2. ปลดใบเลื่อยจาก Modular handpiece โดยบิดที่ตำแหน่งเดิมเช่นเดียวกับใส่ และปลด Sternum guard ออกจาก Reciprocating sternum saw รูปที่ 14 การถอด Sternum guard ออกจาก Reciprocating sternum saw
3. ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยาสลายคราบ ขั้นตอนขณะล้างห้ามน้ำเข้า Modular handpiece โดย เด็ดขาด รูปที่ 15 การล้าง Modular handpiece, Sternum guard, Reciprocating sternum saw, Battery housing
4. เช็ดทำความสำอาดด้วยผ้าแห้ง แล้วจึงส่งทำให้ปราศจากเชื้อโดยวิธีนึ่งด้วยไอน้ำ (Autoclave) หรือ การอบฆ่าเชื้อด้วยระบบไฮโดรเจนเพอร์อ๊อกไซด์พลาสม่า (Sterrad) รูปที่ 16 การวางเครื่องมือการส่งทำให้ปราศจากเชื้อ 6. เอกสารอ้างอิง Desoutter medical.product.cardiothoracic.sternumdrive, สืบค้นเมื่อ 4 กันยายน 2564. จาก.https://www.de-soutter.com/products-power-tools-Cardiothoracic-Battery-sternudrivelite-MBC-709-series SPWindustial.categories.Teumo sarn saw motor,สืบค้นเมื่อ 4 กันยายน 2564.จาก. https://spwindustrial.com/terumo-sarns-sternal-saw-motor-7084-98-0702-1613-4-with-footcontrol-7085/ 5 กันยายน 2564 (นางสาวนฤมล แสงสุข) พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
แนวทางการให้ความรู้เรื่องการปฏิบัติตัว ก่อนและหลังขลิบหนังหุ้มปลายองคชาต (Circumcision) ในเด็ก หมายเลขเอกสาร OR–QA–001 แก้ไขครั้งที่ วันที่แก้ไข : วันที่ประกาศใช้ ผู้อนุมัติ (หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วย ห้องผ่าตัด) โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก จัดทำโดย นางสาวรสสุคนธ์ พุ่มอยู่ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 1. เป้าหมาย (Goal) กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัดมีแนวทางการให้ความรู้เรื่องการปฏิบัติตัวก่อนและ หลังขลิบหนังหุ้มปลายองคชาต (Circumcision) ในเด็กของห้องผ่าตัดโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก 2. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ห้องผ่าตัดมีแนวทางการให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวก่อนและหลังผ่าตัดขลิบหนังหุ้มปลาย องคชาต (Circumcision) เป็นไปในแนวทางเดียวกัน 2. เพื่อให้ผู้ดูแลเด็กมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลเด็กก่อนและหลังผ่าตัดขลิบหนังหุ้มปลาย องคชาต (Circumcision) 3. ตัวชี้วัดและเกณฑ์ ร้อยละของผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการผ่าตัด สามารถปฏิบัติตัวก่อนและหลังผ่าตัดขลิบหนังหุ้มปลายองคชาต (Circumcision) ได้มากกว่า 90% 4. วิธีประเมินผลตัวชี้วัด/แบบฟอร์ม/ผู้รับผิดชอบ พยาบาลวิชาชีพประจำห้องผ่าตัด และพนักงานช่วยเหลือคนไข้กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัด
5. แนวทางการให้ความรู้เรื่องการปฏิบัติตัวก่อนและหลังผ่าตัดขลิบหนังหุ้มปลายองคชาต (Circumcision) ในเด็ก โรคหนังหุ้มปลายองคชาตตีบ (phimosis) ภาวะหนังหุ้มปลายองคชาตตีบคือ ภาวะที่ผิวหนังบริเวณปลายองคชาตหดตัวจนไม่สามารถดึงให้เปิดขึ้นได้ ปกติ ภาวะหนังหุ้มปลายองคชาตตีบแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ หนังหุ้มปลายองคชาตตีบทางสรีรวิทยา (Physiologic Phimosis) คือภาวะหนังหุ้มปลายองคชาตตีบที่มักเกิดขึ้นตั้งแต่แรกเกิด ส่วนใหญ่จะหายได้เองเมื่อ อายุ 5-7 ปี ส่วนอีกลักษณะหนึ่งคือหนังหุ้มปลายองคชาตตีบทางพยาธิวิทยา (Pathologic Phimosis) ซึ่งเกิดจาก การติดเชื้อ การอักเสบ หรือการเกิดรอยแผลเป็น จำเป็นต้องได้รับการรักษาทันที การขลิบหนังหุ้มปลายองคชาต ( circumcision ) การตัดหนังบริเวณด้านหน้าขององคชาตออก เพื่อให้สามารถรูด เพื่อทำความสะอาดบริเวณส่วนปลายได้ ซึ่งผิวหนังบริเวณนี้ จะมีต่อมซึ่งจะสร้างสารที่เรียกว่า Smegma หรือ ขี้เปียก จะมีลักษณะเป็นขุย สีขาว การที่ไม่ สามารถเปิดออกล้างได้จะทำให้สารดังกล่าวตกค้าง ซึ่งจะก่อให้เกิดกลิ่นและการติดเชื้อได้ การพัฒนาแนวทางในการให้ความรู้เรื่องภาวะหนังหุ้มปลายองคชาตตีบในเด็กให้กับผู้ป่วยและญาติของ พยาบาลห้องผ่าตัด เป็นการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยทั้งก่อนผ่าตัด ขณะผ่าตัดและหลังผ่าตัด ให้มีประสิทธิภาพ ลด ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นทั้ง 3 ระยะและลดความวิตกกังวลของญาติในการดูแลแผลหลังผ่าตัด เนื่องจาก พยาบาลห้องผ่าตัดทุกคนไม่สามารถปฏิบัติงานและให้ความรู้แก่ญาติได้ถูกต้องครบถ้วน ตามมาตรฐาน เป็นไปใน แนวทางเดียวกัน ครบถ้วนทุกคน ดังนั้นเพื่อให้การดูแลผู้ป่วยขลิบหนังหุ้มปลายองคชาตในเด็กเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ ได้มาตรฐานมากขึ้น จึงได้เสนอการพัฒนาแนวทางการให้ความรู้เรื่องการปฏิบัติตัวก่อนและหลังขลิบ หนังหุ้มปลายองคชาตในเด็ก เพื่อพัฒนาศักยภาพของพยาบาลห้องผ่าตัด ให้สามารถดูแลผู้ป่วยก่อนและขณะผ่าตัด ขลิบหนังหุ้มปลายองคชาต และให้คำแนะนำแก่ญาติในการดูแลแผลหลังผ่าตัดขลิบหนังหุ้มปลายองคชาตให้มี ประสิทธิภาพ ได้มาตรฐาน ผู้ป่วยปลอดภัยจากเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่ป้องกันได้ การปฏิบัติตัวก่อนผ่าตัดขลิบหนังหุ้มปลายองคชาตในเด็ก (Circumcision) 1. งดน้ำและอาหาร 1.1 นมแม่ งด 4 ชั่วโมง เริ่มงดเวลา 02.00 น. 1.2 นมผง งด 6 ชั่วโมง เริ่มงดเวลา 04.00 น. 1.3 ข้าว งด 8 ชั่วโมง เริ่มงดเวลา 24.00 น. 2. การเตรียมร่างกายเช้าวันผ่าตัด 2.1 อาบน้ำ ทำความสะอาดอวัยวะเพศก่อนมาโรงพยาบาล และห้ามทาแป้ง 2.2 ถอดสร้อย และของมีค่าที่เป็นโลหะออกเพราะเป็นสื่อไฟฟ้าทำให้เป็นอันตรายขณะผ่าตัดได้ 2.3 มาถึงโรงพยาบาลให้ตรงตามเวลาในบัตรนัดถ้ามีเหตุขัดข้องกรุณาโทรศัพท์แจ้งที่หน่วยงาน ห้องผ่าตัดเพื่อรายงานแพทย์รับทราบ
3. การปฏิบัติตัวเมื่อมาถึงห้องผ่าตัด 3.1 ยื่นบัตรนัดและสำเนาบัตรประชาชนผู้ปกครองกับเจ้าหน้าที่ห้องผ่าตัด 3.2 พยาบาลจะทำการซักประวัติ วัดไข้ผู้ปกครองเซ็นใบยินยอมการผ่าตัดแทนในกรณีผู้ป่วยอายุ น้อยกว่า 20 ปี 3.3 เปลี่ยนเสื้อผ้าตามที่จัดไว้และนั่งรอตามคิวผ่าตัด การปฏิบัติตัวหลังผ่าตัดขลิบหนังหุ้มปลายองคชาตในเด็ก (Circumcision) 1. ผู้ป่วยดมยาสลบ ให้เริ่มรับประทานอาหารด้วยการจิบน้ำถ้าไม่มีคลื่นไส้อาเจียนให้รับประทานอาหาร ตามปกติ 2. หลังผ่าตัด 1-2 วันแรกจะมีเลือดซึมออกมาได้เล็กน้อย ถ้ามีเลือดออกมากให้รีบไปพบแพทย์ 3. รับประทานยาแก้ปวดตามแพทย์สั่งเมื่อมีอาการปวดแผล 4. การทำแผลหลังผ้าพันแผลที่พันออกมาจากห้องผ่าตัดหลุดให้แช่น้ำอุ่นเช้า – เย็น ครั้งละ 10 – 15 นาที โดยให้ระดับน้ำท่วมอวัยวะเพศ หลังจากแช่แล้ว ให้ป้ายยา Terramycin ทันทีวันที่ 5 หลังขลิบควรรูดหนังส่วน ปลายร่นมาด้านหลังตอนอาบน้ำทุกครั้งเพื่อป้องกันหนังหุ้มปลายติดกับรอยหยักของหัวอวัยวะเพศ ไหมผ่าตัดเป็น ไหมละลาย (Vicryl) จะละลายและหลุดเองภายใน 2-3 อาทิตย์ 5. โปรดมาพบแพทย์ตามนัดหลังผ่าตัด เพื่อให้ผลการรักษาพยาบาลเป็นไปอย่างต่อเนื่อง 6. เอกสารอ้างอิง Request an Appointment at Mayo Clinic.//(2563).//Circumcision.//สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม 2564./จาก/ http://mayoclinic.org สมพร คำพรรณ์.//(2556).//Pre operative visit in OPD case.//สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม 2564./ จาก/http://110.164.68.234/news_raja Thai Journal online.//(2563).//phimosis.//สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม 2564./จาก/http://tci-thaijo.org วันที่ 27 สิงหาคม 2564 (นางสาวรสสุคนธ์ พุ่มอยู่) พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
แนวทางการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยใน การปฏิบัติตัวขณะผ่าตัดต้อกระจก หมายเลขเอกสาร OR–QA–001 แก้ไขครั้งที่ วันที่แก้ไข : วันที่ประกาศใช้ ผู้อนุมัติ (หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาล ผู้ป่วยห้องผ่าตัด) โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก จัดทำโดย นางสาวศิริพร ขำพันธ์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 1. เป้าหมาย (Goal) กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัดมีแนวทางการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยในการปฏิบัติตัวขณะ ผ่าตัดต้อกระจก 2. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัดมีแนวทางการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยในการปฏิบัติตัวขณะ ผ่าตัดต้อกระจก 2. เพื่อให้พยาบาลห้องผ่าตัด มีการปฏิบัติการพยาบาลเป็นไปในแนวทางเดียวกัน 3. ตัวชี้วัดและเกณฑ์ ร้อยละของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามแนวทางการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยในการปฏิบัติตัวขณะผ่าตัดต้อกระจก ได้ มากกว่า 90% 4. ผู้รับผิดชอบ พยาบาลวิชาชีพ และพนักงานช่วยเหลือคนไข้กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัด
5. แนวทางการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยในการปฏิบัติตัวขณะผ่าตัดต้อกระจก ต้อกระจกเป็นภาวะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดการขุ่นของ “เลนส์ตา” ปกติเลนส์ตาจะมีลักษณะใส ทำหน้าที่ ช่วยในการรวมแสงให้ตกลงบนจอประสาทตาพอดี เมื่อเกิดต้อกระจก ทำให้แสงไม่สามารถเข้าไปในตาได้ตามปกติ ทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจนหรือมีอาการตามัว พบบ่อยในผู้สูงอายุ ช่วงแรกของการเป็นต้อกระจก การเปลี่ยน แว่นตาแก้ไขอาจทำให้มองเห็นชัดขึ้นได้บ้าง ยังไม่มียาหยอดตาหรือยารับประทานใด ๆ ที่รักษาต้อกระจกได้ เมื่อ เป็นมากขึ้นมองไม่ชัด วิธีการรักษาคือการผ่าตัดเท่านั้น ซึ่งการผ่าตัดต้อกระจกนั้นไม่ต้องดมยาสลบ ใช้เพียงยาชา หยอดตา ผู้ป่วยจะรู้สึกตัวดี จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ป่วยต้องมีความรู้เรื่องการปฏิบัติตัวขณะผ่าตัด เพื่อแพทย์ จะสามารถทำการผ่าตัดได้อย่างราบรื่นรวดเร็ว และปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย รูปที่ 1 ภาพเลนส์ตาที่มีลักษณะขาวขุ่น จากกรณีปัญหาการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยที่ไม่ถูกต้อง ขณะผ่าตัด อันเนื่องจากขาดความรู้ในการปฏิบัติตัว ขณะผ่าตัด จึงมีแนวทางการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยในการปฏิบัติตัวขณะผ่าตัดต้อกระจก ดังนี้ 1. ประเมินความรู้ของผู้ป่วย เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวขณะผ่าตัด 2. ก่อนเข้าห้องผ่าตัด ผู้ป่วยควรเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยเพื่อป้องกัน การปวดปัสสาวะขณะผ่าตัด 3. แนะนำว่าเมื่อเข้าห้องผ่าตัดแล้วผู้ป่วยจะต้องเปลี่ยนไปนอนเตียงผ่าตัด ซึ่งมีขนาดพอดีตัว ต้อง ระมัดระวังเรื่องการตกเตียง
4. ผู้ป่วยต้องนอนหงายจัดท่าให้ตนเองรู้สึกสบายที่สุด จะได้นอนนิ่ง ๆ ได้นาน ๆ เนื่องจากการขยับแขน ขาขณะผ่าตัด จะทำให้สะเทือนไปถึงตา ซึ่งแพทย์ใช้กล้องขยายในการผ่าตัด ตำแหน่งในการวางเครื่องมือในตาจะ เคลื่อนไป เป็นอันตรายได้ รูปที่ 2 ท่าในการผ่าตัดต้อกระจก Supine position เก็บแนบทั้งสองข้างแนบลำตัว 5. เมื่อทายาฆ่าเชื้อแล้ว จะมีการคลุมผ้าปราศจากเชื้อคลุมหน้าผู้ป่วยทั้งหมดเปิดไว้เพียงตาข้างที่จะผ่าตัด ผู้ป่วยจะรู้สึกอึดอัดขึ้นเล็กน้อย แต่จะมีออกซิเจนให้ใต้โพรงผ้า ผู้ป่วยไม่ต้องกังวลว่าจะขาดอากาศ หากผ้าปิดจมูก ผู้ป่วยสามารถหายใจทางปากช่วยได้ รูปที่ 3 คลุมผ้าปราศจากเชื้อในระหว่างการผ่าตัดต้อกระจก
6. ขณะผ่าตัดผู้ป่วยต้องลืมตา 2 ข้าง มองตรงไปที่ไฟกล้อง หากหลับตาอีกข้าง ตาข้างที่ผ่าตัดจะเหลือบไป ด้วย และห้ามกลอกตาไปมา จะทำให้เครื่องมือทำอันตรายกับตาได้ 7. ผู้ป่วยต้องไม่บีบตาขณะผ่าตัด แพทย์จะใส่เครื่องถ่างเปลือกตาไว้ หากผู้ป่วยบีบตาจะรู้สึกปวดเนื่องจาก ต้านกับเครื่องถ่างเปลือกตา และการบีบตาก็จะเป็นอันตรายเนื่องจากมีแผลที่กระจกตา การบีบตาจะทำให้วุ้นหลัง ลูกตาถูกบีบออกมา ทำให้จอประสาทตาลอกได้ รูปที่ 4 การใส่เครื่องถ่างเปลือกตาในระหว่างการผ่าตัดต้อกระจก 8. หากผู้ป่วยต้องการไอหรือจามขณะผ่าตัดต้องบอกแพทย์ก่อนเพื่อจะได้นำเครื่องมือออกจากตาก่อน 9. ขณะแพทย์ใส่เครื่องเข้าไปสลายต้อกระจกจะมีน้ำไหลผ่านตาตลอด ผู้ป่วยอาจรู้สึกปวดตึงเล็กน้อย เป็น ปกติ ขณะผ่าตัด ไม่ต้องตกใจ รูปที่ 5 ภาพวิธีการสลายต้อกระจก
6.เอกสารอ้างอิง 1.โรงพยาบาลศุภมิตร. “โรคต้อกระจก”.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก: www.supramiteyecenter.com. (วันที่สืบค้น: 29 สิงหาคม 2564) 2.โรงพยาบาลเจ้าพระยา. “ต้อกระจก”.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก:www.chaophya.com (วันที่สืบค้น: 29 สิงหาคม 2564) 3.โรงพยาบาลศิริราช. “ต้อกระจก โรคเสี่ยงผู้สูงอายุ”.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก:www.siphhospital.com. (วันที่สืบค้น:29 สิงหาคม 2564) 4.วารสารศูนย์การศึกษาแพทยศาสตร์คลินิก โรงพยาบาลพระปกเกล้า. “การผ่าตัดต้อกระจก”.(เลอปรัชญ์ มังกร กนกพงศ์). (ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก:https://he02.tci-thaijo.org/index.php. (วันที่สืบค้น:29 สิงหาคม 2564) 30 สิงหาคม 2564 (นางสาวศิริพร ขำพันธ์) พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
คู่มือการใช้งานและการดูแลรักษา เครื่องสลายเนื้อเยื่อด้วยคลื่นเสียง (Cavitron Ultrasonic Surgical Aspirator : CUSA) หมายเลขเอกสาร OR–QA–001 แก้ไขครั้งที่ วันที่แก้ไข : วันที่ประกาศใช้ ผู้อนุมัติ (หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาล ผู้ป่วยห้องผ่าตัด) โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก จัดทำโดย นางสาวมนวิภา จันทรา พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 1. เป้าหมาย (Goal) กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัดมีคู่มือการใช้งานและการดูแลรักษาเครื่องสลาย เนื้อเยื่อด้วยคลื่นเสียง (Cavitron Ultrasonic Surgical Aspirator : CUSA) 2. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อเป็นแนวทางการใช้งานและการดูแลรักษาเครื่องมือ ได้อย่างถูกต้องและเป็นไปตามมาตรฐาน เดียวกัน 2. เพื่อให้เจ้าหน้าที่ห้องผ่าตัดทราบวิธีการใช้งาน วิธีการดูแลรักษาเครื่องมือและการล้างทำความสะอาด เครื่องมือหลังจากเสร็จการใช้งานได้อย่างถูกต้องถูกวิธี 3. เพื่อใช้เป็นคู่มือการใช้งาน และการดูแลรักษาเครื่องมือให้แก่เจ้าหน้าที่ห้องผ่าตัด 4. เพื่อลดระยะเวลาการจัดเตรียมเครื่องมือระหว่างการผ่าตัด และการล้างดูแลเครื่องมือหลังเสร็จการใช้ งานให้รวดเร็วยิ่งขึ้น 3. ตัวชี้วัดและเกณฑ์ 1. ได้คู่มือการใช้งานและการดูแลรักษาเครื่องสลายเนื้อเยื่อด้วยคลื่นเสียง (Cavitron Ultrasonic Surgical Aspirator : CUSA) 2. เจ้าหน้าที่ห้องผ่าตัดมีความรู้ ความเข้าใจและสามารถบอกวิธีการใช้งาน วิธีการดูแลรักษาเครื่องมือ และการล้างทำความสะอาดเครื่องมือหลังจากเสร็จการใช้งานได้อย่างถูกต้อง ≥ 80% 3. ลดระยะเวลาการจัดเตรียมเครื่องมือระหว่างการผ่าตัด และการล้างเครื่องมือหลังเสร็จการใช้งาน ≤ 10 นาที
4. วิธีประเมินผลตัวชี้วัด/แบบฟอร์ม/ผู้รับผิดชอบ พยาบาลวิชาชีพประจำห้องผ่าตัด และพนักงานช่วยเหลือคนไข้กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัด 5. คู่มือการใช้งานและการดูแลรักษาเครื่องสลายเนื้อเยื่อด้วยคลื่นเสียง (Cavitron Ultrasonic Surgical Aspirator : CUSA) จากการศึกษาทบทวนความรู้เกี่ยวกับการใช้งาน และการดูแลรักษาเครื่อง CUSA พบว่าเครื่อง CUSA เป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญมากในการทำผ่าตัดเนื้องอกในสมอง โดยที่เครื่องนี้จะส่งคลื่นเสียงความถี่สูง ultrasonic ไปทำลายเซลล์เนื้องอกให้แตกสลายเป็นชิ้นเล็ก ก่อนที่จะมีการนำเนื้องอกออกผ่านทางเครื่องดูด ออกมา ทำให้การเอาเนื้องอกออกได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น ลดการบอบช้ำของเนื้อสมองและอวัยวะข้างเคียงได้ อย่างมีประสิทธิภาพ และจากที่ได้พบปัญหาว่ายังมีเจ้าหน้าที่ประกอบเครื่องมือและล้างเครื่องมือไม่ถูกต้อง ทำให้ ต้องใช้เวลาในการประกอบเครื่องมือเป็นระยะเวลานาน และเครื่องมือไม่สะอาด เกิดความเสียหายต้องมีการส่ง ซ่อม ดังนั้นเพื่อให้เป็นแนวทางการใช้งานและการดูแลรักษาเครื่อง CUSA ให้แก่เจ้าหน้าที่ห้องผ่าตัดได้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการใช้งาน วิธีการดูแลรักษาเครื่องมือ และการล้างทำความสะอาดเครื่องมือหลังเสร็จการใช้ งาน จึงได้จัดทำคู่มือการใช้งานและการดูแลรักษาเครื่อง CUSA ขึ้น ในรูปแบบของแผ่นพับเพื่อเป็นการพัฒนา ศักยภาพของเจ้าหน้าที่ห้องผ่าตัดให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน ขั้นตอนการใช้งานเครื่องสลายเนื้อเยื่อด้วยคลื่นเสียง (Cavitron Ultrasonic Surgical Aspirator : CUSA) 1. เสียบปลั๊กไฟที่ต่อเข้าเครื่อง กดปุ่ม On ที่เครื่องไฟฟ้าสำรองของเครื่อง และกดเปิดสวิทซ์ที่ด้านหลัง เครื่อง
2. เสียบสาย Foot switch เสียบสาย Foot switch ที่ตำแหน่งนี้ ดันเข้าไปตรง ๆ 3. เตรียมสาย Hand piece สายน้ำเกลือ และสาย Suction Guide ใช้สำหรับแยงเนื้อเยื่อที่อุดตันใน Hand piece สายน้ำเกลือ สาย Suction Hand piece
4. ต่อสายน้ำเกลือ สาย Suction และสาย Hand piece 5. เมื่อต่อสายทั้งหมดเรียบร้อย ส่งปลายสายน้ำเกลือ สาย Suction และสาย Hand piece ให้ circulate ต่อเข้ากับเครื่อง (ภาพการต่อสายน้ำเกลือ) (ภาพการต่อสาย Hand piece) (ภาพการต่อสาย suction)
6. กดปุ่มไล่น้ำเกลือค้างไว้ 15 วินาที หรือจนน้ำไหลไปที่ปลายสาย Hand piece เมื่อต่อสายพร้อมใช้งาน ให้กดปุ่มนี้ไล่น้ำเกลือค้างไว้ จนกว่าน้ำจะไปถึงที่ปลาย Hand piece 7. กดปุ่มตั้งปริมาณการดูด ปริมาณการสลายเนื้อเยื่อและปริมาณการไหลของน้ำเกลือ โดยปรับปริมาณ การดูด (Aspiration) ไปที่ 100% ปรับความรุนแรงในการสลายเนื้อเยื่อ (ultrasound) ไปที่ 80-100% หรือตาม ความต้องการของแพทย์ และปรับปริมาณการหยดของน้ำเกลือ (Irrigation) ไปที่ 6-12 ml/min (หรือมากกว่านั้น) ปรับความแรงในการสลายเนื้อเยื่อ (Ultrasound)
ปรับความแรงในการสลายเนื้อเยื่อ (Ultrasound) ปรับปริมาณการดูด (Aspiration) ปรับปริมาณการหยดของน้ำเกลือ (Irrigation) การดูแลรักษาเครื่องสลายเนื้อเยื่อด้วยคลื่นเสียง (Cavitron Ultrasonic Surgical Aspirator : CUSA) 1. หลังหยุดการใช้งานในแต่ละครั้งให้จุ่มปลาย Hand piece กับน้ำ NSS ทุกครั้ง เพื่อให้มีการดูดเศษ เนื้อเยื่อลง Suction เป็นการป้องกันการอุดตัน 2. เมื่อมีการอุดตันที่ปลาย Hand piece ให้ใช้ guide สีเหลืองสำหรับแยงเนื้อเยื่อที่อุดตันในปลาย Hand piece ออก 3. หลังเสร็จการใช้งานให้ทำความสะอาดข้างใน Hand piece โดยการดูดล้างด้วย sterile water เพื่อล้างคราบน้ำเกลือออก 4. เช็ดทำความสะอาดเครื่องมือด้วยน้ำสะอาด ห้ามให้น้ำเข้าไปใน Hand piece และนำเครื่องมือไปเป่า ไล่ความชื้นออก เพื่อส่งเครื่องทำ sterile
6. เอกสารอ้างอิง โรงพยาบาลรามคำแหง. ศูนย์รักษาเนื้องอกในสมอง รพ.รามคำแหง. สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม 2564, จาก https://www.ramhosp.co.th/readcenter_clinic/50?fbclid=IwAR0P8BgRTPpUBTOs9IEhyTlYZ dsKQgkWHhVsiqcan1pVtX6MmKDWvbeCZpo. โรงพยาบาลพญาไท. (13 กรกฎาคม 2558). การผ่าตัดสมองด้วยวิธีจุลศัลยกรรมคืออะไร. สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม 2564, จาก https://healthcaresthailand.blogspot.com/2015/07/blogpost_8.html?m=1&fbclid=IwAR3SaW3TZD0gC-TlqAtHIwx6nyhD5eeJ8xR3vMizr1XcJIs17HzAGW-2UA. โรงพยาบาลพญาไท. (18 กันยายน 2563). ผ่าตัดสมองผ่านกล้อง เทคนิคที่ปลอดภัยและฟื้นตัวไวกว่าการผ่าตัด แบบเดิม. สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม 2564, จาก https://pht.fenrir.studio/article_detail/3370/th. Soring Innovative Surgery. Sonoca-300. สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม 2564, จาก https://www.kebomed.se/files/33/sonoca_300.pdf?fbclid=IwAR1hKGMBXr69_CF_V5wbU2 nVMFbMvaGYTyikEO3o1cQ9jWX94EYIXactFz8. Temis ñañez. (2 กรกฎาคม 2557). Montaje Aspirador Ultrasonico Soring. สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม 2564, จาก https://www.youtube.com/watch?v=zH9ENf4wxo8. วันที่ 28 สิงหาคม 2564 (นางสาวมนวิภา จันทรา) พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
คู่มือการป้องกันการเกิดแผลกดทับ ของผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจ หมายเลขเอกสาร OR–QA–001 แก้ไขครั้งที่ วันที่แก้ไข : วันที่ประกาศใช้ ผู้อนุมัติ (หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาล ผู้ป่วยห้องผ่าตัด) โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก จัดทำโดย นางสาวณัฐชยา ศรีอาวุธ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 1. เป้าหมาย (Goal) กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัดมีคู่มือการป้องกันการเกิดแผลกดทับของผู้ป่วยผ่าตัด หัวใจ 2. วัตถุประสงค์ 2.1 เพื่อให้กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัดมี คู่มือการป้องกันการเกิดแผลกดทับของผู้ป่วยผ่าตัด หัวใจ 2.2 เพื่อให้พยาบาลห้องผ่าตัด มีการปฏิบัติการพยาบาลป้องกันการเกิดแผลกดทับของผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจ เป็นไปในแนวทางเดียวกัน 2.3 เพื่อให้ผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจที่ปลอดภัยจากการเกิดแผลกดทับขณะผ่าตัด 3. ขอบเขต คู่มือการป้องกันการเกิดแผลกดทับของผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจนี้ประกอบด้วย ปัจจัยที่ทำให้เกิดแผลกดทับ ลักษณะของแผลกดทับแต่ละชนิด การจัดหาอุปกรณ์มาลดแรงกดทับเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับขณะผ่าตัด หัวใจ และการติดตามและส่งต่อผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจหากเกิดรอยแดงหรือแผลกดทับ 4. ตัวชี้วัดและเกณฑ์ ร้อยละของผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจที่ปลอดภัยจากการเกิดแผลกดทับขณะผ่าตัด >80% 5. ผู้รับผิดชอบ พยาบาลวิชาชีพ และพนักงานช่วยเหลือคนไข้กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัด
6. คู่มือการป้องกันการเกิดแผลกดทับของผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจ แผลกดทับ คือ การได้รับบาดเจ็บที่ผิวหนังหรือเนื้อเยื่ออันเกิดจากแรงกดทับที่ผิวหนังเป็นเวลานาน โดย แผลกดทับมักเกิดขึ้นบริเวณผิวหนังที่หุ้มกระดูก เช่น ส้นเท้า ข้อเท้า สะโพก หรือกระดูกก้นกบ แผลกดทับที่เกิด กับผู้ป่วยขณะผ่าตัด มักจะเกิดกับผู้ป่วยที่ได้รับการดมยาสลบแบบทั่วร่างกายนานเกินกว่า 3 ชั่วโมงขึ้นไป ซึ่งผู้ป่วย ผ่าตัดหัวใจต้องใช้ระยะเวลาในการผ่าตัดยาวนาน ทำให้ผู้ป่วยต้องนอนอยู่บนเตียงผ่าตัด โดยเฉลี่ยประมาณ 5-7 ชั่วโมง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับได้ 6.1 พยาธิสรีรวิทยาแผลกดทับ สาเหตุหลักของการเกิดแผลกดทับคือแรงกด และแรงไถล เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณ นั้นขาดออกซิเจน โดยมีความเกี่ยวข้องกับ 6.1.1 ความแรงของแรงกด (Intensity of pressure) 6.1.2 ระยะเวลาที่กด (Duration of pressure) 6.1.3 ความทนทานของเนื้อเยื่อ (Tissue tolerance) 6.2 กลไกการเกิดแผลกดทับ เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายถูกกดทับเป็นเวลานาน จะส่งผลให้เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงไม่ เพียงพอ เมื่อไม่ได้รับออกซิเจนและสารอาหารที่ลำเลียงมากับเลือดไปหล่อเลี้ยง เนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ จึงถูกทำลาย และอาจตายได้ตามที่กล่าวไปข้างต้น ทั้งนี้ผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจได้รับการดมยาสลบขณะผ่าตัดทำให้ไม่สามารถขยับ หรือเคลื่อนไหวร่างกายได้อาจเกิดการกดทับที่กระดูกสันหลัง กระดูกก้นกบ หัวไหล่สะโพก ส้นเท้า และข้อศอก 6.3 ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดแผลกดทับ 6.3.1 แรงเสียดสี 6.3.2 ความเปียกชื้น 6.3.3 โภชนาการ ความอ้วน 6.3.4 สภาพผิวหนัง 6.3.5 อายุ 6.3.6 การรับความรู้สึก การนอนท่าเดียวนานๆ 6.4 ตำแหน่งที่เกิดแผลกดทับ 6.4.1 ท่านอนหงาย บริเวณที่พบแรงกดสูงสุดคือท้ายทอยเหนือกระดูกก้นกบกระดูกต้นขา
รูปที่ 1 แสดงตำแหน่งที่มีแรงกดสูงสุดในท่านอนหงาย 6.4.2 ท่านอนตะแคง พบแรงกดสูงสุดบริเวณไหล่ ปุ่มกระดูกต้นขา เข่าและปุ่มกระดูกข้อเท้า รูปที่ 2 แสดงตำแหน่งที่มีแรงกดสูงสุดในท่านอนหงาย 6.5 ระดับของแผลกดทับ pressure injury staging 6.5.1 แผลกดทับระดับ 1 Pressure Injury: Non-blanchable erythema of intact skin ผิวหนังยังไม่ฉีกขาด เห็นเป็นรอยแดง เมื่อใช้มือกดรอยแดงไม่จางหายไป ปกติพบบริเวณปุ่มกระดูก การกดและ เห็นรอยแดงจางหายไป จะไม่เห็นในผู้ป่วยสีผิวเข้ม บริเวณนี้อาจมีความเจ็บปวด แข็งขึ้น หรือนุ่ม อุณหภูมิอาจอุ่น กว่าหรือเย็นกว่าบริเวณข้างเคียง 6.5.2 แผลกดทับระดับ 2 Pressure Injury: Partial-thickness skin loss with exposed dermis ผิวหนังมีการสูญเสียถึงชั้นหนังแท้ (Dermis) มีการสูญเสียผิวหนังบางส่วน (Patial-thickness skin loss) ผิวหนังอาจไม่ฉีกขาดหรือฉีกขาด เห็นแผลตื้นที่ชุ่มชื้นหรือแห้ง ลักษณะพื้นผิวแผลสีแดงชมพู อาจมีลักษณะ ผิวหนังที่มีตุ่มน้ำพองที่มีน้ำเหลือง อยู่ข้างใน (serum-filled blister) อยู่บนผิวหนัง หรือมีการแตกของตุ่มน้ำพอง อาจจะพบเป็นแอ่งตื้นๆ เห็นเป็นมันวาวหรือแห้ง ไม่รวมผิวหนังที่ฉีกขาดจากการดึงรั้งของพลาสเตอร์หรือผิวหนังที่ เปื่อยยุ่ย อักเสบ หรือถูกทำลายจากการสัมผัสความเปียกชื้น 6.5.3 แผลกดทับระดับ 3 Pressure Injury: Full-thickness skin loss มีการสูญเสียของผิวหนัง ทั้งหมดคือชั้น epidermis และdermis และอาจถึงชั้น subcutaneous fat แต่จะไม่ถึงชั้นกล้ามเนื้อเส้นเอ็น และ กระดูก พื้นผิวแผลบางส่วนจะมีเนื้อตาย แต่เนื้อตายไม่ปิดบังความลึกของชั้นเนื้อเยื่อที่สูญเสียไปอาจจะมีโพรงแผล และหลุมแผลเกิดขึ้น 6.5.4 แผลกดทับระดับ 4 Pressure Injury: Full-thickness skin loss and tissue loss มีการ สูญเสียผิวหนังทั้งหมด แผลมองเห็นชั้นกล้ามเนื้อเส้นเอ็น และกระดูก อาจจะมีเนื้อตายที่มีลักณะเหนียว (slough) หรือเนื้อตายที่เป็นสะเก็ด (eschar) แผ่นหนาติดอยู่ที่พื้นแผล ส่วนใหญ่พบร่วมกับโพรงและช่องใต้ผิวหนัง ลึกถึงชั้น กล้ามเนื้อและเอ็น สามารถมองเห็นหรือคลำกล้ามเนื้อและกระดูกได้ 6.5.5 แผลกดทับ Deep Tissue Injury เป็นแผลกดทับที่ผิวหนังยังไม่ฉีกขาด สีผิวมีการ เปลี่ยนแปลง เป็นสีม่วงเข้ม (Purple) หรือสีเลือดนกปนน้ำตาล (Maroon) หรือเป็นตุ่มน้ำปนเลือด เนื่องจากการ
ทำลายของเนื้อเยื่อจากแรงกดหรือจากแรงไถล และอาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นมีความเจ็บปวด แข็งขึ้น หรือนุ่ม อุณหภูมิอาจอุ่นกว่าหรือเย็นกว่าบริเวณข้างเคียง ลักษณะดังกล่าวอาจทำให้ระบุระดับที่ชัดเจนไม่ได้ในผู้ป่วยผิวสี คล้ำ อาจมีตุ่มน้ำ ปกคลุมบนพื้นผิวแผลสีคล้ำ แผลอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นแผลที่ปกคลุมด้วยสะเก็ด แข็ง (Eschar) การเปลี่ยนแปลงนี้อาจรวดเร็วและลุกลามถึงเนื้อเยื่อข้างเคียงทั้งๆ ที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีที่สุด 6.5.6 แผลกดทับที่ไม่สามารถบอกระดับได้Unstageable Pressure Injury: Obscured full thickness skin and tissue loss มีการสูญเสียผิวหนังทั้งหมดโดยที่พื้นแผลทั้งหมดถูกคลุมไว้ด้วยเนื้อตายที่มี ลักษณะเหนียว (Slough) สีเหลือง สีน้ำตาลเข้ม สีเทา สีเขียว และมีเนื้อตายที่เป็นสะเก็ดหนา (Eschar) สีน้ำตาล เข้มหรือสีดำปกคลุมบริเวณพื้นผิวแผล ทำให้ไม่สามารถเห็นพื้นแผลได้ รูปที่ 3 แสดงแผลกดทับระดับ1,2,3 และ4 6.6 ขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจ 6.6.1 ก่อนนำผู้ป่วยเข้าห้องผ่าตัดตรวจสอบผ้าปูเตียงและผ้าเก็บแขนที่สะอาด ไม่มีรอยเปียก ปู ให้เรียบไม่มีรอยย่น และไม่ควรให้ผิวหนังผู้ป่วยสัมผัสกับผ้ายางโดยตรง เพื่อป้องกันการอับชื้น และป้องกันการ เสียดสี 6.6.2 เมื่อนำผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจเข้าห้องผ่าตัด ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ให้ใช้ Pat slide ช่วยเลื่อนตัวผู้ป่วยอย่างช้าๆ ขณะเลื่อนต้องประคองไหล่ คอ ศีรษะและเท้าของผู้ป่วย เพื่อลดการเสียด สีของผิวหนังผู้ป่วย 6.6.3 เมื่อเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปถึงเตียงผ่าตัด ให้ถอดเสื้อผู้ป่วยออก โดยไม่ให้มีการเปิดเผยผู้ป่วย เกินไป ประเมินผิวหนังและดูแลความสะอาดผิวหนังของผู้ป่วย โดยเฉพาะผิวหนังบริเวณหลัง และก้นกบให้แห้ง และสะอาดอยู่เสมอ 6.6.4 ประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับ โดยใช้ scott trigger มีเกณฑ์ดังนี้ 1) อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 62 ปี 2) Albumin น้อยกว่า 3.5
3) ASA มากกว่าหรือเท่ากับ 3 4) ระยะเวลาในการผ่าตัดมากกว่า 3 ชั่งโมง 6.7 เมื่อประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับตามหลักของ scott trigger แล้ว มีคะแนนมากกว่าหรือ เท่ากับ 2 ให้ปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาลตาม OR skin bundle ประกอบด้วยดังนี้ 1) ประเมินสภาพผิวหนังของผู้ป่วยก่อนผ่าตัด และหลังผ่าตัดทันที 2) ใช้เบาะที่รองเตียงได้มาตรฐานมีลักษณะเฉพาะขั้นสูงสำหรับห้องผ่าตัด 3) กระจายและลดแรงกดทับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณส้นเท้ากับส่วนหลังของศรีษะ 4) ใช้อุปกรณ์ช่วยป้องกันการเกิดแผลที่มีคุณสมบัติดี ได้รับการอนุมัติเห็นชอบแล้ว (น้ำยา ครีมที่ใช้นวดและทาก่อนจัดท่า เช่น Zine plus Vaseline) 5) รักษาระดับอุณหภูมิปกติของร่างกาย และสภาพอากาศที่หนาวเย็น 6) การส่งต่อข้อมูลผู้ป่วย (handoff communication) หากมีร่องรอยแผลกดทับ 6.8 หลังจากวิสัญญีแพทย์ให้ยาระงับความรู้สึก ทำการสวนปัสสาวะคาสายแล้ว ให้ตรวจสอบผิวหนัง ผู้ป่วยบริเวณก้นกบว่ามีแผลหรือรอยแดงหรือไม่ ทำความสะอาดผิวหนัง นำ zinc plus Vaseline มาทาเคลือบ บริเวณเสี่ยงที่จะเกิดแผลกดทับขณะผ่าตัด และดูแลไม่ให้ผิวหนังอับชื้น 6.9 การจัดท่าในผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจ ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจ จะอยู่ในท่านอนหงาย (Supine) โดยจะมีอุปกรณ์ลดแรงกดต่างๆ เพื่อลดแรงกดต่อผิวหนังดังนี้ 6.8.1 หมอนหนุนศีรษะ รูปที่ 4 หมอนหนุนศีรษะ 6.8.2 ผ้าม้วนรองคอ รูปที่ 5 ผ้าม้วนรองคอ 6.8.3 หมอนกลม หนุนหลัง รูปที่ 6 หมอนกลม
6.8.4 หมอนเจลสี่เหลี่ยม หนุนใต้ก้นกบ รูปที่ 7 หมอนเจลสี่เหลี่ยม 6.8.5 หมอนเจลรองใต้เข้าและข้อเท้า รูปที่ 8 หมอนเจลรองใต้เข้าและข้อเท้า รูปที่ 9 แสดงตำแหน่งการใช้อุปกรณ์ลดแรงในการจัดท่าผ่าตัดหัวใจ 3 4 5 6
6.9 หลังผ่าตัดให้ประเมินผิวหนังว่ามีรอยแดง รอยถลอก หรือตุ่มน้ำพองบริเวณผิวหนังที่ถูกกดทับหรือไม่ หากพบให้นำ zinc plus Vaseline มาทาบริเวณผิวหนังที่เกิดรอยแดง และประเมินซ้ำหลังทา30นาที 6.10 บันทึกข้อมูลระยะเวลาในการผ่าตัด ตำแหน่งการเกิดรอยแดง ขนาดรอยแดงและการพยาบาลลงใบ บันทึกการพยาบาลผ่าตัด(MR12) 6.11 ส่งเวรกับพยาบาลหอผู้ป่วยหนักศัลยกรรมหลอดเลือดและทรวงอก และให้ติดตามประเมินซ้ำ 7. เอกสารอ้างอิง นลินี แข็งสาริกิจ. (2562). Pressure injury . สืบค้น 27 สิงหาคม 2564, จาก https://www.crhospital.org/web_nurse.pdf พัทนัย แก้วแพง และ โศรดา จันทเลิศ. (2555). ผลของการปฏิบัติการพยาบาลเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิด แผลกดทับในผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกและข้อ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์. สงขลานครินทร์เวชสาร. 30( 6) : 311- 341 รุ่งทิวา ชื่นชอบ. (2556). Nursing Care in Pressure Sore. สืบค้น 27 สิงหาคม 2564, จาก http://202.28.95.4/library/main/eproceeding/Lec_41_46.pdf วาสนา มิกราช. (2557). การพัฒนาแนวปฏิบัติการป้องกันการเกิดแผลกดทับในแผนกหอผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน. สืบค้น 27 สิงหาคม 2564, จาก http://sawanghospita.com/sawang/cqisearch.php สดใส สิ่งคงสิน, เณศรา สัมพันธรัตน์ และศิริภา ชื่นตระกูล. (2562). ผลของการใช้โคล์ดครีมทาผิวหนังต่อการ ป้องกันการเกิดแผลกดทับระยะแรก ในผู้ป่วยที่ติดเตียงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้หน่วยการพยาบาลผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลชลประทาน. Thai Journal of Nursing, 68(4), 49-55 สืบค้น 27 สิงหาคม 2564, จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TJN/article/view/233548/161517 29 สิงหาคม 2564 (นางสาวณัฐชยา ศรีอาวุธ) พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ
แนวทางการให้คำแนะนำผู้ป่วยก่อน และหลังผ่าตัดต้อเนื้อ (Pterygium) หมายเลขเอกสาร OR–QA–001 แก้ไขครั้งที่ วันที่แก้ไข : วันที่ประกาศใช้ ผู้อนุมัติ (หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วย ห้องผ่าตัด) โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก จัดทำโดย นางสาวอรวรรณ จันทร์หอม พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 1. เป้าหมาย(Goal) กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัดมีแนวทางการให้คำแนะนำผู้ป่วยก่อน และหลังผ่าตัด ต้อเนื้อ (Pterygium) 2. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัด มีแนวทางการให้คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยก่อน และหลัง ผ่าตัดต้อเนื้อ (Pterygium) เป็นไปในแนวทางเดียวกัน 2. เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติมีความรู้เพื่อดูแลผู้ป่วยก่อนและหลังผ่าตัดต้อเนื้อ (Pterygium) 3. ตัวชี้วัดและเกณฑ์ 1. มีแนวทางการให้คำแนะนำก่อนและหลังผ่าตัด 2. ร้อยละของพยาบาลห้องผ่าตัดมีความรู้ความสามารถในเรื่องการให้คำแนะนำก่อนและหลังผ่าตัดต้อ เนื้อ (Pterygium) มากกว่า 80% 3. ร้อยละของผู้ป่วยและญาติ มีความรู้ในการปฏิบัติตัวก่อนและหลังผ่าตัดต้อเนื้อ (Pterygium) มากกว่า 80% 4. วิธีประเมินผลตัวชี้วัด/แบบฟอร์ม/ผู้รับผิดชอบ พยาบาลวิชาชีพประจำห้องผ่าตัด และพนักงานช่วยเหลือคนไข้กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัด
5. แนวทางการให้คำแนะนำผู้ป่วยก่อนและหลังผ่าตัดต้อเนื้อ (Pterygium) โรคต้อเนื้อ (Pterygium) เป็นโรคที่เกิดจาก เยื่อบุตามีการเปลี่ยนแปลงและมีการหนาตัวงอกไปบนกระจก ตา ลุกลามเข้าไปในตาดำ ทำให้ปิดบังการมองเห็น ตาพร่ามัว ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากการโดนแสงแดด ลม ฝุ่น สาร ก่อการระคายเคือง เป็นเวลานาน และมีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคต้อเนื้อ มักไม่มีอาการ จะมีเมื่อมีการ อักเสบ ทำให้ แสบตา คันตา ตาแดง น้ำตาไหล ภาวะแทรกซ้อนเกิดจากการที่ไม่ได้รับการรักษา จนทำให้เป็นมาก รักษาด้วยการผ่าตัดยาก อาจทำให้ตาบอด กลับมาเป็นซ้ำได้ การเป็นแผลเป็นบริเวณ ต้อกระจก เกิดการดึงรั้ง การรักษา กรณีเป็นไม่มากอาจจะไม่ต้องรับการรักษาด้วยการผ่าตัด ใช้ยาหยอดตา อยู่ในความดูแลของ แพทย์ การรักษาด้วยการผ่าตัด มี 2 วิธี วิธีแรก (Conjunctiva graft) การลอกต้อเนื้อใช้เยื่อบุตามาแปะ ตัดเอาเยื่อ บุตาขวาจากด้านบนของลูกตามาแปะบนตาขวา แล้วเย็บด้วยไหม หรือใช่กาว ป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ วิธีที่สอง (Amnion graft) การลอกต้อเนื้อ เอาเยื่อหุ้มรกมาแปะ ใช้เยื่อหุ้มรกผ่านการเตรียมรักษาไว้ มาแปะแทนเยื่อบุตา ใช้ในผู้ป่วยที่เป็นครั้งแรก มีขนาดใหญ่ แนวทางการให้คำแนะนำผู้ป่วยก่อนและหลังผ่าตัดต้อเนื้อ (Pterygium) ให้กับผู้ป่วยและญาติ เป็นการเพิ่ม ประสิทธิภาพ และลดภาวะแทรกซ้อน เนื่องจากพยาบาลห้องผ่าตัดทุกคนยังปฏิบัติและให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและ ญาติไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน การผ่าตัดต้อเนื้อ เป็นการผ่าตัดขนาดเล็ก ใช้เวลาในการทำผ่าตัดน้อย มีแผลผ่าตัดบริเวณตา จะต้องมีการ ดูแลความสะอาดป้องกันการติดเชื้อ การตายของเนื้อเยื่อหุ้มรก บริเวณผ่าตัดกลับมาเป็นซ้ำ ดังนั้นพยาบาลห้อง ผ่าตัดต้องมี ทักษะ ความรู้ ความชำนาญ ในการปฏิบัติงาน ในการปฏิบัติตัวก่อนและหลังผ่าตัด ได้อย่างถูกต้อง เพราะว่าพยาบาลห้องผ่าตัดมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ในการป้องกันการเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ที่สามารถป้องกันได้ ภาพที่1 ภาพต้อเนื้อที่มีการลุกลามเข้ากระจกตา
ภาพที่2 ภาพการผ่าตัดลอกต้อเนื้อ การให้คำแนะนำก่อนมาผ่าตัด 1. ผู้ป่วยงดยาละลายลิ่มเลือดก่อนมาผ่าตัด อย่างน้อย 7-10 วัน 2. เตรียมร่างกายให้พร้อม ทำความสะอาดใบหน้า ไม่แต่งหน้า อาบน้ำ สระผม มาให้เรียบร้อย 3. กรณีแพ้ยาชา ให้แจ้งก่อนมาทำผ่าตัดและห้ามนำของมีค่าติดตัวมา 4. รับประทานอาหารเช้าและยาโรคประจำตัวนำมาห้องผ่าตัดด้วย 5. ยื่นเอกสารใบนัดผ่าตัดกับเจ้าหน้าที่พยาบาล พยาบาลจะทำการซักประวัติก่อนเข้ามาเตรียมตัวผ่าตัด 6. ตรวจสอบสิทธิกรณีเบิกได้นำบัตรประจำตัวประชาชนมาด้วย กรณีบัตรทอง นอกเขตกรุณานำใบส่ง ตัวมาพร้อมบัตรนัด 7. กรณีมีญาติมาด้วย ฝากของมีค่า ถอดฟันปลอมก่อนเข้าห้องผ่าตัด 8. เจ้าหน้าที่พยาบาลแจ้งการเซ็นเอกสารใบยินยอมการทำผ่าตัด ทั้งญาติและผู้ป่วย 9. ผู้ป่วยเข้ามาเปลี่ยนชุดภายในห้องผ่าตัด เปลี่ยนชุดที่ทางเจ้าหน้าที่เตรียมไว้ให้ ถอดชุดชั้นใน กางเกงใน เก็บชุดของตนเองไว้ในตู้เก็บเสื้อผ้าผู้ป่วย วัดความดันโลหิต นั่งรอจนกว่าจะมีเจ้าหน้าที่มารับเข้าไปห้องผ่าตัด 10. เจ้าหน้าที่พยาบาลแจ้งญาติให้รอบริเวณที่พักญาติและสอบถามอาการเป็นระยะ
การให้คำแนะนำหลังผ่าตัด 1. ปิดตาข้างที่ลอกต้อเนื้อด้วยพลาสเตอร์แน่นเป็นเวลา 1-2 วัน ภาพที่3 การปิดตาหลังผ่าตัด 2. เมื่อมีอาการปวดตามากให้รับประทานยาแก้ปวดตามแพทย์สั่ง 3. เริ่มหยอดตาด้วยยาที่จักษุแพทย์ให้หลังจากเปิดตา หรือเมื่อกลับบ้านแล้ว 4. ข้อควรระวังในการใช้ยาหยอดตา ให้หยอดตา และหยุดยาตามคำแนะนำของจักษุแพทย์ โดย เคร่งครัด ห้ามนำตัวอย่างยาไปซื้อมาใช้อีก โดยไม่ได้อยู่ในความดูแลของจักษุแพทย์ มิฉะนั้นอาจเป็นต้อหินโดยไม่ รู้ตัว ภาพที่4 ภาพการใช้ยาหยอดตา 5. ระมัดระวังไม่ให้ผ้าปิดตาเปียกน้ำ และห้ามน้ำเข้าตา 2 สัปดาห์ 6. สวมใส่ฝาครอบตาหรือแว่นตา เพื่อป้องกันการถูขยี้ดวงตาโดยไม่รู้ตัว 7. หลังผ่าตัดแล้วยังต้องหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นการ เกิดต้อเนื้อ เพราะสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ 8. งดสูบบุหรี่ในระยะ 1 เดือนหลังผ่าตัด 9. ไม่เบ่งอุจจาระรุนแรง 10. นอนในท่าที่สบาย ไม่ตะแคงทับข้างที่ทำ 11. พบแพทย์ตามนัด แพทย์จะนัดมาตัดไหม 7-10 วันหลังผ่าตัด
6.เอกสารอ้างอิง 1. หาหมอดอทคอม. “ต้อเนื้อ (Pterygium) ต้อลม (Pinguecula)”. (ศ.เกียรติคุณ พญ.สกาวรัตน์ คุณา วิศรุตย์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : haamor.com.(วันที่สืบค้น :27 สิงหาคม 2564) 2. Siam health. “โรคต้อเนื้อและต้อลม”. (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก : www.siamhealth.net. (วันที่สืบค้น : 27 สิงหาคม 2564) 3. โรงพยาบาลเจ้าพระยา. “โรคต้อเนื้อ”.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก : www.chaophya.com . (วันที่สืบค้น : 27สิงหาคม 2564) 4. โรงพยาบาลกรุงเทพ. “โรคต้อเนื้อ”.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก :www.Bangkok hospital.com.(วันที่ สืบค้น : 27 สิงหาคม 2564) 5. พบแพทย์. “โรคต้อเนื้อ”.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก : www.popped.com.(วันที่สืบค้น : 27 สิงหาคม 2564) 29 สิงหาคม 2564 (นางสาวอรวรรณ จันทร์หอม) พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ
แนวปฏิบัติการเก็บชิ้นเนื้อในการ ผ่าตัด Hysteroscope หมายเลขเอกสาร OR–QA–001 แก้ไขครั้งที่ วันที่แก้ไข : วันที่ประกาศใช้ ผู้อนุมัติ (หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาล ผู้ป่วยห้องผ่าตัด) โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก จัดทำโดย กณภัทร ไศลวรากุล พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 1. เป้าหมาย (Goal) กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัดมีแนวปฏิบัติการเก็บชิ้นเนื้อในการผ่าตัด Hysteroscope 2. วัตถุประสงค์เพื่อให้บุคลากรห้องผ่าตัดรู้จักวิธีการเก็บชิ้นเนื้อในการผ่าตัด Hysteroscope 3. ตัวชี้วัดและเกณฑ์ ร้อยละของพยาบาลที่เวียนมาแผนกนรีเวชเก็บชิ้นเนื้อในเคส Hysteroscope ได้ถูกต้อง ไม่เกิดอุบัติการณ์ชิ้นเนื้อสูญหาย 4. วิธีประเมินผลตัวชี้วัด/แบบฟอร์ม/ผู้รับผิดชอบ พยาบาลวิชาชีพประจำห้องผ่าตัด และพนักงานช่วยเหลือคนไข้กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัด 5. แนวปฏิบัติการเก็บชิ้นเนื้อในเคส Hysteroscope Endometrium polyp ภาวะติ่งเนื้อในโพรงมดลูก เป็นภาวะที่สามารถพบได้ทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ใน วัยมีประจำเดือน ติ่งเนื้อขนาดเล็กที่เกิดขึ้น อาจจะทำให้เกิดเลือดออกจากช่องคลอดได้ แต่ในกรณีที่รุนแรง ติ่งเนื้อ นี้อาจพัฒนากลายเป็นมะเร็งได้ภาวะติ่งเนื้อในโพรงมดลูก เกิดขึ้นเมื่อผนังเซลล์ของโพรงมดลูก (Endometrium) เพิ่มจำนวนออกมามากเกินไป จนกลายเป็นก้อนหรือติ่งเนื้อขนาดเล็ก โดยมีลักษณะคล้ายถุงหรือเห็ดห้อยอยู่ ขนาด ของติ่งเนื้อมักจะมีขนาดเล็กเพียงไม่กี่มิลลิเมตรไปจนถึงเส้นผ่าศูนย์กลางหลายเซนติเมตร ติ่งเนื้อสามารถมีจำนวน ไม่กี่ก้อน ไปจนถึงหลายก้อนได้
ปัจจุบันการตรวจวินิจฉัยพยาธิสภาพภายในโพรงมดลูกด้วยกล้องส่องโพรงมดลูก ถือเป็นวิธีมาตรฐาน และ ได้รับความนิยม เนื่องจากการตรวจด้วยกล้องส่องโพรงมดลูกให้การวินิจฉัยได้ทันที วินิจฉัยแยกโรคได้แม่นยำ สามารถวางแผนการรักษาต่อได้ทันที หรือให้การรักษาต่อด้วยการผ่าตัดผ่านกล้องได้ในคราวเดียวกัน ทำการผ่าตัด ติ่งเนื้องอกในโพรงมดลูกด้วยกล้องส่องโพรงมดลูก จะมีการนำชิ้นเนื้อไปส่งตรวจ ซึ่งชิ้นเนื้อที่ตัดออกมีขนาดเล็ก เพียง 1-3 เซนติเมตร และโดนปั่นออกมาจากอุปกรณ์ที่ใช้ในการตัดชิ้นเนื้อ จึงเป็นชิ้นเนื้อที่มีขนาดเล็กมากและลอย อยู่เต็มถุง Suctionซึ่งมีโอกาสที่จะสูญหายได้ง่าย ทางผู้จัดทำจึงหาแนวทางวิธีการเก็บชิ้นเนื้อชิ้นเล็กๆเพื่อป้องกัน การสูญหาย ขั้นตอนการเก็บชิ้นเนื้อ 1. เตรียมอุปกรณ์ประกอบด้วย สาย Suction sterile, ถุงเก็บชิ้นเนื้อ, ข้อต่อ Suction ชนิดพิเศษ, ป้าย สำหรับแขวนว่ามีชิ้นเนื้อ สาย Suction sterile ถุงเก็บชิ้นเนื้อและข้อต่อ Suction ชนิดพิเศษ ป้ายสำหรับแขวนว่ามีชิ้นเนื้อ รูปที่ 1 อุปกรณ์การเก็บชิ้นเนื้อ 2. นำถุงเก็บชิ้นเนื้อใส่ในปากกระบอก Suction ช่องใหญ่โดยให้ปากถุงรั้งอยู่ที่ปากระบอก Suction ช่อง ใหญ่ แล้วใส่ข้อต่อ Suction ชนิดพิเศษปิดไว้ ถุงเก็บชิ้นเนื้ออยู่ในปากกระบอก Suction ใส่ข้อต่อ Suction ชนิดพิเศษปิดทับถุงเก็บชิ้นเนื้อ รูปที่ 2 ขั้นตอนการประกอบถุงเก็บชิ้นเนื้อ และการใส่ข้อต่อ Suction ชนิดพิเศษ
3. แขวนป้ายมีชิ้นเนื้อที่กระบอก Suction ที่ใส่ถุงชิ้นเนื้อไว้เพื่อป้องกันพนักงานทำความสะอาดน้ำไปทิ้ง หลังทำผ่าตัดเสร็จแล้ว รูปที่3 ป้ายแสดงว่ามีชิ้นเนื้อในกระบอก Suction 4. นำปลายสาย Suction sterile ที่ต่อจากเครื่องมือเก็บชิ้นเนื้อ ต่อกับข้อต่อ Suction ชนิดพิเศษที่ เตรียมไว้และเริ่มทำหัตการได้ รูปที่4 การต่อสาย Suction sterile กับข้อต่อ Suction ชนิดพิเศษ 5. เมื่อเสร็จผ่าตัดปลดถุงชิ้นเนื้อออกจากกระบอก Suction ดึงเส้นด้ายที่เย็บถุงออกเพื่อเปิดทางให้นำชิ้น เนื้อออกมา ชิ้นเนื้อที่ค้างในถุงเก็บชิ้นเนื้อ ถุงเก็บชิ้นเนื้อปลดจากกระบอก Suction ดึงเส้นด้ายออกจากถุงเก็บชิ้นเนื้อ รูปที่ 5 การเก็บชิ้นเนื้อ ออกจากถุงเก็บชิ้นเนื้อ
6. นำถุงเก็บชิ้นเนื้อไปแกว่งในถุงที่มีน้ำยาฟอร์มาลีนเตรียมไว้เพื่อเก็บรักษาชิ้นเนื้อ รูปที่6 นำชิ้นเนื้อใส่ในน้ำยาฟอร์มาลีน 7. ตรวจสอบถุงชิ้นเนื้อที่ใส่น้ำยาฟอร์มาลีนให้ครบ 3 ช ั้น มีสติกเกอร์ชื่อผู้ป่วย และชื่อชิ้นเนื้อถูกต้องแล้ว จึงมัดแต่ละชั้นให้เรียบร้อย เพื่อเตรียมนำส่งตรวจ รูปที่7 ถุงชิ้นเนื้อที่มัดถุง 3 ชั้นเพื่อส่งตรวจ 6. เอกสารอ้างอิง 1. กองบรรณาธิการhd. (2562). ติ่งเนื้อในโพรงมดลูก(Uterine polyps). สืบค้น 30สิงหาคม2564, จาก https://hd.co.th/uterine-polyps. 2. ธีระ ทองสง. (2559). นรีเวชวิทยา. เชียงใหม่: ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 3. แสงชัย พฤทธิพันธุ์. (2560). การผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช. นนทบุรี: โฮลิสติก พับลิชชิ่ง. วันที่ 29 สิงหาคม 2564 (นางสาวกณภัทร ไศลวรากุล) พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ
แนวทางการให้ความรู้ในการดูแล ผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการผ่าตัด herniotomy แบบวันเดียวกลับ หมายเลขเอกสาร OR–QA–001 แก้ไขครั้งที่ วันที่แก้ไข : วันที่ประกาศใช้ ผู้อนุมัติ (หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาล ผู้ป่วยห้องผ่าตัด) โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก จัดทำโดย นางสาวปลายตา ภู่กองเงิน พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 1. เป้าหมาย (Goal) กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัดมีแนวทางการให้ความรู้ในการดูแลผู้ป่วยเด็กที่ได้รับ การผ่าตัด herniotomy แบบวันเดียวกลับบ้าน 2. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้พยาบาลห้องผ่าตัดใช้เป็นแนวทางในการให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการผ่าตัด herniotomy ได้อย่างถูกต้อง และเป็นไปในทางเดียวกัน 2. เพื่อให้ญาติได้รับความรู้ ความเข้าใจในการดูแลผู้ป่วยเด็กทั้งก่อนและหลังผ่าตัดมากขึ้น 3. เพื่อส่งเสริมให้ญาติสามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสม 3. ตัวชี้วัดและเกณฑ์ 1. ร้อยละของพยาบาลห้องผ่าตัดสามารถให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการผ่าตัด herniotomy ได้อย่างถูกต้องมากกว่า 90% 2. ร้อยละของผู้ป่วยที่สามารถปฏิบัติตัวทั้งก่อนและหลังผ่าตัด herniotomy ได้อย่างถูกต้องมากกว่า 90% 4. วิธีประเมินผลตัวชี้วัด/แบบฟอร์ม/ผู้รับผิดชอบ พยาบาลวิชาชีพประจำห้องผ่าตัด และพนักงานช่วยเหลือคนไข้กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัด
5. แนวทางการให้ความรู้ในการดูแลผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการผ่าตัด herniotomy แบบวันเดียวกลับบ้าน โรคไส้เลื่อนในเด็กเป็นความผิดปกติที่เกิดจากการมีรูเชื่อมระหว่างภายในช่องท้องและบริเวณท้องน้อยใน เพศหญิงหรือถุงอัณฑะในเพศชาย ซึ่งสภาวะปกติรูเชื่อมนี้จะเสื่อมสลายไปธรรมชาติ การที่มีรูเชื่อมจะทำให้อวัยวะ ภายในช่องท้องไหลผ่านจากบริเวณที่ปกติมายังรูช่องที่เปิดอยู่และยื่นผ่านผนังหน้าท้อง โดยจะพบก้อนนูนออกมา บริเวณท้องน้อยส่วนขาหนีบด้านใน ถุงอัณฑะ หรือบริเวณใกล้สะดือก็ได้ซึ่งสามารถเกิดได้ตั้งแต่กำเนิด และเกิดขึ้น ได้ภายหลัง โดยจะรักษาด้วยการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับเป็นส่วนมาก จากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่าการให้ความรู้แก่ผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการผ่าตัดนั้นยังไม่ครอบคลุม และไม่เป็นไปทางแนวเดียวกัน จึงได้จัดทำแนวทางการดูแลผู้ป่วยเด็กได้รับการผ่าตัดไส้เลื่อนแบบวันเดียวกลับ ขึ้นมา เพื่อให้พยาบาลห้องผ่าตัดใช้เป็นแนวทางในการให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการผ่าตัด herniotomy ได้อย่างถูกต้อง และเป็นไปในทางเดียวกัน นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ผู้ดูแลมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถนำความรู้ไปดูแลผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง อาการโรคไส้เลื่อน จะมีก้อนนูนยุบได้เป็น ๆ หาย ที่ขาหนีบหรืออัณฑะโดยไม่ปวดที่ก้อน ไม่มีบวมแดง และมีลักษณะนิ่ม ก้อนนี้จะสามารถมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือเห็นได้ชัดเวลายืน กระโดด ร้องไห้ เบ่ง ไอจาม และจะมีขนาดเล็กลงเวลาเด็ก อยู่ในท่านอน ส่วนในเด็กผู้หหญิงจะไม่มีอาการ เพียงแค่รู้สึกอยากอาเจียน และแสบร้อนกลางอก เมื่อใดต้องมาโรงพยาบาล หากพบว่าเด็กมีก้อนนูนผิดปกติที่ขาหนีบแนะนำให้มาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย เนื่องจากยังมีความ ผิดปกติอื่นๆ ที่ต้องวินิจฉัยแยกโรค และหากเป็นไส้เลื่อนขาหนีบจริง ผู้ป่วยมีความเสี่ยงจากไส้เลื่อนติดจนเกิดภาวะ ลำไส้ขาดเลือดไปเลี้ยง ซึ่งหากมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น ก้อนจะมีลักษณะบวม แข็ง แดงมากขึ้น และผู้ป่วยจะเริ่มมี คลื่นไส้ อาเจียน ทานอาหารได้ลดลง ร้องกวน ปวดท้องเป็นพักๆ ร่วมกับมีอาการไม่ผายลม ถ่ายอุจจาระลดลง หรือไม่ถ่ายอุจจาระ ซึ่งการรักษาของโรคไส้เลื่อนขาหนีบในเด็กมีเพียงการผ่าตัดเท่านั้น ไม่สามารถหายเองหรือใช้ การรักษาด้วยยา การผ่าตัดไส้เลื่อน (Herniotomy) เป็นการผ่าตัดปิดรูเชื่อมและถุงไส้เลื่อน โดยจะเลาะและเปิดถุงไส้เลื่อนเพื่อสำรวจอวัยวะภายในแล้วดัน กลับเข้าช่องท้อง และทำการเย็บผูกถุงไส้เลื่อน เป็นการผ่าตัดที่ไม่ยุ่งยากและปลอดภัย ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เด็กจะมีแผลผ่าตัดบริเวณท้องน้อยข้างที่มีอาการประมาณ 2-3 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับขนาดตัวของผู้ป่วยและความ ยากง่ายของการผ่าตัด ภาวะแทรกซ้อน 1. แผลติดเชื้อ ป้องกันได้โดยการอาบน้ำ ทำความสะอาดบริเวณที่ผ่าตัดให้เด็กก่อนมารพ. และดูแลแผล ผ่าตัดให้สะอาดอยู่เสมอ หากมีอาการปวด บวมแดง หรือเจ็บมากขึ้นให้มาพบแพทย์ทันที
2. บวมช้ำที่ขาหนีบหรืออัณฑะ จะบวมมากขึ้นเรื่อยในสามวันแรกหลังผ่าตัด และมักจะหายได้เองในสอง สัปดาห์แรก หรือไม่เกินสองเดือน ระหว่างพักฟื้นห้ามเบ่งหรือกลั้นปัสสาวะ อาจจะทำให้แผลปริบวม มีเลือดออก ได้และควรงดกิจกรรมที่มีการกระแทกท้องหรือเคลื่อนไหวบิดตัวอย่างน้อยหนึ่งเดือนหลังผ่าตัด 3. การกลับมาเป็นซ้ำ เกิดจากไหมที่เย็บไส้เลื่อน หลุดออกมาก่อนกำหนด หรือเกิดจากการขาดของ เนื้อเยื่อบริเวณขอบของถุงไส้เลื่อน เนื่องจากเด็กร้องหรือเบ่งมาก 4. การบาดเจ็บต่อท่อนำอสุจิ (vas deferens) หรืออัณฑะ 5. อัณฑะไม่ลงถุง เกิดจาการเกิดพังผืดยึดที่บริเวณผ่าตัด ทำให้ตำแหน่งของอัณฑะไม่อยู่ในถุงอัณฑะ ตามปกติ 6. การเสียชีวิต พบได้น้อยมากมักจะสัมพันธ์กับโรคประจำตัว และภาวะไส้เลื่อนติดจนเกิดการขาดเลือด ของลำไส้ การปฎิบัติตัวก่อนได้รับการผ่าตัดไส้เลื่อนในเด็ก 1. การเตรียมตัวเด็กก่อนวันนัดผ่าตัด 1.1 งดน้ำและอาหารตามแพทย์สั่ง โดยจะงด 4-8 ชั่วโมง 1.2 อาบน้ำ ทำความสะอาดบริเวณที่จะผ่าตัดให้สะอาด และห้ามทาแป้ง 1.3 ถอดสร้อยคอ ของมีค่า หรือโลหะออกจากตัวเด็ก 1.4 ถ้าเด็กมีอาการหวัด ไข้ ไอ น้ำมูก กรุณาติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องผ่าตัดที่เบอร์ 055-270300 ต่อ 19304 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ประสานงานกับแพทย์ว่าสามารถผ่าตัดได้หรือไม่ 2. การปฎิบัติตัวเมื่อถึงห้องผ่าตัด 2.1 ยื่นใบนัดผ่าตัด สำเนาบัตรประชาชนผู้ปกครอง ให้เจ้าหน้าที่ห้องผ่าตัดที่ช่องประชาสัมพันธ์ และรอเรียกชื่อเพื่อทำการซักประวัติ 2.2 เปลี่ยนชุดและนั่งรอในห้องรอผ่าตัด เมื่อถึงคิวผ่าตัดพยาบาลในห้องผ่าตัดจะมารับ โดยให้ ผู้ปกครองเข้าไปด้วยจนกว่าจะทำการดมยาเสร็จ แล้วจึงให้ผู้ปกครองออกมารอด้านนอกห้องผ่าตัด 2.3. เมื่อเด็กตื่นแล้ว เจ้าหน้าที่จะเรียกให้ผู้ปกครองเข้าไปอยู่กับเด็กที่ห้องพักฟื้น เพื่อสังเกต อาการ หากไม่มีอาการผิดปกติสามารถกลับบ้านได้ การปฎิบัติตัวหลังได้รับการผ่าตัดไส้เลื่อนในเด็ก 1. ควรให้เด็กเริ่มจิบน้ำหรือน้ำหวานก่อน ถ้าไม่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ให้เริ่มรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น น้ำซุป ข้าวต้ม หากเด็กมีอาหารอาเจียนมากให้งดน้ำและอาหาร 1 ชั่วโมงแล้วค่อยเริ่มจิบน้ำหรือ น้ำหวานอีกครั้ง 2. ไม่ต้องตัดไหม ระวังอย่างให้แผลเปียกน้ำ ถ้าแผลเปียกน้ำต้องทำความสะอาด และเปลี่ยนผ้าปิดแผล ใหม่ถ้าแผลไม่มีปัญหา (ไม่มีเลือดซึมหรือเปียกน้ำ) ไม่จำเป็นต้องเปิดทำแผล 3. หากมีอาการปวดแผล หรือมีไข้ให้รับประทานยาพาราเซตตามอลตามขนาดที่แพทย์สั่ง
4. ถ้ามีอาการผิดปกติต่อไปนี้ให้พาเด็กมาพบแพทย์ก่อนวันนัด หรือพบแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน 4.1 แผลมีเลือดซึมออกมาให้เห็นนอกผ้าปิดแผล 4.2 มีอาการปวดแผลมาก แม้ว่ารับประทานยาแก้ปวดแล้วก็ไม่ดีขึ้น 4.3 มีรอยบวมแดงรอบ ๆ แผลผ่าตัด 4.4 มีไข้สูงเกิน 38o C หรืออาเจียนมากกว่า 3-5 ครั้ง/วัน 5. เด็กสามารถรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ได้ทุกชนิด ไม่มีข้อห้าม และเด็กมาพบแพทย์ตามนัด โดย แพทย์จะนัดดูแผลหลังผ่าตัด 5-7 วัน 6. เอกสารอ้างอิง พัชรีภรณ์ตันมิ่ง. (มปป). โรคไส้เลื่อนในเด็กกับการผ่าตัดส่องกล้อง. ใน พรเทพ เกษมศิริ(บ.ก.), แผลน้อย เจ็บน้อยมหายไว การผ่าตัดแนวใหม่ด้วยการส่องกล้อง. (น. 137-144). ขอนแก่น. ม.ป.พ. วสันจ์ นันทสันติ. 2563. การรักษาไส้เลื่อนในเด็กด้วยการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับบ้าน. สืบค้น 27 สิงหาคม 2564, จาก https://www.phyathai.com/article_detail/3202/th/รักษาไส้เสื่อนในเด็ก_ด้วยการผ่าตัดแบบวัน เดียวกลับบ้านได้ ขนิษฐา ศรีวรรณยศ. (มปป). ผ่าตัดถุงน้ำอัณฑะและไส้เลื่อนในเด็ก. [แผ่นพับ]. สงขลา: หน่วยกุมารศัลยศาสตร์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 29 สิงหาคม 2564 (นางสาวปลายตา ภู่กองเงิน) พยาบาลวิชาชีพปฎิบัติการ
คู่มือการใช้งานและดูแลรักษาเครื่องมือ ผ่าตัดที่มีความบอบบาง micro neurosurgery instrument หมายเลขเอกสาร OR–QA–001 แก้ไขครั้งที่ วันที่แก้ไข : วันที่ประกาศใช้ ผู้อนุมัติ (หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วย ห้องผ่าตัด) โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก จัดทำโดย นางสาวสุพัตรา เสริมศิริ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 1. เป้าหมาย (Goal) กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัดมีคู่มือการใช้งานและดูแลรักษาเครื่องมือผ่าตัดที่มี ความบอบบาง micro neurosurgery instrument 2. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้บุคลากรห้องผ่าตัดมีความรู้ในการใช้งานเครื่องมือผ่าตัดที่มีความบอบบาง micro neurosurgery instrument การดูแลรักษา ขั้นตอนการล้างทำความสะอาด และวิธีการทำให้ปราศจากเชื้อ ในปัจจุบันเป็นมาตรฐานเดียวกัน 2. เพื่อป้องกันการชำรุดจากการใช้งาน หรือการเก็บรักษาอุปกรณ์ไม่ถูกวิธีของเครื่องมือผ่าตัดที่มีความ บอบบาง micro neurosurgery instrument 3. ตัวชี้วัดและเกณฑ์ ร้อยละของเจ้าหน้าที่ห้องผ่าตัดสามารถปฏิบัติตามคู่มือการใช้งานและการดูแลรักษาเครื่องมือผ่าตัดที่มี ความบอบบาง micro neurosurgery instrument ได้อย่างถูกต้องมากกว่า 90% 4. วิธีประเมินผลตัวชี้วัด/แบบฟอร์ม/ผู้รับผิดชอบ พยาบาลวิชาชีพประจำห้องผ่าตัด และพนักงานช่วยเหลือคนไข้กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัด
5. คู่มือการใช้งานและการดูแลรักษาเครื่องมือผ่าตัดที่มีความบอบบาง micro neurosurgery instrument การพัฒนาองค์ความรู้ ทักษะการใช้งานและการบำรุงรักษา สามารถช่วยลดความเสี่ยงการเกิดเครื่องมือ ชำรุดจากการใช้งานให้กับเจ้าหน้าที่พยาบาลและผู้ช่วยเหลือคนไข้ห้องผ่าตัด เนื่องจากเจ้าหน้าที่บางคนปฏิบัติไม่ ถูกต้อง ดังนั้นเพื่อให้ปฏิบัติเป็นไปในแนวทางเดียวกันและถูกต้อง จึงได้เสนอให้มีการพัฒนาคู่มือการใช้งานและ การดูแลรักษาเครื่องมือผ่าตัดที่มีความบอบบาง micro neurosurgery instrument เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ ทักษะ การใช้งาน และการดูแลรักษาเครื่องมือ เพื่อป้องกันการชำรุดเสียหาย และสามารถช่วยยืดอายุการใช้งานของ เครื่องมือได้ เครื่องมือผ่าตัดที่มีความบอบบาง micro neurosurgery instrument ที่มา : ห้องผ่าตัดโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก เครื่องมือผ่าตัดที่มีความบอบบาง micro neurosurgery instrument ประกอบด้วยเครื่องมือทั้งหมด 9 ชิ้น 1. Suction tube No.5 สั้น 6. Micro bayonet forceps 2. Suction tube No.5 ยาว 7. Micro scissor 3. Suction tube No.7 สั้น 8. Dissector 4. Suction tube No.7 ยาว 9. Sharp hook 5. Suction tube No.9 ยาว
Suction tube 5 ชิ้น Sharp hook Dissector Micro scissor Micro bayonet forceps
ขั้นตอนการล้างเครื่องมือผ่าตัดที่มีความบอบบาง micro neurosurgery instrument 1. เจ้าหน้าที่ล้างเครื่องมือควรสวมถุงมือ แว่นตา หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันน้ำกระเด็นเข้าตา 2. นำเครื่องมือใส่กระบะ ใส่เครื่องมือและรองผ้า 1 ชั้น นำออกมาล้างบริเวณอ่างสำหรับล้างเครืองมือ 3. ผสมน้ำเปล่ากับน้ำยาล้างเครื่องมือ (น้ำยา enzymatic detergent) เล็กน้อยประมาณ 10 ml. ใส่ น้ำยาที่ผสมแล้วลงในกระบะประมาณ 1/3 ของกระบะ และนำเครื่องมือลงไปแช่เพื่อให้การล้างทำความสะอาด ง่ายขึ้น 4. ใช้แปรงขัดถูเครื่องมือทีละชิ้น และถ้าเป็นเครื่องมือที่มีความบอบบางมาก เช่น sharp hook ควรใช้ ฟองน้ำถูทำความสะอาดอย่างเบามือ และวิธีการล้าง suction tube ควรใช้ syringe ดูดน้ำและฉีดเข้าไปใน suction ก่อนประมาณ 5 รอบ เพื่อนำคราบเลือดหรือเศษชิ้นเนื้อออกก่อนใช้แปรงขัดชนิดเล็กหรือใช้guide suction แยงเข้าไปใน suction กรณีมีเศษชิ้นเนื้อติดอยู่ด้านใน 5. เมื่อล้างเสร็จแล้วนกใส่กระบะเครื่องมือเช่นเดิม เพื่อป้องกันการตกหล่นระหว่างเคลื่อนย้ายเครื่องมือ ก่อนนำไปบรรลุใส่กล่องและส่งทำให้ปราศจากเชื้อ ขั้นตอนการบรรจุใส่กล่องเครื่องมือก่อนนำส่งทำให้ปราศจากเชื้อ 1. นำอุปกรณ์ทุกชิ้นไปทำการเป่าลมร้อนเพื่อทำให้แห้งก่อนนำบรรจุใส่กล่อง 2. ใส่ปลอกป้องกันการกระทบกระแทกให้กับอุปกรณ์ที่มีความบอบบาง
3. นำบรรจุใส่กล่องเครื่องมืออย่างบรรจง วิธีการทำให้ปราศจากเชื้อ (Sterilization) การทำให้ปราศจากเชื้อจะมีประสิทธิภาพต่อเมื่อทุกพื้นผิวของอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ที่ต้องการ ทำให้ปราศจากเชื้อสัมผัสกับสารที่ทำให้ปราศจากเชื้อ (Sterilizing agent) การเลือกวิธีการทำให้ปราศจากเชื้อ ขึ้นอยู่กับลักษณะและประเภทของอุปกรณ์ที่ต้องการทำให้ปราศจากเชื้อและระยะเวลาที่ใช้ในการทำลายสปอร์ของ เชื้อแบคทีเรีย วิธีการทำให้ปราศจากเชื้อ แบ่งออกได้เป็น 2 วิธีใหญ่ๆ คือ 1. วิธีทางกายภาพ (Physical Method) 1.1 การใช้ความร้อน (Thermal or Heat sterilization) 1.2 การใช้ความร้อนชื้น (Steam under pressure หรือ moist heat 1.3 การใช้ความร้อนแห้ง (Hot air หรือ dry heat) 1.4 Ionizing radiation 2. วิธีทางเคมี (Chemical Method) 2.1 การใช้แก๊ส ได้แก่ Ethylene oxide gas, Formaldehyde gas, Hydrogen Peroxide Plasma 2.2 การใช้ Chemical sterilant คือ high-level disinfectant ได้แก่ glutaraldehyde และ hydrogen peroxide และ peracetic acid
เครื่องมือผ่าตัดที่มีความบอบบาง micro neurosurgery instrument ใช้วิธีทำให้ปราศจากเชื้อโดยวิธีทางเคมมีโดยการใช้แก๊สระบบไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ พลาสมา (Sterrad) จัดเป็นระบบการฆ่าเชื้อที่ใช้สารเคมีเป็นตัวทำลายเชื้อ โดยสามารถทำให้เชื้อถูกทำลายได้ในระดับการทำงานที่ อุณหภูมิ ระหว่าง 45-55 o C สารเคมีที่ว่าคือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ในสภาพเป็นของเหลวที่มีความเข้มข้น 58% ภายหลังการปรับสภาพแวดล้อมภายในห้องอบ (chamber) จนเหมาะสมเพียงพอในการฆ่าเชื้อ เครื่องก็จะทำการ ฉีดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และเปลี่ยนสภาพจากของเหลวให้กลายเป็นไอ หรือแก๊ส เข้าไปภายในห้องอบ แก๊สก็ จะแทรกซึมเข้าไปภายในห่ออุปกรณ์ แทรกซึมเข้าไปสัมผัสกับผิวของอุปกรณ์ โดยจะสัมผัสอยู่ในเวลานานพอที่จะ สามารถฆ่าเชื้อได้ ในระดับ Sterilization เชื้อโรคที่หลงเหลืออยู่บนอุปกรณ์จะถูกทำลายด้วยคุณสมบัติทางเคมี ของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ แต่เนื่องจากไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ จัดเป็นสารเคมีที่เป็นอันตราย ดังนั้นจะต้องกำจัดออกให้หมดโดย ไม่ให้เกิดการตกค้างหลงเหลืออยู่ ทั้งบนอุปกรณ์ ภายในห้องอบ และสิ่งแวดล้อมภายนอก เทคโนโลยีที่ออกแบบมา เพื่อกำจัดป้องกันไม่ให้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ตกค้างหลงเหลืออยู่ มีสองแบบ คือ กำจัดภายในห้องอบ และ กำจัด ภายนอกห้องอบไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ที่หลงเหลือจะถูกกำจัดด้วยการทำให้โมเลกุลไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ แตกตัวออกจนไม่สามารถกลับมารวมตัวกันเป็นไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ได้อีก แต่ด้วยคุณสมบัติทางเคมี ไฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์ ที่แตกตัวออก ก็จะเปลี่ยนสภาพเป็น แก๊สออกซิเจน (O2) และ โมเลกุลของน้ำขนาดเล็ก (H2O) ส่วน ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ที่ไม่สามารแตกตัวได้ก็จะคงสภาพเดิมอยู่อย่างนั้น ในขณะที่โมเลกุลของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ถูกทำให้แตกตัวออก ไม่ว่าจะโดยการใช้ คลื่นวิทยุ หรือ การ ใช้ความต่างศักย์สูงทางไฟฟ้า จะเกิดสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในทางฟิสิกส์ในขณะนั้น ซึ่งเรียก สภาวนั้นว่า สภาวะพลาสมา (Plasma stage) ซึงผลพลอยได้จากสภาวะพลาสมา อาจจะมีผลต่อการยับยั้งการ เจริญเติบโตของเชื้อโรค ดังนั้นในขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการกำจัดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ถ้าทุกขั้นตอน เป็นไปอย่างสมบูรณ์End product หรือสารที่หลงเหลืออยู่ในขั้นตอนสุดท้ายก็คือ แก๊สออกซิเจน (O2) และ โมเลกุลของน้ำขนาดเล็ก (H2O)
6.เอกสารอ้างอิง Lasagna./(2016)./ การทำลายเชื้อและการทำให้ปราศจากเชื้อ./สืบค้นเมื่อ 28 สิงหาคม 2564./ จากเว็บไซด์ : http://www.cssd-gotoknow.org/2016/12/blog-post.html วันที่ 28 สิงหาคม 2564 (นางสาวสุพัตรา เสริมศิริ) พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ
คู่มือการใช้งานและการดูแลรักษา Midas Legend หมายเลขเอกสาร OR–QA–001 แก้ไขครั้งที่ วันที่แก้ไข : วันที่ประกาศใช้ ผู้อนุมัติ (หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาล ผู้ป่วยห้องผ่าตัด) โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก จัดทำโดย นางสาวศิริฉัตร อินจุ้ย พยาบาลวิชาชีพ 1. เป้าหมาย (Goal) กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัดมีคู่มือการใช้งานและการดูแลรักษา Midas Legend 2. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อเป็นแนวทางการใช้งานและการดูแลรักษาเครื่องมือได้อย่างถูกต้องและเป็นไปตามมาตรฐาน เดียวกัน 2. เพื่อให้เจ้าหน้าที่ห้องผ่าตัดทราบวิธีการใช้งาน วิธีการดูแลรักษาเครื่องมือและการล้างทำความสะอาด เครื่องมือหลังจากเสร็จการใช้งานได้อย่างถูกต้อง 3. เพื่อใช้เป็นคู่มือการใช้งาน และการดูแลรักษาเครื่องมือให้แก่เจ้าหน้าที่ห้องผ่าตัด 3. ตัวชี้วัดและเกณฑ์ 1. ได้คู่มือการใช้งานและการดูแลรักษา Midas Legend 2. เจ้าหน้าที่ห้องผ่าตัดมีความรู้ ความเข้าใจและสามารถบอกวิธีการใช้งาน วิธีการดูแลรักษาเครื่องมือ และการล้างทำความสะอาดเครื่องมือหลังจากเสร็จการใช้งานได้อย่างถูกต้อง ≥ 80% 4. วิธีประเมินผลตัวชี้วัด/แบบฟอร์ม/ผู้รับผิดชอบ พยาบาลวิชาชีพประจำห้องผ่าตัด และพนักงานช่วยเหลือคนไข้กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัด
5. คู่มือการใช้งานและการดูแลรักษา Midas Legend เครื่องเจาะ ตัดและกรอกระดูก มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการทำผ่าตัดทางด้านศัลยกรรมประสาท ซึ่งนับว่า มีส่วนช่วยทำให้การผ่าตัดทำได้ง่ายและปลอดภัยขึ้น ลดระยะเวลาการทำงานของศัลยแพทย์ ช่วยให้ศัลยแพทย์ไม่ เหนื่อยล้าจนเกินไป วัตถุประสงค์การใช้งาน 1. เพื่อใช้ในการเปิดกะโหลกศีรษะ โดยมีมอเตอร์ใช้กับหัวเจาะกะโหลกศีรษะ (Perforator) 2. เพื่อใช้ในการเจาะ ตัด กรอกะโหลกศีรษะ (Craniotome) และงานผ่าตัดกรอกระดูกสันหลังด้วย เครื่องมือผ่าตัดที่มีความเร็วรอบสูงเพื่อให้การผ่าตัดมีความรวดเร็ว แม่นยำและปลอดภัย คุณลักษณะทั่วไป 1. เป็นชุดเครื่องมือผ่าตัดสมอง เปิดกะโหลกศีรษะ ตัดและกรอแต่งกระดูก กระดูกฐานกะโหลกและ กระดูกสันหลังประเภทความเร็วสูง (High Speed Drill) ประกอบด้วยหัวกรอ หัวเจาะ ที่ตัดกะโหลกศีรษะ และ สามารถตัดโลหะที่มีความแข็งได้ 2. เป็นเครื่องมือที่ใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 3. มีข้อต่อให้เลือกหลายขนาดตามความเหมาะสมในการใช้งานต่าง ๆ ทั้งแบบตรงและแบบงอ 4. ควบคุมการทำงานโดยใช้ Foot Switch และสามารถควบคุมความเร็วในการทำงานมอเตอร์โดยใช้เท้า ช่วย 5. สามารถนำไปอบนึ่งฆ่าเชื้อโรคด้วยไอน้ำภายใต้แรงดัน หรืออบด้วยก๊าซในการทำให้ปลอดเชื้อ วิธีการใช้งาน Midas Legend 1. เปิดเครื่องที่ปุ่มเปิด/ปิด โดยกดค้างไว้3 วินาทีให้ไฟสีเขียวขึ้นและรอให้มีหน้าจอขึ้นแสดงว่าเครื่อง พร้อมใช้งาน
2. เสียบ Foot Switch เข้ากับตัวเครื่อง โดยดูจุดสีแดงตรงรูเสียบตรงตัวเครื่องกับดูจุดสีแดงตรงหัวข้อต่อ Foot Switch ต่อเข้าไปโดยดูให้จุดสีแดงทั้งสองจุดตรงกัน 3. เสียบ Connector ซึ่งเป็นสายมีสองขั้ว ให้เสียบตรงรูของตัวเครื่องที่มีสองขั้วเช่นเดียวกัน เครื่องจะ พร้อมใช้งานทันทีเมื่อทำการต่อสายเสร็จเรียบร้อย 4. การใส่หัว Perforator ใบเลื่อย และหัวกรอ - การใส่หัว Perforator หน้าตาของ Perforator Drive
นำ Perforator Drive มาต่อเข้ากับหัว Perforator โดยตอนต่อให้สังเกตดูที่ลูกศรจะมีรูปลงศรชี้ลงให้กด ลงจะเท่ากับเป็นการปลดล็อค นำหัว Perforator มาต่อกับ Perforator Drive จากนั้นจึงปล่อยตรงที่เรากดลงจะ เท่ากับเป็นการล็อค นำ Perforator Drive ที่ต่อกับหัว Perforator แล้วมาต่อเข้ากับ Handpiece โดยตอนต่อให้สังเกตที่ ลูกศรของ Perforator และ Handpiece ให้ลูกศรทั้งสองอันตรงกันและทำการหมุนเพื่อล็อคไว้ - การใส่ใบเลื่อย นำใบเลื่อยมาเสียบเข้ากับรูตรง Handpiece
นำ Guard ใบเลื่อยมาสวมครอบใบเลื่อยและต่อเข้ากับ Handpiece โดยตอนต่อสังเกตให้ลูกศรทั้งสองอัน ตรงกันแล้วทำการหมุนเพื่อล็อคไว้ทำการทดสอบโดยการดึงใบเลื่อยก่อนส่งให้แพทย์ใช้งาน - การใส่หัวกรอ Guard ตรง นำ Guard หัวกรอมาต่อเข้ากับ Handpiece โดยตอนต่อสังเกตให้ลูกศรทั้งสองอันตรงกัน นำหัวกรอมาเสียบเข้ากับ Guard หัวกรอ แล้วทำการหมุนเพื่อล็อคไว้ทำการทดสอบโดยการดึงหัวกรอ ก่อนส่งให้แพทย์ใช้งาน