The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นังสือเรียนพุทธวิถีหลวงพ่ออี๋วัดสัตหีบ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 921supatn, 2022-08-24 02:28:03

หนังสือเรียนพุทธวิถีหลวงพ่ออี๋วัดสัตหีบ

นังสือเรียนพุทธวิถีหลวงพ่ออี๋วัดสัตหีบ

Keywords: sao

95

กจิ กรรมทีพ่ ทุ ธศาสนิกชนพึงปฏบิ ตั ิในวนั มาฆบชู า
วันมาฆบูชา พุทธศาสนิกชนชาวไทยนิยมทําบุญตักบาตรในตอนเช฾า และตลอดวันจะมีการ

บําเพ็ญบุญกุศลความดีอื่น ๆ เช฽น ไปวัดรับศีล งดเว฾นการทําบาปทั้งปวง ถวายสังฆทาน ให฾อิสระทาน
(ปล฽อยนกปล฽อยปลา) ฟใงพระธรรมเทศนา และไปเวยี นเทยี นรอบโบสถแในเวลาเยน็

โดยก฽อนทําการเวียนเทียนพุทธศาสนิกชนควรร฽วมกัน ปฏิบัติภาวนา ใน วันพระอุโบสถ ซ่ึงเปๅน
หน฾าท่ี ตามปกตขิ องชาวพุทธ กลา฽ วคําสวดมนตแแ ละคาํ บูชาในวันมาฆบูชา โดยปกติตามวัดต฽าง ๆ จะจัด
ให฾มีการทําวัตรสวดมนตแก฽อนทําการเวียนเทียน ซึ่งส฽วนใหญ฽นิยมทําการเวียนเทียนอย฽างเปๅนทางการ
(โดยมีพระภิกษุสงฆนแ ําเวียนเทยี น) ในเวลาประมาณ 20 นาฬิกา โดยบทสวดมนตแท่ีพระสงฆแนิยมสวดใน
วนั มาฆบชู ากอ฽ นทําการเวยี นเทียนนิยมสวด (ทง้ั บาลแี ละคําแปล) ตามลําดับดงั น้ี

1. บทบูชาพระรัตนตรยั (บทสวดบาลีทขี่ ้นึ ต฾นด฾วย:อรหัง สมั มา ฯลฯ)
2. บทนมัสการนอบน฾อมบชู าพระพุทธเจา฾ (นะโม ฯลฯ 3 จบ)
3. บทสรรเสรญิ พระพุทธคุณ (บทสวดบาลที ่ขี นึ้ ต฾นด฾วย:อติ ิปโิ ส ฯลฯ)
4. บทสรรเสริญพระพุทธคุณ สวดทาํ นองสรภญั ญะ (บทสวดสรภัญญะท่ีขน้ึ ต฾นดว฾ ย:องคใแ ดพระ

สมั พุทธ ฯลฯ)
5. บทสรรเสรญิ พระธรรมคณุ (บทสวดบาลีทขี่ ้นึ ต฾นดว฾ ย:สวากขาโต ฯลฯ)
6. บทสรรเสริญพระธรรมคุณ สวดทํานองสรภัญญะ (บทสวดสรภญั ญะทขี่ ึ้นต฾นด฾วย:ธรรมมะคือ

คุณากร ฯลฯ)
7. บทสรรเสริญพระสังฆคณุ (บทสวดบาลที ีข่ ้ึนตน฾ ดว฾ ย:สปุ ฏิปในโน ฯลฯ)
8. บทสรรเสริญพระสงั ฆคณุ สวดทาํ นองสรภัญญะ (บทสวดสรภัญญะท่ขี น้ึ ต฾นด฾วย:สงฆแใดสาวก

ศาสดา ฯลฯ)
9. บทสวดบชู าเนื่องในวันมาฆบูชา (บทสวดบาลีที่ขึน้ ตน฾ ด฾วย:อชั ชายัง ฯลฯ)[19]

จากนั้นจดุ ธูปเทยี นและถอื ดอกไมเ฾ ปนๅ เคร่อื งสักการบูชาในมือ แล฾วเดินเวยี นรอบปูชนยี สถาน 3
รอบ โดยขณะที่เดนิ นั้นพงึ ตง้ั จติ ใหส฾ งบ พร฾อมสวดระลกึ ถึงพระพทุ ธคุณ ด฾วยการสวดบทอิติปโิ ส (รอบที่
หนึ่ง) ระลกึ ถึงพระธรรมคุณ ดว฾ ยการสวดสวากขาโต (รอบท่ีสอง) และระลึกถึงพระสังฆคุณ ด฾วยการ
สวดสปุ ะฏิปนใ โน (รอบท่ีสาม) จนกวา฽ จะเวียนจบ 3 รอบ จากนัน้ นําธปู เทียนดอกไม฾ไปบูชาตามปูชนีย
สถานจึงเปนๅ อนั เสร็จพธิ ี

การกาํ หนดใหว฾ นั มาฆบชู าเปนๅ วนั สาํ คญั ทางพทุ ธศาสนาในประเทศไทย
ก า ร ป ร ะ ก อ บ พิ ธี ใ น วั น ม า ฆ บู ช า ไ ด฾ เ ริ่ ม มี ข้ึ น ใ น ส มั ย พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ

พ ร ะ จ อ ม เ ก ล฾ า เ จ฾ า อ ย฽ู หั ว เ นื่ อ ง จ า ก พ ร ะ อ ง คแ ท ร ง เ ล็ ง เ ห็ น ว฽ า วั น นี้ เ ปๅ น วั น ค ล฾ า ย
วั น ท่ี เ กิ ด เ ห ตุ ก า ร ณแ สํ า คั ญ ใ น พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า คื อ เ ปๅ น วั น ท่ี พ ร ะ พุ ท ธ เ จ฾ า ท ร ง
แ ส ด ง โ อ ว า ท ป า ฏิ โ ม ก ขแ ฯ ล ฯ ค ว ร จ ะ ไ ด฾ มี ก า ร ป ร ะ ก อ บ พิ ธี บํ า เ พ็ ญ กุ ล ศ ล ต฽ า ง ๆ
เพ่ือถวายเปๅนพุทธบูชา โดยในคร้ังแรกน้ันได฾ทรงกําหนดเปๅนเพียงการ

พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา฾

เจา฾ อยห฽ู วั พระผ฾ดู ําริใหม฾ ีพิธี

มาฆบชู าข้นึ เปๅนครง้ั แรกของ

96

พระราชพิธีบําเพ็ญกุศลเปๅนการภายใน แต฽ต฽อมาประชาชนก็ได฾นิยมนําพิธีนี้ไปปฏิบัติสืบต฽อมาจน
กลายเปนๅ วนั ประกอบพิธสี าํ คัญทางพระพุทธศาสนาวนั หนง่ึ

เนื่องจากในประเทศไทย พุทธศาสนิกชนได฾มีการประกอบพิธีในวันมาฆบูชาสืบเนื่องมาต้ังแต฽
สมัยรัชกาลท่ี 4 และนับถือกันโดยพฤตินัยว฽าวันนี้เปๅนวันสําคัญวันหน่ึงในทางพระพุทธศาสนาของ
ประเทศไทยมาตั้งแต฽น้ันโดยเมื่อถึงวันน้ีพุทธศาสนิกชนจะร฽วมใจกันประกอบพิธีบําเพ็ญกุศลต฽าง ๆ กัน
เปๅนงานใหญ฽ ดังนั้นเมื่อถึงในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล฾าเจ฾าอยู฽หัว พระองคแจึงทรงประกาศให฾
วันมาฆบูชาเปนๅ วันหยุดนักขัตฤกษแ สําหรับชาวไทยจะได฾ร฽วมใจกันบําเพ็ญกุศลในวันมาฆบูชาโดยพร฾อม
เพรียง

ในปจใ จบุ ันยังคงปรากฏการประกอบพิธีมาฆบูชาอยู฽ในประเทศไทยและประเทศท่ีเคยเปๅนส฽วน
หน่ึงของประเทศไทย เช฽น ลาว และกัมพูชา (ซ่ึงเปๅนส฽วนท่ีไทยได฾เสียให฾แก฽ฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ 5)
โดยไม฽ปรากฏว฽ามีการประกอบพิธีน้ีในประเทศพุทธมหายานอื่นหรือประเทศพุทธเถรวาทนอกน้ี เช฽น
พมา฽ และศรลี งั กา ซ่ึงคงสันนิษฐานได฾ว฽า พิธมี าฆบูชาน้ีเร่มิ ต฾นจากการเปๅนพระราชพิธีของราชสํานักไทย
และไดข฾ ยายไปเฉพาะในเขตราชอาณาจักรสยามในเวลาน้ัน ต฽อมาดินแดนไทยในส฽วนที่เปๅนประเทศลาว
และกัมพูชาได฾ตกเปนๅ ดินแดนในอารกั ขาของฝร่ังเศส และได฾รับเอกราชในเวลาต฽อมา พุทธศาสนิกชนใน
ประเทศท้ังสองที่ได฾รับคตินิยมการปฏิบัติพิธีมาฆบูชาต้ังแต฽ยังเปๅนส฽วนหน่ึงของราชอาณาจักรสยาม คง
ได฾ถือปฏิบัติพิธีมาฆบูชาอย฽างต฽อเน่ืองโดยไม฽ได฾มีการยกเลิก จึงทําให฾คงปรากฏพิธีมาฆบูชาในประเทศ
ดงั กล฽าวจนถึงปจใ จุบัน
วนั มาฆบชู าในปฏทิ นิ สรุ ยิ คติ

ปี วนั ท่ี วนั ท่ี วนั ท่ี

ปีชวด 4 มีนาคม พ.ศ. 2539 21 กุมภาพนั ธแ พ.ศ. 2551 8 กุมภาพนั ธแ พ.ศ. 2563

ปีฉลู 22 กมุ ภาพันธแ พ.ศ. 2540 9 กุมภาพนั ธแ พ.ศ. 2552 26 กุมภาพนั ธแ พ.ศ. 2564

ปขี าล 11 กุมภาพันธแ พ.ศ. 2541 28 กุมภาพนั ธแ พ.ศ. 2553 16 กุมภาพนั ธแ พ.ศ. 2565

ปเี ถาะ 1 มีนาคม พ.ศ. 2542 18 กมุ ภาพันธแ พ.ศ. 2554 6 มีนาคม พ.ศ. 2566

ปมี ะโรง 19 กุมภาพันธแ พ.ศ. 2543 7 มีนาคม พ.ศ. 2555 24 กมุ ภาพันธแ พ.ศ. 2567

ปมี ะเส็ง 8 กมุ ภาพนั ธแ พ.ศ. 2544 25 กุมภาพันธแ พ.ศ. 2556 13 กมุ ภาพนั ธแ พ.ศ. 2568

ปมี ะเมยี 26 กุมภาพนั ธแ พ.ศ. 2545 14 กมุ ภาพนั ธแ พ.ศ. 2557 4 มีนาคม พ.ศ. 2569

ปีมะแม 16 กมุ ภาพนั ธแ พ.ศ. 2546 4 มีนาคม พ.ศ. 2558 22 กมุ ภาพันธแ พ.ศ. 2570

ปีวอก 5 มนี าคม พ.ศ. 2547 22 กุมภาพนั ธแ พ.ศ. 2559 11 กุมภาพนั ธแ พ.ศ. 2571

97

ปี วนั ที่ วนั ที่ วนั ที่

ปรี ะกา 23 กุมภาพันธแ พ.ศ. 2548 11 กุมภาพันธแ พ.ศ. 2560 28 กุมภาพนั ธแ พ.ศ. 2572

ปีจอ 13 กมุ ภาพันธแ พ.ศ. 2549 1 มีนาคม พ.ศ. 2561 18 กมุ ภาพันธแ พ.ศ. 2573

ปีกนุ 3 มนี าคม พ.ศ. 2550 19 กุมภาพนั ธแ พ.ศ. 2562 8 มีนาคม พ.ศ. 2574

การประกอบพธิ ีทางศาสนาในวนั มาฆบชู า
พระราชพธิ ี

พระราชพิธีบําเพ็ญพระราชกุศลในวันมาฆบูชานี้ โดยปกติ พระบาทสมเด็จพระเจ฾าอย฽ูหัวภูมิ
พลอดุยเดช เปๅนองคแประธานในการพระราชพิธีบําเพ็ญพระราชกุศล และบางครั้งทรงพระกรุณาโปรด
เกลา฾ ฯ ใหพ฾ ระบรมวงศานุวงศแเสดจ็ แทน โดยสถานท่ีประกอบพระราชพิธีจะจัดในวัดพระศรีรัตนศาสดา
ราม สาํ นกั พระราชวังจะออกหมายกําหนดการประกาศการพระราชพิธีน้ีให฾ทราบท่ัวไปเปๅนประจําทุกปี
ในอดีตจะใช฾ชื่อเรียกการพระราชพิธีในราชกิจจานุเบกษาแตกต฽างกัน บางคร้ังจะใช฾ชื่อ "การพระราช
กุศลมาฆบูชาจาตุรงคสันนิบาต" หรือ "การพระราชกุศลมาฆบูชา" หรือแม฾ "มาฆบูชา" ส฽วนในรัชกาล
ปใจจุบนั สาํ นกั พระราชวงั จะใช฾ชอ่ื เรยี กหมายกําหนดการที่ชัดเจน เช฽น "หมายกําหนดการ พระราชกุศล
มาฆบูชา พุทธศกั ราช 2522"

รายละเอียดการประกอบพระราชพิธีน้ีในพระราชนิพนธแพระราชพิธีสิบส องเดือน ของ
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา฾ เจา฾ อยูห฽ ัว ได฾มีพระบรมราชาธิบายเก่ียวกับการพระราชพิธีในเดือนสาม
คือพระราชพิธีบาํ เพ็ญกศุ ลในวันมาฆบชู าไว฾ มีใจความวา฽

“เวลาเช฾า พระสงฆแวัดบวรนิเวศและวัดราชประดิษฐ 30 รูป ฉันในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตน
ศาสดาราม เวลาคา่ํ เสดจ็ ออกทรงจดุ ธปู เทียนเครื่องนมสั การแล฾ว พระสงฆสแ วดทําวัตรเย็นเหมือนอย฽างท่ี
วดั แลว฾ จึงไดส฾ วดมนตตแ อ฽ ไป มสี วดคาถาโอวาทปาฏโิ มกขดแ ฾วย สวดมนตจแ บทรงจุดเทียนรายตามราวรอบ
พระอโุ บสถ 1,250 เลม฽ มปี ระโคมด฾วยอีกครั้งหนึ่ง แล฾วจึงมีเทศนาโอวาทปาฏิโมกขแกัณฑแ 1 เปๅนเทศนา
ท้ังภาษามคธและภาษาสยาม เคร่ืองกัณฑแจีวรเน้ือดีผืนหนึ่ง เงิน 3 ตําลึงและขนมต฽าง ๆ เทศนแจบ
พระสงฆสแ วดมนตรแ ับสพั พี 30 รปู ”

ในรัชกาลต฽อมาได฾มกี ารลดทอดพธิ ีบางอยา฽ งออกไปบ฾าง เช฽น ยกเลิกการถวายภัตตาหารพระสงฆแ
ในเวลาเช฾า หรือการจุดเทียนราย 1,250 เล฽ม เปๅนต฾น แต฽ก็ยังคงมีการบําเพ็ญพระราชกุศลในวัดพระศรี
รตั นศาสดารามเหมือนเคย โดยในบางปี พระบาทสมเด็จพระเจ฾าอย฽ูหัวภูมิพลอดุลยเดชจะทรงประกอบ
พิธบี ําเพ็ญพระราชกุศลมาฆบูชาและทรงเวียนเทียนรอบพุทธศาสนสถานเปๅนการส฽วนพระองคแตามพระ
อารามหลวงหรือวัดราษฎรแอ่ืน ๆ บ฾าง ตามพระราชอัธยาศัย ซ่ึงการพระราชพิธีน้ีเปๅนการแสดงออกถึง
พระราชศรัทธาอันแน฽นแฟูนในพระพุทธศาสนา ขององคแพระมหากษัตริยแไทยผ฾ูทรงเปๅนเอกอัครพุทธ
ศาสนปู ถัมภมแ าตงั้ แต฽อดตี จนถึงปจใ จบุ ัน

98

พธิ สี ามัญ
การประกอบพธิ ที างพระพทุ ธศาสนาเนอ่ื งในวนั มาฆบชู าของพุทธศาสนิกชนชาวไทย โดยท่วั ไป

นิยมทาํ บญุ ตักบาตร ปฏิบัติภาวนา ฟใงพระธรรมเทศนา เวยี นเทยี นรอบอโุ บสถหรือสถปู เจดยี พแ ทุ ธสถาน
ต฽าง ๆ ภายในวดั เพ่อื เปนๅ การระลึกถงึ วันคลา฾ ยวันที่เกดิ เหตุการณสแ ําคญั ของพระพุทธศาสนาในวัน ข้ึน
15 คา่ํ เดือน 3

พุทธศาสนิกชนชาวไทยนิยมนับถือเอาวันน้ีเปๅนวันสําคัญในการละเว฾นความชั่ว บําเพ็ญความดี
ทําใจใหผ฾ อ฽ งใส ตามแนวทางพระบรมพทุ โธวาท โดยมีแนวปฏิบัติในการประกอบพิธีในวันมาฆบูชาคล฾าย
กับการประกอบพิธีในวันวิสาขบูชา คือมีการต้ังใจบําเพ็ญกุศลทําบุญตักบาตร ฟใงพระธรรมเทศนาและ
เจริญจิตตภาวนาในวันน้ี เมื่อตกกลางคืนก็มีการเวียนเทียนถวายเปๅนพุทธบูชาตามอารามต฽าง ๆ และ
อาจมีการบําเพ็ญปกณิ ณกะกุศลตา฽ ง ๆ ตลอดคืนตามแต฽จะเห็นสมควร

การประกอบพิธีวันมาฆบูชาในปใจจุบันน้ีนอกจากการเวียนเทียน ทําบุญตักบาตร ในวันสําคัญ
แล฾ว ยังมีหน฽วยงานภาครัฐ องคแกรทางศาสนา และภาคประชาชน ร฽วมกันจัดกิจกรรมต฽าง ๆ ข้ึน
มากมาย เพ่ือเปๅนการเผยแผ฽พระพุทธศาสนาและประชาสัมพันธแกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาต฽าง ๆ
ให฾แก฽ประชาชน เช฽น กิจกรรมสัปดาหแเผยแผ฽พระพุทธศาสนาวันมาฆบูชา ณ ท฾องสนามหลวง หรือตาม
วดั ในจังหวัดตา฽ ง ๆ เปๅนต฾น
วนั สาํ คญั อน่ื ทเี่ กยี่ วเนอ่ื งกบั วนั มาฆบชู า

วนั คลา฾ ยวนั ปลงพระชนมายสุ งั ขาร
นอกจากเหตุการณแจาตุรงคสันนิบาตในวันเพ็ญเดือน 3 ในพรรษาแรกของพระพุทธเจ฾าแล฾ว ใน
วันเพ็ญเดือน 3 แห฽งพรรษาสุดท฾ายของพระพุทธเจ฾า (คราวที่ทรงพระชนมายุ 80 พรรษา) ก็ได฾เกิด
เหตกุ ารณสแ ําคัญข้นึ อีกเหตุการณหแ น่ึงคือ พระพุทธองคแได฾ทรง ปลงพระชนมายุสังขาร พระศาสดาเสด็จ
พักผอ฽ นกลางวนั ณ ปาวาลเจดียแ ทรงแสดงนิมติ โอภาสแก฽พระอานนทแว฽า ผู฾ใดเจริญอิทธิบาท 4 ประการ
อาจมอี ายุยนื ได฾ถงึ กัป แต฽พระอานนทแมิได฾ทูลอาราธนา เมื่อพระอานนทแออกไป มารจึงได฾มาอาราธนาให฾
นิพพาน พระองคแทรงมีสติสัมปชัญญะ ปลงอายุสังขาร ณ ปาวาลเจดียแว฽า อีก 3 เดือนจะเสด็จ
ปรินิพพาน เกิดเหตุแผ฽นดินไหว เม่ือพระอานนทแทราบ จึงกราบทูลอาราธนาให฾ทรงพระชนมแชีพอยู฽อีก
แตพ฽ ระศาสดาตรัสว฽า มใิ ชก฽ าล เพราะได฾ทรงแสดงนิมิตแล฾วถึง 16 คร้ัง ทรงทํานายว฽าในวันเพ็ญเดือน 6
ที่จะมาถึง พระองคแจะเข฾าส฽ูมหาปรินิพพาน จึงถือได฾ว฽าวันมาฆบูชาเปๅน วันคล฾ายวันสําคัญของ
พระพทุ ธศาสนาสองเหตกุ ารณสแ ําคัญ คอื วนั ท่ีพระพทุ ธองคทแ รงแสดงโอวาทปาฏิโมกขแ และวันทท่ี รงทาํ
การปลงพระชนมายุสงั ขาร
หมายเหต:ุ โดยทั่วไปจะทราบแต฽เพียงว฽าวนั น้ีเปๅนวนั ที่พระพทุ ธองคทแ รงแสดงโอวาทปาฏิโมกขแ
เทา฽ นนั้

99

วนั กตญั โแู หง฽ ชาติ (ประเทศไทย)
ในปี พ.ศ. 2549 รัฐบาลไทยได฾เล็งเหน็ ถึงความสําคัญของวันมาฆบูชา (ท่ีอาจถือได฾ว฽าเปๅนวันแห฽ง

ความรักของพระพุทธศาสนา) โดยถือว฽าเหตุการณแสําคัญที่เหล฽าพระสาวกท้ัง 1,250 รูป ได฾กลับมาเข฾า
เฝูาพระพทุ ธเจ฾าดว฾ ยความรกั ในพระองคหแ ลังจากไดอ฾ อกไปเผยแพร฽พระศาสนาโดยมิได฾นัดหมายดังกล฽าว
เปนๅ สิ่งทแี่ สดงถึงความกตัญโูกตเวทอี ันบริสทุ ธิ์ และโดยเฉพาะอยา฽ งย่ิงช฽วงเวลาในปฏิทินจันทรคติในวัน
เพ็ญเดือนสาม มักจะตกใกล฾กับช฽วง"เทศกาลวาเลนไทนแ" อันเปๅนเทศกาลวันแห฽งความรักของคริสตแ
ศาสนา ซึ่งวัยรุ฽นไทยบางกล฽ุมมักยึดถือคติค฽านิยมวันแห฽งความรักในวันวาเลนไทนแผิด ๆ โดยนิยมยึดถือ
กันว฽าเปๅนวันแห฽งความรักของคนหนุ฽มสาว หรือแม฾กระท่ังถือว฽าเปๅน "วันเสียตัวแห฽งชาติ" ซึ่งส฽งผล
กระทบต฽อค฽านิยมทางจริยธรรมและศีลธรรมของวัยรุ฽นไทย รัฐบาลไทยในสมัยนั้นจึงได฾ประกาศให฾วัน
มาฆบชู าเปๅนวนั กตญั โูแหง฽ ชาติ "เพ่ือสง฽ เสริมค฽านยิ มท่ีเหมาะสมแกว฽ ัยรุน฽ ไทย ให฾หันมาสนใจกับความรัก
อนั บรสิ ทุ ธิท์ ไี่ ม฽หวังสิ่งตอบแทน" แทนที่จะไปมัวเมากับความรักใคร฽ช฾ูสาวหรือเรื่องฉาบฉวยทางเพศของ
หน฽มุ สาว อนั จะก฽อให฾เกดิ ปญใ หาแกส฽ ังคมตามมา

การผลักดันให฾มีวันกตัญโูแห฽งชาติมีมาตั้งแต฽ พ.ศ. 2546 เคยมีการต้ังกระท฾ูถามในสภา
ผ฾ูแทนราษฎรให฾พิจารณากําหนดให฾มีวันกตัญโูแห฽งชาติ แต฽ถูกปฏิเสธจากผ฾ูท่ีเก่ียวข฾อง โดยอ฾างว฽า ใน
ประเทศไทยมีวันสาํ คัญแห฽งชาตทิ ่ีเกี่ยวกบั การแสดงความกตัญโูมากพอแล฾ว ต฽อมาในปี พ.ศ. 2549 นัก
พูดชื่อดังหลายคน เช฽น ดร.ผาณิต กันตามระ นายสุรวงศแ วัฒนกุล ดร.อภิชาติ ดําดี นายเฉลิมชัย จารุ
ไพบูลยแ ดร.โอภาส กิจกําแหง และนายถาวร โชติช่ืน ได฾ร฽วมกันทําหนังสือถึงคณะมนตรีความมั่นคง
แห฽งชาติขอให฾ส฽งเสริมให฾วันมาฆบูชาเปๅนวันกตัญโูแห฽งชาติอีกวันหนึ่งด฾วย และได฾รับการตอบรับจาก
ผ฾เู ก่ียวข฾อง

วันกตัญโูแห฽งชาตินี้ นอกจากเพ่ือแสดงออกถึงวันแห฽งความรักอันบริสุทธิ์ของชาวพุทธแล฾ว ยัง
เพ่อื ส฽งเสริมค฽านยิ มใหค฾ นไทยยึดถอื ความกตัญโู โดยอาจมีการพูดคุย ส฽งบัตรอวยพร มอบของขวัญหรือ
ช฽อดอกไม฾แก฽ผ฾ูมีพระคุณ เปๅนการแสดงความระลึกถึงพระคุณด฾วยความหวังดีของผ฾ูให฾ ไม฽ว฽าจะเปๅน
ส่งิ ของ การแสดงออกซงึ่ นาํ้ ใจหรือคําพูดก็ตาม

3.4 วนั อาสาฬหบชู า (บาลี: อาสาฬหปชู า; อกั ษรโรมนั : Āsāḷha Pūjā)

เปๅนวันสําคัญทางศาสนาพุทธนิกายเถรวาทและวันหยุดราชการในประเทศไทย คํา
ว฽า อาสาฬหบูชา ยอ฽ มาจาก "อาสาฬหปูรณมีบชู า" แปลว฽า "การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ" อันเปๅน
เดือนที่สี่ตามปฏิทินของประเทศอินเดีย ตรงกับวันเพ็ญ เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งมักจะ
ตรงกับเดือนกรกฎาคมหรือเดือนสิงหาคม แต฽ถ฾าในปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็ให฾เลื่อนไปทําในวันเพ็ญ
เดือน 8 หลังแทน

วันอาสาฬหบูชาได฾รับการยกย฽องเปๅนวันสําคัญทางพระพุทธศาสนา เน่ืองจากเหตุการณแ
สําคัญท่ีเกิดข้ึนเมื่อ 45 ปี ก฽อนพุทธศักราช ในวันขึ้น 15 คํ่า เดือน 8 คือวันอาสาฬหปุรณมีดิถี หรือวัน

100

เพ็ญเดอื นอาสาฬหะ ณ ปุาอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว฾นกาสี อันเปๅนวันท่ีพระพุทธเจ฾าทรง
แสดงปฐมเทศนาคือ ธมั มจักกปั ปวัตตนสตู รแกป฽ ใญจวัคคยี แ

การแสดงธรรมครั้งน้ันทําให฾พราหมณแโกณฑัญญะ 1 ในปใญจวัคคียแ ประกอบด฾วย โกณ
ฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ เกิดความเล่ือมใสในพระธรรมของพระพุทธเจ฾า จนได฾
ดวงตาเห็นธรรมหรือบรรลุเปๅนพระอริยบุคคลระดับโสดาบัน ท฽านจึงขออุปสมบทในพระธรรมวินัยของ
พระพทุ ธเจา฾ ด฾วยวิเอหิภกิ ขอุ ปุ สมั ปทา

พระอัญญาโกณฑัญญะจึงกลายเปๅนพระสาวกและภิกษุองคแแรกในโลก และทําให฾ในวันน้ันมี
พระรัตนตรยั ครบองคสแ ามบริบูรณแเปๅนครั้งแรกในโลก คือ มีท้ังพระพุทธเจ฾า พระธรรม และพระสงฆแ ด฾วย
เหตุนี้จึงทําให฾วันน้ีถูกเรียกว฽า "วันพระธรรม" หรือ วันพระธรรมจักร อันได฾แก฽วันท่ีล฾อแห฽งพระธรรมของ
พระพุทธเจ฾าได฾หมุนไปเปๅนครั้งแรก และ "วันพระสงฆแ" คือวันท่ีมีพระสงฆแเกิดขึ้นเปๅนคร้ังแรก และจัดว฽า
เปนๅ "วนั พระรัตนตรัย" อีกด฾วย

เดิมน้ันไม฽มีการประกอบพิธีการบูชาในเดือน 8 หรือวันอาสาฬหบูชาในประเทศพุทธเถรวาท
มาก฽อน จนมาในปี พ.ศ. 2501 การบูชาในเดือน 8 หรือวันอาสาฬหบูชาจึงได฾เร่ิมมีขึ้นในประเทศไทย
ตามที่คณะสังฆมนตรี ได฾กําหนดให฾วันน้ีเปๅนวันสําคัญทางพระพุทธศาสนาของประเทศไทยอย฽างเปๅน
ทางการเมือ่ พ.ศ. 2501 โดยคณะสงั ฆมนตรไี ด฾มมี ติใหเ฾ พ่ิมวันอาสาฬหบชู าเปๅนวนั สําคัญทางศาสนาพุทธ
ในประเทศไทย ตามคําแนะนําของ พระธรรมโกศาจารยแ (ชอบ อนุจารี) โดยคณะสังฆมนตรีได฾ออกเปๅน
ประกาศสํานักสังฆนายกเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 กําหนดให฾วันอาสาฬหบูชาเปๅนวันสําคัญ
ทางพุทธศาสนาพร฾อมทัง้ กาํ หนดพิธอี าสาฬหบูชาข้ึนอยา฽ งเปนๅ ทางการเปๅนครั้งแรกในประเทศไทย โดยมี
พธิ ปี ฏิบตั ิเทยี บเท฽ากับวนั วสิ าขบชู าอนั เปๅนวนั สาํ คญั ทางพระพทุ ธศาสนาสากล

อย฽างไรกต็ าม วนั อาสาฬหบชู าถือเปนๅ วนั สาํ คัญที่กําหนดให฾กบั วนั หยุดของรฐั เพยี งแตใ฽ น
ประเทศไทยเทา฽ น้ัน สว฽ นในต฽างประเทศทีน่ บั ถอื พทุ ธศาสนานิกายเถรวาทอนื่ ๆ ยงั ไมไ฽ ด฾ให฾ความสาํ คญั
กบั วนั อาสาฬหบชู าเทียบเท฽ากบั วนั วสิ าขบูชา
ความสาํ คญั

วันอาสาฬหบูชา หรือวันข้ึน 15 คํ่า เดือน 8 เปๅนวันที่พระพุทธเจ฾าทรงแสดงพระธรรมที่ตรัสร฾ู
เปๅนครั้งแรก จึงถือได฾ว฽าวันน้ีเปๅนวันเริ่มต฾นประกาศพระพุทธศาสนาแก฽ชาวโลก และด฾วยการท่ี
พระพุทธเจ฾าทรงสามารถ แสดง เปิดเผย ทําให฾แจ฾ง แก฽ชาวโลก ซึ่งพระธรรมท่ีตรัสร฾ูได฾ จึงถือได฾ว฽า
พระองคแได฾ทรงกลายเปๅนสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมมาพุทธเจ฾าโดยสมบูรณแ คือทรงสําเร็จภารกิจ
แหง฽ การเปๅนพระพุทธเจ฾าผู฾เปๅน "สัมมาสัมพุทธะ"คือเปๅนพระพุทธเจ฾าผ฾ูสามารถแสดงสิ่งที่ตรัสร฾ูให฾ผ฾ูอื่นรู฾
ตามได฾ ซ่ึงแตกต฽างจาก "พระปใจเจกพุทธเจ฾า" ที่แม฾จะตรัสร฾ูเองได฾โดยชอบ แต฽ทว฽าไม฽สามารถสอนหรือ
เปดิ เผยใหผ฾ ฾อู ่ืนร฾ูตามได฾ ดว฾ ยเหตนุ วี้ ันอาสาฬหบชู าจงึ มีช่ือเรยี กว฽า "วันพระธรรม"

วนั อาสาฬหบูชา เปๅนวนั ทท่ี า฽ นโกณฑัญญะได฾บรรลุธรรมสําเรจ็ พระโสดาบันเปนๅ พระอริยบุคคล
คนแรก และได฾รับประทานเอหิภิกขุอุปสมบทเปๅนภกิ ษุองคแแรกในพระศาสนา และด฾วยการทที่ า฽ นเปๅน

101

พระอริยสงฆแองคแแรกในโลกดังกลา฽ ว พระรัตนตรยั จึงครบองคสแ ามบรบิ ูรณแเปๅนคร้ังแรกในโลก ด฾วยเหตุนี้
วนั อาสาฬหบชู าจึงมีชอ่ื เรยี กว฽า "วันพระสงฆแ"

ดังนนั้ วนั อาสาฬหบูชาจงึ ถูกจัดข้ึนเพื่อเปๅนการระลึกถึงวันคลา฾ ยวันทเี่ กิดเหตุการณแสําคัญของ
พระพุทธศาสนาดังกลา฽ ว ซ่งึ ควรพจิ ารณาเหตุผลโดยสรุปจากประกาศสํานกั สังฆนายกเร่อื งกําหนดพธิ ี
อาสาฬหบูชา ที่ได฾สรุปเหตกุ ารณสแ ําคญั ที่เกิดข้ึนในวนั อาสาฬหบูชาไวโ฾ ดยยอ฽ ดังนี้

1. เปๅนวนั แรกที่พระโคตมพทุ ธเจ฾าทรงประกาศศาสนาพุทธ
2. เปๅนวนั แรกท่ีพระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมจักร ประกาศสัจธรรม

อนั เปนๅ องคแแ หง฽ พระสัมมาสัมโพธิญาณ
3. เปนๅ วนั ทพี่ ระอริยสงฆสแ าวกองคแแรกบงั เกิดขน้ึ ในโลก คอื พระอัญญาโกณฑัญญะ

ได฾รับประทานเอหภิ ิกขุอุปสัมปทา ในวันน้นั
4. เปๅนวันแรกท่บี ังเกดิ สงั ฆรัตนะ สมบูรณแเปๅนพระรัตนตรัย คอื พระพุทธรตั นะ

พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ

พระพุทธเจา฾ ทรงแสดงปฐมเทศนาประกาศพระ
ธรรมจักร (ฟใง) เปๅนคร้ังแรกแกป฽ ญใ จวคั คยี แ และ
เปๅนวันท่ีบังเกิดมีพระสงฆแครบเปๅนองคแพระ
รัตนตรยั ครัง้ แรกในโลก

พรหมอาราธนา
ตามความในคัมภีรแมัชฌิมนิกาย เม่ือพระพุทธองคแดําริจะไม฽แสดงธรรมเช฽นน้ี ปรากฏว฽าท฾าว

สหัมบดีพรหมได฾ทราบความดังกล฽าวจึงคิดว฽า "โลกจะฉิบหายละหนอ เพราะจิตของพระตถาคตอรหันต
สัมมาสัมพุทธเจ฾าน฾อมไปเพื่อความเปๅนผู฾มีความขวนขวายน฾อย ไม฽น฾อมไปเพ่ือแสดงธรรม" ท฾าวสหัมบดี
พรหม จึงเสดจ็ ลงจากพรหมโลกเพอ่ื มาอาราธนาให฾พระพุทธองคแทรงตัดสินใจท่ีจะทรงแสดงพระธรรมท่ี
ตรัสร฾ูแก฽คนท้ังหลาย โดยท฾าวสหัมบดีพรหมได฾กล฽าวว฽า "ข฾าแต฽พระองคแผู฾เจริญ ขอพระผู฾มีพระภาคจง
ทรงแสดงธรรมแก฽ข฾าพระองคแเถิด ขอพระสุคตจงทรงแสดงธรรมเถิด สัตวแทั้งหลาย ผู฾มีกิเลสดุจธุลีใน
จักษุน฾อยมีอยู฽ ย฽อมจะเส่ือมเพราะไม฽ได฾ฟใงธรรม สัตวแทั้งหลายผ฾ูรู฾ท่ัวถึงธรรมจักยังมีอยู฽" จากน้ันท฾าว
สหมั บดีพรหม ไดก฾ ลา฽ วอาราธนาเปนๅ นิพนธคแ าถาอีก ใจความโดยสรปุ ว฽า

... ขณะนี้ ธรรมะทีไ่ ม฽บริสทุ ธ์ิไดเ฾ กดิ ขน้ึ ในแควน฾ มคธมาเนน่ิ นาน. ขอใหพ฾ ระองคแเปิดประตูนิพพาน
อันไม฽ตาย เพอื่ สัตวทแ งั้ หลายจักได฾ฟใงธรรมและตรัสร฾ูตามเถิด, คนยืนบนยอดเขา ย฽อมเห็นได฾โดยรอบฉัน
ใด. ขา฾ แตพ฽ ระองคแ พระองคยแ อ฽ มเห็น! พระองคเแ ห็นเหล฽าสรรพสัตวแท้ังหลาย ท่ีจมอยู฽ในความทุกขแโศกท้ัง
ปวง ถูกความเกิดแก฽เจ็บตายครอบงําอย฽ูไหม!. ลุกข้ึนเถิดพระองคแผ฾ูกล฾า! พระองคแผ฾ูชนะสงคราม (คือ
กิเลส) แล฾ว!... ขอพระองคแเสด็จจาริกไปในโลกเถิด, ขอพระองคแจงทรงแสดงธรรมเถิด สัตวแท่ีจะรู฾ท่ัวถึง
ธรรมของพระองคแ มีอย฽แู นน฽ อน!

102

บุคคลเปรยี บบวั สามเหลา฽ -ตดั สนิ ใจแสดงธรรม
หลังจากพระพุทธองคแทรงพิจารณาตามคําเชื้อเชิญของสหัมบดีพรหมท่ีเชิญให฾พระองคแแสดง

ธรรม พระพุทธองคแจึงทรงพิจารณาตรวจสัตวแโลกด฾วยพุทธจักษุ และทรงเห็นว฽า สัตวแโลกที่ยังสอนได฾มี
อยู฽ เปรียบด฾วยดอกบัว 3 จําพวก พวกท่ีจักสอนให฾รู฾ตามพระองคแได฾ง฽ายก็มี พวกที่สอนได฾ยากก็มี ฯลฯ
ดงั ความต฽อไปน้ี

…ครัน้ อาตมภาพทราบว฽าท฾าวสหัมบดีพรหมอาราธนา และอาศัยความกรุณาในสัตวแท้ังหลาย จึง
ตรวจดูโลกด฾วยพุทธจักษุ. เมื่ออาตมภาพตรวจดูโลกด฾วยพุทธจักษุ ก็ได฾เห็นหมู฽สัตวแซ่ึงมีกิเลสดุจธุลีใน
จักษุน฾อยก็มี มีกิเลสดุจธุลีในจักษุมากก็มี มีอินทรียแแก฽กล฾าก็มี มีอินทรียแอ฽อนก็มี มีอาการดีก็มี มีอาการ
เลวก็มี จะพึงสอนให฾ร฾ูได฾ง฽ายก็มี จะพึงสอนให฾รู฾ได฾ยากก็มี บางพวกมีปกติเห็นโทษในปรโลกโดยเปๅนภัย
อย฽ูก็มี เปรียบเหมือนในกอบัวขาบ ในกอบัวหลวง หรือในกอบัวขาว ดอกบัวขาบ ดอกบัวหลวง หรือ
ดอกบัวขาว ซ่ึงเกดิ ในน้าํ เจริญในน้ํา บางเหล฽ายังไม฽พ฾นนํ้า จมอยู฽ในน้ํา น้ําหล฽อเล้ียงไว฾ บางเหล฽า ต้ังอยู฽
เสมอน้ํา บางเหล฽า ต้ังข้ึนพ฾นนํ้า นํ้าไม฽ติด ฉันใด ดูกรราชกุมาร เมื่ออาตมภาพตรวจดูโลกด฾วยพุทธจักษุ
ก็ฉันน้ัน ได฾เห็นหมู฽สัตวแซ่ึงมีกิเลสดุจธุลีในจักษุน฾อยก็มี มีกิเลสดุจธุลีในจักษุมากก็มี มีอินทรียแแก฽กล฾าก็มี
มีอินทรียแอ฽อนก็มี มีอาการดีก็มี มีอาการเลวก็มี จะพึงสอนให฾ร฾ูได฾ง฽ายก็มี จะพึงสอนให฾ร฾ูได฾ยากก็มี บาง
พวกมปี กติเหน็ โทษในปรโลกโดยเปๅนภัยอยู฽ก็มี...

ด฾วยเหตุท่พี ระพทุ ธองคแพิจารณาบุคคลเปรียบด฾วยบวั สามเหล฽าดงั กล฽าว พระพทุ ธองคจแ ึง ทรง
ตดั สนิ ใจที่จะแสดงธรรม เพราะทรง อาศยั บคุ คลท่ีสามารถตรัสรธู฾ รรมตามพระองคไแ ด฾เปๅนหลัก ดังความ
ทีป่ รากฏใน องั คตุ ตรนิกาย ติกนบิ าต วา฽

... บุคคลบางคนในโลกน้ี ได฾เห็นพระตถาคต ไดฟ฾ ใงธรรมวินัยทีพ่ ระตถาคตประกาศแล฾ว จงึ หยัง่
ลงสคู฽ วามแน฽นอนมน่ั คงและความถกู ต฾องในกุศลธรรมท้ังหลาย เม่ือไมไ฽ ด฾เหน็ ไม฽ได฾ฟใง ย฽อมไม฽หยงั่ ลงส฽ู
ความแน฽นอนมั่นคงและความถูกต฾อง

ดกู ฽อนภกิ ษุทัง้ หลาย บรรดาบุคคล 3 จําพวกน้ัน เพราะเห็นแก฽ บุคคลผ฾ูได฾เห็นพระตถาคต ได฾ฟใง
ธรรมวนิ ยั ทีพ่ ระตถาคตประกาศแลว฾ จึงหยั่งลงสูค฽ วามแน฽นอนถูกต฾องในกุศลธรรม เมื่อไม฽ได฾เห็นไม฽ได฾ฟใง
ย฽อมไม฽หยั่งลง เราจึงอนุญาตการแสดงธรรมไว฾ และก็เพราะ อาศัยบุคคลเหล฽านี้เปๅนหลักอีกเหมือนกัน
จึงจําต฾องแสดงธรรมแกบ฽ คุ คลประเภทอนื่ ด฾วย...
หาผรู฾ บั ปฐมเทศนา

หลังจากทรงต้ังพระทัยท่ีจะนําส่ิงที่พระองคแตรัสร฾ูมาสอนแก฽มนุษยแทั้งหลาย พระองคแได฾ทรง
พิจารณาหาบุคคลที่สมควรจะแสดงธรรมที่พระองคแได฾ตรัสร฾ูโปรดก฽อนเปๅนบุคคลแรก ในคร้ังแรก
พระองคทแ รงระลกึ ถึง อาฬารดาบส กาลามโคตร และ อทุ กดาบส รามบุตร ก฽อน ซ่ึงทั้งสองท฽านเปๅนพระ
อาจารยแที่พระองคแได฾เข฾าไปศึกษาในสํานักของท฽านก฽อนปลีกตัวออกมาแสวงหาโพธิญาณด฾วยพระองคแ
เอง ก็ทรงทราบว฽าทั้งสองท฽านได฾เสียชีวิตแล฾ว จึงได฾ทรงระลึกถึงปใญจวัคคียแทั้งห฾า ผู฾ท่ีเคยอุปใฏฐาก
พระองคแในระหว฽างท่ีทรงบําเพ็ญทุกรกิริยา และทรงทราบด฾วยพระญาณว฽า ปใญจวัคคียแพํานักอย฽ูที่ปุา

103

อิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี พระองคแจึงตั้งใจเสด็จไปยังปุาอิสิปตนมฤคทายวันเพื่อแสดง
ธรรมโปรดปใญจวัคคยี แท้ังห฾าเปนๅ ครัง้ แรก
เสดจ็ สพู฽ าราณส-ี โปรดปญใ จวคั คยี แ

พระพทุ ธองคแใช฾กว฽า 11 วัน เปๅนระยะทางกวา฽ 260 กิโลเมตร เพ่ือเสด็จจากตําบลอุรุเวลา ตําบล
ท่ีตรัสร฾ู ไปยังที่พักของเหล฽าปใญจวัคคียแ (สถานที่แห฽งน้ีชาวพุทธในยุคหลังได฾สร฾างสถูปขนาดใหญ฽ไว฾
ปใจจุบันเหลือเพียงซากกองอิฐมหึมา เรียกว฽า เจาคันธีสถูป) เมื่อพระองคแเสด็จไปถึงท่ีอย฽ูของเหล฽าปใญจ
วคั คียใแ นวันเพ็ญเดือน 8 (อาสาฬหมาส) ขณะทพี่ ระองคกแ าํ ลงั เสดจ็ เขา฾ ไปที่พักของเหล฽าปใญจวัคคียแ ปใญจ
วัคคียแได฾เห็นพระพุทธเจ฾ามาแต฽ไกล ด฾วยเหตุที่ปใญจวัคคียแรังเกียจว฽า "เจ฾าชายสิทธัตถะผ฾ูได฾เลิกการ
บําเพ็ญทุกขกิริยาหันมาเสวยอาหารเปๅนผ฾ูหมดโอกาสบรรลุธรรมได฾เสด็จมา" จึงได฾นัดหมายกันและกัน
วา฽ "พวกเราไม฽พึงอภิวาท ไม฽พงึ ลุกข้ึนต฾อนรบั พระองคแ ไม฽พึงรับบาตรจีวรของพระองคแ แต฽พึงวางอาสนะ
ไว฾ ถ฾าพระองคปแ รารถนาจะนง่ั กจ็ กั ประทบั นั่งเอง"

เจาคนั ธีสถปู สถานท่พี ระพทุ ธองค์พบปัญจวคั คยี เ์ ป็ นครัง้ แรกหลงั จากตรัสรู้

ครัน้ พระพทุ ธเจ้าเสดจ็ เข้าไปถงึ กลมุ่ พระปัญจวคั คีย์ พระปัญจวคั คีย์นนั้ กลบั ลมื ข้อตกลงทต่ี งั้ กนั ไว้แตแ่ รกเสยี สนิ ้
ตา่ งลกุ ขนึ ้ มาต้อนรับพระพทุ ธเจ้า รูปหนงึ่ รับบาตรจีวรของพระผ้มู พี ระภาค รูปหนง่ึ ปอู าสนะ รูปหนงึ่ จดั หานา้ ล้าง
พระบาท รูปหนง่ึ จดั ตงั้ ตง่ั รองพระบาท รูปหนงึ่ นากระเบอื ้ งเช็ดพระบาทเข้าไปถวาย พระพทุ ธเจ้าจงึ ประทบั นงั่ บน
อาสนะทีพ่ ระปัญจวคั คยี ์จดั ถวายไว้

พระพทุ ธองคตแ รัสวา฽ "เราตถาคตเปๅนอรหันตแ ตรสั ร฾เู องโดยชอบ พวกเธอจงเง่ยี โสตสดับ เราได฾
บรรลุอมฤตธรรมแลว฾ เราจะสั่งสอน จะแสดงธรรม พวกเธอปฏิบัติอยูต฽ ามที่เราสั่งสอนแล฾ว ไม฽ชา฾ สัก
เท฽าไร 'จักทําให฾เข฾าใจแจง฾ ซ่ึงคุณอันยอดเยย่ี ม อันเปนๅ ทีส่ ุดแห฽งพรหมจรรยแ' ที่คนท้งั หลายผพ฾ู ากนั ออก
บวชจากเรอื นต฾องการ ดว฾ ยปใญญาอนั ยิง่ ด฾วยตนเอง"

แรกทีเดยี วพระปญใ จวคั คียยแ ังไม฽เช่อื วา฽ พระพุทธองคแทรงเปนๅ อรหนั ตแ ตรสั รู฾เองโดยชอบ จงึ ค฾านถึง
สามคร้งั ว฽า "แมด฾ ว฾ ยจริยานน้ั แมด฾ ฾วยปฏปิ ทาน้นั แม฾ด฾วยทุกกรกริ ยิ าน้นั พระองคแกย็ ังไมไ฽ ด฾บรรลุอุตตริม
นุสสธรรม อันเปๅนความรค฾ู วามเห็นพิเศษ อย฽างประเสริฐ อยา฽ งสามารถ (อุตตริมนสุ สธรรมอลมริย
ญาณทัสสนวเิ สส) ก็บดั น้ีพระองคแเปนๅ ผ฾ูมักมาก คลายความเพยี รเวียนมาเพ่ือความเปนๅ คนมักมาก ไฉน
จกั บรรลอุ ตุ ตริมนสุ สธรรม อันเปๅนความร฾ู ความเห็นพิเศษอยา฽ งประเสรฐิ อย฽างสามารถไดเ฾ ลา฽ "

พระพทุ ธองคแตรสั ว฽า "พวกเธอยงั จาํ ไดห฾ รอื ว฽า เราไดเ฾ คยพดู ถ฾อยคาํ เชน฽ นม้ี ากอ฽ น" และตรัสวา฽
... ดกู ฽อนภกิ ษุทงั้ หลาย ตถาคตเปนๅ พระอรหนั ตแ ตรสั รเ฾ู องโดยชอบ ทา฽ นทัง้ หลายจงเงยี่ โสตลงเถดิ
เราจะสงั่ สอนอมตธรรมท่ีเราบรรลุแล฾ว เราจะแสดงธรรม เมอ่ื ทา฽ นท้ังหลายปฏบิ ตั ติ ามที่เราสงั่ สอนอยู฽
ไมช฽ ฾าเทา฽ ไรก็จักทาํ ให฾แจ฾งซงึ่ ท่ีสดุ พรหมจรรยแ อนั ไมม฽ ีธรรมอื่นยิ่งไปกวา฽ ท่ีกุลบตุ รทง้ั หลายออกจากเรือน
บวชเปนๅ บรรพชติ โดยชอบต฾องการ ดว฾ ยปใญญาอนั ยิง่ เองในปใจจุบัน แลว฾ เขา฾ ถงึ อยู.฽ ..
ด฾วยพระดาํ รสั ดงั กลา฽ ว พระปใญจวคั คียจแ ึงไดย฾ อมเช่ือฟใงพระพุทธองคแ เงีย่ โสตสดบั ตัง้ จิตเพื่อรย฾ู งิ่
ประกาศพระสจั ธรรม-แสดงปฐมเทศนา

104

พระพทุ ธรูปปางปฐมเทศนา ท่ขี ดุ พบในปาุ อิสิปตนมฤคทายวนั ท่มี ผี ูย฾ กย฽องวา฽ เปนๅ พระพุทธรปู ปาง
แสดงปฐมเทศนาท่งี ามท่ีสุดในโลก (ปใจจบุ ันประดษิ ฐานอย฽ูในพิพิธภัณฑแสารนาถ)

เม่ือปใญจวคั คียแตั้งใจเพื่อสดับพระธรรมของพระองคแแ ล฾ว พระพทุ ธองคแทรงจึงทรงพาเหล฽าปญใ จ
วคั คียแไปสู฽ปาุ อสิ ปิ ตนมฤคทายวันอนั รม฽ ร่นื แล฾วทรงแสดง ธมั มจกั กปั ปวัตตนสตู ร (ฟใง) ซ่ึงเรยี กว฽า "ปฐม
เทศนา" เปๅนการยังธรรมจักรคือการเผยแผพ฽ ระธรรมใหเ฾ ปๅนไปเปๅนครั้งแรกในโลก

พระพทุ ธองคทแ รงกลา฽ วสรปุ ถึงเนื้อหาของการแสดงพระปฐมเทศนาไวใ฾ นสัจจวิภงั คสตู ร มชั ฌมิ
นกิ าย อปุ ริปณใ ณาสกแ ว฽า

... ภิกษทุ ัง้ หลาย! ตถาคตผู฾อรหนั ตสัมมาสมั มาสมั พทุ ธเจ฾า ได฾ประกาศอนุตตรธรรมจกั รให฾เปๅนไป
แลว฾ ทปี่ ุาอสิ ิปตนมฤคทายวนั ใกล฾นครพาราณสี, เปๅนพระธรรมจกั รทีส่ มณะพราหมณแ, เทพ มาร พรหม
หรือใคร ๆ ในโลก จะตา฾ นทานใหห฾ มุนกลับไม฽ได฾ (คือความจริงที่ไม฽มีผู฾ใดปฏิเสธได)฾ ข฾อนี้คอื การบอก
การแสดง การบัญญตั ิ การแต฽งตั้ง การเปดิ เผย การจาํ แนก และการทาํ ใหง฾ า฽ ย ซ่งึ ความจริงอันประเสริฐ
ส่ปี ระการ: สี่ประการนน้ั ไดแ฾ ก฽

ความจรงิ อันประเสรฐิ คอื ความทุกขแ, ความจรงิ อนั ประเสริฐคอื เหตใุ หเ฾ กดิ ทุกขแ, ความจริงอัน
ประเสริฐคือความดับไม฽เหลือแหง฽ ทุกขแ, และความจริงอนั ประเสรฐิ คอื ทางที่ทําให฾ผป฾ู ฏิบตั ิตามลถุ งึ ความ
ดบั ไม฽เหลือแห฽งทุกขแ...

เมอ่ื พระพุทธองคแตรสั แสดงพระปฐมเทศนานีอ้ ย฽ู ดวงตาเห็นธรรมไดเ฾ กิดขึ้นแก฽ทา฽ นพระโกณ
ฑัญญะว฽า
"สงิ่ ใดส่ิงหน่ึง มีความเกิดขึน้ เปๅนธรรมดา ส่งิ น้ันท้งั มวล ลว฾ นมคี วามดบั ไปเปนๅ ธรรมดา" ท฽านโกณฑัญญะ
ไดส฾ ําเร็จเปนๅ พระอริยบุคคลแลว฾

พระพทุ ธองคแทรงทราบความท่พี ระโกณฑัญญะเปๅนผ฾ไู ด฾ดวงตาเหน็ ธรรม มีความเขา฾ ใจอย฽างแจม฽
แจง฾ ในคําสอนของพระองคแ จงึ ทรงเปลง฽ พระอุทานวา฽ "อโฺญาสิ วต โภ โกณฑฺ โฺโญ" ทา฽ นผเ฾ู จรญิ ทา฽ น
โกณฑญั ญะ ร฾แู ล฾วหนอ เพราะเหตุนน้ั คําว฽า "อัญญา" น้ี จึงได฾เปนๅ คํานาํ หน฾าชอ่ื ของทา฽ นพระโกณ
ฑญั ญะ

เมอ่ื ท฽านพระโกณฑญั ญะไดบ฾ รรลุโสดาบันแลว฾ จงึ ไดก฾ ราบทูลขอบรรพชาอุปสมบท พระพุทธองคแ
จึงทรงประทาน เอหภิ กิ ขุอุปสัมปทา วา฽ "เธอจงเปนๅ ภิกษมุ าเถิด ธรรมอนั เรากลา฽ วดีแลว฾ เธอจงประพฤติ
พรหมจรรยแ เพ่ือทําทส่ี ดุ ทกุ ขแโดยชอบเถิด"

105

ทา฽ นพระอัญญาโกณฑัญญะจึงนบั เปๅน "พระสงฆอแ รยิ สาวกองคแแรก" ในพระพุทธศาสนา ซ่งึ วนั
นั้นเปนๅ วนั เพ็ญ กลางเดือนอาสาฬหะ หรือเดือน 8 เปๅน วนั ทพ่ี ระรตั นตรยั ครบบรบิ รู ณแ บงั เกดิ ขนึ้ ในโลก
เปๅนครงั้ แรก คือมี "พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ"แ ครบบรบิ รู ณแ[

ปใจจบุ ันสถานท่พี ระพุทธเจา฾ ประกาศพระอนุตตรสัจธรรมเปนๅ คร้งั แรก และสถานทบ่ี ังเกดิ
พระสงฆแองคแแ รกในโลก อย฽ูในบรเิ วณทตี่ ้งั ของ ธรรมเมกขสถปู (แปลว฽า: สถปู ผ฾ูเหน็ ธรรม) ภายในอิสปิ
ตนมฤคทายวัน หรือ สารนาถในปใจจุบนั

สถานทส่ี ําคญั เนอื่ งดว฾ ยวนั อาสาฬหบชู า

วดั มลู คันธกุฏีวหิ าร ภายในสารนาถ
เหตุการณสแ าํ คัญทีเ่ กดิ ในวนั อาสาฬหบชู า เกดิ ในบรเิ วณทีต่ ั้งของ กลมุ฽ พทุ ธสถานสารนาถ ภายใน

อาณาบริเวณของปุาอิสิปตนมฤคทายวัน 9 กิโลเมตรเศษ ทางเหนือของเมืองพาราณสี อันเปๅนเมือง
ศูนยแกลางทางศาสนาของศาสนาพราหมณแ สมัยนั้นแถบนี้อย฽ูใน แคว฾นมคธ ชมพูทวีป ในสมัย
พทุ ธกาล (ในปจใ จุบนั อยู฽ใน รฐั พิหาร ประเทศอนิ เดยี ) ปใจจุบัน สารนาถ จัดเปๅนพุทธสังเวชนียสถานแห฽ง
ที่ 3 (1 ใน 4 แหง฽ ของชาวพทุ ธ)

เหตทุ ี่ไดช฾ อ่ื ว฽าสารนาถเนือ่ งมาจากสถานทีแ่ ห฽งนี้เปนๅ สถานท่ีพระพุทธเจ฾าทรงเร่ิมต฾นประกาศ
พระพุทธศาสนาเพื่อเปนๅ ที่พง่ึ แก฽มหาชนท้งั หลาย แต฽บ฾างก็ว฽ามาจากศพั ทแวา฽ สารงฺค+นารถ = ทอ่ี ย฽ขู อง
สตั วแจาํ พวกกวาง

ภายในอาณาบริเวณสารนาถมี ธรรมเมกขสถูป เปๅนพุทธสถานขนาดใหญ฽ท่ีสุดและสําคัญท่ีสุด
สันนิษฐานว฽าบริเวณที่ต้ังของธรรมเมกขสถูป เปๅนสถานท่ีพระพุทธเจ฾าทรงแสดงปฐมเทศนาประกาศ
พระสัจจธรรมเปๅนคร้ังแรกที่นี่ และ เจาคันธีสถูป อย฽ูไม฽ไกลจากสารนาถ เปๅนมหาสถูปที่สร฾างข้ึนเพ่ือ
ระลึกถงึ สถานท่ีพํานักของเหลา฽ ปใญจวคั คียแ และสถานที่พระพุทธเจ฾าเสด็จมาทรงพบกับเหล฽าปใญจวัคคียแ
ครงั้ แรก ณ จุดน้ี ก฽อนทีจ่ ะพาไปแสดงปฐมเทศนาในสารนาถ
ความสาํ คญั และสภาพสารนาถในสมัยพทุ ธกาล

สารนาถในสมัยพุทธกาล เรยี กกนั ว฽า ปาุ อสิ ปิ ตนมฤคทายวนั แปลว฽า เขตปุาอภยั ทานแก฽สตั วทแ ี่
เปนๅ ทีบ่ ําเพ็ญตบะของฤษี เปๅนสถานท่ีสงบและเปนๅ ทชี่ มุ นุมของเหล฽าฤษีและนกั พรตต฽าง ๆ ท่มี าบําเพ็ญ
ตบะและโยคะเพ่ือเข฾าถึงพรหมมันตามความเชือ่ ในคมั ภีรอแ ุปนิษทั ของพรามหณแ ทาํ ใหเ฾ หลา฽ ปจใ จวัคคียแท่ี

106

ปลีกตวั มาจากเจา฾ ชายสิทธตั ถะ ภายหลังจากที่พระองคแทรงเลิกบําเพญ็ ทุกขกรยิ า ไดม฾ าบําเพ็ญตบะท่ีน่ี
แทน

หลังจากพระพุทธเจ฾าทรงแสดงปฐมเทศนา และเทศนแโปรดปใญวัคคียแจนสําเร็จเปๅนพระอรหันตแ
ทั้งหมดแล฾ว ได฾ทรงพักจําพรรษาแรก ณ ปุาอิสิปตนมฤคทายวัน พร฾อมกับเหล฽าปใญจวัคคียแ ซ่ึงใน
ระหว฽างจําพรรษาแรก พระองคแได฾สาวกเพิ่มกว฽า 54 องคแ โดยเฉพาะอย฽างย่ิงพระยสะ และบริวารของ
ท฽าน 54 องคแ ซ่ึงรวมถึงบิดามารดาและภรรยาของพระยสะ ท่ีได฾มาฟใงพระธรรมเทศนาของพระพุทธ
องคแและได฾ยอมรับนับถือเปๅนอุบาสกอุบาสิกาที่ถึงพระรัตนตรัยเปๅนสรณะค฽ูแรกในโลกด฾วย ทําให฾ใน
พรรษาแรกท่พี ระพุทธเจ฾าทรงจําพรรษาท่ีปาุ อิสปิ ตนมฤคทายวนั มีพระอรหันตแในโลกรวม 60 องคแ และ
องคพแ ระพทุ ธเจา฾

นอกจากน้ี ในบริเวณสารนาถ ยังเปๅนสถานท่ีสําคัญท่ีพระพุทธองคแทรงประกาศเริ่มต฾นส฽งให฾พระ
สาวกกลุ฽มแรกออกไปเผยแพร฽พระพุทธศาสนาหลังจากทรงจําพรรษาแรกแล฾ว (เชื่อกันว฽าเปๅนจุดที่
เดียวกับท่ีพระพุทธองคแทรงแสดงปฐมเทศนา คือธรรมเมกขสถูป) ดังปรากฏความตอนนี้ใน สังยุตต
นิกาย สคาถวรรค ว฽า

...ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอท้ังหลายจงเท่ียวจาริกไปเพ่ือประโยชนแเกื้อกูลแก฽ชนหม฽ูมาก เพื่อ
ความสุขแกช฽ นหมม฽ู าก เพอ่ื อนุเคราะหแโลก เพ่ือประโยชนแ เพ่ือเก้ือกูล เพ่ือความสุขแก฽เทวดาและมนุษยแ
ทง้ั หลาย เธอทงั้ หลายอย฽าได฾ไปด฾วยกัน 2 รูป โดยทางเดียวกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงแสดง
ธรรม งามในเบ้ืองต฾น งามในท฽ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรยแ พร฾อมทั้งอรรถ พร฾อมท้ัง
พยญั ชนะ บรสิ ทุ ธิบ์ ริบรู ณแสิ้นเชิง... สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ทตุ ยิ ปาสสูตรท่ี 5

และด฾วยเหตุท้ังหลายดังกล฽าวมานี้ สารนาถจึงได฾กลายเปๅนสัญลักษณแแห฽งศูนยแกลาง
พระพทุ ธศาสนาแห฽งแรกมาตง้ั แต฽นั้น

ซึง่ ในชว฽ งหลงั จากพระพุทธองคแเสด็จออกจากสารนาถหลงั ประกาศสง฽ พระสาวกออกเผยแพร฽
ศาสนานั้น ไมป฽ รากฏในหลกั ฐานในพระไตรปฎิ กวา฽ มีการสร฾างอารามหรือส่งิ ก฽อสรา฾ งในปุาสารนาถแหง฽ นี้
ทําให฾สนั นิษฐานได฾วา฽ สิ่งกอ฽ สร฾างใหญโ฽ ตคงจะได฾มาเริ่มสร฾างขนึ้ กนั ในชว฽ งหลังที่พระพุทธศาสนาไดร฾ ุ฽งเรอื ง
มั่นคงในแควน฾ มคธแลว฾
สารนาถหลงั พทุ ธกาล

หลงั พทุ ธกาล ประมาณ 300 ปี พระเจ฾าอโศกมหาราชไดเ฾ สด็จมาที่สารนาถ ในปี พ.ศ. 295 คร้ัง
น้ันพระองคแได฾พบว฽ามีสงั ฆารามใหญโ฽ ตทสี่ ารนาถแล฾ว ในคร้งั นัน้ พระองคไแ ด฾ทรงรบั เปนๅ องคแอปุ ถัมภใแ น
การบูรณะและกอ฽ สรา฾ งศาสนสถานเพิม่ เติมในสารนาถคร้ังใหญ฽ โดยพระองคแได฾สร฾างสถปู และสงิ่ ตา฽ ง ๆ
มากมายในบริเวณกลุม฽ สถานทพี่ ระพุทธเจ฾าทรงแสดงปฐมธรรมเทศนาและพระธรรมเทศนาอ่นื ๆ แก฽
เบญจวัคคยี แ และหมู฽คันธกฎุ ีของพระพุทธเจา฾ ในบรเิ วณสารนาถ เพ่ือถวายเปนๅ อนสุ รณยี สถานแก฽
พระพทุ ธเจา฾

กล฽มุ พุทธสถานเหล฽านี้ไดเ฾ จรญิ รง฽ุ เรืองต฽อมาจนถึงขีดสดุ ในสมัยราชวงศแคุปตะ ตามบันทึกของพระ
ถงั ซาํ จ๋ัง (Chinese traveler Hiuen-Tsang) ซึง่ ไดจ฾ าริกมาราว พ.ศ. 1280 ท฽านได฾กล฽าวไวใ฾ นบนั ทึกของ

107

ทา฽ นวา฽ ท฽านได฾พบสงั ฆารามใหญ฽โต มพี ระอย฽ปู ระจํา 1,500 รปู ภายในกําแพงมวี ิหารหลงั หน่งึ สูงกวา฽
33 เมตร มีบันไดทางข้ึนปูด฾วยแผน฽ หนิ กว฽า 100 ข้นั กําแพงบนั ไดก฽อดว฾ ยอิฐเปๅนข้นั ๆ ประดบั ดว฾ ย
พระพทุ ธรปู ปางปฐมเทศนา ทางด฾านตะวนั ตกเฉียงใตข฾ องวิหารมีสถูปหินอ฽อนสงู 70 ฟตุ (เสาอโศก) บน
ยอดเสามรี ปู สงิ หสแ ีต่ วั เปๅนมนั วาวราวกับหยกใสสะท฾อนแสง มหาสถูป (ธรรมเมกขสถปู ) มีพระพุทธรูป
ทองคําประดิษฐานอยู฽ทุกชอ฽ ง ฯลฯ

ยอดเสาหนิ พระเจ฾าอโศกและพระพุทธรูปปางแสดงปฐมเทศนาสมยั คุปตะท่ีมีชื่อเสียง ในสมยั แรกขุดคน฾
สารนาถทางโบราณคดใี นชว฽ งระหว฽างพุทธศตวรรษท่ี 24-25

กลมุ฽ พุทธสถานสารนาถไดเ฾ จริญรงุ฽ เรอื งสลับกบั ความเสือ่ มเปนๅ ชว฽ ง ๆ ต฽อมา จนในทส่ี ดุ ได฾ถกู
กองทัพมุสลมิ เตอรแกบกุ เขา฾ มาทาํ ลายในปี พ.ศ. 1737 ทาํ ให฾มหาสงั ฆารามและพุทธวิหารในสารนาถถกู
ทาํ ลายล฾างและถกู ท้ิงร฾างไปอยา฽ งส้นิ เชงิ ในระยะต฽อมากวา฽ 700 ปี เหลอื เพียงกองดนิ และมหาสถปู ใหญ฽
โดยเฉพาะอยา฽ งยิ่งธรรมเมกขสถปู และเจาคนั ธสี ถปู ทีเ่ ปๅนกองสถูปอฐิ ใหญโ฽ ตมาก

สภาพของสารนาถหลงั จากน้ันกลายเปๅนกองดินกองอิฐมหึมา ทําให฾หลังจากนั้น ชาวบา฾ นได฾เขา฾
มารอ้ื อิฐจากสารนาถไปก฽อสร฾างอาคารในเมืองพาราณสีเปนๅ ระยะ ๆ ซึง่ เหตุการณแทส่ี าํ คญั คอื เหตุการณแ
ทีร่ าชาเชตสงิ หแ (Chait Singh) มหาราชาแห฽งเมืองพาราณสี ได฾สัง่ ใหช฾ คัตสิงหอแ ํามาตยแไปร้ืออิฐเก฽าจาก
สารนาถเพื่อนําไปสร฾างตลาดในเมอื งพาราณสี (ปจใ จุบนั ตลาดนเ้ี รยี กวา฽ ชคนั คุนช)แ โดยได฾รอ้ื มหาธรรม
ราชิกสถปู ทสี่ ร฾างโดยพระเจา฾ อโศกมหาราชลง และได฾พบกับผอบศลิ าสเี ขยี วสองชั้น ชั้นในมีไข฽มกุ
พลอยและแผน฽ เงินทองอยู฽ปนกบั ขเ้ี ถ฾าและอฐั ิ 3 ชิ้น ซ่งึ เปๅนพระบรมสารรี ิกธาตทุ ่ีพระเจา฾ อโศกมหาราช
บรรจุไว฾ แตค฽ ชตั สงิ หแกลบั นาํ กระดูกไปลอยท้ิงท่แี ม฽นาํ้ คงคา เพราะเชื่อวา฽ เจา฾ ของกระดกู ในผอบคงจะ
ไมไ฽ ดข฾ ึน้ สวรรคเแ พราะไมไ฽ ดน฾ าํ กระดูกไปลอยนา้ํ ตามธรรมเนียมฮินดู ในปี พ.ศ. 2337

จนเมื่ออนิ เดียตกไปอย฽ใู นความปกครองของอังกฤษในปี พ.ศ. 2420 ทาํ ให฾รฐั บาลองั กฤษตอ฾ งตงั้
เจา฾ หน฾าทม่ี าขุดคน฾ อยา฽ งถูกต฾องตามหลักโบราณคดี โดยสานงานตอ฽ จากพนั เอกแมคแคนซี่ ท่ีเข฾ามาดูแล
การขดุ คน฾ ตัง้ แต฽ปี พ.ศ. 2358 ซงึ่ ใชเ฾ วลากวา฽ ร฾อยปีจงึ จะขดุ ค฾นสําเร็จในปี พ.ศ. 2465 ในสมัยทีท่ ฽าน
เซอรแ อเลก็ ซานเดอรแ คนั นง่ิ แฮม เปนๅ หวั หน฾ากองโบราณคดีอินเดยี จนช฽วงหลงั ทที่ า฽ นอนาคารกิ ธรรมปา
ละ ชาวศรีลงั กา ได฾มาบูรณะฟืน็ ฟสู ารนาถให฾เปนๅ ศูนยรแ วมจติ ใจชาวพุทธข้นึ ใหม฽อีกครง้ั โดยท฽านไดซ฾ ื้อท่ี
เพ่ือสร฾างวดั มูลคันธกฏุ ีวิหารใหม฽ ซ่ึงนับเปนๅ วดั พระพุทธศาสนาแหง฽ แรกในบริเวณสารนาถหลงั จากถูก
ทาํ ลาย หลงั จากนนั้ เปๅนตน฾ มา สารนาถไดร฾ บั การบรู ณะจากรัฐบาลอินเดียเรื่อยมา ทําให฾สารนาถ
กลายเปๅนจุดหมายปลายทางในการแสวงบุญที่สาํ คัญแห฽งหน่ึงของชาวพุทธทวั่ โลกมาจนถึงปจใ จบุ นั

108

จดุ แสวงบญุ และสภาพของสารนาถในปจใ จบุ นั
ปใจจุบนั สถานท่ีแสวงบญุ ในบริเวณสารนาถได฾รับการขดุ ค฾นบา฾ งเปนๅ บางสว฽ น บางสว฽ นกย็ ังคงจม

อยใ฽ู ตด฾ ิน แต฽ซากพทุ ธสถานสําคญั ๆ ส฽วนใหญ฽ในพุทธประวตั กิ ็ไดร฾ บั การขดุ ค฾นขึน้ มาหมดแลว฾ เช฽น
 ธรรมเมกขสถปู สถานทพี่ ระพุทธเจ฾าแสดงปฐมเทศนาและประกาศส฽งพระสาวกไปเผยแพรพ฽ ระ
ศาสนา
 ยสสถปู สถานทีพ่ ระพุทธเจ฾าทรงพบท฽านยสะ ซึง่ ต฽อมาไดบ฾ รรลุเปนๅ พระอรหนั ตสาวกองคแท่ี 6 ใน
โลก
 รากฐานธรรมราชกิ สถปู สถานที่พระพทุ ธเจา฾ ทรงแสดงอนัตตลกั ขณะสตู ร และสถานท่ีเคย
ประดษิ ฐานพระบรมสารีริกธาตุ
 พระมลู คันธกฏุ ี พระคันธกฏุ ีที่ประทบั จําพรรษาของพระพทุ ธองคแในพรรษาแรก[
 ซากเสาพระเจ฾าอโศกมหาราช ซ่ึงหกั เปๅน 5 ทอ฽ น ในอดีตเสานเี้ คยมีความสูงถึง 70 ฟุต และบน
ยอดเสามรี ูปสิงหแ 4 หวั อกี ดว฾ ย ปใจจุบันสิงหแ 4 หัว ไดเ฾ หลือรอดจากการทําลายและรฐั บาลอนิ เดยี
ไดเ฾ กบ็ รักษาไว฾ที่พิพธิ ภัณฑแสารนาถ โดยสิงหแ 4 หัวน้ี ได฾ถูกนํามาเปนๅ สัญลกั ษณขแ องประเทศ
อนิ เดีย และข฾อความจารกึ ของพระเจา฾ อโศกมหาราชทจี่ ารึกไวใ฾ ตร฾ ปู สิงหดแ ังกลา฽ วคือ "สตฺยเมว ชย

เต" (เทวนาครี: सत्यमेव जयते) หมายถึง "ความจรงิ ชนะทกุ ส่งิ ") และได฾ถูกนาํ มาเปๅนคํา
ขวญั ประจาํ ชาติของประเทศอนิ เดียอีกดว฾ ย
บรเิ วณโดยรอบสถานท่ีสําคญั ดงั กล฽าว มีหมูพ฽ ุทธวิหารและซากสถูปมากมายอยู฽หนาแน฽น แสดง
ถึงความศรัทธาของคนในอดีตได฾เปนๅ อย฽างดี และนอกจากสถานท่สี ร฾างขนึ้ เพ่ือระลกึ ถึงเหตุการณใแ นพุทธ
ประวตั ิแลว฾ ผูม฾ าแสวงบญุ ยงั นิยมมาเยยี่ มชมวัดมลู คนั ธกุฏีวิหารใหม฽ ท่ีสรา฾ งโดยทา฽ นอนาคาริก ธรรมปา
ละ พระสงฆแชาวศรีลงั กา ผฟ฾ู ็ืนฟูพุทธสถานสารนาถให฾กลายเปๅนสถานที่แสวงบญุ สําคัญเหมือนในอดีต
วัดแหง฽ นเี้ ปๅนสถานท่ีประดษิ ฐานพระบรมสารรี กิ ธาตุที่ไดร฾ บั มอบจากรฐั บาลอินเดยี และวัดนี้ยงั มภี าพ
จิตรกรรมฝาผนงั ท่สี วยงามมากภายในพุทธวหิ ารอีกด฾วย และใกล฾กบั สารนาถ เปๅนที่ตั้งของพิพิธภณั ฑแ
สารนาถ เปนๅ สถานทเ่ี กบ็ รวบรวมโบราณวตั ถทุ ่ีขดุ ค฾นไดภ฾ ายในบรเิ วณสารนาถ ซึ่งโบราณวตั ถทุ ีส่ าํ คญั
คือ ยอดหวั สงิ หพแ ระเจ฾าอโศก และพระพุทธรปู ปางแสดงปฐมเทศนา ซึ่งมีผยู฾ กย฽องว฽ามีความสวยงามมาก
ทีส่ ดุ องคหแ น่ึงของโลก
จดุ ทเ่ี กดิ เหตกุ ารณสแ าํ คญั ในวนั อาสาฬหบชู า (ธรรมเมกขสถปู )
ปใจจุบัน สามารถสันนิษฐานได฾ว฽าจุดทเี่ กิดเหตุการณแสําคัญในวันอาสาฬหบชู า คือที่ต้ังของธรรม
เมกขสถูป เพราะแม฾ในพระไตรปฎิ กจะไม฽ระบวุ ฽าจุดใดคือท่ีตง้ั ของสถานท่ีทรงแสดงปฐมเทศนา และแม฾
สารนาถจะถูกทาํ ลายและถูกทอดทิ้งไปนานกวา฽ เจ็ดร฾อยปี แต฽ด฾วยหลักฐานบันทึกของสมณทตู จีนที่
บันทึกไว฾ และชื่อเรยี กของสถูปแห฽งนท้ี มี่ ีนามว฽า ธรรมเมกขะ ท่ีแปลว฽า "ผเู฾ หน็ ธรรม" บอกชัดเจนวา฽
สถานทน่ี ีเ้ ปนๅ สถานทีแ่ สดงปฐมเทศนา (ซึ่ง ธรรมเมกขะ เปๅนศัพทแจากภาษาบาลีว฽า ธมฺม (ธรรม) + อกิ ข

109

(เห็น) แปลไดว฾ ฽า เหน็ ธรรม หรือสถปู ท่ีอทุ ิศให฾แด฽ผ฾เู หน็ ธรรม ซึ่งก็ได฾แก฽พระอญั ญาโกณฑัญญะ ที่ได฾
ดวงตาเห็นธรรมเปนๅ คนแรกในโลกนัน่ เอง)

สถูปธรรมเมกขะในปจใ จุบนั เปๅนโบราณสถานที่มีขนาดใหญโ฽ ตมากทีส่ ดุ ในสารนาถ แม฾สถูปแห฽งน้ี
จะถูกผบู฾ ุกรุกพยายามรื้อถอนทาํ ลายอย฽างเปๅนระบบหลายครงั้ แต฽มหาสถปู องคนแ ี้กย็ ังคงต้ังอย฽ู เปๅน
โบราณสถานทเี่ ดน฽ ทีส่ ุดในสารนาถจนปใจจบุ ัน

ปจใ จบุ นั หลงั โบราณสถานสารนาถไดร฾ ับการบูรณะ รฐั บาลอนิ เดยี ได฾มีการเทพ้ืนซีเมนตแรอบธรรม
เมกขสถูปและตกแต฽งบริเวณโดยรอบเปนๅ สวนหยอ฽ ม เปๅนที่สัปปายะ เหมาะแก฽การเจริญจติ ภาวนาและ
ปฏิบตั ธิ รรม
กิจกรรมทพ่ี ุทธศาสนิกชนพงึ ปฏบิ ตั ิในวนั อาสาฬหบชู า

วันอาสาฬหบูชา พทุ ธศาสนิกชนชาวไทยนยิ มทาํ บุญตักบาตรในตอนเช฾า และตลอดวนั จะมีการ
บาํ เพ็ญบญุ กศุ ลความดอี น่ื ๆ เชน฽ ไปวดั รับศลี งดเว฾นการทําบาปท้ังปวง ถวายสังฆทาน ให฾อสิ ระทาน
(ปล฽อยนกปล฽อยปลา) ฟงใ พระธรรมเทศนา และไปเวียนเทียนรอบโบสถแในเวลาเย็น[43]

โดยกอ฽ นทาํ การเวยี นเทียนพุทธศาสนกิ ชนควรร฽วมกันกลา฽ วคําสวดมนตแและคาํ บูชาในวัน
อาสาฬหบชู า โดยปกติตามวัดตา฽ ง ๆ จะจดั ให฾มีการทําวัตรสวดมนตแก฽อนทาํ การเวยี นเทยี น ซงึ่ ส฽วนใหญ฽
นิยมทาํ การเวียนเทียนอย฽างเปนๅ ทางการ (โดยมพี ระภกิ ษสุ งฆแนาํ เวยี นเทียน) ในเวลาประมาณ 20.00 น.
โดยบทสวดมนตแทพี่ ระสงฆนแ ิยมสวดในวันอาสาฬหบูชาก฽อนทาํ การเวียนเทยี นนยิ มสวด (ท้ังบาลีและคาํ
แปล) ตามลาํ ดบั ดังน้ี

1. บทบชู าพระรตั นตรยั (บทสวดบาลที ข่ี นึ้ ตน฾ ดว฾ ย:อรหัง สัมมา ฯลฯ)
2. บทนมัสการนอบน฾อมบูชาพระพุทธเจ฾า (นะโม ฯลฯ 3 จบ)
3. บทสรรเสริญพระพุทธคุณ (บทสวดบาลที ขี่ ้นึ ต฾นด฾วย:อิตปิ ิโส ฯลฯ)
4. บทสรรเสริญพระพทุ ธคุณ สวดทํานองสรภญั ญะ (บทสวดสรภญั ญะท่ขี ้นึ ต฾นด฾วย:องคแใดพระ

สมั พทุ ธ ฯลฯ)
5. บทสรรเสรญิ พระธรรมคุณ (บทสวดบาลที ่ีข้ึนตน฾ ด฾วย:สวากขาโต ฯลฯ)
6. บทสรรเสรญิ พระธรรมคุณ สวดทํานองสรภญั ญะ (บทสวดสรภญั ญะทขี่ ้นึ ต฾นดว฾ ย:ธรรมมะคือ

คณุ ากร ฯลฯ)
7. บทสรรเสรญิ พระสังฆคณุ (บทสวดบาลที ีข่ ้นึ ตน฾ ด฾วย:สุปฏิปในโน ฯลฯ)
8. บทสรรเสริญพระสังฆคุณ สวดทํานองสรภญั ญะ (บทสวดสรภัญญะทขี่ น้ึ ต฾นดว฾ ย:สงฆแใดสาวก

ศาสดา ฯลฯ)
9. บทสวดพระธรรมจักกัปปวตั ตนสูตรบาลี (บทสวดบาลที ขี่ ้ึนต฾นดว฾ ย:เอวัมเม สุตงั เอกงั ฯลฯ)

(ฟงใ )
10. บทสวดบูชาเน่ืองในวนั อาสาฬหบูชา (บทสวดบาลีทขี่ ึ้นต฾นด฾วย:ยะมมั หะ โข มะยัง ฯลฯ)

จากน้ันจุดธปู เทียนและถือดอกไมเ฾ ปๅนเครอ่ื งสักการบชู าในมือ แลว฾ เดินเวยี นรอบปูชนียสถาน 3
รอบ โดยขณะท่ีเดนิ นั้นพงึ ตั้งจิตใหส฾ งบ พร฾อมสวดระลกึ ถึงพระพุทธคุณ ด฾วยการสวดบทอติ ิปโิ ส (รอบท่ี

110

หน่งึ ) ระลกึ ถึงพระธรรมคุณ ดว฾ ยการสวดสวากขาโต (รอบทส่ี อง) และระลึกถึงพระสงั ฆคุณ ดว฾ ยการ
สวดสุปะฏิปนใ โน (รอบทสี่ าม) จนกวา฽ จะเวียนจบ 3 รอบ จากน้นั นาํ ธปู เทียนดอกไม฾ไปบูชาตามปชู นีย
สถานจึงเปๅนอนั เสรจ็ พิธี

หลกั ธรรมในวนั อาสาฬหบชู า
เนอ่ื งดว฾ ย วนั อาสาฬหบูชา มีความเกย่ี วข฾องอยา฽ งมากกับพระธมั มจักกปั ปวัตตนสูตร ซงึ่ เปๅนพระ

สตู รแรกที่พระพทุ ธเจา฾ ได฾ทรงแสดงขึน้ ในโลก และไดท฾ รงแสดงเปๅนคร้ังแรกในวนั อาสาฬหบชู านี้
หลักธรรมสาํ คญั ในพระสตู รบทน้จี งึ เปๅนธรรมะสําคัญท่ีพทุ ธศาสนิกชนควรนําไปพิจารณาและทําความ
เขา฾ ใจ และอาจจะเรียกได฾วา฽ หลักธรรมในพระสูตรดังกล฽าวเปๅนหลกั ธรรมสาํ คญั ในวนั อาสาฬหบูชา ซ่ึง
เนื้อหาในพระธัมมจักกปั ปวตั ตนสตู ร มี 3 ตอน ดงั นี้
สง่ิ ทไี่ มค฽ วรเสพสองอยา฽ ง

สว฽ นแรกท่ีพระพุทธเจ฾าทรงแสดง คือ กามสขุ ลั ลกิ านโุ ยค และ อตั ตกลิ มถานโุ ยค กล฽าวคอื ทรง
แสดงสง่ิ ที่ไมค฽ วรเสพสองอยา฽ ง อันได฾แก฽ การปฏบิ ัตติ นย฽อหย฽อนสบายกายเกินไป (กามสุขัลลกิ านุโยค)
และการปฏบิ ัติตนจนทรมานกายเกนิ ไป (อัตตกลิ มถานุโยค) คอื ทรงแสดงการปฏิเสธลกั ษณะของลัทธิทัง้
ปวงท่ีมใี นสมยั น้นั ดังนี้

"ดูกรภิกษทุ ัง้ หลาย ที่สุดสองอย฽างนีอ้ ันบรรพชติ ไม฽ควรเสพ คือ
 การประกอบตนใหพ฾ วั พนั ด฾วยกามสุขในกามท้งั หลาย เปนๅ ธรรมอนั เลว เปๅนของชาวบา฾ น
เปนๅ ของปุถุชน ไม฽ใช฽ของพระอริยะ ไมป฽ ระกอบดว฾ ยประโยชนแ 1
 การประกอบความเหน็ดเหน่ือยแก฽ตน เปๅนความลาํ บาก ไม฽ใชข฽ องพระอริยะ ไม฽
ประกอบดว฾ ยประโยชนแ 1"— พระไตรปิฎก เลม฽ ท่ี 4 พระวินัยปฎิ ก เล฽มที่ 4 มหาวรรค
ภาค 1 ธัมมจกั กปั ปวัตตนสตู ร

การท่ีพระพทุ ธองคตแ รัสปฏิเสธแนวทางสองอยา฽ งดงั กล฽าวมาในขณะเร่ิมปฐมเทศนา เพื่อแสดงให฾
รว฾ู ฽า พระพุทธศาสนาไม฽ใช฽ศาสนาที่สอนใหพ฾ ฾นจากทุกขแด฾วยการแก฾ปใญหานอกกายคอื หนีความทกุ ขดแ ว฾ ย
การมวั แต฽แสวงหาความสขุ (หนีความทุกขแอยา฽ งไม฽ย่งั ยืน เพราะต฾องแสวงหามาปรนเปรอตณั หาไม฽
สนิ้ สดุ ) หรอื หาทางพ฾นทุกขดแ ฾วยการกระทําตนใหล฾ ําบาก (สู฾หรอื อยู฽กับความทุกขแอยา฽ งโงเ฽ ขลา ขาด
ปญใ ญา ทาํ ตนใหล฾ าํ บากโดยใช฽เหต)ุ เพื่อท่จี ะทรงขบั เน฾นหลกั การที่พระพทุ ธองคจแ ะทรงแสดงตอ฽ ไปวา฽ มี
ความแตกตา฽ งโดยสิน้ เชิงจากแนวคดิ พ฾นทุกขเแ ดมิ ๆ ซ่งึ เปนๅ การประกาศแนวทางพน฾ ทุกขแใหมแ฽ กโ฽ ลก อัน
ไดแ฾ ก฽การแกท฾ กุ ขทแ ตี่ ัวตน฾ เหตุ คือ แกท฾ ภ่ี ายในใจของเราเอง คอื มชั ฌมิ าปฏปิ ทา ของพระพทุ ธองคแ
มชั ฌมิ าปฏปิ ทา (ทางสายกลาง)

สง่ิ ท่ีพระพทุ ธองคแทรงแสดงในปฐมเทศนาต฽อมาคอื มชั ฌมิ าปฏปิ ทา คือ หลงั จากทรงกลา฽ ว
ปฏิเสธแนวทางพ฾นทุกขแแบบเดิม ๆ แลว฾ ได฾ทรงแสดงเสนอแนวทางพน฾ ทกุ ขแใหม฽แกโ฽ ลก คือ

111

มชั ฌิมาปฏปิ ทา หรือ ทางสายกลาง คือ การปฏบิ ตั ทิ ี่ไมส฽ ุดตึงดา฾ นใดดา฾ นหนึ่ง อนั ได฾แก฽การดําเนนิ ตาม
มรรคมีองคแ 8 ซึง่ ควรพจิ ารณาจากข฾อความจากพระโอษฐโแ ดยตรง ดังน้ี

"ปฏิปทาสายกลาง ไม฽เข฾าไปใกลท฾ ส่ี ดุ สองอยา฽ งนั้น น่ันตถาคตไดต฾ รสั รแู฾ ล฾วด฾วยปใญญาอันย่ิง ทํา
ดวงตาให฾เกดิ ทาํ ญาณให฾เกดิ ยอ฽ มเปนๅ ไปเพื่อความสงบ เพ่ือความรู฾ยงิ่ เพอ่ื ความตรสั รู฾ เพ่ือนิพพาน

ดูกรภกิ ษุทั้งหลาย กป็ ฏิปทาสายกลางทต่ี ถาคตไดต฾ รสั รแู฾ ลว฾ ด฾วยปญใ ญาอันย่งิ ทําดวงตา ให฾เกดิ
ทําญาณใหเ฾ กดิ ย฽อมเปๅนไปเพ่ือความสงบ เพอ่ื ความรู฾ยง่ิ เพื่อความตรัสร฾ู เพื่อนิพพาน น้ัน เปนๅ ไฉน?

ปฏิปทาสายกลางนั้น ได฾แก฽อริยมรรค มีองคแ 8 น้ีแหละ คอื ปใญญาอนั เห็นชอบ 1 ความดํารชิ อบ
1 เจรจาชอบ 1 การงานชอบ 1 เลย้ี งชวี ิตชอบ 1พยายามชอบ 1 ระลึกชอบ 1 ตั้งจติ ชอบ 1"

ดูกรภิกษทุ ้ังหลาย นีแ้ ลคือปฏิปทาสายกลางนนั้ ท่ตี ถาคตได฾ตรสั รูแ฾ ลว฾ ดว฾ ยปใญญาอนั ยิ่ง ทํา
ดวงตาให฾เกิด ทําญาณให฾เกดิ ย฽อมเปๅนไปเพ่ือความสงบ เพื่อความร฾ยู ิ่ง เพื่อความตรสั รู฾ เพื่อนิพพาน.—
พระไตรปิฎก เล฽มที่ 4 พระวินัยปฎิ ก เลม฽ ที่ 4 มหาวรรค ภาค 1 ธัมมจกั กัปปวตั ตนสตู ร
อรยิ สจั สี่

สุดทา฾ ยทรงแสดงส่งิ ที่ทาํ ให฾พระองคตแ รัสรู฾ คอื ทรงแสดงอรยิ สัจ 4 ประการ และ "กิจ" ท่ีควรทาํ ใน
อรยิ สจั 4 ประการ เพ่ือการหลุดพน฾ จากทุกขแ โดยแก฾ท่สี าเหตุของทุกขแ กลา฽ วคอื ทกุ ขแ ควรร฾ู สมุทยั ควร
ละ นโิ รธ ควรทาํ ใหแ฾ จ฾ง มรรค ลงมือปฏบิ ัติ

โดยขอ฾ แรกคือ ทุกขแ ในอรยิ สัจท้งั ส่ีขอ฾ นัน้ ทรงกล฽าวถงึ สิ่งเปๅนความทุกขแทั้งปวงในโลกไว฾ดังน้ี
"ดกู รภิกษุทั้งหลาย ข฾อนีแ้ ลเปๅนทุกขอริยสัจ คอื ความเกดิ กเ็ ปๅนทกุ ขแ ความแก฽ ก็เปๅนทุกขแ ความ
เจบ็ ไข฾ ก็เปๅนทุกขแ ความตาย ก็เปๅนทกุ ขแ การเจอสงิ่ ทไี่ ม฽เปนๅ ท่ีรกั กเ็ ปนๅ ทกุ ขแ ความพลดั พรากจากสงิ่ เปๅน
ทีร่ กั ก็เปๅนทุกขแ ปรารถนาสงิ่ ใดไมไ฽ ดส฾ ง่ิ นน้ั ก็เปนๅ ทุกขแ โดยย฽นยอ฽ อปุ าทานขนั ธแ 5 เปๅนทุกข"แ —
พระไตรปิฎก เล฽มที่ 4 พระวินยั ปฎิ ก เล฽มท่ี 4 มหาวรรค ภาค 1 ธมั มจกั กปั ปวัตตนสตู ร
จากนน้ั พระพุทธองคแตรสั วา฽ การ ยดึ ถือ ในสิง่ ทัง้ ปวงนนั่ เองเปๅน "สาเหตุแห฽งความทกุ ขแ" คือ
"ดกู รภิกษุทั้งหลาย ข฾อนแ้ี ลเปๅนทกุ ขสมุทยั อริยสัจ คือ "ตณั หา" อันทาํ ให฾เกดิ อีก ประกอบดว฾ ย
ความกําหนัดด฾วยอํานาจความเพลิน มีปกตเิ พลดิ เพลินในอารมณแน้นั ๆ
คือ กามตัณหา ภวตณั หา วภิ วตณั หา."— พระไตรปฎิ ก เล฽มท่ี 4 พระวนิ ยั ปฎิ ก เล฽มท่ี 4 มหาวรรค ภาค
1 ธัมมจกั กัปปวตั ตนสตู ร
จากนน้ั พระพทุ ธองคตแ รสั ว฽าทกุ ขแสามารถดบั ไปได฾ โดยการ ดบั ทต่ี วั สาเหตแุ หง฽ ทกุ ขแ คอื ไม฽ยดึ ถือ
วา฽ มีความทกุ ขแ หรือเราเปๅนทุกขแ กล฽าวคือ สละถอนเสยี ซงึ่ การถือวา฽ มตี วั ตน อนั เปนๅ ทต่ี ั้งของความ
ทุกขแ (เมอ่ื ไม฽มีการยึดมนั่ ถอื ม่ันในใจวา฽ ตนน้นั มี "ตวั ตน" ที่เปๅนทีต่ ั้งของความทุกขแ ทกุ ขยแ ฽อมไม฽มที ่ยี ึด จงึ
ไมม฽ ีความทุกขแ ) ดงั นี้
"ดกู รภกิ ษทุ ้งั หลาย ข฾อนแ้ี ลเปๅนทกุ ขนิโรธอริยสจั คือ ตัณหาน่ันแลดับ โดยไม฽เหลอื ดว฾ ยมรรคคอื
"หมดราคะ" "สละ" "สละคนื " "ปล฽อยไป" "ไม฽พัวพัน"."— พระไตรปฎิ ก เลม฽ ที่ 4 พระวินยั ปิฎก เล฽มท่ี 4
มหาวรรค ภาค 1 ธมั มจักกัปปวัตตนสตู ร

112

เมอื่ พระพทุ ธองคแตรสั ถึงผลของการปฏบิ ัติกิจในศาสนาแล฾ว จงึ ได฾ตรัสแสดงมรรค คือวิธีปฏบิ ัติ
ตามทางสายกลางตามลําดบั 8 ขั้น เพ่ือหลดุ พน฾ ทุกขแโดยสิ้นเชิง คอื

ดูกรภกิ ษุทั้งหลาย ขอ฾ นี้แลเปๅนทกุ ขนิโรธคามินปี ฏปิ ทาอรยิ สจั คือ อรยิ มรรคมอี งคแ 8 น้แี หละ
คอื ปญใ ญาอนั เห็นชอบ 1

ความดํารชิ อบ 1 เจรจาชอบ 1 การงานชอบ 1 เลยี้ งชีวติ ชอบ 1พยายามชอบ 1 ระลกึ ชอบ 1 ตง้ั
จติ ชอบ 1— พระไตรปฎิ ก เล฽มที่ 4 พระวนิ ัยปฎิ ก เล฽มท่ี 4 มหาวรรค ภาค 1 ธมั มจกั กัปปวัตตนสตู ร

โดยสรุป พระพุทธองคตแ รสั เรียงวิธแี กท฾ กุ ขแ โดยแสดงให฾เห็นปญใ หา (ทกุ ขแ) สาเหตขุ องปใญหา
(สมทุ ัย) และจุดมุ฽งหมายในการแกป฾ ญใ หาคือการดับทุกขแ (นโิ รธ) โดยทรงแสดงวธิ ีปฏบิ ัติ (มรรค) ไว฾
ท฾ายสุด เพื่อใหผ฾ ฾ปู ฏิบัตไิ ด฾ทราบจดุ มุ฽งหมายของการปฏบิ ัติก฽อน เพ่ือการเขา฾ ใจไมผ฽ ิด และจะได฾ปฏิบตั ิ
โดยมงุ฽ ไปยงั จดุ มุง฽ หมายที่ตง้ั ไว฾โดยไม฽คลาดเคล่ือน
การประกอบพธิ ีอาสาฬหบชู าในประเทศไทย
การกาํ หนดใหว฾ นั อาสาฬหบชู าเปนๅ วนั สาํ คัญทางพทุ ธศาสนาในประเทศไทย

พระพิมลธรรม (ชอบ อนุจารี) ผ฾ูเสนอให฾มีการจัดงานวันอาสาฬหบูชาเปๅนคร้ังแรกในประเทศ
ไทยวันอาสาฬหบูชาได฾รับการกําหนดให฾เปๅนวันสําคัญทางพระพุทธศาสนาของประเทศไทยในปี พ.ศ.
2501 โดยคณะสงั ฆมนตรี (มหาเถรสมาคม) ในสมัยน้ัน ได฾มมี ตใิ หเ฾ พม่ิ วันอาสาฬหบูชาเปๅนวันสําคัญทาง
พุทธศาสนา (ในประเทศไทย) ตามคําแนะนําของ พระธรรมโกศาจารยแ (ชอบ อนุจารี) โดยคณะสังฆ
มนตรีได฾ออกเปๅนประกาศสํานักสังฆนายก กําหนดให฾วันอาสาฬหบูชาเปๅนวันสําคัญทางพุทธศาสนา
พรอ฾ มทงั้ กาํ หนดพธิ ีอาสาฬหบูชาข้ึน เมือ่ วันท่ี 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2501

ปี วนั ท่ี วันท่ี วนั ที่
ปีชวด 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2539 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
ปฉี ลู 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2564
ปขี าล 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2541 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2565
ปีเถาะ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 1 สิงหาคม พ.ศ. 2566
ปมี ะโรง 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2543 2 สิงหาคม พ.ศ. 2555 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2567
ปีมะเส็ง 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2568
ปมี ะเมยี 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2545 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ปีมะแม 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2570
ปวี อก 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2571
ปรี ะกา 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2572
ปจี อ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2573
ปกี ุน 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 3 สงิ หาคม พ.ศ. 2574

113

ไม฽ปรากฏหลักฐานในประเทศไทยวา฽ ในสมัยกอ฽ น พ.ศ. 2501 เคยมกี ารประกอบพิธีอาสาฬหบชู า
มาก฽อน ทาํ ให฾การกาํ หนดให฾วนั อาสาฬหบูชาเปๅนวันสําคัญทางพระพุทธศาสนาของสาํ นักสังฆนายกใน

ครั้งนี้ เปๅนครั้งแรกท่ีมีการกําหนดแบบแผนการประกอบพิธีน้ีอย฽างเปๅนทางการ โดยหลังจากปี
พ.ศ. 2501 ซึ่งเปนๅ ปแี รกที่เริ่มมกี ารรณรงคแให฾มีการประกอบพิธอี าสาฬหบูชา พุทธศาสนิกชนชาวไทยได฾
ร฽วมใจกันประกอบพิธีน้ีกันอย฽างกว฾างขวางและแพร฽หลายไปทุกจังหวัด จนกลายเปๅนพิธีสําคัญของ
พุทธศาสนิกชนไทยตั้งแต฽นั้นมา ดังน้ันในวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2505 คณะรัฐมนตรีนําโดยจอม
พลสฤษด์ิ ธนะรัชตแ นายกรฐั มนตรีในสมัยนน้ั จงึ ได฾ลงมตใิ ห฾ประกาศกาํ หนดเพ่ิมใหว฾ นั อาสาฬหบูชา หรือ
วันขึ้น 15 คํ่า เดือน 8 (สําหรับปีไม฽มีอธิกมาส) และวันข้ึน 15 คํ่า เดือน 8 หลัง (ในปีมีอธิกมาส) เปๅน
วันหยุดราชการประจําปีอีก 1 วัน เพื่อเปๅนการให฾ความสําคัญกับวันสําคัญยิ่งของชาวพุทธน้ีและเพ่ือ
อํานวยความสะดวกแก฽พุทธศาสนิกชนท่ีจะไปประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาด฾วยอีกประการ
หน่ึง
วนั อาสาฬหบชู าในปฏทิ นิ สรุ ยิ คตไิ ทย

อย฽างไรกต็ าม บางประเทศที่นับถือพทุ ธศาสนาอาจกําหนดวันไม฽ตรงกบั ของไทยในบางปี
เนือ่ งจากประเทศเหล฽าน้ันอยู฽ในตําแหนง฽ บนโลกทต่ี ฽างไปจากประเทศไทย ทาํ ใหว฾ ันเวลาคลาดเคลอ่ื นไป

การประกอบพธิ ีทางศาสนาในวนั อาสาฬหบชู าในประเทศไทย
พระราชพธิ ี
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู ิพลอดยุ เดชทรงบาํ เพ็ญพระราชกุศลเนอ่ื งในวันสําคัญทาง
พระพทุ ธศาสนา ณ วดั พระศรีรตั นศาสดาราม

การพระราชพิธีบําเพ็ญพระราชกุศลเน่ืองในวันอาสาฬหบูชานี้มีชื่อเรียกเปๅนทางการว฽า พระ
ราชพธิ ีทรงบําเพญ็ พระราชกุศล เน่ืองในวันอาสาฬหบูชา และเทศกาลเข฾าพรรษา[47] ซึ่งเดิมก฽อน พ.ศ.
2501 เรียกเพียง การพระราชพิธีทรงบําเพ็ญพระราชกุศล เน่ืองในวันเข฾าพรรษา[48] แต฽หลังจากมีการ
กาํ หนดให฾วันอาสาฬหบูชาเปๅนวันสําคัญทางพระพุทธศาสนาในปี พ.ศ. 2501 แล฾ว[5] สํานักพระราชวัง
จึงได฾กําหนดเพิ่มวันอาสาฬหบูชาเพ่ิมเติมข้ึนมา[49] การพระราชพิธีน้ีโดยปกติมี พระบาทสมเด็จพระ
เจา฾ อยห฽ู ัว เปนๅ องคแประธานในการพระราชพิธบี าํ เพ็ญพระราชกุศล[50] และบางครั้งทรงพระกรุณาโปรด
เกล฾าฯ ให฾พระบรมวงศานุวงศแเสด็จแทน[51] โดยสถานที่ประกอบพระราชพิธีหลักจะจัดในวัดพระศรี
รัตนศาสดาราม วัดบวรนิเวศวิหาร และภายในพระบรมมหาราชวัง การสําคัญของพระราชพิธีคือการ
ถวายพ฽ุมเทียนเคร่ืองบูชาแก฽พระพุทธปฏิมาและพระราชาคณะ รวมทั้งการพระราชทานภัตตาหารแก฽
พระราชาคณะ ฐานานุกรม เปรียญ ซึ่งรับอาราธนามารับบิณฑบาตในพระบรมมหาราชวังจํานวน 150
รปู ทุกปี[52] เปๅนต฾น ซ่ึงการพระราชพิธีน้ีเปๅนการแสดงออกถึงพระราชศรัทธาอันแน฽นแฟูนในพระพุทธ
ศาสนา ขององคพแ ระมหากษัตริยแไทยผ฾ูทรงเปนๅ เอกอคั รพุทธศาสนปู ถัมภกแมาตั้งแต฽อดตี จนถงึ ปใจจุบัน

114

พธิ สี ามญั

ชาวพุทธนิยมเวียนเทยี นในวันอาสาฬหบชู า เพ่ือเปนๅ การปฏิบตั ิภาวนาราํ ลึกถึงคุณท่ีพระพุทธเจา฾ ทรง
ประกาศพระธรรมที่ตรสั รแู฾ ก฽ชาวโลกเปๅนคร้ังแรกในวันน้กี ารประกอบพธิ ที างพระพทุ ธศาสนาเนอ่ื งในวัน
อาสาฬหบูชาของประชาชนทั่วไปน้ี พทุ ธศาสนกิ ชนชาวไทยโดยทวั่ ไปนยิ มทาบญุ ตกั บาตร ฟังพระธรรม

เทศนา เวยี นเทยี นรอบอโุ บสถหรือสถปู เจดยี ์พทุ ธสถานตา่ ง ๆ ภายในวดั เพื่อเป็ นการระลกึ ถงึ วนั คล้ายวนั ที่เกิด
เหตกุ ารณ์สาคญั ของพระพทุ ธศาสนาในวนั ขนึ ้ 15 ค่า เดือน 8

โดยแนวปฏิบตั ิในการประกอบพิธีในวันอาสาฬหบูชาตามประกาศสํานักสังฆนายก[5] ท่ีคณะสงฆแ
ไทยได฾ถือเปๅนแบบแผนมาจนถึงปใจจุบันนี้คือ ให฾คณะสงฆแและพุทธศาสนิกชนจัดเตรียมสถานท่ีก฽อนถึง
วันอาสาฬหบูชา โดยมีการทําความสะอาดวัด และเสนาสนะต฽าง ๆ จัดตั้งเครื่องพุทธบูชา ประดับธง
ธรรมจักร และเมื่อถึงวันข้ึน 15 คํ่า เดือน 8 ก็ให฾จัดการแสดงพระธรรมเทศนาตลอดท้ังวัน เม่ือถึงเวลา
ค่ําให฾มีการทําวัตรสวดมนตแและสวดบทพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร มีการแสดงพระธรรมเทศนาใน
เน้ือหาเรื่องในพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร นําสวดบทสรภัญญะบูชาคุณพระรัตนตรัย และให฾พระสงฆแ
นาํ เวียนเทียนบูชาพระพุทธปฏิมา อโุ บสถ หรือสถูปเจดยี แ เม่ือเสร็จการเวยี นเทยี นอาจให฾มีการเจริญจิตต
ภาวนา สนทนาธรรม แต฽กิจกรรมท้ังหมดน้ีควรให฾เสร็จส้ินก฽อนเวลา 24.00 น. ของวันน้ัน เพ่ือพักผ฽อน
เตรยี มตวั ก฽อนเริ่มกิจกรรมวันเขา฾ พรรษา (วนั แรม 1 คา่ํ เดือน 8) ในวนั รุง฽ ขึ้นต฽อไป

การประกอบพิธีวันอาสาฬหบูชาในปใจจุบันน้ีนอกจากการเวียนเทียน ทําบุญตักบาตรฯ ในวัน
สําคัญแล฾ว ยังมีหน฽วยงานภาครัฐ องคแกรทางศาสนา และภาคประชาชน ร฽วมกันจัดกิจกรรมต฽าง ๆ ขึ้น
มากมาย เพื่อเปๅนการเผยแผ฽พระพุทธศาสนาและประชาสัมพันธแกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาต฽าง ๆ
ให฾แกป฽ ระชาชน เช฽น กิจกรรมสปั ดาหแเผยแผ฽พระพทุ ธศาสนาวันอาสาฬหบูชา เปๅนตน฾

115

การจดั สร฾างตราไปรษณยี ากรท่ีระลึกวนั อาสาฬหบชู าในประเทศไทย
นอกจากภาครัฐจะประกาศให฾วันอาสาฬหบูชาเปๅนวันหยุดราชการและให฾การสนับสนุน

งบประมาณเพื่อจัดกิจกรรมต฽าง ๆ ในวันอาสาฬหบูชาแล฾ว ยังได฾เคยมีการจัดพิมพแจําหน฽ายตราไปรษณี
ยกรที่ระลึกในวนั อาสาฬหบชู าอีกด฾วย โดยจะใหว฾ ันอาสาฬหบชู าเปๅนวนั เร่ิมจําหน฽ายตราไปรษณียกร ซึ่ง
รูปแบบทจ่ี ดั พิมพลแ งในตราไปรษณยี กรท่ีระลึกวันอาสาฬหบูชานั้น ส฽วนใหญ฽จะจัดพิมพแเปๅนรูปพระพุทธ
ประวตั ิ หรือพระพทุ ธรูป มีบ฾างทีจ่ ดั พมิ พเแ ปๅนภาพจติ รกรรมฝาผนงั เรอ่ื งชาดก

โดยตราไปรษณียากรชุดวันอาสาฬหบูชานี้ รัฐบาลไทยได฾เริ่มจัดพิมพแเพ่ือเปๅนท่ีระลึกและร฽วม
เฉลิมฉลองในฐานะวันสําคัญทางพระพุทธศาสนาเปๅนคร้ังแรกมาตั้งแต฽ปี พ.ศ. 2537 แต฽ไม฽ได฾มีการ
จัดพิมพแออกจําหน฽ายทุกปีดังเช฽นวันวิสาขบูชา และปรากฏว฽าภาพที่นํามาตีพิมพแส฽วนใหญ฽ ไม฽มีความ
เก่ียวข฾องกับวันอาสาฬหบูชาแต฽อย฽างใด เช฽น ตีพิมพแเปๅนภาพพระพุทธรูปปางอุ฾มบาตร นิทานมโหสถ
ชาดก เปๅนต฾น โดยปรากฏภาพที่มีความเก่ียวข฾องโดยตรงกับวันอาสาฬหบูชาในไปรษณียากรท่ี
ออกจาํ หนา฽ ยเน่อื งในโอกาสอ่นื แทน เช฽น วันเด็กแหง฽ ชาติ เปๅนต฾น

ตราไปรษณียากรท่ีตีพิมพแภาพท่ีมีความเก่ียวข฾องโดยตรงกับวันอาสาฬหบูชาเท฽าที่ปรากฏใน
ประเทศไทย คือตราไปรษณียากรท่ีระลึกชุดวันเด็กแห฽งชาติ ปี พ.ศ. 2539 โดยในครั้งน้ันตีพิมพแเปๅน 1
ราคา มี 3 แบบ ด฾วยกัน โดยแต฽ละแบบเปๅนรูปภาพเกี่ยวกับวันสําคัญทางพุทธศาสนาในประเทศไทย คือ
ภาพวนั มาฆบชู า วนั วสิ าขบชู า และวนั อาสาฬหบชู า
การจดั งานเฉลมิ ฉลองอาสาฬหบชู าในตา฽ งประเทศ

การทวี่ นั อาสาฬหบชู าเปนๅ วนั สาํ คัญทางศาสนาท่ีพึง่ ถูกกําหนดมาไมน฽ านนกั และถกู กาํ หนดโดย
ความเหน็ ชอบของคณะสงฆไแ ทยเทา฽ น้นั ความนยิ มอย฽างกว฾างขวางของพทุ ธศาสนิกชนในการให฾
ความสาํ คญั กับการประกอบพิธที างพระพุทธศาสนาในวันนี้จงึ ยงั คงมีจํากดั เฉพาะอยู฽ในประเทศไทย

สว฽ นในประเทศทม่ี ปี ระชากรนับถอื พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทเปๅนศาสนาหลักอื่น ๆ เช฽น ศรี
ลงั กา พม฽า ลาว กัมพชู า ไม฽ได฾ใหค฾ วามสําคญั กบั วันอาสาฬหบูชาในฐานะวนั สําคัญของรฐั หรอื
วนั หยดุ ราชการของประเทศ และไมน฽ ยิ มปฏบิ ตั ิพิธีกรรมทางศาสนาในวันนีโ้ ดยใหค฾ วามสําคัญเทยี บเทา฽
กบั วันวสิ าขบชู าเลย แต฽พุทธศาสนิกชนในประเทศเหล฽าน้ันก็ไดถ฾ ือวนั นเ้ี ปนๅ วนั ทางพระพุทธศาสนา
ตามปกติอย฽ูแล฾ว เน่ืองจากวนั อาสาฬหบูชาเปๅนวนั ขึน้ 15 ค่ํา เดอื น 8 อันเปๅนวนั อโุ บสถ หรอื วนั พระ
ใหญต฽ ามปกตขิ องนกิ ายเถรวาท และโดยเฉพาะอย฽างยงิ่ วันนเี้ ปนๅ วนั สุดท฾ายก฽อนวนั เรมิ่ ต฾นเทศกาล
เข฾าพรรษาตามปฏทิ ินจันทรคติของพระสงฆเแ ถรวาท พธิ ปี ฏิบตั ิของพุทธศาสนกิ ชนเถรวาทในประเทศ
เหล฽านน้ั จึงให฾ความสาํ คัญในวนั นี้ไปกับการเตรียมตวั เข฾าจําพรรษาของพระสงฆแ เช฽น ในประเทศลาว
วันน้จี ะเปๅนวนั สําคัญท่ีพุทธศาสนิกชนจะไปทําบญุ ตักบาตรและมกี ารถวายเทยี นพรรษาผ฾าอาบนํ้าฝน
เปๅนพเิ ศษ ซึง่ ต฽างจากประเทศไทยท่ีพุทธศาสนิกชนจะจัดงานถวายเทียนพรรษาและผา฾ อาบนาํ้ ฝนแก฽
พระสงฆใแ นวนั แรม 1 คา่ํ เดอื น 8 หรอื วันเขา฾ พรรษาโดยตรง

แม฾วา฽ ชาวพทุ ธในประเทศอืน่ จะไม฽ให฾ความสําคญั กับการจัดงานวนั อาสาฬหบชู าในฐานะเปๅนวันท่ี
พระพทุ ธเจ฾าเร่ิมประกาศพระศาสนาและเปๅนวนั ท่ีเกดิ พระรัตนตรยั ครบองคแ 3 แต฽ปรากฏว฽าในปจใ จุบัน

116
การจัดพิธเี ฉลิมฉลองวันอาสาฬหบชู าในตา฽ งประเทศ กม็ ีการจัดขนึ้ บ฾างตามสถานทต่ี ฽าง ๆ ท่ัวโลก โดย
ส฽วนใหญจ฽ ะจดั โดยคนไทยในวดั ไทย ซึ่งจะจัดต฽อเนอื่ งกนั ไปสองวัน คอื งานวนั อาสาฬหบูชาตอ฽ ดว฾ ยงาน
วันเขา฾ พรรษาเช฽นเดียวกับในประเทศไทย การจดั งานจะมีการทําบุญใสบ฽ าตร และมีการเวียนเทยี น
รอบศาสนสถานสําคญั ของวดั เหมือนประเทศไทย แต฽การเวียนเทียนสว฽ นใหญ฽จะจัดในเวลากลางวันของ
วันอาสาฬหบูชา ซึง่ โดยสว฽ นใหญต฽ ามวัดไทยท่ียังไม฽มีเจดียแสถานหรืออโุ บสถ วหิ ารภายในวดั ก็จะจดั พิธี
เวียนเทียนรอบพระพทุ ธรูป หรือเดนิ เวียนรอบวดั หรอื ทพ่ี ักสงฆแแ ทน และอาจกล฽าวได฾วา฽ การจัดงาน
ดังกล฽าวตามวัดไทยในตา฽ งประเทศสว฽ นใหญ฽เปๅนเพียงการจัดโดยคนไทยทีจ่ ัดขนึ้ เพอื่ อนุรักษปแ ระเพณี
และไม฽ค฽อยเปๅนทร่ี ูจ฾ กั กวา฾ งขวางมากนักในหมช฽ู าวตา฽ งประเทศ และผ฾รู ว฽ มพธิ จี ะเปๅนกลุ฽มชาวไทยและ
พุทธศาสนกิ ชนท่ีเคร฽งครัดเท฽านน้ั

ในตา฽ งประเทศไม฽ได฾ให฾ความสําคญั กบั การจดั งานวันอาสาฬหบชู ามากนัก โดยกิจกรรมสว฽ นใหญจ฽ ะจดั
ขึน้ ท่วี ดั ไทย (ในภาพ: งานเวยี นเทียนวนั อาสาฬหบชู า ณ วัดพุทธาราม ประเทศฟนิ แลนดแ)

3.5 วนั เขา฾ พรรษา

117

"เข฾าพรรษา" แปลว฽า "พกั ฝน" หมายถงึ พระภิกษุสงฆแตอ฾ งอยปู฽ ระจาํ ณ วัดใดวดั หน่ึงระหวา฽ งฤดูฝน โดย
เหตุทพ่ี ระภิกษุในสมยั พุทธกาล มหี นา฾ ที่จะต฾องจาริกโปรดสัตวแ และเผยแผพ฽ ระธรรมคําสั่งสอนแก฽
ประชาชนไปในทต่ี ฽าง ๆ ไม฽จําเปๅนตอ฾ งมีท่ีอยปู฽ ระจํา แม฾ในฤดูฝน ชาวบา฾ นจงึ ตําหนิวา฽ ไปเหยยี บข฾าวกลา฾
และพืชอื่น ๆ จนเสยี หาย พระพุทธเจา฾ จงึ ทรงวางระเบียบการจําพรรษาให฾พระภกิ ษุอย฽ูประจาํ ท่ีตลอด 3
เดอื น ในฤดูฝน โดยแบง฽ เปนๅ

- ปรุ มิ พรรษา หรือ วนั เขา฾ พรรษาแรก เร่ิมต้งั แต฽วันแรม 1 คํา่ เดือน 8 ของทกุ ปี หรือถา฾ ปใี ดมี
เดอื น
8 สองครัง้ ก็เล่อื นมาเปนๅ วนั แรม 1 คํ่า เดอื น 8 หลงั และออกพรรษาในวนั ขนึ้ 15 คํา่ เดอื น 11

- ปจใ ฉมิ พรรษา หรอื วนั เขา฾ พรรษาหลงั เริ่มตั้งแตว฽ ันแรม 1 ค่ํา เดือน 9 จนถงึ วนั ขนึ้ 15 คาํ่
เดือน 12

อย฽างไรก็ตาม หากมีกิจธุระ คอื เมอื่ เดนิ ทางไปแลว฾ ไมส฽ ามารถจะกลบั ได฾ในวนั เดียวนน้ั ก็ทรง
อนุญาตให฾ไปแรมคืนได฾ คราวหนึ่งไม฽เกนิ 7 คืน เรียกวา฽ "สตั ตาหะ" หากเกินกาํ หนดนี้ถอื ว฽าไม฽ไดร฾ บั
ประโยชนแแ หง฽ การจาํ พรรษา จดั ว฽าพรรษาขาด

สาํ หรบั ข฾อยกเวน฾ ใหภ฾ กิ ษจุ าํ พรรษาทอี่ ่ืนได฾ โดยไมถ฽ อื เปนๅ การขาดพรรษา เวน฾ แตเ฽ กิน 7 วนั
ไดแ฾ ก฽

1. การไปรกั ษาพยาบาลภกิ ษุ หรอื บดิ ามารดาทีเ่ จบ็ ปุวย
2. การไประงับภกิ ษุสามเณรท่ีอยากจะสกึ มใิ หส฾ กึ ได฾
3. การไปเพ่ือกิจธรุ ะของคณะสงฆแ เช฽น การไปหาอุปกรณแมาซ฽อมกฏุ ิท่ีชํารุด
4. หากทายกนิมนตไแ ปทําบุญ ก็ไปฉลองศรัทธาในการบาํ เพ็ญกศุ ลของเขาได฾
นอกจากนี้หากระหว฽างเดนิ ทางตรงกับวันหยดุ เขา฾ พรรษาพอดี พระภิกษสุ งฆแเขา฾ มาทันใหมบ฽ู ฾าน
หรอื ในเมืองก็พอจะหาทพ่ี ักพิงได฾ตามสมควร แตถ฽ ฾ามาไมท฽ ันก็ต฾องพึ่งโคนไม฾ใหญ฽เปๅนที่พักแรม ชาวบา฾ น

118

เหน็ พระได฾รับความลาํ บากเช฽นนี้ จงึ ชว฽ ยกนั ปลูกเพิง เพื่อให฾ทา฽ นได฾อาศัยพักฝน รวมกันหลาย ๆ องคแ ที่
พกั ดังกล฽าวน้ีเรียกว฽า "วหิ าร" แปลวา฽ ที่อยส฽ู งฆแ เมื่อหมดแลว฾ พระสงฆแท฽านออกจาริกตามกิจของท฽าน
ครัง้ ถึงหน฾าฝนใหม฽ท฽านก็กลบั มาพักอีก เพราะสะดวกดี แต฽บางท฽านอยู฽ประจาํ เลย บางทเี ศรษฐีมีจิต
ศรทั ธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา กเ็ ลอื กหาสถานท่ีสงบเงียบไม฽หา฽ งไกลจากชมุ ชนนกั สร฾างทพี่ ัก
เรยี กว฽า "อาราม" ใหเ฾ ปๅนท่ีอย฽ูของสงฆดแ ังเชน฽ ปใจจุบันนี้

ท้ังนี้ โดยปกตเิ คร่ืองใช฾สอยของพระตามพุทธานญุ าตใหม฾ ีประจําตวั นนั้ มเี พยี งอัฐบริขาร อนั
ได฾แก฽ สบง จีวร สงั ฆาฏิ เขม็ บาตร รัดประคด หม฾อกรองน้ํา และมดี โกน และกวา฽ พระท฽านจะหาที่พกั
แรมได฾ บางทกี ็ถูกฝนตน฾ ฤดูเปียกปอนมา ชาวบ฾านทใ่ี จบุญจึงถวายผา฾ อาบนาํ้ ฝนสาํ หรับให฾ท฽านได฾
ผลัดเปลยี่ น และถวายของจาํ เปนๅ แก฽กิจประจําวนั ของท฽านเปนๅ พิเศษในวันเขา฾ พรรษา นบั เปนๅ เหตใุ ห฾มี
ประเพณีทําบุญเนื่องในวันนส้ี ืบมา

อย฽างไรก็ตาม แมก฾ ารเข฾าพรรษาจะเปนๅ เรื่องของพระภิกษุ แต฽พุทธศาสนิกชนก็ถือเปๅนโอกาสดที ี่
จะได฾ทาํ บุญรกั ษาศลี และชาํ ระจิตใจให฾ผอ฽ งใส ก฽อนวันเข฾าพรรษาชาวบ฾านก็จะไปช฽วยพระทําความ
สะอาดเสนาสนะ ซอ฽ มแซมกุฏิวหิ ารและอ่ืน ๆ พอถึงวนั เข฾าพรรษาก็จะไปรว฽ มทาํ บญุ ตักบาตร ถวาย
เครอื่ งสกั การบชู า ดอกไม฾ ธูปเทียน และเครื่องใช฾ เช฽น สบ฽ู ยาสีฟใน เปนๅ ตน฾ พร฾อมฟใงเทศนแ ฟงใ ธรรม
และรกั ษาอโุ บสถศีลกันท่ีวัด บางคนอาจตงั้ ใจงดเว฾นอบายมขุ ตา฽ ง ๆ เปนๅ กรณีพเิ ศษ เช฽น งดเสพสุรา งด
ฆา฽ สัตวแ เปนๅ ตน฾ อนง่ึ บดิ ามารดามักจะจดั พิธีอุปสมบทให฾บุตรหลานของตน โดยถือกันว฽าการเขา฾ บวช
เรยี นและอย฽จู าํ พรรษาในระหว฽างน้จี ะได฾รับอานสิ งสแอย฽างสูง
ความสาํ คญั ของวนั เขา฾ พรรษา
วันเข฾าพรรษาน้ีมีความสาํ คญั ตอ฽ พุทธศาสนกิ ชนและเปนๅ วนั สําคญั ของพระพุทธศาสนาดว฾ ยเหตุผลดังน้ี

1. พระภิกษุจะหยดุ จารกิ ไปยงั สถานที่อ่ืนๆแต฽จะเข฾าพักอย฽ูประจําในวัดแหง฽ เดียวตามพทุ ธ
บัญญัติ

2. การที่พระภิกษุอย฽ูประจาํ ท่นี านๆ ย฽อมมโี อกาสไดส฾ งเคราะหกแ ุลบตุ รทีป่ ระสงคแจะอุปสมบท
เพอื่ ศึกษาพระธรรมวินยั และสงเคราะหแพทุ ธบรษิ ัททั่วไป

3. เปนๅ เทศกาลที่พระพุทธศาสนิกชนงดเวน฾ อบายมขุ และความช่วั ตา฽ ง ๆ เชน฽ การด่ืมสรุ าสิง่
เสพตดิ และการเทีย่ วเตรเ฽ ฮฮา เปนๅ ตน฾

4. นอกจากเปนๅ เทศกาลทีพ่ ุทธศาสนิกชนงดเวน฾ อบายมุขและความชั่วต฽าง ๆ แลว฾ ในชว฽ งเวลา
พรรษา พุทธศาสนกิ ชนทั่วไปจะบําเพ็ญทาน รกั ษาศลี ฟงใ ธรรม และเจริญภาวนามากขน้ึ
พธิ ที างศาสนา

การบาํ เพ็ญกุศลเนือ่ งในเทศกาลเขา฾ พรรษานย้ี ังมีประเพณสี ําคญั อย฽ู 2 ประเพณี ควรนาํ มากลา฽ วไว฾
ณ ทน่ี ี้ ดังน้ี
1. ประเพณีแหเ฽ ทียนพรรษา

ประเพณนี ี้คงเกิดขึน้ จากความจาํ เปๅนทวี่ ฽าสมยั ก฽อนยังไม฽มีไฟฟาู ใช฾กันดังปจใ จบุ ัน เม่ือพระสงฆแ
จําพรรษารวมกนั มาก ๆกจ็ ําต฾องปฏิบัติกจิ วตั รเชน฽ การทําวัตรสวดมนตเแ ชา฾ มดื และตอนพลบคา่ํ

119

การศกึ ษาพระปรยิ ตั ธิ รรมกจิ กรรมเหลา฽ น้ลี ฾วนตอ฾ งการแสงสว฽างโดยเฉพาะ แสงสว฽างจากเทียนที่
พระสงฆจแ ุดบชู าพระรัตนตรัยและเพื่อต฾องการใชแ฾ สงสวา฽ งโดยตรงด฾วยเหตนุ ้ีพทุ ธศาสนกิ ชนจึงนิยมหล฽อ
เทยี นต฾นใหญ฽ กะวา฽ จะจดุ ได฾ตลอดเวลา 3 เดอื นไปถวายพระภกิ ษุในวัดใกล฾ ๆบ฾านเปนๅ พุทธบูชา เทียน
ดงั กลา฽ วเรยี กว฽า เทียนจาํ นําพรรษา

กอ฽ นจะนําเทียนไปถวายน้ี ชาวบ฾านมักจดั เปนๅ ขบวนแห฽แหนกนั ไปอย฽างเอิกเกริกสนุกสนาน
เรยี กว฽าประเพณแี ห฽เทียนจํานําพรรษาดงั ขอสรุปเนื้อหาจากหนังสอื นางนพมาศ ดังน้ี

เมือ่ ถงึ วนั ขน้ึ 14 ค่ํา ทัง้ ทหารบกและทหารเรือก็จดั ขบวนแหเ฽ ทยี นจํานาํ พรรษา ทั้งใส฽คานหาบ
ไปและลงเรือประดษิ ฐานอยู฽ในบุษบกทองคําประดับธงทวิ ตีกลอง เปาุ แตรสงั ขแ แห฽ไป ครัน้ ถงึ พระ
อารามแล฾วก็ยกตน฾ เทยี นนัน้ เข฾าไปถวายในพระอุโบสถหอพระธรรม และพระวหิ ารจดุ ตามให฾สว฽างไสวใน
ที่น้ันๆ ตลอด 3 เดือน
ทุกพระอาราม

ในวัดราษฎรแทั้งหลาย ก็มีพธิ ที ํานองน้ีทวั่ พระราชอาณาจักร ปจใ จบุ ัน ประเพณีแห฽เทยี นจํานาํ
พรรษานย้ี งั ถอื ปฏบิ ตั ิกันอยู฽ท่ัวไป บางจังหวดั เชน฽ อบุ ลราชธานี ถอื ให฾เปๅนประเพณเี ด฽นประจําจังหวดั
ตนไดจ฾ ดั ประดับตกแต฽งตน฾ เทียนใหญๆ฽ มีการประกวดแขง฽ ขันแลว฾ แห฽แหน ไปถวายตามวัดตา฽ ง ๆ

ตามชนบทน้นั การหล฽อเทยี นเขา฾ พรรษาทาํ กันอย฽างเอิกเกริกสนุกสนานมาก เม่ือหล฽อเสร็จแลว฾
ก็จะมีการแหแ฽ หนรอบพระอโุ บสถ 3 รอบ แลว฾ นําไปบชู าพระตลอดระยะเวลา 3 เดือน บางแห฽งก็มีการ
ประกวดการตกแต฽ง มกี ารแห฽แหนรอบเมืองด฾วยรว้ิ ขบวนท่ีสวยงาม โดยถอื วา฽ เปนๅ งานประจาํ ปีเลย
ทเี ดียว

อานสิ งคแของการถวายเทยี นพรรษ
1.ทําใหเ฾ กดิ ปใญญา ท้งั ในชาติน้แี ละชาตหิ นา฾ เปรยี บเหมือนแสงสว฽างแหง฽ เทียน
2.ทาํ ใหช฾ วี ติ สวา฽ งไสวร฽ุงเรือง ผ฾ถู วายย฽อมเจรญิ ดว฾ ยลาภ ยศ สรรเสรญิ
3.ทาํ ใหค฾ ลค่ี ลายเร่ืองราวตา฽ งๆ ทมี่ ปี ใญหารา฾ ยกลบั กลายเปๅนดี
4.ยอ฽ มเจรญิ ไปดว฾ ยมติ รและบริวาร

120

5.ยอ฽ มเปนๅ ที่รักของมนุษยแและเทวดาทง้ั หลาย
6.เม่ือจากโลกน้ีไปแลว฾ ย฽อมมีกายทิพยแอนั สวา฽ งไสว
7.เม่อื ลาลับโลกนไ้ี ปแล฾วย฽อมไปสูส฽ คุ ตแิ ละสวรรคแ
8.หากสั่งสมบารมีมากพอ ย฽อมทาํ ให฾เกิดดวงตาจักษุ คือปใญญารแู฾ จ฾งเข฾าส฽นู ิพพาน
ขัน้ ตอนและคําถวายเทียนพรรษา
การถวายเทยี นพรรษา ซ่งึ เปนๅ เทียนทม่ี ขี นาดใหญแ฽ ละยาวเปนๅ พิเศษกวา฽ เทยี นชนิดอ่ืน เพื่อจดุ
ในโบสถตแ ัง้ แต฽วนั เขา฾ พรรษาจนถึงวันออกพรรษา เพราะมีความเชื่อว฽าการถวายเทยี นพรรษาเปๅนการให฾
ทานดว฾ ยแสงสว฽าง ถอื เปนๅ กศุ ลทานอย฽างหนึง่ จะทําให฾เพ่ิมพูนปญใ ญา หตู าสว฽างไสว รวมท้งั เปนๅ การ
ถวายเทยี นเพ่ือให฾พระภิกษสุ งฆแได฾ใช฾ประโยชนแ

ขั้นตอนการถวายเทียนพรรษา
สาํ หรบั ประเพณกี ารถวายเทียนพรรษา เปๅนประเพณีท่ีมมี าแตโ฽ บราณกาล ซึง่ พุทธศาสนิกชนจะ

ทําการหลอ฽ เทยี นพรรษา เม่ือหลอ฽ เสรจ็ แลว฾ จะมีการนําเทยี นแห฽รอบพระอุโบสถ 3 รอบ กอ฽ นถวายพระ
ท้งั น้ี จะเร่ิมถวายเทียนกอ฽ นถึงวันเข฾าพรรษา สามารถแบง฽ ประเพณกี ารถวายเทียนพรรษา

ออกเปนๅ 2 ประเภท คือ
1. ประเพณีหลวง หรือการพระราชกุศลหล฽อเทยี นพรรษา คือการท่พี ระมหากษัตริยแทรงหล฽อ

เทียนพรรษาดว฾ ยพระองคเแ อง และเสดจ็ พระราชดาํ เนนิ ทรงจุดบชู าพระรัตนตรัยเฉพาะพระอารามหลวง
ทสี่ าํ คญั และโปรดเกลา฾ ฯ ให฾มีผ฾ูแทนพระองคแ

2. ประเพณรี าษฎร หรอื เทยี นจาํ นําพรรษา หรือท่ีเรียกกนั วา฽ เทยี นพรรษา คือการที่ประชาชน
เปๅนผูห฾ ล฽อเทียนจํานาํ พรรษา มี 2 ชนิด คือ เทียนพรรษาแบบจดุ ได฾ กับเทียนพรรษาแบบจดุ ไม฽ได฾ ซ่งึ ทํา
ขน้ึ มาเพอ่ื ประกวดหรือถวายเปนๅ พทุ ธบูชาเท฽าน้นั

121

บทสวดถวายเทยี นพรรษา
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสมั พุทธัสสะ (ว฽า 3 จบ)
ยคั เฆ ภันเต สงั โฆ ปะฏิชานาตุ มะยงั ภันเต เอตัง ปะทปี ะยุคัง สะปะรวิ ารงั
เตมาสงั พุทธสั สะ ปชู ะนตั ถายะ อิมสั สะหมงิ อะโปสะถาคาเร
นิยยาเทมะ สาธุ โน ภันเต อะยัง เตมาสงั พทุ ธัสสะ ปูชะนัตถายะ

ปะทีปะยคุ ัสสะ ทานัสสะ อานิสังโส อมั หากญั เจวะ
มาตาปติ ุอาทนี ัญจะ ปิยะชะนานัง ทีฆะรัตตงั หิตายะ สขุ ายะ สงั วัตตะตุ
คําแปล ข฾าแต฽พระสงฆแผู฾เจรญิ ขอพระสงฆโแ ปรดรับทราบ ข฾าพเจ฾าทัง้ หลาย ขอมอบถวายเทียนคน฽ู ี้
พรอ฾ มกบั ของบริวาร ไว฾ ณ อโุ บสถนี้ เพอื่ เปนๅ พุทธบชู าตลอดพรรษา ขออานสิ งสแแห฽งการถวายค฽เู ทียน
เพื่อเปนๅ พุทธบชู า ตลอดพรรษาน้ีของขา฾ พเจ฾าทั้งหลาย จงเปนๅ ไปเพ่ือประโยชนแ เพื่อความสุข แกข฽ ฾าพเจ฾า
ทง้ั หลายด฾วย แก฽ปยิ ชนทัง้ หลาย มมี ารดาบิดาเปๅนต฾นด฾วย ตลอดกาลนานเทอญ
หรอื อีกบท เปนๅ บทสวดแบบส้ัน

คาํ กลา฽ วถวายเทยี นพรรษา
อิมานิ มะยัง ภนั เต วสั สกิ ะปะทปี านิ สะปะรวิ ารานิ
เตมาสงั พุทธัสสะ ปูชะนตั ถายะ อิมัสสะหมิง อาวาเส
นียาเทมะ สาธโุ น ภันเต อะยัง เตมาสงั วสั สกิ ะปะทีปานงั

ทานัสสะ อานิสงั โส อัมหากัญเจวะ ฑฆี ะรัตตงั
หติ ายะ สุขายะ นิพพานายะ จะ ฯ

คาํ แปล ขา฾ แต฽พระภิกษสุ งฆผแ ฾เู จรญิ ข฾าพเจา฾ ท้ังหลาย ขอน฾อมถวายเทียนพรรษา พร฾อมดว฾ ยบริวาร
ท้ังหลายเหล฽านี้ ไว฾ในอาวาสแห฽งน้ี เพ่อื เปนๅ พทุ ธบูชา ตลอดพรรษา ขออานสิ งสแ แหง฽ การถวายเทยี น
พรรษาตลอดพรรษานี้ จงเปนๅ ไปเพื่อประโยชนแ เพอื่ ความสุข เพื่อมรรคผลนิพพาน แก฽ขา฾ พเจา฾ ทง้ั หลาย
ตลอดกาลนานเทอญฯ
2. ประเพณีถวายผา฾ อาบนํ้าฝน

การถวายผา฾ อาบนาํ้ ฝนนี้ เกิดขน้ึ แตส฽ มยั พุทธกาล คือ มหาอุบาสกิ า ชื่อว฽า วิสาขาไดท฾ ลู ของ
พระบรมพทุ ธานญุ าตให฾พระสงฆแ ไดม฾ ผี า฾ อาบนํ้าสาํ หรับผลดั เปล่ียนเวลาสรงน้ําฝนระหวา฽ งฤดูฝน นาง
วสิ าขาจึงเปนๅ สตรคี นแรกท่ไี ด฾ถวายผ฾าอาบนํา้ ฝนแด฽พระสงฆแ

ดว฾ ยเหตุนี้ เม่อื ถึงวันเขา฾ พรรษา พทุ ธศาสนกิ ชน ตัง้ แต฽สมยั กรุงสโุ ขทัยราชธานี จงึ นิยมนําผ฾า
อาบนา้ํ ฝนไปถวายผ฾าอาบนํา้ ฝนถวายพระสงฆแผ฾ูจะอยูพ฽ รรษา พร฾อมกบั อาหารและเครื่องใช฾ท่จี าํ เปนๅ ต฽าง


122
แม฾ในปจใ จุบนั พุทธศาสนกิ ชนไทยก็คงยังปฏบิ ัติกจิ กรรม อย฽างนี้อยู฽บางวัดมีการแจกฎกี านดั
เวลา ประกอบพธิ ีถวายผา฾ อาบนาํ้ ฝน (วัสสกิ สาฎก) หรอื ผ฾าจํานาํ พรรษาและเครื่องใช฾อื่นๆ ณ ศาลา
บาํ เพ็ญกุศลของวดั ใกลบ฾ า฾ น

บทสวด หรอื คาํ ถวายผา฾ อาบนา้ํ ฝน
อิมานิ มะยัง ภันเต วสั สกิ ะสาฏกิ านิ ภิกขุสังฆสั สะ
โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภกิ ขสุ ังโฆ อมิ านิ วัสสิกะสาฏิกานิ
สะปะรวิ ารานิ ปะฏคิ คัณหาตุ อัมหากัง ทฆี ะรัตตงั หติ ายะ สขุ ายะ
คาํ แปล ขา฾ แตพ฽ ระสงฆแผ฾ูเจริญ ขา฾ พเจา฾ ทง้ั หลาย ขอนอ฾ มถวาย ผา฾ อาบน้าํ ฝน กบั ท้งั บริวารเหล฽านี้ แก฽
พระภกิ ษสุ งฆแ ขอพระภกิ ษสุ งฆแจงรบั ผา฾ อาบน้ําฝน กับท้ังบริวารเหลา฽ น้ี ของข฾าพเจ฾าท้ังหลาย เพือ่
ประโยชนแแ ละความสุข แก฽ ข฾าพเจ฾าทั้งหลาย สน้ิ กาลนาน เทอญ ฯ
กิจกรรมตา฽ ง ๆ ที่ควรปฏบิ ตั ใิ นวนั เขา฾ พรรษา
- ร฽วมกิจกรรมทาํ เทียนจํานําพรรษา
- รว฽ มกิจกรรมถวายผ฾าอาบนํ้าฝน และจตุปจใ จยั แก฽พระภกิ ษสุ ามเณร
- รว฽ มทําบุญ ตักบาตร ฟใงธรรมเทศนา รักษาอโุ บสถศีล
- อธษิ ฐานงดเว฾นอบายมุขต฽าง ๆ

3.6 วนั ออกพรรษา

ประวตั คิ วามเปนๅ มา
วันออกพรรษา ตรงกับวันเพ็ญ (ขึน้ 15 คํ่า) เดอื น 11 เปๅนวนั ที่พระภกิ ษสุ งฆแออกจากจาํ

พรรษา หรอื การอย฽ูประจําที่ตลอดฤดูฝน เปนๅ ระยะเวลา 3 เดือน ตอ฽ จากวันน้ไี ปพระภกิ ษุสงฆกแ ็สามารถ
จาริกไปในที่ตา฽ ง ๆ และค฾างแรมในท่อี ่นื ได฾
วนั ออกพรรษา ตรงกบั วนั ขนึ้ 15 คํ่า เดอื น 11 เปนๅ วันสําคัญวันหนงึ่ ของพระภิกษสุ งฆแ คือ เปนๅ วันสนิ้ สดุ
การจาํ พรรษา หรอื ออกจากพรรษาทไ่ี ด฾อธษิ ฐานเข฾าจําพรรษาตลอดระยะเวลา 3 เดือน ในวนั ออก

123

พรรษาในพระไตรปฎิ กกลา฽ วไว฾วา฽ เปนๅ วนั ที่ พระสมั มาสมั พุทธเจ฾าเสดจ็ ลงจากสวรรคแช้นั ดาวดงึ สมแ ายัง
โลกมนษุ ยแ หลังจากท่ีพระองคแได฾เสด็จไปจําพรรษา และแสดงพระธรรมเทศนาโปรดเทพบุตรพทุ ธมารดา
ซง่ึ อย฽สู วรรคชแ ้นั ดุสติ แต฽ลงมาฟใงพระธรรมเทศนาทชี่ ัน้ ดาวดึงสแ

วนั ออกพรรษา หมายถึงวนั ทีพ่ ฾นจากข฾อกาํ หนดทางพระวนิ ัยทีต่ ฾องอยปู฽ ระจําที่หรือในวดั แห฽ง
เดียวตลอด 3 เดอื น ในฤดฝู น กลา฽ วคอื เม่ือพระภิกษุได฾อธิษฐานอย฽จู ําพรรษาในวนั แรม 1 คา่ํ เดอื น 8
แล฾วอยู฽ประจําท่หี รือวัดน้นั เรื่อยไป จนสน้ิ สุดในวนั ข้ึน 15 คาํ่ เดอื น 11 หลังจากวันออกพรรษาแลว฾ ก็
สามารถจาริกไปค฾างแรมท่ีอืน่ ได฾

วันออกพรรษา เรยี กว฽าอยา฽ งหน่งึ วา฽ “วนั ปวารณา” หรือ “วันมหาปวารณา” คือวนั ท่พี ระสงฆแ
ทําปวารณากรรม คือเปิดโอกาสใหเ฾ พื่อนพระภกิ ษุว฽ากล฽าวตักเตอื นกนั ดว฾ ยเมตตาจิตได฾ เมื่อได฾เหน็ ไดท฾ ั้ง
หรอื สงสยั ในพฤติกรรมของกันและกัน
หลกั ธรรมท่ีควรปฏบิ ตั ใิ นวนั ออกพรรษา

ในเทศกาลออกพรรษา มีหลักธรรมสําคญั ที่ควรนําไปปฏบิ ตั ิ คอื ปวารณา การเปดิ โอกาสให฾
ผูอ฾ ่ืนว฽ากล฽าวตกั เตือนตนเองได฾ ในการปวารณานี้อาจแบง฽ บุคคลออกเปๅน 2 ฝุาย คือ

1. ผวู฾ ฽ากล฽าวตกั เตือน จะตอ฾ งเปๅนผ฾ูมีเมตตา ปรารถนาดตี ฽อผ฾ูที่ตนว฽ากลา฽ วตกั เตือน เรยี กวา฽ มี
เมตตาทางกาย ทางวาจา และทางใจ พร฾อมมูล

2. ผูถ฾ กู วา฽ กล฽าวตักเตอื น ต฾องมีใจกวา฾ ง มองเหน็ ความปรารถนาดขี องผต฾ู ักเตอื น ดีใจดงั มีผมู฾ า
บอกขุมทรัพยใแ ห฾ การปวารณา จงึ เปนๅ คณุ ธรรมสร฾างความสมคั รสมานสามัคคแี ละดํารงความบรสิ ทุ ธ์ิ
หมดจดไวใ฾ นสงั คมพระสงฆแ การปวารณา แมจ฾ ะเปนๅ สงั ฆกรรมของสงฆแ ก็อาจนาํ มาประยุกตแใช฾กบั สงั คม
ชาวบ฾าน เช฽น การปวารณากนั ระหว฽างสมาชิกในครอบครวั ในสถานศกึ ษา ในสถานท่ที าํ งาน พนักงาน
ในห฾างรา฾ น บริษัทและหน฽วยงานราชการ เปนๅ ตน฾

กิจกรรมตา฽ งๆ ท่ีควรปฏิบัติในวนั ออกพรรษา
1. ทําบุญตักบาตรอุทิศส฽วนกุศลใหแ฾ กญ฽ าติผลู฾ ว฽ งลบั
2. ไปวัดเพ่อื ปฏิบตั ธิ รรม ฟใงพระธรรมเทศนา
3. ร฽วมกุศลธรรม "ตักบาตรเทโว"
4. ปใดกวาดบา฾ นเรอื นให฾สะอาด ประดบั ธงชาตติ ามอาคารบา฾ นเรอื นและสถานท่ีราชการ

และ ประดับธงชาติและธงธรรมจกั รตามวดั และสถานท่สี ําคัญทางพระพทุ ธศาสนา
5. ตามสถานทรี่ าชการ สถานท่ีศึกษาและท่ีวัด ควรจัดใหม฾ ีนิทรรศการ การบรรยาย หรอื บรรยาย

ธรรม เก่ยี วกับวนั ออกพรรษาฯลฯ เพื่อให฾ความร฾แู กป฽ ระชาชนและผู฾สนใจท่วั ไป

ประเพณีเกย่ี วกบั วนั ออกพรรษา

ประเพณตี กั บาตรเทโว

124

ในวันแรม 1 คา่ํ เดือน 11ซึ่งตรงกับช฽วงส้ินสุดการอย฽ูจําพรรษาเปๅนเวลา 3 เดือนของภิกษุสงฆแ
ที่องคแพระสัมมาสมั พทุ ธเจ฾าทรงบัญญัติไว฾พอดี ในทกุ ๆ ปี พทุ ธศาสนกิ ชนท้ังหลายจะถือเอาวันน้ีเปๅนวัน
สําคัญ จะร฽วมกันทําบุญตักบาตรโดยจัดพิธีเปๅนพิเศษกว฽าการทําบุญตักบาตรท่ัวไป เรียกการตักบาตร
ครัง้ น้วี า฽ ตักบาตรเทโว หรอื การถวายบาตรพระภกิ ษุเนอื่ งในโอกาสวันคล฾ายวันท่ีองคแพระสัมมาสัมพุทธ
เจ฾าเสด็จลงจากสวรรคแช้ันดาวดึงสแ และเปๅนการทําบุญทํากุศลอุทิศให฾แก฽บรรพบุรุษ บิดามารดา ญาติพี่
นอ฾ งทล่ี ฽วงลับไปแล฾ว เจ฾ากรรมนายเวรและเพ่อื เปนๅ สิริมงคลใหก฾ บั ตนเองและครอบครวั

คําว฽า เทโว มาจากคําว฽า เทโวโรหณะ หมายถึงการเสด็จลงมาจากเทวโลกขององคแพระ
สัมมาสัมพุทธเจ฾า เปๅนเหตุการณแหลังจากที่องคแพระสัมมาสัมพุทธเจ฾าทรงตรัสรู฾ ทรงออกประกาศพระ
ศาสนาไปทวั่ ชมพูทวีป เสดจ็ ไปโปรดเทศนาพระญาตพิ ระวงศแท้ังหลายจนได฾ดวงตาเห็นธรรมตามสมควร
คงเหลือแตพ฽ ระนางสิริมหามายา พุทธมารดาท่ีสิ้นพระชนมแไปหลังจากที่มีพระประสูติกาลได฾ 7 วัน องคแ
พระสัมมาสัมพุทธเจ฾าจึงดําริจะที่จะข้ึนไปเทศนาแสดงธรรมโปรดแด฽พุทธมารดาบนสวรรคแชั้นดาวดึงสแ
เพ่ือเปๅนการสนองพระคุณ เปๅนเวลา 1 พรรษา ในพรรษาที่ 7 หลังจากท่ีทรงตรัสร฾ู และเสด็จกลับลง
มายงั โลกมนษุ ยในวันแรม 1 คํา่ เดือน 11 เม่ือเหล฽าเทพบุตร เทพธิดา เทวดานางฟูา มนุษยแ ภูติผีปีศาจ
อสูรกาย ประชาชนทราบขา฽ วการเสด็จกลับลงมาจากดาวดงึ สแ จงึ พากนั ไปเข฾าเฝูาฯ รออยูท฽ ี่เชิงบันไดเพื่อ
ถวายบาตรแด฽พระองคแกันอย฽างเนื่องแน฽นวัดแต฽ละวัดจะอัญเชิญพระพุทธรูปท่ีคนในชุมชนเคารพนับถือ
ข้ึนประดิษฐานบุษบก พร฾อมกับวางบาตรไว฾ด฾านหน฾า จัดเปๅนขบวนแห฽นําหน฾าแถวพระภิกษุสงฆแ
สามเณร เพ่ือรบั บาตรจากญาติโยมทั้งหลาย บางวัดท่ีมีพระพุทธบาทจําลองอยู฽บนเขา พระภิกษุสงฆแจะ
เดินลงมาตามบันไดเชิงขาเพ่ือรับบาตร เสมือนเหตุการณแท่ีองคแพระสัมมาสัมพุทธเจ฾าเสด็จจากดาวดึงสแ
ลงมาทางบันไดเชิงเขา มีการจัดถวายภัตตาหารคาวหวาน ข฾าวสารอาหารแห฾ง ดอกบัว ข฾าวต฾มโยน
เน่ืองจากในคร้ังสมัยพุทธกาล มีประชาชนต฽างมารอเฝูารับเสด็จฯ เปๅนจํานวนมากทําให฾ไม฽สามารถใส฽
บาตรถงึ ตัวพระองคแได฾ จงึ พากันอธิษฐานแล฾วใส฽บาตรแทน ซ่ึงด฾วยศรัทธาตั้งใจจริงทําให฾อาหารที่โยนมา
นั้นตกลงในบาตรของพระพุทธองคแได฾พอเหมาะพอดี นอกจากน้ียังมีอาหารอีกชนิดหนึ่งท่ีกล฽าวถึงใน
พุทธประวัติสืบเนื่องมาจากเหตุการณแการเสด็จกลับลงมายังโลกมนุษยแขององคแพระสัมมาสัมพุทธเจ฾า
ดว฾ ย น่นั คือ ข฾าวมธปุ ายาส (ข฾าวทิพย)แ หรอื ข฾าวทกี่ วนกับน้าํ ผ้ึง โดยข฾าวทิพยแนี้จะประกอบพิธีกวนขึ้นใน
วันขึน้ 15 ค่ํา เดือน 11 ก฽อนวันออกพรรษา 1 วนั โดยจะตอ฾ งใหเ฾ ด็กหญิงทยี่ งั ไม฽มีประจําเดือน 4 คน น฽ุง
ขาว ห฽มขาว ทาํ หน฾าท่กี วนข฾าวทพิ ยแ การกวนขา฾ วทิพยนแ ต้ี ามตํานานความเชือ่ กล฽าวไว฾ว฽า นางสุชาดาคือผ฾ู
ริเริ่มการปรุงข฾าวมธุปายาสมาถวายองคแพระสัมมาสัมพุทธเจ฾า ต฽อมาเหล฽าเทพบุตร เทพธิดา เทวดา
นางฟูา มนษุ ยแ ภตู ผิ ีปีศาจ อสรู กาย ไดร฾ วมตัวกันประกอบพิธีกวนข฾าวทิพยแเพ่ือแจกจ฽ายให฾ได฾นําไปถวาย
บาตรแด฽องคแพระสัมมาสัมพุทธเจ฾าร฽วมกัน จึงเปๅนท่ีมาของการร฽วมแรงร฽วมใจของคนในชุมชนและวัดท่ี
จะรวมกนั จดั พธิ ีกวนข฾าวทิพยเแ พอื่ ใช฾ในการตักบาตรในวนั ตกั บาตรเทโวนั่นเอง

125

พธิ ที อดกฐนิ
การทอดกฐิน เปๅนประเพณีท่ีสําคัญของพุทธศาสนิกชนอย฽างหน่ึง นิยมทํากันต้ังแต฽วันแรมคํ่า

เดือนสิบเอ็ด ไปจนถงึ กลางเดือนสบิ สอง คําว฽า กฐิน แปลว฽า ไม฾สะดึง คือกรอบไม฾ชนิดหนึ่งสําหรับขึงผ฾า
ใหต฾ งึ สะดวกแก฽การเย็บ ในสมัยโบราณเย็บผ฾าต฾องเอาไม฾สะดึงมาขึงผ฾าให฾ตึงเสียก฽อน แล฾วจึงเย็บเพราะ
ช฽างยังไม฽มีความชํานาญเหมื่อนสมัยปใจจุบันน้ี และเครื่องมือในการเย็บก็ยังไม฽เพียงพอ เหมือนจักรเย็บ
ผ฾าในปใจจุบัน การทําจีวรในสมัยโบราณจะเปๅนผ฾ากฐินหรือแม฾แต฽จีวรอันมิใช฽ผ฾ากฐิน ถ฾าภิกษุทําเอง ก็
จัดเปๅนงานเอิกเกริกทีเดียว เช฽นตํานานกล฽าวไว฾ว฽า การเย็บจีวรน้ัน พระเถรานุเถระต฽างมาช฽วยกัน เปๅน
ตน฾ วา฽ พระสารบี ุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ แม฾สมเด็จพระบรมศาสดาก็เสด็จลงมาช฽วย
ภิกษุสามเณรอ่ืน ๆ ก็ช฽วยขวนขวายในการเย็บจีวร อุบาสกอุบาสิกาก็จัดหานํ้าด่ืมเปๅนต฾น มาถวาย
พระภิกษุสงฆแ มีองคแพระสัมมาสัมพุทธะเปๅนประธาน โดยนัยนี้ การเย็บจีวรแม฾โดยธรรมดา ก็เปๅนการ
ต฾องชว฽ ยกนั ทาํ หลายผู฾หลายองคแ (ไม฽เหมอื นในปจใ จุบนั ซึ่งมจี ีวรสําเร็จรูปแลว฾ )

ผา฾ กฐนิ โดยความหมายก็คอื ผา฾ สําเรจ็ รูปโดยอาศยั ไมส฾ ะดงึ นิยมเรียกกนั จนปจใ จบุ นั นี้
การทอดกฐิน คือ การนําผ฾ากฐินไปวางไว฾ต฽อหน฾าพระสงฆแอย฽างต่ําห฾ารูป แล฾วให฾พระสงฆแรูปใดรูปหน่ึงท่ี
ไดร฾ บั มอบหมาย จากคณะสงฆทแ ัง้ น้นั เปนๅ เอกฉนั ทใแ ห฾เปๅนผ฾ูรับกฐนิ นน้ั
เขตกาํ หนดทอดกฐนิ

การทอดกฐินเปนๅ กาลทาน ตามพระวินยั กาํ หนดกาลไว฾ คือ ต้ังแต฽แรม 1 ค่าํ เดอื น 11 ถงึ วัน
ขึ้น 15 ค่ํา เดอื น 12 ผ฾มู จี ิตศรทั ธาเลอ่ื มใส ใคร฽จะทอดกฐิน กใ็ หท฾ อดได฾ในระหว฽างระยะเวลาน้ี จะทอด
ก฽อนหรือทอดหลงั กาํ หนดนี้ ก็ไมเ฽ ปๅนการทอดกฐนิ แต฽มีข฾อยกเวน฾ พเิ ศษว฽า ถ฾าทายกผูจ฾ ะทอดกฐินนน้ั มี
กจิ จําเปนๅ เชน฽ จะต฾องไปในทัพ
ไม฽สามารถจะอยู฽ทอดกฐินตามกําหนดนั้นได฾ จะทอดกฐินก฽อนกําหนดดังกล฽าวแล฾วพระสัมมาสัมพุทธะ
ทรงอนญุ าตให฾ภกิ ษุจะรับไว฾กอ฽ นได฾ การท่ีมปี ระเพณีทอดกฐนิ มีเรอ่ื งว฽า ในคร้ังพุทธกาล พระภิกษุชาวปา
ไถยรัฐ (ปาวา) ผู฾ทรงธุดงคแ จํานวน 30 รูป เดินทางไกลไปไม฽ทันเข฾าพรรษา เหลือทางอีกหกโยชนแจะถึง
นครสาวตั ถี จงึ ตกลงพกั จําพรรษาที่เมืองสาเกตตลอดไตรมาส เมือ่ ออกพรรษาจึงเดินทางไปเฝูาพระบรม
ศาสดา ณ เชตวันมหาวิหารนครสาวัตถี ภิกษุเหล฽าน้ันมีจีวรเก฽า เปื็อนโคลน และเปียกช฽ุมด฾วยน้ําฝน
ได฾รบั ความลาํ บากตรากตราํ มาก พระพทุ ธเจ฾าจงึ ทรงถือเปๅนมูลเหตุ ทรงมีพุทธานุญาตให฾ภิกษุท่ีจพรรษา
ครบสามเดือนกรานกฐนิ ได฾ และให฾ได฾รับอานิสงสแ ห฾าประการคือ

126

1) เที่ยวไปไหนไม฽ต฾องบอกลา
2) ไมต฽ ฾องถือไตรจวี รไปครบ
3) ฉันคณะโภชนไแ ด฾
4) ทรงอติเรกจวี รได฾ตามปรารถนา
5) จีวรอันเกิดขึ้นนนั้ จะได฾แก฽พวกเธอ และได฾ขยายเขตอานสิ งสหแ า฾ อกี สีเ่ ดือน นับแตก฽ รานกฐิน
แล฾วจนถงึ วันกฐินเดาะเรียกว฽า มาตกิ าแปด คือการกาํ หนดวนั ส้นิ สุดท่ีจะได฾จวี ร คือ กาํ หนดด฾วยหลีกไป
กําหนดดว฾ ยทําจีวรเสร็จ กาํ หนดด฾วยตกลงใจ กําหนดดว฾ ยผ฾าเสียหาย กาํ หนดด฾วยได฾ยินข฽าว กําหนดด฾วย
สิ้นหวงั กาํ หนดด฾วยลว฽ งเขต กาํ หนดดว฾ ยเดาะพร฾อมกนั ฉะนนั้ เมือ่ ครบวนั กาํ หนดกฐินเดาะแลว฾ ภิกษกุ ็
หมดสิทธ์ิตอ฾ งรักษาวนิ ยั ต฽อไป พระสงฆจแ ึงรับผา฾ กฐนิ หลังออกพรรษาไปแล฾ว หน่ึงเดือนได฾ จงึ ไดถ฾ ือเปนๅ
ประเพณปี ฏิบัติสืบต฽อกนั มาจนทกุ วนั นี้
การทอดกฐินในปใจจบุ ัน ถือว฽าเปนๅ ทานพเิ ศษ กาํ หนดเวลาปีหน่งึ ทอดถวายได฾เพยี งคร้ังเดยี ว ตามอรรถ
กถาฎกี าต฽าง ๆ พอกาํ หนดได฾วา฽ ชนิดของกฐนิ มีสองลกั ษณะ คือ
จุลกฐิน การทาํ จีวร พระพุทธเจา฾ ทรงบัญญัตสิ ิกขาบท ทกุ ฝุายตอ฾ งชว฽ ยกนั ทําใหเ฾ สรจ็ ภายใน
กาํ หนดหนึง่ วัน ทําฝาู ย ปนใๆ กรอ ตัด เยบ็ ยอ฾ ม ทําใหเ฾ ปนๅ ขันธแได฾ขนาดตามพระวินยั แลว฾ ทอดถวายให฾
เสรจ็ ในวนั นน้ั
มหากฐนิ คืออาศยั ปจใ จัยไทยทานบรวิ ารเคร่ืองกฐนิ จาํ นวนมากไม฽รีบด฽วน เพื่อจะได฾มีสว฽ นหนง่ึ
เปนๅ ทุนบํารงุ วดั คอื ทาํ นวกรรมบา฾ ง ซ฽อมแซมบูรณของเกา฽ บ฾าง ปจใ จุบันนิยมเรยี กกนั ว฽า กฐนิ สามัคคี
การทอดกฐินในเมืองไทย แบ฽งออกตามประเภทของวดั ท่จี ะไปทอด คือ
พระอารามหลวง ผา฾ พระกฐินทพ่ี ระบาทสมเดจ็ พระเจา฾ อย฽ูหัว เสด็จพระราชดําเนนิ ไป
พระราชทานดว฾ ยพระองคเแ อง หรอื โปรดเกล฾า ฯ ให฾พระบรมวงศานวุ งศแผู฾ใหญ฽ไปพระราชทาน เครอ่ื ง
กฐินทานนจ้ี ดั ด฾วยพระราชทรัพยขแ องพระองคแเอง เรยี กวา฽ กฐินหลวง บางทกี ็เสด็จไปพระราชทานยังวัด
ราษฎรแดว฾ ย นยิ มเรยี กว฽า กฐินตน฾ ผา฾ กฐนิ ทานนอกจากทไี่ ด฾รับกฐินของหลวงโดยตรงแล฾ว พระอาราม
หลวงอื่น ๆ จะได฾รบั กฐินพระราชทาน ซงึ่ โปรดเกลา฾ ฯ พระราชทานผา฾ กฐนิ ทาน และเครอื่ งกฐนิ แก฽
พระบรมวงศานวุ งศแ ข฾าราชบรพิ าร ส฽วนราชการ หรอื เอกชนให฾ไปทอด โดยรฐั บาลโดยกรมศาสนาจัดผ฾า
พระกฐินทาน และเคร่อื งกฐินถวายไป ผ฾ูได฾รบั พระราชทานอาจจะถวายจตุปจใ จยั หรือเงินทาํ บุญทว่ี ดั น้นั
โดยเสด็จในกฐินพระราชทานได฾
สว฽ นวดั ราษฎรแท่วั ไป คณะบคุ คลจะไปทอดโดยการจองล฽วงหน฾าไว฾ก฽อนตั้งแตใ฽ นพรรษา กอ฽ นจะเข฾า
เทศกาลกฐินถ฾าวัดใดไมม฽ ผี จ฾ู อง เมอ่ื ใกล฾เทศกาลกฐิน ประชาชนทายกทายิกาของวดั นัน้ ก็จะรวบรวมกัน
จดั การทอดกฐนิ ณ วดั นัน้ ในเทศกาลกฐิน
การจองกฐนิ
วัดราษฎรแท่ัวไป นิยมทําเปๅนหนังสือจองกฐินไปติดต฽อประกาศไว฾ยังวัดท่ีจะทอดถวาย เปๅนการ
เผดียงสงฆแให฾ทราบวันเวลาท่ีจะไปทอด หรือจะไปนมัสการเจ฾าอาวาสให฾ทราบไว฾ก็ได฾ สําหรับการขอ
พระราชทานผ฾าพระกฐินไปทอด ณ พระอารามหลวงให฾แจ฾งกรมการศาสนา เพ่ือข้ึนบัญชีไว฾กราบบังคม

127

ทูลและแจ฾งให฾วัดทราบ ในทางปฏิบัติผู฾ขอพระราชทานจะไปติดต฽อกับทางวัดในรายละเอียดต฽าง ๆ จน
ก฽อนถึงวันกําหนดวนั ทอด จึงมารบั ผา฾ พระกฐิน และเคร่ืองกฐนิ พระราชทานจากกรมศาสนา

การนาํ กฐนิ ไปทอด
ทําได฾สองอย฽าง อย฽างหน่ึงคือนําผ฾ากฐินทานกับเครื่องบริวารท่ีจะถวายไปตั้งไว฾ ณ วัดท่ีจะทอด
ก฽อน พอถึงวันกําหนดเจ฾าภาพผ฾ูเปๅนเจ฾าของกฐิน หรือรับพระราชทานผ฾ากฐินทานมาจึงพากันไปยังวัด
เพ่ือทําพิธีถวาย อีกอย฽างหนึ่ง ตามคติที่ถือว฽าการทอดกฐินเปๅนการถวายทานพิเศษแก฽พระสงฆแท่ีได฾จํา
พรรษาครบไตรมาส นบั วา฽ ไดก฾ ุศลแรง จงึ ได฾มีการฉลองกฐินก฽อนนําไปวัดเปๅนงานใหญ฽ มีการทําบุญเลี้ยง
พระท่บี า฾ นของผู฾เปนๅ เจ฾าของกฐิน และเลี้ยงผ฾ูคน มีมหรสพสมโภช และบางงานอาจมีการรวบรวมปใจจัย
ไปวัดถวายพระอกี ด฾วยเช฽น ในกรณีกฐินสามัคคี พอถึงกําหนดวันทอดก็จะมีการแห฽แหนเปๅนกระบวนไป
ยังวัดท่จี ะทอด มีเคร่อื งบรรเลงมกี ารฟอู นราํ นาํ ขบวนตามประเพณีนิยม
การถวายกฐนิ
นยิ มถวายในโบสถแ โดยเฉพาะกฐนิ พระราชทาน กอ฽ นจะถึงกําหนดเวลาจะเอาเครื่องบรวิ ารกฐิน
ไปจัดตั้งไวใ฾ นโบสถแกอ฽ น ส฽วนผา฾ กฐินพระราชทานจะยังไมน฽ ําเข฾าไป พอถงึ กําหนดเวลาพระสงฆแท่จี ะรับ
กฐนิ จะลงโบสถแพร฾อมกัน นง่ั บนอาสนที่จดั ไว฾ เจา฾ ภาพของกฐนิ พร฾อมดว฾ ยผ฾รู ว฽ มงานจะพากันไปยัง
โบสถแ เม่ือถงึ หนา฾ โบสถเแ จา฾ หน฾าทจี่ ะนาํ ผา฾ พระกฐินไปรอส฽งให฾ประธาน ประธานรับผ฾าพระกฐนิ วางบนมอื
ถอื ประคอง นาํ คณะเดนิ เข฾าส฽ูโบสถแ แลว฾ นาํ ผ฾าพระกฐนิ ไปวางบนพานทจี่ ัดไวห฾ นา฾ พระสงฆแ และหนา฾ พระ
ประธานในโบสถแ คณะท่ีตามมาเข฾านั่งท่ี ประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรตั นตรยั แล฾วกราบพระพทุ ธรูป
ประธานในโบสถแแบบเบญจางคประดิษฐแสามครง้ั แลว฾ ลุกมายกผา฾ พระกฐินในพานขน้ึ ดึงผ฾าหม฽ พระ
ประธานมอบให฾เจา฾ หนา฾ ที่ รบั ไปห฽มพระประธานทหี ลงั แล฾วประนมมือวางผ฾าพระกฐนิ บนมอื ทง้ั สอง หัน
หน฾าตรงพระสงฆแแลว฾ กล฽าวคําถวายผ฾าพระกฐิน จบแลว฾ พระสงฆรแ ับ สาธกุ าร ประธานวางผา฾ พระกฐินลง
บนพานเช฽นเดิม แลว฾ กลบั เข฾านงั่ ท่ี ต฽อจากนไี้ ปเปนๅ พิธีกรานกฐนิ ของพระสงฆแ
กฐินของประชาชน หรอื กฐินสามัคคี หรือในวัดบางวดั นิยมถวายกนั ท่ีศาลาการเปรยี ญ หรือ
วหิ ารสําหรบั ทาํ บุญ แล฾วเจ฾าหนา฾ ที่จึงนาํ ผา฾ กฐนิ ท่ีถวายแลว฾ ไปถวายพระสงฆแ ทาํ พิธกี รานกฐินในโบสถแ
เฉพาะพระสงฆแอกี ทหี นงึ่
การทําพิธีกฐินัตการกจิ ของพระสงฆแ เร่มิ จากการกลา฽ วคําขอความเห็นท่ีเรยี กวา฽ อปโลกนแ และ
การสวดญัตตทิ ุตยิ กรรม คือการยินยอมยกให฾ ต฽อจากน้ันพระสงฆแรูปท่ีได฾รบั ความยนิ ยอม นาํ ผา฾ ไตรไป
ครองเสรจ็ แล฾วขึ้นนั่งยงั อาสนเดิม ประชาชนผ฾ถู วายพระกฐนิ ทาน ทายกทายิกา และผร฾ู ว฽ มบาํ เพ็ญกุศล
ณ ที่นน้ั เข฾าประเคนสง่ิ ของอันเปนๅ บรวิ ารขององคแกฐนิ ตามลําดับจนเสรจ็ แล฾ว พระสงฆแทั้งนนั้ จับพดั
ประธานสงฆเแ รมิ่ สวดนาํ ดว฾ ยคาถาอนุโมทนา ประธานหรอื เจ฾าภาพ กรวดนา้ํ และรบั พรจนจบ เปๅนอัน
เสรจ็ พิธี
คาํ ถวายกฐนิ
มีอย฽ูสองแบบดว฾ ยกนั คอื แบบเกา฽ และแบบใหม฽ ดงั นี้
คาํ ถวายแบบมหานกิ าย

128

อมิ ํ สปริวารํ กฐนิ จวี รทสฺสํ สงฺฆสสฺ โอโณชยาม (กล฽าวสามหน)
ข฾าพเจ฾าทั้งหลาย ขอนอ฾ มถวายผา฾ จวี รกฐนิ พรอ฾ มกับของบริวารน้ีแกพ฽ ระสงฆแ (กล฽าวสามหน)
คํากลา฽ วแบบธรรมยตุ
อมิ ํ มยํ ภนเฺ ต สปริวารํ กฐนิ จวี รทสสฺ ํ สงฺฆสสฺ โอโณชยาม สาธุ โน ภนฺเต สงฺโฆ อมิ ํ ปรวิ ารํ กฐิน
จวี รทสุ ฺสํ ปฏิคคฺ ณหฺ าตุ ปฏคิ ฺคเหตวฺ า จ อมิ ินา ทุสเฺ สน กฐินํ อตถฺ รตุ อมหฺ ากํ ฑีฆรตฺตํ หิตาย สขุ าย
ข฾าแต฽พระสงฆแผเ฾ู จรญิ ข฾าพเจ฾าทั้งหลาย ขอน฾อมถวายผา฾ จวี รกฐิน กบั ของบรวิ ารน้แี ก฽พระสงฆแ ขอ
พระสงฆจแ งรบั ผ฾ากฐิน พร฾อมกับของบรวิ ารของขา฾ พเจ฾าท้ังหลาย ครงั้ รับแลว฾ จงกราลกฐินดว฾ ยผา฾ ผนื น้ี
เพื่อประโยชนแ และความสขุ แกข฽ ฾าพเจา฾ ทัง้ หลาย ตลอดกาลนาน เทอญ ฯ
ผปู฾ ระสงคจแ ะทอดกฐนิ จะทอดจะทาํ อยา฽ งไร
พทุ ธศาสนกิ ชนทวั่ ไป ยอ฽ มถือกนั ว฽า การทาํ บญุ ทอดกฐินเปๅนกุศลแรง เพราะเปๅนกาลทาน ทําได฾
เพียงปลี ะ 1 คร้งั และตอ฾ งทําในกาํ หนดเวลาทพี่ ระพุทธองคแทรงบญั ญตั ิไว฾ ดังน้ันถ฾ามีความเล่อื มใสใคร฽จะ
ทอดกฐนิ บ฾างแลว฾ พง่ึ ปฏบิ ตั ิดังต฽อไปน้ี
จองกฐนิ เมื่อจะไปจองกฐนิ ณ วัดใด พอเข฾าพรรษาแลว฾ พึงไปมนัสการสมภารเจ฾าวดั น้นั กราบ
เรียนแก฽ท฽านวา฽ ตนมีความประสงคแจะขอทอดกฐนิ แล฾วเขยี นหนงั สือปิดประกาศไว฾ ณ วดั นัน้ เพ่ือใหร฾ ู฾ท่วั
ๆ กนั การท่ตี ฾องไปจองก฽อนแต฽เนิ่น ๆ กเ็ พ่ือใหไ฾ ด฾ทอดวดั ท่ีตนตอ฾ งการ หากมิเชน฽ นั้นอาจมีผอ฾ู ่นื ไปจอง
กอ฽ น นี้กล฽าวสาํ หรับวัดราษฎรแ ซงึ่ ราษฎรมสี ิทธจิ องได฾ทุกวัด แตถ฽ า฾ วัดนั้นเปนๅ วดั หลวง อันมีธรรมเนยี มว฽า
ต฾องไดร฾ ับกฐินหลวงแล฾ว ทายกน้ัน ครั้นกราบเรยี นเจา฾ อาวาสทา฽ นแลว฾ ต฾องทาํ หนงั สือยน่ื ต฽อกองสมั ฆกา
รีกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธกิ าร ขอเปๅนกฐินพระราชทาง คร้ันคาํ อนญุ าตตกไปถึงแลว฾ จงึ จะจอง
ได฾
เตรยี มการ ครน้ั จองกฐนิ เรยี บร฾อยแลว฾ เม่อื ออกพรรษาแล฾ว จะทอดกฐนิ ในวันใด ก็กําหนดให฾
แน฽นอน แล฾วกราบเรียนให฾เจา฾ วัดทา฽ นทราบวันกาํ หนดนนั้ ถ฾าเปๅนอย฽างชนบท สมภารเจ฾าวัด ก็บอก
ตดิ ตอ฽ กับชาวบ฾านวา฽ วันน้นั ว฽านเ้ี ปๅนวันทอดกฐิน ใหร฾ ฽วมแรงร฽วมใจกันจดั หาอาหารไวเ฾ ลย้ี งพระ และเลยี้ ง
ผุ฾มาในการกฐิน
คร้นั กาํ หนดวันทอดกฐนิ แล฾ว กเ็ ตรียมจดั หาเคร่ืองผ฾ากฐนิ คือไตรจวี ร พร฾อมท้ังเครื่องบริขารอ่ืน
ๆ ตามแตม฽ ีศรัทธามากนอ฾ ย (ถา฾ จัดเตม็ ท่ีมกั มี 3 ไตร คือ องคแครอง 1 ไตร คสู฽ วดองคลแ ะ 1 ไตร)
วนั งาน พิธที อดกฐินเปๅนบุญใหญด฽ ังกลา฽ วมาแลว฾ ดงั น้ัน โดยมากจงึ จัดงานเปๅน 2 วัน วันตน฾ ตั้ง
องคแพระกฐินที่บา฾ นของเจ฾าภาพก็ได฾ จะไปตัง้ ที่วัดกไ็ ด฾ กลางคนื มกี ารมหรสพครึกคร้ืนสนุกสนาน ญาติพี่
น฾องและมิตรสหายก็มกั จะมาร฽วมอนุโมทนา รง฽ุ ขึน้ เปๅนที่วดั ทอด ถ฾าไปทางบก ก็มแี ห฽ทางขบวนรถหรือ
เดินขบวนกันไป มีแตรวงหรืออืน่ ๆ เปๅนการครึกครืน้ ถ฾าไปทางเรือกม็ ีแห฽งทางขบวนเรอื สนกุ สนาน
โดยมากมกั แหไ฽ ปตอนเช฾า และเล้ียงพระเพล การทอดกฐิน จะทอดในตอนเช฾านนั้ ก็ได฾ ทอดเพลแล฾วกไ็ ด฾
สดุ แล฾วแตส฽ ะดวก การเล้ยี งพระ ถ฾าเปนๅ อย฽างในชนบท ชาวบา฾ นจดั ภตั ตาหารเลย้ี งดว฾ ย เจา฾ ของงานกฐิน
ก็จดั ไปด฾วย อาหารมากมายเหลือเฟือ แมข฾ ฾อนี้ ก็สดุ แต฽กาละเทศะแหง฽ ท฾องถ่นิ อน่งึ ถา฾ ต้ังองคแกฐนิ ในวัด

129

ท่จี ะทอดน้นั เชน฽ ในชนบทตอนเยน็ ก็แห฽งองคพแ ระกฐินไปต้งั ทว่ี ดั กลางคนื มกี ารฉลองรุ฽งข้นึ เลี้ยงพระ
เชา฾ แลว฾ ทอดกฐิน ถวายภตั ตาหารเพล

การถวายผ฾ากฐิน คือ เมื่อพระสงฆแประชมุ พร฾อมกันแลว฾ เจา฾ ภาพอ฾ุมผ฾ากฐนิ น่งั หันหน฾าตรงต฽อ
พระประธาน ตัง้ นะโม 3 จบ แล฾วหันหน฾ามาทางพระสงฆแ กลา฽ วคําถวายผา฾ กฐิน 3 จบ ถา฾ เปๅนกฐนิ
สามคั คีกม็ ักเอาดว฾ ยสายสิญจนแโยงผ฾ากฐนิ เมื่อจบั ได฾ท่ัวถึงกัน แลว฾ หัวหน฾านาํ ว฽าคาํ ถวาย ครน้ั จบแลว฾
พระสงฆแรบั วา฽ สาธุ เจา฾ ภาพก็ประเคนผาไตรกฐินแก฽ภกิ ษผุ ู฾เถระ ครน้ั แลว฾ ประเคนเครื่องบริขารอ่ืน ๆ
เสรจ็ แลว฾ พระสงฆกแ ็ทาํ พิธมี อบผา฾ ให฾แก฽ภกิ ษรุ ปู ใดรปู หนง่ึ ซึง่ เปนๅ พระเถระ มจี ีวรเก฽า ร฾ธู รรมวนิ ัย ครั้น
เสร็จแล฾ว พระสงฆแอนุโมทนา เจ฾าภาพกรวดน้ํารับพร ก็เปๅนอันเสร็จพธิ กี ารทอดกฐินเพยี งนี้

พธิ ีกรานกฐนิ
พธิ ิกรานกฐินเปนๅ พิธีฝาุ ยภกิ ษสุ งฆโแ ดยเฉพาะคือภกิ ษุผไ฾ู ดร฾ ับมอบผา฾ กฐินนั้น นําผา฾ กฐินไปทาํ
เปนๅ ไตรจีวรผนื ใดผืนหน่ึง เย็บ ย฾อม แหง฾ เรียบร฾อยดแี ลว฾ เคาะระฆัง ประชุมกนั ในโรงพระอุโบสถ ภิกษุ
ผ฾ูรับผ฾ากฐนิ ถอนผ฾าเกา฽ อธิษฐานผา฾ ใหมท฽ ีต่ นได฾รับนน้ั เขา฾ ชุดเปๅนไตรจีวรเสร็จแลว฾ ภิกษุรปู หนง่ึ ข้นึ ส฽ู
ธรรมาสนแแสดงพระธรรมเทศนา กลา฽ วคอื เรื่องประวัติกฐนิ และอานสิ งสแครัง้ แลว฾ ภกิ ษผุ ู฾รับผ฾ากฐนิ
น่ังคุกเข฽าตั้งนะโม 3 จบ แล฾วเปล฽งวาจาในท฽ามกลางชุมนุมน้ัน ตามลกั ษณะผา฾ ท่ีกรานดงั น้ี
ถา฾ เปนๅ ผ฾าสังฆาฏิ เปล฽งวาจากรานกฐนิ วา฽ "อิมายสงฆฺ าฏยิ า กฐินํ อตถฺ ราม"ิ แปลวา฽ ข฾าพเจา฾ กรานกฐิน
ดว฾ ยผา฾ สมั ฆาฎนิ ้ี (ในเวลาวา฽ นน้ั ไมต฽ ฾องวา฽ คําแปลน้)ี 3 จบ
ถา฾ เปนๅ ผ฾าอตุ ตราสงคเแ ปลง฽ วาจากรานกฐนิ ว฽า "อมิ นิ าอุตฺตราสงฺเคน กฐินํ อตฺถรามิ" แปลวา฽ จา฾ พ
เจา฾ กรานกฐนิ ดว฾ ยผ฾าอตุ ตราสงคแน้ี 3 จบ
ถา฾ เปนๅ ผา฾ อันตรวาสก (สบง) เปลง฽ วาจากรานกฐินว฽า "อมิ ินา อนตฺ รวาสเกน กฐนิ ํ อตฺถรามิ"
แปลวา฽ ขา฾ พเจา฾ กรานกฐนิ ดว฾ ยผ฾าอนั ครวาสกน้ี 3 จบ
ลาํ ดบั นัน้ สงฆแนัง่ คุกเขา฽ พร฾อมกนั แลว฾ กรานพระ 3 หนเสรจ฾ แลว฾ ต้ังนโมพรอ฾ มกนั 3 จบ แล฾ว
ท฽านผไู฾ ดร฾ บั ผ฾ากฐินหนั หน฾ามายังกลมุ฽ ภกิ ษสุ งษแ กล฽าวคําอนุโมทนาประกาศดังน้ี
"อตฺถตํ อาวุโส สงฆฺ สสฺ กฐนิ ํ ธมฺมโิ ก กฐินตฺถาโร อนโุ มทามิ" 3 จบ (แปลวา฽ อาวโุ ส! กฐินสงฆกแ ราบแลว฾
การกรานกฐินเปนๅ ธรรม ขา฾ พเจ฾าขออนโุ มทนา)
คาํ ว฽า อาวุโส นน้ั ถา฾ มีภกิ ษุอน่ื ซ่ึงมพี รรษามากกวา฽ ภกิ ษุผค฾ู รองกฐนิ แมเ฾ พียงรูปเดียวก็ตาม ให฾เปล่ยี นเปๅน
ภนเฺ ต
ตอ฽ นัน้ สงฆทแ ้งั ปวงรับวา฽ สาธุ พรอ฾ มกันแล฾วใหภ฾ กิ ษุท้ังปวง อนุโมทนาเรยี งองคแกนั ไปทลี ะรปู ๆ วา฽
"อตถฺ ตํ ภนฺเต สงฺฆสฺส กฐนิ ฺ ธมฺมโิ ก กฐินตถฺ าโร อนโุ มทาม"ิ 3 จบสงฆทแ ้งั ปวงรับว฽า สาธุ ทาํ ดงั นี้ จนหมด
ภิกษผุ ฾ูประชุมอนุโมทนา
(ถ฾าผูอ฾ นโุ มทนา มพี รรษษแกก฽ ว฽าสงฆทแ ่ังปวง ใหเ฾ ปลยี่ นคาํ วา฽ ภนฺเต เปนๅ อาวโุ ส)
ในการวา฽ คําอนโุ มทนานี้พงึ นง่ั คกุ เขา฽ ประนมมือเสร฾จแล฾วจงึ นง่ั พับเพียงลง
เมือ่ เสรจ็ แล฾ว ให฾นั่งพร฾อมกันคกุ เข฽าประนมมอื หันหน฾าตรงต฽อพระพุทธปฏิมา วา฽ พรอ฾ มกันอีก 3 จบ แต฽
ใหเ฾ ปล่ียนคาํ ว฽า อนโุ มทามิ เปๅน อนุโมทาม เปๅนอนั เสร็จไปชั้นหนึง่

130

ต฽อแต฽นน้ั กราบพระ 3 หน น่งั พับเพียบ สวดปาฐะและคาถาเน่ืองดว฾ ยกรานกฐนิ จบแล฾วกเ็ ปๅน
เสรจ็ พิธีการกรานกฐนิ
อานิสงสแกฐนิ สําหรบั พระ
ในพระวินัย ระบุอานสิ งสกแ ฐินไว฾ 5 คอื
1. เข฾าบ฾านได฾โดยมิต฾องบอกลาภกิ ษดุ ฾วยกนั
2. เอาไตรจวี รไปโดยไมค฽ รบสํารบั ได฾
3. ฉนั อาหารเปนๅ คณะสมโภชนแได฾
4. เกบ็ จวี รไว฾ได฾ตามปรารถนา
5. ลาภที่เกดิ ขนึ้ เปๅนของเธอผู฾จําพรรษาในวัดนนั้
อนสิ งสกแ ฐินสําหรับผูท฾ อด
โดยท่ัวไปผู฾เขียนเองและแม฾ผ฾ูรบู฾ างท฽านก็ยงั ไมเ฽ คยพบในพระบาลที ร่ี ะบุไว฾โดยตรง แตว฽ า฽ การ
ทอดกฐนิ เปๅนกาลทาน ปหี นง่ึ ทําได฾ครง้ั เดียว วันหน่ึงทําได฾ครัง้ เดยี วในปีหนง่ึ ๆ ต฾องทําภายใน
กาํ หนดเวลา และผท฾ู อดก็ต฾องตระเตรยี มจดั ทาํ เปนๅ งานใหญ฽ ต฾องมีผ฾ชู ฽วยเหลือหลายคน จึงนยิ มกันวา฽
เปนๅ พธิ บี ุญท่ีอานิสงสแแรง นา฽ คิดอีกทางหนึ่งว฽า พิธเี ช฽นนีไ้ ด฾ท้งั โภคสมบตั ิ เพราะเราเองบรจิ าค ได฾ท่ัง
บริวารสมบัตเิ พราะได฾บอกบุญแก฽ญาติมติ รใหมาร฽วมการกุศล กาลทานเช฽นนี้ เรยี กว฽า ทานทางพระวินัย
หมายเหตุ
ในการทอดกฐนิ น้ี ยังมีกฐนิ และข฾อพิเศษท่ีควรนาํ มากลา฽ วไว฾ดว฾ ย คอื 1. จุลกฐนิ 2.ธงจระเข฾
1. จลุ กฐนิ มกี ฐนิ พเิ ศษอีกชนดิ หน่งึ เรียกวา฽ จลุ กฐินเปๅนงานทีม่ พี ธิ มี าก ถือกันวา฽ มาแตโ฽ บราณ
ว฽า มอี านสิ งสมแ ากยิ่งนัก วธิ ที าํ นั้น คือเก็บผา฾ ยมากรอเปนๅ ด฾วย และทอใหแ฾ ลว฾ เสร็จเปๅนผนื ผ฾าในวนั
เดียวกนั และนําไปทอดในวนั นนั้ กฐนิ ชนิดนี้ ต฾องทําแขง฽ กับเวลา มผี ฾ูทาํ หลายคน แบง฽ กันเปๅนหนา฾ ที่ ๆ
ไป ในปจใ จุบันนี้ไม฽ค฽อยนิยมทํากนั แล฾ว
"วิธีทอดจุลกฐินนี้ มีปรากฏในหนังสอื เรื่องคาํ ให฾การชาวกรงุ เก฽าวา฽ บางทีเปนๅ ของหลวงทาํ ในวัน
กลางเดือน 12 คือ ถา฾ สบื ร฾วู า฽ วดั ไหนยังไม฽ได฾รับกฐิน ถึงวันกลางเดอื น 12 อันเปนๅ ทสี่ ดุ ของพระบรม
พุทธานุญาตซึ่งพระสงฆจแ ะรบั กฐินไดใ฾ นปีนั้น จึงทาํ ผ฾าจุลกฐินไปทอด มูลเหตุของจลุ กฐนิ คงเกิดแตจ฽ ะ
ทอดในวนั ทีส่ ุดเชน฽ นี้ จงึ ต฾องรีบรอ฾ นขวนขวายทําให฾ทนั เหน็ จะเปนๅ ประเพณีมมี าเก฽าแก฽ เพราะถ฾าเปนๅ ชั้น
หลงั กจ็ ะเทย่ี วหาซ้ือผ฾าไปทอดไดห฾ าพักต฾องทอใหม฽ไม"฽ (จากวิธีทําบญุ ฉบบั หอสมดุ หน฾า 119)
2. ธงจระเข฾ ปใญหาทว่ี า฽ เพราะเหตไุ รจงึ มธี งจระเขย฾ กข้ึนในวัดทท่ี อดกฐินแลว฾ ยังไม฽ปรากฎ
หลกั ฐาน และข฾อวิจารณแ อันสมบูรณโแ ดยมติ ฾องสงสยั เทา฽ ท่ีรู฾กนั มี 2 มติ คือ

1. ในโบราณสมัย การจะเดินทางตอ฾ งอาศยั ดาวช฽วยประกอบเหมือน เช฽น การยกทัพเคลื่อน
ขบวนในตอนจวนจะสวา฽ ง จะตอ฾ งอาศยั ดาวจระเขน฾ ี้ เพราะดาวจระเข฾น้ขี น้ึ ในจวนจะสวา฽ ง การทอดกฐนิ
มภี าระมาก บางทีต฾องไปทอด ณ วัดซึง่ อย฽ไู กลบ฾าน ฉะนัน้ การดูเวลาจงึ ต฾องอาศยั ดาว พอดาวจระเข฾ขี้น
ก็เคลื่อนองคแกฐนิ ไปสวา฽ งเอาทวี่ ัดพอดี และต฽อมาก็คงมผี ฾ูคิดทําธงในงานกฐิน ในชนั้ ตน฾ กค็ งทําธงทิว

131

ประดบั ประดาใหส฾ วยงานท้งั ทีอ่ งคแกฐนิ ท้งั ที่บริเวณวัดและภายหลยั คงหวนั่ จะให฾เปๅนเคร่ืองหมายเนอ่ื ง
ด฾วยการกฐิน ดงั น้ัน จึงคิดทาํ ธงรูปจระเข฾ เสมือนประกาศให฾รู฾วา฽ ทอดกฐนิ แล฾ว

2. อกี มติหนึ่งเล฽าเปๅนนิทานโบราณวา฽ ในการแห฽กฐินในทางเรือของอบุ าสกผ฾หู นึ่ง มจี ระเขต฾ ัว
หนงึ่ อยากได฾บุญจึงอุตสา฽ หวแ ฽ายตามเรือไปดว฾ ย แต฽ยงั ไม฽ทนั ถงึ วัดกห็ มดกําลงั ว฽ายตามต฽อไปอีกไม฽ไหว จงึ
รอ฾ งบอกอุบาสกวา฽ เหนือ่ ยนักแลว฾ ไมส฽ ามารถจะวา฽ ยตามไปรว฽ มกองการกุศล วานท฽านเมตตาช฽วยเขยี น
รปู ขา฾ พเจ฾า เพอ่ื เปๅนสักขีพยานว฽าได฾ไปร฽วมการกศุ ลด฾วยเถิด อุบาสกผน฾ู ั้นจงึ ได฾เขยี นรูปจระเขย฾ กเปนๅ ธง
ข้ึนในวัดเปนๅ ปฐม และสบื เน่ืองมาจนบดั น้ี

พิธที อดผา฾ ปุา
ทอดผ฾าปุาเปๅนประเพณีและเปๅนมรดกตกทอดมาแต฽สมัยพุทธกาลเม่ือครั้งท่ีองคแพระสัมมาสัม

พุทธเจ฾าไม฽ทรงอนุญาตให฾ภิกษุรับผ฾าจีวรจากคฤหัสถแ ให฾ใช฾แต฽ผ฾าบังสุกุล (ผ฾าเป็ือนฝุน)เท฽าน้ัน ชาวบ฾าน
มักเรียกว฽า ผ฾าปุา เนื่องจากเปๅนผ฾าท่ีไม฽มีเจ฾าของ ท้ิงอยู฽ตามที่ต฽างๆ ตามกองขยะ หรือพันห฽อศพไว฾และ
ต฾องนํามาซัก เย็บ ย฾อมเปๅนสบง จีวรหรือสังฆาฏิให฾เสร็จภายในระยะเวลา 10 วัน ถ฾าเกินกําหนดต฾อง
สละผ฾านับเปๅนความยากลําบากแก฽ภิกษุสงฆแอย฽างยิ่ง นอกจากนี้ผ฾าห฽อศพมักจะหาได฾ยากเพราะเปๅนศพ
คนจน ผา฾ ทีจ่ ะพนั ห฽อศพก็ไมค฽ อ฽ ยมี ชาวบ฾านท่ีมีศรัทธาเห็นความยากลําบากของพระภิกษุจึงหาทางช฽วย
โดยนําผ฾าไปทิ้งไว฾ตามทางท่ีพระท฽านเดินผ฽านไปมาเปๅนประจํา หรือท้ิงตามกองขยะ หรือนําไปห฽อศพไว฾
เพราะถ฾าไม฽ทําเช฽นน้ีพระภิกษุจะไม฽ยอมรับผ฾าน้ัน จึงมีผู฾นิยมทําตามกันมาจนเปๅนประเพณี จนกระทั่ง
พระพุทธองคแทรงอนุญาตให฾พระภิกษุรับจีวรจากคฤหัสถแได฾ แต฽ยังทรงสรรเสริญพระสงฆแผู฾ถือผ฾าบังสุกุล
อยู฽ ทําให฾พระภิกษุทั้งหลายประสงคแจะรับผ฾าบังสุกุลจีวรอีก การทอดผ฾าปุาจึงยังคงมีอยู฽และเปๅนมรดก
ตกทอดกันมาทุกวันน้ี แต฽ได฾เปลี่ยนแปลงไปดังที่เห็นในปใจจุบัน แม฾จะมีผ฾าไตรสําเร็จรูปขาย และ
ชาวบ฾านไม฽ได฾นําไปทิ้งไว฾ตามปุาตามทางดังในสมัยพุทธกาล แต฽ยังคงธรรมเนียมไว฾บ฾างโดยการนํากิ่งไม฾
มาปกใ ในกระถางหรอื ภาชนะอ่ืน แล฾วนําผ฾าที่จะถวายผูกแขวนไว฾ บางทีก็ทําเปๅนโครงรูปต฽างๆ ภายในใส฽
เครื่องบริขารหรือสิ่งที่ต฾องการจะถวายพระ เช฽น ทําเปๅนรูปผี รูปศพต฽างๆ เปๅนต฾น ฤดูกาลของการ
ทอดผ฾าปุาไม฽ได฾กําหนดระยะเวลาลงไปจะทอดในฤดูไหน เดือนไหน สุดแต฽ชาวบ฾านจะศรัทธาเล่ือมใส
ส฽วนใหญ฽มักจะทําในระยะจวนจะออกพรรษาหรือช฽วงออกพรรษาแล฾ว อีกอย฽างหนึ่งนิยมทํารวมกันกับ
ขบวนกฐิน คือ เม่ือทอดกฐินเสร็จแล฾วก็ทอดผ฾าปุาหรือทอดตามรายทางเปๅนหลายสิบวัดก็ได฾ วิธีการ
ทอดผ฾าปุาน้ัน เมื่อนําผ฾าปุาไปถึงวัดแล฾ว พึงตั้งใจถวายโดยไม฽เฉพาะเจาะจง วางของไว฾จะจุดธูปเทียน
หรือไม฽ก็ได฾ ส฽งอาณัติสัญญาณให฾พระท฽านร฾ูว฽ามีผ฾าปุา หรือจะทําพิธีเงียบๆ เจ฾าภาพจะรอดูจนกว฽าพระ
ทา฽ นมาชกั ผ฾าปาุ หรือไม฽กไ็ ด฾ พึงถวายผ฾าปาุ โดยกลา฽ วคําถวาย ดังนี้
“อิมานิ มยํ ภนเฺ ต ปไสกุ ูลจวี รานิ สปปฺ รวิ ารานิ ภิกฺขสุ งฆฺ สสฺ
โอโณชยาม สาธุโน ภนเฺ ต ภิกขฺ สุ งโฺ ฆ อิมานิ ปไสกุ ลู จีวรานิ
ปฏิคคฺ ณหาตุ อมหากํ ทีฆรตตํ หิตาย สุขาย.”
แปลวา฽ “ข฾าแต฽พระสงฆผแ ฾เู จรญิ ข฾าพเจา฾ ทง้ั หลาย ขอน฾อมถวายผา฾ บังสุกุลจวี ร กับทง้ั เคร่ืองอันเปนๅ บริวาร

132

เหลา฽ นีเ้ เกพ฽ ระภกิ ษสุ งฆแ ขอพระภกิ ษสุ งฆแจงรับผ฾าบงั สกุ ุลจีวรกับท้ังเคร่ืองอันเปๅนบรวิ ารเหลา฽ นีข้ อง
ข฾าพเจา฾ ทงั้ หลายเพื่อประโยชนแแ ละความสุขแก฽ข฾าพเจา฾ ทง้ั หลายส้นิ กาลนาน เทอญฯ”
อย฽างไรก็ตามการถวายผ฾าปาุ โดยมากมักจะมีผ฾าสาํ หรับพระสงฆแอย฽ดู ว฾ ยผนื หนง่ึ หรอื มากกวา฽ บางคร้ังจะ
เหน็ มีแตเ฽ คร่ืองบรขิ ารซ่ึงมักมีผ฾าเชด็ หน฾าทาํ เปนๅ รูปชะนแี ขวนอยดู฽ ว฾ ย คงจะให฾มลี ักษณะเปๅนปุา แตเ฽ มอื่
นําไปทอดมักจะหาซ้ือผา฾ สําหรบั พระสงฆแดว฾ ยเสมอ

ผ฾าปุามหี ลายชนดิ มักเรียกตามลกั ษณะของผา฾ ปาุ เชน฽ ผา฾ ปุาหางกฐนิ คือ การทอดผา฾ ปาุ หลัง
ทอดกฐิน ผา฾ ปุาสามคั คี รว฽ มกันเปนๅ หมู฽คณะ หรือทําขึ้นเพือ่ รวมทนุ จดั สรา฾ งถาวรวตั ถุในวัด ผ฾าปุาโยง มี
เจ฾าภาพเดียว หรอื หลายเจ฾าภาพ ส฽วนมากบรรทุกเรอื แหไ฽ ปทางนาํ้ ทอดตามวัดวาอารามต฽างๆ เปนๅ ต฾น
ในปใจจุบันงานศพบางแหง฽ นยิ มถวายผา฾ บงั สุกลุ วางไวบ฾ นหีบศพ พระสงฆแขนึ้ มาสวดคาํ บาลสี ั้นๆ แลว฾ ชกั
ผา฾ ไป กรรมวิธีนีเ้ รียกวา฽ ชกั ผ฾าบังสกุ ลุ หรือชกั ผ฾าปาุ จดั รวมเขา฾ ในการทอดผ฾าปาุ ตามปรกติ มวี ธิ ีการ
ทอดผ฾าปาุ ทพี่ เิ ศษอีกประเภทหนึ่งเรียกวา฽ ทอดผา฾ ปาุ ผตี าย คือ แทนท่จี ะเอาผา฾ ไตรวางไว฾บนหบี ศพ แต฽
กลับให฾ศพเปๅนผู฾ถือผ฾าไตร โดยวิธเี อาศพผูกไว฾กับกระดานหก แลว฾ นิมนตพแ ระมาเหยียบกระดานหก ศพก็
จะยืนขึ้นหรือลุกขนึ้ นัง่ ก็แล฾วแตก฽ ารจดั ศพให฾นงั่ หรือยืน พระสงฆแจะรับผ฾าจากมือศพ กรรมวธิ ีนี้ต฾องทําใน
ปาุ ช฾าและตอ฾ งใหพ฾ ระเข฾าไปรับผา฾ ไตรทลี ะรูป ส฽วนญาติพีน่ ฾องดูอยู฽หา฽ งๆ เพ่ือปูองกันคนมาขโมยผา฾ ไป
เท฽านนั้ ดูน฽ากลัวอยู฽สกั หน฽อย บางแหง฽ ไมใ฽ ช฾ศพจริงๆ แตท฽ ําเปนๅ รูปร฽างใหเ฾ หมือนศพจรงิ ๆ ซึ่งกน็ า฽ กลวั
เชน฽ กัน การทอดผา฾ ปุาแบบนี้ถือวา฽ ได฾บุญกุศลมากทีเดยี ว แตอ฽ ย฽างไรก็ตามการทอดผา฾ ปาุ แบบผีตายนถ้ี ูก
ยกเลกิ ไป เนื่องจากสมเด็จพระมหาสมณเจ฾า กรมพระยาวชริ ญาณวโรรสทรงห฾ามเพราะมีคนกลน่ั แกล฾ง
พระทําให฾ตกใจสดุ ขีดจนถึงมรณภาพ ในปใจจุบนั การทอดผา฾ ปุามกั จะเปนๅ การชกั ชวนกนั เพื่อรวบรวมทุน
ทรัพยสแ รา฾ งส่งิ ตา฽ งๆ ไดแ฾ ก฽ ถาวรวัตถใุ นวัด ถนน โรงเรยี น โรงพยาบาล และอื่นๆ เสยี มากกว฽า
ประเพณีงานเทศนมแ หาชาติ

ประเพณีการเทศนแมหาชาติจัดเปๅนการทําบุญท่ีสําคัญและมีความหมายมากที่สุดในสังคมไทย
เนื่องจากเปๅนประเพณีของพุทธศาสนิกชนชาวไทยที่ทําสืบเน่ืองมาแต฽โบราณจนถึงปใจจุบันเพราะความ
เชื่อว฽าถ฾าผ฾ูใดได฾ฟใงเทศนแมหาชาติแล฾วจะได฾กุศลแรงและหากใครตั้งใจฟใงให฾จบในวันเดียวจะได฾เกิดร฽วม
และพบพระศรีอริยเมตตรยั โพธสิ ัตวซแ ่ึงจะมาตรัสรูเ฾ ปนๅ พระพุทธเจ฾าในอนาคต

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงโปรดฯให฾ประชุมสงฆแนักปราชญแราชบัณฑิตแปลและแต฽ง
มหาชาติคําหลวงขึ้นเปๅนภาษาไทยเม่ือ พ.ศ.2025สําหรับสวดในพระราชพิธีเข฾าพรรษาและสวดให฾
อบุ าสกอบุ าสกิ าฟงใ ระหว฽างพรรษา

เร่ืองราวของมหาชาติชาดกมีความสําคัญอย฽างยิ่งต฽อพุทธศาสนิกชนเพราะถือว฽าเปๅนตอนที่
พระพุทธเจ฾าเสวยพระชาติเปๅนพระเวสสันดรอันเปๅนพระชาติสุดท฾ายท่ีทรงบําเพ็ญพระบารมีครบ 10
ประการ ก฽อนจะทรงตรสั รพู฾ ระสมั มาสัมโพธิญาณดว฾ ยทานบารมีชนั้ สดุ ยอดทยี่ ากย่งิ จึงเรียกว฽า มหาชาติ

ความนิยมและความสําคัญของเรื่องมหาชาติชาดกปรากฏให฾เห็นได฾จากวรรณกรรมที่แต฽งข้ึน
มากมาย ทั้งต฽างสํานวนและต฽างยุคสมัยเฉพาะที่เปๅนฉบับหลวงก็มีมากมายในลักษณะของรูปแบบคํา
ประพันธแต฽างๆนอกจากน้ียังมีมหาชาติฉบับท฾องถ่ินต฽างๆ อีก เช฽นทางภาคเหนือมีมหาชาติภาคพายัพ

133

เขยี นเปนๅ ภาษาลา฾ นนามีหลายฉบบั และหลาย สํานวนทางภาคอีสานมีมหาชาติคําเฉียงส฽วนทางภาคใต฾มี
มหาชาติชาดกฉบบั วดั มชั ฌมิ าวาสสงขลาเปๅนต฾นและยังมีมหาชาติสํานวนต฽างๆอีกมากมายท่ีแต฽งกันเอง
โดยอสิ ระกระจายอยู฽ตามหัวเมืองต฽างๆประเพณีการฟใงเทศนแมหาชาติจึงปรากฏในสังคมไทยทุกภูมิภาค
ทั้งในราชสํานกั และในหม฽ูประชาชนท่วั ไป

ในราชสํานักปรากฏเปๅนพระราชพิธีในวังหลวงมาแต฽สมัยสุโขทัยแล฾วในสมัยอยุธยา
พระมหากษัตริยแถึงกับทรงโปรดฯ ให฾สร฾างพระที่นั่งทรงธรรมด฾วยพระราชประสงคแให฾เปๅนท่ีทรงธรรมใน
งานพระราชพิธีเทศนแมหาชาติพระราชพิธีน้ีสืบเน่ืองมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทรแในแผ฽นดิน
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟาู จฬุ าโลกทรงเกณฑแพระบรมวงศานุวงศแข฾าราชการ ทํากระจาดใหญ฽บูชา
กัณฑแเทศนาคราวหน่ึงแม฾พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล฾านภาลัยครั้งท่ีทรงดํารงอย฽ูในสมณเพศก็ทรง
หัดเทศนแกัณฑแมัทรีจนกลายเปๅนธรรมเนียมให฾พระราชโอรสถวายเทศนแมหาชาติในวังหลวง

ในท฾องถิ่นโดยเฉพาะในเขตภาคอีสานถือเปๅนงานบุญที่ย่ิงใหญ฽สําคัญท่ีสุดของปีจะจัดข้ึนในราว
เดือน 4 เรียกว฽า บุญพระเวสทั้งยังมีประเพณีเกี่ยวเนื่องกับเทศกาลน้ีด฾วย เช฽นพิธีแห฽พระเวสเข฾าเมือง
และพธิ แี ห฽ขา฾ วพันกอ฾ นเพ่อื บูชาคาถาพนั ทางภาคเหนือก็ให฾ความสําคัญกับการเทศนแมหาชาติมากเห็นได฾
จากมีประเพณีสร฾างหลาบเงินหรือแผ฽นเงินแกะลาย แขวนห฾อยรอบฉัตรถวายเปๅนเคร่ืองขันธแต้ังธรรม
หลวงในงานบุญเทศนแมหาชาติแผ฽นเงินเหล฽าน้ีจะจําหลักเปๅนรูป ลวดลายต฽างๆส฽วนทางภาคใต฾นั้น
ประเพณเี ทศนแมหาชาตไิ ดค฾ ลค่ี ลายไปเปนๅ ประเพณีสวดด฾านซึ่งคล฾ายคลึงกับการสวดโอ฾เอ฾วิหารรายอย฽าง
กรงุ เทพฯ ท่วี ัดพระศรรี ัตนศาสดาราม

จะเห็นวา฽ ประเพณีเทศนแมหาชาติท่ีเปๅนประเพณีหลวงได฾ส฽งผลกระทบต฽อประเพณีราษฎรแอย฽าง
กว฾างขวางแต฽ท฾องถิ่นได฾พัฒนารูปแบบการเทศนแและประเพณีต฽างๆ ให฾แตกต฽างไปเพ่ือให฾สอดคล฾องกับ
ธรรมเนียมท฾องถิ่นที่แตกต฽างกันไปในแต฽ละภาคในภาคกลางจะคงลักษณะสําคัญของประเพณีหลวงไว฾
มาก เช฽นในการเทศนแมกั จะมปี ๆีพาทยปแ ระโคมขณะดําเนินพิธีตามแบบของหลวงด฾วยเช่ือว฽าเปๅนการเสริม
ศรทั ธาใหเ฾ กิดความปตี ใิ นผลบญุ ทไ่ี ดบ฾ าํ เพ็ญกับท้ังเปๅนเคร่ืองเตือนใจให฾ผ฾ูท่ีได฾ยินเสียงปๆีพาทยแได฾ทราบว฽า
กําลังมีพิธีเทศนแมหาชาติอย฽ู ผ฾ูใดรับกัณฑแเทศนแใดไว฾จะได฾ตระเตรียมตัวได฾ทันปีๆพาทยแในงานเทศนแ
มหาชาติจะเร่ิมด฾วยเพลงโหมโรงและกําหนดเพลงปีๆพาทยแประจํากัณฑแไว฾ ซ่ึงเปๅนเพลงหน฾าพาทยแตาม
แบบหลวงท่ีมีความศักดสิ์ ทิ ธ์แิ ละถือเปๅนเพลงชั้นสงู ทง้ั สน้ิ เชน฽ กณั ฑแทศพร ใช฾เพลงสาธุการ กัณฑแ
หมิ พานตใแ ชเ฾ พลงตวงพระธาตุเปๅนต฾น

การเทศนแมหาชาติในส฽วนท่ีเปๅนประเพณีราษฎรแนอกจากจะรักษาขนบแบบราชสํานักที่เน฾น
ความศักด์สิ ิทธแิ์ ล฾ว ยังแฝงด฾วยความสนุกสนานและการละเล฽นแทรกอย฽ูด฾วย เช฽นพระท่ีเทศนแมหาชาติ
กัณฑแต฽างๆ อาจว฽าแหล฽เพื่อให฾ผู฾ฟใงได฾รสยิ่งข้ึนแหล฽ต฽างๆ ที่มีประจํากัณฑแท่ีเรียกว฽าแหล฽นอกนี้จะแต฽ง
เปนๅ พิเศษนอกเนอ้ื เรือ่ งพระเวสสันดรก็ได฾หรือชาวบ฾านในบางท฾องที่แถบภาคกลางจะมีการเล฽นมหาชาติ
ทรงเครื่องเวลามีพิธีเทศนแมหาชาติ ซึ่งชาวบ฾านจะรับมาจากวัดและไปเล฽นกันเองต฽อมาชาวบ฾านกลับไป
ชวนพระมาเล฽นด฾วยกันจึงเปๅนการเล฽นระหว฽างแม฽เพลงที่มีเสียงดีที่มักรับบทเปๅนพระนางผุสดี หรือ
พระ-นางมัทรี กับพระท่ีมักจะรบั บทพระเวสสนั ดรและชชู ก เปๅนต฾น

134

จะเห็นได฾ว฽าคติธรรมต฽อการดําเนินชีวิตตามหลักพุทธศาสนาโดยเฉพาะคติของการทําบุญให฾
ทานการกลับชาติมาเกิดของพระโพธิสัตวแคือพระเวสสันดรความเช่ือเร่ืองบุญ-กรรมอย฽ูในสํานึกของชาว
ไทยทั้งสังคม ด฾วยอิทธิพลของมหา ชาติชาดกที่มีบทบาทอย฽างสูงในการสร฾างบูรณาการทางศาสนาให฾
เกิดขึ้นต฽อชาวไทยทุกภูมิภาคมาเปๅนเวลาช฾านานแล฾วพระสงฆแเปๅนผู฾มีบทบาทอย฽างยิ่งต฽อกระบวนการ
เชื่อมต฽อประเพณีหลวงส฽ูประเพณีราษฎรแทําให฾เกิดความกลมกลืนในทางวัฒนธรรมท่ีมีพระพุทธศาสนา
เปๅนสัญลักษณแแห฽งสิ่งศักด์ิสิทธิ์ร฽วมกันท฽ามกลางคติคว ามเชื่อในท฾องถ่ินที่แตกต฽างกัน

ลักษณะความสัมพันธแระหว฽างประเพณีหลวงและประเพณีราษฎรแท่ีเห็นจากประเพณีการเทศนแ
มหาชาติแสดงให฾เห็นถึงเจตนาในการพยายามเผยแพร฽ประเพณีหลวงส฽ูท฾องถิ่นโดยตรงอิทธิพลของ
ประเพณีหลวงท่ีส฽งตอ฽ ประเพณีราษฎรกแ ระทาํ โดยผา฽ นกระบวนการเรียนรู฾ทางสังคมท่ีมีวัดเปๅนศูนยแกลาง
ในการให฾การศึกษาและอบรมส่ังสอนสอดแทรกค฽านิยมจากราชสํานักท่ีเน฾นแบบแผนท่ีเปๅนระเบียบให฾
คล฾ายคลึงกันแต฽ความโน฾มเอยี งของประเพณีราษฎรแท่ีจะเลียนแบบประเพณีหลวงตามธรรมชาติของการ
ยกย฽องแบบแผนจากราชสํานักเปๅนพื้นเดิมของสังคมชาวนาอยู฽แล฾วทําให฾ประเพณีหลวงบางอย฽าง
กลายเปๅนสิ่งท่ีประชาชนต฾องการเอาอย฽างโดยที่ราชสํานักเองไม฽ได฾มีเจตนาหรือต฾องการจะมีอิทธิพลแต฽
ประการใดดงั จะยกประเพณีการเผาศพมาเปๅนกรณีตัวอย฽างใหเ฾ ห็นพอสังเขป

การเทศนแมหาชาติ เปๅนทน่ี ยิ มของพุทธศาสนิกชนชาวไทยทกุ ภาคของประเทศ
ซ่ึงถือปฏิบัติสืบด฽อกันมาเปๅนเวลาช฾านานจนเปๅนประเพณีอย฽างหนึ่งของสังคม ชาวพุทธ
ไทย โดยมีความเช่ือว฽า การฟใงเทศนแมหาชาติทําให฾ผ฾ูฟใงได฾บุญมาก และในขณะที่ฟใงก็ได฾รับความ
สนุกสนานเพลิดเพลินไปด฾วย ถ฾าย่ิงพระเทศนแเสียงดี ๆ ก็ย่ิงทําให฾ฟใงซาบซ้ึงย่ิงข้ึน เทศนแมหาชาติ
เปๅนงานใหญ฽ ไม฽มีใครสามารถจัดให฾มีข้ึนมาได฾โดยลําพังวัดใดจะจัดให฾มีเทศนแมหาชาติจะต฾อง เริ่มด฾วย
การระดมกําลังคน ประชุมปรึกษาหารือแบ฽งหน฾าท่ีกันรับผิดชอบ วางแผนดําเนินงานไว฾แต฽เนิ่น
ๆ เช฽น จัดทําความสะอาดบริเวณวัด ประดับตกแต฽งธรรมาสนแ ศาลาการเปรียญ เตรียมหาต฾น
กล฾วยตน฾ ออ฾ ย ตลอดท้ังจัดทําธงทวิ ประดับประตกู ําแพงวัด
เปๅนต฾น จัดได฾ว฽าเปๅนงานใหญ฽ในรอบปีเลยทีเดียว การเตรียมงานเทศนแมหาชาติ จึงเปๅนประเพณีที่
สร฾างสรรคแความสมานสามัคคีของประชาชน ทําให฾ประชาชนรู฾จักการทํางานเปๅนหมู฽คณะ รู฾จักแบ฽ง
หนา฾ ที่และรบั ผิดชอบร฽วมกนั
คาํ วา฽ “เทศนแมหาชาติ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน(2542:540:838) ให฾
ความหมาย “เทศนแ” ว฽าการแสดงธรรมสั่งสอนในทาศาสนา และ “มหาชาติ” น. เรยี กเวสสนั ดรชาด
กวา฽ มหาชาติ มี 13 กณั ฑแ. การมเี ทศนแเรอื่ งมหาเวสสันดรชากดเรียกวา฽ มเี ทศนแมหาชาติ
เทศนแมหาชาตเิ ปนๅ การพรรณาถึง “ เรอ่ื งพระเวสสนั ดรชาดก คาํ วา฽ “ชาดก” น้นั เปนๅ ชอื่
เรียกคัมภรี ปแ ระเภทหนงึ่ ของพุทธศาสนา ทก่ี ล฽าวถงึ อดตี ชาตขิ องพระพทุ ธเจา฾ เปนๅ คําสอนประเภท
บคุ ลาธษิ ฐาน คอื ยกตวั ละครขึ้นมาเลา฽ แล฾วสอดแทรกคําสอนเขา฾ ไปในการเลา฽ เรื่องนนั้ ๆ ชาดกมีอยู฽
มากมาย แตท฽ ีน่ ับว฽าสาํ คญั ที่สดุ มีอย฽ู 10 ชาดก หรอื สบิ ชาติ ตามที่นยิ มเรียกกนั ว฽า “พระเจ฾าสิบชาติ”
ในแตล฽ ะชาติพระพุทธเจ฾าทรงบาํ เพ็ญบารมีตา฽ ง ๆ กนั เพื่อมงุ฽ หวังทจี่ ะให฾สาํ เร็จพระสัมมาสัมโพธญิ าณ

135

การบําเพญ็ บารมีก็คือการกระทําความดี ซ่งึ ดเู หมือนเปๅนเรื่องของปจใ เจกบุคคล เปนๅ เรือ่ ง
เฉพาะตัว ไม฽เก่ยี วกบั ผู฾อ่นื หรือสว฽ นร฽วม แต฽ตามความเปนๅ จรงิ แลว฾ การบําเพญ็ บารมีน้นั ยอ฽ มจะทําให฾
เกดิ ผลดีทง้ั แกต฽ วั ผู฾ กระทําและประชาชนโดยส฽วนรวมโดยแท฾ เชน฽ “การบาํ เพ็ญสัจจะบารมี” ผ฾ู
บาํ เพญ็ ยึดมัน่ แต฽เฉพาะความเปๅนจริง ความเที่ยงตรง บุคคลอ่นื ไดร฾ ับผลก็คอื ไมถ฽ ูกหลอกลวง เปๅน
ตน฾ อนึ่ง การบาํ เพ็ญบารมีน้ัน แบ฽งออกเปๅน 3 ช้นั หรือ 3 ระดับคือระดับธรรมดาชั้นตน฾ ๆ
เรียกว฽า “บารมี ” ระดบั สงู คอื ระดับทีท่ ําได฾ค฽อนขา฾ งยากเรียกว฽า “อปุ บารมี” และระดับสูงสุดคือ
ระดับทบ่ี ุคคลซง่ึ ยงั เปๅนปุถชุ นอย฽ูไมส฽ ามารถจะทําได฾เรยี กว฽า “ปรมตั ถบารมี”

เทศนแมหาชาติ คือ เทศนาเวสสันดรชาดก ถือเปๅนงานบุญพธิ ที ีส่ าํ คญั เปๅนประเพณีท่ีมีคุณค฽าท่ี
ต฾องสืบทอดที่นิยมจัดให฾มีการมาแต฽โบราณ ส฽วนมากจัดให฾มีในวัด เปๅนหน฾าที่ของชาวบ฾านและวัด
นั้น ๆ จะตกลงร฽วมกันจัด ปกติจัดหลังวันออกพรรษาและพ฾นหน฾าทอดกฐินไปแล฾วจนตลอดฤดู
หนาว สว฽ นใหญ฽ทางภาคกลางนิยมทํากนั ในวันขึน้ 8 ค่าํ หรอื วันแรม 8 คํ่า กลางเดือนสิบสอง ซึ่งในช฽วง
นนี้ ้ําเรมิ่ ลดและขา฾ วปลาอาหารกําลังอุดมสมบูรณแ จึงพร฾อมใจกันทาํ บุญทําทานและเล฽นสนุกสนานร่นื เริง

ทางภาคเหนือนิยมจัดเทศนแในเดือนยี่ นอกจากจะเปๅนประเพณีลอยกระทงแล฾ว ยังมี
ประเพณี “ตง้ั ธมั มแหลวง” หมายถึงการฟใงพระธรรมเทศนาเรื่องใหญ฽หรือเร่ืองสําคัญ เพราะธรรมหลวง
ที่ใช฾เทศนแมักจะเปๅนเวสสันดรชาดก อันเปๅนพระชาติสุดท฾ายของพระโพธิสัตวแก฽อนจะได฾มาประสูติแลว
ตรัสรู฾เปๅนพระ พุทธเจ฾าในชาติต฽อมา มีทั้งหมด 13 กัณฑแ คําว฽า “ตั้ง” แปลว฽าเร่ิมต฾น การตั้งธรรม
หลวง ก็อาจแปลวา฽ การสดบั พระธรรมเทศนาจากคมั ภีรแที่จารขน้ึ ใหม฽เปๅนคร้ังแรกด฾วย ประเพณีนี้ตรงกับ
งานประเพณฟี ใงเทศนมแ หาชาตขิ องภาคกลาง การต้ังธรรมหลวงนี้ จะจัดข้นึ ในเดือนเพ็ญท่ีเรียกว฽าเดือน
ย่ีเพง (ยี่เปๅง) คือวันเพ็ญเดือน 12 จะมีการเตรียมงานมากมาย นับต้ังแต฽การเตรียมสถานที่ในการ
เทศนแและการเตรียมตัวของผู฾จะมาฟใงเทศนแ ถือเปๅนพิธีใหญ฽ค฽ูงานทานสลากภัตตแ ดังนั้นจึงมีคตินิยม
ว฽า ในวัดหน่ึงน้ันปีใดท่ีจัดงานทานสลากภัตตแก็จะไม฽จัดงานต้ังธรรมหลวง และปีใดที่จัดงานต้ังธรรม
หลวงก็จะไม฽จัดงานทานสลกภัตตแนอกจากเทศนแมหาชาติ หรือเวสสันดรชาดกแล฾ว ธรรมหรือคัมภีรแที่
นํามาเทศนแในงานตั้งธรรมหลวงน้ี อาจเปๅนคัมภีรแขนาดยาวเรื่องใดเร่ืองหน่ึงซึ่งทางวัดและคณะศรัทธา
จะช฽วยกนั พิจารณา โดยอาจเปๅนเรื่องในหมวด ทศชาตชิ าดกปญใ ญาสชาดก หรือชาดกนอกนิบาตเรื่อง
อื่น แต฽ท่ีนิยมกันมากคือเร่ือง “มหาชาติ” หรือเวสสันดรชาดก ซ่ึงมีความเชื่อกันว฽า หากได฾ฟใงเทศนแ
มหาชาติครบ 13 กัณฑแ จะไปเกิดในแผ฽นดินยุคพระศรีอาริยะเมตไตรยในอนาคตเช฽นกัน ซ่ึงหากเปๅน
ธรรมที่มีใช฽เรื่องมหาชาติแล฾วก็มักจะฟใงกันไม฽เกิน 3 วัน แต฽หากเปๅนเวสสันดรชาดกหรือมหาชาติแล฾ว
อาจมกี ารฟงใ เทศนแต฽อเนอ่ื งกันไปถึง 7 วัน โดยแบง฽ การเทศนแเปๅนวนั แรกเทศนแธรรมวัตร วันท่ีสองเทศนแ
คาถาพัน ก฽อนที่จะเทศนแมหาชาติก็จะเทศนแเร่ืองอื่นไปเรื่อย ๆ พอถึงวันสุดท฾ายก็จะเทศนแด฾วยคัมภีรแ
ช่ือ มาลัยต฾น มาลัยปลาย และอานิสงสแมหาชาติ รุ฽งขึ้นเวลาเช฾ามืดก็จะเริ่มเทศนแมหาชาติตั้งแต฽กัณฑแ
ทศพรเรือ่ ยไป จนครบทั้ง 13 กัณฑแ ซง่ึ มักจะไปเสร็ฐเอาในเวลาทุ฽มเศษ แล฾วจะมีการเทศนธรรมพุทธา
ภิเษกปฐมสมโพธิ สวดมนตแเจ็ดตํานานย฽อ ธัมมจักกัปปวัดตสูตร และสวดพุทธาภิเษก ปใจจุบันนิยม
เทศนแจบภายในวันเดยี ว

136

เจ฾าของกัณฑแจะนิมนตแพระท่ีเทศนแเฉพาะกัณฑแนั้น ๆ มาเทศนแ เรียก “เทศนแกินกัณฑแ “
ทํานองที่ใช฾เทศนแแบบพื้นเมืองเรียกตามแบบลานนาว฽า “ระบํา” การเรียกชื่อกัณฑแ ทางภาษาเหนือ
เรียกว฽า “ผูก” ดว฾ ยเหตทุ ีเ่ ทศนแมหาชาตเิ ปนๅ ทีน่ ยิ ม จึง มนี กั ปราชญแฉบบั ลา฾ นนาแต฽งธรรมเปๅนจํานวนถึง
ประมาณ 150 ฉบับหรือสํานวน เช฽นฉบับวิงวอนน฾อย วิงวอนหลวง วิงวอนดอนกลาง ห่ิงแก฾วมโนวอน
ทา฽ แปนู ริมฅง สร฾อยสังกร เปนๅ ต฾น สว฽ นฉบบั ท่เี ปนๅ ภาษาบาลลี ว฾ นเรียกว฽า “คาถาพนั ”

1) ตกแต฽งบรเิ วณพธิ ใี ห฾มีบรรยากาศคล฾ายอยใู฽ นบริเวณปุา ตามท฾องเร่อื งเวสสันดรชาดก โดยนําเอา
ต฾นกล฾วย ต฾นอ฾อย และกง่ิ ไม฾มาผกู ตามเสา และบริเวณรอบ ๆ ธรรมาสนแ ประดับธงทิว และ ราวัติ ฉัตร
ตามสมควร

2) ตง้ั ขันสาครใหญ฽ หรือจะใช฾อา฽ งใหญ฽ทส่ี มควรก็ไดใ฾ สน฽ ํ้าสะอาดเต็ม สาํ หรบั ปกใ เทียนบูชาประจํา
กณั ฑแ ในระหวา฽ งท่ีพระเทศนแ น้ําในภาชนะทีต่ ัง้ นีเ้ สรจ็ พิธีแล฾ว ถือวา฽ เปๅนนาํ้ พระพุทธมนตแท่ีสําคัญ
ภาชนะใสน฽ าํ้ นี้ต้งั หนา฾ ธรรมาสนแ กลางบริเวณพิธี

3) เตรียมเทยี นเล็ก ๆ จํานวน 1,000 เล฽ม แล฾วนับแยกจํานวนเปๅนมัด มัดหน่ึงมีจํานวนเท฽าคาถาของ
กัณฑแหนึ่ง แล฾วทําเคร่ืองหมายไว฾ให฾ทราบ ว฽ามัดไหนสําหรับบูชาคาถากัณฑแใด เมื่อถึงคราวเทศนแกัณฑแ
นั้นก็จะเอาเทียนมัดนั้นออกจุดบูชาติดรอบ ๆ ภาชนะน้ํา ต฽อกันไปจนจบกัณฑแให฾หมดมัดพอดี ครบ 13
กัณฑแถ฾วน จํานวน 1,000 เล฽ม เท฽าจํานวนคาถา บางแห฽งนิยมทําธงเล็ก ๆ 1,000 คัน แบ฽งจํานวนเท฽า
คาถาประจํากัณฑแเช฽นอย฽างเทียน แล฾วปใกธงบูชาระหว฽างกัณฑแบนหยวกกล฾วย แต฽การใช฾ธงไม฽เปๅนที่นิยม
เช฽น เทียน การจุดเทียนหรือปใกธงบูชากัณฑแดังกล฽าวเปๅนหน฾าท่ีของเจ฾าภาพผู฾รับกัณฑแน้ัน ๆ การเทศนแ
เวสสันดร มีวิธีเทศนแเปๅนทํานองโดยเฉพาะ จะต฾องได฾รับการฝึกอบรมศึกษาต฽อท฽านผ฾ูทรงคุณวุฒิทางน้ี
เปนๅ พเิ ศษ สว฽ นการเทศนจแ ตุรารยิ สจั จกถา มรี ะเบยี บพธิ อี ย฽างเทศนใแ นงานดังกลา฽ วแล฾วขา฾ งตน฾
ประเพณีงานเทศนแมหาชาติ

งานเทศนแมหาชาติน้ี นิยมทํากันหลังออกพรรษาพ฾นหน฾ากฐินไปแล฾ว อาจทําในวันขี้น 8 ค่ํา
กลางเดือน 12 หรือในวันแรม 8 ค่ําก็ได฾ ซึ่งในช฽วงนี้นํ้าเริ่มลดและข฾าวปลาอาหารกําลังอุดมสมบูรณแ จึง
พร฾อมใจกันทําบุญทําทานและเล฽นสนุกสนานร่ืนเริง แต฽ในภาคอีสานน้ันนิยมทํากันในเดือน 4 เรียกว฽า
"งานบุญผะเหวด" ซงึ่ เปนๅ ช฽วงทีเ่ สร็จจากการทาํ บญุ ลานเอาขา฾ วเขา฾ ย฾ุง ในภาคกลาง บางท฾องถ่ินทํากันใน
เดือน 5 ต฽อเดือน 6 ก็มี งานเทศนแมหาชาตินั้นจะทําในกาลพิเศษจะทําในเดือนไหนก็ได฾ไม฽จํากัดฤดูกาล
โดยมากเพ่ือเปๅนการหาเงินเข฾าวัด บางแห฽งนิยมทําในเดือน 10การเทศนแมหาชาติน้ัน มีอยู฽ด฾วยกัน
ท้ังหมด 13 กัณฑแ เปๅนเร่ืองราวเก่ียวกับพระเวสสันดรอันเปๅนพระชาติสุดท฾ายของพระบรมโพธิสัตวแ
ก฽อนท่ีจะมาประสูติเปๅนเจ฾าชายสิทธัตถะและออกบวชจนตรัสร฾ูเปๅนพระสัมมาสัมพุทธเจ฾า ดังตํานาน
ต฽อไปน้ี
ตํานานเทศนแมหาชาติ 13 กณั ฑแ

การเทศนแมหาชาติ คือการมหากุศลที่เตือนบุคคลให฾น฾อมรําลึกถึงการบําเพ็ญบุญ คือความดีท่ี
ยิ่งยวด อันมีการสละความเห็นแก฽ตัว เพื่อผลประโยชนแสูงอันไพศาลของมวลมนุษยชาติเปๅนสําคัญเปๅน
เทศกาลท่ีคงความหมายอย฽างแท฾จริง การเทศนแทุกกัณฑแจะมีผู฾เปๅนเจ฾าภาพจัดกัณฑแเทศนแถวาย เม่ือพระ

137

ท่ีตนรับกัณฑแเทศนแข้ึนเทศนแเจ฾าภาพจะจุดเทียนบูชาคาถาหว฽านข฾าวตอกข฾าวสาร การเทศนแในสมัยก฽อน
พระเจ฾าของกัณฑแจะอ฽านจากอักษรธรรม(อักษรลาว) ซึ่งจารลงบนใบลานเปๅนแผ฽นยาว คําว฽า"จาร" มา
จากภาษาเขมรแปลว฽า การเขียนด฾วยเหล็กแหลมบนใบลาน แต฽ปใจจุบันจะนิยมพิมพแลงบนใบลานเปๅน
ตัวหนังสือไทยปใจจุบัน เปๅนเรื่องราวในแต฽ละกัณฑแ ทั้งน้ีเพ่ือความสะดวกสําหรับพระรุ฽นใหม฽ เมื่อจบ
กัณฑแจะตีฆ฾องเปๅนสัญญาณ การเปๅนเจ฾าของกัณฑแในหมู฽บ฾านในชนบทอาจแบ฽งเจ฾าภาพเปๅนค฾ุม เร่ืองราว
และประวตั ิความเปนๅ มาแตล฽ ะกณั ฑแมีดงั น้ี

กณั ฑทแ ่ี 1 ทศพร เปๅนกัณฑแที่พระอนิ ทรแประสาทพรแก฽พระนางผุสดี ก฽อนท่ีจะจุติลงมาเปๅนพระ
ราชมารดาของพระเวสสันดร ภาคสวรรคแ พระนางผุสดีเทพอัปสรส้ินบุญท฾าวสักกะเทวราช สวามีทรง
ทราบจึงพาไปประทับยังสวนนันทวันในเทวโลก พร฾อมให฾พร 10 ประการ คือให฾ได฾อยู฽ในปราสาทของ
พระเจ฾าสิริราชแห฽งนครสีพี ขอให฾มีจักษุดําดุจนัยนแตาลูกเน้ือ ขอให฾มีค้ิวดําสนิท ขอให฾พระนามว฽าผุสดี
ขอให฾มีโอรสท่ีทรงเกียรติยศเหนือกษัตริยแทังหลายและมีใจบุญ ขอให฾มีครรภแท่ีผิดไปจากสตรีสามัญคือ
แบนราบในเวลาทรงครรภแ ขอให฾มีถันงามอย฽าร฾ูดําและหย฽อนยาน ขอให฾มีเกศาดําสนิท ขอให฾มีผิวงาม
และขอ฾ สดุ ท฾ายขอใหม฾ ีอาํ นาจปลดปล฽อยนกั โทษได฾

กัณฑแท่ี 2 หิมพานตแ เปๅนกัณฑแท่ีพระเวสสันดรบริจาคทานช฾างปใจจัยนาค ประชาชนสีพีโกรธ
แคน฾ จึงขบั ไลใ฽ หไ฾ ปอย฽เู ขาวงกต พระนางเทพผุสดีได฾จุติลงมาเปๅนราชธิดาของพระเจ฾ามัททราช เม่ือเจริญ
ชนมไแ ด฾ 16 ชันษา จึงไดอ฾ ภเิ ษกสมรสกับพระเจ฾ากรงุ สญชยั แห฽งสีวิรัฐนคร ต฽อมาได฾ประสูติพระโอรสนาม
ว฽า "เวสสันดร" ในวันท่ีประสูติน้ันได฾มีนางช฾างฉัททันตแตกลูกเปๅนช฾างเผือกขาวบริสุทธิ์จึงนํามาไว฾ในโรง
ช฾างตน฾ ค฽บู ารมี ใหน฾ ามวา฽ "ปใจจัยนาค" เมื่อพระเวสสันดรเจริญชนมแ 16 พรรษา ราชบิดาก็ยกราชสมบัติ
ให฾ครอบครองและทรงอภิเษกกับนางมัทรี พระราชบิดาราชวงศแมัททราช มีพระโอรส 1 องคแชื่อ ชาลี
ราชธิดาช่ือกัณหาพระองคแได฾สร฾างโรงทาน บริจาคทานแก฽ผ฾ูเข็ญใจ ต฽อมาพระเจ฾ากาลิงคะแห฽งนครกา
ลิงครัฐได฾ส฽งพราหมณแมาขอพระราชทานช฾างปใจจัยนาคพระองคแจึงพระราชทานช฾างปใจจัยนาคแก฽พระ
เจ฾ากาลงิ คะ ชาวกรุงสญั ชยั จงึ เนรเทศพระเวสสันดรออกนอกพระนคร

กัณฑแท่ี 3 ทานกัณฑแ เปๅนกัณฑแท่ีพระเวสสันดรทรงแจกมหาสัตสดกทาน คือ การแจกทานคร้ัง
ยิ่งใหญ฽ ก฽อนที่พระเวสสันดรพร฾อมด฾วยพระนางมัทรี ชาลีและกัณหาออกจากพระนคร จึงทูลขอ
พระราชทานโอกาสบําเพ็ญมหาสัตสดกทาน คือ การให฾ทานคร้ังย่ิงใหญ฽ อันได฾แก฽ ช฾าง ม฾า โคนม นารี
ทาสี ทาสา สรรพวตั ถาภรณตแ า฽ งๆ รวมท้งั สุราบานอยา฽ งละ 700

กัณฑแท่ี 4 วนประเวศ เปๅนกัณฑทแ ่ีสี่กษตั ริยแเดินดงบ฽ายพระพักตรแส฽ูเขาวงกต เม่ือเดินทางถึงนคร
เจตราชทั้งส่ีกษัตริยแจึงแวะเข฾าประทับพักหน฾าศาลาพระนคร กษัตริยแผู฾ครองนครเจตราชจึงทูลเสด็จ
ครองเมือง แต฽พระเวสสันดรทรงปฎิเสธ และเม่ือเสด็จถึงเขาวงกตได฾พบศาลาอาศรมซึ่งท฾าววิษณุกรรม
เนรมิตตามพระบัญชาของท฾าวสักกะเทวราช กษัตริยแท้ังส่ีจึงทรงผนวชเปๅนฤๅษีพํานักในอาศรมสืบมา

กณั ฑแที่ 5 ชชู ก เปนๅ กัณฑแที่ชูชกได฾นางอมิตดามาเปๅนภรรยา และหมายจะได฾โอรสและธิดาพระ
เวสสันดรมาเปๅนทาส ในแคว฾นกาลิงคะมีพราหมณแแก฽ช่ือ ชูชก พํานักในบ฾านทุนวิฐะ เที่ยวขอทาน
ตามเมืองต฽างๆ เมื่อได฾เงินถึง 100 กหาปณะ จึงนําไปฝากไว฾กับพราหมณแผัวเมีย แต฽ได฾นําเงินไปใช฾เปๅน

138

การส฽วนตัว เมอื่ ชูชกมาทวงเงินคืนจึงยกนางอมิตดาลูกสาวให฾แก฽ชูชก นางอมิตดาเม่ือมาอยู฽ร฽วมกับชูชก
ได฾ทําหน฾าท่ีของภรรยาท่ีดี ทําให฾ชายในหมู฽บ฾านเปรียบเทียบกับภรรยาตน หญิงในหมู฽บ฾านจึงเกลียดชัง
และรุมทําร฾ายทุบตี นางอมติ ดา ชชู กจึงเดนิ ทางไปทลู ขอกัณหาชาลีเพ่ือเปๅนทาสรับใช฾ เม่ือเดินทางมาถึง
เขาวงกตกถ็ ูกขัดขวางจากพรามเจตบุตรผู฾รักษาประตูปาุ

กัณฑแที่ 6 จุลพน เปๅนกัณฑแที่พรานเจตบุตรหลงกลชูชก และชี้ทางสู฽อาศรมจุตดาบส ชูชกได฾ชู
กลักพริกขิงแก฽พรานเจตบุตรอ฾างว฽าเปๅนพระราชสาสนแของพระเจ฾ากรุงสญชัย จึงได฾พาไปยังต฾นทางท่ีจะ
ไปอาศรมฤๅษี

กัณฑแทที่ ่ี 7 มหาพน เปๅนกณั ฑปแ ุาใหญ฽ ชูชกหลอกล฽ออจุตฤๅษีให฾บอกทางสูอ฽ าศรมพระเวสสนั ดร
แลว฾ ก็รอนแรมเดนิ ไพรไปหา เม่ือถึงอาศรมฤๅษี ชูชกได฾พบกับอจุตฤๅษี ชูชกใช฾คารมหลอกลอ฽ จนอจตุ ฤๅษี
จงึ ให฾ทพ่ี ักหน่ึงคนื และบอกเส฾นทางไปยงั อาศรมพระเวสสันดร

กัณฑแท่ี 8 กัณฑแกมุ าร เปๅนกณั ฑแท่ีพระเวสสนั ดรทรงให฾ทานสองโอรสแก฽เฒ฽าชูชก พระนางมัทรี
ฝนใ รา฾ ยเหมอื นบอกเหตแุ ห฽งการพลดั พราก รงุ฽ เช฾าเม่ือนางมัทรีเข฾าปุาหาอาหารแล฾ว ชูชกจึงเข฾าเฝูาทูลขอ
สองกุมาร สองกุมารจึงพากันลงไปซ฽อนตัวอยู฽ที่สระ พระเวสสันดรจึงลงเสด็จติดตามสองกุมาร แล฾วจึง
มอบให฾แก฽ชชู ก

กัณฑแที่ 9 กัณฑแมัทรี เปๅนกัณฑแท่ีพระนางมัทรีทรงได฾ตัดความห฽วงหาอาลัยในสายเลือด
อนุโมทนาทานโอรสทั้งสองแก฽ชูชก พระนางมัทรีเดินเข฾าไปหาผลไม฾ในปุาลึก จนคล฾อยเย็นจึงเดินทาง
กลับอาศรม แต฽มีเทวดาแปลงกายเปๅนเสือนอนขวางทาง จนค่ําเมื่อกลับถึงอาศรมไม฽พบโอรส พระ
เวสสนั ดรได฾กล฽าวว฽านางนอกใจ จงึ ออกเท่ียวหาโอรสและกลับมาส้ินสติต฽อเบื้องพระพักตรแ พระองคแทรง
ตกพระทัยลืมตนว฽าเปๅนดาบสจึงทรงเข฾าอ฾ุมพระนางมัทรีและทรงกันแสง เมื่อพระนางมัทรีฟ็ืนจึงถวาย
บงั คมประทานโทษ พระเวสสันดรจงึ บอกความจรงิ วา฽ ไดป฾ ระทานโอรสแกช฽ ชู กแลว฾ หากชวี ิตไม฽สิน้ คงจะ
ได฾พบ นางจงึ ได฾ทรงอนุโมทนา

กัณฑแท่ี 10 สักกบรรพ เปๅนกัณฑแที่พระอินทรแจําแลงกายเปๅนพราหมณแมาขอพระนางมัทรี แล฾ว
ถวายคืนพร฾อมถวายพระพร 8 ประการท฾าวสักกะเทวราชเสด็จแปลงเปๅนพราหมณแเพื่อทูลขอนางมัทรี
พระเวสสันดรจึงพระราชทานให฾ พระนางมัทรีก็ยินดีอนุโมทนาเพื่อร฽วมทานบารมีให฾สําเร็จ พระสัมโพธิ
ญาณ เปนๅ เหตใุ หเ฾ กิดแผ฽นดนิ ไหวสะทา฾ น ทา฾ วสักกะเทวราชในร฽างพราหมณแจึงฝากนางมัทรีไว฾ยังไม฽รับไป
ตรัสบอกความจรงิ และถวายคนื พรอ฾ มถวายพระพร8ประการ

กัณฑแที่ 11 มหาราช เปๅนกัณฑแท่ีเทพเจ฾าจําแลงองคแทํานุบํารุงขวัญสองกุมารก฽อนเสด็จนิวัติถึง
มหานครสีพี เมอื่ เดินทางผ฽านปุาใหญ฽ชูชกจะผูกสองกุมารไว฾ที่โคนต฾นไม฾ ส฽วนตนเองปีนข้ึนไปนอนต฾นไม฾
เหล฽าเทพเทวดาจึงแปลงร฽างลงมาปกปูองสองกุมาร จนเดินทางถึงกรุงสีพี พระเจ฾ากรุงสีพีเกิดนิมิตฝใน
ตามคําทํานายยังความปีติปราโมทยแ เมื่อเสด็จลงหน฾าลานหลวงตอนรุ฽งเช฾าทอดพระเนตรเห็นชูชกพา
กุมารน฾อยสององคแ ทรงทราบความจริงจึงพระราชทานค฽าไถ฽คืน ต฽อมาชูชกก็ดับชีพตักษัยด฾วยเพราะ
เดโชธาตุไม฽ย฽อย ชาลีจึงได฾ทูลขอให฾ไปรับพระบิดาพระมารดานิวัติพระนคร ในขณะเดียวกันเจ฾านครลิง
คะไดโ฾ ปรดคืนชา฾ งปจใ จยั นาคแกน฽ ครสพี ี

139

กัณฑแท่ี 12 ฉกษัตริยแ เปๅนกัณฑแที่ท้ังหกกษัตริยแถึงวิสัญญีภาพสลบลงเมื่อได฾พบหน฾าณอาศรม
ดาบสที่เขาวงกตพระเจ฾ากรุงสญชัยใช฾เวลา 1 เดือน กับ 23 วันจึงเดินทางถึงเขาวงกต เสียงโห฽ร฾องของ
ทหารท้ัง 4 เหล฽า พระเวสสันดรทรงคิดว฽าเปๅนข฾าศึกมารบนครสีพี จึงชวนพระนางมัทรีขึ้นไปแอบดูท่ี
ยอดเขา พระนางมทั รีทรงมองเหน็ กองทัพพระราชบิดาจึงได฾ตรัสทูลพระเวสสันดรและเม่ือหกกษัตริยแได฾
พบหน฾ากันทรงกันแสงสุดประมาณ รวมท้ังทหารเหล฽าทัพ ทําให฾ปุาใหญ฽สน่ันครั่นครืนท฾าวสักกะเทวรา
ชจงึ ได฾ทรงบนั ดาลให฾ฝนตกประพรมหกกษัตรยิ แและทวยหาญไดห฾ ายเศรา฾ โศก

กัณฑแท่ี 13 นครกัณฑแ เปๅนกัณฑแท่ีหกกษัตริยแนําพยุหโยธาเสด็จนิวัติพระนครพระเวสสันดรข้ึน
ครองราชยแแทนพระราชบิดาพระเจ฾ากรุงสญชัยตรัสสารภาพผิด พระเวสสันดรจึงทรงลาผนวชพร฾อมทั้ง
พระนางมทั รี และเสด็จกลับส฽สู ีพีนคร เม่ือเสด็จถึงจึงรับสั่งให฾ชาวเมืองปล฽อยสัตวแที่กักขัง คร้ันยามราตรี
พระเวสสันดรทรงปริวิตกว฽า ร฽ุงเช฾าประชาชนจะแตกต่ืนมารับบริจาคทาน พระองคแจะประทานส่ิงใดแก฽
ประชาชน ท฾าวโกสีหแได฾ทราบจึงบันดาลให฾มีฝนแก฾ว 7 ประการ ตกลงมาในนครสีพีสูงถึงหน฾าแข฾ง พระ
เวสสันดรจึงทรงประกาศให฾ประชาชนขนเอาไปตามปรารถนา ที่เหลือให฾ขนเข฾าพระคลังหลวง ในกาล
ต฽อมาพระเวสสันดรเถลิงราชสมบัติปกครองนครสีพีโดยทศพิธราชธรรมบ฾านเมืองร฽มเย็นเปๅนสุขตลอด
พระชนมายุ

บทสวดตา฽ งๆในศาสนพธิ ี
คําบชู าพระ

อิมินา สกั กาเรนะ ตัง พุทธัง อะภิปูชะยามิ
อมิ นิ า สกั กาเรนะ ตัง ธัมมงั อะภิปูชะยามิ
อิมนิ า สกั กาเรนะ ตัง สงั ฆัง อะภปิ ูชะยามิ
บทสวดมนตแ บชู าพระรตั นตรยั
อะระหัง สัมมาสัมพทุ โธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวนั ตงั อะภิวาเทมิ ฯ (กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ ฯ (กราบ)
สปุ ะฏิปนใ โน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ ฯ (กราบ)

บทสวดมนตแ นะโมสรรเสรญิ พระพทุ ธเจา฾
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสมั พุทธัสสะ
นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพทุ ธัสสะ
นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มาสมั พุทธสั สะ

บทสวดมนตแ อาราธนาศลี 5
มะยัง ภันเต วิสงุ วสิ งุ รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปญใ จะ สีลานิ ยาจามะ
ทุตยิ มั ปิ มะยงั ภนั เต วิสงุ วสิ งุ รักขะนตั ถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปญใ จะ สีลานิ ยาจามะ
ตะตยิ มั ปิ มะยังภันเต วสิ ุง วสิ งุ รกั ขะนัตถายะ ตสิ ะระเณนะ สะหะ ปญใ จะ สีลานิ ยาจามะ

140

บทสวดมนตแ ไตรสรณคมนแ
พุทธัง สะระณงั คจั ฉามิ
ธมั มัง สะระณัง คจั ฉามิ
สงั ฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทตุ ยิ ัมปิ พุทธงั สะระณงั คจั ฉามิ
ทตุ ิยมั ปิ ธมั มงั สะระณัง คัจฉามิ
ทตุ ิยัมปิ สังฆัง สะระณัง คจั ฉามิ
ตะติยัมปิ พทุ ธงั สะระณงั คจั ฉามิ
ตะติยมั ปิ ธมั มัง สะระณงั คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณงั คจั ฉามิ

บทสวดมนตแ สมาทานศลี 5
ปาณาตปิ าตา เวระมณี สกิ ขาปะทัง สะมาทยิ ามิ
อทนิ นาทานา เวระมณี สกิ ขาปะทัง สะมาทยิ ามิ
กาเมสุมจิ ฉาจารา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทยิ ามิ
มสุ าวาทา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทฏั ฐานา เวระมณี สกิ ขาปะทงั สะมาทิยามิ

บทสวดมนตแ อธษิ ฐานรกั ษาศลี 5
ขา฾ พเจา฾ ขอตั้งจิตอธษิ ฐานว฽า ตอ฽ แตน฽ ้ีไปขา฾ พเจ฾าจะขอรกั ษาศีล 5 ใหบ฾ ริสุทธิด์ ังเดิม

บทสวดมนตกแ อ฽ นนอน ศลี 5
อมิ านิ ปญใ จะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ (กลา฽ ว 3 จบ)

บทสวดมนตแ แผเ฽ มตตาแกต฽ นเอง
กราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆแ
อะหัง สขุ ิโต โหมิ ขอใหข฾ า฾ พเจา฾ มคี วามสุข
นทิ ทกุ โข โหมิ ปราศจากความทุกขแ
อะเวโร โหมิ ปราศจากเวร
อัพยาปใชโฌ โหมิ ปราศจากอุปสรรคอนั ตรายทั้งปวง
อะนโี ฆ โหมิ ปราศจากความทกุ ขแการทุกขใแ จ
สุขี อตั ตานงั ปะรหิ ะรามิ มคี วามสุขกายสขุ ใจรกั ษาตนให฾พ฾นจากทกุ ภยั ท้ังสิ้นเถิด

บทสวดมนตแ แผเ฽ มตตาใหส฾ รรพสตั วแ
สพั เพ สัตตา สัตวแทง้ั หลายท่ีเปนๅ เพ่ือนทุกขแ เกดิ แกเ฽ จบ็ ตาย ด฾วยกนั ทั้งหมดทั้งสน้ิ
อะเวรา โหนตุ จงเปๅนสขุ เปๅนสุขเถดิ อย฽าไดม฾ ีเวรแก฽กันและกันเลย
อัพะยาปใชฌา โหนตุ จงเปๅนสขุ เปๅนสุขเถิด อยา฽ ไดเ฾ บียดเบียนซึ่งกนั และกนั เลย

141

อะนีฆา โหนตุ จงเปนๅ สุขเปๅนสขุ เถิด อย฽าไดม฾ ีความทุกขแกาย ทกุ ขแใจเลย
สขุ ี อัตตานงั ปะรหิ ะรันตุ จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให฾พน฾ จากทุกขแภัยท้ังสิน้ เถิด
บทสวดมนตแ บทแผส฽ ว฽ นกศุ ล
อทิ งั เม มาตาปติ นู งั โหตุ สุขติ า โหนตุ มาตาปติ ะโร
 คําแปล: ขอส฽วนบญุ นจ้ี งสาํ เร็จแก฽บดิ ามารดาของข฾าพเจ฾า ขอให฾บดิ ามารดาของขา฾ พเจ฾ามี
ความสุข
อทิ ัง เม ญาตนี งั โหตุ สุขติ า โหนตุ ญาตะโย
 คําแปล: ขอส฽วนบุญนจ้ี งสําเร็จแก฽ญาติทั้งหลายของขา฾ พเจา฾ ขอใหญ฾ าติทงั้ หลายของรข฾าพเจ฾ามี
ความสุข
อิทัง เม ครุ ปู ชใ ฌายาจรยิ านงั โหตุ สขุ ติ า โหนตุ ครุ ปู ชใ ฌายาจริยา
 คาํ แปล: ขอสว฽ นบุญน้จี งสําเร็จแก฽ครูอุปชใ ฌายอแ าจารยแของขา฾ พเจ฾า ขอให฾ครูอุปใชฌายแอาจารยแ
ของขา฾ พเจ฾ามีความสุข
อทิ ัง สพั พะเทวะตานงั โหตุ สขุ ติ า โหนตุ สพั เพ เทวา
 คาํ แปล: ขอส฽วนบุญนี้จงสําเร็จแก฽เทวดาทั้งหลายทง้ั ปวง ขอให฾เทวดาท้ังหลายทง้ั ปวงมีความสุข
อิทัง สพั พะเปตานงั โหตุ สขุ ติ า โหนตุ สพั เพ เปตา
 คาํ แปล: ขอส฽วนบุญนจี้ งสาํ เร็จแกเ฽ ปรตทง้ั หลายทัง้ ปวง ขอใหเ฾ ปรตท้งั หลายท้ังปวงมีความสุข
อทิ งั สพั พะเวรนี งั โหตุ สุขติ า โหนตุ สพั เพ เวรี
 คําแปล: ขอสว฽ นบุญนจ้ี งสาํ เร็จแกเ฽ จา฾ กรรมนายเวรทง้ั หลายท้ังปวง ขอใหเ฾ จา฾ กรรมนายเวร
ทง้ั หลายทง้ั ปวงมีความสุข
อิทงั สพั พะสตั ตานงั โหตุ สขุ ติ า โหนตุ สพั เพ สตั ตา
 คาํ แปล: ขอส฽วนบุญนจ้ี งสําเร็จแกส฽ ตั วแทงั้ หลายทัง้ ปวง ขอให฾สตั วแท้ังหลายทัง้ ปวงมีความสขุ ทว่ั
หน฾ากันเทอญ.
การสวดมนตแน้ัน ต฾องถือว฽าเปๅนเร่ืองท่ีง฽ายสําหรับทุกคนในยุคนี้ สะดวกมากในทุกเพศ ทุกวัย
และไม฽ใช฽เร่ืองของคนแก฽ อีกต฽อไปเหมือนท่ีเคยเปๅนและเราเข฾าใจผิดกันอย฽างนั้น บทสวดมนตแต฽างๆ มี
การเผยแพร฽ออกมามากมายในรูปแบบต฽างๆ ที่เห็นกันและได฾ยินกันจนเคยชินมากมายจนกระท่ังใน
ปจใ จบุ ัน การสวดมนตเแ ข฾ามามบี ทบาทในชีวิตมากขน้ึ ไมว฽ า฽ จะเปๅนในกล฽มุ เด็กหรือวันรุ฽น ก็หันมาสนใจการ
สวดมนตแกันมากข้ึน ไม฽ว฽าจะเปๅนการสวด สวดมนตแก฽อนนอนด฾วยบทสวดตามปกติ จนไปถึง คาถาชิน
บัญชร บทสวดยอดพระกณั ฑแพระไตรปิฎก และบทสวดอน่ื ๆ อีกมากมายแต฽สําหรบั บางคนที่กําลังเริ่มจะ
สวดมนตแ ยังไม฽เคยทราบว฽านอกการได฾สติ ได฾จิตใจท่ีสงบสุขมาแล฾ว สิ่งทีเราสวดมนตแนอกเหนือจากนั้น
คอื "อานสิ งคแจากการสวดมนตแ" หรอื ผลทไ่ี ดร฾ ับจากการสวดมนตแวา฽ มอี ะไรอยา฽ งไร
อานสิ งสจแ ากการสวดมนตแ

1. สวดมนตเแ พอ่ื ถวายเปๅนพุทธบูชาเปนๅ บุญท่ีได฾กลา฽ วคาํ ศักดส์ิ ิทธ์ิท่ีพระพทุ ธเจา฾ บัญญตั ิ

142

ไว฾ บทสวดพุทธมนตแน้นั มาจากพระโอษฐแของพระเจ฾าทีไ่ ด฾ทรงสอนส่งั สาวกและมีการจําและทอ฽ งสบื กนั
มา จนถึงมีการจดบนั ทึกไว฾ในพระไตรปิฎก ผ฾ูทไ่ี ด฾มีโอกาสสวดมนตแในชีวติ เปนๅ การเปล฽งคําศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ
ถวายเปนๅ พทุ ธเจ฾า เปนๅ การบูชาพระพทุ ธเจา฾ และย฽อมไดบ฾ ุญกุศล

2. เกดิ ผลดตี อ฽ รา฽ งกาย คนที่สวดมนตแเปๅนประจาํ นนั้ ทางการแพทยแสมยั ใหมร฽ บั รองแล฾วว฽า
การสวดมนตทแ ําใหเ฾ กดิ ความสุขได฾จรงิ ในจติ ใจ สง฽ ผลตอ฽ รา฽ งกายให฾หล่ังสารความสขุ ออกมา รา฽ งกายกจ็ ะ
แขง็ แรง ใบหนา฾ สดใส ครูบาอาจารยแในสมยั โบราณถงึ ปจใ จบุ ันทราบถงึ เคล็ดลบั ลบั สําคญั ใหส฾ ังเกตว฽า
ทา฽ นจะมีอายยุ ืนมาก และบรรพบรุ ุษของเราน้ัน ทา฽ นสวดมนตเแ ปนๅ ประจําอายุทา฽ นจึงยนื ยาว ไมเ฽ หมอื น
คนในปใจจุบันทหี่ ฽างเหินการสวดมนตแมาก อายจุ ึงสัน้

3. เปนๅ การบําเพ็ญภาวนาอยา฽ งหน่งึ ทําใหม฾ สี มาธจิ ติ ใจ แจ฽มใส การสวดมนตเแ ปๅนการสรา฾ ง
สมาธวิ ธิ กี ารหนง่ึ เมอ่ื จติ ท่ีมีสมาธยิ อ฽ มแจ฽มใส มกี ําลงั คดิ อ฽านแก฾ไขปญใ หาอะไรก็จะทําได฾ง฽ายเพราะ
มสี ตกิ ํากับอย฽ู
4. เปๅนทโ่ี ปรดโปรนของเหลา฽ เทพเทวดาและดวงจติ วญิ ญาณทง้ั ปวง แม฾ผ฾ูใดไม฽ว฽าจะเปนๅ พรหมเทพ
เทวดา สรรพสัตวแทั้งหลาย ดวงจติ วญิ ญาณท้ังหลาย เมอ่ื ได฾ยนิ บทสวดนัน้ จะพบกบั ความเย็นสบาย
คลายทกุ ขแ ทาํ ให฾นิยมชมชอบคนที่สวดดว฾ ย และเม่ือยนิ ก็จะชว฽ ยปกปอู งรักษาคนท่สี วด
5.เกดิ บุญจากการแผเ฽ มตตา เม่ือสวดมนตเแ สร็จส้ิน มีการแผเ฽ มตตาแกต฽ นเองและเหลา฽ สรรพสตั วแ
ยอ฽ มเกิดอานิสงสบแ ญุ เกดิ ข้ึน

6. ไดร฾ บั พรจากสง่ิ ศกั ดส์ิ ทิ ธิ์ คนที่สวดมนตเแ ปๅนประจําน้นั ย฽อมได฾รบั การอวยพรจากสง่ิ ศักดิ์สทิ ธเ์ิ สมอ
เพราะเปๅนผ฾สู รา฾ งกรรมดจี ากการสวดมนตแและแผเ฽ มตตา
7.สรา฾ งสริ มิ งคลตอ฽ ตนเอง และครอบครัว ปใดเปาุ ภัยพิภัย โรคร฾ายได฾จรงิ ทุกบทสวดมนตแนัน้ มาจาก
อักขระที่ศักด์ิสทิ ธ์ิ มีอํานาจดลบันดาลใหส฾ ่ิงอัปมงคลนน้ั ออกไปจากชีวติ และสรา฾ งสริ มิ งคลใหก฾ บั คน
ที่สวด ยิ่งสวดมากกจ็ ะมีสิรมิ งคลมากขึน้ ทาํ อะไรก็สาํ เรจ็ โดยงา฽ ย
8.สามารถแผบ฽ ุญไปชว฽ ยผอู฾ นื่ ท่เี ดือดร฾อนได฾ บทสวดมนตแทกุ บทนัน้ สมารถแผบ฽ ญุ กุศลไปช฽วยผ฾ูอืน่ ที่
เดือดรอ฾ นไดท฾ ุกเรื่อง ยงิ่ เปๅนสายเลือดเดียวกันจะยิง่ เร็วขึน้ เพราะมที ง้ั บุญและกรรมผูกพันกนั มา
อานิสงสแที่ดงั ท่ีกล฽าวมาขา฾ งตน฾ คงพอจะทําใหท฾ ุกทา฽ นเข฾าใจ เรอ่ื ง อานิสงสแ หรอื ประโยชนแทจี่ ะรบั
จากการสวดมนตแไหวพ฾ ระ นง่ั สมาธิ ตลอดจนการแผ฽เมตตาเปนๅ อยา฽ งดีแล฾วอย฽างไรก็ดีน่ีเปๅนเพยี ง
ประโยชนเแ บ้ืองต฾นเท฽านนั้ ความจริงแลว฾ มอี านิสงสแทจ่ี ะได฾รับทางอ฾อมทางลึกอีกมากมายกว฽าน้นี ักแต฽
เปๅน "ปจใ จตั ตงั " หรือร฾ูได฾เฉพาะตวั ของแตล฽ ะคนไป โปรดจําไวเ฾ สมอว฽า ธรรมะของพระพทุ ธเจ฾าน้ัน
ต฾องปฏิบัตเิ องถงึ จะได฾
9.เปนๅ พน้ื ฐานไปสก฽ู ารก฽อนปฏบิ ตั วิ ปิ สใ สนากรรมฐานชนั้ สงู ตอ฽ ไป เมอ่ื ทุกทา฽ นทราบถึงการที่จะต฾อง
ทาํ อยา฽ งไรก฽อนถึงจะเรม่ิ ต฾นการสวดมนตแ ท่คี รบถ฾วนทุกประการแลว฾ ตอ฽ ไปนจ้ี ะขอนําทุกท฽านพบกับ
วิธกี ารสวดให฾ชีวิตดี สวดให฾สขุ สวดให฾รวย กันในลาํ ดับตอ฽ ไป

143

บทสวดมนตแก฽อนนอนเปนๅ บทสวดที่กอ฽ ให฾เกดิ อานสิ งคแกับผท฾ู ี่สวด ทาํ ให฾จติ ใจสงบ นอนหลับงา฽ ย
ตื่นมาสดชนื่ เบกิ บาน ดงั นน้ั การสวดมนตกแ ฽อนนอนทุกๆ คืนเปๅนประจํา เปๅนเรอ่ื งที่พทุ ธศาสนิกชน
ควรยดึ ถอื ปฏิบัติ
บทความบทสวดมนตแ พทุ ธชยั มงคลคาถา (พาหงุ มหากา)

นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มา สมั พทุ ธสั สะ ( 3 จบ )
พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
ธัมมงั สะระนงั คัจฉามิ
สงั ฆงั สะระนัง คจั ฉามิ
ทุติยมั ปิ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระนัง คจั ฉามิ
ทุตยิ มั ปิ สงั ฆัง สะระนงั คจั ฉามิ
ตะตยิ ัมปิ พุทธัง สะระนงั คจั ฉามิ
ตะตยิ มั ปิ ธมั มัง สะระนัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สงั ฆัง สะระนัง คจั ฉามิ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สมั มา สัมพุทโธ วชิ ชาจะระณะสมั ปนใ โน สคุ ะโต โลกะวทิ ู อะนตุ ตะ
โร ปรุ สิ ะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนสุ สานัง พุทโธ ภะคะวาติฯ
สะวากขาโต ภะคะวะตา ธมั โม สันทฏิ ฐโิ ก อะกาลิโก เอหปิ ใสสโิ ก โอปะนะยโิ ก ปจใ จตั ตัง
เวทติ พั โพ วญิ โหู ติ ฯิ
สุปะฏิปนใ โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ อุชปุ ะฏิปนใ โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ ญายะปะฏปิ ใน
โน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏปิ ในโน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริ
สะยุคานิ อฏั ฐะ ปรุ ิสะปคุ คะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหเุ นยโย ปาหุเนยโย ทักขิ
เณยโย อญั ชะลีกะระณีโย อะนุตตะรงั ปญุ ญักเขตตัง โลกสั สาตฯิ
พาหุงสะหสั สะมะภนิ ิมมติ ะสาวุธนั ตงั
ครเี มขะลงั อทุ ิตะโฆ ระสะเสนะมารงั
ทานาทธิ ัมมะวิธนิ า ชิตะวา มุนนิ โท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมงั คะลานิ
มาราตเิ ร กะมะภิยชุ ฌติ ะสพั พะรัตติง
โฆรมั ปะนาฬะวะกะมักขะมะถทั ธะยักขัง
ขนั ตสี ุทันตะวธิ นิ า ชติ ะวา มุนินโท
ตนั เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมงั คะลานิ
นาฬาคิริง คะชะวะรงั อะติมัตตะภตู ัง
ทาวัคคจิ ักกะมะสะนวี ะ สทุ ารุณันตัง

144

เมตตัมพเุ สกะวิธนิ า ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
อกุ ขิตตะขคั คะมะตหิ ตั ถะสทุ ารณุ นั ตงั
ธาวันติโยชะนะปะถงั คุลิมาละวันตงั
อิทธภี สิ งั ขะตะมะโน ชิตะวา มุนนิ โท
ตนั เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมงั คะลานิ
กัตตะวานะ กฏั ฐะมุทะรัง อวิ ะ คัพภนิ ยี า
จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนงั ชะยะกายะมชั เฌ
สันเตนะ โสมะวิธนิ า ชิตะวา มนุ ินโท
ตนั เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมงั คะลานิ
สจั จัง วิหายะ มะติสจั จะกาวาทะเกตงุ
วาทาภโิ รปิตะมะนัง อะติอันธะภตู ัง
ปใญญาปะทีปะชะลิโต ชติ ะวา มุนนิ โท
ตนั เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
นนั โทปะนันทะภุชะคัง วพิ ุธงั มะหทิ ธิง
ปุตเตนะ เถระภชุ ะเคนะ ทะมาปะยันโต
อทิ ธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนนิ โท
ตนั เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
ทคุ คาหะทิฏฐภิ ชุ ะเคนะ สทุ ฏั ฐะหตั ถัง
พรหั มัง วิสุทธิชตุ มิ ิทธพิ ะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธนิ า ชิตะวา มนุ ินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฉฐะคาถา โย
วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตนั ที
หติ วานะเนกะวิวธิ านิ จปุ ใททะวานิ
โมกขงั สุขัง อะธคิ ะเมยยะ นะโร สะปใญโญ
มะหาการณุ ิโก นาโถ หติ ายะ สพั พะปาณนิ งั ปูเรตวา ปาระมี สพั พา ปตใ โต สมั โพธิมุตตะมงั เอ
เตนะ สัจจะวัชเชนะ
มะหาการณุ โิ ก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณนิ ัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปใตโต สมั โพธมิ ตุ ตะมัง เอ
เตนะ สัจจะวชั เชนะ โหตุ เต ชะยะมงั คะลังฯ
ชะยันโต โพธยิ า มเู ล สกั ยานงั นันทวิ ัฑฒะโน เอวัง ตวงั วชิ ะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะ
ปะราชิตะปลใ ลงั เก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภเิ สเก สพั พะ พุทธานัง อัคคปั ปใตโต ปะโมทะตฯิ สุ
นักขตั ตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐติ ัง สุขะโณ สมุ หุ ุตโต จะ สุยิฏฐัง พรมั หมะจาริสุ ปะทกั ขิ


Click to View FlipBook Version