การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
โครงร่างวิจัย
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์
ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสมด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควิน
โดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
Operational Feasibility of Appropriate Plasmodium vivax Radical Cure
with Tafenoquine or Primaquine After Quantitative G6PD Testing
in Thailand
ฉบับที่ 4.2
08 มีนาคม 2564
หน้าที่ 1 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
ชื่อและททำงานของผู้วิจัยหลัก
ี่
ชื่อ ตำแหน่ง บทบาทในการศึกษา กิจกรรมที่ต้องทำใน
การศึกษา
กองโรคติดต่อนำโดยแมลง
ดร.พญ.ฉันทนา ผอ. กองโรคติดต่อนำโดยแมลง หัวหน้าโครงการฯ ดูแลการปฏิบัติการ
ผดุงทศ โทร: 02 590 3145, 081 989 3609 โครงการฯ ในภาพรวม
Email: [email protected] นำเสนอขออนุมัติโครงการฯ
และเป็นตัวแทนทางการของ
กองโรคติดต่อนำโดยแมลง
ในการติดต่อประสานงานกับ
องค์กรร่วม
พญ.ดารินทร์ รอง ผอ. กองโรคติดต่อนำโดยแมลง รองหัวหน้า สนับสนุนหัวหน้าโครงการฯ
อารีย์โชคชัย โทร. 081 498 7445 โครงการฯ ในการบริหารจัดการ
Email: [email protected] โครงการฯและประสานงาน
กับกลุ่มปฏิบัติการจังหวัด
สงขลาและยะลา
นายประยุทธ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ- ผู้ประสานงานด้าน ประสานด้านการรับและ
สุดาทิพย์ พิเศษ กองโรคติดต่อนำโดยแมลง การรับ และติดตาม ติดตามผู้ป่วยรวมทั้งการ
โทร. 02 590 3106, 092 272 6909 ผู้ป่วย สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์และ
Email: [email protected] การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่
ภาคสนาม
น.ส.อังคณา นักเทคนิคการแพทย์ชำนาญการพิเศษ ผู้ประสานงานด้าน ประสานด้านการตรวจทาง
แซ่เจ็ง กองโรคติดต่อนำโดยแมลง การตรวจทาง ห้องปฏิบัติการและฝึกอบรม
โทร. 02 590 3128 ห้องปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ภาคสนามและการ
Email: [email protected] ตรวจสอบคุณภาพ
น.ส.เจิดสุดา นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ ผู้ช่วยหัวหน้า ช่วยประสานงานการดำเนิน
กาญจนสุวรรณ กองโรคติดต่อนำโดยแมลง โครงการฯ โครงการฯและติดตาม
โทร. 02 590 3102, 096 692 9324 ความก้าวหน้า
Email: [email protected]
หน้าที่ 2 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
ชื่อ ตำแหน่ง บทบาทในการศึกษา กิจกรรมที่ต้องทำใน
การศึกษา
นางสาวธรรณิ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ ผู้ช่วยหัวหน้า ช่วยประสานงานการดำเนิน
การ์ ทองอาด กองโรคติดต่อนำโดยแมลง โครงการฯ โครงการฯและติดตามการใช้
โทร. 02 590 3102, 081 867 0210 ยา
Email: [email protected]
ที่ปรึกษาโครงการฯ
นพ.สุวิช ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค ให้คำปรึกษาการ ให้คำปรึกษาทางวิชาการ
ธรรมปาโล โทร. 087 089 8866 ดำเนินโครงการฯ และการวางแผนการ
Email:[email protected] ดำเนินงานในพื้นที่
ี่
สำนักงานปัองกันควบคุมโรค (สคร.) ท 12 สงขลา
นพ.เฉลิมพล ผอ. สคร. 12 สงขลา หัวหน้าโครงการร่วม ดูแลการปฏิบัติการโครงการ
โอสถพรมมา โทร. 099 321 4156 ในทุกด้านที่ โรงพยาบาล 4
Email: [email protected] แห่ง และมาลาเรียคลินิก 2
แห่ง
นายปฐมพร นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ ผู้ช่วยหัวหน้า สนับสนุนหัวหน้าโครงการฯ
พริกชู โทร. 081 599 3176 โครงการฯ ร่วม ร่วมและประสานงาน
Email: [email protected] ณ สคร. 12 ระหว่างกองโรคติดต่อนำโดย
แมลงและศตม.12.1 ยะลา
นางปรียาภรณ์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ ผู้ช่วยหัวหน้า สนับสนุนหัวหน้าโครงการฯ
ซุ่ยดา โทร. 081 388 5180 โครงการฯร่วม ณ ร่วมและประสานงาน
Email: [email protected] สคร. 12 ระหว่างกองโรคติดต่อนำโดย
แมลงและศตม.12.1 ยะลา
นาย หัวหน้าศูนย์โรคติดต่อนำโดยแมลง ผู้ประสานงาน ประสานงานเครือข่ายของ
มอหะมะนอ (ศตม.) ที่ 12.1 ยะลา ภาคสนาม โครงการฯ กำกับดูแล
บาโงปะแต โทร. 080 702 8614 ความก้าวหน้างานในแต่ละ
Email: [email protected] วัน ที่โรงพยาบาล 4 แห่ง
และมาลาเรียคลินิก 2 แห่ง
หน้าที่ 3 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
ชื่อ ตำแหน่ง บทบาทในการศึกษา กิจกรรมที่ต้องทำใน
การศึกษา
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชยะหา
นพ.ทินกร ผอ. โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ผู้ร่วมดำเนินการ ดูแลการปฏิบัติงานทั้งหมด
ปินหะยีอารง ยะหา ศึกษา (หัวหน้าทีม ของโครงการฯ ใน
โทร. 081 478 6627 โรงพยาบาล) โรงพยาบาลสมเด็จพระ
Email: ยุพราชยะหา
[email protected]
โรงพยาบาลธารโต
นพ.มัซลัน ผอ. โรงพยาบาลธารโต ผู้ร่วมดำเนินการ ดูแลการปฏิบัติงานทั้งหมด
ตะเระ โทร. 087 967 3890 ศึกษา (หัวหน้าทีม ของโครงการฯ ใน
Email: [email protected] โรงพยาบาล) โรงพยาบาลธารโต
โรงพยาบาลกรงปีนัง
นพ.อีระฟาน ผอ. โรงพยาบาลกรงปีนัง ผู้ร่วมดำเนินการ ดูแลการปฏิบัติงานทั้งหมด
หะยีอีแต โทร. 084 747 5161 ศึกษา (หัวหน้าทีม ของโครงการฯ ใน
Email: [email protected] โรงพยาบาล) โรงพยาบาลกรงปีนัง
โรงพยาบาลกาบัง
นพ.ซำซูดิน ผอ. โรงพยาบาลกาบัง ผู้ร่วมดำเนินการ ดูแลการปฏิบัติงานทั้งหมด
ดายะ โทร. 080 139 7860 ศึกษา (หัวหน้าทีม ของโครงการฯ ใน
Email: [email protected] โรงพยาบาล) โรงพยาบาลกาบัง
นพ.ฮานีฟ นายแพทย์ชำนาญการ ผู้ร่วมดำเนินการ สนับสนุนหัวหน้าทีม
คอแด๊ะ โทร. 073 239199 ศึกษา (ผู้ช่วยหัวหน้า โรงพยาบาลกาบังและช่วย
ทีมโรงพยาบาล) ปฏิบัติงานทั้งหมดของ
โครงการฯ ในโรงพยาบาลกา
บัง
หน้าที่ 4 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
ชื่อ ตำแหน่ง บทบาทในการศึกษา กิจกรรมที่ต้องทำใน
การศึกษา
โรงพยาบาลศูนย์ยะลา
นพ.อินทร์ จัน ผอ. โรงพยาบาลศูนย์ยะลา ผู้ร่วมดำเนินการ สนับสนุนและควบคุมการ
แดง โทร. 081-8989522 ศึกษา (หัวหน้าทีม ดำเนินงานของโครงการฯ
Email: [email protected] โรงพยาบาล) ณ โรงพยาบาล ศูนย์ยะลา
ในกรณีที่มีผู้ป่วยใน
โครงการฯ ถูกส่งต่อมาเพอ
ื่
การบำบัดรักษา
พญ.ฮะมีดะห์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ นายแพทย์ชำนาญ ให้คำปรึกษาในเรื่องการส่ง
มูหามัด โทร. 086 288 9794 การพิเศษด้านโลหิต ต่อผู้ป่วยในโครงการฯที่
Email: [email protected] วิทยา สงสัยมีภาวะเม็ดโลหิตแดง
แตกและให้การบำบัดรักษา
หน้าที่ 5 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
สรุปย่อโครงการวิจัย
ชื่อโครงการ การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาด
อย่างเหมาะสมด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD
เชิงปริมาณ ประเทศไทย
Operational Feasibility of Appropriate Plasmodium vivax Radical Cure with
Tafenoquine or Primaquine After Quantitative G6PD Testing in Thailand
วัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์หลัก
เพื่อตรวจสอบดูว่าผู้ป่วยพบเชื้อ Plasmodium vivax (P. vivax) ที่มีอายุ ≥ 16 ปี ได้รับยา
tafenoquine (TQ) ถูกต้องสอดคล้องกับระดับเอนไซม์ glucose-6-phosphate
dehydrogenase (G6PD) หรือไม่
วัตถุประสงค์รอง
1. เพื่อตรวจสอบดูว่าผู้ป่วยพบเชื้อ P. vivax ที่มีอายุ ≥16 ปี ได้รับยา primaquine (PQ)
ถูกต้องสอดคล้องกับระดับเอนไซม์ G6PD หรือไม่
2. เพื่อประเมินความถูกต้องของการรักษามาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดด้วยยา TQ หรือ
PQ ตามแนวปฏิบัติของโครงการฯ
3. เพื่อวัดความถี่ของการเกิดภาวะโลหิตจางชนิดเฉียบพลันจากเม็ดโลหิตแดงแตกที่เกิดจาก
ยา (drug-induced Acute Haemolytic Anaemia - AHA) ซึ่งได้รับรายงาน
ผลที่คาดว่าจะ - ผลหลักที่คาดว่าจะได้รับ
ได้รับ - ร้อยละของผู้ป่วยพบเชื้อ P. vivax ที่มีอายุ ≥16 ปี ที่ได้รับ หรือไม่ได้รับยา tafenoquine
(TQ) ถูกต้องสอดคล้องกับระดับเอนไซม์ G6PD:
- ในจำนวนผู้ป่วย P. vivax ทั้งหมดที่มีอายุ ≥16 ปี:
-
- จำนวนผู้ป่วยที่ได TQ อย่างถูกต้อง* + จำนวนผู้ป่วยทีไม่ได้รับ TQ แต่ถูกต้อง**
้
้
- จำนวนผู้ป่วยที่ได TQ ทั้งหมด*** + จำนวนผู้ป่วยที่ไม่ไดรับ TQ แต่ถูกต้อง**
้
- * จำนวนผู้ป่วยที่ระดับเอนไซม์ G6PD ≥70% (>6IU/g Hb*) ที่ได้รับยา TQ
- ** จำนวนผู้ป่วยที่ระดับเอนไซม์ G6PD <70% (≤6IU/g Hb*) ที่ไม่ได้รับยา TQ
*** จำนวนผู้ป่วยที่รับยา TQ (ทั้งถูกต้องและไม่ถูกต้อง)
หมายเหต ตัวเศษในการคำนวณประกอบด้วยผู้ป่วยซึ่งได้รับ TQ อย่างถูกต้องเหมาะสม รวมกับผู้ป่วยท ี่
ุ
ไม่ได้รับ TQ แต่ถูกต้องตามระดับเอนไซม์ G6PD เท่านั้น ส่วนผู้ที่ได้รับ PQ วันละครั้ง แม้ว่าจะมีระดับ
หน้าที่ 6 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
เอนไซม์ G6PD เพียงพอที่จะรับ TQ ได้ จะไม่ถูกนำมารวมในตัวส่วน เนื่องจากไม่มีผลกระทบต่อความ
ปลอดภัยของผู้ป่วย
- ผลรองที่คาดว่าจะได้รับ
1. ร้อยละของผู้ป่วยพบเชื้อ P. vivax ที่มีอายุ ≥16 ปี ที่ได้รับ หรือไม่ได้รับยา PQ วันละครั้ง
์
ถูกต้องสอดคล้องกับระดับเอนไซม G6PD
ในจำนวนผู้ป่วย P. vivax ทั้งหมดที่มีอายุ ≥16 ปี:
- จำนวนผู้ป่วยทได PQ วันละครั้งอย่างถูกต้อง* + จำนวนผู้ป่วยที่ไม่ได้ PQ วันละครั้งซึ่งถูกต้อง**
ี่
้
้
ี่
- จำนวนผู้ป่วยทั้งหมดทได PQ วันละครั้ง*** + จำนวนผู้ป่วยที่ไม่ได้ PQ วันละครั้งซึ่งถูกต้อง**
- * จำนวนผู้ป่วยที่ระดับเอนไซม์ G6PD ≥30% (≥ 4 IU/g Hb*) ที่ได้รับยา PQ วันละครั้ง
- ** จำนวนผู้ป่วยที่ระดับเอนไซม์ G6PD <30% (< 4 IU/g Hb*) ที่ไม่ได้รับยา PQ วันละครั้ง
- *** จำนวนผู้ป่วยทั้งหมดที่ได้รับยา PQ วันละครั้ง
หมายเหต ตัวเศษในการคำนวณประกอบด้วยผู้ป่วยซึ่งได้รับ PQ วันละครั้งอย่างถูกต้องเหมาะสม รวมกับ
ุ
ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับ PQ วันละครั้งซึ่งถูกต้องตามระดับเอนไซม์ G6PD เท่านั้น
์
2. ร้อยละของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษามาลาเรียชนิดไวแวกซขั้นหายขาดด้วยยา TQ หรือ PQ
ตามแผนภูมิการรักษาของโครงการฯ
3. ความถี่ของการเกิด AHA ซึ่งได้รับรายงาน
รูปแบบ - โครงการนี้เป็นการศึกษาระยะยาว ในลักษณะดำเนินไปข้างหน้า โดยวิธีสังเกต และ
่
การศึกษา ทำการศึกษาในสถานบริการสาธารณสุขหลายแห่งพร้อมกัน โดยจะศึกษาผู้ป่วยมาลาเรียทีมี
เชื้อชนิด P. vivax จะดำเนินการที่จังหวัดยะลา และมีการตรวจเอนไซม์ G6PD ชนิดที่วัด
ระดับเอนไซม์ได้ (เชิงปริมาณ) ก่อนจ่ายยา
- ในต้นปี 2563 ก่อนเริ่มโครงการนี้ จะมีการนำชุดตรวจเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ มาใช้ใน
การตรวจรักษาในระบบปกติของจังหวัดยะลา เพื่อถือเป็นการปฏิบัติก่อนจ่ายยา PQ
ในผู้ป่วยมาลาเรียชนิด P. vivax เพื่อสอดคล้องกับคำแนะนำที่ระบุไว้ ในแนวเวชปฏิบัติใน
การรักษาผู้ป่วยโรคไข้มาลาเรีย พ.ศ. 2562 สำหรับการรักษาขั้นหายขาดมาลาเรียชนิดเชื้อ
P. vivax ในโรงพยาบาลและมาลาเรียคลินิกทุกแห่งในจังหวัดยะลา
- ก่อนเริ่มโครงการฯ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในโรงพยาบาลและมาลาเรียคลินิกทุกแห่งที่ร่วม
โครงการฯ จะได้รับการฝึกอบรมวิธีการตรวจเอนไซม์ G6PD ชนิดที่วัดระดับเอนไซม์ได้ (เชิง
ปริมาณ) อีกครั้ง รวมทั้งการรักษาขั้นหายขาดด้วยยา TQ และ PQ ตามแผนภูมิการรักษา
ของโครงการนี้ โดยเจ้าหน้าที่กองโรคติดต่อนำโดยแมลง โดยจะใช้อุปกรณ์ประกอบการสอน
เป็นสิ่งพิมพ์สุขศึกษา (ซึ่งตั้งใจจะนำมาใชัตอนที่จะเริ่มใช้ TQ ในประเทศไทยในวงกว้าง)
หน้าที่ 7 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
- จะมีการพัฒนาขั้นตอนวิธีมาตรฐานในการดำเนินการ (SOP) เพื่อตรวจหาผู้ป่วยว่ามีความ
เสี่ยงจะเกิดภาวะ AHA และคำแนะนำในการบำบัดเบื้องต้นสำผู้ป่วย AHA และการส่งต่อ
ผู้ป่วยไปโรงพยาบาลที่สามารถรับผู้ป่วยส่งต่อ
- กองโรคติดต่อนำโดยแมลงจะกระจายอุปกรณ์ตรวจเอนไซม์ G6PD และยา TQ ไปยังสถาน
บริการสาธารณสุขในโครงการฯ โดยใช้ระบบปกติที่ใช้กระจายยาและวัสดุที่ใช้ในการ
วินิจฉัยโรค ส่วนยา PQ และยารักษามาลาเรียชนิดอื่นเป็นยาที่มีอยู่แล้วในประเทศไทย
- ในช่วงทำการศึกษาผู้ดำเนินการศึกษาจะรับผู้ป่วยทุกรายซึ่งมีลักษณะเข้าหลักเกณฑ์การ
คัดเลือกผู้ป่วยเข้าในโครงการฯเพื่อลงทะเบียนไว้ในการศกษา
ึ
- ผู้ป่วยแต่ละราย หรือผู้แทนตามกฏหมาย (ในกรณีผู้เยาว์) จะต้องลงนามในใบยินยอม ซึ่ง
แสดงว่าผู้ป่วยยินยอมเข้าร่วมในการศึกษาโดยได้พิจารณาว่าผู้ป่วยจะได้รับยา TQ (หรือ PQ)
ขึ้นอยู่กับระดับเอนไซม์ที่เหมาะสม และอนุญาตให้ผู้ดำเนินการศึกษาใช้ข้อมูลซึ่งไม่ระบุตัว
บุคคล เพื่อการวิเคราะห์ได้
- กรณีผู้ป่วยที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ผู้ปกครองตามกฏหมายจะเป็นผู้ลงนามในใบยินยอมแทน
ผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 18 ปี จะได้รับแบบใบเห็นพ้องไว้เป็นหลักฐานด้วย
- การศึกษานี้จะไม่มีการไปเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ และไม่มี
ผลกระทบต่อการปฏิบัติงานตามปกติเกี่ยวกับการจ่ายยา หรือแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วย
นอกเหนือจากที่ระบุไว้เกี่ยวกับการรักษาขั้นหายขาดโรคไข้มาลาเรียชนิดเชื้อ P. vivax ด้วย
ยา TQ หรือ PQ
- เจ้าหน้าที่จะนัดให้ผู้ป่วยมาลาเรียชนิด P. vivax กลับมาเพื่อติดตามผลการรักษาในวันที่ 5
(Day 5, อนุญาตให้ติดตามได้ระหว่างวันที่ 4-6) หลังจากได้รับยารักษามาลาเรียมื้อแรกเมื่อ
เริ่มการรักษา (Day 1) ซึ่งจะเป็นการนัดปกติของจังหวัดยะลา เพิ่มเติมจากนโยบายติดตาม
ผู้ป่วยมาลาเรียชนิด P. vivax ตามปกติของประเทศไทย ซึ่งจะนัดผู้ป่วยมาลาเรียที่มีเชื้อชนิด
P. vivax กลับมาครั้งแรกในวันที่ 14 (Day 14, อนุญาตให้ติดตามได้ระหว่างวันที่ 13-16)
- ผู้ดำเนินการของโครงการฯจะเก็บข้อมูลผู้ป่วย ตามแผนการติดตามหลังการรักษาผู้ป่วย
ในวันแรกของการรักษา (Day 1) เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐาน (baseline) และในวันที่ 5 กับวันที่
14 ด้วย
- รายใดที่สงสัยว่าจะมีภาวะ AHA จะถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาลศูนย์ยะลาที่รับผู้ป่วยส่งต่อ
ซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับวุฒิบัตรด้านโลหิตวิทยา และโรงพยาบาลนี้มีบริการเต็มรูปแบบ
ในการถ่ายโลหิต การล้างไต และอุปกรณ์ช่วยชีวิตต่าง ๆ สำหรับการสอบสวนและการรักษา
หน้าที่ 8 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
- เนื่องจากผู้ป่วยบางรายที่มีภาวะ AHA อาจไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยไม่ได้แจ้ง
มายังโครงการฯ เมื่อพิจารณาแล้ว เห็นว่าโรงพยาบาลในจังหวัดยะลาที่ร่วมโครงการฯ และ
โรงพยาบาลศูนย์ยะลาต้องได้พบผู้ป่วย AHA ทุกราย เพราะต้องเข้ารับการรักษาใน
โรงพยาบาลทั้งหมด ดังนั้น เจ้าหน้าที่ของโครงการฯ จะทำการตรวจคัดกรองรายงานการรับ
ผู้ป่วยไว้ในโรงพยาบาลเหล่านี้ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อติดตามว่าอาจมีผู้ป่วยในโครงการนี้ที่มา
โรงพยาบาลด้วยอาการแสดงของ AHA ไตวาย หรือรับการถ่ายโลหิต
โครงการศึกษานี้จะแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ:
- ระยะที่ 1 (นานประมาณ 3 เดือน): จะดำเนินงานที่สถานบริการสาธารณสุขระดับสูงกว่า
(คือโรงพยาบาล) ภายหลังจากที่ได้รับผู้ป่วย P. vivax อายุ ≥16 ปี ไปแล้วจำนวน 40 ราย
จะทำการวิเคราะห์ผลเบื้องต้นระหว่างการดำเนินโครงการฯ (interim analysis) เพอ
ื่
ตัดสินใจว่าควรขยายงานไปยังสถานบริการสาธารณสุขที่ต่ำกว่า (คือมาลาเรียคลินิก) หรือไม่
คณะกรรมการอิสระที่กำกับดูแลโครงการศึกษา (Independent Study Oversight
Committee – ISOC) จะเป็นผู้พิจารณาและตัดสินใจเรื่องนี้
การจัดตั้งคณะกรรมการฯ นี้ และหลักเกณฑ์ในการพิจารณาตัดสินใจของกรรมการจะถูก
กำหนดโดย กองโรคติดต่อนำโดยแมลงร่วมกับ MMV ถ้าการวิเคราะห์ผลระหว่างการดำเนิน
โครงการฯ แสดงว่า ผลไม่เป็นที่น่าพอใจ เช่น พิจารณาจากอุบัติการณ์ AHA ที่เกิดจากยา
ความถูกต้องของการใช้แผนภูมิการรักษาผู้ป่วย อัตราการขาดการติดตามระหว่างวันแรกรับ
ผู้ป่วยและวันที่ 5 (Day 5) คณะกรรมการฯ ชุดนี้อาจจะพิจารณาไม่ขยายงานไปยังสถาน
บริการระดับต่ำกว่า (มาลาเรียคลินิก) ก็ได้ จนกว่าจะมีการปรับปรุงในการให้ความรู้
และ/หรือมีการสนับสนุนบุคลากรที่ให้บริการด้านสาธารณสุข อาจต้องทำการวิเคราะห์ผล
ระหว่างการดำเนินการของโครงการฯ (interim analysis) เพิ่มเติมอีกตามความเหมาะสม
– ระยะที่ 2 (นานประมาณ 9 เดือน): หากได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการ ISOC ก็จะเริ่ม
ดำเนินการศึกษาที่สถานบริการสาธารณสุขระดับต่ำกว่า (มาลาเรียคลินิก) ได้ ส่วนสถาน
บริการสาธารณสุขระดับสูงกว่า (โรงพยาบาล) ก็จะดำเนินงานรับผู้ป่วยเข้าโครงการศึกษา
ต่อไป
คณะกรรมการ ISOC จะทำการทบทวนตรวจสอบผลขั้นสุดท้ายเมื่อเสร็จสิ้นโครงการฯ
คาดว่าจะดำเนินการเก็บข้อมูลในโรงพยาบาลและมาลาเรียคลินิกตามเป้าหมายเต็มรูปแบบ
โดยใช้เวลาประมาณ 12 เดือน
หน้าที่ 9 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
สถานที่ การศึกษานี้จะดำเนินงานที่จังหวัดยะลา (อำเภอธารโต ยะหา กรงปีนัง กาบังและเมืองยะลา)
ดำเนินการ โดยจะดำเนินการที่สถานบริการสาธารณสุขที่รักษาผู้ป่วยมาลาเรียและทำการติดตามหลัง
ศึกษา รักษา ถ้าต่อมาพบว่าจำนวนผู้ป่วย P vivax ลดลง ก็อาจเพิ่มสถานที่ศึกษา
.
(ได้แก อำเภอ เบตงในจังหวัดยะลา อำเภอศรีสาครในจังหวัดนราธิวาส และอำเภอสะบ้าย้อย
่
ในจังหวัดสงขลา)
- โครงการระยะที่ 1 ดำเนินการที่สถานบริการสาธารณสุข 4 แห่ง ที่มีระดับสูงกว่าใน
ระยะที่ 2 (คือโรงพยาบาลชุมชน)
- โครงการระยะที่ 2 จะดำเนินได้ต่อเมื่อคณะกรรมการ ISOC อนุมัติ กระทำที่สถาน
บริการสาธารณสุข 2 แห่ง ที่มีระดับต่ำกว่าในระยะที่ 1 (คือ มาลาเรียคลินิกซึ่งมีที่
ตั้งอยู่ห่างจากสถานบริการสาธารณสุขที่ระดับสูงกว่า และให้บริการรักษาผู้ป่วย
ฉุกเฉินได้เต็มรูปแบบ เช่น โรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลทั่วไปโดยใช้เวลา
เดินทางไม่เกิน 3 ชั่วโมง)
จำนวนผู้ป่วย ในการศึกษานี้ คาดว่าจะรับผู้ป่วย P. vivax ประมาณ 125 ราย จากสถานบริการสาธารณสุข
ระดับสูงกว่า ในเวลา 12 เดือน และประมาณ 125 ราย จากสาธารณสุขระดับต่ำกว่า
ในเวลา 9 เดือน รวมทั้งสิ้น 250 ราย (ในจำนวนนี้ประมาณว่าผู้ป่วยราว 170-180 ราย
จะสมควรได้รับยา TQ)
หลักเกณฑ์การ ผู้ป่วยที่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้:
คัดเลือกผู้ป่วย - เป็นคนไทยมีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 16 (>16) ปี ในวันที่รับเข้าโครงการฯ
- วินิจฉัยว่าพบเชื้อมาลาเรียชนิด P. vivax เพียงชนิดเดียว และไม่มีภาวะแทรกซ้อน
ได้รับการยืนยันเชื้อมาลาเรียโดยการตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ และย้อมด้วยสียิมซ่า
แบบมาตรฐาน
- น้ำหนักร่างกาย 35 กิโลกรัม หรือมากกว่า
- ระดับความเข้มข้นของเลือด (ฮีโมโกลบิน หรือ Hb) ต้องมากกว่า 7 กรัม%
- อยู่ห่างจากบริการแพทย์ฉุกเฉินของโรงพยาบาลรัฐไม่เกิน 24 ชั่วโมง
หลักเกณฑ์ของผู้ป่วยที่ถูกคัดออก:
- กำลังเข้าร่วมในโครงการศึกษาวิจัยทางการแพทย์อื่น
- ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานซึ่ง
o ได้รับการรักษาด้วย metformin [เพราะอาจจะเพิ่มความเสี่ยงของภาวะเลือด
เป็นกรด (lactic acidosis) อันเนื่องมาจาก metformin เมื่อใช้ร่วมกับ
tafenoquine]
หน้าที่ 10 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
o ผู้ป่วยมีภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD และกำลังได้รับยากลุ่ม sulfonylureas
เช่น Glucotrol, Glynase, Metaglip และ Micronase (เพราะอาจเพิ่มความ
เสี่ยงของการเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกในผู้ป่วยกลุ่มนี้)
- ผู้ป่วยตั้งครรภ์หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์ หรือ กำลังให้นมบุตร*
1
- อาการทางคลินิกเป็นมาลาเรียที่รุนแรง มีภาวะแทรกซ้อน*
การเลิกจากการศึกษา (discontinuation criteria) (กรณีตรวจพบว่าเป็นมาลาเรีย
่
มากกว่า 1 ชนิดในภายหลัง) ซึ่งจะไมยุติการศึกษาในผู้ป่วยรายที่ตรวจพบว่ามีเชื้อชนิด
ผสม (P. vivax และ P. falciparum) ในภายหลัง เนื่องจากเหตุผล ดังนี้
1. Tafenoquine เป็นยาในกลุ่ม Quinolide ที่ออกฤทธิ์ยาว เนื่องจากมี Half life ยาว
ประมาณ 2 สัปดาห์ สามารถรับประทานเพียงครั้งเดียว ตั้งแต่วันแรกที่ตรวจพบเชื้อ
ี
P. vivax อย่างไรก็ตามมอาการไม่พึงประสงค์ที่สำคัญ คือ ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลัน
(Acute hemolytic anemia) ได้ ในผู้ป่วยที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD และเนื่องจากยา
Tafenoquine ออกฤทธิ์ยาวและคงอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน ภาวะไม่พึงประสงค์ดังกล่าว
จึงอาจจะเกิดขึ้นภายหลังจากได้รับยาไปแล้วเป็นสัปดาห์ จึงมีความจำเป็นที่ผู้วิจัยต้อง
ติดตามอาการของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดเพื่อตรวจจับภาวะซีดจากเม็ดเลือดแดงแตกที่อาจ
เกิดขึ้นให้ได้แต่เนิ่น ๆ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นหลัก
2. การศึกษานี้ ไม่ใช่การศึกษาประสิทธิผลของยา เพียงแต่ประเมินว่าผู้ป่วยพบเชื้อ
P. vivax ที่มีอายุ ≥ 16 ปี ได้รับยา Tafenoquine ถูกต้องสอดคล้องกับระดับเอนไซม์
glucose-6-phosphate dehydrogenase (G6PD) หรือไม่ ดังนั้นแม้ว่าจะพบเชื้อชนิดผสม
ในภายหลัง ก็ไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจจ่ายยา Tafenoquine ซึ่งได้จ่ายไปแล้วตั้งแต่วันแรก
ที่ตรวจพบเชื้อ P. vivax แพทย์ในโครงการฯ จะเพียงปรับการรักษาโดยใช้ยาตามแนว
ทางการรักษาของประเทศไทยเพื่อให้ครอบคลุมเชื้อชนิดอื่นที่ตรวจพบร่วมด้วยในภายหลัง
เท่านั้น
3. โอกาสที่จะพบเชื้อชนิดผสมภายใน Day 14 เป็นไปได้ยากมากเพราะเชื้อ P.
P.falciparum มีอุบัติการณ์ต่ำมากในจังหวัดยะลา
1 ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยชนิดเชื้อ P. falciparum คำนิยามของผู้ป่วยมาลาเรียรุนแรง คือผู้ป่วยมีความรู้สึกตัวลดลง อ่อนแรง ชักหลายครั้ง มีภาวะเลือด
เป็นกรด น้ำตาลในเลือดต่ำ ซีดมาก ไตทำงานบกพร่อง ตัวเหลือง สภาวะหายใจบกพร่อง มีเลือดออกมาก มีภาวะช็อค ความหนาแน่นเชื้อมาลาเรียสูง
มาก (มากกว่า 10% ในผู้ป่วยมาลาเรียรายที่มีเชื้อ P. falciparum)
: เอกสารอ้างอิง Tropical Medicine and International Health volume 19 suppl 1 pp 7–131 September 2014.
หน้าที่ 11 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม หากพบกรณีดังกล่าว เราจะรายงานผลแยกต่างหากจากผู้ป่วยอื่นของ
โครงการฯ ข้อมูล ดังกล่าว จะเป็นประโยชน์สำหรับการวางแผนหากจะนำยา Tafenoquine
มาใช้ทั่วประเทศ
กรณีผู้ป่วยขอถอนตัวออกจากการศึกษา สามารถกระทำได้ และผู้วิจัยจะไม่นำข้อมูล
ของผู้ป่วยมารวมในการศึกษา อย่างไรก็ตาม กรณีผู้ป่วยรับประทานยา Tafenoquine
ไปแล้ว ยังจำเป็นต้องมีการติดตามผู้ป่วย โดยแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานมาลาเรีย
(หน่วยควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลงและศูนย์ควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลง) ในพื้นที่
เพื่อสอบถามอาการข้างเคียง ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นหลัก
*ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้จำเป็นต้องรับการดูแลเป็นกรณีพิเศษจากแพทย์ตามแนวเวชปฏิบัติในการรักษา
ผู้ป่วยโรคไข้มาลาเรีย พ.ศ. 2562 อยู่แล้ว และมักต้องส่งต่อไปยังสถานบริการสาธารณสุขระดับสูงกว่า
นอกพื้นที่ศึกษา
หลักเกณฑ์การ เนื่องจากโครงการนี้ เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
รับเจ้าหน้าที่ ดังนั้นนอกจากผู้ป่วย ยังต้องมีกลุ่มเจ้าหน้าที่สถานบริการสาธารณสุข เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เข้า
ของสถาน ร่วมโครงการฯ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ ก็ถือเป็นตัวแปร ซึ่งจะร่วมบ่งชี้ผลของโครงการฯ ด้วย
บริการ ระดับโรงพยาบาลชุมชน:
สาธารณสุขเข้า 1. เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาล
ร่วมในโครงการ - นักเทคนิคการแพทย์ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือเจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์
ประจำที่โรงพยาบาลซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ศึกษาของโครงการนี้
- ทำหน้าที่ตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ รวมทั้งการวินิจฉัยมาลาเรีย
- เป็นผู้รับผิดชอบการตรวจเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ด้วยเครื่อง STANDARD™
G6PD test (SD Biosensor, Inc. สาธารณรัฐเกาหลี)
มีความเต็มใจเข้ารับการอบรมสำหรับโครงการนี้ ซึ่งจัดโดยกองโรคติดต่อนำโดย
แมลง
2. แพทย ์
- แพทย์เวชปฏิบัติที่มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลป์ ของแพทยสภาของประเทศไทย
และประจำที่โรงพยาบาลซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ศึกษาของโครงการนี้
- รับผิดชอบในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มารับบริการที่โรงพยาบาล รวมทั้งผู้ป่วย
มาลาเรีย
หน้าที่ 12 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
- ทราบถึงนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขเรื่องการกำจัดมาลาเรียในประเทศไทย
ได้อ่านและเข้าใจอย่างถ่องแท้เรื่องแนวทางการรักษาผู้ป่วยมาลาเรีย
ฉบับ พ.ศ. 2562 ของกองโรคติดต่อนำโดยแมลง
- มีความเต็มใจเข้ารับการอบรม ซึ่งจัดโดยกองโรคติดต่อนำโดยแมลง
ระดับมาลาเรียคลินิก:
เจ้าหน้าที่ตรวจบำบัดมาลาเรีย (จตบ.)
- เป็นเจ้าหน้าที่ตรวจบำบัดประจำมาลาเรียคลินิก ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ศึกษาของ
โครงการนี้
- มีประสบการณ์ในการตรวจวินิจฉัยและบำบัดรักษามาลาเรีย และการให้สุขศึกษา
เรื่องมาลาเรียแก่ผู้ป่วย
- มีความเต็มใจเข้ารับการอบรมสำหรับโครงการนี้ ซึ่งจัดโดยกองโรคติดต่อนำโดย
แมลง
เจ้าหน้าที่ทุกรายตามหลักเกณฑ์ข้างต้นในโรงพยาบาลชุมชน และมาลาเรียคลินิกที่เข้าร่วม
ต้องมีความสนใจในโครงการฯ มีความเต็มใจที่จะเป็นอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการฯ มีเวลา
ุ
พอเพียงที่จะสามารถอทิศให้กับโครงการนี้ได้โดยไม่กระทบกับงานประจำ
วิธีการทางสถิติ การวิเคราะห์ทางสถิติจะใช้โปรแกรม SAS® version 9.4 หรือสูงกว่านั้น ใช้สถิติเชิง
พรรณนา
- จะทำการพรรณนาตัวแปรที่เป็นค่าต่อเนื่องในรูปแบบค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบน
มาตรฐาน ค่ามัธยฐาน ค่าควอไตล์ที่ 1 และ 3 ค่าต่ำสุด และค่าสูงสุด และจำนวน
ข้อมูลที่ขาดหายไป
- จะทำการพรรณนาตัวแปรที่เป็นหมวดหมู่ในรูปแบบจำนวนทั้งหมดและค่าร้อยละ
และจำนวนข้อมูลที่ขาดหายไป ข้อมูลที่ขาดหายไปจะไม่นำมารวมตอนคิดคำนวณ
เป็นค่าร้อยละ
- จะมีการแสดงช่วงความเชื่อมั่นที่ 95%
ระยะเวลา 2 ปี (รวมระยะเวลาเก็บข้อมูล 1 ปี)
ศึกษา
หน้าที่ 13 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
สารบัญ
1. รายชื่อคำย่อ ............................................................................................................................................. 19
2. ความเป็นมาและหลักการเหตุผล ............................................................................................................... 21
2.1 ความเป็นมา ........................................................................................................................................ 21
2.2 หลักการเหตุผลของการศึกษา .............................................................................................................. 23
3. ประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิจัย ............................................................................................................... 25
4. วัตถุประสงค์และการวัดผล ....................................................................................................................... 25
4.1 วัตถุประสงค์ ........................................................................................................................................ 26
4.1.1 วัตถุประสงค์หลัก ........................................................................................................... 26
4.1.2 วัตถุประสงค์รอง ............................................................................................................ 26
4.2. การวัดผล ............................................................................................................................................. 27
4.2.1 ผลหลัก .......................................................................................................................... 27
4.2.2 ผลรอง ........................................................................................................................... 27
5. สถานที่ศึกษาวิจัย ...................................................................................................................................... 29
6. ระยะเวลาศึกษาวิจัย ................................................................................................................................. 30
7. รูปแบบโครงการฯ และการวางแผนการวิจัย ............................................................................................. 31
7.1 ประชากรที่รับเข้าโครงการฯ ................................................................................................................ 34
7.1.1 หลักเกณฑของผู้ป่วยที่ได้รับเลือก .................................................................................. 34
์
7.1.2 หลักเกณฑของผู้ป่วยที่ถูกคัดออก .................................................................................. 34
์
7.1.3 หลักเกณฑ์การรับเจ้าหน้าที่ของสถานบริการสาธารณสุขเข้าร่วมในโครงการฯ ………….. 36
7.2 ขนาดของตัวอย่างศึกษา ...................................................................................................................... 36
ุ
7.3 ผลิตภัณฑ์ยาและอปกรณ์ตรวจเอนไซม์ G6PD ..................................................................................... 38
หน้าที่ 14 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
8. การประเมินผลโครงการฯ ......................................................................................................................... 40
8.1 ข้อมูลผู้ป่วย ......................................................................................................................................... 40
8.2 การเก็บข้อมูล ...................................................................................................................................... 41
8.2.1 ข้อมูลผู้ป่วย …………………….......................................................................…….……………………… 41
8.2.2 ข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เขาร่วมโครงการฯ .……..................................................... 42
้
9. ความเสี่ยง การลดความเสี่ยง และการรายงานความปลอดภัยของยา ...................................................... 43
9.1 ความเสี่ยง และแนวทางลดความเสี่ยง ................................................................................................ 43
9.2 การรวบรวม และการรายงานเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยของยา .................................................... 43
10. วิธีการทางสถิติ .......................................................................................................................................... 45
10.1 การวิเคราะห์ทางสถิติ ........................................................................................................................ 45
10.1.1 ข้อพิจารณาทั่วไป ........................................................................................................ 45
10.1.2 ประชากรที่นำมาวิเคราะห์ ........................................................................................... 45
10.1.3 การวิเคราะห์ข้อมูล……………………………………………………………………………………………45
ก. ข้อมูล
ผู้ป่วย……………………………………………………………………………………………………………..45
ข. ข้อมูลเจ้าหน้าที่สถานบริการสาธารณสุขที่เข้าร่วมในโครงการฯ ............................................47
10.1.4 การวิเคราะห์ผลในระหว่างดำเนินโครงการฯ ............................................................... 47
10.2 ความอคติในการศึกษา ...................................................................................................................... 47
10.2.1 ความอคติจากการคดเลือก .......................................................................................... 47
ั
10.2.2 ความอคติของตัวข้อมูล................................................................................................ 47
10.2.3 ความอคติจากตัวกวน .................................................................................................. 48
11. การจัดการข้อมูล ....................................................................................................................................... 49
12. ขั้นตอนการติดตามผล ............................................................................................................................... 50
หน้าที่ 15 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
12.1 การรับสถานที่โครงการฯและการอบรม ............................................................................................. 50
12.2 การดูแลติดตามผลเป็นระยะ ............................................................................................................. 50
12.3 การรักษาความลับของข้อมูลผู้ป่วย .................................................................................................... 50
13. การเปลี่ยนแปลงในการดำเนินการศึกษา ................................................................................................... 51
้
13.1 การแกไขเอกสารโครงการฯ ............................................................................................................... 51
13.2 สถานบริการที่ร่วมโครงการฯยุติการเข้าร่วมก่อนกำหนด ................................................................... 51
14. จริยธรรมของการศึกษา ............................................................................................................................ 52
14.1 ข้อพิจารณาด้านจริยธรรม ................................................................................................................. 52
14.2 คณะกรรมการพิจารณาโครงการฯของสถาบัน คณะกรรมการอิสระด้านจริยธรรม / (IRB/IEC) .......... 52
14.3 คณะกรรมการอิสระที่กำกับดูแลโครงการฯ (ISOC) ........................................................................... 52
14.4 การยินยอม ....................................................................................................................................... 53
14.5 การปกป้องข้อมูล .............................................................................................................................. 54
14.6 การยึดถือตามเอกสารโครงการฯ ....................................................................................................... 54
14.7 การแกไขเอกสารโครงการฯ ............................................................................................................... 54
้
14.8 การรักษาระเบียนประวัติผู้ป่วย ......................................................................................................... 54
14.9 การรักษาความลับ ............................................................................................................................. 54
ึ
15. แผนการเผยแพร่และสื่อสารรายงานผลของการศกษา .............................................................................. 56
16. ประมาณค่าใช้จ่ายในการวิจัย.................................................................................................................... 57
17. เอกสารอ้างอิง ........................................................................................................................................... 60
18. ภาคผนวก ................................................................................................................................................. 63
ภาคผนวก 1 แผนภูมิการรับผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการฯและขั้นตอนการศึกษา
ภาคผนวก 2 การอบรมเจ้าหน้าที่ของโครงการฯ: แผนอบรม และเนื้อหา
ภาคผนวก 3 เอกสารชี้แจงสำหรับการเข้าร่วมในโครงการฯ
หน้าที่ 16 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
3.1 เอกสารชี้แจงการเข้าร่วมในโครงการฯ สำหรับผู้ป่วยอายุ 18 ปีขึ้นไป
3.2 เอกสารชี้แจงการเข้าร่วมในโครงการฯ สำหรับผู้ป่วยอายุ 16-17 ปี (ผู้เยาว์)
3.3 เอกสารชี้แจงการเข้าร่วมในโครงการฯ สำหรับบิดามารดา/ผู้ปกครอง ผู้ป่วยอายุ 16-17 ปี (ผู้เยาว์)
3.4 เอกสารชี้แจงการเข้าร่วมในโครงการฯ สำหรับเจ้าหน้าที่สถานบริการสาธารณสุข
ภาคผนวก 4 ภาวะโลหิตจางชนิดเฉียบพลันจากเม็ดโลหิตแดงแตก การดูแลเบื้องต้น และการส่งต่อผู้ป่วย
ภาคผนวก 5 บัญชีรายการให้คำปรึกษาผู้ป่วย
ภาคผนวก 6 แบบรายงานผู้ป่วย
ึ
ภาคผนวก 7 เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์และอาการไม่พงประสงค์
้
ภาคผนวก 8 ขั้นตอนการจัดการขอมูล
หน้าที่ 17 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
สารบัญตาราง
ตารางที่ 1: ตารางเวลากำหนดกิจกรรมสำคัญของโครงการฯ ............................................................................... 30
ตารางที่ 2: ค่าความแม่นยำ และช่วงค่าความเชื่อมั่นที่ 95% ที่ได้จากใช้ 80% ถึง 99%
ของจำนวนตัวอย่างระหว่าง 30 ถึง 300 .............................................................................................................. 38
ตารางที่ 3: กำหนดการประเมินผล ...................................................................................................................... 40
สารบัญรูป
รูปที่ 1: แผนภูมิการดำเนินโครงการฯ (Project flow) …………………...............................................................… 33
หน้าที่ 18 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
1. รายชื่อคำย่อ
คำย่อ คำจำกัดความ
ADR Adverse drug reaction (อาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากยา)
AE Adverse event (เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์)
AESI Adverse event of special interest (เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่สนใจเป็นพิเศษ)
AHA Acute hemolytic anemia (ภาวะโลหิตจางเฉียบพลันจากเม็ดโลหิตแดงแตก)
DVBD Division of Vector Borne Disease (กองโรคติดต่อนำโดยแมลง)
CI Confidence interval (ระดับความเชื่อมั่น)
CQ Chloroquine (ยาคลอโรควิน)
CRF Case report form (แบบรายงานผู้ป่วย)
ERCRHS The Ethical Review Committee for Research in Human Subjects (of Thai
Ministry of Public Health) (คณะกรรมการพิจารณาการศึกษาวิจัยในคน กระทรวง
สาธารณสุข)
FDA Food and Drug Administration (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา)
G6PD Glucose-6-phosphate dehydrogenase (เอนไซม์ G6PD)
GPP Good Pharmacoepidemiology Practice (การปฏิบัติที่ดีตามหลักเภสัชระบาด
วิทยา)
HCP Health care personnel (ผู้ให้บริการสุขภาพ)
HF Health Facility (สถานบริการสาธารณสุข)
ICF Informed consent form (ใบยินยอม)
ICH International conference on harmonization (การประชุมนานาชาติเรื่องความ
กลมกลืน)
IEC Independent ethics committee (คณะกรรมการอิสระด้านจริยธรรม)
IRB Institutional review board (คณะกรรมการพิจารณาโครงการของสถาบัน)
หน้าที่ 19 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
คำย่อ คำจำกัดความ
ISOC Independent study oversight committee (คณะกรรมการอิสระที่กำกับดูแล
โครงการ)
ISPE International Society for Pharmacoepidemiology (สมาคมเภสัชระบาดวิทยา
ระหว่างประเทศ)
MAH Marketing authorization holder (ผู้ถือสิทธิ์จำหน่าย)
P. vivax Plasmodium vivax
PQ Primaquine (ยาไพรมาควิน)
SADR Serious adverse drug reaction (อาการไม่พึงประสงค์ร้ายแรงที่เกิดจากยา)
SAE Serious adverse event (เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ร้ายแรง)
ี
TQ Tafenoquine (ยาทาฟโนควิน)
WHO World Health Organization (องค์การอนามัยโลก)
หน้าที่ 20 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
2. ความเป็นมาและหลักการเหตุผล
2.1 ความเป็นมา
้
การควบคุมโรคมาลาเรียในประเทศไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีความกาวหน้าเป็นที่น่าประทับใจ ทำให้
นำไปสู่การกำหนดเป้าหมายการกำจัดมาลาเรียภายในปี 2567 ขณะนี้เชื้อมาลาเรียชนิด Plasmodium vivax
(P. vivax) เป็นเชื้อที่พบมากที่สุดคือคิดเป็น >80% ของเชื้อทั้งหมด ในพ.ศ. 2561 มีรายงานว่าพบผู้ป่วย P. vivax
ในประเทศไทย 5,547 ราย คิดเป็น 87% ของผู้ป่วยมาลาเรียทั้งหมด (1)
เชื้อ P. vivax มีลักษณะเฉพาะ คือ มีระยะแฝงตัว (ระยะ hypnozoites ในตับ) ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิด
ไข้กลับซ้ำอีกหลายครั้งนานเป็นเดือนหรือเป็นปี (2) แนวทางขององค์การอนามัยโลกในการรักษามาลาเรียชนิด
P. vivax ให้หายขาดได้มีข้อแนะนำว่าให้รักษาการติดเชื้อระยะในเม็ดเลือด (ซึ่งทำให้เกิดอาการของโรค) และระยะ
ื่
ที่แฝงในตับด้วยเพื่อให้สามารถรักษาอาการของโรคและป้องกันการเกิดไข้กลับซ้ำ ป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อน
ตลอดจนป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเกิดอาการรุนแรง (3) ยา chloroquine (CQ) เป็นยาที่ใช้รักษาการติดเชื้อระยะใน
เม็ดเลือดที่ใช้แพร่หลายมากที่สุด ปัจจุบันมีเพียงยา primaquine (PQ) เพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่ฆ่าเชื้อระยะในตับได้
เรื่องที่น่าห่วงด้านความปลอดภัยในการใช้ยา PQ (เป็นยาในกลุ่ม 8-aminoquinoline) คือมีความเสี่ยงสูง
ที่จะเกิดภาวะโลหิตจางเฉียบพลันจากเม็ดโลหิตแดงแตก (acute hemolytic anemia - AHA) ในผู้ที่มีภาวะพร่อง
เอนไซม์ glucose-6-phosphate dehydrogenase (G6PD) (4)
ภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมของเม็ดเลือดแดง โดยมีความชุกโดยเฉลี่ย
ในประเทศต่าง ๆ ที่มีมาลาเรียประมาณร้อยละ 8 (ช่วงระหว่างควอไทล์ 7.4 - 8.8%) หรือมีประมาณ 350 ล้านคน
ที่มีภาวะนี้ ในประเทศไทยมีความชุกของภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD ร้อยละ 10 ถึง 17 ในเพศชาย ในกลุ่มผู้หญิงมี
ความชุกร้อยละ 6 ถึง15 โดยมีการผันแปรไปตามภูมิภาคและกลุ่มชาติพันธุ์ (5, 6) มีรายงานผู้ที่มีภาวะพร่อง
เอนไซม์ G6PD ในแบบต่าง ๆ ที่ปรากฏอาการมากกว่า 185 แบบ ทำให้มีความหลากหลายของการแสดงออกอย่าง
กว้างขวางทั้งทางชีวเคมีและทางคลินิก (7) และเนื่องจากยีนส์ของภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD นั้นอยู่บนโครโมโซม
X ดังนั้น เพศชายจึงจะแสดงออกได้ 2 แบบ คือ มีภาวะพร่องเอนไซม์นี้ (hemizygotes) หรือเป็นปกติก็ได้ ในขณะ
ที่เพศหญิงมีภาวะพร่องเอนไซม์ได้หลายแบบ เช่น เป็นเต็มรูปแบบ เป็นบางส่วน หรือปกติก็ได้ (homozygotes,
heterozygotes or normal) ดังนั้นหญิงที่มียีนส์ภาวะพร่องเอนไซม์แบบบางส่วนจะมีเม็ดเลือดแดงทั้งแบบที่มี
เอนไซม์ปกติ และที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของเม็ดเลือดแดงที่พร่องเอนไซม์ กับเม็ดเลือดแดง
ปกติในเพศหญิงที่มียีนส์ภาวะพร่องเอนไซม์แบบบางส่วนแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันมาก เนื่องจากการพร่อง
เอนไซม์ G6PD เป็นภาวะที่อยู่บนโครโมโซมเพศ และโครโมโซม X หนึ่งในสองตัวของเพศหญิงมักถูกสุ่มให้ระงับ
การทำงานโดยธรรมชาติ ในช่วงที่ทารกเพิ่งเริ่มเติบโตอยู่ในครรภ์ (8)
ความเสี่ยงของการเกิดเม็ดเลือดแดงแตก (AHA) หลังได้รับยา PQ นั้นขึ้นอยู่กับขนาดของ PQ และระดับ
ของเอนไซม์ G6PD ของผู้ป่วย ฉะนั้น จึงอาจเป็นผลให้เกิดเม็ดเลือดแดงแตกน้อยมากจนไม่ต้องกังวล โดยอาการ
หน้าที่ 21 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
หายเองได้ในรายที่มีภาวะพร่องเอนไซม์แบบอ่อน ๆ หรือในกรณีผู้ที่มีระดับเอนไซม์ต่ำมาก เช่น ต่ำกว่ารัอยละ 10
ของระดับปกติ อาจเกิดอาการ AHA แบบรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้ (4, 9) เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิด AHA แบบ
รุนแรง องค์การอนามัยโลกได้แนะนำในแนวทางการรักษามาลาเรียให้จ่ายยา PQ เป็นเวลา 14 วัน และสำหรับ
ผู้ป่วยที่มีภาวะพร่อง G6PD องค์การอนามัยโลกได้แนะนำให้จ่าย PQ ในเวลา 8 สัปดาห์แทน (10) อย่างไรก็ตาม
สิ่งท้าทายที่พบเสมอ คือ การทำให้ผู้ป่วยรับยาในระยะยาวนาน เพราะหลังจากผู้ป่วยได้รับยา CQ แล้วอาการของ
โรคจะหายไปอย่างรวดเร็ว จึงมักจะไม่กินยา PQ ต่อให้ครบชุด (4, 11, 12) ในประเทศไทยขนาด PQ ที่แนะนำใน
การรักษามาลาเรีย P. vivax คือ 0.25 มิลลิกรัม/กิโลกรัม วันละครั้งเป็นเวลา 14 วัน โดยให้ร่วมกับ CQ ในขนาด
25 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ที่แบ่งให้ใน 3 วัน ต่อมาใน พ.ศ. 2559 องค์การอนามัยโลกได้ปรับปรุงคำแนะนำใหม่โดยให้
ตรวจ G6PD ก่อนให้ยา PQ และให้ถือเป็นแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (10,13) สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง (ชื่อเดิมของ
กองโรคติดต่อนำโดยแมลง) ได้เริ่มโครงการนำร่องที่ได้นำการตรวจ G6PD เชิงคุณภาพมาใช้แล้ว กองโรคติดต่อนำ
โดยแมลงตั้งใจที่จะนำวิธีการตรวจ G6PD เชิงปริมาณมาใช้ก่อนจ่ายยา PQ ขั้นหายขาดในสถานบริการสาธารณสุข
ระดับต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งใชัเป็นโครงการนำร่องที่จังหวัดยะลา
Tafenoquine (TQ) คือยาที่คล้ายกับ PQ และปล่อยตัวยาอย่างช้า ๆ และมีระยะครึ่งชีวิตยาวกว่า PQ
(ประมาณ 2 สัปดาห์) จึงทำให้สามารถใช้ยานี้เพียงครั้งเดียว เพื่อการรักษาขั้นหายขาดได้ (โดยให้ร่วมกับยา CQ
ในเวลา 3 วัน) (14,15) การที่มีขนานยาที่มีขนาดยาที่ง่ายเช่นนี้ จะส่งผลดีอย่างมีนัยสำคัญต่อเรื่องการกินยา PQ
ให้ครบ ดังนั้น จึงเพิ่มประสิทธิผลของยาขนานนี้เมื่อนำไปใช้จริงได้
ประสิทธิผลในทางคลินิกของยา TQ ที่ใช้รักษาขั้นหายขาดเชื้อ P. vivax ได้ผ่านการประเมินในการศึกษา
ระยะ 2b และ 3 อย่างเรียบร้อย ในตอนที่ 1 ของการศึกษา DETECTIVE (ย่อมาจาก Dose and Efficacy Trial
Evaluating Chloroquine and Tafenoquine In Vivax Elimination – การทดลองเพื่อประเมินขนาดยาและ
ประสิทธิผลของยาคลอโรควินและทาฟีโนควิน ในการกำจัดเชื้อชนิดไวแวกซ์) เป็นการศึกษาระยะ 2b ในสถานที่
ศึกษาหลายแห่ง ปกปิดทั้งสองฝ่ายใช้วิธีสุ่ม โดยมียาหลอก ทำการประเมินผลของ TQ ที่ใช้ป้องกันไข้กลับในเวลา
6 เดือน ผู้ป่วยรับการรักษาด้วยยา CQ ในวันที่ 1 ถึง 3 แล้วตามด้วยยา TQ ชนิดให้ครั้งเดียวในขนาด 50 มิลลิกรัม
(มก.) 100 มก. 300 มก. หรือ 600 มก. อีกกลุ่มผู้ป่วยได้รับยา PQ ขนาด 15 มก. เป็นเวลา 14 วัน และกลุ่มที่สาม
ผู้ป่วยได้ยาหลอก (แต่ละกลุ่มมีผู้ป่วย 54 ราย) ผลการศึกษาแสดงว่า TQ ขนาด 300 มก. เป็นขนาดเหมาะสมทั้ง
ในด้านความปลอดภัย และผลการรักษา โดยการประมาณการพบว่า ประสิทธิผลในการป้องกันไม่ให้เกิดไข้กลับใน
6 เดือนของกลุ่ม TQ 300 มก. + CQ สูงกว่ากลุ่มอื่น (89.2% [ช่วงความเชื่อมั่น 95% (CI): 77%, 95%]) ที่ให้แต่
ยา CQ (37.5% [ช่วงความเชื่อมั่น 95% CI: 23%, 52%]) (16).
ในตอนที่ 2 ของการศึกษา DETECTIVE เป็นการศึกษาระยะ 3 (NCT01376167) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะ
ตรวจสอบประสิทธิผลของยา TQ และ CQ ที่ได้เลือกขนาดยาที่เหมาะสมจากการศึกษาระยะ 2b ผู้ป่วยได้รับการ
รักษาด้วยยา CQ วันที่ 1 ถึง 3 แล้วตามด้วย TQ 300 มก. กินครั้งเดียวในวันที่ 1 หรือ 2 หรือให้ PQ 15 มก.
หน้าที่ 22 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
นาน 14 วัน หรือจ่ายยาหลอกแทน จากจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด 522 ราย แยกเป็น 3 กลุ่มตามอัตราส่วน 2:1:1
ผลการรักษาด้วย TQ + CQ มีประสิทธิผลในการป้องกันไข้กลับใน 6 เดือนได้สูงกว่า (62.4% [ช่วงความเชื่อมั่น
95%: 55%, 69%]) กลุ่มที่ให้เฉพาะ CQ (27.7% [ช่วงความเชื่อมั่น 95%: 20%, 36%]) อย่างมีนัยสำคัญ ในกลุ่ม
TQ + CQ ความเสี่ยงที่จะเกิดไข้กลับหลัง 6 เดือนไปแล้วลดลงร้อยละ 70.1 ซึ่งมีนัยสำคัญ (ช่วงความเชื่อมั่น 95%:
59.6%, 77.8%) เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ให้แต่ยา CQ อย่างเดียว (17) เช่นเดียวกับ PQ ยา TQ สามารถทำให้เกิด AHA
ที่เกิดจากยาได้ (18) เพื่อที่จะจัดการกับความเสี่ยงจาก AHA จึงมีการตรวจ G6PD ด้วยวิธีที่วัดค่าได้ก่อนเริ่มใช้ยา
TQ และผู้ป่วยที่มีการพร่องเอนไซม์ G6PD ก็จะถูกคัดออกจากการรักษาด้วยยา TQ จะต้องจำกัดการใช้ยา TQ
อย่างเข้มงวดโดยให้เฉพาะแก่ผู้ที่มีระดับเอนไซม์ G6PD มากกว่าหรือเท่ากับ (≥) 70% ของระดับปกติ (คือระดับ
เอนไซม์ >6 IU/g Hb) ในการศึกษา DETECTIVE ซึ่งรับเฉพาะผู้ป่วยที่มีระดับเอนไซม์ G6PD ≥70% (>6 IU/g Hb)
แสดงว่าค่าเฉลี่ยการลดลงของฮีโมโกลบินหลังจากการใช้ยา TQ + CQ หนึ่งสัปดาห์ คือ 0.6% (ช่วงความเชื่อมั่น
95%: -8.9%, 4.4%) เมื่อเปรียบเทียบกับ 2.2% (ช่วงความเชื่อมั่น 95%: -6.4, 2.1) เมื่อใช้ยา CQ อย่างเดียว
และ 1.4% เมื่อใช้ยา CQ + PQ (ช่วงความเชื่อมั่น 95%: -5.9, 0.8) (15) และเพิ่มเติม คือ การศึกษาทางคลินิก
เหล่านี้แสดงว่าผู้ป่วยทนยา TQ ได้ดีโดยไม่มีหลักฐานว่ามีการเพิ่มขึ้นของอาการไม่พึงประสงค์เมื่อเทียบกับกลุ่มที่
ได้ยาแบบอื่น ถือว่ายานี้มีอัตราส่วนระหว่างประโยชน์กับความเสี่ยงเป็นที่น่าพอใจเมื่อใช้ในผู้ใหญ่และวัยรุ่น
์
อายุ >16 ปีที่มีระดับเอนไซม G6PD >70% ของระดับปกติ (>6 IU/g Hb) (16, 17)
2.2 หลักการเหตุผลของการศึกษา
เช่นเดียวกับ PQ ยา TQ มีความเสี่ยงของการเกิดเม็ดเลือดแตกเมื่อจ่ายให้ผู้ป่วยที่มีภาวะพร่อง G6PD
ขณะนี้ยา TQ ถูกติดฉลากบังคับว่ายานี้ต้องใชัในผู้ป่วยที่มีระดับการทำงานของเอนไซม์ G6PD มากกว่าหรือเท่ากับ
70% (>6 IU/g Hb) เท่านั้น บริษัท SD Biosensor, Inc. (สาธารณรัฐเกาหลี) ได้พัฒนาเครื่องตรวจเอนไซม์ G6PD
เชิงปริมาณ (วัดระดับเอนไซม์ได้) ชื่อ STANDARD™ G6PD test และสามารถนำไปใช้นอกห้องปฏิบัติการใน
สถานที่ให้บริการผู้ป่วยได้ การจ่ายยา TQ อย่างปลอดภัย จะต้องอาศัยอุปกรณ์ดังกล่าวในการประเมินระดับ
เอนไซม์ G6PD ของผู้ป่วยก่อนเสมอ
สำนักงานอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐ และสำนักงานบริหารผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ (Therapeutic
Goods Administration, TGA) ของออสเตรเลีย ได้อนุมัติขึ้นทะเบียนยา TQ แล้วในปี 2561
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) อนุมัติรับรองยา TQ เพื่อจดทะเบียนในประเทศไทย
เมื่อธันวาคม 2562 ส่วนเครื่องมือตรวจเอนไซม์ G6PD ชนิดที่วัดค่าได้ คือ STANDARD™ G6PD test
(SD Biosensor, Inc. สาธารณรัฐเกาหลี) ก็ได้รับการอนุมัติให้จำหน่ายในประเทศไทยได้โดย อ.ย. ของไทยแล้ว
อย่างไรก็ตาม การใช้การตรวจเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ มาใช้อย่างมีระเบียบแบบแผนในระบบบริการ
สาธารณสุขไทย และความซับซ้อนของขั้นตอนการรักษา (ซึ่งต้องอาศัยระดับเอนไซม์ และอายุของผู้ป่วยร่วม
พิจารณา) ยังเป็นความท้าทายอยู่ หากนำมาใช้ในโครงการควบคุมมาลาเรีย
หน้าที่ 23 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
โครงการศึกษานี้จะทำการประเมินความเป็นไปได้ที่จะนำยา TQ เข้ามาใช้ในแผนภูมิการรักษาขั้นหายขาด
ที่กำลังใช้อยู่ (หลังจากตรวจระดับ G6PD เชิงปริมาณแล้ว) ว่าจะปฏิบัติได้หรือไม่ในระบบสาธารณสุขของประเทศ
ไทย และจะเป็นผลดีต่องานสาธารณสุขหรือไม่ โครงการศึกษาความเป็นไปได้ที่เสนอมานี้จะเริ่มเมื่อ อ.ย. ไทย
อนุมัติการจดทะเบียนยา TQ แล้วเท่านั้น การศึกษานี้จะทำเป็นขั้นตอนเพื่อดูความสามารถของสถานบริการแต่ละ
แห่งว่าจะใช้การตรวจเอนไซม์ G6PD และจ่ายยารักษามาลาเรียให้ผู้ป่วยชนิดมีเชื้อ P. vivax ได้ถูกต้องเหมาะสม
หรือไม่ ยิ่งกว่านั้นการศึกษานี้ยังจะให้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญยิ่ง ที่จะช่วยในการตัดสินใจเมื่อมีการทบทวน
เพื่อปรับเปลี่ยนนโยบายการรักษามาลาเรียในประเทศไทยด้วย
หน้าที่ 24 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
3. ประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิจัย
โครงการวิจัยนี้จะมีประโยชน์ต่อประเทศไทย ในการตัดสินใจปรับแนวทางการรักษาโรคมาลาเรียชนิด
P. vivax ขั้นหายขาด โครงการฯ จะประเมินความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการกำจัดเชื้อ P. vivax ระยะที่
หลบซ่อนอยู่ในตับให้หมดไปอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยยา TQ (ทานครั้งเดียว) เพื่อป้องกันการกลับมาป่วยซ้ำ
และเป็นการตัดการแพร่เชื้อมาลาเรียในพื้นที่
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนการกำจัดโรคไข้มาลาเรียของประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายใน
พ.ศ. 2567 ทั้งนี้การรับประทานยา TQ เพียงครั้งเดียว มีความสะดวกต่อผู้ป่วย สามารถเพิ่มความครอบคลุมของ
การได้รับยาครบถ้วนดีกว่าการรับประทานยา PQ นาน 14 วัน
หน้าที่ 25 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
4. วัตถุประสงค์และการวัดผล
4.1 วัตถุประสงค์
เพื่อประเมินดูว่าผู้ป่วยพบเชื้อ P. vivax ที่มีอายุ ≥16ปี ได้รับยา tafenoquine (TQ) หรือ primaquine
(PQ) อย่างถูกต้องหรือไม่ โดยเน้นถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยว่าต้องได้รับยาที่เหมาะสม สอดคล้องกับระดับ
เอนไซม์ G6PD
4.1.1 วัตถุประสงค์หลัก
เพื่อประเมินดูว่าผู้ป่วยพบเชื้อ P. vivax ที่มีอายุ ≥16 ปี ได้รับยา TQ อย่างถูกต้องสอดคล้องกับ
ระดับเอนไซม์ G6PD หรือไม่
4.1.2 วัตถุประสงค์รอง
- เพื่อพิจารณาดูว่าผู้ป่วยพบเชื้อ P. vivax ที่มีอายุ ≥16 ปี ได้รับยา PQ วันละครั้งถูกต้อง
สอดคล้องกับระดับเอนไซม์ G6PD หรือไม่
- เพื่อประเมินความถูกต้องของการรักษามาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดด้วยยา TQ
หรือ PQ ตามแผนภูมิการรักษาของโครงการฯ (ภาคผนวก 1)
- เพื่อวัดความถี่ของการเกิดภาวะโลหิตจางชนิดเฉียบพลันจากเม็ดโลหิตแดงแตกที่เกิด
จากยา (drug-induced acute hemolytic anemia - AHA) ซึ่งได้รับรายงาน
หน้าที่ 26 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
4.2 การวัดผล
4.2.1 ผลหลักที่คาดว่าจะได้รับ
ผลหลัก คือ รัอยละของผู้ป่วยพบเชื้อ P. vivax ที่มีอายุ ≥16 ปี ที่ได้รับ หรือไม่ได้รับยา tafenoquine (TQ)
ถูกต้องสอดคล้องกับระดับเอนไซม์ G6PD ในจำนวนผู้ป่วย P. vivax ทั้งหมดที่ร่วมโครงการฯที่มีอายุ ≥16 ปี โดย
การคำนวณ ดังนี้
*
้
จำนวนผู้ป่วยที่ได TQ อย่างถูกต้อง + จำนวนผู้ป่วยที่ไม่ได TQ แต่ถูกต้อง
้
**
้
จำนวนผู้ป่วยที่ได TQ ทั้งหมด + จำนวนผู้ป่วยที่ไม่ได TQ แต่ถูกต้อง
***
้
**
#
* จำนวนผู้ป่วยที่ระดับเอนไซม์ G6PD ≥70% (คือระดับเอนไซม์ >6 IU/g Hb ) ที่ได้รับยา TQ
** จำนวนผู้ป่วยที่ระดับเอนไซม์ G6PD <70% (คือระดับเอนไซม์ ≤6 IU/g Hb) ที่ไม่ได้รับยา TQ
*** จำนวนผู้ป่วยที่รับยา TQ ทั้งหมด
# หน่วยวัดเอนไซม์ G6PD ต่อกรัมของฮีโมโกลบิน
ุ
หมายเหต ตัวเศษในการคำนวณประกอบด้วยผู้ป่วยซึ่งได้รับ TQ อย่างถูกต้องเหมาะสมกับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับ TQ ถูกต้องตาม
ระดับเอนไซม์ G6PD เท่านั้น ส่วนผู้ที่ได้รับ PQ วันละครั้ง แม้ว่าจะมีระดับเอนไซม์ G6PD เพียงพอที่จะรับ TQ ได้ จะไม่ถูก
นำมารวมในตัวส่วน เนื่องจากไม่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย
4.2.2 ผลรองที่คาดว่าจะได้รับ
ผลรอง ได้แก ่
1) รัอยละของผู้ป่วยพบเชื้อ P. vivax ที่มีอายุ ≥16 ปี ที่ได้รับ หรือไม่ได้รับยา PQ วันละครั้งถูกต้อง
สอดคล้องกับระดับเอนไซม์ G6PD ในจำนวนผู้ป่วย P. vivax ที่เข้าร่วมโครงการฯทั้งหมดที่มีอายุ ≥16
ปี โดยการคำนวณ ดังนี้
*
**
จำนวนผู้ป่วยที่ใช้ PQ วันละครั้งอย่างถูกต้อง + จำนวนผู้ป่วยที่ไม่ได้ PQ วันละครั้งซึ่งถูกต้อง
***
**
ี่
จำนวนผู้ป่วยทั้งหมดทได้รับ PQ วันละครั้ง + จำนวนที่ไม่ได้ PQ วันละครั้งซึ่งถูกต้อง
* จำนวนผู้ป่วยที่ระดับเอนไซม์ G6PD ≥30% (คือระดับเอนไซม์ >4 IU/g/Hb ) ที่ได้รับยา PQ วันละครั้ง
#
** จำนวนผู้ป่วยที่ระดับเอนไซม์ G6PD <30% (คือระดับเอนไซม์<4 IU/g Hb) ที่ไม่ได้รับยา PQ วันละครั้ง
*** จำนวนผู้ป่วยที่ได้รับยา PQ วันละครั้ง
# หน่วยวัดเอนไซม์ G6PD ต่อกรัมของฮีโมโกลบิน
ุ
หมายเหต ตัวเศษในการคำนวณประกอบด้วยผู้ป่วยซึ่งได้รับ PQ วันละครั้งอย่างถูกต้องเหมาะสม รวมกับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับ PQ
วันละครั้งซึ่งถูกต้องตามระดับเอนไซม์ G6PD เท่านั้น
หน้าที่ 27 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
2) ประเมินร้อยละของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษามาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดด้วยยา TQ หรือ PQ
ตามแผนภูมิการรักษาของโครงการฯ
3) ความถี่ของการเกิด AHA ซึ่งเกิดจากยาที่ได้รับรายงาน
หน้าที่ 28 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
5. สถานที่ศึกษาวิจัย
โครงการนี้จะดำเนินงานที่ สถานบริการสาธารณสุขต่อไปนี้ในจังหวัดยะลา:
อำเภอธารโต - โรงพยาบาลธารโต และมาลาเรียคลินิก
อำเภอยะหา - โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช
อำเภอกรงปีนัง - โรงพยาบาลกรงปีนัง
อำเภอกาบัง - โรงพยาบาลกาบัง
อำเภอเมือง - มาลาเรียคลินิก
สถานบริการสาธารณสุขเหล่านี้ เป็นที่ให้การรักษาผู้ป่วยมาลาเรียและทำการติดตามผลหลังการรักษา
ิ่
ถ้าต่อมาพบว่าจำนวนผู้ป่วยด้วยเชื้อชนิด P. vivax ในสถานบริการสาธารณสุขดังกล่าวลดลง ก็อาจจะเพมสถานที่
เข้าร่วมโครงการฯ (ได้แก่ โรงพยาบาลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา โรงพยาบาลศรีสาคร อำเภอศรีสาคร
จังหวัดนราธิวาส และโรงพยาบาลสะบ้าย้อย อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา)
สถานบริการสาธารณสุขที่คัดเลือกเข้าโครงการนี้ได้ผ่านการประเมินโดยกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ
ของสถานบริการฯ ในด้านความสามารถบำบัดรักษาผู้ป่วยมาลาเรียด้วยเชื้อชนิด P. vivax ได้ และสามารถตรวจ
วินิจฉัยบำบัดรักษาผู้ป่วยที่เกิด AHA ได้ (รวมทั้งมีการจัดตั้งระบบส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานบริการระดับสูงกว่าเพอให้
ื่
ทำการถ่ายเลือดได้ในโรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยส่งต่อ) การอบรมบุคลากร และมีจำนวนประชากรผู้ป่วยที่ใช้ศึกษา
พอเพียง อุปกรณ์ตรวจระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณจะมีใช้ที่โรงพยาบาลชุมชนและมาลาเรียคลินิกในจังหวัด
ยะลาตั้งแต่ต้นปี 2563 เพื่อประกอบการรักษาขั้นหายขาดด้วยยา PQ ตามแผนปรับปรุงแนวทางการรักษา
มาลาเรียของกองโรคติดต่อนำโดยแมลง
กองโรคติดต่อนำโดยแมลงจะจัดส่งยา TQ เครื่องอ่านระดับเอนไซม์ G6PD และชุดตรวจเอนไซม์ G6PD
เพิ่มเติมให้แก่สถานบริการสาธารณสุขที่ร่วมโครงการฯ หลังจากการอบรมบุคลากรของสถานบริการฯ เสร็จสิ้น
จะมีการเยี่ยมสถานบริการที่มีคุณสมบัติเหมาะสมใช้ในศึกษาได้ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มงาน
โดยจะทบทวนหัวข้อต่าง ๆ ครอบคลุมถึงหลักการเหตุผลและวัตถุประสงค์ของการศึกษา ขั้นตอนต่าง ๆ ในเอกสาร
โครงการฯ การเก็บข้อมูล รวมทั้งความรับผิดชอบของผู้ดำเนินการศึกษาและผู้ป่วย
หน้าที่ 29 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
6. ระยะเวลาศึกษาวิจัย
ตารางเวลากำหนดกิจกรรมสำคัญของการศึกษามีรายละเอยดในตารางข้างล่าง ดังนี้
ี
ตารางที่ 1: ตารางเวลากำหนดกิจกรรมสำคัญของโครงการฯ
กิจกรรม เดือนที่
1-3 4-6 7-9 10-12 13-15 16-18 19-21 22-24
เสนอโครงร่างการวิจัยให้พิจารณาด้าน
จริยธรรม
พัฒนาขั้นตอนวิธีมาตรฐานในการ
ดำเนินงาน (SOP)
จัดประชุมชี้แจงโครงการฯและขั้นตอน
การดำเนินงานวิจัย จัดอบรมเจ้าหน้าที่
เริ่มเก็บขอมูลที่สถานบริการสาธารณสุข
้
ระดับสูงกว่า (ระยะที่1)
เก็บขอมูลที่สถานบริการสาธารณสุข
้
และเก็บ ไปจนครบ
ระดับสูงกว่าต่อไป ต่อเนือง 1 ปี
วิเคราะห์ผลระหว่างการวิจัย (3 เดือน
แรก ประเมินผล)
ื้
ติดตามผลการดำเนินงานในพนที่ ได้แก่
้
เดือนที่ 1 เดือนที่ 2 หลังเริ่มเก็บขอมูล่ 1,2 4 6
ี
ุ
และต่อมาอกทก 3 เดือน (รวม 6 ครั้ง) 3 5
ระยะเก็บขอมูลที่สถานบริการสาธารณสุข
้
(9 เดือน)
ระดับต่ำกว่า (ระยะที่ 2)
วิเคราะห์ผลขั้นสุดท้าย
การจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์
หน้าที่ 30 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
7. รูปแบบโครงการ และการวางแผนการวิจัย
โครงการนี้เป็นการศึกษาระยะยาว ในลักษณะดำเนินไปข้างหน้า โดยวิธีสังเกต และทำศึกษาใน
สถานพยาบาลหลายแห่งพร้อมกัน โดยจะศึกษาผู้ป่วยมาลาเรียที่มีเชื้อชนิด P. vivax
จะดำเนินการศึกษาในสถานที่ให้บริการรักษา และติดตามผู้ป่วยมาลาเรีย เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในหน่วย
บริการทุกแห่งที่ร่วมโครงการฯ จะได้รับการฝึกอบรมวิธีการตรวจเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ และการรักษาขั้น
ึ
หายขาดตามระบบการรักษาของกองโรคติดต่อนำโดยแมลง โดยใช้อุปกรณ์ประกอบการสอนเป็นสิ่งพิมพ์สุขศกษา
ซึ่งตั้งใจจะนำมาใชัตอนที่จะเริ่มใช้ TQ ในประเทศไทยในวงกว้าง ตามแผนการอบรมและโครงสร้างหลักสูตรตาม
ภาคผนวก 2
ผู้ป่วยแต่ละรายหรือผู้แทนตามกฏหมายจะต้องลงนามในใบยินยอม (แบบใบยินยอม ในภาคผนวก 3)
ซึ่งแสดงว่าผู้ป่วยยินยอมเขาร่วมในการศึกษา โดยได้พิจารณาว่าผู้ป่วยจะได้รับยา TQ ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยนั้น ๆ มีระดับ
้
เอนไซม์ที่เหมาะสม และอนุญาตให้ผู้ดำเนินการศึกษาใช้ข้อมูลซึ่งไม่ระบุตัวบุคคลไปเพอการวิเคราะห์ได้ ผู้ป่วยที่มี
ื่
อายุต่ำกว่า 18 ปี ผู้ปกครองตามกฏหมายจะเป็นผู้ลงนามในใบยินยอมแทนผู้ป่วย ผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 18 ปีจะได้รับ
แบบใบเห็นพ้องไว้เป็นหลักฐานด้วย
จะมีการพัฒนาขั้นตอนวิธีมาตรฐานในการดำเนินการ (SOP) เพื่อสอบสวนผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีความเสี่ยงต่อ
การเกิดภาวะโลหิตจางเฉียบพลันจากเม็ดเลือดแดงแตก (AHA) และคำแนะนำในการบำบัดเบื้องต้นและการส่งต่อ
ผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยส่งต่อ (ภาคผนวก 4)
กองโรคติดต่อนำโดยแมลงจะกระจายเครื่องตรวจเอนไซม์ G6PD และยาทาฟีโนควิน (Tafenoquine,
TQ) ไปยังสถานบริการสาธารณสุขในโครงการฯโดยใช้ระบบปกติที่ใช้กระจายยาและวัสดุที่ใช้ในการวินิจฉัยโรค
ส่วนยา PQ และยารักษามาลาเรียชนิดอื่นเป็นยาที่มีอยู่แล้วในประเทศไทย
ในช่วงทำการศึกษา ผู้ดำเนินการศึกษาจะรับผู้ป่วยทุกรายซึ่งมีลักษณะเข้าหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้ป่วย
ื่
เข้าในโครงการฯเพอลงทะเบียนไว้ในการศึกษา ผู้ป่วยจะได้รับคำปรึกษาเรื่องการรักษามาลาเรียชนิดเชื้อ P. vivax
ด้วยยา TQ หรือ PQ และอาการไม่พึงประสงค์ โดยใช้เอกสารชี้แจงผู้ป่วย (ภาคผนวก 5)
การศึกษานี้จะไม่มีการไปเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ ไม่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติ
ตามปกติเกี่ยวกับการจ่ายยา หรือแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยนอกเหนือจากที่ระบุไว้เกี่ยวกับการรักษาขั้น
หายขาดโรคมาลาเรียชนิดเชื้อ P. vivax
เจ้าหน้าที่จะนัดให้ผู้ป่วยด้วยเชื้อชนิด P. vivax กลับมาเพื่อติดตามผลการรักษาในวันที่ 5 (อนุญาตให้
ติดตามได้ระหว่างวันที่ 4-6) และ วันที่ 14 (อนุญาตให้ติดตามได้ระหว่างวันที่ 13-16) ของการศึกษา (ทั้งนี้ในทุก
หัวข้อของการติดตามผู้ป่วยในโครงการนี้จะประยุกต์ใช้ช่วงเวลาการติดตามตามที่ระบุนี้ทั้งหมด) ซึ่งเป็นการนัดตาม
นโยบายการติดตามผู้ป่วยตามปกติทั้งประเทศ (วันที่ 14) และเป็นการนัดตามปกติของจังหวัดยะลา (วันที่ 5
และ วันที่ 14) เฉพาะผู้ป่วยมาลาเรียที่มีเชื้อชนิดไวแวกซ ์
หน้าที่ 31 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
ผู้ดำเนินการศึกษาจะเก็บข้อมูลผู้ป่วยตามแผนการติดตามหลังการรักษาผู้ป่วย P. vivax ในวันแรกของ
ื่
การรักษาเพอเป็นข้อมูลพื้นฐาน (baseline) (โดยจะนับวันที่เริ่มให้ยารักษาเป็นวันที่ 1) และในวันที่ 5 กับวันที่ 14
ด้วย เป็นไปได้ว่าผู้ป่วยส่วนหนึ่งอาจจะไม่กลับมาตามนัด ในวันที่ 5 และ/หรือ วันที่ 14
รายใดที่สงสัยว่าจะมีภาวะ AHA จะถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาลศูนย์ยะลาที่รับผู้ป่วยส่งต่อซึ่งมีแพทย์
ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับวุฒิบัตรด้านโลหิตวิทยา และโรงพยาบาลนี้มีบริการเต็มรูปแบบในการถ่ายโลหิต การล้างไต
และอุปกรณ์ช่วยชีวิตต่าง ๆ สำหรับการสอบสวนและการรักษา
เนื่องจากอาจมีผู้ป่วยบางรายที่มีภาวะ AHA ที่อาจไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยไม่ได้แจ้งมายัง
โครงการฯ เมื่อพิจารณาแล้ว เห็นว่าโรงพยาบาลในจังหวัดยะลาที่ร่วมโครงการฯ และโรงพยาบาลศูนย์ยะลาคงต้อง
ได้พบผู้ป่วย AHA ทุกรายเพราะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทั้งหมด ดังนั้นเจ้าหน้าที่ของโครงการฯ จะทำ
การตรวจคัดกรองรายงานการรับผู้ป่วยไว้ในโรงพยาบาลเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อติดตามว่าอาจมีผู้ป่วยใน
โครงการนี้ที่มาโรงพยาบาลด้วยอาการแสดงของ AHA ไตวาย หรือรับการถ่ายโลหิต
โครงการศึกษานี้จะแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ (ภาพที่ 1 และภาคผนวก 1 แผนภูมิการรับผู้ป่วยเข้าร่วม
โครงการและขั้นตอนการศึกษา):
- ระยะที่ 1 (นานประมาณ 3 เดือน) :จะดำเนินงานที่สถานบริการสาธารณสุขระดับสูงกว่า
(คือโรงพยาบาล) 4 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลที่อำเภอ ธารโต ยะหา กรงปีนัง และกาบัง จะมีการ
ฝึกอบรมและการจัดหาอุปกรณ์ตรวจเอนไซม์ G6PD ให้โรงพยาบาลดังกล่าว
ภายหลังจากที่ได้รับผู้ป่วยอายุ ≥16 ปี ไปจำนวน 40 ราย จะทำการวิเคราะห์ผลเบื้องต้นระหว่างการ
ดำเนินโครงการฯ (interim analysis) เพื่อตัดสินใจว่าควรขยายงานไปยังสถานบริการสาธารณสุขที่ต่ำกว่า (คือ
มาลาเรียคลินิก) ได้หรือไม่ โดยคณะกรรมการอิสระที่กำกับดูแลโครงการศึกษา (Independent Study Oversight
Committee – ISOC) จะเป็นผู้พิจารณาและตัดสินใจเรื่องนี้ โดยอาศัยผลของการวิเคราะห์ระหว่างการดำเนิน
โครงการฯ และปัจจัยอื่นตามเหมาะสม การจัดตั้งคณะกรรมการฯ นี้ และหลักเกณฑ์ในการพิจารณาตัดสินใจของ
กรรมการ จะถูกกำหนดโดยกองโรคติดต่อนำโดยแมลงร่วมกับ MMV (ดูตอนที่ 14.3)
ถ้าการวิเคราะห์ผลระหว่างการดำเนินโครงการในระยะที่ 1 แสดงว่าผลไม่เป็นที่น่าพอใจ คณะกรรมการฯ
ชุดนี้อาจจะพิจารณาไม่ขยายงานไปยังสถานบริการระดับต่ำกว่า (มาลาเรียคลินิก) ก็ได้ จนกว่าจะมีการปรับปรุงใน
โครงการฯ ให้ความรู้ และ/หรือ มีการสนับสนุนบุคลากรที่ให้บริการด้านสาธารณสุข อาจต้องทำการวิเคราะห์ผล
ระหว่างการดำเนินการของโครงการฯ เพิ่มเติมได้อีกตามความเหมาะสม
- ระยะที่ 2 (นานประมาณ 9 เดือน) : หากคณะกรรมการอิสระที่กำกับดูแลโครงการฯ อนุมัติ ก็จะไป
เริ่มดำเนินโครงการระยะที่ 2 โดยขยายงานไปยังสถานบริการระดับต่ำกว่า (มาลาเรียคลินิก) 2 แห่ง
ซึ่งอยู่ห่างจากสถานบริการสาธารณสุขระดับสูงกว่าที่มีบริการการแพทย์ฉุกเฉินชนิดครบถ้วน
หน้าที่ 32 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
(ได้แก่โรงพยาบาลศูนย์ หรือโรงพยาบาลจังหวัด) โดยใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 3 ชั่วโมง มาลาเรียคลินิก
2 แห่งนี้ ได้แก่ ที่อำเภอเมืองและอำเภอธารโต
ภายหลังการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ จะมีการจัดสรรอุปกรณ์ตรวจเอนไซม์ G6PD และยา TQ ให้แก่สถาน
บริการเหล่านี้
โครงการฯ จะดำเนินต่อไปแม้ในขณะที่มีการวิเคราะห์ผลระหว่างการศึกษา ส่วนสถานบริการสาธารณสุข
ระดับสูงกว่า (โรงพยาบาล) ก็จะยังดำเนินโครงการโดยรับผู้ป่วยต่อไปในระยะที่ 2 นี้
คณะกรรมการอิสระที่กำกับดูแลโครงการฯ จะทำการทบทวนตรวจผลการวิเคราะห์ขั้นสุดท้าย
คาดว่าการดำเนินโครงการฯ จะทำในโรงพยาบาลและคลินิกเป้าหมายจะใช้เวลาประมาณ 12 เดือน
รูปที่ 1: แผนภูมิการดำเนินโครงการฯ (Project flow)
ระยะที่ 1
สถานบริการสาธารณสุขระดับสูงกว่า
การวิเคราะห์ผลในระหว่างการด าเนินโครงการ อาจร้องขอการปรับปรุงด้านการ
(Interim analysis)* ให้ความรู้ และ/หรือ ขอสนับสนุน
40 ราย P. vivax อายุ ≥16 ปี ผู้ให้บริการสาธารณสุข
คณะกรรมการอิสระที่ก ากับดูแลโครงการฯ
อนุมัติ
ระยะที่ 2
สถานบริการสาธารณสุขระดับสูงและต่่า
วิเคราะห์ผลขั้นสุดท้าย
* ขณะทำการวิเคราะห์ผลระหว่างการดำเนินงาน โครงการฯ คงดำเนินต่อไป และสถานบริการฯก็จะให้บริการตรวจเอนไซม์ G6PD
และใช้ยา TQ ต่อไป
หน้าที่ 33 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
7.1 ประชากรที่รับเข้าโครงการฯ
แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ผู้ป่วย และเจ้าหน้าที่ของสถานบริการสาธารณสุข
แผนภูมิการรับผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการและขั้นตอนการศึกษา แสดงไว้ใน ภาคผนวก 1
7.1.1 หลักเกณฑ์ของผู้ป่วยที่ได้รับเลือก
ผู้ป่วยที่สามารถเข้าร่วมโครงการศึกษานี้ต้องมีลักษณะทุกอย่างตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
- ผู้ป่วยไทยมีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 16 (≥16) ปี ในวันที่รับเข้าโครงการฯ
- ตรวจพบเชื้อมาลาเรีย P. vivax เพียงชนิดเดียว (มีการยืนยันผลการพบเชื้อมาลาเรีย
ตามวิธีมาตรฐานการตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์และย้อมด้วยสียิมซ่า) และไม่มีอาการแทรกซ้อน
- น้ำหนักร่างกาย 35 กิโลกรัม หรือมากกว่า (>35 กิโลกรัม)
- ระดับความเข้มข้นของเลือด (ฮีโมโกลบิน หรือ Hb) ต้องมากกว่า 7 กรัม%
- อาศัยอยู่ห่างบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินโดยใช้เวลาเดินทางสั้นกว่า 24 ชั่วโมง
7.1.2 หลักเกณฑ์ของผู้ป่วยที่ถูกคัดออก
ผู้ป่วยที่มีลักษณะตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ จะไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการศึกษา:
- เป็นผู้ป่วยที่ร่วมในโครงการทดลองทางการแพทย์อื่น ๆ
- ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานซึ่ง
o ได้รับการรักษาด้วย metformin [เพราะอาจจะเพิ่มความเสี่ยงของภาวะเลือด
เป็นกรด (lactic acidosis) อนเนื่องมาจาก metformin เมื่อใช้ร่วมกับ TQ]
ั
o ผู้ป่วยมีภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD และกำลังได้รับยากลุ่ม sulfonylureas เช่น
Glucotrol, Glynase, Metaglip และ Micronase (เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยง
ของการเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกในผู้ป่วยกลุ่มนี้)
1
- ผู้ป่วยตั้งครรภ์ หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์ หรืออยู่ระหว่างให้นมบุตร
2
- อาการทางคลินิกเป็นมาลาเรียที่รุนแรง มีภาวะแทรกซ้อน ที่จำเป็นต้องส่งต่อไปยัง
1
สถานบริการสาธารณสุขระดับสูงกว่านอกพื้นที่ศึกษา
1 ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้ต้องได้รับการดูแลเป็นกรณีพิเศษจากแพทย์ตามแนวเวชปฏิบัติในการรักษาผู้ป่วยโรคไข้มาลาเรีย
พ.ศ. 2562 อยู่แล้ว (22)
2 ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยชนิดเชื้อ P. falciparum คำนิยามของผู้ป่วยมาลาเรียรุนแรง คือผู้ป่วยมีความรู้สึกตัวลดลง อ่อนแรง
ชักหลายครั้ง มีภาวะเลือดเป็นกรด น้ำตาลในเลือดต่ำ ซีดมาก ไตทำงานบกพร่อง ตัวเหลือง สภาวะหายใจบกพร่อง มี
เลือดออกมาก มีภาวะช็อค ความหนาแน่นเชื้อมาลาเรียสูงมาก (มากกว่า 10% ในผู้ป่วยมาลาเรียรายที่มีเชื้อ P.
falciparum) เอกสารอ้างอิง: Tropical Medicine and International Health volume 19 suppl 1 pp 7–131
September 2014
หน้าที่ 34 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
การเลิกจากการศึกษา (discontinuation criteria) (กรณีตรวจพบว่าเป็นมาลาเรียมากกว่า
1 ชนิดในภายหลัง) ซึ่งจะไมยุติการศึกษาในผู้ป่วยรายที่ตรวจพบว่ามีเชื้อชนิดผสม (P. vivax และ
่
P. falciparum) ในภายหลัง เนื่องจากเหตุผล ดังนี้
1) Tafenoquine เป็นยาในกลุ่ม Quinolide ที่ออกฤทธิ์ยาว เนื่องจากมี Half life ยาวประมาณ
2 สัปดาห์ สามารถรับประทานเพียงครั้งเดียว ตั้งแต่วันแรกที่ตรวจพบเชื้อ P. vivax อย่างไรก็ตามมีอาการ
ไม่พึงประสงค์ที่สำคัญ คือ ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลัน (Acute hemolytic anemia) ได้ ในผู้ป่วย
ที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD และเนื่องจากยา Tafenoquine ออกฤทธิ์ยาวและคงอยู่ในร่างกายเป็น
เวลานาน ภาวะไม่พึงประสงค์ดังกล่าวจึงอาจจะเกิดขึ้นภายหลังจากได้รับยาไปแล้วเป็นสัปดาห์ จึงมีความ
จำเป็นที่ผู้วิจัยต้องติดตามอาการของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดเพื่อตรวจจับภาวะซีดจากเม็ดเลือดแดงแตกที่อาจ
เกิดขึ้นให้ได้แต่เนิ่น ๆ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นหลัก (17)
2) การศึกษานี้ ไม่ใช่การศึกษาประสิทธิผลของยา เพียงแต่ประเมินว่าผู้ป่วยพบเชื้อ P. vivax
ที่มีอายุ ≥ 16 ปี ได้รับยา Tafenoquine ถูกต้องสอดคล้องกับระดับเอนไซม์ glucose-6-phosphate
dehydrogenase (G6PD) หรือไม่ ดังนั้นแม้ว่าจะพบเชื้อชนิดผสมในภายหลัง ก็ไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจ
จ่ายยา Tafenoquine ซึ่งได้จ่ายไปแล้วตั้งแต่วันแรกที่ตรวจพบเชื้อ P. vivax แพทย์ในโครงการฯ จะเพียง
ปรับการรักษาโดยใช้ยาตามแนวทางการรักษาของประเทศไทยเพื่อให้ครอบคลุมเชื้อชนิดอื่นที่ตรวจพบ
ร่วมด้วยในภายหลังเท่านั้น (ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กรมควบคุมโรค. แนวทางเวช
ปฏิบัติในการรักษาผู้ป่วยโรคไข้มาลาเรีย ประเทศไทย พ.ศ. 2562)
(
3) โอกาสที่จะพบเชื้อชนิดผสมภายใน Day 14 เป็นไปได้ยากมากเพราะเชื้อ P. falciparum
มีอุบัติการณ์ต่ำมากในจังหวัดยะลา (http://203.157.41.215/malariar10/index_newversion.php)
อย่างไรก็ตาม หากพบกรณีดังกล่าว เราจะรายงานผลแยกต่างหากจากผู้ป่วยอื่นของโครงการฯ
ข้อมูล ดังกล่าว จะเป็นประโยชน์สำหรับการวางแผนหากจะนำยา Tafenoquine มาใช้ทั่วประเทศ
กรณีผู้ป่วยขอถอนตัวออกจากการศึกษา สามารถกระทำได้ และผู้วิจัยจะไม่นำข้อมูลของผู้ป่วย
มารวมในการศึกษา อย่างไรก็ตาม กรณีผู้ป่วยรับประทานยา Tafenoquine ไปแล้ว ยังจำเป็นต้องมีการ
ติดตามผู้ป่วย โดยแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานมาลาเรีย (หน่วยควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลง
และศูนย์ควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลง) ในพื้นที่ เพื่อสอบถามอาการข้างเคียง ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัย
ของผู้ป่วยเป็นหลัก
หน้าที่ 35 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
7.1.3 หลักเกณฑ์การรับเจ้าหน้าที่สถานบริการสาธารณสุขเข้าร่วมในโครงการฯ
ระดับโรงพยาบาลชุมชน:
ก. เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาล
- นักเทคนิคการแพทย์ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือเจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์
- เป็นผู้รับผิดชอบการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการรวมทั้งการวินิจฉัยมาลาเรีย
- ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบการตรวจเอนไซม์ G6PD ด้วยเครื่อง STANDARD™ G6PD test
- มีความเต็มใจเข้ารับการอบรม ในโครงการฯ ความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ของการรักษามาลาเรียชนิด
ไวแวกซ์ขั้นหายขาดฯ ซึ่งจัดโดยกองโรคติดต่อนำโดยแมลง
ข.แพทย ์
- แพทย์เวชปฏิบัติที่มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลป์ของแพทยสภาของประเทศไทย
- รับผิดชอบในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มารับบริการที่โรงพยาบาล รวมทั้งการรักษาผู้ป่วยมาลาเรีย
- ทราบถึงนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขเรื่องการกำจัดมาลาเรียในประเทศไทย ได้อ่านและเข้าใจอย่าง
ถ่องแท้เรื่องแนวทางการรักษาผู้ป่วยมาลาเรีย ฉบับ พ.ศ. 2562 ของกองโรคติดต่อนำโดยแมลง
- มีความเต็มใจเข้ารับการอบรม ในโครงการความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ของการรักษามาลาเรียชนิด
ไวแวกซ์ขั้นหายขาดฯ ซึ่งจัดโดยกองโรคติดต่อนำโดยแมลง
ระดับมาลาเรียคลินิก:
เจ้าหน้าที่ตรวจบำบัดมาลาเรีย (จตบ.)
- เป็นเจ้าหน้าที่ตรวจบำบัดประจำมาลาเรียคลินิกที่เข้าร่วมในโครงการฯ
- มีประสบการณ์ในการตรวจวินิจฉัยและบำบัดรักษามาลาเรีย และการให้สุขศึกษาเรื่องมาลาเรียแก่ผู้ป่วย
- มีความเต็มใจเข้ารับการอบรมในโครงการความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษามาลาเรียชนิดไวแวกซ์
ขั้นหายขาดฯ ซึ่งจัดโดยกองโรคติดต่อนำโดยแมลง
เจ้าหน้าที่ทุกรายตามหลักเกณฑ์ข้างต้นในโรงพยาบาลชุมชนและมาลาเรียคลินิกที่เข้าร่วมโครงการฯ ต้อง
มีความสนใจในโครงการฯ มีความเต็มใจที่จะเป็นอาสาสมัครเข้าร่วม มีเวลาพอเพียงที่จะสามารถอุทิศให้กับ
โครงการนี้ได้โดยไม่กระทบกับงานประจำ
7.2 ขนาดของตัวอย่างศึกษา
การคำนวณตัวอย่างอาศัยการพิจารณาถึงความเป็นไปได้ และผลหลักที่คาดว่าจะได้รับจากการศึกษา
[ร้อยละของผู้ป่วยด้วยเชื้อชนิด P. vivax ที่มีอายุ ≥16 ปีและมีระดับเอนไซม์ G6PD ≥70% (>6 IU/g Hb) ที่ได้รับ
การรักษาด้วย TQ กับผู้ที่มีระดับเอนไซม์ G6PD <70% (≤6 IU/g Hb) ที่ไม่ได้รับการรักษาด้วยยา TQ ในจำนวน
หน้าที่ 36 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
ผู้ป่วยทั้งหมดที่ได้รับการรักษาด้วย TQ กับผู้ป่วยที่มีระดับเอนไซม์ G6PD <70% (≤6 IU/g Hb) ที่ไม่ได้รับการ
รักษาด้วยยา TQ] ขนาดของตัวอย่างของการศึกษาพิจารณากำหนดไว้เพื่อให้ความแม่นยำของค่าร้อยละเป็นที่
พอใจ ทั้งนี้ได้คำนึงถึงการที่เชื้อไข้มาลาเรียชนิด P. vivax ในประเทศไทยมีอุบัติการณ์ต่ำแล้ว
ค่าความแม่นยำ (e) ที่ช่วงความเชื่อมั่น 95% เป็นค่าร้อยละ (คือ ครึ่งหนึ่งของความกว้างของช่วงความ
เชื่อมั่น) ได้กำหนดจากสูตรคำนวณดังนี้:
ค่า P คือร้อยละ และ n คือขนาดตัวอย่างของการศึกษา
ตารางต่อไปนี้แสดงค่าความแม่นยำตามช่วงความเชื่อมั่นที่ 95% ทั้งสองด้านตามร้อยละของผู้ป่วยชนิดเชื้อ P.
vivax ที่มีอายุ ≥16 ปี และมีระดับเอนไซม์ G6PD ≥70% (>6 IU/g Hb) ที่ได้รับยา TQ หรือที่มีระดับเอนไซม์
G6PD <70% (≤6 IU/g Hb) ที่ไม่ได้รับการรักษาด้วย TQ โดยแสดงค่าผันแปรระหว่าง 80% ถึง 99% และขนาด
ของตัวอย่างของการศึกษาคือผู้ป่วยชนิดเชื้อ P. vivax ระหว่าง 30 ถึง 300 ที่ได้รับการรักษาด้วย TQ หรือ ที่มี
ระดับเอนไซม์ G6PD <70% (≤6 IU/g Hb) ที่ไม่ได้รักษาด้วย TQ
หน้าที่ 37 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
ตารางที่ 2: ค่าความแม่นยำ และช่วงค่าความเชื่อมั่นที่ 95% ที่ได้จากใช้ 80% ถึง 99% ของจำนวนตัวอย่าง
ระหว่าง 30 ถึง 300
ร้อยละของจำนวนตัวอย่าง (%)
80% 90% 95% 97.5% 99%
N e (%) 95%CI e (%) 95%CI e (%) 95%CI e (%) 95%CI e (%) 95%CI
30 14.3 65.7;94.3 10.7 79.3;100.0 7.8 87.2;100.0 5.6 91.9;100.0 3.6 95.4;100.0
50 11.1 69.9;91.1 8.3 81.7;98.3 6.0 89.0;100.0 4.3 93.2;100.0 2.8 96.2;100.0
100 7.8 72.2;87.8 5.9 84.1;95.9 4.3 90.7;99.3 3.1 94.4;100.0 2.0 97.0;100.0
150 6.4 73.6;86.4 4.8 85.2;94.8 3.5 91.5;98.5 2.5 95.0;100.0 1.6 97.4;100.0
300 4.5 74.5;84.5 3.4 86.6;93.4 2.5 92.5;97.5 1.8 95.7;99.3 1.1 97.9;100.0
e: ค่าความแม่นยำของช่วงความเชื่อมั่น 95%
ตัวอย่างเช่น หากรับผู้ป่วย 30 ราย ช่วงความเชื่อมั่น 95% (95%CI) ของจำนวนตัวอย่างที่เท่ากับ 97.5% จะอยู่ที่ 91.9-100.0%
และมีความแม่นยำเพียง 5.6%
การวิเคราะห์ผลในระหว่างการดำเนินโครงการฯ
เกี่ยวกับการวิเคราะห์ผลขั้นแรก เราพิจารณาว่าเป็นไปได้ที่จะรับผู้ป่วย P. vivax ที่มีอายุ ≥16 ปี
ได้ 40 ราย ในช่วง 3 เดือน เราคาดว่าจะสามารถประเมินผลเบื้องต้นประมาณ 75% ของผู้ป่วยที่รับเข้าโครงการฯ
คือจะสามารถประเมินผู้ป่วยที่ได้รับยา TQ ได้ประมาณ 30 ราย (จากผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ทั้งหมด 40 ราย
ที่เข้าโครงการฯ) สำหรับการคำนวณผลหลัก
จำนวนผู้ป่วยทั้งหมดในโครงการฯ
รวมทั้งหมด เราคาดว่าจะรับผู้ป่วยไว้ในโครงการศึกษาได้ 250 ราย (ประมาณ 125 รายจากสถานบริการ
ระดับสูง และอีก 125 รายจากสถานบริการระดับต่ำกว่า) จากสมมุติฐานข้างต้น คาดว่าจะจะประเมินผลหลักได้
จากผู้ป่วยประมาณ 170-180 ราย ทั้งนี้ไม่มีข้อจำกัดว่าแต่ละสถานบริการจะต้องมีผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการฯกี่ราย
ต่อแห่ง
7.3 ผลิตภัณฑ์ยาและอุปกรณ์ตรวจเอนไซม G6PD
์
ยาทาฟีโนควิน (tafenoquine - TQ) เป็นยามาลาเรียชนิดหนึ่งในกลุ่ม 8-aminoquinoline ซึ่งมีข้อบ่งชี้
ให้ใช้รักษาขั้นหายขาด (ป้องกันไข้กลับซ้ำ) ผู้ป่วยมาลาเรียที่มีเชื้อชนิด P. vivax ยา TQ เป็นยาเม็ดขนาด 150 มก.
ยาไพรมาควิน (primaquine - PQ) เป็นยามาลาเรียชนิดหนึ่งในกลุ่ม 8-aminoquinoline ซึ่งมีข้อบ่งชี้ให้
ใช้รักษาขั้นหายขาด (ป้องกันไข้กลับซ้ำ) ผู้ป่วยมาลาเรียที่มีเชื้อชนิด P. vivax ยา PQ เป็นยาเม็ดขนาด 7.5 มก.
และ 15 มก. ยา TQ หรือ ยา PQ ต้องสั่งจ่ายตามข้อมูลการสั่งจ่ายที่กำหนดไว้กับผลิตภัณฑ์ยา
เครื่องตรวจ STANDARD G6PD test (SD Biosensor, Inc. สาธารณรัฐเกาหลี) เป็นอุปกรณ์ตรวจ
TM
วิเคราะห์ระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณที่สามารถนำมาใช้ได้ ณ จุดที่ให้บริการตรวรรักษาผู้ป่วย อุปกรณ์ตรวจนี้
ใช้ระบบวัดค่าด้วยระดับสีและจะบอกค่าการทำงานของเอนไซม์ในรูปอัตราส่วนต่อค่าฮีโมโกลบิน
หน้าที่ 38 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
ุ
่
(หน่วยวัด IU/g Hb) อุปกรณ์ตรวจนี้อ่านผลได้เร็ว และวิธีการใช้ก็ง่ายสามารถให้ผลได้ใน 2 นาที อปกรณ์อานผลมี
ขนาดเล็กวางบนฝ่ามือเดียวได้ และใช้แบตเตอรี่ซึ่งสามารถนำไปใช้นอกห้อง ในสถานที่ให้บริการผู้ป่วยเลย
TM
มาลาเรียได้ ชุดตรวจ (test kits) ต้องเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง (2-30°C/36-86 °F) ส่วนเครื่องตรวจ STANDARD
G6PD test analyzer สามารถเก็บไว้ในอุณหภูมิ 20-50°C/68-122°F ได้ช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมในการทำงานของ
เครื่องคือ 15-40°C/ 59-104°F
TM
กองโรคติดต่อนำโดยแมลงจะจัดส่งยา TQ และอุปกรณ์อ่านผล (STANDARD G6PD test analyzer)
และชุดตรวจ (test kit) ให้แก่ สถานบริการสาธารณสุขทุกแห่งที่ร่วมในโครงการฯ ส่วนยา PQ และยามาลาเรีย
ชนิดอื่น ๆ มีอยู่แล้วในประเทศไทย
หน้าที่ 39 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
8. การประเมินผลโครงการฯ
ู
8.1 ข้อมลผู้ป่วย
กำหนดการประเมินผลข้อมูลผู้ป่วยที่รวบรวมไว้ในแบบรายงานผู้ป่วย (case report form – CRF
ภาคผนวก 6) สรุปไว้ในตารางที่ 3
ตารางที่ 3 กำหนดการประเมินผล
การติดตามใน การ การติดตาม การสิ้นสุดการ
การประเมินผล วันที่รับ a ติดตาม a
วันที่ 5 ในวันที่ 14 รักษา/การ
ผู้ป่วย a
(-/+1วัน) เพิ่มเติม (-/+2วัน) ติดตามผล
b
ใบยินยอมสำหรับให้ใช้ข้อมูลได้ X
หลักเกณฑ์ในการรับและไม่รับผู้ป่วย X
ข้อมูลทางสังคมและประชากรศาสตร์ X
การติดเชื้อมาลาเรียครั้งก่อน X
การวินิจฉัยมาลาเรีย X
การตั้งครรภ์และสถานะภาพของการให้นมบุตร X
การตรวจ G6PD เชิงปริมาณที่วัดระดับเอนไซม์ X
ระดับฮีโมโกลบิน X
การรักษามาลาเรีย X
ข้อมูลด้านความปลอดภัยของยา (AESI*) (ภาวะโลหิต X X X
c
จางเฉียบพลันจากเม็ดโลหิตแดงแตก หรือ AHA )
การศึกษาเสร็จสิ้น X
สาเหตุที่ต้องถอนตัวจากการศึกษาก่อนกำหนด X
*AESI: เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่สนใจเป็นพิเศษ
a ตามการปฏิบัติปกติทางแพทย์ แต่อนุญาตให้ติดตามผู้ป่วยในวันที่ 5 ได้ระหว่างวันที่ 4-6 และติดตามผู้ป่วยในวันที่ 14 ได้ระหว่าง
วันที่ 13-16
b ต้องได้รับใบยินยอมก่อนการเก็บข้อมูลใดๆ
c ผู้ป่วยใดที่มีภาวะ AHA ต้องได้รับการสอบสวนเต็มรูปแบบ (ระบุวันที่ อาการและอาการแสดง ผลตรวจเท่าที่มี ความรุนแรง
ความสัมพันธ์ของสาเหตุจากยา TQ หรือ PQ การบำบัดรักษา การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ผลการรักษา)
หน้าที่ 40 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
ู
8.2 การเก็บข้อมล
8.2.1 ข้อมูลผู้ป่วย
ข้อมูลต่อไปนี้ จะถูกรวมรวมไว้ในแบบรายงานผู้ป่วย (case report form – CRF ในภาคผนวก 6) :
ลักษณะผู้ป่วยในวันแรกรับ (baseline)
- ด้านสังคมและประชากรศาสตร์
- ประวัติการป่วยมาลาเรียครั้งก่อน
- การวินิจฉัยมาลาเรีย: วันแรกที่มีอาการ การตรวจวินิจฉัย (วันที่ ผลการตรวจ และชนิดเชื้อ)
- สถานภาพการตั้งครรภ์ตามข้อมูลที่ผู้ป่วยให้มา รวมทั้งประจำเดือนครั้งสุดท้าย
- ระดับฮีโมโกลบิน
ระดับเอนไซม์ G6PD
- ผลการตรวจ G6PD (ได้ตรวจหรือไม่ วันที่ตรวจ ผลระดับเอนไซม์ G6PD)
การรักษามาลาเรีย
- การรักษาที่ให้: ยารักษามาลาเรียที่ให้ (TQ, PQ, CQ และอื่นๆ) วันเริ่มให้ยาและวันสุดท้าย ขนาด
ที่ให้ในแต่ละวัน เหตุผลที่หยุดยา (ถ้ามี)
ข้อมูลความปลอดภัยของยา
ข้อมูลความปลอดภัยของยาดังต่อไปนี้ ต้องเก็บต่อไปจนตลอดการศึกษา:
เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่สนใจเป็นพิเศษ (AESIs): ภาวะโลหิตจางเฉียบพลันจากเม็ดโลหิตแดงแตก (AHA) [วันที่
และเวลาที่เกิดขึ้น อาการและอาการแสดง ผลตรวจเท่าที่มี ความรุนแรง ความสัมพันธ์ในการเป็นสาเหตุอน
ั
เนื่องจากยา TQ หรือ PQ การรักษา (รวมทั้งการให้เลือด) การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และผลการรักษา]
การสิ้นสุดการรักษาและการติดตามผู้ป่วย
จะมีการนัดติดตามผู้ป่วยให้กลับมาในวันที่ 5 และวันที่ 14 ภายหลังจากได้เริ่มรับการรักษา จะใช้บัตรนัด
ติดตามการรักษาโรคไข้มาลาเรียตามปกติ พร้อมทั้งโทรเตือนผู้ป่วยล่วงหน้าก่อนถึงวันนัด 1 - 2 วัน กรณีที่ผู้ป่วยไม่
มาตามนัด เจ้าหน้าที่โครงการศึกษาในพื้นที่จะไปติดตามผู้ป่วยที่บ้าน
จะทำการบันทึกวันที่จบการศึกษา (Day 14+/- 1) ในแบบรายงานผู้ป่วยแต่ละราย หากมีเหตุให้มีการ
ถอนตัวจากการศึกษาก่อนกำหนด ผู้ดำเนินการศึกษาจะต้องบันทึกวันที่และสาเหตุที่ต้องจบการศึกษาก่อนกำหนด
ในแบบรายงานผู้ป่วยด้วย (ขาดการติดตามผล ขอถอนใบยินยอม มีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ ตาย หรือเหตุอื่น ๆ)
หน้าที่ 41 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
8.2.2 ข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เข้าร่วมโครงการฯ
- ข้อมูลเชิงคุณภาพเกี่ยวกับความถูกต้องทางปฏิบัติในการตรวจระดับเอนไซม์ G6PD และการอ่านผล
ของเจ้าหน้าที่หัองปฏิบัติการของโรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่ประจำมาลาเรียคลินิก
- ข้อมูลการแปรผลระดับเอนไซม์ G6PD ในผู้ป่วยทุกราย เปรียบเทียบกับการจ่ายยา TQ
- ในกรณีพบผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการฯที่มึภาวะ AHA หรืออาการข้างเคียงรุนแรงอื่นๆ ได้มีการรวบรวม
ข้อมูล รวมทั้งการดูแลเบื้องต้น การส่งต่อเพื่อสืบสวนทางคลินิค และการรักษา เหมาะสมครบถ้วนตามเอกสาร
โครงการฯหรือไม่
ทั้งนี้ หัวหน้าโครงการศึกษา และผู้ช่วยจากกองโรคติดต่อนำโดยแมลง จะประเมินโดยการสังเกตการณ์
การตรวจระดับเอนไซม์ G6PD ภาคปฏิบัติ ตรวจดูการจัดเก็บชุดตรวจ G6PD และยา ในระหว่างการตรวจเยี่ยม
และควบคุมการดำเนินโครงการฯ ตามกำหนดการที่วางแผนไว้ เป็นระยะ ๆ ตลอดโครงการฯ คณะผู้ตรวจจะ
บรรทึกความเห็น ข้อแนะนำ และรับฟัง ปัญหา และประสบการณ์อื่น เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เข้าร่วมโครงการฯ
ด้วย
หน้าที่ 42 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
9. ความเสี่ยง การลดความเสี่ยง และการรายงานความปลอดภัยของยา
9.1 ความเสี่ยงอาจเกิดขึ้น และแนวทางลดความเสี่ยง
ยาทาฟีโนควิน (TQ) อาจมีความสัมพันธ์กับเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หลายอย่างซึ่งพบบ่อยในยามาลาเรีย
อื่น ๆ
คำจำกัดความและคำอธิบายของเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ (Adverse Events - AEs), อาการไม่พึงประสงค์
ึ
(Adverse Reactions – ARs), เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ร้ายแรง (Serious Adverse Events - SAE), อาการไม่พง
ประสงค์ร้ายแรงที่เกิดจากยา (Serious Adverse Drug Reactions - SADR), เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่สนใจเป็น
พิเศษ (Adverse Events of Special Interest - AESI) และการแบ่งชนิดของเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยแสดง
อยู่ในภาคผนวก 7
เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่สนใจเป็นพิเศษ (AESI) ทั้งที่ร้ายแรง หรือไม่ร้ายแรง เป็นเหตุการณ์ที่เกิดจำเพาะ
กับผลิตภัณฑ์หนึ่ง หรือโครงการหนึ่งซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการกำกับติดตาม และการสื่อสารอย่างรวดเร็วโดย
ผู้ดำเนินการศึกษาเป็นการปฎิบัติที่เหมาะสม เหตุการณ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่การสอบสวนขั้นต่อไป เพื่อบรรยาย
ลักษณะ และพยายามเข้าใจ และอาจจำเป็นต้องติดต่อสื่อสารอย่างรวดเร็ว ให้ภาคส่วนอื่นๆ (เช่น หน่วยงานที่
ควบคุม) ได้ทราบด้วย
AESI ที่สัมพันธ์กับยา TQ และ PQ คือ ภาวะโลหิตจางเฉียบพลันจากเม็ดโลหิตแดงแตก (AHA) ขั้นตอนวิธี
มาตรฐานในการพิสูจน์ว่าเป็นผู้ป่วยเกิด AHA การดูแลทางการแพทย์เบื้องต้น และขั้นตอนการส่งต่อผู้ป่วยไปยัง
โรงพยาบาลศูนย์ยะลา เพื่อทำการสอบสวนขั้นสมบูรณ์ ตลอดจนการบำบัดรักษาผู้ป่วย AHA แสดงอยู่ใน
ภาคผนวก 4
9.2 การรวบรวม และการรายงานเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยของยา (โดยผู้ดำเนินการศึกษา)
เมื่อพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของการศกษา และความรู้เรื่องความปลอดภัยของยา TQ และ PQ เท่าที่มีอยู่
ึ
ในปัจจุบัน การรวบรวมข้อมูลด้านความปลอดภัยของยาดังกล่าวในแบบรายงานผู้ป่วย ควรต้องมุ่งเน้นไปที่
เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่สนใจเป็นพิเศษ (AESI) ที่ได้กำหนดไว้ในเอกสารโครงการศึกษา ซึ่งได้แก่ AHA
แบบรายงานผู้ป่วย (ภาคผนวก 6) จะสามารถตรวจจับอาการ และอาการแสดงที่อาจสัมพันธ์กับ AHA
ได้แก่ ปัสสาวะสีเข้ม (แดงหรือดำ) อ่อนเพลีย มึนงง หายใจไม่ออก หรือ หายใจตื้นเร็ว ปวดหลัง ตัวเหลือง
และ/หรือ ตาเหลือง ซีด หัวใจเต้นเร็วหรือใจสั่น ไข้ คลื่นไส้และ/หรือ อาเจียน
มีรายงานพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงหน้าที่การทำงานของตับ ซึ่งสัมพันธ์กับการใช้ยารักษามาลาเรีย
ถึงแม้ว่ายังไม่เคยมีผู้ป่วยที่มีการบาดเจ็บของเซลล์ตับที่สัมพันธ์กับ TQ แต่ผู้วิจัยก็จะบันทึกรายงานผลการตรวจ
ี
การทำงานของตับด้วยถ้ามข้อมูลดังกล่าว การบาดเจ็บของตับ และการทำงานของตับที่บกพร่องได้กำหนดไว้ดังนี้:
หน้าที่ 43 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
- ALT > 3 เท่าของค่าปกติ และค่า bilirubin รวม* > 2 เท่าของค่าปกติ (>35% direct), หรือ
- ALT > 3 เท่าของค่าปกติ and INR** > 1.5
* ค่าบิลลิรูบินแบบแยกชนิดในซีรัม และ/หรือค่าบิลลิรูบินในปัสสาวะที่ควรจดบันทึกไว้ ถ้าหากไม่มีค่าบิลลิรูบินแยกชนิดในซีรัม
และหากค่า ALT มากกว่าหรือเท่ากับ 3xULN และผลบิลลิรูบินรวมมากกว่า หรือเท่ากับ 2xULN เหตุการณ์นี้ยังคงต้องรายงานว่า
เป็นเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ร้ายแรง (SAE)
** หากมีค่า INR (International Normalized Ratio) ควรบันทึกไว้ในแบบรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ร้ายแรงด้วย กรณีที่
ผู้ป่วยได้รับยากันเลือดแข็งตัว ไม่ให้ใช้ค่าขีดจำกัด (threshold) ของ INR
นอกจากนั้น แบบรายงานผู้ป่วยก็จะช่วยเตือนผู้ดำเนินการศึกษาให้รายงานผู้ป่วยทุกรายที่มีอาการไม่พง ึ
ประสงค์ที่เกิดจากยาทั้งที่ร้ายแรงและไม่ร้ายแรง ซึ่งสงสัยหรือแน่ใจว่าสัมพันธ์กับยา TQ หรือ PQ (ซึ่งรวมถึงทุก
รายที่สงสัยว่าเป็น AHA ที่สัมพันธ์กับยา TQ หรือ PQ) ไปยังคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) ของไทยตาม
แนวทางของ อย.ที่บังคับใช้กับผู้ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายยา ซึ่งเป็นการรายงานเพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัยหลัง
การจำหน่ายในท้องตลาด สำหรับ ทั้งยาที่ใช้ในคน สารเสพติด และสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท
ผู้ดำเนินการศึกษาจะระลึกไว้เสมอว่า ควรพิจารณารายงานข้อมูลความปลอดภัย ดังต่อไปนี้ด้วย: การใช้
ยาเกินขนาด ความผิดพลาดในการจ่ายยา ผลิตภัณฑ์มีข้อบกพร่อง การใช้โดยอุบัติเหตุ การใช้เพื่อพยายามฆ่าตัว
ตาย การเสพติดยา การใช้ยาผิด การใช้ยานอกเหนือจากที่มีบ่งในฉลากยา การได้รับยาจากการประกอบอาชีพ
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ดำเนินการศึกษาจะระลึกไว้เสมอว่า อาจรายงานผู้ป่วยรายที่มีอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิด
จากยาชนิดอื่นๆ ที่จ่ายให้แก่ผู้ป่วยในระหว่างการศึกษาได้ โดยรายงานตรงไปที่ผู้ถือใบอนุญาตจำหน่ายยาที่ต้อง
สงสัย (ทั้งยาที่ศึกษา หรือไม่ใช่ยาศึกษาก็ได้) หรือแจ้งให้หน่วยงานที่มีอำนาจในเรื่องนี้ โดยผ่านระบบที่ให้ผู้ใช้ส่ง
รายงานได้เองของ อ.ย.
ผู้ดำเนินการศึกษายังต้องรับผิดชอบในการรักษากฏเกณฑ์ของสถานศึกษาแต่ละแห่ง ในการรายงานเรื่อง
ความปลอดภัยไปยังคณะกรรมการพิจารณาโครงการของสถาบัน/คณะกรรมการอิสระด้านจริยธรรมที่อนุมัติ
การศึกษานี้
หากกองโรคติดต่อนำโดยแมลง และ/หรือ MMV ได้รับทราบจาก อ.ย. (ประเทศไทย) เรื่องปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์
(ทั้งร้ายแรงและไม่ร้ายแรง) ที่เกิดจากยา TQ และ PQ ในระหว่างการดำเนินการศกษา รายงานทั้งหมดเกี่ยวกับ
ึ
ความปลอดภัยของยานี้จะต้องนำมาสรุปไว้ในรายงานระหว่างที่โครงการฯ ดำเนินอยู่ และในรายงาน โครงการฯ
ฉบับสมบูรณ์ด้วย นอกเหนือไปจากข้อมูลความปลอดภัยที่เก็บได้จากรายงานผู้ป่วย
หน้าที่ 44 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
10. วิธีการทางสถิติ
10.1 การวิเคราะห์ทางสถิติ
จะมีการวางแผนการวิเคราะห์ เพื่อแสดงรายละอียด และการนำเสนอข้อมูลก่อนที่ฐานข้อมูลจะถูกปิดล็อค
การวิเคราะห์ทั้งหมดจะใช้โปรแกรม SAS® version 9.4 หรือสูงกว่านั้น (SAS® Institute, Cary, NC, USA).
10.1.1 ข้อพิจารณาทั่วไป
จะทำการบรรยายตัวแปรที่เป็นค่าต่อเนื่อง ในรูปแบบค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ามัธยฐาน
ค่าควอไตล์ที่ 1 และ 3 ค่าต่ำสุด และค่าสูงสุด และจำนวนข้อมูลที่ขาดหายไป
จะทำการพรรณาตัวแปรที่เป็นหมวดหมู่ ในรูปแบบจำนวนทั้งหมด และค่าร้อยละ และจำนวนข้อมูลที่
ขาดหายไป ข้อมูลที่ขาดหายไป จะไม่นำมารวมตอนคิดคำนวณเป็นค่าร้อยละ
จะมีการแสดงช่วงความเชื่อมั่นที่ 95% และจะมีการจัดทำภาพประกอบต่าง ๆ ตามความเหมาะสม
การวิเคราะห์จะเป็นเชิงการพรรณา (ไม่มีการทดสอบทางสถิติ)
์
10.1.2 ประชากรที่นำมาวิเคราะห
ผู้ป่วยทุกรายที่รับไว้ในโครงการฯ และได้รับยา TQ หรือ PQ อย่างน้อยหนึ่งมื้อจะนับเข้าในกลุ่มตัวอย่างที่
จะวิเคราะห์เรื่องความปลอดภัย
ผู้ป่วยทุกรายที่รับไว้ในโครงการฯ ตามหลักเกณฑ์ ถือเป็นประชากรที่ใช้วิเคราะห์
การวิเคราะห์จะทำทั้งข้อมูลรวม และแยกกลุ่มย่อย (ผู้ป่วยที่ได้ยา TQ/ผู้ป่วยที่ได้ยา PQ วันละครั้ง
โดยแยกเป็นผู้ป่วยจากสถานบริการระดับสูง/ผู้ป่วยจากสถานบริการระดับต่ำกว่า แยกกลุ่มอายุ และเพศ เป็นต้น)
อาจทำการวิเคราะห์แยกกลุ่มย่อยแบบอื่น ๆ อันเป็นที่สนใจ เมื่อพิจารณาว่าเหมาะสม
10.1.3 การวิเคราะห์ข้อมูล
ก. ข้อมูลผู้ป่วย
จะมีการจัดทำผลสรุปผู้ป่วยทั้งหมดที่รับไว้ในโครงการศึกษา ตลอดจนผู้ป่วยที่จัดเป็นกลุ่มตัวอย่างที่จะ
วิเคราะห์เรื่องความปลอดภัย และกลุ่มประชากรที่ใช้วิเคราะห์ทั้งหมด (รวมทั้งเหตุผลที่คัดผู้ป่วยออกจากกลุ่มที่ใช้
วิเคราะห์)
หน้าที่ 45 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
ลักษณะของกลุ่มผู้ป่วย
จะมีการแสดงสรุปลักษณะของผู้ป่วย (ทางสังคม และประชากรศาสตร์ ประวัติการเป็นมาลาเรีย ผลการวินิจฉัย
มาลาเรีย) โดยวิธีการสถิติเชิงพรรณนา ในประชากรที่ใช้วิเคราะห์
ผลการตรวจระดับเอนไซม์ G6PD
จะมีการสรุปจำนวน และร้อยละของผู้ป่วยด้วยเชื้อชนิด P. vivax ที่รับการตรวจหาภาวะพร่องเอนไซม์
G6PD จะมีการบรรยายการกระจายตัวของค่าเอนไซม์ G6PD ที่ได้จากผลการตรวจ
ในกลุ่มผู้ป่วยชนิด P. vivax ที่ได้รับการรักษาด้วยยา TQ จะแสดงจำนวน และร้อยละของผู้ป่วยที่มีระดับ
เอนไซม์ G6PD ≥70% (>6 IU/g Hb) ผู้ป่วยที่มีระดับเอนไซม์ <70% (≤6 IU/g Hb) และที่ไม่มีผลตรวจ G6PD
ส่วนในกลุ่มผู้ป่วยด้วยเชื้อชนิด P. vivax ที่ได้รับการรักษาด้วยยา PQ จะแสดงจำนวนและร้อยละของ
ผู้ป่วยที่มีระดับเอนไซม์ G6PD ≥30% (≥4 IU/g Hb) ที่มีระดับเอนไซม์ <30% (< 4 IU/g Hb) และที่ไม่มี
ผลตรวจ G6PD
การรักษา
จะมีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับยาที่ใช้รักษามาลาเรียในผู้ป่วย และระยะเวลาที่ใช้ในการรักษา โดยแสดง
ผลสรุปทางสถิติเชิงพรรณา จะบรรยายเรื่องการใช้ยาร่วมชนิดอื่น ๆ (ถ้ามี) ด้วย
การวิเคราะห์ผลหลัก
จะทำผลสรุปทางสถิติเชิงพรรณนาของจำนวน และร้อยละของผู้ป่วยชนิด P. vivax ที่อายุมากกว่าหรือ
เท่ากับ 16 ปี (≥16 ปี) ซึ่งมีระดับเอนไซม์ G6PD ≥70% (>6 IU/g Hb) ที่ได้รับการรักษาด้วยยา TQ รวมกับผู้ป่วย
ซึ่งมีระดับเอนไซม์ G6PD <70% (≤6 IU/g Hb) ที่ไม่ได้รับยา TQ จากจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดที่รับยา TQ รวมกับ
จำนวน ผู้ป่วยซึ่งมีระดับเอนไซม์ G6PD <70% (≤6 IU/g Hb) ที่ไม่ได้รับการรับยา TQ โดย จะทำในประชากรกลุ่ม
ที่กำหนดใช้เป็นกลุ่มวิเคราะห์ และประชากรกลุ่มย่อยอื่น ที่น่าสนใจ
การวิเคราะห์ผลรอง
จะทำผลสรุปทางสถิติเชิงพรรณาของข้อมูลจำนวน และร้อยละของผู้ป่วยชนิด P. vivax ที่อายุ ≥16 ปี ซึ่ง
มีระดับเอนไซม์ G6PD ≥30% (≥4 IU/g Hb) ที่ได้รับการรักษาด้วยยา PQ วันละมื้อ รวมกับผ้ที่มีระดับเอนไซม์
G6PD <30% (<4 IU/g Hb) ที่ไม่ได้รับการรักษาด้วยยา PQ วันละมื้อ จากจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดที่รับยา PQ วันละ
มื้อกับผู้ป่วยที่มีระดับเอนไซม์ G6PD <30% (<4 IU/g Hb) ที่ไม่ได้รับการรับยา PQ วันละมื้อ โดยจะทำใน
ประชากรที่กำหนดให้ใช้เป็นกลุ่มวิเคราะห์ และประชากรกลุ่มย่อยอื่น ที่น่าสนใจ
หน้าที่ 46 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
จะคำนวณร้อยละของผู้ป่วย ที่ได้รับการรักษามาลาเรียชนิด P. vivax ขั้นหายขาด ด้วยยา TQ หรือ PQ
ถูกต้องตามแผนภูมิการรักษาของโครงการฯ
จะมีการนำเสนอผลสรุปทางสถิติเชิงพรรณา ของภาวะโลหิตจางเฉียบพลันจากเม็ดโลหิตแดงแตก (AHA)
ที่มีรายงานทั้งหมด ผู้ป่วย AHA ทุกรายที่ได้รับรายงานสงสัยว่าอาจสัมพันธ์กับยา TQ หรือ PQ จะนำเสนอในรูป
ผลรวมทั้งหมด และแยกตามชนิดยาที่ผู้ป่วยได้รับ แยกตามระดับเอนไซม์ G6PD โดยใช้สถิติเชิงพรรณา บรรยาย
สรุปค่า เหล่านี้: ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มรับยามาลาเรียยาจนเกิดอาการ จำนวนและร้อยละของผู้ป่วยที่เกิด AHA
อย่างน้อย 1 ครั้ง จำนวน AHA ที่เกิดทั้งหมด (และเมื่อคิดเทียบต่อรายผู้ป่วย) อาการและอาการแสดง ผลตรวจ
ต่างๆที่มี ความร้ายแรง การบำบัดรักษา การรับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล และผลลัพธ์ที่ได้
ข. ข้อมูลเจ้าหน้าที่สถานบริการสาธารณสุขที่เข้าร่วมในโครงการฯ
ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สถานบริการสาธารณสุขจะนำไปใช้สนับสนุน ในการแปลผลทางสถิติของข้อมูลที่ได้มา
จากผู้ป่วย ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่นี้จะช่วยให้เรามั่นใจในความเหมาะสม ที่นำวิธีการตรวจเอนไซม์ G6PD และการ
ี
ประยุกต์ใช้ที่ถูกต้องมาช่วยเจ้าหน้าที่ ตัดสินใจการสั่งจ่ายยา TQ และ PQ ได้ ข้อมูลดังกล่าวจะมคุณค่ามากในการ
วางแผนยุทธศาสตร์เมื่อจะนำยา TQ ร่วมกับการตรวจ G6PD มาใช้ในวงกว้างในพื้นที่มาลาเรียส่วนอื่น ๆ ของ
ประเทศไทย
10.1.4 การวิเคราะห์ผลในระหว่างดำเนินโครงการฯ
จะทำการวิเคราะห์ผลระหว่างการดำเนินโครงการฯ ภายหลังจากได้รับผู้ป่วยชนิด P. vivax ที่มีอายุ ≥16
ปี ที่สถานบริการสาธารณสุขระดับสูง (โรงพยาบาลชุมชน) ไปแล้ว 40 ราย (ใช้ข้อมูลผู้ป่วยทุกรายที่รับเข้า
โครงการฯ ที่สถานบริการสาธารณสุขระดับสูงในวันที่ตัดยอดรายงาน)
10.2 ความอคติในการศึกษา
โดยทั่วไปพิจารณาว่าโครงการลักษณะนี้อาจมีความอคติได้ 3 แบบ ได้แก่ อคติจากการคัดเลือก จากตัว
ข้อมูล และจากตัวกวน
10.2.1 ความอคติจากการคัดเลือก
ความอคติจากการคัดเลือก คือ มีการบิดเบือนของหลักฐาน หรือข้อมูลซึ่งเป็นผลมาจากวิธีการเก็บข้อมูล
เพื่อที่จะจำกัดความอคติในการคัดเลือกผู้ป่วย จะสั่งให้ผู้ดำเนินการศึกษา ทำการรับผู้ป่วยทุกรายที่คุณสมบัติเข้า
ตามหลักเกณฑ์ไว้ในโครงการ โดยให้รับผู้ป่วยเรียงตามลำดับ โดยยังไม่ต้องสนใจเรื่องการรักษา สุขภาพของผู้ป่วย
หรือข้อพิจารณาอื่นใด
10.2.2 ความอคติของตัวข้อมูล
ความอคติของตัวข้อมูล เกิดจากความแตกต่างอย่างเป็นระบบ ของวิธีการได้รับข้อมูลจากกลุ่มย่อยต่างๆ
ที่ร่วมโครงการ อาจหมายถึงการที่ผู้ป่วยถูกจัดให้รับยาผิด หรือถูกส่งเข้าไปอยู่ในกลุ่มผลรักษาที่ไม่ถูกต้องจึงมีผล
หน้าที่ 47 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
ทำให้การคำนวณความสัมพันธ์ ระหว่างการรับยา กับผลลัพธ์ผิดได้ ความอคติเช่นนี้อาจเกิดขึ้นกับโครงการนี้ได้
ถ้ามีการบันทึกข้อมูลในแบบรายงานผู้ป่วย (CRF) ที่ไม่ถูกต้อง และไม่สมบูรณ์ หรือถ้าผู้ทำการศึกษาไม่รายงาน
เหตุการณ์บางอย่างที่อาจเป็นที่สนใจ เพราะผู้ทำการศึกษาคิดว่าเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย
ของยา ผู้ที่ถูกมอบหมายให้ดำเนินการศึกษา จึงต้องเข้าร่วมในโครงการอบรม ที่จะกระตุ้นเรื่องการปฏิบัติที่ถูกต้อง
และสม่ำเสมอ ตามกระบวนการ และขั้นตอนการศึกษา ณ สถานที่ศึกษา เพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถเก็บ
ข้อมูลที่มีคุณภาพสูงได้ การติดตามเยี่ยมเพื่อตรวจสอบในสถานที่ทำการศึกษา โดยการเน้นเรื่องความถูกต้อง
แม่นยำ และครบถ้วนของการบันทึกข้อมูลลงในแบบรายงานผู้ป่วย (CRF) จะช่วยลดความเสี่ยงของความอคติของ
ตัวข้อมูลลงได้
10.2.3 ความอคติจากตัวกวน
ความอคติจากตัวกวนเกิดขึ้นได้เมื่อผลของการรักษา หรือการแสดงของโรคแปรผันไปเนื่องจากมีปัจจัยอน
ื่
ร่วม (มีตัวที่ดัดแปลงผล – effect modifier)
ตัวดัดแปลงผลอาจจะมีทางแก้ได้ โดยวิธีการจัดแบ่งกลุ่มเมื่อทำการวิเคราะห์ทางสถิติ (stratification)
จึงจะมีการวิเคราะห์กลุ่มย่อยต่าง ๆ ในการคำนวณผลหลักและผลรอง
หน้าที่ 48 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
11. การจัดการข้อมูล
ข้อมูลทั้งหมดที่เก็บจากการศึกษานี้จะถูกเก็บไว้ และใช้ประเมินผลตามกฎข้อบังคับ และคำแนะนำในการ
บันทึกข้อมูลทางอิเล็กทรอนิค (ภาคผนวก 8)
จะมีการบันทึกกระบวนการจำเพาะ ที่ใช้ในการจัดการข้อมูลตลอดการศึกษาไว้ในแผนจัดการข้อมูล
ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยจะถูกเก็บอยู่ในกระดาษแบบรายงานผู้ป่วย (CRF) รายงานผู้ป่วยที่กรอกเรียบร้อย
จะต้องส่งไปยังศูนย์ควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลง (ศตม.) 12.1 ยะลา เพื่อบันทึกลงในคอมพิวเตอร์ สำเนารายงาน
ผู้ป่วยหนึ่งชุดจะเก็บไว้ ณ โรงพยาบาล หรือมาลาเรียคลินิกที่ร่วมโครงการฯ
ข้อมูลผู้ป่วยจะถูกเก็บเข้าสู่ฐานข้อมูลโดยต้องทำการป้อนข้อมูลสองครั้งเพอเป็นการตรวจสอบว่าป้อนข้อมูล
ื่
ถูกต้อง ยกเว้นเป็นข้อมูลคำบรรยายซึ่งจะป้อนข้อมูลเพียงครั้งเดียว
จะมีการพัฒนาการตรวจสอบโดยอัตโนมัติ เพื่อใช้ตรวจชี้ว่ามีฐานข้อมูลของโครงการฯขาดหายไป
หรือมีข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกัน ในกรณีที่มีข้อมูลขาดหายไปหรือมีข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกัน กองโรคติดต่อนำโดย
แมลงก็จะออกจดหมายสอบถามไป และจัดการแก้ไข ผู้ดำเนินการศึกษาจะต้องรับผิดชอบในการแก้ไข ตอบข้อ
ซักถาม ส่งข้อมูลที่ขาดหายไป หรือแก้ไขขอมูลให้ถูกต้อง และยอมรับข้อมูลที่ปรับแกไขแล้ว การซักถามในทุกเรื่อง
้
้
ต้องมีการติดตามภายหลังจากการแก้ไข และการยอมรับ จะต้องบันทึกการแก้ไขลงในฐานข้อมูลของโครงการศึกษา
และเก็บรวบรวมเข้าแฟ้มไว้กับแบบรายงานผู้ป่วยรายนั้นด้วย
จะมีการจัดประชุมเพื่อทบทวนตรวจสอบข้อมูลที่บันทึกไว้ในฐานข้อมูลก่อนการวิเคราะห์ผลระหว่างการ
ดำเนินโครงการฯ และก่อนการวิเคราะห์ผลขั้นสุดท้าย
ฐานข้อมูลจะถูกปิดล็อคก่อนเริ่มการวิเคราะห์ทางสถิติขั้นสุดท้าย
่
ข้อมูลจะถูกเก็บรักษาในระบบอีเล็กทรอนิคอย่างปลอดภัย โดยรวมถึงข้อมูลทั้งสิ้น ข้อมูลดิบ ชุดข้อมูลทีทำ
การวิเคราะห์ โปรแกรม และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูล จะมีการจำกัดให้เฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นจึงจะเข้าถึงได้
หน้าที่ 49 จาก 63
การศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ขั้นหายขาดอย่างเหมาะสม ฉบับที่ 4.2 วันที่ วันที่ 08 มีนาคม 2564
ด้วยยาทาฟีโนควินหรือไพรมาควินโดยใช้การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD เชิงปริมาณ ประเทศไทย
12. ขั้นตอนการติดตามผล
12.1 การรับสถานที่โครงการฯและการอบรม
กองโรคติดต่อนำโดยแมลงและ/หรือผู้ได้รับมอบหมาย จะเชิญผู้ดำเนินการศึกษา ให้เข้าร่วมในโครงการฯ
โดยพิจารณาสถานบริการที่มีทรัพยากรเหมาะสม (มีเวลา บุคคลากร และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ)
กองโรคติดต่อนำโดยแมลงจะฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ที่สถานที่ในโครงการศึกษาทุกแห่ง เกี่ยวกับเรื่อง
การตรวจวัดระดับเอนไซม์ G6PD การใช้แผนภูมิการรักษาตามระดับเอนไซม์ อาการไม่พึงประสงค์ของยา TQ
และ PQ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเน้นที่ AHA) วิธีการตรวจหา การรายงานอาการไม่พึงประสงค์ (การเฝ้าระวังทาง
เภสัชวิทยา) และการติดตามเฝ้าระวัง จะพัฒนาขั้นตอนการปฏิบัติงานตามมาตรฐาน (SOP) เป็นการเฉพาะสำหรับ
การสอบสวนผู้ป่วยในกรณีที่เกิด AHA และการบำบัดรักษา AHA (ภาคผนวกที่ 4)
12.2 การดูแลติดตามผลเป็นระยะ
ผู้ดำเนินการศึกษา จากกองโรคติดต่อนำโดยแมลง จะลงพื้นที่เยี่ยมติดตามผล ณ สถานที่ร่วมโครงการฯ
อย่างสม่ำเสมอตามแผนการติดตามผล จำนวน 6 ครั้ง ได้แก่ เดือนที่ 1 และเดือนที่ 2 หลังเริ่มเก็บข้อมูล และต่อมา
อีกทุก 3 เดือน ขณะติดตามผลจะดูความก้าวหน้า ขั้นตอนการทำงาน และปัญหาเกี่ยวกับข้อมูล โดยจะอภิปราย
ซักถามกับผู้ดำเนินการศึกษาและ/หรือผู้ได้รับมอบหมาย ผู้ดำเนินการศึกษาจะต้องเตรียมเอกสารเกี่ยวกับผู้ป่วยให้
พร้อมเพื่อขอดู และทบทวนได้ และต้องอนุญาตให้คณะฯจากกองโรคติดต่อนำโดยแมลง หรือผู้ได้รับมอบหมาย
หรือหน่วยงานตรวจกำกับดูแลอื่น ๆ สามารถตรวจสอบสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนระเบียนต้นฉบับ
ของโครงการฯ ได้ ผู้ดำเนินการศึกษาจะต้องให้เวลาพอเพียงที่จะอภิปรายซักถามสิ่งที่พบ หรือเรื่องอื่น ๆ
ที่เกี่ยวข้อง และภายหลังจากการเยี่ยมจะต้องดำเนินการแก้ไขอย่างครบถ้วนตามความจำเป็น
้
ู
12.3 การรักษาความลับของขอมลผู้ป่วย
ผู้ดำเนินการศึกษาและเจ้าหน้าที่โครงการฯ ต้องทำให้แน่ใจว่าข้อมูลของผู้ป่วยจะถูกเก็บรักษาเป็นความลับ
แบบรายงานผู้ป่วย (CRF) หรือเอกสารอื่น ๆ ที่จะส่งให้กองโรคติดต่อนำโดยแมลงนั้น ต้องไม่เปิดเผยชื่อผู้ป่วย
แต่จะมีระบบการระบุตัวตนผู้ป่วยโดยการใช้รหัสที่โครงการฯ ตั้งให้ ส่วนเอกสารอื่นที่ไม่ต้องส่งให้กองโรคติอต่อนำ
โดยแมลง เช่น รหัสประจำตัวผู้ป่วยนั้น ผู้ดำเนินการศึกษาจะต้องเก็บรักษาเป็นความลับที่สุด
หน้าที่ 50 จาก 63