การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความส าคัญ โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ จุติภรณ์ สิทธิศรี งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 2566
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความส าคัญ โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ นางสาวจุติภรณ์ สิทธิศรี รหัสนักศึกษา 62100101207 งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 2566
ก ค ำน ำ การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความ ส าคัญ โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน อุดรธรรมานุสรณ์อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีรายวิชาการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 2 รหัสวิชา ED18502 งานวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้จัดท าขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ที่มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ โดยได้มีการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงวิธีการ ด าเนินการวิจัย เพื่อให้การด าเนินการท าการวิจัยในครั้งนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ขอขอบพระคุณ อาจารย์นุชนงค์ อุเทศพรรัตนกุล ที่ได้ให้ค าแนะน าในการปรับปรุงแก้ไข การด าเนินการจัดท าการวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า งานวิจัยฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อ นักวิจัยและผู้ที่เกี่ยวข้องในการท าวิจัยเพื่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ อย่างมีประสิทธิภาพและเพื่อใช้ในการน าเสนอผลการวิจัยที่ถูกต้อง สมบูรณ์ต่อไป จุติภรณ์ สิทธิศรี นักศึกษาฝึกปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
ข สำรบัญ เรื่อง หน้ำ ค ำน ำ................................................................................................................. ......................... ก สำรบัญ....................................................................................................................................... ข บทที่ 1 บทน ำ............................................................................................................................ 1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา....................................................................... 1 วัตถุประสงค์การวิจัย.................................................................................................... 3 สมมุติฐานในการวิจัย.................................................................................................... 3 ขอบเขตของการวิจัย.................................................................................................... . 4 นิยามศัพท์เฉพาะ............................................................................................... ........... 5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ............................................................................................ 6 บทที่ 2 เอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง................................................................................... 7 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551…… 7 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้KWL Plus………… 10 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน.............................................................. 13 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอ่านจับใจความส าคัญ.......................................................... 16 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของนวัตกรรม....................................................... 21 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง................................................................................................... .... 23 บทที่ 3 วิธีกำรด ำเนินกำรวิจัย.................................................................................................. 28 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง........................................................................................... 28 แบบแผนการวิจัย.......................................................................................................... 28 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย............................................................................................... 29 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ................................................................................ 29 การเก็บรวบรวมข้อมูล.................................................................................................. 33 การวิเคราะห์ข้อมูล....................................................................................................... 34 สถิติที่ใช้ในการวิจัย................................................................................................. ...... 34 บทที่ 4 ผลกำรวิเครำะห์ข้อมูล.................................................................................................. 40 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล......................................................... 40 ล าดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล.......................................................... 41 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล................................................................................................... 41
ค สำรบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้ำ บทที่ 5 สรุปผล อภิปรำยผล และข้อเสนอแนะ........................................................................ 48 สรุปผลการวิจัย............................................................................................................. 48 อภิปรายผลการวิจัย...................................................................................................... 49 ข้อเสนอแนะ................................................................................................................. 51 บรรณำนุกรม....................................................................................................... ...................... 52 ภำคผนวก.................................................................................................................................. 56 ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูล……………………………… 57 ภาคผนวก ข แบบทดสอบวัดประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน………………………….…… 119 ภาคผนวก ค ภาพการเก็บรวบรวมข้อมูล………………………………………………................ 127 ภาคผนวก ง ตารางสรุปผลการประเมินความสอดคล้องของแบบทดสอบ……………….. 132 ภาคผนวก จ ประวัติผู้เชี่ยวชาญ………………………………………………………………………… 144 ภาคผนวก ฉ ประวัติผู้วิจัย............................................................................................ 146
ง สำรบัญตำรำง เรื่อง หน้ำ ตารางที่ 1 ตารางแบบแผนการวิจัยจ าแนกตามตัวแปรตาม........................................................ 28 ตารางที่ 2 ตารางสรุปผลการวิเคราะห์………………………….......................................................... 41 ตารางที่ 3 ตารางการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการพัฒนาผลสัมฤทธิ์............................................ 42 ตารางที่ 4 ตารางการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน................... 43 ตารางที่ 5 ตารางผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน..................................... 45 ตารางที่ 6 ตารางการเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางภาษาไทยหลังเรียน........................... 46 ตารางที่ 7 ตารางค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติทดสอบที และระดับนัยส าคัญทาง สถิติ........................................................................................................................... 47
จ กิตติกรรมประกำศ การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความ ส าคัญ โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน อุดรธรรมานุสรณ์ อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งส าเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความอนุเคราะห์จาก อาจารย์นุชนงค์ อุเทศพรรัตนกุล อาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย ผู้คอยให้ค าปรึกษา แนะน าแนวทางการแก้ไข ปรับปรุง เพื่อให้วิจัยฉบับนี้มีความถูกต้องสมบูรณ์ขึ้นตามล าดับ รวมถึงการให้ก าลังใจแก่ผู้วิจัยด้วย ความรัก และเอาใจใส่ด้วยดีเสมอมา ผู้วิจัยขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ นางสาวจีรนันท์ ละม่อมสาย ผู้อ านวยการโรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ ผู้คอยให้ก าลังใจ และแนะน าข้อคิดเห็น ท าให้วิจัยฉบับนี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ นางนาถตะยา จันทร์โพธิ์ศรี หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ที่คอยให้ค าปรึกษา และแนะแนวทางการท าวิจัย ตลอดจนทักษะต่างๆ อันเป็นประโยชน์แก่การท า วิจัย ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ นางสกลรัตน์ สวยรูป ครูพี้เลี้ยง ที่คอยให้ก าลังใจ ค าปรึกษา และแนะ แนวทางการท าวิจัยต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์แก่การท าวิจัย ท าให้วิจัยฉบับนี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ คุณครูโรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ ที่คอยให้ก าลังใจ ค าปรึกษา และ ค าแนะน าในการท าวิจัย อันเป็นประโยชน์ต่อการท าวิจัย ผู้วิจัยขอขอบคุณท่าน บิดา มารดา และครอบครัว ผู้อยู่เบื้องหลังความส าเร็จของชีวิตที่ได้ มอบความรัก ความเมตตา ความผูกพัน ความดูแลเอาใจใส่ และให้ก าลังใจกันเสมอมา อีกทั้ง สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการท าวิจัยให้สมบูรณ์ได้ด้วยดี ผู้วิจัยขอขอบคุณ นางสาวอินทิรา อินภูวงษ์ นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่คอยอยู่ เคียงข้าง ให้ก าลังใจให้ความห่วงใย และคอยดูแลกันเสมอมา ผู้วิจัยขอขอบคุณตัวเอง ที่มีความตั้งใจ มีความรับผิดชอบ และมีความเข้มแข็งในการท าวิจัย จนท าให้วิจัยเล่มนี้คืออีกหนึ่งความส าเร็จอีกในชีวิตการเป็นนักศึกษา ท้ายนี้ ผู้วิจัยขอขอบคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านที่มิได้เอ่ยนาม มา ณ ที่นี้ จากสิ่งที่ได้กล่าว มาทั้งหมดของทุกท่านจะอยู่ในความทรงจ าของผู้ท าวิจัยตลอดไป จุติภรณ์ สิทธิศรี
บทที่ 1 บทน ำ 1. ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรม อันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อ สร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ท าให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และด ารงชีวิต ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และยังเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ กระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนน าไปใช้ในการพัฒนาอาชีพ ให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดง ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ด้านวัฒนธรรม ประเพณีสุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้ าค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์ และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความช านาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อน าไปใช้ในชีวิตจริง การอ่าน การอ่านออกเสียงค า ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว ค าประพันธ์ชนิดต่าง ๆ การอ่านในใจเพื่อสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่าน เพื่อน าไปปรับใช้ในชีวิตประจ าวัน การอ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและ บทร้อยกรองเป็นท านองเสนาะได้ถูกต้อง อธิบายความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัยของค า ประโยค ข้อความ ส านวนโวหาร จากเรื่องที่อ่าน เข้าใจค าแนะน า ค าอธิบายในคู่มือต่าง ๆ แยกแยะ ข้อคิดเห็นและข้อเท็จจริง จับใจความส าคัญของเรื่องที่อ่านและน าความรู้ความคิดจากเรื่องที่อ่านไป ตัดสินใจแก้ปัญหาในการด าเนินชีวิต มีมารยาทและมีนิสัยรักการอ่าน และเห็นคุณค่าสิ่งที่อ่าน (หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551, 37-40) จะเห็นได้ว่า ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานและหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี 2551 ได้เน้นให้ผู้เรียนรู้จักกระบวนและวิธีการอ่านเพื่อที่จะสามารถจับใจความสรุปเนื้อหาต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง รวมถึงให้ผู้เรียนรู้จักภาษาที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์และเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของ ชาติอันจะก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและการสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน สานสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกัน ท าให้ สามารถประกอบธุรกิจการงานด ารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างสันติสุข รวมถึงสามารถศึกษาเรื่องราว ทางภูมิปัญญาของบรรพบุรุษทั้งทางด้านวัฒนธรรมประเพณีสุนทรียภาพ ถือเป็นสมบัติอันล้ าค่าควรที่ จะอนุรักษ์ให้คงอยู่ การอ่านจับใจความส าคัญจึงเป็นส่วนส าคัญที่ช่วยให้บุคคลต่าง ๆ สามารถ ท าความเข้าใจกับเนื้อเรื่องหรือเรื่องราวที่ให้ความสนใจและน าข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์สังเคราะห์
2 หาประโยชน์ที่ได้จากการอ่าน และสามารถน าประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ไม่จ าเป็นที่จะต้องอ่านเฉพาะ บทร้อยแก้วแต่ยังรวมไปถึงบทประพันธ์งานวรรณคดีวรรณกรรมบทร้อยกรองปกติเพื่อที่จะให้ทราบ ถึงเรื่องราวข้อเท็จจริงและสามารถน าเรื่องราวเหล่านั้นมาปรับใช้ในการด าเนินชีวิตให้ได้มากที่สุด ให้เห็นคุณค่าความส าคัญของสิ่งที่ตนเองอ่านได้อย่างลึกซึ้งและมีประโยชน์อย่างแท้จริง การจัดการเรียนการสอนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ ประจ าปี การศึกษา 2566 พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ นักเรียนส่วนใหญ่มี ข้อบกพร่องทางด้านการอ่านจับใจความส าคัญ เพราะนักเรียนยังคงขาดความรู้พื้นฐานทางภาษาไทย ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านการอ่าน นักเรียนไม่มีนิสัยรักการอ่าน มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อหนังสือ ไม่ชอบการ อ่านหนังสือหรือจดจ่อกับการอ่าน นักเรียนบางส่วนอ่านหนังสือไม่คล่อง ออกเสียงไม่ถูกต้องตาม อักขระ และที่ส าคัญนักเรียนอ่านจับใจความส าคัญไม่ได้ หรือจับใจความส าคัญได้ไม่ถูกต้อง ท าให้ นักเรียนไม่สามารถสรุปเรื่องราวเป็นค าพูดของตนเองได้ ผู้วิจัยจึงได้ค้นหาวิธีการแก้ปัญหาในการอ่านของนักเรียน พบว่า เทคนิคการสอนแบบ KWL Plus ซึ่งเป็นเทคนิคการสอนอ่านที่เน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการอ่านจับใจความได้เป็นอย่างดี ดังที่ (วัชรา เล่าเรียนดี, 2547:92-94) ได้กล่าวไว้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ KWL Plus แนวการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ที่มีการคิดค้นขึ้นมาอย่างมากมายนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ KWL Plus เป็นวิธีการสอนที่น่าสนใจวิธีหนึ่งเพราะเป็นการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะกระบวนการทาง ความคิด ฝึกท าความเข้าใจกับเรื่องที่อ่านโดยใช้โครงสร้างความรู้ที่ตนเองมีอยู่ และรูปแบบการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบ KWL Plus ยังสามารถช่วยให้ผู้เรียนจดจ าเนื้อหา ใจความส าคัญของเรื่องที่ อ่าน และน าเสนอออกมาในรูปแบบที่หลากหลาย จากการศึกษาเอกสารผลการวิจัยทั้งต่างประเทศ และในประเทศชี้ให้เห็นว่า นักเรียนที่ได้รับการสอนด้วยเทคนิค KWL Plus เป็นการจัดกิจกรรมการ สอนอ่านที่เปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้ใช้ความรู้ความเข้าใจจากประสบการณ์เดิมของตนที่มีอยู่ให้เกิด ประโยชน์ช่วยตีความหรืออธิบายความหมายในเนื้อเรื่อง เช่น มีการคาดคะเนเหตุการณ์ในเรื่องที่อ่าน การตรวจสอบความถูกต้องของการคาดคะเน และการตั้งค าถามเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน นอกจากนี้ Carr and Ogle (อ้างถึงใน มิ่งขวัญ สุขสบาย, 2562:28) การจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบ KWL Plus ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนคือ K (Know) เป็นขั้นตรวจสอบประสบการณ์เดิม ของผู้เรียนว่าผู้เรียนมีพื้นฐานในสิ่งที่เรียนเพียงใด ขั้นนี้เป็นการเตรียมผู้เรียนในการเรียนรู้เนื้อหาใหม่ เช่น ผู้สอนและผู้เรียนช่วยกันบันทึกบนกระดานให้ชัดเจน ประกอบด้วยความคิดหลัก ความคิดรอง และความคิดย่อย ตามล าดับ โดยผู้สอนจะจัดข้อความที่เป็นความคิดให้ถูกต้องก่อนที่จะให้ผู้เรียน คัดลอกแผนที่ความคิดนั้นลงในแผ่นกระดาษ กิจกรรมขั้นต่อมา คือ W (Want to Know) เป็น ขั้นตอนที่ผู้เรียนวิเคราะห์ว่าตนเองต้องการรู้อะไรในเรื่องที่จะอ่าน เป็นการระบุเป้าหมายในการอ่าน ของผู้เรียนว่าตนต้องการเรียนรู้อะไรบ้าง ผู้สอนจะกระตุ้นให้ผู้เรียนฝึกตั้งค าถามด้วยตนเอง แล้วเขียน
3 ค าถามที่ตนมีลงในกระดาษให้มากที่สุด หลังจากนั้นผู้สอนให้ผู้เรียนอ่านข้อความหรือบทอ่านที่ผู้สอน เตรียมไว้ โดยกระตุ้นให้ผู้เรียนพยายามหาค าตอบในสิ่งที่ตนตั้งค าถามไว้แล้ว และในขั้นตอนสุดท้าย คือ L (Have learned) เป็นขั้นกิจกรรมที่ผู้เรียนส ารวจตัวเองว่า ได้เรียนรู้อะไรบ้างจากสิ่งที่อ่าน โดย หาค าตอบให้ตรงกับค าถามที่ตนเองตั้งไว้ แล้วจดบันทึกในสิ่งที่ตนได้เรียนรู้ ต่อมา Ogle ได้พัฒนาการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจาก KWL มาเป็น KWL Plus ดังนั้น ผู้ศึกษาค้นคว้าจึงเห็นว่า การจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบ KWL Plus เป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนที่มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อช่วย พัฒนาทักษะการอ่าน และขณะเดียวกันก็สามารถน าไปพัฒนาทักษะอื่น เช่น ฟัง พูด และเขียนได้ด้วย เพราะในแต่ละขั้นตอนของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ KWL Plus ผู้เรียนจะได้ฝึกทักษะภาษา ทุกด้าน คือ ฟัง พูด อ่าน เขียนไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกทั้งกระบวนการทางความคิด และฝึกทักษะทางภาษาทั้ง 4 ด้าน ไปพร้อมกัน จากความเป็นมาและปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยจึงมีความสนใจและต้องการที่จะแก้ไขปัญหา ดังกล่าวที่เกิดขึ้นโดยใช้การจัดการเรียนรู้กระบวนการเรียนรู้ KWL Plus เพื่อให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมใน กิจกรรมของชั้นเรียนและการจัดการเรียนการสอน และเพื่อกระตุ้นแนวคิดทางด้านการพัฒนาใน รายวิชาภาษาไทยในเรื่องการอ่านจับใจความส าคัญให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 2. วัตถุประสงค์กำรวิจัย 2.1 เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ KWL Plus ที่มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง การอ่าน จับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ โดยใช้กระบวนการ เรียนรู้ KWL Plus 3. สมมุติฐำนกำรวิจัย 3.1 ความสามารถในการอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ รูปแบบกระบวนการเรียนรู้ KWL Plus หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 80 3.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบกระบวนการเรียนรู้ KWL Plus หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
4 4. ขอบเขตของกำรวิจัย 4.1 ประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง 4.1.1 ประชากร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 3 ห้อง รวม 80 คน ประกอบด้วย นักเรียนชั้น ม.3/1, ม.3/2 และ ม.3/3 4.1.2 กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 ที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 1 ห้อง จ านวนนักเรียน 25 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย 4.2 ตัวแปรที่ใช้ในกำรวิจัย 4.2.1 ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ KWL Plus วิชา ภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 4.2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ 2. ความสามารถในการอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ 4.3 เนื้อหำที่ใช้ในกำรวิจัย เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นเนื้อหาในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ประกอบด้วยเนื้อหา 1 สาระ คือ สาระที่ 1 การอ่าน ตามมาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้าง ความรู้และความคิด เพื่อน าไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการด าเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน โดยมี ตัวชี้วัดได้แก่ ท 1.1 ม.3/1 อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองได้ถูกต้องและ เหมาะสมกับเรื่องที่อ่าน ท 1.1 ม.3/3 ระบุใจความส าคัญและรายละเอียดของข้อมูลที่สนับสนุนจาก เรื่องที่อ่าน ท 1.1 ม.3/4 อ่านเรื่องต่าง ๆ แล้วเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด บันทึก ย่อความและรายงาน โดยเนื้อหารายวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ประกอบด้วยเนื้อหา ดังนี้ 1. ความรู้เบื้องต้นการอ่านจับใจความส าคัญ (1 ชั่วโมง) 2. การอ่านจับใจความส าคัญจากนิทาน (1 ชั่วโมง) 3. การอ่านจับใจความส าคัญจากข่าว (1 ชั่วโมง)
5 4. การอ่านจับใจความส าคัญจากบทความ (1 ชั่วโมง) 5. การอ่านจับใจความส าคัญจากบทร้อยกรอง (1 ชั่วโมง) 4.4 ระยะเวลำที่ใช้ในกำรวิจัย ท าการวิจัยในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 5 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง เดือน พฤศจิกายน 2566 – เดือน มกราคม 2567 5. นิยำมศัพท์เฉพำะ กำรจัดกำรเรียนรู้โดยใช้วิธีกำรสอนแบบกระบวนกำรเรียนรู้ KWL Plus หมายถึง การ จัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการอ่าน ทักษะการคิดอย่างรู้ตัว การน าประสบการณ์เดิมของ ผู้เรียนมาช่วยในการตีความเนื้อเรื่อง การมีส่วนร่วมของนักเรียนในการตั้งค าถาม โดยมีขั้นตอนใน การสอน ดังนี้ 1) กิจกรรมนักเรียนรู้อะไร K (What do I know) 2) กิจกรรมนักเรียนต้องการรู้อะไร W (What do I want to learn) 3) กิจกรรมนักเรียนได้เรียนรู้อะไร L1 (What did I learn) 4) กิจกรรมสร้างเป็นแผนภูมิรูปภาพความคิด L2 (Mapping) 5) กิจกรรมการสรุปเรื่อง L3 (Summarizing) เพื่อสรุปเรื่องราวต่าง ๆ ที่เรียนอีก ครั้งหนึ่ง ผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียน หมายถึง ผลที่เกิดขึ้นจากกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ท าให้ ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมความรู้โดยสามารถวัดผลประเมินผลได้จาก กระบวนการต่าง ๆ เช่น ทางด้านพุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และเจตคติ ควำมสำมำรถในกำรอ่ำนจับใจควำม หมายถึง การศึกษาและการอ่านข้อมูลของเนื้อเรื่อง โดยมุ่งเน้นค้นหาสาระต่าง ๆ ของหนังสือหรือเรื่องราวเหล่านั้นทั้งที่เป็นบทความ วารสาร วรรณคดี วรรณกรรมโดยอาศัยหลักการจับใจความส าคัญของเรื่องและส่วนขยาย เพื่อให้ได้ใจความส าคัญของ เรื่องนั้นชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยข้อความต่าง ๆ ที่น ามาอาจจะใช้เป็นเพียงส่วนขยายของข้อความส าคัญ เหล่านั้นเพื่อประกอบการอธิบายและการท าความเข้าใจ โดยจะอาศัยแนวความคิดและแก่นของเรื่อง หัวใจของเรื่องที่ผู้เขียนมุ่งเน้นให้รับทราบเป็นส าคัญ ประสิทธิภำพของนวัตกรรม 80/80 หมายถึง รูปแบบวิธีการหรือกระบวนการสอนที่ใช้กับ กลุ่มเป้าหมายเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพทางด้านการเรียนและการอ่านเพื่อให้ผู้เรียนมีประสิทธิภาพ ทางด้าน การอ่านมากยิ่งขึ้นโดยเป็นการแสวงหานวัตกรรมหรือวิธีการสอนแบบใหม่ ๆ สื่อการสอน เพื่อที่จะใช้กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดองค์ความรู้โดยอาจจะเป็นชุดการเรียนการสอน รูปแบบการเรียนแบบ ส าเร็จรูป แบบฝึกทักษะหรือแบบฝึกหัดเข้ามาเป็นเกณฑ์ช่วยในการพิจารณาทางด้านผลการเรียนของ ผู้เรียน
6 80 ตัวแรก หมายถึง แบบประเมินพฤติกรรมที่ได้จากการประเมินหน่วยเรียนย่อย จากเรื่องที่น ามาให้ผู้เรียนร่วมกิจกรรมในทุกกิจกรรม ทุกรอบหรืออาจจะเป็นบททดสอบก่อนเรียน ซึ่งจะได้จากการที่ผู้เรียนเคยมีประสบการณ์ในเรื่องนั้นมาน้อยหรือยังไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องนั้น มาก่อนเลย 80 ตัวหลัง หมายถึง การประเมินรูปแบบพฤติกรรมผลลัพธ์ของพฤติกรรมที่ได้จาก บทเรียนนั้น ๆ หรือกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนที่ผู้เรียนได้ท าในทุกรอบ โดยจะต้องพิจารณาถึง ผลหลังจากการเรียนและการประเมิน รวมถึงประสิทธิภาพของผู้เรียนที่หลังจากได้มีประสบการณ์ใน เรื่องนั้นได้เรียนและลองท ากิจกรรมนั้น ๆ มาเป็นอย่างดีแล้ว 6. ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ 6.1 แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนกระบวนการเรียนรู้ KWL Plus วิชา ภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามขั้น การจัดการเรียนรู้ส าหรับผู้น าไปใช้ในการเรียนการสอนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยที่ สูงขึ้น 6.2 ผลการวิจัยในครั้งนี้จะท าให้ทราบถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การ อ่านจับใจความส าคัญของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 หลังจากจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ KWL Plus 6.3 ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนกระบวนการเรียนรู้ KWL Plus เพื่อเป็นแนวทางส าหรับผู้สอนในการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ รูปแบบการสอน KWL Plus ในวิชาอื่น ๆ
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความ ส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้ 2.1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2.1.1 หลักการของหลักสูตร 2.1.2 จุดมุ่งหมายของหลักสูตร 2.1.3 สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน 2.1.4 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 2.2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ KWL Plus 2.2.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ KWL Plus 2.2.2 ขั้นตอนของกระบวนการเรียนรู้ KWL Plus 2.3 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.3.1 ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.3.2 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.3.3 เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทย 2.3.4 วัตถุประสงค์ของการใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทย 2.4 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอ่านสรุปจับใจความส าคัญ 2.4.1 ความหมายของการอ่านสรุปจับใจความส าคัญ 2.4.2 กระบวนการอ่านสรุปจับใจความส าคัญ 2.4.3 องค์ประกอบของการอ่านสรุปจับใจความส าคัญ 2.5 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของนวัตกรรม 2.5.1 ความหมายของประสิทธิภาพ 2.5.2 ความหมายของเกณฑ์ประสิทธิภาพ 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ภาษาไทยมีความส าคัญอย่างยิ่งส าหรับคนไทย เพราะเป็นทั้งภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร ในประเทศไทย ทั้งยังเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติที่แสดงให้เห็นความรุ่งเรื่องที่ถูกคิดค้น ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อใช้โดยบรรพบุรุษแต่โบราณ ในการเรียนวิชาภาษาไทยได้ก าหนดแนวทางการ พัฒนาผู้เรียนเป็นหลักการที่ส าคัญไว้ ดังนี้
8 2.1.1 หลักการของหลักสูตร กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 4-10) ได้อธิบายถึงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน มีหลักการที่ส าคัญ ดังนี้ 2.1.1.1 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและ มาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายส าหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติและ คุณธรรมบนพื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล 2.1.1.2 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชนที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับ การศึกษาอย่างเสมอภาคและมีคุณภาพ 2.1.1.3 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอ านาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมใน การจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 2.1.1.4 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลา และการจัดการเรียนรู้ 2.1.1.5 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ 2.1.1.6 เป็นหลักสูตรการศึกษาส าหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบและตาม อัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์ 2.1.2 จุดมุ่งหมายของหลักสูตร กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 3-4) กล่าวว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบ อาชีพ จึงก าหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 2.1.2.1 มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มี วินัย และปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง 2.1.2.2 มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้ เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต 2.1.2.3 มีสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัยและรักการออกก าลังกาย 2.1.2.4 มีความรักชาติ มีจิตส านึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถี ชีวิต และการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2.1.2.5 มีจิตส านึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรม และภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และ พัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งท าประโยชน์ และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันใน สังคมอย่างมีความสุข
9 จากหลักการและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะเห็นได้ว่า หลักสูตรนั้นมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาผู้เรียนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน และเป็นหลักสูตรที่มีโครงสร้าง ยืดหยุ่น สามารถใช้ได้กับผู้เรียนในหลายรูปแบบและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด 2.1.3 สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 4) กล่าวว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะส าคัญ 5 ประการ ดังนี้ 2.1.3.1 ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มี วัฒนธรรมในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูล ข่าวสารด้วยหลักเหตุผล และความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดย ค านึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม 2.1.3.2 ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิด สังเคราะห์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อน าไปสู่การ สร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเอง และสังคมได้อย่างเหมาะสม 2.1.3.3 ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและ อุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรม และข้อมูล สารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์ และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกัน และแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยค านึงถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม 2.1.3.4 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการน ากระบวนการ ต่าง ๆ ไปใช้ในการด าเนินชีวิตประจ าวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การท างาน และการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและ ความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและ สภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 2.1.3.5 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ใน ด้านการเรียนรู้การสื่อสาร การท างาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมี คุณธรรม
10 จากการศึกษาสมรรถนะส าคัญของผู้เรียนนั้น มุ่งให้ผู้เรียนมีความสามารถในการสื่อสารมี ความสามารถในการคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และมีทักษะชีวิต ปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงใน ขณะเดียวกันก็สามารถที่จะเลือกใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม 2.1.4 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ กระทรวงศึกษาธิการ (2551: 5) กล่าวว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่าง มีความสุขในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ 2.1.4.1 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2.1.4.2 ซื่อสัตย์สุจริต 2.1.4.3 มีวินัย 2.1.4.4 ใฝ่เรียนรู้ 2.1.4.5 อยู่อย่างพอเพียง 2.1.4.6 มุ่งมั่นในการท างาน 2.1.4.7 รักความเป็นไทย 2.1.4.8 มีจิตสาธารณะ คุณลักษณะอันพึงประสงค์จะมุ่งเน้นให้นักเรียนมีคุณลักษณะ และพฤติกรรมตามที่ คาดหวัง นอกจากนี้สถานศึกษาสามารถก าหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติม ให้สอดคล้องตาม บริบทและจุดเน้นของตนเอง 2.2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ KWL Plus ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ KWL Plus ซึ่งประกอบด้วยความหมายของการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ KWL Plus และขั้นตอน การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ KWL Plus โดยมีรายละเอียดดังนี้ 2.2.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ KWL Plus Carr and Ogle (1987 : 626 - 631) ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ เทคนิค KWL Plus ไว้ดังนี้ K (What do I know?) เป็นขั้นตอนที่นักเรียนตรวจสอบหัวข้อเรื่องว่า ตนเองมีความรู้เกี่ยวกับหัวข้อเรื่องมากน้อยเพียงใด เป็นการน าความรู้เดิมมาใช้เพราะการเชื่อมโยง ความรู้ใหม่กับความรู้พื้นฐาน และประสบการณ์ของผู้เรียนเป็นสิ่งส าคัญในการจัดกิจกรรมก่อน การอ่าน ซึ่งเป็นการเตรียมนักเรียนในการเรียนรู้เนื้อหาใหม่ การบูรณาการระหว่างความรู้พื้นฐานและ เรื่องที่นักเรียนจะอ่าน ช่วยให้นักเรียนสามารถสร้างความหมายของบทอ่านได้ดีและผู้อ่านได้รับการ กระตุ้นความรู้พื้นฐานให้เหมาะสม ดังนั้น ในขั้นตอนนี้ทฤษฎีประสบการณเดิมซึ่งเป็นทฤษฎีว่าด้วย
11 หลักการน าความรู้พื้นฐาน ความรู้เดิมและประสบการณ์เดิมมาใช้ในการเรียนการสอน จึงเป็นทฤษฎีที่ เกี่ยวข้องและมีความส าคัญมาก W (What do I want to learn?) เป็นขั้นตอนที่นักเรียนจะต้องถามตนเอง ว่าต้องการรู้อะไรในเนื้อเรื่องที่จะอ่านบ้าง ซึ่งค าถามที่นักเรียนสร้างขึ้นก่อนการอ่านนี้ เป็นการ ตั้งเป้าหมายในการอ่านและเป็นการคาดหวังว่าจะพบอะไรในบทอ่านบ้าง L1 (What did I learn?) เป็นขั้นตอนที่นักเรียนส ารวจว่าตนเองได้เรียนรู้ อะไรบ้างจากบทอ่าน โดยนักเรียนจะหาค าตอบให้กับค าถามที่ตนเองตั้งไวในขั้นตอน W และจด บันทึกสิ่งที่ตนเองเรียนรู้พร้อมกับส ารวจข้อค าถามที่ยังหาค าตอบไม่ได้เพื่อค้นหาค าตอบต่อไป L2 (Mapping) เป็นขั้นตอนที่นักเรียนน าความรูที่ไดจากขั้นตอน K มาจัด กลุ่ม โดยเขียนความคิดหลักไว้ตรงกลาง แล้วแตกสาขาความคิดรอง ความคิดย่อยเพื่ออธิบายเพิ่มเติม L3 (Summarizing) เป็นขั้นตอนที่นักเรียนสรุปเรื่องราวจากแผนผัง ความคิดอีกครั้งหนึ่ง เกียรติชัย ยานะรังสี (2540: 39) กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิค KWL Plus เป็นยุทธวิธีการอ่านเพื่อความเข้าใจ เป็นการสอนที่สนับสนุนให้ผู้เรียนน าเอาประสบการณ์ เดิมมาช่วยในการตีความเนื้อเรื่องที่อ่าน ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการตั้งค าถาม ท าให้ผู้เรียนมี จุดประสงค์ในการอ่าน มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเพื่อนในกลุ่ม สุวิทย์ มูลค า และอรทัย มูลค า (2545: 88) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWL Plus เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการอ่าน ซึ่งสอดคล้องกับทักษะ การคิดอย่างรู้ตัวว่าตนคิดอะไร มีวิธีคิดอย่างไร สามารถตรวจสอบความคิดของตนเองได้ และสามารถ ปรับเปลี่ยนกลวิธีการคิดของตนได้ โดยผู้เรียนจะได้รับการฝึกให้ตระหนักในกระบวนการท าความ เข้าใจตนเอง มีการวางแผน ตั้งจุดมุ่งหมาย ตรวจสอบความเข้าใจของตน มีการจัดระบบข้อมูลเพื่อดึง มาใช้ภายหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฆนัท ธาตุทอง (2551: 234) ได้ให้ความหมายของ การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWL Plus ไว้ว่า เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการอ่าน โดยกระบวนการท าความเข้าใจตนเอง มีการวางแผน ตั้งจุดมุ่งหมาย ตรวจสอบความเข้าใจของตนเอง และมีการจัดระบบข้อมูล จากความหมายข้างต้นจึงสรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWL Plus หมายถึง การจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการอ่าน ทักษะการคิดอย่างรู้ตัว การน า ประสบการณ์เดิมของผู้เรียนมาช่วยในการตีความเนื้อเรื่อง การมีส่วนร่วมของนักเรียนในการตั้ง ค าถาม โดยมีขั้นตอนในการสอน ดังนี้1) กิจกรรมนักเรียนรู้อะไร K (What do I know) 2) กิจกรรม นักเรียนต้องการรู้อะไร W (What do I want to learn) 3) กิจกรรมนักเรียนไดเรียนรู้อะไร L1
12 (What did I learn) 4) กิจกรรมสร้างเป็นแผนภูมิรูปภาพความคิด L2 (Mapping) 5) กิจกรรมการ สรุปเรื่อง L3 (Summarizing) เพื่อสรุปเรื่องราวต่าง ๆ ที่เรียนอีกครั้งหนึ่ง 2.2.2 ขั้นตอนของกระบวนการเรียนรู้ KWL Plus วิไลวรรณ สวัสดิวงศ์ (2547: 75) Carr and Ogle (2004) ไดเสนอขั้นตอนไวดังนี้ 1. ขั้น K (What do I know) ขั้นตอนนี้ก่อนที่นักเรียนจะอ่านเรื่อง ครูอธิบาย ความคิดรวบยอดของเรื่องและก าหนดค าถาม โดยครูกระตุ้นหรือถามให้นักเรียนได้ระดมสมอง (Brainstorms) เกี่ยวกับสิ่งที่นักเรียนรู้แล้ว และน าข้อมูลที่ได้มาจ าแนกแล้วเขียนค าตอบของนักเรียน ในแผนภูมิรูปภาพช่อง K (What do I know) หลังจากนั้นนักเรียนและครูร่วมกันจัดประเภทความรู้ ที่คาดการณ์ว่าอาจเกิดขึ้นในเรื่องที่จะอ่าน 2. ขั้น W (What do I want to learn) ในขั้นตอนนี้นักเรียนค้นหาความจริง จากค าถามในสิ่งที่สนใจ อยากรูหรือค าถามที่ยังไม่มีค าตอบเกี่ยวกับความคิดรวบยอดของเรื่อง พร้อม ทั้งให้นักเรียนเขียนรายการค าถามที่ตั้งไว้ในระหว่างอ่านนักเรียนสามารถเพิ่มค าถามและค าตอบใน กลุ่มของตัวเองได้ 3. ขั้น L1 (What did I learn) ในขั้นตอนนี้นักเรียนบันทึกความรู้ที่ได้ระหว่าง การอ่านและหลังการอ่าน ลงในช่อง L (What did I learn) พร้อมทั้งตรวจสอบค าถามที่ยังไม่ได้ตอบ 4. ขั้น L2 (Mapping) นักเรียนน าข้อมูลที่ได้จัดประเภทไว้ในขั้นตอน K (What do I know) เขียนชื่อเรื่องไว้ในต าแหน่งตรงกลางและเขียนองค์ประกอบหลักของแต่ละหัวข้อ พร้อม ทั้งเขียนอธิบายเพิ่มเติมในแต่ละประเด็น 5. ขั้น L3 (Summarizing) ขั้นตอนนี้นักเรียนช่วยกันสรุปและเขียนสรุป ความคิดรวบยอดจากแผนภูมิความคิด ซึ่งการเขียนในขั้นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อครูและนักเรียนในการ ประเมินความเข้าใจของนักเรียน จากการศึกษาแนวคิดขั้นตอนของกระบวนการเรียนรู้ KWL Plus สามารถสรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้น K (What do I know) ขั้น W (What do I want to learn) ขั้น L1 (What did I learn) ขั้น L2 (Mapping) ขั้น L3 (Summarizing) ขั้นตอนดังกล่าวมีความเหมาะสมในการสอนในวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ เนื่องจากจะต้องใช้กระบวนการคิด รวมไปถึงนักเรียนต้องศึกษาข้อมูลด้วยตนเองเพื่อให้เกิดชิ้นงาน ที่ดีและมีประสิทธิภาพ
13 2.3 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งประกอบด้วยความหมาย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวัดพฤติกรรมทาง การศึกษาด้านพุทธิพิสัย หรือสติปัญญา เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทย และวัตถุประสงค์ ของการใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทย โดยมีรายละเอียดดังนี้ 2.3.1 ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Learning Achievement) เป็นสมรรถภาพของสมองใน ด้านต่าง ๆ ที่นักเรียนได้รับจากประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากครู นักการศึกษาได้ให้ ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังนี้ สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ (2549 : 71) ให้ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากการสอนหรือกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมซึ่งแสดงออกมา 3 ด้าน ได้แก่ ด้าน พุทธพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย สุมิตร ส าแดงสาร (2550 : 34) ให้ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถในการเรียนวิชาใดวิชาหนึ่ง ซึ่งวัดและตรวจสอบได้จากความสามารถในการท า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์วิชานั้น ๆ ในด้านต่าง ๆ เช่น ความรู้ความจ า ความเข้าใจ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การน าไปใช้ การประเมินค่า ด้านทักษะกระบวนการและเจตคติของผู้เรียนว่า บรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตรมากน้อยเพียงใด เป็นข้อมูลย้อนกลับให้ผู้สอนได้วิเคราะห์ เพื่อปรับปรุง การเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จากที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะและ ความสามารถของผู้เรียนที่พัฒนาขึ้นจากกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้สอนน ามาซึ่งจะได้รับจากการเรียนการ สอนการศึกษาค้นคว้าการอบรมและการสั่งสอนรวมถึงประสบการณ์ต่าง ๆ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ และกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมที่จะแสดงออกมาให้เห็นได้ทั้งทางพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย 2.3.2 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน บลูม (Bloom, 1976 : 52) ได้กล่าวถึงตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในโรงเรียนดังต่อไปนี้ 1. พฤติกรรมด้านความรู้ ความคิด หมายถึง ความสามารถทั้งหลายของ นักเรียนซึ่งประกอบด้วย ความถนัดและพื้นฐานของนักเรียน 2. คุณลักษณะด้านจิตพิสัย หมายถึง สภาพการณ์หรือแรงจูงใจที่จะท าให้ นักเรียนเกิดการเรียนรู้ใหม่ ได้แก่ ความสนใจ เจตคติที่มีต่อเนื้อหาที่เรียนในโรงเรียน ระบบการเรียน ความคิดเห็นเกี่ยวกับตนเอง และลักษณะบุคลิกภาพ
14 3. คุณภาพการสอน ได้แก่ การรับค าแนะน า การมีส่วนร่วมในการเรียนการ สอน การเสริมแรงจากครู การแก้ไขข้อผิดพลาด และรู้ผลว่าตนเองกระท าได้ถูกต้องหรือไม่ 4. คุณลักษณะของนักเรียน ได้แก่ ความพร้อมทางสมอง และทาง สติปัญญา ความพร้อมทางด้านร่างกาย และความสามารถทางด้านทักษะของร่างกาย คุณลักษณะ ทางจิตใจ ซึ่งได้แก่ ความสนใจ แรงจูงใจ เจตคติและค่านิยม สุขภาพ ความเข้าใจเกี่ยวกับตนเอง ความเข้าใจในสถานการณ์ อายุ เพศ 5. คุณลักษณะของผู้สอน ได้แก่ สติปัญญา ความรู้ในวิชาที่สอน การพัฒนา ความรู้ทักษะทางร่างกาย คุณลักษณะทางจิตใจ สุขภาพ ความเข้าใจเกี่ยวกับตนเอง ความเข้าใจใน สถานการณ์อายุ เพศ 6. พฤติกรรมระหว่างผู้สอนและนักเรียน ได้แก่ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอน กับนักเรียนจะต้องมีพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อกันเข้าใจกัน มีความสัมพันธ์ที่ดีและมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน 7. คุณลักษณะของกลุ่มนักเรียน ได้แก่ โครงการของกลุ่มตลอดจน ความสัมพันธ์ของกลุ่ม เจตคติ ความสามัคคี และภาวะผู้น าผู้ตามที่ดีของกลุ่ม 8. คุณลักษณะของพฤติกรรมเฉพาะตัว ได้แก่ การตอบสนองต่อการเรียน การมีเครื่องมือและอุปกรณ์พร้อมในการเรียน ความสนใจต่อบทเรียน 9. แรงผลักดัน ได้แก่ ครอบครัวมีความสัมพันธ์ในครอบครัวดี สิ่งแวดล้อมดี และคุณธรรมพื้นฐานดี เช่น ขยันหมั่นเพียร ความประพฤติดี 2.3.3 เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทย ผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทยเป็นผลส าเร็จของการเรียนภาษาไทยของผู้เรียนและ การสอนของครูผู้สอน เช่น ผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความ ผู้เรียนแต่ละคนจะประสบความส าเร็จใน การอ่านจับใจความไม่เท่ากันแม้จะเรียนอยู่ในระดับชั้นเดียวกันและมีสภาพแวดล้อมในการเรียนที่ คล้ายกัน ผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความของผู้เรียนขึ้นอยู่กับความสามารถทางสมอง ความสนใจ และ ประสบการณ์ทางภาษาของผู้เรียน การรู้ผลสัมฤทธิ์การเรียนแต่ละทักษะของผู้เรียนจะช่วยให้ผู้สอน และผู้เรียนน าผลไปใช้พัฒนาการสอนและการเรียนให้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การวัดผลสัมฤทธิ์ จ าเป็นต้องใช้เครื่องมือที่มีมาตรฐานเพื่อผลที่วัดออกมาจะได้มีความเชื่อถือกระบวนการวัดผลจึงต้องมี ระบบซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับการบริหารการใช้เครื่องมือวัดผล (สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์, 2551 : 55) 2.3.4 วัตถุประสงค์ของการใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทย การใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนมีวัตถุประสงค์ดังนี้ (สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์, 2551: 55) 1. เป็นการวัดพื้นฐานการเรียนภาษาไทยของผู้เรียนก่อนที่กิจกรรม การเรียนจะเริ่มขึ้น ผู้สอนอาจท าการวัดพื้นฐานการเรียนในชั่วโมงแรกของการเปิดภาคเรียนเพื่อน าผล
15 มาวินิจฉัยว่าผู้เรียนมีพื้นฐานความรู้ในเรื่องที่จะเรียนภาษาไทยมากหรือน้อย ผู้สอนจะได้น าผลมาใช้ เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนต่อไป 2. เป็นการวัดผลภายหลังที่ผู้เรียนได้เรียนเนื้อหาครบถ้วนตามวัตถุประสงค์ ที่ก าหนดไว้ เช่น ในภาคเรียนหนึ่งก าหนดให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางภาษาไทย โดยสามารถ จ า เข้าใจ น าไปใช้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่าได้ อย่างน้อยร้อยละ 60 มีเนื้อหาสาระจาก แบบเรียนและหนังสืออ่านประกอบซึ่งเป็นสื่อใช้ฝึกความรู้ทางภาษาไทยให้นักเรียนเปลี่ยนพฤติกรรม ตามวัตถุประสงค์การวัดผลโดยใช้เครื่องมือวัดผลฤทธิ์จะช่วยให้ผู้สอนรู้ว่าผู้เรียนประสบความส าเร็จ ตามเกณฑ์อย่างน้อยร้อยละ 60 หรือไม่ ถ้าค าตอบออกมาว่าไม่ ก็จ าเป็นต้องหาทางปรับปรุงแก้ไข ต่อไป 3. เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนของผู้เรียนแต่ละคนกับ คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มผู้เรียนเพื่อพิจารณาว่าสูงหรือต่ าจากค่าเฉลี่ย เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุง กิจกรรม การเรียนการสอนในการพัฒนาให้ผู้เรียนแต่ละคนให้มีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนสูงขึ้นกว่าเดิม 4. เปรียบเทียบความก้าวหน้าในการเรียนระหว่างคะแนนก่อนเรียนกับ คะแนนหลังเรียน การทดสอบก่อนเรียนจะใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนจึงด าเนินการสอนตาม วัตถุประสงค์เมื่อครบตามเวลาที่ก าหนดการสอน แล้วจึงทดสอบหลังเรียนด้วยข้อทดสอบชุดเดียวกับ การวัดผลก่อนเรียน จากนั้นจึงน าคะแนนทั้งสองครั้งมาเปรียบเทียบกัน เพื่อพิจารณาความแตกต่าง ว่าคะแนนหลังเรียนสูงขึ้นหรือต่ ากว่าเดิม ผลที่ปรากฏจะใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแผนการสอน ภาษาไทย เพื่อจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น 5. เปรียบเทียบเวลาที่ใช้ในการท าข้อสอบกับเวลาเฉลี่ยที่เป็นมาตรฐาน ผู้เรียนบางคนอาจใช้เวลามากหรือน้อยจากเวลาที่เป็นมาตรฐานของการท าข้อสอบ การใช้เวลาที่ แตกต่างกันอาจชี้ให้เห็นทั้งข้อดีและข้อบกพร่อง ข้อดีคือ ผู้เรียนท าข้อสอบได้จึงใช้เวลาน้อยกว่าที่ ก าหนด ข้อบกพร่องคือ เมื่อท าข้อสอบไม่ได้จะใช้วิธีการเดา ท าให้เสร็จเร็วกว่าเวลาที่ก าหนด นอกจากนั้นบางคนอาจท าข้อสอบไม่ทันตามเวลา ข้อสังเกตตามที่กล่าวมานี้จะช่วยให้ผู้สอนน ามา ปรับการบริหารเครื่องมือให้ผู้เรียนใช้เวลาในการท าข้อสอบได้ตามที่ก าหนดต่อไป 6. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเรียนภาษาไทยระหว่างทักษะต่าง ๆ ได้แก่ ฟัง พูด อ่าน และเขียน โดยน าคะแนนที่ได้มาปรับเป็นคะแนนมาตรฐาน แล้วจึงน ามาเปรียบเทียบกัน ท าให้เห็นความแตกต่างของคะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนของแต่ละทักษะ ซึ่งจะชี้ให้เห็นว่าควรปรับปรุง ทักษะใดให้มีผลสัมฤทธิ์อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับทักษะอื่น ๆ 7. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทยกับผลการเรียนวิชาอื่น ๆ โดยปรับให้เป็นคะแนนมาตรฐาน แล้วจึงน าไปเปรียบเทียบกันจะท าให้เห็นคะแนนผลสัมฤทธิ์
16 วิชาภาษาไทยใกล้เคียงกับวิชาอื่น ๆ หรือไม่ เพื่อผู้สอนและผู้เรียนจะได้ปรับปรุงผลการเรียนของ แต่ละวิชาให้ดีขึ้น จากวัตถุประสงค์ของการใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยที่กล่าวมา ข้างต้น สรุปได้ว่า การใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนมีวัตถุประสงค์เพื่อความรู้และต้องการที่จะ วัดความรู้พื้นฐานก่อนเรียนและวัดผลหลังเรียนเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนของผู้เรียน แต่ละคนกับค่าคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มและเปรียบเทียบความก้าวหน้าในการเรียนระหว่างคะแนนก่อน เรียนกับคะแนนหลังเรียน ผู้วิจัยน าความรู้และข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประกอบในงานวิจัย โดยสร้างเป็น เครื่องมือเพื่อใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้มีประสิทธิภาพเพื่อส่งเสริมและใช้ในการพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนเรื่องการอ่านจับใจความส าคัญ โดยใช้วิธีการสอนตามกระบวนการ KWL Plus ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และให้คะแนน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนตามวัตถุประสงค์ที่ก าหนดไว้ 2.4 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอ่านสรุปจับใจความส าคัญ 2.4.1 ความหมายของการอ่านสรุปจับใจความส าคัญ รัญจิตร แก้วจ าปา (2544 : 15) ได้กล่าวถึงความหมายของ การอ่านจับใจความว่า เป็นการอ่านที่สามารถจับใจความส าคัญ หรือประเด็นส าคัญของเรื่องที่อ่านได้ครบถ้วน ถูกต้องตรง ตามเจตนาของผู้สื่อ ประพนธ์ เรืองณรงค์ (2545 : 11) กล่าวว่า การอ่านจับใจความเป็นการอ่านเพื่อเก็บ สาระส าคัญหรือใจความส าคัญของเรื่อง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสรุปใจความส าคัญ หาความส าคัญใช้ แผนภาพโครงเรื่องเพื่อพัฒนาการอ่าน รวมทั้งการรู้จักใช้ค าถามเกี่ยวกับเนื้อหาและการพัฒนาการ ทางด้านความคิด สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2545 : 88) ได้ให้ความหมายของการอ่านจับใจความว่า หมายถึง การท าความเข้าใจความหมายของค า ประโยค ข้อความ โดยการแปลความของสัญลักษณ์ที่ ปรากฏในสาร กรมวิชาการ (2546 : 188) เสนอว่า การอ่านจับใจความเป็นการอ่านที่มุ่งค้นหา สาระของเรื่องหรือของหนังสือแต่ละเล่มที่เป็นส่วนใจความส าคัญ และส่วนขยายใจความส าคัญ บรรเทา กิตติศักดิ์ (2546 : 15) กล่าวว่า การอ่านจับใจความ คือการท าความเข้าใจ ประเด็นของเรื่องหรือข้อความที่อ่านสามารถจับสาระส าคัญของเรื่องได้แปลความหมายของสิ่งที่อ่าน ได้และเข้าใจจุดมุ่งหมายส าคัญของเรื่องนั้น ๆ จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ และบาหยัน อิ่มส าราญ (2547 : 42) กล่าวถึงความหมายของ การอ่านจับใจความว่า การอ่านจับใจความ หมายถึง การจับประเด็นหลักหรือสาระส าคัญของเรื่องที่ อ่านว่าผู้เขียนต้องการส่งสารหรือให้ข้อคิดเห็นอะไรเป็นส าคัญ
17 สุปราณี พัดทอง (2547 : 65) การอ่านจับใจความ หมายถึง ความคิดส าคัญอันเป็น แก่นหรือหัวใจของเรื่องที่ผู้เขียนมุ่งสื่อให้ผู้อ่านได้รับทราบ ซึ่งอาจจะเป็นเป็นข้อเท็จจริงและ ความคิดเห็นหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ฐะปะนีย์ นาครทรรพ (2549 : 115) ได้ให้ความหมายการอ่านจับใจความไว้ว่าเป็น การอ่านเก็บเฉพาะใจความส าคัญของเรื่องจากการอ่านเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วน ามาเรียบเรียงใหม่ เพียงย่อ ๆ แต่ได้ใจความสมบูรณ์ สามารถน าไปใช้ประโยชน์ จากการให้ความหมายของการอ่านจับใจความส าคัญที่ผู้วิจัยได้ศึกษาและน ามาประกอบใน งานวิจัยสามารถกล่าวสรุปได้ว่า การจับใจความส าคัญ หมายถึง การท าให้ข้อความหรือประโยค เรื่องราวต่าง ๆ ที่มีขนาดยาวอาจจะเป็นเรื่องที่เข้าใจยากท าให้มีขนาดสั้นอยู่ในระดับค าประโยคหรือ ข้อความโดยแปลสัญลักษณ์เหล่านั้นเพื่อใช้ในการสื่อสารและท าให้ผู้ที่อ่านรู้จุดประสงค์จุดมุ่งหมาย ของสิ่งนั้นได้อย่างง่ายดาย 2.4.2 กระบวนการอ่านสรุปจับใจความส าคัญ ชลธิรา กลัดอยู่ (2542 : 25-26) กล่าวว่า การอ่านจับใจความมี 2 ลักษณะคือ 1. การอ่านเพื่อจับใจความส่วนรวม หมายถึง การท าความเข้าใจเนื้อหา ส าคัญของข้อความและเนื้อเรื่องที่อ่าน เพื่อให้มองเห็นความสัมพันธ์และรายละเอียดของเนื้อหานั้น ๆ และเข้าใจจุดมุ่งหมายส าคัญของเรื่องนั้นได้ การอ่านประเภทนี้ท าได้โดยการพลิกดูและการกวาด สายตาผ่านหัวข้อต่าง ๆ เพื่อให้ทราบว่าแต่ละหัวข้อนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร และมีการด าเนิน ไปสู่จุดมุ่งหมายด้วยวิธีเชื่อโยงเนื้อหาและแนวความคิดตลอดจนข้อมูลต่าง ๆ อย่างไร 2. การอ่านเพื่อจับใจความส าคัญ หมายถึง เป็นการอ่านเพื่อท าความเข้าใจ กับความส าคัญของเรื่องที่อ่าน ผู้อ่านที่ช านาญจะไม่อ่านทุกตัวอักษร ในขณะเดียวกันผู้ที่ไม่ช านาญ ต้องอ่านอย่างพินิจพิจารณาจึงจะสามารถจับใจความได้ ความส าคัญนี้มิได้จ ากัดแต่เพียงเนื้อเรื่อง เท่านั้นนักอ่านที่ดีต้องเก็บเนื้อหาสาระที่ส าคัญของเรื่องหนึ่ง ๆ ได้หลายแง่มุม เช่น การเก็บความรู้ เกี่ยวกับเนื้อ เรื่องที่ส าคัญ เก็บแนวคิดหรือทัศนคติของผู้เขียน ตลอดจนจุดมุ่งหมายที่ส าคัญของเรื่อง อาจจะมีอยู่หลายประการ น้ าหนักความส าคัญอาจแตกต่างกันไป พันธุ์ทิพา หลาบเลิศบุญ (2542 : 51) ได้จ าแนกประเภทของการอ่านจับใจความไว้ 2 ลักษณะคือ 1. อ่านเพื่อจับใจความส่วนรวม เป็นการอ่านเพื่อท าความเข้าใจเนื้อหาที่ ส าคัญของข้อความ เรื่อง หรือหนังสือ เพื่อมองเห็นความสัมพันธ์ของรายละเอียด และจะท าให้เข้าใจ จุดมุ่งหมายส าคัญของความหรือเรื่องนั้น ๆ ได้โดยการกวาดสายตาผ่านหัวข้อต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว 2. การอ่านเพื่อจับใจความส าคัญ เป็นการอ่านที่ต่อเนื่องกับการอ่านขั้นแรก โดยอ่านละเอียดทุกตัวอักษร เพื่อจับใจความได้ตลอดทั้งเรื่อง ที่ไหน เมื่อไหร่ ท าไม เพื่อจับใจความให้
18 ได้มากที่สุด ใจความส าคัญมิได้หมายจ ากัดเพียงแค่เนื้อเรื่องที่ส าคัญเท่านั้น อาจเก็บสาระส าคัญของ เรื่อง พนิตนันท์ บุญพามี (2542 : 78) กล่าวถึงการอ่านจับใจความว่าสามารถจ าแนกได้2 ลักษณะ คือ การอ่านโดยละเอียด คือ การอ่านเพื่อเก็บความที่เป็นสาระประเด็นต่าง ๆ อย่างละเอียด ตลอดเรื่อง สามารถรับรู้ท าความเข้าใจเรื่องได้อย่างกระจ่างแจ้งในขณะที่ลักษณะที่สองคือ การอ่าน โดยสรุป คือ การอ่านเก็บความเฉพาะที่เป็นประเด็นส าคัญของเรื่อง ผู้อ่านสามารถรับรู้ท าความเข้าใจ เนื้อหาส าคัญของเรื่องได้ ธิดา โมสิกรัตน์ และนภาลัย สุวรรณธาดา (2544 : 569) กล่าวถึงประเภทของการ อ่านจับใจความว่ามี 2 แบบ คือ 1. การอ่านจับใจความรวมเป็นการอ่านอย่างรวดเร็วเพื่อส ารวจว่า ใจความ ส าคัญของเรื่องนั้นมีลักษณะหรือจุดมุ่งหมายอย่างไร รายละเอียดของเนื้อหามีความสัมพันธ์กัน อย่างไร หนังสือเล่มนั้นมีคุณค่าที่จะเสียเวลาอ่านอย่างละเอียดหรือไม่ และควรจะซื้อหรือยืมหนังสือ เล่มนั้นหรือไม่ การอ่านจับใจความรวมเป็นขั้นการอ่านขั้นต้นที่จะเลือกอ่านหนังสือเล่มนั้นต่อไป วิธีการอ่านคือการดูและสังเกตรูปเล่มหนังสือ ส่วนประกอบต่าง ๆ ของหนังสือเพื่อดูว่าเป็นหนังสือ แนวใด น่าสนใจเพียงใด ต่อจากนั้นก็ตรวจดูสารบัญ ดูหัวข้อใหญ่ หัวข้อย่อยอย่างคร่าว ๆ เพื่อมอง การล าดับเนื้อหาว่าจะด าเนินไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างไร มีความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กันอย่างไร และ โครงร่างส่วนรวมของหนังสือชี้ให้เห็นว่าเป็นหนังสือที่มีสาระตรงตามที่เราต้องการ เมื่อพิจารณา ส่วนต่าง ๆ ของหนังสือแล้วเราก็จะสรุปความคิดเห็นได้ว่าหนังสือเล่มนั้นมีลักษณะอย่างไร มีจุดมุ่งหมายอย่างไร และเรื่องใดน่าสนใจเป็นพิเศษ การอ่านจับใจความรวม เป็นวิธีการอ่านที่เรา มักใช้ในการเลือกหนังสือวิชาการหนังสือสารคดีต่าง ๆ อาทิ สารคดีท่องเที่ยว สารคดีชีวประวัติ จดหมายเหตุ หรือบันทึกความทรงจ า เป็นต้น 2. การอ่านจับใจความส าคัญ เป็นการอ่านแล้วสรุปใจความส าคัญ หรือ ข้อความที่ส าคัญด้วยการจดบันทึกย่อ หรือจดจ าไว้ในสมอง หรือด้วยการขีดเส้นใต้ไว้ในหนังสือนั้น ใจความส าคัญที่ผู้อ่านได้รับ อาจมีหลายลักษณะตามแต่จะต้องการ เช่น เป็นสาระส าคัญของเนื้อเรื่อง เป็นความรู้หรือข้อมูลที่ผู้อ่านสนใจ เป็นแนวคิดหรือทรรศนะของผู้เขียน หรือเป็นจุดมุ่งหมายส าคัญ ของเรื่องอย่างไรก็ตามการอ่านจับใจความส าคัญจะเป็นพื้นฐานส าคัญที่ท าให้ผู้อ่านสามารถแสดง ความคิดเห็นเชิงวิจารณ์หรือวิเคราะห์งานเขียนเป็นส่วน ๆ ได้อย่างถี่ถ้วน รวมทั้งยังท าให้ผู้อ่านสนใจ ศึกษาเรื่องนั้นเป็นพิเศษ ถ้าผู้อ่านมีความสนใจในเรื่องท านองนั้นมาก่อนแล้ว
19 กรมวิชาการ (2543 : 57-58) ได้จ าแนกการอ่านมี 7 ลักษณะ คือ 1. การอ่านคร่าว ๆ ใช้เมื่อต้องการส ารวจว่าจะอ่านหนังสือนั้นต่อไปหรือไม่ 2. อ่านเก็บแนวคิด ใช้เมื่อต้องอ่านหนังสือหรือเอกสารนั้นแล้วท าบันทึกย่อไว้ ทบทวนภายหลังหรือจะสรุปสาระส าคัญข้อความ 3. อ่านแบบตรวจตรา คือการอ่านวิธีหนึ่งรวมกับการอ่านวิธีที่ 2 และอ่านเฉพาะ ส่วนที่ส าคัญที่ต้องการเป็นหลัก 4. อ่านอย่างศึกษาค้นคว้า การอ่านวิธีนี้ใช้วิธีที่ 3 เป็นหลัก แต่มิได้อ่านเพ่งเล็ง เฉพาะเป็นบางจุดเพราะการศึกษาค้นคว้านั้นต้องอ่านอย่างละเอียดทุกบททุกตอน หากละเลย บางตอนก็อาจจะเกิดผลเสียได้ 5. อ่านเชิงวิเคราะห์หรืออ่านตีความ ใช้การอ่านวิธีที่ 4 เป็นหลัก คือ อ่านอย่าง ละเอียดแล้วแยกแยะส่วนต่าง ๆ ให้ได้แล้วหาความสัมพันธ์ 6. อ่านเก็บข้อมูล วิธีนี้ใช้เมื่อจะอ่านหนังสือหรือเอกสารหลาย ๆ เล่ม จะได้ เปรียบเทียบคัดเลือกและน าเฉพาะส่วนที่ต้องการมาใช้ต่อไป วิธีนี้ใช้กันมากในการท ารายงาน ท าวิทยานิพนธ์หรือการวิจัย 7. อ่านโดยใช้วิจารณญาณการจะใช้วิธีนี้ได้ผู้อ่านจะต้องมีความสามารถในการ อ่านได้เสียก่อนเพราะการอ่าน โดยใช้วิจารณญาณจะต้องอาศัยวิธีทั้งหมดข้างต้นร่วมกันอย่างมี ประสิทธิภาพ แล้วจึงจะเกิดปัญญาสันนิษฐานหาเหตุผลได้ จากการศึกษากระบวนการของการอ่านจับใจความส าคัญที่ผู้วิจัยได้ศึกษาและ น ามาประกอบในงานวิจัยสามารถกล่าวสรุปได้ว่า กระบวนการอ่านจับใจความส าคัญมี 2 ลักษณะ คือ ลักษณะที่หนึ่งเป็นการอ่านจับใจความส าคัญแบบขีดเส้นใต้เพื่อหาใจความส าคัญ ลักษณะที่สองเป็น การอ่านจับใจความส าคัญแบบตั้งค าถามว่าใคร ท าอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ท าไม อย่างไร เมื่อตอบ ค าถามแล้วให้น าค าตอบของแต่ละค าถามมาเรียบเรียงเป็นส านวนของตนเอง 2.4.3 องค์ประกอบของการอ่านสรุปจับใจความส าคัญ มณีรัตน์ สุกโชติรัตน์ (2548 : 240-242) ได้จ าแนกประเภทของความสามารถในการ อ่านจับใจความออกเป็นทักษะย่อย ๆ ดังนี้ 1. การอ่านตามอักษร คือ การอ่านที่ผู้อ่านท าความเข้าใจเนื้อหาสาระที่ ผู้เขียนกล่าวออกมาโดยตรง จ าแนกเป็นทักษะย่อย ๆ ได้ ดังนี้ 1.1 การชี้สรรพนามที่ใช้แทนค านาม 1.2 การหาความจริงจากเรื่อง 1.3 การไปตามทิศทาง 1.4 การหาประโยคส าคัญ 1.5 การตั้งหัวข้อเรื่อง
20 1.6 การเก็บใจความส าคัญของเรื่อง 1.7 การเก็บรายละเอียดส าคัญ 1.8 การเรียงล าดับเหตุการณ์ 1.9 การเปรียบเทียบ 1.10 การชี้อุปนิสัยของบุคคลในเรื่อง 2. การอ่านตีความ คือ การอ่านที่ผู้อ่านต้องแสวงหาความหมายที่ซ่อนเร้น อยู่ในข้อความที่ปรากฏอยู่ ซึ่งผู้เขียน ไม่ได้กล่าวออกมาโดยตรง เพื่อประเมินค่าสิ่งที่ผู้เขียนเขียน โดยใช้ความรู้และประสบการณ์รวมทั้งความสามารถในการอ่านตามอักษร จ าแนกเป็นทักษะย่อย ๆ ได้ดังนี้ 2.1 การกล่าวสรุป 2.2 การสรุปกฎ 2.3 การคาดคะเนเหตุการณ์ล่วงหน้า 2.4 การเข้าใจส านวนภาษา 2.5 การตั้งหัวข้อเรื่อง 2.6 การเก็บใจความส าคัญ 2.7 การเก็บรายละเอียดส าคัญ 2.8 การเรียงล าดับเหตุการณ์ 2.9 การเปรียบเทียบ 2.10 การเข้าใจความสัมพันธ์ของเหตุและผล 2.11 การชี้อุปนิสัยของบุคคลในเรื่อง 3. การอ่านโดยใช้วิจารณญาณ หมายถึง การอ่านที่ผู้อ่านต้องใช้ความ สามารถในการพิจารณาตัดสิน เพื่อประเมินค่าสิ่งที่ผู้เขียนเขียน โดยใช้ความรู้และประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถในการอ่านตามอักษรและการอ่านตีความ จ าแนกเป็นทักษะย่อย ๆ ได้ดังนี้ 3.1 การแยกข้อเท็จจริงกับความคิดเห็น 3.2 การแยกเรื่องที่เป็นจริงกับเรื่องเพ้อฝัน 3.3 การหาเนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้อง 3.4 การพิจารณาโฆษณาชวนเชื่อ 3.5 การพิจารณาเหตุผลที่ท าให้ชวนเชื่อ 3.6 การพิจารณาความเหมาะสมและคุณค่า การยอมรับความคิด 3.7 การชี้วัตถุประสงค์ของผู้แต่ง 3.8 การแสดงความรู้สึกและการจับความรู้สึก
21 4. การอ่านขั้นน าไปใช้ หมายถึง การอ่านที่ผู้อ่านสามารถที่จะน าความรู้ ประสบการณ์และข้อคิดต่าง ๆ ที่ได้จากอ่านนั้นไปใช้กับสถานการณ์อื่นในท านองเดียวกันต่อไป จากประเภทของการอ่านจับใจความดังกล่าวสามารถสรุปได้ดังนี้ การจับใจความมีหลาย ประเภท เช่น การอ่านจับใจความส าคัญอ่านแบบส่วนรวมการอ่านเพื่อศึกษาหาข้อมูล ดังนั้น ผู้อ่าน ควรจะท าความเข้าใจกับประเภทของการอ่านให้ชัดเจนว่าสารนั้นต้องการจะสื่ออย่างไรจึงจะมีความ ชัดเจน มีจุดมุ่งหมายในการอ่านหรือศึกษาเพื่ออะไร ต้องการอ่านจับใจความในส่วนใด แล้วเลือก วิธีการอ่านแบบใด จึงจะสอดคล้องและเหมาะสมกับเนื้อหาหรือแนวทางประเภทของการอ่าน จับใจความได้เหมาะสม 2.5 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของนวัตกรรม ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับประสิทธิภาพของนวัตกรรม ซึ่งประกอบด้วยความหมายของ ประสิทธิภาพ และความหมายของเกณฑ์ประสิทธิภาพ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 2.5.1 ความหมายของประสิทธิภาพ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2556 : 7) กล่าวว่า การผลิตสื่อหรือชุดการสอนนั้น ก่อน น าไปใช้จริงจะต้องน าสื่อหรือชุดการสอนที่ผลิตขึ้นไปทดสอบประสิทธิภาพเพื่อดูว่าสื่อหรือชุดการสอน ท าให้ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นหรือไม่ มีประสิทธิภาพในการช่วยให้กระบวนการเรียนการสอนด าเนินไป อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด มีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์หรือไม่และผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียน จากสื่อหรือชุดการสอนในระดับใด ดังนั้น ผู้ผลิตสื่อการสอนจ าเป็นจะต้องน าสื่อหรือชุดการสอน ไปหาคุณภาพ เรียกว่า การทดสอบประสิทธิภาพ การหาประสิทธิภาพของแอพลิเคชันครอบคลุม (1) ความหมายของการทดสอบประสิทธิภาพ (2) ความจ าเป็นที่จะต้องหาประสิทธิภาพ (3) การก าหนด เกณฑ์ประสิทธิภาพ (4) วิธีการค านวณหาประสิทธิภาพของแอปพลิเคชัน (5) ขั้นตอนการทดลองหา ประสิทธิภาพของแอพลิเคชัน และ (6) เกณฑ์ประสิทธิภาพของแอพลิเคชัน สมศักดิ์ คงเที่ยง (ม.ป.ป : 61) ได้ให้ความหมายของค าว่า ประสิทธิภาพ หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณทรัพยากรที่ใช้กับปริมาณผลผลิตที่เกิดจากกิจกรรมหรือโครงการ กล่าวคือ ประสิทธิภาพจะแสดงถึงความสามารถในการผลิต และความคุ้มค่าของการลงทุน จากการศึกษาความหมายของประสิทธิภาพที่ผู้วิจัยได้ศึกษาและน ามาประกอบในงานวิจัย สามารถกล่าวสรุปได้ว่า ประสิทธิภาพ หมายถึง ความสามารถการท าสิ่งใด ๆ ได้ตรงตามเป้าหมาย ส าเร็จตามจุดประสงค์ 2.5.2 ความหมายของเกณฑ์ประสิทธิภาพ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2556 : 8) อธิบายเกณฑ์การก าหนดประสิทธิภาพของสื่อว่า การ ที่จะก าหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพของสื่อการสอนนั้น เป็นขีดก าหนดที่จะยอมรับว่าสิ่งใด หรือ พฤติกรรมใดมีคุณภาพและหรือปริมาณที่จะรับได้ การตั้งเกณฑ์ ต้องตั้งไว้ครั้งแรกครั้งเดียว เพื่อจะ ปรับปรุงคุณภาพให้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ าที่ตั้งไว้ จะตั้งเกณฑ์การทดสอบประสิทธิภาพไว้ต่างกันไม่ได้ เช่น เมื่อมีการทดสอบประสิทธิภาพแบบเดี่ยว ตั้งเกณฑ์ไว้60/60 แบบกลุ่ม ตั้งไว้ 70/70 ส่วนแบบสนาม
22 ตั้งไว้ 80/80 ถือว่า เป็นการตั้งเกณฑ์ที่ไม่ถูกต้อง อนึ่ง เนื่องจากเกณฑ์ที่ตั้งไว้เป็นเกณฑ์ต่ าสุด ดังนั้น หากการทดสอบคุณภาพของสิ่ง ใดหรือพฤติกรรมใดได้ผล สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้อย่างมีนัยส าคัญที่ ระดับ .05 หรืออนุโลมให้มีความคลาดเคลื่อนต่ าหรือสูงกว่าค่าประสิทธิภาพที่ตั้งไว้เกิน 2.5 ก็ให้ปรับ เกณฑ์ขึ้นไปอีกหนึ่งขั้น แต่หากได้ค่าต่ ากว่าค่าประสิทธิภาพที่ตั้งไว้ ต้องปรับปรุงและน าไปทดสอบ ประสิทธิภาพ ใช้หลายครั้งในภาคสนามจนได้ค่าถึงเกณฑ์ที่ก าหนด เกณฑ์ประสิทธิภาพ หมายถึง ระดับประสิทธิภาพของสื่อหรือชุดการสอนที่จะช่วยให้ ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เป็นระดับที่ผลิตสื่อหรือชุดการสอนจะพึงพอใจว่า หากสื่อหรือ ชุดการสอนมีประสิทธิภาพถึงระดับนั้นแล้ว สื่อหรือชุดการสอนนั้นก็มีคุณค่าที่จะน าไปสอนนักเรียน และคุ้มแก่การลงทุนผลิตออกมาเป็นจ านวนมาก การก าหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพกระท าได้ โดยการ ประเมินผลพฤติกรรมของผู้เรียน 2 ประเภทคือ พฤติกรรมต่อเนื่อง (กระบวนการ) ก าหนดค่า ประสิทธิภาพเป็น E1 = Efficiency of Process (ประสิทธิภาพของกระบวนการ) และพฤติกรรม สุดท้าย (ผลลัพธ์) ก าหนดค่าประสิทธิภาพ เป็น E2 = Efficiency of Product (ประสิทธิภาพของ ผลลัพธ์) 1) ประเมินพฤติกรรมต่อเนื่อง (Transitional Behavior) คือประเมินผล ต่อเนื่อง ซึ่งประกอบด้วยพฤติกรรมย่อยของผู้เรียน เรียกว่า “กระบวนการ” (Process) ที่เกิดจาก การประกอบกิจกรรมกลุ่ม ได้แก่ การท าโครงการ หรือท ารายงานเป็นกลุ่ม และรายงานบุคคล ได้แก่ งานที่มอบหมาย และกิจกรรมอื่นใดที่ผู้สอนก าหนดไว้ 2) ประเมินพฤติกรรมสุดท้าย (Terminal Behavior) คือประเมินผลลัพธ์ (Product) ของผู้เรียน โดยพิจารณาจากการสอบหลังเรียนและการสอบไล่ ประสิทธิภาพของสื่อหรือ ชุดการสอนจะก าหนดเป็นเกณฑ์ที่ผู้สอนคาดหมายว่า ผู้เรียนจะเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นที่พึงพอใจ โดย ก าหนดให้ผลเฉลี่ยของคะแนนการท างานและการประกอบกิจกรรมของผู้เรียนทั้งหมดต่อร้อยละของ ผลการประเมินหลังเรียนทั้งหมด นั้นคือ E1/E2 = ประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพของ ผลลัพธ์ตัวอย่าง 80/80 หมายความว่า เมื่อเรียนจากสื่อหรือชุดการสอนแล้ว ผู้เรียนจะสามารถท า แบบฝึกปฏิบัติหรืองานได้ผลเฉลี่ย 80% และประเมินหลังเรียนและงานสุดท้ายได้ผลเฉลี่ย 80% โดยสรุป การก าหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ เป็นการก าหนดระดับประสิทธิภาพของสื่อการสอน จะช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ เป็นระดับที่ผู้ผลิตสื่อการสอนพึงพอใจ โดยก าหนดเกณฑ์ ประสิทธิภาพของกระบวนการและประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2531 : 490-492) อธิบายถึงเกณฑ์และการก าหนดเกณฑ์ ประสิทธิภาพของชุดการสอนไว้ดังนี้ เกณฑ์ประสิทธิภาพ หมายถึง ระดับประสิทธิภาพของชุดการ สอนที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เป็นระดับที่ผู้ผลิตชุดการสอนพึงพอใจ หากชุดการสอนมี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ แสดงว่าชุดการสอนนั้นมีคุณค่าที่จะน าไปสอน และคุ้มค่ากับการ ลงทุนผลิตออกมาเป็นจ านวนมาก การก าหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ ท าโดยการประเมินผลพฤติกรรมของผู้เรียน ซึ่งประเมินออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ประเมินพฤติกรรมต่อเนื่อง (กระบวนการ) และประเมิน พฤติกรรมขั้นสุดท้าย (ผลลัพธ์) การประเมินพฤติกรรมต่อเนื่องจะเป็นการก าหนดค่าของประสิทธิภาพ
23 E1 ซึ่งเป็นประสิทธิภาพของกระบวนการ และประเมินพฤติกรรมขั้นสุดท้ายจะก าหนดค่าเป็น E2 คือ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ประเมินพฤติกรรมต่อเนื่องเป็นการประเมินผลพฤติกรรมย่อย หลายพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง เรียกว่า กระบวนการ (Process) ของผู้เรียนโดยสังเกตจากรายงาน กลุ่ม การรายงานบุคคลหรือจากการปฏิบัติงามตามที่ได้รับมอบหมาย ตลอดจนท ากิจกรรมอื่น ๆ ที่ครูผู้สอนได้ก าหนดไว้ ประเมินพฤติกรรมขั้นสุดท้ายเป็นการประเมินผลลัพธ์(Product) ของผู้เรียน โดยพิจารณาจากผลการสอบหลังเรียน และสอบปลายปีและปลายภาค 2.6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การใช้กระบวนการเรียนรู้ KWL Plus ในการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน ได้มีงานวิจัยที่น า กระบวนการเรียนรู้KWL Plus ไปบูรณาการในการจัดการเรียนการสอนจนประสบผลส าเร็จและเกิด ประสิทธิภาพในการเรียนการสอนอย่างมากมาย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มทักษะในการอ่าน การคิด วิเคราะห์ให้กับนักเรียนเพื่อน าไปปรับใช้ในชีวิตประจ าวันได้อีกด้วย โดยผู้วิจัยได้ศึกษางานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง ดังนี้ พัชรินทร์ แจ่มจ ารูญ (2547) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา อ าเภอชะอ า จังหวัดเพชรบุรี ที่ ได้รับการสอนอ่านแบบปฏิสัมพันธ์ด้วยวิธี KWL- PLUS กับวิธีสอนแบบปกติมีวัตถุประสงค์ คือ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับใจความส าคัญของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างกลุ่มที่ ได้รับการสอนอ่านแบบปฏิสัมพันธ์ด้วยวิธี KWL-PLUS กับกลุ่มที่สอนโดยวิธีสอนแบบปกติ2) ศึกษา ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการสอนอ่านจับใจความที่ได้รับการสอนอ่านแบบปฏิสัมพันธ์ด้วยวิธี KWL- PLUS ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ เพชรบุรี อ าเภอชะอ า จังหวัดเพชรบุรีที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2547 จ านวน 60 คน จาก 2 ห้องเรียน ห้องเรียนละ 30 คน โดยห้องเรียนหนึ่งสอนโดยวิธีสอนอ่านแบบปฏิสัมพันธ์ด้วย วิธี KWL- PLUS และอีกห้องหนึ่งสอนโดยวิธีสอนอ่านแบบปกติ ใช้เวลาในการทดลอง 15 ชั่วโมง โดย ใช้เนื้อหาเดียวกัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการอ่านจับใจความส าคัญ และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อวิธีสอนอ่านแบบ ปฏิสัมพันธ์ด้วยวิธี KWL - PLUS การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย (X) ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่า “ที” (t-test) ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่าน จับใจความของนักเรียนที่ได้รับการสอนอ่านแบบปฏิสัมพันธ์ด้วยวิธี KWL- PLUS แตกต่างกับนักเรียน ที่ได้รับการสอนอ่านแบบปกติ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) นักเรียนเห็นด้วยกับวิธีการ สอนอ่านแบบปฏิสัมพันธ์ด้วยวิธี KWL – PLUS ร้อยละ 85
24 อาภรณ์พรรณ พงษ์สวัสดิ์ (2550) การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับใจความ ส าคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อน และหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus และ 2) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการ จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนอนุบาลกาญจนบุรี สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกยากาญจนบุรีเขต 1 ปีการศึกษา 2550 จ านวน 49 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWI Plus แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านจับใจความ และ แบบสอบถามความคิดเห็นของ นักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การหาค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (X) ส่วนเยี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที(t-test) แบบ dependent และการ วิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัย พบว่า 1) ความสามารถด้านการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus แตกต่าง กันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยคะแนนเฉลี่ยหลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการ จัดการเรียนรู้ นักเรียนมีความสามารถด้านการอ่านจับใจความนิทานอยู่ในระดับสูงและมี ความสามารถด้านการอ่านจับใจความบทร้อยกรองอยู่ในระดับปานกลาง 2) นักเรียนมีความคิดเห็น ต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus อยู่ในระดับเห็นด้วยมากทุกด้าน ได้แก่ ด้านการจัด กิจกรรมการเรียนรู้นักเรียนมีความเห็นว่าเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนตั้งค าถามและค้นหาค าตอบในสิ่ง ที่อยากรู้ด้านบรรยากาศการเรียนรู้นักเรียนมีความเห็นว่า ครูมีความเป็นกันเองกับนักเรียน ตลอดเวลา และด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนรู้นักเรียนมีความเห็นว่านักเรียนน ากระบวนการ อ่านไปใช้ในชีวิตประจ าวัน และในวิชาอื่น ๆ จินดารัตน์ ฉัตรสอน (2558) การพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL ร่วมกับแบบฝึก มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถอ่านจับใจความของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อน และหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL ร่วมกับแบบฝึก 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดการเรียนรู้เทคนิค KWLร่วมกับแบบฝึก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนมัธยมสาธุการวิทยา สังกัดเอกชน จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ จ านวน 40 คน เป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความด้วยเทคนิค KWL แบบฝึกการอ่านจับใจความด้วยเทคนิค KWL ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แบบทดสอบวัด ความสามารถในการอ่านจับใจความ และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการ พัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดการเรียนรู้
25 เทคนิค KWL ร่วมกับแบบฝึก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( X) ค่าส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D) และการทดสอบค่าสถิติที ( t- test ) แบบ (Dependent) ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL ร่วมกับแบบฝึก หลังเรียนด้วยแบบฝึกสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และนักเรียนมีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL ร่วมกับแบบฝึก ภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก ค าผัส สารมาคม (2563) การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ความสามารถด้านการ อ่านจับใจความและความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เทคนิค KWL มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อสร้างกิจกรรมการเรียนรู้โดย เทคนิค KWL เรื่องความสามารถด้านการอ่านจับใจความและด้านการคิดวิเคราะห์ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการของนักเรียนที่เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้เทคนิค KWL เรื่อง ความสามารถด้านการอ่าน จับใจความและด้านการคิดวิเคราะห์กับเกณฑ์ร้อยละ 80 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้เทคนิค KWL เรื่องความสามารถด้านการอ่านจับใจความ และด้านการคิดวิเคราะห์ ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน 4) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ เทคนิค KWLเรื่อง ความสามารถด้านการอ่านจับ ใจความและด้านการคิกวิเคราะห์ กับนักเรียนที่เรียนตามปกติ 5) เพื่อหาประสิทธิผลของแผนกิจกรรม การเรียนรู้โดยเทคนิค KWL เรื่อง ความสามารถด้านการอ่านจับใจความและด้านการคิดวิเคราะห์และ 6) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยแผนกิจกรรมการเรียนรู้ เทคนิค KWL เรื่อง ความสามารถด้านการอ่านจับใจความและด้านการคิดวิเคราะห์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/7 โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์อ าเภอโกสุมพิสัย จังหวัด มหาสารคาม สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามหาสารคาม ปีการศึกษา 2563 จ านวน 28 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แผนกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิค KWL เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับใจความและความสามารถด้านการคิด วิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย หน่วยที่ 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งแบ่งเนื้อหาออกเป็น 5 หน่วย จ านวน 5 แผนการจัดการเรียนรู้2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อใช้ใน การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนเป็นแบบทดสอบปรนัย 4 ตัวเลือก จ านวน 30 ข้อ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แผนกิจกรรมการ เรียนรู้เทคนิค KWL เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับใจความและความสามารถด้านการคิด วิเคราะห์เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ 10 ข้อ ผลการวิจัย พบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้ โดยเทคนิค KWL เรื่อง ความสามารถด้านการอ่านจับใจความและด้านการคิดวิเคราะห์ นักเรียนชั้น
26 มัธยมศึกษาปีที่4 ที่สร้างขึ้นมีค่าประสิทธิภาพ (E1/ E2) เท่ากับ 83.88/83.69 ซึ่งมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการ เรียนรู้โดยเทคนิค KWL เรื่อง ความสามารถด้านการอ่านจับใจความและด้านการคิดวิเคราะห์นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สูงกว่าร้อยละ 80 อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนที่เรียนด้วย กิจกรรมการเรียนรู้โดยเทคนิค KWL เรื่อง ความสามารถด้านการอ่านจับใจความและด้านการคิด วิเคราะห์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) นักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยเทคนิค KWL เรื่องความสามารถด้านการอ่านจับใจความและด้านการคิดวิเคราะห์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สูงกว่านักเรียนที่เรียนตามปกติ 5) ดัชนีประสิทธิผลของกิจกรรมการเรียนรู้โดยเทคนิค KWL เรื่อง ความสามารถด้านการอ่านจับใจความและด้านการคิดวิเคราะห์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีค่า เท่ากับ 0.67 ซึ่งหมายความว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 67 และ 6. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยเทคนิค KWL เรื่อง ความสามารถ ด้านการอ่านจับใจความและด้านการคิดวิเคราะห์ มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยเทคนิค KWL เรื่อง ความสามารถด้านการอ่านจับใจความและ ด้านการคิดวิเคราะห์โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.59 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 7.44 กชพร จันคามิ และ นพคุณ คุณาชีวะ (2564) การเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่าน จับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus กับการ จัดการเรียนรู้แบบปกติมีวัตถุประสงค์ คือ 1) เปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านจับใจความหลัง เรียนของนักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่มควบคุม 2) เปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านจับ ใจความของนักเรียนกลุ่มทดลองก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) เปรียบเทียบความสามารถด้านการ อ่านจับใจความของนักเรียนกลุ่มควบคุมก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็น นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสุวิทย์เสรีอนุสรณ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 จ านวน 2 ห้องเรียน จ านวน 60 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (simple random sampling) ด้วยการจับสลาก โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เพื่อเป็นกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL PLUS 2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ 3) แบบทดสอบ วัดความสามารถด้านการอ่านจับใจความ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบค่าทีt-test dependent, independent ผลการวิจัย พบว่า1) นักเรียนกลุ่มทดลองมีความสามารถด้านการอ่านจับใจความ หลังเรียนสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนนกลุ่มทดลอง มีความสามารถด้านการอ่านจับใจความหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ
27 ที่ระดับ .05 3) นักเรียนกลุ่มควบคุมมีความสามารถด้านการอ่านจับใจความหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สมฤดี ทาแดง (2564) การจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความส าคัญด้วยเทคนิค KWL Plus ร่วมกับแผนผังความคิด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อหา ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความส าคัญด้วยเทคนิค KWL Plus ร่วมกับ แผนผังความคิด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเรื่องการอ่านจับใจความ ก่อนและหลังเรียนด้วยเทคนิค KWL Plus ร่วมกับแผนผัง ความคิด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการ เรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ร่วมกับแผนผังความคิด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/10 โรงเรียนตะพานหิน อ าเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร จ านวน 44 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความส าคัญด้วยเทคนิค KWL Plus ร่วมกับ แผนผังความคิด จ านวน 5 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน เป็น แบบทดสอบอัตนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จ านวน 40 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความส าคัญด้วยเทคนิค KWL Plus ร่วมกับแผนผัง ความคิด สรุปผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความส าคัญด้วยเทคนิค KWL Plus ร่วมกับแผนผังความคิด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 84.68/82.90 ซึ่งสูงกว่า เกณฑ์ที่ก าหนดไว้คือ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านจับใจความส าคัญของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ .05 3) นักเรียนมีความพึง พอใจในการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ร่วมกับแผนผังความคิด อยู่ในระดับมากที่สุด จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเทคนิคการสอน KWL Plus ผู้วิจัยได้เล็งเห็นความ ส าคัญของการใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ในการประยุกต์ใช้กับเนื้อหาอื่น ๆ ในวิชาภาษาไทย รวม ไปถึงเรื่องของการอ่านจับใจความส าคัญ แม้ว่ายังไม่มีผู้ศึกษาและไม่ปรากฏงานวิจัยที่เกี่ยวกับ การศึกษาเรื่องการอ่านจับใจความส าคัญ โดยการใช้เทคนิคการสอน KWL Plus แต่ผู้วิจัยได้ศึกษา งานวิจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับรายวิชาอื่น ๆ ที่ใช้เทคนิคการสอน KWL Plus เพื่อที่จะน าผลการวิจัย และแนวทางในการด าเนินการวิจัยมาเป็นแนวทางในการศึกษาและพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ โดยการใช้เทคนิคการสอน KWL Plus โดยการให้นักเรียน ฝึกตั้งค าถาม แสวงหาความรู้ในเรื่องที่อ่าน ที่นอกเหนือจากหนังสือเรียน รวมไปถึงการน า ประสบการณ์เดิมมาช่วยสร้างหรือต่อยอดองค์ความรู้ใหม่ ๆ อีกทั้งให้นักเรียนได้สื่อสาร แลกเปลี่ยน ความรู้ซึ่งกันและกัน และสามารถน าความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและสังคม
บทที่ 3 วิธีด ำเนินกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความ ส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ผู้วิจัยด าเนินการวิจัยตามขั้นตอนดังนี้ 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2 แบบแผนการวิจัย 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.4 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.7 สถิติที่ใช้ในการวิจัย 3.1 ประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง 3.1.1 ประชำกร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 3 ห้อง รวม 80 คน ประกอบด้วย ชั้น ม.3/1, ม.3/2 และ ม.3/3 3.1.2 กลุ่มตัวอย่ำง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 ที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 1 ห้อง จ านวนนักเรียน 25 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย 3.2 แบบแผนกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ส าหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ KWL Plus โดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบ One Group Pretest - Posttest Design (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2538: 249) และแบบกลุ่ม เดี่ยวสอบหลัง (One Group Posttest-Only Design) (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540: 60 - 61) ซึ่งมี ลักษณะแบบแผนการวิจัย ดังตารางที่ 1 ตำรำงที่ 1 แบบแผนการวิจัยจ าแนกตามตัวแปรตาม ตัวแปรตำม แบบแผนกำรวิจัย หมำยเหตุ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน One Group Pretest - Posttest Design ใช้แบบทดสอบฉบับเดิม ทักษะการอ่านจับใจความ One Group Posttest – Only Design -
29 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1. เครื่องมือที่ใช้ในกำรทดลอง ได้แก่ 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนกระบวนการเรียนรู้KWL Plus วิชา ภาษาไทยเรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จ านวน 5แผนการจัดการ เรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ละ 1 ชั่วโมง รวม 5ชั่วโมง 2. เครื่องมือที่ใช้ในกำรเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยเรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จ านวน 1 ฉบับ จ านวน 30 ข้อ 2.2 แบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความเป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า 3 ระดับ โดยใช้เกณฑ์การประเมิน (Rubric Score) ประเมินทักษะการอ่านจับใจความที่ใช้วัดในครั้งนี้ 4 ทักษะ จ านวน 1 ฉบับ 3.4 กำรสร้ำงและหำคุณภำพเครื่องมือ การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยของเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองและ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1)แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียนภาษาไทยเรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ 3) แบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ 1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนเทคนิค KWL Plus วิชาภาษาไทย เรื่อง การ อ่านจับใจความส าคัญ จ านวน 5แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ละ 1 ชั่วโมง รวม 5ชั่วโมง ต่อโรงเรียน ตามขั้นตอนดังนี้ 1.1 ศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.2 การอ่าน จับใจความส าคัญ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 1.2 วิเคราะห์และก าหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ 1.3 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การอ่าน จับใจความส าคัญ โดยให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้และกิจกรรมการเรียนรู้ในชุดกิจกรรม การเรียนรู้ที่ก าหนดไว้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
30 1.3.1 ความรู้เบื้องต้นการอ่านจับใจความส าคัญ (1 ชั่วโมง) 1.3.2 การอ่านจับใจความส าคัญจากนิทาน (1 ชั่วโมง) 1.3.3 การอ่านจับใจความส าคัญจากข่าว (1 ชั่วโมง) 1.3.4 การอ่านจับใจความส าคัญจากบทความ (1 ชั่วโมง) 1.3.5 การอ่านจับใจความส าคัญจากบทร้อยกรอง (1 ชั่วโมง) 1.4 น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจ านวน 3 ท่าน เป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านการสอนภาษาไทยและการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กระบวนการจัดการ เรียนรู้และการวัดประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความ ไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน แล้วน าคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยดัชนี ความสอดคล้องขององค์ประกอบที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 1.5 ปรับปรุงและแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จ านวน 30 คน คละความสามารถ เพื่อดูความเหมาะสมของกระบวนการจัดการ เรียนรู้ เวลาที่ใช้และปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วน ามาปรับปรุงแก้ไข 1.6 น าแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ไปใช้กับนักเรียนกลุ่ม ตัวอย่างต่อไป 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียนภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความส าคัญ ทดสอบก่อน เรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จ านวน 1 ฉบับ จ านวน 30 ข้อ ตามขั้นตอน ดังนี้ 2.1 ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลทางการศึกษาในเรื่องการวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย วิธีสร้างแบบทดสอบ และการเขียนข้อสอบตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย
31 2.2 วิเคราะห์และก าหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ จากนั้นสร้างตารางวิเคราะห์ข้อสอบให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 2.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย เป็นแบบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก โดยวัดผลการเรียนรู้ 4 ด้าน ตามแนวคิดของคอล์ฟเฟอร์ (Klopfer, 1971) คือ 1) ด้าน ความรู้ความจ า 2) ด้านความเข้าใจ 3) ด้านการน าความรู้ไปใช้ จ านวน 30 ข้อ 2.4 น าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความ ส าคัญ เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจ านวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนภาษาไทย และการวัดผล และประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence: IOC) ระหว่างข้อค าถามและจุดประสงค์การเรียนรู้โดยให้ผู้เชี่ยวชาญ แต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความไม่เหมาะสม และไม่สอดคล้องกัน แล้วน าคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบ โดยดัชนีความ สอดคล้องขององค์ประกอบที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 2.5 ปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การอ่านจับใจความ ส าคัญ ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ แล้วน าไปทดสอบกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ไม่ใช่ กลุ่มตัวอย่างที่ผ่านการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ แล้วน า คะแนนการทดสอบมาวิเคราะห์หาความยากง่าย (p) และอ านาจจ าแนก (r) เป็นรายข้อ โดยมีความ ยากง่ายระหว่าง 0.21 – 0.75 และอ านาจจ าแนกตั้งแต่ 0.23 – 0.65 2.6 น าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จ านวน 30 ข้อ ที่คัดเลือกไว้มา วิเคราะห์หาความเชื่อมั่นทั้งฉบับ โดยค านวณจากสูตร KR -20 โดยพิจารณาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ ตั้งแต่ 0.72 2.7 น าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความ ส าคัญ ที่หาคุณภาพเรียบร้อยแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป
32 3. แบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความส าคัญ เป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า 3 ระดับ โดยใช้เกณฑ์การประเมิน (Rubric Score) ประเมินทักษะกระบวนการทางภาษาไทยที่ใช้วัดในครั้งนี้ 4 ทักษะ จ านวน 1 ฉบับ ตามขั้นตอนดังนี้ 3.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะการอ่านจับใจความ และการวัด ประเมินทักษะการอ่านจับใจความ และวิธีสร้างแบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ 3.2 สร้างแบบประเมินการอ่านจับใจความ เป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า 3 ระดับ คือ 3 2 และ 1 โดยแบ่งพฤติกรรมที่จะวัดและประเมิน ออกเป็น 4 ทักษะ คือ 1) การตอบค าถามจากเรื่องที่อ่าน 2) การบอกความส าคัญของเรื่องที่อ่าน 3) การบอกข้อคิดจากเรื่องที่อ่าน 4) การแสดงความคิดเห็นจากเรื่องที่อ่าน 3.3 น าแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจ านวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนภาษาไทย และการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบ ความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) ของแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่าง ข้อค าถามกับเนื้อหา โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบประเมิน มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบประเมิน มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบประเมิน มีความไม่เหมาะสม และไม่สอดคล้องกัน แล้วน าคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบประเมิน โดยดัชนีความ สอดคล้องขององค์ประกอบที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 3.4 ปรับปรุงและแก้ไขแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ ตามที่ผู้เชี่ยวชาญ เสนอแนะ แล้วน าไปทดลองใช้ (Try Out) กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จ านวน 30 คน แล้วน าแบบประเมินมาหาคุณภาพ 3.5 หาคุณภาพของแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความเป็นรายข้อ โดยหาค่า จ าแนกโดยวิธี (Item Total Correlation หรือ t-test) พบว่า ได้ข้อที่เข้าเกณฑ์ที่มีค่าอ านาจจ าแนก ตั้งแต่ 0.73 - 0.78
33 3.6 น าแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ ที่คัดเลือกไว้มาหาค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับ (หรือรายด้าน) ด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach) พบว่าได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับของแบบประเมิน เท่ากับ .86 3.7 น าแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความส าคัญที่หาคุณภาพเรียบร้อยแล้วไป พิมพ์เป็นฉบับจริงเพื่อน าไปเก็บข้อมูลกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 3.5 กำรเก็บรวบรวมข้อมูล การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ เพื่อน ามาสร้างชุดกิจกรรม การเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3ผู้วิจัยมีขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 1. ศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์หลักสูตร ก าหนดจุดประสงค์การเรียนรู้และสาระ การเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามหลักสูตรแกนการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 เกี่ยวกับการอ่าน จับใจความส าคัญ 2. ศึกษาวิธีสร้างและเขียนแบบทดสอบประเภทเลือกตอบจากหนังสือการวัดผล การศึกษาของ สมนึก ภัททิยธนี (2549: 202-232) 3. ติดต่อประสานงานกับผู้บริหารโรงเรียนเพื่อขอความร่วมมือในการศึกษาและ ทดลองใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ 4. เลือกนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 5. จัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ และประเมินความ สอดคล้องเชิงเนื้อหา (IOC) 6. สร้างและหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ คัดเลือกคุณภาพ มีค่า IOC ค่าความยาก ค่าอ านาจจ าแนก และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 7. น าไปใช้จัดกรรมการเรียนรู้โดยการชี้แจงกระบวนการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรม การเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ เพื่อให้ผู้เรียนปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง 8. ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย เพื่อน าคะแนนมาวิเคราะห์เป็นคะแนนก่อนเรียน 9. ด าเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับ ใจความส าคัญกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยผู้วิจัยและผู้ช่วยนักวิจัยเป็น ผู้ออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เอง ใช้เวลา 5 ชั่วโมง โดยผู้วิจัยด าเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ และแผนการ จัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ จ านวน 5 ชุด/แผน รวม 5 ชั่วโมง ระหว่างการจัดกิจกรรม
34 การเรียนรู้ครูผู้สอนและผู้ช่วยผู้วิจัยจะท าการสังเกตพฤติกรรมด้านทักษะการอ่านจับใจความของ นักเรียนไปด้วย 10. เมื่อสิ้นสุดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท าการทดสอบหลังเรียน (Post-test) กับ นักเรียนกลุ่มเดิมในแต่ละโรงเรียน ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย แบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความส าคัญ ซึ่งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย เป็นเอกสารทั้งสองฉบับเป็นชุดเดียวกันกับที่ใช้ทดสอบก่อนเรียน และแบบประเมินทักษะการอ่าน จับใจความ หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 11. หาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่าน จับใจความส าคัญ E1/E2 12. น าคะแนนจากการตรวจแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบประเมิน ทักษะการอ่านจับใจความส าคัญมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีทางสถิติ เพื่อตรวจสอบสมมติฐาน 3.6 กำรวิเครำะห์ข้อมูล การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ได้ด าเนินการการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3ตามเกณฑ์ 80/80 ด้วยค่าประสิทธิภาพของกระบวนการและ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E1/E2) 2. วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ก่อนเรียนและหลังเรียนมาคิด คะแนนเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) แล้วน าคะแนนมาทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติ t-test Dependent 3. วิเคราะห์เปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ หลังเรียนมาคิดคะแนนเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) แล้วน าคะแนนมาทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติ t-test for One Sample เทียบกับเกณฑ์ที่ก าหนด คือ ไม่ต่ ากว่าร้อยละ 80 3.7 สถิติที่ใช้ในกำรวิจัย 1. สถิติที่ใช้ในกำรวิเครำะห์หำคุณภำพเครื่องมือ 1.1 การหาค่าความเที่ยงตรง (Validity) ของแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรม การเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมิน
35 ทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้สูตรดัชนีความสอดคล้อง IOC ดังนี้ (สมนึก ภัททิยธนี, 2558: 220-221) IOC = N R เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์กับเนื้อหา หรือระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จ านวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 1.2 การหาค่าความยากและค่าอ านาจจ าแนกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบอิงกลุ่ม โดยใช้สูตร ดังนี้(สมนึก ภัททิยธนี, 2558: 195) N R p f Ru Rl r เมื่อ P แทน ค่าความยาก R แทน ค่าอ านาจจ าแนก R แทน จ านวนผู้ตอบถูกทั้งหมด (Ru+Rl) N แทน จ านวนคนในกลุ่มสูงและกลุ่มต่ า (ซึ่งเท่ากับ 2f) f แทน จ านวนคนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ า Ru แทน จ านวนคนในกลุ่มสูงที่ตอบข้อนั้นถูก Rl แทน จ านวนคนในกลุ่มต่ าที่ตอบข้อนั้นถูก 1.3 การหาค่าความเชื่อมั่นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ค่า ความเชื่อมั่นด้วยสูตร KR-20 ดังนี้(สมนึก ภัททิยธนี, 2558: 223) tt 2 s pq 1 n 1 n KR 20 : r เมื่อ tt r แทนค่า ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ n แทนค่า จ านวนข้อของแบบทดสอบทั้งฉบับ
36 P แทนค่า อัตราส่วนของผู้ตอบถูกในข้อนั้น q แทนค่า อัตราส่วนของผู้ตอบผิดในข้อนั้น S 2 แทนค่า ความแปรปรวนของคะแนนทั้งฉบับ 2. สถิติพื้นฐำน ดังนี้ 2.1 ร้อยละ (Percentage) มีสูตรค านวณ ดังนี้(สมบัติ ท้ายเรือค า, 2553: 29) 100 N f p เมื่อ p แทน ร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ N แทน จ านวนความถี่ทั้งหมด 2.2 ค่าเฉลี่ย (Mean) มีสูตรค านวณ ดังนี้(สมบัติ ท้ายเรือค า, 2553: 29) N x X เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ย x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม N แทน จ านวนคะแนนในกลุ่ม 2.3 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) มีสูตรค านวณ ดังนี้ (สมบัติ ท้ายเรือค า, 2553: 123) N(N 1) N X X S.D. 2 2 เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด X แทน คะแนนแต่ละตัว N แทน จ านวนคะแนนในกลุ่ม
37 3. กำรวิเครำะห์หำประสิทธิภำพและดัชนีประสิทธิผล ของการจัดการเรียนรู้ด้วยชุด กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3.1 หาค่าประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้(E1/E2) ตามเกณฑ์80/80 การหาค่า E1 และ E2 ใช้สูตร ดังนี้(เผชิญ กิจระการ, 2544: 49) 100 A N X E1 เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ x แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบย่อยทุกชุด รวมกัน A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดทุกชุดรวมกัน N แทน จ านวนนักเรียนทั้งหมด 100 B N x E2 เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ x แทน คะแนนรวมของแบบแบบทดสอบหลังเรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน N แทน จ านวนนักเรียนทั้งหมด 80 ตัวแรก หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งหมดที่ได้จากกิจกรรม กลุ่ม การปฏิบัติการทดลองและการทดสอบย่อยด้วยการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3ซึ่งต้องได้คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ ากว่าร้อยละ 80 80 ตัวหลัง หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งหมดที่ได้จาก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนรู้ตามการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งต้องได้คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ ากว่า ร้อยละ 80
38 3.2 การหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้(E.I) ใช้สูตร ดังนี้ (เผชิญ กิจระการ, 2544: 49) คะแนนรวมจากแบบทดสอบหลังเรียน – คะแนนรวมจากแบบทดสอบก่อนเรียน ผลคูณของคะแนนเต็มกับจ านวนคน – คะแนนรวมจากแบบทดสอบก่อนเรียน 4. สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน 4.1 การเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความ หลังเรียนกับเกณฑ์ใช้สูตรค านวณหา ค่า t-test แบบ One Samples (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2543: 165-167) n S X μ t เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤตเพื่อทราบนัยส าคัญ X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง n แทน จ านวนคะแนนในแต่ละกลุ่ม S แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน μ แทน ค่าเฉลี่ยของประชากร 4.2 การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย ก่อนเรียนและหลัง เรียน โดยใช้สูตรค านวณหาค่า t-test แบบ Dependent Samples (บุญชม ศรีสะอาด, 2556: 68) (N 1) N D ( D) D t 2 2 เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤตเพื่อทราบนัยส าคัญ D แทน ความแตกต่างระหว่างคะแนนแต่ละคู่ N แทน จ านวนกลุ่มตัวอย่างหรือจ านวนคู่ แทน ผลรวม df แทน ความเป็นอิสระมีค่าเท่ากับ N – 1 ดัชนีประสิทธิผล =
39 จากวิธีการด าเนินการวิจัย ผู้วิจัยใช้ประชากร คือ นักเรียนโรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จ านวน 80 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้น ม.3/1 จ านวน 25 คน รูปแบบ การทดลองใช้แบบกลุ่มตัวอย่างเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ คือ แผนการสอน และแบบทดสอบหลังเรียน เรื่องการอ่านจับใจความส าคัญ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบประเมินทักษะ การอ่านจับใจความส าคัญ วิเคราะห์ข้อมูลและใช้สูตรค านวณทางสถิติ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าความ เชื่อมั่นของแบบทดสอบด้วยสูตร KR-20 ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่าน จับใจความส าคัญ โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน อุดรธรรมานุสรณ์เพื่อต้องการทราบว่ารูปแบบการสอนดังกล่าว จะช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาไทยเรื่องการอ่านจับใจความส าคัญได้อย่างไรบ้าง ผู้ศึกษาจึงได้ศึกษาค้นคว้าและ วางแผนการวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียนและพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านจับใจความส าคัญ ให้เกิดประสิทธิภาพต่อไป
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความ ส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ผู้วิจัยได้น าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 4.2 ล าดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ตรงกัน ผู้วิจัยได้ก าหนดสัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ N แทน จ านวนนักเรียน แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง (Mean) S.D. แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) df แทน ระดับชั้นความเป็นอิสระ (Degree of freedom) MD แทน ค่าเฉลี่ยของผลต่างของคะแนนระหว่างการทดสอบหลังเรียนกับการทดสอบ ก่อนเรียน S.D. แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลต่างของคะแนนระหว่างการทดสอบ หลังเรียนกับการทดสอบก่อนเรียน E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการที่ได้จากการประเมินพฤติกรรมกลุ่มประเมิน ผลงานนักเรียนและการทดสอบย่อยของแต่ละแผน E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์จากการท าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนของนักเรียนทุกคน % แทน ร้อยละ t แทน ค่าสถิติที่ใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤตจากการแจกแจงแบบที (t-distribution) P แทน ความน่าจะเป็นส าหรับบอกนัยส าคัญทางสถิติ * แทน มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ** แทน มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01
41 4.2 ล าดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ล าดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์โดยใช้ เทคนิคการสอน KWL Plus ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการอ่านจับใจความ ส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ก่อนเรียนและหลังเรียน 4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่าน จับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การ อ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์โดยใช้เทคนิคการ สอน KWL Plus ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 รายการประเมิน จ านวน นักเรียน คะแนน เต็ม คะแนน รวม คะแนน เฉลี่ย S.D. ประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 คะแนนกระบวนการ ระหว่างเรียน (E1 ) 25 50 1030 4.12 3.76 82 คะแนนวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลังเรียน (E2 ) 25 15 312 12.48 1.33 83 จากตารางที่ 2 พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนสอบระหว่างเรียนมีค่าเท่ากับ 4.12 คะแนนรวม มีค่าเท่ากับ 1030 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) มีค่าเท่ากับ 3.76 จากคะแนนเต็ม 50 คะแนน ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ของคะแนนกระบวนการระหว่างเรียน (E1 ) มีค่าเท่ากับ 82 และ ค่าเฉลี่ยของคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีค่าเท่ากับ 12.48 คะแนนรวม มีค่าเท่ากับ 312 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) มีค่าเท่ากับ 1.33 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ของคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (E2) มีค่าเท่ากับ 83
42 ดังนั้น การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ (E1/E2 ) เท่ากับ 82/83 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80/80 ตารางที่ 3 การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus จากการทดลองใช้ เลขที่ คะแนน ก่อน เรียน (15) คะแนนที่ได้จากการท าใบงานในแต่ละการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ รวมคะแนน กระบวนการ ระหว่างเรียน (50) คะแนน หลัง เรียน (15) แผนที่ 1 (10) แผนที่ 2 (10) แผนที่ 3 (10) แผนที่ 4 (10) แผนที่ 5 (10) 1 12 10 10 9 8 10 47 14 2 7 10 10 9 7 10 46 15 3 9 10 9 10 8 9 46 13 4 8 10 8 8 9 9 44 14 5 13 9 10 10 10 8 47 15 6 4 9 8 7 8 8 40 10 7 9 7 7 8 7 8 37 13 8 10 9 8 9 10 9 45 13 9 10 10 8 9 7 9 43 12 10 8 8 7 9 10 9 43 12 11 10 8 9 8 8 9 42 13 12 11 8 8 8 7 9 40 12 13 7 7 7 6 7 7 34 12 14 6 8 8 7 7 8 38 11 15 9 8 8 6 9 8 39 12 16 6 8 9 7 8 8 40 10 17 8 10 8 8 10 9 45 13 18 6 7 9 8 7 8 39 11 19 7 8 9 8 7 8 40 12 20 10 8 9 8 8 9 42 13 21 6 7 8 7 6 7 35 11
43 ตารางที่ 3 การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus จากการทดลองใช้(ต่อ) เลขที่ คะแนน ก่อน เรียน (15) คะแนนที่ได้จากการท าใบงานในแต่ละการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ รวมคะแนน กระบวนการ ระหว่างเรียน (50) คะแนน หลัง เรียน (15) แผนที่ 1 (10) แผนที่ 2 (10) แผนที่ 3 (10) แผนที่ 4 (10) แผนที่ 5 (10) 22 8 7 8 7 8 7 37 12 23 8 8 10 7 9 9 43 13 24 9 8 7 8 9 10 42 14 25 8 7 9 7 6 7 36 12 รวม 209 209 211 198 200 212 1030 312 ค่าเฉลี่ย 8.36 8.36 8.44 7.92 8.00 8.48 41.2 12.48 S.D. 2.06 1.11 0.96 1.08 1.22 0.92 3.76 1.33 ร้อยละ 55.73 83.66 84.44 79.22 80.00 84.88 82.4 83.20 ประสิทธิภาพกระบวนการ (E1 ) = 82.40 ประสิทธิภาพกระบวนการ (E2 ) = 83.20 ตารางที่ 4 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง การอ่าน จับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus นักเรียนคน ที่ คะแนนทดสอบ D ผลต่างคะแนน D 2 ก่อนเรียน (15) หลังเรียน (15) 1 12 14 2 4 2 7 15 8 64 3 9 13 4 16 4 8 14 4 16 5 13 15 2 4 6 4 10 6 36 7 9 13 4 16 8 10 13 3 9 9 10 12 2 4