The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

7.รายงานฉบับสมบูรณ์-ฟาร์มจิ้งหรีด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by warinchamrapchalermrajkumari, 2021-02-24 23:43:18

7.รายงานฉบับสมบูรณ์-ฟาร์มจิ้งหรีด

7.รายงานฉบับสมบูรณ์-ฟาร์มจิ้งหรีด

รายงานวิจยั ฉบบั สมบรู ณ์
รหัสโครงการ PRP5805021350

การสรา้ งมาตรฐานต้นแบบการจดั การฟารม์ จิ้งหรดี ให้ถูกต้อง
ตามหลักสุขอนามัยเพือ่ ให้ได้ผลติ ภณั ฑ์ท่มี คี ณุ ภาพของวสิ าหกจิ

ชมุ ชนผ้เู ลย้ี งจง้ิ หรดี บ้านมะคา่

โดย
มณั ฑนา นครเรยี บ และคณะ
มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม



กติ ตกิ รรมประกาศ

โครงการนี้สาเร็จลุล่วงด้วยดี เนื่องมาจากได้รับความอนุเคราะห์และความช่วยเหลือจากบุคคลหลาย
ฝ่ายทั้งดา้ นข้อมลู วิชาการ แรงงานและวัสดุอปุ กรณ์ตา่ งๆ ดังนี้

คณะผู้ดาเนนิ โครงการวจิ ยั ขอขอบพระคุณสานักงานพฒั นาการวิจัยการเกษตร (องคการมหาชน) ท่ีให้
ทุนสนับสนุนโครงการ การสร้างมาตรฐานต้นแบบการจัดการฟาร์มจ้ิงหรีดให้ถูกต้องตามหลักสุขอนามัย
เพอ่ื ให้ได้ผลติ ภัณฑ์ทม่ี ีคุณภาพของวสิ าหกิจชมุ ชนผ้เู ลี้ยงจ้ิงหรีดบา้ นมะค่า ประจาปงี บประมาณ พ.ศ. 2558

ขอขอบคุณคุณ กนกวรรณ ขับนบ เจ้าหน้าที่สานักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องคการมหาชน) c
ที่ไดใ้ ห้คาแนะนาและแนวทางในการดาเนนิ โครงการฯ ในครงั้ นจี้ นสาเร็จลุลว่ งไปด้วยดี

ขอขอบคุณสมาชิกในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงจิ้งหรีดบ้านมะค่า นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร
ชานาญการ สานักเกษตรจังหวัดมหาสารคาม ท่ีได้อานวยความสะดวกท้ังด้านข้อมูลวิชาการ ภูมิปัญญา
ชาวบา้ น สถานทแ่ี ละอุปกรณ์เครือ่ งมอื ตา่ งๆ ในการดาเนนิ โครงการฯ ในครง้ั น้ีจนสาเรจ็ ลลุ ่วงไปดว้ ยดี

สุดท้ายนี้ ขอขอบพระคุณบิดามารดา ครอบครัว และทุกท่านท่ีไม่ได้กล่าวถึง ณ ท่ีน้ีที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ทส่ี นับสนนุ จนกระทัง่ โครงการนีส้ าเร็จลุลว่ งดว้ ยดี

คณะผูจ้ ัดทา



บทสรุปผู้บรหิ าร

โครงการวิจัย การสร้างมาตรฐานต้นแบบการจัดการฟาร์มจิ้งหรีดให้ถูกต้องตามหลักสุขอนามัย
เพ่ือให้ได้ผลิตภัณฑ์ท่ีมีคุณภาพของวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงจ้ิงหรีดบ้านมะค่า เกิดจากการเสวนาระหว่าง
คณะผู้วิจัยกับสมาชิกของวิสาหกิจชุมชนผู้เล้ียงจ้ิงหรีดบ้านมะค่า ตาบลมะค่า อาเภอกันทรวิชัย จังหวัด
มหาสารคาม ซงึ่ สามารถสรปุ ปัญหาท่ีเกดิ ข้นึ ได้ดังน้ี

1. ผลผลิตต่า/จิง้ หรีดตาย มักตายในระยะออกปีกหรอื อายุ 25-30วนั
2. ราคาอาหารสงู ขน้ึ ราคา 30 กก. 480-500 บาท แลว้ แตย่ ี่หอ้ (ก.ก.16 - 16.6 บาท)
3. ราคาผลผลติ ต่า (จ้ิงหรดี บา้ น (แมงสะด้ิง) ราคา ก.ก. 80 บาทและจ้งิ หรดี ทองดาราคา กก.90

บาท)
4. ขนาดไมส่ มา่ เสมอ เป็นสาเหตุหน่ึงที่ทาให้พ่อคา้ กดราคา
5. เล่ือนเวลาจับออกไป ทาให้คา่ อาหารเพิ่มขน้ึ แมลงหยุดโตแต่ยังตอ้ งให้อาหาร บางตวั ตายเพราะ

สิ้นอายุชยั ผลผลิตลดลง
6. ฟาร์มสกปรก /โรค/ผลผลิตตา่ /ราคาตา่
ดังนั้นทีมวจิ ัยจงึ ไดน้ าปญั หานนั้ มาเขียนขอ้ เสนอเพื่อขอรบั ทนุ จากสานักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร
(องคการมหาชน) เร่ือง การสร้างมาตรฐานต้นแบบการจัดการฟาร์มจ้ิงหรีดให้ถูกต้องตามหลักสุขอนามัย
เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ท่ีมีคุณภาพของวิสาหกิจชุมชนผู้เล้ียงจิ้งหรีดบ้านมะค่า เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความ
เดอื ดร้อนของวสิ าหกจิ ชุมชนผู้เลี้ยงจ้ิงหรีดบ้านมะค่าด้วยการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร
ผู้เลี้ยงจ้ิงหรีดและได้ฟาร์มมาตรฐานต้นแบบที่ถูกต้องตามหลักสุขอนามัยและได้ผลิตภัณฑ์ท่ีมีคุณภาพ ซึ่งทาง
สานักงานพฒั นาการวิจัยการเกษตร (องคการมหาชน) ได้ให้งบประมาณมาเพ่ือทาโครงการวิจัยฯนี้ ดังนั้นทาง
คณะผู้วิจัยจึงได้นาเทคโนโลยีการพัฒนาด้านการเกษตรมาใช้ โดยขั้นตอนแรกได้คัดเลือกฟาร์มต้นแบบ 5
ฟาร์ม เพ่ือจัดการเป็นฟาร์มมาตรฐานตน้ แบบทีถ่ กู ต้องตามหลักสุขอนามยั ซ่งึ การจัดการนนั้ ประกอบดว้ ย
1. การสร้างอาคาร/โรงเล้ียง โดยเร่ิมจากการมุงหลังคาให้มิดชิดไม่มีรอยรั่ว หลังคาโรงเรือนต้องสูง
จากพ้ืนฟาร์มประมาณ 3 เมตร เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่มีกล่ิน ไม่มีเชื้อโรค ไม่ตากแดด และไม่ตาก
ฝน ปรบั พื้นดินทเ่ี ป็นทต่ี งั้ โรงเรอื นให้เป็นพน้ื ปูนทัง้ หมด
2. ผนังสดี่ า้ นเปดิ โล่ง ชว่ ยระบายอากาศ ควรมกี ารขึงตาขา่ ย 2 ช้ัน ชัน้ แรกเปน็ วสั ดุกรองแสงหรอื
สแลนอยู่ด้านในเพ่ือช่วยป้องกันไม่ให้แสงแดดส่องถึงโดยตรง หรือควบคุมแสง อุณหภูมิ ความชื้น และช้ันที่
สองเป็นวสั ดุแบบผา้ ใบอยูด่ ้านนอกม้วนขึ้นเก็บไว้ เม่ือเวลาท่ีมีฝนตกแรงๆก็ให้คล่ีออกคุมอีกชั้นหน่ึงกันฝนสาด
เข้าไปในคอกจ้ิงหรีด
3. บ่อซเี มนต์ทีใ่ ช้เลยี้ ง ควรมีขนาด 1.5 x 4 เมตร สูง 60 เซนตเิ มตร ควรเทปูนที่ก้นบ่อหนาประมาณ
1 น้ิว เพื่อให้เกิดการถ่ายเทอากาศได้มากขึ้นเน่ืองจากความหนาแน่นของแผงภายในบ่อน้อยลง ใช้มุ้งเขียวปิด
ปากบ่อเพ่อื ป้องกนั สัตวเ์ ล้ือยคลานท่ีจะเข้าไปกินจ้ิงหรีด รอบๆบ่อด้านนอกใช้ชอล์คฆ่าแมลงขีดเพื่อป้องกันมด
และแมลง แตล่ ะคอกหา่ งกนั ประมาณ 50 เซนตเิ มตร เพือ่ ใช้เป็นทางเดนิ เข้าออกหรอื ปฏบิ ัติการในการเล้ยี ง
4. วัสดุรองพื้นบ่อซีเมนต์ที่ใช้เล้ียง ควรใส่ดินทรายเป็นวัสดุรองพ้ืนช้ันแรก และตามด้วยทรายหรือ
แกลบปนทราย รวมความหนาประมาณ 3 ถึง 5 เซนตเิ มตร จะชว่ ยควบคุมความช้ืน ป้องกันแบคทีเรีย และลด
กล่ินต่างๆ และเปลีย่ นถ่ายทุกครง้ั ท่ีมีการเลีย้ งจงิ้ หรีดรนุ่ ต่อไป



5. ทอ่ี ยูข่ องจิ้งหรีด (ใชเ้ กาะมดุ หลบภัยเวลาลอกคราบ) ใช้แผงไข่ที่ทาจากกระดาษ, หญา้ แห้ง, กาบ
มะพร้าว ซึง่ จะใชพ้ ืน้ ที่ประมาณ 50 เปอร์เซนต์ เพราะว่าความหนาแน่นของแผงภายในบ่อมผี ลต่อการถ่ายเท
อากาศเช่นกนั

6. ภาชนะใส่น้า จะใช้ท่อ PVC ขนาด 2 น้ิว ยาวประมาณ 50 เซนติเมตร เพิ่มจุดให้น้าเป็น 10
ภาชนะ โดยผ่าคร่ึง แล้วปิดหัวท้ายด้วยท่อ PVC แทนอันเดิมท่ีใช้กระบอกไม้ไผ่ เพราะถ้าใช้กระบอกไม้ไผ่จะ
เกิดเชื้อราได้งา่ ย กระบอกแตกบ่อยทาให้นา้ ซึมผ่านใสแ่ ผงไข่ ทาใหแ้ ผงไข่ขาดได้งา่ ย

7. ภาชนะใส่อาหาร ใช้ถาดสแตนเลสขนาด 4 x 24 เซนติเมตร ลึก 1.5 เซนติเมตร เพ่ิมจุดให้อาหาร
เป็น 18 ถาดต่อ 1 บ่อ ถ้าเป็นถาดเหล็กจะข้ึนสนิมได้ง่ายหรือถ้าเป็นถาดพลาสติกก้นก็จะลึกเกินไป ทาให้
อาหารเน่าเสยี ได้ง่าย

8. เทปกาว กวา้ งประมาณ 3 น้ิว ตดิ ขอบในปากบอ่ ด้านบนโดยรอบบอ่ ปอ้ งกนั ตวั เต็มวัยจิ้งหรีดไต่
ออกนอกบอ่

9. พลาสติกตาข่ายไนลอ่ น (มุ้งเขยี ว) ปิดปากบ่อขนาด 200 x 600 เซนตเิ มตร ปอ้ งกันจงิ้ หรีดบนิ หนี
และศตั รทู ่จี ะเข้ามาทาลายจ้งิ หรดี

10. ถาดสาหรบั ให้จิง้ หรดี วางไข่ จะใช้ถาดสแตนเลสขนาด 15 x 27 เซนติเมตร ลึก 4 เซนติเมตรแทน
การใช้ขันพลาสติกซึ่งเมื่อวางลงไปในบ่อจะมีความร้อนเกิดขึ้นและแตกหักเร็ว จานวน 10 ถาดต่อ 1 บ่อ ใน
ถาดให้ใส่ดินขุยไผ่หรือดินร่วนผสมแกลบดาที่มีความชื้นเล็กน้อยลงไปในถาดให้ได้ความสูงประมาณ 2.5
เซนตเิ มตร

11. การใหอ้ าหารจ้ิงหรีด ประกอบด้วย พชื อาหารหลักได้แก่ ผักบุ้ง ตาลึง ฟักทอง หญา้ เนเปยี ร์ และ
ใบกลว้ ย และอาหารเสริมได้แก่ อาหารสาเร็จรูปท่ีใช้เลี้ยงไก่เล็ก โดยจิ้งหรีด 1 บ่อ ใช้อาหาร 3 กิโลกรัมต่อรุ่น
โดยใหว้ ันละ 1 ควรให้อาหารในปรมิ าณทกี่ ินหมดภายใน 2 วนั เพ่ือปอ้ งกันเชอ้ื โรคท่ีเกิดจากอาหารเน่าเสยี

12. การทาความสะอาดหลังการเก็บผลผลิต ภายหลังการจับจิ้งหรีดออกจาหน่ายแล้ว นาแผงไข่
(สาหรับเป็นที่อาศัย หลบซ่อน) ออกไปตากแดดให้แห้งสนิทและฆ่าเช้ือเป็นเวลาประมาณ 4 แดด ทาเก็บเศษ
วสั ดุภายในคอก ปัดกวาด ทาความสะอาดบอ่ ให้สะอาดและตากบอ่ ก่อนเล้ยี งในรนุ่ ต่อไป

13. ควรเปล่ียนสายพันธจ์ุ งิ้ หรีดพอ่ -แม่พนั ธ์ุ เม่ือเล้ียงไปแล้วประมาณ 1 -3 รนุ่ เพอ่ื ปอ้ งกันเลือดชิดใน
จ้ิงหรีด ในช่วงที่มีอากาศร้อน ควรเพิ่มการถ่ายเทของอากาศด้วยการเปิดพัดลม หรือช่องระบายลม

14. การพัฒนาสูตรอาหารเลี้ยงจิ้งหรีดเพื่อลดต้นทุนค่าหัวอาหาร เนื่องจากปัจจุบันน้ีหัวอาหารไก่เล็ก
ซึ่งใช้เป็นอาหารสาหรับเล้ียงจ้ิงหรีดมีราคาสูงข้ึน ประมาณ 600บาท/ 30 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับยี่ห้อของสูตร
อาหาร) และคาดว่าจะมีแนวโน้มสูงข้ึนอีกในอนาคตนี้ ดังนั้นทีมผู้วิจัยจึงคิดหาอาหารท่ีมีต้นทุนต่ามาเล้ียง
จ้ิงหรีดเสริมกับอาหารไก่เล็ก จากการค้นคว้าพบว่ามันหมักยีสต์ ผลิตจากกากมันสาปะหลัง ซ่ึงเป็นเศษเหลือ
จากกระบวนการผลิตแป้งมนั สาปะหลงั และมรี าคาถูกมาก การนามันหมกั ยีสต์ไปเลี้ยงจ้ิงหรีด มีแนวทางปฏิบัติ
และกาหนดแผนการทดลอง ดงั นี้

แผนการทดลอง ใช้จานวนคอกท่ีมขี นาดและจานวนจิง้ หรีดเทา่ ๆกัน 9 คอก และใช้อาหารสาเรจ็ รูป
เล้ยี งตั้งแต่แรกเกดิ จนถึงอายุ 21 วัน จากนั้นแบง่ เปน็ 3 การทดลอง การทดลองละ 3 คอก ได้แก่

การทดลองที่ 1 ใช้มนั หมักยีสตท์ ี่มีส่วนผสมของยูเรีย ผสมกับอาหารสาเรจ็ รูปในอตั รารอ้ ยละ 75: 25
การทดลองที่ 2 ใช้มนั หมักยีสตท์ ี่ไม่มสี ่วนผสมของยูเรยี ผสมกับอาหารสาเร็จรูปในอัตรารอ้ ยละ
75:25
การทดลองท่ี 3 ใชอ้ าหารสาเร็จรูปอย่างเดียว



ผลการศกึ ษา
1. การวดั ผลผลิตจากอาหารมันหมักยสี ตท์ ม่ี ีสว่ นผสมของยเู รีย (ราคาต้นทนุ เฉลย่ี 1.31 บาท/
กโิ ลกรมั ) ไดผ้ ลผลิตเฉลีย่ 15.50 กก
2. การวัดผลผลิตจากอาหารมันหมักยสี ต์ที่ไมม่ ีสว่ นผสมของยูเรยี (ราคาตน้ ทนุ เฉลย่ี 1.11 บาท/
กิโลกรมั ) ไดผ้ ลผลิตเฉล่ีย 15.00 กก
3. การวดั ผลผลติ จากอาหารสาเร็จรปู อยา่ งเดยี ว (ราคาตน้ ทุนเฉลยี่ 20.0 บาท/กิโลกรมั ) ไดผ้ ลผลติ
เฉลีย่ จงิ้ หรดี 17.25 กก
15. ค่มู อื การจดั การฟาร์มมาตรฐานตน้ แบบทีถ่ ูกต้องตามหลักสขุ อนามยั
งานวิจัยน้ีคณะผู้วิจัยได้ร่วมกับสมาชิกในกลุ่มฟาร์มต้นแบบทั้ง 5 ฟาร์มแปรรูปจิ้งหรีด โดยเลือกแปร
รปู เปน็ แมงสะดง้ิ ทอดสมนุ ไพร (ใชใ้ บมะกรดู และใบเตยหอม) ปรงุ รสด้วยรสบาบคี ิว รสปาปริก้า รสต้มยา และ
รสดั้งเดิม) ซึ่งการทอดเป็นวิธีปรุงที่มีผลต่อการเพ่ิมไขมันในอาหารแมลง ดังนั้นจะต้องมีข้อมูลในการดู
ระยะเวลาการเก็บรักษาคุณค่าทางโภชนาการท่ีดีของแมงสะด้ิงทอด (มีนาคม-มิถุนายน) จากการทดลองหา
พบว่าปริมาณโปรตีนในแมงสะด้ิงทุกๆตัวอย่างเม่ือเก็บไว้ 3 เดือน มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย
(0.32±0.02-0.29±0.02 g/L) และพบว่าเมื่อเวลาผ่านไปปริมาณของไขมันและกรดไขมันอิ่มตัวจะเพ่ิมข้ึน
ในทุกๆตัวอย่าง โดยแมงสะด้ิงทอดจากฟาร์มที่เข้าร่วมโครงการรสปาปริก้าจะมีปริมาณไขมันและกรดไขมัน
อ่ิมตัวมากท่ีสุดในทุกๆเดือน ส่วนแมงสะดิ้งยังไม่ทอดจากฟาร์มท่ีเข้าร่วมโครงการจะมีปริมาณไขมันและกรด
ไขมันอิ่มตัวต่าสุด ค่าความหืนจะเร่ิมเพิ่มมากขึ้นในเดือนท่ี 3 (พฤษภาคม) ของทุกๆตัวอย่าง โดยแมงสะด้ิง
ทอดจากฟาร์มที่เข้าร่วมโครงการรสปาปริก้ามีแนวโน้มท่ีจะเกิดความหืนได้เร็วกว่าผลิตภัณฑ์อื่นๆและมี
คอเลสเตอรอลสูง แมงสะดิ้งทอดยังมีสารไคตินเหลืออยู่ในทุกๆตัวอย่าง นอกจากนี้ยังพบสารแคโรทีนอยด์ ฟี
นอลิกรวม ฤทธ์ิต้านอนุมูลอิสระ ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก โปแตสเซียม วิตามินบี1 และวิตามินบี 2
จากข้อมลู ท่ีได้จะเหน็ ว่าคณุ คา่ ทางโภชนาการและความหนื ของแมงสะด้ิงทอดส่วนใหญ่จะเร่ิมลดลงต้ังแต่เดือน
พฤษภาคม แต่เนอ่ื งจากวา่ งานวจิ ยั นใี้ ช้เวลาในการทดลองถึงเดือนมิถุนายนจึงทาให้ได้ข้อมูลทางโภชนาการยัง
ไม่ถึงท่ีสุด เพราะคุณค่าทางโภชนาการท่ีได้จนถึงเดือนมิถุนายนยังอยู่ในเกณฑ์ที่ผู้บริโภคยอมรับได้ ไม่มีกล่ิน
หืนแต่ตัวแมงสะด้ิงมีความกรอบน้อยลง แต่อย่างไรก็ตามการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากแมงสะดิ้งยังต้องทาการ
ปรับปรุงสูตรและศึกษาต่อในด้านอ่ืนๆ อีก เช่น ด้านภูมิแพ้ ด้านสารพิษตกค้างท่ีปนเป้ือนมากับยากาจัด
ศัตรพู ชื ด้านการประชาสมั พันธ์ ดา้ นการตลาด เปน็ ตน้
ในการบริโภคแมงสะดง้ิ โดยเฉพาะรบั ประทานเป็นของวา่ งควรต้องระมัดระวัง เพราะอาจจะทาให้
ได้รบั พลังงาน ไขมนั และคอเลสเตอรอลมากเกินไป การนาไปทอดก่อนรบั ประทานยิ่งเปน็ การเพม่ิ ปรมิ าณ
ไขมนั ใหม้ ากขึน้ ดังนั้นก่อนนามาปรุงอาหารควรล้างให้สะอาด อย่างไรกต็ ามแมลงเหล่าน้มี โี ปรตนี สงู ดังน้ัน
กลุ่มประชาชนท่ีมปี ัญหาขาดสารอาหารหรอื ผ้ทู สี่ ามารถออกไปจบั หามาบริโภคไดเ้ องก็ควรจะนบั สนนุ เพราะ
เป็นการเพิ่มแหลง่ อาหารที่มีคุณคา่ สารอาหารสงู และสง่ ผลให้มภี าวะโภชนาการทดี่ ขี ึ้น



บทคัดย่อ

โครงการวจิ ยั การสรา้ งมาตรฐานต้นแบบการจดั การฟาร์มจิง้ หรดี ใหถ้ กู ตอ้ งตามหลักสขุ อนามัยเพื่อให้ไดผ้ ลิต
ภณั ฑ์ท่มี ีคณุ ภาพของวสิ าหกิจชมุ ชนผู้เลย้ี งจิ้งหรีดบ้านมะคา่ มวี ตั ถปุ ระสงค์เพื่อลดต้นทนุ การผลติ และเพม่ิ
รายไดใ้ หแ้ ก่เกษตรกรผเู้ ล้ียงจิ้งหรดี และไดค้ มู่ ือฟารม์ มาตรฐานต้นแบบทถ่ี ูกต้องตามหลักสุขอนามัยและไดผ้ ลติ
ภณั ฑ์ทม่ี ีคณุ ภาพ มีวธิ ีการดาเนนิ งานได้แก่ จัดทาฟาร์มมาตรฐานต้นแบบทีถ่ ูกตอ้ งตามหลักสขุ อนามยั ของกลุ่ม
วิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงจง้ิ หรดี บ้านมะค่าโดยคดั เลอื กฟาร์มเข้ารว่ มโครงการ 5 ฟาร์ม ศึกษาและคดั เลือกสมนุ
ไพรสาหรับแปรรปู จง้ิ หรีด หาปรมิ าณสารอาหารในจ้ิงหรดี ทีแ่ ปรรปู การออกแบบบรรจภุ ณั ฑแ์ ละการประชา
สัมพันธค์ วบคู่กับเพ่ือทดสอบตลาด จากผลการดาเนินงานสรุปได้วา่ ได้คมู่ ือการจัดการฟาร์มมาตรฐานตน้ แบบ
ท่ถี กู ต้องตามหลักสุขอนามัย ประกอบไปดว้ ยการสรา้ งอาคาร/โรงเลย้ี งต้องมุงหลังคาให้มิดชิดไมม่ รี อยรัว่ หลงั
คาโรงเรอื นต้องสูงจากพื้นฟาร์มประมาณ 3 เมตร ปรบั พน้ื ดนิ ทีเ่ ปน็ ที่ตัง้ โรงเรือนให้เปน็ พ้ืนปนู ท้ังหมด บ่อ
ซเี มนตท์ ีใ่ ช้เลยี้ งมีขนาด 1.5 x 4 เมตร สูง 60 เซนตเิ มตร เทปูนที่ก้นบ่อหนาประมาณ 1 นว้ิ มีมงุ้ เขียวปิดปาก
บ่อ แตล่ ะคอกห่างกนั ประมาณ 50 เซนตเิ มตร ผนังส่ดี า้ นเปดิ โลง่ มกี ารขงึ ตาข่าย 2 ช้ัน ชั้นแรกเป็นวสั ดกุ รอง
แสงหรอื สแลนอย่ดู ้านในและชั้นท่สี องเปน็ วัสดุแบบผา้ ใบอยดู่ า้ นนอกม้วนข้นึ เก็บไว้ วสั ดุรองพน้ื บ่อซเี มนต์ท่ีใช้
เล้ยี งควรใส่ดินทรายเปน็ วัสดรุ องพ้ืนชัน้ แรก และตามดว้ ยทรายหรอื แกลบปนทราย รวมความหนาประมาณ 3
ถงึ 5 เซนติเมตร ภาชนะใส่น้าจะใชท้ ่อ PVC ผ่าครึ่ง ขนาด 2 นิ้ว ยาวประมาณ 50 เซนตเิ มตร เพมิ่ จุดให้น้า
เป็น 10 จดุ ภาชนะใสอ่ าหารใช้ถาดสแตนเลสขนาด 4 x 24 เซนติเมตร ลึก 1.5 เซนติเมตร เพิ่มจดุ ให้อาหาร
เป็น 18 ถาดตอ่ 1 คอก ทาความสะอาดหลงั การเกบ็ ผลผลติ เปล่ยี นสายพนั ธ์ุจ้งิ หรดี พ่อ-แม่พนั ธ์ุ เมื่อเล้ียงไป
แล้วประมาณ 1 -3 รุ่น และทดลองใช้สูตรอาหารสาหรบั จ้ิงหรดี รว่ มด้วย โดยใช้สูตรอาหารไก่สาเร็จรูปผสมกบั
มนั หมักยสี ต์ (มสี ว่ นผสมของยูเรยี ) และ(ไม่มีสว่ นผสมของยูเรยี ) มอี าหารไก่สาเร็จรูปเปน็ สูตรเปรยี บเทียบ
พบว่าสามารถลดต้นทนุ คา่ อาหารจ้ิงหรีด 30-35 % ให้ผลผลิตเฉลีย่ 12.50 กโิ ลกรัม 12.00 กโิ ลกรัม และ
14.25 กโิ ลกรมั ตามลาดับ การเลี้ยงด้วยอาหารไก่เล็กผสมมนั หมกั ยีสต์ได้กาไรมากกว่าการเลย้ี งจง้ิ หรดี ดว้ ย
อาหารไกเ่ ลก็ เพยี งอยา่ งเดียว (683.35 - 720.35 บาท/คอก) ประมาณ 40% การเพิม่ มูลค่าจิง้ หรีดโดยการ
แปรรูปเปน็ แมงสะดงิ้ ทอดสมนุ ไพรและคลุกกับผงปรุงรสต่างๆ ไดแ้ ก่บาร์บีควิ ปาปริก้า ต้มยาและรสดั้งเดิม
และนาผลติ ภณั ฑท์ ่ีแปรรูปได้ไปทดสอบคุณค่าทางโภชนาการ พบว่าขอ้ มลู ทางด้านโภชนาการในระยะเวลาการ
เกบ็ รักษา (มนี าคม-มถิ ุนายน) ยงั คงไว้ซึง่ คุณคา่ ทางโภชนาการท่ีดีของแมงสะด้ิงทอด ปรมิ าณโปรตีนในแมง

สะด้ิงทอดทุกๆตวั อยา่ งเมื่อเก็บไว้ 3 เดอื น มกี ารเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย (0.32±0.02-0.29±0.02 g/L)
ปริมาณของไขมัน กรดไขมนั อ่ิมตัว ค่าความหืนและคอเลสเตอรอลจะเพมิ่ ขน้ึ ทุกๆตัวอย่าง โดยจะเริ่มเพม่ิ มาก
ข้ึนในเดอื นท่ี 3 (พฤษภาคม) ของทุกๆตัวอยา่ ง โดยแมงสะด้งิ ทอดจากฟาร์มทเี่ ข้าร่วมโครงการรสปาปรกิ า้ จะมี
ปรมิ าณไขมนั กรดไขมันอิม่ ตัว ค่าความหืนและคอเลสเตอรอลมากทสี่ ดุ ส่วนแมงสะดง้ิ ยงั ไม่ทอดจากฟาร์มท่ี
เขา้ รว่ มโครงการจะมีปริมาณไขมนั กรดไขมนั อิ่มตัว คา่ ความหนื และคอเลสเตอรอลอ่ิมตัวตา่ สดุ นอกจากน้ีแมง
สะด้ิงทอดยังมีสารไคตินเหลืออยูใ่ นทุกๆตัวอยา่ ง การวิเคราะห์หาปริมาณแร่ธาตุ ไดแ้ กธ่ าตแุ คลเซียม
ฟอสฟอรัส เหล็ก และโปแตสเซยี ม พบวา่ มปี ริมาณแร่ธาตุเท่ากันในทุกๆตัวอย่างและในทุกๆเดือน การ
วิเคราะห์หาปริมาณวิตามินจากผลิตภัณฑ์แปรรปู แมงสะดิ้งจานวน 11 ตัวอย่าง เป็นเวลา 4 เดอื น (เดือน
มีนาคม-เดือนมิถุนายน 2561) ได้แกว่ ิตามนิ บี 1 และวิตามนิ บี 2 พบว่ามปี รมิ าณวิตามินเท่ากันในทุกๆ
ตัวอย่างและทุกๆเดือนจนถึงเดือนท่ี 3 เรม่ิ มีปรมิ าณวติ ามินบีลดลง ดงั นน้ั โดยภาพรวมพบวา่ ระยะเวลา 4
เดอื น ผลิตภณั ฑ์ไม่มีกลิน่ หนื แตม่ คี วามกรอบน้อยลง สาหรบั บรรจุภณั ฑ์จะมีลักษณะ ความเหมาะสมต่อการใช้
งานและคุณสมบตั จิ าเพาะตอ่ การเก็บรักษาผลิตภัณฑ์แต่ละชนดิ ไมเ่ ทา่ กนั นอกจากนี้การใส่วตั ถดุ ดู ออกซเิ จน



ในถงุ บรรจภุ ัณฑ์กม็ ีผลทาให้การเสอื่ มของคุณคา่ ทางโภชนา การของจิ้งหรดี ทอดคลุกผงปรุงรสชาตติ ่างๆชา้ ลง
กวา่ บรรจุภัณฑท์ ี่ไม่ได้ใสว่ ตั ถุดดู ออกซิเจน ทางดา้ นการตลาด มเี สียงตอบรับค่อนขา้ งดีมาก



Abstract

Research project of the creating standard of prototype house cricket (Acheta
domestica) farm management obtain the quality house cricket’s products of small and
micro community enterprise (SMCE), “Maka” aimed to reduce production costs and increase
income for the cricket farming, and to get the standard prototype house cricket farm
management for sanitary and quality products. The method of this research to creating the
standard of prototype house cricket farm management of small and micro community
enterprise (SMCE), “Maka” by selected 5 farms, study and selection of herbs for cricket
products, determination of nutrient content for cricket products, packaging design and public
relations, coupled with market testing. The results initiated the Handbook of this creating the
standard of prototype house cricket farm management. It consists of a building and animal
farm. The roof must be built completely without leak. And must be about 3 meters high
from animal farm floor, Adjust the ground at the animal’s shelter to be fill with cement. The
cement ponds are 1.5 x 4 m high and 60 cm high, take cement at the bottom of the pond
about 1 inch thick, there are green mosquito net close on animal’s shelter. Each shelter is
about 50 centimeters wide open. There are two layers of floor coverings, the first layer is the
light filter material or slalom on the inside and the second layer is a canvas material on the
outside roll up. A material of cement based should be sanded as the first. And followed by
sand or husk. Include a thickness of about 3 to 5 cm water container to use a half inch 2
inch long, about 50 centimeters, add 10 spots to the water. Food container, use a stainless
steel tray 4 x 24 cm deep 1.5 centimeters. Feeding point is 18 trays per 1 stall, Cleaning after
harvesting. Change the breed of cricket parents. When it was about 1 -3 generation. The
experiment of suitable cricket rearing diet formulae for farmed house crickets to reduce feed
costs was conducted. Two mixed diet formulae of the commercial chicken feed mixed with
yeast fermented cassava-(contained urea), and (free urea) were tested and compared with
the commercial chicken feed formulae. It found that can reduce the cost of food cricket 30-
35% and the average yield was 12.50 kg, 12.00 kg and 14.25 kg, respectively. Feeding with
commercial chicken feed mixed with yeast fermented cassava was more profitable than
crickets with only commercial chicken feed (683.35 - 720.35 baht / feed), about 40%. The
value added of these fried crickets was processed with herbs and mixed with powder of
BBQ, Paprika, Tom Yum and traditional flavors. The processed products were determined
the nutritional value and found that the nutritional information in storage period (March -
June) still preserved the good nutrition. The protein content in each sample, at 3 months

keeping found with the slight change (0.32 ± 0.02-0.29 ± 0.02 g/L), Lipid, saturated fatty
acids, the rancidity and cholesterol value were increased in every sample and were
increased in the third month (May) of every sample. Paprika flavored crickets will have the
most lipid, saturated fatty acids, the rancidity and cholesterol in every month. The not fried



crickets from the participating farms showed the lowest lipid, fatty acids, the rancidity and
cholesterol content. These fried crickets were still found the chitin in every sample. In
addition, they were also found carotenoids were decreased in the third month (May) of
every sample. Paprika flavored crickets have carotenoids content faster than other products.
The total phenolic content and antioxidant activities by DPPH and FRAP assay from crude
samples were founds decreased in every month of every sample. Paprika flavored crickets
had total phenolic content and antioxidant activities faster than other products. The mineral
such as, calcium, phosphorus, iron, and potassium were determined and found that there
are equal amounts in each substance and in every sample and every month. The vitamin,
such as vitamin B1, and vitamin B2 were determined and found that every sample was
decreased in the third month (May). In conclusion, at 4 months keeping, the products were
not rancidity but less crisp. The experiments showed that the packaging look like
appropriate for use and specific to the storage time of each product which was not equal. In
addition, the addition of oxygen absorber in the packaging bag resulted in the decay of
deterioration of the nutritional value of crickets than non-oxygenated packaging, yield to the
good marketing feedback.



สารบญั เรื่อง

เรือ่ ง หนา้

กติ ตกิ รรมประกาศ ก

บทสรุปผู้บริหาร ข

บทคดั ย่อภาษาไทย จ

บทคัดยอ่ ภาษาอังกฤษ (Abstract) ช

สารบัญเร่อื ง ฌ

สารบญั ตาราง ญ

สารบญั ภาพ ฏ

คาอธิบายสญั ลักษณแ์ ละคายอ่ ท่ใี ชใ้ นการวจิ ยั ฐ

บทที่ 1 บทนา

1.1 ทบทวนวรรณกรรม/สารสนเทศท่ีเกี่ยวขอ้ ง 1

1.2 ความสาคญั และทมี่ าของปัญหาทที่ าวิจัย 14

1.3 วัตถุประสงค์ของโครงการ 15

1.4 ขอบเขตของโครงการ 15

1.5 สรปุ ทฤษฏี และ/หรอื แนวความคิดที่จะนามาใช้ในการวิจยั ฯ 15

1.6 ประโยชน์ท่คี าดว่าจะไดร้ บั 18

1.7 ประเมินผลกระทบดา้ นเศรษฐกิจ-สังคมและประโยชนท์ ่ีภาคเกษตรและเศรษฐกจิ

สว่ นรวมจะได้รบั ทง้ั ระยะส้ันและระยะยาวตามความเปน็ ไปได้ 18

บทท่ี 2 เน้ือเร่อื ง

กิจกรรมท่ี 1 การจดั ทามาตรฐานฟาร์มต้นแบบ 19

กจิ กรรมที่ 2 การศึกษาและคัดเลือกวัตถุดิบที่สมุนไพรท่ีใชร้ ว่ มในการแปรรปู แมงสะดิ้ง 26

กิจกรรมท่ี 3 หาปรมิ าณสารอาหารท่ีเป็นประโยชน์ในแมงสะดิง้ 31

กิจกรรมท่ี 4 การออกแบบบรรจภุ ณั ฑแ์ ละประชาสมั พันธ์ 38

บทท่ี 3 ผลการวจิ ัย

3.1 คมู่ อื มาตรฐานต้นแบบการจดั การฟาร์มจิง้ หรีดทถ่ี ูกต้องตามหลักสขุ อนามัย 5 ฟารม์ 40

3.2 การหาปริมาณสารอาหารทเี่ ปน็ ประโยชน์ในแมงสะด้ิงที่แปรรูปแล้ว 43

3.3 การศกึ ษาและคัดเลอื กวตั ถุดิบที่สมนุ ไพรที่ใช้ร่วมในการแปรรปู แมงสะดงิ้ 65

3.4 บรรจุภณั ฑแ์ ละประชาสัมพนั ธ์ 65

บทที่ 4 วิจารณ์ผลการทดลอง 71

บทที่ 5 สรปุ และข้อเสนอแนะ 73

เอกสารอ้างองิ 75

ภาคผนวก ก ค่มู ือเบื้องตน้ แนวทางปฏิบัติเรอื่ งการสร้างมาตรฐานตน้ แบบการจดั การฟารม์

จ้ิงหรีดให้ถูกต้องตามหลักสุขอนามัยบ้านมะค่า ตาบลขามเรยี ง อาเภอกันทรวิชยั

จงั หวัดมหาสารคาม 77

ภาคผนวก ข รปู กิจกรรม 92



สารบญั ตาราง

ตารางที่ หน้า
1.1 แสดงสภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสมกบั การเจรญิ เติบโตของจ้ิงหรดี และใหผ้ ลผลิตของจง้ิ หรดี 5
3.1 แสดงการเปรียบเทียบการคานวณตน้ ทุนอาหารที่ใชเ้ ล้ียงจิ้งหรีดและกาไรท่ีขายไดจ้ ากฟารม์ 41
42
ตวั อย่างทง้ั 5 ฟาร์ม 44
3.2 เปรยี บเทียบรายละเอยี ดตา่ งๆของฟารม์ เล้ยี งจิง้ หรีด 5 ฟาร์มก่อนและหลงั การจดั การ 45
47
ฟาร์มจิง้ หรีดท่ถี กู ต้องตามหลกั สุขอนามัย
3.3 ปรมิ าณโปรตนี ของสารสกดั หยาบจากผลติ ภณั ฑ์แปรรูปแมงสะดิ้งจานวน 11 ตัวอย่าง 48
49
เปน็ เวลา 4 เดือน (เดือนมีนาคม-เดือนมิถนุ ายน 2561) 52
3.4 ปรมิ าณร้อยละของไขมนั ทีพ่ บในสารสกัดหยาบจากผลิตภณั ฑ์แปรรปู แมงสะดิ้ง 54

จานวน 11 ตัวอยา่ งเปน็ เวลา 4 เดือน (เดอื นมนี าคม-เดอื นมิถุนายน 2561) 55
3.5 แสดงค่าเปอร์ออกไซต์ (Meq/1000 g of Sample) ของสารสกัดหยาบจากผลติ ภัณฑ์
57
แปรรปู แมงสะดิ้งจานวน 11 ตวั อย่างเป็นเวลา 4 เดือน (เดอื นมีนาคม-เดือนมิถุนายน 2561) 59
3.6 แสดงคา่ TBA (Milligrams of malonadehyde equivalents/kg of sample) ของสาร 60
61
สกดั หยาบจากผลติ ภัณฑแ์ ปรรูปแมงสะดงิ้ จานวน 11 ตวั อย่างเป็นเวลา 4 เดือน 62
(เดือนมนี าคม-เดอื นมิถุนายน 2561)
3.7 แสดงปริมาณแคโรทนี อยด์ (g/100ml) ของสารสกดั หยาบจากผลิตภณั ฑ์แปรรปู
แมงสะด้งิ จานวน 11 ตวั อยา่ งเป็นเวลา 4 เดือน (เดือนมีนาคม-เดอื นมิถุนายน 2561)
3.8 แสดงปริมาณคอเลสเตอรอล (mg/100g) ของสารสกัดหยาบจากผลติ ภณั ฑแ์ ปรรปู
แมงสะดง้ิ จานวน 11 ตัวอยา่ งเป็นเวลา 4 เดือน (เดอื นมนี าคม-เดือนมิถนุ ายน 2561)
3.9 ปรมิ าณสารฟนี อลกิ รวมของสารสกัดหยาบจากผลิตภณั ฑ์แปรรูปแมงสะด้ิงจานวน
11 ตัวอย่างเปน็ เวลา 4 เดือน (เดือนมนี าคม-เดือนมถิ ุนายน 2561)
3.10 ความสามารถในการดักจบั อนุมลู อิสระ DPPH ของสารสกดั หยาบจากผลติ ภัณฑ์แปรรูป
แมงสะดิ้งจานวน 11 ตวั อยา่ ง เป็นเวลา 4 เดอื น (เดอื นมนี าคม-เดอื นมิถุนายน 2561)
แสดงผลในรูปของ VCEAC ในหนว่ ยมิลลกิ รัมวติ ามนิ ซตี อ่ ตวั อย่าง 1 กรัม
3.11 ความสามารถในการรีดิวซ์โลหะของสารตา้ นอนมุ ลู อิสระด้วยวิธี FRAP ของสารสกัด
หยาบจากผลติ ภัณฑ์แปรรูปแมงสะดง้ิ จานวน 11 ตวั อยา่ งเปน็ เวลา 4 เดอื น
(เดอื นมีนาคม-เดือนมิถุนายน 2561)
3.12 ปริมาณแคลเซยี มของสารสกดั หยาบจากผลิตภัณฑ์แปรรปู แมงสะดิ้งจานวน 11
ตวั อย่างเปน็ เวลา 4 เดือน (เดอื นมีนาคม-เดือนมิถนุ ายน 2561)
3.13 ปริมาณฟอสฟอรัสของสารสกดั หยาบจากผลติ ภัณฑ์แปรรูปแมงสะดิง้ จานวน 11
ตวั อย่างเปน็ เวลา 4 เดอื น (เดือนมนี าคม-เดือนมิถนุ ายน 2561)
3.14 ปริมาณเหล็กของสารสกัดหยาบจากผลติ ภัณฑแ์ ปรรูปแมงสะดิ้งจานวน 11
ตวั อย่างเปน็ เวลา 4 เดือน (เดือนมีนาคม-เดอื นมิถุนายน 2561)
3.15 แสดงปริมาณโพแทสเซยี มของสารสกัดหยาบจากผลติ ภัณฑ์แปรรูปแมงสะดิ้งจานวน
11 ตัวอย่างเป็นเวลา 4 เดอื น (เดือนมนี าคม-เดอื นมิถุนายน 2561)
3.16 แสดงปริมาณวิตามินบี 1 ของสารสกัดหยาบจากผลิตภัณฑ์แปรรูปแมงสะดง้ิ จานวน

ฎ 63
64
11 ตวั อยา่ งเป็นเวลา 4 เดอื น (เดือนมีนาคม-เดอื นมิถุนายน 2561)
3.17 ปริมาณวิตามินบี 2 ของสารสกัดหยาบจากผลติ ภณั ฑ์แปรรูปแมงสะดิ้งจานวน 11

ตวั อยา่ งเป็นเวลา 4 เดอื น (เดอื นมีนาคม-เดือนมิถุนายน 2561)

ฏ หนา้
2
สารบญั ภาพ 3
4
ภาพที่ 5
1.1 จิง้ โกร่ง 6
1.2 จิง้ หรีดทองดา 23
1.3 จง้ิ หรีดทองแดง 25
1.4 จ้ิงหรีดทองลาย 25
1.5 แสดงวงจรชวี ติ ของจ้ิงหรดี 26
2.1 แสดงสูตรอาหารมันหมักยสี ต์ 27
2.2 ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. สมสมร แกว้ บรสิ ทุ ธ์ิ บรรยายการแปรรูป 28
2.3 แมงสะด้ิงหรือจงิ้ หรีดบ้าน 33
2.4 แมงสะดงิ้ ทอดสมนุ ไพร 33
2.5 ส่วนผสมผงแมงสะด้ิงโรยข้าว 34
2.6 ผงแมงสะด้งิ โรยข้าว 40
2.7 ตวั อย่างแมงสะดิ้งสกัดหาปรมิ าณสารประกอบฟีโนลิกทัง้ หมด 41
2.8 ตวั อย่างแมงสะด้ิงสกดั หาสมบัตดิ ้านปฏกิ ริ ิยาออกซเิ ดชนั โดยวิธีดกั จับอนมุ ลู อิสระ DPPH 43
2.9 ตวั อย่างแมงสะดิง้ สกดั หาความสามารถในการดี วิ ซ์ของสารต้านอนมุ ูลอิสระโดยวธิ ี FRAP
3.1 (ก) ฟาร์มจ้ิงหรดี ทยี่ ังไม่ไดเ้ ข้าร่วมโครงการ (ข) ฟารม์ จ้งิ หรีดที่เขา้ รว่ มโครงการ 51
53
(ค) ฟารม์ จ้ิงหรีด ณ ปัจจบุ นั 55
3.2 แสดงกราฟมาตรฐานของโปรตนี มาตรฐาน BSA 57
3.3 โครงสรา้ งโมเลกลุ ของไคตินและไคโตซานที่สกดั จากผลติ ภณั ฑแ์ ปรรปู แมงสะดิง้ 66
67
โดยวิเคราะหด์ ้วยเทคนิค FT-IR 68
3.4 แสดงกราฟมาตรฐานของ Gallic Acid 68
3.5 กราฟมาตรฐานของวติ ามินซี 69
3.6 กราฟของสารมาตรฐานเฟอรัสซลั เฟต (Ferrous sulphate) 69
4.1 ถงุ พลาสติกบรรจุแมงสะดง้ิ แชแ่ ข็งขนาด 5 กิโลกรัม 70
4.2 ซองบรรจแุ มงสะด้ิงทอดรสดง้ั เดิม รสบาบีคิว รสปาปรกิ ้า และรสต้มยา
4.3 ซองผงโรยขา้ วแมงสะด้ิง
4.4 ออกสือ่ ทางสถานีโทรทัศนช์ อ่ ง 9 และช่องอน่ื ๆ
4.5 ออกส่ือทางหนงั สือ เช่น เทคโนโลยชี าวบ้าน หนงั สือพิมพ์ เป็นตน้
4.6 เป็นวทิ ยากรบรรยาย
4.7 รว่ มออกงานแสดงสนิ ค้า



คาอธบิ ายสญั ลักษณ์และคาย่อที่ใช้ในการวจิ ยั (List of Abbreviations)

คาย่อ คาอธิบายสัญลักษณ์

BSA Bovine serum albumin
C18 column Are HPLC (high performance liquid chromatography)
columns that use a C18 substance as the stationary
DMCS phase
DME Dimethyldichlorosilane
DI Dimethylformamide
DPPH Distilled water
FRAP 2 ,2-diphenyl-1-picylhydrazyl
Fe (II) Ferric Reducing Power assay
GAE Iron(II) oxide)
g gallic acid equivalents
HPLC gram
mm High performance liquid chromatography
MDA Millimetre
HMDA malonaldehyde
mL Hexamethyldisilazane
N milliliter
pH Normality
PV Potential of Hydrogen ion
TBA Peroxide Value
TCA Thiobabituric acid
TMCS Trichloroacetic
µL Trmethyl chlorosilane
Microliter
m
µg Micrometerr
VCEAC Microgram
Vitamin C equivalent antioxidation capacity

1

บทที่ 1
บทนำ (Introduction)

1.1 ทบทวนวรรณกรรม/สารสนเทศ (information) ท่ีเกี่ยวข้อง

ในปจั จุบันน้ีจะเหน็ ไดว้ ่ำมคี นนิยมบรโิ ภคสตั วจ์ ำพวกแมลงกนั มำกขนึ้ เชน่ แมลงกนิ ูน (จินนู ) แมลงกดุ
จ่ี แมลงดำนำ ตัวอ่อนผ้ึง มดแดง ตวั ออ่ นของต่อ จง้ิ โกรง่ จงิ้ หรดี ตก๊ั แตน แมลงกระชอน แมลงเหน่ียง แมลง
ตบั เตำ่ (ด้วงดิ่ง) แมลงมัน แมลงเมำ่ แมลงค่อม ทอง หนอนและดกั แดไ้ หม เป็นตน้ จ้งิ หรดี เปน็ แมลงกนิ ได้ชนดิ
หนง่ึ ท่ีคนนิยมบรโิ ภคกันมำกโดยกำรทอด ค่วั แกง อกี ทั้งยังเปน็ แหล่งอำหำร ท่มี ีโปรตีนสูงถึง 12.9% ซ่งึ ใกล้
เคียงกับปริมำณโปรตีนที่พบในไขไ่ ก่ 12.7% ((กองโภชนำกำร, 2521; ทศั นีย์ ทัศนีย์, ชำญชัย และพษิ ณุ,
2547; Hanboonsong, Jamjanya and Durst, 2013)

จิ้งหรดี เป็นแมลงที่มลี ำตัวขนำดกลำงถงึ ขนำดใหญ่ ขำค่หู ลังส่วนต้นมีขยำยใหญ่ และแข็งแรง ใช้
สำหรบั กระโดด ขำคู่หนำ้ มีขนำดเล็กกว่ำขำคู่หลงั มำก ใชส้ ำหรับเดนิ และเข่ยี อำหำร มีหนวดยำว 2 เส้น ขนำด
เท่ำเส้นผมคนเรำ ควำมยำวหนวดประมำณ 3-5 ซม. และมำกกวำ่ ลำตัว หนวดมีหนำ้ ทรี่ ับควำมรสู้ กึ และรับ
กลิ่นอำหำร มีปำกเปน็ แบบกัดกิน ปีกขวำทับปีกซ้ำย ปีกคู่หน้ำปกคลมุ ด้วยฟลิ ม์ บำงๆ

ชื่อวิทยาศาสตร์ Acheta testacea Walker
ชื่อสามัญ Cricket
ช่ือท้องถน่ิ ก้ีดีด
วงศ์ Orthoptera
ลักษณะของจิ้งหรดี
รปู รำ่ งสนั้ หนวดยำวเปน็ รูปเส้นดำ้ ย ลำตัวสีนำ้ ตำลคอ่ นข้ำงแดง ปำกเป็นปำกกัด ขำค่หู ลงั มขี นำดใหญ่
แข็งแรง กินพืชเป็นอำหำร ออกหำกินเวลำกลำงคืนเช่นเดียวกับจิ้งโกร่ง ทำเสียงโดยกำรกรีดปีกในเวลำ
กลำงคืนเพ่ือหำค่ผู สมพนั ธ์ุ
วงจรชวี ิตของจ้งิ หรีด
จงิ้ หรีดมรี ะยะกำรเจรญิ เติบโต แบง่ ออกได้เปน็ 3 ระยะ คอื
1. ระยะไข่ ไขจ่ ้ิงหรีดจะมสี ีเหลืองรวมกนั เปน็ กลมุ่ ในดนิ ลักษณะยำวเรยี วคลำ้ ยเมลด็ ข้ำวสำร
ควำมกว้ำงของไข่ 5.1 มม. ควำมยำว 2.38 มม. วำงไข่ ตวั เมยี เรม่ิ วำงไข่เมื่อผสมพนั ธ์ุผำ่ นไป 3 – 4 วนั วำงไข่
ไวใ้ ตด้ นิ วำงไข่เปน็ กลุ่มๆ ละ 3 - 4 ฟอง ตลอดอำยุขัยจิ้งหรดี เพศเมียสำมำรถวำงไข่ได้ 600 – 1,000 ฟอง ซง่ึ
จะวำงไข่เปน็ ร่นุ ๆ ไดป้ ระมำณ 4 รุน่ ๆละ 200 – 300 ฟอง แตล่ ะรุ่นใช้เวลำหำ่ งกนั ประมำณ 15 วนั หลังจำก
นัน้ ประมำณ 3 สัปดำห์ จะเห็นลูกจิ้งหรีดท่ฟี ักออกจำกไขน่ ับพนั ตวั ระยะไข่ใชเ้ วลำประมำณ 7 วัน จงึ ฟกั
ออกมำเปน็ ตัวออ่ น
2. ระยะตัวอ่อน ไขจ่ ้งิ หรดี เมื่อฟักออกเป็นตัวอ่อน จะมลี ักษณะคลำ้ ยมด ฟกั ออกจำกไข่ชว่ งแรกไม่มี
ปีก จะเรมิ่ มีตุม่ ปีกในเมื่อถงึ กลำงวัยออ่ น และมีกำรเจริญเติบโตโดยกำรลอกครำบประมำณ 8 ครัง้ จงึ จะเปน็ ตัว
เตม็ วยั ตวั ออ่ นเมื่อโตขึน้ เร่ิมมีปีก เรยี กวำ่ ระยะใสเ่ ส้อื กก๊ั มรี ะยะก๊ักเล็ก มตี ิง่ ปกี และก๊ักใหญ่ มตี ่งิ ปกี ยำว
ระยะตัวออ่ นพนั ธจุ์ ้งิ หรีดทองดำใชเ้ วลำประมำณ 35 – 40 วัน แตถ่ ำ้ พันธุ์ทองแดงใชเ้ วลำประมำณ 46 – 50
วัน จงึ จะลอกครำบเปน็ ตัวเต็มวัย
3. ระยะตัวเตม็ วัย มีปกี 2 คู่ เปน็ ระยะที่สำมำรถแยกเพศได้ชดั เจน โดยกำรสงั เกตควำมแตกตำ่ งของ
เพศผู้และเพศเมยี วัย เพศผู้จะมปี กี คหู่ น้ำย่น มีหนำม ไวท้ ำเสยี ง สำมำรถทำให้เกิดเสยี งข้ึนได้ โดยใชป้ ีกคู่หน้ำถู

2

กนั จะทำใหเ้ กิดเสยี ง เสียงทีจ่ ิ้งหรดี ทาข้ึนเปน็ กำรสื่อสำรท่ีมีควำมหมำยของจ้ิงหรดี เพศเมยี จะมปี ีกหน้ำเรยี บ
และมีอวยั วะวำงไข่ยำวแหลมคล้ำยเขม็ ยนื่ ออกมำจำกสว่ นทอ้ ง อำยุวัยแกป่ ระมำณ 38 – 49 วัน โดยทัว่ ไป
จิง้ หรีดตวั เตม็ วยั จะมีอำยุเฉลี่ยประมำณ 45 – 60 วัน
การผสมพันธุข์ องจิ้งหรีด

จิ้งหรีดจะผสมพนั ธเ์ุ ม่ือลอกครำบเป็นตัวเต็มวยั ประมำณ 3 – 4 วัน กจ็ ะเริม่ ผสมพนั ธุ์โดยเพศผู้จะส่ง
เสยี งโดยยกปกี คู่หน้ำถกู นั ใหเ้ กิดเสียงกริก...กริก...กริก...เบำๆ และถ่ีๆ ตดิ ตอ่ กัน เพ่ือให้ตัวเมยี เข้ำมำอยใู่ กล้ๆ
จำกนน้ั เพศผู้จะถอยหลงั เข้ำหำตัวเมยี เดินวนรอบประมำณ 2 - 3 รอบ จำกนน้ั เพศเมยี จะขึน้ คร่อมเพศผรู้ ับกำร
ผสมพนั ธุ์ ระยะเวลำผสมพันธ์ุประมำณ 10 -15 นำที กำรผสมพนั ธุ์และวำงไข่แต่ละรนุ่ จะใช้เวลำประมำณ 15
วัน/ครัง้ /รุ่น เม่ือหมดกำรวำงไข่ร่นุ สดุ ท้ำยแล้วตวั เมียกจ็ ะตำย

จงิ้ หรีดทพี่ บในประเทศไทย ซ่ึงเปน็ ที่รู้จักกนั อยำ่ งแพรห่ ลำย มี 4 ชนดิ ดงั น้ี
1. จง้ิ โกร่ง (Brachtrupes Portentosus Lichtenstein)
จง้ิ หรีดชนิดนี้บำงพ้นื ทีเ่ รยี ก จิโปม, จิ้งกุ่ง, จินำย เป็นต้น เปน็ จง้ิ หรีดขนำดใหญ่ ประกอบด้วยส่วนหวั
สว่ นอก และส่วนท้อง ลำตวั ทุกสว่ นมสี นี ำ้ ตำล ยกเวน้ ขำคหู่ ลังสว่ นบนมีสีเหลือง และสว่ นทอ้ งมสี ีครีม โตเต็มวัย
ลำตวั กวำ้ งประมำณ 1 ซม. ยำยประมำณ 3.5-4.0 ซม. มีหนวดยำว ขุดรตู ำมดนิ รว่ นปนทรำย ภำยในรูที่ควำม
ลกึ 5-10 ซม. มรี แู ยก 1 รู เพื่อหลบภัย บรเิ วณรอยแยกของรูเปน็ โพรงใหญ่สำหรบั เก็บอำหำร รูหลกั ยำว
ประมำณ 30-50 ซม. ลึกประมำณ 20-30 ซม. กลำงวันจะปดิ ปำกรู และอำศัยอย่ภู ำยใน กลำงคืนออกหำกิน
และสง่ เสยี งรอ้ งดงั รูปท่ี 1.1

รปู ที่ 1.1 จิ้งโกรง่ (สบื คน้ จำก http://oknation.nationtv.tv/blog/powerbonus/2015/06/29/entry-1;
5 พฤษภำคม 2561)

3

2. จิ้งหรดี ทองดำ (Gryllus Bimaculatus Degeeer)
เป็นจ้งิ หรดี ขนำดกลำง บำงพื้นทเ่ี รียก จิโหลน ประกอบด้วยสว่ นหัว ส่วนอก และส่วนท้อง ลำตัว และปีกมีสดี ำ
หรอื นำ้ ตำลปนดำทั้งตวั โตเตม็ วยั ลำตัวกว้ำงประมำณ 0.6-0.7 ซม. ยำวประมำณ 2.8-3.0 ซม. มหี นวดยำว ตัว
ผ้สู ่วนหวั และอกมสี ดี ำ ปกี คู่หน้ำยน่ ปีกมสี ีน้ำตำลออกเหลืองเลก็ น้อย โดยเฉพำะโคนปีกท่มี ีสีเหลอื งแกม
สว่ นตัวเมยี สว่ นหัว และอกมีสีดำ ปกี คู่หน้ำเรยี บ ปีกมีสีดำสนทิ โคนปีกมีแต้มสีเหลอื ง 2 จดุ ปลำยปคี ่หู ลงั
ท้ังตัวผู้ตัวเมียย่ืนยำวมำกกวำ่ ลำตัว ปลำยท้องมีแพนหำงยำว 1 คู่ ชอบอำศัยตำมกองไม้ กองใบไม้ ร่องดิน ออก
หำกินในเวลำกลำงคืน และไม่ขุดรอู ำศัยดงั รูปท่ี 1.2

รปู ที่ 1.2 จง้ิ หรีดทองดา (สืบคน้ จำก http://oknation.nationtv.tv/blog/powerbonus/2015/06/29/
entry-1; 5 พฤษภำคม 2561)

3. จงิ้ หรีดทองแดง (Teleogryllus Testaceus Walker)
บำงพื้นทเี่ รยี ก จิง้ หรีดนลิ หรือ จินำย หรือ จิง้ หรดี พมำ่ เป็นจ้ิงหรีดขนำดกลำง ประกอบด้วยสว่ นหวั ส่วนอก
และส่วนท้อง โตเต็มวยั ลำตัวกว้ำงประมำณ 0.5-0.6 ซม. ยำวประมำณ 2.5-2.80 ซม. ลำตัวทกุ ส่วนมสี ีน้ำตำล
เขม้ บริเวณหัวเหนอื ขอบตำมีแถบสนี ้ำตำลเข้มรปู ตวั V ตัวผู้มีสีลำตวั ทกุ ส่วนเข้มกวำ่ ตวั เมยี ด้ำนลำ่ งทอ้ งมีสี
ครีม เคลอ่ื นท่ีได้ว่องไว ชอบอำศยั ตำมกองไม้ กองใบไม้ ร่องดิน ออกหำกนิ ในเวลำกลำงคืน และไม่ขดุ รูอำศัย
ดงั รูปท่ี 1.3

4

รูปท่ี 1.3 จ้งิ หรดี ทองแดง สบื ค้นจำก (http://oknation.nationtv.tv/blog/powerbonus/2015/06/29/
entry-1; 5 พฤษภำคม 2561)
4. จง้ิ หรดี ทองลำย (Modicogryllus Confirmata Walker)

จิ้งหรีดทองลำยหรือจิง้ หรีดบำ้ นหรือทชี่ ำวบำ้ นนยิ มเรยี กว่ำ แมงสะดิง้ (Acheta domesticus
L.) ตวั ผู้และตวั เมียมอี ำยเุ ต็มวัย 38-60 วนั เป็นจงิ้ หรดี ขนำดกลำง ประกอบดว้ ยสว่ นหัว ส่วนอก และสว่ นทอ้ ง
ลำตัวทุกส่วนมีสีเหลอื งแกมน้ำตำล มลี ักษณะสีเป็นลำย ลำตวั กว้ำงประมำณ 0.4-0.55 ซม. ยำวประมำณ 2.0-
2.5 ซม. ตัวเมียลำตัวมีสนี ำ้ ตำลปนเหลอื ง ปกี คหู่ น้ำเรียบมีสีนำ้ ตำลเป็นลำยเสน้ ชดั เจน ปกี คลมุ ปลำยท้องไม่มิด
มอี วยั วะวำงไขค่ ลำ้ ยเข็มสนี ้ำตำล ยำวประมำณ 1.2 เมตร ยำวกว่ำแพนหำงเล็กน้อย ตัวผมู้ ีสลี ำตัวเข้มกว่ำตัว
เมยี และมลี ำยแต้มท่ีหวั ปกี คู่หน้ำยน่ ปลำยท้องมีแพนหำง จิ้งหรดี ชนดิ นี้ ชอบอำศยั ตำมกองไม้ กองใบไม้ ร่อง
ดิน ออกหำกนิ ในเวลำกลำงคืน และไม่ขุดรูอำศัยดงั รปู ท่ี 1.4

จ้ิงหรดี บ้ำน นบั เปน็ สัตว์เศรษฐกจิ ที่ทำรำยได้ทดี่ ีแกเ่ กษตรกร นยิ มเล้ยี งเป็นฟำร์ม คำดวำ่ มปี ระมำณ
เกอื บ 20,000 ครวั เรอื นที่ทำฟำรม์ เล้ยี งโดยกระจำยอยู่ทกุ ภำค แตพ่ บมีกำรเล้ียงจ้งิ หรีดมำกในภำค
ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื (Hanboonsong et al., 2013) เกษตรกรบำงรำยสำมำรถเลีย้ งจง้ิ หรดี ได้ผลผลิตในแตล่ ะ
รนุ่ สงู ถงึ 1-2 ตนั ขำยส่งกโิ ลกรมั ละ 80-100 บำท (ทัศนยี ์, 2555) ซง่ึ ถ้ำมีกำรบริหำรจัดกำรที่ดสี ำมำรถทำให้
เกษตรกรเล้ยี งจิ้งหรดี บำ้ นได้ 6-7 รุ่นต่อปี แตใ่ นปัจจบุ ันปัญหำหลกั ของกำรเลย้ี งจิง้ หรีดคอื ตน้ ทนุ กำรเลยี้ ง
จ้ิงหรดี ท่ีมรี ำคำสงู ซึง่ มำกกว่ำ 50% ของค่ำกำรผลิตเปน็ ค่ำอำหำร (Hanboonsong et al., 2013) จำกกำร
สำรวจของ ชนะพงษ์ (2550) และณรงคศ์ กั ดิ์ (2553) พบวำ่ เกษตรกรมกั เลี้ยงจง้ิ หรีดบำ้ นด้วยอำหำรไก่
สำเร็จรูปทีม่ โี ปรตนี 21% ทำใหต้ น้ ทนุ คำ่ อำหำรสงู ถึง 60-68% นอกจำกน้ี กำรแปรรูปจ้งิ หรีดเปน็ ผลติ ภัณฑ์

5

ตำ่ งๆขำยในตลำดยังไม่มีควำมหลำกหลำยชนดิ โดยมำกมีแตใ่ นรปู ของ กำรทอด กำรค่วั ขำยวันต่อวนั
(Hanboonsong, 2010)

รูปที่ 1.4 จิ้งหรดี ทองลำย (สบื คน้ จำก http://oknation.nationtv.tv/blog/powerbonus/2015/06/29/
entry-1; 5 พฤษภำคม 2561)

ตารางที่ 1.1 แสดงสภาพแวดลอ้ มทเี่ หมาะสมกับการเจรญิ เติบโตของจิ้งหรีดและให้ผลผลติ ของจงิ้ หรดี

สภาพแวดล้อม การเจรญิ เติบโตและใหผ้ ลผลิตของจิ้งหรดี ของจ้ิงหรีด

ภมู ิอำกำศ อณุ หภมู ิ 25-30 C จะ ถ้ำอุณหภมู ติ ำ่ จะไม่สำมำรถผสมพันธุแ์ ละ

สำมำรถกินได้ วำงไข่และเพ่ิม วำงไข่

ประชำกรได้อยำ่ งเตม็ ท่ี

พน้ื ท่ี ต้องมีร่มเงำ ไมต่ ำกแดดตำก ถำ้ ร้อนหรือฝนตกชกุ จะไมผ่ สมพนั ธุแ์ ละ

ฝน วำงไข่

นำ้ ตอ้ งเป็นนำ้ ท่ีสะอำด ถ้ำไมส่ ะอำด จะทำให้เกิดโรคทำงเดนิ อำหำร

ไดง้ ำ่ ย

ดนิ ควรเป็นดนิ รว่ นปนทรำย ถำ้ เป็นดนิ แข็ง จ้ิงหรดี จะไม่สำมำรถแทงเข็ม

วำงไขใ่ นดนิ ได้

6

รูปที่ 1.5 แสดงวงจรชีวติ ของจิ้งหรีด (สบื ค้นจำก https://e

6

esan108.com/กำรเล้ยี งจิ้งหรดี .html; 5 พฤษภำคม 2561)

7

ปัจจุบันจ้ิงหรีดท่ีพบในธรรมชำติมีปริมำณลดน้อยลงมำก เน่ืองจำกสภำวะแวดล้อมเปล่ียนแปลงไป
ประกอบกับอำหำรจำกสัตว์ชนิดอื่น เช่น หมู ไก่ ปลำ วัว เป็นต้น นั้นมีรำคำแพงขึ้น เน่ืองจำกมีรสชำติอร่อย
กรอบ มนั และมคี ณุ คำ่ ทำงอำหำรสงู ทำใหม้ ีควำมต้องกำรบริโภคเพมิ่ ขน้ึ จึงทำให้ในปัจจุบันได้มีกำรเพำะเล้ียง
จิ้งหรีดเพ่ือกำรค้ำและเป็นสัตว์เศรษฐกิจทำงเลือกใหม่ที่สร้ำงรำยได้ให้กับเกษตรกรผู้เล้ียง จำกปริมำณควำม
ต้องกำรจ้ิงหรีดในตลำดมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กำรเลี้ยงจิ้งหรีดจึงมีกำรจัดกำรฟำร์มที่เป็นระบบมำกข้ึนและมีกำรนำ
อำหำรสัตว์ปีก สำเร็จรูปมำใช้เป็นอำหำรในกำรเล้ียงจ้ิงหรีดแทน พืชผักทั่วไป ส่งผลให้ต้นทุนกำรเลี้ยงจิ้งหรีด
เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นการศึกษาเรื่องกำรสร้ำงมำตรฐำนต้นแบบกำรจัดกำรฟำร์มจ้ิงหรีดให้ถูกต้องตำมหลัก
สขุ อนำมยั เพ่ือให้ได้ผลติ ภณั ฑท์ ่มี ีคณุ ภำพของวิสำหกิจชุมชนผู้เล้ียงจิ้งหรดี บ้ำนมะค่ำมีงำนวจิ ยั ท่เี ก่ียวข้องดงั น้ี

นันทยา (2549) ไดก้ ล่ำวถงึ คณุ ค่ำทำงอำหำรของแมลง โดยสรุปไดด้ ังนี้ จำกกำรวจิ ัยแมลงตวั อยำ่ ง
8 ชนิด นำมำวเิ ครำะห์ปริมำณโปรตนี ไขมนั วิเครำะห์กรดอะมิโนโดยใช้เครือ่ ง Amino acid Analyser และ
วเิ ครำะหค์ อเลสเตอรอลโดย Gas chromatographic Method พบวำ่ หนอนไมไ้ ผม่ ีพลงั งำนและไขมัน
มำกกว่ำแมลงชนดิ อ่ืน มีพลังงำน 231 กิโลแคลอรี และไขมัน 20.4 กรมั ตกั๊ แตนปำทังกำ้ มีปริมำณโปรตีนมำก
ทส่ี ดุ 27.6 กรมั ในขณะที่กำรประเมินคุณภำพโปรตีนด้วย amino acid score พบวำ่ ดกั แด้ไหมมีค่ำ amino
acid score สูงทีส่ ุดถงึ 100 จงึ นบั ว่ำเป็นโปรตีนคุณภำพดี จ้งิ หรีดมปี ริมำณคอเลสเตอรอลมำกท่สี ุด 105
มลิ ลกิ รมั โดยจง้ิ หรีด จงิ้ โกร่ง ต๊ักแตนปำทังก้ำ แมลงกินนู มอี ตั รำสว่ นกรดไขมนั ไม่อิม่ ตวั ตำแหน่งเดียวและกรด
ไขมันไม่อิม่ ตวั หลำยตำแหนง่ เทำ่ กัน จึงนบั วำ่ มีปรมิ ำณกรดไขมันทเ่ี หมำะสม จำกผลกำรวจิ ัยนช้ี ว่ ยใหค้ วำมรู้
และข้อมูลพนื้ ฐำนสำหรบั กำรเลอื กบริโภคแมลง ในกำรบรโิ ภคแมลงควรต้องระมดั ระวงั เพรำะอำจจะทำให้
ได้รับพลงั งำน ไขมันและคอเลสเตอรอลมำกเกนิ ไป กำรนำไปทอดก่อนรับประทำนยิ่งเปน็ กำรเพิ่มปรมิ ำณไขมนั
ให้มำกขึน้ นอกจำกนส้ี ำรพิษตกค้ำงท่ปี นเป้ือนมำกับยำกำจัดศัตรพู ืชก็ควรจะระวงั ดว้ ย ดงั น้นั ก่อนนำมำปรุง
อำหำรควรลำ้ งใหส้ ะอำด แมลงเหล่ำนม้ี ีโปรตนี สูงและเปน็ โปรตีนทมี่ ีคุณภำพดโี ดยเฉพำะดักแด้ไหม ดงั น้ัน
กลมุ่ ประชำชนที่มีปัญหำขำดสำรอำหำรหรอื ผู้ทส่ี ำมำรถออกไปจบั หำมำบริโภคได้เองก็ควรจะสนบั สนนุ เพรำะ
เป็นกำรเพ่ิมแหล่งอำหำรทม่ี ีคุณคำ่ สำรอำหำรสงู และส่งผลใหม้ ภี ำวะโภชนำกำรทีด่ ขี น้ึ จงิ้ หรดี เป็นแมลง
เศรษฐกจิ ชนิดหน่ึงทน่ี ยิ มเลย้ี ง และนำมำบรโิ ภคท่วั ทกุ ภำคของประเทศเนือ่ งจำกมรี สชำตอิ ร่อย กรอบ มนั และ
มีคุณคำ่ ทำงอำหำรสูง

สุปาณี (2550) ได้กลำ่ วถึงคุณค่ำทำงอำหำรของแมลง ข้อดี และข้อเสียในกำรบรโิ ภคแมลง โดย
สรุปได้ดงั น้ี ในประเทศไทยมีแมลงทมี่ ีคณุ ค่ำทำงอำหำรอย่ำงน้อย 194 ชนิด แบ่งออกเป็น 8 หมวดหมู่ (ด้วงปีก
แขง็ 61 ชนดิ ผีเสอ้ื 47 ชนดิ จงิ้ หรีดและตั๊กแตน 22 ชนดิ ผ้ึง มด และต่อ 16 ชนิด จักจนั่ 11 ชนิด แมลงปอ 4
ชนดิ และปลวก 2 ชนดิ ) โดยแมลงดำนำให้พลังงำนมำกที่สดุ (162.3กิโลแคลอรี) แมลงตับเตำ่ ให้พลงั งำนจำก
โปรตีนมำท่ีสดุ (21 กรมั ) แมลงดำนำให้พลงั งำนจำกไขมันมำกท่ีสุด (8.3 กรัม) ไขม่ ดแดงใหพ้ ลงั งำนจำกคำร์
บอไฮเดรตมำกทีส่ ดุ (6.5กรมั ) แมลงเหลำ่ น้ยี งั ใหแ้ ร่ธำตุอีกหลำยชนิดเชน่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหลก็ เป็นต้น
โดยขอ้ ดขี องกำรบริโภคแมลง เป็นแหล่งอำหำรโปรตีนทีส่ ำคญั สง่ เสรมิ กำรเพำะเลีย้ งแมลงเป็นอำชีพ ลดกำรใช้
สำรเคมีปรำบศัตรูพชื สว่ นข้อเสียของกำรบรโิ ภคแมลง ได้รับสำรพิษ กำรควบคมุ จำนวนแมลงในระบบนเิ วศ
เปลย่ี นไป

ณรงค์ศักด์ิ (2553) พบว่ำ ต้นทนุ ท้ังหมดในกำรเลี้ยงจ้ิงหรีด โดยใชอ้ ำหำรสตั ว์ปกี สำเรจ็ รูปของตำบล
ศรีสมเดจ็ อำเภอศรีสมเด็จ จังหวดั ร้อยเอ็ด เทำ่ กบั 14,432.50 บำท/รุ่น (ผลผลิต 270 กโิ ลกรมั /ร่นุ ) โดยคิด
เป็น ต้นทุนคงท่ี ร้อยละ 12.69 และต้นทุนผันแปรรอ้ ยละ 87.30 ของต้นทุนทง้ั หมด ซึ่งตน้ ทนุ ค่ำอำหำรสัตว์
ปกี สำเร็จรปู ทน่ี ำมำเลย้ี งจิ้งหรีดสูงถึงรอ้ ยละ 64.02 ของต้นทุนท้ังหมด แตใ่ นทำงตรงกันข้ำม ปรมิ ำณผลผลติ ท่ี

8

ไดร้ ับตอ่ หน่วยและรำคำจิ้งหรีดทเี่ กษตรกรขำยได้ กลับไม่ได้เพ่มิ ขึ้นทำใหเ้ กษตรกรผู้เล้ียงจง้ิ หรดี บำงรำย ตอ้ ง
หยดุ ดำเนนิ กำร

ประทมุ พร คำภำสขุ และ เยำวรตั น์ ศรีวรำนันท์ (2557) ไดร้ ำยงำน ำกำรจัดกำรกำรผลติ ต้นทนุ และ
ผลตอบแทนจำกกำรเล้ียงจ้ิงหรีดของเกษตรกร และวถี กี ำรตลำดของจ้ิงหรีดในพืน้ ทจี่ ังหวัดขอนแก่น กำฬสินธ์ุ
และมหำสำรคำม โดยเกบ็ รวบรวมข้อมูลจำกเกษตรกรผเู้ ลี้ยง จ้งิ หรีด จำนวน 60 รำย ไดแ้ ก่ เกษตรกรท่ใี ช้
อำหำรสัตวป์ กี สำเรจ็ รูปในกำรเลย้ี งจ้งิ หรีดเปน็ สว่ นใหญ่ (ประเภทที่ 1) จำนวน 32 รำย เปน็ เกษตรกรที่ใช้
อำหำรสตั วป์ ีกสำเร็จรูปควบคู่กับพืชผกั (ประเภทที่ 2) จำนวน 28 รำย และพ่อค้ำท่มี ำรบั ซื้อจงิ้ หรดี จำก
เกษตรกรผ้เู ลี้ยงจงิ้ หรดี โดยตรง จำนวน 9 รำย ผลกำรศกึ ษำพบวำ่ เกษตรกรผู้เล้ียงจ้งิ หรีดส่วนใหญ่เลย้ี งจง้ิ หรดี
สำยพนั ธ์ทุ องดำ ผลผลติ ที่ได้จำกกำรเล้ียงจ้ิงหรดี สูงสดุ อยใู่ นช่วงเดอื นพฤษภำคม-กรกฎำคม เพรำะสภำพ
อำกำศไม่รอ้ นมำก เม่ือพิจำรณำ ต้นทุนในกำรผลิตต่อรนุ่ พบว่ำ เกษตรกรผู้เลยี้ งจง้ิ หรีดประเภทที่ 1 มตี น้ ทนุ
ทั้งหมดเท่ำกบั 94.1 บำท/กโิ ลกรมั มรี ำยได้สุทธิ 25.9 บำท/กโิ ลกรมั รำยรับเหนือตน้ ทนุ เงนิ สด/กโิ ลกรมั
53.83 บำท สำหรบั เกษตรกรผเู้ ลยี้ งจิ้งหรดี ประเภทที่ 2 มีตน้ ทุนทง้ั หมด 73.0 บำท/กโิ ลกรมั รำยไดส้ ทุ ธิ/
กโิ ลกรัมเท่ำกบั 51.00 บำท และมีรำยรบั เหนือตน้ ทุนเงนิ สด/กโิ ลกรัม 75.44 บำท เมื่อทดสอบ ควำมแตกตำ่ ง
ของต้นทนุ ทัง้ หมดเฉลย่ี ระหว่ำงกำรเลย้ี งจ้งิ หรีดท้ัง 2 ประเภท พบว่ำ มีควำมแตกตำ่ งกันอยำ่ งอย่ำงมนี ยั สำคญั
ทำงสถิตทิ ่ีระดับ 0.05

นันทกานต์ (2557) ได้กลำ่ วถึงควำมสำคญั ของแมลงในประเทศต่ำงๆ คุณค่ำทำงอำหำรของแมลง
ข้อดี และข้อเสียในกำรบรโิ ภคแมลง โดยสรปุ ไดด้ ังนี้ แมลงเปน็ สัตวท์ ี่นยิ มนำมำบริโภคตง้ั แตส่ มยั มนุษย์โบรำณ
โดยเฉพำะชำวพืน้ เมืองต่ำงๆ เพือ่ ใช้เปน็ แหลง่ โปรตนี เสรมิ อำหำรให้กับเด็ก ยกตัวอยำ่ งกำรนำแมลงมำบริโภค
เชน่ ขนพ้นื เมืองอฟั ริกำรบั ประมำน มด ปลวก หนอนดว้ ง หนอนผีเสือ้ และต๊กั แตนเป็นอำหำรหลัก ประเทศ
เมก็ ซิโกนำหนอนผีเสือ้ มำผลิตเป็นอำหำรกระป๋องและส่งออกยงั ประเทศอเมริกำดว้ ย ประเทศญ่ปี ุ่นนำดักแด้
หนอนไหมมำใช้เป็นอำหำรและส่งออก และผู้คนในภำคตะวันออกเฉยี งเหนือ และภำคเหนือของประเทศไทย
นยิ มกำรบริโภคแมลงทอด นอกจำกนอ้ี งคก์ ำรอำหำรและเกษตรแห่งสหประชำชำติ (FAO) ได้รณรงค์ให้
ชำวโลกหันมำบริโภคแมลงเพื่อต่อสู้กบั ภำวะอดอยำกและขำดแคลนอำหำร โดยแมลงทผ่ี ูเ้ ขยี นสนใจมีอยู่ 8
ชนดิ ดงั น้ี จิ้งโกรง่ จ้งิ หรีด ดักแดไ้ หม ต๊ักแตนปำทงั กำ้ ตวั ออ่ นของต่อ แมลงกินูน แมลงป่อง และหนอนไม้ไผ่
จำกผลวจิ ัยพบว่ำ แมลงหนกั 100 กรัม จะมพี ลังงำน 98-231 กโิ ลแคลอรี มีโปรตีน 2-20 กรมั คำร์โบไฮเดรต
1-5 กรัม ซึ่งโปรตีนในแมลงทุกชนิดมปี ริมำณเทยี บเท่ำเนอื้ หมู เน้อื ไก่ และไข่ไก่ขนำดเท่ำกนั นอกจำกน้ียังอุดม
ไปดว้ ยแร่ธำตตุ ่ำงๆ เชน่ เหลก็ แมกนีเซยี ม สังกะสี เป็นต้น แม้วำ่ แมลงจะมีประโยชน์ด้ำนคณุ ค่ำทำงอำหำร
มำก แตห่ ำกบรโิ ภคมำกเกนิ ไปจะส่งผลเสียต่อสุขภำพ เนอ่ื งจำกได้รับสำรอำหำรประเภทไขมนั มำกไปจำกแมลง
บำงชนิด และอำจไดร้ บั สำรพิษตกค้ำงที่หลงเหลอื อยใู่ นแมลงสง่ ผลใหเ้ กิดอำกำรแพ้ โดยเฉพำะในรำบท่ีเปน็ โรค
หอบหดื หรอื โรคภูมแิ พจ้ ะตอบสนองเรว็ กว่ำคนอนื่ นอกจำกนหี้ ำกแมลงทซ่ี ื้อมำถูกทงิ้ ไว้นำนจะเกดิ กำรเนำ่ เสยี
แบคทีเรยี จะเปลย่ี นเปน็ กรดอะมิโนโปรตีน มีผลตอ่ ระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้หลอดลมตีบตัน แมลง
ทอดหำกรับประทำนอย่ำงพอเหมำะและสะอำดจะส่งผลดีต่อสขุ ภำพ แตห่ ำกรบั ประทำนมำกเกินไปหรือ
รับประทำนแมลงทเ่ี ร่ิมเน่ำเสยี ก็จะส่งผลเสียตอ่ สุขภำพ

สกุ ฤตำ อนตุ ระกลู ชยั , สมสมร แก้วบรสิ ุทธิ์ และยุพำ หำญบญุ ทรง (2557) ไดท้ ำกำรทดลองสตู ร
อำหำรสำหรับจงิ้ หรีดบำ้ น (Acheta domesticus L.) เพอ่ื ลดตน้ ทนุ ค่ำอำหำรท้ังหมด 4 กรรมวธิ ี จำกกำรผสม
สูตรอำหำรจำกวตั ถุดิบ คอื กำกถวั่ เหลือง กำกมะพร้ำว เมล็ดขำ้ วโพด รำออ่ น มนั เส้น และใบมันสำปะหลงั
โดยมอี ำหำรไก่สำเรจ็ รูปทมี่ ีโปรตีน 21% เป็นสูตรเปรยี บเทยี บ เลี้ยงจิ้งหรีดทงั้ หมด 2 รุ่นต่อเนอ่ื งกนั พบว่ำใน
รุ่นท่ี 1 อำหำรไก่สำเรจ็ รปู โปรตีน 21% ให้นำ้ หนกั จ้ิงหรีดรวมเฉลี่ยมำกท่ีสดุ คือ 1,946.93 กรัม/บ่อ ใชเ้ วลำ

9

เลีย้ ง 41-42 วัน และมตี ้นทนุ ค่ำอำหำร 35.94 บำท/กิโลกรัม ในขณะทอี่ ำหำรสตู รท่ีผสมดว้ ยใบสำปะหลัง
25% ไดน้ ้ำหนักจิ้งหรีดรวมเฉล่ยี รองลงมำ คือ 1,224.4 กรมั /บ่อ ใช้เวลำ เล้ยี ง 44-47 วนั และมีต้นทุน
ค่ำอำหำรเฉลี่ย 22.74 บำท/กิโลกรัม ส่วนรุน่ ที่ 2 เลี้ยงด้วยอำหำรท้ัง 4 สตู ร พบว่ำนำ้ หนักจิง้ หรดี รวมเฉล่ยี ท่ี
ไดอ้ ยู่ท่ี 1,691-1,845 กรัม/บ่อ ซ่งึ ไม่มคี วำมแตกตำ่ งทำงสถติ ิ ท้งั นอี้ ำหำรไกส่ ำเร็จรปู โปรตีน 21% ใชเ้ วลำ
เลี้ยงน้อยท่ีสุด คือ 44 วนั แต่มีตน้ ทุนค่ำอำหำรสงู ท่ีสุด คือ 33.81 บำท/กโิ ลกรัม ในขณะท่ีอำหำรผสมทั้ง 3
สตู ร ใชเ้ วลำเลี้ยง 45-47 วนั และมีต้นทุนค่ำอำหำรเฉล่ีย 25-30 บำท/กิโลกรมั และกำรเพมิ่ มูลค่ำจิ้งหรีดบ้ำน
โดยกำรแปรรปู เป็นผลติ ภณั ฑ์อำหำร 4 อยำ่ ง คือ ขำ้ วเกรียบ คุกก้ี เส้นบะหม่ี และนำ้ พรกิ ทำกำรศกึ ษำระดบั
ควำมพงึ พอใจของผบู้ รโิ ภคจำกกำรทดสอบคุณภำพและประเมินผลิตภณั ฑ์โดยให้อำสำสมคั รอย่ำงนอ้ ย 30 คน
ทดลองชิมและใหค้ ะแนนควำมพอใจ 9 ระดับ จำกลักษณะทป่ี รำกฏ สี เนอ้ื สัมผัส กลิ่นรส และควำมชอบ
โดยรวม พบวำ่ นำ้ พริกจงิ้ หรีด ไดร้ ะดับควำมชอบโดยรวมเฉล่ยี มำกทีส่ ุด ท่ี 7.67±1.20 รองลงมำ คอื ขำ้ ว
เกรยี บ คกุ ก้ี และเสน้ บะหม่ี ได้ค่ำ 7.50±0.92, 7.39±1.10 และ 6.63±1.25 ตำมลำดบั

วธิ กี ารจาหน่ายจง้ิ หรีด
วธิ ีจำหนำ่ ยมหี ลำยรูปแบบ ท้งั น้ขี น้ึ อยู่กบั ผู้ซ้อื ว่ำต้องกำรซื้อแบบไหน โดยปกตจิ ะมกี ำรจำหนำ่ ยใน
ลกั ษณะ ดงั น้ี
1. นับจำนวนตวั ขำย จะขำยร้อยละประมำณ 30-40 บำท
2. ชง่ั นำ้ หนักขำย จะขำยกิโลกรมั ละประมำณ 100-150 บำท
3. จำหนำ่ ยเปน็ พอ่ -แม่พันธุ์ (1 ชดุ = 10 บำท) ตัวผู้ 1 ตวั ตัวเมีย 3 ตวั (กำรเพำะเลีย้ งจิ้งหรดี ,2556: เว็บไซด์)

ตลาดในการจาหน่ายจิ้งหรีด
1. ตลาดท้องถนิ่

1. ตลำดระหวำ่ งผู้เล้ียงและผู้บรโิ ภคในพืน้ ท่ี (บ้ำนใกล้เคียง) จะซอื้ ขำยกันโดยตรง คือผู้ซื้อจะซ้ือท่บี ่อ
เล้ยี ง กำรซือ้ อำจจะเป็นรำยย่อย 1-2 ขีด ถงึ 1 กิโลกรัม หรอื มำกกว่ำ แล้วนำไปประกอบอำหำรทนั ที กำร
บรโิ ภคเป็นไปได้ ท้ังภำยในครอบครัวหรือเพ่ือสงั สรรค์กบั เพ่ือนบำ้ น 3

2. ตลำดของฝำก บ่อยคร้ังท่ีพบเห็นในพ้นื ท่ีทมี่ ีกำรเลย้ี งจง้ิ หรีด จะมีลูกหลำนท่ีไปทำงำนต่ำงจังหวัด
หรือ กรุงเทพมหำนคร เมือ่ กลบั มำเย่ียมบ้ำนหรอื กลับบำ้ นมกั จะชอบซ้ือจ้ิงหรดี คัว่ นำติดตวั กลับไปทที่ ำงำน นำ
กลับไปกนิ เอง หรือซือ้ เปน็ ของฝำก เป็นต้น 3. ตลำดรวมท้องถิน่ ในพื้นทบ่ี ำงแหง่ จะมีเกษตรกรท่เี ป็นแม่ค่ำทำ
หน้ำท่จี ัดซื้อรวบรวมจ้ิงหรีดทุก ๆ เชำ้ เพื่อทำกำรแปรรูปเองแล้วสง่ ใหแ้ มค่ ำ้ ขำยปลกี ในเมอื ง หรือรวบรวม
จิง้ หรีดเพ่อื จัดสง่ ใหแ้ ม่คำ้ ขำยปลีกในเมืองนำไปทำกำรแปรรูป
2. ตลาดกลาง

เป็นตลำดท่รี ับซ้ืออยู่ในตัวเมืองหรือแหลง่ ชุมชนใหญ่ ๆ เม่ือทำกำรรวบรวมจง้ิ หรดี แล้วส่งไปตำมแหลง่
ใหญ่ ๆ เช่น กรงุ เทพมหำนคร หรือสง่ โรงงำนเมลงอัดกระป๋อง เปน็ ต้น
3. ตลาดเชงิ อุตสาหกรรม

จะมกี ำรรบั ซอื้ จำกเกษตรกรโดยตรง หรอื รบั ซ้ือจำกตลำดกลำงก็ได้ เช่น สถำบันวจิ ัยและฝึกอบรม
กำรเกษตรสกลนคร สถำนบันเทคโนโลยีรำชมงคล จงั หวัดสกลนคร จะรบั ซื้อจงิ้ หรดี ท่ีสด (จ้ิงหรดี มชี ีวิต) สำ
หรับทำจ้งิ หรีดอดั กระป๋อง เพ่ือจำหนำ่ ยต่ำงประเทศ (กำรเพำะเลย้ี งจ้ิงหรดี ,2556: เวบ็ ไซด์)

พชื อาหารหลกั

10

พืชอำหำรหลกั ไดแ้ ก่ ต้นอ่อนและยอดอ่อนของพชื เชน่ ผักบุ้ง ตำลึง ฟักทอง หญ้ำ และข้ำวโพด เป็น
ตน้ ใชเ้ ลีย้ งจ้งิ หรดี จะเจริญเติบโตเร็ว และใหผ้ ลผลิตสูง โดย 2 วัน ให้หญำ้ 1 คร้งั ครั้งละ 1 กำมือ โดยหญำ้ เกำ่
ไมต่ ้องนำออก จะเป็นที่อำศยั ของจ้ิงหรีดต่อไป

ฟักทอง ประโยชนน์ ้ันมีหลำกหลำยเพรำะฟักทองอุดมไปด้วยวติ ำมินและแร่ธำตุมำกมำยทีม่ ปี ระโยชน์
ต่อรำ่ งกำยเช่น วติ ำมินเอ วติ ำมนิ บี1 วิตำมินบี2 วติ ำมนิ บี3 วิตำมนิ บี5 วติ ำมนิ บี6 วติ ำมินซี วิตำมนิ อี ธำตุ
ฟอสฟอรัส ธำตแุ คลเซียม ธำตโุ พแทสเซียม ธำตุโซเดยี มธำตุแมงกำนีส ธำตุเหล็ก ซงิ ค์ เปน็ ต้น

ผักบุง้ สรรพคณุ น้นั มมี ำกมำย โดยในผกั บุ้ง 100 กรมั จะให้พลงั งำน 22 กิโลแคลอรี่ และประกอบดว้ ย
เส้นใย วติ ำมนิ และแร่ธำตุอน่ื ๆอกี ดว้ ย เชน่ วติ ำมินเอ วติ ำมินซี วติ ำมนิ บี1 วิตำมนิ บี2 วติ ำมนิ บี3 ธำตุ
แคลเซียม ธำตฟุ อสฟอรัส ธำตเุ หลก็ เปน็ ต้น ผักบงุ้ ไทยน้นั จะมวี ติ ำมนิ ซีสูงและสรรพคุณทำงยำมำกกวำ่ ผักบุ้ง
ผักบุง้ จีน แตจ่ ะมแี คลเซียมและเบต้ำแคโรทีน (วติ ำมินเอทชี่ ่วยบำรุงสำยตำ) นอ้ ยกวำ่ ผักบุ้งจีน หำกรับประทำน
สดๆได้ จะทำใหค้ ุณค่ำของวติ ำมินและแรธ่ ำตุเหลำ่ น้ีไม่เสียไปกับควำมร้อนอีกดว้ ย

กำรพัฒนำศักยภำพของวิสำหกิจชุมชนประกอบ ด้วยหลำยปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่ำจะเป็นเรื่องของกำร
บริหำร จัดกำร กำรสร้ำงเครือข่ำย กำรตลำด ซึ่งธุรกิจชุมชนส่วนใหญ่ได้ใช้แนวคิดกำรตลำดที่มีกำรนำส่วน
ประสมทำงกำรตลำด (4P’s) มำใช้เป็นกรอบในกำรดำเนินธุรกิจ ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ (product) รำคำ
(price) กำรจัดจำหน่ำย (place) และกำรส่งเสริมกำรตลำด (promotion) ดังเช่น งำนวิจัยของ จริญญำ นวล
อินทร์. (2552: 113) ท่ีได้ศึกษำเกี่ยวกับธุรกิจชุมชน พบว่ำกำรตลำดและกำรจัดจำหน่ำยเป็นปัจจัยสำคัญ
ประกำรหนึ่งที่มีต่อควำมสำเร็จของโครงกำรกลุ่มอำชีพโอทอป ทำให้สินค้ำที่ผลิตออกมำมีจำหน่ำยได้น้อย
ประชำชนขำดรำยได้ และเกิดภำวะเศรษฐกิจไม่ดีเท่ำที่ควร เนื่องจำกวิสำหกิจชุมชนเป็นธุรกิจขนำดเล็กที่ยัง
ต้องมีกำรส่ือสำรกำรตลำดในรูปแบบ ต่ำง ๆ เพ่ือส่งข้อมูลข่ำวสำรเกี่ยวกับสินค้ำและบริกำรไปยัง กลุ่มลูกค้ำ
เป้ำหมำย ปัญหำบรรจุภัณฑ์ยังคงใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่ได้มำตรฐำน ไม่ทันสมัย และไม่โดดเด่น เช่น กำรใช้ บรรจุ
ภัณฑ์สำเร็จรูปที่มีขำยตำมท้องตลำดมำเป็นบรรจุสินค้ำโดยไม่มีกำรเพ่ิมเติมข้อมูลเก่ียวกับสินค้ำที่เป็น
ประโยชน์ในกำรตัดสินใจซ้ือของลูกค้ำ หรือกำรใช้บรรจุภัณฑ์ที่เหมือนกันคู่แข่ง ทำให้ลูกค้ำไม่เห็นควำม
แตกต่ำงของสนิ คำ้ เพรำะถึงแม้ว่ำจะเป็นสินค้ำท่ีมีคุณภำพดีเพียงใดแต่หำกใช้บรรจุภัณฑ์ท่ีไม่ดึงดูดให้ลูกค้ำให้
สนใจก็อำจจะทำให้ไมส่ ำมำรถจำหนำ่ ยสินค้ำไดเ้ ชน่ กัน (อษุ ณยี ์ มำกประยรู , 2551: 12-13)

วิสำหกิจชุมชนผู้เลี้ยงจ้ิงหรีดบ้ำนมะค่ำ เป็นวิสำหกิจชุมชนที่ทำกำรเลี้ยงจิ้งหรีดขำยอย่ำงเดียวไม่เคย
แปรรูปจ้ิงหรีดมำก่อน ดังน้ันในอนำคตอันใกล้จะต้องมีกำรเตรียมควำมพร้อมสำหรับกำรแข่งขันทำงกำรค้ำใน
อนำคต ไม่วำ่ ในระดบั ใด รวมถึงกำรพัฒนำวิสำหกิจชมุ ชนไปสู่กำรเปน็ ผปู้ ระกอบกำรในระดับที่สูงขึ้นต่อไป กำร
พัฒนำศักยภำพของวิสำหกิจชุมชนประกอบ ด้วยหลำยปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่ำจะเป็นเร่ืองของกำรบริหำรจัดกำร
มำตรฐำนฟำร์ม กำรแปรรูปผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะช่วยให้เพ่ิมรำยได้ให้กับครอบครัว แก้ปัญหำกำรว่ำง งำนในชุมชน
และทำให้ชุมชนเข้มแข็ง สำมำรถจำหน่ำยผลิตภัณฑ์ได้ทั้งภำยในประเทศและต่ำงประเทศ พร้อมทั้งได้ต่อยอด
และปรับปรงุ ผลิตภัณฑ์และบรรจภุ ณั ฑใ์ ห้ดีขึ้นจนได้รับมำตรฐำนผลิตภณั ฑ์

บรรจุภัณฑ์
บรรจุภัณฑ์มีหลำยควำมหมำย ได้แก่ส่ิงห่อหุ้มหรือบรรจุผลิตภัณฑ์ รวมท้ังภำชนะท่ีใช้เพื่อกำรขนส่ง
ผลิตภัณฑ์จำกแหล่งผู้ผลิตไปยังแหล่งผู้บริโภค เพื่อวัตถุประสงค์เบื้องต้นในกำรป้องกันและรักษำผลิตภัณฑ์ให้
คงสภำพ หรือหมำยถึงเร่ืองของวิทยำศำสตร์และเรื่องของศิลปะที่ใช้เพ่ือกำรบรรจุสินค้ำโดยใช้เทคโนโลยีท่ี
ทันสมัย และบรรจุภัณฑ์นั้นจะต้องปกป้องตัวสินค้ำให้อยู่ในสภำพท่ีดีจำกแหล่งผลิตจนถึงมือลูกค้ำโดยไม่ให้
ได้รับควำมเสียหำย ท้ังน้ีบรรจุภัณฑ์น้ัน ๆ จะต้องมีต้นทุนของกำรผลิตท่ีไม่สูงจนเกินไป ซึ่งประเทศของเรำมี

11

ผลติ ผลสินค้ำทำงด้ำนกำรเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และกำรประมงมำกมำย เช่น ข้ำว ผัก ผลไม้ และสินค้ำท่ีเป็น
อำหำรสด ซึ่งสนิ ค้ำเหลำ่ นจี้ ะเก็บไดไ้ ม่นำน และรบั ควำมเสยี หำย กำรขนส่งทเี่ หมำะสมมีส่วนท่ีจะช่วยลดควำม
เสยี หำยเหลำ่ นนั้ ลงได้ ซึ่งเป็นกำรช่วยให้ผลผลิตท่ีกล่ำวถึงมือผู้บริโภคในสภำพที่ดี และจะทำให้ขำยได้ในรำคำ
ท่ีสูงอีกด้วย นอกจำกนี้แล้วผลิตภัณฑ์อ่ืน ๆ รวมทั้งผลิตภัณฑ์จำกอำหำรแปรรูปถ้ำกำรบรรจุภัณฑ์และกำร
ขนส่งท่ีเหมำะสมมีส่วนท่ีจะช่วยลดควำมเสียหำยและสำมำรถจำหน่ำยได้ในรำคำท่ีสูง จะเห็นได้ว่ำกำรบรรจุ
ภัณฑ์น้นั มีควำมสำคัญเป็นอย่ำงย่ิงต่อผลผลิตท้ังหลำยซึ่งสำมำรถสรุปควำมสำคัญของบรรจุภัณฑ์เป็นข้อ ๆ ได้
ดังนี้

1. รักษำคณุ ภำพ และปกป้องตัวสินค้ำ เรม่ิ ต้งั แต่กำรขนส่ง กำรเกบ็ ให้ผลผลติ หรือผลติ ภณั ฑ์เหลำ่ นัน้
มใิ ห้เสยี หำยจำกกำรปนเป้ือนจำกฝุ่นละออง แมลง คน ควำมชืน้ ควำมร้อน แสงแดด และกำรปลอมปน เป็น
ตน้

2. ใหค้ วำมสะดวกในเรื่องกำรขนส่ง กำรจดั เกบ็ มีควำมรวดเร็วในกำรขนสง่ เพรำะสำมำรถรวมหนว่ ย
ของผลิตภัณฑ์เหล่ำนนั้ เป็นหนว่ ยเดยี วได้ เช่น ผลไม้หลำยผลนำลงบรรจใุ นลงั เดียว หรือเคร่ืองดม่ื ท่เี ปน็
ของเหลวสำมำรถบรรจุลงในกระป๋องหรอื ขวดไดเ้ ปน็ ต้น

3. ส่งเสรมิ ทำงด้ำนกำรตลำด บรรจภุ ัณฑเ์ พอื่ กำรจดั จำหนำ่ ยเปน็ สิง่ แรกท่ผี ้บู รโิ ภคเหน็ ดังนนั้ บรรจุ
ภัณฑ์จะต้องจะทำหนำ้ ท่ีบอกกลำ่ วสิง่ ต่ำงๆของตวั ผลิตภณั ฑโ์ ดยกำรบอกข้อมูลทจี่ ำเปน็ ทง้ั หมดของตวั
สินคำ้ และนอกจำกนน้ั จะตอ้ งมีรูปลักษณ์ทสี่ วยงำมสะดุดตำเชิญชวนให้เกิดกำรตัดสนิ ใจซอื้ ซ่ึงกำรทำหน้ำที่
ดังกลำ่ วของบรรจุภณั ฑน์ ้ันเป็นเสมือนพนักงำนขำยท่ีไร้เสียง (Silent Salesman)

บรรจภุ ณั ฑ์
ประเภทของบรรจุภณั ฑ์ สำมำรถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญๆ่ ไดด้ ังนี้
1. บรรจภุ ัณฑเ์ ฉพำะหนว่ ย
บรรจุภัณฑ์จะหอ่ หุ้มและสมั ผัสกบั ผลิตภณั ฑ์โดยตรง บรรจุภัณฑช์ ้ันในจะทำหน้ำที่หลกั ในกำรป้องกนั
สนิ ค้ำจำกควำมชืน้ และอำกำศ ทีจ่ ะทำให้ผลิตภัณฑเ์ สียคุณภำพ คุณลักษณะมรี ปู ร่ำงลักษณะตำ่ ง ๆเช่น เปน็
ขวด กระปอ๋ ง หลอด ถุง กลอ่ ง กำรออกแบบสำมำรถทำให้มลี ักษณะพเิ ศษเฉพำะหรอื ทำให้มีรปู ร่ำงทเ่ี หมำะ
แกก่ ำรจบั ถือ และอำนวยควำมสะดวกต่อกำรใช้ผลติ ภัณฑ์ภำยใน พร้อมทั้งทำหนำ้ ที่ให้ควำมปกป้องแก่
ผลิตภณั ฑ์โดยตรง

2. บรรจุภัณฑ์ช้นั ใน
ทำหนำ้ ทใี่ นกำรห่อหุ้มบรรจภุ ณั ฑ์ชั้นในไม่ให้ได้รับแรงกระแทกจำกภำยนอก บรรจภุ ณั ฑ์ชัน้ ท่สี องมหี น้ำ

ทร่ี วบรวมบรรจุภณั ฑช์ ัน้ แรกไว้ด้วยกนั หรือเปน็ ชุดในกำรจำหนำ่ ยรวมต้ังแต่ 2 – 24 ชิ้นข้นึ ไป โดยมวี ัตถุประ
สงค์ขน้ั แรกคือ ป้องกันรักษำผลติ ภัณฑ์จำกนำ้ ควำมช้นื ควำมร้อน แสง แรงกระทบกระเทือน และอำนวย
ควำมสะดวกแกก่ ำรขำยปลกี ย่อย เพ่ือควำมสะดวกในกำรปอ้ งกนั และขนสง่ และทำหนำ้ ท่ขี ำยดว้ ยจงึ ต้องทำ
กำรออกแบบให้สวยงำมดึงดูดใจผูบ้ รโิ ภค เชน่ กล่องบรรจุเคร่ืองด่ืมกระปอ๋ งชนิด 6 กระปอ๋ ง กลอ่ งกำแฟชนิด
50 ซองหรือกล่องบรรจุหลอดยำสฟี นั

3. บรรจภุ ัณฑช์ ัน้ นอกสุด

12

บรรจุภัณฑท์ ่เี ป็นหน่วยรวมขนำดใหญ่ ทำหน้ำท่ีในกำรปอ้ งกนั ผลติ ภณั ฑ์ กำรขนถ่ำยสนิ คำ้ เปน็ ไปอย่ำงมี
ประสิทธภิ ำพและรวดเรว็ ในระหว่ำงกำรขนส่ง ลักษณะของบรรจุภัณฑน์ ้ี ได้แก่ หบี ไมล้ งั กล่องกระดำษ
คอ่ นข้ำงขนำดใหญ่ที่บรรจสุ ินค้ำไวภ้ ำยใน

หนา้ ท่แี ละประโยชน์ของบรรจภุ ณั ฑ์
ทำหน้ำท่ที ัง้ ตอ่ ตัวผลิตภณั ฑโ์ ดยตรง และหนำ้ ท่ีสื่อข้อมูลที่เกีย่ วกับตัวผลิตภัณฑ์ ไดแ้ ก่
1. กำรทำหนำ้ ทบ่ี รรจใุ ส่สินคำ้ เชน่ ใส่หอ่ สินคำ้ ดว้ ยกำรชงั ตวงวัดหรอื นบั
2. กำรทำหน้ำท่คี ุ้มครองป้องกนั ตวั ผลติ ภณั ฑ์ ไม่ใหส้ นิ ค้ำเสียรูปแตกหกั ไหลซึม
3. ทำหนำ้ ท่ีรกั ษำคุณภำพอำหำร เช่น ป้องกนั อำกำศซึมผ่ำน ป้องกนั แสง ป้องกนั ควำมชื้น เป็นต้น
4. ทำหน้ำท่เี ปน็ ฉลำกแสดงข้อมูลรำยละเอียดของสินค้ำ เชน่ เคร่ืองหมำยกำรคำ้ ข้อมูลส่วนผสม แหล่งผลติ
เป็นตน้
5. ทำใหต้ ง้ั รำคำขำยไดส้ ูงขึน้ เนื่องจำกควำมสวยงำมของบรรจุภณั ฑจ์ ะสร้ำงมูลคำ่ เพิ่มให้แก่สนิ คำ้
6. เพอื่ อำนวยควำมสะดวกในกำรจดั วำงขนส่งและจัดแสดง
7. สร้ำงควำมนำ่ สนใจและดึงดดู ผบู้ รโิ ภค เปน็ กำรส่งเสริมกำรขำยและเพมิ่ ยอดขำย

วัสดุทใ่ี ช้ทาบรรจุภณั ฑ์
วสั ดบุ รรจภุ ณั ฑท์ ี่ใชอ้ ยูใ่ นปจั จุบันซึ่งมีควำมหลำกหลำยในคุณลักษณะและคุณภำพ ตลอดจนสำมำรถ

นำไปผลติ เป็นบรรจุภณั ฑใ์ นรูปแบบตำ่ ง ๆ มำกมำย ซง่ึ สำมำรถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

1. วัสดุท่ีทาจากพืช ไดแ้ ก่ กระดาษ ไมแ้ ละเยื่อไม้
วสั ดชุ นิดนถ้ี ือได้วำ่ เปน็ วัสดุท่ีไดร้ ับควำมนิยมในกำรนำมำใชท้ ำบรรจุภณั ฑ์ให้กบั สินคำ้ เน่ืองจำกเป็น

วัสดุทห่ี ำไดใ้ นท้องถ่นิ สำมำรถนำมำใช้ทำบรรจุภัณฑ์ไดห้ ลำกหลำยรูปแบบ รำคำไมแ่ พงมำกเมือ่ เทยี บกับวสั ดุ
ชนิดอืน่ ทัง้ ยังสำมำรถนำกลับมำใชง้ ำนใหม่ได้ ตวั อย่ำงเชน่ กลอ่ งกระดำษแข็ง กลอ่ งกระดำษลูกฟกู ถุงกระดำษ
เป็นตน้ แตม่ ขี ้อเสียคือ บรรจุภณั ฑ์ ไม่สำมำรถป้องกันควำมชื้น และควำมแข็งแรงน้อย กว่ำบรรจภุ ัณฑช์ นดิ อื่น
ๆ และกำรนำมำประกอบวสั ดอุ น่ื ทำได้ยำก

ลกั ษณะของบรรจุภัณฑ์กระดำษ ทน่ี ยิ มใช้ในท้องตลำดทั่วไปมี 8 ประเภท ดงั น้ี
1. ซองกระดำษ (Paper Envelopes) ซองกระดำษทำจำกแผ่นกระดำษตัดพับสำเรจ็ รูป ทม่ี ีลักษณะ
แบนรำบ และหลำยขนำด
2. ถุงกระดำษ (Paper Bag) ถุงกระดำษมหี ลำยชนิด หลำยลกั ษณะท้ังแบบแบนรำบ แบบมีขยำยข้ำง
และกน้ ซึ่งเปิด-ปิ ด ได้ดำ้ นเดียว และแบบผนกึ 4 ด้ำน สำมำรถผลิตขึ้นโดย กรรมวธิ ีกำรพับ ปิดผนกึ ด้วยกำว
หรือเยบ็ ประกอบขน้ึ รปู ร่ำงตำ่ ง ๆ รวมท้ัง อำจทำขึ้นจำกกระดำษชิ้นเดียว ถุงกระดำษโดยทั่วไปมีอยู่ 4 รูปแบบ
1.แบบก้นถงุ อตั โนมัติ (Automatic Bottom หรอื Self-Opening : SOS) 2.แบบกน้ สเ่ี หลยี่ มและกน้ แคบ
(Square Bottom and Pinch Bottom) 3.ถงุ แบน (Flat Bag) 4.แบบก้นกระเป๋ำหนังสือ (Satchel Bottom)
3. ถงุ หรอื กระสอบกระดำษหลำยช้นั (Multiwall paper Sack) ใช้สำหรับบรรจสุ ินคำ้ ท่ีมีนำ้ หนักมำ
กวำ่ 10 กโิ ลกรัม นยิ มใช้กบั กำร บรรจุสนิ ค้ำประเภทปูนซเี มนต์ อำหำรสัตว์ เม็ดพลำสตกิ สำรเคมี ฯลฯ ถงุ
หรอื กระสอบแบบนี้มที งั้ ปำกปิดและแบบมลี ิ้น แต่ละแบบอำจมสี ่วนขยำยข้ำงด้วย นยิ มใช้กระดำษเหนียว ท่ี
ทำจำกเสน้ ใยยำว หรอื อำจเคลอื บพลำสตกิ หรือยำงมะตอยอกี ชั้นหน่งึ เพ่ือเพมิ่ คุณสมบตั ิด้ำนกำรป้องกัน
ควำมชื้น

13

4. เยื่อกกระดำษขนึ้ รปู (Molded Pulp Container) มีทงั้ ชนดิ ที่ทำจำกเย่ือบริสทุ ธิ์ ซงึ่ ใช้บรรจุอำหำร
สำเร็จรปู และอำหำรทเี่ ข้ำตู้อบไมโครเวฟได้ และชนดิ ที่ทำจำกเย่ือเศษกระดำษซึ่งใช้บรรจุไข่ ผกั ผลไมส้ ด และ
ทำเปน็ วสั ดกุ ันกระแทก กำรเลือกใช้ต้องคำนึงถงึ ผลติ ภณั ฑ์ที่บรรจเุ ป็นสำคญั เพรำะเก่ียวขอ้ งกับควำมปลอดภัย
ของผ้บู รโิ ภค

5. กระป๋องกระดำษและลูกผสม (Paper/composite Can) บรรจภุ ัณฑร์ ูปทรงกระบอกท่ีไดจ้ ำกกำร
พน้ กระดำษทับกนั หลำยๆชั้น พันแบบเกลียวหรอื แบบแนวตรง แต่ถ้ำใช้กระดำษเหนียวแต่เพยี วอย่ำงเดยี วเรยี ก
วำ่ กระป๋องกระดำษนยิ มใช้บรรจขุ องแห้งแตถ่ ้ำใช้วัสดุร่วม ระหวำ่ งกระดำษเหนยี ว/อลูมิเนียมฟอยล์/พลำสติก
จะเรียกวำ่ กระป๋องลูกผสมซึ่งมกั จะบรรจุอำหำรขนมขบเค้ียวตำ่ งๆ ฝำกระป๋องมกั เป็นโลหะหรือพลำสติก บำง
ครง้ั จะใช้แบบมีหว่ งเปิดง่ำยก็ได้

6. ถังกระดำษ (Fiber Drum) มีลกั ษณะเช่นเดียวกนั กับกระป๋องกระดำษแตม่ ีขนำดใหญ่ใชเ้ พ่ือกำร
ขนส่งสนิ ค้ำท่นี ยิ มบรรจคุ อื สำรเคมี เม็ดพลำสติก ฯลฯ กำรเลือกใช้ต้องคำนึงถึงควำมแขง็ แรงเม่ือเรียงซ้อนกนั
เป็นหลักโดยกำรทดสอบค่ำของ กำรตำ้ นแรงกด

7. กลอ่ งกระดำษแข็ง (Paperboard Box) เป็นอีกรปู แบบหนงึ่ ของบรรจุภัณฑ์ทนี่ ิยมใช้กันอย่ำงแพร่
หลำยทงั้ ในกำรขำยปลกี และกำรขำยสง่ สำมำรถทำจำกกระดำษแข็งได้หลำยชนดิ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คอื
กลอ่ งกระดำษแข็งแบบพบั ได้และกล่องกระดำษแข็งแบบคงรูปหรือประกอบตำมขนำดที่กำหนด

8. กลอ่ งกระดำษลูกฟูก (Corrugated Paperboard Box) เป็นบรรจภุ ณั ฑก์ ระดำษที่มีบทบำทและ
ปริมำณกำรใชส้ งู สดุ มีนำ้ หนักเบำ แต่แข็งแรงสำมำรถรับน้ำหนกั มำกกว่ำกระดำษแข็งจึงสำมำรถ บรรจสุ นิ คำ้
ได้ นำนำชนดิ

2. วัสดุที่ทาจากกลุ่มพลาสติก
ปัจจุบันควำมนิยมในกำรใช้พลำสติกเป็นวัสดุในกำรผลิตภำชนะบรรจุ หรือหีบห่อในรูปแบบต่ำง ๆ

ตลอดจนส่ิง ประดิษฐ์ อื่น ๆ พลำสติกเป็นวัสดุที่มีอัตรำกำรเจริญเติบโตสูงมำก มีกำรนำมำใช้ประโยชน์ใน
รูปแบบต่ำง ๆ มำกมำย และมีแนวโน้มกำรใช้เพ่ิมขึ้น พลำสติกเป็นสำรสังเครำะห์จำพวกโพลีเมอร์ (Polymer)
มคี ณุ สมบัติทีด่ คี อื มีน้ำหนักเบำ ไมน่ ำควำมรอ้ น ไมน่ ำไฟฟ้ำ มีควำมเหนียว รำคำไม่แพง สำมำรถป้องกันกำรซึม
ของอำกำศ น้ำและไขมัน ทนต่อควำมร้อนหรือเย็น สำมำรถแปรรูปได้ง่ำยมีให้เลือกหลำยชนิด สำมำรถใช้
ร่วมกับวัสดุบรรจุภัณฑ์อื่น ๆ ได้แต่มีข้อเสียคือมีควำมแข็งแรงน้อยใช้ได้จำกัดยำกต่อกำรทำลำย กระบวนกำร
ผลิตส่วนมำกกระทำได้ในส่วนของอุตสำหกรรม มีผลกระทบต่อสุขภำพอนำมัยของผู้บริโภค เรำสำมำรถแยก
ชนิดของพลำสติกออกเป็น 7 กลุ่ม ซ่ึงในบรรจุภัณฑ์มักมีกำรใช้รหัสบอกชนิดของพลำสติกเอำไว้ เพื่อควำม
สะดวกในกำรคัดแยก โดยพลำสตกิ แต่ละชนดิ มีรำยละเอยี ดดงั น้ี

กลุ่มท่ี 1 คือโพลีเอสเตอร์ PET มีควำมใส มี แรงทนทำนและเหนียว ทนควำมร้อนและเย็น สำมำรถ
ทำเปน็ รปู เหลยี่ มลอนต่ำง ๆ ใน พน้ื ผิวได้ดีป้องกันกำรผ่ำนของก๊ำซได้ดี นิยมนำมำใช้ทำบรรจุภัณฑ์ต่ำง ๆ เช่น
ขวดน้ำดม่ื ถงุ ซิป เป็นต้น

กลมุ่ ท่ี 2 คอื โพลีเอทลี นี ชนิดควำมหนำแน่น สงู HDPEเป็นพลำสตกิ ท่ีมีควำมหนำแนน่ สูง ค่อนข้ำงนิ่มมี
ควำมเหน่ยี วไม่แตกงำ่ ย นยิ ม นำมำใชท้ ำบรรจุภณั ฑท์ ำควำมสะอำด เชน่ แชมพู ถุงรอ้ นชนิดขุ่น ขวดนม
เป็นต้น

กลมุ่ ท่ี 3 คอื โพลไี วนลิ คอลไรด์ PVC มี ควำมแขง็ แรงเหนียว ยดื หย่นุ มีลักษณะ คล้ำยยำงมีคุณสมบตั ิ
เหลว เหนียว มำกกว่ำพลำสตกิ อืน่ ๆ

14

กลุ่มท่ี 4 เป็นพลำสตกิ ท่ีมคี วำมหนำแน่น ตำ่ LDPE สัญลักษณ์ คือ มคี วำมแนน่ กว่ำ มีควำมเหนียว ยืด
ตัวได้ระดบั หนง่ึ สว่ นใหญใ่ สมองเห็นไดจ้ ดุ หลอมเหลว 110 องศำเซลเซยี ส นยิ มนำมำใช้ทำแผ่นฟิล์ม ห่ออำหำร
และหอ่ ของ

กลุ่มที่ 5 โพลีพรอพพีลีน PP เป็นพลำสติกที่ส่วนใหญ่มีควำมหนำแน่น ค่อนข้ำงต่ำ มีควำมแข็งและ
เหนยี ว คงรูป ทนตอ่ ควำมร้อนและสำรเคมี นิยมนำมำใช้ทำบรรจุภัณฑ์สำหรับอำหำรในครัวเรือน เช่น ถุงร้อน
ชนดิ ใส ชำม อุปกรณไ์ ฟฟ้ำบำงชนิด ทำแผ่นฟลิ ์มหด และถุงบรรจุขนมกรอบ เคยี้ วต่ำงๆใช้ทำขวด ฝำจุกขวดไม่
นยิ มใชบ้ รรจภุ ณั ฑ์อำหำรแชแ่ ขง็ เพรำะจะเปรำะ

กลุ่มที่ 6 คือโพลีสเตอรีน PS พลำสติกที่มีควำมใสแข็งแต่เปรำะ แตกง่ำย สำมำรถทำเป็นโฟมได้ ทน
ควำมร้อนระดับหน่ึง นิยมนำมำทำภำชนะพลำสติก เช่น ขวดนมเปร่ียว ถำดบรรจุอำหำร บลิสเตอร์แพค และ
เป็นพลำสตกิ ชนิดทน่ี ิยมนำไปผลิตเป็นโฟม ทนต่อกรด ด่ำง แอลกอฮอล์ แต่ ทนต่อน้ำมันพืช และสัตว์ได้จำกัด
ไมท่ นต่อน้ำมนั เบนซิน

กลุ่มท่ี 7 คอื พลำสติกท่นี อกเหนอื จำกพลำสติก ทง้ั 6 กลุม่ พบมำกมำยหลำยรปู แบบ เช่น เรซิน่

3. วสั ดุที่ทาจากกลุ่มโลหะ
คุณสมบัติของโลหะต่อกำรนำมำทำบรรจุภัณฑ์ มีข้อดีคือ แข็งแรงทนทำน สำมำรถเคลือบผิวภำยใน

เพ่อื ชว่ ยลดกำรสึกกร่อน สำมำรถป้องกันไอน้ำและก๊ำซได้ดี สำมำรถนำไปหลอมแปรรูปและนำมำใช้ได้ใหม่อีก
ทนควำมรอ้ น จึงสำมำรถฆ่ำเช้ือดว้ ยกระบวนกำรควำมร้อนสงู ได้ สำมำรถทำบรรจุภัณฑ์ลักษณะต่ำง ๆ ได้ ส่วน
ข้อเสียได้แก่ มีน้ำหนักมำก รำคำสูง เมื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์จะมีจุดอ่อนเร่ืองรอยต่อ โลหะท่ีนิยมใช้ทำบรรจุ
ภณั ฑม์ ี 2 ชนิด ได้แก่

3.1 เหล็กเคลือบดีบุก เป็นบรรจุภัณฑ์ท่ีแข็งแรง สำมำรถป้องกันอันตรำยจำกส่ิงแวดล้อมและสภำพ
อำกำศได้ กำรลงทุนในกำรผลิตไม่สูงนัก สำมำรถบรรจุอำหำรได้ดีเนื่องจำกสำมำรถปิดผนึกได้สนิทและฆ่ำเชื้อ
ดว้ ยควำมร้อนได้

3.2 อลมู ิเนียม มักใช้ในรูปอลมู ิเนียมเปลวหรอื กระป๋อง มีน้ำหนกั เบำ ทนต่อกำรซึมผ่ำนของอำกำศ
แสงและกล่นิ รสได้ดีมำก

ตัวอยำ่ งวัสดุทท่ี ำจำกกลุ่มโลหะ ไดแ้ ก่ กระป๋อง ปบ๊ี ถงั และแผ่นเปลวอลมู ิเนียม

4. วัสดุที่ทาจากกลุ่มแกว้ และเซรามคิ สต์ า่ ง ๆ
คณุ สมบตั ิของแก้วต่อกำรทำบรรจุภณั ฑ์ มีขอ้ ดีคือ มคี วำมใสทำให้เห็นตัวสินค้ำ ไมท่ ำปฏกิ ิรยิ ำกบั สำร

ใด ๆ ปอ้ งกนั กำรซึมผำ่ นของไอน้ำและก๊ำซได้ มีควำมคงรูป ทนควำมรอ้ นสูง ขอ้ เสียคือมนี ้ำหนักมำก รำคำสงู
มีควำมแขง็ แตเ่ ปรำะแตกหักง่ำย ไมส่ ำมำรถทำเป็นบรรจุภัณฑ์ไดห้ ลำยรูปแบบเท่ำพลำสติก บรรจภุ ณั ฑ์แก้วที่
ใช้กันโดยทวั่ ไปมี 2 ชนดิ คือชนิดที่ไม่ต้องมีควำมตำ้ น ควำมดัน เช่น ขวดแยม และชนิดท่ีต้องกำรตำ้ นควำมดนั
เช่นขวด นำ้ อัดลม เป็นต้น

1.2 ความสาคญั และท่ีมาของปัญหาท่ที าการวจิ ัย
ในปัจจุบันนี้กลุ่มวิสำหกิจชุมชน มีจำนวนไม่น้อยเป็นองค์กรตัวอย่ำงที่มีกำรบริหำรธุรกิจบนฐำนกำร

สร้ำงกลุ่มที่เข้มแข็งในลักษณะเครือข่ำยหรือคลัสเตอร์ มีกำรศึกษำศักยภำพของทุนและวัตถุดิบในชุมชน รวม
ท้ังองค์ควำมรู้พื้นฐำนและภูมิปัญญำท้องถ่ิน โดยเน้นกำรใช้เงินทุนและขยำยกิจกำรอย่ำงค่อยเป็นค่อยไปตำม
กำลังของตนเอง มีกระบวนกำรผลิตท่ีประหยัด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม วิจัยและพัฒนำสินค้ำมุ่งคุณภำพและ

15

มำตรฐำนอยู่ตลอดเวลำ สร้ำงสินค้ำที่มีเอกลักษณ์ มีกำรตลำดที่ขยำยฐำนจำกตลำดภำยใน ประเทศสู่
ตำ่ งประเทศ นอกจำกนี้ ผปู้ ระกอบกำรมีแนวโน้มดำเนินกิจกำรเพ่ือสังคมเพ่ิมขึ้น ท้ังที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล
ประเภทบรษิ ทั จำกดั สหกรณ์ และมลู นิธิ มีกำรแบ่งผลกำไรคืนสู่สมำชิกและชุมชนอย่ำงมีเป็นธรรม เน้นควำม
ซื่อสตั ย์และกำรแบง่ ปนั รวมทงั้ ผ้ดู อ้ ยโอกำสในสังคมได้รบั ประโยชน์ในรปู แบบตำ่ งๆ และส่งผลให้สังคมโดยรวม
ดีข้ึน เช่น กำรกระจำยรำยได้และคุณภำพชีวิตดีข้ึน เป็นต้น แต่ในควำมเป็นจริงกลับพบว่ำกำรดำเนินกำร
โครงกำรกลุ่มวิสำหกิจชุมชนส่วนใหญ่ของประเทศประสบควำมล้มเหลว จนถึงข้ันต้องสลำยกำรจัดต้ังกลุ่ม
ทงั้ นีเ้ นอื่ งมำจำกกำรขำดประสบกำรณ์ กำรรวมกล่มุ และควำมรู้ ควำมเข้ำใจในกำรประกอบธุรกิจ ส่งผลให้ไม่
สำมำรถทำกำรตลำดและประชำสัมพันธ์เพ่ือรองรับสินค้ำของตนได้ ท่ีบ้ำนมะค่ำ (4 หมู่) ตำบลมะค่ำ อำเภอ
กันทรวิชัย จังหวัดมหำสำรคำม เกษตรกรมีอำชีพหลักคือทำนำปีและหำกปีใดมีน้ำต้นทุนมำกพอจะทำนำปรัง
ในช่วงฤดูแล้ง และในจำนวนนี้มีเกษตรกรกว่ำ 100 ครัวเรือนเลี้ยงจ้ิงหรีดเป็นอำชีพเสริม กำรเลี้ยงจิ้งหรีดใช้
พื้นที่น้อย ลงทุนต่ำ ใช้เวลำไม่มำก ให้ผลตอบแทนเร็ว จิ้งหรีด 30-35 วัน แมงสะด้ิง 40-45 วัน ให้สำรอำหำร
โปรตีนสูงรำคำต่ำ หำกเทียบกับเนื้อสัตว์ชนิดอ่ืนๆ โดยสร้ำงคอกเลี้ยงภำยในบริเวณบ้ำนพักอำศัย เล้ียง
ครัวเรือนละเฉลี่ย 20-70 คอก ทำรำยได้ 30,000-70,000 บำทต่อเดือน หรือทำรำยได้เข้ำหมู่บ้ำนปีละหลำย
สิบล้ำนบำท (ยังไม่ได้หักค่ำใช้จ่ำยอ่ืนๆ เช่น อำหำร) มีผลผลิตออกทุกวันๆละประมำณ 0.5-1.5 ตัน โดยมีผู้
รวบรวมผลผลิตในหมู่บ้ำนแล้วนำส่งขำยตำมที่ต่ำงๆ อย่ำงไรก็ตำมเกษตรกรยังมีปัญหำด้ำนกำรผลิต ได้แก่
ค่ำอำหำรที่สูงข้ึน ขำดควำมรู้ด้ำนสุขอนำมัยทำให้จิ้งหรีดตำย ขำดควำมรู้เร่ืองกำรปรับปรุงพันธ์ุ และปัญหำ
ด้ำนกำรตลำด รำคำตกต่ำช่วงฤดูฝนระหว่ำงเดือนมิถุนำยน-กันยำยน เน่ืองจำกผู้บริโภคมีอำหำรอย่ำงอ่ืน
บริโภคแทน และเป็นชว่ งท่จี ้งิ หรีดเจริญเติบโตใหผ้ ลผลติ ดี

จำกกำรท่ีสำนักงำนเกษตรอำเภอกันทรวชิ ยั ได้ร่วมกับองค์กำรบรหิ ำรส่วนตำบลมะค่ำ ไดว้ ิเครำะห์
ข้อมูลพบวำ่ มีปัญหำหลำยประกำร โดยได้เรียงลำดบั ควำมสำคญั ของปัญหำ ซงึ่ มปี ัญหำสำคัญ 2 ประกำรท่ี
ต้องแก้ไข คอื หนง่ึ ต้นทุนกำรเลย้ี ง โดยเฉพำะค่ำอำหำรทส่ี งู มำกขน้ึ จำกกำรสำรวจของ ชนะพงษ์ (2550)
และณรงค์ศกั ด์ิ (2553) พบวำ่ เกษตรกรมักเลี้ยงจง้ิ หรดี บ้ำนดว้ ยอำหำรไก่ สำเรจ็ รูปท่มี โี ปรตีน 21% ทำให้
ตน้ ทนุ ค่ำอำหำรสูงถึง 60-68% และสอง ปัญหำรำคำจำหนำ่ ยตกต่ำช่วงทผ่ี ลผลิตออกมำก โดยเฉพำะชว่ งฤดู
รอ้ น ที่จะมแี มงสะดิ้งประดังกันออกมำมำกถงึ ประมำณ 2-3 ตนั สว่ นฤดูหนำวเปน็ ชว่ งที่ผลผลิตออกน้อยและ
จำหน่ำยได้รำคำ แต่จะมีผลผลติ เพียงวนั ละ 1 ตัน ทำให้เกษตรกรผู้เลย้ี งมีรำยได้ลดลงหรือบำงคนถึงกบั ขำดทนุ
จำกปัญหำดงั กล่ำว สำนักงำนเกษตรอำเภอกนั ทรวชิ ยั ไดร้ ว่ มมือกบั หน่วยงำนทเ่ี กยี่ วข้อง เชน่ จัดเวทหี ำทำง
ออกแมงสะดิ้ง เพอื่ รับทรำบปัญหำและควำมตอ้ งกำรเร่งด่วน ดังนั้นโครงกำรกำรสร้ำงมำตรฐำนตน้ แบบกำร
จัดกำรฟำร์มจิ้งหรีดให้ถูกต้องตำมหลักสขุ อนำมยั เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ทม่ี ีคุณภำพของวสิ ำหกิจชุมชนผู้เลีย้ ง
จง้ิ หรีดบำ้ นมะค่ำ จงึ ได้นำมำใช้ในกำรแก้ปญั หำทเ่ี กดิ ขนึ้ น้ี โดยมีกำรเปลย่ี นแปลงฟำรม์ จงิ้ หรีดใหเ้ ป็นฟำร์ม
จิ้งหรดี ทม่ี มี ำตรฐำนเพ่ิมมำกข้ึน อยำ่ งน้อยจดั ทำมำตรฐำนฟำรม์ ตน้ แบบที่ถกู ต้องตำมหลกั สขุ อนำมัย จำนวน 5
ฟำรม์ ณ บำ้ นมะค่ำ (4 หม)ู่ ตำบลมะค่ำ อำเภอกันทรวชิ ัย จังหวัดมหำสำรคำม โดยเร่ิมจำกกำรออกแบบพ้ืนที่
ในกำรเล้ียง ควำมสะอำดของโรงเรอื นและกำรป้องกันเช้ือโรคตำ่ งๆ กำรทำควำมสะอำดหลงั กำรเก็บผลผลติ
กำรคัดเลือกฟำร์มท่ีเข้ำรว่ มโครงกำร กำรทำคู่มือมำตรฐำนฟำร์ม

สำหรบั กำรลดต้นทนุ อำหำรที่ใช้เลีย้ งจง้ิ หรีด โดยกำรใชม้ ันหมักยสี ต์มำเป็นส่วนผสมอำหำรท่ใี ชเ้ ล้ียง
จิง้ หรีด สำมำรถลดต้นทนุ ได้ 27.5 เปอรเ์ ซน็ ต์ แต่ได้รับกำรยอมรบั น้อยเพรำะมนั หมักยสี ตม์ ปี ญั หำเร่ืองกลิ่น จึง
ไดท้ ำกำรทดลองและทดสอบเพ่ือหำสดั สว่ นที่เหมำะสมพร้อมทั้งกำรศึกษำกำรนำสมนุ ไพรชนิดต่ำงๆ มำใช้เป็น
สว่ นผสมในอำหำรก่อนกำรจับขำย 2 วัน ซึ่งจะช่วยดบั กลน่ิ และเพิม่ รสชำตใิ ห้กับผลติ ภณั ฑ์ในขนั้ ตอนกำรแปร
รปู ด้วย จำกกำรทดลองทดลองและทดสอบพบสูตรท่ีเหมำะสม 2 สตู ร ไดแ้ ก่ สูตรที่ 1 สูตรอำหำรมนั หมักยสี ต์

16

“ลดตน้ ทุนค่ำอำหำรจงิ้ หรีด”(ไมม่ สี ่วนผสมของยูเรยี ) และ สตู รที่ 2 สูตรอำหำรมนั หมักยสี ต์ “ลดตน้ ทนุ
ค่ำอำหำรจิ้งหรดี ”(มสี ว่ นผสมของยเู รีย) พบว่ำกำรวดั ผลผลิตจำกอำหำรมันหมักยสี ต์ทม่ี ีส่วนผสมของยูเรีย
ผลผลติ เฉล่ยี 15.50 กิโลกรมั กำรวัดผลผลิตจำกอำหำรมันหมักยีสตท์ ่ีไม่มสี ว่ นผสมของยูเรีย ผลผลติ เฉล่ยี
15.00 กิโลกรมั กำรวดั ผลผลิตจำกอำหำรสำเรจ็ รูป (อย่ำงเดียว) ผลผลติ เฉลย่ี 17.25 กิโลกรมั และสมนุ ไพรที่
เหำะสม ได้แก่ ผักบ้งุ ฟักทอง เป็นต้น

นอกจำกนี้สินค้ำของกลุ่มฯที่ผลิตออกจำหน่ำยน้ันเป็นกำรจำหน่ำยแบบสด เมื่อมีปัญหำท่ีเกิดขึ้นจำก
รำคำตกตำ่ ในชว่ งท่ผี ลผลิตมำก มีกำรแนะนำให้เกษตรกรทำกำรแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่ำงๆ แทนกำรจำหน่ำย
ตัวเป็น เพ่ือเพ่ิมรำยได้ มีกำรแปรรูปบ้ำงเล็กน้อย คือกำรแปรรูปเป็นน้ำพริกแมงสะดิ้งและคุ้กก้ี ซึ่งยังไม่ได้
มำตรฐำนในกำรส่งออกมำกนัก เช่น ไม่มีกำรคัดเลือกวัตถุดิบ ปัญหำเช้ือรำจำกกำรอบไม่แห้ง ไม่มีกำรแปรรูป
ให้เกิดควำมหลำกหลำยชนิด ไม่มีกำรตรวจหำสำรท่ีสำคัญที่มีประโยชน์ต่อร่ำงกำยเพื่อขอกำรรับรองคุณภำพ
กำรทำบรรจุภัณฑแ์ ละกำรทำตลำดยังไม่ชำนำญ ซ่ึงปัญหำเหล่ำนี้เป็นควำมต้องกำรของกลุ่มฯที่เกิดขึ้นเองและ
ต้องกำรใหช้ ว่ ยเหลอื นอกจำกน้ียังมีปัญหำด้ำนสุขอนำมัยอีกด้วย จำกควำมเป็นมำและควำมสำคัญของปัญหำ
ข้ำงต้นจึงทำให้คณะผู้วิจัยสนใจที่จะเข้ำร่วมในกำรแก้ปัญหำท่ีเกิดขึ้นน้ี และเพื่อท่ีจะได้สำมำรถส่งสินค้ำออก
ขำยตำ่ งประเทศได้อีกทำงหนงึ่ ด้วย

บ้ำนมะค่ำ (4หมู่) ตำบลมะค่ำ อำเภอกันทรวิชัย จงั หวดั มหำสำรคำม มีเกษตรกรประมำณ 400
ครัวเรือน เล้ยี งจง้ิ หรีดเกอื บทกุ ครวั เรือน ทำรำยได้แก่ผู้เลย้ี งทุกสปั ดำห์ โดยเฉลยี่ เดอื นละประมำณ 30,000-
50,000 บำทต่อครวั เรือน หรอื ทำรำยได้เขำ้ หมู่บ้ำนปลี ะประมำณ 60-80 ล้ำนบำท โดยมีวิสำหกจิ ชมุ ชนผเู้ ลี้ยง
จ้งิ หรีดมะค่ำทมี่ นี ำยพชิ ติ ชัย ศรเี กนิ เปน็ ประธำน เปน็ ผู้ริเริม่ ในกำรเล้ยี งและรวบรวมผลผลติ สง่ ตลำด คณุ พชิ ติ
ชัย ให้ข้อมูลว่ำ เดมิ มอี ำชพี ทำนำ , ค้ำขำย, เลยี้ งปศสุ ัตว์, และรบั จำ้ งตำ่ งประเทศ ในช่วงทเี่ ปน็ พ่อคำ้ ขำย
ผลไม้มกี ำไรวันละหม่นื กวำ่ บำท ต่อมำเศรษฐกิจถดถอย และได้พบกับเกษตรกรผเู้ ลยี้ งจิง้ หรดี ทีต่ ำบลท่ำพระ อ.
เมือง จ.ขอนแกน่ จึงได้นำพันธจ์ุ ้ิงหรดี มำเล้ยี ง ซื้อไขจ่ ิง้ หรีดเป็นเงนิ 1,000 บำท เลีย้ งได้ 1 บ่อ (1 x 3
เมตร) ระยะแรกดูแลว้ คงไปไม่รอด จึงปล่อยทิ้ง ไม่ให้อำหำรเลย จำกน้นั ผ่ำนไปหนึง่ อำทิตย์ จึงเดินไปดู
ปรำกฏวำ่ จ้ิงหรดี ไมต่ ำย ประกอบกบั ชว่ งนั้นขำยผลไม้ก็ขำดทนุ จึงตดั สนิ ใจเล้ียงจ้งิ หรดี ต่อ และขยำยตอ่ มำ
เรือ่ ย ๆ เปน็ 50 บ่อ ใชเ้ วลำเดอื นคร่ึงได้กำไร 50,000-70,000 บำท/รุน่ และนับว่ำเปน็ คนเดยี วทคี่ ิดสวน
กระแส เพรำะว่ำในช่วงนน้ั ชำวบำ้ นเลยี้ งวัวพันธุ์ฮนิ ดูบรำซิลตวั ละ 3-4 แสนบำท คนเลย้ี ง 3-4 ตัวก็มที รัพย์สนิ
เป็นลำ้ นบำท หลังจำกเลี้ยงจิ้งหรดี ปที ่ี 4 กระแสววั รำคำตกจำกตวั ละ 3 แสนเหลอื ตัวละไม่ถึง 3 หม่นื บำท
เพือ่ นบ้ำนจึงมำขอซื้อพนั ธจุ์ ิ้งหรีดไปเลี้ยง จึงได้รวบรวมสมำชิกผูเ้ ล้ยี งจดทะเบยี นเป็นวสิ ำหกจิ ชมุ ชนผเู้ ลี้ยง
จิง้ หรดี มะค่ำ ขอจดทะเบยี นวิสำหกจิ ชมุ ชนทีส่ ำนกั งำนเกษตรอำเภอกันทรวชิ ยั วนั ที่ 28 สิงหำคม 2549
รหสั 4-44-04-03/1-0018 ที่ทำกำรตั้งอย่บู ้ำนเลขท่ี 61 หมู่ 1 บำ้ นมะค่ำ ต.มะคำ่ อ.กนั ทรวชิ ยั จ.
มหำสำรคำม สมำชิก 15 คน มีตนเปน็ ประธำน และใช้สิทธิขอกู้เงิน ธกส. มำลงทนุ จำนวน 5 แสนบำท

คุณพชิ ติ ชัย บอกวำ่ ในระยะแรกขำยวันละ 40-50 กิโลกรมั ต่อมำออกหำพ่อค้ำตำ่ งจงั หวัด เช่น
สกลนคร นครพนม ยโสธร นครรำชสมี ำ ตลำดไท จำกนนั้ คนเรมิ่ รู้จัก จนขำยได้วันละ 1.5-1.6 ตัน และมี
สมำชิกเครอื ข่ำยในตำบลและตำบลใกล้เคียงนำมำส่งให้กว่ำ 100 รำย ทง้ั นีห้ ำกรวมผ้เู ลยี้ งทุกรำยจะมจี ิ้งหรีด
ออกสตู่ ลำดวันละ 2-3 ตนั สำหรบั กำรรวบรวมผลผลิตและกำรนำส่งให้พ่อคำ้ มีขน้ั ตอน ดังนี้ เช้ำตรู่ประมำณ
07.30 น. สมำชกิ จะมำเข้ำควิ ส่งแมลง มีพนกั งำนรับลงทะเบียน จำกนน้ั ลำ้ งนำ้ ให้สะอำด นำไปต้มให้สกุ แล้วทำ
ให้เย็นโดยใช้ตะแกรงตกั จ้ิงหรีดลงในภำชนะทใ่ี สน่ ้ำเยน็ จำนวน 4 ถัง วำงบนตะแกรงให้สะเดด็ น้ำ จำกนั้นนำใส่
ถุงพลำสติกใสช่งั น้ำหนักถุงละ 5.1 ก.ก. (กำรรบั ซอ้ื กช็ งั่ น้ำหนกั แบบเดียวกันคอื เผื่อส่ิงเจือปน 1 ขดี ) นำส่ง
ลกู ค้ำตำมคำสัง่ ซ้ือในจังหวดั และจงั หวัดใกล้เคยี ง

17

นำยอุดม พลอยกัณหำ อำยุ 58 ปี บ้ำนเลขที่ 209 หมู่ 1 บ้ำนมะคำ่ ต.มะค่ำ อ.กันทรวชิ ัย โทร.087-
6400347 รองประธำนวิสำหกจิ ชุมชนผเู้ ลย้ี งจ้งิ หรดี มะค่ำ บอกว่ำ เล้ียงแมงสะด้ิงจำนวน 60 คอก (ขนำดคอก
ประมำณ 1x3 เมตร) เล้ียงประมำณ 45 วัน ได้ผลผลิต ประมำณ 1,500 ก.ก./รุ่น รำคำขำยเฉลยี่ 80 บำท/ก.ก.
มรี ำยได้ประมำณ 120,000 บำท (หักค่ำอำหำรประมำณ 72,000 บำท จะเหลือกำไรประมำณ 48,000 บำท)

กำรท่มี ผี เู้ ลีย้ งจง้ิ หรดี เป็นจำนวนมำกรำย อยู่ในชมุ ชนเดียวกัน หรอื ใกล้เคียง ทำรำยได้ให้เกษตรกรปี
ละ 60-80 ลำ้ นบำท จึงเป็นจดุ เดน่ และจดุ ขำย เพรำะคงมีไม่กแี่ หง่ ในประเทศไทยที่มีชมุ ชนเลยี้ งจ้งิ หรีดมำก
อย่ำง แต่อย่ำงไรก็ตำมพบว่ำมีปญั หำอยหู่ ลำยประกำร เช่น ใช้พอ่ แม่พนั ธุ์เดมิ ๆผสมพันธก์ุ นั เองรุน่ ต่อรุ่นทำให้
เกิดระบบเลือดชดิ อ่อนแอต่อโรค ผลผลิตลดลง จำกทเ่ี คยได้ 30 กก./คอก ลดลงเหลือ 10 -20 กก./คอก,
ปัญหำสุขอนำมยั เชน่ โรคท้องน้ำ ถำ้ ระบำดจะทำให้จงิ้ หรีดตำยเปน็ จำนวนมำก หรือตำยท้งั คอกได้ ,ปญั หำ
ค่ำอำหำรทส่ี ูงขน้ึ ปรับตัวสูงขนึ้ เป็นระยะๆ ซง่ึ ไม่สำมำรถควบคุมได้ ระยะแรกทเ่ี ลีย้ งรำคำกระสอบละ 280
บำทแต่ปจั จุบนั 490 บำท (30 กก.) สำหรับอำหำรท่ีเลย้ี งจิ้งหรดี นั้นใช้อำหำรสำเร็จรปู ที่ใช้เล้ียงไกเ่ ล็ก,ปัญหำ
กำรตลำด ในชว่ งฤดูฝนระหว่ำงเดือนมิถุนำยน-กนั ยำยน กำรเจริญเติบโตดี มีผลผลติ ออกมำก รำคำตกต่ำ
ปญั หำพ่อคำ้ น้อยรำยจึงไม่เกิดกำรแข่งขนั เท่ำท่คี วร”ปัญหำนี้ ถำ้ รวมกลุม่ กันเพิ่มอำนำจกำรตอ่ รองและซ้ือจำก
โรงงำนโดยตรงกจ็ ะถกู ลง หรอื ใหส้ ถำบนั กำรศึกษำมำช่วยพฒั นำสตู รอำหำรและฝึกให้เกษตรกรผลติ อำหำรใช้
เองภำยในฟำรม์ ก็เปน็ อีกแนวทำงหนึ่ง ในกำรสง่ เสริมกำรตลำดอำจให้สถำบันกำรศึกษำทีเ่ กยี่ วกบั อตุ สำหกรรม
อำหำร ใหช้ ว่ ยคดิ สตู รหรือเมนูอำหำร โดยให้นกั ศึกษำ 100 คน หรือ 1,000 คน ไดค้ ดิ เมนอู ำหำรจำกแมงสะดิ้ง
แลว้ นำไปทดสอบกับผู้บริโภค เมนูใดได้รับควำมนยิ ม อำจจะ 10-20 เมนู แลว้ นำมำแปรรปู เป็นผลติ ภณั ฑ์
อำหำรออกจำหน่ำย เพื่อเพ่ิมทำงเลือกให้กับผ้บู ริโภค นอกจำกน้ี ได้เสนอให้ อบต.มะค่ำ จัดงบประมำณไว้
สำหรบั ทำกิจกรรม กำรอบรมสัมมนำแลกเปลีย่ นเรยี นรู้ เพ่ือแก้ไขปัญหำทัง้ ด้ำนกำรผลิตกำรตลำด และกำรจดั
งำนประจำปเี พอ่ื ประชำสัมพันธ์จ้ิงหรดี ของมะค่ำให้เป็นทร่ี ู้จักกนั อย่ำงแพรห่ ลำยมำกย่ีงข้นึ รวมทัง้ กำรจดั ทำ
มำตรฐำนฟำร์มจิ้งหรดี (ออกใบรับรองใหผ้ เู้ ลย้ี งทีไ่ ด้มำตรฐำน) เพื่อเป็นหลักประกันควำมปลอดภยั ใหแ้ ก่
ผูบ้ ริโภค ซง่ึ เรอื่ งทั้งหลำยเหล่ำน้ีน่ำจะได้ร่วมมือกับหน่วยงำนท่ีเกีย่ วข้องดำเนินกำรตอ่ ไป

1.3 วตั ถปุ ระสงค์ของโครงการวิจัยและขอบเขตของการวจิ ยั ฯ
1. เพอื่ ลดตน้ ทุนกำรผลิตและเพ่ิมรำยไดใ้ ห้แกเ่ กษตรกรผ้เู ลี้ยงจิง้ หรดี
2. เพ่ือให้ไดฟ้ ำร์มมำตรฐำนต้นแบบท่ีถูกตอ้ งตำมหลักสุขอนำมยั และไดผ้ ลิตภัณฑท์ ่ีมคี ุณภำพ

1.4 ขอบเขตของโครงการวจิ ัย
ท่ีบ้ำนมะค่ำ (4 หมู่) ตำบลมะค่ำ อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหำสำรคำม มีเกษตรกรกว่ำ ๑๐๐

ครัวเรือนเล้ียงจ้ิงหรีดเป็นอำชีพเสริม มีปัญหำด้ำนกำรผลิต ได้แก่ ค่ำอำหำรท่ีสูงขึ้น ขำดควำมรู้ด้ำน
สขุ อนำมัยทำใหจ้ ้ิงหรีดตำย ขำดควำมรเู้ รอ่ื งกำรปรับปรงุ พันธุ์ และปัญหำด้ำนกำรตลำด รำคำตกต่ำช่วงฤดูฝน
ระหว่ำงเดือนมิถุนำยน-กันยำยน เน่ืองจำกผู้บริโภคมีอำหำรอย่ำงอ่ืนบริโภคแทน และเป็นช่วงที่จิ้งหรีด
เจริญเติบโตให้ผลผลิตดี ดังน้ันจึงได้จัดทำเป็นคู่มือกำรจัดกำรฟำร์มมำตรฐำนต้นแบบท่ีถูกต้องตำมหลัก
สขุ อนำมัย ประกอบไปด้วย กำรเพม่ิ ผลผลติ ปรับปรุงพนั ธ์ุ กำรแปรรูปเปน็ ผลติ ภัณฑ์ต่ำงๆ กำรคัดเลือกวัตถุดิบ
กำรตรวจหำสำรท่ีสำคญั ที่มปี ระโยชนต์ อ่ รำ่ งกำย ออกแบบบรรจุภณั ฑ์ และกำรตลำด

1.5 สรปุ ทฤษฏี และ/หรือ แนวความคิดที่จะนามาใช้ในการวจิ ยั ฯ
ประกอบไปดว้ ย

18

กจิ กรรมที่ 1 กำรจัดทำฟำร์มมำตรฐำนต้นแบบที่ถูกต้องตำมหลักสขุ อนำมยั
กจิ กรรมที่ 2 กำรศึกษำและคัดเลอื กสมุนไพรสำหรับแปรรปู แมงสะดิ้งใหเ้ ปน็ ผลติ ภัณฑ์ของกล่มุ วสิ ำหกิจชุมชน
ผู้เลีย้ งจงิ้ หรีด บำ้ นมะค่ำ
กจิ กรรมที่ 3 หำปรมิ ำณสำรอำหำรในแมงสะดิง้ ท่ีแปรรูป ได้แก่ ปรมิ ำณโปรตนี คำรโ์ บไฮเดรต กรดไขมันอิ่มตัว
กรดไขมันไม่อิ่มตวั และวติ ำมินทลี่ ะลำยได้ในไขมนั รวมทัง้ ชนิดและปริมำณของสำรโคเลสเตอรอล สำรเคมีหรือ
สำรพษิ จำกเชื้อรำปริมำณแคโรทีนอยด์รวม และควำมหนื
กิจกรรมที่ กำรออกแบบบรรจภุ ัณฑ์และกำรประชำสัมพันธ์ควบคู่กับเพ่ือทดสอบตลำด
กจิ กรรมที่ 5 สรปุ ผลและปญั หำกำรดำเนินงำนและจดั ทำรปู เลม่ รำยงำน

1.6 ประโยชน์ท่คี าดว่าจะไดร้ บั
ทรำบข้อมูลสถำนกำรณ์กำรเลี้ยงจ้ิงหรีด ปริมำณอำหำร โรคและศัตรู กำรขำย ซึ่งได้ติดตำมกำร

เปลี่ยนแปลงตำมช่วงเวลำที่กำหนด โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งได้คู่มือกำรจัดกำรฟำร์มมำตรฐำนต้นแบบของ
จิ้งหรีดท่ีถูกต้องตำมหลักสุขอนำมัย ซ่ึงเป็นข้อมูลท่ีเป็นระบบ ทำให้มีฐำนข้อมูลในกำรต่อยอดกำรศึกษำ
ทำงดำ้ นน้ไี ด้

1.7 ประเมินผลกระทบด้านเศรษฐกิจ-สังคมและประโยชน์ที่ภาคเกษตรและเศรษฐกิจส่วนรวมจะได้รับท้ัง
ระยะสัน้ และระยะยาวตามความเปน็ ไปได้

โครงกำรนมี้ ีผลผลกระทบระยะยำวเป็นผลกระทบเชงิ บวกสำมำรถนำไปกำหนดกลวธิ ใี นกำรบริหำร
จดั กำร เช่น กำรเปลยี่ นแปลงฟำร์มจิ้งหรีดใหเ้ ปน็ ฟำร์มจิ้งหรดี ทม่ี ีมำตรฐำนเพม่ิ มำกข้ึน มกี ำรแปรรูปจิ้งหรีด
แบบตำ่ งๆ และบรรจภุ ณั ฑ์ท่ีสวยและเป็นท่ตี อ้ งกำรของตลำด ผูบ้ รโิ ภครู้ปริมำณสำรอำหำรท่ีเป็นประโยชน์ใน
จ้งิ หรีด เชน่ มีโปรตีนท่ีย่อยง่ำย จงึ ช่วยเสริมกล้ำมเน้อื ไดด้ ี มีแคลเซยี มชว่ ยเสริมกระดูก นำ้ มันชว่ ยบำรงุ ขน ไม่
มีโคเรสเตอรอลและไขมนั ส่วนเกิน สำรไคตนิ ชว่ ยบำรุงเล็บของคน ขนของสัตวป์ กี และเปลือกของกุง้ หอย ปู
เป็นตน้ ทำให้มตี ลำดเพิม่ ขน้ึ สำมำรถวำงแผนในกำรผลติ จ้ิงหรีดออกขำยสตู่ ลำดได้โดยไมม่ ีปัญหำในเร่อื งของ
กำรมจี ิง้ หรีดลน้ ตลำดหรือขำดแคลน ซ่ึงเป็นกำรเพ่มิ รำยได้ใหก้ บั เกษตรกร ทำให้มีควำมเป็นอยดู่ ีข้นึ และ
สำมำรถขยำยไปยังเกษตรกรอนื่ ทส่ี นใจไดด้ ว้ ย

19

บทที่ 2

เนื้อเรือ่ ง (Main Body)

2.1 วธิ ดี าเนนิ การวิจยั ฯ (Material and Method)
เคร่อื งแก้ว/อปุ กรณ์/ครภุ ณั ฑ์ตำ่ งๆและสถำนท่ที เ่ี กย่ี วข้องในโครงกำรวิจัยทคี่ ณะผู้วจิ ัย/ภำควิชำ

เทคโนโลยีกำรผลติ พืช คณะเทคโนโลยี/ภำควิชำเคมี/ภำควิชำฟิสกิ ส์ คณะวิทยำศำสตร์ มหำวิทยำลัย
มหำสำรคำม /สำนักงำนเกษตรอำเภอกนั ทรวชิ ยั จังหวัดมหำสำรคำม มคี วำมพรอ้ มต่อกำรทำงำนวิจัยในคร้ังน้ี
เปน็ อยำ่ งดียิง่ วธิ ีดำเนนิ กำรวจิ ัย แบ่งออกเปน็ กจิ กรรม ได้แก่

กิจกรรมที่ 1 การจัดทามาตรฐานฟาร์มต้นแบบ (หัวหน้ำกิจกรรม: นำยอำพน ศิริคำ และดร. นิคม นคร
เรียบ)

กจิ กรรมยอ่ ยท่ี 1 กำรคดั เลอื กฟำรม์ ทเี่ ขำ้ รว่ มโครงกำร (บ้ำนมะค่ำ อ.กันทรวิชยั จ.มหำสำรคำม)
ทำกำรคดั เลอื กฟำร์มจิง้ หรีดทร่ี ่วมโครงกำร จำนวน 5 ฟำร์ม โดยมีหลกั เกณฑ์ ดังนี้
1. เป็นเกษตรกรกรท่เี ลย้ี งจง้ิ หรดี อย่แู ลว้
2. มีควำมสมัครใจทจี่ ะเข้ำรว่ มโครงกำร
3. ปฏิบตั ติ ำมขอ้ กำหนดของผู้วจิ ยั
4. ใหค้ วำมรว่ มมอื ในกำรเก็บข้อมลู และกำรจดบนั ทกึ กำรปฏบิ ัติงำน
5. เม่ือผำ่ นกำรวจิ ยั แล้ว พร้อมให้ควำมร่วมมือเปน็ แหล่งศึกษำดงู ำนของเกษตรกรผู้เลยี้ งจิง้ หรดี และ

ผสู้ นใจโดยท่วั ไป
มผี สู้ มคั รทง้ั หมด 8 ฟำรม์ แต่ไดค้ ดั เลือกฟำรม์ ทมี่ ีคุณสมบัติตรงตำม 5 ข้อแรกและพร้อมทจี่ ะเริม่ งำน

ได้ทันทีมีเพยี ง 5 ฟำรม์

กจิ กรรมย่อยท่ี 2 กำรออกแบบพื้นท่ใี นกำรเล้ยี ง ควำมสะอำดของโรงเรือนและกำรป้องกันเช้ือโรคตำ่ งๆ
(บ้ำนมะคำ่ อ.กนั ทรวชิ ยั จ.มหำสำรคำม) เพื่อจดั ทำเปน็ โรงเรอื นฟำร์มมำตรฐำน ซึ่งมรี ำยละเอยี ดดังนี้

1. กำรสรำ้ งอำคำร/โรงเลี้ยง โดยให้ฟำรม์ จ้ิงหรดี ที่ร่วมโครงกำร จำนวน 5 ฟำรม์ ปรบั เปลีย่ นฟำรม์
ตวั เองใหม่ โดยเริม่ จำกกำรมุงหลังคำใหม้ ดิ ชิดไมม่ รี อยร่ัว สว่ นใหญ่จะมงุ ต่อจำกอำคำรบ้ำนเรือน บำงรำยแยก
เปน็ อำคำรเลย้ี งโดยเฉพำะ หลงั คำโรงเรอื นต้องสูงจำกพ้ืนฟำรม์ ประมำณ 3 เมตร เพรำะถ้ำหลังคำของโรงเรอื น
ตำ่ และเป็นสงั กะสีจะยิง่ ทำให้อำกำศในโรงเรือนและภำยในบอ่ สงู ขน้ึ ถำ้ หลังคำโรงเรือนสูงจะทำให้อำกำศ
ถำ่ ยเทไดส้ ะดวก ไมม่ ีกลิ่น ไม่มีเชื้อโรค ไม่ตำกแดด และไม่ตำกฝน ปรับพ้ืนดนิ ทเ่ี ปน็ ท่ตี ง้ั โรงเรือนให้เป็นพน้ื ปูน
ทง้ั หมด

20

2. ผนงั ส่ีด้ำนเปดิ โลง่ ช่วยระบำยอำกำศ ควรมีกำรขึงตำข่ำย 2 ชัน้ ชั้นแรกเปน็ วสั ดุกรองแสงหรือ
สแลนอยดู่ ำ้ นในเพ่อื ชว่ ยปอ้ งกนั ไม่ ให้แสงแดดส่องถึงโดยตรง หรอื ควบคุมแสง อุณหภมู ิ ควำมช้ืน และชน้ั ท่ี
สองเปน็ วัสดุแบบผำ้ ใบอยู่ดำ้ นนอกมว้ นขึน้ เกบ็ ไว้ เม่อื เวลำท่ีมฝี นตกแรงๆกใ็ ห้คลอ่ี อกคมุ อกี ช้นั หนงึ่ กันฝนสำด
เข้ำไปในคอกจง้ิ หรดี

3. บอ่ ซเี มนต์ที่ใช้เลี้ยง ควรมีขนำด 1.5 x 4 เมตร สูง 60 เซนติเมตร ควรเทปูนท่ีก้นบ่อหนำประมำณ
1 น้ิว บ่อน้ีจะมีขนำดใหญ่กว่ำบ่อเดิมที่เคยเล้ียงกัน (1x3x0.6 เซนติเมตร) เพื่อให้เกิดกำรถ่ำยเทอำกำศได้มำก
ข้ึนเนื่องจำกควำมหนำแน่นของแผงภำยในบ่อน้อยลง ใช้มุ้งเขียวปิดปำกบ่อเพ่ือป้องกันสัตว์เลื้อยคลำน เช่น
จ้ิงจก ตุ๊กแก ที่จะเข้ำไปกินจิ้งหรีด รอบๆบ่อด้ำนนอกใช้ชอล์คฆ่ำแมลงขีดเพื่อป้องกันมดและแมลง แต่ละคอก
ห่ำงกันประมำณ 50 เซนตเิ มตร เพือ่ ใช้เป็นทำงเดนิ เข้ำออกหรือปฏบิ ตั กิ ำรในกำรเลี้ยง

21

3. วสั ดุรองพ้นื บ่อซีเมนต์ทใี่ ช้เลี้ยง ควรใส่ดนิ ทรำยเปน็ วสั ดุรองพน้ื ชน้ั แรก และตำมดว้ ยทรำยหรอื
แกลบปนทรำย รวมควำมหนำประมำณ 3 ถงึ 5 เซนติเมตร จะชว่ ยควบคมุ ควำมช้ืน ปอ้ งกันแบคทเี รีย และลด
กล่ินตำ่ งๆ และเปลย่ี นถำ่ ยทุกคร้งั ทม่ี ีกำรเลยี้ งจ้ิงหรีดร่นุ ต่อไป

4. ทอี่ ยขู่ องจิ้งหรีด (ใชเ้ กำะมุดหลบภยั เวลำลอกครำบ) ใช้แผงไข่ทท่ี ำจำกกระดำษ, หญ้ำแห้ง, กำบ
มะพร้ำว ซ่ึงจะใช้พนื้ ท่ีประมำณ 50 เปอร์เซนต์ เพรำะว่ำควำมหนำแนน่ ของแผงภำยในบ่อมีผลต่อกำรถ่ำยเท
อำกำศเช่นกนั

5. ภำชนะใสน่ ำ้ จะใช้ท่อ PVC ขนำด 2 นว้ิ ยำวประมำณ 50 เซนติเมตร เพิ่มจดุ ให้น้ำเป็น 10 ภำชนะ
โดยผำ่ ครึง่ แล้วปดิ หัวทำ้ ยดว้ ยท่อ PVC แทนอันเดิมท่ใี ช้กระบอกไมไ้ ผ่ เพรำะถ้ำใช้กระบอกไม้ไผ่จะเกดิ เชื้อรำ
ไดง้ ำ่ ย กระบอกแตกบ่อยทำให้น้ำซึมผำ่ นใส่แผงไข่ ทำให้แผงไข่ขำดได้ง่ำย

6. ภำชนะใส่อำหำร ใชถ้ ำดสแตนเลสขนำด 4 x 24 เซนติเมตร ลึก 1.5 เซนตเิ มตร เพ่มิ จดุ ใหอ้ ำหำร
เป็น 18 ถำดต่อ 1 บ่อ ถ้ำเป็นถำดเหล็กจะข้ึนสนมิ ได้งำ่ ยหรือถำ้ เปน็ ถำดพลำสตกิ ก้นก็จะลึกเกนิ ไป ทำให้
อำหำรเนำ่ เสียได้งำ่ ย

7. เทปกำว กว้ำงประมำณ 3 น้ิว ตดิ ขอบในปำกบอ่ ดำ้ นบนโดยรอบบ่อ ปอ้ งกนั ตัวเต็มวยั จ้งิ หรดี ไต่
ออกนอกบ่อ

8. พลำสตกิ ตำขำ่ ยไนล่อน (มุ้งเขียว) ปดิ ปำกบ่อขนำด 200 x 600 เซนติเมตร ป้องกนั จงิ้ หรีดบินหนี
และศัตรูทีจ่ ะเข้ำมำทำลำยจงิ้ หรดี

9. ยำงรดั ตำข่ำยกบั ปำกบ่อ โดยใชย้ ำงในรถจกั รยำนหรอื รถจกั รยำนยนต์ ตัดให้มีขนำดกว้ำงนอ้ ยกวำ่
ขอบวงดำ้ นนอกเพื่อควำมสะดวกเมือ่ เวลำยดื รัดตำข่ำยกับขอบวง ป้องกนั ศัตรจู ้งิ หรีด และปอ้ งกันจ้งิ หรดี ไต่
ออกนอกบ่อ

10. ถำดสำหรับให้จิ้งหรีดวำงไข่ จะใช้ถำดสแตนเลสขนำด 15 x 27 เซนติเมตร ลกึ 4 เซนตเิ มตรแทน
กำรใชข้ ันพลำสติกซ่งึ เมอื่ วำงลงไปในบ่อจะมีควำมร้อนเกดิ ขึ้นและแตกหกั เร็ว จำนวน 17 ถำดตอ่ 1 บอ่ ในถำด
ให้ใส่ดนิ ขุยไผห่ รือดินรว่ นผสมแกลบดำที่มคี วำมช้นื เลก็ น้อยลงไปในถำดให้ได้ควำมสูงประมำณ 2.5 เซนติเมตร

22

11. กำรเตรยี มพอ่ พนั ธ์ุแม่พันธ์นุ ั้น เลือกจ้ิงหรดี ทม่ี ีสเี ข้ม ตัวใหญ่ แขง็ แรง มีอวยั วะครบทกุ ส่วน เปน็
ตัวเตม็ วยั แลว้ ประมำณ 3 ถงึ 5 วัน ปลอ่ ยลงบอ่ ใน 1 บอ่ ควรมพี ่อพันธุ์ 1 สว่ น ตอ่ แมพ่ ันธุ์ 3 สว่ น โดยปล่อย
พ่อพันธุ์-แม่พนั ธุจ์ ง้ิ หรีดลงบ่อปนู เลย้ี งอตั รำส่วน 1 : 3 ใส่ลงในถำดสำหรบั ให้จงิ้ หรีดวำงไข่ (ข้อ 10) ตัวเมียจะ
เร่มิ วำงไข่เมือ่ ผสมพนั ธ์ผุ ำ่ นไป 3-4 วัน แบง่ กำรวำงไข่เป็น 4 ร่นุ ห่ำงกัน 10-15 วนั ต่อรุน่ วำงไขไ่ ด้เฉลี่ย 1,200
-1,700 ฟอง/ร่นุ ใชเ้ วลำฟกั ประมำณ 11 วัน นำไปใส่บ่อเลี้ยงจ้งิ หรดี ใหม่ จ้ิงหรีดอำยุ 2 วนั นำแผงไข่วำง
(สำหรับเป็นท่อี ำศยั หลบซอ่ น) วำงถำดอำหำร

12. กำรให้อำหำรจง้ิ หรดี
12.1 พืชอำหำรหลักได้แก่ ตน้ อ่อนและยอดอ่อนของพืช ได้แก่ ผักบงุ้ ตำลงึ ฟักทอง หญำ้ เนเปยี ร์
และใบกล้วย เมื่อใช้เลี้ยงจง้ิ หรดี จะเจรญิ เติบโตเรว็ และให้ผลผลิตสงู โดย 2 วัน ให้พืชอำหำรหลกั 1 ครงั้ ครั้ง
ละ 1 กำมือ โดยพืชอำหำรหลักเกำ่ ไม่ต้องนำออก จะใช้เปน็ ทอ่ี ำศัยของจ้งิ หรดี ต่อไป
12.2 อำหำรเสรมิ รำอ่อนหรืออำหำรสำเร็จรปู ที่ใช้เล้ยี งไก่เล็ก โดยจิง้ หรดี 1 บอ่ ใช้อำหำร 3 กิโลกรัม
ตอ่ รุ่น โดยใหว้ ันละ 1 ควรให้อำหำรในปรมิ ำณท่ีกินหมดภำยใน 2 วนั เพือ่ ป้องกนั เช้ือโรคทีเ่ กิดจำกอำหำรเน่ำ
เสยี
13. กำรเกบ็ ผลผลิต จง้ิ หรีดใช้เวลำเลย้ี ง 30-35 วัน สว่ นแมลงสะด้ิง (จิง้ หรีดพนั ธท์ุ องแดงลำย) 40-
45 วัน จับขำยได้ แตก่ อ่ นนำจ้ิงหรดี จำหน่ำยหรือบรโิ ภค 3 วัน ต้องงดใหอ้ ำหำรเสรมิ เชน่ อำหำรไก่ รำอ่อน
อำหำรปลำ เพื่อไม่ให้มีกลนิ่ ตัว แต่ยงั คงใหอ้ ำหำรหลกั อยู่ จัดกำรเกบ็ ตัวจงิ้ หรีดโดยยกถำดไข่เขย่ำเพื่อใหม้ ลู
จิ้งหรีดร่วง แลว้ วำงถำดไข่กลับลงในบอ่ ใหจ้ งิ้ หรดี ตัวเต็มวยั เกำะ หลงั จำกนน้ั ประมำณ 5 นำที ยกถำดไข่เขยำ่
ในกะละมงั ถังพลำสติกหรือใชส้ วงิ พลำสติกช้อน จำกนั้นเทจิ้งหรีดบรรจุลงในถุงพลำสติก ถงุ ละ 5 กิโลกรัม
แลว้ นำมำแชน่ ้ำแข็งจะสำมำรถเกบ็ ไว้รอจำหน่ำยไดป้ ระมำณ 1 สัปดำห์ และเก็บมลู จิง้ หรดี บรรจุกระสอบ รอ
กำรจำหนำ่ ย
14. กำรทำควำมสะอำดหลังกำรเก็บผลผลิต ภำยหลงั กำรจับจิง้ หรีดออกจำหน่ำยแล้ว นำแผงไข่
(สำหรบั เปน็ ทอ่ี ำศัย หลบซอ่ น) ออกไปตำกแดดใหแ้ ห้งสนทิ และฆำ่ เช้ือเป็นเวลำประมำณ 4 แดด ทำเกบ็ เศษ
วสั ดภุ ำยในคอก ปดั กวำด ทำควำมสะอำดบ่อใหส้ ะอำดและตำกบ่อก่อนเลย้ี งในร่นุ ตอ่ ไป

23

15. ควรเปลีย่ นสำยพนั ธจ์ุ ้ิงหรดี พอ่ -แมพ่ นั ธุ์ เม่ือเลย้ี งไปแลว้ ประมำณ 1 -3 รนุ่ เพอ่ื ป้องกันเลอื ดชิดใน
จงิ้ หรีด

16. กำรป้องกำรกำรตำยที่ไม่ไดเ้ กดิ จำกไวรสั และเชอื้ แบคทเี รีย ในเบ้อื งต้นควรปฏิบตั ิดังน้ี
16.1 ในชว่ งทีม่ อี ำกำศร้อน ควรเพ่ิมกำรถ่ำยเทของอำกำศด้วยกำรเปดิ พัดลม หรอื ชอ่ งระบำยลม
16.2 ลดควำมหนำแน่นของแมลงลง ดว้ ยกำรเลีย้ งให้นอ้ ยลงในชว่ งฤดูทีม่ อี ำกำศร้อน
16.3 ใช้มำ่ นบังแดด ปอ้ งกันไมใ่ ห้แสงแดดส่องถึงโดยตรง

2.2 การพฒั นาสูตรอาหารเล้ียงจิง้ หรีดเพือ่ ลดต้นทนุ ค่าหัวอาหาร

เน่ืองจำกปัจจุบันน้ีหัวอำหำรไก่เล็กซ่ึงใช้เป็นอำหำรสำหรับเลี้ยงจิ้งหรีดมีรำคำสูงข้ึน ประมำณ 600

บำท/ 30 กิโลกรัม (ข้ึนอยู่กับยี่ห้อของสูตรอำหำร) และคำดว่ำจะมีแนวโน้มสูงขึ้นอีกในอนำคตนี้ ดังนั้นทีม

ผู้วจิ ัยจงึ คดิ หำอำหำรทม่ี ตี ้นทุนตำ่ มำเลี้ยงจ้งิ หรดี เสรมิ กับอำหำรไก่เล็ก จำกกำรค้นคว้ำพบว่ำมันหมักยีสต์ ผลิต

จำกกำกมันสำปะหลัง ซ่ึงเป็นเศษเหลือจำกกระบวนกำรผลิตแป้งมันสำปะหลังและมีรำคำถูกมำก ซ่ึงกำกมัน

สำปะหลังเป็นทำงเลือกหน่ึงท่ีจะใช้เป็นแหล่งอำหำรพลังงำนเพรำะมีแป้งสูงถึง 50.2 % มีโปรตีน (Crude

protein, CP) เท่ำกับ 2.4 % (วริยำ และคณะ, 2552) แม้ว่ำปริมำณ CP ในกำกมันสำปะหลังจะต่ำ แต่

สำมำรถเพ่มิ CP ได้โดยกำรนำกำกมนั สำปะหลังมำหมักร่วมกับน้ำยีสต์ (ศุภชัย และคณะ, 2557) เพื่อใช้ในกำร

สรำ้ งกำรเตบิ โตของตัวยสี ตเ์ องและเป็นกำรเพ่ิมโปรตีนให้กับกำกมันหมักยีสต์ สูตรอำหำรสำหรับเลี้ยงจิ้งหรีด

โดยใช้มันหมักยีสต์ และนำสมุนไพร มำใช้เพื่อดับกล่ินและเพ่ิมรสชำติให้กับผลิตภัณฑ์ในข้ันตอนกำรแปรรูป มี

ท้ังหมด 2 สูตร ไดแ้ ก่

สตู รท่ี 1 สูตรอาหารมนั หมกั ยีสต์ (ไมม่ สี ่วนผสมของยูเรยี )

วัสดุอุปกรณ์

1. กำกสด (มนั สำปะหลัง) 1 ตนั รำคำ 550 บำท

2. กำกน้ำตำล 15 กิโลกรมั รำคำ 150 บำท

3. ยีสต์ ½ กโิ ลกรมั รำคำ 115 บำท

4. น้ำเปลำ่ 100 ลิตร -

24

5. ถงั ผสมน้ำยีสต์ 2 ถงั -

6. ถุงพลำสติก ขนำด 20X30 นิ้ว รำคำ 75 บำท

7. เชอื กฝำง รำคำ 20 บำท

รวม 910 บำท

ผลิตได้ 1100 กโิ ลกรัม

รำคำตน้ ทนุ เฉล่ยี 1.11 บำท/กิโลกรัม

วธิ กี ารทา
1. เทน้ำใสถ่ ังผสม 10 ลติ ร, ยีสต์ ½ กิโลกรมั ผสมให้เขำ้ กันจนยสี ต์แตกตัวเปน็ ฟอง ท้งิ ไว้ 2 ชั่วโมง
2. เทน้ำใสถ่ ังผสม 90 ลติ ร, กำกนำ้ ตำล 15 กิโลกรมั คนสว่ นผสมใหเ้ ขำ้ กนั
3. นำสว่ นผสมท้งั สองถังมำผสมกัน
4. ตกั กำกมันสำปะหลงั ใสก่ ระสอบ 20 กโิ ลกรัม
5. ตักสว่ นผสมทเี่ ตรียมไว้รำดลงไปใหท้ วั่ ประมำณ 2 ลติ ร ต่อกำกมันสำปะหลัง 20 กิโลกรมั
6. ไล่อำกำศออกใหห้ มด แล้วใช้เชอื กฟำงรดั กระสอบใน(พลำสตกิ )ใหแ้ น่น
7. เกบ็ ไวใ้ นที่ร่ม หมักไว้เป็นเวลำ 1 สัปดำห์
*ระวงั อย่ำให้ถุงพลำสติกร่วั หรือแตก เพรำะจะทำให้มนั หมักยสี ตไ์ ม่ไดผ้ ล และเน่ำเสยี

สูตรท่ี 2 สตู รอาหารมนั หมักยีสต์ “ลดตน้ ทนุ คา่ อาหารจงิ้ หรดี ”(มสี ่วนผสมของยเู รีย)

วสั ดอุ ุปกรณ์

1. กำกสด(มนั สำปะหลัง) 1 ตนั รำคำ 550 บำท

2. กำกนำ้ ตำล 15 กิโลกรมั รำคำ 150 บำท

3. ยสี ต์ ½ กิโลกรมั รำคำ 115 บำท

4. น้ำเปลำ่ 100 ลิตร -

5. ปุ๋ยยูเรยี 300 กรัม รำคำ 160 บำท

6. ถงั ผสมน้ำยสี ต์ 2 ถงั -

7. ถุงพลำสติก ขนำด 20X30 นว้ิ รำคำ 75 บำท

8. เชอื กฝำง รำคำ 20 บำท

รวม 1,070 บำท

ผลติ ได้ 1400 กิโลกรัม

รำคำตน้ ทนุ เฉลี่ย 1.31 บำท/กิโลกรัม

วิธกี ารทา
1. เทน้ำใส่ถังผสม 10 ลติ ร, ยสี ต์ ½ กิโลกรัม และป๋ยุ ยูเรีย 300 กรัม ผสมให้เข้ำกนั จนยีสตแ์ ตกตัวเปน็
ฟอง ทงิ้ ไว้ 2 ชวั่ โมง
2. เทนำ้ ใสถ่ งั ผสม 90 ลติ ร, กำกน้ำตำล 15 กิโลกรัม คนส่วนผสมใหเ้ ข้ำกัน
3. นำสว่ นผสมทงั้ สองถงั มำผสมกัน
4. ตักกำกมนั สำปะหลงั ใสก่ ระสอบ 20 กิโลกรมั

25

การนามนั หมักยสี ตไ์ ปเลย้ี งจ้งิ หรีด มีแนวทางปฏบิ ัติและกาหนดแผนการทดลอง ดังน้ี
แผนการทดลอง ใช้จำนวนคอกท่ีมีขนำดและจำนวนจิง้ หรีดเทำ่ ๆกัน 9 คอก และใช้อำหำรสำเรจ็ รูป
เล้ียงตง้ั แตแ่ รกเกดิ จนถึงอำยุ 21 วัน จำกนัน้ แบ่งเป็น 3 กำรทดลอง กำรทดลองละ 3 คอก ไดแ้ ก่
กำรทดลองที่ 1 ใช้มันหมักยสี ต์ทีม่ ีสว่ นผสมของยูเรีย ผสมกับอำหำรสำเร็จรปู ในอตั รำร้อยละ 75: 25
กำรทดลองท่ี 2 ใชม้ ันหมกั ยสี ตท์ ี่ไม่มสี ว่ นผสมของยูเรีย ผสมกับอำหำรสำเร็จรปู ในอัตรำรอ้ ยละ 75:25
กำรทดลองที่ 3 ใชอ้ ำหำรสำเร็จรูปอยำ่ งเดยี ว
ผลการศึกษา
1. กำรวัดผลผลติ จำกอำหำรมันหมักยีสตท์ ่ีมสี ่วนผสมของยูเรีย (รำคำตน้ ทุนเฉล่ีย 1.31 บำท/
กโิ ลกรัม) ไดผ้ ลผลิตเฉลยี่ 15.50 กก
2. กำรวดั ผลผลิตจำกอำหำรมันหมักยีสต์ท่ีไมม่ ีส่วนผสมของยเู รีย (รำคำต้นทนุ เฉลีย่ 1.11 บำท/
กิโลกรัม) ไดผ้ ลผลติ เฉล่ีย 15.00 กก
3. กำรวัดผลผลิตจำกอำหำรสำเรจ็ รูปอย่ำงเดยี ว (รำคำตน้ ทุนเฉลี่ย 20.0 บำท/กโิ ลกรมั ) ไดผ้ ลผลติ
เฉลย่ี จิ้งหรีด 17.25 กก
กิจกรรมยอ่ ยที่ 3 กำรออกแบบฟำรม์ ใหต้ รงกบั ท่ีต้องกำร
ปัจจบุ นั เกษตรกรผเู้ ลยี้ งจ้งิ หรีดหลำยฟำรม์ ยงั ขำดกำรเล้ียงท่ถี กู สขุ อนำมัย เช่น ไม่มีตำขำ่ ยปอ้ งกันนก
หรือสตั ว์ปีกซง่ึ อำจนำเชือ้ โรคเขำ้ สู่ฟำรม์ ได้ บำงรำยนำแหนซึ่งเปน็ วชั พืชนำ้ จำกแหล่งนำ้ ธรรมชำติมำเป็น
อำหำรเสรมิ แก่จิง้ หรีด ซ่ึงอำจเสียงต่อกำรที่ได้รับสำรพษิ ทำงกำรเกษตรไหลลงสู่แมน่ ้ำลำคลอง นอกจำกนี้ยงั มี
เร่อื งกำรให้นำ้ กำรให้อำหำรทีพ่ อดีกับควำมต้องกำรแต่ละวนั กำรทำควำมสะอำด เปน็ ระยะๆซง่ึ นอกจำกทำให้

26

ผลผลิตสงู แลว้ ยังเปน็ หลกั ประกันควำมปลอดภัยแกผ่ ูบ้ ริโภค สรำ้ งควำมเช่อื ม่ันใหแ้ ก่ผบู้ ริโภค และน่ำจะมี
ศกั ยภำพในกำรแข่งขนั ด้ำนกำรตลำดกบั ฟำรม์ อื่นไดเ้ ปน็ อย่ำงดี ซึง่ มแี นวทำงดังน้ี

1. เปน็ ฟำร์มท่ีมีตำขำ่ ยป้องกันสตั วป์ กี ทจี่ ะเข้ำสู่ฟำร์ม
2. มีมุงเขยี วคลุมหรือปิดปำกคอกเลีย้ งอีกชน้ั หนึ่ง
3. กำรใหน้ ำ้ ไมใ่ ห้กินน้ำโดยตรง แต่ต้องมวี สั ดดุ ดู ซับน้ำ เชน่ ขเ้ี ถำ้ แกลบ หรอื เศษผ้ำ
4. โรงเรือนต้องสะอำด มีอำกำศถ่ำยเทพอเหมำะกบั สภำพกำรเลี้ยง ไม่ทึกหรือโปรง่ จนเกนิ ไป
5. จัดหมวดหมวู่ ัสดอุ ุปกรณใ์ หเ้ ปน็ สัดส่วน เชน่ อำหำรตอ้ งยกพ้นื ให้สูงข้นึ มลู จงิ้ หรดี ที่ได้หลังจำกจบั
ขำยแล้วบรรจุกระสอบแยกไว้เป็นสัดสว่ น
6. มีเทอร์โมมิเตอรว์ ดั อุณหภูมภิ ำยในฟำรม์ เพื่อเก็บขอ้ มลู เปรียบเทยี บ
7. กำรทำควำมสะอำดหลังกำรจับหรอื เกบ็ ผลผลิต
8. มีกำรจดบนั ทกึ กำรปฏบิ ตั ิภำยในฟำรม์

กจิ กรรมยอ่ ยท่ี 4 กำรทำคู่มอื มำตรฐำนฟำร์ม
จดั ทำคมู่ ือโดยยดึ หลกั กำรจดั กำรจำกกิจกรรมย่อยที่ 1-3 (ภำคผนวก)

กิจกรรมท่ี 2 กำรศึกษำและคัดเลือกวัตถุดิบที่สมุนไพรท่ีใช้ร่วมในกำรแปรรูปแมงสะด้ิงให้เป็นผลิตภัณฑ์ของ
กลุ่มวิสำหกิจชุมชนผู้เล้ียงจ้ิงหรีด บ้ำนมะค่ำ ได้แก่ ใบมะกรูด ใบเตยหอม และผงปรุงรสสำเร็จรูป ได้แก่ รส
บำบีคิว รสปำปริก้ำ รสต้มยำ และรสเกลือ (หัวหน้ำกิจกรรม: รศ.ดร.มำระตรี เปลี่ยนศิริชัยและผศ. ดร
วรญั ญู แก้วดวงตำ)

กจิ กรรมย่อยท่ี 1 กำรคดั เลอื กพนั ธุ์พชื สมุนไพร (ภำควชิ ำเทคโนโลยผี ลติ พืช คณะเทคโนโลยี
มหำวทิ ยำลยั มหำสำรคำม)

ทำกำรคัดเลือกพนั ธ์พุ ืชสมุนไพรทีป่ รำศจำกโรคต่ำงๆ รวมทั้งกำรปนเป้ือนของสง่ิ สกปรกในสมนุ ไพร
และตรวจสอบควำมถกู ต้องของลกั ษณะและช่ือพชื สมนุ ไพรใหต้ รงกับทตี่ ้องกำร เนอื่ งจำกวำ่ ลกั ษณะสมุนไพร
บำงชนิดคล้ำยกัน ทำใหเ้ ข้ำใจผิดในกำรเรยี กชือ่ ได้ ซ่งึ สมุนไพรจะใช้ 2 แบบได้แก่

1. สมุนไพรสำหรับใหจ้ ้ิงหรดี กนิ ก่อนจับขำยซ่ึงเปน็ กำรถ่ำยทอ้ ง เพื่อดบั กลนิ่ คำวของหวั อำหำรไกเ่ ลก็ ที่
ใช้เล้ยี งจิ้งหรีด ซ่งึ สมำชิกในกลมุ่ วิสำหกิจชมุ ชนผเู้ ลยี้ งจิง้ หรดี บ้ำนมะคำ่ ปลูกกัน ไดแ้ ก่ ผกั บงุ้ ขำ้ วโพด ใบตอง
ผกั โขมและฟกั ทอง ซึง่ มีลักษณะตรงตำมพนั ธ์ุทใี่ ช้ และหำได้งำ่ ยในทอ้ งถน่ิ ซ่งึ สมำชิกในกลมุ่ วิสำหกิจชมุ ชนผู้
เลย้ี งจ้งิ หรีด บำ้ นมะค่ำ แต่ละคนจะปลูกไมเ่ หมือนกันแต่ทุกคนมวี ัตถุประสงค์เดยี วกนั คือปลกู ไวใ้ ห้จิง้ หรดี กิน
เพอื่ ป้องกนั โรคต่ำงๆ ลดอัตรำกำรตำยของจง้ิ หรดี และเพอ่ื ดับกล่นิ ในจ้งิ หรดี ก่อนจบั ขำย

2. สมนุ ไพรสำหรบั ใส่ในกำรทอดจิ้งหรีด เพือ่ ให้มีกลนิ่ หอม ได้แก่ ใบมะกรดู และใบเตยหอม ซึง่ มี
ลักษณะตรงตำมพันธุ์ทใี่ ช้ ซง่ึ สมำชิกในกลุ่มวสิ ำหกิจชมุ ชนผ้เู ลย้ี งจ้งิ หรดี บ้ำนมะค่ำปลกู กนั ไว้ประกอบกำร
ทำอำหำรและปลูกกันทุกบ้ำน ดังนน้ั เมื่อนำมำแปรรปู จงึ เปน็ กำรลดต้นทนุ อีกทำงหน่งึ ด้วย สว่ นสมุนไพรอืน่ ๆ
เช่น ตะไคร้ ขมน้ิ ไมน่ ยิ มนำมำทอดใส่อำหำรเนื่องจำกสมุนไพรเหล่ำนี้มีเนื้อแขง็ และกล่ินแรง เม่ือบรโิ ภคจะทำ
ให้เสยี รสชำติ

กจิ กรรมยอ่ ยที่ 2 ถำ่ ยทอดกำรแปรรปู แมงสะดิ้ง (กลมุ่ วสิ ำหกจิ ชุมชนผู้เลีย้ งจ้งิ หรีด บำ้ นมะค่ำ)
ทีมผู้วิจัยได้ลงพื้นท่ีพบปะและพูดคุยกับสมำชิกกลุ่มวิสำหกิจชุมชนผู้เลี้ยงจิ้งหรีด ณ บ้ำนมะค่ำ
เกี่ยวกับกำรแปรรูปแมงสะดิ้งเพื่อเพ่ิมรำยได้ให้กับสมำชิก ซ่ึงสมำชิกได้นำเสนอกำรแปรรูปแมงสะดิ้งมำกมำก

27

เช่น น้ำพริกแมงสะดิ้ง คุกก้ีแมงสะด้ิง แมงสะดิ้งทอด ผงโรยแงสะด้ิง เป็นต้น แต่จำกกำรพูดคุยชี้ให้เห็นข้อดี
ขอ้ เสียของแต่ละผลติ ภณั ฑ์ ทำให้สมำชกิ กล่มุ วิสำหกจิ ชุมชนผเู้ ล้ยี งจง้ิ หรดี เห็นชอบให้แปรรูปเป็น 2 ผลิตภัณฑ์
ได้แก่ แมงสะดิง้ ทอดกรอบใส่สมุนไพรและคลุกกับผงปรุงรสต่ำงๆ ได้แก่บำร์บีคิว ปำปริก้ำ ต้มยำและรสดั้งเดิม
และผงโรยข้ำวแมงสะด้ิง ดังนั้นทีมงำนผู้วิจัยจึงได้เชิญวิทยำกรผู้เชี่ยวชำญมำถ่ำยทอดข้ันตอนกำรแปรรูปของ
ผลิตภัณฑท์ ัง้ 2 ผลติ ภณั ฑ์ โดยกำรจัดโครงกำรถำ่ ยทอดให้กบั กลุม่ ฯ เรื่องกำรแปรรปู แมงสะดง้ิ 2 ครัง้ ได้แก่

ครั้งท่ี 1 กำรแปรรูปแมงสะดิ้งเป็นแมงสะด้ิงทอดกรอบใส่สมุนไพร และคลุกกับผงปรุงรสต่ำงๆ ได้แก่
บำรบ์ ีควิ ปำปริกำ้ ตม้ ยำและรสดัง้ เดมิ โดยกำรเชญิ วิทยำกรท่ีมีผลงำนและควำมเชี่ยวชำญทำงด้ำนกำรแปรรูป
แมลง ได้แก่ผู้ช่วยศำสตรำจำรย์ ดร. สมสมร แก้วบริสุทธ์ิ คณะเกษตรศำสตร์ มหำวิทยำลัยขอนแก่น มำให้
คำแนะนำท้งั เรือ่ งของกำรแปรรูปและบรรจุภณั ฑ์ วันท่ี 10 มีนำคม 2561

28

วธิ ีทาแมงสะด้งิ ทอดกรอบสมุนไพร

1. ส่วนผสม

1.1 จิ้งหรดี ต้ม 3 กโิ ลกรัม

1.2 น้ำมันปำร์มสำหรับทอด ครั้งท่ี 1 5 ลิตร

1.3 นำ้ มนั ปำรม์ สำหรบั ทอด ครั้งท่ี 2 4 ลติ ร

1.4 สมนุ ไพรท่ีชอบ ตำมชอบ

1.5 ผงปรุงรสตำ่ งๆ ตำมชอบ

1.6 เครอื่ งเหวยี่ งสะบดั น้ำมนั

1.7 ตอู้ บลมร้อน

2. วธิ ีทา
2.1 ใส่นำ้ มันปำรม์ สำหรับทอด ครัง้ ท่ี 1 จำนวน 5 ลติ ร ในกระทะ แล้วให้ควำมร้อนจนน้ำมนั อณุ หภมู ิ
ประมำณ 130-180 องศำเซลเซียส
2.2 เทแมลง 1 กิโลกรัม ลงทอดจนฟองยบุ
2.3 ตกั แมลงขึ้น สะเด็ดน้ำมัน
2.4 ทอดครั้งที่ 2 ใส่น้ำมนั จำนวน 4 ลติ ร ทอ่ี ณุ หภูมิ ประมำณ 130-180 องศำเซลเซียส จนฟองยบุ
2.5 เหวี่ยงนำ้ ในในจ้ิงหรดี ออก ดว้ ยเคร่ืองเหวีย่ งสะบดั นำ้ มัน
2.6 ทอดสมนุ ไพรทเี่ ตรยี มไว้ ได้แก่ใบเตยหอมและใบมะกรูด
2.7 อบจง้ิ หรดี และสมนุ ไพร ท่ีอณุ หภมู ิ ประมำณ 80-100 องศำเซลเซยี ส
2.8 ปล่อยใหเ้ ยน็ คลุกเคล้ำกับสมนุ ไพรและผงปรุงรส
2.9 บรรจถุ งุ พรอ้ มวัตถดุ ดู ออกซิเจน

29

คร้ังท่ี 2 กำรแปรรูปแมงสะด้ิงเปน็ ผงแมงสะด้ิงโรยขำ้ วรสโนริสำหรำ่ ย โดยกำรเชิญวิทยำกรทีม่ ีผลงำน
และควำมเช่ยี วชำญทำงด้ำนกำรแปรรปู แมลง ไดแ้ ก่ ผชู้ ่วยศำสตรำจำรย์ ดร. ฤชุอร วรรณะ ภำควชิ ำ
เทคโนโลยีกำรเกษตร คณะเทคโนโลยี มหำวทิ ยำลัยมหำสำรคำม มำให้คำแนะนำทัง้ เร่อื งของกำรแปรรูปและ
บรรจุภณั ฑ์ วนั ท่ี 26 มถิ ุนำยน 2561 ณ บรเิ วณศำลำเอนกประสงค์ หม่บู ้ำนมะคำ่ ตำบลมะค่ำ อำเภอกันทร
วิชยั จังหวดั มหำสำรคำม

1. ส่วนผสม วธิ ีทาผงแมงสะด้ิงโรยข้าว
1.1 แมงสะด้ิงอบกรอบ
1.2 สำหร่ำย 100 กรัม
1.3 งำดำ 1 แผ่น
1.4 งำขำว 2 ช้อนโต๊ะ
1.5 มริ นิ 4 ชอ้ นชำ
1.6 หมเู สน้ 1 ชอ้ นโต๊ะ
1.7 โชยุ 50 กรัม
1.8 ผงกระเทียม 5 ช้อนชำ
1.9 น้ำมันงำ 2 ช้อนชำ
3 หยด

2. วิธีทา
2.1 ปั่นบดแมงสะดิ้งอบกรอบและหมูเส้นใหเ้ ปน็ ผงละเอียดพอประมำณ จำกน้นั ช่ำงผงแมงสะด้งิ อบ
กรอบ 100 กรมั หมูเสน้ 50 กรมั งำขำว 4 ชอ้ นชำ งำดำ 2 ช้อนโตะ๊ และผงกระเทียม 2 ช้อนชำ ผสม
คลุกเคล้ำใหเ้ ข้ำกัน

30

2.2 เตรียมสว่ นผสมเคร่ืองปรุงรส ดังน้ี มิรนิ 1 ช้อนโตะ๊ โชยุ 5 ชอ้ นชำ และหยดน้ำมนั งำ 3 หยด ผสม
ให้เขำ้ กัน (สำมำรถปรุงรสตำมควำมชอบ)

2.3 นำส่วนผสมเคร่อื งปรุงรสข้อ 2.2 ใส่ในข้อ 2.1 ทำกำรคลกุ เคล้ำให้เข้ำกัน จำกน้ันใสส่ ำหร่ำย 1
กรมั คลกุ เคล้ำสว่ นผสมอกี ครงั้ เทใสแ่ ผน่ ถำดอบ เกลย่ี ใหห้ นำพอประมำณ นำไปอบท่ีอุณหภูมิ 130 องศำ
เซลเซยี ส นำน 10 นำที นำออกจำกตู้อบแลว้ วำงพกั ให้เยน็ ท่ีอณุ หภูมิห้อง เกบ็ ใส่ภำชนะทม่ี ีฝำปดิ มดิ ชดิ หรือ
บรรจุใส่ถงุ เพ่ือเกบ็ ไว้บริโภคหรอื ขำยต่อไป

31

กิจกรรมที่ 3 หำปริมำณสำรอำหำรทเ่ี ป็นประโยชนใ์ นแมงสะดิ้ง (หัวหน้ำกิจกรรม : ผศ.ดร.มณั ฑนำ นคร
เรียบ)

กิจกรรมย่อยที่ 1 หำปริมำณสำรอำหำรที่เป็นประโยชน์ในแมงสะดิ้งที่แปรรูปแล้ว ได้แก่ ปริมำณ
โปรตีน (โดยวิธีของ Bradford, 1976) ปริมำณไขมัน ปริมำณกรดไขมันอิ่มตัว ปริมาณแคโรทีนอยด์ ปริมาณ
สารไคติน ปริมำณคอเลสเตอรอล สำรประกอบฟีนอลิกรวม ทดสอบควำมหืน สำรต้ำนอนุมูลอิสระโดยวิธี
DPPH และฤทธิ์ในกำรดักจับโลหะโดยวิธี FRAP ซ่ึงจะดำเนินกำรหำปริมำณสำรทุกๆเดือน เป็นเวลำ 4 เดือน
ได้แก่ วนั ท่ี 25 มีนำคม, 25 เมษำยน, 25 พฤษภำคม และ 25 มิถนุ ำยน 2561 (ภำควิชำเคมี คณะวิทยำศำสตร์
มหำวทิ ยำลัยมหำสำรคำม)

สารเคมีทใี่ ช้
Petroleum ether, n-Heptane, Standard cholesterol solution, Dimethylformamide

(DME), Dimethyldichlorosilane (DMCS), 5α-cholestane internal standard, Perchloric acid,
Hexamethyldisilazane (HMDA), Trimethyl chlorosilane (TMCS), Toluene, 2,2-diphenyl-1-
picylhydrazyl, 2,4,6-Tripyridyl-s-Triazine, Acetic acid, Aluminium chloride, Ascorbic acid,
Distillate water, Ferrous sulphate, Folin-Ciocalteu reagent, Gallic acid, Methanol, Hydrochloric
acid (37%), Iron (III) chloride anhydrous, Qurecetin, Sodium acetate, Sodium carbonate,
Sodium hydroxide, Sodium nitrite, Comassie blue G-250, Bovine serum albumin (BSA),
Phosphate buffer (pH = 7.3), Bradford dye reagent, Potassium iodide, Sodium thiosulfate,
Trichloroacetic (TCA), Carotenoid standard, Thiobabituric acid, Chloroform, Nitric acid,
Hexane, Sodium chloride, butylated hydroxytoluene (BHT), Potassium hydroxide, Potassium
dihydrogenphosphate, Sodiumhexanesulfonate, acetonitrile, thiamine, Othophospholic acid,
Triethylamine, Sodiumthiosulfate, Tri-n-butylamine (TBA), riboflavin, นำ้ แปง้

32

เคร่ืองมอื ทใ่ี ช้
1. เครื่องสเปกโตรโฟโตมิเตอร์ (UV-Vis Spectrophotometer, รุ่น UV1700, บริษทั Shimadzu,

ประเทศญี่ปนุ่ )
2. เครอื่ งเขย่ำ (Orbital Shaker, รุน่ MS-NOR-30, บริษัท Ms major science, ประเทศสหรฐั อเมริกำ)
3. เคร่อื งเขย่ำหลอดทดลอง (Vortex Mixer, รนุ่ VX100, บริษทั Labnet International, Inc, ประเทศ

สหรฐั อเมรกิ ำ)
4. เคร่อื งชง่ั สำร (Balance, รุ่น BP4100S, บรษิ ัท Sartoriusma,ประเทศเยอรมนี)
5. เครอื่ งระเหยสำรแบบหมุน (Rotary Evaporator Model R-100 (Buchi Switzerland.)
สารตัวอยา่ ง

แมงสะด้ิงตวั อย่ำงทใี่ ช้นำมำจำกฟำร์ม 5 ฟำร์มท่เี ขำ้ ร่วมโครงกำรฯนี้ซึ่งผ่ำนมำตรฐำนกำรจัดกำรฟำร์ม
ทถี่ กู สขุ ลกั ษณะ (ค่มู อื อยู่ภำคผนวก) โดยนำมำฟำร์มละ 1 กิโลกรมั แล้วนำมำผสมกันเพ่อื แปรรูป ไดแ้ ก่

1. แมงสะด้งิ ทีย่ ังไม่ทอดกรอบ จำกฟำร์ม 5 ฟำร์มที่เข้ำร่วมโครงกำร
2. แมงสะดิ้งทอดกรอบ รสดั้งเดมิ บรรจุซองทัง้ แบบใส่และไมใ่ สว่ ัตถดุ ดู ออกซเิ จน
3. แมงสะด้ิงทอดกรอบ รสปำปริกำ้ บรรจซุ องทงั้ แบบใส่และไม่ใสว่ ัตถดุ ดู ออกซิเจน
4. แมงสะด้ิงทอดกรอบ รสบำร์บิควิ บรรจุซองท้ังแบบใส่และไม่ใสว่ ัตถดุ ูดออกซเิ จน
5. แมงสะดง้ิ ทอดกรอบ รสตม้ ยำ บรรจุซองทั้งแบบใสแ่ ละไม่ใสว่ ตั ถดุ ูดออกซเิ จน
6. แมงสะดิ้งท่ีมำจำกฟำร์มอ่ืนๆที่ไม่ได้เข้ำร่วมโครงกำรฯ จำนวน 1 ฟำร์ม บรรจุซองท้ังแบบใส่และ

ไม่ใสว่ ตั ถุดูดออกซิเจน)
7.

วิธกี ารทดลอง (ทาการทดลองซ้า 3 คร้งั )
1. การวิเคราะห์หาปริมาณโปรตนี

33

กำรวเิ ครำะห์หำปริมำณโปรตีน (ดดั แปลงจำก Bradford, 1976) เตรียมกรำฟมำตรฐำน โดยใช้
สำรละลำย bovine serum albumin (BSA) เป็นสำรละลำยมำตรฐำนที่ควำมเขม้ ขน้ 0.00 – 0.80 g/mL
นำไป วัดค่ำดูดกลนื แสงที่ควำมยำวคลื่น 595 นำโนเมตร จะได้สมกำรเสน้ ตรงจำกกรำฟมำตรฐำน คือ y =
ax+b

ช่ังสำรตัวอย่ำง 2.5 กรมั จำกนนั้ เตมิ ฟอสเฟตบัพเฟอร์ (pH = 7.3) ควำมเข้มข้น 0.1 โมลำร์ ปริมำตร
0.1 มลิ ลิลิตร เขย่ำแลว้ นำไปหมุนเหวี่ยงทค่ี วำมเรว็ 12,000 g ทอี่ ุณหภูมิ 4 องศำเซลเซียส เป็นเวลำ 10 นำที
นำสำรละลำยใส ปริมำตร 50 μL และ Bradford dye reagent ปรมิ ำตร 150 μL ผสมใหเขำกันแลวบมท่ี
อุณหภมู หิ อง เปนเวลำ 5 นำที นำไปวัดคำกำรดูดกลืนแสงท่ี 595 nm ทำทงั้ หมด 3 ซำ้ นำคำกำรดดู กลนื แสง
ของสำรตวั อย่ำงไปคำนวณหำควำมเขมขนของโปรตนี โดยเทียบกับกรำฟมำตรฐำน (BSA standrad curve)

2. วเิ คราะห์ปริมาณไขมนั
ชั่งตวั อยำ่ งแมงสะดิ้ง 2 กรัมใส่ลงในทิมเบิล และนำไปใสใ่ นชุด Soxhlet เติมปโิ ตรเลยี มอีเธอรล์ งใน
ขวดกน้ กลม 250 มิลลลิ ติ ร ใช้เวลำในกำรสกดั ไขมนั นำน 10 ชว่ั โมง ระเหยตวั ทำละลำยออกดว้ ยเครือ่ งระเหย
แบบสุญญำกำศ นำขวดกน้ กลมไปอบท่ีอุณหภูมิ 80-90 องศำเซลเซยี ส จนแหง้ ท้งิ ให้เยน็ ในโถ ดูดควำมชื้นชัง่
นำ้ หนกั ขวดกน้ กลมและคำนวณหำปริมำณไขมันจำกสูตร
ปรมิ ำณไขมันคิดเป็นร้อยละโดยนำ้ หนัก = (นำ้ หนักไขมนั หลังอบ/ นำ้ หนักตวั อย่ำงเริ่มต้น) X 100

3. การวเิ คราะหห์ าปริมาณกรดไขมนั ไม่อ่ิมตวั
ชั่งแมงสะดง้ิ ตวั อยำ่ งหนัก 20 กรัม ใส่ในโกร่ง เตมิ คลอโรฟอรม์ ต่อเมทำนอล (อตั รำส่วน 1 ตอ่ 2)
ปริมำตร 40 มลิ ลลิ ิตร ทำกำรบดให้ละเอียด จำกนน้ั ทิ้งไว้ให้ตกตะกอน ดดู ส่วนใสใสห่ ลอดหลอดเซนตริฟิวจ์
ทีค่ วำมเรว็ 2,500 รอบต่อนำที เป็น เวลำ 10 นำที นำส่วนใสทีไ่ ด้ใส่ในถ้วยระเหยสำรทชี่ ่งั ทรำบนำ้ หนักที่
แน่นอนแลว้ นำไประเหยเอำตัวทำละลำยออกบนอ่ำงนำ้ ควบคมุ อณุ หภูมิ ท่ีอณุ หภูมิ 80 องศำเซลเซยี ส จนตัว
ทำละลำยระเหย ออกจนหมด จำกนนั้ ต้ังทง้ิ ไว้ใหเ้ ย็น นำถว้ ยระเหยสำรไปชง่ั หำน้ำหนักอีกคร้ัง นำนำ้ หนกั ที่ได้
ลบด้วยน้ำหนกั ของถ้วยระเหยสำรที่ช่งั ไว้ในตอนแรกแลว้ จะได้น้ำหนักของนำ้ มันทีส่ กัดได้
เตมิ ไอโซโพรพำนอล ลงในถ้วยระเหยสำร เพ่อื ละลำยน้ำมันทีส่ กัดได้ (ปริมำตรน้อยท่ีสดุ เท่ำท่ีจะละ
ลำยนำ้ มันทไี่ ดห้ มด) จำกนั้นชั่งสำรตัวอยำ่ ง 0.05 กรมั ใสใ่ น Erlenmeyer flask ขนำด 250 มิลลิลติ ร เติม
สำรละลำยผสมกรดอะซิติก : คลอโรฟอร์ม (3 : 2) 30 มิลลิลิตร เติมสำรละลำยโพแทสเซยี มไอโอไดด์อม่ิ ตวั
0.5 มิลลลิ ิตร เขย่ำสำรละลำยเป็นเวลำ 1 นำที ในทม่ี ืด ไทเทรตด้วยสำรละลำยโซเดยี มไทโอซัลเฟตควำม
เข้มข้น 0.01 นอร์มอล จนสำรละลำยเป็นสเี หลืองอ่อนและเตมิ สำรละลำยน้ำแปง้ ควำมเข้มข้น 1% 2 มิลลิลติ ร
และไทเทรตต่อจนสีน้ำเงนิ จำงหำย บนั ทึกปริมำตรสำรละลำยโซเดยี มไทโอซัลเฟตที่ใช้ในกำรไทเทรต ทำblank
ตำมวิธเี ดียวกบั ท่ีกล่ำวมำขำ้ งต้น แต่ไมใ่ สต่ วั อยำ่ งแมงสะด้ิง คำนวณค่ำเปอร์ออกไซด์ (PV)
Peroxide Value (milliequivalents peroxide/1000 g sample)= (S−B) × N × 1000Mass of g sample
เมือ่ S = ปริมำตรสำรละลำยโซเดยี มไทโอซัลเฟตทใ่ี ชใ้ นกำรไทเทรตตัวอยำ่ ง (มลิ ลลิ ิตร)
B = ปริมำตรสำรละลำยโซเดียมไทโอซัลเฟตท่ใี ชใ้ นกำรไทเทรต blank (มิลลลิ ิตร)
N = ควำมเข้มขน้ ของสำรละลำยโซเดยี มไทโอซัลเฟต (นอร์มอล)

4. ทดสอบความหืน

34

วธิ กี ำรวเิ ครำะห์คำ่ ควำมหืน (ดดั แปลงจำก Jayssingh and Cornforth, 2003) คำ่ Thiobabituric
acid เปน็ กำรวัดผลติ ภณั ฑอ์ นั ดบั สองที่เกดิ ข้ึน จำกกำรเกิดออกซิเดชันของไขมนั ทบี่ ่งชถี้ งึ ผลิตภณั ฑก์ ล่มุ ท่ี
สำมำรถระเหยได้ (volatile decomposition product) สำรกลุม่ นจี้ ะทำใหผ้ ลติ ภัณฑ์อำหำรมีกลนิ่ หืน กำร
ตรวจสอบกำรเปลย่ี นแปลงท่ีเกดิ ขึ้นในขั้นตอนนี้ ทำได้โดยใชห้ ลกั กำรของวธิ ีกำรวัดควำมเขม้ ของสำรสีชมพูแดง
ทคี่ วำมยำวคลน่ื 532 นำโนเมตร ที่เกิดจำกปฏกิ ริ ิยำระหว่ำงไธโอบำร์บทิ ิวรกิ (thiobabituric) กับ oxidized
lipids ไดส้ ำรประกอบท่ีมีสีชมพูแดง ซง่ึ สำรประกอบดังกลำ่ วเกดิ ขนึ้ จำกปฏิกริ ิยำระหวำ่ งมำลลอนอลั ดีไฮด์
(malonaldehyde, MDA) จำนวน 1 โมล กับ 2-Thiobabituric acid (TBA) จำนวน 2 โมล กำรรำยงำนผล
วเิ ครำะหจ์ ะรำยงำนผลเป็น มิลลิกรัมของมำลอนดไี ฮด์ต่อกิโลกรมั ตวั อยำ่ ง (Milligrams of malonadehyde
equivalents/kg of sample)

วิธีกำรวิเครำะห์ ช่งั ตวั อยำ่ งท่ีบดละเอียดอย่ำงสมำ่ เสมอ จำนวน 1 กรัม ใส่หลอดทดลองแล้วเติม
สำรละลำยผสมระหว่ำงกรดไตรคลอโรอะซตี ิก (Trichloroacetic หรือ TCA) เข้มขน้ ร้อยละ 15 โดยนำ้ หนกั ตอ่
ปริมำตร และกรดไทโอบำรบ์ ิทวิ รกิ (Thiobabituric acid หรอื TBA) เข้มขน้ ร้อยละ 0.375 โดยนำ้ หนกั ตอ่
ปริมำตร ในสำรละลำยกรดไฮโดรคลอริกท่มี ีควำมเข้มข้น 0.2 นอรม์ อล จำกนน้ั นำไปตม้ ในนำ้ เดือดอณุ หภมู ิ
100 องศำเซลเซยี ส เปน็ เวลำอย่ำงน้อย 10 นำที แลว้ ทำให้เย็นทนั ที ก่อนที่จะนำไปหมนุ เหว่ยี งทค่ี วำมเร็ว
5,500 รอบตอ่ นำที เป็นเวลำ 10 นำที ปเิ ปตสำรละลำยส่วนใสใส่หลอดทดลองอีกหลอด นำไปหมนุ เหว่ยี งที่
ควำมเร็ว 5,500 รอบต่อนำที เปน็ เวลำ 10 นำที จำกน้ันนำสว่ นสมำวัดคำ่ ดูดกลนื แสงที่ควำมยำวคลืน่ 532 นำ
โนเมตร จดบันทึกคำ่ กำรดูดกลนื แสงและคำนวณคำ่ TBA

TBA number (mg MDA/kg sample) = sample A532 x 2.77

5. การวิเคราะห์หาปรมิ าณแคโรทีนอยด์รวม
กำรวิเครำะห์หำปริมำณแคโรทีนอยด์รวม (ดัดแปลงจำก Panfili และคณะ, 2004) ช่ังตัวอย่ำงแมง
สะดิ้งมำ 2.0 กรัม บดตัวอย่ำงแมงสะด้ิงให้ละเอียด โดยใช้ ethanol 5 มิลลิลิตร ท่ีมี BHT ผสมอยู่เล็กน้อย
เป็นตัวทำละลำย เติม Ethanol 2 มิลลิลิตร เติม 10 g/l NaCl 2 มิลลิลิตร เติม 600 g/l KOH 2 มิลลิลิตร
จำกน้ันนำมำต้มที่ 70 องศำสเซลเซียส เป็นเวลำ 45 นำที แช่ในน้ำแข็ง แล้วเติม Hexanes 15 มิลลิลิตร แล้ว
ชะด้วย 10 g/l NaCl 15 มิลลิลติ ร (2 ซำ้ ) นำชั้น Organic มำ dry เก็บตัวอย่ำงในขวดสชี ำ ละลำยตัวอย่ำงแค
โรทีนอยด์ที่เก็บในขวดสีชำด้วย petroleum ether ปริมำตร 10 มิลลิลิตร (ถ้ำแคโรทีนอยด์ละลำยยังไม่หมด
ใหเ้ พ่มิ ปรมิ ำตร ของ petroleum ether บันทึกปริมำตรของ petroleum ether ท่ีใช้ นำมำวัดค่ำกำรดูดกลืน
แสงทคี่ วำมยำวคลืน่ 450 นำโนเมตร โดยใชเ้ ครื่อง spectrophotometer แล้วคำนวณหำปรมิ ำณแคโรทีนอยด์
รวมในตวั อย่ำง ดว้ ยสูตรดังต่อไปนี้

A = ECL หรอื C = A / EL

โดย A คือ ค่ำกำรดดู กลนื แสงที่ 450 นำโนเมตร
C คอื คำ่ ควำมเข้มขน้ ของสำรละลำยแคโรทนี อยด์ มีหน่วยเปน็ g/100ml
E คือ ค่ำ A1% เป็นค่ำคงท่ีมคี ่ำเท่ำกับ 2500
L คือ ระยะทำงท่ีแสงผ่ำนตวั อยำ่ ง มีคำ่ เท่ำกบั 1 เซนตเิ มตร

35

6. การวเิ คราะหห์ าสารไคตนิ
นำแมงสะด้ิงมำล้ำงด้วยน้ำสะอำด แยกสวนท่ีเป็นเนื้อออกเพ่ือใหได้เฉพำะสวนเปลือก จำกนั้นนำ
เปลือกมำต้มในน้ำเดอื ดนำน 3 นำที สะเด็ดน้ำ แลว้ นำเปลอื กไปอบให้แห้ง บดใหเ้ ป็นชิ้นเล็ก จำกน้ันชั่งเปลือก
ที่อบแห้งแล้ว 50 กรัม นำไปกำจัดแร่ธำตุ (ซ่ึงส่วนใหญ่จะเป็นเกลือแคลเซียมคำร์บอเนต) ด้วยกรด HCl 2 โม
ลำร์ ปริมำตร 1000 มิลลิลิตร นำไปกวนตลอดเวลำเป็นเวลำ 2 ชั่วโมงท่ีอุณหภูมิห้อง โดยใช้เคร่ือง Stirring
Hot Plate หลังจำกนั้น ล้ำงน้ำให้สะอำด แล้วจึงกรองด้วยกระดำษกรองเพ่ือเอำกำกที่ติดอยู่บนผิวของ
กระดำษกรอง นำกำกของเปลือกแมงสะดิ้งท่ีได้จำกกำรแยกแร่ธำตุ มำกำจัดโปรตีนด้วยสำรละลำย NaOH 2
โมลำร์ ปริมำตร 1000 มิลลิลิตร นำไปกวนตลอดเวลำเป็นเวลำ 2 ชั่วโมงที่อุณหภูมิห้องล้ำงน้ำให้สะอำด แล้ว
จึงกรองด้วยกระดำษกรอง จะได้สำรไคตินอยู่บนผิวของกระดำษกรอง นำไปวิเครำะห์ด้วยเคร่ือง Infrared
Spectroscopy

7. การวิเคราะห์หาปริมาณคอเลสเตอรอล

ช่ังสำรตัวอย่ำงที่อบแห้งและบดเป็นผงละเอียด 1.0 กรัม ใส่ในหลอดทดลอง เติม 50% KOH 1

มิลลิลติ ร และ 95% ethanol 4 มิลลิลิตร ปิดฝำหลอดทดลอง น้ำไปต้มในอ่ำงน้ำ อุณหภูมิ 85 องศำเซลเซียส

เป็นเวลำ 60 นำที โดยเขย่ำทุกๆ 10 นำที ท้ิงไว้ให้เย็น เติมน้ำ 2.5 มิลลิลิตรและปิโตรเลียมอีเทอร์ 5 มิลลิลิตร

เขย่ำแรงๆ 15 นำที นำชัน้ organic ไประเหยปิโตรเลียมอีเทอร์ ด้วยเคร่ือง rotary evaporator ท่ีอุณหภูมิ 40

องศำเซลเซียส จนแห้ง ปิเปตสำรละลำยมำตรฐำนคอเลสเตอรอล ควำมเข้มข้น 5.0 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ใส่ลง

ไป แล้วเติม DMF 3 มิลลิลิตร ผสมให้เข้ำกัน หลังจำกนั้นให้ปิเปตสำรผสม 1.0 มิลลิลิตร ใส่ในหลอดทดลอง

เติม HMSD 0.4 มิลลิลิตร และ TMCS 0.2 มิลลิลิตร ปิดฝำ เขย่ำอย่ำงแรง 30 วินำที แล้วตั้งทิ้งไว้ 15 นำที

หลงั จำกนัน้ เตมิ 5α-cholestane internal standard (0.2 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร) 1.0 มิลลิลิตร และเติมน้ำ 10

มลิ ลิลิตร เขย่ำอย่ำงแรง 1 นำที ต้ังทิ้งไว้ให้แยกช้ัน นำช้ันบนไปวิเครำะห์ด้วยเครื่อง Gas Chromatography

(GC) นำค่ำทไี่ ด้มำคำนวณหำปรมิ ำณคอเลสเตอรอลตำมสูตร

Response factor = Cholesterol peak area

5α-cholestane x Cholesterol conc.(mg/mL)

Cholesterol (mg/100g) = peak area of cholesterol in sample
peak area of internal standard
x 100
response factor x weight of sample (g)

การสกดั สารตวั อยา่ ง
นำแมลงสะดิ้งทอดไปล้ำงน้ำเพื่อล้ำงเคร่ืองปรุงออก อบให้แห้งด้วยตู้อบลมร้อนท่ีอุณหภูมิ 50 องศำ
เซลเซียส นำน 48 ช่ัวโมง และนำมำบดละเอียด จำกนั้นชั่งแมลงมำ 5 กรัม สกัดด้วยเมทำนอล 25 มิลลิลิตร
โดยวำงบนเคร่ืองเขย่ำที่ควำมเร็วรอบ 110 รอบต่อนำที นำน 1 ช่ัวโมง หลังจำกนั้นทำกำรกรองด้วยกระดำษ
กรองเบอร์ 1 เพ่ือกรองเอำชั้นเมทำนอลที่ได้จำกกำรสกัด (สำรสกัดหยำบจำกแมลงทอด) เก็บในหลอดทดลอง
ปิดด้วยพำรำฟิล์ม เก็บไว้ที่อุณหภูมิ 4 องศำเซลเซียสเพื่อนำไปวิเครำะห์หำปริมำณฟีนอลิกรวมและฤทธ์ิต้ำน
อนุมลู อิสระ


Click to View FlipBook Version