88 2. ข้อสอบออกยากและเสียเวลาในการออกข้อสอบมาก เนื่องจากต้องเขียนตัวลวงที่ ผิดแต่ให้มีท่าว่าถูก เพื่อให้เป็นตัวลวงที่ดี 3. ผู้ออกข้อสอบต้องมีความรู้ ความสามารถในการออกข้อสอบจริง ๆ จึงจะสามารถ วัดพฤติกรรมการเรียนรู้ขั้นสูงได้ 4. ผู้ออกข้อสอบต้องมีความรอบรู้ในเนื้อหานั้น ๆ ประกอบกับมีความรู้ในเรื่อง วิธีการเขียนข้อสอบเป็นอย่างดี 5. ไม่เหมาะสำหรับการวัดความคิดสร้างสรรค์ การเสนอแนวคิด ตลอดจนทักษะใน การเขียน และการวัดการปฏิบัติต่าง ๆ 6. สิ้นเปลืองงบประมาณมากกว่าข้อสอบชนิดอื่น ๆ ชัยฤทธิ์ ศิลาเดช (2549 อ้างใน มนชิดา เรืองรัมย์. 2556) แบ่งประเภทของแบบทดสอบ วัดผลทางการเรียนออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized Test) แบบทดสอบมาตรฐาน เป็นแบบทดสอบที่ สร้างโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ในเนื้อหา และทักษะการสร้างแบบทดสอบ มีการวิเคราะห์คุณภาพของ แบบทดสอบ มีคำชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินการสอบ การให้คะแนน และการแปลผลมีความเป็นปรนัย (Objective) มีความเที่ยงตรง (Validity) และความเชื่อมั่น (Reliability) แบบทดสอบมาตรฐาน ได้แก่ California Achievement Test, Iowa Test of Basic Skills, Stanford Achievement Test และ Metropolitan Achievement Test 2. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher Made Test) แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเองเป็น แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเองเพื่อใช้สอบนักเรียนในชั้นเรียน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 2.1 แบบทดสอบปรนัย (Objective Test) ได้แก่ แบบถูก – ผิด (True False) แบบ จับคู่ (Matching) แบบเติมคำให้สมบูรณ์ (Completion) แบบตอบสั้น (Shot Answer) และแบบ เลือก (Multiple Choice) 2.2 แบบอัตนัย (Essay Test) ได้แก่ แบบจำกัดคำตอบ (Restricted Response Items) และแบบไม่จำกัดคำตอบหรือตอบอย่างเสรี (Extended Response Items) พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2551) กล่าวว่าโดยทั่วไปแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเฉพาะ กลุ่มที่ครูสอน เป็นแบบทดสอบที่ครูใช้กันโดยทั่วไปในสถานศึกษา มีลักษณะเป็นแบบทดสอบข้อเขียน (Paper and Pencil Test) แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ
89 1.1 แบบทดสอบอัตนัย (Subjective or Essay Test) เป็นแบบทดสอบที่กำหนด คำถามหรือปัญหาให้แล้ว ให้ผู้ตอบเขียนหรือแสดงความรู้ ความคิด เจตคติ ได้อย่างเต็มที่ 1.2 แบบทดสอบปรนัย หรือแบบให้ตอบสั้น ๆ (Objective Test or Short Answer) หรือมีคำตอบให้เลือกตอบแบบจำกัดคำตอบ (Restricted Response Type) ผู้ตอบไม่มี โอกาสแสดงความรู้ ความคิดได้แบบกว้างขวางเหมือนแบบทดสอบอัตนัย แบบทดสอบชนิดนี้แบ่ง ออกเป็น 4 แบบ คือ แบบทดสอบถูก – ผิด แบบทดสอบแบบเติมคำ และแบบทดสอบแบบเลือกตอบ 2. แบบทดสอบมาตรฐาน หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนทั่ว ๆ ไปซึ่ง สร้างโดยผู้เชี่ยวชาญ มีการวิเคราะห์ และมีการปรับปรุงกันอย่างดีจนมีคุณภาพ มีมาตรฐาน กล่าวคือ มีมาตรฐานในการดำเนินการสอบ วิธีการให้คะแนนและแปลความหมายของคะแนน กล่าวโดยสรุป แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบ่งได้หลายประเภทขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ ใช้ในการจำแนก เช่น ตามลักษณะการสร้างแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ แบบทดสอบมาตรฐาน ซึ่งสร้าง จากผู้เชี่ยวชาญทางด้านเนื้อหาและด้านวัดผลกาปรึกษา มีการหาคุณภาพเป็นอย่างดี ส่วนอีกประเภท หนึ่งคือ แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการทดสอบในชั้นเรียน หรืออาจแบ่งตามเกณฑ์อื่น ๆ แตกต่างกันไปตามจุดประสงค์ที่ต้องการวัด ซึ่งแบบทดสอบแต่ละชนิดต่างมีข้อดีและข้อจำกัดที่ แตกต่างกันออกไป 2. ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ได้มีนักการศึกษา นักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึงขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไว้ดังนี้ สุทธิวรรณ พีรศักดิ์โสภณ (มปป.) กล่าวไว้ว่า เนื่องจากแบบทดสอบเป็นเครื่องมือวัดผลชนิด หนึ่งที่มีความสำคัญ อันจะทำให้ครูได้ทราบถึงพฤติกรรมการเรียนของผู้เรียน และทราบถึง ประสิทธิภาพของการเรียนการสอน การสร้างแบบทดสอบที่ดีมีคุณภาพจึงไม่ใช่ของง่ายสำหรับครู ผู้ออกข้อสอบ ดังนั้นจึงมีขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบดังนี้ 1. กำหนดจุดมุ่งหมายของการสอบให้แน่ชัดว่าจะสอบเพื่ออะไร สอบกับใคร ในระดับชั้นใด 2. กำหนดลักษณะของสิ่งที่จะวัด ในการสร้างเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผู้วัดต้องรู้ ว่าสิ่งที่ต้องการจะวัดนั้นคืออะไร เช่น ต้องการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ในระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วัดจะต้องรู้ว่าในกลุ่มสาระวิชาคณิตศาสตร์นี้มีจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน อย่างไร ประกอบด้วยเนื้อหาใดบ้าง ต้องการให้ผู้เรียนบรรลุพฤติกรรมใดบ้าง พฤติกรรมเหล่านั้นเป็น
90 อย่างไรต้องกำหนดให้ชัดเจน ซึ่งอาจศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร ตำราและทฤษฎีต่าง ๆ ได้ซึ่งอาจ พิจารณาจากตารางวิเคราะห์หลักสูตรที่ทำไว้แล้วก็ได้ 3. กำหนดชนิดของเครื่องมือที่ใช้ในการวัด ในการกำหนดชนิดของเครื่องมือที่ใช้ในการวัดนั้น พิจารณาจากคุณลักษณะของสิ่งที่เราจะวัดว่าคืออะไร ซึ่งดูได้จากตารางวิเคราะห์หลักสูตร และต้องดู ด้วยว่าพฤติกรรมใด จะวัดกับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไรด้วย เพราะเครื่องมือที่ใช้วัดมีหลายชนิด แต่ ละชนิดก็เหมาะกับคุณลักษณะที่ต้องการจะวัดแตกต่างกัน ดังนั้นผู้สร้างต้องรู้ลักษณะของเครื่องมือแต่ ละชนิด 4. เขียนข้อสอบ เมื่อกำหนดได้แล้วถึงชนิดของเครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลสัมฤทธิ์ ก็ลงมือ เขียนข้อสอบโดยเขียนให้สอดคล้องกับคุณลักษณะหรือพฤติกรรมที่ต้องการจะวัด และให้ถูกต้องตาม หลักวิชาของการเขียนข้อสอบแต่ละชนิดด้วย 5. ให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบแก้ไข เมื่อเขียนข้อสอบเสร็จแล้วควรให้ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบเครื่องมือ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญประกอบด้วยบุคคล 2 ฝ่าย คือ ผู้เชี่ยวชาญในเนื้อหาสาระวิชาและ ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้เรื่องวิชาวัดผล เป็นผู้พิจารณาคำถามและคำตอบว่าถูกต้องตามหลักวิชาการ หรือไม่ ข้อสอบวัดได้ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ อีกทั้งภาษาที่ใช้ในการเขียนข้อสอบถูกต้องตามหลัก วิชาการหรือไม่ 6. การทดลองใช้ข้อสอบ หลังจากที่ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบแก้ไขแล้วก็นำแบบทดสอบ ไปทดลองใช้แล้วนำผลการทดลองมาวิเคราะห์เพื่อหาคุณภาพและพัฒนาแบบทดสอบต่อไป ในการ ทดลองใช้อาจจะต้องทำหลายๆ ครั้ง จนสามารถพัฒนาแบบทดสอบได้คุณภาพเป็นที่น่าพอใจจึง นำไปใช้จริงในการสอบต่อไป 7. สร้างเกณฑ์ในการแปลความหมายคะแนน การสร้างเกณฑ์ในการแปลความหมายคะแนน ก็เพื่อต้องการบอกให้ทราบว่า ถ้าบุคคลใดสอบได้คะแนนเท่าไหร่ เขาจะเป็นผู้ที่มีความสามารถหรือมี ลักษณะพฤติกรรมอย่างไร 8. การเขียนรายงานและคู่มือการใช้ การเขียนรายงานและคู่มือการใช้จะทำให้ผู้นำไปใช้ได้รู้ ถึงขั้นตอนในการสร้างแบบทดสอบนั้น และรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการสอบว่าปฏิบัติอย่างไร คะแนนที่แต่ละคนสอบได้จะแปลความหมายอย่างไร ซึ่งจะเป็นข้อมูลให้ผู้ใช้เลือกใช้แบบทดสอบได้ เหมาะสมกับจุดมุ่งหมายในการสอบด้วย บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์ (2526) ได้กล่าวถึง ขั้นตอนของกระบวนการสร้างแบบทดสอบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ดังนี้
91 ขั้นที่ 1 การวางแผนสร้างแบบทดสอบ พิจารณาถึงจุดประสงค์ของการนำแบบทดสอบไปใช้ การวางแผนสร้างแบบทดสอบว่าจะสร้างแบบสอบว่าจะสร้างแบบทดสอบอย่างไร จำเป็นต้องเรียนรู้ เสียก่อนว่าเราจะนำแบบทดสอบไปใช้เพื่อทำอะไร หรือต้องทราบจุดประสงค์ของการนำแบบทดสอบ ไปใช้นั่นเองโดยหลักการแล้วการนำแบบทดสอบไปใช้จะสัมพันธ์อยู่กับการสอน เช่น การสอบเพื่อ ตรวจสอบความรู้เดิมจะสอบก่อนการทำการสอนการสอบ เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนและวินิจฉัย ข้อบกพร่องจะสอบในระหว่างดำเนินการสอน และการสอนเพื่อสรุปผลการเรียนจะสอบหลังจากการ สอนเสร็จสิ้นทั้งหมดแล้ว ดังนั้นจุดประสงค์ของการนำแบบทดสอบไปใช้อาจจำแ นกเป็น 4 จุดประสงค์ ดังนี้ 1. ใช้ตรวจสอบความรู้เดิม จะทำการสอบก่อนที่จะเริ่มต้นการสอนเพื่อพิจารณา 1.1 นักเรียนมีความรู้พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับเนื้อหาที่จะเรียนเพียงพอหรือไม่ 1.2 นักเรียนมีความรู้เนื้อหาที่จะสอนหรือไม่ 2. ใช้ตรวจสอบความก้าวหน้าและปรับปรุงการเรียนการสอน 3. ใช้วินิจฉัยผู้เรียน 4. ใช้สรุปผลการเรียน เนื้อหาและพฤติกรรมที่ต้องการวัด เนื้อหาวิชา และพฤติกรรมที่ต้องการวัด ก็คือ เนื้อหาและพฤติกรรมที่ทำการสอน การวิเคราะห์หลักสูตร การวิเคราะห์หลักสูตรเป็นกระบวนการในการจำแนกแยกแยะในวิชานั้น ๆ มีหัวข้อ เนื้อหา สาระที่สำคัญอะไรบ้างมีจุดประสงค์ที่จะให้เกิดพฤติกรรมอะไรบ้าง ดังนั้นการวิเคราะห์หลักสูตรจึง ประกอบด้วยการวิเคราะห์ 2 อย่าง คือ 1. การวิเคราะห์เนื้อหาวิชา 2. การวิเคราะห์จุดประสงค์ มีรายละเอียอดดังนี้ การวิเคราะห์เนื้อหาวิชา การวิเคราะห์เนื้อหาวิชา เป็นการจำแนกหรือจัดหมวดหมู่เนื้อหาวิชาเป็นหัวข้อสำคัญโดย คำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้ 1. ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันของเนื้อหา 2. ความยากง่ายของเนื้อหา
92 3. ขนาดความยาวของเนื้อหา 4. เวลาที่ใช้สอน การวิเคราะห์จุดประสงค์ การวิเคราะห์เนื้อหาวิชา เป็นการจำแนก หรือจัดหมวดหมู่เนื้อหาวิชาเป็นหัวข้อสำคัญโดย คำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้ 1. รวบรวมจุดประสงค์ของเนื้อหาวิชาทั้งหมดจากหนังสือหลักสูตรและคู่มือครู 2. เขียนพฤติกรรมที่สำคัญของแต่ละจุดประสงค์ทั้งหมด 3. ยุบพฤติกรรมที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันให้เป็นพฤติกรรมเดียวกัน 4. นิยามความหมายของพฤติกรรมที่ยุบรวมแล้ว ขั้นที่ 2 การตระเตรียมงานและเขียนข้อสอบ เมื่อวางแผนการสร้างแบบทดสอบ โดยการ สร้างเป็นตารางวิเคราะห์หลักสูตรเรียบร้อยแล้ว ต้องตระเตรียมงานและเขียนข้อสอบต่อไป ขั้นที่ 3 การทดลองสอบ เมื่อเขียนข้อสอบและจัดพิมพ์เรียบร้อยก็นำไปทดลองสอบ ขั้นที่ 4 การประเมินผลแบบทดสอบ การประเมินผลแบบทดสอบ เป็นการตรวจสอบว่า แบบทดสอบมีคุณภาพหรือไม่ โดยพิจารณาตามคุณลักษณะที่ดีของแบบทดสอบซึ่งมีอยู่ 10 ประการ คือ 1. ความแม่นตรง หมายถึง แบบทดสอบสามารถวัดพฤติกรรมได้ตรงตามที่ระบุไว้ใน จุดประสงค์และตามที่ทำการสอนจริง 2. ความเชื่อมั่น หมายถึง แบบทดสอบให้ผลการสอบสอดคล้องตรงกันทุกครั้ง 3. อำนาจจำแนกหมายถึง ข้อสอบที่แบ่งแยกคนเก่งอ่อนออกจากกันได้ กล่าวคือ คนเก่งจะ ตอบถูก คนอ่อนจะตอบผิด 4. ความยากง่าย หมายถึง จำนวนเปอร์เซ็นต์ผู้ตอบถูกทั่วไปแล้วความยากง่ายที่ เหมาะสมจะ มีจำนวนครึ่งหนึ่งตอบถูก 5. ความเป็นปรนัย หมายถึง ข้อสอบที่มีคำถามชัดเจน และการให้คะแนนชัดเจน 6. ความเฉพาะเจาะจง หมายถึง ข้อสอบที่มีคำถามชัดเจนและการให้คะแนนชัดเจน 7. ประสิทธิภาพ หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้นั้นประหยัดเวลาการสร้าง การดำเนินการสอบ การตรวจให้คะแนนแต่ให้ผลการสอบถูกต้อง 8. ความสมดุล หมายถึง แบบทดสอบสามารถวัดได้ครอบครองตามจุดประสงค์และเนื้อหามี สัดส่วนจำนวนข้อสอบสอดคล้องตามตารางวิเคราะห์หลักสูตร
93 9. ความยุติธรรม หมายถึง แบบทดสอบมีความชัดเจนไม่คลุมเครือและเปิดโอกาสให้ทุกคนมี โอกาสที่จะตอบถูกได้เท่ากัน 10. ความเหมาะสมของเวลา หมายถึง แบบทดสอบได้กำหนดเวลาให้อย่างเพียงพอในการ ตอบข้อสอบจนเสร็จ กล่าวโดยสรุป ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ขั้นที่ 1 การวางแผน สร้างแบบทดสอบ ขั้นที่ 2 การตระเตรียมงานและเขียนข้อสอบ ขั้นที่ 3 การทดลองสอบ ขั้นที่ 4 การ ประเมินผลแบบทดสอบ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง วรุณยุภา ขยันกิจ (2557) ได้ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับ การใช้แผนผังแนวคิดที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง การสืบพันธ์ของพืชดอก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 1 ห้องเรียน 48 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 ในโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาเขต 3 จัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนร่วมมือกันเรียน และใช้ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5 ขั้นตอน (5E) ได้แก่ ขั้นเร้าความสนใจ ขั้นสำรวจและค้นหา ขั้นอธิบาย ขั้นขยายความรู้ และขั้นประเมิน โดยใช้แผนผังแนวคิดสรุปบทเรียนทุกครั้ง เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัยครั้งนี้คือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดความพึงพอใจต่อการเรียน ของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และนำข้อมูลจาก อนุทินบันทึกการเรียนรู้ของนักเรียนมาวิเคราะห์โดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แผนผังแนวคิด สูงกว่าก่อนเรียน โดยนักเรียนมีความสามารถทางพุทธิปัญญาทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านความรู้ ด้านความ เข้าใจ ด้านการนำไปใช้ และด้านการวิเคราะห์ สูงกว่าก่อนเรียนและสูงกว่าร้อยละ 50 และ 2) นักเรียนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง การสืบพันธ์ของพืชดอก โดยเฉลี่ย ในระดับสูงทุกด้าน ได้แก่ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านสื่อการสอน ด้านบทบาท ครูผู้สอน ด้านบทบาทนักเรียน และด้านบรรยากาศในห้องเรียน ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากอนุทิน บันทึกการเรียนรู้ของนักเรียนที่พบว่านักเรียนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาชีววิทยา วรรณภา โคตรพันธ์ (2552) ได้ศึกษาศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรูโดยใชชุด
94 กิจกรรมการเขียนผังมโนมติ กลุ่มตัวอย่างที่ใชในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนอัสสัมชัญ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2552 จำนวน 50 คน ซึ่งได้จากการสุมตัวอย่างแบบง่าย Simple Random Sampling โดยใชแบบแผนการวิจัยเป็นแบบ One Group Pretest-Posttest Design เครื่องมือที่ใชในการวิจัย ประกอบด้วยชุดกิจกรรมการเขียน ผังมโนมติแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ และแบบทดสอบวัดความสามารถใน การคิดวิเคราะห์สถิติที่ใชในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ t-test Dependent Sample ผลการศึกษาพบวา 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู โดยชุดกิจกรรมการเขียนผังมโนมติ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรูโดยชุด กิจกรรมการเขียนผังมโนมติหลังเรียนสูงกวาก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ณัฐมน เดชมา (2555) ได้ศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้ด้วยวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้นตอน (7E) ร่วมกับการใช้ผังมโนทัศน์เรื่อง สารและสมบัติของสาร และศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง สารและสมบัติของสาร และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 42 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกหลังการสอนของครู แบบบันทึกการเรียนรู้ของนักเรียน ของนักเรียน แบบทดสอบเรื่องสารและสมบัติของสาร แบบวัดเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ แบบสัมภาษณ์ กึ่งโครงสร้าง และใบกิจกรรม วิเคราะห์คำตอบในใบกิจกรรม แบบทดสอบเรื่องสารและสมบัติของสาร โดยคำนวณเป็นร้อยละ วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบวัดเจตคติต่อวิทยาศาสตร์โดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์บันทึกหลังการสอนของครู บันทึกการเรียนรู้ของนักเรียน และการสัมภาษณ์โดยวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่าการจัดการเรียนรู้วัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้นตอน (7E) ร่วมกับการใช้ผังมโนทัศน์ เรื่อง สารและสมบัติของสาร ประกอบด้วย 7 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นตรวจสอบความรู้เดิมครู 2) ขั้นเร้าความสนใจ 3) ขั้นสำรวจและค้นหา 4) ขั้นอธิบาย 5) ขั้น ขยายความคิด 6) ขั้นประเมินผล 7) ขั้นนำความรู้ไปใช้ อีกทั้งสามารถนำผังมโนทัศน์มาใช้ในขั้น อธิบายและขั้นประเมินผล นอกจากนี้ยังพบว่าการจัดการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นช่วยให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนในด้านความเข้าใจมากที่สุด รองลงมาคือการนำไปใช้และการคิดวิเคราะห์ตามลำดับ ซึ่งนักเรียนมีพฤติกรรมด้านความเข้าใจในเรื่องการจัดกลุ่มสารตามลักษณะเนื้อสารมากที่สุด นักเรียน มีพฤติกรรมด้านการนำไปใช้เรื่องพลังงานกับการละลายและปัจจัยที่มีผลต่อการละลายมากที่สุด และ
95 นักเรียนมีพฤติกรรมด้านการวิเคราะห์เรื่องการตรวจสอบความเป็นกรดและเบสของสารละลายมาก ที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่านักเรียนมีเจคติต่อวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับที่ดี ฉัฐภิมณฑ์ เพชรศักดิ์วงศ์ (2552) ได้เปรียบเทียบผลการเรียนรู้เรื่องหินและแร่ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ประกอบกับการเขียนแผนผังมโน ทัศน์และการจัดการเรียนรู้ตามคู่มือครูของ สสวท. ผลการวิจัยพบว่า ผลการเรียนรู้เรื่องหินและแร่ หลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ประกอบกับการเขียนแผนผังมโนทัศน์และการจัดการ เรียนรู้ตามคู่มือครูของ สสวท. แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยนักเรียนที่ได้รับ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ประกอบกับการเขียนแผนผังมโนทัศน์มีผลการเรียนที่สูงกว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามคู่มือครูของ สสวท. จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังกล่าว พอสรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียน การสอนแบบใช้ผังมโนทัศน์นั้นสามารถช่วยให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าในเนื้อหาที่เรียนมากขึ้น กล่าวคือ นักเรียนผลสัมฤทธิ์ที่เพิ่มสูงขึ้นหลังจากที่ได้เรียนโดยใช้การเรียนการสอนแบบใช้ผังมโนทัศน์ ดังนั้น การเรียนการสอนแบบใช้ผังมโนทัศน์จึงน่าจะสามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนได้
96 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยนี้มีจุดมุ ่งหมายเพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์ที่มีผลต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พันธุศาสตร์โดยมีวิธีการดำเนินการวิจัยได้แก่ กลุ่มเป้าหมาย เครื่องมือ ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ขั้นตอนการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การเก็บ รวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล โดยมีรายละเดียดดังต่อไปนี้ กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านโคน พิทยา จังหวัดอุตรดิตถ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 15 คน เครื่องมือในการวิจัย เครื่องมือที่ใชในการวิจัยครั้งนี้ คือ 1. แผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา ชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านโคนพิทยา จังหวัด อุตรดิตถ์ จำนวน 4 แผน ใช้เวลาเรียนทั้งหมด 9 คาบ คาบละ 55 นาที รวมเวลาทั้งหมด 495 นาที 2. ข้อสอบก่อนและหลังเรียนรายวิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ จำนวน 12 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน รวม 12 คะแนน เป็นข้อสอบแบบปรนัย 12 ข้อ ขั้นตอนการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและการหาคุณภาพเครื่องมือ มีขั้นตอน ดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์เรื่อง พันธุศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4/1 โรงเรียนหอพรโรงเรียนบ้านโคนพิทยา จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 4 แผน มีลำดับขั้นตอน ดังนี้ 1.1 ศึกษาตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สาระ ชีววิทยา (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 ) จากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 และหนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์ ชีววิทยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เล่ม 2 เพื่อเป็นแนว ทางการจัดการเรียนรู้เรื่อง พันธุศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
1.2 กำหนดเนื้อหาและกิจกรรมของแผนการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ตาม ระยะเวลาที่เหมาะสม รวมถึงการวัดและประเมินผล 1.3 ดำเนินการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ แบบใช้ผังมโนทัศน์เรื่อง พันธุศาสตร์ 1.3.1 กำหนดเนื้อหาและจำนวนแผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์ ซึ่งมี จำนวน 4 แผน ดังนี้ แผนที่ 1 การศึกษาพันธุกรรมของเมนเดล จำนวน 2 คาบ ใช้เวลา110 นาที แผนที่ 2 กฎของเมนเดล จำนวน 2 คาบ ใช้เวลา 110 นาที แผนที่ 3 ส่วนขยายของพันธุศาสตร์เมนเดล จำนวน 2 คาบ ใช้เวลา110 นาที แผนที่ 4 ส่วนขยายของพันธุศาสตร์เมนเดล 2 จำนวน 3 คาบ ใช้เวลา 165 นาที รวม 4 แผน ใช้เวลาเรียนทั้งหมด 9 คาบ คาบละ 55 นาที ใช้เวลาทั้งสิ้น 495 นาที 1.3.2 วิเคราะห์รูปแบบของผังมโนทัศน์ที่เหมาะสมในแต่ละเนื้อหา ซึ่งแสดงผลการ วิเคราะห์ดังตารางที่ 3.1 ตารางที่ 3.1 ผลการวิเคราะห์รูปแบบของผังมโนทัศน์ที่เหมาะสมในแต่ละเนื้อหา แผนการ จัดการ เรียนรู้ที่ เนื้อหาที่สอน รูปแบบผังที่ใช้ 1 ประวัติ และผลการทดลองของเมนดล ผังลำดับขั้นตอน (A Sequential Map) 2 กฎการแยก และกฎการรวมกลุ่มกันอย่างอิสระ ผังความคิด (Mind Mapping) และ ผังมโนทัศน์(Concept Mapping) 3 ลักษณะที่เป็นส่วนขยายของเมนเดล ได้แก่ การ เด่นไม่สมบูรณ์ การเด่นร่วมและมัลติเพิลแอล ลีล ผังความคิด (Mind Mapping) และ ผังมโนทัศน์(Concept Mapping) 4 ลักษณะที่เป็นส่วนขยายของเมนเดล ได้แก่ ลักษณะควบคุมด้วยยีนหลายคู่ ลักษณะเพศมี ผังความคิด (Mind Mapping) และ ผังมโนทัศน์(Concept Mapping)
57 อิทธิพล ยีนบนโครโมโซมเพศ ยีนบนโครโมโซม เดียวกัน 1.4 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น ไปให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน พิจารณา ตรวจสอบรายละเอียดของแผนการจัดการเรียนรู้ เกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้ว่ามีความ เหมาะสม และความสอดคล้องระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ในแผนการจัดการเรียนรู้โดยมีระดับความ เหมาะสมหรือสอดคล้อง ดังนี้ ระดับการประเมิน 5 แปลความว่า เหมาะสมมากที่สุด ระดับการประเมิน 4 แปลความว่า เหมาะสมมาก ระดับการประเมิน 3 แปลความว่า เหมาะสมปานกลาง ระดับการประเมิน 2 แปลความว่า เหมาะสมน้อย ระดับการประเมิน 1 แปลความว่า เหมาะสมน้อยที่สุด 1.5 ผู้วิจัยรวมคะแนนทั้งหมดได้จากผู้เชี่ยวชาญมาคิดค่าเฉลี่ยเพื่อใช้ในการแปลความ โดย กำหนดการแปลความดังนี้ ค่าคะแนนระหว่าง 4.00 – 5.00 แปลความว่า คุณภาพดีมาก ค่าคะแนนระหว่าง 3.00 – 3.99 แปลความว่า คุณภาพดี ค่าคะแนนระหว่าง 2.00 – 2.99 แปลความว่า คุณภาพพอใช้ ค่าคะแนนระหว่าง 1.00 – 1.99 แปลความว่า คุณภาพปรับปรุง 1.6 ผู้วิจัยนำคะแนนทั้งหมดของผู้เชี่ยวชาญมารวมและหาค่าเฉลี่ยของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 คน เพื่อแปลความ โดยกำหนดลักษณะของแผนการเรียนรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้ควรมีค่าคะแนนเฉลี่ย ที่มากกว่า 3.00 ขึ้นไป หรือระดับคุณภาพดีขึ้นไป และจากผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ ได้ให้ คะแนนความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้แต่ละฉบับ ในระดับคุณภาพดีมากจึงถือว่าผ่าน เกณฑ์ โดยผู้เชี่ยวชาญได้ให้คำแนะนำในด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในแผนการจัดการเรียนรู้ ดังนี้ ประเด็นการนำเข้าสู่บทเรียน จากผู้เชี่ยวชาญคนที่ 1 และ 2 ได้ให้คำแนะนำว่า ควร ใช้คำถามในขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ให้เชื่อมโยงกับเนื้อหาที่จะสอนมากกว่านี้ ประเด็นการควบคุมเวลา จากผู้เชี่ยวชาญคนที่ 3 ได้รับคำแนะนำว่า ควรกำชับเวลา ในการทำกิจกรรมให้มากกว่านี้ บางกิจกรรมใข้เวลามากเกินไป
58 1.8 ผู้วิจัยนำข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญมาแก้ไขเพิ่มเติมในแผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ การจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสมก่อนจะนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ 1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการแก้ไขและเพิ่มเติมตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ไปใช้จริงกับกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านโคนพิทยา จังหวัด อุตรดิตถ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวนทั้งสิ้น 15 คน 2. ข้อสอบก่อนและหลังเรียนรายวิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ จำนวน 12 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน รวม 12 คะแนน เป็นข้อคำถามแบบถูกผิด 12 ข้อ มีลำดับขั้นตอน ดังนี้ 2.1 ศึกษาและรวบรวมข้อมูล เรื่อง พันธุศาสตร์ จากหนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม วิทยาศาสตร์ ชีววิทยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เล่ม 2 และแหล่งข้อมูลอื่น ๆ 2.2 กำหนดขอบเขตของเนื้อหาที่จะใช้เป็นคำถามในแบบทดสอบสอบ เพื่อให้สอดคล้อง กับจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ 2.3 สร้างข้อสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง เรื่อง พันธุศาสตร์ จำนวน 12 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน รวม 12 คะแนน เป็นข้อสอบแบบถูกผิด 12 ข้อ 2.4 สร้างแบบประเมินความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ของข้อสอบก่อนและ หลังเรียน เรื่อง พันธุศาสตร์ให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน พิจารณาตรวจสอบรายละเอียดของข้อสอบแต่ละ ข้อว่ามีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์หรือไม่ โดยการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา เพื่อหาค่า ความสอดคล้อง (IOC) โดยให้ผู้เชี่ยวชาญประเมิน 3 ระดับ ได้แก่ +1 หมายถึง แน่ใจว่าข้อคำถามนั้นสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าข้อคำถามสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ -1 หมายถึง แน่ใจว่าข้อคำถามนั้นไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ 2.5 ผู้วิจัยนำคะแนนที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญมาแปลความ โดยกำหนดลักษณะของข้อสอบที่ สามารถนำไปใช้ได้ ควรมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เฉลี่ยข้อละไม่น้อยกว่า 0.67 โดยสามารถ คำนวณหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของข้อสอบได้เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ เหมาะสมสามารถนำข้อสอบไปใช้ได้
59 2.6 นำข้อสอบก่อนและหลังเรียน เรื่อง พันธุศาสตร์ ที่ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ ไป ใช้จริงกับกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านโคนพิทยา จังหวัดอุตรดิตถ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวนทั้งสิ้น 15 คน การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการเก็บข้อมูลโดยดำเนินงานตามขั้นตอนดังนี้ 1. สังเกตปัญหาระหว่างการเรียนการสอนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้าน โคนพิทยา จังหวัดอุตรดิตถ์ ในรายวิชาชีววิทยา เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและนำปัญหาที่ได้มาเป็นหัวข้อ ในการวิจัย รวมถึงศึกษาแนวทางการแก้ไขและวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดได้ดียิ่งขึ้น . 2. ศึกษารวบรวมข้อมูลและแนวทางในการวิจัย จากแหล่งข้อมูลและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ การจัดการเรียนการสอนเรื่อง พันธุศาสตร์ และการจัดการเรียนรู้โดยใช้ผังมโนทัศน์เพื่อเป็นข้อมูลใน การดำเนินการวิจัย 3. จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา ชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 จำนวน 4 แผน ใช้เวลาเรียนทั้งหมด 9 คาบ คาบละ 50 นาที รวมเวลาทั้งหมด 495 นาที และเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบ คือ แบบทดสอบก่อนและหลังเรียนรายวิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ 4. ลงพื้นที่เก็บข้อมูลวิจัย 4.1 ให้นักเรียนกลุ่มเป้าหมายทำข้อสอบก่อนเรียน (Pre-test) 4.2 ดำเนินการตามแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง พันธุศาสตร์ ทั้งหมด 9 คาบ คาบละ 55 นาที รวมเวลาทั้งหมด 495 นาที ในวันที่ 13 ธันวาคม 2565 จนถึง 10 มกราคม 2566 4.3 ให้นักเรียนกลุ่มเป้าหมายทำแบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) ในวันที่ 16 มกราคม 2566 5. ทำการตรวจข้อสอบ เรื่อง พันธุศาสตร์ ก่อนและหลังเรียน เพื่อรวบรวมคะแนนสอบและ นำมาวิเคราะห์ผล
60 6. นำผลคะแนนจากการทดสอบก่อนและหลังเรียนมารวบรวมและวิเคราะห์ทางสถิติ เพื่อ นำมาวิเคราะห์ผลตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ 1. วิเคราะห์ผลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านโคนพิทยา จังหวัดอุตรดิตถ์ จากคะแนนสอบก่อนและหลังเรียน รายบุคคลและเฉลี่ยรวม โดยการหาค่าทางสถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และ ระดับคุณภาพ 2. เปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนและหลังของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้าน โคนพิทยา จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์โดยการหาค่าทางสถิติได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับพัฒนาการ สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ 1. ค่าเฉลี่ย () คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิตของข้อมูลที่ไม่ได้แจกแจงความถี่โดยใช้สมการในการ คำนวณค่าเฉลี่ย () ดังนี้ X = n x เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ย x แทน ผลรวมทั้งหมดของความถี่คูณคะแนน n แทน ผลรวมทั้งหมดของความถี่ซึ่งมีค่าเท่ากับจำนวนข้อมูล ทั้งหมด 2. ค่าร้อยละ (Percentage) เป็นการเปรียบเทียบความถี่ หรือจำนวนที่ต้องการกับความถี่ หรือจำนวนทั้งหมดที่เทียบกับ 100 จะหาค่าร้อยละจากสูตรต่อไปนี้ P = n F 100
61 เมื่อ P แทน ร้อยละ F แทน ความถี่ที่ต้องการแปลค่าให้เป็นร้อยละ n แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด ร้อยละของคะแนนที่เพิ่มขึ้น จะใช้สูตรในการคำนวณต่อไปนี้ ร้อยละของคะแนนที่เพิ่มขึ้น = x 100 3. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation, S.D.) คือ ค่าวัดการกระจายของ ข้อมูล โดยใช้สมการในการคำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดังนี้ S = ( ) ( 1) 2 2 − − n n n x x เมื่อ S แทนส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน n แทนจำนวนคู่ทั้งหมด X แทน คะแนนแต่ละตัวในกลุ่มข้อมูล x แทนผลรวมของความแตกต่างของคะแนนแต่ละคู่ เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินระดับคุณภาพ ผู้วิจัยได้นำเกณฑ์ในการวัดและประเมินระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามที่ กระทรวงศึกษาธิการ (2551) ได้กำหนดไว้เพื่อเป็นแนวทางให้แก่ครูในการประเมินประผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับ ปรับปรุง พ.ศ.2560) มาปรับให้เหมาะกับการวิจัยในครั้งนี้ได้เป็นแบบเกณฑ์การประเมินดังนี้ คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน - คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน คะแนนเต็ม
62 1. ผลการทำแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน โดยกำหนดคุณภาพของคะแนนสอบเป็นร้อยละ ดังนี้ ค่าคะแนนร้อยละ เกณฑ์คุณภาพ 80.00 – 100.00 70.00 – 79.00 60.00 – 69.00 50.00 – 59.00 0.00 – 49.00 ดีมาก ดี ปานกลาง พอใช้ ควรปรับปรุง 2. ผลพัฒนาการหลังเรียนเมื่อเทียบกับก่อนเรียน โดยกำหนดเกณฑ์ระดับพัฒนาการของ คะแนนสอบเป็นร้อยละ ดังนี้ ร้อยละของคะแนนที่เพิ่มขึ้น ระดับพัฒนาการ มากกว่า 80.00 60.00 – 79.00 40.00 – 59.00 20.00 – 39.00 10.00 – 19.00 มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด ลดลง หรือเท่าเดิม ไม่มีพัฒนาการ โดยในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดเกณฑ์ในการบรรลุวัตถุประสงค์ของการพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ โดยใช้การเรียนการสอนแบบใช้ผังมโนทัศน์ ไว้ที่ระดับพัฒนาการปานกลาง หรือ ร้อยละของคะแนนที่เพิ่มขึ้น อยู่ที่ร้อยละ 40.00 ขึ้นไป
63 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์ที่มี ผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พันธุกรรม โดยท าการเก็บข้อมูลกับนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านโคนพิทยา จ.อุตรดิตถ์ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จ านวนทั้งสิ้น 15 คน ผู้วิจัยได้ท าการวิเคราะห์ข้อมูล และแปลผลความหมาย ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ จากคะแนนสอบก่อน และหลังเรียน ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของ กลุ่มเป้าหมายแสดงค่าค่าเฉลี่ยของการทดสอบก่อนและหลังเรียน และร้อยละของคะแนนที่เพิ่มขึ้น ดังตารางที่ 4.1 ตารางที่ 4.1 ตารางแสดงผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากคะแนนสอบของนักเรียน กลุ่มเป้าหมาย แสดงคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบก่อนและหลังเรียน คะแนนเฉลี่ยนที่ เพิ่มขึ้น และร้อยละของคะแนนที่เพิ่มขึ้น การทดสอบ จำนวน นักเรียน คะแนนสอบ (เต็ม 10) คะแนนเฉลี่ย ที่เพิ่มขึ้น ร้อยละของ คะแนนที่ เพิ่มขึ้น คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน การทดสอบ ก่อนเรียน 15 4.39 2.09 4.00 33.33 การทดสอบ หลังเรียน 15 8.39 1.53
จากตารางที่ 4.1 แสดงให้เห็นว่าหลังจากที่นักเรียนได้รับการจัดการเรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์ ผลคะแนนสอบหลังเรียนมากกว่าผลคะแนนสอบก่อนเรียน กล่าวคือ นักเรียนมีคะแนนสอบก่อนเรียน เฉลี่ย 4.39 คะแนน และมีคะแนนสอบหลังเรียน 8.39 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน โดยมี คะแนนเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น 4.00 คะแนน คิดเป็นร้อยละคะแนนเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น 33.33 ผลการวิเคราะห์ระดับคุณภาพผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย จากการทดสอบก่อน เรียนและหลังเรียน โดยแสดงความถี่และร้อยละของระดับคุณภาพผลสัมฤทธิ์ ดังตารางที่ 4.2 ตารางที่ 4.2 ตารางแสดงระดับคุณภาพผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย จากการทดสอบก่อน เรียนและหลังเรียน ระดับคุณภาพผลสัมฤทธิ์ การทดสอบก่อนเรียน การทดสอบหลังเรียน ความถี่ ร้อยละ ความถี่ ร้อยละ ดีมาก 1 6.66 4 26.66 ดี - 0 3 20.00 ปานกลาง - 0 5 33.33 พอใช้ 4 26.66 2 13.33 ควรปรับปรุง 10 66.66 1 6.66 รวม 15 100 15 100 จากตารางที่ 4.2 พบว่าจากกการทดสอบก่อนเรียนเรื่อง พันธุศาสตร์ นักเรียนมีคะแนนใน ระดับปรับปรุง 10 คน (ร้อยละ 66.66) พอใช้ 4 คน (ร้อยละ 26.66) หรือกล่าวได้ว่ากลุ่มเป้าหมายที่ ศึกษาส่วนใหญ่มีคะแนนอยู่ในระดับควรปรับปรุงถึงพอใช้ ส่วนผลคะแนนของแบบทดสอบหลังเรียน ผู้เรียนมีคะแนนในระดับปานกลาง มากที่สุด (ร้อยละ 33.33) รองลงมาคือ ดีมาก (ร้อยละ 26.66) รองลงมาในระดับดี (ร้อยละ 20.00) รองลงมาในระดับพอใช้ (ร้อยละ 13.33) และระดับปรับปรุงน้อย ที่สุด (ร้อยละ 6.66)
61 ผลการวิเคราะห์ระดับพัฒนาการของคะแนนสอบหลังเรียนเมื่อเทียบกับคะแนนสอบก่อน เรียน แสดงระดับคะแนนเพิ่มขึ้น คงที่ หรือลดลง ดังตารางที่ 4.3 ตารางที่ 4.3 ตารางแสดงระดับพัฒนาการของคะแนนสอบหลังเรียนเมื่อเทียบกับคะแนนสอบก่อน เรียน ว่ามีระดับคะแนนที่เพิ่มขึ้น คงที่ หรือลดลง ระดับพัฒนาการของคะแนน จำนวนนักเรียน ร้อยละ เพิ่มขึ้น 14 93.33 คงที่ - - ลดลง 1 6.66 รวม 15 100 จากตารางที่ 4.3 แสดงให้เห็นถึงระดับพัฒนาการของคะแนนสอบหลังเรียนเมื่อเทียบกับ คะแนนสอบก่อนเรียน พบว่า นักเรียน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 93.33 มีระดับคะแนนสอบหลังเรียน เพิ่มขึ้นจากคะแนนสอบก่อนเรียน และมีนักเรียนเพียง 1 คน คิดเป็นร้อยละ 6.66 ที่มีคะแนนสอบ หลังเรียนน้อยกว่าคะแนนสอบหลังเรียน จากนักเรียนกลุ่มเป้าหมายทั้งสิ้น 15 คน ผลการวิเคราะห์ระดับพัฒนาการของผู้เรียนจากการเปรียบเทียบคะแนนแบบทดสอบก่อน เรียนและคะแนนแบบทดสอบหลังเรียน แล้วนำมาเทียบกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ แสดงดังตารางที่ 4.4
62 ตารางที่ 4.4 ตารางแสดงระดับพัฒนาการของผู้เรียนจากการเปรียบเทียบคะแนนแบบทดสอบก่อน เรียนและคะแนนแบบทดสอบหลังเรียน ระดับพัฒนาการผู้เรียน จำนวนนักเรียน ร้อยละ มากที่สุด 0 0 มาก 0 0 ปานกลาง 7 46.66 น้อย 6 40.00 น้อยที่สุด 1 6.66 ไม่มีพัฒนาการ 1 6.66 รวม 15 100 จากตารางที่ 4.4 พบว่านักเรียนกลุ่มเป้าหมาย 15 คนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบใช้ ผังมโนทัศน์มีระดับพัฒนาการของผู้เรียนในระดับพัฒนาการปานกลาง 7 คน คิดเป็นร้อยละ 46.66 รองลงมาคือ ระดับพัฒนาการน้อย 6 คน คิดเป็นร้อยละ 40.00 รองลงมาคือ ระดับพัฒนาการน้อย ที่สุดและไม่มีพัฒนาการ ระดับละ 1 คน คิดเป็นร้อยละ 6.66 เท่ากัน
63 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ โดยใช้การ จัดการเรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านโคนพิทยา จ. อุตรดิตถ์มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์ที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่อง พันธุกรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านโคนพิทยา จ. อุตรดิตถ์ จำนวนทั้งสิ้น 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านโคนพิทยา จ.อุตรดิตถ์ จำนวน 4 แผน ใช้เวลาเรียนทั้งหมด 9 คาบ คาบละ 55 นาที รวมเวลาทั้งหมด 495 นาที2) ข้อสอบก่อนและหลังเรียนรายวิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ จำนวน 10 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน รวม 10 คะแนน เป็นข้อสอบแบบถูกผิด 10 ข้อ การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยดำเนินการทดสอบก่อนเรียนกับนักเรียน กลุ่มเป้าหมายโดยใช้แบบทดสอบก่อนเรียนเรื่อง พันธุศาสตร์ จากนั้นดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง พันธุศาสตร์ จำนวน 4 แผน ใช้เวลาเรียนทั้งหมด 9 คาบ คาบละ 50 นาที จากนั้นจึงดำเนินการทดสอบหลังเรียนโดยใช้ข้อสอบหลังเรียนเรื่อง พันธุศาสตร์ การวิเคราะห์ ข้อมูลได้วิเคราะห์ตามจุดประสงค์การวิจัย คือ วิเคราะห์ผลของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์ ที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พันธุกรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้าน โคนพิทยา จ.อุตรดิตถ์ สรุปผลการวิจัย การวิจัยเพื่อศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ โดยใช้ การจัดการเรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านโคนพิทยา จ. อุตรดิตถ์ผลการวิจัยพบว่า หลังจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4/1 ร้อยละ 93.33 มีคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนสูงขึ้นจากคะแนนแบบทดสอบ ก่อนเรียน โดยมีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นเท่ากับ 4.00 คิดเป็นร้อยละ 26.66 และนักเรียนร้อยละ 46.66 มี ระดับพัฒนาการที่ระดับปานกลาง ซึ่งผ่านเกณฑ์การบรรลุวัตถุประสงค์การวิจัยที่ได้ตั้งไว้
64 อภิปรายผลการวิจัย จากการศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ โดยใช้การ จัดการเรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านโคนพิทยา จ. อุตรดิตถ์ผู้วิจัยสามารถอภิปรายผลการวิจัย ดังนี้ ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการเปรียบเทียบคะแนนแบบทดสอบสอบก่อนเรียน และหลังเรียน เรื่อง พันธุศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 จำนวนทั้งสิ้น 15 คน พบว่านักเรียน กลุ่มเป้าหมายร้อยละ 93.33 มีคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนสูงขึ้นจากคะแนนแบบทดสอบก่อนเรียน โดยคะแนนเฉลี่ยที่สูงขึ้นเท่ากับ 4.00 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานจากการทดสอบก่อนเรียน 2.09 ในขณะที่หลังเรียนลดลงเหลือ 1.53 แสดงให้เห็นว่านักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาระดับที่ ใกล้เคียงกันมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับสมติฐานที่ตั้งไว้ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการจัดการเรียนรู้แบบผัง มโนทัศน์เป็นการจัดการเรียนรู้แบบหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ แสดงถึงความสัมพันธ์ของความรู้โดยใช้ แผนผัง แผนภาพ หรือแผนภูมิ โดยใช้คำเชื่อมเป็นหน่วยคำที่มีความหมาย ทำให้ผู้เรียนมองเห็น โครงสร้างของความรู้หรือเนื้อหาสาระ ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย มีกระบวนการคิด อย่างเป็นระบบ ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้จากการสืบเสาะหาความรู้มาเชื่อมโยงสรุปเป็นความคิด รวบยอด (Concept) ทำให้เกิดความเข้าใจในบทเรียนช่วยพัฒนาทักษะการคิดส่งผลให้ผลการเรียนรู้ สูงขึ้น ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดของ Novak and Gowin (1984 อ้างถึงใน วรุณยุภา ขยันกิจ 2557) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของผังมโนทัศน์ว่า ผังมโนทัศน์เป็นการสรุปประเด็นสำคัญเนื้อเรื่องที่เรียน ย่อสรุปเนื้อหาและช่วยให้มองเห็นความสัมพันธ์แบบกว้าง ๆ จากเนื้อหาหรือตำราที่เรียน จะช่วยให้ เข้าใจความหมายได้ดีขึ้น เพราะเห็นความสัมพันธ์ของแนวคิด และเข้าใจว่าแนวคิดใดเป็นแนวคิดที่ผิด ไปจากความเป็นจริง (Misconception) เพราะว่าเนื้อหาหรือตำราอาจมีวลี หรือคำ ทำให้เกิดปัญหา ในการอ่านได้ การให้นักเรียนสร้างผังมโนทัศน์เพื่อรายงานผลจากการเรียนรู้ที่กำหนด จะทำให้ นักเรียนทำความเข้าใจในเนื้อเรื่องได้ดีด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ วรุณยุภา ขยันกิจ (2557) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการ ใช้ผังมโนทัศน์สูงกว่าก่อนเรียนและสอดคล้องกับผลการวิจัย อาร์ม โพธิพัฒน์ (2550) ได้ศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางวิทยาศาสตร์ และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเขียนแผนผัง มโนมติ ผลการศึกษาพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดย ใช้ชุดกิจกรรมการเขียนแผนผังมโนมติหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
65 ในส่วนของการศึกษาระดับพัฒนาการจากคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนเทียบกับก่อนเรียน ของผู้เรียน พบว่า มีระดับพัฒนาการของผู้เรียนในระดับพัฒนาการปานกลาง ร้อยละ 46.66 และ พัฒนาการระดับน้อย ร้อยละ 40.00 รองลงมาคือมีพัฒนาการน้อยที่สุด ร้อยละ 6.66 และไม่มี พัฒนาการร้อยละ 6.66 จะเห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีระดับ พัฒนาการที่ปานกลางถึงน้อย ทั้งนี้อาจเป็นผลมาจากช่วงเวลาที่จำกัดในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และช่วงเวลาของนักเรียนในการสร้างผังมโนทัศน์ ซึ่งวรุณยุภา ขยันกิจ (2557) ได้กล่าวไว้ว่าการเขียน ผังมโนทัศน์เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนต้องใช้เวลาในการทำมาก ครูผู้สอนต้องกระตุ้นและเร่งอยู่เสมอ และ การทำงานเป็นกลุ่มของผู้เรียน นักเรียนส่วนมากชอบแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน จึงใช้เวลานาน ในการลงข้อสรุป ซึ่งเป็นปัญหาที่พบในชั้นเรียนในการเก็บข้อมูลวิจัยของผู้วิจัย โดยผู้เรียนมีเวลาน้อย มากในการเขียนผังมโนทัศน์ เนื่องมาจากปัญหาการเข้าเรียนสายของนักเรียน และการทำงานที่ใช้ เวลานาน และการได้ฝึกทำผังมโนทัศน์หลาย ๆ ครั้งนั้นทำให้นักเรียนใช้เวลาในการลงข้อสรุปน้อยลง สามารถเรียบเรียงเนื้อหาได้ดีมากยิ่งขึ้น ดังภาพที่ 5.1 จะเห็นได้ว่าเรื่องเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญมากใน การจัดการเรียนการสอนแบบใช้ผังมโนทัศน์ นอกจากนี้อาจมีผลจากปัจจัยด้านผู้สอนดังที่ กาญจนา บุญส่ง (2559) ได้กล่าวไว้ว่า พฤติกรรมการสอนของผู้สอน คุณภาพการสอนของผู้สอน และ ประสบการณ์การสอนของครูมีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า พฤติกรรมการสอนของครูที่มีประสบการณ์ในการสอนมากย่อมรู้ถึงแนวทาง ขั้นตอน และการ แก้ปัญหาในการสอนเป็นอย่างดี รู้ถึงธรรมชาติของผู้เรียนในแง่มุมต่าง ๆ สามารถนำประสบการณ์มา ใช้ในการพัฒนาการสอนให้มีประสิทธิภาพสามารถทำให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาที่เรียนได้อย่างรวดเร็ว และง่ายต่อการจดจำ ซึ่งจะมีผลต่อผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ก. ข. ภาพที่ 5.1 เปรียบเทียบพัฒนาการของผังมโนทัศน์ (ก.) ผังมโนทัศน์ในครั้งแรก (ข.) ผังมโนทัศน์ครั้งสุดท้าย
66 ผลการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของระดับคุณภาพผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน คุณภาพ ผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนของนักเรียนทั้ง 15 คน ส่วนใหญ่อยู่ในระดับควรปรับปรุง ในขณะที่คุณภาพ ผลสัมฤทธิ์หลังเรียนอยู่ในระดับดีมาก และระดับดีร้อยละ 26.66 และ 20.00 ตามลำดับ แต่เมื่อ นำมาวิเคราะห์ระดับพัฒนาการ จะพบว่ามีนักเรียนร้อยละ 6.66 มีพัฒนาการในระดับน้อยที่สุด และมี นักเรียนอีกร้อยละ 6.66 ไม่มีพัฒนาการ แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบใช้ผังมโนทัศน์ สามารถ พัฒนาระดับคุณภาพผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนได้บางส่วน โดยจากการสังเกตพฤติกรรมในชั้นเรียนพบว่า นักเรียนดังกล่าวมักจะไม่ให้ความสนใจกับการเรียน มักจะหลับในชั้นเรียน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะสาเหตุ หลากหลายประการ ตาม นพ.พนม เกตุมาน (2550) ได้กล่าวไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ต่ำ อาจเกิดได้จากปัญหาสติปัญญา เด็กที่มีระดับสติปัญญาต่ำกว่าปกติจะไม่สามารถเรียนรู้ แก้ไข ปัญหาได้เท่าเทียมผู้อื่นที่อยู่ในวัยเดียวกัน ผลการเรียนมักอ่อนมาตั้งแต่เด็กในวัยก่อนเรียนมักมีประวัติ พัฒนาการช้าทุกด้าน นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากปัญหาการเรียนเฉพาะด้าน เช่น การอ่าน การเขียน การขาดแรงจูงใจที่ดีในการเรียน การขาดการสนับสนุนส่งเสริมจากครอบครัว ทั้งนี้อาจเกิดจากความ แตกต่างระหว่างบุคคล ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางความคิดของผู้เรียน นอกจากความเชื่อและ ทัศนคติแล้ว ปัจจุบันนี้ในบริบทของการจัดการศึกษา นักจิตวิทยา นักการศึกษา และนักวิจัย กำลังให้ ความสนใจและให้ความสำคัญต่อรูปแบบการคิด (cognitive style) และ รูปแบบการเรียนรู้หรือลีลา การเรียนรู้(learning style) ในฐานะที่เป็นปัจจัยทางจิตวิทยาที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ให้ มีประสิทธิภาพ และเพิ่มสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนของผู้เรียนได้สอดคล้องกับคำกล่าวของ ทิศนาแขม มณี (2551) ได้อธิบายความหมายของลีลาการเรียนรู้ไว้ว่า ลักษณะ หรือวิธีการเรียน หรือวิธีการคิด หรือวิธีการแก้ปัญหา ที่บุคคลชอบหรือมีความถนัดในการใช้เป็นประจำหรือใช้เป็นส่วนใหญ่ในเรื่อง ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งส่งผลต่อความสนใจในกิจกรรมการเรียนรู้ของครูผู้สอนและระดับ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นอกจากนี้ผลการวิจัยของ ทรงทรรศน์ จินาพงศ์ (2561) ยังชี้ให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ของลีลาการเรียนรู้กับระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งได้ศึกษาในกลุ่มนักศึกษา สาขาวิชาพลศึกษาและวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ พบว่านักศึกษามีลีลาการ เรียนรู้ที่แตกต่างกันไป อันส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกันออกไปด้วย การจัดการเรียนรู้ แบบใช้ผังมโนทัศน์อาจเป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะกับบุคคลที่มีลีลาการเรียนรู้แบบต่าง ๆ ใน ระดับที่แตกต่างกันออกไป ความสำคัญของการศึกษาลีลาการเรียนรู้ คือ ผู้สอนจำเป็นต้องศึกษาลีลา การเรียนรู้ที่หลากหลายของผู้เรียน และปรับการสอนของตนให้มีความเหมาะสมและตอบสนองความ ต้องการที่แตกต่างกันของผู้เรียน ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้สูงสุดและเต็มศักยภาพ นอกจากเหตุผล
67 หลายประการที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ตัวผู้เรียนเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ครูผู้สอนต้องจัดเตรียมวิธีการสอนให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้เรียนให้ได้มากที่สุด โดยปัจจัยที่ มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนโดยตรง คือ เชาว์ปัญญา ความถนัด ทักษะพื้นฐานของผู้เรียน ความ สนใจ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ลักษณะนิสัยของผู้เรียน เจตคติ การปรับตัว เป็นต้น ดังที่ ชญานิษฐ์ กาญจนวดี (2556) ได้ศึกษาการวิเคราะห์ตัวแปรพหุระดับที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า ตัวแปรระดับตัวนักเรียนที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ได้แก่ เจตคติต่อการเรียน แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ และการส่งเสริมการเรียนของผู้ปกครอง สอดคล้องกับ งานวิจัยของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (2549 อ้างถึงใน ชนิดา ยอดสาลี และ กาญจนา บุญส่ง 2559) ได้ศึกษาปัจจัยปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โรงเรียนสาธิตสังกัดสำนักงาน คณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ พบว่า ตัวแปรที่มีอิทธิพลทางตรงต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนได้แก่ ปัจจัยด้านตัวนักเรียน ซึ่งประกอบด้วยเจตคติต่อวิชา วิทยาศาสตร์ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ และการทำการบ้านของผู้เรียน ข้อเสนอแนะ จากผลการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนรู้ และการวิจัยครั้งต่อไป ดังนี้ 1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 1.1 ก่อนที่จะนำผังมโนทัศน์ไปใช้ในการเรียนการสอนควรมีการวิเคราะห์เนื้อหาที่ใช้สอน เพื่อกำหนดรูปแบบของผังมโนทัศน์ที่นักเรียนจะสร้าง ให้มีความเหมาะสมกับเนื้อหานั้น ๆ 1.2 ก่อนที่จะจัดการเรียนการสอนแบบใช้ผังมโนทัศน์ ควรสอนให้นักเรียนรู้จักและเข้าใจ ความหมายและรูปแบบของผังมโนทัศน์ก่อน และได้ลองลงมือสร้างผังมโนทัศน์ก่อนที่จะไปเรียนใน เนื้อหาที่กำหนดไว้ 1.3 จากการวิจัยพบว่านักเรียนใช้เวลาการสร้างผังมโนทัศน์ค่อนข้างนาน ดังนั้นควรมีเวลา ให้นักเรียนในการสร้างผังมโนทัศน์ให้มากพอสมควร 2. ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยต่อ 2.1 จากการวิจัยพบว่าผังมโนทัศน์นั้นสามารถพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นขั้นตอนได้ ดังนั้นควรทำการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ผังมโนทัศน์กับทักษะการเรียนรู้อื่น ๆ นอกเหนือจากผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เช่น การออกแบบการทดลอง
68 2.2 จากการสังเกตพฤติกรรมชั้นเรียนนักเรียนมักจะปรึกษากันในการลงข้อสรุป ระหว่าง การทำผังมโนทัศน์จึงควรมีการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ผังมโนทัศน์กับกระบวนการกลุ่ม
69 บรรณานุกรม
70 บรรณานุกรม กิ่งฟ้า นคราวนากุล. (2547). การสอนเพื่อพัฒนาการคิดและการเรียนรู้. ขอนแก่น : โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. กรกรต ภูมมะภูติ. (2554). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง ความคล้าย ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้กิจกรรมการเรียนการสอนตามรูปแบบแวน ฮีลี. ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช2551 . กรุงเทพฯ: โรงพิมพชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแหงประเทศไทย. ฉัฐภิมณฑ์ เพชรศักดิ์วงศ์ (2552). การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้เรื่องหินและแร่ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ประกอบกับการเขียน แผนผังมโนทัศน์และการจัดการเรียนรู้ตามคู่มือครูของ สสวท.ปริญญาศึกษาศาสตร์ มหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการนิเทศ ภาควิชาหลักสูตรและวิธีสอน. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ณัฐมน เดชมา. (2555). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สารและสมบัติของสารและเจตคติ ต่อวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยการจัดการเรียนรู้วัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้นตอน (7E) ร่วมกับการใช้แผนผังมโนทัศน์. ปริญญาศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต (วิทยาศาสตร์ศึกษา) สาขาวิทยาศาสตร์ศึกษา ภาควิชาการศึกษา. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรสาสตร์ นราวดี จ้อยรุ่ง. (2559). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยาและทักษะกระบวนการ กลุ่ม ของนักเรียนสายวิทยาศาสตร์พิเศษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิค TGT. ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต (การสอนวิทยาศาสตร์). มหาวิทยาลัย บูรพา. บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์. (2526). การทดสอบอิงเกณฑ์: แนวคิดและวิธีการ. กรุงเทพมหานคร. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.
71 ปริยพล คุนาชน. 2548. ผลการจักการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง การรักษา ดุลยภาพของสิ่งมีชีวิตโดยวิธีการสอนบูรณาการแบบสอดแทรก. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์ศึกษา. มหาวิทยาลัยขอนแก่น. ปวีณา อนุวัตร์. (2559). ผลของการใช้รูปแบบการเรียนการสอน 5R ที่มีต่อความเข้าใจคำศัพท์ ชีววิทยาและความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย. ครุศาสตร์ มหาบัณฑิต (หลักสูตรและการสอน). กรุงเทพฯ. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ประภาศรี เอี่ยมสม และผู้แต่งคนอื่นๆ. (2558). การพัฒนาแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนใน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง ระบบต่อมไร้ท่อ โดยการจัดการเรียนรู้แบบกรณีศึกษา ร่วมกับเทคนิคการใช้แผนผังแนวคิด. มหาวิทยาลัยรังสิต: ม.ป.ท ประเวศ วะสี. (2539). “ปฐกถา” การปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญที่สุด. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ครุสภาลาดพร้าว. พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2545). แนวทางการวัดและแระเมินผลตามหลักสูตร พุทธศักราช 2544. กรุงเทพมหานคร:องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.). พิทักษ์ เจริญวานิช. (2531). การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง การ หายใจระดับเซลล์ ระหว่างการสอนโดยใช้ผังมโนมติ กับการสอนปกติ. วิทยานิพนธ์ ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์ศึกษา. มหาวิทยาลัยขอนแก่น. พิมพันธ์ เตชะคุปต์. (2548). การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. กรุงเทพฯ : เดอะ มาสเตอร์กรุ๊ป แบเนจเม็นท์. ภัทรา นิคมานนท์. (2540). การประเมินผลการเรียน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: อักษราพิพัฒน์ จำกัด มนชิดา เรืองรัมย์. (2556). การพัฒนาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2. ปริญญาศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาการสอนภาษาไทย ภาควิชา หลักสูตรและวิธีการสอน. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปกร. วัชรา เล่าเรียนดี. (2549). เทคนิคและยุทธวิธีพัฒนาทักษะการคิด การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียน เป็นสำคัญ. นครปฐม : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร.
72 วราภรณ์ ภูปาทา. (2545). การเปรียบเทียบความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์ และความคงทน ในการเรียนรู้ เรื่อง บรรยากาศ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างการสอนโดยใช้ โมเดลการสร้างความรู้พื้นฐานความรู้เดิมของผู้เรียนกับการสอนปกติ. วิทยานิพนธ์ ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์ศึกษา. มหาวิทยาลัยขอนแก่น. วรุณยุภา ขยันกิจ. (2557). การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แผนผังแนวคิด เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง การ สืบพันธุ์ของพืชดอก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. ปริญญาศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต (วิทยาศาสตร์ศึกษา) สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ศึกษา ภาควิชาการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. วิศิษฐ์ศรี โตศุกลวรรณ์. (2556). การพัฒนาบทปฏิบัติการโดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบสร้าง ความรู้ด้วยตนเอง เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก สำหรับผู้เรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาตอนปลาย. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม.(ชีววิทยา). กรุงเทพมหานคร: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. วรรณภา โคตรพันธ์. (2552). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถ ในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุด กิจกรรมการเขียนผังมโนมติ. สารนิพนธ์ กศ.ม. (การมัธยมศึกษา). กรุงเทพฯ: บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. วรรณิภา รอดแรงค้า. (2540). Constructivism. กรุงเทพมหานคร. ภาควิชาการศึกษา คณะ ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ศุจิกา จาตุรนต์พงศา. (2557). ผลของการใช้รูปแบบวงจรการเรียนรู้ 5E ร่วมกับสัญศาสตร์ต่อ ความเข้าใจคำศัพท์ชีววิทยาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอน ปลาย. ครุศาสตร์มหาบัณฑิต (หลักสูตรและการสอน). กรุงเทพฯ. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2555). การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่ม วิทยาศาสตร์หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ : สถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
73 สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท). 2546. การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่ม วิทยาศาสตร์หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพมหานคร: หน่วยการพิมพ์สถาบัน ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. สมาน นาวาสิทธิ์. (2553). รูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ ความสำเร็จทางวิชาการของผู้เรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ. วิทยานิพนธ์ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย. สุวิทย์ มูลคำ และ อรทัย มูลคำ. (2545). 21 วิธีจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด. กรุงเทพมหานคร : ภาพพิมพ์. สุรางค์ โค้วตระกูล. (2559). จิตวิทยาการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 12. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สุทธิวรรณ พีรศักดิ์โสภณ. (มปป.). การสร้างเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2561. เข้าถึง achiev-1.pdf. อติโรจน์ ปพัฒน์เปรมสิริ. (2560). วิทยาศาสตร์เเละชีววิทยา. สืบค้นเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2563. https://www.scimath.org/lesson-biology/item/7041-2017-05-22-14-56-59 อริสา เกลียวสีนาค. (2559). การพัฒนาความเข้าใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโดยใช้เกมเสริมแรง. ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต (คณิตศาสตร์ศึกษา). บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. อุบลวรรณ พันธุ์พรหม. (2559). การใช้กิจกรรมการอ่านอย่างกว้างขวางเพื่อเพิ่มพูนความสามารถ ในการอ่าน การเขียนละความรู้ศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต (หลักสูตรการสอนและเทคโนโลยีการเรียนรู้). เชียงใหม่. บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. Attawit. (2552). การจัดการเรียนการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ. สืบค้นเมื่อ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๑. http://childcenter-edu.blogspot.com/2009/11/blog-post.html
74 ภาคผนวก
75 ภาคผนวก ก. - รายนามผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบเครื่องมือวิจัย
76 รายนามผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบเครื่องมือวิจัย 1. นายนพรัตน์ อ่อนแพง ครูผู้สอนรายวิชาวิทยาศาสตร์ และรายวิชาชีววิทยา โรงเรียนบ้านโคนพิทยา
77 ภาคผนวก ข. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย - ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์ - ตัวอย่างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาชีววิทยา เรื่อง พันธุศาสตร์
78 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว30241 เรื่อง กฎของเมนเดล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 2 คาบ (110 นาที) ผู้สอน นางสาวลัดดาวัลย์ สีดา มาตรฐานการเรียนรู้ สาระชีววิทยา 2. เข้าใจการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม สมบัติและหน้าที่ของ สารพันธุกรรม การเกิดมิวเทชัน เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ หลักฐาน ข้อมูลและแนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของ สิ่งมีชีวิต ภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก การเกิดสปีชีส์ใหม่ ความหลาหลายทางชีวภาพ กำเนิดของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต และอนุกรมวิธาน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลการเรียนรู้ อธิบายและสรุปกฎแห่งการแยกและกฎแห่งการรวมกลุ่มอย่างอิสระ และนำกฎของเมนเดลไป อธิบายการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม และใช้ในการคำนวณโอกาสในการเกิดฟีโนไทป์และจีโนไทป์แบบ ต่าง ๆ ของรุ่น F1 และ F2 จุดประสงค์การเรียนรู้ 1.นักเรียนอธิบายและสรุปกฎแห่งการแยกและกฎแห่งการรวมกลุ่มอย่างอิสระได้(K) 2.นักเรียนนำกฎของเมนเดลไปอธิบายการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมได้(K) 3.นักเรียนสามารถคำนวณโอกาสในการเกิดฟีโนไทป์และจีโนไทป์แบบต่าง ๆ ได้(P) 4.นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียน (A) สาระสำคัญ จากการวิเคราะห์ผลการทดลองเมนเดลได้เสนอหลักการพื้นฐานของพันธุศาสตร์ 2 ข้อ คือ กฎการ แยก และกฎการรวมกลุ่มอย่างอิสระ เพื่ออธิบายกระบวนการถ่ายทอดหน่วยคุมลักษณะจากรุ่นสู่รุ่น กฎการแยก มีใจความว่า แอลลีลที่อยู่เป็นคู่กันจะแยกออกจากกันในระหว่างการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ โดยเซลล์สืบพันธุ์แต่ละเซลล์จะมีเพียงแอลลีลใดแอลลีลหนึ่ง กฎการรวมกลุ่มอย่างอิสระ มีใจความว่า ในระหว่างการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ยีนที่อยู่โครโมโซมที่ไม่ได้ เป็นคู่ฮอมอโลกัสกันจะมีการจัดกลุ่มกันอย่างอิสระ โดยแอลลีลที่เป็นคู่กันจะแยกออกจากกัน และจัดกลุ่ม อย่างอิสระกับแอลลีลอื่นที่แยกออกมาจากคู่เช่นกัน
79 กฎการแยกและกฎการรวมกลุ่มกันอย่างอิสระสามารถนำมาใช้ในการอธิบายการถ่ายทอดลักษณะ ทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ และทำนายโอกาสเกิดฟีโนไทป์และจีโนไทป์ได้ สาระการเรียนรู้ เมนเดลได้วิเคราะห์ผลการทดลองและเสนอหลักการพื้นฐานของพันธุศาสตร์ 2 ข้อ คือ กฎการแยก และกฎการรวมกลุ่มอย่างอิสระ เพื่ออธิบายกระบวนการถ่ายทอดหน่วยคุมลักษณะจากรุ่นสู่รุ่น โดยอาศัย หลักความน่าจะเป็นทางคณิตศาสตร์มาใช้ในการประกอบการวิเคราะห์ข้อมูล กฎการแยก (law of segregation) มีใจความว่า แอลลีลที่อยู่เป็นคู่กันจะแยกออกจากกันใน ระหว่างการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ โดยเซลล์สืบพันธุ์แต่ละเซลล์จะมีเพียงแอลลีลใดแอลลีลหนึ่ง เมื่อมีการ ปฏิสนธิจะเกิดการรวมกันของเซลล์สืบพันธุ์ แอลลีลจะมาเข้าคู่กัน โดยเมนเดลได้ศึกษาจากการถ่ายทอด ลักษณะเพียงลักษณะเดียว เรียกว่า การผสมลักษณะเดียว (monohybrid cross) ในการศึกษาต่อมาพบว่า ยีนอยู่บนโครโมโซม และสามารถอธิบายได้ว่า ในระหว่างการสร้างเซลล์สืบพันธุ์จะมีการแบ่งเซลล์แบบไมโอ ซิส แอลลีลที่อยู่เป็นคู่กันบนคู่ของ ฮอมอโลกัสโครโมโซมจะแยก (segregate) ออกจากกัน โดยเซลล์สืบพันธุ์ แต่ละเซลล์จะได้รับโครโมโซมเพียงชุดเดียวทำให้เซลล์ไข่หรือสเปิร์มได้รับแอลลีลเพียงหนึ่งแอลลีล กฎการรวมกลุ่มอย่างอิสระ (law of independent assortment) มีใจความว่า ในระหว่างการ สร้างเซลล์สืบพันธุ์ยีนที่อยู่โครโมโซมที่ไม่ได้เป็นคู่ฮอมอโลกัสกันจะมีการจัดกลุ่มกันอย่างอิสระ โดยแอลลีลที่ เป็นคู่กันจะแยกออกจากกัน และจัดกลุ่มอย่างอิสระกับแอลลีลอื่นที่แยกออกมาจากคู่เช่นกัน โดยเมนเดลได้ ศึกษาการถ่ายทอดสองลักษณะพร้อมกัน เรียกว่า การผสมสองลักษณะ (dihybrid cross) กฎการแยกและกฎการรวมกลุ่มกันอย่างอิสระสามารถนำมาใช้ในการอธิบายการถ่ายทอดลักษณะ ทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ และทำนายโอกาสเกิดฟีโนไทป์และจีโนไทป์ได้ เช่น การนำไปประกอบ การศึกษาพันธุประวัติ ซึ่งมีประโยชน์ในการระบุรูปแบบการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมและช่วยให้ ครอบครัวที่มีประวัติโรคทางพันธุกรรมสามารถวางแผนการมีบุตรได้ นอกจากนี้ มีการประยุกต์ใช้หลักการของเมนเดลในการเกษตร เช่น การคัดเลือกพันธุ์อาจ ตรวจสอบว่าพืชที่แสดงลักษณะเด่นนั้นมีจีโนไทป์เป็นฮอมอไซกัสโดมิแนนท์ หรือเป็นเฮเทอโรไซกัส สามารถ ทำได้โดย การผสมทดสอบ (testcross) โดยนำมาผสมกับต้นพันธุ์ด้อย ถ้าหากลูกมีลักษณะเด่นทั้งหมดแสดง ว่าต้นทดสอบเป็นฮอมอไซกัสโดมิแนนท์ แต่ถ้าหากลูกมีลักษณะด้อยปรากฎแสดงว่าต้นทดสอบเป็นเฮเทอโร ไซกัส และใช้ในการปรับปรุงพันธุ์อาจใช้การผสมกลับ (backcross) ซึ่งเป็นการนำลูกผสมไปผสมพันธุ์กับพ่อ พันธุ์หรือแม่พันธุ์ โดยจะช่วยให้ได้ลูกผสมที่มีลักษณะดีตามต้องการเพิ่มมากขึ้น
80 กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นนำ (5 นาที) 1.ครูทบทวนเกี่ยวกับการทดลองของเมนเดล -ครู: จากการทดลองของเมนเดล เราได้ข้อมูลอะไรบ้าง แนวคำตอบ นักเรียนเล่าถึงการทดลองของเมนเดล (ลักษณะทางพันธุกรรมจะถูกส่งต่อผ่านหน่อยที่เรียกว่า เฟคเตอร์ หรือยีน ในเวลาต่อมา โดยยีนที่ควบคุมลักษณะที่ต่าง ๆ มีหลายรูปแบบ เรียกรูปแบบต่าง ๆ ว่า แอลลีล) -ครู: นอกจากนี้เมนเดลยังเสนอหลักการพื้นฐานของพันธุศาสตร์ 2 ข้อ คือ กฎการแยก และกฎการรวมกลุ่ม อย่างอิสระ เพื่ออธิบายกระบวนการถ่ายทอดหน่วยคุมลักษณะจากรุ่นสู่รุ่น ขั้นสอน (35 นาที) 1.ครูเปิดกฎการแยก พร้อมความหมายให้นักเรียนบันทึกลงในสมุด -“แอลลีลที่อยู่เป็นคู่กันจะแยกออกจากกันในระหว่างการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ โดยเซลล์สืบพันธุ์แต่ละเซลล์จะ มีเพียงแอลลีลใดแอลลีลนึ่ง” 2.ครูเปิดภาพการแยกกันของแอลลีล และให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายจากภาพ -ครูเสริม “เมนเดลได้ศึกษาจากการถ่ายทอดลักษณะเพียงลักษณะเดียว เรียกว่า การผสมลักษณะเดียว (monohybrid cross)” 3.ครูเปิดกฎการรวมกลุ่มกันอย่างอิสระ พร้อมความหมายให้นักเรียนบันทึกลงในสมุด -“ในระหว่างการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ ยีนที่อยู่บนโครโมโซมที่ไม่ได้เป็นคู่ฮอมอโลกัสกันจะมีการจะกลุ่มอย่าง อิสระ โดยแอลลีลที่เป็นคู่กันจะแยกออกจากกัน และจัดกลุ่มอย่างอิสระกับแอลลีลอื่นที่แยกออกมาจากคู่ เช่นกัน”
81 4.ครูเปิดภาพการรวมกลุ่มกันอย่างอิสระของแอลลีลที่ไม่ได้เป็นคู่ฮอมอโลกัสกัน และให้นักเรียนร่วมกัน อภิปรายจากภาพ -ครูเสริม “เมนเดลได้ศึกษาการถ่ายทอดสองลักษณะพร้อมกัน เรียกว่า การผสมสองลักษณะ (dihybrid cross)” 5.ครูเปิดภาพการรวมกลุ่มกันอย่างอิสระแอลลีล และให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายจากภาพ 6.ครูเปิดภาพเปรียบเทียบกฎทั้งสองข้อของเมนเดล ให้นักเรียนช่วยกันสรุป
82 7.ครูพูดถึงการประยุกต์ใช้กฎของเมนเดล -ครู: นักเรียนคิดว่าความรู้ที่เมนเดลค้นพบจะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง แนวคำตอบ การวางแผนครอบครัว การตรวจสอบและปรับปรุงสายพันธุ์ -ครูขึ้นกระดาน “กฎของเมนเดลสามารถนำมาใช้ในการอธิบายการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของ สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ และทำนายโอกาสเกิดฟีโนไทป์และจีโนไทป์ได้” -ครู: โดยเรานำกฎของเมนเดลมาประกอบกับการศึกษาพันธุประวัติเพื่อใช้วางแผนในอนาคต 8.ครูเปิดภาพพันธุประวัติ และสัญลักษณ์ -ครูอธิบายและให้นักเรียนบันทึกหรือจดจำสัญลักษณ์ต่าง ๆ 9.ครูเปิดภาพตัวอย่างพันธุประวัติ ให้นักเรียนอภิปรายว่าครอบครัวนี้เป็นอย่างไร
83 -ให้นักเรียนลองคิด “ถ้ารุ่น II คนที่ 3-4 ต้องการมีลูกอีกคนจะมีโอกาสที่ลูกจะเป็นโรคเท่าไร” แนวคำตอบ 1 2 หรือ 50 % -ครู: นักเรียนคิดว่ายังนำกฎเมนเดลไปใช้เรื่องอะไรได้อีก แนวคำตอบ การคัดเลือกสายพันธุ์และการปรับปรุงพันธุ์ 10.ครูเปิดภาพการผสมทดสอบ -“การคัดเลือกพันธุ์อาจตรวจสอบว่าพืชที่แสดงลักษณะเด่นนั้นมีจีโนไทป์เป็นฮอมอไซกัสโดมิแนนท์ หรือเป็น เฮเทอโรไซกัส สามารถทำได้โดย การผสมทดสอบ (testcross)” -ให้นักเรียนดูภาพและช่วยกันอภิปรายขั้นตอนการผสมทดสอบ 11.ครูเปิดภาพการผสมกลับ -“ในการปรับปรุงพันธุ์อาจใช้การผสมกลับ (backcross) ซึ่งเป็นการนำลูกผสมไปผสมพันธุ์กับพ่อพันธุ์หรือ แม่พันธุ์ โดยจะช่วยให้ได้ลูกผสมที่มีลักษณะดีตามต้องการเพิ่มมากขึ้น” -ให้นักเรียนดูภาพและช่วยกันอภิปรายขั้นตอนการผสมกลับ 12.ครูให้นักเรียนลองทำโจทย์เกี่ยวกับโจทย์ของเมนเดลจากหนังสือในหน้า 68 และ 74 ขั้นสรุป (15 นาที) 1.ครูให้นักเรียนเขียนผังมโนทัศน์เรื่องกฎของเมนเดล ลงในกระดาษ A4 หากไม่ทันเวลาให้นำมาส่งนอกเวลา
84 สื่อและอุปกรณ์ 1.สไลด์นำเสนอ 2.กระดาษ A4 การวัดและประเมินผล จุดประสงค์ วิธีการ เครื่องมือ การประเมิน เกณฑ์ 1. นักเรียนอธิบายและสรุป กฎแห่งการแยกและกฎแห่ง การรวมกลุ่มอย่างอิสระได้ การตอบคำถาม แบบประเมินการ ตอบคำถาม นักเรียนร้อยละ 70 อธิบายและสรุปกฎแห่ง การแยกและกฎแห่งการ รวมกลุ่มอย่างอิสระได้ 2. นักเรียนนำกฎของเมน เดลไปอธิบายการถ่ายทอด ลักษณะทางพันธุกรรมได้ การตอบคำถาม แบบประเมินการ ตอบคำถาม นักเรียนร้อยละ 70 นำ กฎของเมนเดลไปอธิบาย การถ่ายทอดลักษณะทาง พันธุกรรมได้ 3. นักเรียนสามารถคำนวณ โอกาสในการเกิดฟีโนไทป์ และจีโนไทป์แบบต่าง ๆ ได้ การทำโจทย์ใน หนังสือ แบบประเมินการทำ โจทย์ นักเรียนร้อยละ 70 สามารถคำนวณโอกาสใน การเกิดฟีโนไทป์และจีโน ไทป์แบบต่าง ๆ ได้ 4. นักเรียนมีความ กระตือรือร้นในการเรียน การสังเกตพฤติกรรม แบบประเมิน พฤติกรรม นักเรียนร้อยละ 80 มี ความกระตือรือร้นในการ เรียน
85 บันทึกหลังการสอน ผลการจัดกิจกรรมการสอน ............................................................................................................................. ..................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... ปัญหาและอุปสรรค ............................................................................................................................. ..................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... ข้อเสนอแนะ/วิธีการแก้ไข .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... ลงชื่อ นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู วันที่......../............../.............
86 แผนการจัดการเรียนรู้ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว30241 เรื่อง ส่วนขยายของพันธุศาสตร์เมนเดล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 2 คาบ (110 นาที) ผู้สอน นางสาวลัดดาวัลย์ สีดา มาตรฐานการเรียนรู้ สาระชีววิทยา 2. เข้าใจการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม สมบัติและหน้าที่ของ สารพันธุกรรม การเกิดมิวเทชัน เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ หลักฐาน ข้อมูลและแนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของ สิ่งมีชีวิต ภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก การเกิดสปีชีส์ใหม่ ความหลาหลายทางชีวภาพ กำเนิดของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต และอนุกรมวิธาน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลการเรียนรู้ สืบค้นข้อมูล วิเคราะห์ อธิบาย และสรุปเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมที่เป็นส่วน ขยายของพันธุศาสตร์เมนเดล จุดประสงค์การเรียนรู้ 1.นักเรียนอธิบายการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมที่เป็นส่วนขยายของพันธุศาสตร์เมนเดลได้(K) 2.นักเรียนสามารถคำนวณโอกาสในการเกิดฟีโนไทป์และจีโนไทป์แบบต่าง ๆ ได้(P) 3.นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียน (A) สาระสำคัญ การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมบางลักษณะ ให้อัตราส่วนที่แตกต่างจากผลการศึกษาของเมน เดล เรียกลักษณะเหล่านี้ว่า ลักษณะทางพันธุกรรมที่เป็นส่วนขยายของพันธุศาสตร์เมนเดล เช่น การข่มไม่ สมบูรณ์ การข่มร่วมกัน มัลติเพิลแอลลีล ยีนบนโครโมโซมเพศ และพอลิยีน สาระการเรียนรู้ นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาและพบว่าการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมบางลักษณะ ให้ อัตราส่วนที่แตกต่างจากผลการศึกษาของเมนเดล จึงเรียกลักษณะเหล่านี้ว่า ลักษณะทางพันธุกรรมที่เป็น ส่วนขยายของพันธุศาสตร์เมนเดล
87 การข่มไม่สมบูรณ์ (incomplete dominance) เป็นการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมที่แอลลีลห นึ่งไม่สามารถข่มอีกแอลลีลหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้สิ่งมีชีวิตที่เป็นเฮเทอโรไซกัสแสดงฟีโนไทป์ที่อยู่ ระหว่างฟีโนไทป์ของสิ่งมีชีวิตที่เป็นฮอมอไซกัสทั้งสองแบบ แต่ยังคงสามารถใช้กฎการแยกและกฎการ รวมกลุ่มอย่างอิสระในการอธิบายการถ่ายทอดได้อยู่ เช่น สีดองของต้นลิ้นมังกร การข่มร่วมกัน (Codominance) เป็นการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมที่แอลลีลทั้งสองแอลลี ลบนคู่ฮอมอโลกัสโครมโซมสามารถแสดงออกได้เท่า ๆ กัน ทำให้สิ่งมีชีวิตที่เป็นเฮเทอโรไซกัสแสดงฟีโนไทป์ ของทั้งสองแอลลีลร่วมกัน เช่น หมู่เลือด MN มัลติเพิลแอลลีล (Multiple allele) การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมบางลักษณะมีการควบคุม ด้วยยีนที่อยู่บนโลคัสเดียวบนฮอมอโลกัสโครโมโซม แต่แอลลีลมากกว่า 2 รูปแบบ เช่น หมู่เลือด ABO กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นนำ (10 นาที) 1.ครูใช้คำถามทบทวนเกี่ยวกับกฎของเมนเดล รูปแบบการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ครู: จากการศึกษาของเมนเดลนั้นเป็นการศึกษาการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมบนยีนกี่โลคัส และจะ เกิดอะไรขึ้นเมื่อแอลลีลเด่นมาเจอกับแอลลีลด้วย แนวคำตอบ เป็นการศึกษายีนบนโลคัสเดียว และแอลลีลเด่นจะข่มแอลลีลด้อยอย่างสมบูรณ์ ครู: แล้วนักเรียนคิดลักษณะทางพันธุกรรมทุกลักษณะจะมีเป็นแบบนี้เสมอหรือไม่ อย่างไร แนวคำตอบ ตามความคิดของนักเรียน (ไม่ มีลักษณะที่แอลลีลเด่นข่มแอลลีลด้อยไม่ได้ หรือไม่สมบูรณ์) ขั้นสอน (35 นาที) 1.ครูเปิดภาพการข่มไม่สมบูรณ์ ให้นักเรียนร่วมกันอภิปราย ครู: การข่มไม่สมบูรณ์นี้แตกต่างจาก การข่มสมบูรณ์ที่เรารู้จักมาอย่างไร
88 แนวคำตอบ แอลลีลเด่นไม่สามารถข่มแอลลีลด้อยได้สมบูรณ์ ลูกที่เป็นเฮเทอโรไซกัสจึงแสดงลักษณะฟีโน ไทป์อยู่ระหว่างลักษณะเด่นและด้อย 2.ครูเปิดภาพการข่มร่วมกัน ให้นักเรียนร่วมกันอภิปราย ครู: การข่มร่วมกันแตกต่างจากการข่มไม่สมบูรณ์อย่างไร แนวคำตอบ การข่มร่วมกันเกิดจากแอลลีลเด่นและแอลลีลด้อยสามารถแสดงออกได้เท่ากัน ทำให้ลูกที่เป็น เฮเทอโรไซกัสแสดงลักษณะฟีโนไทป์ของทั้งสองลักษณะออกมาร่วมกัน ครู: นักเรียนคิดว่าจะลักษณะทางพันธุกรรมที่ถูกควบคุมด้วยแอลลีลหลายแอลลีลหรือไม่ และถ้ามีจะเกิด อะไรขึ้น 3.ครูให้นักเรียนทำกิจกรรมหมู่เลือดหรรษา ขั้นก่อนกิจกรรม -กิจกรรม หมู่เลือดหรรษา -อุปกรณ์ 1.บัตรหมู่เลือด 2.ลวดเสียบกระดาษ -เกณฑ์การให้คะแนน ลำดับที่มาให้เลือด คะแนน 1 +3 2 +2 หาฟีโนไทป์ F1 +1 *ถ้าเลือดเข้าไม่ได้ -5 -กำหนด จีโนไทป์และฟีโนไทป์
89 จีโนไทป์ (Genotype) , , ฟีโนไทป์ (Phenotype) หมู่ A หมู่ B หมู่ AB หมู่ O เมื่อ = > ขั้นปฏิบัติกิจกรรม 1.ครูแจกบัตรหมู่เลือดให้นักเรียนคนละ 1 ชุด พร้อมลวดเสียบกระดาษ แบบสุ่มหมู่เลือด 2.หนีบบัตรหมู่เลือดที่เสื้อของตนเอง 3.จากนั้นจะสมมุติเหตุการณ์ว่ามีคนในห้องเป็นผู้ป่วยกำลังต้องการเลือดด่วน ให้คนที่สามารถให้ เลือดได้วิ่งออกมาจับกับกับเพื่อนคนนั้น แล้วชูมือขึ้น กลุ่มที่สมาชิกออกมาช่วยได้เร็วที่สุดจะได้คะแนนมาก ที่สุด ไล่ลงมา 3 อันดับ ถ้าหากคนไหนออกมาแล้วเลือดเข้ากับผู้ป่วยไม่ได้จะถูกหักคะแนนกลุ่ม 4.ทำการตรวจสอบการเข้ากันได้ของเลือด โดยพลิกด้านหลังของบัตร จะมีแอนติเจน และ แอนติบอดีอยู่หากนำเลือดของผู้ป่วยและให้มาชนกันแล้วจับกันไม่ได้เท่ากับได้คะแนน แต่ถ้าจับกันได้ถือว่า เลือดเข้ากันไม่ได้จับตัวตกตะกอนกลุ่มนั้นถูกหักคะแนน 5.จากนั้นให้คู่ที่จับกันได้นำ จีโนไทป์ของตนมาลองหามาหาโอกาสที่จะเกิดฟีโนไทป์ในรุ่น F1 เมื่อ กำหนดให้ตนเป็นรุ่น P แล้วเขียนไว้บนกระดาน 6.เล่นซ้ำโดยเปลี่ยนคนโดยหมู่เลือดเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ และห้ามคนที่เคยให้เลือดแล้วออกมาให้อีก 7.กลุ่มที่ได้คะแนนมากที่สุดจะได้รับรางวัลพิเศษ ขั้นหลังกิจกรรม -ครูให้นักเรียนร่วมกันสรุปว่าแต่หมู่เลือดสามารถให้เลือดใครได้บ้าง เพราะอะไร ในการถ่ายทอด ลักษณะทางพันธุกรรมของหมู่เลือดเป็นไปอย่างไร -ครูเปิดภาพหมู่เลือดประกอบ -ครู: เราเรียกการที่ลักษณะของสิ่งมีชีวิตทถูกควบคุมด้วยยีนที่ตำแหน่งเดียวกัน แต่มีแอลลีลมากก ว่า 2 รูปแบบว่า มัลติเพิลแอลลีล
90 4.ครูเปิดภาพการถ่ายทอดลักษณะสีขนของกระต่าย ให้นักเรียนร่วมกันอภิปราย -ครู: แอลลีลที่ควบคุมลักษณสีขนของกระต่ายเป็นอย่างไร และฟีโนไทป์ที่แสดงออกเป็นอย่างไร แนวคำตอบ มีแอลลีลที่ควบคุมลักษณะสีขนของกระต่ายอยู่ 4 รูปแบบ โดยแต่ละแบบจะสามารถข่มกันได้ ลดหลั่นกันไป โดยฟีโนไทป์ก็จะแสดงออกตามแอลลีลที่สามรถข่มอีกแอลลีลหนึ่งได้ 5.ครูให้นักเรียนทำโจทย์ที่เป็นส่วนขยายของเมนเดล ขั้นสรุป (5 นาที) 1.ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปว่าแต่ละรูปที่การถ่ายทอดลักษณะที่ผ่านมานั้นมีอะไรบ้าง และเป็นอย่างไร แนวคำตอบ การข่มไม่สมบูรณ์ การข่มร่วม มัลติเพิลอัลลีล โดยทุกรูปแบบถูกควบคุมโดยแอลลีลบนยีนโลคัส เดียว 2.ให้นักเรียนเขียนแผนผังความคิดเกี่ยวส่วนขยายของเมนเดลที่เรียนในวันนี้
91 สื่อและอุปกรณ์ 1.สไลด์นำเสนอ 2.อุปกรณ์กิจกรรมหมู่เลือดหรรษา การวัดและประเมินผล จุดประสงค์ วิธีการ เครื่องมือ การประเมิน เกณฑ์ 1. นักเรียนอธิบายการ ถ่ายทอดลักษณะทาง พันธุกรรมที่เป็นส่วนขยาย ของพันธุศาสตร์เมนเดลได้ การตอบคำถาม แบบประเมินการ ตอบคำถาม นักเรียนร้อยละ 70 อธิบายการถ่ายทอด ลักษณะทางพันธุกรรมที่ เป็นส่วนขยายของพันธุ ศาสตร์เมนเดลได้ 2.นักเรียนสามารถคำนวณ โอกาสในการเกิดฟีโนไทป์ และจีโนไทป์แบบต่าง ๆ ได้ การทำโจทย์ แบบประเมินการทำ โจทย์ นักเรียนร้อยละ 70 สามารถคำนวณโอกาสใน การเกิดฟีโนไทป์และจีโน ไทป์แบบต่าง ๆ ได้ 3.นักเรียนมีความ กระตือรือร้นในการเรียน การสังเกตพฤติกรรม แบบประเมิน พฤติกรรม นักเรียนร้อยละ 80 มี ความกระตือรือร้นในการ เรียน
92 บันทึกหลังการสอน ผลการจัดกิจกรรมการสอน ............................................................................................................................. ..................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ..................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... ปัญหาและอุปสรรค ............................................................................................................................. ..................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... ข้อเสนอแนะ/วิธีการแก้ไข .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... ลงชื่อ นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู วันที่......../............../............