The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือการเขียนเอกสารวิจัยส่วนบุคคล (เอกสา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by surassavadee.su, 2022-10-05 04:25:37

คู่มือการเขียนเอกสารวิจัยส่วนบุคคล (เอกสา

คู่มือการเขียนเอกสารวิจัยส่วนบุคคล (เอกสา

เอกสาร วปอ. หมายเลข ๐๐๖

คู่มอื การเขยี นเอกสารวิจยั สว่ นบุคคล
และบทความทางวิชาการ

ของ

วทิ ยาลัยป้องกันราชอาณาจักร
หลักสูตรการปอ้ งกนั ราชอาณาจกั ร (วปอ.)

ฉบับปรับปรงุ ตุลาคม ๒๕๖๕

เ อ ก ส า ร ฉ บั บ นี้ เ ป็ น ลิ ข สิ ท ธิ์ ข อ ง วิ ท ย า ลั ย
ป้องกันราชอาณาจักรฯ การท้าซ้า หรือการดัดแปลง
และการเผยแพร่ต่อสาธารณชน ตามความหมายใน
พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ลิ ข สิ ท ธิ์ พ . ศ . ๒ ๕ ๓ ๗ จ ะ ต้ อ ง
ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้อ้านวยการ
วิทยาลัยปอ้ งกันราชอาณาจักรฯ

วทิ ยาลัยปอ้ งกนั ราชอาณาจกั ร
สถาบนั วิชาการป้องกันประเทศ

ลิขสิทธ์ขิ อง วิทยาลัยป้องกนั ราชอาณาจักร ฯ
พิมพแ์ จก นกั ศกึ ษาวทิ ยาลัยป้องกนั ราชอาณาจักร
ปที ่ีพมิ พ์ ตลุ าคม ๒๕๖๕
จ้านวนพิมพ์ ๕๐๐ เลม่



สารบญั

บทที่ ๑ บทนา หนา้
บทท่ี ๒
บทที่ ๓ เอกสารวิจยั ส่วนบุคคล ๑
บทที่ ๔ ความมงุ่ หมายของการเขยี นเอกสารวจิ ัยส่วนบุคคล

คณุ ลกั ษณะของเอกสารวจิ ยั ส่วนบุคคล ๑
อาจารยท์ ปี่ รึกษาการจดั ทาเอกสารวิจัยสว่ นบุคคล ๑
แนวทางปฏิบัติในการเขยี นเอกสารวจิ ัยสว่ นบคุ คล ๒

สว่ นประกอบของเอกสารวจิ ยั ส่วนบคุ คล ๗
ขนั้ ตอนการจัดทาเอกสารวิจัยส่วนบุคคลของนกั ศึกษา วปอ. ๑๒
๑๔
การแถลงเอกสารวจิ ยั ส่วนบคุ คล ๑๕
รางวัลเอกสารวิจยั ส่วนบุคคล ๑๗
จรรยาบรรณนักวจิ ยั
๑๙
การเขียนโครงการวิจัย
๑๙
หัวขอ้ โครงการวิจัย ๑๙
๒๖
คาแนะนาการเขยี นโครงการวจิ ัย ๒๗
หนังสือนาส่งโครงการวิจัย ๒๙
๓๐
รูปแบบการจดั พิมพ์โครงการวิจัย ๓๙
รปู แบบการจัดพิมพ์โครงเร่อื ง
ตัวอย่างการเขียนโครงการวจิ ยั และโครงเรอ่ื ง ๔๐

ตัวอยา่ งกรอบแนวคิดของการวิจัย ๔๐
๔๑
การจัดพมิ พ์เอกสารวิจัยสว่ นบุคคล ๔๑
๔๓
การใชต้ ัวพิมพ์ ๔๓
การใช้กระดาษพมิ พ์ ๔๔
๔๖
การเวน้ ว่างรมิ ขอบกระดาษ ๔๖
การเวน้ ระยะการพิมพ์
๕๐
การลาดบั หน้า
การพิมพบ์ ท หวั ข้อสาคัญ หวั ข้อยอ่ ย และเน้ือหา ๕๐
ตาราง และแผนภาพ ๕๔

อญั พจน์

การอ้างอิง

การอ้างองิ แบบแทรกในเนอื้ เรื่อง
การอ้างอิงแบบเชิงอรรถ



สารบญั (ต่อ) หน้า

บทท่ี ๕ การเขยี นบรรณานุกรม ๖๔
๖๔
หลกั เกณฑก์ ารจัดทาบรรณานุกรม ๖๖
รูปแบบการจดั ทาบรรณานกุ รม ๗๐
การเรยี งลาดับบรรณานกุ รม ๗๑
ตวั อยา่ งการจัดเรียงบรรณานกุ รม
๗๓
บทท่ี ๖ การเขียนบทความทางวิชาการของวิทยาลัยป้องกนั ราชอาณาจกั ร
๗๔
ลกั ษณะสาคญั ของบทความทางวิชาการ ๗๔
คาแนะนาในการเขยี นบทความทางวิชาการ ๗๖
ขอ้ กาหนดของบทความทางวชิ าการ
๗๗
บรรณานกุ รม ๗๙
ภาคผนวก
๘๐
ผนวก ก ตวั อยา่ งรปู แบบการพิมพเ์ อกสารวจิ ยั สว่ นบุคคล วปอ. ๑๐๓
ผนวก ข หนังสือนาส่งเอกสารวิจยั ส่วนบคุ คลเพอ่ื ขอนุมตั ิ ๑๐๔
ผนวก ค ตวั อยา่ งการพิมพ์สรุปยอ่ ๑๐๖
ผนวก ง หนงั สือนาส่งบทความทางวชิ าการ ๑๐๗
ผนวก จ รปู แบบการพิมพ์บทความวิชาการ ๑๐๙
ผนวก ฉ ตัวอยา่ งการเขยี นบทความวิชาการ
ผนวก ช แบบประเมินการแถลงเอกสารวจิ ัยสว่ นบุคคล ๑๒๑

ของนักศึกษา วปอ. (ปม.๑) ๑๒๒
ผนวก ซ แบบประเมินคุณค่าและคณุ ภาพเอกสารวจิ ยั ส่วนบุคคล ๑๒๕

ของนกั ศกึ ษา วปอ. (ปม. ๒)
ผนวก ฌ ระเบียบวทิ ยาลยั ป้องกนั ราชอาณาจักร สถาบนั วิชาการป้องกัน

ประเทศ วา่ ดว้ ย การให้รางวลั เอกสารวจิ ยั พ.ศ. ๒๕๖๔

ค หนา้

สารบญั ตาราง ๙

ตารางที่

๑ – ๑ แสดงการแบง่ บทและหวั ขอ้ สาคญั ท่ีควรมใี นบท

ง หนา้

สารบัญแผนภาพ ๑๒
๑๓
แผนภาพที่ ๔๒
๔๕
๑ – ๑ ขนั้ ตอนจดั ทาเอกสารวิจัยสว่ นบุคคลของนกั ศึกษา วปอ. ๕๖
๑ – ๒ แผนการทาวิจยั ของนกั ศกึ ษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจกั ร
๓ – ๑ ตวั อย่างการเว้นว่างริมขอบกระดาษ
๓ – ๒ ตัวอยา่ งการพิมพบ์ ท หัวขอ้ สาคัญ หัวขอ้ ยอ่ ย และเน้อื หา
๔ – ๑ แบบการวางตาแหนง่ เชิงอรรถ

แผนการจดั ทาเอกสารวจิ ยั สว่ นบคุ คลและบท

๑ รายงานตัวเข้ารบั การศกึ ษา
๒ รับฟงั การบรรยายหวั ข้อวิชา (ป – ๔) การเขียนเอกสารวจิ ยั ส่วนบคุ ค
๓ แยกพบอาจารยท์ ปี่ รกึ ษาการจัดทาเอกสารวจิ ยั ฯ แตล่ ะลกั ษณะวชิ า

เพอ่ื รับฟังคาแนะนาในการกาหนดหวั ข้อวิจัย
๔ เสนอโครงการวิจัย (๕ ชดุ )
๕ สัมภาษณโ์ ครงการวจิ ยั
๖ ปรับแกโ้ ครงการวิจยั และส่งเพอื่ ขออนุมตั ิการจัดทา (๖ ชุด)
๗ สง่ บทความทางวิชาการรายบุคคล (๒ ชุด พร้อม File เอกสาร)
๘ ส่งตรวจ รา่ งบทท่ี ๑
๙ ส่งตรวจ รา่ งบทที่ ๒
๑๐ ส่งตรวจ รา่ งบทที่ ๓
๑๑ สง่ ตรวจ รา่ งบทท่ี ๔
๑๒ ส่งตรวจ รา่ งบทท่ี ๕ (บทสุดท้าย)
๑๓ ส่งบทความทางวชิ าการกล่มุ (๒ ชุด พร้อม File เอกสาร)
๑๔ แถลงเอกสารวจิ ัยสว่ นบคุ คล
๑๕ ส่งตรวจ รา่ งเอกสารวิจยั ฯ ฉบบั สมบรู ณ์

รปู แบบตามที่กาหนดในคู่มือการเขียนเอกสารวิจัยฯ (เอกสาร วปอ. ห
๑๖ ส่งเลม่ เอกสารวิจัยฯ ฉบับสมบูรณ์ (๓ เลม่ ไมต่ ้องเยบ็ เล่ม พร้อม F

หมายเหตุ : เอกสารวจิ ยั ฯ ที่ดาเนินการไดค้ รบถ้วนในรายการที่ ๑๒ เทา่

ทความทางวิชาการของนักศึกษา วปอ. รนุ่ ท่ี ๖๕

๖ ต.ค.๖๕
คลฯ ๑๒ ต.ค.๖๕

๒๖ ต.ค.๖๕

หมายเลข ๐๐๖) ๑ - ๑๑ พ.ย.๖๕
File เอกสาร และสรปุ ยอ่ ๑ชดุ ) ๒๑–๓๐ พ.ย. ถงึ ๑–๙ ธ.ค.๖๕
ภายใน ๓ วนั ทาการ หลังวนั สมั ภาษณ์

ภายใน ๓๑ ม.ค.๖๖
ภายใน ๓๑ ม.ค.๖๖
ภายใน ๒๘ ก.พ.๖๖
ภายใน ๓๑ ม.ี ค.๖๖
ภายใน ๓๐ เม.ย.๖๖
ภายใน ๓๑ พ.ค.๖๖
ภายใน ๓๐ มิ.ย.๖๖

๓–๓๑ ก.ค.๖๖
ภายใน ๑๑ ส.ค.๖๖

ภายใน ๓๑ ส.ค.๖๖

านัน้ จึงจะมสี ิทธ์เิ สนอเข้าพจิ ารณารางวัลเอกสารวิจัยฯ

กอส.วปอ.สปท.
๑ ก.ย.๖๕

บทท่ี ๑
บทนำ

เอกสำรวิจัยส่วนบุคคล

วิทยาลยั ป้องกนั ราชอาณาจักรสถาบันวชิ าการปอ้ งกันประเทศ (วปอ.สปท.) ได้กาหนดให้นักศึกษา
วิทยาลัยป้องกนั ราชอาณาจักร (นกั ศกึ ษา วปอ.) ทุกคนเขียนเอกสารวิจัยส่วนบุคคล ในประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับ

ความมั่นคงแห่งชาติด้านต่าง ๆ คือ ยุทธศาสตร์ การเมือง การทหาร การเศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา และ
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี (การพลังงาน และส่ิงแวดล้อม) โดยใช้กระบวนการวิจัย ในการค้นคว้าและวิเคราะห์
ข้อมูลให้ได้ผลการวิจยั ท่เี ปน็ ประโยชน์ เปน็ ทีน่ า่ เชอื่ ถือในการนาไปใช้ประโยชน์ในระดบั นโยบายไดอ้ ยา่ งเหมาะสม

สอดคลอ้ งกบั สถานการณป์ ัจจบุ ัน และเป็นแนวทางการพัฒนาในอนาคต ซึ่งการเขียนเอกสารวิจัยฯ นี้นับว่าเป็น
คุณสมบัติประการหน่ึงของผู้ท่ีจะสาเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรฯ ตามระเบีย บ

กระทรวงกลาโหมว่าด้วยวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ พ.ศ.๒๕๔๗ และฉบับ
แกไ้ ข พ.ศ. ๒๕๕๑ พ.ศ. ๒๕๕๗ และ พ.ศ. ๒๕๕๙ โดยในข้อ ๑๖ กาหนดไวด้ ังน้ี

“ขอ้ ๑๖ ผทู้ ีจ่ ะไดร้ บั การพจิ ารณาว่าสาเร็จการศกึ ษาจากวทิ ยาลยั ป้องกันราชอาณาจักร สถาบัน

วิชาการป้องกนั ประเทศ จะตอ้ ง
ฯลฯ

๑๖.๒ เสนอเอกสารวจิ ัยต่อวทิ ยาลัยป้องกนั ราชอาณาจักรฯ ตามกาหนดและไดร้ ับอนุมตั ิ
ฯลฯ

๑๖.๔ จดั ทารายงานสว่ นบุคคล เสนอตอ่ วิทยาลัยปอ้ งกนั ราชอาณาจกั รฯ”

ฯลฯ

ควำมม่งุ หมำยของกำรเขยี นเอกสำรวจิ ัยสว่ นบุคคล

๑. เพ่ือให้นกั ศกึ ษาได้แสดงความรู้ความสามารถ และประสบการณใ์ นเรื่องที่เก่ยี วกับความมัน่ คง
แหง่ ชาติ ทีน่ ักศกึ ษามีความเชีย่ วชาญ และ/หรอื มีความสนใจเป็นพเิ ศษ โดยการบูรณาการความคิดทั้งปวงให้
ปรากฏเป็นเอกสารวจิ ัยฯ

๒. เพ่อื ใหไ้ ดผ้ ลการวิจัยท่เี ป็นประโยชนอ์ ยา่ งยิง่ ตอ่ การเสรมิ สร้างความรทู้ างวชิ าการ และการนา

ไปปฏบิ ตั ิไดจ้ ริงในระดับนโยบายแก่หนว่ ยงานท่เี กย่ี วขอ้ ง ทงั้ ภาครัฐและภาคเอกชน

คุณลกั ษณะของเอกสำรวิจัยสว่ นบคุ คล

๑. เป็นเอกสารทางวชิ าการทน่ี าเสนอองค์ความรู้เกีย่ วกบั ความม่นั คงแหง่ ชาติ และยุทธศาสตร์
ชาติ โดยจัดทาข้นึ บนความสนใจและ/หรือประสบการณ์ของนกั ศกึ ษา มีคุณค่าในระดบั นโยบาย สอดคล้องกบั
สถานการณ์ปัจจบุ ัน ประเด็นปญั หาสาคัญ แนวทางการพัฒนาในอนาคต และสนับสนนุ การขับเคลื่อนยทุ ธศาสตร์
ชาติ ระยะ ๒๐ ปี มีกระบวนการจัดทาทนี่ ่าเช่ือถอื ตามมาตรฐานงานวิจัยและรูปแบบเปน็ ไปตามเอกสารคมู่ อื
การเขียนเอกสารวิจยั ฯ ของ วปอ. (เอกสาร วปอ.หมายเลข ๐๐๖) องค์ความรู้ ขอ้ พิจารณา ข้อเสนอแนะ ซ่งึ
เป็นผลการวจิ ยั สามารถนาไปปรบั ใช้เปน็ ประโยชนต์ ่อสว่ นราชการและหนว่ ยงานต่าง ๆ ได้อยา่ งเปน็ รปู ธรรม



๒. เปน็ งานวจิ ัยท่ีนกั ศึกษา วปอ. ตอ้ งจัดทาโดยใช้หลักวิชาการในแต่ละสาขาที่ตนเองเช่ียวชาญ
หรอื สนใจเป็นพน้ื ฐานในการทาวจิ ัย เพือ่ ให้ได้ผลการวิจัยท่เี ปน็ ประโยชน์แก่สงั คมแยกเปน็ ลกั ษณะวชิ าดา้ นตา่ ง
ๆ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ การเมอื ง (ในประเทศ/ระหว่างประเทศ) การทหาร(การป้องกันประเทศ) การเศรษฐกิจ
สงั คมจติ วิทยา และวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี (การพลงั งานและสงิ่ แวดล้อม)

๓. เอกสารวจิ ัยส่วนบุคคลของนักศกึ ษา วปอ. จะเป็นกำรวิจยั เชงิ คณุ ภำพ (Qualitative
Research) หมำยถึง กำรวิจยั ทไ่ี มเ่ นน้ ข้อมลู ที่เป็นตัวเลขเป็นหลัก แตเ่ น้นให้ทำกำรศึกษำเพอ่ื กอ่ ใหเ้ กิดควำมรู้
ควำมเข้ำใจอยำ่ งลกึ ซ้ึงในเร่อื งนน้ั ๆ ไม่ใช่ความถูกตอ้ งทางสถิติ โดยข้อมูลหรือขอ้ คน้ พบทไี่ ด้จะมาจากการ
วเิ คราะหเ์ อกสาร สมั ภาษณ์ สนทนา จดบนั ทึก และสังเกต เปน็ ตน้

อยำ่ งไรก็ตำม ในกำรวจิ ยั เชงิ คุณภำพนี้สำมำรถใช้เครอื่ งมอื ของเชงิ ปรมิ ำณมำอธบิ ำยสนบั สนุน
ผลกำรวจิ ยั ให้สมบูรณข์ ้นึ เชน่ แบบสอบถำม เป็นตน้

การวิจยั เชิงคุณภาพ มคี วามสาคัญต่อการนาไปสู่การกาหนดนโยบาย การประเมนิ ผลเพื่อที่
จะเข้าใจว่าอย่างไร (How) และทาไม (Why) ของผลที่จะเกดิ ข้นึ และยังอธิบายผลทีไ่ มค่ าดหวงั ว่าจะเกิดข้ึน
ด้วย เช่นการกอ่ ความไมส่ งบ การกอ่ การร้าย การแพรก่ ระจายของเชอ้ื โรคร้ายแรง อาชญากรรมทางทะเล
ยาเสพติด การเส่ือมสลายของส่ิงแวดลอ้ ม ภัยธรรมชาตริ ้ายแรง การคอรปั ชั่น ฯลฯ

คณุ ประโยชน์ : การวิจัยเชิงคุณภาพช่วยให้ได้ข้อมูลที่หลากหลาย ไม่เพียงแค่หาคาตอบเพื่อ
ตอบวตั ถปุ ระสงค์ หรือทดสอบสมมุติฐานที่ได้ตั้งไว้เท่าน้ัน แต่ยังอาจจะพบประเด็นใหม่ ๆ ท่ีสามารถพัฒนา
และศกึ ษาต่อเนอ่ื งในประเดน็ ที่ไมเ่ คยคิดหรอื คาดหวงั มาก่อนที่เกดิ ขึ้นในระหว่างท่ที าวิจยั

ข้อดีของการวิจัยเชิงคุณภาพคือการให้ข้อมูลในระดับลึกมากกว่าข้อมูลเชิงสถิติ เน้นการ
อธิบายเฉพาะกรณีมากกวา่ ต้องการจะอธบิ ายภาพกวา้ ง ๆ มงุ่ วิเคราะห์ความหมายที่อยู่เบ้ืองหลังปรากฏการณ์
ทางสังคมหรือทเ่ี รียกว่าความเป็นนามธรรม มากกว่าการอธบิ ายภาพท่ปี รากฏเบอ้ื งหน้าท่ีเป็นภาพเชิงวัตถุ หรือ
เน้นการสร้างความความรู้ความเข้าใจต่อกระบวนการต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น ประเด็นในเร่ืองความม่ันคง
แหง่ ชาติ อีกทัง้ วธิ วี ิจัยเชงิ คุณภาพยงั มีหลายรูปแบบให้เลือกใชอ้ ยา่ งเหมาะสมกับเป้าหมายของการทางานวิจัย
ในแตล่ ะเรือ่ ง

อำจำรยท์ ปี่ รึกษำกำรจดั ทำเอกสำรวจิ ยั สว่ นบคุ คล

วทิ ยาลยั ปอ้ งกันราชอาณาจกั รฯ จะจัดอาจารย์ท่ีปรึกษาการจัดทาเอกสารวิจัยสว่ นบคุ คล และ
บทความทางวชิ าการในลกั ษณะวชิ าต่าง ๆ ใหก้ ับนักศึกษา ประกอบดว้ ย อาจารยท์ ่ีปรกึ ษาหลกั และอาจารย์
ที่ปรึกษาร่วม ดงั นี้

๑. อำจำรย์ท่ปี รึกษำหลัก ไดแ้ ก่
๑.๑ นายทหารชั้นนายพลที่ปฏิบัติราชการที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรฯ

และไดร้ ับมอบหมายให้ปฏิบตั หิ น้าทีเ่ ปน็ ทป่ี รึกษาการจัดทาเอกสารวิจัยฯ ในแต่ละลกั ษณะวิชา และ
๑.๒ นายทหารสัญญาบัตรของกองวิชาการท่ีได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในแต่ละลักษณะ

วชิ า ไดแ้ ก่ กองยุทธศาสตรแ์ ละความม่ันคง กองการเมืองและการทหาร กองการเศรษฐกิจและสังคมจิตวิทยา
และกองวทิ ยาศาสตรเ์ ทคโนโลยี การพลังงานและสิ่งแวดลอ้ ม

๑.๓ อาจารยท์ ่ปี รกึ ษาหลกั มีหนำ้ ที่
๑.๓.๑ พจิ ารณา สมั ภาษณ์ ตรวจ แก้ไข ปรบั ปรุงโครงการและโครงเร่อื งเอกสารวิจัย

ของนกั ศึกษาใหเ้ ปน็ ไปตามแนวทางท่ี วปอ.สปท. กาหนด



๑.๓.๒ ให้คาปรกึ ษา คาแนะนาในการจดั ทาเอกสารวจิ ยั สว่ นบุคคล และบทความทาง
วิชาการ ตรวจเอกสารวิจัยฯ ในด้านเน้อื หาทางวิชาการ ความสอดคล้อง ตอ่ เนือ่ ง ชัดเจน การกล่าวอา้ งทฤษฎี
วรรณกรรมที่เกย่ี วขอ้ ง วธิ ีดาเนินการวิจยั ใหเ้ ปน็ ไปตามมาตรฐานของระเบยี บวธิ วี ิจัย รวมทงั้ ตดิ ตามความ
กา้ วหนา้ ในการจัดทาเอกสารวจิ ยั ฯ ตามแผนการจัดทาเอกสารวจิ ยั ฯตามกรอบเวลาที่ วปอ.สปท. กาหนด

๒. อำจำรย์ที่ปรึกษำร่วม ได้แก่ นายทหารสัญญาบัตรของกองเอกสารวิจัยและห้องสมุดฯ ที่
ได้รับมอบหมายใหร้ บั ผดิ ชอบในแต่ละลกั ษณะวชิ า

อาจารยท์ ปี่ รึกษารว่ ม มีหน้ำท่ี
๒.๑ เปน็ เลขานุการในการพิจารณา สมั ภาษณ์ ตรวจ แก้ไข ปรับปรุงโครงการและโครงเรื่อง
เอกสารวิจัยฯ ของนกั ศึกษาให้เปน็ ไปตามแนวทางที่ วปอ.สปท. กาหนด
๒.๒ ตรวจเอกสารวิจัยฯ ในเร่ืองของรูปแบบการจัดพิมพ์ การอ้างอิง และวธิ ดี าเนินการวจิ ัยให้
เป็นไปตามคมู่ ือการเขียนเอกสารวิจัยสว่ นบุคคล และบทความทางวิชาการของ วปอ. (เอกสาร วปอ.หมายเลข ๐๐๖)

แนวทำงปฏบิ ตั ใิ นกำรเขยี นเอกสำรวิจยั ส่วนบุคคล

วทิ ยาลัยป้องกันราชอาณาจักรฯ มีความประสงค์ท่ีจะให้เอกสารวิจัยสว่ นบุคคลของนกั ศกึ ษา วปอ.
มีคณุ ประโยชนก์ ับประเทศชาติ บุคลากรและหนว่ ยงานที่เกยี่ วข้อง สามารถนาไปศึกษาพิจารณาสาหรบั เป็น
แนวทางปฏิบัติ หรือแกป้ ญั หาที่สาคญั ในด้านต่าง ๆ ของประเทศได้
เอกสำรวจิ ยั ส่วนบุคคล จึงควรจะมีรปู แบบที่เป็นมำตรฐำนของงำนวิจัย ซ่ึงเป็นท่ียอมรบั โดยท่ัวไป
วิทยาลัยป้องกนั ราชอาณาจกั รฯ ได้จัดทาแนวทางปฏบิ ัติในการเขยี นเอกสารวจิ ยั ฯ เพ่อื ใหน้ กั ศึกษาได้นาไปใช้ใน
การทาวจิ ัย ดงั น้ี

๑. วำงแผนกำรวิจัย
๑.๑ กำรกำหนดเร่อื งทจ่ี ะทำวจิ ัย
การกาหนดเร่ืองท่ีจะทาวิจัย เป็นงานที่สาคัญที่สุดและเป็นงานที่ยากท่ีสุด นักศึกษา

ส่วนใหญจ่ ะใชเ้ วลาในการเลอื กเรื่องทีท่ าวิจัยมากท่ีสุด การเลือกเรื่องที่จะทาวิจัยได้เหมาะสมกับผู้วิจัยจะเป็น
การเริม่ ต้นทีด่ ี ส่งผลใหก้ ารวจิ ยั ราบรนื่ และรดุ หน้าไปอย่างรวดเร็ว ท้ังน้ี มีข้อพิจารณาสาหรับนักศึกษาในการ
กาหนดเรื่องทีจ่ ะทาการวจิ ยั บางประการ ดงั นี้

๑.๑.๑ เปน็ ปัญหำสำคัญเก่ียวกบั ควำมมั่นคงแหง่ ชำติ
เรื่องที่จะทาการวิจัยตอ้ งเป็นเรื่องที่เป็นปัญหาสาคัญเก่ยี วกับความม่ันคงแห่งชาติ

ในดา้ นต่าง ๆ ซึ่งวทิ ยาลยั ป้องกันราชอาณาจักรฯ กาหนดไว้เป็น ๖ ลักษณะวิชาได้แก่ ยุทธศาสตร์ การเมือง
การเศรษฐกจิ สังคมจติ วิทยา การทหาร และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยกี ารพลังงานและส่งิ แวดล้อม

ระดบั ของเรื่องต้องเป็นปัญหาสาคัญในระดับนโยบายหรือระดับ ประเทศท่ีจะ
ส่งผลกระทบตอ่ สงั คมมากทส่ี ุดและตอ้ งมีทิศทางของเรอ่ื งทจี่ ะทาวจิ ัยอยา่ งชัดเจน

๑.๑.๒ เป็นปัญหำท่ีผู้วิจัยมีควำมสนใจ มีป ระสบกำรณ์ มีควำมถนัด และ
มีควำมสำมำรถเชย่ี วชำญของตนเอง

ความสนใจเป็นแรงผลกั ดันท่ีมีคุณค่ายง่ิ ตอ่ การวจิ ยั เพราะความอยากรอู้ ยากเห็น
ในผลการวิจยั จะเปน็ การดึงดดู ความสนใจของผู้ทาการวจิ ัย ให้หมกม่นุ อยู่กบั งานวจิ ัยและการที่ผู้วิจยั มคี วาม
ถนดั และความสามารถเช่ยี วชาญในแขนงวิชาทท่ี าการวิจัย จะทาให้ลดระยะเวลาทใี่ ชใ้ นการวิจัยลงได้มาก เพราะ
ผู้วจิ ัยมคี วามร้คู วามเข้าใจในเร่ืองราวนนั้ ดอี ย่แู ล้ว การคน้ ควา้ หาข้อมูลจะง่ายรวดเรว็ และทราบดีว่าควรจะหา



ข้อมลู อะไรจากที่ไหน การวิเคราะห์และสังเคราะหจ์ ะเปน็ ไปอยา่ งรอบคอบและรดั กุม สามารถมองเห็นปญั หา
และปจั จัยทเี่ กี่ยวขอ้ งได้ชดั เจน

๑.๑.๓ เป็นเรือ่ งทีส่ อดคลอ้ งกับสถำนกำรณ์ปัจจบุ ันและทจ่ี ะเกดิ ในอนำคต
เอกสารวจิ ัยควรเป็นเร่ืองที่สอดคล้องกบั สถานการณ์ปัจจุบนั และแนวทางการ

พฒั นาในอนาคต ช่วยสร้างเสริมความรู้ใหม่ และสามารถนาผลการวิจยั ไปใชป้ ระโยชน์ได้อย่างแท้จริงโดย
เฉพาะอยา่ งย่ิงการนาไปใช้ประโยชนร์ ะดบั นโยบาย หรอื สนบั สนนุ การขับเคลือ่ นยุทธศาสตร์ชาติได้อย่าง
เหมาะสม

๑.๑.๔ แหลง่ ขอ้ มูลในกำรค้นคว้ำ
นักศกึ ษาต้องคานงึ ถงึ ว่าเรือ่ งท่จี ะทาการวิจัยสามารถหาข้อมูลและเอกสารต่าง

ๆ ได้โดยไม่ยากลาบาก และมีปรมิ าณเพยี งพอท่ีจะใชท้ าวจิ ัย หรอื ต้องใช้เวลานานหรือไม่ในการรวบรวมข้อมูล
ท้ังน้เี นื่องจากนักศึกษามีข้อจากัดด้วยเร่ืองเวลาที่ใช้ในการทาวิจัย นอกจากนั้น เรื่องชั้นความลับของข้อมูลก็
เปน็ เรื่องสาคัญ เพราะหากขอ้ มูลมีช้ันความลับ อาจทาให้การเผยแพร่ขอ้ มลู ลงในเอกสารวิจัยฯ มขี ้อจากัด

๑.๒ กำรใหค้ ำแนะนำจำกอำจำรย์ท่ีปรึกษำกำรจดั ทำเอกสำรวจิ ัยส่วนบุคคล
นักศึกษาสามารถขอรับคาปรกึ ษาการจัดทาเอกสารวิจยั ส่วนบุคคลจากอาจารย์ท่ปี รกึ ษา

หลกั และอาจารยท์ ป่ี รึกษาร่วม ตามที่วิทยาลัยปอ้ งกันราชอาณาจักรฯ ไดจ้ ัดใหไ้ วใ้ นแตล่ ะลกั ษณะวิชา
๑.๓ กำรเสนอชอ่ื เรอื่ งและโครงกำรวิจัย
๑.๓.๑ นักศึกษาตอ้ งจดั ทาโครงการวิจัย ซึ่งประกอบดว้ ย โครงการวิจัยและโครงเรื่อง

จานวน ๕ ชุด ส่งท่ีกองเอกสารวจิ ัยและหอ้ งสมุดฯ เพ่อื ใช้ประกอบการสัมภาษณโ์ ครงการวิจัยและขออนุมัติการ
จดั ทาเอกสารวิจัยฯ ต่อไป

๑.๓.๒ กองเอกสารวจิ ยั และหอ้ งสมุด ฯ จะกาหนดวัน เวลา และสถานที่สาหรับนักศึกษา
เขา้ รบั การสัมภาษณ์โครงการวจิ ัยกับอาจารย์ทป่ี รึกษาการจัดทาเอกสารวิจัยฯ ของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร
ฯและจะแจง้ ใหน้ ักศึกษาทราบเปน็ การลว่ งหนา้ พร้อมทั้งคาแนะนาในการดาเนนิ การ

๑.๓.๓ นักศกึ ษาจะตอ้ งเข้ารับการสัมภาษณโ์ ครงการวิจัยทเ่ี สนอไว้ โดยในขัน้ ตอนของ
การสมั ภาษณ์ นกั ศึกษาจะได้รับการประเมินค่าจากอาจารย์ทปี่ รึกษาการจดั ทาเอกสารวจิ ัยฯ ในแง่ของความ
เหมาะสม และความเป็นไปได้ที่จะทาวิจัยในเรื่องนั้น ๆ ให้สาเร็จลุล่วงทันตามกรอบเวลาที่วิทยาลัย
ป้องกันราชอาณาจกั รฯ กาหนด

๑.๓.๔ ในการสัมภาษณโ์ ครงการวจิ ยั นกั ศึกษาจะต้องตอบขอ้ ซักถามของอาจารย์ท่ปี รกึ ษา
การจดั ทาเอกสารวจิ ัย ซง่ึ นกั ศกึ ษาจะไดร้ บั คาแนะนา และอาจมกี ารปรับแกไ้ ขโครงการวจิ ัย และโครงเรอ่ื งการ
วิจยั ในบางเร่ืองเพ่ือความเหมาะสม โดยนักศึกษาจะต้องรับฟงั ความคิดเห็นและขอ้ เสนอแนะของอาจารย์ที่
ปรกึ ษา เอกสารวิจยั และทาการบนั ทึกข้อคดิ เห็น ข้อเสนอแนะตา่ ง ๆ ไว้เพ่ือนาไปปรับแก้ไขต่อไป

๑.๓.๕ หลงั จากการสมั ภาษณโ์ ครงการวิจยั นกั ศึกษาจะตอ้ งปรับแก้และจัดทา
โครงการวจิ ัยใหม่ (ตามทไี่ ดร้ บั คาแนะนา ให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากอาจารย์ที่ปรกึ ษาการจัดทาเอกสารวิจยั
หรอื ไมม่ ีการแก้ไข) จานวน ๖ ชุด ส่งใหก้ องเอกสารวิจัยและหอ้ งสมดุ ฯ ภายใน ๓ วนั ทาการ เพ่อื

๑.๓.๕.๑ รวบรวมนาเรียนขออนุมัติจากผู้อานวยการวิทยาลัยป้องกัน
ราชอาณาจกั ร ฯ

๑.๓.๕.๒ ใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงในการตรวจการจัดทาเอกสารวิ จัยฯ
ของนักศึกษา ให้เป็นไปตามทไี่ ด้สัมภาษณไ์ ว้



๑.๓.๖ กรณีนักศึกษามีความประสงค์จะขอเปล่ียนช่ือเรื่องและโครงการวิจัย
ภายหลังจากไดร้ ับอนุมตั ิแลว้ ให้จดั ทาหนงั สอื ขอเปลย่ี นชอ่ื เรอ่ื ง พร้อมจัดทาโครงการวจิ ัย (ประกอบด้วยโครงการ
และโครงเรอ่ื ง) ทจ่ี ะทาใหม่ ส่งที่กองเอกสารวิจัยและห้องสมุดฯ เพ่ือนาเรียนขออนุมัติต่อผู้อานวยการวิทยาลัย
ปอ้ งกนั ราชอาณาจักรฯ

แ ต่ ถ้ า เ ป็ น ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง เ ฉ พ า ะ ชื่ อ เ รื่ อ ง โ ด ย ไ ม่ มี ก า ร เ ป ล่ี ย น แ ป ล ง
เค้าโครงเร่ืองอย่างสิ้นเชิง ยังคงอนุญาตให้นักศึกษาทาการวิจัยได้ แต่จะต้องขอรับความเห็นชอบจาก
ผอู้ านวยการกองวชิ าการที่รบั ผิดชอบในแต่ละลกั ษณะวิชา และกองเอกสารวจิ ยั และห้องสมดุ ฯ ก่อน

๒. ดำเนินกำรวิจัย

๒.๑ นักศึกษาควรจะเริ่มงานค้นคว้าหาข้อมูลและดาเนินการวิจัยโดยทันทีที่ผ่านความ
เหน็ ชอบจากอาจารย์ท่ปี รกึ ษาการจัดทาเอกสารวจิ ัยฯ ในการสัมภาษณ์แล้ว เพ่ือให้การส่งตรวจรายบทเป็นไป
ตามกรอบเวลาท่ี วปอ.ฯ กาหนดไว้

๒.๒ ในระหว่างดาเนินการวิจัย นักศึกษาจะต้องติดต่อปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษา
การจัดทาเอกสารวิจัยที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรฯ แต่งตั้งอย่างใกล้ชิด เพื่อรายงานความก้าวหน้า
ในการทาเอกสารวิจยั ฯ อยา่ งต่อเน่อื ง

๒.๓ การเก็บรวบรวมข้อมูลสาหรับการจัดทาเอกสารวิจัยฯ ของนักศึกษาหากนักศึกษามี
ความประสงค์ขอรบั การสนบั สนุนข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้อง ขอให้ประสานกองเอกสารวิจัยและ
หอ้ งสมดุ ฯ เพอ่ื จดั ทาหนังสือขอรับการสนับสนนุ ใหต้ ่อไป

๓. กำรจดั ทำเล่มรำยงำนเอกสำรวิจยั ส่วนบคุ คล

๓.๑ นักศึกษาจะต้องจัดทาเล่มเอกสารวิจัยตามรูปแบบท่ีวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรฯ
กาหนด

๓.๒ ในการอ้างอิงข้อมูลถ้ามีการอ้างอิงถึงเอกสำรที่มีช้ันควำมลับให้ถือช้ันควำมลับ
สงู สดุ ของเอกสำรอ้ำงอิงนั้นเป็นช้ันควำมลับของเอกสำรวิจัยฯ และให้นักศึกษารักษาความลับของเอกสาร
ซึ่งหมายถึง การรักษาความลับในข้ันตอนต่าง ๆ คือ การจัดทา การแจกจ่าย การเก็บรักษา และการทาลาย
โดยให้ปฏบิ ตั ิตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.๒๕๔๐ และระเบียบว่าด้วยการรักษาความ
ปลอดภัยแหง่ ชาติ พ.ศ.๒๕๑๗ โดยเคร่งครัด

ทั้งน้ี นกั ศึกษำจะตอ้ งทำเครอื่ งหมำยแสดงชนั้ ควำมลับของเอกสำร โดยกำรพิมพ์ช้ัน
ควำมลบั ใหเ้ ดน่ ชัดดว้ ยตวั อักษรสีแดง ตัวหนำขนำดตวั อกั ษร ๔๐ พอยท์ ณ ตำแหน่งกึ่งกลำงด้ำนบนและ
ด้ำนล่ำงของเอกสำรทกุ หนำ้ รวมทัง้ ปกหนำ้ ดว้ ย

๔. กำรสง่ เอกสำรวจิ ยั ส่วนบคุ คล

๔.๑ ให้นักศึกษาส่งเอกสารวิจัยฯ เป็นรายบท จานวน ๑ ชุด ส่งท่ีกองเอกสารวิจัยและ
ห้องสมุดฯ ตำมเวลำที่วิทยำลัยป้องกันรำชอำณำจักรฯ กำหนด ทั้งน้ี เนื้อหาในแต่ละบท
ต้องเป็นไปตามโครงการ และโครงเรือ่ งตามท่เี สนอและปรับแกไ้ ขไว้ในการสัมภาษณโ์ ครงการวจิ ยั

๔.๒ กองเอกสารวิจัยและห้องสมุดฯ จะนาส่งเอกสารวิจัยฯ รา ยบทท่ีนักศึกษา
ส่งตามข้อ ๔.๑ ให้อาจารย์ท่ีปรึกษาการจัดทาเอกสารวิจัยฯ ทาการตรวจและให้คาแนะนาตามลาดับ คือ
อาจารย์ทีป่ รึกษาหลัก ตรวจเน้ือหาด้านวิชาการ และอาจารย์ท่ีปรึกษาร่วม ตรวจรปู แบบการพิมพ์เอกสารวจิ ัยฯ

๔.๓ เม่ือนักศึกษาส่งเอกสารวิจัยฯ ครบทุกบท และแก้ไขตามที่อาจารย์ที่ปรึกษา
การจัดทาเอกสารวิจัยให้คาแนะนาแล้ว ให้จัดทาส่วนประกอบต่าง ๆ ของเอกสารวิจัยฯ ตามท่ีกาหนดไว้ใน
คู่มือการ เขียนเอกสารวิ จัยฯ เล่มน้ี เพ่ือเป็น ร่ำงเ อกสำรวิจัย ฉบับสมบูรณ์ จำนวน ๑ ชุด



ส่งที่กองเอกสารวิจัยและห้องสมุด ฯ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องก่อนจัดทาเล่มจริง โดยส่วนประกอบของ
เอกสารวิจัยฯ ประกอบดว้ ย

๔.๓.๑ส่วนนา ไดแ้ ก่ ปกใน หนงั สอื รับรอง บทคดั ยอ่ Abstract คานา กติ ติกรรมประกาศ
(ถ้าม)ี สารบญั สารบญั ตาราง (ถ้าม)ี สารบัญแผนภาพ (ถ้ามี) คาอธบิ ายคายอ่ และสญั ลกั ษณ์ (ถ้ามี)

๔.๓.๒ ส่วนเนื้อหาประกอบด้วยเน้อื หาของเอกสารวิจัยในบทท่ี ๑ – บทสุดทา้ ย
๔.๓.๓ สว่ นอา้ งองิ ได้แก่ บรรณานุกรม
๔.๓.๔ ภาคผนวก
๔.๓.๕ ประวัตยิ ่อผ้วู จิ ัย
๔.๓.๖ สรปุ ยอ่ จานวน ๑ ชุด ใหจ้ ัดทาแยกออกจากเลม่ เอกสารวจิ ยั ฯ
๔.๔ เมอื่ รา่ งเอกสารวิจัยฉบบั สมบรู ณไ์ ดร้ บั การตรวจแก้ไขเรียบร้อยแล้ว กองเอกสารวจิ ัย
และหอ้ งสมดุ ฯ จะแจง้ ให้นกั ศกึ ษาทราบ เพอ่ื ดาเนินการดงั น้ี
๔.๔.๑ จดั ทาเอกสารวจิ ยั ฯ ฉบับสมบรู ณ์ โดยมีส่วนประกอบเลม่ เช่นเดียวกบั
รา่ งเอกสารวิจัยฉบับสมบรู ณต์ ามข้อ ๔.๓ จานวน ๓ เล่ม (ไม่ต้องเยบ็ เลม่ )
๔.๔.๒ จัดทาสรุปย่อ เพ่ิมเตมิ อกี ๑ ชดุ แยกออกจากเลม่ เอกสารวิจยั ฯ
๔.๔.๓ บนั ทึกข้อมูลเอกสารวิจยั ทง้ั หมดลงในแผ่นบนั ทึกข้อมูล (CD-ROM) จานวน ๑ แผ่น
ในรูปแบบ Microsoft Word และในรูปแบบ PDF โดยบนั ทึกข้อมูลแยกเปน็ ส่วน ๆ ดงั น้ี

๔.๔.๓.๑ โฟลเดอร์ เอกสารวจิ ัย ประกอบด้วย File เอกสารตามข้อ ๔.๓ ได้แก่
ปกใน หนงั สือรับรอง บทคัดยอ่ Abstract คานา กิตติกรรมประกาศ (ถ้าม)ี สารบญั สารบัญตาราง (ถ้ามี)
สารบญั แผนภาพ (ถา้ มี) คาอธิบายคาย่อ และสัญลักษณ์ (ถ้าม)ี บทที่ ๑ บทท่ี ๒ บทที่ ๓ บทท่ี ๔ บทที่ ๕/บท
สุดทา้ ย บรรณานุกรม ภาคผนวก (ถ้ามี) ประวตั ิยอ่ ผูว้ ิจัย

๔.๔.๓.๒ File สรุปย่อ
๔.๕ เอกสารวิจัยทีน่ ักศกึ ษาสง่ จานวน ๓ เล่ม จะได้รับการอนุมัติจากผู้อานวยการวิทยาลัย
ป้องกันราชอาณาจักรฯ ให้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรฯ ท้ังน้ี วิทยาลัยฯ จะเป็นผู้ดาเนินการ
จัดทาปกนอกและเยบ็ เล่มให้ และสง่ คนื ให้กับนักศึกษา จานวน ๑ เล่ม

กรณีที่นักศึกษาประสงคจ์ ะจัดทาเอกสารวจิ ยั ฯ เพ่ิมเตมิ นอกเหนอื จาก ๓ เลม่ ให้อยู่ใน
ความรับผิดชอบของนักศึกษาในการจดั ทาปกและเยบ็ เล่มเอง

๕. ลิขสิทธิ์ในเอกสำรวิจยั ฯ

๕.๑ เอกสารวิจัยท่ีนักศึกษาจัดทาเป็นส่วนหน่ึงของการศึกษาตามหลักสูตรการป้องกัน
ราชอาณาจักร (วปอ.) และถือวา่ เปน็ ลิขสทิ ธ์ิของวิทยาลยั ปอ้ งกันราชอาณาจกั รฯ
กำรทำซ้ำหรือกำรดดั แปลงและกำรเผยแพรต่ อ่ สำธำรณชนตำมควำมหมำยในพระรำชบญั ญัตลิ ขิ สิทธิ์
พ.ศ.๒๕๓๗ จะตอ้ งได้รับอนุญำตเปน็ ลำยลักษณ์อกั ษรจำกผอู้ ำนวยกำรวทิ ยำลยั ป้องกันรำชอำณำจักรฯ

๕.๒ นักศึกษาท่ีต้องการทาซ้า หรือดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยมิใช่
วัตถุประสงค์ทางการค้า ให้รายงานขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรต่อผู้อานวยการวิทยาลัยป้องกัน
ราชอาณาจักรฯ โดยแจง้ วัตถปุ ระสงค์และจานวนเลม่ ในการจดั พมิ พ์และเผยแพร่

เอกสำรวิจัยของ วปอ.สปท.
ในสว่ นของเน้อื หำ (บทที่ ๑ – บทสดุ ท้ำย) ต้องมคี วำมยำว
ไมต่ ำ่ กว่ำ ๕๐ หน้ำ และไม่ควรมำกกว่ำ ๑๕๐ หน้ำ ไม่รวมภำคผนวก



ส่วนประกอบของเอกสำรวิจยั สว่ นบุคคล

วทิ ยาลัยป้องกันราชอาณาจกั รฯ ได้กาหนดรูปแบบการจัดทาเอกสารวิจยั สว่ นบุคคล
ของนกั ศกึ ษาวทิ ยาลยั ป้องกันราชอาณาจกั ร โดยกาหนดให้เอกสารวิจัยฯ มีสว่ นประกอบ ดงั น้ี

๑. ส่วนนำ

ส่ ว น น า ใ น ก า ร จั ด ท า เ อ ก ส า ร วิ จั ย ส่ ว น บุ ค ค ล ข อ ง วิ ท ย า ลั ย ป้ อ ง กั น ร า ช อ า ณ า จั ก ร ฯ
มีส่วนประกอบซ่งึ ต้องจัดให้เรยี งตามลาดบั ดังน้ี

๑.๑ ปกใน คือหนา้ ชอื่ เร่อื ง ผเู้ ขียน และหลักสูตร
๑.๒ หนังสือรับรอง เป็นหนังสือรับรองของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ที่ได้อนุมัติให้
เอกสารวจิ ยั ฯ ฉบับดงั กล่าวเป็นส่วนหนึง่ ของการศกึ ษาตามหลกั สูตร ซงึ่ นักศึกษาต้องจดั พิมพ์มาด้วย
๑.๓ บทคัดย่อ และ Abstract นักศึกษาต้องจัดทาบทคัดย่อ ท้ังภาษาไทย และ
ภาษาอังกฤษ (Abstract) สาระสาคัญของบทคัดย่อควรระบุถึงวัตถุประสงค์ของการวิจัย ขอบเขต
ของการวจิ ยั วธิ กี ารดาเนนิ การวจิ ยั ผลการวิจัย และข้อเสนอแนะ

บทคัดย่อ และ Abstract ควรสรุปเฉพำะสำระสำคัญ ๆ เท่ำนั้น ควำมยำว
ไม่ควรเกนิ ๑ หน้ำ โดยใหเ้ ขียนเปน็ รอ้ ยแกว้ ติดต่อกันไป โดยไมต่ ้องแยกเปน็ หวั ขอ้

๑.๔ คำนำและกติ ติกรรมประกำศ ในการเขยี นเอกสารวิจัยส่วนบุคคลของวิทยาลัยป้องกัน
ราชอาณาจักรฯ จะตอ้ งมีคานาเสมอ สว่ นกติ ตกิ รรมประกาศจะมหี รอื ไมม่ ีกไ็ ด้

๑.๕ สำรบัญ เป็นรายการท่ีแสดงถึงส่วนประกอบสาคัญท้ังหมดของเอกสารวิจัย ฯ
ท่ีเรียงตามลาดับหมายเลขหนา้ แล้ว

๑.๖ สำรบัญตำรำง (ถ้ำมี) เป็นส่วนท่ีแจ้งให้ทราบเลขหน้าของตารางทั้งหมดที่มีอยู่ใน
เอกสารวิจัยฯ เลม่ น้นั ๆ

๑.๗ สำรบัญแผนภำพ (ถ้ามี) เป็นส่วนท่ีแจ้งให้ทราบเลขหน้าของรูปภาพ แผนท่ี
แผนภมู ิ กราฟ ฯลฯ ทั้งหมดท่ีอย่ใู นเอกสารวิจัยฯ

๑.๘ คำอธิบำยคำยอ่ และสัญลักษณ์ (ถ้ำมี) เป็นส่วนท่ีอธิบายถึงคาย่อ หรือสัญลักษณ์ที่ใช้
ในการวจิ ยั ครั้งน้ี ซึง่ มีความหมายเดียวกันตลอดทงั้ เล่ม

๒. ส่วนเนือ้ หำ

เป็นส่วนแสดงสาระสาคัญของเอกสารวิจัยฯ การแบ่งจานวนบทขึ้นอยู่กับเนื้อหา
ของการวิจัยมากน้อยเพียงใด โดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น ๕ บท ทั้งนี้ ส่วนประกอบภายในบทเป็นไป
ตามตารางท่ี ๑ – ๑ แสดงการแบง่ บท และหวั ข้อสาคัญทค่ี วรมใี นบท



ตารางท่ี ๑ – ๑ แสดงการแบง่ บท และหัวข้อสาคญั ท่ีควรมใี นบท

บทที่ ชื่อบท หัวขอ้ สำคัญท่ีควรมใี นบท รำยละเอยี ด/ตวั อยำ่ ง
๑ บทนา ความเป็นมาและความสาคัญ ความเป็นมาและความสาคญั ของปญั หา
ของปัญหา เป็นการกล่าวถึงข้อเท็จจริง หรือสถานการณ์ท่ี
วตั ถุประสงค์ของการวิจยั เก่ียวข้อง หรือความสาคัญของสิ่งท่ีจะทาการวิจัย
ขอบเขตของการวิจยั โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งโจทย์หรือปัญหำที่จะทาการ
วธิ ีดาเนินการวิจัย วิจัยรวมทั้งเหตุผลท่ีต้องทาการวิจัย และ การ
ขอ้ จากัดของการวิจยั วิจัยจะสามารถตอบโจทย์หรือแก้ปัญหาได้อย่างไร
(ถ้าม)ี การเขียนความสาคัญของการวิจัยน้ันควรมีการ
ประโยชนท์ ่ไี ดร้ ับจากการ แบง่ เป็นยอ่ หนา้ โดยแต่ละย่อหนา้ ให้กล่าวถึงปัญหา
วิจยั หรือโจทย์วิจัย สถานการณ์ในปัจจุบันท่ีเก่ียวข้อง
คาจากัดความ (นโยบายรัฐบาล/ข้อเท็จจริง/ข้อมูลทางสถิติ) ในย่อ
ห น้ า สุ ด ท้ า ย ค ว ร จ ะ ก ล่ า ว ส รุ ป เ พื่ อ เ ช่ื อ ม โ ย ง ถึ ง
วตั ถุประสงค์ของการวิจัยและตอบโจทย์ของปัญหา
ให้ชัดเจนย่ิงขึ้น ทั้งน้ี แต่ละย่อหน้าควรมีความ
เชื่อมโยงกันโดยการเขียนจากภาพกว้างไปสู่ภาพที่
แคบลง มีความสมเหตุสมผล และควรใช้ภาษาและการ
เรียบเรียงที่เข้าใจง่าย
วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั
๑. สอดคล้อง/สมั พนั ธ์ กบั ชอ่ื เรื่องการวจิ ยั
๒. ระบุอยา่ งชัดเจนว่าต้องการศกึ ษาอะไร กบั ใคร ท่ี
ไหน
๓. ถา้ เรอ่ื งทว่ี จิ ยั เกี่ยวข้องกับตัวแปรหลาย ๆ ตัว
ควรเขยี นแยกเปน็ ขอ้ ๆ
๔. ภาษาทใี่ ช้ตอ้ งเขา้ ใจง่าย และแจ่มชัดใน
ตวั เอง
๕. สามารถเกบ็ ข้อมูลได้ ประเด็นน้สี าคญั มาก
เพราะถ้าเขยี นแลว้ ผู้วจิ ยั ไมร่ ู้ หรือไมส่ ามารถที่จะ
เกบ็ ข้อมลู ได้ จะทาให้การวิจัยประสบความ
ลม้ เหลวได้
ขอบเขตของการวจิ ัย
๑. ขอบเขตด้านพน้ื ที่ (ตามลกั ษณะภมู ศิ าสตร์
สถาบัน หรือพน้ื ทีท่ ีศ่ ึกษา)
๒ . ขอบเขตดา้ นประชากรหรอื ประชากร
กล่มุ เป้าหมาย (ประเภทและจานวนกลมุ่ เป้าหมาย)
3. ขอบเขตดา้ นเน้อื หา (ควรมคี วามสมั พนั ธก์ ับ
วตั ถปุ ระสงคก์ ารวจิ ัยในแตล่ ะข้อ)
4. ขอบเขตด้านระยะเวลา
วิธีดาเนินการวิจัย
1. แหล่งขอ้ มลู
2. ประชากร (ประเภทและจานวน)
3. การเลือกกลมุ่ ตวั อยา่ ง / ผ้ใู ห้ข้อมูลหลกั
(มเี กณฑ์การเลือกอยา่ งไร)
4. เคร่อื งมอื ที่ใช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
(แบบสอบถาม , แบบสมั ภาษณ์ การสนทนากลุ่ม)



ตารางที่ ๑ – ๑ แสดงการแบ่งบท และหัวขอ้ สาคัญท่คี วรมใี นบท (ตอ่ )

บทที่ ชื่อบท หวั ข้อสำคญั ท่ี รำยละเอียด/ตวั อย่ำง
ควรมใี นบท 5. วิธกี ารเก็บรวบรวมข้อมลู
6. การวิเคราะห์และประมวลผลข้อมลู (ตามเกณฑ์
๒ ตง้ั ช่อื บทตามความ (หัวข้อสาคญั ) ทีม่ ีความนา่ เช่ือถอื และวดั ได้)
เหมาะสม(การ ............ คาจากัดความ
ทบทวน (หวั ขอ้ สาคัญ) เป็นการให้ความหมายของตัวแปร หรือ คาศัพท์
วรรณกรรม ............ ท่ีนามาใช้ในการวิจัย ให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ระหว่าง
ทเี่ ก่ียวขอ้ ง) (หัวขอ้ สาคัญ) ผู้อ่านงานวิจัยกับผู้วิจัย คาท่ีควรเขียนเป็นนิยามศัพท์
............ เฉพาะ ควรเป็นตัวแปร หรือคาที่ผู้วิจัยเขียนบ่อยมาก
กรอบแนวคดิ ของ ในงานวจิ ยั คร้ังนนั้
การวิจยั การเขยี นทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวขอ้ ง
สรุป 1. ควรสรุปเปน็ คำพูดของตนเอง เขยี นในลักษณะ
เนื้อหาในบทที่ ๒ ของการวิเคราะห์มากกว่าท่ีจะนาเอามาย่อ และเรียง
จะเปน็ ข้อมลู ท่ไี ด้มา ลาดับกนั
จากการทบทวน 2. ควรเขียนให้ต่อเน่ืองเก่ียวโยงกันตลอดเนื้อหา
วรรณกรรม แนวคดิ ไม่เขียนในลักษณะการนามาเรียงต่อกันเพราะจะทา
ทฤษฎี และงานวิจยั ใหก้ ารอ่านไม่ต่อเน่อื งและราบเรียบ กำรเขยี นต้องให้
ฯลฯ ท่เี กี่ยวขอ้ งและ เช่ือมโยงควำมสัมพันธ์ระหว่ำงทฤษฎี แนวคิด
จะนามาเปน็ ข้อมลู หลกั กำร และผลงำนวิจัย
สนบั สนนุ การ 3. ไม่ควรเขียนเรียงตามปีท่ีพิมพ์/วิจัย หรือ เรียงตาม
วเิ คราะห์ในบทที่ 4 ช่ือผู้เขียน แต่ควรเรียบเรียงใหม่ตามแนวคิด และตัวแปร
ท่ีศึกษา โดยระบุความสาคัญ และความสัมพันธ์ของตัว
แปรตา่ ง ๆ
4. ควรแบง่ กลุม่ หรอื ประเภทเน้อื หำทนี่ ำมำ
อำ้ งองิ จัดใหเ้ ป็นหมวดหมู่ โดยแบ่งออกเปน็
ประเดน็ ตำ่ ง ๆ หรอื แยกเป็นหัวเรอ่ื งตำ่ ง ๆ อยำ่ ง
ชดั เจน
5. ทฤษฏี แนวคิด หลักการ และงานวิจัยที่นามา
เขยี นหรืออ้างองิ ต้องเป็นเรอ่ื งทเ่ี กย่ี วข้องกับการวิจัย
ที่ศกึ ษาโดยตรงเทา่ นัน้
6. ควรมกี ารสรุปประเด็นหรอื หัวเรอ่ื งท่ีนาเสนอทุก
เรอ่ื งตามแนวคิดของผู้วจิ ัยเอง เพ่ือให้ผู้อ่านเข้าใจใน
หวั เร่อื งนัน้ โดยใช้คาว่า จากท่กี ลา่ วมาแล้วนั้นสรุป
ไดว้ ่า……. หรือ จะเห็นได้ว่า………….. เปน็ ต้น
7. ควรมกี ารอา้ งองิ อยา่ งถูกต้องและชดั เจน ตาม
รูปแบบการอา้ งองิ โดยต้องระบทุ ีม่ าของเอกสารวา่
เอกสารชอ่ื อะไร ใครเป็นผู้เขยี น พิมพท์ ีไ่ หน เมื่อไร

๑๐

ตารางที่ ๑ – ๑ แสดงการแบ่งบท และหัวขอ้ สาคัญทค่ี วรมใี นบท (ตอ่ )

บทที่ ชอ่ื บท หวั ขอ้ สำคัญ รำยละเอยี ด/ตวั อยำ่ ง
๓ ตง้ั ชื่อบทตาม ทค่ี วรมใี นบท ช่ือบท ตอ้ งให้มีควำมสอดคล้องกับวตั ถปุ ระสงค์กำร
(หวั ขอ้ สาคญั ) วจิ ัยขอ้ ที่ ๑ และ/หรือ ๒
ความเหมาะสม ............ สว่ นนาของบท การศึกษาในบทที่ ๓ จะศึกษาเน้ือหาอยู่
(ขอ้ มูลของเรื่อง (หวั ข้อสาคัญ) ใน บริบทขอ ง วั ตถุปร ะ ส ง ค์ขอ ง ก าร วิ จัยข้อ ท่ี ๑
ทที่ าการวิจัย) ............ และ/หรอื ๒ เพอื่ ศึกษา..........................................โดยมี
(หวั ขอ้ สาคญั ) ลาดับการศกึ ษาดังนีค้ อื
...........
สรปุ ๑. หัวขอ้ สาคญั (ตัวอย่าง : สภาพท่วั ไป)
๒. หัวข้อสาคัญ (ตัวอย่าง : การจัดโครงสร้างของ
๔ ต้ังช่ือบทตาม (หวั ขอ้ สาคญั ) หน่วยงานที่เก่ียวข้อง)
ความเหมาะสม ................. ๓. หวั ขอ้ สาคญั (ตัวอยา่ ง : กฎหมาย ระเบยี บท่ี
(ผลของการวิจัย) (หวั ข้อสาคญั ) เกี่ยวขอ้ ง)
................. ๔. หวั ข้อสาคญั (ตัวอย่าง : การดาเนนิ การท่ผี า่ นมา)
(หวั ขอ้ สาคัญ) ๕. หัวขอ้ สาคญั (ตวั อยา่ ง : ปัญหาและอปุ สรรคที่สาคัญ) ฯลฯ
ในบทนีจ้ ะเปน็ ................. เนอ้ื เรื่อง ( ให้ดาเนินการศึกษาตามลาดับหัวข้อที่กาหนด
การวเิ คราะห์ สรุป ไวใ้ นส่วนนาของบท)
ข้อมูลทไ่ี ดจ้ าก สรุป (ท้ายบท )
สืบค้น หรอื ส่วนนาของบท จะต้องพิจารณาวัตถุประสงค์การวิจัย
สัมภาษณ์ และ และจะต้องตอบวัตถุประสงค์ของเร่ืองที่วิจัย เป็นหลัก
ได้ผลการ ตัวอยา่ งการลาดบั หัวขอ้ ในบทน้ี มดี งั นี้
ศกึ ษาวจิ ยั - การวิเคราะหป์ ัญหาอปุ สรรค(ทีไ่ ดจ้ ากบทท่ี ๓ ท่ีผา่ นมา)
ออกมา - การกลา่ วถงึ หลกั วชิ าการตามการทบทวนวรรณกรรมที่
ค้นควา้ มาจากขอ้ มูลทุตยิ ภูมติ ่าง ๆ เพิม่ เติมจากที่ทบทวน
วรรณกรรมในบทที่ ๒ แล้ว
- นาทฤษฎีที่ได้มีการทบทวนไว้แล้วในบทท่ี ๒ มาใช้
ประกอบการวิเคราะห์ และสังเคราะห์เพ่ือให้ได้แนวทาง
หรอื ให้ไดต้ ัวแบบเพอื่ การแกไ้ ขปญั หาในบทนี้
- นาบทสมั ภาษณ์มาประกอบการวิเคราะหส์ ังเคราะหใ์ น
บทนี้ด้วย
- นางานวิจัยที่เกี่ยวขอ้ งที่ได้ทบทวนวรรณกรรมไวแ้ ลว้ มา
ประกอบการวเิ คราะห์และสงั เคราะหใ์ นบทนีด้ ว้ ย
- ผลการวจิ ยั ในบทน้ีจะตอบวัตถปุ ระสงคก์ ารวจิ ัยขอ้
สุดท้าย อาจจะเปน็
o แนวทาง ( ในการแกป้ ัญหา)
o ยุทธศาสตร์ ( ในการแกไ้ ขปัญหา)
o แนวความคิด (ในการแกไ้ ขปัญหา) ฯลฯ
สรปุ ในบทที่ ๔ น้ีผู้วิจยั ตอ้ งแสดงให้เหน็ ว่าผลการ วิจัย
ท่ีได้ท้งั แนวทาง........ยุทธศาสตร.์ ......และแนวความคิด
....................ในการแก้ไขปัญหานนั้ มีความเป็นมาอย่างไร
ทฤษฎที ี่เลอื กไว้ในบทที่ ๒ นามาใช้ในบทที่ ๔ อยา่ งไร

๑๑

ตารางที่ ๑ – ๑ แสดงการแบ่งบท และหวั ข้อสาคัญที่ควรมีในบท (ต่อ)

บทท่ี ช่อื บท หัวขอ้ สำคัญ รำยละเอยี ด/ตวั อยำ่ ง
๕ สรุปและ ทคี่ วรมีในบท การเขียน สรุป เป็นการสรุปเน้ือหาจากบทท่ีผ่านมา โดย
สรปุ เขยี นตอบวตั ถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อช้ีว่าผลการศึกษาได้
ข้อเสนอแนะ ขอ้ เสนอแนะ บรรลุวัตถุประสงค์ของการวิจัยหรือไม่ โดยเขียนให้ตรง
ประเดน็ ไม่เพ่ิมเติมความเห็นของผูว้ ิจัย
การเขียน ข้อเสนอแนะ จะต้องได้มาจากการวิจัย โดยใช้
ฐานข้อมลู จากการวจิ ัยเป็นพืน้ ฐานในการเขียน ข้อเสนอแนะ
ควรประกอบด้วย ข้อเสนอแนะของผู้วิจัยในเร่ืองที่เก่ียวข้อง
รวมท้งั ขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบายและมาตรการต่างๆ ที่รัฐหรือ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพึงนาไปใช้และข้อเสนอแนะในการทา
วิจัยคร้งั ต่อไป ซึง่ ข้อเสนอแนะจะต้องเปน็ เรือ่ งใหม่ ไม่ใช่เร่ือง
ท่ีรู้กันอยู่ทั่วไป สามารถนาไปปฏิบัติได้จริงและในการเขียน
ขอ้ เสนอแนะควรลาดับเปน็ ขอ้ ๆ

๓. สว่ นอำ้ งองิ

การวิจัยเป็นกระบวนการค้นคว้าหาความจริงอย่างถูกต้องตามหลักวิชาอย่างเป็นระบบ และมี

รากฐานอยู่บนข้อเท็จจริง ดงั น้นั ผูท้ าการวิจยั ตอ้ งมีการอา้ งองิ แหล่งท่ีมาของข้อมูลที่นามาใช้ในการศึกษาด้วย
มิฉะน้นั จะถือว่าไมเ่ ป็นเอกสารวจิ ยั ฯ เพราะขาดลกั ษณะของการวางรากฐานอยู่บนขอ้ เท็จจริง

๔. ภำคผนวก

เป็นส่วนประกอบของเอกสารวจิ ยั ฯ ทีช่ ่วยเพิม่ ความเข้าใจเรื่องราวให้ดีขึ้น หรือให้ประโยชน์
แก่ผู้อ่านนอกเหนือจากเนื้อเรื่อง ซึ่งไม่สมควรรวมไว้ด้วยกันกับเนื้อความ จึงต้องแยกไว้ ต่างหาก เช่น
แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบายท่ีมีหลักฐานอยู่แล้ว หน้าแรกของ
ภาคผนวกให้ขึ้นหนา้ ใหม่มีคาวา่ ภาคผนวก อยกู่ ลางหน้ากระดาษ

ในกรณีมีหลายผนวก ในหน้าต่อไปให้พิมพ์คาว่า ผนวก ก ไว้ห่างจากขอบบน ๑.๕ นิ้ว
บรรทัดต่อมาพิมพ์ช่ือผนวก เม่ือภาคผนวกมีหลายภาคให้ใช้พยัญชนะไทยเรียงลาดับ จาก ก – ฮ
เช่น ผนวก ก ผนวก ข ผนวก ค ฯลฯ ถ้าภาคผนวกมีเชิงอรรถ ให้ลาดับหมายเลขของ เชิงอรรถ

โดยแยกแตล่ ะภาคผนวก วธิ ลี งเชงิ อรรถและวธิ ีพิมพ์ให้ทาเชน่ เดียวกับเชงิ อรรถของเน้อื เร่ือง

๕. ประวตั ยิ ่อผ้วู ิจัย ประกอบด้วย

๕.๑ ช่อื นามสกลุ พร้อมดว้ ยคานาหนา้ นาม เชน่ ยศ ฐานันดรศกั ดิ์ ฯ
๕.๒ วัน เดอื น ปเี กิด
๕.๓ การศกึ ษา
๕.๔ ประวตั กิ ารทางานโดยยอ่
๕.๕ ตาแหน่งปจั จุบนั

๑๒

ข้นั ตอนกำรจัดทำเอกสำรวจิ ยั ส่วนบุคคลของนกั ศึกษำ วปอ.

วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ฯ กาหนดขั้นตอนในการจัดทาเอกสารวิจัยส่วนบุคคลของ
นักศกี ษา วปอ. ตามแผนภาพท่ี ๑ – ๑ ดงั นี้

แผนภำพท่ี ๑-๑ ข้นั ตอนจดั ทาเอกสารวิจยั สว่ นบคุ คลของนักศึกษาวทิ ยาลยั ปอ้ งกนั ราชอาณาจกั ร

ชแี้ จงกำรเขียนเอกสำรวิจัย จัดบรรยายการเขยี นเอกสารวิจยั ฯและการให้

คาแนะนาปรกึ ษาหัวข้อเอกสาร

นักศกึ ษำส่งโครงกำรวจิ ัย+โครงเรอ่ื ง คดั แยกกลุ่มตามลักษณะวิชา
จำนวน ๕ ชุด ท่ี กอส.วปอ.ฯ

แก้ ดาเนนิ การสัมภาษณ์ตามห้วงเวลา นัดวนั -เวลำสัมภำษณ์

ไข

นกั ศึกษำ นักศกึ ษาสง่ โครงการวจิ ัย+โครงเรื่องใหม่ กอส.ฯ ขออนุมัตโิ ครงการวจิ ยั
แกไ้ ขตำม จำนวน ๖ ชดุ (หลงั การสมั ภาษณ์)
ข้อคดิ เหน็ เพ่อื ขออนมุ ตั กิ ารจัดทาที่ กอส.วปอ.ฯ

ของอำจำรย์

ท่ีปรึกษำ กอส.ฯ ตรวจสอบและแจง้

นักศึกษาส่งรายบท ๑ - ๕ เตอื นการส่งงานของนักศกึ ษา
ตามหว้ งเวลาท่กี าหนด
กองวชิ าการกาหนด
ผ้ทู รงคุณวุฒิ ตามลักษณะวิชา
และแจ้งให้ กอส.ฯ ทราบ จดั ตารางแถลงเอกสารวจิ ัยฯ

เพอ่ื ขออนมุ ตั ใิ นทีป่ ระชมุ ดาเนนิ การแถลงเอกสารวจิ ยั แก้ นักศกึ ษำ
คณะกรรมการวชิ าการ วปอ. ฯ ไข แก้ไขตำม
ขอ้ คิดเห็น
ปษ.วปอ.และกองวิชำกำรตรวจเน้อื หำด้ำน นกั ศึกษาสง่ ร่างฉบบั สมบูรณ์ ๑ เลม่
วิชำกำร และ กอส.ฯ ตรวจสอบควำมถกู ของ
ต้องรปู แบบกำรพมิ พ์เอกสำร ตำมเอกสำร ผทู้ รงคุณวุฒิ

วปอ. หมำยเลข ๐๐๖

นักศกึ ษาส่งฉบับสมบรู ณ์ ๓ เลม่ พรอ้ ม CD

แก้ กอส.ฯ จัดทาหนงั สือนาเรยี นเพ่อื ขออนมุ ัติเอกสาร
ไข วิจัยฯ

นักศึกษาแกไ้ ข กอส.ฯ จดั ทาเล่มเอกสารส่งเกบ็ ทีห่ อ้ งสมุด
และจดั ทา DVD ทาเนียบเอกสารวิจัยฯ สาหรบั การเผยแพร่

แผนภำพที่ ๑ – ๒ แผนกำรทำวิจัยของนักศกึ ษำวิทยำลัยปอ้ งกนั ร

ลำดบั กำรดำเนนิ กำร

๑. กาหนดประเดน็ ปญั หา และสารวจขอ้ มูลท่ีเกี่ยวขอ้ ง

๒. สง่ โครงการวจิ ยั (ประกอบดว้ ยโครงการวิจัย และโครงเร่อื ง)

๓. ชแ้ี จงโครงการวจิ ัย (สมั ภาษณ์)

๔. ดาเนินการวิจัย
- รวบรวมข้อมูล จัดระเบยี บข้อมลู และ
- วิเคราะห์ขอ้ มูล

๕. สง่ ร่างเอกสารวจิ ยั เป็นรายบท
๕.๑ บทที่ ๑ บทนา

๕.๒ บทท่ี ๒ แนวคิด ทฤษฎวี รรณกรรมข้อมูลท่ัวไปที่เก่ียวข้อง

๕.๓ บทท่ี ๓ ข้อมลู เชิงลกึ ท่ีเก่ยี วขอ้ ง
๕.๓ บทท่ี ๔ วเิ คราะห/์ ผลการวิจัย

๕.๔ บทท่ี ๕ สรุปและข้อเสนอแนะ

๖. แถลงผลงานวจิ ยั โดยสง่ สรุปยอ่ งานวจิ ัย ภายใน ๑๐ วันทาการ
กอ่ นวนั ที่จะทาการแถลงผลงานวิจยั

๗. ส่งร่างเอกสารวิจยั ฉบบั สมบูรณ์ ๑ ชดุ

๘. ส่งเอกสารวิจยั ฉบบั สมบูรณ์ ๓ เล่ม และสรุปย่อ ๑ ชุด
พรอ้ มบนั ทกึ ข้อมูลทัง้ หมดลงแผน่ บนั ทึกขอ้ มูล จานวน ๑ แผน่

๑๓

รำชอำณำจกั ร

ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย.

๑๔

กำรแถลงเอกสำรวิจัยสว่ นบุคคล

การแถลงเอกสารวิจัยส่วนบุคคล คอื การท่นี ักศกึ ษาผูท้ าการวิจัยนาผลงานวจิ ัยของตน
โดยสรปุ เสนอต่อวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรฯ และนกั ศึกษาในรุ่น ในลกั ษณะการนาเสนอต่อหน้าช้ัน
ซึง่ ถือเปน็ สว่ นหนึง่ ของการประเมนิ ค่าเอกสารวจิ ัย

๑. กำหนดกำรแถลงเอกสำรวิจัยส่วนบุคคล

๑.๑ กาหนดการแถลงเอกสารวจิ ัยส่วนบคุ คลของนักศึกษาต่อหน้าช้ัน
กาหนดจัดในช่วงเดือนกรกฎาคม และวทิ ยาลัยป้องกนั ราชอาณาจักรฯ จะแจ้งกาหนดการแถลง
เอกสารวิจยั ส่วนบคุ คลของนกั ศึกษาให้ทราบเป็นการล่วงหนา้ ก่อนวันแถลงวนั แรก ประมาณ ๑ เดือน
(นกั ศึกษาต้องส่งร่างเอกสารวิจยั ฯรายบทครบทกุ บทแล้วเท่านน้ั จึงจะได้รับสิทธ์ใิ นการแถลง) เพอ่ื ให้
นกั ศกึ ษามีเวลาจัดทาสรุปยอ่ สาหรบั แจกจ่ายผู้เข้าฟัง และเตรียมอุปกรณช์ ว่ ยในการแถลงผลงานวจิ ยั

๑.๒ เวลาที่ใช้ในการแถลงเอกสารวจิ ัยสว่ นบคุ คล
นกั ศึกษาแต่ละคนจะใช้เวลาแถลงเอกสารวิจยั สว่ นบคุ คลรวม ๔๕ นาที แยกเป็น
๒.๑ การนาเสนอผลงานวิจยั ๒๐ นาที
๒.๒ ตอบข้อ ซักถามและ รับฟังการเสนอความคิดเห็นเพ่ิมเติมจาก

ผทู้ รงคุณวุฒิ อาจารยท์ ี่ปรกึ ษาเอกสารวิจัย วปอ. และผ้เู ขา้ รว่ มรบั ฟัง ๒๐ นาที
๒.๓ เวลาทางธุรการ ๕ นาที

๒. กำรเตรยี มกำรแถลงเอกสำรวิจัยสว่ นบุคคล

ในการแถลงเอกสารวจิ ัยส่วนบุคคล ใหน้ กั ศึกษาดาเนินการ ดงั น้ี
๒.๑ จัดทำสรปุ ยอ่ ตามรูปแบบของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรฯ โดยย่อเนื้อหา
สาคัญของเอกสารวจิ ัยฯ (ตามรูปแบบในหน้า ๑๐๑) ความยาวประมาณ ๕ หน้า จานวน ๓๐ ชุด ส่ง
ให้กองวิชำกำรที่รับผิดชอบในลักษณะวิชำน้ัน ๆ ก่อนวันแถลงผลงำนวิจัย ๑๐ วันทำกำร
เพื่อแจกจ่ายให้ผู้ทรงคณุ วฒุ ิ และนกั ศึกษาที่เข้าฟัง โดยสรปุ ยอ่ จะมีเน้อื หาตามหัวข้อตอ่ ไปน้ี

๒.๑.๑ ความเปน็ มาและความสาคญั ของปญั หา
๒.๑.๒ วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจยั
๒.๑.๓ ขอบเขตของการวจิ ยั
๒.๑.๔ วธิ ดี าเนนิ การวจิ ยั
๒.๑.๕ ผลการวจิ ยั
๒.๑.๖ ขอ้ เสนอแนะ
๒.๒ เตรยี มอปุ กรณป์ ระกอบการแถลงเอกสารวิจัยส่วนบุคคล เช่น แผ่นใส ภาพนิ่ง
ภาพยนตร์ มัลติวิช่ัน วีดิทัศน์ ฯลฯ และควรแจ้งให้เจ้าหน้าท่ีประจาห้องโสตทัศนูปกรณ์ทราบ
เป็นการลว่ งหนา้ เพ่อื เตรยี มการอานวยความสะดวก

๓. กำรรว่ มรบั ฟังกำรแถลงเอกสำรวจิ ัยสว่ นบคุ คล

เนื่องจากเอกสารวิจัยฯ แต่ละเรื่อง มิใช่เป็นแต่เพียงผลการศึกษาวิจัยท่ีได้จาก
การศึกษาคน้ ควา้ ทางวิชาการเทา่ นน้ั หากได้รวมถึงความชานาญประสบการณ์และทัศนะ ซึ่งได้ส่ังสม

๑๕

ไว้จากการปฏิบัติหน้าท่ีและความรับผิดชอบในตาแหน่งหน้าท่ีต่าง ๆ หลายระดับ เป็นเวลานาน
ผลการวิจัยท่ีได้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการนาไปประยุกต์ใช้ หรือเป็นแบบอย่างในการแก้ปัญหา
นอกจากน้ีวตั ถุประสงคข์ อ้ หน่ึงของการจัดให้มกี ารแถลงผลงานวิจัยต่อหน้าช้ัน คือ ต้องการให้ผู้ฟังได้
เสนอข้อคิดเห็น หรือข้อมูลท่ีเป็นประโยชน์ต่อการวิจัย เพื่อให้ผู้วิจัยนาความคิดเห็นหรือข้อมูล
เหล่านั้นไปพิจารณาปรบั ปรุงเอกสารวิจยั ของตนให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ดังนั้น นักศึกษำทุกคนควร
ให้ควำมสนใจต่อกำรแถลงผลงำนวิจยั ของเพื่อนนักศึกษำ นอกจาก จะเป็นการให้กาลงั ใจแกผ่ ู้แถลง
ผลงานวิจัยด้วยแล้ว ยังเป็นโอกาสที่จะได้เสนอแนะข้อมูล หรือทัศนะท่ีเป็นประโยชน์ต่อผลงานวิจัย
ในเรื่องนัน้ ๆ อกี ดว้ ย

๔. กำรประเมินกำรแถลงเอกสำรวจิ ัยสว่ นบคุ คล

วิทยาลยั ป้องกนั ราชอาณาจักรฯ จะเชิญคณะอาจารย์ท่ีปรึกษาการจัดทาเอกสารวิจัย
ท้ังอาจารย์ท่ีปรึกษาหลัก และอาจารย์ท่ีปรึกษาร่วมของนักศึกษาเข้าฟังการแถลงผลงานวิจัย
และทาการประเมินค่า นอกจากนั้น จะมีผู้ทรงคุณวุฒิท่ีเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นมาฟังการแถลงเพ่ิมเติม
เพ่ือให้ได้ข้อคิดเห็นท่ีเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงงานวิจัย โดยใช้แบบประเมินใบ ปม.๑ ในการ
ประเมินการแถลงเอกสารวิจยั สว่ นบุคคล

รำงวัลเอกสำรวิจัยสว่ นบุคคล

แนวทางการพจิ ารณารางวัลเอกสารวิจยั ฯ เปน็ ไปตามระเบียบ วปอ.สปท. วา่ ดว้ ย การให้
รางวลั เอกสารวจิ ยั พ.ศ.๒๕๕๗ มขี ั้นตอนและการปฏิบตั ทิ ี่เกี่ยวขอ้ ง ดังน้ี

๑. รำงวลั เอกสำรวิจัยฯ แบง่ เป็น ๓ ระดบั ไดแ้ ก่
๑.๑ เอกสารวิจยั ฯ ดเี ด่น หมายถึง หมายถึง เอกสารวิจัยฯ ทีส่ ภา วปอ. มีมติอนมุ ตั ิ

ใหเ้ ปน็ เอกสารวจิ ยั ฯ ดเี ด่น
๑.๒ เอกสารวจิ ยั ฯ ชมเชย หมายถึง เอกสารวิจัยฯ ที่ได้รับการเสนอเข้ารบั การพิจาณา

รางวัลแต่ไม่ผ่านเกณฑ์อนมุ ัติในข้อ ๑.๑
๑.๓ เอกสารวิจัยฯ ทส่ี มควรได้รบั เกียรตบิ ัตร วปอ. หมายถงึ เอกสารวิจยั ฯ ท่ไี ดร้ บั

การเสนอเขา้ รับการพิจาณารางวลั แตไ่ ม่ผ่านเกณฑ์อนมุ ัตจิ ากคณะกรรมการการศกึ ษา วปอ. เพอื่ นาเข้า
พิจารณาในขอ้ ๑.๑ และ ๑.๒ และ/หรอื เอกสารวจิ ัยฯ ท่ี วปอ.ฯ มมี ติอนุมตั ริ างวลั ให้

๒. คุณลักษณะของเอกสำรวิจัยฯ
เอกสารวิจัยฯ ท่ีจะเสนอเข้ารับการพิจารณารางวัลต้องผ่านการประเมินในประเด็น

ตา่ ง ๆ ดงั น้ี
๒.๑ กำรประเมินทั่วไป
พจิ ารณาในประเด็นที่เก่ยี วขอ้ ง ได้แก่
๒.๑.๑ ไม่เป็นวทิ ยานิพนธ์ หรอื เอกสารวิจยั หรือเอกสารวิชาการท่ีเป็น

สว่ นหนง่ึ ของการรับปรญิ ญา หรอื วฒุ บิ ตั รของสถาบนั การศกึ ษาต่าง ๆ
๒.๑.๒ เขียนเป็นภาษาไทย สาหรับนักศึกษาจากมิตรประเทศเขียนเป็ น

ภาษาอังกฤษได้

๑๖

๒.๑.๓ มรี ูปแบบการพมิ พ์ การอา้ งอิง และสว่ นประกอบอืน่ ๆ ของเอกสาร
ตามมาตรฐานของ วปอ.ฯ ทีก่ าหนดไว้ในคมู่ อื การเขยี นเอกสารวิจยั ฯ (เอกสาร วปอ.หมายเลข ๐๐๖)

๒.๑.๔ ส่งเนือ้ หาครบทั้ง ๕ บท ภายในกรอบเวลาท่ี วปอ.ฯ กาหนด และ
มคี ะแนนการประเมินตามแบบประเมนิ คุณค่าและคุณภาพเอกสาร (ปม.๒) ทอี่ าจารย์ท่ีปรกึ ษาการจัดทา
เอกสารวิจัยฯ มีความเห็นร่วมกนั ให้เสนอเข้ารบั การพิจารณารางวัล

๒.๒ กำรประเมนิ ดำ้ นคณุ ค่ำ
พิจารณาในประเด็นท่ีเกี่ยวขอ้ ง ได้แก่
๒.๒.๑ ความสาคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติ โดยพิจารณาจาก ความถี่และ

ความรุนแรงของปัญหาในปัจจุบัน มีผู้เกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบจากปัญหาจานวนมากมาก
น้อยเพียงใด มีแนวโน้มของปญั หาและผลกระทบทจ่ี ะเกิดข้ึนในอนาคต และมีความเร่งด่วนท่ีต้องได้รับ
การแกไ้ ข เป็นตน้

๒.๒.๒ ความเหมาะสมของเรือ่ งทท่ี าการวจิ ยั โดยพจิ ารณาจากความเหมาะสม
กับสภาพแวดล้อมความม่ันคงแห่งชาติ เป็นการวิจัยท่ีมีรากฐานมาจากสถานการณ์หรือปัญหาท่ีเกิด
ข้ึนจริง เป็นการวิจัยท่ียังไม่มีผู้ทาวิจัยมาก่อนหรือมีแต่ยังไม่มีคาตอบท่ีสามารถนาไปแก้ปัญหาน้ัน
และเป็นการวจิ ัยท่คี ้นพบประเด็นใหม่ ๆ และทนั ต่อเหตุการณ์ เปน็ ต้น

๒.๒.๓ ประโยชนแ์ ละขอ้ เสนอแนะท่ีได้จากการวิจัย โดยพิจารณาจาก สามารถ
นาไปใช้ปฏิบัติได้จริงในปัจจุบัน และเป็นการเตรียมการเพ่ืออนาคต เป็นการวิจัยท่ีเพิ่มพูนความรู้
และความก้าวหน้าทางวิชาการเป็นที่ยอมรับได้ เป็นข้อเสนอแนะที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กับผลการวิจัย
และนาไปใช้แก้ปญั หาได้ รวมทั้ง มขี อ้ เสนอแนะ (เชิงนโยบาย และทัว่ ไป) ทสี่ ามารถนาไปใช้ประโยชน์
ได้กวา้ งขวางและเป็นไปได้ เป็นตน้

๒.๓ กำรประเมินคณุ ภำพเอกสำรวจิ ัยฯ พจิ ารณาในประเดน็ ทเี่ กย่ี วข้อง ไดแ้ ก่
๒.๓.๑ ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหาแสดงให้เห็นถึงประเด็นปัญหาและ

ความสาคัญในการทาวิจัย ครอบคลุมประเด็นที่ศึกษาโดยมีเหตุผลสนบั สนุน ข้อความมีความกระชับ ชดั เจน
๒.๓.๒ วตั ถปุ ระสงค์ชดั เจนและชีเ้ ฉพาะตามเนอ้ื หา
๒.๓.๓ การทบทวนวรรณกรรมท่ีเก่ียวข้องครอบคลุม แนวคิด ทฤษฎี ข้อมูล

วิชาการอื่น ๆและเชื่อมโยงกบั หวั ขอ้ วิจยั
๒.๓.๔ กระบวนการวิจยั ทุกข้ันตอนถกู ตอ้ งเหมาะสมตามระเบียบวธิ ีการวจิ ยั
๒.๓.๕ การวิเคราะห์ผลการวิจัยจากแนวคิด ทฤษฎีบนพ้ืนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์

และหลักวชิ าการ มคี วามชดั เจน น่าเชอื่ ถอื สอดคล้องตรงตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย
๒.๓.๖ การสรุปผลการวิจัย มีความกระชับ ชัดเจน สอดคล้องวัตถุประสงค์

ของการวจิ ัยทต่ี ้งั ไว้บนพ้ืนฐานหลกั วิชาการ
๒.๓.๗ ความสมบูรณ์ของส่วนประกอบอ่ืน ๆ ของเอกสารวิจัยฯ (อาทิ ตาราง

รูปภาพ แบบจาลอง สถิติ ฯลฯ) และมีการอ้างอิง การจัดทาบรรณานุกรมที่ครบถ้วนสมบูรณ์และ
ถูกต้อง รวมท้ังความสามารถในการลาดับเช่ือมโยงเน้ือหาต่อเนื่องระหว่างบท การลาดับหัวข้อต่าง ๆ
เป็นหมวดหมู่ ชัดเจน

๓. ขัน้ ตอนกำรพิจำรณำรำงวัลเอกสำรวิจยั ฯ

๑๗

ดาเนินการโดยคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ตามลาดับข้ันตอน ดงั น้ี
๓.๑ อำจำรย์ท่ีปรึกษำกำรจัดทำเอกสำรวิจัยฯ พิจารณาเอกสารวิจัยฯ ในความ
รบั ผิดชอบ และเสนอรายชือ่ เอกสารวิจัยฯท่สี มควรได้รบั การพิจารณารางวลั
๓.๒ คณะกรรมกำรกล่ั นกรองกำรให้รำงวัลเอกสำรวิจัยฯ (หมายถึง
คณะกรรมการตามที่กาหนดไว้ในระเบียบ วปอ.สปท. ว่าด้วย การให้รางวัลเอกสารวิจัย พ.ศ.๒๕๕๗)
พิจารณาเอกสารวิจัยฯ ตามข้อ ๓.๑ เพ่ือคัดเลือกเอกสารวิจัยฯ พร้อมทั้งระดับรางวัลท่ีเหมาะสม เสนอ
ต่อคณะกรรมการการศึกษา วปอ.
๓.๓ คณะกรรมกำรกำรศึกษำ วปอ. พิจารณาเอกสารวิจัยฯ ตามข้อ ๓.๒ เพ่ือ
คดั เลือกเอกสารวิจัยฯ ที่สมควรได้รับรางวัลระดับดีเด่น และ/หรือระดับชมเชย เสนอต่อ สภา วปอ.
๓.๔ คณะกรรมการสภา วปอ. พิจารณาเอกสารวิจัยฯ ตามข้อ ๓.๓ เพื่ออนุมัติ
เปน็ เอกสารวิจัยฯ ระดับดีเด่น และ/หรอื เอกสารวจิ ัยฯ ระดับชมเชย
๔. แบบประเมินเอกสำรวิจัยฯ (ประเมนิ คุณคา่ และคุณภาพของเอกสาร)
ใช้แบบประเมิน ปม.๒ ซ่ึงประกอบด้วย ส่วนท่ี ๑ ประเมินคุณค่าเอกสารวิจัยฯ
(๕๐ คะแนน) ส่วนท่ี ๒ ประเมินคุณภาพเอกสารวิจัยฯ (๕๐ คะแนน) และ ส่วนที่ ๓ ข้อคิดเห็น
เพม่ิ เตมิ ของผปู้ ระเมิน (ไม่มีคะแนน)

จรรยำบรรณนกั วจิ ยั

สานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ สภาวิจัยแห่งชาติ ได้จัดทาเร่ืองจรรยาบรรณ
นักวิจัยและแนวทางปฏิบัติข้ึน เพ่ือให้เป็นข้อสังวรณ์ทางคุณธรรม และจริยธรรมในการทางาน
ของนักวิจัย วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรฯ ได้คัดลอกบางส่วน ซ่ึงเกี่ยวข้องกับการจัดทาเอกสาร
วจิ ยั สว่ นบคุ คลของ วปอ.ฯ มาเพอ่ื เผยแพร่ให้นักศึกษาได้ทราบแนวทางปฏิบัติตามหลักจรรยาบรรณ
นกั วิจยั มรี ายละเอยี ดดังนี้

แนวทางปฏบิ ัติ
๑. นกั วจิ ัยตอ้ งซ่อื สตั ยแ์ ละมีคณุ ธรรมในทางวชิ าการและการจดั การ

นักวจิ ัยต้องมคี วามซอื่ สัตย์ตอ่ ตนเองไมน่ าผลงานของผอู้ ื่นมาเป็นของตนไม่ลอกเลียน
งานของผู้อ่ืน ต้องให้เกียรติและอ้างถึงบุคคล หรือแหล่งที่มาของข้อมูลท่ีนามาใช้ในงานวิจัย
ต้องซอ่ื ตรงตอ่ การแสวงหาทุนวจิ ยั และมีความเป็นธรรมเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ไดจ้ ากการวิจัย

๒. นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชาการที่ทาวิจัยอย่างเพียงพอ และมีความรู้
ความชานาญ หรือมีประสบการณ์เกี่ยวเน่ืองกับเรื่องท่ีทาวิจัยเพ่ือนาไปสู่งานวิจัยที่มีคุณภาพ และเพ่ือ
ป้องกันปัญหาการวิเคราะห์ การตีความ หรือการสรุปท่ีผิดพลาด อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อ
งานวิจยั

๓. นกั วิจัยต้องมคี วามรับผิดชอบต่อส่ิงท่ีศึกษาวิจัยไม่ว่าจะเป็นส่ิงท่ีมีชีวิต หรือไม่มีชีวิต
นักวิจัยต้องดาเนินการด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และมีจิตสานึก และมีปณิธานที่จะอนุรักษ์
ศิลปวฒั นธรรมทรัพยากร และสิง่ แวดลอ้ ม

๑๘

๔. นักวิจัยต้องเคารพศักด์ิศรีและสิทธิของมนุษย์ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการวิจัยนักวิจัย
ต้องไม่คานึงถึงผลประโยชน์ทางวิชาการจนละเลยและขาดความเคารพในศักดิ์ศรีของเพ่ือนมนุษย์
ต้องถอื เป็นภาระหน้าท่ีที่จะอธิบายจุดมุ่งหมายของการวิจัยแก่บุคคลท่ีเป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยไม่หลอกลวง
หรอื บบี บงั คับและไมล่ ะเมิดสิทธิ

๕. นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิดโดยปราศจากอคติในทุกข้ันตอนของการทาวิจัย
นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิด ต้องตระหนักว่าอคติส่วนตน หรือความลาเอียงทางวิชาการ
อาจสง่ ผลใหม้ กี ารบดิ เบือนขอ้ มลู และขอ้ ค้นพบทางวิชาการ อนั เปน็ เหตุให้เกดิ ผลเสยี หายตอ่ งานวิจัย

๖. นักวจิ ยั พงึ นาผลงานวิจยั ไปใช้ประโยชน์ในทางท่ีชอบนักวิจัยพึงเผยแพร่ผลงานวิจัย
เพอ่ื ประโยชนท์ างวิชาการและสังคม ไม่ขยายผลขอ้ คน้ พบจนเกินความเป็นจริง และไม่ใช้ผลงานวิจัย
ไปในทางมชิ อบ

๗. นักวิจยั พงึ เคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อ่ืน นักวิจัยพึงมีใจกว้าง พร้อมที่จะ
เปิดเผยข้อมูลและขั้นตอนการวิจัย ยอมรับฟังความคิดเห็นและเหตุผลทางวิชาการของผู้อื่น และพร้อม
ท่จี ะปรับปรงุ แกไ้ ขงานวจิ ัยของตนใหถ้ ูกต้อง

๘. นักวิจัยพึงมีความรับผิดชอบต่อสังคมทุกระดับ นักวิจัยพึงมีจิตสานึกที่จะอุทิศ
กาลังสติปัญญาในการทาวิจัยเพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการเพ่ือความเจริญ และประโยชน์สุข
ของสงั คมและมวลมนุษยช์ าติ

๑๙

บทท่ี ๒
การเขยี นโครงการวิจัย

หัวขอ้ โครงการวจิ ัย

โครงการวิจัยท่ีนักศึกษาต้องจัดทาและเสนอให้วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรฯ อนุมัตินั้น
ให้จัดทา ๒ สว่ น ไดแ้ ก่ โครงการวิจัย และโครงเร่อื ง มีรายละเอยี ดดงั นี้

๑. โครงการวจิ ัย จะเปน็ หัวข้อสาคญั ในการเขยี นงานวิจยั ประกอบดว้ ย

๑.๑ ชือ่ เร่อื ง (Research Topic)
๑.๒ ลกั ษณะวิชา (Field)
๑.๓ ผ้วู ิจัย (Researcher)
๑.๔ ความเปน็ มาและความสาคญั ของปญั หา (Background and Significance of
Problem)
๑.๕ วัตถปุ ระสงค์ของการวิจยั (Objectives of Research)
๑.๖ การทบทวนวรรณกรรมที่เก่ียวข้อง (Literatures Review)
๑.๗ ขอบเขตของการวจิ ยั (Scope of Research)
๑.๘ กรอบแนวคิดของการวิจยั (Conceptual Framework)
๑.๙ วิธดี าเนินการวจิ ัย (Methodology)
๑.๑๐ ขอ้ จากดั ของการวิจัย (Limitations and/or Delimitation) ถา้ มี
๑.๑๑ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย (Research Results for Utilizations)
๑.๑๒ คาจากัดความ (Definitions) ถ้ามี

๒. โครงเรอื่ ง

จะเป็นหัวข้อสาคัญในแต่ละบทของงานวิจัย โดยมีรายละเอียดของเน้ือหาต่าง ๆ
ทเี่ ก่ียวข้องกบั งานวจิ ยั ของนักศกึ ษา

คาแนะนาการเขยี นโครงการวจิ ยั

ในหวั ขอ้ โครงการวิจยั ที่กล่าวมาแลว้ ขา้ งต้น มคี าแนะนาการเขยี นดงั นี้

๑. ชอ่ื เรื่อง (Research Topic)

ชื่อเร่ือง หรือหัวข้อวิจัย เป็นส่ิงท้าทายอันดับแรกของการเขียนเอกสารวิจัย
การกาหนดช่ือเรือ่ ง มีวัตถปุ ระสงค์เพ่ือให้ผอู้ ่านทราบถงึ สาระสาคญั ของการวิจัยให้ชัดเจน และกระชับ
ที่สุดเทา่ ท่จี ะทาได้

๑.๑ แนวทางก่อนทจี่ ะกาหนดชือ่ เร่ือง

๒๐

๑.๑.๑ ให้เริ่มจากเร่ืองท่ีมีความสนใจ หรือจากประสบการณ์การทางาน
ของนกั ศกึ ษาเอง

๑.๑.๒ ค้นควา้ เร่อื งท่ีสนใจน้ันเพม่ิ เติม ด้วยการตรวจสอบเอกสาร (การทบทวน
วรรณกรรม) เพ่ือจะได้ทราบวา่ มีผใู้ ดได้ศกึ ษาในเร่ืองดังกลา่ วไวบ้ า้ งแลว้ และยังมีประเด็นอะไร ที่ควร
ศึกษาเพ่มิ เติมใหส้ มบรู ณ์มากขึน้

๑.๑.๓ นอกจากนี้อาจมาจากข้อคิด ข้อเสนอแนะของผู้เช่ียวชาญในสาขาน้ัน ๆ
หรือจากเร่อื งท่ยี งั มีประเดน็ ถกเถียง มขี ้อโต้แย้งทยี่ ังไม่ไดท้ าการตรวจสอบดว้ ยงานวจิ ัย

๑.๒ การกาหนดช่ือเร่ือง
๑.๒.๑ ควรมีความยาวไม่เกิน ๑ บรรทดั พมิ พ์ หรือประมาณ ๑๐ ถึง ๑๒ คา
๑.๒.๒ ต้องไม่กว้างเกินไป เพราะจะทาให้การวิจัยออกมาคลุมเครือ

ตอ้ งคานงึ ถงึ ความเป็นไปได้ในทางปฏิบตั ิ
๑.๒.๓ ควรมีขอบเขตที่แนน่ อน อยู่ในวิสัยที่ทาได้
๑.๒.๔ ชือ่ เรือ่ งควรมีความสอดคลอ้ ง และเกีย่ วข้องกบั ปญั หาทจ่ี ะทา
๑.๒.๕ มีความชัดเจนและช้ีเฉพาะในปัญหาทจี่ ะศึกษา
๑.๒.๖ ไมค่ วรใชค้ าว่า “การวิจัย” “การศึกษา” หรือ “การวิเคราะห์”

นาหนา้ ชื่อเร่อื งโดยไม่จาเปน็
๑.๒.๗ ควรข้ึนต้นช่ือเรื่องด้วยคาท่ีสาคัญของปัญหาซ่ึงเป็นภาษาง่าย ๆ สั้น

รดั กุม
๑.๒.๘ นอกจากนี้ต้องไม่เลือกช่ือเร่ืองที่ต้องอาศัยข้อมูลต่าง ๆ ท่ีมีการ

ปกปิด หรอื เป็นความลับจนไม่สามารถเก็บข้อมูลได้
๑.๒.๙ ชื่อเร่ืองมักกล่าวในรูปวลี (ไม่เป็นรูปประโยคที่สมบูรณ์

และตอ้ งไมเ่ ป็นประโยคคาถาม)
๑.๒.๑๐ ไม่ควรใช้คา หรือประโยคที่ไม่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์

หรือคาทย่ี ังไม่เคยมีการบญั ญตั ใิ ชม้ าก่อน หากจาเปน็ ต้องใชอ้ าจเขียนภาษาอังกฤษกากับไวด้ ว้ ย
๑.๒.๑๑ ชื่อเรื่องควรคานึงถึงมิติต่าง ๆ ของการวิจัย ได้แก่ พ้ืนฐาน

ทางทฤษฎี ลกั ษณะของการเก็บข้อมูล ประชากรเป้าหมายหรือสถานท่ีทาการศึกษาวิจัย การกาหนด
ประเดน็ สาระสาคญั ของการวจิ ยั และประโยชนต์ อ่ การทางาน

๒. ลักษณะวชิ า (Field)

ให้นักศึกษาพิจารณาว่างานวิจัยของท่านควรจัดอยู่ในลักษณะวิชาใดใน ๖ ลักษณะ
วิชา ดังนี้ ยุทธศาสตร์ (Strategy) การเมือง (Politics) การทหาร (Military) การเศรษฐกิจ (Economics)
สังคมจิตวิทยา (Social-Psychology) วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (Science and Technology)

๒๑

การวิจัยบางเรอ่ื งอาจจัดอยู่ได้ตั้งแต่ ๒ ลักษณะวิชาขึ้นไป วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรฯ
โดยกองเอกสารวิจยั ฯ และกองวิชาการจะร่วมกนั พิจารณา เพื่อกาหนดใหอ้ ยใู่ นลกั ษณะวชิ าท่ีมีเนื้อหา
หรือมีจุดเน้นด้านน้ันมากท่ีสุด โดยแยกตามช่ือเร่ือง และรายละเอียดของโครงการวิจัย ซึ่งมีแนวทางการแบ่ง
ลักษณะวิชา ดังน้ี

๒.๑ ยุทธศาสตร์ (Strategy)
ยทุ ธศาสตร์ชาตยิ ุทธศาสตร์ความม่ันคงในภมู ิภาค ผลประโยชน์ของชาติ
การก่อการร้ายขา้ มชาติ อาชญากรรมข้ามชาติ การรว่ มรักษาสนั ตภิ าพ
การก่อการร้ายในประเทศ ปัญหาชายแดน เขตทับซ้อน เขตไหล่ทวีป

เขตเศรษฐกจิ จาเพาะ ปัญหาความม่ันคงตามแนวชายแดนการขา่ วระดับชาติ
ชนกลุ่มน้อยแรงงานตา่ งดา้ วคนตา่ งดา้ ว ผู้อพยพผู้หนี/หลบภยั
การมีส่วนร่วมของประชาชน การประชาพิจารณ์ การเข้าช่ือของประชาชน

สิทธมิ นษุ ยชน การประทว้ ง การชมุ นมุ
ศาสตร์พระราชา โครงการพระราชดาริ โครงการพระราชทาน เศรษฐกิจ

พอเพยี งพระราชกรณยี กจิ การถวายความปลอดภยั
ภยั คกุ คาม ภัยคุกคามรูปแบบใหม่

๒.๒ การเมอื ง (Politics)
การบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น การปฏิรูประบบ

ราชการ การกระจายอานาจ การตรวจราชการ การตรวจเงินแผ่นดิน การบริหารราชการท่ีดี (Good
Governance) การบรหิ ารงานบุคคล การบรหิ ารแบบใหม่

งานนติ ิบญั ญตั ิ พรรคการเมอื ง การเลอื กตั้ง
งานตุลาการ
อุดมการณท์ างการเมือง การปกครอง ความเปน็ ชาตินิยม
องคก์ รอิสระ องค์กรระหวา่ งประเทศ ความสมั พนั ธร์ ะหว่างประเทศ การทูต
๒.๓ การเศรษฐกิจ (Economics)
การเงิน การคลงั การตลาด การคา้ การลงทุน หลักทรพั ย์ งบประมาณ
การเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การบริการ การประมง ปศุสัตว์ หัตถกรรม
การท่องเทีย่ ว
โครงสร้างพ้นื ฐาน การขนสง่ คมนาคม ชลประทาน กอ่ สร้าง
รฐั วิสาหกจิ วิสาหกิจชุมชน โครงการของรัฐด้านเศรษฐกิจ เช่น กองทุนหมู่บ้าน
OTOP การพกั หนเ้ี กษตรกร การสหกรณ์
การส่งออก – นาเข้า ศุลกากร ภาษี การประกันชวี ิต ประกันภัย

๒๒

อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ทรัพย์สินทางปัญญา ระบบสิทธิประโยชน์ การให้
สมั ปทาน การแปรสญั ญา การค้มุ ครองผูบ้ ริโภค

๒.๔ สังคมจิตวทิ ยา (Social–Psychology)
การศึกษา ศาสนา จริยธรรม จรรยาบรรณ ประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ กีฬา

ขนบธรรมเนียมประเพณี ศลิ ปวัฒนธรรม โบราณคดี
ทัศนคติ คา่ นิยม ความเชอ่ื แรงจงู ใจ ขวัญ กาลงั ใจ ผูน้ าภาวะผ้นู า ความพงึ พอใจ
ปัญหาสตรีเยาวชนเด็กคนพิการ การค้ามนุษย์ ปัญหาแรงงานไทย ประชากร

ทรัพยากรมนุษย์ การประชาสงเคราะห์
การแพทย์ สาธารณสุข สุขภาพอนามัย สุขาภบิ าล
การพัฒนาชนบท เมือง ชุมชนแออัด ความยากจน การวางผังเมือง ที่ดิน

ทีอ่ ยอู่ าศยั การสรา้ งชุมชนเขม้ แขง็ ภูมิปญั ญาท้องถิ่น
ส่อื สือ่ มวลชน การประชาสมั พันธ์ การสรา้ งภาพลกั ษณ์
อบุ ัตภิ ัย สาธารณภัย อุบตั ิเหตุ อทุ กภยั วาตภัย
ยาเสพติด อาชญากรรม การสืบสวน สอบสวน การบังคับใช้กฎหมาย การทุจริต

การฟอกเงิน การพนนั การจดั ระเบียบสงั คม
๒.๕ การทหาร (Military)
เรอื่ งทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกบั ภารกิจของหน่วยทหารทัง้ หมด
การพัฒนา หลักนิยม ระบบการบริหาร ระบบอาวุธ ระบบการฝึกศึกษา

การกาลงั สารอง การส่งกาลังบารุง การข่าว และอน่ื ๆ ที่เปน็ ภารกจิ ของหนว่ ยทหาร
การประยุกต์ใช้ทรัพยากรทางการทหาร เพ่ือการพัฒนาประเทศ และการพาณิชย์
ความรว่ มมอื กับหนว่ ยทหารต่างประเทศ เพอ่ื ความมัน่ คงในภมู ิภาค
การวิจัย และพฒั นากองทพั เพ่อื การพง่ึ ตนเอง และความเปน็ สากล

๒.๖ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (Science and Technology)
วทิ ยาศาสตรส์ าขาต่าง ๆ
เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ เช่น ด้านอาหาร การเกษตร ชีวภาพ อวกาศ

ภูมสิ ารสนเทศ เทคโนโลยสี ารสนเทศ การสือ่ สารโทรคมนาคม คอมพิวเตอร์
พลังงานสง่ิ แวดลอ้ ม นเิ วศวทิ ยา สัตวป์ า่ พนั ธพ์ุ ืชทรพั ยากรธรรมชาติ มาตรวิทยา

๓. ผ้วู ิจัย (Researcher)

ให้ใส่ชื่อนักศึกษา และชื่อหลักสูตรท่ีศึกษา โดยพิมพ์คาย่อของหลักสูตร พร้อมระบุ
รุ่นท่ีเข้ารับการศกึ ษาด้วย

๒๓

๔. ความเป็นมาและความสาคญั ของปัญหา (Background and
Significance of Problem)

เป็นส่วนประกอบแรกของเอกสารวิจัย (ควรมีความยาวของเน้ือหาในส่วนน้ี
ประมาณ ๒ - ๓ หน้า) สภาพปญั หาทเ่ี ลือกมาศึกษา ต้องอ้างอิงหลักฐานจากทฤษฎีหรืองานวิจัยอ่ืน
เพือ่ สรา้ งความหนกั แน่นให้แก่เหตผุ ลท่ีจะต้องศกึ ษาเรือ่ งน้ี

๔.๑ ความสาคัญของปญั หา พจิ ารณาได้จาก
๔.๑.๑ จานวนบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือถูกกระทบกระเทือนจากปัญหาหรือเร่ืองท่ีจะ

ทาการวิจัย
๔.๑.๒ ความถี่และความกวา้ งของการเกดิ ข้นึ ของเหตกุ ารณ์
๔.๑.๓ ความเป็นไปได้
๔.๑.๔ ความน่าสนใจและทนั ต่อเหตุการณ์
๔.๑.๕ ความสนใจของผวู้ จิ ยั
๔.๑.๖ ความสามารถที่จะทาการวจิ ัยให้ลุลว่ ง (หมายถึงข้อมูลท่มี /ี แนวคิดที่มี)

๔.๒ ขั้นตอนในการเขียนความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา ควรมีลาดับ
ดังน้ี

๔.๒.๑ กล่าวนาเข้าสู่ปัญหาอย่างมีลาดับขั้นตอน ชัดเจน รัดกุมโดยมีการ
ทบทวนวรรณกรรมพอสังเขป โดยเขยี นอธิบายในภาพรวมของปัญหา (Macro) ลงไปสู่ประเด็นปัญหา
ที่เจาะจงจะศกึ ษาวจิ ัยท่แี คบลง (Micro)

๔.๒.๒ ระบุว่าปญั หาคืออะไร มขี อ้ มลู หลักฐานทย่ี ืนยนั วา่ เปน็ ความจรงิ
๔.๒.๓ กลา่ วถึงความรนุ แรงของปัญหามีมากน้อยเพียงใด ส่งผลกระทบถึงส่วนรวม
อย่างไรบา้ ง และมแี นวโนม้ ท่ีจะรนุ แรงต่อไปในอนาคตอย่างไร
๔.๒.๔ ระบุความจาเป็นทจ่ี ะต้องมีการวิจยั
๔.๒.๕ ผลที่ได้จากการวจิ ยั จะชว่ ยแก้ปัญหาอย่างไร

๕. วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย (Objectives of Research)

เป็นการระบุกิจกรรมหรืองานที่ผู้วิจัยต้องทาในอันท่ีจะได้มาซ่ึงคาตอบในการวิจัย
เป็นการแยกแยะแจกแจงรายละเอียดของหัวเร่ืองที่จะศึกษาออกเป็นหัวข้อย่อย ๆ (ประมาณ ๒–๓ ข้อ)
ในการกาหนดประเด็นหรอื วัตถปุ ระสงคท์ ่ีจะศึกษา มหี ลักดังนคี้ อื

๕.๑ ควรมีความชัดเจน ความไม่ซ้าซ้อน และความสัมพันธ์ระหว่างประเด็นเรียบ
เรยี งจากวตั ถุประสงค์หลกั ไปสู่วตั ถุประสงค์ยอ่ ย

๕.๒ ควรเป็นข้อความบอกเลา่
๕.๓ ควรเป็นขอ้ ความสัน้ ๆ มักขนึ้ ตน้ ดว้ ยวลีดังตอ่ ไปน้ี

๒๔

เพื่อหา.......... เพือ่ ศกึ ษา......... เพ่อื สารวจ........เพ่ือวิเคราะห์.......เพ่ือประเมิน...........
เพ่อื เปรียบเทยี บ.............

๕.๔ วัตถุประสงค์แต่ละข้อควรมีนัยสาคัญเพียงอย่างเดียว หากมีวัตถุประสงค์
มากกวา่ ๑ ขอ้ ควรแยกเปน็ รายขอ้ ให้ชดั เจน

๕.๕ ตรง สอดคล้องกับปัญหาที่ต้องการทาวิจัยไม่ควรเพ่ิมเติมประเด็นอ่ืน ๆ ท่ีไม่
เกย่ี วข้องกับปัญหาเขา้ มา

๕.๖ ควรเรยี งลาดับความเชอื่ มโยงก่อนหลงั ในกรณีท่มี ีหลายประเด็น

๖. การทบทวนวรรณกรรมทีเ่ กยี่ วขอ้ ง (Literatures Review)

นักศึกษาควรทาการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในเบื้องต้นก่อนว่าจะนาทฤษฎี
แนวความคิดอะไรมาใช้ในการวจิ ยั อย่างพอสังเขป เพือ่ ใหเ้ กดิ ความรู้ ความเข้าใจในเรอ่ื งทจี่ ะทา

๗. ขอบเขตของการวิจัย (Scope of Research)

ขอบเขตการวิจัย เป็นการกาหนดขอบเขตในด้านต่าง ๆ ของการวิจัยให้แคบลง
เพื่อไม่ให้งานวิจัยมีขอบเขตการศึกษากว้างขวางจนเกินไป ซึ่งหมายถึงสาระหรือวัตถุประสงค์หรือ
ประเด็นต่าง ๆ ท่ีผู้วิจัยต้องการจะศึกษารวมท้ังประเภทและลักษณะของประชากรที่เป็นเป้าหมาย
ของการศึกษา

๘. กรอบแนวคิดของการวจิ ัย (Conceptual Framework)

กรอบแนวคิดของการวจิ ัยหมายถึงความคิดของผู้วิจัยเก่ียวกับความสัมพันธ์ระหว่าง
ตัวแปรต่าง ๆ ในการเลือกตัวแปรมาศึกษา ผู้วิจัยควรเลือกตัวแปรที่ผู้วิจัยสามารถนาข้อค้นพบ
ทเ่ี กีย่ วขอ้ งกบั ตัวแปรนัน้ มาเป็นประโยชน์เชิงปฏิบัติได้ ตัวแปรแต่ละตัวท่ีจะเลือกเข้ามาศึกษาจะต้อง
มีพื้นฐานทางทฤษฎคี วามมีเหตุผลวา่ มคี วามสมั พนั ธ์ หรอื เก่ยี วขอ้ งกับส่ิงที่ต้องการศึกษากรอบแนวคิด
ในการวิจัยสามารถนาเสนอได้โดยการพรรณนาความและ / หรือแผนภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง
ตัวแปรตา่ ง ๆทอี่ ยู่ในกรอบแนวคดิ ของผ้วู ิจัย

๙. วิธดี าเนินการวิจัย (Methodology)

ให้ระบุรายละเอียดต่าง ๆ ของการดาเนินการวิจัย แต่อย่างไรก็ตาม บางเร่ืองอาจ
จะไม่ต้องระบุครบทุกหวั ขอ้ ก็ได้ ขึน้ อย่กู บั วิธีการวิจัยทใี่ ช้ ดังน้ี

๙.๑ วิธีการวจิ ยั ใชว้ ธิ ีการวจิ ัยประเภท หรือแบบใดดว้ ยเหตผุ ลอย่างไร
๙.๒ แหล่งข้อมูล ที่สัมภาษณ์ และ/หรือการวิเคราะห์เอกสารเป็นหลัก ให้ระบุว่า
ไดข้ อ้ มูลเร่อื งอะไร จากท่ไี หนบา้ ง
๙.๓ เคร่ืองมือท่ีใช้ในการเก็บรวมรวมข้อมูล เป็นการระบุว่าในการจัดทาเอกสาร
วิจัย มีการใช้เคร่ืองมือในการเก็บข้อมูลอะไรบ้าง เช่น แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ ฯลฯ ลักษณะ

๒๕

ของเครื่องมือเป็นอย่างไร ให้คะแนนอย่างไร และมีวิธีการสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ
อย่างไร

๙.๔ การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นการอธิบายว่าผู้วิจัยมีขั้นตอนการเก็บรวบรวม
ขอ้ มลู อย่างไร

๙.๕ การวเิ คราะห์ข้อมลู เป็นการอธิบายถงึ การนาข้อมูลท่ที าการเก็บรวบรวมมาทา
การวเิ คราะห์ โดยมีวธิ ีการวิเคราะห์ข้อมลู อย่างไร

๑๐. ข้อจากัดของการวิจัย (Limitations and/or Delimitation)

ขอ้ จากดั ของการวจิ ัย หมายถงึ ขอ้ จากัดของการวิจัยที่เกิดข้ึนจากรูปแบบการวิจัย
(Research Design) ที่ผู้วิจัยได้กาหนดข้ึนเอง ปกติจะเป็นข้อจากัดเกี่ยวกับกลุ่มประชากร
ที่ทาการศึกษาท่ีจะมีผลทาให้การนาผลการวิจัยนี้ไม่สามารถนาไปใช้อย่างกว้างขวาง ตัวอย่างเช่น
ผู้วิจัยอาจกาหนดท่ีจะศึกษากลุ่มประชากรเฉพาะที่เก่ียวข้องเรื่องท่ีทาวิจัย หรือการกาหนดให้
ใช้การสัมภาษณเ์ ชิงลกึ ทาใหเ้ กิดข้อจากดั ตอ่ กล่มุ ประชากร ซึ่งผลท่ีได้จึงเป็นความคิดเห็นของเฉพาะ
กลมุ่ ท่ศี ึกษา ไมส่ ามารถนาไปใช้ไดท้ ่วั ไป

กล่าวโดยสรุป การเขียนข้อจากัดของการวิจัย มีวัตถุประสงค์เพ่ือให้ผู้อ่าน
ไดร้ ะมดั ระวงั ในการนาผลของการวจิ ัยไปใช้

๑๑. ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รับจากการวิจัย (Research Results for
Utilizations)

การเขียนประโยชน์ท่ีได้รับจากการวิจัย ต้องไม่เขียนกว้างเกินไป แต่ต้องระบุ
อย่างเจาะจงลงไปว่า เป็นประโยชน์ต่อใคร หรือหน่วยงานใด ในแง่มุม หรือด้านใด งานวิจัยมีคุณค่า
หรอื ผลดีทีไ่ ด้รบั จากการนาผลวจิ ยั ไปใช้เปน็ อย่างไร ซึ่งอาจเป็นทางทฤษฎี แนวทางในการดาเนินงาน
กจิ กรรม นโยบาย การวางแผน โดยเขียนลาดบั เป็นขอ้ ๆ

ในหัวข้อน้ี เมื่ออยู่ในบทที่ ๑ จะเปล่ียนหัวข้อเป็น “ประโยชน์ท่ีได้รับ
จากการวจิ ยั ” แทน

๑๒. คาจากดั ความ (Definitions)

เป็นหัวข้อท่ีกล่าวถึงความหมายของคา หรือข้อความที่ผู้วิจัยต้องการทาความเข้าใจ
กับผูอ้ ่านให้เขา้ ใจตรงกับผวู้ จิ ยั คาหรือขอ้ ความทีค่ วรนามาใหค้ วามหมายไว้ในหวั ขอ้ น้ี ควรเป็นคาศัพท์
ทางวิชาการ (Technical Terms) ที่รู้กันเฉพาะสาขาวิชา คาศัพท์ที่มีหลายความหมาย คาศัพท์ที่มี
ความหมายไม่แน่นอน และคาหรือข้อความที่เป็นวลียาว ๆ แต่ตัดคาขยายต่าง ๆ ออกมุ่งให้การเขียน
รายงานส้นั กะทัดรัด

๒๖

หนังสอื นาสง่ โครงการวจิ ัย

บันทกึ ข้อความ

สว่ นราชการวปอ.สปท. วันท่ี

ที่ กห ๐๓๑๗.๒/
เรอื่ ง เสนอโครงการวิจัย

เรียน ผอ.วปอ.สปท.
สงิ่ ทีส่ ง่ มาด้วย ๑. โครงการวิจัย เรอ่ื ง ...........................................................................

๒. โครงเร่อื งการวิจัย

กระผม/ดฉิ ัน .......................................................................ตาแหนง่ ..............................
ขอเสนอโครงการวจิ ยั ในลกั ษณะวชิ า ............................................................ตามสง่ิ ท่ีส่งมาด้วย

สาเหตุที่กระผม/ดิฉนั สนใจทจี่ ะทาการวิจยั เรื่องดงั กลา่ ว เพราะ ..........................................
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………….................................................................................................

จึงเรยี นมาเพอ่ื กรุณาพจิ ารณา

(ลงชือ่ )
(.........……………………………….)

นกั ศกึ ษาวทิ ยาลัยป้องกนั ราชอาณาจกั ร
หลักสูตร วปอ. รุ่นที่ ………เลขประจาตัว .............

๒๗

รปู แบบการจัดพมิ พ์โครงการวิจยั

โครงการวจิ ัย(๒๔) กนั้ หลัง
๑ นว้ิ
กัน้ หนา้ เร่อื ง(๑๘) ............................ตัวธรรมดาขนาด ๑๘.......................เ.ว.น้..ร..ะ..ย..ะ..๑....๕....บ..ร.ร..ท..ัด..............
๑.๕ นิว้ ลักษณะวิชา(๑๘).................................................................................................................. หรือ ๒.๕ ซม.
หรือ ๓.๗๕
ซม. ผู้วิจยั (๑๘) ................................................................หลกั สตู ร......วปอ.........รุ่นที่ ...........

เวน้ ระยะ ๑.๕ บรรทัด/หรือกด ctrl ๗

ความเป็นมาและความสาคญั ของปญั หา(๒๐)
เว้นระยะ ๑.๕ บรรทัด/หรือกด ctrl ๗
ยอ่ หน้า ๒ ซม.เนอ้ื หาให้พิมพ์ตวั อักษรขนาด ๑๖....................................................................................

.................................................................................................................................................................

.................................................................................................................................................................

.................................................................................................................................................................

........................................................................เ.ว..น้ ..ร..ะ..ย..ะ...๑.....๕...บ...ร.ร..ท..ัด.../.ห..ร..ือ..ก..ด....c..t..r.l...๗.......

วัตถุประสงคข์ องการวจิ ยั (๒๐) เวน้ ระยะ ๑.๕ บรรทดั /หรอื กด ctrl ๗
๑๖....................................................................................
ย่อหน้า ๒ ซมเ.นื้อหาใหพ้ ิมพต์ ัวอกั ษรขนาด

.................................................................................................................................................................

.................................................................................................................................................................

………………………………………………………………………

การทบทวนวรรณกรรมทเ่ี กี่ยวขอ้ ง(๒๐) เวน้ ระยะ ๑.๕ บรรทดั /หรอื กด ctrl ๗

ยอ่ หนา้ ๒ ซม. ๑๖..............เ.ว..้น...ร.ะ..ย..ะ...๑.....๕...บ...ร..ร.ท...ดั ../.ห...ร..ือ..ก..ด...c..t..r..l..๗................

เนื้อหาใหพ้ ิมพ์ตวั อักษรขนาด

.................................................................................................................................................................

.................................................................................................................................................................

..........................................................................................................
เว้นระยะ ๑.๕ บรรทัด/หรือกด ctrl ๗
ขอบเขตของการวิจัย(๒๐)
ย่อหน้า ๒ ซม. เวน้ ระยะ ๑.๕ บรรทัด/หรอื กด ctrl ๗

เนื้อหาให้พมิ พ์ตวั อักษรขนาด ๑๖..................................................................................

………………………………………………………………………………………………………………………………………….......

.................................................................................................................................................

เวน้ ระยะห่างจากบรรทัดสุดทา้ ยของหนา้ ถึง
ขอบลา่ ง ๑ นว้ิ หรอื ๒.๕ ซม.

เว้นระยะจากขอบบนถงึ เลขหน้า ๑ นิว้

๒๘

เวน้ ระยะจากเลขหนา้ ถึงบรรทดั แรกของเนื้อหา ๑/๒ นวิ้

กรอบแนวคดิ ของการวิจยั (๒๐)

ยอ่ หนา้ ๒ ซม.เนอื้ หาให้พิมพต์ วั อกั ษรขนาด เว้นระยะ ๑.๕ บรรทัด/หรือกด ctrl ๗

๑๖............................................................................................

.............................................................................................................................................................

เวน้ ระยะ ๑.๕ บรรทัด/หรือกด ctrl ๗

วธิ ีดาเนินการวิจยั (๒๐)
เว้นระยะ ๑.๕ บรรทัด
ย่อหนา้ ๒ ซม. ๑๖
เน้ือหาให้พิมพต์ ัวอักษรขนาด

..........................................................................................

.............................................................................................................................................................
เวน้ ระยะ ๑.๕ บรรทัด/หรือกด ctrl ๗

ข้อจากดั ของการวจิ ัย(ถ้ามี) (๒๐)

ยอ่ หน้า ๒ ซม.เนอื้ หาใหพ้ มิ พ์ตัวอักษรขนาด เวน้ ระยะ ๑.๕ บรรทดั /หรือกด ctrl ๗ ๑๖

...........................................................................................

...............................................................................................................................................................
เว้นระยะ ๑.๕ บรรทดั /หรอื กด ctrl ๗

ประโยชนท์ ่ีคาดว่าจะไดร้ บั จากการวิจยั (๒๐)
เวน้ ระยะ ๑.๕ บรรทดั /หรอื กด ctrl ๗
ย่อหนา้ ๒ ซม. ๑๖

เนอ้ื หาให้พมิ พ์ตวั อกั ษรขนาด

..........................................................................................

..........................................(ดแู นวทางการเขียนประโยชนท์ คี่ าดวา่ จะได้รับใน หน้า

๒๑).......................................
................................................................................................................................................................
คาจากัดความ (ถ้ามี) (๒๐) เวน้ ระยะ ๑.๕ บรรทดั /หรือกด ctrl ๗
เว้นระยะ ๑.๕ บรรทัด/หรอื กด ctrl ๗
คาจากัดความ หมายถงึ (๑๖) ......................................................................................................

......................................................................................................

คาจากัดความ หมายถงึ (๑๖) .......................................................................................................

.......................................................................................................

หมายเหตุ ๑. ชอ่ื ลกั ษณะวชิ าทท่ี าการศึกษาวิจัย ใน วปอ. ประกอบดว้ ย ลักษณะวิชา ยุทธศาสตร์
การเมอื ง การเศรษฐกจิ สงั คมจิตวิทยา การทหาร และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

๒. ตัวเลขในวงเลบ็ คือ ขนาดตัวพิมพ์ และใหใ้ ช้ตวั พิมพ์ Angsana New หรอื TH SarabunPSK

๒๙

รปู แบบการจดั พมิ พ์โครงเรอ่ื ง

โครงเรื่อง (๒๔)

บทที่ ๑ บทนา(๑๘) เวน้ ระยะ ๑.๕ บรรทดั /หรือกด ctrl ๗

ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา

วัตถปุ ระสงค์ของการวิจัย ตวั อกั ษร AngsanaNew
ขอบเขตของการวจิ ยั (ด้านเน้ือหา, ด้านประชากร,ด้านพนื้ ทศ่ี กึ ษา) หรือ TH SarabunPSK
วิธดี าเนนิ การวจิ ัย (ข้อมลู ปฐมภมู ิ, ข้อมูลทุติยภูม)ิ ขนาดตวั อักษร ๑๖
ขอ้ จากัดของการวจิ ัย (ถ้าม)ี

ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รบั จากการวิจัย

คาจากัดความ (ถา้ มี)

บทที่ ๒ การทบทวนวรรณกรรม และงานวิจัยท่เี กีย่ วข้อง (๑๘)

(หวั ขอ้ สาคญั ) (๑๖) ....................................................................

(หัวขอ้ สาคญั ) (๑๖) ....................................................................

งานวจิ ยั ท่ีเกยี่ วขอ้ ง

กรอบแนวคดิ ของการวิจัย

สรปุ

บทที่ ๓ ต้ังชือ่ บทตามความเหมาะสม (ขอ้ มูลของเร่อื งทีท่ าการวจิ ยั ) (๑๘)

(หัวขอ้ สาคญั ) (๑๖) ....................................................................

(หัวข้อสาคัญ) (๑๖) ....................................................................

สรุป

บทที่ ๔ ตั้งช่ือบทตามความเหมาะสม (การวิเคราะห์ข้อมูล) (๑๘)

(หัวขอ้ สาคัญ) (๑๖) ....................................................................

(หวั ขอ้ สาคญั ) (๑๖) ....................................................................

สรุป

บทท่ี ๕ สรุปและข้อเสนอแนะ(๑๘)

สรุป(๑๖)

ข้อเสนอแนะ(๑๖)

บรรณานุกรม (๑๘)
ภาคผนวก (๑๘)

ชอ่ื ผนวก ...... (ใส่ชือ่ ผนวก) (๑๖) .....................................................................

ประวตั ิยอ่ ผู้วจิ ยั (๑๘)

หมายเหตุ ๑. โครงเร่อื งมีลกั ษณะคล้ายการเขยี นสารบัญ คอื ใส่เฉพาะหัวข้อสาคญั ซง่ึ หวั ขอ้ ที่เสนอสามารถปรับได้
๒. ตัวเลขในวงเลบ็ หมายถงึ ขนาดตัวพิมพ์ และให้ใชต้ ัวพิมพ์AngsanaNew หรอื TH SarabunPSK
๓. กรณมี ีวตั ถุประสงค์ ๓ ขอ้ ในบทท่ี ๓ อาจจะตง้ั ชือ่ บทตามวตั ถุประสงค์ขอ้ ท่ี ๑ และ ๒ รวมกนั
และใช้วัตถุประสงค์ขอ้ ท่ี ๓ ไปตง้ั เปน็ ชื่อบทที่ ๔

๓๐

ตัวอยา่ งการเขยี นโครงการวิจยั และโครงเร่อื ง

๓๑

โครงการวจิ ัย

เรือ่ ง แนวทางการเตรยี มความพร้อมทางการเงินของวัยแรงงานไทย เพื่อรองรบั

การเขา้ สูก่ ารเป็นผ้สู งู อายุ

ลกั ษณะวิชา การเศรษฐกจิ

ผวู้ ิจยั นายสาระ ลา่ ซา หลักสูตร วปอ. รุน่ ที่ ๖๓

ความเป็นมาและความสาคญั ของปญั หา

ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐) เป็นยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรกของ
ประเทศไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซ่ึงจะต้องนาไปสู่การปฏิบัติเพ่ือให้ประเทศไทย
บรรลุวสิ ัยทศั น์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งค่ัง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตาม
หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง” เพ่ือความสขุ ของคนไทยทุกคน โดยมีประเด็นในหลายๆ ด้านท่ีให้
ความสาคญั ท้ังน้ีได้มีประเด็นทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั วัยแรงงานและวัยสูงอายุในด้านการพัฒนาและเสริมสร้าง
ศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ และยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม
เนอ่ื งจากประเทศไทยจะเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ที่มีผู้สูงอายุต้ังแต่ ๖๐ ปีข้ึนไปมากกว่าร้อยละ
๒๐ ของประชากรท้ังหมดใน ปี พ.ศ. ๒๕๖๔ และสงั คมสงู วยั อยา่ งเตม็ ทที่ ม่ี ผี ู้สูงอายุตั้งแต่ ๖๐ ปีขึ้นไป
มากกวา่ ร้อยละ ๒๘ ของประชากรท้ังหมดในปี พ.ศ. ๒๕๗๔ (สานักงานสถิติแห่งชาติ (๒๕๖๐)) โดย
อตั ราเรง่ สาคัญทท่ี าใหป้ ระเทศไทยเขา้ สู่สงั คมผู้สงู อายอุ ยา่ งรวดเรว็ มสี าเหตุหลักสาคัญ ๒ ประการ คือ
อัตราการเกดิ ที่นอ้ ยลงเนอื่ งจากผู้หญงิ ไทยในวัยมบี ุตรลดจานวนลง และอายคุ นไทยยืนยาวขึ้น อีกหนึ่ง
สิ่งสาคญั คอื ประชากรท่เี กดิ ในชว่ งปี พ.ศ. ๒๕๐๖ – ๒๕๒๖ ที่มีอัตราการเกิดมากกว่า ๑ ล้านคนต่อปี
หรือเรียกวา่ ประชากรรนุ่ เกดิ ล้าน ซ่งึ มีอตั ราการเกิดสะสมมากกว่า ๒๐ ล้านคน กาลังเริ่มก้าวเข้าสู่อายุ
๖๐ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖ (ปราโมทย์ ประสาทกลุ และปทั มา วา่ พัฒนพงศ์, ๒๕๔๘ : ๒)

จากสถานการณ์ประชากรไทย ปี พ.ศ. ๒๕๖๒ พบว่าประเทศไทยมีประชากรสูงอายุที่มี
อายุต้ังแต่ ๖๐ ปีขึ้นไป มีจานวน ๑๑ ล้านคน คิดเป็นร้อยละ ๑๗ ของประชากรไทยทั้งหมด และวัย
แรงงานอายุตั้งแต่ ๑๕ – ๕๙ ปี จานวน ๔๓ ล้านคน คิดเป็นร้อยละ ๖๔ (สานักงานสถิติแห่งชาติ,
ออนไลน์, ๒๕๖๒) โดยข้อมูลการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ - ๒๕๘๓
(ฉบับปรับปรุง) พบวา่ ประชากรผู้สูงอายมุ ีจานวนเพ่ิมข้นึ ขณะท่ปี ระชากรวยั แรงงานมแี นวโนม้ ลดลง

โครงสร้างอายุของคนไทยที่เปลี่ยนแปลงไปดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลกระทบในหลายๆ
ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจและสังคม ที่สัดส่วนผู้สูงอายุที่มากขึ้นแต่สัดส่วนประชากรวัยทางานมี
แนวโน้มเทา่ เดิมหรอื ลดลง ซึ่งส่งผลใหก้ าลงั แรงงานนอ้ ยลงมีภาคการผลิตและอุปทานแรงงานลดลง มี
ผลทาให้ค่าแรงสูงข้ึนหรือเกิดการขาดแคลนแรงงานได้ หลายๆ บริษัทจึงจาเป็นต้องลดการว่าจ้าง
พนักงานน้อยลง หรือ ต้องชะลอการเติบโตของเงินเดือนท่ีจะเพ่ิมขึ้นแต่ละปี ทาให้รายได้เฉลี่ยต่อ
บุคคลมแี นวโนม้ ลดลง ด้านการดูแลและการจัดสวสั ดิการดา้ นตา่ งๆ ให้กับผ้สู งู อายุในสังคมผู้สูงอายุนั้น
สัดส่วนประชากรสูงอายุและสัดส่วนประชากรวัยเด็กและวัยแรงงานในครอบครัวจะขาดความสมดุล

๓๒

ดังนั้น วัยแรงงานมีภาระในการดูแลผู้สูงอายุเพ่ิมข้ึนและทาให้คุณภาพของการดูแลผู้สูงอายุลดลง
(ศลิ ปสวย ระวีแสงสรู ย์, ๒๕๕๙ : ๒)

อนพัทย์ หนองคู และ ดร. พรวรรณ นันทแพศย์ (๒๕๕๙ : ๑๔๕) ได้วิเคราะห์รูปแบบ
การออมสาหรับวัยสงู อายใุ นประเทศไทยและต่างประเทศ พบว่าผู้เกษียณมีความเสี่ยงที่จะอยู่ในภาวะ
ยากจน หากไมม่ ีการออมเพ่ิมเติมในระหว่างวัยทางาน ผลตอบแทนของการออมแต่ละแบบที่จัดสรรให้
ผู้เกษียณอายุน้ัน ไม่เพียงพอต่อการดารงชีพหลังเกษียณ ยกเว้น ข้าราชการที่อยู่ในระบบบานาญ
แบบเดมิ และกองทนุ บาเหนจ็ บานาญข้าราชการ (กบข.) นอกจากนยี้ ังพบว่าบางกองทุนมีโอกาสที่จะมี
เงนิ ไมเ่ พียงพอท่ีจะจ่ายผู้เกษียณ รวมถงึ รัฐบาลต้องรับภาระทางการคลังมากข้ึน

“การเตรียมความพร้อมทางการเงินของวัยแรงงานไทย เพื่อรองรับการเข้าสู่การเป็น
ผสู้ งู อายุ” จึงถอื ว่าประเดน็ สาคัญทค่ี วรเรง่ ดาเนินการ เนอ่ื งจากเป็นวัยที่ยังสามารถสร้างรายได้ และมี
เวลาในการวางแผนเตรยี มความพร้อมเพื่อการเกษียณในอนาคต ซ่ึงทางรัฐบาลก็ได้นาเสนอทางเลือก
ในการเตรียมความพร้อมทางการเกษียณเบ้ืองต้นให้แก่ประชาชนที่เข้ากฏเกณฑ์ เช่น กองทุนออม
แหง่ ชาติ กองทุนประกันสังคม เป็นตน้

สานักงานคณะกรรมการกากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เป็น
หน่วยงานกากับทางภาคธุรกิจท่ีมีบทบาทกากับดูแลธุรกิจประกันภัย ได้จัดทาแผนพัฒนาประกันภัย
ฉบับท่ี ๔ (๒๕๖๓) โดยสงั คมผู้สงู อายแุ ละคา่ ใชจ้ ่ายด้านสุขภาพ เป็นหนึ่งในประเด็นที่สานักงาน คปภ.
ใหค้ วามสาคัญ และมีแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยท่ีจาเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
ของประเทศ ซง่ึ มีเปา้ หมายในการนาระบบประกันภัยไปต่อยอดกับสวัสดิการของประเทศ และบูรณา
การร่วมกับหน่วยงานอ่ืนๆ ได้ (สานักงานคณะกรรมการกากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจ
ประกนั ภัย, ๒๕๖๓ : ๑๘)

ดังน้ัน จึงเป็นที่มาของงานวิจัยฉบับนี้ท่ีมุ่งศึกษาแนวทางการเตรียมความพร้อมทาง
การเงินของวัยแรงงานไทย เพอื่ รองรบั การเข้าส่กู ารเป็นผสู้ ูงอายุ โดยจะทาการศึกษาในกลุ่มวยั แรงงาน
ที่ไม่ไดท้ างานในหน่วยงานข้าราชการ หรือพนกั งานรฐั วสิ าหกิจ ที่เกดิ ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ – ๒๕๓๓ ซึ่งส่วน
ใหญ่เป็นกล่มุ ประชากรรุ่นเกิดล้าน ทกี่ าลงั ก้าวเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุ โดยหากคิดจานวนคนไทยท่ีเกิดปี
พ.ศ. ๒๕๐๙ – ๒๕๓๓ จะมจี านวนท้ังหมด ๒๕ ล้านคน คดิ เปน็ ร้อยละ ๓๘ ของประชากรไทย และยัง
มกี ลมุ่ ผทู้ เ่ี ริ่มตน้ ทางาน ท่เี กิดปี พ.ศ. ๒๕๓๔ – ๒๕๔๒ ซึ่งหากคิดเปน็ จานวนคนไทยของผู้ท่ีเกิดในช่วง
ปี พ.ศ. ดังกล่าว จะมจี านวน ๙ ลา้ นคน คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๑๓ ของประชากรไทยทง้ั หมด (สานักงานสถิติ
แหง่ ชาติ, ออนไลน์, ๒๕๖๒) นอกจากนผ้ี ู้วิจัยได้มกี ารศกึ ษาและเปรียบเทียบแนวทางการนโยบายการ
เตรียมพร้อมของตา่ งประเทศ เช่น ญป่ี ุ่น สิงคโปร์ ออสเตรเลีย อังกฤษ เดนมาร์ก และสวีเดน เป็นต้น
ทง้ั นผี้ ู้วิจยั มคี วามม่งุ หวงั ในการนาเสนอผลงานวิจัยนี้ เป็นข้อมูลสนับสนุนวัยแรงงานไทยในการเตรียม
ความพร้อมทางการเงิน เพ่ือเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นแนวทางให้กับ
หนว่ ยงานท้ังภาครฐั และภาคเอกชนตอ่ ไป

๓๓

วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย

๑. เพ่ือศึกษาถึงลักษณะการเตรียมความพร้อมทางการเงินของวัยแรงงานไทยในปัจจุบัน
เพอ่ื รองรับการเขา้ สกู่ ารเปน็ ผู้สูงอายุ

๒. เพ่ือศกึ ษาวิเคราะห์ ปญั หา อปุ สรรค และปัจจยั ที่เกย่ี วข้องต่อการเตรียมความพร้อมทาง
การเงนิ ของวยั แรงงานในประเทศไทย

๓. เพอ่ื เสนอแนวทางการเตรียมความพรอ้ มทางการเงินของวยั แรงงานไทย รองรับการก้าวสู่
การเปน็ ผ้สู ูงอายุ เป็นแนวทางใหก้ บั หน่วยงานทัง้ ภาครัฐและภาคเอกชนตอ่ ไป

ขอบเขตของการวิจยั

๑. ขอบเขตดา้ นเนื้อหา

การวิจัยนี้เน้นการศึกษาการเตรียมความพร้อมทางการเงินของวัยแรงงานไทย เพื่อ
รองรับการเขา้ ส่กู ารเป็นผสู้ งู อายุเทา่ นัน้ ไมไ่ ดล้ งลกึ รายละเอยี ดการปฏิบตั เิ ปน็ รายบคุ คล

๒. ขอบเขตดา้ นประชากร

กล่มุ เป้าหมายท่จี ะดาเนินการศึกษา คือ กลุ่มประชากรไทยวัยแรงงาน สัญชาติไทย ซ่ึง
แบ่งออกเป็น ๓ กลุม่ คอื

๒.๑ กลุ่มคนท่ีเกิดปี พ.ศ. ๒๕๐๙ – ๒๕๑๘ ท่ีกาลังก้าวเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุ ท่ีมี
ระยะเวลาในการเตรยี มความพรอ้ มทางการเงนิ เพ่ือการเกษียณอยู่ในระดับน้อย ประมาณ ๑๐,๒๕๘,๓๔๓
คน หรือ คิดเปน็ สัดส่วนประมาณรอ้ ยละ ๑๕ ของจานวนประชากรไทยทง้ั หมดในปี พ.ศ. ๒๕๖๒

๒.๒ กลมุ่ คนที่เกิดปี พ.ศ. ๒๕๑๙ – ๒๕๓๓ ที่มีระยะเวลาในการเตรียมพร้อมทางการ
เงินเพอื่ การเกษยี ณคอ่ นขา้ งมาก ประมาณ ๑๔,๖๖๒,๐๙๑ คน หรือ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ ร้อยละ ๒๒
ของจานวนประชากรไทยท้ังหมดในปี พ.ศ. ๒๕๖๒

๒.๓. กลุ่มท่ีเกิดปี พ.ศ. ๒๕๓๔ – ๒๕๔๒ เป็นกลุ่มผู้เร่ิมต้นในการทางาน ประมาณ
๙,๓๘๔,๐๘๖ คน หรือ คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ ๑๔ ของจานวนประชากรไทยทั้งหมดในปี พ.ศ.
๒๕๖๒

โดยแต่ละกลุ่มจะมีความแตกต่างกันในปัจจัยต่างๆ ได้แก่ การให้ความสาคัญหรือไม่ให้
ความสาคัญกับการวางแผนเกษียณ มีบุตรหรือไม่มีบุตร และกลุ่มอาชีพต่างๆ ได้แก่ พนักงานประจา ผู้
ประกอบอาชีพอิสระ และ ผมู้ กี ิจการเปน็ ของตนเอง ซงึ่ จะไม่รวมไปถึงกลุ่มอาชพี ข้าราชการและรฐั วสิ าหกิจ
เนอ่ื งจากมสี วัสดิการเพือ่ การเกษียณอยู่แลว้

ทั้งน้ยี งั มกี ารสมั ภาษณก์ ลมุ่ ผู้บรหิ ารระดับสงู ในภาครัฐหรือนกั วิชาการท่ีมีบทบาทในการ
กาหนดนโยบายในระดับประเทศ เพ่ือขอทราบวสิ ัยทัศนแ์ ละคาแนะนาเชงิ นโยบายเกี่ยวกับการเตรียมความ
พร้อมการเงนิ เพ่ือการเป็นผูส้ ูงอายุ เพอื่ นามาประกอบในการอภิปรายผล

๓. ขอบเขตดา้ นการวจิ ัยเชิงพื้นท่ี

การศกึ ษาวิจยั ครงั้ นี้ มพี นื้ ทเ่ี ป้าหมาย จะดาเนินการศกึ ษาใน ๕ ภมู ภิ าคของประเทศไทย
ได้แก่ กรุงเทพและปริมณฑล ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ เพื่อ
เปรยี บเทียบใหเ้ ห็นความแตกต่างของแต่ละพ้นื ท่ี

๓๔

๔. ขอบเขตดา้ นเวลา

เรม่ิ การศึกษาวิจัยตงั้ แตว่ ันท่ี ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๓ จนถงึ วนั ที่ ๓๑พฤษภาคมพ.ศ. ๒๕๖๔

วธิ ดี าเนินการวิจยั

งานวิจยั เร่อื ง แนวทางการเตรยี มความพร้อมทางการเงินของวัยแรงงานไทย เพ่ือรองรับการ
เข้าสูก่ ารเปน็ ผู้สูงอายุ ผู้วจิ ัยใช้ระเบียบวิธีในการศึกษาเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ในการศึกษา
เพื่อสภาพการณ์ปัจจุบัน ปัญหา อุปสรรค และปัจจัยท่ีเกี่ยวข้อง ที่มีผลต่อการเตรียมความพร้อมทาง
การเงินของวยั แรงงานไทย เพือ่ รองรับการเขา้ สกู่ ารเปน็ ผสู้ ูงอายุ โดยจะทาการเก็บขอ้ มูล ท้ังจากการศึกษา
เอกสาร (Document Study) และ การศกึ ษาภาคสนาม (Field Study) โดยมรี ายละเอยี ดดงั นี้

๑. การรวบรวมข้อมลู
๑.๑ เครอ่ื งมอื ในการเก็บข้อมูล
๑.๑.๑ การศึกษาภาคสนาม (Field Study)

เพื่อเก็บข้อมูลลักษณะการเตรียมความพร้อมทางการเงินของวัยแรงงานไทยใน
ปัจจุบัน เพื่อรองรับการเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุ รวมถึง สภาพการณ์ปัจจุบัน ปัญหา อุปสรรค และปัจจัยที่
เกี่ยวข้อง ที่มีผลต่อการเตรียมความพร้อมทางการเงินของวัยแรงงานไทย เพื่อรองรับการเข้าสู่การเป็น
ผู้สูงอายุ ซึ่งการสัมภาษณ์จะใช้กระบวนการมีส่วนร่วม โดยจัดให้มีการสนทนากลุ่ม (Focus Group)
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบไม่เป็นทางการ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ให้ข้อมูลสัมภาษณ์ได้มีการนาเสนอและ
แลกเปลีย่ นความคิดเหน็ เก่ยี วกับ ประเด็นตา่ งๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมตัวความพร้อมทางการเงิน เพ่ือ
รองรับการเขา้ สู่การเปน็ ผ้สู ูงอายุ

๑.๑.๒ การศึกษาเอกสาร (Document Study)

มีการศึกษาเอกสารในการเก็บข้อมูล เพ่ือใช้เป็นข้อมูลทุติยภูมิประกอบการวิเคราะห์
เชน่ แผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๔๕ – ๒๕๖๔) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒
(พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔) ยุทธศาสตร์แห่งชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐) จานวนประชากรจากการทะเบียน
จาแนกกลมุ่ ตามอายุ รายจงั หวดั และภาค พ.ศ. ๒๕๖๒ และงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง เปน็ ต้น

๑.๒ ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง

ประชากรท่ีเป็นกลุ่มเป้าหมายในการศึกษาคร้ังน้ี ประกอบด้วย ๒ กลุ่มหลักๆ
ได้แก่

๑.๒.๑ กลุ่มข้าราชการท่ดี ารงตาแหน่งประเภทผู้บริหารระดบั สูง

โดยเป็นหน่วยงานจากทางภาครัฐหรือนักวิชาการที่มีบทบาทในการ
กาหนดนโยบายในระดับประเทศ ท่ีมีความเกี่ยวข้องกับการเตรียมความพร้อมทางการเงินของวัยแรงงาน
ไทย เพอื่ รองรับการเข้าสูก่ ารเปน็ ผู้สูงอายุ

๑.๒.๒ กลุ่มประชากรวัยแรงงานไทย สัญชาติไทย และไม่ได้
ประกอบอาชพี ข้าราชการ

แบ่งออกเปน็ ๓ กลุ่ม ไดแ้ ก่ กลุ่มคนท่ีเกิดปี พ.ศ. ๒๕๐๙ – ๒๕๑๘ ท่ี
กาลงั ก้าวเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุ ท่ีมีระยะเวลาในการเตรียมพร้อมทางการเงินเพ่ือการเกษียณอยู่ในระดับ

๓๕

น้อย กลุ่มคนท่ีเกิดปี พ.ศ. ๒๕๑๙ – ๒๕๓๓ ทมี่ ีระยะเวลาในการเตรียมพร้อมทางการเงินเพื่อการเกษียณ
คอ่ นข้างมาก และ กลมุ่ คนทีเ่ กดิ ปี พ.ศ. ๒๕๓๔ – ๒๕๔๒ เปน็ กลุ่มผเู้ ริ่มตน้ ในการทางาน

ในส่วนของการเก็บข้อมูลนั้น กลุ่มตัวอย่างที่ผู้วิจัยทาการเก็บข้อมูล
ด้วยการสมั ภาษณ์ ได้แก่ กลมุ่ ประชากรวยั แรงงานไทย สัญชาตไิ ทย และไม่ได้ประกอบอาชีพข้าราชการใน
พนื้ ทศี่ กึ ษาในจงั หวัดตา่ งๆ ได้แก่ จงั หวัดกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างจังหวัดในภาคกลาง จังหวัด
เชียงใหม่ซ่ึงเป็นกลุ่มตัวอย่างจังหวัดในภาคเหนือ จังหวัดนครราชสีมาซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างจังหวัดในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนอื จงั หวัดชลบุรซี ่งึ เป็นกลุ่มตัวอยา่ งจงั หวดั ในภาคตะวนั ออก และจงั หวดั สรุ าษฎร์ธานีซึ่ง
เป็นกลุ่มตัวอย่างจังหวัดในภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งผู้วิจัยได้ทาการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง
(Purposive Sampling) ได้แก่ กลุ่มคนท่ีเกิดปี พ.ศ. ๒๕๐๙ – ๒๕๔๒ ในพ้ืนท่ีจังหวัดกรุงเทพมหานคร
จานวน ๓๐ คน ซึ่งมีการเลือกกลุ่มคนท่ีเกิดปี พ.ศ. ๒๕๓๔-๒๕๔๒ หรือคนรุ่นใหม่ที่อาศัยในพ้ืนที่
กรงุ เทพมหานครเพมิ่ เติม เพอ่ื ศึกษาทัศนคติและแนวทางการเตรยี มความพร้อมทางการเงินเพื่อกา้ วเข้าสู่วัย
ผู้สูงอายุของคนรุ่นใหม่ที่มีการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีใหม่ๆ ท่ีมีมากกว่าเม่ือเทียบกับในอดีตในการเข้าถึง
ความรขู้ ่าวสารได้ง่ายมากกว่ากลุ่มคนที่เกิดปี พ.ศ. ๒๕๐๙ – ๒๕๓๓ นอกจากน้ีผู้วิจัยได้ทาการเลือกกลุ่ม
ตวั อยา่ งกล่มุ คนทีเ่ กดิ ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ – ๒๕๓๓ ในจังหวัดเชียงใหม่ นครราชสีมา ชลบุรี และสุราษฎร์ธานี
จังหวัดละ ๒๔ คน โดยแต่ละกลุ่มจะมีความแตกต่างกันในปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ให้ความสาคัญหรือไม่ให้
ความสาคัญกับการวางแผนเกษียณ มีบุตรหรือไม่มีบุตร และกลุ่มอาชีพต่างๆ ได้แก่ พนักงานประจา ผู้
ประกอบอาชพี อิสระ และ ผ้มู ีกจิ การเปน็ ของตนเอง

๒. การวเิ คราะห์ข้อมลู

การวิเคราะห์ข้อมูลและการนาเสนอข้อมูลท่ีได้จากการศึกษา เม่ือรวบรวมข้อมูลจาก
การศึกษาภาคสนาม (Field Study) และการศึกษาเอกสาร (Document Study) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากน้ัน
จะทาการตรวจดูความครบถว้ นสมบูรณ์ของขอ้ มูล โดยนามาวิเคราะห์ตามกรอบแนวคิดในการศึกษา

๓. การนาเสนอข้อมลู

นาเสนอข้อมูลและสรุปผลการศึกษาโดยใช้รูปแบบการพรรณนานามาอธิบายเช่ือมโยง
กับแนวคิดและงานวิจัยทเ่ี กี่ยวข้อง และนาเสนอแนวคดิ ใหมๆ่ ทีไ่ ดจ้ ากการวจิ ัย

ประโยชน์ท่ไี ดร้ ับจากการวจิ ัย

๑. ทาให้ทราบถึงลักษณะการเตรียมความพร้อมทางการเงินของวัยแรงงานไทยในปัจจุบัน
เพือ่ รองรบั การเขา้ สูก่ ารเปน็ ผูส้ งู อายุ

๒. ทาให้ทราบสภาพการณ์ปัจจุบัน ปัญหา อุปสรรค และปัจจัยท่ีเกี่ยวข้อง ท่ีมีผลต่อการ
เตรียมความพร้อมทางการเงินของวัยแรงงานไทย เพื่อรองรับการเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุ ซ่ึงจะทาให้
สามารถนาเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อมทางการเงินของวัยแรงงานไทย เพ่ือรองรับการเข้าสู่การ
เป็นผูส้ งู อายุ ทเ่ี ปน็ ประโยชน์และสามารถเป็นแนวทางในการกาหนดนโยบายได้

๓. ผลการวิจัยจะทาให้หน่วยงานท้ังภาครัฐและภาคเอกชน มีแนวทางในการสร้างนโยบาย
และแผนการเตรียมตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย เพ่ือมุ่งหวังให้กลุ่มคนที่กาลังก้าวเข้าสู่สังคม
ผสู้ งู อายมุ คี วามพร้อมทางการเงินกอ่ นเข้าสู่ชว่ งดงั กล่าว

๓๖

คาจากัดความ

วยั แรงงานไทย หมายถึง บคุ คลสัญชาติไทยที่มงี านทา โดยมีเงินได้มาจาก ผลกาไร เงนิ ปันผล ค่าจ้าง

เงินเดือน หรอื คา่ ตอบแทนท่ีมลี ักษณะอย่างอ่นื สาหรับผลงานทท่ี าเป็นเงินสด

หรือสงิ่ ของ

ผู้สงู อายุ หมายถงึ บุคคลซง่ึ มีอายุเกนิ ๖๐ ปีบรบิ ูรณ์ขนึ้ ไปและมสี ัญชาติไทย

สงั คมสงู อายุ หมายถึง กรมกจิ การผสู้ ูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์

ได้แบ่งระดับการเขา้ สู่ “สงั คมสงู อายุ” ออกเปน็ ๓ ระดับ ไดแ้ ก่

๑. “ระดบั การก้าวเขา้ สสู่ งั คมผู้สูงอายุ” (Aged Society) เปน็ สงั คมท่ีมีประชากร

อายุ ๖๐ ปขี ้ึนไป มากกวา่ ร้อยละ ๑๐ ของประชากรท้ังหมด (หรือประชากร

อายุ ๖๕ ปขี น้ึ ไป มากกวา่ รอ้ ยละ ๗ ของประชากรทงั้ ประเทศ)

๒. “ระดบั สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์” (Complete-aged Society) เป็น

สังคมท่ีมีประชากรอายุ ๖๐ ปีข้ึนไป มากกว่าร้อยละ ๒๐ ของ

ประชากรทั้งหมด (หรือประชากรอายุ ๖๕ ปีข้ึนไป มากกว่าร้อยละ ๑๔

ของประชากรทง้ั ประเทศ)

๓. “ระดับสังคมสูงอายุอย่างเต็มท่ี” (Super-aged society) เป็นสังคมที่

มีประชากรอายุ ๖๐ ปีข้ึนไป มากกว่าร้อยละ ๒๘ ของประชากร

ท้ังหมด (หรือประชากรอายุ ๖๕ ปีข้ึนไป มากกว่าร้อยละ ๒๐ ของ

ประชากรทัง้ ประเทศ)

ประชากรรุ่นเกดิ ล้าน

หมายถึง ประชากรไทย สญั ชาติไทย ที่เกิดอยู่ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๖ - ๒๕๒๖ ซึ่งมี

อัตราการเกดิ มากกวา่ หนงึ่ ลา้ นคนต่อปี และกาลังทยอยเข้าสวู่ ยั ผูส้ งู อายุ

การเตรียมความพร้อมเพอ่ื เขา้ สสู่ ังคมผูส้ งู อายุ

หมายถงึ การวางแผนของแต่ละบุคคลทางดา้ นการเงนิ เพื่อใชช้ ีวิตในชว่ งผู้สูงอายุได้

อยา่ งมั่นคง

การวางแผนการเงิน

หมายถงึ แนวทางเตรียมความพร้อมและวางแผนการจัดสรรเงินให้เพียงพอในการ

ใชจ้ า่ ยประจาวันและในอนาคต รวมถึงการเก็บออมเพื่อการเกษียณ เพ่ือ

นาชวี ิตไปสคู่ วามมั่นคงทางการเงนิ

ความร้ทู างการเงนิ

หมายถงึ ความรู้และความเข้าใจแนวความคิดที่เกี่ยวกับการเงิน ความเสี่ยงทาง

การเงิน รวมถงึ ทักษะ แรงจงู ใจ และความเชอ่ื มน่ั ทจี่ ะใช้ความรูแ้ ละความ

เข้าใจเหล่านี้ในการตัดสินใจที่มีประสิทธิผล ในหลากหลายบริบททาง

การเงิน เพอื่ ปรับปรงุ คณุ ภาพการใชช้ ีวิตทางด้านการเงนิ ให้ดีข้ึน

๓๗

โครงเรื่อง

บทที่ ๑ บทนา

ความเป็นมาและความสาคญั ของปัญหา
วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจัย
ขอบเขตของการวจิ ัย
วธิ ดี าเนนิ การวจิ ยั
ประโยชนท์ ี่จะไดร้ บั จากการวิจยั
คาจากัดความ

บทที่ ๒ การทบทวนวรรณกรรม และงานวิจยั ที่เก่ยี วขอ้ ง

แนวคิดและทฤษฎีท่ีเก่ียวข้องกบั วัยแรงงาน
แนวคิดและทฤษฎีท่ีเก่ียวข้องกับการเตรียมความพร้อมทางการเงนิ
แนวคดิ และทฤษฎีทีเ่ กย่ี วขอ้ งกับการออมและการลงทนุ
แนวคดิ และทฤษฎีที่เกี่ยวขอ้ งกับการสรา้ งค่านิยมการออม
แนวคิดและทฤษฎีทเ่ี ก่ียวข้องกับความเหล่ือมลา้
แนวคิดและทฤษฎีทีเ่ กี่ยวขอ้ งกับผู้สงู อายุ
แนวคดิ เกีย่ วกับความต้องการขนั้ พน้ื ฐานของผูส้ งู อายุ
รปู แบบการออมเพ่ือเตรยี มพรอ้ มสาหรบั วัยผู้สูงอายุ
องคป์ ระกอบสาคัญในการเตรยี มความพร้อมทางการเงนิ เพือ่ การเกษยี ณอายุ
นโยบายการดูแลและสนบั สนุนการเตรยี มความพร้อมทางการเงินเม่ือก้าวสู่
การเปน็ ผู้สงู อายุของต่างประเทศ
กฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับผู้สงู อายใุ นประเทศไทย
งานวิจยั ที่เก่ยี วข้อง
กรอบแนวคดิ ของการวิจัย
สรุป

บทท่ี ๓ การเตรียมความพร้อมทางการเงนิ ของวยั แรงงานไทย
เพื่อรองรบั เข้าส่กู ารเป็นผสู้ ูงอายุ

ทศั นคตแิ ละการรับรู้ของวยั แรงงานไทยทเี่ ก่ยี วกบั การเตรยี มความพรอ้ ม
ทางการเงนิ เพ่ือรองรบั เขา้ สกู่ ารเปน็ ผสู้ งู อายุ
ลกั ษณะการเตรียมความพร้อมทางการเงนิ ของวยั แรงงานไทย
เพ่อื รองรับการเขา้ สู่การเป็นผูส้ งู อายุ
ปัจจัยท่ีเกย่ี วขอ้ งตอ่ การเตรยี มความพรอ้ มทางการเงนิ ของวยั แรงงานไทย
เพ่อื รองรบั การเข้าสกู่ ารเปน็ ผ้สู ูงอายุ
ปญั หาและอปุ สรรคทมี่ ีผลตอ่ การเตรียมความพรอ้ มทางการเงิน
ของวยั แรงงานไทย เพ่อื รองรบั เข้าสู่การเปน็ ผสู้ ูงอายุ
สรุป

๓๘

บทท่ี ๔ แนวทางการเตรยี มความพร้อมทางการเงนิ ของวยั แรงงานไทย
เพ่อื รองรบั การเขา้ ส่กู ารเป็นผู้สูงอายุ

การวเิ คราะหป์ ญั หาการเตรียมความพร้อมทางการเงินของวยั แรงงานไทย
เพ่ือรองรับการเขา้ สูก่ ารเปน็ ผสู้ ูงอายุ
นโยบายและสวัสดิการของวัยแรงงานไทยและผสู้ ูงอายใุ นปจั จบุ ัน
เพอื่ รองรับการเข้าส่กู ารเปน็ ผสู้ งู อายุ
แนวทางการเตรยี มพร้อมทางการเงินของวัยแรงงานไทย
เพอื่ รองรับการเขา้ สกู่ ารเป็นผสู้ ูงอายุ
สรุป

บทที่ ๕ สรปุ และข้อเสนอแนะ

สรุป
ข้อเสนอแนะ

บรรณานกุ รม
ภาคผนวก
ประวตั ยิ อ่ ผวู้ จิ ัย

๓๙

ตวั อยา่ ง กรอบแนวคิดของการวจิ ัย

กรอบแนวคิดของการวิจยั

ศึกษาค้นควา้ / วเิ คราะห์ ค้นควา้ สร้างแนวทางใหม่

ศึกษาเก่ยี วกับ การตระหนัก นโยบายการ แนวทางหรือนโยบาย
ถงึ ความสาคญั ดูแลและ การเตรียมความ
ความตอ้ งการ สนบั สนนุ การ
ขน้ั พ้นื ฐานของ ของการ เตรียมความ พรอ้ มทางการเงนิ ของ
วยั ผูส้ ูงอายุ เตรียมตัวเพ่ือ พรอ้ มทาง วัยแรงงานไทย เพ่อื
การเงนิ เพื่อเขา้ รองรับการเขา้ สู่การ
เขา้ สู่วยั สชู่ ว่ งวัย
ผสู้ ูงอายุ ผูส้ ูงอายุในไทย เปน็ ผสู้ งู อายุ
ในปัจจบุ นั และ
ศึกษาเกีย่ วกับ วเิ คราะหป์ ัญหา ตา่ งประเทศ แนวทางการร่วมมือ
อุปสรรค และ ระหวา่ ง
สถานการณ์
การเตรยี ม ปจั จัยที่ หน่วยงานภาครัฐและ
เกย่ี วขอ้ ง ภาคเอกชน ในการ
ความพร้อม สร้างแผน/นโยบาย
ทางการเงิน การเตรียมความ
เพ่อื การเปน็ พรอ้ มทางการเงินเพอ่ื
เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
ผ้สู ูงอายุของวัย ของประเทศไทย
แรงงานไทย

ศกึ ษา การเตรยี ม
ความพรอ้ ม
ผลติ ภัณฑ/์ ทางการเงนิ
สวัสดกิ าร
ทางการเงนิ เพื่อวาง
แผนการใช้
สาหรบั การ ชวี ติ ชว่ งหลงั
ออมและการ เกษียณ

ลงทุนใน
ประเทศไทย

บทที่ ๓
การจดั พิมพ์เอกสารวจิ ยั ส่วนบุคคล

เอกสารวิจัยส่วนบุคคลของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เป็นเอกสารทางวิชาการ

ท่ีมีประโยชน์ และได้รับความสนใจจากบุคคลท่ัวไป ดังน้ันเพ่ือให้การจัดทาเอกสารวิจัยส่วนบุคคล
ของนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเป็นไปในแนวทางเดียวกัน วิทยาลัยฯ จึงได้กาหนด

รูปแบบการจัดทาให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน นักศึกษาต้องศึกษาวิธีการพิมพ์ และการอ้างอิง
อย่างละเอียด โดยในบทนี้จะครอบคลุมการจัดพิมพ์เอกสารวิจัยส่วนบุคคลตั้งแต่หน้าแรกจนถึง

หนา้ สุดทา้ ย

การใชต้ วั พิมพ์

การจัดพมิ พ์เอกสารวจิ ยั มีรายละเอียด ดังนี้
๑. จัดพิมพด์ ว้ ยคอมพวิ เตอร์ โปรแกรม Microsoft word 2007 เปน็ ตน้ ไป

๒. ใช้ตัวพิมพ์แบบ Angsana New หรือ TH Sarabun PSK ทั้งนี้ เมื่อใช้ตัวพิมพ์

แบบใดแลว้ ต้องจัดพิมพต์ ัวพมิ พ์แบบเดียวกันทัง้ เลม่ รวมถงึ สรปุ ย่อ และ Abstract ดว้ ย

๓. ขนาดของตัวพิมพ์
๓.๑ ปกใน บททแ่ี ละชอ่ื บท ขนาด ๒๔ ตัวหนา

๓.๒ หัวข้อสาคญั ขนาด ๒๐ ตัวหนา
๓.๓ หวั ข้อยอ่ ย ขนาด ๑๘ ตัวหนา

๓.๔ ขอ้ ความในเนื้อหานอกเหนอื จากข้อ ๓.๑ - ข้อ ๓.๓ ใช้ขนาด ๑๖ ตวั ธรรมดา
๔. การพิมพ์ตัวเลข จะใช้เลขไทย หรือเลขอารบิค ก็ได้ แต่ให้เหมือนกันทั้งเล่ม ยกเว้น

ในสรปุ ย่อ และ Abstract ใหใ้ ชเ้ ลขอารบิค
๕. หากมีตัวพิมพ์ภาษาอังกฤษ จะใช้ตัวพิมพ์ใหญ่หมดทุกคา หรือจะใช้ตัวพิมพ์ใหญ่

เฉพาะตวั แรกของคา และตวั ต่อ ๆ ไปของคาใช้ตัวพิมพเ์ ล็กก็ได้ แตใ่ หเ้ หมอื นกันทั้งเลม่

กรณีมีตวั พิมพภ์ าษาองั กฤษ และมีตัวเลขประกอบ ให้ใชเ้ ลขอารบิค

๖. กรณมี กี ารคดั ลอกขอ้ มลู มาจากภาษาต่างประเทศ ใหแ้ ปลเป็นภาษาไทยกากับด้วย
๗. กรณีเอกสารวิจัยฯ กาหนดให้มีชั้นความลับ ให้พิมพ์ชั้นความลับด้วยตัวอักษรสีแดง

ด้านบนและด้านล่างของเอกสาร ขนาดตัวอักษร ๔๐ ตัวหนา
๘. สาหรับนักศึกษาจากมิตรประเทศ ให้จัดพิมพ์ด้วยภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ

เท่านนั้ กรณพี ิมพเ์ ปน็ ภาษาองั กฤษ ให้จดั พมิ พโ์ ดยมีรายละเอยี ดดังนี้
๘.๑ จัดพิมพ์ดว้ ยคอมพิวเตอรโ์ ปรแกรม Microsoft word 2007 ขึ้นไป

๘.๒ ใชต้ ัวพิมพแ์ บบ Time New Roman โดยมีขนาดตวั พิมพ์ ดงั น้ี
๘.๒.๑ บทท่ี และชือ่ บท ขนาด ๑๖ ตวั หนา

๘.๒.๒ หวั ขอ้ สาคัญ ขนาด ๑๔ ตวั หนา

๘.๒.๓ ข้อความในเน้ือหา ขนาด ๑๒ ตัวธรรมดา


Click to View FlipBook Version