44 ตารางที่ 4 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนเรื่อง การอ่าน จับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus (ต่อ) นักเรียนคนที่ คะแนนทดสอบ D ผลต่าง คะแนน D 2 ก่อนเรียน (15) หลังเรียน (15) 10 8 12 4 16 11 10 13 3 9 12 11 12 1 1 13 7 12 5 25 14 6 11 5 25 15 9 12 3 9 16 6 10 4 16 17 8 13 5 25 18 6 11 5 25 19 7 12 5 25 20 10 13 3 9 21 6 11 5 25 22 8 12 4 16 23 8 13 5 25 24 9 14 5 25 25 8 12 4 46 รวม 209 312 101 491 X 8.36 12.48 S.D. 2.06 1.33 คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ 55.73 83.20 ตอนที่ 2. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ ส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ก่อนเรียนและหลังเรียน ตารางที่ 5 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ ส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ก่อนเรียนและหลังเรียน (n = 25)
45 การทดสอบ S.D. MD S.D.D t Sig.(2-tailed) ก่อนเรียน 8.36 2.06 2.66 0.73 13.40 .05 หลังเรียน 12.48 1.33 * แทน มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 5 พบว่า เมื่อน าค่าที (t) ที่ค านวณได้ไปเปรียบเทียบกับตารางค่าวิกฤตของที (Critical Values of t) ที่ df = 24 ระดับนัยส าคัญ .05 เป็นการทดสอบแบบทางเดียว (One-tail) ได้ ค่า (t) เท่ากับ 1.71 ซึ่งค่า (t) ที่ค านวณได้มีค่าเท่ากับ 13.40 มากกว่าค่าจากตาราง แสดงว่า ค่าเฉลี่ย ของคะแนนการทดสอบหลังเรียนมีค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนการทดสอบก่อนเรียนจริง ดังนั้น นักเรียนที่เรียนด้วยการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ ส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตารางที่ 6 การเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางภาษาไทยหลังเรียน เรื่อง การอ่าน จับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus นักเรียนคนที่ คะแนนทดสอบหลังเรียน (15) 1 14 2 15 3 13 4 14 5 15 6 10 7 13 8 13 9 12 10 12 11 13 12 12 13 12 14 11
46 ตารางที่ 6 การเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางภาษาไทยหลังเรียน เรื่อง การอ่าน จับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus (ต่อ) ∑D มีค่าเท่ากับ 101 ∑D 2 มีค่าเท่ากับ 491 สูตรในการหาค่า t-test (N 1) N D ( D) D t 2 2 แทนค่าในสูตร t ค านวณ = 13.40 df = N - 1 = 25-1 = 24 t ตาราง = 2.06 นักเรียนคนที่ คะแนนทดสอบหลังเรียน (15) 15 12 16 10 17 13 18 11 19 12 20 13 21 11 22 12 23 13 24 14 25 12 รวม 312 ̅ 12.48 S.D. 1.33 คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ 83.20
47 สรุปค่า * t ค านวณ ที่ค านวณได้มีค่า 13.40 ซึ่งมีค่ามากกว่าค่า t ตาราง ที่มีค่าเท่ากับ 2.06 ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ก่อนเรียนและหลังเรียน แตกต่างกันอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตารางที่ 7 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติทดสอบที และระดับนัยส าคัญทางสถิติ ของการทดสอบเปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (n =25) Paired t-Test For Dependent Sample 2 1 Mean 12.48 8.36 Variance 1.76 4.24 Observations 25 25 Pearson Correlation 0.666242 Hypothesized Mean Difference 0 df 24 t Stat 13.40946 P(T<=t) one-tail 6.06766E-13 t Critical one-tail 1.71088208 P(T<=t) two-tail 1.21E-12 t Critical two-tail 2.063898562 ดังนั้น ผลการวิจัย เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่าน จับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus โรงเรียน อุดรธรรมานุสรณ์ มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 ซึ่งท าให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน เนื่องจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus เป็นวิธีการ สอนที่สร้างความเข้าใจและฝึกการคิดวิเคราะห์จากการฝึกตั้งค าถาม แสวงหาความรู้ และการระดม ความคิด สร้างผลงานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตประจ าวันได้อย่าง หลากหลายและมีความคิดสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น
บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัครั้งนี้เป็นการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความ ส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ผู้วิจัยสามารถสรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ดังนี้ 5.1 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 5.2 สมมุติฐานการวิจัย 5.3 สรุปผลการวิจัย 5.4 อภิปรายผลการวิจัย 5.5 ข้อเสนอแนะ 5.1 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ KWL Plus ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง การอ่าน จับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ โดยใช้กระบวนการ เรียนรู้ KWL Plus 5.2 สมมุติฐานการวิจัย 1. ความสามารถในการอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ รูปแบบกระบวนการเรียนรู้ KWL Plus หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบกระบวนการเรียนรู้ KWL Plus หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 5.3 สรุปผลการวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus สรุปผลการศึกษาได้ดังนี้
49 1. การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความส าคัญ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ (E1/E2 ) เท่ากับ 82/83 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบกระบวนการเรียนรู้ KWL Plus ก่อนเรียนและหลังเรียน ได้รับการจัดการเรียนรู้ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 8.36 คะแนน และ 12.48 คะแนน ตามล าดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่าง คะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. สรุปค่า t ค านวณ ที่ค านวณได้มีค่า 13.40 ซึ่งมีค่ามากกว่าค่า t ตาราง ที่มีค่าเท่ากับ 2.06 ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ ก่อนเรียนและหลังเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5.4 อภิปรายผลการวิจัย การวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่าน จับใจความส าคัญ โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน อุดรธรรมานุสรณ์ จากผลการวิเคราะห์พบว่า ผู้เรียนได้คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน เท่ากับ 8.36 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน 12.48 คะแนน และเมื่อ เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า นักเรียนมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 เนื่องมาจาก การจัดกระบวนการเรียนการสอนที่มีการด าเนินการ ดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้ เป็นเครื่องมือส าคัญของผู้สอนที่น ามาช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิด ทักษะการเรียนรู้ครบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านความรู้ ด้านร่างกาย ด้านสังคม เป็นต้น อีกทั้งยังมีส่วน ช่วยในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ส่งเสริมให้นักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข รวมไปถึงนักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ซึ่งผู้วิจัยได้จัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดของ เอกรินทร์ สี่มหาศาล และคณะ (2552) ประกอบด้วย สาระส าคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อและ แหล่งการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล และบันทึกผลหลังการสอน โดยแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดี ควรประกอบด้วยองค์ประกอบที่ครบถ้วน เพื่อให้แผนการจัดการเรียนรู้มีความสมบูรณ์ รวมถึงการ ปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ เพื่อที่จะสามารถต่อยอดและพัฒนาได้ต่อไปได้อย่างมีคุณภาพ
50 2. แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ผู้วิจัยได้น ากระบวนการเรียนรู้ KWL Plus (วิไลวรรณ สวัสดิวงศ์, 2547) ไดเสนอขั้นตอนของกระบวนการเรียนรู้ KWL Plus ไว้ดังนี้ 1. ขั้น K (What do I know) ขั้นตอนนี้ก่อนที่นักเรียนจะอ่านเรื่อง ครูอธิบายความคิดรวบยอดของ เรื่องและก าหนดค าถาม โดยครูกระตุ้นหรือถามให้นักเรียนได้ระดมสมอง (Brainstorms) เกี่ยวกับสิ่ง ที่นักเรียนรู้แล้ว และน าข้อมูลที่ได้มาจ าแนกแล้วเขียนค าตอบของนักเรียน ในแผนภูมิรูปภาพช่อง K (What do I know) หลังจากนั้นนักเรียนและครูร่วมกันจัดประเภทความรู้ที่คาดการณ์ว่าอาจ เกิดขึ้นในเรื่องที่จะอ่าน 2. ขั้น W (What do I want to learn) ในขั้นตอนนี้นักเรียนค้นหาความจริง จากค าถามในสิ่งที่สนใจ อยากรูหรือค าถามที่ยังไม่มีค าตอบเกี่ยวกับความคิดรวบยอดของเรื่อง พร้อม ทั้งให้นักเรียนเขียนรายการค าถามที่ตั้งไว้ในระหว่างอ่านนักเรียนสามารถเพิ่มค าถามและค าตอบใน กลุ่มของตัวเองได้3. ขั้น L1 (What did I learn) ในขั้นตอนนี้นักเรียนบันทึกความรู้ที่ได้ระหว่างการ อ่านและหลังการอ่าน ลงในช่อง L (What did I learn) พร้อมทั้งตรวจสอบค าถามที่ยังไม่ได้ตอบ 4. ขั้น L2 (Mapping) นักเรียนน าข้อมูลที่ได้จัดประเภทไว้ในขั้นตอน K (What do I know) เขียนชื่อ เรื่องไว้ในต าแหน่งตรงกลางและเขียนองค์ประกอบหลักของแต่ละหัวข้อ พร้อมทั้งเขียนอธิบาย เพิ่มเติมในแต่ละประเด็น 5. ขั้น L3 (Summarizing) ขั้นตอนนี้นักเรียนช่วยกันสรุปและเขียนสรุป ความคิดรวบยอดจากแผนภูมิความคิด ซึ่งการเขียนในขั้นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อครูและนักเรียนในการ ประเมินความเข้าใจของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า ผู้เรียนได้คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนเท่ากับ 8.36 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน 12.48 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน แสดง ให้เห็นว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจากใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้KWL Plus หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ ผลการวิจัยพบว่า ผู้เรียนมี ประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 82/83 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80/80 จึงถือได้ว่าเครื่องมือที่ผู้วิจัย สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความส าคัญของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ค าผัส สารมาคม (2563) ได้ท าการวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน เรื่อง ความสามารถด้านการอ่านจับใจความและความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เทคนิค KWL มีประสิทธิภาพ 83.88/83.69 ซึ่งมีค่าสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสอดคล้องกับงานวิจัยของ สมฤดี ทาแดง (2564) ได้ท าการวิจัย การจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความส าคัญด้วยเทคนิค KWL Plus ร่วมกับแผนผังความคิดของ
51 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 84.68/82.90 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ คือ 80/80 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ ก่อนเรียนและหลังเรียน ที่ได้รับ การจัดการเรียนรู้โดยใช้ความรู้และประสบการณ์เดิมเป็นฐานการเรียนรู้ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 8.36 คะแนน และ 12.48 คะแนน ตามล าดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ท าให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และมีทักษะในการ อ่านจับใจความส าคัญมากขึ้น สรุปว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ ที่ได้เรียนเรื่อง การอ่าน จับใจความส าคัญ โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ผู้เรียนมีประสิทธิภาพในการเรียน เรื่อง การอ่าน จับใจความส าคัญที่ดีขึ้น เห็นได้จาก นักเรียนสามารถอ่านจับใจความจากเรื่องที่อ่านได้ รวมไปถึง กิจกรรมในระหว่างการจัดการเรียนการสอนที่กระตุ้นให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ เคลื่อนไหวร่างกาย รวมทั้งการฝึกในด้านทักษะการคิดวิเคราะห์ร่วมด้วย ทั้งนี้นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการท า กิจกรรมและการเรียน บรรยากาศในการจัดการเรียนการสอนเป็นไปด้วยความสนุกสนาน นักเรียน กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น มีการแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดระหว่างตนเองกับเพื่อนร่วมชั้นและ เข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีความสุข นอกจากนี้ครูผู้สอนมีการเสริมแรงทางบวกให้กับนักเรียน เพื่อสร้าง บรรยากาศในการเรียนการสอนที่เป็นกันเอง ดังนั้น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน อุดรธรรมานุสรณ์ ที่ได้เรียนเรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus จึงมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้น 5.5 ข้อเสนอแนะ 5.5.1. ข้อเสนอแนะเพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอน 1. การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus เรื่อง การอ่านจับใจความ ส าคัญ ควรสอนหลักและวิธีการในการอ่านจับใจความส าคัญก่อนที่จะทดลองใช้ 2. การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ในขั้น K (What do I know) ควรกระตุ้นให้นักเรียนทุกคนได้ฝึกตั้งค าถามและระดมสมองเพื่อให้เกิดการคิดวิเคราะห์และ น าความรู้เดิมมาใช้ 5.5.2 ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรศึกษาเกี่ยวกับวิธีการการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ใน เนื้อหาอื่น ๆ ที่เห็นว่าเหมะสม เพื่อจะได้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอนมากขึ้น 2. ควรใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ในการจัดการเรียน การสอนในเนื้อหาสาระที่ไม่ซับซ้อนมากเกินไป เพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจในสาระเนื้อหาที่เรียนมากที่สุด
บรรณานุกรม กชพร จันคามิ และ นพคุณ คุณาชีวะ. (2564). การเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่าน จับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus. วารสารสาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ, 1(3), 1-4. กรมวิชาการ. (2543). การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว. กรมวิชาการ. (2546). ความคิดสร้างสรรค์ หลักการทฤษฎีการเรียนการสอน การวัดผล ประเมินผล. กรุงเทพฯ. กระทรวงศึกษาธิการ. (2561). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จ ากัด. เกียรติชัย ยานะรังสี. (2540). ผลของการสอนแบบ เค ดับบลิว แอล พลัส ที่มีต่อความเข้าใจ ในการอ่านและความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5. ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ค าผัส สารมาคม. (2563). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ความสามารถด้านการอ่าน จับใจและความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การ พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เทคนิค KWL. มหาสารคาม : โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์. ฆนัท ธาตุทอง. (2551). การออกแบบการสอนและบูรณาการ. นครปฐม : เพชรเกษมการพิมพ์. จินดารัตน์ ฉัตรสอน. (2558). การพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่5 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL ร่วมกับแบบฝึก. ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร. จุไรรัตน์ ลักษณะศิริและบาหยัน อิ่มส าราญ. (2547). การใช้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ: พี.เพรส. ชลธิรา กลัดอยู่. (2542). จิตวิทยาการอ่าน. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. ชัยยงค์ พรหมวงศ์. (2531). ชุดการสอนระดับประถมศึกษา. กรุงเทพฯ : ภาพพิมพ์. _______. (2556). “การทดสอบประสิทธิภาพสื่อหรือชุดการสอน” วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์ วิจัย, 5(1), 7-19. ฐะปะนีย์ นาครทรรพ. (2549). หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1-3. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์.
บรรณานุกรม (ต่อ) ธิดา โมสิกรัตน์และนภาลัย สุวรรณธาดา. (2544). ภาษาไทย 1. พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจ ากัดโรงพิมพ์ชวนพิมพ์. บรรเทา กิตติศักดิ์. (2546). การสอนหนังสือนอกเวลาและหนังสืออ่านประกอบ. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. บุญชม ศรีสะอาด. (2556). วิธีการทางสถิติสาหรับการวิจัย เล่ม 1. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงทพฯ : สุวีริยาสาส์น. ประพนธ์ เรืองณรงค์. (2545). การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์. กรุงเทพฯ : ประสานมิตร. เผชิญ กิจระการ. (2544). การวิเคราะห์ประสิทธิภาพสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา E1/E2. วารสารการวัดผลการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 5(11), 44-51. พนิตนันท์ บุญพามี. (2542). เทคนิคการอ่านเบื้องต้นส าหรับบรรณารักษ์. นครราชสีมา : สถาบัน ราชภัฏนครราชสีมา. พวงรัตน์ ทวีรัตน์. (2543). วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพมหานคร : ส านักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. พัชรินทร์ แจ่มจ ารูญ. (2547). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับใจความส าคัญของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 โรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา อ าเภอชะอ า จังหวัด เพชรบุรี ที่ได้รับการสอนอ่านแบบปฏิสัมพันธ์ด้วยวิธี KWL- PLUS กับวิธีสอนแบบปกติ. ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร. พันธุ์ทิพา หลาบเลิศบุญ. (2542). ภาษาไทย 3. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. มณีรัตน์สุกโชติรัตน์. (2548). อ่านเป็น : เรียนก่อน-สอนเก่ง. กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊คส์. มิ่งขวัญ สุขสบาย. (2562). การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านภาษาไทยเชิงวิเคราะห์ ด้วยเทคนิค KWL Plus ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6. ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. รัญจิตร แก้วจ าปา. (2544). ภาษา-การใช้ภาษา. กรุงเทพฯ : พัฒนาศึกษา. ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2538). เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น
บรรณานุกรม (ต่อ) วัชรา เล่าเรียนดี. (2547). เทคนิควิธีการจัดการเรียนรู้ส าหรับครูมืออาชีพ. นครปฐม : มหาวิทยาลัยศิลปากร. วัชรี แก้วสาระ. (2555). ผลของการสอนแบบ KWL Plus ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการรับรู้ ความสามารถในการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนสองภาษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6. ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. วิไลวรรณ สวัสดิวงศ์. (2547). การพัฒนาทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL-Plus. ปริญญาศึกษาศาสตร มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร. สมนึก ภัททิยธนี. (2549). การวัดผลการศึกษา. กาฬสินธุ์: ประสานการพิมพ์. _______. (2558). การวัดผลการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 10. กาฬสินธุ์: ประสานการพิมพ์. สมบัติ ท้ายเรือค า. (2553). ระเบียบวิธีวิจัยส าหรับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. กาฬสินธุ์ : ประสานการพิมพ์. สมฤดี ทาแดง. (2564). การจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความส าคัญด้วยเทคนิค KWL Plus ร่วมกับแผนผังความคิด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยนเรศวร. สมศักดิ์ คงเที่ยง. (ม.ป.ป.). หลักและทฤษฎีการบริหารการศึกษา เทคนิคการบริหารจัดการศึกษา ยุคใหม่. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามค าแหง. สมหวัง พิธิยานุวัฒน์. (2549). การจัดท ามาตรฐานการวิจัยในหน่วยงานวิจัยภาครัฐ. พิมพ์ครั้ง ที่ 7. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์. (2545). หลักและวิธีการสอนอ่านภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : ไทยพัฒนาพาณิชย์. _______. (2551). การวัดและประเมินผล. กรุงเทพฯ. สุปราณีพัดทอง. (2547). การอ่านจับใจความส าคัญและแสดงความคิดเห็นในการใช้ภาษาไทย 1. พิมพ์ครั้งที่4. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. สุมิตร ส าแดงสาร. (2501). การพัฒนาชุดการเรียนด้วยตนเองเรื่องการท าโครงงาน วิทยาศาสตร์ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสิชลคุณาธารวิทยา จังหวัด นครศรีธรรมราช. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
บรรณานุกรม (ต่อ) สุวิทย์ มูลค า และอรทัย มูลค า. (2545). 21 วิธีจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจ ากัดภาพพิมพ์. อาภรณ์พรรณ พงษ์สวัสดิ์. (2550). การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับใจความส าคัญของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus. ปริญญาศึกษา ศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร. เอกรินทร์ สี่มหาศาล และคณะ. (2552). กระบวนการจัดท าหลักสูตรสถานศึกษา แนวคิดสู่ปฏิบัติ. กรุงเทพฯ : บุ๊คพอยท์. Bloom, B. (1976). ทฤษฎีการเรียนรู้ตามแนวคิดของบลูม. สืบค้นเมื่อ 25 กรกฎาคม 2566, จาก https://kb.psu.ac.th/psukb/bitstream/2010/9000/6/Chapter2.pdf
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูล
58 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ พระบรมราโชวาท เวลา ๒๖ ชั่วโมง เรื่อง ความรู้เบื้องต้นการอ่านจับใจความส าคัญ เวลา ๑ ชั่วโมง ผู้สอน นางสาวจุติภรณ์ สิทธิศรี โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ วันที่สอน วันจันทร์ ที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๒๕ - ๑๐.๑๕ น. ม. ๓/๓ วันจันทร์ ที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา ๑๓.๕๕ – ๑๔.๔๕ น. ม. ๓/๒ วันพุธ ที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา ๑๓.๕๕ – ๑๔.๔๕ น. ม. ๓/๑ ๑. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด ๑.๑ มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรูท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิด เพื่อ น าไปใช้ตัดสินใจแก้ปัญหาในการด าเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ๑.๒ ตัวชี้วัด ท ๑.๑ ม.๓/๓ ระบุใจความส าคัญและรายละเอียดของข้อมูลที่สนับสนุนจากเรื่องที่ อ่าน ท ๑.๑ ม.๓/๔ อ่านเรื่องต่าง ๆ แล้วเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด บันทึก ย่อความ และรายงาน ๒. จุดประสงค์การเรียนรู้ ๒.๑ ผู้เรียนสามารถบอกความรู้เรื่องการอ่านจับใจความส าคัญได้ถูกต้อง (K) ๒.๒ ผู้เรียนสามารถเขียนแผนผังความคิดจากเรื่องที่อ่านได้ถูกต้อง (P) ๒.๓ ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมในชั้นเรียน (A) ๓. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๓.๑ มีวินัย ๓.๒ ใฝ่เรียนรู้ ๓.๓ มุ่งมั่นในการท างาน ๔. สมรรถนะส าคัญ ๔.๑ ความสามารถในการสื่อสาร ๔.๒ ความสามารถในการอ่าน ๕. สาระส าคัญ การอ่านจับใจความส าคัญเป็นการอ่านเพื่อเก็บสาระส าคัญของเรื่องที่อ่าน เก็บจุดมุ่งหมาย ส าคัญของเรื่องเก็บเนื้อเรื่องที่ส าคัญ เก็บความรู้หรือข้อมูลที่น่าสนใจ ตลอดจนแนวคิดหรือทรรศนะ ของผู้เขียน ผู้อ่านจึงควรฝึกฝนให้เกิดความช านาญ
59 ๖. สาระการเรียนรู้ ๖.๑ ความหมายของการอ่านจับใจความส าคัญ ๖.๒ หลักการอ่านจับใจความส าคัญ ๖.๓ วิธีจับใจความส าคัญ ๗. ชิ้นงานหรือภาระงาน ๗.๑ การเขียนแผนผังความคิดสรุปความรู้ ๗.๒ ใบงานเรื่องการอ่านจับใจความส าคัญ KWL Plus ๘. กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน ๘.๑ ผู้เรียนสนทนากับผู้สอนในประเด็น นักเรียนมีวิธีการอ่านเนื้อเรื่องหรือเรื่อง ต่างๆ อย่างไร เช่น อ่านข่าว อ่านบทความ ฯลฯ เพื่อให้ได้ความรู้ ข้อมูลหรือสาระส าคัญของเรื่องนั้นๆ ๘.๒ ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นร่วมกัน จากนั้นผู้สอนถามผู้เรียนว่า นักเรียนชอบอ่าน อะไรเป็นพิเศษในเวลาว่าง เช่น การ์ตูน นวนิยาย นิทาน เป็นต้น ผู้เรียนช่วยกันตอบค าถาม ผู้สอน เชื่อมโยงเข้าสู่บทเรียน เรื่องความรู้เบื้องต้นการอ่านจับใจความส าคัญ ขั้นจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ ๑ ขั้นกิจกรรมก่อนการอ่าน ขั้น K (What you know) ๘.๓ ผู้เรียนท าแบบทดสอบก่อนเรียนเรื่องการอ่านจับใจความส าคัญ เป็นแบบปรนัย ๓๐ ข้อ ๔ ตัวเลือก ใช้เวลาท า ๑๐ นาที ผ่าน Google Form และแบบกระดาษส าหรับผู้เรียนที่ไม่ สะดวก เมื่อท าแบบทดสอบเสร็จผู้เรียนส่งกระดาษค าตอบและกระดาษค าถามผู้สอนให้เรียบร้อย ๘.๔ ผู้เรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ ๓ คน จากนั้นผู้สอนแจกใบความรู้เรื่อง การอ่าน จับใจความส าคัญให้ผู้เรียนภายในกลุ่ม ๘.๕ ผู้เรียนศึกษาใบความรู้เรื่อง “การอ่านจับใจความส าคัญ” หลังจากนั้นผู้เรียน ร่วมกันอภิปรายและสรุปความรู้จากการอ่านใบความรู้ และผู้สอนอธิบายเพิ่มเติมในส่วนที่ผู้เรียนยังไม่ เข้าใจประกอบ Power Point ๘.๖ ผู้สอนแจกตาราง KWL Plus ให้กับผู้เรียน และอธิบายขั้นตอนของกิจกรรมการ จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus การเขียนบันทึกลงในตาราง KWL โดยอธิบายตามตารางทีละ ช่อง ๘.๖.๑ ช่อง K ผู้เรียนมีความรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน ให้ผู้เรียนบันทึก สิ่งที่รู้แล้วเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน ๘.๖.๒ ช่อง W ผู้เรียนต้องการรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน ให้ผู้เรียนบันทึกสิ่ง ที่ต้องการรู้เกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน ๘.๖.๓ ช่อง L ผู้เรียนได้เรียนรู้อะไรบ้างจากเรื่องที่อ่าน ให้ผู้เรียนบันทึกสิ่ง ที่ได้เรียนรู้แล้วหลังจากการอ่านเรื่อง
60 ๘.๗ ผู้เรียนดูค าที่ผู้สอนเขียนบนกระดานว่า “ความสุข” ผู้สอนสนทนากับผู้เรียนว่า ผู้เรียนมีความรู้เกี่ยวกับหัวเรื่องที่ผู้สอนเขียนอย่างไร ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันระดมความคิด โดยการพูดอภิปรายแสดงความคิดเห็น ผู้เรียนเขียนสิ่งที่รู้เกี่ยวกับหัวข้อเรื่องที่ผู้สอนเขียนบนกระดาน บันทึกข้อความลงในใบงาน KWL Plus ในช่อง K ขั้นที่ ๒ ขั้นกิจกรรมระหว่างการอ่าน ขั้น W (What we want to know) ๘.๘ ผู้เรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันตั้งค าถามในสิ่งที่ต้องการรู้จากบทความเรื่อง “ความสุขคืออะไร” ให้บันทึกค าถามลงในใบงาน KWL Plus ในช่อง W ๘.๙ ผู้เรียนอ่านบทอ่านเรื่อง “ความสุขคืออะไร” แล้วผู้เรียนหาค าตอบจากค าถาม ที่ตั้งไว้ในช่อง W ถ้าผู้เรียนอ่านพบข้อมูลใหม่ ๆ ผู้เรียนสามารถตั้งค าถามเพิ่มเติมในช่อง W ได้ ขั้น L (What you have learned) ๘.๑๐ ผู้เรียนบันทึกค าตอบที่ได้จากการตั้งค าถาม ลงในใบงาน KWL Plus ในช่อง L ๘.๑๑ ผู้เรียนและผู้สอนร่วมกันอภิปรายสิ่งที่ได้เรียนรู้ทั้งหมดจากการอ่านเรื่อง “ความสุขคืออะไร” เพื่อตรวจสอบค าตอบอีกครั้งหนึ่ง ขั้นที่ ๓ ขั้นกิจกรรมหลังการเรียน (Plus) ๘.๑๒ ผู้เรียนน าข้อมูลจากใบงาน KWL Plus มาเรียบเรียงข้อมูลและสรุปข้อมูลเป็น แผนผังความคิด ขั้นสรุป ๘.๑๓ ผู้เรียนและผู้สอนร่วมกับสรุปความรู้เรื่องการอ่านจับใจความส าคัญใน ประเด็นดังต่อไปนี้ ๑) การอ่านจับใจความส าคัญคืออะไร ๒) หลักการอ่านจับใจความส าคัญ ๙. การจัดบรรยากาศเชิงบวก ๙.๑ การสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนให้เป็นแบบกันเอง ๙.๒ ให้ค าแนะน านักเรียนอย่างทั่วถึงและใกล้ชิด ๑๐. สื่อและแหล่งการเรียนรู้ ๑๐.๑ ใบงาน KWL Plus ๑๐.๒ ใบความรู้เรื่อง การอ่านจับใจความ ๑๐.๓ เนื้อเรื่อง เรื่อง “ความสุขคืออะไร” ๑๐.๔ แบบทดสอบก่อนเรียน ๑๐.๕ Power Point การอ่านจับใจความ
61 ๑๑. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมิน ๑. ผู้เรียนสามารถบอก ความรู้เรื่องการอ่านจับ ใจความส าคัญได้ถูกต้อง (K) การตอบค าถาม ของผู้เรียน ค าถามในชั้นเรียน ผู้เรียนผ่านเกณฑ์ การประเมินแบบกลุ่ม เมื่อ ตอบค าถามตรงประเด็น ค าถาม ร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป ๒. ผู้เรียนสามารถเขียน แผนผังความคิดเรื่องการ อ่านจับใจความส าคัญได้ ถูกต้อง (P) การตรวจแผนผัง ความคิด แบบให้คะแนน แผนผังความคิด ผู้เรียนผ่านเกณฑ์การ ประเมินแบบให้คะแนน แผนผังความคิดในระดับ ดี ขึ้นไป หรือ ร้อยละ ๘๐ ขึ้น ไป ๓. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการ จัดกิจกรรมในชั้นเรียน (A) การสังเกต พฤติกรรม แบบสังเกต พฤติกรรม ผู้เรียนผ่านเกณฑ์ การประเมินในระดับ ดี ขึ้น ไป
62 บทอ่าน เรื่อง ความสุขคืออะไร ความสุขที่แท้จริงคืออะไร ความมั่งคั่งและชื่อเสียงมันท าให้เรามีความสุขได้จริงหรือ เปล่า Robert Waldinger ได้น าแสนอผลงานวิจัยจาก Harvard ที่ถึงแม้เวลาจะผ่านไปกว่า ๗๕ ปี แต่งานวิจัยนี้ก็ยังคงด าเนินต่อไป และเขาเองก็เป็นผู้อ านวยการคนปัจจุบันที่คุมงานวิจัยนี้ ความสุข ของชีวิต เริ่มตั้งแต่ปี ๑๙๓๘ ที่งานวิจัยจาก Harvard นี้ได้ศึกษาชีวิตของอาสาสมัครกว่า ๗๒๔ คน รวมถึงคู่สมรสและลูกหลานอีกกว่า ๒๐๐๐ คน ได้รวบรวมข้อมูลและสรุปอย่างชัดเจนว่า ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดช่วยให้คนมีสุขภาพดีและมีความสุข งานวิจัยได้เริ่มต้นจากการศึกษาชีวิตของนักศึกษาใน Harvard และเด็กที่มาจากครอบครัว ยากไร้ในชุมชุน Boston ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป คนเหล่านั้นเติบโตเป็นผู้ใหญ่ หนึ่งในนั้นกลายเป็น ประธานาธิบดีสหรัฐ John F. Kennedy ตลอดเวลาที่ผ่านไปหลายปี นักวิจัยได้สัมภาษณ์อาสาสมัคร และคนในครอบครัว ล้วงลึกถึงชีวิตความเป็นอยู่ รวมถึงประวัติการเข้ารับการรักษาพยาบาล ติดตาม ชีวิตของคนเหล่านี้มาโดยตลอด เวลาผ่านไปจึงได้พบว่า บางคนป่วยเป็นโรคทางสมอง บางคนติดเหล้า บางคนไต่เต้าสูงขึ้นมา ในขณะที่บางคนมีชีวิตที่ตกต่ าลง งานวิจัยนี้ได้ข้อสรุปเป็นข้อคิด ๓ อย่าง ๑. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีและหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตโดดเดี่ยว ความสัมพันธ์ที่ดีและใกล้ชิดจะ ช่วยยืดเวลาให้เราแก่ช้าลง กลุ่มคนที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวจะท าให้สุขภาพเริ่มแย่ลงในวัยกลางคน ท าให้สมองท างานผิดปกติและท างานแย่ลงและมีชีวิตที่สั้นกว่าคนทั่วไป ๒. ความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมในสังคมเป็นสิ่งที่จ าเป็นส าหรับการมีชีวิตที่ยืนยาวและมี สุขภาพดี คนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและกว้างขวางรู้จักคนรอบข้างมากมาย จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า คนที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวและเหงา ๓. คุณภาพของความสัมพันธ์ส าคัญกว่าปริมาณ ในสังคมที่มีคนเยอะมากมายแต่ก็ยังเหงา และรู้สึก โดดเดี่ยว ถึงแม้ว่าจะมีเพื่อนเยอะ ก็ไม่ส าคัญเท่าความใกล้ชิดและคุณภาพของความสัมพันธ์ คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวที่รักและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะมีชีวิตยืนยาวกว่าคนที่อยู่ในครอบครัว ที่ขัดแย้งและบาดหมางกัน ถึงแม้ว่าคนเหล่านั้นไม่เคยนอกใจและอยู่ด้วยกันนานแค่ไหนก็ตาม ความสัมพันธ์ที่ดีช่วยป้องกันโรคทางสมองคนที่อยู่ในครอบครัวที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันจะมีโอกาส น้อยกว่าที่จะเป็นโรคความจ าเสื่อมในเวลาที่รู้สึกว่ามีที่พึ่ง สามารถพึ่งพาอาศัยคนอื่น ๆ ได้ ถึงแม้ว่า จะมีความทุกข์ยาก คนกลุ่มนี้ก็ยังมีสุขภาพจิตที่ดีและจ าได้แม่น สรุปการใช้ชีวิตให้มีความสุข ชีวิตคนเราสั้นเราไม่มีเวลาให้กับการให้ร้ายแก่กัน หรือการ ขัดแย้งและไม่พอใจซึ่งกันและกัน คนที่ยังยึดติดความบาดหมาง มีแต่จะท าให้สุขภาพแย่ลง เราควรจะ เอาเวลาไปใช้ชีวิต ไม่มีทางลัดที่จะน าเราไปสู่ชีวิตที่ดีได้ การสร้างความสัมพันธ์ต้องการเวลา แรงกาย และใจที่ทุ่มเท คนที่พบว่ามีความสุขในบั้นปลาย มักจะเป็นคนที่รู้จักสร้างและรักษาความสัมพันธ์ใน ครอบครัว รวมถึงเพื่อนและสังคม ให้เวลากับคนที่เรารัก เข้าหาคนที่อยู่ไกล้เรา การมีส่วนร่วมในสังคมเป็นสิ่งจ าเป็นส าหรับการมีชีวิตที่ยืนยาว ในขณะที่การอยู่อย่าง โดดเดี่ยว จะท าให้ชีวิตแย่และสั้นลง คนที่สร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดี จะมีอายุยืนยาวมากกว่าคน ที่ใช้ชีวิตและมีความสัมพันธ์ที่ขัดแย้ง คนที่อยู่ในครอบครัวที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันจะมีโอกาสน้อยที่ จะเป็นโรคความจ าเสื่อม
63
64
65
66 แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียนรายบุคคล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ ที่ ชื่อ – สกุล เกณฑ์การให้คะแนน รวม (๑๖) หมาย เหตุ ความ ตั้งใจใน การเรียน (๔) ความสนใจ และการ ซักถาม (๔) การตอบ ค าถาม (๔) มีส่วนร่วม ในกิจกรรม (๔) ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๗ ๑๘ ๑๙ ๒๐ ๒๒ ๒๓ ๒๔ ๒๕ ลงชื่อ........................................................ผู้ประเมิน ................../..................../...................
67 เกณฑ์การประเมินในการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ ดังนี้ เกณฑ์การวัดและประเมินผลการสังเกตพฤติกรรมนักเรียนรายบุคคล การประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน ดีมาก (๔) ดี (๓) พอใช้ (๒) ปรับปรุง (๑) ๑. ความตั้งใจ ในการเรียน สนใจการเรียน ไม่คุยหรือเล่นกัน ในขณะเรียน สนใจการเรียน คุยกันเล็กน้อย ในขณะเรียน สนใจการเรียน คุยกันและเล่นกัน ในขณะเรียนเป็น บางครั้ง ไม่สนใจการเรียน คุย และเล่นกันในขณะ เรียน ๒. ความสนใจ และการซักถาม มีการถามในเรื่องที่ ตนไม่เข้าใจทุก เรื่องและกล้า แสดงออก มีการถามในเรื่องที่ ตนไม่เข้าใจเป็น ส่วนมากและกล้า แสดงออก มีการถามในเรื่องที่ ตนไม่เข้าใจเป็น บางครั้งและไม่ค่อย กล้าแสดงออก ไม่ถามในเรื่องที่ตนไม่ เข้าใจและไม่กล้า แสดงออก ๓. การตอบ ค าถาม ร่วมตอบค าถามใน เรื่องที่ครูถามและ ตอบค าถามถูก ทุกข้อ ร่วมตอบค าถามใน เรื่องที่ครูถามและ ตอบค าถาม ส่วนมากถูก ร่วมตอบค าถามใน เรื่องที่ครูถามเป็น บางครั้งและตอบ ค าถามถูกเป็น บางครั้ง ไม่ตอบค าถาม ๔. มีส่วนร่วมใน กิจกรรม ร่วมมือและ ช่วยเหลือเพื่อนใน การท ากิจกรรม ร่วมมือและ ช่วยเหลือเพื่อน บ่อยครั้งในการท า กิจกรรม ร่วมมือและช่วยเหลือ เพื่อนในการท า กิจกรรมเป็นบางครั้ง ไม่มีความร่วมมือ ในขณะท ากิจกรรม ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ ๑๖-๑๔ ดีมาก ๑๑-๑๓ ดี ๘-๑๐ พอใช้ ๐-๗ ปรับปรุง เกณฑ์การสรุปผลการประเมิน นักเรียนที่ได้ระดับคุณภาพ ดี ขึ้นไป ถือว่า ผ่าน
68 แบบประเมินแผนผังความคิด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ ลงชื่อ........................................................ผู้ประเมิน ................../..................../............... ที่ ชื่อ – สกุล เกณฑ์การให้คะแนน รวม (๒๐) หมาย เหตุ ความ ครบถ้วน ของเนื้อหา (๔) ความ ถูกต้องของ เนื้อหา (๔) การใช้ ภาษา (๔) ความ สวยงาม (๔) ความ สะอาด เรียบร้อย (๔) ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๗ ๑๘ ๑๙ ๒๐ ๒๒ ๒๓ ๒๔ ๒๕
69 แบบให้คะแนนแผนผังความคิด รายละเอียด ๔ ๓ ๒ ๑ ๐ ความครบถ้วน ของเนื้อหา เนื้อหา ครบถ้วน เนื้อหาไม่ครบ ๑ ส่วน เนื้อหาไม่ครบ ๒ ส่วน เนื้อหาไม่ครบ ๓ ส่วน เนื้อหาไม่ครบ มากกว่า ๔ ส่วน ความถูกต้อง ของเนื้อหา เนื้อหาถูกต้อง ตามหลักการ เนื้อหาไม่ ถูกต้อง ๑ ส่วน เนื้อหาไม่ ถูกต้อง ๒ ส่วน เนื้อหาไม่ ถูกต้อง ๓ ส่วน เนื้อหาไม่ ถูกต้อง มากกว่า ๔ ส่วน การใช้ภาษาที่ ถูกต้องตามหลัก ภาษา ใช้ภาษาได้ ถูกต้องตาม หลักภาษาไทย ใช้เนื้อหาไม่ ถูกต้องตาม หลักภาษา ๑ จุด ใช้เนื้อหาไม่ ถูกต้องตาม หลักภาษา ๒ จุด ใช้เนื้อหาไม่ ถูกต้องตาม หลักภาษา ๓ จุด ใช้เนื้อหาไม่ ถูกต้องตาม หลักภาษา มากกว่า ๔ จุด ความสวยงาม ตกแต่ง สวยงาม ใช้สี และรูปภาพ เหมาะสมมาก ตกแต่ง สวยงามใช้สี และรูปภาพ เหมาะสม ตกแต่ง สวยงามใช้สี และรูปภาพ พอใช้ ตกแต่ง สวยงามใช้สี และรูปภาพ ตกแต่งและ ใช้สีไม่ สวยงาม หรือไม่ ตกแต่ง ความสะอาด เรียบร้อย ไม่พบรอยลบ การขีดฆ่า สะอาด เรียบร้อย พบรอยลบ หรือการขีดฆ่า ๑ - ๒ จุด พบรอยลบ หรือการขีด ฆ่า ๓ - ๔ จุด พบรอยลบ หรือการขีด ฆ่า ๕ - ๖ จุด พบรอยลบ หรือการขีด ฆ่ามากกว่า ๖ จุด เกณฑ์การผ่าน ๑๖ - ๒๐ คะแนน หมายถึง ดีมาก ๑๒ - ๑๕ คะแนน หมายถึง ดี ๖ - ๑๑ คะแนน หมายถึง พอใช้ ต่ ากว่า ๕ คะแนน หมายถึง ปรับปรุง ผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับ ดี ขึ้นไป
70 ตัวอย่าง Power point เรื่อง ความรู้เบื้องต้นการอ่านจับใจความส าคัญ
71 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๒ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ พระบรมราโชวาท เวลา ๒๖ ชั่วโมง เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญจากนิทาน เวลา ๑ ชั่วโมง ผู้สอน นางสาวจุติภรณ์ สิทธิศรี โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ วันที่สอน วันอังคาร ที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๒๕ - ๑๐.๑๕ น. ม. ๓/๒ วันอังคาร ที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา ๑๐.๒๐ - ๑๑.๑๐ น. ม. ๓/๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา ๑๐.๒๐ - ๑๑.๑๐ น. ม. ๓/๑ ๑. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด ๑.๑ มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อน าไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการด าเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ๑.๒ ตัวชี้วัด ท ๑.๑ ม.๓/๑ อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองได้ถูกต้องและเหมาะสม กับเรื่องที่อ่าน ท ๑.๑ ม.๓/๔ อ่านเรื่องต่าง ๆ แล้วเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด บันทึก ย่อความ และรายงาน ๒. จุดประสงค์การเรียนรู้ ๒.๑ ผู้เรียนสามารถบอกใจความส าคัญจากนิทานที่อ่านได้ถูกต้อง (K) ๒.๒ ผู้เรียนสามารถเขียนแผนผังความคิดสรุปใจความส าคัญจากนิทานที่อ่านถูกต้อง (P) ๒.๓ ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมในชั้นเรียน (A) ๓. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๓.๑ มีวินัย ๓.๒ ใฝ่เรียนรู้ ๓.๓ มุ่งมั่นในการท างาน ๔. สมรรถนะส าคัญ ๔.๑ ความสามารถในการสื่อสาร ๔.๒ ความสามารถในการอ่าน ๕. สาระส าคัญ การอ่านจับใจความส าคัญ หมายถึง การอ่านเพื่อจับใจความหรือข้อคิด ความคิดส าคัญหลัก ของข้อความหรือเรื่องที่อ่าน เป็นข้อความที่คลุมข้อความอื่น ๆ ในย่อหน้าหนึ่ง ๆ ไว้ทั้งหมด การอ่าน จับใจความจากข่าวจะท าให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อหาและมีทักษะการคิดวิเคราะห์มากขึ้น การอ่าน
72 จับใจความส าคัญจากนิทาน อาจใช้หลักการอ่านจับใจความส าคัญเหมือนการอ่านเรื่องยาว ๆ ทั่วไป คือเน้นการสรุปสาระส าคัญของเรื่องในลักษณะการย่อความซึ่งมีขั้นตอนการอ่าน ดังนี้ ๑. ตั้งใจอ่าน มีสมาธิในการอ่าน ๒. อ่านเรื่องราวนั้น ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง ๓. สรุปหรือจับใจความส าคัญ ว่าเป็นเรื่องอะไร มีใคร ท าอะไร กับใครที่ไหน เมื่อไร ท า อย่างไร ๔. ทบทวนความบางตอน หรือสาระบางเรื่องที่ยังเข้าใจไม่ชัดเจนให้เข้าใจ ๕. สังเกตดูว่าผลสุดท้ายของเรื่องนั้น ๆ อะไรเกิดขึ้นบ้าง ๖. พิจารณาว่าเรื่องมีสาระหรือความส าคัญอยู่ที่ใดมีแง่คิดคติธรรมหรือค าสอน แก่ผู้อ่าน อย่างไร ๗. สรุปความคิด ท าบันทึกช่วยจ า ย่อความ ตอบค าถาม หรือท ากิจกรรมต่าง ๆ ตาม วัตถุประสงค์ ๖. สาระการเรียนรู้ ๖.๑ การอ่านจับใจความส าคัญจากนิทาน ๗. ชิ้นงานหรือภาระงาน ๗.๑ การเขียนแผนผังความคิดสรุปความรู้จากนิทาน ๗.๒ ใบงานเรื่องการอ่านจับใจความส าคัญ KWL Plus ๘. กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน ๘.๑ ผู้เรียนอ่านนิทานสั้นเรื่องหมีและนักเดินทาง โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้ “นักเดินทางสองคนเป็นเพื่อนกัน พวกเขาเดินทางไปท่องเที่ยวยังป่าแห่ง หนึ่ง ทันใดนั้นเองหมีตัวใหญ่ปรากฏกายขึ้น นักเดินทางคนแรกวิ่งหนีและปีนขึ้นต้นไม้โดยล าพัง ปล่อย ให้เพื่อนอีกคนเผชิญหมีอยู่ เมื่อหมีเข้ามาใกล้ เขาจึงล้มตัวนอน หมีเข้ามาก้มลงที่หูของเขาและดมดู รอบ ๆ นักเดินทางคนที่สองกลั้นหายใจ หมีนึกว่าเขาตายจึงผละหนีไป เมื่อหมีไปไกลแล้วนักเดินทาง คนแรกลงจากต้นไม้ ตรงรี่มาถามว่า เจ้าหมีพูดอะไรกับเขาขณะที่มาใกล้ นักเดินทางคนที่สองตอบว่า เจ้าหมีกระซิบบอก จ าไว้อย่าคบเพื่อนที่ทิ้งเจ้าเมื่อยามมีอันตราย” ๘.๒ ผู้เรียนอ่านแล้วร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่า จากเรื่องที่อ่านมีตัวละครกี่ตัว ตัวละครท าอะไร ท าที่ไหน ท าเมื่อไหร่ ท าอย่างไร ท าท าไม และผลสุดท้ายเกิดอะไรขึ้น จากนั้นผู้เรียน ฟังสรุปความรู้จากผู้สอนว่าผู้เรียนจะได้เรียนรู้วิธีการอ่านจับใจความส าคัญ โดยการน าหลักการอ่าน จับใจความส าคัญมาใช้กับนิทานที่อ่าน น าเข้าสู่บทเรียนเรื่องการอ่านจับใจความส าคัญจากนิทาน ขั้นจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ ๑ ขั้นกิจกรรมก่อนการอ่าน ขั้น K (What you know) ๘.๓ ผู้เรียนแบ่งกลุ่มภายในชั้นเรียนกลุ่มละ ๓ คน จากนั้นผู้สอนแจกใบกิจกรรม KWL Plus ให้ผู้เรียน
73 ๘.๔ ผู้เรียนทบทวนความรู้เรื่องการอ่านจับใจความส าคัญในชั่วโมงที่แล้ว และผู้สอน ทบทวนการอ่านจับใจความส าคัญโดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ให้ผู้เรียนเข้าใจ อีกครั้ง ๘.๕ ผู้เรียนดูข้อความที่ผู้สอนเขียนบนกระดานว่า “นกกระสากับหมาจิ้งจอก” ผู้สอนสนทนากับผู้เรียนว่า ผู้เรียนมีความรู้เกี่ยวกับหัวเรื่องที่ผู้สอนเขียนอย่างไร ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่ม ร่วมกันระดมความคิด โดยการพูดอภิปรายแสดงความคิดเห็น ผู้เรียนเขียนสิ่งที่รู้เกี่ยวกับหัวข้อเรื่องที่ ผู้สอนเขียนบนกระดาน บันทึกข้อความลงในใบงาน KWL Plus ในช่อง K ขั้นที่ ๒ ขั้นกิจกรรมระหว่างการอ่าน ขั้น W (What we want to know) ๘.๖ ผู้เรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันตั้งค าถามในสิ่งที่ต้องการรู้จากข้อความ “นกกระสา กับหมาจิ้งจอก” ให้บันทึกค าถามลงในใบงาน KWL Plus ในช่อง W ๘.๗ ผู้เรียนอ่านนิทานเรื่อง “นกกระสากับหมาจิ้งจอก” แล้วหาค าตอบจากค าถาม ที่ตั้งไว้ในช่อง W ถ้าผู้เรียนอ่านพบข้อมูลใหม่ ๆ ผู้เรียนสามารถตั้งค าถามเพิ่มเติมในช่อง W ได้ ขั้น L (What you have learned) ๘.๘ ผู้เรียนบันทึกค าตอบที่ได้จากการตั้งค าถาม ลงในใบงาน KWL Plus ในช่อง L ๘.๙ ผู้เรียนและผู้สอนร่วมกันอภิปรายสิ่งที่ได้เรียนรู้ทั้งหมดจากการอ่านนิทานเรื่อง “นกกระสากับหมาจิ้งจอก” เพื่อตรวจสอบค าตอบอีกครั้งหนึ่ง ขั้นที่ ๓ ขั้นกิจกรรมหลังการเรียน (Plus) ๘.๑๐ ผู้เรียนน าข้อมูลจากใบงาน KWL Plus มาเรียบเรียงข้อมูลและสรุปข้อมูลเป็น แผนผังความคิด ๘.๑๐ ผู้เรียนส่งตัวแทนของกลุ่มตัวเองออกมาน าเสนอแผนผังความคิดที่ผู้เรียนสรุป ข้อมูลจากเรื่องที่ศึกษา จากนั้นผู้เรียนฟังค าแนะน าหรือค าอธิบายเพิ่มจากผู้สอน ๘.๑๑ ผู้เรียนท ากิจกรรมทบทวนความเข้าใจจากการอ่านจับใจความจากนิทาน โดยการท ากิจกรรมตอบค าถามผ่าน Blooket ผู้เรียนคนไหนได้คะแนนเยอะที่สุดได้รับรางวัลพิเศษ ขั้นสรุป ๘.๑๒ ผู้เรียนและผู้สอนร่วมกับสรุปความรู้เรื่องการอ่านจับใจความส าคัญจากนิทาน ๙. สื่อและแหล่งการเรียนรู้ ๙.๑ ใบงาน KWL Plus ๙.๒ Power Point การอ่านจับใจความ ๙.๓ นิทานเรื่อง “นกกระสากับหมาจิ้งจอก” ๙.๔ นิทานเรื่อง “หมีและนักเดินทาง” ๙.๕ กิจกรรม Blooket ๑๐. การจัดบรรยากาศเชิงบวก ๑๐.๑ การสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนให้เป็นแบบกันเอง ๑๐.๒ ให้ค าแนะน านักเรียนอย่างทั่วถึงและใกล้ชิด
74 ๑๑. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมิน ๑. ผู้เรียนสามารถบอก ใจความส าคัญจากนิทาน ที่อ่านได้ถูกต้อง (K) การสังเกต พฤติกรรม แบบให้คะแนนการ น าเสนองานแบบ กลุ่ม ผู้เรียนผ่านเกณฑ์การประเมิน แบบให้คะแนนการน าเสนอ ผลงานแบบกลุ่ม ร้อยละ ๘๐ หรือ ดี ขึ้นไป ๒. ผู้เรียนสามารถเขียน แผนผังความคิดสรุป ใจความส าคัญจากนิทาน ที่อ่านถูกต้อง (P) การตรวจแผนผัง ความคิด แบบให้คะแนน แผนผังความคิด ผู้เรียนผ่านเกณฑ์การประเมิน แบบให้คะแนนแผนผัง ความคิดในระดับ ดี ขึ้นไป หรือ ร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป ๓. ผู้เรียนมีส่วนร่วมใน การจัดกิจกรรมในชั้น เรียน (A) การสังเกต พฤติกรรม แบบสังเกต พฤติกรรม ผู้เรียนผ่านเกณฑ์ การประเมินในระดับ ดี ขึ้นไป
75 “นิทานเรื่อง “นกกระสากับหมาจิ้งจอก” กาลครั้งหนึ่งในวันที่สัตว์ทั้งหลายก าลังพักผ่อนกันอย่างสงบสุข จู่ ๆ หมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ ก็นึก วางแผนชวนนกกระสามากินข้าวด้วยกัน จะได้กลั่นแกล้งให้รู้สึกอับอายขายขี้หน้า เพราะตนคิดว่า รูปร่างของนกกระสานั้น ดูสูงเก้งก้างขัดตา แถมยังมีปากยาวเหยียดจนน่าข ามาตลอด “เจ้านกกระสา.. วันนี้สนใจมากินข้าวมื้อเย็นกับข้าไหม ?” หมาจิ้งจอกเอ่ยชวนด้วยรอยยิ้ม พิมพ์ใจ ท าให้นกกระสาตอบรับค าชวนอย่างยินดี “ได้สิ เจ้าจิ้งจอก ข้าจะเก็บท้องไว้กินอย่าง เอร็ดอร่อยเลยล่ะ คอยดูนะ!” ว่าแล้ว นกกระสาก็ขอแยกตัวไปเตรียมพร้อมส าหรับมื้อพิเศษ โดยไม่ เอะใจอะไรแม้แต่น้อย เมื่อเวลามื้อเย็นมาถึง นกกระสาก็เดินทางมาหาหมาจิ้งจอกตามนัดแต่สิ่งที่พบ กลับเป็นซุปชืด ๆ ในชามปากกว้างก้นตื้นเพียงเท่านั้น “ข้าท าให้เจ้าสุดฝีมือเลยนะ ขอให้กินให้อร่อย ล่ะเจ้านกกระสา” หมาจิ้งจอกกล่าวต้อนรับ ก่อนนกกระสาจะยิ้มขอบคุณแล้วลงมือกินซุปทันที แต่ พยายามกี่ครั้งก็ไม่ส าเร็จ เพราะปากที่ยาวของมันไม่สามารถกินอาหารจากชามก้นตื้นแบบนี้ได้ “ฮ่า ๆ ๆ ดูเจ้านกกระสาแสนโง่นั่นสิ ตลกชะมัดเลยใช่ไหมพวกเรา!?” เสียงของหมาจิ้งจอกที่ ดังขึ้น ท าให้นกกระสาหันไปพบว่า มีสัตว์ตัวอื่นก าลังหัวเราะกับท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ของตัวเองอยู่ จึง เข้าใจทันทีว่า จริง ๆ แล้ว นี่คือแผนกลั่นแกล้งของหมาจิ้งจอกสุดเจ้าเล่ห์นั่นเอง แต่ถึงอย่างนั้นนก กระสาก็ไม่ถือโทษโกรธอะไร พร้อมเดินกลับบ้านตัวเองไปแม้จะหิวโซมากก็ตาม หลายวันต่อมา นกกระสาถือโอกาสชวนหมาจิ้งจอกมากินข้าวด้วยกันบ้าง คราวนี้นกกระสา เตรียมเนื้อเอาไว้ในเหยือกน้ าทรงสูง ทันที่หมาจิ้งจอกเห็น ก็รีบพุ่งเข้าไปหาทันที แต่ปากของมันก็ไม่ ยาวพอที่จะยื่นลงไปถึงเนื้อของโปรดได้ นกกระสาจึงพูดขึ้นมาว่า “อย่าหาว่าข้าใจร้ายกับเจ้าเลยนะ เจ้าจิ้งจอก เพราะข้าแค่ท าเหมือนกับที่เจ้าเคยท าไว้กับข้าเท่านั้นเอง” ได้ฟังดังนั้น หมาจิ้งจอกเลยต้อง ยอมกลับบ้านไป โดยไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยแม้แต่นิดเดียว..
76
77
78 แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียนรายบุคคล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ ที่ ชื่อ – สกุล เกณฑ์การให้คะแนน รวม (๑๖) หมายเหตุ ความ ตั้งใจใน การเรียน (๔) ความสนใจ และการ ซักถาม (๔) การตอบ ค าถาม (๔) มีส่วนร่วม ในกิจกรรม (๔) ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๗ ๑๘ ๑๙ ๒๐ ๒๒ ๒๓ ๒๔ ๒๕ ลงชื่อ........................................................ผู้ประเมิน ................../..................../...................
79 เกณฑ์การประเมินในการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ ดังนี้ เกณฑ์การวัดและประเมินผลการสังเกตพฤติกรรมนักเรียนรายบุคคล การประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน ดีมาก (๔) ดี (๓) พอใช้ (๒) ปรับปรุง (๑) ๑. ความตั้งใจ ในการเรียน สนใจการเรียน ไม่คุยหรือเล่นกัน ในขณะเรียน สนใจการเรียน คุยกันเล็กน้อย ในขณะเรียน สนใจการเรียน คุยกันและเล่นกัน ในขณะเรียนเป็น บางครั้ง ไม่สนใจการเรียน คุยและเล่นกัน ในขณะเรียน ๒. ความสนใจ และการ ซักถาม มีการถามในเรื่องที่ ตนไม่เข้าใจทุก เรื่องและกล้า แสดงออก มีการถามในเรื่องที่ ตนไม่เข้าใจเป็น ส่วนมากและกล้า แสดงออก มีการถามในเรื่องที่ ตนไม่เข้าใจเป็น บางครั้งและไม่ค่อย กล้าแสดงออก ไม่ถามในเรื่องที่ตน ไม่เข้าใจและไม่ กล้าแสดงออก ๓. การตอบ ค าถาม ร่วมตอบค าถามใน เรื่องที่ครูถามและ ตอบค าถามถูก ทุกข้อ ร่วมตอบค าถามใน เรื่องที่ครูถามและ ตอบค าถาม ส่วนมากถูก ร่วมตอบค าถามใน เรื่องที่ครูถามเป็น บางครั้งและตอบ ค าถามถูกเป็น บางครั้ง ไม่ตอบค าถาม ๔. มีส่วนร่วม ในกิจกรรม ร่วมมือและ ช่วยเหลือเพื่อนใน การท ากิจกรรม ร่วมมือและ ช่วยเหลือเพื่อน บ่อยครั้งในการท า กิจกรรม ร่วมมือและช่วยเหลือ เพื่อนในการท า กิจกรรมเป็นบางครั้ง ไม่มีความร่วมมือ ในขณะท ากิจกรรม ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ ๑๖-๑๔ ดีมาก ๑๑-๑๓ ดี ๘-๑๐ พอใช้ ๐-๗ ปรับปรุง เกณฑ์การสรุปผลการประเมิน นักเรียนที่ได้ระดับคุณภาพ ดี ขึ้นไป ถือว่า ผ่าน
80 แบบประเมินแผนผังความคิด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ ลงชื่อ........................................................ผู้ประเมิน ................../..................../............... ที่ ชื่อ – สกุล เกณฑ์การให้คะแนน รวม (๒๐) หมาย เหตุ ความ ครบถ้วน ของเนื้อหา (๔) ความ ถูกต้อง ของ เนื้อหา (๔) การใช้ ภาษา (๔) ความ สวยงาม (๔) ความ สะอาด เรียบร้อย (๔) ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๗ ๑๘ ๑๙ ๒๐ ๒๒ ๒๓ ๒๔ ๒๕
81 แบบให้คะแนนแผนผังความคิด รายละเอียด ๔ ๓ ๒ ๑ ๐ ความครบถ้วน ของเนื้อหา เนื้อหา ครบถ้วน เนื้อหาไม่ครบ ๑ ส่วน เนื้อหาไม่ครบ ๒ ส่วน เนื้อหาไม่ครบ ๓ ส่วน เนื้อหาไม่ครบ มากกว่า ๔ ส่วน ความถูกต้อง ของเนื้อหา เนื้อหาถูกต้อง ตามหลักการ เนื้อหาไม่ ถูกต้อง ๑ ส่วน เนื้อหาไม่ ถูกต้อง ๒ ส่วน เนื้อหาไม่ ถูกต้อง ๓ ส่วน เนื้อหาไม่ ถูกต้อง มากกว่า ๔ ส่วน การใช้ภาษาที่ ถูกต้องตามหลัก ภาษา ใช้ภาษาได้ ถูกต้องตาม หลักภาษาไทย ใช้เนื้อหาไม่ ถูกต้องตาม หลักภาษา ๑ จุด ใช้เนื้อหาไม่ ถูกต้องตาม หลักภาษา ๒ จุด ใช้เนื้อหาไม่ ถูกต้องตาม หลักภาษา ๓ จุด ใช้เนื้อหาไม่ ถูกต้องตาม หลักภาษา มากกว่า ๔ จุด ความสวยงาม ตกแต่ง สวยงาม ใช้สี และรูปภาพ เหมาะสมมาก ตกแต่ง สวยงามใช้สี และรูปภาพ เหมาะสม ตกแต่ง สวยงามใช้สี และรูปภาพ พอใช้ ตกแต่ง สวยงามใช้สี และรูปภาพ ตกแต่งและ ใช้สีไม่ สวยงาม หรือไม่ ตกแต่ง ความสะอาด เรียบร้อย ไม่พบรอยลบ การขีดฆ่า สะอาด เรียบร้อย พบรอยลบ หรือการขีดฆ่า ๑ - ๒ จุด พบรอยลบ หรือการขีด ฆ่า ๓ - ๔ จุด พบรอยลบ หรือการขีด ฆ่า ๕ - ๖ จุด พบรอยลบ หรือการขีด ฆ่ามากกว่า ๖ จุด เกณฑ์การผ่าน ๑๖ - ๒๐ คะแนน หมายถึง ดีมาก ๑๒ - ๑๕ คะแนน หมายถึง ดี ๖ - ๑๑ คะแนน หมายถึง พอใช้ ต่ ากว่า ๕ คะแนน หมายถึง ปรับปรุง ผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับ ดี ขึ้นไป
82 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๓ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ พระบรมราโชวาท เวลา ๒๖ ชั่วโมง เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญจากข่าว เวลา ๑ ชั่วโมง ผู้สอน นางสาวจุติภรณ์ สิทธิศรี โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ วันที่สอน วันพุธ ที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๘.๓๐ - ๐๙.๒๐ น. ม. ๓/๓ วันศุกร์ ที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา ๑๑.๑๕ – ๑๒.๐๕ น. ม. ๓/๑ วันศุกร์ ที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา ๑๓.๕๕ – ๑๔.๔๕ น. ม. ๓/๒ ๑. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด ๑.๑ มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และะความคิดเพื่อน าไปใช้ ตัดสินใจแก้ปัญหาในการด าเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ๑.๒ ตัวชี้วัด ท ๑.๑ ม.๓/๑ อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองได้ถูกต้องและเหมาะสม กับเรื่องที่อ่าน ท ๑.๑ ม.๓/๔ อ่านเรื่องต่าง ๆ แล้วเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด บันทึก ย่อความ และรายงาน ๒. จุดประสงค์การเรียนรู้ ๒.๑ ผู้เรียนสามารถบอกใจความส าคัญจากข่าวที่อ่านได้ถูกต้อง (K) ๒.๒ ผู้เรียนสามารถเขียนแผนผังความคิดสรุปใจความส าคัญจากข่าวที่อ่านถูกต้อง (P) ๒.๓ ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการท างาน (A) ๓. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๓.๑ มีวินัย ๓.๒ ใฝ่เรียนรู้ ๓.๓ มุ่งมั่นในการท างาน ๔. สมรรถนะส าคัญ ๔.๑ ความสามารถในการสื่อสาร ๔.๒ ความสามารถในการอ่าน ๕. สาระส าคัญ การอ่านจับใจความ เป็นทักษะการอ่านที่ผู้อ่านต้องเข้าใจเนื้อเรื่อง จุดมุ่งหมายของเรื่องว่า ใคร ท าอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร แล้วน าเรื่องที่อ่านมาสรุปรวบรวมหรือเรียบเรียงข้อความให้เป็น ส านวนภาษาของตนเอง การอ่านจับใจความข่าว เป็นการอ่านเนื้อหาของข่าวเพื่อให้เข้าใจเรื่องราว หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สามารถสรุปใจความส าคัญจากข่าวที่อ่านได้ว่าเป็นเรื่องอะไรบ้าง มีใครบ้างที่
83 เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไร เพราะเหตุใด และอย่างไรบ้าง เมื่ออ่านข่าวจบแล้ว สามารถน ามาเขียนเรียบเรียงเป็นข้อความใหม่ ด้วยภาษาที่สั้น กะทัดรัด เข้าใจง่าย แต่ยังคงเรื่องราว ของข่าวนั้น ๆ ได้ครบถ้วน การอ่านจับใจความข่าวนั้นควรอ่านตามโครงสร้างข่าว ได้แก่ หัวข่าว ความ น าข่าว ตัวข่าวหรือเนื้อข่าว และสรุปถ้ามีการศึกษาเรื่องการอ่านจับใจความจะท าให้นักเรียนเข้าใจ หลักการอ่านมากขึ้น ตลอดจนสามารถตั้งค าถาม ตอบค าถามจากเรื่องที่อ่านได้ ๖. สาระการเรียนรู้ ๖.๑ การอ่านจับใจความส าคัญจากข่าว ๗. ชิ้นงานหรือภาระงาน ๗.๑ การเขียนแผนผังความคิดสรุปความรู้จากข่าว ๗.๒ ใบงานเรื่องการอ่านจับใจความส าคัญ KWL Plus ๘. กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน ๘.๑ ผู้เรียนดูวีดีโอข่าวเรื่อง “หนุ่มนั่งรถไฟเที่ยวเมืองกาญจน์พลัดตกสาหัส” ผู้เรียน ดูข่าวแล้วร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าจากข่าวที่อ่านมีบุคคลผู้ถูกกล่าวถึง คือ ใครบ้าง บุคคลดังกล่าว ท าอะไร ท าที่ไหน ท าเมื่อไหร่ ท าอย่างไร ท าท าไม และผลสุดท้ายเกิดอะไรขึ้น ผู้เรียนร่วมกันแสดง ความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวร่วมกับผู้สอน จากนั้นผู้เรียนฟังสรุปข่าวจากผู้สอน ๘.๒ ผู้เรียนสนทนากับผู้สอนว่า มีวิธีการศึกษาข่าวเหตุการณ์ต่าง ๆ ผู้เรียนศึกษา ข้อมูลทางไหนบ้าง จากนั้นน าเข้าสู่บทเรียนเรื่องการอ่านจับใจความจากข่าว ขั้นจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ ๑ ขั้นกิจกรรมก่อนการอ่าน ขั้น K (What you know) ๘.๓ ผู้เรียนแบ่งกลุ่มภายในชั้นเรียนกลุ่มละ ๓ คน จากนั้นผู้สอนแจกใบความรู้ เรื่องข่าว ๘.๔ ผู้เรียนทบทวนความรู้เรื่องการอ่านจับใจความส าคัญในชั่วโมงที่แล้ว และผู้สอน ทบทวนการอ่านจับใจความส าคัญโดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ให้ผู้เรียนเข้าใจ อีกครั้ง ๘.๕ ผู้เรียนดูหัวข้อข่าวที่ผู้สอนเขียนบนกระดานว่า “กองทัพแมลงวันบุกหมู่บ้าน ร้านอาหารเจ๊ง ถึงกับต้องกางมุ้งกินข้าว” ผู้สอนสนทนากับผู้เรียนว่า ผู้เรียนมีความรู้เกี่ยวกับหัวเรื่องที่ ผู้สอนเขียนอย่างไร ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันระดมความคิด โดยการพูดอภิปรายแสดงความคิดเห็น ผู้เรียนเขียนสิ่งที่รู้เกี่ยวกับหัวข้อเรื่องที่ผู้สอนเขียนบนกระดานบันทึกข้อความลงในใบงาน KWL Plus ในช่อง K ขั้นที่ ๒ ขั้นกิจกรรมระหว่างการอ่าน ขั้น W (What we want to know) ๘.๖ ผู้เรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันตั้งค าถามในสิ่งที่ต้องการรู้จากหัวข้อข่าว “กองทัพแมลงวันบุกหมู่บ้าน ร้านอาหารเจ๊ง ถึงกับต้องกางมุ้งกินข้าว” ให้บันทึกค าถามลงในใบงาน
84 KWL Plus ในช่อง W ๘.๗ ผู้เรียนอ่านข่าวเรื่อง “กองทัพแมลงวันบุกหมู่บ้าน ร้านอาหารเจ๊ง ถึงกับต้อง กางมุ้งกินข้าว” แล้วผู้เรียนหาค าตอบจากค าถามที่ตั้งไว้ในช่อง W ถ้าผู้เรียนอ่านพบข้อมูลใหม่ ๆ ผู้เรียนสามารถตั้งค าถามเพิ่มเติมในช่อง W ได้ ขั้น L (What you have learned) ๘.๘ ผู้เรียนบันทึกค าตอบที่ได้จากการตั้งค าถาม ลงในใบงาน KWL Plus ในช่อง L ๘.๙ ผู้เรียนและผู้สอนร่วมกันอภิปรายสิ่งที่ได้เรียนรู้ทั้งหมดจากการอ่านข่าวเรื่อง “กองทัพแมลงวันบุกหมู่บ้าน ร้านอาหารเจ๊ง ถึงกับต้องกางมุ้งกินข้าว” เพื่อตรวจสอบค าตอบอีก ครั้งหนึ่ง ขั้นที่ ๓ ขั้นกิจกรรมหลังการเรียน (Plus) ๘.๑๐ ผู้เรียนน าข้อมูลจากใบงาน KWL Plus มาเรียบเรียงข้อมูลและสรุปข้อมูลเป็น แผนผังความคิด ๘.๑๑ ผู้เรียนส่งตัวแทนของกลุ่มตัวเองออกมาน าเสนอแผนผังความคิดที่ผู้เรียนสรุป ข้อมูลจากเรื่องที่ศึกษา จากนั้นผู้เรียนฟังค าแนะน าหรือค าอธิบายเพิ่มจากผู้สอน ๘.๑๒ ผู้เรียนท ากิจกรรมทบทวนความเข้าใจจากการอ่านจับใจความจากข่าว โดย การท ากิจกรรมตอบค าถามผ่าน Blooket ผู้เรียนคนไหนได้คะแนนเยอะที่สุดได้รับรางวัลพิเศษ ขั้นสรุป ๘.๑๓ ผู้เรียนและผู้สอนร่วมกับสรุปความรู้เรื่องการอ่านจับใจความส าคัญจากข่าว และสอบถามประเด็นที่ผู้เรียนสงสัย ๙. สื่อและแหล่งการเรียนรู้ ๙.๑ ใบงาน KWL Plus ๙.๒ ใบความรู้เรื่อง ข่าว ๙.๓ ข่าว “กองทัพแมลงวันบุกหมู่บ้าน ร้านอาหารเจ๊ง ถึงกับต้องกางมุ้งกินข้าว” ๙.๔ Power Point การอ่านจับใจความ ๙.๕ วีดีโอข่าวเรื่อง “หนุ่มนั่งรถไฟเที่ยวเมืองกาญจน์พลัดตกสาหัส” ๙.๖ กิจกรรมตอบค าถาม Blooket ๑๐. การจัดบรรยากาศเชิงบวก ๑๐.๑ การสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนให้เป็นแบบกันเอง ๑๐.๒ ให้ค าแนะน านักเรียนอย่างทั่วถึงและใกล้ชิด ๑๐.๓ การให้ค าชมเชย รางวัลพิเศษ หรือคะแนนพิเศษ
85 ๑๑. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมิน ๑. ผู้เรียนสามารถบอก ใจความส าคัญจากข่าวที่อ่าน ได้ถูกต้อง (K) การสังเกต พฤติกรรม แบบให้คะแนน การน าเสนอ งานแบบกลุ่ม ผู้เรียนผ่านเกณฑ์การประเมิน แบบให้คะแนนการน าเสนอ ผลงานแบบกลุ่มในระดับ ร้อยละ ๘๐ หรือ ดี ขึ้นไป ๒. ผู้เรียนสามารถเขียน แผนผังความคิดสรุปใจความ ส าคัญจากข่าวที่อ่านถูกต้อง (P) การตรวจแผนผัง ความคิด แบบให้คะแนน แผนผัง ความคิด ผู้เรียนผ่านเกณฑ์การประเมิน แบบให้คะแนนแผนผัง ความคิดในระดับ ดีขึ้นไป หรือ ร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป ๓. ผู้เรียนมีความกระตือรือร้น ในการท างาน (A) การส่งงานที่ ได้รับมอบหมาย แผนผัง ความคิด ความรับผิดชอบงาน มี ๔ ระดับ ดีมาก = ๒ คะแนน ดี = ๑.๕ คะแนน ปานกลาง = ๑ คะแนน น้อย = ๐.๕ คะแนน
86 ใบความรู้เรื่อง ข่าว รายวิชาภาษาไทย ท ๒๓๑๐๒ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ความหมายของข่าว พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (๒๕๕๔ : ๑๙๐ ) ให้ค านิยามของข่าวว่า “ค าบอกเล่าเรื่องราว ซึ่ง โดยปกติมักเป็นเรื่องที่เกิดใหม่ หรือเป็นที่น่าสนใจ” ดรุณี หิรัญรักษ์ (๒๕๓๘) นักวิชาการ กล่าวถึงข่าวว่า คือ การรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและได้ อธิบายเพิ่มเติมว่าข่าวไม่จ าเป็นต้องเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทันทีทันใดเพราะเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นอาจจะ เป็นข่าวได้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายปีมาแล้วอาจเป็นข่าวได้ถ้าสิ่งนั้นเพิ่งค้นพบ ฉอ้าน วุฑฒิกรรมรักษา (๒๕๓๖) นักวิชาการได้ให้ค าจ ากัดความของข่าวว่า คือ รายงานข้อเท็จจริง หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ตลอดจนความคิดเห็นจากบุคคลระดับต่าง ๆ ซึ่งมีความส าคัญ และเป็นที่ น่าสนใจ อันมีผลกระทบต่อคนหมู่มากในชุมชนหรือสังคมจากค าจ ากัดความ จึงพอสรุปได้ว่า ข่าว คือ รายงาน เหตุการณ์และข้อเท็จจริงที่น่าสนใจผ่านสื่อต่าง ๆ ท าให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ โครงสร้างของข่าว โครงสร้างของข่าวจากหนังสือพิมพ์ประกอบด้วย ๑. หัวข่าว หรือ พาดหัวข่าว เป็นส่วนแรกของข่าวมีไว้เพื่อดึงดูดความสนใจให้ผู้อ่านติดตาม ๒. ความน าข่าว เป็นข่าวข้อความที่สรุปเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นบางครั้งอาจไม่ครบถ้วน เพียงแต่กล่าวเป็นบางส่วน ๓. ตัวข่าว เป็นรายละเอียดของเหตุการณ์ โดยเรียงความส าคัญของเนื้อหาเป็นส่วนขยายความน าข่าว อย่างละเอียด ๔. สรุป ส่วนท้ายของข่าวอาจจะมีการสรุปเหตุการณ์หรือไม่สรุปก็ได้ ประเภทของข่าว ข่าวมีมากมายหลายประเภทขึ้นอยู่กับเกณฑ์ในการแบ่งประเภท ซึ่ง พนม วรรณศิริ (๒๕๔๔) ได้ใช้ เกณฑ์การแบ่งประเภทข่าว ดังนี้ ๑. แบ่งตามประเภทของข่าว ข่าวที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อสังคมในระดับที่แตกต่างกันซึ่งสามารถแบ่งเป็น ๒ ประเภท ๑) ข่าวหนัก เป็นข่าวที่ส าคัญกับชีวิตประชาชน เช่น ข่าวการเมือง ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวสังคม ข่าวการศึกษา ฯลฯ มักเป็นข่าวที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ๒) ข่าวเบา เป็นข่าวที่เน้นอารมณ์ ผู้อ่านเกิดความพอใจ เบาสมอง เช่น ข่าวอาชญากรรม ข่าวกีฬา ข่าวตลกขบขัน ข่าวบันเทิง เมื่อเกิดแล้วผ่านไปอย่างรวดเร็วไม่กระทบต่อคนส่วนใหญ่ ๒. แบ่งตามเนื้อหาข่าว การแบ่งประเภทข่าวตามเนื้อหา หนังสือพิมพ์บางฉบับอาจแบ่งไว้ชัดเจน ซึ่งสามารถเปิดอ่าน หรือติดตามได้ง่าย เช่น ข่าวการเมือง ข่าวเศรษฐกิจ ข่าววิทยาศาสตร์ ข่าวการศึกษา ข่าวกีฬา เป็นต้น ดังนี้
87 ๑) ข่าวการเมือง เป็นข่าวเกี่ยวกับกิจการบ้านเมือง การบริหารงานของรัฐบาล รัฐมนตรี ความเคลื่อนไหวของพรรคการเมือง หนังสือพิมพ์มักให้ความสนใจตีพิมพ์ไว้หน้าแรก ๒) ข่าวศาล เป็นข่าวเกี่ยวกับการตัดสินคดีความ ข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งต่าง ๆ ที่มีการ ด าเนินคดีทางแพ่งและทางอาญา ๓) ข่าวอาชญากรรม เป็นข่าวเกี่ยวกับการปล้น จี้ ฆาตกรรม การลักพาตัว การค้ายาเสพติด การค้าของเถื่อน เป็นต้น มักสะท้อนสภาพสังคม เป็นข่าวที่ประชาชนสนใจ ๔) ข่าวเศรษฐกิจ เป็นข่าวเกี่ยวกับธุรกิจ อุตสาหกรรม การเงิน การธนาคาร การเกษตร แรงงานและการคมนาคม ฯลฯ ๕) ข่าววิทยาศาสตร์และการศึกษา เป็นข่าวเกี่ยวกับครูอาจารย์ นักศึกษา นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ มักให้ความสนใจข่าวประเภทนี้เป็นพิเศษ หนังสือพิมพ์มักจัดสรรหน้าไว้เฉพาะส าหรับ การศึกษาและวิทยาศาสตร์ ๖) ข่าวประชุม เป็นข่าวที่มีผลต่อประชาชนต่อประชาชนโดยตรง เช่น การประชุมสภา ผู้แทนราษฎร วุฒิสมาชิก ผู้น าประเทศต่าง ๆ การประชุมที่มีเรื่องส าคัญที่ประชาชนให้ความสนใจ ๗) ข่าวอุบัติเหตุ เพลิงไหม้ และภัยพิบัติ ซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยครั้งมีผู้เสียชีวิตและทรัพย์สิน การรายงานข่าวท าให้ประชาชนระมัดระวังมากขึ้น เป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสนใจ ๘) ข่าวกีฬา เป็นการรายงานข่าวที่เกี่ยวกับวงการกีฬา การแข่งขันฟุตบอล บาสเกตบอล ว่ายน้ า ฯลฯ หนังสือพิมพ์มักจัดหน้าพิเศษไว้เพราะคนให้ความสนใจเป็นจ านวนมาก ๙) ข่าวสังคมและสตรี เป็นข่าวที่เกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ ในสังคมของคนที่มีชื่อเสียงหรือมี ลักษณะเด่นในสังคม ข่าวในวงการสังคมชั้นสูง ย่อมเป็นที่สนใจของคนทั่วไป เช่น ประกวดนางงาม การจัดบ้าน การเลี้ยงเด็ก ความงาม การกุศลต่าง ๆ ๑๐) ข่าวบันเทิง เป็นข่าวให้ความบันเทิง ประชาชนมักติดตามความเคลื่อนไหวของดาราที่ชื่นชอบ ผลงานใหม่ ๆ การเปิดการแสดง เป็นข่าวเบา ๓. แบ่งตามภูมิภาคของข่าว การแบ่งข่าวตามภูมิภาคซึ่งสื่อมวลชนบางประเภทแบ่งดังนี้ ๑) ข่าวท้องถิ่น มักเป็นรายงานข่าวท้องถิ่นต่าง ๆ ในจังหวัด เช่น หนังสือพิมพ์ของจังหวัด หรือหนังสือพิมพ์ทั่วไปก็มักมีการรายงานที่เกิดขึ้นในจังหวัดต่าง ๆ นอกเหนือกรุงเทพมหานคร ๒) ข่าวภูมิภาค เป็นข่าวที่เกิดขึ้นในอาณาเขตที่กว้างขวางกว่าข่าวท้องถิ่น ส า หรับ หนังสือพิมพ์มักจัดไว้เฉพาะ เช่น ข่าวภาคกลาง ข่าวภาคเหนือ ข่าวภาคใต้ เป็นต้น ๓) ข่าวในประเทศ เป็นข่าวรวม ๆ ที่เกิดขึ้นภายในประเทศ เช่น ข่าวการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ๔) ข่าวต่างประเทศ เป็นข่าวที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ มักเป็นข่าวที่น่าสนใจในประเทศ ใกล้เคียงหรือข่าวที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ เช่น การขึ้นราคาน้ ามันของกลุ่มโอเปค หลักการอ่านและพิจารณาข่าว พรทิพย์ ศิริสมบูรณ์เวช และคณะ (๒๕๔๘) กล่าวว่าในการอ่านข่าวควรพิจารณาตามองค์ประกอบ ของข่าว ดังนี้ ๑. พิจารณาพาดหัวข่าว การพิจารณาพาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์เป็นการจัดล าดับความส าคัญของข่าว หากสังเกตการพาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์จะพบว่า ส่วนส าคัญที่สุดของข่าวจะพาดหัวด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่
88 ส่วนที่ส าคัญรองลงมา จะใช้ตัวอักษรขนาดเล็กลงมาตามล าดับ ดังนั้น ในการอ่านและพิจารณาข่าว ควรอ่าน พาดหัวข่าวใหญ่ก่อน แล้วจึงอ่านพาดหัวข่าวย่อย ๒. พิจารณาความน า เมื่ออ่านและพิจารณาพาดหัวข่าวและทราบเรื่องราวสั้น ๆ ของข่าวนั้นแล้ว ขั้นต่อมาคือการอ่านและพิจารณาความน า ซึ่งจะสรุปเรื่องราวของข่าว โดยขยายความหรือเพิ่มเติม รายละเอียดของพาดหัวข่าว หากผู้เขียนข่าวสามารถเขียนความน าได้ชัดเจน และผู้อ่านมีเวลาในการอ่านน้อย หรือต้องประหยัดเวลาในการอ่านก็อาจไม่จ าเป็นต้องอ่านส่วนเนื้อข่าวต่อไป ๓. พิจารณาเนื้อข่าว เนื้อข่าวเป็นส่วนที่ผู้อ่านจะอ่านหรือไม่อ่านก็ได้หากทราบเรื่องย่อของข่าวจาก ความน าแล้ว เนื้อข่าวเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เป็นข่าว ซึ่งอาจพบว่าหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับให้ ข้อมูลของข่าวแตกต่างกัน เพราะผู้เขียนข่าวต้องน าเสนอข่าวให้ทันเวลา หากเราสนใจข่าวใดเป็นพิเศษก็ควร ติดตามอ่านเนื้อข่าวจากหนังสือพิมพ์หลายฉบับเพื่อเปรียบเทียบความถูกต้องของข่าว และคิดไตร่ตรองอย่าง รอบคอบ ๔. พิจารณาการใช้ส านวนภาษา เมื่อพิจารณาการใช้ส านวนภาษาในการเขียนข่าวจะพบว่ามี ข้อบกพร่องหลายประการ ทั้งในการเขียนสะกดค าการใช้ค าย่อการใช้ค าผิดระดับ การใช้ค าแสลง การวาง ส่วนขยายไม่ถูกต้อง ทั้งนี้เพราะการจัดท าหนังสือพิมพ์เป็นกระบวนการเร่งด่วนที่ต้องด าเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทันเวลาขาย เพราะหนังสือพิมพ์จะมีค่าเฉพาะวันนี้เท่านั้น พอวันรุ่งขึ้นก็จะไม่มีใครสนใจอ่านข่าวจึงเป็น วรรณกรรมรีบเร่งเพราะฉะนั้นในการอ่านข่าวจึงต้องพิจารณาการใช้ภาษาตามลักษณะของภาษาข่าว ที่ไม่ ถูกต้องของหลักการใช้ภาษา
89 ข่าว กองทัพแมลงวัน “บุกหมู่บ้าน ร้านอาหารเจ๊ง ถึงกับต้องกางมุ้งกินข้าว” นางพิศมัย กล่าวอ้างว่า ที่เดินทางมาร้องเรียนนั้น เพราะชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านได้รับความ เดือดร้อนอย่างหนักจากปัญหาแมลงวันตอมที่มีจ านวนมากมายมหาศาล มาสร้างความเดือดร้อน ร าคาญ และท าให้สุขอนามัยภายในหมู่บ้านแย่ลง มีคนท้องเสียท้องร่วงจากการกิน ชาวบ้านจึงได้ ปรึกษากันมายื่นร้องทุกข์ “ครอบครัวเราจึงอาสาเป็นตัวแทนของคนในหมู่บ้านที่ได้รับความเดือดร้อนเข้าร้องเรียนให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแก้ปัญหาดังกล่าวนี้อย่างจริงจัง แมลงวันที่บินว่อนอยู่ในหมู่บ้านนั้น มั่นใจว่า มาจากการเลี้ยงไก่ภายในฟาร์มไก่แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน และสร้างความเดือดร้อนเพราะปัญหา แมลงวันมานานกว่า 20 ปีแล้ว ร้องเรียนไปทางผู้น าชุมชนหรือหน่วยงานในท้องถิ่น ก็ไม่มีใครสามารถ เข้ามาช่วยเหลือได้ และมีหลายคนบอกว่าเจ้าของฟาร์มมีอิทธิพล มีเงิน มีอ านาจ อย่าไปยุ่ง แต่ตนเอง มองว่าถ้าปล่อยให้ปัญหานี้เป็นแบบนี้ต่อไปก็จะส่งผลกระทบถึงลูกหลาน จึงตัดสินใจเป็นตัวแทน ชาวบ้านเข้าร้องเรียน” ตัวแทนชาวบ้านโสกดังกล่าว นางพิศมัย กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีการพยายามขอร้องให้เจ้าของฟาร์มไก่แก้ไขปัญหา แต่สิ่งที่ ฟาร์มไก่แก้ไขปัญหามีเพียงการแจกกระดาษดักแมลงวันให้ชาวบ้านแต่ละหลัง แต่ไม่มีการมาพูดคุย หรือบอกจะมีการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนให้ชาวบ้านเลย ซึ่งยกตัวอย่างบ้านของตนเองซึ่งเปิดขาย ก๋วยเตี๋ยว พอเจอกองทัพแมลงวันเหล่านี้ก็ท าลูกค้าหายหมด ไม่มีใครกล้ากิน จนต้องปิดกิจการลง และคนอื่น ๆ ที่ขายอาหารตามสั่งก็ได้รับความเดือดร้อน ลูกค้าไม่มั่นใจความสะอาดก็ไม่มีใครกล้าซื้อ ไปกิน ตัวแทนชาวบ้านโสกดัง กล่าวด้วยว่า ในทุกๆ วันต้องนั่งกินข้าวในมุ้ง เดือดร้อนร าคาญ แมลงวันเหล่านี้ตลอดเวลา จนไม่รู้จะแก้ไขปัญหาอย่างไร จึงอยากวอนสื่อช่วยในการเป็น กระบอกเสียงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยแก้ปัญหาแมลงวันเหล่านี้ให้หมดไปด้วย (ที่มา : https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/1678776)
90
91
92 แบบประเมินแผนผังความคิด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ ที่ ชื่อ – สกุล เกณฑ์การให้คะแนน รวม (๒๐) หมายเหตุ ความ ครบถ้วน ของเนื้อหา (๔) ความ ถูกต้องของ เนื้อหา (๔) การใช้ ภาษา (๔) ความ สวยงาม (๔) ความ สะอาด เรียบร้อย (๔) ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๗ ๑๘ ๑๙ ๒๐ ๒๒ ๒๓ ๒๔ ๒๕ ลงชื่อ........................................................ผู้ประเมิน ................../..................../...................
93 แบบให้คะแนนแผนผังความคิด รายละเอียด ๔ ๓ ๒ ๑ ๐ ความครบถ้วน ของเนื้อหา เนื้อหา ครบถ้วน เนื้อหาไม่ครบ ๑ ส่วน เนื้อหาไม่ครบ ๒ ส่วน เนื้อหาไม่ครบ ๓ ส่วน เนื้อหาไม่ครบ มากกว่า ๔ ส่วน ความถูกต้อง ของเนื้อหา เนื้อหาถูกต้อง ตามหลักการ เนื้อหาไม่ ถูกต้อง ๑ ส่วน เนื้อหาไม่ ถูกต้อง ๒ ส่วน เนื้อหาไม่ ถูกต้อง ๓ ส่วน เนื้อหาไม่ ถูกต้อง มากกว่า ๔ ส่วน การใช้ภาษาที่ ถูกต้องตามหลัก ภาษา ใช้ภาษาได้ ถูกต้องตาม หลักภาษาไทย ใช้เนื้อหาไม่ ถูกต้องตาม หลักภาษา ๑ จุด ใช้เนื้อหาไม่ ถูกต้องตาม หลักภาษา ๒ จุด ใช้เนื้อหาไม่ ถูกต้องตาม หลักภาษา ๓ จุด ใช้เนื้อหาไม่ ถูกต้องตาม หลักภาษา มากกว่า ๔ จุด ความสวยงาม ตกแต่ง สวยงาม ใช้สี และรูปภาพ เหมาะสมมาก ตกแต่ง สวยงามใช้สี และรูปภาพ เหมาะสม ตกแต่ง สวยงามใช้สี และรูปภาพ พอใช้ ตกแต่ง สวยงามใช้สี และรูปภาพ ตกแต่งและ ใช้สีไม่ สวยงาม หรือไม่ ตกแต่ง ความสะอาด เรียบร้อย ไม่พบรอยลบ การขีดฆ่า สะอาด เรียบร้อย พบรอยลบ หรือการขีดฆ่า ๑ - ๒ จุด พบรอยลบ หรือการขีด ฆ่า ๓ - ๔ จุด พบรอยลบ หรือการขีด ฆ่า ๕ - ๖ จุด พบรอยลบ หรือการขีด ฆ่ามากกว่า ๖ จุด เกณฑ์การผ่าน ๑๖ - ๒๐ คะแนน หมายถึง ดีมาก ๑๒ - ๑๕ คะแนน หมายถึง ดี ๖ - ๑๑ คะแนน หมายถึง พอใช้ ต่ ากว่า ๕ คะแนน หมายถึง ปรับปรุง ผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับ ดี ขึ้นไป