural Rights, Concluding observations on the combined initial and second periodic reports of Thailand, E/C.12/THA/CO/1-2, 19 June 2015. Committee on Economic, Social and Cultural Rights, General Comment No. 14: The Right to the Highest Attainable Standard of Health (Art. 12), E/C.12/2000/4, 11 August 2000. Committee on Economic, Social and Cultural Rights, General Comment No. 18: The Right to Work (art. 6), E/C.12/GC/18, 6 February 2006. Committee on Economic, Social and Cultural Rights, General Comment No. 20: Non-discrimination in Economic, Social and Cultural Rights (art. 2, para. 2), E/C.12/ GC/20, 2 July 2009. Committee on the Elimination of Discrimination Against Women, General Recommendation No. 19: Violence against women, Eleventh session, A/47/38, 1992. Committee on the Elimination of Discrimination Against Women, General Recommendation No. 25, on article 4, paragraph 1, of the Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination against Women, on temporary special measures, 2004. Committee on the Elimination of Discrimination Against Women, General Recommendation No. 29 on article 16 of the Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination against Women, Economic consequences of marriage, family relations and their dissolution, CEDAW/C/GC/29, 26 February 2013. Committee on the Rights of the Child, General Comment No. 4: Adolescent health and
121 development in the context of the Convention on the Rights of the Child, CRC/ GC/2003/4, July 1, 2003. Human Rights Committee, Concluding observations on Kuwait, CCPR/C/KWT /CO/2, 18 November 2011. Human Rights Committee, Concluding observations on Islamic Republic of Iran, CCPR/C/IRN/ CO/3, 29 November 2011. Human Rights Committee, Concluding observations on Belize, CCPR/C/BLZ/ CO/1, 26 March 2013. Human Rights Committee, General Comment No. 18 : Non-discrimination, HRI/GEN/1/ Rev.10, November 1989 Human Rights Committee, General Comment No. 23: Article 27 (Rights of Minorities), CCPR/C/21/Rev.1/Add.5, 8 April 1994. Human Rights Committee, Nicholas Toonen v. Australia, Communication No. 488/1992, CCPR/C /50 /D/488/1992, 4 April 1994. Human Rights Committee, Edward Young v. Australia, Communication No. 941/2000, CCPR/ C/78/D/941/2000, 18 September 2003. Human Rights Committee, X v. Colombia, Communication No. 1361/2005, CCPR/ C/89/D/1361/2005, 14 May 2007. Human Rights Council, Report of the Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights, Discriminatory laws and practices and acts of violence against individuals based on their sexual orientation and gender identity, A/HRC/19/41, 17 November 2011. Human Rights Council, Report of the Independent Expert on protection against violence and discrimination based on sexual orientation and gender identity, A/HRC/35/36, 19 April 2017. Human Rights Council, Report of the Working Group on the Universal Periodic Review : Thailand, A/HRC/19/8, 8 December 2011. Human Rights Council, Report of the Working Group on the Universal Periodic Review : Thailand, A/HRC/33/16, 15 July 2016. Report by Special Rapporteur on contemporary forms of racism, racial discrimination, xenophobia and related intolerance, Addendum: Mission to Switzerland, A/HRC/4/19/Add.2, 30 January 2007.
122 Report of the Special Rapporteur on contemporary forms of racism, racial discrimination, xenophobia and related intolerance, Addendum: Mission to Russian Federation, A/HRC/4/19/Add.3, 30 May 2007. Report of the Special Rapporteur on violence against women, its causes and consequences, A/HRC/20/16, 23 May 2012. The General Assembly, Resolution on Transforming our world: the 2030 Agenda for Sustainable Development, A/RES/70/1, 25 September 2015. The Yogyakarta Principles on the Application of International Human Rights Law in Relation to Sexual Orientation and Gender Identity, 2007. The Yogyakarta Principles plus 10 : Addition principles and state obligations on the application of international human rights law in relation to sexual orientation, gender identity, gender expression and sex characteristics to complement the Yogyakarta principles, 2017.
123 ภาคผนวก