สำนกั หอสมุดกลางเปรยี บเทียบบทบาททางดนตรใี นพธิ ีกรรมชาวบา้ น กรณศี กึ ษา ฟอ้ นผมี ด-ผเี ม็ง พธิ เี หยา
และโนราโรงครู
โดย
นายวสันต์ เจ๊กแชม่
วทิ ยานิพนธน์ ี้เป็นส่วนหน่งึ ของการศึกษาตามหลักสูตรปรญิ ญาดุริยางคศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวชิ าสังคีตวจิ ัยและพฒั นา
บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยศลิ ปากร
ปีการศึกษา 2557
ลิขสิทธ์ขิ องบณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร
A COMPARATIVE STUDY OF MUSICAL FUNCTIONS IN FOLKLORE RITES: CASE
STUDY OF FON PHEE, YAO AND NORA LONG KRU
สำนกั หอสมุดกลาง
By
Mr. Wasan Jakcham
A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree
Master of Music Program in Music Research and Development
Graduate School, Silpakorn University
Academic Year 2014
Copyright of Graduate School, Silpakorn University
เปรยี บเทียบบทบาททางดนตรีในพธิ กี รรมชาวบ้าน กรณีศกึ ษา ฟอ้ นผมี ด-ผีเมง็ พิธีเหยา
และโนราโรงครู
สำนกั หอสมุดกลาง
โดย
นายวสนั ต์ เจก๊ แช่ม
วิทยานพิ นธน์ เี้ ปน็ ส่วนหนึ่งของการศกึ ษาตามหลกั สูตรปรญิ ญาดุริยางคศาสตรมหาบณั ฑิต
สาขาวิชาสังคตี วจิ ัยและพัฒนา
บัณฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร
ปีการศกึ ษา 2557
ลิขสทิ ธิ์ของบัณฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลยั ศิลปากร
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร อนุมัติให้วิทยานิพนธ์เร่ือง “เปรียบเทียบ
บทบาททางดนตรีในพิธีกรรมชาวบ้าน กรณีศึกษา ฟ้อนผีมด-ผีเม็ง พิธีเหยาและโนราโรงครู” เสนอ
โดย นายวสันต์ เจ๊กแชม่ เป็นส่วนหนึง่ ของการศกึ ษาตามหลักสูตรปริญญาดุริยางคศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาสังคตี วจิ ัยและพัฒนา
.....……...........................................................
(รองศาสตราจารย์ ดร.ปานใจ ธารทัศนวงศ)์
คณบดีบัณฑติ วิทยาลยั
สำนกั หอสมุดกลางอาจารยท์ ีป่ รกึ ษาวิทยานพิ นธ์
วันที่..........เดอื น.................... พ.ศ...........
ผูช้ ว่ ยศาสตราจารยค์ มธรรม ดารงเจริญ
คณะกรรมการตรวจสอบวทิ ยานิพนธ์
.................................................... ประธานกรรมการ
(อาจารยอ์ านนั ท์ นาคคง)
............/......................../..............
.................................................... กรรมการ
(อาจารย์ ดร.วัฒนะ บญุ จบั )
............/......................../..............
.................................................... กรรมการ
(ผู้ช่วยศาสตราจารยค์ มธรรม ดารงเจรญิ )
............/......................../..............
56701314: สาขาวชิ าสงั คตี วจิ ยั และพฒั นา
คาสาคัญ: ดนตรีพิธกี รรม/ฟ้อนผมี ดผมี มีง-/ พธิ ีมหยา/โนราโรงครู
วสันต์ มจ๊กแชม่ : มปรียบมทียบบทบาททางดนตรใี นพิธกี รรมชาวบ้าน กรณีศึกษา ฟ้อนผีมด-
ผีมมีง พิธมี หยาและโนราโรงครู.อาจารยท์ ่ีปรกึ ษาวทิ ยานพิ นธ:์ ผศ.คมธรรม ดารงมจรญิ . 144 หน้า.
วทิ ยานพิ นธ์มลม่ นีม้ ีวตั ถุประสงคม์ พื่อมปรียบมทียบบทมพลงและศึกษาโครงสร้างของมพลง
ดนตรีพิธกี รรม รวมถงึ องคป์ ระกอบและขั้นตอนของพิธีกรรม ฟ้อนผีมด-ผีมมีง พิธีมหยา และโนราโรง
ครผู วู้ จิ ัยได้ใชท้ ฤษฎที างดา้ นมานษุ ยดรุ ยิ างควิทยาโดยการมกีบข้อมูลภาคสนามแบบสังมกตการณ์ และ
มีสว่ นร่วมในพธิ กี รรม สมั ภาษณ์ผู้มชี่ยวชาญทีม่ กย่ี วข้องกับพิธีกรรมฟ้อนผีมด-ผีมมีง พิธีมหยาและโนรา
สำนกั หอสมุดกลางโรงครู
ทั้งนี้ผู้วิจัยได้นาข้อมูลมามปรียบมทียบมพื่อศึกษาความและต่างความมหมือนในส่วนของ
พธิ ีกรรมทั้งสามดงั นี้ ความซับซ้อนของพิธีกรรม ระยะมวลาและผู้มีส่วนร่วมในการประกอบพิธีกรรม
บทมพลงและมครื่องดนตรีทใ่ี ช้ในพิธีกรรม ความมช่อื มรื่องของดนตรี รปู แบบของการจัดวงดนตรี รวมถึง
วัสดุของการสร้างมครอ่ื งดนตรี ผลการศึกษาพบวา่ บทบาททางดนตรีของการประกอบพธิ ีกรรมฟ้อน
ผีมด-ผีมมีง พธิ ีมหยาและโนราโรงครู มดี นตรมี ปน็ องคป์ ระกอบหลัก และมปน็ สว่ นหนึ่งของการประกอบ
พิธีกรรมโดยไม่สามารถนามคร่ืองดนตรีออกจากตัวพิธีกรรมได้ สาหรับบทมพลงในการประกอบ
พิธีกรรมฟ้อนผมี ด-ผมี มงี ประกอบดว้ ย มพลงมอญฟ้อนผี มพลงมกา๊ หา้ มพลงลกู กุยมวยมพลงลูกกุยช้า พิธี
มหยามปน็ มพลงลายผู้ไทน้อย และโนราโรงครูมป็นมพลงมชิด การประกอบพิธีกรรมฟ้อนผีมด-ผีมมีง พิธี
มหยาและโนราโรงครู มโี ครงสร้าง ข้ันตอน กระบวนการ ของพิธีกรรมทมี่ หมือนกัน แต่มีความแตกต่าง
ของภาษา ภูมิประมทศ และการดารงชวี ติ ของกลุ่มชาตพิ ันธ์ุ
จึงกลา่ วไดว้ า่ พิธีกรรมฟ้อนผีมด-ผีมมีง พิธีมหยาและโนราโรงครู มป็นพิธีกรรมท่ีมีการสืบ
ทอดทางอตั ลักษณ์ของกลุ่มชาตพิ นั ธข์ุ องตนมองอยา่ งชดั มจน และสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างวิถีชีวิต
กับอานาจความมชื่อพลงั ความศักด์สิ ทิ ธ์ขิ องพิธกี รรมฟอ้ นผมี ด-ผมี มีง พธิ ีมหยา และโนราโรงครู
สาขาวชิ าสงั คตี วิจัยและพัฒนา บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลยั ศิลปากร
ลายมือช่ือนกั ศกึ ษา ปีการศึกษา 2557
ลายมอื ช่อื อาจารย์ที่ปรกึ ษาวิทยานพิ นธ์
ง
56701314: MAJOR: MUSIC RESEARCH AND DEVELOPMENT
KEY WORD: RITUAL MUSIC/ FONPHEE/ YAO/ NORA LONGKRU
WASAN JAKCHAM:A COMPARATIVE STUDY OF MUSICAL FUNCTIONS IN
FOLKLORE RITES: CASE STUDY OF FON PHEE, YAO AND NORA LONG KRU. THESIS
ADVISOR: ASST.PROF.KOMTHAM DOMRONGCHAREON. 144 pp.
Objectives of this ethnomusicology research were to study and compare
the similarity and difference of music culture that used for accompaniment function
of three trance rituals found in three regions of Thailand; FonPhee Mod PheeMeng of
สำนกั หอสมุดกลางthe North, Phiti Yao of the Northeast and Nora Rongkru of the South. Topics of study
and comparison include: general and specific information of each ritual, timeline and
holistic duration of ritual, belief and concepts, characteristic of participants, elements
of music, musical style, system of music found in each ritual.
Results found that music was always essential function and inseparable
factor of all ritual making. Each region has created different folk musical elements to
be appropriately used in each specific ritual. The FonPhee Mod PheeMeng has
Paatgong melodic percussion ensemble perform a series of traditional folksong
according to the sequence of ritual such as Mon, Kao-ha, Look kuiwei, Look kui cha.
Phiti Yao has a Khaen mouth organ and other soft-dynamic instruments to play the
song Lai Phoothainoi along with the ritual. Nora Rongkru has oboe and rhythmic
percussions ensemble and used PhlengCherd as an important song. More over, the
study revealed the changes and continuity of those music cultures. Treatments of
data gathered from fieldworks were done in relatively comparison degree.
Program of Music Research and Development Graduate School, Silpakorn University
Student's signature Academic Year 2014
Thesis Advisor's signature
จ
กิตตกิ รรมประกาศ
งานวิทยานิพนธ์ เรื่อง เปรียบเทียบบทบาททางดนตรีในพิธีกรรมชาวบ้าน กรณีศึกษา
ฟ้อนผีมด-ผีเม็ง พิธีเหยา และโนราโรงครู สาเร็จลุล่วงได้ด้วยดี ด้วยคาแนะนา และความกรุณา
ช่วยเหลือของคุณครู ท่ีได้สละเวลาตรวจแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ จนทาให้วิจัยเล่มนี้เสร็จสมบูรณ์
ความดขี องงานวิจยั เล่มน้ี ศษิ ยข์ อนอบน้อมเคารพครู
ผูว้ ิจยั ขอกราบขอบพระคณุ คุณครูอานันท์ นาคคง ท่ีให้คาแนะนา ช้ีแนวทางในการศึกษา
และวจิ ัย พร้อมกบั การใหค้ วามรู้ แนวคดิ และมุมมองต่าง ๆ ที่เปน็ ประโยชน์ในการวจิ ัยอยา่ งดีย่งิ
ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณ คุณครู ดร.วัฒนะ บุญจับ และ คุณครูผู้ช่วยศาสตราจารย์
สำนกั หอสมุดกลางคมธรรม ดารงเจริญ กรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ ท่ีกรุณาให้คาแนะนา ตรวจสอบและแก้ไข
วทิ ยานพิ นธอ์ ย่างดี
ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณ คุณครู ณรงค์ สมิทธิธรรม พร้อมด้วยครอบครัว ที่เอ้ือเพื่อ
สถานท่ีพัก พร้อมพาหนะในการเดินทาง และกรุณาให้ข้อมูล เอกสาร ต่าง ๆ ด้วยความเมตา และ
ชาวบา้ น บา้ นตาคา ตาบลพระบาท อาเภอเมืองลาปาง จังหวัดลาปาง ที่เป็นสถานท่ีในการเก็บข้อมูล
ภาคสนาม คุณครู ปริวรรต ไวสศู้ ึก พรอ้ มดว้ ยครอบครัว ที่เอ้ือเฟื้อสถานท่ีพัก พาหนะในการเดินทาง
อาหาร และกรุณาให้ข้อมูลต่าง ๆ พร้อมด้วยชาวบ้าน บ้านคาพอก ตาบลโนนยาง อาเภอหนองสูง
จังหวัดมุกดาหาร โดยเฉพาะ หมอเหยาเจ้าภาพท่ีให้ความสะดวกผู้วิจัยตลอดงาน และ ทายาทโนรา
เติม เมืองตรัง ที่ได้อนุญาตในการ ให้ความสะดวกในการเก็บข้อมูลภาคสนาม โนราโรงครู ท่ีวัดโคก
สมานคุณ พระอารามหลวง ตาบลหาใหญ่ อาเภอหาดใหญ่ จงั หวดั สงขลา
ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ไพโรจน์ ด้วงวิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์
นิตยา ธัญญพาณิชย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ไชยวุช โกศล คุณครูรัชวิช มุสิการุณ คุณครูโอภาส อิสโม
คุณครูสุนษิ าศริ ริ ักษ์ ให้คาแนะนาต่างๆในการเขียนงานวิทยานิพนธ์
ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ นักดนตรี ทุกท่าน หมอม้า หมอเหยา โนรา ทุกท่านที่ให้ข้อมูล
ต่างๆ ทีเ่ ก่ยี วข้องกบั งานวิจยั
นอกจากน้ีผู้วิจัยขอบคุณ พี่น้องผองเพื่อน กัลยาณมิตร โปรแกรมวิชาดนตรี
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา พ่ีน้องผองเพื่อน กัลยาณมิตร ปริญญาโท คณะดุริยางคศาสตร์
มหาวิทยาลัยศิลปากร ท่ีให้ความช่วยเหลือในทุก ๆ ด้าน และเป็นกาลังแรงใจ ระหว่างในการทา
วทิ ยานิพนธ์ เรือ่ งนี้
สุดท้ายน้ี ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณ คุณพ่อ คุณแม่ และครอบครัว ที่คอยสนับสนุน
และเปน็ กาลังแรงใจ ในทุก ๆ ด้าน ใหก้ บั ผ้วู จิ ยั เสมอมา
ฉ
สารบญั
หน้า
บทคัดยอ่ ภาษาไทย......................................................................................................................ง
บทคดั ย่อภาษาองั กฤษ.................................................................................................................จ
กิตติกรรมประกาศ.......................................................................................................................ฉ
สารบัญตาราง..............................................................................................................................ญ
สารบัญภาพ.................................................................................................................................ฎ
บทที่
1 บทนา............................................................................................................................1
สำนกั หอสมุดกลางทม่ี าและความสาคัญ.......................................................................................1
ความมุ่งหมายและวัตถปุ ระสงคข์ องการศึกษา................................................6
สมมติฐานของการศึกษา.................................................................................6
ขอบเขตของการศึกษา....................................................................................6
นิยามศัพท์.......................................................................................................6
ขน้ั ตอนของการศึกษา.....................................................................................6
ข้อตกลงเบอ้ื ต้น...............................................................................................7
ประโยชน์ที่คาดว่าจะไดร้ ับ..............................................................................7
2 ทบทวนวรรณกรรมท่ีเกี่ยวข้อง......................................................................................8
ภมู ศิ าสตร์ทางวฒั นธรรมของภูมภิ าคที่ศกึ ษา..................................................8
ภาคเหนือ..........................................................................................8
ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื (ภาคอีสาน)..............................................9
ภาคใต้..............................................................................................10
ความเชือ่ ประเพณีและวฒั นธรรมของภูมภิ าคท่ีศกึ ษา...................................10
ความเชือ่ ประเพณแี ละวัฒนธรรมภาคเหนอื ....................................14
ความเชอ่ื .............................................................................14
ประเพณแี ละวัฒนธรรม.......................................................15
ความเชอ่ื ประเพณแี ละวัฒนธรรมภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื .............16
ความเชือ่ ..............................................................................16
ประเพณีและวัฒนธรรม.......................................................17
ความเชอื่ ประเพณีและวฒั นธรรมภาคใต.้ .........................................17
ความเชื่อ..............................................................................17
ประเพณีและวัฒนธรรม........................................................19
ชาติพันธ์ุท่ศี ึกษาของภมู ภิ าคทีศ่ ึกษา................................................................19
ชาติพันธุ์ท่ศี ึกษาของภาคเหนือ...........................................................19
ชาติพันธุ์ที่ศึกษาของภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ...................................20
ช
บทท่ี หน้า
ชาตพิ นั ธท์ุ ่ีศกึ ษาของภาคใต้..................................................................21
ลักษณะดนตรีและการแสดงของภูมิภาคท่ีศึกษา................................................21
ภาคเหนือ..............................................................................................21
เครอ่ื งดนตรีพื้นเมอื ง...............................................................21
วงดนตรพี น้ื บ้าน.....................................................................23
นาฏศลิ ป์พนื้ เมืองภาคเหนอื ...................................................23
ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื .....................................................................24
เครื่องดนตรีพื้นเมือง..............................................................24
สำนกั หอสมุดกลางวงดนตรีพ้ืนบา้ น.....................................................................25
ภาคใต.้ .................................................................................................25
เครื่องดนตรีพืน้ เมือง..............................................................25
นาฏศิลป์พื้นเมอื งภาคใต้........................................................26
พิธีกรรมเปรียบเทียบ.........................................................................................27
พิธีกรรมฟอ้ นผีมด-ผเี ม็ง.......................................................................27
พธิ ีเหยา................................................................................................29
โนราโรงครู...........................................................................................30
ทฤษฎีที่เกย่ี วข้อง...............................................................................................36
แนวคดิ มานุษยดุรยิ างควิทยา...............................................................36
แนวคดิ ทางด้านมานุษยวทิ ยา...............................................................39
สัญญวิทยา............................................................................................40
มายาคต.ิ ...............................................................................................41
หมอผี...................................................................................................42
แนวคิดทางด้านสงั คมวิทยา..................................................................43
วจิ ยั ทเ่ี กยี่ วขอ้ ง...................................................................................................45
3 วิธดี าเนินการวิจยั .............................................................................................................48
การเก็บรวบรวมข้อมลู ........................................................................................48
เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการเกบ็ ข้อมลู ............................................................................48
ขน้ั ตอนการศกึ ษาขอ้ มลู ......................................................................................49
การวเิ คราะห์ขอ้ มลู .............................................................................................49
งบประมาณทใี่ ช้ในการศกึ ษา..............................................................................49
ขน้ั สรปุ และอภิปลายผล......................................................................................49
4 ผลการศกึ ษาวจิ ัย...............................................................................................................50
ขน้ั ตอนของการประกอบพิธกี รรม.......................................................................50
ขน้ั ตอนของการประกอบพธิ กี รรมฟ้อนผีมด-ผเี ม็ง.................................50
ซ
บทท่ี หนา้
ขนั้ ตอนของการประกอบพิธกี รรมพธิ ีเหยา...........................................55
ขั้นตอนของการประกอบพธิ กี รรมโนราโรงคร.ู .....................................68
อุปกรณ์ในพธิ ีกรรมและเคร่ืองบูชา.....................................................................77
อุปกรณ์ในพธิ ีกรรมและเครอื่ งบชู าพิธฟี อ้ นผมี ด-ผเี มง็ ..........................78
อุปกรณใ์ นพิธกี รรมและเคร่ืองบชู าพธิ เี หยา..........................................80
อุปกรณ์ในพิธีกรรมและเคร่อื งบูชาโนราโรงคร.ู ....................................83
โรงพธิ ี (ปะราพธิ ี)…………………………………………………………………………………….85
ผาม (ปะราสาหรบั ประกอบพิธีฟ้อนผีมด-ผเี ม็ง)...................................85
สำนกั หอสมุดกลางผาม (ปะราสาหรับประกอบพธิ ีเหยา)...................................................86
โรงครู (ปะราสาหรบั ประกอบพธิ โี นราโรงครู).......................................86
โอกาสในการประกอบพิธีกรรม...........................................................................91
โอกาสในการประกอบพธิ ีกรรมฟ้อนผีมด-ผีเมง็ .....................................91
โอกาสในการประกอบพธิ ีกรรมพิธเี หยา................................................91
โอกาสในการประกอบพธิ กี รรมโนราโรงคร.ู ...........................................92
ช่วงเวลาในการประกอบพิธีกรรม........................................................................93
ช่วงเวลาในการประกอบพิธีกรรมฟ้อนผีมด-เมง็ ....................................93
ช่วงเวลาในการประกอบพธิ กี รรมพิธเี หยา.............................................94
ชว่ งเวลาในการประกอบพธิ กี รรมโนราโรงครู........................................94
ดนตรปี ระกอบพธิ กี รรม.......................................................................................96
ดนตรีประกอบพิธีกรรมฟ้อนผมี ด-เม็ง...................................................96
ดนตรปี ระกอบพิธีกรรมพธิ ีเหยา..........................................................102
ดนตรีประกอบพธิ ีกรรมโนราโรงคร.ู .....................................................105
บทเพลงในการประกอบพิธกี รรม........................................................................117
บทเพลงในการประกอบพิธกี รรมฟ้อนผมี ด-ผีเมง็ ..................................118
บทเพลงในการประกอบพธิ กี รรมพธิ ีเหยา.............................................123
บทเพลงในการประกอบพธิ ีกรรมโนราโรงครู........................................124
5 สรปุ อภิปลายผล ขอ้ เสนอแนะ.........................................................................................129
สรปุ ผลการวิจัย....................................................................................................129
อภิปรายผล..........................................................................................................138
ข้อเสนอแนะ.........................................................................................................138
รายการอา้ งอิง..................................................................................................................................139
ประวตั ิผวู้ จิ ยั .....................................................................................................................................144
ฌ
สารบัญตาราง
ตารางท่ี หนา้
1 ตารางเวลาขน้ั ตอนการประกอบพิธีกรรมฟอ้ นผมี ด-ผีเมง็ ……………………………………………..55
2 ตารางเวลาข้ันตอนการประกอบพธิ ีกรรมพิธเี หยา………………………………………………………..67
3 ตารางเวลาข้ันตอนการประกอบพิธกี รรมโนราโรงครู……………………………………………………75
4 ตารางสรุปเวลาและข้ันตอนการประกอบพิธกี รรม……………………………………………………….76
5 ตารางความซับซ้อนของกระบวนพิธีกรรม…………………………………..………………………………77
6 ตารางแสดงเดือนทใ่ี ช้ในการประกอบพิธกี รรม…………………………………………………………….94
7 ตารางชว่ งเวลาในการประกอบพิธีกรรมฟ้อนผีมด-เมง็ พธิ ีเหยาและโนราโรงครู………….......95
สำนกั หอสมุดกลาง8 ตารางเปรยี บเทยี บระยะเวลาในการประกอบพิธกี รรม………………………………………………….95
9 ตารางเปรยี บเทยี บเครื่องดนตรี…………………………………………………..…………………………..110
10 ตารางเปรยี บเทยี บเครอื่ งดนตรปี ระเภทตี…………………………………………………………..…….111
11 ตารางกลุ่มวัสดุทีน่ ามาสร้างเครือ่ งดนตรี…………………………………………………………………..112
12 ตารางความเช่อื ต่อเคร่อื งดนตรี………………………………..……………………………………………..112
13 ตารางรูปแบบการจัดวงดนตรี……………………………………..…………………………………………..114
14 ตารางเปรียบเทยี บรูปแบบการจัดวง/พื้นทปี่ ฏบิ ตั งิ าน........................................................115
15 ตารางเปรียบเทียบผ้บู รรเลง(นักดนตรี)……………………………………………..……………………..116
16 ตารางเปรียบเทยี บบทเพลงทีป่ ระกอบในพธิ กี รรม……………………………………………………..126
17 ตารางโอกาสของการประยคุ กับสือ่ สมยั ใหม่………………………………………………………………127
18 ตารางแสดงเดือนทีใ่ ช้ในการประกอบพธิ กี รรม………………………………………………………..…132
19 ตารางช่วงเวลาในการประกอบพิธกี รรมฟอ้ นผีมด-เม็งพธิ เี หยาและโนราโรงคร…ู ….........…132
20 ตารางเครอ่ื งดนตรีประเภทตี……………....................................……………………………………..134
ญ
สารบญั ภาพ
ภาพท่ี หนา้
1 เชิญผีปูย่ ่า (เกา๋ ผ)ี .................................................................................................................51
2 พิธีโหนผา้ ของรา่ งทรงผเี ม็ง..................................................................................................52
3 เปิดผาม................................................................................................................................52
4 ยกขนั ...................................................................................................................................53
5 ฟอ้ นดาบ..............................................................................................................................54
6 ลาขนั คร.ู ..............................................................................................................................54
7 พิธปี า่ วผีลง...........................................................................................................................57
สำนกั หอสมุดกลาง8 ฟายเหลา้ ..............................................................................................................................57
9 เอ้พวงมาลัย..........................................................................................................................58
10 กนิ เหล้าโฮมพล.....................................................................................................................59
11 ตกี ลองโฮมพล.......................................................................................................................60
12 เซ่นพาหวาน.........................................................................................................................61
13 เคร่ืองเลน่ ผี...........................................................................................................................62
14 พธิ ีเลียบบา้ นเลยี บเมือง........................................................................................................63
15 เลน่ เครอื่ งเล่นผี....................................................................................................................63
16 พธิ ดี มดอกงา........................................................................................................................64
17 พิธีละเล่น.............................................................................................................................64
18 พิธเี อห้ มากตุม้ หมากยัน........................................................................................................65
19 คล้องชา้ ง..............................................................................................................................65
20 พธิ ีเลน่ เรอื ............................................................................................................................66
21 พธิ ีลงโรง...............................................................................................................................69
22 ตงั้ เครอ่ื ง...............................................................................................................................69
23 ชุมนุมคร/ู กาดครู..................................................................................................................70
24 เชื่อครูหมอตายาย.................................................................................................................71
25 ราคลอ้ งหงส.์ .........................................................................................................................71
26 ราแทงเข.้ ..............................................................................................................................72
27 บทนางนกจอก......................................................................................................................73
28 กราบลา................................................................................................................................73
29 ตดั เหฺมฺรย..............................................................................................................................74
30 ลงเครอ่ื ง ล่ันกลอง 3 ตงุ้ .......................................................................................................74
31 ขนั เชิญ..................................................................................................................................78
32 ขันคร.ู ...................................................................................................................................79
33 หิ้งผ.ี ......................................................................................................................................80
ฎ
ภาพท่ี หนา้
34 เครือ่ งคาย.............................................................................................................................82
35 ตรอม....................................................................................................................................83
36 เครือ่ งบูชาถวายครูบนศาลหรือพาไล....................................................................................83
37 หมฺ รฺ ับ....................................................................................................................................84
38 ผามผมี ด................................................................................................................................87
39 ผามพธิ ีเหยา..........................................................................................................................87
40 โรงโนราโรงครู.......................................................................................................................87
41 ภาพแผนท่ตี าแหนง่ ปะราพธิ ฟี อ้ นผมี ด-ผเี ม็ง.........................................................................88
สำนกั หอสมุดกลาง42 ภาพแผนทต่ี าแหน่งปะราพธิ ีเหยา.........................................................................................89
43 ภาพแผนทีต่ าแหนง่ ปะราพธิ ีโนราโรงครู...............................................................................90
44 ปา้ ดกอ้ ง...............................................................................................................................97
45 ป้าดทมุ้ ................................................................................................................................98
46 กลองเท่งทงึ ..........................................................................................................................99
47 กลองปง่ โป้ง/กลองรับ.........................................................................................................100
48 แนหลวง.............................................................................................................................101
49 แนนอ้ ย...............................................................................................................................102
50 แคน....................................................................................................................................103
51 ป่ผี ู้ไท..................................................................................................................................103
52 กระจับป.่ี ............................................................................................................................104
53 ทบั ......................................................................................................................................105
54 กลองตงุ้ ..............................................................................................................................107
55 โหม่ง...................................................................................................................................107
56 แตระ..................................................................................................................................108
57 ปโี่ นรา................................................................................................................................109
58 โนต้ เพลงมอญฟ้อนผี..........................................................................................................119
59 โนต้ เพลงเก๊าหา้ ..................................................................................................................120
60 โน้ตเพลงลูกกุยเวย.............................................................................................................122
61 โน้ตเพลงลูกกุยชา้ ...............................................................................................................123
62 โนต้ เพลงลายผู้ไทน้อย(ทางแคน)........................................................................................124
63 โนต้ เพลงลายผไู้ ทนอ้ ย(ทางป่ีผไู้ ท)......................................................................................124
64 โน้ตเพลงลายผไู้ ทนอ้ ย(ทางกระจบั ป่ี).................................................................................124
65 โนต้ เพลงเชิด......................................................................................................................125
ฏ
บทท่ี 1
บทนา
1. ทีม่ าและความสาคญั
สงั คมไทยเปน็ สังคมท่ีมปี ระชากรภายในประเทศ มีความหลายหลายทางชาติพันธุ์อาศัย
อยรู่ ว่ มกนั เป็นจานวนมากแต่ละกลุ่มแต่ละสังคมก็มีสาเนียงภาษาเป็นของตนเอง ขนบประเพณีและ
สำนกั หอสมุดกลางวัฒนธรรม ความเช่ือ ค่านิยม การแต่งกาย รวมไปถึงวิธีการดารงชีวิตที่มีลักษณะเฉพาะเป็นของ
ตนเอง มีการเรียนรู้และปรับตัวจนเกิดเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมและการเรียนรู้ใหม่ รับอิทธิพลจาก
วัฒนธรรมอื่นมาปรับใช้จนกลายเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นท่ีมีการผสมผสานของวัฒนธรรมใหม่ในส่วน
ของวัฒนธรรมด้ังเดิมก็มีการสืบต่อกันมาอย่างเข็มแข็งทาให้เกิดพิธีกรรมและความเชื่อของแต่ละ
ทอ้ งถนิ่ ของกลุ่มชาติพันธุ์หรือสงั คมนั้น ๆ
วฒั นธรรม หมายถึง ทุกสิง่ ทกุ อยา่ งทเ่ี กดิ จากการกระทาของมนุษย์ในสังคม ในเรื่องของ
ความคดิ ความรู้สึก ความประพฤติ กิริยาอาการ ศิลปะ ประเพณี ฯลฯ เป็นท่ียอมรับของสังคมและ
สืบทอดมาจากอดีตถึงปัจจุบัน วัฒนธรรมพ้ืนบ้านเป็นเรื่องศึกษาที่ครอบคลุมถึงการดารงชีวิตของ
ชาวบ้านหรือชุมชนสังคม ในทุก ๆ ด้าน ซ่ึง เจือ สตะเวทิน กล่าวว่า คติชาวบ้านหรือวัฒนธรรม
พื้นบ้าน คือ ความคิด ความเชื่อ และการบาเพ็ญชีวิตของคนโบราณ และบางเร่ืองยังตกทอดมาถึง
ปัจจบุ ัน สงั เกตวฒั นธรรมพืน้ บา้ นได้จากเพลงกลอ่ มเดก็ เพลงพืน้ เมือง นิทานพื้นเมือง พิธีกรรมต่างๆ
และ กิง่ แก้ว อัตถากร ให้ความหมายเก่ยี วกบั วัฒนธรรมพืน้ บ้านว่า วิถชี ีวิตตามประเพณขี องกลุ่มชน 1
วัฒนธรรมท้องถน่ิ คือ วิถีชีวิตของคนในแตล่ ะชุมชนสังคม เป็นมรดกสืบทอดกันมา และ
ทุกคนในท้องถิ่นย่อมมีความภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของร่วมกั น โดยมีความคิด ความเชื่อ
ศิลปวัฒนธรรม ภาษาพูด ขนบธรรมเนียมประเพณี อาหาร และการละเล่น เป็นตัวบ่งช้ีความสาคัญ
ของคนในสงั คมซ่ึงสบื ทอดกนั มาชา้ นาน2
การศกึ ษาเรอื่ งวฒั นธรรมเร่ืองใดเรอื่ งหนง่ึ จาเปน็ ต้องศกึ ษาถึงรายละเอียดที่รวมกันเป็น
องคป์ ระกอบของวฒั นธรรมนั้น ๆ เช่น ประเพณีและพิธกี รรมตา่ ง ๆ องคป์ ระกอบของ ดนตรี
บทเพลง พิธีการ และสิ่งอื่น ๆ ที่อยู่ในพิธีกรรมของกลุ่มชนนั้น ๆ สามารถเรียนรู้เกี่ยวกับเร่ืองของ
ประวัติศาสตร์ คาประพันธ์ ภาษาถ่นิ และเรอื่ งของการดารงชีวติ ของกลมุ่ สังคม3
1ประเทอื ง คลา้ ยสบุ รรณ์, วฒั นธรรมพน้ื บา้ น (กรุงเทพฯ: สุทธสิ ารการพมิ พ,์ 2531), 2-4.
2ผาสุก มุทธาเมธา, คตชิ าวบา้ นกบั การพฒั นาคณุ ภาพพฒั นาชีวติ (กรงุ เทพฯ: โอ.เอส.
พริน้ ติง้ เฮา้ ส์, 2535), 24.
3กาญจณา อนิ ทรสนุ านนท,์ เพลงพนื้ บา้ น (สารานกุ รมศึกษาศาสตร์ ฉบบั ที่ 1
มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ), 52.
1
2
พธิ ีกรรมเป็นกจิ กรรมทป่ี รากฏอยใู่ นสงั คมมนุษย์ ซ่ึงแตกต่างกันไปตามความเช่ือของแต่
ละกล่มุ ชาตพิ ันธุ์ พิธกี รรมจึงกลายเปน็ วฒั นธรรมอยา่ งหนง่ึ ท่ีฝังลึกเข้าไปในจิตใจของมนุษย์ พิธีกรรม
แบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ
1. พธิ ีกรรมหลวง ถือเปน็ พิธีกรรมประจาชาติ
2. พิธกี รรมราษฎร์ เป็นพิธกี รรมของประชาชนท่ีอยู่ในภูมภิ าคต่าง ๆ ของไทย4
พิธีกรรมมีความสัมพันธ์เกี่ยวกับเร่ืองของความเชื่อ เพราะความเช่ือเป็นเร่ืองพื้นฐานท่ีก่อให้เกิด
พิธีกรรมสว่ นการประกอบพธิ ีกรรมกเ็ ป็นเรื่องของการถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ การเคารพ
บูชาบรรพบุรุษเป็นพิธีกรรมหนึ่งท่ีแสดงถึงความผูกพันของมนุษย์สืบเน่ืองตลอดมา5 สังคมไทยก็
สำนกั หอสมุดกลางเช่นเดียวกันกับสังคมอื่น ๆ ท่ีเป็นสังคมเกษตรกรรม ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทาง
ธรรมชาติ ความไม่แน่ไม่นอนของธรรมชาติได้สร้างความสานึกให้สยบตัวเองต่อสภาพแวดล้อมทาง
ธรรมชาติในลักษณะที่ต้องอ้อนวอนหรือขอร้องสิ่งเหนือธรรมชาติ สังคมไทยจึงเน้นการประกอบ
พธิ ีกรรมต่าง ๆ6
ดนตรีพธิ กี รรม เป็นดนตรีทีใ่ ชบ้ รรเลงประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ท่ีมีแบบแผนมีการปฏิบัติ
สืบต่อกันมาต้ังแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน และมีการปรับเปล่ียนไปตามสภาพของสังคมและ
ส่ิงแวดลอ้ ม ดนตรเี ปน็ ศลิ ปะท่ีมีความสัมพันธก์ ับมนุษย์และสังคม เครื่องดนตรจี งึ มีความสาคัญต่อการ
บรรเลงเป็นอย่างย่ิง เสียงของเครื่องดนตรีก็สามารถบ่งบอกได้ว่ามีงานอะไร นอกจากน้ีวงดนตรีก็มี
ความสาคัญในการใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และยังมีบทเพลงที่ใช้บรรเลงประกอบพิธีตาม
ขัน้ ตอนและกระบวนการในการบรรเลง 7
ดนตรี คอื เสียงทป่ี ระกอบกนั เปน็ ทานอง เป็นเสียงที่เกิดจากความรู้สึกเพลิดเพลิน หรือ
เกิดอารมณ์ รัก โลภ หลง หรือ สนุกสนาน ร่ืนเริง เป็นต้น ดนตรีเป็นส่วนหน่ึงของมนุษย์ในการ
ดารงชีวติ ในแตล่ ะวันและยงั แสดงออกถึงความเป็นชนชาตหิ รอื เผา่ ชนอย่างเคร่งครัด เป็นวัฒนธรรมที่
สืบทอดกันมาเป็นเวลาเนนิ่ นาน มนษุ ย์แต่ละพื้นทกี่ ็มีดนตรีที่ต่างกัน ตามสภาพภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ
ภาษาและสังคมของตน ดนตรีจึงเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมมนุษย์ เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ด้วย
อารมณ์สุนทรีย์ ผนวกกับจินตนาการเพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านจิตใจของมนุษย์ มนุษย์มี
ความเกี่ยวข้องกับดนตรีต้ังแต่เกิดจนตายและแม้เม่ือตายไปแล้วก็ยังคงมีดนตรีเป็นสื่อแสดงความ
อาลยั ดนตรเี กิดจากเรียนรู้เสยี งท่ีเกิดข้นึ ตามธรรมชาติ เริ่มจากการปรบมือ เคาะไม้ เคาะหิน เป่าใบไม้
หรือแมแ้ ตก่ ารเปลง่ เสยี งของตนเองจนมาเป็นเสยี งร้องของมนษุ ย์ รอ้ งเพ่ือความสนกุ สนานผอ่ นคลาย
4ธิการต์ ศรนี ารา และพเิ ชษฐ เดษผิว, วัฒนธรรมดนตรีในสงั คมไทย (กรงุ เทพฯ: แมค็ ,
2548), 711.
5ประมวญ คดิ คนิ สัน, คตชิ าวบา้ น การศกึ ษาด้านมานษุ ยวทิ ยา (กรงุ เทพฯ: ตน้ อ้อ,
2539), 137-142.
6ปราณี วงษ์เทศ, เพศและวัฒนธรรม (กรุงเทพฯ: เรอื นแกว้ การพมิ พ,์ 2534) 183-186.
7กี จนั ทศร, “ดนตรีพิธกี รรม,” (เอกการประกอบการสอนรายวชิ า ดนตรีพธิ ีกรรม
โปรแกรมวิชาดนตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏสงขลา, 2554), 3-4.
3
จนกระทัง่ ร้องเพือ่ ออ้ นวอนสงิ่ ท่ีตนนบั ถือบันดาลใหอ้ ยู่เย็นเปน็ สขุ ปลอดภัยจากอันตรายต่าง ๆ ดนตรี
จึงมีความสาคัญและเป็นเคร่ืองยึดเหนย่ี วจิตใจของมนุษย์8
วัฒนธรรมทางดนตรีของมนุษย์มีความแตกต่างกันไปตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ของ
ประเทศ องค์ประกอบทางดา้ นสังคม ขนบธรรมเนียมประเพณแี ละวัฒนธรรม ความเชื่อ ค่านิยม ของ
กลมุ่ สังคมดนตรีจึงเปน็ องคป์ ระกอบและเปน็ สว่ นหน่ึงของอารยธรรมทสี่ าคัญของกลุ่มมนุษย์ จึงทาให้
มกี ารคดิ ค้นและสร้างเคร่อื งดนตรี เพ่อื ตอบสนองความต้องการทางดา้ นจติ ใจ สะท้อนให้เห็นถึงหน้าที่
ของดนตรีทม่ี คี วามสมั พันธ์กับวถิ ีชีวิตความเป็นอยู่ จนเสียงของดนตรีกลมกลืนและกลายเป็นภาษาที่
ส่ือสารของมนุษย์ด้วยกันเอง และยังใช้เสียงดนตรีเป็นภาษาสื่อสารระหว่างมนุษย์กับสิ่งเหนือ
สำนกั หอสมุดกลางธรรมชาติตามความเชื่อของแต่ละท้องถิ่นอีกด้วย ดนตรีจึงกลายมาเป็นเคร่ืองมือหนึ่งของมนุษย์ท่ี
สามารถสื่อสารกับเทพเจ้า หรือ อานาจเหนือธรรมชาติวัฒนธรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับพิธีกรรม
ตัวตน จิตวิญญาณแห่งชาติพันธุ์ ความเช่ือ และการใช้ชีวิตอยู่ภายใต้พิธีกรรมอย่างเต็มเป่ียม9 ด้วย
เหตุผลนี้จึงทาให้ พิธีฟ้อนผีมด-ผีเม็ง พิธีเหยา และโนราโรงครู มีความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นทาง
วฒั นธรรมของแตล่ ะภมู ภิ าค
ภาคเหนือ มีดนตรีล้านนาซ่ึงได้รับอิทธิพลจากภูมิภาคใกล้เคียงเน่ืองจากล้านนาสมัย
โบราณมีอาณาเขตเข้าไปถึงตอนใต้ของประเทศจีนและภาคตะวันออกของพม่าจึงมีวัฒนธรรมทาง
ดนตรีที่มีความใกลเ้ คียงกบั ดนตรีของภูมิภาคเหลา่ นน้ั แตย่ ังคงมีแบบแผนเฉพาะของตนคงอยู่10 มีการ
นาเคร่อื งดนตรี ดดี สี ตี เป่า มาบรรเลงผสมวง โดยเฉพาะในด้านสองสาเนียงของบทเพลงที่พลิ้วไหว
ตามบรรยากาศ นุ่มนวล อ่อนโยน นอกจากนี้ยังมีการผสมผสานวัฒนธรรมชนเผ่าต่าง ๆ มีการ
เชอ่ื มโยงทางวฒั นธรรมระหวา่ งราชสานกั กับค้มุ วัง เป็นการละเลน่ พื้นบ้านเฉพาะถ่ินท่มี คี วามชัดเจน
ดนตรีอีสานเปน็ ดนตรีที่กาเนิดจากกลุ่มชนต่าง ๆ ที่ได้รับการสืบต่อกันมาเป็นเวลานาน
จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของภาคอีสาน ซ่ึงเป็นดินแดนท่ีมีชาวพ้ืนเมืองหลากหลายกลุ่มชน มี
การนาเอาศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งการขับร้อง และการละเล่น โดยมีแนวลาน้าโขงเป็นเส้นทางการ
คมนาคมทาให้เปน็ แหล่งอารยธรรมดง้ั เดมิ ของชาวพืน้ เมืองอสี าน11
ดนตรีภาคใต้ มที านองท่หี นักแนน่ และมีทานองไมม่ ากมีสาเนยี งสูงต่าประมาณ 3 เสียงท่ี
มีลกั ษณะคลา้ ยบทสวดของพระเวทหรอื บทสวดในพุทธศาสนาของอินเดีย12ส่วนใหญ่แล้วเครื่องดนตรี
8สมศักดิ์ สรอ้ ยระยา้ , เครอื่ งดนตรีเคาะ (กรงุ เทพฯ: โอเดยี รสโตร์, 2538), 1-2.
9สันตชิ ัย แยม้ ใหม่ "มายาคตทิ างเพศสภาพผ่านสัญญะในพิธโี นราโรงครู" (วิทยานิพนธ์
ปรญิ ญามหาบัณฑติ สาขาการพัฒนามนุษยแ์ ละสังคม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2556), 1.
10ปญั ญา รงุ่ เรอื ง, ประวัติการดนตรไี ทย, พิมพ์ครั้งท่ี 5 (กรงุ เทพฯ: ไทวฒั นาพานชิ ,
2546), 36.
11บญุ เลิศ จันทร, แคน เตรอื่ งดนตรอี สี าน (กรุงเทพฯ: โอ.เอส.พริ้นติ้ง.เฮา้ ส์, 2531),1
12สงดั ภูเขาทอง, การดนตรีไทยและการเข้าสดู่ นตรีไทย (กรุงเทพ: เรือนแก้วการพิมพ,์
2537), 85-89.
4
ของภาคใตเ้ ป็นประเภทเครื่องตี โดยท่ีเครื่องเป่ามีบทบาทดาเนินทานองหลังจากรับอิทธิพลจากภาค
กลาง ซง่ึ โบราณจริง ๆ แลว้ จะใช้แต่เพลงทับ คอื เอาจังหวะของทับเป็นเอกทงั้ สิน้ 13
ศิลปะ การละเล่น และการแสดงพื้นบ้าน มีหน้าที่ต่อชุมชนหลายอย่างท้ังทางด้านความ
บันเทิงและการประกอบพิธีกรรม เพราะส่วนมากแล้วเรื่องของ ศิลปะ การละเล่น และการแสดง
พื้นบ้านมักเก่ียวข้องกับศาสนาและพิธีกรรม แม้แต่ด้านดนตรีและนาฏศิลป์ก็ยังมีความเชื่อเก่ียวกับ
เทพเจ้าหรือส่ิงศักดิ์สิทธ์ิว่าเป็นผู้ให้กาเนิด เป็นครูแห่งศิลปวิทยาการทั้งปวง ศิลปะ การละเล่น และ
การแสดงพน้ื บ้าน มีบทบาทเป็นสื่อบันเทิง ในสังคมเพ่ือผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยจากการทางาน
และ ยังเป็นเครื่องมอื ประกอบพธิ กี รรมทางศาสนาและพิธีกรรมท่ีเกิดข้ึนแต่ละช่วงชีวิตของมนุษย์อีก
สำนกั หอสมุดกลางด้วย14การละเล่นพ้ืนบ้านแทบทุกชนิดมีลักษณะเป็นส่ือพื้นบ้านอยู่ในตนเอง ทาหน้าที่เป็นผู้รายงาน
ข่าวสารบ้านเมือง ให้การศึกษา ปกปักรักษาบรรทัดฐานทางสังคม และสร้างความเข้าใจสร้าง
ความสัมพันธร์ ะหว่างกลุม่ ชน เป็นเคร่อื งมือทางสงั คมท่เี กดิ เปน็ ภูมิปัญญาของชาวบ้านและกลุ่มสังคม
มีความสาคัญในการสร้างดุลยภาพให้ชุมชนและสังคมมีลักษณะเป็นตัวของตัวเองมีความเป็น
เอกลกั ษณ์ และเหน็ คณุ ค่าในการพ่ึงพงิ ตนเองและชุมชนของชาวบ้าน ในแง่ของการบริโภคส่ิงบันเทิง
แห่งชวี ติ 15
ผีปู่ย่า หรือผีบรรพบุรุษของครอบครัว หมายถึง ใครก็ได้ท่ีเคยสร้างคุณงามความดีและ
คุณประโยชน์แก่ลูกหลาน เม่ือตายไปจึงได้รับการยกย่องเป็นผู้คุ้มครองวงศ์ตระกูล ส่วนมากแล้วจะ
เป็นบรรพบุรษุ ฝา่ ยหญิง การกราบไหว้จะทาทุก ๆ ปีหรือ ทุก ๆ สามปี สาหรับผีปู่ย่าสามารถจาแนก
ออกเป็น 2 ประเภทคือ ผีมด เปน็ ผีบรรพบุรุษสามัญท่ัวไป ส่วนผีเม็ง น้ันเดิมเป็นนักรบ นักปกครอง
ที่สร้างคุณงามความดีแก่บ้านเมือง เดิมทีแล้วการฟ้อนผีมด-ผีเม็งนั้นเป็นเช้ือสายมอญหรือชาวไตรัฐ
ฉานมาแต่เดิม แต่ชาวล้านนาได้รับการสืบทอดวัฒนธรรมของชาวมอญมา ไม่ว่าจะเป็นเคร่ืองดนตรี
หรอื การแตง่ กาย และยงั คงพธิ ีหลายอยา่ งท่ียังคงแบบมอญเอาไว้ ประเพณีการฟ้อนผีมักจะประกอบ
ควบคู่ไปกบั การไหวผ้ แี ละการเลีย้ งผีด้วย การเล้ียงผนี ้นั จะประกอบพธิ ีก่อนเขา้ พรรษานั่นคือช่วงเดือน
มีนาคมเป็นต้นไป มักจะเป็นช่วงที่เอ้ืองผ้ึงเหลืองบาน และจะใช้ดอกไม้ชนิดน้ีเข้าประกอบพิธีน้ีด้วย
การประทับทรงนั้นผีบรรพบุรุษจะทาการประทับทรงกับลูกหลาน เป็นหน้าท่ีที่ฝ่ายหญิงจะต้อง
รบั ผดิ ชอบ ยกเวน้ ผีเจ้านายหรือผีระดบั ชัน้ เทพที่อาศัยรา่ งทรงอนื่ ทเ่ี รียกวา่ มา้ ขี่ การฟ้อนผีเจ้านายจะ
เหมอื นกับการฟ้อนผีมด มีความแตกต่างกันก็เพียง เคร่ืองเซ่น และ ข้ันตอนการฟ้อน สาหรับผีเมือง
เป็นผที ่มี ศี กั ดนิ าท่ีสงู กว่าผเี จ้านาย ในอดีตผีเส้ือเมืองไม่มีการประทับทรง และการใช้ม้าขี่ในพิธีกรรม
เลยี้ งผี การประกอบพิธกี รรมมกั จะทาประมาณ 3 วัน คอื
13อดุ ม หนูทอง , ดนตรีและการละเลน่ พนื้ บ้านภาคใต้ (สงขลา: คณะมนุษยศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒ วิทยาเขสงขลา, 2531), 1-4.
14พิทยา บุษรารตั น์, “ โนราโรงครูตาบลท่าแค อาเภอเมือง จงั หวัดพัทลงุ ” (วิทยานิพนธ์
ปรญิ ญามหาบณั ฑิต วิชาเอกไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทราวโิ รฒภาคใต้, 2535), 1.
15สถาพร ศรสี ัจจงั , วญิ ญาณที่ขาดหายสือ่ สมัยใหม่และสอื่ พืน้ บา้ น-สือ่ แหง่ มนุษย์
(งานสง่ เสริมศิลปะและวัฒนธรรมไทย ครง้ั ที่ 14), 36-37.
5
1. วันดา เปน็ วันเตรียม
2. วันฟอ้ น เปน็ วนั ทีท่ าการฟ้อนและพิธีกรรมทัง้ วนั
3. วันล้างผาม เป็นวนั ขอบคุณทีม่ าชว่ ยงาน16
เหยา เป็นภาษาของชาวผู้ไท ส่วนภาษาอีสานนั้นเรียกว่า ลาผีฟ้า เหยามีข้ึนเพื่อการ
รักษาผู้ป่วย เพื่อทาการเหยาหาผี โดยชาวผู้ไท มีความเช่ือว่าเม่ือมีอาการเจ็บป่วยเพราะเกิดการ
กระทาท่ีผิดผี หรือการกระทาของผีท่ีอยากจะได้อะไรจากผู้ป่วย จึงทาการเหยาคือ สอบถาม หา
สาเหตุ หมอเหยาจะทาพิธกี รรมเส่ยี งทายโดยใชไ้ ข่ไก่เปน็ ส่อื ในการตอบรับจากผี17ซ่ึงการเหยาผู้ท่ีเป็น
หมอเหยาจะ ลา คือการพูดเป็นภาษาผู้ไทกับผี แล้วผู้ท่ีเป็นหมอเหยาจะพูดออกมาเป็นกลอน แ ต่
ปัจจบุ ันมีลกั ษณะเป็นการลาแบบผไู้ ท โดยมหี มอแคนเปา่ คลอประกอบการเหยาตลอดพธิ ี
สำนกั หอสมุดกลางโนราโรงครู มีทบบาทหน้าท่ีทางสังคม คือ เป็นสถาบันนันทนาการของสังคมและชุมชน
มบี ทบาทสาคัญทางด้านบันเทิงและการประกอบพิธีกรรม โรงครูเป็นการทาพิธีกรรมในการนับถือผี
บรรพบุรุษ ยังคงมีการจัดพิธีกรรมรองรับอย่างเข้มแข็ง ชาวบ้านท่ีมีเชื้อสายของบรรพบุรุษโนรา
ลกู หลานรนุ่ ใดรนุ่ หน่งึ ท่ีเป็นโนราจะต้องมกี ารสบื ทอดพธิ โี รงครู การนับถอื ผคี รูหมอน้ันเป็นเสมือนการ
รวมญาตสิ ายบรรพบรุ ุษครูหมอเดยี วกนั โรงครสู ามารถจาแนกความสาคญั ออกเปน็ 3 ประเภท คอื
1. ไหว้ครู หรอื ไหว้ตายายโนรา
2. พิธีแกบ้ น
3. ทาพธิ ีอนื่ ๆ เช่น เหยยี บเสน ตดั จกุ เปน็ ตน้ 18
แรงบันดาลใจของการทาวิจัยในครั้งน้ีเน่ืองจากผู้วิจัยได้ติดตามการทางานของทีมงาน
ถ่ายทาสารคดี โครงการดุริยะแห่งกรุงรัตนโกสินทร์หอสมุดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทาการ
บันทึกเทป ทาเป็นข้อมูลภายใน เป็นเอกสารข้อมูลดนตรีพิธีกรรมเพื่อเป็นฐานข้อมูลดิจิตอลให้กับ
ห้องสมุดเพ่ือให้ผู้สนใจค้นหาข้อมูล ช่วงเวลาปฏิบัติภาคสนามปี พ.ศ. 2556 – 2557 ในพ้ืนที่ทาง
ภาคเหนือท่ี อาเภอเมืองลาปาง จังหวัดลาปาง ภาคอีสานท่ีบ้านคาพอก อาเภอหนองสูง จังหวัด
มุกดาหาร และภาคใต้ ท่ีโรงเรียนเทศบาล 1 (เอ็งเสียงสามัคคี) เทศบาลนครหาดใหญ่ อาเภอ
หาดใหญ่ จังหวัดสงขลาทาให้ผู้วิจัยได้เห็นวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์แต่ละพื้นที่จึงเกิดแรงจูงใจให้
ผู้วิจัยใคร่ศึกษาดนตรีที่ใช้ในการประกอบพิธี ทั้งสามพิธี เพื่อบันทึกเป็นองค์ประกอบขั้นตอนของ
พิธีกรรมและบทบาทหน้าที่ของวงดนตรีท่ีมีส่วนในพิธีกรรม และนามาเปรียบเทียบในเรื่องบทบาท
หน้าที่ของดนตรีในการประกอบพิธีกรรมของทั้งสามพิธีกรรมว่ามีความเหมือนหรือความแตกต่าง
อยา่ งไรเพอ่ื เปน็ ข้อมลู ในการศึกษาดนตรีพิธีกรรมของแตล่ ะภมู ิภาควา่ มคี วามสอดคล้องกันอยา่ งไรบา้ ง
และเปน็ การสืบทอดดนตรพี ิธกี รรมอกี ทง้ั ยงั เป็นการอนรุ ักษ์และสง่ เสริมให้คงอยูต่ อ่ ไป
16วถิ ี พานิชพันธ์, วถิ ลี า้ นนา (เชยี งใหม:่ ซิลค์เวอร์ม, 2548), 24-27.
17พระราชรตั นมงคล (มนตรี อภินนตฺ ิโก), ตานานภูไท, พิมพ์ครัง้ ที่ 5 (กรุงเทพฯ: สยาม
บรรจภุ ณั ฑ์และการพมิ พ์,2546 ), 124-132.
18จารวุ ฒั น์ นวลใย,“ดนตรพี ิธกี รรม กรณศี ึกษาพิธกี รรโนรา โรงครคู ณะพนมศลิ ป์
อาเภอเมอื ง จังหวัดสงขลา” (วทิ ยานิพนธป์ รญิ ญามหาบัณฑิต สาขามานุษยดุรยิ างวทิ ยา มหาวิทยาลยั
ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ ประสานมติ ร, 2552), 2.
6
2. ความมงุ่ หมายและวตั ถุประสงค์ของการศึกษา
2.1 เพื่อศึกษาเปรียบเทียบบทเพลงประกอบพิธีกรรม ฟ้อนผีมด-ผีเม็ง พิธีเหยา และ
โนราโรงครู
2.2 เพื่อศกึ ษาเปรียบเทยี บดนตรพี ธิ ีกรรม ฟ้อนผมี ด-ผเี มง็ พิธีเหยา และโนราโรงครู
2.3 ศึกษาเปรียบเทยี บองค์ประกอบและข้ันตอนของพิธีกรรม ฟ้อนผีมด-ผีเม็ง พิธีเหยา
และโนราโรงครู
สำนกั หอสมุดกลาง3. สมมติฐานของการศกึ ษา
3.1 ดนตรีพิธกี รรมมบี ทบาทหนา้ ทีส่ าคัญในการดาเนนิ พิธีกรรม ในพิธกี รรม ฟ้อนผีมด-ผี
เมง็ พิธีเหยา และโนราโรงครู
3.2 ชาวบ้านแต่ละชุมชนในแต่ละภูมิภาค มีระบบการคัดสรรและการใช้งานดนตรี
พธิ ีกรรมทีเ่ ปน็ ลกั ษณะเฉพาะของตน
3.3 ความเปล่ียนแปลงของสังคมสมัยใหม่ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงและการสูญหายของ
ดนตรีพิธกี รรม
4. ขอบเขตการศกึ ษา
4.1 พื้นท่ีประกอบพิธีกรรม ฟ้อนผีมด-ผีเม็ง พ้ืนที่จังหวัดลาปาง พิธีเหยา พ้ืนท่ีจังหวัด
มกุ ดาหาร โนราโรงครู พืน้ ทจี่ งั หวดั สงขลา
4.2 ศึกษาจากช่วงเวลาที่ประกอบพธิ ีกรรมในสนามจรงิ
4.3 ศึกษาจากบุคคลท่ีทรงความรู้เฉพาะด้าน พิธีกรรม ฟ้อนผีมด-ผีเม็ง พิธีเหยา และ
โนราโรงครู
5. นิยามศพั ท์
5.1 ดนตรีพิธีกรรม หมายถงึ ดนตรที ี่บรรเลงประกอบพธิ ีกรรมตา่ ง ๆ
5.2 ฟอ้ นผมี ด-ผเี มง็ หมายถึงการฟอ้ นราเพอื่ สังเวยบรรพบุรุษ
5.3 พธิ เี หยาหมายถงึ พธิ ีกรรมที่จัดขึน้ เพือ่ รักษาอาการเจบ็ ปว่ ย
5.4 โนราโรงครูหมายถงึ การแสดงโนราเพอื่ ประกอบพธิ ีกรรม
6. ข้ันตอนของการศกึ ษา
6.1 ทบทวนวรรณกรรมทเี่ ก่ียวขอ้ ง
6.2 กาหนดขอบเขตและวัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั
6.3 สารวจเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง
7
6.4 เก็บข้อมูลวจิ ยั ภาคสนามโดยการสงั เกตการณแ์ บบมสี ่วนรว่ ม
6.5 จัดเรียบเรียงขอ้ มลู
6.6 วเิ คราะห์ขอ้ มูลโดยกระบวนทฤษฏีทางมานุษยวทิ ยาและดนตรวี ทิ ยา
6.7 สรุปผลการศึกษา
7. ขอ้ ตกลงเบือ้ งตน้
7.1 คาวา่ ผู้ไท มีผูเ้ รยี กแตกต่างกันออกไป คือ ผู้ไทย ผู้ไท ภู่ไทย ภู่ไท ภูไทย ภูไท และ
พูไท แตใ่ นการศึกษาคร้ังนี่ผู้วิจัย ใช้คาว่า ผู้ไท ซ่ึงหมายถึง ชนเผ่าเดียวกันกับคารูปคาอื่น ๆ ท่ีกล่าว
มาขา้ งต้น โดยให้ความหมายตามความคดิ เหน็ ของวิทยากรทอ้ งถิ่นและ ตามเอกสารท่ีค้นพบ
สำนกั หอสมุดกลาง7.2 คาว่า โนราโรงครู มีผู้ทีเ่ รยี กแตกต่างกนั ออกไปคอื โนราโรงครู มโนราห์โรงครู มโนห์
ราโรงครู การศึกษาคร้ังนี้ผู้วิจัย ใช้คาว่า โนรา ซ่ึงมีความหมายเดียวกันกับรูปคาอ่ืน ๆที่กล่าวมา
ข้างตน้ โดยใหค้ วามหมายตามความคิดเห็นของวทิ ยากรท้องถิ่นและ ตามเอกสารทค่ี ้นพบ
7.3 คาท่ีเรียกชื่อเคร่ืองดนตรีแต่ละภูมิภาคในการวิจัยในครั้งน้ี ผู้วิจัยใช้ภาษา สาเนียง
เดมิ ของแต่ละภูมิภาค
8. ประโยชนท์ คี่ าดว่าจะไดร้ ับ
8.1 ทราบทม่ี าและองค์ประกอบของพธิ กี รรมการฟ้อนผมี ด-ผีเมง็ พธิ ีเหยา และโนราโรงครู
8.2 ทราบถึงพิธีกรรมความเชื่อของแต่ละท้องถ่ินผ่านพิธีกรรม การฟ้อนผีมด-ผีเม็ง พิธี
เหยา และโนราโรงครู
8.3 ทราบถึงลาดับข้ันตอนรูปแบบการบรรเลงดนตรีพิธีกรรม การฟ้อนผีมด-ผีเม็ง พิธี
เหยา และโนราโรงครู
8.4 ทราบถึงลักษณะทางดนตรี (music characteristic)ในดนตรีประกอบพิธีกรรม การ
ฟ้อนผมี ด-ผเี ม็ง พธิ เี หยา และโนราโรงครู
8.5 ทราบถงึ ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งดนตรีกับพิธีกรรม การฟ้อนผีมด-ผีเม็ง พิธีเหยา และ
โนราโรงครู
8.6 ทราบถึงความแตกต่างและลักษณะร่วมของข้ันตอนและองค์ประกอบของดนตรี
พธิ ีกรรม การฟ้อนผีมด-ผีเม็ง พิธีเหยา และโนราโรงครู
บทท่ี 2
ทบทวนวรรณกรรมท่เี ก่ียวขอ้ ง
ในการศกึ ษาค้นควา้ ดนตรปี ระกอบพิธีกรรมของ ฟ้อนผีมด-ผีเม็ง พิธีเหยา และโนราโรง
ครู เบื้องต้นผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลท่ีมาจากหลากหลายแหล่งข้อมูลที่เป็น เอกสาร ตําราวิชาการ
หนังสือ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องและ เอกสารต่าง ๆ เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการศึกษาและวิจัยซ่ึงสามารถ
สำนกั หอสมุดกลางนํามาเป็นแนวทางในการวเิ คราะห์เปรยี บเทยี บ อา้ งอิง โดยผู้วิจัยได้แบ่งประเภทของงานวิจัย หนังสือ
และเอกสารทีเ่ ป็นขอ้ มูลไว้ดังนี้
1. ภูมศิ าสตรท์ างวัฒนธรรมของภูมิภาคที่ศกึ ษา
2. ประเพณแี ละวัฒนธรรมของภูมิภาคทศ่ี ึกษา
3. ชาติพนั ธทุ์ ่ศี กึ ษาของภมู ภิ าคที่ศึกษา
4. ลกั ษณะดนตรแี ละการแสดงของภูมิภาคที่ศกึ ษา
5. พธิ ีกรรมเปรียบเทียบ
6. ทฤษฎีทเ่ี กีย่ วข้อง
7. วจิ ัยทเ่ี กยี่ วข้อง
1. ภมู ศิ าสตรท์ างวัฒนธรรมของภูมภิ าคท่ีศกึ ษา
1.1 ภาคเหนือ เป็นภมู ิภาคทอี่ ย่ดู ้านบนสุดของประเทศไทย มีเขตแดนติดกับประเทศเพื่อน
บา้ นและภมู ภิ าคอื่น ๆ เรียงตามเข็มนาฬิกา ดังนี้ ทิศตะวันตกและทิศเหนือติดกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพ
พม่า ทิศเหนือและทิศตะวันออกติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทิศใต้ติดกับภาคกลาง
จังหวัดพิษณุโลก และสุโขทัย และภาคตะวันตก จังหวัดตากประกอบไปด้วย 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย
เชียงใหม่ น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลําปาง ลําพูน อุตรดิตถ์ มีพ้ืนท่ีรวมกันประมาณ 97,098 ตาราง
กโิ ลเมตร
ภูมปิ ระเทศของภาคเหนือ มีลกั ษณะภมู ิประเทศแบบภูเขาสูงสลับกับหุบเขาและพ้ืนท่ีสูงซ่ึง
ติดตอ่ กบั เขตท่ีราบลุ่มตอนกลางของประเทศ มีทิวเขาที่วางตัวยาวในแนวเหนือ-ใต้ ระหว่างทิวเขาจะมี
หุบเขาและแอง่ ท่รี าบระหว่างภูเขาเป็นท่ีต้ังของ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน น่าน และแพร่
ทิวเขาที่สําคัไได้แก่ ทิวเขาถนนธงชัย ทิวเขาแดนลาว ทิวเขาขุนตาน ทิวเขาผีปนนน้ํา และทิวเขาหลวง
พระบาง ภูมิศาสตร์ดังกล่าวเป็นท่ีราบระหว่างภูเขา มีระบบการไหลเวียนของน้ําไหลจากภูเขามาเป็น
แม่นํ้าหลายสาย เช่น แม่นํ้าปิง วัง ยม น่าน และ กก ซึ่งเป็นแหล่งหัวใจของการเกษตรของภาคเหนือ
เนือ่ งจากภาคเหนือเปน็ ทต่ี งั้ ทส่ี ูง และอยู่เหนือสุดของประเทศ จึงทําให้มีอากาศหนาวเย็นในช่วงของฤดู
มรสมุ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื มีฝนตกในชว่ งของมรสุมตะวันตกเฉียงใตจ้ ึงเป็นแหล่งป่าไม้ท่ีสําคัไและอุดม
สมบูรณท์ ่สี ดุ ของประเทศไทย
8
9
เศรษฐกจิ ของภาคเหนือทส่ี าํ คไั คือการทาํ เกษตรและผลผลิตทางการเกษตรที่สําคัไ คือ
ข้าว ถ่ัวเหลือง ใบยาสูบ ชา หอม กระเทียม และผลไม้ต่าง ๆ และยังมีการทําอุตสาหกรรมใน
ครวั เรือนและโรงงานอตุ สาหกรรม เชน่ สนิ คา้ หตั ถกรรม เคร่อื งนุ่งห่ม เครือ่ งปนน้ ดินเผา
พ้นื ท่ขี องจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา ลําพูน ลําปาง แพร่ น่าน และ
บางส่วนของจังหวัดอุตรดิตถ์ เคยเป็นส่วนหน่ึงของอาณาจักรล้านนามาก่อน ทําให้เกิดลักษณะของ
ตัวอักษรและสําเนียงเฉพาะถิ่นขึ้นมา เรียกว่าอักษรธรรมล้านนา (ตั๋วเมือง) และภาษาถิ่นพายัพ (กํา
เมือง) และจะเรียกตัวเองว่าเปน็ คนเมอื ง จังหวัดแม่ฮอ่ งสอนมสี าํ เนยี งการพูดค่อนข้างไปทางไทยใหไ่
จะเรียกตัวเองว่า ไต หรือ ไทย และยังมีเช้ือสายย่อย ๆ อีกหลาย ๆ เช้ือสาย เช่น ไทยล้ือในจังหวัด
สำนกั หอสมุดกลางเชียงราย ลาวพุงดําในจงั หวัดอุตรดิตถ์ และประชากรสว่ นใหไท่ ่ีอาศัยอยใู่ นเขตพ้นื ทีภ่ ูเขาเป็นเผ่าพันธุ์
ที่เรียกกันว่า ชาวไทยภูเขา เช่น แม้ว กะเหรี่ยง ละว้า ลีซอ เย้า และ ขมุ ชาวไทยภูเขาเหล่านี้ทํา
การเกษตรแบบเลอื่ นลอย
ภาคเหนอื มีลกั ษณะเป็นเทือกเขา สลับกบั ท่รี าบ ผคู้ นจะกระจายตวั อยเู่ ปน็ กลุ่ม มีวิถีชีวิต
และขนบธรรมเนียมเป็นของตนเอง อาจเรียกว่า "กลุ่มวัฒนธรรมล้านนา" ซ่ึงเป็น วัฒนธรรมเก่าแก่
และมีเอกลกั ษณเ์ ฉพาะตวั ทงั้ สาํ เนยี งการพดู การขบั ร้อง และฟอ้ นราํ
1.2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) เป็นท่ีราบสูงท่ีเรียกว่า ท่ีราบสูงโคราช มี
ลักษณะที่แตกต่างจากภาคกลางท้ังนี้เน่ืองจากพ้ืนดินของภาคน้ีถูกยกตัวให้สูงข้ึนทางด้านตะวันตก
และทางด้านใต้เทือกเขาท่ียกสูงมาเป็นเทือกเขาทางตะวันตก เรียกว่า เทือกเขาเพชรบูรณ์ ส่วน
ทางด้านใตค้ อื เทือเขาสนั กําแพงและเทือกเขาพนมดงรักซ่ึงหันหน้าด้านชันลงประเทศกัมพูชา ทําให้
พ้ืนที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือลาดเอียงไปทางทิศตะวันออกและยังมีเทือกเขาภูพานกั้นจึงมี
ลักษณะคล้ายก้นกระทะออกเป็นแอ่ง ซึ่งบริเวณท่ีตํ่าจะอยู่ในลุ่มแม่นํ้าชี และที่ตํ่าท่ีสุดทางเหนือ
เทือกเขาภูพานคือหนองหารริมฝน่งแม่นํ้าโขง ประชากรในภาคน้ีพูดภาษาไทยอีสาน ซึ่งมีสําเนียงท่ี
แตกต่างจากภาคเหนือและภาคกลาง ในด้านการพูด เช้ือชาติ ขนบธรรมเนียมประเพณีตลอดจนถึง
การแต่งกายคล้ายกับพ่ีน้องชาวลาว ส่วนทางด้านใต้ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอิทธิพลของ
วัฒนธรรมเขมรปะปนอยู่ และมีประชากรของภาคนี้สามารถพูดภาษาเขมรได้ อยู่ในจังหวัดสุรินทร์
และบรุ รี มั ย์ ประชากรภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นประชากรที่อยู่อย่างเรียบง่ายและจะบริโภคข้าว
เหนียวเป็นอาหารหลัก อาศัยอยู่อย่างหนาแน่นในกลุ่มบริเวณลุ่มแม่นํ้ามูล ชี และแม่นํ้าโขง
ประกอบดว้ ยจังหวัดตา่ งๆ 19จังหวดั คอื เลย หนองคาย อุดรธานี หนองบัวลําภู ขอนแก่น สกลนคร
นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อํานาจเจริไ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ
บุรีรมั ย์ นครราชสมี า สรุ นิ ทร์ และชัยภมู ิ มีพืน้ ท่ีรวมทั้งหมดประมาณ 170,226 ตารางกิโลเมตร เป็น
พนื้ ท่ที ่กี ว้างท่ีสุดของประเทศ
สาํ หรับภาษาของภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ คอื ภาษาอีสานซึง่ เป็นภาษาลาวสําเนียงหนึ่ง
ส่วนภาษาไทยกลางนยิ มใชก้ ันแพร่หลายโดยเฉพาะในเมืองใหไ่ ขณะเดียวกันยังมีภาษาเขมรท่ีใช้กัน
10
มากในบริเวณอสี านใต้ นอกจากนี้ มีภาษาถ่นิ อ่ืน ๆ อีกมาก เชน่ ภาษาผู้ไท ภาษาโส้ ภาษาไทยโคราช
เป็นต้น ภาคอีสานยังมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมท่ีโดดเด่น เช่น อาหาร ภาษา ดนตรีหมอลํา และ
ศิลปะการฟ้อนรําท่ีเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เห็นได้ชัดว่าผู้ใช้ภาษาลาว เป็นกลุ่มชาติพันธ์ุและภาษาท่ี
ใหไ่ที่สุด นอกจากน้ียังกลุ่มอ่ืนๆ อีกมาก เช่น ชาวไทยภูเขา(ภูไท) กะเลิ่ง ย้อแสก โย้ย กะตาก โซ่
เปน็ ต้น
1.3 ภาคใต้ เป็นภมู ภิ าคหนึ่งของไทย ตั้งอยู่บนคาบสมุทรมลายู ขนาบด้วยอ่าวไทยทาง
ฝน่งตะวันออก และทะเลอันดามันทางฝ่นงตะวันตก ประกอบด้วย 14 จังหวัด แบ่งออกเป็นภาคใต้ฝ่นง
ตะวันออก ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ปนตตานี ยะลา นราธิวา ส
สำนกั หอสมุดกลางภาคใต้ฝ่นงตะวันตก ได้แก่ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบ่ี ตรัง สตูล ทุกจังหวัดของภาคมีพ้ืนที่ติดชายฝน่ง
ทะเล ยกเวน้ จงั หวัดยะลาและจังหวดั พทั ลุง มีพน้ื ท่ปี ระมาณ 70,715 ตารางกโิ ลเมตร
ภาคใต้พื้นท่ีส่วนใหไ่เป็นท่ีราบ มีทิวเขาท่ีสําคัไ ได้แก่ ทิวเขาภูเก็ต ทิวเขา
นครศรีธรรมราช โดยมีทิวเขาสันกาลาคีรีเป็นพรมแดนก้ันระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย
ทิวเขาในภาคใต้มีความยาวทั้งส้ิน 1,000 กิโลเมตร แม่น้ําสายสําคัไ ได้แก่ แม่นํ้ากระบุรี แม่นํ้าหลัง
สวน แม่นํ้าตะกั่วป่า แม่น้ําท่าทอง แม่น้ําพุมดวง แม่น้ําตาปี แม่น้ําปากพนัง แม่นํ้ากลาย แม่นํ้าตรัง
แมน่ า้ํ สายบรุ ี แม่นํา้ ปนตตานี และแม่นาํ้ โกลก
ภาคใต้มีลักษณะภมู ิประเทศเป็นคาบสมุทรท่ีมที ะเลขนาบอยู่ 2 ด้าน คือ ตะวันออกด้าน
อ่าวไทย และตะวนั ตกดา้ นทะเลอันดามนั จงั หวัดพทั ลงุ และจังหวัดยะลาเป็นจังหวัดท่ีไม่มีพื้นที่ติดต่อ
กับทะเลภายนอก ชายหาดฝ่นงอ่าวไทยเกดิ จากการยกตัวสูง มีที่ราบชายฝ่นงทะเลยาว เรียบ กว้าง และ
น้ําต้ืน ทะเลอันดามันมีชายฝน่งยุบตํ่าลง มีที่ราบน้อย ชายหาดเว้าแหว่ง เป็นโขดหิน มีหน้าผาสูงชัน
สภาพภมู อิ ากาศ
ภาคใตม้ สี ภาพภมู ิอากาศแบบมรสมุ เมอื งรอ้ น และโดยท่ีภมู ิประเทศของภาคใต้มีลักษณะ
เป็นคาบสมุทรยาวแหลม มีพน้ื นาํ้ ขนาบอยูท่ ั้งทางดา้ นตะวันตก และทางด้านตะวันออก จึงทําให้มีฝน
ตกตลอดปีและเปน็ ภมู ภิ าคทีม่ ีฝนตกมากที่สุด
ประชากรส่วนใหไอ่ าศัยอยบู่ ริเวณท่รี าบชายฝนง่ พดู ภาษาไทยถน่ิ ใต้มีพ่ีน้องเชื้อสายมลายู
นับถือศาสนาอิสลามอาศัยอยู่ในภาคใต้ตอนล่าง และมีชาวไทยเชื้อสายจีนอาศัยปะปนอยู่ทั่วไปอยู่
ด้วย เพราะว่าภาคใต้เป็นพื้นที่เป็นเส้นทางติดต่อค้าขาย ในบริเวณแถบภูเขาก็ยังมีกลุ่มพ้ืนเมืองเดิม
อาศยั อยู่ คอื ซาไก (เงาะปา่ )และ ชาวเล หรอื ชาวนํา้ อาศยั อย่บู รเิ วณรมิ ชายฝน่งทะเล ตามเกาะตา่ ง ๆ1
2. ความเชือ่ ประเพณแี ละวัฒนธรรมของภูมิภาคท่ศี ึกษา
ภไิ โไ จติ ต์ธรรม กลา่ วว่า ความเช่ือเป็นสิ่งที่มนุษย์เรียนรู้ ทําความเข้าใจเป็นเวลานาน
และเช่ือว่ามีอํานาจลึกลับท่ีส่งผลให้กับมนุษย์ทั้งผลร้ายและผลดี ทําให้มีผลต่อมนุษย์กลัวต่อการถูก
ลงโทษจึงทําให้มีพิธีกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้น2 มาสอดคล้องกับ ทัศนีย์ ทานตวณิช ท่ีว่าความเช่ือของ
1วรรณี พุทธาวฒุ ิไกล, ภูมศิ าสตรป์ ระเทศไทย (กรงุ เทพมหานคร: โอ เอส พริ้นตง้ิ เฮ้าส์,
2546), 209, 212, 214.
2ภไิ โไ จิตต์ธรรม, ความเชื่อ (กรุงเทพฯ:รามคําแหง, 2518), 54-72.
11
มนุษย์เกิดจากการดํารงของชีวิตของมนุษย์แต่ละท้องถ่ินเน่ืองจากมีเหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้นเกินที่คน
ธรรมดาจะสามารถแก้ไขได้จึงทําให้เกิดความคิดว่าน่าจะมีอํานาจลึกลับอะไรบางอย่างที่อยู่เหนือ
ธรรมชาตเิ ปน็ ผกู้ ระทาํ เพอ่ื เปน็ การปกป้องและป้องกันทําให้มนุษย์เกิดการวิงวอนขอความช่วยเหลือ
เมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นโดยไม่เกิดเหตุขัดข้องใดๆก็จะมีการแสดงออกถึงความเคารพโดยการเซ่นไหว้
หรอื ทาํ การประกอบพธิ กี รรมตา่ งๆ3
ความเชอื่ ของมนษุ ย์แบง่ ออกเป็น 2 ประเภท
1. ความเช่ือมนต์อํานาจลึกลับเหนือธรรมชาติ ได้แก่ ความเช่ือในภูตผีวิไไาณต่าง ๆ
ความเชือ่ ดงั กลา่ วเป็นวธิ ีการหรอื ความพยายามท่ีมนุษยใ์ ช้อธบิ ายโลกรอบ ๆ ตัวเอง ปรากฏการณ์ทาง
ธรรมชาติหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะในเร่ืองที่ไม่รู้ และอธิบายกันด้วยเหตุผลทางไสยศาสตร์
สำนกั หอสมุดกลางเพราะยังขาดความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เป็นต้นว่า ฝนตกเพราะว่านาคให้น้ําหรือมีเทวดาเป็นผู้
บันดาล ฟา้ แลบก็วา่ แสงมาจากเมขลาล่อแก้ว ฟ้าฝ่าก็เช่ือว่ารามสูรขว้างขวาน เม่ือเจ็บไข้ได้ป่วยก็คิด
วา่ เกดิ จากความโกรธไมพ่ อใจของเทพเจา้ หรือภตู ผวี ิไไาณ หรือเกิดความคิดว่าจะต้องมีส่ิงใดสิ่งหน่ึง
อยเู่ บื้องหลงั บังคบั ใหเ้ ป็นไปตามอํานาจลกึ ลบั เหนือธรรมชาติจึงสามารถให้ทั้งผลดีและผลร้ายต่อชีวิต
ความเปน็ อยูข่ องมนุษย์ไดค้ วามเชอื่ น้ีเปน็ พื้นฐานให้เกิดการกระทําสิ่งต่าง ๆ ท่ีเป็นพิธีกรรมความเชื่อ
ในอาํ นาจเหนอื ธรรมชาติน้ียงั แบง่ ออกเป็น 2 ประเภทคอื
1.1 ความเชือ่ ทอี่ ยู่ในรปู ของศาสนา (Religion)
1.2 ความเชอ่ื ทีเ่ ปน็ ไสยศาสตร์ (Magic)
2. ความเชื่อในธรรมชาติ ถือเป็นระบบความเช่ืออย่างหน่ึงที่มีพื้นฐานทางความคิดหรือ
สมมติฐานทวี่ ่า จักรวาลของเรามีระบบการทํางานมกี ารเคลื่อนไหวไปตามระบบของธรรมชาติมากกว่า
เกิดจากพลังหรือการควบคุมเหนือธรรมชาติอื่นใด โดยอธิบายได้จากผลการศึกษาทดลองและความ
ผิดพลาดท่ีมนษุ ยไ์ ด้พยายามศกึ ษาเข้าใจด้วยวธิ ีการทเ่ี รียกว่า เปน็ วทิ ยาศาสตร์ (scientific) วิธีการนี้มี
กระบวนการสําคัไท่ีข้ึนอยู่กับการหาข้อเท็จจริง การหาผลสรุปเพื่อใช้ในการอธิบายและคาดคะเน
เหตุการณ์หรือสิ่งท่ีไม่รู้ทงั้ หลาย โดยมีนักวทิ ยาศาสตร์เป็นคนกลางหรือเปน็ ผอู้ ธบิ ายปรากฏการณข์ อง
จักรวาล ด้วยวิธกี ารทางวทิ ยาศาสตรม์ ากกวา่ วธิ กี ารทางไสยศาสตร์4
ในชีวิตของคนเราเกี่ยวข้องกับประเพณีตั้งแต่เกิดจนตาย คําว่าประเพณี มาจากคําว่า
ปเวณี ในภาษาบาลีแปลว่า เชื้อสาย ประเพณีไทยเป็นส่ิงท่ีติดตัวคนไทยมาจนฝนงแน่นในจิตใจ
กลายเป็นเคร่อื งนําชีวติ วิถชี วี ิต สงั คมมนุษย์ ประกอบไปด้วย ต่างเพศ ต่างวัย ต่างจิตใจ ต่างความคิด
ความเชือ่ เป็นขอ้ ตกลงและเป็นที่ยอมรับ เป็นที่ปฏิบัติ ในหมู่ของสังคม เป็นวิถีชีวิต วิถีทางของคนใน
สงั คมในการดํารงชีวติ ได้อย่างสงบสุขเป็นสังคมท่ีนา่ อยู่ ประโยชนข์ องประเพณีประกอบดว้ ย
1. เปน็ ขอ้ ตกลง ขอ้ กาํ หนด ในทางท่ีดตี อ่ สังคม
2. เปน็ แบบอยา่ งแบบแผน แบบฉบบั ในการดํารงชีวติ
3. เปน็ กรอบกาํ หนดพงึ ประพฤติปฏบิ ตั ิ สําหรบั ตนเอง ครอบครัว และสงั คม
3ทัศนยี ์ ทานตวณิช, คติชาวบา้ น (ชลบรุ ี: มหาวิทยาลัยศรีทรวโิ รฒ บางแสน, 2523), 106.
4บุษกร บณิ ฑสันต์, ดนตรภี าคใต้ ศิลปนิ การถ่ายทอดความรู้ พธิ ีกรรมและความเช่ือ
(กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, 2554), 17.
12
4. เป็นการแสดงออกซึง่ ภมู ปิ นไไา
5. เปน็ สายสัมพนั ธร์ ะหว่างผู้คนในสังคม
6. แสดงถึงหม่เู หล่า ชาติพนั ธอุ์ ยา่ งชดั เจน
7. บ่งบอกถึงวฒั นธรรมและยกระดับวัฒนธรรมของสงั คม
8. เป็นงานและกิจกรรมท่ีทําให้เกิดการกระตุ้นให้มีขวัไกําลังใจ ความหวัง และความ
มั่นใจในการดํารงชีวิต
9. เปน็ สมบัติอันทรงคณุ ค่าทางวัฒนธรรมของประเทศชาติ5
ประเพณี คือ ความประพฤติของคนสว่ นใหไ่ทสี่ ืบต่อกันมา เป็นระเบียบแบบอย่าง เป็น
สำนกั หอสมุดกลางทยี่ อมรบั ของคนสว่ นใหไ่ และปฏบิ ัติสบื ตอ่ กนั มา ประเพณี แบง่ เป็น 3 ประเภท
1. จารตี ประเพณี เก่ียวข้องกับศลี ธรรม มกี ารบงั คบั ให้กระทาํ ถ้าผดิ แบบแผนจะมีการลงโทษ
2. ขนบประเพณี มีระเบยี บแบบแผนท้ังทางตรงและทางอ้อม มีกฎระเบียบของพิธีต่างๆ
กาํ หนดชัดเจน
3. ธรรมเนยี มประเพณี เป็นเรอ่ื งทป่ี ฏิบตั ิกันมาจนเกดิ ความเคยชิน6
ลักษณะของประเพณที ัว่ ไปมดี งั ต่อไปนี้
1. มีรูปแบบเรยี บงา่ ย
2. ระบบครอบครวั เปน็ จุดเริม่ ต้น
3. เกย่ี วขอ้ งกับศาสนา
4. มีระบบอาวุโส
5. เก่ยี วกบั การดําเนนิ ชวี ิต
6. มสี ว่ นเกย่ี วขอ้ งทางไสยศาสตร์
7. ขน้ึ อย่กู ับความนิยมของแตล่ ะพ้ืนท่ี
8. มกี ารเปล่ยี นแปลงไดท้ ง้ั สว่ นย่อย และสว่ นใหไ่
9. ถา้ ไม่ปฏิบตั ิจะมีความผิด7
วฒั นธรรมตามความหมายในทางมานษุ ยวิทยา เป็นเรื่องที่เก่ียวกับศิลปะ วรรณคดี และ
มารยาททีท่ กุ คนรู้กัน วัฒนธรรมโดยความหมายอย่างกว้าง มีความหมายว่า ทุกส่ิงทุกอย่างที่มาจาก
การเรียนรู้ของมนุษย์ เซอร์เอ็ดวาร์ด บี. ไทเลอร์ (Sir Edward B. Tylor) กล่าวถึงวัฒนธรรมไว้ว่า
5ลกั ษณะลายไทยวัฒนธรรมพื้นบ้าน
6สมชัย ใจดแี ละยรรยง ศรวี ริ ิยาภรณ์, ประเพณแี ละวัฒนธรรมไทย (กรงุ เทพฯ : ไทย
วฒั นาพานิช), 6-7.
7กาไจนา อินทรสนุ านนท์, “การวิเคราะห์รปู แบบเพลงพ้นื บ้าน,” วารสารคณะ
มนุษยศาสตร์ 11, 2 (2532)
13
ความสลับซับซ้อนท้ังมวล รวมทั้งความรู้ ความเช่ือ ศิลปะ กฎหมาย ศีลธรรม ธรรมเนียมประเพณี
ความสามรถและนิสัยอน่ื ๆ8
พระยาอนุมาน-ราชธน ให้ความหมายของคาํ วา่ วฒั นธรรม คอื สง่ิ ท่มี นุษย์สร้างขึ้นอาศัย
การเรียนรู้ และสืบตอ่ กนั มาหรือกล่าวได้ วัฒนธรรมเป็นคําสมาส เปน็ การรวมกนั สองคํา คําว่า วัฒนะ
หมายความว่า ความเจริไงอกงาม รุ่งเรือง ส่วนคําว่า ธรรม หมายความว่า กฎ ระเบียบ ข้อปฏิบัติ
เม่ือนําสองคาํ นีม้ ารวมกนั มีความหมายว่า ความเป็นระเบยี บความเป็นวนิ ยั 9
วัฒนธรรมเป็นเรอ่ื งของขนบธรรมเนียมประเพณี ท่ีเป็นมรดกตกทอดกันมาในสังคมไทย
ทุกเร่ือง และไม่ต้องมีกฎหมายมากาํ หนดเพราะตัววัฒนธรรมเป็นตัวกําหนดตัวมันเอง ตามกฎของชน
สำนกั หอสมุดกลางชั้นปกครองของสงั คมเท่านนั้ แตก่ ็รวมถึงประชาชนทวั่ ไป10
ยศ สันตสมบัติ กล่าวถงึ ความสําคไั ของวฒั นธรรมในแงข่ องสังคมวทิ ยาว่า สงั คมมนุษย์มี
ความแตกต่างกันอย่างชัดเจนไม่ว่าด้านใดด้านหน่ึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเมือง ศาสนา และ
ค่านิยมต่าง ๆ แต่ความแตกต่างของสังคมก็ยังมีความเหมือนกันก็คือ การอยู่รวมตัวกัน เพื่อความ
เป็นอย่ขู องสมาชกิ 11 และยงั มนี กั วชิ าการทางดา้ นวัฒนธรรมกลา่ วถึงลกั ษณะทางวฒั นธรรมดงั นี้
1. ส่ิงทีไ่ ดจ้ ากการเรียนรู้ เช่น การแตง่ กาย การละเลน่ การขบั รอ้ ง
2. เป็นมรดกทางสังคม เป็นการถ่ายทอดจากคนร่นุ หนงึ่ ไปยังอกี รนุ่ หน่ึงเกิดการถ่ายทอด
เป็นมรดกสังคม
3. เปน็ วิถชี ีวติ หรือแบบแผนการดาํ รงชีวติ วฒั นธรรมสามารถจําแนกความแตกต่างทาง
สงั คมได้
4. วฒั นธรรมเปน็ ส่ิงที่ไม่คงท่ี มนุษย์มีการคิดค้นแบบใหม่ออกมามากมาย และปรับปรุง
ของเดมิ ให้เขา้ กับสถานการณ์ทเี่ ปลี่ยนแปลงไป12
เราสามารถเรียนรู้ วัฒนธรรมของเราได้จาก ครอบครัว ไาติ และบุคคลร่วมสังคม
เดยี วกนั กับเรา ผ่านวิธีการ สังคมกรณ์ (Socialization) วัฒนธรรมจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ
ความรู้ ความคดิ และบุคลกิ ภาพจนแยกไม่ออกว่า พฤติกรรมส่วนไหนของคนที่ไม่ตามธรรมชาติหรือ
เป็นไปตามความบงการของวฒั นธรรม หรือความต้องการตามธรรมชาติของมนุษย์ เช่น การกิน การ
8สมิท สมัครการ, มานุษยวทิ ยากบั การพฒั นาสังคม (กรงุ เทพมหานคร: โอ เอส พร้ินต้ิง
เฮา้ ส์, 2549), 51.
9ณฐั พงค์ ปนนดอนตอง, “ดนตรีประกอบพธิ ีกรรมการฟ้อนผีมด-ผเี มง็ : กรณีศึกษาวงปา้ ด
เมอื งคณะวัดเชียงยนื อาํ เภอเมอื งเชยี งใหม่ จังหวัดเชียงใหม่” (วิทยานิพนธป์ รไิ ไาบัณฑติ สาขา
มานษุ ยดรุ ิยางควทิ ยา คณะศลิ ปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ, 2553), 10.
10รชั ณกี ร เศรษฐโฐ, โครงสร้างสังคมและวัฒนธรรมไทย (กรุงเทพมหานคร: ไทยวฒั นา
พานชิ , 2432),119-120.
11ยศ สนั ตสมบตั ิ, เรอื่ งสน้ั ทางมานษุ ยวิทยา (กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลยั
ธรรมศาสตร์, 2531), 11.
12สุพตั รา สุภาพ, สังคมและวัฒนธรรม (กรงุ เทพมหานคร: ไทยวฒั นาพานชิ , 2518), 68.
14
นอน การพักผอ่ น หรอื แม้แตป่ ฏบิ ัตกิ จิ ทางเพศ มนษุ ย์กม็ ไิ ดท้ ําตามธรรมชาติแบบสัตว์อื่นๆ หากแต่ได้
ใช้วิธีการซงึ่ ตนได้เรียนร้มู าจากวัฒนธรรมของตน อาจแตกต่างกันไปจากวัฒนธรรมอ่ืนได้ แม้ในเรื่อง
เดยี วกนั แสดงถงึ ความเปน็ เอกลกั ษณ์ ทางวฒั นธรรมของแต่ละสงั คมส่ิงเหลา่ นีม้ กั ไดร้ ับการตอกยํ้าจน
กลายเป็นสว่ นสําคัไของแต่ละบุคคลในสงั คม
ฉะนั้น วัฒนธรรมบางส่วน อาจจะติดตัวบุคคลลึกเข้าไปจนกระทั่งถึงสภาวะของจิตใต้
สํานึก (Unconscious Mind) วัฒนธรรมได้ถูกดูดซึมเข้ามาเป็นส่วนหน่ึงของชีวิตมนุษย์แต่ละคน
(Internalized) ฉะนั้นคนที่อยภู่ ายใต้วัฒนธรรมเดยี วกนั มกั จะมีบคุ ลิกภาพพื้นฐานคลา้ ยคลงึ กนั 13
2.1 ความเช่อื ประเพณแี ละวฒั นธรรม ภาคเหนือ
2.1.1 ความเช่ือ ความเช่ือเกี่ยวกับการนับถือผีเป็นความเชื่อด้ังเดิมของแต่ละกลุ่ม
สำนกั หอสมุดกลางจะมเี น้อื หารายละเอียดท่ีแตกต่างกันโดยมีความเช่ือว่าผีเป็นตัวแทนอํานาจที่มีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์
เป็นความเชื่อเก่ียวกับความอุดมสมบูรณ์ซึ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของโลกทางวัตถุและทางจิตใจ
สังเกตได้จากการบูชาธรรมชาติ รูปแบบของการนับถือผีอีกแบบหนึ่งท่ีแสดงให้เห็นว่ามีการนับถือผี
แบบดง้ั เดิมกค็ อื การนบั ถอื บรรพชน มคี วามสาํ คัไแบบเครอื ไาติ14
วิถี พานิชพนั ธ์ กลา่ วถึงการนับถือผีของชาวล้านนาไว้ว่า เป็นการกราบไหว้บูชา วิงวอน
ต่อส่ิงศักดิ์ที่มีอํานาจเหนือธรรมชาติช่วยแก้ปนไหาหรือผ่อนคลายสถานการณ์ให้ดีข้ึน ตอบแทนหรือ
ตอบสนองโดยการบชู าเคร่ืองเซ่นไหว้ การนบั ถอื ผีเป็นความเชื่อของคนพ้ืนเมืองท่ีมีมาก่อนการนับถือ
ศาสนา เมื่อสังคมเมืองเกิดการขยายตัวเมืองทําให้มีความเช่ือเร่ืองซับซ้อนมากขึ้น มีการจําแนกและ
หลักการปฏิบัติต่อผีหลายรูปแบบ ผีของชาวล้านนาสามารถจําแนกออกเป็นสองแบบคือ ผีดี และ ผี
รา้ ย แบบแผนการปฏบิ ัตพิ ธิ กี รรมตา่ ง ๆ เก่ยี วกับการนบั ถือผีกลายเปน็ ประเพณีสําคัไในทอ้ งถิ่น15
ผีทีม่ ีความสาํ คัไต่อวิถีชีวิตของชาวล้านนา เช่น ผีบรรพบุรุษ ทําหน้าท่ีคุ้มครองดูแลเครือ
ไาติและครอบครัว ผอี ารักษห์ รือผเี จา้ ทเี่ จ้าทาง ทําหน้าที่ดูแลคุ้มครองบ้านเมืองและชุมชน เป็นต้น คน
ล้านนามีความผูกพันเกี่ยวเนื่องกับการนับถือผีสามารถพบเห็นจากชีวิตของคนสังคมเมือง เมื่อเวลาเข้า
ปา่ หรือค้างคนื อยใู่ นปา่ จะตอ้ งมกี ารบอกเจ้าทีเ่ จา้ ทางกอ่ นเสมอ และการรบั ประทานอาหารในป่าจะต้อง
แบง่ ให้กับเจ้าท่ีเจา้ ทางกอ่ นอยเู่ สมอแสดงถงึ วถิ ีชวี ิตของคนเมืองทม่ี ีความผกู พนั กบั การนบั ถอื ผี
การเลีย้ งผีของคนล้านนาอยู่ในชว่ งระหว่างเดอื น 4 เหนือจนถึงเดือน 8 เหนือ เป็นช่วงท่ี
ตามหมู่บ้านต่าง ๆ มีการเลี้ยงผีบรรพบุรุษอย่างมากมาย เช่น การเลี้ยงผีบรรพบุรุษของชาวไทยล้ือ
เรียกวา่ การเล้ยี งผเี สื้อบ้านเสอื้ เมอื ง ทอ่ี ําเภอเชียงคํา จังหวัดพะเยา หลังจากนั้นก็จะมีการเล้ียงผีลัวะ
หรอื ประเพณบี ูชาเสาอนิ ทขลิ ซ่ึงเปน็ ประเพณีท่ีสําคัไของคนเมือง ทั้งน้ีอาจเป็นเพราะความเชื่อของ
13สนิท สมัครการ, มานุษยวิทยากับการพัฒนาสงั คม (กรุงเทพมหานคร: โอ.เอส.พริ้นติง้
เฮ้าส์, 2549), 102-103.
14ณรงค์ สมทิ ธิธรรม, ดนตรีพื้นบา้ นคนเมืองเหนอื (ลําปาง: จติ วัฒนาการพิมพ์, 2545), 61-63.
15วิถี พานชิ พนั ธ์, วิถีลา้ นนา (เชยี งใหม่: ซิลค์เวอร์ม, 2548), 16.
15
ชาวบ้านทว่ี ่า การลงเจา้ เป็นการพบปะพูดคุยกับผบี รรพบุรษุ ในหนึ่งปีจะมีการลงเจ้าหน่ึงครั้ง และยัง
มีการเล้ียงผอี ยู่อีกหนง่ึ พธิ นี นั้ กค็ ือ การเลี้ยงผมี ด-ผีเมง็ 16
2.1.2 ประเพณแี ละวัฒนธรรม ในแต่ละปีชาวภาคเหนือมีประเพณีและวัฒนธรรม
พิธกี รรมความเช่ือปฏิบัติกันเพ่ือเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและสังคม ชาวเหนือมักจะนิยมนับวันเริ่มต้น
ชีวติ ต้ังแต่วันขึ้นปีใหม่ ที่เรียกว่า ตรุษสงกรานต์ นับตั้งแต่เดือน 7 เหนือ (เดือน 5 ใต้) นับเป็นเดือน
แรกในการดาํ เนนิ ชวี ติ จนครบ 12 เดือน เปน็ เชน่ น้ีตลอดมา ชวี ติ ประจําวันตลอดประเพณีการทําบุไ
เปลยี่ นตามจักรราศี เม่ือประมวลแลว้ ประเพณขี องภาคเหนอื มีดงั น้ี
1. เดือน 7 เหนือ ตรงกับเดือนเมษายน จะมีประเพณี สงกรานต์ ประเพณีดําหัว-ปอย
บวชลูกแก้ว ขนึ้ เรอื นใหม่ เลย้ี งผปี ู่ย่า
สำนกั หอสมุดกลาง2. เดือน 8 เหนือ ตรงกับเดือนพฤษภาคม มี ปอยบวชเณร ปอยหลวง ขึ้นบ้านใหม่
แตง่ งาน วสิ าขบชู า ไหว้พระธาตุ
3. เดือน 9 เหนอื ตรงกับเดือนมถิ ุนายน มปี ระเพณีไหวพ้ ระธาตุ ทําพธิ แี ฮนา-หว่านกล้า
4. เดอื น 10 เหนือ ตรงกับเดือนกรกฎาคม มี เขา้ พรรษา
5. เดือน 11 เหนอื ตรงกันเดือนสิงหาคม ปลกู นา ดาํ นา ทานขา้ ว ผูเ้ ฒ่าจําศลี
6. เดอื น 12 เหนือ ตรงกับเดือนกันยายน ประเพณีทานข้าวสลากหรือก๋วยสลาก ในวัน
ขน้ึ 8-15 ค่ําถงึ แรม 15 ค่ํา เดือน 12
7. เดือนเก๋ียงเหนือ โบราณว่าเดือนเจียง ตรงกับเดือนตุลาคม ทําบุไออกพรรษา การ
ทานสลากภัต ทานกฐนิ
8. เดือนยี่เหนือ ตรงกับเดือนพฤศจิกายน ลอยกระทงตามประทีป ทอดผ้าป่า ต้ังธรรม
หลวงเทศนม์ หาชาติ
9. เดอื น 3 เหนอื ตรงกบั เดือนธันวาคม ประเพณีเทศนม์ หาชาติทานทอด (ทอดผ้าปา่ )
10. เดอื น 4 เหนอื ตรงกบั เดือนมกราคม มีทานขา้ วจี่ขา้ วหลาม ข้ึนเรือนใหม่ แต่งงาน
11. เดือน 5 เหนอื ตรงกับเดอื นกุมภาพันธ์ มาฆบูชา ทําบไุ ปอยหลวง ลากปราสาทศพพระ
12. เดือน 6 เหนือ ตรงกับเดือนมีนาคม ทําบุไปอยน้อย(บวชเณร อุปสมบท) ข้ึนบ้าน
ใหม่ แตง่ งาน
ประเพณีทไ่ี ม่มีความเก่ียวข้องกับศาสนา เช่น การเลี้ยงผี การฟ้อนผีมด ผีเม็งน้ัน จะทํา
กนั ในเดือน 7 8 9 เหนอื หรอื เดอื น เมษายน พฤษภาคม มถิ ุนายน และทาํ พิธเี พียงในสามเดอื นนี้17
2.2 ความเช่ือ ประเพณีและวฒั นธรรม ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ (ภาคอีสาน)
2.2.1 ความเช่อื ความเชือ่ ของชาวอสี านก็ยังมคี วามเชื่อในเร่ืองของผี เนื่องจากเช่ือ
วา่ ผีมีอิทธิฤทธใ์ิ หค้ ุณให้โทษแกท่ กุ คน และ ในทางเดยี วกนั ความเชอื่ ในลัทธิพราหมณ์ ยังคงฝนงแน่นอยู่
เช่นเดียวกัน โดยชาวบ้านยังคงปฏิบัติกันอยู่ในวิถีชีวิตประจําวัน เช่น บายศรีสู่ขวัไในโอกาสสําคัไ
16พูนศกั ด์ิ สกั กทัตติยกุล,ลกั ษณะทางภูมศิ าสตร์, เข้าถงึ เม่อื 18 เมษายน 2557 เข้าถงึ ได้
จาก http://www.thaigoodview.com/library
17สงวน โชติสุขรันณ์, ประเพณไี ทยภาคเหนอื , พิมพ์ครั้งที่ 3 (นนทบรุ :ี สํานักพมิ พ์ศรี
ปนไไา, 2553), 19-21.
16
และความเชื่อทางด้านพุทธศาสนา ชาวบ้านเชื่อในเรื่องของบาปบุไ คุณโทษ กฎแห่งกรรม ในการ
ประกอบพิธีกรรมตา่ งๆ ชาวบา้ นกอ่ ให้เกิดความสบายใจเปน็ หลกั 18
ธวัช ปุณโณทก กล่าวถึงความเช่ือของชาวอีสานว่า ในสังคมของอีสานผูกพันอยู่กับภูตผี
วิไไาณ อย่างเหนียวแน่น แม้จะมีพระพุทธศาสนาเข้ามามีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตประจําวันแล้วก็ตามแต่
ความเช่ือของ ภูตผีวิไไาณ ก็มิได้หายไปจากสังคมเลย ชาวบ้านส่วนใหไ่สนใจการประกอบพิธีกรรม
เก่ียวกบั ความเชื่อนั้นเป็นแบบใด ก็ทําตามจารีตประเพณีที่สืบต่อกันมา การประกอบพิธีกรรมเหล่านั้นจะ
ทําให้เกดิ สิรมิ งคลแก่ตนเองและครอบครวั มากกว่าคดิ วา่ พธิ ีกรรมนั้นมาจากความเช่ือเรื่องใด19
2.2.2 ประเพณีและวัฒนธรรม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) ประเพณี
ทางศาสนาของชาวอีสาน เรียกว่า ฮีตสิบสองคอง (ครอง) สิบส่ี เป็นประเพณีแต่โบราณและเป็น
สำนกั หอสมุดกลางประเพณีดงั้ เดิมของชาวอสี าน ดังนี้
1. เดอื นเจียง (เดอื นอ้าย) สังฆเจา้ เขา้ กรรม
2. เดอื นย่หี าพนื ถา่ นมาไว้ นิมนตพ์ ระสงฆเ์ จ้ามาสวดชยั มงคลเอาบุไ
3. เดอื นสามทําบไุ ขา้ วจ่ี (จีข่ า้ วจ)่ี และ วันมาฆบชู า
4. เดอื นส่ี หาดอกไม้มาตากไว้ มีบุไพระเวส เรยี กวา่ มหาเวสสนั ดรชาดก เปน็ ตน้
5. เดอื นห้า สงกรานต์
6. เดอื นหก สรงนาํ้ พระทาํ พุทธาภเิ ษก และวันวสิ าขบูชา
7. เดอื นเจ็ดบูชาเทพอาฮกั และสูตรซําฮะเมอื ง คอื บชู าเทวดาอารักษเ์ ลย้ี งมเหศกั ดิ์หลักเมือง
8. เดอื นแปดสังฆเจา้ เขา้ วัสสาประณา (เขา้ ปรุ ิมพรรษา)
9. เดือนเกา้ (แรม 14 ค่าํ ) ถอื กันว่าตอ้ งใหท้ านข้าวประดับดนิ (ข้าวผลดั ดิน)
10. เดือนสบิ ใหท้ านข้าวสาก (ข้าวสลาก) หรอื บุไสลากพัตร์
11. เดอื นสบิ เอด็ สังฆเจา้ ออกวัสสาประณา
12. เดือนสิบสอง สว่ งเฮอื นบชู าพยานาค 15 ตระกูล
นอกจากบุไประเพณี 12 เดอื นแล้วก็ยงั มปี ระเพณีของไทย-ลาว คือ
1. การทาํ บุไขน้ึ บ้านใหม่
2. ประเพณีบไุ กองบวชกองฮด
3. ประเพณีกินดอง (แต่งงาน)
4. ประเพณีงันเฮือนดี
5. ประเพณลี งข่วง (สว่ นมากเปน็ พวกหนุ่มสาว)
6. ประเพณแี ฮกนา สู่ขวไั นา
7. พธิ ีเลยี้ งตาแฮก (นา)
8. ประเพณีบา (บาย) ศรีสู่ขวไั
18กฤษณา วงษาสนั ต์, วถิ ไี ทย (กรงุ เทพฯ: เธรี ์ดเวฟ เอ็นดเู คชนั้ , 2542), 31-32.
19ธวัช ปุณโณทก, “ความเชือ่ พื้นบ้านอันสมั พนั ธ์กบั วิถชี ีวิตในสงั คมอีสาน,” วฒั นธรรมไทย
30, 1 (เมษายน, 2534) : 67-70.
17
9. ประเพณงี ันกรรม (เวลาคลอดบุตรหรือออกลกู )
10. ประเพณผี ดิ ผี
11. ประเพณเี ต้าขว่ ง (เลีย้ งผี)
12.ประเพณีเล้ยี งผปี ู่ยา่
13. ประเพณเี สยี่ งเคราะหบ์ ูชา
14. ประเพณสี ขู่ วไั วัวควาย20
2.3 ความเชือ่ ประเพณแี ละวัฒนธรรม ภาคใต้
2.3.1 ความเชือ่ ความเช่ือของชาวภาคใต้ ได้จําแนกออกเป็น 4 ประเภท ตามที่ สุธิวงศ์
สำนกั หอสมุดกลางพงศ์ไพบลู ย์ ดังนี้
1. ความเชื่อท่ีเก่ียวกับลัทธิและศาสนา ความเช่ือของกลุ่มนี้แตกต่างกันไปตามชนกลุ่ม
น้อยและศาสนา ชนกลมุ่ น้อยในภาคใตม้ ี 2 กล่มุ คือ ชาวเลหรือชาวนํ้า (อย่ทู างฝน่งตะวันตก) และพวก
ซาไก (มีเหลืออยู่น้อย เช่น ในจังหวัดยะลา) ความเช่ือของชน 2 กลุ่มน้ีเด่นในเร่ืองผี วิไไาณ และ
อํานาจเหนอื ธรรมชาติ ส่วนความเชื่อท่ีสืบเน่ืองจากศาสนาจําแนกเป็นกลุ่ม ไทยพุทธ ไทยมุสลิมและ
ชาวจีน เชน่ ชาวจีนในจังหวัดภูเก็ต เป็นต้น ความเช่ือส่วนหน่ึงถือตามศาสนบัไไัติส่วนหน่ึงเกิดจาก
ประเพณที ่เี กย่ี วกบั ศาสนาและการแปลความ
2. ความเชอ่ื ทางไสยศาสตร์ ความเช่อื กลุ่มนเ้ี กดิ จากความเช่ือมั่นตอ่ ความเช่ือกลุ่มแรก
ถอื วา่ ชีวิตอยู่ใตอ้ ํานาจของสงิ่ เหนอื ธรรมชาติหรอื บุไไาธิการของพระศาสดาและทวยเทพทง้ั ปวง
และผู้ใดสามารถยึดมั่นในสง่ิ เหลา่ น้ันไดก้ ด็ ี หรือเพียงบาํ เพไ็ จนอาํ นาจเหลา่ นน้ั มขี นึ้ ในตวั ตนกด็ ีจะทํา
ใหต้ นมีคณุ วเิ ศษเหนือคนสามัไ พวกน้จี งึ เชือ่ ในเรอ่ื งไสยศาสตร์ เวทมนตร์คาถาเครื่องรางของขลงั
และโชคลาง แล้วมกั ดงึ ศาสนาเข้ามาผสมผสาน มีอทิ ธิพลของลทั ธิศาสนาพราหมณแ์ ละลัทธินิยม
ดั้งเดมิ อยู่ประสมเปน็ อันมาก
3. ความเชอื่ เกยี่ วกับจริยาวัตร ความเช่ือกลุ่มน้ีส่วนใหไ่เกิดแต่อุบายท่ีจะอบรมสั่งสอน
ใหผ้ ทู้ ีอ่ ยู่ในความรับผดิ ชอบ มีความประพฤติหรือกรยิ าท่ีควรประพฤติสอดคล้องกับค่านิยมของสังคม
น้ัน ๆ ซง่ึ มสี ภาวะทางธรรมชาตแิ ละปทัสถานของสังคมนั้น ๆ เป็นเคร่ืองกําหนด มีการปลูกฝนงให้เชื่อ
ตามใหป้ ฏบิ ตั ิตามมกั นาํ เอาคณุ และโทษทอ่ี ย่เู หนือวิสยั
4. ความเช่ือท่ีเก่ยี วกบั ยากลางบา้ นและการปนดเปา่ รักษาไข้ ความเช่ือกลุ่มนี้เกิดแต่ความ
จาํ เปน็ ในการด้ินรนตอ่ สู้เพ่อื ความอยรู่ อดและปลอดภัยของชีวิตเพ่ือบําบัดปนดเป่าโรคภัยเจ็บไข้ ความ
เช่ือส่วนหน่ึงได้จากประสบการณ์ท่ีสะสมสืบต่อกันมา ซึ่งมีลักษณะของการคลาดเคล่ือนไขว้เขวเป็น
ธรรมชาตใิ นตัวของมันเอง และอกี ส่วนหนึ่งเกิดจากการเดาสมุ่ จงึ เปน็ ความเช่อื ทอ่ี าจเป็นจริงได้ และท่ี
เกิดสําคัไผิดเพราะผู้รับช่วงขาดวิธีการและเครื่องช่วยในการพิสูจน์เลือกเป็นยากลางบ้านส่วนหน่ึง
20เตมิ วิภาคยพ์ จนกจิ , ประวัติศาสตร์อสี าน, พมิ พค์ ร้ังที่ 3 (กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั
ธรรมศาสตร์, 2542), 548-550.
18
เป็นประเภทสมุนไพร และอีกส่วนหน่ึงเป็นการรักษาแบบปนดเป่าเวทมนตร์คาถาท่ีผู้สืบทอดปรุงแต่ง
ขึ้น เพือ่ เสรมิ สรา้ งความศรัทธาเชอื่ ถือในการใชย้ ากลางบ้านหรอื ใช้เฉพาะเวทมนตรค์ าถา21
ภาคใต้เป็นภูมิภาคท่ีรับอิทธิพลจากพราหมณ์และพุทธมาก่อน โดยเฉพาะพุทธลัทธิ
มหายานมีความรุ่งเรืองมาก โดยมีปราชไ์ชาวต่างชาตินับถือและยกย่อง ยอมรับว่ า ล้วนแต่ออก
จากตัมพรลงิ ค์ ทเ่ี ปน็ ศนู ยก์ ลางของพทุ ธศาสนาท่ีพระธาตุนครศรธี รรมราช เหตนุ ี้เองทําให้ลัทธิศาสนา
ทัง้ สองศาสนาฝนงลึกอย่างมนั่ คงในภาคใต้อิทธิพลทั้งสองศาสนามีผลต่อวัฒนธรรมด้านอ่ืน ๆ ของชาว
ภาคใต้เปน็ อย่างมากซ่ึงความเชื่อของดนตรีนาฏศิลป์นิยมผูกพันกับความเชื่อของศาสนา เช่น โนรา
โรงครู และยังมีการละเลน่ บางอย่างที่เกิดข้ึนเพื่อใช้ประกอบพิธีทางศาสนาคือ คําตัก การแข่งขันปืด
การเล่นเพลงเรือในประเพณีชักพระ เป็นต้น และความเช่ือของศาสนาพราหมณ์มีแทรกอยู่ในการ
สำนกั หอสมุดกลางแสดงดนตรีนาฏศิลปเ์ กือบทกุ ชนดิ 22
ความเชื่อที่เกี่ยวกับเทพฮินดูท่ีปรากฏในภาคใต้ตอนล่างก่อนที่จะมาได้รับวัฒนธรรม
อสิ ลาม มใี นขนบประเพณแี ละพธิ ีกรรมต่าง ๆ ท้ังท่ีเป็นพิธีกรรมส่วนบุคคลและเป็นวัฒนธรรมชุมชน
ความเชอ่ื สว่ นใหไม่ ักจะผสมผสานระหว่าคติพราหมณ์และพทุ ธ เช่น ประเพณีชาเรินเป็นพิธีบูชาหรือ
บวงสรวงเทพเจา้ ตามความเชือ่ วา่ เคราะหร์ า้ ยและโรคภัยไขเ้ จ็บต่าง ๆ ที่เกดิ ขึ้นกับมนุษย์และสัตว์นั้น
เพราะเทพเจา้ เปน็
ผดู้ ลบนั ดาล จึงต้องทําการขออภัยโดยการบวงสรวงตามพิธีกรรมของพราหมณ์ จําต้อง
อัไเชไิ เทพต่างๆ เช่น เทพยดาในท้องฟ้า ท้าวบริศาสตร์ภูมิชัย ท้าวภูวยศไกร ท้าวขุนยักษ์ ท้าวขุน
เดช ท้าวขุนแดนพระอุบาทว์จัไไร พระไสยา พระสะตํา พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระเพลิง พระยม
ราช พระนารายณ์ พระพิรณุ พระอินทร์ พระโสม พระโพสพ ฯลฯ ให้มารบั เคร่ืองสังเวย ในพิธีกรรมน้ี
นอกจากมเี ครอ่ื งบชู าครู ดว้ ยหมากพลู ข้าวตอก ดอกไม้ ธูปเทียน ยังมีการปน้นรูปเทวดาด้วยแป้งท่ีทํา
ขนม มีการทําศาลคล้ายเขาพระสุเมรุ มีการป้นนรูปพระพรหมและพระอิศวร ช้ันกลางป้นนรูปพรอินทร์
พระเพลงิ พระยมราช พระนารายณ์ พระพิรุณ พระพาย พระโสมและ แมโ่ พสพ รวม 8 องค์อยู่ในทิศ
ทั้ง 8 ชั้นล่างสมมติเป็นบาดาล ปนกรูปพระภูมิทรงมังกร และรูปนักษัตรเป็นต้น พิธีกรรมมีทั้งพิธี
พราหมณ์ ทาํ พธิ ีถวายศาลโดยการ “โอม” ทาํ พิธีชมุ นมุ เทวดา และถา้ มพี ธิ สี งฆ์ หมอก็จะทําพธิ ีถวาย
เริน (เรือน) มีพิธีส่งเทวดา และโอมขับเข็ไ คือ การขับไล่เสนียดจัไไร หมอทําพิธีตั้ง
อาถรรพ์ เป็นต้น วฒั นธรรมพื้นบ้านภาคใต้เก่ียวกับการบูชานับถือเทพฮินดูได้ตกผลึกเป็นวัฒนธรรม
ในระดบั ลกึ ฝนงอยูใ่ นวิถชี วี ติ ของชาวใต้อย่างมีพลัง ดังจะเห็นได้จากขนบประเพณีและพิธีกรรมอื่น ๆ
เป็นจํานวนมาก
21บษุ กร บณิ ฑสันต์, ดนตรีภาคใต้ ศิลปนิ การถ่ายทอดความรู้ พิธกี รรมและความเชื่อ
(กรุงเทพมหานคร: จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, 2554), 18-19.
22สธุ ิวงศ์ พงคไ์ พบูลย์, ลักษณะไทย ศิลปะการแสดง, พมิ พค์ ร้ังที่ 2 (กรงุ เทพมหานคร:
อมรนิ ทร์พรนิ้ ตง้ิ แอนดพ์ ับลิชช้งิ , 2551), 196.
19
เชน่ การไหว้สดั ดี (สวสั ติ) เพื่อเปน็ สริ ิสวสั ดิมงคลจากส่ิงอันเป็นท่ีเคารพบูชา มีประเพณีไหว้สัดดีน้อย
ไหวส้ ัดดใี หไ่หลายโอกาส เชน่ ไหว้สดั ดีน้อยก่อนนอน ไหว้สดั ดกี อ่ นการศึกษาเล่าเรียน ไหว้สัดดีถอน
เสนียด และไหวส้ ัดดีในพิธีต่าง ๆ23
2.3.2 ประเพณแี ละวฒั นธรรมภาคใต้
1. ประเพณีแหผ่ ้าขนึ้ พระธาตุ ณ วดั พระมหาธาตุวรมหาวหิ าร นครศรีธรรมราช ใน
วันขน้ึ 15 คา่ํ เดือน 6 คือ วันวิสาขบูชา และ วนั มาฆบูชา ขึ้น 15 คํา่ เดอื น 3
2. ประเพณตี กั บาตรธปู เทยี นมีขึ้นในวนั แรม 1 คาํ่ เดือนแปด
3. การถือศีลกินเจของชาวตรังตรงกับวันขึ้น 1 คํ่า ถึง 9 คํ่า เดือน 9 ของจีน (ตรง
กบั เดอื น 11 ของไทย ชว่ งเดอื นกนั ยายน-ตลุ าคมทุกปี)
สำนกั หอสมุดกลาง4. ประเพณชี งิ เปรตช่วงเวลาวนั แรม 1 ค่าํ เดอื น 10 และ วนั แรม 15 คํา่ เดอื น 10
5. ประเพณชี ักพระ วันแรม 1 ค่ํา เดือน 11 ด้วยความเชื่อว่าเป็นวันท่ีพระพุทธเจ้า
เสดจ็ กลบั จากสวรรค์ชัน้ ดาว ดงึ ส์ลงมายงั โลกมนษุ ย์
6. ประเพณีกวนขนมอาซูรอ เป็นประเพณีพื้นบ้านของชาวไทยท่ีนับถือศาสนา
อสิ ลาม คําว่า "อาซูรอ" เป็นภาษาอาหรับ หมายถึงวันที่ 10 ของเดือนมูฮรอม อันเป็นเดือนแรกของ
ปฏิทนิ อาหรบั
3. ชาตพิ นั ธุ์ที่ศกึ ษาของภมู ิภาคที่ศึกษา
คนไทยเผ่าต่างๆ เดิมอยู่ในหุบเขาทางภาคใต้ของประเทศจีนและย้ายมาต้ังถ่ินฐานใน
ดินแดนที่เรียกวา่ ประเทศไทย เมือ่ ปลายพทุ ธศตวรรษท่ี 6-7 เม่ือถึงปลายพุทธศตวรรษท่ี 14 มีความ
รุ่งเรืองของอาณาจักรซึ่งในปนจจุบันเป็น ภาคกลางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึง
ราชอาณาจักรลาว ซ่ึงดินแดนแถบนี้มีกลุ่มชาติพันธ์ุอยู่หลายภาษา เช่น ไทยกลาง ภาษาไทยลาว
ภาษาไทยเหนอื ภาษาไทยโคราช และภาษาปกน ษใ์ ต้
3.1 ชาติพนั ธุท์ ีศ่ กึ ษาของภาคเหนือ
ล้านนากล่มุ ชนในอาณาจกั รล้านนาเคยเรียกตนเองและถูกเรียกโดยคนอื่น ๆ ว่าคน
ไวน หรือโยน หรือ โยนก หรอื หมายถึงแคว้นโยนก อย่างไรก็ตามในปนจจุบันประชาชนท่ีอยู่อาศัยใน
ภาคเหนือหรอื เขตวัฒนธรรมล้านนา จะเรยี กตนเองว่า คนเมือง
ชนกลุม่ ต่างๆ ในภาคเหนอื ได้แก่
ชนเผา่ ละวา้ หรือ ชาวลัวะ
ขอม หรอื กรอม
กระเหร่ยี ง หรือ ยาง
คนไต หรือ ไท
มอไ หรอื เมงคบุตร
23บุษกร บณิ ฑสนั ต์, ดนตรีภาคใต้ ศิลปนิ การถ่ายทอดความรู้ พิธีกรรมและความเชื่อ
(กรุงเทพมหานคร: จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2554), 19-20.
20
ในทน่ี ้จี ะกล่าวถึง มอไ หรือ เมงคบุตรจากการศึกษาพบว่า ชนชาติมอไมีวัฒนธรรมที่
เกยี่ วข้องกบั เมอื งหรภิ ุไชัยอย่างใกล้ชดิ โดยปรากฏหลกั ฐานในเอกสารว่า พวกเมงคบุตรอาศัยอยู่บน
แถบนีม้ าตงั้ แตก่ ่อนการสร้างเมือง โดยฤาษีวาสุเทพได้ให้อาศัยอยู่ในเมืองมิคสังฆนครซึ่งตั้งอยู่ติดกับ
ดอยสเุ ทพ ต่อมาพระนางจามเทวี ทรงจัดกลุ่มให้ชนอยู่เป็นหมู่เป็นพวก โดยให้ชาวละโว้อยู่ทางด้าน
ทศิ หนอีสานของเมือง และชาวมคิ สงั ฆนครหรอื มอไอย่ทู างด้านทศิ หนปนจฉมิ จาํ นวนชาวมอไมจี ํานวน
มากท่ีพักอาศยั อยใู่ นเมือง ประมาณช่วงปลาย พทุ ธศตวรรษท่ี 15 เกดิ โรคห่าระบาด จึงอพยพไปเมือง
สุธรรมนครในแคว้นมอไ เม่ือโรคระบาดหายแล้วก็ได้เดินทางกลับมาอยู่ที่เดิม การอพยพของ
ชาวเมอื งหริภไุ ชัย มคี วามสัมพันธ์กบั ชาวมอไในพม่าเป็นอย่างดี ซ่ึงอาจแปลความได้ว่าในพื้นที่ราบ
สำนกั หอสมุดกลางลุ่มแม่น้ําปิงในช่วงก่อตั้งอาณาจักรล้านนาได้มีชนชาติมอไอาศัยอยู่เป็นจํานวนมากและอาจเป็นชน
กลมุ่ ใหไอ่ ีกกลมุ่ หน่งึ ในลา้ นนา24
3.2 ชาตพิ นั ธุ์ทีศ่ กึ ษาของภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ (ภาคอีสาน)
สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ กล่าวถึง ประวัติของชาวผู้
ไท ได้พระราชนพิ นธเ์ กีย่ วกบั พงศาวดารของเมืองไล และพงศาวดารเมืองแกง ว่า เจ้าพระยาฤทธ์ิรงค์
รณเฉท (ศขุ ชโู ต) กับ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ได้ขึ้นไปตั้งทัพท่ีเมืองทั้งสอง แล้วสอบถามกับเจ้าขุน
เมอื งท้ังสอง และไดบ้ ันทึกเปน็ ความว่า คําวา่ สบิ สองจุไทย เดิมเรยี กวา่ สบิ สองเจ้าไทย และประชาชน
ทอี่ ยใู่ นเมืองสิบสองจุไทยเรียกว่าชาวผู้ไท ต่อมาไดแ้ ยกหวั เมอื งเป็นสบิ สองหัวเมอื ง
ดําเนิร เลขะกุล กล่าวว่า แคว้นสิบสองจุไทย เมืองไล ชาวผู้ไท ได้เดินทางมาอยู่และ
กล่าวถึงอุปนิสัยของชาวผู้ไทขาวและชาวผู้ไทดําว่าเป็นพวกที่ชอบอยู่กันเป็นกลุ่มก้อน รั กพวก เชื่อ
ผู้นํา ไมน่ ยิ มปะปนกะกลุม่ อน่ื เปน็ กลมุ่ ที่มคี วามเชื่อทางด้านศาสนาพุทธและมีความเช่ือผสมผสานกับ
การนับถือผี โดยให้ความหมายคําว่า ผู้ไท และ ภูไทย ตลอดจนตํานานของชาวผู้ไทในถิ่นฐานเดิม
ชาวผู้ไท แบ่งออกเป็น 4 สายคือ ผู้ไทขาว ผู้ไทแดง ผู้ไทดํา และผู้ไทลาย และแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม
คือ กลุม่ ผูไ้ ทดําและกลมุ่ ผูไ้ ทขาว25
ถวลิ เกสรราช กลา่ วถงึ ชาวผู้ไทว่า อพยพมาต้ังถ่ินฐานอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ของประเทศไทยอยู่ภายในเขตจังหวัดกาฬสินธ์ุ จังหวัดสกลนคร และจังหวัดมุกดาหาร และยังมีอยู่
บา้ งทางจงั หวัดอบุ ลราชธานแี ละจังหวดั อุทัยธานีอีกดว้ ย26
ถวิล จันลาวงศ์ ศึกษาประวัติความเป็นมาของชาวผู้ไทว่า เม่ือราว พ.ศ. 400 เร่ิมมีการ
อพยพจากภาคใต้ของจนี คอื มณฑลฮุนหนํา กุยจิ๋ว กวางไส กวางตุ้ง และมาต้ังถิ่นฐานภูมิลําเนาเป็น
พวกเดียวกัน กลุ่มแรกอพยพมาจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ ต้ังอยู่แถบลุ่มแม่น้ําคงคา (สาละวิน)
เรียกว่า เงีย้ ว และกลมุ่ ท่สี องอพยพมาจากทางตอนใต้ตั้งอยู่ท่ีเมืองแส (น่านเจ้า) ระหว่างแม่นํ้าดํากับ
แมน่ าํ้ แดง ต่อมากลุ่มนี้ได้อพยพต่ออีกหลายสาขาเช่น ลงมาทางเมืองแสนหวี เมืองยะไข่ แถบแม่น้ํา
24สรุ พล ดาํ รหิ ก์ ุล, ล้านนา ส่ิงแวดล้อม สงั คม และวัฒนธรรม (กรงุ เทพฯ: คอมแพคท์
พรินท์,2542), 81-90.
25ดําเนิร เลขะกลุ , ผู้ไทย (ขนุ บูลม อนสุ าร อสท มิถุนายน, 2505), 21-23.
26ถวลิ เกสรราช, ประวัตผิ ู้ไทย (กรงุ เทพฯ:กรงุ สยามการพมิ พ,์ 2512), 1-3.
21
สาละวิน แม่น้ําอิรวดี ข้ึนไปทางแคว้นอัสสัมของอินเดีย โดยตั้งอยู่แถบแม่น้ําพรหมบุตร อพยพมา
เมืองพงแล้วลงมาเชียงใหม่ เมืองหริภุไไชย อพยพลงมาทางตอนใต้ของแม่น้ําโขง ไปทางทิศ
ตะวันออกเฉียงใต้ ไปตั้งเมอื งแถงไปอยู่แถบเมืองลอง ทุ่งเชียงคํา และไปอยู่แถบเมืองเซ่า (หลวงพระ
บาง ) จัดเป็น ก ลุ่มที่มีจําน ว น มาก ซึ่ง ต่ อ มาไ ด้อ พ ยพ มาอ ยู่ใน ปร ะ เทศไ ทยทาง ภา ค
ตะวันออกเฉียงเหนอื 27
3.3 ชาติพันธทุ์ ศ่ี ึกษาของภาคใต้
ชาวไทยปนกษ์ใต้ หรือ ชาวไทยภาคใต้ เป็นชาติพันธ์ุไทยที่อพยพลงมาสู่คาบสมุทร
ไทยเมื่อประมาณพทุ ธศตวรรษที่ 5 แต่ในคร้ังหลังท่ีอาณาจักรไทยทางตอนเหนือถูกรุกรานคนไทยจึง
อพยพลงทางทศิ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก ซ่งึ ในขณะน้นั อยู่ภายใตอ้ ํานาจของอาณาจกั รขอม จึงได้
สำนกั หอสมุดกลางมกี ารอพยพลงไปทางทศิ ใตอ้ กี เพราะไมอ่ ยากตกอยู่ภายใต้อํานาจของชนชาติอ่ืน จนมาถึงคาบสมุทร
ไทยที่มีคนไทยตั้งอาณาจกั รไว้อย่างมั่นคง คือ อาณาจักรตามพรลิงก์ มีอาณาเขตตั้งแต่ปะลิส ไทรบุรี
(ไซบุรี) ปะหงั (ปา่ หา้ ง) ยะโฮร์ (ยีห่ น;ยอฮอ) ไปถงึ เกาะเตะมาเซะ (ธรรมศกั ด)์ิ หรือสงิ คโปร์ในปนจจุบัน
การอพยพคร้งั สาํ คัไเกิดในสมยั อยุธยาตอนต้น เกดิ โรคระบาดทาํ ให้มีผู้คนลม้ ตายไป และชาวไทยใต้นี้
เปน็ ชาตพิ นั ธ์ไุ ทยทม่ี สี ่วนผสมกับชาวมลายู และชาวซาไก เป็นชาวไทยที่อาศัยอยู่ตั้งแต่จังหวัดชุมพร
ลงไปจนถงึ สุดเขตดนิ แดนประเทศมาเลเซยี ในแถบตมุ ปนต ในรัฐกลันตัน มชี าวไทยอยู่จาํ นวนมาก28
4. ลักษณะดนตรแี ละการแสดงของภูมิภาคท่ศี กึ ษา
4.1 ภาคเหนือ
ดนตรแี ละการแสดงของภาคเหนอื มี 3 ลักษณะ
1. ลกั ษณะการแสดงแบบด้ังเดมิ
2. การแสดงดนตรีแบบผสมผสานกันระหว่างคุ้มเจ้าหลวงเชียงใหม่และคุ้มของพระ
ชายาท่ีรบั อธพิ ลจากเมืองกลวง
3. รับอิทธพิ ลจากชนชาตอิ น่ื เช่น พมา่ ไทยใหไ่ เปน็ ต้น
4.1.1 เครื่องดนตรพี ้ืนเมือง
ประเภทดดี
1. เปีย๊ ะ
2. ซึง
ประเภทสี
1. สะลอ้
ประเภทเปา่
27ถวลิ จันลาวงศ์, ผู้ไทยราลึกกาฬสินธุ์ คร้งั ที่ 2 (กาฬสนิ ธุ์: ส่งุ ไคก่ ารพมิ พ์, 2515), 2-4.
28มณี พะยอมยงค์. ประเพณีฟอ้ นผมี ด – ผเี มง็ . เข้าถึงเม่ือ 25 พฤศจกิ ายน 2557,
เข้าถงึ ได้จาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%
B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89
22
ประเภทป่ี
1. ปี่แม่
2. ปีก่ ลาง
3. ป่กี ้อย
4. ปต่ี ดั
5. ปเ่ี ลก็
ประเภทแน
1. แนหลวง
สำนกั หอสมุดกลาง2. แนน้อย
ประเภทเคร่ืองตี
เคร่อื งตที ่ที าํ ดว้ ยไม้
1. ป้าดไม้ (ระนาดเอก)
2. กรบั
เคร่ืองตีทําด้วยโลหะ
1. ปา้ ดเหล็ก (ระนาดเอกเหลก็ )
2. ปา้ ดกอ๊ ง
3. ฆอ้ งวงใหไ่
เครื่องตีทาํ ดว้ ยโลหะ ประเภทฆ้อง
1. ฆอ้ งหยุ่
2. ฆ้องโหม่ง
3. ฆ้องเหม่ง
4. ฆอ้ ง(แผง) พม่า
5. ฉิง่
6. ฉาบ
ประเภทกลอง
1. กลองหลวง
2. กลองแอว
3. กลองปเู จ่
4. กลองปูจา
5. กลองสะบดั ไชย
6. กลองมองเชงิ
7. กลองเตง้ ทิ้ง
8. ตะโลด้ โปด้
9. กลองม่าน
23
4.1.2 วงดนตรีพน้ื บา้ น
1. วงกลองแอว ใช้บรรเลงประกอบการฟ้อนเมือง
2. วงปเู จ่ ใชบ้ รรเลงประกอบฟอ้ นกิง่ กะหร่า นางนก หรือฟ้อนโตของชนชาติ
ไทยใหไ่ ครัวทาน แห่ลกู แก้ว เป็นต้น
3. วงกลองมองเชิง ใช้บรรเลงประกอบฟ้องก่ิงกะหร่าของไทยใหไ่ และแห่
งานบุไต่างๆ
4. วงกลองม่าน บรรเลงประกอบการ ซอ ในโอกาสตา่ งๆ และงานมลคลอืน่ ๆ
5. วงเตง่ ท้งิ (วงป้าดกอ๊ ง) ใชบ้ รรเลงในงานอวมงคล และประกอบพิธกี รรมผีมด-ผีเมง็
สำนกั หอสมุดกลาง6. วงกลองปูจา บรรเลงในวาระเข้าพรรษา วนั ยเี่ ป็ง (วันเพไ็ เดอื น 12) เปน็ ตน้
7. วงกลองสะบดั ไชย ใช้เพ่อื การแสดงในโอกาสตา่ ง ๆ
4.1.3 นาฏศลิ ป์พน้ื เมืองภาคเหนอื
1. การฟ้อนแบบเมือง เช่น ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนครัวทาน ฟ้อนม่าน
ฟ้อนสาวไหม (ฟอ้ น)ตบมะผาบ ฟอ้ นเจงิ ฟอ้ นดาบ
2. การฟอ้ นแบบคมุ้ หลวง เช่น ระบําซอ ฟ้อนม่านมุยเชียงตา ฟ้อนน้อยใจยา
ฟอ้ นเง้ียว
3. การฟ้อนแบบไทยใหไ่ เชน่ ฟอ้ นไต กิ่งกะหรา่ โต
ดนตรีประกอบพิธีกรรมเกีย่ วกับการฟ้อน ผีมด-ผีเม็ง มีดนตรีประกอบการฟ้อนเรียกว่า
วงป้าด ณรงค์ สมิทธิธรรม กล่าวในหนังสือเรื่องดนตรีประกอบการฟ้อนผีในจังหวัดลําปาง ว่า คําว่า
พาด จากจารึกวัดพระยืน หมายถึง คําว่า ป้าด หรือ ปาต ตามลิ้นของชาวล้านนาเป็นแน่ จากการ
จารึกซ่ึงผู้จารึกเป็นชาวสุโขทัยย่อมจะใช้ลักษณะอักขระตามแบบของสุโขทัย คือ“พ” แทนตัว “ป”
ดงั นั้น คําว่า พาด จากจารึกน่าจะเป็น ป้าด หรือ ปาต ซึ่งคําน้ีภาษามอไหมายถึง ฆ้องวง และใน
ทาํ นองเดยี วกนั คําว่า พาทย์ ท่ี สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้สันนิษฐานว่ามีความหมาย ท่ีหมายถึง ฆ้องวง ใน
ขอ้ ความของจารึกวดั พระยนื จงั หวัดลาํ พนู ...เพราะขอ้ ความตอ่ เนื่องในบรรยากาศเดียวกัน ท่ีมีชื่อฆ้อง
ถือ หรอื แขวนตอี ยู่แล้ว ซือ่ พาทยท์ ป่ี รากฏอยูด่ ว้ ยจงึ หมายถงึ ฆอ้ งวง29
ประสิทธ์ิ เลียวสิริพงศ์ กล่าวถึงความสําคัไของเครื่องดนตรีท่ีสําคัไในวงป้าดเมืองคือ
กลองเต่งทงิ้ วา่
บทบาทของกลองเต่งทิ้งท่ีเป็นหลักของวงมาตลอดคือใช้ตีหน้าทับวนวงป่ีพาทย์ซ่ึง
เรยี กวา่ พาดฆ้อง หรือ พาด ตามภาษาถิ่น วงพาดฆ้องน้ีปนจจุบันมีบทบาทในวันฟ้อนผีมด-ผีเม็ง ของ
คนทรงซ่ึงกระทาํ ในเดือนเก้าเหนือ ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ในช่วงทําพิธีไหว้ครูของคน
ทรงตอนเชา้ วงพาดฆอ้ งจะใช้เครอ่ื งดนตรตี ามประเพณีด้ังเดิมบรรเลงประกอบพิธีกรรม ส่วนในตอน
29สจุ ิตต์ วงษเ์ ทศ, ศิลปวฒั นธรรม ร้อง รํา ทํา เพลง : ดนตรีและนาฏศลิ ปช์ าวสยาม,
พิมพค์ ร้ังท่ี 2 (กรงุ เทพฯ:มติชน, 2532), 126.
24
บ่ายเป็นช่วงเวลาที่คนทรงที่เป็นเจ้าภาพกับคนทรงที่มาเป็นแขกร่วมเลี้ยงตอนกลางวันท่ีเพิ่งผ่านไป
จะฟอ้ นรํากนั 30
ธรี ยุทธ์ ยวงศรี กลา่ วถงึ เก่ียวกบั การฟอ้ นผมี ด-ผีเม็งในหนงั สือดนตรีไทยอุดมศึกษาครั้งที่
๑๗ ว่าฟ้อนผีมด-ผีเม็งเป็นการฟ้อนของกําลัง หรือ คนท่ีถูกผีเข้า ดนตรีท่ีนํามาประกอบเรียกว่า วง
ป้าด ทํานองเพลงส่วนมากแลว้ จะเปน็ ทาํ นองเพลงมอไและเพลงพม่าเป็นส่วนใหไ่และยังกล่าวถึงวง
ป้าดไวอ้ ีกวา่
วงป้าด ผู้เขียนสันนิษฐานว่าน่าจะได้รับอิทธิพลจากพม่าและสยาม ทั้งน้ีสัง-เกตได้จาก
ลักษณะและวิธีการบรรเลงของเคร่ืองดนตรีที่นํามาผสมวง เช่นกลองเต่งท้ิง มีลักษณะคล้ายตะโพน
มอไ เสียงก็คล้ายคลึงกัน หรือ ปี่แน ซ่ึงมีลักษณะคล้ายปี่มอไแต่ผิดไปที่เสียงคือเสียงแหลมสูง
สำนกั หอสมุดกลางนอกจากนั้นยังเพิ่ม ปี่แนน้อย เข้าไปอีกหน่ึงเลา ลักษณะทํานองเพลงท่ีวงป้าดเมืองบรรเลงน้ันมี
ทาํ นองและเพลงของเกา่ เช่น เพลงปราสาทไหว เพลงล่องแม่ปงิ เพลงฤๅษีหลงถ้ํา ผีมดกินน้ํามะพร้าว
เพลงลอ่ งนา่ น และเพลงไทยภาคกลางอีกบางเพลงแต่นําไปเปลี่ยนช่ือใหม่ปนจจุบันมีการบรรเลงเพลง
ทุกแบบ อาทิ เพลงเกา่ ลา้ นนาเพลงไทยภาคกลาง เพลงลูกทงุ่ เพลงลูกกรงุ ลักษณะวงดนตรีท่ีเรียกว่า
วงป้าดนั้น การบรรเลงแต่ครง้ั ในอดตี 31
4.2 ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ (ภาคอีสาน)
4.2.1 เครือ่ งดนตรีพ้นื เมือง
ประเภทดีด
1. พิณพน้ื เมอื ง หรือเรยี กตามท้องถน่ิ พิณ ซุง หมากจับป่ี หมากตับเต่ง
2. หมากตดโต่ง
ประเภทสี
1. ซอพืน้ เมือง
ประเภทตี
1. โปงลาง
ประเภทเป่า
1. แคน
เครอ่ื งประกอบจังหวะ
เคร่อื งโลหะ ฉ่ิง ฉาบกลาง ฉาบใหไ่ ฆ้อง
เคร่อื งไม้ หมากกับ๊ แก็บ
เครอ่ื งหนงั กลองยาว รํามะนาพ้ืนเมือง กลองตุ้ม กลองเส็งหรอื กลองกง่ิ
30ประสทิ ธิ เลียวศริ ิพงศ์, ดนตรไี ทยภาคเหนอื (เชยี งใหม่: สถาบันราชภฎั เชียงใหม่,
2542), 28.
31ธีรยทุ ธ ยวงศรี, “ศิลปะการขบั รอ้ ง,ฟอ้ นรํา,ดนตรีล้านนา,” ในดนตรีไทยอดุ มศึกษา
คร้ังท่ี 17 (เชยี งใหม:่ ช้างเผือกเชยี งใหม่, 2529), 63.
25
4.2.2 ดนตรปี ระกอบพิธีกรรมเกย่ี วกับการเหยา
การเหยา เป็นพิธีกรรมที่ต้องอาศัยการบรรเลงและการลํา ในลักษณะการ
ผสมวรรณกรรมในการผสมดนตรี ผู้ขับร้องเรียกว่า หมอลํา ส่วนผู้บรรเลงดนตรีเรียกว่าหมอแคน
หมอปี่ ชัชวาล วงศ์ประเสริฐ ได้ศึกษาการเหยาของชาวผู้ไทยว่า ต้องประกอบด้วย หมอเหยา หมอ
แคน โดยวิธีการเหยาเริ่มจากการเป่าแคน เริ่มจากหมอแคนเป่าแคน หมอเหยาจะเริ่มพิธี โดยการ
บูชาครู ปรบมอื ๓ ครงั้ แลว้ ลาํ (รอ้ ง) ซ่งึ มีการลําหลายแบบ เช่น แบบโซ่ แบบผู้ไทย เป็นต้น เมื่อผีเข้า
สำนกั หอสมุดกลางแลว้ หมอเหยาก็จะลาํ กลอนด้น หมอแคนก็จะบรรเลงไปเรื่อยๆ32
ในการประกอบพธิ ีเหยานัน้ โดยสว่ นใหไ่แล้วจะใช้ ป่ีผู้ไท แคน และกระจับป่ี เป็นเคร่ือง
ดนตรีหลัก โดยที่หมอเหยาทเ่ี ปน็ เจ้าภาพจะตอ้ งเตรยี มจดั หาเคร่ืองดนตรเี ตรียมเอาไว้หลาย ๆ เลา ซึ่ง
ในการบรรเลงดนตรีจะบรรเลงดนตรีทุกช่วงขณะในช่วงของพิธีกรรม ดังน้ันในพิธีกรรมเหยา หมอ
แคน หรอื ทเ่ี รียกกนั ว่า หมอมา้ เปน็ เคร่อื งดนตรีหลักในการสือ่ สาร33
4.3 ภาคใต้
4.3.1 เครอ่ื งดนตรพี ้ืนเมอื ง
ประเภทตี
1. กลองหนังหรือกลองโนรา (กลองตุ๊ก)
2. โพน
3. ปืด
4. ทน
5. ทับ
6. กรบั พวง หรือแตระ
7. โหมง่ (ฆอ้ งคู่)
ประเภทเปา่
1. ปก่ี าหลอ
2. ปไ่ี หน (ปีใ่ น)
32สไั ชยั ดว้ งบงุ้ , “ดนตรพี ธิ ีกรรมของชาวผู้ไท ในตําบลโนนสงู อาํ เภอหลองสูง จงั หวัด
มุกดาหาร” (ศิลปศาสตรมหาบัณฑติ ดนตรชี าตพิ นั ธุว์ ทิ ยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์, 2550), 239.
33สุรชัย ชินบตุ ร, ”การสืบอํานาจศกั ด์ิสิทธิข์ องหมอเหยาและอัตลกั ษณ์ของชาวผู้ไทยใน
พธิ ีเหยาเล้ยี งผี: กรณีศกึ ษา ตําบลโนนสูง อาํ เภอหลองสูง จังหวดั มุกดาหาร” (วทิ ยานิพนธป์ ริไไา
ดุษฎีบัณฑิต สาขาภาษาไทย ภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2553), 156-157.
26
4.3.2 ดนตรีและนาฏศิลป์ภาคใต้
การแสดงไทยพทุ ธ
1. โนรา
2. หนังตะลงุ
3. ลิเกปา่
4.เพลงบอก
5. คาํ ตดั
6. โตะ๊ ครมึ
7. สวดพระมาลัย
สำนกั หอสมุดกลาง8. กาหลอ
9 เพลงนา
การแสดงของมสุ ลมิ
1. รองเง็ง
2. กรือโต๊ะ
3. มะโย่ง
4. ซมั เปง
5. ดิเกฮูลู
6. ซิละ
ดนตรีประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับโนราดนตรีพ้ืนเมืองภาคใต้มีบทบาทในการบรรเลง
ประกอบการละเล่นทุกชนิด สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในการละเล่นพื้นเมืองของภาคใต้ คือ เคร่ืองดนตรี
ส่วนมากแล้วเครือ่ งดนตรขี องภาคใต้จะเป็นเครอ่ื งประเภทเครื่องตี
เครือ่ งดนตรีในภาคใต้เดิมเป็นประเภทเครื่องตีหรือเครื่องให้จังหวะ ซ่ึงได้รับอิทธิพลจาก
เครอ่ื งดนตรีเพือ่ นบา้ น คอื ชวา-มลายู และภาคกลางของประเทศไทย ในระยะต่อมาพัฒนาการของ
ดนตรีภาคใต้ได้รบั ดนตรีกลุ่มชนอ่นื เข้ามาปรับใชแ้ ละประสมประสานกับดนตรีพ้ืนเมืองท่ีเน้นเครื่องตี
เปน็ หลัก เครอื่ งดนตรีของชาวใต้ยงั เป็นเครือ่ งนนั ทนาการสําหรับชาวบา้ น เปน็ สัไไาณบอกข่าวคราว
เชน่ เทศกาลชกั พระ การเล่นกาหลอในงานศพ
ลกั ษณะดนตรีพน้ื บ้านของภาคใต้นั้นเป็นเอกลักษณ์ท่ีชัดเจนถือเอาจังหวะเป็นเอก ส่วน
ทํานองเพลงเป็นเพียงช่วยเสริม ลีลาของดนตรีภาคใต้มีจังหวะกระช้ัน หนักแน่น เฉียบขาด เร้ารุก
มากกว่าอ่อนหวานและเนบิ ช้า เครื่องดนตรีที่เป็นหลักมี ทับ กลองตุ๊ก โพน โหม่ง ฉ่ิง กรับและแตระ
เครื่องตที ีร่ บั อิทธพิ ลจากมลายคู ือ ทน สว่ นกลองที่นิยมในกลุ่มของมุสลิม มกี ลอง บานอ กรอื โตะ๊ 34
วงปี่พาทยช์ าตรี เป็นวงดนตรีเกา่ แก่ที่มีมาแต่โบราณ ใช้บรรเลงประกอบการแสดงโนรา
ชาตรีและหนังตะลุงทางภาคใต้ ซ่ึงโนราเป็นเร่ืองของการซัดท่ารํา ตามจังหวะทับและกลองซึ่ง
34บุษกร บณิ ฑสนั ต์, ดนตรภี าคใต้ ศลิ ปนิ การถา่ ยทอดความรู้ พิธีกรรมและความเช่อื
(กรุงเทพมหานคร: จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, 2554), 5-6.
27
ชาวบ้านนิยมพูดกันว่า รําให้ลงกลองร้องให้ลงโหม่ง ส่วนป่ีน่าจะเข้ามาเป็นเคร่ืองดําเนินทํานองเพื่อ
ความไพเราะในภายหลัง35
เครือ่ งดนตรขี องโนราให้จงั หวะเทยี บไดก้ ับเครื่องเบไจดุริยางคต์ ามตําราอินเดียดงั น้ี
ทบั เปน็ เครอ่ื งดนตรที ่ีสาํ คัไท่ีสุด เทยี บไดก้ บั วติ ตํ กลองตุก๊ เทยี บไดก้ ับ อาตตวติ ตํ
ป่ี เทยี บได้กบั สสุ ริ ํ โหม่ง เทียบไดก้ ับ มตํ และแตระใชส้ ําหรับการร้องร่ายหน้าแตระ
(ใช้แตระอยา่ งเดยี วไมใ่ ชเ่ ครื่องประกอบอย่าอื่น)36
5. พธิ กี รรมเปรียบเทียบ
ปไน ไา รุง่ เรือง ได้จาํ แนกดนตรที ่ีประกอบพิธีกรรมไว้ 2 ประเภท คอื ดนตรพี ธิ กี รรมทาง
สำนกั หอสมุดกลางพระพุทธศาสนา และพิธีกรรมทางพระราชสํานักและบทบาทหน้าท่ีของดนตรีพิธีกรรมทาง
พระพุทธศาสนาของดนตรีไทยน้ันต่างจากดนตรีของศาสนาของชาวตะวันตก ซ่ึงบรรดานักบวชและ
ฆราวาสใช้ดนตรีโดยตรงในพิธีกรรมทางศาสนา ส่วนดนตรีไทยท่ีบรรเลงประกอบพิธีกรรมเพื่อให้
พธิ กี รรมนัน้ มผี ลทางใจสมบรู ณข์ ้นึ แต่ไม่ใช่ส่วนหน่ึงของพิธีกรรม จึงไม่มีดนตรีประกอบการสวดมนต์
แต่มเี ครอ่ื งดนตรเี พ่อื การบชู า37
5.1 พิธกี รรมฟอ้ นผีมด-ผเี ม็ง
เรื่องของผีมด-ผีเม็งจะเป็นผีประจําตระกูลที่จัดอยู่ในผีบรรพบุรุษท่ีเรียกกันว่าผีปู่ย่า
และจะพบวา่ คนสว่ นมากที่มีการนับถือจะเป็นคนชุมชนเมืองเน่ืองจากเป็นผู้มีเช้ือสายมาจากต้นตระกูล
เจ้านายและขุนนาง และผีปู่ย่าของตระกูลผีมด-ผีเม็งจะมีชื่อเรียกขานเป็นเช้ือเจ้านายในตํานานของ
บุคคลสําคัไในพนื้ ท่นี นั้ ๆเร่ืองราวของผีมด-ผีเม็งน้ันไมส่ ามารถระบุได้ว่าเป็นประเพณีสืบทอดมาจากชน
กลมุ่ ใด เพราะชาวไทยไวนก็มีการนับถือผีปู่ย่าเช่นกัน และที่สังเกตได้ว่ามีกลุ่มคนที่นับถือผีมด-ผีเม็ง
อาจมบี รรพบุรุษเช้ือสายจากชาวลัวะ อย่างไรก็ตามการนับถือผีมดเป็นวัฒนธรรมของชาวล้านนาหรือ
ไทยไวนมาเปน็ เวลานานความหมายของผีมดมผี ้อู ธบิ ายไว้หลายประการ
ประการแรก มีผู้เล่าเป็นนิทาน เล่าว่า เกิดจากความเชื่อในการส่งวิไไาณของผู้สูงอายุ
ไปเสวยสุขในเมืองพรหมโดยให้ลูกหลานฆ่ากินเลือดเน้ือเพื่อให้เกิดสิริมงคลชีวิตที่จะส่งดวงวิไไาณ
ให้กับผู้น้ัน ทําการเลื่อยกายโดยใช้เนื้อหมูของแต่ละคนวางให้มดกิน มีความเช่ือว่ามดเป็นสัตว์ท่ี
ประเสริฐ มีหูทพิ ย์ ตาทพิ ย์ จมกู ทพิ ย์ ถ้ามดมาตอมเนอื้ หมกู อ้ นของใคร ลูกหลานก็พร้อมใจกันฆ่าส่ง
วไิ ไาณไปสู่พรหม
35วริ ัตน์ เลีย้ งสมบูรณ์, “เพลโหมโรงโนรา: กรณีศกึ ษาจังหวัดนครศรธี รรมราช”
(วทิ ยานพิ นธป์ รไิ ไามหาบณั ฑติ สาขาดนตรี บัณฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยมหิดล, 2544), 25-27.
36สถาบันทักษิณคดีศกึ ษา, โนรา: นาฏลักษณ์แหง่ ปกั ษใ์ ต้ (กรุงเทพฯ: เอมี่ เทรดดงิ้ ,
2545), 16-17.
37ปนไไา รุ่งเรือ่ ง, ประวัติการดนตรไี ทย, พิมพ์ครง้ั ท่ี 5 (กรุงเทพฯ: ไทยวฒั นาพานิช,
2546), 10.
28
ประการท่ีสอง ผีมด หมายถึง ผู้ที่อยู่ตามบ้านเรือน คอยเฝ้ารักษาบ้านเรือนให้มีความ
รม่ เย็นอยู่เป็นปกติสุข เหมือนกับผีเส้ือบ้านยักษ์ ผีเสื้อบ้านเมืองคอยปกป้องรักษาอยู่ ตระกูลไหนที่มี
ฟ้อนผีมด ก็จะมกี ารขายมดเปน็ รงั ๆ เพ่อื จะนาํ มาไว้ในบ้านของตน
ประการทีส่ าม ผมี ดนั้นเป็นความเช่ือด้ังเดิมของไทย เพราะปรากฏอยู่ในกลุ่มชาวไทยดํา
ไกลง้ิ หลายแห่ง ซ่ึงคําวา่ “มด” ในภาษาไทยเดมิ นัน้ มคี วามหมาย 2 นยั คอื ตน้ ตระกูล ดงั สํานวนที่ว่า
แม่มด แม่หม่อน ซ่งึ มคี วามหมายว่าทวด และในอีกความหมายหนึ่งแปลว่าผู้รู้ ดังในสํานวนที่ว่า มด
หมอ เปน็ ต้น การฟ้อนผนี ้นั เปน็ ประเพณีเกา่ แกท่ สี่ ืบทอดกันมาแต่โบราณ การฟ้อนผี เป็นการเซ่นดวง
วิไไาณบรรพบุรุษท่ีปกป้องคุ้มครองรักษาลูกหลานให้อยู่อย่างผาสุก และเป็นการเชิไวิไไาณของ
สำนกั หอสมุดกลางบรรพชนให้มารว่ มกิจกรรมให้เกดิ ความสามคั คีในกลมุ่ ท่มี กี ารนับถือผดี ้วยกนั โดยสันนษิ ฐานว่าการฟ้อน
ผีนั้นได้รับอิทธิพลมาจากการประเพณีชาวมอไหรือเม็ง มีความคล้ายคลึงกับการเรียงปู่ย่า แต่มี
พิธีกรรมที่ต่างกันไป มีการฟ้อนรําที่สนุกสนาน โดยการนําความสามารถการแสดงศิลปะพื้นบ้าน
ล้านนาและแสดงถึงความสามารถในเร่ืองของภูมิปนไไาท้องถิ่นล้านนา เช่น การฟ้อนดาบ การฟ้อน
เจงิ หรอื การตบมะผาบ เป็นตน้ 38
มณี พะยอมยงค์ กล่าวว่าการฟ้อนผีมด-ผีเม็ง คือ การฟ้อนรําเพื่อสังเวย หรือเป็นการแก้
บนผีของบรรพบุรุษ ชาวบ้านทางภาคเหนือมีการนับถือกัน ซ่ึงเป็นประเพณีเก่าแก่ สันนิษฐานว่า เป็น
ประเพณีมาจากมอไ เพราะสงั เกตไดจ้ ากการแต่งตัวในเวลาเข้าทรงจะเปน็ แบบการแต่งตัวของพวกมอไ
โบราณ และพวกมอไน้ีเองทค่ี นไทยทางภาคเหนือหรือลา้ นนาเรียกว่า เม็ง และฟอ้ นผีมด-ผเี มง็ นี้เป็นการ
สังเวยบรรพบุรุษ ซ่ึงจะจัดอยู่ในวงศาคณาไาติ หรือท่ีเรียกว่าตระกูลเดียวกัน ในวันครบรอบปี หรือ
บางครัง้ กร็ อบ 2 ปี 3 ปี แลว้ แตจ่ ะสะดวก แตบ่ างทีพ่นี อ้ งหรือไาติ ๆ กัน เกดิ มีการเจบ็ ไขไ้ ด้ป่วยข้ึนมาก็
จะมีการบนบานศาลกลา่ ว ถ้าหายจากการเจ็บปว่ ยแล้วกท็ ําการแกบ้ น คอื ฟ้อนแกบ้ นนัน่ เอง39
วิทยา ยะเปียง กลา่ วว่า ประเพณีการฟ้อนผีมด-ผีเม็ง คือการฟ้อนรําเพ่ือเป็นการสังเวย
หรือการแก้บนของบรรพบุรุษ ซึ่งชาวบ้านทางภาคเหนือหรือดินแดนล้านนาที่นับถือกันมานับร้อยปี
ยังมปี ฏบิ ัติกนั อยู่บ้างในชนบทและเขตในอาํ เภอเมืองมีการฟ้อนเป็นบางทเ่ี ฉพาะที่มีศาลเจ้าพ่อตั้งอยู่ก็
จะมีลกู ศิษย์ลกู หาหรอื ม้าทรงจดั ขึ้น กถ็ ือว่าเปน็ ประเพณขี องล้านนาไทยแท้ๆ สันนิษฐานว่า ผีมดเป็น
ผีประจําตระกูลหรือผีบรรพบุรุษ คือดูแลลูกหลานในตระกูลจากการโดยสังเกตจากพฤติกรรม
การละเลน่ ท่ปี รากฏในขบวนการฟ้อนผีมด เช่น การปนดต่อปนดแตน ยิงนก ยิงกระรอก กระแต คล้อง
ช้างคล้องม้า ทอดแห ฟ้อนดาบ และถ่อเรือถ่อแพ เห็นว่าเป็นพฤติกรรมของชายหรือพ่อบ้านที่พึง
กระทาํ ในการดาํ รงชวี ติ จงึ เห็นว่าผีมดน่าจะเป็นผีฝ่ายพ่อหรือการสืบจากฝ่ายบิดา ต่างไปจากผีเม็งท่ี
38บุไมี เวยี งนลิ , ประเพณีและวัฒนธรรมพน้ื บา้ น เกด็ ตานานพืน้ เมอื ง (เชยี งราย:
สยามการพิมพ์, 2553), 44-51.
39มณี พะยอมยงค,์ ประเพณีฟอ้ นผีมด – ผเี ม็ง, เข้าถงึ เม่อื 25 พฤศจกิ ายน 2557,
เข้าถึงได้จาก http://www.lanna-arch.net/society/jun_3
29
แสดงพฤติกรรมแง่การคลอดบุตรและการปรุงอาหารเป็นกิจกรรมเด่น ซ่ึงแสดงให้เห็นว่าผีเม็งเป็นผี
ของฝ่ายหไิง40
5.2 พิธกี รรมเหยา
เหยา เป็นความเช่ือและพิธีกรรมหนึ่งในการรักษาสุขภาพของคนในชุมชนผู้ไทท่ีสืบ
ทอดมาแต่ครั้งบรรพกาลอันสืบเน่ืองมาจากความเชื่อด้ังเดิมที่นับถือผี เป็นการทําพิธีเพ่ือติดต่อ
ระหวา่ งผกี บั คน ให้ผีช่วยเหลือแก้ปนไหาความเดือดร้อนโดยเฉพาะการเจ็บไข้ได้ป่วย มูลเหตุท่ีต้องมี
การเหยามาจากสภาพสังคมดั้งเดิมของชาวไทยท่ีไม่มีสถานพยาบาลรับรองความเจ็บป่วย ก่อให้เกิด
ความจําเป็นท่ีชาวไทยต้องดิ้นรนหาที่พ่ึงยามเจ็บไข้ได้ป่วย ส่วนใหไ่นั้นใช้สมุนไพรพ้ืนบ้านที่มีใน
สำนกั หอสมุดกลางท้องถิน่ รักษาและดูแลสขุ ภาพ ในอดตี การรกั ษาโรคภยั ไข้เจ็บจําเป็นต้องอาศัยผีเป็นผู้วินิจฉัยโรคบอก
วธิ รี กั ษา ในปจน จุบันแม้มีการแพทย์แผนใหม่ทส่ี ามารถวินจิ ฉยั โรคได้ถกู ต้อง แต่โรคบางโรคหรืออาการ
บางอย่างรกั ษาไม่หาย ผู้ปว่ ยที่ไมม่ ที พ่ี ึ่งจึงจําเป็นต้องพึ่งพิธีกรรม อย่างน้อยจะทําให้จิตใจผู้ป่วยดีขึ้น
จึงจดั เปน็ พิธกี รรมทีส่ ร้างขวัไและกาํ ลังใจให้กับผู้ป่วยเป็นหลัก เมื่อผู้ป่วยอยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต
หรือผปู้ ว่ ยหายจากโรคและอาการเจ็บป่วยก็จะทําพิธีการเหยา ผู้ท่ีทําพิธีการเหยาเรียกว่า หมอเหยา
เป็นผู้ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษโดยปู่ย่า ตายาย แม่ เป็นหมอเหยามาก่อนลูกก็จะสืบทอดการ
เป็นหมอเหยา แต่ในปนจจุบันน้ีการสืบทอดการเป็นหมอเหยานั้นได้เลือนหายไปจากสังคมของกลุ่ม
ชาติพันธุ์ผู้ไทยไปแล้ว ยังเหลือแต่หมอเหยาที่เป็นผู้อาวุโสของชุมชนเท่านั้น และการประกอบ
พิธีกรรมเหยายังคงเหลือให้เห็นเพียงแต่บางชุมชนเท่านั้น เนื่องจากสังคมสมัยใหม่ได้เข้ามามี
บทบาทในการเปล่ียนแปลงขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่างของชาวผู้ไทย 41
พระโพธิวงศาจารย์ (ติสโส อ้วน) กล่าวว่า เหยาเป็นพิธีกรรมเสี่ยงทาย คือ เมื่อมี
ผู้ป่วยจากสาเหตุที่ประพฤติไม่ถูกต้อง จึงนําหมอเหยามาลําเสี่ยงทาย ก่อนการเหยาจะต้องมีการ
เตรียมเครื่องคาย หลังจากนั้นจะมีคนเป่าแคนมาเป่าเรียกว่า หมอม้า หมอเหยาก็จะลํา คือ การยก
คาย แล้วลําเชิไผีเข้าทรง42
สุรัตน์ วรางค์รัตน์ กล่าวว่า เหยาเป็นพิธีกรรมการรักษาคนไข้ของชาวผู้ไท โดยมีคน
ทรงหรือนางเทียมเรียกว่า กก เคยผ่านการรักษา โดยวิธีเหยา นอกจากนี้ยังมีนักดนตรีที่เป่าแคน
40วิทยา ยะเปยี ง, ฟอ้ นผีมด-ผเี มง็ ประเพณีเกา่ แกข่ องคนในชนบทแหง่ ล้านนาไทย,
เขา้ ถงึ เมอื่ 25 พฤศจกิ ายน 2557, เข้าได้จากhttp://www.banmuang.co.th/2012/03/%E0%B8%
9F%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0
%B8%94%E0%B8%9C%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%
87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0
%B8%B5%E0%B9%80/
41กระทรวงวฒั นธรรม, พธิ ีเหยา, เขา้ ถงึ เม่ือ 1 พฤศจิกายน 2557, เข้าถงึ ไดจ้ าก
http://www.m-culture.go.th/ilovethaiculture/index.php
42พระโพธวิ งศาสตรย์ (อว้ น ติสโส), ลทั ธิธรรมเนียมตา่ ง ๆ ภาค 18 (กรุงเทพฯ: โสภณ
พพิ รรณการพมิ พ,์ 2515), 367-369.
30
และคนไข้รวมอยู่ด้วย การรักษาต้องอาศัยร้องราํ การฟ้อนสวยงาม และวาทศิลป์ที่อ่อนหวาน เพื่อ
จะทาํ ให้ผีท่ีสิงอยู่ในร่างทรงของผู้ป่วยเป็นพวกเดียวกับตนหรือออกจากร่างผู้ป่วย43
ถวิล ทองสว่างรัตน์ กล่าวว่า เกิดขึ้นจากการนับถือผีของชาวผู้ไท และความเชื่อของ
การเสี่ยงทาย เมื่อมีผู้ป่วย ก็มีความเชื่อว่าเป็นการกระทําของผี เพื่อจะทราบว่าผีต้องการอะไร
จะต้องหาคนมาทําพิธีร้องรํา และมีการเสี่ยงทายพิธีกรรมนี้เรียกว่า พิธีเหย า ส่วนผู้ที่มาทําพิธี
เรียกว่า หมอเหยา พอเสร็จพิธีหมอเหยาจะบอกว่าผีต้องการอะไร44
รัตนาภรณ์ พัสดุ กล่าวว่า การเหยาของชาวผู้ไท เป็นวิธีการรักษาพยาบาลแบบหนึ่ง
โดยที่หมอเหยาพยายามขอร้องให้ผีออกจากร่างผู้ป่วย โดยการหาสิ่งตอบแทน เช่น การสะเดาะ
สำนกั หอสมุดกลางเคราะห์หรือการจัดอาหารคาว-หวาน เซ่นสังเวย ทําศาลให้อยู่ เพื่อให้วิไไาณที่เข้าสิงผู้ป่วยออก
จากร่างผู้ป่วย ด้วยการ ลําผู้ไท มีเคร่ืองดนตรีและเครื่องคายประกอบและผู้ป่วยหายในที่สุด45
ชัชวาล วงค์ประเสริฐ กล่าวว่า การเหยาของชาวผู้ไทเป็นพิธีกรรมการรักษาผู้ป่วย
การเรียกขวัไ และการแก้บน ซึ่งมีผู้ประกอบพิธีผู้ประกอบด้วย หมอเหยา หมอแคน เริ่มพิธีการ
บูชาครู ดว้ ยขันธห์ ้าขันธห์ ก พร้อมท้งั โพกหวั ดว้ ยผ้าสีแดง ตบมือ 3 ครั้ง ต่อด้วยการลําด้วยกลอนด้น
หมอแคนจะบรรเลงไปเรือ่ ยๆจนเสรจ็ พธิ ี46
ใครทอง สงิ หค์ ํามา กล่าวว่า เม่ือมีการเจ็บป่วยของผู้คนเป็นบุคคลท่ีผีต้องการเอาไปอยู่
ดว้ ย จึงทาํ ให้ไาติจําเป็นต้องเชิไหมอเหยา มาลําส่องหาสาเหตุของการป่วย ซึ่งผู้ที่เป็นผู้ป่วยท่ีหาย
แล้วจะต้องมาเปน็ ผหี มอ พิธกี รรมเรมิ่ ด้วยการเหยาอไั เชไิ ผเี ข้าทรงโดยการลํา ทํานองลําผู้ไท มีแคน
ประกอบและมลี ่ามคอยถามสาเหตแุ ละอ้อนวอนขอขมาโทษ47
5.3 พิธกี รรมโนราโรงครู
โนราเป็นการแสดงของภาคใต้ที่มคี วามเกา่ แกส่ ืบทอดกนั มาเปน็ เวลายาวนานทําให้มี
ประวัติท่ีมาและเรื่องเล่าท่ีแตกต่างกันและถูกเปล่ียนแปลงตามความเช่ือของแต่ละกลุ่ม จนเกิดเป็น
ตาํ นานเร่อื งเล่าท่มี ีความแตกต่างกันไป จากตาํ นานและเอกสารตา่ ง ๆ ดังน้ี
โดย ขุนอุปถัมภ์นรากร (โนราพุ่มเทวา) เล่าว่ามีพระยาสายฟ้าฟาดเป็นกษัตริย์ครอง
เมืองและมีพระชายาช่ือนางศรีมาลา ทั้งคู่มีธิดาร่วมกันชื่อว่า นวลทองสําลี แต่อยู่มาวันหนึ่ง
นางนวลทองสาํ ลไี ด้ฝนนว่า มีเทพธิดามาร่ายรําให้ดู 12 ท่าด้วยกันและในฝนนน้ันยังเห็นเครื่องประโคม
43สุรัตน์ วรางรัตน,์ การศึกษาเชงิ เปรียบเทียบประเพณวี ฒั นธรรมของชาวผไู้ ทยและ
ชาวโซ่ (สกลนคร: วิทยาลัยครูสกนคร, 2524), 33.
44ถวิล ทองสว่างรัตน,์ ประวตั ิผู้ไทยเมืองนครเรณู (กรงุ เทพฯ: เสรีอนันต,์ 2530), 167-168.
45รัตนาภรณ์ พัสด,ุ “วถิ ีชีวิตความเปน็ อยู่ของชาวผู้ไทย ศกึ ษากรณกี ่ิงอาํ เภอหนองสงู
จังหวัดมุกดาหาร” (วทิ ยานิพนธป์ ริไไามหาบัณฑติ มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒมหาสารคาม,
2553), 116-123.
46ชชั วาล วงค์ประเสริฐ, พธิ ีเหยา, โครงการสง่ เสริมหนงั สอื ตามแนวพระราชดาํ ริ 2526.
47ใครทอง สิงหค์ ํามา, การบชู าผีของชาวบา้ นกิ่งอาเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัด
สกลนคร (สกลนคร: ภาคนพิ นธ์วทิ ยาลัยครสู กลนคร, 2528), 13.
31
อนั ไดแ้ ก่ กลอง ทบั โหมง่ ฉ่ิง ป่ี และแตร แล้วหลังจากนั้นนางนวลทองสําลีมีคําส่ังให้ขุนนางได้
สรา้ งเครอื่ งดนตรีและหัดให้กบั ขนุ นางราํ กนั อย่างสนุกสนานในทปี่ ระทบั
อยู่มาวันหนึ่งนางนวลทองสําลี นางมีความอยากเสวยเกสรบัว ครั้งนั้นขุนนางได้เก็บ
เกสรบัวมาให้เสวย หลังจากท่ีนางเสวยเกสรบัวไปแล้วนั้นจึงเกิดตั้งครรภ์ เรื่องนางนวลทองสําลีมี
ครรภ์ถึงหูพระยาสายฟา้ ฟาดพระองคม์ กี ารซักไซร้สอบถามเร่ืองต้ังครรภ์ของนางนวลทองสําลีเรื่องที่
เสวยเกสรบัวไปแล้วมีครรภ์ แต่พระยาสายฟ้าฟาดไม่ทรงเช่ือ จึงมีคําสั่งให้นางลอยแพไปกับนาง
กํานัลและแพได้ลอยไปติดเกาะ เกาะหน่ึง ชื่อว่าเกาะกะชัง นางนวลทองสําลีจึงใช้เกาะนี้เป็นที่อยู่
อาศัยของนาง แลว้ นางนวลทองสาํ ลกี ไ็ ด้ประสูติโอรส ทรงสอนท่ารําโนรา จนเกิดความชํานาไ จึง
สำนกั หอสมุดกลางเล่าเร่ืองของพระองค์ใหก้ ับโอรสฟงน ท้ังหมด
ต่อมาพระโอรสของนางนวลทองสําลี ได้ไปรําโนราหลากหลายที่และคร้ังหน่ึงได้
โดยสารเรอื พ่อคา้ ไปราํ ยงั เมืองของพระอัยกา พระโอรสร่ายราํ ในเมืองจนเป็นที่ลา่ํ ลือเข้าหูของพระยา
สายฟา้ ฟาด พระองคจ์ งึ ปลอมพระองค์ไปทอดพระเนตรโดยพระองค์เองแล้วบังเกิดข้อสงสัยว่าทําไม
นกั ราํ คนนม้ี ีหนา้ คลา้ ยกับธิดาของตนเอง จึงสอบถามจนไดค้ วามวา่ เปน็ พระราชนัดดา หลังจากน้ัน
พระยาสายฟ้าฟาดจงึ รับส่งั ให้อาํ มาตย์ไปนําตวั นางนวลทองสําลีกลบั มา ได้มจี ระเขต้ วั ใหไ่มาขวางลํา
นํ้า ลูกเรือลงไปปราบจระเข้แล้วสามารถเข้ามาในเมืองได้ พระยาสายฟ้าฟาดจัดพิธีรับขวัไและมี
การรา่ ยราํ โนราในงานนี้และมกี ารประทานเครือ่ งแตง่ กาย อันมี เทริด กําไลแขน ป้นนเหน่ง สังวาล
ฟาดเฉียงสองข้าง ปีกนกแอ่น หางหงส์ สนับเพลา ฯลฯ ซึ่งเปน็ เครอ่ื งทรงของกษัตริย์ให้เป็นเคร่ือง
แตง่ ตวั โนรา และพระราชทานบรรดาศักดิ์พระโอรสของนางนวลทองสําลเี ปน็ ขนุ ศรีศรทั ธา
ตามตํานานนยี้ งั มีกาพย์ ใช้ขน้ึ บทในพธิ ีโรงครมู ีความวา่
วนั นว้ี นั ดี ขา้ มาทาํ การ
ตกแตง่ โรงศาล สงู ประมาณข้ึนเทยี มตา
ปูสาดลาดผ้าผอ่ น ฟูกหมอนนานา
ลกู หนุมพ่มุ ผลา เรียงรายมาสิน้ ทกุ อนั
จึงประชุมไาตกิ า พนี่ ้องและเผ่าพันธ์ุ
เคารพจบทุกอัน จะเชิไครโู นห์รา
จึงเดิมนางนวลทองสาํ รี เป็นบตุ รที ้าวพระยา
นรลักษณ์งามนกั หนา พกั ตร์จะแจม่ ดังอัปสร
เทวาเขา้ ไปดลจติ ใหเ้ นรมิตเทพสงิ หล
รูปร่างอยา่ งขหี้ นอน รอ่ นรําง่าท่าตา่ งกัน
แม่ลายฟ่นนเฟือน กระหนกกลัวแตเ่ ครอื วลั ย์
บทบาทกลา่ วพาดพนั จาํ แทแ้ น่หนกั หนา
จาํ ได้สิบสองบท ตามกําหนดในวิไไาณ์
ครนั้ ฟ้ืนตน่ื ขึ้นมา แจง้ ความเลา่ เหล่ากาํ นลั
32
แจ้งตามเน้ือความฝนน หนา้ ที่นัง่ ของทา้ วไท
ยามเมื่อจะเกดิ เหตุ ให้อาเพศกาํ จัดไกล
ใหอ้ ยากดอกมาลัย อบุ ลชาตภิ ักษา
เทพบุตรจุตจิ ากสวรรค์ มาส่คู รรภ์นางฉายา
รู้ถงึ พระบดิ า โกรธโกรธาคอื ฟนื ไฟ
ชั่วรา้ ยทาํ ขายหนา้ ใส่แพมาแม่น้ําไหล
พร้อมสิ้นกาํ นลั ใน ลอยแพไปในธารัง
พระพายก็พัดกลา้ เลก็บา้ พ้นกําลัง
พัดเข้าเกาะกะชงั นงั่ เงือ่ งงงอยู่ในป่า
สำนกั หอสมุดกลางร้อนเรา้ ไปถึงท้าว โกสยี เ์ จ้าทา่ นลงมา
ชบเป็นบรรณศาลา ท้าวพระยาอย่อู าศัย
พร้อมส้ินทัง้ ฟกู หมอน แท่นท่ีนอนนางทรามวยั
ด้วยบไุ พระหนอ่ ไท อยูเ่ ป็นสุขเปรมปรีดิ์
เมอ่ื ครรภ์ถว้ นทศมาส ประสูตริ าชจากนาภี
เอกองค์เอ่ียมเปน็ ชาย เลน่ ราํ ไดด้ ว้ ยมารดา
เลน่ รําตามภาษา ตามวชิ าแม่สอนให้
เล่นรําพอจําได้ แลว้ เขา้ ไปเมอื งอยั กา
เล่นรําตามภาษา ท้าวพระยามาหลงใหล
จีนจามพราหมณข์ ้าหลวง ไทยท้ังปวงออ่ นนาํ้ ใจ
จนี จามพราหมณ์เทศไทย มาหลงใหลในวิไไาณ์
เทย่ี วเล่นในพารา มรี าคามากครามครนั
ทา้ วพระยาสายฟ้าฟาด เหน็ ประหลาดใจหนกั หนา
ดนู รลกั ษณ์พกั ตรา เหมือนลกู ยานวลทองสําหมลี
หาตัวมาถามไถ่ เจ้าเลา่ ความไปถ้วนถี่
รวู้ า่ บตุ รแมท่ องสําหมลี แล้วหาตวั ไปในวงั
ใหร้ าํ ฉลองบาท ไทธริ าชสมจิตหวงั
สมพระทัยหทั ยงั ท้าวยลเนตรเห็นความดี
จงึ ประทานซ่ึงเคร่ืองทรง สาํ หรับองค์พระภูมี
กาํ ไลใส่กรศรี สร้อยตาบทรวงแพรภษู า
แลว้ ใช้คนใหไ้ ปรบั บตุ รีกลบั เข้าพารา
ตง้ั การงานวิวาห์ ทาํ ขวัไใหพ้ ระกมุ าร
แลว้ ให้เล่นมหรสพ ฝ้งุ ตระลบเจ็ดวันวาร
ชอื่ ขุนศรีศรัทธา48
ใหน้ ามพระกุมาร
48ภไิ โไ จิตต์ธรรม และเจา้ ภาพ,อนุสรณ์ งานพระราชทานเพลิงศพ: ขุนอุปถัมภ์นรากร
(สงขลา: เทมการพิมพ,์ 2527), 1-4.
33
โนราวัด จันทร์เรืองเล่าว่า ท้าวมันศิลป์ นางกุไเกสี เจ้าเมืองปิไจาได้มอบราชสมบัติ
ให้กับพระยาสายฟ้าฟาดข้ึนครองราชย์แทน เจ้าพระยาสายฟ้าฟาดมีชายาชื่อศรีดอกไม้และมีธิดา
รว่ มกันชอื่ ว่านวลทองสาํ ลี เมอื่ นางนวลทองสาํ ลีเจรไิ วยั พระอนิ ทรม์ คี วามคิดท่ีจะให้มีการรําแบบใหม่
ข้ึนนอกเหนือจากการเล่นหัวล้านชนกันและนมยานตีเถ้า จึงดลจิตให้นางนวลทองสําลีเกิดอยากกิน
เกสรบัวแล้วพระอินทร์ดลบันดาลส่งเทพบุตรไปจุติในครรภ์ของนางนวลทองสําลีหลังจากน้ันนางก็
ร้องรําอย่างสนุกสนาน จนกระทั้งบิดาห้ามปรามก็ไม่สนใจ จึงทําให้เจ้าพระยาสายฟ้าฟาดรับส่ัง
เนรเทศลอยแพออกไปจากเมือง
แพของนางนวลทองสําลไี ดล้ อยไปตดิ ทเี่ กาะกระชังและนางก็คลอดบตุ รโดยใหช้ ่ือวา่ อจิต
สำนกั หอสมุดกลางกุมาร เมื่อบตุ รชายของนางโตขึน้ นางนวลทองสาํ ลจี ึงหดั รอ้ งและรําให้กับของนางโดยการสอนแบบรํา
ใหด้ ูเงาในนาํ้ จนครบกระบวนท่าแม่บท 12 ทา่ หลังจากที่ อจิตกุมาร ร่ายจําจนชํานานแล้วได้ออกไป
รา่ ยราํ จนมกี ารร่ายราํ เป็นท่ีแพรห่ ลายไปยังในเมืองปิไจา ทําให้เจ้าพระยาสายฟ้าฟาดรับสั่งให้คนไป
รับมารําให้ประชาชนชาวเมืองได้ดูกันหลังท่ีชาวเมืองได้ชมการรําของ อจิตกุมาร แล้วเกิดความ
หลงใหลเป็นท่ีประทับใจของชาวเมืองแล้ว นางนวลทองสําลีได้เล่าความหลังทั้งหมดให้กับบุตรชาย
ของตนฟงน ทําให้ อจติ กุมาร เกิดข้องใจสงสัยว่าทําไมพระเจ้าตาถึงขับไล่แม่ของตนจึงหาโอกาสไปเข้า
พบตาของตนเพือ่ ถามความจริง แล้วถามตาของตนว่า ทรงทราบหรือไมว่ ่าประชาชนจะพอใจหรือไม่ท่ี
ขับไลแ่ ม่ของตนแตท่ ีแ่ น่นอนกค็ อื ไมพ่ อใจเปน็ แน่เพราะ กอ่ นทีเ่ จา้ พระยาสายฟ้าฟาดจะขับไล่นางนวล
ทองสําลีออกจากเมอื ง ทาํ ใหพ้ ระยาหงสท์ องและพระยาเหมราชหนีออกไป อจติ กุมารจึงขอต่อพระยา
สายฟา้ ฟาดให้เจา้ พระยาทัง้ สองกลับมาและใหช้ ุบเล้ียงเช่นเดิม อจิตกุมารจึงทําพิธีเชิไพระยาท้ังสอง
โดยทําพธิ โี รงครูตัง้ เครอ่ื งท่ี 12 แลว้ เชิไครูเก่าแก่ให้มาดูการรําถวายและเชิไกินเคร่ืองบูชา เมื่อเชิไ
ครูได้เชไิ พระยาทั้งหกซ่งึ เป็นพ่เี ล้ียงของเจ้าพระยาสายฟา้ ฟาดขึ้นกินเครื่องบูชาด้วยหลังจากที่ทุกคน
เหน็ การรําถวายของ อจติ กุมาร แล้วเกดิ ความหลงใหลเป็นท่ีน่าเสียดายเพราะชุดท่ีสวมใส่เป็นแค่ผ้าท่ี
เกา่ และขาดเจ้าพระยาจงึ หยิบผา้ ยกทีเ่ ป็นเคร่ืองทีจ่ ัดไว้เปน็ เคร่ืองบูชามานุ่งรํา หลังจากน้ันเจ้าพระยา
สายฟ้าฟาดจึงถอดเครื่องทรงแล้วถอดมงกุฎให้และกําหนดปฏิบัติว่าผู้ใดที่จะรําโนรา จะต้องรับ
ขนั หมาก ปลูกโรงราก 9 ศอก ยาว 11 ศอก ให้เปน็ โรงราํ ของโนรา
อจิตกุมารรําถวายครูอยู่3วัน 3 คืน ถึงวันศุกร์จึงเชิไครูกลับหลังจากท่ีเสร็จพิธี
เจ้าพระยาสายฟ้าฟาดได้เปลี่ยนชื่อให้กับธิดาของตน จากนวลทองสําลีเปล่ียนเป็น ศรีมาลา และให้
อจิตกมุ ารเปลย่ี นเปน็ เทพสงิ สอนพรอ้ งกับพระราชทาน ศร และพระขรรค์
ณ เมืองปนไจา มีเจ้าเมืองชื่อท้าวแสงอาทิตย์และมีชายาชื่อนางกฤษณา มีโอรสช่ือ ศรีสุ
ธน มีชายาช่ือกาหนม มพี รานปืนชอื่ นายบุไสิทธ์ คอยรับใช้และมีหน้าที่ออกล่าเนื้อ ทุก7วัน มีอยู่วัน
หนึง่ พรานบุไสิทธไ์ ดอ่ อกไปล่าสตั ว์แต่ไปพบกับนางท้ัง 7 ที่สระอโนตัด แล้วกลับไปยังเมืองกราบทูล
ว่าหาเนื้อไม่ได้เลยจึงถูกภาคทัณฑ์ หากไม่ได้เนื้อสัตว์กลับมาจะต้องถูกตัดหัว นายพรานจึงกลับไปที่
สระอโนตดั แลว้ จบั ท้ัง7มาถวายสักนางหนงึ่ นายพราน จงึ แอบไปขโมยหางและปีก ของนางโนรา แล้ว
ไปหาพไานาคเพอื่ ท่ีจะให้มาช่วยจับนางโนรา นายพรานจึงพานางโนราไปถวายพระสุธน ต่อมาเกิด
ศึกสงครามพระสธุ นได้ออกไปทําศึกสงครามจึงทําให้นางโนราได้อยู่เพียงลําพังทําให้นางกาหนมออก
34
อุบายท่จี ะกําจัดนาโนราใหไ้ ปจากพระสุธน จึงวางแผนให้โหรมาทํานายว่าจะเกิดเร่ืองไม่ดีข้ึนกับพระสุ
ธนโดนจะต้องใหน้ างโนราบูชายัไ แล้วนางขอปีกหางกลับเพ่ือเข้าพิธีแล้วก็หนีไป จาดนั้นพระสุธนก็
ทราบเรือ่ งราวทงั้ หมดก็ได่ไปตามนางโนรากลับมายงั เมอื งของตน จนกระทั่งนายพรานบไุ สทิ ธ์ออกมา
จากวัง ไปพบนํ้าสุราดื่มจนเพลินแล้วเดินไปพบกับเทพสิงสอนท่ีกําลังรําอยู่ แล้วเข้าไปขอเป็น
นายพราน
เม่อื เทพสงิ สอนอายคุ รบ 25 ปี เจ้าพระยาสายฟา้ ฟาดรบั สงั่ ไหอ้ ุปสมบท ในการอุปสมบท
นั้นมีการตัดจุก แล้วพรานบุไสิทธ์นําเร่ืองราวท่ีตนพบมาเล่าให้เทพสิงสอนฟนงแล้วก็ดัดแปลงมาเป็น
การรา่ ยรําจบั นางซงึ่ เรยี กว่า ราํ คล้องหงส์ ตามตํานานนั้นยังมกี าพยป์ รากฏอยดู่ งั น้ี
สำนกั หอสมุดกลางศรีศรีว่าวิเศษพระเกตุตกในพน้ื พระธรณี
มศี รพี พิ ฒั น์สถาพร
วนั นีว้ ันดี ทงั้ พุทธพระอรหันต์
ประนพกรจะไหว้ ชั้นฟ้าและชัน้ ดิน
เทวันทกุ แหลง่ หลา้
ช้ันพระอินทร์และพระพรหม ชั้นพระยมและพระกาล
ขา้ พเจา้ มีงาน ตกแตง่ ศาลขนึ้ เหนอื มา
ปสู าดลาดผา้ ผอ่ น ท้ังฟูกหมอนมีนานา
พรอ้ มเคร่อื งมูลผลา ตกแต่งมาทุกสิง่ อัน
ชมุ นมุ ไาตกิ า พวกพีน่ อ้ งและพงศพ์ ันธุ์
พร้อมถ้วนทุกสง่ิ อัน ทาํ ขวไั เจ้ามโนห์รา
ว่าแรกเริ่มเป็นชาตรี เรม่ิ ดว้ ยทีข่ ุนศรทั ธา
บุรษุ ผู้หนึง่ หนา เป็นบุตราทา่ นเศรษฐี
นอนวนั ฝนนประหลาดจิต ให้เนรมติ ในอนิ ทรยี ์
ฝนน เหน็ วา่ ชาตรี ร่อนรํางา่ ทา่ ตา่ งกนั
ตีกรบั ตีทับกลอง เปา่ ปรี่ ้องเสียงสนัน่
บทบาทกลา่ วพาดพนั ยอ่ มจําไดแ้ ต่ในใจ
แมล่ ายสิบสองทา่ กนกมาเป็นนวลใย
ช่อพวงดวงมาลยั จาํ ใจเห็นเป็นลานตา
จาํ ไดส้ ิบสองบท โดยกําหนดในวิไไาณ์
พอฟน้ื ต่ืนขน้ึ มา แจง้ ความเล่าท่านเศรษฐี
เลา่ เรือ่ งนมิ ติ ฝนน ถว้ นทกุ อนั แต่เดมิ ที
บดิ าท่านเศรษฐี สั่งใหเ้ ล่าตามความฝนน
เทีย่ วเล่าดว้ ยกํานัล หนา้ ท่นี น้ั ของท้าวไทย
ยามเม่ือบงั เกิดเหตุ ให้อาเพศกาํ จัดไกล
ใหอ้ ยากดอกมาลัย อบุ ลชาตทิ ภ่ี กั ษา
เทพบตุ รจุตจิ ากห้อง เข้าส่คู รรภน์ างฉายา
รูถ้ งึ พระบดิ า ทรงกริ้วอยู่หวั่นไหว
วา่ ทําไหข้ ายหน้า ลอยแพพาทา่ นา้ํ ไหล
35
รอ้ นสิ้นกํานลั ใน ลอยแพไปในธารัง
วาโยกพ็ ดั กลา้ ทะเลบา้ สดุ กาํ ลงั
นัดเข้าในเกาะสชี ัง น่ังงงเง่อื งอยู่เอกา
ร้อนถงึ ทา้ วโกสีย์ ท้าวเธอคล่ีรบี ลงมา
ชบุ เป็นบรรณศาลา ใหน้ างพระยาอยู่อาศยั
จบส้ินท้งั ฟูกหมอน แทนที่นอนของนางไท
ดว้ ยบุไนางทรามวยั อยเู่ ป็นสุขเปรมปรดี ิ์
ครรภ์ภาถว้ นกําหนด ใหร้ ะทดสะระศรี
ประสตู จิ ากนาภี เอกองค์เอีย่ มเป็นผู้ชาย
สำนกั หอสมุดกลางต้ังชอ่ื เพรากุมาร
โฉมสะคราไงามเฉดิ ฉาย
เรียนรู้ตามมารดา วชิ าแม่กส็ อนให้
เล่นราํ กท็ ําไป ชาวบ้านเมอื งเล่ืองลอื ชา
อายเุ จด็ ขวบเข้า จึงเขา้ เมืองพระเจา้ ตา
เล่นราํ ตามภาษา ผงู ชนากห็ ลงใหล
ท้าวพระยาหม่ขู ้าหลวง คนทั้งปวงอ่อนน้าํ ใจ
จีนจามเทศพราหมณไ์ ทย ฟงน หลงใหลเพราะวไิ ไาณ์
พระยาสายฟา้ ฟาด เหน็ ประหลาดเปน็ หนักหนา
สองกษัตรยิ ส์ มพกั ตรา คลา้ ยลูกยานวลทองสําหมลี
หาตวั เขา้ ไปไต่ถาม จงึ เล่าความแต่เดิมดี
วา่ ลกู นางนวลทองสาํ หมลี จึงรับเข้าในราชวงั
แล้วให้รําฉลองบาท ไทยธิราชดังใจหวัง
ปล้ืมใจในหทั ยงั ทอดพระเนตรว่างามดี
ทา้ วใหเ้ ครอื่ งประทาน สรอ้ งสงั วาลมงกุฎมี
กาํ ไหมลใส่กรศรี อกี ทบั ทรวงและภูษา
แลว้ ยกเงินช่ังตําลงึ ตรา ประทานใหเ้ ปน็ มงคล
แล้วจดหมายไปทุกตําบล ชื่อวา่ เทพสิงสอนนกั ลนิ ลา
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดํารงราชานุภาพทรงกล่าวถึงหลักฐานท่ีเป็น
ตาํ นานได้จากนครศรธี รรมราช ท่ีปรากฏในหนังสือตํานานอิเหนาในบทไหว้ครูโนราท่ีมีคํากล่าวถึงครู
โนราท่ีมีชอื่ วา่ ขุนศรัทธาอยู่ในกรงุ ศรีอยุธยาซ่ึงมีความผิดต้องราชทัณฑ์ให้ลอยแพไปจากพระนครซึ่ง
แพของขุนศรัทธาได้ไปติดที่เกาะสีชังพวกชาวเรือพบจึงรับสั่งให้ไปส่งที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ขุน
ศรัทธาจึงเป็นครสู อนโนราท่เี มืองละครเปน็ เดิมมา และพระองค์ท่านประทานความเห็นว่า ขุนศรัทธา
น้ีเปน็ ตัวละครที่มชี อ่ื เสยี งมากในกรงุ ศรีอยธุ ยา โดยเฉพาะการเลน่ เร่อื งนางมโนราห์49
จากละครชาตรี โดยกรมศิลปากร ความว่า ณ กรุงศรีอยุธยามีท้าวทศวงศ์ นางสุวรรณ
ดาราปกครองเมอื งและมีธิดาชอื่ นวลสําลี ขณะทน่ี างนวลสาํ ลอี ย่ใู นชว่ งเจริไวยั ก็มีปาฏิหาริย์เทพยดา
49กรมพระยาดํารงราชานุภาพ. ตานานละครอีเหนา (คลงั วทิ ยา, 2507), 5-9.
36
ได้ลงมาปฏิสนธิในครรภ์ของนางนวลสําลีโดยที่นางไม่มีสามี ความก็ทราบถึงท้าวทศวงศ์จึงมี
พระราชทานรับส่ังให้โหรหลวงทํานายว่าจะเกิดอะไรข้ึน โดยคําทํานายมีความว่า จะมีนักเลงชาตรี
ท้าวทศวงศ์กลัวจะอับอายตอ่ ชาวเมอื งจึงรับสง่ั ให้นําตัวนางนวลสําลีไปลอยแพ เทพยาดาจึงบันดาลให้
แพไปติดท่เี กาะสีชงั พรอ้ มกบั เนรมิตศาลาพร้อมกับนาํ ดอกมณฑาสวรรค์ชบุ เป็นนางนมช่ือแม่ศรีมาลา
หลงั จากที่นางนวลสําลีได้ประสูติพระโอรส แม่ศรีมาลาได้เล้ียงดูแล้วได้พาพระโอรสไปในป่าก็ได้พบ
เห็นกินนรร่ายราํ ในสระอโนตัด พระโอรสก็สามารถจดจาํ ไดท้ ั้งหมด
เมื่อครบอายุ 9 ขวบเทพยดาก็ได้ให้นามว่า พระเทพสิงหรและได้นําเอาศิลามาชุบเป็น
พรานบุไ ขณะที่พระเทพสงิ หรและพรานบุไไดเ้ ข้าไปเล่นในปา่ นงั่ เลน่ กนั อย่กู นั พักใหไ่ก็ได้นอนหลับ
สำนกั หอสมุดกลางใต้ต้นรัง เทพยดาได้ลงมานมิ ติ ฝนน บอกท่ารํา 12 ทา่ ทา่ แม่ลาย ท่าเขาควาย ท่ากินนร ท่าจับระบํา ท่า
ลงฉาก ท่าฉากน้อย ท่าผาหลา ท่าบัวตูม ท่าบัวบาน ท่าบัวแย้ม และท่าชักใยแมงมุม และ เนรมิต
ประทาน ให้ทับ 2 ใบ คือน้ําตาตกกับนกเขาขัน กลอง 1 ใบ คือ เภรีสุวรรณโลก แล้วชุบขุนศรัทธา
เป็นครโู นรา หลงั จากนนั้ พระเทพสงิ หรกต็ ่ืนและไดเ้ หน็ เคร่ืองดนตรีทั้งหมดและได้นาํ กลับไปยังศาลาท่ี
พักแล้วเทพยาดาก็ได้เนรมิตเรือลําหนึ่งให้กับพระเทพสิงหรเพ่ือให้ออกไปร่ายรํา และเดินทางไปยัง
เมืองกรุงศรีอยธุ ยา จนเป็นทลี่ ํ่าลือไปท่ัวเมืองจนทําให้เรื่องราวไปถึงท้าวทศวงศ์ รับสั่งให้รําถวาย ทํา
ใหท้ ้าวทศวงศท์ อดพระเนตรเหน็ นางนวลสาํ ลีและไดเ้ ขา้ ไปถามความหลังจากธิดาของตนและได้โปรด
ปรานการร่ายรําของพระเทพสิงหรจึงประทานเครื่องต้นให้กับพระเทพสิงหรใส่ในการเล่นชาตรีอีก
ด้วย50
เล่าโดย นายพูน เรืองนนท์ ความว่าพระสิงหรกับแม่ศรีคงคา เป็นสามีภรรยากันท่ีมี
ความสามารถในการแสดงละครชาตรไี ด้อย่างดมี ากเป็นที่เล่ืองลือไปทั่วบ้านท่ัวเมืองจะกระท่ังนางฟ้า
และเทวดาลงมาชมการแสดงจนลืมกลบั ไปเข้าเผา้ พระอิศวรจนทําใหพ้ ระอศิ วรกรว้ิ โกรธและตรัสว่าจะ
จดั โรงละครโรงใหไข่ น้ึ เพ่ือทาํ การแสดงและประชันแล้วจะทําลายการแสดงของพระสิงหรและแม่ศรี
คงคาทําให้พระวิสสุกรรมเกิดความสงสารจึงบอกให้ทั้งสองว่าเวลาทําการแสดงให้ทําที่ประทับของ
พระองคเ์ อาไว้เม่ือทาํ การแสดงพระองค์จะลงมาประทับและปกป้องคุ้มครองไม่ให้แพ้พระอิศวร จาก
ตํานานนีท้ าํ ให้มีเสาผูกผา้ แดงปนกไวก้ ลางโรงเพอื่ เป็นธรรมเนยี มการแสดงโนรา51
6. ทฤษฎีทเี่ ก่ียวข้อง
6.1 แนวคดิ มานษุ ยดุรยิ างควทิ ยา (Ethnomusicology)
Ethnomusicology มาจากการ ผสมคําระหว่าง musicology ประกอบด้วยคําว่า
music กับ logos มีความหมายว่า ความรแู้ ละศาสตร์ ทาง ดนตรี เม่ือนําคําว่า ethno มีความหมาย
ว่า เช่ือชาติ ชาติพันธ์ุ หรือชนเผ่า มาเติมลงหน้าคําว่า musicology จึงกลายเป็นคําว่า
50ธนิต อยู่โพธ,์ิ “ตานานละครชาตรี” ในศลิ ปะละครราหรอื ค่มู อื นาฏศิลปะไทย
(กรงุ เทพฯ:กรมศิลปากร,2531), 380-381.
51มนตรี ตราโมท, การละเล่นของไทย (กรุงเทพฯ:กรมศิลปากร,2518), 3.
37
Ethnomusicology มีความหมายว่า ความรู้หรือศาสตร์การศึกษาดนตรีของผู้คน เป็นคนที่ไหนก็ได้
ดนตรีอะไรกไ็ ด้ แตม่ ขี ้อยกเวน้ วา่ เป็นการศกึ ษาที่ไม่ใชด่ นตรตี ะวันตก (classical music)52
การศึกษาระยะแรกเป็นการศึกษาที่มีขอบเขตเฉพาะดนตรีพ้นื บ้านท่ีไม่ใช้ดนตรีตะวันตก
โดยอาศัยหลักวิธีการศึกษาดนตรีตามแนวทางของศาสตร์ทางดนตรีวิทยาเปรียบเทียบ และใช้
เปรียบเทียบกับวัฒนธรรมดนตรีอ่ืนๆ ซ่ึงเรียกการศึกษาลักษณะนี้ว่า ดนตรีวิทยาเปรียบเทียบ
(Comparative Musicology)
โดยมีศพั ท์ภาษาไทยบไั ไัตไิ วม้ ากมาย เช่น ดุริยางคศาสตร์ชาติพันธ์ุ, ดุริยางคชาติพันธ์ุ
วิทยามานษุ ยดนตรีวิทยามานษุ ยวิทยาการดนตรดี นตรีชาตพิ นั ธว์ุ ิทยาและสังคีตชาติพนั ธุ์วทิ ยา53 เปน็ ต้น
ปไน ไา รงุ่ เรอื ง อธิบายความหมายทางดา้ นแนวคิดและทฤษฎที างการศึกษา มานุษยดุริ
สำนกั หอสมุดกลางยางควทิ ยา (Ethnomusicology) ว่า เป็นการศึกษาดนตรีท่ีดําเนินอยู่ในปนจจุบัน โดยศึกษาตัวดนตรี
ไปพร้อมกับแนวคิดทางดนตรีของผู้ท่ีสร้างหรือคิดค้นดนตรี ในการบรรเลง การดํารงอยู่ และการ
เปล่ียนแปลงของดนตรใี นทอ้ งถิ่นนั้น ๆ54
อานนั ท์ นาคคง กลา่ วถงึ มานุษยดรุ ิยางควิทยาว่า การศึกษาดนตรีนอกกลุ่มศิลปะดนตรี
ตะวันตก ได้พัฒนาสู่การศึกษาดนตรีกลุ่มชาติพันธ์ุ หรือกาศึกษาระบบ มุขปาฐ โดยผ่านการศึกษา
กระบวนการการเข้าถึงความรู้ทางด้านดนตรี ตามแนวมานุษยวิทยา สังคมวิทยา จิตวิทยา ดุริยางค
วทิ ยา ไดเ้ ขา้ ไปมสี ่วนร่วมการศึกษาดนตรขี องมนษุ ย์ ทําความเขา้ ใจวฒั นธรรม วิถชี วี ิต และสิ่งที่สําคัไ
คือ ตัวมนุษย์น้ันเอง อาจเรียกได้ว่าการศึกษามนุษยดนตรี เป็นการศึกษาผ่านปรากฏการดนตรี
เสียงเพลง รปู แบบ เน้ือหา ผ่านวัฒนธรรมความเชื่อ ผ่านการสืบทอดและการเปลี่ยนแปลง ผ่านการ
ผลติ และการงาน ซึ่งศึกษาพฤตกิ รรมของมนษุ ยท์ ่เี ลน่ ดนตรีเพือ่ เขา้ ใจความหมายและความสําคัไของ
ดนตรีอย่างลึกซึ้ง55
Merriam นิยามคาํ วา่ Ethnomusicology วา่ เป็นการศึกษาในวัฒนธรรม มีความหมาย
เป็นนัยว่า มานุษยดุริยางควิทยาเป็นการศึกษาดนตรีวิทยา และชนเผ่าวิทยา เสียงดนตรีได้มาจาก
กระบวนการพฤติกรรมของมนุษย์ ที่รับอิทธิพลจากทัศนคติและความเช่ือของแต่วัฒนธรรม
พฤตกิ รรมของมนุษยก์ ่อใหเ้ กดิ ดนตรแี ละศึกษาดนตรีแพรก่ ระจายไปยังคนอน่ื ๆ การศึกษามานุษยดุริ
ยางควิทยาเปน็ การศกึ ษาระหว่างสังคมวิทยากับมานุษยวิทยาท่ีจะต้องศึกษาความเข้าใจควบคู่กันไป
งานของนักมานุษยดุรยิ างควทิ ยา แบง่ ได้เป็น 3 ระยะดงั น้ี
52ปไน ไา รุ่งเรือง, “หลกั วิชามานุษยดุรยิ างควิทยา Foundation of Ethnomusicology”
(เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 393571 ภาควชิ าศลิ ปนเิ ทศ คณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัย
เกษตรศาสตร์, 2546), 1-2.
53ศรัณย์ นกั รบ, ดนตรชี าติพนั ธ์ุวิทยา (กรงุ เทพฯ: สํานกั พิมพ์มหาวิทยาลยั
เกษตรศาสตร์, 2557), 2-4.
54เรอ่ื งเดียวกัน, 11.
55อานันท์ นาคคง, “เส้นทางสายมานุษยวทิ ยาดนตรใี นประเทศไทย,” ใน ผูค้ น ดนตรี
ชวี ิต, สวุ รรณา เกรียงไกรเพ็ชร์ สรินยา คําเมอื ง กมลทิพย์ จ่างกมล และอลงกต วรรณวิชัยกุล,
บรรณาธิการ (กรุงเทพฯ: ศนู ย์มานษุ ยวิทยาสิริน, 2553), 18-19.