51
เมอื งใหญ่ ผูอ้ พยพตอ้ งปรับเปลี่ยนวิถีชวี ิต แบบชนบทไปเป็นแบบเขตเมือง วัฒนธรรมความเปน็ อยู่เปลี่ยนแปลงไป
เช่น พฤติกรรมการรับประทานอาหาร การ ออกกำ ลังกาย เป็นต้น ผู้อพยพบางส่วนเกิดปัญหาในการปรับตัว ซึ่ง
นำไปสู่ปัญหาสขุ ภาพตามมา เช่น ปญั หาสุขภาพจิต โรคกระเพาะอาหาร ความดันโลหติ สูงเป็นต้น และโรคบางโรค
ที่มักเกิดในชุมชนแออัด ได้แก่ ภาวะทุพโภชนาการในเด็ก โรคท้องร่วง และวัณโรค นอกจากนี้ผู้อพยพส่วนใหญ่ท่ี
ต้องทำ งานในโรงงาน ยังต้องเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่อาจเกี่ยวข้องกับสารเคมีใน โรงงานอุตสาหกรรม เช่น มะเร็ง
โรคอันเกดิ จากสารพิษ เปน็ ตน้ สำหรบั ผู้อพยพทีข่ ายบริการทางเพศยังต้องเส่ยี งต่อการเกิดโรคเอดส์
นอกจากนี้ มกี ารอพยพแรงงานข้ามชาตมิ ากขน้ึ จากการรวมตวั เปน็ ประชาคมอาเซยี นของ 10 ประเทศใน
ภูมิภาค อาเซียน ให้มีการย้ายแรงงานจากประเทศข้างเคียง ได้แก่ พม่า ลาว กัมพูชา หลั่งไหลเข้ามาทำงานใน
ประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ดังจะเห็นจากข้อมูลของกรมการจัดหางาน ที่ระบุว่าในปี พ.ศ. 2559 มีแรงงานต่าง
ด้าวประมาณ 1.5 ล้านคน ทำ ให้เกิดการเคลื่อนย้ายทั้งการมาอยูอ่ าศัย และผ่านแดนของประชาชน จากประเทศ
เพื่อนบ้านทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย มีการเพิ่มขึ้นของการขนส่งสินค้าต่างๆ หรือผลิตภัณฑ์ซึ่งอาจ
ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ การลักลอบขนส่งยาเสพติด หรือสารตั้งต้นในการผลิต รวมถึงโรคระบาดหรือ
โรคติดต่อข้ามแดน โรคอบุ ตั ใิ หมแ่ ละอุบตั ซิ ้ำ
การเปลี่ยนแปลงด้านความเชือ่ และวัฒนธรรม เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วผ่านกระแสโลกาภิวัฒน์ และเครือข่าย
สงั คมออนไลน์ ทำใหพ้ รมแดนทางวัฒนธรรมถูกลบล้าง ประชาชนไทย และประชาชนชาตติ ่าง ๆ จะเสมือนเคล่ือน
เขา้ มาใกล้กนั มากยงิ่ ข้ึนอันเนื่องมาจากเครือขา่ ยข้อมลู ท่ีสามารถเช่ือมโยงถึงกัน สามารถสือ่ สารกนั ได้ง่าย สะดวก
รวดเร็ว จึงทำให้ความแตกตา่ งเรื่องเวลาและสถานทีห่ มดไป โดยยุคนี้ ประชาชนสามารถเคลื่อนย้ายไปอาศัย หรือ
ไปทำงานในสถานที่ต่างๆได้ ทั่วโลก สามารถรับรู้ข้อมูลระหว่างกันอย่างเป็นปัจจุบัน ผลที่ตามมาคือ มีการปะทะ
สงั สรรคห์ ลอมรวมทางวัฒนธรรมขนานใหญ่ ทำใหเ้ กิดลักษณะหลากหลายของวัฒนธรรม หลายชาตพิ นั ธุต์ ่างๆ ข้ึน
ในสังคมไทย ทำให้สังคมและวัฒนธรรมไทย คุณค่าของภูมิปัญญาไทยและลักษณะความเป็นไทย ถูกกระแส
วัฒนธรรมสมัยใหม่รุกล้ำ ครอบงำ จากวัฒนธรรมไทยที่เดิมมีความเอื้อเฟื้อโอบอ้อมอารี การเคารพผู้อาวุโสเร่ิม
ลดลง หันไปให้ความสำคัญกับวัตถุนิยม เลียนแบบการบริโภคตามต่างชาติ ทำให้บริโภคเกินกำลังฐานะทาง
เศรษฐกิจของตนเอง รวมทั้งบริโภคสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น บุหรี่ สุรา และสารเสพติดต่างๆ
นอกจากนี้ วัฒนธรรมและภูมิปัญญา ท้องถิ่นบางอย่างมีการถ่ายทอดสู่คนรุน่ ใหม่น้อย จึงขาดการสืบสานต่อเนื่อง
และการพฒั นาตอ่ ยอด
มมุ มองในลกั ษณะงานทางการแพทย์และสาธารณสุขเปลย่ี นไป จากเดิมทีเ่ ป็นบรกิ ารให้ความช่วยเหลือกัน
ในเชิงมนุษยธรรม กลายเปน็ ธุรกจิ โรงพยาบาล เนอ่ื งจากมีการโฆษณาแนะนำโรงพยาบาลเข้าส่ตู ลาดหลักทรัพย์ มี
การเรยี กเก็บค่ารักษาพยาบาลที่แพง ทำใหผ้ ทู้ ่จี ่ายค่ารักษาพยาบาลราคาแพง มคี วามรสู้ กึ วา่ มาโรงพยาบาลมาพบ
แพทย์เพื่อใช้บริการหรือมาซื้อบริการ ไม่ใช่มารับความช่วยเหลือเหมือนเมื่อก่อน ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับ
ผู้ป่วยหรือญาติจึงถูกเปลี่ยนไปโดยปริยาย ประชาชนที่เคยมาพบแพทย์ด้วยความรู้สึกที่นับถือไว้วางใจ ได้กลับ
กลายเป็นความรู้สึกว่ามาซ้ือบริการ ความสัมพันธ์จึงเปน็ ไปในเชิงสัญญา มิใช่ความนับถือไว้วางใจ เมื่อบริการไม่ดี
หรอื เกิดความผดิ พลาดก็จะต้องดำเนนิ การฟ้องร้องเรียกคา่ เสียหาย ดงั จะเหน็ ได้จากสถติ กิ ารร้องเรยี นและฟ้องร้อง
เรื่องทางการแพทยเ์ พมิ่ มากข้ึน
การเปลี่ยนแปลงสงั คมและวฒั นธรรมไทย และผลกระทบจากการเปล่ียนแปลงท่ีเกดิ ขึน้ เป็นปัจจัยที่มีผล
ต่อแนวโน้มหรือทิศทางของความก้าวหน้าในวิชาชีพพยาบาล ที่เปลี่ยนแปลงไปในองค์ประกอบสำคัญของวิชาชีพ
52
ได้แก่ ด้าน การบริหารการพยาบาล การศึกษาพยาบาล การปฏิบัติการพยาบาล และการวิจัย ดังนี้ (อัญชลี แก้ว
สระศรี, รตั นา นลิ เลอื่ ม, และชลุ พี ร หีตอักษร, 2560)
การพยาบาลมุ่งเน้นท่ีการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้สูงอายุ จากการที่สังคมไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ และ
เกิดปัญหาทางสุขภาพที่สำคัญ ได้แก่ โรคเรื้อรัง โรคที่เกิดจากการมีพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง และการเจ็บป่วยหรือ
ปัญหาสขุ ภาพจาก ความพกิ าร
ทิศทางแนวโน้มดา้ นการวิจัยทางการพยาบาล
- มุ่งเน้นไปในประเด็นทางสุขภาพของผูส้ งู อายุ และปัญหาสขุ ภาพ
- การค้นหาวธิ ปี รบั หรือแกไ้ ขพฤติกรรมสขุ ภาพของประชาชน
- การสง่ เสรมิ สขุ ภาพ
- การแสวงหาวิธีการ หรือพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยให้ผู้สูงอายุ หรือบุคคลที่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังสามารถ
ดำรงภาวะสขุ ภาพท่ีดไี วไ้ ด้
ทิศทางแนวโน้มดา้ นการปฏิบตั ิการพยาบาล
- งานบริการผปู้ ่วยในจะลดลง มีบริการผูป้ ่วยนอกเพม่ิ ขึ้น
- บรกิ ารผปู้ ว่ ยพกั ฟื้นเพม่ิ ข้ึน
- มบี ริการเฉพาะสำหรบั ผปู้ ่วยระยะสดุ ท้าย และผปู้ ว่ ยเรอ้ื รงั
- มบี รกิ ารผู้สูงอายุท่เี นน้ การดูแลระยะยาว ทมี่ คี วามเหมาะสมกับวฒั นธรรมและคุณคา่ ของสงั คมไทย
- มีบริการการดแู ลทีบ่ า้ นท่เี นน้ ใหค้ รอบครัวมบี ทบาทหลักในการดูแล
- บรกิ ารทพ่ี ยาบาลเปน็ เจา้ ของดว้ ยตนเอง
- บริการในโรงพยาบาลกจ็ ะเปล่ยี นรูปแบบ คอื มบี รกิ ารทางอุบัติเหตฉุ ุกเฉิน มวี ิธีการวินจิ ฉยั โรคขนั้ สงู มี
การ ดแู ลผูป้ ว่ ยวิกฤติ และบริการด้านการปฏบิ ตั ิศลั ยกรรมข้นั สงู
- บริการสุขภาพในระดับปฐมภูมิ ก็จะเป็นไปในแนวทาง ของการดูแลสุขภาพเบื้องต้น การบริการ
สง่ เสรมิ สขุ ภาพและการปอ้ งกันการเจ็บปว่ ย โดยจะมกี ารบริการเชน่ นเี้ พิ่มสงู ขนึ้ ในระดบั ชมุ ชน
ทิศทางแนวโน้มด้านการศึกษาพยาบาล
- สถาบันการศึกษาทางการ พยาบาลต้องปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนด้าน การพยาบาล ได้แก่
จัดเนอื้ หาการพยาบาลผูส้ ูงอายุไวใ้ นหลกั สูตร
- การเน้นการเรียนการสอนโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ทั้งนี้จากการปรับเปลี่ยนแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วย
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรคเรื้อรังและต้องการการรักษาอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลานาน จำเป็นต้องได้รับการดูแลที่บ้าน
(Home health Care) รวมทั้งหลักสูตรการสอนต้องให้ความสำคัญกับการดูแลต่อเนื่อง โดยเฉพาะการดูแลใน
ชมุ ชน
- การพฒั นาพยาบาลภายหลังจากการจบการศึกษาระดับปรญิ ญาจะเพ่ิมมากขึน้ ได้แก่ การอบรมระยะสั้น
เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Long-term care for older persons) การพยาบาลผู้ป่วยแบบ
ประคับประคอง การพยาบาลผู้ป่วยระยะสุดท้าย การพยาบาลผู้ป่วยและครอบครัวที่บ้าน และการพัฒนาทักษะ
ของพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไปด้านการรักษาโรคเบื้องต้น (Primary medical Care) ให้ครอบคลุมโรคไร้พรมแดน
โรคเรอื้ รงั สขุ ภาพจติ ชมุ ชน รวมทง้ั การพฒั นาการปฏบิ ัติ การพยาบาลขั้นสงู สาขาผ้สู ูงอายุ เป็นตน้
53
ทศิ ทางแนวโนม้ ด้านการบรหิ ารการพยาบาล
- ผู้บริหารทางการพยาบาลต้องวางแผนจัดสรรอัตรากำลังของบุคลากรพยาบาล ให้มีความพอเพียงต่อ
จำนวนผูส้ งู อายุท่เี พ่มิ มากขึ้น เพอื่ ตอบสนองต่อการเปลยี่ นแปลงของสงั คมและวัฒนธรรมไทย
ทิศทางแนวโนม้ ด้านการวจิ ัยทางการพยาบาล
- เน้นงานวิจยั แบบสหสาขาวิชาชพี เพมิ่ มากข้นึ
- เป็นงานวิจัยที่เน้นการส่งเสริมสุขภาพ และเน้นการพัฒนาระบบการพยาบาลที่สอดรับกบั ระบบสุขภาพ
ในปัจจุบันมากขึ้น เช่น การวิจัยเพ่ือพัฒนา ระบบการดูแลแบบต่อเนื่องจากโรงพยาบาลไปสู่บา้ น วิจัยเพื่อ พัฒนา
ระบบการพยาบาลแบบปฐมภมู ิ เปน็ ต้น
ทิศทางแนวโน้มดา้ นการใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศกับการพยาบาล
ผลของความกา้ วหนา้ ทางวทิ ยาการสมยั ใหม่และเทคโนโลยี ทำให้เทคโนโลยีและสารสนเทศทางการแพทย์
และการพยาบาลมีความเจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ส่งผลให้แนวโน้มด้านการปฏิบัติการพยาบาล มีการนำ
คอมพิวเตอร์มาใช้ในการปฏิบัติงาน โดยในโรงพยาบาลมีการใช้คอมพิวเตอร์ใน 2 ลักษณะ คือ โปรแกรมสำหรับ
ธุรกิจและการเงิน และโปรแกรมทางเวชกรรมและงานในโรงพยาบาล โดยมีระบบเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารข้อมูล
ระหว่างคอมพิวเตอร์จากสถานที่ปฏิบัติงานของพยาบาลกับหนว่ ยงานตา่ งๆ ในโรงพยาบาล ในการปฏิบัติงานของ
พยาบาลมกี ารใชค้ อมพวิ เตอร์ดงั นี้
- เป็นเครื่องมือสื่อสารคำสั่งการรักษาและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ไปยังจุดหมายปลายทางท่ี
ตอ้ งการใชข้ อ้ มูล
- เป็นอุปกรณ์จัดเก็บ ข้อมูลค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและสารสนเทศเกี่ยวกับ การรักษาพยาบาล
ผูป้ ว่ ย
- เป็นเครอ่ื งมือในการจัดตาราง การทำงานของพยาบาล
- เป็นฐานขอ้ มลู ในการบริหาร ทนี่ ำไปจดั เตรยี มรายงานและการสืบค้นข้อมูล
- ในส่วนการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการพยาบาล มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดการความรู้ที่มี
อยเู่ ดิม คอื การสืบคน้ ความรูเ้ ดมิ มาวิเคราะห์ แยกประเภท จัดหมวดหมู่ ใหส้ ะดวกในการค้นคว้า และมีทำวจิ ัยเพ่ือ
ยืนยันหรอื ตอ่ ยอดความรู้เดมิ รวมทง้ั มกี ารเผยแพร่ความร้อู ย่างทั่วถงึ และ ต่อเนอื่ ง
ทิศทางแนวโนม้ ด้านการพยาบาลข้ามวัฒนธรรม
ผลของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของประเทศไทย และกระแสยุคโลกาภิวัฒน์ ทำให้เกิดความ
หลากหลายของวัฒนธรรมหลายชาติพันธุ์ตา่ ง ๆ ขึ้นในสังคมไทย มีการเพิ่มขึ้นของสถิติการเจ็บปว่ ยของโรคติดตอ่
และโรคไมต่ ิดตอ่ โรคอบุ ตั ใิ หม่ หรือโรคไร้พรมแดน ทำให้เกิดความต้องการพยาบาล ทส่ี ามารถให้การพยาบาลข้าม
วัฒนธรรมได้ ปัจจัยเหล่านี้ มีผลผลักดันให้ทิศทางของการปฏิบัติการพยาบาลจะเปลี่ยนแปลง จากการดูแลแบบ
ดั้งเดิมและวัฒนธรรมเดียวไปสู่การปฏิบตั ิการพยาบาลที่มีความหลากหลายของวัฒนาธรรม ลักษณะการพยาบาล
ข้ามวัฒนธรรม (Transcultural Nursing) ทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมตามความต้องการ และความ
จำเป็นของแต่ละบคุ คล โดยการปฏิบตั กิ ารพยาบาลที่ดตี ้องเน้นการใหค้ ุณคา่ และการปฏิบตั ิตามความแตกต่างทาง
วัฒนธรรมของบุคคลหรือกลุ่ม เพื่อตอบสนองได้สอดคล้องกับความต้องการการดูแลเฉพาะของเชื้อชาติ หรือ
วัฒนธรรมน้นั ในด้านการศกึ ษาพยาบาลสถาบันการศึกษาพยาบาล ตอ้ งใชห้ ลักสูตรท่ไี ด้รบั การรบั รองมาตรฐานใน
ระดับประเทศ ระดับอาเซียนหรือระดับโลก โดยการจัดการศึกษาพยาบาล มุ่งเน้นการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง
54
(Transformative learning) เพื่อให้เกิดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และพัฒนา พยาบาลวิชาชีพสู่สังคมการเรียนรู้
ตลอดชวี ติ อย่างย่ังยนื
นอกจากนี้ต้องมีการส่งเสริมให้นักศึกษาพยาบาล เคารพในความเป็นบุคคล มีความไวต่อความรู้สึก มี
ความรู้ในเรื่องวัฒนธรรม และสามารถใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งต้องมีการ
พัฒนาพยาบาลภายหลัง จากการจบการศึกษาระดบั ปริญญาดา้ นภาษาอังกฤษและ ดา้ นสารสนเทศให้แก่พยาบาล
วิชาชีพในทกุ ระดบั ในดา้ นการบริหารการพยาบาล ผ้นู ำ ทกุ ระดบั จำ เปน็ ตอ้ งเพิม่ สมรรถนะด้านการติดต่อสื่อสาร
เพม่ิ ความสามารถ ในการสร้างเครอื ขา่ ยด้านขอ้ มูลข่าวสารและความรว่ มมือ
มีการพัฒนาศักยภาพของหน่วยงานด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การประสานระหว่างหน่วยงาน
ระหว่างประเทศและในประเทศ พัฒนามาตรฐานการบริการพยาบาลให้มีมาตรฐานสากล และจัดการความรู้ด้าน
สุขภาพและบริการ พยาบาลที่เหมาะสมกับประชาคมอาเซียนเช่น ด้านการดูแลผู้สูงอายุ การจัดการภัยพิบัติ การ
ป้องกันโรค เป็นต้น ในส่วนแนวโน้มด้านการวิจัยทางการพยาบาล จะเป็นงานวิจัยที่เป็นความร่วมมือกับกลุ่ม
ประเทศสมาชิกอาเซียน ที่เน้นปัญหาสุขภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และพัฒนาระบบการ
พยาบาลทสี่ อดคลอ้ งกบั วัฒนธรรมอาเซียน
ทิศทางแนวโนม้ ดา้ นการปฏบิ ัติการพยาบาล เป็นดังนี้
1) การปฏิบัติการพยาบาลท่ีมุ่งผลผลติ (Outcomebased nursing practice) โดยในการให้การพยาบาล
จะตอ้ งบอกได้วา่ ปฏิบัติแลว้ เกิดผลลัพธ์อะไรมี ประสทิ ธภิ าพหรอื ไม่ ผู้ใชบ้ รกิ ารและผใู้ ห้บริการเกดิ ความปลอดภัย
หรือไม่ และมีการพัฒนาวิชาชีพอยา่ งไร
2) การปฏิบัติการพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based nursing practice) การ
ปฏิบัติการพยาบาล ที่มีคุณภาพควรใช้ข้อมูลทีเ่ ชื่อถือได้ ใช้หลักฐานเชงิ ประจักษ์ทีส่ ังเคราะห์จากงานวิจัย รวมทั้ง
ผลลัพธ์การปฏิบัติการพยาบาล สามารถตรวจสอบได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ หรือกระบวนการวิจัย การ
ปฏิบัติการพยาบาลต้องอยู่บนฐานของทฤษฎี (Theory directed nursing practice) โดยในการปฏิบัติการ
พยาบาล พยาบาลวิชาชีพต้องสามารถอธิบายของวิธีปฏิบัติการพยาบาลทุก ๆ เรื่อง ด้วยแนวคิดทฤษฎีที่เป็นองค์
ความรู้ของวชิ าชพี การพยาบาลภายใตก้ ารพยาบาลแบบองคร์ วม
3) ในด้านการวิจัยทางการพยาบาล มุ่งเน้นการค้นหา หนทางใหม่ๆ ในการดูแลผู้ป่วยเพื่อให้บริการที่มี
คุณภาพ และผู้ป่วยปลอดภัยภายใต้กรอบของค่าใช้จ่ายในการจัด บริการพยาบาลเท่าที่จำเป็น ที่เรียกกันว่า
“นวัตกรรม” ซึ่งปัจจุบันได้มีการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมทางการพยาบาลอย่างกว้างขวาง ทั้งด้านการ
ปฏิบัติการพยาบาล คุณภาพการพยาบาล การศึกษาพยาบาล และการบริหาร การพยาบาล รวมถึงมีการนำ
ผลงานวิจยั มาใช้ในการพัฒนางานมากข้นึ
5.3 ความสำคญั ขององคก์ ารวิชาชพี ที่มีตอ่ วชิ าชพี และต่อสมาชกิ ของวิชาชีพ
5.3.1 องค์การวชิ าชพี การพยาบาล (Nursing organization)
องค์การ (Organization) หมายถงึ “ศูนย์รวมกลุ่มบุคคลหรือกิจการท่ปี ระกอบกันขนึ้ เป็นหน่วยงาน
เดียวกันเพื่อดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในกฎหมาย” ส่วนคำว่า องค์กร (Organ) หมายถึงบุคคล
คณะบุคคล หรือสถาบันซึง่ เป็นสว่ นประกอบของหนว่ ยงานใหญ่ที่ทำหน้าท่สี ัมพนั ธ์กันหรือขน้ึ ตอ่ กัน” (พจนานุกรม
ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ. ศ. 2542)
55
องค์การวชิ าชพี การพยาบาล เปน็ หน่วยงานทเ่ี ปน็ ศนู ย์กลางของกจิ การเกี่ยวกับวิชาชีพการพยาบาล
องค์กรวิชาชีพทางการพยาบาลก็มุ่งเน้นกลุ่มบุคคลที่ปฏิบัติงานและสมาชิกที่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในองค์การ
ปัจจบุ ันมกี ลมุ่ การรวมตวั กนั ของพยาบาลทงั้ ในระดับนานาชาติ ระดับชาติ ระดับระหวา่ งสถาบนั และระดับสถาบัน
ในรูปแบบต่างๆ อาทิ สมาคม (Association) สภา (Council) ชมรม (Club) สังคม (Society) และสมาคมศิษย์เก่า
(Alumni association) ของสถาบันการศึกษาพยาบาลทุกแห่ง เป็นการรวมตัวของกลุ่มพยาบาลอย่างเป็นระบบ
เพอื่ ทำหนา้ ที่ต่างๆ ให้ลักษณะงานของวชิ าชีพการพยาบาลประสบความสำเร็จ การรวมกลมุ่ ขององค์กรช่วยให้เกิด
พลังในการทำกจิ กรรมต่างๆ อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
หน้าทห่ี ลักขององคก์ รวิชาชพี ในการพฒั นาวิชาชีพการพยาบาล
1. ควบคุมกำกับการปฏิบัตโิ ดยองค์กรวชิ าชีพ
1.1 ให้มีการปฏบิ ตั ิตามระเบยี บข้อบังคบั เพอื่ ประกนั คณุ ภาพการพยาบาล เพื่อประโยชน์สูงสูด
ของผรู้ ับบรกิ าร
1.2 ให้มีการปฏิบัติตามจรรยาบรรณ หรือจรรยาวิชาชีพการพยาบาล โดยส่งเสริมให้ฝึกฝน
ทกั ษะใชค้ วามรู้ และพฒั นาตนเองตลอดเวลา
2. ส่งเสริมและสนับสนุนพยาบาลต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับประกอบกับต้องมีผู้ชี้แนะ
ชว่ ยเหลอื ใหค้ ำปรึกษาเม่ือเกิดปญั หา
3. เปน็ ตัวแทนของผ้ปู ระกอบวิชาชีพการพยาบาลเพื่อช่วยจดั การเร่อื งต่างๆ อนั จะเกดิ ประโยชน์ต่อ
ผปู้ ระกอบวชิ าชีพทกุ คน
ในปี 2557 มีการรวมตัวของกลุ่มต่างๆ ที่เป็นองค์กรวิชาชีพการพยาบาลใน ประเทศไทย รวมทั้งองค์กร
สมาชิกของสมาคมพยาบาลแหง่ ประเทศไทยฯ ซง่ึ มี 44 องค์กร ดังมีตวั อยา่ งบางสว่ นตามรายช่อื ตอ่ ไปนี้
1) สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (The
Nurses’ Association of Thailand Under the Royal Patronage of Her Royal Highness the Princess
Mother [NAT])
2) สภาการพยาบาล (Thailand Nursing and Midwifery Council)
3) สมาคมพยาบาลเกยี รติคณุ แหง่ ประเทศไทย (Thailand Nursing Honor Society at-Large)
4) สมาคมพยาบาลไทยแหง่ รฐั อลิ ลินอยส์
5) สมาคมพยาบาลจติ เวชแหง่ ประเทศไทย
6) สมาคมพยาบาลดา้ นผู้สูงอายุ (Gerontological Nurses Association)
7) ชมรมพยาบาลกมุ ารเวชศาสตรแ์ ห่งประเทศไทย* (Pediatric Nurses Sociaty of Thailand [PNST])
8) ชมรมการพยาบาลมารดา – ทารกและผดงุ ครรภ์แห่งประเทศไทย (Society of Maternal-Newborn
Nurses & Midwives of Thailand [SMNMT])
สำหรับการรวมกลุ่มของพยาบาล มีการรวมกลุ่มของศิษย์เก่าของสถาบันการศึกษาพยาบาลต่างๆ ซึ่งมี
จำนวนมาก (กรรณิการ์ สุวรรณโคต, 2555) แตไ่ ด้นำเสนอตัวอย่างเพียงบางแห่ง เมือ่ พยาบาลสำเร็จการศึกษา จะ
เป็นการรวมกลมุ่ ของผู้ท่ีได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ฯ ซง่ึ เป็นสมาชกิ ของสภาการพยาบาลตามกฎหมาย ส่วน
การรวมกลุ่มโดยสมัครใจของพยาบาลทั่วประเทศไทย รวมทั้งในต่างประเทศ จะเป็นกลุ่มสมาชิกของสมาคม
พยาบาลแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพ ระดับชาติและนานาชาติ เปรียบเสมือนเป็นบ้านของเรา
56
(พยาบาล) จากนนั้ ก็เปน็ การรวมกลุ่มของพยาบาลที่ทำงานใน สาขาการพยาบาลเฉพาะทางต่างๆ ทัง้ นักการศึกษา
นักบรหิ ารและนกั ปฏบิ ตั กิ ารพยาบาลเฉพาะทางท่ปี ัจจบุ ันมีอยหู่ ลาก หลายมาก มีทั้งจำแนกตามสาขาการพยาบาล
เฉพาะทางหลักที่มีในหลักสูตรการศึกษาพยาบาลระดับปริญญาตรี ปริญญา โท และเอก และประกาศนียบัตร
ชั้นสูงต่างๆ ที่เตรียมนักปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง อีกทั้งจำแนกตามปัญหาทางสุขภาพ และโรคแต่ละเรื่องไป ใน
อนาคตก็คาดว่าจะมีกลุ่มของการพยาบาลเฉพาะทางเพิ่มมากขึ้น ในประเทศสหรัฐอเมริกามี รายงานถึง 124
องค์กร (Beyers, 2010)
5.3.2 ความสำคญั ขององค์การวชิ าชีพทีม่ ีตอ่ วชิ าชีพ และสมาชิกของวิชาชพี
การมีองค์การวิชาชีพทางการพยาบาล ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนาวิชาชีพในวง
กวา้ ง ต่อพยาบาลผู้ปฏบิ ัติ และต่อสงั คมในระดบั ประเทศและนานาประเทศจาก พลังการทำงานของกล่มุ ประโยชน์
นี้ ศึกษาได้จากวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งองค์กรวิชาชีพต่างๆ ซึ่งมักมีเป้าหมายร่วม ในความต้องการรวมพลังใน
การพัฒนาวิชาชีพทั้งในด้านการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ การพัฒนาบุคลากร และการพัฒนาคุณภาพการให้บริการ
แกป่ ระชาชนดา้ นสุขภาพ
การมีองค์การวิชาชีพจำนวนมาก พลังแข็งแกร่งก็จะเพิ่มมากขึ้น ถ้าสามารถเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย
ในความสัมพนั ธ์ และประสานการทำงานทแี่ นน่ หนาไดเ้ ปน็ หนงึ่ เดยี ว การได้เปน็ สมาชกิ ขององคก์ ารวชิ าชพี ทางการ
พยาบาลใดๆ ถือได้ว่าเป็นผู้ได้รับเกียรติอย่างสูงและมีศักดิ์ศรีแห่งการเป็นที่ยอมรับในกลุ่มสังคมนั้นๆ องค์ก าร
วิชาชีพเป็นเวทีให้สมาชิกได้แสดงความสามารถ ได้พัฒนาศักยภาพความเป็นผู้นำ ผลักดันให้มีพลังในการสร้าง
คุณประโยชน์อย่างมหาศาลให้แก่ส่วนรวมของวิชาชีพการพยาบาล ให้สามารถคงอยู่และมีความเจริญก้าวหน้า
อยา่ งยัง่ ยนื และตอ่ เนอื่ ง และแกส่ ุขภาวะของมวลมนุษยชาติได้
5.4 ชนดิ และรูปแบบขององคก์ ารวชิ าชีพพยาบาล
ประเภทขององคก์ รวิชาชีพการพยาบาล
โดยทั่วไปแล้วองค์กรวิชาชีพส่วนใหญ่ จะมีหน้าที่สำคัญในการดำรงรักษาวัฒนธรรมของวิชาชีพ
โดยการช่วยเหลือและดูแลให้ผู้ประกอบวิชาชีพหรือสมาชิกองค์กรปฏิบัติตามบทบาทของวิชาชีพ (Professional
role) กำหนดมาตรฐานของวชิ าชีพเพื่อให้เปน็ กรอบในการปฏบิ ัติของผู้ประกอบวชิ าชีพ ทำการวิจยั ทงั้ ที่กว้างขวาง
และลึก เพอ่ื พฒั นาองค์ความรูข้ องวิชาชีพและพัฒนาวชิ าชพี รวมทง้ั ทำหน้าทเี่ ป็นตัวแทนของวชิ าชีพ
การดำเนินภารกิจขององค์กรตามที่กล่าวนี้ จะต้องมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและต้องปรับให้
เป็นปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา ทันต่อความเจริญก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงของสังคม
เศรษฐกิจ การเมือง และระบบสาธารณสุขของประเทศ เป็นต้น การดำเนินงานขององค์กรจึงไม่หยุดนิ่ง กิจกรรม
บางอย่างสมาชิกบางคนอาจไม่เห็น จงึ จำเป็นตอ้ งทำความเขา้ ใจร่วมกันระหว่างสมาชิกกับผูบ้ ริหารองคก์ ร อย่างไร
กต็ าม หัวใจของความสำเรจ็ ขององค์กรใด จะอยู่ทก่ี ารมสี ว่ นร่วมของมวลสมาชกิ ในองค์กรนนั่ เอง
การจำแนกประเภทขององค์กรในที่น้ี ขอแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ องค์กรวิชาชีพที่เป็นทางการ
(Formal organization) และองคก์ รวชิ าชีพที่ไม่เป็นทางการ (Informal organization)
1. องคก์ รวิชาชีพที่เป็นทางการ
องค์กรวิชาชีพที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ คือ องค์กรที่จัดตั้งตามกฎหมายโดยอำนาจ
ของรฐั หรือองค์กรที่จดั ตั้งข้นึ เพ่ือเป็นผู้แทนของผู้ประกอบวชิ าชีพในการปฏิบัติภารกิจของวิชาชีพในสงั คม องค์กร
57
วชิ าชีพเหล่านี้ทีส่ ำคญั คือ สภาการพยาบาล สมาคมพยาบาลแหง่ ประเทศไทย คณะพยาบาลศาสตร์ หรือวิทยาลัย
พยาบาลที่จัดการศึกษาพยาบาลในระดับพื้นฐานและการศึกษาต่อเนื่อง ซึ่งในที่นี้ขอกล่าวถึงลักษณะของแต่ละ
องค์กรพอสังเขป (นักศึกษาโปรดทบทวนความรู้ ตอนที่ 2.3 องค์กรวิชาชีพการพยาบาล ชุดวิชามโนมติและ
กระบวนการพยาบาล)
1.1 สภาการพยาบาล เป็นองคก์ รวิชาชพี แหง่ ชาติท่ีเกิดข้นึ โดยกฎหมายวิชาชีพ (Legitative
professional และการวิจัยทางการพยาบาลเพ่อื เป็นหลักประกนั การทำใหเ้ กิดคุณภาพของบริการวชิ าชพี และเป็น
ตวั แทนของผู้ประกอบวชิ าชพี การพยาบาลและผดุงครรภ์ในประเทศไทย
สมาชิกมี 2 ประเภท คือ สมาชิกสามัญ และสมาชิกกิตติมศักดิ์ สมาชิกสามัญ คือ
พยาบาล หรือผดุงครรภ์ ที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันการศึกษาพยาบาลท่ีสภาการพยาบาลรับรองหลักสตู รและ
วิทยะฐานะของสถาบนั สมาชิกกิตติมศักด์ิ คือ ผู้ทรงคณุ วฒุ ิซ่งึ สภาการพยาบาลเชญิ ใหเ้ ป็นสมาชกิ กิตตมิ ศกั ดิ์
การบริหารองคก์ รโดยคณะกรรมการสภาการพยาบาล 32-33 คน เป็นผปู้ ระกอบวิชาชีพ
ที่แต่งตั้งผู้แทนองค์กรวิชาชีพการพยาบาล 16 คน และเลือกตั้งโดยสมาชิกทั้งประเทศอีก 15 คน (กรรมการที่จะ
เป็นเลขาธิการสภาการพยาบาล อาจจะแต่งตั้งจาก 32 คน หรือ เสนอสมาชิกสามัญอีก 1 คน เพื่อแต่งตั้งเป็น
เลขาธิการ) นอกจากนยี้ งั มผี ู้แทนการพยาบาลอกี 76 จังหวัด ทำหน้าที่ตามท่ีคณะกรรมการสภามอบหมาย
1.2 สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์
ของสมเด็จพระศรีนคริทราบรมราชชนนี เป็นองค์กรวิชาชีพระดับชาติ ที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของสมาชิกร่วม
ก่อต้ังข้ึน โดยกำหนดจุดมงุ่ หมายรว่ มกนั ในการปฏิบัติภารกิจในเร่ืองท่ีไม่สามารถดำเนนิ การไดต้ ามลำพงั อาทิ การ
กำหนดจรรยาบรรณวิชาชีพ มาตรฐานปฏบิ ัติการพยาบาล การดำรงรักษาสิทธิผลประโยชน์ของผูป้ ระกอบวชิ าชีพ
วฒั นธรรมของวชิ าชพี ตลอดจนการบริการวชิ าการแก่สมาชิกผ้ปู ระกอบวิชาชีพและสงั คม เป็นตน้
สมาชิก มีประเภทบุคคลและประกอบองค์กรวิชาชีพ
ก. สมาชิกประเภทบุคคลมี 4 ประเภท คือ สมาชิกกิตติมศักดิ์ ผู้ที่มีกรรมการ
อำนวยการของสมาคมเห็นด้วยควรให้เชิญเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ สมาชิกสามัญ คือพยาบาลวิชาชีพและพยาบาล
เทคนิค สมาชกิ สมทบได้แก่ ผดงุ ครรภ์และผู้ชว่ ยพยาบาล ประเภทสดุ ท้าย คือ อนสุ มาชกิ ไดแ้ ก่ นกั ศึกษาพยาบาล
ข. สมาชกิ ประเภทองคก์ ร ประกอบด้วยสมาคมหรอื ชมรมการพยาบาลเฉพาะทาง หรือ
ศิษยเ์ ก่าของสถาบันการศึกษา
2. องค์กรวิชาชพี ที่ไม่เปน็ ทางการ
องค์กรวิชาชพี ทเี่ ปน็ สมาคม/ชมรมการพยาบาลเฉพาะทาง ศิษย์เกา่ สถาบันการศึกษาพยาบาล
และชมรมพยาบาลในแต่ละจังหวัด ดังที่กล่าวมาแล้วในรายชื่อสมาชิกประเภทองค์กรของสมาคมพยาบาลแห่ง
ประเทศไทยฯ แม้ว่าองค์กรวิชาชีพดังกล่าวนี้ บางองค์กรจะมีชื่อว่าเป็นองค์กรแห่งประเทศไทย แต่ก็เพียงกลุ่ม
เฉพาะทางในสาขาวิชาชพี การพยาบาลและการผดุงครรภเ์ ทา่ นน้ั
สมาชิกกลุ่มการพยาบาลเฉพาะทาง เช่น สมาคมการพยาบาลจิตเวช ชมรมวิสัญญีพยาบาล
ชมรมการพยาบาลห้องผ่าตัด สมาคมพยาบาลผู้สูงอายุ และ ชมรมการพยาบาลมารดา – ทารกและผดุงครรภ์
เปน็ ต้น
58
กลุ่มสถาบัน เช่น สมาคมพยาบาลเกียรติคุณแห่งประเทศไทย (Thai and Nursing Honor
Society at-Large) สมาคมพยาบาลแมคคอร์มิค ชมรมศิษย์เก่าพยาบาลคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัย
เชยี งใหม่ และชมรมพยาบาลวทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี เป็นต้น
กลุ่มลักษณะงาน เช่น ชมรมพยาบาลสารสนเทศ ชมรมพยาบาลชุมชนงานจ่ายกลาง ชมรม
พยาบาลไอวี และ ชมรมเคมีบำบดั เปน็ ตน้
กลมุ่ ตามพน้ื ที่ เช่น ชมรมพยาบาลจังหวัดอตุ รดติ ถ์ เปน็ ตน้
การเป็นสมาชิกขององคก์ รท่ีไมเ่ ป็นทางการเหล่านี้ก็มคี วามสำคัญ เพราะการดำเนนิ งานในกลุ่ม
เฉพาะเจาะจงเหล่านี้ คือ เป็นที่รวมของสมาชิกที่มีความรู้ประสบการณ์เหมือนกัน ซึ่งการเริ่มต้นการพัฒนา
ความก้าวหน้าของงานเฉพาะทาง ต้องอาศัยของการดำเนินงานของกลุ่มนี้มาก จึงเป็นการปฏิบัติภารกิจที่มี
กฎหมายรองรับ เป็นการประกันคุณภาพบริการที่เป็นการคุ้มครองแก่ผู้ใช้บริการและผู้ประกอบวิชา ชีพก็ได้รับ
ค่าตอบแทนท่เี ป็นธรรมด้วย
ทุกองค์กร จะมีความสำคัญต่อการพัฒนาวิชาชีพได้ทั้งหมด อาจจะแตกต่างในระดับพื้นที่เป็น
จังหวัด เขตหรือระดับชาติ หรือกลุ่มสถาบัน หรือกลุ่มการพยาบาลเฉพาะทาง ถ้าทุกองค์กรมีความเข้มแข็งก็จะ
ส่งผลให้องคก์ รวชิ าชีพทีเ่ ปน็ ตวั แทนตามกฎหมาย หรือในสังคมเปน็ องค์กรทมี่ ีความเข้มแข็งดว้ ย สมาชิกขององค์กร
วิชาชพี ทกุ คนกเ็ ปน็ ส่วนหน่ึงทต่ี อ้ งมีความภาคภูมิใจในเกียรตขิ ององค์กรวิชาชพี ของตนดว้ ย
5.5 บทบาทขององคก์ ารวชิ าชีพทัง้ ในประเทศ และระหว่างประเทศ
การพยาบาลในประเทศไทยที่มีจุดกำเนิดมาจากการผดุงครรภ์เมื่อ พ.ศ.2439 ได้มีการพัฒนาอย่าง
ต่อเนื่อง ต่อมาเมื่อมีพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะพุทธศักราช 2479 ออกมาบังคับใช้เมื่อวันที่
1 ตลุ าคม พ.ศ.2480 ซ่ึงครอบคลมุ สาขาวิชาพยาบาลและการผดุงครรภ์ด้วย จงึ มสี มาคมพยาบาลแหง่ ประเทศไทย
เป็นผู้แทนของวิชาชีพอยู่ในคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศลิ ปะ ทำหน้าที่ควบคุมการประกอบโรคศลิ ปะ
สาขาการพยาบาลและการผดุงครรภ์ จงึ กล่าวได้วา่ การพัฒนาด้านการปฏิบัติการพยาบาลโดยองค์กรวิชาชพี จึงเริม่
ดว้ ยสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ และสืบสานตอ่ โดยสภาการพยาบาล
สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย กับการพฒั นาด้านปฏิบัตกิ ารพยาบาล
การดำเนินงานของสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย ก่อนที่จะมีสภาการพยาบาลนั้น มีบทบาทสำคัญใน
การเป็นตัวแทนของวิชาชีพในประเทศไทยทั้งด้านการศึกษา การปฏิบัติการพยาบาล และเป็นตัวแทนของผู้
ประกอบวิชาชีพอยู่ในสภาการพยาบาลระหว่างประเทศมาโดยตลอด เมื่อมีสภาการพยาบาลเกิดขึ้นแล้วบทบาท
การเป็นผู้แทนของผู้ประกอบอาชีพด้านการศึกษาและการปฏิบัติการพยาบาลจะลดลง แต่ยังคงเป็นตัวแทนที่
สำคัญของผปู้ ระกอบวิชาชีพในเร่ืองการพทิ ักษ์ คุ้มครองปกป้องสิทธิประโยชน์และสวัสดิการของผู้ประกอบวิชาชีพ
อยู่ ดังนั้น งานที่เกี่ยวกับการพัฒนาด้านปฏิบัติการพยาบาลที่ยังได้ดำเนินการอยู่มาจนถึงทุกวันนี้คือ การจัดทำ
จรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาล การเผยแพร่ความรูท้ างวชิ าการ และการพฒั นาคณุ ภาพปฏิบัติการพยาบาล
1. การจัดทำจรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาล จรรยาบรรณวิชาชีพเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบวิชาชีพได้ร่วมกัน
จัดทำขึ้นตามค่านิยม ความเชื่อที่เป็นวัฒนธรรมของวิชาชีพ ซึ่งในกระบวนการศึกษาพยาบาล นักศึกษาจะต้อง
ได้รับการหล่อหลอมให้ยึดมั่นจรรยาบรรณของวิชาชีพเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติ แม้จะไม่ถูกบังคับโดย
59
กฎหมาย แตด่ ว้ ยจติ มงุ่ ม่ันในการเป็นผปู้ ระกอบวชิ าชีพท่ีดี จรรยาบรรณของวิชาชีพกจ็ ะอยู่ในชีวิตจิตวิญญาณของ
ผูป้ ระกอบวิชาชีพอยตู่ ลอดเวลา
2. การเผยแพร่ความรู้ทางวชิ าการท่ีเป็นวิทยาการใหม่ ๆ และที่มีความสำคญั ต่อการพัฒนาความรู้ของ ผู้
ประกอบวชิ าชพี อย่างต่อเน่อื งและการพฒั นาวชิ าชีพทีส่ ำคัญ ไดแ้ ก่
1.1 ออกหนังสือวารสารพยาบาลทกุ 3 เดือน ปีละ 4 ฉบบั
1.2 จดั ประชมุ วิชาการ ปลี ะประมาณ 5 คร้งั
1.3 จดั ประชุมพยาบาลแหง่ ชาตทิ กุ 4 มี
3. การพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติการพยาบาล จากการนำกระบวนการพยาบาลใชใ้ นประเทศไทย นานกว่า
20 ปี พบว่ายังมีความหลากหลายของการใช้ เมื่อสภาการพยาบาลระหว่างประเทศ (International Council of
Nurses – ICN) ได้พัฒนาระบบการจำแนกการปฏิบัติการพยาบาลและจัดพิมพ์เผยแพร่ให้ผู้ประกอบวิชาชีพการ
พยาบาลและการผดุงครรภ์ทั่วโลกได้ใช้เป็นแนวในการปฏบิ ัติ โดยสนับสนุนให้สมาคมพยาบาลของประเทศที่เปน็
สมาชิกของสภาการพยาบาลระหว่างประเทศนำไปแปล เรียบเรียงเปน็ ภาษาประจำชาติ เพื่อใช้ในประเทศของตน
สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ จึงไดข้ ออนุมตั ิใชต้ ้นฉบับของ ICNP ทั้ง Alpha และ Beta 1 Versions มาแปล
และเรยี บเรียงเป็นภาษาไทย
สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ ได้พัฒนาระบบการจำแนกการปฏิบัติการพยาบาล (International
Classification of Nursing Praction – ICNP) ในช่วง พ.ศ.2541 – 2544 ไดด้ ำเนินการแปลฉบับ Alpha Version
โดยผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา และทำประชาพิจารณ์เพื่อตรวจสอบความตรงของเนื้อหา และ
ความสอดคล้องกบั สภาพเป็นจริงในประเทศ โดยผู้นำทางการพยาบาลทง้ั ฝ่ายการศึกษาและฝา่ ยบริการท่ัวประเทศ
นำผลท่ีได้จากการพจิ ารณม์ าวิเคราะห์และปรบั ปรุงความถกู ต้องสมบูรณ์ของเน้ือหา
ปัจจุบัน (พ.ศ.2548) สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ กำลังดำเนินการทำระบบจำแนกการปฏิบัติการ
พยาบาลไปใช้ในการปฏิบตั ใิ นระยะท่ี 2 โครงการในระยะน้ีเป็นการพฒั นาฐานขอ้ มลู ด้านการปฏบิ ัติการพยาบาลทั้ง
การวินิจฉัยทางการพยาบาล กิจกรรมการพยาบาลและผลลัพธ์ทางการพยาบาลที่สอดคล้องกับปัญหาสุขภาพที่
สำคัญของประเทศในรปู แบบ Standard of Care โดยใช้ระบบจำแนก ICNP ซง่ึ มี 7 สาขาการพยาบาล ไดแ้ ก่ การ
พยาบาลอายรุ กรรม การพยาบาลสูตกิ รรม การพยาบาลอนามยั ชุมชน การพยาบาลจิตเวช และการพยาบาลผู้ป่วย
มะเรง็
สภาการพยาบาลกับการพฒั นาด้านปฏบิ ตั กิ ารพยาบาล
สภาการพยาบาลได้มีการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลและปฏิรูประบบบริการพยาบาล เพื่อให้สอดคล้อง
กับการเปลี่ยนแปลงและความต้องการของสังคม การพัฒนาคุณภาพการพยาบาลได้มีการกำหนดมาตรฐานการ
พยาบาลเชิงโครงสร้าง การสร้างเครื่องมือตรวจสอบและประเมินคุณภาพบริการพยาบาลและการประกาศใช้
มาตรฐานการพยาบาล และการรับรองคุณภาพและมาตรฐานบรกิ ารพยาบาล ดังน้ี
1. การกำหนดมาตรฐานการพยาบาลเชิงโครงสร้าง ในช่วง พ.ศ.2533-2537 สภาการพยาบาล
ดำเนนิ การโครงการวิจยั เพ่ือศึกษาลักษณะการใช้และการกระจายของบุคลากรทางการพยาบาลท้ังในสถานบริการ
สาธารณสุข สถานศึกษา สถานประกอบการ โดยคาดวา่ ผลการวิจยั จะเป็นแนวทางในการวางแผนกำลังคนทางการ
พยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตและการใช้บุคลากรทางการพยาบาล รวมทั้งการกำหนดมาตรฐานบริการ
60
พยาบาล ให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งได้ดำเนินการระหว่าง พ.ศ.2534-
2536 เป็นโครงการย่อย 3 โครงการ คือ
1) ศกึ ษาลักษณะการใชก้ ารกระจายของบุคลากรทางการพยาบาลในสถานบริการสาธารณสุข
2) ศึกษาลกั ษณะการใช้และการกระจายของบุคลากรทางการพยาบาลในสถานศึกษา
3) ศึกษาลักษณะการใชแ้ ละการกระจายของบุคลากรทางการพยาบาลในสถานประกอบกา
2. การสร้างเครอื่ งมือตรวจสอบและประเมินคุณภาพบริการพยาบาล ระหวา่ ง พ.ศ.2537–2540 โดย
สภาการพยาบาลได้แต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ คณะทำงานเพ่ือการตรวจสอบและรับรองคุณภาพ โดยสร้างแบบ
ประเมินโรงพยาบาล ที่ครอบคลุมด้านบริหาร บริการพยาบาล งานการพยาบาลพัฒนาสุขภาพ บริการพยาบาล
ผู้ป่วยนอก บริการพยาบาลผู้ป่วยอุบัติเหตุ และฉุกเฉิน บริการพยาบาลผู้ป่วยใน หน่วยดูแลพิเศษบริการพยาบาล
ทางหอ้ งผ่าตดั บริการพยาบาลทางสูติกรรม การปอ้ งกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลบริการงานจ่ายกลาง
การสรา้ งเครือ่ งมอื ดงั กลา่ วนี้ ได้สง่ ประเมินฯ ให้ผู้บริหารทางการพยาบาลจากโรงพยาบาลของรฐั และเอกชน ทว่ั ท้ัง
ประเทศ
3. การประกาศใช้มาตรฐานการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ใน พ.ศ.2544 สภาการพยาบาลได้มี
ประกาศสภาการพยาบาล เรื่อง มาตรฐานการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ.2544 และได้ลงประกาศในราช
กิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่มที่ 118 ตอนที่ 45 ลง วันที่ 5 มิถุนายน 2544 มาตรฐานการพยาบาลและ
การผดุงครรภ์ นี้ ประกอบด้วย มาตรฐาน 3 ด้าน คือ 1) มาตรฐานการบริหารองค์กรบรกิ ารพยาบาลและการผดงุ
ครรภ์ 2) มาตรฐานปฏิบัตกิ ารพยาบาลและการผดุงครรภ์ และ3) มาตรฐานผลลัพธก์ ารพยาบาลและการผดงุ ครรภ์
4. การพัฒนาวิชาชีพให้เป็นมาตรฐานสากล สภาการพยาบาลโดยความร่วมมือกับสภาการพยาบาล
ออสเตรเลีย (Australia Nursing Council Inc.,) สภาการพยาบาลนวิ ซีแลนด์ (New Zealand Nursing Council)
และ สภาการพยาบาลฟิจิ (Figi Nursing Council) ได้จัดประชุม 3rd Meeting of Regulatory Authority from
the Western Pacific and South East Asia Regions ใ น ห ั ว ข ้ อ Regulation of Nursing and Midwifery:
Enhancing Standards through Regional Collaboration การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมระหว่างองค์กร
วิชาชพี การพยาบาล ของภูมิภาคแปซิฟิกตะวนั ตก เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ ทมี่ หี น้าทใ่ี นการออกระเบียบข้อบังคับ
เพื่อควบคุมกำกับคุณภาพและมาตรฐานการปฏิบัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ อีกทั้งยังเป็นการสร้าง
ความร่วมมือในระดับภูมิภาคในการพัฒนามาตรฐานและคุณภาพการพยาบาล และร่วมกันพิจารณากำหนด
สมรรถนะของพยาบาลในภูมิภาคแปซฟิ กิ ตะวันตกและเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต้ ดว้ ย
ในการดำเนินการประชุม ได้จัดมีการประชุมระดับสมอง เพื่อพิจารณาตกลงกำหนดสมรรถนะกลางที่ใช้
เป็นหลกั ในการปฏิบตั ิการพยาบาลในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จากความคดิ เหน็ ของผูน้ ำองค์กรวิชาชีพการพยาบาล
21 ประเทศ ร่วมกับกรรมการสภาการพยาบาลในฐานะผู้ทำหน้าที่ออกระเบียบหรือข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อกำกับ
ควบคุมการประกอบวิชาชพี การพยาบาลและการผดุงครรภ์ในประเทศไทย
องค์กรวิชาชพี พยาบาลในต่างประเทศ
1. สภาการพยาบาลสากล (International Council of Nurses: ICN)
เป็นองค์กรวิชาชีพที่เป็นอิสระ Mr. Bedford Fenwick ชาวอังกฤษเป็นผู้ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1899 มี
การประชุมครั้งแรกที่เมืองบัฟฟาโล (Buffalo) มลรัฐนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันสภาการพยาบาล
นานาชาติ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สภาการพยาบาลระหว่างประเทศ เป็นที่รวมของ
61
พยาบาลนานาชาติ ร่วมมือกันให้บริการพยาบาลได้มาตรฐานสูงสุด รวมทั้งการศึกษาพยาบาล การพัฒนาวิชาชีพ
การรกั ษาสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของพยาบาลในประเทศของตน องค์กรนไี้ ม่เกีย่ วข้องกับการเมือง เป็น
องคก์ รทีป่ กครองตนเอง มีทุกชาติ ศาสนา เปน็ สมาชกิ ซง่ึ ประกอบด้วยสมาคมพยาบาลจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 128 ประเทศ สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยเป็นสมาชิกในปี พ.ศ. 2504 นับเป็น
สมาชิกอนั ดบั ท่ี 70 ของ I.C.N การเขา้ เปน็ สมาชิกของ I.C.N จะไม่รบั พยาบาลเข้าเป็นสมาชิกโดยตรง แต่พยาบาล
ทุกคนที่เป็นสมาชิกของสมาคมพยาบาลของแต่ละประเทศจะเป็นสมาชิกของ I.C.N โดยอัตโนมัติและมีสิทธิ์รับ
สวสั ดิการ ผลประโยชนแ์ ละการชว่ ยเหลอื ที่ I.C.N จัดไว้ใหส้ มาชิก รวมท้งั การแลกเปล่ยี นความชว่ ยเหลอื ซ่ึงกันและ
กันในหมู่สมาชกิ
วตั ถุประสงค์ของสภาพยาบาลสากล
1. ทำใหส้ ังคมโลกม่นั ใจในคณุ ภาพการพยาบาลทีม่ ีมาตรฐานท่ัวโลก
2. มีส่วนรว่ มในการกำหนดและดำเนนิ การด้านนโยบายสขุ ภาพของประชากรโลก
3. ขยายขอบเขตความรู้ทางการพยาบาล
4. เสรมิ สร้างสมรรถนะ และความพงึ พอใจของพยาบาล
5. ทำให้ทว่ั โลกประจักษ์ถึงคุณค่าของวชิ าชีพการพยาบาล
การทำงานของ I.C.N แบง่ เปน็ 2 แผนก คอื
1. แผนกการศึกษาพยาบาล มีหน้าที่รับผิดชอบพิจารณาในการศึกษาพยาบาล จัดกิจกรรมในการ
ระลกึ ถงึ มสิ ฟลอเรนซ์ ไนตงิ เกล ชว่ ยในการวางแผนใหค้ วามชว่ ยเหลือในการทำวิจัยเก่ยี วกับการศกึ ษาพยาบาล
2. แผนกบริการพยาบาล มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับองค์กร การบริหาร และการนำการบริการไปสู่
การปฏิบัติ กิจกรรมของ I.C.N มีการทำงานร่วมกับองคก์ รต่างๆ หลายองค์กร เช่น สหประชาชาติ มีการติดต่อกับ
องค์การอนามยั โลก (WHO) ยนู เิ ซฟ (UNICEF) ยูเนสโก (UNESCO)
2. สมาคมพยาบาลแห่งประเทศสหรฐั อเมริกา (American Nurse’Association: ANA)
เป็นสมาคมวิชาชีพของพยาบาลที่ขึน้ ทะเบียนแล้ว ตั้งขึ้นโดยสมาชิกศิษย์เก่าพยาบาลในสหรัฐอเมริกา
ในปี ค.ศ.1896 มีจุดมุ่งหมาย 3 ประการ 1) ปรับปรุงและดำเนินการให้นักศึกษาพยาบาลมีมาตรฐานเดียวกัน
2) ขึน้ ทะเบียนและอนมุ ตั ใิ บประกอบโรคศลิ ปะแก่พยาบาล 3) ปรบั ปรุงสวัสดกิ ารของพยาบาล
จึงนับได้ว่าเป็นสมาคมพยาบาลแห่งแรก ANA เป็นองค์กรที่ประกอบด้วยคณะกรรมการที่สำคัญ 6
คณะได้แก่ คณะกรรมการการศึกษาพยาบาล คณะกรรมการการปฏิบัติการพยาบาล คณะกรรมการการวิจัย
ทางการพยาบาล คณะกรรมการการบริการพยาบาล คณะกรรมการเศรษฐกิจและสวัสดิการทั่วไป คณะกรรมการ
สิทธมิ นษุ ยชน
3. สมาพันธก์ ารพยาบาลแหง่ ชาติของสหรัฐอเมรกิ า (National League for Nursing: NLN)
สมาพันธ์การพยาบาลแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา หรือสันนิบาตการพยาบาลแห่งชาติก่อตั้งขึ้นในปี
ค.ศ.1893 ต่อมาได้รวมโครงการของกลุ่มต่างๆ ที่คล้ายคลึงกันหรือมีหน้าที่เกี่ยวข้องกันเป็นองค์กรเดียวกัน เม่ือ
ค.ศ. 1952 สมาพันธ์การพยาบาลแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาเป็นองค์กรอิสระรวมกัน 7 องค์การ หรือ
คณะกรรมการ เป็นองค์การเดียวตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การสนับสนุนช่วยเหลือใน
การพฒั นาปรับปรุงแกไ้ ขดำเนนิ งานของหนว่ ยงาน การศึกษาพยาบาล และบริการพยาบาลเพื่อใหต้ อบสนองความ
ต้องการการพยาบาลของประชาชน NLN เป็นองค์การที่มี 2 ระดับ คือ ระดับชาติ และระดับรัฐ มีสมาชิกที่สำคญั
62
2 ประเภท คือ 1) หน่วยงานที่ให้บริการพยาบาลหรือการศึกษาพยาบาล และ 2) กลุ่มบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจ
อาทินักศึกษาพยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล และบุคลากรอื่นๆ ในทีมการพยาบาล นอกจากนี้แล้ว NLN ยังให้บริการที่
สำคญั 4 อยา่ งด้วยกัน คือ การรบั รองสถาบนั การบริการ การศึกษาตอ่ เนื่องและการประเมนิ ผลกบั การทดสอบ
ลักษณะงานของ NLN
1. ประเมนิ ความตอ้ งการของประชาชนอย่างต่อเนื่องทั้งในปจั จบุ นั และแนวโน้มในอนาคต
2. สนบั สนุนการพฒั นาของโครงการต่างๆใหบ้ รรลุความตอ้ งการการพยาบาล ของประชาชน
3. ดำเนินการและสนับสนุนการบริการเพื่อพัฒนาบริการพยาบาลและการศึกษาการพยาบาลโดยการ
รับรองสถาบัน การให้ข้อปรกึ ษา การจดั การศกึ ษาตอ่ เนอ่ื ง การประเมนิ ผล การให้ข้อมูล การวิจัย
4.สนบั สนุนการพัฒนาภาวะผูน้ ำทางการศกึ ษาและการปฏบิ ัตกิ ารพยาบาล
5.ประสานงานกับกลุ่มผู้บรโิ ภค (Consumer) อาสาสมัคร หนว่ ยงานของรัฐและเอกชน เพ่อื ความก้าวหน้า
ของวิชาชีพการพยาบาลและความสัมฤทธิผลอย่างสมบูรณ์ของบริการสุขภาพสมาคมพยาบาลแห่งประเทศ
สหรฐั อเมรกิ า
5.6 บทบาทของพยาบาลวิชาชีพท่ีมตี อ่ องค์การวชิ าชพี การพยาบาล
ปัญหาและอุปสรรคทพ่ี บในการดำเนินงานขององคก์ รวิชาชพี การพยาบาล ที่พบคอื
1. บุคลากรในวิชาชีพไม่ค่อยได้ทราบข่าวสารต่างๆ เช่น การดำเนินงาน กิจกรรมต่างๆ ทำให้บุคลากรใน
วชิ าชพี ไมก่ ระตือรือรน้ ทีจ่ ะเขา้ ร่วมกจิ กรรมขององค์กร
2. สมาชิกในวชิ าชพี มีทัศนคตทิ ไ่ี ม่ดตี อ่ องค์กร
3. สมาชิกในวิชาชพี ไมเ่ ห็นความสำคัญและไม่เข้าใจบทบาทหน้าทข่ี ององคก์ ร
4. สมาชิกในวชิ าชีพไม่ใหก้ ารสนบั สนนุ การดำเนนิ งานขององค์กร ไมส่ มคั รเป็นสมาชิกหรือไม่สมัครเข้ามา
ทำงานในสมาคม
5. สมาชกิ ในวิชาชพี มองเห็นวา่ องค์กรวิชาชพี ไม่สามารถชว่ ยเหลือสมาชิกได้
6. องค์กรวชิ าชีพขาดการประชาสมั พันธร์ ะหว่างองค์กรกับสมาชิก
7. สมาชิกขาดการแสดงบทบาทของตนเองให้เดน่ ชัด จงึ ทำใหบ้ ทบาทของพยาบาลไมช่ ดั เจน
8. สมคั รเปน็ สมาชกิ ขององค์กรโดยไม่เตม็ ใจ ไม่มคี วามผกู พันต่อองค์กร
แนวทางในการแก้ไขและเพ่ิมความรว่ มมอื กับองค์กรวิชาชีพ
1. เสริมสร้างเจตคติที่ดีต่อองค์กรแก่สมาชิกตั้งแต่เป็นนักศึกษา โดยอาจารย์พยาบาลเป็นผู้หล่อหลอม
ความรกั และศรทั ธาในวชิ าชพี
2. สมาชิกควรเป็นแบบอยา่ งท่ดี ใี นการปฏิบัติงาน มคี ุณธรรมและจรยิ ธรรม
3. สมาชกิ มีการเขา้ รว่ มกจิ กรรมขององคก์ ร อุทิศตนเพือ่ วชิ าชีพ ทำให้องค์กรมพี ลังอำนาจในสงั คมมากขึ้น
4. .ให้มีการพบปะหรือประชุมปรึกษาหารือระหว่างพยาบาลกับกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ขององค์กรเพ่ือ
ความเข้าใจ และการรว่ มมือท่ดี ี
5. ฝ่ายประชาสัมพันธ์ขององค์การวิชาชีพ ต้องมีกลยุทธ์ในการเผยแพร่ข่าวสารและเป็นที่ปรึกษาแก่
พยาบาลทุกระดบั เพ่ือใหเ้ กิดความเขา้ ใจทีด่ ีระหวา่ งกนั
63
6. องค์กรวิชาชีพมีการจัดสรรทุนอุดหนุนการทำวิจัยและการอบรม ดูงาน การเข้าร่วมประชุมวิชาการใน
ต่างประเทศ
สรปุ
การเปล่ยี นแปลงสังคมและวฒั นธรรมไทย โครงสร้างประชากรเขา้ ส่สู งั คมผสู้ งู อายุ แบบแผนการเจบ็ ป่วยที่
รุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น ความเจ็บป่วยเรื้อรังเพิ่มขึ้น และมีโรคอุบัติใหม่ต่าง ๆ การเปลี่ยนแปลงทางความเชื่อ
และวัฒนธรรม ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และสารสนเทศ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ส่งผลถึงแนวโน้ม
หรือทิศทางการพัฒนาวิชาชีพการพยาบาลท่ีสำคัญ ได้แก่ ด้านการบริหารการพยาบาล ที่ต้องเน้นการบริหาร
บุคลากรต่างรุ่น การจัดอัตรากำลังพยาบาลให้เพียงพอ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่สามารถตอบสนองการ
ให้บริการพยาบาลที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ด้านการศึกษาพยาบาล สถาบันการศึกษาต้องใช้หลักสูตรที่ได้รับ
การรับรองมาตรฐานในระดับประเทศ และระดับนานาชาติ ทีท่ นั สมยั สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทเ่ี กิดข้ึน มีการ
นำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเรยี นการสอนเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองให้มากข้ึน และในส่วนทิศทางการ
วิจัยทางการพยาบาลนั้นจะมุ่งเน้นไปในประเด็นทางสุขภาพของผู้สูงอายุ หรือการพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยให้
ผสู้ งู อายุ เพอ่ื แก้ไขพฤติกรรมสขุ ภาพของประชาชน หรือบคุ คลที่เจ็บป่วยดว้ ยโรคเรอื้ รังมคี ุณภาพชีวติ ท่ีดขี ึน้
ในส่วนองค์กรวิชาชีพมีคุณประโยชน์ต่อสมาชิกมากมาย โดยสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยกำหนด
นโยบายวิชาชพี จดั ประชุมวชิ าการ พัฒนาวิชาชีพให้เจริญก้าวหน้าและสรา้ งมาตรฐานการพยาบาล ผลกั ดันให้เกิด
สภาการพยาบาล ทำให้วิชาชีพพยาบาลเข้าเกณฑ์วิชาชีพสากล มีศักดิ์และสิทธิ์เทียบเท่าวชิ าชีพอื่นๆ ซึ่งทำหน้าท่ี
ควบคุมพฤติกรรม และการปฏิบัติการพยาบาลของพยาบาลวิชาชีพให้ได้มาตรฐาน มีจรรยาบรรณ ให้การรับรอง
หลกั สตู รต่างๆ ท้ังระยะสั้น ระยะยาว ใหก้ ารรบั รองสถาบันการศึกษาพยาบาล ให้มกี ารสอบรบั ใบอนญุ าตประกอบ
วิชาชพี ซง่ึ ทำให้มีสิทธิ์เฉพาะในการให้การดแู ลผู้รับบริการ และไดร้ ับการยอมรับจากสงั คม ดังน้ันพยาบาลวิชาชีพ
ทุกคน ควรให้การสนับสนุนให้องค์กรมีพลังมากขึ้นด้วยการรวมพลังสามัคคีเป็นน้ำหนึง่ ใจเดียวกัน และสมัครเป็น
สมาชกิ ของสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยและสภาการพยาบาล
64
บรรณานกุ รม
กรรณกิ าร์ สวุ รรณโคตร. (2557). องคก์ รวิชาชพี ทางการพยาบาลในประเทศไทย. วารสารพยาบาล, 63(4), 66-68.
จรญู ลกั ษณ์ ป้องเจริญ. (2559). พัฒนาการของวิชาชีพการพยาบาล. เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า รายวชิ า
พย.1306 : แนวโนม้ และพัฒนาการของวชิ าชพี การพยาบาล. วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สพุ รรณบุรี
คน้ จาก https://sites.google.com/a/bcn.ac.th/issue-and-trend/hnwy-kar-reiyn-ru1.
สมใจ ศิระกมล. ( มปป). ประวตั แิ ละวิวัฒนาการของพยาบาลในต่างประเทศ. คน้ จาก http://portal.nurse.cmu.
ac.th.
อัญชลี แก้วสระศรี, รัตนา นิลเลื่อม, และชุลีพร หีตอักษร. (2560). การเปลี่ยนแปลงของสังคมและวัฒนธรรมไทย
กบั แนวโนม้ วิชาชีพการพยาบาล. วารสารพยาบาลสงขลานครนิ ทร์, 37(3), 160-169.
65
บทที่ 6
ความรู้เบ้อื งต้นทางกฎหมาย
รองศาสตราจารยเ์ ยาวเรศ สมทรพั ย์
วตั ถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เมื่อสิน้ สุดการเรยี นการสอน นกั ศกึ ษาสามารถ
1. บอกความหมาย ท่ีมา ความสำคญั ประโยชน์ ลักษณะและสาระสำคญั ของกฎหมายแต่ละชนิดได้ และ
ประเภทของกฎหมาย
2. บอกศักดิ์ หรือลำดับชน้ั ของกฎหมายได้
3. บอกขน้ั ตอนของระบบศาลไทยได้
เน้ือหา
6.1 บอกความหมาย ท่ีมา ความสำคัญ ประโยชน์ และประเภทของกฎหมาย ลกั ษณะและสาระสำคัญของ
กฎหมายแต่ละชนิด
6.2 ศกั ด์ิ หรือลำดับชนั้ ของกฎหมาย
6.3 ขัน้ ตอนของระบบศาลไทย
กิจกรรมการเรียนการสอน
1. การบรรยาย
2. การอภปิ รายและนำเสนอในชนั้ เรียน
ส่อื การสอน
1. เอกสารประกอบการสอน
2. งานนำเสนอ (Power point)
การประเมนิ ผล
1. ความสนใจ การซักถามหรือตอบคำถามในช้ันเรียน
2. การสอบวัดผลภายหลงั จบช้นั เรียน
วชิ าชพี พยาบาลเป็นการปฏิบัติต่อบุคคลทุกเพศ ทกุ วยั ทุกฐานะทางเศรษฐกิจและการศึกษา เป็นอาชีพท่ี
มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตในทุกสุขภาวะ การปฏิบัติหน้าที่พยาบาลไม่สามารถเลือกปฏิบัติได้ เฉพาะใน
สถานพยาบาลที่มีความพร้อมทุกด้านไม่ว่าจะเปน็ ด้านบุคลากร หรือด้านเครื่องมือที่ทันสมัยเท่านั้น เนื่องจากยังมี
พยาบาลวชิ าชีพส่วนหน่ึงที่ปฏิบตั ิงานในพน้ื ทห่ี ่างไกลและขาดแคลน ซึ่งมีโอกาสทำให้เกดิ การดแู ล รักษา เยียวยาท่ี
66
เป็นความผิดทางกฎหมายได้ นอกจากนี้ปัจจุบัน สังคมยังความคาดหวังต่อการบริการที่มีคุณภาพและมีความ
ปลอดภัยสูง ทำให้พยาบาลวิชาชีพต้องเรียนรู้ทั้งกฎหมายทั่วไป กฎหมายวิชาชีพการพยาบาลและผดุงครรภ์ และ
กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพการพยาบาลและผดุงครรภ์ ในบทนี้จะกล่าวถึงความหมาย ที่มา
ความสำคัญ ประโยชน์ และประเภทของกฎหมาย ลักษณะและสาระสำคัญของกฎหมายแต่ละชนิด ลำดับชั้นของ
กฎหมาย และขั้นตอนของระบบศาลไทย
6.1 ความหมาย ท่ีมา ความสำคญั ประโยชน์ และประเภทของกฎหมาย ลกั ษณะและสาระสำคญั ของกฎหมาย
แต่ละชนิด
มีคำกล่าวเปน็ ภาษาลาตนิ บทหนงึ่ วา่ “Ubi societas, ibi jus” มีความหมายว่า “ที่ไหนมีสงั คม ทน่ี น่ั มี
กฏหมาย” (สมยศ, 2544) เน่ืองจากทไี่ หนก็ตามเม่ือมีคนมาอยรู่ วมกันเป็นหมคู่ ณะ ในลักษณะถาวร จำเป็นต้องมี
กฎเกณฑ์ให้ถือปฎิบตั ิ เพ่ือให้คนอยู่ร่วมกนั อยา่ งเรียบร้อยและเป็นปกตสิ ุข ซ่ึงกฏเกณฑ์นั้นมที ั้งทเี่ ปน็ ลายลักษณ์
อักษร และไมเ่ ป็นลายลกั ษณ์อกั ษร แต่ทั้งสองอย่างมลี ักษณะบงั คับให้คนในสังคมนั้นๆตอ้ งปฏิบัติตาม กฎหมาย
จงึ ปน็ เสมอื นเคร่ืองมอื บังคบั ใชท้ ศี่ ักดิ์สทิ ธิ์ เพราะมีบทลงโทษทชี่ ดั เจน
ความหมายของกฎหมาย
มผี ู้ให้ความหมายของกฎหมายไวแ้ ตกตา่ งกนั หลายประการ ดงั นี้
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธ์ิ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย ทรงนิยามความหมายของ
กฎหมายว่า กฎหมาย คือ คำสั่งทั้งหลายของผู้ปกครองว่าการแผ่นดินต่อราษฏรทั้งหลาย เมื่อไม่ทำตามแล้ว ตาม
ธรรมดาตอ้ งได้รับโทษ (นภิ าพร, 2537)
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2554 กล่าวว่า กฎหมาย หมายถึง กฎที่สถาบันหรือผู้มีอำนาจสูงสดุ
ในรัฐตราขึ้น หรือที่เกิดขึ้นจากจารีตประเพณีอันเป็นที่ยอมรับนับถือ เพื่อใช้ในการบริหารประเทศ เพื่อใช้บังคับ
บุคคลให้ปฏิบัติตาม หรือเพื่อกำหนดระเบียบแห่งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหรือระหว่างบุคคลกับรัฐ
(ราชบณั ฑิตยสถาน, 2556)
อรนิช แสงจันทร์ (2549) กล่าวว่า กฎหมาย คือ กฎเกณฑ์ข้อบังคับที่มนุษย์กำหนดสภาพบังคับหรือโทษ
เพื่อควบคุมความประพฤติ สิทธิและหน้าที่ของประชาชนในสงั คม ตลอดจนต้องมีสภาพบังคับที่ชัดเจน เพื่อให้ทุก
คนเกรงกลัว และปฏบิ ตั ิตามกฎหมายข้อบังคบั ทีม่ อี ยู่
กฎหมาย เป็นกฎเกณฑท์ างศีลธรรมและจารตี ประเพณีของสังคม (แสวง บุญเฉลมิ วภิ าส, 2556)
กฎหมาย เป็นบรรทัดฐานทีก่ ำหนดไว้เป็นระเบียบ สำคัญกว่าวิถีประชา จารีต มีข้อกำหนดที่ชัดเจน เรื่อง
ความถูก-ผิด เป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมต้องยึดถือ ผู้ใดฝ่าฝืนต้องถูกลงโทษ ตามกฏเกณฑ์ที่ตั้งไว้ มีรายละเอียด
แตกต่างกันไปในแต่ละสังคม สามารถเปลยี่ นแปลง กำหนดใหม่ และปรับปรงุ แกไ้ ขได้ (วโิ รจน์ ไววาณชิ กิจ, 2558)
สรุป กฎหมาย หมายถึง กฎเกณฑข์ อ้ บังคับซ่ึงออกโดยรฐั หรือผู้มีอำนาจสูงสุดในองค์กร เพ่ือควบคุมความ
ประพฤติ สิทธิและหน้าที่ของบุคคลทั่วไป หากฝ่าฝืนย่อมมีความผิดและอาจได้รับโทษหรือเสียผลประโยชน์บาง
ประการ
67
ทมี่ าของกฎหมาย
กฎหมายมีววิ ฒั นาการ หรอื มกี ารเปลีย่ นแปลงมาโดยตลอด แหล่งทม่ี าของกฎหมายมาจากศลี ธรรม จารีต
ประเพณี ศาสนา คำพิพากษาของศาล และความคิดเห็นของนักปราชญ์ มีรายละเอียดดังนี้ (อรนิช แสงจันทร์,
2549; พร้อมจติ ร หอ่ นบญุ เหมิ และชำนาญ มีนิยม, 2553)
1. ศีลธรรม คือ ความรู้สึกของมนุษย์ว่า การกระทำใดป็นการกระทำที่ถูกต้องเหมาะสม หรือไม่ก่อความ
เดือดร้อนต่อผู้อื่น ซึ่งระดับศีลธรรมในจิตใจมนุษย์มีไม่เท่ากัน ถ้าสมาชิกในสังคมใดมีระดับศีลธรรมในจิตใจสูง
สงั คมนัน้ จะมผี ปู้ ระพฤติผิดน้อย สงั คมน้นั จะมีแตค่ วามสงบสุข กฎหมายจึงไดร้ ับอิทธิพลมาจากศีลธรรม ดังน้ันการ
บัญญตั กิ ฎหมายจงึ ตอ้ งใช้ศลี ธรรมเป็นรากฐาน เพ่อื ใหเ้ กดิ ความสงบสขุ แกส่ ังคมมากทีส่ ดุ
ความแตกต่างระหว่างศีลธรรมกับกฎหมาย เนื่องจากศีลธรรมมีจุดมุ่งหมายเพื่อควบคุมความประพฤติ
ของมนุษย์ท้ังกาย วาจา และใจ ดังนั้นการคดิ รา้ ยต่อบุคคลอ่นื เปน็ การผิดศลี ธรรม แต่ไมเ่ ปน็ ความผิดทางกฎหมาย
เพราะยังไม่มีการลงมือกระทำ ซึ่งสภาพบังคับทางศีลธรรมขึ้นอยู่กับระดับทางศีลธรรมของผู้นั้นว่ามีมากน้อย
เพยี งใด ตัวอย่างเชน่ มารดาวยั รุ่นท่ีเลยี้ งลูกวัย 1 เด่ือนคดิ ในใจว่า นา่ จะบีบคอลูกให้ตายเพราะร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน
เปน็ ตน้
2. จารตี ประเพณี คือ ระเบยี บแบบแผนที่มนษุ ยใ์ นสงั คมยอมรบั และถือปฏิบัติมาเป็นเวลาช้านาน เชน่ การ
แต่งกาย ภาษาพูด การทักทาย วิถีความเป็นอยู่ และวัฒนธรรม ซึ่งมีความแตกต่างกันไปในแต่ละชุมชน จารีต
ประเพณีจึงมีความคล้ายคลึงกับกฎหมาย เพราะเป็นสง่ิ ควบคุมความประพฤตภิ ายนอกของมนุษย์ เพื่อให้เกิดความ
สงบสุข ลดปัญหาความขัดแย้งในสังคม จารีตประเพณีมีส่วนสอดคล้องและสนับสนุนกฎหมาย ในการวินิจฉัย
ตีความ กรณีที่กฎหมายที่บัญญัติไว้ไม่สามารถครอบคลุมไปถึง ให้ใช้จารีตประเพณีทีใ่ กล้เคียงมาปรับและบังคบั ใช้
เหมอื นกฎหมายได้
ความแตกต่างระหว่างจารีตประเพณีกับกฎหมาย คือ สภาพบังคับของกฎหมายจะชัดเจน เช่น จำคุกกี่ปี
หรือประหารชีวิต เป็นต้น นอกจากนี้กฎหมายยังกำหนดเฉพาะความประพฤติภายนอกบางประการของมนุษย์
เทา่ นน้ั ส่วนสภาพบงั คบั ของจารีตประเพณีคือการถูกตำหนิติเตียนจากคนในสังคมหรือคนในชุมชน ครอบคลุมการ
ไปถึงการดำเนนิ ชวี ติ ประจำวัน
3. ศาสนา กฎหมายกับศาสนามีความคล้ายคลึงกันที่ข้อบังคับต่างๆ เกิดขึ้นจากมนุษย์เป็นผุ้กำหนดข้นึ มา
เพื่อให้มนุษย์ละเว้นความชั่ว ประพฤติแต่สิ่งดี โดยสภาพบังคับคือความสุขหรือความทุกข์ในอนาคต หรือต้องรับ
โทษเมื่อฝ่าฝืนข้อบังคับ นอกจากนี้ศาสนาและกฎหมายยังมีส่วนสัมพันธ์ในทางสอดคล้องและสนับสนุนกัน
กฎหมายของแตล่ ะประเทศก็จะบัญญัติขึ้นโดยอาศัยศาสนาเป็นรากฐาน เชน่ ในประเทศไทย ทางอาญาจะนำศีล 5
มาใชใ้ นการบญั ญตั กิ ฎหมาย เชน่ ห้ามฆ่าผอู้ น่ื ห้ามลักทรัพย์ หา้ มประพฤตผิ ิดในกาม เปน็ ตน้
ความแตกต่างระหว่างศาสนากบั กฎหมาย คือ สภาพบังคับของกฎหมายจะมีความน่นอน จริงจัง เห็นผล
ทนั ที เชน่ กรณฆี ่าคนตาย ผู้กระทำตอ้ งรับโทษจำคุกหรือถูกประหารชวี ติ แต่สภาพบงั คบั ของศาสนาจะมองไม่เห็น
หรือไม่ได้เกิดขึ้นทันที เป็นเรื่องของอนาคตหรือชาติภพที่กระทำกระทำกรรมไม่ดี อีกทั้งมีส่วนขัดแย้งกัน
ตัวอย่างเช่น ผ้กู ระทำผดิ ทีต่ อ้ งโทษประหารชวี ิตไมถ่ ือว่าเปน็ การผิดกฎหมาย แตผ่ ิดข้อบญั ญัติทางศาสนา เปน็ ต้น
4. คำพิพากษาของศาล บางประเทศที่ถือเอาคำพิพากษาของศาลมาจัดทำเป็นกฎหมาย เช่น ประเทศ
องั กฤษ คือใช้จารีตประเพณีมาพิจารณาพิพากษาคดี และเพอื่ ไม่ใหม้ กี รณเี ดยี วกันนี้เกิดข้นึ ซ้ำอีก จึงนำคำพิพากษา
นั้นมาจัดทำเป็นกฎหมายเพื่อให้ทุกคนปฏิบัติตาม กรณีมีคดีที่มีข้อเท็จจริงเหมือนกันเกิดขึ้นอีก ศาลจะตัดสิน
68
เหมือนกับคดีก่อน ๆ แต่สำหรับหลายประเทศ คำพิพากษาเป็นเพียงแนวทางในการพิจารณาพิพากษาของศาล
เทา่ นน้ั ศาลอาจใชด้ ุลพินิจพิจารณาพิพากษาตา่ งจากคดีกอ่ น ๆ ได้ จงึ ไมถ่ ือคำพิพากษาของศาลเปน็ กฎหมาย เช่น
ประเทศไทย เปน็ ตน้
5. หลักความยุติธรรม ต้องมาควบคู่กับกฎหมายเสมอ เพียงแตค่ วามยุติธรรมของแตล่ ะคนก็อาจไม่เท่ากัน
แต่อย่างไรก็ตาม ผู้บัญญัติและผู้ใช้กฎหมายต้องคำนึงถึงหลักความยุติธรรมด้วย และความยุติธรรมนี้ควรอยู่ใน
ระดับที่คนในสังคมส่วนใหญ่ยอมรับ หากเป็นความยุติธรรมโดยคำนึงถึงคนส่วนน้อยมากกว่า ย่อมเป็นการเอื้อ
ประโยชน์ให้คนบางกลุ่มเท่านั้น ย่อมทำให้ไม่เกิดความยุติธรรมแก่สังคมอย่างแท้จริง ตัวอย่างเช่น ในประเทศ
อังกฤษ เดิมการฟ้องเรียกค่าเสียหายจะฟ้องเรียกได้เฉพาะจำนวนเงินเท่านั้น จะฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาที่ตกลง
กันไม่ได้ จึงทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย เนื่องจากผู้เสียหายบางรายไม่ได้ต้องการเงินค่าเสียหาย แต่
ต้องการให้คู่สัญญาปฏิบตั ติ ามข้อตกลงท่ีทำตอ่ กนั ดังนนั้ จึงได้มกี ารนำเอาหลักความยตุ ธิ รรมมาใช้ โดยอนญุ าตให้มี
การชำระหน้ี โดยการปฏิบตั ิตามสญั ญาทีต่ กลงกนั ไว้ตามความมุ่งหมายของผู้ทีเ่ สยี หาย ทำใหเ้ กิดความเป็นธรรมใน
การพิจารณาพพิ ากษาคดยี ิ่งขึ้น
6. ความคิดเห็นของนักปราชญ์ นักปราชญ์หมายถึงผู้ทรงความรู้ทางกฎหมาย ซึ่งอาจเป็นนักวิชาการหรอื
อาจารย์สอนกฎหมาย เนื่องจากนักปราชญ์เหล่านี้จะเป็นผู้ค้นคว้าหลักการและทฤษฎีต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนหรือ
โตแ้ ยง้ กฎหมายหรอื คำพิพากษาของศาลอยู่เสมอ ทำใหเ้ กิดหลักการหรอื ทฤษฎีใหม่ ๆ ทเี่ ป็นแนวทางในการบัญญัติ
กฎหมายได้ ตัวอยา่ งเชน่ แนวความคดิ ของ คารล์ มารก์ ซ์ ในประเทศรสั เซยี เป็นต้น
ประโยชน์ของกฎหมาย
1. สร้างความเป็นธรรม หรือความยุติธรรมให้กับสังคม เพราะกฎหมายเป็นหลักกติกาที่ทุกคนจะต้อง
ปฏิบัติอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน เมื่อการปฏิบัติของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเอาเปรียบคนอื่น หรือขาดความ
ยตุ ิธรรม กฎหมายจะเขา้ มาสร้างความยุติธรรม เพือ่ ยตุ ิข้อพิพาทไมใ่ ห้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกัน ดังท่ีเราเรียกว่า
ยตุ ธิ รรม ซง่ึ ทำให้สงั คมได้รับความสขุ จากผลของกฎหมาย
2. ทำให้มนษุ ย์รู้จกั สิทธิและหนา้ ท่ีของตวั เอง ทจ่ี ะปฏิบัตติ ่อสังคม
3. ประโยชน์ในการประกอบอาชีพ ได้แก่ อาชีพที่ปรึกษาทางกฎหมาย ทนายความ อัยการ และศาล ซึ่ง
เปน็ ประโยชน์ต่อสังคม โดยต่างฝา่ ยต่างช่วยกนั รักษาความถูกตอ้ ง และความยตุ ิธรรมให้เกิดขึน้ ในสังคม
4. ประโยชน์ในทางการเมืองการปกครอง เพราะหากประชาชนรู้กฎหมาย ย่อมเป็นการเสริมสร้างความ
ม่นั คงของการปกครอง และการบรหิ ารงานทางการเมือง ประโยชนส์ ขุ ยอ่ มตกอยกู่ บั ประชาชน
5. รักษาความสงบเรียบร้อยของบา้ นเมือง และศีลธรรมอันดีของประชาชน เพราะกฎหมายที่ดีน้ันจะตอ้ ง
ให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนเท่าเทียมกัน ประชาชนเกิดความผาสุก ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สร้าง
ความสมั พนั ธ์ท่ดี ตี ่อครอบครวั ต่อบคุ คลอ่นื และตอ่ ประเทศชาติ
ความสำคญั ของกฎหมาย
การที่มนุษย์อาศัยอยู่ร่วมกันจำนวนมาก อาจเกิดความขัดแย้งหรือปัญหา รัฐจึงจำเป็นต้องออกกฎเกณฑ์
หรอื กฎหมายใหเ้ ป็นบรรทดั ฐาน เพื่อควบคุมและกำหนดบทบาทและพฤติกรรมของมนษุ ย์ในสังคม ใหร้ ู้จักสทิ ธแิ ละ
หนา้ ที่ของตน และไม่ไปละเมิดผู้อ่ืน มิฉะนนั้ จะถูกลงโทษ จงึ เปรียบกฎหมายเสมือนเครื่องมือบังคับท่ีศักดิ์สิทธิ ทำ
69
ให้มนุษย์เกรงกลัวบทลงโทษท่ีเป็นรูปธรรม ซึ่งแตกต่างจากศาสนาหรือศีลธรรมที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ และ
อาจได้รับผลในชาตนิ ี้หรือชาติหน้า ซึ่งทำให้ผู้กระทำผิดมองไม่เห็นว่าเปน็ การลงโทษ จึงยังกระทำบาปโดยไม่เกรง
กลัวหรอื ละอายต่อบาป
นอกจากนี้ กฎหมายยังช่วยให้สังคมอยู่ในระเบียบ ไม่แก้แค้นต่อผู้กระทำผิดท่ีไดร้ ับการลงโทษแล้ว จึงทำ
ให้บ้านเมืองสงบ ในขณะเดียวกันผู้กระทำผิดจะได้รับโอกาสในการพัฒนาตนให้กลับมาเป็นคนดี และช่วยเหลือ
สังคม ดังนั้นกฎหมายจึงมีความสำคัญมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตชีวิตประจำวันของมนุษย์ ช่วย
สร้างความเปน็ ระเบยี บเรียบร้อย และความสงบใหส้ งั คมและประเทศชาติ รวมท้ังกอ่ ให้เกดิ ความเป็นธรรมในสังคม
ดงั นน้ั
ประชาชนทุกคนจึงจำเป็นต้องเรียนรู้และเข้าใจกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเอารัดเอาเปรียบ รู้สิทธิ
และหน้าที่ของตน และระวังตนต่อการกระทำความผิดจากการไม่รู้กฎหมาย เนื่องจากกฎหมายไม่ยกเว้นโทษแก่
ผู้กระทำผิด โดยอ้างว่าไม่รู้กฎหมาย ในทำนองเดียวกัน วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์มีกฎหมายระบุ
ข้อจำกัดและเงื่อนไขในการปฏิบัติการพยาบาลและการผดุงครรภ์สำหรับวิชาชีพ หากปฏิบัติเกิน ขอบเขตถือว่า
พร่องมาตรฐาน เช่น การให้การรักษาโรคเบื้องต้นแก่ผู้ป่วยในคลินิก จะเป็นการก้าวล่วงในวิชาชีพแพทย์ ย่อมมี
ความผิดและได้รับโทษ ยกเว้นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ชั้น 1 ที่ผ่านการอบรมหลักสูตร
การพยาบาลเฉพาะทางสาขาเวชปฏิบัติทั่วไป(การรักษาโรคเบื้องต้น) หรือสำเร็จการศึกษาหลักสูตรพยาบาล
ศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน และขึ้นทะเบียนเป็นพยาบาลเวชปฏิบัติเรียบร้อยแล้ว
สามารถรักษาโรคเบื้องต้นตามข้อกำหนดของสภาการพยาบาล (แสงทอง ธรี ะทองคำ และไสว นรสาร, 2560)
ลักษณะและสาระสำคัญของกฎหมายแตล่ ะชนิด
กฎหมายมลี ักษณะสำคัญ 4 ประการ ดังนี้ (แสงทอง ธีระทองคำ และไสว นรสาร, 2560)
1. เปน็ คำสงั่ หรอื ข้อบงั คับ หมายความวา่ กฎหมายต้องไม่มกี ารเลอื กบงั คับใชเ้ ฉพาะคนใดคนหนง่ึ หรือกลมุ่ ใด
กล่มุ หนึ่งในสงั คม แต่ต้องใช้ได้กับบุคคลทุกคนอย่างเสมอภาคกัน ไมว่ ่าจะมีฐานะเช่นไร หรอื อยู่สว่ นใดของประเทศ
กฎหมายเป็นข้อบังคับที่เป็นมาตรฐาน ตัวอย่างเช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ บัญญัติว่า “ผู้ใดเอา
ทรพั ย์ของผอู้ ืน่ หรือทผี่ ู้อนื่ เปน็ เจ้าของรวมอยดู่ ว้ ยไปโดยทจุ ริตไป ผ้นู ้ันกระทำความผิดฐานลกั ทรพั ย”์ หรอื ประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๓ บัญญตั วิ ่า “บตุ รจำตอ้ งอุปการะเลยี้ งดูบิดามารดา” และมาตรา ๑๕๖๔
บัญญัติว่า “บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์”
กลา่ วคือ ตอ้ งมขี อ้ ความท่ีสั่งใหบ้ ุคคลทว่ั ไปกระทำ หรืองดเวน้ การกระทำอย่างใดอย่างหน่ึง เพือ่ ป้องกันการละเมิด
สิทธิ หรือการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ก่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความสงบของสังคม เช่น พ.ร.บ
วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2528 มาตรา 27 บัญญัติห้ามบุคคลภายนอกประกอบวิชาชีพการ
พยาบาล เว้นแต่การพยาบาลตนเองหรือตามข้อยกเว้นของกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อเป็นการสงวนวิชาชีพและคุ้มครอง
สวสั ดิการของประชาชนผ้ใู ชบ้ ริการ เป็นต้น
2. ออกโดยรัฐหรือผู้มีอำนาจในองค์กร การที่กฎหมายต้องออกโดยรัฐ หรือผู้ที่อำนาจ เพราะต้องการให้
กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่เคารพยำเกรงของประชาชน ดังนั้นผู้บังคับให้เป็นไปตามกฎหมายต้องมี
อำนาจ ที่จะนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ โดย“รัฏฐาธิปัตย์ (sovereignty)” หมายถึง ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในการออก
กฎหมาย ซ่งึ มอี งคป์ ระกอบสำคญั 3 ประการ ได้แก่ ประชาชน อาณาเขต และอำนาจอธปิ ไตย โดยอำนาจอธปิ ไตย
70
ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศนั้น มาจากประชาชนชาวไทยโดยใช้สิทธินี้ผ่านผู้แทนราษฎรที่ปฏิบัติ
หน้าที่แทนประชาชนในท่ีประชุมรัฐสภา ดังนั้น กฎหมายที่ผ่านรัฐสภาจึงเป็นกฎหมายที่มาจากประชาชน และใช้
บังคับแก่ประชาชนเอง นอกจากรัฐสภาล้ว บางกรณีเพื่อความคล่องตัวในการบริหารประเทศ รัฐธรรมนูญอาจ
มอบหมายให้องค์กรใดหรือบุคคลใดมีอำนาจในการออกกฎหมายภายใต้กรอบอำนาจที่วางไว้โดยรัฐธรรมนูญหรอื
กฎหมายอ่ืนๆอกี ด้วย เชน่ ให้รฐั มนตรีมีอำนาจในการออกกฎกระทรวงได้ หรอื ยามที่มีการด่อการปฏิวัตริ ฐั ประหาร
ผกู้ ่อการปฏิวัติประหารย่อมมีอำนาจสงู สุด คำส่งั ของคณะปฏวิ ัติย่อมเป็นกฎหมายอยู่ตราบเท่าท่ียังไม่มีการยกเลิก
เป็นต้น เช่นเดียวกับวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ที่มีการสภาการพยาบาลเป็นองค์กรสูงสุด ที่ควบคุม
กำกับ และดูแลผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ให้ปฏิบัติการพยาบาลและการผดุงครรภ์ตาม
มาตรฐานวิชาชีพ ภายใต้กฎหมายวชิ าชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ หากพยาบาลวชิ าชีพกระทำผิดจริยธรรม
ในการประกอบวชิ าชีพ ยอ่ มไดร้ ับโทษตามทกี่ ฎหมายระบุไว้
3. บังคับพฤติกรรมของมนุษย์ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความเจริญทางด้านความคิดมากกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ
ดังนนั้ การอยู่รวมกันในสงั คม อาจมีการเอารดั เอาเปรยี บหรอื ละเมดิ สิทธิซ่ึงกนั และกัน จากสญั ชาตญาณการเอาตัว
รอด ด้วยเหตุนี้การอยู่รวมตัวกันในสังคมจึงจำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ต่างๆ ขึ้นมาควบคุมความประพฤติมนุษย์ ใน
รูปแบบต่างๆ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและเพื่อความสงบสุข ซึ่งกฎเกณฑ์ต่างๆ เหล่านี้ใช้ควบคุมเฉพาะ
พฤตกิ รรมของมนุษย์ ได้แก่ การแสดงออกของบุคคลที่มีการเคลื่อนไหวรา่ งกาย หรืองดเว้นการเคล่ือนไหวร่างกาย
อย่างใดอย่างหนึ่ง ส่งผลให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบ ไม่ขยายไปครอบคลุมผลอันเกิดจากสัตว์
หรือสิ่งไม่มีชีวิต ตัวอย่างเช่น มารดาไม่ให้นมทารก ปล่อยให้ทารกหิวนมจนเสียชีวิต มารดามีความผิดฐานฆ่าคน
ตายโดยเจตนา เนื่องจากมารดาแสดงพฤติกรรมงดเว้นการเคลื่อนไหวร่างกาย ที่ต้องเลี้ยงดูทารกตามหน้าที่ของผู้
เป็นมารดา หรือสุนัขมีเจ้าของดัดเด็กที่เดินผ่านหน้าบ้าน ผู้บาดเจ็บไม่สามารถเอาผิดกับสุนัขได้ แต่เอาผิดกับ
เจ้าของได้ ในความผิดทีไ่ ม่ดูแลสุนขั จนทำใหผ้ ู้อื่นได้รับอันตราย เป็นต้น เช่นเดียวกับวชิ าชพี การพยาบาลและการ
ผดุงครรภ์ พยาบาลวิชาชีพมีหน้าที่ดูแลผู้ใช้บริการ หากไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายโดยเจตนาหรือ
ประมาท ยอ่ มมีความผิดและได้รบั โทษ หากผู้ใชบ้ รกิ ารได้รับผลกระทบ หรือเสยี สทิ ธิประโยชน์ประการใดประการ
หนึง่ เชน่ พยาบาลวิชาชีพลืมดวู ่านำ้ ยาที่ใช้ฆ่าเชื้อหมดอายุ หลังทำแผลผปู้ ่วยมีอาการติดเช้ือ พยาบาลวิชาชีพย่อม
มคี วามผดิ ตามกฎหมายวิชาชพี ฯ และกฎหมายอ่นื ทเี่ ก่ียวข้อง เป็นตน้
4. มีสภาพบังคับ หมายถึง บทลงโทษ (Sanctions) โดยกฎหมายต้องเป็นข้อบังคับที่เป็นมาตรฐาน ที่ใช้วัด
หรือกำหนดความประพฤตขิ องคนในสงั คมว่าถูกหรือผิด ทำได้หรือไมไ่ ด้ กฎหมายจะศกั ดส์ิ ทิ ธิห์ รือไม่ ย่อมอยู่ที่เม่ือ
บุคคลฝ่าฝืนกฎหมายหรือข้อบังคับ หรือกระทำผิดกฎหมายแล้ว จะต้องได้รับโทษเพียงใด ซึ่งโทษที่ได้รับเรียกว่ า
สภาพบังคบั หากเกณฑ์ใดไมม่ สี ภาพบังคับกไ็ ม่ถือวา่ เปน็ กฎหมาย ซ่ึงแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญๆ่ คอื สภาพบังคับ
ทางอาญา และสภาพบังคับทางแพ่ง โดยโทษทางแพ่งอาจเป็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือนิติกรรมตกเป็น
โมฆะคือ ไม่มีผลบังคับหรือผูกพันตามกฎหมายมาตั้งแต่ตน ส่วนโทษทางอาญา ได้แก่ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง
ปรับ และริบทรพั ยส์ ิน ตวั อยา่ งเชน่ พ.ร.บ. วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2528 มาตรา 46 บัญญัติ
ว่า “ผใู้ ดฝา่ ฝนื มาตรา 27 หรอื มาตรา 43 ตอ้ งระวางโทษจำคุกไม่เกนิ 2 ปี หรอื ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือท้ัง
จำทั้งปรับ” โดยมาตรา 27 บัญญัติ ห้ามบุคคลภายนอกประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ เว้นแต่
การพยาบาลตนเอง หรือตามข้อยกเว้นของกฎหมาย ส่วนมาตรา 43 บัญญัติ ห้ามพยาบาลวิชาชีพที่ถูกพักใช้
ใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาต กระทำการใดๆ ที่ทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่ามีสิทธิประกอบวิชาชีพการพยาบาลและ
71
การผดุงครรภ์ ทั้งนี้การมีสภาพบังคับดังกล่าว ส่งผลให้มนุษย์ปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะเกรงกลัวต่อการลงโทษ
มากกวา่ บาปตามจริยธรรมหรอื ศีลธรรม
สภาพบังคับนั้นมีทั้งผลร้ายและผลดี สภาพบังคับที่มีผลร้าย เช่น โทษทางอาญา ซึ่งได้แก่ สภาพบังคับ
ในทางอาญาคือ “โทษ” ซ่งึ ตามกฎหมายกำหนดไว้ 5 สถาน คอื ประหารชีวติ จำคกุ กกั ขังปรับ รบิ ทรัพยส์ นิ
ประหารชีวติ คอื การนำตวั ผกู้ ระทำความผดิ ไปฉีดยาพิษให้ตาย
จำคกุ คือ การเอาตัวไปคุมขงั ไว้ในเรอื นจำตามกำหนดเวลาทศ่ี าลพิพากษา
กักขัง คอื โทษทใ่ี ห้กักตัวผู้กระทำความผดิ ไว้ในสถานที่กักขัง ซง่ึ กำหนดไว้อันมิใช่เรือนจำ ทางปฏบิ ตั ิ
ใหเ้ อาตวั ไปกกั ขังไว้ท่สี ถานตี ำรวจ
ปรับ คือ โทษท่ีผู้กระทำความผิดต้องชำระเงนิ ตามจำนวนท่ีกำหนดไว้ในคำพิพากษาต่อศาล มิฉะนั้น ต้อง
ถูกยึดทรพั ยใ์ ช้ค่าปรับ หรอื ถูกกกั ขังแทนค่าปรับ ในกรณเี ดก็ หรือเยาวชนต้องโทษปรับ ถา้ เดก็ หรือเยาวชนไม่ชำระ
ค่าปรับ จะกักขังแทนค่าปรับไม่ได้ แต่ให้ส่งตัวไปเพื่อควบคุมและอบรม เช่น ในสถานพินิจ ตามที่ศาลกำหนดแต่
ต้องไม่เกิน 1 ปี
รบิ ทรพั ยส์ ิน คอื จะริบทรัพย์ทีใ่ ช้ในการกระทำผิดหรือไดม้ าจากการกระทำความผดิ
สภาพบงั คับที่มผี ลดี เชน่ กรณจี ดทะเบยี นสมรสทำใหบ้ ุตรเปน็ บตุ รท่ีชอบดว้ ยกฎหมาย การสามารถใช้
สิทธขิ องคู่สมรสไปลดหยอ่ นภาษไี ด้ เป็นต้น
ประเภทของกฎหมาย
หลักเกณฑก์ ารแบง่ ประเภทกฎหมายมีหลายวิธี กฎหมายทแี่ บง่ ประเภทไวเ้ พ่ือประโยชน์ในการใชม้ ีดงั นี้
1. แบง่ โดยแหล่งกำเนิดของกฎหมาย แยกไดเ้ ป็นกฎหมายภายใน และ กฎหมายภายนอก
1.1 กฎหมายภายใน เป็นกฎหมายที่องคก์ รของรฐั ท่ีมอี ำนาจในการบญั ญัตกิ ฎหมาย บัญญตั ขิ ้นึ ใช้
ภายในประเทศ
1.2 กฎหมายภายนอก เปน็ กฎหมายทบี่ ัญญัตขิ นึ้ โดยองค์การระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ หรือ
เกดิ จากความตกลงระหวา่ งประเทศ เชน่ สนธสิ ัญญา อนสุ ัญญา เปน็ ต้น
2. แบง่ โดยฐานะและความสมั พันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน
2.1 กฎหมายเอกชน เปน็ กฎหมายท่วี างหลกั เกณฑเ์ กย่ี วกับความสมั พนั ธ์ระหวา่ งเอกชนและเอกชน
เชน่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ เปน็ ต้น
2.2 กฎหมายมหาชน เปน็ กฎหมายทวี่ างหลกั เกณฑ์เก่ยี วกบั รัฐกับรฐั หรือ รัฐกบั เอกชนโดยที่รฐั มี
อำนาจเหนอื กวา่
3. แบ่งโดยเจตนารมณแ์ ละเนื้อหาของกฎหมาย เชน่ กฎหมายระเบียบราชการ กฎหมายการเงินการคลัง
กฎหมายธรุ กิจ กฎหมายสาธารณสขุ กฎหมายอุตสาหกรรม เป็นต้น
4. แบ่งโดยลักษณะการใช้กฎหมาย
4.1 กฎหมายสารบญั ญัติ เป็นกฎหมายที่กำหนดสทิ ธหิ รอื หนา้ ทที่ ่ีใหบ้ คุ คลปฏบิ ตั ิ เชน่ กฎหมายแพง่
และพาณิชย์ กฎหมายอาญา กฎหมายคมุ้ ครองแรงงาน เป็นตน้
4.2 กฎหมายวธิ สี บญั ญัติ เปน็ กฎหมายทีเ่ ก่ียวกับวิธกี ารพจิ ารณาคดีของศาล เช่น วิธพี ิจารณาความ
แพง่ วธิ พี จิ ารณาความอาญา เป็นต้น
72
5. การแบง่ โดยสภาพบงั คบั ทางกฎหมาย แยกได้เป็น กฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา กฎหมายปกครอง
เป็นตน้
นอกจากนี้ กฎหมายสามารถแบ่งออกเปน็ 3 ประเภท ตามสิทธิประโยชน์ และความสัมพันธข์ องบุคคล
โดยรัฐเปน็ ศูนย์กลางของความสมั พันธ์ ได้แก่ (แสงทอง ธรี ะทองคำ และไสว นรสาร, 2560)
1. กฎหมายมหาชน (Public Law) เป็นกฎหมายที่บัญญัติความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน โดยรัฐ
เป็นผ่ายปกครองที่มีอำนาจเหนือกว่าประชาชน ตัวอย่างกฎหมายมหาชน เช่น รับธรรมนูญ กฎหมายปกครอง
กฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พระธรรมนญู ศาลยตุ ิธรรม
2. กฎหมายเอกชน (Private Law) หมายถึง กฎหมายที่บัญญัติความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชน
รวมทั้งหนว่ ยงานของรัฐและรฐั วิสาหกิจท่ีดำเนินธุรกิจแบบเอกชน ตวั อยา่ งกฎหมายเอกชน เช่น ประมวลกฎหมาย
แพง่ และพาณิชย์ กฎหมายวธิ ีพิจารณาความแพ่ง พระราชบัญญตั ิลิขสิทธิ์ กฎหมายแรงงาน กฎหมายประกันสังคม
ฯลฯ
3. กฎหมายระหว่างประเทศ (International Law) คือกฎหมายที่บัญญัติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ตอ่ ประเทศ หรือรัฐตอ่ รฐั โดยมแี หลง่ กำเนดิ จากขนบธรรมเนยี มประเพณี ข้อตกลงหรอื สนธสิ ัญญาระหว่างประเทศ
แบง่ ออกเปน็ 3 สาขา ได้แก่
3.1 แผนกคดีเมือง เป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ของรัฐเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของมหาชน
(public rights and duties) ทั้งในเรื่องเขตแดน การทูต การทำสนธิสัญญา หรือกรณีพิพาท ตัวอย่างกฎหมาย
แผนกคดีเมอื ง เช่น สนธิสญั ญาเก่ยี วกบั เขตแดน สนธิสัญญาสงบศึก กฎบัตรสหประชาชาติ
3.2 แผนกคดีบุคคล หมายถึงกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ของบุคคลต่างรัฐในทางแพ่ง เกี่ยวกับ
ความประพฤติ สทิ ธแิ ละหน้าที่ เช่น สัญชาติ ภมู ลิ ำเนา การสมรส การทำนติ ิกรรม และทรัพยส์ นิ ซ่ึงแตล่ ะประเทศ
จะมีรายละเอียดแตกต่างกัน ทำให้เกิดการขัดแย้งได้ ดังนั้น แต่ละประเทศจึงต้องมีกฎหมายรองรับกฎหมาย
ระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล เพื่อลดความขัดแย้ง ตวั อยา่ งกฎหมายของไทย เช่น พระราชบญั ญัติสัญชาติ และ
พระราชบญั ญตั ิวา่ ด้วยการขดั กันของกฎหมาย
3.3 แผนกคดีอาญา คือ กฎหมายทก่ี ำหนดความสมั พนั ธ์ในคดีอาญาของบุคคล ทเ่ี กดิ ขึ้นโดยประชาชน
ของประเทศหน่งึ หรอื การกระทำผิดท่ีต่อเนื่องในหลายประเทศ และต้องพิจารณาวา่ ประเทศใดมีอำนาจจับกุมและ
พิพากษาคดีเพื่อลงโทษบุคคลนั้น เช่น กฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน กฎหมายความร่วมมือระหว่าง
ประเทศในทางอาญา
6.2 ศักดิ์ หรือลำดบั ช้นั ของกฎหมาย
ประเทศท่ีใช้ระบบกฎหมายแบบลายลกั ษณ์อกั ษรได้ตรากฎหมายออกมาบังคับใชใ้ นรปู ลักษณะต่างๆมากมาย
เพอื่ ตอบสนองตอ่ ความเจริญและความซับซอ้ นของสงั คม จึงทำใหก้ ฎหมายทบ่ี ัญญตั ิออกมามฐี านะไม่เท่าเทียมกนั
การจัดลำดบั ศักด์ิหรือลำดบั ชั้นของกฎหมายมีดงั น้ี
1. การออกกฎหมายทม่ี ีศักด์ิของกฎหมายต่ำกว่าจะออกได้โดยอาศัยอำนาจจากกฎหมายทมี่ ีศักด์ิสูงกว่า หรือ
ตามที่กฎหมายศกั ดสิ์ งู กวา่ ให้อำนาจไว้
2. กฎหมายทมี่ ีศักด์ติ ่ำกว่าซึ่งออกโดยอาศยั อำนาจของกฎหมายศกั ด์ิสูงกวา่ จะออกมาโดยมีเนอ้ื หาเกินกว่า
ขอบเขตอำนาจทกี่ ฎหมายศกั ดส์ิ ูงกวา่ ให้ไว้มิได้ มฉิ ะนั้นจะใชบ้ งั คับมิไดเ้ ลย
73
3. หากเนื้อหาของกฎหมายมคี วามขัดแย้งกัน ตอ้ งใช้กฎหมายที่มีศักดส์ิ ูงกว่าบงั คับ ไม่วา่ กฎหมายศักด์สิ งู กวา่
นั้น จะออกก่อนหรือหลังกฎหมายศกั ดิ์ตำ่ กว่าน้นั
กฎหมายลายลกั ษณ์อักษรมีลำดบั ช้ันหรอื ศักดิ์ของกฎหมาย (Hierarchy of Law) ที่แตกต่างกนั ศักดข์ิ อง
กฎหมายลายลักษณ์อักษร ต้ังแตส่ ูงสดุ ถึงตำ่ สุดมดี ังนี้ (แสงทอง ธรี ะทองคำ และไสว นรสาร, 2560)
1. รัฐธรรมนูญ (Constitutional Law) เปน็ กฎหมายทมี่ ีศักด์ิหรืออยู่ในลำดับสูงสดุ เพราะเป็นแม่บทของ
กฎหมายปกครองประเทศ ดังนั้น รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ปกครองประเทศ ซึ่งกฎหมายอื่นจะมาลบ
ล้าง หรือขัดแย้งไม่ได้ และหากต้องการเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ ต้องปฏิบัติตามวิธีการที่ได้
บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2521 มาตรา 5 ว่า “บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่มีข้อความ
ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันบังคับใช้มิได้” รวมถึงการรับรองสิทธิหน้าที่และเสรีภาพของ
ประชาชน
2. พระราชบัญญตั ิ (Act) พระราชกำหนด (Royal Enactment) ประมวลกฎหมาย (Code of Law)
2.1 พระราชบัญญัติ เป็นกฎหมายที่ฝ่ายนิติบญั ญตั ิออกใชเ้ พาะเรื่อง เมื่อผ่านขั้นตอนต่างๆ ในการเสนอ
รา่ งพระราชบัญญัตนิ ้ันแลว้ นายกรฐั มนตรีจะนำข้นึ ทลู เกลา้ ฯ เพื่อให้พระมหากษตั รยิ ์ทรางลงพระปรมาภิไธย และ
เมื่อมีประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาแล้ว ถือว่ากฎหมายนั้นมีผลบังคับใช้ พระราชบัญญัติเป็นการรวบรวม
บทบัญญัติของกฎหมายลายลักษณ์อักษร ในเรื่องเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ให้มาอยู่ในหมวดเดียวกันอย่างเป็น
ระบบ เพื่อง่ายต่อการศึกษา ค้นคว้านำไปประยุกต์ ปรับปรุง หรือแก้ไขกฎหมาย เช่น ประมวลกฎหมายอาญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
แพ่ง ประมวลรัษฏากร ประมวลกฎหมายยาเสพติด นอกจากนี้ที่พยาบาลควรศึกษาได้แก่ พระราชบัญญัติวิชาชพี
การพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ.2528 และที่แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุง
ครรภ์ พ.ศ.2540 พระราชบัญญัติควบคุมการปรักอบโรคศิลปะ พ.ศ.2479 พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.
2541 เปน็ ตน้
พระราชบญั ญัติตามรฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2560 กำหนดการเสนอรา่ งพระราช
บญั ญัติ สามารถปฏบิ ตั ิได้ 3 วธิ ี ดังนี้
1. คณะรัฐมนตรเี ป็นผ้เู สนอ
2. สมาชกิ สภาผู้แทนราษฏร จำนวนไมน่ ้อยกว่า 20 คน
3. ผู้มสี ทิ ธเิ ลือกต้งั จำนวนไมน่ อ้ ยกวา่ 10,000 คน รว่ มลงช่อื
สำหรับผู้เสนอร่างพระราชบัญญัตทิ ี่เขา้ เกณฑต์ ามข้อ 2 หรอื 3 กรณเี ป็นรา่ งกระราชบัญญัติเกี่ยว
ดว้ ยเรือ่ งการเงินจะเสนอได้ตอ่ เม่อื มีคำรบั รองจากนายกรัฐมนตรี
เมื่อมีการเสนอร่างพระราชบัญญัติแล้ว จะนำเข้าสู่การพิจารณาโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร
(สภาลา่ ง) ซ่ึงมี 3 วาระ คอื รบั หลักการ แปรญัตติ และลงมตเิ ห็นชอบ จึงเสนอต่อสมาชิกวฒุ สิ ภา (สภาสูง) เพ่ือให้
ความเห็นชอบ จึงถือว่ากฎหมายผ่านขั้นตอนการพิจารณาจากรัฐสภา หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีจะนำข้ึน
ทูลเกล้าฯลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษา (Royal Thai Government Gazette หรือ
Government Gazette) เพ่ือบังคบั ใช้
กรณีที่วุฒิสภาไม่เห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติที่สภาผู้แทนราษฏรนำเสนอ ให้สมาชิกยับยั้ง
พระราชบัญญัตนิ น้ั ไว้ และส่งคนื ให้สภาผู้แทนราษฏร โดยสภาผูแ้ ทนราษฏรจะยกรา่ งกฎหมายน้ีมาพจิ ารณาใหม่ได้
74
เมื่อพ้น 180 วันนับจากได้รับคืนจากวุฒิสภา ยกเว้นเรื่องเกี่ยวกับการเงิน สภาผู้แทนราษฏรสามารถนำร่าง
กฎหมายนั้นมาพิจารณาใหม่ได้ทันที และถ้าลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 ถือว่าร่างกฎหมายนี้ได้ผ่าน
ความเห็นชอบและนายกรัฐมนตรีสามารถนำข้ึนทลู เกลา้ ฯ เพ่ือลงพระปรมาภไธย
พระราชบัญญตั ิ เป็นกฎหมายทพ่ี ระมหากษัตริยต์ ราขึน้ โดยคำแนะนำและยนิ ยอมของ “รัฐสภา” เนอ้ื หา
ของพระราชบัญญัตนิ ้นั จะกำหนดเน้อื หาเรือ่ งใดก็ได้แต่ต้องไม่ขัดหรอื แย้งกบั รัฐธรรมนูญ
หมายเหตุ กฎหมายต่อไปนี้ มีลำดบั ศักดิ์เทา่ กับพระราชบัญญัติ คือ พระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนญู
พระราชบญั ญัติ พระราชกำหนด ประมวลกฎหมาย ประกาศคณะปฏวิ ตั ิ พระบรมราชโองการก่อนการเปลยี่ นแปลง
การปกครอง พ.ศ.2475
พระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู
เป็นกฎหมายท่ีอธบิ ายรายละเอียดต่างๆ ของรฐั ธรรมนญู มีศักดเิ์ ดยี วกนั กับพระราชบัญญตั ิ ซึง่ ตาม
รัฐธรรมนญู 2550 มี 9 ฉบับ ได้แก่
1.พระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวา่ ด้วยการเลอื กตั้งสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรและการได้มา
ซ่ึงสมาชิกวฒุ ิสภา
2. พระราชบญั ญัติประกอบรัฐธรรมนญู วา่ ดว้ ยคณะกรรมการการเลือกตัง้
3. พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวา่ ดว้ ยพรรคการเมือง
4. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวา่ ด้วยการออกเสยี งประชามติ
5. พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวา่ ดว้ ยวธิ พี ิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
6.พระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวา่ ดว้ ยวธิ ีพจิ ารณาคดอี าญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง
การเมือง
7. พระราชบญั ญัติประกอบรัฐธรรมนญู วา่ ด้วยผู้ตรวจการแผ่นดนิ
8. พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวา่ ด้วยการป้องกนั และปราบปรามการทุจรติ
9. พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวา่ ดว้ ยการตรวจเงินแผน่ ดิน
2.2 พระราชกำหนด เป็นกฎหมายที่รัฐธรรมนูญมอบอำนาจให้แก่ผ่ายบริหาร เพื่อออกข้อบังคับใน
กรณีฉุกเฉิน เพื่อประโยชน์ของประเทศโดยส่วนรวม กรณ๊มีความจำเป็นเร่งด่วน ในการรักษาความปลอดภัยของ
ประเทศ ความปลอดภัยของสาธารณะ หรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือกรณีต้องมีกฎหมาย
เกี่ยวกับภาษีอากรหรือเงินตรา ซึ่งต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาผลประโยชนข์ องแผ่นดิน ทั้งน้ี
เมื่อประกาศใช้แล้ว คณะรัฐมนตรีต้องเสนอพระราชกำหนดนั้นต่อรัฐสภา ถ้าได้รับอนุมัติ จะมีผลบังคับใช้เป็น
พระราชบญั ญัติต่อไป โดยตอ้ งประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถ้ารัฐสภาไม่อนมุ ัติ พระราชกำหนดนน้ั มีอันถูกยกเลิก
แต่ไมม่ ีผลกระทบต่อกิจกรรม ทีไ่ ดก้ ระทำในระหว่างทใี่ ช้พระราชกำหนดน้ัน เชน่ พระราชกำหนดอัตราราคาน้ำมัน
พระราชกำหนดอัตราภาษอี ากร พระราชกำหนดฉกุ เฉนิ ทม่ี คี วามร้ายแรงในพ้ืนท่ี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
พระราชกำหนด เปน็ กฎหมายทพี่ ระมหากษัตริย์โดยคำแนะนำและยนิ ยอมของ “คณะรัฐมนตรี”
ตราข้ึนโดยอาศัยอำนาจทรี่ ัฐธรรมนญู กำหนดไว้ สามารถออกได้อยู่ 2 ลักษณะ คอื
1) ในกรณีเรง่ ดว่ นฉุกเฉนิ อาจมิอาจเล่ยี งได้ เปน็ ประโยชนใ์ นอนั ท่จี ะรักษาความปลอดภยั ของ
ประเทศ
2) เก่ยี วกบั ภาษีเงนิ ตราท่ีต้องใชก้ ารพิจารณาโดยเรง่ ด่วนเพ่ือประโยชนข์ องแผน่ ดนิ
75
3. พระราชกฤษฏีกา (Royal Decree) เป็นกฎหมายออกโดยฝ่ายบริหารที่อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญหรือ
พระราชบญั ญัติ โดยไม่ตอ้ งขอความเห็นชอบจากฝ่ายนิติบญั ญัติก่อน มอี ำนาจใชบ้ งั คับประชาชนทั่วไป แต่จะมีบท
กำหนดลงโทษไมไ่ ด้ ฝา่ ยบริหารมหี นา้ ทีอ่ อกพระราชกฤษฎกี า ดังน้ี
3.1 ออกโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ เพื่อกำหนดกิจการที่ฝ่ายบริหารต้องปฏิบัติ เช่น พระราชกฤษฏี
กาเรยี กประชมุ /เปดิ ประชมุ /ขยายประชุม/ปดิ ประชุม เปน็ ตน้
3.2 ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติบับใดบับหนึ่งที่เป็นแม่บท ซึ่งจะกำหนดกฎเกณฑ์ที่เป็นที่
สำคัญไว้ จงึ ทำใหฝ้ า่ ยบริหารมีอำนาจออกพระราชกฤษฏีกา เพอ่ื นำหลักเกณฑ์น้ันไปปฏิบัติได้ เช่น พระราชกฤษฏี
กาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร เป็นต้น และถ้ากฎหมายแม่บทถูกยกเลิก พระราชกฤษฎีกาจะถูก
ยกเลิกโดยปริยาย
4. กฎกระทรวง กฎทบวง (Ministerial Regulation) เป็นกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหา รคือ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวนั้นๆ เป็นผู้ออกด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี และโดยอาศัยอำนาจตาม
พระราชบัญญัติฉบับใดฉบับหนึ่ง เป็นกฎหมายที่กำหนดเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ เพื่อปฏิบัติงานให้เป็นไปตาม
ตามพระราชบัญญัตินั้นโดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ต้องผ่านความเห็นชอบจาก
คณะรัฐมนตรี และประกาศในราชกิจจานเุ บกษา จึงใชบ้ งั คับกับประชาชนทัว่ ไป เชน่ กฎกระทรวงกำหนดลักษณะ
ของสถานพยาบาลและลกั ษณะการให้บริการของสถานพยาบาล พ.ศ.2558 กฎกระทรวง กำหนดชอ่ื สถานพยาบาล
และการแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อสถานพยาบาล ผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล อัตราค่ารักษาพยาบาล
ค่าบรกิ าร และสิทธิของผปู้ ว่ ย พ.ศ.2558
5. ระเบียบ และข้อบังคับ (Rule/Regulation/Discipline) เป็นกฎหมายที่ออกโดยหัวหน้าหน่วยงาน/
องค์กร ผ่านความเห็นชอบจากผู้บริหารหน่วยงานหรือคณะกรรมการ เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีปฎิบัติงานของ
หน่วยงานนั้น โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติฉบับใดฉบับหนึ่ง เช่น ข้อบังคับสภาการพยาบาลว่าด้วย
วทิ ยาลัยพยาบาลและผดุงครรภ์ขัน้ สูงแห่งประเทศไทย พ.ศ.2553 เปน็ ตน้
6. ประกาศ และคำสั่ง (Announcement/Command) เป็นกฎหมายที่ออกโดยหัวหน้าหน่วยงาน เพ่ือ
เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานในหน่วยงาน โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ หรือเพื่อปฏิบัติงานตาม
พระราชบัญญัติ เช่น ประกาศสภาการพยาบาลเรื่องห้ามมิให้ยาหรือสารละลายทางหลอดเลือดดำ ประกาศสภา
การพยาบาลเรื่องมาตรฐานการพยาบาลและการผดุงครรภ์ระดับทตุ ิยภูมแิ ละตติยภมู ิ ประกาศกระทรวงสาธารณะ
สุขเร่ืองยาสามญั ประจำบ้าน เปน็ ตน้
7. อื่นๆ เป็นกฎหมายที่ออกโดยองค์กรปกครองตนเอง เช่น ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ข้อบัญญัติเมือง
พทั ยา ข้อบัญญัติจงั หวัดและเทศบญั ญตั ิ ซงึ่ มีผลบังคับเฉพาะพนื่ ท่เี ทา่ น้นั เปน็ ตน้
6.3 ขน้ั ตอนของระบบศาลไทย
ระบบของกฎหมายในโลก
ระบบกฎหมาย (Legal system) ในโลก แบง่ ออกเปน็ 2 ระบบใหญ่ๆ ได้แก่
1. ระบบกฎหมายจารีตประเพณี หรือระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร (Common law system) มี
แหลง่ กำเนดิ และวิวฒั นาการมาจากประเทศองั กฤษ จากจารีตประเพณีของชนเผ่าพ้นื เมอื งของประเทศอังกฤษ โดย
มีระบบการพิจารณาพิพากษาคดี ที่อาศัยบรรทัดฐานจากคดีที่คล้ายคลึงกัน โดยอาศัยแบบอย่างที่ผู้พิพากษาคน
76
ก่อนๆ ได้ตัดสินคดีไว้เป็นบรรทัดฐาน จนมีคำกล่าวว่า “ผู้พิพากษาสร้างกฎหมาย” ต่อมาพระมหากษัตริย์ได้
พยายามสร้างหลักเกณฑ์การพิจารณาคดี เพื่อความเป็นธรรมในกรอบเดียวกัน โดยจัดตั้งศาลและส่งผู้พิพากษา
(judge made law) ที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา ประเทศทีใช้กฎหมายระบบจารีตประเพณี ได้แก่ ประเทศอังกฤษ และ
ประเทศทเี่ คยเปน็ อาณานิคมของประเทศอังกฤษ เช่น สหรัฐอเมรกิ า แคนาดา ออสเตรเลยี นิวซีแลนด์ อินเดยี
2. ระบบกฎหมายลายลกั ษณ์อกั ษร หรือระบบประมวลกฎหมาย (Civil/Code law system) มีแหล่งกำเนิด
จากชาวโรมันในสมัยพระเจ้าจัสติเนียน (Justinian) ซึ่งได้รับการจัดอย่างเป็นระบบโดยนำคำพิพากษาของศาล
และการตีความของนักปราชญ์ทางกฎหมายบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรจนได้เป็นกฎหมาย ทั้งนี้ การพิจารณาคดี
ของศาลจะพิจารณาจากหลักเกณฑ์ทั่วไปสู่การพิจารณาเฉพาะเรื่อง โดยการตีความต้องพิจารณาตามตัวบท
กฎหมาย คำพิพากษาของศาลเปน็ เพียงตวั อย่างในการประยุกต์กฎหมายกับข้อเท็จจริง ประเทศในภาคพื้นยุโรปได้
นำหลักเกณฑ์ของระบบนี้ มาร่างเป็นประมวลกฎหมายชองประเทศ เช่น ผรั่งเศส เบลเยี่ยม อิตาลี เยอรมัน เดน
มารค์ ออสเตรีย สเปน โปรตเุ กส สวสิ เซอรแ์ ลนด์ ญ่ีปุน่ จนี รวมทัง้ ประเทศไทย
กล่าวโดยสรุป ระบบกฎหมายจารีตประเพณี การพิพากษาคดียึดตามคำพิพากษาฉบับเดิม จึงป็นการ
พิจารณาคดีเฉพาะเรื่องไปสู่เรื่องทั่วไป (Induction) ส่วนระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร ศาลต้องพิพากษาคดี
ตามด้วยตัวบทกฎหมาย จึงเป็นการพิจารณาคดีจากหลักเกณฑ์ทั่วไปสู่เฉพาะเรื่อง (deduction) และคำพิพากษา
ของศาลเป็นเพยี งตวั อยา่ งของการใชก้ ฎหมาย
การจำแนกรปู แบบของระบบศาลในตา่ งประเทศนั้น อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ระบบ คอื ระบบ “ศาลเดี่ยว”
และระบบ “ศาลคู”่
ระบบศาลเดี่ยว เป็นระบบที่ให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาททุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นคดี
แพ่ง คดีอาญา คดีปกครอง หรือคดีประเภทอื่น ๆ ระบบนี้เป็นระบบที่ใช้กันมากที่สุด ประเทศที่ใช้ระบบนี้ ได้แก่
กลุ่มประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law) เช่น สหราชอาณาจกั ร สหรัฐอเมริกา เปน็ ตน้
ระบบศาลคู่ เป็นระบบทใี่ ห้ศาลยุติธรรมมอี ำนาจวินจิ ฉยั ชี้ขาดข้อพิพาทเฉพาะคดีแพง่ และคดอี าญาเท่าน้ัน
ส่วนคดีปกครองแยกให้ศาลปกครองเป็นศาลท่ีมีอำนาจในการวินจิ ฉยั คดีดงั กล่าว ข้อพิจารณาของระบบศาลคู่ คือ
การแยกระบบของผูพ้ ิพากษาและการแยกองคก์ รศาลปกครองออกจากระบบศาลยุติธรรม ประเทศที่ใช้ระบบศาล
คู่ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร (Civil Law) เช่น ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม สหพันธ์
สาธารณรฐั เยอรมนั เปน็ ตน้
ระบบศาลของประเทศไทยเป็นระบบศาลคู่ แยกเปน็ อสิ ระจากกนั มผี ูพ้ พิ ากษาหรอื ตลุ าการของแต่ละศาล
โดยเฉพาะ จะย้ายจากศาลหนึ่งไปดำรงตำแหน่งในอีกศาลหนึ่งไม่ได้ ทั้งนี้ เพื่อให้แต่ละคดีได้รับการวินิจฉัยโดยผู้
พิพากษาหรอื ตลุ าการท่ีมีความรคู้ วามเข้าใจกฎหมายและลักษณะคดีแตล่ ะประเภทเหล่านน้ั เป็นผชู้ ้ขี าดตัดสิน ด้วย
วิธีพิจารณาที่เหมาะสม นอกจากนี้ ปัญหาใดอันเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ย่อมไม่อาจวินิจฉัยโดย
ศาลธรรมดาได้ ต้องใหศ้ าลรฐั ธรรมนญู เป็นผวู้ นิ ิจฉยั
ศาลของประเทศไทย มีอยู่ 4 ศาล คือ ศาลรฐั ธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลทหาร ศาลยุตธิ รรม
1. ศาลยุติธรรม มีอำนาจพิจารณาพพิ ากษาคดีท้ังปวง เว้นแต่คดที ี่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของ
ศาลอื่น ศาลยุติธรรมมีรูปแบบการพิจารณาคดีด้วย “ระบบกล่าวหา” ที่มีผู้พิพากษาเป็นคนกลางทำหน้าที่ตัดสิน
77
คดีความ ศาลยตุ ธิ รรมมี 3 ชั้น คือ ศาลชน้ั ต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎกี า ซ่ึงศาลยุติธรรมในทน่ี ีไ้ ด้แก่ ศาลแพง่ ศาล
อาญา ศาลจงั หวัด ศาลแขวง ศาลแรงงาน ศาลภาษี ศาลเด็กและเยาวชน เป็นตน้
2. ศาลปกครอง คือศาลที่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดีในทางปกครอง ที่เป็นข้อพิพาท
ระหว่างหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับ
ประชาชน โดยรปู แบบการพิจารณาคดีใช้ “ระบบไต่สวน” ทศี่ าลเป็นผ้คู ้นหาความจริงด้วยตนเอง ศาลปกครองมี 2
ชน้ั คอื ศาลปกครองชั้นต้น และศาลปกครองสงู สดุ
3. ศาลรัฐธรรมนูญ คือศาลที่มีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดกฎหมายและข้อบังคับอื่นๆ ว่าขัดหรือแย้ง กับ
รัฐธรรมนญู หรือไม่ อยา่ งไร
4. ศาลทหาร คือศาลที่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดีที่ทหารกองประจำการกระทำผิด ตาม
กฎหมายพระธรรมนูญศาลทหาร
ศาลและลำดับชน้ั ของศาล
ศาล (Court) หมายถึง ผู้พพิ ากษา (judge) และตวั ศาล (Court) ซึ่งเปน็ สถานที่สำหรับพิจารณาคดีของผู้
พพิ ากษาตามพระธรรมนญู ศาลยตุ ิธรรม
ศาลแบ่งออกเปน็ 3 ชัน้ ไดแ้ ก่ ศาลชนั้ ตน้ ศาลช้ันอทุ ธรณ์ และศาลฏีกา
1. ศาลช้นั ตน้ (Civil court/Court in the First Instance) เปน็ ศาลยุติธรรมที่พิจารณาและชี้ขาดตดั สนิ
คดใี นช้นั แรก เม่ือมีการฟ้องร้องและนำเข้าสู่กระบวนการยุตธิ รรม แบง่ ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ศาลช้ันต้นทว่ั ไป
ศาลพเิ ศษ และศาลชำนัญพิเศษ
1.1 ศาลช้ันต้นทว่ั ไป มที ั้งในเขตกรงุ เทพมหานครและต่างจงั หวัด ประกอบด้วย ศาลแขวง ศาล
จงั หวัด ศาลอาญา และศาลแพ่ง
- ศาลแขวง มผี ูพ้ ิพากษา 1 คน มอี ำนาจในการตดั สนิ คดีแพ่งที่มที นุ ทรัพย์ไมเ่ กิน 300,000
บาท หรือคดีอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกไมเ่ กิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรอื ทั้งจำ
ท้งั ปรบั ในกรณีทจ่ี ะลงโทษจำคกุ เกิน 6 เดือนหรือปรบั เกนิ 10,000 บาทหรือทั้งจำท้งั ปรับ
ต้องให้ผู้พากษาอีกคนหนึ่งรว่ มเปน็ องค์คณะในการพิพากษาคดี
- ศาลจงั หวัด มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพง่ และคดีอาญาทั่วไป กล่าวคือ คดีแพง่ ท่ีทุน
ทรพั ย์เกิน 300,000 บาท หรือคดีอาญาทมี่ ีอัตราโทษจำคกุ เกนิ 3 ปหี รอื ปรับเกนิ 60,000
บาท หรือทงั้ จำท้ังปรบั องค์คณะประกอบด้วย ผู้พพิ ากษาอย่างนอ้ ยสองคน และตอ้ งไมเ่ ป็น
ผพู้ พิ ากษาประจำศาลเกิน 1 คน หากในจังหวดั นนั้ ไม่มีศาลแขวง ให้ศาลจังหวัดมีอำนาจ
พิจารณาคดที ี่อย่ใู นอำนาจศาลแขวง เนื่องจากคำว่า “ศาลจงั หวัด” หมายถงึ เขตอำนาจศาล
ไม่ได้หมายถึงเขตปกครองจงั หวดั ดงั นน้ั จะเห็นได้ว่าจงั หวดั หนึ่งอาจมีศาลจังหวัดท่ีเปน็ ชือ่
อำเภอได้ เช่น ศาลจงั หวดั สคี ้ิว ศาลจังหวัดพทั ยา ศาลจงั หวดั มีนบรุ ี ศาลจังหวัดปทมุ วนั
- ศาลอาญา พิจารณาเฉพาะความผิดทางอาญา
- ศาลแพง่ พิจารณาเฉพาะความผิดทางแพง่
1.2 ศาลพิเศษ และศาลชำนญั พิเศษ ศาลพเิ ศษ ได้แก่ ศาลเยาวชนและครอบครัว สว่ นศาลชำนัญพเิ ศษ
มี 4 ศาล ได้แก่ ศาลภาษีอากรกลาง ศาลล้มละลายกลาง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
78
กลาง และศาลแรงงาน ศาลพิเศษและศาลชำนัญพิเศษเป็นศาลขั้นต้นที่ใช้พิจารณาพิเศษ ตามที่บัญญัติไว้ใน
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลและวิธีพิจารณาคดีของศาลนั้นๆ ซึ่งแตกต่างจากศาลชั้นต้นทั่วไป โดยผู้พิพากษาศาล
พิเศษและศาลชำนัญพิเศษจะเป็นผู้พิพากษาที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง
ศาลแรงงาน และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จะมีบุคคลภายนอกที่มิใช่ผู้พิพากษา
แตม่ คี วามรูแ้ ละความเขา้ ใจในเร่ืองนั้นๆ ไดร้ บั การแต่งตง้ั เปน็ ผ้พู ิพากษาสมทบเขา้ มารว่ มพจิ ารณาและพิพากษาคดี
ด้วย คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลในกลุ่มนี้บางศาล กฎหมายกำหนดให้อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฏีกา ซึ่งในศาลฏี
กาจะมแี ผนกคดชี ำนญั พิเศษเพื่อพิพากษาคดีประเภทน้ีโดยเฉพาะ ไดแ้ ก่ แผนกคดแี รงงาน แผนกคดีทรัพย์สินทาง
ปญั ญาและการค้าระหว่างประเทศ แผนกคดภี าษอี ากร และแผนกคดีลม้ ละลาย
2. ศาลอุทธรณ์ (Appeal Court) เป็นศาลลำดับที่สูงกว่าศาลชั้นต้น มีองค์คณะผู้พิพากษาอย่างน้อย 3
คน เพือ่ พิจารณาตัดสินคดีทศี่ าลชัน้ ตน้ ได้ตัดสินแลว้ แต่คู่ความยงั ต้องการความเป็นธรรม ซึ่งการตัดสินคดีของศาล
อุทธรณ์จะเป็นไปในลักษณะยืนตาม แก้ไข กลับหรือยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น มิใช่เป็นพิจารณาคดีใหม่
นอกจากนี้ ศาลอุทธรณ์ยงั มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคำรอ้ งขออุทธรณ์ของคู่กรณี หาดคู่กรณียังไม่พอใจในคำตัดสินใน
ชั้นศาลอุทธรณ์ สามารถฏีกาได้ ทั้งนี้ ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขการฏีกาที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งมีอำนาจพิ จารณา
คำสั่งอ่ืนๆ เช่น คำสงั่ การขอประกันตวั ในคดีอาญา การขอทเุ ลาการบงั คับในคดแี พง่
3. ศาลฏีกา (Supreme Court) เป็นศาลสูงสุด มีประธานศาลฏีกา ซึ่งเป็นประมุขของตุลาการศาล
ยุติธรรม เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด มีเพียงศาลเดียวตั้งอยูใ่ นกรงุ เทพมหานคร องค์คณะผู้พิพากษาอย่างน้อย 3 คน
ศาลฏกี ามอี ำนาจพจิ ารณาพพิ ากษาคดีที่อทุ ธรณ์คำพิพากษา หรอื คำสงั่ ของศาลชน้ั ต้นหรอื ศาลอุทธรณ์แล้วแต่กรณี
ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวา่ ด้วยการอุทธรณ์ฏีกา การวินิจฉัยชี้ขาดของศาลฏกี าถือเป็นที่สุดหรอื เป็นคดแี ดง
ซึง่ ค่กู รณไี มส่ ามารถนำกลับมาฟอ้ งร้องได้
ตัวอย่างเช่น สภาการพยาบาลออกข้อบังคับสภาการพยาบาลว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพการ
พยาบาลและผดุงครรภ์ พ.ศ. 2550 หากพยาบาลวิชาชีพประพฤติผิดจริยธรรมวิชาชีพหรือผิดมาตรฐานการ
พยาบาล ย่อมมีความผิดและได้รับโทษทางวิชาชีพ ข้อบังคับสภาการพยาบาลถือว่าเป็นกฎหมายสำหรับพยาบาล
วชิ าชพี ทกุ คนทตี่ ้องปฏบิ ัติ มิฉะนั้นจะมคี วามผดิ และไดร้ ับโทษตามกฎหมายวิชาชีพการพยาบาลและผดุงครรภ์ แต่
หากสภาการพยาบาลออกประกาศเชิญสมาชิกใช้สิทธิเลือกตั้งกรรมการสภาที่หมดวาระไม่ถือว่าเป็นกฎหมาย
เนื่องจากไม่ใช่ข้อบังคับหรอื คำส่งั และไม่มสี ภาพบังคับ (แสงทอง ธีระทองคำ และไสว นรสาร, 2560)
สรุป
พยาบาลวิชาชีพ มีบทบาทในการดูแลผู้รับบริการโดยใช้กระบวนการพยาบาล รวมทั้งเป็นผู้ช่วยเหลือ
แพทย์กระทำการรักษาโรค โดยมีขอบเขตปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว จึงต้องระมัดระวังการกระทำเกินขอบเขตที่
กฎหมายกำหนด ดังนั้นพยาบาลวิชาชีพต้องมีความรู้เบื้องต้นทางกฎหมาย เพื่อที่จะปฏิบัติงานได้อย่างมั่นใจ มี
ความสุขกับการทำงาน และมีความเจริญกา้ วหนา้ ในหน้าทีก่ ารงาน สรา้ งช่ือเสยี งใหก้ บั วชิ าชีพตอ่ ไป
79
บรรณานุกรม
ชัชวาล วงค์สาร,ี และอทุ ยั วรรณ พงษบ์ ริบรู ณ์. (2557). กฎหมายและจรรยาบรรณวชิ าชีพการพยาบาลและ
กฎหมายอืน่ ท่ีเกยี่ วข้อง (พมิ พ์คร้งั ที่ 1). กรงุ เทพฯ: เอน็ พี เพรส.
พร้อมจิตร ห่อนบุญเหิม, และชำนาญ มีนิยม. (2553). กฏหมายและจริยศาสตร์สำหรับพยาบาล (พิมพ์ครั้งที่ 1).
มหาสารคาม: อภิชาตกิ ารพิมพ.์
ราชบณั ฑติ ยสถาน. (2556). พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑิตสถาน 2554. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์พบั ลเิ คชั่นส์.
วโิ รจน์ ไววาณิชกิจ. (2558). เวชจรยิ ศาสตร์การพทยแ์ ละสาธารณสุข และ กรณีศึกษษสำหรบั แพทย์ พยาบาล
และบุคลากรทางการแพทย์. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์แห่งจฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
สมใจ ศริ ะกมล. (2556). กฎหมายท่เี กยี่ วข้องกบั การประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดงุ ครรภ์ (พิมพ์ครงั้ ท่ี
1). เชียงใหม่: ครองช่าง พรนิ้ ตง้ิ .
แสวง บญุ เฉลิมวภิ าส. (2556). กฎหมายและข้อควรระวงั ของผูป้ ระกอบวิชาชีพแพทย์ พยาบาล (พมิ พค์ ร้ังท่ี 6).
กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์เดือนตุลา.
แสงทอง ธีระทองคำ, และไสว นรสาร. (2558). กฎหมายสำหรับพยาบาล (พิมพ์ครง้ั ท่ี 3). กรงุ เทพฯ: คณะ
แพทยศาสตรโ์ รงพยาบาลรามาธบิ ดี มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล.
แสงทอง ธรี ะทองคำม และไสว นรสาร. (2560). กฎหมายสำหรบั พยาบาล (ฉบบั เรียบเรยี งครง้ั ท่ี 2, พมิ พ์ครั้งที่ 1).
กรงุ เทพฯ: คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหดิ ล.
อรนิช แสงจันทร์. (2549). กฎหมายและจริยศาสตร์กบั การพยาบาล. สงขลา: ลิมบราเดอร์การพิมพ์.