๑๔๕ (ตัวอย่ำง) ผนวก จ. – ๑ แบบรำยงำนนำยทหำรเวรอ ำนวยกำร (ส่วนรำชกำร)………………………………… วันที่……………เดือน……………พ.ศ……………. เรื่อง รำยงำนประจ ำวัน เรียน ……………………………….. ด้วยเมื่อ (วันที่ เดือน พ.ศ. เวลำ)…………..กระผม/ดิฉัน…….(ยศ ชื่อ ชื่อสกุล)…………… ได้รับมอบหน้ำที่นำยทหำรเวรอ ำนวยกำร……..(ชื่อส่วนรำชกำร)………………………………………. จำก……….(ยศ ชื่อ ชื่อสกุล)………..ระหว่ำงปฏิบัติหน้ำที่ได้ตรวจเหตุกำรณ์และสถำนที่ดังต่อไปนี้ ล ำดับ รำยกำร เหตุกำรณ์ กำรปฏิบัติ หมำยเหตุ ครั้นเมื่อ…….(วันที่ เดือน พ.ศ. เวลำ) ……กระผม/ดิฉัน ได้มอบหน้ำที่นำยทหำรเวร อ ำนวยกำร……(ชื่อส่วนรำชกำร)…….พร้อมกับ……(หลักฐำนและหรือสิ่งที่จะส่ง มอบ)………………………………………… ให้………(ยศ ชื่อ สกุล)………….อยู่ปฏิบัติหน้ำที่ต่อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเรียนมำเพื่อทรำบและด ำเนินกำรต่อไป (ลงชื่อ)……………………………………….ผู้ส่ง (ลงชื่อ)……………………………………….ผู้รับ หมำยเหตุ ช่องรำยกำรต่ำง ๆ ส่วนรำชกำรสำมำรถเพิ่มเติมได้ตำมควำมเหมำะสม
๑๔๖ ( ตัวอย่ำง ) ผนวก จ – ๒ แบบรำยงำนนำยทหำรเวร (ส่วนรำชกำร)…………………………………… วันที่………….เดือน…………พ.ศ…………………. เรื่อง รำยงำนประจ ำวัน เรียน …………………………. ด้วยเมื่อ…(วันที่ เดือน พ.ศ. เวลำ )…..กระผม/ดิฉัน……(ยศ ชื่อ ชื่อสกุล)………………… ได้รับมอบหน้ำที่นำยทหำรเวร………….(ชื่อส่วนรำชกำร)………………………………………………. จำก………..(ยศ ชื่อ ชื่อสกุล)….ระหว่ำงปฏิบัติหน้ำที่ได้ตรวจเหตุกำรณ์และสถำนที่ดังต่อไปนี้ ล ำดับ รำยกำร เหตุกำรณ์ กำรปฏิบัติ หมำยเหตุ ครั้นเมื่อ…..(วันที่ เดือน พ.ศ. เวลำ)…….กระผม/ดิฉัน ได้มอบหน้ำที่นำยทหำรเวร………,,, (ชื่อส่วนรำชกำร)…….พร้อมกับ……..(หลักฐำนและหรือสิ่งที่จะส่งมอบ)……………………………… ให้…………(ยศ ชื่อ สกุล)……………อยู่ปฏิบัติหน้ำที่ต่อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเรียนมำเพื่อทรำบและด ำเนินกำรต่อไป (ลงชื่อ)……………………………………….ผู้ส่ง (ลงชื่อ)……………………………………….ผู้รับ หมำยเหตุ ช่องรำยกำรต่ำง ๆ ส่วนรำชกำรสำมำรถเพิ่มเติมได้ตำมควำมเหมำะสม
๑๔๗ (ตัวอย่ำง) ผนวก จ – ๓ แบบรำยงำนเสมียนเวร (ส่วนรำชกำร)……………………………………. วันที่……………เดือน………….พ.ศ……………….. เรื่อง รำยงำนประจ ำวัน เรียน …………………… ด้วยเมื่อ…….(วันที่ เดือน พ.ศ. เวลำ)……..กระผม…(ยศ ชื่อ ชื่อสกุล)……………………….. ได้รับมอบหน้ำที่เสมียนเวร………(ชื่อส่วนรำชกำร)………จำก………….( ยศ ชื่อ ชื่อสกุล)……………… ระหว่ำงปฏิบัติหน้ำที่ได้ตรวจควำมเรียบร้อยของสิ่งของ และสถำนที่ในควำมรับผิดชอบดังต่อไปนี้ ล ำดับ รำยกำร สภำพ กำรปฏิบัติ หมำยเหตุ ครั้นเมื่อ…….(วันที่ เดือน พ.ศ. เวลำ)…..กระผมได้มอบหน้ำที่จ่ำเวร………………………… (ชื่อส่วนรำชกำร)………..พร้อมด้วยสิ่งของในควำมรับผิดชอบตำมบัญชีข้ำงบนนี้ให้…(ยศ ชื่อ ชื่อสกุล)…. อยู่ปฏิบัติหน้ำที่ต่อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเรียนมำเพื่อทรำบและด ำเนินกำรต่อไป (ลงชื่อ)………………………………….ผู้ส่ง (ลงชื่อ)…………………………………ผู้รับ หมำยเหตุ ช่องรำยกำรต่ำง ๆ ส่วนรำชกำรสำมำรถเพิ่มเติมได้ตำมควำมเหมำะสม
๑๔๘ ( ตัวอย่ำง ) ผนวก จ - ๔ แบบรำยงำนจ่ำเวร ( ส่วนรำชกำร )…………………………… วันที่…………..เดือน………………..พ.ศ…………… เรื่อง รำยงำนประจ ำวัน เรียน ………………………….. ด้วยเมื่อ…..( วันที่ เดือน พ.ศ. เวลำ ) …….กระผม………( ยศ ชื่อ ชื่อสกุล )…………… ได้รับมอบหน้ำที่จ่ำเวร……….( ชื่อส่วนรำชกำร ) …………จำก……….( ยศ ชื่อชื่อสกุล )…………………. ระหว่ำงปฏิบัติหน้ำที่ได้ตรวจควำมเรียบร้อยของสิ่งของและสถำนที่ในควำมรับผิดชอบดังต่อไปนี้ ๑. เหตุกำรณ์ทั่วไป………………………….. ๒. กำรสุขำภิบำล…………………………… ๓. กำรรับประทำนอำหำร…………………… ล ำดับ รำยกำร รำยกำรจ ำหน่ำย หมำยเหตุ รวมทั้งสิ้น ครั้นเมื่อ…….( วัน เดือน พ.ศ. เวลำ )………กระผมได้มอบหน้ำที่จ่ำเวร…………… …..( ชื่อส่วนรำชกำร )...พร้อมด้วยสิ่งของในควำมรับผิดชอบตำมบัญชีข้ำงบนนี้ให้..( ยศ ชื่อ ชื่อสกุล )…. อยู่ปฏิบัติหน้ำที่ต่อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเรียนมำเพื่อทรำบและด ำเนินกำรต่อไป ( ลงชื่อ )…………………………………………ผู้ส่ง ( ลงชื่อ )…………………………………………ผู้รับ หมำยเหตุ ช่องรำยกำรต่ำง ๆ ส่วนรำชกำรสำมำรถเพิ่มเติมได้ตำมควำมเหมำะสม
๑๔๙ (ตัวอย่ำง) ผนวก จ – ๕ แบบบันทึกกำรติดต่อ - เยี่ยม ล ำดับ วัน , เวลำ ชื่อผู้มำติดต่อ-เยี่ยม ที่อยู่ ติดต่อ-เยี่ยมใคร กลับ วัน , เวลำ หมำยเหตุ หมำยเหตุ ๑. ช่องรำยกำรต่ำง ๆ ส่วนรำชกำรสำมำรถเพิ่มเติมได้ตำมควำมเหมำะสม ๒. ให้ผู้บันทึกกำรติดต่อ – เยี่ยม น ำรำยงำนนี้เสนอนำยทหำรเวรหรือผู้บังคับหน่วยรักษำกำรณ์ ………………………………………………………………………………………………………………… (ตัวอย่ำง) ผนวก จ – ๖ แบบรับฝำกกุญแจต่ำง ๆ ลูกกุญแจ ประจ ำ สถำนที่ ลำยมือชื่อ วัน เดือน ปี เวลำฝำก ลำยมือชื่อ ผู้รับคืน วัน เดือน ปี เวลำที่รับคืน หมำยเหตุ หมำยเลข จ ำนวน ผู้ฝำก ผู้รับฝำก หมำยเหตุ ๑. ช่องรำยกำรต่ำง ๆ ส่วนรำชกำรสำมำรถเพิ่มเติมได้ตำมควำมเหมำะสม ๒. ให้ผู้บันทึกกำรติดต่อ-เยี่ยม น ำรำยงำนนี้เสนอนำยทหำรเวรหรือผู้บังคับหน่วยรักษำกำรณ์
๑๕๐ (ตัวอย่ำง) ผนวก จ – ๗ แบบรำยงำนนำยทหำรเวรอ ำนวยกำร ทอ.และผู้ช่วยนำยทหำรเวรอ ำนวยกำร ทอ. วันที่…………เดือน…………พ.ศ………….. เรื่อง รำยงำนประจ ำวัน เรียน ผบ.ทอ. ด้วยเมื่อ……(วันที่ เดือน พ.ศ. เวลำ)…..กระผม…..(ยศ ชื่อ ชื่อสกุล)………………………. และ ……….(ยศ ชื่อ ชื่อสกุล)…….ได้รับมอบหน้ำที่นำยทหำรเวรอ ำนวยกำร ทอ.จำก..(ยศ ชื่อ ชื่อสกุล)… และ ผช.นำยทหำรเวรอ ำนวยกำร ทอ.จำก….(ยศ ชื่อ ชื่อสกุล)….ตำมล ำดับได้ตรวจเหตุกำรณ์ และกำร ปฏิบัติหน้ำที่ในกำรรักษำกำรณ์ของส่วนรำชกำรและสถำนที่ต่ำงๆ ณ ที่ตั้งดอนเมืองดังต่อไปนี้ ล ำดับ รำยกำร เหตุกำรณ์ กำรปฏิบัติ หมำยเหตุ ๑. ๒. ๓. ๔. ๕. ๖. ๗. ๘. ๙. ๑๐. ๑๑. ๑๒. ๑๓. ๑๔. ๑๕. ๑๖. ๑๗. ๑๘. ๑๙. ๒๐. ๒๑. ๒๒. บก.ทอ. บยอ. พล.บ.๑ บยอ. พล.บ.๒ บยอ. พล.บ.๓ บยอ. พล.บ.๔ บยอ. บน.๖ พล.บ.๑ บยอ. อย.บยอ. คปอ.บยอ. บนอ. ศกบ.บนอ. อท.ทอ.บนอ. ชอ.บนอ. ส.ทอ.บนอ. สพ.ทอ.บนอ. พธ.ทอ.บนอ. ชย.ทอ.บนอ. ขส.ทอ.บนอ. พอ.บนอ. ลวอ.บนอื่น ๆ บศอ. ยศ.ทอ.บศอ.
๑๕๑ ล ำดับ รำยกำร เหตุกำรณ์ กำรปฏิบัติ หมำยเหตุ ๒๓. ๒๔. ๒๕. ๒๖. ๒๗. ๒๘. ๒๙. สอส.บศอ. รร.นอ.บศอ. สก.ทอ. ศวอ.ทอ. สน.ผบ.ดม. เขตบ้ำนพักอำศัยของ ทอ.ทุกเขต อื่น ๆ ครั้นเมื่อ…..(วันที่ เดือน พ.ศ. เวลำ)….กระผม…….(ยศ ชื่อ ชื่อสกุล)…………………………… และ …..(ยศ ชื่อ ชื่อสกุล)…..ได้มอบหน้ำที่นำยทหำรเวรอ ำนวยกำร ทอ. และ ผช.นำยทหำรเวรอ ำนวยกำร ทอ.พร้อมพัสดุและสิ่งอ ำนวยควำมสะดวกในกำรปฏิบัติหน้ำที่ตำมรำยกำรที่แนบให้…(ยศ ชื่อ ชื่อสกุล)……. และ…….(ยศ ชื่อ ชื่อสกุล) ……ตำมล ำดับอยู่ปฏิบัติหน้ำที่ต่อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเรียนมำเพื่อทรำบและด ำเนินกำรต่อไป (ลงชื่อ)………………..นำยทหำรเวรอ ำนวยกำร ทอ. ผู้ส่ง (ลงชื่อ)………………..ผช.นำยทหำรเวรอ ำนวยกำร ทอ. ผู้ส่ง (ลงชื่อ)………………..นำยทหำรเวรอ ำนวยกำร ทอ. ผู้รับ (ลงชื่อ)………………..ผช.นำยทหำรเวรอ ำนวยกำร ทอ. ผู้รับ
๑๕๒ บทที่ ๗ อุปกรณ์เครื่องมือเสริมระบบกำรป้องกันฐำนบิน ๑. กล่ำวทั่วไป ( GENERAL ) อุปกรณ์เครื่องมือเสริมระบบกำรป้องกันฐำนบิน เป็นวิธีกำรที่น ำเอำเครื่องมือ เครื่องใช้ ตลอดจนวิธีกำรบำงอย่ำงที่จ ำเป็น เครื่องมือหน่วงเหนี่ยวกำรกระท ำของข้ำศึก หรือเตือนให้ฝ่ ำยเรำ ทรำบถึงกำรเข้ำมำของข้ำศึก กำรปฏิบัติกำรต่ำง ๆ ที่เกิดแก่ฐำนบินในอดีตที่ผ่ำนมำ นับว่ำเป็นบทเรียนที่ สำมำรถใช้ในกำรแก้ไขเหตุกำรณ์ที่อำจจะเกิดขึ้น กำรเรียนรู้ก็เพื่อให้เกิดแนวควำมคิดในกำรปฏิบัติมำกกว่ำที่ จะลงมือท ำจริง ๆ และจะได้น ำไปพิจำรณำใช้ เมื่อต้องไปพบกับสถำนกำรณ์นั้น ๆ ในบทนี้จะได้ทรำบเกี่ยวกับ เรื่องกำรตรวจค้น ( SEARCH ) กำรจับกุม กำรควบคุมวินำศภัย( DISASTER CONTROL ) กำรติดต่อสื่อสำร ( COMMUNICATION ) ๒. กำรตรวจค้น ( SEARCH ) เพื่อให้กำรป้องกันและรักษำควำมปลอดภัยฐำนบินมีประสิทธิภำพ และได้ผล สมควำมมุ่งหมำยของผู้บังคับบัญชำ เจ้ำหน้ำที่ต่ำง ๆ จ ำเป็นต้องเข้ำใจระบบกำรปฏิบัติเกี่ยวกับกำรระวัง ป้องกันอย่ำงแท้จริง กำรระวังป้องกันที่เจ้ำหน้ำที่ทุกคนได้ปฏิบัติอยู่ทั้งในเวลำปกติและในเวลำฉุกเฉินนั้นคือ กำรระวังป้องกันบุคคลผู้ไม่มีสิทธิผ่ำนเข้ำ –ออก บริเวณเขตหวงห้ำม เพรำะบุคคลดังกล่ำวอำจจะน ำเอำอำวุธ ยุทโธปกรณ์ หรือวัตถุระเบิด หรือสิ่งอื่นใดติดตัวเข้ำมำ ซึ่งจะเป็นอันตรำยต่อควำมปลอดภัยฐำนบิน มำตรกำรที่ได้ก ำหนดขึ้นนี้เรียกว่ำ “กำรตรวจค้น” ๒.๑ ควำมหมำยของกำรตรวจค้น คือ วิธีกำรปฏิบัติของเจ้ำหน้ำที่ป้องกัน และรักษำควำมปลอดภัยฐำน บิน เพื่อน ำเอำอำวุธยุทโธปกรณ์ วัตถุระเบิด หรือสิ่งของอื่นใดที่น่ำจะเป็นอันตรำยต่อควำมปลอดภัยฐำนบิน หรือที่ตั้งทำงทหำรออกจำกบุคคลผู้น่ำสงสัยซึ่งถูกจับได้รวมทั้งยำนพำหนะที่ผ่ำนเข้ำ –ออก บริเวณหวงห้ำม และบริเวณพื้นที่ตลอดจนอำคำรสถำนที่ซึ่งผู้ต้องสงสัย หรือฝ่ ำยตรงข้ำมได้เข้ำมำปฏิบัติกำร ๒.๒ ประเภทของกำรตรวจค้น กำรตรวจค้นแบ่งออกได้เป็น ๔ ประเภท คือ ๒.๒.๑ กำรตรวจค้นบุคคล ๒.๒.๒ กำรตรวจค้นยำนพำหนะ ๒.๒.๓ กำรตรวจค้นอำคำร ๒.๒.๔ กำรตรวจค้นพื้นที่ ๒.๓ กำรตรวจค้นบุคคล คือกำรปฏิบัติเพื่อค้นหำ หรือน ำเอำอำวุธยุทโธปกรณ์ วัตถุระเบิด หรือสิ่งอื่นใดที่ น่ำจะเป็นอันตรำยออกจำกบุคคลผู้ต้องสงสัย หรือจำก ผกค.ที่ถูกจับได้ กำรตรวจค้นบุคคลมีวิธีปฏิบัติ ๓ วิธี คือ ๒.๓.๑ กำรตรวจค้นแบบยันก ำแพง ( WALL SEARCH ) จะท ำกำรตรวจค้นในโอกำสต่อไปนี้ ๒.๓.๑.๑ เมื่อผู้ถูกตรวจค้นได้กระท ำควำมผิดร้ำยแรง ( SERIOUS OFFENSES ) ๒.๓.๑.๒ เมื่อพิจำรณำเห็นว่ำผู้ถูกตรวจค้นนั้นเป็นบุคคลอันตรำย(DANGEROUS PERSON) ๒.๓.๒ กำรตรวจค้นแบบยันก ำแพงให้กระท ำดังนี้.- ๒.๓.๒.๑ จัด จนท.ท ำกำรตรวจค้นอย่ำงน้อย ๒ คน ให้ท ำหน้ำที่ตรวจค้น ๑ คน และท ำ หน้ำที่ระวังป้องกัน ๑ คน(ตรวจค้นโดยชุด สจย.หรือชุด สยย.ก็ได้ หัวหน้ำชุดตรวจค้นด ำรงกำรติดต่อกับศูนย์ ฯ ตลอดเวลำ)
๑๕๓ ๒.๓.๒.๒ ผู้ท ำหน้ำที่ตรวจค้นเป็นผู้ออกค ำสั่ง (ใช้เสียงดังหนักแน่น) ๒.๓.๒.๓ ผู้ท ำหน้ำที่ระวังป้องกันยืนอยู่ข้ำงหลังเฉียงไปทำงซ้ำยของผู้ถูกตรวจค้นห่ำงไป ประมำณ ๑๐ ฟุต และอยู่ในท่ำเฉียงอำวุธ หรือเตรียมใช้อำวุธก็ได้ ๒.๓.๒.๔ ให้ผู้ถูกตรวจค้นเอำมือทั้งสองยันก ำแพง,ยำนพำหนะหรือสิ่งอื่นใดที่มีลักษณะ คล้ำยกัน ให้มือทั้งสองห่ำงกันประมำณ ๓ ฟุต และอยู่ในระดับสำยตำ กำงนิ้วมือออกให้น ้ำหนักอยู่บนนิ้วมือ ๒.๓.๒.๕ ให้ผู้ถูกตรวจค้นยืนก้มหน้ำ เท้ำทั้งสองอยู่ห่ำงจำกก ำแพงประมำณ ๓ ฟุต ให้แยก เท้ำออกจำกกันให้มำก (เพื่อให้ผู้ถูกตรวจค้นอยู่ในลักษณะเสียกำรทรงตัว) ๒.๓.๒.๖ เมื่อผู้ถูกตรวจค้นยืนอยู่ในลักษณะที่ต้องกำรแล้ว ผู้ตรวจค้นน ำอำวุธไปฝำกไว้กับ ผู้ท ำหน้ำที่ระวังป้องกัน ๒.๓.๒.๗ กำรตรวจค้นให้เริ่มกระท ำจำกทำงด้ำนขวำมือก่อน (ขวำมือของผู้ถูกตรวจค้น) ๒.๓.๒.๘ ผู้ตรวจค้นวำงเท้ำขวำให้อยู่ข้ำงหน้ำเท้ำขวำของผู้ถูกตรวจค้น ผู้ตรวจค้นวำงมือ ซ้ำยลงบนหลังหรือจับคอเสื้อของผู้ถูกตรวจค้นก็ได้ หำกผู้ถูกตรวจค้นขัดขืนให้กดมือซ้ำยลง และปัดด้วยเท้ำ ขวำ ผู้ถูกตรวจค้นจะล้มลงเพรำะกำรทรงตัวไม่ดีอยู่แล้ว ๒.๓.๒.๙ ท ำกำรตรวจค้นด้วยมือขวำ โดยเริ่มท ำกำรตรวจค้นจำกศีรษะก่อน ถ้ำผู้ถูกตรวจ ค้นสวมหมวก ผู้ตรวจค้นจะต้องถอดหมวกของผู้ถูกตรวจค้นออกก่อน และตรวจสิ่งของภำยในหมวก เสร็จแล้ว วำงหมวก หรือสิ่งของ (ถ้ำมี) ลงบนพื้นทำงด้ำนหลังของผู้ถูกตรวจค้น ๒.๓.๒.๑๐ ท ำกำรตรวจค้นส่วนบนทำงด้ำนขวำของผู้ถูกตรวจค้น กำรตรวจค้นให้กระท ำโดย กำรบีบหรือขย ำตำมเสื้อผ้ำ และร่ำงกำยอย่ำใช้วิธีกำรลูบหรือแตะเบำ ๆ ๒.๓.๒.๑๑ เมื่อตรวจค้นส่วนบนด้ำนขวำเสร็จแล้ว ให้ท ำกำรตรวจค้นส่วนล่ำงทำงด้ำนขวำ ต่อไป โดยกำรเลื่อนมือขวำมำจับที่เข็มขัดหรือขอบกำงเกง แล้วให้มือซ้ำยท ำกำรตรวจค้นบริเวณส่วนล่ำง ด้ำนขวำของผู้ถูกตรวจค้น ตรวจกระเป๋ ำ ขำกำงเกง ขอบกำงเกง ตะเข็บกำงเกง ถุงเท้ำ รองเท้ำ ๒.๓.๒.๑๒ เมื่อตรวจค้นด้ำนขวำมือของผู้ถูกตรวจค้นเสร็จแล้ว ให้ผู้ตรวจค้นเดินถอยออกมำ จำกผู้ถูกตรวจค้น แล้วเดินอ้อมไปทำงข้ำงหลังของผู้ท ำหน้ำที่ระวังป้องกันแล้ว ไปยืนอยู่ทำงด้ำนซ้ำยมือของผู้ ถูกตรวจค้น ในขณะเดียวกันผู้ท ำหน้ำที่ระวังป้องกันก็เดินมำอยู่ทำงด้ำนหลังเฉียงไปทำงขวำของผู้ถูกตรวจค้น ห่ำงไปประมำณ ๑๐ ฟุต ๒.๓.๒.๑๓ ท ำกำรตรวจค้นทำงด้ำนซ้ำยของผู้ถูกตรวจค้น กำรปฏิบัติให้ผู้ตรวจค้นวำงเท้ำ ซ้ำยให้อยู่หน้ำเท้ำซ้ำยของผู้ถูกตรวจค้น ใช้มือขวำจับคอเสื้อ หรือวำงบนหลังของผู้ถูกตรวจค้น แล้วลงมือ ตรวจค้นด้ำนซ้ำยส่วนบนของล ำตัวด้วยมือซ้ำย ๒.๓.๒.๑๔กำรตรวจค้นส่วนล่ำงด้ำนซ้ำยให้ท ำกลับกันกับกำรตรวจกำรด้ำนขวำ (ที่กล่ำวไปแล้ว) ๒.๓.๒.๑๕ ในระหว่ำงกำรตรวจค้น เมื่อพบสิ่งของใด ๆ เอำออกให้หมด ๒.๓.๒.๑๖ เมื่อตรวจค้นเสร็จแล้ว ผู้ตรวจค้นไปรับอำวุธจำกผู้ท ำหน้ำที่ระวังป้องกัน แต่ต้อง ควบคุมให้ผู้ถูกตรวจค้นอยู่ในสภำพเดิมตลอดเวลำ
๑๕๔ ๒.๓.๒.๑๗ น ำผู้ถูกตรวจค้นพร้อมทั้งสิ่งของ (ถ้ำมี) ไปยังศูนย์ ฯ เพื่อให้เจ้ำหน้ำที่ด ำเนินกำร ตรวจพิสูจน์ต่อไป ๒.๓.๒.๑๘ ในระหว่ำงกำรน ำผู้ถูกตรวจค้นไปขึ้นรถ จะต้องให้ผู้ถูกตรวจค้นยกมือทั้งสอง เหนือศีรษะตลอดเวลำ เมื่อขึ้นรถแล้วจึงให้เอำมือลง และควบคุมโดยใกล้ชิด ถ้ำจ ำเป็นต้องใช้เครื่อง พันธนำกำร ก็ให้กระท ำได้ ๒.๓.๒.๑๙ ในกรณีที่ไม่สำมำรถด ำเนินกำรตรวจค้นแบบยันก ำแพงได้ ก็ให้ผู้ถูกตรวจค้น นอนคว ่ำหน้ำลงบนพื้น กำงมือ และเท้ำออกจำกกัน กำรตรวจด ำเนินกำรเช่นเดียวกันกับกำรตรวจค้นแบบยัน ก ำแพง ค ำสั่งส ำหรับกำรตรวจค้นแบบยันก ำแพง ๑. ให้สัญญำณ ( SIGNAL ) ๒. หำที่ก ำบังหรือที่ซ่อนพรำง ( TAKE COVER OR CONCEALMENT ) ๓. ถืออำวุธอยู่ในท่ำเฉียงอำวุธ ( PORT ARM ) ๔. ออกค ำสั่ง “หยุด” ( HALT ) ๕. ถำม “นั่นใคร” ( WHO IS THERE ) ๖. สั่ง “ยกมือขึ้น” ( RAISE YOUR HANDS ) ๗. สั่ง “ กำงนิ้วออก” ( SPREAD YOUR FINGERS ) ๘. สั่ง “กลับหลังหัน” ( FACE AWAY ) ๙. สั่ง “ วำงมือทั้งสองลงบนก ำแพง” ( PLACE YOUR HANDS ON THE WALL ) ๑๐. สั่ง “แยกเท้ำออกข้ำง ๆ “ ( SPREAD YOUR LEGS WIDE ) ( เมื่อผู้ถูกตรวจค้นอยู่ ในลักษณะที่ต้องกำรแล้ว จึงเริ่มท ำกำรตรวจค้นตำมขั้นตอนที่ได้กล่ำวมำแล้ว) ๒.๓.๓ กำรตรวจค้นแบบสมบูรณ์ ( COMPLETE SEARCH ) ๒.๓.๓.๑ กำรตรวจค้นแบบสมบูรณ์ กระท ำได้ในโอกำสต่อไปนี้.- ๒.๓.๓.๑.๑ เมื่อได้ท ำกำรตรวจค้นแบบยันก ำแพงมำแล้ว ๒.๓.๓.๑.๒ เมื่อสงสัยว่ำผู้ถูกตรวจค้นมียำเสพติดอยู่ในครอบครอง ๒.๓.๓.๑.๓ เมื่อจะน ำผู้กระท ำผิดขังในเรือนจ ำ ๒.๓.๓.๒ กำรตรวจค้นให้กระท ำดังนี้ .- ๒.๓.๓.๒.๑ น ำผู้ถูกตรวจค้นเข้ำไปในห้องซึ่งบุคคลภำยนอกไม่สำมำรถจะ มองเห็นได้ ๒.๓.๓.๒.๒ ผู้ที่จะท ำหน้ำที่ในกำรตรวจค้นต้องมี ๒ คนเป็นอย่ำงน้อย โดยคนหนึ่ง ท ำหน้ำที่ตรวจค้น ( SEARCH ) และอีกคนหนึ่งท ำหน้ำที่ระวังป้องกัน ( GUARD ) ๒.๓.๓.๒.๓ ให้ผู้ถูกตรวจค้นถอดเสื้อผ้ำและเครื่องแต่งกำยอื่น ๆ ออกให้หมด(จะ ถอดออกมำตรวจค้นทีละชิ้นหรือจะถอดออกมำตรวจค้นทีเดียวหมดเลยก็ได้ ) แล้วจึงท ำกำรตรวจค้นด้วย ควำมละเอียดรอบคอบจริง ๆ
๑๕๕ ๒.๓.๓.๒.๔ หวีผมผู้ถูกตรวจค้น ตรวจในรูหู รักแร้ ในร่มผ้า เล็บมือ เล็บเท้า และ หรือทวารหนัก ๒.๓.๓.๒.๕ ตรวจค้นทุกส่วนของร่างกาย ๒.๓.๓.๒.๖ ถ้าผู้ถูกตรวจค้นมีผ้าพันแผล หรือเข้าเผือกตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ให้ตรวจด้วย และถ้าผู้ถูกตรวจค้นได้รับบาดเจ็บก็ให้แพทย์ตรวจพิสูจน์บาดแผลด้วยทั้งสองกรณี ๒.๓.๔ การตรวจค้นแบบเร่งด่วน ( QUICK SEARCH OR SIMPLE FRISK ) ๒.๓.๔.๑ ให้กระท าในโอกาสต่อไปนี้ ๒.๓.๔.๑.๑ ตรวจค้นผู้ต้องสงสัยในการกระท าความผิดเพียงเล็กน้อย ( MINOR OFFENSES ) ๒.๓.๔.๑.๒ ตรวจค้นผู้ต้องสงสัยเพื่อหาอาวุธซึ่งซุกซ่อนอยู่ในกายของผู้ถูกจับกุม ๒.๓.๔.๒ การตรวจค้นกระท าดังนี้ ๒.๓.๔.๒.๑ ผู้ตรวจค้นสั่งผู้ถูกตรวจค้น ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ กางนิ้วมือออก ๒.๓.๔.๒.๒ ผู้ตรวจค้นสั่ง กลับหลังหัน แยกเท้าออกให้กว้างที่สุด ๒.๓.๔.๒.๓ ผู้ตรวจค้นเข้าทางด้านหลังของผู้ถูกตรวจค้น และท าการตรวจค้น เช่นเดียวกับท่ายันก าแพง ๒.๔ การตรวจค้นยานพาหนะ ( SEARCH OF VEHICLES ) เป็นการตรวจค้นยานพาหนะที่ผ่านเข้าออก เขตหวงห้าม หรือเมื่อผู้บังคับบัญชาสั่งให้ตรวจ การตรวจค้นให้กระท าดังนี้ ๒.๔.๑ เมื่อรถจะท าการตรวจค้นแล่นเข้ามาใกล้ ผู้ตรวจให้สัญญาณ ส่วนระวังป้องกันเข้าที่ก าบัง เตรียมใช้อาวุธทันทีเมื่อมีการขัดขืน ๒.๔.๒ ผู้ตรวจอยู่ในท่าเตรียมใช้อาวุธ สั่งให้รถหยุด ดับเครื่องยนต์ ดับไฟหน้า (ถ้าเป็นกลางคืน) ๒.๔.๓ ผู้ตรวจเดินเข้าไปทางด้านพนักงานขับรถ สั่งให้เปิดไฟในรถ เปิดไฟหน้ารถ แล้วให้ทุกคนลง จากรถ พลขับลงก่อน และให้ทุกคนไปยืนด้านข้าง หรือ ณ ที่ก าหนด ๒.๔.๔ ตรวจทุกส่วนของยานพาหนะ หรือที่น่าสงสัย โดยเริ่มตรวจค้นตั้งแต่ท้าย หรือจากส่วนใดก่อน ก็ได้แลว้เวียนไปตามเข็มนาฬิกาจนรอบรถ เพ่ือความแน่นอนควรตรวจ ๒ รอบ ๒.๔.๕ ท าการตรวจค้นบุคคลในท่ายันก าแพงทีละคนที่หน้ารถ โดยเปิดไฟหน้ารถส่องหน้าผู้ถูกตรวจ ค้น (โดยเฉพาะในเวลากลางคืน) ๒.๔.๖ ถ้าเป็นรถเล็กและมีคนนั่งมาด้วยหลายคน อาจแยกผู้ต้องสงสัยออกไป แล้วท าการตรวจด้วย ท่านอนคว ่า หรือท่ายันก าแพงก็ได้ ค าสั่งการตรวจค้นยานพาหนะ ๑. ให้สัญญาณ ๒. หาที่ก าบังหรือที่ซ่อนพราง ๓. ผู้ตรวจถืออาวุธเข้าไปหารถในท่า “เฉียงอาวุธ” สั่ง “หยุด” “นั่นใคร” “ดับเครื่องยนต์”
๑๕๖ “ใส่เบรคมือ” “เปิดไฟในรถ” (เวลากลางคืน) “เปิดไฟหน้ารถ” (เวลากลางคืน) “ลงจากรถ” (ลงทางด้าน เดียวกับที่ยามยืนอยู่) “ปิดประตูรถ” “ยกมือขึ้น” “กางนิ้วมือออก” “เดินไปข้างหน้ารถ” “หยุด” “แยกเท้า ออก” (ให้กว้างที่สุด) ท าการตรวจค้น ถ้าจะใช้แบบยันก าแพงก็ใช้หน้ารถเป็นก าแพง หรือจะให้ผู้ถูกตรวจค้น นอนคว ่าหน้าก็ได้แล้วแต่กรณี ๒.๕ การตรวจค้นอาคาร ( SEARCH OF BUILDING ) การตรวจค้นอาคาร เป็นการค้นหาบุคคล สิ่งของ อาวุธ กระสุน วัตถุระเบิดหรือแม้กระทั่งยาเสพติดที่ อาจมีซุกซ่อนอยู่ในอาคาร หรือ สงสัยว่าในอาคารจะมีคนร้ายซุกซ่อนอยู่ ๒.๕.๑ การปฏิบัติก่อนเข้าไปในอาคาร ๒.๕.๑.๑ แบ่งอาคารออกเป็นส่วนให้เหมาะกับจ านวน จนท.ที่เข้าท าการตรวจค้น และท า การระวังป้องกัน โดยให้มี จนท.อย่างน้อย ๒ คน ท าหน้าที่ระวังป้องกันยืนอยู่ภายนอกอาคารเป็นเส้น ทะแยงมุม ๒.๕.๑.๒ ให้ จนท.ระวังป้องกันแต่ละคนรับผิดชอบพื้นที่ ๒ ด้าน คือ ด้านขวา และด้านซ้าย ของตัวเอง ๒.๕.๒ วิธีเข้าไปในอาคาร ๒.๕.๒.๑ ผู้ท าหน้าที่ตรวจค้นเข้าทางประตู จ านวนผู้ตรวจค้นควรมีเท่าจ านวนประตูทางเข้า ของตัวอาคาร ๒.๕.๒.๒ ผู้ตรวจค้นจู่โจมเข้าประตูพร้อมกันในท่าเตรียมใช้อาวุธ หรือเฉียงอาวุธ ๒.๕.๓ วิธีการตรวจค้นในกรณีที่เป็นอาคารชั้นเดียว ๒.๕.๓.๑ ตรวจค้นจากข้างฝาไปถึงกลางห้อง ๒.๕.๓.๒ ตรวจคน้ตามระบบเข็มนาฬิกา ๒.๕.๓.๓ เมื่อตรวจค้นห้องใดเสร็จแล้วให้ปิดตาย (ในกรณีมีหลายห้อง) แล้วตรวจค้นห้อง ต่อไป ๒.๕.๔ วิธีตรวจค้นอาคารที่มีหลายชั้นและหลายห้อง ๒.๕.๔.๑ ตรวจค้นจากชั้นล่างสุดก่อน (ถ้ามีห้องใต้ดินก็ต้องตรวจค้นก่อน) แล้วจึงตรวจชั้น บนเรื่อยไปจนสุด ๒.๕.๔.๒ ตรวจค้นทุกห้องในแต่ละชั้นให้เสร็จก่อนแล้วจึงเปลี่ยนไปตรวจค้นห้องอื่น ๒.๕.๔.๓ เมื่อตรวจค้นห้องใดและชั้นใดเสร็จแล้ว จะต้องจัด จนท.ท าการระวังป้องกัน ถ้า จนท.ไม่เพียงพอ อาจใช้วิธีปิดตายหรือล๊อกกุญแจตีตราให้เรียบร้อย ๒.๕.๔.๔ เมื่อพบสิ่งของหรือบุคคล ผู้ตรวจค้นจะต้องปฏิบัติดังนี้ ๒.๕.๔.๔.๑ รายงานให้ศูนย์ ฯ ทราบสถานการณ์และขอก าลังมาช่วยถ้าจ าเป็น ๒.๕.๔.๔.๒ ถ้าจะต้องตรวจค้นบุคคลให้ท าการตรวจค้นแบบยันก าแพง
๑๕๗ ๒.๕.๔.๔.๓ น าผู้ถูกตรวจค้น หรือสิ่งของไปยังศูนย์ ฯ ภายหลังจากการตรวจค้นได้ เสร็จสิ้นลงแล้ว ๒.๖ การตรวจค้นพื้นที่ ( SEARCH OF AREA ) ๒.๖.๑ การตรวจค้นพื้นที่กระท าในโอกาสต่อไปนี้ ๒.๖.๑.๑ เพื่อค้นหาอาวุธยุทโธปกรณ์ หรือของที่เล็กที่สุดซึ่งอาจจะตกอยู่บนพื้นดิน หรือ ค้นหาบุคคลในบริเวณพื้นที่นั้น ๒.๖.๑.๒ ในกรณีที่มีการต่อสู้ หรือการตรวจค้นแบบยันก าแพงได้เสร็จสิ้นลงแล้ว เพื่อความ แน่ใจให้ท าการตรวจค้นพื้นที่ด้วย ๒.๖.๒ การตรวจค้นพื้นที่ให้กระท าดังนี้ ๒.๖.๒.๑ แบ่งพื้นที่ออกเป็นล๊อก ๆ แล้ววางก าลังป้องกันไว้ด้วย (เช่นเดียวกับการตรวจค้น อาคาร) ๒.๖.๒.๒ แบ่งซอยพื้นที่ออกเป็นรูปสี่เหลี่ยม ให้พอเหมาะกับจ านวนก าลังเจ้าหน้าที่ที่ท าการ ตรวจค้น ๒.๖.๒.๓ ผู้ตรวจค้นเข้าแถวสองด้านของพื้นที่ที่จะท าการตรวจค้น แต่ละคนยืนห่างกัน ประมาณ ๖ ฟุต หรือ ๒ ช่วงแขน ๒.๖.๒.๔ แถวตรวจค้นสองแถวท าเป็นมุมฉากซึ่งกันและกัน ๒.๖.๒.๕ เมื่อได้รับค าสั่งให้ท าการตรวจค้น แถวหนึ่งจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าก่อนจนถึงเขตที่ ก าหนดไว้จึงหยุด แล้วอีกแถวหนึ่งก็เคลื่อนที่ไปข้างหน้าและหยุดอยู่ ณ จุดที่ได้ก าหนดไว้เช่นเดียวกัน เสร็จ แล้วทั้งสองแถวท ากลับหลังหัน ๒.๖.๒.๖ ท าการตรวจค้นเหมือนกับข้อ ๒.๖.๒.๕ อีกครั้งหนึ่งจนแน่ใจว่าไม่มีบุคคลหรือ สิ่งของอยู่ในพื้นที่แห่งนั้น ๒.๖.๒.๗ หากสิ่งของที่พบเป็นวัตถุระเบิด ให้ท าเครื่องหมายแสดงไว้ให้เห็นชัดเจน รายงาน ไปยังศูนย์ ฯ เพื่อร้องขอเจ้าหน้าที่วัตถุระเบิดและท าลาย ( E.O.D = EXPLOSIVE OFFICER DESPOSAL ) มาด าเนินการต่อไป ๓. การจับกุม เจ้าหน้าที่สารวัตรทหาร มีอ านาจหน้าที่จับกุมผู้กระท าผิดฉกรรจ์ ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า หรือมีผู้แจ้งได้ทันที การจับกุมแบ่งเป็น ๒ ลักษณะ ดังนี้.- ๓.๑ ภายในเขตฐานบิน ๓.๑.๑ ข้าราชการ และครอบครัว ที่กระท าความผิดอันจะเป็นอันตรายต่อระบบป้องกันฐานบิน จนท.สห.มีอ านาจจับกุมตัวน าส่งศูนย์ ฯ ให้ น.รปภ. ฐานบินร่วมกับ น.เวรศูนย์ ฯ ด าเนินการสอบสวนเบื้องต้น เพื่อรายงาน ผบ.ศูนย์ ฯ ทราบ
๑๕๘ ๓.๑.๒ หากพฤติกรรมของผู้ถูกจับกุมส่อไปในทางเอาใจออกห่าง หรือฝักใฝ่ ฝ่ ายตรงข้าม ให้ส่งตัวไป ให้ศูนย์ข่าวร่วม พลเรือนต ารวจทหารด าเนินการต่อไป ๓.๑.๓ หากเป็นยามวิกาล สอบสวนเบื้องต้นแล้วส่งตัวให้ ร้อย ทสห.ลงบันทึกหลักฐานไว้ ถ้าเป็น ข้าราชการก็ให้ควบคุมตัวไว้ ถ้าเป็นบุคคลพลเรือนให้ส่งตัวไปไว้ที่กองรักษาการณ์ที่มีการควบคุม วันรุ่งขึ้น จึงส่งตัวให้ต ารวจ หรือ ศขร.พตท.ด าเนินการต่อไป ๓.๒ ภายนอกเขตฐานบิน เมื่อเหตุเกิดนอกเขตฐานบินให้ปฏิบัติดังนี้ ๓.๒.๑ ในกรณีที่มีการจัดสายตรวจร่วมทหารต ารวจ ให้ปฏิบัติงานร่วมกัน ท าให้มีอ านาจจับกุม ผู้กระท าผิดได้ทันทีตามกฎหมาย ๓.๒.๒ ชุดลาดตระเวนรอบฐานบินที่แต่ละฐานบินจัดตั้งขึ้นตามค าสั่งของ ผบ.ทอ.ไม่มีอ านาจในการ จับกุม แต่สามารถควบคุมตัวผู้กระท าความผิดเฉพาะหน้าไว้ได้ แล้วส่งตัวให้ต ารวจด าเนินการต่อไป ๓.๒.๓ หากชุดลาดตระเวน หรือสายตรวจ มี จนท.ต ารวจร่วมด้วย ย่อมมีอ านาจในการจับกุมได้ทันที ๓.๒.๔ หากผู้ถูกจับกุมเป็นฝ่ ายตรงข้าม หรือผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ให้น าตัวส่ง ศขร.พตท. ด าเนินการต่อไป หรือมอบตัวให้ต ารวจด าเนินการก็ได้ ๓.๓ ผู้ถูกจับกุมเป็นสุภาพสตรี ในกรณีมีสุภาพสตรีเป็นผู้ต้องหา และจ าเป็นต้องด าเนินการจับกุม เช่นเดียวกับผู้ต้องหาชาย ให้ปฏิบัติดังนี้.- ๓.๓.๑ ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามวัฒนธรรม และคุณธรรมที่พึงมีต่อสุภาพสตรี ๓.๓.๒ จะต้องให้เจ้าหน้าที่สตรีด้วยกันเป็นผู้ตรวจค้นตัว ๓.๓.๓ การปฏิบัติโดยน าไปตรวจในห้องเฉพาะและมิดชิดพอสมควร ๓.๓.๔ หากไม่มี จนท.สตรีในหน่วย ต้องน าผู้ถูกตรวจค้นไปยังหน่วยที่มีเจ้าหน้าที่สตรีด าเนินการให้ ๔. การควบคุมวินาศภัย ( DISASTER CONTROL ) วินาศภัย คือ ภัยที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน และเป็นภัยต่อชีวิตอย่างร้ายแรง และรวดเร็ว บางครั้งไม่มีโอกาสป้องกัน หรือแก้ไขเหตุการณ์ได้เลย วินาศภัยมี ๒ ชนิด คือ - ภัยเกิดตามธรรมชาติ เช่น วาตภัย อัคคีภัย อุทกภัย - ภัยที่เกิดขึ้นจากการกระท าของมนุษย์ เช่น เครื่องบินเกิดอุบัติเหตุ ยานพาหนะเกิดอุบัติเหตุ ผกค. ใช้อาวุธยิงเข้าไปยังอาวุธยุทโธปกรณ์ หรือ ผกค. ลอบวางเพลิง หรือก่อวินาศกรรม เป็นต้น ๔.๑ ภัยเกิดตามธรรมชาติ ได้แก่ ๔.๑.๑ วาตภัย เกิดจากพายุพัดอย่างรุนแรง ท าให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน และเป็นอันตราย ต่อชีวิต อันตรายที่เกิดจากวาตภัย เช่น ต้นไม้หักโค่น บ้านเรือนพังพินาศ เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ผู้อยู่ริม ทะเลอาจถูกคลื่นใหญ่ ฝนตกหนักทั้งวันทั้งคืน เส้นทางคมนาคมเสียหาย ฯลฯ การปฏิบัติเมื่อเกิดวาตภัย แบ่งการปฏิบัติออกเป็น ๓ ขั้นตอนดังนี้.- ๔.๑.๑.๑ ก่อนเกิดวาตภัย ด าเนินการดังนี้
๑๕๙ ๔.๑.๑.๑.๑ หน่วยงานทางราชการ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมประชาสัมพันธ์ กรมการปกครอง ฯ ต้องแจ้งข่าวให้ประชาชนทราบ ๔.๑.๑.๑.๒ ส าหรับประชาชนคอยฟังข่าวจากวิทยุกระจายเสียง,เสียงตามสาย ( ถ้ามี) ข่าวสารจากหนังสือพิมพ์ ฯลฯ เมื่อทราบข่าวแล้วควรเตรียมการป้องกัน เช่น การตรวจดูเสาไฟ อย่าอยู่ ในที่ลุ่ม อย่าออกนอกอาคาร เตรียมไฟฉาย ไม้ขีดไฟ ดับไฟในเตาหุงต้ม ฯ เป็นต้น ๔.๑.๑.๑.๓ ในฐานบิน ด าเนินการให้เครื่องบินตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ที่ อยู่ในความรับผิดชอบอยู่ในสภาพเรียบร้อย มั่นคง ด้วยการผูกยึดให้แน่นหนา ๔.๑.๑.๑.๔ แจ้งเตือนข้าราชการ ครอบครัวผู้พักอาศัยในฐานบิน และโดยรอบให้ ทราบ และเตรียมรับสถานการณ์ เช่น สั่งตัดกระแสไฟฟ้า ฯ เป็นต้น ๔.๑.๑.๑.๕ ก าหนดเขตพื้นที่อันตราย เช่น ห้ามเข้าใกล้เขตแหล่งจ่ายกระแส ไฟฟ้าแรงสูง ใต้ต้นไม้ใหญ่ หรืออยู่ในอาคารที่ไม่มั่นคง ฯ ๔.๑.๑.๒ ในระหว่างเกิดวาตภัย (ภายในฐานบิน) ให้ด าเนินการดังนี้.- ๔.๑.๑.๒.๑ ให้ สห.ด าเนินการควบคุมการจราจร ๔.๑.๑.๒.๒ ดูแลผู้บาดเจ็บ และปฐมพยาบาลเบื้องต้นถ้าสามารถท าได้ ๔.๑.๑.๒.๓ บาดเจ็บมากน าส่งโรงพยาบาล ๔.๑.๑.๒.๔ เตรียมแก้ปัญหาไฟฟ้าดับ อุบัติเหตุต่าง ๆ ๔.๑.๑.๒.๕ เตรียมการผจญเพลิง ดับเพลิง และกู้ภัย ๔.๑.๑.๒.๖ ให้ความช่วยเหลืออื่น ๆ ตามที่ผู้ประสบภัยร้องขอ ๔.๑.๑.๓ ภายหลังการเกิดวาตภัย ( ภายในฐานบิน) ด าเนินการดังนี้ ๔.๑.๑.๓.๑ ด าเนินการควบคุมการจราจร ๔.๑.๑.๓.๒ รักษาพื้นที่ป้องกันการโจรกรรมทรัพย์สินทางราชการ และส่วนตัว ๔.๑.๑.๓.๓ ระดมแพทย์พยาบาลให้การรักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ ๔.๑.๑.๓.๔ สายไฟขาดอย่าเข้าใกล้ ๔.๑.๑.๓.๕ อย่าใช้น ้าประปาเมื่อรู้ว่าท่อแตก ๔.๑.๑.๓.๖ ส ารวจความเสียหาย รายงานผู้บังคับบัญชา ๔.๑.๒ อัคคีภัย เป็นภัยที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เช่น การเสียดสีของไม้แห้ง และมีเชื้อไฟพอที่จะท าให้ เกิดไฟลุกไหม้ หรือเกิดขึ้นจากการกระท าของมนุษย์ เช่น การลอบวางเพลิง หรือ ลอบก่อวินาศกรรมก็ได้ เกิด จากการหุงต้มประกอบอาหาร การจุดเทียนบูชาพระ การสูบบุหรี่ จุดไม้ขีดไฟ การใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้า การใช้เชื้อเพลิงเหลวในทางที่ผิด จากความประมาท เป็นต้น ส่วนมากการเกิดอัคคีภัย มักจะไม่ทราบล่วงหน้า การปฏิบัติเมื่อเกิดอัคคีภัย แบ่งการปฏิบัติออกเป็น ๒ ขั้นดังนี้ ๔.๑.๒.๑ ขณะเกิดอัคคีภัย ( ภายในเขตฐานบิน )
๑๖๐ ๔.๑.๒.๑.๑ ด าเนินการควบคุมการจราจรเพื่อให้หน่วยดับเพลิงท างานได้สะดวก ๔.๑.๒.๑.๒ ควบคุมฝูงชนในบริเวณใกล้เคียงที่เกิดเหตุ อย่าให้เข้าไปใกล้หรือได้รับ อันตราย ๔.๑.๒.๑.๓ ก าหนดเขตห้ามเข้า ห้ามผ่าน หรือปิดกั้นถนนบางสาย ๔.๑.๒.๑.๔ ดูแลผู้บาดเจ็บจนกว่าจะได้รับการรักษาพยาบาลจากเจ้าหน้าที่ โดยตรง หรือท าการปฐมพยาบาลถ้าสามารถท าได้ ๔.๑.๒.๑.๕ ช่วยเฝ้าทรัพย์สินที่ขนย้ายออกทั้งของทางราชการและส่วนบุคคล ๔.๑.๒.๑.๖ ให้ความช่วยเหลืออื่น ๆ ตามที่ผู้ประสบภัยร้องขอ ๔.๑.๒.๒ ภายหลังอัคคีภัยสงบแล้ว ๔.๑.๒.๒.๑ รักษาสถานที่เกิดเหตุเพื่อป้องกันการโจรกรรมทรัพย์สินของทาง ราชการ และทรัพย์สินส่วนตัว ๔.๑.๒.๒.๒ รักษาหลักฐานบริเวณที่เกิดเหตุ เพื่อช่วยการวิเคราะห์สาเหตุ หรือเพื่อ การพิสูจน์หลักฐาน ๔.๑.๒.๒.๓ จัดด าเนินการเรื่องราวการจราจรในพื้นที่เกิดเหตุ ๔.๑.๓ อุทกภัย ได้แก่ภัยที่เกิดจากน ้าท่วม กระแสน ้าพัดเชี่ยว สามารถพัดพาบ้านเรือน พืชผล ชีวิต มนุษย์ รวมทั้งสาธารณูปโภคต่าง ๆ ให้สูญสิ้นไปได้ นับว่าเป็นภัยธรรมชาติที่มีความรุนแรง และไม่รุนแรง ส่วนใหญ่แล้วจะทราบล่วงหน้าว่าจะเกิดอุทกภัยจากการพยากรณ์ ลักษณะลมฟ้าอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา สาเหตุมักเกิดจากฝนตกหนัก เกิดพายุดีเปรสชั่น น ้าทะเลหนุน ลมมรสุม หรือจากภูเขาไฟใต้น ้าระเบิด เป็นต้น การปฏิบัติเมื่อเกิดอุทกภัย แบ่งการปฏิบัติออกเป็น ๓ ขั้น ดังนี้ ๔.๑.๓.๑ ก่อนเกิดอุทกภัย (ภายในเขตฐานบิน ) ๔.๑.๓.๑.๑ ด าเนินการให้เครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ ปลอดภัยจากน ้าท่วม ๔.๑.๓.๑.๒ แจ้งเตือนให้ผู้พักอาศัยในเขตฐานบิน และบริเวณใกล้เคียงทราบ ตลอดจนห้วงเวลาที่จะเกิดอุทกภัย ๔.๑.๓.๑.๓ เตรียมการควบคุมการจราจรในพื้นที่ ๔.๑.๓.๒ ขณะเกิดอุทกภัย ให้ด าเนินการดังนี้.- ๔.๑.๓.๒.๑ ด าเนินการควบคุมการจราจร ๔.๑.๓.๒.๒ ดูแลผู้บาดเจ็บจนกว่าจะได้รับการรักษาพยาบาลจากเจ้าหน้าที่ โดยตรง หรือท าการปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บถ้าสามารถท าได้ ๔.๑.๓.๒.๓ สกัดเก็บสิ่งของที่ลอยน ้า ๔.๑.๓.๒.๔ ด าเนินการช่วยชีวิตคนจมน ้า จัดหาเรือ แพยาง ฯลฯ ๔.๑.๓.๒.๕ ให้ความช่วยเหลืออื่น ๆ ตามที่ผู้ประสบภัยร้องขอ
๑๖๑ ๔.๑.๓.๓ ภายหลังเกิดอุทกภัย ๔.๑.๓.๓.๑ ด าเนินการควบคุมการจราจร ก าหนดเส้นทางสัญจร ๔.๑.๓.๓.๒ รักษาสถานที่เกิดเหตุเพื่อป้องกันการโจรกรรม ๔.๒ ภัยอันเกิดจากการกระท าของมนุษย์ ๔.๒.๑ เครื่องบินเกิดอุบัติเหตุ การปฏิบัติเมื่อเครื่องบินเกิดอุบัติเหตุ หน่วยดอนเมืองปฏิบัติตาม ระเบียบ ทอ.ว่าด้วยการปฏิบัติเมื่ออากาศยานเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือเกิดอุบัติเหตุในเขตการบินของสนามบิน ดอนเมือง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๓ ดังนี้ ๔.๒.๑.๑ กรมอากาศโยธิน มีหน้าที่จัดก าลังไปช่วยยังที่เกิดเหตุ ตามที่ได้รับการร้องขอจาก ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยมีหน่วยรองรับ คือแผนกดับเพลิงและกู้อากาศยาน ส านักงานผู้บังคับทหาร อากาศดอนเมือง ๔.๒.๑.๒ สถานีดับเพลิง ปฏิบัติดังนี้ ๔.๒.๑.๒.๑ เตรียมรถดับเพลิงกับเจ้าหน้าที่ให้พร้อมที่จะใช้งานได้ตลอดเวลา ๔.๒.๑.๒.๒ อบรมเจ้าหน้าที่ให้มีความรู้ระบบการท างานของอากาศยานในเรื่อง เก้าอี้ดีดตัว การเปิดประทุน ประตูหน้าต่างและทางออกฉุกเฉิน ระบบอาวุธต่าง ๆ ต าแหน่งของแบตเตอรี่และ วิธีการถอดขั้ว เพื่อให้มีความปลอดภัยและความเร็วในการปฏิบัติงาน ๔.๒.๑.๒.๓ อบรมให้รู้ถึงความส าคัญของการรักษาร่องรอยอุบัติเหตุ ๔.๒.๑.๒.๔ เมื่อเห็น หรือได้รับแจ้งอากาศยานอุบัติเหตุภายในเขตรัศมีประมาณ ๕ ไมล์ทะเล จากสนามบินดอนเมือง ให้เดินทางไปยังที่เกิดเหตุทันที และด าเนินการช่วยชีวิตผู้ประสบภัย (นักบิน/ผู้โดยสาร) ทันที ๔.๒.๑.๒.๕ ดับเพลิงตามเทคนิคที่ถูกต้อง (กรณีอุบัติเหตุบนทางวิ่งให้ออกจากทาง วิ่งโดยเร็วที่สุด เมื่อปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว) ๔.๒.๑.๒.๖ จัดให้มีแผนที่พิกัด ต าบล เครื่องบินเกิดเหตุของฐานบินดอนเมือง ติด ประจ ายานพาหนะ และอบรมให้เจ้าหน้าที่เข้าใจถึงวิธีใช้ ๔.๒.๑.๓ เมื่อได้รับแจ้ง เครื่องบินอุบัติเหตุในเขตสนามบิน ต้องจัดสารวัตรทหารอากาศไม่ น้อยกว่า ๒ คน เดินทางไปยังที่เกิดเหตุ จ ากัดเขตไม่ให้บุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปยังบริเวณที่เกิดเหตุ เว้นแต่ผู้ที่มีบัตรผ่านเท่านั้น ๔.๒.๑.๔ เมื่อรับแจ้งเครื่องบินอุบัติเหตุนอกเขตสนามบิน ต้องจัดทหารสารวัตรร่วมเดินทาง ไปกับคณะกรรมการ หาข้อเท็จจริงเครื่องบินอุบัติเหตุ เพื่อรักษาซากเครื่องบินจนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น หมายเหตุ ระเบียบ ทอ.ได้กล่าวไว้เฉพาะฐานบินดอนเมืองเท่านั้น ส าหรับฐานบินต่างจังหวัดให้ออก ระเบียบของกองบินขึ้นมาโดยถือแนวปฏิบัติของระเบียบ ทอ.ว่าด้วยการปฏิบัติเมื่ออากาศยานเกิดอุบัติเหตุ ฉุกเฉิน หรือเกิดอุบัติเหตุในเขตการบินของสนามบินดอนเมือง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๒๓ เป็นหลัก หน่วยเกี่ยว ข้องกับระเบียบนี้ในระดับกองบินก็คือ แผนก ฝ่ ายต่าง ๆ ของกองบินนั่นเอง และควรซักซ้อมการปฏิบัติ
๑๖๒ อย่างน้อยเดือนละ ๑ ครั้ง ในเขตที่มีพื้นน ้าหรือทะเล ควรมีเรือค้นหาและช่วยชีวิตด้วย ๔.๒.๑.๕ การปฏิบัติเมื่อเกิดวินาศภัยเกี่ยวกับ บ.หรือยุทโธปกรณ์อื่น ๆ ๔.๒.๑.๕.๑ เกิดภายในฐานบิน ๔.๒.๑.๕.๑.๑ ป้องกันทรัพย์สินของทางราชการมิให้ถูกโจรกรรม ๔.๒.๑.๕.๑.๒ ป้องกันรักษาเอกสารลับและสิ่งต่าง ๆ มิให้สูญหาย ๔.๒.๑.๕.๑.๓ ควบคุมการจราจรเพื่อให้ยุทโธปกรณ์ที่จะใช้ในเวลา ฉุกเฉินเคลื่อนที่ไปได้สะดวก ๔.๒.๑.๕.๑.๔ ป้องกันมิให้มีเชื้อไฟในบริเวณใกล้ที่เกิดเหตุ ๔.๒.๑.๕.๒ เกิดภายนอกฐานบิน ๔.๒.๑.๕.๒.๑ รักษาสถานที่เกิดเหตุเพื่อป้องกันการโจรกรรมทรัพย์สิน ของทางราชการ ๔.๒.๑.๕.๒.๒ ป้องกันรักษาเอกสารลับ และสิ่งของต่าง ๆ ที่เป็น ความลับในบริเวณที่เกิดเหตุ ๕.๒.๑.๕.๒.๓ ควบคุมการจราจร และควบคุมประชาชนไม่ให้เข้าใกล้ ที่เกิดเหตุ โดยปฏิบัติร่วมกับเจ้าหน้าที่ต ารวจในท้องที่ ๔.๒.๑.๖ สิทธิและขอบเขตแห่งอ านาจของนักหนังสือพิมพ์ ๔.๒.๑.๖.๑ ภายในฐานบิน ๔.๒.๑.๖.๑.๑ การถ่ายภาพจะกระท าได้เมื่อได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น ๔.๒.๑.๖.๑.๒ การถ่ายภาพจะไม่ได้รับอนุญาต ก็ต่อเมื่อเอกสารลับ หรือยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นความลับ ณ จุดเกิดเหตุนั้นถูกเปิดเผย ๔.๒.๑.๖.๑.๓ ถ้ามีการถ่ายภาพโดยไม่ได้รับอนุญาตจะต้องริบฟิ ลม์ที่ ถ่ายนั้น แล้วมอบให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องหรือรับผิดชอบ ๔.๒.๑.๖.๑.๔ อย่าใช้ก าลังบังคับช่างภาพ ๔.๒.๑.๖.๒ ภายนอกฐานบิน ๔.๒.๑.๖.๒.๑ ถ้าไม่มีเอกสารลับหรือสิ่งที่เป็นความลับถูกเปิดเผยก็ อนุญาตให้ถ่ายภาพได้ ๔.๒.๑.๖.๒.๒ ถ้าเอกสารลับ หรือสิ่งอื่นใดที่เป็นความลับถูกเปิดเผย จะต้องห้ามไม่ให้มีการถ่ายภาพ ๔.๒.๑.๗ ยานพาหนะเกิดอุบัติเหตุ ๔.๒.๑.๗.๑ เตรียมอุปกรณ์ช่วยคนเจ็บ ๔.๒.๑.๗.๒ ด าเนินการควบคุมการจราจร ๔.๒.๑.๗.๓ รักษาหลักฐานเพื่อการสอบสวนหาสาเหตุ
๑๖๓ ๔.๒.๑.๗.๔ ช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บ จนกว่าจะถึงหมอถ้าท าได้ ๔.๒.๑.๗.๕ ป้องกันการโจรกรรมทรัพย์สิน ของผู้ประสบเหตุ ๔.๒.๑.๗.๖ ให้การช่วยเหลือตามที่ได้รับการร้องขอ ๔.๒.๑.๘ อันตรายจากอาวุธยุทโธปกรณ์รบถูกยิง ๔.๒.๑.๘.๑ ด าเนินการจัดเป็นเขตหวงห้ามเด็ดขาด ณ บริเวณที่เกิดเหตุ ๔.๒.๑.๘.๒ อ านวยความสะดวกในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะ ๔.๒.๑.๘.๓ ประกาศเตือน หรือปักป้ายประกาศเป็นเขตอันตราย โดยก าหนดรัศมี ให้ปลอดภัยจากการระเบิดของยุทโธปกรณ์นั้น ๔.๒.๑.๘.๔ ควบคุมการจราจรโดยก าหนดเส้นทางให้พ้นรัศมีการระเบิด ๔.๒.๑.๘.๕ กวดขันการน าเชื้อไฟเข้าใกล้บริเวณที่เกิดเหตุ ๔.๒.๑.๙ การลอบวางเพลิง ๔.๒.๑.๙.๑ ด าเนินการควบคุมการจราจร ๔.๒.๑.๙.๒ อ านวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิง ๔.๒.๑.๙.๓ รักษาทรัพย์สินและยุทโธปกรณ์มิให้ถูกโจรกรรม ๔.๒.๑.๙.๔ รักษาหลักฐานเพื่อช่วยค้นหาสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ ๔.๒.๑.๙.๕ ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจนกว่าจะถึงหมอ ๔.๒.๑.๙.๖ คอยกันฝูงชนมิให้เข้าใกล้ที่เกิดเหตุ ๔.๒.๑.๙.๗ ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามที่ได้รับการร้องขอ ๕. การติดต่อสื่อสาร ( COMMUNICATION ) การติดต่อสื่อสาร คือ วิธีการส่งข่าวสารที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว แน่นอน จากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่ง การสื่อสารเสมือนดังเสียงของผู้บังคับบัญชา การยุทธจะ ได้เปรียบหรือเสียเปรียบขึ้นอยู่กับการข่าว และข่าวกรองที่จะสามารถกระจายไปสู่หน่วยปฏิบัติได้ทันเวลา ขึ้นอยู่กับวิธีการติดต่อสื่อสารซึ่งแบ่งออกเป็น ๕ วิธี ตามล าดับการรักษาความปลอดภัย คือ พลน าสาร ทางสาย ทัศนสัญญาณ เสียงสัญญาณ วิทยุ ในการวางแผนการติดต่อสื่อสารต้องพิจารณาว่าจะใช้การ ติดต่อสื่อสารทั้ง ๕ วิธีนี้ เพราะถ้าวิธีใดวิธีหนึ่งไม่ได้ผล ก็สามารถใช้วิธีการติดต่อสื่อสารอื่นแทนได้ ๕.๑ พลน าสาร เป็นวิธีการติดต่อสื่อสารที่ใช้เจ้าหน้าที่เป็นผู้รับ – ส่งข่าว หรือท าการติดต่อสื่อสารจาก บุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่ง หรือจากแห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่ง ๕.๑.๑ ข้อดี ๕.๑.๑.๑ เป็นวิธีที่ปลอดภัยมากที่สุด ๕.๑.๑.๒ สามารถส่งเอกสารได้จ านวนมาก ๆ ๕.๑.๑.๓ หากเป็นความลับอาจใช้วิธีท่องจ าข่าวไปส่งให้กับหน่วยรับข่าว ๕.๑.๒ ข้อเสีย ๕.๑.๒.๑ ส่งข่าวได้ช้า
๑๖๔ ๕.๑.๒.๒ ข่าวนั้นอาจไม่ทันเวลา ๕.๑.๒.๓ ต้องคัดเลือกลักษณะคนส่งข่าวด้วย ผู้ท าหน้าที่ในการส่งข่าว จะต้องคัดเลือกผู้ที่มี คุณลักษณะกล้าหาญ อดทน ฉลาด อ่านแผนที่เข็มทิศเป็น พลน าสารแบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือ.- ๕.๑.๓ พลน าสารตามก าหนดเวลา จัดขึ้นตามภารกิจที่ก าหนด ด าเนินการส่งข่าวสารประจ าวัน วันละกี่ครั้งขึ้นอยู่กับงาน หรือผู้บังคับบัญชาก าหนดขึ้น ๕.๑.๔ พลน าสารพิเศษ มิได้จัดไว้ในอัตรา แต่ผู้บังคับบัญชาเห็นว่ามีความจ าเป็นจึงจัดตั้งขึ้นให้ท า หน้าที่น าสาร และมิได้ก าหนดเวลาปฏิบัติไว้โดยแน่นอน โดยให้ปฏิบัติเป็นครั้งคราว พลน าสารแต่ละประเภทดังกล่าว อาจเป็นพลน าสารเดินเท้า พลน าสารยานยนต์ นักบินน าสาร นกพิราบน าสาร หรือสุนัขน าสารก็ได้ ๕.๒ ทางสาย คือการติดต่อสื่อสารด้วยการใช้โทรศัพท์ โทรเลข โทรพิมพ์ ( TELETYPE ) โทรส าเนา ( FACSIMILE ) เป็นต้น เป็นการติดต่อจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง โดยใช้เครื่องมือดังกล่าวเป็นตัวเชื่อม คุณลักษณะของการติดต่อสื่อสารทางสายมีดังนี้.- ๕.๒.๑ ข้อดี ๕.๒.๑.๑ สามารถพูดสนทนาโต้ตอบกันได้ ๕.๒.๑.๒ มีความปลอดภัยพอสมควร สามารถเข้ารหัสได้ ๕.๒.๑.๓ มีความรวดเร็วถูกต้อง ๕.๒.๒ ข้อเสีย ๕.๒.๒.๑ ใช้เวลาในการติดตั้งวางสายมาก และต้องลงทุนมากด้วย ๕.๒.๒.๒ หากจ าเป็นต้องเคลื่อนย้ายท าให้เสียเวลามากในการเก็บสาย และวางสายใหม่ ๕.๒.๒.๓ ถ้าระยะห่างกันมากก็จะสิ้นเปลืองมาก ๕.๒.๒.๔ อาจถูกฝ่ ายตรงข้ามดักฟังได้ง่าย ๕.๓ ทัศนสัญญาณ ได้แก่การติดต่อสื่อสารที่ใช้สายตาเป็นเครื่องมือรับข่าว คุณลักษณะของการ ติดต่อสื่อสารแบบนี้ คือ ๕.๓.๑ ข้อดี ๕.๓.๑.๑ สามารถส่งข่าวให้กับคนจ านวนมากทราบได้ในเวลาเดียวกัน ๕.๓.๑.๒ เป็นวิธีที่กระท าได้รวดเร็วมาก ๕.๓.๒ ข้อเสีย ๕.๓.๑.๑ ขาดการรักษาความปลอดภัย ๕.๓.๑.๒ ผู้รับข่าวอาจตีความหมายผิดได้ง่าย (ถ้าลืมสัญญาณที่ตกลงกันไว้) ตัวอย่างของทัศนสัญญาณได้แก่ แสง, ธง ,แผ่นผ้าสัญญาณ สัญญาณแขน และมือหรือสิ่งอื่นใดที่ เห็นด้วยตา แล้วท าให้เกิดความเข้าใจได้ว่า ผู้บังคับบัญชาต้องการอะไร
๑๖๕ ๕.๔ เสียงสัญญาณ คือการใช้เสียงแทนค าพูด หรือเป็นสัญญาณแจ้งข่าว ทั้งนี้ต้องมีการตกลงกัน ล่วงหน้า เป็นวิธีการส่งข่าวได้รวดเร็ว แต่ขาดความแน่นอน สามารถส่งข่าวได้ในระยะใกล้ ๆ และถ้าใช้บ่อย ๆ ข้าศึกอาจสังเกตและจดจ าได้ ท าให้การรักษาความปลอดภัยไม่ดี ส่วนใหญ่มักใช้เตือนภัยหรือเตรียมพร้อม เฉพาะในระยะทางใกล้ ๆ ๕.๕ วิทยุ เป็นเครื่องมือสื่อสารหลักชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะใช้ปฏิบัติงานการป้องกันฐานบินเป็นเครื่องมือที่ นิยมใช้มาก สามารถส่งข่าวได้ไกล รวดเร็ว แต่ทั้งนี้มักถูกจ ากัดด้วย ขีดความสามารถของเครื่องมือ และ สภาพลมฟ้าอากาศ และภูมิประเทศ วิทยุมีคุณลักษณะดังนี้.- ๕.๕.๑ ข้อดี ๕.๕.๑.๑ ติดตั้งได้ง่าย รวดเร็ว ๕.๕.๑.๒ มีความคล่องตัวในการใช้งานสูง ๕.๕.๑.๓ เชื่อถือได้ ๕.๕.๒ ข้อเสีย ๕.๕.๒.๑ เป็นการติดต่อสื่อสารที่มีความปลอดภัยน้อยที่สุด ๕.๕.๒.๒ ข้าศึกสามารถดักฟังข่าวและอาจใช้คลื่นรบกวนเวลาส่งข่าวได้ ๕.๕.๒.๓ ต้องใช้เวลาในการฝึกพนักงานมาก ๕.๕.๒.๔ การบ ารุงรักษามีปัญหายุ่งยาก ราคาแพง ประเภทของวิทยุส่วนใหญ่จะประกอบด้วย.- ๕.๕.๓ วิทยุประจ าที่ ( BASE STATION ) เช่นวิทยุประจ า ศปรภ.หรือ ศรก.เป็นต้น ๕.๕.๔ วิทยุเคลื่อนที่ ใช้ติดตั้งบนรถยนต์ หรือ น าติดตัวไปได้ ๕.๖ ความรับผิดชอบในการติดต่อสื่อสาร ๕.๖.๑ ผบ.หน่วย ทุกคนต้องรับผิดชอบในการติดตั้งเครื่องมือสื่อสารไว้ใช้งาน และการปรนนิบัติบ ารุง ภายในหน่วยของตน ตรวจตราระบบการสื่อสารทั้งทางยุทธวิธี และทางเทคนิค ความบกพร่องในการ ติดต่อสื่อสาร แม้แต่ในทางเทคนิคก็จะต้องอยู่ในความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชาเสมอ ๕.๖.๒ ความรับผิดชอบในการติดต่อสื่อสารขั้นแรก ๕.๖.๒.๑ หน่วยเหนือวางการติดต่อสื่อสารไปยังหน่วยรอง และรวมทั้งหน่วยสมทบด้วย ๕.๖.๒.๒ หน่วยสนับสนุนด้วยการยิง วางการติดต่อสื่อสารไปยังหน่วยรับการสนับสนุน ๕.๖.๒.๓ ระหว่างหน่วยข้างเคียง ให้หน่วยที่อยู่ทางซ้ายวางการติดต่อสื่อสารไปยังหน่วยที่ อยู่ทางขวา (ถ้าผู้บังคับบัญชามิได้สั่งการเป็นอย่างอื่น ) ๕.๖.๓ การรปรนนิบัติบ ารุงการติดต่อสื่อสาร เมื่อวางการติดต่อสื่อสารแล้ว แม้หน่วยที่มีหน้าที่วาง การติดต่อสื่อสาร ต้องคอยปรนนิบัติบ ารุงอยู่เป็นประจ าก็ตาม ถ้าการติดต่อสื่อสารขาดตอน ทั้งสองหน่วย ต้องจัดการแก้ไขโดยทันทีและพร้อมกันด้วย
๑๖๖ ๕.๗ ระเบียบในการใช้วิทยุ โทรศัพท์ ส าหรับส่งข่าว ๕.๗.๑ การปฏิบัติตามระเบียบจะช่วยขจัดความล่าช้า ความผิดพลาดและการฝ่ าฝืนการรักษาความ ปลอดภัยในการติดต่อสื่อสาร ๕.๗.๒ ข่าวควรชัดเจน กะทัดรัด สมบูรณ์ ควรได้รับการใคร่ครวญไว้ก่อนแล้ว ถ้าท าได้ควรเขียนไว้ ล่วงหน้า ๕.๗.๓ พูดให้ช้า ชัดเจน ถ้าผู้รับข่าวต้องจดบันทึก หรือส าเนาก็ควรให้เวลาในการเขียนข่าวด้วย ๕.๗.๔ ฟังก่อนส่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนส่งข่าวของสถานีอื่น ๕.๗.๕ ให้นึกเสมอว่าข้าศึกก าลังลอบดักฟังอยู่ตลอดเวลา ๕.๗.๖ หมั่นฝึกเจ้าหน้าที่ให้ใช้วิทยุ โทรศัพท์ โดยถูกวิธีอยู่เสมอ ๕.๗.๗ ถ้าท าได้ให้เข้ารหัสเสมอ ๕.๗.๘ ต้องมีผู้อนุมัติข่าว ๕.๘ การรักษาความปลอดภัยในการติดต่อสื่อสาร กฎเบื้องต้นต่อไปนี้เป็นสิ่งส าคัญในการรักษาความ ปลอดภัยในการติดต่อสื่อสาร และควรเข้มงวดบังคับใช้ในวงการวิทยุโทรศัพท์ของทหาร ๕.๘.๑ ถ้าไม่ได้รับอนุญาตโดยถูกต้อง ห้ามท าการส่งข่าว ๕.๘.๒ การปฏิบัติต่อไปนี้ ต้องห้ามโดยเด็ดขาด ๕.๘.๒.๑ การฝ่ าฝืนค าสั่งระงับใช้วิทยุ ๕.๘.๒.๒ การสนทนาที่มิใช่ราชการระหว่างพนักงานวิทยุ ๕.๘.๒.๓ การส่งข่าวภายในข่ายบังคับโดยไม่ได้รับอนุญาต ๕.๘.๒.๔ ปรับคลื่นและทดลองเครื่องนานเกินไป ๕.๘.๒.๕ ใช้ถ้อยค าซึ่งไม่ได้รับอนุญาต ๕.๘.๒.๖ ใช้ค าพูดนอกเหนือไปจากค าพูดตามระเบียบ ๕.๘.๒.๗ ห้ามพูดเกี่ยวกับความลับของทางราชการ ๕.๙ การออกเสียงตัวอักษรและตัวเลขไทย ๕.๙.๑ การอ่านออกเสียงตัวอักษรไทย เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนระหว่างอักษรและเพื่อใช้สะกดค า ยากต่าง ๆ ที่อาจจะท าให้การรับ – ส่งข่าวเกิดการเข้าใจผิด ฉะนั้นพนักงานวิทยุหรือผู้ที่ต้องใช้วิทยุโทรศัพท์ ในการติดต่อสื่อสาร จึงต้องทราบการอ่านออกเสียงแทนตัวอักษร ดังนี้.-
๑๖๗ อักษร อ่านว่า อักษร อ่านว่า อักษร อ่านว่า ก. ฆ. ฉ. ฌ. ฏ. ณ. ถ. น. ผ. ฟ. ย. ว. ส. อ. ไก่ ระฆัง ฉิ่ง กระเชอ ปฏัก เณร ถุง หนู ผึ้ง ฟัน ยักษ์ แหวน สิงโต อ่าง ข. ง. ช. ญ. ฐ. ด. ท. บ. ฝ. ภ. ร. ศ. ห. ฮ. ข้าว งู ช้าง หญิง ฐาน เด็ก ทหาร ใบไม้ ฝา ส าเภา เรือ ศาลา หีบ นกฮูก ค. จ. ซ. ฎ. ฒ. ต. ธ. ป. พ. ม. ล. ษ. ฬ. ควาย จาน โซ่ ชะฎา ผู้เฒ่า เต่า ธง ปลา พาน ม้า ลิง ฤาษี จุฬา หมายเหตุ ตัวอักษรที่มิได้ใช้เขียนตามปกติ เช่น ซ, ต, ฑ. จึงมิได้น ามากล่าวไว้ในที่นี้ ตัวอย่างการออกเสียง อักษรไทย ค าว่า “ปฐมบรมราชานุสรณ์” เมื่อต้องการสะกดค าใช้ว่า “ ปลา ฐาน ม้า ใบไม้ เรือ ม้า เรือสระ อา ช้าง สระอา หนู สระอุ สิงโต เรือ เณร การันต์” ๕.๙.๒ การอ่านออกเสียงตัวเลขไทย ตัวเลข อ่านว่า ตัวเลข อ่านว่า ๑ ๓ ๕ ๗ ๙ หนึ่ง สา-หาม ห้า เจ็ด เก้า ๒ ๔ ๖ ๘ ๐ สอง สี่ หก แปด ศูนย์ ๕.๙.๒.๑ การส่งจ านวนเลข ให้ส่งทีละตัว เว้นแต่จ านวนนั้นเป็นจ านวนเลขพอดี ร้อย หรือพัน ไม่มีเศษ จึงให้อ่านเป็นจ านวนร้อย หรือจ านวนพัน เช่น
๑๖๘ จ านวนเลข อ่านว่า ๔๔ ๙๐ ๑๓๖ ๔๐๐ ๔๕๐๐ สี่สี่ เก้าศูนย์ หนึ่ง สา – หาม หก สี่ร้อย สี่ห้าร้อย ๕.๙.๒.๒ เวลาหรือหมู่เวลา ให้อ่านออกเสียงเป็นตัว ๆ เสมอ ไม่มีข้อยกเว้น เช่น ๒๑,๐๖๓๐ อ่านว่า “สอง,หนึ่ง,ศูนย์,หก,สา-หาม,ศูนย์” หมายความว่าวันที่ ๒๑ เวลา ๐๖๓๐“ ๕.๙.๓ การอ่านออกเสียอักษรภาษาอังกฤษ ใช้ในการสะกดค ายาก เจ้าหน้าที่รับ – ส่งข่าวต้องแน่ใจว่าการรับ – ส่งนั้น เป็นที่เข้าใจและ ถูกต้องโดยตลอด อักษร ( LETTER ) ค า ( WORD ) ออกเสียงว่า( PRONUNCIATION) A ALFA AL FAH B BRAVO BRAH VOH C CHARLIE CHAR LEE D DELTA DELL TAH E ECHO ECK OH F FOXTROT FOKS TROT G GOLF GOLF H HOTEL HOH TELL I INDIA IN DEE AH J JULIETT TU LEE ETT K KILO KE LOH L LIMA LEE MAH M MIKE MIKE N NOVEMBER NO VEM BER O OSCAR OSS CAH P PAPA PAH PAH Q QUEBEC KEW BECK R ROMEO RO ME OH
๑๖๙ อักษร ( LETTER ) ค า ( WORD ) ออกเสียงว่า( PRONUNCIATION) S SIERRA SEE AIR RAH T TANGO TANG GO U UNIFORM YOU NEE FORM v VICTOR VIK TAH W WHISKEY WISS KEY X X – RAY ECKS RAY Y YANKEE YANG KEY Z ZULU ZOO LOO ๕.๙.๔ การอ่านออกเสียงตัวเลขอารบิค ตัวเลข ( NUMBER ) อ่านออกเสียงว่า ( PRONUNCIATION ) 0 ZE - RO 1 WUN 2 TOO 3 TREE 4 FOW-ER 5 FIFE 6 SIX 7 SEV-EN 8 AIT 9 NIN-ER ๕.๑๐ ค าพูดตามระเบียบ ค าพูดตามระเบียบเป็นค าพูดที่ใช้แทนความหมายเฉพาะอย่างหนึ่ง ค าพูดเหล่านี้ก าหนดขึ้นใช้ใน การรับส่งข่าวทางวิทยุ โทรศัพท์ ท าให้เวลาในการรับ – ส่งให้สั้นลง กระทัดรัด และสมบูรณ์ ค าพูดตามระเบียบ ความหมาย ACKNOWLEDGE รับทราบ แจ้งให้ทราบด้วยว่าท่านได้รับและเข้าใจ ข่าวนั้นแล้ว AFFIRMATIVE ยืนยัน ใช่แล้ว อนุญาต ACTION ผู้ปฏิบัติ ผู้รับข่าวซึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข่าวนี้ ALL AFTER ทั้งหมดหลังค าว่า ข่าวตอนที่ข้าพเจ้าอ้างถึงแล้วนั้น คือทั้งหมด ที่ตามหลังค าว่า……….
๑๗๐ ค าพูดตามระเบียบ ความหมาย ALL BEFORE ทั้งหมดก่อนค าว่า ข่าวตอนที่ข้าพเจ้าอ้างถึงแล้วนั้น คือทั้งหมด ที่อยู่หน้าค าว่า…………. BREAK หยุด, เว้นวรรค แยกข้อความของข่าว CORRECTION แก้ค าผิด ข่าวนี้มีที่ผิดข้อความที่ถูกต้อง คือ………. CANCEL เลิก เลิกการรับ – ส่งข่าว DISREGARD THIS – TRANSMISSION ข่าวนี้ยกเลิก การส่งข่าวครั้งนี้ผิดให้ยกเลิก DONOT ANSWER – FIGURE ไม่ต้องตอบตัวเลข สถานีรับข่าวนี้ไม่ต้องตอบรับจ านวน ต่อ ไปนี้เป็นจ านวนเลข I READ BACK ข้าพเจ้าอ่านทวน ต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะอ่านทวนข่าวที่ส่งไปแล้ว I SAY AGAIN ข้าพเจ้ากล่าวซ ้าอีก ข้าพเจ้าก าลังจะส่งข่าวซ ้าอีกครั้งหนึ่ง I SPELL ข้าพเจ้าสะกด ข้าพเจ้าสะกดค าต่อไปนี้ตามหลักการอ่าน ออกเสียงอักษร I VERIFY ข้าพเจ้ายืนยัน ข้าพเจ้าขอยืนยันข่าวที่ส่งไปแล้วนั้น ตามที่ ท่านขอร้อง และให้ยืนยันอีกครั้งหนึ่ง ( ใช้ เฉพาะการยืนยันเท่านั้น ) MESSAGE FOLLOWS รับข่าวต่อไปนี้ ต่อไปนี้มีข่าวที่จะต้องบันทึกไว้ ให้ส่งค านี้ไปทันที ภายหลังการเรียกขานกันได้แล้ว NEGATIVE ปฏิเสธ ไม่อนุญาตหรือไม่ถูกต้อง NUMBER ล าดับที่ ล าดับที่ของสถานี OUT เสร็จสิ้นการส่ง จบการส่งข่าวถึงท่านแล้ว ไม่ต้องการค าตอบ OVER เปลี่ยน จบการส่งข่าวของข้าพเจ้าขอให้ท่านตอบและ ส่งต่อไป GO AHEAD ต่อไป ส่งข่าวต่อไป READ BACK อ่านทาน ให้ท่านอ่านข่าวทั้งหมด หรือส่วนหนึ่งส่วนใด ของข่าวโดยเฉพาะตามที่ท่านได้รับให้ข้าพเจ้า ทราบ FOR ส าหรับ ส่งข่าวนี้ไปให้แก่ผู้รับทุกคน หรือผู้ที่มีชื่อต่อไปนี้ ทันที
๑๗๑ ค าพูดตามระเบียบ ความหมาย RELAY ( TO ) ส่งต่อ โปรดส่งข่าวนี้ถึงผู้รับทุกคนหรือผู้ที่มีชื่อต่อไปนี้ ทันที ROGER รับถูกต้อง ได้รับข่าวของท่านที่ส่งไปโดยถูกต้องแล้ว SAY AGAIN กล่าวซ ้าอีก ส่งข่าวทวนซ ้าอีกครั้งหนึ่ง SILENCE ระงับ,เงียบ หยุดการส่งข่าวทันที, ระงับการส่งจนกว่า จะสั่งเลิก SILENCE LIFTED เลิกระงับ ส่งข่าวต่อไปได้ (การเลิกระงับกระท าได้เฉพาะ สถานีที่สั่งระงับหรือสถานีที่มีสิทธิเหนือกว่า) SPEAK SLOWER พูดช้า ๆ ท่านส่งข่าวเร็วเกินไปโปรดลดความเร็วลง STAND BY เปิดรับฟัง คอยรอรับข่าว, คอยรับการติดต่อ THAT IS CORRECT ถูกต้อง ข่าวที่ท่านส่งมานั้นถูกต้องแล้ว THIS IS จาก ข่าวนี้มาจากสถานีต่อไปนี้ TIME เวลา เวลาหรือวันที่ส่งข่าว UNKNOW STATION สถานีไม่ทราบชื่อ สถานีที่ข้าพเจ้าก าลังติดต่อด้วยยังไม่ทราบชื่อ VERIFY ยืนยัน ยืนยันข่าวทั้งฉบับ WILCO ทราบแล้วปฏิบัติตาม ข้าพเจ้าได้รับข่าวของท่านแล้ว เป็นที่เข้าใจและ จะปฏิบัติตาม WAIT คอย ข้าพเจ้าต้องหยุดสักครู่ WAIT OUT คอยนาน ข้าพเจ้าต้องหยุดนาน WORD AFTER ค าหลังค าว่า ค าที่ข้าพเจ้าอ้างถึงตามข่าวนี้ คือค าที่ตาม หลังค าว่า………. WORD BEFORE ค าก่อนค าว่า ค าที่ข้าพเจ้าอ้างถึงตามข่าวนี้ คือค าที่อยู่หน้า ค าว่า…………. WORD TWICE ย ้าสองครั้ง การติดต่อสื่อสารกระท าได้ล าบาก ให้ส่งวลีหรือ ประมวลลับ หมู่ละ ๒ ครั้ง WRONG ผิด ข้อความสุดท้ายที่ท่านส่งมาผิดที่ถูกคือ……… GIVE ME LONG COUNT นับยาว ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙,๐ ๙ ๘ ๗ ๖ ๕ ๔ ๓ ๒ ๑ GIVE ME SHORT COUNT นับสั้น ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ , ๕ ๔ ๓ ๒ ๑ I HAVE MESSAGE FOR YOU มีข่าวถึงท่าน I HAVE NOTHING FOR YOU ไม่มีข่าวถึงท่าน LONG COUNT FOLLOW นับยาวดังนี้
๑๗๒ ค าพูดตามระเบียบ ความหมาย SHORT COUNT FOLLOW นับสั้นดังนี้ END OF LONG COUNT จบนับยาว END OF SHORT COUNT จบนับสั้น ๕.๑๑ รหัสเลข ๑๐ ( 10 – SERIES CODE ) ๕.๑๑.๑ รหัสตัวเลขหมายถึง ชุดตัวเลขที่ขึ้นต้นด้วย ๑๐ แล้วตามด้วยตัวเลขอื่น เช่น ๑๐ - ๑, ๑๐ - ๒ , ๑๐ - ๓ ฯลฯ ๕.๑๑.๒ ตั้งแต่ ๑๐ - ๑ ถึง ๑๐ - ๒๐ ตัวเลขที่ตามมาข้างหลัง ๑๐ จะเรียงตามล าดับแต่เมื่อเลยเลข ๑๐ - ๒๐ ไปแล้ว ตัวเลขที่ตามหลัง ๑๐ อาจเปลี่ยนแปลงเป็นเลขอื่นโดยไม่เรียงตามล าดับได้ เช่น ๑๐ - ๒๐, ๑๐ - ๓๒, ๑๐ - ๑๐๐๐ เหล่านี้ เป็นต้น ๕.๑๑.๓ ธรรมดาแล้ว ๑๐ - ๑ ถึง ๑๐ - ๒๐ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจะเปลี่ยนก็เฉพาะเลยเลข ๑๐- ๒๐ ไปแล้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความมุ่งหมายของแต่ละฐานบิน หรือที่ตั้งทางทหาร ๕.๑๑.๔ ชุดตัวเลขที่ขึ้นต้นด้วยเลข ๑๐ แต่ละชุดมีความหมายโดยเฉพาะ ความมุ่งหมายของการใช้ รหัสนี้ก็เพื่อที่จะลดเวลาในการรับ – ส่งข่าว และท าให้การรับ – ส่งข่าวสั้นกะทัดรัด ๕.๑๑.๕ รหัสนี้ไม่ใช่ความลับ ข้าศึกอาจทราบได้ และบางครั้งอาจส่งข่าวลวงเพื่อดึงความสนใจของ ยาม หรือชุดปฏิบัติการ ให้หันเหไปจากภารกิจที่ได้รับมอบ ด้วยเหตุนี้จึงต้องน าเอารหัสแบบผสมตัวเลขมาใช้ ในบางคราว รหัสแบบผสมตัวเลขจะก าหนดไว้แต่ละวันไม่เหมือนกัน เช่น วันที่ ๒๐ ก.ค.๔๒ ก าหนดรหัสผสม ตัวเลขไว้ ๑๐ ฉะนั้นเมื่อถาม ๓ จะต้องตอบ ๗ หรือถาม ๘ ตอบ ๒ เป็นต้น คือรวมกันแล้วให้ได้ ๑๐ บุคคลที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเท่านั้นจึงจะรู้และตอบได้ ถ้าผู้ใดตอบผิดหรือไม่ทราบตามนี้ เจ้าหน้าที่ก็รู้ได้ทันทีว่า บุคคลนั้นเป็นข้าศึก หรือผู้ต้องสงสัย ๕.๑๑.๖ อนึ่งการใช้ค าพูดที่ไม่ถูกต้อง ในข้อความของข่าว หรือค าพูดตามระเบียบ ถือว่าเป็นรหัส ไม่ได้ เช่น ค าพูดที่ถูกคือ ๑๐ - ๔ ถ้ายามพูด ๔ - ๑๐ ผู้ที่รับข่าวนี้จะทราบได้ทันทีว่ามีสิ่งที่ผิดปกติเกิดขึ้น แล้ว เจ้าหน้าที่รักษาการณ์ หรือชุดปฏิบัติการจะสามารถปฏิบัติการได้ทันที ๕.๑๑.๗ รหัสที่ขึ้นต้นด้วย ๑๐ ซึ่งถือเป็นมาตรฐานแบบหนึ่งที่เราน ามาใช้ในขณะนี้มี ๑๐ - ๑ ถึง ๑๐ - ๒๐ ๕.๑๑.๘ รหัสเลข ๑๐ - ๑ ถึง ๑๐ - ๒๐ จะเหมือนกันทุกฐานบินแต่จาก ๑๐ - ๒๐ ขึ้นไป ไม่เหมือนกัน ทุกฐานบิน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของฐานบินนั้น ๆ ๕.๑๑.๙ ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะรหัสจาก ๑๐ - ๑ ถึง ๑๐ - ๒๐ เท่านั้น ๕.๑๒ รหัส ( CODE ) รหัส ( CODE ) ค าอธิบาย ( EXPLAINATION ) ๑๐ - ๑ รับฟังได้ไม่ชัดเจน ( RECEIVING POORLY ) ๑๐ - ๒ รับฟังได้ชัดเจนดี ( RECEIVING WELL )
๑๗๓ รหัส (CODE) ค าอธิบาย ( EXPLAINATION ) ๑๐ - ๓ หยุดการติดต่อ ( STOP TRANSMITTING ) ๑๐ - ๔ ทราบแล้วจะปฏิบัติตาม ( ACKNOWLEDGE ) ๑๐ - ๕ รอรับฟัง ( STAND BY ) ๑๐ - ๖ ไม่ว่าง ( BUSY ) ๑๐ - ๗ ออกจากการปฏิบัติหน้าที่ ณ….( OUT OF SERVICE ) LOCATION ๑๐ - ๘ ปฏิบัติหน้าที่ ณ…. ( IN SERVICE ) LOCATION ๑๐ - ๙ ท่านอยู่ที่ไหน ( WHAT IS YOUR LOCATION ) ๑๐ - ๑๐ กลับไปปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ( RETURN TO NORMAL OPERATION ) ๑๐ - ๑๑ กลับไปยังศูนย์ ( RETURN TO STATION ) ๑๐ - ๑๒ โทรศัพท์มาที่นี่ ( PHONE THIS OFFICE ) ๑๐ - ๑๓ เกิดเหตุร้ายต้องการความช่วยเหลือ ( TROUBLE , HELP NEEDED ) ๑๐ - ๑๔ ต้องการเข้าห้องน ้า ( LATRINE BREAK FOR POST………) ๑๐ - ๑๕ ไม่มีเหตุฉุกเฉินเกี่ยวกับข้าศึกที่……( NON – HOSTILE EMERGENCY AT…..) ๑๐ - ๑๖ มีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกี่ยวกับข้าศึกที่….……( HOSTILE EMERGENCY AT…..) ๑๐ - ๑๗ เตรียมพร้อม ( SECURITY ALERT ) ๑๐ - ๑๘ ก าลังเตรียมพร้อมออกปฏิบัติการ ( ALERT FORCE LAUNCH ) ๑๐ - ๑๙ ไปยังที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว ( PROCEED AT EMERGENCY SPEED ) ๑๐ - ๒๐ เรียกซ ้า, การรับฟังไม่ชัดเจน ( REPEAT , RECEPTION POOR ) ๕.๑๓ DURESS CODE ( รหัสไร้อิสรภาพ) เป็นรหัสที่ใช้ในกรณีฉุกเฉิน หรือเหตุการณ์ร้ายแรง เพื่อแจ้ง ให้ฝ่ ายเดียวกันทราบว่าตนก าลังตกอยู่ในอันตราย โดยที่ฝ่ ายตรงข้ามไม่ทันรู้ตัว เป็นรหัสที่ต้องเปลี่ยนแปลง อยู่เสมอ ๕.๑๔ การจัดข่ายวิทยุ ( RADIO NET ) เพื่อให้การติดต่อสื่อสารโดยทางวิทยุเป็นไปตามสายการบังคับ บัญชา และมีประสิทธิภาพในการติดต่อ จึงได้จัดสถานีวิทยุของหน่วยเหนือ และหน่วยรองรวมเข้าเป็นพวก โดยใช้ความถี่เดียวกัน พวกสถานีดังกล่าวเรียกว่า “ ข่ายวิทยุ” ซึ่งประกอบด้วยสถานีวิทยุตั้งแต่สองสถานี ขึ้นไป ๕.๑๕ การบังคับข่ายวิทยุ เพื่อควบคุมและรักษาวินัยของข่ายวิทยุ จึงต้องก าหนดสถานีบังคับข่าย ( BASE STATION ) ขึ้น หน้าที่ของสถานีบังคับค่าย คือปรับความถี่วิทยุให้ตรงกัน ( ใช้ความถี่เดียวกัน) ควบคุมการรับ – ส่ง ปัญหาใด ๆ ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของข่าย ให้ถามสถานีบังคับข่ายก่อนและเมื่อ สถานีใดต้องการติดต่อถึงกันจะต้องติดต่อไปยังสถานีบังคับข่ายก่อน เพื่อให้สถานีบังคับข่ายส่งข่าวหรือท า การติดต่อให้
๑๗๔ อาจกล่าวสั้น ๆ ว่า “ข่ายวิทยุ” คือ จุดรักษาการณ์ต่าง ๆ ส่วนสถานีบังคับข่าย คือศูนย์ควบคุมรักษา ความปลอดภัยนั่นเอง ๕.๑๖ การเรียกขาน ( CALL ) การเรียกขานประกอบด้วย ๕.๑๖.๑ นามสถานที่ถูกเรียก เช่น “ จ.๖ “ ๕.๑๖.๒ ค าพูดตามระเบียบ “จาก” คือข่าวนี้มาจาก ๕.๑๖.๓ นามสถานีที่ก าลังเรียก เช่น “CSC” ๕.๑๖.๔ ค าพูดตามระเบียบ “เปลี่ยน” คือจบการส่งข่าวของข้าพเจ้า ขอให้ส่งตอบต่อไป ตัวอย่าง POST 6 TO CSC ; 10 – 14 OVER คือ CSC จาก จ.๖ ต้องการเข้าห้องน ้า เปลี่ยน/ CSC. TO POST 6, 10 – 4 , คือ จ.๖ จาก CSC ทราบแล้ว ๕.๑๗ สรุป ๕.๑๗.๑ การสื่อสาร คือเสียงของการบังคับบัญชา ๕.๑๗.๒ การรบจะชนะขึ้นอยู่กับปัจจัยส าคัญ ๓ ประการ คือ ก าลังคน อ านาจการยิง และการ ติดต่อสื่อสาร ๕.๑๗.๓ การติดต่อสื่อสารมีความส าคัญทั้งในยามปกติและยามสงคราม - - - - - - - - - - - -
๑๗๕ บทที่ ๘ แผนยุทธการ ( OPERATIONS PLAN ) ๑. กล่าวทั่วไป การวางแผนเป็นเรื่องส าคัญส าหรับผู้ที่จะเป็นผู้บังคับบัญชา และฝ่ ายอ านวยการพึงสนใจศึกษาหาความรู้ ความเข้าใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นพันธกิจของผู้มีต าแหน่งเหล่านี้ กล่าวคือ การวางแผน ( PLANNING ) เป็น พันธกิจประการหนึ่งในการจัดด าเนินงานของผู้บังคับบัญชา ( COMMANDER ‘S MANAGERIAL FUNCTIONS ) ส่วนฝ่ ายอ านวยการซึ่งมีหน้าที่ช่วยเหลือผู้บังคับบัญชาในการวางแผนนั้น จะมีพันธกิจในการ ให้ค าแนะน า และจัดหาข่าวสาร ( ADVISING AND PROVIDING INFORMATIONS ) และพัฒนาแผน ( DEVELOPING PLAN ) ซึ่งเป็นพันธกิจ ๒ ประการ ในพันธกิจมูลฐานของฝ่ ายอ านวยการ ( BASIC STAFF FUNCTIONS ) ๑.๑ แผน ( PLANS ) คือวิธีการที่จัดเตรียม หรือพิจารณาไว้ล่วงหน้าเพื่อท าการให้บรรลุวัตถุประสงค์ ๑.๒ การวางแผน ( PLANNING ) คือกรรมวิธีที่รอบคอบในการเลือกหนทางปฏิบัติที่ดีที่สุด เพื่อท าการให้ บรรลุวัตถุประสงค์ กรรมวิธีในการวางแผน ( PLANNING PROCESS ) คือระเบียบปฏิบัติที่ผู้บังคับบัญชาใช้ในการวิเคราะห์ และประสานงานกับฝ่ ายอ านวยการ เพื่อตกลงใจหาวิธีการที่ดีที่สุดในการปฏิบัติกิจเฉพาะที่ได้รับมอบให้ ส าเร็จผล และอ านวยการปฏิบัติที่จ าเป็นต่อการท าให้ภารกิจของหน่วยตนส าเร็จผล แต่อย่างไรก็ตามกรรมวิธี ในการวางแผน ได้วางหลักการให้ใช้ความคิดอย่างมีระบบและเป็นระเบียบซึ่งจะช่วยลดการมองข้ามปัจจัยที่ เกี่ยวข้อง และขั้นตอนที่สมเหตุสมผลในการแก้ปัญหา กรรมวิธีในการวางแผนนั้น ใช้ได้กับทุกระดับหน่วยและทุกขนาดของความยากง่ายของปัญหา ถ้าเป็น ปัญหาที่สลับซับซ้อน มีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายด้านที่จะต้องพิจารณา เช่น ด้านก าลังพล ด้านข่าวกรอง ด้านยุทธการ ด้านส่งก าลังบ ารุงและด้านสื่อสารอีเลกทรอนิกส์ จะต้องอาศัยการประสานงานอย่างแน่นแฟ้น ระหว่างผู้บังคับบัญชาและฝ่ ายอ านวยการด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการร่วมกันวางแผนให้บรรลุวัตถุประสงค์ และเหมาะสมกับขีดความสามารถของหน่วย จึงจ าเป็นต้องมีกรรมวิธี การวางแผนอย่างมีแบบแผน เพื่อให้ ประสานงานได้โดยสอดคล้องไม่สับสน หน่วยทหารที่มีอยู่หลายระดับ หน่วยเหนือจะแบ่งมอบงานต่าง ๆ ให้หน่วยรองปฏิบัติภารกิจของหน่วยรอง ให้เกิดผลสนองภารกิจของหน่วยเหนือ ดังนั้นการวางแผนอย่างมีแบบแผนจึงเป็นเรื่องจ าเป็นในการ มอบหมายหน้าที่และแนวทางเพื่อให้หน่วยทุกระดับด าเนินการให้สอดคล้องไปสู่เป้าหมายเดียวกันของหน่วย เหนือ ข้อพึงระลึกอีกประการหนึ่ง ในด้านความจ าเป็นในการวางแผน ว่าควรมีขอบเขตรายละเอียดเพียงใดนั้น คือ แผนของหน่วยเหนือยิ่งสูงเท่าไรจะมีขอบเขตภารกิจกว้าง และเข้าสู่รายละเอียดปลีกย่อยน้อย ส่วนหน่วย รองยิ่งเล็กเท่าไร ขอบเขตของภารกิจยิ่งแคบลงไปแต่เข้าสู่รายละเอียดปลีกย่อยมากขึ้น ดังนั้นในการวางแผน จึงควรค านึงถึงระดับของหน่วยด้วยว่า การก าหนดภารกิจ ก าหนดหน้าที่หน่วยรอง และแนวทางปฏิบัติของ
๑๗๖ หน่วยเหล่านั้น ควรเข้าสู่รายละเอียดเพียงไร เพื่อแผนนั้นมีความอ่อนตัวที่จะปรับให้เหมาะแก่สถานการณ์ โดยง่าย ๑.๓ ความส าคัญที่ต้องมีการวางแผน เนื่องด้วยการวางแผนเป็นกรรมวิธีในการเลือกหนทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ที่จะด าเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ดังนั้นการศึกษาสถานการณ์ที่หน่วยตนเกี่ยวข้อง และมีการ วางแผนเตรียมการในขอบเขต ความรับผิดชอบของหน่วยตน เพื่อรับมือกับปัญหาอย่างทันเหตุการณ์จะเป็น การช่วยให้สามารถบังคับสถานการณ์ให้เป็นไปตามความประสงค์ หรือเกิดประโยชน์ต่อเรามากที่สุด ซึ่งจะ ช่วยให้ปฏิบัติการได้ทันท่วงทีต่อปัญหาที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่คอยไล่ตามแก้ปัญหา จึงเป็นเรื่องส าคัญมากของ ผู้บังคับบัญชา และฝ่ ายอ านวยการ ในการที่จะใช้ทรัพยากรของหน่วย คือ คน เงิน ของ เวลาให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด ๑.๔ ความจ าเป็นที่ต้องมีการวางแผน การวางแผนอย่างมีหลักการตามกรรมวิธี การวางแผนนั้นไม่ได้ หมายความว่าผู้วางแผนจะต้องได้หนทางปฏิบัติที่ดีที่สุดเสมอไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของ ผู้เกี่ยวข้องในการวางแผนนั้น ๆ ทั้งนี้จะต้องมีการประสานงานอย่างทั่วถึงระหว่างทุก ๆ ฝ่ ายที่เกี่ยวข้อง ๑.๕ ประโยชน์ของแผน เมื่อมีการจัดท าแผนขึ้นย่อมได้รับประโยชน์หลายประการ คือ ๑.๕.๑ ท าให้การปฏิบัติทางทหารแตกต่างจากการกระท าของฝูงชน การจัดหน่วยใด ๆ ก็ตามจะต้อง มีคนจ านวนหนึ่งซึ่งประกอบด้วยผู้น า ( LEADERS ) และผู้ตาม ( FOLLOWERS ) ต้องมีอุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องใช้เพื่อประโยชน์ในการใช้สอย คุณลักษณะของหน่วยสามารถก าหนดได้โดยอาศัยเป้าหมาย ( COMMOND GOAL ) กลายเป็นเป้าหมายร่วมกันของทุกคนในหน่วยที่ต้องการท าให้บรรลุงาน ส่วนฝูงชน ( MOB ) ที่รวมตัวกัน มีทั้งผู้น าและผู้ตามเช่นเดียวกับหน่วยทหาร มีเครื่องมือเครื่องใช้มีเป้าหมาย แต่มีความ แตกต่างจากหน่วยทหารตรงที่ว่า ฝูงชน ไม่มีแผน ลักษณะของการประสานร่วมมือมีความสับสนวุ่นวาย จน ท าให้ง่ายต่อหน่วยที่มีการจัดดีกว่าเข้าด าเนินการให้สลายตัว ๑.๕.๒ แผนเป็นกุญแจน าไปสู่ความส าเร็จ เมื่อแผนนั้นมีความสมบูรณ์ตรงตามสภาพความเป็นจริง สามารถซักซ้อมได้ แผนก่อให้เกิดความรู้สึกว่า หน่วยมีแนวทางการปฏิบัติและขอบเขตที่แต่ละคนต้องปฏิบัติ ต่อเป้าหมายเพื่อความส าเร็จอันเดียวกัน ๑.๕.๓ ท าให้สามารถเตรียมการให้พร้อมก่อนการรบและทดสอบได้ หน่วยสามารถระดมก าลังคน จัดหาอาวุธฝึก และท าการซักซ้อมภายใต้แผนที่ก าหนด จะท าให้มีประสิทธิภาพสูงและลดระยะเวลาลง แผน เป็นงานก้าวแรกของความส าเร็จ แผนที่ดีจะให้อะไรหลายอย่าง ก่อนที่การรบจะเกิดขึ้น สามารถน าหลักการ รบประกอบกับความช านาญ และประสบการณ์ มาใช้โดยบรรจุไว้ในแผนเสียตั้งแต่ยามปกติ และท าการ ทดสอบหาข้อผิดพลาดได้โดยไม่ต้องรอผลจากการรบจริง ๑.๕.๔ สามารถขจัดข้อบกพร่องด้านส่งก าลังบ ารุง การวางแผนจะท าให้ต้องเตรียมดัดแปลงที่ตั้งให้ แข็งแรงปลอดภัย สะสมสิ่งอุปกรณ์ด้านการส่งก าลังบ ารุงให้เพียงพอที่จะใช้ในการรบ ในการยุทธหลายครั้ง ปรากฏว่าท าให้หน่วยชนะ หรืออาจแพ้เนื่องจากขาดอุปกรณ์จ าเป็นเพียงชิ้นเดียว ไม่สามารถจัดหาได้ทันเวลา เมื่อต้องการ
๑๗๗ ๑.๕.๕ สามารถประหยัดเวลาและแรงงาน การวางแผนจะช่วยขจัดการสูญเสียเวลาออกไป ในเวลา ฉุกเฉินมักจะเกิดการสับสน ก าลังพลที่ได้รับการฝึกซ้อมอย่างดีจะสามารถปฏิบัติการได้อย่างรวดเร็ว ต้อง การเวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทหารที่ได้รับมอบหน้าที่ตามแผนจะไม่เป็นบุคคลที่แย่งงานคนอื่นท า โดยลืม งานของตน ประการส าคัญอาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า การวางแผนจะท าให้ประหยัดก าลังงานและเวลา ๑.๕.๖ ท าให้สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าป้องกันการจู่โจม การวางแผนเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้า ไปสู่ความส าเร็จ สามารถอุดช่องว่างและบรรจุสิ่งที่ต้องการไว้ก่อนที่การยุทธและความต้องการจริงจะเกิดขึ้น ถ้าปราศจากแผนไม่คาดการณ์อะไรไว้เลย ปัญหาที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นจู่โจมไปทั้งสิ้น สิ่งใดที่เป็นความ ได้เปรียบและประโยชน์ของฝ่ ายเราก็เป็นโทษต่อข้าศึกในทางกลับกัน ๑.๕.๗ ขจัดความลังเลใจในการปฏิบัติ การวางแผนท าให้มีโอกาสปรับปรุงข้อตกลงใจเป็นการ ล่วงหน้า ความลังเลใจและความตื่นกลัวของฝ่ ายเราอาจขจัดให้หมดไป การลดปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อนไป สู่หนทางปฏิบัติที่เข้าใจง่าย เป็นสิ่งที่ควรกระท าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น ๒. ล าดับขั้นตอนของกรรมวิธีในการวางแผนปฏิบัติการ ขั้นตอนของกรรมวิธีในการวางแผนปฏิบัติการ มี แนวความคิดมูลฐานจากกรรมวิธีในการแก้ปัญหาตามหลักวิชาการ หรือตามหลักวิทยาศาสตร์ ( SCIENTIFIC PROBLEM SOLVING ) กรรมวิธีในการวางแผนปฏิบัติการของ ทอ.มี ๖ ขั้นตอน คือ ๒.๑ ก าหนดภารกิจ ( MISSION ) ๒.๒ แนวความคิดของผู้บังคับบัญชา ( COMMANDER ‘S CONCEPT ) ๒.๓ หนทางปฏิบัติที่อาจเป็นไปได้ ( DEVELOP COURSES OF ACTION ) ๒.๔ การประมาณสถานการณ์ของฝ่ ายอ านวยการ ( PREPARE STAFF ESTIMATES ) ในด้านก าลังพล ข่าวกรอง ยุทธการ ส่งก าลังบ ารุงและสื่อสาร –อีเล็กทรอนิกส์ ๒.๕ การประมาณสถานการณ์ของผู้บังคับบัญชา(COMMANDER ESTIMATE OF THE SITUATION ) ๒.๖ การพัฒนาแผนยุทธการ หรือค าสั่งยุทธการ ( DEVELOPING OPERATION PLAN OR OPERATION ORDER ) เมื่อตกลงใจเลือกหนทางปฏิบัติที่เห็นว่าดีที่สุดแล้ว ก็จะด าเนินการพัฒนาแผน แต่มิได้หมายความว่าการ วางแผนได้ยุติแล้ว การวางแผนเป็นกรรมวิธีต่อเนื่อง กล่าวคือเมื่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปมี ผลกระทบกระเทือนต่อแผนก็จ าเป็นจะต้องปรับแผนให้มีหนทางปฏิบัติ สอดคล้องกับเหตุการร์ที่เปลี่ยนแปลง ไป ดังนั้นการวางแผนจึงเป็นกรรมวิธีที่ต่อเนื่องจนกว่าภารกิจนั้นจะส าเร็จผล ๓. ข้อพิจารณาในแต่ละขั้นตอนของกรรมวิธีในการวางแผน การวางแผนทางทหารนั้น จ าเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจใน หลักนิยม ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี หลักการ สงคราม เป็นมูลฐานในการประยุกต์การวางแผนงานด้านต่าง ๆ ของหน่วย ข้อพึงระลึกประการหนึ่ง คือการปฏิบัติจริงในกรรมวิธีการวางแผนนั้น การปฏิบัติแต่ละขั้นตอนไม่จ ากัดอยู่ ในขั้นตอนนั้นอย่างชัดเจน บางครั้งอาจปฏิบัติสองสามขั้นตอนพร้อม ๆ กัน และบางครั้งอาจต้องย้อนกลับไปสู่ ขั้นตอนเดิมที่พิจารณาไปแล้ว เพราะพบว่าจากการพิจารณาในขั้นถัดมานั้น มีผลให้ต้องย้อนกลับไป
๑๗๘ พิจารณาขั้นเดิมใหม่อีก เพื่อสะดวกแก่การท าความเข้าใจในการศึกษา จะกล่าวถึงการปฏิบัติไปทีละขั้นตอน ของกรรมวิธีในการวางแผน ๓.๑ ขั้นที่ ๑ ก าหนดภารกิจ ( STATE OF THE SPECIFIC MISSION ) ๓.๑.๑ ความหมายของค าว่า “กิจเฉพาะ” ( TASK ) คือความต้องการในการปฏิบัติที่ให้แก่หน่วยรอง เมื่อปฏิบัติได้ผลจะช่วยให้ภารกิจของหน่วยเหนือบรรลุผลส าเร็จ กิจเฉพาะพึงก าหนดให้ชัดเจน และมัก ประกอบด้วย ท าอะไร เมื่อไร และที่ไหน ๓.๑.๒ ความหมายของค าว่า “ภารกิจ” ( MISSION ) มี ๓ ความหมาย คือ ๓.๑.๒.๑ กิจเฉพาะพร้อมทั้งความมุ่งหมาย ซึ่งระบุอย่างชัดเจนถึงการปฏิบัติที่จะต้องกระท า และเหตุผลของการกระท านั้น ๓.๑.๒.๒ เมื่อใช้โดยทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อใช้กับหน่วยทหารระดับรอง หมายถึงหน้าที่ที่ มอบหมายให้แก่บุคคลหนึ่งหรือต่อกิจเฉพาะ ๓.๑.๒.๓ การส่งอากาศยานตั้งแต่หนึ่งเครื่องขึ้นไปปฏิบัติกิจเฉพาะ ๓.๑.๓ การวิเคราะห์กิจเฉพาะและก าหนดภารกิจ เมื่อได้รับค าสั่งให้วางแผน ก่อนอื่นจะต้องวิเคราะห์กิจเฉพาะที่ได้รับมอบว่ามีขั้นตอนอะไรบ้าง ที่จ าเป็นในการท าให้ภารกิจส าเร็จ แล้วก าหนดภารกิจขึ้นอย่างชัดเจนให้เข้าใจกันทุกฝ่ ายที่เกี่ยวข้องในการ วางแผน โดยระบุสาระส าคัญว่าหน่วยนั้นจะต้องท าอะไร ที่ไหน เมื่อไร และท าไม ค าสั่งให้วางแผนอาจได้รับในรูปแผนยุทธการจากหน่วยเหนือ หรือในรูปค าสั่งชี้แจงจาก ผู้บังคับบัญชา ผู้ซึ่งมองเห็นโอกาสที่จะให้บรรลุวัตถุประสงค์ เฉพาะเจาะจงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาจมาใน รูปอื่น ๆ ได้อีกหลายประการ ทั้งนี้ไม่ว่าค าสั่งในการวางแผนจะมาในรูปใดจะต้องมีการวิเคราะห์ในข้อความ ของกิจเฉพาะ และล าดับความส าคัญ แล้วก าหนดเป็นภารกิจของหน่วย ๓.๑.๔ การเขียนภารกิจในแผนยุทธการ แถลงโดยย่อถึงกิจเฉพาะและความมุ่งหมายที่จะต้องกระท าให้ส าเร็จในการปฏิบัติตามแผน ภารกิจที่แถลงนั้นเป็นภารกิจของผู้บังคับบัญชาของหน่วยที่ออกแผน ขั้นตอนในการก าหนดภารกิจ ให้ท าเป็น ๓ ขั้นตอน คือ ๓.๑.๔.๑ ขั้นที่ ๑ กล่าวถึงสถานการณ์ที่ท าให้เกิดภารกิจโดยย่อ ( BRIEF SUMMARY OF THE SITUATION ) เพื่อให้เห็นสภาพสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดปัญหาที่จะต้องแก้โดยแจ่มชัด ๓.๑.๔.๒ ขั้นที่ ๒ วิเคราะห์สถานการณ์โดยทั่วไป ( ANALYSIS OF THE GENERAL SITUATION ) ก่อนที่จะก าหนดภารกิจโดยเฉพาะเจาะจงวิเคราะห์ว่ามีอะไรบ้าง ที่หน่วยนั้นจะต้องกระท าให้ เกิดผลระดับใด และท าไมจึงต้องท า ๓.๑.๔.๓ ขั้นที่ ๓ ก าหนดภารกิจ ( STATEMENT OF THE SPECIFIC MISSION ) คือ บ่งให้ชัดเจนว่าอะไรที่จะต้องท าให้บรรลุระดับใด และท าท าไม
๑๗๙ ๓.๑.๕ ข้อแนะน าในการเขียนภารกิจ ๓.๑.๕.๑ หาค ากริยา ( VERB หรือ INFINITIVE ) ที่บ่งระดับผลของการกระท าให้ชัดเจน ( TERM OF ACCOMPLISHMENT ) และสามารถท าให้บรรลุภารกิจได้จริง( ATTAINABLE ) เช่น ตัดรอน ( TO NEUTRALIZE ) ท าลาย ( TO DESTROY ) ต้องระวังไม่ใช้ค ากริยาที่ไม่บ่งระดับผลการกระท าชัดเจน ในตัวเอง ต้องหาข้อความอื่นมาขยายให้บ่งระดับผลการกระท าให้ชัดเจน ๓.๑.๕.๒ หาค านาม ( NOUN ) ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ที่มุ่งต่อการกระท าซึ่งอาจเป็นนามธรรม ( ABSTRACT ) หรือเป็นรูปธรรม ( PHYSICAL OBJECT ) แล้วแต่ความเหมาะสมกับค ากริยาที่บ่งระดับ ผลของการกระท า ๓.๑.๕.๓ ก าหนดกิจเฉพาะและความมุ่งหมาย ค าหลัก คือ WHAT กับ WHY ตามล าดับ ส าหรับค า WHO จะใช้หรือไม่ก็ได้ตามความนิยมของเหล่าทัพ ส่วน WHEN และ WHERE นั้น ใช้ต่อเมื่อ จ าเป็นต้องใช้และต้องระวังว่าขยายความถูกด้วย ส่วน HOW ไม่ควรใช้เพราะบังคับเสรีในการปฏิบัติเว้นแต่ จ าเป็นก็ใช้ได้ ๓.๑.๖ ตัวอย่างการเขียนภารกิจ ๓.๑.๖.๑ จัดตั้ง ศปก……….ท าหน้าที่เป็นที่บัญชาการของ ผบ……..ในการสั่งการควบคุม และอ านวยการใช้ก าลังทาง…….และปฏิบัติภารกิจพิเศษเร่งด่วนอื่น ๆ ๓.๑.๖.๒ ปฏิบัติการทางอากาศ สนับสนุน…….ในการป้องกันและรักษาความมั่นคง….. ๓.๑.๖.๓ กกล.ทอ……ปฏิบัติการทางอากาศยุทธวิธีสนับสนุนหน่วยก าลังภาคพื้นในการฝึก ร่วมปี…….ตั้งแต่ขั้นเตรียมการจนเสร็จสิ้นภารกิจ ๓.๑.๖.๔ วางก าลังทางอากาศยุทธวิธี ณ……เพื่อสนับสนุน…..ตอบโต้การรุกรานของ…… บริเวณชายแดน…….. ๓.๑.๖.๕ ปฏิบัติการทางอากาศสนับสนุนกองก าลัง……บริเวณชายแดน…… ๓.๑.๖.๖ ฝูงบิน….ท าการป้องกันและรักษาความปลอดภัยก าลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ และ ทรัพย์สินของ ทอ.ให้รอดพ้นจากการบ่อนท าลาย การจารกรรม การก่อวินาศกรรมของฝ่ ายตรงข้าม ๓.๑.๗ สรุปหลักการเกี่ยวกับการวิเคราะห์ภารกิจ ๓.๑.๗.๑ ภารกิจ คือกิจเฉพาะ ( TASKS ) + ความมุ่งหมาย ( PURPOSE ) ค าว่าภารกิจต้อง บอกในรูป WHO, WHAT , WHEN , WHERE , HOW , WHY แต่บางครั้ง HOW กับ WHY อาจไม่ จ าเป็นต้องระบุเสมอไป ๓.๑.๗.๒ ภารกิจจะต้องได้รับความเห็นชอบทั้งจากผู้บังคับบัญชาและฝ่ ายอ านวยการ ตั้งแต่ เริ่มต้นหรือก่อนการวางแผน ๓.๑.๗.๓ เป็นการยากที่หน่วยเหนือจะก าหนดภารกิจไว้อย่างสมบูรณ์ กระทัดรัดชัดเจนให้แก่ หน่วยรอง ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของหน่วยรองเอง จะต้องอนุมาน( DEDUCE ) หรือวิเคราะห์ภารกิจ หรือกิจ
๑๘๐ เฉพาะเพิ่มเติมตามความจ าเป็น และเหมาะสมจากสภาพแวดล้อม จากค าสั่ง นโยบาย จากค าพูด หรือศาสน์ ยุทธการ ๓.๑.๗.๔ กิจเฉพาะ ( TASK ) ต้องบอกในรูป WHAT, WHEN, WHERE (HOW) ไม่มี WHY โดยหน่วยรองเป็นผู้เขียน ๓.๑.๗.๕ ภารกิจของหน่วยขนาดเล็ก มักจะบอกในรูป SPECIFIC TASK ที่กระจ่างชัด แทบ ไม่ต้องแปลภารกิจและกิจเฉพาะเพิ่มขึ้น ๓.๒ ขั้นที่ ๒ แนวความคิดของผู้บังคับบัญชา (COMMANDER’S OR COMMANDER’S GUIDANCE) ในการที่จะให้ฝ่ ายอ านวยการวางแผนครอบคลุมทั่วถึงและทันเวลา โดยไม่เสียเวลาและแรงงานไป โดยเปล่าประโยชน์ จะต้องได้รับการแนะแนวจากผู้บังคับบัญชาอย่างเพียงพอ การแนะแนวอาจเป็นรูปการ ชี้แจงด้วยวาจา หรือลายลักษณ์อักษรจากผู้บังคับบัญชา หรืออาจเป็นผลจากการประชุมวางแผน หรืออาจ เป็นผลจากการประชุมวางแผน หรือฝ่ ายอ านวยการยุทธการอาจเป็นประธานในการประชุมปรึกษาหารือ แล้ว เตรียมเอกสารแนะแนวให้ผู้บังคับบัญชาลงชื่อ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดการแนะแนวจะต้องแสดงความคิดของ ผู้บังคับบัญชา ในเรื่องภารกิจอย่างชัดเจน โดยแถลงถึงนโยบายและข้อจ ากัดที่ผู้บังคับบัญชาก าหนด รวมทั้ง เกณฑ์การพิจารณา ซึ่งแผนที่จะพัฒนาขึ้นจะต้องได้ตามเกณฑ์นั้น ๆ ๓.๓ ขั้นที่ ๓ หนทางปฏิบัติที่อาจเป็นไปได้ ( DEVELOP COURSES OF ACTION ) ขั้นตอนนี้เป็นการพิจารณาหาหนทางปฏิบัติที่เป็นไปได้ของหน่วย ซึ่งอาจกระท าในรูปการประชุม ปรึกษาหารือ หรือออกมาในรูปหนังสือราชการ สาระส าคัญในการเขียนหนทางปฏิบัติ คือจะต้องท าอะไร และท าอย่างไร ( WHAT IS TO BE DONE AND IT IS TO BE DONE ) ขั้นนี้จะมีการทดสอบหนทางปฏิบัติที่คิดขึ้นอย่างพอเป็นสังเขป หนทางปฏิบัติใดที่ขาดความ เหมาะสมและเกินขีดความสามารถที่จะสนับสนุนได้จะตัดทิ้งไปในตอนนี้ คงเหลือแต่หนทางปฏิบัติที่น่า จะเป็นไปได้ เพื่อน าไปประมาณสถานการณ์ด้านต่าง ๆ อย่างละเอียดในขั้นตอนต่อไป ๓.๔ ขั้นที่ ๔ การประมาณสถานการณ์ของฝ่ ายอ านวยการ ( PREPARE STAFF ESTIMATES ) ขั้นนี้ฝ่ ายอ านวยการต่าง ๆ (ข่าวกรอง ก าลังพล ยุทธการ ส่งก าลังบ ารุง สื่อสาร –อิเล็กทรอนิกส์ ) ที่เกี่ยวข้องกับกรรมวิธีในการวางแผน จะเริ่มประมาณสถานการณ์ในด้านของตนส าหรับแต่ละหนทางปฏิบัติ ที่อาจเป็นไปได้ของหน่วย การประมาณสถานการณ์ของฝ่ ายอ านวยการ ไม่ว่าจะแสดงด้วยวาจาในที่ประชุมหรือเขียนเป็น เอกสารตามแบบจะช่วยเหลือผู้บังคับบัญชาโดยสังเขป เกี่ยวกับสถานการร์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีผลกระทบ กระเทือนต่อหนทางปฏิบัติ และประเมินค่าการใช้ทรัพยากรในแต่ละหนทางปฏิบัติของหน่วย การประมาณ สถานการณ์ของฝ่ ายอ านวยการประกอบด้วย ๓.๔.๑ การประมาณสถานการณ์ข่าวกรอ การประมาณสถานการณ์ข่าวกรอง คือการคาดการโดยการตรวจสอบปัจจัยข่าวกรองต่าง ๆ
๑๘๑ อย่างมีเหตุผล โดยทั่วไปแล้วจะเป็นการวิเคราะห์เกี่ยวกับลักษณะพื้นที่ปฏิบัติการ ขีดความสามารถของ ข้าศึก เพื่อให้ได้ข้อสรุปถึงล าดับความน่าจะเป็นที่ข้าศึกจะน าขีดความสามารถอันใดมาใช้ รวมทั้งจุดอ่อนต่าง ๆ ที่ฝ่ ายเราจะแสวงประโยชน์ได้ การประมาณสถานการณ์ข่าวกรอง จะเป็นมูลฐานส าคัญประการหนึ่งส าหรับ ผู้บังคับบัญชาน าไปใช้ประกอบการพิจารณาตกลงใจเลือกหนทางปฏิบัติที่เหมาะสมที่สุด กับสถานการณ์ หรือภารกิจที่ได้รับมอบ การประมาณสถานการณ์ข่าวกรอง เป็นการประมาณข่าวกรองทางยุทธวิธี เกี่ยวกับยุทธบริเวณ หรือ พื้นที่เฉพาะแห่งที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการรบ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารทราบถึงขีดความสามารถ จุดอ่อน และขีดความสามารถที่ข้าศึกน่าจะน ามาใช้ เพื่อเป็นมูลฐานในการวางแผนทางยุทธการ หรือออก ค าสั่งยุทธการให้หน่วยต่าง ๆ ปฏิบัติต่อไป การประมาณสถานการณ์ข่าวกรองทางการรบ มีบทบาทต่อผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารทั้งทางบก ทางน ้า และทางอากาศ เป็นอย่างมาก เพราะเป็นเรื่องที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติภารกิจของหน่วยทหาร เหล่านั้นโดยตรง ๓.๔.๑.๑ การจัดท าประมาณสถานการณ์ข่าวกรอง จะกระท าเมื่อ ๓.๔.๑.๑.๑ ผู้บังคับบัญชาสั่งการหรือต้องการ ๓.๔.๑.๑.๒ มีการวางแผนการยุทธครั้งใหม่ ๓.๔.๑.๑.๓ เจ้าหน้าที่ฝ่ ายอ านวยการข่าวกรองพิจารณาเห็นว่าสถานการณ์และ ขีดความสามารถของข้าศึกเปลี่ยนแปลงไป ๓.๔.๑.๒ วิธีการเสนอประมาณสถานการณ์ข่าวกรอง กระท าได้ ๒ วิธีคือ ๓.๔.๑.๒.๑ การรายงาน กระท าเป็นลายลักษณ์อักษร ๓.๔.๑.๒.๒ การบรรยายสรุป เป็นการเสนอด้วยวาจา ๓.๔.๒ การประมาณสถานการณ์ก าลังพล ฝ่ ายอ านวยการก าลังพลเป็นฝ่ ายอ านวยการหลักของ ผู้บังคับบัญชา ในเรื่องการด าเนินงานด้านธุรการ และการจัดการบุคคลที่อยู่ในความควบคุมของทหาร เป็น ผู้ให้ค าปรึกษาแก่นายทหารฝ่ ายอ านวยการอื่น ๆ และช่วยเหลือนายทหารเหล่านั้นในการแก้ปัญหาก าลังพล ในสายงานในหน้าที่โดยเฉพาะของตน การช่วยเหลือเหล่านี้อาจได้แก่การจัดท าแผนและการก ากับดูแล โดยตรงก็ได้ ฝ่ ายอ านวยการก าลังพลมีความรับผิดชอบหลักทางฝ่ ายเสนาธิการในเรื่องต่อไปนี้ ๓.๔.๒.๑ การรักษายอดก าลังพลของหน่วย ๓.๔.๒.๒ การจัดการก าลังพล ๓.๔.๒.๓ งานในหน้าที่การจัดก าลังพล ๓.๔.๒.๔ การบ ารุงและรักษาขวัญ ๓.๔.๒.๕ การรักษาวินัย กฎ ข้อบังคับและค าสั่ง ๓.๔.๒.๖ การจัดการในกองบัญชาการ ๓.๔.๒.๗ เบ็ดเตล็ด
๑๘๒ ๓.๔.๓ การประมาณสถานการณ์ส่งก าลังบ ารุง การประมาณสถานการณ์ส่งก าลังบ ารุง คือการ ประมาณค่าอันเป็นผลมาจากการตรวจสอบอย่างมีระเบียบ ต่อปัจจัยทางการส่งก าลังบ ารุง ซึ่งมีอิทธิพลต่อ หนทางปฏิบัติที่คาดคิดไว้ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อสรุปที่วัดได้จากระดับ และลักษณะของอิทธิพลต่อหนทางปฏิบัติ ที่คาดคิดไว้ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อสรุปที่วัดได้จากระดับและลักษณะของอิทธิพลนั้น หรืออาจกล่าวอีกอย่างหนึ่ง การประมาณสถานการณ์ส่งก าลังบ ารุง คือ การวิเคราะห์ว่าปัจจัยการส่งก าลังบ ารุงที่มีอยู่นั้นเพียงพอหรือไม่ ที่จะสนับสนุนหนทางปฏิบัติต่าง ๆ ของทางยุทธการ และถ้าไม่เพียงพอจะมีหนทางแก้ไขได้อย่างไรหรือไม่ ซึ่งประกอบด้วย ๓.๔.๓.๑ ความมุ่งหมาย ๓.๔.๓.๒ วัตถุประสงค์หลักของการท าประมาณสถานการณ์ส่งก าลังบ ารุง ๓.๔.๓.๓ งานในหน้าที่ของนายทหารฝ่ ายอ านวยการส่งก าลังบ ารุง ๓.๔.๓.๔ ข้อมูลในการประมาณสถานการณ์ส่งก าลังบ ารุง ๓.๔.๔ การประมาณสถานการณ์สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์การวางแผน ส –อ มีกรรมวิธี เช่นเดียวกับ การวางแผนทั่วไปมีอยู่ ๒ ขั้น คือ ๓.๔.๔.๑ ขั้นประมาณสถานการณ์ ส –อ คือการพิจารณาปัจจัยทาง ส –อ ของฝ่ ายข้าศึก ซึ่งจะกระทบต่อความส าเร็จภารกิจ หรือต่อหนทางปฏิบัติที่คาดไว้ของหน่วย ซึ่งถือว่าเป็นการ “ประมาณ” และ “ประเมิน” หนทางปฏิบัติของผู้บังคับบัญชา ๓.๔.๔.๒ ขั้นพัฒนาแผน คือการรวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับการ ส –อ ของฝ่ ายข้าศึก และแผนการของฝ่ ายเรา อันเป็นประโยชน์เพื่อการสนับสนุนแผนยุทธการอื่น ๆ ในลักษณะคล้ายกัน ๓.๔.๕ การประมาณสถานการณ์ยุทธการ ๓.๔.๕.๑ ปกติฝ่ ายอ านวยการ ซึ่งท าหน้าที่เป็นฝ่ ายอ านวยการประสานงาน ( COORDINATING STAFF ) นั้นจะมีพันธกิจมูลฐานของฝ่ ายอ านวยการ ๗ ประการ อยู่แล้ว แต่ ฝอ.ยก. ยังมีพันธกิจเฉพาะทางด้านยุทธการของตนอีก ๕ ประการ คือ ๓.๔.๕.๑.๑ การวางแผน ( PLANNING ) ๓.๔.๕.๑.๒ การจัดหน่วย ( ORGANIZING ) ๓.๔.๕.๑.๓ การวิเคราะห์ก าลังคน ( MANPOWER ANALYSIS ) ๓.๔.๕.๑.๔ การฝึก ( TRAINING ) ๓.๔.๕.๑.๕ การใช้ก าลัง ( EMPLOYING FORCES ) ๓.๔.๕.๒ พันธกิจเฉพาะทางด้านยุทธการประการหนึ่งในเรื่องการวางแผนนั้นเป็นหน้าที่ของ ฝอ.ยก.จะต้องริเริ่มประสานงานและจัดท าแผนขึ้น แผนนั้นก็จะเป็นจุดเริ่มของการใช้ก าลังต่อไป การที่ ฝอ. ยก.จะวางแผนได้จะต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ในภารกิจและขีดความสามารถของหน่วย ตลอดจนเข้าใจถึง ปัจจัยต่าง ๆ ทางด้านยุทธการ ก าลังพลส่งก าลังบ ารุงและการข่าว เช่น ศักย์สงคราม ขีดความสามารถในการ รบของข้าศึก ตลอดจนจุดอ่อนจุดแข็งต่าง ๆ ของตน
๑๘๓ ๓.๔.๕.๓ งานของ ฝอ.ยก.ในการประมาณสถานการณ์ยุทธการคือ การพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ของข้าศึก เช่น ขีดความสามารถ น ามาเปรียบเทียบกับปัจจัยต่าง ๆ ของฝ่ ายเราเพื่อเลือกหนทางปฏิบัติที่ดี ที่สุด เพราะในทางยุทธการ ซึ่ง ฝอ.ยก.จะต้องติดต่อประสาน เพื่อให้ได้ข้อมูลการประมาณสถานการณ์ด้าน ต่าง ๆ จาก ฝอ.ด้านอื่น ๆ เสียก่อน จึงจะสามารถพิจารณาวิเคราะห์ แล้วสรุปเลือกหนทางปฏิบัติที่ดีที่สุดได้ ๓.๕ ขั้นที่ ๕ การประมาณสถานการณ์ของผู้บังคับบัญชา ( COMMANDER ESTIMATE OF THE SITUATION ) ๓.๕.๑ จากผลการประมาณสถานการณ์ของ ฝอ.ต่าง ๆ ผู้บังคับบัญชาจะทราบสถานการณ์ และ ข้อสรุปความเห็นทุกด้านที่เกี่ยวข้อง ในขั้นนี้ผู้บังคับบัญชาจะประมาณสถานการณ์ของผู้บังคับบัญชา เพื่อ พิจารณาว่าหนทางปฏิบัติที่เป็นไปได้ของหน่วย หนทางใดจะเป็นหนทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ในการท าให้ภารกิจ ของหน่วยส าเร็จ ๓.๕.๒ ส าหรับการประมาณสถานการณ์ของผู้บังคับบัญชานั้น เนื่องจากเป็นการพิจารณาเลือก หนทางปฏิบัติของเราที่ดีที่สุด ซึ่งคล้ายคลึงกับการประมาณสถานการณ์ยุทธการจึงใช้ใบแบบเดียวกันได้ เพียงแต่เปลี่ยนข้อสุดท้ายในใบแบบประมาณสถานการณ์ยุทธการจากข้อสรุปเป็นข้อตกลงใจเท่านั้น และ อาจจัดท าโดยผู้บังคับบัญชา หรือ ฝอ.ยก. เป็นผู้พิจารณาร่างให้ผู้บังคับบัญชาตัดสินใจก็ได้ ๓.๕.๓ข้อตกลงใจของผู้บังคับบัญชา จะเป็นการเลือกหนทางปฏิบัติของหน่วยว่าจะต้องท า อะไร เมื่อไร อย่างไร ที่ไหน และท าไม ข้อตกลงใจนี้จะเป็นมูลฐานในหัวข้อภารกิจ และแนวความคิดในการปฏิบัติ ของแผน หรือค าสั่งยุทธการที่จะพัฒนาต่อไป ๓.๖ ขั้นที่ ๖ การพัฒนาแผน หรือค าสั่งยุทธการ ( DEVELOPING OPERATION PLAN OR OPERATION ORDER ) เมื่อภึงขั้นนี้นับว่าผ่านช่วงแก้ปัญหามาแล้ว ข้อตกลงใจนั้นจะเกิดผลในการกระท าต่อไปได้ก็ต่อเมื่อมี แผนงาน เพื่อก าหนดแนวทางและแบ่งมอบหน้าที่ให้หน่วยรอง และหน่วยที่จะต้องเกี่ยวข้องถือปฏิบัติ ในขั้นนี้ ผู้บังคับบัญชา และฝ่ ายอ านวยการ จะต้องประสานงานในการเขียน และจัดพิมพ์แผน หรือค าสั่งยุทธการ รวมทั้งผนวกต่าง ๆ ประกอบแผน ด าเนินการแจกจ่ายให้หน่วยที่ต้องปฏิบัติ และหน่วยที่ต้องรับทราบให้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ๔. ความหมายของแผน แผน คือ วิธีการซึ่งก าหนดแนวทางที่จะปฏิบัติให้บรรลุผลส าเร็จแห่งวัตถุประสงค์ของ ผู้บังคับบัญชาหน่วยนั้น และบอกให้ผู้บังคับบัญชาหน่วยรองทราบว่าต้องการให้หน่วยรองท าอะไร ท าไม เมื่อไร และที่ไหน ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้บังคับบัญชาหน่วยรองพัฒนาแผน หรือค าสั่งของหน่วยรอง เพื่อ สนับสนุนวัตถุประสงค์ของหน่วยเหนือได้ ๕. ลักษณะของแผนยุทธการ แผนยุทธการ คือ แผนส าหรับการปฏิบัติการยุทธในบริเวณ และห้วงระยะเวลาหนึ่ง ตามธรรมดาอาศัย ข้อมูลที่ก าหนดไว้เป็นหลัก อาจคลุมถึงการยุทธครั้งเดียว หรือหลายครั้งต่อเนื่องกันซึ่งจะต้องปฏิบัติพร้อมกัน
๑๘๔ หรือตามล าดับกันไป แผนยุทธการนี้เป็นค าสั่งนโยบายที่หน่วยบัญชาการระดับสูงใช้ เพื่อที่จะให้ผู้บังคับ บัญชาชั้นรองเตรียมแผน หรือค าสั่งสนับสนุนตน ๖. ที่มาและสาระส าคัญของเนื้อหาในแผนยุทธการ แผนยุทธการนั้นไม่ว่าเป็นแผนยุทธการใดก็ตาม จะมีล าดับขั้นตอนของกรรมวิธีในการวางแผนปฏิบัติการ อย่างเดียวกัน เป็นที่มาในการพัฒนาแผน แต่สาระส าคัญที่จะปรากฏเป็นเนื้อหาในแผนนั้น ๆ จะแตกต่างกัน ไปตามชนิดของแผนยุทธการนั้น ๆ แผนยุทธการฉบับเดียวไม่จ าเป็นต้องเป็นแผนยุทธการชนิดเดียวแต่อาจ ครอบคลุมแผนยุทธการหลายชนิดไว้ในฉบับเดียวกัน การเรียกชื่อแผนยุทธการ นิยมเรียกเป็นสมญานาม ( CODE NAME ) ทั้งนี้เพื่อปกปิดเจตนา และเพื่อให้ หน่วยที่เกี่ยวข้องทุกระดับเข้าใจตรงกันในภารกิจและแนวทางปฏิบัติที่เตรียมไว้ ส าหรับสถานการณ์ที่ คาดคะเนว่าอาจจะเกิดขึ้นนั้น ๗. ลักษณะของค าสั่งยุทธการ ค าสั่งยุทธการ ( OPERATION ORDER ) คือ ค าสั่งที่ผู้บังคับหน่วยเป็นผู้ออก เพื่อให้หน่วยใต้บังคับบัญชาปฏิบัติการยุทธ โดยด าเนินตามแผนยุทธการที่ได้รับอนุมัติแล้ว กล่าวคือ สถานการณ์ ภารกิจ ข้อตกลงใจ กลยุทธในการปฏิบัติของตน และอื่น ๆ ๘. ชนิดของแผนยุทธการ แผนยุทธการแบ่งออกได้เป็น ๖ ชนิด ตามลักษณะการปฏิบัติการ คือ ๘.๑ แผนเผชิญเหตุการณ์ หรือแผนเฉพาะเหตุ คือ แผนซึ่งคาดคะเนและวางแนวทางที่จะปฏิบัติการ ตอบโต้การกระท าของข้าศึกที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ๘.๒ แผนเสริมก าลัง คือ แผนส าหรับการจัดหาก าลังทหาร และยุทธภัณฑ์ไปเพิ่มเติมให้แก่ผู้บังคับหน่วย ใดหน่วยหนึ่ง ๘.๓ แผนวางก าลัง คือ แผนส าหรับการเคลื่อนย้ายก าลัง และยุทธภัณฑ์จากที่ตั้งแห่งหนึ่งไปยังที่ตั้งอีก แห่งหนึ่ง ๘.๔ แผนใช้ก าลัง คือ แผนซึ่งก าหนดแนวทางที่จะใช้ก าลังทหารและอาวุธให้เกิดผลสูงสุดในสถานการณ์ ทางการรบ ๘.๕ แผนฟื้นฟูก าลัง คือ แผนฟื้นฟูก าลังของหน่วย หลังจากได้ถูกข้าศึกโจมตีแล้วให้เกิดขีดความสามารถ ที่จะท าสงครามได้ต่อไป ๘.๖ แผนเผชิญสาธารณภัย คือ แผนก าหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อลดอันตรายจากธรรมชาติต่าง ๆ และ อุบัติเหตุจากพลังงานนิวเคลียร์ โดยทั่วไปแล้วแผนยุทธการชนิดต่าง ๆ ที่เรามักจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย คือ ๔ ชนิดแรก และที่มักจะ เกี่ยวข้องบ่อยที่สุด คือ แผนวางก าลังและแผนใช้ก าลัง ๙. ความแตกต่างของแผนยุทธการกับค าสั่งยุทธการ แผนยุทธการกับค าสั่งยุทธการมีความคล้ายคลึงกันมาก ในหัวข้อของใบแบบ แต่ก็มีลักษณะแตกต่างกันอยู่บางประการกล่าวคือ ๙.๑ แผนยุทธการ จัดเตรียมไว้เป็นแนวทางปฏิบัติในสถานการณ์ที่คาดคะเนว่าอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ในขณะวางแผนจึงมักขาดข้อเท็จจริงบางประการ เช่น การกระท าของข้าศึก การช่วยเหลือจากพันธมิตร
๑๘๕ เป็นต้น ดังนั้นแผนยุทธการจึงอาศัยข้อสมมุติบางประการที่สมเหตุผล น่าจะเป็นจริงและเป็นสาระส าคัญมา ใช้เป็นมูลฐานแทนข้อเท็จจริงบางประการที่ไม่ได้เป็นอยู่ขณะวางแผน ส่วนค าสั่งยุทธการไม่มีการใช้ข้อสมมุติ แทนข้อเท็จจริง แต่จะวางแผนจากการศึกษาสภาพแวดล้อมที่ก าลังเป็นอยู่มาเป็นมูลฐานในการออกค าสั่ง ยุทธการ ๙.๒ แผนยุทธการ เป็นแนวทางซึ่งเตรียมไว้ปฏิบัติในเหตุการณ์ที่คาดคะเนว่าอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต จึงมีลักษณะที่อาจจะน าไปใช้ปฏิบัติ ส่วนค าสั่งยุทธการเป็นแนวทางซึ่งเตรียมไว้ปฏิบัติในอนาคตอันใกล้ จึงมี ลักษณะที่จะต้องน าไปใช้ปฏิบัติ แผนยุทธการจะกลายสภาพเป็นค าสั่งยุทธการเมื่อ ๙.๒.๑ มีค าสั่งให้ปฏิบัติตามแผนยุทธการนั้น ๙.๒.๒ มีเหตุการณ์เกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ได้อนุมัติไว้ล่วงหน้าแล้วว่าให้ถือปฏิบัติตามแผนยุทธการนั้นๆ ๙.๓ แผนยุทธการ เป็นการเตรียมแนวทางปฏิบัติตามสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เวลา เตรียมการมักจะมีมากและงานของหน่วยในระดับสูงที่มีหน่วยงานวางแผนโดยตรง แผนยุทธการจึงมักมีผนวก ต่าง ๆ ประกอบละเอียดครบถ้วน ส่วนค าสั่งยุทธการจะใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในสถานการณ์ที่ก าลังเป็นอยู่จึง มักจะมีเรื่องราวเฉพาะที่จะต้องปฏิบัติตามสถานการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้น ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ มักจะอาศัย อ้างถึงแผนยุทธการที่ได้อนุมัติไว้แล้ว หน่วยระดับสูงมักจะใช้เป็นเครื่องมือช่วยปรับแผนยุทธการเดิมให้อ่อน ตัวเข้ากับสถานการณ์ที่ก าลังเป็นอยู่ได้ตลอดเวลา ส าหรับหน่วยระดับต่าง ๆ ใช้ส าหรับเป็นแนวทางปฏิบัติให้ สอดคล้องกับแผนหรือค าสั่งของหน่วยเหนือ ค าสั่งยุทธการสามารถออกได้ทุกระดับหน่วย ๑๐. การเขียนแผนยุทธการหรือค าสั่งยุทธการ จากล าดับขั้นตอนในกรรมวิธีในการวางแผน ๖ ขั้นตอนนั้น เมื่อฝ่ ายอ านวยการสาขาต่าง ๆ ได้ประมาณสถานการณ์ในสาขาของตน และผู้บังคับบัญชาได้ประมาณ สถานการณ์ในสาขาของตน และผู้บังคับบัญชาได้ประมาณสถานการณ์ของผู้บังคับบัญชาแล้ว จากการ ตกลงใจของผู้บังคับบัญชาในการประมาณสถานการณ์ของผู้บังคับบัญชานั้น ก็สามารถน าไปเขียนเป็น แผนยุทธการ หรือเป็นค าสั่งยุทธการได้ โดยน าข้อตกลงใจและหนทางปฏิบัติจากการประมาณสถานการณ์ ต่าง ๆ โดยเฉพาะหนทางปฏิบัติที่เราได้เลือกไว้ หรือที่ดีที่สุดเท่านั้นเพื่อให้แผนหรือค าสั่งนั้นมีลักษณะสั้น กะทัดรัด ชัดเจน และตรงเป้าหมายที่สุด หรือที่รับแผน หรือค าสั่งเข้าใจ และสามารถปฏิบัติตามได้ทันที ๑๐.๑ หลักการเขียนแผนหรือค าสั่ง ๑๐.๑.๑ สมบูรณ์ ๑๐.๑.๒ แบบการเขียนส านวนโวหาร ( STYLE ) ต้องให้กะทัดรัดและชัดเจน หลีกเลี่ยงการใช้ ภาษายุ่งยากฟุ่ มเฟื อย เช่น เข้าตีอย่างรุนแรง พยายามที่จะเข้ายึดให้ไกลเท่าที่จะท าได้ ซึ่งค าขยายเหล่านี้ไม่มี สาระส าคัญต่อแผนหรือค าสั่ง เป็นค าสั่งไม่แน่นอน ไม่เด็ดขาด ควรเขียนให้ชัดเจนตรงไปตรงมา เฉียบขาดไม่ มีการเคลือบแคลงสงสัย ๑๐.๑.๓ พอดีกับเวลา ๑๐.๑.๔ เหมาะสมไม่ล่วงล ้าก้าวก่ายหน่วยรอง ๑๐.๑.๕ สามารถปฏิบัติได้
๑๘๖ ๑๐.๒ การให้นโยบายในการวางแผน เป็นหน้าที่ของหัวหน้าหน่วยได้แก่ ๑๐.๒.๑ ภารกิจและกิจเฉพาะ ๑๐.๒.๒ สมมุติฐาน ๑๐.๒.๓ นโยบายเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ เคมี ชีวะ ๑๐.๒.๔ ข้อพิจารณาทางการเมือง (ถ้ามี) ๑๐.๒.๕ สรุปย่อขั้นต้น เกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ ๑๐.๒.๖ ก าหนดเวลาการวางแผน ๑๐.๓ การจัดท าแผนป้องกันฐานบิน มีหลักดังนี้ ๑๐.๓.๑ แผนการป้องกันฐานบิน จะต้องจัดท าทุกฐานบิน แต่อาจแตกต่างกันในลักษณะของ หนทางปฏิบัติ เนื่องด้วยที่ตั้ง ขนาด แบบอาคาร เครื่องบิน จ านวน และประเภทก าลังพล การสื่อสาร การ ขนส่ง หน่วยทหารอื่น ๆ ในพื้นที่ ค าสั่ง ค าชี้แจงจากหน่วยเหนือ ในการจัดท าแผนจะต้องใช้คนและ ยุทโธปกรณ์ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด ๑๐.๓.๒ แผนที่จัดท าขึ้นควรมีลักษณะ เข้าใจง่าย ชัดเจน มีเรื่องในประวัติศาสตร์มากมายที่ แสดงให้เห็นถึงความพ่ายแพ้ และเสียชีวิต โดยเปล่าประโยชน์เพราะผู้บังคับบัญชาออกค าสั่งไม่ชัดเจน ท าให้ ผู้อยู่ในบังคับบัญชาปฏิบัติไม่ตรงกับความประสงค์ แผนของหน่วยจะต้องง่าย ชัดเจน ผู้บังคับบัญชา ต้อง เข้าใจว่า แผนที่จัดท าขึ้นทุกคนเข้าใจ นายทหาร จ่าอากาศ และพลทหาร ต้องเข้าใจหน้าที่ของตนตามแผน อย่างถูกต้อง การฝึกซ้อมเป็นสิ่งส าคัญที่ต้องท าเป็นเนืองนิจ ๑๐.๓.๓ ปกติผู้บังคับฐานบิน จะเป็นผู้ก าหนดแนวทาง และแนวความคิดในการปฏิบัติ แล้วมอบ ให้กับผู้รับผิดชอบท าแผนไปด าเนินการในรายละเอียดในเรื่อง การส่งก าลังบ ารุง ยุทธวิธี และงานทางด้าน ธุรการของตัวแผน ผู้ท าแผนควรได้ประสานกับหน่วยเกี่ยวข้องที่ระบุการปฏิบัติไว้ในแผนก่อนที่จะเสนอให้ ผู้บังคับฐานรบินลงนาม ๑๐.๓.๔ แผนป้องกันฐานบิน ที่จัดท าขึ้นจะมีลักษณะดังนี้ ๑๐.๓.๔.๑ แผนป้องกันฐานบิน ซึ่งปกติจะให้ตัวเลขท้าย ๒ ตัวเป็นปีที่จัดท า เช่น แผน ยุทธการหัวเตย ๓๒ ฯ แผนนี้เป็นแผนหลักซึ่งจะให้แนวทางการปฏิบัติทั้งในยามสงบและเมื่อมีเหตุการณ์ ๑๐.๓.๔.๒ ผนวก จัดท าขึ้นเพื่อขยายแผนหลัก ให้กว้างออกไปเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง และ เป็นปัจจัยส าคัญต่อแผน ๑๐.๓.๕ รูปแบบของแผนป้องกันฐานบิน คงใช้รูปแบบมาตรฐาน เช่นเดียวกับแผนยุทธการ หรือ ค าสั่งยุทธการ ควรใช้แบบที่ก าหนดในคู่มือการเขียนหนังสือราชการ ทอ.ตามค าสั่ง ทอ.(เฉพาะ)ที่ ๘๕/๐๓ เรื่อง ให้ใช้คู่มือการเขียนหนังสือราชการ ๑๐.๓.๖ แผนที่เขียนควรจะสมบูรณ์ในตัวเอง มีผนวกเท่าที่จ าเป็นนอกจากหน่วยขนาดใหญ่อาจมี เรื่องหรือปัญหามากขึ้น
๑๘๗ ๑๐.๓.๗ ส านวนเขียนแผน ควรรวบรัด หรือรัดกุม ( CONCISE ) และชัดเจน( CLEAR ) หลีกเลี่ยง การใช้ถ้อยค าหรือภาษายุ่งยาก ฟุ่ มเฟื อยโดยไม่จ าเป็น การมอบกิจเฉพาะให้หน่วยรองตามข้อ ๓ ของแผน ต้องมีลักษณะชัดเจน ตรงไปตรงมาเฉียบขาด ไม่มีการเคลือบแคลงสงสัย ๑๐.๓.๘ แผนที่จัดท าต้องทันเวลา คือ มีเวลาเตรียมการได้ทัน หรือพอเพียงส าหรับหน่วยรอง ปฏิบัติ ๑๐.๓.๙ ความเหมาะสม ไม่ล่วงล ้าหรือก้าวก่ายต่อความคิดริเริ่มของ ผบ.หน่วยรอง เช่น อธิบาย ค าว่า “HOW” อย่างละเอียด ทั้งนี้เป็นความรับผิดชอบของหน่วยรองอยู่แล้วที่ต้องปฏิบัติ ๑๐.๓.๑๐ สามารถปฏิบัติได้ ( PRACTICABILITY ) มีความง่ายอ่อนตัว ............................ “ ใบแทรก” แสดงรายละเอียดปลีกย่อยของอนุผนวก และ “ใบแนบ” แสดงรายละเอียดปลีกย่อยของใบแทรก เพิ่มเติมอีกก็ได้ ปกติผนวกประกอบแผนยุทธการ หรือค าสั่งยุทธการมักจะมีดังนี้ ผนวก ก. ก าลังพล ผนวก ข. ข่าวกรอง ผนวก ค. ยุทธการ ผนวก ง. ส่งก าลังบ ารุง ผนวก จ. สื่อสาร –อิเล็กทรอนิกส์ ผนวก ฉ. การบรรเทาสาธารณภัย (เว้น) ฯลฯ ผนวก ฮ. การแจกจ่าย โดยล าดับที่ตัวอักษรของแต่ละผนวก จะคงที่ตามรายการข้างบน ถ้าผนวกใดไม่มีก็ให้ใส่ชื่อผนวกนั้น ไว้ด้วย แล้ววงเล็บต่อท้ายว่า “เว้น” ก่อนถึงผนวก ฮ. การแจกจ่าย อาจจะมีผนวกอื่น ๆ เพิ่มเติมอีกก็ได้ ถ้ามี เรื่องรายละเอียดที่จ าเป็นต้องมีประกอบในแผนหรือค าสั่ง ตัวอย่างเรื่องที่อาจจ าเป็นต้องมีในแผนหรือค าสั่ง อีกคือ ผนวก ช. กิจการสาธารณชน ผนวก ซ. กิจการพลเรือน ผนวก ฌ. การบริการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ผนวก ญ. สายการบังคับบัญชา ผนวก ฎ. การปฏิบัติการเพื่อความปลอดภัย ผนวก ฏ. การนิรภัย ฯลฯ
๑๘๘ ๑๒. ใบแทรกและใบแนบ ใบแทรกและใบแนบ แสดงรายละเอียดส่วนย่อยที่จ าเป็นส าหรับงานเฉพาะด้าน รายละเอียดดังกล่าวมักเป็นส่วนอ้างอิงมาจากอนุผนวก แต่ไม่สามารถบรรจุไว้ในอนุผนวกได้ เนื่องจากมี ลักษณะปลีกย่อย หรือมีความจ าเป็นเฉพาะหน่วยปฏิบัติย่อย ๆ บางหน่วยเท่านั้น จึงจ าเป็นต้องจัดท าเป็น ใบแทรก (ประกอบอนุผนวก) และใบแนบ (ประกอบใบแทรก) ตามปกติใบแทรกและใบแนบ จะไม่มีรูปแบบตายตัว เว้นแต่เป็นประเภทที่จ าเป็นต้องใช้งานเป็นประจ า ซึ่งฝ่ ายอ านวยการแต่ละสาขาอาจออกแบบให้ง่ายและสะดวกแก่การใช้งาน ตามความเหมาะสมของงาน แต่ละด้าน ใบแทรกและใบแนบ ต้องมีหัวเรื่อง และการอ้างอิงถึงอนุผนวก ผนวก และแผนอย่างสมบูรณ์ ส่วนการ แจกจ่ายนั้นอาจมีรายการแจกจ่ายเฉพาะหน่วยปฏิบัติเกี่ยวข้องเท่านั้น มาตรการเกี่ยวกับการควบคุมอื่น ๆ เช่น การลงชื่อ การรับรองส าเนาให้เป็นไปตามหลักการเขียนแผน และระเบียบการรักษาความปลอดภัยทาง เอกสาร ๑๓. ค าสั่งย่อย ( FRAGMENTARY ORDER ) ๑๓.๑ ค าสั่งย่อย คือแบบหนึ่งของค าสั่ง ซึ่งแยกออกมาเป็นส่วน ๆ จากค าสั่งทั้งฉบับ โดยจะเกี่ยวข้อง กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งในค าสั่งนั้น ๆ โดยเฉพาะ เช่น ค าสั่งยุทธการย่อย ค าสั่งธุรการย่อย เป็นต้น ๑๓.๑.๑ ค าสั่งยุทธการย่อย คือ ส่วนหนึ่งของค าสั่งยุทธการที่ออกไปยังหน่วยต่าง ๆ ซึ่งต้องการ ชี้แจงเฉพาะในส่วนนั้นไม่ต้องการค าสั่งทั้งฉบับ ๑๓.๑.๒ ค าสั่งธุรการย่อย คือ ค าสั่งที่ออกเพื่อแจ้งการเปลี่ยนแปลงในค าสั่งธุรการซึ่งเขียนขึ้นใหม่ การให้ปฏิบัติ โดยทั่วไปจะมีรายละเอียดคล้ายกับค าสั่งยุทธการ หรือค าสั่งธุรการ แต่จะตัดบางรายการออก และมีค าชี้แจงย่อกะทัดรัด เพื่อให้หน่วยเกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติภารกิจได้ทันเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการสั่งการ ในระบบควบคุมทางอากาศยุทธวิธี ( TACTICAL AIR CONTROL SYSTEM ) และระบบ ควบคุม และแจ้งเตือนอากาศยาน ( AIRCRAFT CONTROL AND WARNING SYSTEM ) จะต้องกระท า ด้วยความแน่นอนปลอดภัยและรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ ดังนั้นเพื่อให้หน่วยเกี่ยวข้องเข้าใจความหมายของ ค าสั่งย่อยอย่างถูกต้องเป็นแนวเดียวกัน ทอ.จึงได้ก าหนดแบบฟอร์มในการออกค าสั่งย่อยขึ้นไว้อย่างแน่นอน ๑๓.๓ ผู้มีอ านาจออกค าสั่งยุทธการย่อย การปฏิบัติการทางอากาศของหน่วยบินยุทธวิธี ที่ขึ้นการ บังคับบัญชาทางยุทธการต่อศูนย์ยุทธการทางอากาศ จะต้องสั่งการด้วยการออกค าสั่งยุทธการย่อย โดยผู้มี อ านาจสั่งการหรือผู้รับมอบอ านาจ ซึ่งการมอบอ านาจการสั่งการจะต้องกระท าเป็นลายลักษณ์อักษร
๑๘๙ ส าหรับผู้มีอ านาจในการสั่งการได้แก่ ๑๓.๓.๑ ผบ.ทอ.ซึ่งจะสั่งการโดยตรง หรือสั่งการผ่าน ศปก.ทอ.แล้วแต่โอกาส และความเหมาะสม ๑๓.๓.๒ ผู้ที่ได้รับมอบอ านาจจาก ผบ.ทอ.เป็นลายลักษณ์อักษร ๑๓.๓.๓ ศยอ.ศปก.ทอ. ๑๓.๓.๔ ศคร., ศสอต. และ ชสอต. จะมีอ านาจสั่งการหน่วยบินยุทธวิธี ตามภารกิจและเที่ยวบินที่ ได้รับการแบ่งมอบจาก ศยอ.ศปก.ทอ. ๑๓.๔ ภารกิจที่หน่วยบินยุทธวิธีปฏิบัติตามค าสั่งยุทธการย่อย ค าสั่งยุทธการจะสั่งการให้หน่วยบิน ยุทธวิธีปฏิบัติภารกิจ ๒ ประเภท คือ ๑๓.๔.๑ ภารกิจด้านการรบ การออกค าสั่งยุทธการย่อยสั่งการในภารกิจด้านการรบจะสั่งการใน แบบฟอร์มกระดาษเขียนข่าว ทอ.ส.๑๑๘ ( ทอ.บย.๓๘๙ เดิม) ส าหรับภารกิจดังนี้ - การสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด ( CLOSE AIR SUPPORT ) - การโจมตีทางอากาศ ( AIR STRIKE ) - การลาดตระเวนพร้อมอาวุธ ( ARMED RE – CONAISSANCE ) - การบินคุ้มกัน ( AIR ESCORT, COLUMN COVER ) - การปฏิบัติการทางอากาศพิเศษ ส่วนภารกิจด้านการป้องกันภัยทางอากาศ จะสั่งการในแบบฟอร์มการสั่งการบินสกัดกั้น ( SCRAMBLE ORDER ) ทอ.ศยอ.๓๖๙ ( ทอ.บย.๓๖๙ เดิม) ส าหรับภารกิจดังนี้ - การบินสกัดกั้น ( AIR INTERCEPTION ) - การบินรบรักษาเขต ( COMBAT AIR PATROL ) ๑๓.๔.๒ ภารกิจด้านสนับสนุนการรบ การออกค าสั่งยุทธการย่อยสั่งการในภารกิจสนับสนุน การรบ จะสั่งการในแบบฟอร์มกระดาษเขียนข่าว ทอ.ส.๑๑๘ ส าหรับภารกิจดังนี้ - การลาดตระเวนทางอากาศยุทธวิธี ( TACTICAL AIR RE – CONAISSANCE ) - การล าเลียงทางอากาศ ( AIR LIFT ) - การส่งกลับทางสายการแพทย์ ( AIR EVACUATION ) ๑๓.๕ การส่งค าสั่งยุทธการย่อย มี ๔ วิธี คือ ๑๓.๕.๑ โทรพิมพ์ PC ๑๓.๕.๒ โทรส าเนา ( FAX ) ๑๓.๕.๓ วิทยุ ( HF/SSB ) ๑๓.๕.๔ การน าสาร
๑๙๐ ๑๓.๖ การบันทึกแบบฟอร์มค าสั่งยุทธการย่อย การบันทึกแบบฟอร์มกระดาษเขียนข่าว ทอ.ส.๑๑๘ - ล าดับความเร่งด่วน – ผู้รับปฏิบัติ ลงล าดับความเร่งด่วนของข่าวที่ต้องการให้ถึงผู้ปฏิบัติ (ด่วน ด่วนมาก ด่วนที่สุด) - ลงล าดับความเร่งด่วน – ผู้รับทราบ ลงล าดับความเร่งด่วนของข่าวที่ต้องการให้ถึงผู้ รับทราบ ( ด่วน ด่วนมาก ด่วนที่สุด ) - หมู่ วัน เวลา ลงวันที่ ๒ ตัวเลข และตามด้วย เวลา ๔ ตัวเลข เช่น ๐๓๑๗๐๐ หมายถึงเวลาส่งข่าว ๑๗๐๐ ของวันที่ ๓ - ผู้รับทราบ หน่วยเกี่ยวข้องที่รับทราบการปฏิบัติตามข่าว - หมู่ ค า รหัส การส่งข่าว -ชั้นความลับ – ปกปิด ลับ ลับมาก ลับที่สุด - ที่ของผู้ให้ข่าว ล าดับที่ของข่าว ปกติใช้ล าดับที่ของข่าว/ เลขเดือน การบันทึกจะต้องมี กระดาษก๊อปปี้ เพื่อเก็บเป็นส าเนาคู่ฉบับ ๑ ชุดทุกครั้ง
๑๙๑ ใบแบบแผนยุทธกำร ชั้นความลับ ครุฑ ชื่อส่วนราชการเจ้าของเรื่อง ที่ ชุดที่ ของ ชุด หน้า ของ หน้า ที่ กห / ชื่อหน่วย สถานที่ วัน เดือน ปี เวลา แผนยุทธการ……………………… อ้างถึง ๑ แผนที่และแผนภูมิ ๒ เอกสารที่เกี่ยวข้อง หน่วยปฏิบัติ หน่วย ……………………………… ………………………………. ๑. สถานการณ์ ๑.๑ กล่าวทั่วไป ๑.๒ ฝ่ ายข้าศึก ๑.๓ ฝ่ ายเดียวกัน ๑.๔ ข้อสมมุติ ๒. ภารกิจ ๓. การปฏิบัติ ๓.๑ แนวความคิดในการปฏิบัติ ๓.๑.๑ แนวความคิดทั่วไป ๓.๑.๒ การวางก าลัง ชื่อหน่วยเจ้าหน้าที่ แผนยุทธการ………………… ๓.๑.๓ การใช้ก าลัง ๓.๒ หน้าที่ของหน่วยปฏิบัติ ชั้นความลับ
๑๙๒ ชั้นความลับ ชื่อส่วนราชการเจ้าของเรื่อง ที่ ชุดที่ ของ ชุด หน้า ของ หน้า ๓.๓ ค าแนะน าทั่วไป ๔. การส่งก าลังบ ารุงและธุรการ ๔.๑ การส่งก าลังบ ารุง ๔.๒ ธุรการ ๕. การบังคับบัญชาและการสื่อสาร ๕.๑ สายการบังคับบัญชา ๕.๒ การสั่งการแทน ๕.๓ การสื่อสาร ๕.๓.๑ การติดต่อสื่อสาร ๕.๓.๒ อิเล็กทรอนิกส์ ลงชื่อ ต าแหน่ง ผนวก ก. ก าลังพล ข. ข่าวกรอง ค. ยุทธการ ง. ส่งก าลังบ ารุง จ. สื่อสาร -อิเล็กทรอนิกส์ ฉ. การแจกจ่าย ชื่อหน่วยเจ้าหน้าที่ แผนยุทธการ……….. ชั้นความลับ หมายเหตุหัวข้อต่าง ๆ ในใบแบบแผนยุทธการนี้เป็นเพียงตัวอย่างกว้าง ๆ ของการเขียนแผนยุทธการ หัวข้อที่ จ าเป็นต้องมีทุกครั้ง คือหัวข้อเลขตัวเดียว ๑ ถึง ๕ หากหัวข้อใดไม่มีก็ให้ใส่หัวข้อและเติมค าว่า (เว้น) ส่วน หัวข้อย่อยจะไม่เป็นไปตามใบแบบนี้ก็ได้ โดยอาจจะเพิ่มเติมหรือตัดออกได้ตามความเหมาะสมไม่ตายตัว
๑๙๓ ชั้นความลับ ชื่อส่วนราชการเจ้าของเรื่อง ที่ ชุดที่ ของ ชุด หน้า ของ หน้า ที่ กห / ชื่อหน่วย สถานที่ วัน เดือน ปี เวลา ค ำสั่งยุทธกำรที่………… อ้างถึง ๑ แผนที่และแผนภูมิ ๒ เอกสารที่เกี่ยวข้อง หน่วยปฏิบัติ หน่วย …………………………. ………………………….. ๑. สถานการณ์ ๑.๑ กล่าวทั่วไป ๑.๒ ฝ่ ายข้าศึก ๑.๓ ฝ่ ายเดียวกัน ๒. ภารกิจ ๓. การปฏิบัติ ๓.๑ แนวความคิดในการปฏิบัติ ๓.๒ หน้าที่ของหน่วยปฏิบัติ ๓.๓ ค าแนะน าทั่วไป ๔. การส่งก าลังบ ารุงและธุรการ ๔.๑ การส่งก าลังบ ารุง ๔.๒ ธุรการ ชื่อหน่วยเจ้าหน้าที่ แผนยุทธการ………. ชั้นความลับ
๑๙๔ ชั้นความลับ ชื่อส่วนราชการเจ้าของเรื่อง ที่ ชุดที่ ของ ชุด หน้า ของ หน้า ๕. การบังคับบัญชาและการสื่อสาร ๕.๑ สายการบังคับบัญชา ๕.๒ การสั่งการแทน ๕.๓ การสื่อสาร ลงชื่อ ต าแหน่ง ชื่อหน่วยเจ้าหน้าที่ ค าสั่งยุทธการที่………./………. ชั้นความลับ