The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by phontomassassins, 2021-10-28 03:59:04

JOURNAL-TB-MRC15-003

JOURNAL-TB-MRC15-003

เอกสารประกอบการนำ�เสนอผลงาน 151
สาขาทำ�นบุ �ำ รุงศิลปวัฒนธรรม”

มีความเชื่อและความนบั ถอื ในเทพแห่งไฟ ปจั จุบันเทียนยังมบี ทบาทสำ�คัญตอ่ วถิ ีชีวติ ในการใชใ้ นพธิ กี รรมทางศาสนา
และพิธีอ่ืนๆ และใช้ในการประดับตกแต่งสถานที่และจุดสร้างบรรยากาศ ใช้ร่วมกับน��้ำ��ม���ัน���ห��อ��ม�ร�ะ�เ�ห�ย�ใ�น���ก���า��ร��บ���ำ �บ�ัด�
ความเครยี ดในทางการแพทย์ เป็นต้น

ความเปน็ มาของเทยี นพรรษา

พทุ ธศาสนิกชนนยิ มจุดเทียนเพ่ือเป็นพุทธบูชา โดยมีเรื่องเล่าว่า ในครง้ั พทุ ธกาล สมเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธ
เจา้ ไดเ้ สดจ็ จำ�พรรษาอยู่ ณ วัดป่าเลไลย์ เพ่ือแสวงหาความสงบในป่าแห่งหนงึ่ ได้มีพญาช้างสารและพญาวานร ทราบ
วา่ พระพทุ ธเจ้าได้เสด็จมาประทับแรม จงึ ชวนกนั ไปเป็นผู้อปุ ัฏฐาก โดยพญาช้างเป็นผู้หาน��้ำ���ด�ม่ื �น��ำ้��ใ��ช��้��แ���ล���ะ���พ���ญ���า��ว���า��น���ร
เปน็ ผหู้ ารงั ผง้ึ มาถวาย ตอ่ มาพญาวานรเกดิ พลาดพลง้ั ตกตน้ ไมต้ าย แตด่ ว้ ยอานสิ งสท์ ไี่ ดท้ �ำ ไวจ้ งึ ไดเ้ กดิ เปน็ พระพรหมอ
ยบู่ นสวรรค์ อกี ต�ำ นานหนงึ่ กลา่ ววา่ พระอนรุ ทุ ธสาวกของพระพทุ ธเจา้ เปน็ ผมู้ สี ตปิ ญั ญาเฉลยี วฉลาดหลกั แหลม รพู้ ระ
ธรรมวนิ ัยอย่างแตกฉาน กเ็ ป็นเพราะในชาตปิ างก่อนได้เคยถวายแสงประทีปเปน็ ทาน

การหล่อและถวายเทียนพรรษาจะทำ�ในช่วงฤดูฝนหรือฤดูกาลเข้าพรรษา ซึ่งกินระยะเวลาระหว่างวัน
แรม 1 ค��่ำ�����เ�ด���ือ���น�����8����ถ��งึ �ว�นั ��ข�ึ้น���1�5��ค����่ำ ����เ�ด���อื���น�����1��1�����เ��ป���็น���เ�ว���ล��า��3���เ�ด�อื �น���เ�น�อื่��ง���จ��า���ก���ใ�น���ช����ว่ ��ง��ฤ���ด���ูก���า��ล���น���เ้ี��ป���็น���ช���่ว��ง��ท���ี่ช���า��ว��บ��้า�น��เพ��า�ะ�
ปลูกและพืชผลกำ�ลังงอกงาม ครั้งหน่ึงได้มีพระภิกษุสงฆ์ออกบิณฑบาตได้เดินผ่านเรือกสวนไร่นาและเหยียบ�ย�ำ่��พ���ืช�
ผลได้รับความเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงได้กำ�หนดให้พระภิกษุห้ามออกธุดงค์หรือบิณฑบาตในช่วงเข้าพรรษาและ
ต้องเข้าอยู่ประจำ� ณ วัดใดวัดหน่ึง จะได้ไม่ไปเหยียบย��่ำ���พ���ืช���ผ���ล��ข���อ���ง�ช��า�ว�บ�้า��น�ใ�ห�้�ได��้ร�ับ��ค�ว�า��ม�เ�ด���ือ���ด���ร��้อ���น������อ��ีก��ท�้ัง�ย��ัง�เป��็น�
ช่วงเวลาท่ีพระภิกษุจักได้ศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเต็มที่ ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันหล่อเทียนสำ�หรับให้พระภิกษุ
สงฆ์ได้จุดบูชาและให้แสงสว่างตลอดเวลา 3 เดือนของช่วงเข้าพรรษา ซึ่งต่อมาได้เรียกเทียนที่หล่อข้ึนนี้ว่า เทียน
พรรษา หรือ เทียนจำ�นำ�พรรษา ดังน้ัน พุทธศาสนิกชนได้ยึดถือเป็นประเพณีถวายเทียนพรรษาแด่พระภิกษุใน
เทศกาลเข้าพรรษา เพ่ือปรารถนาให้ตนเองเป็นผู้เฉลียวฉลาด มีไหวพริบและสติปัญญาดี และได้กุศล ดังเช่นพญา
วานร หรือพระอนุรุทธสาวก การทำ�เทียนจะนำ�เอารังผึ้งมาต้มและนำ�ขี้ผ้ึงมาหล่อข้ึนรูปเป็นลำ�เหมือนต้นอ้อยหรือ
ต้นไผ่ หรือเป็นรูปเหล่ียม และประดับตกแต่งด้วยวัสดุต่างๆ เช่น เชือกย้อมสี กระดาษท่ีปรุลวดลายเป็นรูปต่างๆ
พันรอบต้นเทียนและแห่ต้นเทียนไปถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ท่ีวัด ซึ่งเป็นประเพณีท่ีปฏิบัติกันมาจนถึงปัจจุบัน และยัง
เป็นกิจกรรมทหี่ ล่อหลอมให้เกดิ ความสามคั คีของชาวบา้ นและใหค้ วามสนุกสนาน

เทียนมงคล

เทยี นทีใ่ ช้ประกอบพธิ กี รรมตา่ งๆ เรยี กวา่ เทยี นมงคล ซึง่ สามารถจ�ำ แนกไดด้ ังนี้
1) จำ�แนกตา่ งสว่ นตา่ งๆ ของรา่ งกาย เทยี นกลุ่มน้มี กั ทำ�ข้นึ เพื่อพิธที างไสยศาสตร์ เชน่ พธิ ีบายศรสี ขู่ วญั พิธี
สะเดาะเคราะห์ โดยความยาวของเทยี นจะกำ�หนดตามความยาวของอวัยวะสว่ นต่างๆ ของรา่ งกาย ได้แก่
1.1) เทยี นเวียนหัว ใช้ความยาวของเทียนเทา่ กบั ความยาวรอบศรี ษะ
1.2) เทยี นคา่ ศอก ใชค้ วามยาวของเทยี นเทา่ กบั ความยาวจากปลายนว้ิ กลางที่เหยยี ดตรงถงึ ขอ้ ศอก
1.3) เทียนค่าคีง ใช้ความยาวของเทียนเท่ากับความยาวจากซอกคอ (ใต้คาง) ถึงสะดือ
(คงี ในภาษาอสิ านหมายถงึ ตวั หรือ รา่ งกาย
1.4) เทยี นคา่ คบื ใชค้ วามยาวของเทยี นเทา่ กบั ความยาวจากปลายนว้ิ หวั แมม่ อื ถงึ ปลายนวิ้ กลางทเ่ี หยยี ด
ตรง
2) จำ�แนกตามหลักธรรมในการดำ�เนนิ ชวี ิตตามหลักพระพทุ ธศาสนา
2.1) เทียนขนั ธ์ 5 ตามหลกั ขันธ์ 5 ไดแ้ ก่ รูป เวทนา สญั ญา สังขาร และวญิ ญาณ จะไม่กำ�หนดความ
ยาวของเทียน แตจ่ ะกำ�หนดให้มจี �ำ นวน 5 คู่

152 เอกสารประกอบการน�ำ เสนอผลงาน
สาขาทำ�นบุ ำ�รุงศิลปวฒั นธรรม”

2.2) เทียนขันธ์ 8 ตามหลกั มรรค 8 ไม่จำ�กดั ความยาว แตก่ �ำ หนดให้มีจ�ำ นวน 8 คู่
3) จ�ำ แนกตามลกั ษณะเฉพาะ รูปลกั ษณห์ รือโอกาสใชง้ าน
3.1) เทยี นชยั โดยทว่ั ไปจะมเี สน้ ผ่านศนู ย์กลางตง้ั แต่ 1 นิ้วข้ึนไป ความยาวตามแต่จะก�ำ หนด ใช้ในพิธี
ทางศาสนา เชน่ พธิ พี ุทธาภิเษก เปน็ ต้น
3.2) เทยี นแพ นิยมใชเ้ ทยี นหลายเลม่ มัดตดิ กนั เป็นแพ ร่วมกบั ธปู ระก�ำ ใชใ้ นโอกาสพิธีสำ�คัญเพื่อแสดง
ความเคารพ สกั การะบูชาผใู้ หญ่ เปน็ ตน้ ไม่ใชจ้ ดุ ไฟ
3.3) พุม่ เทยี น ใช้เทยี นขนาดเลก็ มามดั รวมกนั เป็นพุม่ ใช้ในพิธที างศาสนา เชน่ เทศกาลเข้าพรรษา พธิ ี
อุปสมบท เปน็ ตน้
3.4) ตน้ เทยี น เปน็ เทยี นทท่ี �ำ เปน็ ตน้ ขนาดใหญแ่ ละมคี วามยาวมากกวา่ เทยี นทวั่ ไป นยิ มท�ำ ขนึ้ ในเทศกาล
เขา้ พรรษา
การท�ำ เทยี นพรรษาไดม้ กี ารประดษิ ฐค์ ดิ คน้ และพฒั นามาเปน็ ล�ำ ดบั เรม่ิ จากการน�ำ รงั ผง้ึ มาตม้ เอาขผี้ ง้ึ ไปฟนั่
เป็นเทียน และน�ำ เทยี นเล่มเล็กๆ มามัดรวมกันเป็นลำ�คล้ายตน้ กล้วย หรือตน้ ไผ่ และน�ำ ไปตดิ กับฐาน ท�ำ ให้นิยมเรียก
วา่ ตน้ เทียน หรือ ตน้ เทียนพรรษา

2. กรอบแนวคิดและทฤษฎที ีเ่ ก่ยี วข้อง

2.1 กระบวนการเรยี นร้แู บบมสี ว่ นร่วม
การเรยี นรแู้ บบมสี ว่ นรว่ ม (participatory learning, PL) เปน็ รปู แบบหนงึ่ ของการพฒั นากระบวนการเรยี นรู้
ของผเู้ รยี นโดยยดึ ผเู้ รยี นเปน็ ศนู ยก์ ลาง โดยการพฒั นาการเรยี นรใู้ นรปู แบบนไ้ี ดพ้ ฒั นามาจากกระบวนการจดั การเรยี น
รใู้ นหลากหลายรปู แบบ เชน่ การเรยี นรจู้ ากการกระทำ� (learning by doing) การแกป้ ญั หา (problem solving) การ
เรียนรเู้ ชิงรกุ (active learning) การเรยี นรู้แบบรว่ มมอื กัน (cooperative learning) และการเรียนรเู้ ชงิ ประสบการณ์
(experiential learning) เป็นตน้
หลักการสำ�คัญของการเรียนรูแ้ บบมสี ว่ นรว่ ม คอื การใชก้ ารเรียนร้เู ชงิ ประสบการณร์ ่วมกบั การเรยี นรู้ด้วย
กระบวนการกลมุ่
การเรียนรูเ้ ชิงประสบการณ์ เป็นกระบวนการท่ีเน้นให้ผู้เรียนสรา้ งความรูจ้ ากประสบการณท์ ีม่ อี ยเู่ ดมิ โดย
มลี กั ษณะส�ำ คญั 5 ประการ คอื
1) อาศัยประสบการณ์ของผู้เรยี น
2) กระตนุ้ ให้ผเู้ รยี นมกี ารเรยี นรแู้ บบเชิงรุก
3) กระตุน้ ใหเ้ กดิ ปฏิสมั พันธ์ระหว่างผู้เรยี นกบั ผู้เรียนและระหว่างผูเ้ รียนกับผู้สอน
4) เกดิ การขยายเครือขา่ ยความรทู้ ่ีทุกคนมีอยอู่ อกไป
5) อาศัยการส่ือสารทุกรปู แบบ
การเรียนรู้ด้วยกระบวนการกลุ่ม เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของสมาชิกในกลุ่มที่แต่ละคนจะมี
ประสบการณ์แตกตา่ งกันออกไป โดยองคป์ ระกอบของกระบวนการเรียนรู้แบบกลมุ่ โดยทวั่ ไป ประกอบดว้ ย 3 ส่วน
สำ�คัญคอื
1) มีการก�ำ หนดกิจกรรม ช่วงเวลาและลักษณะของการประเมินผลท่ีชดั เจน
2) กำ�หนดบทบาทหนา้ ทข่ี องสมาชกิ กลมุ่

เอกสารประกอบการนำ�เสนอผลงาน 153
สาขาทำ�นบุ �ำ รงุ ศลิ ปวัฒนธรรม”

3) การกำ�หนดโครงสร้างของงานทชี่ ัดเจน กรอบประเด็นทจ่ี ะศึกษา ใบงาน หรอื กิจกรรม
จุดมุ่งหมายสำ�คัญของการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมคือ ผู้เรียนทุกคนจะได้รับความรู้ที่เป็นการ
เพิม่ เติมประสบการณ์ส่วนบคุ คล สามารถสะทอ้ นหรืออภิปรายแนวคดิ ตา่ งๆ ได้อยา่ งมเี หตุผล สามารถสรา้ งแนวคิด
รวบยอดตอ่ สง่ิ ทเี่ รยี นรแู้ ละถา่ ยทอดได้ และสามารถทดลองหรอื ประยกุ ตแ์ นวคดิ ทไ่ี ดจ้ ากการเรยี นรไู้ ปสกู่ ารพฒั นาการ
ทำ�งานใหป้ ระสบผลสำ�เร็จได้
2.2 กระบวนการ PDCA
กระบวนการ PDCA คือ กระบวนการดำ�เนินงานเพื่อพัฒนาคุณภาพของการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย
องค์ประกอบ 4 ข้ันตอน ได้แก่ การวางแผน (plan, P) การลงมือปฏิบัติ (do, D) การประเมินผลการดำ�เนินการ
(check, C) และการปรับปรุงการดำ�เนินการ (act, A) ซึ่งในการดำ�เนินโครงการครั้งนี้ ได้ดำ�เนินการตามแนว
การดำ�เนนิ งานรว่ มกบั ชมุ ชน

3. ข้นั ตอนการด�ำ เนินงาน และกิจกรรมท่ีดำ�เนินการ

3.1 ระยะตน้ น���ำ�้ ��
1) ประชุมเตรียมความพร้อมคณะดำ�เนินงาน ได้แก่ คณะกรรมการดำ�เนินงานทำ�นุบำ�รุงศิลปะและ
วฒั นธรรม คณะกรรมการฝ่ายพัฒนานสิ ิต คณะวิทยาศาสตร์ และสโมสรนสิ ติ คณะวิทยาศาสตร์
2) แต่งต้ังคณะกรรมการดำ�เนินโครงการ
3) สำ�รวจขอ้ มลู ประสานงานและศกึ ษาบรบิ ทชมุ ชน โดยคณะกรรมการสโมสรนสิ ติ คณะวทิ ยาศาสตร์
3.2 ระยะกลางน���ำ้��
1) ด�ำ เนนิ การส�ำ รวจจ�ำ นวนผูส้ นใจเข้าร่วมโครงการ
2) จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏบิ ัตกิ าร การจดั ทำ�เทียนหอมสมนุ ไพร
3) จดั กจิ กรรมหล่อเทียนพรรษาสมุนไพร
4) จดั กจิ กรรมถวายเทยี นพรรษา
3.3 ระยะปลายน���ำ�้ ��
1) ประเมนิ ผลสมั ฤทธิ์ของโครงการผ่านแบบประเมินผล
2) วิเคราะหผ์ ลการประเมินของการดำ�เนนิ การโครงการ
3) ประเมินผลกระทบจากองคค์ วามรทู้ ี่ได้จากโครงการต่อชมุ ชน
4) ประชมุ ถอดบทเรยี นของการด�ำ เนินโครงการรว่ มกบั กองส่งเสรมิ การวจิ ยั และบริการวิชาการ
5) รายงานผลการศกึ ษาตอ่ ผมู้ สี ว่ นไดส้ ว่ นเสยี ไดแ้ ก่ คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม และ
ชุมชน

วธิ ีด�ำ เนนิ งาน

เทยี นหอมเปน็ เทยี นทม่ี สี ว่ นผสมของกลนิ่ หอมทงั้ จาก�น��้ำ ��ห���อ��ม���ส��งั �เค��ร�า�ะ�ห�ห์��ร�อื �ก��ล�น่ิ �ห��อ��ม���จ��า��ก���น���้ำ ��ม���นั���ห�อ��ม��ร��ะ���เ�ห�ย�
จากพืช ซ่งึ เคยได้รบั ความนิยมใชจ้ ดุ ให้กลน่ิ หอมเพื่อสร้างบรรยากาศในธรุ กิจสปาและรา้ นอาหาร แมว้ า่ ในช่วงท่ีผ่าน
มากระแสความนยิ มในดา้ นธรุ กจิ สปาและสคุ นธบ�ำ บดั จะลดลงไปบา้ ง แตก่ ารผลติ เทยี นหอมยงั ถอื วา่ เปน็ สง่ิ ทน่ี า่ สนใจ
เน่ืองจากมคี วามเช่ือมโยงกบั อตุ สาหกรรมการทอ่ งเทย่ี วในหมวดสนิ ค้าทร่ี ะลึกและนบั เปน็ สนิ ค้าทย่ี งั สามารถขยายตัว

154 เอกสารประกอบการนำ�เสนอผลงาน
สาขาทำ�นุบ�ำ รุงศิลปวัฒนธรรม”

ได้ เนอื่ งจากยงั คงไดร้ บั ความนยิ มในการเกบ็ เปน็ ของสะสมหรอื ซอ้ื หาเพอ่ื ใชใ้ นครวั เรอื นในวาระและโอกาสส�ำ คญั ตา่ งๆ
ท�ำ ใหก้ ารผลติ เทยี นหอมเปน็ ทางเลอื กหนง่ึ ของการผลติ สนิ คา้ ชมุ ชนในชว่ งวา่ งเวน้ จากการท�ำ เกษตรกรรม อยา่ งไรกต็ าม
การผลติ เทยี นหอมยงั มสี ง่ิ ทตี่ อ้ งพงึ ระวงั ในหลายประการ ทงั้ การออกแบบรปู ลกั ษณใ์ หม้ เี อกลกั ษณแ์ ละตรงตามรสนยิ ม
ของกลุม่ ลกู คา้ การเลือกใช้วัตถดุ ิบ ตลอดจนการพัฒนากรรมวิธีการผลติ เปน็ ต้น

การหลอ่ เทยี นพรรษาและถวายเทยี นพรรษาเปน็ ประเพณที พี่ ทุ ธศาสนกิ ชนนยิ มปฏบิ ตั กิ นั มาแตโ่ บราณ โดย
มคี วามเชอ่ื วา่ การถวายเทียนพรรษาแก่พระภิกษุสงฆ์ จะไดร้ ับอานสิ งสผ์ ลบญุ มากมาย ชว่ ยใหเ้ ป็นผู้มีปัญญาและเห็น
แจ้งเฉกเช่นพระอนุรุทธเถระซึ่งเป็นพระภิกษุสาวกเอตทัคคะของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เคยถวายเทียนบูชา
ท�ำ ใหไ้ ดร้ บั อานสิ งสม์ ากมาย รวมถงึ ไดเ้ ปน็ ผมู้ จี กั ษทุ พิ ย์ และในชว่ งเทศกาลเขา้ พรรษา ถอื เปน็ ชว่ งส�ำ คญั ทางพระพทุ ธ
ศาสนา เปน็ เทศกาลทพี่ ระภกิ ษสุ ามเณรอยจู่ �ำ พรรษาตลอด 3 เดอื น ระยะเวลาดงั กลา่ ว พระภกิ ษุ สามเณรจะถอื โอกาส
ศกึ ษาเลา่ เรยี นพระปรยิ ตั ธิ รรม และฟงั การอบรมสง่ั สอนจากอปุ ชั ฌายอ์ าจารยเ์ พอื่ ศกึ ษาแนวปฏบิ ตั ติ นตามหลกั การทาง
พระพทุ ธศาสนา พทุ ธศาสนกิ ชน ทว่ั ไปกป็ ฏบิ ตั ติ ามแนวทางของพระสงฆด์ ว้ ยการใหท้ าน รกั ษาศลี บ�ำ เพญ็ ภาวนา โดย
เฉพาะวันพระ ก็จะเข้าวัด ฟงั ธรรม รักษาอโุ บสถศีล เป็นกรณพี ิเศษ โดยพทุ ธศาสนิกชนจะถอื เป็นโอกาสสำ�คัญทีจ่ ะได้
ร่วมกนั บ�ำ เพ็ญกุศล ด้วยการทำ�บญุ ตกั บาตร ฟงั เทศน์ ฟงั ธรรม รักษาศลี และต้งั ใจ งดเว้นอบายมุขต่างๆ

ยงุ เปน็ พาหะน�ำ โรคหลายชนดิ ทเี่ ปน็ อนั ตรายตอ่ มนษุ ย์ เชน่ โรคไขเ้ ลอื ดออก ไขม้ าลาเรยี โรคเทา้ ชา้ ง เปน็ ตน้
จึงมีผู้คิดทำ�ตัวยาเพื่อกำ�จัดและป้องกันยุงข้ึนมาหลายชนิด เช่น ครีมทากันยุง ยาจุดกันยุง ยาฉีดกันยุง น��้ำ��ม��ัน��ไ��ล���่ย�ุง��
เป็นต้น แต่ยากันยุงเหล่าน้ีก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมากมายเพราะมีสารที่เป็นอันตรายผสมอยู่ ซ่ึงทำ�ให้ผู้ใช้บางคนเกิด
อาการแพ้ และเปน็ การใชส้ ารเคมจี ะท�ำ ใหเ้ กดิ อนั ตรายตอ่ รา่ งกายและทำ�ใหส้ ภาพแวดลอ้ มเปน็ พษิ อีกทงั้ ในชมุ ชนได้
มกี ารใชย้ าจดุ กนั ยงุ ใหส้ ตั วเ์ ลย้ี งเปน็ จ�ำ นวนมาก จงึ ท�ำ ใหค้ ณะวทิ ยาศาสตร์ เกดิ แนวคดิ ในการหาวธิ ใี ชพ้ ชื สมนุ ไพรกลนิ่
แรง ซึ่งมีอยู่ท่ัวไปในท้องถิ่น ทำ�เป็นยากันยุงแทนสารเคมีสังเคราะห์ที่ขายท่ัวไป เพ่ือลดมลพิษของส่ิงแวดล้อม และ
ช่วยให้ปลอดภัยจากสารพิษเข้าสู่ร่างกาย และจะได้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อยากันยุงที่ทำ�จากสารเคมีสังเคราะห์
ดังนั้น การท่ีได้ทำ�ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไล่ยุงนี้ข้ึนจึงเป็นผลดีต่อผู้ใช้ เพราะสามารถผลิตใช้ได้เองจากสมุนไพรตามบ้าน
เช่น ตะไคร้หอม มะกรูดและเปลือกส้ม อีกท้ังยังทำ�ให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและปลอดภัยจากสารเคมี ดังนั้น คณะ
วิทยาศาสตร์ จึงได้เล็งเห็นถึงความสำ�คัญของการจัดทำ�เทียนหอมสมุนไพร และเทียนพรรษาผ่านกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ เพื่อนำ�ไปถวายพระภิกษุสงฆ์ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาและเป็นทางเลือกให้กับประชาชนในชุมชนใน
การทำ�เทียนสมนุ ไพรเพื่อไล่ยงุ

การหลอ่ เทยี นพรรษาและถวายเทยี นพรรษาเปน็ ประเพณที พ่ี ทุ ธศาสนกิ ชนนยิ มปฏบิ ตั กิ นั มาแตโ่ บราณ โดย
มคี วามเช่ือว่าการถวายเทียนพรรษาแกพ่ ระภิกษสุ งฆ์ จะได้รับอานสิ งส์ผลบุญมากมาย ช่วยให้เปน็ ผูม้ ปี ัญญาเห็นแจ้ง
ซง่ึ ประเพณนี น้ี ยิ มท�ำ ขน้ึ ทง้ั ในชว่ งกอ่ นและตลอดระยะเวลาของการเขา้ พรรษา เนอื่ งจากในชว่ งเวลานข้ี องปจี ะเปน็ ฤดู
ฝน ซึง่ พระภกิ ษสุ งฆจ์ ะตอ้ งจ�ำ วดั อยูก่ บั ท่ี ไมอ่ อกธุดงค์หรอื บณิ ฑบาตตลอดชว่ งเวลา 3 เดือน เพอ่ื เจรญิ จติ ภาวนาและ
ศึกษาพระธรรม พุทธศาสนิกชนจึงพร้อมใจกันถวายเทียนพรรษาแด่พระภิกษุสงฆ์เพื่อใช้จุดให้แสงสว่าง แม้ว่าความ
เจริญก้าวหน้าในปัจจุบัน ทำ�ให้การใช้เทียนเพ่ือวัตถุประสงค์ในการให้แสงสว่างจะลดบทบาทลงไป แต่การหล่อและ
ถวายเทยี นเข้าพรรษายงั ถอื เป็นประเพณแี ละพธิ ีทชี่ าวพุทธยังคงให้ส�ำ คัญตลอดมา

โครงการ “การจดั ท�ำ เทียนหอมสมุนไพรผา่ นกระบวนการทางวิทยาศาสตรส์ ชู่ มุ ชน” เป็นโครงการตอ่ เนื่อง
ของโครงการหนึ่งคณะหนึ่งศิลปวัฒนธรรมที่จัดต่อเนื่องจากโครงการ “การประยุกต์ใช้สุคนธบำ�บัดในการผลิตเทียน
หอมและเทยี นพรรษาสมนุ ไพร” และนบั เปน็ ปีท่ี 5 ของการดำ�เนนิ งาน ในโครงการน้ี ได้ขยายผลจากโครงการในครั้ง
กอ่ นโดยนอกจากการหลอ่ เทยี นพรรษาสมนุ ไพร โดยท�ำ เปน็ เทยี นตามปนี กั กษตั ร ทม่ี สี ว่ นผสมของน���้ำ ��ม�นั �ห��อ�ม��ร��ะ���เ�ห���ย��ท�ม่ี �ี
ฤทธใิ์ นการขบั ไลย่ งุ และแมลงทเ่ี ปน็ พาหะน�ำ โรคทส่ี �ำ คญั ในชว่ งฤดฝู น เชน่ ไขเ้ ลอื ดออกและมาลาเรยี อนั เปน็ เอกลกั ษณ์
ของเทียนพรรษาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคามแล้ว ยงั ไดจ้ ัดให้มีการฝึกอบรมอาชพี เสริมแกผ่ ้สู นใจใน

เอกสารประกอบการน�ำ เสนอผลงาน 155
สาขาทำ�นบุ �ำ รงุ ศลิ ปวฒั นธรรม”

การผลติ เทยี นหอมสมนุ ไพรเบอื้ งตน้ เพอื่ เปน็ พนื้ ฐานส�ำ หรบั ผมู้ คี วามคดิ สรา้ งสรรคไ์ ปพฒั นาตอ่ ยอดในการผลติ สนิ คา้
ที่มีเอกลักษณ์ของตนและสามารถสร้างรายได้ต่อไปได้ในอนาคต ซึ่งนอกเหนือจากการจัดกิจกรรมตามวัตถุประสงค์
ดงั กลา่ วแลว้ ยงั เป็นการฝึกฝนทกั ษะความสัมพันธร์ ะหวา่ งบคุ คลของนสิ ติ ในการด�ำ เนินการตลอดโครงการ อกี ทงั้ ยงั
เปน็ การส่งเสรมิ เครอื ขา่ ยชุมชนระหวา่ งระหวา่ งมหาวิทยาลยั มหาสารคามกบั ชุมชนโดยรอบ

1. วัตถุประสงคข์ องการดำ�เนินการ
1.1 เพอ่ื หล่อเทยี นพรรษาถวายเปน็ พุทธบูชา ธรรมบูชา และสงั ฆบูชา สำ�หรับเปน็ เครื่องใช้ในการให้
แสงสวา่ ง และก่อให้เกิดสขุ จากกุศลทีไ่ ดท้ ำ�บุญถวายเทยี น
1.2 เพือ่ ให้อาจารย์ บคุ ลากร และนิสิต เกดิ ความสามัคคแี ละใชค้ วามคดิ สรา้ งสรรค์ ผา่ นการประดษิ ฐ์
เทยี นพรรษาและเทียนหอมสมุนไพร
1.3 เพื่อสง่ เสริมความสมั พนั ธอ์ ันดีระหว่าง มหาวทิ ยาลยั มหาสารคามกบั ชุมชน
2. ประวัตคิ วามเป็นมาของชมุ ชน
ประชาชนในพนื้ ทต่ี �ำ บลขามเรยี งสว่ นใหญส่ บื เชอ้ื สายมาจากชาวญอ้ โดยมปี ระวตั ศิ าสตรร์ ว่ มกบั ต�ำ บลทา่ ขอน
ยาง เนอ่ื งจากในปี พ.ศ. 2388 ในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั รชั กาลท่ี 3 ภายหลงั จากทพ่ี ระองคท์ รง
ยกทัพไปปราบกบฏเจา้ อนุวงศ์ และทรงมนี โยบายลม้ เลิกอาณาจักรเวียงจันทร์ ไดก้ วาดตอ้ นชาวเมืองค�ำ เกดิ น�ำ โดย
กลุ่มท้าวคำ�ก้อน ซ่ึงเป็นชาวญ้อให้อพยพมาตั้งรกรากในประเทศไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และโปรดเกล้าฯ
ให้ชาวญ้อกลมุ่ น้ีตงั้ รกรากอยู่ทที่ า่ ขอนยาง ซง่ึ เป็นทรี่ าบลุ่มริมแม�่น�้ำ���ช�ฝี �่งั��ด�า้ �น��ท�ิศ��เ�ห�น��อื ��โ�ด��ย�พ��ร�ะ��ร���า��ช���ท���า��น����ช�่อื��เ�ม�อื ��ง�ใ�ห�้ว�่า�
เมอื งทา่ ขอนยาง และทรงโปรดเกลา้ ฯ ใหพ้ ระค�ำ กอ้ นเปน็ พระสวุ รรณภกั ดเี ปน็ เจา้ เมอื งทา่ ขอนยาง และเปน็ หวั เมอื งชน้ั
จัตวาขึน้ กบั เมอื งกาฬสินธุ์ สว่ นฝงั่ ด้านทิศใตข้ องแม�่น��ำ้ ��ช���ีเ�ป���น็��เข��ต�ข�อ��ง�เ�ม�อื �ง�ร�้อ��ย�เ�อ�็ด���ต�่อ��ม�า�ภ���า��ย���ห���ล���งั ��ใ��น����พ��.�ศ�.��2�4�0��8��ไ�ด�้ม�ี
การตง้ั เมอื งมหาสารคามขน้ึ ทางฝงั่ ดา้ นทศิ ใตข้ องแมน�่ ��ำ้ ��ช��ี�ซ���งึ่��เ��ป��น็ ��เข�ต��ข�อ�ง��อ��ำ �เ�ภ�อ��เม��อื �ง�ม��ห�า�ส��า�ร��ค��า��ม���ม���า��จ���น���ถ���งึ ��ป�จ�ั �จ�บุ ��นั ��แ�ล�ะ�
ในปี พ.ศ. 2417 พระบาทสมเดจ็ พระน่ังเกลา้ เจา้ อยูห่ วั ได้โปรดเกลา้ ฯ ตงั้ เมืองกนั ทรวิชยั ขน้ึ อีกที่บริเวณบา้ นคันธาร์
ซึง่ อยู่ทางด้านทศิ เหนือของเมอื งทา่ ขอนยาง และเปน็ ทต่ี ัง้ ของอำ�เภอกนั ทรวชิ ัย ในปจั จบุ ัน
หลังจากเจ้าเมืองท่าของยาง (พระสุวรรณภักดี คำ�ก้อน) ถึงแก่อนิจกรรม เมืองท่าขอนยางก็มี
เจ้าเมอื งปกครองเปน็ ล�ำ ดบั ถดั มาอีก 2 คน ได้แก่ พระสวุ รรณภกั ดี (ไม่ปรากฏชอ่ื ) และพระสวุ รรณภักดี (หนู) โดย
ในปี พ.ศ. 2426 เจา้ เมืองท่าขอนยางคนทสี่ าม ไดอ้ พยพครอบครัว และผูค้ นจ�ำ นวนหน่งึ จากเมืองท่าขอนยางไปทำ�
ราชการข้ึนกับเมือง ท่าอุเทน จากการเกิดไม่พอใจกับเจ้าเมืองกาฬสินธ์ุ ทำ�ให้เมืองท่าขอนยางไม่มีเจ้าเมืองปกครอง
และลดความสำ�คัญลงมาเปน็ ล�ำ ดับ
2.1 สภาพท่วั ไป
ปัจจุบันตำ�บลขามเรียง ได้แยกตัวออกมาจากตำ�บลท่าขอนยาง ตั้งอยู่ในเขตการปกครองของอำ�เภอ
กนั ทรวิชยั จงั หวัดมหาสารคาม มพี ้นื ที่ประมาณ 25,631 ไร่ หรอื 40.50 ตารางกโิ ลเมตร มีประชากรทั้งสิน้ 18,000
คน โดยประมาณ และได้รับการประกาศยกฐานะเป็นเทศบาลตำ�บลขามเรียงเม่ือวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
ปจั จุบนั แบง่ การปกครองออกเปน็ 23 หมู่บา้ น ได้แก่ หมู่ที่ 1 บ้านขามเรยี ง หมู่ท ่ี 2 บ้านโนนแสบง หมทู่ ่ี 3 บ้านเขียบ
หมู่ที่  4  บ้านหนองแข้ หมู่ที่ 5  บ้านมะกอก หมู่ท่ี  6 บ้านห้วยชัน หมู่ที่ 7  บ้านดอนนา หมู่ที่ 8  บ้านดอนหน่อง
หมทู่ ่ี 9 บา้ นหนองขาม หมู่ที่ 10 บ้านหวั หนอง หมู่ท ่ี 11 บ้านกดุ หัวชา้ ง หมู่ที่ 12 บ้านมะกอก หมูท่ ่ี 13 บ้านดอนมนั
หมทู่ ่ ี 14 บา้ นโขงกุดเวยี น หมู่ที่ 15 บ้านขามเรยี ง หม่ทู ี่ 16 บา้ นดอนหนอ่ ง หมทู่ ี่ 17 บา้ นเขยี บ หมูท่ ี่ 18 บา้ นมะกอก
หมูท่ ี่ 19 บ้านมะกอก หมทู่ ่ี 20 บา้ นขามเรียง หมทู่ ่ี 21 บา้ นหนองแข้ หมทู่ ี่ 22 บ้านเขยี บ หมู่ที่ 23 บ้านมะกอก
ตำ�บลขามเรียง ต้งั อย่ทู างดา้ นทศิ ตะวันตกเฉยี งใต้ของอ�ำ เภอกนั ทรวชิ ัย โดยมอี าณาเขตติดต่อดงั น้ี
ด้านทิศเหนือ ตดิ กับตำ�บลนาสีนวน และตำ�บลคันธารราษฎร์ อ�ำ เภอกนั ทรวชิ ัย

156 เอกสารประกอบการนำ�เสนอผลงาน
สาขาทำ�นบุ �ำ รุงศลิ ปวัฒนธรรม”

ดา้ นทศิ ใต้ ตดิ กบั เขตอ�ำ เภอเมืองมหาสารคาม โดยมีแม�่น�้ำ���ช��กี �นั้ �ต��ล�อ��ด���แ��น���ว�เ�ข�ต�
ดา้ นทิศตะวนั ออก ตดิ กบั ตำ�บลทา่ ขอนยาง อ�ำ เภอกันทรวชิ ยั
ดา้ นทิศตะวนั ตก ติดกับตำ�บลเขวาใหญ่ อำ�เภอกันทรวชิ ัย
2.2 สภาพเศรษฐกิจ
ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยทำ�นาข้าวเป็นหลัก ภาษาพูดใช้ภาษา
ไทยอสิ าน ส่วนใหญน่ ับถือศาสนาพุทธ ต�ำ บลขามเรยี ง ยังเป็นท่ีต้ังของสถาบันการศกึ ษาในระดับอุดมศกึ ษาทีส่ �ำ คัญ
ของจังหวัดมหาสารคาม คือ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ทำ�ให้บริเวณพ้ืนท่ีโดยรอบมหาวิทยาลัย ท้ังในเขตเทศบาล
ตำ�บลขามเรียงและเทศบาลตำ�บลท่าขอนยางมีการเติบโตด้านเศรษฐกิจและธุรกิจค้าขายและบริการต่างๆ ในพื้นท่ี
เพ่ิมข้ึนอย่างรวดเร็ว ทำ�ให้นอกเหนือจากอาชีพเกษตรกรรมแล้ว ประชาชนในพ้ืนที่บางส่วนยังหันมาประกอบอาชีพ
คา้ ขาย รวมทงั้ ยงั มกี ารอพยพของประชากรตา่ งพน้ื ทเี่ ขา้ มาประกอบธรุ กจิ ในบรเิ วณโดยรอบมหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม
จ�ำ นวนมาก ทำ�ให้มกี ารพฒั นาระบบสาธารณูปโภคและเส้นทางคมนาคมอย่างรวดเรว็
2.3 ดา้ นศาสนา วัฒนธรรม ความเช่ือ ประเพณที ้องถ่ิน
ประชาชนสว่ นใหญ่ในพนื้ ท่ี นับถอื ศาสนาพุทธ และมีความเช่อื ในบาป บุญ คณุ โทษ และภตู ผี เทวดา
รวมท้ังยงั ถือปฏบิ ัตติ ามประเพณฮี ีต 12 เชน่ เดียวกบั คนในพ้ืนที่อื่นของภาคตะวันออกเฉียงเหนอื
2.4 สถานทส่ี �ำ คญั
ตำ�บลขามเรยี งเป็นที่ต้งั ของสถานท่สี �ำ คญั ทั้งทางดา้ นศาสนาและวฒั นธรรม การท่องเที่ยว และสถาน
ศึกษาท่สี �ำ คัญของจังหวัดมหาสารคามหลายแหง่ ได้แก่
สถานทส่ี ำ�คญั ทางศาสนา เช่น วดั ป่าดอนหนาด (วดั เกาะกลางน���้�ำ ��)
สถานทที่ อ่ งเทยี่ ว เชน่ กดุ เวียน
สถานศกึ ษา เชน่ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม
3. การผลิตเทยี น
การผลิตเทียนในอดีตจะใช้ข้ีผ้ึงจากการนำ�รังผ้ึงมาต้มให้หลอมและกรองเศษสิ่งเจือปนอ่ืนๆ ออก ให้เหลือ
เฉพาะส่วนของข้ีผ้ึง (bee wax) เพ่ือให้เป็นวัตถุดิบในการหล่อเป็นต้นหรือเล่มเทียน ในขณะท่ีไส้เทียนจะใช้ใยฝ้าย
มาฟั่นให้เป็นสายยาวและน�ำ ไปชุบขผ้ี ง้ึ หลอมเหลวและปลอ่ ยใหเ้ ยน็ ตัวลงเพ่ือให้คงรปู ก่อน อย่างไรกต็ าม การพฒั นา
นวตั กรรมทางดา้ นวสั ดศุ าสตรท์ �ำ ใหก้ รรมวธิ กี ารผลติ เทยี นถกู พฒั นาขน้ึ เปน็ ล�ำ ดบั เพอื่ เพมิ่ ความสะดวกในกระบวนการ
ผลติ และลบขอ้ เสยี ของเทยี นจากการใชว้ สั ดธุ รรมชาติ ท�ำ ใหป้ จั จบุ นั มวี สั ดหุ ลายชนดิ ถกู พฒั นาเพอ่ื ใชใ้ นการผลติ เทยี น
ให้ตรงกับความต้องการของผู้บรโิ ภคมากย่งิ ข้นึ
เทียนสามารถแบ่งตามการใช้งานได้ดังนี้
เทยี นประดบั เป็นเทียนไขที่ออกแบบใหม้ ีรูปทรงสวยงาม แตกต่างกันออกไป และมักเติมสารให้กล่นิ
หอมลงไปดว้ ย
เทยี นใชง้ าน คอื เทยี นทถ่ี กู ผลิตขน้ึ มาใช้ในงานเฉพาะด้าน เช่น เทยี นส�ำ หรับอนุ่ อาหาร และเทียนท่ใี ช้
ในพิธกี รรมทางศาสนา
เทยี นปรบั อากาศ ใชจ้ ุดเพ่ือให้กล่นิ หรือขับไล่แมลง

เอกสารประกอบการนำ�เสนอผลงาน 157
สาขาทำ�นุบ�ำ รุงศิลปวัฒนธรรม”

วตั ถุดบิ ท่ีใช้ในการผลิตเทยี น
องค์ประกอบส�ำ คัญในการผลติ เทียนมี 2 สว่ น ไดแ้ ก่ เนื้อเทียน และไส้เทียน ซึ่งไสเ้ ทยี นเปน็ วัสดุสำ�หรบั เป็น
เชือ้ ไฟและจุดติดไฟง่าย ในขณะท่เี นอ้ื เทียนเป็นส่วนของสารประกอบประเภทลปิ ดิ จะใหพ้ ลังงานจากการเผาไหม้ แต่
ไมค่ อ่ ยตดิ ไฟ ท�ำ หนา้ ทชี่ ะลอการไหมข้ องไสเ้ ทยี น อยา่ งไรกต็ าม ในกระบวนการผลติ เทยี นในเชงิ การคา้ อาจมกี ารเตมิ
วัตถุหรือสารเติมแต่งลงไปในเน้อื เทียนเพือ่ วตั ถุประสงค์เฉพาะไดเ้ ชน่ กัน
วสั ดุสำ�หรับท�ำ เน้ือเทียน
พาราฟนิ แวกซ์ (paraffin wax) ได้จากการกลน่ั ปโิ ตรเลียม มีลักษณะเปน็ ไข สามารถใชเ้ ปน็ เชื้อเพลิงได้เปน็
อยา่ งดี ใชส้ �ำ หรบั เปน็ วสั ดหุ ลกั ของการผลติ เนอ้ื เทยี น แบง่ ออกเปน็ หลายชนดิ แตท่ นี่ ยิ มใชส้ �ำ หรบั ผลติ เทยี นโดยเฉพาะ
เทยี นหอมมี 2 ชนดิ ไดแ้ ก่
Semi refined paraffin wax (S/R) เปน็ ของแข็งใส มจี ดุ หลอมเหลวประมาณ 58 – 62 oC
Fully refined paraffin wax (F/R) เป็นของแข็งใส มจี ดุ หลอมเหลวประมาณ 58 – 62 oC เช่นเดยี ว
กับ S/R แตเ่ มอื่ ติดไฟจะเกิดเขมา่ ควันนอ้ ยกว่า
โพลีเอธลิ นี แวกซ์ (polyethylene wax) หรือ PE มลี กั ษณะเป็นเกลด็ กรอบ สขี าวขุน่ มจี ดุ หลอมเหลว
สูงกว่าพาราฟิน มกั ใช้ผสมกับพาราฟนิ ในอตั ราส่วนร้อยละ 2-10 ในการผลิตเน้ือเทียน เพอื่ ใหจ้ ุดหลอมเหลวของเนื้อ
เทยี นสูงขน้ึ และมีความคงตัวในการเกบ็ รกั ษา
กรดสเตรยี รคิ (stearic acid) เปน็ กรดไขมนั ทแ่ี ยกไดจ้ าก�น��้ำ ��ม��นั ��ป�า�ล��ม์ ��ใช��ผ้ �ส�ม��ล�ง�ใ�น��เน����อ้ื ��เ��ท���ยี���น���ใ�น�อ��ตั �ร�า�ส��ว่ �น�
ร้อยละ 2 ช่วยให้เทียนมีผวิ มนั ลน่ื และถอดออกจากพิมพ์ได้ง่าย
ไมโครแวกซ์ (microwax) หรอื ไมโครคริสตัลลนี แวกซ์ (microcrystalline wax) มลี ักษณะเป็นแผน่
เทยี นสขี าวขุ่น เน้อื นิ่ม บบี ป้นั ได้ มกั ใช้ผสมลงในพาราฟินในอตั ราส่วนรอ้ ยละ 16 เพอ่ื เพม่ิ ความเหนียว อาจบบี ป้ัน
เปน็ รปู ทรงตา่ งๆ หรือแกะสลักได้งา่ ยขึน้ ไม่เปราะหรือแตกหกั ง่าย แตห่ ากใชไ้ มโครแวกซ์คุณภาพต��่ำ���จ�ะ�ท��ำ��ใ�ห���้เ�ท����ยี �น��ม�ี
กลนิ่ แรงและมเี ขม่าสงู
ขผ้ี งึ้ (bee wax) ไดจ้ ากรงั ผงึ้ โดยเอารงั ผงึ้ มาตม้ ใหห้ ลอมเหลว และแยกกากใยออกไป แลว้ ปลอ่ ยใหเ้ ยน็
ตวั ลง โดยอาจบรรจลุ งพมิ พใ์ ห้เปน็ กอ้ นหรือเปน็ แผน่ มีสเี หลืองอ่อน มคี วามเหนียวและยืดหยุน่ กว่าพาราฟนิ แต่ราคา
สูง มักใช้ผสมกบั พาราฟนิ ในการผลิตเทียนที่มีการปนั้ หรือม้วน
วัสดสุ �ำ หรบั ทำ�ไส้เทียน
วสั ดุทน่ี ิยมนำ�มาใชท้ �ำ ไส้เทยี น ไดแ้ ก่ เสน้ ดา้ ยจากฝา้ ย 100 เปอร์เซ็นต์ อาจเปน็ ด้ายฟอกสหี รอื ดา้ ยดิบกไ็ ด้
ขนาดของไสเ้ ทยี นควรใชใ้ หเ้ หมาะสม ถา้ ไสเ้ ทยี นขนาดใหญ่เทยี นจะติดไฟง่าย ใหแ้ สงสว่างสงู แตจ่ ะหลอมละลายและ
หมดเรว็ แต่ถ้าใชไ้ สเ้ ทยี นขนาดเล็ก เทียนจะตดิ ไฟยากขึ้นและดับงา่ ย
วสั ดเุ ตมิ แตง่ เปน็ วสั ดทุ ไี่ มไ่ ดใ้ ชเ้ ปน็ สว่ นประกอบหลกั ของการผลติ เทยี น แตใ่ ชใ้ นการตกแตง่ หรอื เพม่ิ ลกั ษณะ
พิเศษของเทียนท่ีผลิตขน้ึ อาจเติมลงไปหรอื ไม่ก็ได้
สี (dye) เป็นสิง่ ที่ช่วยให้เทียนมสี สี ันและมีชวี ติ ชวี าขนึ้ อาจเป็นสีธรรมชาตทิ ีแ่ ยกจากพชื หรือจุลินทรยี ์
หรือสีสงั เคราะห์ก็ได้ แตม่ ีข้อระมัดระวังในการใชค้ ือต้องไม่เป็นอันตรายกับมนษุ ย์ ต้องเป็นสนี��ำ้���ม��นั��ท��ี่ห�ล�อ��ม��ล��ะ��ล���า�ย�ใ�น�
ความรอ้ นได้ ไมค่ วรใชส้ นี��ำ�้ ��เ�น���อ่ื���ง��จ���า�ก�ห�า��ก�ม�น�ี ��ำ้ ��ผ��ส���ม���ใ�น���เ��น���อ้ื ��เ�ท�ีย��น�จ�ะ��ท�ำ��ใ�ห��้เ�ว��ล���า��จ���ุด���เ�ท���ยี���น���จ���ะ��เ�ก���ิด���ก���า��ร��แ���ต��ก���เ�ป���น็���ส���ะ�เก��็ด�ไ�ฟ�
สารดดู ซบั ยวู ี 71 (UV absorber 71) มลี ักษณะเปน็ ผงสขี าว ใชผ้ สมลงในเนอ้ื เทยี นในอตั ราส่วนรอ้ ยละ
0.02 เพือ่ ใช้ในการป้องกันการซดี จางของสีของเทียนเมอ่ื ตัง้ โชวเ์ ปน็ เวลานาน

158 เอกสารประกอบการน�ำ เสนอผลงาน
สาขาท�ำ นบุ ำ�รุงศลิ ปวัฒนธรรม”

แอนติออกซแิ ดนท์ 1010 (antioxidant 1010) มีลักษณะเป็นผงสขี าว ใช้ในอัตราส่วนร้อยละ 0.02
ผสมลงในเน้ือเทียนเพอื่ ป้องกันการเกิดฟอง

����น�ำ้���ม��ัน���ห��อ�ม���(s�c��e�n�t�s��o�i�l)��อ�า��จ�แ�ย�ก��จ�า�ก�พ��ืช�ห��ร�ือ�เ�ป�็น�ก��ล���ิ่น���ส��ัง��เ��ค��ร��า���ะ��ห���์ ��ผ���ส��ม���ล��ง��ใ��น���เน��ื้อ�เ�ท�ีย�น��ใ�น�อ�ัต��ร�า�ส�่ว�น�
รอ้ ยละ 5 เพ่อื ใหเ้ ทยี นมีกล่ินหอมตามทต่ี ้องการ

การใช้เทยี นในปจั จุบนั ได้รบั ความนยิ มในการจดุ เพอื่ เปน็ ส่วนหนึ่งของกจิ กรรมในการด�ำ เนนิ ชวี ติ เชน่ การ
ตกแตง่ สถานท่ี หรอื ใช้ในการบำ�บดั ความเครยี ด แต่อยา่ งไรก็ตาม นกั วิจยั จากมหาวทิ ยาลัยเซาท์แคโรไลนา่ ประเทศ
สหรัฐอเมริกา ได้ทำ�การศึกษาการปล่อยสารพิษของเทียนท่ีผลิตจากพาราฟินจากโรงงานต่างๆ โดยมีส่วนผสมของ
ปโิ ตรเลยี มและไขมนั จากพชื เชน่ ถว่ั เหลอื ง โดยเกบ็ อากาศภายหลงั จากการจดุ เทยี นมาตรวจวเิ คราะหห์ าสารพษิ พบวา่
เทยี นทม่ี สี ว่ นผสมของพาราฟินสงู จะปล่อยสารโทลูอีน (toluene) และเบนซีน (benzene) ออกมา ซึ่งสารทัง้ 2 ชนิด
เป็นสารก่อมะเร็งและกอ่ ให้เกิดอาการระคายเคืองของระบบทางงเดินหายใจ ในขณะทีเ่ ทยี นที่ผลติ จากไขมนั พืชจะไม่
พบสารพษิ ดงั กลา่ วในอากาศ ดงั นน้ั ทางทมี วจิ ยั จงึ แนะน�ำ วา่ การใชเ้ ทยี นทม่ี สี ว่ นผสมของพาราฟนิ ไมเ่ หมาะส�ำ หรบั หอ้ ง
ท่ีมีอากาศไมถ่ า่ ยเท และไม่เหมาะกบั ผปู้ ว่ ยทปี่ ่วยเป็นโรคของระบบทางเดนิ หายใจ เช่น ภมู ิแพ้ และหอบหดื เป็นต้น

3.1 สมุนไพร
สมุนไพรหมายถึงส่วนของพืช สัตว์ หรือแร่ธาตุ ท่ีถูกนำ�มาใช้ในการบำ�บัดรักษาโรค ส่วนสุคนธบำ�บัด
(aromatherapy) หมายถึง การบำ�บดั โดยใช้กลิ่นหอม ซึง่ เป็นสงิ่ ท่ไี ดร้ บั ความนิยมมากขึ้นในปัจจุบนั รว่ มกับการประ
กอบธรุ กิจสปา หรอื วารบี ำ�บดั
การให้กลน่ิ หอมของพืชเกดิ จากสารทุติยภมู ิ (secondary metabolized) ท่ีพืชผลติ ขน้ึ มาโดยไมเ่ กี่ยวขอ้ ง
กับกระบวนการทางสรีรวิทยาตามปกติของพืช แต่มักใช้ในวัตถุประสงค์พิเศษ เช่น กลไกการป้องกันตัวเองจากศัตรู
ธรรมชาติ หรือดึงดูดแมลงให้ช่วยในการผสมพันธุ์ โดยท่ัวไปมักเรียกสารกลุ่มที่ให้กลิ่นหอมจากพืชนี้ว่า �น�้ำ��ม��ัน��ห���อ��ม�
ระเหย (essential oil) การเตรยี ม�น��ำ้ ��ม��ัน���ห���อ���ม��ร��ะ���เห��ย�จ�า�ก�พ��ืช�ท��ำ �ไ�ด�้ห�ล��า�ย�ว�ิธ�ี�เ�ช�น่ ���ก��า��ร��ส��ก���ัด���ด��ว้��ย���ต��ัว���ท���ำ ��ล�ะ��ล�า�ย�แ�ล��ะ�ก�า�ร�ก�
ลนั่ ดว้ ยไอน���้ำ ���เ�ป���น็���ต��น�้ ���ก���ล��น่ิ����ห�อ��ม�จ�า�ก��น��ำ้ ��ม��นั���ห���อ��ม���ร��ะ��เ��ห��ย��จ���ะ��ก��ร��ะ���ต���นุ้ ��เ��ซ��ล���ล��ร์��บั���ก���ล��นิ่���ใ��น��โ��พ���ร��ง��จ���ม��กู���แ���ล��ะ���ส���ง่ �ส���ญั����ญ���า��ณ����ป���ร��ะ��ส���า��ท��ไ�ป�ย��งั
สมอง และออกฤทธใ์ิ นการปรบั สมดลุ ของสารสอื่ ประสาทและฮอรโ์ มนประสาทในสมอง เชน่ โดปามนี และเอนโดรฟนิ
สง่ ผลให้เกดิ ความผ่อนคลายของระบบประสาท อีกท้ัง การใชน�้ ��ำ้ ��ม��ัน���ห���อ���ม�ร�ะ�เ�ห�ย��ร�ว่ �ม�ก�บั��ก�า�ร�อ��า�บ���ห���ร��ือ���น��ว���ด����จ�ะ��ช�่ว�ย�เ�พ�ิม่�
ประสทิ ธภิ าพในการผอ่ นคลายความเครยี ดทเ่ี กดิ ขนึ้ กบั อวยั วะสว่ นปลาย เชน่ ระบบกลา้ มเนอ้ื ตา่ งๆ ท�ำ ใหร้ า่ งกายเกดิ
ความผ่อนคลายและนอนหลับได้ง่ายขึ้น โดยพบว่าการใช้�น�ำ้���ม��ัน���ห��อ���ม��ร�ะ�เ�ห�ย�ส��า�ม�า�ร�ถ�ล�ด��ค�ว�า��ม��ว���ิต��ก���ก��ัง��ว��ล���ห��ล��ัง�ก�า�ร�ผ�่า�ต�ัด�
ของผปู้ ่วย (Bikmoradi et al., 2017; Franco et al., 2016) ลดความเครยี ด ความเหน่อื ยล้าและปรับปรุงคณุ ภาพ
ของการนอนหลับ (Lee, Lim, Song, Kim, & Hur, 2017; Muz & Taşcı, 2017) และยงั ชว่ ยลดความเจ็บปวดร่วมกบั
การนวด (Seyyed-Rasooli et al., 2016; Sut & Kahyaoglu-Sut, 2017) กลิน่ ตา่ งๆ ที่นิยมนำ�มาใช้ ได้แก่ เกก๊ ฮวย
ยูคาลปิ ตสั ลาเวนเดอร์ โรสแมร่ี ชา ตะไครห้ อม เป็นตน้
การใช้กล่ินจากพืชนอกเหนือจากจะช่วยในการบำ�บัดรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ แล้ว ยังพบว่า กล่ินหรือ
น้ำ��ม�ัน�ห��อ�ม�ร�ะ�เ�ห��ย�จ�า�ก�พ��ืช�ห�ล��า�ย�ช�น��ิด�ม�ีป��ร�ะ�ส�ิท��ธ�ิภ�า�พ��ใน��ก�า�ร�ข�ับ��ไ�ล�่แ�ม�ล��ง�ไ�ด�้ด�ี �ก�ล��่ิน�ข�อ��ง�ซ�ิโ�ต�ร�เ�น�ล�ล��่า�จ�า�ก�ต��ะ�ไ�ค�ร�้ห�อ��ม�
สามารถขบั ไลย่ งุ พาหะนำ�โรค เชน่ ยุงลาย ได้ดี นอกจากน้ยี งั พบวา่ �น�ำ�้ ��ม��นั���ห���อ��ม�จ��า�ก�ต�ะ�ไ�ค��ร�ห้ �อ�ม��ท�คี่���ว��า��ม���เ�ข���้ม���ข��น้��2��,0�0��0�
ppm และน��ำ้���ม��ัน���ห���อ���ม��จ���า��ก�เ�ป�ล�ือ�ก��ผ�ล�ม��ะ�ก�ร�ูด��ท�่ีค�ว��า�ม�เ�ข�้�ม��ข��้น������5����p���p���m������ย��ัง�ม�ีฤ�ท��ธ�์ิใ�น�ก�า�ร�ฆ��่า�ล�ูก��น����ำ้ ��ย���ุง���ล���า��ย�ไ�ด��้ด��ี���(�ล���ภ���ั�ส�ร��า�
โงนมณี, อาจินต์ ไพรีรณ และธรี พร กทศิ าสตร,์ 2558)

การใช้กลน่ิ จากพืชนอกเหนอื จากจะชว่ ยในการบาบัดรกั ษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ แลว้ ยงั พบว่า 159
กลนิ่ หรอื น้ามันหอมระเหยจากพืชหลายชนดิ มปี ระสิทธิภาพในการขับไลแ่ มลงได้ดี กล่นิ ของซิโตรเนลล่า
จากตะไครห้ อม สามารถขบั ไล่ยงุ พาหะนาโรค เชน่ ยุงลาย ไดด้ ี เนอกอสากรปจระากกอบนกาีย้รนงั ำ�พเสนบอวผลา่ งานน้ามนั หอมจากตะไคร้
หอมท่ีความเข้มข้น 2,000 ppm และนา้ มันหอมจากเปลือกผลมะสการขาูดทำ�ทนบุคี่ �ำ วรงุ าศิลมปเวขัฒน้มธขรร้นม” 5 ppm ยังมฤี ทธ์ิใน
การฆ่าลูกน้ายุงลายได้ดี (ลภัสรา โงนมณ,ี อาจินต์ ไพรรี ณ และธีรพร กทิศาสตร์, 2558)

ภภาาพพทท่ี 1ี่ 1แแสสดดงงกกาารรททา�ำเทเทียียนนสสมมนุ ุนไไพพรรขขอองงชชุมมุ ชชนน

การบรู ณาการและการเกิดประโยชนแ์ ละสร้างคณุ คา่ ตอ่ สังคมและชุมชน
2.4 ระดกบัารมบหรู าณวิทากยาารลแัยละกกาารรบเกรู ดิณปารกะาโยรแชบนบ์แล4ะสiรnา้ ง1คตุณามคว่าติส่อยั ทสัศังนคแ์มลและอะชัตมุ ลชักนษณม์ หาวทิ ยาลัย

สสงชู่่ เวจาสชิาวรกบามิ กง้าอ2าานาน.ร4โ4ใ4ชคดนว...พี1จิ1ร้าชรโทงนยัุมะกคกกส่ีทกดชาราาาารบัเ่ีนงรรปมรบกมไบาสน็ดารหรร่งรกิด้ปาถิกเไา�ำสรวดสารเะิทรนร้ดรวโมิยา้นิวชิายงอาเชิกาชรนลากาานาชนิยัรากยไ์พีจรกปไากแดัดาทรสากรกใ้แีส่รูช่หจ่สจิบกาาแ้ดัังกมรู่สวคกกรณาบังมผ่ริจรคา้ามสู้กถนมกอนรสาใบรใรนรจมรา้แชมงอตบุมรกบลบชาาอรยนรมด4ไจจดกดัinนาใ้ ทหรเ1ป�ำจแ้ เน็ดัทกตกท่ผยีาามู้สนารเวนหทถสิ ใอา่ยีัยจมยนททสตหศั มอลอนนุดอม์แอไดสพลงจมะครนอขนุค์ เัตนึ้วปไพลา็นซมักรกงึ่ รขษเาจู้ปึน้ณราน็ ถก์มซกา่ งหงึ่ ายาเารปทนวบ็นวอทิ รจิดกยกิ ยั อาาาทรลงรบเ่ีควัยปชิร์คน็ ิกาวปกาาารรมระรดโู้ ยา้ ชนนกไ์าปร
2.44..22กกาารรนนำ�าไปไปใชใช้ใน้ใกนากราเรรียเรนยี กนากรสารอสนอน
ในกใานรกบาูรรณบารู กณาารกโคารโงคกรางรกเขา้ารกเขับา้กกาับรเกราียรนเรกยีารนสกอานรสฟอนิสิกฟสิส์ 1ิกสซ์ 1ึ่งนซิส่งึ ิตนทสิ ่ีลติ งททลี่ ะงเบทียะนเบเรยี ียนนเรียายนวริชาายไวดิช้เขา้าร่วม

อปบรปไะรดสฏมเ้ บกขบิ กาา้ตั รราแิ 4จว่รล.มณัด3ะทอ์จกกบำ�าาาเกรรทรมผถนียเู้กา่ นช�ำ ยาไี่ยหรปทวอจใอชชมดั ดาก้สทญปบัมารโกเุนดะทาไยสยีพรตบวนรรจิกหงยัซาอร่ึงมณทสำ�์จมใาหุนก้นไผพิสเู้ ริตชสยี่ ซาวึ่งมชทาาารญใถหโเดน้รียยิสนติตรรสงู้วาิธมีกาารรถทเำร�งียานนรจ้วู าิธกีกกาารรทลางงมาือนปจฏากิบกัตาิแรลละงกมาือรถ่ายทอด
2.โ4ค.ร3งกกาารรฯนนาไใ้ี ชปอ้ใชงคก้ ค์ บั วกาามรรวจู้ จิากัยงานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วขอ้ งเชน่ ฤทธข์ิ องน���้ำ �ม���นั ��ห���อ��ม���ร��ะ�เห��ย�จ�า�ก�ต�ะ��ไค��ร��ห้���อ��ม���ม���ะ��ก��ร�ดู �แ�ล�ะ�

เปลอื กสม้ ในการฆ่าลกู น���้ำ ��ย��งุ��แ���ล���ะ��ไ��ล���่ย�งุ��(�ง�า�น�ว�จิ��ยั �โ�ด�ย�น��สิ �ิต�แ��ล�ะ�ค��ณ��า�จ�า�ร�ย��ใ์ น��ค�ณ����ะ��ว���ิท���ย��า���ศ��า���ส��ต���ร��์)���ม���า�ใ�ช�ผ้��ส�ม�ล��ง�ใน��ว�ตั �ถ��ดุ �บิ �
ส�ำ หรับหล่อเทียนพรรษา โดยคาดว่าเมือ่ มีการจุดเทยี นสารส�ำ คัญจากพชื เช่น ซิโตรเนลลา ที่อยู่ใน�น�้�ำ ��ม��ัน�ต��ะ�ไ�ค���ร��้ห���อ�ม��
จะระเหยออกมาและช่วยในการขับไล่ยุงได้ ตลอดจนมีการบูรณาการศาสตร์ความรู้และงานวิจัยด้านการเลี้ยงผ้ึงมา
ผนวกในการถา่ ยทอดองค์ความรู้แก่นิสิตและชมุ ชน

4.4 การน�ำ ไปใชก้ บั การทำ�นุบ�ำ รุงศลิ ปวัฒนธรรม
โครงการฯ น้ีเป็นโครงการทส่ี ืบสานประเพณีการหลอ่ เทยี นและถวายเทียนพรรษา ซ่งึ เปน็ การอนุรักษ์ และ
ทำ�นุศิลปวัฒนธรรมโดยตรง ซ่ึงในโครงการมีการถ่ายทอดองคค์ วามรทู้ ีเ่ กย่ี วเนอ่ื งกบั งานทางวิทยาศาสตร์ และจัดการ
ถวายเทยี นพรรษาร่วมกับชุมชน
4.5 ประโยชนแ์ ละสร้างคณุ ค่าตอ่ สถาบัน (บทสรุป)
โครงการฯ น้ีก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงบวกต่อมหาวิทยาลัย ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ ความสัมพันธ์ที่ดี
และความเขม้ แขง็ ของมหาวทิ ยาลัยในการอยู่ร่วมกับชมุ ชนอย่างย่ังยืนตามอตั ลกั ษณข์ องมหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม

วิทยาศาสตร์ และจดั การถวายเทยี นพรรษาร่วมกบั ชุมชน

160 2.4.5โคปรรงะกโายรชฯนน์แสเอี้กาลกขส่อาะาทใรสำ�ปหนรรบุะเ้ ้าก�ำกรองุงิดบคศกผิลาุณปรลวนฒัคก�ำ เนสรา่ ธนะตรอรทผ่อมล”บสงาในถนาเบชันิงบ(วบกทตส่อรมุปห)าวิทยาลัย ช่วยเสรมิ สรา้ งภาพลกั ษณ์

ความสมั พนั ธท์ ี่ดี และความเข้มแข็ง ของมหาวทิ ยาลยั ในการอยูร่ ว่ มกบั ชุมชนอย่างยั่งยนื ตามอตั ลักษณ์
ของมหาวิทยาลยั มหาสารคาม
2.5 ระ5ด. บัระสดงั คับมสแังคลมะแชลุมะชชนมุ ชน

25.5.1.1ผผลลกกรระะททบบททีเ่ ก่เี กิดดิ ปปรระะโโยยชชนน์แ์แลละะสสรร้า้างงคคณุ ณุ คคา่า่ ตต่อ่อสสงัังคคมมแแลละะชชุมุมชชนน ((เเขขม้ม้ แแขขง็ง็ แแลละะยยงั่่ังยยนืนื ))
การสกราา้รงสทรา้ งเทลาอื งกเลแือลกะแแลนะวแทนาวงทกางรกปารระปกรอะบกอาบชอพี าเชสีพรเิมสแรกิม่เแกกษ่เกตษรกตรใกนรชในมุ ชมุนชน
25.5.2.2กกาารรสสะะทท้อ้อนนสสู่มูม่ ติ ติ ทิ ทิ าางงสสังังคคมม((กกาารรศศกึ กึ ษษาา ศลิ ปะ วัฒนธรรม) เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม
มติ ทิ มาติงสิทงั าคงมสังชคว่ มยสชง่ ว่ เยสสรมิ่งเใสหรเ้ ิมกใดิ หภเ้ กาพดิ ภลกัาพษลณักข์ ษอณงคข์ วอางมคสวามั มพสนั ัมธพอ์ ันธดอ์ รี นัะดหรีวะา่ หงมวหา่ งามวหทิ ายวาทิ ลยยั าแลลัยะแชลมุ ะชน สง่ เสรมิ
การเชรุมยี ชนนรูแ้ สล่งะเสทรักมิ ษกะากราเรรยี ปนฏริบูแ้ ตัลิงะาทนักแษกะน่ กิสาิตรทปฏีเ่ ขิบา้ ัตร่วิงามนโคแรกงน่ กสิ าิตรทีเ่ ขา้ รว่ มโครงการ
บริจชามุคชเพนื่อมโนติดำ�ดิยมม้าขานิตอริดเรไีศซับ้ารนเบษคเรศลิฐิจกใราชษิจค้เแฐปเพลกน็ ะ่ือจิ วสนแสั ่งิาลดแมะสุ วาส�ำดริ่งหลไี แซรอ้ วับเมคดหลิลลลใ้อดอชมปเ้มปตรล็นมิน้ดวาเปสัทณรดยี ิมขุสนยาาพณะหรจขรราับยษกะหน�าจล�ใ�ำ้า�หอ�ตก�ม�ม�าน�ต�่เ�า้ทน้�ตยี�เาท�นเ�ยีทท�นยี�ี่เก�พน�ดิ รท�ขร�เี่ ษก�ึ้น�ิดาใ�นใข�ห�วึ้น�มัดใ�น่ข�ว�อ�ดัง�แข��ตอ���ง่ล��แ�ะ��ต�ช��่ลุม��ะ�ช���น���โด��ย�ข�อ��ร�ับ�

ภาพที่ 2 แสดงการออกบริการวิชาการถา่ ยทอดความรูใ้ หก้ ับชมุ ชน
ภาพที่ 2 แสดงการออกบริการวิชาการถา่ ยทอดความรใู้ ห้กับชุมชน

ภาพท่ี 3 แสดงการร่วมกันหล่อเทียนคณะวทิ ยาศาสตร์

ภาพที่ 3 แสดงการร่วมกนั หล่อเทียนคณะวทิ ยาศาสตร์

เอกสารประกอบการนำ�เสนอผลงาน 161
สาขาท�ำ นุบ�ำ รงุ ศลิ ปวฒั นธรรม”

ภาพที่ 4 แสดงการถวายเทียนพรรษาของคณะวทิ ยาศาสตร์
ภาพที่ 4 แสดงการถวายเทยี นพรรษาของคณะวทิ ยาศาสตร์

สรุปผลการด�ำ เนินงาน

51.สรราปุ ยผลละเกอายี รดดกาาเรนดนิ ำ�งเนาินนงานโดยย่อ (Summary)

วเชนั ย่ี ทว่ีช51า.8ญ1 มรกรถิาว่ายมนุรลดเาปะยำ�กน็เเนาอนวรียนิทิดพดกยา.ศกเาานา.รกินรขร2ดกอใ5นาาง6กเรโ2นคขานิรรอโงถดงงกโาา่ยคายนมรรทโอี งปดอากรยดจาะยอารกอ่รปงอยคร(บอ์ค์ะSดนกวuาว้อุวmมยฒับรกmดนดู้ิจ้ว์aา้กยวนrรกันyกริจ)ทามกรอยรใง่อชรมยป้อยรา3่อะจโยากยริจ3ชยกนแ์กรจ์ลิจราะมกกนรกไรักดามวรแ้ ิจจไกัยดดั ่ สแ้กทงักาำ�กร่เกทดัจาดัภยี รนทาจคหำ�ดั เวอททิชมายีาสเนชทมวีหยี นุ วอนไิทมพหยสอรามมกนุสทจิ มไ่ีมกพุนรคี รรไวพมาใทรนม่ี
2 เปน็ ใกนจิ วกันรทรี่ ม1ห8ลมอ่ ถิ เนุทายี ยนนพพรร.ศษ.า2ส5ม6นุ 2ไพโดรยจมดั อี ขาึ้นจใานรยวัน์อนทวุ่ี 1ัฒ9นก์ รวกันฎทาอคงมอพา.จศา.ร2ย5แ์ 6ล2ะณนักควณจิ ัยะสวังทิ กยัดาภศาาคสวตชิ รา์ ชมวีหวาิทวยทิ ายาทลีม่ ยั ี
มหาสคาวราคมาเมชี่ยดวำ�ชเานญินกราว่ รมโเดปย็นสวโิทมยสารกนริสในิตกรา่วรมถกา่ ับยฝท่าอยดพอัฒงคน์คาวนาิสมิตรูด้ คา้ นณกะาวริทใชย้ปาศระาโสยตชรน์ จ์แาลกะกกาิจรกจรดั รทมาถเทวายี ยนเหทอียมนสพมรุนรไษพาร

แซวณัดลึง่ มวจะัดีกกัน4หโวกก2ใาอ่ทขนิท0ริจิจน.ใรงเถ0หกกยาขก์ปกวรราด้เก1ตดุคกรารรศา.าตเนระยวิดมมาเวรำ�พดับดตสสถทียดบโอิ่ื้นตษวุขรนี่ำ�พล2าหรจเเรฐนธทยขแ์าล์เลมาเินาลปียกวอ่ทรุตหมะนกน็กัดเายีาเทวาาพุศกมปรนมวัดรยีิจลียร่าิทพวบขวนกรงทบยดัรอัต้าษพร่ไีอ้าารสนงรดถารลนำ�ษโธุหมท้รคุตเยัมมัาวภห้วษ�ำรมาัดมะยอลณบมางหลกาชก่อถกญุววาะอนัาเววันสาตัทถกรดัา1ทสาซวยีบยถใรรงึ่านนตเววรปุควมปยเัดัรดน้พารชิขีกเน็ลจบมทรัยตะาโุวนัสรพ้ายีดรตดัตจษทงนถนทยุาาถังารควบสมธเหสุปป์าน้โ์มลบผี วมยครรนิขโู้เชูดัะุนตะขรฮกาามสดน้า้ไงงมาพหรงธิษเรกเทคว่รรราวฐโารมดีย์ขียสัด์รจมวงโนยอาบัดคัดบรสงพอ้าขรปโคชูโรานคนึ้งมา่าารเกกรใสบภมษแนางุดรา้อากรลไวนนหกดทาะันวสิมันัว้แรสง้ัทัดิตะชททกสงัลี่รก้าฆ่ริน้1ีต่ ะว่วองว9บ้ังกมัดกชิไ1ชวูกปวกวัยา่าวับัด้ทตร่าดัจกดสน้บฝ4ง้ั บังฎอ�ำ0่า้า3หโ้าหย0านนดนวคพรขหโยคดัสบัขมฒัอ้นมมน้มงเีผนาพปหไกโดด้เูฮาน.็าุดขศน้แงสเว้าเ.คกวสิาัดรว2ีรยร่ิต่วัดโ5อื่คพนมบ6คงาโธ้า2ใณคมาแชนรรณะลใ้ไกงานดวะกุดมทิก้แควาหากยัณดวรัวรา่ทดับชะวใศส้ังห้า้าัดาสุธงนแ้ปส้ินมั สหว่าตกมดงดั้วรวาสอบ์ย่าวแวนา้ชาาล่ นันสงะ

5.2 ก2า. รเพบรือ่ รใหลตุอ้ าามจาวรตั ยถ์ ุตบาุคมลวาัตกถรปุ แรละะสนงคสิ โ์ติ ครเกงกิดาครวามสามัคคีและใชค้ วามคิดสรา้ งสรรค์ ผา่ นการประดษิ ฐเ์ ทยี น
พรรษาและกเาทรียดนาหเนอินมการของโครงการบรรลวุ ตั ถปุ ระสงคข์ องโครงการทตี่ งั้ ไวท้ ั้ง 3 ข้อ ไดแ้ ก่

3. เพื่อ1ส. ่งเพสื่อรมิหคลวอ่ าเทมยีสนัมพรนั รธษอ์ านั ถดวีราะยหเปวน็่างพมุทหธาบวชู ิทายธารลรยั มมบหชู าาสแารลคะาสมังฆกบั ูชามุ ชสนาหรับเป็นเครื่องใชใ้ นการให้แสง

ส3ว.่าอง งแคละ์คกว่อาใมหรเ้ กู้ทดิ เี่ กสขุดิ จขาน้ึ กจกาุศกลโคทีไ่รดง้ทกาาบรญุ ถ/วนายวเตัทยีกนรรมทเี่ กดิ ขน้ึ จากโครงการ

วิธีการ2เ.ตรเพีย่อืมใน�ห�ำ้��้อ�ม�า�ัน�จ��ห�า��รอ��ย�ม��์ ร�บ��ะ�คุ �เ�ล�ห�าย�กจ�รา��กแ�พล�ะืช�น��ิสโ�ดติ �ย�เน��ก��ำ้ดิ��ม�ค��ัน�ว��หา��ม�อ��สม��า�ร�ม�ะ�คั เ�หค�ยแี��ทล�ะ่ีน�ใ�ำ ช�ม�้ค��า�ว�ใ�า�ช�ม�้ใ��คน���ิดก��สา��รร���้าผ��งล��ส�ิต�ร�เ�ร�ท��ค�ีย�์��นผ��่า�พ��น�ร��กร��าษ��ร��า�ป�เ�ปร��ะ�็น��ดน��ษิ��ำ้ ฐ��ม�์��ัน�
หอมรเะทเียหนยพทรี่สรกษัดาแจลากะเธทรียรนมหชอาตมิ ในห้องปฏิบัติการภาควิชาชีววิทยา โดยวิธีการต้มในน��้ำ���เด��ือ�ด��แ�ล�ะ��ก�ล��่ัน��แ���ย���ก���น���้ำ �ม���ัน���
ในอัตราส่วนพชื 3(.�นเ�ำ�้พ��ห�่อื ��นส���กัง่��เส�ส��ด�ร��)ิม��ค1�ว�ส�า�ว่ม�นส�มั�ต�พ�อ่ นั��น�ธ��ำ้ ์อ���ัน2���ด��สีร���่วะ��นห���ว��โ่า�ด�ง��ย��ม�ใ�ช�ห��้พ�า��วชื��ทิ���2ย���า�ช�ล��นัย���ดิม���ไห�ด��า�้แ�ส��ก�า��่ร��ตค��ะ�า��ไม��ค�ก�ร�บั��ห้ �ช�อ��ุม�ม��ช��น�แ��ล���ะ��เ��ป���ล��อื���ก��ผ���ล���ม�ะ��ก�ร�ูด��(�ผ�ิว�
มะกรดู ) ซง่ึ พบว่าพชื แต่ละชนดิ ใหร้ อ้ ยละผลผลติ ของ�น�้ำ���ม�ัน��ห�อ��ม�ร�ะ�เ�ห��ย�ต�อ่��ช�นิ้��ส�่ว�น��พ��ชื �ท��แี่���ต���ก��ต���่า���ง��ก��นั�����โ�ด�ย��น�ำ�้ ��ม�ัน���ต���ะ���ไ�ค�ร�้
หอมให้ปริมาณน���ำ้ ��ม��นั���ห���อ��ม�ร�ะ�เ�ห��ย�ค�ดิ �เ�ป��็น�ร�้อ���ย��ล���ะ��ผ���ล��ผ���ล�ติ ��0�.2��5�±��0�.�0�4��ใ�น�ข��ณ�ะ��ท�ี่ผ�ิว��ม�ะ�ก��ร�ูด�ใ�ห�้ป��ร�มิ �า�ณ���น��ำ้ �ม���นั ���ห�อ�ม���ร��ะ���เ�ห�ย�
คดิ เปน็ รอ้ ยละผลผลติ 3.63 ± 0.71 ซงึ่ สาเหตทุ ม่ี ะกรดู ใหร้ อ้ ยละผลผลติ สงู กวา่ เนอ่ื งจากมะกรดู เปน็ พชื วงศส์ ม้ ซงึ่ จะมี
การผลิตตอ่ มน���้ำ ��ม��ัน���ส�ะ��ส�ม�ไ�ว�ใ้ �น�เ��ป��ล���อื ��ก���ข��อ�ง�ผ�ล�

162 เอกสารประกอบการน�ำ เสนอผลงาน
สาขาทำ�นุบำ�รุงศลิ ปวฒั นธรรม”

กรรมวธิ ใี นการหลอ่ เทยี นพรรษาสมนุ ไพรมสี ง่ิ ทต่ี อ้ งระมดั ระวงั ไดแ้ ก่ อตั ราสว่ นการผสมน���ำ้ �ม���นั��ห�อ�ม��ร�ะ���เ�ห��ย��ล��ง
ในเนอ้ื เทยี น ซงึ่ หากมกี ารผสมน���ำ้ ��ม��นั���ห��อ���ม���ร��ะ��เ�ห���ย��ม���า�ก�เก��นิ �ไ�ป�อ�า�จ��ส�ง่ �ผ�ล�ต�อ�่ �ก�า�ร�ค�ง�ต��วั �ข�อ�ง��เ�ท���ยี��น���จ���น��เ�ป���น็���ส��า��เ��ห��ต��ขุ �อ�ง�ก�า�ร�เ�ป�ร�า�ะ�
และแตกหกั ของเทยี นไดง้ า่ ย ซงึ่ อัตราส่วนทเ่ี หมาะสมได้แก่ เทียน 1 กโิ ลกรัม ตอ่ น��้ำ���ม���ัน�ห��อ�ม��ร�ะ�เ�ห�ย���0�.5�����-���1����ม��ิล�ล��ลิ �ติ �ร�

4. รอ้ ยละความพึงพอใจ

จากจ�ำ นวนผูต้ อบแบบสอบถามท้ังสิ้น 622 คน มผี เู้ ลือกตอบแบบสอบถามในระดบั มากข้ึนไปจ�ำ นวน 324
คน คดิ เปน็ ร้อยละ 85.9

5. อปุ สรรค ปญั หา และวธิ ีแก้ไข

อุปสรรค และปัญหา วธิ แี กไ้ ข
1) สภาพอากาศแปรปรวนท�ำ ใหเ้ ป็นอุปสรรคต่อการจดั กจิ กรรม 1) ตรวจสอบสภาพอากาศล่วงหนา้ เพอ่ื วางแนวทางในการ
หลายส่วน ป้องกันผลกระทบตอ่ การจัดกิจกรรม
2) ปรบั เปลีย่ นช่วงเวลาของการจดั กจิ กรรมในกรณที ่ีสภาพ
อากาศมีความผันผวนรนุ แรง

6. ปัจจยั ทแี่ หง่ ความสำ�เร็จ ปัจจัยแห่งความลม้ เหลว

ปัจจยั แหง่ ความสำ�เรจ็ ปัจจยั แหง่ ความลม้ เหลว
1) ประสบการณ์ในการทำ�งานของนสิ ติ บุคลากรคณะ 1) ช่วงเวลาที่อาจไมเ่ อ้อื ตอ่ แผนการด�ำ เนนิ งาน
วทิ ยาศาสตร์
2) เครอื ข่ายความร่วมมือ และความต่อเนอ่ื งของการจัดกิจกรรม
ร่วมกบั ชมุ ชน

ตอนท่ี 3 ความคิดเหน็ ตอ่ ผลส�ำ เร็จของการด�ำ เนนิ โครงการ
ในการประเมินโครงการไดด้ �ำ เนินการประเมินโครงการโดยภาพรวมทั้งสิ้น 6 ดา้ น ไดแ้ ก่
1) ด้านการอนุรักษ์ ส่งเสรมิ ทำ�นุบำ�รุงศิลปวฒั นธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีของไทย
2) ด้านการฝกึ ฝนทักษะความสัมพนั ธ์ระหวา่ งบคุ คลของนสิ ติ และบุคลากร
3) ดา้ นความสมั พนั ธร์ ะหว่างมหาวิทยาลัยมหาสารคามกับชุมชนโดยรอบ
4) ด้านสถานท่ี
5) ดา้ นระยะเวลาจัดโครงการ
6) ความพงึ พอใจในการเข้ารว่ มโครงการโดยรวม

เอกสารประกอบการน�ำ เสนอผลงาน 163
สาขาท�ำ นบุ �ำ รุงศลิ ปวฒั นธรรม”

จ�ำ นวนผ้ใู ห้ความคิดเหน็ แตล่ ะระดบั

ดา้ น มากที่สดุ มาก ปาน น้อย นอ้ ย คะแนนเฉลีย่ ระดบั
กลาง ทีส่ ดุ
1. เพื่อหล่อเทยี นพรรษาถวายเปน็ พุทธ 4.45 มาก
บชู า ธรรมบูชา และสังฆบชู า สำ�หรับเป็น 255 315 0 00
เครอื่ งใช้ในการให้แสงสว่าง และก่อให้ 4.71 มาก
เกิดสุขจากกุศลท่ีไดท้ �ำ บญุ ถวายเทียน 405 165 0 00
2. เพ่อื ใหอ้ าจารย์ บคุ ลากร และ 4.16 มาก
นิสติ เกดิ ความสามคั คแี ละใชค้ วามคดิ 120 423 0 00 4.67 มาก
สร้างสรรค์ ผา่ นการประดษิ ฐ์เทยี นพรรษา 4.13 มาก
และเทียนหอมสมนุ ไพร 385 183 2 00 4.41 มาก
3. เพื่อสง่ เสริมความสมั พนั ธ์อันดรี ะหวา่ ง
มหาวิทยาลัยมหาสารคามกบั ชุมชน 135 375 60 0 0
4. ความเหมาะสมของสถานท่ีจดั โครงการ
5. ความเหมาะสมของระยะเวลาจดั 240 324 6 00
โครงการ
6. ความพงึ พอใจในการเขา้ ร่วมโครงการ
โดยรวม

ขอ้ เสนอแนะเพ่ิมเตมิ

เป็นโครงการทีด่ คี วรจัดข้ึนทุกปี

บรรณานกุ รม

มณี พยอมยงค.์ (2547). ประเพณีสิบสองเดือนลา้ นนาไทย. เชียงใหม่: ส.ทรพั ยก์ ารพิมพ์.
พลวรนิ พลย่งิ . (2551). การพฒั นาเทียนหอมโดยใช้เทคนคิ การออกแบบการทดลอง. วิทยานพิ นธ์วศิ วกรรมศาสตร

มหาบณั ฑติ สาขาวชิ าวศิ วกรรมอสุ าหการ บณั ฑติ วทิ ยาลยั สถาบนั เทคโนโลยพี ระจอมเกลา้ พระนครเหนอื .
ลภัสรดา โงนมณี อาจินต์ ไพรีรณ และธีรพร กทิศาสตร์. (2558). ผลของสารสกัดหยาบจากผิวมะกรูด (Citrus

hystrix DC) และใบตะไคร้หอม (Cymbopogon nardus Linn.) ตอ่ ลูกน้ายุงลายบา้ น. การประชุม
วิชาการมหาวิทยาลัยมหาสารคามวิจยั ครง้ั ที่ 11.
สถาบนั มะเร็งแหง่ ชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2550). ข่าวสารมะเร็งเชงิ รกุ “ควนั เทยี นเพ่มิ ความ
เส่ียงเป็นมะเรง็ ”. กรุงเทพฯ.
ส�ำ นกั งานเทศบาลตำ�บลขามเรียง. (2559). วสิ ัยทศั น์และนโยบาย. http://www.khamriang.go.th/kh58/index.
php?name=page&file=page&op=vision. สืบค้นเมือ่ 25 กันยายน.
สำ�นักงานเทศบาลตำ�บลท่าขอนยาง. (2559). ประวัติเมืองท่าขอนยาง. http://www.thakhonyang.go.th/
?option=info&cateid=1. สบื คน้ เม่ือ 25 กันยายน.

164 เอกสารประกอบการนำ�เสนอผลงาน
สาขาทำ�นบุ ำ�รุงศลิ ปวฒั นธรรม”

สภุ ณดิ า ปุสรุ นิ ทร์คำ�. (2559). หลักการเรยี นรแู้ บบมสี ่วนร่วม. http://opalnida.blogspot.com/2008/06/ blog-
post_13.html. 2551. สบื ค้นเม่อื 25 กันยายน 2559.

Bikmoradi, A., Khaleghverdi, M., Seddighi, I., Moradkhani, S., Soltanian, A., & Cheraghi, F. (2017). Effect
of inhalation aromatherapy with lavender essence on pain associated with intravenous
catheter insertion in preschool children: A quasi-experimental study. Complementary
Therapies in Clinical Practice, 28, 85-91.

Franco, L., Blanck, T. J. J., Dugan, K., Kline, R., Shanmugam, G., Galotti, A., . . . Wajda, M. (2016). Both
lavender fleur oil and unscented oil aromatherapy reduce preoperative anxiety in breast
surgery patients: a randomized trial. Journal of Clinical Anesthesia, 33, 243-249.

Lau, C., Fiedler, H., Hutzinger, O., Schwind, K.H., Hosseinpour, J. (1997). Level of selected organic
compounds in materials for candle production and human exposure to candle emissions.
Chemosphere, 34(5-7): 1623-1630.

Lee, M.-k., Lim, S., Song, J.-A., Kim, M.-E., & Hur, M.-H. (2017). The effects of aromatherapy essential
oil inhalation on stress, sleep quality and immunity in healthy adults: Randomized
controlled trial. European Journal of Integrative Medicine, 12, 79-86.

Muz, G., & Taşcı, S. (2017). Effect of aromatherapy via inhalation on the sleep quality and fatigue
level in people undergoing hemodialysis. Applied Nursing Research, 37, 28-35.

Seyyed-Rasooli, A., Salehi, F., Mohammadpoorasl, A., Goljaryan, S., Seyyedi, Z., & Thomson, B. (2016).
Comparing the effects of aromatherapy massage and inhalation aromatherapy on anxiety
and pain in burn patients: A single-blind randomized clinical trial. burns, 42, 1774-1780.

Sut, N., & Kahyaoglu-Sut, H. (2017). Effect of aromatherapy massage on pain in primary
dysmenorrhea: A meta-analysis. Complementary Therapies in Clinical Practice, 27, 5-10.




Click to View FlipBook Version