The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน ลัดดาวัลย์ สีดา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Laddawan Seeda, 2023-02-18 03:43:18

วิจัยในชั้นเรียน ลัดดาวัลย์ สีดา

วิจัยในชั้นเรียน ลัดดาวัลย์ สีดา

การพัฒนาปลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ โดยใช้ การจัดการเรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงงเรียนบ้านโคนพิทยา จังหวัดอุตรดิตถ์ นางสาวลัดดาวัลย์ สีดา สาขาชีววิทยา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ กุมภาพันธ์ 2566


2 รายงานการวิจัยในชั้นเรียน เรื่องการพัฒนาปลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ โดยใช้ การจัดการเรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงงเรียนบ้านโคนพิทยา จังหวัดอุตรดิตถ์ นางสาวลัดดาวัลย์ สีดา สาขาชีววิทยา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ กุมภาพันธ์ 2566


3 ชื่อเรื่องวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ โดยใช้ การจัด การเรียนรู้แบบใช้แผนผังมโนทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านโคนพิทยา จังหวัดอุตรดิตถ์ ผู้วิจัย นางสาวลัดดาวัลย์ สีดา รหัสนักศึกษา61031530162 (สาขาวิชาชีววิทยา) อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.สิริวดี พรหมน้อย บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยในชั้นเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบ ใช้ผัง มโนทัศน์ ที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พันธุศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านโคนพิทยา จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยกลุ ่มเป้าหมายในการศึกษาครั้งนี้ คือนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ห้อง 1 โรงเรียนบ้านโคนพิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน ทั้งสิ้น 15 คน โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ผังมโน ทัศน์ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ 2) ข้อสอบก่อนและหลัง เรียนรายวิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ จำนวน 10 ข้อ จากนั้นใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อย ละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับคุณภาพและระดับพัฒนาการ ผลการศึกษา พบว่าหลังจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์กับนักเรียน กลุ่มเป้าหมายจำนวน 15 คน นักเรียนร้อยละ 93.33 มีคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนสูงขึ้นจาก คะแนนแบบทดสอบก่อนเรียน โดยมีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นเท่ากับ 4.00 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 26.66 ของคะแนนที่เพิ่มขึ้น และนักเรียนส่วนมากมีระดับพัฒนาการที่ระดับปานกลางและระดับพัฒนาการ น้อย คิดเป็นร้อยละ 46.66 และ 40.00 ตามลำดับ


4 กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ โดยใช้การ จัดการเรียนรู้แบบใช้แผนผังมโนทัศน์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านโคนพิทยา จังหวัดอุตรดิตถ์ผู้วิจัยได้รับความอนุเคราะห์จากผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.สิริวดี พรหมน้อย อาจารย์ที่ ปรึกษางานวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ในการให้ค าแนะน า ความช่วยเหลือและปรับปรุงแก้ไข ข้อบกพร่องต่าง ๆ ท าให้การวิจัยครั้งนี้ส าเร็จลุล่วงไปด้วยดี ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณท่านไว้ ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณ นายนพรัตน์ อ่อนแพง ที่กรุณาให้เกียรติเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบความ ถูกต้อง ความเหมาะสมของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ รวมไปถึงให้ค าแนะน าเพิ่มเติม ชี้ให้เห็น ข้อผิดพลาด ท าให้เครื่องมือในการวิจัยถูกต้องสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอขอบคุณผู้อ านวยการโรงเรียนบ้านโคนพิทยา อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ ที่ให้ความอนุเคราะห์ให้ ผู้วิจัยสามารถเข้าไปท าวิจัยกับนักเรียนโรงเรียนบ้านโคนพิทยา รวมทั้งได้เอื้อเฟื้อสถานที่ในการท าวิจัย ขอขอบคุณนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านโคนพิทยา ที่ให้ความร่วมมือ ในการท ากิจกรรมการเรียนการสอนเป็นอย่างดีในทุกคาบ และมีความกระตือรือร้นในการเรียนท าให้ การเรียนการสอนด าเนินไปได้อย่างราบรื่นและสนุกสนาน ขอขอบคุณคุณพ่อและคุณแม่ที่ได้ค าแนะน า ความช่วยเหลือและปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง ต่าง ๆตลอดจนก าลังใจในการท าวิจัย ขอขอบคุณเพื่อนร่วมสาขาทุกท่านที่ได้ให้ค าแนะน า ช่วยเหลือ ตลอดจนให้ก าลังใจในการท า วิจัยครั้งนี้ และทุกท ่านที ่ไม ่ได้กล ่าวนาม ที ่ได้ให้ค าแนะน า และช ่วยเหลือมาโดยตลอด ผู้วิจัย ขอขอบพระคุณทุกท่านไว้ ณ โอกาสนี้ ลัดดาวัลย์ สีดา


5 สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค สารบัญตาราง จ สารบัญภาพ ฉ บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาวิจัย คำถามวิจัย วัตถุประสงค์การวิจัย สมมติฐานการวิจัย ขอบเขตการวิจัย นิยามศัพท์เฉพาะ ประโยชน์ที่ได้รับจาการทำวิจัย 1 3 4 4 4 6 7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ความหมายของผังมโนทัศน์ ประเภทของผังมโนทัศน์ การสร้างผังมโนทัศน์ การให้คะแนนผังมโนทัศน์ ประโยชน์ของผังมโนทัศน์ ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน องค์ประกอบของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จุดมุ่งหมายในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความหมายของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ประเภทของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 8 10 26 28 29 32 33 35 36 36 42 45


6 สารบัญ (ต่อ) บทที่ 3 วิธีการดำเนินงานวิจัย กลุ่มเป้าหมาย เครื่องมือในการวิจัย ขั้นตอนการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินระดับคุณภาพ 48 48 48 52 52 53 54 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ จากคะแนนสอบก่อนและหลังเรียน 56 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลการวิจัย ข้อเสนอแนะ 60 61 64 บรรณานุกรม 65 ภาคผนวก ภาคผนวก ก. รายนามผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบเครื่องมือวิจัย ภาคผนวก ข. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ภาคผนวก ค. ผลการประเมินเครื่องมือวิจัย ภาคผนวก ง. ภาพจากการทำวิจัย 70 71 73 94 97


7 สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 2.1 ตัวอย่างตารางเหตุผลของความคิดผังที-ชาร์ท (T-Chart) 16 2.2 ตารางผังทีชาร์ท เรื่องขุนช้าง 16 2.3 ตารางผังที-ชาร์ท เปรียบเทียบตัวละครเรื่องขุนช้างขุนแผน 16 3.1 ผลการวิเคราะห์รูปแบบของผังมโนทัศน์ที่เหมาะสมในแต่ละเนื้อหา 49 4.1 ตารางแสดงผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากคะแนนสอบของ นักเรียนกลุ่มเป้าหมาย แสดงคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบก่อนและหลังเรียน คะแนนเฉลี่ยนที่เพิ่มขึ้น และร้อยละของคะแนนที่เพิ่มขึ้น 58 4.2 ตารางแสดงระดับคุณภาพผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย จากการ ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 57 4.3 ตารางแสดงระดับพัฒนาการของคะแนนสอบหลังเรียนเมื่อเทียบกับคะแนน สอบก่อนเรียน ว่ามีระดับคะแนนที่เพิ่มขึ้น คงที่ หรือลดลง 58 4.4 ตารางแสดงระดับพัฒนาการของผู้เรียนจากการเปรียบเทียบคะแนน แบบทดสอบก่อนเรียนและคะแนนแบบทดสอบหลังเรียน 58 ค.1 การวิเคราะห์แบบประเมินผลความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ แบบใช้ผังมโนทัศน์ 95 ค.2 การวิเคราะห์แบบประเมินผลการประเมินความสอดคล้อง (IOC) ของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ 96


8 สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 2.1 ตัวอย่างแผนที่ความคิดเรื่องต้นไม้ 11 2.2 ตัวอย่างผังมโนทัศน์ 12 2.3 ผังความคิดรวบยอด เรื่อง ผลไม้ 13 2.4 ผังมโนทัศน์เรื่องสัตว์ 13 2.5 ตัวอย่างผังมโนทัศน์เรื่องสัตว์ 14 2.6 เวนน์ ไดอะแกรม 15 2.7 เวนน์ไดอะแกรมเรื่องพืชดอก 15 2.8 ผังก้างปลา 17 2.9 ผังก้างปลา เรื่องสาเหตุของความยากจน 17 2.10 ผังไยแมงมุม 18 2.11 ผังใยแมงมุมเรื่องการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 7 18 2.12 ผังลำดับขั้นตอน 19 2.13 ผังลำดับขั้นตอนเรื่อง การเจริญเติบโตของพืช 19 2.14 ผังวัฏจักร 20 2.15 ผังวัฏจักรของน้ำ 20 2.16 ผังขั้นบันได 21 2.17 ผังระบุความรุนแรงของสารเสพติด 21 2.18 ผังแบบต่อเนื่อง 22 2.19 ผังต่อเนื่องความคิดเห็นต่อการเปิดบ่อนกาสิโนในประเทศไทย 22 2.20 แผนภูมิกง 23 2.21 แผนภูมิเปรียบเทียบงบประมาณรายรับ จำแนกตามลักษณะงาน 23 2.22 ผังมองต่างมุม 24 2.23 ผังมองต่างมุมเรื่องประเทศไทย 24 2.24 แผนภูมิเป้าหมาย 25 2.25 แผนภูมิเป้าหมายบุคคลที่ควรแก่การเคารพยกย่อง 25 5.1 เปรียบเทียบพัฒนาการของผังมโนทัศน์ 62 ง.1 ผลงานผังมโนทัศน์ของนักเรียน 98 ง.2 ผลงานผังมโนทัศน์ของนักเรียน 99


9 สารบัญภาพ (ต่อ) ภาพที่ หน้า ง.3 บรรยากาศการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 100 ง.4 บรรยากาศการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 101


10 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาวิจัย วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและอุตสาหกรรม ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีเป็นอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง เป็นเครื่องมือยกระดับมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของ ประชาชนให้สูงขึ้น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางเศรฐกิจ ทำให้สามารถ ก้าวไปแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้อย่างทัดเทียม และสามารถดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมโลกได้ อย่างมีความสุข การที่จะสร้างความเข้มแข็งทางวิทยาศาสตร์ได้นั้น จะต้องมีการจัดการศึกษาเพื่อ เตรียมคนให้อยู่ในสังคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากการพัฒนาประเทศในอนาคตต้องพึ่งพาบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี โดยต้องถือว่าการปลูกฝังความสนใจใฝ่รู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องสำคัญที่สุด (กระทรวงศึกษาธิการ 2551, 92; สสวท. 2546, 1 และพูนสุข อุดม 2553,62) ชีววิทยาเป็นสาขาหนึ่งของวิทยาศาสตร์ซึ่งมีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ทั้ง ทางตรงและทางอ้อม เพราะวิชาชีววิทยาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นพื้นฐานของ เทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงผลผลิตทางการเกษตร อุตสาหกรรม การสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตของมนุษย์ดีขึ้นกว่าเดิม (สถาบันส่งเสริมการ สอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2554) ในปัจจุบันมนุษย์พยายามสร้างสรรค์ความเจริญจนลืมนึกไป ว่า สิ่งต่าง ๆ ที่ได้สร้างขึ้นมีผลกระทบกระเทือนต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์เอง เช่น โรงงาน อุตสาหกรรมทำให้อากาศและน้ำไม่บริสุทธิ์เริ่มเป็นพิษต่อสิ่งที่มีชีวิต D.D.T. ที่ใช้ฆ่าแมลงทำให้ผล ตกค้างของยาสะสมในตัวผู้ใช้จนถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี ทำให้เกิดปัญหาเรื่องที่อยู่และอาหาร ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้จะลดลงได้มากเมื่อมนุษย์เข้าใจชีววิทยาดี ขึ้น ชีววิทยาจึงจำเป็นต่อการศึกษาในปัจจุบันมาก (อติโรจน์ ปพัฒน์เปรมสิริ, 2560) การจัดการเรียนการสอนชีววิทยาในปัจจุบันมักประสบปัญหา เนื่องจากลักษณะของวิชาที่มี เนื้อหาซับซ้อน มีศัพท์เฉพาะที่ค่อนข้างยากกับการความเข้าใจ อาจทำให้ผู้เรียนเกิดความสับสนและมี มโนมติที่คลาดเคลื่อนได้ นอกจากนี้นักเรียนยังมองว่าเนื้อหาที่ซับซ้อนของวิชามีลักษณะที่ต้องท่องจำ


ซึ่งขัดกับแนวทางการจัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยาที่เน้นการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านกระบวนการคิด กระบวนการปฏิบัติเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (ปริยพล คุนาชน, 2548) โดยเฉพาะเนื้อหา พันธุ ศาสตร์ ที่มีความซับซ้อนและค่อนข้างทำความเข้าใจด้วยกระบวนการปฏิบัติเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้วย ตนเองได้ยาก ทำให้เนื้อหาพันธุศาสตร์เป็นอีกเนื้อหาหนึ่งที่สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในผู้เรียนได้ เป็นอย่างมาก ผู้วิจัยได้จัดการเรียนการสอนให้นักเรียนชั้น ม.4/1 โรงเรียนบ้านโคนพิทยา จังหวัดอุตรดิตถ์ มาเป็นเวลา 1 ภาคการศึกษา และเห็นสภาพปัญหาของนักเรียนห้องนี้คือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ต่ำ ในขณะที่ปฏิกิริยาการตอบสนองหรือการตอบคำถามในห้องเรียนเป็นไปตามปกติ นักเรียนให้ความ ร่วมมือในการจัดกิจกรรม และสามารถตอบคำถามของครูได้ แต่เมื่อทดสอบความรู้จากข้อสอบ นักเรียนมักได้คะแนนที่น้อย บางเรื่องที่ได้เน้นย้ำนักเรียนก็ไม่สามารถตอบได้ ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ปัญหา ดังกล่าวและลงความเห็นว่าอาจเป็นเพราะนักเรียนไม่สามารถเชื่อมโยงเนื้อหาที่ได้เรียนและสรุป ประเด็นในเนื้อหาที่ได้จากการร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ได้จากการทบทวนเอกสารผู้วิจัยจึงควรเห็นว่า การจัดการเรียนเรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์ จะเป็นแนวทางในการให้นักเรียนได้เชื่อมโยงความรู้และ สร้างบทสรุปเนื้อหาที่นักเรียนได้จากการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่อง พันธุศาสตร์และ สามารถจดจำได้ในระยะยาว การจัดการเรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์โดยให้นักเรียนสร้างผังมโนทัศน์เป็นวิธีการที่ทำให้เกิด การเรียนรู้อย่างมีความหมาย โดยผังมโนทัศน์จะเป็นการแจกแจงมโนทัศน์อย่างที่มีลำดับขั้น โดยมโน ทัศน์ที่ครอบคลุมเนื้อหามากจะอยู่ด้านบนของแผนผังและมโนทัศน์รองหรือมโนทัศน์ย่อยจะรองลงมา ตามลำดับ ทำให้มองเห็นภาพรวมของมโนทัศน์ได้ง่าย และยังแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของมโนทัศน์ เหล่านั้น (Novak (1984) อ้างถึงใน ณัฐมน เดชมา (2555)) ซึ่งการเชื่อมโยงความรู้ในวิชานั้นกับสิ่งที่มี อยู่ในโครงสร้างความรู้แล้วสร้างออกมาเป็นแผนผังของความเข้าใจในเรื่องนั้นอย่างมีลำดับขั้นตอนที่ ครอบคลุมและเป็นระบบจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเก็บผังความรู้นั้นไว้ในหน่วยความจำระยะยาวเป็น ความรู้ที่คงทนต่อไป (กิ่งฟ้า สินธุวงษ์, 2537) จึงเป็นแนวทางที่มีประโยชน์สำหรับส่งเสริมความเข้าใจ แนวคิดวิทยาศาสตร์ และความสามารถของผู้เรียนในการแก้ปัญหาหรือตอบคำถาม ซึ่งส่งผลให้ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้นได้ (Hong and Kiong (2001 อ้างถึงใน วรุณยุภา ขยันกิจ (2557)) ซึ่งผู้วิจัยได้นำมาปรับใช้กับการเรียนการสอนในเรื่อง พันธุศาสตร์


49 พันธุศาสตร์เป็นอีกสาขาหนึ่งของชีววิทยา ศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างเชิงโมเลกุลและหน้าที่ของ ยีน พฤติกรรมของยีนในบริบทของเซลล์สิ่งมีชีวิต แบบแผนของการถ่ายทอดลักษณะจากรุ่นสู่รุ่น การกระจายของยีน ความแตกต่างทางพันธุกรรมและการเปลี่ยนแปลงของพันธุกรรมในประชากรของ สิ่งมีชีวิต เช่น การศึกษาหาความสัมพันธ์ของยีนตลอดทั่วทั้งจีโนม โดยถือว่ายีนเป็นพื้นฐานของ สิ่งมีชีวิตทั้งหมด พันธุศาสตร์จึงเป็นวิชาที่นำไปใช้ได้กับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ทั้งไวรัส แบคทีเรีย พืช สัตว์ และมนุษย์โดยเฉพาะเรื่องของเวชพันธุศาสตร์ในปัจจุบันความรู้ทางด้านพันธุศาสตร์เจริญรุดหน้า อย่างรวดเร็วนำสู่ยุคปัจจุบันที่เป็นยุคของเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) ไม่ว่าจะเป็น พันธุวิศวกรรมของสิ่งมีชีวิต ลายพิมพ์ดีเอ็นเอ โครงการศึกษาพันธุศาสตร์ของมนุษย์ (Human Genome Project) ดังนั้นการจัดการศึกษาด้านพันธุศาสตร์จึงมีความสำคัญต่อผู้เรียนในยุคปัจจุบัน และอนาคต แต่อย่างไรก็ตามการจัดการเรียนการสอนวิชาชีววิทยาทั้งต่างประเทศและประเทศไทย ได้พบว่า การเรียนเรื่องพันธุศาสตร์พื้นฐานและเทคโนโลยีชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับพันธุศาสตร์เป็นเรื่องที่ นักเรียนสามารถเข้าใจยาก (Elizabeth Rice, Marianne E. Krasny and Margaret E. Smith (2016) อ้างถึงใน สุรีย์พร แก้วเมืองมูล (2553)) โดยเนื้อหาพันธุศาสตร์มีความซับซ้อนและค่อนข้าง กว้าง ทำให้ยากต่อการทำความเข้าใจของนักเรียน การสร้างผังมโนทัศน์จะช่วยให้สามารถเชื่อมโยง องค์ความรู้ที่มีความซับซ้อนเข้าด้วยกัน ทำให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของมโนทัศน์หลักและมโนทัศน์รอง ง่ายต่อการจดจำได้ในระยะยาว จากที่มาความสำคัญและปัญหาในการสอนวิชาชีววิทยาที่ได้กล่าวในข้างต้น ทำให้ผู้วิจัยมี ความสนใจในศึกษาการจัดการเรียนเรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านโคนพิทยา จังหวัด อุตรดิตถ์ เพื่อให้นักเรียนสามารถสร้าง ผังมโนทัศน์เป็นความเข้าใจของตนเอง และสามารถนำความรู้ ไปใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว คำถามวิจัย การจัดการเรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์จะพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พันธุกรรม ของ นักเรียนให้สูงขึ้นได้หรือไม่


50 วัตถุประสงค์การวิจัย การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์ที่มีผล ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พันธุกรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านโคน พิทยา จังหวัดอุตรดิตถ์ สมมติฐานการวิจัย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านโคนพิทยา จังหวัดอุตรดิตถ์ที่ได้รับการจัดการ เรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์จะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พันธุศาสตร์ ที่สูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบผล การทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) กับแบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) ขอบเขตการวิจัย ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตของการวิจัยไว้ 4 ประเด็นดังนี้ 1. กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ผู้วิจัยได้ศึกษาในครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ห้อง 1 โรงเรียนบ้านโคนพิทยา จังหวัดอุตรดิตถ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวนทั้งสิ้น 15 คน โดย นักเรียนห้องดังกล่าวเป็นนักเรียนที่เรียนสายวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ ซึ่งมีการเรียนการสอนที่เน้น วิทยาศาสตร์ และอยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ต้องเรียนเกี่ยวกับพันธุศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความ ซับซ้อน และค่อนข้างยาก 2. เนื้อหาที่ใช้ 2.1 เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย ในการวิจัยในนี้จะมีเนื้อหาในการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านโคนพิทยา จังหวัด อุตรดิตถ์ โดยใช้การเรียนการสอนแบบใช้ผังมโนทัศน์ในขั้นสรุปของการสอน


51 2.2 เนื้อหาที่ใช้ในการสอน เนื้อหาที่ใช้ในการสอนครั้งนี้ ผู้วิจัยได้วิเคราะห์จากผลการเรียนรู้และสาระการเรียนรู้ เพิ่มเติม กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) โดยมีสาระการเรียนรู้และตัวชี้วัดดังนี้ สาระชีววิทยา 2. เข้าใจการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม สมบัติ และหน้าที่ของสารพันธุกรรม การเกิดมิวเทชัน เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ หลักฐาน ข้อมูลและ แนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก การเกิดสปีชีส์ใหม่ ความหลากหลายทางชีวภาพ กำเนิดของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต และ อนุกรมวิธาน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลการเรียนรู้ 1. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และสรุปผลการทดลองของเมนเดล 2. อธิบาย และสรุปกฎแห่งการแยกและกฎแห่งการรวมกลุ่มอย่างอิสระ และนำกฎ ของเมนเดลนี้ไปอธิบายการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมและใช้ในการคำนวณโอกาสใน การเกิดฟีโนไทป์และจีโทไทป์แบบต่าง ๆ ของรุ่น F1 และ F2 3. สืบค้นข้อมูล วิเคราะห์ อธิบาย และสรุปเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทาง พันธุกรรมที่เป็นส่วนขยายของพันธุศาสตร์เมนเดล .4. สืบค้นข้อมูล วิเคราะห์และเปรียบเทียบลักษณะทางพันธุกรรมที่มีการแปรผันไม่ ต่อเนื่องและลักษณะทางพันธุกรรมที่มีการแปรผันต่อเนื่อง 3. ตัวแปรที่ศึกษา ผู้วิจัยได้กำหนดตัวแปรที่ในการศึกษาครั้งนี้ไว้ 2 ตัวแปรได้แก่ ตัวแปรอิสระ และตัวแปรตาม ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การจัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โดยใช้ผังมโนทัศน์ ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พันธุศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านโคนพิทยา จังหวัดอุตรดิตถ์


52 4.กรอบแนวคิดในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ก าหนดกรอบความคิดในการวิจัยได้ดังนี้ นิยามศัพท์เฉพาะ 1. ผังมโนทัศน์หมายถึง แผนผังที่นักเรียนสร้างขึ้นเพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างความคิด หรือข้อมูลตั้งแต่ 2 ความคิดขึ้นไป โดยเริ่มเขียนจากความคิดที่มีความหมายกว้าง ครอบคลุมก่อน แล้ว จึงแตกแยกความคิดที่มีความหมายรองลงมา และจะเขียนลดหลั่นลงมาเรื่อย ๆ แต่ละแนวคิดจะเชื่อม ด้วยคำหรือข้อความเชื่อมเพื่อให้เป็นประโยคที่มีความหมาย ในส่วนล่างสุดของผังมโนทัศน์เป็นการ ยกตัวอย่างประกอบหรือแนวคิดที่มีความเฉพาะเจาะจง ซึ่งผังมโนทัศน์นั้นมีอยู่ด้วยกันหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์จากการวิเคราะห์เนื้อหาที่ใช้สอนในการวิจัยนี้พบว่า รูปแบบผังมโนทัศน์ที่ เหมาะสมกับเนื้อหาพันธุศาสตร์ได้แก่ ผังมโนทัศน์ที่แสดงความคิดรวบยอดของข้อมูลหรือสาระสำคัญ ของข้อมูล ได้แก่ ผังความคิด (Mind Mapping) และผังมโนทัศน์ (Concept Mapping) และผัง มโนทัศน์ที่แสดงการเรียงลำดับข้อมูล เหตุการณ์ หรือขั้นตอนต่าง ๆ เช่น ผังลำดับขั้นตอน (A Sequential Map) 2. การจัดการเรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์หมายถึง กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ให้นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านโคนพิทยา จังหวัดอุตรดิตถ์ ฝึกกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ ตามขั้นตอน และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของสิ่งที่ได้เรียนรู้ ทำให้เกิดความคิดรวบยอดและสร้างองค์ การจัดการเรียนรู้ แบบใช้ผังมโนทัศน์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พันธุศาสตร์ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านโคนพิทยา ผังมโนทัศน์แบบแสดง ความคิดรวบยอด นักเรียนสามารถเชื่อมโยง มโนทัศน์ได้นำไปสู่การสรุป บทเรียนเป็นองค์ความรู้


53 ความรู้ได้ด้วยตนเองในวิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์โดยให้นักเรียนได้สร้างผังมโนทัศน์ในขั้นสรุป ของทุกแผนการสอน 3.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาวิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านโคนพิทยา จังหวัดอุตรดิตถ์ เรื่อง พันธุ ศาสตร์เป็นผลจากการเรียนการสอนซึ่งทำให้นักเรียนเปลี่ยนแปลงทางความสามารถทางพุทธิปัญญา โดยพิจารณาคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 4. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ชุดของข้อสอบที่ใช้วัดความรู้ ความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านโคนพิทยา จังหวัดอุตรดิตถ์ เรื่อง พันธุ ศาสตร์ โดยให้ทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นทั้งก่อนและหลังเรียน โดยมีลักษณะเป็น ข้อสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 12 ข้อ ประโยชน์ที่ได้รับจาการทำวิจัย การทำวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ โดยใช้ การจัดการเรียนรู้แบบใช้แผนผังมโนทัศน์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านโคนพิทยา จังหวัดอุตรดิตถ์ จะเกิดประโยชน์ดังนี้ 1. ได้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ผังมโนทัศน์ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ 2. ได้พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์


54 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ ของ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคนพิทยา จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยใช้การจัดการเรียนเรียนรู้ แบบใช้ผังมโนทัศน์โดยผู้วิจัยได้ท าการรวบรวมข้อมูล เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยจะน าเสนอ ออกเป็น 3 ตอน ตอนที่ 1 ผังมโนทัศน์ 1.1 ความหมายของผังมโนทัศน์ 1.2 ประเภทของผังมโนทัศน์ 1.3 การสร้างผังมโนทัศน์ 1.4 การให้คะแนนผังมโนทัศน์ 1.5 ประโยชน์ของผังมโนทัศน์ ตอนที่ 2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.2 องค์ประกอบของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.3 จุดมุ่งหมายในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.4 ความหมายของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.5 ประเภทของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.6 ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตอนที่ 3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยแต่ละตอนมีรายละเอียดดังนี้ ตอนที่ 1 ผังมโนทัศน์ คำว่า “ผังมโนทัศน์” มาจากคำภาษาอังกฤษว่า “Concept mapping” ซึ่งคำนี้ยังมี นักการศึกษาของไทยได้พยายามหาคำแปลให้มีความหมายให้ตรงกับศัพท์เดิมให้มากที่สุด ได้แก่ แผนผังความคิดรวบยอด แผนผังสังกัป ผังมโนทัศน์ผังมโนภาพ ผังมโนมติ เป็นต้น ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยเลือกใช้คำว่า “ผังมโนทัศน์”


55 จากการศึกษาเรื่องผังมโนทัศน์ (Concept mapping) ผู้วิจัยมีประเด็นที่จะนำเสนอ ดังต่อไปนี้ (1) ความหมายของผังมโนทัศน์(2) ประเภทของผังมโนทัศน์(3) การสร้างผังมโนทัศน์(4) การให้คะแนนผังมโนทัศน์(5) ประโยชน์ของผังมโนทัศน์ 1.1 ความหมายของผังมโนทัศน์ Good (1973 อ้างถึงใน วรุณยุภา ขยันกิจ 2557) ได้ให้ความหมายของผังมโนทัศน์ไว้ 3 ลักษณะ คือ 1) แผนผังที่แสดงความคิดหรือสัญลักษณ์ของส่วนประกอบที่สามารถจำแนกหรือ แยกแยะออกเป็นกลุ่มได้2) แผนผังที่แสดงสัญลักษณ์เชิงความคิดทั่วไปเกี่ยวกับสถานการณ์หรือวัตถุ และ 3) แผนผังที่แสดงความคิดเห็นหรือภาพของความคิดโดยรวม Fieldman (1987 อ้างถึงใน วรุณยุภา ขยันกิจ 2557) ให้ความหมายว่า ผังมโนทัศน์หมายถึง การจัดประเภทของวัตถุ หรือ เหตุการณ์ต่าง ๆ มารวมเข้าไว้ด้วยกันโดยใช้ความเหมือนหรือความ แตกต่างเป็นเกณฑ์ในการจัดหรือกำหนดประเภทของวัตถุหรือเหตุการณ์นั้น ๆ Jame and Rowell (1979 อ้างถึงใน วรุณยุภา ขยันกิจ 2557) กล่าวถึงความหมายของ ผังมโนทัศน์ว่า เป็นการแสดงโครงสร้างของรายวิชาในรูปสองมิติระหว่างแนวคิดที่เกี่ยวข้องได้อย่าง เหมาะสม ซึ่งโดยทั่วไปจะแสดงความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องจากมโนทัศน์ที่มีความหมายทั่วไปที่เขียนไว้ ส่วนบนสุดของผังมโนทัศน์ส่วนมโนทัศน์รองจะลดหลั่นลงมาเรื่อย ๆ จนถึงมโนทัศน์เฉพาะหรือ ตัวอย่างของมโนทัศน์ Moreira (1979 อ้างถึงใน วรุณยุภา ขยันกิจ 2557) กล่าวว่า ผังมโนทัศน์ เป็นแผนภาพที่ แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง แนวคิดอย่างมีลำดับขั้นตอน เพื่อแสดงให้เห็นการจัดแนวคิดที่เรียน ซึ่งจะ มีทิศทางเดียวกัน หรือ สองทิศทางหรือมากกว่า Novak and Gowin (1984 อ้างถึงใน วรุณยุภา ขยันกิจ 2557) อธิบายว่า ผังมโนทัศน์มี จุดมุ่งหมายเพื่อแสดงความสัมพันธ์ อย่างมีความหมายระหว่างแนวคิดต่าง ๆ ในรูปของหัวข้อตั้งแต่ 2 หัวข้อขึ้นไป โดยใช้คำเชื่อมให้ เป็นหน่วยคำที่มีความหมาย กิ่งฟ้า สินธุวงษ์ (2537) กล่าวว่าผังมโนทัศน์เป็นวิธีการเรียนรู้แนวคิดหรือหลักการต่าง ๆ ของเนื้อหาวิชาหนึ่ง อย่างมีความหมายโดยการเชื่อมโยงความรู้ในวิชานั้นกับสิ่งที่มีอยู่ในโครงสร้าง ความรู้แล้วสร้างออกมาเป็นแผนผังของความเข้าใจในเรื่องนั้นอย่างมีลำดับขั้นตอนที่ครอบคลุมและ เป็นระบบ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเก็บผังความรู้นั้นไว้ในหน่วยความจำระยะยาวเป็นความรู้ ที่คงทนต่อไป ผังมโนทัศน์แสดงถึงการเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิมที่มีอยู่แล้วในโครงสร้างทาง


56 สติปัญญา จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย ผังมโนทัศน์ประกอบด้วยแนวคิด อย่างน้อย 2 แนวคิด จะมีกริยาเชื่อมที่เรียกว่าข้อความเชื่อมแสดงความสัมพันธ์ และแสดงความ แตกต่างของแนวคิดอย่างเป็นลำดับขั้น เริ่มจากแนวคิดที่มีความหมายครอบคลุมมากไปยังแนวคิดที่ จำเพาะเจาะจงอยู่ด้านล่าง พิทักษ์ เจริญวานิช (2531) สรุปเกี่ยวกับผังมโนทัศน์ได้สอดคล้องกันว่า ผังมโนทัศน์เป็นการ วิเคราะห์แนวคิดและแสดงความสัมพันธ์ของแนวคิด ตั้งแต่ 2 แนวคิด ในรูปของแผนผังแล้วใช้ ข้อความเชื่อมเพื่อให้เป็นประโยคที่มีความหมายอย่างเป็นลำดับขั้น ทำให้ง่ายแก่การเข้าใจ โดยที่ แนวคิดที่มีความหมายกว้างครอบคลุมจะอยู่ด้านบนสุดของแผนผัง แล้วลดลำดับลงมาเป็นแนวคิดรอง ที่จะแสดงลักษณะเด่นขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดเป็นแนวคิดที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งจะเป็นชื่อเฉพาะหรือ ตัวอย่างของแนวคิด วราภรณ์ ภูปาทา (2545) กล่าวว่า ผังมโนทัศน์หมายถึง ความคิดความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องใด เรื่องหนึ่งอันอาจเกิดมาจากการสังเกต ประสบการณ์ แล้วจัดกลุ่มเหตุการณ์ หรือสิ่งของที่มีสมบัติ คล้ายกันเข้าด้วยกันเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจในเรื่องนั้นหรือสิ่งนั้น วัชรา เล่าเรียนดี (2549) กล่าวว่า ผังมโนทัศน์มีลักษณะเป็นแผนผังหรือแผนภาพที่สร้างขึ้น จากความเข้าใจ หรือสร้างขึ้นจากความสามารถในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ด้วยแผนผัง แผนภาพ หรือแผนภูมิ ระหว่างผังมโนทัศน์ต่าง ๆ หรือสาระสำคัญและแนวคิดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง สุวิทย์ มูลคำและ อรทัย มูลคำ (2545) กล่าวว่า ผังมโนทัศน์หมายถึง ความคิดความเข้าใจที่ สรุปเกี่ยวกับการจัดกลุ่มสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเรื่องหนึ่งที่เกิดจากการสังเกตหรือการได้รับประสบการณ์ เกี่ยวกับสิ่งนั้นหรือเรื่องนั้น แล้วใช้คุณลักษณะหรือคุณสมบัติที่คล้ายคลึงกันจัดเข้าเป็นกลุ่มเดียวกัน ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น จากความหมายผังมโนทัศน์ดังกล่าวข้างต้นสรุปได้ว่า ผังมโนทัศน์เป็นแผนผังที่สร้างขึ้นเพื่อ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดตั้งแต่ 2 แนวคิดขึ้นไป โดยแนวคิดที่มีความหมายกว้าง ครอบคลุม และแนวคิดที่มีความหมายรองลงมาจะเขียนลดหลั่นลงมาเรื่อย ๆ แต่ละแนวคิดจะเชื่อมด้วยคำหรือ ข้อความเชื่อมเพื่อให้เป็นประโยคที่มีความหมาย ในส่วนล่างสุดของผังมโนทัศน์ เป็นการยกตัวอย่าง ประกอบหรือแนวคิดที่มีความเฉพาะเจาะจง


57 1.2 ประเภทของผังมโนทัศน์(Concept mapping) ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ (2548) ได้กล่าวถึงผังมโนทัศน์ไว้ว่า ผังมโนทัศน์เป็นผังกราฟิกชนิดหนึ่ง ที่แสดงความคิดรวบยอดของข้อมูลหรือสาระสำคัญของข้อมูล มีหลายชนิด หลายรูปแบบ สามารถ แยกตามจุดประสงค์ในการนำเสนอข้อมูลได้ 5 ประเภท ดังนี้ 1. ผังมโนทัศน์ที่แสดงความคิดรวบยอดของข้อมูล หรือสาระสำคัญของข้อมูล เช่น ผังความคิด (Mind Mapping) ผังมโนทัศน์(Concept Mapping) เป็นต้น 2. ผังมโนทัศน์ที่ต้องการแสดงการเปรียบเทียบข้อมูล เช่น เวนน์ ไดอะแกรม (Venn Diagram) ผังที-ชาร์ท (T-Chart) แผนภูมิแท่ง แผนภูมิตาราง เป็นต้น 3. ผังมโนทัศน์ที่แสดงข้อมูลที่เป็นเหตุเป็นผลกัน เช่น ผังก้างปลา (Fishbone Map) ผังใยแมงมุม (Spider Web) เป็นต้น 4. ผังมโนทัศน์ที่แสดงการเรียงลำดับข้อมูล เหตุการณ์ หรือขั้นตอนต่าง ๆ เช่น ผังลำดับ ขั้นตอน (A Sequential Map) ผังวัฏจักร (Circle Map) ผังขั้นบันได (Ranking Ladder) ผังแบบต่อเนื่อง (Spectrum) เป็นต้น 5. ผังมโนทัศน์ที่แสดงการจัดหมวดหมู่ของข้อมูลหรือหมวดหมู่ของความคิด เช่น แผนภูมิกง (Pie Chart) ผังมองต่างมุม (Thinking at Right Angles) แผนภูมิเป้าหมาย (Target) เป็นต้น ผังมโนทัศน์ที่แสดงความคิดรวบยอดของข้อมูล ผังความคิด (Mind Mapping) เป็นผังแสดงโครงสร้างสาระความคิดต่าง ๆ ในภาพรวม ซึ่ง เป็นภาพกว้าง มักใช้สัญลักษณ์ รูปทรงเรขาคณิต เพื่อจำแนกหรือจัดเรียงลำดับความสำคัญของ สาระ หรือข้อมูล จะลากเส้นในลักษณะต่าง ๆ ทั้งที่เป็นเส้นตรง เส้นโค้ง ทั้งที่มีลูกศรกำกับหรือไม่มีก็ได้ เพื่อ แสดงการเชื่อมโยงของข้อมูลและความคิดต่าง ๆ โดยจะมีคำเชื่อมหรือไม่มีก็ได้ การแสดงตัวแทน ความหมายของความคิดนั้น อาจแสดงด้วยข้อความที่เป็นวลี คำ ประโยค หรือภาพ สัญลักษณ์ก็ได้ รายละเอียดดังภาพที่ 2.1


58 ภาพที่ 2.1 ตัวอย่างแผนที่ความคิดเรื่องต้นไม้ ที่มา : พิมพันธ์ เดชะคุปต์(2545) ผังมโนทัศน์นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการศึกษา ซึ่งแสดงความคิดของเรื่องราวต่าง ๆ โดยการจัดหมวดหมู่ตามลำดับความสำคัญของข้อมูล โดยแยกเป็นมโนทัศน์หลัก มโนทัศน์รอง มโนทัศน์ย่อย รวมไปถึงตัวอย่าง ซึ่งทำให้สามารถมองเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ละมโนทัศน์จะมี รูปทรงเรขาคณิตล้อมรอบ โดยมีมโนทัศน์หลักอยู่ตรงกลางหรือบนสุด มโนทัศน์รองจะอยู่ถัดไป และ วงนอกสุดจะเป็นมโนทัศน์ย่อยแต่ละมโนทัศน์จะมีเส้นต่าง ๆ แสดงความสัมพันธ์หรือความเชื่อมโยง ของข้อมูล โดยจะมีคำเชื่อมกำกับหรือไม่มีก็ได้ โดยปกติจะไม่นิยมใช้ลูกศรแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง มโนทัศน์ เพราะอาจทำให้สับสนได้ เนื่องจากผังมโนทัศน์ได้แสดง ลำดับขั้นก่อนหลังไว้แล้ว การสร้าง ผังมโนทัศน์ควรเขียนซ้ำอย่างน้อย 2 ครั้ง เพื่อปรับปรุงแผนผังให้ประณีต ชัดเจน กะทัดรัด มีการ ปรับปรุงฝึกฝนตนเองโดยการทำหลาย ๆ ครั้ง เพื่อหา ข้อบกพร่องในการทำผังมโนทัศน์ ขั้นตอนในการสร้างผังมโนทัศน์มี 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1. เขียนคำหลัก หรือชื่อเรื่อง เขียนคำที่เป็นมโนทัศน์ต่าง ๆ ไว้เป็นรายการทั้งหมด 2. จัดลำดับความสำคัญของมโนทัศน์ 3. กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างมโนทัศน์ 4. เชื่อมโยงมโนทัศน์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยใช้คำเชื่อม ต้นไม้ ใช้ใบสังเคราะห์แสง ปรุงอาหารเองได้ ส่วนใหญ่มีใบเขียว มีส่วนประกอบต่าง ๆ เป็นสิ่งชีวิต เคลื่อนไหวไม่ได้ ใช้ท าประโยชน์ได้หลายอย่าง


59 ตัวอย่างรายละเอียดดังภาพที่ 2.2 ภาพที่ 2.2 ตัวอย่างผังมโนทัศน์ ที่มา : พิมพันธ์ เดชะคุปต์(2545) ตัวอย่างผังความคิดรวบยอด เรื่องผลไม้ รายละเอียดภาพที่ 2.3 ภาพที่ 2.3 ผังความคิดรวบยอด เรื่อง ผลไม้ ที่มา : พิมพันธ์ เดชะคุปต์(2545) มโนทัศน์ย่อย มโนทัศน์ รอง มโนทัศน์หลัก ตัวอย่าง มโนทัศน์ย่อย มโนทัศน์ย่อย มโนทัศน์รอง มโนทัศน์รอง มโนทัศน์ย่อย มโนทัศน์ย่อย มโนทัศน์ย่อย ตัวอย่าง ตัวอย่าง ตัวอย่าง


60 ทิศนา แขมณี (2548) กล่าวว่า ผังมโนทัศน์ เป็นผังที่แสดงมโนทัศน์หรือ ความคิดรวบยอด ใหญ่ไว้ตรงกลางและแสดงความสัมพันธ์ระหว่างมโนทัศน์ใหญ่และมโนทัศน์ ย่อย ๆ เป็นลำดับขั้นด้วย เส้นเชื่อมโยง รายละเอียดดังภาพที่ 2.4 ภาพที่ 2.4 ผังมโนทัศน์เรื่องสัตว์ ที่มา : ทิศนา แขมมณี (2548) ตัวอย่างผังมโนทัศน์เรื่องสัตว์ รายละเอียดดังภาพที่ 2.5 ภาพที่ 2.5 ตัวอย่างผังมโนทัศน์เรื่องสัตว์ ที่มา : ทิศนา แขมมณี(2548 ) สัตว์ (animal) สัตว์เลื้อยคลาน (reptile) สัตว์เลี้ยงลูกด้วย นม (mammal) แมลง (Insect) สุนัข (dog) หมี (bear) วาฬ (whale) หมีดำ (bear) หมีโพลา (polar bear) หมึกกริชลี่ (grizzly bear)


61 ผังมโนทัศน์ที่ต้องการแสดงการเปรียบเทียบข้อมูล ผังมโนทัศน์ที่ต้องการแสดงการเปรียบเทียบข้อมูล เป็นผังที่ต้องการแสดง การเปรียบเทียบ ความแตกต่างของข้อมูลหรือความคิด มีดังนี้ 1. เวนน์ ไดอะแกรม (Venn Diagram) เป็นผังที่แสดงการเปรียบเทียบระหว่างข้อมูล อย่าง น้อย 2 สิ่ง เพื่อเปรียบเทียบว่าข้อมูลมีความเหมือนและมีความต่างกันอย่างไร เพื่อหาจุดต่าง และจุด ร่วมของสิ่งต่าง ๆ ลักษณะของผังจะเป็นวงกลม 2 วง กล่าวคือ มีส่วนหนึ่งของวงกลมที่ทับซ้อนกัน ส่วนที่ทับซ้อนกันของวงกลมนี้ให้เป็นตัวแทนของความคิดหรือข้อมูลที่เหมือนกัน และ ส่วนที่เหลือขอ งวงกลมซึ่งไม่ได้ทับซ้อนกันนั้น คือ ส่วนที่เป็นลักษณะเฉพาะของสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เหมือนกัน ภาพที่ 2.6 เวนน์ ไดอะแกรม ที่มา : พิมพันธ์ เดชะคุปต์(2545)


62 ตัวอย่างเวนน์ไดอะแกรม เรื่องพืชมีดอกกับพืชไร้ดอก รายละเอียดดังภาพที่ 2.7 ภาพที่ 2.7 เวนน์ไดอะแกรมเรื่องพืชดอก ที่มา : พิมพันธ์ เดชะคุปต์(2545) 2. ผังที-ชาร์ท (T-Chart) เป็นผังที่แยกข้อมูลหรือความคิดออกเป็น 2 ส่วน โดยมี จุดประสงค์เพื่อแสดงความแตกต่างของความคิดหรือข้อมูลที่ศึกษาทั้ง 2 ด้าน แสดงมุมมองของ ความคิดทั้ง 2 ด้าน และแสดงเหตุผลของความคิดหรือความจริงที่เป็นอยู่ รายละเอียดดังตารางที่ 2.1 – 2.3 ตารางที่ 2.1 ตัวอย่างตารางเหตุผลของความคิดผังที-ชาร์ท (T-Chart) ที่มา : พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2545) คิดด้านใดด้านหนึ่ง ความคิดที่ต่างออกไป ลักษณะเฉพาะของพืชมีดอก มีองค์ประกอบร่วมกัน ลักษณะเฉพาะของพืชไร้ดอก A B


63 ตารางที่ 2.2 ตารางผังทีชาร์ท เรื่องขุนช้าง ที่มา : พิมพันธ์ เดชะคุปต์(2545) ลักษณะที่ดีของขุนช้าง ลักษณะที่ไม่ดีของขุนช้าง 1.ซื่อสัตย์ 1.กริยาไม่ดี น่ารังเกียจ 2.รักเดียวใจเดียว 2.รูปชั่ว หัวล้าน 3.ฐานะร่ำรวย 3.เอาแต่ใจตัวเอง 4.เปิดเผย 4.เห็นแก่ตัว ใจแคบ ตารางที่ 2.3 ตารางผังที-ชาร์ท เปรียบเทียบตัวละครเรื่องขุนช้างขุนแผน ที่มา : พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2545) ขุนช้าง ขุนแผน 1.รูปชั่ว หัวล้าน 1.รูปงาม 2.รักเดียว ใจเดียว 2.เจ้าชู้ ผังมโนทัศน์ที่แสดงข้อมูลที่เป็นเหตุเป็นผลกัน 1. ผังก้างปลา (Fishbone Map) เป็นผังที่แสดงข้อมูลที่เป็นผลหรือปัญหาที่เกิดขึ้นและจะ แสดงให้เห็นถึงความคิดและการวิเคราะห์แยกย่อยเพื่อหาสาเหตุหรือปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดผล หรือ ปัญหานั้น ๆ ใช้สำหรับการวิเคราะห์หาสาเหตุหลักและสาเหตุย่อยของปัญหาต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การ แก้ปัญหานั้น ๆ รายละเอียดดังภาพที่ 2.8 ภาพที่ 2.8 ผังก้างปลา ที่มา : พิมพันธ์ เดชะคุปต์(2545) สาเหตุย่อย สาเหตุหลัก ผลที่เกิดขึ้น


64 ตัวอย่างผังก้างปลา เรื่องสาเหตุของความยากจน รายละเอียดดังภาพที่ 2.9 ภาพที่ 2.9 ผังก้างปลา เรื่องสาเหตุของความยากจน ที่มา : พิมพันธ์ เดชะคุปต์(2545) 2. ผังใยแมงมุม (Spider Web) มีลักษณะเหมือนผังมโนทัศน์แต่ต่างกันที่แผนผัง มโนทัศน์ จะแสดงความคิดรวบยอดของข้อมูลส่วนยังไยแมงมุมจะแสดงถึงสิ่งที่เป็นสาเหตุ ที่ก่อให้เกิดผลตามมา ของสิ่งอื่น ๆ รายละเอียดดังภาพที่ 2.10 ภาพที่ 2.10 ผังไยแมงมุม ที่มา : พิมพันธ์ เตชะคุปต์(2545) การพนัน อบายมุข ความยากจน หวย ใช้ของแพง ฟุ่มเฟือย ไม่อดออม ไม่มีงานทำ เจ็บป่วย เลือกงาน ไม่ทำงาน ผลที่เกิดขึ้น ผลที่เกิดขึ้น สาเหตุ ผลที่เกิดขึ้น


65 ตัวอย่างผังใยแมงมุมเรื่อง การใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 7 รายละเอียดดังภาพที่ 2.11 ภาพที่ 2.11 ผังใยแมงมุมเรื่องการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 7 ที่มา : พิมพันธ์ เดชะคุปต์(2545) ผังมโนทัศน์ที่แสดงการเรียงลำดับข้อมูล เหตุการณ์ หรือขั้นตอนต่าง ๆ 1. ผังลำดับขั้นตอน (A Sequential Map) เป็นผังที่แสดงลำดับขั้นตอนของสิ่งต่าง ๆ หรือ กระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รายละเอียดดังภาพที่ 2.12 ภาพที่ 2.12 ผังลำดับขั้นตอน ที่มา : พิมพันธ์ เตชะคุปต์(2545) ปัญหาด้านสิ่งแวดล้ออม และทรัพยากรธรรมชาติ สามารถขยายโอกาส ทางการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็น 9 การใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 สามารถลดอัตราการเพิ่ม ของประชากรได้ ปัญหาด้านสิ่งแวดล้ออม และทรัพยากรธรรมชาติ เศรษฐกิจตกต่ำส่งผล ต่อการเงินการคลัง ของประเทศ ขั้นตอนที่ 1 ขั้นตอนที่ 2 ขั้นตอนที่ 3 ขั้นตอนที่ 4 ขั้นตอนที่…..ขั้นตอนที่ 5


66 ตัวอย่างผังลำดับขั้นตอนเรื่อง การเจริญเติบโตของพืช ดังรายละเอียดภาพที่ 2.13 ภาพที่ 2.13 ผังลำดับขั้นตอนเรื่อง การเจริญเติบโตของพืช ที่มา : พิมพันธ์ เดชะคุปต์(2545) 2. ผังวัฏจักร (Circle Map) เป็นผังที่แสดงลำดับขั้นตอนของเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ต่อเนื่องกัน เป็นวงกลม ซึ่งเป็นวัฏจักรของสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีจุดสิ้นสุดที่แน่นอน ภาพที่ 2.14 ผังวัฏจักร ที่มา : พิมพันธ์ เตชะคุปต์(2545) เมล็ด ต้นอ่อน แตกใบและ สร้างอาหาร ออกดอก ออกผล


67 ตัวอย่างผังวัฏจักรของน้ำ รายละเอียดดังภาพที่ 2.15 ภาพที่ 2.15 ผังวัฏจักรของน้ำ ที่มา : พิมพันธ์ เดชะคุปต์(2545) 3. ผังขั้นบันได (Ranking Ladder) เป็นฝั่งที่ใช้แสดงข้อมูลเพื่อเรียงลำดับของสิ่งของ หรือ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่บอกลักษณะความมาก - น้อย ใหญ่ - เล็ก สูง-ต่ำ ยาก-ง่าย ใกล้-ไกล เป็นต้น รายละเอียดดังภาพที่ 2.16 ภาพที่ 2.16 ผังขั้นบันได ที่มา : พิมพันธ์ เตชะคุปต์(2545) ตกสู่ กลั่นตัว แหล่งน้ำ ไอน้ำ ฝน เมฆ ความหนาแน่น ระดับต่ำสุด ระดับสูง


68 ตัวอย่างผังขั้นบันได เรื่องสารเสพติด รายละเอียดดังภาพที่ 2.17 “จงระบุความรุนแรงของสาร เสพติด” แผนภูมิที่ 2.17 ผังระบุความรุนแรงของสารเสพติด ที่มา : พิมพันธ์ เตชะคุปต์(2545) 4. ผังแบบต่อเนื่อง (Spectrum) เป็นผังที่แสดงความคิดเกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ทั้งบุคคล สถานที่ เหตุการณ์ และสถานการณ์หลายๆ ด้าน ทั้งทางด้านบวกและลบ ส่วนที่ดีและส่วนที่ ไม่ดี เพื่อแสดงมุมมองรอบด้าน ไม่ให้มองอะไรเพียงด้านเดียว รายละเอียดดังภาพที่ 2.18 ภาพที่ 2.18 ผังแบบต่อเนื่อง ที่มา : พิมพันธ์ เตชะคุปต์(2545) ความคิด 1 ความคิด 2 ความคิด 3 ความคิด 1 ความคิด 2 ความคิด 3 ความคิดด้านบวก ความคิดด้านลบ


69 ตัวอย่างผังแบบต่อเนื่องเรื่องการเปิดบ่อนกาสิโนในประเทศไทย รายละเอียดดังภาพที่ 2.19 “ท่านมี ความคิดเห็นอย่างไรต่อการเปิดบ่อนกาสิโนในประเทศไทย" ภาพที่ 2.19 ผังต่อเนื่องความคิดเห็นต่อการเปิดบ่อนกาสิโนในประเทศไทย ที่มา : พิมพันธ์ เตชะคุปต์(2545) ผังมโนทัศน์ที่แสดงการจัดหมวดหมู่ของข้อมูลหรือหมวดหมู่ของความคิด 1. แผนภูมิกง (Fie Chart) เป็นผังกราฟิกที่แสดงการเปรียบเทียบข้อมูลโดยการจัด หมวดหมู่ หรือจำแนกข้อมูลออกเป็นกลุ่ม ๆ หรือเซตย่อย รายละเอียดดังภาพที่ 2.20 ภาพที่ 2.20 แผนภูมิกง ที่มา : พิมพันธ์ เดชะคุปต์(2545) ประเทศมี รายได้ เกิดปัญหา อาชญากรรม มีปัญหาสังคม เป็นแหล่ง อบายมุข ความคิดด้านบวก นักท่องเที่ยว มากขึ้น ประชาชน มีงานทำ ครอบครัว ความคิดด้านลบ แตกแยก เศรษฐกิจของ ประเทศดีขึ้น


70 ตัวอย่างแผนภูมิเรื่องการเปรียบเทียบงบประมาณรายรับ จำแนกตามลักษณะงาน พ.ศ. 2543 ดังภาพที่ 2.21 ภาพที่ 2.21 แผนภูมิเปรียบเทียบงบประมาณรายรับ จำแนกตามลักษณะงาน ที่มา : พิมพันธ์ เดชะคุปต์(2545) 2. ผังมองต่างมุม (Thinking at Right Angles) บางครั้งเรียกว่า TAKA เป็นการนำเอา ตัวอักษรตัวแรกของคำว่า Thinking at Right Angles มาเขียนเป็นคำใหม่ ดังนี้มีลักษณะเป็นเส้น 2 เส้นที่ชนกันเป็นรูปมุมฉาก ตรงปลายเส้นทั้ง 2 มีลูกศร เพื่อแสดงความคิดที่แตกต่างกันออกไป ปลายลูกศรเส้นหนึ่งจะหมายถึง ข้อมูลที่เป็นจริง ซึ่งเป็นข้อมูลจากเนื้อหาสาระที่เป็นที่ยอมรับหรือ รับรู้กันทั่วไป แต่ปลายลูกศรอีกเส้นหนึ่งจะหมายถึง ข้อมูลที่นักเรียนจะต้องคิดให้แตกต่างออกไป ไม่ให้เหมือนเดิม คิดในอีกมุมมองหนึ่ง หรืออาจแยกเป็นข้อเท็จจริงกับความรู้สึกที่แตกต่างไปจาก ข้อเท็จจริงที่มี ผังมองต่างมุมนี้จะฝึกให้ผู้เรียนคิดได้หลาย ๆ แง่มุม ดังภาพที่ 2.22 ภาพที่ 2.22 ผังมองต่างมุม ที่มา : พิมพันธ์ เตชะคุปต์(2545) การบริหาร ชุมชน และสังคม 43.8% อื่น 14.0% การเศรษฐกิจ 21.9% การบริหาร งานทั่วไป 20.3%


71 ตัวอย่างผังมองต่างมุม เรื่อง ประเทศไทย ดังภาพที่ 2.23 ภาพที่ 2.23 ผังมองต่างมุมเรื่องประเทศไทย ที่มา : พิมพันธ์ เตชะคุปต์(2545) 3. แผนภูมิเป้าหมาย (Target) เป็นผังที่จำแนกความคิดหรือจำแนกข้อมูลออกเป็นส่วน ๆ โดยจำแนกเป็นเป้าหมายหลักกับเป้าหมายรอง หรือกำหนดสิ่งที่เป็นคุณค่าแท้กับคุณค่าเทียมของสิ่ง ต่าง ๆ สิ่งที่เป็นประโยชน์หลักกับประโยชน์รอง หรือสิ่งที่ดีที่สุดและสิ่งที่รองลงมา เป็นแผนภูมิที่จะทำ ให้นักเรียนสามารถกำหนดประเด็นสำคัญของเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ ดังภาพที่ 2.24 ภาพที่ 2.24 แผนภูมิเป้าหมาย ที่มา : พิมพันธ์ เตชะคุปต์(2545) ความรู้สึก • คนไทยใจดี • ยิ้มง่าย • มีปัญหาสังคมสูง • ขาดระเบียบวินัย • มีการคอร์รัปชั้นสูง ข้อเท็จจริง • รูปร่างคล้ายขวาน • มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย • ตั้งอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ • อยู่ในเขตร้อนขึ้น • ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ • มีภาษาไทยเป็นศาสนาประจำชาติ


72 ตัวอย่างแผนภูมิเป้าหมายบุคคลที่ควรแก่การเคารพยกย่องควรมีคุณลักษณะอย่างไร ดังภาพที่ 2.25 ภาพที่2.25 แผนภูมิเป้าหมายบุคคลที่ควรแก่การเคารพยกย่อง ที่มา : พิมพันธ์ เตชะคุปต์(2545) จากการศึกษาประเภทของผังมโนทัศน์ของผู้เชี่ยวชาญที่แสดงความคิดรวบยอดของข้อมูล หรือสาระสำคัญของข้อมูลดังกล่าวมาแล้ว พบว่าผังมโนทัศน์มีหลายชนิด หลายรูปแบบ สามารถแยก ตามจุดประสงค์ในการนำเสนอข้อมูล จากการวิเคราะห์เนื้อหาที่ใช้สอนในการวิจัยนี้พบว่า รูปแบบผัง มโนทัศน์ที่เหมาะสมกับเนื้อหาพันธุศาสตร์ได้แก่ ผังมโนทัศน์ที่แสดงความคิดรวบยอดของข้อมูลหรือ สาระสำคัญของข้อมูล ได้แก่ ผังความคิด (Mind Mapping) และผังมโนทัศน์(Concept Mapping) และผังมโนทัศน์ที่แสดงการเรียงลำดับข้อมูล เหตุการณ์ หรือขั้นตอนต่าง ๆ เช่น ผังลำดับขั้นตอน (A Sequential Map) 1.3 การสร้างผังมโนทัศน์ การสอนให้นักเรียนสร้างผังมโนทัศน์นั้นสามารถทำได้หลายวิธี ในแต่ละวิธีนั้น เริ่มด้วยการ แนะนำเกี่ยวกับแนวคิด อาจกระทำในรูปของกิจกรรมเกี่ยวกับการเรียนรู้หรือแนะนำโดยตรง โดยให้ คำจำกัดความของแนวคิด วัตถุประสงค์ สถานการณ์ ครูแนะนำวิธีการสร้างให้แก่นักเรียน การสร้าง ผังมโนทัศน์เป็นการส่งเสริมให้นักเรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ได้ด้วย เป็นคนดีซื่อสัตย์ มีการศึกษา มีหน้าที่การงานดี


73 Novak and Gowin (1984 อ้างถึงใน วรุณยุภา ขยันกิจ 2557) ได้เสนอวิธีการสร้าง ผังมโนทัศน์ดังนี้ 1) เริ่มจากการให้นักเรียนเข้าใจธรรมชาติ บทบาทของแนวคิดและความสัมพันธ์ระหว่าง แนวคิดที่นักเรียนรับรู้ในโครงสร้างทางสติปัญญากับแนวคิดที่เป็นสัญลักษณ์ เช่น ภาษาพูด ภาษาเขียน หรือสิ่งที่สังเกตได้ 2) วิเคราะห์แนวคิดเฉพาะออกมาจากข้อความรู้ หรือคำอธิบาย และจำแนกความสัมพันธ์ ระหว่างแนวคิด แยกแนวคิดและข้อความออกจากกัน เพราะทั้งแนวคิดและข้อความเชื่อมมีบทบาท ต่างกันในการทำให้เกิดความหมาย แม้ว่าทั้งแนวคิดและข้อความเชื่อมจะเป็นสิ่งสำคัญ 3) แสดงลำดับความสัมพันธ์ของแนวคิด โดยมีข้อความเชื่อมเพื่อให้มองเห็นความหมาย ชัดเจนขึ้น ข้อความเชื่อมไม่จำเป็นว่าจะมีเพียงคำเดียว บางครั้งสามารถใช้คำเชื่อมได้หลายคำ ข้อความเชื่อมที่แตกต่างกันอาจทำให้ความหมายเปลี่ยนแปลงไปดังนั้นการใช้ข้อความเชื่อมต้องระวัง ให้เหมาะสมกับรายละเอียดของเนื้อหา การสร้างแนวคิดจะมีเส้นโยงระหว่างแนวคิด เพื่อแสดง ความสัมพันธ์ โดยปกติแล้วการสร้างผังมโนทัศน์ไม่นิยมใช้ลูกศรแสดงความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิด เพราะผังแนวคิดได้แสดงลำดับขั้นก่อนหลังแล้ว และการสร้างผังมโนทัศน์ควรเขียนซ้ำอย่างน้อย 2 ครั้ง เพื่อปรับปรุงแผนผังให้ประณีตชัดเจน กะทัดรัด เพื่อหาข้อบกพร่องในการทำผังมโนทัศน์ Ault (1985 อ้างถึงใน วรุณยุภา ขยันกิจ 2557) สรุปการสร้างผังมโนทัศน์ไว้ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) เลือกเรื่องที่จะสร้างผังมโนทัศน์อาจนำมาจากตำราสมุดจดคำบรรยาย คำอธิบาย เริ่มจาก การอ่านข้อความนั้นอย่างน้อย 1 ครั้ง แล้วระบุแนวคิดที่สำคัญขีดเส้นใต้คำหรือประโยคที่สำคัญซึ่ง อาจเป็นวัตถุหรือเหตุการณ์ แล้วเขียนแต่ละแนวคิดลงบนแผ่นกระดาษเล็ก ๆ เพื่อสะดวกในการจัด ความสัมพันธ์ 2) จัดลำดับ โดยนำแนวคิดที่สำคัญที่เขียนลงในแผ่นกระดาษเล็กมาจัดลำดับแนวคิดที่มี ความหมายกว้างไปสู่แนวคิดที่มีความหมายเฉพาะเจาะจง 3) จัดกลุ่ม นำแนวคิดมาจัดกลุ่มเข้าด้วยกัน ได้แก่ การจัดกลุ่มแนวคิดที่อยู่ในระดับเดียวกัน และการจัดกลุ่มแนวคิดที่มีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด 4) การปรับปรุงแก้ไขการจัดกลุ่มแนวคิด หรือเพิ่มแนวคิดอื่น ๆ ลงไปในผังมโนทัศน์


74 5) ลากเส้นเชื่อมโยงแนวคิดที่มีความสัมพันธ์กัน และมีคำเชื่อมระบุความสัมพันธ์ไว้ทุกเส้น เส้นที่เชื่อมโยงนี้อาจเชื่อมโยงระหว่างแนวคิดในชุดเดียวกัน หรือเชื่อมโยงระหว่างชุดของแนวคิดที่ ต่างกันก็ได้ สุวิทย์ มูลคำและ อรทัย มูลคำ(2545) ได้เสนอขั้นตอนการสร้างผังมโนทัศน์ไว้ดังนี้ 1) เริ่มเขียนหรือวาดภาพแนวคิดหลักหรือหัวเรื่องตรงกึ่งกลางหน้ากระดาษ ซึ่งควรใช้ กระดาษชนิดที่ไม่มีเส้น และวางกระดาษในแนวนอน 2) เขียนหรือวาดภาพแนวคิดรองที่สัมพันธ์กับแนวคิดหลักหรือหัวเรื่องกระจายออกไปรอบ ๆ แนวคิดหลัก 3) เขียนหรือวาดภาพแนวคิดที่สัมพันธ์กับแนวคิดรองกระจายออกไปรอบ ๆ 4) ใช้ภาพสื่อความหมายให้มากที่สุด 5) เขียนคำด้วยตัวบรรจงขนาดใหญ่ 6) เขียนคำที่มีลักษณะเป็นหน่วย เป็นคำหรือข้อความที่มีความหมายในตัวเอง สรุปได้ว่า ผังมโนทัศน์ควรเป็นเนื้อหาสั้นๆ ประกอบด้วยแนวคิดไม่มาก ไม่ยากเกินไป แยก เป็นแนวคิดที่กว้างครอบคลุม แนวคิดรอง แนวคิดเฉพาะ จัดวางตำแหน่งให้ถูกต้อง ลากเส้น เชื่อมโยง ระหว่างแนวคิดและหาคำหรือข้อความเชื่อมระหว่างแนวคิดนั้น ซึ่งแนวคิดแต่ละแนวคิด ต้องมีความ เชื่อมโยงสัมพันธ์กันระหว่างแนวคิด เพื่อให้เกิดความหมายและสัมพันธ์กัน 1.4 การให้คะแนนผังมโนทัศน์ Novak and Gowin (1984 อ้างถึงใน วรุณยุภา ขยันกิจ 2557) กล่าวว่า การให้คะแนนผัง มโนทัศน์มีพื้นฐานเบื้องต้นจาก ทฤษฎีการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัยของ ออซูเบล (Ausabel's Cognitive Learning Theory) โดยเฉพาะ แนวคิด 3 ประการ คือ 1) โครงสร้างความรู้มีการจัดลำดับขั้นแนวคิด จากแนวคิดที่มีความหมายและประพจน์ที่ ครอบคลุมมากไปสู่แนวคิดที่เฉพาะและประพจน์ที่ครอบคลุมน้อยกว่า 2) แนวคิดในโครงสร้างความรู้ได้รับการจำแนกความแตกต่างเชิงก้าวหน้า จะสังเกตเห็นวัตถุ หรือเหตุการณ์ที่มีความครอบคลุมและลักษณะพิเศษมากกว่าและจะจำแนกการเชื่อมโยงเชิง ประพจน์ที่มากกว่ากับแนวคิดที่สัมพันธ์กัน


75 3) การประสานสัมพันธ์เชิงบูรณาการ เกิดขึ้นเมื่อแนวคิดสองหรือมากกว่าถูกจัดเป็นประพจน์ ใหม่ที่มีความสอดคล้องกัน หรือแนวคิดที่มีความหมายขัดแย้งกัน ผังมโนทัศน์ก็คล้ายกับภาพวาด บางคนอาจชอบหรือไม่ชอบก็ได้ ครูบางคนจึงต้องการการ ตัดสินผังมโนทัศน์อย่างง่าย ซึ่งที่จริงแล้วเราสนใจกรอบความคิดเชิงแนวคิดของผู้เรียนก่อนและหลัง การเรียนการสอน เพราะเราอยากทราบการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพของผังมโนทัศน์ของผู้เรียนแต่ เพราะว่าเราอยู่ในสังคมที่ใช้ตัวเลข ครูและผู้เรียนส่วนมากจึงต้องการให้คะแนนแก่ผังมโนทัศน์Novak and Gowin จึงได้สร้างกระบวนการให้คะแนนแบบต่าง ๆ และแบบหนึ่งที่เสนอในหนังสือเรียนรู้วิธี เรียนมีแนวทางดังนี้ 1) ประพจน์ (Propositions) คือ ความสัมพันธ์ของแนวคิด จำนวน 2 แนวคิด ที่เชื่อมโยงกัน โดยใช้คำเชื่อมและทำให้ประพจน์มีความสมเหตุสมผล ให้คะแนน 1 คะแนน สำหรับทุกประพจน์ ที่สมเหตุสมผล และมีความหมาย 2) ลำดับขั้น (Hierarchy) ผังมโนทัศน์ได้แสดงถึงระดับของลำดับขั้นหรือไม่ โดยแนวคิดที่อยู่ รองลงมาจะเป็นแนวคิดที่แคบและเฉพาะเจาะจง และมีความหมายน้อยกว่าแนวคิดที่อยู่ในลำดับ แรกๆ ให้คะแนน 5 คะแนน สำหรับระดับที่สมเหตุสมผลแต่ละระดับของลำดับขั้น 3) การเชื่อมโยงข้ามชุด (Cross Link) การเชื่อมระหว่างชุดของแนวคิดในแต่ละสาขา แสดง ให้เห็นถึงความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และไม่ซ้ำแบบใคร ควรได้รับการยกย่องหรือให้คะแนน พิเศษ ความสัมพันธ์ที่แสดงนี้หากมีความสมเหตุสมผล ให้คะแนน 10 คะแนน ใน แต่ละครั้งของการ เชื่อมโยงข้ามชุด 4) ตัวอย่าง (Exemples) ตัวอย่างเหตุการณ์หรือวัตถุเฉพาะอย่าง ซึ่งเป็นกรณีตัวอย่างที่ สมเหตุสมผลของสิ่งที่แนวคิดบ่งไว้อาจให้คะแนนตัวอย่างละ 1 คะแนน โดยการเขียนตัวอย่างไม่ต้อง วงล้อมรอบเพราะไม่ได้เป็นแนวคิด เกณฑ์ในการให้คะแนนผู้สอนอาจสร้างขึ้นมาใหม่หรือทำข้อตกลงกับผู้เรียน ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ นำมาสร้างเป็นผังมโนทัศน์ เช่น เนื้อหาที่บรรจุไว้ในแผนผัง อาจนำคะแนนมาแบ่งเป็นส่วนๆ และ นำมาเปรียบเทียบกันโดยทำเป็นคะแนนร้อยละ ผู้เรียนบางคนอาจจะทำได้ดีกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ทำให้ได้ คะแนนมากกว่าร้อยละ 100 ก็ได้


76 1.5 ประโยชน์ของผังมโนทัศน์ แนวคิดมีความสัมพันธ์กับผังมโนทัศน์อย่างยิ่ง การสร้างผังมโนทัศน์ที่ดีจะต้องเข้าใจและรู้จัก การเลือกใช้คำเชื่อม ตัวอย่าง และแนวคิดที่สำมาสร้าง ซึ่งนักการศึกษาได้กล่าวถึงประโยชน์ของผัง มโนทัศน์ดังนี้ Ault (1985 อ้างถึงใน วรุณยุภา ขยันกิจ 2557) กล่าวถึงประโยชน์ของผังมโนทัศน์ไว้ดังนี้ 1) ใช้ผังมโนทัศน์ในการเตรียมการสอน ซึ่งจะช่วยบูรณาการเนื้อหาวิชาต่าง ๆ เข้าด้วยกัน 2) ใช้ผังมโนทัศน์ในการวางแผนประเมินหลักสูตร 3) ใช้ผังมโนทัศน์เป็นแนวทางในการกำหนดประเด็นที่จะอภิปรายจะทำให้ครอบคลุมประเด็น ทั้งหมด 4) ใช้ผังมโนทัศน์เป็นแนวทางในการทำปฏิบัติการทดลองจะทำให้นักเรียนเกิดความเข้าใจ และปฏิบัติการทดลองได้ตามวัตถุประสงค์ 5) ใช้ผังมโนทัศน์ในการจับใจความสำจากตำราเรียนจะทำให้เกิดความเข้าใจขึ้น 6) ใช้ผังมโนทัศน์ในการตอบข้อสอบแทนการเขียนตอบ Novak and Gowin (1984 อ้างถึงใน วรุณยุภา ขยันกิจ 2557) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของผัง มโนทัศน์ที่ใช้ในการศึกษา ดังนี้ 1) ผังมโนทัศน์จะช่วยในการเตรียมการสอน ดังนี้ 1.1) วิเคราะห์แนวคิดที่เกี่ยวข้องในเนื้อหา 1.2) วิเคราะห์แนวคิดความรู้พื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดที่สอน 1.3) ช่วยเลือกข้อความเชื่อมที่เหมาะสม หรือเปลี่ยนแปลงระดับแนวคิดใหม่ตาม ความเหมาะสม 1.4) แยกข้อแตกต่างระหว่างวัตถุ เหตุการณ์เฉพาะ และแนวคิดได้ชัดเจน 2) ผังมโนทัศน์สามารถสร้างให้มีเนื้อหาตลอดภาคการศึกษาหรือมีเฉพาะเนื้อหาช่วง 2-3 สัปดาห์ หรือสร้างผังมโนทัศน์เฉพาะเนื้อหาในช่วงเวลา 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้นักเรียนมองเห็น รายละเอียดได้มากขึ้น นอกจากนี้การสร้างผังมโนทัศน์ยังช่วยให้ครูและนักเรียนรู้ว่าได้เรียน อะไรไป แล้ว เรียนถึงเรื่องไหน กำลังจะเรียนอะไร โดยติดผังมโนทัศน์ที่สร้างขึ้นไว้ในห้องเรียน


77 3) ช่วยสรุปประเด็นสำคัญจากตำราเรียน ย่อสรุปเนื้อหาและช่วยให้มองเห็นความสัมพันธ์ ของผังมโนทัศน์แบบกว้างๆ ก่อนจะอ่านตำรา การอ่านตำราทุกบท ทุกหน้าทำให้เสียเวลา แต่ถ้าทำผัง มโนทัศน์อาจใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที ทำให้ช่วยประหยัดเวลาในการอ่าน และการอ่านจากตำรา ช่วยให้เข้าใจความหมายได้ดีขึ้น เพราะเห็นความสัมพันธ์ของแนวคิดและเข้าใจว่าแนวคิดใดเป็น แนวคิดที่ผิดไปจากความเป็นจริง (Missconception) เพราะว่าการอ่านจากตำราในบางครั้ง วลี หรือ คำ ทำให้เกิดปัญหาในการอ่านได้ การให้นักเรียนสร้างผังมโนทัศน์เพื่อรายงานผลจากการอ่านงานที่ กำหนด จะทำให้นักเรียนทำความเข้าใจในเนื้อเรื่องได้ดีด้วย 4) ช่วยสรุปประเด็นสำจากการเรียนภาคปฏิบัติหรือการเรียนภาคสนาม ในการเรียน ภาคปฏิบัติภาคสนาม นักเรียนเกิดปัญหาในการเรียนที่ว่าจะสังเกตอะไร ปฏิบัติอะไร บันทึกผล อย่างไร ได้อะไรจากการปฏิบัติ ทำให้นักเรียนไม่บรรลุวัตถุประสงค์ของการทำกิจกรรมครั้งนั้น การทำ ผังมโนทัศน์จะช่วยให้นักเรียนวิเคราะห์แนวคิดที่สำคัญ แปลความหมายและสรุปจากข้อมูลที่สังเกตได้ 5) ช่วยสรุปประเด็นสำจากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และวารสารวิชาการ การทำแผนผัง แนวคิดจะช่วยบันทึกบทความจากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือจากวารสารทางวิชาการ โดยการอ่าน บทความอย่างคร่าว ๆ แล้วอ่านทบทวนอีกครั้งเพื่อวิเคราะห์แนวคิดที่สำคัญของเรื่อง แล้วสร้างผังมโน ทัศน์แสดงความสัมพันธ์เป็นสำคัญก่อนหลัง จะช่วยให้สรุปสิ่งสำคัญในบทความได้ และสามารถจัด แนวคิดที่ได้จากบทความไว้ในกรอบและสามารถทบทวนได้ การสร้างผังมโนทัศน์จะช่วยให้ผู้ที่ เกี่ยวข้องกับสาขาของบทความไม่ละเลยแนวคิดที่สำคัญของเรื่อง เพราะบางครั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับสาขา อ่านบทความจะเข้าใจบทความโดยอัตโนมัติ อาจทำให้มองข้ามจุดที่สำคัญได้ 6) ช่วยในการวางแผนในการเขียนบทความ บทบรรยาย และเขียนตำรา การสร้างแผนผัง แนวคิดให้สมบูรณ์ก่อนที่จะเริ่มต้นเขียนบทความ ตำรา จะเป็นการเตรียมตัวอย่างคร่าว ๆ ของผู้เขียน ช่วยให้ผู้เขียนสามารถรวบรวมความคิดออกมาเป็นโครงสร้างของการเขียนได้ ช่วยวางกรอบของ ความคิด เมื่อลงมือเขียนบทความ เขียนตำราทำให้มีแนวทางในการเขียน สามารถปรับปรุงแก้ไข เพิ่มเติมขณะที่เขียนได้ 7) การจัดนิทรรศการ การเตรียมโปสเตอร์ ยังสามารถนำวิธีการสร้างผังมโนทัศน์มาใช้ในการ จัดแสดงได้ โดยการติดริบบิ้นเชื่อมโยงแผ่นแนวคิดเข้าด้วยกัน เพื่อแสดงความสำของ การจัดลำดับ ความหมายความสัมพันธ์


78 8) ช่วยให้นักเรียนเข้าใจการเรียนรู้อย่างมีความหมาย แสดงความรู้ที่ได้รับอย่างแท้จริงและ ง่ายขึ้น ใช้ในการทบทวนเนื้อหาก่อนเรียนหรือใช้แผนผังระหว่างที่ครูบรรยาย 9) สามารถเปรียบเทียบผังมโนทัศน์ก่อนเรียนกับหลังเรียน เพื่อแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลง ความรู้ของนักเรียน 10) ช่วยผสานความรู้ใหม่กับความรู้เดิมที่มีอยู่แล้ว ทำให้ผู้เรียนจำได้ง่ายและมีความคงทน ในการจำ เกิดแรงจูงใจและท้าทายเมื่อนำมาใช้ตอนเริ่มต้นเรียนเรื่องใหม่ 11) ช่วยแสดงโครงสร้างของเรื่องที่เรียนและแสดงความสัมพันธ์ของแนวคิดอื่น ๆ 12) ช่วยในการวางแผนประเมินหลักสูตร เป็นแนวทางในการกำหนดประเด็นที่จะอภิปราย เพื่อครอบคลุมประเด็นทั้งหมด และใช้ในการจับใจความสำคัญจากตำราเรียนจะทำให้เกิดความเข้าใจ มากขึ้นใช้ในการตอบข้อสอบแทนการเขียนตอบ วรรณทิพา รอดแรงค้า (2540) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการนำเอาผังมโนทัศน์ไปสู่กิจกรรม การทำงานต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1) ใช้ผังมโนทัศน์ในการสำรวจความรู้เดิมของนักเรียน โดยใช้สำรวจความรู้ที่มีมาก่อน เพื่อ นำไปใช้ในการเตรียมการสอนให้เหมาะสมกับนักเรียน 2) ใช้ผังมโนทัศน์แสดงความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดต่าง ๆ ที่อยู่ในความคิดของนักเรียนซึ่ง ทำให้ทราบว่านักเรียนกำลังคิดอะไร และกำลังคิดจะทำอะไรเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ คล้าย กับการเดินทางโดยใช้แผนที่ 3) ใช้ผังมโนทัศน์ในการสรุปความหมายจากตำรา ซึ่งจะทำให้ประหยัดเวลาในการอ่านครั้ง ต่อไป และไม่เกิดความเบื่อหน่ายในการอ่าน 4) ใช้ผังมโนทัศน์ในการสรุปความหมายจากการปฏิบัติการในห้องปฏิบัติการ หรือ ใน ห้องปฏิบัติการภาคสนาม ผังมโนทัศน์จะเป็นแนวทางให้แก่นักเรียนว่าควรจะทำอะไรบ้าง สังเกตสิ่ง ใดบ้าง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ 5) ใช้ผังมโนทัศน์ในการวางแผนการประเมินหลักสูตร 6) ใช้ผังมโนทัศน์ในการเตรียมการสอน เช่น การจัดพัฒนาหลักสูตรหน่วยการเรียน การเขียน เค้าโครงของเรื่อง เพื่อเขียนตำราทางวิชาการซึ่งจะช่วยบูรณาการเนื้อหาต่าง ๆ เข้าด้วยกัน 7) ใช้ผังมโนทัศน์เป็นเครื่องมือในการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 8) ผังมโนทัศน์ของนักเรียนจะส่งผลให้ทราบถึงข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับผลการเรียน


79 9) การเขียนผังมโนทัศน์ทำให้นักเรียนได้เชื่อมโยงความคิด และความรู้ที่เรียนใน กิจกรรม หนึ่งกับสิ่งที่เขาได้เรียนมาแล้วในกิจกรรมอื่น ๆ 10) ผังมโนทัศน์อาจใช้เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับแสดงให้เห็นถึงการรับรู้ แนวคิด ที่ถูกหรือผิด สรุปได้ว่า ผังมโนทัศน์สามารถนำมาใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้เป็นเครื่องมือเพื่อ นำไปวางแผนการจัดกิจกรรม การจัดลำดับเนื้อหาในการสอนของครูและใช้เป็นเครื่องมือวัดความรู้ ความเข้าใจของนักเรียน ซึ่งนักเรียนสามารถใช้ผังมโนทัศน์ในการสรุปบทเรียนโดยการเชื่อมโยง แนวคิดต่าง ๆ เข้าด้วยกันทำให้ผู้เรียนจำได้ง่าย ตอนที่ 2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การศึกษาเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีประเด็นที่นำเสนอดังนี้ (1) ความหมายของ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (2) องค์ประกอบของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (3) การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน (4) หลักในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (5) ความหมายของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน (6) ประเภทของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (7) ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีรายละเอียดดังนี้ 2.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นักการศึกษาและนักวิชาการหลายท่าน ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ดังนี้ พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2548) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึง ขนาดของความสำเร็จที่ได้จากกระบวนการเรียนการสอน กรกรต ภูมมะภูติ (2554) ได้ให้ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ว่า ความรู้ทักษะ ความสามารถประสิทธิภาพของบุคคลที่เกิดจากการอบรมหรือการสั่งสอนที่โรงเรียนที่บ้านและ สิ่งแวดล้อมอื่น ๆ หรือผลของการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในตัวนักเรียนหลังจากที่ได้รับการเรียนการสอนแล้ว อลิสา เกลียวสีนาค (2559) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งหนึ่งที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนให้เกิด ความรู้ทักษะ และพัฒนาสมรรถภาพด้านต่าง ๆ ของสมองทำให้ผู้เรียนมีองค์ความรู้วิชาต่าง ๆ เพิ่มขึ้นและจะแสดงความรู้ความเข้าใจที่ได้เรียนนั้นออกมาให้ทราบว่ามีความรู้ความเข้าใจในสิ่งนั้น มากน้อยเพียงใด


80 นราวดี จ้อยรุ่ง (2559) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียน หมายถึง ความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ ความสามารถ พฤติกรรมที่ได้จากการเรียนรู้ ซึ่ง สามารถสังเกต และวัดได้หลังการเรียนรู้เรื่องนั้น ๆ จึงสรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการสอนที่จะทำ ให้นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม คือ ความรู้ทักษะและพัฒนาสมรรถภาพด้านต่าง ๆ ซึ่งใน การวิจัยครั้งนี้ผลสัมฤทธิ์จะหมายถึง ความรู้ความเข้าใจในวิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ 2.2 องค์ประกอบของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในการจัดการเรียนการสอนจะเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใน 3 ด้าน คือ พุทธิพิสัย (Cognitive domain) จิตพิสัย (Affective domain) และทักษะพิสัย (Psycho - motor domain) (Smith & Piele (2006 : 292-294) อ้างถึงใน สมาน นาวาสิทธิ์ (2553)) ซึ่งแต่ละ ด้านมีรายละเอียดดังนี้ 2.2.1 พฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย เป็นพฤติกรรมด้านความสามารถทางสติปัญญาของบุคคล จำแนกได้ดังนี้ 1) ความรู้ความจํา (Knowledge) คือความสามารถในการระลึกได้ถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เคยมีประสบการณ์มาก่อนจะโดยวิธีใดก็ตามซึ่งพฤติกรรมด้านนี้ยังจำแนกออกเป็น 3 ลักษณะใหญ่ คือ ความรู้เฉพาะเรื่อง ความรู้ในวิธีดำเนินการ ความรู้รวบยอดในเนื้อเรื่อง 2) ความเข้าใจ (Comprehension) เป็นผลจากการเอาความรู้จากประสบการณ์ใน ขั้นความรู้ความจำมาผสมผสานจนกลายเป็นสมรรถภาพสมองชนิดใหม่ ซึ่งความเขาใจมี3 ลักษณะ คือ การแปลความ การตีความ และการขยายความ 3) การนำไปใช้(Application) เป็นความสามารถนำความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่ เรียนมาแล้วไปแก้ปัญหาที่แปลกใหม่หรือสถานการณ์ใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน แต่อาจใกล้เคียงหรือ คล้ายคลึงกับเรื่องที่เคยพบเห็นมาก่อนก็ได้ 4) การวิเคราะห์ (Analysis) เป็นความสามารถแยกแยะเรื่องราวต่าง ๆ ออกเป็น ส่วนย่อย ๆ ได้ ทำให้สามารถมองเห็นความสัมพันธ์ได้อย่างชัดเจน สามารถค้นหาความจริงต่าง ๆ ที่ แอบแฝงอยู่ในเนื้อเรื่องนั้น ๆ ได้การวิเคราะห์มี 3 ลักษณะ ได้แก่ การวิเคราะห์ความสำคัญ การ วิเคราะห์ความสัมพันธ์และการวิเคราะห์หลักการ


81 5) การประเมิน (Evaluation) เป็นความสามารถในการตัดสินคุณค่าของ แนวความคิด ได้ตรงตามจุดมุ่งหมายใดจุดมุ่งหมายหนึ่งโดยเฉพาะพร้อมกับสามารถแสดงเหตุผลที่ ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับการตัดสินนั้น ๆ 6) การสร้างสรรค์(Creation) เป็นการนำเอาองค์ประกอบย่อยต่าง ๆ ตั้งแต่ 2 สิ่ง ขึ้นไปมารวมกันเข้าเป็นเรื่องราวเดียวกัน เพื่อให้เห็นโครงสร้างที่ชัดเจน แปลกใหม่ไปจากเดิมหรือ สร้างสรรค์ความคิดจากองค์ประกอบดังกล่าว ซึ่งก่อให้เกิดผลลัพธิ์ที่แปลกใหม่ มีคุณค่าและเป็น ประโยชน์ 2.2.2 พฤติกรรมด้านจิตพิสัย เป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิดทางจิตใจ อารมณ์และ คุณธรรมของบุคคล สามารถจำแนกเป็น 5 ระดับ คือ 1) การรับรู้ (Receiving of attending) มีลักษณะการตอบสนอง 3 ลักษณะคือ การ ยอมรับ การตั้งใจที่จะรับรู้และการเลือกสิ่งเร้าที่ตองการรับรู้ 2) การตอบสนอง (Responding) เป็นพฤติกรรมที่ต่อเนื่องจากความตั้งใจที่จะรับรู้ โดยไม่เพียงแต่จะตั้งใจรับรู้เท่านั้น แต่มีความปรารถนาหรือปฏิกิริยาที่จะโต้ตอบต่อสิ่งเร้านั้นอย่างเต็ม ใจและเกิดความพึงพอใจจากการตอบสนองพฤติกรรม ขั้นนี้จำแนกเป็น 3 ลักษณะ คือ การยินยอมที่ จะตอบสนอง ความเต็มใจที่จะตอบสนอง และความพอใจในการตอบสนอง 3) การสร้างคุณค่า (Valuing) เป็นขั้นที่บุคคลมองเห็นคุณค่าของการตอบสนองต่อ สิ่งเร้าหรือประสบการณ์ที่ได้ขั้นนี้มีพฤติกรรมการแสดง 3 ลักษณะ ได้แก่การยอมรับ ในคุณค่าการนิยมชมชอบในคุณค่าและการสร้างคุณค่า 4) การจัดระบบคุณค่า (Organization) หลังจากที่บุคคลได้สร้างค่านิยมของตนขึ้น มาแล้ว ก็พยายามนำค่านิยมนั้นมาจัดระบบให้เกิดเป็นระบบระเบียบขึ้น ลักษณะการจัดระบบคุณค่ามี 2 ลักษณะคือ การสร้างความคิดรวบยอดของคุณค่า และการจัดระบบของคุณค่า 5) การสร้างลักษณะนิสัย (Characterization by a value complex) เป็นการ จัดระบบคุณค่าที่มีอยู่ในตัวเข้าเป็นระบบที่ถาวรซึ่งจะทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมการแสดงของ บุคคล ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ๆ ก็จะแสดงพฤติกรรมตามค่านิยมที่ยึดถือตลอดไป การสร้างลักษณะ นิสัยมี2 ลักษณะ คือการสร้างลักษณะนิสัยชั่วคราว และการสร้างลักษณะนิสัยถาวร 2.2.3 พฤติกรรมด้านทักษะพิสัย เป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวกับความสามารถเชิงปฏิบัติการ พฤติกรรมเรียนรู้ด้านทักษะพิสัย จำแนกเป็น 5 ระดับ คือ


82 1) การรับรู้ (Perception) เป็นขั้นที่แสดงอาการรับรู้ที่จะเคลื่อนไหว โดยอาศัย ประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ หูตา จมูก ลิ้น และสัมผัสทางกาย แม้จะมีสิ่งเร้าเขามากระตุ้น โดยผ่านทาง ประสาทสัมผัสพร้อม ๆ กัน ก็อาจเลือกที่จะรับรู้มีการแปลความหมายสิ่งเร้าเพื่อตอบสนอง 2) การเตรียมพร้อม (Set) เป็นสภาพของบุคคลที่พร้อมจะแสดงพฤติกรรมออกมา สภาพความพร้อม มี 3 ด้าน คือ ความพร้อมด้านร่างกาย ด้านสมอง และด้านอารมณ์ 3) การตอบสนองตามแนวทางที่กำหนดให้(Guided response) เป็นการแสดงออก ในลักษณะของการเลียนแบบและการลองผดลองถูก 4) ความสามารถด้านกลไก (Mechanism) เป็นขั้นที่ผู้เรียนได้กระทำตามที่เรียนมา และพัฒนาขึ้นมาจนมีสัมฤทธิผล สามารถสร้างเทคนิควิธีสำหรับตนเองขึ้นมาเพื่อปฏิบัติต่อไป 5) การตอบสนองที่ซับซ้อน (Complex overt response) เป็นความสามารถในการ ปฏิบัติในสิ่งที่ยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น และสามารถกระทำได้อย่างมั่นใจ ไม่ลงเลและทำได้ดีจนเป็น อัตโนมัติ จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบ คือ พุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย โดยในการการวิจัยครั้งนี้จะมุ่งเน้นการพัฒนาไปที่องค์ประกอบ ด้านพุทธิพิสัย คือ ความสามารถทางสติปัญญาของนักเรียนในการเรียนชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ 2.3 จุดมุ่งหมายในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2530 อ้างถึงใน อลิสา เกลียวสีนาค, 2559) ได้กล่าวว่าจุดมุ่งหมายของ การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีเพื่อตรวจสอบความสามารถทางสมรรถภาพของสมองของบุคคลว่า เรียนแล้วรู้อะไรบ้าง มีความสามารถในด้านใดมากน้อยแค่ไหน นั่นคือการตรวจสอบพฤติกรรมของ ผู้เรียนในด้านพุทธิพิสัย ซึ่งการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้แบ่งเป็น 2 องค์ประกอบคือ 1. การวัดด้านปฏิบัติ เป็นการตรวจสอบความรู้ทางปฏิบัติโดยให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงให้ เห็นผลปรากฏออกมาให้ทำการสังเกตและวัดได้ เช่น วิชาพลศึกษา 2. การวัดด้านเนื้อหาเป็นการตรวจสอบความรู้ความสามารถเกี่ยวกับเนื้อหาวิชารวมทั้ง พฤติกรรมความสามารถในด้านต่าง ๆ อันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน ภัทรา นิคมานนท์ (2540) ได้ให้แนวทางในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ว่าเป็นการวัด พฤติกรรมทางการศึกษาที่เป็นจุดมุ่งหมายในการพัฒนาบุคคลให้เจริญงอกงาม มี 3 ด้านคือ ด้านพุทธิ พิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัยมี 6 ระดับได้แก่ ความรู้ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้การวิเคราะห์การสังเคราะห์ และการประเมินผล พฤติกรรมด้านจิตพิสัยมี 5


83 ระดับ ได้แก่ การรับรู้การตอบสนอง การสร้างคุณค่า การจัดระบบคุณค่า และการสร้างลักษณะนิสัย พฤติกรรมด้านทักษะพิสัยมี 7 ระดับคือ การรับรู้ความพร้อม การตอบสนองตามแนวทางที่กำหนดให้ ความสามารถด้านกลไก การตอบสนองที่ซับซ้อนความสามารถในการดัดแปลง และความสามารถใน การริเริ่ม พฤติกรรมการเรียนรู้ทั้ง 3 ด้านมีความสัมพันธ์กันอย่างมากในการเรียนการสอนที่ดีครูควร มุ่งให้ผู้เรียนมีพัฒนาการทั้ง 3 ด้านไปพร้อมพร้อมกัน จากหลักการข้างต้นสรุปได้ว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นการวัดพฤติกรรมทาง การศึกษาที่เป็นจุดมุ่งหมายในการพัฒนาผู้เรียน มี 3 ด้านคือ ด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย 2.4 ความหมายของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากการสืบค้นเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่ามีนักการศึกษาและนักวิชาการหลายท่าน ได้ให้ความหมายของแบบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ดังนี้ สุดารัตน์ เกียรติจรุงพันธ์ (2559) ได้ให้ความหมายของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ว่า แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ หมายถึง แบบวัดคะแนนของนักเรียนโดยวัดจากคะแนน ที่ได้รับจากการจัดการเรียนรู้ โดยทำการวัดผลสัมฤทธิ์ตามรูปแบบของบลูมทั้งหมด 6 ด้าน คือ ด้าน ความรู้ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า มนชิดา เรืองรัมย์ (2556) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ว่า แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบสอบที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการวัดผลการเรียนรู้ด้านเนื้อหาของ วิชานั้น ๆ และทักษะต่าง ๆ ของแต่ละวิชา เพื่อให้ผู้สอนทราบว่าผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถที่เกิด จากการเรียนเป็นไปตามเป้าหรือมาตรฐานที่ผู้สอนตั้งไว้หรือไม่ สมพร เชื้อพันธ์ (2547) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบหรือชุดของข้อสอบที่ใช้วัดความสำเร็จหรือความสามารถในการทำกิจกรรมการเรียนรู้ ของนักเรียนที่เป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูผู้สอนว่าผ่านจุดประสงค์ การเรียนรู้ที่ตั้งไว้เพียงใด กล่าวโดยสรุป แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบหรือชุดของ ข้อสอบที่ใช้วัดความสำเร็จหรือความสามารถในการทำกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนที่เป็นผลมา จากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ว่ามีพฤติกรรมเป็นไปตามเป้าประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่


84 2.5 ประเภทของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ได้มีนักการศึกษาหลายท่านได้แบ่งประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังนี้ บรรดล สุขปิติ (2542 อ้างใน มนชิดา เรืองรัมย์. 2556) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจำแนก ดังนี้ 1. จำแนกตามลักษณะการสร้าง แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1.1 แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง (Teacher Made Tests) เป็นแบบทดสอบที่ ครูผู้สอนสร้างขึ้นมาใช้ในห้องเรียนเอง เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนเป็นครั้งๆ ไป มักเป็น แบบทดสอบที่ครอบคลุมเนื้อหาเฉพาะ ตามหลักสูตรเนื้อหานั้น ๆ โดยทั่วไปแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น เองจะมี 2 ชนิด คือ แบบทดสอบที่ใช้วัดในการเรียนการสอน (Formative Test) เพื่อตรวจสอบ ความก้าวหน้าของผู้เรียน นำผลมาใช้เพื่อปรับปรุงการสอนของครูและปรับปรุงการเรียนของผู้เรียน อีกชนิดคือ แบบทดสอบที่ใช้วัดผลการเรียนการสอน (Summative Test) เพื่อนำผลไปใช้ในการสรุป รวบยอด หรือตัดสินผลการเรียน แบบทดสอยที่ครูสร้างขึ้นเองนั้นในการสร้างอาจไม่ได้มีการพิจารณา ตรวจสอบคุณภาพมากนัก ว่าแบบทดสอบมีคุณภาพหรือไม่ อย่างไร การตรวจให้คะแนนและแปลผล มักทำการเปรียบเทียบผลเฉพาะกลุ่มที่สอบด้วยกันและเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่ผู้สินกำหนดไว้ 1.2 แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized Test) แบบทดสอบที่มีมาตรฐาน 3 ประการ คือ ประการแรกมาตรฐานในการดำเนินการสร้าง คือผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพ และพัฒนาตรวจสอบคุณภาพจนเป็นที่น่าเชื่อถือได้มักออกแบบให้ครอบคลุมเนื้อหาสาระกว้าง ๆ ที่ สอนในหลักสูตรนั้นเพื่อให้สามารถใช้ได้กับสถาบันการศึกษาทั่วไป ประการที่สอง มาตรฐานในการ ดำเนินการสอบคือมีคู่มือในการดำเนินการสอบไม่ว่านำไปใช้ที่ใดหรือมีผู้ดำเนินการสอบก็ปฏิบัติ เหมือนกัน และประการที่ 3 มาตรฐานในการให้คะแนนหรือความหมายของคะแนนไม่ว่าใครให้ คะแนนก็ผลเหมือนกันมีเกณฑ์เปรียบเทียบที่เป็นมาตรฐานที่เรียกว่าเกณฑ์ปกติ สำหรับการแปล ความหมายของคะแนนของผู้เข้าสอบเมื่อเปรียบเทียบกับคนส่วนใหญ่ 2. จำแนกตามเกณฑ์ที่ใช้ในการแปลความหมายของคะแนน 2 ประเภทคือ 2.1 แบบทดสอบอิงเกณฑ์ (Criterion Referenced Test) สอบที่มุ่งวัดระดับ ความรู้ของผู้เรียนว่ามีความรู้ความสามารถอะไรบ้าง แบบทดสอบอิงเกณฑ์จึงสร้างให้ครอบคลุม จุดประสงค์การเรียนรู้ที่สำคัญของการเรียนรู้ที่ต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียน โดยนำคะแนนที่ได้จากการ สอบไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์แล้วแปลความหมายในเชิงความรอบรู้ในเนื้อหาที่เรียกว่าผู้เรียนอยู่ใน ระดับที่ถือว่ารอบรู้ในเนื้อหานั้น ๆ หรือไม่


85 2.2 แบบทดสอบอิงกลุ่ม (Norms Referenced Test) ทดสอบที่มุ่งเปรียบเทียบ ความสามารถของผู้เรียนในกลุ่มด้วยกันเองแล้วจำแนกผู้เรียนเป็นกลุ่มกลุ่มตามระดับความสามารถ ของข้อสอบอิงกลุ่มจึงสร้างขึ้นมาเพื่ออธิบายว่าผู้เรียนคนนั้น ๆ เก่งหรืออ่อนกว่าคนอื่นเท่าไรดังนั้น แบบทดสอบประเภทนี้จึงต้องสร้างให้มีคุณสมบัติในการจำแนกผู้เรียนได้ดี 3. จำแนกตามลักษณะการตรวจให้คะแนน แบ่งได้ 2 ประเภท คือ 3.1 แบบทดสอบอัตนัย (Subjective Test) เป็นแบบทดสอบที่มีการตรวจให้คะแนน จะขึ้นอยู่กับความรู้สึกความคิดเห็นของผู้ตรวจเป็นสำคัญ ผู้ตรวจต่างคนอาจให้คะแนนไม่ตรงกัน หรือไม่สอดคล้องกัน ลักษณะการให้คะแนนจึงไม่คงที่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของผู้ตรวจช่วงเวลาในการ ตรวจ จุดเด่นของข้อสอบชนิดนี้คือในแต่ละข้อคำถามสามารถวัดความรู้ความสามารถได้หลาย ๆ ด้าน มีจุดมุ่งหมายให้ผู้ตอบตอบยาว ๆ ผู้ตอบมีโอกาสแสดงความสามารถความรู้สึกและความคิดเห็นได้ เต็มที่ นอกจากนี้สามารถวัดด้านการเขียนได้ลักษณะคำถามต้องการให้ผู้ตอบได้บูรณาการแนวคิดและ ประเมินแนวคิดที่เห็นว่าเหมาะสมกับสถานการณ์นั้น ๆ ข้อสอบอัตนัยเหมาะสำหรับใช้วัด ความสามารถทางสมองขั้นสูงมากกว่าที่จะใช้วัดความสามารถทางสมองขั้นต่ำ 3.2 แบบทดสอบปรนัย (Objective Test) เป็นแบบทดสอบที่มีการตรวจให้คะแนน แบบมีกฎเกณฑ์ตายตัวใครตรวจก็ให้คะแนนตรงกันตรวจกี่ครั้งก็ให้คะแนนตรงกันแบบทดสอบชนิดนี้ มักเรียกว่าแบบทดสอบที่ถูกเป็นหนึ่งผิดเป็นศูนย์ หมายความว่าตอบถูกจะได้คะแนนและตอบผิดจะ ไม่ได้คะแนน ข้อสอบถามให้ผู้ตอบตอบในขอบเขตที่จำกัดมีการกำหนดคำตอบมาให้ล่วงหน้า หรือไม่ กำหนดคำตอบมาให้แต่ตอบสั้น ๆ คำถามแต่ละข้อวัดความสามารถเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงเรื่องเดียว ผู้ตอบไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็นได้อย่างกว้างขวางเหมือนแบบทดสอบอัตนัย แบบทดสอบปรนัย แบ่งได้ 4 ประเภทดังนี้ 3.2.1 ข้อสอบปรนัยแบบถูกผิด ลักษณะข้อสอบตอบด้วยข้อความหรือ ประโยคที่ต้องการให้ผู้ตอบตัดสินเพื่อเลือกคำตอบที่เป็นไปได้ 2 อย่างว่าข้อความหรือประโยคที่ กำหนดมาให้นั้นถูกหรือผิด ใช่หรือไม่ใช่จริงหรือเท็จ หรือสามารถดัดแปลงให้สามารถอยู่ในรูปอื่นได้ อีก เช่น รูปแบบการจำแนกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็นคือ ถ้าข้อความใดเป็นจริงให้ตอบถูก ถ้าข้อความใดเป็นเท็จให้ตอบผิด แต่ถ้าข้อความใดตัดสินไม่ได้ว่าเป็นจริงหรือเท็จให้ตอบว่าเป็น ความคิดเห็น นอกจากนี้ยังมีรูปแบบที่ต้องแก้ไขในส่วนที่ผิดให้ถูกต้อง โดยให้ตอบกาหรือขีดเส้นใต้ ส่วนที่ผิดให้ถูกต้อง ข้อสอบแบบถูกผิดสามารถนำไปใช้วัดพฤติกรรมการเรียนรู้ขั้นความรู้ความจำโดย เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับความจริงหรือนิยาม หลักการต่าง ๆ ความเข้าใจในหลักการ และนำไปใช้รวมถึง


86 ความสามารถในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับโจทย์ทางคณิตศาสตร์ นอกจากนี้ยังใช้วัดความสัมพันธ์ในเชิง เหตุผล โดยพิจารณาว่าคำที่ขีดเส้นใต้ในประโยคหรือข้อความที่เกี่ยวข้องกันมีความเป็นเหตุเป็นผลกัน หรือไม่ เห็นได้ว่าเป็นข้อสอบที่ใช้วัดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีสร้างง่ายและ สามารถสร้างคำถามได้หลายข้อซึ่งช่วยให้ครอบคลุมเนื้อหาที่กำหนด แต่ข้อสอบประเภทนี้มีข้อจำกัด คือ ผู้สอบมีโอกาสสูงในการเดาคำตอบให้ถูก และเป็นข้อสอบที่มีแนวโน้มว่าจะวัดเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ และวัดในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องในพฤติกรรมการเรียนรู้ที่สำคัญ 3.2.2 ข้อสอบปรนัยแบบจับคู่ (Matching) เป็นข้อสอบปรนัยประเภทหนึ่ง ที่ให้ผู้ตอบจับคู่ระหว่างคำหรือข้อความประกอบด้วย 2 สดมภ์ สดมภ์หนึ่งมักอยู่ทางซ้ายมือ เป็นกลุ่ม ของคำถามอาจเป็นคำ ข้อความ วลี ประโยค อีกสดมภ์หนึ่งอยู่ทางขวามือเป็นกลุ่มของคำ อาจเป็นคำ คำนวณหรือสัญลักษณ์ลักษณะของข้อสอบแบบจับคู่สดมภ์ทางซ้ายมือกับสดมภ์ทางขวามือ เป็นการ จับคู่ของสิ่งที่มีความเกี่ยวข้องสอดคล้องหรือสัมพันธ์กัน ข้อสอบแบบจับคู่เหมาะสำหรับวัดพฤติกรรม การเรียนรู้ขั้นความจำเกี่ยวกับข้อเท็จจริงซึ่งเป็นเรื่องราวที่มีความเกี่ยวข้องกัน ข้อดีของข้อสอบ ประเภทนี้คือ เหมาะสมสำหรับเนื้อหาที่ต้องการถามความจำเกี่ยวกับบุคคล เวลา สถานที่ เหตุการณ์ การกระทำ เป็นข้อสอบที่สร้างง่ายใช้สะดวก สร้างความสนใจให้ผู้สอบ ใช้พื้นที่ในการสร้างและเขียน น้อย เป็นการประหยัดและผู้ตอบมีโอกาสเดาได้น้อยแต่มีข้อจำกัดคือ เอาไปใช้ในเนื้อหาที่มีขอบเขต จำกัดวัดพฤติกรรมการเรียนรู้ขั้นความรู้ความจำเป็นส่วนใหญ่ เนื้อหาและคำตอบถ้าสร้างไม่ดีจะเดาได้ 3.2.3 ข้อสอบปรนัยแบบเติม (Completion) หรือเติมคำตอบสั้น (Short Answer) ข้อสอบประเภทนี้จัดอยู่ในข้อสอบปรนัย เนื่องจากเป็นข้อสอบที่มีคำตอบถูกต้องตายตัว ใครตรวจก็ให้คะแนนตรงกันข้อสอบลักษณะนี้ผู้สอบต้องคิดและสร้างคำตอบขึ้นมาเอง แต่เป็นการเติม คำหรือตอบเพียงสั้น ๆ เช่น เป็นคำ วลีจำนวน สัญลักษณ์ความแตกต่างของข้อสอบเติมคำและแบบ คำตอบสั้น อยู่ที่ประเด็นคำถามคือ ข้อสอบแบบเติมคำ คำถามเป็นประโยคที่ไม่สมบูรณ์เว้นช่องว่างให้ เติม เพื่อทำให้ใจความของประโยคสมบูรณ์ส่วนข้อสอบแบบตอบสั้น คำถามสั้นเหมาะสำหรับ วัดความรู้ความจำ ได้แก่ความรู้เกี่ยวกับศัพท์ความจริงเฉพาะ หรือข้อเท็จจริง หลักการและกฎเกณฑ์ ต่าง ๆ รวมทั้งวิธีการดำเนินการซึ่งสามารถวัดได้ดีกว่าข้อสอบปรนัยชนิดอื่น ๆ ข้อสอบประเภทนี้ สามารถวัดผลการเรียนรู้ในขั้นที่สูงกว่าความจำ ได้แก่ การตีความข้อมูลอย่างง่าย ๆ เช่น แผนภูมิ กราฟ รูปภาพต่าง ๆ ตลอดจนความสามารถในการแก้ปัญหาในเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์และ วิทยาศาสตร์ข้อดีของข้อสอบชนิดนี้คือ ลดการดาวสร้างง่าย รวดเร็ว สามารถสร้างได้ครอบคลุม เนื้อหา และเหมาะสำหรับการวัดแก้ปัญหา ข้อสอบประเภทนี้มีข้อจำกัดคือ วัดพฤติกรรมการเรียนรู้ใน


87 ขอบเขตที่จำกัดไม่เหมาะสมสำหรับการวัดพฤติกรรมที่ซับซ้อน หากคำถามไม่ชัดเจนจะทำให้คำตอบ เป็นไปหลายอย่าง และมีความเป็นปรนัยในการตรวจให้คะแนนน้อยกว่าข้อสอบปรนัยแบบอื่น ๆ 3.2.4 ข้อสอบปรนัยแบบเลือกตอบ (Multiple Choice) หรือข้อสอบแบบ หลายตัวเลือก เป็นข้อสอบที่ให้ผู้ตอบเลือกคำตอบจากตัวเลือกที่กำหนดให้ ข้อสอบแบบนี้ ประกอบด้วยส่วนสองส่วน คือส่วนที่เป็นตัวคำถาม (Stem) และส่วนที่เป็นคำตอบหรือตัวเลือก (Alternative หรือ Options หรือ Choice) ส่วนที่เป็นคำถาม (Stem) โดยทั่วไปมีรูปแบบการถาม 2 ลักษณะ คือ เป็นรูปแบบการถามโดยตรง เช่น คุณภาพที่สำคัญที่สุดในการใช้เป็นเครื่องมือวัดผลคือ อะไร และถามในลักษณะที่เป็นข้อความไม่สมบูรณ์ เช่น คุณภาพที่สำคัญที่สุดของเครื่องมือที่ใช่ในการ วัดผลคืออะไร ในส่วนของคำตอบหรือตัวเลือกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ตัวเลือกที่เป็นคำตอบถูก เรียกตัวคำตอบ (Answer หรือ Key) ซึ่งมี 1 ตัวเลือก ส่วนที่เหลือเป็นตัวเลือกที่ผิดหรือเรียกว่า ตัวเลือกลวง (Distracters) ข้อสอบปรนัยแบบเลือกตอบ มีข้อดีหลายประการด้วยกัน กล่าวคือ 1. วัดความสามารถหรือพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนได้กว้าง และลึก ตั้งแต่ ความสามารถของสมองขั้นต่ำ ได้แก่ ขั้นความรู้ ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ ไปจนถึงขั้นซับซ้อน หรือความสามารถทางสมองขั้นสูง ได้แก่ การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการประเมินค่า 2. สามารถวัดได้ครอบคลุมในเนื้อหาที่ต้องการวัด และสามารถวัดได้อย่าง หลากหลาย เนื่องจากเปิดโอกาสให้ผู้สอนสามารถสุ่มเนื้อหาที่ต้องการวัดมาออกข้อสอบได้ตาม ต้องการ 3. ช่วยให้แบบทดสอบมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาได้ดี เนื่องจากสามารถออกข้อสอบ ให้ครอบคลุมพฤติกรรมการเรียนรู้ได้หลายด้าน และออกได้จำนวนหลายข้อ 4. มีความเป็นปรนัยในการให้คะแนน 5. ใช้เวลาในการตรวจข้อสอบน้อย 6. เหมาะสำหรับการสอบที่มีผู้สอบจำนวนมาก 7. คะแนนที่ได้จากการสอบมีความเชื่อมั่นมากกว่าแบบทดสอบชนิดอื่น ๆ เนื่องจาก ข้อสอบชนิดนี้สามารถลดการตอบถูกโดยการเดาลงได้ จึงสามารถพัฒนาไปเป็นแบบทดสอบมาตรฐาน และเป็นที่นิยมมาก อย่างไรก็ตามข้อสอบปรนัยแบบเลือกตอบก็มีข้อจำกัดเช่นกัน กล่าวคือ 1. เปิดโอกาสให้ผู้ตอบเดาได้


Click to View FlipBook Version