The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

7.รายงานฉบับสมบูรณ์-ฟาร์มจิ้งหรีด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by warinchamrapchalermrajkumari, 2021-02-24 23:43:18

7.รายงานฉบับสมบูรณ์-ฟาร์มจิ้งหรีด

7.รายงานฉบับสมบูรณ์-ฟาร์มจิ้งหรีด

36

8. การวิเคราะห์หาปริมาณสารประกอบฟ๊โนลิกทั้งหมดโดยวิธี Folin-Ciocalteu (Osawa and
Namiki, 1981)

ปิเปตสำรตัวอย่ำง ที่มีควำมเข้มข้น 0.01 กรัมต่อมิลลิลิตร และสำรละลำยมำตรฐำน Gallic acid ที่
ควำมเขม้ ขน้ 0.05, 0.10, 0.30, 0.50, 0.70, 1.00, 1.30 มิลลกิ รัม ต่อมลิ ลลิ ติ ร ปริมำตร 50 µL ใส่ลงในหลอด
ทดลอง เติมสำรละลำย 10 % Folin-Ciocalteu’s reagent ปริมำตร 3 มิลลิลิตร เขย่ำให้เข้ำกันตั้งทิ้งไว้ท่ี
อุณหภูมิห้อง 15 นำที จะได้สำรละลำยสีเขียว จำกนั้นเติมสำรละลำย 10% Sodium carbonate ปริมำตร
1.5 มิลลิลติ ร เขยำ่ ใหเ้ ข้ำกันตงั้ ทิง้ ไว้ท่ีอณุ หภมู ิหอ้ ง 15 นำที จะไดส้ ำรละลำยสีฟ้ำ จำกน้ันนำสำรละลำยท่ีได้ไป
วัดค่ำกำรดูดกลืนแสงท่ีควำมยำวคล่ืน 750 นำโนเมตร ด้วยเครื่อง spectrophotometer โดย blank ที่ใช้จะ
ใชเ้ มทำนอลแทนสำรสกดั ตวั อย่ำง

นำค่ำกำรดูดกลืนแสงของสำรละลำยมำตรฐำน gallic acid ไปสรำ้ งกรำฟเส้นตรงมำตรฐำน จำกนั้น
นำค่ำกำรดูดกลืนแสงของสำรตัวอยำ่ งไปแทนค่ำในสมกำรเส้นตรงจะได้ปริมำณของสำรประกอบฟีโนลิกท้ังหมด
โดยแสดงในหนว่ ย mg/g of Sample

9. การทดสอบสมบัติด้านปฏิกิริยายาออกซิเดชันโดยวิธีดักจับอนุมุลอิสระ 2,2-Diphenyl-1-
picrylhydrazyl (DPPH) radical scavenging (Yamaguchi และคณะ 1998)

ปิเปตสำรละลำยมำตรฐำน ascorbic acid ท่ีควำมเข้มข้น 1, 5, 10, 50 ไมโครกรัม ต่อมิลลิลิตร
และสำรตัวอย่ำงที่ควำมเข้มข้น 0.2 กรัมต่อมิลลิลิตร ปริมำตร 1 มิลลิลิตร โดยใช้เมทำนอลเป็นตัวทำละลำย
จำกนัน้ เติมสำรละลำย DPPH ควำมเขม้ ขน้ 0.1 มิลลิโมลำร์ ปรมิ ำตร 3 มลิ ลลิ ติ ร เขย่ำใหเ้ ข้ำกันตง้ั ทิ้งไว้ในท่ีมืด
เป็นเวลำ 30 นำที นำสำรละลำยท่ีได้ไปวัดค่ำกำรดูดกลืนแสงท่ีควำมยำวคลื่น 517 นำโนเมตร ด้วยเครื่อง
spectrophotometer โดยใช้เมททำนอลเป็น blank และใช้สำรละลำย DPPH เป็น control นำค่ำกำร
ดดู กลนื แสงทีไ่ ดไ้ ปคำนวณหำเปอร์เซ็นต์กำรยบั ยง้ั % Radical Scavenging จำกสมกำรดงั ต่อไปนี้

37

คำนวณหำเปอรเ์ ซ็นต์กำรยับยั้ง(% inhibition) ได้ดังนี้

คือ คำ่ กำรดูดกลนื แสงของตัวอย่ำงว่ำงเปลำ่ (DPPH อย่ำงเดียว)
คอื ค่ำกำรดดู กลืนแสงของสำรสกัดตวั อยำ่ ง
จำกน้นั นำค่ำควำมสำมำรถในกำรยบั ยัง้ อนุมูลอสิ ระ DPPH (% Inhibition) เปรยี บเทียบกับสำร
ต้ำนอนุมลู อิสระสงั เครำะห์ (วิตำมนิ ซี) แสดงผลในรปู ของ VCEAC ในหนว่ ยไมโครกรัมวิตำมนิ ซีต่อตัวอย่ำง 1
กรมั
10. การทดสอบความสามารถในการีดิวซ์ของสารต้านอนุมูลอิสระโดยวิธี Ferric Reducing
Power assay (FRAP) (ดัดแปลงจำก Benzie และ Strain, 1996)
ปิเปตสำรละลำยตัวอยำ่ งท่คี วำมเขม้ ขน้ 0.002 กรัมต่อมิลลิลิตร และสำรละลำยมำตรฐำน FeSO4 ท่ี
ควำมเข้มข้น 0.1, 0.2, 0.3, 0.4, 0.5, 0.6 มิลลิโมลำร์ ปริมำตร 0.05 มิลลิลิตร จำกนั้นเติมสำรละลำย FRAP
ปริมำตร 3 มิลลิลิตร และเติม DI water ปริมำตร 300 ไมโครลิตร เขย่ำให้เข้ำกันต้ังทิ้งไว้ท่ีอุณหภูมิห้องเป็น
เวลำ 4 นำที นำสำรละลำยท่ีได้ไปวัดค่ำกำรดูดกลืนแสงที่ควำมยำวคล่ืน 593 นำโนเมตร ด้วยเครื่อง
spectrophotometer โดยใช้สำรละลำย FRAP เป็น blank

นำคำ่ กำรดดู กลืนแสงทีไดไ้ ปคำนวณหำเปอรเ์ ซ็นตก์ ำรยับยั้ง %Inhibition จำกสมกำรดังตอ่ ไปนี้

% Inhibition = 38

× 100

Acontrol คอื คำ่ กำรดดู กลืนแสงของตัวอยำ่ งวำ่ งเปลำ่ (DPPH อย่ำงเดียว)
Asample คือ ค่ำกำรดดู กลนื แสงของสำรสกัดตัวอยำ่ ง

11. การวิเคราะห์ปริมาณแร่ธาตุ
วิเครำะห์ปริมำณธำตุ (ดัดแปลงจำก Yash, 1998)นำสำรตัวอย่ำงแมงสะดิ้งทอดไปบดให้ละเอียดและ

อบแห้ง หลังจำกนั้น ช่ังมำ 2.0 กรัม ละลำยด้วยกรดไนตริก (HNO3) เข้มข้นร้อยละ 70 ปริมำตร 10 ลูกบำศก์
เซนติเมตรและกรดเพอร์คลอริกเข้มข้น (HClO4) 5 ลูกบำศก์เซนติเมตร จำกนั้นย่อยตัวอย่ำงท่ีอุณหภูมิ 150
องศำเซลเซียส เม่ือควันเร่ิมเป็นสีขำวเปลี่ยนอุณหภูมิเป็น 220 องศำเซลเซียส ใช้น้ำอุ่นล้ำงภำยในขวด ผ่ำน
กระดำษกรองหลำย ๆ ครั้งจนได้ปริมำตร 80-90 ลูกบำศก์เซนติเมตร ปรับปริมำตร เป็น 100 ลูกบำศก์
เซนติเมตร ปิดจุกเขย่ำให้เข้ำกันเก็บไว้วิเครำะห์ต่อไป สำหรับกำรวิเครำะห์ปริมำณธำตุ แคลเซียม ฟอสฟอรัส
โพแทสเซียม และเหล็ก ใช้ด้วยเทคนิค Atomic Absorption Spectrophotometer ตำมวิธีมำตรฐำน AOAC
(2000)

12. การวิเคราะห์ปริมาณวิตามินบี 1 และ 2
กำรวิเครำะห์ปริมำณวิตำมนิ บี 1 และ 2 (ดัดแปลงจำก Junaid และคณะ, 2008) เตรียมสำรละลำย

บัฟเฟอร์ใชโ้ ซเดยี มเฮกเซนซัลโฟเนต 1.08 กรมั และโพแทสเซียมไดไฮโดรเจนฟอสเฟต 1.36 กรัม ละลำยในน้ำ
940 ลกู บำศก์เซนติเมตร และไทรเอทลิ แอมีน 5 ลกู บำศกเ์ ซนติเมตร ปรับค่ำพีเฮชใหเ้ ปน็ 3.0 ด้วย
นำตัวอย่ำงมำ 10 กรัม บดใหล้ ะเอียดสกัดดว้ ยตัวทำละลำย 25 ลูกบำศก์เซนติเมตร นำไปวำงในอ่ำงน้ำร้อน ท่ี
อุณหภูมิ 70 องศำเซลเซยี ส เป็นเวลำ 40 นำที จำกนั้นปล่อยให้เย็นแล้วนำ มำกรองดว้ ยเมมเบรนขนำด 0.45
ไมโครกรัม สำหรับสำรละลำยท่ีใช้สกดั เตรยี มจำกแอซิโทไนไทรล์ 50 ลกู บำศกเ์ ซนติเมตรและกรดแอซติ ิก
เขม้ ขน้ 10 ลูกบำศกเ์ ซนติเมตร แลว้ เตมิ น้ำใหเ้ ปน็ 1000 ลูกบำศก์เซนติเมตร เตรียมสำรละลำยมำตรฐำน
วติ ำมินบี 1 ดว้ ยไทอำมนี ในกรดเกลือ (thiamine HCl) 26.7 มิลลกิ รมั ในน้ำ 25 ลกู บำศกเ์ ซนติเมตร ส่วน
วิตำมนิ บี 2 ใชไ้ รโบฟลำวนิ 6.9 มลิ ลิกรมั ในสำรละลำยท่ีใชส้ กัด 100 ลูกบำศก์เซนตเิ มตร นำของเหลวไป
วิเครำะหด์ ว้ ยเคร่ืองโครมำโทกรำฟีของเหลวสมรรถนะสงู (HPLC) โดยใช้คอลมั น์ C18 (4.6 x 250 mm, 5μm)
ตรวจวดั ทีค่ วำมยำวคล่ืน 210 นำโนเมตร เฟสเคลื่อนที่ ใช้เมทำนอลผสมกับสำรละลำยบัฟเฟอร์ในอตั รำส่วน 4
: 96 อัตรำกำรชะที่ 1.0 มลิ ลิลติ ร/นำที

กิจกรรมท่ี 4 การออกแบบบรรจภุ ณั ฑแ์ ละประชาสัมพันธ์ (หัวหน้ำกิจกรรม : นำยอำพน ศิรคิ ำและ
คณะผวู้ จิ ยั )

กจิ กรรมย่อยที่ 1 กำรออกแบบบรรจุภณั ฑ์สำหรับใสแ่ มงสะดิ้งท้ังสดและแปรรูป
กำรวจิ ยั ครัง้ น้ี เป็นกำรวจิ ยั เชิงปฏิบัติกำรแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) เป็นกำร
ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ซ่ึงแนวทำงในกำรออกแบบบรรจุภัณฑ์ของวิสำหกิจชุมชนผู้เลี้ยงจ้ิงหรีดบ้ำนมะค่ำ
ประกอบไปดว้ ย 4 ขน้ั ตอน ดังน้ี

39

ขั้นตอนท่ี 1 ทีมผวู้ จิ ัยร่วมกนั กำรวำงแผนเตรียมกำรและวำงแนวทำงกำรออกแบบบรรจุภัณฑ์
ขั้นตอนท่ี 2 ศึกษำข้อมูลแบบบรรจุภัณฑ์จำกผลิตภัณฑ์อื่น ๆ และนำข้อมูลมำปรึกษำหำรือร่วมกัน
ระหว่ำงทีมผ้วู ิจยั และสมำชิกวิสำหกิจชุมชนผูเ้ ลีย้ งจงิ้ หรดี บ้ำนมะคำ่
ข้ันตอนท่ี 3 นำมำจัดทำบรรจุภัณฑ์ โดยพิจำรณำร่วมกันระหว่ำงทีมผู้วิจัย สมำชิกวิสำหกิจชุมชนผู้
เล้ยี งจิง้ หรดี บำ้ นมะค่ำ วทิ ยำกร และผู้บรโิ ภค
ข้ันตอนท่ี 4 กำรประเมินผลควำมพึงพอใจของบรรจุภัณฑ์ ร่วมกันระหว่ำงทีมผู้วิจัย สมำชิกวิสำหกิจ
ชุมชนผเู้ ลีย้ งจิง้ หรีดบ้ำนมะคำ่ วทิ ยำกร และผ้บู ริโภค

กจิ กรรมย่อยท่ี 2 กำรประชำสัมพนั ธ์
2.1 ประชำสมั พันธ์กำรดำเนินโครงกำรผ่ำนสอื่ สำรมวลชนเป็นระยะๆต้งั แตเ่ ริ่มตน้

โครงกำร ระหว่ำงดำเนนิ กำร และหลงั จำกสิ้นสุดโครงกำร
2.2 จดั ประชมุ สมั มนำและงำนส่งเสริมกำรตลำด
2.3 รว่ มออกงำนแสดงสินค้ำ

40

บทที่ 3

ผลการวจิ ยั (Result)

3.1 คูม่ อื มาตรฐานตน้ แบบการจัดการฟารม์ จ้ิงหรดี ทีถ่ ูกต้องตามหลกั สุขอนามัย 5 ฟารม์ ณ บ้ำนมะค่ำ
ตาบลมะคา่ อาเภอกนั ทรวิชัย จังหวดั มหาสารคาม

โครงกำรกำรสรำ้ งมำตรฐำนต้นแบบกำรจดั กำรฟำร์มจ้งิ หรีดใหถ้ ูกต้องตำมหลักสขุ อนำมัย เพอ่ื ให้ได้
ผลติ ภณั ฑ์ท่มี คี ุณภำพของวิสำหกิจชุมชนผู้เล้ยี งจ้ิงหรีดบำ้ นมะค่ำ หลงั กำรจัดกำรจนเสร็จสนิ้ โครงกำรแล้วจะได้

3.1.1 ฟำร์มตัวอย่ำงทเ่ี ปน็ ไปตำมมำตรฐำนฟำร์มตน้ แบบที่ถูกต้องตำมหลกั สุขอนำมัย ประกอบไปดว้ ยกำร
สร้ำงอำคำร/โรงเล้ียงต้องมุงหลังคำให้มิดชดิ ไมม่ ีรอยร่ัว หลงั คำโรงเรอื นต้องสงู จำกพ้นื ฟำรม์ ประมำณ 3 เมตร
ปรบั พืน้ ดินทเ่ี ปน็ ทต่ี ัง้ โรงเรือนใหเ้ ปน็ พืน้ ปูนทั้งหมด บ่อซีเมนต์ท่ใี ช้เลี้ยงมีขนำด 1.5 x 4 เมตร สูง 60
เซนตเิ มตร เทปนู ทกี่ น้ บ่อหนำประมำณ 1 นิว้ มมี ุ้งเขยี วปิดปำกบ่อ แตล่ ะคอกหำ่ งกันประมำณ 50 เซนติเมตร
ผนงั ส่ีด้ำนเปิดโล่ง มีกำรขึงตำขำ่ ย 2 ชั้น ชั้นแรกเป็นวัสดุกรองแสงหรอื สแลนอยู่ดำ้ นในและชนั้ ทสี่ องเป็นวัสดุ
แบบผำ้ ใบอยูด่ ้ำนนอกมว้ นขึ้นเกบ็ ไว้ วสั ดรุ องพื้นบ่อซีเมนต์ทใ่ี ช้เลีย้ งควรใส่ดินทรำยเปน็ วัสดุรองพนื้ ชั้นแรก
และตำมด้วยทรำยหรือแกลบปนทรำย รวมควำมหนำประมำณ 3 ถงึ 5 เซนติเมตร ภำชนะใสน่ ้ำจะใชท้ ่อ PVC
ผ่ำครง่ึ ขนำด 2 นิว้ ยำวประมำณ 50 เซนติเมตร เพิ่มจดุ ให้นำ้ เปน็ 10 จุด ภำชนะใสอ่ ำหำรใชถ้ ำดสแตนเลสข
นำด 4 x 24 เซนติเมตร ลึก 1.5 เซนตเิ มตร เพ่ิมจุดให้อำหำรเป็น 18 ถำดต่อ 1 คอก ทำควำมสะอำดหลงั กำร
เก็บผลผลิต เปลยี่ นสำยพนั ธุจ์ ง้ิ หรดี พ่อ-แม่พันธ์ุ เมื่อเลย้ี งไปแลว้ ประมำณ 1 -3 รนุ่ ดังรูปภำพท่ี 3.1 (ก) และ
(ข) เปน็ รปู ภำพเปรียบเทียบฟำร์มจิง้ หรีดก่อนและหลังท่ีจะสร้ำงมำตรฐำนตน้ แบบกำรจดั กำรฟำร์มจิง้ หรดี ให้
ถกู ต้องตำมหลักสขุ อนำมัย และรปู (ค) ฟำร์มจิง้ หรดี ณ ปัจจุบนั

รปู ภาพท่ี 3.1 (ก) ฟำร์มจ้ิงหรีดทยี่ ังไม่ได้เขำ้ รว่ มโครงกำร (ข) ฟำรม์ จิ้งหรดี ท่ีเข้ำรว่ มโครงกำร

41

รูป (ค) ฟำร์มจ้ิงหรดี ณ ปัจจุบัน

3.1.2 กำรพฒั นำสตู รอำหำรเลีย้ งจิง้ หรดี
ได้ทำกำรทดลองเลี้ยงเปรียบเทยี บกับสตู รอำหำรสำหรับเลยี้ งจิ้งหรีดเพ่ือเปน็ กำรลดต้นทุนทำงดำ้ น

หวั อำหำร โดยนำมำเปรยี บเทียบกบั กำรเลี้ยงจง้ิ หรีดโดยใช้อำหำรสำเรจ็ รูปอย่ำงเดยี ว ได้ผลดงั นี้
1. กำรวัดผลผลติ จำกอำหำรมันหมักยสี ต์ทมี่ สี ่วนผสมของยูเรีย ไดผ้ ลผลิตเฉลี่ย 15.50 กิโลกรัม/คอก
2. กำรวัดผลผลิตจำกอำหำรมันหมกั ยสี ตท์ ่ีไม่มีส่วนผสมของยูเรีย ไดผ้ ลผลิตเฉลย่ี 15.00 กิโลกรมั /คอก
3. กำรวดั ผลผลิตจำกอำหำรสำเรจ็ รปู อย่ำงเดียว ไดผ้ ลผลิตเฉลี่ย 17.25 กิโลกรมั /คอก

3.1.3 กำรคำนวณต้นทุนอำหำรทใ่ี ชเ้ ล้ียงจงิ้ หรดี และกำไรท่ีขำยได้ คำนวณโดยคิดเฉลีย่ จำกฟำร์มตวั อย่ำงทง้ั 5
ฟำรม์ ฟำร์มละ 3 คอกตอ่ 1 ตวั อยำ่ ง แสดงดังตำรำงท่ี 3.1 จำกตำรำงจะพบวำ่ กำรเลี้ยงจิง้ หรดี ด้วยอำหำรไก่
เลก็ เพียงอยำ่ งเดียว จะไดผ้ ลผลิตมำกกวำ่ กำรเลี้ยงจ้ิงหรดี ดว้ ยอำหำรไก่เล็กและมันหมักยสี ต์ (17.25
กิโลกรัม/คอก) ประมำณ 17 % แต่เมื่อคำนวณตน้ ทนุ อำหำรท่ใี ชเ้ ลีย้ งจง้ิ หรีดและกำไรแล้วพบว่ำกำรเล้ียงดว้ ย
อำหำรไก่เล็กผสมมันหมกั ยีสต์ได้กำไรมำกกว่ำกำรเลีย้ งจง้ิ หรีดดว้ ยอำหำรไกเ่ ลก็ เพยี งอย่ำงเดยี ว (683.35 -
720.35 บำท/คอก) ประมำณ 40%

ตารางที่ 3.1 แสดงกำรเปรียบเทยี บกำรคำนวณตน้ ทนุ อำหำรที่ใช้เลี้ยงจ้งิ หรดี และกำไรท่ขี ำยได้จำกฟำร์ม

ตวั อยำ่ งทงั้ 5 ฟำร์ม

รายละเอยี ด ตน้ ทนุ อาหาร (40 ผลผลติ /คอก ราคาจาหน่าย/ กาไร

กิโลกรมั /คอก) (กิโลกรัม) กโิ ลกรมั (บาท) (บาท)

1. เลย้ี งด้วยอำหำรไก่เล็กอย่ำง 800 17.25 80 580

เดยี ว (บำท)

2. เลี้ยงด้วยอำหำรไก่เลก็ และมัน 519.65 15.50 80 720.35

หมักยสี ต์ท่มี ีสว่ นผสมของยูเรีย

(อตั รำสว่ น 25:15 กโิ ลกรมั /คอก)

42

3. เล้ียงดว้ ยอำหำรไก่เลก็ และมนั 516.65 15.00 80 683.35
หมักยีสต์ที่ไมม่ ีสว่ นผสมของยูเรีย - --
(อตั รำส่วน 25:15 กิโลกรมั /คอก) สมำชกิ ในฟำร์ม
ปลกู กันเอง
4. อำหำรหลักของจิง้ หรดี เช่น ใบ
กลว้ ย หญ้ำเนเปยี ร์ ผกั โขมใหญ่
ฟกั ทอง เป็นตน้

3.1.4 กำรเปรยี บเทียบรำยละเอียดต่ำงๆของฟำร์มเล้ยี งจ้งิ หรดี 5 ฟำร์มก่อนและหลงั กำรจดั กำรฟำร์มจิ้งหรีดท่ี
ถูกต้องตำมหลักสขุ อนำมัย แสดงดังตำรำงท่ี 3.2 จำกตำรำงจะพบว่ำเมอื่ มีกำรจัดกำรกำรสร้ำงมำตรฐำน
ต้นแบบกำรจดั กำรฟำร์มจิ้งหรดี ใหถ้ กู ต้องตำมหลกั สขุ อนำมัย จะทำให้ลดควำมหนำแน่นในกำรเล้ียงจ้งิ หรีด ให้
อำหำรไดเ้ พียงพอและท่วั ถงึ ซ่ึงทำให้อตั รำกำรตำยของจิง้ หรดี นอ้ ยลง จงิ้ หรีดมีขนำดเท่ำกนั และลดต้นทุน
อำหำรโดยกำรเสรมิ ด้วยมนั หมักยสี ต์ ประมำณ 30-35 % หรืออำจะเพ่ิมรำยไดโ้ ดยกำรนำจงิ้ หรีดมำแปรรูปเป็น
กำรสร้ำงมลู คำ่ เพม่ิ ดว้ ย

ตารางท่ี 3.2 เปรียบเทียบรำยละเอยี ดตำ่ งๆของฟำรม์ เลีย้ งจ้ิงหรีด 5 ฟำรม์ ก่อนและหลังกำรจดั กำรฟำรม์

จ้ิงหรีดทถ่ี กู ต้องตำมหลกั สขุ อนำมัย

รายละเอยี ด ก่อนเขา้ ร่วมโครงการ หลังเข้าร่วมโครงการ

1. คำ่ หัวอำหำร (บำท/กโิ ลกรัม) 18-20 12.91-12.99

2. ปรมิ ำณผลผลิต (กโิ ลกรัม/คอก) 8-10 15-17.25

3. อตั รำกำรอยรู่ อดในระยะออก จงิ้ หรดี ตำยเกือบหมดคอกหรอื ยก จ้ิงหรีดรอดเยอะ

ปีกหรอื อำยุ 25-30วนั คอก

4. รำคำผลผลิต รำคำผลผลิตต่ำ แบง่ ผลผลติ มำแปรรปู

5. ขนำดของจงิ้ หรดี ขนำดไมส่ ม่ำเสมอ ขนำดสม่ำเสมอ

6. ภมู ิทัศนข์ องฟำร์ม ฟำร์มสกปรก /โรค/ผลผลิตตำ่ มีมำตรฐำนของฟำร์ม เกิดกำร

ยอมรบั จำกทกุ ฝำ่ ย

7. กำรเล่ือนเวลำจับออกไปของ คำ่ อำหำรเพม่ิ ขน้ึ แมลงหยดุ โตแต่ จัดทำกำรแปรรูปผลิตภณั ฑใ์ หม่

พอ่ ค้ำคนกลำง ยังต้องให้อำหำร บำงตัวตำยเพรำะ เพอ่ื ให้มคี วำมหลำกหลำย

สน้ิ อำยุชัย ผลผลิตลดลง

3.1.5 หวั อำหำรไก่เล็กผสมมันหมักยสี ต์ชว่ ยลดต้นทุนในเรื่องของอำหำรเลย้ี งจ้งิ หรีดได้ แตป่ ริมำณผลิตภณั ฑท์ ี่
ได้กลับน้อยกว่ำกำรใชห้ ัวอำหำรไกเ่ ล็กอย่ำงเดียว อำจจะเป็นเพรำะวำ่ อัตรำสว่ นระหวำ่ งหวั อำหำรไกเ่ ล็กผสม
มนั หมกั ยสี ตย์ ังไม่เหมำะสม ซึ่งอตั รำส่วนดงั กล่ำวจะใช้กำกมนั มำกกวำ่ หัวอำหำร ซง่ึ อัตรำสว่ นน้ีนำ่ จะใช้ได้กบั
สัตว์ที่มีขนำดใหญ่ เช่น หมู ววั เป็นต้น
3.1.6 คมู่ ือมำตรฐำนตน้ แบบกำรจดั กำรฟำรม์ จิง้ หรีดทถ่ี ูกต้องตำมหลกั สขุ อนำมัยบ้ำนมะค่ำ

ทมี ผู้วิจัยและสมำชิกวสิ ำหกิจชมุ ชนผูเ้ ลยี้ งจ้งิ หรีดบ้ำนมะค่ำ ไดร้ ่วมกันจัดทำคมู่ ือมำตรฐำนตน้ แบบ
กำรจดั กำรฟำร์มจง้ิ หรีดที่ถูกตอ้ งตำมหลกั สขุ อนำมัย โดยได้นำ(ร่ำง)แนวทำงปฏิบัตใิ นกำรใช้มำตรฐำนสินคำ้
เกษตรเรื่อง กำรปฏบิ ตั ทิ ำงกำรเกษตรที่ดสี ำหรบั ฟำร์มจิ้งหรดี มกษ. 8202(G)-2560 มกษ. 8202-2560 มำ
ปรบั ใช้ดว้ ย ท้ังน้ีเพ่ือใหเ้ กษตรกรผเู้ ลย้ี งซง่ึ ส่วนใหญเ่ ป็นเกษตรกรรำยย่อย เลี้ยงเปน็ อำชีพเสรมิ ทีจ่ ะไดย้ กระดับ

43

กำรเลี้ยงให้มมี ำตรฐำนดยี ่ิงข้ึน สำหรบั คมู่ ือเบอ้ื งตน้ แนวทำงปฏบิ ัติเรอ่ื ง กำรสร้ำงมำตรฐำนตน้ แบบกำรจดั กำร
ฟำรม์ จิ้งหรีดให้ถูกต้องตำมหลักสุขอนำมยั ณ บ้ำนมะคำ่ อ.กันทรวิชัย จ.มหำสำรคำม (อย่ใู นภำคผนวก)

3.2 ปริมาณสารอาหารท่เี ป็นประโยชนใ์ นแมงสะด้ิงท่แี ปรรูปแล้ว
3.2.1 การวเิ คราะหห์ าปริมาณโปรตีน
กำรวเิ ครำะห์หำปริมำณโปรตนี ทง้ั หมดในผลิตภัณฑท์ ีแ่ ปรรปู จำกแมงสะดิง้ ได้แก่ แมงสะดิ้งยงั ไม่ทอด

จำกฟำร์มทีเ่ ข้ำร่วมโครงกำร แมงสะด้ิงทอดจำกฟำร์มทไ่ี ม่เข้ำร่วมโครงกำรแบบใส่วัตถดุ ูดออกซิเจน แมงสะด้ิง
ทอดจำกฟำร์มทีไ่ มเ่ ขำ้ รว่ มโครงกำรแบบไมใ่ ส่วัตถุดูดออกซิเจน แมงสะดิง้ ทอดจำกฟำร์มทเ่ี ข้ำร่วมโครงกำรรส
ปำปรกิ ำ้ แบบใส่วตั ถดุ ดู ออกซิเจน แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มทเ่ี ขำ้ ร่วมโครงกำรรสปำปริก้ำแบบไม่ใส่วตั ถุดดู
ออกซเิ จน แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำรม์ ทเ่ี ขำ้ ร่วมโครงกำรรสบำร์บิคิวแบบใส่วัตถดุ ูดออกซิเจน แมงสะดิง้ ทอดจำก
ฟำรม์ ทเ่ี ขำ้ ร่วมโครงกำรรสบำรบ์ ิคิวแบบไม่ใส่วตั ถดุ ดู ออกซเิ จน แมงสะดงิ้ ทอดจำกฟำร์มที่เข้ำร่วมโครงกำรรส
ต้มยำแบบใส่วตั ถดุ ูดออกซิเจน แมงสะดิง้ ทอดจำกฟำรม์ ทเ่ี ข้ำร่วมโครงกำรรสตม้ ยำแบบไม่ใส่วตั ถดุ ูดออกซิเจน
แมงสะดิ้งทอดจำกฟำรม์ ท่เี ข้ำรว่ มโครงกำรรสดั้งเดมิ แบบใส่วัตถดุ ดู ออกซเิ จน และแมงสะดิง้ ทอดจำกฟำรม์ ที่
เข้ำร่วมโครงกำรรสดั้งเดมิ แบบไม่ใส่วตั ถดุ ดู ออกซิเจน เปน็ ระยะเวลำ 4 เดือนคือเร่ิมต้งั แต่เดอื นมีนำคม-เดือน
มถิ นุ ำยน 2561 ด้วยวธิ ี Bradford assay ซง่ึ Bradford’s reagent จะเปน็ กำรทำปฏกิ ิริยำของโปรตีนกบั
Coomassiedye-based ใหส้ ำรเชิงซ้อนซ่งึ มีสนี ำ้ เงิน วดั ค่ำควำมดดู กลนื แสงของสำรดังกลำ่ วท่ีควำมยำวคลน่ื
595 นำโนเมตร เทยี บกับกรำฟของสำรมำตรฐำน BSA (รปู ที่ 3.2) สมกำรของกรำฟคือ y = 0.5216X -
0.0059, R2 = 0.9925 และปรมิ ำณโปรตนี ของสำรสกัดหยำบจำกผลติ ภณั ฑ์แปรรูปแมงสะด้ิงจำนวน 11
ตวั อย่ำงเปน็ เวลำ 4 เดอื น (เดือนมนี ำคม-เดอื นมิถนุ ำยน 2561) แสดงผลในหน่วยของ g/L ดงั ตำรำงท่ี 3.3

รูปภาพท่ี 3.2 แสดงกรำฟมำตรฐำนของโปรตนี มำตรฐำน BSA

จำกตำรำงท่ี 3.3 จะเห็นได้ว่ำเมือ่ เวลำผ่ำนไปปริมำณของโปรตีนในผลติ ภัณฑ์แปรรปู แมงสะดงิ้ ทั้ง 11
ตัวอย่ำงจะลดลงเล็กนอ้ ย โดยช่วง 2 เดอื นแรก ทุกๆตัวอย่ำงผลิตภณั ฑ์แปรรูปแมงสะดิง้ จะมีปริมำณโปรตนี
เทำ่ กนั ทุกเดือน (0.32± 0.02 g/L) อำจเปน็ เพรำะวำ่ สว่ นผสมมเี กลอื เป็นหลัก ทำให้แมงสะดง้ิ มคี วำมเป็น
กรดสงู จงึ ทำให้บูดเสียไดย้ ำก โดยปกตแิ ลว้ กำรสญู เสยี คณุ ค่ำทำงอำหำรจะเรม่ิ ต้งั แต่ข้ันตอนกำรเกบ็ ซึ่งก็ข้ึนอยู่

44

กับหลำยๆ ปัจจยั ประกอบกัน เช่น อุณหภมู ิของแสงแดด ออกซิเจน ควำมชน้ื และระยะเวลำทใ่ี ช้ในกำรเก็บ
โดยสำรอำหำรทน่ี ยิ มเปล่ียนแปลงและสญู เสยี ออกไปในข้นั ตอนน้กี ็คือวิตำมนิ นัน่ เอง ส่วนไขมัน โปรตนี และ
คำร์โบไฮเดรต จะยงั ไมเ่ กดิ กำรเปลย่ี นแปลงในข้ันตอนนี้ (สิริพนั ธ์ุ, 2558) มีรำยงำนวำ่ จ้ิงหรีด 100 กรัม ให้
พลงั งำน 121.5 กโิ ลแคลอร่ี ให้โปรตีน 12.9 กรมั ไขมนั 5.5 กรัม คำร์โบไฮเดรต 5.1 กรัม เหลก็ 9.5 มลิ ลิกรมั
แคลเซยี ม 75.8 มลิ ลิกรัม ฟอสฟอรสั 185.3 มลิ ลิกรัม โปตสั เซยี ม 305.5 มลิ ลิกรมั วิตำมินบี 1 0.36 มลิ ลิกรัม
วิตำมินบี 2 1.91 มลิ ลิกรัม และไนอำซนิ 3.10 มลิ ลิกรัม (บุญทิวำ, 2544)

ตารางท่ี 3.3 ปริมำณโปรตีนของสำรสกัดหยำบจำกผลิตภัณฑแ์ ปรรูปแมงสะด้งิ จำนวน 11 ตัวอย่ำงเปน็ เวลำ 4

เดอื น (เดือนมีนำคม-เดือนมถิ ุนำยน 2561)

ลาดับ ตวั อยา่ ง ปรมิ าณโปรตนี (g/L)

ท่ี 25 มีนาคม 25 เมษายน 25 พฤษภาคม 25 มถิ นุ ายน

1 แมงสะดิ้งยังไม่ทอดจำก 0.40± 0.01 - - -

ฟำรม์ ทีเ่ ข้ำร่วมโครงกำร

2 แมงสะดิง้ ทอดจำกฟำร์มท่ี 0.32± 0.02 0.32± 0.02 0.29± 0.02 0.28± 0.02

ไมเ่ ขำ้ ร่วมโครงกำร แบบใส่

วัตถดุ ดู ออกซิเจน

3 แมงสะด้ิงทอดจำกฟำรม์ ที่ 0.32± 0.02 0.32± 0.02 0.29± 0.02 0.28± 0.02

ไม่เขำ้ รว่ มโครงกำร แบบไม่

ใส่วัตถุดดู ออกซเิ จน

4 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มที่ 0.32± 0.02 0.32± 0.02 0.31± 0.02 0.30± 0.02

เขำ้ ร่วมโครงกำรรสปำ

ปรกิ ำ้ แบบใส่วตั ถดุ ดู

ออกซเิ จน

5 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำรม์ ท่ี 0.32± 0.02 0.32± 0.02 0.31± 0.02 0.30± 0.02

เข้ำร่วมโครงกำรรสปำ

ปรกิ ำ้ แบบไมใ่ ส่วัตถดุ ดู

ออกซิเจน

6 แมงสะด้งิ ทอดจำกฟำรม์ ท่ี 0.32± 0.02 0.32± 0.02 0.31± 0.02 0.30± 0.02

เขำ้ ร่วมโครงกำรรสบำร์บิ

คิวแบบใส่วตั ถดุ ดู

ออกซเิ จน

7 แมงสะดงิ้ ทอดจำกฟำรม์ ท่ี 0.32± 0.02 0.32± 0.02 0.31± 0.02 0.30± 0.02

เขำ้ รว่ มโครงกำรรสบำรบ์ ิ

ควิ แบบไมใ่ ส่วตั ถดุ ูด

ออกซิเจน

8 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มที่ 0.32± 0.02 0.32± 0.02 0.32± 0.02 0.31± 0.02

เขำ้ รว่ มโครงกำรรสตม้ ยำ

แบบใส่วตั ถดุ ูดออกซเิ จน

9 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มท่ี 0.32± 0.02 0.32± 0.02 0.32± 0.02 0.31± 0.02

เขำ้ รว่ มโครงกำรรสตม้ ยำ

แบบไมใ่ ส่วตั ถุดดู ออกซเิ จน

10 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มท่ี 0.32± 0.02 0.32± 0.02 0.31± 0.02 0.30± 0.02

45

เข้ำร่วมโครงกำรรสดั้งเดมิ 0.32± 0.02 0.31± 0.02 0.30± 0.02
แบบใส่ วตั ถดุ ูดออกซเิ จน

11 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำรม์ ที่ 0.32± 0.02
เข้ำรว่ มโครงกำรรสดัง้ เดิม
แบบไม่ใส่วตั ถุดดู ออกซิเจน

3.2.2 การวิเคราะหห์ าปริมาณไขมนั
กำรวเิ ครำะหห์ ำปริมำณไขมนั ในผลิตภัณฑแ์ ปรรปู แมงสะดิ้งจำนวน 11 ตัวอย่ำงเป็นเวลำ 4 เดอื น
(เดือนมนี ำคม-เดอื นมิถุนำยน 2561) จำกผลกำรทดลองพบว่ำเมอื่ เวลำผ่ำนไปปริมำณของไขมันจะเพิ่มข้ึนใน
ทกุ ๆตวั อย่ำง แสดงได้ดังตำรำงที่ 3.4 ซง่ึ แสดงผลเป็น % ของนำ้ หนกั แหง้ จำกตำรำงจะพบวำ่ แมงสะดิ้งที่ได้จำก
กำรทอดทั้งหมดจะมีปริมำณไขมนั มำกกว่ำแมงสะดง้ิ ยงั ไมท่ อดจำกฟำรม์ ทเี่ ขำ้ รว่ มโครงกำร (42.57± 0.18 %
ของน้ำหนักแหง้ ) โดยเมื่อเร่ิมต้นเดือนที่ 1, 2 และ 3 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มทีเ่ ข้ำร่วมโครงกำรรสตม้ ยำแบบใส่
วตั ถุดูดออกซิเจนและไม่ใสว่ ตั ถดุ ดู ออกซิเจนจะมีปรมิ ำณไขมนั มำกทีส่ ดุ (59.35± 0.29-61.27± 0.28 % ของ
น้ำหนกั แหง้ ) แต่ในเดือนที่ 4 แมงสะด้ิงทอดจำกฟำรม์ ท่ีเข้ำรว่ มโครงกำรรสปำปริก้ำมีปรมิ ำณไขมนั มำกท่สี ุด
(58.04± 0.28-64.89± 0.31% ของนำ้ หนักแห้ง) อำจเปน็ เพรำะว่ำแมงสะดงิ้ ทอดมปี รมิ ำณไขมันมำจำกน้ำมัน
ที่ใช้ทอดปนมำด้วย นอกจำกนี้ในสว่ นประกอบของผงต้มยำยังมนี ้ำพริกเผำเป็นสว่ นประกอบ จงึ ทำให้แมงสะดิ้ง
ทอดจำกฟำร์มทีเ่ ข้ำรว่ มโครงกำรรสตม้ ยำมีปริมำณไขมันมำกทีส่ ดุ แตเ่ มื่อเวลำผำ่ นไปน้ำมนั จำกพริกเผำของผง
ต้มยำอำจจะเกิดกำรสลำยตวั กลำยเป็นสำรประกอบจำพวกโพลเิ มอร์หรือสำรประกอบที่ระเหยได้ จึงทำใหใ้ น
เดือนที่ 4 แมงสะด้ิงทอดจำกฟำรม์ ทเ่ี ขำ้ รว่ มโครงกำรรสต้มยำมปี รมิ ำณไขมนั ลดน้อยลงเมือ่ เทียบกบั แมงสะด้ิง
ทอดจำกฟำร์มที่เข้ำรว่ มโครงกำรรสปำปรกิ ้ำที่มปี ริมำณไขมันมำกกวำ่

ตารางท่ี 3.4 ปริมำณร้อยละของไขมันที่พบในสำรสกดั หยำบจำกผลิตภัณฑ์แปรรปู แมงสะด้ิงจำนวน 11

ตวั อย่ำงเปน็ เวลำ 4 เดอื น (เดือนมนี ำคม-เดอื นมิถนุ ำยน 2561)

ลาดับ ตวั อย่าง ปริมาณไขมัน (% ของน้าหนกั แหง้ )

ที่ 25 มีนาคม 25 เมษายน 25 พฤษภาคม 25 มิถนุ ายน

1 แมงสะด้ิงยงั ไมท่ อดจำก 42.57± 0.18 - - -

ฟำร์มทเ่ี ข้ำร่วมโครงกำร

2 แมงสะด้งิ ทอดจำกฟำร์มที่ไม่ 57.21± 0.28 57.21± 0.28 57.21± 0.28 62.59± 0.30

เขำ้ ร่วมโครงกำร แบบใส่

วัตถดุ ูดออกซเิ จน

3 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มทไ่ี ม่ 57.21± 0.28 57.21± 0.28 57.21± 0.28 63.81± 0.30

เขำ้ ร่วมโครงกำร แบบไมใ่ ส่

วตั ถุดดู ออกซเิ จน

4 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มท่ี 58.04± 0.28 58.04± 0.28 58.04± 0.28 63.83± 0.30

เข้ำรว่ มโครงกำรรสปำปรกิ ้ำ

แบบใส่วตั ถดุ ูดออกซเิ จน

5 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มที่ 58.04± 0.28 58.04± 0.28 58.04± 0.28 64.89± 0.31

เข้ำรว่ มโครงกำรรสปำปรกิ ้ำ

แบบไมใ่ ส่วตั ถดุ ูดออกซิเจน

6 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มที่ 58.19± 0.74 58.19± 0.74 58.19± 0.74 63.95± 0.32

เข้ำรว่ มโครงกำรรสบำร์บคิ ิว

46

แบบใส่วตั ถุดูดออกซเิ จน 58.19± 0.74 58.19± 0.74 62.51± 0.31
59.35± 0.29 59.35± 0.29 61.27± 0.28
7 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำรม์ ท่ี 58.19± 0.74 59.35± 0.29 59.35± 0.29 61.06± 0.28
เขำ้ รว่ มโครงกำรรสบำรบ์ คิ ิว 57.38± 0.28 57.38± 0.28 60.51± 0.30
แบบไม่ใส่วตั ถุดดู ออกซิเจน 57.38± 0.28 57.38± 0.28 61.07± 0.30

8 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มท่ี 59.35± 0.29
เข้ำรว่ มโครงกำรรสตม้ ยำ
แบบใส่วตั ถดุ ูดออกซเิ จน

9 แมงสะดิง้ ทอดจำกฟำร์มท่ี 59.35± 0.29
เข้ำร่วมโครงกำรรสต้มยำ
แบบไม่ใส่วตั ถดุ ูดออกซิเจน

10 แมงสะด้ิงทอดจำกฟำรม์ ท่ี 57.38± 0.28
เข้ำรว่ มโครงกำรรสดง้ั เดมิ
แบบใส่ วตั ถุดูดออกซเิ จน

11 แมงสะด้ิงทอดจำกฟำรม์ ที่ 57.38± 0.28
เข้ำร่วมโครงกำรรสด้งั เดมิ
แบบไมใ่ ส่วตั ถุดดู ออกซิเจน

3.2.3 การวิเคราะหห์ าปริมาณกรดไขมนั อิ่มตัว
กรดไขมันอ่ิมตัวเป็นไขมันท่ีมีโครงสร้ำงทำงโมเลกุลที่มีอะตอมของไฮโดรเจนเกำะอยู่เต็มช่วยจับตัว
เป็นของแข็งที่อุณหภูมิห้อง กรดไขมันชนิดน้ีเป็นไขมันตัวร้ำย จะทำให้ระดับ LDL สูงข้ึนแม้กำรศึกษำยังไม่
พบว่ำกำรรับประทำนไขมันชนิดน้ีจะทำให้ระดับ LDL สูงขึ้น ถ้ำรับประทำนอำหำรท่ีมีส่วนประกอบของกรด
ไขมันอิม่ ตัวไปนานๆ นอกจำกจะเกดิ ควำมเสย่ี งตอ่ โรคหัวใจแล้วยงั ทำให้เกิดควำมเส่ียงของโรคในระบบอ่ืนๆได้
กำรวิเครำะห์หำปริมำณกรดไขมันอ่ิมตัวในผลิตภัณฑ์แปรรูปจำกแมงสะดิ้งแมงสะดิ้งจำนวน 11 ตัวอย่ำงเป็น
เวลำ 4 เดือน ซ่ึงแสดงออกมำในรูปของค่ำเปอร์ออกไซต์ ได้ผลกำรทดลองแสดงดังตำรำงท่ี 3.5 จำกตำรำงจะ
พบว่ำเม่ือเวลำผ่ำนไปทุกผลิตภัณฑ์จะมีค่ำค่ำเปอร์ออกไซต์เพ่ิมมำกขึ้น อำจเป็นเพรำะว่ำเกิดปฏิกิริยำกำรเติม
ออกซิเจน (ปฏิกิริยำออกซิเดชัน) เข้ำไปที่ตำแหน่งพันธะคู่ของสำยโซ่กรดไขมัน ได้เป็นสำรประกอบพวกเปอร์
ออกไซด์ ซึ่งสำมำรถวัดปริมำณเปอร์ออกไซด์ที่เกิดขึ้นได้ (เรียกว่ำหำค่ำ Peroxide Value) จะสังเกตได้ว่ำ
ในชว่ งเดือนแรกๆปฏิกิริยำออกซเิ ดชันจะเกิดขน้ึ ด้วยอัตรำท่ีค่อนข้ำงช้ำและไม่มีควำมสม่ำเสมอ หลังจำกนั้นจะ
เกิดสำรประกอบเปอร์ออกไซต์จะเพิ่มมำกขึ้นอย่ำงรวดเร็วจนถึงเดือนที่ 4 เพรำะมีกำรดูดซับออกซิเจนมำกขึ้น
หลังจำกเดือนที่ 4 เป็นต้นไปอำจจะเกิดกำรสลำยตัวของสำรประกอบจำพวกเปอร์ออกไซด์กลำยเป็นสำรประ
กอบจำพวกโพลิเมอร์หรือสำรประกอบที่ระเหยได้ หลังจำกนั้นปฏิกิริยำจะเข้ำสู่ขั้นตอนสุดท้ำยของกำรเกิด
ออกซิเดชันคือเกิดกำรเสื่อมสภำพ เช่น เกิดกล่ินหืน ผลิตภัณฑ์มีสีคล้ำลง เป็นต้น จำกผลิตภัณฑ์แปรรูปแมง
สะด้ิงจำนวน 11 ตัวอย่ำง จะพบว่ำแมงสะด้ิงทอดจำกฟำร์มท่ีเข้ำร่วมโครงกำรรสปำปริก้ำแบบใส่วัตถุดูด
ออกซเิ จนจะมีคำ่ เปอรอ์ อกไซดน์ ้อยท่สี ดุ แสดงว่ำเกดิ ปฏิกริ ิยำกำรเตมิ ออกซิเจน (ปฏกิ ิริยำออกซิเดชัน) เข้ำไปท่ี
ตำแหน่งพันธะคู่ของสำยโซ่กรดไขมัน ได้เป็นสำรประกอบพวกเปอร์ออกไซด์ได้น้อยกว่ำผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ
อำจเป็นเพรำะว่ำผงปรุงรสปำปริก้ำเป็นเครื่องเทศท่ีทำมำจำกพริกหวำนหรือพริกหยวก สีเหลืองส้มตำกแห้ง
แล้วนำ ไปแยกเมล็ดออกแล้วบดละเอียด ซ่ึงรงควัตถุท่ีมีสีเหล่ำน้ีจะมีสำรต้ำนออกซิเดชันสูง จึงอำจทำให้แมง
สะดิง้ ทอดจำกฟำร์มท่ีเขำ้ รว่ มโครงกำรรสปำปรกิ ำ้ มคี ่ำเปอรอ์ อกไซดน์ ้อยทส่ี ดุ

47

ตารางที่ 3.5 แสดงคำ่ เปอร์ออกไซต์ (Meq/1000 g of Sample) ของสำรสกัดหยำบจำกผลิตภัณฑแ์ ปรรปู แมง

สะด้ิงจำนวน 11 ตัวอยำ่ งเป็นเวลำ 4 เดือน (เดอื นมนี ำคม-เดือนมถิ ุนำยน 2561)

ลาดบั ตัวอยา่ ง ค่าเปอร์ออกไซต์ (Meq/1000 g of Sample)

ที่ 25 มนี าคม 25 เมษายน 25 พฤษภาคม 25 มถิ นุ ายน

1 แมงสะดิ้งยงั ไม่ทอดจำก nd - - -

ฟำรม์ ที่เข้ำร่วมโครงกำร

2 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำรม์ ทไ่ี ม่ 0.05±0.01 0.21±0.05 1.68±0.16 2.41±0.22

เข้ำรว่ มโครงกำร แบบใส่

วัตถดุ ูดออกซิเจน

3 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มที่ไม่ 0.05±0.01 0.21±0.05 1.89±0.1.67 2.60±1.62

เขำ้ ร่วมโครงกำร แบบไมใ่ ส่

วัตถดุ ดู ออกซเิ จน

4 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มท่ี 0.05±0.01 0.19±0.04 0.37±0.05 1.11±0.12

เขำ้ รว่ มโครงกำรรสปำปริกำ้

แบบใส่วัตถดุ ูดออกซเิ จน

5 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำรม์ ท่ี 0.05±0.01 0.21±0.04 0.59±0.08 1.58±0.12

เข้ำรว่ มโครงกำรรสปำปริก้ำ

แบบไม่ใส่วตั ถดุ ูดออกซิเจน

6 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำรม์ ที่ 0.05±0.01 0.23±0.06 0.74±0.10 1.94±0.18

เข้ำร่วมโครงกำรรสบำรบ์ ิคิว

แบบใส่วัตถุดดู ออกซเิ จน

7 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มท่ี 0.05±0.01 0.59±0.08 1.26±0.09 2.12±0.20

เขำ้ รว่ มโครงกำรรสบำรบ์ คิ วิ

แบบไมใ่ ส่วตั ถุดูดออกซเิ จน

8 แมงสะดงิ้ ทอดจำกฟำร์มท่ี 0.05±0.01 0.46±0.06 0.93±0.12 1.75±0.18

เข้ำรว่ มโครงกำรรสต้มยำ

แบบใส่วตั ถุดูดออกซเิ จน

9 แมงสะดงิ้ ทอดจำกฟำร์มท่ี 0.05±0.01 0.52±0.06 1.14±0.14 1.99±0.20

เข้ำร่วมโครงกำรรสตม้ ยำ

แบบไมใ่ ส่วตั ถดุ ดู ออกซเิ จน

10 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มที่ 0.05±0.01 0.16±0.04 0.68±0.06 1.32±0.18

เขำ้ รว่ มโครงกำรรสดง้ั เดิม

แบบใส่วตั ถุดดู ออกซเิ จน

11 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มที่ 0.05±0.01 0.19±0.04 0.71±0.06 1.42±0.18

เข้ำร่วมโครงกำรรสดงั้ เดมิ

แบบไมใ่ ส่วตั ถดุ ดู ออกซเิ จน

3.2.4 ทดสอบความหนื
กำรวิเครำะห์ปริมำณออกซิเดชันของไขมัน ด้วยวิธี thiobarbituric acid (TBA) เป็นวิธีหนึ่งที่นิยม
ใช้ในกำรวิเครำะห์คำนวณหำอำยุกำรเก็บรักษำของผลิตภัณฑ์ท่ีมีไขมันเป็นองค์ประกอบ และใช้เป็นดัชนีช้ีวัด
ควำมเหมน็ หืนของผลิตภัณฑด์ ้วย โดยทั่วไปแล้ว กำรวัดค่ำกรดไทโอบำร์บิทิวริก (Thiobarbituric acid value
หรือ TBA value) .จะใช้กรดไทโอบำร์บิทูรกิ 2 โมเลกุล จะทำปฏิกิริยำกับมำโลนำลดีไฮด์ 1 โมเลกุล ทำให้เกิด

48

สำรสีแดง ซึ่งนำไปวัดควำมเข้มของสีได้ด้วยเครื่องสเปกโทรมิเตอร์ท่ีควำมยำวคล่ืน 532 นำโนเมตร ค่ำนี้
รำยงำนเป็นมิลลิกรัมหรือมิลลิโมลของมำโลนำลดีไฮด์ต่อกิโลกรัมของตัวอย่ำงไขมันหรือน้ำมัน จำกผลกำร
วิเครำะห์ค่ำ TBA ในผลิตภัณฑ์แมงสะด้ิงทอดทุกๆ 1 เดือนเป็นเวลำ 4 เดือน พบว่ำค่ำ TBA มีค่ำเพิ่มมำกข้ึน
เมอื่ ระยะเวลำกำรเกบ็ รักษำเพม่ิ ข้ึน ซ่งึ แสดงในตำรำงท่ี 3.6 จำกตำรำงพบว่ำแมงสะด้ิงทอดจำกฟำร์มที่เข้ำร่วม
โครงกำรรสบำร์บิคิวแบบใส่วัตถุดูดออกซิเจนจะเกิดกลิ่นหืนได้น้อยที่สุด ท้ังนี้จะเห็นได้ว่ำกำรเพ่ิมข้ึนของค่ำ
TBA น้นั เป็นดชั นีใหเ้ ห็นถึงระดบั กำรเกิดกลน่ิ หืนในผลิตภัณฑโ์ ดยตรง ท่ีมสี ำเหตมุ ำจำกสำรประกอบท่ีระเหยได้
ในน้ำมัน ท่ีใช้ในกำรทอดหรือน้ำมันท่ีมำจำกตัวแมงสะด้ิงเอง เพรำะอุณหภูมิท่ีสูงข้ึนมีผลทำให้เกิดลิปิด
ออกซิเดชนั และเกดิ เปอร์ออกไซดข์ องแอลดไี ฮด์ท่ีได้จำกกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวมำกข้ึน (นิธิยำ 2553) อย่ำงไร
ก็ตำมค่ำ TBA นี้ไม่ได้เป็นดัชนีที่สมบูรณ์ในแง่ของกำรวัดคุณภำพ เพรำะเป็นเพียงกำรวัดในส่วนท่ีเป็น
สำรประกอบทีร่ ะเหยไดเ้ ท่ำนน้ั

ตำรำงที่ 3.6 แสดงค่ำ TBA (Milligrams of malonadehyde equivalents/kg of sample) ของสำรสกดั

หยำบจำกผลติ ภณั ฑแ์ ปรรูปแมงสะดง้ิ จำนวน 11 ตวั อย่ำงเปน็ เวลำ 4 เดอื น (เดอื นมีนำคม-เดือนมิถนุ ำยน

2561)

ลาดับ ตัวอยา่ ง ค่า TBA (Milligrams of malonadehyde equivalents/kg of sample)

ท่ี 25 มีนาคม 25 เมษายน 25 พฤษภาคม 25 มถิ นุ ายน

1 แมงสะดิ้งยงั ไมท่ อดจำก 0.07±0.02 - - -

ฟำร์มทเ่ี ขำ้ รว่ มโครงกำร

2 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำรม์ ที่ 0.09±0.05 0.37±0.8 0.79±0.12 1.51±0.20

ไม่เข้ำรว่ มโครงกำร แบบใส่

วตั ถุดดู ออกซเิ จน

3 แมงสะดงิ้ ทอดจำกฟำร์มที่ 0.09±0.05 0.52±0.12 0.93±0.14 1.62±0.22

ไม่เขำ้ รว่ มโครงกำร แบบไม่

ใส่วตั ถดุ ดู ออกซิเจน

4 แมงสะด้งิ ทอดจำกฟำรม์ ท่ี 0.09±0.05 0.27±0.08 0.52±0.13 1.27±0.18

เข้ำร่วมโครงกำรรสปำปรกิ ้ำ

แบบใส่วัตถดุ ดู ออกซเิ จน

5 แมงสะดิง้ ทอดจำกฟำร์มท่ี 0.09±0.05 0.31±0.10 0.63±0.14 1.38±0.20

เข้ำรว่ มโครงกำรรสปำปริก้ำ

แบบไม่ใส่วตั ถุดดู ออกซิเจน

6 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำรม์ ท่ี 0.09±0.05 0.33±0.08 0.51±0.13 1.20±0.16

เขำ้ รว่ มโครงกำรรสบำร์บคิ วิ

แบบใส่วัตถดุ ูดออกซเิ จน

7 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มที่ 0.09±0.05 0.38±0.08 0.69±0.14 135±0.19

เขำ้ รว่ มโครงกำรรสบำรบ์ คิ วิ

แบบไม่ใส่วตั ถุดูดออกซเิ จน

8 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มท่ี 0.09±0.05 0.15±0.11 0.41±0.12 1.27±0.16

เขำ้ ร่วมโครงกำรรสตม้ ยำ

แบบใส่วัตถุดูดออกซเิ จน

9 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มท่ี 0.09±0.05 0.21±0.12 0.47±0.12 1.34±0.18

เข้ำรว่ มโครงกำรรสตม้ ยำ

49

แบบไมใ่ ส่วตั ถดุ ดู ออกซิเจน 0.09±0.05 0.13±0.11 0.39±0.10 1.24±0.16
0.09±0.05 0.19±0.12 0.46±0.12 1.30±0.16
10 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำรม์ ที่
เขำ้ รว่ มโครงกำรรสด้ังเดมิ
แบบใส่วตั ถุดูดออกซเิ จน

11 แมงสะดิง้ ทอดจำกฟำรม์ ท่ี
เข้ำรว่ มโครงกำรรสดัง้ เดมิ
แบบไม่ใส่วตั ถุดูดออกซิเจน

3.2.5 กำรวิเครำะหห์ ำปริมำณแคโรทีนอยด์
กำรหำปริมำณแคโรทีนอยทง้ั หมดในผลติ ภณั ฑ์แปรรปู แมงสะด้ิงจำนวน 11 ตัวอย่ำงทุกๆ 1 เดือน เป็น
ระยะเวลำ 4 เดอื น พบวำ่ มผี ลกำรทดลองดังตำรำงท่ี 3.7 จำกผลกำรทดลอง พบว่ำปริมำณแคโรทีนอยด์จะลด
ลงในทุกๆเดือนและทุกๆตวั อยำ่ ง โดยแมงสะด้ิงทอดจำกฟำรม์ ทเี่ ข้ำร่วมโครงกำรรสปำปริก้ำจะมีปริมำณแคโรที
นอยด์ทั้งหมดมำกที่สุด และแมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มที่เข้ำร่วมโครงกำรรสดั้งเดิมจะมีปริมำณแคโรทีนอยด์ท้ัง
หมดน้อยที่สุด เนื่องจำกสำรในกลุ่มแคโรทีนอยด์ เป็นรงควัตถุสีเหลืองถึงแดง พบมำกในพืชที่มีสีเหลืองหรือสี
สม้ (Challen,1997) ซง่ึ ผงปำปริก้ำซึ่งผลิตจำกพริกเหลือง จึงทำให้แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มที่เข้ำร่วมโครงกำร
รสปำปรกิ ้ำมีปรมิ ำณแคโรทีนอยดท์ ัง้ หมดมำกที่สดุ

ตำรำงท่ี 3.7 แสดง ปรมิ ำณแคโรทีนอยด์ (g/100ml) ของสำรสกดั หยำบจำกผลติ ภัณฑ์แปรรูปแมงสะดงิ้ จำนวน

11 ตัวอย่ำงเปน็ เวลำ 4 เดือน (เดอื นมนี ำคม-เดอื นมิถนุ ำยน 2561)

ตัวอยา่ ง ปรมิ าณแคโรทีนอยด์ (g/100ml)

ลาดับ 25 มีนาคม 25 เมษายน 25 พฤษภาคม 25 มถิ นุ ายน
ที่

1 แมงสะดิ้งยงั ไม่ทอดจำก - - - -

ฟำร์มที่เข้ำร่วมโครงกำร

2 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มที่ 2.46±0.65 2.46±0.65 1.85±0.25 0.74±0.08

ไม่เข้ำร่วมโครงกำร แบบใส่

วตั ถุดูดออกซิเจน

3 แมงสะดงิ้ ทอดจำกฟำรม์ ที่ 2.46±0.65 2.46±0.65 1.69±0.25 0.67±0.08

ไมเ่ ข้ำร่วมโครงกำร แบบไม่

ใส่วัตถดุ ูดออกซิเจน

4 แมงสะด้งิ ทอดจำกฟำรม์ ท่ี 3.95±0.84 3.95±0.84 2.96±0.74 1.99±0.40

เข้ำรว่ มโครงกำรรสปำปรกิ ำ้

แบบใส่วตั ถุดดู ออกซเิ จน

5 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มที่ 3.95±0.84 3.95±0.84 2.76±0.74 1.79±0.38

เข้ำร่วมโครงกำรรสปำปรกิ ้ำ

แบบไมใ่ ส่วตั ถุดูดออกซเิ จน

6 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มที่ 3.24±0.80 3.24±0.80 2.41±0.25 1.53±0.28

เขำ้ ร่วมโครงกำรรสบำร์บิควิ

แบบใส่วัตถดุ ูดออกซเิ จน

7 แมงสะด้ิงทอดจำกฟำร์มที่ 3.24±0.80 3.24±0.80 2.28±0.10 1.35±0.22

เข้ำรว่ มโครงกำรรสบำร์บิควิ

50

แบบไม่ใส่วตั ถดุ ดู ออกซิเจน 2.81±0.65 2.81±0.65 1.92±0.40 0.87±0.11
2.81±0.65 2.81±0.65 1.81±0.30 0.66±0.09
8 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำรม์ ที่ 2.06±0.40 2.06±0.40 1.32±0.22 0.54±0.08
เข้ำร่วมโครงกำรรสตม้ ยำ 2.06±0.40 2.06±0.40 1.28±0.18 0.41±0.08
แบบใส่วตั ถุดดู ออกซเิ จน

9 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำรม์ ท่ี
เขำ้ ร่วมโครงกำรรสตม้ ยำ
แบบไมใ่ ส่วตั ถดุ ดู ออกซเิ จน

10 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มท่ี
เขำ้ ร่วมโครงกำรรสด้ังเดมิ
แบบใส่วตั ถุดูดออกซเิ จน

11 แมงสะด้ิงทอดจำกฟำรม์ ท่ี
เข้ำรว่ มโครงกำรรสด้ังเดิม
แบบไม่ใส่วตั ถดุ ดู ออกซเิ จน

3.2.6 การวิเคราะห์หาโครงสรา้ งสารไคตนิ -ไคโตซาน
เทคนคิ Fourier Transform Infrared (FT-IR) Spectroscopy ใชใ้ นกำรจำแนกชนิดของสำรหรอื ใช้
ยนื ยันอัตลกั ษณข์ องสำร โดยอำศยั ชนดิ ของพันธะเคมีในโมเลกุล ที่มีกำรดูดกลืน (absorption) หรอื กำรปลด
ปล่อย (transmission) ของรังสีอินฟรำเรดที่ควำมถ่ีตำ่ ง ๆ ของแตล่ ะพนั ธะในโครงสร้ำงทแี่ ตกต่ำงกนั ซ่งึ เปน็
ลักษณะเฉพำะของแต่ละพันธะ (Velde & Kiekens, 2004) โครงสร้ำงโมเลกลุ ของไคตินและไคโตซำนท่ีสกัด
จำกผลิตภัณฑ์แปรรูปแมงสะด้ิง ไดแ้ ก่ แมงสะดง้ิ ยังไม่ทอดจำกฟำร์มทเ่ี ขำ้ รว่ มโครงกำร แมงสะดิ้งทอดจำก
ฟำรม์ ท่ีไมเ่ ขำ้ รว่ มโครงกำร แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำรม์ ท่ีเข้ำร่วมโครงกำรรสปำปริกำ้ แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มที่
เขำ้ รว่ มโครงกำรรสบำรบ์ ิคิวและแมงสะด้งิ ทอดจำกฟำร์มท่เี ข้ำรว่ มโครงกำรรสด้งั เดิม เมื่อวเิ ครำะหโ์ ดย FT-IR
แสดงดงั รูปที่ 3.3

51

รปู ภาพที่ 3.3 โครงสรำ้ งโมเลกลุ ของไคตินและไคโตซำนทีส่ กดั จำกผลติ ภณั ฑ์แปรรูปแมงสะด้ิงโดย
วเิ ครำะหด์ ้วยเทคนิค FT-IR

โดยทั่วไป โครงสร้ำงของไคตินท่ตี ำแหน่ง C2 จะมีหมู่อะซีตลิ (N-acetyl group: -NHC=OCH3) เป็น
หมู่ฟงั ก์ชัน ซ่งึ ประกอบด้วยพันธะ N-H, C-H, C=O และ C-N เมอ่ื ผ่ำนกระบวนกำรกำจัดหมอู่ ะซีตลิ เพ่ือเปล่ียน
ไคติน ให้เปน็ ไคโตซำน จะทำให้หมู่ฟงั ก์ชนั ทต่ี ำแหน่ง C2 ของบำงโมโนเมอรใ์ นโมเลกุลไคตนิ เปลยี่ นเปน็ หมู่อะ
มโิ น (amino group: -NH2) ทำให้พนั ธะ C-H, C=O และ C-N ซงึ่ มพี ีคตรงกบั เลขคล่ืน 2878, 1550 และ
1320 cm-1 ตำมลำดบั ของไคโตซำนท่ีได้ลดลงหรือหำยไปเมือ่ เทียบกับไคตินเรมิ่ ต้น เมื่อพิจำรณำจำกกรำฟใน
รปู ที่ 1 พบวำ่ ไคตนิ จำกแมงสะดง้ิ ปรำกฎพคี ทเ่ี ลขคลืน่ ดงั กล่ำวชดั เจน แตใ่ นไคโตซำนทไ่ี ด้หลงั ผ่ำนขนั้ ตอนกำร
สกัด พคี ท่ีเลขคล่ืนหล่ำนล้ี ดลงอย่ำงสังเกตเห็นได้ ซงึ่ เป็นข้อชี้บ่งวำ่ ไคตินได้ถกู เปล่ยี นไปเปน็ ไคโตซำนแลว้
(Velde & Kiekens, 2004) นอกจำกน้ีหำกสำมำรถตรวจสอบขนำดโมเลกุลและระดบั กำรกำจัดหมอู่ ะซติ ลิ
(degree of deacetylation) ควบคกู่ บั กำรวิเครำะห์ FT-IR ก็จะทำให้ได้ขอ้ มูลท่คี รบถว้ นสำหรับกำรนำไป
ประยกุ ต์ใช้ประโยชนต์ อ่ ไป

3.2.7 การวิเคราะห์หาปริมาณคอเลสเตอรอล

52

ผลกำรวเิ ครำะห์ผลติ ภณั ฑ์แปรรปู แมงสะด้ิงจำนวน 11 ตวั อยำ่ งทุกๆ 1 เดือน เปน็ ระยะเวลำ 4 เดอื น
แสดงผลกำรทดลองดงั ตำรำงที่ 3.8 จำกตำรำงพบวำ่ แมงสะดิ้งยังไมท่ อดจำกฟำรม์ ทเี่ ข้ำรว่ มโครงกำรมปี ริมำณ
คอเลสเตอรอลนอ้ ยที่สุด รองลงมำได้แก่แมงสะด้งิ ทอดจำกฟำร์มที่เข้ำร่วมโครงกำรรสตม้ ยำ สว่ นแมงสะดง้ิ ทอดจำก
ฟำรม์ ทไ่ี มเ่ ขำ้ ร่วมโครงกำรจะมีปริมำณคอเลสเตอรอลมำกทสี่ ุด ถำ้ รับประทำนอำหำรที่มีคลอเลสเตอรอลเกิน 300
มลิ ลิกรัมตอ่ วัน อำจทำใหร้ ะดับคอเลสเตอรอลสงู ซึง่ อำจนำไปสู่สำเหตุของกำรเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง

ค่ำปกติ Total cholesterol (ผันแปรตำมอำยุและเพศ)
ผู้ใหญ่ เพศชำย < 205 มลิ ลิกรมั / เดซลิ ิตร (mg / dl, mg%)
เพศหญงิ < 190 มลิ ลิกรัม / เดซิลติ ร (mg / dl, mg%)

เด็ก อายุ 12-18 ปี < 170 มิลลิกรัม / เดซิลิตร (mg / dl, mg%)
ปัจจบุ ันผูใ้ หญใ่ ชค้ ำ่ ปกติของคอเลสเตอรอล = 200 มิลลกิ รัม / เดซลิ ติ ร (mg / dl, mg%)

ตารางท่ี 3.8 แสดงปริมำณคอเลสเตอรอล (mg/100g) ของสำรสกัดหยำบจำกผลติ ภณั ฑ์แปรรปู แมงสะดง้ิ

จำนวน 11 ตวั อย่ำงเป็นเวลำ 4 เดอื น (เดือนมีนำคม-เดอื นมถิ นุ ำยน 2561)

ลาดบั ตวั อยา่ ง ปริมาณคอเลสเตอรอล (mg/100g)

ท่ี 25 มีนาคม 25 เมษายน 25 พฤษภาคม 25 มถิ นุ ายน

1 แมงสะด้ิงยังไมท่ อดจำก 108.36±15.97 - - -

ฟำรม์ ทเี่ ข้ำรว่ มโครงกำร

2 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มที่ 117.34±18.83 119.07±20.14 124.63±20.94 130.49±24.15

ไม่เขำ้ รว่ มโครงกำร แบบใส่

วตั ถดุ ูดออกซเิ จน

3 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำรม์ ที่ 117.34±18.83 119.07±20.14 124.63±20.94 130.49±24.15

ไม่เขำ้ ร่วมโครงกำร แบบไม่

ใส่วัตถดุ ดู ออกซเิ จน

4 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มท่ี 113.45±15.80 115.52±16.83 119.31±20.22 125.41±22.44

เข้ำรว่ มโครงกำรรสปำปรกิ ำ้

แบบใส่วัตถุดูดออกซเิ จน

5 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มท่ี 113.45±15.80 115.52±16.83 119.31±20.22 125.41±22.44

เข้ำรว่ มโครงกำรรสปำปริก้ำ

แบบไม่ใส่วตั ถุดดู ออกซิเจน

6 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มที่ 115.12±16.03 118.39±20.04 122.54±20.65 128.51±22.78

เข้ำร่วมโครงกำรรสบำร์บิควิ

แบบใส่วัตถดุ ูดออกซเิ จน

7 แมงสะด้ิงทอดจำกฟำร์มท่ี 115.12±16.03 118.39±20.04 122.54±20.65 128.51±22.78

เข้ำร่วมโครงกำรรสบำร์บคิ ิว

แบบไม่ใส่วตั ถดุ ดู ออกซิเจน

8 แมงสะด้ิงทอดจำกฟำร์มที่ 110.27±15.450 112.31±15.27 117.26±19.58 121.43±20.92

เข้ำรว่ มโครงกำรรสต้มยำ

แบบใส่วัตถดุ ดู ออกซเิ จน

9 แมงสะด้งิ ทอดจำกฟำร์มที่ 110.27±15.450 112.31±15.27 117.26±19.58 121.43±20.92

เขำ้ รว่ มโครงกำรรสตม้ ยำ

แบบไม่ใส่วตั ถุดดู ออกซเิ จน

53

10 แมงสะด้งิ ทอดจำกฟำร์มที่ 114.57±16.64 116.68±18.79 119.34±20.07 124.39±22.07
เขำ้ รว่ มโครงกำรรสดง้ั เดิม 124.39±22.07
แบบใส่วตั ถดุ ูดออกซเิ จน

11 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มที่ 114.57±16.64 116.68±18.79 119.34±20.07
เข้ำร่วมโครงกำรรสดง้ั เดมิ
แบบไมใ่ ส่วตั ถดุ ดู ออกซเิ จน

3.2.8 การวเิ คราะหห์ าปรมิ าณสารประกอบฟีโนลิกท้งั หมด
จำกกำรวิเครำะห์หำปริมำณสำรประกอบฟีโนลิกทั้งหมดในผลิตภัณฑ์ท่ีแปรรูปจำกแมงสะดิ้ง ได้แก่
แมงสะด้ิงยังไม่ทอดจำกฟำร์มท่ีเข้ำร่วมโครงกำร แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มที่ไม่เข้ำร่วมโครงกำรแบบใส่วัตถุดูด
ออกซิเจน แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มที่ไม่เข้ำร่วมโครงกำรวัตถุดูดออกซิเจน แมงสะด้ิงทอดจำกฟำร์มท่ีเข้ำร่วม
โครงกำรรสปำปริกำ้ แบบใส่วัตถุดูดออกซิเจน แมงสะด้ิงทอดจำกฟำร์มท่ีเข้ำร่วมโครงกำรรสปำปริก้ำแบบไม่ใส่
วัตถุดูดออกซิเจน แมงสะด้ิงทอดจำกฟำร์มที่เข้ำร่วมโครงกำรรสบำร์บิคิวแบบใส่วัตถุดูดออกซิเจน แมงสะด้ิง
ทอดจำกฟำร์มท่ีเข้ำร่วมโครงกำรรสบำร์บิคิวแบบไม่ใส่วัตถุดูดออกซิเจน แมงสะด้ิงทอดจำกฟำร์มที่เข้ำร่วม
โครงกำรรสต้มยำแบบใส่วัตถุดูดออกซิเจน แมงสะด้ิงทอดจำกฟำร์มท่ีเข้ำร่วมโครงกำรรสต้มยำแบบไม่ใส่วัตถุ
ดดู ออกซเิ จน แมงสะด้ิงทอดจำกฟำร์มทเี่ ขำ้ ร่วมโครงกำรรสด้ังเดิมแบบใส่วัตถุดูดออกซิเจน และแมงสะด้ิงทอด
จำกฟำร์มที่เข้ำร่วมโครงกำรรสด้ังเดิมแบบไม่ใส่วัตถุดูดออกซิเจน โดยวิธี Folin-Ciocalteu ซ่ึงรำยงำนค่ำเป็น
Gallic acid equivalent ในข้นั ตอนแรกจะทำกรำฟมำตรฐำนของกรดแกลลิกเพ่ือนำไปคำนวณหำปริมำณของ
สำรฟีโนลกิ ทง้ั หมด แสดงผลในหน่วยของมิลลกิ รัมสมมูลของกรดแกลลกิ ตอ่ ตวั อย่ำง 100 กรัม ได้ผลดังตำรำงท่ี
3.8 ซ่ึงกำรหำปริมำณสำรประกอบฟนอลรวมคำนวณไดจำกกรำฟมำตรฐำนของสำรละลำย gallic acid (รูปท่ี
3.4) สมกำรของกรำฟคอื y = 2.8594X + 0.0899, R2 = 0.9935

รูปภาพท่ี 3.4 แสดงกรำฟมำตรฐำนของ Gallic Acid

54

ตารางที่ 3.9 ปรมิ ำณสำรฟีนอลกิ รวมของสำรสกัดหยำบจำกผลติ ภณั ฑแ์ ปรรูปแมงสะดิ้งจำนวน 11 ตัวอยำ่ ง

เปน็ เวลำ 4 เดือน (เดอื นมีนำคม-เดือนมถิ นุ ำยน 2561)

ลาดับ ตวั อย่าง ปรมิ าณสารฟีนอลกิ รวม (mg GAE/100 g of Sample)

ท่ี 25 มนี าคม 25 เมษายน 25 พฤษภาคม 25 มิถนุ ายน

1 แมงสะดิ้งยงั ไม่ทอดจำกฟำรม์ 154.39 ± 9.75 - - -

ท่ีเขำ้ ร่วมโครงกำร

2 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำรม์ ทไ่ี ม่ 148.31 ± 25.13 136.39± 9.78 115.74± 11.68 98.31± 22.34

เขำ้ ร่วมโครงกำร แบบใส่ วตั ถุ

ดูดออกซเิ จน

3 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มท่ไี ม่ 148.31 ± 25.13 121.36± 7.35 93.56± 24.55 85.69± 24.47

เขำ้ ร่วมโครงกำร แบบไมใ่ ส่

วตั ถุดดู ออกซิเจน

4 แมงสะดงิ้ ทอดจำกฟำรม์ ที่เข้ำ 265.82 ± 10.19 251.33 ± 16.23 222.75 ± 18.98 199.38 ± 19.95

ร่วมโครงกำรรสปำปรกิ ำ้ แบบ

ใส่วตั ถดุ ูดออกซเิ จน

5 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มที่เข้ำ 265.82 ± 10.19 248.34± 19.68 208.52± 15.74 190.52± 15.74

ร่วมโครงกำรรสปำปรกิ ำ้ แบบ

ไม่ใส่วตั ถดุ ูดออกซิเจน

6 แมงสะดงิ้ ทอดจำกฟำรม์ ท่เี ข้ำ 216.07 ± 14.25 194.62 ± 16.59 180.32 ± 17.85 153.47± 16.42

ร่วมโครงกำรรสบำรบ์ คิ วิ แบบ

ใส่วตั ถดุ ดู ออกซิเจน

7 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มทเ่ี ขำ้ 216.07 ± 14.25 186.70 ± 20.34 169.07 ± 18.63 147.96± 16.68

รว่ มโครงกำรรสบำรบ์ คิ ิวแบบ

ไมใ่ ส่วัตถดุ ดู ออกซเิ จน

8 แมงสะด้ิงทอดจำกฟำร์มทีเ่ ขำ้ 396.50 ± 20.52 377.95 ± 12.47 339.61 ± 13.86 298.82± 28.94

รว่ มโครงกำรรสตม้ ยำแบบใส่

วตั ถุดดู ออกซเิ จน

9 แมงสะดงิ้ ทอดจำกฟำร์มที่เขำ้ 396.50 ± 20.52 371.16 ± 12.92 325.30 ± 14.12 286.55 ± 28.46

รว่ มโครงกำรรสตม้ ยำแบบไม่

ใส่วัตถดุ ูดออกซิเจน

10 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำรม์ ทีเ่ ข้ำ 196.15 ± 22.47 179.72 ± 16.28 152.37± 19.35 128.01± 16.69

ร่วมโครงกำรรสด้งั เดมิ แบบใส่

วัตถดุ ดู ออกซเิ จน

11 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำรม์ ที่เข้ำ 196.15 ± 22.47 173.42 ± 19.99 141.56 ± 21.29 117.91± 18.83

รว่ มโครงกำรรสด้งั เดิมแบบไม่

ใส่วัตถดุ ูดออกซิเจน

ตำรำงที่ 3.9 แสดงปริมำณสำรฟีนอลิกรวมของสำรสกัดหยำบจำกผลิตภัณฑ์แปรรูปแมงสะด้ิงจำนวน
11 ตัวอย่ำงเป็นเวลำ 4 เดือน (เดือนมีนำคม-เดือนมิถุนำยน 2561) จำกตำรำงจะพบว่ำมีปริมำณฟีนอลิกรวม
จะลดลงเล็กน้อยในช่วงเดือนแรก หลังจำกน้ันก็จะลดลงอย่ำงมำกในทุกๆตัวอย่ำง โดยปริมำณฟีนอลิกเดือน
มนี ำคมอยู่ในช่วง 146.78 ± 6.62 - 396.50 ± 20.52 mg GAE/100g of sample เดือนเมษำยนอยู่ในช่วง 0-
377.95 ± 12.47 mg GAE/100g of sample เดือนพฤษภำคมอยู่ในช่วง 0-339.61 ± 13.86 mg GAE/100g

55

of sample และเดือนมิถุนำยนอยู่ในช่วง 0-298.82± 28.94 mg GAE/100g of sample แมงสะด้ิงทอดจำก
ฟำร์มท่ีเข้ำร่วมโครงกำรรสต้มยำแบบใส่และไม่ใส่วัตถุดูดออกซิเจนมีปริมำณของสำรประกอบฟีโนลิกสูงท่ีสุด
รองลงมำคอื แมงสะดงิ้ ทอดจำกฟำร์มท่ีเข้ำร่วมโครงกำรรสปำปริก้ำแบบใส่และไม่ใส่วัตถุดูดออกซิเจนและแมง
สะด้ิงทอดจำกฟำร์มที่เข้ำร่วมโครงกำรรสบำร์บิคิวแบบใส่และไม่ใส่วัตถุดูดออกซิเจน ตำมลำดับ อำจเป็น
เพรำะว่ำเกิดปฏิกิริยำออกซิเดชัน ทำให้สำรต้ำนอนุมูลอิสระลดลง ยกเว้นแมงสะด้ิงทอดจำกฟำร์มที่เข้ำร่วม
โครงกำรรสต้มยำแบบใส่และไม่ใส่วัตถุดูดออกซิเจนมีปริมำณของสำรประกอบฟีโนลิรวมมำกท่ีสุด อำจเป็น
เพรำะว่ำมีสว่ นผสมของสมุนไพร จึงทำใหเ้ กดิ ปฏิกิรยิ ำออกซิเดชันชำ้ ลง

3.2.9 การทดสอบสมบัติดา้ นปฏิกิรยิ ายาออกซิเดชันโดยวิธดี ักจับอนุมลุ อิสระ 2,2-Diphenyl-1-
picrylhydrazyl (DPPH) radical scavenging

จำกกำรศึกษำกำรออกฤทธิ์ต้ำนอนุมูลอิสระต่อ 2,2-Diphenyl-1-picrylhydrazyl (DPPH) ของสำร
สกดั หยำบจำกผลติ ภัณฑ์แปรรปู แมงสะดิ้งจำนวน 11 ตัวอย่ำงเป็นเวลำ 4 เดือน (เดือนมีนำคม-เดือนมิถุนำยน
2561) ได้แก่ กำรตรวจวัดกำรฟอกจำงสี DPPH ที่ควำมยำวคล่ืน 517 นำโนเมตร ซึ่งแสดงผลในรูปของ
VCEAC ในหน่วยมลิ ลกิ รัมวติ ำมินซตี ่อตัวอย่ำง 1 กรัม ดังรูปภำพท่ี 3.5 และควำมสำมำรถในกำรดักจับอนุมูล
อิสระ DPPH ของสำรสกัดหยำบจำกผลิตภัณฑ์แปรรูปแมงสะดิ้งจำนวน 11 ตัวอย่ำง สมกำรของกรำฟคือ y =
3.2482x + 24.764, R2 = 0.9998 แสดงในตำรำงที่ 3.10

รูปภาพที่ 3.5 กรำฟมำตรฐำนของวติ ำมินซี

ตำรำงที่ 3.10 ควำมสำมำรถในกำรดักจบั อนุมูลอิสระ DPPH ของสำรสกัดหยำบจำกผลติ ภณั ฑแ์ ปรรูปแมง

สะด้ิงจำนวน 11 ตวั อยำ่ ง เป็นเวลำ 4 เดอื น (เดอื นมนี ำคม-เดอื นมถิ ุนำยน 2561) แสดงผลในรูปของ VCEAC

ในหน่วยมิลลกิ รมั วติ ำมินซตี ่อตวั อย่ำง 1 กรัม

ลาดับ ตัวอย่าง VCEAC (µg VCE/g of Sample)

ที่ 25 มนี าคม 25 เมษายน 25 พฤษภาคม 25 มิถุนายน

1 แมงสะดง้ิ ยังไมท่ อดจำกฟำร์มที่ 0.196 ± 0.15 - - -

เข้ำร่วมโครงกำร

2 แมงสะดงิ้ ทอดจำกฟำร์มทไี่ มเ่ ข้ำ 0.220 ± 0.15 0.189± 0.18 0.122 ± 0.14 0.094 ± 0.08

รว่ มโครงกำร แบบใส่ วตั ถุดดู

56

ออกซเิ จน 0.164 ± 0.17 0.098 ± 0.08 0.077 ± 0.08
0.210 ± 0.18 0.169 ± 0.17 0.139 ± 0.12
3 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำรม์ ที่ไม่เข้ำ 0.220 ± 0.15 0.187 ± 0.15 0.144 ± 0.16 0.115 ± 0.11
รว่ มโครงกำร แบบไมใ่ ส่วัตถดุ ดู 0.226 ± 0.1 0.183 ± 0.12 0.14 ± 0.16
ออกซิเจน 0.212 ± 0.13 0.168 ± 0.16 0.11 ± 0.13
0.354 ± 0.20 0.308 ± 0.20 0.213 ± 0.16
4 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำรม์ ท่ีเขำ้ 0.249 ± 0.18 0.348 ± 0.18 0.283 ± 0.17 0.195 ± 0.12
ร่วมโครงกำรรสปำปริกำ้ แบบใส่ 0.201 ± 0.18 0.142 ± 0.18 0.09 ± 0.03
วตั ถุดูดออกซิเจน 0.195 ± 0.18 0.137 ± 0.20 0.084 ± 0.02

5 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำรม์ ทเ่ี ข้ำ 0.249 ± 0.18
ร่วมโครงกำรรสปำปริกำ้ แบบไม่
ใส่วตั ถดุ ูดออกซเิ จน

6 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำรม์ ทเ่ี ขำ้ 0.295 ± 0.02
รว่ มโครงกำรรสบำรบ์ คิ วิ แบบใส่
วตั ถุดูดออกซเิ จน

7 แมงสะด้งิ ทอดจำกฟำรม์ ที่เขำ้ 0.295 ± 0.02
รว่ มโครงกำรรสบำร์บคิ ิวแบบไม่
ใส่วัตถุดดู ออกซเิ จน

8 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มที่เข้ำ 0.399 ± 0.17
รว่ มโครงกำรรสตม้ ยำแบบใส่
วตั ถดุ ูดออกซิเจน

9 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มท่ีเขำ้ 0.399 ± 0.17
ร่วมโครงกำรรสตม้ ยำแบบไมใ่ ส่
วตั ถุดูดออกซิเจน

10 แมงสะดงิ้ ทอดจำกฟำร์มที่เขำ้ 0.242 ± 0.14
ร่วมโครงกำรรสด้งั เดิมแบบใส่
วตั ถดุ ดู ออกซิเจน

11 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มที่เข้ำ 0.242 ± 0.16
ร่วมโครงกำรรสดง้ั เดมิ แบบไมใ่ ส่
วัตถุดดู ออกซเิ จน

ตำรำงที่ 3.10 แสดงควำมสำมำรถในกำรดักจับอนมุ ูลอิสระ DPPH ของสำรสกดั หยำบจำกผลิตภณั ฑ์
แปรรูปแมงสะด้ิงจำนวน 11 ตวั อยำ่ งเป็นเวลำ 4 เดอื น (เดือนมีนำคม-เดอื นมถิ ุนำยน 2561) จำกตำรำงจะ
พบว่ำควำมสำมำรถในกำรดกั จบั อนุมูลอิสระ DPPH เดอื นมนี ำคมอยู่ในชว่ ง 0.196 ± 0.15 - 0.399 ± 0.17
ไมโครกรัมวิตำมนิ ซตี ่อตัวอย่ำง 1 เดอื นเมษำยนอยู่ในชว่ ง 0-0.354 ± 0.20 ไมโครกรัมวิตำมินซตี ่อตวั อย่ำง 1
กรมั เดอื นพฤษภำคมอยใู่ นช่วง 0-0.308 ± 0.20 ไมโครกรัมวิตำมินซตี ่อตวั อย่ำง 1 กรัม เดอื นมิถนุ ำยนอยู่
ในช่วง 0-0.308 ± 0.213 ± 0.16 ไมโครกรัมวติ ำมินซตี ่อตัวอย่ำง 1 กรัม แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มทเ่ี ข้ำร่วม
โครงกำรรสต้มยำแบบใส่วัตถุดูดออกซเิ จนมีปริมำณของสำรประกอบฟโี นลิกสูงทส่ี ุด รองลงมำคือ แมงสะดิ้ง
ทอดจำกฟำร์มท่ีเข้ำร่วมโครงกำรรสต้มยำแบบไมใ่ ส่วัตถุดดู ออกซเิ จนและแมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มทเี่ ขำ้ ร่วม
โครงกำรรสบำร์บคิ วิ แบบใส่วัตถุดูดออกซเิ จน ตำมลำดับ ซ่ึงกำรทดสอบประสิทธิภำพในกำรตำ้ นอนุมลู อสิ ระ
ด้วยวธิ ี DPPH เปน็ กำรทดสอบควำมสำมำรถในกำรให้ไฮโดรเจนอะตอมของสำรต้ำนอนุมูลอิสระแก่อนมุ ูลของ
DPPH• ซ่งึ ปรมิ ำณสำรประกอบฟนี อลิกทีม่ ีในสำรสกัดมีควำมสัมพนั ธ์กบั ควำมสำมำรถในกำรตำ้ นอนุมูลอิสระท่ี

57

ทดสอบด้วยวธิ ี DPPH ดังนน้ั แมงสะด้ิงทอดจำกฟำร์มท่ีเข้ำรว่ มโครงกำรรสตม้ ยำมสี ำรประกอบฟีนอลิกมำกจึง
มคี วำมสำมำรถในกำรดักจบั อนมุ ลู อสิ ระ DPPH มำก

3.2.10 การทดสอบความสามารถในการีดิวซข์ องสารต้านอนมุ ลู อิสระโดยวธิ ี Ferric Reducing
Power assay (FRAP)

กำรวัดควำมสำมำรถในกำรรดี วิ ซ์ โดยใชส้ ำรประกอบเชิงซ้อนของเหลก็ เฟอริค Fe3+-TPTZ (ferric
tripyridyl triazine) เป็นสำรทดสอบอะตอมของเหล็ก ในสำรนีจ้ ะถูกรีดิวซ์โดยสำรต้ำนออกซิเดชนั ได้
สำรประกอบเชิงซอ้ นเหล็กเฟอรสั Fe2+-TPTZ ซึง่ มสี นี ำ้ เงินดดู กลืนแสงที่ควำมยำวคลื่น 593 นำโนเมตร
แสดงผลในหนว่ ยของ มิลลิโมลำรเ์ หล็ก(II) ตอ่ ตวั อย่ำงแหง้ หนัก 1 กรัม ผลทไ่ี ดจะแสดงถึงควำมสำมำรถใน
กำรตำนออกซเิ ดชนั ที่ดี ในขัน้ ตอนแรกจะทำกรำฟมำตรฐำนของ Fe(II)SO4 (รปู ภาพที่ 3.6) สมกำรของกรำฟ
คือ y = 0.5322X + 0.0121, R2 = 0.9927 เพ่อื นำไปคำนวณหำควำมสำมำรถในกำรรดี ิวซ์ของสำรต้ำนอนุมลู
อสิ ระ ได้ผลดังตำรำงท่ี 3.11

รปู ภำพที่ 3.6 กรำฟของสำรมำตรฐำนเฟอรสั ซัลเฟต (Ferrous sulphate)

ตารางท่ี 3.11 ควำมสำมำรถในกำรรีดวิ ซโ์ ลหะของสำรต้ำนอนุมลู อิสระด้วยวิธี FRAP ของสำรสกัดหยำบจำก
ผลติ ภณั ฑ์แปรรปู แมงสะด้ิงจำนวน 11 ตวั อย่ำงเปน็ เวลำ 4 เดือน (เดือนมนี ำคม-เดือนมถิ ุนำยน 2561)

ลาดับ ตัวอย่าง µM Fe (II) /g of sample

ท่ี 25 มีนาคม 25 เมษายน 25 พฤษภาคม 25 มิถุนายน

1 แมงสะดิง้ ยังไม่ทอดจำกฟำรม์ 646.87 ± 80.89 - --

ท่เี ขำ้ ร่วมโครงกำร

2 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มท่ีไม่ 879.72 ± 109.16 697.12 ± 118.37 548.39± 121.54 378.69± 98.25

เขำ้ ร่วมโครงกำร แบบใส่ วตั ถุ

ดดู ออกซเิ จน

3 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มที่ไม่ 879.72 ± 109.16 628.79 ± 94.63 472.34 ± 95.57 309.84 ± 96.68

เขำ้ ร่วมโครงกำร แบบไม่ใส่

58

วตั ถดุ ูดออกซเิ จน
4 แมงสะด้ิงทอดจำกฟำร์มทเ่ี ขำ้ 395.38 ± 146.22 269.47 ± 85.64 213.52 ± 80.17 96.82 ± 95.57

ร่วมโครงกำรรสปำปรกิ ำ้ แบบ
ใส่วัตถดุ ดู ออกซิเจน
5 แมงสะดิง้ ทอดจำกฟำร์มทเี่ ข้ำ 395.38 ± 146.22 231.86 ± 82.48 197.02 ± 74.95 72.87± 92.07
รว่ มโครงกำรรสปำปริกำ้ แบบ
ไม่ใส่วัตถดุ ดู ออกซเิ จน
6 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มท่ีเข้ำ 430.33 ± 67.31 306.21 ± 87.49 211.09 ± 77.63 188.72 ± 90.34
รว่ มโครงกำรรสบำรบ์ คิ วิ แบบ
ใส่วตั ถุดดู ออกซิเจน
7 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำรม์ ท่ีเข้ำ 430.33 ± 67.31 289.40 ± 75.45 187.53 ± 72.01 153.59 ± 90.54
รว่ มโครงกำรรสบำรบ์ คิ วิ แบบ
ไมใ่ ส่วัตถดุ ูดออกซเิ จน
8 แมงสะดิง้ ทอดจำกฟำร์มที่เขำ้ 568.74 ± 101.13 404.93 ± 90.75 276.74 ± 75.20 211.95 ± 92.33
รว่ มโครงกำรรสตม้ ยำแบบใส่
วตั ถุดดู ออกซเิ จน
9 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มท่ีเข้ำ 568.74 ± 101.13 379.08 ± 80.54 249.84 ± 62.21 174.39 ± 92.87
ร่วมโครงกำรรสตม้ ยำแบบไม่
ใส่วัตถดุ ดู ออกซิเจน
10 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำรม์ ที่เขำ้ 213.48 ± 21.25 181.74 ± 45.96 123.75 ± 18.63 69.70± 24.63
รว่ มโครงกำรรสดงั้ เดมิ แบบใส่
วัตถดุ ูดออกซิเจน
11 แมงสะด้ิงทอดจำกฟำรม์ ทีเ่ ข้ำ 213.48 ± 21.25 152.91 ± 15.62 113.81 ± 12.24 58.79 ± 25.57
ร่วมโครงกำรรสดั้งเดมิ แบบไม่
ใส่วัตถดุ ูดออกซิเจน

จำกตำรำงตำรำงที่ 3.11 พบวำ่ สำรตัวอยำ่ งท้งั 11 ตัวอยำ่ ง มคี วำมสำมำรถในกำรรีดิวซ์เหล็กของสำร
ต้ำนอนุมูลอิสระด้วยวิธี Ferric reducing antioxidant power (FRAP) เดือนมีนำคมอยู่ในช่วง 213.48 ±
21.25– 879.72 ± 109.16 µM Fe (II) /g of sample เดือนเมษำยนอยู่ในช่วง 0-697.12 ± 118.37 µM Fe
(II) /g of sample เดือนพฤษภำคมอยู่ในช่วง 0-548.39± 121.54 µM Fe (II) /g of sample และเดือน
มิถุนำยนอยู่ในช่วง 0-378.69± 98.25 µM Fe (II) /g of sample โดยแมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มท่ีไม่เข้ำร่วม
โครงกำร แบบใส่วัตถุดูดออกซิเจน มีควำมสำมำรถในกำรรีดิวซ์เหล็กของสำรต้ำนอนุมูลอิสระสูงสุด รองลงมำ
คอื แมงสะด้งิ ทอดจำกฟำร์มทไี่ ม่เขำ้ ร่วมโครงกำรแบบไม่ใส่วัตถุดูดออกซิเจน และแมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มที่เข้ำ
รว่ มโครงกำรรสต้มยำแบบใส่วัตถดุ ดู ออกซเิ จน ตำมลำดบั กำรทดสอบประสิทธิภำพในกำรต้ำนอนุมูลอิสระด้วย
วิธี FRAP เป็นกำรทดสอบควำมสำมำรถของสำรต้ำนอนุมูลอิสระในกำรรีดิวซ์อนุมูลอิสระ สังเครำะห์เพื่อเป็น
ตัวแทนของอนุมูลท่เี กดิ ขึน้ เองตำมธรรมชำตซิ ึง่ เป็นสำเหตุสำคัญในกำรทำลำยสำรชวี โมเลกุลภำยในเซลล์

3.2.11 การวิเคราะห์ปริมาณแร่ธาตุ
กำรวิเครำะห์หำปริมำณแร่ธำตุจำกผลติ ภัณฑแ์ ปรรูปแมงสะดิ้งจำนวน 11 ตวั อย่ำงเปน็ เวลำ 4 เดือน
(เดอื นมนี ำคม-เดือนมิถนุ ำยน 2561) ไดแ้ ก่ธำตุแคลเซยี ม ฟอสฟอรสั เหลก็ และโปแตสเซียม แสดงดังตำรำงที่
3.12, 3.13,.3.14 และ 3.15 ตำมลำดบั จำกตำรำงพบว่ำปริมำณของธำตุแคลเซยี ม ฟอสฟอรัส เหล็ก

59

และโปแตสเซียมจะมปี ริมำณเทำ่ กันทุกๆเดือน โดยแมงสะดงิ้ ยงั ไม่ทอดจำกฟำร์มทเ่ี ขำ้ ร่วมโครงกำรมีปริมำณ
แคลเซียมมำกท่สี ุด (70.64±20.10 mg/100g) แมงสะด้ิงยังไมท่ อดจำกฟำร์มมีปริมำณฟอสฟอรัสมำกท่ีสุด
(173.98± 40.28 mg/100g) แมงสะด้ิงยงั ไมท่ อดจำกฟำรม์ ท่เี ขำ้ รว่ มโครงกำรมปี รมิ ำณเหล็กมำกที่สุด
(10.43±10.02 mg/100g) และแมงสะดิ้งยงั ไม่ทอดจำกฟำร์มมีปริมำณโปแตสเซยี มมำกทส่ี ดุ (314.42±34.51
mg/100g) ส่วนแมงสะดงิ้ ที่แปรรปู ดว้ ยกำรให้ควำมร้อนจะมปี รมิ ำณธำตแุ คลเซยี ม ฟอสฟอรัส เหล็ก และ
โปแตสเซยี มลดลง แตเ่ ม่ือต้งั ท้ิงไวอ้ ีก 3 เดือนปรมิ ำณของแร่ธำตตุ ำ่ งๆเหลำ่ นี้ก็ยังคงมีค่ำเท่ำเดิม อำจเป็น
เพรำะวำ่ แร่ธำตุมีควำมเสถียรสงู โดยไมถ่ กู ทำลำยง่ำยๆด้วย แสง ควำมรอ้ น หรือกระบวนกำรแปรรูปต่ำงๆ แต่
ในกำรแปรรูปแมงสะดิ้งหลงั จำกทอดแล้ว จะมีกำรใชเ้ ครื่องสลดั น้ำมัน เพ่ือสลดั น้ำมันออก ทำใหข้ ำของแมง
สะดิ้งหรอื เปลือกบำงสว่ นหลุดออกไป จงึ อำจทำใหเ้ กดิ กำรสูญเสียแร่ธำตุตำ่ งๆได้

ตารางท่ี 3.12 ปริมำณแคลเซียมของสำรสกัดหยำบจำกผลติ ภณั ฑ์แปรรูปแมงสะด้งิ จำนวน 11 ตวั อยำ่ งเป็น
เวลำ 4 เดอื น (เดอื นมนี ำคม-เดอื นมิถุนำยน 2561)

ลาดบั ตัวอยา่ ง แคลเซยี ม (mg/100g) 25 มิถุนายน
ที่ 25 มนี าคม 25 เมษายน 25 พฤษภาคม -

1 แมงสะดิง้ ยงั ไม่ทอดจำกฟำรม์ ท่ี 70.64±20.10 --
เข้ำร่วมโครงกำร
39.54±12.07 39.54±12.07 39.54±12.07
2 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มทีไ่ ม่ 39.54±12.07
เข้ำร่วมโครงกำร แบบใส่วตั ถุ 39.54±12.07 39.54±12.07 39.54±12.07
ดดู ออกซเิ จน
39.54±12.07 39.54±12.07 39.54±12.07
3 แมงสะด้ิงทอดจำกฟำรม์ ท่ไี ม่ 39.54±12.07
เข้ำรว่ มโครงกำร แบบไม่ใส่วตั ถุ 39.54±12.07 39.54±12.07 39.54±12.07
ดูดออกซิเจน
39.54±12.07 39.54±12.07 39.54±12.07
4 แมงสะด้ิงทอดจำกฟำร์มท่ีเขำ้ 39.54±12.07
ร่วมโครงกำรรสปำปริกำ้ แบบใส่ 39.54±12.07 39.54±12.07 39.54±12.07
วตั ถดุ ูดออกซิเจน
39.54±12.07 39.54±12.07 39.54±12.07
5 แมงสะด้งิ ทอดจำกฟำรม์ ทเ่ี ข้ำ 39.54±12.07
รว่ มโครงกำรรสปำปรกิ ำ้ แบบไม่ 39.54±12.07 39.54±12.07 39.54±12.07
ใส่วัตถดุ ูดออกซิเจน
39.54±12.07 39.54±12.07 39.54±12.07
6 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มทเ่ี ขำ้ 39.54±12.07
ร่วมโครงกำรรสบำร์บคิ ิวแบบใส่
วตั ถดุ ูดออกซเิ จน

7 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มที่เขำ้ 39.54±12.07
รว่ มโครงกำรรสบำรบ์ คิ ิวแบบไม่
ใส่วตั ถุดูดออกซเิ จน

8 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำรม์ ทเี่ ข้ำ 39.54±12.07
ร่วมโครงกำรรสตม้ ยำแบบใส่
วัตถุดดู ออกซิเจน

9 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มท่ีเขำ้ 39.54±12.07
รว่ มโครงกำรรสตม้ ยำแบบไม่ใส่
วัตถุดดู ออกซเิ จน

10 แมงสะด้ิงทอดจำกฟำร์มที่เขำ้ 39.54±12.07

60

ร่วมโครงกำรรสดง้ั เดมิ แบบใส่ 39.54±12.07 39.54±12.07
วตั ถุดูดออกซเิ จน

11 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มท่ีเข้ำ 39.54±12.07 39.54±12.07
รว่ มโครงกำรรสดง้ั เดมิ แบบไม่
ใส่วัตถดุ ดู ออกซิเจน

ตารางท่ี 3.13 ปริมำณฟอสฟอรัสของสำรสกดั หยำบจำกผลิตภณั ฑ์แปรรปู แมงสะดง้ิ จำนวน 11 ตวั อย่ำงเปน็
เวลำ 4 เดอื น (เดือนมีนำคม-เดอื นมถิ ุนำยน 2561)

ลาดบั ตวั อย่าง ฟอสฟอรสั (mg/100g)

ที่ 25 มนี าคม 25 เมษายน 25 พฤษภาคม 25 มถิ ุนายน

1 แมงสะดิ้งยงั ไม่ทอดจำกฟำรม์ ที่ 173.98± 40.28 - - -

เขำ้ ร่วมโครงกำร

2 แมงสะดงิ้ ทอดจำกฟำรม์ ทไ่ี ม่ 77.41±22.53 77.41±22.53 77.41±22.53 77.41±22.53

เข้ำร่วมโครงกำร แบบใส่วตั ถุ

ดูดออกซิเจน

3 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำรม์ ทไ่ี ม่ 77.41±22.53 77.41±22.53 77.41±22.53 77.41±22.53

เขำ้ ร่วมโครงกำร แบบไมใ่ ส่

ออกซเิ จนในถุง

4 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มท่ีเข้ำ 77.41±22.53 77.41±22.53 77.41±22.53 77.41±22.53

รว่ มโครงกำรรสปำปริกำ้ แบบใส่

วตั ถุดดู ออกซิเจน

5 แมงสะด้ิงทอดจำกฟำร์มท่ีเข้ำ 77.41±22.53 77.41±22.53 77.41±22.53 77.41±22.53

รว่ มโครงกำรรสปำปรกิ ำ้ แบบไม่

ใส่วัตถดุ ดู ออกซิเจน

6 แมงสะดงิ้ ทอดจำกฟำรม์ ที่เขำ้ 77.41±22.53 77.41±22.53 77.41±22.53 77.41±22.53

ร่วมโครงกำรรสบำร์บคิ วิ แบบใส่

วตั ถุดดู ออกซิเจน

7 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำรม์ ทเี่ ขำ้ 77.41±22.53 77.41±22.53 77.41±22.53 77.41±22.53

ร่วมโครงกำรรสบำร์บคิ ิวแบบไม่

ใส่วตั ถุดูดออกซิเจน

8 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำรม์ ทเ่ี ขำ้ 77.41±22.53 77.41±22.53 77.41±22.53 77.41±22.53

ร่วมโครงกำรรสตม้ ยำแบบใส่

วตั ถุดูดออกซเิ จน

9 แมงสะด้งิ ทอดจำกฟำร์มท่ีเข้ำ 77.41±22.53 77.41±22.53 77.41±22.53 77.41±22.53

รว่ มโครงกำรรสตม้ ยำแบบไม่ใส่

วัตถุดูดออกซิเจน

10 แมงสะดิง้ ทอดจำกฟำรม์ ทเ่ี ขำ้ 77.41±22.53 77.41±22.53 77.41±22.53 77.41±22.53

ร่วมโครงกำรรสดง้ั เดมิ แบบใส่

วัตถุดูดออกซเิ จน

11 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำรม์ ทเ่ี ข้ำ 77.41±22.53 77.41±22.53 77.41±22.53 77.41±22.53

ร่วมโครงกำรรสด้ังเดิมแบบไม่

ใส่วัตถุดดู ออกซิเจน

61

ตารางท่ี 3.14 ปริมำณเหลก็ ของสำรสกัดหยำบจำกผลิตภัณฑ์แปรรูปแมงสะด้งิ จำนวน 11 ตัวอยำ่ งเปน็ เวลำ 4
เดอื น (เดือนมีนำคม-เดือนมถิ ุนำยน 2561)

ลาดับ ตัวอยา่ ง เหลก็ (mg/100g) 25 มิถนุ ายน
ท่ี 25 มนี าคม 25 เมษายน 25 พฤษภาคม -

1 แมงสะดง้ิ ยังไม่ทอดจำกฟำรม์ ท่ี 10.43±10.02 --
เขำ้ รว่ มโครงกำร
6.53±±10.24 6.53±±10.24 6.53±±10.24
2 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มท่ีไมเ่ ข้ำ 6.53±±10.24
ร่วมโครงกำร แบบใส่ วตั ถุดดู 6.53±±10.24 6.53±±10.24 6.53±±10.24
ออกซิเจน
6.53±±10.24 6.53±±10.24 6.53±±10.24
3 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำรม์ ที่ไมเ่ ขำ้ 6.53±±10.24
รว่ มโครงกำร แบบไมใ่ ส่วัตถดุ ดู 6.53±±10.24 6.53±±10.24 6.53±±10.24
ออกซเิ จน
6.53±±10.24 6.53±±10.24 6.53±±10.24
4 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำรม์ ที่เขำ้ 6.53±±10.24
รว่ มโครงกำรรสปำปริกำ้ แบบใส่ 6.53±±10.24 6.53±±10.24 6.53±±10.24
วัตถดุ ูดออกซเิ จน
6.53±±10.24 6.53±±10.24 6.53±±10.24
5 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มทเ่ี ข้ำ 6.53±±10.24
รว่ มโครงกำรรสปำปริกำ้ แบบไม่ 6.53±±10.24 6.53±±10.24 6.53±±10.24
ใส่วัตถุดดู ออกซเิ จน
6.53±±10.24 6.53±±10.24 6.53±±10.24
6 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำรม์ ที่เข้ำ 6.53±±10.24
ร่วมโครงกำรรสบำร์บคิ ิวแบบใส่ 6.53±±10.24 6.53±±10.24 6.53±±10.24
วตั ถดุ ูดออกซเิ จน

7 แมงสะดงิ้ ทอดจำกฟำรม์ ทีเ่ ข้ำ 6.53±±10.24
ร่วมโครงกำรรสบำรบ์ คิ ิวแบบไม่
ใส่วตั ถุดูดออกซเิ จน

8 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำรม์ ท่เี ข้ำ 6.53±±10.24
รว่ มโครงกำรรสตม้ ยำแบบใส่
วตั ถุดดู ออกซเิ จน

9 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำรม์ ที่เข้ำ 6.53±±10.24
รว่ มโครงกำรรสตม้ ยำแบบไม่ใส่
วตั ถดุ ูดออกซิเจน

10 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มทเ่ี ขำ้ 6.53±±10.24
ร่วมโครงกำรรสด้ังเดมิ แบบใส่
วัตถดุ ูดออกซิเจน

11 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มท่เี ข้ำ 6.53±±10.24
รว่ มโครงกำรรสด้ังเดิมแบบไมใ่ ส่
วตั ถดุ ูดออกซเิ จน

62

ตารางที่ 3.15 แสดงปริมำณโพแทสเซียมของสำรสกัดหยำบจำกผลติ ภัณฑแ์ ปรรปู แมงสะดงิ้ จำนวน 11
ตวั อย่ำงเปน็ เวลำ 4 เดือน (เดือนมีนำคม-เดอื นมิถุนำยน 2561)

ลาดับ ตวั อย่าง 25 มีนาคม โพแทสเซียม (mg/100g) 25 มถิ นุ ายน
ที่ 314.42±34.51 25 เมษายน 25 พฤษภาคม -
291.76±32.49
1 แมงสะด้งิ ยงั ไมท่ อดจำกฟำรม์ ท่ี 291.76±32.49 -- 291.76±32.49
เข้ำร่วมโครงกำร 291.76±32.49 291.76±32.49 291.76±32.49 291.76±32.49
291.76±32.49 291.76±32.49
2 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำรม์ ท่ีไม่เขำ้ 291.76±32.49 291.76±32.49 291.76±32.49 291.76±32.49
รว่ มโครงกำร แบบใส่วตั ถดุ ูด 291.76±32.49 291.76±32.49
ออกซเิ จน 291.76±32.49 291.76±32.49 291.76±32.49 291.76±32.49
291.76±32.49 291.76±32.49
3 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำรม์ ท่ไี ม่เข้ำ 291.76±32.49 291.76±32.49 291.76±32.49 291.76±32.49
รว่ มโครงกำร แบบไมใ่ ส่วัตถดุ ดู 291.76±32.49 291.76±32.49
ออกซเิ จน 291.76±32.49 291.76±32.49 291.76±32.49

4 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มท่ีเข้ำ 291.76±32.49 291.76±32.49
ร่วมโครงกำรรสปำปริกำ้ แบบใส่
วตั ถุดูดออกซเิ จน 291.76±32.49 291.76±32.49

5 แมงสะด้ิงทอดจำกฟำร์มท่ีเข้ำ 291.76±32.49 291.76±32.49
รว่ มโครงกำรรสปำปริกำ้ แบบไม่
ใส่วัตถดุ ดู ออกซเิ จน 291.76±32.49 291.76±32.49

6 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มที่เขำ้ 291.76±32.49 291.76±32.49
รว่ มโครงกำรรสบำรบ์ คิ วิ แบบใส่
วัตถุดูดออกซิเจน

7 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำรม์ ท่ีเขำ้
ร่วมโครงกำรรสบำรบ์ คิ วิ แบบไม่
ใส่วัตถุดูดออกซิเจน

8 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำรม์ ที่เขำ้
รว่ มโครงกำรรสตม้ ยำแบบใส่
วัตถดุ ดู ออกซิเจน

9 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มที่เข้ำ
ร่วมโครงกำรรสตม้ ยำแบบไม่ใส่
วัตถดุ ดู ออกซเิ จน

10 แมงสะด้งิ ทอดจำกฟำร์มทเ่ี ข้ำ
รว่ มโครงกำรรสด้ังเดิมแบบใส่
วัตถุดดู ออกซเิ จน

11 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำรม์ ทเ่ี ข้ำ
รว่ มโครงกำรรสดั้งเดิมแบบไมใ่ ส่
วตั ถดุ ูดออกซิเจน

3.2.12 การวิเคราะห์ปริมาณวิตามิน
กำรวิเครำะห์หำปริมำณวิตำมินจำกผลิตภัณฑแ์ ปรรูปแมงสะดง้ิ จำนวน 11 ตัวอย่ำงเป็นเวลำ 4 เดือน
(เดือนมีนำคม-เดือนมิถุนำยน 2561) ได้แก่วิตำมินบี 1 และวิตำมินบี 2 แสดงดังตำรำงที่ 3.16 และ 3.17
ตำมลำดับ จำกตำรำงจะพบว่ำปริมำณของวิตำมินบี 1 และวิตำมินบี 2 ของแมงสะด้ิงยังไม่ทอดจำกฟำร์มท่ี

63

เข้ำร่วมโครงกำรมีปริมำณวิตำมินบี 1 และวิตำมินบี 2 มำกท่ีสุด (1.49±0.84 mg/100g และ 2.25±0.87
mg/100g ตำมลำดับ) ส่วนแมงสะดิ้งท่ีแปรรูปอ่ืนๆเม่ือให้ควำมร้อนจะมีปริมำณของวิตำมินบี 1 และวิตำมิน
บี 2 เท่ำกันทุกผลิตภัณฑ์ (0.43±0.04 mg/100g ตำมลำดับ) แต่จะมีปริมำณน้อยกว่ำแมงสะด้ิงยังไม่ทอด
หลังจำกนั้นตั้งแต่เดือนที่ 3 และเดือนท่ี 4 ก็จะมีปริมำณลดลงเล็กน้อย อำจเป็นเพรำะว่ำควำมร้อนจะทำให้
ผนังเซลล์สลำยตัวหรืออ่อนตัวลง ซ่ึงจะทำให้วิตำมินต่ำงๆ สูญเสียออกไปได้ ซ่ึงวิตำมินท่ีละลำยในน้ำได้จะถูก
ทำลำยด้วยควำมร้อนได้ง่ำย ส่วนวิตำมินท่ีละลำยในไขมันจะมีควำมทนทำนต่อควำมร้อนมำกพอสมควร เช่น
วิตำมินบี 1 และวิตำมินบี 6 แตว่ ติ ำมนิ บี 2 และไนอำซนิ จะสูญเสียไปเลก็ นอ้ ยเทำ่ นั้น นอกจำกน้ีระยะเวลำใน
กำร เก็บผ ลิต ภัณฑ์ไ ว้ก็มี ส่ว น ทำ ให้สูญ เสีย วิตำมิน ได้ง่ำย เนื่อง จ ำกเ มื่อ เกิดปฎิกิริย ำอ อกซิเ ดชัน กับไขมัน
วิตำมินจะทำหน้ำท่ีเป็นสำรต้ำนออกซิเดชัน และถูกใช้ไปในขั้นเริ่มต้นของปฏิกิริยำออกซิเดชันทำให้สูญเสีย
วติ ำมนิ เหล่ำนี้ได้

ตารางท่ี 3.16 แสดงปริมำณวิตำมนิ บี 1 ของสำรสกดั หยำบจำกผลิตภณั ฑ์แปรรปู แมงสะดิ้งจำนวน 11
ตวั อยำ่ งเปน็ เวลำ 4 เดอื น (เดือนมีนำคม-เดือนมถิ ุนำยน 2561)

ลาดับ ตัวอย่าง วิตามนิ บี 1 (mg/100g)
ที่ 25 มนี าคม 25 เมษายน 25 พฤษภาคม 25 มิถุนายน

1 แมงสะดิ้งยังไมท่ อดจำกฟำร์ม 1.49±0.84 ---
ทเ่ี ขำ้ รว่ มโครงกำร
0.43±0.04 0.41±0.04 0.35±0.04
2 แมงสะด้ิงทอดจำกฟำรม์ ท่ีไม่ 0.43±0.04
เข้ำรว่ มโครงกำร แบบใส่ 0.43±0.04 0.41±0.04 0.35±0.04
ออกซเิ จนในถุง
0.43±0.04 0.41±0.04 0.35±0.04
3 แมงสะด้ิงทอดจำกฟำรม์ ทไ่ี ม่ 0.43±0.04
เข้ำร่วมโครงกำร แบบไม่ใส่ 0.43±0.04 0.41±0.04 0.35±0.04
วตั ถดุ ดู ออกซิเจน
0.43±0.04 0.41±0.04 0.35±0.04
4 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำร์มท่ีเข้ำ 0.43±0.04
รว่ มโครงกำรรสปำปริกำ้ แบบ 0.43±0.04 0.41±0.04 0.35±0.04
วตั ถดุ ดู ออกซเิ จน
0.43±0.04 0.41±0.04 0.35±0.04
5 แมงสะดิง้ ทอดจำกฟำร์มท่เี ข้ำ 0.43±0.04
ร่วมโครงกำรรสปำปรกิ ำ้ แบบ 0.43±0.04 0.41±0.04 0.35±0.04
ไมใ่ ส่วตั ถดุ ดู ออกซเิ จน

6 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มท่ีเขำ้ 0.43±0.04
รว่ มโครงกำรรสบำรบ์ คิ วิ แบบ
ใส่วตั ถดุ ดู ออกซิเจน

7 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มที่เขำ้ 0.43±0.04
รว่ มโครงกำรรสบำรบ์ คิ วิ แบบ
ไมใ่ ส่วัตถดุ ดู ออกซเิ จน

8 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มทเ่ี ขำ้ 0.43±0.04
รว่ มโครงกำรรสตม้ ยำแบบใส่
ออกซิเจนในถุง

9 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำรม์ ที่เขำ้ 0.43±0.04
รว่ มโครงกำรรสตม้ ยำแบบไม่

64

ใส่วตั ถดุ ูดออกซิเจน 0.43±0.04 0.41±0.04 0.35±0.04
0.43±0.04 0.41±0.04 0.35±0.04
10 แมงสะดงิ้ ทอดจำกฟำรม์ ทีเ่ ขำ้ 0.43±0.04
ร่วมโครงกำรรสด้ังเดิมแบบใส่
วัตถดุ ูดออกซิเจน

11 แมงสะด้งิ ทอดจำกฟำร์มทีเ่ ข้ำ 0.43±0.04
รว่ มโครงกำรรสด้งั เดิมแบบไม่
ใส่วตั ถุดดู ออกซิเจน

ตารางท่ี 3.17 ปริมำณวิตำมินบี 2 ของสำรสกดั หยำบจำกผลติ ภณั ฑแ์ ปรรปู แมงสะดิ้งจำนวน 11 ตัวอยำ่ งเป็น
เวลำ 4 เดือน (เดอื นมีนำคม-เดอื นมถิ นุ ำยน 2561)

ลาดบั ตัวอย่าง วติ ามนิ บี 2 (mg/100g)
ที่ 25 มนี าคม 25 เมษายน 25 พฤษภาคม 25 มิถนุ ายน

1 แมงสะดิ้งยงั ไมท่ อดจำกฟำรม์ 2.25±0.87 ---

ที่เข้ำรว่ มโครงกำร 1.01±0.29 0.98±0.29 0.95±0.29

2 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำรม์ ท่ไี ม่ 1.01±0.29 1.01±0.29 0.98±0.29 0.95±0.29
เขำ้ รว่ มโครงกำร แบบใส่ วตั ถุ
ดูดออกซิเจน 1.01±0.29 0.98±0.29 0.95±0.29

3 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มที่ไม่ 1.01±0.29 1.01±0.29 0.98±0.29 0.95±0.29
เข้ำร่วมโครงกำร แบบไม่ใส่
วัตถุดูดออกซิเจน 1.01±0.29 0.98±0.29 0.95±0.29

4 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำรม์ ท่ีเข้ำ 1.01±0.29 1.01±0.29 0.98±0.29 0.95±0.29
ร่วมโครงกำรรสปำปริกำ้ แบบ
ใส่วตั ถดุ ูดออกซเิ จน 1.01±0.29 0.98±0.29 0.95±0.29

5 แมงสะดง้ิ ทอดจำกฟำรม์ ทเี่ ข้ำ 1.01±0.29 1.01±0.29 0.98±0.29 0.95±0.29
ร่วมโครงกำรรสปำปริกำ้ แบบ
ไม่ใส่วัตถดุ ูดออกซเิ จน 1.01±0.29 0.98±0.29 0.95±0.29

6 แมงสะดงิ้ ทอดจำกฟำร์มท่เี ขำ้ 1.01±0.29
ร่วมโครงกำรรสบำรบ์ คิ วิ แบบ
ใส่วัตถุดดู ออกซเิ จน

7 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำรม์ ทเี่ ขำ้ 1.01±0.29
รว่ มโครงกำรรสบำร์บคิ ิวแบบ
ไมใ่ ส่วตั ถดุ ดู ออกซเิ จน

8 แมงสะด้ิงทอดจำกฟำร์มทเ่ี ขำ้ 1.01±0.29
รว่ มโครงกำรรสตม้ ยำแบบใส่
วตั ถุดูดออกซเิ จน

9 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำรม์ ท่ีเข้ำ 1.01±0.29
ร่วมโครงกำรรสตม้ ยำแบบไม่
ใส่วตั ถดุ ดู ออกซิเจน

10 แมงสะดิง้ ทอดจำกฟำร์มทเ่ี ขำ้ 1.01±0.29
ร่วมโครงกำรรสดง้ั เดิมแบบใส่
วตั ถดุ ูดออกซิเจน

65

11 แมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มที่เข้ำ 1.01±0.29 1.01±0.29 0.98±0.29 0.95±0.29
รว่ มโครงกำรรสดงั้ เดิมแบบไม่
วตั ถุดูดออกซเิ จน

3.3 กำรศึกษำและคัดเลือกวัตถุดิบที่สมุนไพรท่ีใช้ร่วมในกำรแปรรูปแมงสะดิ้งให้เป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม
วิสำหกิจชุมชนผู้เลี้ยงจ้งิ หรีด บ้ำนมะค่ำ ไดแ้ ก่ ใบมะกรูด ใบเตยหอม และผงปรุงรสสำเร็จรูป ได้แก่ รสบำบีคิว
รสปำปริก้ำ รสต้มยำ และรสเกลือ (หัวหน้ำกิจกรรม: รศ.ดร.มำระตรี เปล่ียนศิริชัยและผศ. ดรวรัญญู แก้ว
ดวงตำ)

กจิ กรรมย่อยท่ี 1 กำรคดั เลอื กพนั ธ์ุพืชสมุนไพร
1. สมุนไพรสำหรับใหจ้ ิ้งหรีดกนิ ก่อนจับขำยซึ่งเป็นกำรถ่ำยทอ้ ง มวี ตั ถุประสงค์เพ่ือดับกลิน่ คำวของ
หัวอำหำรไก่เล็กทใ่ี ชเ้ ลีย้ งจิ้งหรดี ได้แก่ ผกั บ้งุ ข้ำวโพด และฟกั ทองนอก นอกจำกนีย้ ังใช้ใบตอง ผกั โขมเป็น
อำหำรหลกั เล้ียงควบคกู่ ันไปกับอำหำรไกด่ ้วย
2. สมุนไพรสำหรับใสใ่ นกำรทอดจ้ิงหรีด ใช้ใบมะกรูดและใบเตยหอม ซงึ่ สมำชิกในกล่มุ วิสำหกิจชุมชน
ผูเ้ ล้ียงจง้ิ หรีดบ้ำนมะค่ำปลูกกันไวป้ ระกอบกำรทำอำหำรและปลูกกนั ทุกบ้ำน ดังนั้นเมื่อนำมำแปรรปู จงึ เป็น
กำรลดตน้ ทนุ อีกทำงหน่ึงดว้ ย สว่ นสมุนไพรอน่ื ๆ เช่น ตะไคร้ ขมิน้ ไมน่ ยิ มนำมำทอดใส่อำหำรเน่ืองจำก
สมนุ ไพรเหล่ำน้ีมเี นื้อแข็งและกล่ินแรง เมอ่ื บริโภคจะทำใหเ้ สียรสชำติ
กจิ กรรมย่อยที่ 2 ถ่ำยทอดกำรแปรรปู แมงสะดง้ิ
ได้แปรรูปเป็น 2 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ แมงสะดิ้งทอดกรอบใส่สมุนไพรและคลุกกับผงปรุงรสต่ำงๆ ได้แก่
บำร์บคี วิ ปำปริก้ำ ตม้ ยำและรสด้ังเดมิ และผงโรยข้ำวแมงสะดงิ้
1. กำรแปรรูปแมงสะด้ิงเป็นแมงสะดิ้งทอดกรอบใส่ใบมะกรูดและใบเตยหอม ใช้แก๊สแบบหัวฟู่เพรำะ
สำมำรถเร่งควำมร้อนได้มำกกว่ำแก๊สท่ัวๆไป ซึ่งในกำรทอดจะใช้น้ำมันที่มีจุดเดือดสูง เหมำะกับกำรทอดแบบ
น้ำมันท่วม เพรำะถ้ำใช้นำมันไม่ท่วมหรือไฟไม่ร้อนพอ จะทำให้แมงสะดิ้งทอดอมน้ำมันและไม่กรอบ และเม่ือ
นำไปคลุกกับผงปรุงรสต่ำงๆ ได้แก่บำร์บีคิว ปำปริก้ำ ต้มยำและรสดั้งเดิม แล้วจะทำให้แมงสะด้ิงทอดเกิดกำร
อมผงเหล่ำนี้ไว้ งำนวิจยั จงึ เลอื กใชน้ ำ้ มันปำลม์ เพรำะเปน็ น้ำมนั ทมี่ ีจดุ เดือดสงู รำคำไมแ่ พง
2. กำรแปรรูปแมงสะดงิ้ เป็นผงโรยขำ้ วแมงสะด้งิ ซึ่งตอ้ งใชแ้ มงสะดง้ิ ทกี่ รอบและไม่อมน้ำมัน เพรำะถ้ำ
แมงสะดิง้ ไม่กรอบหรืออมน้ำมันเมอื่ นำไปบดละเอยี ด จะไดเ้ นอ้ื ที่ไม่เป็นผงรว่ นซุยเพรำะว่ำมีน้ำมนั เป็นสว่ นผสม

3.4 บรรจุภัณฑแ์ ละประชาสมั พันธ์ (หัวหน้ำกิจกรรม : นำยอำพน ศริ คิ ำและคณะผู้วิจยั )
กจิ กรรมย่อยท่ี 1 กำรออกแบบบรรจุภัณฑส์ ำหรบั ใสแ่ มงสะดง้ิ ทั้งสดและแปรรปู

บรรจภุ ัณฑ์นนั้ จะต้องปกปอ้ งตัวสินค้ำให้อยู่ในสภำพที่ดจี ำกแหล่งผลติ จนถึงมอื ลูกค้ำโดยไมใ่ ห้ได้รับควำม
เสยี หำย ท้งั นบ้ี รรจภุ ณั ฑ์น้ัน ๆ จะต้องมตี น้ ทุนของกำรผลติ ท่ไี มส่ ูงจนเกนิ ไป ซง่ึ กำรท่ีเรำจะเลือกว่ำจะใชว้ สั ดุ
ชนดิ ใดมำทำกล่องบรรจสุ ินค้ำหรือบรรจุภณั ฑ์ที่ใช้ในกำรห่อหุ้มผลิตภณั ฑ์ของเรำน้นั จำเปน็ อยำ่ งย่ิงทจ่ี ะต้อง
พิจำรณำจำกตวั ผลิตภัณฑ์หรือสินคำ้ เป็นสำคัญ ตอ้ งดวู ่ำตัวผลติ ภัณฑน์ นั้ ทำมำจำกอะไร ควำมเสียหำยทจ่ี ะ
เกิดขน้ึ กบั ตวั สนิ ค้ำนน้ั จะมำจำกสำเหตุใด เชน่ จำกกำรกระแทกหรอื กำรเสยี ดสี, หรือจำกกำรทำปฏิกิรยิ ำทำง
เคมีกับอณุ หภูมภิ ำยนอก แสง ควำมร้อน ควำมเย็น ฯลฯ เป็นต้น กำรเลือกวัสดุที่ใชท้ ำบรรจภุ ัณฑ์ เชน่ สินค้ำที่
บรรจุใน ขวด, แกว้ , กระป๋อง ซึ่งมโี อกำสแตกเสียหำยจำกกำรกระแทก นอกจำกน้ีกำรขนสง่ ทเ่ี หมำะสมมีส่วนท่ี
จะช่วยลดควำมเสียหำยเหลำ่ นนั้ ลงได้ซ่งึ เป็นกำรช่วยใหผ้ ลผลิตทก่ี ลำ่ วถงึ มือผู้บรโิ ภคในสภำพที่ดี และจะทำให้
ขำยได้ในรำคำท่ีสูงอีกด้วย

66

สำหรบั บรรจุภัณฑ์ท่ใี ส่แมงสะด้ิงสด นยิ มใชถ้ งุ พลำสติกมำกกว่ำถุงกระดำษเพรำะวำ่ ถุงพลำสตกิ เป็น
วัสดุที่ป้องกันกำรเสียดสีและรับแรงกระแทกได้ดี ชว่ ยรักษำสภำพแวดลอ้ ม โดยใช้พลังงำนในกำรผลิตนอ้ ยกว่ำ
ถงุ กระดำษ และยงั ให้ควำมคงทนที่มำกกวำ่ สำมำรถนำมำหลอมละลำยและขึน้ รปู ใหม่ได้ รำคำยงั ถกู กว่ำถงุ
กระดำษอีกด้วย ถงุ พลำสติกสว่ นใหญน่ น้ั ทำมำจำกโพลีเอทิลนี (polythylene) ประเภทของเนื้อถุง
พลำสติกนั้นมีหลำยชนิด แต่ละชนิดนั้นมีคุณสมบัติแตกต่ำงกันไปดังน้ันเพ่ือท่ีจะได้รับประโยชน์
และควำมคุ้มค่ำในกำรใช้งำนสูงสุด เรำจึงควรเลือกชนิดของถุงพลำสติกให้ตรงต่อกำรใช้งำนด้วย
เช่นถุงบรรจุอำหำรร้อน ถุงบรรจุอำหำรเย็น ถุงบรรจุสินค้ำที่มีนำ้ หนักเบำ ถุงบร รจุสินค้ำที่มี
นำ้ หนักเบำสูง ถุงพลำสติกทมี่ เี น้อื ถุงชนิด LLDPE ( Linear Low Density polyethylene) เน้ือถุงพลำสติก
นี้ผำ่ นนำ้ จะมีควำมใสและเหนยี วเปน็ พิเศษ มคี วำมยืดหยุ่น ทนต่อแรงฉีกขำดไดด้ ี โดยสว่ นใหญแ่ ล้วจะนำไปใช้
ในกำรบรรจสุ ินค้ำที่มีนำ้ หนักสูง เชน่ ถุงแชแ่ ข็ง ถุงน้ำแข็ง และใชใ้ นด้ำนอน่ื ๆตำมควำมต้องกำรของลูกค้ำ ซง่ึ
แมงสะดิ้งจะนำมำตม้ สะเดด็ น้ำออดแล้วนำไปบรรจุใส่ถุงพลำสติกขนำด 5 กโิ ลกรัม แล้วแชแ่ ข็ง เพ่อื รอกำร
จำหนำ่ ยใหก้ บั ลูกค้ำตอ่ ไป ดงั รูปภำพที่ 4.1

รปู ภาพท่ี 4.1 ถุงพลำสติกบรรจุแมงสะด้งิ แช่แขง็ ขนำด 5 กิโลกรัม

ส่วนแมงสะด้ิงที่แปรรปู ไดแ้ ก่ แมงสะดิ้งทอดรสดั้งเดิม รสบำบคี ิว รสปำปรกิ ้ำ และรสต้มยำ และผง
โรยขำ้ วรสโนรสิ ำหรำ่ ย ซ่ึงกรรมวิธใี นกำรแปรรปู จะใช้ควำมร้อนและน้ำมนั เปน็ หลัก ควำมเสียหำยอนั เกิดจำก
กำรทำปฏกิ ริ ิยำทำงเคมี ซง่ึ ถูกกระตุน้ โดยสภำพแวดล้อม, อณุ หภูมิ ดังน้ันสิ่งเหลำ่ นี้จึงเป็นปจั จัยในกำรตดั สินใจ
เลอื กวัสดบุ รรจุภัณฑเ์ พอ่ื ใหส้ ินค้ำคงสภำพทสี่ มบรู ณ์อย่ไู ดจ้ นถงึ มือผ้บู ริโภค สนิ ค้ำที่เป็นจำพวกเกิดกำรเสยี หำย
เมอื่ ทำปฏกิ ริ ยิ ำจำกอุณหภมู ิหรือสิ่งแวดล้อมนน้ั ตวั สนิ คำ้ นัน้ กต็ ้องถูกหุ้มดว้ ยวัสดทุ ่ีสำมำรถปอ้ งกนั ตัวทำให้
เกดิ ปฏกิ ริ ยิ ำได้ เช่น ถุงลำมเิ นต คอื กำรนำวัสดุ เช่น PET, LLDPE, OPP, AL (ฟอยล์), NYLON ฯลฯ นำมำ
ตดิ กนั โดยใช้กำว นำวสั ดตุ ่ำงๆเข้ำเครื่องจกั รเพื่อลำมิเนต ถุงบำงชนิดลำมิเนต 2 ชนั้ , ถงุ บำงชนิด ลำมิเนต 3
ช้นั โดยมีฟอยด์ เปน็ วสั ดอุ ีกช้ันหนึ่งด้วย จงึ เกดิ เป็นถุงฟอยด์, ถงุ เมทลั ไลท์, ถงุ ใส, ถงุ ฟอยดท์ บึ ข้นึ นน่ั เอง ซง่ึ
ถุงฟอยดห์ รอื ถงุ อลมู เิ นียมฟอยด์ มคี ณุ สมบตั ิในกำรกันควำมช้นื และแสงแดด มีผลทำให้รกั ษำคุณภำพสนิ ค้ำได้

67

ดี ไมช่ ้ืน ไม่จบั ตัวเป็นกอ้ น ทำใหก้ รอบนำน รสชำตไิ ม่เปล่ียนแปลง ถงุ ลำมเิ นต 2 ชั้นหรือถุงใส ถงุ ใสก็สำมำรถ
ใส่ขนมกรอบได้ แตร่ ักษำควำมกรอบได้ไม่ดี เทำ่ ท่ีควรเนือ่ งจำกคุณสมบัติที่ไม่กนั แสง อลูมิเนยี มฟอยดม์ ี
คณุ สมบัตเิ ปน็ บรรจภุ ัณฑ์ท่ีดีทสี่ ดุ ถำ้ เทยี บกบั ฟิล์มพลำสติกชนดิ อน่ื ๆ แต่มีรำคำแพง มีคุณสมบัตสิ งู ในกำร
ป้องกนั แสงแดด กล่ินและควำมชื้นกำรซึมผ่ำนของกำ๊ ซ จงึ เหมำะทสี่ ุดสำหรับกำรบรรจอุ ำหำรทต่ี ้องกำรกำร
ปอ้ งกันสูงสำมำรถปกปอ้ งและถนอมผลติ ภัณฑ์ที่อยภู่ ำยในได้ยำวนำนกว่ำฟลิ ์มชนดิ อื่นๆ อลมู ิเนียมฟอยด์ใชไ้ ด้
กบั ผลิตภณั ฑ์อำหำร ยำ เครือ่ งสำอำง ฯลฯ ทงั้ ที่เป็นของแข็งของเหลว และผวิ ของอลมู ิเนียมฟอยดก์ ็ยงั มีควำม
มนั วำวสวยงำมอีกดว้ ย ดงั น้ันแมงสะดิ้งทอดรสดงั้ เดิม รสบำบีคิว รสปำปรกิ ้ำ และรสตม้ ยำ และผงโรยข้ำวรส
โนรสิ ำหร่ำย จงึ เลือกใช้ซองอลูมิเนียมฟอยด์ โดยแมงสะดิง้ ทอดรสดง้ั เดิม รสบำบคี ิว รสปำปรกิ ้ำ และรสต้มยำ
เลอื กใชซ้ องอลูมิเนยี มฟอยด์แบบกระดำษครำฟท์หน้ำต่ำงใสแบบตง้ั ได้ มีซิปล็อค ถงุ ฟอยด์แบบน้จี ะมีควำม
สะดวกในกำรเปดิ -ปดิ ถงุ และสำมำรถมองเหน็ ตวั ผลิตภัณฑ์ได้อย่ำงชดั เจน ข้อดีคอื สำมำรถปอ้ งกนั แรงอดั และ
กำรท่ิมแทงจำกกำรกระทบกระแทกจำกภำยนอกไดเ้ ปน็ อย่ำงดี นอกจำกนยี้ ังมีคุณสมบัตใิ นกำรตำ้ นทำนกำร
เปยี กน้ำ ต้ำนทำนกำรเปรอะนำ้ มัน ต้ำนทำน กำรเสียดสี มีนำ้ หนักกระดำษมีควำมหนำ และมีควำมเรยี บ
สมำ่ เสมอ สำมำรถติดกำวได้ดี และเหมำะสำหรับกำรพมิ พ์ แต่ขอ้ เสียคือไม่สำมำรถกนั อำกำศได้ 100% ดงั
รปู ภำพที่ 4.2

รปู ภาพที่ 4.2 ซองบรรจุแมงสะดงิ้ ทอดรสดั้งเดมิ รสบำบีคิว รสปำปริก้ำ และรสต้มยำ

ผงโรยขำ้ วรสโนรสิ ำหร่ำย จึงเลือกใช้ซองอลูมเิ นียมฟอยล์ ชนดิ ซองซีล 3 ด้ำน เหมำะสำหรับกำรบรรจุ
สินค้ำชนิดผง หรือสินค้ำที่บรรจุจำนวนไม่มำก เน่ืองจำกซองประเภทนี้ไม่มีพื้นที่จำกส่วนด้ำนข้ำงซอง หรือก้น
ซอง แต่ก็จะทำให้สนิ ค้ำที่บรรจดุ ูมขี นำดใหญ่ ปิดปำกถุงโดยใช้เคร่ืองซีลควำมร้อน ข้อดีคือรักษำคุณภำพสินค้ำ
ได้ดี ไม่ชื้น ไม่จับตัวเป็นก้อน ทำให้กรอบนำน รสชำติไม่เปลี่ยนแปลง แต่ข้อเสียคือไม่สำมำรถมองเห็น
ผลติ ภัณฑไ์ ด้ ดังรูปภำพที่ 4.3

68

รูปภาพที่ 4.3 ซองผงโรยข้าวแมงสะด้งิ
กิจกรรมย่อยที่ 2 การประชาสมั พันธ์

2.1 ประชำสมั พนั ธก์ ำรดำเนินโครงกำรผ่ำนสื่อสำรมวลชนเปน็ ระยะๆตั้งแต่เริ่มตน้ โครงกำร
ระหว่ำงดำเนนิ กำร และหลงั จำกสิ้นสดุ โครงกำร ดงั รูปภำพท่ี 4.4 และ 4.5

รปู ภำพท่ี 4.4 ออกส่ือทำงสถำนีโทรทัศนช์ ่อง 9 และช่องอื่นๆ

69

รูปภำพที่ 4.5 ออกสื่อทำงหนังสือ เช่น เทคโนโลยีชำวบ้ำน หนังสอื พิมพ์ เปน็ ต้น
2.2 จดั ประชุมสมั มนำและงำนส่งเสริมกำรตลำด ได้เข้ำร่วมและเปน็ วิทยำกรบรรยำยในงำน

ประชุมตำ่ งๆเพ่ือใหค้ วำมรู้และสง่ เสรมิ ทำงดำ้ นกำรตลำดของกำรจดั กำรฟำร์มจง้ิ หรีดให้ถูกต้องตำม
หลกั สุขอนำมัย

70

2.3 รว่ มออกงำนแสดงสินค้ำ เช่น โครงกำรจงั หวัดเคล่อื นท่ี ร่วมออกรำ้ นกับงำนพธิ ีกำรต่ำงๆ
ในมหำวิทยำลยั มหำสำรคำม ซึ่งผลติ ภัณฑไ์ ด้รบั กำรตอบรบั เปน็ อยำ่ งดจี ำกผู้บริโภค

71

บทท่ี 4

วจิ ารณ์ผลการทดลอง (Discussion)

จำกกำรเปรียบเทียบกำรเล้ียงจิ้งหรีดบ้ำน (แมงสะดิ้ง) ก่อนและหลังกำรสร้ำงมำตรฐำนต้นแบบกำร
จัดกำรฟำร์มจิ้งหรีดให้ถูกต้องตำมหลักสุขอนำมัย เพ่ือให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภำพของวิสำหกิจชุมชนผู้เล้ียง
จิ้งหรีดบ้ำนมะค่ำ ตำบลมะค่ำ อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหำสำรคำม โดยทดลองกับฟำร์มต้นแบบ 5 ฟำร์ม
พบว่ำมีกำรเปลี่ยนแปลงที่เป็นระบบดีมำกขึ้น กล่ำวคือ กำรทำคอก กำรเพ่ิมขนำดของคอก กำรทำควำม
สะอำดคอก วัสดุ อุปกรณก์ ำรเลี้ยงเป็นต้น ทำให้ลดอัตรำกำรตำยของจิ้งหรีดลง หรือแม้กระทั่งกำรลดรำยจ่ำย
ค่ำหัวอำหำรไก่เล็กของจิ้งหรีดลงโดยกำรนำมันหมักยีสต์ผสมกับอำหำรไก่เล็ก และกำรถ่ำยท้องจิ้งหรีดโดยใช้
ผักพื้นบ้ำน ทำให้จ้ิงหรีดไม่มีกล่ิน มีขนำดเท่ำกันและมีไข่เยอะแน่น เป็นท่ีต้องกำรของตลำด ซ่ึงนำไปสู่กำรได้
คู่มอื แนวทำงปฏบิ ัติเรือ่ ง กำรสรำ้ งมำตรฐำนต้นแบบกำรจัดกำรฟำร์มจ้ิงหรีดให้ถูกต้องตำมหลักสุขอนำมัยบ้ำน
มะค่ำ อย่ำงไรก็ตำมยังต้องมีศึกษำต่อเก่ียวกับสูตรอำหำรอ่ืนๆอีก เพรำะว่ำสูตรอำหำรที่ผสมมันหมักยีสต์ช่วย
ลดตน้ ทนุ หัวอำหำรได้แตป่ ริมำณผลผลิตที่ไดย้ ังน้อยกวำ่ ท่ใี ชห้ ัวอำหำรเลี้ยงเพยี งอย่ำงเดียว นอกจำกนี้ยังมีเร่ือง
ของสภำพอำกำศ เช่น สภำพอำกำศท่ีหนำวเย็นทำให้จ้ิงหรีดไม่เจริญเติบโต ไม่กินอำหำรและหนำวตำย และก็
ยังมีเรื่องรำคำผลผลติ ตกตำ่ โดยเฉพำะในช่วงฤดูฝน เพรำะมีแมลงอื่นๆท่ีบริโภคได้เติบโตได้ดีในฤดูฝน ดังนั้นจึง
ต้องมีนำผลผลิตเหล่ำนี้มำแปรรูป งำนวิจัยนี้ได้คณะผู้วิจัยได้ร่วมกับสมำชิกในกลุ่มฟำร์มต้นแบบท้ัง 5 ฟำร์ม
แปรรูปจงิ้ หรดี โดยเลือกแปรรปู เป็น 2 ผลิตภัณฑ์ ไดแ้ ก่ แมงสะด้ิงทอด (รสด้ังเดิม รสบำบีคิว รสปำปริก้ำ และ
รสตม้ ยำ) และผงโรยขำ้ วแมงสะด้ิง ซง่ึ ทง้ั 2 ผลิตภัณฑ์น้ีจะต้องผ่ำนกำรทอดด้วยควำมร้อนสูงก่อน ซึ่งกำรทอด
เป็นวิธีปรุงท่ีมีผลต่อกำรเพ่ิมไขมันในอำหำรแมลง ดังนั้นจะต้องมีข้อมูลในกำรดูระยะเวลำกำรเก็บรักษำ
(มีนำคม-มิถุนำยน) ซึ่งยังคงไว้ซึ่งคุณค่ำทำงโภชนำกำรท่ีดีของแมงสะดิ้งทอด จำกกำรทดลองหำคุณค่ำทำง
โภชนำกำรของแมงสะดิง้ ทอดสมุนไพรรสชำติต่ำงๆต้ังแต่เดือนมีนำคมถึงมิถุนำยน พบว่ำปริมำณโปรตีนในแมง
สะดิ้งทุกๆตัวอย่ำงเม่ือเก็บไว้ 3 เดือน มีกำรเปล่ียนแปลงเพียงเล็กน้อย (0.32±0.02-0.29±0.02 g/L) และ
พบว่ำเม่ือเวลำผ่ำนไปปริมำณของไขมันและกรดไขมันอ่ิมตัวจะเพิ่มข้ึนในทุกๆตัวอย่ำง โดยแมงสะดิ้งทอดจำก
ฟำร์มท่ีเขำ้ ร่วมโครงกำรรสปำปรกิ ำ้ จะมีปริมำณไขมันและกรดไขมันอม่ิ ตัวมำกที่สุดในเดือนที่ส่ี (เดือนมิถุนำยน)
ส่วนแมงสะด้ิงยังไม่ทอดจำกฟำร์มท่ีเข้ำร่วมโครงกำรจะมีปริมำณไขมันและกรดไขมันอิ่มตัวต่ำสุด ค่ำควำมหืน
จะเริ่มเพิ่มมำกข้ึนในเดือนที่ 3 (พฤษภำคม) ของทุกๆตัวอย่ำง โดยแมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มที่เข้ำร่วมโครงกำร
รสปำปรกิ ้ำมีแนวโนม้ ทจ่ี ะเกดิ ควำมหนื ได้เร็วกว่ำผลิตภัณฑอ์ นื่ ๆและมคี อเลสเตอรอลสูง แมงสะดิ้งทอดยังมีสำร
ไคตินเหลืออยู่ในทุกๆตัวอย่ำง นอกจำกนี้ยังพบสำรแคโรทีนอยด์ ฟีนอลิกรวม ฤทธ์ิต้ำนอนุมูลอิสระ ธำตุ
แคลเซียม ฟอสฟอรสั เหล็ก โปแตสเซียม วิตำมินบี1 และวิตำมินบี 2 จำกข้อมูลท่ีได้จำกกำรทดลองหำคุณค่ำ
ทำงโภชนำกำรและควำมหนื ของแมงสะดิง้ ทอด จะเหน็ วำ่ คุณค่ำทำงโภชนำกำรและควำมหืนของแมงสะด้ิงทอด
สว่ นใหญ่จะเร่ิมลดลงตั้งแตเ่ ดอื นพฤษภำคม แต่เนื่องจำกว่ำงำนวิจัยน้ีใช้เวลำในกำรทดลองถึงเดือนมิถุนำยนจึง
ทำใหไ้ ดข้ อ้ มูลทำงโภชนำกำรยังไม่ถงึ ที่สุด เพรำะคณุ คำ่ ทำงโภชนำกำรท่ีได้จนถงึ เดอื นมิถุนำยนยังอยู่ในเกณฑ์ท่ี
ผบู้ รโิ ภคยอมรบั ได้ ไม่มกี ลนิ่ หนื แต่เรม่ิ มนี ำ้ มันติดทถี่ งุ ตวั แมงสะดงิ้ มคี วำมกรอบนอ้ ยลง

กำรแปรรปู อำหำร เป็นส่ิงทไ่ี ด้รับควำมนยิ มเปน็ อยำ่ งมำกในปจั จบุ ันและมปี ระโยชน์ต่อประชำชนไม่
นอ้ ย เพรำะด้วยเทคโนโลยีท่ีเหมำะสม จะทำให้ได้ผลติ ภัณฑ์อำหำรในปริมำณมำกทมี่ ีคุณภำพอยำ่ งสมำ่ เสมอ
น่นั เอง อย่ำงไรกต็ ำมกำรนำวัตถดุ ิบอำหำรมำผ่ำนกำรแปรรปู กไ็ มไ่ ด้ทำให้อำหำรมีคุณคำ่ เพ่ิมมำกข้นึ เสมอไป
กำรเสียคณุ คำ่ สำรอำหำรมำกหรอื น้อยนนั้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่ำง ๆ ได้แก่ วตั ถดุ บิ ทีน่ ำมำใช้ในกำรแปรรูป

72

อำหำร ควำมทนทำนของสำรอำหำรแตล่ ะชนดิ ลกั ษณะของอำหำรแตล่ ะชนิด ระดบั ควำมรอ้ นทใี่ ชใ้ นกำร
แปรรปู และภำชนะท่ใี ชบ้ รรจุและกำรเก็บ สำหรบั กำรแปรรูปผงโรยข้ำวแมงสะดิ้งไม่ได้นำไปวเิ ครำะหท์ ำง
คุณค่ำทำงโภชนำกำรด้วยเรอื่ งของระยะเวลำที่มีจำกัด แต่ถ้ำในอนำคตสำมำรถนำไปวเิ ครำะห์ทำงคุณคำ่ ทำง
โภชนำกำรได้ก็จะเป็นผลดตี ่อผลิตภัณฑ์ จะทำให้รู้ระยะเวลำในกำรเก็บรักษำ แต่อย่ำงไรก็ตำมกำรแปรรูป
ผลิตภัณฑ์จำกแมงสะดงิ้ ยังตอ้ งทำกำรปรบั ปรุงสตู รและศึกษำตอ่ ในด้ำนอนื่ ๆ อีก เช่น ดำ้ นภมู แิ พ้ ดำ้ นกำรให้
โทษตอ่ ผบู้ ริโภค ด้ำนกำรตลำด เปน็ ตน้

ในกำรบริโภคแมงสะด้ิงโดยเฉพำะรับประทำนเปน็ ของวำ่ งควรตอ้ งระมัดระวงั เพรำะอำจจะทำให้
ได้รบั พลงั งำน ไขมนั และคอเลสเตอรอลมำกเกินไป กำรนำไปทอดก่อนรบั ประทำนย่ิงเปน็ กำรเพม่ิ ปรมิ ำณ
ไขมันใหม้ ำกข้ึน นอกจำกนี้สำรพิษตกค้ำงท่ีปนเปื้อนมำกับยำกำจดั ศตั รูพืชก็ควรจะระวงั ด้วย ดงั นนั้ ก่อนนำมำ
ปรงุ อำหำรควรลำ้ งให้สะอำด อย่ำงไรกต็ ำมแมลงเหลำ่ นมี้ ีโปรตีนสูง ดังน้นั กลุ่มประชำชนทม่ี ีปญั หำขำด
สำรอำหำรหรือผูท้ ่สี ำมำรถออกไปจับหำมำบริโภคได้เองก็ควรจะสนับสนนุ เพรำะเปน็ กำรเพมิ่ แหลง่ อำหำรที่มี
คณุ ค่ำสำรอำหำรสูงและส่งผลใหม้ ภี ำวะโภชนำกำรท่ดี ีขึน้

การพัฒนาเทคโนโลยี
ท่ีบ้ำนมะค่ำ (4 หมู่) ตำบลมะค่ำ อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหำสำรคำม มีเกษตรกรกว่ำ ๑๐๐

ครัวเรือนเล้ียงจิ้งหรีดเป็นอำชีพเสริม มีปัญหำด้ำนกำรผลิต ได้แก่ ค่ำอำหำรท่ีสูงขึ้น ขำดควำมรู้ด้ำน
สุขอนำมัยทำให้จิ้งหรีดตำย ขำดควำมรู้เร่ืองพันธ์ุชิด ไม่ชำนำญเรื่องกำรแปรรูป ปัญหำด้ำนกำรตลำด รำคำ
และตกตำ่ ช่วงฤดูฝนระหว่ำงเดอื นมิถนุ ำยน-กันยำยน เนอื่ งจำกผ้บู ริโภคมีอำหำรอย่ำงอ่ืนบริโภคแทน และเป็น
ช่วงที่จ้ิงหรีดเจริญเติบโตให้ผลผลิตดี ดังน้ันจึงได้นำเทคโนโลยีมำใช้กับกำรพัฒนำด้ำนกำรเกษตร โดยได้จัดทำ
เป็นคู่มือกำรจัดกำรฟำร์มมำตรฐำนต้นแบบที่ถูกต้องตำมหลักสุขอนำมัย ประกอบไปด้วย ใช้เทคโนโลยีในกำร
เพม่ิ ผลผลติ กำรจดั กำรคอกเล่ียง กำรแปรรปู เป็นผลติ ภณั ฑต์ ่ำงๆ กำรคัดเลือกวัตถุดิบ กำรแก้ปัญหำเชื้อรำกำร
ตรวจหำสำรท่ีสำคญั ท่มี ีประโยชนต์ ่อร่ำงกำย เป็นตน้ แต่ทง้ั น้กี ำรนำเทคโนโลยมี ำใชใ้ นกำรพัฒนำจะต้องศึกษำ
ปัจจัยแวดล้อมหลำยด้ำน เช่น ทรัพยำกรส่ิงแวดล้อม ควำมเสมอภำคในโอกำสและกำรแข่งขันทำงเศรษฐกิจ
และสังคม เพ่อื ใหเ้ กิดควำม ผสมกลมกลืนตอ่ กำรพฒั นำประเทศชำตแิ ละสว่ นอืน่ ๆ อีกมำก

73

บทท่ี 5

สรุปและขอ้ เสนอแนะ (Conclusion and Recommendation)

จำกกำรศึกษำกำรสร้ำงมำตรฐำนต้นแบบกำรจดั กำรฟำร์มจง้ิ หรดี ใหถ้ กู ต้องตำมหลกั สขุ อนำมัย
เพือ่ ใหไ้ ด้ผลติ ภัณฑ์ที่มีคุณภำพของวิสำหกจิ ชมุ ชนผเู้ ลีย้ งจง้ิ หรีดบำ้ นมะค่ำ สำมำรถสรุปผลได้ดงั น้ี

1. ได้ฟำร์มมำตรฐำนตน้ แบบท่ีถกู ต้องตำมหลกั สขุ อนำมยั และไดผ้ ลติ ภัณฑท์ ม่ี ีคณุ ภำพ จำนวน 5
ฟำร์ม ณ บำ้ นมะคำ่ อ.กันทรวิชัย จ.มหำสำรคำม

2. คมู่ อื เบ้ืองต้นแนวทำงปฏบิ ตั เิ ร่อื ง กำรสรำ้ งมำตรฐำนตน้ แบบกำรจัดกำรฟำร์มจงิ้ หรดี ให้ถกู ต้องตำม
หลักสุขอนำมยั ณ บำ้ นมะคำ่ อ.กนั ทรวชิ ัย จ.มหำสำรคำม

3. กำรลดต้นทุนอำหำรจ้ิงหรีด โดยทดลองและทดสอบพบสูตรที่เหมำะสม 2 สูตร ได้แก่ สูตรที่ 1
สูตรอำหำรมันหมักยีสต์ (ไม่มีส่วนผสมของยูเรีย) และ สูตรที่ 2 สูตรอำหำรมันหมักยีสต์ (มีส่วนผสมของยูเรีย)
พบว่ำสำมำรถลดต้นทุนค่ำอำหำรจ้ิงหรีด 30-35 % กำรวัดผลผลิตจำกอำหำรมันหมักยีสต์ที่มีส่วนผสมของยู
เรีย ผลผลติ เฉลยี่ 12.50 กโิ ลกรมั กำรวัดผลผลิตจำกอำหำรมันหมักยีสต์ที่ไม่มีส่วนผสมของยูเรีย ผลผลิตเฉล่ีย
12.00 กิโลกรมั กำรวดั ผลผลติ จำกอำหำรสำเร็จรูป (อย่ำงเดียว) ผลผลิตเฉล่ีย 14.25 กิโลกรัม ปริมำณผลผลิต
ลดลงเม่ือเทียบกับกำรเล้ียงด้วยอำหำรไก่เล็กประมำณ 17 % กำรเล้ียงด้วยอำหำรไก่เล็กผสมมันหมักยีสต์ได้
กำไรมำกกวำ่ กำรเลีย้ งจิ้งหรดี ดว้ ยอำหำรไกเ่ ลก็ เพียงอย่ำงเดียว (683.35 - 720.35 บำท/คอก) ประมำณ 40%

4. สมุนไพรท่ีใช้ในกำรแปรรูปจงิ้ หรดี ทอดจะใช้ 2 ชนิด ได้แก่ ใบมะกรูดและใบเตยหอม เพรำะใบ
มะกรดู และใบเตยหอมเม่ือถูกควำมร้อนจะใหก้ ล่นิ ที่หอมมำก ซึ่งจะช่วยเพิ่มรสชำติอำหำรและยังเปน็ สมนุ ไรท่ี
หำได้งำยในทอ้ งถ่ินอกี ด้วย

5. กำรทำผลิตภณั ฑแ์ ปรรปู จำกจิ้งหรดี บำ้ น มี 2 ชนดิ ทไ่ี ด้คำ่ คะแนนควำมชอบโดยรวมประมำณ 90-
95% และสำมำรถนำไปเผยแพร่ให้กลมุ่ แม่บ้ำน และพฒั นำสูตรให้หลำกหลำยขนึ้ คอื จ้งิ หรดี ทอดคลกุ ผงปรงุ
รสชำตติ ำ่ งๆ และผงโรยขำ้ วแมงสะดงิ้ ไดค้ ำ่ คะแนนควำมชอบโดยรวม ตำมลำดบั

6. คณุ คำ่ ทำงโภชนำกำรของแมงสะด้ิงทอดรสชำติต่ำงๆตงั้ แตเ่ ดอื นมนี ำคมถึงมิถนุ ำยน พบว่ำประกอบ
ไปด้วยโปรตีน ไขมนั กรดไขมนั อมิ่ ตวั ไคตนิ แคโรทีนอยด์ ฟีนอลกิ รวม ฤทธ์ิตำ้ นอนุมูลอิสระ ธำตแุ คลเซยี ม
ฟอสฟอรสั เหล็ก โปแตสเซียม วติ ำมนิ บี1 และวติ ำมนิ บี 2

7. คำ่ ควำมหนื และคอเลสเตอรอลในแมงสะด้งิ ทอดรสชำติตำ่ งๆจะเรมิ่ เพ่ิมมำกขน้ึ ในเดอื นที่ 3
(พฤษภำคม) ของทุกๆตัวอย่ำง โดยแมงสะดิ้งทอดจำกฟำร์มท่เี ขำ้ ร่วมโครงกำรรสปำปริก้ำมีแนวโน้มที่จะเกิด
ควำมหืนไดเ้ รว็ กว่ำและมีคำ่ คอเลสเตอรอลสงู กวำ่ ผลิตภัณฑแ์ ปรรปู อน่ื ๆ

8. จำกกำรทดลองพบว่ำบรรจุภณั ฑ์จะมีลักษณะ ควำมเหมำะสมต่อกำรใชง้ ำนและคณุ สมบตั ิจำเพำะ
ตอ่ กำรเกบ็ รักษำผลติ ภัณฑ์แต่ละชนิดไมเ่ ท่ำกนั นอกจำกน้ีกำรใสว่ ัตถุดูดออกซเิ จนในถงุ บรรจภุ ณั ฑ์กม็ ผี ลทำให้
กำรเสอื่ มของคณุ คำ่ ทำงโภชนำกำรของจิง้ หรีดทอดคลกุ ผงปรงุ รสชำติต่ำงๆ ชำ้ ลงกว่ำบรรจภุ ณั ฑท์ ่ไี มไ่ ด้ใสว่ ัตถุ
ดูดออกซิเจน

9. จำกงำนวจิ ัยน้ีพบว่าเทคโนโลยที ีส่ ง่ ผลตอ่ อนำคตอำหำรชำวโลก คือกำรแปรรูปจ้งิ หรีด หรือนำ
แมลงมำทำเปน็ วตั ถุดิบประกอบอำหำรและอำหำรสำเร็จรูปนน้ั ถอื เป็นกำรเปล่ียนแปลงครัง้ ใหญ่ ซ่งึ ในอนำคต
นอกจำกจะประหยัดต้นทุนแล้วยงั สำมำรถสรำ้ งมลู ค่ำเพิ่มมหำศำลจนกลำยเปน็ ธุรกจิ ท่ีขนำดใหญ่ได้ นอกจำกนี้
จิง้ หรีดกำลังจะพัฒนำจำกผลิตภณั ฑร์ ะดับท้องถนิ่ และก้ำวไปสรู่ ะดบั อุตสำหกรรมอำหำรโลกในเรว็ วัน ด้วย
คุณค่ำทำงโปรตนี ทสี่ งู แตต่ ้นทุนกำรผลิตไม่สูงตำมน่ันเอง

74

ขอ้ เสนอแนะ
1. ควรศกึ ษำต่อเกยี่ วกับสตู รอำหำรอืน่ ๆเพื่อใช้ลดต้นทนุ กำรผลติ และเพื่อให้ไดผ้ ลผลิตของจิง้ หรดี เพ่มิ
มำกขนึ้ ดว้ ย
2. ควรศกึ ษำต่อเก่ยี วกบั สภำพอำกำศ โดยเฉพำะสภำพอำกำศท่ีหนำวเย็นทำให้จิ้งหรีดไม่เจรญิ เตบิ โต
ไมก่ ินอำหำรและหนำวตำย เพ่ือหำแนวทำงในกำรแก้ไขตอ่ ไป
3. กำรทำผลิตภัณฑแ์ ปรรปู จำกจิ้งหรีดบ้ำน ควรพฒั นำสูตรใหห้ ลำกหลำยขึ้น เพรำะคนสว่ นใหญ่ยังไม่
กลำ้ บริโภคแมลง
4. ควรศึกษำทำงด้ำนชนิดของโปรตีนที่เป็นประโยชน์และโปรตีนท่ีเป็นสำรก่อภูมิแพ้ในจ้ิงหรีดทอดที่
กอ่ ให้เกิดอำกำรแพ้เมื่อบริโภคเขำ้ ไป

75

เอกสารอา้ งอิง (References)

1. กองโภชนำกำร. 2521. ตำรำงแสดงคณุ คำ่ อำหำรไทยในส่วนทีก่ ินได้ 100 กรัม. องคก์ ำรเภสชั กรรม,
กรงุ เทพฯ.

2. กลั ยำ วำนชิ ยบ์ ัญชำ. 2551. กำรวิเครำะห์สถติ ิ: สถิตสิ ำหรบั กำร บรหิ ำรและวิจัย. พิมพค์ รั้งที่ 11. โรงพมิ พ์
แห่งจุฬำลงกรณ์ มหำวทิ ยำลยั , กรงุ เทพฯ.

3. จรญั ไทยำนนท.์ 2536. เศรษฐศำสตร์กำรผลติ ทำงกำรเกษตร เลม่ ท่ี 1-2. ขอนแก่นกำรพิมพ์, ขอนแกน่ .
4. ณรงคศ์ ักดิ์ เรืองสรุ ยิ ำ. 2553. กำรจัดกำรธรุ กิจฟำร์มจ้ิงหรดี ตำบลศรีสมเดจ็ อำเภอศรีสมเดจ็ จังหวดั

ร้อยเอด็ . วทิ ยำนพิ นธ์ปรญิ ญำวิทยำศำสตรมหำบัณฑิต มหำวทิ ยำลัยขอนแก่น, ขอนแก่น
5. ทศั นยี ์ แจม่ จรรยำ, ชำญชยั ถำวรอนกุ ลู กิจ และพิษณุ อุตตมะเวทิน. 2547. กำรผลติ แมลงกนิ ไดเ้ พอ่ื

เศรษฐกิจและโภชนำกำรของชมุ ชน: จ้ิงหรีด, ขอนแก่น.
6. ชนะพงษ์ ชฎำวงศ์. 2550. กำรวำงแผนเชงิ กลยทุ ธ์ของธุรกจิ ฟำร์มเลี้ยงจิ้งหรดี : กรณีศึกษำฟำร์มเล้ียง

จิ้งหรดี บำ้ น หนองภยั ศูนย์ ตำบลหนองภัยศนู ย์ อำเภอเมือง จังหวัด หนองบวั ลำภู ปี 2549. วิทยำนพิ นธ์
ปรญิ ญำวิทยำศำสตรมหำบัณฑิต มหำวิทยำลยั ขอนแก่น, ขอนแกน่ .
7. กำรเพำะเล้ยี งจง้ิ หรดี . (ออนไลน์). เข้ำถงึ ได้จำก:
https://www.facebook.com/KarPheaaLeiyngCinghrid/ (วันทคี่ น้ ขอ้ มลู : 28 มนี ำคม 2561)
8. กำรเลี้ยงจ้งิ หรดี . (ออนไลน์). เข้ำถึงไดจ้ ำก : http://www.gotoknow.org/posts/305828
(วันท่ีคน้ ข้อมลู : 28 มนี ำคม 2561)
9. นธิ ิยำ รตั นำปนนท์. 2553. เคมีอำหำร. พิมพ์ครง้ั ที่ 4 ส ำนกั พมิ พ์ โอเดียนสโตร์. กรงุ เทพฯ. 504 หน้ำ
บญุ ทวิ ำ วำทิรอยรมั ย์. 2544. แมลงกระป๋อง. ว. กีฏ.สัตว์. 23(1): 61-62.
10. จริญญำ นวลอินทร์. 2552. ปจั จยั ทีม่ ผี ลสำเร็จของโครงกำรกลมุ่ อำชีพ OTOP กรณีศึกษำ กำรดำเนนิ งำน
กล่มุ อำชีพผำ้ ทอไหมบำ้ นสร้อย หมทู่ ี่ 10 ตำบลจำนลำน อำเภอพนำ จังหวดั อำนำจเจริญ. กำรคน้ ควำ้
อสิ ระปรญิ ญำรฐั ศำสตร มหำบณั ฑติ สำขำวชิ ำรฐั ประศำสนศำสตร์ มหำวทิ ยำลยั อุบลรำชธำนี.
11. อุษณีย์ มำกประยูร. 2551. สภำพและปัญหำกำรสอื่ สำรกำรตลำดของธรุ กิจหนึ่งตำบลหนงึ่ ผลิตภณั ฑใ์ น
จังหวดั อุตรดิตถ.์ วำรสำรวชิ ำกำรมหำวทิ ยำลยั รำชภฏั อตุ รดติ ถ์. ปีท่ี 4 (7), 9-19
12. วริยำ โกสมุ , นำรรี ตั น์ เจริญวัฒนสกุล, ยวุ เรศ เรืองพำนิช, สกุ ัญญำ รัตนทับทิมทอง และเสกสม อำตมำง
กูร. 2552. คุณสมบัติทำงกำยภำพ เคมี และชวี ภำพ ของกำกมนั สำปะหลงั . น. 117 – 124. ใน: กำร
ประชมุ วิชำกำรของ มหำวทิ ยำลัยเกษตรศำสตร์ ครั้งท่ี 49 สำขำสัตว์ วนั ท่ี 17- 20 มีนำคม 2552
มหำวทิ ยำลยั เกษตรศำสตร์ กรงุ เทพฯ.
13. ศุภชัย อดุ ชำชน, วรรณำ อ่ำงทอง, อธิศักดิ์ ศิริบรุ ี และรำไพร นำมสลี ี. 2557. กำรศกึ ษำเบื้องตน้ ของ
สมรรถนะกำรเจรญิ เติบโต และลักษณะซำก ของโคเน้ือภพู ำนลกู ผสมพืน้ เมอื ง. ว. แกน่ เกษตร (ฉบบั
พิเศษ 1). 42 : 204-209
14. Anutrakinchai, S., Gawborisut, S and Hanboonsong, Y. 2014. Cost reduction and value
adding for farmed house crickets. KHON KAEN AGR. J. 42 (3) : 329-336.
15. Chumpasuk, P and Sriwaranun, Y. 2014. Production and marketing management of
cricket farm in KhonKaen, Kalasin and Maha Sarakham provinces KHON KAEN AGR.J. 42
(4) : 547-554.

76

16. Challen, J.J. 1997. Beta-carotene and other carotenoids: promises, failures and a new
vision. Ortho Molec Med., 12, 11-19

17. Hanboonsong, Y., T. Jamjanya, and P. B. Durst. 2013. Six-legged livestock: edible insect
farming, collecting and marketing in Thailand. FAO, Regional Office for Asia and the
Pacific, Bangkok. van Huis, A. 2013. Potential of insects as food and feed in assuring food
security. Annual Review of Entomology. 58: 563–583

18. Velde, K. V. & Kiekens, P. (2004). Structure analysis and degree of substitution of chitin,
chitosan and dibutyrylchitin by FT-IR spectroscopy and solid state. Carbohydrate
Polymer, 58(4), 409-416.

77

ภาคผนวก ก.

ค่มู ือเบ้ืองต้นแนวทำงปฏิบัตเิ รื่องกำรสร้ำงมำตรฐำนต้นแบบกำรจัดกำรฟำรม์ จ้งิ หรดี ให้ถกู ต้องตำม
หลกั สขุ อนำมัยบำ้ นมะคำ่ ตำบลขำมเรียง อำเภอกนั ทรวิชยั จงั หวดั มหำสำรคำม

78

คมู่ อื เบื้องต้นแนวทางปฏบิ ัติ

เรอ่ื ง มาตรฐานฟาร์มจิง้ หรดี ตน้ แบบทถ่ี ูกตอ้ งตามหลักสขุ อนามัย 5 ฟารม์ ณ บา้ นมะค่า อ.กนั ทร
วิชยั จ.มหาสารคาม ซึง่ มีรำยละเอยี ดดังน้ี

ได้นำ(ร่ำง)แนวทำงปฏบิ ตั ิในกำรใช้มำตรฐำนสนิ คำ้ เกษตร เรอ่ื ง กำรปฏิบตั ทิ ำงกำรเกษตรท่ดี สี ำหรบั
ฟำร์มจงิ้ หรดี มกษ. 8202(G)-2560 มกษ. 8202-2560 มำปรับใช้ ทง้ั น้ีเพื่อให้เกษตรกรผเู้ ลย้ี งซงึ่ สว่ นใหญ่เป็น
เกษตรกรรำยย่อย เล้ียงเปน็ อำชีพเสรมิ ท่ีจะได้ยกระดับกำรเล้ียงใหม้ ีมำตรฐำนดียง่ิ ขึน้

1.ขอบข่าย
มำตรฐำนนี้ครอบคลมุ ข้อกำหนดตั้งแต่ องคป์ ระกอบของฟำรม์ อำหำร นำ้ กำรจดั กำรฟำร์ม กำรจดั กำร
สุขภำพสตั ว์ กำรจดั กำรสภำพแวดลอ้ ม กำรบนั ทึกข้อมลู เพื่อเป็นหลักประกันควำมปลอดภัยให้แกผ่ ู้บริโภค

คาอธบิ าย
วตั ถุประสงค์ เพ่ือใหเ้ กษตรกรรำยย่อยสำมำรถปฏบิ ัตไิ ด้ เพื่อใหไ้ ด้จ้ิงหรีดทมี่ ีคุณภำพ ปลอดภัยตอ่ ผู้บริโภค

2.คานยิ าม
ควำมหมำยท่ีใช้ ในมำตรฐำนฟำร์ม มดี ังนี้
2.1 จง้ิ หรีด (Cricket) หมำยถึง พันธ์จุ ิ้งหรดี ท่เี กษตรกรเลยี้ งเพอ่ื บริโภคและเพ่ือกำรค้ำ
2.2 ฟำร์มจ้งิ หรีด (Cricket farm) หมำยถงึ สถำนทเี่ ล้ยี งจ้ิงหรดี
2.3 โรงเรอื น (house) หมำยถงึ อำคำรท่ีเลยี้ งจิง้ หรีด มีวัสดลุ อ้ มรอบทเ่ี หมำะสม

คาอธิบาย
บรเิ วณท่ีตัง้ ฟำรม์ ต้องมีควำมเหมำะสมต่อกำรเขำ้ ไปจดั กำรกิจกรรมตำ่ งๆ มีควำมปลอดภัยจำก

สำรพษิ จำกชุมชน หรือโรงงำนอตุ สำหกรรม และควรเปน็ ท่ีนำ้ ไมข่ ัง สะดวกต่อกำรขนย้ำยวสั ดอุ ุปกรณเ์ ข้ำออก
จำกฟำร์ม

79

รายการท่ี 1 ลกั ษณะของฟารม์
ขอ้ กาหนด 1.2 แผนผังและองค์ประกอบฟาร์ม
1.2.1 มพี น้ื ทีเ่ พียงพอในกำรเล้ยี ง กำหนดพนื้ ที่เปน็ สดั ส่วน

คาอธบิ าย
ฟำร์มจ้ิงหรีดต้องมีขนำดพอเหมำะกับปรมิ ำณกำรเลยี้ ง แต่ละบอ่ หรือคอกเล้ยี งต้องมรี ะยะที่พอเหมำะ เข้ำ-ออก
ปฏิบตั งิ ำนไดส้ ะดวก

80

81

รายการท่ี 1 ลกั ษณะของฟาร์ม
1.2 แผนผังและองคป์ ระกอบฟาร์ม

ข้อกาหนด 1.2.2 จัดแบ่งพ้ืนท่ีเป็นสัดส่วน เช่น บ่อเลี้ยง บริเวณเก็บวัสดุอุปกรณ์การเล้ียงท่ีเก็บ
อาหาร เปน็ ตน้

คาอธบิ าย
จดั แบ่งพื้นทเ่ี ป็นสัดสว่ น เช่น บอ่ เลี้ยง บรเิ วณเกบ็ วัสดุอุปกรณ์กำรเลี้ยง เช่น ถำดไข่ ถำดให้อำหำร

บริเวณที่เก็บอำหำร เปน็ ต้น ทง้ั น้ี อำจแยกอำคำรจำกทพ่ี ักอำศัย หรืออำจอยู่ส่วนควบกับบ้ำนพักอำศยั แต่กั้น
เปน็ สดั สว่ นแยกจำกกันกไ็ ด้

รายการท่ี 1 ลกั ษณะของฟาร์ม
ขอ้ กาหนด 1.3 โรงเรือน
1.3.1 คงทน แขง็ แรง อากาศถา่ ยเทไดด้ ี

82

คาอธิบาย
สภำพโรงเรือนตอ้ งแข็งแรง มุงหลังคำกันแดดกันฝนได้ อำกำศถ่ำยเทได้ดี ล้อมดว้ ยตำข่ำยเพ่อื ป้องกนั

ศัตรูจิง้ หรีดเขำ้ ภำยในฟำร์ม

รายการท่ี 1 ลกั ษณะของฟารม์
ขอ้ กาหนด 1.3 โรงเรอื น
1.3.2 บอ่ เลย้ี งหรอื คอกเล้ยี ง ทนทาน งา่ ยต่อการรักษาความสะอาด

คาอธบิ าย
บอ่ เลีย้ งหรอื คอกเลย้ี ง ทนทำน งำ่ ยต่อกำรรักษำควำมสะอำด จะเป็นแบบก่อสร้ำงอยกู่ ับท่ถี ำวร หรอื

แบบประกอบมีขำต้งั ท่ีเคล่ือนย้ำยได้ ก็ได้

รายการที่ 2 การจัดการฟารม์
ขอ้ กาหนด 2.1 คมู่ อื การปฏบิ ัติงานประจาฟาร์ม

คู่มอื การปฏบิ ตั งิ านประจาฟาร์ม จะแสดงกิจกรรมทที าภายในฟารม์ ทงั้ การใหน้ า้ การให้
อาหาร การทาความสะอาด การจดั การสขุ ภาพจงิ้ หรดี การจดั ระบบการเลี้ยง แบบบันทกึ ขอ้ มูล

คาอธบิ าย
เกษตรกรผู้เลีย้ งจิง้ หรดี จะต้องมีคมู่ ือในกำรจดั กำรด้ำนตำ่ งๆ ดังน้ี
1.กำรเตรียมโรงเรือน
2. กำรเตรียมบ่อหรือคอกเลยี้ ง

83

3. กำรเตรยี มวสั ดุอปุ กรณ์
4. กำรเลือกพนั ธุ์จ้ิงหรดี
5. กำรจดั กำรดำ้ นอำหำรและน้ำ
6. กำรดูแลสภำพอำกำศในกำรเลย้ี ง
7. กำรเตรียมภำชนะวำงไข่และเก็บไข่
8. กำรจบั จำหน่ำย
9. กำรทำควำมสะอำดบอ่ หลังกำรจบั จิ้งหรีด
10. กำรจัดกำรผเู้ ล้ียง

รายการที่ 2 การจดั การฟาร์ม
ขอ้ กาหนดที่ 2.2 การจัดการจิง้ หรดี

2.2.1 การคดั เลือกพนั ธด์ุ ี

คาอธบิ าย
ต้องคดั เลือกพ่อแม่พันธ์ทุ สี่ มบูรณ์แขง็ แรง ไมม่ ีปญั หำระบบเลือดชิด จดบนั ทึกเพื่อใหท้ รำบแหลง่ ท่มี ำ

ของพ่อแม่พันธุ์

รายการที่ 2 การจัดการฟาร์ม
ข้อกาหนดที่ 2.2 การจัดการจ้งิ หรีด

2.2.2 การเตรยี มบ่อเลี้ยง

คาอธิบาย
ทำควำมสะอำดบ่อ เชน่ กำจัดมูลจ้ิงหรีดที่เล้ียงในรุน่ ก่อนออกให้หมด และควรฉีดพน่ ยำฆำ่ เชือ้ ภำยใน

บอ่ ตำมคำแนะนำของเจ้ำหน้ำทป่ี ศุสตั ว์ และนำวสั ดุหลบซ่อน เชน่ แผงไข่ จำกนัน้ นำไข่จง้ิ หรีดลงในบ่อ

รายการที่ 2 การจัดการฟารม์
ข้อกาหนดท่ี 2.2 การจดั การจิง้ หรีด

2.2.3 ใช้วัสดุหลบซอ่ นตัวที่สะอาด

84

คาอธิบาย
วัสดุหลบซอ่ นต้องแห้ง สะอำด ไม่มีกลน่ิ แปลกปลอม สำมำรถตรวจสอบแหลง่ ทม่ี ำได้ กรณีใชง้ ำนมำแลว้ อำจ
ตำกแดดฆำ่ เช้อื 1-2 วัน
รายการท่ี 2 การจัดการฟารม์
ขอ้ กาหนดที่ 2.2 การจดั การจิ้งหรดี

2.2.4 ภาชนะบรรจุและวสั ดุรองไขต่ อ้ งสะอาด
คาอธิบาย
ภำชนะบรรจุและวัสดุทใี่ ชร้ องไข่ เชน่ กระเป๋ำ ขยุ มะพรำ้ ว ตอ้ งทำควำมสะอำดฆำ่ เชื้อกอ่ นนำมำใชร้ องไข่ และ
ควรมีกำรเกบ็ รักษำ เพื่อปอ้ งกนั กำรปนเปื้อน ซึ่งอำจเป็นอันตรำยต่อตวั จิง้ หรีดหรอื ผู้บริโภคได้ กำรบ่มไข่ ควรมี
กำรจดั วำงใหเ้ หมำะสม แยกพื้นทกี่ บั บอ่ เล้ียงใหช้ ัดเจนเพื่อปอ้ งกนั กำรปนเป้ือน ท้งั นอี้ ำจมวี สั ดุ ปิดเพอื่ ชว่ ย
รักษำอณุ หภมู ิดว้ ย

85

รายการที่ 2 การจดั การฟารม์
ข้อกาหนดท่ี 2.2 การจดั การจง้ิ หรีด

2.2.5 การจัดเกบ็ จิ้งหรีดเพ่ือจาหนา่ ยไมใ่ หม้ กี ารปนเปื้อนสิ่งท่ีเปน็ อันตรายต่อผู้บรโิ ภค

คาอธิบาย
กำรจดั กำรก่อนกำรเก็บจิ้งหรดี ควรเอำถำดนำ้ ถำดอำหำรออกจำกบ่อเล้ียง ขอแผงไข่เพื่อขจัดมูล และฝนุ่
จำกนน้ั เขยำ่ แผงไขล่ งในภำชนะรองรบั ช้อนจงิ้ หรดี ท่ีเหลือ ใส่ในภำชนะบรรจทุ ่สี ะอำด เหมำะสม เพื่อรอกำร
จำหนำ่ ย ทงั้ นี้อำจใชว้ ัสดรุ องทส่ี ะอำด เพ่ือไม่ให้ผปู้ ฏิบัติงำนสมั ผสั พืน้ บ่อหรอื มูลจ้งิ หรีด หำกไม่สำมำรถ
จำหนำ่ ยจงิ้ หรดี ได้ทันที หลังกำรเก็บ จิ้งหรดี ควรมกี ำรเก็บรักษำ หรือแปรรูป ท่ีไม่กอ่ ให้เกิดกำรปนเปือ้ นต่อ
ผลผลติ

รายการที่ 2 การจดั การฟารม์

ขอ้ กาหนดท่ี 2.3 การจดั การอาหารและนา้ สาหรบั จง้ิ หรีด
คาอธบิ าย
2.3.1 อาหารสาหรบั เลี้ยงจิง้ หรีด ตอ้ งไมเ่ สอื่ มคณุ ภาพ ไม่ส่งผลกระทบตอ่ สุขภาพของ

จง้ิ หรดี
อำหำรเปน็ ปัจจยั กำรผลติ ท่ีสำคัญในกำรเลย้ี งจ้ิงหรีด กรณเี ปน็ อำหำรสำเรจ็ รูป ต้องมีกำรตรวจสอบภำชนะ

บรรจไุ ม่ให้ฉีกขำด แตกชำรดุ อำหำรต้องไม่หมดอำยุ ทั้งน้ีกอ่ นนำอำหำรไปเลย้ี ง ควรตรวจสอบคณุ ภำพอำหำร

ทำงกำยภำพเบ้ืองตน้ หำกพบวำ่ มีสี กลนิ่ ที่ผิดปกติ หรือรวมตัวเปน็ กอ้ น หำ้ มนำมำใช้เล้ยี งจิง้ หรดี และเก็บ

ตัวอยำ่ งอำหำรสัตวน์ ั้น ไปวเิ ครำะห์ เพ่ือให้แน่ชดั วำ่ คณุ ภำพอำหำรสตั ว์ นำมำเลย้ี งจ้ิงหรีด ได้ และไม่สง่ ผล

กระทบต่อสขุ ภำพควำมปลอดภยั ของจิง้ หรีด กรณเี ปน็ พืชอำหำรของจ้ิงหรีด เชน่ ใบไม้ หญำ้ ผกั และผลไม้ ควร

ตรวจสอบทำงกำยภำพเบื้องต้น เชน่ ไมเ่ นำ่ เสยี หรือมีกลนิ่ ผดิ ปกติ ทั้งนพ้ี ืชอำหำรดงั กล่ำว ควรทรำบ

แหลง่ ที่มำ เพื่อป้องกนั กำรเกิดกำรปนเปื้อนของสำรพิษตกคำ้ ง

รายการท่ี 2 การจัดการฟาร์ม
ขอ้ กาหนดที่ 2.3 การจดั การอาหารและน้าสาหรับจิง้ หรีด

2.3.2 แหล่งนา้ ที่ใชใ้ นฟาร์มต้องเปน็ นา้ ทสี่ ะอาด ไม่ปนเปื้อนจากสิ่งท่เี ป็นอันตราย


Click to View FlipBook Version