The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by phontomassassins, 2021-10-28 03:59:04

JOURNAL-TB-MRC15-003

JOURNAL-TB-MRC15-003

เอกสารประกอบการนำ�เสนอผลงาน 51
สาขาท�ำ นบุ �ำ รุงศิลปวฒั นธรรม”

4.3 การออกแบบพ้ืนที่จุดรวบรวมขยะ
คณะทำ�งานได้นำ�แนวคิดการออกแบบพ้ืนท่ีจุดรวบรวมขยะชุมชน ด้วยการบูรณาการการเรียนการสอน
ในรายวิชาการจัดการส่ิงแวดล้อม สาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรมกรรมและสาขาวิชาสถาปัตยกรรมผังเมือง และ
บูรณาการในการเรียนการสอนในเลือกใช้วัสดุในการออกแบบพื้นที่จุดรวบรวมขยะในรายวิชาวัสดุและการก่อสร้าง
1 สาขาวิชาการจัดการงานก่อสร้าง โดยผลงานการออกแบบฯ ดังภาพที่ 17 ท้ังนคี้ ณะทำ�งานได้นำ�จดุ รวบรวมขยะ/
พักขยะ ให้ทางเทศบาลฯ ได้เลือกความเหมาะสม โดยทางเทศบาลฯ เลือกจัดพักขยะต้นแบบพ้ืนท่ีจุดรวบรวมขยะ
ที่ 5 เพราะตอบโจทยใ์ นการคัดแยกขยะเปน็ สองสว่ น คือ ส่วนขยะทั่วไปและขยะเปยี ก เพ่อื ลดต้นทนุ ค่าใช้จา่ ยจาก
น�้ำ �ห�น�กั��ข�ย�ะ�ไ�ป��ท�ง้ิ �บ�อ่��ข�ย�ะ�ข��อ�ง�เ�ม�อื �ง�ม�ห��า�ส�า�ร�ค��า�ม��โด��ย�ค�า�ด�ว��า่ �จ�ะ�ส�า�ม��า�ร�ถ�ล�ด��ต�น้ �ท��นุ �ไ�ด�ถ้��งึ ร��อ้ �ย�ล�ะ��4�0��ต�อ่��ป�ถี �า้�ม��กี �า�ร�แ�ย��ก�ข�ย�ะ�
เปน็ สองส่วน โดยรายละเอียดแบบรปู ก่อสรา้ งและวัสดทุ ่ใี ช้ในการกอ่ สรา้ งได้ ดงั ภาพภาพท่ี 18

ภาพที่ 17 ผลงานการออกแบบจุดพักขยะชมุ ชน ด้วยการบรณู าการการเรียนการสอน

ภาพท่ี 17 ผลงานการออกแบบจุดพกั ขยะชุมชน ด้วยการบรณู าการการเรยี นการสอน

4.4 การก่อสร้างจุดพักขยะตน้ แบบ

และปร5ะ.ช4ตาา.ช4มนท่ีจกไัดดา้เเรวลทกือีรก่อับจสฟุดรังพา้กักงาขจรยเดุ ละือพแกลกั จะขุดแยสบระบ้าตรงูปทน้ ที่พแี่จักบะขกบย่อะสชรุม้าชงนจตุด้นพแักบขบยระ่วชมุมกชับนเตท้นศแบบาลบตำ�ตบาลมขภาามพเทรียี่ ง18ผู้นทำ�้ังชนุมี้ทชานง
ขามเรียทจคงุดณาผงพะคักู้นทณข�ำายะงชาะทนุมตำ�ไ้นงชดาแล้นนบงไพตบดแนื้้ดาลจทำ�มำ�ะเรี่ นนทว่ปินวมี่จรนกกัดะาบั 1รเชผกวอาจ่อท.ชกุดสีรอนรใงับ้านสงไฟพาจดธุดื้นังา้เพทกลรักณ่ีชือาขุมะรกยชสเะจนขุลโุดผื(อดภพอยกา.รชักพจอา่ ขทุบดงี่ยเแสส2ะล้น0ระแ-ท้าผ2ลางน1ู้ งทะ)ำ�เขชแี่พโ้ามุดบมักชยหบนพขารื้นเยวพูปทิทะอ่ื ่ีจยทพชุดาี่จจิุลมพาัยะักชรมกขณนหย่อาาตะตสสข้นำ�ารอแรแา้งหคชงบนาุมจมง่บแทุดลรดตี่ พ้วัง่ง้ัวเขภักสมอารขกพง็จยกทัเบปาะ่ีรเ็น1ชกทไ9อ่มุปศสชตแบราลนา้ มาะงตล้นตแาบบบล
ตามภาพแบทบี่ ร1ปู 8ดังทแสั้งดนง้ีใทนาภงาคพทณี่ 2ะ2ทางานได้ลงพื้นท่ีร่วมกับผอ.กองสาธารณะสุข ผอ.ช่าง และผู้นาชุมชน เพื่อ
พิจารณาตาแหน่งท่ีตั้งของการก่อสร้างจุดพักขยะต้นแบบ จานวน 1 จุด ในพื้นที่ชุมชนโดยรอบเส้นทาง
เข้ามหาวิทยาลยั มหาสารคาม ดังภาพที่ 19 และทางคณะทางานได้ดาเนินการก่อสรา้ งจุดพักขยะ (ภาพที่
20-21) โดยพ้นื ทจ่ี ดุ พกั ขยะของชมุ แล้วเสรจ็ เปน็ ไปตามแบบรปู ดงั แสดงในภาพท่ี 22

52 เอกสารประกอบการนำ�เสนอผลงาน
สาขาทำ�นุบ�ำ รุงศิลปวฒั นธรรม”
ภาพภทาพ่ี 1ท8่ี 1ผ8ลผงลานงากนากราอรอออกกแแบบบบจจุดุดพพักกั ขขยยะะชชมุ มุ ชชนนดดว้ ้วยยกากราบรรบณู ราูณกาากรกาารรกเราียรนเรกยี านรสกอานรสอน

เอกสารประกอบการน�ำ เสนอผลงาน 53
สาขาทำ�นุบ�ำ รงุ ศลิ ปวฒั นธรรม”

ภภาาพพทที่ ี่1199 คคณณะะททำ�งาางนาลนงลสง�ำ สรวาจรพวนื้จทพีร่ ้นื ว่ ทมกี่รบัว่ ผม้นู ก�ำ บั ชผมุ ชนู้ นาแชลมุ ะชเทนศแบลาะลเทศบาล

ภาพท่ี 19 คณะทางานลงสารวจพื้นท่ีร่วมกับผนู้ าชุมชนและเทศบาล

ภภาาพพทที่่ี 2200คคณณะทะำ�ทงาางนาเตนรเียตมรพยี น้ื มทพี่เพ้นื ่ือทสีเ่ รพา้ ือ่งจสุดรพา้ ักงขจยดุ ะพกั ขยะ

ภาพที่ 20 คณะทางานเตรยี มพน้ื ทีเ่ พอ่ื สรา้ งจดุ พกั ขยะ

54 เอกสารประกอบการนำ�เสนอผลงาน
สาขาทำ�นุบำ�รุงศิลปวฒั นธรรม”
ภภาพาพทภภทาี่ าพ2ี่ พ2ท11ี่ท2กี่1ก่2อ่อก1สสอ่ รสรก้าร้า่องา้งสจงจจรุดุดุด้าพพพงักจักักขุดขขยพยยะะกัะตตน้ตข้นแย้นบแะแบบตบใน้บนบพแใในน้ืบนพทบพ่ี้ืนในื้นททพี่ ่ีื้นท่ี
ภาพท่ี 22 จุดพกั ขยะตน้ แบบในพืน้ ที่ทีแ่ ลว้ เสรจ็
ภภาพาพทภท่ี า2ี่ พ222ทจี่จดุ2ุด2พพกั จกั ขดุขยพยะะักตตขน้้นยแแะตบบน้บบแใในนบพพบ้ืนใืน้ นททพ่ีท่ีทนื้ี่แแ่ี ทลลว้่ีทว้เ่ีแสเสลรว้ร็จเจ็ สรจ็

5จ.า4ก.5การกจาัดรพปัฒระนชาุมครู่ม่วอื มกกาับรชจาัดวกบา้ารนขยแะลชะุมนชิสนิตแ(ลคเอะกรสสเาา้ังขรกปาททรณะำ�กน่ีอุบบ6ฑ�ำ กรางุ)รศ์กนลิ �ำปทเาวสัฒนราอนผปธงลรงรคารมน”ณะเะมทนิ ารงะาดนบั ไปดญั้รับหฟาังขปย5ัญะ5ชหมุ าชแนละ
จแทัดนางกวเทาขรา้าขงมแยกนหะาวารชจทวจัดมุ าิทกัดงขากยกรนาขาารยลรแจะ4จัขยช5จ.าลด5กุม.ายมกะ4กกชกาะ.หกานา5กรรรชอาาาพขจยุมรรัสดกฒัย่าจจปชงาะานหัดรรัดชรนาะลพปคุมคเชาอมู่วฒัรชกุมาอืยะทหรนนมก่ชว่าลีคอาามาุมงรคยเกยรจหรพู่่มาัใบั้งดั่วนลงชือ่ืนกอมแหาาากตเ้ีกไวรลปกา่ลดบขับาระยห้า็น้มกชจพนะลหีากดัเื้นชแกวุมทลกาลาบชณะี่ยาารซนน้ารยพใึ่งฑแิสนขในเลิตัฒนปยแ์ใะแน็แะหลเ(นตปกคชตะ้เณรรามุ่ล่ลนทั้ะงเฑชะทะิโสกศยก์พน่ีิตพชณาบ6แื้นนร)้ืน(าลปทต์ฑคททรละ่อี่ราะ์กซเกฯี่ั้งงเกาาึง่มซคทณรเนิรณ่ึงไนปี่ ร6ปดฑเะำ�็นะป)ไท้์กเดรปปฝำ�ท็นบัาะสงร้ราปาราปเะป้างนมญัรโงรคไระยหินคดะณะาชู่มว้รรขเโือับนัะงมยะยกฟทข์ตินะดาชังช่อายรรปับนมุจงกะะัญัดชาป์ตดาในกนหรบันอ่ัญาาไนรปแดกจขาหลัญ้รายุดไะับาปะรหแตชขฟสนนาุม่ายรวังขาขงท้าปยะนไงาัญะปชๆงคแชกุมหสู่มลามุ โาือะชรรชดแก้านนลยางะรคสโดู่มรุยปอื รกเปอา็บนร
เกณฑไ์ ดจทด้ ัดางั งกตเเกาพขาาร่ือ้ารขรจเมปยาัดห็นะงเวาเชทกทวุมณีคี่ิทข1รฑย้ังนใ์นาหี้ไลแ้เดทัย้มลศมีกะบาหการลาาพฯรสัฒจาไนัดดราเ้คเเฝวกาา้ ทณรมะีคฑวเรก์ งัพ้ังาข่ืนรอยปเะี้ไปรดใะน็น้มเจมีกเุดกนิ าตรณร่าะงพดฑๆฒัับ์ใโปหดนัญย้เาทสหเรกศาปุขณบเยปาะฑน็ลชก์เุมฯกาชณรนไฑปด์ไโ้เรดดฝะ้ดย้าเรงัมรตอะินาบวรรทาังะางขงดทเยข่ีับ1ะา้ ปมในัญหาจหวุดทิาตขย่าายลงะยั ชๆมุมหโชาดสนายรสโคดราุยปมรเปอ็บน

เกณฑ์ไดด้ งั ตารางท่ี 1

ภาพท่ี 23 เวทีรับฟังการแกไ้ ขปญั หาขยะและและสรา้ งเกณฑ์การประเมินระดับปญั หาขยะฯ (ครั้งที่ 6)

ภาพท่ี 23 เวทีรับฟงั การแก้ไขปัญหาขยะและและสร้างเกณฑก์ ารประเมินระดบั ปัญหาขยะฯ (ครัง้ ที่ 6)

ภาพที่ 23 เวทีรบั ฟังการแก้ไขปัญหาขยะและและสร้างเกณฑ์การประเมนิ ระดบั ปญั หาขยะฯ (ครง้ั ท่ี 6)

56 เอกสารประกอบการน�ำ เสนอผลงาน
สาขาทำ�นบุ �ำ รุงศิลปวฒั นธรรม”

ตารางที่ 1 เกณฑ์การประเมนิ ระดบั ปัญหาขยะชุมชน โดยรอบทางเข้ามหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม

ระดับ สญั ญาลกั ษณ์ ความเร่งด่วน รายละเอียดตัวบ่งช้ี ผู้รับผดิ ชอบ
ความรนุ แรง แดง 3 และระยะเวลา - เทศบาล
เรง่ ด่วน - ขยะล้นออกจากจดุ พกั ขยะ/ถังขยะ
เหลอื ง 2 จดั การ - สง่ กลิ่นเหม็น ส่งผลตอ่ สภาพแวดล้อม - เทศบาล
รีบดว่ น ทนั ที - มสี ัตว์คลุยเคลียร์ - ชมุ ชน
24 ชม. - มน�ี �ำ�้ ��ข��ย��ะ�ไ�ห�ล��อ�อ�ก���น���อ���ก��พ��้นื �ท�่ี - เทศบาล
ปกต/ิ กอ่ น 7.00 น. - สภาพพน้ื ที่ไมส่ ะอาด - ชุมชน
ไมเ่ ร่งด่วน - ขยะเริ่มเต็มจุดพกั ขยะ/ถังขยะ
ภายใน 3 วัน - ไมส่ ่งกลิ่นเหมน็
- ไม่มีสตั วค์ ลยุ เคลยี ร์
- จุดพักขยะ/ถงั ขยะไม่อยใู่ นสภาพปกติ

สเี ขียว 1 ภายใน 5 วัน - ขยะเกือบเต็มจุดพักขยะ/ถงั ขยะ
- ไมส่ ง่ กลน่ิ เหม็น
- ไมม่ ีสัตว์คลุยเคลียร์
- จุดพกั ขยะ/ถังขยะ อยูใ่ นสภาพปกติ

การสะท้อนผล (Reflecting)

การสะท้อนผลการดำ�เนินการจัดการขยะชุมชน โดยรอบมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นส่วนของการ
เผยแพร่องค์ความรู้ในการจัดการขยะสู่สาธารณะ เพื่อเป็นพ้ืนที่ต้นแบบ ให้หน่วยงานท้องถิ่นในเทศบาลตำ�บล
ทา่ ขอนยาง เทศบาลตำ�บลขามเรียง ผู้นำ�ชุมชน ผ้นู �ำ ชุมชน ประชาชนทว่ั ไปและตวั แทนภาคส่วนระดับมหาวทิ ยาลัย
ได้มสี ่วนได้รับร้ขู ้อมลู สถานการณ์ แนวทางการแก้ไขปัญหาขยะร่วมกนั ซงึ่ การจดั เวทีในครั้งนท้ี างคณะท�ำ งานได้รบั
ความร่วมมือจากเทศบาลตำ�บลท่าขอนยางและเทศบาลตำ�บลขามเรียง จัดเวทีสาธารณะในแนวทางการแก้ไขปัญหา
ขยะชมุ ชน บรเิ วณพื้นทต่ี ลาดคลองถม บ้านทา่ ขอนยาง (ภาพที่ 24-25) โดยมีนายสมชาติ บตุ ราช นายกเทศมนตรี
ต�ำ บลทา่ ขอนยาง พรอ้ มดว้ ยคณะผบู้ รหิ าร พนกั งานเจา้ หนา้ ท่ี ผศ.ดร.พลเดช เชาวร์ ตั น์ คณบดคี ณะสถาปตั ยกรรมศาสตร์
ผงั เมอื ง และนฤมติ ศลิ ป์ อาจารย์ ดร.ฤทธไิ กร ไชยงาม รองผอู้ �ำ นวยการส�ำ นกั ศกึ ษาทวั่ ไป รว่ มแลกเปลยี่ นความคดิ เหน็
และรับฟังการนำ�เสนอผลการสำ�รวจ เร่ือง การจัดการขยะชุมชนในพื้นท่ีโดยรอบทางเข้ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ซง่ึ ไดร้ ับการตอบรับจากประชาชนทวั่ ไปอยา่ งมาก และไดร้ ับการเผยแพร่ส่สู าธารณะจากช่องทวี ี ไม่ว่าจะเปน็ ช่อง 7
และรายการสอ่ื ทอ้ งถิ่นในการทำ�สกู๊ปข่าว เผยแพรส่ ูส่ าธารณะ

อาจารย์ ดร.ฤทธิไกร ไชยงาม รองผู้อานวยการสานักศึกษาทั่วไป ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟัง
การนาเสนอผลการสารวจ เรื่อง การจัดการขยะชุมชนในพื้นที่โดยรอบทางเข้ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ซ่ึงได้รับการตอบรับจากประชาชนทั่วไปอย่างมาก และได้รับกเอกาสสราาขรเปาทผระ�ำ กนยอุบบแ�ำ กราุงพรศนลิ รำ�ปเวส่สฒันู่อสนผธลารงรธามน”ารณะจากช่องทีวี ไม่ว่าจ5ะ7
เป็นช่อง 7 และรายการส่อื ท้องถ่นิ ในการทาสกูป๊ ข่าว เผยแพรส่ ู่สาธารณะ

ภาพทภ่ี า4พ7ท่ีเ2ว4ทเรี วณทรี รณงครง์กคา์กราจรจดั ดั กกาารรปปัญญั หหาาขขยะยใะนใชนุมชชนุมช(คนร้ัง(ทคี่ ร7ั้ง) ท(1่ี )7) (1)

58 เอกสารประกอบการนำ�เสนอผลงาน
สาขาท�ำ นุบำ�รงุ ศิลปวัฒนธรรม”

ภาพที่ 25 เวทรี ณรงค์การจดั การปัญหาขยะในชุมชน (ครง้ั ท่ี 7) (2)

ภาพท่ี 48 เวทีรณรงค์การจัดการปัญหาขยะในชุมชน (ครั้งท่ี 7) (2)

เอกสารประกอบการนำ�เสนอผลงาน 59
สาขาทำ�นบุ �ำ รุงศลิ ปวัฒนธรรม”

สรุปผลการศกึ ษาและขอ้ เสนอแนะ

ผลการศกึ ษา เรอื่ ง การจดั การขยะชมุ ชนแบบมสี ว่ นรว่ มในเทศบาลตำ�บลทา่ ขอนยางและเทศบาลตำ�บลขาม
เรยี ง กรณีศกึ ษาพ้ืนทชี่ ุมชนโดยรอบเส้นทางเข้ามหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม มรี ายละเอียดดงั นี้

1. สรปุ ผลการศึกษา

1.1 ระดับการรับรู้สภาพปัญหา การวิเคราะห์ประเภทและปริมาณขยะมูลฝอยชุมชนท่ีเกิดขึ้นในพื้นที่
พบว่า การจัดขยะมูลฝอยของชุมชนในพ้ืนที่โดยรอบเส้นทางเข้ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ส่วนใหญ่ท่ีพักอาศัยใน
พื้นท่ี โดยแบ่งเป็นผู้พักอาศัยท่ีเป็นประชากรแฝงและประชาชนตามทะเบียนราษฎร ซ่ึงพบว่าไม่มีการคัดแยกขยะ
คดิ เป็นรอ้ ยละ 55.8 มีจำ�นวนขยะทเ่ี ปน็ ถุงดำ�มากถึง 828 ถุงต่อวนั โดยกลมุ่ ประชากรท่ีพกั อาศัยในครวั เรอื นทม่ี ีการ
แยกขยะเปน็ ประจ�ำ ได้แก่ ขยะรีไซเคลิ ขยะเปยี ก และขยะทัว่ ไป คดิ เปน็ รอ้ ยละ 32.8, 27.7 และ 26.7 ตามลำ�ดับ
เมอื่ คดิ เปน็ ปรมิ าณขยะมลู ฝอยชมุ ชนโดยรอบเสน้ ทาง มมส เปน็ ขยะเปยี ก จ�ำ นวน 790 ก.ก. ตอ่ วนั ขยะทวั่ ไป จ�ำ นวน
530 ก.ก. ตอ่ วนั ขยะรีไซเคิล จ�ำ นวน 546 ก.ก. ต่อวัน และขยะอนั ตราย จำ�นวน 100 ก.ก. ต่อวัน ชมุ ชนในพ้นื ที่
มีความเหน็ วา่ การจดั การขยะมีความจ�ำ เป็นมาก คดิ เป็นรอ้ ยละ 93.3 และมีความต้องใหเ้ ทศบาลฯ ในการเกบ็ ขนขยะ
ที่รวบรวมไว้ (ร้อยละ 49.5) และพบว่าประชาชนในพ้ืนท่ีโดยรอบเส้นทางเข้า มมส มีการนำ�ขยะมาท้ิงตามริมถนน
ร้อยละ 32.8 โดยให้เหตุผลวา่ รถเกบ็ ขยะไม่เขา้ มาเก็บขยะ รอ้ ยละ 49.6 และมคี วามต้องการให้เทศบาลเขา้ เก็บขยะ
ทุกวัน (ร้อยละ 42.5) ในช่วงเช้าของทุกวัน (ร้อยละ 89.6) นอกจากนี้ชุมชนในพ้ืนท่ีมีความตระหนักในปัญหาการ
จดั การขยะมลู ฝอยในพน้ื ทช่ี มุ ชนโดยรอบเสน้ ทางเขา้ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม ทร่ี ะดบั มากทสี่ ดุ ( =4.22, SD = 1.04)
โดยเฉพาะประเดน็ การทงิ้ ขยะมลู ฝอยลงในทวี่ า่ งเปลา่ เปน็ การกระท�ำ ทไี่ มถ่ กู ตอ้ ง ท�ำ ใหผ้ อู้ นื่ เดอื นรอ้ น มคี วามตระหนกั
สูงสุด และการคัดแยกขยะมูลฝอยเปน็ หนา้ ทข่ี องทกุ คน

1.2 ตำ�แหน่งที่เหมาะสมในจุดรวบรวมขยะ ออกแบบ ก่อสร้างพ้ืนที่ต้นแบบของจุดรวบรวมขยะในพ้ืนที่
ภายใต้การบูรณาการความร่วมมือในการจัดการส่ิงแวดล้อมของพื้นท่ีให้สอดคล้องตามหลักการของเมืองน่าอยู่
อยา่ งยงั่ ยนื การศกึ ษาการจดั การขยะชมุ ชนโดยรอบเสน้ ทางเขา้ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม มกี ารบรู ณาการความรว่ มมอื
จากเทศบาลตำ�บลท่าขอนยาง เทศบาลตำ�บลขามเรียง ผู้นำ�ชุมชนในพ้ืนที่โดยรอบเส้นเส้นทางเข้ามหาวิทยาลัย
มหาสารคาม นิสิตสาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรมศาสตร์ นิสิตสาขาวิชาสถาปัตยกรรมผังเมือง นิสิตสาขาวิชาการ
จัดการงานก่อสรา้ ง และทข่ี าดไม่ได้ นิสิตในรายวิชาหนง่ึ หลกั สตู รหน่ึงชุมชนในคณะต่างๆ ของศกึ ษาทว่ั ไป ทีร่ ว่ มกนั
บูรณาการการแก้ไขปัญหาขยะชุมชนร่วมกัน ตั้งแต่ร่วมกันวางแผน กำ�หนดทิศทาง สำ�รวจ เก็บข้อมูล วิเคราะห์
ออกแบบ และสร้างจุดพักขยะต้นแบบ เพื่อแก้ไขปัญหาขยะในพ้ืนท่ีโดยรอบทางเข้ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อ
การพัฒนาพื้นที่เป็นการสร้างส่ิงแวดล้อมให้กับชุมชน ทำ�ให้เกิดสภาพแวดล้อมท่ีดี รวมถึงการสร้างความสวยงาม
น่าอยู่และกอ่ ให้เกิดการสรา้ งกจิ กรรมท่ดี ีให้กบั ชมุ ชน ท�ำ ให้ชุมชนมคี ณุ ภาพเออื้ ประโยชน์ต่อกนั

1.3 เพื่อพัฒนาคู่มือการจัดการขยะชุมชนฯ (การลด การคัดแยกและการนำ�ใช้ประโยชน์) การศึกษา
การจัดการขยะชุมชนโดยรอบเส้นทางเข้ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้รับความร่วมมือจากเทศบาลตำ�บลขามเรียง
ผู้นำ�ชุมชน และชาวบ้าน ในการร่วมกันแก้ไขปัญหาขยะในพื้นท่ีโดยรอบทางเข้ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผ่าน
กระบวนการสร้างสรรค์สื่อรณรงค์ ได้แก่ คู่มือการจัดการขยะชุมชนและเกณฑ์การประเมินระดับปัญหาขยะใน
ชุมชนเทศบาลฯ และบูรณาการการเรียนสอนในรายวิชาการจัดการส่ิงแวดล้อม ของนิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
ผงั เมอื ง และนฤมติ ศิลป์ ในการสร้างสื่อวีดีทศั น์ในการรณรงค์ปัญหาขยะในพื้นที่

2. องคค์ วามร้ทู เ่ี กิดขึ้นจากโครงการ/นวตั กรรมทีเ่ กดิ ขนึ้ จากโครงการ

การศกึ ษาการจดั การขยะชมุ ชนโดยรอบเสน้ ทางเขา้ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม ทอ่ี ยรู่ ะหวา่ งพน้ื ทรี่ บั ผดิ ชอบ
ของเทศบาลตำ�บลทา่ ขอนยางและเทศบาลต�ำ บลขามเรยี ง มีความหลากหลายและซบั ซอ้ นของผู้อยูอ่ าศัย โดยเฉพาะ
ประชากรแฝง (นิสิต บุคลากร) ที่มาอาศัยในพื้นท่ีจำ�นวนมาก และก่อให้เกิดปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อมในชุมชน

60 เอกสารประกอบการน�ำ เสนอผลงาน
สาขาทำ�นบุ ำ�รงุ ศิลปวฒั นธรรม”

จนเกิดการศึกษาอย่างเป็นระบบ ออกแบบและก่อสร้างจุดพักขยะที่ช่วยให้ชุมชนรู้จักการแยกขยะ เพ่ือสอดคล้อง
ตอ่ ความตอ้ งการของทอ้ งถิน่ ในการเกบ็ ขนต่อไป ท้ังน้ียงั ช่วยใหท้ อ้ งถ่นิ (เทศบาลฯ) ลดระยะเวลา งบประมาณ และ
แรงงาน ในการจดั การขยะได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ

3. ข้อเสนอแนะ

3.1 ชมุ ชนทางเขา้ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม ดา้ นหนา้ ปา้ ย ต�ำ บลทา่ ขอนยาง มปี ญั หาการทงิ้ ขยะบนไหลท่ าง
ตลอดแนวถนน ทำ�ให้ทัศนียภาพอุจาดไม่น่ามอง ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ดังน้ันพ้ืนที่นี้ต้องได้รับการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการของความร่วมมือหอพักและร้านอาหารในพ้ืนท่ี
ดำ�เนินการแยกขยะก่อนที่เทศบาลเก็บขนและจัดการต่อไป และดำ�เนินการร่วมแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมร่วมกัน
ระหวา่ งมหาวทิ ยาลยั มหาสารคามและเทศบาลตำ�บลทา่ ขอนยาง

3.2 ชุนชนทางเข้ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ด้านเทศบาลตำ�บลขามเรียง โดยด้านน้ีต้องดำ�เนินการสร้าง
กระบวนการแยกขยะกอ่ นทงิ้ ใหเ้ ปน็ รปู ธรรม เนอื่ งจากชมุ ชนของพน้ื นมี้ จี �ำ นวนประชากรทอ่ี าศยั ในหอพกั จ�ำ นวนมาก
ส่งผลต่อปริมาณขยะมีจำ�นวนมาก และส่วนที่ต้องดำ�เนินการตลอดแนวถนน ควรทำ�ความเข้าใจกับเจ้าของอาคาร
ในจดุ ท้งิ ขยะและช่วงเวลาการทำ�งานของรถเกบ็ ขนขยะของเทศบาล

3.3 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยเฉพาะบุคลากรและนิสิต ที่ถือว่าเป็นกลุ่มประชากรแฝงในพ้ืนที่ท้ัง
สองเทศบาลฯ โดยยังขาดจิตสำ�นึกในการคัดแยกขยะและการลดปริมาณขยะในพื้นท่ี โดยมหาวิทยาลัยต้องกำ�หนด
เปน็ แนวทางแก้ปัญหาอยา่ งเรง่ ด่วน เพือ่ สอดคลอ้ งกบั ปรชั ญาของมหาวทิ ยาลยั “ผู้มีปัญญาพึงเปน็ อยเู่ พอื่ มหาชน”

เอกสารอ้างอิง

เทศบาลต�ำ บลขามเรยี ง. (2562). ขอ้ มูลต�ำ บลขามเรยี ง. [ออนไลน์] สืบคน้ เมื่อ 20 กรกฎาคม 2562 จาก https://
www.khamriang.go.th/new/

เทศบาลตำ�บลทา่ ขอนยาง. (2562). ข้อมูลเมืองทา่ ขอนยาง. [ออนไลน์] สบื ค้นเมื่อ 20 กรกฎาคม 2562 จาก http://
www.thakhonyang.go.th/?option=info&cateid=1

เทศบาลตำ�บลทา่ ขอนยาง. (2562). ขอ้ มลู บา้ นทา่ ขอนยาง. [ออนไลน]์ สบื คน้ เมอ่ื 20 กรกฎาคม 2562 จาก https://
thakhonyang.wordpress.com/tag/....

ฤทธไิ กร ไชยงาม. (2562). ร่วมด้วยชว่ ยพฒั นาชุมชนตน้ แบบ (๒): เทศบาลต�ำ บลทา่ ขอนยาง: (๒) การบรหิ าร
จัดการขยะ_๐๓: สำ�รวจข้อมูลปริมาณการก่อขยะ. [ออนไลน์] สืบค้นเมื่อ 20 กรกฎาคม 2562
จาก https://www.gotoknow.org/posts/660254?....

การผลิตหนังสือภาพนิทานพ้ืนบ้านอีสาน เพื่อพัฒนาสื่อการสอนและการอนุรักษ์
วัฒนธรรมอสี าน

ประสงค์ สายหงษ์ และคณะ
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม
โครงการหนึ่งคณะหนึง่ ศลิ ปวฒั นธรรม ประจำ�ปงี บประมาณ �2�5�6�2

ความเปน็ มาของปญั หา

นิทานพื้นบ้านอีสานเป็นองค์ประกอบหน่ึงที่สำ�คัญของวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ภาคอีสานมีนิทานพื้นบ้าน
อันทรงคุณค่ามากมายท่ีแสดงถึงความเป็นตัวตน รากเหง้าของคนอีสาน นิทานพ้ืนบ้านอีสานมีมากมายหลาย
ประเภท และประเภทตา่ งๆ ของนทิ านพนื้ บา้ นไดเ้ ลา่ เรอ่ี งราวของศลิ ปะและวฒั นธรรมของคนอสี านอยา่ งหลากหลาย
แต่ในปัจจุบันการอนุรักษ์นิทานพื้นบ้านอีสานมีจำ�นวนน้อยและไม่เพียงพอต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน
และนักเล่านิทานในภาคอีสานก็มีจำ�นวนลดน้อยลง จากการได้ดำ�เนินโครงการทำ�นุบำ�รุงศิลปะและวัฒนธรรมในปี
งบประมาณ 2550-2559 ของ รศ. ดร. วยพุ า ทศศะ ไดพ้ บวา่ ผทู้ ีม่ ีความสนใจ และสามารถเล่านิทานพืน้ บา้ นไดม้ อี ายุ
มากข้ึน และกำ�ลังจะสูญเสียความทรงจำ� นักเล่านิทานบางท่านเคยจดจำ�และเล่านิทานพ้ืนบ้านได้หลายเร่ือง และ
บางท่านก็สามารถเลา่ ได้เปน็ ร้อยกรองอสี านทีเ่ รียกว่า ผญา บัดนี้ ท่านเหล่านี้ไมส่ ามารถจ�ำ นทิ านพ้ืนบา้ นเหลา่ นนั้ ได้
ที่ทำ�ให้น่าใจหายไปกว่าน้ัน นิทานพื้นบ้านไม่ได้รับการนำ�ไปเป็นส่วนหนึ่งในระบบการเรียนรู้ของนักเรียนในปัจจุบัน
ดังนั้นจึงเป็นเร่ืองท่ีจำ�เป็นที่ต้องบันทึกนิทานพื้นบ้านเหล่านี้ในรูปแบบต่างๆ เพื่อนำ�ไปถ่ายทอดและเผยแพร่สู่ระบบ
การศกึ ษา ดังนน้ั คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม จึงเห็นวา่ ควรท�ำ โครงการการผลติ หนงั สือภาพนิทาน
พน้ื บา้ นอสี าน เพอื่ พฒั นาสอ่ื การสอนและการอนรุ กั ษว์ ฒั นธรรมอสี าน โครงการน้ี มจี ดุ เดน่ คอื การพฒั นานทิ านพนื้ บา้ น
ให้มีชีวิต โดยมีการนำ�นิทานพื้นบ้านท่ีมีอยู่ในภาคอีสานมาพัฒนาเป็นหนังสือภาพท่ีมีสีสันสวยงาม และมีเน้ือเร่ืองที่
นา่ อา่ น นา่ ตดิ ตาม สามารถน�ำ ใชใ้ นการสอนวชิ าตา่ งๆ ได้ อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ นกั เรยี นทเี่ รยี นกม็ ชี วี ติ ชวี าในการเรยี นรู้
นิทานพ้ืนบ้าน และสามารถนำ�นทิ านบา้ นมาปรับใช้ในการดำ�รงชีวตได้ โครงการนมี้ ีกล่มุ เป้าหมายคอื ผลติ สื่อหนงั สอื
ภาพนิทานพ้ืนบ้านที่ได้การคัดเลือกจากผู้เช่ียวชาญในการเล่านิทาน นักการศึกษา และครูผู้สอนผู้นำ�นิทานไปใช้
ประโยชน์ โครงการน้ีมียังมีส่วนสำ�คัญในการสร้างเยาวชนท่ีมีความรักนิทานพ้ืนบ้าน เพราะจะได้มีเยาชนท่ีเข้าร่วม
โครงการจะไดผ้ ลติ สื่อนิทานพ้นื บ้าน และนำ�ไปพัฒนาในรูปแบบหนังสอื ภาพ พรอ้ มดว้ ยเรยี บเรยี งนทิ านพนื้ บ้านให้มี
ความนา่ สนใจในการอา่ นและสนุกสนานไปพร้อมกัน โครงการนีม้ คี วามโดดเดน่ เน่อื งจากจะมีขั้นตอนการดำ�เนินงาน
ทเ่ี รยี บงา่ ย และไดผ้ ลงานเปน็ รปู ธรรม มกี ารเดนิ ทางไปใหก้ ารบรกิ ารวชิ าการในโรงเรยี น และชมุ ชนตา่ งๆ ทรี่ ว่ มโครงการ
เมอื่ มกี ารจดั ท�ำ หนงั สอื ภาพเสรจ็ และหนงั สอื เทคนคิ การเลา่ นทิ านพนื้ บา้ น หนงั สอื ภาพและหนงั เทคนคิ นทิ านพน้ื บา้ น
จะไดร้ บั การเผยแพรใ่ นโรงเรยี นตา่ งๆ จากนนั้ หนงั สอื ภาพและหนงั สอื เทคนคิ การเลา่ นทิ านพนื้ บา้ นจะไดร้ บั การจดั พมิ พ์
และนำ�ไปสู่กระบวนการเพิ่มมูลค่าของนิทานพ้ืนบ้านโดยมีการจัดจำ�หน่ายตามโรงเรียนที่มีความสนใจ นอกจากนั้น
โครงการฯ จะเน้นใหน้ สิ ิตที่เข้าร่วมโครงการฯ มีทักษะในการวาดภาพประกอบนทิ านพน้ื บา้ น นิสิตจะไดร้ ับการอบรม

62 เอกสารประกอบการน�ำ เสนอผลงาน
สาขาทำ�นุบ�ำ รุงศลิ ปวฒั นธรรม”

เร่ืองการเตรียมบทเพอื่ เล่านิทานพืน้ บ้านท่ีได้รับการคดั เลือก จากนน้ั นสิ ติ จะเขา้ กลุ่มตามความสมคั รใจ และฝกึ ทักษะ
การวาดภาพ ใช้วธิ ีการวาดภาพเพอื่ ให้เห็นลำ�ดบั การเล่าเรือ่ งใหเ้ หน็ เปน็ รูปธรรม โดยผลผลติ ของนิสติ จะเปน็ หนังสอื
ภาพนทิ าน โดยจะเนน้ ใหน้ สิ ิตทำ�หนงั สือภาพนทิ าน 8-10 หนา้ กระดาษ A3 จากน้นั นสิ ิตจะได้นำ�นทิ านทนี่ ิสติ วาด
ไปฝึกเล่านแล้วเล่าออกมาในรูปแบบการแสดงการเล่านิทาน นิสิตสามารถเลือกวิธีการเล่านิทานเพื่อเผยแพร่นิทาน
พ้ืนบ้านด้วยการใช้หนังสือภาพประกอบ และสามารถพิมพ์เผยแพร่นิทานพื้นบ้านต่างๆ เป็นรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์หรือ
ส่ือดิจิตัล ตามแต่นิสิตแต่ละกลุ่มถนัด เม่ือมีการตีพิมพ์แล้ว สามารถนำ�ไปคืนให้ชุมชน โรงเรียนประถมและมัธยม
และในห้องสมุดประชาชน เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชา นิทานพ้ืนบ้าน วิชาภาษาไทย และ
วชิ าภาษาอังกฤษ สามารถเผยแพร่ผลงานเหลา่ น้ไี ปในพน้ื ทภี่ าคอน่ื ๆ เพ่อื เป็นต้นแบบในการดำ�เนนิ งานในพืน้ ท่ีอน่ื ๆ
ในประเทศดว้ ย ระดบั นานาชาติ สามารถเผยแพรห่ นงั สอื ภาพเหล่านดี้ ้วยการน�ำ เสนอผลงานวชิ าการระดับนานาชาติ
เนื่องจากคณะกรรมการดำ�เนินงานมีโครงการจัดทำ�หนังสือภาพเหล่าน้ีเป็นภาษาถ่ิน ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ
ทำ�ใหเ้ ป็นการสรา้ งความเข้าใจในวัฒนธรรมพ้นื บา้ นของประเทศไทย อนั จะกอ่ ใหเ้ กิดความสงบสขุ และสนั ติต่อไป

วตั ถปุ ระสงค์

โครงการ การผลติ หนงั สอื ภาพนทิ านพ้ืนบา้ นอีสาน เพอ่ื พัฒนาส่อื การสอนและการอนุรักษ์วฒั นธรรมอีสาน
มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปน้ี

1. เพื่อมุ่งเป้าอนุรักษ์ ฟื้นฟู สืบสานนิทานพื้นบ้านและวัฒนาพ้ืนบ้านอีสานโดยใช้หหนังสือภาพนิทาน
พืน้ บา้ นเปน็ ส่อื

2. เพอื่ ผลติ สอื่ นกั สอื่ ภาพนทิ านพน้ื บา้ นอสี านและเทคนคิ การเลา่ นทิ านพน้ื บา้ นอสี านเพอ่ื น�ำ ไปเปน็ ตน้ แบบ
ในการผลิตหนังสือภาพนทิ านพ้นื บา้ นและเทคนิคการเล่านิทานต่อไป

3. เพื่อนำ�ผลผลิตนิทานพื้นบ้านและเทคนิคการเล่านิทานจากโครงการน้ีไปคืนชุมชนและเผยแพร่ไปใน
วงกวา้ งพรอ้ มทงั้ จดั จ�ำ หน่ายตอ่ ไป

กระบวนการดำ�เนนิ การ

สถานท่ีด�ำ เนินการ

คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ใช้เป็นที่จัดกิจกรรมการอบรมการผลิตหนังสือภาพและ
การประกวดหนงั สือภาพ

โรงเรียนบา้ นท่าประทายโนนตูมต้งั อยหู่ มู่ท่ี 3 บา้ นทา่ ประทาย ตำ�บลเก้ิง อ�ำ เภอเมืองฯ จังหวดั มหาสารคาม
รหสั ไปรษณยี ์ 44000

โรงเรียนบ้านหนองหว้าโนนทองต้ังอยู่เลขที่ 5 หมู่ท่ี 9 ตำ�บลบ่อใหญ่ อำ�เภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม
สังกัดสำ�นักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษามหาสารคามเขต 1 สำ�นักงาคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ

โรงเรียนบา้ นหนั เชียงเหียน ตัง้ อยูท่ ่ี หมทู่ ่ี 18 บ้านเชยี งเหียนใต้ ตำ�บลเขวา อำ�เภอเมืองมหาสารคาม จังหวัด
มหาสารคาม 44000 โทรศพั ท์: 043746181

เอกสารประกอบการนำ�เสนอผลงาน 63
สาขาท�ำ นุบำ�รุงศิลปวฒั นธรรม”

กระบวนการทำ�งานแบบการจัดท�ำ แผนการดำ�เนินงานแบบมีส่วนรว่ มรว่ มกบั ชมุ ชน (PDCA)

การด�ำ เนินโครงการ:

กจิ กรรมและวธิ ดี ำ�เนนิ งาน (ระบใุ หช้ ดั เจนตามกระบวนการทำ�งานดว้ ยกลไก PDCA) เชน่ *** สำ�หรบั วธิ กี าร
ด�ำ เนนิ งาน หัวหนา้ โครงการควรอธบิ ายถงึ ข้นั ตอนการดำ�เนนิ งานท่ีเปน็ ระบบ และถูกตอ้ งชดั เจนทกุ ขั้นตอนตามแผน
PDCA ซ่งึ ในวธิ กี ารด�ำ เนนิ งานน้นั ต้องมีความสอดคล้องและดำ�เนนิ การตามลักษณะของโครงการ และวตั ถุประสงค์
ของประกาศมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

1. ขั้นวางแผน (Plan)

1.1 กำ�หนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และวิธีดำ�เนินงาน แล้วประชุมกรรมการอันประกอบด้วยอาจารย์
เพื่อชแี้ จงวิธกี ารด�ำ เนนิ งาน ให้การอบรมวิธีการรับสมคั รนิสิตและอาจารยท์ ีเ่ ขา้ ร่วมโครงการ

1.2 รบั สมัครนสิ ติ เขา้ ร่วมโครงการฯ
1.3 ตดิ ตอ่ โรงเรียนทเ่ี ชา้ รว่ มโครงการฯ เพื่อประชาสัมพนั ธแ์ ละเผยแพร่

2. ขั้นการดำ�เนนิ งาน (Do)

2.1 ขนั้ ตอนการดำ�เงนิ ส�ำ หรบั คณะกรรมการและนสิ ติ
2.1.1 ประชุมคณะกรรมการ และนิสิตทเี่ ข้าร่วมโครงการฯ เพื่ออธบิ ายกิจกรรมตา่ งๆ
2.1.2 จัดการอบรมนสิ ิตเร่ืองการดดั แปลงนิทาน การเลา่ นิทาน 1 ครัง้ ส�ำ หรับนิสติ จำ�นวน 308 คน
2.1.3 การอบรมเร่อื งศลิ ปะและการท�ำ หนังสือภาพส�ำ หรับนสิ ติ ท่ีเข้าร่วมโครงการ 1 ครง้ั
2.1.4 น�ำ นสิ ติ ทผี่ า่ นการอบรมเทคนคิ การเลา่ นทิ านแสดงการเลา่ นทิ านตามโรงเรยี นทเ่ี ขา้ รว่ มโครงการฯ
2.1.5 ปฏบิ ัติการการท�ำ หนังสือภาพนทิ านพ้ีนบา้ นโดยนิสิต
2.1.6 การตรวจสอบความถูกต้องด้านเนื้อหา ศิลปะ วัฒนธรรมอีสานจากนิทานที่นิสิตเลือกทำ�
หนงั สือภาพ
2.1.7 การคดั เลอื กหนังสือภาพที่เหมาะสมท่สี ดุ จากผลติ ผลของนสิ ติ เพือ่ นำ�ไปผลิตหนังสือภาพ
2.2 ขั้นตอนการด�ำ เนินงานส�ำ หรบั โรงเรียนทเี่ ขา้ ร่วมโครงการฯ
2.2.1 รบั สมัคร รบั สมคั รโรงเรยี นทีเ่ ขา้ ร่วมโครงการ
2.2.2 ก�ำ หนดวนั และเวลา เพอ่ื อธิบายวตั ถุประสงคโ์ ครงการฯ
2.2.3 เผยแพรก่ ารเล่านทิ านจากหนงั สอื ภาพที่นสิ ติ ผลิตตามโรงเรยี นต่างๆ โรงเรียนละ 1 ครั้ง

3. ขั้นการประเมนิ (Check)

3.1 ประชุมเพื่อนำ�เสนอผลงานจากกิจกรรมต่างๆ เพื่อปัญหาและอุปสรรคต่าง พร้อมท้ังช่วยกันหา
วิธีแกป้ ญั หา แล้วน�ำ มาปรับเพ่ือลงพนื้ ที่เก็บข้อมลู ทเ่ี หลือ

3.2 ขน้ั การสรุปข้อมูล นำ�ข้อมลู จากกจิ กรรมต่างๆ เช่น การเล่านิทานส�ำ หรับนักเรียน การเกบ็ ขอ้ มูล
นิทานพืน้ บ้าน เปน็ ต้น มาสรุป และแบ่งงานในการวิเคราะห์ขอ้ มูล

3.3 ข้นั การวเิ คราะหข์ อ้ มลู สมาชิกวิเคราะห์ขอ้ มูล
3.3.1 จ�ำ นวนนิทานพน้ื บ้านที่รวบรวมได้
3.3.2 ความพึงพอใจของผ้เู ข้ารว่ มโครงการ กจิ กรรมตา่ งๆ

64 เอกสารประกอบการน�ำ เสนอผลงาน
สาขาท�ำ นุบ�ำ รงุ ศลิ ปวฒั นธรรม”

3.3.3 ความต่อเนอื่ ง และผลการใฃห้ นงั สือภาพตามโรงเรยี นตา่ งๆ
3.4 การน�ำ เสนอข้อมูลสมาชกิ น�ำ ผลการวเิ คราะหม์ านำ�เสนอเพอ่ื ชว่ ยกนั หาวิธปี รบั ปรุง

4. ขัน้ ตอนการประเมินผล (Action)

4.1 สรุปการประเมนิ ครู และนักเรียนท่ีเข้ารว่ มโครงการ และผลงานการเล่านทิ านโดยหนงั สือภาพของนสิ ิต
สำ�หรบั นกั เรียน

4.2 สำ�รวจหนงั สอื ภาพนทิ านพืน้ บา้ นที่ประสบความสำ�เรจ็
4.3 การคัดเลือกหนงั สอื ภาพนิทานพน้ื บ้านท่มี ีความสมบรู ณม์ ากท่สี ดุ ะ
4.4 การเผยแพรผ่ ลงาน นำ�ผลส�ำ เร็จของโครงการฯ เผยแพรใ่ นการประชมุ การเผยแพรผ่ ลงาน และน�ำ ผล
ของโครงการฯ เป็นสว่ นหนึง่ ของการอบรมสัมมนาเชงิ ปฏิบตั กิ ารเทคนคิ เลา่ นิทานพนื้ บ้านเพอื่ ส่งเสริมวัฒนธรรม
4.5 ขั้นตอนการเขยี นรายงาน หัวหนา้ โครงการนำ�ข้อมูลทกุ อย่างมาเขยี นรายงาน

ระยะเวลาด�ำ เนินการ

วันเร่ิมต้นดำ�เนินงาน วันท่ี 15 พฤศจิกายน 2561 ถึงวันท่ี 31 กรกฎาคม 2562 โดยโดยมีกิจกรรม
ดงั ต่อไปนี้

ตารางท่ี 1 กจิ กรรมตา่ งๆ ทีไ่ ด้ด�ำ เนนิ การในโครงการ

วัน เดือน ปี กจิ กรรม สถานที่
ตามโรงเรยี นทีเ่ ข้ารว่ ม
15-31 ตดิ ตอ่ โรงเรียนทีเ่ ช้าร่วมโครงการฯ คณะศึกษาศาสตร์ มมส
พฤศจกิ ายน 2561 รบั สมัครนิสติ ที่เข้ารว่ มโครงการฯ คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั
มหาสารคาม
6 ธันวาคม 2561 ประชุมคณะกรรมการดำ�เนนิ งาน และคณะกรรมการ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัย
ทำ�งานจากโรงเรียนที่เข้าร่วม มหาสารคาม

25-31 มกราคม กิจกรรมท่ี 1 การอบรมเรอ่ื งศิลปะและการท�ำ หนงั สอื ภาพ
2562 กิจกรรมที่ 2 การอบรมนิสติ เรื่องการดดั แปลงนิทาน
การเลา่ นทิ าน

6 มีนาคม 2562 กจิ กรรมท่ี 3 ตามฮอยนิทานพืน้ บ้านฮีต 12 คลอง 14 โรงเรียนกาฬสินธปุ์ ญั ญานกุ ูล
1 พฤษภาคม ณ โรงเรยี นกาฬสินธุป์ ัญญานุกูล อ�ำ เภอเมอื ง จังหวัดกาฬสนิ ธุ์
2562 กจิ กรรมที่ 4 ศึกษาวรรณกรรมพระเวสฯ จากงานบุญ วัดขมุ ชนโพธิศ์ รี อำ�เภอเมอื ง
พระเวสฯ จ. มหาสารคามและร้อยเอด็ จงั หวัดมหาสารคาม และงาน
กนิ ข้าวปุ้นบญุ พระเวส จังหวดั
1-30 เมษายน กิจกรรมท่ี 5 การประกวดการท�ำ หนังสอื ภาพ รอ้ ยเอ็ด
2562 และการเล่านทิ านพนื้ บา้ น คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัย
มหาสารคาม

เอกสารประกอบการน�ำ เสนอผลงาน 65
สาขาทำ�นุบำ�รุงศลิ ปวัฒนธรรม”

จากการจดั กจิ กรรมตา่ งๆ ทางคณะกรรมการดำ�เนนิ งานไดน้ �ำ การจดั โครงการไปบรู ณาการเขา้ สกู่ บั การเรยี น
การสอนในรายวิชา 0560101 ภาษาและวัฒนธรรมสำ�หรับครู ของคณะศึกษาศาสตร์ มีนิสิตท่ีเข้าเรียนได้เข้าร่วม
ในการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่นการอบรมเรื่องศิลปะและการทำ�หนังสือภาพ การประกวดการทำ�หนังสือภาพและ
การเล่านิทานพื้นบา้ น เปน็ ตน้

การบรรลุวัตถปุ ระสงค์การด�ำ เนินงาน

ทางคณะกรรมการดำ�เนินงานฯ ได้บรรลุวตั ถุประสงคด์ ังต่อไปน้ี
1. ไดม้ กี ารอนุรักษ์ ฟน้ื ฟู สบื สานนทิ านพ้นื บา้ นและวัฒนาพนื้ บา้ นอสี านโดยใชห้ หนงั สือภาพนิทานพ้ืนบา้ น
เป็นสื่อ
2. ได้การผลิตส่ือนักส่ือภาพนิทานพื้นบ้านอีสานและเทคนิคการเล่านิทานพ้ืนบ้านอีสานเพ่ือนำ�ไปเป็นต้น
แบบในการผลิตหนังสอื ภาพนิทานพนื้ บ้านและเทคนคิ การเล่านทิ านต่อไป
3. นสิ ติ ได้น�ำ ผลิตนิทานพ้นื บ้านและเทคนคิ การเลา่ นทิ านจากโครงการนไ้ี ปเผยแพร่ตามโรงเรยี นต่างๆ

ความพึงพอใจและการนำ�ไปใช้ประโยชน์

การประเมินความสำ�เร็จของการบูรณาการงานบริการทางวิชาการสำ�หรับนิสิตคณะกรรมการดำ�เนินงานฯ
ได้จัดกิจกรรมโดยได้ทำ�ตามวัตถุประสงค์ต่างๆ เพ่ือให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการ หนึ่งในวัตถุประสงค์คือ
เพ่ือให้นิสิตที่เข้าร่วมโครงการสามารถผลิตหนังสือภาพนิทานพื้นบ้านอีสานและนำ�นิทานพ้ืนบ้านมาจัดการเรียน
การสอนเพอื่ สง่ เสรมิ วฒั นธรรมอสี านไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ ในการประเมนิ ความส�ำ เรจ็ ของการบรู ณาการงารบรกิ าร
วชิ าการมนี สิ ติ แิ ละนกั เรยี นเขา้ รว่ มโครงการฯ จาก คณะศกึ ษาศาสตร์ คณะศลิ ปกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม
นักเรียนและครูจากโรงเรียนบ้านท่าประทายโนนตูม โรงเรียนบ้านหันเชียงเหียน และโรงเรียนบ้านหนองหว้า
โนนทอง คณะกรรมการด�ำ เนนิ งานฯ ได้จัดกิจกรรมต่างๆ ให้นิสติ ท่เี ขา้ ร่วมโครงการไดเ้ ข้าร่วม เช่น 0560101 ภาษา
และวัฒนธรรมสำ�หรับครู นอกจากนั้นนสิ ติ ได้ฝกึ การท�ำ หนังสือภาพจากศิลปนิ จากประเทศอินเดีย นิสติ และนกั เรียน
ไดผ้ ลติ หนังสอื นทิ านพื้นบา้ นจากนนั้ ได้ส่งเข้าประกวดเพอ่ื ชงิ ทุนการศกึ ษา

การประเมนิ ความพึงพอใจในการเขา้ ร่วมโครงการของครู นักเรียน

ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรมในโครงการฯ คณะกรรมการได้รวบรวมความพึงพอใจของผู้เข้าร่วม
โครงการฯ จากกิจกรรมต่างๆ เช่น การอบรมเร่ืองศิลปะและการทำ�หนังสือภาพ การประเมินความพึงพอใจในการ
เข้าร่วมโครงการ จากการประเมินโครงการของผู้เข้าร่วมโครงการจำ�นวน 80 คน พบว่ามีความพอใจในระดับดีมาก
ทุกประเด็นที่ต้องการรู้ โดยมีประเด็นท่ีได้ค่าเฉล่ียมากท่ีสุดคือข้อ 1.1 และข้อ 2.1 มีความสามารถในการถ่ายทอด
ความร้ใู ห้ผฟู้ ังเข้าใจ มคี ่าเฉล่ยี ที่ 4.86 คิดเปน็ รอ้ ยละ 97.2 นอกจากน้ันทกุ ประเด็นไดร้ บั การประเมิน ในระดับดมี าก
จากประเมนิ โครงการเชงิ ปรมิ าณ พบว่า ครู นกั เรยี น นิสติ และผปู้ กครองทีเ่ ข้ารว่ มโครงการมคี วามพึงพอใจมากกวา่
ร้อยละ 80 ตามทไี่ ดต้ ัง้ เกณฑไ์ ว้

66 เอกสารประกอบการน�ำ เสนอผลงาน
สาขาท�ำ นบุ �ำ รงุ ศิลปวัฒนธรรม”

การอนรุ ักษ์วัฒนธรรมอสี านผา่ นการผลติ หนงั สอื ภาพนิทานพ้นื บา้ นอสี าน

นสิ ติ ไดเ้ รยี นรนู้ ทิ านพนื้ บา้ นอสี าน พรอ้ มดว้ ยเรอื่ งราวเกย่ี วกบั ฮตี 12 คอง 14 ของชาวอสี าน จากนน้ั นสิ ติ ได้
ผลติ เป็นหนงั สือภาพโดยมีการน�ำ ศิลปะลวดลายของอสี านเข้ามาใส่ไวใ้ นหนังสอื นิทานพ้นื บ้านของนิสติ นิสิตไดเ้ รียนรู้
นทิ านจำ�นวน 25 เร่อื ง

การบรู ณาการและการเกิดประโยชนแ์ ละสรา้ งคุณค่าตอ่ สงั คมและชุมชน

การบรู ณาการงานวิจัยเข้าสู่การเรยี นการสอน

ในการปฏริ ปู การเรยี นการสอนด้วยการบรู ณาการพันธกิจของมหาวิทยาลยั 4 ประเดน็ คือ การผลติ บัณฑติ
การวิจัย การบริการวชิ าการ และการทำ�นบุ �ำ รงุ ศลิ ปวัฒนธรรม มดี ังตอ่ ไปน้ี

การผลิตบัณฑิต นิสิตท่ีเข้าร่วมโครงการได้รับการฝึกการวาดภาพประกอบนิทานพ้ืนบ้านอีสาน และได้รับ
การฝงั นิทานจากนกั เลา่ นิทานนานาชาติ และนิสติ ยงั ได้มโี อกาสฝึกเทคนคิ การสอนด้วยการเลา่ นทิ าน และน�ำ ไปใชใ้ น
การเรยี นการสอนของนสิ ติ ในโครงการนไี้ ดน้ �ำ นสิ ติ ไปรว่ มเกบ็ รวมรวบนทิ าน แลว้ น�ำ ผลติ สอ่ื การสอน น�ำ ไปใชต้ อ่ และ
น�ำ เสนอแกค่ รูผสู้ อนท่เี ขา้ ร่วมโครงการอกี ต่อไป

การวิจัย โครงการน้นี อกจากจะเป็นโครงการบริการวิชาการสชู่ มุ ชนแล้ว ยงั สามารถเกบ็ ประเดน็ การวิจัยได้
หลายหวั ขอ้ เช่น พฤติกรรมเดก็ สมาธสิ ัน้ ในการฟงั นิทาน การปรบั พฤติกรรมเด็กโดยการใชเ้ ทคการเล่านทิ าน เป็นต้น

การบรกิ ารวชิ าการ การเล่านทิ านตามโรงเรยี น และการอบรมครูผู้ปกครองเป็นการบรกิ ารวิชาการโดยการ
ใหโ้ รงเรยี นมีสว่ นร่วม

การทำ�นบุ ำ�รงุ ศิลปวฒั นธรรม นทิ านท่เี ลา่ มีเนือ้ หาสอดแทรกวฒั นธรรม คตคิ ำ�สอน การดำ�รงชวี ติ แกเ่ ดก็ ๆ
นอกจากนีย้ ังมกี ารน�ำ นกั เลา่ นิทานพืน้ บ้านมาสง่ เสริมการเล่านิทานตอ่ ครู และเดก็ ๆ ด้วย

นอกจากนั้นผู้วิจัยได้นำ�กิจกรรมส่งเสริมการเล่านิทานพื้นบ้านเพ่ือสืบสานวัฒนธรรมอีสานสำ�หรับนักเรียน
ระดับปฐมวัยและประถมศึกษา มีการนำ�ไปใช้ในการเรียนการสอนอย่างเป็นรูปธรรม ในปีน้ีมีการนำ�ท้ังด้านวิธีการ
และเนอ้ื หานทิ านมาปรบั ใชก้ บั การเรยี นการสอนในหลายวชิ า 0560101 ภาษาและวฒั นธรรมส�ำ หรบั ครู นสิ ติ ไดเ้ รยี นรู้
ความหลากหลายของวฒั นธรรมตา่ งๆ ซงึ่ สามารถทำ�ใหน้ สิ ติ อยรู่ วมกนั อยา่ งมคี วามสขุ ในกจิ กรรมการเรยี น นสิ ติ เลอื ก
นิทานจากโครงการแลว้ นำ�ไปเลา่ ต่อใหน้ ักเรยี นในกจิ กรรมการเล่านิทานในห้องเรียน และในอนาคตตอ่ ไป

นอกจากนน้ั นสิ ติ ทเ่ี ขา้ รว่ มโครงการไดร้ บั การสง่ เสรมิ การน�ำ ทนุ ทางวฒั นธรรม ขนบธรรมเนยี มและภมู ปิ ญั ญา
ทอ้ งถิน่ ไปใชป้ ระโยชนอ์ ยา่ งยั่งยืน การทผ่ี ู้รว่ มกิจกรรมได้เรยี นร้ภู ูมปิ ัญญาท้องถนิ่ ได้เรยี นรู้คติธรรม ท่สี ามารถนำ�ไป
ประยุกต์ใช้ในชีวิตได้เป็นประโยชน์ที่ย่ังยืน โดยเฉพาะอย่างย่ิงเรื่องของความสนุกสนานเพลิดเพลิน ซึ่งทำ�ให้ชีวิตท่ี
เร่งรีบเต็มไปด้วยการแข่งขันได้มีโอกาสผ่อนคลาย ทำ�ให้จิตใจแจ่มใสสามารถเผชิญกับปัญหาและแก้ปัญหาต่างๆ
ได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ

การสร้างคณุ คา่ ต่อสงั คมและชุมชน

ทางผูว้ จิ ัยได้จดั ท�ำ โครงการโดยสร้างคุณคา่ ต่อสังคมและชุมชนดังต่อไปนี้
โรงเรียนบ้านหนองหว้าโนนทองได้ส่งเสริมการวาดภาพหนังสือนิทานพ้ืนบ้านและกิจกรรมการเล่านิทาน
ส�ำ หรับนักเรยี นระดบั อนบุ าล และประถมศึกษา จัดสถานที่ และนำ�ครูและผปู้ กครองเข้ารว่ มการฟงั นิทานและอบรม
การเล่านทิ าน ประเดน็ ท่ีส�ำ คัญคือ ทางผบู้ รหิ ารมคี วามสนใจในการจัดเล่านทิ านอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง และน�ำ กิจกรรมต่างๆ
ทเ่ี ก่ียวข้อกบั การประยุกต์นทิ านพ้ืนบ้านไปใช้ในการเรียนรู้ของนกั เรยี น

เอกสารประกอบการนำ�เสนอผลงาน 67
สาขาท�ำ นบุ ำ�รุงศิลปวัฒนธรรม”

โรงเรียนบ้านท่าประทายโนนสูง อ. เมือง จ. มหาสารคามและ โรงเรียนบ้านเชียงเหียน อ. เมือง
จ. มหาสารคาม ไดส้ ง่ เสรมิ การจดั กจิ กรรมการวาดภาพประกอบนทิ านและการเลา่ นทิ านส�ำ หรบั นกั เรยี นระดบั อนบุ าล
และประถมศกึ ษา จดั สถานท่ี และน�ำ ครแู ละผปู้ กครองเขา้ รว่ มการฟงั นทิ านและอบรมการเลา่ นทิ าน ประเดน็ ทสี่ �ำ คญั คอื
ทางผู้บริหารมีความสนใจในการจัดเล่านิทานอย่างต่อเนื่อง และนำ�กิจกรรมต่างๆ ท่ีเก่ียวข้อกับการประยุกต์นิทาน
พื้นบ้านไปใช้ในการเรียนรู้ของนักเรียนครูและผู้ปกครองมีความเข้าในในนิทานพ้ืนบ้านในการส่งเสริมและอนุรักษ์
วัฒนธรรมพื้นบา้ นอิสานผ่านการเลา่ นทิ าน

การผลิตหนังสือภาพนิทานพ้ืนบ้านอีสาน เพ่ือพัฒนาส่ือการสอนและการอนุรักษ์วัฒนธรรมอีสานเป็นการ
ศึกษาเพื่อนำ�ภูมิปัญญาซึ่งเป็นรากเหง้าทางวัฒนธรรมอีสานไปสานต่อในระบบการในการศึกษาของเยาวชนใน
ภาคอสี าน การสานตอ่ นเี้ ปน็ ไปในรปู แบบใหเ้ ยาวชนมสี ว่ นรว่ ม เมอื่ เยาวชนเปน็ สว่ นสำ�คญั ท�ำ ใหเ้ ยาวชนมคี วามเขม้ แขง็
และยัง่ ยืนในการท่จี ะช่วยกัน อนุรกั ษ์ ฟนื้ ฟู สืบสาน มรดกทางวัฒนธรรมอีสานใหค้ งอยสู่ ืบไป แม้ว่าจะมีอทิ ธพิ ลจาก
ต่างวัฒนธรรมภายนอกจะหลังไหลเข้ามา เยาวชนก็จะมีความเข้มแข็ง และเมื่อมีปัญหาก็สามารถหันหน้าปรึกษากับ
ปราชญพ์ ื้นบ้าน หรอื ผอู้ าวุโสได้ เม่อื เยาวชนและผู้อาวุโสมคี วามสมั พันธอ์ นั ดีงามท�ำ ให้ชมุ ชนเขม้ แข็ง

การน�ำ กิจกรรมในโครงการไปใช้ในการวิจัย

การวจิ ยั ทงั้ ของอาจารยแ์ ละการท�ำ บทนพิ นธข์ องนสิ ติ อาจมาจากการจดั กจิ กรรมนไี้ ด้ เชน่ การทนี่ สิ ติ สามารถ
แต่งนิทานภาษาอังกฤษได้อย่างดี โดยการได้แรงบันดาลใจจากการฟังนิทาน การสอนโดยการใช้นิทานอาเซียน
การปรบั พฤติกรรมนกั เรียนโดยการใช้นิทาน การพฒั นาความเปน็ ผูเ้ รยี นด้วยนิทาน การน�ำ กจิ กรรมในโครงการไปใช้
กับการบริการวิชาการหัวข้อเรื่องการวิจัยที่กล่าวมาข้างต้นสามารถสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่และนำ�ออกเผยแพร่เป็น
ผลงานและให้บริการด้านการบรรยาย การจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการต่างๆ ให้แก่สถาบันการศึกษาท้ังระดับประถม
มธั ยม และอุดมศึกษา

ประโยชน์และคุณค่าต่อสถาบนั

การมีผลงานวิจัยและบริการทางวิชาการต่างๆ เป็นการสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการให้แก่สถาบันอีกทั้ง
เผยแพร่ช่ือเสียงของสถาบันด้วย

ผลกระทบทีเ่ กิดประโยชน์และสรา้ งคุณคา่ ตอ่ สังคมและชุมชน

เม่ือมีการศกึ ษาภมู ิปัญญาซึง่ เป็นรากเหงา้ ทางวัฒนธรรม โดยมีเยาวชนเปน็ ส่วนสำ�คัญทำ�ให้เยาวชนมีความ
เขม้ แข็ง และยั่งยนื ในการท่ีจะชว่ ยกัน อนรุ กั ษ์ ฟื้นฟู สืบสาน มรดกทางวัฒนธรรมให้คงอย่สู บื ไป แม้วา่ จะมอี ิทธพิ ล
จากต่างวัฒนธรรมเช่นการรวมตัวทางเศรษฐกิจอาเซียน เยาวชนก็จะมีความเข้มแข็ง และเมื่อมีปัญหาก็สามารถ
หนั หนา้ ปรกึ ษากบั ปราชญพ์ น้ื บา้ น หรอื ผอู้ าวโุ สได้ เมอ่ื เยาวชนและผอู้ าวโุ สมคี วามสมั พนั ธอ์ นั ดงี ามท�ำ ใหช้ มุ ชนเขม้ แขง็

บทสรปุ

การผลิตหนังสือภาพนิทานพ้ืนบ้านอีสาน เพ่ือพัฒนาส่ือการสอนและการอนุรักษ์วัฒนธรรมอีสานเป็น
สื่อการสอนสำ�หรับครู และสื่อในการเลี้ยงดูลูกท่ีสำ�คัญ การเล่านิทานเป็นส่ือที่สามารถสร้างได้ง่ายที่สุด เมื่อครูและ
พ่อแม่ผู้ปกครองมีทักษะและความชำ�นาญในการเล่านิทานแล้ว ครูและผู้ปกครองจะสามารถสั่งสอนอบรมนักเรียน
บุตรหลานของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความมั่นคงในการดำ�รงชีวิตต่อไป โครงการการอบรมเทคนิคการเล่า
นทิ านแสดง การเล่านิทาน และการน�ำ นทิ านพ้ืนบ้านมาปรบั ใช้ ส�ำ หรับครู และผูป้ กครองเป็นโครงการทไี่ ดน้ ำ�นทิ าน
พน้ื บา้ นทสี่ นกุ สนานจากนกั เลา่ นทิ านพนื้ บา้ นทใี่ หไ้ ปรวบรวมนทิ านพนื้ บา้ นจากผเู้ ฒา่ ผแู้ ก่ นทิ านพน้ื บา้ นทนี่ �ำ มาใชเ้ ลา่
ให้เด็กๆ ฟังแต่ละเร่อื งประกอบไปด้วยเน้ือเรอ่ื งทีส่ มบูรณ์ การใชภ้ าษาอยา่ งกระซับ ทวนซำ้� และงา่ ยตอ่ ความเข้าใจ
ดังน้ัน เม่ือนิทานมานำ�เสนอสู่การเล่า นิทานจึงเป็นสื่อที่ทรงประสิทธิภาพ ในการอบรมคร้ังนี่ คณะวิทยากรได้นำ�

68 เอกสารประกอบการน�ำ เสนอผลงาน
สาขาทำ�นบุ ำ�รุงศลิ ปวฒั นธรรม”
เทคนิคตา่ งๆ เก่ยี วกับการเล่านิทาน การเลือกนิทาน การใช้นทิ านในสถานการณต์ ่างๆ มาแบง่ กบั ผู้เข้ารว่ มอบรม ทาง
คณะวิทยากรหวังว่าผู้เข้าร่วมอบรมจะได้ประสบการณ์ใหม่ในการใช้เทคนิคการสอนด้วยการใช้นิทานและสามารถนำ�
ความรูไ้ ปประยกุ ตไ์ ชใ้ นการเรียนการสอนและการเล้ยี งดูบุตรหลานตอ่ ไป นอกจากนั้น กิจกรรมสง่ เสรมิ การเลา่ นิทาน
พื้นสบนกุ้าสนนาเนพจากื่อนสักเืลบา่ นสิทาานนพ้ืนวบัฒา้ นทน่ใี หธไ้ ปรรรวบมรวอมนีสทิ าานนพ้ืสนบำ�้านหจารกับผูเ้ ฒนา่ ผักู้แเกร่ นียิทานนพรื้นะบ้าดนัทบีน่ ปามฐาใชม้เลว่าใัยห้เแดก็ ลๆะประถมศึกษา เป็นการศึกษาเพื่อนำ�ภูมิปัญญา
ซเป่ึง็นเนเฟกปทิังไย่ี แาปว็นตนก่ลมใบั ระานกเนาราาื่อรรเกเงสลูปปนา่เรนอหแะสิทกู่กบางอานบ้ารบไเกปลทาใ่าดรห้วเานลยิทืองเ้เนากยวนื้อนจเาัิทฒรึง่ือาวเนปงนทช็นกี่สสาธนมอ่ืรบทรใมชูร่ีทรน้ณรีสิทงม์ กปา่วนารอรนะใในสีสชสริทภ้ ถธา่วาาภิษนนมาากพอไายรใเป่านณมงกต์กสาอ่ืร่ารงะาอเซๆบยนับรมมาทตาควแวร่นอบั้งชซง่นใก้า่ีนคบันแณผลเรู้เปะะขงว้าะา่ทิ็นรยว่ยบตมสาอ่กอบคว่รบวไรกดนามม้นาสเาทขเารท้า�ำงใคคใจคนณนดิคัญะังตกวน่าทิ้นัทงายๆเาำ�รมกอ่ืใรศหึกเ้ ษยาาวขชอนงมเยีคาววาชมนเขใม้นแภขาง็ คแอลีสะายนั่งยกืนาใรนสกาานรตท่อจ่ี นะ้ี
ชจะว่ ยหเหปพวรกือ่ละังสวยนั ังา่ืบุกผสตไ้เูาอ์ไขหชนา้ ้ในวรนลฒัว่ กมรุ นเาอขกรัธบเรร้ารรษียมมมนจอ์ กะฟสี าาไาดรนนื้ ส้ปสอเรฟานะยหสแรูาบลบัสกะวนกาบื กัรชาเณรรสเนีย์ใลหานยี้ กมรงนะ่ใด็นจดบู กบัมุตะาปรรรหฐมใมชลดีคว้เาทยันกควแตนลท่อาคิะไปปกมาารงนระเสอถขวอกมฒั้มนจศาดึกกแว้ษนนยาข้ันกธเา็ปงรร็นใรชกกแน้ิจามรทิกลศราอรึกนะมษสีแสาลเ่งาเะมพเสสนื่อารื่อนมิมใาากมหภราถูมรีปค้นเิปลาัญัญงา่คนญอวทิหาามายซนร่ึงาสูู่้ไเพปปก้ืนบืน็ บ็สา้ไนาปมแามรถว้ า่หจันะหมนอี ้าทิ ปธรพิ ึกลษจาากกับตปา่ งรวาฒั ชนญธ์พรื้นรมบภ้านายนหอรืกอ
ผู้อาราวกเุโหสงา้ ไทดางว้ ัฒเมนธ่ือรรเมยอีสาานวไชปสนานแต่อลในะระผบู้อบกาารวในโุ กสารมศึกีคษวาขาองมเยสาวัมชนพในันภาธคออ์ สี านั นดกางีรสาามนตทอ่ น�ำ ีเ้ ปใ็นหไป้ชในมุ ชนเขม้ แขง็
รปู แบบให้เยาวชนมสี ่วนร่วม เมื่อเยาวชนเปน็ สว่ นสาคัญทาให้เยาวชนมีความเข้มแขง็ และยงั่ ยืนในการที่จะช่วยกนั
อนรุ กั ษ์ ฟนื้ ฟู สบื สาน มรดกทางวัฒนธรรมอสี านให้คงอยู่สืบไป แม้ว่าจะมีอิทธิพลจากต่างวฒั นธรรมภายนอจะหลงั ไหล
รูปภาพประกอบโครงการเขา้ มา เยาวชนกจ็ ะมีความเข้มแขง็ และเมื่อมีปญั หากส็ ามารถหนั หน้าปรกึ ษากบั ปราชญ์พ้ืนบา้ น หรือผู้อาวโุ สได้ เม่อื
เยาวชนและผอู้ าวโุ สมคี วามสัมพันธ์อันดีงามทาให้ชุมชนเข้มแขง็
รูปภ1าพ,ประกกอาบรโคอรงบการรมเรอ่ื งศิลปะและการท�ำ หนังสือภาพ
1. การอบรมเรอ่ื งศลิ ปะและการทาหนังสือภาพ

2. ผลงานหนงั สือภาพของนิสิตและผู้เขา้ รว่ มอบรม

2. ผลงานหนังสือภาพของนิสติ และผูเ้ ข้ารว่ มอบรม

เอกสารประกอบการนำ�เสนอผลงาน 69
สาขาทำ�นบุ ำ�รงุ ศิลปวัฒนธรรม”

2. ผลงานหนงั สอื ภาพของนิสติ และผ้เู ข้ารว่ มอบรม

70 เอกสารประกอบการนำ�เสนอผลงาน
สาขาท�ำ นุบำ�รุงศลิ ปวัฒนธรรม”

บรรณานกุ รม

D. Dixon, J. Johnson, และ E. Salts. (June 1977). Training Disadvantaged Preschoolers on
Various Fantasy Activities Effects on Cognitive Functioning and Impulse Control. Child
Development, 2: 367-379.

Nancy Harmon. (November 2003). Teaching with Folktales. Thai TESOL Focus, 16: 51-53.
Taylor, E. (2000). Using Folktales. New York: Cambridge University Press.
W. Elley. (1989). Vocabulary Acquisition from Listening to Stories. Reading Research Quarterly,

24(2), 174-187.
Wright, A. (2000). Storytelling with Children. New York: Oxford University Press.
กรมวชิ าการ. (2546). พระราชบญั ญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์อกั ษรไทย.
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2552). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์

ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย.
กุลยา ตนั ติผลาชีวะ. (2542). การเลย้ี งดูเด็กก่อนวยัเรยี น 3 -5 ขวบ. กรงุ เทพฯ: โชตสิ ขุ การพิมพ.์
คณะกรรมการการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน. (2547). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวยั . กรุงเทพฯ: โรงพิมพค์ ุรุสภา.
ครุรกั ษ์ ภิรมยร์ กั ษ.์ (2540). นักเล่านทิ านสรา้ งนกั อ่าน. กรุงเทพฯ: สารพัฒนาหลกั สูตร.
นนทพร ภวู รตั น.์ (2546). การใชเ้ พลงและนทิ านในการเพมิ่ ความสามารถดา้ นการฟงั ของนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษา

ปที ี่ 5 โรงเรยี นบา้ นบางวนั จงั หวดั พงั งา. ปรญิ ญานพิ นธศ์ ลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ (การสอนภาษาองั กฤษ
ในฐานะภาษาต่างประเทศ. กรุงเทพฯ: มศว. ประสานมิตร.
วยุพา ทศศะ. (2541). การเล่านิทานสัญจรสําหรับครูโรงเรียนประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.
การสมั มนาเชงิ ปฏบิ ตั กิ ารการเลา่ นทิ านสญั จรสาํ หรบั ครโู รงเรยี นประถมศกึ ษาในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื .
มหาสารคาม: มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม.
วยุพา ทศศะ. (2552). นักเล่านิทานพื้นบ้านไทย-ลาว. The Third International Conference on “Greater
Mekong Sub-region University Networks: Education, Sustainable Development and
Regional Tourism. เลย: มหาวิทยาลัยราชภฏั เลย.
วรรณี ศิรสิ ุนทร. (2539). การเล่านทิ าน. พิมพ์ครัง้ ท่ี 2. กรงุ เทพฯ: มศว. ประสานมิตร.
สมศักดิ์ ปริปุรณะ. (2542). นทิ าน ความสำ�คญั และประโยชน.์ ราชบุร:ี สถาบนั ราชภัฎหมูบ่ า้ นจอมบึง.
สัณหพัฒน์ อรุณธารี. (2542). กิจกรรมการละเล่นพื้นเมืองของเด็กไทยสำ�หรับเด็กปฐมวัย. ภูเก็ต: โครงการ
ต�ำ ราวิชาการราชภัฏเฉลมิ พระเกียรติ.
สํานกั งานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2551). กรอบทิศทางการพฒั นาการศึกษา ในชว่ งแผนพฒนาเศรษฐกิจและ
สงั คมแหง่ ชาตฉิ บบั ท่ี 10 (พ.ศ. 2550-2554) ที่สอดคล้องกบั แผนการศึกษา แหง่ ชาติ (พ.ศ.2545-
2559). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
ส�ำ นกั งานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา. (2554). ยทุ ธศาสตรก์ ารผลติ และพฒั นาก�ำ ลงั คนของประเทศในชว่ งการปฏริ ปู
การศึกษาในทศวรรษทีส่ อง พ.ศ.2552-2561. กรุงเทพฯ: สกศ.
ส�ำ นักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, และ กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2542). มาตรฐานการศึกษาของชาต.ิ กรงุ เทพฯ:
ห้างหุน้ ส่วนจำ�กัด สหายบล็อกและการพิมพ.์

เอกสารประกอบการนำ�เสนอผลงาน 71
สาขาทำ�นุบ�ำ รุงศิลปวฒั นธรรม”

ส�ำ นกั งานคณะกรรมการการอดุ มศกึ ษา. (2550). กรอบแผนอดุ มศกึ ษาระยะยาว 15 ปี ฉบบั ที่ 2 (พ.ศ.2551–2565).
กรุงเทพฯ: โรงพิมพแ์ หง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .

การพัฒนาแหลง่ เรียนรู้กลมุ่ หัตถกรรมเครอ่ื งเรือนหวายและผกั ตบชวา
บา้ นวงั ไผ่ ตำ�บลลาดพัฒนา อำ�เภอเมือง จ.มหาสารคาม

รังสิทธ์ิ ตันสุขี, วิวฒั น์ วอทอง,วรากลุ ตนั ทนะเทวินทร,์ ทศพล เถาวท์ ิพย,์ ศรทั ธาชาติ ศรีสังข์,
จตุรงค์ ประเสริ ฐสังข,์ ปารชิ าติ ศรสี นาม, กัญชญา จันทรังษ,ี ณฐั วฒั น์ จิตศลิ ป์
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผงั เมอื ง และนฤมติ ศลิ ป์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม
โครงการหนงึ่ คณะหน่ึงศลิ ปวฒั นธรรม ประจำ�ปีงบประมาณ �2�5�6�2

บทน�ำ

โครงการการพฒั นาแหลง่ เรยี นรกู้ ลมุ่ หตั ถกรรมเครอ่ื งเรอื นหวายและผกั ตบชวา บา้ นวงั ไผ่ ต�ำ บลลาดพฒั นา
อำ�เภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม เป็นส่วนหน่ึงของโครงการทำ�นุบำ�รุงศิลปะและวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัย
มหาสารคาม โดยการศึกษาแบบมีส่วนร่วมระหว่างสถาบันการศึกษาและกลุ่มผู้ประกอบการในการสร้างและพัฒนา
แหล่งเรียนรู้จากต้นทุนทางวัฒนธรรม และภูมิปัญญาในการผลิตเคร่ืองเรือนจากวัสดุธรรมชาติ ร่วมกับการเรียนรู้
นอกชนั้ เรยี นและเปน็ การบรกิ ารวชิ าการเพอื่ จดั ทำ�สอื่ และขอ้ มลู ตา่ งๆ ในรปู แบบทส่ี ามารถถา่ ยทอดใหแ้ กช่ มุ ชนหรอื
ผทู้ สี่ นใจไดอ้ ยา่ งครบถว้ น ซงึ่ กลมุ่ วสิ าหกจิ ชมุ ชนเครอ่ื งเรอื นหวายและผกั ตบชวา จ.มหาสารคาม เปน็ กลมุ่ ทม่ี ผี ลติ ภณั ฑ์
เครื่องเรือนท่ีสวยงามและมีเอกลักษณ์ ของจังหวัดมหาสารคาม ในข้ันตอนของการศึกษาถึงกระบวนการผลิตและ
รูปแบบการขึ้นลวดลาย และการใช้พ้ืนท่ีของโรงงานน้ันทางกลุ่มชุมชนมีส่วนร่วมในการชี้แนะและอภิปรายร่วมกับ
นิสิตและผู้ดำ�เนินโครงการ เพ่ือให้ผลงานท่ีออกมาน้ันมีความถูกต้องและสะท้อนถึงภูมิปัญญาของกลุ่ม และสามารถ
ถ่ายทอดแกบ่ ุคคลทว่ั ไปให้เขา้ ใจได้โดยง่ายและสามารถนำ�ไปประยุกตเ์ ป็นผลติ ภณั ฑท์ ี่เพม่ิ มูลค่า เชน่ เปน็ ของทร่ี ะลกึ
และ ชุมชนที่สนใจในการจัดทำ�โรงงานการผลิตได้ ซ่ึงกระบวนการการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นระหว่างชุมชนกับสถาบันการ
ศึกษาน้ันเป็นการต่อยอดและพัฒนาให้แก่สังคม และวิชาชีพที่เก่ียวข้อง ทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดความสนใจ
ในการสร้างผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาของชุมชนได้ ซึ่งในการดำ�เนินงานโครงการประกอบด้วย คณาจารย์จาก
คณะสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ผังเมอื งและนฤมติ ศิลป์ นิสติ และคนในวสิ าหกิจชุมชน โดยด�ำ เนินงานผ่านกิจกรรมตา่ งๆ
ซง่ึ บูรณาการร่วมกับรายวชิ าในหลกั สตู ร และ ระหวา่ งหลกั สูตร เพ่อื สร้างส่ือเผยแพรถ่ ึงกระบวนการผลติ เครื่องเรือน
หวายและผักตบชวาในรปู แบบทท่ี ันสมยั เขา้ ใจงา่ ย และสามารถเผยแพร่ในช่องทางออนไลนไ์ ดอ้ ย่างกว้างขวาง

วัตถปุ ระสงค์

1. เพ่ือพฒั นาแหล่งเรียนร้ศู ิลปหัตถกรรมในระดบั ชมุ ชนของกลมุ่ ผลิตเคร่ืองเรือนหวายและผักตบชวา บ้าน
วังไผ่ ตำ�บลลาดพัฒนา อ�ำ เภอเมอื ง จงั หวัดมหาสารคาม

2. เพอ่ื บูรณาการความรู้ในด้านการเรียนการสอน
3. เพ่อื จดั ท�ำ สอ่ื เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑท์ ีผ่ ลติ จากหวายและผักตบชวา

เอกสารประกอบการน�ำ เสนอผลงาน 73
สาขาท�ำ นบุ �ำ รงุ ศลิ ปวฒั นธรรม”

กระบวนการด�ำ เนนิ งาน

ในกระบวนการด�ำ เนนิ งานนนั้ ไดด้ �ำ เนนิ การผา่ นรปู แบบกจิ กรรมนอกชน้ั เรยี นตา่ งๆ ประกอบดว้ ยการด�ำ เนนิ
กจิ กรรมจากนสิ ติ ในคณะสถาปตั ยกรรมศาสตร์ รว่ มกบั ทางชมุ ชน รว่ มกบั รายวชิ าในหลกั สตู รของคณะฯ โดยมขี น้ั ตอน
การดำ�เนินงานผ่านกิจกรรมการเรียนนอกช้ันเรียน การลงมือปฏิบัติ การสำ�รวจและสัมภาษณ์ และการสร้างชิ้นงาน
จำ�ลอง โดยไดด้ ำ�เนินกจิ กรรมทั้งสนิ้ 7 กิจกรรม ได้แก่ ขัน้ เตรียมการ ไดแ้ ก่การประสานงานกับเตรียมข้อมูลพ้นื ฐาน/
ประชุมทำ�ความเข้าใจ/เรียนรู้ ในรายละเอียดและทำ�ความเข้าใจกับทางชุมชน และการประสานงานในเบ้ืองต้นและ
จัดทำ�แผนในการดำ�เนินการ 1) การเปิดตัวโครงการ แนะนำ�รายละเอียดในการดำ�เนินงานเบ้ืองต้น 2) ลงพ้ืนที่/
ส�ำ รวจ/สมั ภาษณ์และประชมุ /บรู ณาการ ในลกั ษณะการทำ�งานจรงิ เพอ่ื เกบ็ ข้อมลู จากการสมั ภาษณก์ ล่มุ และน�ำ มา
บรู ณาการกบั การเรยี นการสอนของแตล่ ะหลกั สตู ร 3) ท�ำ แบบและประชมุ การมสี ว่ นรว่ มในการจดั ท�ำ รปู แบบการเรยี นรู้
ในระดับชุมชน 4) จดั ท�ำ รปู แบบการเรียนรใู้ นระดับชุมชน ไดแ้ กส่ ่ือกระบวนการผลติ เครอ่ื งเรือนหวายและผักตบชวา
หุ่นจำ�ลองแสดงต้นแบบของผลิตภัณฑ์ และหุ่นจำ�ลองแสดงการใช้พ้ืนท่ีโรงงานในระดับชุมชน 5) แลกเปล่ียนเรียนรู้
รปู แบบและสอ่ื ในการพฒั นาแหลง่ เรยี นรกู้ ลมุ่ หตั ถกรรมเครอื่ งเรอื นหวายและผกั ตบชวา บา้ นลาดพฒั นา จ.มหาสารคาม
ผ่านการตรวจสอบจากทางวิสาหกิจชุมชน 6) ส่งมอบช้ินงานและทำ�การเผยแพร่ในช่องทางต่างๆ เช่นทางออนไลน์
และ การจดั นทิ รรศการ และ 7) สรุปประเมนิ ผล โดยรายละเอียดการด�ำ เนนิ งาน แต่ละกิจกรรมมดี งั น้ี

กิจกรรมที่ 1 การเปิดตัวโครงการ แนะนำ�รายละเอียดในการดำ�เนินงานเบ้ืองต้น ชี้แจงรายละเอียดการ
จัดทำ�โครงการรวมถึงประโยชน์และข้ันตอนต่างๆ ในการดำ�เนินโครงการให้กับกลุ่มหัตถกรรมเครื่องเรือนหวายและ
ผกั ตบชวา บา้ นลาดพฒั นา จงั หวดั มหาสารคาม กลมุ่ ดว้ ยโดยมนี สิ ติ เปน็ ผดู้ �ำ เนนิ การขบั เคลอื่ นภายใตก้ ารควบคมุ ดแู ล
จากคณาจารย์

กจิ กรรมที่ 2 การลงส�ำ รวจพน้ื ทจี่ รงิ การจดั ประชมุ กลมุ่ ยอ่ ย เพอ่ื สรปุ ประเดน็ ปญั หา ในแตล่ ะดา้ น ในการจดั
เก็บขอ้ มลู ได้มกี ารก�ำ หนดประเดน็ ในการเกบ็ และแบง่ ทีมย่อยในการเกบ็ ข้อมูลไดแ้ กข่ ้อมูลด้านท่ีตงั้ ของโครงการ โดย

ทเพ�ำ ่ือกไาดร้รปทารยาะลงสดะาเ้านอนงียากดนาขกยอบั ภงทพาา้ืนพงทชขี่โุมอรชงงงนพาในนื้นทกอา่ี ุปรเพลกงรื่อสณไำ�ด์เรคร้วราจื่อยพงลื้นมะทือเี่ อคพรียร่ืออ้ดงมขใเชอต้ใงรนพยี กมื้นาอรทผุปีโ่ลกริตรงณเงคา์ใรนน่ือกงอาเรรปุ ือสกน�ำ รรวขณจน์เทาคดารงขื่อดอา้งนมแกตือา่ลเยคะภรพาื่อ้นพงทขใ่ี ชอเงพ้ใพน่ือืน้กมทาี่รผลิตเคร่ือง
วิเคราะเหร์ือสนรปุ ขเปนน็ าขดอ้ ขมอลู งทแาตงกล่ าะยพภืน้าพทตี่ เ่อพไปื่อมาวิเคราะห์ สรุปเป็นขอ้ มูลทางกายภาพตอ่ ไป

ภาพท่ี 1 แสดงการลงสภาารพวทจี่ 1พ้นืแสทด่ี งในกาแรตล่ลงสะำ�ดร้าวนจพนื้ ท่ี ในแตล่ ะด้าน
กิจกรรมที่ 3 ทาแบบและประชมุ การมสี ่วนรว่ มในการจดั ทารปู แบบการเรยี นรใู้ นระดับชุมชน โดยการนา
รูปแบบและผลการสรุปข้อมลู และรายละเอยี ดทางเลือกในการจดั ทารูปแบบการเรียนรูใ้ นชมุ ชน

74 ภาพที่ 1 แสดงการลงสเาอกรสวารจปรพะกื้นอบทกาี่ รในนำ�เแสนตอผ่ลละงาดน ้าน
สาขาท�ำ นบุ ำ�รุงศิลปวฒั นธรรม”
กจิ กรรมที่ 3 ทาแบบและประชมุ การมีส่วนรว่ มในการจัดทารปู แบบการเรียนรูใ้ นระดับชุมชน โดยการนา

รูปแบบและผลการสรุปข้อมลู และรายละเอยี ดทางเลอื กในการจดั ทารปู แบบการเรียนรู้ในชุมชน

แปหบลรบะักแมกลวาะลรผผหกลลจิเลกปเกักาป็นรกร็นรกสามสารรทร่อืปุ สเสี่ข3ปราอ้ ็นปุทหมกข�ำรลู แา้อบั รบมแใสชบลูลร้ใะไแนุปดรลกขาม้ ะยา้อติปรลมิตรเะูลรา่ะเียไงชอดๆนมุยี ้มขรกดิตอู้าทิตงรากม่างงรสีเๆละว่ บอืนขกวรอนใว่ นงมกกกใานราระรกขจบา้ันัดรวตจทนอดัำ�กนทราผปู �ำรลรแขปูติบ้ันแบตแบอกลบนาะรกผเจาลรรดัยีิตเทนรยีาแรนเูใ้ลคนระรชใู้ ่อืนมุจงรชัดเะนรทดือำ�บั นเคชหมุรวื่อชางนยเเรโพือดื่อนยกหาวรานย�ำเพรปู่ือ
ปไรดะ้แมกว่ ล1ผ.)ลดเป้าน็ รสา่ือยสลำ�ะหเรอบั ียใดชก้ในารกใาชรพ้เร้ืนียทนี่รไู้ ด้แก่ 1) ดา้ นรายละเอียดการใช้พื้นท่ี

ภาพท่ี 2 แสดงลาดับกภาารพใชทพ้ ี่ 2นื้ ทแส่ีภดายงลในำ�ดขับอกงโารรงใงชา้พน้นื เคทรีภ่ ื่อางยเใรนือขนอหงวโรางยงานเครื่องเรอื นหวาย
2) การจัด2ท) ากสาื่อรจในดั กทา�ำ รสนอื่ าในเสกนาอรกนา�ำ รเสขนนึ้ อลกวาดรลขาึ้นยลตวา่ ดงลๆายต่างๆ

ภาพที่ 3 แสภดางพตทวั ่ีอ3ภยาพแ่าทงส่ี ผ3ดลแงสงตลดาาวังยตนอดัวอนอยกยสิ่าพ่างิกงิตผลุผลกผงลวิาาหนงรวนาทาิสยนิตาลนกลาายสิารขทยิต้าำ�วปลกหาราลยาประมรทยตะดัยุกาผกุ ลตวิตห์า์ไวไดยาดแ้ ยปก้แล่รกาะยล่น�ย�้�ำากุไ�ยห��ต��ล�น�์ ไ้าดไห้แลกล่ ลาายยนด้าอไกหพลิกลุลาผยิวดหอว
หลามตัดผิวหหลวามยตัดผิวหวาย

และ 3) รปู แบบหนุ่ จ�ำ ลองในการแสดงกระบวนการขน้ึ โครงสรา้ งของเครอ่ื งเรอื น และ การสานลวดลายตา่ งๆ

และ 3.) รปู แแลบะบ3ห.นุ่) จราปู ลแอบงบในหกุ่นาจราแลสอดงงใกนรกะาบรแวสนดกงากรรขะ้ึนบโควรนงกสารรา้ ขงนึ้ขโอคงรเคงสรรื่อา้งงเรขอื นงเคแรล่อื ะงกเราอื รนส

ภาพที่ 3 แสดงตวั อย่างผลงานนิสิตการทาลายประยุกต์ ได้แกล่ ายนา้ ไหล ลายดอกพิกลุ ผิวหว

หลามตัดผิวหวาย เอกสารประกอบการน�ำ เสนอผลงาน 75
สาขาทำ�นุบำ�รุงศิลปวัฒนธรรม”

และ 3.) รูปแบบหนุ่ จาลองในการแสดงกระบวนการข้นึ โครงสรา้ งของเครอื่ งเรือน และ การส

ภาพท่ี 4 แสดงกิจกรรมภากพาทร่ี 4ทแาสหดงุ่นกจิจการลรมอกงารโทคำ�รหงนุ่ สจ�ำ รล้าองงโครงสร้าง
กราจิ ยลกะรเอรียกมดิจลทกวร่ีดร4ลมาทจยี่ ศัด4ิลทปจะัดาขทรอำ�ปูงรชูปแุมแบชบนบบกโกดารยาเจรรัดียเทนรำ�รียกู้ในนระรระบู้ใดวนับนชกรุมาะรชผดนลับิตโดเชคยมุรกื่อาชงรเนรจือัดนทโหดำ�รวยูปายกแแบาลบระผจรักาดั ตยทบละชาเวอราียูปดเพแกื่อาบใรหผบ้เลกิติดรแกาลายะรละเอียดการ
รเรายี ยนรลู้แะละเสเอผอ่ื ยียกแาดรพเลรร่ใยี วนนดชร่อูใ้ลนงทาชา่อยงงตศท่าาลิงงๆอปอโะดนยขไลผอนลก์งิจชกมุรรชมทน่เี กโิดดขึ้นยจไดดัแ้ กท่ ากระบวนการผลิตเครื่องเรอื นหวายและผักตบ
การเรยี นร้แู ละเผยแพรใ่ นช่องทางต่างๆ โดยผลกิจกรรมท่เี กิดขึน้ ได้แก่
1.) สอ่ื การเรยี นรใู้ นชอ่ งทางออนไลน์

ภาพท่ี 5 แสดง sภcrาeพeทn่ี 5shแoสtดใงนsสcื่อreกeรnะบshวoนtกใานรสขื่อนั้ กตรอะนบผวลนิตกเาครรขื่อน้ั งตเรอือนนผหลิตวเาคยร่ืองเรือนหวาย

76 เอกสารประกอบการนำ�เสนอผลงาน
สาขาท�ำ นบุ �ำ รงุ ศิลปวัฒนธรรม”
ภาพที่ 5ภแาสพดทง่ี 5scแrสeดeงnsschreoetnในsสhือ่oกtรใะนบสวอื่ นกกระารบขวนั้ ตกอารนขผั้นลตติ อเคนรผื่อลงติ เรเคือรนื่อหงวเราือยนหวาย

ภาพท่ี 6ภแาสพดทงี่ ต6วั แอสยด่างตขัว้นอตภยอ่านงพขกท้ันาี่ รต6ขอแ้ึนนสลกดาางยรตขัว้าึนอวยลห่าลงยขาขนั้ม้าตวอหัดนลกาามรตขัดึ้นลายขา้ วหลามตัด
2) ส่ือกา22ร))ขสสน้ึ ือ่ือ่ หกกนุ่ าาจรราขขลน้ึ้ึนอหหง่นุนุ่ จเจค�ำ ารลลอ่ื องงเเรเคือครนรือ่ ือ่แงงเบรเบรอื อืนตนแ่าแงบๆบบบตเพ่าตงื่อาๆงใๆชเพ้เปเ่อืพ็นใ่ือชสใเ้ ื่อปชปเ้น็ ปรส็นะือ่ สชปื่อารสปะัมชราะพสชันมัาธพสแ์ ัมนั ลพธะแ์นัขลธอะแ์ งขลทอะ่รีงขะทอล่ีรงึกะทลขรี่กึนะขาลนดึกาจขดิว๋ นจไิ๋วดาได้ ดจ้ ว๋ิ ได้

ภภาาพพทที่ ี่77แแสสดดงงตตัวัวออยยา่ ่างงหหนุ่ นุ่ จจำ�าลลอองงกกาารรขขนึ้ ้นึโคโครงรสงสร้ารง้างแลแะลกะากราขร้ึนขลนึ้ วลดวลดาลยาผยลผติ ลภิตณั ภฑัณ์ปฑร์ปะรเภะเทภตท่าตงๆ่างๆ
สามารถน�ำ3สแไ)ปลามสะปราร3ุประ.ถส)ยน่ือุกสาใตรนไปุ์ใปชกสป้ใาอ่ืนรรใกเะนรายียกรุกนาจตรรัดใ์ู้กเทชรรยี�ำ้ใะนโนรบกรงวาูก้งนรารกจนะาัดขบรทนวแาานลโดกะรเางขลรง้ันก็ าแไตนลดอขะ้ นนขใ้นัานดตกเอาลนร็กใใไชนด้พก้ ้ืนารทใ่ีใชนพ้ ร้ืนูปทแบใ่ี นบรขปู อแงบหบุ่นขจอำ�ลงหอง่นุ จเพาลื่ออใหง ้ชเพุมื่อชนใหอช้ ื่นุมชนอนื่

ภาพที่ 7 แสดงตัวอย่างหุ่นจาลองการขนึ้ โครงสรา้ ง และกเอากสรารขปรึ้นะกลอบวกดารนลำ�าเสยนอผผลลงาิตนภัณฑ์ประเภทต่างๆ 77
สาขาท�ำ นุบำ�รุงศิลปวัฒนธรรม”
และ 3.) สรปุ สื่อในการเรียนรกู้ ระบวนการและขน้ั ตอนในการใช้พื้นท่ีในรูปแบบของหนุ่ จาลอง เพ่ือให้ชมุ ชนอ่นื

สามารถนาไปประยุกต์ใชใ้ นการจดั ทาโรงงานขนาดเล็กได้

ภาพทภาี่ 8พทแี่ ส8ดแงสกดลงกุ่มลภุ่มาภพาใพนในกกาารรจจดั ัดทา�ำ เพพลลททเพเพอ่ื ื่อนนำ�เาสเนสอนตอ่ ตท่าองทชามุ งชชนุมใชนนกาใรนจัดกนาทิรรจรดั ศนกิทารรรศการ

ภาพที่ 8 แสดงกลุ่มภาพในการจดั ทาเพลทเพ่ือนาเสนอต่อทางชุมชน ในการจัดนิทรรศการ

78 เอกสารประกอบการนำ�เสนอผลงาน
สาขาท�ำ นบุ �ำ รุงศลิ ปวฒั นธรรม”
ภาพท่ี 8 แสดงกลุ่มภาพในการจดั ทาเพลทเพ่ือนาเสนอต่อทางชมุ ชน ในการจดั นิทรรศการ

ภาพที่ 9 แสดงกระบวนการทาหุน่ จาลอง และ เพลทงานในการจัดนทิ รรศการเพ่ือการเรียนรกู้ ารผลิตเครอ่ื ง
เรือนหวายและผกั ตบชวา
กกกกเภกราริจิจาาอื ระรกพกนนนบรรทหำ�าวรร่ีไไวน9มมปปาทใกทกยชใแา่ีช่ีจิแ้ป55รสก้ปลรมดระแะรแรสีงโลผะมลยก่วกกัโทชกรนภยเตน่ีะเป5าชรปบ์บพล่วนแเลชพวทย่ีมล์ยี่วนื่อกนี่ราเน9เกเะพเปปรเาหแ็นรอ่ืลียรสเกวียย่ีเพทนดปาา่นนอื่ารงรงเ็นหรู้กกรแชรยกีู้ารลุ่นมุะรรนะากจหะเชบรรรเาหปวู้นวยีแรล่านลวนะลแองย่ีกห่ารลกหงนกู้งาวะเนรหาอา่แปนทงรงว่ลนลหผคำ�สิยะ่ว่ียหนลค์ติงยติวนุน่่วาเนพยงเานจอคักามงล�ำกงรานรลศทอื่คานู้อกึกรงงแก์คงเาศาษลารวรนแรึกะือาาศศลสในษมนกึระึกอ่ืหารษเวกทษวพู้ มาแาี่ไาแาลดรลยถแลท้ผจแแะลงึ ะงลัดละกทลาสติทะนนาะา่อืขผาริทงใทึน้ทงกันชปรชาใตกมุ่ีไรรนมงุดบาศชะชกชรช้ผนกยานมุจวลราใุกดัใชาทนนติรนตนเำ�กกขิทพใ์งใาาชนึ้รานร่ือรรน้ใใจกกจนศนดั าาดัเกกรกพรรราปูาาเื่อจรูปรแรรใัดแยีบหอทรบนบ้เอากูปรกบกงดิ แกู้าากแกรบานาบรเรรรบะบผยีเเบกพรนลเวียคารือ่ิตนรนู้รใเแกเค่ืหอรลรารู้งะเ้รียแื่อกเนรลงดิ ือระู้นและ
ปแกกกมปลราราสีรระระะว่ นนชบเสภำ�าารง่วเสทว่ไมนสปัมมนตอกพรใอ่าบาชะันเงรหป้ชปธๆมวิ้นรน็ต์ ีส่าะ่อรโงงว่ดโาไาชนยปยยนุมชกรผชเ่วลนพน่ามุม่์ นื่อแนรเลนกะพสิ ะาาหิตือ่นรไเวเิสปพนป่าติ่อืปงา็นนใชเรกหสั ุมะา้ทศนชชราึกอนแางษเชสแลปาุมลัมก็นรชะเพวปนรนมนั าลิสถหธยย่ี ติงึ ร์ตกนกนือ่อลาอหกั รไ่มุงนศปปคนว่ึกร์คยสิะษวงยติ าาากุเนมพตรรว์ใ่ือชชู้ มแ่วใ้ใถหนยลงึใกะ้ทนกาสาการอ่ืงอราชทรปอใมุ่ีไกรหดชแะ้ข้ผบนยอ้ ลบุกคิตหเตดิ คขร์ใเรหชึ้นือื่อ็นใ้ใหงนนแเนรกลกือ่วะาานยรสรปอ่งทงมราอาะอนกงเบาภแชนชทบนิ้ว่ ตบเยงพา่ เาใงคื่อนนๆรใเกพ่ืหอโดา่ืองเ้ รยกเนรใผิด�ำ ือห่าไนปนข้ ้อคิดเห็น
ประเภทต่างๆ โดยผ่านการนาเสนอเปน็ รายกลุ่มนิสิตเพ่ือให้ทางชุมชน หรือหนว่ ยงาน ชว่ ยในการใหข้ ้อคิดเหน็
และสง่ มอบชิ้นงานเพื่อนาไปประชาสัมพันธต์ ่อไป

ภาพที่ 10 แสดงกิจภการพกรทิจมี่ ก1กร0ารรมแแทสล่ีด6กงกสเปจิ่งมกลอรย่ี รบนมชกเ้ินรางียราแนนลแรกลรู้ เะะปทหลา่ียวกน่าารงเรเนผียยสินแิตรพรู้แะรล่หใะนวท่ารงูปานแงสิบชติ บุมแทชลี่ไนะดทจ้ ดัางทชามุ แชลนะรูปแบบการจดั การการเรยี นรู้
ภสง่ามพอทบ่ี ส1ือ่0กในิจแกกสารดรรงพมกทัฒิจ่ี นก6ารพรสสสนื้ม่งาง่ มทกมมอเี่อาาปรบบร็นถแชสนแิ้่ือลนาหใกงไนลาปเกนป่งใเาชแลรร้ใลียยี่พนะนนฒักทราเนู้ำ�รรโากยีพดพานยัฒรืน้ ทรนเทผ�ำรู้ าเ่ีกยะแปาแหห็นรพลวแสร่ง่าหง่ เ่งมลรในีย่งอนเนสิบรรริตยีูปชตู้ นแน้ิแอ่ รลบงไู้าปะบโนดททหยทา่ีไรท่แีดงือากช้จสกไ้ัดมุ าขาทมชรแสาำ�นลรง่ ถมแะนอเลสบาะรไชรป็จูป้ินสจงแัดมาบแบนบสูรทดกณี่แงาก์แถร้ไลึงจขกว้ัดรเแกพะลาบอื่ะรวใเกสหนาร้สกรจ็ าเสรมรมียขาบนัน้รถรูรตณู้อน์แลใน้วกเพาื่อรผใหล้ิต
จนัดำ�ไแปสใดชงใ้ สนินกคารา้ พไดฒั ้ นาแหลในง่ เกรรยี ณนรที ้ตู่ีม่อีกไาปรจหดั รแอื สสดางมสานิ รคถ้านได�ำ ้ไปจดั แสดงถงึ กระบวนการขนั้ ตอนในการผลติ ในกรณีท่ีมกี าร

ภาพท่ี 11 แสดงภกาพรสท่ง่ีม1อ1บแชสิ้นดงางนการส่งมอบชน้ิ งาน
ทั้งนใ้ี นการดาเนินโครงการมงุ่ เนน้ ใหน้ สิ ิตเป็นศนู ยก์ ลางในการระดมความคดิ เห็นและเสนอแนะและศึกษา

ขัน้ ตอนและสภาพแวดล้อมของกลุม่ หัตถกรรมเคร่ืองเรือนหวายและผักตบชวา โดยมคี ณาจารยเ์ ป็นผู้

เอกสารประกอบการนำ�เสนอผลงาน 79
สาขาท�ำ นบุ ำ�รงุ ศิลปวัฒนธรรม”

ทั้งน้ีในการดำ�เนินโครงการมุ่งเน้นให้นิสิตเป็นศูนย์กลางในการระดมความคิดเห็นและเสนอแนะและศึกษา
ขนั้ ตอนและสภาพแวดลอ้ มของกลมุ่ หตั ถกรรมเครอ่ื งเรอื นหวายและผกั ตบชวา โดยมคี ณาจารยเ์ ปน็ ผเู้ สนอแนะพรอ้ มทง้ั
วางแผนวิธีการทำ�งานในกรอบกวา้ งๆ การสร้างกระบวนการเรียนรู้ระหว่างชุมชนและสถาบันการศึกษา ในโครงการ
หนึ่งคณะหน่ึงศิลปวัฒนธรรมนี้ได้เป็นจุดเริ่มต้นในการถ่ายทอดภูมิปัญญาเทคนิคในการจัดทำ�เครื่องเรือน ทั้งยังได้
องค์ความรู้ที่มีการถ่ายทอดจากกลุ่มชุมชนท่ีมีเทคนิคในการจัดทำ�เคร่ืองเรือนแก่นิสิต โดยนิสิตสามารถลงพื้นที่และ
น�ำ ไปต่อยอดในรายวิชาที่เรยี นและได้แง่มุม ปัญหา ในการผลติ เครอ่ื งเรอื น และเป็นการสืบสานภมู ิปญั ญาในการผลิต
เครื่องเรือนหวายท่ีเป็นผลิตภณั ฑ์ทีม่ ีชื่อเสียงในจงั หวัดมหาสารคามต่อไป

ดา้ นท�ำ นบุ ำ�รงุ ศลิ ปวัฒนธรรม

การทำ�นุศิลปวัฒนธรรมได้มีการนำ�ภูมิปัญญา เทคนิควิทยาการของทางกลุ่มและชุมชนมาจัดรูปแบบ
เพ่ือเป็นสื่อในการจัดทำ�เคร่ืองเรือนหวาย และผักตบชวา พร้อมท้ังสามารถต่อยอดช้ินงานออกเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ
ต่อไปได้ ซึ่งในขนั้ ตอนการด�ำ เนนิ การไดจ้ ดั ท�ำ เป็นหุน่ จ�ำ ลองแสดงถงึ ขนาด รปู แบบของผลิตภณั ฑท์ ี่เกิดข้นึ จากชมุ ชน
การขึ้นลวดลายในแต่ละแบบผ่านส่ือประเภทต่างๆ เพื่อให้ผู้ที่สนใจ รวมถึงการเผยแพร่สู่สาธารณะ ให้แก่ผู้ท่ีสนใจ
รวมถึงแสดงรูปแบบการประยุกตก์ ารพฒั นาผลิตภัณฑท์ ี่มตี ้นทนุ มาจากวัฒนธรรมของชุมชนต่อไป

ดา้ นบูรณาการกับการเรยี นการสอน

โครงการการพัฒนาแหล่งเรียนรู้กลุ่มหัตถกรรมเคร่ืองเรือนหวายและผักตบชวา บ้านลาดพัฒนา
จ.มหาสารคาม ได้มีการบูรณาการการเรียนการสอนหลักเข้ากับรายวิชาออกแบบเครื่องเรือน ของหลักสูตร
สถาปัตยกรรมภายใน สำ�หรับนิสิตช้ันปีท่ี 1-2 ซ่ึงส่วนหน่ึงของรายวิชาที่มุ่งเน้นการศึกษา รูปแบบการจัดการพ้ืนท่ี
ภายในอาคาร และกระบวนการในการออกแบบเครื่องเรือน และกระบวนการผลิตเคร่ืองเรือน และรายวิชาศิลป
วัฒนธรรมอีสาน ของหลักสูตรสถาปัตยกรรมภายใน หลักสูตรนฤมิตศิลป์ หลักสูตรสถาปัตยกรรม ซ่ึงเป็นการสร้าง
กระบวนการเรยี นรรู้ ะหวา่ งชมุ ชนและไดเ้ ปน็ จดุ เรม่ิ ตน้ ในศกึ ษาองคค์ วามรู้ ภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมจากชมุ ชน และนสิ ติ
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผงั เมอื งและนฤมิตศิลป์ ทงั้ เนอ้ื หาในรายวชิ าในการประยุกต์ใช้ และการออกแบบ ตั้งแต่
ชิ้นงานขนาดเล็กจนถึงผังโรงงาน และการนำ�รายวิชาท่ีได้เรียนไปสร้างกระบวนการการเรียนรู้นอกห้องเรียน
และสามารถนำ�ต้นทุนทางวฒั นธรรมมาใช้เป็นประโยชนต์ ่อวชิ าชพี และ สงั คมได้

ดา้ นบรู ณาการกับการวิจยั

ในการบูรณาการร่วมกับงานวิจัยของโครงการโครงการการพัฒนาแหล่งเรียนรู้กลุ่มหัตถกรรมเคร่ืองเรือน
หวายและผักตบชวา บ้านลาดพัฒนา จ.มหาสารคาม สามารถตอ่ ยอดไปสงู่ านวิจยั ทีเ่ กยี่ วขอ้ งการสรา้ งสภาพแวดลอ้ ม
สำ�หรับโรงงานหัตถกรรมในระดบั ชมุ ชน การจัดพื้นที่ ขนาดและความสมั พันธข์ องกระบวนการผลติ

การบรู ณารว่ มกบั การบริการวชิ าการแก่สงั คม

เป็นการจดั ทำ�การบรกิ ารทางการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในและการพฒั นาแหลง่ เรียนรู้ และสอ่ื ในการ
เรียนรภู้ มู ปิ ญั ญา ใหแ้ ก่ผู้ทส่ี นใจและชุมชนอ่นื ตอ่ ไปได้ พัฒนาแหล่งเรียนรูศ้ ิลปหัตถกรรมในระดบั ชมุ ชนของกลุ่มผลติ
เครอ่ื งเรอื นหวายและผกั ตบชวา บา้ น วงั ไผ่ ต�ำ บลลาดพฒั นา อ�ำ เภอเมอื ง จงั หวดั มหาสารคามทส่ี �ำ คญั ไดแ้ กก่ ารสรา้ ง
รปู แบบการเรยี นเรยี นรใู้ นขน้ั ตอนและสภาพแวดลอ้ มในการจดั พนื้ ทใี่ นการจดั ทำ�โรงงานหตั ถกรรมในระดบั ชมุ ชน และ
ตัวอย่างผลิตภณั ฑ์ต้นแบบ แสดงขน้ั ตอนและวธิ กี ารในการผลติ เครื่องเรือน รวมถึงการนำ�ไปสกู่ ารสรา้ งผลิตภณั ฑใ์ หม่
และการเพม่ิ มูลค่าของผลติ ภัณฑ์ เช่น ของทรี่ ะลึก หุน่ จ�ำ ลองขนาดเล็ก เปน็ ตน้

80 เอกสารประกอบการน�ำ เสนอผลงาน
สาขาท�ำ นบุ ำ�รุงศิลปวัฒนธรรม”

บทสรปุ ของโครงการและผลทเ่ี กดิ ขนึ้

โครงการการพฒั นาแหลง่ เรยี นรกู้ ลมุ่ หตั ถกรรมเครอื่ งเรอื นหวายและผกั ตบชวา บา้ นวงั ไผ่ ต�ำ บลลาดพฒั นา
อ�ำ เภอเมอื ง จ.มหาสารคาม เปน็ การน�ำ ตน้ ทนุ ภมู ปิ ญั ญาของชมุ ชน สง่ ตอ่ และเผยแพรใ่ หแ้ กบ่ คุ คล และเยาวชนทสี่ นใจ
สามารถเหน็ คุณค่าถงึ เครื่องเรอื นจากงานหตั ถกรรมชาวบา้ น โดยเปน็ โครงการที่มีความร่วมมือระหว่างหลกั สตู ร และ
สง่ ผลตอ่ การเรยี นรนู้ อกชน้ั เรยี นของนสิ ติ ในสาขาวชิ าทเี่ กย่ี วขอ้ ง และสรา้ งจติ สาธารณะในการอทุ ศิ ตนเพอ่ื สง่ ตอ่ ขอ้ มลู
ตอ่ สงั คมสว่ นรวม กระตนุ้ ใหเ้ ยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เกิดความสนใจและภาคภูมิใจในศลิ ปวัฒนธรรมทอ้ งถนิ่ ของตน

ถกรรมเค ืร่องเ ืรอนหวายและ ัผกตบชวา บ้านวังไผ่ ตาบลลาด
นาต้นทุนภู ิม ัปญญาของชุมชน ส่งต่อและเผยแพ ่รให้แก่ ุบคคล
ร่ืองเ ืรอนจากงาน ัหตถกรรมชาวบ้าน โดยเ ็ปนโครงการ ่ีท ีมความ
ียนรู้นอก ้ัชนเรียนของนิสิตในสาขา ิวชาที่เ ่ีกยว ้ของ และสร้างจิต
ังคม ่สวนรวม กระ ้ตุนใ ้หเยาวชนคน ุ่รนให ่มได้เกิดความสนใจและ

การวิเคราะห์และรวบรวมภูมิปัญญาในการรักษาโรคจากหมอพ้ืนบ้าน กรณีศึกษา:
อ.กมลาไสย จ.กาฬสนิ ธ์ุ

วนิดา ไทรชมภู, บรรลือ สังขท์ อง, ณัฐพงษ์ วิชยั , วิระพล ภมิ าลย์,
กฤษณี สระมณุ ,ี รจุ ลิ กั ขณ์ รตั ตะรมย์
คณะเภสชั ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม
โครงการหนึง่ คณะหนง่ึ ศลิ ปวฒั นธรรม ประจำ�ปงี บประมาณ �2�5�6�2

ภาคอีสานหรอื ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ มีประชากรจำ�นวน 1 ใน 3 ของประเทศ ประกอบดว้ ยกลมุ่ ชนต่าง
วฒั นธรรม 3 กลมุ่ ใหญ่ คอื กลมุ่ ชนทม่ี ลี กั ษณะทางภาษาและวฒั นธรรมลาวอาศยั อยทู่ างตอนบนของภาคนบั จากชยั ภมู ิ
ขึ้นไป กลมุ่ ทส่ี อง อาศัยอยทู่ างตอนกลางของภาค คอื กลุ่มไทยโคราช สว่ นใหญอ่ ยูใ่ นเขตจังหวัดนครราชสมี า ชัยภูมิ
และบรุ รี มั ย์ กลมุ่ ทส่ี าม คอื กลมุ่ เขมรสว่ ยอยทู่ างตอนใตข้ องภาคแถบจงั หวดั บรุ รี มั ย์ สรุ นิ ทร์ และศรสี ะเกษ ดว้ ยเหตผุ ล
ขา้ งต้น หมอพื้นบา้ นอสี านจึงมคี วามหลากหลายตามวัฒนธรรมทง้ั 3 กลุ่ม หมอพ้นื บ้านอสี าน เป็นผูม้ คี วามรูแ้ ละวิธี
การรกั ษาทส่ี มั พนั ธก์ บั วถิ ชี วี ติ สภาพแวดลอ้ ม สงั คม และวฒั นธรรมของชมุ ชน การวนิ จิ ฉยั โรคตามสมฏุ ฐานของธาตทุ ง้ั
4 คือ ดิน �น�ำ�้ ���ล���ม����ไ�ฟ�����ก��า���ร��ร��กั �ษ��า�โ�ร�ค�ด�ว้�ย��ว�ธิ �ีท�า�ง�ไ�ส��ย�ศ�า�ส��ต�ร�์ �เช��่น��ก�า�ร�ล�ำ��ผ�ีฟ��้า����ก��า���ร��ส���ะ��เ�ค���ร��า��ะ���ห��์��ห���ม���อ�ม��น�ต�์�ฯ�ล��ฯ��ผ�ส�ม�ผ��ส�า�น�
กับการใชย้ าสมุนไพรเพื่อใหเ้ กิดความเชื่อมัน่ ในการรักษาและเป็นก�ำ ลังใจแก่ผปู้ ่วย ความสัมพันธ์กับคนไขบ้ นพน้ื ฐาน
การชว่ ยเหลอื เกอ้ื กูลกนั หมอพื้นบา้ นอสี านมีหลายประเภท แยกตามวธิ กี ารรกั ษาทต่ี ่างกนั (บญุ เลิศ สดสชุ าต,ิ 2553)

ดังนั้น ทางคณะจึงสนใจที่จะศึกษาการวิเคราะห์และรวบรวมภูมิปัญญาในการรักษาโรคจากหมอพ้ืนบ้าน
กรณีศึกษา: อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธ์ุ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำ�รวจภูมิปัญญาพื้นบ้านในการรักษาโรคจากหมอพื้น
บ้าน และตรวจสอบข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านในการรักษาโรคกับฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในด้านสารสำ�คัญและ
ฤทธ์ิของสมุนไพร

ผลการด�ำ เนนิ งาน ดังน้ี
1. การลงพืน้ ที่คร้ังท่ี 1 เมือ่ วันท่ี 14-15 พฤษภาคม 2562 ได้มีการหารอื ข้อมลู หมอพน้ื บ้านกบั หัวหน้างาน
แพทย์แผนไทย และผู้ปฏิบัติงานการแพทย์แผนไทย โดยมีนายบุญยงค์ บัวบุปผา ผู้เช่ียวชาญด้านแพทย์แผนไทย
รพ.กมลาไสย อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธ์ุ ชี้แจงข้อมูลเก่ียวกับหมอพื้นบ้านใน จ.กาฬสินธ์ุว่า หากสำ�รวจจากข้อมูล
ความหนาแนน่ มหี มอพนื้ บา้ นจ�ำ นวน 1,100 คน หมอพนื้ บา้ นทขี่ น้ึ ทะเบยี นของ จ.กาฬสนิ ธุ์ ตามนโยบายของกระทรวง
สาธารณสขุ ประมาณ 100 กวา่ คน และหมอพนื้ บา้ นทขี่ นึ้ ทะเบยี นกบั กรมแพทยแ์ ผนไทยฯ ทม่ี ใี บประกอบวชิ าชพี ตาม
ความชำ�นาญมจี �ำ นวน 4 คน (เสยี ชีวติ 1 คน) จงึ เหลอื จ�ำ นวน 3 คน ไดแ้ ก่ (1) นายบญุ ยงค์ บวั บปุ ผา (2) หมอพ้ืนบ้าน
ที่ อ.กุฉินารายณ์ (3) หมอพืน้ บา้ นท่ี อ.คำ�มว่ ง
แนวทางในการสำ�รวจภูมปิ ัญญาพน้ื บ้านในการรกั ษาจากหมอพืน้ บา้ นอาจศึกษาไดห้ ลายรูปแบบ เช่น
1) สำ�รวจจ�ำ นวนหมอพ้นื บ้านท�ำ เป็นกรณศี ึกษาในเขต 2 พื้นทีโ่ ดยการสมั ภาษณ์ประวัติ วิธกี ารรักษา
โรค ผลการรกั ษา สมั ภาษณ์ผ้ปู ่วยทมี่ าทำ�การรักษา เปน็ ต้น

ผลการรักษา สัมภาษณ์ผู้ป่วยทม่ี าทาการรกั ษา เป็นต้น
2) ศกึ ษาตารบั ยาสมนุ ไพร เช่น ยาแก้ไข้ สัมภาษณ์หมอยาทร่ี กั ษาแก้ไข้ จานวน 2-3 คนว่ามีรปู แบบการ

82 รแักษนาววแททลาาะ3งงใก)นใาตนกรงั้ กใาปชราร้ยสระาาสเสดรามวน็สเรอาุนจกโขวสรภาไาทจพครูม�ำ ปภนริปรเบุเะลูมหก�ำัญรืออิปุงมบญกศกอืัญิลาปปารนวนญรพฒัหำ�ะเน้ืนาสรเธนดบือพรอรน็ตา้ผนื้มลนโ่า”งรบงาใคนกน้าทนันกีส่อาในยรนรใ่ากจกังมาไษรราารจ1กั าโษกรหาคจมแาอลกว้พสห้ืนมั มบภา้อานพษอณน้ื าบ์หจศมา้ ึกนอษพอ้นืาาไบจดา้ศห้ นึกลษายารไูปดแห้ บลบายเชรนู่ปแบบ เชน่

1) สสาารรว(ว2จจจ)จากนาานวรนวลหนงมหพอมื้นพอท้ืนพ่ีคบ้ืนร้าั้งบนท้ทา่ี นา2เทปเาม็นเ่ือกปรว็นณันกทีศร่ีึกณ2ษ2ีศาใึกพนษฤเขษาตใภน2าเคขพมตื้นท225ี่โดพ6ย2ื้นกทไาดรี่โ้เดสชัมยิญภกผาู้ษรรับณสผัม์ปิดภรชะาอวษัตบณิ งว์าปิธนีกรแะารพวรัตทักิยษว์แาิธผโีกรนาคไรทรยักษาโรค
ผผลลกกาารรสักาษธาารสณสมั มัสภภุขาอาษาษณเภณผ์ อ้ปูผ์ กว่ปู้ มยว่ลทยาม่ีไทสาม่ียทาแทกลาะรกผรารู้กั รับษรผาักิดษเชปอาน็ บตเงปน้าน็ แตพ้นทย์แผนไทยทั้งใน สสอ. และใน รพ.สต. มาร่วมประชุมหารือ
รรกั กกั ษาษราารแักลปสษะ2ัมราก)ะภแ าศเาศลดรรึกษึกใ็ะนใษชณษกชก2ย้า์าาย้ ต)ตารรตาสาัวเใศสาตรชอมึกบัรมย้ยุนษีับยา่านุไางมพสายไแตสขมรพาบำ�ม้อเุนสรหรบมนุ มไเับมสูลพไหุนยพัมือหรมไาภนรมเพอืสหาหอเนษมรมชรพนุณห่นอืือื้นเตไชนร์บยพเ่า่นอืหป้างรตรน็นแกยือ่ากตเนั ชาโตง้ไน้ อดแน่ขกา่ ยย้กงันสา่เยกไ้นองมั ขาัน้ไนยภแร้อโสา่ากรยษงมั้ไคา่ขไณทภงร้ ไ่ีเา์หสรกษมมั่ียณอภวยกา์หาับษมทผณี่รอู้ส์หกั ูยงษมอาาอทยแยร่ีุกาแัก้ไทลษขี่ระ้ ากัจคแษาวกนาา้ไมวแขนชกุ้กไ้จ2ขขา-้อ3นจงำ�ควโรนนคววป2นา่ วม-3ด2รี เปู-ขค3แ่านบคแวบนนา่ กวมวา่าทรี รมาูปรีงแูปกบาแรบบกบาร

3) ตต้งั ั้งปปร3ระ)ะเตดเด้งัน็ ปน็โรรโคะรเคเดลน็เือลโกรือปคกรปเะลเรดือะน็กเปโดรร็นคะโทเรด่สี คน็นทใโรจ่สี คมนทาใ่สีจ1นมโใารจคม1แาลโร1ว้ คสโมัแรภคลแา้วษลสณว้มั สภห์ ัมมาภษอาพณษ้นื ณ์หบม์ห้าอนมพอพ้นื นื้บบา้ น้าน
(22)).กกกาาารรรลลลงงงพพพ้ืนื้น้ืทนทค่ี่ีทครร่ีค้งั ้ังทรที่้ัง2ี่ ท2เ่ี มเ2มอ่ื ื่วอเนัมวทันื่อี่ทว2่ีัน22ท2พ่ี ฤพ2ษฤ2ภษาพภคฤามคษ2มภ56า22ค56มได2เ้2ชไ5ดิญ6้เผช2รู้ิญบั ไผผดู้รดิ ้เับชชอผิญิบดผงชาู้รอนับบแผงพาิดทนชยแอแ์ พผบทนงยไาท์แนยผแนสพไาทธทายยร์แณผสนขุ ไทย
สสาอาธำ�ธาเาภรณอกสมุขลออาาไเเภสภอยอกกแมมลลาะไผาสไู้รยสับยแผลิดแะชลผอะรู้ บัผบง้รูผาับิดนชผแอิดพบชทงอายบน์แแงผาพนนทไแทยพ์แยผทน้ังยไใ์แทนผยนทสไั้สงทใอนย. ทสแส้ังลอใะน.ใแนสลสะรอใพน..สแรตพล.ะสใมตนา. รมร่วาพมร.ป่วสมรตปะ.ชรมะุมาชหรุมา่วหรมาือปรปือรระะชเดุม็นหารือ
ปปรกระาะรเเดเต็นรกียามรรขเเต้อตรมรียูลียมหมขมข้ออ้อมพมูลื้นหูลบมห้าอมนพอื้นพโบด้ืน้ายบนเน้าโ้นดโยรโเคดนทย้นี่เโกนร่ียค้นวทโกรี่เักบคี่ยผทวู้ส่ีเกูงกับอี่ยผาวยู้สกุูงับแอลาผยะู้สุคูงแวอลาาะมยคชุวุกแาขลมอชะงุกคโขวรอคางมปโชวรดคุกเปขวอ่าดงเแโขรน่าควแปทนวาวงดทกเขารง่ากสาแัมรนภวาษทณาง์ การ
สสัมตัมภัวภอาายษา่ ณงแ์ ตตบัวัวบออสยยัม่าา่ภงงแาแบษบณบส์ ัมสเปภัม็นาภษตาณ้นษ์ณเป์ น็เปต็น้ ตน้

(3) การลงพื้นที่สนทนากลุ่ม (focus group) และสัมภาษณ์ในวันจริง เม่ือวันที่ 26-27 มิถุนายน 2562
กจิ กรรมครง้ั นไ้ี ดม้ จี ากการสนทนากลมุ่ (focus group) ในประเดน็ โรค/อาการทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั ผสู้ งู อายจุ ากหมอพนื้ บา้ น
และผปู้ ฏิบัตงิ านดา้ นการแพทย์แผนไทยของ อ.กมลาไสย จ.กาฬสนิ ธ์ุ จ�ำ นวน 25 คน พบวา่ โรคที่เกดิ กบั ผู้สงู อายุ
ไดแ้ ก่ นอนไม่หลบั กินอาหารไม่แซบ่ (เบ่อื อาหาร) อาหารไมย่ ่อย ทอ้ งอืดท้อเฟอ้ อาการวิงเวยี น ปวดตามตวั เจบ็ คิง
เจ็บตามกระดูกและข้อ ถ่ายไม่ออก เปน็ ต้น โดยมตี �ำ รบั ยาท่ีใช้ในการรกั ษา ยกตัวอยา่ งเชน่

เอกสารประกอบการน�ำ เสนอผลงาน 83
สาขาทำ�นบุ �ำ รุงศิลปวฒั นธรรม”

ยาแก้วิงเวียน ประกอบด้วย เครือหินออ่ น ส้มป่อย (ใชล้ ำ�ตน้ ) วา่ นไพล ใบมะกรดู ขม้นิ ใหญ่ ขา่ ตะไคร้ หอม
ใบหนาด ใบเปลา้ จากนนั้ สบั ให้ละเอยี ดตากแดดให้แหง้ เป็นยาอบหรอื ทำ�เป็นลกู ประคบกไ็ ด้

ยาแก้ ประกอบด้วย บอระเพ็ด (อายุวัฒนะ) ขมิ้นอ้อย ส้มมอ (สมอไทย) ชุมเห็ดเทศ (ข้ีเหล็กสาร)
ท้องอืด รากสะแก รากข้กี าแดง ใบทบั ทมิ (สด 1 ก�ำ มือ แห้ง 2 กำ�มือ) รากมะเกลือ กระพงั โหมนอ้ ย-ใหญ่
ยากนิ แซบ รากสามสบิ (ตม้ ลา้ งน���ำ้ ���ค��ร�ั้ง�ล�ะ��1���ถ�ว้ �ย��ก�า�ไ�ก��่ 3����เ��ว��ล���า��ห����ล�งั�อ��า�ห�า��ร�

- ใบกัญชามาต้มใส่แกงทำ�อาหาร นำ�ใบกัญชาลนไฟให้กรอบ แล้วมาบดให้เป็นผง คล้ายผงชูรส
เอาไปโรยทำ�ลาบ
- ตน้ รากเดยี ว (ลกั ษณะ: ตน้ สงู เทา่ เอว ใบแหลม มรี ากเดยี ว การใช:้ ใชร้ ากสดจดื ไวกวา่ รากแหง้ กไ็ ด)้

ส่วนการสัมภาษณ์หมอพ้ืนบ้านแต่ละคนพบว่า มีการรักษาใช้สมุนไพรเด่ียวและตำ�รับยาสมุนไพร
จ�ำ นวน 24 กลุ่มโรค/อาการ ได้แก่ โรคกระดกู (แขนหัก ขาหัก อาการปวดขอ้ ) แกก้ ษัย งสู วดั โรคผิวหนงั (โรคเรอ้ื น
หดิ แผลเนา่ อสี กุ อใี ส) แมลงสตั วก์ ดั ตอ่ ย แกป้ วดฟนั โรคนวิ่ โรคไต ยาแกก้ นิ ผดิ ยาเลอื ด (รกั ษาโรคสตรี เชน่ ขบั �น��้ำ น���ม��
ประจ�ำ เดือนมาไมป่ กติ หลังคลอดใช้ขับเลอื ด ช�้ำ ใน หรืออุบัตเิ หตตุ กจากท่สี ูง) ยาต้งั ยาหลอ่ ย ยาขบั �น��ำ้ �น���ม��ย��า��ซ���า�ง�
ยาแช่ ยาหวั ใจ แกว้ งิ เวยี นศรี ษะ แกท้ อ้ งอดื ทอ้ งเฟอ้ เบอ่ื อาหาร แกต้ กขาว แกช้ �ำ้ ในเลอื ดตก เลอื ดตกทสี่ งู แกเ้ บาหวาน
แก้มะเร็ง แก้ริดสีดวงทวาร (ถ่ายเป็นเลือด ขับถ่ายยาก) แก้เหน็บ เป็นต้น วิธีใช้ส่วนใหญ่เป็นยากินรูปแบบยาต้ม
ยาฝน ส่วนยาใช้ภายนอกเป็นยาทา รวมท้ังการใช้คาถาร่วมด้วย โดยหมอพ้ืนบ้านหลายคนมีความเชี่ยวชาญ
ในการรักษาโรคเก่ยี วกับกระดูก (แขนหกั ขาหัก อาการปวดขอ้ )

ภูมปิ ัญญาพืน้ บา้ นในการรักษาโรคจากหมอพ้นื บ้าน กรณศี กึ ษา: นายบญุ ยงค์ บัวบปุ ผา
โรคปวดเขา่ จากนายบญุ ยงค์ บวั บปุ ผา ผเู้ ชย่ี วชาญดา้ นแพทยแ์ ผนไทย รพ.กมลาไสย อ.กมลาไสย จ.กาฬสนิ ธุ์
ไดใ้ หค้ วามหมายของการปวดเขา่ จากค�ำ ศพั ท์ “พาก” สามารถแยกออกได้หลายแบบ เชน่ พากเข้าข้อ คอื จะเวลาเดิน
จะมีอาการปวดเข่า ประดงเข้าข้อจะมีอาการเจ็บ ขัดท่ีข้อเข่า ประดงเข้ากระดูกมีอาการออกร้อนที่หัวเข่า เป็นต้น
ยาพื้นบ้านอีสาน ส่วนใหญ่เป็นยาท่ีใช้รากไม้ แก่นไม้ โดยตั้งตำ�รับยาปรุงยาตามธาตุของคนซ่ึงสัมพันธ์กับการเกิด
ในพ้ืนท่ีน้ันๆ จึงทำ�ให้มีการใช้เป็นยาตำ�รับท้องถ่ินใช้สำ�หรับผู้ป่วยเฉพาะราย ประกอบด้วย ยาหลักหนึ่งถึงสามชนิด
ยารอง และยาประกอบ
ปวดเขา่ 4 ดา้ น
วิธีประเมนิ สุขภาพตนเอง หรือการแนะนำ�คนอ่ืนให้รเู้ ท่าทนั ตอ่ โรค เพอ่ื การปอ้ งกันการเจบ็ ปว่ ย
1. ปวดเขา่ ดา้ นหนา้ บรเิ วณลกู สะบา้ หวั เขา่ ลงมาหนา้ แขง้ “สาเหต”ุ มาจาก “กระเพาะอาหาร” ท�ำ งาน
ผิดปกติ เช่น กินไม่ตรงเวลา ไม่กินอาหารเช้า กินอาหารจุกๆ จิกๆ กินอาหารรสจัด หรือเป็นคนวิตกกังวลบ่อยๆ
หรือเป็นคนท่ีชอบโกรธจัด เป็นคนเครียดจัดเป็นอาจิณ (กระเพาะยังทนอยู่ได้ไม่เป็นอะไร) แต่จะมาฟ้องหรือเป็นที่
หัวเข่าด้านหน้า
2. ปวดเข่าด้านหลัง บริเวณใต้ขาพับเข่า สาเหตุ มาจากกระเพาะปัสสาวะ ทำ�งานผิดปกติ เช่น
กลัน้ ปัสสาวะบอ่ ยๆ หรือคมุ ปสั สาวะไม่ได้ กระเพาะปสั สาวะเองยังฟ้องเหตกุ ารณใ์ นรา่ งกายไดอ้ กี หลายอย่าง เช่น
ถา้ เขา่ มปี ญั หากระเพาะปสั สาวะอาจจะเปน็ ตวั บง่ ชถ้ี งึ การเปน็ โรคเบาหวาน หรอื มดลกู รงั ไข่ ไต
ตอ่ มหมวกไต ตอ่ มลกู หมาก ตอ่ มอณั ฑะ หรอื ล�ำ ไสใ้ หญ่ – ล�ำ ไสเ้ ลก็ ไมด่ ี กระเพาะปสั สาวะกจ็ ะมาฟอ้ งทหี่ วั เขา่ ดา้ นหลงั
อกี ประหนง่ึ อารมณห์ วาดกลวั เปน็ เหตใุ หป้ วดเขา่ ได้ เชน่ กลวั อยคู่ นเดยี ว กลวั ถกู ลกู หลานไมเ่ ลย้ี ง
กลัวความสงู กลวั ความมดื สิง่ ทเ่ี ราคาดไม่ถึงเหล่าน้ที ำ�ให้เปน็ โรคปวดเขา่ ได้ เช่นกนั คือ (ปวดเขา่ แบบท่วั ๆ ไป)

84 เอกสารประกอบการน�ำ เสนอผลงาน
สาขาท�ำ นบุ �ำ รงุ ศลิ ปวฒั นธรรม”

3. ปวดเข่าด้านข้างแถบด้านนอก ปวดบริเวณน้ีร้าวข้ึนไปถึงโคนขา ร้าวถึงกล้ามเนื้อสะโพก สาเหตุ
มาจากถุงน��ำ้���ด��ี�อ��ัก���เ�ส���บ�����เ��ร�า�ก��็ต�ร�ว�จ��ส�อ�บ��ด�ูว�่า���เร�า��ก�ิน�น��ำ้���น��้�อ��ย���ไ�ป����ไ�ห���ม����เร�า���ก���ิน��อ����า��ห��า���ร��ป���ร��ะ���เ�ภ���ท����ผ��ัด���น���้ำ ��ม����ัน���บ���่�อ���ย��ห����ร��ือ���เ�ป���ล���่า�
เรานอนดึกหรอื ไม่ ทานน���ำ้ ��ห���ว��า���น��น���ำ�้ ��อ���ดั ��ล��ม��ห��ร�ือ�เ�ค�ร��่ือ�ง�ด��ม่ื �ท��ผี่ �ส�ม��ส�า�ร��แ�อ�ล��ก�อ��ฮ�อ���ล���ห์ ���ร��อื���ไ��ม���่ �ม���กี���า��ร���ใ�ช���้ส���า�ร�ก�ร��ะ�ต�ุ้น��ห�ร�ือ��เ�ป�ล��า่ �
มกี ารทานยาแกป้ วดเป็นประจ�ำ หรือหรือไม่ รวมไปถงึ การฉดี ยามสี ารสเตยี รอยด์ผสม บางชนิดเป็นประจำ�หรือไม่

4. ปวดเข่าดา้ นใน มี สาเหตุ มาจาก
4.1 อาจเกดิ จาก มา้ ม ท�ำ งานผดิ ปกติ หรอื มปี ญั หาของโรคเบาหวาน โรคความอว้ นหรอื กลา้ มเนอื้
กำ�ลงั จะเปลยี่ นเป็นไขมนั ก็จะปวดเขา่ ได้
หมายเหตุ: ต้องทำ�ให้ไขมันเปลี่ยนเป็นกล้ามเนื้อโดยการกินขม้ินชันเข้าไปช่วยในการเสริมสร้าง
กล้ามเนือ้ ลดการปวดเข่า
4.2 อาจเกดิ จาก ตบั เหตเุ พราะใชเ้ ครอ่ื งส�ำ อาง และยาสระผม ยาโกรกผมทม่ี สี ารเคมเี กนิ มาตรฐาน
การควบคุมของคณะกรรมการควบคุมอาหารและยา สารพิษเหล่าน้ีจะลงไปสะสมท่ีตับได้โดยตรงด้วยวิธีการซึม
ผ่านผิวหนัง หรือการกินอาหารที่มีสารเคมีตกค้าง เช่น สารฟอกขาว สารกันบูด ดินประสิว ผงชูรส สารบอแรกซ์
หรอื น���้ำ ��ป���ร��ะ���ส���า��น��ท�อ��ง�ก��จ็ �ะ�ม��สี �า�ร�พ��ษิ �ต��ก�ค��า้ �ง�ท�ตี่��บั �ไ�ด��้ ห��ร�อื ��เ�ก�ดิ��จ�า�ก�ก��นิ �ห��ว��า��น���ม���า���ก����ข��โี้��ม���โ��ห���บ���อ่���ย����ก��นิ��อ�า�ห��า�ร�ร�ส��จ�ดั ��ก�นิ��เ�น�อื้ ��ส�ตั �ว�์
ใหญเ่ ปน็ ประจ�ำ กนิ อาหารแบบสุกๆ ดิบๆ เหลา่ น้ีทำ�ใหป้ วดเขา่ ได้
4.3 อาจเกิดจาก ไต ผลเป็นเพราะกินอาหารรสจัด เปรี้ยว เผ็ดจัด เค็มมากเป็นประจำ� ไตจึง
ท�ำ หนา้ ทหี่ นกั หรอื กนิ อาหารท่ผี ัดมันเป็น ประจำ�ทำ�ใหร้ ะบบดดู ซึมเสยี หรอื ดม่ื �น��ำ้ ��น��้อ��ย��ก�า�ร��อ�ด��น��ำ้ ��บ���อ่ ��ย���ๆ�����ก���เ็��ป���น็���เ��ห�ต�ุ
ใหไ้ ตท�ำ งานหนกั แล้วมผี ลเก่ียวข้องกับการปวดเขา่ ได้เชน่ เดียวกนั

บทสรปุ

จากผลการสัมภาษณ์หมอพื้นบ้านข้างต้น สามารถรวบรวมภูมิปัญญาพื้นบ้านในการใช้สมุนไพร/ตำ�รับ
ยาสมุนไพรในการรักษากล่มุ โรค/อาการได้ 24 กลุ่มโรค/อาการ แตจ่ ากการวิเคราะหต์ �ำ รับยาพบวา่ ต�ำ รบั ยาท่ใี ช้น้ัน
อาจจะยงั ไมม่ ขี อ้ มลู ทางวทิ ยาศาสตรเ์ พอื่ สนบั สนนุ การใชต้ ามแบบภมู ปิ ญั ญาพน้ื บา้ นไดท้ งั้ หมด เชน่ ฤทธท์ิ างเภสชั วทิ ยา
ของตำ�รับหรือของสมุนไพรเดี่ยวหลายชนิด รวมทั้งยังไม่สามารถระบุปริมาณสารสำ�คัญ (major compounds)
หรือสารออกฤทธิ์ (active compounds) ดังกล่าวได้ รวมท้ังยังมีพืชสมุนไพรอีกหลายชนิดท่ีต้องพิสูจน์และยืนยัน
ชนิดของพืช เช่น ชื่อท้องถ่ิน/ช่ือไทย/ชื่อวิทยาศาสตร์ต่อไป แต่ในแง่ของวิถีชีวิตของชาวบ้านในชุมชนก็ยังใช้วิธีการ
ดูแลรักษาสุขภาพตนเองด้วยภูมิปัญญาที่ถูกถ่ายทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้สมุนไพร คาถา และวิธีการ
เป่า เป็นต้น

อย่างไรก็ตามทางคณะจะนำ�สรุปข้อมูลภูมิปัญญาท้ังหมดไปประชุมหารือกับหมอพื้นบ้านและผู้เช่ียวชาญ
ด้านเภสัชพฤกษศาสตร์เพื่อยืนยันชนิดของพืชสมุนไพรนั้นๆ ต่อไป และจากข้อเสนอแนะของหัวหน้างานแพทย์
แผนไทย รพ.กมลาไสยจะมีการหารือกับหมอพื้นบ้าน และผู้ปฏิบัติงานแพทย์แผนไทยเพ่ือคัดเลือกตำ�รับที่น่าสนใจ
นำ�มาทดลองใช้จริงใน รพ.กมลาไสย พร้อมทั้งมีการศึกษาทางคลินิกในโรงพยาบาล เพ่ือสรุปรวบรวมเป็นตำ�รับยา
ประจ�ำ ทอ้ งถิน่ ตอ่ ไป

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ขอขอบพระคุณ นายแพทย์ธีรพันธ์ุ โต้หนองแปน
(รองผอู้ �ำ นวยการ รพ.กมลาไสย) ภก.ชยั ญาภสิ ทิ ธ์ิ วเิ ชยี รชยั (เภสชั กรช�ำ นาญการ รพ.กมลาไสย) นายบญุ ยงค์ บวั บปุ ผา
(ผู้เชี่ยวชาญด้านแพทย์แผนไทย รพ.กมลาไสย) นางสาวศิราภรณ์ มหาโคตร (แพทย์แผนไทย รพ.กมลาไสย)
นางสาวสุจารี พนมเขต (แพทย์แผนไทยปฏิบัติการ) นายภนษฐ บุญทัน (แพทย์แผนไทย รพ.กมลาไสย) และคณะ
ที่ใหค้ วามอนเุ คราะห์สถานท่แี ละใหค้ วามช่วยเหลอื ในการจดั ท�ำ กิจกรรมในครั้งนี้

undนsา)มดาังทกดลล่าอวไงดใช้ ร้จวรมิงทในั้งยรังพม.ีพกืชมสลมาุนไสไยพรพอรีก้อหมลทาั้งยมชีกนาิดรทศี่ตึก้อษงาทางคล

ทย/ปชร่ือะวจิทายทา้อศงาถสนิ่ ตตรอ่ ์ตไ่อปไป แต่ในแง่ของวิถีชีวิตของชาวบ้านในเอกสารประกอบการนำ�เสนอผลงาน 85
สาขาทำ�นบุ ำ�รงุ ศลิ ปวัฒนธรรม”

มิปัญญาที่ถูกถ่ายทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้สมุนไพร

ปัญญาทั้งหมดไปประชุมหารือกับหมอพื้นบ้านและผู้เชี่ยวชาญ
นไพรน้ันๆ ต่อไป และจากข้อเสนอแนะของหัวหน้างานแพทย์
น และผู้ปฏิบัติงานแพทย์แผนไทยเพื่อคัดเลือกตารบั ที่น่าสนใจ
รศึกษาทางคลินิกในโรงพยาบาล เพ่ือสรุปรวบรวมเป็นตารับยา

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ขอขอบพ
ผู้อานวยการ รพ.กมลาไสย) ภก.ชัยญาภิสิทธิ์ วิเชียรชัย (เภสัชกร
ผา (ผู้เชี่ยวชาญด้านแพทย์แผนไทย รพ.กมลาไสย) นางสาวศิรา
นางสาวสุจารี พนมเขต (แพทย์แผนไทยปฏิบัติการ) นายภนษฐ บ
ที่ใหค้ วามอนเุ คราะห์สถานท่แี ละให้ความชว่ ยเหลือในการจดั ทากจิ

คาม ขอขอบพระคุณ นายแพทย์ธีรพันธุ์ โต้หนองแปน (รอง
ยรชัย (เภสัชกรชานาญการ รพ.กมลาไสย) นายบุญยงค์ บัวบุป
) นางสาวศิราภรณ์ มหาโคตร (แพทย์แผนไทย รพ.กมลาไสย)

การศกึ ษาแนวทางในการออกแบบวหิ ารพระอปุ คตุ กลางน��้ำ ��ณ�����ส��ว��น���ส�าธ�า�ร�ณ���ะ�ห��น��อ���ง��แ�ว�ง��
อำ�เภอกนั ทรวชิ ัย จังหวัดมหาสารคาม

วรากุล ตันทนะเทวนิ ทร์, ววิ ัฒน์ วอทอง, ธนายุทธ ไชยธงรัตน,์ ธเนศ ฉัตรจฑุ ามณี
คณะสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ผงั เมือง และนฤมติ ศิลป์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม
โครงการท�ำ นุบ�ำ รงุ ศลิ ปวัฒนธรรม (มุ่งเป้า) ประจำ�ปงี บประมาณ �2�5�6�2

บทน�ำ

วัตถุประสงค์หลักในการศึกษานี้ มุ่งศึกษาการออกแบบวิหารกลาง�น�้ำ��แ���ล��ะ���ง��า�น�ภ�ูม��ิท�ัศ�น��์ �ณ����ส���ว��น���ส��า��ธ�า�ร�ณ�ะ�
หนองแวง อำ�เภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ท่ีเน้นการใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ในการพัฒนางาน
ออกแบบวหิ ารกลาง�น��้ำ ��ส���ำ ��ห���ร�บั �ป��ร�ะ�ด��ษิ �ฐ��า�น�อ��ง�ค�พ์��ร�ะ�อ��ปุ �ค��ตุ �แ��ล�ะ�ส��งิ่ �ศ�กั��ด�สิ์��ทิ �ธ�ติ์��า่ ��ง��ๆ����ท���พ่ี���น่ี���อ้���ง��ป���ร���ะ���ช��า��ช��น�ใ�น��ช�มุ��ช�น��เค��า�ร�พ��บ�ชู��า�
เพื่อประโยชน์ทางพระพุทธศาสนาและสาธารณะประโยชน์อ่ืนสำ�หรับกิจกรรมงานบุญประเพณีและกิจกรรมชุมชน
จากการสำ�รวจพื้นที่ต้ังวิหารและชุมชนโดยรอบ การสัมภาษณ์ และการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากชุมชน พบว่า
รูปแบบของวิหารที่ชุมชนต้องการน้ันมีลักษณะท่ีเรียบง่าย ท้ังรูปทรง การประดับตกแต่ง และโครงสร้างของอาคาร
แต่ยังคงมีลักษณะของศิลปะสถาปัตยกรรมและบริบทที่คนชุมชนคุ้นเคย น่ันคือ รูปแบบไทย-ล้านช้าง (ไทยอีสาน)
และการใชพ้ ชื พ้ืนถ่ินในงานภมู ทิ ัศน์ จากการพัฒนางานออกแบบรว่ มกนั ระหวา่ งชมุ ชน คณะท�ำ งาน และคณะผ้วู จิ ยั
ในแตล่ ะขนั้ ตอนอยา่ งตอ่ เนอ่ื งนนั้ ผลงานออกแบบวหิ ารและงานภมู ทิ ศั นท์ เ่ี กดิ ขนึ้ จงึ สะทอ้ นลกั ษณะของศลิ ปวฒั นธรรม
และสถาปตั ยกรรมของพน้ื ท่ี ผนวกกบั ขอ้ จ�ำ กดั ในดา้ นงบประมาณและดา้ นโครงสรา้ งอาคาร นอกจากนน้ั กระบวนการ
ออกแบบทเ่ี กดิ ขนึ้ ระหวา่ งชมุ ชนและคณะผวู้ จิ ยั ยงั เปน็ แลกเปลยี่ นความรใู้ นการสรา้ งสรรคง์ านสถาปตั ยกรรมประเภท
ศาสนสถานและงานภูมิทัศน์ ซ่ึงเป็นการร่วมกันอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรมท้องถ่ิน และพระพุทธศาสนา
อีกด้วย อย่างไรก็ตามในการดำ�เนินการวางแผนการก่อสร้างให้แล้วเสร็จสมบูรณ์นั้นเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม
ร่วมกันในลำ�ดบั ตอ่ ไป

วัตถุประสงค์

1. เพ่อื ศึกษาขอ้ มูลทางประวตั ศิ าสตรใ์ นด้านศิลปะศาสนศลิ ป์และงานบุญประเพณขี องชุมชน
2. เพื่อเสนอแนวทางในการออกแบบวิหารกลาง�น�ำ้����ณ�����ส���ว��น��ส��า��ธ�า�ร�ณ��ะ�ห�น�อ�ง�แ�ว�ง���ต��ำ��บ���ล��โ��ค��ก��พ���ร��ะ��อ�ำ �เภ�อ�
กนั ทรวชิ ัย จังหวัดมหาสารคาม ส�ำ หรบั ประดิษฐานพระอุปคุตและสงิ่ ศกั ดิ์สทิ ธิ์ต่างๆ
3. เพื่อเสนอแนวทางการปรับปรุงภูมิทัศน์ในบริเวณสวนสาธารณะหนองแวง อำ�เภอกันทรวิชัย จังหวัด
มหาสารคาม ให้สอดคล้องกับการใชป้ ระโยชนใ์ นงานบุญประเพณีและงานกจิ กรรมชุมชน

เอกสารประกอบการนำ�เสนอผลงาน 87
สาขาทำ�นุบ�ำ รงุ ศิลปวัฒนธรรม”

กระบวนการด�ำ เนนิ งาน

การออกแบบวิหารกลางน��้�ำ ��ณ�����ส��ว���น��ส���า��ธ��า��ร��ณ��ะ�ห�น��อ�ง�แ�ว�ง��อ��ำ �เ�ภ�อ�ก�นั��ท�ร�ว�ชิ��ยั ��จ���งั�ห���ว���ดั ��ม���ห��า��ส���า��ร��ค���า�ม��ค�ณ��ะ�ท�ำ��ง�า�น�
ได้ตระหนักเห็นความสำ�คัญในการพัฒนาการศึกษาตามแนวนโยบายการพัฒนาชุมชน ควบคู่ไปกับการบูรณาการ
พฒั นาการเรยี นการสอนในสาขาวชิ าการทเ่ี กยี่ วขอ้ ง เพอื่ รว่ มบรู ณาการสรา้ งสรรค์ ถา่ ยทอด และแลกเปลย่ี นองคค์ วาม
รดู้ า้ นศลิ ปะสถาปตั ยกรรมและการออกแบบ จงึ มแี นวคดิ ในการในการด�ำ เนนิ งานโดยใชก้ ระบวนการมสี ว่ นรว่ มระหวา่ ง
คณะทำ�งาน นิสิตและชุมชน เพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานออกแบบท่ีสามารถนำ�ไประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์
ตอ่ ชุมชนมากทสี่ ดุ การด�ำ เนนิ งานนจ้ี ึงเปน็ การวจิ ัยเชงิ ปฏิบตั ิการแบบมีสว่ นรว่ ม (Participatory Action Research;
PAR) โดยมีขั้นตอนในการดำ�เนินงาน 2 ระยะ คือ ระยะเตรียมการและระยะดำ�เนินการวิจัย ซ่ึงมีกิจกรรมท่ีสำ�คัญ
7 กิจกรรม

ในระยะเตรยี มการ (Pre-Research Phase) ประกอบดว้ ย 4 ขนั้ ตอน ไดแ้ ก่ 1) ศกึ ษาวรรณกรรมทเ่ี กยี่ วขอ้ ง
เพอ่ื ก�ำ หนดแนวทางในการออกแบบ 2) รวบรวมขอ้ มลู พน้ื ฐานของของชมุ ชนในพน้ื ที่ ต�ำ บลโคกพระ อ�ำ เภอกนั ทรวชิ ยั
จงั หวัดมหาสารคาม 3) ประสานงานกบั ผูน้ ำ�ชมุ ชน คณะกรรมการฯ และเจ้าอาวาสวัดปา่ ศรัทธาธรรมวทิ ยา เพอ่ื เชิญ
ชวนเขา้ รว่ มในโครงการวจิ ยั และชแี้ จงรายละเอยี ด 4) สรา้ งสมั พนั ธภาพกบั ชมุ ชน เพอื่ สรา้ งความคนุ้ เคย และสรา้ งการ
รว่ มมอื ในการด�ำ เนนิ งานวจิ ยั ทจี่ ะมขี นึ้ โดยการเขา้ ไปพบปะ พดู คยุ และปรกึ ษาหารอื อยา่ งไมเ่ ปน็ ทางการ 5) ประสาน
งานกับภาคี เพือ่ เชิญชวนเข้าร่วมในโครงการวิจยั ชี้แจงวัตถปุ ระสงค์ และท�ำ ความเข้าใจเกยี่ วกบั การด�ำ เนินการวิจยั
และ 6) วางแผนการดำ�เนินงาน วางแผนและจัดเตรยี มวสั ดอุ ุปกรณใ์ นโครงการวิจัยให้เพียงพอ

สำ�หรับระยะด�ำ เนินการวิจยั (Research Phase) ประกอบด้วย 5 ขนั้ ตอน ได้แก่ 1) ศกึ ษาวิเคราะหส์ ภาพ
การณ์ปัจจุบัน เป็นการศึกษาวิเคราะห์สภาพการณ์ต่างๆ ที่ดำ�รงอยู่ก่อนแล้วก่อนท่ีจะเร่ิมดำ�เนินการปรับปรุงแก้ไข
ปญั หาหรอื ด�ำ เนนิ การพฒั นา 2) วางแผน (Plan) ดำ�เนนิ การจดั ประชมุ การวางแผนแบบมสี ว่ นรว่ ม 3) ดำ�เนนิ การปฏบิ ตั ิ
ตามแผนงานตามทก่ี �ำ หนดไว้ 4) ประเมนิ ผล ควบคมุ ก�ำ กบั ตดิ ตาม และประเมนิ ผล และ 5) ประเมนิ ผลสรปุ ประชมุ รบั

กผฟิจลงั คงกาวรนารมอมคอทกดิ ่ีแเห1บน็ บคเสณมถอื่ าะคปทรตั ้าบยงกกา�ำ รนหรปนมดแรเละวะสลงาาากนนางภรามูศนิทกึ กษศั ับานภ์กซาางึ่ รคไปดีเคด้ระ�ำรเเือมนขนินิ า่ใกนยาขรแนั้แลนน้วเ้ีะปเนปน็ น็า้ นตร�ำ ะัวเสยนระบัปอแรฟะบงั มบคาขวณน้ั าสม5ดุ ตเทด้อา้ืองนนกหาเลพรงั อ่ืแจใลาหกะ้ทมแรกี ลาาบะรผแพลลฒั กกนาเราปลย่ี น
คดว�ำ เานมินคงิดานเหท็น่เี กใิดนขกน้ึ ลโมุ่ ดยย่อมยีรายละเอยี ดของขน้ั ตอนการด�ำ เนนิ งานและกิจกรรมที่ดำ�เนนิ งาน ดงั น้ี

กจิ กรรมที่ 1 คณะท�ำ งานประสานงานกบั ภาคีเครือข่าย แนะนำ�ตัว รบั ฟังความต้องการและ

กิจกรรมท่ี 2 คณะท้างานและนิสแิตลลกงเปพล้ืน่ียทนค่ี เวพาม่ือคริดวเหบ็นรใวนมกขลุ่ม้อยม่อูลยพื้นฐานของชุมชนในพื้นท่ี โดยการส้ารวจ
สนทนากลุ่ม สมั ภาษณเ์ จาะลึกและสังเกตพฤติกรรม เพอ่ื กา้ หนดทิศทางในการออกแบบวิหารและภูมทิ ัศน์

88 กิจกรรมท่ี เอกสารประกอบการนำ�เสนอผลงาน โดยการส้ารวจ

2 คณะท้างสาาขานท�ำ แนบุ ลำ�ระงุ ศนิลปิวสัฒิตนธลรรมง”พ้ืนท่ี เพื่อรวบรวมข้อมูลพื้นฐานของชุมชนในพื้นที่

สนทนากลมุ่ สมั ภาษณเ์ จาะลึกและสงั เกตพฤตกิ รรม เพ่อื ก้าหนดทศิ ทางในการออกแบบวิหารและภมู ทิ ัศน์

กจิ กรรมท่ี 2 คณะท�ำ งานและนิสิตลงพน้ื ท่ี เพอ่ื รวบรวมข้อมูลพ้ืนฐานของชมุ ชนในพน้ื ท่ี โดยการสำ�รวจ

กิจกรสรนมททนาี่ ก3ลคุม่ ณสัมะภทา้าษงณานเ์ จราับะลฟึกังแคลวะาสมงั เตก้ตอพงกฤตากิรรโรดมยเพสือ่ัมกภำ�าหษนณดท์เิศชทิงาลงึกในในกากรลอุ่มอกภแาบคบีเควิหราือรขแ่าลยะภคูมณทิ ัศะนก์ รรมการวัดฯ
ตัวข1แ.้นั ศ�ทเ�ตึก�นรษ�ีย�ชา�มวุม�กร�รชา�ณ�รน�ก�แ�ร�รล�ม�ะท�ท�ี่เ�กีม�ีย่ �งว�ข�า�อ้น�ง�ส�เ�พร�ื่อา้��กง�ำ�อ�ห�ง�นค�ด�์พแ��นร�ว�ะท��อา�งปุ�ใ�นค�ก�ตุ�า�ร�อพ�อ�ร�ก�้อแ��บม�บ�ท�ใ�้ังน��น��เ�ร�้า�อื่�เ�งส�ป�น�ร��ะ��อ�ว��แตั �ชิ�บ�มุ ��บช���น�ร��แา่�ล�ง�ะค��ท��ร�ต่ี��้ัง�ั้ง�ท่ี 1 และรบั ฟังความคดิ เหน็

ข้อมูลทางประวตั ิศาสตรใ์ นด้านศลิ ปะศาสนศลิ ป์และงานบุญประเพณีของชมุ ชน ความสำ�คญั ของพระอุปคตุ พทุ ธศาสนสถานแบบ
ไทย-ลา้ นชา้ ง การออกแบบภมู ทิ ัศน์ และกระบวนการมสี ่วนร่วมของชมุ ชน
2. ประสานงานกับภาคเี ครือข่าย แนะนำ�ตัว รบั ฟังความตอ้ งการและและแลกเปล่ียนความคิดเหน็ ในกลุม่ ยอ่ ย โ�ด��ย�เ�น��น้ �ท��ภ่ี ��า�ค�ีเ�ค��ร�ือ�
ข่ายชมุ ชน ไดแ้ ก่ คณะกรรมการวดั ปา่ ศรทั ธาธรรมวทิ ยา และตวั แทนชุมชนโคกพระ ซึง่ เปน็ คณะทำ�งานหลัก (กจิ กรรมที่ 1)
3. ลงพ้ืนที่ เพื่อร��ว�บ�ร�ว��ม�ข�้อ��ม�ลู �พ��นื้ �ฐ�า��น�ข�อ��ง�ช�ุม�ช��น�ใ�น�พ��ื้น�ท��ี�่ �ด���ว้ ��ย��ก���า��ร���ส��ำ��ร��ว���จ����ส��น���ท���น���า��ก���ล��ุม่�����ส���ัม��ภ���า��ษ�ณ��์เ�จ�า�ะ�ล��กึ ��แ�ล�ะ��ส�ัง�เ�ก�ต�พ��ฤ�ต�ิก��ร�ร�ม��เ�พ�่อื�
ใชใ้ นการกำ�หนดทิศทางในการออกแบบวหิ ารและภูมทิ ัศน์ (กจิ กรรมท่ี 2)
4. สร้างสมั พนั ธภาพกับชุมชนโ�ด��ย�จ�ดั �ป��ร�ะ�ช�มุ��แ�น��ะ�น��ำ �ต��วั �เอ��ง�แ�ล�ะ�แ��ล�ก�เ�ป�ล��ย่ี �น�ค��ว�า�ม�ค��ิด�เ�ห�็น�ใ�น��ก�ล�มุ่��ย�่อ�ย�
5. ประสานงานกบั ภาคี
6. วางแผนการดำ�เนินงาน ในเรื่องกรอบงานและช่วงเวลาในการดำ�เนนิ งานแต่ละขั้นตอน

ขน้ั ดำ�เนินการ
4. แ��น�ะ�น���ำ �ต�ัว�ก��ับ�ช�มุ��ช�น��ร�บั��ฟ�ัง�ค�ว��า�ม�ต�อ้��ง�ก�า�ร�จ�า�ก��ช�มุ �ช��น��แ�ล�ะ�ส��มั �ภ�า��ษ�ณ��์เช��ิง�ล�ึก�เ�ฉ�พ��า�ะ�ภ�า�ค��เี ค��ร�อื �ข�า่��ย��เพ��ือ่ ��ก�ำ��ห��น�ด�ก��ร�อ�บ�แ��น�ว�ค��ิด�ใ�น�ก�า�ร�
ออกแบบและนำ�ข้อมูลไปพฒั นาแบบ (กจิ กรรมท่ี 3)
5. พ��ฒั ��น�า�แ��บ�บ�จ��า�ก�น�ำ�เ�ส�น��อ�แ�บ��บ�ร�่า�ง�แ��ล�ะ�ค��ว�า�ม�ค�ดิ��เห��็น��เ�พ�่ือ�จ��ัด�ท��ำ �ร�่า�ง�แ�บ�บ��แ�ล�ะ��ห�่นุ �จ��ำ �ล�อ�ง�ท��า�ง�ส�ถ�า�ป��ัต�ย�ก��ร�ร�ม�แ�ล��ะ�ภ�มู��ทิ �ศั��น�์ร�่า�ง�แ�บ��บ�ส�ู่
กระบวนมีส่วนร่วมในการพัฒนาแบบงานสถาปตั ยกรรมและงานภูมทิ ศั น์ (กิจกรรมที่ 4)
6. น���ำ �เ�ส�น�อ�แ��บ�บ�ร�่า��ง�ร�ับ��ฟ�ัง�ค�ว�า�ม��ค�ดิ �เ�ห�น็��แ��ล�ะ�พ��ฒั �น��า�แ�บ�บ��ง�า�น�ส�ถ�า��ป�ัต�ย�ก��ร�ร�ม�แ�ล��ะ�ง�า�น�ภ�มู��ิท�ศั �น��์ (กจิ กรรมท่ี 5)
7. พฒั นาแบบงานสถาปัตยกรรมและงานภมู ิทัศน์ (กจิ กรรมที่ 6)
8. นำ�เสนอแบบขั้นสดุ ทา้ ย และประชุมรับฟังความคดิ เห็น (กิจกรรมที่ 7)
9. ส��ร�ปุ �แ��บ�บ�จ��า�ก�ก�า�ร��ป�ร�ะ�ช��ุม�ร�ับ�ฟ��ัง�ค�ว�า�ม��ค�ดิ �เ�ห��็น��แ�ล�ะ�ค��ณ��ะ�ท��ำ ง�า�น��ส�ง่ �ม�อ��บ�แ�บ��บ�ร�า่�ง�ข��้ัน�ส�ม��บ�รู�ณ��์แ�ล��ะ�ห�นุ่��จ�ำ��ล�อ��ง�แ�ก�ช่��ุม�ช�น��เพ��ือ่ �ก�า�ร��ใช�้
ประโยชนต์ อ่ ไป (กิจกรรมท่ี 8)

ขน้ั สรปุ ผล
10. เผยแพรผ่ ลงานในรปู แบบการจัดนิทรรศการ/สอ่ื วิดีทัศน์
11. จ��ดั �ท��ำ �แ�บ�บ��ส�ถ��า�ป�ตั �ย��ก�ร�ร�ม��เบ��ื้อ�ง�ต�น้���(P��r�e�li�m��in��a�r�y�D�e��s�ig��n�)��เล��ม่ �ว�จิ��ัย�ฉ��บ�บั��ส�ม��บ�รู�ณ��์ และส่งมอบงาน
12. น��ำ �เส�น��อ�บ�ท�ค�ว�า�ม�

เอกสารประกอบการน�ำ เสนอผลงาน 89
สาขาท�ำ นุบำ�รุงศิลปวฒั นธรรม”

กิจกรรมที่ 4 คณะท้างานและนิสิตพัฒนาแบบจากน้าเสนอแบบร่างและความคดิ เห็นในกิจกรรมท่ี 3 ตลอดจน
จกัดิจทกกร้าิจรรก่ามรงรทแมี่บท4บี่ 3คแณคลณะะหะททุ่น้า�ำงจงาา้านลนแอรบัลงทฟะงันาคงิสวสิตาถมพาตัฒปอ้ ตังนกยาากแรรบโรดบมยจแสาลัมกะภนภา้าษูมเณสทิ ์เนัศชอนงิ ลแ์ ึกบในบกรลา่ ุ่มงภแาลคะเี ครวอืาขมา่ คยิดคเหณ็นะกในรรกมิจกการวรดัมฯที่ 3 ตลอดจน
จดั ท้าตรัว่าแงทแนบชบุมแชลนแะลหะนุ่ ทจมี า้ งลานอสงรท้าางงอสงคถ์พาประตั อยปุ กครุตรพมรแอ้ ลมะทภง้ั มูนิท�ำ เัศสนนอ์ แบบรา่ งครง้ั ท่ี 1 และรบั ฟังความคดิ เหน็

กิจกรรกมจิ ทกี่ร5รมคทณ่ี 4ะคทณ้าะงทา�ำนงนาน้าแเลสะนนอสิ แติ บพฒับนร่าาแงบคบรจั้งาทก่ี น2ำ�เแสลนะอแรบับบฟรังา่ คงแวลาะมคควาิดมเคหิด็นเหโ็นดในยกปจิ รกะรชรมุมทร่ีับ3ฟังความคิดเห็น
กระิจหกวรา่ รงมคทณี่ ะ5ทค้างณาะนทตค้าลณงอาดะนจกนนรจร้าัดมเสทกน�ำ ารรอ่าวงแดัแบบฯบบตรแ่วัาลแงะคหทุ่นรน้ัจงชทำ�มุล่ี อช2งนทแแาลลงะสะถรปาับรปฟะัตชังยาคกชรวนรามใมแนคลพิดะืน้ ภเหทมู ็ทินี่ ัศโนด์ ยประชุมรับฟังความคิดเห็น
ระหวา่ งคณะทา้ งาน คณะกรรมการวัดฯ ตัวแทนชมุ ชนและประชาชนในพ้นื ท่ี

กิจกรรมท่ี 5 คณะทำ�งานน�ำ เสนอแบบร่างคร้ังที่ 2 และรับฟังความคิดเห็น โดยประชมุ รบั ฟังความคดิ เห็น
ระหวา่ งคณะท�ำ งาน คณะกรรมการวดั ฯ ตัวแทนชุมชนและประชาชนในพน้ื ท่ี

90 เอกสารประกอบการน�ำ เสนอผลงาน
สาขาท�ำ นบุ ำ�รุงศลิ ปวัฒนธรรม”
กจิ กรรมท่ี 6 คณะท้างานและนสิ ิตพัฒนาแบบจากน้าเสนอแบบร่างและความคิดเหน็ ในกิจกรรมท่ี 5 ตลอดจน
จัดท้าร่างแบบข้นั สมบรู ณแ์ ละปรบั แก้ไขห่นุ จ้าลองทางสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์

กจิ กรรมที่ 6 คณะท�ำ งานและนิสิตพฒั นาแบบจากน�ำ เสนอแบบร่างและความคดิ เห็นในกจิ กรรมท่ี 5
ตลอดจนจดั ท�ำ ร่างแบบขนั้ สมบูรณแ์ ละปรบั แกไ้ ขหุ่นจำ�ลองทางสถาปตั ยกรรมและภูมทิ ัศน์

กิจกรรมท่ี 7 คณะท้างานน้าเสนอแบบร่างครั้งท่ี 3 แบบร่างขั้นสมบูรณ์ (คร้ังสุดท้าย) โดยประชุมรับฟังความ
คิดเห็นระหวา่ งคณะทา้ งาน คณะกรรมการวัดฯ ตัวแทนชุมชนและประชาชนในพ้นื ท่ี

กิจกรรมที่ 7 คณะท้างานน้าเสนอแบบร่างครั้งท่ี 3 เอกสารประกอบการน�ำ เสนอผลงาน โดยประชุมรับฟ9ัง1ความ

แบบร่างขสาั้นขาสท�ำ มนุบบ�ำ รุงูรศณลิ ปว์ ฒั (นคธรรรมั้ง”สุดท้าย)

คิดเห็นระหว่างคณะท้างาน คณะกรรมการวดั ฯ ตวั แทนชุมชนและประชาชนในพนื้ ที่

กิจกรรมที่ 7 คณะท�ำ งานน�ำ เสนอแบบรา่ งครั้งท่ี 3 แบบรา่ งข้ันสมบูรณ์ (คร้ังสดุ ท้าย) โดยประชุมรับฟัง

กิจกรรมท่ี 8ควคามณคะดิ ทเห้า็นงาระนหสวง่ ่ามงอคณบแะทบำ�บงรานา่ งคขณนั้ ะสกมรบรมรู กณา์แรวลดั ะฯหต่นุ ัวจแา้ ทลนอชงุมแชกนช่ แุมละชปนรเะพชื่อากชนารในใชพป้ืน้ รทะี่ โยชนต์ ่อไป

กจิ กรรมท่ี 8 คณะท�ำ งานส่งมอบแบบร่างขน้ั สมบรู ณแ์ ละหุ่นจ�ำ ลองแก่ชมุ ชนเพอ่ื การใช้ประโยชนต์ ่อไป

92 เอกสารประกอบการนำ�เสนอผลงาน
สาขาท�ำ นุบำ�รุงศลิ ปวัฒนธรรม”

บบททสสรรุปปุ ขขอองงโโคครรงงกกาารรแแลละะผผลลทท่ีเเี่กกิดิดขขึนน้ึ

ในใกนากราบรบรรรรลลุเุเปป้าา้ หหมมาายยเพเพอื่ ่ือผลผผลลผิตลขิตองขโอคงรงโคการรงกไดาแ้ รก่ไแดบ้แบกท่ าแงบสถบาทปาัตงยสกถรรามปวัติหยารกพรรระมอวปุ ิหคาตุ รกลพารงะน��อ�ำ้ �ุปโ��ด�ค��ย�ุตกลางน้า
แบโลูรดณะยหาลบกักาูรสรณรูตว่ รามภกกมู ับาสิ กรถารารป่วเรัตมียยกนกับกรรากรมสาโอรดนเยรใเนียปหนน็ ลนกักสิ าสิตตูรแรสลใอะนคคนณณใานะจสหาถรลายปักข์ ตั อสยงูตกครรณรใะมนสศคถาาสณปตตัะรฯ์ยสกถไรดาร้แมปกศัต่ าหยสลตกกั รรส์ฯรตู จมรสำ�ศนถาวาปนสตัต3ยร4ก์ฯรครนมไรดภ่ว้แามยกกใ่ับนหลักสูตร
ชสุมถชนาปตัตัวยแกทรนรชมุ ชภนายคใณนะแกรลระมหกลารักวสัดูตฯรหภนูม่วิสยถงาานปทัต้อยงถก่ินรแรลมะปโดระยชเาปช็นนนในิสกิตาแรรล่วะมคดณำ�เนาินจงาารนย์ขซอ่ึงมงีเคกณิดกะาสรแถลากปัตยกรรม
ชเปศมุ ลาช่ียสนนตแ/รเลก์ฯะดิ ผทจรู้ ัก้าว่ นษมโะวคกนรางร3กบ4าูรรณเคหานน็ กรปา่วรรมเะรโกยี ยับนชกนชาท์ ุรม�ำ สชใอหนนเ้ กดตดิ ้าัวกนแากรทาอรนนอชรุอกัมุกษชแแ์บนลบะคศสณลิ บื ปะสะากสนรถอรางมปคกตั ค์ ยาวกรารวมรัดรมงู้ ฯาโดนหยศนกลิ ร่วปะยะบสงวาถนนากปทาตั รอ้ ยมงกีสถรว่ ่ินรนมแรลร่ววมะมขปทอรงั้งะชาชนใน
เกกดิ าปรรระ่วโมยชดน้า์ตเนอ่ ชินุมงชานนในซดึ่ง้ามนีเเกศิดรษกฐากรจิ แสลังกคเมปแลลี่ยะนสิง่/แเวกดิดลท้อักมษะการบูรณาการเรียนการสอนด้านการออกแบบศิลปะ
ขสอถงชามุ ปชัตนยทกทั้งนอ้ร้ียงรถังมม่นิ โีปมดรรี ยะากยโยรไดชะจ้นบา์ทวก่ีเนกกาิดกรขากึ้นราใมรนทีสด่อ่ว้างนนเทอร่ีย่ืน่ววมแอขลาอะทกงิ ชาวริหุมขาชารยนพสรนิแะคลอ้าุปะใผคนุตู้รชก่วว่ งลมกาโจิงคน�กร�รำ้��ง�รแ�ก�มห�า�่งอร�น�เนั้ีส�หเา�ป็น�มน็�าป�กร�ราถ�ะ�รเ�ปสโ�ยร็น�า้�ช�ศ�ง�ูนน�ม��ย�์ทลู��์ก�ค้�า�ลา่�ใ��าเห�พ�ง�้เอม่ิ ก�ีกใ�ิดห�แ�แ้กห�กา่ง�่รอนุรักษ์
แกอแสลาารชลง่ิกใแีพเะชปวขส้ปลดอืบร่ียงละนสคโอ้ อยานมงชนใคนนอ์คช์ใงนวุมคางชม์าคนนรวทู้ดบา่ีเ้าุญกมนี่ยปรศวู้งริลขะาป้อเนพะงศสณริลถีแวาปลมปะะทัตงสั้งยากถกนาารกรรปิจเมสักตแรรยลิมรกะสมกรรชา้ารุมรงมชคอนวอรากวกมแมาสบรทัมบเชพั้งนื่อเัน้ีกมธสิดโ์ขายปอมงงากรครับะถนโคเใยปวนชา็นชมนจุมสุด์ตชัมเน่อรพิ่มชันใตุมนธ้น์ขชกทอาน่ีกงรใครเนปะน็นตดในุ้นเ้าจช/น้าสุมขเ่งชศอเนสงรรพษิมจ้ืนฐาใทหกก่ีแ้ทกิจลาาะรงสังคมและ
แชขลมุ อะชกนงาชตรทมุรระั้งชะตหนดนลนี้ยมอกัังทคดถมว้อจงึาีปนงแมถผรหคละิ่นลดิ ลโ่งมรยพัเะรรี ชธหียาท์นวนยเ่ีา่์ทรกไงู้ทดดิเ่ีผกาจ้จมู งิาดาสีวกกขว่ัฒกนึน้กรนเาะใกธนรบยี่รกวดรวนมาขา้ กรขอ้นทาองอรใง่อนเน่ืตรงแยีนเอตนทเอล่ารี่ยงะู้ทแวสิลแว่วะนลิหสะรพากา้รรงาอ้พผรมลรขกงะาาบั อนยกุปทสาครม่ีินนพตุี ค�ำฒัก้าเสลนในนาาอกงชคนาว่ รว้างดาแกา้มหิจนรแกแู้่งนลนระวรี้สครมาปูดิ มแจอาาบนั รกบเถกปกาเาน็ปรรแก็นพกาศฒัไ้ รขนูนสปยาญัรร์ก้าว่หลงมามางูลอคกี ่าแเพห่ิม่ง
กกใบบัั หสท้แภางกาชพ่อุมบาชรชนบิ ีพทคขขณออะงงกพครนื้ รนทมใต่ีกนง้ัาโชรควุมรดั งชปกนา่าศรทแรี่เัทลกะธี่ยบาธวรรเิขวร้ณอมงโแดลรยะรวผอมมู้บทสี ท่วั้งนี่นก�ำทาไีเ่รปกเสีย่ สผู่วรลขิมงอ้ างสนนรอั้น้าอเงปกค็นแวบโจาบทมวยหิ สใ์ านัมรดกพา้ ลันนาคงธว�น์ข�า�้ำ อ�ม�ต�มง��ลคต�อ้อ�นด�งใจก�นน�า�รแ�ช��นุมป��ว�รช�ท�ะ�น�าก�งอ�ใใบน�นการเป็น
กเาจร้าจขัดทอ�ำงแพผ้ืนนทกาี่แรลแะผกนากรารใชด�ำ้ปเนระินโงยานชใน์ใกนารงกา่อนสบรุญ้างประเพณีและงานกิจกรรมชุมชน การเช่ือมโยงกับความสัมพันธ์
ของคนในชุมชน จากการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านศิลปะสถาปัตยกรรมและการออกแบบนี้ สามารถเป็น
จดุ เริม่ ตน้ ทกี่ ระตุ้น/สง่ เสรมิ ใหท้ างชุมชนตระหนักถึงแหล่งเรียนร้ทู างวฒั นธรรมของตนเอง

ตลอดจนผลลัพธ์ที่เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ และสร้างผลงานที่มีพัฒนาการดา้ นแนวคิดจากการแก้ไข
ปญั หาและการระดมความคิดระหว่างผู้มสี ่วนเกีย่ วข้องในแต่ละสว่ น พรอ้ มกบั การน้าเสนอความรู้และรปู แบบ

ระบบการเล้ียงโคเน้ือและการจัดการอาหารสัตว์ท้องถิ่นของชุมชนบ้านศรีสุข
อ.กนั ทรวชิ ัย จ. มหาสารคาม

วาสนา ศริ แิ สน และวุฒิชยั เคยไชยวงศ์
คณะสตั วแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
โครงการหนึง่ คณะหนึ่งศลิ ปวฒั นธรรม ประจำ�ปีงบประมาณ �2�5�6�2

บทคัดย่อ

การเลย้ี งโคเนอื้ ของเกษตรกรสว่ นใหญย่ งั เปน็ ระบบแบบดงั้ เดมิ โดยการปลอ่ ยเลยี้ งใหโ้ คไปหากนิ อยา่ งอสิ ระ
ตามไร่นาทร่ี กร้าง วา่ งเปลา่ หรือทุง่ หญ้าสาธารณะ หรืออาจมีการเกี่ยวหญ้ามาใหก้ ินบ้างในฤดูกาลของการเพาะปลูก
ท�ำ ให้การเจรญิ เติบโต และระยะเวลาในการเลย้ี งยาวนานมากขนึ้ จึงเป็นท่ีมาของการศกึ ษาครง้ั น้ถี ึงระบบการเล้ยี งโค
เนอ้ื และการจดั การอาหารสัตว์ทอ้ งถน่ิ เพ่อื ใหไ้ ด้ทราบข้อมูลถึงระบบการเลี้ยงและการบรหิ ารจัดการอาหารสตั ว์ทอ้ ง
ถิน่ ใหเ้ หมาะสมกบั ระบบการผลิต โดยวิธกี ารศกึ ษาจากการตอบแบบสมั ภาษณ์ โดยเลอื กกลมุ่ เฉพาะผู้เลี้ยงโคเน้ือใน
หมู่บ้านศรสี ุข อ.กนั ทรวิชยั จ. มหาสารคาม จ�ำ นวน 49 ครวั เรอื น โดยแบ่งขอ้ มลู สัมภาษณอ์ อกเป็น 3 สว่ น ได้แก่
ข้อมูลพ้ืนฐานทั่วไป ข้อมูลด้านการเล้ียงโคเน้ือ และข้อมูลด้านการจัดการอาหาร นำ�ข้อมูลมาวิเคราะห์ข้อมูลแบบ
เชิงพรรณนาโดยโปรแกรมสำ�เรจ็ รปู SPSS เกีย่ วกบั คา่ ความถี่ ร้อยละ คา่ เฉลย่ี พบวา่ สว่ นใหญ่เกษตรกรเลย้ี งโคเนอ้ื
เพอื่ เปน็ อาชีพเสริมถึง 52.1 เปอร์เซ็นต์ โดยจ�ำ นวนโคเนอื้ ท่เี กษตรกรเลย้ี งสว่ นใหญ่ 5-10 ตัว คิดเปน็ สัดสว่ น 48.8
เปอรเ์ ซน็ ต์ และรายไดท้ ี่เกิดจากการขายโคเนือ้ 50,000 บาทต่อปี คดิ เป็นสดั สว่ น 35.4 เปอร์เซน็ ต์ รวมทั้งรปู แบบ
การเล้ียงการ จัดการอาหารของเกษตรกรท่ีพบว่าส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยได้ซ้ืออาหารหยาบมาให้โคกินเป็นประจำ�
คิดเปน็ สดั ส่วน 70 เปอร์เซน็ ต์ และไมค่ ่อยได้ซอ้ื อาหารข้นมาใหโ้ คกินมากนกั คิดเป็นสดั ส่วน 77.8 เปอร์เซ็นต์ ท้ังนี้
อาหารหยาบที่ไม่ค่อยได้ซื้อเป็นประจำ� เพราะเกษตรกรมีการปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์เอง ใช้เศษเหลือทางการเกษตร
รวมท้ังใช้พืชท่ีมีอยู่ในท้องถิ่นของตนในการนำ�มาใช้เล้ียงโคเนื้อ อีกท้ังรูปแบบการเลี้ยงโคเนื้อของเกษตรกรศรีสุข
จะเป็นแบบกึ่งขังกึง่ ปลอ่ ย เสรมิ ด้วยอาหารขน้ ทหี่ าได้เองตามทอ้ งถนิ่ เช่น ใบกระถินแหง้ ร�ำ กากแป้งมันส�ำ ปะหลงั
และอาหารข้นสำ�เร็จรูป เป็นต้น ทำ�ให้ต้นทุนในการเลี้ยงโคเนื้อต่อตัวตลอดจนขายมีค่า�ต�่ำ���ก���ว�่า��5��,0�0��0��บ����า��ท�����ด��ัง�น�้ัน�
การศกึ ษาครง้ั นชี้ ใ้ี หเ้ หน็ ถงึ ระบบการเลยี้ งโคเนอ้ื ของชมุ ชนศรสี ขุ ทเ่ี ปน็ แบบกงึ่ ขงั กง่ึ ปลอ่ ย และมกี ารใชท้ รพั ยากรอาหาร
สตั วท์ ้องถิน่ มาใชก้ ับระบบการเลย้ี งโคเนอ้ื ในชุมนของตนได้
ค�ำ สำ�คญั : ระบบการเลี้ยงโคเน้ือ อาหารสัตวท์ อ้ งถน่ิ

94 เอกสารประกอบการนำ�เสนอผลงาน
สาขาทำ�นบุ �ำ รงุ ศลิ ปวฒั นธรรม”

Abstract

Most of the beef cattle farmers are traditional systems. By letting cows to feed freely
according to the wilderness or public pasture fields. Resulting to decrease growth rate and the longer
time to raise cattle. Therefore, the objective of this study to the beef cattle raising system and local
animal feed management to get information about the system and management of local animal
feed to suit the production system. The data collection was interviewed in 49 samples which was
used selected through purposive sampling in Srisuk Village, Kantharawichai District, Mahasarakham
Province, with into 3 parts: such as general basic information, the Information on beef cattle farming,
and animal feed resource management. The data was analyzed as frequency, percentage, average
by using SPSS program. It was found that 52.1 percentage of the majority of beef cattle farmers
for a career. The number of cattle, mostly farmers, 5-10 farmers, representing 48.8 percentages.
Income generated from the sale of beef cattle is 50,000 baht per year, representing 35.4 percentages.
Most of farmer do not by roughages for beef cattle accounted for 70 percentages and rarely
buy concentrate to feed cattle as much as 77.8 percentages. The roughages that is not regularly
purchased, because of farmers have planted grass for themselves or use agricultural residues, as
well as using the plants that are available in their local area to be used for raising cattle. More-
over, farmers were supplemented with locally sourced foods such as leucaena meal, rice bran,
cassava pulp and commercial feed. Resulting to the cost of beef cattle raising less than 5,000 baht.
Therefore, this study indicated that the beef cattle farming system of the Srisuk community that
is semi-detached and the use of local animal feed resources to be used with beef cattle systems
in their communities.
Keywords: beef cattle raising system, local animal feed

บทนำ�

การเลยี้ งโคเน้อื เปน็ อาชพี ทมี่ มี าตัง้ แต่อดีต ซ่งึ แตก่ อ่ นอาจจะเปน็ การเลย้ี งเพื่อใชง้ าน ลากไถ เทียม เกวยี น
นวดข้าว และเล้ยี งเพ่ือเป็นกระปกุ ออมสิน ใช้เปน็ แหล่งทุนในยามทเี่ กดิ ภาวะวิกฤตข้ึน เชน่ ฝนแล้ง �น��ำ้ ��ท��่ว�ม��ผ���ล���ผ��ล�ติ�
ทางการเกษตรเสียหาย หรอื แมแ้ ต่ในบางคร้ังท่ตี อ้ งมีการใช้เงินเปน็ พเิ ศษ เร่งดว่ น ก็จะจ�ำ หน่ายโคออกไป รวมทงั้ การ
เล้ียงโคเนื้อเมื่ออกลูกหลานยังใช้เป็นเป็นมรดกตกทอดให้ลูกหลานเพ่ือนไปเล้ียงต่อๆ ไปได้ด้วย และในสมัยก่อนยัง
เป็นเครื่องบ่งบอกฐานะทางสังคมร่วมด้วย ส่วนระบบการเลี้ยงก็จะเป็นการปล่อยเลี้ยง ไล่ต้อน ปล่อยให้โคไปหากิน
อย่างอิสระตามไร่นาท่ีรกร้าง ว่างเปล่า หรือทุ่งหญ้าสาธารณะ หรืออาจมีการเก่ียวหญ้ามาให้กินบ้างในฤดูกาลของ
การเพาะปลกู หรอื ชว่ งทมี่ กี ารขาดแคลนหญา้ อาหารสตั ว์ ซง่ึ ไมไ่ ดม้ กี ารเลย้ี งเพอ่ื เรง่ การเจรญิ เตบิ โตมากนกั จนกระทง่ั
ปีพ.ศ. 2525 สภาพทางสังคมและเศรษฐกจิ ของประเทศไทยเปลย่ี นแปลงไป เช่น เกษตรกรท่เี คยใช้แรงงานจากสตั ว์
ในการประกอบอาชพี เกษตร กห็ นั มาใชเ้ ครื่องจกั รกลทนุ่ แรงแทน และตงั้ แตป่ ี พ.ศ. 2531 เปน็ ต้นมา ไดม้ เี กษตรกร
บางส่วนหันมาเลี้ยงโคเน้ือเพ่ือการจำ�หน่ายเป็นหลัก และระบบการเล้ียงก็แตกต่างจากเดิมไปบ้าง เช่น เริ่มมีการให้
อาหารเสรมิ ในชว่ งทมี่ กี ารขาดแคลนหญา้ รจู้ กั การปอ้ งกนั โรค และการจดั การเลยี้ งดเู บอ้ื งตน้ ทด่ี กี วา่ (ปรารถนา, 2548)
อยา่ งไรกต็ ามปจั จบุ นั นโ้ี คเนอ้ื ถอื วา่ เปน็ ปศสุ ตั วอ์ กี ชนดิ หนงึ่ ทค่ี วามส�ำ คญั ตอ่ การพฒั นาดา้ นเศรษฐกจิ ของประเทศไทย
ท้ังน้ีเนื่องจากความ ต้องการการบริโภคเน้ือภายในประเทศมีแนวโน้มเพ่ิมมากข้ึนตามจำ�นวนประชากรที่เพิ่มขึ้น
เป็นลำ�ดับ ดังน้ัน ระบบหรือรูปแบบของการเลี้ยงโคเน้ือจึงปรับมาเป็นการเลี้ยงเชิงธุรกิจมากข้ึน หรือเน้นการเลี้ยง

เอกสารประกอบการนำ�เสนอผลงาน 95
สาขาท�ำ นบุ ำ�รุงศิลปวัฒนธรรม”

เพือ่ การจ�ำ หน่ายเป็นหลัก แตโ่ ดยสว่ นใหญ่รปู แบบการเลี้ยงของเกษตรกรยังคงมีการปล่อยฝูงโคไปแทะเล็มหญา้ ทข่ี นึ้
ตามท้องทุ่งสาธารณะที่รกร้างว่างเปล่า ไร่นาที่ไม่ได้มีการเพาะปลูกในฤดูกาลเพาะปลูก หรือช่วงฤดูกาล เพาะปลูก
ทไี่ มส่ ามารถปล่อยโคออกไปแทะเลม็ อยา่ งอสิ ระได้หรอื แมแ้ ต่ช่วงท่ีหญา้ มกี ารขาดแคลนก็มกี ารเกย่ี ว หญา้ หรือจดั หา
หญ้ามาให้โคกิน และมีการเลี้ยงแบบขังคอก ซ่ึงจากสภาพการเล้ียงดังกล่าวพบว่ายังขาด มาตรฐานในการจัดการ
ฟารม์ เบื้องตน้ ทเ่ี หมาะสม (ปรารถนา, 2548) ซงึ่ อาจสง่ ผลต่อปริมาณการผลิตโคเน้ือทไ่ี มเ่ พียงพอต่อความตอ้ งการ
รวมทั้งยังอาจมีผลต่อคุณภาพเนื้อและการ ยอมรับของตลาด และการจัดการการผลิตโคเนื้อของแต่ละรูปแบบน้ัน
มกี ารจดั การทแ่ี ตกตา่ งกัน ซ่งึ อาจส่งผล ตอ่ ผลตอบแทน และก�ำ ไรท่ีเกษตรกรไดร้ บั (นภาพร และคณะ, 2558) จาก
รายงานขอ้ มลู อา้ งองิ การเลยี้ งโค เนอ้ื ในจงั หวดั มหาสารคามโดยส�ำ นกั งานปศสุ ตั วจ์ งั หวดั มหาสารคาม (2558) อา้ งโดย
นภาพร และคณะ (2558) พบว่าโคเน้ือในจงั หวัดมหาสารคามมจี ำ�นวน 117,406 ตัว โดยในเขตพนื้ ที่อำ�เภอบรบอื
จงั หวดั มหาสารคาม ซึ่งเป็นพน้ื ทท่ี มี่ กี ารเล้ียงโคเนื้อมากท่ีสดุ ในจงั หวดั มหาสารคามจำ�นวน 19,510 ตวั จากจำ�นวน
เกษตรกรทเี่ ลย้ี งทง้ั สนิ้ 31,510 ราย แตเ่ กษตรกรผเู้ ลยี้ งโคเนอ้ื จ�ำ นวน 5,468 ครวั เรอื น คดิ เปน็ สดั สว่ น 17.35 เปอรเ์ ซน็ ต์
ของจ�ำ นวนผูเ้ ลย้ี งโคเนือ้ ในเขตพ้นื ทอี่ �ำ เภอบรบอื จะมรี ปู แบบการเลีย้ งโคเนือ้ ทง้ั แบบขงั คอกและแบบปล่อยฝูง ซ่ึงใน
แต่ละรูปแบบจะมีสภาพการผลิตที่แตกต่างกัน ซ่ึงส่งผลให้เกษตรกรต้องมีการปรับเปลี่ยนการผลิตเพ่ือความอยู่รอด
ของฟาร์มและเพ่ือให้ประสบผลสำ�เร็จในการเลี้ยงโคเน้ือ เกษตรกรบางรายอาจยังต้องลดจำ�นวนโคเนื้อลงและหันมา
ปลกู พชื อาหารสตั วไ์ วร้ องรบั ยามขาดแคลน รวมทง้ั การกกั ตนุ ฟารม์ ในชว่ งฤดแู ลง้ หรอื แมก้ ระทงั้ การผลติ อาหารขน้ เอง
เพ่ือลดค่าใช้จ่ายของฟาร์ม (นภาพร และคณะ, 2558) ดังน้ันจะเห็นว่าถึงแม้รูปแบบการเลี้ยงโคเนื้อจะมีการปรับ
เปล่ียนไปบ้างจากเดิม แต่จุดแข็งของระบบการผลิตคือเกษตรกรยังสามารถผลิตอาหารสัตว์ใช้เองได้บ้าง หรือแม้แต่
จากภมู ปิ ญั ญาหรอื ระบบการเลย้ี งแบบเดมิ ทป่ี ลอ่ ยใหโ้ คออกไปหากนิ อาหารสตั วใ์ นทอ้ งถนิ่ ทเ่ี กดิ ขน้ึ เองตามธรรมชาติ
ท�ำ ใหเ้ กษตรกรทราบขอ้ มลู เบอ้ื งตน้ ของอาหารสตั วท์ อ้ งถนิ่ ทโี่ คเลอื กกนิ รวมทงั้ จากกระแสการน�ำ ใชเ้ ศษเหลอื ทางการ
เกษตรหรือโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ใกล้แหล่งชุมชน ที่เกษตรกรสามารถจัดหานำ�มาเล้ียงสัตว์ได้เองมีมากข้ึน ทำ�ให้
เกษตรกรมีช่องทางในการบริหารจัดการอาหารให้กับโคเนื้อได้อย่างเหมาะสมกับระบบของตน อย่างไรก็ตามถึงแม้
เกษตรกรจะมีการเลือกแหล่งอาหารที่เหมาะสมกับระบบการเลี้ยงของตนเองได้แล้ว เช่ือว่ายังมีเกษตรกรอีกจำ�นวน
ไม่น้อยที่ยังขาดองค์ความรู้ในการจัดการกับทรัพยากรอาหารสัตว์ที่มีอยู่ในท้องถ่ินของตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
ทง้ั ในเรอื่ งปรมิ าณและคณุ ภาพทเ่ี หมาะสมตอ่ การเจรญิ เตบิ โต และการใหผ้ ลผลติ ตอบแทนอนั สงู สดุ ดงั นนั้ จงึ เปน็ ทมี่ า
ของการศึกษาคร้ังนี้เกี่ยวกับระบบการผลิตโคเนื้อของเกษตรกร และการบริหารจัดการอาหารสัตว์ที่มีอยู่ในท้องถิ่น
ของเกษตรกรมาใชใ้ หเ้ หมาะสมกบั ระบบการผลติ ของเกษตรกรเองไดอ้ ยา่ งไร เพอื่ จะไดเ้ ปน็ ขอ้ มลู ส�ำ หรบั การคดั เลอื ก
ระบบการเล้ียงที่เหมาะสมกับวิถีการจัดการอาหารสัตว์ท้องถ่ินของเกษตรกร อันจะส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพหรือ
ผลกำ�ไรสงู สุดในการเลย้ี งโคเนื้อของเกษตรกร

วิธกี ารด�ำ เนินงานวิจยั

การเกบ็ ขอ้ มลู จากการใช้แบบสอบถามสมั ภาษณร์ วมจากเกษตรกร ซึ่งใชว้ ธิ ีการเลอื กตวั อย่างแบบ เจาะจง
(purposive sampling) จากเกษตรกรผ้เู ลี้ยงโคเนอ้ื ในหมบู่ ้านศรสี ขุ ต. ศรสี ขุ อ.กนั ทรวชิ ัย จ. มหาสารคาม จำ�นวน
49 ราย โดยแบ่งเน้อื หาของแบบสอบถามทใี่ ชใ้ นการสัมภาษณ์ออกเปน็ 3 ส่วน ไดแ้ ก่ 1) ข้อมลู พน้ื ฐานของเกษตรกร
ประกอบด้วยชื่อ-นามสกุล ท่ีอยู่ตามสำ�เนาทะเบียนบ้าน เพศ สถานภาพทาง ครอบครัว สังคม ลักษณะอาชีพจาก
การเลี้ยงโคเนื้อ และรายได้จากการขายโคเนื้อ 2) ข้อมูลการเลี้ยงโคเนื้อ ประกอบด้วยวัตถุประสงค์ของการเลี้ยง
โคเน้ือ จ�ำ นวนโคเน้อื ท่ีเลี้ยง ท้ังแม่พนั ธุ์พ่อพนั ธ์ุ โคเพศผูเ้ พศเมียอายุ มากกว่า 6 เดือน อายุน้อยกวา่ 6 เดอื น และ
การจดบันทึกข้อมูลการเลี้ยงโคเน้ือ 3) ข้อมูลการจัดการด้านอาหารสัตว์ ประกอบด้วยข้อมูลด้านอาหารหยาบ
(การผลติ แปลงหญา้ อาหารสตั ว์ การใชแ้ หลง่ อาหารหยาบอยา่ งอนื่ การก�ำ หนดปรมิ าณอาหารหยาบ แหลง่ อาหารหยาบ
ในชว่ งฤดแู ล้งทเ่ี กษตรกรกใชเ้ ลย้ี งโค แหลง่ อาหารหยาบทเ่ี ปน็ พชื ทอ้ งถน่ิ ) ขอ้ มลู ดา้ นอาหารขน้ (แหล่งของอาหารขน้

96 เอกสารประกอบการน�ำ เสนอผลงาน
สาขาทำ�นบุ �ำ รงุ ศลิ ปวัฒนธรรม”

ท่ีเกษตรกรใช้ เกษตรกรซื้ออาหารขน้ หรอื ผลิตอาหารข้นใช้เอง แหลง่ อาหารข้นทเี่ ป็นพืชทอ้ งถ่นิ ) การตรวจวิเคราะห์
คณุ ภาพอาหาร ลกั ษณะการเลยี้ งโคเนอ้ื (ขงั คอกตลอดเวลา กงึ่ ขงั กง่ึ ปลอ่ ย ปลอ่ ยทงุ่ ) และคา่ ใชจ้ า่ ยในการเลยี้ งโคเนอ้ื
1 ตวั ตลอดการ ขาย (โดยประมาณ) ขอ้ มลู ท้ังหมดถูกน�ำ มาวิเคราะหข์ ้อมลู แบบเชิงพรรณนาโดยโปรแกรมส�ำ เรจ็ รูป
SPSS เก่ยี วกบั คา่ ความถ่ี ร้อยละ ค่าเฉล่ยี

ผล และวจิ ารณก์ ารทดลอง

ผลการทดลองสามารถแบง่ ออกตามข้อมูลการออกแบบสอบถามในการไปสัมภาษณเ์ กษตรกรผู้เล้ยี งโคเนอื้
ออกเปน็ 4 ส่วน ดังน้ี

1. ขอ้ มลู พน้ื ฐานของเกษตรกร
เกษตรกรที่ได้รับการสัมภาษณ์ร้อยละ 58.33 เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ยมากกว่า 40 ปีขึ้นไปเฉล่ียคิดเป็น
ร้อยละ 95.45 สถานภาพทางครอบครัวส่วนใหญ่เป็นสมรส รองลงมาเป็นโสด และหย่าล้างคิดเป็นร้อยละ 45.8,
41.7 และ 2.1 ตามลำ�ดบั และอกี 10.4 เปอร์เซ็นตท์ ไ่ี มใ่ หข้ อ้ มูล เกษตรกรท่ีเล้ยี งโคเนอื้ สว่ นใหญ่เปน็ สมาชิกของ
หมู่บ้านไม่มีตำ�แหน่งใดๆ รองลงมาเป็นกรรมการหมู่บ้าน สมาชิกอบต. คิดเป็นร้อยละ 87.5, 8.3, 2.1 ตามลำ�ดับ
และไม่ตอบแบบสอบถาม 2.1 เปอร์เซ็นต์ เกษตรกรส่วนใหญ่เล้ียงโคเนื้อเป็นอาชีพเสริมคิดเป็นร้อยละ 52.1
เลี้ยงเป็นอาชีพหลักร้อยละ 45.8 และไม่ตอบแบบสอบถามร้อยละ 2.1 รายได้จากการขายโคเน้ือส่วนใหญ่มีรายได้
มากกว่า 50,000 บาท รองลงมา 30,000-40,000 บาท 10,000-20,000 บาท และ น้อยกวา่ 10,000 บาท คดิ เปน็
รอ้ ยละ 35.4, 31.3, 25.0 และ 2.1 ตามลำ�ดับ และไม่ตอบแบบสอบถามคิดเปน็ ร้อยละ 6.3
2. ข้อมูลการเล้ียงโคเนอื้
เกษตรกรส่วนใหญ่เล้ียงโคเนื้อเพื่อวัตถุประสงค์ของการขุนเป็นส่วนใหญ่ รองลงมาเพื่อผลิตพ่อแม่พันธุ์
โคเนอื้ และผลติ ลกู โคขาย คดิ เปน็ รอ้ ยละ 55.10, 26.53 และ 18.36 ตามล�ำ ดบั จ�ำ นวนโคเนอื้ ทเี่ กษตรกรเลยี้ งสว่ นใหญ่
มจี ำ�นวน 5-10 ตวั รองลงมาเป็นน้อยกวา่ 5 ตวั และมากกว่า 10 ตัว คดิ เป็นรอ้ ยละ 48.8, 30.2 และ 20.9 ตามลำ�ดบั
เกษตรกรมีการเล้ียงโคเน้ือเพื่อผลิตพ่อพันธ์ุส่วนใหญ่ร้อยละ 66.66 เป็นสายพันธุ์อเมริกัน บาร์มันแท้ และ 33.33
เป็นพันธ์ุชาร์โลเล่ห์แท้ ส่วนพ่อพันธุ์ที่เป็นลูกผสมอเมริกันบาร์มันคิดเป็นร้อยละ 75 และลูกผสมชาร์โลเล่ห์คิดเป็น
รอ้ ยละ 25 เกษตรกรมกี ารผลติ โคเนอ้ื เพอื่ เปน็ แมพ่ นั ธสุ์ ว่ นใหญเ่ ปน็ พนั ธพ์ุ นื้ เมอื ง รองลงมาเปน็ อเมรกิ นั บารห์ มนั แท้ และ
ชารโ์ ลเล่หแ์ ท้ คิดเป็นรอ้ ยละ 40.0, 37.14 และ 22.86 ตามลำ�ดับ สายพนั ธโ์ุ คเนื้อท่ีเปน็ แม่พันธลุ์ กู ผสมแบง่ ออกเป็น
ลกู ผสมพนื้ เมืองกบั อเมรกิ นั บาร์มนั รองลงมาเป็นลกู ผสมพื้นเมอื งกบั ฮินดบู ราซิล และลกู ผสมพืน้ เมอื งกบั ชารโ์ ลเล่ห์
คดิ เปน็ รอ้ ยละ 52.94, 29.41 แล 17.64 ตามล�ำ ดบั เกษตรกรมีการเล้ียงโคเน้อื ท่ีมีอายมุ ากกวา่ 6 เดอื น โดยแบ่งออก
เปน็ พนั ธแ์ุ ทแ้ ละพนั ธลุ์ กู ผสม พนั ธแ์ุ ทส้ ว่ นใหญเ่ ปน็ พนั ธพ์ุ น้ื เมอื ง รองลงมาเปน็ พนั ธอ์ุ เมรกิ นั บารม์ นั และพนั ธช์ุ ารโ์ ลเล่
ห์ คดิ เปน็ รอ้ ยละ 50.0, 25.0 และ 25.0 ตามลำ�ดบั สว่ นพนั ธลุ์ กู ผสมสว่ นใหญเ่ ปน็ พนั ธล์ุ กู ผสมพน้ื เมอื งกบั อเมรกิ นั บาร์
มัน รองลงมาเปน็ ลกู ผสมพ้ืนเมืองกับชารโ์ ลเลห์คิดเปน็ ร้อยละ 58.33 และ 41.67 ตามลำ�ดับ นอกจากน้ีโคเพศเมียท่ี
อายมุ ากกวา่ 6 เดอื นทเ่ี กษตรกรเล้ียงท่เี ปน็ สายพนั ธแุ์ ทส้ ว่ นใหญเ่ ปน็ พนั ธพุ์ นื้ เมอื ง รองลงมาเปน็ อเมรกิ นั บารม์ นั และ
ชารโ์ ลเลห่ ์ คดิ เปน็ รอ้ ยละ 55.55, 27.77 และ 16.66 ตามล�ำ ดบั สว่ นสายพนั ธลุ์ กู ผสมสว่ นใหญจ่ ะเปน็ ลกู ผสมพนื้ เมอื ง
กบั อเมรกิ ันบารม์ นั รองลงมาเป็นลกู ผสมพื้นเมอื งกับชาร์โลเลห่ ์ และลูกผสมพื้นเมืองกบั ฮนิ ดบู ราซลิ โดยมสี ัดส่วนคดิ
เปน็ ร้อยละ 47.36, 26.31 และ 26.31 ตามล�ำ ดับ เกษตรกรมีการเลีย้ งโคเน้ือเพศผทู้ ม่ี อี ายนุ ้อยกว่า 6 เดือน โดยแบง่
ออกเป็นสายพันธ์ุแท้และสายพันธ์ุลูกผสม สายพันธ์ุแท้ส่วนใหญ่เป็นพ้ืนเมือง รองลงมาเป็นอเมริกันบาร์มัน คิดเป็น
สดั สว่ นรอ้ ยละ 66.66 และ 33.33 สว่ นสายพนั ธล์ุ กู ผสมสว่ นใหญจ่ ะเปน็ ลกู ผสมพน้ื เมอื งกบั อเมรกิ นั บารม์ นั และลกู ผสม
พนื้ เมืองกับชารโ์ ลเลห่ ์ คดิ เปน็ ร้อยละ 60.0 และ 40.0 ตามลำ�ดบั โคเนอ้ื เพศเมยี ท่ีมอี ายนุ อ้ ยกวา่ 6 เดอื น โดยแบ่ง
ออกเป็นสายพันธุ์แท้และสายพันธ์ุลูกผสม สายพันธุ์แท้ส่วนใหญ่เป็นอเมริกันบาร์มัน รองลงมาเป็นพันธ์ุพ้ืนเมือง

เอกสารประกอบการนำ�เสนอผลงาน 97
สาขาทำ�นุบำ�รุงศิลปวัฒนธรรม”

ชาร์โลเล่ห์ และฮินดูบราซิล คิดสัดส่วนเป็นร้อยละ55.0, 20.0, 20.0 และ 5.0 ตามลำ�ดับ ส่วนสายพันธ์ุลูกผสม
สว่ นใหญจ่ ะเปน็ ลกู ผสมพนื้ เมอื งกบั อเมรกิ นั บารม์ นั ลกู ผสมพนื้ เมอื งกบั ฮนิ ดบู ราซลิ และลกู ผสมพน้ื เมอื งกบั ชารโ์ ลเลห่ ์
คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 50.0, 33.33 และ 16.66 ตามลำ�ดับ ส่วนการจดบันทึกข้อมูลการเลี้ยงโคเน้ือของเกษตรกร
พบว่าส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรไม่มีการจดบันทึกข้อมูลการเลี้ยงโคเน้ือเลย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 88.1 จะมีเพียง
สว่ นน้อยร้อยละ11.9 ท่กี ารจดั บนั ทึก และขอ้ มูลทเ่ี กษตรกรมีการจดบนั ทึกจะเป็นขอ้ มูลดา้ นการผสมเทยี มโค

3. ข้อมูลการจัดการด้านอาหารสตั ว์
ข้อมูลด้านการจัดการอาหารสัตว์สำ�หรับเกษตรกรท่ีเล้ียงโคเน้ือจะประกอบด้วยข้อมูลด้านอาหารหยาบ
ท่ีจะกล่าวถึงการผลิตแปลงหญ้าอาหารสัตว์จะพบว่าส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรมีแปลงหญ้าอาหารสัตว์คิดเป็นร้อยละ
64.71 และไม่มีแปลงหญ้าอาหารสัตว์คิดเป็นร้อยละ 35.29 แปลงหญ้าที่เกษตรกรมีส่วนใหญ่จะเป็นหญ้ากินนี
รองลงมาคือเนเปียร์ หญ้าอ่ืนๆ และหญ้ารูซ่ี คิดเป็นสัดส่วน 35.41, 25.0, 25.0 และ 14.5 เปอร์เซ็นต์ตามลำ�ดับ
สว่ นแหล่งอาหารหยาบอยา่ งอ่ืนทเี่ กษตรกรใช้เล้ยี งโคเนื้อส่วนใหญแ่ ลว้ จะไมม่ คี ิดเป็นรอ้ ยละ 93.75 และส่วนนอ้ ยท่มี ี
คิดเปน็ ร้อยละ 6.25 โดยเกษตรกรจะมกี ารใช้ฟางเป็นส่วนใหญ่ รองลงมาคอื หญ้าแหง้ และเปลอื กลา้ งมนั ส�ำ ปะหลงั
คดิ เปน็ สัดสว่ น 82.75,14.70 และ 2.94 เปอร์เซน็ ต์ ตามลำ�ดับ เนื่องจากเกษตรกรมแี ปลงหญา้ ส�ำ หรบั โคเนื้อ ดงั นัน้
ส่วนมากแล้วเกษตรกรจงึ ไม่ไดซ้ ื้ออาหารหยาบให้โคเนื้อเปน็ ประคดิ เป็นสดั ส่วนร้อยละ 75 แต่อยา่ งไรก็ตามเกษตรกร
โดยสว่ นใหญไ่ มไ่ ดม้ กี ารก�ำ หนดปรมิ าณอาหารหยาบใหโ้ คกนิ เลยคดิ เปน็ สดั สว่ นรอ้ ยละ 62.79 และสว่ นมากจะไมม่ กี าร
ตรวจวเิ คราะห์คุณภาพอาหารหยาบทนี่ �ำ มาให้โคกนิ คิดเป็นรอ้ ยละ 93.02 ท�ำ ให้บางครง้ั โคเนื้อมีการกินอาหารหยาบ
ได้เต็มทแี่ ตค่ ุณภาพอาหารหยาบไม่ดี เช่นมโี ปรตีน�ต�่ำ���แ��ล���ะ���เ�ย���่ือ���ใ�ย�ส�งู��อ��า�จ�จ�ะ��ส�่ง�ผ�ล��ก�ร�ะ��ท�บ��ต�อ่ ���ก���า��ร��ก���ิน���ไ�ด���้ส���ิ่ง�แ��ห�้ง��ก�า�ร�ย��่อ�ย�
ได้ และการน�ำ โภชนะในอาหารหยาบไปใชป้ ระโยชนไ์ ดไ้ มเ่ ตม็ ที่ สว่ นแหลง่ อาหารหยาบในฤดแู ลง้ ทเ่ี กษตรกรใชเ้ ลยี้ งโค
ส่วนมากจะเป็นไร่นาพนื้ ทส่ี ่วนตวั รองลงมาคอื พ้นื ท่ีสาธารณะประโยชน์ แปลงหญ้าทป่ี ลูกเอง และตามพ้ืนที่ไร่นาของ
คนอ่นื คดิ เปน็ สัดส่วน 47.76,22.38, 16.41 และ 13.43 เปอร์เซ็นต์ตามลำ�ดบั เกษตรกรสว่ นใหญแ่ ลว้ ไม่มกี ารใชพ้ ชื
ทอ้ งถนิ่ เปน็ อาหารสตั ว์ คดิ เปน็ สดั สว่ น 91.18 เปอรเ์ ซน็ ต์ อกี รอ้ ยละ 8.82 จะมกี ารใชแ้ หลง่ อาหารสตั วท์ เี่ ปน็ พชื ทอ้ งถน่ิ
ชนิดที่มีการใช้มากจะเป็นกระถิน ต้นกล้วย หญ้าในท้องถ่ินและชานอ้อยหมัก คิดเป็นสัดส่วน 52.94, 23.52,
17.64 และ 5.88 เปอร์เซน็ ต์ ตามลำ�ดับ เกษตรกรสว่ นนอ้ ยทจ่ี ะไมม่ กี ารใช้วตั ถดุ บิ อาหารขน้ คิดเป็นสัดส่วน 48.48
เปอรเ์ ซน็ ต์ สว่ นใหญท่ ม่ี กี ารใชว้ ตั ถดุ บิ อาหารคดิ เปน็ สดั สว่ น 51.51 เปอรเ์ ซน็ ต์ โดยมรี �ำ กากมนั ส�ำ ปะหลงั (กากขแี้ ปง้ )
และกากน��้�ำ ��ต��า��ล�����ค���ิด���เ�ป���็น��ส���ดั �ส�ว่��น��5�3�.�1�3�,��2�7�.�2�7���แ�ล�ะ��1��8�.1��8��เ�ป�อ��ร�์เซ��น็ ��ต��์��ต���า��ม���ล���ำ ��ด��ับ�����จ���า��ก���เ�ห���ต��ผุ �ล��ท�เ่ี �ก�ษ�ต��ร�ก�ร�โ�ด�ย��ส�่ว�น�
ใหญ่มีการใช้วัตถุดิบอาหารข้นเลี้ยงโคเนื้อ จึงสะท้อนให้เห็นว่าเกษตรกรโดยส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 77.77 จะไม่มี
การซ้อื อาหารขน้ ส�ำ เร็จรปู มาจากบริษัท จะมเี พียงส่วนน้อยคือ 22.23 เปอรเ์ ซน็ ตท์ ่ีซื้อมาจากบริษทั จ�ำ นวนแรงงานที่
เลย้ี งโคเนอื้ จะเปน็ แรงงงานในครัวเรือนเพยี งอย่างเดยี ว ทงั้ นี้เพราะจำ�นวนโคเน้อื ทเี่ กษตรกรเล้ยี งมีจำ�นวนไมม่ ากนัก
จึงไม่ได้เพ่ิมค่าใช้จ่ายให้ส้ินเปลืองในการไปจ้างแรงงงานภายนอกมาเลี้ยงโคของตน รวมทั้งจำ�นวนแรงงงานในครัว
เรอื นสว่ นใหญจ่ ะมจี �ำ นวนนอ้ ยกวา่ 3 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 82.60 สว่ นแหลง่ �น��้ำ �ท�เ่ี�ก�ษ��ต��ร�ก�ร��ใช��เ้ �ล�ยี้ ��ง�โ�ค��เ�น���อ�้ื ��ส���ว่���น��ม�า�ก��จ�ะ��เป��น็ �
น้�ำ �ป�ร�ะ��ป�า�ห��ม�่บู��้า�น��ห��้ว�ย��ห��น�อ�ง��ค��ล�อ��ง�บ��ึง��(�น��ำ้ ��ผ���วิ ��ด���ิน���)���น���้ำ��จ���า��ก���บ���่อ��บ����า��ด���า��ล����แ���ล��ะ���น���ำ้ ��ท���ี่เ��ป��น็����แ��ห����ง่ ��ช��ล���ป���ร��ะ���ท���า���น����ค���ิด���เ��ป���็น���ส��ัด���ส�่ว�น��
40.0, 38.57, 18.57 และ 2.85 เปอรเ์ ซน็ ต์ ตามล�ำ ดบั รปู แบบการเลย้ี งโคเนอื้ ของเกษตรกรบา้ นศรสี ขุ สว่ นใหญจ่ ะเปน็
แบบกงึ่ ขังกึ่งปลอ่ ย ขงั คอกตลอดเวลา และปลอ่ ยท่งุ คิดเปน็ สัดส่วน 84.44, 11.11, 4.44 เปอรเ์ ซน็ ต์ ตามลำ�ดับ และ
ค่าใช้จา่ ยในการเลี้ยงโคเน้ือ 1 ตัว ตลอดการขาย (โดยประมาณ) พบวา่ โดยส่วนใหญแ่ ลว้ จะมคี ่าใชจ้ ่ายในการเลย้ี งโค
เนอ้ื 1 ตวั ตอ่ รอบการผลติ ทต�ี่ �ำ่ ��ก��ว��า่���5���,�0��0���0���บ���า��ท����ร��อ�ง�ล�ง�ม�า�ค��อื �5��,0�0��0�-1��0�,0��0�0��บ�า�ท��1��0��,��0��0��0���-�2���0��,�0��0���0���บ���า�ท��แ�ล��ะ�ม�า�ก�ก��ว�า่ �
20,000 บาท คดิ เป็นสดั สว่ น 42.85, 26.19,26.18 และ 4.76 เปอรเ์ ซน็ ต์ ตามลำ�ดบั ซ่งึ ตน้ ทนุ ในการเล้ียงโคเน้อื อาจ
จะขึ้นอย่กู บั รปู แบบการเลีย้ งและการจัดการด้วย จากรายงานผลการศึกษาของนภาพรและคณะ (2558) พบว่าการ
เลย้ี งโคเนอ้ื แบบขงั คอกสว่ นใหญต่ น้ ทนุ หรอื คา่ ใชจ้ า่ ยสว่ นใหญค่ า่ พนั ธโุ์ คและคา่ อาหารขน้ มากกวา่ 80 เปอรเ์ ซน็ ตข์ อง
ต้นทุนทั้งหมด ซ่ึงการเลี้ยงโคแบบขังคอกจะมีต้นทุนที่สูงแต่ระยะเวลาในการเล้ียงจะสั้นกว่าการเล้ียงแบบปล่อยฝูง

98 เอกสารประกอบการน�ำ เสนอผลงาน
สาขาท�ำ นุบำ�รงุ ศิลปวัฒนธรรม”

ซ่ึงการเล้ียงโคเน้ือแบบปล่อยฝูงจะมีต้นทุนต��่ำ �เพ����ร��า��ะ��ส��่ว���น��ม���า��ก���โ�ค�จ�ะ�ก�ิน��อ�า�ห�า�ร�ห��ย�า�บ�ต��า�ม�พ���้ืน���ท��่ีส���า��ธ��า��ร��ณ����ะ����ไ�ร�่น�า��ส�ว��น�
ทไี่ มม่ กี ารเสียคา่ ใชจ้ า่ ยในการซอ้ื อาหารแตม่ รี ะยะเวลาในการเลยี้ งนาน

แตถ่ งึ แมว้ า่ การเลยี้ งแบบปลอ่ ยฝงู จะมตี น้ ทนุ ในการเลยี้ งต���ำ่ ���แ���ต���ก่ ��ต็��อ้ �ง�ใ�ช��เ้ ว�ล��า�น��า�น�ใ�น��ก�า�ร��เล���ย้ี���ง��ก���ว���า่��จ��ะ�จ���ำ �ห�น��า่ �ย�
โคได้ และอาจมผี ลตอ่ คณุ ภาพซากของโคเนอื้ ไมเ่ ปน็ ทต่ี อ้ งการของตลาดขนั้ สงู กไ็ ด้ รวมทง้ั ขอ้ จ�ำ กดั ในพนื้ ทที่ เ่ี คยปลอ่ ย
รกรา้ ง กลบั ไปใชเ้ ปน็ พนื้ ทป่ี ลกู พชื เศรษฐกจิ ขนึ้ สอดคลอ้ งกบั การศกึ ษาของกรรณกิ าและคณะ (2555) พบวา่ การเลยี้ ง
โคมีการขาดแคลนหญา้ และพ้นื ท่ีเลีย้ งโคบางช่วง เช่น ชว่ งทม่ี ีการทำ�นา ชว่ งหนา้ ฝน�น�้�ำ �ท�่ว�ม���บ��า�ง�พ��ืน้ �ท���ี่ไ��ม���่ส��า���ม��า�ร�ถ��น�ำ�
โคออกไปเล้ียงได้ รวมทั้งหน้าแล้งท่ีขาดแคลนหญ้า รวมทั้งพ้ืนที่สาธารณะท่ีเคยนำ�โคไปเลี้ยงได้ก็มีจำ�นวนลดลงด้วย
ดงั นั้นจึงอาจเป็นปัญหาของรปู แบบการเลย้ี งโคเน้ือท่เี ป็นแบบปลอ่ ยฝงู

สรุป

จากการศึกษาระบบการเล้ียงโคเนื้อและการจัดการอาหารสัตว์ท้องถ่ินของชุมชนบ้านศรีสุข ทำ�ให้ได้ทราบ
ว่าส่วนใหญ่ชุมชนจะมีการเลี้ยงโคเนื้อเพื่อเป็นอาชีพเสริม ถึง 52.1 เปอร์เซ็นต์ จะมีการเลี้ยงโคเนื้อเพื่อเป็นอาชีพ
หลกั 45.8 เปอรเ์ ซ็นต์ โดยจ�ำ นวนโคเนอื้ ทเี่ กษตรกรเลี้ยงส่วนใหญ่ 5-10 ตวั คิดเปน็ สดั สว่ น 48.8 เปอรเ์ ซ็นต์ และ
รายไดท้ ี่เกิดจากการขายโคเนอ้ื 50,000 บาทต่อปี คดิ เป็นสัดส่วน 35.4 เปอรเ์ ซน็ ต์ แตไ่ มไ่ ด้คิดว่ารายไดจ้ ากการขาย
เป็นรายได้สุทธิหรือยัง เพราะเกษตรกรไม่ได้มีการบันทึกค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงโคเนื้อเอาไว้ รวมท้ังรูปแบบการเลี้ยง
การ จดั การอาหารของเกษตรกรทพี่ บวา่ สว่ นใหญแ่ ลว้ ไมค่ อ่ ยไดซ้ อ้ื อาหารหยาบมาใหโ้ คกนิ เปน็ ประจ�ำ คดิ เปน็ สดั สว่ น
70 เปอรเ์ ซ็นต์ และไม่คอ่ ยได้ซ้อื อาหารข้นมาให้โคกนิ มากนักคดิ เป็นสดั สว่ น 77.8 เปอรเ์ ซน็ ต์ ทั้งน้อี าหารหยาบทไ่ี ม่
คอ่ ยไดซ้ ือ้ เปน็ ประจำ� เพราะเกษตรกรมีการปลกู หญา้ เลย้ี งสัตวเ์ อง ใช้เศษเหลอื ทางการเกษตร รวมท้งั ใชพ้ ืชทม่ี ี อยู่ใน
ท้องถนิ่ ของตนในการนำ�มาใชเ้ ลยี้ งโคเนอื้ อกี ท้งั รูปแบบการเลี้ยงโคเน้ือของเกษตรกรศรสี ุขจะเปน็ แบบกงึ่ ขงั กงึ่ ปล่อย
โดยชว่ งที่ไมไ่ ดม้ กี ารเพาะปลกู กจ็ ะปล่อยให้โคออกไปกินอาหารตามพืน้ ที่นาท่วี ่างเปล่า ป่าชมุ ชน และ สวนสาธารณะ
ประโยชน์ตา่ งๆ พอตกตอนเยน็ ก็ไลต่ อ้ นโคเน้อื เข้าคอก เสริมดว้ ยอาหารข้นท่ีหาไดเ้ องตามท้องถ่นิ เชน่ ใบกระถนิ แห้ง
ร�ำ กากแปง้ มันสำ�ปะหลงั และอาหารขน้ ส�ำ เรจ็ รปู เปน็ ตน้ อยา่ งไรก็ตามองค์ความรู้ด้านการเลย้ี งโคเนื้อ โดยเฉพาะใน
เรอ่ื งของการจัดการอาหารทม่ี คี ณุ ภาพ ทั้งการก�ำ หนดปรมิ าณและคุณภาพอาหารหยาบใหโ้ ค เกษตรกรในชมุ ชนยังมี
ขอ้ จ�ำ กดั อย่บู ้าง และอาหารขน้ สว่ นใหญ่แล้วจะไมไ่ ดม้ ีการจัดการให้โคเนือ้ กิน ดว้ ยเหตุน้ที �ำ ใช้เวลาในการเล้ยี งโคเนอ้ื
คอ่ นขา้ งนานกวา่ ทจี่ ะถงึ อายหุ รอื �น��ำ้ ��ห���น���กั �ก�า��ร�ส�ง่�ต��ล�า�ด��ท��ำ �ใ�ห�เ้ �ก�ษ��ต�ร�ก��ร�อ�า��จ�เ�ส�ยี �ค��า่ �ใ�ช��จ้���า่��ย����เ�ส���ยี���เ�ว��ล���า���เ�พ��ม่ิ��ข�นึ้ ��ม�า�ด��ว้ �ย��แ�ล�ะ��อ�า�จ�
สง่ ผลตอ่ เนอ้ื โคทไี มม่ คี ณุ ภาพดว้ ย ดงั นนั้ จากภาพรวมของการส�ำ รวจระบบการเลย้ี งโคเนอ้ื ในชมุ ชนศรสี ขุ อ.กนั ทรวชิ ยั
จ.มหาสารคาม คาดว่าจะทำ�ให้รู้ปัญหาและจะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา โดยการนำ�เอาองค์ความรู้ทางวิชาการ
ศาสตร์หรือเทคโนโลยีด้านการผลิตอาหารท่ีมีคุณภาพโดยการใช้อาหารสัตว์ที่มีอยู่ในท้องถิ่น มาผลักดันให้การเล้ียง
โคเนอื้ ในชมุ ชนประสบผลส�ำ เรจ็ และสง่ เสรมิ ใหเ้ กดิ อาชพี ในชมุ นไดอ้ ยา่ งยง่ั ยนื เพอ่ื เพม่ิ ประสทิ ธภิ าพการผลติ ไดก้ �ำ ไร
สูง ต้นทุนต���่ำ ���ไ��ด���้ผ��ล���ติ���ภ���ัณ���ฑ���์เ��น���ื้อ���ท�ี่ม��คี �ณุ ��ภ�า��พ�ป��ล�อ�ด�ภ��ัย�ต��อ่ �ผ�ูบ้��ร�โิ �ภ�ค��ต�่อ�ไ�ป��แ��ล�ะ��เ��ป���็น���แ��น���ว��ท���า���ง��ใ�น���ก���า��ร����ข�ย�า�ย��โอ��ก�า�ส��ก�า�ร�ส�ร�า้�ง�
อาชพี ให้เกิดข้ึนในชุมชนไดอ้ ยา่ งย่งั ยนื ต่อไป

เอกสารประกอบการน�ำ เสนอผลงาน 99
สาขาท�ำ นบุ ำ�รุงศิลปวฒั นธรรม”

เอกสารอ้างองิ

กรรณกิ า เมฆแดง จิตติมา กันตนามัลลกลุ และอจั ฉรา โพธิด์ .ี (2555). การจัดการโคเนอ้ื แบบขงั คอกและแบบปล่อย
ฝูง ในอำ�เภอเมือง จังหวัดกาญจนบรุ ี. น. 258-259 ใน การประชมุ เสนอผลงานวิจยั ระดับบณั ฑิตศกึ ษา
มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช คร้งั ท่ี 2. วนั ที่ 4-5 กันยายน 2555. มหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช,
นนทบรุ ี.

นภาพร เวชกามา ธีระรตั น์ ชิณแสน และ วันทนยี ์ พลวเิ ศษ. (2558). การผลติ และการจัดการโคเน้อื แบบขงั คอกและ
แบบปลอ่ ยฝงู ของ เกษตรกรอ�ำ เภอบรบอื จงั หวดั มหาสารคาม. แกน่ เกษตร 45 ฉบบั พเิ ศษ 1: 1476-1482.

ปรารถนา พฤกษะศร.ี (2548). สาระนา่ รเู้ กย่ี วกบั โค ชดุ ที่ 3 พนั ธุ์ และการคดั เลอื กโคพนั ธ.์ุ นนทบรุ :ี นอี อน บคุ๊ มเี ดยี .
ส�ำ นกั งานปศสุ ตั วจ์ งั หวดั มหาสารคาม. (2558). รายงานสรปุ สถานการณโ์ คเนอื้ จงั หวดั มหาสารคาม ประจ�ำ ปี 2558.

แหลง่ ขอ้ มลู : https://goo.gl/eI6kMW. ค้นเมอื่ 20 ตลุ าคม 2559.

การจัดทำ�แผนที่และแอพลิเคช่ันแหล่งวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีชีวิตจังหวัดมหาสารคาม
กรณศี กึ ษา อ�ำ เภอนาดนู อ�ำ เภอเมอื ง และอำ�เภอกนั ทรวิชัย

วีรพล เจยี มวสิ ทุ ธิ,์ ฐติ ิรัตน์ นิมติ บรรณสาร, แสน ศรสี ุโร, วิกรม วงษ์สุวรรณ
คณะสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ผังเมอื ง และนฤมติ ศิลป์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม
โครงการทำ�นุบำ�รุงศลิ ปวฒั นธรรม (มุ่งเป้า) ประจำ�ปงี บประมาณ �2�5�6�2

บทคัดย่อ

งานวิจัยเร่ืองการจัดทำ�แผนท่ีและแอพลิเคชั่นแหล่งวัฒนธรรมท้องถ่ินที่มีชีวิตจังหวัดมหาสารคาม เป็น
โครงการวจิ ยั ภายใตง้ บประมาณโครงการท�ำ นบุ �ำ รงุ ศลิ ปวฒั นธรรม (มงุ่ เปา้ ) มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม ปี พ.ศ. 2562 ท่ี
มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ จดั ท�ำ แผนทแี่ ละแอพลเิ คชนั่ แหลง่ วฒั นธรรมทอ้ งถนิ่ ทม่ี ชี วี ติ จงั หวดั มหาสารคาม ในพนื้ ท่ี 3 อ�ำ เภอ ซง่ึ
ประกอบดว้ ย อ�ำ เภอนาดนู อ�ำ เภอเมอื ง และอ�ำ เภอกนั ทรวชิ ยั ผา่ นความรว่ มมอื กบั ภาคหี ลกั อาทิ ส�ำ นกั งานวฒั นธรรม
จังหวัด กรมการพัฒนาชุมชนจังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด องค์กรส่วนปกครองท้องถ่ิน และเครือข่ายกลุ่มวิสาหกิจ
หตั ถกรรมในพนื้ ที่ โดยการทบทวนวรรณกรรมทเี่ กย่ี วขอ้ งและการลงพนื้ ทเี่ กบ็ ขอ้ มลู เพอื่ น�ำ มาจดั กลมุ่ ประเภทรปู แบบ
ภายใต้กรอบแนวคิดแหล่งวฒั นธรรมทอ้ งถิ่นท่มี ชี ีวิต ทส่ี ามารถแบ่งกล่มุ รปู แบบออกได้เป็น 4 แหลง่ ได้แก่ 1. แหล่ง
วฒั นธรรมวถิ ชี ีวติ ภูมปิ ญั ญาทอ้ งถ่ิน 2. แหล่งหตั กรรมสรา้ งสรรค์ 3. แหล่งศิลปะการแสดง-การละเลน่ พ้นื บา้ น และ
4. แหลง่ ขนบธรรมเนยี มประเพณี จากนนั้ จงึ น�ำ ขอ้ มลู ทไี่ ดม้ าจดั ท�ำ แผนทแี่ ละพฒั นาแอพลเิ คชนั่ แหลง่ วฒั นธรรมทอ้ งถนิ่
ทม่ี ชี วี ติ จงั หวดั มหาสารคาม โดยการแสดงขอ้ มลู แสดงสญั ลกั ษณข์ องแหลง่ วฒั นธรรมทอ้ งถนิ่ ทมี่ ชี วี ติ ในแตล่ ะประเภท
เพอ่ื การสบื คน้ เชือ่ มโยงไปยงั เน้ือหาท่ีประกอบด้วย พกิ ดั ทตี่ ้ัง รายละเอียดโดยย่อ สิ่งสำ�คัญหรอื จดุ เด่นและภาพถา่ ย
และเพ่ือการแสดงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมท้องถ่ินท่ีมีชีวิตท่ีมีคุณค่าควรค่าแก่การอนุรักษ์เพื่อให้เป็นแหล่ง
ความรู้ เปน็ แรงบนั ดาลใจท่สี ะท้อนเรื่องราวความทรงจ�ำ แบบแผนวัฒนธรรมและความรูท้ ้องถ่ินท่ีเกีย่ วข้องกบั มรดก
ภมู ปิ ญั ญากบั บรบิ ททางสงั คมและบรบิ ททางวฒั นธรรม สรา้ งความตระหนกั ในการศกึ ษาและการฟนื้ ฟู ภมู ปิ ญั ญาทาง
วฒั นธรรมท้องถ่ินที่เกยี่ วข้องกบั ทกุ ภาคสว่ นไดต้ อ่ ไป
ค�ำ สำ�คัญ: แผนท่ี แอพลิเคชน่ั แหลง่ วัฒนธรรมที่มีชีวิต ภูมปิ ญั ญาท้องถิน่ จงั หวดั มหาสารคาม


Click to View FlipBook Version