The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by butsayanan98, 2020-06-06 01:10:41

cb-01

cb-01

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทท่ี 2 พนั ธะเคมี

14. สารประกอบในขอ้ ใดที่มีการจดั เรียงตวั ของอิเล็กตรอนเป็นไปตามกฏออกเตตท้ังหมด

1. H2 , BF3 , CS2 2. N2 , Br2 , PCl5
3. PBr3 , CH2O , OF2 4. H2O , O2 , BeH2

2.1.6 พลงั งานพนั ธะ

ในการเกิดปฏิกิริยาเคมีหน่ึงๆ น้นั ปกติแลว้ จะตอ้ งมีการสลายพนั ธะของสารต้งั ตน้ แลว้ จึงมีการ

สร้างพนั ธะของผลิตภณั ฑ์ การสลายพนั ธะจะเป็นกระบวนการที่มีการดูดพลงั งานเขา้ ไปเพื่อใชท้ าลาย

แรงยดึ เหน่ียวระหวา่ งอนุภาคใหแ้ ตกออกจากกนั ส่วนการสร้างพนั ธะจะเป็นกระบวน การที่มีการคาย

พลงั งานออกมา

สาหรับพลงั งานรวมของปฏิกิริยาอาจเป็นแบบดูดพลงั งานเขา้ หรือคายพลงั งานออกก็ได้ ข้ึนอยู่

กบั วา่ พลงั งานที่ดูดหรือคาย อยา่ งไหนจะมากกวา่ กนั เราสามารถหาพลงั งานรวมของปฏิกริยาไดด้ งั

ตวั อยา่ งต่อไปน้ี

ตวั อย่าง กาหนดพลงั งานพนั ธะดงั น้ี

H–H = 436 kJ/mol I–I = 151 kJ/mol H–I = 298 kJ/mol

จงหาวา่ การเปลี่ยนแปลงต่อไปน้ี ดูดหรือคายพลงั งานเทา่ ใด

แนวคิด H2(g) + I2(g)  2 HI (g)

ข้นั 1 เขียนสูตรโครงสร้างของสารแตล่ ะตวั H2(g) + I2(g)  2 H I (g)
แลว้ หาจานวนพนั ธะในแต่ละโมเลกลุ ( H–H ) + ( I–I ) 2 ( H–I )

ข้นั 2 แทนคา่ พลงั งานพนั ธะแตล่ ะพนั ธะ

โดยพลงั งานที่ดดู ไปใชส้ ลายสารต้งั ตน้ เป็น + + 436 + 151 2 ( –298 )
พลงั งานท่ีคายเพ่ือสร้างพนั ธะในผลิตภณั ฑเ์ ป็น –

ข้นั 3 หาพลงั งานรวมของปฏิกริยา โดยนาคา่ H = +436 + 151 + 2 ( –298 )
พลงั งานท้งั หมดมาบวกกนั = +436 + 151 – 596

H = – 9 กิโลจลู

พลงั งานรวมของปฏิกิริยา ( H ) มีค่าเป็นลบแสดงวา่ เป็นการคายพลงั งาน
นนั่ คือปฏิกิริยาน้ีจะมีการคายพลงั งาน 9 กิโลจูล

( คือการสลาย H2 1 โมล I2 1 โมล แลว้ สร้าง HI 2 โมล รวมแลว้ คายพลงั งาน 9 กิโลจูล )

21

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

15. กาหนดพลงั งานพนั ธะใหด้ งั น้ี

H – H = 436 kJ / mol F – F = 159 kJ/mol H – Fl = 567 kJ / mol

จงหาวา่ การเปล่ียนแปลงตอ่ ไปน้ี ดูดหรือคายพลงั งานเท่าใด

H2(g) + F2(g)  2 HF (g) 2. คายพลงั งานเท่ากบั 539 kJ
1. ดูดพลงั งานเทา่ กบั 539 kJ

3. ดูดพลงั งานเท่ากบั 629 kJ 4. คายพลงั งานเทา่ กบั 629 kJ

16. กาหนด พลงั งานพนั ธะดงั น้ี

H–H = 436 kJ/mol NºN = 945 kJ/mol N–H = 391 kJ/mol

จงหาวา่ การเปล่ียนแปลงต่อไปน้ีดูดหรือคายพลงั งานเท่าใด

2 NH3  N2 + 3 H2 ในสภาวะแก๊ส
1. ดูดพลงั งาน 93 kJ 2. คายพลงั งาน 93 kJ

3. ดูดพลงั งาน 186 kJ 4. คายพลงั งาน 186 kJ

22

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

17. จงหาพลงั งานในหน่วยกิโลจูล ที่ใชใ้ นการเผาไหมแ้ ก๊สมีเทน ( CH4 ) 1 โมล ตามสมการ
CH4(g) + 2 O2(g)  CO2(g) + 2 H2O(g)

กาหนด พลงั งานพนั ธะ

C–H = 413 kJ/mol , OO = 498 kJ/mol , CO = 804 kJ/mol , H–O = 463 kJ/mol

1. ดูดพลงั งาน 406 kJ 2. คายพลงั งาน 406 kJ

3. ดูดพลงั งาน 812 kJ 4. คายพลงั งาน 812 kJ

18. ปฏิกิริยาตอ่ ไปน้ีจะมีการดูดหรือคายพลงั งานก่ีกิโลจลู

CH4(g) + Cl2(g)  CH3Cl (g) + HCl (g)
กาหนด พลงั งานพนั ธะ

C–H = 413 kJ/mol , Cl–Cl = 243 kJ/mol , C–Cl = 327 kJ/mol , H–Cl = 431 kJ/mol

1. ดูดพลงั งาน 102 kJ 2. คายพลงั งาน 102 kJ

3. ดูดพลงั งาน 204 kJ 4. คายพลงั งาน 204 kJ

23

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทท่ี 2 พนั ธะเคมี

19. การสลายพนั ธะในโมเลกลุ CCl4 1 โมล ออกเป็นอะตอมเด่ียว ตอ้ งใชพ้ ลงั งานกี่กิโลจลู
กาหนด พลงั งานพนั ธะ C–Cl = 327 kJ/mol

20(แนว มช) กาหนด ค่าพลงั งานพนั ธะเฉล่ียระหวา่ งอะตอมคู่ตา่ ง ๆ ดงั ตาราง

พนั ธะ พลงั งานพนั ธะ(kJ/mol)

C–H 413
H–O 463
C=O 804
ถา้ ตอ้ งการสลายโมเลกลุ ของฟอร์มาลดีไฮด์ (CH2O) 2 โมล ออกเป็นอะตอมอยา่ งสมบูรณ์จะตอ้ ง
ใชพ้ ลงั งานก่ีกิโลจูล

21. ปฏิกิริยา HF (g) + Cl2 (g)  HCl (g) + ClF (g) เป็นปฏิกิริยาดูดความร้อน 120 กิโลจูล

กาหนดให้ พลงั งานท่ีสลายพนั ธะ และที่ไดจ้ ากการเกิดพนั ธะของอะตอมคูต่ ่าง ๆ เป็นดงั น้ี

HF = 567 kJ/mol HCl = 431 kJ/mol ClCl = 242 kJ/mol

จงคานวณพลงั งานพนั ธะของ Cl–F เป็น กิโลจูล/โมล

24

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

2.1.7 รูปร่างของโมเลกุล

การทานายรูปร่างโมเลกลุ โคเวเลนตเ์ ราอาจใชแ้ บบจาลองการผลกั กนั ระหวา่ งคู่อิเล็กตรอนท่ีอยู่

ในวงเวเลนซ์ ( Valence Shell Electron Pair Repulsion model เขียนยอ่ เป็น VSEPR ) โดยพิจารณาจาก

จานวนเวเลนซ์อิเลก็ ตรอนของอะตอมกลาง ซ่ึงอิเลก็ ตรอนเหล่าน้ีจะอยหู่ ่างกนั ให้มากที่สุดเพื่อลดแรง

ผลกั กนั ระหวา่ งคูอ่ ิเล็กตรอน รูปร่างของโมเลกุลอาจแบ่งพจิ ารณาไดด้ งั น้ี

จานวนเวเลนซ์ จานวน จานวน สูตร รูปร่างโมเลกุล มุมระหวา่ ง
อิเลก็ ตรอนรอบ อิเลก็ ตรอน อิเลก็ ตรอน ทวั่ ไป พนั ธะ
อะตอมกลาง คู่ร่วมพนั ธะ คูโ่ ดดเดี่ยว
AX2 เส้นตรง 180o
ท้งั หมด (คู)่ (คู่) (คู่) AX3 สามเหลี่ยม แบนราบ 120o

2 2 0

3 3 0

3 2 1 AX2E รูปมุมงอ นอ้ ยกวา่ 120o
หรือตวั V 109.5o

4 4 0 AX4 ทรงส่ีหนา้

4 3 1 AX3E พรี ะมิดฐาน นอ้ ยกวา่ 109.5o
สามเหลี่ยม

4 2 2 AX2E2 รูปมุมงอ นอ้ ยกวา่ 109.5o
หรือตวั V

5 5 0 AX5 พรี ะมิดคู่ฐาน 90o และ 120o
สามเหล่ียม

5 4 1 AX4E Irregular 90o
และนอ้ ยกวา่ 120o
Tetrahedral

5 3 2 AX3E2 รูปตวั T 90o และ 180o

5 2 3 AX2E3 เส้นตรง 180o

25

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 6 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

6 0 AX6 ทรง แปดหนา้ 90o

6 5 1 AX5E พีระมิด
ฐานสี่เหล่ียม

6 4 2 AX4E2 สี่เหล่ียม
แบนราบ

22. โมเลกลุ โคเวเลนตท์ ่ีมีรูปร่างเป็นรูปสามเหลี่ยมแบนราบ (Trigonal plane) คือ

1. BeF2 2. PH3 3. BCl3 4. CH4

23. สารในขอ้ ใดมีรูปร่างโมเลกลุ เป็นรูปทรงสี่หนา้

1. BF3 2. SO3 3. NO3 4. POCl3

24. โมเลกุลโคเวเลนตข์ องสารในขอ้ ใดต่อไปน้ีมีรูปร่างเป็นรูปพรี ะมิดฐานสามเหล่ียม

1. BrF4 2. ICl4 3. XeF4 4. ClO3

25. สารคู่ใดมีรูปร่างเป็นรูปมุมงอ

1. ICl2 2. H2S 3. CO2 4. BeCl2
4. H2O
26. สารคูใ่ ดมีรูปร่างเป็นรูปเส้นตรง 4. SO3

1. ICl2 2. XeF4 3. CCl4

27(แนว มช) โมเลกลุ ขอ้ ใดมีรูปร่างตา่ งไปจากโมเลกลุ อ่ืน

1. BCl3 2. NCl3 3. HCHO

26

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

28. จงเรียงมุมของพนั ธะไฮโดรเจนกบั อะตอมกลาง จากนอ้ ยไปมาก

1. CH4 < NH3 < H2O 2. H2O < CH4 < NH3
3. NH3 < CH4 < H2O 4. H2O < NH3 < CH4

29. มุมระหวา่ งพนั ธะในโมเลกุลใดมีค่ามากที่สุด

1. H2S 2. NH3 3. CH4 4. BF3

2.1.8 สภาพข้วั ของโมเลกลุ โคเวเลนต์

เมื่ออะตอมของธาตุต่างชนิดซ่ึงมีค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตี (EN) ต่างกนั เขา้ มาสร้างพนั ธะโคเว-

เลนตก์ นั อะตอมที่มีคา่ อิเล็กโทรเนกาติวติ ี (EN) สูงกวา่ จะดึงดูดอิเล็กตรอนคู่ร่วมพนั ธะเขา้ ใกลต้ วั ทา

ให้อะตอมน้ีมีสภาพเป็ นลบน้อยๆ ส่วนอะตอมท่ีมีค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตี (EN) ต่ากว่าจะถูกดึงอิล็ก-

ตรอนคูร่ ่วมพนั ธะออกห่างตวั ทาใหอ้ ะตอมน้ีมีสภาพเป็นบวกนอ้ ยๆ พนั ธะแบบน้ีเรียกเป็นพนั ธะโคเว

เลนตม์ ีข้วั เช่นในพนั ธะของ H – F เน่ืองจากอะตอม F r+ r–
มีคา่ อิเลก็ โทรเนกาติวติ ี (EN) สูงกวา่ อะตอม H ดงั น้นั F
จะดึงอิเลก็ ตรอนคูร่ ่วมพนั ธะเขา้ ใกลต้ วั จึงทาใหอ้ ะตอม F มี HF

สภาพเป็ นลบนอ้ ยๆ ส่วนอะตอม H จะมีสภาพเป็ นบวกนอ้ ยๆ เราอาจใชล้ ูกศรเป็ นสัญลกั ษณ์แทน

พนั ธะโคเวเลนต์มีข้วั โดยใช้จุดเริ่มตน้ ลูกศรแทนข้วั บวกและปลายลูกศรแทนข้วั ลบดงั รูป ส่วน

ความแรงของข้วั จะข้ึนกบั ความแตกต่างของค่าอิเล็กโทรเนกาติวติ ี (EN) ของอะตอมคู่ร่วมพนั ธะ ถา้

แตกต่างกนั มากข้วั จะแรง ถา้ แตกต่างกนั นอ้ ยข้วั จะนอ้ ยดว้ ย

30. กาหนดคา่ อิเลก็ โทรเนกาติวติ ี (EN) ของธาตุตา่ งๆ ดงั น้ี

H = 2.2 , C = 2.5 , S = 2.6 , N = 3.1 , Cl = 3.2 , O = 3.5 , F = 4.0

ขอ้ ใ1ด. แFสด+งเครื่อC–งlหมายแสด2ง.ขC้วั บ+นพนั–Hธะไดถ้ ูกตอ้ 3ง. S + –H 4. C + –Cl

27

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

31. กาหนดค่าอิเล็กโทรเนกาติวติ ี (EN) ของธาตุตา่ งๆ ดงั น้ี

B = 2.0 , C = 2.5 , N = 3.1 , Cl = 3.2 , O = 3.5 , F = 4.0

โมเลกลุ ใดประกอบดว้ ยพนั ธะที่มีข้วั แรงท่ีสุด

1. OF2 2. NF3 3. BF3 4. O2

หลกั การพจิ ารณาความมีข้วั โดยรวมของโมเลกุลโคเวเลนต์
กรณที ี่ 1 โมเลกุลมีพนั ธะเดียว

ถา้ อะตอมท่ีร่วมพนั ธะเป็นอะตอมชนิดเดียวกนั พนั ธะจะไมม่ ีข้วั โมเลกุลจะไมม่ ีข้วั ดว้ ย
ถา้ อะตอมที่ร่วมพนั ธะเป็นอะตอมต่างกนั พนั ธะจะมีข้วั และโมเลกุลจะมีข้วั ดว้ ย

เช่น H  H = พนั ธะไมม่ ีข้วั โมเลกลุ ไม่มีข้วั ดว้ ย
H  F = พนั ธะมีข้วั โมเลกุลมีข้วั ดว้ ย

กรณที ี่ 2 โมเลกลุ มีหลายพนั ธะ
เบ้ืองตน้ ใหพ้ ิจารณาตามข้นั ตอนต่อไปน้ี
ข้นั ที่ 1 พจิ ารณาอะตอมที่ลอ้ มรอบอะตอมกลาง ถา้ อะตอมที่ลอ้ มรอบน้ันแตกต่างกนั

โมเลกลุ พวกน้ีมกั จะมีข้วั เช่น COCl2 อะตอมกลางคือ C อะตอมรอบขา้ งมี O กบั Cl ซ่ึง
แตกตา่ งกนั โมเลกุลจึงมีข้วั

ข้นั ท่ี 2 ถา้ อะตอมที่ลอ้ มรอบน้นั เหมือนกนั หมด ใหด้ ูจานวนพนั ธะและอิเลก็ ตรอนคู่โดด
เด่ียว ถา้ ไมม่ ีอิเลก็ ตรอนคูโ่ ดดเดี่ยว หรือ 2 พนั ธะกบั 3 คูโ่ ดดเด่ียว หรือ 4 พนั ธะกบั 2 คูโ่ ดด
เด่ียว ( *  0 หรือ 2  3 หรือ 4  2 ) โมเลกุลพวกน้ีจะไม่มีข้วั นอกเหนือจากน้ีโมเลกลุ มกั จะ
มีข้วั เช่น

PH3 อะตอมกลางคือ P อะตอมรอบขา้ งมี H เหมือนกนั หมด
และมี 3 พนั ธะ 1 อิเล็กตรอนคูโ่ ดดเด่ียว โมเลกลุ จึงมีข้วั

XeCl2 อะตอมกลางคือ Xe อะตอมรอบขา้ งมี Cl เหมือนกนั หมด
และมี 2 พนั ธะ 3 อิเลก็ ตรอนคูโ่ ดดเด่ียว โมเลกลุ จึงไม่มีข้วั

XeCl4 อะตอมกลางคือ Xe อะตอมรอบขา้ งมี Cl เหมือนกนั หมด
และมี 4 พนั ธะ 2 อิเลก็ ตรอนคู่โดดเด่ียว โมเลกลุ จึงไมม่ ีข้วั

CH4 อะตอมกลางคือ C อะตอมรอบขา้ งมี H เหมือนกนั หมด
และเน่ืองจากไม่มีอิเลก็ ตรอนคู่โดดเดี่ยว โมเลกุลจึงไมม่ ีข้วั

28

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

เหตุที่บางโมเลกุลที่มีหลายพนั ธะแต่โมเลกุลไม่มีข้วั น้นั เป็นเพราะข้วั ของพนั ธะจะหกั ลา้ ง

กนั หมดพอดี เช่น

BeCl2 r– r+ r+ r– พนั ธะยอ่ ยมีข้วั แตโ่ มเลกลุ ไมม่ ีข้วั เพราะข้วั หกั ลา้ งกนั หมด

Cl Be Cl

F

BF3 B พนั ธะยอ่ ยมีข้วั แต่โมเลกลุ ไมม่ ีข้วั เพราะข้วั หกั ลา้ งกนั หมด

FF

หากอะตอมรอบอะตอมกลางไม่เหมือนกนั หรือจานวนพนั ธะและจานวนอิเลก็ ตรอนคูโ่ ดด
เดี่ยวแตกตา่ งจากท่ีกล่าวมาขา้ งตน้ และข้วั ของพนั ธะยอ่ ยไมส่ ามารถหกั ลา้ งกนั หมดได้ โมเลกุลจะมี
ข้วั เช่น

OF2 O พนั ธะยอ่ ยมีข้วั และโมเลกุลมีข้วั

FF

ฝึ กทา โมเลกลุ สารตอ่ ไปน้ีเป็นโมเลกลุ ท่ีมีข้วั หรือไม่
CH3Cl , CH2O , COCl2 , CHN , CH4 , BeCl2 , BF3 , XeF2 , XeF4 , NH3 , PCl3

เฉลย CH3Cl อะตอมกลางคือ C อะตอมรอบขา้ งมี H กบั Cl ซ่ึงแตกต่างกนั โมเลกุลจึงมีข้วั
CH3O อะตอมกลางคือ C อะตอมรอบขา้ งมี H กบั O ซ่ึงแตกตา่ งกนั โมเลกลุ จึงมีข้วั
COCl2 อะตอมกลางคือ C อะตอมรอบขา้ งมี O กบั Cl ซ่ึงแตกตา่ งกนั โมเลกุลจึงมีข้วั
CHN อะตอมกลางคือ C อะตอมรอบขา้ งมี H กบั N ซ่ึงแตกต่างกนั โมเลกุลจึงมีข้วั
NH3 อะตอมกลางคือ N อะตอมรอบขา้ งมี H เหมือนกนั หมด
และมี 3 พนั ธะ 1 อิเลก็ ตรอนคูโ่ ดดเดี่ยว โมเลกลุ จึงมีข้วั
PCl3 อะตอมกลางคือ P อะตอมรอบขา้ งมี Cl เหมือนกนั หมด
และมี 3 พนั ธะ 1 อิเลก็ ตรอนคู่โดดเด่ียว โมเลกุลจึงมีข้วั
XeF2 อะตอมกลางคือ Xe อะตอมรอบขา้ งมี F เหมือนกนั หมด
และมี 2 พนั ธะ 3 อิเลก็ ตรอนคู่โดดเดี่ยว โมเลกุลจึงไม่มีข้วั
XeF4 อะตอมกลางคือ Xe อะตอมรอบขา้ งมี F เหมือนกนั หมด
และมี 4 พนั ธะ 2 อิเล็กตรอนคูโ่ ดดเดี่ยว โมเลกลุ จึงไมม่ ีข้วั

29

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

CH4 อะตอมกลางคือ C อะตอมรอบขา้ งมี H เหมือนกนั หมด
และเนื่องจากไม่มีอิเลก็ ตรอนคูโ่ ดดเดี่ยว โมเลกุลจึงไมม่ ีข้วั

BeCl2 อะตอมกลางคือ Be อะตอมรอบขา้ งมี Cl เหมือนกนั หมด
และเนื่องจากไม่มีอิเลก็ ตรอนคู่โดดเด่ียว โมเลกุลจึงไม่มีข้วั

BF3 อะตอมกลางคือ B อะตอมรอบขา้ งมี F เหมือนกนั หมด
และเนื่องจากไม่มีอิเลก็ ตรอนคู่โดดเดี่ยว โมเลกลุ จึงไม่มีข้วั

32. จากโมเลกลุ สารตอ่ ไปน้ี : H2 , O2 , F2 , HF , CHCl3 , CO2 , SiH4 , PCl5 , SF6 , H2O
สารขอ้ ใดมีโมเลกลุ ไมม่ ีข้วั ท้งั หมด

1. HF , SiH4 , PCl5 , SF6 2. CO2 , SiH4 , PCl5 , H2O
3. H2 , O2 , F2 , CHCl3 4. H2 , O2 , F2 , CO2

33. ความเป็นข้วั ของสารประกอบ CH3F , NF3 , BCl3 และ BrCl เรียงลาดบั ดงั น้ี
1. ไมม่ ีข้วั , มีข้วั , มีข้วั , ไม่มีข้วั 2. มีข้วั , มีข้วั , ไม่มีข้วั , ไม่มีข้วั

3. มีข้วั , มีข้วั , ไม่มีข้วั , มีข้วั 4. มีข้วั หมดทุกตวั

34. โมเลกลุ ในขอ้ ใดต่อไปน้ี เป็นโมเลกลุ มีข้วั 3. I3–

1. XeF2 2. XeF4 4. SF4

35. โมเลกุลโคเวเลนตใ์ นขอ้ ใดเป็นโมเลกุลมีข้วั ทุกชนิด

1. CO2 , H2O 2. BF3 , HF 3. H2O , CaCl2 4. NH3 , CHCl3

36(แนว En) ขอ้ ใดเป็นโมเลกลุ ไมม่ ีข้วั 2. SF6 และ BCl3
1. CCl4 และ CH3Cl 4. HCN และ CO2
3. BCl3 และ NCl3
30

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

2.1.9 แรงยดึ เหนี่ยวระหว่างโมเลกุลโคเวเลนต์

แรงยดึ เหนี่ยวระหวา่ งโมเลกุลโคเวเลนตม์ ี 2 ประเภท ไดแ้ ก่

1. แรงแวนเดอร์วาลส์ 2. พนั ธะไฮโดรเจน

1. แรงแวนเดอร์วาลส์

แรงแวนเดอร์วาลส์มี 3 ประเภทยอ่ ย ไดแ้ ก่

1.1 แรงดงึ ดูดระหว่างโมเลกุลมีข้ัว + –+ –
เม่ือโมเลกลุ มีข้วั หลายๆ โมเลกลุ มาอยรู่ วมกนั –

แต่ละโมเลกลุ จะมีการจดั เรียงตวั โดยโมเลกลุ หน่ึงจะหนั ข้วั +
บวกของตวั เองเขา้ หาข้วั ลบของโมเลกุลอื่น ท้งั น้ีเพราะข้วั

ไฟฟ้ าต่างกนั จะมีแรงดึงดูดซ่ึงกนั และกนั แรงดึงดูดระหวา่ งข้วั ไฟฟ้ าตรงน้ีจะกลายเป็นแรงยดึ เหน่ียว

ระหวา่ งโมเลกลุ ท่ีมีข้วั เรียกแรงน้ีอีกอยา่ งวา่ แรงไดโพล-ไดโพล

1.2 แรงดงึ ดูดระหว่างโมเลกลุ มีข้ัวกบั โมเลกุลไม่มีข้วั

เมื่อโมเลกุลที่มีข้ัวมารวมตัวอยู่กับโมเลกุลท่ีไม่มีข้ัว โมเลกุลมีข้ัวจะเหนี่ยวนาให้

โมเลกุลไม่มีข้วั กลบั กลายเป็ นมามีข้วั นอ้ ยๆ ทาให้เกิดแรงดึงดูดได้ แรงดึงดูดตรงน้ีจะกลายเป็ นแรง

ดึงดูดระหว่างโมเลกุลอีกแบบหน่ึง เรียกช่ือแรงน้ีอีกอยา่ งว่า แรงไดโพล-นอนไดโพล ตวั อย่างเช่น

แรงดึงดูดระหวา่ งโมเลกุล O2 กบั H2O ซ่ึงจะเป็นแรงที่ทาให้ O2 ละลายลงไปในน้าได้

1.3 แรงดงึ ดูดระหว่างโมเลกลุ ไม่มีข้วั

ปกติแลว้ อิเล็กตรอนคู่ร่วมพนั ธะในโมเลกลุ ที่ไม่มีข้วั จะมีการสัน่ สะเทือนอยตู่ ลอดเวลา

และบางคร้ังอิเลก็ ตรอนน้นั อาจโนม้ เอียงเขา้ ใกลอ้ ะตอมหน่ึงอะตอมใด ทาใหโ้ มเลกลุ น้ันกลายเป็นมี

ข้วั ชว่ั คราว จากน้นั โมเลกลุ ดงั กล่าวจะเหนี่ยวนาทาใหโ้ มเลกุลใกลเ้ คียงมีข้วั ชวั่ คราวตามกนั ไป และ

ก่อใหเ้ กิดแรงดึงดูดระหวา่ งโมเลกุล เรียกแรงน้ีอีกอยา่ งวา่ แรงลอนดอน

2. พนั ธะไฮโดรเจน
พนั ธะไฮโดรเจนเป็ นแรงยึดเหนี่ยวระหวา่ งโมเลกุลซ่ึงเกิดกบั โมเลกุลท่ีมีพนั ธะโคเวเลนต์

ของอะตอม H–O หรือ H–F หรือ H–N อยูภ่ ายในโมเลกุล ท้งั น้ีเพราะอะตอม H กบั O หรือ F
หรือ N มีค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตีแตกต่างกนั มากจึงทาใหม้ ีความเป็ นข้วั อย่างแรง เม่ือโมเลกุลท่ีมี
พนั ธะเหล่าน้ีอยภู่ ายในมาอยรู่ วมกนั จะมีการหนั ข้วั บวกของโมเลกุลหน่ึงไปหาข้วั ลบของอีกโมเลกุล
หน่ึงแลว้ เกิดเป็ นแรงดึงดูดระหวา่ งโมเลกุลอย่างแรงกวา่ แรงแวนเดอร์วาลส์ เรียกแรงดึงดูดระหว่าง

โมเลกุลเช่นน้ีวา่ พนั ธะไฮโดรเจน

31

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

โปรดระวงั วา่ แรงดึงดูดระหวา่ งอะตอม H กบั O หรือ F หรือ N ในโมเลกุลจะเป็ น

พนั ธะโคเวเลนต์ ไม่ใช่พนั ธะไฮโดรเจน แตแ่ รงดึงดูดระหวา่ ง H กบั โมเลกุลอื่นภายนอกโมเลกุลถึง

จะเรียกเป็นพนั ธะไฮโดรเจน

F F

H H
H

F

H O พHันธะโคเวเลนต์ H O HNH

H

พันธะไฮโดรเจน H H
( แรงยึดเหน่ียวโมเลกุล )
O พนั ธะไฮโดรเจน N

HH HNH H
H

H

รูปพนั ธะไฮโดรเจนในโมเลกลุ HF H2O และ NH3

ตวั อยา่ งสารที่เกิดพนั ธะไฮโดรเจนได้ เช่น HF , H2O , NH3 , CH3OH , HCOOC

สารท่ีมีพนั ธะไฮโดรเจนจะมีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดสูงกวา่ สารอื่นๆ ท่ีมวลโมเลกุล
เทา่ กนั หรือใกลเ้ คียงกนั มาก

100 H2O

HF H2Se H2te
SbH3
0

NH3 H2S AsH3 HI
HCl HBr SnH4
–100 GeH4
PH3
SiH4

–200 CH4

2345 เลขท่ีคาบ

เปรียบเทยี บแรงดึงดูด แรงวนั เดอร์วาส์ล : พนั ธะไฮโดรเจน : พนั ธะโควาเลนท์

1 : 10 : 100

32

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

37. สารประกอบต่อไปน้ี ขอ้ ใดท่ีโมเลกลุ ยดึ เหนี่ยวกนั ดว้ ยแรงยดึ เหนี่ยวอยา่ งเดียวกนั

1. H2S , NO และ CHCl3 2. O2 , N2 และ CHCl3
3. CH4 , HF และ NH3 4. Ne , CCl4 และ H2S

38. แรงยดึ เหนี่ยวระหวา่ งโมเลกุลของสารใดเป็นชนิดแรงลอนดอน

1. H2O 2. HCN 3. N2 4. NaCl

39. สารใดไมม่ ีพนั ธะไฮโดรเจน

1. H2S 2. NH3 3. CH3COOH 4. CH3OH

40(แนว En) สารประกอบ 2 ชนิดในขอ้ ใด ท่ีแรงยดึ เหนี่ยวระหวา่ งโมเลกุลมีค่ามากที่สุด

1. HI , CCl4 2. HCl , SiH4 3. CH4 , PH3 4. H2O , HF

41(แนว มช) สารประกอบของคาร์บอนต่อไปน้ี สารใดมีจุดเดือดต่าสุด 4. CH3CH2CH3
1. HCOOH 2. CH3CH2OH 3. CH3CH2COOH

42(แนว มช) A , B , C และ D เป็ นสารที่มีมวลโมเลกุลใกลเ้ คียงกนั จุดหลอมเหลว และจุดเดือด

ของ A , B , C ใกลเ้ คียงกนั แต่ D มีคา่ สูงกวา่ ทุกตวั D ควรจะเป็นสารตวั ใด

1. CH4 2. HF 3. N2 4. Ne

33

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

2.1.10 สมบัตขิ องสารประกอบโคเวเลนต์

1. มีจุดหลอมเหลว จุดเดือดต่า เพราะการหลอมเหลวและการเดือดทาลายเฉพาะแรงยึด

เหน่ียวระหวา่ งโมเลกลุ และแรงยดึ เหนี่ยวระหวา่ งโมเลกุลมีค่านอ้ ย

2. ไม่นาไฟฟ้ าท้ังในสถานะของแข็ง ของเหลวและแก๊สหรือเมื่อละลายน้าอยู่ในสภาพ

สารละลายส่วนใหญ่ก็ไม่นาไฟฟ้ า เพราะการละลายน้าของสารโคเวเลนตไ์ ม่แตกตวั ออกเป็ นไอออน

ยกเวน้ สารโคเวเลนตท์ ่ีโมเลกุลมีสภาพข้วั แรงมาก เช่น HCl HBr Hi HNO3 HClO4 H2SO4

เม่ือละลายน้า นาไฟฟ้ าได้

3. โมเลกลุ โคเวเลนตท์ ี่มีข้วั จะละลายในโมเลกุลโคเวเลนตท์ ี่มีข้วั เช่น CH3OH ละลายน้า ได้
ส่วนโมเลกุลโคเวเลนตท์ ี่ไม่มีข้วั กจ็ ะละลายในโมเลกลุ โคเวเลนตท์ ี่ไม่มีข้วั เหมือนกนั เช่น กามะถนั

ละลายไดใ้ น CS2 เป็นตน้

43. โมเลกุลโคเวเลนตม์ กั มีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดต่า แสดงวา่

1. แรงยดึ เหน่ียวระหวา่ งอะตอมมีค่านอ้ ย

2. แรงยดึ เหน่ียวระหวา่ งโมเลกลุ มีคา่ นอ้ ย

3. พลงั งานพนั ธะของโคเวเลนตม์ ีค่าต่า

4. แรงแวนเดอร์วาลส์มีค่ามากแตแ่ รงยดึ เหน่ียวระหวา่ งอะตอมมีค่านอ้ ย

44. สารประกอบท่ีมีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดต่า ไมน่ าไฟฟ้ าขณะหลอมเหลวเกิดจากการรวมตวั
ระหวา่ งธาตุใด
1. ธาตุ X เลขอะตอม = 19 กบั ธาตุ Y เลขอะตอม = 35
2. ธาตุ A เลขอะตอม = 12 กบั ธาตุ B เลขอะตอม = 9
3. ธาตุ C เลขอะตอม = 7 กบั ธาตุ D เลขอะตอม = 17
4. ธาตุ E เลขอะตอม = 20 กบั ธาตุ F เลขอะตอม = 8

34

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทท่ี 2 พนั ธะเคมี

2.1.11 สารโครงร่างผลกึ ตาข่าย

เพชร โครงสร้างของเพชรน้นั อะตอมคาร์บอน

1 อะตอม จะเกิดพนั ธะโควาเลนทก์ บั อะตอมคาร์บอน

ขา้ งๆ 4 อะตอมโดยรอบ การเกิดพนั ธะของคาร์บอน

อะตอมรอบๆ จะกระจายออกไปโดยรอบเรื่อยๆ กลาย

เป็นครงร่างผลึกตาขา่ ยที่มีความแขง็ แรงมาก

แกรไฟต์ ในโครงสร้างแกรไฟต์ อะตอมคาร์บอน
1 อะตอม เกิดพนั ธะโควาเลนทก์ บั คาร์บอนอะตอม
รอบๆ 3 อะตอม ในลกั ษณะ 2 มิติ สานกนั เป็นแผน่
โครงร่างผลึกซอ้ นกนั หลายๆ แผน่ ทาใหแ้ กรไฟตม์ ี
ความเปราะบางแตกออกเป็นแผน่ ได้ และ e ที่เหลือ 1
ตวั จะวงิ่ อยรู่ ะหวา่ งแผน่ ส่งผลใหแ้ กรไฟตส์ ามารถนา
ไฟฟ้ าไดใ้ นแนวระหวา่ งแผน่ น้ี

ซิลคิ อนไดออกไซด์ (SiO2) หรือ ซิลกิ า ซิลิคอน-
ไดออกไซดเ์ ป็นผลึกโคเวเลนตม์ ีโครงสร้างเป็นผลึกร่าง

ตาขา่ ย อะตอมของซิลิคอนจดั เรียงตวั เหมือนกบั คาร์

บอนในเพชร แต่มีออกซิเจนคนั่ อยรู่ ะหวา่ งอะตอม
ของซิลิคอนแต่ละคู่ ผลึกซิลิคอนไดออกไซดจ์ ึงมีจุด
หลอมเหลวสูงถึง 1730oC และมีความแขง็ สูง ใน

ธรรมชาติพบซิลิคอนไดออกไซดห์ ลายรูป เช่น ควอตซ์

ไตรดีไมต์ และคริสโตบาไลต์ ใชเ้ ป็นวตั ถุดิบในการทา

แกว้ ทาส่วนประกอบของนาฬิกาควอตซ์ ใยแกว้ นาแสง (optical fiber) แบบจาลองโครงสร้าง

ของ SiO2 แสดงไดด้ งั รูปสารประกอบชนิดอ่ืน ๆ ของซิลิคอนที่มีโครงสร้างเป็นโครงผลึกร่างตา
ขา่ ย ไดแ้ ก่ ซิลิคอนคาร์ไบด์ (SiC) หรือคาร์โบรันดมั มีจุดหลอมเหลวสูงถึง 2700oC และมีความ

แขง็ มาก ใชท้ าเคร่ืองบด เครื่องโม่ หินลบั มีด

45. ในโครงสร้างที่เป็นผลึกของเพชร อะตอมของคาร์บอนแตล่ ะอะตอมถูกลอ้ มรอบดว้ ยอะตอม
คาร์บอนอื่นๆ กี่อะตอม
1. 2 2. 4 3. 4 4. 3

35

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

2.2 พนั ธะไอออนิก

พนั ธะไอออนิก คือพนั ธะท่ีเกิดจากแรงดึงดูดทางไฟฟ้ าระหว่างไอออนบวกและไอออนลบท่ี
เขา้ มารวมตวั กนั

2.2.1 การเกดิ พนั ธะไอออนิก
พนั ธะไออนิกเกิดจากการรวมตวั ของธาตุโลหะ (ยกเวน้ B , Be ) กบั อโลหะซ่ึงมีค่า EN

แตกต่างกนั มากกวา่ 1.7 โดยโลหะจะเป็นตวั จ่ายอิเลก็ ตรอนแลว้ กลายเป็นไอออนบวก อโลหะจะเป็น
ตวั รับอิเล็กตรอนแลว้ กลายเป็ นไอออนลบ แลว้ ไอออนบวกและไอออนลบจะจะมีแรงดึงดูดซ่ึงกนั
และกนั เกิดเป็นพนั ธะไอออนิก

ตัวอย่าง การเกิดพนั ธะของสารประกอบโซเดียมคลอไรด์ ( NaCl )
เมื่อโซเดียม (Na) ซ่ึงเป็ นโลหะหมู่ 1A ทาปฏิกิริยากบั คลอรีน (Cl) ซ่ึงเป็ นอโลหะหมู่ 7A

โซเดียม (Na) จะจ่ายอิเล็กตรอนออกไป 1 ตวั แลว้ กลายเป็ นโซเดียมไอออน (Na+) ส่วนคลอรีน (Cl)
จะรับอิเล็กตรอนเขา้ 1 ตวั แลว้ กลายเป็ นคลอรีนไอออน (Cl–) จากน้นั Na+ กบั Cl– ไอออนซ่ึงมี
ประจุต่างกนั จะมีแรงดึงดูดซ่ึงกนั และกนั ทาใหเ้ ขา้ มารวมตวั กนั กลายเป็ นสารประกอบ NaCl แรง
ดึงดูดระหว่างไอออนบวกและลบเช่นน้ีเรี ยกพันธะไอออนิก สารประกอบท่ีได้จะเรี ยกเป็ น
สารประกอบไอออนิก

ตัวอย่าง การเกิดพนั ธะของสารประกอบแมกนีเซียมออกไซด์ ( MgO )
เม่ือแมกนีเซียม (Mg) ซ่ึงเป็ นโลหะหมู่ 2A ทาปฏิกิริยากบั ออกซิเจน (O) ซ่ึงเป็ นอโลหะหมู่

6A แมกนีเซียม (Mg) จะจ่ายอิเล็กตรอนออกไป 2 ตวั แลว้ กลายเป็ น Mg2+ ไอออน ส่วนออกซิเจน
(O) จะรับอิเล็กตรอนเขา้ 2 ตวั แลว้ กลายเป็ น O2– จากน้นั Mg2+ กบั O2– ไอออน จะเขา้ มา
รวมตวั กนั กลายเป็นสารประกอบ MgO ซ่ึงเป็นสารประกอบไอออนิกเช่นเดียวกบั NaCl

ตัวอย่าง การเกิดพนั ธะของสารประกอบแคลเซียมฟลูออไรด์ ( CaF2 )
เมื่อแคลเซียม (Ca) ซ่ึงเป็ นโลหะหมู่ 2A ทาปฏิกิริยากบั ฟลูออรีน (F) ซ่ึงเป็ นอโลหะหมู่ 7A

แคลเซียม (Ca) จะจ่ายอิเล็กตรอนออกไป 2 ตวั แลว้ กลายเป็ น Ca2+ ไอออน ส่วนฟลูออรีน (F) จะ

รับอิเลก็ ตรอนเขา้ ไดเ้ พียง 1 ตวั เท่าน้นั ดงั น้นั จึงตอ้ งใชฟ้ ลูออรีน 2 อะตอมมารับอิเล็กตรอน 2 ตวั
ของแคลเซียมท่ีจ่ายออกมาแลว้ จะได้ F– ไอออน 2 ไอออน จากน้นั Ca2+ กบั F– 2 ไอออน จะ

เขา้ มารวมตวั กนั กลายเป็นสารประกอบไอออนิก CaF2

36

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

46. เหตุใดพนั ธะระหวา่ งโซเดียมกบั คลอรีน จึงเรียกพนั ธะไอออนิก

1. เพราะประกอบไปดว้ ยไอออนบวกและลบ

2. เพราะเกิดจากแรงดึงดูดระหวา่ งไอออนบวกและลบ

3. เพราะมีประจุไฟฟ้ าบวกและลบอยภู่ ายใน

4. ไมม่ ีขอ้ ใดถูก

47(แนว En) ขอ้ ใดไม่ใช่สารประกอบไอออนิกท้งั หมด

1. NaBr , Li2S 2. SrCl2 , SiC 3. CaO , Na2S 4. MgCl2 , KBr

2.2.2 โครงสร้างสารประกอบไอออนิก

โครงสร้างแบบโซเดียมคลอไรด์ ( NaCl )
ในสารประกอบโซเดียมคลอไรด์ Na+ ไอออน

จะถูกลอ้ มรอบโดย Cl– ไอออน ถึง 6 ไอออน ใน
ลกั ษณะ 3 มิติ และ Cl– ไอออน กจ็ ะถูกลอ้ มรอบ
โดย Na+ ไอออน 6 ไอออนเช่นกนั การลอ้ มของ

ไอออนจะเรียงสลบั กนั ไปอยา่ งตอ่ เนื่อง กลายเป็นโครงสร้างที่มีลกั ษณะเป็นผลึกอนั แขง็ แรง

โครงสร้างแบบซิเซียมคลอไรด์ (CsCl )
ในสารประกอบซิเซียมคลอไรด์ Cs+ ไอออน

จะถูกลอ้ มรอบโดย Cl– ไอออน ถึง 8 ไอออน และ
Cl– ไอออน กจ็ ะถูกลอ้ มรอบโดย Cs+ ไอออน 8

ไอออนเช่นกนั

โครงสร้างแบบแคลเซียมฟูออไรด์ ( CaF2 )
ในผลึกแคลเซียมฟอู อไรด์ Ca2+ ไอออน จะ

ถูกลอ้ มรอบโดย F– ไอออน 8 ไอออน แต่ F– จะ
ถูกลอ้ มรอบโดย Ca2+ ไอออน เพยี ง 4 ไอออนเทา่ น้นั

เน่ืองจากโครงสร้างของสารประกอบไอออนิกประกอบไปดว้ ยไอออนบวกและลบ จดั เรียงตวั

สลบั กนั ไปแบบต่อเน่ืองทวั่ ท้งั ผลึกไมส่ ามารถแยกเป็นโมเลกุลได้ จึงถือวา่ สารประกอบไอออนิกเป็น

สารประกอบที่ไมม่ ีสูตรโมเลกลุ การเขียนสูตรสารประกอบไอออนิกจะเขียนแสดงอตั ราส่วนอยา่ งต่า

ของไอออนท่ีมารวมตวั กนั เทา่ น้นั
เช่น Ca2+ : F– = 4 : 8 = 1 : 2 สูตรจึงเป็น Ca F2 เป็นตน้

37

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

48(แนว มช) พิจารณาโครงสร้างภายในผลึกของโซเดียมคลอไรด์ กรณีเม่ือมี Na+ เป็ นศูนยก์ ลาง

ของผลึกจะมี Cl– ลอ้ มอยกู่ ี่ ไอออน (กรณีที่มีระยะห่างจากจุดศูนยก์ ลางเท่ากนั ) และมี Cl– ท่ีอยู่

ใกล้ Na+ ศนู ยก์ ลางที่สุดอยกู่ ไี่ อออน

1. 4 และ 4 2. 6 และ 6 3. 8 และ 12 4. 12 และ 6

49. เหตุใดสารประกอบไอออนิกจึงถือวา่ เป็นสารที่ไมม่ ีสูตรโมเลกุล
1. เพราะอตั ราส่วนของอะตอมท่ีมารวมตวั กนั มีคา่ ไม่แน่นอน
2. เพราะสารประกอบไอออนิกมีโครงสร้างเป็นผลึกตาข่าย
3. เพราะระหวา่ งไอออนบวกและลบไมม่ ีการสร้างพนั ธะเคมี
4. เพราะจานวนชนิดอะตอมท่ีเขา้ มารวมตวั กนั เปล่ียนแปลงตลอดเวลา

2.2.3 การเขยี นสูตร และการเรียกชื่อสารประกอบไอออนิก
2.2.3.1 การเขียนสูตรสารประกอบไอออนิก
วธิ ีการเขียนสูตรของสารประกอบไอออนิก ใหศ้ ึกษาจากตวั อยา่ งตอ่ ไปน้ี

ตวั อย่าง จงเขียนสูตรของสารประกอบไอออนิกที่เกิดจากการรวมตวั ของธาตุโซเดียม (Na) กบั ธาตุ
ซลั เฟอร์ (S)

แนวคดิ ข้นั ที่ 1 ตอ้ งเขียนธาตุโลหะก่อนอโลหะเสมอ
ข้นั ท่ี 2 หาจานวนอิเลก็ ตรอนท่ีแต่ละธาตุจะรับและจ่าย แลว้ ไขวส้ ลบั หอ้ ยไวห้ ลงั ธาตุแต่ละตวั
Na จะจ่ายอิเล็กตรอน 1 ตวั ส่วน S จะรับอิเลก็ ตรอน 2 ตวั
จ่าNยa1 e + รSับ 2 e สูตรคือ Na2S

สุดทา้ ยจะไดส้ ูตรสารประกอบไอออนิกเป็น Na2S
ตัวอย่าง จงเขียนสูตรของสารประกอบไอออนิกที่เกิดจากการรวมตวั ของธาตุแคลเซียม (Ca) กบั ธาตุ

คลอรีน (Cl)
แนวคิด ข้นั ที่ 1 ตอ้ งเขียนธาตุโลหะก่อนอโลหะเสมอ

ข้นั ที่ 2 หาจานวนอิเลก็ ตรอนที่แต่ละธาตุจะรับและจ่าย แลว้ ไขวส้ ลบั หอ้ ยไวห้ ลงั ธาตุแต่ละตวั
Ca จะจา่ ยอิเล็กตรอน 2 ตวั ส่วน Cl จะรับอิเล็กตรอน 1 ตวั
จC่าaย 2e+ Clรับ 1 eสูตรคือ CaCl2

สุดทา้ ยจะไดส้ ูตรสารประกอบไอออนิกเป็น CaCl2

38

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทท่ี 2 พนั ธะเคมี

ตวั อย่าง จงเขียนสูตรของสารประกอบไอออนิกที่เกิดจากการรวมตวั ของธาตุแมกนีเซียม (Mg) กบั

ธาตุออกซิเจน (O)

แนวคิด ข้นั ท่ี 1 ตอ้ งเขียนธาตุโลหะก่อนอโลหะเสมอ

ข้นั ที่ 2 หาจานวนอิเลก็ ตรอนท่ีแต่ละธาตุจะรับและจ่าย แลว้ ไขวส้ ลบั หอ้ ยไวห้ ลงั ธาตุแต่ละตวั

Mg จะจ่ายอิเลก็ ตรอน 2 ตวั ส่วน O จะรับอิเลก็ ตรอน 2 ตวั

จ่าย 2e รับ 2e
Mg + O สูตรคือ Mg2O2 ทาอตั ราส่วนอยา่ งต่าจะได้ MgO

สุดทา้ ยจะไดส้ ูตรสารประกอบไอออนิกเป็น MgO

เพมิ่ เติม กลุ่มอะตอมต่อไปน้ี ทาหนา้ ที่รับจ่ายอิเล็กตรอนแลว้ กลายเป็นไอออนไดด้ งั น้ี

ไอออน อ่านวา่ ไอออน อา่ นวา่

NH4 แอมโมเนียมไอออน ClO3 คลอเรตไอออน
OH– ไฮดรอกไซดไ์ อออน CCrl2OO472 เปอร์คลอเรตไอออน
NO3 ไนเตรตไอออน CMrnOO2442 ไดโครเมตไอออน
SSSCPNCOOOOON324234322– ไนไตรตไ์ อออน MnO 4 โครเมตไอออน
HHCPOO243 ซลั ไฟดไ์ อออน CN– แมงกาเนตไอออน
HB2OP32O4 ซลั เฟตไอออน HSO3 เปอร์แมงกาเนตไอออน
คาร์บอเนตไอออน SH2SOO324 ไซยาไนดไ์ อออน
ฟอสเฟตไอออน CH3COO– ไฮโดรเจนซลั ไฟตไ์ อออน
ไทโอไซยาเนตไอออน FPeO(33CN)63 ไฮโดรเจนซลั เฟตไอออน
ไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน ไทโอซลั เฟตไอออน
ไฮโดรเจนฟอสเฟตไอออน แอซีเตตไอออน
ไดไฮโดรเจนฟอสเฟตไอออน ฟอสไฟตไ์ อออน
โบเรตไอออน เฮกซะไซยาโนเฟอเรต(III)

ตัวอย่าง จงเขียนสูตรของสารประกอบไอออนิกที่เกิดจากการรวมตวั ของ Ca กบั OH

แนวคดิ ข้นั ที่ 1 ตอ้ งเขียนธาตุโลหะก่อนอโลหะเสมอ

ข้นั ที่ 2 หาจานวนอิเลก็ ตรอนท่ีแต่ละธาตุจะรับและจ่าย แลว้ ไขวส้ ลบั หอ้ ยไวห้ ลงั ธาตุแต่ละตวั

Ca จะจา่ ยอิเล็กตรอน 2 ตวั ส่วน OH จะรับอิเลก็ ตรอน 1 ตวั

39

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

จา่ ย 2 e รับ 1 e
Ca + OH สูตรคือ Ca (OH)2
สุดทา้ ยจะไดส้ ูตรสารประกอบไอออนิกเป็น MgO

ตวั อย่าง จงเขียนสูตรของสารประกอบไอออนิกที่เกิดจากการรวมตวั ของ Na กบั PO4
แนวคดิ ข้นั ท่ี 1 ตอ้ งเขียนธาตุโลหะก่อนอโลหะเสมอ

ข้นั ที่ 2 หาจานวนอิเลก็ ตรอนที่แต่ละธาตุจะรับและจ่าย แลว้ ไขวส้ ลบั หอ้ ยไวห้ ลงั ธาตุแต่ละตวั

Na จะจา่ ยอิเลก็ ตรอน 1 ตวั ส่วน PO4 จะรับอิเล็กตรอน 3 ตวั
จ่าย 1 e รับ 3 e
Na + PO4 สูตรคือ Na3PO4

สุดทา้ ยจะไดส้ ูตรสารประกอบไอออนิกเป็น Na3PO4

50. สูตรที่ถูกตอ้ งของสารประกอบที่เกิดจากการรวมตวั ของธาตุแบเรียมกบั ออกซิเจน และอลูมิ-

เนียมกบั ออกซิเจน คือขอ้ ใดต่อไปน้ี

1. BaO , AlO 2. BaO , Al2O3 3. Ba2O , AlO 4. Ba2O , Al2O3

51. สูตรที่ถูกตอ้ งของสารประกอบ ท่ีเกิดจากอะลูมิเนียมรวมตวั กบั หมูซ่ ลั เฟต และโพแทสเซียม

รวมตวั กบั หมูเ่ ปอร์คลอเรต ไดแ้ ก่

1. Al(SO4)3 , KClO4 2. Al2(SO4)3 , KClO4
3. Al(SO4)2 , KClO4 4. Al2(SO4)3 , KClO3

52(แนว En) ธาตุ 4200 A สามารถเกิดสารประกอบธาตุ 1375 B สารประกอบท่ีเกิดข้ึนควรมีสูตร
เคมีเป็นดงั ขอ้ ใด

1. AB 2. AB2 3. A2B 4. A3B2

53(แนว En) กาหนดธาตุ 3X 7Y และ 17Z สูตรของสารประกอบธาตุคู่ท่ีเกิดจากธาตุท้งั สาม
ขอ้ ใดเป็นไปได้

1. X3Y , YZ3 , XZ 2. X3Y , YZ3 , XZ2
3. XY3 , YZ3 , XZ 4. X3Y , YZ5 , X2Z

40

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

54(แนว En) ถา้ ธาตุ X , Y และ Z มีสูตรสารประกอบออกไซดเ์ ป็น X2O3 , YO และ Z2O
X , Y และ Z ควรเป็นธาตุโลหะหมู่ใดตามลาดบั

1. I , II , III 2. III , II , I 3. II , III , I 4. III , I , II

2.2.3.2 การเรียกช่ือสารประกอบไอออนิก

1) กรณที โ่ี ลหะมีประจุบวกได้ค่าเดยี ว ( เช่น โลหะหมู่ 1A , 2A และ 3A )

ใหอ้ า่ นชื่อโลหะ หรือ ไอออนบวกก่อน แลว้ ตามดว้ ยชื่ออโลหะหรือไอออนลบ โดย

เปลี่ยนพยางคท์ า้ ยเป็นไอด์ (ide) ยกเวน้ ถา้ ธาตุต่อไปน้ีอยทู่ ี่ทา้ ยใหอ้ า่ นดงั น้ี

ไฮโดรเจน ใหอ้ า่ นเป็น ไฮไดรด์ (ไม่ใช่ ไฮโดรไจด)์

ไนโตรเจน ใหอ้ ่านเป็น ไนไตรด์ (ไม่ใช่ ไนโตรไจด)์

ออกซิเจน ใหอ้ ่านเป็น ออกไซด์ (ไมใ่ ช่ ออกซิไจด)์

ฟอสฟอรัส ใหอ้ ่านเป็น ฟอสไฟด์ (ไมใ่ ช่ ฟอสฟอไรด)์ เป็นตน้

ในกรณีที่สารประกอบไอออนิกประกอบดว้ ยไอออนเชิงซ้อนให้อ่านช่ือไอออนเชิงซ้อนน้นั
ตรงๆ ดงั ตวั อยา่ ง

สูตร อ่านว่า

NaCl โซเดียมคลอไรด์
KBr โพแทสเซียมโบรไมด์
MgBr2 แมกนีเซียมโบร์ไมด์
LiH
MgO ลิเทียมไฮไดรด์
KF แมกนีเซียมออกไซด์
KNO3 โพแทสเซียมฟอู อไรด์
Ca(PO4)2 โพแทสเซียมไนเตรต
Na2CO3 แคลเซียมฟอสเฟต
NaNO3 โซเดียมคาร์บอเนต
NaH2PO4
NaSCN โซเดียมไนเตรต
KClO3 โซเดียมไดไฮโดรเจนฟอสเฟต
KMnO4
โซเดียมไธโอไซยาเนต
โพแทสเซียมคลอเรต
โพแทสเซียมเปอร์มงั กาเนต

41

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

2) กรณที โ่ี ลหะมปี ระจุบวกได้หลายค่า ใหอ้ า่ นช่ือโดยถือหลกั การณ์เดียวกบั ขอ้ ท่ี 1 แต่

ตอ้ งระบุค่าประจุบวกของโลหะเป็นตวั เลขโรมนั ในวงเล็บไวท้ า้ ยชื่อโลหะน้ันดว้ ย เช่น

สูตร ชื่อ หมายเหตุ

FeCl2 ไอร์ออน (II) คลอไรด์ Fe น้ีมีประจุ + 2

FeCl3 ไอร์ออน (III) คลอไรด์ Fe น้ีมีประจุ + 3

CuO คอปเปอร์ (II) คลอไรด์ Cu น้ีมีประจุ + 2

Cu2O คอปเปอร์ (I) คลอไรด์ Cu น้ีมีประจุ + 1

สาหรับสารประกอบไอออนิกท่ีมีผลึกของน้าอยดู่ ว้ ย ใหเ้ รียกน้าผลึกวา่ ไฮเดรต และจานวน
น้าผลึกใหบ้ อกดว้ ยจานวนนบั ในภาษากรีก เช่น

CuSO4 . 5 H2O เรียกวา่ คอปเปอร์ (II) ซลั เฟต เพนตะไฮเดรต
Na2CO3 . 10 H2O เรียกวา่ โซเดียมคาร์บอเนต เดคะไฮเดรต

2.2.4 พลงั งานกบั การเกดิ พนั ธะไอออนิก
พิจารณาตวั อยา่ งการเกิด โซเดียมคลอไรด์ ( NaCl ) 1 โมล ข้นั ตอนการเกิดเป็นดงั น้ี
ข้นั 1 โซเดียม ( Na ) ของแขง็ เกิดการระเหิดกลายเป็นไอ

 Na (s)  Na (g) Hs = S = +109 kJ

ข้นั ตอนน้ีจะมีการดูดพลงั งาน +109 กิโลจูล ( พลงั งานท่ีดูด จะใชค้ า่ เป็น + )

พลงั งานที่ดูดน้ีเรียก พลงั งานการระเหิด ( Heat of sublimation , Hs , S )

ข้นั 2 โซเดียมแก๊สจะจ่าย เวเลนซ์อิเลก็ ตรอนออกมา 1 ตวั

 Na (g)  Na+ (g) + e IE = I = +502 kJ

ข้นั ตอนน้ีจะมีการดูดพลงั งาน +502 กิโลจูล

พลงั งานท่ีดูดน้ีเรียก พลงั งานไอออไนเซชั่น ( Ionization energy , IE , I )

ข้นั 3 สลายพนั ธะโมเลกุลคลอรีน ( Cl2 ) ใหแ้ ตกเป็นอะตอมยอ่ ย

Cl2 (g)  2Cl (g) Hdis = D = +242 kJ

ข้นั ตอนน้ีจะมีการดูดพลงั งาน +242 กิโลจูล

พลงั งานที่ดูดน้ีเรียก พลงั งานสลายพนั ธะ หรือ พลงั งานการแตกตวั

( Dissociation energy , Hdis , D )

จริงๆ แลว้ เราตอ้ งการคลอรีนเพียง 1 อะตอมเท่าน้นั จึงตอ้ งเอา 1 คูณตลอด
2

 1 Cl2 (g)  Cl (g) 1 Hdis = 1 D = +121 kJ
2 2 2

42

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

ข้นั 4 อะตอมคลอรีนรับ e เขา้ มา

 Cl (g) + e  Cl– (g) EA = –349 kJ

ข้นั ตอนน้ีจะมีการคายพลงั งาน –349 กิโลจลู ( พลงั งานที่คายจะใชค้ ่าเป็นลบ )

พลงั งานที่คายน้ีเรียก สัมพรรคภาพอเิ ลก็ ตรอน หรือ พลงั งานอเิ ลก็ ตรอนอฟั ฟิ นิตี้

( Electron affinity , EA )
ข้นั 5 Na+ กบั Cl– เขา้ มารวมตวั กนั

 Na+(g) + Cl–(g)  NaCl (s) U = Ec = –787 kJ

ข้นั ตอนน้ีจะมีการคายพลงั งาน –787 กิโลจูล

พลงั งานท่ีคายน้ีเรียก พลงั งานโครงผลกึ ( Lattic energy , Ec , U )

เมื่อนาสมการ  +  +  +  +  จะได้

Na (s) + 1 Cl2 (g)  NaCl (s)
2

พลงั งานรวม = H = S + IE + D + EA + U = 109 + 502 + 121 + (–349) + (–787) = –404 kJ

แสดงวา่ ปฏิกริยารวมจะมีการคายพลงั งานออกมา 404 กิโลจูล ต่อการเกิด NaCl 1 โมล

( หาก พลงั งานรวม , H มีค่าเป็ นลบ แสดงว่า เป็ นการคายพลงั งาน )

( หาก พลงั งานรวม , H มคี ่าเป็ นบวก แสดงว่า เป็ นการดูดพลงั งาน )

ฝึ กทา. การเกิดสารประกอบโซเดียมคลอไรด์ ในแตล่ ะข้นั ตอนตอ่ ไปน้ี จะดูดหรือคายพลงั งาน
และพลงั งานน้นั เรียกวา่ พลงั งานอะไร พร้อมท้งั หาพลงั งานรวมของการเกิด NaCl 1 โมล

ข้นั ที่ การเปลยี่ นแปลงทเ่ี กดิ ขึน้ ดูด / คาย พลงั งานน้ันเรียก

1 Na(s)  Na(g)

2 Na(g)  Na+(g) + e

3 1 Cl2(g)  Cl(g)
2

4 Cl(g) + e  Cl (g)

5 Na+(g)+Cl (g)  NaCl(s)

43

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทท่ี 2 พนั ธะเคมี

เฉลย

ข้นั ท่ี การเปลยี่ นแปลงทเ่ี กดิ ขึน้ ดูด / คาย พลงั งานน้ันเรียก

1 Na(s)  Na(g) ดูด (+109 kJ ) พลงั งานการระเหิด
2 Na(g)  Na+(g) + e ดูด (+502 kJ ) พลงั งานไอออไนซ์
ดูด (+121 kJ ) พลงั งานการแตกตวั
3 1 Cl2(g)  Cl(g) คาย (–349 kJ ) พลงั งานอิเล็กตรอนอฟั ฟิ นิตี
2 คาย (–787 kJ ) พลงั งานโครงผลึก

4 Cl(g) + e  Cl (g)

5 Na+(g)+Cl (g)  NaCl(s)

พลงั งานรวม (H ) = 109 + 502 + 121 + (–349) + (–787) = –404 kJ
แสดงวา่ ปฏิกริยารวมจะมีการคายพลงั งานออกมา 404 กิโลจูล ตอ่ การเกิด NaCl 1 โมล

55. การเกิดสารประกอบโซเดียมคลอไรด์ จากการทาปฏิกิริยาระหวา่ งโลหะโซเดียมกบั แก๊ส

คลอรีนไดส้ ารประกอบโซเดียมคลอไรด์ ประกอบดว้ ยข้นั ตอนยอ่ ยๆ ดงั น้ี

ข้นั ที่ การเปลยี่ นแปลงทเ่ี กดิ ขนึ้ พลงั งานทใี่ ช้หรือให้ออกมา (kJ/mol)

1 Na(s)  Na(g) 109
2 Na(g)  Na+(g) + e 494

3 Cl2(g)  2 Cl(g) 242
4 Cl(g) + e  Cl (g) 355

5 Na+(g) + Cl (g)  NaCl(s) 797

จากขอ้ มลู ที่ใหม้ า พลงั งานของปฏิกิริยาระหวา่ งโลหะโซเดียม ทาปฏิกิริยากบั แก๊สคลอรีน
ไดส้ ารประกอบโซเดียมคลอไรดจ์ านวนหน่ึงโมล จะมีค่าเป็นกี่กิโลจลู

44

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

56(แนว มช) ปฏิกิริยา Na(s) + 12 Br2(g)  NaBr(s) มีการคายพลงั งานออกมา 359.5 kJ/mol
และกาหนดขอ้ มลู ของข้นั ตา่ งๆ ให้ ดงั น้ี

เมื่อ Na(s)  Na(g) H1 +125.5 kJ/mol

Br2(g)  2Br(g) H2 +194 kJ/mol
Na(g)  Na+(g) + e H3 y kJ/mol
Br(g) + e  Br– (g) H4 –343 kJ/mol
Na+(g) + Br–(g)  NaBr(s) H5 –732 kJ/mol

จงหาค่าของ y ในหน่วย kJ/mol

57(แนว มช) การเกิดสารประกอบโซเดียมฟลูออไรดจ์ ากปฏิกิริยาระหวา่ งโลหะโซเดียมกบั แก๊สฟลู-
ออรีนมีการคายพลงั งาน 570 kJ/mol จงคานวณพลงั งานแลตทิซของโซเดียมฟลูออไรด์ (kJ/mol)
กาหนดให้ พลงั งานการระเหิดของโลหะโซเดียม = 107 kJ/mol
พลงั งานพนั ธะของแก๊สฟลูออรีน = 154 kJ/mol
พลงั งานไอออไนเซชนั ของโซเดียม = 495 kJ/mol
สมั พรรคภาพอิเลก็ ตรอนของฟลูออรีน = 328 kJ/mol

2.2.5 สมบัตขิ องสารประกอบไอออนิก

2.2.5.1 สมบตั ิบางประการของสารประกอบไอออนิก

1. สารประกอบไอออนิกทุกชนิดจะมีสถานะเป็นของแขง็ ที่อุณหภูมิหอ้ ง และเปราะ

2. พนั ธะไอออนิกเป็นพนั ธะท่ีมีความแข็งแรงมาก สารประกอบไอออนิกจึงมีจุดเดือดและ

จุดหลอมเหลวสูง เช่น จุดหลอมเหลวของ อ 801oC และจุดเดือดจะข้ึนกบั ความแต่ต่างของ

ค่าอิเล็กโทรเนกาติวติ ี ( EN ) ของอะตอมคู่ร่วมพนั ธะดว้ ย เช่น

45

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทท่ี 2 พนั ธะเคมี

เมื่อเรียงลาดบั คา่ คา่ อิเลก็ โทรเนกาติวติ ีจะพบวา่ Cl > Br > I

ดงั น้นั ค่า EN ท่ีแตกต่างของอะตอมคู่ร่วมพนั ธะ NaCl > NaBr > NaI

เม่ือเรียงลาดบั จุดเดือดจึงไดว้ า่ NaCl > NaBr > NaI

3. ในสถานะของแขง็ จะไม่นาไฟฟ้ า แตใ่ นสถานะของเหลวหรือสารละลาย จะนาไฟฟ้ าได้

เพราะในสถานะท้งั 2 น้ี ไอออนบวกและลบสามารถเคลื่อนที่ได้

58. ขอ้ พิสูจนใ์ ดที่แสดงวา่ โซเดียมคลอไรดเ์ ป็นสารประกอบไอออนิก

1. ในโมเลกลุ ของโซเดียมคลอไรดม์ ีพนั ะที่แขง็ แรง

2. เม่ือโซเดียมคลอไรดล์ ะลายน้าแลว้ ดูดความร้อน
3. โซเดียมคลอไรดเ์ ม่ือหลอมเหลวนาไฟฟ้ าได้

4. เม่ือนาโซเดียมคลอไรดล์ ะลายน้าสารละลายที่ไดม้ ีจุดเยอื กแขง็ ลดลง

2.2.5.2 การละลายนา้ ของสารประกอบไอออนิก

สารประกอบไอออนิกทล่ี ะลายนา้ ได้ดี ตวั สาคญั ไดแ้ ก่

สารประกอบของ โลหะหมู่ 1A , ,NH4 NO3 , ClO4 , ClO3 ,
CH3COO– ( ยกเวน้ CH3COOAg , KCLO4 )
CSOl–24, ( ยกเวน้ ซลั เฟตของ Pb2+, Ca2+, Sr2+, Ba2+, Ra2+, Ag+)
Br– , I– ( ยกเวน้ เม่ือรวมตวั กบั Ag+, Pb2+, Hg22 , Cu2+)

สารประกอบไอออนิกทไี่ ม่ละลายนา้ ตวั สาคญั ไดแ้ ก่
สารประกอบฟลูออไรด์ , คลอไรด์ , โบร์ไมด์ , ไอโอไดดข์ อง Ag+ , Cu2+, Hg2+, Pb2+

สารประกอบซลั ไฟด์ , ไฮดรอกไซด์ , ออกไซด์ , คาร์บอเนต
( เวน้ ประกอบกบั โลหะหมู่ 1 , NH4 , Ca2+ , Sr2+ , Ba2+ )

59. สารประกอบต่อไปน้ี กลุ่มใดละลายน้าไดท้ ้งั หมด

1. (NH4)2CO3 , K2HPO4 , BaSO4
2. Ba(NO3)2 , CH3COONa , Na2CO3
3. PbI2 , NaH2PO4 , SrCO3
4. K2SO4 , SrSO4 , ZnO

46

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

ฝึ กทา เมื่อผสมสารละลายต่อไปน้ีเขา้ ดว้ ยกนั จงหาตะกอนท่ีเกิดข้ึน

1. KCl + Pb(NO3)2 จะเกิดตะกอนของ .......................................
2. LiS + CuSO4 จะเกิดตะกอนของ .......................................
3. AlCl3 + KOH จะเกิดตะกอนของ .......................................
4. AgNO3 + K2Cr2O7 จะเกิดตะกอนของ .......................................
5. Na2O + Zn(NO3)2 จะเกิดตะกอนของ .......................................
เฉลย 1. PbCl 2. CuS 3. AlOH 4. Ag2Cr2O7 5. ZnO

2.2.5.3 พลงั งานกบั การละลายนา้ ของสารประกอบไอออนิก

การละลายน้าของสารประกอบไอออนิก จะประกอบดว้ ยกระบวนการ 2 ข้นั ตอน

ข้นั ที่ 1. ของแขง็ ไอออนิกสลายตวั ออกเป็นไอออนบวกและไอออนลบในภาวะแก๊ส

AB (s)  A+(g) + B–(g) H = + X

ข้นั น้ีจะมีการดูดพลงั งาน พลงั งานท่ีดูดเรียก พลงั งานโครงผลกึ (Lattice energy)

ข้นั ท่ี 2. ไอออนบวก และ ลบ ในภาวะแก๊สรวมตวั โมเลกุลของน้า ( ถูกน้าลอ้ มรอบ )

ข้นั นA้ีจ+ะ(gม)ีก+ารคBา–ย(พg)ลงั งHา2นO พลAงั +งา(aนqท) ี่ค+ายBเร–ีย(กaqพ) ลงั งานไฮเดรHชัน= –Y energy)
(Hydration

การละลายน้าของสารประกอบไอออนิก อาจเป็นการเปล่ียนแปลงประเภทดูดความร้อน หรือ

คายความร้อนก็ได้ ข้ึนอยกู่ บั คา่ พลงั งานแลตทิซ ( ดูด ) และพลงั งานไฮเดรชนั ( คาย )

1. ถา้ ดูด > คาย รวมแลว้ จะเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบ ดูดพลงั งาน

2. ถา้ คาย > ดูด รวมแลว้ จะเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบ ดูดพลงั งาน

3. ถา้ คาย = ดูด รวมแลว้ จะเป็นการเปล่ียนแปลงแบบไม่ดูด ไม่คาย พลงั งาน

4. ถา้ ดูด >>> คาย คือพลงั งานที่ดูดมากกวา่ ที่คายมากๆ สารน้นั จะไมล่ ะลายน้า

60. เกลือ MI มีพลงั งานโครงผลึก 300 kJ/mol และมีพลงั งานไฮเดรชนั 250 kJ/mol ดงั น้ัน

การละลายน้าของเกลือ MI จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดูดหรือคายความร้อนเทา่ ใด

1. ดูดความร้อน 50 kJ/mol 2. คายความร้อน 50 kJ/mol

3. เกลือน้ีจะไม่ละลายน้า 4. ขอ้ มลู ไม่เพยี งพอที่จะหาคาตอบ

47

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทท่ี 2 พนั ธะเคมี

61. เกลือ MI มีพลงั งานโครงผลึก 300 kJ/mol และมีพลงั งานไฮเดรชนั 450 kJ/mol ดงั น้ัน

เก่ียวกบั การละลายน้าของเกลือ MI จะทาให้

1. อุณหภูมิสิ่งแวดลอ้ มจะสูงข้ึน 2. อุณหภูมิสิ่งแวดลอ้ มจะต่าลง

3. อุณหภมู ิสิ่งแวดลอ้ มจะคงเดิม 4. ขอ้ มูลไมเ่ พียงพอท่ีจะหาคาตอบ

62. นาอมั โมเนียมคลอไรดล์ ะลายน้าในบิกเกอร์ เอามือแตะขา้ งบิกเกอร์จะรู้สึกเยน็ ปฏิกิริยาเกิด

ดงั น้ี NH4Cl(s)  NH  (g) + Cl(g) ดูดพลงั งาน E1
4 คายพลงั งาน E2

NH  (g) + Cl(g)  NH  (aq) + Cl(aq)
4 4

ขอ้ ความต่อไปน้ีขอ้ ใดถูกตอ้ งที่สุด

1. เป็นการเปล่ียนแปลงแบบคายความร้อน และ E2 > E1
2. เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบดูดความร้อน และ E1 > E2
3. เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบคายความร้อน และ E1 > E2
4. เป็นการเปล่ียนแปลงแบบดูดความร้อน และ E2 > E1

63(แนว มช) จากรูปกราฟ ขอ้ สรุปใดถูกตอ้ ง สาร A

การละลายของสาร
(g/100 g H2O)

สาร B
อุณหภูมิ (oC)

1. อุณหภมู ิเพิม่ สาร A ละลายไดด้ ีข้ึน แสดงวา่ พลงั งานแลตทิซนอ้ ยกวา่ พลงั งานไฮเดรชนั
2. การละลายของสาร A จะคายความร้อน และละลายไดม้ ากข้ึน แสดงวา่ พลงั งานแลตทิซมาก

กวา่ พลงั งานไฮเดรชนั
3. การละลายของสาร B จะคายความร้อน แสดงวา่ พลงั งานไฮเดรชนั มากกวา่ พลงั งานแลตทิซ
4. การละลายของสาร B จะดูดความร้อน แสดงวา่ พลงั งานแลตทิซนอ้ ยกวา่ พลงั งานไฮเดรชนั

48

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทท่ี 2 พนั ธะเคมี

64(แนว มช) เกลือไอออนิกชนิดหน่ึงละลายน้าไดท้ ่ีอุณหภมู ิสูงดีกวา่ ที่อุณหภมู ิต่า แสดงวา่

ก. ขบวนการละลายเป็นแบบคายความร้อน

ข. สารน้นั มีพลงั งานโครงร่างผลึกมากกวา่ พลงั งานไฮเดรชนั

ค. ความร้อนของการละลายมีคา่ เป็นบวก

ง. สารน้นั มีพลงั งานไฮเดรชนั มากกวา่ พลงั งานโครงร่างผลึก

ขอ้ ที่ถูกตอ้ งมีท้งั สิ้นก่ีขอ้

1. 1 ขอ้ 2. 2 ขอ้ 3. 3 ขอ้ 4. 4 ขอ้

2.2.6 ปฏกิ ริ ิยาของสารประกอบไอออนิก

พจิ ารณา การเกิดปฏิกริยาของ Ca(OH)2 กบั Na2CO3

Ca(OH)2 กบั Na2CO3

แตกตวั

Ca2+(aq) + 2OH–( aq) + 2Na+(aq) + CO32–( aq)  CaCO3(s) + 2OH–( aq) + 2Na+(aq)
จะเห็นวา่ ปฏิกริยาน้ี Ca2+ กบั CO32– จะรวมตวั กนั เป็ น CaCO3 แลว้ ตกตะกอนลงมา ส่วน

OH– กบั Na+ จะละลายน้าอยไู่ ม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ เราจึงอาจตดั ทิ้งได้ ปฏิกิริยาที่เกิดข้ึน
จริงๆ จึงมีเพยี ง

Ca2+(aq) + CO32–( aq)  CaCO3(s)
สมการท่ีแสดงเฉพาะไอออนสถานะสารละลายหรือแก๊สที่ทาปฏิกิริยากนั แลว้ ตกตะกอนจริง

เช่นน้ี เรียกสมการไอออนิกสุทธิ

65(แนว มช) การเขียนสมการไอออนิกสุทธิของสารละลายคูใ่ ดถูกตอ้ งท่ีสุด
1. Ba2+ (aq) + CO32– (aq)  BaCO3 (s)
2. CuSO4 (s)  Cu2+ (g) + SO32 (g)
3. Ba2+ (aq) + 2Cl – (aq)  BaCl2 (aq)
4. Na2 CO3 (aq) + CaCl2 (aq)  CaCO3 (s) + 2NaCl (aq)

49

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทท่ี 2 พนั ธะเคมี

3. พนั ธะโลหะ

อะตอมของโลหะมีค่าอิเล็กโทรเนกาติวติ ีต่าจึงไม่หวงแหนอิเล็กตรอน ทาให้อิเล็กตรอนมีความ
เป็นอิสระสูงและจะวิง่ ไปมาระหวา่ งอะตอมใกลเ้ คียง
ได้ อิเล็กตรอนเหล่าน้ีจะส่งแรงดึงดูดกบั โปรตรอนใกล้
เคียงกลายเป็นแรงดูดยดึ ระหวา่ งอะตอม แรงดูดยดึ แบบน้ี
เรียกวา่ พนั ธะโลหะ ซ่ึงมีความแขง็ แรงมาก

สมบตั ิของสารทมี่ พี นั ธะโลหะ
1) นาไฟฟ้ าได้ดี เพราะมีอิเลก็ ตรอนอิสระอยูจ่ ึงทาใหน้ าไฟฟ้ าได้
2) นาความร้อนได้ดี อิเล็กตรอนอิสระที่มีสามารถนาความร้อนไดด้ ว้ ย
3) โลหะสามารถตเี ป็ นแผ่นหรือดงึ ให้หลุดออกจากกนั ได้ เพราะไอออนบวกสามารถเลื่อนไถล

ผา่ นกนั ไดโ้ ดยไม่หลุดจาก กนั เพราะมีอิเลก็ ตรอนคอยยดึ ไอออนบวกเหล่าน้ีไวด้ ว้ ยกนั
4) โลหะมผี วิ มนั เป็ นวาว อิเล็กตรอนอิสระสามารถรับ และกระจายแสงมาได้
5) โลหะมีจุดเดอื ด และจุดหลอมเหลวสูง เพราะพนั ธะโลหะมีความแขง็ แรงมาก

66(แนว En) เหตุผลเก่ียวกบั สมบตั ิของธาตุในขอ้ ใดผดิ
1. โลหะมีความมนั วาว เพราะดูดกลืนคล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟ้ าไวไ้ ดม้ าก
2. โลหะตีแผเ่ ป็นแผน่ แบนๆ ได้ เพราะระหวา่ งอนุภาคของอะตอมโลหะยงั มีเวเลนซ์-
อิเล็กตรอนยดึ ไว้
3. โลหะนาไฟฟ้ าไดเ้ พราะมีอิเลก็ ตรอนอิสระสามารถเคลื่อนที่ได้
4. อะตอมในโลหะสร้างพนั ธะโดยใชเ้ วเลนซ์อิเล็กตรอนร่วมกนั

50

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

เพมิ่ เติม

ก. สมบัตขิ องสารประกอบโคเวเลนต์ ไอออนิก สารโครงผลกึ ตาข่าย และโลหะ

ชนิด สารโคเวเลนต์ สาร สารโครงผลกึ โลหะ
สมบตั ิ ไม่มขี ้วั มขี ้วั ไอออนิก ร่างตาข่าย

1. สถานะ มีท้งั แก๊ส ของแขง็

ท่ีภาวะปกติ ของเหลว ของแขง็ ของแขง็ ยกเวน้ ปรอท

ของแขง็

2. ความ เปราะ เปราะ เปราะ เหนียว
เหนียว (ของแขง็ )

3. จุดหลอม ต่า สูง สูง สูง
เหลว & เดือด

4. การนา ไม่นาไฟฟ้ า ไม่นาไฟฟ้ า นาไฟฟ้ าไดค้ ือ นาไฟฟ้ าได้ เวน้

ไฟฟ้ า แต่เม่ือ แกรไฟต์ นาไฟฟ้ า สถานะแก๊ส (ไอ)
หลอมเหลว ไดบ้ า้ ง เช่น ซิลิคอน
นาไฟฟ้ าได้ ไมน่ า เช่น เพชร

5. การละลาย ไมล่ ะลายน้า ละลายน้าได้ มีท้งั ละลาย& ไม่ละลายน้า ไม่ละลายน้า แต่
น้าและการนา โลหะบางชนิดทา
ไฟฟ้ าของ แต่สารละลาย ไม่ละลายน้า
ส่วนใหญไ่ ม่ สารละลาย ปฏิกิริยากบั น้าได้
สารละลาย นาไฟฟ้ า น้าไฟฟ้ าได้ เช่นโลหะหมู่ IA

67(แนว มช) พิจารณาขอ้ มลู ในตารางตอ่ ไปน้ี

จุดหลอม การนาไฟฟ้ า การ

สาร เหลว (oC) ในสถานะของแขง็ ในสถานะของเหลว ละลายในน้า

A 681 ไมน่ า นา ละลาย

B 1085 นา นา ไม่ละลาย

C 192 ไมน่ า ไม่นา ละลาย

สารใดในตารางที่กาหนด ควรเป็นสารประกอบไอออนิก

1. A 2 B 3. C 4. A และ B

51

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทท่ี 2 พนั ธะเคมี

68(แนว มช) จากสมบตั ิของสารประกอบต่าง ๆ ที่กาหนดให้ สารประกอบใดท่ีมีโครงสร้างเป็นแบบ

โครงขา่ ยโควาเลนต์ การนาไฟฟ้ า การละลายน้า
สารประกอบ จุดหลอมเหลว (oC)

A 3730 นาไฟฟ้ าไดเ้ ฉพาะบางทิศทาง ไม่ละลาย

B 838 นาไฟฟ้ า ไม่ละลาย

D 2700 ไม่นาไฟฟ้ า ไมล่ ะลาย

E 1540 นาไฟฟ้ า ไม่ละลาย

1. A และ E 2. A และ D 3. B และ D 4. B และ E

ข. แนวโน้มของแรงยดึ เหน่ียวระหว่างอนุภาค
โดยปกติแล้ว ธาตุที่มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอะตอมเป็ นพนั ธะโลหะจะมีแรงยึดเหนี่ยว

มากกว่าแรงยึดเหน่ียวแบบโครงร่างผลึกตาข่ายของพนั ธะโคเวเลนต์ และมากกว่าแรงยึดเหน่ียว
ระหวา่ งโมเลกุลแบบแวนเดอร์วาลส์ ตามลาดบั

และ ในกลุ่มพนั ธะโลหะแรงยดึ เหน่ียว จะมากข้ึนเม่ืออะตอมเลก็ ลง
ในกลุ่มพนั ธะโควาเลนส์โครงร่างผลึกจะมีแรงดึงดูดมากข้ึน เม่ือขนาดอะตอมเลก็ ลง
ในกลุ่มแรงแวนเดอร์วาลน้นั เม่ืออะตอมใหญข่ ้ึนมวลมากข้ึน แรงดึงดูดจะเพิ่มมากข้ึน
แนวโนม้ แรงแนวโนม้ แรงยดึ เหน่ียวระหวา่ งอนุภาคจึงเป็นดงั น้ี

52

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

ค. แนวโน้มของจุดเดอื ดและจุดหลอมเหลว

โดยทวั่ ไปแลว้ หากแรงดึงดูดระหวา่ งอนุภาคมีค่ามาก ก็จะทาให้จุดเดือดจุดหลอมเหลว มี

ค่าสูงดว้ ย ดงั น้นั แนวโนม้ จุดเดือดจุดหลอมเหลวจึงคลา้ ยแนวโนม้ ของแรงดึงดูดระหวา่ งอนุภาค

69. อะตอมของธาตุ A B C และ D สมมุติดงั ในตารางธาตุ 2
3
I II III IV V VI VII VIII 4
BD

AC

ขอ้ ใดเรียงลาดบั จุดหลอดเหลวจากสูงไปต่าไดถ้ ูกตอ้ ง

1. A > C > B > D 2. A > D > C > B

3. B > A > C > D 4. B > A > D > C

70. เหตุใดธาตุซิลิคอนจึงมีจุดหลอมเหลวสูงเป็นพเิ ศษ เม่ือเทียบกบั ธาตุอื่นในคาบเดียวกนั
1. เพราะขนาดอะตอมซิลิกอนมีขนาดเล็กที่สุดในคาบเดียวกนั
2. เพราะแรงดึงดูดระหวา่ งอะตอมซิลิกอนมีขนาดมากที่สุดในคาบเดียวกนั
3. เพราะขนาดอะตอมซิลิกอนมีขนาดใหญ่ท่ีสุดในคาบเดียวกนั
4. เพราะซิลิกอนมีโครงสร้างเป็นผลึกตาข่าย

53

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

แผนภาพสรุปบทที่ 2 พนั ธะเคมี

เกร่ินนา

54

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

55

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทท่ี 2 พนั ธะเคมี

2.1 พนั ธะโคเวเลนต์

2.1.1 การเกดิ พนั ธะโคเวเลนต์

2.1.2 ชนิดของพนั ธะโคเวเลนต์

56

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทท่ี 2 พนั ธะเคมี

2.1.3 การเขียนสูตร และการเรียกช่ือของสารโคเวเลนต์

2.1.3.1 การเขยี นสูตรสารโคเวเลนต์

57

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

58

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

59

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทท่ี 2 พนั ธะเคมี

2.1.3.2 การเรียกช่ือสารประกอบโคเวเลนต์

60

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

2.1.4 พนั ธะโคออร์ดเิ นตโคเวเลนต์ และแนวคิดเกย่ี วกบั เรโซแนนท์

2.1.5 กฏออกเตต

61

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทท่ี 2 พนั ธะเคมี

2.1.6 พลงั งานพนั ธะ

2.1.7 รูปร่างของโมเลกุล

62

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

2.1.8 สภาพข้วั ของโมเลกุลโคเวเลนต์

63

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทท่ี 2 พนั ธะเคมี

2.1.9 แรงยดึ เหน่ียวระหว่างโมเลกลุ โคเวเลนต์

2.1.10 สมบัตขิ องสารประกอบโคเวเลนต์
2.1.11 สารโครงร่างผลกึ ตาข่าย

64

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทท่ี 2 พนั ธะเคมี

2.2 พนั ธะไอออนิก

2.2.1 การเกดิ พนั ธะไอออนิก

2.2.2 โครงสร้างสารประกอบไอออนิก

65

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทท่ี 2 พนั ธะเคมี

2.2.3 การเขียนสูตร และการเรียกช่ือสารประกอบไอออนิก

2.2.3.1 การเขียนสูตรสารประกอบไอออนิก

66

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

2.2.3.2 การเรียกชื่อสารประกอบไอออนิก

2.2.4 พลงั งานกบั การเกดิ พนั ธะไอออนิก

67

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทท่ี 2 พนั ธะเคมี

2.2.5 สมบตั ิของสารประกอบไอออนิก

2.2.6 ปฏกิ ริ ิยาของสารประกอบไอออนิก

3. พนั ธะโลหะ

สมบัตขิ องสารทม่ี ีพนั ธะโลหะ

68

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทท่ี 2 พนั ธะเคมี

เพมิ่ เตมิ

ก. สมบตั ขิ องสารประกอบโคเวเลนต์ ไอออนิก สารโครงผลกึ ตาข่าย และโลหะ

ข. แนวโน้มของแรงยดึ เหน่ียวระหว่างอนุภาค

69

ติวสบาย เคมี เลม่ 1 http://www.pec9.com บทที่ 2 พนั ธะเคมี

1. ตอบข้อ 2. เ ฉ ล ย บ ท ที่ 2 พัน ธ ะ เ ค มี 4. ตอบข้อ 1.
5. ตอบข้อ 1. 8. ตอบข้อ 3.
9. ตอบข้อ 3. 2. ตอบข้อ 4. 3. ตอบข้อ 3. 12. ตอบข้อ 1.
13. ตอบข้อ 2. 6. ตอบข้อ 2. 7. ตอบข้อ 2. 16. ตอบข้อ 2.
17. ตอบข้อ 4. 10. ตอบข้อ 2. 11. ตอบข้อ 3. 20. ตอบ 3260
21. ตอบ 258 14. ตอบข้อ 3. 15. ตอบข้อ 2. 24. ตอบข้อ 4.
25. ตอบข้อ 2. 18. ตอบข้อ 4. 19. ตอบ 1308 28. ตอบข้อ 4.
29. ตอบข้อ 4. 22. ตอบข้อ 3. 23. ตอบข้อ 4. 32. ตอบข้อ 4.
33. ตอบข้อ 3. 26. ตอบข้อ 1. 27. ตอบข้อ 4. 36. ตอบข้อ 2.
37. ตอบข้อ 3. 30. ตอบข้อ 4. 31. ตอบข้อ 3. 40. ตอบข้อ 4.
41. ตอบข้อ 1. 34. ตอบข้อ 4. 35. ตอบข้อ 4. 44. ตอบข้อ 3.
45. ตอบข้อ 2. 38. ตอบข้อ 1. 39. ตอบข้อ 1. 48. ตอบข้อ 2.
49. ตอบข้อ 2. 42. ตอบข้อ 2. 43. ตอบข้อ 2. 52. ตอบข้อ 2.
53. ตอบข้อ 1. 46. ตอบข้อ 2. 47. ตอบข้อ 2. 56. ตอบ 493
57. ตอบ 921 50. ตอบข้อ 2. 51. ตอบข้อ 2. 60. ตอบข้อ 1.
61. ตอบข้อ 1. 54. ตอบข้อ 2. 55. ตอบ 428 64. ตอบข้อ 2.
65. ตอบข้อ 1. 58. ตอบข้อ 3. 59. ตอบข้อ 2. 68. ตอบข้อ 2.
69. ตอบข้อ 3. 62. ตอบข้อ 2. 63. ตอบข้อ 3.
66. ตอบข้อ 1. 67. ตอบข้อ 1.
70. ตอบข้อ 4.



70


Click to View FlipBook Version