The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แนวปฏิบัติห้องผ่าตัด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by J.SUTIPA, 2023-05-10 13:08:50

แนวปฏิบัติห้องผ่าตัด

แนวปฏิบัติห้องผ่าตัด

คู่มือการใช้ไหมเย็บแผลของห้องผ่าตัด โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก หมายเลขเอกสาร OR–QA–001 แก้ไขครั้งที่ วันที่แก้ไข : วันที่ประกาศใช้ ผู้อนุมัติ (หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาล ผู้ป่วยห้องผ่าตัด) โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก จัดทำโดย นางมณฑิตา พลอยงาม พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 1. เป้าหมาย (Goal) กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัดมีคู่มือการใช้ไหมเย็บแผลของห้องผ่าตัดโรงพยาบาล พุทธชินราช พิษณุโลก 2. วัตถุประสงค์ 2.1 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ห้องผ่าตัดและผู้ปฏิบัติงานใหม่ทราบถึงหมวดหมู่การจัดกลุ่มของไหมเย็บแผลในห้อง ผ่าตัด 2.2 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ห้องผ่าตัดและผู้ปฏิบัติงานใหม่ทราบถึงการเลือกความโค้งของเข็มที่จะใช้ในแต่ละ ตำแหน่งผ่าตัด 2.3 เพื่อป้องกันการเปิดไหมเย็บแผลไม่ถูกต้องทำให้ต้องสูญเสียงบประมาณ 2.4 เพื่อให้กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัดมีคู่มือการใช้ไหมเย็บแผลของห้องผ่าตัด โรงพยาบาล พุทธชินราช พิษณุโลก 3. ขอบเขต คู่มือการใช้ไหมเย็บแผลในห้องผ่าตัดนี้ครอบคลุมตั้งแต่หมวดหมู่ของไหมเย็บผ่าตัด การเลือกขนาดความ โค้งของเข็มให้เหมาะสมกับบริเวณที่ผ่าตัด แผลผ่าตัดที่ต้องได้รับการเย็บปิดและแผลผ่าตัดที่ไม่ควรได้รับการเย็บ ปิดเมื่อเสร็จผ่าตัด


4. คำจำกัดความ 4.1 Suture การเย็บ 4.2 Absorbableไหมละลาย 4.3 Non-absorbable ไหมไม่ละลาย 4.4 Synthetic ไหมสังเคราะห์ 4.5 Natural ไหมธรรมชาติ 4.6 Monofilament ไหมเส้นเดี่ยว 4.7 Multifilament ไหมเส้นถัก 5. ตัวชี้วัดและเกณฑ์ ร้อยละของเจ้าหน้าที่สามารถเปิดไหมเย็บแผลได้ถูกต้อง 98% 6. ผู้รับผิดชอบ พยาบาลวิชาชีพประจำห้องผ่าตัด และพนักงานช่วยเหลือคนไข้กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัด 7. คู่มือการใช้ไหมเย็บแผลของห้องผ่าตัด เนื่องจากไหมเย็บแผลและลักษณะของเข็มมีหลากหลายชนิดอาจสร้างความสับสนในการเลือกใช้ให้ เหมาะสมกับบริเวณที่ทำผ่าตัด หากเลือกใช้ที่ไม่เหมาะก็อาจจะสร้างปัญหารบกวนตามมาทั้งเกิดการแยกของแผล เนื่องมาจากไหมละลายก่อนกำหนด หรือเกิดความยากลำบากขณะเย็บแผลจากการเลือกเข็มเย็บที่ไม่ได้ขนาดกับ แผลผ่าตัด ชนิดของวัสดุเย็บแผล (suture materials) การแบ่งชนิดของวัสดุเย็บแผลนั้น สามารถแบ่งหลายแบบโดยอาจจะแบ่งตามประเภทของวัสดุ การขึ้นรูป และถักทอ และการสลายตัว เป็นต้น 1. แบ่งตามประเภทของวัสดุ ได้แก่ 1.1 วัสดุจากธรรมชาติ เช่น silk linen หรือ catgut เป็นต้น 1.2 วัสดุสังเคราะห์ เช่น polypropylene polyester หรือ polyamide เป็นต้น 2. แบ่งตามการขึ้นรูปและถักทอ 2.1 monofilament เป็นเส้นใยเดียว ตัวอย่างวัสดุ เช่น nylon polydioxanone และ polypropylene ข้อดีของ monofilament คือ ไม่มีซอกให้แบคทีเรียก่อโรค ลดโอกาสเกิดการติดเชื้อ เส้นวัสดุ เรียบลื่นสามารถผูกได้ง่าย แต่มีข้อเสียคือ อาจจะลื่นทำให้เกิดการคลายตัวของปมได้ง่าย


2.2 multifilament เกิดจากการบิด (twisted) หรือถัก (braided) เส้นใยหลาย ๆ เส้นเข้าด้วยกัน มี ข้อดีคือได้ปมที่แข็งแรงไม่ลื่นหลุด แต่ก็มีซอกให้แบคทีเรียก่อโรคได้มากขึ้น รูปที่1 แสดงเส้นใยของวัสดุเย็บแบบต่างๆ monofilament และ multifilament 3. แบ่งตามการย่อยสลาย 3.1 absorbable (ละลายได้) ร่างกายสามารถย่อยสลายดูดซึมได้ เช่น catgut polydioxanone และ polyglycolic acid เป็นต้น 3.2 non-absorbable (ไม่ละลาย) เช่น nylon polyester และ stainless steel เป็นต้น ถ้าต้องการ ฝังวัสดุเย็บทิ้งไว้ในร่างกายควรเลือกใช้ absorbable suture ยกเว้นในกรณีที่ต้องการความแข็งแรงเป็นพิเศษ เช่น การต่อหลอดเลือด ต่อ tendon หรือ fascia เป็นต้น เข็มเย็บแผล (surgical needle) เข็มเย็บปัจจุบันมักผลิตจาก Stainless steel มีลักษณะเรียวเล็กแต่แข็ง ประกอบด้วย ปลายเข็ม (point) ตัวเข็ม (body) และก้นเข็ม (swage) รูปที่2 แสดงเข็มและองค์ประกอบของเข็ม


ลักษณะของเข็มกับการเลือกใช้งาน เข็มแต่ละชนิดจะมีรูปร่าง ความโค้ง ความยาวแตกต่างกันขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งานโดยพิจารณา จาก 1. รูปทรงของเข็ม (Shape and curvature) 2. ความโค้งของวงเข็ม (Circle) การเย็บทั่วไปมักนิยมใช้ 3/8 หรือ 1/2 circle รูปที่ 3 แสดงรูปทรงเข็มเย็บแบบต่างๆ โดยแบ่งความโค้งตามสัดส่วนของวงกลม และรูปร่างเฉพาะ 3. ขนาดของเข็ม (needle length and wire diameter) เข็มที่มีขนาดใหญ่และยาว นิยมนำมาใช้เย็บ เนื้อเยื่อที่หนาเหนียว เช่น fascia หรือผิวหนังตามแขนขา ส่วนเข็มเล็กบาง นิยมมาใช้เย็บเนื้อเยื่ออ่อน เช่น เส้น เลือด หรือลำไส้ เป็นต้น 4. ปลายเข็ม Point และ cross section 4.1 taper-point (round) มีรูปร่างกลมตั้งแต่ body ถึง point มีทะลุทะลวงน้อยกว่า แต่ไม่ทำให้เกิด การ cut-through เหมาะสำหรับนำมาใช้เย็บเนื้อเยื่ออ่อน เช่น ลำไส้ mucosa และ vessel เป็นต้น 4.2 blunt needles มีลักษณะกลม ไม่มีความแหลมคม ปลายทู่ ใช้สำหรับการเย็บเนื้อเยื่อนุ่มที่มี หลอดเลือดมาก เช่น ตับ 4.3 cutting และ reverse cutting จะมีความแหลมคมสามารถทะลุทะลวงเนื้อเยื่อได้ง่าย มักใช้ใน การเย็บ skin periosteum และ sclera เป็นต้น


รูปที่ 4 แสดงลักษณะของปลายเข็มและตัวเข็มชนิดต่างๆ วัสดุเย็บแผล (suture materials) สิ่งที่ต้องนำมาใช้ประกอบการพิจารณาในการเลือกคือ ขนาด (suture size) และชนิดของวัสดุเย็บแผล (suture material) ขนาดของวัสดุเย็บแผล (suture size) การกำหนดขนาดวัสดุเย็บแผลเป็นไปตาม United States Pharmacopeia (USP standard) โดยบอก เป็นจำนวน 0 ถ้าจำนวน 0 มากขึ้น ขนาดของวัสดุเย็บจะมีขนาดเล็กลง การเลือกขนาดควรเลือกที่เล็กที่สุดที่มี ความแข็งแรงพอจะยึดแผลไว้ได้ ตารางที่ 1 แสดงการเลือกขนาดของวัสดุเย็บแผล ขนาดไหม การใช้งาน 12/0-7/0 Exclusively microsurgical 6/0 หน้า หลอดเลือด 5/0 หน้า คอ หลอดเลือด 4/0 เยื่อบุ คอ มือ แขนขา เอ็น และหลอด เลือด 3/0 แขนขา ลำตัว ลำไส้ และหลอดเลือด 2/0 ลำตัว หน้า กระเพาะ หลอดเลือด 0-1 ปิดผนังหน้าท้อง หรือปิดพังผืดอื่นๆ ข้อบ่งชี้ในการเย็บแผล (Indication) แผลที่มีความลึกลงไปถึงชั้นหนังแท้ และเป็นแผลสะอาด ไม่มีการติดเชื้อ สามารถเย็บได้ภายใน 18 ชั่วโมง หลังเกิดบาดแผล (ที่บริเวณหน้าสามารถเย็บได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังเกิดบาดแผล)


ข้อบ่งห้ามในการเย็บแผล (Contraindication) บาดแผลที่เสี่ยงในการติดเชื้อ ได้แก่ แผลที่มีการปนเปื้อนสิ่งสกปรกมาก และไม่สามารถเอาออกได้หมด เนื้อเยื่อที่มีการติดเชื้อ และในผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เบาหวาน หรือโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย (peripheral arterial disease) อาจจำเป็นต้องปิดแผลไว้แล้วกลับมาเย็บปิดแผลในภายหลัง ขึ้นกับอายุของแผล และตำแหน่งของแผลด้วย บาดแผลอื่นๆ ที่ไม่ควรเย็บแผล 1. บาดแผลที่เกิดจากสัตว์กัด โดยเฉพาะในตำแหน่งที่ไม่ต้องการความสวยงาม 2. แผลลึกที่ไม่สามารถทำความสะอาดได้ดี 3. แผลที่มีความดึง (tension) มากเกิน 4. แผลที่เลือดออกมากจากเส้นเลือดแดง อาจทำให้เกิดก้อนเลือด (hematoma) ควรห้ามเลือดให้ดีก่อน เย็บแผล 5. แผลตื้น (superficial wound) ที่สามารถหายได้เองโดยไม่ต้องเย็บแผลและไม่เกิดแผลเป็น (ลึกถึงชั้น epidermis เท่านั้น) 8. เอกสารอ้างอิง 1. เกษียร ภังคานนท์. การเตรียมผ่าตัด และเทคนิคในการผ่าตัดทั่วไป. ใน : ประเวศ วะสี, บรรณาธิการ. คู่มือ ผ่าตัดเล็ก. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : เอช.เอน การพิมพ์, 2531 2. คู่มือการเย็บแผล. ในคู่มือการเย็บแผล. Educational unit, department of Surgery, Prince of Songkla University 2015 3. สาธิต ศรีมันทยามาศ. การเย็บแผล (Suturing technique). ใน : เฉนียน เรืองเศรษฐกิจ, พลากร สุรกุลประภา, กษยา ตันติผลาชีวะ, ธีรนุช บุญพิพัฒนาพงศ์, บูรพา กาญจนบัตร, บรรณาธิการ. ตำราหัตถการพื้นฐานทาง ศัลยศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 1.กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 4. อภิรักษ์ ช่วงสุวนิช. สิ่งที่ใช้เย็บและเทคนิคการเย็บแผล. ใน : ไพบูลย์ สุทธิวรรณ, บรรจบ อิทรสุขศรี, บรรณาธิการ. ตำราศัลยศาสตร์สำหรับนักศึกษาแพทย์. กรุงเทพฯ : เรือนแก้วการพิมพ์,2542 : 239-244 5. Skinner L. Suture materials and surgical needles. In : Skinner L.ed. Basic surgical skill manual. Sydney : McGraw-Hill, 2000 ; 91-111 วันที่ 29 สิงหาคม 2564 (นางมณฑิตา พลอยงาม) พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ


แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัด Endoscopic Endonasal Approach หมายเลขเอกสาร OR–QA–001 แก้ไขครั้งที่ วันที่แก้ไข : วันที่ประกาศใช้ ผู้อนุมัติ (หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาล ผู้ป่วยห้องผ่าตัด) โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก จัดทำโดย ชญานุช ตรงต่อกิจ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 1. เป้าหมาย (Goal) กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัดมีแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัด Endoscopic Endonasal Approach 2. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัดมีแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัด Endoscopic Endonasal Approach 2. เพื่อให้พยาบาลห้องผ่าตัด มีการปฏิบัติการพยาบาลเป็นไปตามแนวทางเดียวกัน 3. สามารถนำแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัด Endoscopic Endonasal Approach มาใช้เป็น แนวทางในการสอนพยาบาลใหม่ได้ 3. ตัวชี้วัดและเกณฑ์ ร้อยละของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในห้องผ่าตัดสามารถให้การพยาบาลผู้ป่วยและจัดเตรียมเครื่องมือ ผ่าตัด case Endoscopic Endonasal Approach ได้ 4. วิธีประเมินผลตัวชี้วัด/แบบฟอร์ม/ผู้รับผิดชอบ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในห้องผ่าตัด


5. แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัด Endoscopic Endonasal Approach แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัด Endoscopic Endonasal Approach เมื่อผู้ป่วยมาถึงห้องรอผ่าตัด พยาบาลวิชาชีพประจำแผนกผ่าตัด ควรปฏิบัติดังนี้ ก่อนเข้าห้องผ่าตัด 1. ศึกษาประวัติของผู้ป่วยจากเวชระเบียน และสอบถามข้อมูลจากญาติ(ในกรณีที่มีญาติมาด้วยหรือ ผู้ป่วยมีอาการสับสนไม่สามารถให้ข้อมูลได้) 2. ตรวจสอบความถูกต้องของผู้ป่วยโดยใช้หลัก 4 แห่งแสดงบุคคล คือ 2.1 สอบถามชื่อ – สกุล จากผู้ป่วย 2.2 ตรวจสอบป้ายข้อมือผู้ป่วย 2.3 ตรวจสอบจากเวชระเบียน 2.4 ตรวจสอบจากใบรายการผ่าตัด 3. ตรวจสอบเอกสารการเซ็นยินยอมผ่าตัด ตำแหน่งและประเภทการทำผ่าตัด ใบรายงานผลต่าง ๆ เช่น การตรวจทางห้องปฏิบัติการต่าง ๆ รวมถึงผลการตรวจ COVID-19 แบบ PCR การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ฟิล์ม เอกซเรย์(จะต้องมีการนำไปลง PAC ให้เรียบร้อย) และยาตามแผนการรักษาที่ต้องนำมาห้องผ่าตัด 4. ประเมินสภาพผู้ป่วย บันทึกสัญญาณชีพและสัญญาณทางระบบประสาท 5. ตรวจสอบการถอดฟันปลอม ของมีค่า และชุดชั้นใน 6. ประเมินสภาพและเตรียมผิวหนังบริเวณผ่าตัดให้พร้อม ในการผ่าตัดนี้จะต้องเตรียม 2 ตำแหน่ง 6.1 จมูก โดยจะมีการสอดใส่เครื่องมือเข้าไป เพราะฉะนั้นต้องมีการตรวจรูจมูกของผู้ป่วยว่าเล็ก เกินไปที่จะใส่เครื่องมือได้หรือไม่ 6.2 หน้าท้อง เพื่อเลาะไขมันหน้าท้องนำมาปิดในจมูกหลังทำผ่าตัดเสร็จ ในห้องผ่าตัดและขณะผ่าตัด 1. เตรียมห้องผ่าตัดให้พร้อมใช้งาน 2. เตรียมเครื่องมือให้พร้อมใช้งาน โดยมีวิธีการจัดเตรียมเครื่องมือดังนี้ เครื่องมือ จำนวน เครื่องผ้า 1. เสื้อ Gown 3 , 1 1,2 2. Small pack 4


เครื่องมือ จำนวน เครื่องมือพิเศษ 1. จอรับภาพ Storz R.14 1 2. Camera 1 3. Len 0,30 องศา 1,1 4. Light source 1 5. เครื่อง Debrider (M5) R.14 1 6. Shaver blade ตรง (11 cm x 4 mm) 1 7. Shaver blade โค้ง 20o 1 8. Shaver blade โค้ง 12o 1 9. Shaver blade หัวกรอ diamond 1 10. สายจี้ + suction ของ endoscope 1 11.ตัวล้างหน้าเลนส์ + foot switch 1 12. Kerrison 2 mm 90o หมุนได้ 1 13. Kerrison 2 mm สีดำ supply 1 14. Pituitary bone R.14 1 15. Syring ball 1 16. Bipolar forceps endo 1 เครื่องมือ จำนวน เครื่องมือหลัก 1. Craniotomy set 1 2. Transsphenoid set 1 3. Endoscope set (23 ชิ้น) ในตู้เก็บเครื่องห้อง 14 1 4. set sinuscope (FESS) ของห้อง 8 1 5. C-set 1 6. Basin set 2 7. Light handle 1 8. จับกล้อง R.14 1 9. สาย suction สีเหลือง 4 10. ข้อต่อ suction 2


เครื่องมือ จำนวน เครื่องมือพิเศษ (ต่อ) 17. Osteotome (สิ่วเล็ก) 1 18. ฆ้อน 350 g 1 เครื่องมือ จำนวน วัสดุอุปกรณ์และเครื่องเย็บ 1. Gauze x-ray 2 2. Swab เล็ก 1 3. Cotton noid เบอร์ M แยกไว้ใช้ pack จมูกข้าง นอก 1 ห่อ และใช้ในเคส 1 ห่อ 2 4. Bone wax 1 5. Spongostan (Gelform) 1 6. Surgicel 1 7. Merocell 2 8. Dura เทียม (เตรียมไว้เผื่อรั่ว) 1 9. สายจี้ยืดหด 1 10. จี้หัวเข็ม 2 11. Syring 3 cc ,10 cc ,20 cc 2,1,1 12. เข็ม spinal เบอร์ 25 งอปลายเข็ม 45o 2 13. เข็มฉีดยา เบอร์ 21 1 14. ยาชา 1% Xylocain with adrenaline 1 15. Adrenaline amp. ชุบ cotton noid นำไป pack 10 16. Ioban ตัดแบ่งครึ่ง 1 17. ไม้พันสำลีใหญ่ 1 18. Webrill 4 นิ้ว 1 19. มีดเบอร์ 24 ใช้ตรงหน้าท้อง 1 20. Silk 2/0 1 21. Vicry 2/0 เย็บ fat หน้าท้อง 1 22. Ethelon 3/0 cutting 26 mm 1 23. Staple 1 24. NSS 1000 cc. 1


เครื่องมือ จำนวน วัสดุอุปกรณ์และเครื่องเย็บ (ต่อ) 25. น้ำยา Providine 1 26. น้ำยา Hebitain 1:10 1 เครื่องมือ จำนวน อุปกรณ์ในการจัดท่า 1. ห่วงยางรองศีรษะของดมยา 1 2. หมอนรองใต้เข่า 1 3. หมอนรองใต้ข้อเท้า 1 4. พลาสเตอร์ผ้า 1 3. ตรวจสอบความถูกต้องของการผ่าตัดใช้หลัก surgical safety checklist โดยมีการตรวจสอบผู้ป่วยให้ ถูกคน ถูกข้าง ถูกตำแหน่งร่วมกับศัลยแพทย์และทีมวิสัญญี 4. จัดท่าผ่าตัดร่วมกับแพทย์ โดยใช้ห่วงยางรองที่ศีรษะผู้ป่วยในท่าตรง พร้อมทั้งปรับหัวเตียงขึ้นเล็กน้อย (back up) ติดพลาสเตอร์ผ้าบริเวณศีรษะผู้ป่วยยึดกับเตียงเพื่อป้องกันการหลุดจากที่วางศีรษะขณะผ่าตัด 5. เตรียมผิวหนังบริเวณผ่าตัดโดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้ 5.1 จมูก : pack จมูกก่อนโดยใช้ cotton noid ชุบ adrenaline ก่อน แล้วค่อย scrub ด้วย น้ำยา hebitain scrub เมื่อจะ paint จึงค่อยดึง cotton noid ออก 5.2 หน้าท้อง : scrub ด้วยน้ำยา providine scrub 6. Scrub nurse ล้างมือด้วยวิธีSurgical hand washing พร้อมสวมเสื้อ Gown และถุงมือ ตามหลัก Sterile Technique อย่างเคร่งครัด 7. Scrub nurse ส่งเครื่องมือตามขั้นตอนในการผ่าตัด ดังนี้ 7.1 เตรียมอุปกรณ์ในการ paint โดยแยกออกเป็น 2 ส่วนเช่นกัน หน้า : paint ด้วย น้ำยา hebitain 1:10 ใช้ sponge 2 ไม้ เมื่อ paint เสร็จดึง cotton noid ออก และใช้ไม้พันสำลีใหญ่ชุบ น้ำยา hebitain 1:10 เช็ดในรูจมูกอีกครั้งประมาณ 3 ไม้ หน้าท้อง : paint ด้วย น้ำยา providine solution ใช้ sponge 3 ไม้ 7.2 ปูผ้า sterile คลุมตัวผู้ป่วยให้เหลือตำแหน่งผ่าตัดที่จมูกและหน้าท้อง ดังนี้ - การคลุมผ้าปราศจากเชื้อจะใช้ผ้าสี่เหลี่ยมผืนบางคลุมก่อนหนึ่งชั้น แล้วจึงจะตามด้วย ผ้าสี่เหลี่ยมผืนหนาอีกหนึ่งชั้น ซึ่งผ้าบางผืนแรกคลุมบริเวณหน้าอก โดยส่งชายผ้าให้กับ surgeon แล้วกางออกให้ สันอยู่ภายนอก ผืนที่สองจะคลุมด้านล่าง ผืนต่อมาจะคลุมด้านข้างบริเวณท้องทั้งสองข้าง อย่างละ1 ผืน


- คลุมผ้าสี่เหลี่ยมผืนบางบริเวณจมูกด้านล่าง ด้านขวา-ด้านซ้าย อย่างละ1 ผืน เปิด เฉพาะบริเวณรูจมูกเป็นรูปสามเหลี่ยม - คลุมผ้าสี่เหลี่ยมผืนหนาทับ ผ้าบางโดยเริ่มจากด้านข้างบริเวณท้อง ข้างละ 1 ผืน คลุม ท้ายเตียง คลุมบริเวณจมูก ตามลำดับ - ติด Ioban บนผิวหนังผู้ป่วยและผ้าคลุมผ่าตัด บริเวณท้องและจมูก - ขึ้นสายจี้ สาย suction, สาย bipolar, สาย debrider ลงท้ายเตียงคลุมผ้าสี่เหลี่ยมผืน หนาทับสายต่าง ๆ - ขึ้นสาย Light source, Camera ผูกด้วย gauze ใช้ allis หนีบผ้าด้านบนของ mayo ที่ไว้เยื้องศีรษะผู้ป่วย ขั้นตอนการเรียงเครื่องมือผ่าตัด (ที่มา : ห้องผ่าตัดโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก) 7.3 จัดเรียงถ้วยน้ำ NSS รอง webrill ในถ้วยด้วยเพื่อไม่ให้หน้า Len กระทบกับถ้วยโดยตรง และไว้สำหรับจุ่ม Len ขณะผ่าตัดเมื่อมีอาการเป็นฝ้าที่บริเวณด้านหน้า Len 7.4 ขั้นตอนการผ่าตัดส่องกล้องเอ็นโดนาซอล (Endoscopic endonasal surgery) เป็นการ ผ่าตัดโดยกรีดเล็ก ๆ ที่ด้านหลังของโพรงจมูกและทำให้เนื้อเยื่อจมูกถูกทำลายเพียงเล็กน้อย ศัลยแพทย์ENT จะ ทำงานร่วมกับศัลยแพทย์ neuro โดยส่องผ่านรูจมูกด้วยกล้อง endoscope จากนั้นจะทำการเปิด nasal septum, sphenoid sinus, and sella เพื่อไปถึง pituitary เมื่อ pituitary ถูกเปิดออก ศัลยแพทย์neuro จะ เป็นผู้ทำการเลาะเนื้องอกออกเอง


รูปถ่ายระหว่างศัลยแพทย์ ENT และศัลยแพทย์ Neuro ทำงานร่วมกัน (ที่มา : ห้องผ่าตัดโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก) รูปการต่อ Len 0o กับสาย Light source , Camera (ที่มา : http://www.drmethee.com/operation) รูปเปรียบเทียบการผ่าตัดผ่านกล้องส่องกล้องแบบ endoscope และ transsphenoidal เพื่อให้มองเห็นตำแหน่ง ของ sphenoid sinus และ pituitary ได้ชัดเจน (ที่มา http://www.mayfieldclinic.com/pe-endopitsurg.htm)


ศัลยแพทย์ENT จะสอดกล้อง endoscope เข้าไปในรูจมูกข้างซ้ายแล้วเลื่อนไปทางด้านหลังของโพรง จมูก โดยต่อกล้อง endoscope กับ Len 0o พร้อมสาย Light source , Camera ส่งสายทั้งหมดให้กับ circulate nurse ด้านนอก field ผ่าตัด ต่อเข้ากับเครื่องของ storz เพื่อแสดงภาพ เมื่อต่อเสร็จให้ check white balance เพื่อให้พร้อมใช้งาน รูปแสดง จอภาพวิดิโอของ storz ,Light source , Camera (ที่มา : ห้องผ่าตัดโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก) รูปแสดง Len 0 , 30 องศา (ที่มา : ห้องผ่าตัดโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก) ศัลยแพทย์จะทำการเลาะเอาเนื้อเยื่อ กระดูก และ air cell ใน frontal recess ออกด้วยเครื่อง Debrider (M5) โดยใช้ Shaver blade ตรง , Shaver blade โค้ง 20o 12o และ Shaver blade หัวกรอ diamond แพทย์จะเลือกใช้ตามลักษณะงาน เลาะ ethimoid sinus เพื่อตัดเอาผนังของ anterior ethmoid bulla ออกให้หมด และใช้ pituitary bone ตัดแผ่นกระดูก prependicular plate of ethimoid ออก ใช้ kerison rongeur 2 mm สีดำเข้าไปใน sphenoid sinus โดยเริ่มจาก sphenoid sinus wall จนถึง sella turcica หลังจากนั้นใช้ Kerison Rongeur ด้ามทอง 90o 2mm เปิดฐานกะโหลกศีรษะ บริเวณกระดูก sellar และใช้Pituitary micro เก็บกระดูก sellar ไว้ห้ามทิ้งเพื่อใส่คืนเมื่อ remove tumor เสร็จ


รูปแสดงการใส่ endoscope เพื่อเลาะหาเนื้องอก (ที่มา : http://www.drmethee.com/operation) รูปแสดง กล้อง endoscope สอดเข้าไปในรูจมูกเพื่อตัด nasal septum ออก (เส้นประ) และเลาะ sphenoid sinus (สีเขียว) เพื่อเข้าบริเวณกระดูก sellar (ที่มา http://www.mayfieldclinic.com/pe-endopitsurg.htm)


รูปแสดงเครื่องมือที่ใช้ในการเลาะกระดูก sellar (ที่มา : ห้องผ่าตัดโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก) Debrider (M5) Shaver blade โค้ง 12o Shaver blade โค้ง 20o Shaver blade ตรง Shaver blade หัวกรอ diamond


เมื่อนำกระดูก sellar ออกจะทำให้มองเห็นเยื่อบุที่แข็งแรงของกะโหลกศีรษะที่เรียกว่า Dura เปิด dura ด้วยมีดปลายแหลมซ่อนปลายใน set endoscope ใช้cup forceps เปิดdura จะพบ Pituitary adenoma รูปแสดง endoscope set (ที่มา : ห้องผ่าตัดโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก) หลังจากนั้นใช้ suction tip และ Ring curettage บน-ล่าง,ซ้าย-ขวา เพื่อ remove tumor รูปแสดงเครื่องมือที่ใช้ในการ remove tumor (ที่มา : ห้องผ่าตัดโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก) ที่จี้และsuction ใช้ร่วมกัน Hardy curettage Hardy micro enucle


รูปแสดงการ remove tumor ของศัลยแพทย์ (ที่มา http://www.mayfieldclinic.com/pe-endopitsurg.htm) เมื่อศัลยแพทย์เลาะเนื้องอกออก เนื้องอกบางชนิดเติบโตไปด้านข้างในโพรงไซนัส ซึ่งมีเส้นเลือดเป็นกลุ่ม ไปเลี้ยงจำนวนมาก ทำให้เกิดยากที่จะเอาเนื้องอกส่วนนี้ออกให้หมดได้ ถ้าเลาะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ เส้นประสาทและหลอดเลือด จึงส่งผลให้บริเวณนี้ bleed จะต้องเตรียม cottonoid และ spongostan ให้พร้อม ใช้งาน ถ้ามีbleeding ก็ใช้cottonoid ซับแล้วจี้ด้วย bipolar ใช้ cup forcbeps เก็บ tumor เพื่อส่งตรวจ 7.5 ขั้นตอนการเลาะไขมันหน้าท้องเพื่อนำไปซ่อมแซมส่วนของ sella turcica (ในขั้นตอนนี้จะ ทำผ่าตัดหรือไม่ทำก็ได้แล้วแต่ศัลยแพทย์) - ฉีดยาชา 1% xylocain with adrenaline บริเวณที่จะลงมีด - การลงมีดที่ผิวหนังบริเวณหน้าท้องผ่าน skin และ subcutaneous - ใช้จี้เปิดชั้น subcutaneous และชั้น fat - ใช้ Metzenbaum Scissors ตัด fat ออก ประมาณ 1.5-2.0 cm - นำ fat ที่ได้มาตัดแบ่งขนาด 0.5 cm แล้วห่อด้วย Surgicel - แล้วนำ fat เข้าไปแทนที่ tumor ใน sella turcica รูปแสดงการเลาะไขมันหน้าท้อง เพื่อเข้าไปแทนที่ใน sella turcica (ที่มา http://www.mayfieldclinic.com/pe-endopitsurg.htm)


7.6 ขั้นตอนการปิด Dura ศัลยแพทย์จะต้อง check bleeding ขณะเดียวกันให้ scrub nurse ตรวจนับ เครื่องมือ , ผ้าซับโลหิต , cottonoid และของมีคม ให้ครบถ้วนเพื่อป้องกันการตกค้างในร่างกายผู้ป่วย เมื่อ sponge count ครบแล้วรายงานให้แพทย์ทราบ และพร้อมส่งเครื่องมือให้แพทย์ stop bleed โดยใช้ bipolar forceps endoscope จี้ห้ามเลือด เมื่อ stop bleed ใช้ cup forceps นำกระดูก sella bone (ที่เก็บไว้ ตั้งแต่ตอนแรก) เข้าไปวางในตำแหน่งเดิม ในกรณีมีCSF leak ให้ใช้dura เทียม และฉีด Tisseel สารที่ช่วยใน การห้ามเลือด รูปแสดง Bipolar forceps endoscopeและ Tisseel (ที่มา : ห้องผ่าตัดโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก) 7.7 ขั้นตอนการทำ nasal packing โดยแพทย์จะใช้ merocell ใส่ในรูจมูกข้างที่ทำการผ่าตัด เพื่อป้องกันเลือดออก circulate nurse ต้องทำการบันทึกลงในใบ MR12 , เขียนติดป้ายข้อมือผู้ป่วย , ใส่ในใบ packing ที่เป็นตัวคนด้วย รูปแสดง ใบ packing ใช้สำหรับติดข้อมือผู้ป่วย (ที่มา : ห้องผ่าตัดโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก)


รูปแสดง ใบบันทึกลงในใบ MR12 และใบ packing (ที่มา : ห้องผ่าตัดโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก) 7.8 ขั้นตอนการเย็บปิดแผลที่หน้าท้อง ส่ง Vicryl No. 2/0 cutting 26 mm ให้แพทย์เย็บชั้น ไขมัน และเย็บชั้นผิวหนัง ส่งเย็บ skin ด้วย Vicryl No. 4/0 cutting 19 mm หรือ Ethelon No. 3/0 cutting 26 mm 7.9 ทำความสะอาดแผลผ่าตัดโดยใช้ sterile water เช็ดที่หน้าท้องและใบหน้า เมื่อผิวหนังแห้ง แล้วใช้ providine ทารอบแผลบริเวณหน้าและปิดด้วย Tegaderm ส่วนของจมูกปิดด้วย gauze และแปะสาย ด้าย nasal packing ด้วย Micropore หลังผ่าตัด เมื่อการผ่าตัดเสร็จสิ้น Scrub nurse และ Circulate nurse ช่วยกันนำผ้าคลุมผ่าตัดออก แล้วทำความ สะอาดผิวหนังที่เปื้อนเลือดและน้ำยา ให้เรียบร้อย และปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้ 1. ให้ความอบอุ่นร่างกาย ทำความสะอาดแผลผ่าตัดและร่างกายหลังเสร็จสิ้นการผ่าตัด 2. บันทึกการสูญเสียเลือด การพยาบาล และภาวะแทรกซ้อนขณะผ่าตัด ใน MR12 3. เมื่อผู้ป่วยรู้สึกตัวดีแล้วให้รีบแนะนำให้ผู้ป่วยหายใจทางปากเนื่องจากมีการทำ nasal packing ไว้หรือ ถ้าระดับความรู้สึกตัวยังไม่ดีจะต้องใส่ท่อช่วยหายใจคาไว้ก่อน 4. เตรียมเตียงและอุปกรณ์สำหรับการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไป ห้องพักฟื้นเช่น เสาสำหรับแขวนเลือดและ สารละลายต่าง ๆ


5. ร่วมกับแพทย์และวิสัญญี เคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากเตียงผ่าตัดขึ้นเตียงส่งผู้ป่วยไปห้องพักฟื้น ดูแลสายสวน ปัสสาวะ หรือสายต่าง ๆ ที่ติดตัวผู้ป่วยไม่ให้เลื่อนหลุด และเกิดการไหลย้อนกลับ 6. เอกสารอ้างอิง การพยาบาลในห้องผ่าตัด. สืบค้นเมื่อ 26 สิงหาคม 2564, สืบค้นจาก https://med.mahidol.ac.th/nursing/sites/default/files/public/journal/2541/issue_02/09.pdf บทบาทหน้าที่พยาบาลห้องผ่าตัด. สืบค้นเมื่อ 26 สิงหาคม 2564, สืบค้นจาก https://archive.lib.cmu.ac.th/full/T/2554/nuadm20954tp_ch2.pdf บทบาทของพยาบาลห้องผ่าตัด. สืบค้นเมื่อ 26 สิงหาคม 2564, สืบค้นจาก file:///C:/Users/CP-COMP/Downloads/34513-Article%20Text-151724-1-10-20160819.pdf Endoscopic pituitary surgery (transsphenoidal). สืบค้นเมื่อ 26 สิงหาคม 2564, สืบค้นจาก http://www.mayfieldclinic.com/pe-endopitsurg.htm วันที่ 29 สิงหาคม 2564 (นางชญานุช ตรงต่อกิจ) พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ


แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยในห้อง รอผ่าตัด หมายเลขเอกสาร OR–QA–001 แก้ไขครั้งที่ วันที่แก้ไข : วันที่ประกาศใช้ ผู้อนุมัติ (หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาล ผู้ป่วยห้องผ่าตัด) โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก จัดทำโดย นางจันทรา ปั้นฉาย พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 1. เป้าหมาย (Goal) กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัดมีแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยในห้องรอผ่าตัด 2. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัดมีแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยในห้องรอผ่าตัด 2. เพื่อให้พยาบาลห้องผ่าตัดมีการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยในห้องรอผ่าตัดเป็นไปตามแนวทางเดียวกัน 3. ตัวชี้วัดและเกณฑ์ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามการพยาบาลผู้ป่วยในห้องรอผ่าตัดได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน ไม่มีอุบัติการณ์ 4. วิธีประเมินผลตัวชี้วัด/แบบฟอร์ม/ผู้รับผิดชอบ พยาบาลวิชาชีพห้องผ่าตัด พนักงานช่วยเหลือคนไข้ของกลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัด 5. แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยในห้องรอผ่าตัด แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยในห้องรอผ่าตัดเป็นการเตรียมความพร้อมที่ผู้ป่วยจะเข้ารับการผ่าตัดทั้งใน ภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน ตั้งแต่ผู้ป่วยมาถึงห้องรอผ่าตัดจนกระทั่งถึงผู้ป่วยเข้าห้องผ่าตัดมีแนวปฏิบัติ ดังนี้ 1. เมื่อผู้ป่วยมาถึงห้องผ่าตัด ก่อนเคลื่อนย้ายผู้ป่วยให้พนักงานเปลหยิบ Sticker ออกจาก Chart ส่ง Chart ให้พยาบาลห้องรอผ่าตัดแล้วขานชื่อ-สกุล อายุ Ward กับพยาบาลห้องรอผ่าตัด


2. พยาบาลห้องรอผ่าตัดต้องตรวจสอบความถูกต้องโดยการตรวจเช็ค 4 แห่งแสดงบุคคล คือ 1) สอบถามชื่อ - สกุล 2) ดูป้ายข้อมือ 3) ดูเวชระเบียน 4) ดูใบรายการผ่าตัด รูปที่ 1 ตรวจสอบความถูกต้อง 4 แห่งแสดงบุคคล 3. เมื่อตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อยแล้ว เคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างนิ่มนวลมาในห้องรอผ่าตัด แขวนป้าย หมายเลขห้อง และวัดความดันโลหิต รูปที่ 2 พยาบาลห้องรอผ่าตัดต้องตรวจสอบการ Set ผ่าตัดให้ครบถ้วนตามแผนการรักษา


4. พยาบาลห้องรอผ่าตัดตรวจสอบการ Set ผ่าตัดให้ครบถ้วนตามแผนการรักษา ดังนี้ 1) เช็ค Order & Progress ของแพทย์ 2) Set ที่ Computer ถูกต้อง 3) ดู Consult 4) มี Consent ใบเซ็นยินยอมผ่าตัดถูกต้อง 5) เน้น MR10 ใบเตรียมผู้ป่วยก่อนการผ่าตัดถูกต้อง (ที่มา กลุ่มงานการพยาบาลห้องผ่าตัด โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก, 20 มกราคม 2564.) 5. ในสถานการณ์ปัจจุบัน พยาบาลห้องผ่าตัดต้องตรวจสอบเอกสารเพิ่มคือ ผลการตรวจ COVID-19 ดังนี้ 1) ผู้ป่วยเข้าห้องผ่าตัดทุกคนต้องมีผล COVID-19 แบบ PCR ไม่เกิน 7 วัน 2) ผู้ป่วยมีผล Liat test (Rapid PCR) ใช้ในกรณีต้องผ่าตัดฉุกเฉิน ถ้าผู้ป่วยผล Negative ก็ใช้ แนวปฏิบัติเหมือน PCR negative 3) OPD case ต้องมีผล PCR ไม่เกิน 7 วัน 4) ถ้าผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลเกิน 14 วัน ไม่ต้องตรวจ COVID-19 หรือขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของ แพทย์ผู้ผ่าตัด (ที่มา คณะกรรมการกลุ่มงานการพยาบาลห้องผ่าตัด โรงพยาบาลพุทธชินราช, 24 เมษายน 2564.)


จากการค้นคว้าการพยาบาลผู้ป่วยในห้องรอผ่าตัด มีกิจกรรมการพยาบาล ดังนี้ ปัญหา กิจกรรมการพยาบาล การประเมินผลการพยาบาล 1. ผู้ป่วยมีความพร้อมที่จะ ได้รับการผ่าตัดทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม 1. ศึกษาและซักประวัติการเจ็บป่วยทั้ง อดีต, ปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัด 2. ตรวจสอบความถูกต้องของตัวผู้ป่วย ชื่อ-สกุล การผ่าตัดให้ถูกต้องตาม ตารางการผ่าตัด 3. ตรวจสอบความถูกต้องของใบเซ็น อนุมัติผ่าตัดและให้ยาระงับความรู้สึก 4. ตรวจสอบดูสัญญาณชีพ ความ ผิดปกติของผิวหนังและกระดูก, การงด น้ำอาหาร 5. ตรวจสอบสิ่งของที่ไม่ควรติดมากับ ผู้ป่วย เช่น ฟันปลอม ชุดชั้นใน 6. ตรวจสอบอุปกรณ์ที่มากับผู้ป่วยให้ ถูกต้องครบถ้วน เช่น Chart ฟิล์ม เลือด 7. เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยซักถามข้อสงสัย ต่างๆ และระบายความรู้สึก 8. ให้ความเคารพผู้ป่วยขั้นพื้นฐาน บุคคล - ข้อมูลผู้ป่วยถูกต้อง - ผู้ป่วยได้รับการเตรียมตัวก่อน ผ่าตัดถูกต้องตามชนิดและเวลา ผ่าตัด - ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดถูกต้องตาม ชนิดและเวลาผ่าตัด 2. ผู้ป่วยมีความรู้เกี่ยวกับโรค และการผ่าตัดและได้รับยา ระงับความรู้สึก 1. ประเมินความพร้อมที่จะเรียนรู้ของ ผู้ป่วย - ระดับการศึกษา, อายุ, อาชีพ - สภาวะผู้ป่วย, ระดับความรู้สึกตัว - การรับรู้ต่อสภาวะการเจ็บป่วยของ โรคและการรักษาและการปฏิบัติตัว ก่อน - หลังผ่าตัด 2. ให้ความรู้เกี่ยวกับการผ่าตัดให้ เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายเกี่ยวกับ - โรคและความจำเป็นต้องผ่าตัด - ตำแหน่งและขนาดของแผล - ท่าที่นอนผ่าตัด - ผู้ป่วยสนใจฟังคำอธิบาย - ผู้ป่วยรับฟังและตอบคำถามเรื่อง การปฏิบัติตัวเกี่ยวกับการผ่าตัดได้


ปัญหา กิจกรรมการพยาบาล การประเมินผลการพยาบาล - สิ่งที่จะติดตั้งออกมาหลังผ่าตัด เช่น ท่อระบายต่างๆ - การปฏิบัติตนขณะผ่าตัดและหลัง ผ่าตัด 3. ผู้ป่วยปลอดภัยจากการเกิด อุบัติเหตุขณะรอผ่าตัดและ ขณะเคลื่อนย้ายเข้าห้องผ่าตัด 1. ประเมินระดับความรู้สึกของผู้ป่วย/ ระดับการมองเห็น การได้ยิน ถ้ามีความ ผิดปกติต้องดูแลใกล้ชิด 2. ไม่ทิ้งผู้ป่วยตามลำพัง ควรยกราวกั้น ขึ้นทุกครั้ง กรณีที่ผู้ป่วยพิการต้องคอย ดูแลอย่างใกล้ชิด 3. เคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยความ ระมัดระวัง ดูแลไม่ให้อวัยวะแขนขา ยื่นออกนอกรถขณะเคลื่อนย้าย 4. ขณะเคลื่อนย้ายผู้ป่วยลงเตียงผ่าตัด ให้ประคองผู้ป่วยขณะเคลื่อนย้าย ระวัง ศีรษะขณะเคลื่อนย้าย 5. ผู้ป่วยที่มีกระดูกหักหรือบาดแผล ต้องเคลื่อนย้ายให้ถูกวิธี 6. ผู้ป่วยเด็กให้อุ้มประคองขณะ เคลื่อนย้ายหรือให้ผู้ปกครองช่วยเพื่อให้ เด็กไม่เกิดความกลัว - ผู้ป่วยไม่ตกเตียง - ผู้ป่วยไม่เกิดอุบัติเหตุขณะ เคลื่อนย้าย - ผู้ป่วยไม่ได้รับอุบัติเหตุที่เกิดจาก สิ่งแวดล้อม 4. ผู้ป่วยมีความสมดุลของน้ำ และอิเลกโตรไลท์ก่อนผ่าตัด 1. ประเมินภาวะขาดน้ำและอิเลกโตร ไลท์ของผู้ป่วยที่งดน้ำงดอาหาร เช่น ปากแห้ง คอแห้ง 2. ประสานงานกับวิสัญญี กรณีที่ผู้ป่วย มารอนานและไม่ได้สารน้ำ เพื่อ พิจารณาให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ 3. ตรวจสอบ IV ให้ไหลสะดวก กรณีที่ มี IV มาจาก Ward - ผู้ป่วยไม่มีอาการแสดงถึงความ สมดุลของน้ำและอิเลกโตรไลท์ - ผู้ป่วยรู้สึกสบาย ไม่หนาวหรือ ร้อนเกินไป 5. ผู้ป่วยได้รับการตอบสนอง ทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคมอย่างพอเพียง ทางด้านร่างกาย 1. ผู้ป่วยได้รับการช่วยเหลือเมื่อ ต้องการทำกิจกรรมต่างๆ ขณะรอ ผ่าตัด เช่น การเดินไปห้องน้ำ/การใช้ - ผู้ป่วยนอนพักได้ - ผู้ป่วยพูดคุยและกล้าซักถาม ปัญหาสนใจฟังคำอธิบาย


ปัญหา กิจกรรมการพยาบาล การประเมินผลการพยาบาล Bed pan /Urinal เพื่อปัสสาวะใน กรณีเดินไม่ได้ 2. ผู้ป่วยได้รับการจัดท่านอนที่สบาย หายใจสะดวก 3. ดูแลให้ความอบอุ่น ห่มผ้าเมื่อผู้ป่วย หนาวหรือเย็น 4. ถ้ามีบาดแผล ดูแลบาดแผลไม่ให้ เปียกชุ่ม หรือถามอาการเป็นระยะๆ ด้านจิตใจ อารมณ์ และสังคม 1. สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้ป่วยและ ญาติ โดยแนะนำตนเองและบุคลากรใน ทีมผ่าตัด สภาพแวดล้อมห้องผ่าตัดและ บอกผู้ป่วยทุกครั้งที่มีการเคลื่อนย้าย หรือให้การพยาบาล 2. พูดคุยกับผู้ป่วยด้วยวาจาที่สุภาพ นุ่มนวล และมีท่าทีเห็นอกเห็นใจ 3. เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยและญาติได้ ระบายความรู้สึกและถามข้อสงสัย ต่างๆ 4. ถ้าผู้ป่วยรอนานควรแจ้งเวลาใน ขณะนั้นและเหตุผลที่ต้องรอ 5. ให้ความเคารพผู้ป่วยในฐานะบุคคล โดยแจ้งให้ทราบก่อนทุกครั้งที่จะให้การ พยาบาลพร้อมทั้งอธิบายเหตุผล 6. ไม่เปิดเผยร่างกายผู้ป่วยเกินความ จำเป็นและไม่พูดคุยเรื่องของผู้ป่วยให้ ผู้ป่วยได้ยิน 7. ไม่ใช้คำศัพท์เทคนิคเมื่อพูดถึงผู้ป่วย (ที่มา กลุ่มงานการพยาบาลห้องผ่าตัด โรงพยาบาลบึงกาฬ, 29 ธันวาคม 2553.) 6. เมื่อห้องผ่าตัดพร้อม พยาบาลประจำห้องผ่าตัดจะมารับผู้ป่วยเข้าห้องผ่าตัดโดยต้องปฏิบัติ ดังนี้ 1) นำ boarding pass มารับผู้ป่วย 2) ดูป้ายหมายเลขห้อง


3) ตรวจเช็ค 4 แห่งแสดงบุคคล คือ สอบถามชื่อ - สกุล, ดูป้ายข้อมือ, ดูเวชระเบียน, ดูใบ รายการผ่าตัด 4) ตรวจสอบตำแหน่งผ่าตัดและ Mark site 7. เมื่อพยาบาลประจำห้องผ่าตัดตรวจสอบความถูกต้องแล้ว จึงแจ้งพยาบาลห้องรอผ่าตัดว่าจะนำผู้ป่วย เข้าห้องผ่าตัด 8. พยาบาลห้องรอผ่าตัดอนุญาตให้นำผู้ป่วยเข้าห้องผ่าตัดได้ รูปที่ 3 พยาบาลประจำห้องผ่าตัดตรวจสอบความถูก ก่อนต้องนำผู้ป่วยเข้าห้องผ่าตัด 6. เอกสารอ้างอิง 6.1 แผนกการพยาบาลห้องผ่าตัด โรงพยาบาลศรีนครินทร์. “มาตรฐาน /คู่มือการพยาบาลห้องผ่าตัด เล่ม 1” คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2548. 6.2 เรณู อาจสาลี. การพยาบาลทางห้องผ่าตัด. พิมพ์ครั้งที่ 2 คณะกรรมการพัฒนาตำราพยาบาลศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2540. 6.3 แผนกการพยาบาลห้องผ่าตัด โรงพยาบาลบึงกาฬ ระเบียบปฏิบัติ 29 ธันวาคม 2553 วันที่ 29 สิงหาคม 2564 (นางจันทรา ปั้นฉาย) พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ


คู่มือความรู้พื้นฐานการจัดการระบบ อุปกรณ์สำหรับการผ่าตัดผ่านกล้อง วิดีทัศน์(Laparoscopic System) หมายเลขเอกสาร OR–QA–001 แก้ไขครั้งที่ วันที่แก้ไข : วันที่ประกาศใช้ ผู้อนุมัติ (หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาล ผู้ป่วยห้องผ่าตัด) โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก จัดทำโดย นางรัชฎากาญจน์ บัวสัมฤทธิ์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 1. เป้าหมาย (Goal) กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัดมีคู่มือความรู้พื้นฐานการจัดการระบบอุปกรณ์ สำหรับการผ่าตัดผ่านกล้องวิดีทัศน์(Laparoscopic System) 2. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้บุคลากรห้องผ่าตัดทราบหลักการทำงานของระบบอุปกรณ์ผ่าตัดผ่านกล้องวิดีทัศน์ 2. เพื่อให้บุคลากรห้องผ่าตัดสามารถใช้อุปกรณ์ผ่าตัดผ่านกล้องวิดีทัศน์ได้อย่างถูกต้อง มี ประสิทธิภาพ 3. ตัวชี้วัดและเกณฑ์ ร้อยละของพยาบาลวิชาชีพ และพนักงานช่วยเหลือคนไข้ของห้องผ่าตัดรู้หลักการทำงานของระบบ อุปกรณ์ผ่าตัดผ่านกล้องวิดีทัศน์และใช้อุปกรณ์ผ่าตัดผ่านกล้องวิดีทัศน์ได้อย่างถูกต้องมากกว่าร้อยละ 90 4. วิธีประเมินผลตัวชี้วัด/แบบฟอร์ม/ผู้รับผิดชอบ พยาบาลวิชาชีพประจำห้องผ่าตัด และพนักงานช่วยเหลือคนไข้กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัด 5. คู่มือความรู้พื้นฐานการจัดการระบบอุปกรณ์สำหรับการผ่าตัดผ่านกล้องวิดีทัศน์(Laparoscopic System) การผ่าตัดโดยวิธีส่องกล้องเป็นการใช้เทคโนโลยีระดับสูงร่วมกับความชำนาญของแพทย์และพยาบาล มีการใช้อุปกรณ์เฉพาะทางค่อนข้างมาก มีปัญหาและอุปสรรคของการจัดอุปกรณ์และระบบเชื่อมต่อสัญญาณ ภาพ ซึ่งต้องแก้ไขอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการจัดการระบบอุปกรณ์สำหรับการผ่าตัดผ่านกล้อง จึงมีความสำคัญ อย่างยิ่ง


ระบบจอแสดงภาพนั้นเปรียบเสมือนดวงตาของแพทย์และทีมผ่าตัด จะต้องจัดให้อยู่ในตำแหน่งที่ เหมาะสมในแต่ละโรค พยาบาลห้องผ่าตัดจะต้องมีความชำนาญในการใช้อุปกรณ์เฉพาะทางอย่างมี ประสิทธิภาพ เพื่อให้การผ่าตัดผ่านกล้องดำเนินไปอย่างราบรื่น จึงจำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานในการจัดการ ระบบอุปกรณ์สำหรับการผ่าตัดผ่านกล้องวีดีทัศน์โดย Laparoscopic System แบ่งได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้ 1. ระบบแสดงภาพ (Imaging System) 2. กล้องถ่ายภาพวีดีทัศน์พร้อมระบบประมวลภาพ (Camera System and Video signal processor) 3. เครื่องกำเนิดแสงพร้อมสายใยแก้วนำแสง (Xenon light source and Fiber optic) 4. ระบบเป่าแก๊ส (Insufflation System) 5. ระบบพ่นและดูดน้ำ (Irrigation and Aspiration System) รูปที่ 1 แสดงระบบอุปกรณ์สำหรับการผ่าตัดผ่านกล้องวีดีทัศน์โดย Laparoscopic System


วัตถุประสงค์ เนื้อหา สื่อการเรียนรู้/อุปกรณ์ การประเมินผล 1. สามารถจัดการระบบ แสดงภาพ (Imaging System) ได้อย่าง ถูกต้อง หลักการทำงาน Monitor, video capture และ export เป็นส่วนที่ใช้ แสดงผลซึ่งสามารถแสดงผล บนจอ เป็น High Definition (HD) ที่มีความ คมชัดสูง สามารถเก็บเป็น Video ในแบบ CD, DVD หรือ MPEG ที่มีความคมชัด เป็น 2 มิติการถ่ายทอด และบันทึกภาพวีดีทัศน์ ประกอบด้วยกล้องถ่ายภาพ วีดีทัศน์ ซึ่งต่อกับLens ใกล้ ตาของกล้องส่องในช่องท้อง ทำหน้าที่รับภาพและเปลี่ยน สัญญาณไฟฟ้าส่งต่อไปยัง ชุดควบคุมกล้องถ่ายภาพ แนวปฏิบัติCirculate เปิด หน้าจอตรวจสอบการ ทำงานให้พร้อมใช้งานก่อน การผ่าตัดเสมอ ตั้งจอให้อยู่ ในระดับสายตาของแพทย์ผู้ ผ่าตัด ห้ามมีสิ่งกีดขวาง สายไฟพ่วงจะต้องเรียบร้อย ไม่ให้สะดุด หรือทำให้จอดับ ขณะผ่าตัด 1. บอกถึงหลักการ ทำงานของระบบ แสดงภาพ (Imaging System) ได้อย่าง ถูกต้อง 2. สามารถใช้ระบบ แสดงภาพ (Imaging System) ได้อย่าง ถูกต้อง


วัตถุประสงค์ เนื้อหา สื่อการเรียนรู้/อุปกรณ์ การประเมินผล 2. สามารถจัดการระบบ กล้องถ่ายภาพวีดีทัศน์ พร้อมระบบประมวล ภาพ (Camera System and Video signal processor) ได้อย่าง ถูกต้อง หลักการทำงาน กล้องหรือ Camera System เปรียบ เหมือนหัวใจของการผ่าตัด ส่องกล้อง โดยจะเชื่อมต่อ กับ Telescope เพื่อรับ ภาพและแปลงเป็น สัญญาณไฟฟ้าไปที่ส่วน ประมวลผล Video signal processor เป็นส่วนที่รับ สัญญาณไฟฟ้ามาจาก Camera และประมวลผล แปลงเป็นสัญญาณภาพเพื่อ จะส่งออกไปที่จอภาพโดย จะมี3 รูปแบบของการ ประมวลผลที่นิยม ได้แก่ 1) Composite แสงและสี รวมในช่องเดียวกัน 2) Super video (Y/C) จะ แยกช่องแสงและสี 3) RGB (red-blue-greenwhite) จะแยกเป็น 4 ช่องสัญญาณ คมชัดและ เหมือนจริงมากกว่า แนวปฏิบัติก่อนใช้งานต้อง ทดสอบการทำงานด้วยการ ต่อสาย Camera เข้ากับ เครื่องประมวลผล ปรับ ความคมชัดให้เรียบร้อย Scrub nurse จะต้องส่ง สาย Camera ให้ Circulate ต่อกับ เครื่องประมวลผล (หรือ 1. บอกหลักการ ทำงานของระบบ กล้องถ่ายภาพวีดี ทัศน์พร้อมระบบ ประมวลภาพ (Camera System and Video signal processor) ได้ 2. สามารถใช้ระบบ กล้องถ่ายภาพวีดี ทัศน์พร้อมระบบ ประมวลภาพ (Camera System and Video signal processor) ถูกต้อง


วัตถุประสงค์ เนื้อหา สื่อการเรียนรู้/อุปกรณ์ การประเมินผล อาจจะใส่ปลอก ถ้าสาย Camera ไม่ได้ทำ Sterile ไว้) ด้านที่อยู่ใน Sterile area ต่อกับ Telescope (sterile) 3. สามารถจัดการระบบ เครื่องกำเนิดแสงพร้อม สายใยแก้วนำแสง (Xenon light source and Fiber optic) หลักการทำงาน เป็น อุปกรณ์กำเนิดแสงสว่างที่ใช้ ในการส่องกล้องในช่องท้อง ทำให้มองเห็นภาพ ส่งแสง สว่างผ่านสาย Fiber optic เชื่อมต่อกับ Telescope ความร้อนที่เกิดจากปลาย ของ Light Fiber optic มี ความร้อนสูง เพียง 20-30 วินาทีเท่านั้น ต้อง ระมัดระวังการไหม้ของผ้า หรือ ผิวหนังที่อาจมีการ สัมผัส แนวปฏิบัติส่งสาย Fiber optic ด้านที่ตันให้ Circulate ต่อเข้ากับ Xenon light source แล้ว เปิดแสงสว่าง ส่วนอีกด้าน อยู่ใน Sterile area สวมกับ เลนส์Telescope แล้วทำ การ White balance กับ Swab (สีขาว) เพื่อปรับ สมดุลแสงสีขาว ช่วยไม่ให้ เกิดความผิดเพี้ยนของภาพ ให้สีเหมือนจริง โดยกดปุ่ม White balance แช่ให้ แสดง Complete/ok ที่ 1. บอกถึงหลักการ ทำงานของระบบ เครื่องกำเนิดแสง พร้อมสายใยแก้วนำ แสง (Xenon light source and Fiber optic) ได้ถูกต้อง 2. สามารถใช้ระบบ เครื่องกำเนิดแสง พร้อมสายใยแก้วนำ แสง (Xenon light source and Fiber optic) ได้ถูกต้อง


วัตถุประสงค์ เนื้อหา สื่อการเรียนรู้/อุปกรณ์ การประเมินผล จอภาพ ทุกครั้งที่จะปิด เครื่องกำเนิดแสง ต้องปรับ ระดับความสว่างให้เป็นศูนย์ เสมอ (Siriporn Somjit; Journal of nurseing science Vol.24 No.3 September-December 2006) 4. สามารถจัดการระบบ เป่าแก๊ส (Insufflation System) หลักการทำงาน ระบบจ่าย แก๊สเพื่อรักษาระดับความ ดันในช่องท้องมีความสำคัญ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นแก๊สที่ไม่ติดไฟ ไม่ทำให้ เกิดจุดระเบิด ดูดซึมเข้า กระแสเลือดและสามารถขับ ออกจากร่างกายผ่านระบบ หายใจได้รวดเร็ว โดยปกติ ระดับความดันภายในช่อง ท้อง น้อยกว่า 5 mmHg สำหรับการผ่าตัดโดยการ ส่องกล้องควรปล่อยแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์เข้าช่อง ท้องช้า ๆ และควบคุมระดับ ความดันในช่องท้องไม่เกิน 15 mmHg ตลอดการผ่าตัด เครื่องควบคุมการจ่ายแก๊ส มีระบบอุ่นแก๊ส สามารถ ป้องกันภาวะตัวเย็นจาก แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ระเหยได้ แนวปฏิบัติก่อนผ่าตัดต้อง ตรวจสอบปริมาณความดัน ที่เหลืออยู่ของแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ไม่ควร ต่ำกว่า 800 ปอนด์ต่อ ตารางนิ้ว ถ้าพบว่าต่ำกว่านี้ เครื่องควบคุมการจ่าย แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ พร้อมถังบรรจุแก๊ส 1. บอกถึงหลักการ ทำงานของระบบเป่า แก๊ส (Insufflation System) ได้ถูกต้อง 2. สามารถใช้ระบบ เป่าแก๊ส (Insufflation System)ได้ถูกต้อง


วัตถุประสงค์ เนื้อหา สื่อการเรียนรู้/อุปกรณ์ การประเมินผล แสดงว่าปริมาณของเหลว ใกล้จะหมด หากใช้ต่อไปจะ ทำให้ปริมาณแก๊สลดลง อย่างรวดเร็ว ควรเปลี่ยนถัง ใหม่ Scrub nurse ส่งสาย แก๊สให้ circulate ต่อกับ เครื่อง แล้วเปิดเครื่อง ควบคุม ต่อสายแก๊สอีกด้าน เข้ากับ Port เพื่อนำแก๊สเข้า ช่องท้อง ควบคุมระดับ low – medium ระดับความดัน ในช่องท้องไม่เกิน 15 mmHg 5. สามารถจัดการระบบ พ่นและดูดน้ำ (Irrigation and Aspiration System) หลักการทำงาน ใช้ร่วมกับ NSS ขนาด 1000 ml และ สายน้ำ Irrigation และ Trocar แทงขวดน้ำ NSS หรือใช้ Presser bag บีบ แทนก็ได้ Trocar ต่อกับสาย สายน้ำ Irrigation และต่อ Surgiwand II L-Hook หรือ Shaft Electrode hook เพื่อพ่นน้ำล้างใน ช่องท้อง แนวปฏิบัติเปิด Power เครื่องการจ่ายน้ำ ต่อระบบ สายน้ำ Irrigation ทดสอบ การทำงานของระบบ และ อุปกรณ์ Surgiwand II LHook หรือ Shaft Electrode hook ไล่ อากาศออก แทนที่ด้วยน้ำ NSS รวมถึงการดูดออกของ ระบบเครื่อง Suction 1. บอกถึงหลักการ ทำงานของระบบพ่น และดูดน้ำ (Irrigation and Aspiration System) ได้ถูกต้อง 2. สามารถใช้ระบบ พ่นและดูดน้ำ (Irrigation and Aspiration System) ได้ถูกต้อง


ตารางแสดง ชนิดของเครื่องมือ Laparoscopic ลำดับ อุปกรณ์ วัตถุประสงค์การใช้งาน ชนิดของเครื่องมือ Reprocessing 1 Maryland (WA64350A) ใช้สำหรับถ่างเลาะ เนื้อเยื่อ Dissection Forceps ตามรูปที่ 2 2 Johann (A64120A) ใช้สำหรับคีบจับเนื้อเยื่อ Grasping Forceps ตามรูปที่ 2 3 Long Johann (WA64130A) ใช้สำหรับคีบจับเนื้อเยื่อ Grasping Forceps ตามรูปที่ 2 4 CroceOlmi (WA64150A) ใช้สำหรับคีบจับเนื้อเยื่อ Grasping Forceps ตามรูปที่ 2


ลำดับ อุปกรณ์ วัตถุประสงค์การใช้งาน ชนิดของเครื่องมือ Reprocessing 6 Atraumatic (A64010A) ใช้สำหรับคีบจับเนื้อเยื่อ Grasping Forceps ตามรูปที่ 2 7 Shafts+จุกแดง (A60800A) ปลอกสำหรับสวมใส่ อุปกรณ์ Shafts ตามรูปที่ 2 8 Ergo, Ratchet +จุกดำ (A60100A) ด้ามสำหรับจับ และ ควบคุมอุปกรณ์ Handles / Ratchet ตามรูปที่ 2 9 Monopolar +จุกดำ Handles(A60101A) ด้ามสำหรับจับ และ ควบคุมอุปกรณ์ Handles / Monopolar ตามรูปที่ 2


รูปที่ 2 แสดงวิธีการทำให้ปราศจากเชื้อของเครื่องมือ Laparoscopic


6. เอกสารอ้างอิง 1.การประชุมวิชาการครั้งที่ 1 ประจำปี 2560 “The Future Trend in Minimal Invasive Surgery”/ เกรียงศักดิ์ เจนวิถีสุข,พรเทพ เกษมศิริบรรณิการ.- -พิมพ์ครั้งที่ 1.- -ขอนแก่น:Srinagarind Minimal invasive Surgery Center of Excellence คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2560. 2.Matern U. Ergonomic deficiency in operating room: examples from minimal invasive surgery.Work 2009;33(2):165-8 3.Nathaniel J Soper. Lee L. Swanstrom. MD. Et al. Mastery of Endoscopic and Laparoscopic Surgery. Fourth edition.2014:47-61. 4.htt://www.laparoscopyhospital.com/history_of_laparoscopy.htm 29 สิงหาคม 2564 (นางรัชฎากาญจน์ บัวสัมฤทธิ์) พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ


คู่มือการใช้งานและการบำรุงรักษา เครื่องเลื่อยตัดกระดูกหน้าอก (sternal saw) หมายเลขเอกสาร แก้ไขครั้งที่ วันที่แก้ไข : วันที่ประกาศใช้ ผู้อนุมัติ (หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาล ผู้ป่วยห้องผ่าตัด) โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก จัดทำโดย นางสาวนฤมล แสงสุข พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 1. เป้าหมาย (Goal) กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัดมีคู่มือการใช้งานและการบำรุงรักษาเครื่องเลื่อย ตัดกระดูกหน้าอก (sternal saw) 2. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้พยาบาลวิชาชีพ และพนักงานช่วยเหลือคนไข้ของห้องผ่าตัด สามารถใช้งานและบำรุงรักษา เครื่องเลื่อยตัดกระดูกหน้าอก (sternal saw) เป็นมาตรฐานเดียวกัน 2. เพื่อป้องกันการชำรุดจากการใช้งาน และยืดอายุการใช้งานเครื่องเลื่อยตัดกระดูกหน้าอก (sternal saw) 3. เพื่อลดงบประมาณในการใช้ซ่อมแซมเครื่องมือ อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการผ่าตัด จากการใช้และการ เก็บรักษาที่ผิดวิธี ซึ่งอาจทำให้เครื่องมือชำรุดเสียหาย 4. เพื่อเป็นคู่มือในการเรียนรู้ให้กับพยาบาลวิชาชีพ และพนักงานช่วยเหลือคนไข้ของห้องผ่าตัด 3. ตัวชี้วัดและเกณฑ์ ร้อยละของพยาบาลวิชาชีพ และพนักงานช่วยเหลือคนไข้ของห้องผ่าตัด สามารถปฏิบัติตามคู่มือการ ใช้งานและการบำรุงรักษาเครื่องเลื่อยตัดกระดูกหน้าอก (sternal saw) ได้อย่างถูกต้องมากกว่า 90% 4. วิธีประเมินผลตัวชี้วัด/แบบฟอร์ม/ผู้รับผิดชอบ พยาบาลวิชาชีพประจำห้องผ่าตัด และพนักงานช่วยเหลือคนไข้กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัด


5. คู่มือการใช้งานและการบำรุงรักษาเครื่องเลื่อยตัดกระดูกหน้าอก (sternal saw) การพัฒนาคู่มือการใช้งานและการบำรุงรักษาเครื่องเลื่อยตัดกระดูกหน้าอก (sternal saw) เป็นการ พัฒนาองค์ความรู้ ทักษะการใช้งานและการบำรุงรักษา และลดความเสี่ยงการเกิดเครื่องมือชำรุดจากการใช้ งานให้กับพยาบาลวิชาชีพ และพนักงานช่วยเหลือคนไข้ของกลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัด เนื่องจากทุกคนยังไม่สามารถปฏิบัติได้ถูกต้อง ครบถ้วนตามมาตรฐาน ดังนั้นเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไป ในทิศทางเดียวกัน และถูกต้องตามมาตรฐาน จึงได้เสนอให้มีคู่มือการใช้งานและการบำรุงรักษาเครื่องเลื่อยตัด กระดูกหน้าอก (sternal saw) เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ ทักษะการใช้งานและการบำรุงรักษาเครื่องมือ เป็นการ ป้องกันเครื่องมือชำรุดเสียหาย และยังช่วยสามารถยืดอายุการใช้งานเครื่องมือได้อีกด้วย ขั้นตอนในการเตรียมเครื่องเลื่อยตัดกระดูกหน้าอก (sternal saw) ปัจจุบันห้องผ่าตัดโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก มีเครื่องเลื่อยตัดกระดูกหน้าอก (sternal saw) 2 แบบคือ เครื่องเลื่อยตัดกระดูกหน้าอกทำงานด้วยไฟฟ้า และเครื่องเลื่อยตัดกระดูกหน้าอกทำงานด้วย แบตเตอรี่ 1. เครื่องเลื่อยตัดกระดูกหน้าอกทำงานด้วยไฟฟ้า ประกอบด้วยอุปกรณ์ดังนี้ A : Handpiece B : สาย sternal saw C : Foot switch + Motor D : Blade saw (ใบเลื่อย) รูปที่ 1 ส่วนประกอบของเครื่องเลื่อยตัดกระดูกหน้าอกทำงานด้วยไฟฟ้า A : Handpiece, B : สาย sternal saw, C : Foot switch + Motor, D : Blade saw (ใบเลื่อย)


การประกอบเครื่องเลื่อยตัดกระดูกหน้าอกทำงานด้วยไฟฟ้านั้น สามารถทำได้ดังนี้ 1. นำใบเลื่อยใส่เข้าใน Handpiece โดยหันคมใบเลื่อยออกด้านหน้า และต้องให้ใบเลื่อยล๊อคพอดีกับ Handpiece เมื่อประกอบเสร็จจะเป็นดังรูป รูปที่ 2 เมื่อประกอบ Handpiece เข้ากับใบเลื่อยเรียบร้อยแล้ว 2. ต่อ Handpiece เข้ากับสาย sternal saw โดยบิดเกลียววงแหวนของ Handpiece ให้ต่ำสุด แล้ว ใช้ปลายด้านยาวของสายดันเข้า โดยให้ตัวล็อคตรงกันพอดี จากนั้นจึงบิดวงแหวนกลับลงมาให้สุดเหมือนเดิม ใช้ปลายด้านยาวต่อเข้ากับ Handpiece บิดเกลียววงแหวนของ Handpiece ให้ชิด Handpiece ดันสายเข้าไปให้ตรงล็อคแล้วบิดวงแหวนกลับ เมื่อประกอบเสร็จ จะเป็นดังรูปนี้ รูปที่ 3 การประกอบ Handpiece เข้ากับสาย sternal saw


3. การต่อสาย sternal saw เข้ากับ motor ใช้ปลายอีกด้านหนึ่งของสายต่อเข้ากับ motor โดยดัน เข้าไปตรง ๆ และจับประคองสายไว้ให้พร้อมกับ motor เมื่อต้องการใช้งาน สามารถเหยียบที่ foot switch ได้ ทันที รูปที่ 4 การต่อสาย sternal saw เข้ากับ motor ขั้นตอนการถอดล้าง และการทำความสะอาดเครื่อง 1. ดึงสาย sternal saw ออกจาก motor ตรงๆ โดยไม่โยกบิดไปมา 2. บิดวงแหวนของ Handpiece ลงต่ำสุด จากนั้นจึงดึงสาย sternal saw ออกจาก Handpiece โดยดึงออกมาตรง ๆ เช่นเดิม ไม่บิดหรือโยกไปมา 3. ปลดใบเลื่อยจาก Handpiece 4. สามารถล้างทำความสะอาดได้ด้วยน้ำยาล้างคราบ แต่ห้ามให้น้ำเข้าไปในตัว Handpiece โดยช่อง ที่ต้องระวังคือข้อต่อใช้ต่อการสาย sternal saw และบริเวณที่เสียบใบเลื่อย ส่วนสาย sternal saw สามารถ ล้างได้ปกติ 5. หลังจากล้างทำความสะอาดแล้ว ให้เช็ดให้แห้งก่อนการแล้วจึงส่งทำให้ปราศจากเชื้อโดยวิธีนึ่งด้วย ไอน้ำ (Autoclave) หรือ การอบฆ่าเชื้อด้วยระบบไฮโดรเจนเพอร์อ๊อกไซด์พลาสม่า (Sterrad) รูปที่ 5 ลักษณะการวางที่ถูกต้องก่อนการส่งนึ่ง sterile


6. การจัดเก็บ Foot switch + Motor โดยปกติFoot switch + Motor จะมีการเชื่อมสายไฟ ระหว่างเครื่องมาจากบริษัทก่อนแล้ว และไม่นิยมถอดออกจากกัน เนื่องจากเสี่ยงต่อการชำรุดของสายไฟฟ้า ภายในเครื่องระหว่างข้อต่อ การเก็บที่ถูกต้องจึงไม่ควรถอดแยกจากกัน เพียงแต่ม้วนสายไฟไม่ให้พับหรือบิดงอ รูปที่ 6 การเก็บ Foot switch + Motor 2. เครื่องเลื่อยตัดกระดูกหน้าอกทำงานด้วยแบตเตอรี่ ประกอบด้วยอุปกรณ์ดังนี้ A : Modular handpiece B : Reciprocating sternum saw C : Sternum guard D : Sternum blade saw (ใบเลื่อย)


E : Battery housing F : Battery shield G : Battery pack รูปที่ 7 ส่วนประกอบของเครื่องเลื่อยตัดกระดูกหน้าอกทำงานด้วยแบตเตอรี่ A : Modular handpiece, B : Reciprocating sternum saw, C : Sternum guard, D : Sternum blade saw, E : Battery housing, F : Battery shield, G : Battery pack


การประกอบเครื่องเลื่อยตัดกระดูกหน้าอกทำงานด้วยไฟฟ้านั้น สามารถทำได้ดังนี้ 1. นำ Modular handpiece ต่อเข้ากับ Reciprocating sternum saw โดยให้เครื่องหมายจุด " . " และ " - " ตรงกัน ดังรูป รูปที่ 8 การต่อ Modular handpiece เข้ากับ Reciprocating sternum saw 2. นำ Sternum blade saw (ใบเลื่อย) ต่อเข้า Reciprocating sternum saw ให้บิดตัวล็อคใบ เลื่อยเล็กน้อยก่อนดันใบเลื่อยเข้าไป แล้วจึงบิดตัวล็อคคืน รูปที่ 9 การต่อ Sternum blade saw (ใบเลื่อย) เข้ากับ Reciprocating sternum saw


3. นำ Sternum guard สวมเข้ากับ Reciprocating sternum saw โดยให้เครื่องหมายจุด " . " บน Reciprocating sternum saw ให้หมุนไปทางซ้ายเล็กน้อย แล้วจึงดัน Sternum guard เข้าไปตรง ๆ แล้ว บิดให้เครื่องหมายจุด . Reciprocating sternum saw รูปที่ 10 การต่อ Sternum guard เข้ากับ Reciprocating sternum saw


4. การใส่แบตเตอรี่ใน Battery housing ทำได้โดยการนำ Battery shield ประกบด้านบนชอง Battery housing ก่อน แล้วจึงค่อยใส่แบตเตอรี่เข้าไป จากนั้นให้ circulate นำ Battery shield ออก แล้วจึง ปิดฝา Battery housing ขณะปิดฝาให้กดปุ่มสีเทาทั้งสองข้างบนฝาพร้อมกับดันฝาปิด โดยขั้นตอนนี้ต้องทำ อย่างระมัดระวัง เนื่องจากเสี่ยงต่อการ contaminated ขณะใส่แบตเตอรี่ รูปที่ 11 การใส่แบตเตอรี่ใน Battery housing


5. การต่อ Battery housing เข้ากับ Modular handpiece โดยดันเข้าไปตรง ๆ รูปที่ 12 การประกอบ Battery housing เข้ากับ Modular handpiece 6. ตรวจสอบการทำงานของเครื่อง และปริมาณแบตเตอรี่ที่คงเหลือใน Battery pack โดยการกดปุ่ม ตำแหน่ง A ที่ Modular handpiece 1 ครั้ง จะปรากฏจำนวนขีดขึ้นที่ Battery housing หลังจากนั้นจึงล็อค เครื่องไว้เพื่อป้องกันเครื่องทำงานหากมีการพลาดไปกดปุ่มโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำได้โดยดันปุ่มที่ตำแหน่ง B เข้าไป เล็กน้อย จากนั้นทดสอบโดยการปุ่มกดตำแหน่ง A เช่นเดิม หากเครื่องไม่ทำงานแสดงว่าการล็อคเครื่องสำเร็จ หากจะใช้งานก็ดันปุ่มที่ตำแหน่ง B กลับมาเช่นเดิม รูปที่ 13 การตรวจสอบปริมาณแบตเตอรี่ และการล็อคเครื่อง


ขั้นตอนการถอดล้าง และการทำความสะอาดเครื่อง 1. นำแบตเตอรี่ออกจาก Battery housing โดยกดที่ปุ่ม 2 ข้าง แล้วดึงออกตรง ๆ เนื่องจากแบตเตอรี่ ห้ามเปียกน้ำ ดังนั้นก่อนการล้างทำความสะอาดทุกครั้งจะต้องนำแบตเตอรี่ออกก่อนเสมอ รูปที่ 13 ขั้นตอนการถอดแบตเตอรี่


Click to View FlipBook Version