เอกสารประกอบการสอน
รายวชิ าจรยิ ศาสตร์ และวิชาชีพพยาบาล (พบ.171)
รองศาสตราจารยเ์ ยาวเรศ สมทรพั ย์
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์อชั ฌา วารีย์
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.วลั ลภา ทรงพระคุณ
คณะพยาบาลศาสตรแ์ มคคอร์มคิ มหาวทิ ยาลยั พายพั
ภาคเรียนฤดูรอ้ น ปีการศกึ ษา 2564
2
จรยิ ศาสตร์ และวชิ าชีพพยาบาล
รองศาสตราจารยเ์ ยาวเรศ สมทรัพย์
ผู้ชว่ ยศาสตราจารยอ์ ชั ฌา วารยี ์
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.วลั ลภา ทรงพระคณุ
พมิ พท์ :่ี คณะพยาบาลศาสตร์แมคคอรม์ คิ มหาวทิ ยาลยั พายพั
อ.เมอื ง จ.เชียงใหม่
เมษายน 2565
3
คำนำ
เอกสารประกอบการสอนเล่มนี้ เรียบเรียงขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อใช้เป็นเอกสารอ่านประกอบเรียนใน
รายวชิ า จรยิ ศาสตร์ และวชิ าชพี พยาบาล (พบ.171) ในภาคเรยี นฤดรู ้อน ปีการศึกษา 2564 คณะพยาบาลศาสตร์
แมคคอร์มิค มหาวิทยาลัยพายัพ และเพื่อช่วยให้นักศึกษาเข้าใจการบรรยายขณะเรียนมากขึ้น รวมทั้งสามารถ
นำไปศึกษาด้วยตนเอง หรือใช้ประกอบการทำกรณีศึกษาตามที่ได้รับมอบหมาย มีเนื้อหาในเอกสารรวม 6 บทคือ
แนวคิดจริยศาสตร์ จรรยาบรรณวิชาชีพพยาบาล คุณลักษณะและพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของพยาบาลวิชาชีพ
สิทธิของพยาบาลวิชาชีพและสทิ ธิผู้ปว่ ย พัฒนศาสตร์ของวิชาชีพพยาบาลและองค์กรวิชาชีพ และความรู้เบื้องต้น
ทางกฎหมาย
ทั้งน้ีผู้เรียบเรียงหวงั เป็นอย่างยิ่งว่า เอกสารเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ให้นักศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิง่ สำหรบั
นักศึกษาพยาบาลซึ่งจะขึ้นฝึกปฏิบัติพยาบาลผู้ป่วยเป็นครั้งแรก ในการนำไปใช้ในการคิด วิเคราะห์ และเลือก
ปฏบิ ัตขิ ณะดูแลผรู้ ับบริการในทุกสถานการณ์ไดอ้ ย่างเหมาะสม อันจะสร้างความม่นั ใจให้กับนกั ศกึ ษาต่อไป
คณะผเู้ รยี บเรียง
เมษายน 2565
4 หนา้ ท่ี
สารบัญ 1
เรือ่ ง 2
3
ปกหน้า 4
ปกใน 5
คำนำ 21
สารบัญ 33
บทที่ 1 แนวคิดจริยศาสตร์ 45
บทที่ 2 จรรยาบรรณวชิ าชีพพยาบาล 51
บทที่ 3 คุณลกั ษณะและพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของพยาบาลวชิ าชพี 79
บทท่ี 4 สทิ ธิของพยาบาลวิชาชพี และสิทธผิ ปู้ ว่ ย
บทท่ี 5 พัฒนศาสตรข์ องวิชาชพี พยาบาล และองคก์ รวิชาชพี
บทที่ 6 ความร้เู บ้ืองต้นทางกฎหมาย
5
บทที่ 1
แนวคดิ จริยศาสตร์
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์อชั ฌา วารีย์
วตั ถุประสงค์เฉพาะ
1. บอกความหมายของศีลธรรม จรยิ ศาสตร์ และจรรยาบรรณได้
2. อธบิ ายแนวคดิ และทฤษฎีจริยศาสตรท์ ่ีเก่ียวกบั จรยิ ธรรมในการประกอบวชิ าชพี พยาบาลได้
3. อธิบายพฤติกรรมหรอื สถานการณโ์ ดยใช้หลกั จริยธรรมวชิ าชพี การพยาบาลได้
เนือ้ หาหลกั
1.1. ความหมายของศลี ธรรม จรยิ ศาสตร์ และจรรยาบรรณ
1.2. แนวคดิ และทฤษฎีจรยิ ศาสตร์ ทเ่ี กย่ี วกับจรยิ ธรรมในการประกอบวชิ าชพี พยาบาล
1.2.1 ทฤษฎหี น้าที่นิยม
1.2.2 ทฤษฎีประโยชนน์ ยิ ม
1.2.3 ทฤษฎีจรยิ ศาสตรข์ องโคลเบอร์ก
1.3 หลกั จริยธรรมวิชาชีพการพยาบาล
1.3.1 เอกสิทธ์ิ
1.3.2 การทำในสิง่ ท่ีเปน็ ประโยชน์
1.3.3 การไม่ทำในสง่ิ ท่ีเป็นผลรา้ ยต่อผูป้ ่วย
1.3.4 ความยุตธิ รรม
1.3.5 ความซื่อสตั ย์
1.3.6 รกั ษาความลบั
1.3.7 การบอกความจรงิ
1.3.8 การยินยอมเมื่อไดร้ บั การบอกขอ้ มูล
กจิ กรรมการเรยี นการสอน
1. บรรยาย
2. ยกตวั อย่างสถานการณ์ประกอบการบรรยาย
3. อภิปรายร่วมกนั ในชนั้ เรยี น
การประเมนิ ผล
1. ประเมนิ ความตั้งใจและความสนใจในช้ันเรียน
2. ประเมนิ การมีสว่ นรว่ มอภปิ รายในช้ันเรยี น
3. ประเมินความรู้และความเข้าใจจากการสอบกลางภาค
6
บทนำ
จรยิ ธรรมเปน็ รากฐานของวชิ าชีพพยาบาล ทเ่ี ป็นสว่ นหนึง่ ของปรชั ญาวิชาชีพพยาบาล ซึ่งเป็นวิชาท่ีมีการ
สอนในระดบั บณั ฑิตศึกษาของสาขาพยาบาลศาสตร์ นอกเหนอื จากการเรียนรคู้ วามเป็นมาของวิชาชพี การพยาบาล
แล้ว นักศึกษาพยาบาลต้องเข้าใจรากฐานที่แท้จริงของวิชาชีพ ที่รวมถึงหลักจริยธรรมในการดำรงตนและการ
ประกอบวิชาชีพ เพื่อจะได้เกิดความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของวิชาชีพพยาบาล มีโอกาสพัฒนา
จรยิ ธรรมช่วงเปน็ นักศกึ ษา เพ่ือเตรยี มความพร้อมทีจ่ ะเข้าสู่การประกอบวิชาชีพพยาบาลต่อไป
1.1 ความหมายของศีลธรรม จรยิ ศาสตร์ และจรรยาบรรณ
ศีลธรรม (Moral) หมายถึง หลักความประพฤติที่ดีสำหรับบุคคลพึงปฏิบัติ เป็นความประพฤติที่ดีที่ชอบ
(สิวลี ศริ ไิ ล, 2551)
จริยศาสตร์ (Ethics) หมายถึง ศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องความประพฤติ การกระทำของมนุษย์ สิ่งใดควรทำ
สิ่งใดไม่ควรทำ โดยใช้เหตุผลเป็นพื้นฐาน ศึกษาถึงเรื่องเกณฑ์ตัดสินจริยธรรมและจุดมุ่งหมายของชีวิตมนุษย์
เป็นพื้นฐานทางความคิดการตัดสินใจเลือกแนวทางการดำเนินชีวิตและการกระทำ รวมทั้งสามารถรู้จักและเข้าใจ
แนวทางชวี ติ และการกระทำของผู้อนื่ ที่แตกตา่ งจากตนเอง (สิวลี ศริ ไิ ล, 2551)
จริยธรรม หมายถึง การปฏิบัติสิ่งที่ดีงาม ถูกต้อง ปฏิบัติความดี ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดของสังคม
เพ่ือประโยชนส์ ุขของตนเองและผู้อน่ื รวมทง้ั การคิดพจิ ารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนการปฏิบัติถึงการกระทำ
ใดถูกต้อง เหมาะสม การกระทำใดไม่ถูกต้อง และไม่เหมาะสม เพื่อให้การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข (มณี
อาภานนั ทกิ ุล, สปุ ราณี เสนาดสิ ยั , พิศสมัย อรทยั , และวรรณภา ประไพพานิช, 2559)
จรรยาบรรณ (code of ethics) หมายถึง ประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบวิชาชีพการงานแต่ละ
อย่างกำหนดขึ้นเพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ ชื่อเสียงและฐานะของสมาชิก อาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร
หรอื ไม่ก็ได้ (ราชบณั ฑิตยสถาน, 2556 อ้างใน อดุ มรตั น์ สงวนศิริธรรม และสมใจ ศิระกมล, 2558)
จรรยาบรรณพยาบาล (Professional code of ethics) หมายถึง หลักปฏิบัติ กฎระเบียบและความ
คาดหวงั ในการแสดงพฤติกรรมที่เลือกสรรของพยาบาล หรอื ประมวลความประพฤติท่ีกำหนดข้นึ เพื่อให้ผู้ประกอบ
วชิ าชีพพยาบาลและการผดุงครรภป์ ฏบิ ัติตาม โดยมุ่งหวังให้เกิดคุณค่าแกผ่ ้รู ับบริการด้วยการปฏบิ ตั ิตามหน้าที่และ
จริยธรรม ทั้งนี้เพื่อดำรงไว้ซึ่งชื่อเสียง และเกียรติคุณของวิชาชีพพยาบาล (อุดมรัตน์ สงวนศิริธรรม , และสมใจ
ศริ ะกมล, 2558)
1.2 แนวคดิ ทฤษฎีจรยิ ศาสตร์ที่เก่ียวกับจริยธรรมการประกอบวิชาชีพพยาบาล
จริยศาสตร์ เป็นปรัชญาสาขาหนึ่งที่ว่าด้วยความประพฤติ และการกระทำของมนุษย์ สิ่งใดดีควรทำ
ส่งิ ใดชวั่ ไมค่ วรทำ โดยการกระทำของมนุษย์เกยี่ วข้องกับขอบเขต 3 ประเดน็ คือ
1) มนุษย์ควรแสวงหาอะไรจากชวี ิต
2) คุณค่าทางจริยธรรม หรือศีลธรรม ได้แก่ ความดี ความชั่ว สิ่งถูก สิ่งผิด คืออะไร และมนุษย์รู้คุณค่า
สงิ่ เหล่านไ้ี ด้อยา่ งไร
3) มนษุ ย์ใชอ้ ะไรตดั สนิ ความประพฤติ หรอื การกระทำของมนุษย์
7
จริยศาสตร์ทางการพยาบาล เป็นการบูรณาการระหว่างจริยศาสตร์ทั่วไป และเรื่องการศึกษา ความ
เชื่อ ทัศนคติ ศาสนา ศีลธรรม วัฒนธรรม กฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณี และจริยธรรมทางสังคมเข้าด้วยกนั
แล้วนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏบิ ตั ิงาน เพือ่ ใหบ้ รกิ ารแก่ผูป้ ่วยไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ เกิดความปลอดภัย
ทฤษฎีจริยศาสตร์โดยทั่วไป เป็นการตัดสินใจเลือกความประพฤติ การกระทำที่ถูกต้องเหมาะสม
มักจะใช้ ศาสนา กฎหมาย ค่านิยมในสังคม ขนบธรรมเนียมประเพณี และกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของสถาบัน เป็น
มาตรการตดั สินความประพฤติ หรอื การกระทำของมนุษย์ ซ่งึ นกั จริยศาสตร์เห็นวา่ ปัจจยั ดงั กล่าว ไมอ่ าจนำมาใช้ใน
การตดั สินใจเลอื กไดอ้ ยา่ งถกู ต้องเหมาะสม และบางครั้งกท็ ำใหเ้ กดิ ความขัดแยง้
จริยศาสตร์จึงเป็นการให้คำตอบเกยี่ วกับสิ่งที่ควรทำ และสิง่ ทไี่ มค่ วรทำในสถานการณ์นัน้ ๆ พร้อมยก
เหตผุ ลบนพน้ื ฐานของมโนธรรมมาประกอบ ซ่งึ นักจริยศาสตรเ์ สนอทฤษฎที ใี่ ช้เป็นเกณฑ์ ทฤษฎีจรยิ ศาสตรท์ ส่ี ำคัญ
สำหรับนำมาใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจเชิงจริยธรรมสำหรับพยาบาล ประกอบด้วย 3 ทฤษฎี ได้แก่ ทฤษฎี
ประโยชนน์ ิยม ทฤษฎหี น้าท่ีนยิ ม และทฤษฎีพัฒนาการทางจรยิ ธรรมของโคลเบอร์ก
1.2.1. ทฤษฎหี น้าท่นี ิยม (Deontological theory, obligation-based theory, or duty-based
ethics)
ทฤษฎีหน้าที่นิยมเน้นที่การกระทำ ซึ่งทฤษฎีนี้เชื่อว่าการกระทำที่ถูกต้องคือ การกระทำตามกฎ
ของหน้าที่ ที่พึงกระทำโดยไม่ใช้ผลของการกระทำมาตัดสิน มนุษย์ทุกคนมีคุณค่า (value) ที่เท่าเทียมกัน ดังน้ัน
บุคคลจะตอ้ งไดร้ ับการเคารพในศกั ดศิ์ รี และจะตอ้ งไม่ถกู กระทำเพื่อเป็นหนทางหรือวิถี (means) ไปส่ผู ลลัพธ์หรือ
เป้าหมาย (ends) ของบคุ คลอื่น นอกจากนี้ทฤษฎหี น้าทนี่ ิยมยังเช่ือว่า ไม่มีสิ่งใดที่มีความดใี นตัวเอง ยกเว้นเจตนา
ดี (good will) ดังนั้นการกระทำที่มีจริยธรมจะเกิดขึ้นจากบุคคลที่มีเจตนาดีเท่านั้น และบุคคลจะมีเจตนาดีได้ก็
ตอ่ เมื่อได้ปฏบิ ัติตามหนา้ ท่ี ทอ่ี ย่บู นพน้ื ฐานของกฎเกณฑ์ท่ีเปน็ สากลเท่านัน้
เน้นท่กี ารกระทำ
เชื่อว่าการกระทำที่ถูกต้องคือ การทำตามกฎของหน้าที่ที่พึงกระทำ โดยไม่ใช้ผลของการ
กระทำมาตดั สิน
มนุษย์ทุกคนมีคณุ ค่าเทา่ เทียมกัน มศี กั ด์ศิ รเี ท่าเทียมกนั
มนุษย์ต้องไม่ถูกกระทำเพ่อื ผลลพั ธห์ รอื เป้าหมายของคนอืน่
ไม่มีสง่ิ ใดที่มีความดีในตัวเอง ยกเวน้ เจตนาดี (good will)
การกระทำทม่ี จี รยิ ธรรมต้องมาจากการมเี จตนาดี
บุคคลจะมเี จตนาดเี มอ่ื ได้ปฏิบัตติ ามหน้าท่ีทอี่ ยู่บนพน้ื ฐานของกฎเกณฑ์ท่เี ปน็ สากลเทา่ นน้ั
นักจริยศาสตร์คนสำคัญในทฤษฎีน้ี เป็นนักปรัชญาชาวเยอรมัน คือ อิมมานูเอล ค้านท์
(Immanuel Kant) ซึ่งมีความเห็นตรงข้ามกับทฤษฎีประโยชน์นิยม ในทรรศนะของค้านท์ถือว่า ความดี ความช่ัว
ถูกผิด เป็นคุณค่าศีลธรรมที่คง ที่ตายตัว ซึ่งขึ้นอยู่กับการกระทำ ไม่ใช่อยู่ที่ผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำ ดังนั้น
สำหรับเกณฑต์ ดั สินทางจริยธรรมในทฤษฎีหน้าท่ีนิยม คือ “การกระทำท่ีดี หรือการกระทำที่ถูกท่ีเกิดจากเจตนา
ที่ดี (good will)” เจตนาที่ดีในทรรศนะของค้านท์ หมายถึง การกระทำโดยสำนึกว่าเป็นหน้าท่ี หรือหลักการที่
ผู้กระทำสามารถจงู ใจที่จะให้หลักการน้ันเป็นสากล คือ กระทำตามกฏศีลธรรมไม่ใช่ทำตามอารมณ์หรือความรูส้ กึ
ดังน้ัน เจตนาหรือแรงจูงใจของการกระทำ เป็นสิ่งตายตัวติดอยู่กับการกระทำนั้นตลอดเวลา คือ ดีหรือช่ัว ถูกหรือ
8
ผิด ไม่วา่ การกระทำนน้ั จะใหป้ ระโยชนส์ ขุ หรือทุกข์ ผลของการกระทำไมม่ สี ว่ นเกี่ยวข้องกับความถูก-ผิดของการ
กระทำ เช่น การกระทำของเพชฌฆาตที่ยิงนักโทษแม้เขาจะเจาะจงให้นักโทษถึงแก่ความตาย แต่เป็นการกระทำ
ตามหน้าท่ตี ามแนวคดิ ของทฤษฎี ถอื วา่ ไม่ผิด
1.2.2 ทฤษฎีประโยชน์นิยม (Utilitarianism, teleological theory, consequentialism, or
situation ethics)
ทฤษฎีประโยชน์นิยม ตัดสินการกระทำว่าถูกหรือผิดจากผลลัพธ์ หรือผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
ดังน้นั การกระทำทีถ่ ูกต้องคือ การกระทำท่ีกอ่ ให้เกดิ ผลดี ส่วนการกระทำทีก่ ่อใหเ้ กดิ ผลเสยี ถอื ว่าเป็นการกระทำที่
ไม่ถูกต้อง ดังนั้นทฤษฎีนี้จึงเน้นที่ผลของการกระทำ โดยมีหลักการพื้นฐานของทฤษฎีคือ หลักของผลประโยชน์
(principle of utility) ซงึ่ เน้นว่าบคุ คลจะต้องทำในส่ิงท่ีก่อให้เกดิ คุณคา่ ทางบวก (positive value) เหนือสิ่งท่ีไม่มี
คุณค่า (Disvalue) เสมอ กลุ่มที่สนับสนุนทฤษฎีประโยชน์นิยมให้คุณค่าของความดีภายใน (intrinsic goods)
ซึ่งหมายถึง ความดที ีม่ ีคุณคา่ ในตัวเอง และเปน็ ส่ิงท่ไี ดร้ บั การยอมรบั จากบุคคลทว่ั ไปวา่ เปน็ ส่งิ ทมี่ ีคณุ ค่า
• เน้นทผ่ี ลของการกระทำ
• ตัดสินการกระทำว่าถูกหรอื ผิดจากผลลพั ธ์ หรือผลทค่ี ิดว่าจะเกิดขนึ้
• เชอื่ ว่าการกระทำทถ่ี ูกต้องคอื การกระทำท่กี อ่ ใหเ้ กิดผลดี
• ใช้หลักของผลประโยชน์ (principle of utility) บุคคลจะต้องทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดคุณค่า
ทางบวก (positive value) เหนอื สงิ่ ทไ่ี มม่ ีคุณคา่ (disvalue) เสมอ
• ให้คุณค่าของความดีภายใน (intrinsic goods) คือ สิ่งที่มีคุณค่าภายในตัวเอง และเป็นสิ่งที่
ไดร้ บั การยอมรบั จากบุคคลทวั่ ไปว่าเป็นส่งิ ทีม่ ีคณุ คา่
นักจริยศาสตร์ที่สำคัญในทฤษฎีนี้ คือ จอห์น สจวต มิลล์ (John Stuart Mill) ในทรรศนะ
ของมิลล์ ถือว่าสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์คือ ความสุข การกระทำใดๆ ที่ก่อให้เกิดความสุขไม่ว่าแก่ตนเองหรือแก่
ผู้อื่นถือว่าเป็นการกระทำที่ดี เกณฑ์ตัดสินการกระทำทางจริยธรรมในทฤษฎีนี้ ถือเอาผลของการกระทำว่า
ก่อให้เกิดประโยชน์แก่คนจำนวนมากที่สุดตามหลักมหสุข (The greatest happiness principle) ดังนั้น
ก่อนที่จะกระทำส่ิงหนึ่งสิ่งใดจึงต้องพิจารณาดูว่า การกระทำเช่นนั้นเกิดผลอย่างไร ถ้าการกระทำสองอย่าง
ก่อให้เกิดความสุขดว้ ยกันทั้งคู่ ให้เลือกการกระทำท่ีก่อให้เกดิ ความสุขมากกว่าการกระทำบางอย่างที่กอ่ ให้เกิดผล
ทั้งประโยชน์สุขและความทุกข์ควบคู่กันไป ในกรณีเช่นนี้ให้คิดวิเคราะห์ดูว่า ระหว่างความสุขและความทุกข์ที่
เกิดขึ้น ให้เลือกกระทำในสิ่งที่ทำให้เกิดสุขมากกว่าทุกข์ และในกรณีที่การกระทำสองอย่างก่อให้เกิดความทุกข์
โดยไม่สามารถหลกี เล่ียงได้ กใ็ หเ้ ลอื กกระทำส่งิ ทท่ี ำให้เกดิ ทุกข์น้อยกวา่ เป็นตน้
ดังนั้น ในการกระทำสิ่งใดทุกคร้ัง จึงต้องพิจารณาก่อนว่า ผลของการกระทำนั้นเป็นอย่างไร
แล้วจึงเลือกกระทำ โดยผู้กระทำต้องนับตัวเองในฐานะที่เป็นผู้รับผลประโยชน์ และคำนึงถึงการเกิดผลประโยชน์
ต่อคนจำนวนมากด้วย (มณี อาภานนั ทกิ ุล, สุปราณี เสนาดิสยั , พิศสมยั อรทัย, และวรรณภา ประไพพานชิ , 2559)
1.2.3. ทฤษฎพี ฒั นาการทางจริยธรรมของโคลเบอรก์ (Kohlberg’s Theory)
โคลเบอร์ก (Kohlberg, 1969) อธิบายว่า จริยธรรมเป็นความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เป็นกฎเกณฑ์
และมาตรฐานพฤตกิ รรมในสงั คม ซง่ึ บคุ คลจะพฒั นาข้นึ จนมีจรยิ ธรรมของตนเอง โดยอาศยั กฎเกณฑจ์ ากสังคมเป็น
ส่ิงตดั สนิ ว่าการกระทำนัน้ ถูกหรือผดิ
9
ลอเรนซ์ โคลเบอร์ก (Lawrence Kohlberg) เป็นนักจิตวิทยาปัญญานิยมทีเ่ ชื่อว่า จริยธรรมใน
บุคคลสามารถจะพัฒนาได้โดยอาศัยการเรียนรู้ การสะสมประสบการณ์ และการปรับตัวตามกฎเกณฑ์ของสังคม
แนวความคิดของนักปัญญานิยมกล่าวว่า ปัญญาคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ มนุษย์จะใช้ปัญญาในการ
แสวงหาความจรงิ การแกไ้ ขปญั หาชีวิต นักปรชั ญาในกล่มุ ปญั ญานยิ มไดแ้ ก่ โซเครตสี (Socrates), พลาโต (Plato),
อริสโตเติล (Aristotle) ซึ่งมีความเชื่อพื้นฐานเช่นเดียวกับ จอง พีอาร์เจต์ (Jean Piaget) ว่ามนุษย์สามารถเรียนรู้
เพื่อการปรับตัวให้สามารถดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมได้ และได้ให้คำอธิบายว่าการเรียนรู้นั้นเกิดจากการปรบั ตวั
เพื่อความสมดุลระหว่างโครงสร้างสติปัญญากับสภาพแวดล้อม กระบวนการปรับตัวนั้นจะมีลักษณะค่อยเป็นค่อย
ไปตามพัฒนาการทางปัญญาของมนุษย์ที่จะค่อย ๆ พัฒนาไปตามวันและเวลา จะเจริญงอกงามขึ้นเรื่อย ๆ ตาม
วฒุ ภิ าวะ
ดังนั้นการศึกษาจริยธรรมของนักจิตวิทยาปัญญานิยม เช่นโคลเบอร์ก จึงเชื่อว่าสภาพแวดล้อม
วัฒนธรรม กาลเวลา สถานที่และองค์ประกอบอื่นๆ มีความสัมพนั ธ์กบั จริยธรรม และเชื่อว่าจรยิ ธรรมของมนุ ษยม์ ี
พัฒนาการตามอายุและระดับวุฒิภาวะ เพราะจริยธรรมของมนุษย์เกิดจากการไตร่ตรองทางปัญญา เมื่อมนุษย์
พัฒนาการเรียนรู้มากขึ้น โครงสร้างทางสติปัญญาเพิ่มพูนขึ้น จริยธรรมก็จะพัฒนาเพิ่มพูนตาม การจะส่งเสริมให้
คนเปน็ คนดไี ดน้ ั้น ตอ้ งสร้างเสริมและสะสมจากการเรยี นร้ใู นสภาพแวดลอ้ มที่เหมาะสมอย่างต่อเน่ือง
โคลเบอร์ก ได้ศึกษากระบวนเรียนรู้ของคนที่จะพัฒนาจริยธรรมในช่วงวัยต่าง ๆ โยศึกษษไป
ข้างหน้าเป็นระยะเวลายาว (longitudinal study) ในเด็กชาย 72 คน จาก 6 ประเทศ ใช้เวลาในการศึกษานาน
12 ปี โดยใช้คำถามปลายเปิด ทำการทดสอบทุกๆ 3 ปี รวม 3 ครั้งในเด็กชายที่มีอายุ 10, 13, 16 ปี ผลการ
วิเคราะห์คำตอบสรุปได้ว่า การพัฒนาจริยธรรมในเด็กชาย แบ่งออกเป็น 3 ระดับตาม 3 ช่วงอายุ แบ่งเป็น 6 ข้ัน
การใช้เหตุผลเชงิ จริยธรรมดงั แสดงในตารางท่ี 1 ตอ่ ไปนี้
ตารางที่ 1 แสดงระดบั จริยธรรมและขั้นของการใช้เหตผุ ลเชงิ จริยธรรม
ระดบั จริยธรรม ข้นั การใช้เหตผุ ลเชงิ จริยธรรม
ระดบั 1 ระดับกอ่ นเกณฑท์ างสงั คม ขน้ั ที่ 1 การหลีกเลี่ยงการลงโทษและการเชื่อฟงั เพอ่ื ให้ไดร้ างวลั
(Pre conventional level) ขนั้ ท่ี 2 ทำตามกฎแต่หวังผลประโยชนเ์ ปน็ การแลกเปลยี่ น
อายุ 7-10 ปี
ระดับ 2 ระดบั ตามกฎเกณฑ์ ขน้ั ที่ 3 ยินยอมทำตามกฎเกณฑข์ องผูม้ อี ำนาจเหนือกว่าเพอื่ ให้
(Conventional level) กล่มุ ยอมรบั
อายุ 10-16 ปี ขัน้ ที่ 4 ทำตามกฎเกณฑ์ของสังคมเม่อื ร้สู กึ ขัดแยง้ จะพิจารณา
จากจุดยืนของสงั คม
ระดับ 3 ระดบั เหนือกฎเกณฑ์ ขั้นที่ 5 ทำตามระเบยี บสงั คมโดยยดึ สง่ิ ท่เี ปน็ ประโยชน์สงั คมสงู สุด
(Post conventional level) ขน้ั ท่ี 6 ยดึ หลักการความยตุ ธิ รรมระดบั สากลเปน็ จรยิ ธรรมระดบั
อายมุ ากกว่า 16 ปี การใช้ความคดิ ไตร่ตรองและจะทำตามหลักการ
จะเห็นได้ว่า จริยศาสตร์ให้ความสำคัญกับคุณค่าของมนุษย์เหนือสิ่งอื่นใด เพราะมนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรี
และคุณค่าในตนเอง ในการดูแลรักษาพยาบาลนั้น พยาบาลและบุคลากรทีมสุขภาพต้องให้ความสำคัญกับผู้ป่วย
10
และพจิ ารณาขอ้ มูล ขอ้ เทจ็ จริง ไตรต่ รองบนพนื้ ฐานเหตผุ ลและหลกั การทถ่ี กู ต้องอยา่ งรอบคอบ ซ่งึ จะเปน็ แนวทาง
ในการตัดสนิ ใจเลือกการดูแลรักษาพยาบาลท่ีมปี ระสทิ ธภิ าพท่ีสุดสำหรับผ้ปู ว่ ยแตล่ ะราย
1.3 หลักจริยธรรมวชิ าชีพการพยาบาล
หลักจรยิ ธรรม (Ethical principal) เปน็ พ้ืนฐานซึ่งเปน็ แนวทางของการกระทำ หลกั จรยิ ธรรมพัฒนามา
จากทฤษฏีจริยศาสตร์ ซึ่งให้หลักจริยธรรมไม่แตกต่างกัน หลักจริยธรรมทางการพยาบาลซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพ
พยาบาลทุกคนจะต้องยึดถือเป็นแนวทางการประพฤติตลอดเวลา และเป็นหลักจริยธรรมที่สำคัญสำหรับการ
ส่งเสริมจริยธรรมในองค์การพยาบาล หลักจริยธรรมทางการพยาบาลประกอบด้วย 1) การเคารพเอกสิทธ์ิ
(respect for autonomy) 2) การทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ (beneficence) 3) การไม่ทำในสิ่งที่เป็นผลร้ายต่อ
ผู้ป่วย (nonmaleficence) 4) ความยุติธรรม(Justice) 5) ความซื่อสัตย์ (fidelity) 6) การรักษาความลับ
(confidentiality) 7) การบอกความจริง(veracity/truth telling) 8) การยินยอมเมื่อได้รับการบอกข้อมูล
(informed consent) (อรัญญา เชาวลิต, ศิริพร ขมั ภลิขิต, ทศั นยี ์ นะแส, และเสาวรส จนั ทมาศ, 2558)
1.3.1 การเคารพเอกสทิ ธิ์ (respect for autonomy)
เอกสิทธิ์ หรือความเป็นอิสระ (Autonomy, Self-governing, Respect for person) หมายถึง
การมีความเป็นส่วนตัว มีสิทธิในการปกครองตนเอง และมีอิสรภาพในการกระทำตามความปรารถนาของตน
หลักการเคารพเอกสิทธิ์ครอบคลุมทั้งการตัดสินใจและการกระทำ ลักษณะของการตัดสินใจอย่างอิสระ
ประกอบด้วย 1) การตัดสนิ ใจบนพืน้ ฐานของคุณคา่ และความเช่ือของตน 2) การตดั สนิ ใจโดยมีข้อมูลที่ถูกต้องและ
เพียงพอ และ 3) การตัดสินใจโดยอิสระจากการถูกบังคบั ส่วนลักษณะของการกระทำอย่างอิสระประกอบด้วย 1)
การกระทำด้วยความตัง้ ใจ 2) การกระทำด้วยความเขา้ ใจ และ 3) การกระทำโดยไมม่ ีอทิ ธิพลใดมาควบคุม(อรัญญา
เชาวลติ , ศริ ิพร ขมั ภลิขิต, ทศั นีย์ นะแส, และเสาวรส จันทมาศ, 2558)
การมีเอกสิทธ์ของตนเอง นักวิชาการบางท่านแปลว่า ความมีอำนาจในตนเอง หรือความเป็นอิสระ
หมายถึง การมีอิสระที่จะเลือกเกี่ยวกับสิ่งที่มีผลกระทบต่อชีวิตของบุคคลหนึ่ง Autonomy เป็นศัพท์ที่มี
ความหมายเชื่อมโยงใกล้ชิดกับแนวคิดเรื่องการเคารพบุคคล (Respect of Person) และเป็นหลักสำคัญในแต่ละ
วัฒนธรรมที่สมาชิกทุกคนในสังคมต้องได้รับอย่างเท่าเทียมกัน กล่าวโดยสรุป Autonomy หมายถึง การที่แต่ละ
บุคคลมีอิสระที่จะตัดสินใจเก่ียวกับเป้าหมายของตนเอง หรือการที่แต่ละบุคคลมีอิสระที่จะเลือกและปฏบิ ัตติ ามท่ี
ตดั สนิ ใจ เปน็ อสิ ระจากส่งิ ทไ่ี ม่จริง หรอื การบงั คับอปุ สรรค หรือการคุกคาม (ชัชวาล วงค์สารี, และอุทยั วรรณ พงษ์
บริบรู ณ,์ 2557)
องคป์ ระกอบของพ้ืนฐานของเอกสทิ ธ์ิ หรือความเปน็ อิสระ
แนวคิดเอกสิทธ์ิ หรือความเป็นอิสระ ประกอบด้วยองค์ประกอบพื้นฐาน 4 ข้อ คือ (พร้อมจิตร
หอ่ นบุญเหิม, ชำนาญ มีนยิ ม, 2553)
1. การเคารพบุคคล (A respect of persons) พยาบาลควรให้คุณค่าและเคารพในความเป็น
มนุษย์ของบคุ คล ซง่ึ มีความเฉพาะในแต่ละคน
2. การสามารถตัดสินเป้าหมายของบุคคล (One must be able to determine personal
goals)
11
3. การที่บุคคลมีความสามารถในการตัดสินใจ วางแผนการกระทำ (The person has the
capacity to decide upon a plan of action) บุคคลต้องสามารถทำความเข้าใจความหมายของทางเลือก และ
สามารถกระทำตามทางเลือกท่ีมีอยู่เพื่อผลลัพธ์ทมี่ ีความเป็นไปได้
4. การมีอิสระที่จะกระทำตามสิ่งที่เลือก (One has the freedom to act upon the choices
that are made)
1.3.2 การทำในส่งิ ทเ่ี ป็นประโยชน์ (Beneficence)
การทำประโยชน์ หมายถงึ การกระทำในสิง่ ท่ดี ีและเปน็ ประโยชนก์ บั บุคคลอ่ืน เป็นการกระทำที่บ่ง
บอกถึงความรกั ความเมตตากรุณา เหน็ แก่ประโยชน์ของผู้อ่ืน หลกั จรยิ ธรรมข้อน้ีอย่บู นหลักการสำคัญ 2 ประการ
คือ 1) การกระทำสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อบุคคลอื่น ซึ่งประกอบด้วย การป้องกันอันตราย การขจัดอันตราย
และการส่งเสริมในสิ่งที่ดี และ 2) การสมดุลระหว่างประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วย และอันตรายที่พยาบาลจะ
ได้รับเนื่องจากพยาบาลมีพันธะหนา้ ที่สำคัญในการปฏิบัติการพยาบาลเพื่อประโยชน์ต่อผู้รับบริการ โดยมีบทบาท
ด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคและความเจ็บปวด การดูแลแบบองค์รวม การบรรเทาความเจ็บปวด ความ
ทุกข์ทรมาน และการฟื้นฟู ในขณะเดียวกันพยาบาลมีพันธะหน้าที่ที่จะปกป้องตนเองจากอันตรายที่อาจเกิดจาก
ปฏิบตั ิการพยาบาล (อรญั ญา เชาวลติ , ศริ พิ ร ขมั ภลขิ ิต, ทศั นยี ์ นะแส, และเสาวรส จนั ทมาศ, 2558)
พยาบาลตอ้ งคำนึงถึงประโยชนส์ ูงสุดทจี่ ะเกิดแกผ่ ปู้ ว่ ย ประโยชนใ์ นทีน่ ี้ หมายถงึ การกระทำท่ีเป็น
ประโยชน์บนพื้นฐานทางด้านศีลธรรม จริยธรรมและกฎหมาย โดยบทบาทของพยาบาลที่อยู่บนพื้นฐานในหลัก
จริยธรรมข้อน้คี อื การสง่ เสรมิ สขุ ภาพ การป้องกนั การควบคมุ โรค และการฟน้ื ฟูสภาพแก่ผู้รับบรกิ าร
1.3.3 การไมท่ ำในสิ่งทเ่ี ปน็ ผลรา้ ยต่อผู้ป่วย (nonmaleficence)
หลักการไม่ทำอันตราย หมายถึงการกระทำที่ไม่นำสิ่งเลวร้ายหรืออันตรายมาสู่บุคคลอื่น ทั้งด้าน
ร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม รวมทั้งการไมท่ ำให้ผอู้ น่ื เสีย่ งตอ่ อันตราย
กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการไม่ทำอันตรายผู้อื่น ประกอบด้วย ไม่ฆ่า ไม่ทำให้เจ็บปวด ไม่ทำให้ไร้
ความสามารถ ไม่ทำให้ปราศจากความสุข และไม่จำกัดอิสรภาพ ตัวอย่างการกระทำที่ผิดจริยธรรมด้านการไม่ทำ
อันตรายในการปฏิบัติการพยาบาล เช่น การฉีดยาผิด การใช้คำพูดที่ทำให้ผู้ป่วยเครียด กลัว เป็นต้น (อรัญญา
เชาวลติ , ศิริพร ขัมภลขิ ติ , ทัศนยี ์ นะแส, และเสาวรส จันทมาศ, 2558)
Nonmaleficence มีความสัมพันธ์กับ Beneficence หลักการของ Nonmaleficence คือการ
หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดอันตรายทั้งโดยเจตนา และในสภาวะที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย เช่น การทำวิจัย
เชิงทดลองที่อาจเกดิ ผลในทางลบต่อผู้ป่วย นอกจากนี้การหลีกเลีย่ งสาเหตุยังรวมถึงการหลีกเลี่ยงอนั ตรายจากผล
ของการทำสง่ิ ทดี่ ี ซง่ึ ต้องมกี ารชง่ั น้ำหนกั กอ่ นวา่ การกระทำใดทค่ี วรเลือกปฏบิ ัติ เชน่ การฉีดวคั ซีนให้เดก็ ก่อใหเ้ กิด
ความปวด แตเ่ ปน็ การป้องกันการตดิ เชอ้ื รา้ ยตา่ งๆ สถานการณท์ ่ยี ากลำบาก คอื การก้ำก่งึ ระหวา่ งการเกิดอนั ตราย
และการได้รบั ประโยชน์ เช่น การให้ยาแกป้ วดท่เี ป็นยาเสพติดแก่ผูป้ ่วยระยะใกล้ตายทที่ ุกข์ทรมาณจากความความ
ปวดอาจทำให้ผู้ป่วยติดยา นั่นคือละเมิดหลักของ Nonmaleficence เช่น การให้ยาแก่สตรีตั้งครรภ์ในขณะที่ยามี
ผลตอ่ สุขภาพของทารกในครรภ์
หลักสำหรบั พจิ ารณาการไมท่ ำอนั ตรายทคี่ วรคำนงึ ถงึ คือ “Double Effect” ซง่ึ หมายถงึ การทก่ี ารกระทำ
หน่งึ ใหผ้ ลท้ังในแงข่ องการเกดิ ประโยชน์และการกอ่ ใหเ้ กดิ อันตรายดังกลา่ วข้างต้น มีข้อควรปฏบิ ตั ดิ ังน้ี
12
1. การกระทำนนั้ ก่อใหเ้ กดิ ผลดีด้วยตัวมันเอง
2. การกระทำต้องต้ังใจให้เกิดผลดี และอนั ตรายอาจเกดิ ขึน้ ได้แต่ไม่ใชส่ ่งิ ท่ีตงั้ ใจจะให้เกิด
3. ผลร้ายท่ีเกิดขนึ้ จากการกระทำไม่ใช่วธิ ีการท่ีก่อให้เกิดประโยชน์ หรอื ผลดี
ตวั อยา่ งสถานการณ์
สตรีตั้งครรภ์ไตรมาสแรกเป็นมะเร็งไข่ การให้รังสีรักษาเป็นทางเลือกที่จะป้องกันไม่ให้มีการกลับ
เปน็ ซ้ำ แม้วา่ การให้รงั สรี ักษาจะเป็นการกระทำให้เกิดผลดีในการรักษาชีวิตสตรีตั้งครรภ์ แต่ขณะเดียวกันอาจเป็น
การฆ่าทารกในครรภ์ หากพิจารณาแนวปฏิบัติของ Double Effect การให้รังสีรักษาเป็นการกระทำที่ยอมรับได้
ด้วยเหตุผลดงั ต่อไปนี้ (พร้อมจิตร ห่อนบญุ เหิม, และชำนาญ มีนยิ ม, 2553; ชชั วาล วงค์สารี, และอุทยั วรรณ พงษ์
บรบิ ูรณ,์ 2557)
1. การใหร้ ังสีรักษาเปน็ การกระทำใหเ้ กิดผลดี คือ การป้องกันมะเรง็ กลบั เป็นซำ้
2. ความตงั้ ใจในการกระทำ ก็เพ่อื ทำลายเซลลม์ ะเร็ง ซง่ึ การรกั ษานีอ้ าจจะเปน็ การฆา่ ทารก แต่ก็
ไมใ่ ช่ส่ิงที่ตง้ั ใจใหเ้ กิด
3. การฆา่ ทารก ผลร้ายไม่ใชส่ ่ิงทจี่ ะทำให้เกิดการทำร้ายเซลล์มะเร็ง การทท่ี ารกเปน็ อนั ตรายไม่ใช่
ส่ิงที่เกดิ ข้ึนแล้ว ส่งผลให้มีการฆา่ เซลลม์ ะเร็ง
1.3.4 ความยตุ ิธรรม (Justice)
ความยุติธรรม หมายถึง ความยุติธรรมต่อคนในสังคม โดยรวมไปถึงความยตุ ธิ รรม ความเท่าเทยี ม
กันและความเสมอภาค ในการได้รับการบริการทางด้านสุขภาพ ซึ่งฟราย สนับสนุนว่าสิ่งที่เทา่ เทียมกัน ต้องได้รับ
การปฏิบัติที่เหมือนกัน สอดคล้องกับแนวคิดของไอเค็นและแคทาลาโน ที่กล่าวว่ามนุษย์ทุกคนมีหน้าที่ทาง
จริยธรรมในสังคม เปน็ เรอ่ื งทีค่ ่อนข้างยากโดยเฉพาะการจัดสรรทรัพยากรทางการแพทย์และพยาบาลท่ีมีอยู่อย่าง
จำกดั ใหเ้ กิดความยุตธิ รรม ดงั นน้ั พยาบาลสามารถใช้หลักของความยุติธรรม โดยการเคารพในสิทธิในการตัดสินใจ
และทางเลือกในการขอรบั การรกั ษาทางการแพทย์ของผู้ป่วยแทน จงึ ทำใหผ้ ้ปู ว่ ยไดร้ ับการปฏิบตั อิ ยา่ งยุตธิ รรมและ
มีสว่ นรว่ มในการตัดสนิ ใจเก่ยี วกับการดูแลสุขภาพของตนเอง
ความยุติธรรมในระบบบริการสุขภาพ คือ การให้บริการที่ยุติธรรมเท่าเทียมและเหมาะสมแก่
ผู้รับบริการ การตัดสินใจเกี่ยวกับการให้บริการที่ยุติธรรมที่หลายระดับ ได้แก่ (พร้อมจิตร ห่อนบุญเหิม, ชำนาญ
มีนิยม, 2553; ชชั วาล วงคส์ ารี, และอทุ ยั วรรณ พงษบ์ รบิ ูรณ์, 2557)
- นโยบายภาพรวมสาธารณสุข ซงึ่ กำหนดโดยรฐั บาล
- นโยบายระดับสถาบัน กำหนดขน้ึ โดยโรงพยาบาล และองค์กรอ่นื ๆ
แนวทางในการให้บริการท่ียุติธรรม
- ใหค้ วามเท่าเทียมแกบ่ คุ คล
- ใหบ้ ริการท่ีสอดคลอ้ งกับความต้องการ
- ให้การบริการท่ีสอดคล้องกับส่ิงทีค่ วรไดร้ ับ
- ใหบ้ รกิ ารทสี่ อดคล้องกับการสนับสนุนทางสงั คม
- ให้บริการที่สอดคลอ้ งกับสทิ ธิของบุคคล
- ให้การบริการท่ีสอดคล้องกบั ความพยายามของปัจเจกบคุ คล
- ให้แตล่ ะคนเทา่ ท่ีจะสามารถทำให้สำเรจ็ ได้
13
- ให้สงิ่ ท่ีดีทสี่ ุดแก่คนจำนวนมากที่สดุ
1.3.5 ความซ่ือสตั ย์ (fidelity)
ความซื่อสัตย์ เป็นหลักจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับความซื่อสัตย์และการรักษาสัญญา สังคมคาดว่า
พยาบาลถูกคาดหวังจากสังคม ให้ปฏิบตั กิ ารพยาบาลโดยผ่านกระบวนการของการรบั รอง ตามข้อกำหนดของการ
ข้ึนทะเบยี นเพ่ือเปน็ ผู้ประกอบวชิ าชีพการพยาบาล นน่ั หมายถงึ การที่บคุ คลอนื่ ใดไม่สามารถปฏบิ ัติภายใต้ขอบเขต
ของการพยาบาล (domain of nursing) ได้หากไม่ผ่านกระบวนการนี้ พยาบาลที่ปฏิบัติการพยาบาล และนิยาม
ของการพยาบาล การคงไว้ซ่ึงสมรรถนะในการปฏิบตั ิการพยาบาล และการทตี่ ้องรักษาสัญญาที่มีต่อผู้ใช้บริการแต่
ละคน (พร้อมจิตร หอ่ นบญุ เหิม, และชำนาญ มนี ิยม, 2553; ชัชวาล วงคส์ ารี, และอทุ ยั วรรณ พงษ์บรบิ รู ณ์, 2557)
1.3.6 การรกั ษาความลบั (confidentiality)
การรักษาความลับ หมายถึง การรักษาสัญญาและการปกปิดความลับ รวมทั้งการรักษาความเป็น
ส่วนตัวของผู้ป่วย พยาบาลมีหน้าที่หลัก คือ ต้องมีความซื่อสัตย์ในการรักษาคำมั่นสัญญาต่อการที่จะให้การดูแล
ผปู้ ว่ ยอย่างเต็มที่ และปกปดิ ความลบั ความเปน็ สว่ นตัวของผู้ปว่ ย ซ่ึงการปกปดิ ความลับนี้จะต้องไมท่ ำให้เกิดผลเสีย
ทงั้ ตอ่ ตวั ผปู้ ว่ ย และตอ่ ผู้อื่น
การปกปิดความลับเป็นการเคารพในสิทธิความเป็นส่วนตัวของบุคคล (privacy right) ในการ
รักษาพยาบาลที่เกี่ยวกับความลับหรือข้อมูลของผู้ป่วย ซึ่งประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรมที่พบบ่อยคือการปกปิด
ความลับในเร่ืองโรคของผ้ปู ่วยเอดส์กบั อันตรายท่ีจะเกิดกบั ญาตผิ ู้ปว่ ย หากไม่ทราบว่าผู้ปว่ ยเป็นโรค ความลับของ
ผู้ป่วยเป็นเรอ่ื งราวเก่ยี วกับโรคอาการและข้อมูลต่างๆ ที่เกีย่ วกบั ตัวผู้ปว่ ย ถอื เป็นสิทธสิ ว่ นตวั และในกระบวนการ
รักษาพยาบาล ถือเป็นจรรยาบรรณวิชาชีพทีส่ ำคัญ ที่แพทย์และพยาบาลไม่พึงนำไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่นที่ไม่ได้มี
สว่ นเกย่ี วขอ้ งในการกระบวนการรกั ษาพยาบาล ทงั้ นี้เพราะการเปิดเผยความลบั ของผู้ป่วย อาจนำมาซ่งึ ความเส่ือม
เสียต่อตัวผู้ป่วย และต่อกระบวนการรักษาพยาบาล และประเด็นสำคัญที่สุดคือเป็นการไม่เคารพต่อความเป็น
มนุษย์และสิทธิส่วนตวั ของผู้ป่วย นอกจากนี้ยังถือเปน็ ความผิดทางกฎหมายอีกด้วย ไม่ว่าการเปิดเผยความลับน้นั
จะมีความมุ่งหมายอันใดก็ตาม เว้นแต่จะเปิดเผยเพื่อประโยชน์ในการรักษาต่อผู้ป่วย แต่อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่
ค.ศ.1974 ท่ีเริม่ มกี ารแพร่กระจายของโรคติดเชื้อทางเพศสัมพนั ธ์ เพ่ือเป็นการปกป้องคนในสังคมให้ปลอดภัยจาก
การติดเชื้อดังกล่าว จงึ มกี ารกำหนดข้อยกเวน้ ให้มีการเปิดเผยความลับทางการแพทย์ได้ในกรณีต่อไปนี้ (วณิชา พ่ึง
ชมภู, 2557)
1.1 เมอ่ื ต้องเปดิ เผยข้อมลู ตามกฎหมาย
1.2 เมอ่ื มีคำสั่งจากศาล
1.3 เมอื่ มปี ระโยชน์ตอ่ สังคม
1.3.7 การบอกความจริง (veracity/truth telling)
การบอกความจริง หมายถึง การพูดความจริงและไม่โกหกหรือหลอกลวง บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะ
ได้รับการบอกความจริง โดยไม่มีการโกหกหลอกลวง เพราะการบอกความจริง โดยไม่มีการโกหกและหลอกลวง
เปน็ การแสดงถงึ การเคารพความเป็นบุคคล พยาบาลมหี น้าที่ท่ีตอ้ งบอกความจริง เพราะการไมบ่ อกความจริงจะทำ
ใหผ้ ู้ป่วยเกดิ ความไม่ไว้วางใจในตวั พยาบาล และอาจสง่ ผลถึงสมั พันธภาพในระยะยาว
การบอกความจริงเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิของผู้ป่วย ที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารประกอบการตัดสินใจ
ในการเลือกหรือไม่เลือกรับบริการสุขภาพ โดยพยาบาลต้องเผชิญกับประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรมว่า ใครควรจะ
14
เป็นผู้บอกความจริงกับผู้ป่วยดีที่สุด ถึงแม้ว่าการบอกความจริงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยและทีมสุขภาพดังกล่าว
แล้วก็ตาม แตใ่ นความเป็นจรงิ ผลท่เี กดิ ขึน้ จากการบอกความจริงมักก่อให้เกิดความเจบ็ ปวดและความทุกข์ทรมาน
แสนสาหสั ทางด้านจติ ใจแกบ่ คุ คลที่ยังปรบั ตวั ไม่ได้ อนั กอ่ ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางดา้ นร่างกายและจติ ใจเพิ่มเติม
จากความเจ็บป่วยเดิมที่มีอยู่แล้ว เนื่องจากความจริงที่ผู้ป่วยหรือญาติรับทราบนั้น มักเป็นความจริงเกี่ยวกับการ
วินิจฉัยโรคที่ร้ายแรง หมดหวังในการรักษา หรืออยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต รวมถึงการพยากรณ์ถึงระยะเวลาท่ี
อาจจะมชี ีวิตอยู่ (วณิชา พ่งึ ชมภ,ู 2557)
การท่พี ยาบาลบอกความจรงิ กบั ผูป้ ่วยจะส่งผลดตี ่อผู้ป่วยดังนี้ 1) ช่วยสง่ เสรมิ การปรับตวั ของผู้ป่วย
2) ผู้ป่วยได้รับข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ 3) ผู้ป่วยได้รับการเคารพในศักดิ์ศรีของตนเอง และ 4) ผู้ป่วยเกิด
ความเชื่อถือไว้วางใจพยาบาล มีสัมพันธภาพที่ดีกับพยาบาล (อรัญญา เชาวลิต, ศิริพร ขัมภลิขิต, ทัศนีย์ นะแส,
และเสาวรส จนั ทมาศ, 2558)
คำว่า “Veracity” เกี่ยวข้องกับการบอกความจริง “Truthfulness is widely accepted as a
universal virtue” เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ความจริงเป็นสิ่งที่เป็นคุณธรรมสากล เราจึงพบว่ามีการสอนให้
พูดความจริงตั้งแต่เมื่อยังอยู่ในวัยเด็ก สำหรับวิชาชีพการพยาบาลก็เช่นเดียวกัน การพูดความจริงเป็นหน้าที่ที่มี
ความสำคัญของพยาบาล การพูดความจรงิ ของพยาบาลนำมาซ่ึงความเชือ่ ถือและไว้วางใจ การสื่อสารแบบเปิดและ
การร่วมแลกเปลี่ยนความรับผิดชอบ การพูดความจริงเป็นสิ่งท่ีปรากฏในจรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลของ
ทุกสถาบัน
การได้รับข้อมูลที่เป็นจริงเป็นสิทธิของผู้ป่วย ในสัมพันธภาพระหว่างผู้ป่วยกับพยาบาลและทีม
สขุ ภาพ ความไวว้ างใจเปน็ สิ่งที่มีความสำคัญมาก ทจ่ี ะนำไปสู่การมีปฏิสมั พนั ธ์เพ่อื การดูแลและบำบัดรักษาท่ีกำลัง
ดำเนินอยู่ หรือที่ควรจะเกิดขึ้นในอนาคต การได้รับข้อมูลตามที่เป็นจริง ในทางหนึ่งเป็นการส่งเสริม Autonomy
ของผู้ป่วยในการดูแลสุขภาพตนเอง และแสวงหาการดูแลจากทีมสุขภาพสำหรับวิชาชีพ การพยาบาล การที่
พยาบาลไมไ่ ด้รับความไว้วางใจ เพราะไม่บอกความจรงิ แก่ผู้ปว่ ย อาจทำลายสมั พนั ธภาพระหวา่ งพยาบาลกับผู้ป่วย
(Nurse- patient relationship)ได้ และอาจทำนายถงึ การไมบ่ รรลุถงึ ความต้องการของผปู้ ่วย
อย่างไรก็ตาม คำถามเก่ียวกบั การบอกความจริงท่ีพยาบาลควรคำนึงถงึ คอื
“การบอกความจริงก่อใหเ้ กิดประโยชน์เสมอไปหรือไม่?”
ในสถานการณ์ทีต่ ้องให้ “Placebo” ทา่ นจะบอกความจริงแก่ผูป้ ่วยอยา่ งไร ถ้าเป้าหมายของการดูแลน้นั
กอ่ ให้เกิดประโยชน์ และถา้ การดูแลนั้นจะเปน็ ประโยชนต์ ่อผูป้ ่วย ทา่ นจะโกหกหรอื บอกความจรงิ
“การบอกความจรงิ ส่งผลเสียหรอื เปน็ อนั ตรายหรือไม่?”
ท่านจะยอมโกหกหรือไม่หากรู้ว่า เป็นการป้องกันผลในทางลบที่มีต่อผู้ป่วย หากท่านเป็นผู้ป่วย ท่านจะ
รสู้ กึ อย่างไรเมื่อทีมสขุ ภาพและครอบครวั ของท่านโกหกทา่ น กรณีท่ีทา่ นเจบ็ ปว่ ยและมีการพยากรณโ์ รคไม่ดี
เห็นไดว้ า่ ในบางสถานการณ์ การบอกความจรงิ เพ่ือแสดงถึงการเคารพ Autonomy ของผปู้ ว่ ยและวางไว้
ซ่ึงการเชอ่ื ใจและสรา้ งความไวว้ างใจ อาจขดั กบั หลัก Nonmaleficence หากผปู้ ่วยตอบสนองต่อความจรงิ ในทาง
ที่เปน็ ผลเสยี ตอ่ ตนเอง ดังนัน้ ในทางปฏบิ ตั ิมีความจำเปน็ ที่พยาบาลต้องตดั สินใจอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึง
ประโยชนส์ งู สุดทีจ่ ะเกิดกับผู้ปว่ ยเป็นสำคัญ (พร้อมจิตร ห่อนบุญเหมิ , และชำนาญ มนี ิยม, 2553; ชชั วาล วงคส์ ารี,
และอุทัยวรรณ พงษ์บริบรู ณ,์ 2557)
15
1.3.8 การยินยอมเม่ือไดร้ ับการบอกข้อมลู (informed consent)
การยินยอมเม่ือได้รับการบอกขอ้ มูล หมายถึง ความยินยอมของผู้ป่วยในการให้ผู้ประกอบวิชาชพี
ที่เกี่ยวกับแพทย์ กระทำเพื่อการรักษาหรือวินิจฉัยโดยต้องได้รับข้อมูลอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นวัตถุประสงค์
ขั้นตอน ผลดีผลเสีย โดยพบว่าพยาบาลต้องเผชิญกับประเด็นขัดแย้งที่ไม่สามารถให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยได้ในบาง
สถานการณ์ ความยินยอมของผู้ป่วยทีย่ อมให้ผู้ประกอบวชิ าชีพที่เก่ียวกับการแพทย์ กระทำต่อร่างกายของตนตาม
กรรมวิธีของผู้ประกอบวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจรักษาทั่วไป กระบวนการตรวจรักษาเพื่อนำไปสู่การ
วินิจฉัยโรค การรักษาโดยการผ่าตัดหรือการทดลองในมนุษย์ โดยผู้ป่วยจะต้องได้รับการอธิบายหรือบอกเล่าให้
เขา้ ใจว่าการกระทำของผู้ประกอบวิชาชีพนัน้ มีวตั ถุประสงค์อย่างไร มีรายละเอยี ดของการกระทำอะไรบ้าง และผล
ทีเ่ กดิ ตามมาหรือภาวะแทรกซอ้ นมีอะไรบ้าง (วณชิ า พึ่งชมภู, 2557)
สรปุ
การพยาบาลเป็นวิชาชีพที่มีความสำคัญ ต้องรับผิดชอบชีวิตมนุษย์ โดยมีเป้าหมายการพยาบาลคือการ
ช่วยใหผ้ รู้ ับบรกิ ารมีภาวะสุขภาพท่ีดีตามศักยภาพของแตล่ ะบุคคล การปฏบิ ัตกิ ารพยาบาลในสถานการณ์ท่ีมีความ
หลากหลาย ซับซ้อน อาจมีความเสี่ยงทั้งต่อพยาบาลและผู้รับบริการ จนส่งผลกระทั้งทางร่างกาย จิตใจ หรืออาจ
รนุ แรงถงึ แก่ชวี ิตได้ นอกจากนีใ้ นการปฏบิ ตั กิ ารพยาบาลอาจพบสถานการณ์ท่ีเป็นประเด็นขดั แย้งทางจรยิ ธรรม ซงึ่
เป็นภาวะที่ยากต่อการตัดสินใจ พยาบาลจึงควรมีความรู้ในการจัดการความเสี่ยงทางจริยธรรม ที่มีประสิทธิภาพ
และแสดงพฤตกิ รรมทางการพยาบาลที่มจี ริยธรรม โดยยึดหลักจรยิ ธรรมวิชาชีพและจรรยาบรรณวชิ าชีพ
16
บรรณานุกรม
ชัชวาล วงค์สารี, และอุทัยวรรณ พงษ์บริบูรณ์. (2557). กฏหมายและจรรยาบรรณวิชาชีพพยาบาลและกฏหมาย
อ่ืนทเ่ี ก่ียวขอ้ ง (พมิ พค์ รั้งท่ี 1). กรงุ เทพ: เอน็ พี เพรส.
พร้อมจิตร ห่อนบุญเหิม, และชำนาญ มีนิยม. (2553). กฎหมายและจริยศาสตร์สำหรับพยาบาล (พิมพ์ครั้งที่ 1).
มหาสารคาม: อภชิ าตกิ ารพมิ พ์.
วณิชา พึ่งชมภู. (2557). คู่มือการฝึกปฏิบัติการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ เรื่อง จริยธรรม ประเด็นขัดแย้ง และ
แนวทางการตัดสินใจ. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. http://portal.nurse.cmu.ac.th/E- Learning/Lists/
List/ Attachments/105/Final. retrieve on May 21, 2018.
มณี อาภานันทิกุล, สุปราณี เสนาดิสัย, พิศสมัย อรทัย, และวรรณภา ประไพพานิช. (2559). จริยธรรมในวิชาชพี
พยาบาล. กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลัยมหิดล.
สวิ ลี ศิริไล. (2551). จริยศาสตร์สำหรับพยาบาล (พมิ พค์ รั้งท่ี 10). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
อุดมรตั น์ สงวนศิรธิ รรม, และสมใจ ศิระกมล. (2558). พฤตกิ รรมจรยิ ธรรมของพยาบาลวชิ าชพี . เชยี งใหม่:
มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่.
อรัญญา เชาวลิต, ศิริพร ขัมภลิขิต, ทัศนีย์ นะแส, และเสาวรส จันทมาศ. (2558). คู่มือส่งเสริมจริยธรรมสำหรับ
องคก์ ารพยาบาล: กลไกและการปฏบิ ตั ิ สภาการพยาบาล (พมิ พ์ครัง้ ท่ี 1). กรุงเทพฯ: จุดทอง.
17
บทที่ 2
จรรยาบรรณวชิ าชพี พยาบาล
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์อัชฌา วารีย์
วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรม เมอ่ื ส้นิ สุดการเรยี นการสอน นกั ศึกษาสามารถ
1. บอกความหมายของจรรยาบรรณวชิ าชพี ได้
2. อธิบายสาระสำคัญจรรยาบรรณของพยาบาลประเทศไทยได้
3. บอกจรรยาบรรณของพยาบาลต่างประเทศได้
4. เปรียบเทยี บจรรยาบรรณของพยาบาลประเทศไทยกับของต่างประเทศได้
เน้ือหา
2.1 ความหมาย ความเป็นมาของจรรยาบรรณวิชาชพี
2.2 จรรยาบรรณของพยาบาลประเทศไทย
2.3 จรรยาบรรณของพยาบาลตา่ งประเทศ
กิจกรรมการเรยี นการสอน
1. การบรรยาย
2. การอภปิ รายและนำเสนอในชน้ั เรยี น
ส่อื การสอน
1. เอกสารประกอบการสอน
2. งานนำเสนอ (Power point)
การประเมินผล
1. ความสนใจ การซกั ถามหรือตอบคำถามในช้นั เรียน
2. การสอบวัดผลภายหลังจบชน้ั เรียน
18
การพยาบาลเป็นการปฏิบัติโดยตรงต่อบุคคล ครอบครวั ชุมชนและสงั คม เป็นบรกิ ารในระดับสถาบันของ
สังคม ดังนั้นผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลจึงต้องเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบสูง ไว้วางใจได้ มีความรู้ความชำนาญใน
การปฏิบัติ มีจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพเป็นแนวทางในการประพฤติและปฏิบัติ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัย
ของสงั คมโดยสว่ นรวม
2.1 ความหมายของจรรยาบรรณวิชาชพี
จรรยา แปลว่าความประพฤติ กิริยาที่ควรประพฤติในหมู่คณะ บรรณ แปลว่า ข้อความ หนังสือ สิ่งที่
ประมวลเข้าไว้ด้วยกันเปน็ หมวดหมู่ จรรยาบรรณ แปลวา่ ข้อกำหนดทคี่ วรประพฤติ
จรรยาบรรณ หมายถึง ประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบอาชีพการงานแต่ละอย่างกำหนดขึ้น เพื่อ
รกั ษาและส่งเสริมเกียรติคุณชอ่ื เสียงและฐานะของสมาชิก อาจเขยี นเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไมก่ ็ได้ (พจนานุกรม
ฉบบั ราชบัณฑิตสถาน, 2546)
จรรยาบรรณวิชาชีพ (Professional Code of Ethics) หมายถึง ประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบ
วิชาชีพกำหนดขึ้นเพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียงและฐานะของสมาชิก ทำให้ได้รับการเชื่อถือจากสังคม
อาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้ เช่น จรรยาบรรณของพยาบาลก็คือ ประมวลความประพฤติที่วงการ
พยาบาลกำหนดขึ้น เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้เป็นพยาบาลยึดถือปฏิบัติ หรืออีกความหมายหนึ่ง หมายถึง
จรรยาบรรณวิชาชีพ (Code of nurses) หมายถึง หลักแห่งการประพฤติที่ดีถูกต้องเหมาะสมของวิชาชีพ
จรรยาบรรณไม่ใช่กฎหมาย เนื่องจากไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย แต่จะมีผลต่อการยอมรับทางสังคมของวิชาชีพ
และบุคคลทวั่ ไป (สภาการพยาบาล, 2551)
จรรยาบรรณพยาบาล(Code of ethics in nursing) หมายถึง ประมวลกฎความประพฤติที่ วิชาชีพ
พยาบาลกำหนดคือ เป็นมาตรฐานหรือแนวปฏิบตั ิของการประกอบวิชาชีพระดับนานาชาติ เพราะเป็นแนวปฏิบัติ
ของพยาบาลทั่วโลกที่ประกอบวิชาชีพในการให้บริการสุขภาพที่พยาบาลต้องยึดถือปฏิบัติ ดังนั้นแนวปฏิบัติที่
กำหนดเป็นจรรยาบรรณจึงเป็นแนวปฏิบัติที่เป็นหลักสำหรับวิชาชีพการพยาบาล(ชัชวาล วงค์สารีและอุทัยวรรณ
พงษ์บรบิ ูรณ์, 2557, หนา้ 252)
จรรยาบรรณพยาบาล เป็นข้อกำหนดที่ควบคุมให้การพยาบาลปฏิบัติตามหลักจริยธรรมวิชาชีพโดยยึด
หลัก 3 ประการคือ หลักคุณค่า(values) ซึ่งมุ่งให้เกิดภาวะสุขภาพดีของผู้รับบริการ(well-being) หลักหน้าที่
(duties) ซึ่งมุ่งเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เพื่อให้บุคคลคงไว้ซึ่งความเชื่อมั่นในตนเองและหลักคุณธรรม
(virtues) ซึง่ ประกอบดว้ ยความซื่อสัตย์และความเมตตา รวมทง้ั การมีบคุ ลกิ ภาพทน่ี า่ เช่อื ถอื
ความเป็นมาของจรรยาบรรณวิชาชีพ
จรรยาบรรณในยุคเริ่มต้นของวิชาชีพการพยาบาล กล่าวได้ว่า จรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาล เริ่มต้น
ขึ้นตั้งแต่ยุคของมิสฟลอเรนช์ ไนติงเกล(Florence Nightingale) ในรูปของการศึกษาอบรมที่เน้นหนักในด้าน
ศีลธรรม จรรยา ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และมีพิธีปฏิญาณตนเพื่อให้คำมั่นก่อนเข้าทำหน้าที่พยาบาล
จรรยาบรรณพยาบาลไดม้ ีพัฒนาการมาประมาณ 100 ปี เน่ืองจากการพยาบาลเกดิ จากกลุ่มศาสนาซึ่งเสียสละและ
อุทิศตนเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม ช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บจากการสู้รบ ปรัชญาการพยาบาลในระยะ
เร่ิมแรก จึงเปน็ การอทุ ศิ ตนเย่ียงนักบุญเพ่ือปฏบิ ตั ิภารกิจ ให้การชว่ ยเหลือเท่าที่ทำได้โดยไม่ทำใหใ้ ครเดอื ดร้อน จึง
19
กลา่ วได้วา่ จรรยาบรรณฉบับแรกคือ คำปฏญิ าณของฟลอเรนซ์ ไนตงิ เกล(Pledge of Florence Nightingale) ซ่ึง
กล่าวไว้เมื่อปี ค.ศ. 1893 โดยมีสาระสำคัญที่ต้องการอุทิศตนและช่วยเหลือผู้อื่น ฟลอเรนซ์ ไนติงเกลได้รับการ
ยอมรับว่าเป็นผู้นำในการยกระดับธรรมะและคุณภาพของการพยาบาล ให้เน้นหนักในศีลธรรม จรรยาและความ
รับผิดชอบต่อหน้าท่ี พยาบาลต้องปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่นในระดับส่วนบุคคล จึงต้องเคารพในความเป็น
บุคคลของผู้อื่น สิทธิส่วนบุคคลจึงมีความเกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพพยาบาล ต่อมาในปี ค.ศ. 1948 (พ.ศ.
2491) สหประชาชาติ(United Nations) ได้ออกประกาศสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนฉบับแรก วิชาชีพที่เกี่ยวข้อง
กับชวี ติ และสิทธิมนษุ ยชน จงึ ไดป้ ระกาศข้อบญั ญัตริ ะดับนานาชาตวิ ่าดว้ ยจรรณยาบรรณวชิ าชพี รวมทง้ั วิชาชีพการ
พยาบาล เป็นผลให้สมาคมพยาบาลของประเทศที่เป็นสมาชิกสภาพยาบาลระหว่างประเทศได้มีการปฏิรูป
ข้อบัญญัติเพื่อรักษาจรรยาวิชาชีพการพยาบาลในประเทศของตนขึน้ ให้สอดคล้องกบั สภาพยาบาลระหวา่ งประเทศ
ในประเทศไทยมีการระบุสิทธิของประชาชนไทยในรัฐธรรมนูญ เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับ ปี
พ.ศ. 2550 ได้กล่าวถึงสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยหลายด้าน เช่น สิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล สิทธิในการ
ประกอบอาชีพ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม และสิทธิและเสรีภาพในการศึกษา ส่วนสิทธิที่เกี่ยวข้องกับการ
ประกอบวิชาชพี พยาบาลซ่ึงพยาบาลทุกคนต้องนำไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่คือ สทิ ธิในการได้รับบริการสาธารณสุข
และสวัสดิการของรัฐ ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 พยาบาลได้รับการยอมรับว่าเป็นวิชาชีพ มีกฎหมายคุ้มครอง
วิชาชีพ และมีจรรยาบรรณวิชาชีพเป็นลายลักษณ์อักษร สำหรับประเทศไทย สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยได้
ประกาศจรรยาบรรณวชิ าชพี ฉบบั แรกในปี พ.ศ. 2528 และมกี ารปรับปรงุ ในปี 2546
ความสำคัญของจรรยาบรรณวชิ าชีพ
วิชาชีพ (Professional) แตกต่างจากอาชีพ (Occupation) เพราะมิใช่เป็นการหาเลี้ยงชีพทั่วๆไปเท่าน้ัน
แต่ยังต้องอาศัยความรู้ที่ได้จากการศึกษาอย่างเป็นระบบ มีการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษา มีองค์กรวิชาชีพ
และต้องมีจรรยาบรรณวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพได้มีกรอบแนวทางในการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติที่
ถกู ตอ้ ง
จรรยาบรรณวิชาชีพมีความสำคัญต่อการประกอบอาชีพพยาบาล เนื่องจากการปฏิบัติต่อผู้อื่นในระดับ
ส่วนบคุ คลทำใหพ้ ยาบาลตอ่ รับรูเ้ กี่ยวกบั เรอื่ งสว่ นตวั รูจ้ กั ครอบครัวของผปู้ ่วย และหลายอย่างท่ถี อื ว่าเป็นความลับ
ท่ีไดม้ าจากการปฏบิ ัตหิ น้าที่ นอกจากน้บี คุ คลท่ีอยู่ในภาวะเจบ็ ป่วยหรือช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ย่อมมีความต้องการ
ทแ่ี ตกต่างกัน พยาบาลจงึ ต้องยดึ จรรยาบรรณวิชาชีพเป็นหลกั ในการประกอบวิชาชพี มคี วามสำคญั เนอื่ งจาก
1. เปน็ แนวทางใหผ้ ู้ประกอบวิชาชพี ใชก้ บั การทำงาน ของตน และการทำงานร่วมกันในกลุม่ วิชาชีพ
2. เปน็ แนวทางในการพัฒนาตนให้เป็นผู้มพี ฤติกรรมบริการท่ีมีคุณภาพและมาตรฐานตามความคาดหวัง
ของสงั คม
3. เป็นแนวทางในการตรวจสอบและ กำกบั พฤตกิ รรมการปฏิบัติงานของผปู้ ระกอบวชิ าชพี
4. เปน็ มาตรฐานเปรียบเทียบคุณภาพมาตรฐานของผปู้ ระกอบวิชาชพี
5. เป็นหลักฐานแสดงให้สงั คมได้รบั รูว้ ่าวิชาชพี พยาบาล ตระหนักถงึ ความรับผดิ ชอบที่มีต่อผู้ใชบ้ ริการ
สังคมและทำหน้าที่พทิ ักษ์สิทธขิ องผ้ใู ชบ้ รกิ ารตามหลักจริยธรรมและกฎหมายของการประกอบ
วิชาชีพ
20
6. ช่วยให้พยาบาลทป่ี ระกอบวิชาชพี มแี นวทางในการพฒั นาคุณภาพมาตรฐานการบรกิ ารวิชาชีพไปใน
ทิศทางเดยี วกนั
ความเป็นวิชาชพี (Profession)
ในทางสงั คมวิทยาได้กำหนดลักษณะความเป็นวชิ าชพี ท่สี ำคัญไว้ ซ่งึ สอดคล้องกับการพยาบาล ดงั น้ันการ
พยาบาลจงึ มีความเป็นวิชาชพี เน่อื งจากคุณลกั ษณะดังนี้
1. เป็นวิชาชีพที่ใหบ้ ริการต่อสงั คม
2. มอี งค์ความรูเ้ ฉพาะของวิชาชพี ทมี่ ีการพัฒนาอยา่ งตอ่ เน่ือง
3. ผูป้ ระกอบวชิ าชีพตอ้ งผา่ นการศกึ ษาอบรมจากสถาบนั การศกึ ษาในระดับปริญญาตรี
4. มีจรรยาบรรณวชิ าชีพเป็นแนวทางในการปฏบิ ัติ
5. มกี ลมุ่ องค์กรวิชาชีพท่ีสนับสนนุ ดูแลการประกอบวชิ าชีพให้ไดม้ าตรฐาน ได้แก่ สภาการพยาบาล
6. มีกฎหมายควบคุมการประกอบวิชาชีพโดยตรง
7. มีอดุ มการณ์และรบั ผิดชอบต่อสังคม
จรรยาบรรณวชิ าชีพพยาบาล
สภาพยาบาลระหว่างประเทศ(International Council of Nurse หรือ ICN) ได้ประกาศบัญญัติ
จรรยาบรรณวิชาชีพพยาบาล (Code of Ethic of Nursing) ฉบับแรกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1953 และได้มีการปรับปรุง
อย่างต่อเนื่องตลอดมา จนกระทั่งได้รับการปรับปรุงในปี ค.ศ. 2006 เพื่อเป็นแม่แบบให้ประเทศสมาชิกนำไป
ปรับปรุงใชก้ บั การปฏบิ ัติการพยาบาลในประเทศของตน โดยมีรายละเอียดดังนี้
หลกั การพน้ื ฐานท่คี ำนึงถึงในการจดั ทำจรรยาบรรณพยาบาล
1. ความรบั ผิดชอบเบอื้ งตน้ ของพยาบาล
1.1 การยกระดบั สุขภาพอนามัย
1.2 การป้องกนั ความเจ็บปว่ ย
1.3 การฟน้ื ฟสู ขุ ภาพของผู้ปว่ ย
1.4 การชว่ ยบรรเทาความทุกข์ทรมาน
2. ความต้องการการบรกิ ารพยาบาลมอี ย่ทู ั่วโลก
3. การพยาบาลยดึ ถอื การเคารพในสทิ ธิมนุษยชน
4. พยาบาลจะให้บรกิ ารสุขภาพอนามัยแกบ่ ุคคล ครอบครัวและชมุ ชน
จรรยาบรรณวชิ าชพี การพยาบาลตอ่ ประชาชน
1. ประกอบวชิ าชพี ด้วยความมสี ติ ตระหนักในคุณค่าและศกั ดิ์ศรีความเปน็ มนุษย์
2. ปฏิบตั ิตอ่ ประชาชนดว้ ยความเสมอภาคตามสทิ ธมิ นษุ ยชน โดยไม่คำนงึ ถึงเชื้อชาติ ศาสนา และ
สถานภาพของบคุ คล
3. ละเว้นการปฏบิ ตั ทิ ี่มีอคติ และการใช้อำนาจหน้าท่ี เพื่อผลประโยชน์สว่ นตน
21
4. พึงเก็บรักษาเรื่องส่วนตัวของผปู้ ว่ ยไว้เป็นความลับ เวน้ แต่ด้วยความยนิ ยอมของผู้นนั้ หรอื เม่ือตอ้ ง
ปฏิบัติตามกฎหมาย
5. พึงปฏิบัตหิ น้าทโี่ ดยใช้ความรู้ ความสามารถ อยา่ งเต็มท่ีในการวนิ จิ ฉัย และการแก้ปญั หาสขุ ภาพ
สขุ ภาพอนามัยอย่างเหมาะสมแกส่ ภาพของบุคคล ครอบครวั และชุมชน
6. พงึ ป้องกนั ยันอันตรายอันจะมีต่อสุขภาพอนามยั ของประชาชน
จรรยาบรรณวชิ าชีพการพยาบาลต่อสังคมและประเทศชาติ
1. พงึ ประกอบกิจแหง่ วิชาชพี ให้สอดคล้องกับนโยบายและกฎหมายของบา้ นเมือง อนั เป็นประโยชนแ์ ก่
สาธารณชน
2. พึงรับผดิ ชอบรว่ มกับประชาชนในการรเิ ริ่มสนบั สนนุ กจิ กรรมทก่ี ่อใหเ้ กิดสันตสิ ุขและยกระดับคุณภาพ
ชีวติ
3. พงึ อนรุ ักษ์ และสง่ เสรมิ ศลิ ปวัฒนธรรมประจำชาติ
4. พึงประกอบวิชาชพี โดยมงุ่ ส่งเสรมิ ความมั่นคงของชาติ ศาสนา และสถาบนั พระมหากษัตรยิ ์
จรรยาบรรณวชิ าชีพการพยาบาลตอ่ วิชาชีพ
1. พึงตระหนักและถือปฏิบตั ิให้หน้าท่ีความรบั ผดิ ชอบตามหลักการแหง่ วชิ าชีพการพยาบาล
2. พฒั นาความรแู้ ละวธิ ปี ฏบิ ัติใหไ้ ดม้ าตรฐานแห่งวชิ าชีพ
3. พึงศรทั ธา สนับสนนุ และให้ความรว่ มมอื ในกจิ กรรมแหง่ วิชาชีพ
4. พงึ เผยแพรช่ ื่อเสียงและคณุ ค่าแหง่ วชิ าชีพใหเ้ ปน็ ที่ปรากฏแก่สังคม
จรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลตอ่ ผรู้ ่วมวิชาชีพและผู้ประกอบวชิ าชีพอ่ืน
1. ให้เกียรติ เคารพในสทิ ธแิ ละหน้าทขี่ องผูร้ ว่ มวชิ าชีพและผ้อู ่ืน
2. เหน็ คณุ คา่ และยกย่องผมู้ ีความรคู้ วามสามารถในศาสตรส์ าขาต่างๆ
3. พึงรกั ษาไวซ้ ่ึงความสมั พันธอ์ ันดีกบั ผู้รว่ มงานทงั้ ภายในและภายนอกวชิ าชพี
4. ยอมรับความตอ้ งการพืน้ ฐานของมนุษยแ์ ละชกั นำใหป้ ระพฤติปฏิบัตใิ นทางทถี่ ูกที่ควร
5. พึงอำนวยความสะดวก และให้ความรว่ มมือแกผ่ รู้ ว่ มงานในการปฏิบัตภิ ารกิจอันชอบธรรม
6. ละเว้นการสง่ เสรมิ หรือปกป้องผปู้ ระพฤติผิดเพ่ือผลประโยชน์แห่งตนหรือผกู้ ระทำการน้ันๆ
จรรยาบรรณวชิ าชพี การพยาบาลต่อตนเอง
1. ประพฤติตน และการประกอบกจิ แหง่ วิชาชีพโดยถูกต้องตามกฎหมาย
2. ยดึ มั่นในคุณธรรมและจรยิ ธรรมแห่งวชิ าชพี
3. ประพฤติปฏบิ ตั ติ นให้เป็นแบบอยา่ งทด่ี ีท้ังในด้านการประกอบกจิ แห่งวชิ าชพี และสว่ นตวั
4. ใฝร่ ู้ พัฒนาแนวคิดให้กวา้ ง และยอมรับการเปล่ยี นแปลง
5. ประกอบกิจแห่งวิชาชพี ดว้ ยความเตม็ ใจและเตม็ กำลงั ความสามารถ
6. ปฏิบัตหิ นา้ ทีด่ ้วยความสติ รอบรู้ เชือ่ ม่นั และมีวิจารณญาณอนั รอบคอบ
22
2.2 จรรยาบรรณของพยาบาลประเทศไทย
จรรยาบรรณพยาบาล ฉบับปพี ุทธศกั ราช 2546
สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทร์บรมราชชนนี ได้กำหนด
จรรยาบรรณวชิ าชีพของสมาคมข้นึ ใน พ.ศ.2528 และมกี ารปรบั ปรงุ เป็นฉบับ พ.ศ. 2546
การปรบั ปรงุ จรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลฉบบั ปี พ.ศ. 2528 เนื่องจากมีเนื้อหาค่อนข้างยาวและจดจำได้
ยาก ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงทางสงั คม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภาวะสุขภาพของคนไทย สมาคมพยาบาล
แห่งประเทศไทยฯจึงทำการปรับปรุงจรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลของไทยขึ้นใหม่ เพื่อให้มีข้อความที่สั้น
กระชับข้นึ สอดคลอ้ งกบั การเปล่ียนแปลงและองค์ความรใู้ หม่ๆ ทางการพยาบาลรวมทงั้ รฐั ธรรมนญู ฉบับ พ.ศ.2540
ซึ่งได้มีการเปิดโอกาสให้สมาชิกพยาบาลไทย ร่วมกันแสดงความคิดเห็นประชาพิจารณ์ จนเป็นที่ยอมรับจึง
ประกาศใช้เป็นจรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาล ฉบับที่ 2 ในวันที่ 27 กันยายน 2546 เพื่อเป็นการแสดงออกถึง
ความตระหนกั ในความรับผิดชอบทางจริยธรรมของพยาบาล และใช้เป็นหลักนำการประกอบวิชาชีพใหม้ ีมาตรฐาน
สูง สอดคลอ้ งตรงกนั ทงั้ ประเทศ และสอื่ สารให้ผู้ร่วมงานในวชิ าชีพข้างเคียงรบั ทราบ รวมทั้งประชาชนทวั่ ไปดว้ ย
จรรยาบรรณวิชาชีพพยาบาลฉบับปีพุทธศกั ราช 2546 มุ้งเน้นให้จรรยาบรรณพยาบาลแตล่ ะข้อเป็น หลัก
นำการปฏบิ ตั ทิ ่ีมีข้อความสน้ั กะทัดรัดชัดเจนเพื่อให้เห็นความเปน็ เอกภาพของจรรยาบรรณพยาบาลได้ซึ่งแต่ละข้อ
มคี วามหมายครอบคลุมการปฏิบัตหิ น้าท่ีทางจรยิ ธรรมแต่ละหมวดอย่างกว้างขวางมแี นวการปฏบิ ัติขั้นละเอียดเพื่อ
ขยายความหมายแต่ละข้อจรรยาบรรณฉบับนี้ใช้ในการประกอบวิชาชีพการพยาบาลทุกด้านในทุกสถานที่และทกุ
ตำแหน่งหน้าที่ การประกาศจรรยาบรรณเป็นการแสดงออกซึ่งความตระหนักในหน้าที่ความรับผิดชอบทาง
จริยธรรมของพยาบาลและเพื่อใช้เป็นหลักนำการประกอบวิชาชีพให้มีมาตรฐานสูงสอดคล้องตรงกันทั่วประเทศ
รวมท้งั เป็นการส่ือสารท่ชี ว่ ยให้ผู้อน่ื ใช้บริการผู้รว่ มงานในวิชาชีพอ่นื ๆและประชาชนทวั่ ไปได้ทราบถึงจรรยาบรรณ
ที่พยาบาลยึดถือในการประกอบวิชาชีพและแสดงความมุ่งมั่นของพยาบาลที่จะประกอบวิชาชีพให้มีคุณภาพใน
มาตรฐานสูงโดยเหตุนี้จรรยาบรรณพยาบาลที่จะประกอบวิชาชีพให้มีคุณภาพในมาตรฐานสูงโดยเหตุน้ี
จรรยาบรรณพยาบาลทำหน้าที่ประดุจเครื่องมือประเมินผลพฤติกรรมของพยาบาลในการปฏิบัติวิชาชีพโดย
ผ้ใู ช้บรกิ ารผู้ร่วมงานผเู้ กีย่ วข้องทว่ั ไปและใช้ในการประเมินตนเองมขี ้อกำหนด 9 ขอ้ ดังนี้
ขอ้ ท่ี 1 พยาบาลรบั ผดิ ชอบต่อประชาชนผตู้ อ้ งการการพยาบาลและบริการสขุ ภาพ
พยาบาลรับผดิ ชอบต่อประชาชนผู้ต้องการการพยาบาลและบริการสุขภาพทั้งต่อปัจเจกบุคคล ครอบครวั
ชุมชน และระดับประเทศในการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันความเจ็บป่วย การฟื้นฟูสุขภาพ และการบรรเทา
ความทุกข์ทรมาน
ข้อที่ 2 พยาบาลประกอบวิชาชีพด้วยความเมตตากรุณา เคารพในคุณค่าของชีวิต ความมี สุขภาพดี
และความผาสกุ ของเพ่ือนมนษุ ย์
พยาบาลประกอบวิชาชีพด้วยความเมตตากรุณา เคารพในคุณค่าของชีวิต ความมี สุขภาพดี และความ
ผาสุกของเพื่อนมนุษย์ ช่วยให้ประชาชนดำรงสุขภาพไว้ในระดับดีที่สุด ตลอดวงจรของชีวิต นับแต่ ปฏิสนธิทั้งใน
ภาวะสุขภาพปกติ ภาวะเจบ็ ปว่ ย ชราภาพ จนถงึ ระยะสุดท้ายของชีวิต
23
ข้อที่ 3 พยาบาลมีปฏิสัมพันธ์ทางวิชาชีพกบั ผู้ใช้บริการ ผู้ร่วมงานและประชาชนด้วยความเคารพใน
ศกั ด์ิศรี และสิทธิมนุษยชน ของบคุ คล
พยาบาลมปี ฏสิ ัมพนั ธ์ทางวชิ าชีพกับผู้ใช้บริการ ผรู้ ว่ มงานและประชาชนดว้ ยความเคารพใน ศักด์ิศรี และ
สิทธิมนุษยชน ของบุคคลทั้งในความเป็นมนุษย์ สิทธิในชีวิต และสิทธิในเสรีภาพเกี่ยวกับการ เคลื่อนไหว การพูด
การแสดงความคิดเห็น การมีความรู้ การตัดสินใจ ค่านิยม ความแตกต่างทางวฒั นธรรม และความเชื่อทางศาสนา
ตลอดจนสิทธิในความเป็นเจ้าของ และความเป็นส่วนตวั ของบุคคล
ขอ้ ที่ 4 พยาบาลยึดหลักความยุตธิ รรมและความเสมอภาคในสังคมมนุษย์
พยาบาลยดึ หลักความยุติธรรมและความเสมอภาคในสังคมมนุษย์ รว่ มดำเนินการเพ่ือช่วยให้ ประชาชนที่
ตอ้ งการบริการสุขภาพได้รับความช่วยเหลือดูแลอยา่ งท่วั ถงึ และดแู ลให้ผูใ้ ชบ้ ริการได้รบั การ ช่วยเหลือท่ีเหมาะสม
กับความต้องการอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ด้วยความเคารพในคุณค่าของชีวิต ศักดิ์ศรี และสิทธิในการมี
ความสขุ ของบุคคลอยา่ งเท่าเทียมกัน โดยไม่จำกัดด้วยชั้น วรรณะ เช้ือชาติ ศาสนา เศรษฐานะ เพศ วัย กิตติศัพท์
ชอื่ เสยี ง สถานภาพในสังคม และโรคทเ่ี ป็น
ขอ้ ที่ 5 พยาบาลประกอบวชิ าชีพโดยมุ่งความเป็นเลิศ
พยาบาลประกอบวิชาชีพ โดยมุ่งความเป็นเลิศปฏิบัติการพยาบาล โดยมีความรู้ในการ กระทำ และ
สามารถอธบิ ายเหตุผลได้ในทุกกรณีพัฒนาความรู้ในการกระทำ และประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง รกั ษาสมรรถภาพ
ในการทำงานประเมนิ ผลงานและประกอบวิชาชพี ทุกดา้ นดว้ ยมาตรฐานสงู สุดเท่าทจ่ี ะ เปน็ ไปได้
ขอ้ ที่ 6 พยาบาลพึงปอ้ งกนั อันตรายต่อสขุ ภาพ และชวี ิตของผ้ใู ช้บรกิ าร
พยาบาลพึงป้องกันอันตรายต่อสุขภาพ และชีวิตของผู้ใช้บริการ โดยการร่วมมือ ประสานงานอย่าง
ต่อเนื่องกับผู้ร่วมงาน และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทุกระดับ เพื่อปฏิบัติให้เกิดผลตามนโยบาย และแผนพัฒนาสุขภาพ
และคุณภาพชีวิตของประชาชน พึงปฏิบัติหน้าที่ รับมอบหมายงานและมอบหมาย งานอย่างรอบคอบ และการ
กระทำอันควรเพื่อป้องกันอันตรายซึง่ เห็นว่าจะเกิดกับผู้ใชบ้ ริการแต่ละบคุ คล ครอบครัว กลุ่มหรือชุมชน โดยการ
กระทำของผรู้ ว่ มงาน หรอื สภาพแวดลอ้ มของการทำงาน หรอื ในการใช้ วทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยขี น้ั สูง
ข้อที่ 7 พยาบาลรับผิดชอบในการปฏิบัติให้สังคม เกิดความเชื่อถือไว้วางใจต่อพยาบาล และต่อ
วชิ าชีพการพยาบาล
พยาบาลรับผิดชอบในการปฏิบัติให้สังคม เกิดความเชื่อถือไว้วางใจต่อพยาบาล และต่อ วิชาชีพการ
พยาบาล มีคุณธรรมจริยธรรมจริยธรรมในการดำรงชีวิตประกอบวิชาชีพด้วยความมั่นคงใน จรรยาบรรณ และ
เคารพต่อกฎหมายให้บริการที่มีคุณภาพเป็นวิสัย เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชน ร่วมมือ พัฒนาวิชาชีพ ให้
เจริญก้าวหน้าในสังคมอย่างเป็นเอกภาพ ตลอดจนมีมนุษยสัมพันธ์อันดี และร่วมมือกับ ผู้อื่นในกิจกรรมที่เป็น
ประโยชนต์ ่อสังคม ท้ังในและนอกวงการสุขภาพ ในระดบั ท้องถิน่ ระดับประเทศ และระหว่างประเทศ
ขอ้ ท่ี 8 พยาบาลพงึ รว่ มในการทำความเจริญก้าวหนา้ ใหแ้ ก่วชิ าชีพการพยาบาล
พยาบาลพึงร่วมในการทำความเจริญก้าวหน้าให้แก่วิชาชีพการพยาบาลร่วมเป็นผู้นำทางการ ปฏิบัติการ
พยาบาล หรือทางการศึกษาทางการวิจัยหรือทางการบริหาร โดยร่วมในการนำทิศทาง นโยบาย และแผนเพ่ือ
พฒั นาวิชาชีพ พัฒนาความรู้ ทงั้ ในขั้นเทคนิคการพยาบาลทฤษฎีขั้นพื้นฐานและศาสตรท์ างการพยาบาล ขั้นลึกซ้ึง
เฉพาะด้าน ตลอดจนการรวบรวม และเผยแพร่ความรูข้ ่าวสารของวิชาชพี ทั้งนี้ พยาบาล พึงมีบทบาทท้ังในระดับ
รายบคุ คล และร่วมมือในระดับสถาบัน องค์กรวชิ าชีพ ระดบั ประเทศ และระหวา่ ง ประเทศ
24
ขอ้ ท่ี 9 พยาบาลพงึ รบั ผิดชอบตอ่ ตนเอง เชน่ เดียวกับรบั ผดิ ชอบต่อผอู้ ืน่
พยาบาลพึงรับผิดชอบต่อตนเอง เช่นเดียวกับรับผิดชอบต่อผู้อื่น เคารพตนเอง รักษาความ สมดุลมั่นคง
ของบุคลิกภาพ เคารพในคุณค่าของงาน และทำงานด้วยมาตรฐานสูง ทั้งในการดำรงชีวิตส่วนตัว และในการ
ประกอบวิชาชีพในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องเสียสละ หรือประนีประนอมพยาบาลพึงยอมรับใน ระดับที่สามารถ
รกั ษาไว้ซ่ึงความเคารพตนเอง ความสมดลุ ในบุคลิกภาพ และความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต ของตนเอง เช่นเดียวกับ
ของผู้รว่ มงาน ผู้ใช้บรกิ าร และสังคม
2.3 จรรยาบรรณของพยาบาลต่างประเทศ
จรรยาบรรณวชิ าชีพสมาคมพยาบาลแห่งสหรัฐอเมรกิ า
จรรยาบรรณวิชาชีพสำหรับพยาบาลเป็นการประมวลหลักความประพฤติให้บุคคลในวิชาชีพยึดถือปฏิบัติ
สมาคมพยาบาลแห่งสหรัฐอเมริกา (The America Nurses Associations A.N.A) ได้กำหนดสาระสำคัญของ
จรรยาบรรณวิชาชีพพยาบาลไว้ดังนี้
1. พยาบาลพึงให้บริการพยาบาลด้วยความเคารพในศักด์ิศรี และความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยไม่
จำกัด ในเรื่อง สถานภาพทางสังคม เศรษฐกิจ คุณสมบัติเฉพาะกิจหรือสภาพปัญหาทางด้านสุขภาพ
อนามยั ของผูป้ ่วย
2. พยาบาลพึงเคารพสิทธสิ ่วนตัวของผ้ปู ว่ ยโดยรักษาขอ้ มลู เกี่ยวกับผปู้ ว่ ยไว้เป็นความลบั
3. พยาบาลพึงให้การปกป้องคุ้มครองแกผ้ ู้ปว่ ย สังคม ในกรณีทีม่ ีการให้บริการสุขภาพอนามัยและความ
ปลอดภัย ถูกกระทำการที่อาจเกิดจากความไมร่ ู้ ขาดศีลธรรม จรยิ ธรรมหรอื การกระทำทผี่ ิดกฎหมาย
จากบคุ คลหนง่ึ บุคคลใด
4. พยาบาลมหี น้าทีร่ ับผิดชอบในการตดั สนิ ใจและใหก้ ารพยาบาลแกผ่ ู้ป่วยแต่ละราย
5. พยาบาลพงึ ดำรงไวซ้ ่ึงสมรรถนะในการปฏิบัติการพยาบาล
6. พยาบาลพงึ ตัดสนิ ใจดว้ ยความรอบคอบถี่ถ้วน ใชข้ ้อมูลสมรรถนะและคุณสมบตั ิอ่ืนๆ เป็นหลักในการ
ขอคำปรึกษาหารือ ยอมรบั ในหนา้ ที่ความรบั ผิดชอบ รวมถึง การมอบหมายกจิ กรรม
7. พยาบาลพงึ มีสว่ นร่วมและสนบั สนนุ ในกจิ กรรมการพัฒนาความรู้เชงิ วิชาชีพ
8. พยาบาลพึงมีส่วนร่วมและสนับสนุนในการพัฒนาวิชาชีพและส่งเสริมมาตรฐานการปฏิบัติการ
พยาบาล
9. พยาบาลพึงมีส่วนร่วมในการที่จะกำหนดและดำรงไว้ซึ่งสถานะภาพของการทำงานที่จะนำไปสู่การ
ปฏบิ ัติการพยาบาลที่มคี ณุ ภาพสงู
10. พยาบาลพึงมีส่วนร่วมในการปกป้องคุ้มครองสังคมจากการเสนอข้อมูลที่ผิด และดำรงไว้ซึ่งความ
สามัคคีในวชิ าชพี
11. พยาบาลพึงร่วมมือและเป็นเครือข่ายกับสมาชิกด้านสุขภาพอนามัยและบุคคลอื่นๆ ในสังคม เพื่อ
สง่ เสรมิ ชมุ ชนและสนองตอบความตอ้ งการดา้ นสขุ ภาพอนามัยของสงั คม
25
สรุป
จรรยาบรรณวิชาชีพเป็นแนวทางในการตัดสินใจเชิงจรรยาบรรณและเป็นการสร้างพยาบาลให้เป็นผู้ที่มี
เจตคติที่ดี รู้ถึงคุณค่าแห่งชีวิต การทำตนให้เป็นประโยชน์แก่สังคม คิดถึงประโยชน์ของผู้อื่นมากกว่าตนเอง
สามารถตัดสินใจไดด้ ว้ ยตนเองว่าอะไรควรประพฤติหรือไมค่ วรประพฤติ
26
บรรณานกุ รม
ชัชวาล วงค์สารี, และอุทัยวรรณ พงษ์บรบิ ูรณ์. (2557). กฎหมายและจรรยาบรรณวชิ าชพี พยาบาล
และกฎหมายอ่นื ทีเ่ กีย่ วขอ้ ง (พิมพ์คร้ังท่ี 1). กรุงเทพ: เอ็น พี เพรส.
พรอ้ มจติ ร หอ่ นบญุ เหมิ , และชำนาญ มนี ยิ ม. (2553). กฎหมายและจริยศาสตรส์ ำหรบั พยาบาล (พมิ พ์
คร้งั ท่ี 1). มหาสารคาม: อภชิ าติการพิมพ.์
อรญั ญา เชาวลิต, ศริ พิ ร ขมั ภลิขิต, ทศั นยี ์ นะแส, และเสาวรส จันทมาศ. (2558). คู่มอื สง่ เสริม
จริยธรรมสำหรับองคก์ ารพยาบาล: กลไกและการปฏิบตั ิ สภาการพยาบาล (พิมพค์ รงั้ ท่ี 1).
กรงุ เทพ: จดุ ทอง.
สภาการพยาบาล http://www.tnc.or.th/law/page-4.html เขา้ ถึงเมือ่ วันท่ี 1 กมุ ภาพนั ธ์ 2563
27
บทท่ี 3
คุณลกั ษณะ และพฤติกรรมเชิงจรยิ ธรรมของพยาบาลวชิ าชีพ
รองศาสตราจารย์เยาวเรศ สมทรพั ย์
วัตถุประสงคเ์ ฉพาะ
1. อธบิ ายคุณลักษณะทส่ี ำคัญของพยาบาลวชิ าชพี ได้
2. บอกพฤตกิ รรมเชิงจรยิ ธรรมของพยาบาลวชิ าชีพได้
3. อธิบายวธิ ีการส่งเสรมิ พฤติกรรมเชิงจรยิ ธรรมของพยาบาลวชิ าชพี ได้
เนอื้ หาหลัก
3.1 คุณลักษณะของพยาบาลวชิ าชพี
3.2 พฤติกรรมเชงิ จรยิ ธรรมของพยาบาลวิชาชีพ
3.3 วิธีการสง่ เสรมิ พฤติกรรมเชงิ จรยิ ธรรมของพยาบาลวชิ าชีพ
กิจกรรมการเรียนการสอน
1. บรรยาย
2. ยกตัวอย่างสถานการณ์ประกอบการบรรยาย
3. อภิปรายรว่ มกนั ในชัน้ เรยี น
การประเมนิ ผล
1. ประเมินความตั้งใจสนใจในชั้นเรียน
2. ประเมนิ การมีสว่ นร่วมในการอภิปรายในช้นั เรยี น
3. ประเมินความรู้ความเขา้ ใจจากการสอบปลายภาค
28
บทนำ
วิชาชีพการพยาบาลเป็นวชิ าชีพทีถ่ ูกคาดหวงั จากสังคมอยา่ งสูง เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าท่ีของพยาบาลซ่งึ
เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ ต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยอาศัยหลักการทางศาสตร์และศิลป์
ควบคู่กับคุณค่าทางจริยธรรม ความเอื้ออาทร และการตระหนักในคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้น
คุณลักษณะของพยาบาลวิชาชีพ จึงสอดคล้องกับลักษณะทางวิชาชีพการพยาบาล พฤติกรรมจริยธรรมของ
พยาบาลวิชาชีพ ตลอดจนวิธีการส่งเสริมพฤติกรรมทางจริยธรรมของพยาบาลวชิ าชพี เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ต้อง
ใชส้ ตปิ ัญญาและความร้สู กึ นกึ คิด ในการเรยี นรูแ้ ละพฒั นาอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
3.1 คุณลักษณะของพยาบาลวิชาชีพ
พฤติกรรมจรยิ ธรรมของพยาบาลท่ยี ดึ หลักจริยธรรมวิชาชีพและจรรยาบรรณพยาบาล ฉบบั ปี พ.ศ. 2546 แบ่ง
ได้ดังนี้
1. ด้านส่วนตัวของพยาบาล เป็นพฤตกิ รรมจรยิ ธรรมของพยาบาลที่แสดงให้เห็นถงึ ความรับผิดชอบต่อ
ตนเอง ต่อผู้อื่นและต่อวิชาชีพ ได้แก่ แต่งกายสะอาดเรียบร้อยถูกต้องตามระเบียบ รักษาสุขวิทยาส่วนบุคคล
วางตัวเหมาะสมตามกาลเทศะ มีบุคลิกภาพที่น่าเชื่อถอื และเป็นแบบอย่างที่ดีกริ ิยาท่าทางสุภาพ ใช้ถ้อยคำสภุ าพ
น้ำเสียงอ่อนโยน แคล่วคล่องว่องไว สุขภาพร่างกายแข็งแรงสุขภาพจิตสมบูรณ์ ไม่มีประวัติการทำผิดศีลธรรม
ดำรงตนอยูใ่ นขอบเขตกฎหมายบ้านเมือง ซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาผลประโยชน์โดยมชิ อบ ปฏิบัติตนตามระเบยี บ
วนิ ัยและวฒั นธรรมองค์กร มคี วามเสียสละ อดทน มานะพยายาม ดำรงชวี ติ อย่างเรยี บง่าย ไม่ฟ้งุ เฟอ้ กระตือรือร้น
ให้ความช่วยเหลือผู้รับบริการอย่างเต็มความสามารถ ยกย่องให้เกียรติผู้อื่น ปรับตัวเข้ากับผู้ อื่นได้ดี มี
ความสามารถในการส่ือสารอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ ไดร้ ับการยอมรับจากผอู้ ่ืนตรงตอ่ เวลา ไม่ละทิง้ หน้าท่ี ปฏิบัตงิ าน
ทไี่ ด้รับมอบหมายไดส้ ำเร็จครบถ้วน สนใจศกึ ษาหาความรู้ พฒั นาตนเองอยา่ งต่อเน่อื ง
2. ด้านการบรกิ ารผู้รับบริการ เปน็ พฤตกิ รรมจริยธรรมของพยาบาลที่แสดงให้เหน็ ถึงการให้บริการโดย
เคารพสิทธิมนุษยชนและการตัดสินใจของผู้ป่วย รับผิดชอบต่อการบริการและให้การบริการโดยมุ่งความเป็นเลิศ
โดยป้องกันอันตรายมิให้เกิดแก่ผู้รับบริการ ได้แก่ ให้การดูแลผู้รับบริการครอบคลุมบริการสุขภาพทุกด้านตาม
ความต้องการของผู้รับบริการ ให้บริการด้วยการใช้ความรู้และสมรรถนะเต็มที่ ป้องกันอันตรายต่อผู้รับบริการ
แสดงปฏิสัมพนั ธ์ต่อผู้รบั บริการและผู้เกี่ยวข้องดว้ ยอัธยาศัยไมตรี ให้ความเคารพในศักดิศ์ รแี ละสิทธิมนุษยชนของ
ผู้รับบริการ ปกป้องสิทธิของผู้รับบริการ ให้บริการด้วยความเสมอภาคโดยไม่เลือกปฏิบัติ ให้ความสนใจเอาใจใส่
และปฏิบัติต่อผู้รับบริการโดยเท่าเทียมกัน ตอบคำถามด้วยความเต็มใจ ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ รับฟังและ
ช่วยแก้ปัญหา รักษาความลับ ปลอบโยนและให้กำลังใจ ยึดมั่นในคำสัญญา มีน้ำใจ สนใจเอาใจใส่ รับผิดชอบการ
บรกิ ารดว้ ยคณุ ภาพสูงสดุ อธบิ ายให้เข้าใจทงั้ กอ่ นและหลงั การให้บริการ ช่วยเหลือในการบรรเทาความทกุ ข์ทรมาน
กล้ารบั ผดิ ชอบหากเกดิ ความผิดพลาดและรบี แก้ไข
3. ด้านวิชาชีพการพยาบาล เป็นพฤติกรรมจริยธรรมของพยาบาลที่แสดงให้เห็นถึงการกระทำของ
พยาบาลทีร่ ว่ มกนั สรา้ งความเจรญิ ก้าวหนา้ ให้แกว่ ิชาชพี เผยแพร่ชื่อเสียงของวิชาชพี ใหป้ ระจักษ์แก่คนท่ัวไป เป็น
ผู้นำทางการพยาบาล ส่งเสริมการศึกษาและการปฏิบัติการพยาบาล สนับสนุนการทำวิจัยทางพยาบาล จัดทำ
เอกสารวชิ าการทางการพยาบาลเผยแพร่ความรู้ทางการพยาบาลดว้ ยสื่อต่าง ๆ เปน็ สมาชกิ สมาคมพยาบาล/สภา
ร่วมกิจกรรมองค์กรวชิ าชพี ใหค้ วามรว่ มมือระดับสถาบัน องค์กรและนานาชาติ
29
4. ด้านสังคม เป็นพฤติกรรมจริยธรรมของพยาบาลที่แสดงให้เหน็ ถึงความรับผดิ ชอบของพยาบาลต่อสังคม
การทำให้สังคมไว้วางใจพยาบาลและวิชาชีพการพยาบาล การยึดหลักความยตุ ิธรรมและเสมอภาคในสังคม โดย
ทำการประกอบวิชาชีพบนพื้นฐานจริยธรรมและหลักจรรยาบรรณพยาบาล เคารพในกฎหมาย ให้บริการด้วย
คุณภาพ โดยทั่วถึงและเท่าเทียมกัน ไม่จำกัดชนชั้นวรรณะ เพศ วัย เชื้อชาติ ศาสนา เศรษฐกิจและโรคที่เจ็บป่วย
แสดงให้สังคมเห็นว่าได้มีการพฒั นาการให้บริการพยาบาลอย่างต่อเน่ืองและมีความปลอดภยั เสมอ สร้างความเป็น
เอกภาพของวชิ าชพี ที่ใหเ้ ปน็ วิชาชีพสำคัญในการบริการสุขภาพ
คณุ ลกั ษณะเฉพาะของวิชาชีพการพยาบาล
1. เป็นการบริการแก่สังคม ช่วยเหลือ และสนับสนุนให้มนุษย์ดำรงรักษาสุขภาพอนามัยที่ดี และความ
เป็นอยู่ที่ดีในสังคม ซึ่งต้องอาศัยทั้งหลักศิลปะและวิทยาศาสตร์ในการปฏิบัติงาน และความรับผิดชอบต่อตนเอง
และวิชาชีพ
2. เปน็ การปฏบิ ตั ิต่อมนุษยโ์ ดยตรง และการปฏบิ ัติต่อธรรมชาติของบุคคลที่มีความแตกต่างกนั ดังน้ัน กา
ระบวนการพยาบาลจึงเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการท่ีจะรวบรวมปัญหา เผชิญปัญหาและแก้ไข โดย
พื้นฐานความเข้าใจในลกั ษณะของบคุ คลทีม่ ีความแตกตา่ งกัน
3. เป็นการปฏบิ ัติหนา้ ที่ต้องเข้าไปมีสว่ นร่วมกับผู้ปว่ ย / ประชาชน / ชุมชน ดังนั้นส่ิงสำคัญในการปฏบิ ตั ิ
คือ การเข้าไปสัมผัสรับรู้ ข้อมูล ข่าวสาร ประสบการณ์ชีวิต ความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติ รวมทั้งวัฒนธรรมของ
ชุมชน สังคม ซึ่งต้องใช้ความรู้ ความสามารถในหลายๆ ด้านเพ่ือให้เข้าถึงสิ่งเหล่านี้ และมีส่วนร่วมในการทำงาน
ออกความเห็นและการตัดสินใจ มคี วามคดิ สร้างสรรค์
4. มีความเปน็ อสิ ระควบคุมนโยบายและกจิ จกรรมของการปฏบิ ัติของตนได้
5. มอี งคค์ วามร้ขู องวิชาชพี ตนเอง มกี ารพฒั นาอย่างตอ่ เนือ่ ง โดยการวจิ ยั อย่างเปน็ ระบบ
6. ผู้ประกอบวิชาชีพยึดถือปฏิบัติการบริการด้วยจิตวิญญาณ ด้วยความเอื้ออาทร รับผิดชอบต่อตนเอง
งานและวชิ าชพี มกี ารควบคมุ ลกั ษณะของการปฏิบตั ิอยูเ่ สมอ
7. มจี รรยาบรรณวชิ าชีพเป็นแนวทางการพิจาราณาตดั สนิ ใจและการปฏิบัตขิ องผู้ประกอบวิชาชพี
8. มีองคก์ รวิชาชีพที่สง่ เสรมิ สนบั สนุน และพัฒนามาตรฐานวิชาชพี และการประกอบวชิ าชีพ
9. พฤติกรรมที่เกิดจากผลรวมของความสามารถด้านความรู้ ทักษะ เจตคติ ความชำนาญ แรงจูงใจและ
คุณลักษณะของบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ทำให้บุคคลนั้นสามารถปฏิบัติกิจกรรมได้สำเร็จ หรือคุณลักษณะเชิง
พฤติกรรมที่ทำให้บุคลากรในองค์กรปฏิบัติงานได้ผลงานที่โดดเด่นกว่าคนอื่นๆ ในสถานการณ์ที่หลากหลายและ
ได้ลงานดีกว่าผอู้ ื่น
10. สมรรถนะวิชาชีพพยาบาล หมายถึง พฤติกรรมการแสดงออกถึงความสามารถของพยาบาลวิชาชีพท่ี
เกี่ยวกับความรู้ ความสามารถ ทักษะ เจตคติ ตลอดจนบุคลิกลักษณะในการปฏิบัติการพยาบาลอย่างมี
ประสิทธิภาพ สอดคล้องกับความต้องการของสังคม ตามขอบเขตหน้าที่รับผิดชอบของพยาบาลได้อย่างมี
ประสิทธิภาพตามมาตรฐานที่ได้กำหนดไว้และผู้รับบริการปลอดภัย และต้องอาศัยช่วงเวลาเพื่อเรียนรู้และสั่งสม
ประสบการณ์ จนสามารถพัฒนาทักษะความชำนาญในการทำงานให้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จากพยาบาลจบ ใหม่ท่ี
สามารถเรียนรูง้ านในระดบั ง่ายไม่ยุ่งยากไปสู่พยาบาลผูเ้ ชีย่ วชาญ (novice to expert)
30
3.2 พฤตกิ รรมเชงิ จริยธรรมของพยาบาลวชิ าชีพ
พฤติกรรมเชิงจริยธรรมของพยาบาล เป็นการแสดงออกของพยาบาลในการปฏิบัติวิชาชีพ ซึ่งอยู่บน
พื้นฐานจริยธรรมทางการพยาบาล ที่กำหนดไว้ในจรรยาบรรณพยาบาล และกฎหมายข้อบังคับจริยธรรมของ
ผู้ประกอบวิชาชพี การพยาบาลและการผดงุ ครรภ์ (อดุ มรตั น์ สงวนศิริธรรม, และสมใจ ศิระกมล, 2558)
3.2.1 องคป์ ระกอบการแสดงพฤติกรรมจรยิ ธรรมของบคุ คล
อุดมรัตน์ สงวนศิริธรรม และสมใจ ศิระกมล (2558) กล่าวถึงการแสดงพฤติกรรมจริยธรรมของบุคคล
ขนึ้ อยกู่ ับองคป์ ระกอบ ดงั น้ี
1) ความรู้เชิงจริยธรรม บุคคลมีความรู้ความเขา้ ใจว่าในสงั คมของตนเองนั้น การกระทำใดที่ควรกระทำ
และการกระทำใดไม่ควรกระทำ ระดับความรู้เชิงจริยธรรมนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยด้าน อายุ ระดับการศึกษา และ
พัฒนาการทางสตปิ ัญญาของบคุ คล
2) ทัศนคติเชิงจริยธรรม เป็นความเชื่อและความคิดของบุคคลเกี่ยวกับลักษณะพฤติกรรมจริยธรรมท่ี
ตนเองชอบหรือไม่ชอบมากน้อยเพียงใด ซึ่งส่วนใหญ่ทัศนคติเชิงจริยธรรมของบุคคลจะสอดคล้องกับค่านิยมใน
สงั คมน้นั ๆ และเม่อื เวลาเปล่ียนไปทัศนคติเชงิ จริยธรรมของบคุ คลอาจเปล่ียนแปลงไปได้
3) เหตุผลเชิงจริยธรรม บุคคลจะติดสินใจเลือกท่ีจะกระทำหรือไม่กระทำพฤติกรรมใดนั้น โดยใช้เหตผุ ล
ของตนเอง ซึ่งมีผลมาจากการกระต้นุ ของแรงจงู ใจทีอ่ ยู่ภายในหรืออยู่ภายใตก้ ารกระทำนั้น ๆ พฤติกรรมจริยธรรม
จึงเปน็ การแสดงออกหรอื เปน็ การแสดงพฤติกรรมของบคุ คลท่ีสงั คมช่ืนชอบ หรอื งดเวน้ การแสดงพฤติกรรมท่ีสังคม
น้ันไม่ยอมรับเพราะเปน็ การฝ่าฝนื กฎเกณฑ์หรือค่านยิ มในสังคมนน้ั
3.2.2 การแสดงพฤตกิ รรมจริยธรรมของพยาบาล
จริยธรรมในวิชาชพี พยาบาล (Professional ethics) หมายถงึ การนำหลักการด้านจรยิ ธรรม มาใช้เปน็
เปน็ แนวทางในการปฏิบัตกิ ารพยาบาลหรอื เปน็ การให้คณุ ค่าตอ่ ส่งิ ใดสิ่งหนึง่ ซึ่งถือเปน็ แนวทางในการปฏิบัติการ
พยาบาลหรอื แสดงพฤติกรรมการกระทำของพยาบาลและใช้เปน็ เหตุผลในการพจิ ารณาตัดสนิ ใจเมอ่ื เผชิญกบั ปญั หา
หรอื ขอ้ ขัดแยง้ ทางจริยธรรม (Dilemma) พยาบาลจงึ ต้องพัฒนาการใชเ้ หตผุ ลเชิงจริยธรรม (Moral Reasoning)
และการทำความกระจ่างในค่านยิ ม (Values Clarification) เพ่อื นำมาใช้ตัดสนิ ใจ ในการแกไ้ ขความขดั แยง้ เม่ือต้อง
เผชิญกบั สถานการณท์ ตี่ ้องเลือกจากหลายๆทาง จรยิ ธรรมทีใ่ ช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน และจรยิ ธรรมวชิ าชีพ ใช้
เปน็ หลักในการปฏิบัติงานการใช้เหตุผลเชงิ จรยิ ธรรมและการให้คณุ ค่าตอ่ ทางเลอื กในการตัดสนิ ใจและแก้ปญั หา
ความขัดแย้ง
จรยิ ธรรมทางการพยาบาล คือ การปฏิบตั ิการพยาบาลอยา่ งมีมนุษยธรรม มีความเมตตา กรุณา ความ
อ่อนโยน ความเอื้ออาทร ช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ โดยการพิจารณาถึงองค์ประกอบของปญั หาในทุกดา้ นท่สี ่งผล
กระทบต่อผู้ป่วย ไม่ยึดติดในมุมมองเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่ให้ความสำคัญต่อปัญหาที่เกิดขึ้นทุกด้าน (ชัชวาล
วงคส์ ารี, และอทุ ยั วรรณ พงษบ์ ริบูรณ,์ 2557)
3.2.3 องคป์ ระกอบพน้ื ฐานทางจรยิ ธรรมแหง่ วิชาชีพพยาบาล
องคป์ ระกอบพ้นื ฐานทางจรยิ ธรรมแหง่ วชิ าชีพพยาบาล แสดงออกถึงด้านความเป็นศลิ ปะของวิชาชพี
พยาบาล อนั เป็นองคป์ ระกอบพ้ืนฐานท่ีควรปฏบิ ัติต่อผปู้ ว่ ย ในฐานะที่มนุษยพ์ ึงปฏิบัติต่อกนั ได้แก่
1. ความเอื้ออาทร (Caring) เกิดจากความตระหนักในคุณค่าของบุคคล เข้าใจชีวิตมนุษย์
ก่อให้เกิดความปรารถนาดีต่อกัน การแสดงออกของความเอื้ออาทร คือ ความอ่อนโยน ความเคารพศักดิ์ศรีความ
31
เป็นมนุษย์ ความห่วงใย เปนสิ่งสําคัญของความสัมพันธระหวางพยาบาลกับผูปวย ความเอื้ออาทรเกิดขึ้นจากการ
ตระหนักในคุณคาของบุคคล ความเขาใจในชีวิตมนุษย และกอใหเกิดความรูสึกปรารถนาดีตอกัน การปฏิบัติใน
ลักษณะของการเอื้ออาทรไดแก การมีน้ำใจเอื้อเฟอซึ่งกันและกัน การใสใจตอความรูสึกและความเปนตัวของ
ตัวเองของผูปวย ความ หวงใย การปฏิบัติหนาที่ดวยความเอื้ออาทรยังกอใหเกิดความรูสึกคุนเคย เปนกันเอง
และอบอนุ แกผูปวย
2. ความเชื่อถือและไว้วางใจ (Trust and confidence) เป็นความรู้สึก ที่เกิดจากความ
ตระหนกั รวู้ ่าเราตอ้ งการความชว่ ยเหลือ และรสู้ ึกวา่ มบี ุคคลหน่ึงท่ีเออ้ื อาทรต่อเรา ทำให้เกิดความรูส้ กึ เชื่อถือ และ
ไว้วางใจที่จะกล้าเปิดเผยเรื่องราวของตนกล้าปรึกษาและขอความเห็น ก่อให้เกิดความร่วมมืออันดีระหว่างผู้ป่วย
และพยาบาล
3. ความรู้สึกเอาใจเขามาใสใ่ จเรา (Empathy) หมายถงึ ความเข้าใจ และยอมรบั วา่ คนแต่ละคน
มีความคิด ความเชื่อ ความรู้สึกแตกตา่ งกนั อยู่กับวฒั นธรรม ศาสนาจะทำใหพ้ ยาบาล ไมร่ สู้ กึ ขัดเคืองใจที่ผู้ป่วยขัด
ขืน หรอื ลังเลต่อการปฏิบตั ิตามคำแนะนำและไม่ด่วนตัดสนิ ใจแทน
4. ความเห็นอกเห็นใจ (Sympathy) เป็นการแสดงออกทางสังคมที่สมบูรณ์ซึ่งเป็นการ
แสดงออกถึงสภาพความเจริญทางวัยวุฒิ สามารถตระหนักและเข้าใจบุคคลอื่นในภาวะของบุคคลเช่นเดียวกับตน
เป็นการรบั รู้ในปัญหาของผ้ปู ว่ ย
5. การให้ความเคารพ (Respect) ลักษณะวิชาชีพพยาบาลต้องพบกับบุคคลหลากหลาย ท้ัง
ด้านชาติวุฒิ วัยวุฒิ การใช้คำพูด แสดงกิริยา หรือปฏิบัติต่อผู้ป่วย จึงเป็นสิ่งที่ควรระมัดระวังการเรยี กผู้ป่วย ด้วย
คำนำหน้าที่เหมาะสม เชน่ ลงุ ปา้ น้า อา ยอ่ มสภุ าพมากกว่าการเรียกช่ือเฉพาะ
6. ความเป็นผู้มอี ารมณ์ขนั (Humor) กอ่ ให้เกิดผลดีต่อสุขภาพจติ ช่วยลดความตึงเครียด และ
ชว่ ยสร้างบรรยากาศที่ดี แต่พึงระมดั ระวัง อาจสง่ ผลเสยี ได้ ถา้ ใชไ้ มเ่ หมาะสม
การมีจริยธรรมในการปฏิบัติการพยาบาล จะช่วยพยาบาลจดั การประเด็นปัญหาทางจริยธรรมที่
เพิ่มมากขึ้นจากความซับซ้อนในการดูแลสุขภาพ และการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ที่มีความทุกข์ ปัญหา
จรยิ ธรรมทางการพยาบาล หมายถึง ปญั หาท่ีพยาบาลจะตอ้ งพจิ ารณา ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ โดยคำนึงถึง
องค์ประกอบด้านต่างๆ ของปัญหาอย่างรอบคอบ ซึ่งลักษณะของปัญหา เป็นปัญหาที่ไม่สามารถวิเคราะห์สรุปได้
จากข้อเท็จจริงเพียงข้อมูลเดียว เป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนจนยากที่จะตัดสินใจสรุปได้อย่างชัดเจนในทันที ว่า
สมควรใช้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงใดในการตัดสินใจ และประเด็นปัญหาทางจริยธรรมที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อ
ปัจจุบนั สบื เนอ่ื งไปถงึ อนาคต ดังนน้ั พยาบาลจงึ ตอ้ งมีความสามารถในการจัดการกับประเดน็ ปัญหาทางจริยธรรม
ทางการพยาบาลท่ีเกิดข้ึน มกี ารตดั สนิ ใจ และต้องแสดงพฤติกรรมทางการพยาบาลท่ีมีจริยธรรม (ชชั วาล วงค์สารี,
และอทุ ัยวรรณ พงษ์บรบิ ูรณ,์ 2557,หน้า 231-232)
พฤตกิ รรมเชิงจรยิ ธรรม หมายถงึ การท่บี ุคคลแสดงถึงพฤตกิ รรมทส่ี ังคมนิยมชมชอบ หรอื งดเว้น
การแสดงพฤติกรรมที่ฝ่าฝืนกับกฎเกณฑ์ หรือค่านิยมในสังคมนั้น พฤติกรรมเชิงจริยธรรมที่นับเป็นการกระทำที่
สังคมเห็นชอบและสนับสนุน เช่น การเสียสละ ความมีวินัย ความยุติธรรม ความเมตตา ส่วนพฤติกรรมเชิง
จริยธรรมซึ่งเกิดขึ้นในสภาพที่บุคคลถูกยั่วยุ ให้ทำผิดกฎเกณฑ์เพื่อประโยชน์ส่วนตน เช่น การกล่าวเท็จ การโกง
สิ่งของ เป็นตน้ พฤติกรรมดงั กล่าวเป็นพฤติกรรมทจ่ี ะไม่เกิดข้ึนในผู้มีจริยธรรมสูง พฤติกรรมเชิงจริยธรรมเป็นส่ิงท่ี
32
สังคมให้ความสำคัญมากกว่าจริยธรรมประเภทอื่น เพราะการกระทำในทางที่ดีและเลวของบุคคลย่อมส่งผลต่อ
ความผาสกุ และความทุกขข์ องสังคม (ชัชวาล วงค์สารแี ละอุทยั วรรณ พงษบ์ รบิ รู ณ์, 2557, หน้า 226)
พฤติกรรมจริยธรรมของพยาบาล หมายถึง การแสดงออกของพยาบาลภายใต้หลักจริยธรรม
วิชาชีพและจรรยาบรรณพยาบาลที่กำหนดขึ้นจากความคาดหวังของสังคม เป็นพฤติกรรมที่อยู่บนพื้นฐานของ
กฎหมายและกฎเกณฑ์ทางสังคมในปจั จุบัน การแสดงพฤตกิ รรมทางการพยาบาลท่ีมีจริยธรรม เป็นการให้การดูแล
ที่ตระหนักถงึ สิทธขิ องผู้ป่วยตามคำประกาศรับรองสิทธิและตามจรรยาบรรณวิชาชพี ครอบคลุมการพยาบาลแบบ
องค์รวมให้การดูแลอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความรู้ความสามารถ ถูกต้องเหมาะสม ผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์
สงู สุด มีภาวะสุขภาพท่ีดี (ชัชวาล วงคส์ ารี และอทุ ัยวรรณ พงษบ์ ริบรู ณ,์ 2557)
ปัจจุบันพบว่ามีเสียงสะท้อนจากสังคมต่อพยาบาลในด้านลบมากขึ้น ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ
พฤติกรรมทางจริยธรรมของพยาบาล ในประเด็นของการปฏิบัติต่อผู้รบั บริการไม่เหมาะสม ขาดความเมตตา และ
ความเอื้ออาทรต่อผู้รับบริการ ขาดความยืดหยุ่นต่อกฎระเบียบข้อบงั คับ มุ่งเน้นการทำงานให้เสร็จโดยไม่คำนึงถึง
คุณภาพและ จิตใจของผู้ใช้บริการ ขาดความซื่อสัตย์ในการปฏิบัติหน้าที่ ขาดการเคารพในความเป็น มนุษย์ของ
บุคคล ขาดความกระตือรือร้น ขาดความรับผิดชอบต่อตนเองและวิชาชีพ ขาดการปฏิบัติต่อประชาชนอย่างเสมอ
ภาค ตามสิทธิมนุษยชนหรือใหอ้ ภิสิทธิ์แก่บุคคล บางกลุ่ม ซึ่งปัจจัยท่ีทำให้เกดิ ปญั หาทางจริยธรรมของผู้ประกอบ
วิชาชีพ พยาบาล ซึ่งมีหลายประการ ทั้ง 1) ด้านผู้ให้บริการ คือตัวพยาบาลเอง 2) ด้านผู้รับบริการ หรือผู้ป่วย 3)
ดา้ นสังคม ด้านการบรหิ ารงาน ของหนว่ ยงานหรอื องค์กร ดา้ นการพัฒนา ทางการพยาบาลและการรกั ษา
ปจั จยั ด้านผู้ให้บริการคือตัวพยาบาลน้นั พบว่า พยาบาลทม่ี พี ฤติกรรมทางจริยธรรมท่ีไม่เหมาะสม
ซึ่งเกิดจากขาดการใช้เหตุผลเชิงจริยธรรม ปัจจัยด้านผู้รับบริการ หรือผู้ป่วยคือ ผู้ป่วยมีอคติต่อวิชาชีพพยาบาล
เพราะคาดหวงั ว่าพยาบาลจะต้องดูแลในลักษณะของผูร้ ับใช้ อกี ทงั้ ปัจจยั ด้านสงั คมคือ สังคมมกั คาดหวังในวิชาชีพ
พยาบาลไว้สูง มีผู้เปรียบพยาบาลเสมือน “นางฟา้ ชดุ ขาว” เปน็ ผู้ทีย่ ดึ มัน่ ต่อจรรยาบรรณวิชาชีพ ให้การช่วยเหลือ
ปฏิบัติต่อผู้รับบริการด้วยความเสมอภาคตามสิทธิมนุษยชนโดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ ศาสนาและสถานภาพของ
บุคคล แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันผู้รับบริการมีจำนวนมากกว่าบุคลากรทางการพยาบาล ทำให้พยาบาลเกิด
ความเครียด ความกดดันที่ต้องทำงานแข่งขันกับเวลา การให้บริการพยาบาล จึงเน้นที่ปริมาณมากกว่าคุณภาพ
อีกทั้งปัจจัยด้านการบริหารงานของหน่วยงานหรือองค์กร มุ่งเน้นการประกันคุณภาพในการบริการ พยาบาลจึง
มุ่งเน้นประสิทธิผลของงาน บุคลากรทางการพยาบาลต้องทำงานอย่างหนักใช้เวลาในการเก็บหลักฐานเอกส าร
บันทึกการทำงานและผลงานต่าง ๆ มากขึ้น ทำให้เวลาที่จะใส่ใจให้กำลังใจผู้ป่วยลดลง และปัจจัยด้านการพัฒนา
เทคโนโลยีทางการ พยาบาลและการรักษา จากความก้าวหน้าทางการพยาบาล และเทคโนโลยีทางการแพทย์
ท่ที ันสมัยและมีการเปลย่ี นแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้บุคลากรทางการพยาบาล ตอ้ งพัฒนาความรจู้ นทำให้เกิดการ
ละเลยต่อ การดูแลผู้ปว่ ย
1) ด้านปฏสิ มั พันธ์และการส่อื สาร (Interaction and Communication)
2) ดา้ นการบอกความจริง (Telling the truth)
3) ดา้ นชีวิตและความตาย (Life and Death)
33
3.3. วธิ ีการสง่ เสรมิ พฤติกรรมเชิงจริยธรรมของพยาบาลวิชาชีพ
3.3.1 ประเภทของการสง่ เสริมพฤติกรรมจรยิ ธรรม
การสง่ เสรมิ พฤติกรรมจรยิ ธรรมในผูป้ ระกอบวิชาชพี นั้นต้องอาศยั ความรู้ดา้ นจิตวิทยาเป็นหลกั ร่วมกับ
องค์ความรู้ดา้ นพฤตกิ รรมศาสตร์ และสงั คมศาสตร์ โดยตอ้ งมองอย่างเป็นระบบและเป็นองค์รวม ทั้งนี้การส่งเสริม
พฤติกรรมจริยธรรมในพยาบาลวิชาชีพสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ (อุดมรัตน์ สงวนศิริธรรม และสมใจ
ศริ ะกมล, 2558)
1) การสง่ เสรมิ พฤตกิ รรมจริยธรรมของพยาบาลในระดบั บุคคล
พยาบาลวิชาชีพทุกคนสามารถพัฒนาความรู้ ความเข้าใจของตนเกี่ยวกับพฤติกรรมจริยธรรม
และประเด็นปัญหาเชิงจริยธรรมต่าง ๆ ทอ่ี าจเกิดขึ้น ตลอดจนทกั ษะท่จี ำเป็นในการจัดการ หรือเผชิญกับประเด็น
ปัญหาตา่ ง ๆ ซ่งึ กระทำได้โดยใชว้ ิธกี ารดงั ต่อไปนี้
− สร้างความศรัทธาในวิชาชีพ โดยพยาบาลต้องเข้าใจลักษณะวิชาชีพ ปรัชญาพื้นฐาน และคุณค่า
ของวิชาชีพที่มุ่งเน้นการเกื้อกูลประโยชน์ และการขจัดความทุกข์ยากของมนุษย์มากกว่า
ประโยชนส์ ่วนตน
− ศึกษาและตระหนกั รถู้ งึ การเปลีย่ นแปลงที่มีผลกระทบต่อวชิ าชพี พยาบาล ซ่งึ อาจกอ่ ให้เกิดปญั หา
ทางจริยธรรม โดยเป็นผู้ใฝ่รู้ หมั่นศึกษาและติดตามความก้าวหน้าของวิชาการพยาบาลอย่าง
ต่อเนอ่ื ง
− การมีโลกทัศน์กว้าง ไม่ยึดติดกับกรอบความคิดที่ตายตัว แต่สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ ต่อ
สถานการณป์ ัญหาความขัดแย้งทางจริยธรรมไดอ้ ย่างเหมาะสม
− การมีหลักศีลธรรมประจำใจ หรือหลักคำสอนทางศาสนา เป็นหลักการทางความคิดและความ
ประพฤติ ใหค้ วามสำคัญและมั่นคงอยใู่ นกรอบจรรยาบรรณวชิ าชพี และหน้าทีค่ วามรับผดิ ชอบ
− การทำความกระจ่างในคุณค่าแหง่ ตนเอง เขา้ ใจกระจา่ งในความหลากหลายของคุณคา่ และเลือก
คุณค่าทีเ่ หมาะสมสำหรบั ตนเอง
2) การสง่ เสรมิ พฤตกิ รรมจริยธรรมของพยาบาลในระดบั กล่มุ
สภาการพยาบาลระหว่างประเทศ (ICN: International Council of Nurses) ได้เสนอแนะให้ใช้
กลุ่มและมติของกลุ่มในการพจิ ารณาหาแนวทางในการตัดสินใจเชิงจริยธรรมบนมาตรฐานการปฏบิ ัติทางจริยธรรม
ในการเสรมิ ศักยภาพของพยาบาลเม่อื เผชิญกบั ปัญหาเชิงจรยิ ธรรมต่าง ๆ ที่เกิดขน้ึ ซง่ึ ประกอบด้วย
− กลุ่มชุมชนคุณธรรมในวิชาชีพพยาบาลประกอบด้วยพยาบาลทุกระดับ ทุกภาคส่วน รวมท้ัง
ผู้บริหาร ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล และมุมมองการตีความข้อมูลของตัวเองกับผู้อื่น เกี่ยวกบั
การปฏบิ ัตแิ ละการตัดสนิ ใจเชงิ จรยิ ธรรมในการปฏิบตั ิงานแตล่ ะวัน
− การสร้างกลุ่มชุมชนคุณธรรม ทำได้ทั้งในลักษณะของกลุ่มที่มีโครงสร้างอย่างเป็นทางการ เช่น
คณะกรรมการจริยธรรมและการตรวจเยี่ยมทางจริยธรรม หรือการพัฒนากลุ่มย่อยอย่าง ไม่มี
โครงสร้างเป็นทางการ เช่นกลุ่มอภิปรายทางจริยธรรมในหน่วยงานหรือหอผู้ป่วย เพื่อการสร้าง
บรรยากาศในการแลกเปลย่ี นเรียนรู้ประเดน็ การแสดงพฤติกรรมจรยิ ธรรมของพยาบาลวิชาชีพ
34
− การสร้างสัมพนั ธภาพเครอื ข่ายที่ดีกับผู้อื่น นับเป็นหัวใจที่สำคัญที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่ม
ชุมชนคุณธรรม ช่วยส่งเสริมให้พยาบาลมีพฤติกรรมเชิงจริยธรรมที่ดี และจะช่วยให้เกิด
ความสามารถในการตัดสินใจ รวมทั้งการจัดการต่อประเด็นปัญหาจรยิ ธรรมในการปฏบิ ัติงานได้
งา่ ยและเกดิ ความเหมาะสม
− การพฒั นาสงิ่ แวดล้อมในการทำงานให้มีบรรยากาศในเชิงสรา้ งสรรค์ จะช่วยส่งเสรมิ ใหพ้ ยาบาลมี
การช่วยเหลือและสนับสนุนซึ่งกันและกัน มีการปฏิบัติการพยาลที่เหมาะสม จากการทำงาน
ร่วมกันเป็นทีม ผู้ป่วยก็ได้รับการดแู ลทีม่ ีคุณภาพ ทั้งนี้ส่ิงแวดล้อมจะเอื้ออำนวยหรือไมข่ ึน้ อยู่กบั
ผ้นู ำองค์กร และแนวทางการบริหารงานเปน็ ปัจจยั สำคัญ
3.3.2 วธิ กี ารส่งเสรมิ และพฒั นาพฤติกรรมจริยธรรม
การส่งเสริมและพัฒนาจริยธรรมในพยาบาลวชิ าชีพ ควรดำเนินการให้มีความเหมาะสม สอดคล้อง
กบั การ ปฏิบัตหิ นา้ ที่โดยปกตแิ ละอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง แนวทางวธิ กี ารส่งเสรมิ และพฒั นา ไดแ้ ก่
1) การใช้โปรแกรมหรือกิจกรมต่าง ๆ ในขณะทำงาน เช่นการพูดคุย อภิปรายแลกเปลี่ยนความ
คิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นปัญหาทางจริยธรรมที่พบระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ผสมผสานในการ
ปฐมนเิ ทศหรือการฝกึ อบรมโดยผู้มีประสบการณ์
2) เสรมิ สรา้ งค่านิยมหลักด้านจรยิ ธรรมขององค์กร โดยการวางแผนการสื่อสารให้ทั่งถึงทั้งองค์กร
และมีการส่อื สารในทุกโอกาสท่ีสามารถกระทำได้
3) การเป็นตัวแบบที่ดีด้านจริยธรรมของผู้นำองค์กร ผู้บริหาร ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของ
ความสำเร็จในการพฒั นาคณุ ธรรมจรยิ ธรรมในผู้ปฏิบัติงาน
4) การจัดการเชิงรุกในการป้องกันการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม ด้วยการให้ข้อมูลเกี่ยวกับ
มาตรฐานจริยธรรมและอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอ หากผู้บริหารพบเห็นหรือสงสัยในผู้
ปฏบิ ัติ ควรเขา้ ถึงพยาบาลผนู้ น้ั และนเิ ทศหรอื ให้คำแนะนำปรกึ ษาทนั ที
5) แสวงหานวัตกรรม หรือเทคนิควิธีต่าง ๆ ในการพัฒนาจริยธรรมบุคากรในองค์กร เช่น วิธีการ
ฝึกอบรมแบบใหม่ ๆ รปู แบบการแลกเปล่ยี นเรยี นรู้ในหลากหลายรปู แบบ
6) การให้รางวลั และยกยอ่ งผูม้ ีพฤติกรรมจริยธรรมท่ดี ี
7) ตรวจสอบข้อเทจ็ จริงเม่ือมีการฝ่าฝืนจรยิ ธรรม และจดั ทำแผนปฏิบัติการเพ่ือลดความเส่ียงการ
ฝ่าฝนื จรยิ ธรรมในอนาคตทีอ่ าจเกิดขน้ึ ได้
8) สือ่ สารเกี่ยวกับความยุตธิ รรมในองคก์ ร และยนื หยดั มั่นคงทำในส่งิ ทถี่ ูกตอ้ ง
สรปุ
พฤติกรรมจริยธรรมของพยาบาลเป็นสิ่งจำเป็นในการปฏิบัติการพยาบาลเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแ ก่
ผู้รับบริการและช่วยให้วิชาชีพการพยาบาลเป็นทีย่ อมรบั ของสังคมเพิ่มมากขึ้น พฤติกรรมจริยธรรมเป็นสิง่ ที่เรียนรู้และ
พัฒนาได้ การแสดงพฤติกรรมจริยธรรมของพยาบาลควรอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของจรรยาบรรณพยาบาลโดยอาศัยการ
ตดั สนิ ใจและทศั นคติเชิงจริยธรรมในการแสดงออก อย่างไรก็ตามในการปฏบิ ัติการพยาบาลนน้ั พฤตกิ รรมจริยธรรมจะ
เกี่ยวข้องกับกฎหมายเสมอ เนื่องจากกฎหมายเป็นจริยธรรมขั้นต่ำ การปฏิบัติที่ผิดจริยธรรมจึงมักจะผิดกฎหมายด้วย
ดงั นน้ั หากพยาบาลใหก้ ารพยาบาลดว้ ยพฤตกิ รรมจรยิ ธรรมท่ดี จี ึงควรจะถกู ต้องตามกฎหมายไปพร้อมกัน
35
บรรณานกุ รม
มณี อาภานันทิกุล, สุปราณี เสนาดิสยั , พิศสมัย อรทัย, และ วรรณภา ประไพพานิช. (2559). จริยธรรมในวิชาชพี
พยาบาล. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั มหิดล.
สิวลี ศิรไิ ล. (2551). จริยศาสตร์สำหรบั พยาบาล (พมิ พ์ครงั้ ท่ี 10). กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อุดมรัตน์ สงวนศิริธรรม, และสมใจ ศิระกมล. (2558). พฤติกรรมจริยธรรมของพยาบาลวิชาชีพ. เชียงใหม่:
มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม.่
สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย. (2546). จรรยาบรรณพยาบาลฉบับปีพุทธศักราช 2546 . กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์
สถาบันพัฒนาการสาธารณสขุ อาเซยี น มหาวทิ ยาลัยมหิดล.
36
37
บทท่ี 4
สิทธขิ องพยาบาลวชิ าชพี และสทิ ธิผู้ปว่ ย
ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์อชั ฌา วารีย์
รองศาสตราจารย์เยาวเรศ สมทรพั ย์
วตั ถปุ ระสงค์เฉพาะ
1. อธิบายสิทธิของพยาบาลวิชาชีพได้
2. บอกความหมายของสทิ ธผิ ู้ป่วยได้
3. บอกสาระสำคญั ของคำประกาศสทิ ธิของผปู้ ว่ ยได้
4. บอกพฤตกิ รรมท่ีเปน็ การพิทักษส์ ิทธิผู้ปว่ ยได้
เนื้อหาหลัก
4.1 สิทธขิ องพยาบาลวชิ าชีพ
4.2 ความหมายของสทิ ธผิ ้ปู ว่ ย
4.3 คำประกาศสิทธิของผู้ป่วย
4.4 การพิทักษ์สิทธิผ้ปู ว่ ย
กจิ กรรมการเรยี นการสอน
1. บรรยาย
2. ยกตวั อย่างสถานการณ์ประกอบการบรรยาย
3. อภิปรายร่วมกนั ในชัน้ เรียน
การประเมนิ ผล
1. ประเมนิ ความต้ังใจสนใจในช้ันเรียน
2. ประเมินการมสี ่วนรว่ มในการอภิปรายในช้นั เรียน
3. ประเมินความรู้ความเขา้ ใจจากการสอบปลายภาค
38
4.1 สิทธิของพยาบาลวิชาชีพ
สิทธิ (Right) หมายถึง ความชอบธรรมที่บุคคลใช้ยืนยันเพื่อคุ้มครอง หรือรักษาผลประโยชน์อันเป็น
ส่วนหนง่ึ ท่ีบุคคลพึงมีและพงึ ได้
พยาบาลวิชาชีพก็มีสิทธิ (Right) ที่จะดำรงรักษาไว้ซึ่งสิทธิมนุษยชนในฐานะที่เป็นบุคคลเช่นเดียวกัน
สทิ ธิมนุษยชนของบคุ คลแตล่ ะคนจงึ มีพน้ื ฐานอยูบ่ นความรู้สึกยอมรบั เคารพในสทิ ธิและเสรีภาพส่วนบุคคล
สมาคมพยาบาลแห่งรฐั มชิ ิแกนในสหรฐั อเมริกา กลา่ วถงึ สทิ ธขิ องพยาบาลในฐานะท่ีเป็นพยาบาลและเป็น
มนษุ ย์ไว้ดงั นี้ (สิวลี, 2551)
1. พยาบาลแต่ละคนมีความรบั ผดิ ชอบ ทีจ่ ะตอ้ งให้รายละเอียดแกส่ ถาบันหรือหนว่ ยงานทตี่ นปฏิบัติงาน
อยเู่ ก่ียวกับคุณวฒุ ิการศึกษาทง้ั ในอดีต ปจั จุบันและในอนาคต ประสบการณ์ ความสามารถทางคลินิก และความ
เชื่อทางศีลธรรมของตนทม่ี ผี ลตอ่ การปฏบิ ตั ิงาน
2. พยาบาลแต่ละคนมีความรับผิดชอบที่จะเปลี่ยนแปลง ปรับตัว หรือถอนตัวออกจากสถานการณ์
เหตกุ ารณท์ ก่ี อ่ ใหเ้ กดิ ความรสู้ กึ ขัดแย้งต่อความรู้ ความสามารถและความเชอื่ ของตน
3. สถาบันหรือหน่วยงานที่พยาบาลปฏิบัติงานอยู่จะต้องจัดสรรวัสดุ อุปกรณ์ สำหรับใช้เพื่อบริการ
สขุ ภาพอนามยั ได้อย่างเพยี งพอแกผ่ ู้รับบรกิ าร
4. พยาบาลมีสิทธิและความรับผิดชอบที่จะร่วมมือกับสถาบัน หรือหน่วยงานที่ตนอยู่ ในการที่จะ
เสริมสรา้ งสภาพแวดล้อมใหส้ ามารถใหบ้ รกิ ารทางสุขภาพอนามยั ได้ดียงิ่ ๆข้ึน
5. หน่วยงานหรือสถาบันที่พยาบาลปฏิบัติงานอยู่ ต้องให้ความเคารพ เชื่อถือต่อความรู้ ความสามารถ
คา่ นิยม และบุคลิกสว่ นตวั ของพยาบาลแตล่ ะบคุ คลในการปฏิบัตหิ นา้ ท่ี
หลักการทั้ง 5 ข้อนี้ ในข้อ 1-3 เป็นลักษณะของเงื่อนไขหรือข้อผูกพัน (obligation) มากกว่าสิทธิ
กล่าวคอื เปน็ ส่ิงที่พยาบาลพงึ ปฏิบตั หิ รือจรรยาบรรณพยาบาล (code of ethics)
4.2 ความหมายของสทิ ธผิ ู้ปว่ ย
สิทธิผูปวย หมายถึง สิทธิของบุคคล ที่มีโอกาสอยางเทาเทียมในความชอบธรรม ที่ผูปวยหรือผูรับบริการ
ดานสุขภาพพงึ ไดรับบรกิ ารจากผูใหบริการ โดยไมคํานึงถึงความแตกตางของบคุ คลในสังคม และเพอื่ คุมครอง หรือ
รักษาผลประโยชนอนั พึงมีพงึ ไดของผูปวย รวมทงั้ เปนสิทธิที่ไดรบั การคุมครองจากรฐั เชนเดียวกบั สทิ ธอิ ืน่ ๆ ซึ่งได
มีการกําหนดไวในรูปของกฎหมาย และใชเปนแนวทางหรือหลักการในการปฏิบัติของผูประกอบวิชาชีพดานสุข
ภาพดวยความรบั ผดิ ชอบอยางระมดั ระวงั ตามมาตรฐานวชิ าชีพ (อากาศ อาจสนาม, 2553)
4.3 คำประกาศสทิ ธิผู้ปว่ ย
เพอื่ ใหผ้ ู้ปว่ ยไดร้ ับประโยชนส์ ูงสุดจากกระบวนการ และตระหนักถงึ ความ สำคัญของการใหค้ วามร่วมมอื
กับผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ แพทยสภา ทันตแพทยสภา สภากายภาพบำบัด สภาการพยาบาล สภาเภสัช
กรรม สภาเทคนคิ การแพทย์ และคณะกรรมการการประกอบโรคศลิ ปะ จึงได้ร่วมกนั ออกประกาศรบั รองสิทธิและ
ข้อพงึ ปฏิบัติของผปู้ ว่ ย ไวด้ ังต่อไปน้ี
1. ผู้ปว่ ยทุกคนมีสทิ ธิขั้นพืน้ ฐานทีจ่ ะไดร้ ับการรกั ษาพยาบาลและการดูแลด้านสุขภาพ ตามมาตรฐานวิชาชีพ
จากผปู้ ระกอบวชิ าชพี ดา้ นสขุ ภาพ โดยไม่มกี ารเลอื กปฏบิ ตั ติ ามทบี่ ัญญตั ไิ วใ้ นรัฐธรรมนูญ
39
2. ผู้ป่วยที่ขอรับการรักษาพยาบาลมีสิทธิได้รับทราบข้อมูลที่เป็นจริงและเพียงพอ เกี่ยวกับการเจ็บป่วย
การตรวจ การรักษา ผลดีและผลเสียจากการตรวจ การรักษาจากผปู้ ระกอบวิชาชีพดา้ นสขุ ภาพ ดว้ ยภาษาท่ีผู้ป่วย
สามารถ เข้าใจได้ง่าย เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเลือกตัดสินใจในการยินยอม หรือไม่ยินยอมให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้าน
สขุ ภาพปฏบิ ตั ิตอ่ ตน เวน้ แต่ในกรณีฉุกเฉิน อันจำเป็นเร่งด่วนและเป็นอันตรายต่อชวี ิต
3. ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตมีสิทธิได้รับการช่วยเหลือรีบด่วน จากผู้ประกอบวิชาชีพด้าน
สขุ ภาพโดยทันทีตามความจำเปน็ แกก่ รณี โดยไม่ ตอ้ งคำนึงวา่ ผู้ปว่ ยจะรอ้ งขอความชว่ ยเหลอื หรอื ไม่
4. ผู้ปว่ ยมสี ทิ ธไิ ดร้ ับทราบชื่อ สกลุ และวิชาชพี ของผใู้ ห้การรกั ษาพยาบาลแก่ตน
5. ผู้ป่วยมีสิทธิขอความเห็นจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพอื่น ที่มิได้เป็นผู้ให้การรักษาพยาบาลแก่ตน
และมสี ิทธใิ นการขอเปล่ยี นผปู้ ระกอบวิชาชพี ดา้ นสุขภาพ หรือเปล่ยี นสถานพยาบาลได้ ทั้งนเี้ ปน็ ไปตามหลักเกณฑ์
ของสทิ ธกิ ารรักษาของผปู้ ว่ ยท่ีมีอยู่
6. ผู้ป่วยมีสิทธิได้รับการปกปิดข้อมูลของตนเอง เว้นแต่ผู้ป่วยจะให้ความยินยอมหรือเป็นการปฏิบัติตาม
หน้าทขี่ องผู้ประกอบวชิ าชีพดา้ นสขุ ภาพ เพอ่ื ประโยชน์โดยตรงของผปู้ ว่ ยหรือตามกฎหมาย
7. ผปู้ ว่ ยมีสทิ ธิได้รับทราบข้อมูลอยา่ งครบถว้ นในการตดั สินใจเข้ารว่ มหรือ ถอนตัวจากการเป็นผู้เข้าร่วมหรือ
ผถู้ ูกทดลองในการทำวิจยั ของผปู้ ระกอบวิชาชีพด้านสขุ ภาพ
8. ผปู้ ่วยมีสทิ ธิได้รับทราบข้อมูลเกีย่ วกับการรักษาพยาบาลเฉพาะของตนทปี่ รากฏในเวชระเบียนเมื่อร้องขอ
ตามขน้ั ตอนของสถานพยาบาลนน้ั ทงั้ น้ขี ้อมลู ดังกล่าว ตอ้ งไม่เปน็ การละเมดิ สิทธิหรือขอ้ มลู ข่าวสารสว่ นบุคคลของ
ผอู้ ่ืน
9. บิดา มารดา หรือผ้แู ทนโดยชอบธรรม อาจใช้สทิ ธิแทนผปู้ ว่ ยท่ีเป็นเด็ก อายุยังไมเ่ กินสิบแปดปีบริบูรณ์ ผู้
บกพร่องทางกายหรอื จติ ซงึ่ ไมส่ ามารถใช้สิทธิดว้ ยตนเองได้
ข้อพึงปฏบิ ตั ิของผูป้ ว่ ย
1. สอบถามเพ่ือทำความเข้าใจข้อมูลและความเส่ียงท่ีอาจเกิดขน้ึ กอ่ นลงนาม ให้ความยินยอม หรือไมย่ นิ ยอม
รับการตรวจวินิจฉยั หรอื การรักษาพยาบาล
2. ใหข้ อ้ มลู ด้านสขุ ภาพและข้อเท็จจริงต่างๆ ทางการแพทย์ท่ีเป็นจรงิ และ ครบถว้ นแก่ผู้ประกอบวชิ าชพี ด้าน
สขุ ภาพในกระบวนการรักษาพยาบาล
3. ใหค้ วามร่วมมือและปฏบิ ัตติ วั ตามคำแนะนำของผู้ประกอบวชิ าชีพด้าน สุขภาพเก่ยี วกับการรกั ษาพยาบาล
ในกรณีท่ีไม่สามารถปฏิบัติตามได้ให้แจ้ง ผูป้ ระกอบวิชาชพี ด้านสุขภาพทราบ
4. ใหค้ วามรว่ มมือและปฏบิ ตั ติ ามระเบียบข้อบังคบั ของสถานพยาบาล
4.4 การพิทกั ษส์ ิทธิผปู้ ่วย
วิชาชีพพยาบาลเป็นการให้บริการการดูแลสุขภาพแก่ผู้รับบริการโดยไม่เลือกเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม
ฐานะ ชั้นวรรณะ เพศ วัย หรือลักษณะส่วนบุคคล พยาบาลจึงต้องใหก้ ารดูแลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ มีหน้าท่ี
รักษาสิทธิประโยชน์ของผูป้ ว่ ยขณะปฏบิ ัตงิ านเพือ่ ความผาสุกของผู้ป่วย
การพทิ ักษส์ ทิ ธผิ ูป้ ่วย เปน็ การกระทำเพื่อปกปอ้ ง และดแู ลสิทธปิ ระโยชน์ของผู้ปว่ ย หรอื ส่งเสรมิ ให้ผู้ป่วย
ได้มาซึ่งสิ่งที่พึงมีพึงได้ตามสิทธิมนุษยชน สิทธิผู้ป่วย สนับสนุนให้ผู้ป่วยสามารถตัดสนิ ใจได้ด้วยตนเองบนพื้นฐาน
ข้อมูล ข้อเท็จจรงิ ช่วยปกป้องให้ผู้ป่วยได้รับการกระทำท่ีไมเ่ หมาะสมเป็นอันตรายต่อผู้ปว่ ย และเสียผลประโยชน์
40
ในการรกั ษาพยาบาล นอกจากนเี้ ป็นตัวแทนรักษาผลประโยชน์ เรียกร้องแทน ในกรณที ผ่ี ปู้ ่วยไม่สามารถกระทำได้
ด้วยตนเอง
การกระทำของพยาบาลทแี่ สดงถงึ การพทิ ักษส์ ิทธิผปู้ ่วย แสดงได้โดย
1) การให้ข้อมูล คือ การจัดหาข้อมูลข่าวสารที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องรู้ เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
ของผู้ป่วย เกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้รับบริการ การดำเนินโรค แผนการดูแลรักษา ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการดูแล
สุขภาพของผปู้ ่วย ตลอดจนการใหข้ ้อมูลข้อดีและ/หรือ ขอ้ จำกัด ในทศิ ทางท่ีนำไปส่กู ารตดั สนิ ใจเลือกของผู้ป่วย
2) การช่วยเหลือและสนับสนุนการตัดสินใจ คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลตนเองให้กับ
ผูป้ ว่ ย ส่งเสรมิ ใหก้ ำลังใจในสิ่งทผ่ี ู้ป่วยตดั สินใจเลือก โดยการสร้างสมั พันธภาพท่ีดรี ะหว่างผปู้ ว่ ยและพยาบาล การ
เปิดโอกาสและสนับสนุนการตัดสินใจ ปลอบโยนให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายใจ ช่วยลดความวิตกกังวล ความกลัว ทำให้
ผ้ปู ว่ ยรับรู้ได้ถึงความสามารถในการดแู ลตนเอง มองเหน็ ถงึ คุณค่า และจดุ มงุ่ หมายในชวี ิต
3) การปกป้องผู้ป่วย คือ การดูแล ตรวจตรา ระมัดระวังและป้องกันการกระทำใด ๆ ที่ก่อเกิด
อันตรายต่อผู้ป่วยและผลประโยชน์ที่ผู้ป่วยควรได้รับ โดยการช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่มีคุณภาพสูงสุดจาก
แพทย์และทีมสุขภาพ การปกป้องในสิทธิความเป็นส่วนตัว ไม่เปิดเผยความลับ และ/หรือ ข้อมูลของผู้ป่วยโดย
ไม่ไดร้ บั อนุญาตจากผปู้ ว่ ยและญาติ
4) การเป็นตัวแทน คือ การทำหน้าที่ของพยาบาลในการบอกเล่าแทนผู้ป่วยในเรื่องของความ
ต้องการ ความปรารถนา ความกลัว ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถที่จะกระทำหรือบอกเล่าได้ด้วยตนเอง โดยยึด
ประโยชน์ของผู้ปว่ ยเป็นหลัก
สรปุ
สทิ ธผิ ปู้ ่วยเป็นสิทธทิ ีม่ พี ้นื ฐานจากสิทธมิ นุษยชน เป็นสิทธโิ ดยชอบธรรมที่ผปู้ ่วยพึงได้รับ ทั้งการมีสิทธิใน
การตัดสินใจเลือกรับบรกิ ารดา้ นสขุ ภาพ สิทธิได้รบั การบอกกล่าว สิทธทิ จี่ ะไดร้ ับรู้ สิทธิท่จี ะไดร้ ับบรกิ ารสุขภาพท่ีมี
ความเสมอภาคเท่าเทียมกัน สิทธิที่จะปกปิดเรื่องราวเป็นความลับ และสิทธิที่จะได้รับการชดเชยค่าเสียหาย การ
พิทักษ์สิทธิผู้ป่วย เป็นการปฏิบัติการพยาบาลในบทบาทของการเป็นผู้พิทักษ์สิทธิประโยชน์ให้ผู้ป่วยได้รับในสิ่งที่
พึงมีพงึ ไดต้ ามสทิ ธขิ องมนษุ ยชน และสทิ ธผิ ูป้ ว่ ย
41
บรรณานุกรม
สวิ ลี ศริ ิไล. (2551). จรยิ ศาสตร์สำหรับพยาบาล (พิมพ์คร้ังที่ 10). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
อากาศ อาจสนาม. (2553). การเสริมสรางพฤติกรรมการพิทักษสิทธิประโยชนผูปวยของบุคลากรพยาบาล
โรงพยาบาลสมเด็จพระปนเกลา. วิทยานิพนธสังคมสงเคราะหศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาการบริหารและ
นโยบายสวัสดกิ ารสังคม). กรุงเทพ: คณะสังคมสงเคราะหศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์.
42
บทท่ี 5
พฒั นศาสตร์ของวิชาชพี พยาบาล และองคก์ รวชิ าชพี
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.วัลลภา ทรงพระคณุ
วตั ถปุ ระสงค์เฉพาะ
1. บอกพฒั นาการของศาสตร์สาขาการพยาบาลได้
2. บอกแนวโน้มของศาสตร์ทางการพยาบาลได้
3. บอกความสำคัญขององค์การวิชาชีพทมี่ ตี ่อวชิ าชพี และต่อสมาชกิ ของวิชาชีพได้
4. บอกบทบาทขององค์การวชิ าชีพ ทั้งในระหว่างและตา่ งประเทศได้
5. อธิบายบทบาทของพยาบาลวิชาชีพท่มี ตี อ่ องค์การวชิ าชพี การพยาบาลได้
เน้อื หาหลัก
5.1 พัฒนาการของศาสตรส์ าขาการพยาบาล
5.2 แนวโนม้ ของศาสตร์ทางการพยาบาล
5.3 ความสำคัญขององค์การวิชาชพี ที่มตี อ่ วชิ าชีพและสมาชิกของวิชาชพี
5.4 ชนดิ และรูปแบบขององค์การวชิ าชีพพยาบาล
5.5 บทบาทขององค์การวชิ าชีพท้ังในประเทศและระหว่างประเทศ
5.6 บทบาทของพยาบาลวิชาชพี ที่มตี ่อองคก์ ารวิชาชีพการพยาบาล
กิจกรรมการเรยี นการสอน
1. บรรยาย
2. อภปิ รายร่วมกันในชน้ั เรียน
การประเมินผล
1. ประเมนิ ความต้ังใจสนใจในชน้ั เรียน
2. ประเมินการมีสว่ นร่วมในการอภิปรายในชั้นเรยี น
3. ประเมินความรู้ความเข้าใจจากการสอบปลายภาค
43
5.1. พัฒนาการของศาสตร์สาขาการพยาบาล
การพยาบาลน้นั มีประวตั ิมายาวนานนับต้ังแตโ่ บราณกาล ซง่ึ หนา้ ท่ีการปฏิบัติดแู ลยามเจ็บป่วย มักเป็นหน้าท่ี
ของสตรี โดยเริ่มจากในครอบครัวก่อน และค่อยขยายเป็นกลุ่มเล็กๆ โดยเมื่อมีการเจ็บป่วยก็จะดูแลปรนนิบัติให้
ได้รับความสะดวกสบาย จัดหาน้ำอาหารและนอนเฝ้าดูแลใกล้ชิด โดยพื้นฐานจากความรัก ความเสียสละ และ
ความอดทนเป็นพื้นฐาน แต่การดูแลพยาบาลนั้นมีทั้ง ได้รับความปลอดภัยบ้าง ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายบ้าง
หรอื เสยี ชวี ิตบา้ ง ในเวลาตอ่ มาจงึ คอ่ ย ๆ มีการศกึ ษาหาความรู้ และมีววิ ัฒนาการมาเรอื่ ยๆจนกระทัง่ ปจั จบุ ัน
5.1.1 พัฒนาการของวิชาชีพพยาบาลในตา่ งประเทศ (จรูญลักษณ์ ป้องเจรญิ , 2559)
1) ด้านการบริการวชิ าชีพพยาบาล
การพยาบาลในสมัยโบราณ
ในสมัยโบราณไม่มีการกล่าวถึงการพยาบาลที่แน่นอน แต่ภายในครอบครัว ผู้หญิงหรือแม่จะทำ
หน้าที่ดูแลปกป้องเด็ก และคนชรา ตลอดทั้งคนป่วยภายในครอบครัว ซึ่งการกระทำของผู้หญิงในลักษณะเหล่านี้
เช่อื ว่าเกิดจากสญั ชาตญาณของตนเอง ซงึ่ เปน็ สัญชาตญาณความเปน็ แมท่ ม่ี ีอยูใ่ นมนษุ ยต์ งั้ แต่เกดิ
การพยาบาลในระยะเรม่ิ ต้นแห่งอารยธรรม
ในสมยั เรมิ่ ต้นแหง่ อารยธรรม วธิ ีการรักษาผปู้ ว่ ยขน้ึ อยู่กบั ความเชอ่ื ทางศาสนา การเชอื่ โชคลาง โดย
พระภิกษุเป็นผูม้ ีบทบาทสำคัญในด้านการรักษา ยาที่ใชไ้ ดแ้ ก่ พชื สมนุ ไพร รวมทงั้ เวทมนต์คาถา ด้านการพยาบาล
มีกล่าวถึงเพียงเล็กน้อย เฉพาะในประเทศอินเดียที่บัญญัติของศาสนาฮินดูได้ระบุหน้าที่ และคุณสมบัติของ
พยาบาลไว้ชัดเจน สรุปแล้วการพยาบาลในสมัยนั้น กล่าวถึงเฉพาะในด้านการบริการพยาบาลเท่านั้น ยังไม่มี
การศกึ ษาหรือด้านบริหารจดั การเข้ามาเกีย่ วข้อง
การพยาบาลในยุคเริม่ ตน้ ศาสนาครสิ เตียน
คำสอนของคริสต์ศาสนา ช่วยให้มีการยอมรับคุณค่าของบุคคลมากขึ้น มีความเมตตา โอบอ้อมอารี
ต่อเพื่อนมนุษย์มากขึ้น การพยาบาลในยุคนี้อยู่ในมือของกลุ่มชี และสตรีผู้ใจบุญซึ่งอุทิศตนเข้ามาช่วยเหลือ
ผู้ยากจน และผู้เจ็บป่วยต่างๆ การพยาบาลมีทั้งการดูแลช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยตามบ้าน การพยาบาลในโบสถ์ และ
โรงพยาบาล ลักษณะการปฏิบัติงานของกลุ่มชีและสตรีผู้ใจบุญที่ออกเยี่ยมผู้ป่วยตามบ้าน อาจนับได้ว่าเป็นต้น
กำเนิดของพยาบาลอนามัยในชุมชนกลุ่มแรก ในยุคนี้จะกล่าวได้ว่าบริการพยาบาล เป็นไปในลักษณะของการ
พยาบาลในชุมชน เพราะผู้ทำหน้าที่ของพยาบาลได้ออกไปให้การพยาบาลที่บ้าน และตามสถานที่ซึ่งเป็นที่ชุมชน
เชน่ โบสถ์ เปน็ ตน้ สำหรับวธิ ีการศึกษา หรอื ถา่ ยทอดความรเู้ ปน็ ไปในลกั ษณะของการบอกและฝึกหดั ปฏิบัตติ าม
การพยาบาลในยคุ กลาง (ระยะต้น ค.ศ. 500-1000 )
ในยุคกลาง จากภาวะสงครามครูเสดที่ยดื เยื้อมานาน ผู้ที่ทำหน้าที่พยาบาลนอกเหนือจากภรรยาท่ี
ติดตามสามีไปสงครามรบแล้ว ยังมีบุรุษเข้ามาทำหน้าที่พยาบาลด้วย การปฏิบัติงานใช้ระเบียบวินัยของทหาร
พยาบาลจะปฏิบัติงานตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งสงครามครูเสดเสร็จสิ้นลง ช่วงเวลานั้นเกิดกาฬโรค
ระบาดทำให้ผู้คนอพยพ หนอี อกนอกเมือง และจ้างคนรับใช้ให้เปน็ ผดู้ ูแลผปู้ ่วย งานพยาบาลจึงตกอยู่ในมือของคน
รบั ใช้ตัง้ แต่ในชว่ งปลายยุคกลาง
การพยาบาลในยุคเรเนสซองค์ (ค.ศ. 1500-1700)
การเมอื งได้เข้ามาแทรกแซงในการบรหิ ารโรงพยาบาล บคุ คลท่ีเข้ามาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล
ไม่ได้มีจิตใจด้านการบุญการกุศล จึงมีการฉ้อโกงเกิดขึ้น การปฏิบัติที่เป็นงานของพยาบาล แพทย์และนักศึกษา
44
แพทย์มักจะทำเอง ส่วนการพยาบาลในเรื่องส่วนตัวของผู้ป่วยถือเป็นงานคนรับใช้โดยตรง เช่น การอาบน้ำ สวน
อุจจาระ เป็นต้น เมื่อมีผู้ให้การพยาบาลไม่เพียงพอ ผู้บริหารจะสั่งให้นักโทษหญิงจากเรือนจำ มาช่วยให้การ
พยาบาล สถานภาพของงานบรกิ ารพยาบาลจึงตกต่ำลงเรอ่ื ย ๆ สตรที ม่ี ีการศึกษาและอยใู่ นสังคมชั้นสงู ไมเ่ หน็ ด้วย
จึงไดเ้ ลกิ ปฏิบัตงิ านการดแู ล การพยาบาลในระยะนี้จึงตกอยู่ในมือของผู้ไม่มีความรู้ ซึง่ เรียกการพยาบาลในยุคนี้ว่า
ยุคมืด เริ่มตั้งแต่ ค.ศ.1600 จนถึงกลาง ค.ศ.1900 ความไม่พอใจเกิดขึ้นในหมู่ประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับการปฏิบัติ
ของพยาบาล ในสมัยน้นั ผ้ทู ่มี จี ติ ใจดี มีศรัทธา พยายามที่จะช่วยให้พยาบาลได้รับการศึกษาอบรมให้ดีขึ้น ตลอดท้ัง
ความดีทค่ี ณะชีนิกายต่าง ๆ ได้สร้างขน้ึ ได้เรียกร้องและเปิดโอกาสใหส้ ตรผี ู้มีความสามารถเข้ามาแก้ไขสถานการณ์
ทีต่ กตำ่ ของการพยาบาล ซึ่งท่านผนู้ ีค้ อื มสิ ฟอเรนซ์ ไนตงิ เกล
มิสฟอเรนซ์ ไนติงเกล ได้จัดการแก้ไขสภาพการณ์ที่เลวร้ายต่าง ๆ โดยจัดการหาเครื่องมือเครื่องใช้
จัดทำหน้าที่รับผิดชอบ และเข้าทำหน้าที่ต่าง ๆ เองเมื่อหาคนประจำยังไม่ได้ และได้ปฏิรูปโรงพยาบาลสำเร็จใน
ระยะเวลา 8 เดือน ทำให้การเสียชีวิตของทหารลดลงเหลือ 2 % และทำให้ศัลยแพทย์ส่วนมากพอใจในการ
ปฏิบัติงาน ท่านใช้ทุนทรัพย์ของท่านเองจัดทำห้องชำแหละศพ สำหรับแพทย์ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลางที่สำคัญของ
โรงเรยี นแพทย์ทหาร ในยามค่ำคนื มสิ ฟอเรนซ์ ไนตงิ เกล จะเดนิ เยี่ยมผู้ป่วยพร้อมกบั ตะเกยี งเล็ก ๆ ภายในมือท่าน
จงึ ได้สมญานามว่า “The Lady with the Lamp” การพยาบาลในยุคมดื สถานภาพของบริการพยาบาลอยู่ในข้ัน
ตกต่ำ มสิ ฟอเรนซ์ ไนตงิ เกล ได้เข้ามาแกไ้ ขสภาพการณท์ ี่เลวรา้ ยตา่ งๆ ให้ดขี ึน้ ทำให้การพยาบาลไดร้ บั การยอมรับ
ของสาธารณชนท่ัวไป จงึ อาจกลา่ วได้วา่ ทา่ นเปน็ ผู้ก่อกำเนิดวชิ าชีพพยาบาล
2) ด้านการบรหิ ารวชิ าชพี การพยาบาล
การบริหารเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมพร้อมกับวิวัฒนาการของมนุษย์ นับตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ เม่ือ
มนุษย์ได้อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มก้อนแล้ว จะมีบุคคลที่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มให้เป็นหัวหน้า ซึ่งหัวหน้าจะเป็นผ้นู ำ
กลมุ่ ในทกุ เรอื่ ง ตวั อย่างเช่น นำในการล่าสตั ว์เพอื่ ยังชีพ นำต่อสูก้ ับกล่มุ อนื่ ตลอดจนในการป้องกนั ตนเองและจาก
กลุ่มสัตว์ป่าภัยธรรมชาติ และมนุษย์ด้วยกัน หัวหน้าเป็นผูต้ ัดสินชีข้ าดในเรือ่ งต่าง ๆ ซึ่งสมาชิกในกลุ่มจะต้องเช่ือ
ฟังและทำตามคำสั่งของหัวหน้า ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งหรือกระทำการขัดต่อความเชื่อของกลุ่ม หัวหน้ากลุ่มจะพิจารณา
ลงโทษผู้มีความผิด จึงอาจกล่าวได้ว่าการบริหารนับตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ในลักษณะที่เป็นเพียงกิจกรรมหรือ
กระบวนการที่เกิดขึ้น โดยสัญชาตญาณอยู่รอด สามัญสำนึกของมนุษย์ และพัฒนาการเรื่อยมาจนการบริหารได้
กลายเป็นศาสตร์และศลิ ป์ทม่ี คี วามสำคัญในปจั จบุ นั
วิวัฒนาการของการบริหารการพยาบาล มีทำนองเดียวกับวิวัฒนาการของการบริหารทั่วไป กล่าวคือใน
ระยะต้น ๆ การบริหารการพยาบาลเน้นความสำเร็จของงานเป็นสำคัญ ระยะต่อมาได้คำนึงถึงความพอใจ ความ
สะดวกสบายของผู้ปฏิบัติงาน เน้นเรื่องของมนุษย์สัมพันธ์เป็นหลัก จนกระทั่งปัจจุบันมีการพัฒนาการทำงานเป็น
ทมี จะเหน็ ไดจ้ ากการมอบหมายการให้พยาบาลแบบทีมแทนการมอบหมายหน้าท่ีใหร้ ับผิดชอบเฉพาะอย่าง ถึงแม้
บางอย่างจะใช้ทั้งสองแบบรวมกัน ในการมอบหมายงานแต่ละครั้ง แต่เป็นการทำงานเป็นกลุ่มหรอื เป็นทีมมากขนึ้
ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการบริหารคนตามความสามารถ และร่วมใจกันปฏิบัติงานในความรับผิดชอบเพื่อไปสู่
จุดมุ่งหมายเดียวกนั คือการใหบ้ ริการพยาบาลท่ีมีประสทิ ธิภาพ
3) ด้านการศึกษาพยาบาล
ในสมัยก่อน ผู้ให้การพยาบาลมิได้มีการจัดการศึกษา มีแต่แรงจูงใจที่จะให้บริการผู้อื่น แต่ยังไม่มี
ความรู้เพียงพอ ที่จะให้เหตุผลได้ว่าทำไมจึงให้การพยาบาลเช่นนั้น การรักษาการพยาบาลก็มักจะเป็นแบบง่ายๆ
45
เช่น ให้การประคบ มีการใช้สมุนไพร และดูแลสุขวิทยาพื้นฐาน เป็นต้น ซึ่งสมาชิกของแม่ชีนิกายต่าง ๆ มีเพียง
กฎระเบียบและจรรยาบรรณ เพื่อใช้ควบคุมในการปฏิบัติงานเท่านั้น เชื่อกันแต่เพียงว่าผู้ที่จะทำการพยาบาล
หากแตม่ คี วามปรารถนาท่ีจะดแู ลผู้ป่วยก็เป็นการเพียงพอแลว้ จงึ มไิ ดม้ คี วามต้องการหลักสูตรการศึกษาอย่างเป็น
ทางการ ในการผลิตพยาบาล อนึ่งในเวลานั้น ไม่ได้มีการยอมรับว่าพยาบาล มีฐานะทางสังคมเหมือนกับบุคคลใน
อาชีพอื่น แต่การปฏิรูปทางสังคมได้เปิดแนวทางดา้ นการศึกษาพยาบาล โดยผู้เริม่ หลักสูตรการศึกษาพยาบาลครงั้
แรกทีเ่ ตรียมใหเ้ ปน็ พยาบาลเวชปฏิบัตนิ ิกายลูเทอร์ ชอ่ื ทโี อดอร์ฟลดี เนอร์ (Theodor Fliedner) โรงพยาบาลและ
โรงเรียนไดเ้ ร่ิมสร้างข้ึนในค.ศ. 1836 หรอื พ.ศ. 2389 โรงเรียนฝึกหดั พยาบาลนี้รับผู้เรียนทเี่ ป็นผู้หญิงอายุ 18 ปีมี
ความประพฤติเรียบร้อยสุขภาพแข็งแรง โดยมีหนังสือรับรองจากแพทย์และผู้บริหาร ผู้เรียนต้องเป็นนักเรียน
ทดลอง 3 ปี เพ่อื ทดลองวา่ มีความสามารถเป็นพยาบาลไดห้ รือไม่ จากนนั้ ตอ้ งศกึ ษาต่ออีก 3 ปี มีแพทย์เป็นผู้สอน
ทฤษฎี และนางฟลีดเนอร์เป็นผู้สอนภาคปฏิบัติ มีวิชาเภสัชศาสตร์ นักเรียนต้องผ่านการสอบของมลรัฐ ในวิชา
ต่าง ๆ ระหว่างการเรียน ผู้เรียนจะได้มอบหมายให้รับผิดชอบผู้ป่วย ต้องหมุนเวียนไปอยู่ทุกแผนกเพื่อให้มี
ประสบการณ์ เช่น แผนกซักฟอก แผนกแม่บ้าน แผนกโภชนาการ เป็นต้น และต้องคอยดูแลผู้ป่วยในแผนกต่างๆ
ด้วย ผเู้ รียนสวมเครือ่ งแบบและได้รบั เบี้ยเล้ยี งบ้างเลก็ น้อย เป็นผใู้ หบ้ รกิ ารทุกอยา่ งแก่ผูป้ ่วย ซง่ึ ถอื วา่ เป็นการเรียน
ขั้นพื้นฐานคือ มีความสามารถที่จะดูแลผู้ป่วยได้อย่างเรียบร้อย ระหว่างเรียนต้องมีเวลาทำพิธีทางศาสนาด้วย
เพราะต้องเสียสละดูแลผู้ป่วย และคนจน โดยได้รับการฝกึ จากแม่ชี หลักสูตรการเรียนจึงต้องเรียนวิชาจริยศาสตร์
และศาสนา
4) ด้านการวิจยั
การวิจัยทางการพยาบาลกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับการก่อตั้งวิชาชีพพยาบาล มิสฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ได้
เน้นให้เห็นคุณค่าของการสังเกตและการบันทึกข้อมูลที่ถูกต้อง รวมทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีระบบ เพื่อ
ประโยชน์ในการดแู ลและส่งเสริมสุขภาพบคุ คล มิสไนติงเกลได้ใช้การวิจยั เพื่อพสิ ูจน์วิธกี ารลดอัตราตายของทหาร
จากการบาดเจบ็ ในสงคราม โดยการปรบั ปรงุ สุขาภิบาลและสง่ิ แวดล้อมในโรงพยาบาล สงิ่ ท่สี ำคัญทางการพยาบาล
คือการจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับผู้ป่วย ได้แก่ อากาศบริสุทธิ์ แสงสว่าง ความอบอุ่น พยาบาลจะต้องสังเกต
อาการผู้ป่วยและสิ่งแวดล้อมอย่างแม่นยำ พร้อมทั้งบันทึกสิ่งที่สังเกตได้ เพื่อหาวิธีการในการช่วยเหลือผู้ป่วยให้
ปลอดภัยสุขสบาย และช่วยคืนสู่สภาพปกติโดยเร็ว แนวคิดของไนติงเกลเน้นการพยาบาลโดยวิธกี ารสังเกตอย่างมี
จุดมุ่งหมาย ละเอียด รอบคอบ พร้อมทั้งมีการบันทึกข้อมูลที่สังเกตได้ เพื่อนำไปใช้พัฒนาปรับปรุงความรู้ทางการ
พยาบาลให้เกิดขึ้น แต่แนวคิดในการวิจัยเพื่อปรับปรุงคุณภาพการพยาบาลไม่ได้รับการสานต่อ ทั้งนี้เพราะความ
แตกต่างของการศึกษา และวิสัยทัศน์ของการพยาบาลทั่วไป แนวคิดของการพยาบาลในระยะต่อมา จึงมุ่งเน้น
เฉพาะการบรกิ ารเพียงอย่างเดียว พยาบาลที่ดีจะถกู ตดั สนิ ในฐานะผใู้ ห้บริการ โดยไม่คำนงึ ถึงความเปน็ นักวิชาการ
แม้ว่าพยาบาลจะอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยตลอด สังเกตและบันทึกอาการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยอย่างละเอียด แต่ส่ิง
เหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่ปฏิบัติไปตามกิจวัติประจำวันจนคล้ายมุ่งงานเป็นหลัก แทนที่จะเป็นข้อมูลในการวิจัยและ
พัฒนาองคค์ วามรทู้ างการพยาบาล
ช่วงค.ศ. 1900-1949 (พ.ศ. 2443-2492) เริ่มมีงานวจิ ัยเกิดข้ึนเล็กน้อยแต่เป็นการวจิ ยั ที่มุ่งเน้นการศึกษา
พยาบาลมากวา่ การปฏิบตั ิ โดยพยาบาลในสหรฐั อเมรกิ าซงึ่ ถือวา่ เป็นผู้นำทางการวจิ ัยดา้ นการพยาบาล ตอ่ มาเริ่มมี
งานวจิ ัยดา้ นการศกึ ษาพยาบาลเพ่มิ ขนึ้
46
ใน ค.ศ. 1900 (พ.ศ. 2443) มีวารสารทางการพยาบาลเกิดขึ้นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา (American
Jonmal of Nursing) มี case studies ลงพิมพ์ในวารสารซึ่ง case studies เหล่านี้มีลักษณะเป็นการวิเคราะห์
ประเมนิ ผล ระบบการบริการในคนไข้แต่ละคนเพื่อให้เกดิ การเข้าใจในการพยาบาลดขี ้ึน case studies เหล่านี้เป็น
การเร่มิ ตน้ ไปสูก่ ารวจิ ยั
ใน ค.ศ. 1950-1959 (พ.ศ. 2493-2502) มีการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญด้านการวิจัยทางการพยาบาลใน
สหรัฐอเมริกา และได้มีการเสนอแนะให้มีการพัฒนาการศึกษาในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก เพื่อเร่ง
พัฒนาการวิจยั ทางการพยาบาล ไดม้ กี ิจกรรมการวิจยั ทสี่ ำคญั หลายอยา่ งเกิดข้นึ
ใน ค.ศ. 1960-1969 (พ.ศ. 2503-2517) มีการพัฒนาศาสตร์ทางการพยาบาลอย่างจริงจัง นักทฤษฎี
ทางการพยาบาลหลายท่านเร่ิมเขยี นหนังสือแสดงแนวคดิ ทางการพยาบาล การใช้กระบวนการทางพยาบาลในการ
ปฏิบตั ิการพยาบาล การวิจัยระยะนเ้ี ป็นการวิจยั ด้านการปฏบิ ตั ิการพยาบาล ส่วนใหญจ่ ะเป็นการวิจัยของนักศึกษา
ปรญิ ญาโท หรือพยาบาลทีส่ ำเร็จการศึกษาระดบั ปรญิ ญาโท เร่อื งท่วี ิจยั ส่วนใหญ่เปน็ เรื่องการตอบสนองของผู้ป่วย
ปฏิสมั พันธ์ระหวา่ งบคุ คลในภาวะต่างๆ การดูแลผ้สู งู อายุ การดแู ลแม่และเดก็ ตลอดทงั้ ผ้ปู ่วยสาขาอายุรกรรมและ
ศัลยกรรม
ใน ค.ศ. 1970-1979 (พ.ศ. 2513-2522) เป็นทศวรรษทก่ี ารวจิ ยั ดา้ นการปฏิบตั ิการพยาบาลเจริญรุดหน้า
อย่างรวดเร็ว มีการจัดตั้งหลักสูตรปริญญาเอกทางการพยาบาลเกิดขึ้น ทำให้การศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาศาสตร์การ
พยาบาลเกิดขึ้น ระยะนี้มีทฤษฎีการพยาบาลที่สำคัญ ๆ เกิดขึ้น ชัดเจนยิ่งขึ้น การวิจัยทางด้านการศึกษาจะเป็น
เรื่องวิธีการสอนและการเรียนจากประสบการณ์ การนำคอมพิวเตอรเ์ ขา้ มาใช้ในการเรยี นการสอน สมาคมพยาบาล
แห่งชาติอเมริกันได้กำหนดทิศทางของการวิจัยทางการพยาบาลในช่วง 10 ปีเน้นให้มีการวิจัยด้านการปฏิบัติการ
พยาบาล และด้านวิชาชพี การพยาบาลใหม้ ากขึน้ เช่น การสรา้ งและทดสอบทฤษฎที างการพยาบาล มวี ารสาร วิจัย
ทางการพยาบาล เพ่มิ ขน้ึ หลายฉบบั จัดทำเพ่อื เผยแพร่ผลงานวจิ ยั ใหก้ ว้างขวางข้นึ
5.1.2 พัฒนาการของวิชาชีพพยาบาลในประเทศ (จรูญลักษณ์ ปอ้ งเจริญ, 2559)
ช่วงก่อนปี พ.ศ. 2439 (ค.ศ.1896)
มีการรักษาแผนโบราณและการพยาบาลแผนโบราณ รวมกับความเชื่อทางไสยศาสตร์ เวทย์มนต์
คาถาในระยะ 10 ปี ก่อนปีพ.ศ. 2439 มีการรักษาดูแลแผนใหม่บ้างเป็นแห่ง ๆ โดยคณะมิชชันนารีได้ตั้งคลินิกท่ี
บ้าน หรือออกเปน็ หนว่ ยเคลอื่ นที่ใหบ้ ริการประชาชนในทตี่ ่าง ๆ เป็นครง้ั คราว ในหน่วยงานราชการทหารมีแพทย์
แผนปัจจุบันซึ่งสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ รับผิดชอบดูแลทหารป่วย และได้อบรมการดูแลผู้ป่วยแผน
ปัจจุบนั ใหแ้ กน่ ายสิบ และพยาบาลแผนโบราณ
การพยาบาลเป็นแผนโบราณ ไมไ่ ดม้ รี ะบบการศกึ ษาท่ีแน่นอน พยาบาลสว่ นใหญเ่ รียนร้โู ดยการฝึก
ขณะปฏิบัติงาน สังคมไม่นิยมให้ผู้ทำการพยาบาลดูแลผู้ป่วยต่างประเทศ การรักษาพยาบาลแผนใหม่เข้ามาใน
ประเทศไทยตั้งแต่ปีพ.ศ. 2205 สมัยพระนารายณ์มหาราช โดยคณะมิชชันนารี ผู้ทำหน้าที่แพทย์มี 2 ประเภท คือ
แพทย์พ้นื เมอื งทเ่ี รียกกันว่า “หมอราษฎร์” รักษาชาวบา้ นท่วั ไปซ่งึ มักเป็นชาย และ “หมอตำแย” ซึง่ เป็นหญงิ สงู อายุ
ะยะนี้งานด้านการรักษาพยาบาล และการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษของคณะมิชชันนารี ได้รับความนิยมมากขึ้นจาก
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจ้านายชั้นสูง ข้าราชการ และประชาชน เมื่อสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ ชาวฝรั่งเศส
เดินทางออกจากอยธุ ยาไปหมด ทำใหก้ ารแพทยแ์ ผนตะวนั ตกสิน้ สดุ ลง จึงรกั ษาการแพทยแ์ ผนโบราณมาตลอด
47
ระหวา่ งปี พ.ศ. 2439 – 2468
ประมาณปีพ.ศ. 2436 ไทยมีข้อพิพาทกับฝรั่งเศส มีทหารเจ็บป่วยมาก จึงเป็นสิ่งกระตุ้นให้มีการ
จัดตั้งสภาอนุโลมแดงเพื่อช่วยดูแลทหารเหล่านี้ ขณะนั้นทางราชการมีจุดประสงค์เพิ่มพลเมือง และขยายกิจการ
บำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชนทั้งด้านพลเรือนและทหาร ประกอบด้วยจิตศรัทธาในการสร้างกุศล และความ
นิยมในการดูแลผู้ป่วยแผนใหม่ นอกจากสร้างโรงพยาบาล และโรงเรียนแพทย์แล้ว ทางราชการได้เปิดโรงเรียน
ผดุงครรภ์ในปี พ.ศ. 2439 เรียกว่า โรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาล ที่โรงพยาบาลศิริราช โดยสมเด็จ
พระศรีพชั รนิ ทราบรมราชนิ นี าถเป็นองค์อุปถัมภ์ โรงเรียนผดุงครรภ์มีหลักสูตร 3 ปี ต่อมาไดป้ รบั ปรุงหลักสูตรเป็น
3 ปคี ร่งึ และสอนวชิ าผดุงครรภ์และพยาบาล ในปี พ.ศ. 2457 คอื โรงเรยี นพยาบาลสภากาชาดไทย วิชาพยาบาล
มีหลักสูตร 1 ปี ต่อมาได้ขยายเป็น 3 ปีครึ่ง สอนวิชาพยาบาลและผดุงครรภ์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2466 คือโรงเรียน
ฝึกหดั นางพยาบาลและผดงุ ครรภ์แห่งโรงพยาบาลแมคคอร์มิค (ซ่งึ คือคณะพยาบาลศาสตร์แมคคอร์มิคในปัจจุบัน)
โดยมชิ ช่นั นารชี าวอเมรกิ ัน นายแพทย์เอด็ วนิ ชาลส์ คอร์ท (Dr.Edwin Charles Cort)
ปี พ.ศ. 2466 –กอ่ นสงครามโลกครั้งที่สอง
ความเจริญในดา้ นการศึกษา เศรษฐกิจ และการดูแลสุขภาพได้เจริญข้ึนเร่ือยๆ การรักษา และการ
พยาบาลแผนใหม่ได้รับความนิยมอย่างสูง และราชการได้ขยายบริการออกไปให้ถึงประชาชนมากขึ้น ได้มีแพทย์
ไทยสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศมาปฏิบัติงานในหน่วยการรักษาของราชการบ้าง โดยการนำของสมเด็จ
พระราชบิดา เจ้าฟ้าอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ ได้ร่วมมือกับมูลนิธิรอกกี้เฟลเลอร์ (Rocky Fellow) ท่ี
ชว่ ยเหลอื ดา้ นการเงนิ ตวั บคุ คล และความร่วมมอื ดา้ นการสอนวชิ าการแพทย์และการพยาบาล สมเด็จพระราชบิดา
ทรงใช้ทรัพย์ส่วนพระองค์จา้ งครูพยาบาลชาวอเมริกนั มาปรับปรงุ ทางดา้ นบริการและการศึกษาในแบบท่ีใกล้เคียง
กับของตะวันตก จนเป็นผลให้มีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรและระบบการศึกษาพยาบาล เพื่อผลิตพยาบาลขั้น
มาตรฐาน มกี ารเพมิ่ วิชาพยาบาลสาธารณสขุ เข้าไปในหลักสูตรดว้ ย และไดใ้ ชห้ ลักสูตรน้ีติดต่อกันมาจนแพร่หลาย
ไปทั่วประเทศ และได้ยกระดับพื้นฐานความรู้ซึ่งจากเดิมไม่จำกัดพื้นความรู้ กำหนดเป็นรับผู้สำเร็จชั้นมัธยมปีท่ี 3
ผู้ที่มีโอกาสเข้าศึกษาส่วนใหญ่ในขณะนั้น คือ หม่อมเจ้า หม่อมราชวงศ์ หม่อมหลวง และบุตรหลานข้าราชการ
พร้อมทั้งเตรียมตัวบุคคลเพือ่ ปฏบิ ัติงานต่อไปโดยส่งพยาบาลไทยไปศึกษาที่ต่างประเทศทัง้ ระยะสั้นและระยะยาว
จำนวนพยาบาลได้เพิ่มมากขึ้นและวิชาการพยาบาลได้เปล่ียนแปลงก้าวหน้าอยูเ่ สมอ จนก่อตั้งสมาคมพยาบาลขึ้น
ในปี พ.ศ. 2470 เพือ่ ส่งเสริมความสามัคคแี ละความร้ขู องพยาบาล
หลงั สงครามโลกคร้ังท่ี 2 - พ.ศ. 2498
เมื่อสงครามสงบ งานด้านสาธารณสุขได้รับการปรับปรุงเหมือนงานด้านอื่น ๆ รัฐได้ขยายกิจการ
ด้านสาธารณสุข ได้แก่ การรักษา การป้องกัน การดูแลเฉพาะโรค ออกไปตามท้องถิ่นชนบท และมีการสร้าง
โรงพยาบาล สถานีอนามัย หรือหน่วยบริการสาธารณสขุ เพิ่มขึ้นทุกปี จนประชาชนรูค้ ุณค่าของบริการสาธารณสุข
มากขึ้น ในระยะนี้ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์กรด้านสาธารณสุข ได้รับความช่วยเหลือจาก UNO และ
องค์การตา่ งประเทศ เช่น WHO ,UNICEF ,COLUMBO PLAN เปน็ ต้น
การพยาบาลได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรเหล่านี้ โดยมีผู้เชี่ยวชาญสาขาพยาบาลมาช่วย
ปฏบิ ัตงิ าน และมอบทุนการศกึ ษา อุปกรณเ์ ครอื่ งใช้ ส่ิงก่อสร้าง ทำให้การบรหิ ารงานพยาบาลได้รบั การปรับปรุงให้
เป็นระบบ ปรับปรุงเทคนิคการพยาบาลต่างๆ เนื้อหาและระยะการศึกษาพยาบาล ให้เข้ากับความต้องการของ
48
สังคม แต่อย่างไรก็ตาม หลักสูตรการสอนยังเป็นหลักสูตรพยาบาลผดุงครรภ์ขั้นมาตรฐาน และการพยาบาลเป็น
การพยาบาลทัว่ ไป ยงั ไมม่ ีการสอนพยาบาลเฉพาะสาขา
นอกจากจะมีผู้เชี่ยวชาญสาขาพยาบาลมาช่วยปฏิบัติงานแล้ว พยาบาลไทยทุกระดับทั้งด้าน
การศึกษาและบริการพยาบาล ซึ่งได้ไปศึกษาดูงานและศึกษาต่อที่ต่างประเทศทั้งระยะสั้นและระยะยาว ได้กลับ
เข้ามาดำเนนิ การปรับปรุงพยาบาล เพือ่ สนองความต้องการพยาบาล โดยมโี รงเรยี นพยาบาลของรัฐบาลเปิดข้ึนอีก
หลายแห่งในพระนคร และต่างจังหวัด แต่กระนั้นก็ยังขาดแคลนพยาบาล ซึ่งทางราชการและเอกชนได้จัดต้ัง
โรงเรียนผู้ช่วยพยาบาล และโรงเรียนผดุงครรภ์ชั้น 1 และชั้น 2 เพิ่มขึ้นอีก ทำให้มีโรงเรียนพยาบาลทั้งหมดใน
ระยะน้ี เป็นโรงเรยี นพยาบาลผดงุ ครรภ์ 8 แห่ง โรงเรียนผดงุ ครรภ์ 4 แห่ง โรงเรียนผู้ชว่ ยพยาบาล 1 แหง่ ในระบบ
การบริหารการพยาบาล ได้ตั้งกองการพยาบาลขึ้นในกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปีพ.ศ. 2495 เพื่อให้คำแนะนำแก่
เจา้ หน้าท่ขี องกระทรวงเกย่ี วกับการพยาบาล
ปี พ.ศ. 2499 – 2515
บริการสาธารณสุขในประเทศไทยได้ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านบริการและคุณภาพการ
พยาบาลได้เปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ เน้นผู้ป่วยให้ช่วยดูแลตัวเอง และตระหนักถึงการดูแลผู้ป่วยทั้งด้านร่างกาย
และจิตใจ หลักสูตรการศึกษาได้รับการปรับปรุงเนื้อหาและวิธีการสอน เพื่อผลิตพยาบาลที่มีสมรรถภาพที่จะ
ใหบ้ ริการแกป่ ระชาชนท้ังในโรงพยาบาล สถานอี นามยั และหน่วยบรกิ ารสาธารณสุขได้
ปี พ.ศ. 2515 –พ.ศ. 2528
ในช่วงระยะนี้ การพยาบาลของในประเทศไทย ได้มีพัฒนาการไปอย่างมากมาย ทั้งการให้บริการ
และการศึกษาพยาบาล เพื่อผลติ พยาบาลออกไปให้บริการแก่ประชาชน การให้บริการพยาบาลได้เพิม่ ความสำคัญ
ในการให้บริการ เพื่อส่งเสริม ฟื้นฟูสุขภาพ และป้องกันโรคทัดเทียมกันกับการให้การรักษาพยาบาล รัฐมีนโยบาย
ให้บริการสาธารณสุข กระจายออกไปยังประชาชนในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนที่อยู่ห่างไกล และขาด
บริการทางดา้ นการรักษาพยาบาล และมีเปา้ หมายสนองนโยบายขององคก์ ารอนามัยโลก ที่จะใหป้ ระชาชนทุกคนมี
สุขภาพดีถว้ นหน้าในปี พ. ศ . 2543 มีการรณรงค์เพ่ือเพ่ิมพนู ความรู้ทางการรักษาให้แกเ่ จ้าหน้าที่สาธารณสุขทุก
ประเภทที่ไม่ใช่แพทย์ ได้แก่ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล ผดุงครรภ์ พนักงานอนามัย ให้สามารถรักษาพยาบาล
เบื้องต้น (Basic Medical Care ) แก่ประชาชน รวมทั้งเน้นความสำคัญของการสาธารณสุขขั้นมูลฐาน ( Primary
Health Care ) คือการให้การช่วยเหลือดูแลทางด้านสุขภาพอนามัย และการรักษาพยาบาลแก่ประชาชนใน
ท้องถิน่ ณ จุดท่ีตอ้ งการความชว่ ยเหลอื เพื่อสนองความตอ้ งการนี้ จึงมีการอบรมผู้สอ่ื ข่าวสาธารณสุข (ผ.ส.ส) และ
อาสาสมคั รสาธารณสขุ (อ.ส.ม) ขึน้ จากอาสาสมัครที่เป็นประชาชนในท้องถนิ่ นน้ั ๆ
การศึกษาพยาบาลปัจจุบัน จึงเพิ่มหลักสูตรหลักการศึกษาวิชาการรกั ษาพยาบาลเบื้องต้น ( Basic
Medical Care ) เข้ามาด้วย เพือ่ ให้พยาบาลสามารถให้การรักษาพยาบาลโรคท่ีพบง่ายและพบบ่อย ในทอ้ งถ่นิ ที่ไม่
มีแพทย์หรือมีแพทย์ไม่เพียงพอ นอกจากนั้นยังส่งนักศึกษาออกฝึกหัดให้การพยาบาลในชุมชน ทั้งในโรงพยาบาล
จังหวัดท่ีไมม่ ีสถาบันการศึกษา และในโรงพยาบาลอำเภอกันทั่วประเทศอย่างขว้างขวาง เพื่อให้นักศึกษาพยาบาล
เขา้ ใจสภาพของชุมชนมากขึน้ สามารถออกฝึกปฏบิ ัตงิ านไดท้ กุ ทอ้ งที่เม่ือสำเร็จการศึกษาแลว้
5.1.3 พัฒนาการทางดา้ นการศึกษาพยาบาลในประเทศไทย
พฒั นาการทางดา้ นการศกึ ษาพยาบาลนี้ อาจแบง่ เปน็ พัฒนาการหลกั ออกได้เปน็ 2 ประการ
1) ประการหนง่ึ ได้แก่ พฒั นาการทางการเพมิ่ สถาบนั การศกึ ษาพยาบาล
49
2) ประการที่สอง ได้แก่ พัฒนาการทางด้านการศึกษา ที่ได้พัฒนาการศึกษาในระดับพื้นฐานไปสู่
การศึกษาปริญญาตรีเกือบทั่วประเทศ รวมทั้งมีการจัดการศึกษาในระดับปริญญาโททางการพยาบาลขึ้นใน
มหาวิทยาลยั บางแหง่ ด้วย นับว่าการศกึ ษาพยาบาลได้พฒั นาการก้าวหนา้ ไปเปน็ อนั มาก
การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาอีกประการหนึ่ง ที่นับเป็นพัฒนาการทางการศึกษาพยาบาลท่ี
สำคัญ ได้แก่ การจัดหลักสูตรการศึกษาพยาบาลต่อเนื่องในระบบ 2 – 2 ของกองวิทยาลัยพยาบาล กระทรวง
สาธารณสุข ทำให้สามารถผลิตพยาบาลได้เร็วขึ้น สำหรับผู้เรียนหลักสูตรพยาบาลระดับต้น เพราะใช้เวลา 2 ปี ก็
สามารถออกไปให้บริการแก่ประชาชนได้ และสามารถกลับเข้าศึกษาต่อในปีที่ 3 -4 ภายหลังได้เมื่อต้องการ
หลังจากนน้ั แล้ว สามารถศึกษาตอ่ จนถงึ ระดับปริญญาโทได้ เชน่ เดียวกับพยาบาลทจี่ บการศึกษาหลักสตู ร 4 ปีด้วย
นับวา่ ไดป้ ระโยชน์ทงั้ ในการเรง่ ผลติ และให้โอกาสในการศกึ ษาตอ่ เนอื่ งแกผ่ ู้ที่สนใจและความสามารถพอ
ปัจจุบันสถาบันการศึกษาพยาบาลในประเทศไทยได้พัฒนาหลักสูตร ทั้งระดับพยาบาลศาสตร
บัณฑิต (ปริญญาตรี) พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต ปริญญาโท) พยาบาลศาสตรดุษฎีบัณฑิต (ปริญญาเอก)
หลักสูตรเฉพาะทางสาขาการพยาบาลด้านต่าง ๆ (ระยะสั้น 3-6 เดือน) รวมทั้งหลักสูตรอบรมเพิ่มพูนความรู้
ต่อเนื่องจากสถาบันการศึกษา เพื่อเก็บสะสมจำนวนชั่วโมงการศึกษาต่อเนื่อง (CNEU: Continuing Nursing
Education Unit) เพ่อื ประกอบการขอต่ออายใุ บประกอบวชิ าชีพ ทุก ๆ 5 ปี
5.2. แนวโน้มของศาสตร์ทางการพยาบาล
การเปลี่ยนแปลงภาวะสุขภาพและการให้บริการสุขภาพ โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สงั คมผู้สงู อายุ การมี
ประชากรหลากหลายกลุ่มอายุ ทำให้แบบแผนการเจ็บป่วยมีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น ประกอบกับ
สังคมไทยมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากขึ้น และจากนโยบาย ระบบบริการสุขภาพที่ครอบคลุมถึง
ประชาชนทุกคน และการเพิม่ นวัตกรรมสุขภาพ ส่งผลตอ่ แนวโน้มวิชาชีพทางการพยาบาลอยา่ งหลีกเล่ยี งไม่ได้ ท้ัง
ดา้ นการบริหารการพยาบาล การศกึ ษาพยาบาล การวิจยั ทางการพยาบาล และการปฏบิ ตั ิการพยาบาล
ในยุคศตวรรษท่ี 21 ประเทศไทยก้าวเขา้ สูโ่ ลกของทุนนิยม โลกาภิวัฒน์ ที่มีการเปล่ียนแปลงทั้งทางสังคม
และวัฒนธรรมเกิดขึ้น และดำเนินไปอย่างกว้างขวาง รวดเร็ว ทั่วโลกถูกเชื่อมต่อกัน ผ่านระบบคมนาคมและการ
สื่อสารที่ก้าวหน้าทันสมัยและรวดเร็วมาก การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้มีผลให้วิถีชีวิตของคนไทย ตลอดจน
วัฒนธรรมการบริโภค ศีลธรรม จริยธรรม เปลี่ยนแปลงไปมาก อันนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงของภาวะสุขภาพของ
ประชาชนในภาพรวมของประเทศ ดังนั้นพยาบาลวิชาชีพจำเป็นต้องมคี วามรู้ ความเข้าใจเกยี่ วกบั การเปล่ียนแปลง
ของสังคมและวัฒนธรรมไทยที่มีผลต่อแนวโน้มของวิชาชีพการพยาบาลทุกด้าน เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ
ปฏสิ มั พันธ์ของแรงผลกั ดันต่างๆ ทน่ี ำวชิ าชีพการพยาบาลไปส่อู นาคต และชว่ ยในการเตรยี มความพร้อมเพื่อรับมือ
กับการเปลี่ยนแปลง เช่น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอายุของประชากร ระดับการศึกษาของประชาชน และอัตรา
การเพิ่มของประชากร การเปลี่ยนแปลงระบบความสัมพันธ์ของสังคมแบบชนบทไปสู่สังคมเมอื ง การเปลี่ยนแปลง
ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างจากระบบที่ปราศจากแบบแผน ไปสู่การจัดตั้งสหพันธ์กรรมกรและการใช้
กฎหมายแรงงาน เปน็ ต้น ในขณะท่กี ารเปลย่ี นแปลงวฒั นธรรม ดา้ นชวี ิตความเป็นอยู่ หรอื วถิ ีแห่งการดำรงชวี ติ ซ่ึง
ครอบคลุมการประดิษฐ์ของมนุษย์ ทงั้ ทีเ่ ปน็ การประดิษฐ์ทางวตั ถุ เชน่ รถยนต์ ไอที เป็นต้น และทไี่ มใ่ ช่วัตถุ ได้แก่
ภาษา ศลิ ปะ ศลี ธรรม ดนตรี การเลน่ อนั เป็นประเพณีต่างๆ รวมถึงความรู้ ความเชอ่ื คา่ นยิ ม และบรรทัดฐานทาง
สังคม (อญั ชลี แกว้ สระศรี, รัตนา นลิ เลอื่ ม, และชลุ พี ร หตี อกั ษร, 2560)
50
การทส่ี ังคมไทยก้าวเข้าสูส่ ังคมผ้สู งู อายุ จะสง่ ผลใหแ้ บบแผนการเกิดโรคเร้ือรังท่ีเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุมาก
ขึ้น เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน สมองเสื่อม เป็นต้น รัฐบาลต้องรับภาระรายจ่ายงบประมาณในการ
รกั ษาพยาบาลผู้สูงอายเุ พ่ิมข้นึ และมีอทิ ธิพลต่อการบรโิ ภคสินค้าและบริการ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าและบริการเพ่ือ
สุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรบำรุงร่างกาย เครื่องสำอางชะลอความแก่ การ
ให้บริการดูแลผู้สูงอายุ เป็นต้น ดังนั้น รัฐบาลต้องวางแผนและกำหนดยุทธศาสตร์ในการเตรียม ความพร้อมเข้าสู่
สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่การเตรียมความพร้อมแก่หนุ่มสาวให้เป็นคนสูงอายุที่มีคุณภาพ (active ageing) จนถึงการ
เตรียมระบบบริการสุขภาพท่ีรองรบั ปญั หา โรคเรือ้ รงั และโรคท่ีเก่ยี วกบั ผู้สูงอายุ การสรา้ งหลกั ประกันสุขภาพถ้วน
หน้าสำหรับดแู ลผสู้ งู อายุ และหามาตรการรองรับ เพ่ือควบคุมดแู ลผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุใน
อนาคต
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ทำให้สังคมไทยมีประชากรหลากหลายกลุ่มอายุหรือเจเนอเรชัน
(generations) ตามทฤษฎเี จเนอเรชนั ที่อธบิ ายความแตกต่างของคนตา่ งกลุ่มอายุ จะแบ่งออกเปน็ 4 กลุ่มตามช่วง
ปีเกิด คอื
กลมุ่ ไซเลนต์ (พ.ศ. 2468-2485)
กลมุ่ เบบีบ้ ูม (พ.ศ. 2486-2503)
กลุ่มวยั เจเนอเรช่ันเอกซ์ (พ.ศ. 2504-2524)
กลมุ่ วยั เจเนอเรชนั วาย (พ.ศ. 2525-2548)
กลุ่มวยั เจเนอเรชันซี (พ.ศ. 2549-ปจั จบุ ัน)
โดยในแตล่ ะกลุ่มอายุ จะมีอปุ นสิ ัย สภาวะแวดล้อมทห่ี ล่อหลอม ประสบการณ์วยั เด็ก มุมมองด้านการ
ทำงาน การให้คุณค่ากับเรื่องต่าง ๆ และพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละรุ่น การที่สังคมไทยมี
ประชากรหลากหลายกลุ่มอายุ ทำใหว้ ิธกี ารคดิ มุมมองโลกทัศน์ และคา่ นยิ มต่างๆ มคี วามแตกต่างกัน ซ่ึงอาจมีผล
ต่อวิถกี ารดำเนินชีวติ และพฤตกิ รรมสุขภาพ
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและความสัมพันธ์ของครอบครัว โดยพบว่า ลักษณะครัวเรือนไทยโดยเฉลี่ยมี
ขนาดลดลง และรูปแบบของครอบครัวเปลี่ยนแปลง มีหลากหลายรูปแบบมากขึ้น อัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลง
ส่งผลใหข้ นาดครวั เรอื นโดยเฉล่ยี ลดจาก 3.6 คน ใน ปี พ.ศ. 2543 เหลือ 3 คน ในปี พ.ศ. 2556 โดยเปน็ ครัวเรือน
เดียว ครัวเรือน 1 รุ่น และครัวเรือนแหว่งกลางที่มีสมาชิกครอบครัวเป็นคนรุ่น ปู่-ย่าและคนรุ่นหลาน โดยไม่มี
สมาชิกที่เป็นรุ่นพ่อแม่ และปัจจุบันมีครอบครัวที่มีสมาชิกเพียงคนเดียวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.1 ในปีพ.ศ. 2530
เป็นร้อยละ 13.4 ในปีพ.ศ. 2555 ส่งผลใหว้ ิถีชวี ิตครอบครวั ไทยเปลี่ยนแปลงไป ผหู้ ญงิ ตอ้ งออกไปทำงานนอกบ้าน
เพื่อหาเลี้ยงครอบครัวมากขึ้น เวลาที่ให้แก่กันในครอบครัวและการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ครอบครัวลดลง ทำ ให้
ความสัมพันธ์ในครอบครัวขาดความอบอุ่นและอ่อนแอลง การเปลี่ยนแปลงขนาดของครอบครัวที่เล็กลง และ
ความสมั พนั ธท์ อ่ี ่อนแอ ส่งผลให้มเี ดก็ และผ้สู ูงอายถุ ูกทอดทงิ้ มากข้ึน และมีการใชค้ วามรุนแรงในครอบครัวมากข้ึน
จากสถานการณ์ดังกล่าวทำ ให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพกายและ จิตใจของเด็กและผู้หญิงที่ถูกกระทำ รุนแรง
รวมทั้งเดก็ และผสู้ ูงอายทุ ่ีถูกทอดท้ิง
การอพยพย้ายถิ่นจากชุมชนชนบทมาสู่เมืองมากขึ้น การพัฒนาประเทศที่มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรม ทำ ให้
ชาวชนบท จำนวนมากต้องอพยพเขา้ สู่เมืองเพ่ือขายแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและบรกิ ารมากข้นึ ผลกระทบจาก
การอพยพย้ายถิ่นจากชุมชนชนบทมาสู่เมือง ทำให้เกิดการขยายตัวของเมืองเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดปัญหา