95
กจิ กรรมทีพ่ ทุ ธศาสนิกชนพึงปฏบิ ตั ิในวนั มาฆบชู า
วันมาฆบูชา พุทธศาสนิกชนชาวไทยนิยมทําบุญตักบาตรในตอนเชา และตลอดวันจะมีการ
บําเพ็ญบุญกุศลความดีอื่น ๆ เชน ไปวัดรับศีล งดเวนการทําบาปทั้งปวง ถวายสังฆทาน ใหอิสระทาน
(ปลอยนกปลอยปลา) ฟใงพระธรรมเทศนา และไปเวยี นเทยี นรอบโบสถแในเวลาเยน็
โดยกอนทําการเวียนเทียนพุทธศาสนิกชนควรรวมกัน ปฏิบัติภาวนา ใน วันพระอุโบสถ ซ่ึงเปๅน
หนาท่ี ตามปกตขิ องชาวพุทธ กลา วคําสวดมนตแแ ละคาํ บูชาในวันมาฆบูชา โดยปกติตามวัดตาง ๆ จะจัด
ใหมีการทําวัตรสวดมนตแกอนทําการเวียนเทียน ซึ่งสวนใหญนิยมทําการเวียนเทียนอยางเปๅนทางการ
(โดยมีพระภิกษุสงฆนแ ําเวียนเทยี น) ในเวลาประมาณ 20 นาฬิกา โดยบทสวดมนตแท่ีพระสงฆแนิยมสวดใน
วนั มาฆบชู ากอ นทําการเวยี นเทียนนิยมสวด (ทง้ั บาลแี ละคําแปล) ตามลําดับดงั น้ี
1. บทบูชาพระรัตนตรยั (บทสวดบาลีทขี่ ้นึ ตนดวย:อรหัง สมั มา ฯลฯ)
2. บทนมัสการนอบนอมบชู าพระพุทธเจา (นะโม ฯลฯ 3 จบ)
3. บทสรรเสรญิ พระพุทธคุณ (บทสวดบาลที ่ขี นึ้ ตนดวย:อติ ิปโิ ส ฯลฯ)
4. บทสรรเสริญพระพุทธคุณ สวดทาํ นองสรภญั ญะ (บทสวดสรภัญญะท่ีขน้ึ ตนดว ย:องคใแ ดพระ
สมั พุทธ ฯลฯ)
5. บทสรรเสรญิ พระธรรมคณุ (บทสวดบาลีทขี่ ้นึ ตนดว ย:สวากขาโต ฯลฯ)
6. บทสรรเสริญพระธรรมคุณ สวดทํานองสรภัญญะ (บทสวดสรภญั ญะทขี่ ึ้นตนดวย:ธรรมมะคือ
คุณากร ฯลฯ)
7. บทสรรเสริญพระสังฆคณุ (บทสวดบาลที ีข่ ้ึนตน ดว ย:สปุ ฏิปในโน ฯลฯ)
8. บทสรรเสริญพระสงั ฆคณุ สวดทาํ นองสรภัญญะ (บทสวดสรภัญญะท่ขี น้ึ ตนดวย:สงฆแใดสาวก
ศาสดา ฯลฯ)
9. บทสวดบชู าเนื่องในวันมาฆบูชา (บทสวดบาลีที่ขึน้ ตน ดวย:อชั ชายัง ฯลฯ)[19]
จากนั้นจดุ ธูปเทยี นและถอื ดอกไมเ ปนๅ เคร่อื งสักการบูชาในมือ แลวเดินเวยี นรอบปูชนยี สถาน 3
รอบ โดยขณะที่เดนิ นั้นพงึ ตง้ั จติ ใหส งบ พรอมสวดระลกึ ถึงพระพทุ ธคุณ ดวยการสวดบทอิติปโิ ส (รอบที่
หนึ่ง) ระลกึ ถึงพระธรรมคุณ ดว ยการสวดสวากขาโต (รอบท่ีสอง) และระลึกถึงพระสังฆคุณ ดวยการ
สวดสปุ ะฏิปนใ โน (รอบท่ีสาม) จนกวา จะเวียนจบ 3 รอบ จากนัน้ นําธปู เทียนดอกไมไปบูชาตามปูชนีย
สถานจึงเปนๅ อนั เสร็จพธิ ี
การกาํ หนดใหว นั มาฆบชู าเปนๅ วนั สาํ คญั ทางพทุ ธศาสนาในประเทศไทย
ก า ร ป ร ะ ก อ บ พิ ธี ใ น วั น ม า ฆ บู ช า ไ ด เ ริ่ ม มี ข้ึ น ใ น ส มั ย พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ
พ ร ะ จ อ ม เ ก ล า เ จ า อ ยู หั ว เ นื่ อ ง จ า ก พ ร ะ อ ง คแ ท ร ง เ ล็ ง เ ห็ น ว า วั น นี้ เ ปๅ น วั น ค ล า ย
วั น ท่ี เ กิ ด เ ห ตุ ก า ร ณแ สํ า คั ญ ใ น พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า คื อ เ ปๅ น วั น ท่ี พ ร ะ พุ ท ธ เ จ า ท ร ง
แ ส ด ง โ อ ว า ท ป า ฏิ โ ม ก ขแ ฯ ล ฯ ค ว ร จ ะ ไ ด มี ก า ร ป ร ะ ก อ บ พิ ธี บํ า เ พ็ ญ กุ ล ศ ล ต า ง ๆ
เพ่ือถวายเปๅนพุทธบูชา โดยในคร้ังแรกน้ันไดทรงกําหนดเปๅนเพียงการ
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา
เจา อยหู วั พระผดู ําริใหม ีพิธี
มาฆบชู าข้นึ เปๅนครง้ั แรกของ
96
พระราชพิธีบําเพ็ญกุศลเปๅนการภายใน แตตอมาประชาชนก็ไดนิยมนําพิธีนี้ไปปฏิบัติสืบตอมาจน
กลายเปนๅ วนั ประกอบพิธสี าํ คัญทางพระพุทธศาสนาวนั หนง่ึ
เนื่องจากในประเทศไทย พุทธศาสนิกชนไดมีการประกอบพิธีในวันมาฆบูชาสืบเนื่องมาต้ังแต
สมัยรัชกาลท่ี 4 และนับถือกันโดยพฤตินัยวาวันนี้เปๅนวันสําคัญวันหน่ึงในทางพระพุทธศาสนาของ
ประเทศไทยมาตั้งแตน้ันโดยเมื่อถึงวันน้ีพุทธศาสนิกชนจะรวมใจกันประกอบพิธีบําเพ็ญกุศลตาง ๆ กัน
เปๅนงานใหญ ดังนั้นเมื่อถึงในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว พระองคแจึงทรงประกาศให
วันมาฆบูชาเปนๅ วันหยุดนักขัตฤกษแ สําหรับชาวไทยจะไดรวมใจกันบําเพ็ญกุศลในวันมาฆบูชาโดยพรอม
เพรียง
ในปจใ จบุ ันยังคงปรากฏการประกอบพิธีมาฆบูชาอยูในประเทศไทยและประเทศท่ีเคยเปๅนสวน
หน่ึงของประเทศไทย เชน ลาว และกัมพูชา (ซ่ึงเปๅนสวนท่ีไทยไดเสียใหแกฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ 5)
โดยไมปรากฏวามีการประกอบพิธีน้ีในประเทศพุทธมหายานอื่นหรือประเทศพุทธเถรวาทนอกน้ี เชน
พมา และศรลี งั กา ซ่ึงคงสันนิษฐานไดวา พิธมี าฆบูชาน้ีเร่มิ ตนจากการเปๅนพระราชพิธีของราชสํานักไทย
และไดข ยายไปเฉพาะในเขตราชอาณาจักรสยามในเวลาน้ัน ตอมาดินแดนไทยในสวนที่เปๅนประเทศลาว
และกัมพูชาไดตกเปนๅ ดินแดนในอารกั ขาของฝร่ังเศส และไดรับเอกราชในเวลาตอมา พุทธศาสนิกชนใน
ประเทศท้ังสองที่ไดรับคตินิยมการปฏิบัติพิธีมาฆบูชาต้ังแตยังเปๅนสวนหน่ึงของราชอาณาจักรสยาม คง
ไดถือปฏิบัติพิธีมาฆบูชาอยางตอเน่ืองโดยไมไดมีการยกเลิก จึงทําใหคงปรากฏพิธีมาฆบูชาในประเทศ
ดงั กลาวจนถึงปจใ จุบัน
วนั มาฆบชู าในปฏทิ นิ สรุ ยิ คติ
ปี วนั ท่ี วนั ท่ี วนั ท่ี
ปีชวด 4 มีนาคม พ.ศ. 2539 21 กุมภาพนั ธแ พ.ศ. 2551 8 กุมภาพนั ธแ พ.ศ. 2563
ปีฉลู 22 กมุ ภาพันธแ พ.ศ. 2540 9 กุมภาพนั ธแ พ.ศ. 2552 26 กุมภาพนั ธแ พ.ศ. 2564
ปขี าล 11 กุมภาพันธแ พ.ศ. 2541 28 กุมภาพนั ธแ พ.ศ. 2553 16 กุมภาพนั ธแ พ.ศ. 2565
ปเี ถาะ 1 มีนาคม พ.ศ. 2542 18 กมุ ภาพันธแ พ.ศ. 2554 6 มีนาคม พ.ศ. 2566
ปมี ะโรง 19 กุมภาพันธแ พ.ศ. 2543 7 มีนาคม พ.ศ. 2555 24 กมุ ภาพันธแ พ.ศ. 2567
ปมี ะเส็ง 8 กมุ ภาพนั ธแ พ.ศ. 2544 25 กุมภาพันธแ พ.ศ. 2556 13 กมุ ภาพนั ธแ พ.ศ. 2568
ปมี ะเมยี 26 กุมภาพนั ธแ พ.ศ. 2545 14 กมุ ภาพนั ธแ พ.ศ. 2557 4 มีนาคม พ.ศ. 2569
ปีมะแม 16 กมุ ภาพนั ธแ พ.ศ. 2546 4 มีนาคม พ.ศ. 2558 22 กมุ ภาพันธแ พ.ศ. 2570
ปีวอก 5 มนี าคม พ.ศ. 2547 22 กุมภาพนั ธแ พ.ศ. 2559 11 กุมภาพนั ธแ พ.ศ. 2571
97
ปี วนั ที่ วนั ที่ วนั ที่
ปรี ะกา 23 กุมภาพันธแ พ.ศ. 2548 11 กุมภาพันธแ พ.ศ. 2560 28 กุมภาพนั ธแ พ.ศ. 2572
ปีจอ 13 กมุ ภาพันธแ พ.ศ. 2549 1 มีนาคม พ.ศ. 2561 18 กมุ ภาพันธแ พ.ศ. 2573
ปีกนุ 3 มนี าคม พ.ศ. 2550 19 กุมภาพนั ธแ พ.ศ. 2562 8 มีนาคม พ.ศ. 2574
การประกอบพธิ ีทางศาสนาในวนั มาฆบชู า
พระราชพธิ ี
พระราชพิธีบําเพ็ญพระราชกุศลในวันมาฆบูชานี้ โดยปกติ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิ
พลอดุยเดช เปๅนองคแประธานในการพระราชพิธีบําเพ็ญพระราชกุศล และบางครั้งทรงพระกรุณาโปรด
เกลา ฯ ใหพ ระบรมวงศานุวงศแเสดจ็ แทน โดยสถานท่ีประกอบพระราชพิธีจะจัดในวัดพระศรีรัตนศาสดา
ราม สาํ นกั พระราชวังจะออกหมายกําหนดการประกาศการพระราชพิธีน้ีใหทราบท่ัวไปเปๅนประจําทุกปี
ในอดีตจะใชชื่อเรียกการพระราชพิธีในราชกิจจานุเบกษาแตกตางกัน บางคร้ังจะใชชื่อ "การพระราช
กุศลมาฆบูชาจาตุรงคสันนิบาต" หรือ "การพระราชกุศลมาฆบูชา" หรือแม "มาฆบูชา" สวนในรัชกาล
ปใจจุบนั สาํ นกั พระราชวงั จะใชชอ่ื เรยี กหมายกําหนดการที่ชัดเจน เชน "หมายกําหนดการ พระราชกุศล
มาฆบูชา พุทธศกั ราช 2522"
รายละเอียดการประกอบพระราชพิธีน้ีในพระราชนิพนธแพระราชพิธีสิบส องเดือน ของ
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจา อยูห ัว ไดมีพระบรมราชาธิบายเก่ียวกับการพระราชพิธีในเดือนสาม
คือพระราชพิธีบาํ เพ็ญกศุ ลในวันมาฆบชู าไว มีใจความวา
“เวลาเชา พระสงฆแวัดบวรนิเวศและวัดราชประดิษฐ 30 รูป ฉันในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตน
ศาสดาราม เวลาคา่ํ เสดจ็ ออกทรงจดุ ธปู เทียนเครื่องนมสั การแลว พระสงฆสแ วดทําวัตรเย็นเหมือนอยางท่ี
วดั แลว จึงไดส วดมนตตแ อ ไป มสี วดคาถาโอวาทปาฏโิ มกขดแ วย สวดมนตจแ บทรงจุดเทียนรายตามราวรอบ
พระอโุ บสถ 1,250 เลม มปี ระโคมดวยอีกครั้งหนึ่ง แลวจึงมีเทศนาโอวาทปาฏิโมกขแกัณฑแ 1 เปๅนเทศนา
ท้ังภาษามคธและภาษาสยาม เคร่ืองกัณฑแจีวรเน้ือดีผืนหนึ่ง เงิน 3 ตําลึงและขนมตาง ๆ เทศนแจบ
พระสงฆสแ วดมนตรแ ับสพั พี 30 รปู ”
ในรัชกาลตอมาไดมกี ารลดทอดพธิ ีบางอยา งออกไปบาง เชน ยกเลิกการถวายภัตตาหารพระสงฆแ
ในเวลาเชา หรือการจุดเทียนราย 1,250 เลม เปๅนตน แตก็ยังคงมีการบําเพ็ญพระราชกุศลในวัดพระศรี
รตั นศาสดารามเหมือนเคย โดยในบางปี พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดชจะทรงประกอบ
พิธบี ําเพ็ญพระราชกุศลมาฆบูชาและทรงเวียนเทียนรอบพุทธศาสนสถานเปๅนการสวนพระองคแตามพระ
อารามหลวงหรือวัดราษฎรแอ่ืน ๆ บาง ตามพระราชอัธยาศัย ซ่ึงการพระราชพิธีน้ีเปๅนการแสดงออกถึง
พระราชศรัทธาอันแนนแฟูนในพระพุทธศาสนา ขององคแพระมหากษัตริยแไทยผูทรงเปๅนเอกอัครพุทธ
ศาสนปู ถัมภมแ าตงั้ แตอดตี จนถึงปจใ จบุ ัน
98
พธิ สี ามัญ
การประกอบพธิ ที างพระพทุ ธศาสนาเนอ่ื งในวนั มาฆบชู าของพุทธศาสนิกชนชาวไทย โดยท่วั ไป
นิยมทาํ บญุ ตักบาตร ปฏิบัติภาวนา ฟใงพระธรรมเทศนา เวยี นเทยี นรอบอโุ บสถหรือสถปู เจดยี พแ ทุ ธสถาน
ตาง ๆ ภายในวดั เพ่อื เปนๅ การระลึกถงึ วันคลา ยวันที่เกดิ เหตุการณสแ ําคญั ของพระพุทธศาสนาในวัน ข้ึน
15 คา่ํ เดือน 3
พุทธศาสนิกชนชาวไทยนิยมนับถือเอาวันน้ีเปๅนวันสําคัญในการละเวนความชั่ว บําเพ็ญความดี
ทําใจใหผ อ งใส ตามแนวทางพระบรมพทุ โธวาท โดยมีแนวปฏิบัติในการประกอบพิธีในวันมาฆบูชาคลาย
กับการประกอบพิธีในวันวิสาขบูชา คือมีการต้ังใจบําเพ็ญกุศลทําบุญตักบาตร ฟใงพระธรรมเทศนาและ
เจริญจิตตภาวนาในวันน้ี เมื่อตกกลางคืนก็มีการเวียนเทียนถวายเปๅนพุทธบูชาตามอารามตาง ๆ และ
อาจมีการบําเพ็ญปกณิ ณกะกุศลตา ง ๆ ตลอดคืนตามแตจะเห็นสมควร
การประกอบพิธีวันมาฆบูชาในปใจจุบันน้ีนอกจากการเวียนเทียน ทําบุญตักบาตร ในวันสําคัญ
แลว ยังมีหนวยงานภาครัฐ องคแกรทางศาสนา และภาคประชาชน รวมกันจัดกิจกรรมตาง ๆ ข้ึน
มากมาย เพ่ือเปๅนการเผยแผพระพุทธศาสนาและประชาสัมพันธแกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาตาง ๆ
ใหแกประชาชน เชน กิจกรรมสัปดาหแเผยแผพระพุทธศาสนาวันมาฆบูชา ณ ทองสนามหลวง หรือตาม
วดั ในจังหวัดตา ง ๆ เปๅนตน
วนั สาํ คญั อน่ื ทเี่ กยี่ วเนอ่ื งกบั วนั มาฆบชู า
วนั คลา ยวนั ปลงพระชนมายสุ งั ขาร
นอกจากเหตุการณแจาตุรงคสันนิบาตในวันเพ็ญเดือน 3 ในพรรษาแรกของพระพุทธเจาแลว ใน
วันเพ็ญเดือน 3 แหงพรรษาสุดทายของพระพุทธเจา (คราวที่ทรงพระชนมายุ 80 พรรษา) ก็ไดเกิด
เหตกุ ารณสแ ําคัญข้นึ อีกเหตุการณหแ น่ึงคือ พระพุทธองคแไดทรง ปลงพระชนมายุสังขาร พระศาสดาเสด็จ
พักผอ นกลางวนั ณ ปาวาลเจดียแ ทรงแสดงนิมติ โอภาสแกพระอานนทแวา ผูใดเจริญอิทธิบาท 4 ประการ
อาจมอี ายุยนื ไดถงึ กัป แตพระอานนทแมิไดทูลอาราธนา เมื่อพระอานนทแออกไป มารจึงไดมาอาราธนาให
นิพพาน พระองคแทรงมีสติสัมปชัญญะ ปลงอายุสังขาร ณ ปาวาลเจดียแวา อีก 3 เดือนจะเสด็จ
ปรินิพพาน เกิดเหตุแผนดินไหว เม่ือพระอานนทแทราบ จึงกราบทูลอาราธนาใหทรงพระชนมแชีพอยูอีก
แตพ ระศาสดาตรัสวา มใิ ชก าล เพราะไดทรงแสดงนิมิตแลวถึง 16 คร้ัง ทรงทํานายวาในวันเพ็ญเดือน 6
ที่จะมาถึง พระองคแจะเขาสูมหาปรินิพพาน จึงถือไดวาวันมาฆบูชาเปๅน วันคลายวันสําคัญของ
พระพทุ ธศาสนาสองเหตกุ ารณสแ ําคัญ คอื วนั ท่ีพระพทุ ธองคทแ รงแสดงโอวาทปาฏิโมกขแ และวันทท่ี รงทาํ
การปลงพระชนมายุสงั ขาร
หมายเหต:ุ โดยทั่วไปจะทราบแตเพียงวาวนั น้ีเปๅนวนั ที่พระพทุ ธองคทแ รงแสดงโอวาทปาฏิโมกขแ
เทา นนั้
99
วนั กตญั โแู หง ชาติ (ประเทศไทย)
ในปี พ.ศ. 2549 รัฐบาลไทยไดเล็งเหน็ ถึงความสําคัญของวันมาฆบูชา (ท่ีอาจถือไดวาเปๅนวันแหง
ความรักของพระพุทธศาสนา) โดยถือวาเหตุการณแสําคัญที่เหลาพระสาวกท้ัง 1,250 รูป ไดกลับมาเขา
เฝูาพระพทุ ธเจาดว ยความรกั ในพระองคหแ ลังจากไดอ อกไปเผยแพรพระศาสนาโดยมิไดนัดหมายดังกลาว
เปนๅ สิ่งทแี่ สดงถึงความกตัญโูกตเวทอี ันบริสทุ ธิ์ และโดยเฉพาะอยา งย่ิงชวงเวลาในปฏิทินจันทรคติในวัน
เพ็ญเดือนสาม มักจะตกใกลกับชวง"เทศกาลวาเลนไทนแ" อันเปๅนเทศกาลวันแหงความรักของคริสตแ
ศาสนา ซึ่งวัยรุนไทยบางกลุมมักยึดถือคติคานิยมวันแหงความรักในวันวาเลนไทนแผิด ๆ โดยนิยมยึดถือ
กันวาเปๅนวันแหงความรักของคนหนุมสาว หรือแมกระท่ังถือวาเปๅน "วันเสียตัวแหงชาติ" ซึ่งสงผล
กระทบตอคานิยมทางจริยธรรมและศีลธรรมของวัยรุนไทย รัฐบาลไทยในสมัยนั้นจึงไดประกาศใหวัน
มาฆบชู าเปๅนวนั กตญั โูแหง ชาติ "เพ่ือสง เสริมคานยิ มท่ีเหมาะสมแกว ัยรุน ไทย ใหหันมาสนใจกับความรัก
อนั บรสิ ทุ ธิท์ ไี่ มหวังสิ่งตอบแทน" แทนที่จะไปมัวเมากับความรักใครชูสาวหรือเรื่องฉาบฉวยทางเพศของ
หนมุ สาว อนั จะกอใหเกดิ ปญใ หาแกส ังคมตามมา
การผลักดันใหมีวันกตัญโูแหงชาติมีมาตั้งแต พ.ศ. 2546 เคยมีการต้ังกระทูถามในสภา
ผูแทนราษฎรใหพิจารณากําหนดใหมีวันกตัญโูแหงชาติ แตถูกปฏิเสธจากผูท่ีเก่ียวของ โดยอางวา ใน
ประเทศไทยมีวันสาํ คัญแหงชาตทิ ่ีเกี่ยวกบั การแสดงความกตัญโูมากพอแลว ตอมาในปี พ.ศ. 2549 นัก
พูดชื่อดังหลายคน เชน ดร.ผาณิต กันตามระ นายสุรวงศแ วัฒนกุล ดร.อภิชาติ ดําดี นายเฉลิมชัย จารุ
ไพบูลยแ ดร.โอภาส กิจกําแหง และนายถาวร โชติช่ืน ไดรวมกันทําหนังสือถึงคณะมนตรีความมั่นคง
แหงชาติขอใหสงเสริมใหวันมาฆบูชาเปๅนวันกตัญโูแหงชาติอีกวันหนึ่งดวย และไดรับการตอบรับจาก
ผเู ก่ียวของ
วันกตัญโูแหงชาตินี้ นอกจากเพ่ือแสดงออกถึงวันแหงความรักอันบริสุทธิ์ของชาวพุทธแลว ยัง
เพ่อื สงเสริมคานยิ มใหค นไทยยึดถอื ความกตัญโู โดยอาจมีการพูดคุย สงบัตรอวยพร มอบของขวัญหรือ
ชอดอกไมแกผูมีพระคุณ เปๅนการแสดงความระลึกถึงพระคุณดวยความหวังดีของผูให ไมวาจะเปๅน
ส่งิ ของ การแสดงออกซงึ่ นาํ้ ใจหรือคําพูดก็ตาม
3.4 วนั อาสาฬหบชู า (บาลี: อาสาฬหปชู า; อกั ษรโรมนั : Āsāḷha Pūjā)
เปๅนวันสําคัญทางศาสนาพุทธนิกายเถรวาทและวันหยุดราชการในประเทศไทย คํา
วา อาสาฬหบูชา ยอ มาจาก "อาสาฬหปูรณมีบชู า" แปลวา "การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ" อันเปๅน
เดือนที่สี่ตามปฏิทินของประเทศอินเดีย ตรงกับวันเพ็ญ เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งมักจะ
ตรงกับเดือนกรกฎาคมหรือเดือนสิงหาคม แตถาในปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็ใหเลื่อนไปทําในวันเพ็ญ
เดือน 8 หลังแทน
วันอาสาฬหบูชาไดรับการยกยองเปๅนวันสําคัญทางพระพุทธศาสนา เน่ืองจากเหตุการณแ
สําคัญท่ีเกิดข้ึนเมื่อ 45 ปี กอนพุทธศักราช ในวันขึ้น 15 คํ่า เดือน 8 คือวันอาสาฬหปุรณมีดิถี หรือวัน
100
เพ็ญเดอื นอาสาฬหะ ณ ปุาอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แควนกาสี อันเปๅนวันท่ีพระพุทธเจาทรง
แสดงปฐมเทศนาคือ ธมั มจักกปั ปวัตตนสตู รแกป ใญจวัคคยี แ
การแสดงธรรมครั้งน้ันทําใหพราหมณแโกณฑัญญะ 1 ในปใญจวัคคียแ ประกอบดวย โกณ
ฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ เกิดความเล่ือมใสในพระธรรมของพระพุทธเจา จนได
ดวงตาเห็นธรรมหรือบรรลุเปๅนพระอริยบุคคลระดับโสดาบัน ทานจึงขออุปสมบทในพระธรรมวินัยของ
พระพทุ ธเจา ดวยวิเอหิภกิ ขอุ ปุ สมั ปทา
พระอัญญาโกณฑัญญะจึงกลายเปๅนพระสาวกและภิกษุองคแแรกในโลก และทําใหในวันน้ันมี
พระรัตนตรยั ครบองคสแ ามบริบูรณแเปๅนครั้งแรกในโลก คือ มีท้ังพระพุทธเจา พระธรรม และพระสงฆแ ดวย
เหตุนี้จึงทําใหวันน้ีถูกเรียกวา "วันพระธรรม" หรือ วันพระธรรมจักร อันไดแกวันท่ีลอแหงพระธรรมของ
พระพุทธเจาไดหมุนไปเปๅนครั้งแรก และ "วันพระสงฆแ" คือวันท่ีมีพระสงฆแเกิดขึ้นเปๅนคร้ังแรก และจัดวา
เปนๅ "วนั พระรัตนตรัย" อีกดวย
เดิมน้ันไมมีการประกอบพิธีการบูชาในเดือน 8 หรือวันอาสาฬหบูชาในประเทศพุทธเถรวาท
มากอน จนมาในปี พ.ศ. 2501 การบูชาในเดือน 8 หรือวันอาสาฬหบูชาจึงไดเร่ิมมีขึ้นในประเทศไทย
ตามที่คณะสังฆมนตรี ไดกําหนดใหวันน้ีเปๅนวันสําคัญทางพระพุทธศาสนาของประเทศไทยอยางเปๅน
ทางการเมือ่ พ.ศ. 2501 โดยคณะสงั ฆมนตรไี ดมมี ติใหเ พ่ิมวันอาสาฬหบชู าเปๅนวนั สําคัญทางศาสนาพุทธ
ในประเทศไทย ตามคําแนะนําของ พระธรรมโกศาจารยแ (ชอบ อนุจารี) โดยคณะสังฆมนตรีไดออกเปๅน
ประกาศสํานักสังฆนายกเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 กําหนดใหวันอาสาฬหบูชาเปๅนวันสําคัญ
ทางพุทธศาสนาพรอมทัง้ กาํ หนดพิธอี าสาฬหบูชาข้ึนอยา งเปนๅ ทางการเปๅนครั้งแรกในประเทศไทย โดยมี
พธิ ปี ฏิบตั ิเทยี บเทากับวนั วสิ าขบชู าอนั เปๅนวนั สาํ คญั ทางพระพทุ ธศาสนาสากล
อยางไรกต็ าม วนั อาสาฬหบชู าถือเปนๅ วนั สาํ คัญที่กําหนดใหกบั วนั หยุดของรฐั เพยี งแตใ น
ประเทศไทยเทา น้ัน สว นในตางประเทศทีน่ บั ถอื พทุ ธศาสนานิกายเถรวาทอนื่ ๆ ยงั ไมไ ดใหความสาํ คญั
กบั วนั อาสาฬหบชู าเทียบเทากบั วนั วสิ าขบูชา
ความสาํ คญั
วันอาสาฬหบูชา หรือวันข้ึน 15 คํ่า เดือน 8 เปๅนวันที่พระพุทธเจาทรงแสดงพระธรรมที่ตรัสรู
เปๅนครั้งแรก จึงถือไดวาวันน้ีเปๅนวันเริ่มตนประกาศพระพุทธศาสนาแกชาวโลก และดวยการท่ี
พระพุทธเจาทรงสามารถ แสดง เปิดเผย ทําใหแจง แกชาวโลก ซึ่งพระธรรมท่ีตรัสรูได จึงถือไดวา
พระองคแไดทรงกลายเปๅนสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมมาพุทธเจาโดยสมบูรณแ คือทรงสําเร็จภารกิจ
แหง การเปๅนพระพุทธเจาผูเปๅน "สัมมาสัมพุทธะ"คือเปๅนพระพุทธเจาผูสามารถแสดงสิ่งที่ตรัสรูใหผูอื่นรู
ตามได ซ่ึงแตกตางจาก "พระปใจเจกพุทธเจา" ที่แมจะตรัสรูเองไดโดยชอบ แตทวาไมสามารถสอนหรือ
เปดิ เผยใหผ อู ่ืนรูตามได ดว ยเหตนุ วี้ ันอาสาฬหบชู าจงึ มีช่ือเรยี กวา "วันพระธรรม"
วนั อาสาฬหบูชา เปๅนวนั ทท่ี า นโกณฑัญญะไดบรรลุธรรมสําเรจ็ พระโสดาบันเปนๅ พระอริยบุคคล
คนแรก และไดรับประทานเอหิภิกขุอุปสมบทเปๅนภกิ ษุองคแแรกในพระศาสนา และดวยการทที่ า นเปๅน
101
พระอริยสงฆแองคแแรกในโลกดังกลา ว พระรัตนตรยั จึงครบองคสแ ามบรบิ ูรณแเปๅนคร้ังแรกในโลก ดวยเหตุนี้
วนั อาสาฬหบชู าจึงมีชอ่ื เรยี กวา "วันพระสงฆแ"
ดังนนั้ วนั อาสาฬหบูชาจงึ ถูกจัดข้ึนเพื่อเปๅนการระลึกถึงวันคลา ยวันทเี่ กิดเหตุการณแสําคัญของ
พระพุทธศาสนาดังกลา ว ซ่งึ ควรพจิ ารณาเหตุผลโดยสรุปจากประกาศสํานกั สังฆนายกเร่อื งกําหนดพธิ ี
อาสาฬหบูชา ที่ไดสรุปเหตกุ ารณสแ ําคญั ที่เกิดข้ึนในวนั อาสาฬหบูชาไวโ ดยยอ ดังนี้
1. เปๅนวนั แรกที่พระโคตมพทุ ธเจาทรงประกาศศาสนาพุทธ
2. เปๅนวนั แรกท่ีพระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมจักร ประกาศสัจธรรม
อนั เปนๅ องคแแ หง พระสัมมาสัมโพธิญาณ
3. เปนๅ วนั ทพี่ ระอริยสงฆสแ าวกองคแแรกบงั เกิดขน้ึ ในโลก คอื พระอัญญาโกณฑัญญะ
ไดรับประทานเอหภิ ิกขุอุปสัมปทา ในวันน้นั
4. เปๅนวันแรกท่บี ังเกดิ สงั ฆรัตนะ สมบูรณแเปๅนพระรัตนตรัย คอื พระพุทธรตั นะ
พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ
พระพุทธเจา ทรงแสดงปฐมเทศนาประกาศพระ
ธรรมจักร (ฟใง) เปๅนคร้ังแรกแกป ญใ จวคั คยี แ และ
เปๅนวันท่ีบังเกิดมีพระสงฆแครบเปๅนองคแพระ
รัตนตรยั ครัง้ แรกในโลก
พรหมอาราธนา
ตามความในคัมภีรแมัชฌิมนิกาย เม่ือพระพุทธองคแดําริจะไมแสดงธรรมเชนน้ี ปรากฏวาทาว
สหัมบดีพรหมไดทราบความดังกลาวจึงคิดวา "โลกจะฉิบหายละหนอ เพราะจิตของพระตถาคตอรหันต
สัมมาสัมพุทธเจานอมไปเพื่อความเปๅนผูมีความขวนขวายนอย ไมนอมไปเพ่ือแสดงธรรม" ทาวสหัมบดี
พรหม จึงเสดจ็ ลงจากพรหมโลกเพอ่ื มาอาราธนาใหพระพุทธองคแทรงตัดสินใจท่ีจะทรงแสดงพระธรรมท่ี
ตรัสรูแกคนท้ังหลาย โดยทาวสหัมบดีพรหมไดกลาววา "ขาแตพระองคแผูเจริญ ขอพระผูมีพระภาคจง
ทรงแสดงธรรมแกขาพระองคแเถิด ขอพระสุคตจงทรงแสดงธรรมเถิด สัตวแทั้งหลาย ผูมีกิเลสดุจธุลีใน
จักษุนอยมีอยู ยอมจะเส่ือมเพราะไมไดฟใงธรรม สัตวแทั้งหลายผูรูท่ัวถึงธรรมจักยังมีอยู" จากน้ันทาว
สหมั บดีพรหม ไดก ลา วอาราธนาเปนๅ นิพนธคแ าถาอีก ใจความโดยสรปุ วา
... ขณะนี้ ธรรมะทีไ่ มบริสทุ ธ์ิไดเ กดิ ขน้ึ ในแควน มคธมาเนน่ิ นาน. ขอใหพ ระองคแเปิดประตูนิพพาน
อันไมตาย เพอื่ สัตวทแ งั้ หลายจักไดฟใงธรรมและตรัสรูตามเถิด, คนยืนบนยอดเขา ยอมเห็นไดโดยรอบฉัน
ใด. ขา แตพ ระองคแ พระองคยแ อ มเห็น! พระองคเแ ห็นเหลาสรรพสัตวแท้ังหลาย ท่ีจมอยูในความทุกขแโศกท้ัง
ปวง ถูกความเกิดแกเจ็บตายครอบงําอยูไหม!. ลุกข้ึนเถิดพระองคแผูกลา! พระองคแผูชนะสงคราม (คือ
กิเลส) แลว!... ขอพระองคแเสด็จจาริกไปในโลกเถิด, ขอพระองคแจงทรงแสดงธรรมเถิด สัตวแท่ีจะรูท่ัวถึง
ธรรมของพระองคแ มีอยแู นน อน!
102
บุคคลเปรยี บบวั สามเหลา -ตดั สนิ ใจแสดงธรรม
หลังจากพระพุทธองคแทรงพิจารณาตามคําเชื้อเชิญของสหัมบดีพรหมท่ีเชิญใหพระองคแแสดง
ธรรม พระพุทธองคแจึงทรงพิจารณาตรวจสัตวแโลกดวยพุทธจักษุ และทรงเห็นวา สัตวแโลกที่ยังสอนไดมี
อยู เปรียบดวยดอกบัว 3 จําพวก พวกท่ีจักสอนใหรูตามพระองคแไดงายก็มี พวกที่สอนไดยากก็มี ฯลฯ
ดงั ความตอไปน้ี
…ครัน้ อาตมภาพทราบวาทาวสหัมบดีพรหมอาราธนา และอาศัยความกรุณาในสัตวแท้ังหลาย จึง
ตรวจดูโลกดวยพุทธจักษุ. เมื่ออาตมภาพตรวจดูโลกดวยพุทธจักษุ ก็ไดเห็นหมูสัตวแซ่ึงมีกิเลสดุจธุลีใน
จักษุนอยก็มี มีกิเลสดุจธุลีในจักษุมากก็มี มีอินทรียแแกกลาก็มี มีอินทรียแออนก็มี มีอาการดีก็มี มีอาการ
เลวก็มี จะพึงสอนใหรูไดงายก็มี จะพึงสอนใหรูไดยากก็มี บางพวกมีปกติเห็นโทษในปรโลกโดยเปๅนภัย
อยูก็มี เปรียบเหมือนในกอบัวขาบ ในกอบัวหลวง หรือในกอบัวขาว ดอกบัวขาบ ดอกบัวหลวง หรือ
ดอกบัวขาว ซ่ึงเกดิ ในน้าํ เจริญในน้ํา บางเหลายังไมพนนํ้า จมอยูในน้ํา น้ําหลอเล้ียงไว บางเหลา ต้ังอยู
เสมอน้ํา บางเหลา ต้ังข้ึนพนนํ้า นํ้าไมติด ฉันใด ดูกรราชกุมาร เมื่ออาตมภาพตรวจดูโลกดวยพุทธจักษุ
ก็ฉันน้ัน ไดเห็นหมูสัตวแซ่ึงมีกิเลสดุจธุลีในจักษุนอยก็มี มีกิเลสดุจธุลีในจักษุมากก็มี มีอินทรียแแกกลาก็มี
มีอินทรียแออนก็มี มีอาการดีก็มี มีอาการเลวก็มี จะพึงสอนใหรูไดงายก็มี จะพึงสอนใหรูไดยากก็มี บาง
พวกมปี กติเหน็ โทษในปรโลกโดยเปๅนภัยอยูก็มี...
ดวยเหตุท่พี ระพทุ ธองคแพิจารณาบุคคลเปรียบดวยบวั สามเหลาดงั กลาว พระพทุ ธองคจแ ึง ทรง
ตดั สนิ ใจที่จะแสดงธรรม เพราะทรง อาศยั บคุ คลท่ีสามารถตรัสรธู รรมตามพระองคไแ ดเปๅนหลัก ดังความ
ทีป่ รากฏใน องั คตุ ตรนิกาย ติกนบิ าต วา
... บุคคลบางคนในโลกน้ี ไดเห็นพระตถาคต ไดฟ ใงธรรมวินัยทีพ่ ระตถาคตประกาศแลว จงึ หยัง่
ลงสคู วามแนนอนมน่ั คงและความถกู ตองในกุศลธรรมท้ังหลาย เม่ือไมไ ดเหน็ ไมไดฟใง ยอมไมหยงั่ ลงสู
ความแนนอนมั่นคงและความถูกตอง
ดกู อนภกิ ษุทัง้ หลาย บรรดาบุคคล 3 จําพวกน้ัน เพราะเห็นแก บุคคลผูไดเห็นพระตถาคต ไดฟใง
ธรรมวนิ ยั ทีพ่ ระตถาคตประกาศแลว จึงหยั่งลงสูค วามแนนอนถูกตองในกุศลธรรม เมื่อไมไดเห็นไมไดฟใง
ยอมไมหยั่งลง เราจึงอนุญาตการแสดงธรรมไว และก็เพราะ อาศัยบุคคลเหลานี้เปๅนหลักอีกเหมือนกัน
จึงจําตองแสดงธรรมแกบ คุ คลประเภทอนื่ ดวย...
หาผรู บั ปฐมเทศนา
หลังจากทรงต้ังพระทัยท่ีจะนําส่ิงที่พระองคแตรัสรูมาสอนแกมนุษยแทั้งหลาย พระองคแไดทรง
พิจารณาหาบุคคลที่สมควรจะแสดงธรรมที่พระองคแไดตรัสรูโปรดกอนเปๅนบุคคลแรก ในคร้ังแรก
พระองคทแ รงระลกึ ถึง อาฬารดาบส กาลามโคตร และ อทุ กดาบส รามบุตร กอน ซ่ึงทั้งสองทานเปๅนพระ
อาจารยแที่พระองคแไดเขาไปศึกษาในสํานักของทานกอนปลีกตัวออกมาแสวงหาโพธิญาณดวยพระองคแ
เอง ก็ทรงทราบวาทั้งสองทานไดเสียชีวิตแลว จึงไดทรงระลึกถึงปใญจวัคคียแทั้งหา ผูท่ีเคยอุปใฏฐาก
พระองคแในระหวางท่ีทรงบําเพ็ญทุกรกิริยา และทรงทราบดวยพระญาณวา ปใญจวัคคียแพํานักอยูที่ปุา
103
อิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี พระองคแจึงตั้งใจเสด็จไปยังปุาอิสิปตนมฤคทายวันเพื่อแสดง
ธรรมโปรดปใญจวัคคยี แท้ังหาเปนๅ ครัง้ แรก
เสดจ็ สพู าราณส-ี โปรดปญใ จวคั คยี แ
พระพทุ ธองคแใชกวา 11 วัน เปๅนระยะทางกวา 260 กิโลเมตร เพ่ือเสด็จจากตําบลอุรุเวลา ตําบล
ท่ีตรัสรู ไปยังที่พักของเหลาปใญจวัคคียแ (สถานที่แหงน้ีชาวพุทธในยุคหลังไดสรางสถูปขนาดใหญไว
ปใจจุบันเหลือเพียงซากกองอิฐมหึมา เรียกวา เจาคันธีสถูป) เมื่อพระองคแเสด็จไปถึงท่ีอยูของเหลาปใญจ
วคั คียใแ นวันเพ็ญเดือน 8 (อาสาฬหมาส) ขณะทพี่ ระองคกแ าํ ลงั เสดจ็ เขา ไปที่พักของเหลาปใญจวัคคียแ ปใญจ
วัคคียแไดเห็นพระพุทธเจามาแตไกล ดวยเหตุที่ปใญจวัคคียแรังเกียจวา "เจาชายสิทธัตถะผูไดเลิกการ
บําเพ็ญทุกขกิริยาหันมาเสวยอาหารเปๅนผูหมดโอกาสบรรลุธรรมไดเสด็จมา" จึงไดนัดหมายกันและกัน
วา "พวกเราไมพึงอภิวาท ไมพงึ ลุกข้ึนตอนรบั พระองคแ ไมพึงรับบาตรจีวรของพระองคแ แตพึงวางอาสนะ
ไว ถาพระองคปแ รารถนาจะนง่ั กจ็ กั ประทบั นั่งเอง"
เจาคนั ธีสถปู สถานท่พี ระพทุ ธองค์พบปัญจวคั คยี เ์ ป็ นครัง้ แรกหลงั จากตรัสรู้
ครัน้ พระพทุ ธเจ้าเสดจ็ เข้าไปถงึ กลมุ่ พระปัญจวคั คีย์ พระปัญจวคั คีย์นนั้ กลบั ลมื ข้อตกลงทต่ี งั้ กนั ไว้แตแ่ รกเสยี สนิ ้
ตา่ งลกุ ขนึ ้ มาต้อนรับพระพทุ ธเจ้า รูปหนงึ่ รับบาตรจีวรของพระผ้มู พี ระภาค รูปหนง่ึ ปอู าสนะ รูปหนงึ่ จดั หานา้ ล้าง
พระบาท รูปหนง่ึ จดั ตงั้ ตง่ั รองพระบาท รูปหนงึ่ นากระเบอื ้ งเช็ดพระบาทเข้าไปถวาย พระพทุ ธเจ้าจงึ ประทบั นงั่ บน
อาสนะทีพ่ ระปัญจวคั คยี ์จดั ถวายไว้
พระพทุ ธองคตแ รัสวา "เราตถาคตเปๅนอรหันตแ ตรสั รเู องโดยชอบ พวกเธอจงเง่ยี โสตสดับ เราได
บรรลุอมฤตธรรมแลว เราจะสั่งสอน จะแสดงธรรม พวกเธอปฏิบัติอยูต ามที่เราสั่งสอนแลว ไมชา สัก
เทาไร 'จักทําใหเขาใจแจง ซ่ึงคุณอันยอดเยย่ี ม อันเปนๅ ทีส่ ุดแหงพรหมจรรยแ' ที่คนท้งั หลายผพู ากนั ออก
บวชจากเรอื นตองการ ดว ยปใญญาอนั ยิง่ ดวยตนเอง"
แรกทีเดยี วพระปญใ จวคั คียยแ ังไมเช่อื วา พระพุทธองคแทรงเปนๅ อรหนั ตแ ตรสั รูเองโดยชอบ จงึ คานถึง
สามคร้งั วา "แมด ว ยจริยานน้ั แมด วยปฏปิ ทาน้นั แมดวยทุกกรกริ ยิ าน้นั พระองคแกย็ ังไมไ ดบรรลุอุตตริม
นุสสธรรม อันเปๅนความรคู วามเห็นพิเศษ อยางประเสริฐ อยา งสามารถ (อุตตริมนสุ สธรรมอลมริย
ญาณทัสสนวเิ สส) ก็บดั น้ีพระองคแเปนๅ ผูมักมาก คลายความเพยี รเวียนมาเพ่ือความเปนๅ คนมักมาก ไฉน
จกั บรรลอุ ตุ ตริมนสุ สธรรม อันเปๅนความรู ความเห็นพิเศษอยา งประเสรฐิ อยางสามารถไดเ ลา "
พระพทุ ธองคแตรสั วา "พวกเธอยงั จาํ ไดห รอื วา เราไดเ คยพดู ถอยคาํ เชน นม้ี ากอ น" และตรัสวา
... ดกู อนภกิ ษุทงั้ หลาย ตถาคตเปนๅ พระอรหนั ตแ ตรสั รเู องโดยชอบ ทา นทัง้ หลายจงเงยี่ โสตลงเถดิ
เราจะสงั่ สอนอมตธรรมท่ีเราบรรลุแลว เราจะแสดงธรรม เมอ่ื ทา นท้ังหลายปฏบิ ตั ติ ามที่เราสงั่ สอนอยู
ไมช าเทา ไรก็จักทาํ ใหแจงซงึ่ ท่ีสดุ พรหมจรรยแ อนั ไมม ีธรรมอื่นยิ่งไปกวา ท่ีกุลบตุ รทง้ั หลายออกจากเรือน
บวชเปนๅ บรรพชติ โดยชอบตองการ ดว ยปใญญาอนั ยิง่ เองในปใจจุบัน แลว เขา ถงึ อยู. ..
ดวยพระดาํ รสั ดงั กลา ว พระปใญจวคั คียจแ ึงไดย อมเช่ือฟใงพระพุทธองคแ เงีย่ โสตสดบั ตัง้ จิตเพื่อรยู งิ่
ประกาศพระสจั ธรรม-แสดงปฐมเทศนา
104
พระพทุ ธรูปปางปฐมเทศนา ท่ขี ดุ พบในปาุ อิสิปตนมฤคทายวนั ท่มี ผี ูย กยองวา เปนๅ พระพุทธรปู ปาง
แสดงปฐมเทศนาท่งี ามท่ีสุดในโลก (ปใจจบุ ันประดษิ ฐานอยูในพิพิธภัณฑแสารนาถ)
เม่ือปใญจวคั คียแตั้งใจเพื่อสดับพระธรรมของพระองคแแ ลว พระพทุ ธองคแทรงจึงทรงพาเหลาปญใ จ
วคั คียแไปสูปาุ อสิ ปิ ตนมฤคทายวันอนั รม ร่นื แลวทรงแสดง ธมั มจกั กปั ปวัตตนสตู ร (ฟใง) ซ่ึงเรยี กวา "ปฐม
เทศนา" เปๅนการยังธรรมจักรคือการเผยแผพ ระธรรมใหเ ปๅนไปเปๅนครั้งแรกในโลก
พระพทุ ธองคทแ รงกลา วสรปุ ถึงเนื้อหาของการแสดงพระปฐมเทศนาไวใ นสัจจวิภงั คสตู ร มชั ฌมิ
นกิ าย อปุ ริปณใ ณาสกแ วา
... ภิกษทุ ัง้ หลาย! ตถาคตผูอรหนั ตสัมมาสมั มาสมั พทุ ธเจา ไดประกาศอนุตตรธรรมจกั รใหเปๅนไป
แลว ทปี่ ุาอสิ ิปตนมฤคทายวนั ใกลนครพาราณสี, เปๅนพระธรรมจกั รทีส่ มณะพราหมณแ, เทพ มาร พรหม
หรือใคร ๆ ในโลก จะตา นทานใหห มุนกลับไมได (คือความจริงที่ไมมีผูใดปฏิเสธได) ขอนี้คอื การบอก
การแสดง การบัญญตั ิ การแตงตั้ง การเปดิ เผย การจาํ แนก และการทาํ ใหง า ย ซ่งึ ความจริงอันประเสริฐ
ส่ปี ระการ: สี่ประการนน้ั ไดแ ก
ความจรงิ อันประเสรฐิ คอื ความทุกขแ, ความจรงิ อนั ประเสริฐคอื เหตใุ หเ กดิ ทุกขแ, ความจริงอัน
ประเสริฐคือความดับไมเหลือแหง ทุกขแ, และความจริงอนั ประเสรฐิ คอื ทางที่ทําใหผปู ฏิบตั ิตามลถุ งึ ความ
ดบั ไมเหลือแหงทุกขแ...
เมอ่ื พระพุทธองคแตรสั แสดงพระปฐมเทศนานีอ้ ยู ดวงตาเห็นธรรมไดเ กิดขึ้นแกทา นพระโกณ
ฑัญญะวา
"สงิ่ ใดส่ิงหน่ึง มีความเกิดขึน้ เปๅนธรรมดา ส่งิ น้ันท้งั มวล ลว นมคี วามดบั ไปเปนๅ ธรรมดา" ทานโกณฑัญญะ
ไดส ําเร็จเปนๅ พระอริยบุคคลแลว
พระพทุ ธองคแทรงทราบความท่พี ระโกณฑัญญะเปๅนผไู ดดวงตาเหน็ ธรรม มีความเขา ใจอยางแจม
แจง ในคําสอนของพระองคแ จงึ ทรงเปลง พระอุทานวา "อโฺญาสิ วต โภ โกณฑฺ โฺโญ" ทา นผเู จรญิ ทา น
โกณฑญั ญะ รแู ลวหนอ เพราะเหตุนน้ั คําวา "อัญญา" น้ี จึงไดเปนๅ คํานาํ หนาชอ่ื ของทา นพระโกณ
ฑญั ญะ
เมอ่ื ทานพระโกณฑญั ญะไดบ รรลุโสดาบันแลว จงึ ไดก ราบทูลขอบรรพชาอุปสมบท พระพุทธองคแ
จึงทรงประทาน เอหภิ กิ ขุอุปสัมปทา วา "เธอจงเปนๅ ภิกษมุ าเถิด ธรรมอนั เรากลา วดีแลว เธอจงประพฤติ
พรหมจรรยแ เพ่ือทําทส่ี ดุ ทกุ ขแโดยชอบเถิด"
105
ทา นพระอัญญาโกณฑัญญะจึงนบั เปๅน "พระสงฆอแ รยิ สาวกองคแแรก" ในพระพุทธศาสนา ซ่งึ วนั
นั้นเปนๅ วนั เพ็ญ กลางเดือนอาสาฬหะ หรือเดือน 8 เปๅน วนั ทพ่ี ระรตั นตรยั ครบบรบิ รู ณแ บงั เกดิ ขนึ้ ในโลก
เปๅนครงั้ แรก คือมี "พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ"แ ครบบรบิ รู ณแ[
ปใจจบุ ันสถานท่พี ระพุทธเจา ประกาศพระอนุตตรสัจธรรมเปนๅ คร้งั แรก และสถานทบ่ี ังเกดิ
พระสงฆแองคแแ รกในโลก อยูในบรเิ วณทตี่ ้งั ของ ธรรมเมกขสถปู (แปลวา: สถปู ผูเหน็ ธรรม) ภายในอิสปิ
ตนมฤคทายวัน หรือ สารนาถในปใจจุบนั
สถานทส่ี ําคญั เนอื่ งดว ยวนั อาสาฬหบชู า
วดั มลู คันธกุฏีวหิ าร ภายในสารนาถ
เหตุการณสแ าํ คัญทีเ่ กดิ ในวนั อาสาฬหบชู า เกดิ ในบรเิ วณทีต่ ั้งของ กลมุ พทุ ธสถานสารนาถ ภายใน
อาณาบริเวณของปุาอิสิปตนมฤคทายวัน 9 กิโลเมตรเศษ ทางเหนือของเมืองพาราณสี อันเปๅนเมือง
ศูนยแกลางทางศาสนาของศาสนาพราหมณแ สมัยนั้นแถบนี้อยูใน แควนมคธ ชมพูทวีป ในสมัย
พทุ ธกาล (ในปจใ จุบนั อยูใน รฐั พิหาร ประเทศอนิ เดยี ) ปใจจุบัน สารนาถ จัดเปๅนพุทธสังเวชนียสถานแหง
ที่ 3 (1 ใน 4 แหง ของชาวพทุ ธ)
เหตทุ ี่ไดช อ่ื วาสารนาถเนือ่ งมาจากสถานทีแ่ หงนี้เปนๅ สถานท่ีพระพุทธเจาทรงเร่ิมตนประกาศ
พระพุทธศาสนาเพื่อเปนๅ ที่พง่ึ แกมหาชนท้งั หลาย แตบางก็วามาจากศพั ทแวา สารงฺค+นารถ = ทอ่ี ยขู อง
สตั วแจาํ พวกกวาง
ภายในอาณาบริเวณสารนาถมี ธรรมเมกขสถูป เปๅนพุทธสถานขนาดใหญท่ีสุดและสําคัญท่ีสุด
สันนิษฐานวาบริเวณที่ต้ังของธรรมเมกขสถูป เปๅนสถานท่ีพระพุทธเจาทรงแสดงปฐมเทศนาประกาศ
พระสัจจธรรมเปๅนคร้ังแรกที่นี่ และ เจาคันธีสถูป อยูไมไกลจากสารนาถ เปๅนมหาสถูปที่สรางข้ึนเพ่ือ
ระลึกถงึ สถานท่ีพํานักของเหลา ปใญจวคั คียแ และสถานที่พระพุทธเจาเสด็จมาทรงพบกับเหลาปใญจวัคคียแ
ครงั้ แรก ณ จุดน้ี กอนทีจ่ ะพาไปแสดงปฐมเทศนาในสารนาถ
ความสาํ คญั และสภาพสารนาถในสมัยพทุ ธกาล
สารนาถในสมัยพุทธกาล เรยี กกนั วา ปาุ อสิ ปิ ตนมฤคทายวนั แปลวา เขตปุาอภยั ทานแกสตั วทแ ี่
เปนๅ ทีบ่ ําเพ็ญตบะของฤษี เปๅนสถานท่ีสงบและเปนๅ ทชี่ มุ นุมของเหลาฤษีและนกั พรตตาง ๆ ท่มี าบําเพ็ญ
ตบะและโยคะเพ่ือเขาถึงพรหมมันตามความเชือ่ ในคมั ภีรอแ ุปนิษทั ของพรามหณแ ทาํ ใหเ หลา ปจใ จวัคคียแท่ี
106
ปลีกตวั มาจากเจา ชายสิทธตั ถะ ภายหลังจากที่พระองคแทรงเลิกบําเพญ็ ทุกขกรยิ า ไดม าบําเพ็ญตบะท่ีน่ี
แทน
หลังจากพระพุทธเจาทรงแสดงปฐมเทศนา และเทศนแโปรดปใญวัคคียแจนสําเร็จเปๅนพระอรหันตแ
ทั้งหมดแลว ไดทรงพักจําพรรษาแรก ณ ปุาอิสิปตนมฤคทายวัน พรอมกับเหลาปใญจวัคคียแ ซ่ึงใน
ระหวางจําพรรษาแรก พระองคแไดสาวกเพิ่มกวา 54 องคแ โดยเฉพาะอยางย่ิงพระยสะ และบริวารของ
ทาน 54 องคแ ซ่ึงรวมถึงบิดามารดาและภรรยาของพระยสะ ท่ีไดมาฟใงพระธรรมเทศนาของพระพุทธ
องคแและไดยอมรับนับถือเปๅนอุบาสกอุบาสิกาที่ถึงพระรัตนตรัยเปๅนสรณะคูแรกในโลกดวย ทําใหใน
พรรษาแรกท่พี ระพุทธเจาทรงจําพรรษาท่ีปาุ อิสปิ ตนมฤคทายวนั มีพระอรหันตแในโลกรวม 60 องคแ และ
องคพแ ระพทุ ธเจา
นอกจากน้ี ในบริเวณสารนาถ ยังเปๅนสถานท่ีสําคัญท่ีพระพุทธองคแทรงประกาศเริ่มตนสงใหพระ
สาวกกลุมแรกออกไปเผยแพรพระพุทธศาสนาหลังจากทรงจําพรรษาแรกแลว (เชื่อกันวาเปๅนจุดที่
เดียวกับท่ีพระพุทธองคแทรงแสดงปฐมเทศนา คือธรรมเมกขสถูป) ดังปรากฏความตอนนี้ใน สังยุตต
นิกาย สคาถวรรค วา
...ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอท้ังหลายจงเท่ียวจาริกไปเพ่ือประโยชนแเกื้อกูลแกชนหมูมาก เพื่อ
ความสุขแกช นหมมู าก เพอ่ื อนุเคราะหแโลก เพ่ือประโยชนแ เพ่ือเก้ือกูล เพ่ือความสุขแกเทวดาและมนุษยแ
ทง้ั หลาย เธอทงั้ หลายอยาไดไปดวยกัน 2 รูป โดยทางเดียวกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงแสดง
ธรรม งามในเบ้ืองตน งามในทามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรยแ พรอมทั้งอรรถ พรอมท้ัง
พยญั ชนะ บรสิ ทุ ธิบ์ ริบรู ณแสิ้นเชิง... สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ทตุ ยิ ปาสสูตรท่ี 5
และดวยเหตุท้ังหลายดังกลาวมานี้ สารนาถจึงไดกลายเปๅนสัญลักษณแแหงศูนยแกลาง
พระพทุ ธศาสนาแหงแรกมาตง้ั แตนั้น
ซึง่ ในชว งหลงั จากพระพุทธองคแเสด็จออกจากสารนาถหลงั ประกาศสง พระสาวกออกเผยแพร
ศาสนานั้น ไมป รากฏในหลกั ฐานในพระไตรปฎิ กวา มีการสรางอารามหรือส่งิ กอสรา งในปุาสารนาถแหง นี้
ทําใหสนั นิษฐานไดวา สิ่งกอ สรางใหญโ ตคงจะไดมาเริ่มสรางขนึ้ กนั ในชว งหลังที่พระพุทธศาสนาไดร ุงเรอื ง
มั่นคงในแควน มคธแลว
สารนาถหลงั พทุ ธกาล
หลงั พทุ ธกาล ประมาณ 300 ปี พระเจาอโศกมหาราชไดเ สด็จมาที่สารนาถ ในปี พ.ศ. 295 คร้ัง
น้ันพระองคแไดพบวามีสงั ฆารามใหญโ ตทสี่ ารนาถแลว ในคร้งั นัน้ พระองคไแ ดทรงรบั เปนๅ องคแอปุ ถัมภใแ น
การบูรณะและกอ สรา งศาสนสถานเพิม่ เติมในสารนาถคร้ังใหญ โดยพระองคแไดสรางสถปู และสงิ่ ตา ง ๆ
มากมายในบริเวณกลุม สถานทพี่ ระพุทธเจาทรงแสดงปฐมธรรมเทศนาและพระธรรมเทศนาอ่นื ๆ แก
เบญจวัคคยี แ และหมูคันธกฎุ ีของพระพุทธเจา ในบรเิ วณสารนาถ เพ่ือถวายเปนๅ อนสุ รณยี สถานแก
พระพทุ ธเจา
กลมุ พุทธสถานเหลานี้ไดเ จรญิ รงุ เรืองตอมาจนถึงขีดสดุ ในสมัยราชวงศแคุปตะ ตามบันทึกของพระ
ถงั ซาํ จ๋ัง (Chinese traveler Hiuen-Tsang) ซึง่ ไดจ าริกมาราว พ.ศ. 1280 ทานไดกลาวไวใ นบนั ทึกของ
107
ทา นวา ทานไดพบสงั ฆารามใหญโต มพี ระอยปู ระจํา 1,500 รปู ภายในกําแพงมวี ิหารหลงั หน่งึ สูงกวา
33 เมตร มีบันไดทางข้ึนปูดวยแผน หนิ กวา 100 ข้นั กําแพงบนั ไดกอดว ยอิฐเปๅนข้นั ๆ ประดบั ดว ย
พระพทุ ธรปู ปางปฐมเทศนา ทางดานตะวนั ตกเฉียงใตข องวิหารมีสถูปหินออนสงู 70 ฟตุ (เสาอโศก) บน
ยอดเสามรี ปู สงิ หสแ ีต่ วั เปๅนมนั วาวราวกับหยกใสสะทอนแสง มหาสถูป (ธรรมเมกขสถปู ) มีพระพุทธรูป
ทองคําประดิษฐานอยูทุกชอ ง ฯลฯ
ยอดเสาหนิ พระเจาอโศกและพระพุทธรูปปางแสดงปฐมเทศนาสมยั คุปตะท่ีมีชื่อเสียง ในสมยั แรกขุดคน
สารนาถทางโบราณคดใี นชว งระหวางพุทธศตวรรษท่ี 24-25
กลมุ พุทธสถานสารนาถไดเ จริญรงุ เรอื งสลับกบั ความเสือ่ มเปนๅ ชว ง ๆ ตอมา จนในทส่ี ดุ ไดถกู
กองทัพมุสลมิ เตอรแกบกุ เขา มาทาํ ลายในปี พ.ศ. 1737 ทาํ ใหมหาสงั ฆารามและพุทธวิหารในสารนาถถกู
ทาํ ลายลางและถกู ท้ิงรางไปอยา งส้นิ เชงิ ในระยะตอมากวา 700 ปี เหลอื เพียงกองดนิ และมหาสถปู ใหญ
โดยเฉพาะอยา งยิ่งธรรมเมกขสถปู และเจาคนั ธสี ถปู ทีเ่ ปๅนกองสถูปอฐิ ใหญโ ตมาก
สภาพของสารนาถหลงั จากน้ันกลายเปๅนกองดินกองอิฐมหึมา ทําใหหลังจากนั้น ชาวบา นไดเขา
มารอ้ื อิฐจากสารนาถไปกอสรางอาคารในเมืองพาราณสีเปนๅ ระยะ ๆ ซึง่ เหตุการณแทส่ี าํ คญั คอื เหตุการณแ
ทีร่ าชาเชตสงิ หแ (Chait Singh) มหาราชาแหงเมืองพาราณสี ไดสัง่ ใหช คัตสิงหอแ ํามาตยแไปร้ืออิฐเกาจาก
สารนาถเพื่อนําไปสรางตลาดในเมอื งพาราณสี (ปจใ จุบนั ตลาดนเ้ี รยี กวา ชคนั คุนช)แ โดยไดรอ้ื มหาธรรม
ราชิกสถปู ทสี่ รางโดยพระเจา อโศกมหาราชลง และไดพบกับผอบศลิ าสเี ขยี วสองชั้น ชั้นในมีไขมกุ
พลอยและแผน เงินทองอยูปนกบั ขเ้ี ถาและอฐั ิ 3 ชิ้น ซ่งึ เปๅนพระบรมสารรี ิกธาตทุ ่ีพระเจา อโศกมหาราช
บรรจุไว แตค ชตั สงิ หแกลบั นาํ กระดูกไปลอยท้ิงท่แี มนาํ้ คงคา เพราะเชื่อวา เจา ของกระดกู ในผอบคงจะ
ไมไ ดข ึน้ สวรรคเแ พราะไมไ ดน าํ กระดูกไปลอยนา้ํ ตามธรรมเนียมฮินดู ในปี พ.ศ. 2337
จนเมื่ออนิ เดียตกไปอยใู นความปกครองของอังกฤษในปี พ.ศ. 2420 ทาํ ใหรฐั บาลองั กฤษตอ งตงั้
เจา หนาทม่ี าขุดคน อยา งถูกตองตามหลักโบราณคดี โดยสานงานตอ จากพนั เอกแมคแคนซี่ ท่ีเขามาดูแล
การขดุ คน ตัง้ แตปี พ.ศ. 2358 ซงึ่ ใชเ วลากวา รอยปีจงึ จะขดุ คนสําเร็จในปี พ.ศ. 2465 ในสมัยทีท่ าน
เซอรแ อเลก็ ซานเดอรแ คนั นง่ิ แฮม เปนๅ หวั หนากองโบราณคดีอินเดยี จนชวงหลงั ทที่ า นอนาคารกิ ธรรมปา
ละ ชาวศรีลงั กา ไดมาบูรณะฟืน็ ฟสู ารนาถใหเปนๅ ศูนยรแ วมจติ ใจชาวพุทธข้นึ ใหมอีกครง้ั โดยทานไดซ ื้อท่ี
เพ่ือสรางวดั มูลคันธกฏุ ีวิหารใหม ซ่ึงนับเปนๅ วดั พระพุทธศาสนาแหง แรกในบริเวณสารนาถหลงั จากถูก
ทาํ ลาย หลงั จากนนั้ เปๅนตน มา สารนาถไดร บั การบรู ณะจากรัฐบาลอินเดียเรื่อยมา ทําใหสารนาถ
กลายเปๅนจุดหมายปลายทางในการแสวงบุญที่สาํ คัญแหงหน่ึงของชาวพุทธทวั่ โลกมาจนถึงปจใ จบุ นั
108
จดุ แสวงบญุ และสภาพของสารนาถในปจใ จบุ นั
ปใจจุบนั สถานท่ีแสวงบญุ ในบริเวณสารนาถไดรับการขดุ คนบา งเปนๅ บางสว น บางสว นกย็ ังคงจม
อยใู ตด ิน แตซากพทุ ธสถานสําคญั ๆ สวนใหญในพุทธประวตั กิ ็ไดร บั การขดุ คนขึน้ มาหมดแลว เชน
ธรรมเมกขสถปู สถานทพี่ ระพุทธเจาแสดงปฐมเทศนาและประกาศสงพระสาวกไปเผยแพรพ ระ
ศาสนา
ยสสถปู สถานทีพ่ ระพุทธเจาทรงพบทานยสะ ซึง่ ตอมาไดบ รรลุเปนๅ พระอรหนั ตสาวกองคแท่ี 6 ใน
โลก
รากฐานธรรมราชกิ สถปู สถานที่พระพทุ ธเจา ทรงแสดงอนัตตลกั ขณะสตู ร และสถานท่ีเคย
ประดษิ ฐานพระบรมสารีริกธาตุ
พระมลู คันธกฏุ ี พระคันธกฏุ ีที่ประทบั จําพรรษาของพระพทุ ธองคแในพรรษาแรก[
ซากเสาพระเจาอโศกมหาราช ซ่ึงหกั เปๅน 5 ทอ น ในอดีตเสานเี้ คยมีความสูงถึง 70 ฟุต และบน
ยอดเสามรี ูปสิงหแ 4 หวั อกี ดว ย ปใจจุบันสิงหแ 4 หัว ไดเ หลือรอดจากการทําลายและรฐั บาลอนิ เดยี
ไดเ กบ็ รักษาไวที่พิพธิ ภัณฑแสารนาถ โดยสิงหแ 4 หัวน้ี ไดถูกนํามาเปนๅ สัญลกั ษณขแ องประเทศ
อนิ เดีย และขอความจารกึ ของพระเจา อโศกมหาราชทจี่ ารึกไวใ ตร ปู สิงหดแ ังกลา วคือ "สตฺยเมว ชย
เต" (เทวนาครี: सत्यमेव जयते) หมายถึง "ความจรงิ ชนะทกุ ส่งิ ") และไดถูกนาํ มาเปๅนคํา
ขวญั ประจาํ ชาติของประเทศอนิ เดียอีกดว ย
บรเิ วณโดยรอบสถานท่ีสําคญั ดงั กลาว มีหมูพ ุทธวิหารและซากสถูปมากมายอยูหนาแนน แสดง
ถึงความศรัทธาของคนในอดีตไดเปนๅ อยางดี และนอกจากสถานท่สี รางขนึ้ เพ่ือระลกึ ถึงเหตุการณใแ นพุทธ
ประวตั ิแลว ผูม าแสวงบญุ ยงั นิยมมาเยยี่ มชมวัดมลู คนั ธกุฏีวิหารใหม ท่ีสรา งโดยทา นอนาคาริก ธรรมปา
ละ พระสงฆแชาวศรีลงั กา ผฟู ็ืนฟูพุทธสถานสารนาถใหกลายเปๅนสถานที่แสวงบญุ สําคัญเหมือนในอดีต
วัดแหง นเี้ ปๅนสถานท่ีประดษิ ฐานพระบรมสารรี กิ ธาตุที่ไดร บั มอบจากรฐั บาลอินเดยี และวัดนี้ยงั มภี าพ
จิตรกรรมฝาผนงั ท่สี วยงามมากภายในพุทธวหิ ารอีกดวย และใกลกบั สารนาถ เปๅนที่ตั้งของพิพิธภณั ฑแ
สารนาถ เปนๅ สถานทเ่ี กบ็ รวบรวมโบราณวตั ถทุ ่ีขดุ คนไดภ ายในบรเิ วณสารนาถ ซึ่งโบราณวตั ถทุ ีส่ าํ คญั
คือ ยอดหวั สงิ หพแ ระเจาอโศก และพระพุทธรปู ปางแสดงปฐมเทศนา ซึ่งมีผยู กยองวามีความสวยงามมาก
ทีส่ ดุ องคหแ น่ึงของโลก
จดุ ทเ่ี กดิ เหตกุ ารณสแ าํ คญั ในวนั อาสาฬหบชู า (ธรรมเมกขสถปู )
ปใจจุบัน สามารถสันนิษฐานไดวาจุดทเี่ กิดเหตุการณแสําคัญในวันอาสาฬหบชู า คือที่ต้ังของธรรม
เมกขสถูป เพราะแมในพระไตรปฎิ กจะไมระบวุ าจุดใดคือท่ีตง้ั ของสถานท่ีทรงแสดงปฐมเทศนา และแม
สารนาถจะถูกทาํ ลายและถูกทอดทิ้งไปนานกวา เจ็ดรอยปี แตดวยหลักฐานบันทึกของสมณทตู จีนที่
บันทึกไว และชื่อเรยี กของสถูปแหงนท้ี มี่ ีนามวา ธรรมเมกขะ ท่ีแปลวา "ผเู หน็ ธรรม" บอกชัดเจนวา
สถานทน่ี ีเ้ ปนๅ สถานทีแ่ สดงปฐมเทศนา (ซึ่ง ธรรมเมกขะ เปๅนศัพทแจากภาษาบาลีวา ธมฺม (ธรรม) + อกิ ข
109
(เห็น) แปลไดว า เหน็ ธรรม หรือสถปู ท่ีอทุ ิศใหแดผเู หน็ ธรรม ซึ่งก็ไดแกพระอญั ญาโกณฑัญญะ ที่ได
ดวงตาเห็นธรรมเปนๅ คนแรกในโลกนัน่ เอง)
สถูปธรรมเมกขะในปจใ จุบนั เปๅนโบราณสถานที่มีขนาดใหญโ ตมากทีส่ ดุ ในสารนาถ แมสถูปแหงน้ี
จะถูกผบู ุกรุกพยายามรื้อถอนทาํ ลายอยางเปๅนระบบหลายครงั้ แตมหาสถปู องคนแ ี้กย็ ังคงต้ังอยู เปๅน
โบราณสถานทเี่ ดน ทีส่ ุดในสารนาถจนปใจจบุ ัน
ปจใ จบุ นั หลงั โบราณสถานสารนาถไดร ับการบูรณะ รฐั บาลอนิ เดยี ไดมีการเทพ้ืนซีเมนตแรอบธรรม
เมกขสถูปและตกแตงบริเวณโดยรอบเปนๅ สวนหยอ ม เปๅนที่สัปปายะ เหมาะแกการเจริญจติ ภาวนาและ
ปฏิบตั ธิ รรม
กิจกรรมทพ่ี ุทธศาสนิกชนพงึ ปฏบิ ตั ิในวนั อาสาฬหบชู า
วันอาสาฬหบูชา พทุ ธศาสนิกชนชาวไทยนยิ มทาํ บุญตักบาตรในตอนเชา และตลอดวนั จะมีการ
บาํ เพ็ญบญุ กศุ ลความดอี น่ื ๆ เชน ไปวดั รับศลี งดเวนการทําบาปท้ังปวง ถวายสังฆทาน ใหอสิ ระทาน
(ปลอยนกปลอยปลา) ฟงใ พระธรรมเทศนา และไปเวียนเทียนรอบโบสถแในเวลาเย็น[43]
โดยกอ นทาํ การเวยี นเทียนพุทธศาสนกิ ชนควรรวมกันกลา วคําสวดมนตแและคาํ บูชาในวัน
อาสาฬหบชู า โดยปกติตามวัดตา ง ๆ จะจดั ใหมีการทําวัตรสวดมนตแกอนทาํ การเวยี นเทยี น ซงึ่ สวนใหญ
นิยมทาํ การเวียนเทียนอยางเปนๅ ทางการ (โดยมพี ระภกิ ษสุ งฆแนาํ เวยี นเทียน) ในเวลาประมาณ 20.00 น.
โดยบทสวดมนตแทพี่ ระสงฆนแ ิยมสวดในวันอาสาฬหบูชากอนทาํ การเวียนเทยี นนยิ มสวด (ท้ังบาลีและคาํ
แปล) ตามลาํ ดบั ดังน้ี
1. บทบชู าพระรตั นตรยั (บทสวดบาลที ข่ี นึ้ ตน ดว ย:อรหัง สัมมา ฯลฯ)
2. บทนมัสการนอบนอมบูชาพระพุทธเจา (นะโม ฯลฯ 3 จบ)
3. บทสรรเสริญพระพุทธคุณ (บทสวดบาลที ขี่ ้นึ ตนดวย:อิตปิ ิโส ฯลฯ)
4. บทสรรเสริญพระพทุ ธคุณ สวดทํานองสรภญั ญะ (บทสวดสรภญั ญะท่ขี ้นึ ตนดวย:องคแใดพระ
สมั พทุ ธ ฯลฯ)
5. บทสรรเสรญิ พระธรรมคุณ (บทสวดบาลที ่ีข้ึนตน ดวย:สวากขาโต ฯลฯ)
6. บทสรรเสรญิ พระธรรมคุณ สวดทํานองสรภญั ญะ (บทสวดสรภญั ญะทขี่ ้นึ ตนดว ย:ธรรมมะคือ
คณุ ากร ฯลฯ)
7. บทสรรเสรญิ พระสังฆคณุ (บทสวดบาลที ีข่ ้นึ ตน ดวย:สุปฏิปในโน ฯลฯ)
8. บทสรรเสริญพระสังฆคุณ สวดทํานองสรภญั ญะ (บทสวดสรภัญญะทขี่ น้ึ ตนดว ย:สงฆแใดสาวก
ศาสดา ฯลฯ)
9. บทสวดพระธรรมจักกัปปวตั ตนสูตรบาลี (บทสวดบาลที ขี่ ้ึนตนดว ย:เอวัมเม สุตงั เอกงั ฯลฯ)
(ฟงใ )
10. บทสวดบูชาเน่ืองในวนั อาสาฬหบูชา (บทสวดบาลีทขี่ ึ้นตนดวย:ยะมมั หะ โข มะยัง ฯลฯ)
จากน้ันจุดธปู เทียนและถือดอกไมเ ปๅนเครอ่ื งสักการบชู าในมือ แลว เดินเวยี นรอบปูชนียสถาน 3
รอบ โดยขณะท่ีเดนิ นั้นพงึ ตั้งจิตใหส งบ พรอมสวดระลกึ ถึงพระพุทธคุณ ดวยการสวดบทอติ ิปโิ ส (รอบท่ี
110
หน่งึ ) ระลกึ ถึงพระธรรมคุณ ดว ยการสวดสวากขาโต (รอบทส่ี อง) และระลึกถึงพระสงั ฆคุณ ดว ยการ
สวดสุปะฏิปนใ โน (รอบทสี่ าม) จนกวา จะเวียนจบ 3 รอบ จากน้นั นาํ ธปู เทียนดอกไมไปบูชาตามปชู นีย
สถานจึงเปๅนอนั เสรจ็ พิธี
หลกั ธรรมในวนั อาสาฬหบชู า
เนอ่ื งดว ย วนั อาสาฬหบูชา มีความเกย่ี วของอยา งมากกับพระธมั มจักกปั ปวัตตนสูตร ซงึ่ เปๅนพระ
สตู รแรกที่พระพทุ ธเจา ไดทรงแสดงขึน้ ในโลก และไดท รงแสดงเปๅนคร้ังแรกในวนั อาสาฬหบชู านี้
หลักธรรมสาํ คญั ในพระสตู รบทน้จี งึ เปๅนธรรมะสําคัญท่ีพทุ ธศาสนิกชนควรนําไปพิจารณาและทําความ
เขา ใจ และอาจจะเรียกไดวา หลักธรรมในพระสูตรดังกลาวเปๅนหลกั ธรรมสาํ คญั ในวนั อาสาฬหบูชา ซ่ึง
เนื้อหาในพระธัมมจักกปั ปวตั ตนสตู ร มี 3 ตอน ดงั นี้
สง่ิ ทไี่ มค วรเสพสองอยา ง
สว นแรกท่ีพระพุทธเจาทรงแสดง คือ กามสขุ ลั ลกิ านโุ ยค และ อตั ตกลิ มถานโุ ยค กลาวคอื ทรง
แสดงสง่ิ ที่ไมค วรเสพสองอยา ง อันไดแก การปฏบิ ัตติ นยอหยอนสบายกายเกินไป (กามสุขัลลกิ านุโยค)
และการปฏบิ ัติตนจนทรมานกายเกนิ ไป (อัตตกลิ มถานุโยค) คอื ทรงแสดงการปฏิเสธลกั ษณะของลัทธิทัง้
ปวงท่ีมใี นสมยั น้นั ดังนี้
"ดูกรภิกษทุ ัง้ หลาย ที่สุดสองอยางนีอ้ ันบรรพชติ ไมควรเสพ คือ
การประกอบตนใหพ วั พนั ดวยกามสุขในกามท้งั หลาย เปนๅ ธรรมอนั เลว เปๅนของชาวบา น
เปนๅ ของปุถุชน ไมใชของพระอริยะ ไมป ระกอบดว ยประโยชนแ 1
การประกอบความเหน็ดเหน่ือยแกตน เปๅนความลาํ บาก ไมใชข องพระอริยะ ไม
ประกอบดว ยประโยชนแ 1"— พระไตรปิฎก เลม ท่ี 4 พระวินัยปฎิ ก เลมที่ 4 มหาวรรค
ภาค 1 ธัมมจกั กปั ปวัตตนสตู ร
การท่ีพระพทุ ธองคตแ รัสปฏิเสธแนวทางสองอยา งดงั กลาวมาในขณะเร่ิมปฐมเทศนา เพื่อแสดงให
รวู า พระพุทธศาสนาไมใชศาสนาที่สอนใหพ นจากทุกขแดวยการแกปใญหานอกกายคอื หนีความทกุ ขดแ ว ย
การมวั แตแสวงหาความสขุ (หนีความทุกขแอยา งไมย่งั ยืน เพราะตองแสวงหามาปรนเปรอตณั หาไม
สนิ้ สดุ ) หรอื หาทางพนทุกขดแ วยการกระทําตนใหล ําบาก (สูหรอื อยูกับความทุกขแอยา งโงเ ขลา ขาด
ปญใ ญา ทาํ ตนใหล าํ บากโดยใชเหต)ุ เพื่อท่จี ะทรงขบั เนนหลกั การที่พระพทุ ธองคจแ ะทรงแสดงตอ ไปวา มี
ความแตกตา งโดยสิน้ เชิงจากแนวคดิ พนทุกขเแ ดมิ ๆ ซ่งึ เปนๅ การประกาศแนวทางพน ทุกขแใหมแ กโ ลก อัน
ไดแ กการแกท กุ ขทแ ตี่ ัวตน เหตุ คือ แกท ภ่ี ายในใจของเราเอง คอื มชั ฌมิ าปฏปิ ทา ของพระพทุ ธองคแ
มชั ฌมิ าปฏปิ ทา (ทางสายกลาง)
สง่ิ ท่ีพระพทุ ธองคแทรงแสดงในปฐมเทศนาตอมาคอื มชั ฌมิ าปฏปิ ทา คือ หลงั จากทรงกลา ว
ปฏิเสธแนวทางพนทุกขแแบบเดิม ๆ แลว ไดทรงแสดงเสนอแนวทางพน ทกุ ขแใหมแกโ ลก คือ
111
มชั ฌิมาปฏปิ ทา หรือ ทางสายกลาง คือ การปฏบิ ตั ทิ ี่ไมส ุดตึงดา นใดดา นหนึ่ง อนั ไดแกการดําเนนิ ตาม
มรรคมีองคแ 8 ซึง่ ควรพจิ ารณาจากขอความจากพระโอษฐโแ ดยตรง ดังน้ี
"ปฏิปทาสายกลาง ไมเขาไปใกลท ส่ี ดุ สองอยา งนั้น น่ันตถาคตไดต รสั รแู ลวดวยปใญญาอันย่ิง ทํา
ดวงตาใหเกดิ ทาํ ญาณใหเกดิ ยอ มเปนๅ ไปเพื่อความสงบ เพ่ือความรูยงิ่ เพอ่ื ความตรสั รู เพ่ือนิพพาน
ดูกรภกิ ษุทั้งหลาย กป็ ฏิปทาสายกลางทต่ี ถาคตไดต รสั รแู ลว ดวยปญใ ญาอันย่งิ ทําดวงตา ใหเกดิ
ทําญาณใหเ กดิ ยอมเปๅนไปเพ่ือความสงบ เพอ่ื ความรูยง่ิ เพื่อความตรัสรู เพื่อนิพพาน น้ัน เปนๅ ไฉน?
ปฏิปทาสายกลางนั้น ไดแกอริยมรรค มีองคแ 8 น้ีแหละ คอื ปใญญาอนั เห็นชอบ 1 ความดํารชิ อบ
1 เจรจาชอบ 1 การงานชอบ 1 เลย้ี งชวี ิตชอบ 1พยายามชอบ 1 ระลึกชอบ 1 ตั้งจติ ชอบ 1"
ดูกรภิกษทุ ้ังหลาย นีแ้ ลคือปฏิปทาสายกลางนนั้ ท่ตี ถาคตไดตรสั รูแ ลว ดว ยปใญญาอนั ยิ่ง ทํา
ดวงตาใหเกิด ทําญาณใหเกดิ ยอมเปๅนไปเพ่ือความสงบ เพื่อความรยู ิ่ง เพื่อความตรสั รู เพื่อนิพพาน.—
พระไตรปิฎก เลมที่ 4 พระวินัยปฎิ ก เลม ที่ 4 มหาวรรค ภาค 1 ธัมมจกั กัปปวตั ตนสตู ร
อรยิ สจั สี่
สุดทา ยทรงแสดงส่งิ ที่ทาํ ใหพระองคตแ รัสรู คอื ทรงแสดงอรยิ สัจ 4 ประการ และ "กิจ" ท่ีควรทาํ ใน
อรยิ สจั 4 ประการ เพ่ือการหลุดพน จากทุกขแ โดยแกท่สี าเหตุของทุกขแ กลา วคอื ทกุ ขแ ควรรู สมุทยั ควร
ละ นโิ รธ ควรทาํ ใหแ จง มรรค ลงมือปฏบิ ัติ
โดยขอ แรกคือ ทุกขแ ในอรยิ สัจท้งั ส่ีขอ นัน้ ทรงกลาวถงึ สิ่งเปๅนความทุกขแทั้งปวงในโลกไวดังน้ี
"ดกู รภิกษุทั้งหลาย ขอนีแ้ ลเปๅนทุกขอริยสัจ คอื ความเกดิ กเ็ ปๅนทกุ ขแ ความแก ก็เปๅนทุกขแ ความ
เจบ็ ไข ก็เปๅนทุกขแ ความตาย ก็เปๅนทกุ ขแ การเจอสงิ่ ทไี่ มเปนๅ ท่ีรกั กเ็ ปนๅ ทกุ ขแ ความพลดั พรากจากสงิ่ เปๅน
ทีร่ กั ก็เปๅนทุกขแ ปรารถนาสงิ่ ใดไมไ ดส ง่ิ นน้ั ก็เปนๅ ทุกขแ โดยยนยอ อปุ าทานขนั ธแ 5 เปๅนทุกข"แ —
พระไตรปิฎก เลมที่ 4 พระวินยั ปฎิ ก เลมท่ี 4 มหาวรรค ภาค 1 ธมั มจกั กปั ปวัตตนสตู ร
จากนน้ั พระพุทธองคแตรสั วา การ ยดึ ถือ ในสิง่ ทัง้ ปวงนนั่ เองเปๅน "สาเหตุแหงความทกุ ขแ" คือ
"ดกู รภิกษุทั้งหลาย ขอนแ้ี ลเปๅนทกุ ขสมุทยั อริยสัจ คือ "ตณั หา" อันทาํ ใหเกดิ อีก ประกอบดว ย
ความกําหนัดดวยอํานาจความเพลิน มีปกตเิ พลดิ เพลินในอารมณแน้นั ๆ
คือ กามตัณหา ภวตณั หา วภิ วตณั หา."— พระไตรปฎิ ก เลมท่ี 4 พระวนิ ยั ปฎิ ก เลมท่ี 4 มหาวรรค ภาค
1 ธัมมจกั กัปปวตั ตนสตู ร
จากนน้ั พระพทุ ธองคตแ รสั วาทกุ ขแสามารถดบั ไปได โดยการ ดบั ทต่ี วั สาเหตแุ หง ทกุ ขแ คอื ไมยดึ ถือ
วา มีความทกุ ขแ หรือเราเปๅนทุกขแ กลาวคือ สละถอนเสยี ซงึ่ การถือวา มตี วั ตน อนั เปนๅ ทต่ี ั้งของความ
ทุกขแ (เมอ่ื ไมมีการยึดมนั่ ถอื ม่ันในใจวา ตนน้นั มี "ตวั ตน" ที่เปๅนทีต่ ั้งของความทุกขแ ทกุ ขยแ อมไมมที ่ยี ึด จงึ
ไมม ีความทุกขแ ) ดงั นี้
"ดกู รภกิ ษทุ ้งั หลาย ขอนแ้ี ลเปๅนทกุ ขนิโรธอริยสจั คือ ตัณหาน่ันแลดับ โดยไมเหลอื ดว ยมรรคคอื
"หมดราคะ" "สละ" "สละคนื " "ปลอยไป" "ไมพัวพัน"."— พระไตรปฎิ ก เลม ที่ 4 พระวินยั ปิฎก เลมท่ี 4
มหาวรรค ภาค 1 ธมั มจักกัปปวัตตนสตู ร
112
เมอื่ พระพทุ ธองคแตรสั ถึงผลของการปฏบิ ัติกิจในศาสนาแลว จงึ ไดตรัสแสดงมรรค คือวิธีปฏบิ ัติ
ตามทางสายกลางตามลําดบั 8 ขั้น เพ่ือหลดุ พน ทุกขแโดยสิ้นเชิง คอื
ดูกรภกิ ษุทั้งหลาย ขอ นี้แลเปๅนทกุ ขนิโรธคามินปี ฏปิ ทาอรยิ สจั คือ อรยิ มรรคมอี งคแ 8 น้แี หละ
คอื ปญใ ญาอนั เห็นชอบ 1
ความดํารชิ อบ 1 เจรจาชอบ 1 การงานชอบ 1 เลยี้ งชีวติ ชอบ 1พยายามชอบ 1 ระลกึ ชอบ 1 ตง้ั
จติ ชอบ 1— พระไตรปฎิ ก เลมที่ 4 พระวนิ ัยปฎิ ก เลมท่ี 4 มหาวรรค ภาค 1 ธมั มจกั กัปปวัตตนสตู ร
โดยสรุป พระพุทธองคตแ รสั เรียงวิธแี กท กุ ขแ โดยแสดงใหเห็นปญใ หา (ทกุ ขแ) สาเหตขุ องปใญหา
(สมทุ ัย) และจุดมุงหมายในการแกป ญใ หาคือการดับทุกขแ (นโิ รธ) โดยทรงแสดงวธิ ีปฏบิ ัติ (มรรค) ไว
ทายสุด เพื่อใหผ ปู ฏิบัตไิ ดทราบจดุ มุงหมายของการปฏบิ ัติกอน เพ่ือการเขา ใจไมผ ิด และจะไดปฏิบตั ิ
โดยมงุ ไปยงั จดุ มุง หมายที่ตง้ั ไวโดยไมคลาดเคล่ือน
การประกอบพธิ ีอาสาฬหบชู าในประเทศไทย
การกาํ หนดใหว นั อาสาฬหบชู าเปนๅ วนั สาํ คัญทางพทุ ธศาสนาในประเทศไทย
พระพิมลธรรม (ชอบ อนุจารี) ผูเสนอใหมีการจัดงานวันอาสาฬหบูชาเปๅนคร้ังแรกในประเทศ
ไทยวันอาสาฬหบูชาไดรับการกําหนดใหเปๅนวันสําคัญทางพระพุทธศาสนาของประเทศไทยในปี พ.ศ.
2501 โดยคณะสงั ฆมนตรี (มหาเถรสมาคม) ในสมัยน้ัน ไดมมี ตใิ หเ พม่ิ วันอาสาฬหบูชาเปๅนวันสําคัญทาง
พุทธศาสนา (ในประเทศไทย) ตามคําแนะนําของ พระธรรมโกศาจารยแ (ชอบ อนุจารี) โดยคณะสังฆ
มนตรีไดออกเปๅนประกาศสํานักสังฆนายก กําหนดใหวันอาสาฬหบูชาเปๅนวันสําคัญทางพุทธศาสนา
พรอ มทงั้ กาํ หนดพธิ ีอาสาฬหบูชาข้ึน เมือ่ วันท่ี 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2501
ปี วนั ท่ี วันท่ี วนั ที่
ปีชวด 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2539 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
ปฉี ลู 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2564
ปขี าล 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2541 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2565
ปีเถาะ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 1 สิงหาคม พ.ศ. 2566
ปมี ะโรง 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2543 2 สิงหาคม พ.ศ. 2555 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2567
ปีมะเส็ง 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2568
ปมี ะเมยี 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2545 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ปีมะแม 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2570
ปวี อก 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2571
ปรี ะกา 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2572
ปจี อ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2573
ปกี ุน 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 3 สงิ หาคม พ.ศ. 2574
113
ไมปรากฏหลักฐานในประเทศไทยวา ในสมัยกอ น พ.ศ. 2501 เคยมกี ารประกอบพิธีอาสาฬหบชู า
มากอน ทาํ ใหการกาํ หนดใหวนั อาสาฬหบูชาเปๅนวันสําคัญทางพระพุทธศาสนาของสาํ นักสังฆนายกใน
ครั้งนี้ เปๅนครั้งแรกท่ีมีการกําหนดแบบแผนการประกอบพิธีน้ีอยางเปๅนทางการ โดยหลังจากปี
พ.ศ. 2501 ซึ่งเปนๅ ปแี รกที่เริ่มมกี ารรณรงคแใหมีการประกอบพิธอี าสาฬหบูชา พุทธศาสนิกชนชาวไทยได
รวมใจกันประกอบพิธีน้ีกันอยางกวางขวางและแพรหลายไปทุกจังหวัด จนกลายเปๅนพิธีสําคัญของ
พุทธศาสนิกชนไทยตั้งแตนั้นมา ดังน้ันในวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2505 คณะรัฐมนตรีนําโดยจอม
พลสฤษด์ิ ธนะรัชตแ นายกรฐั มนตรีในสมัยนน้ั จงึ ไดลงมตใิ หประกาศกาํ หนดเพ่ิมใหว นั อาสาฬหบูชา หรือ
วันขึ้น 15 คํ่า เดือน 8 (สําหรับปีไมมีอธิกมาส) และวันข้ึน 15 คํ่า เดือน 8 หลัง (ในปีมีอธิกมาส) เปๅน
วันหยุดราชการประจําปีอีก 1 วัน เพื่อเปๅนการใหความสําคัญกับวันสําคัญยิ่งของชาวพุทธน้ีและเพ่ือ
อํานวยความสะดวกแกพุทธศาสนิกชนท่ีจะไปประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาดวยอีกประการ
หน่ึง
วนั อาสาฬหบชู าในปฏทิ นิ สรุ ยิ คตไิ ทย
อยางไรกต็ าม บางประเทศที่นับถือพทุ ธศาสนาอาจกําหนดวันไมตรงกบั ของไทยในบางปี
เนือ่ งจากประเทศเหลาน้ันอยูในตําแหนง บนโลกทต่ี างไปจากประเทศไทย ทาํ ใหว ันเวลาคลาดเคลอ่ื นไป
การประกอบพธิ ีทางศาสนาในวนั อาสาฬหบชู าในประเทศไทย
พระราชพธิ ี
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู ิพลอดยุ เดชทรงบาํ เพ็ญพระราชกุศลเนอ่ื งในวันสําคัญทาง
พระพทุ ธศาสนา ณ วดั พระศรีรตั นศาสดาราม
การพระราชพิธีบําเพ็ญพระราชกุศลเน่ืองในวันอาสาฬหบูชานี้มีชื่อเรียกเปๅนทางการวา พระ
ราชพธิ ีทรงบําเพญ็ พระราชกุศล เน่ืองในวันอาสาฬหบูชา และเทศกาลเขาพรรษา[47] ซึ่งเดิมกอน พ.ศ.
2501 เรียกเพียง การพระราชพิธีทรงบําเพ็ญพระราชกุศล เน่ืองในวันเขาพรรษา[48] แตหลังจากมีการ
กาํ หนดใหวันอาสาฬหบูชาเปๅนวันสําคัญทางพระพุทธศาสนาในปี พ.ศ. 2501 แลว[5] สํานักพระราชวัง
จึงไดกําหนดเพิ่มวันอาสาฬหบูชาเพ่ิมเติมข้ึนมา[49] การพระราชพิธีน้ีโดยปกติมี พระบาทสมเด็จพระ
เจา อยหู ัว เปนๅ องคแประธานในการพระราชพิธบี าํ เพ็ญพระราชกุศล[50] และบางครั้งทรงพระกรุณาโปรด
เกลาฯ ใหพระบรมวงศานุวงศแเสด็จแทน[51] โดยสถานที่ประกอบพระราชพิธีหลักจะจัดในวัดพระศรี
รัตนศาสดาราม วัดบวรนิเวศวิหาร และภายในพระบรมมหาราชวัง การสําคัญของพระราชพิธีคือการ
ถวายพุมเทียนเคร่ืองบูชาแกพระพุทธปฏิมาและพระราชาคณะ รวมทั้งการพระราชทานภัตตาหารแก
พระราชาคณะ ฐานานุกรม เปรียญ ซึ่งรับอาราธนามารับบิณฑบาตในพระบรมมหาราชวังจํานวน 150
รปู ทุกปี[52] เปๅนตน ซ่ึงการพระราชพิธีน้ีเปๅนการแสดงออกถึงพระราชศรัทธาอันแนนแฟูนในพระพุทธ
ศาสนา ขององคพแ ระมหากษัตริยแไทยผูทรงเปนๅ เอกอคั รพุทธศาสนปู ถัมภกแมาตั้งแตอดตี จนถงึ ปใจจุบัน
114
พธิ สี ามญั
ชาวพุทธนิยมเวียนเทยี นในวันอาสาฬหบชู า เพ่ือเปนๅ การปฏิบตั ิภาวนาราํ ลึกถึงคุณท่ีพระพุทธเจา ทรง
ประกาศพระธรรมที่ตรสั รแู กชาวโลกเปๅนคร้ังแรกในวันน้กี ารประกอบพธิ ที างพระพทุ ธศาสนาเนอ่ื งในวัน
อาสาฬหบูชาของประชาชนทั่วไปน้ี พทุ ธศาสนกิ ชนชาวไทยโดยทวั่ ไปนยิ มทาบญุ ตกั บาตร ฟังพระธรรม
เทศนา เวยี นเทยี นรอบอโุ บสถหรือสถปู เจดยี ์พทุ ธสถานตา่ ง ๆ ภายในวดั เพื่อเป็ นการระลกึ ถงึ วนั คล้ายวนั ที่เกิด
เหตกุ ารณ์สาคญั ของพระพทุ ธศาสนาในวนั ขนึ ้ 15 ค่า เดือน 8
โดยแนวปฏิบตั ิในการประกอบพิธีในวันอาสาฬหบูชาตามประกาศสํานักสังฆนายก[5] ท่ีคณะสงฆแ
ไทยไดถือเปๅนแบบแผนมาจนถึงปใจจุบันนี้คือ ใหคณะสงฆแและพุทธศาสนิกชนจัดเตรียมสถานท่ีกอนถึง
วันอาสาฬหบูชา โดยมีการทําความสะอาดวัด และเสนาสนะตาง ๆ จัดตั้งเครื่องพุทธบูชา ประดับธง
ธรรมจักร และเมื่อถึงวันข้ึน 15 คํ่า เดือน 8 ก็ใหจัดการแสดงพระธรรมเทศนาตลอดท้ังวัน เม่ือถึงเวลา
ค่ําใหมีการทําวัตรสวดมนตแและสวดบทพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร มีการแสดงพระธรรมเทศนาใน
เน้ือหาเรื่องในพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร นําสวดบทสรภัญญะบูชาคุณพระรัตนตรัย และใหพระสงฆแ
นาํ เวียนเทียนบูชาพระพุทธปฏิมา อโุ บสถ หรือสถูปเจดยี แ เม่ือเสร็จการเวยี นเทยี นอาจใหมีการเจริญจิตต
ภาวนา สนทนาธรรม แตกิจกรรมท้ังหมดน้ีควรใหเสร็จส้ินกอนเวลา 24.00 น. ของวันน้ัน เพ่ือพักผอน
เตรยี มตวั กอนเริ่มกิจกรรมวันเขา พรรษา (วนั แรม 1 คา่ํ เดือน 8) ในวนั รุง ขึ้นตอไป
การประกอบพิธีวันอาสาฬหบูชาในปใจจุบันน้ีนอกจากการเวียนเทียน ทําบุญตักบาตรฯ ในวัน
สําคัญแลว ยังมีหนวยงานภาครัฐ องคแกรทางศาสนา และภาคประชาชน รวมกันจัดกิจกรรมตาง ๆ ขึ้น
มากมาย เพื่อเปๅนการเผยแผพระพุทธศาสนาและประชาสัมพันธแกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาตาง ๆ
ใหแกป ระชาชน เชน กิจกรรมสปั ดาหแเผยแผพระพทุ ธศาสนาวันอาสาฬหบูชา เปๅนตน
115
การจดั สรางตราไปรษณยี ากรท่ีระลึกวนั อาสาฬหบชู าในประเทศไทย
นอกจากภาครัฐจะประกาศใหวันอาสาฬหบูชาเปๅนวันหยุดราชการและใหการสนับสนุน
งบประมาณเพื่อจัดกิจกรรมตาง ๆ ในวันอาสาฬหบูชาแลว ยังไดเคยมีการจัดพิมพแจําหนายตราไปรษณี
ยกรที่ระลึกในวนั อาสาฬหบชู าอีกดวย โดยจะใหว ันอาสาฬหบชู าเปๅนวนั เร่ิมจําหนายตราไปรษณียกร ซึ่ง
รูปแบบทจ่ี ดั พิมพลแ งในตราไปรษณยี กรท่ีระลึกวันอาสาฬหบูชานั้น สวนใหญจะจัดพิมพแเปๅนรูปพระพุทธ
ประวตั ิ หรือพระพทุ ธรูป มีบางทีจ่ ดั พมิ พเแ ปๅนภาพจติ รกรรมฝาผนงั เรอ่ื งชาดก
โดยตราไปรษณียากรชุดวันอาสาฬหบูชานี้ รัฐบาลไทยไดเริ่มจัดพิมพแเพ่ือเปๅนท่ีระลึกและรวม
เฉลิมฉลองในฐานะวันสําคัญทางพระพุทธศาสนาเปๅนคร้ังแรกมาตั้งแตปี พ.ศ. 2537 แตไมไดมีการ
จัดพิมพแออกจําหนายทุกปีดังเชนวันวิสาขบูชา และปรากฏวาภาพที่นํามาตีพิมพแสวนใหญ ไมมีความ
เก่ียวของกับวันอาสาฬหบูชาแตอยางใด เชน ตีพิมพแเปๅนภาพพระพุทธรูปปางอุมบาตร นิทานมโหสถ
ชาดก เปๅนตน โดยปรากฏภาพที่มีความเก่ียวของโดยตรงกับวันอาสาฬหบูชาในไปรษณียากรท่ี
ออกจาํ หนา ยเน่อื งในโอกาสอ่นื แทน เชน วันเด็กแหง ชาติ เปๅนตน
ตราไปรษณียากรท่ีตีพิมพแภาพท่ีมีความเก่ียวของโดยตรงกับวันอาสาฬหบูชาเทาที่ปรากฏใน
ประเทศไทย คือตราไปรษณียากรท่ีระลึกชุดวันเด็กแหงชาติ ปี พ.ศ. 2539 โดยในครั้งน้ันตีพิมพแเปๅน 1
ราคา มี 3 แบบ ดวยกัน โดยแตละแบบเปๅนรูปภาพเกี่ยวกับวันสําคัญทางพุทธศาสนาในประเทศไทย คือ
ภาพวนั มาฆบชู า วนั วสิ าขบชู า และวนั อาสาฬหบชู า
การจดั งานเฉลมิ ฉลองอาสาฬหบชู าในตา งประเทศ
การทวี่ นั อาสาฬหบชู าเปนๅ วนั สาํ คัญทางศาสนาท่ีพึง่ ถูกกําหนดมาไมน านนกั และถกู กาํ หนดโดย
ความเหน็ ชอบของคณะสงฆไแ ทยเทา น้นั ความนยิ มอยางกวางขวางของพทุ ธศาสนิกชนในการให
ความสาํ คญั กับการประกอบพิธที างพระพุทธศาสนาในวันนี้จงึ ยงั คงมีจํากดั เฉพาะอยูในประเทศไทย
สว นในประเทศทม่ี ปี ระชากรนับถอื พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทเปๅนศาสนาหลักอื่น ๆ เชน ศรี
ลงั กา พมา ลาว กัมพชู า ไมไดใหค วามสําคญั กบั วันอาสาฬหบูชาในฐานะวนั สําคัญของรฐั หรอื
วนั หยดุ ราชการของประเทศ และไมน ยิ มปฏบิ ตั ิพิธีกรรมทางศาสนาในวันนีโ้ ดยใหค วามสําคัญเทยี บเทา
กบั วันวสิ าขบชู าเลย แตพุทธศาสนิกชนในประเทศเหลาน้ันก็ไดถ ือวนั นเ้ี ปนๅ วนั ทางพระพุทธศาสนา
ตามปกติอยูแลว เน่ืองจากวนั อาสาฬหบูชาเปๅนวนั ขึน้ 15 ค่ํา เดอื น 8 อันเปๅนวนั อโุ บสถ หรอื วนั พระ
ใหญต ามปกตขิ องนกิ ายเถรวาท และโดยเฉพาะอยางยงิ่ วันนเี้ ปนๅ วนั สุดทายกอนวนั เรมิ่ ตนเทศกาล
เขาพรรษาตามปฏทิ ินจันทรคติของพระสงฆเแ ถรวาท พธิ ปี ฏิบตั ิของพุทธศาสนกิ ชนเถรวาทในประเทศ
เหลานน้ั จึงใหความสาํ คัญในวนั นี้ไปกับการเตรียมตวั เขาจําพรรษาของพระสงฆแ เชน ในประเทศลาว
วันน้จี ะเปๅนวนั สําคัญท่ีพุทธศาสนิกชนจะไปทําบญุ ตักบาตรและมกี ารถวายเทยี นพรรษาผาอาบนํ้าฝน
เปๅนพเิ ศษ ซึง่ ตางจากประเทศไทยท่ีพุทธศาสนิกชนจะจัดงานถวายเทียนพรรษาและผา อาบนาํ้ ฝนแก
พระสงฆใแ นวนั แรม 1 คา่ํ เดอื น 8 หรอื วันเขา พรรษาโดยตรง
แมวา ชาวพทุ ธในประเทศอืน่ จะไมใหความสําคญั กับการจัดงานวนั อาสาฬหบชู าในฐานะเปๅนวันท่ี
พระพทุ ธเจาเร่ิมประกาศพระศาสนาและเปๅนวนั ท่ีเกดิ พระรัตนตรยั ครบองคแ 3 แตปรากฏวาในปจใ จุบัน
116
การจัดพิธเี ฉลิมฉลองวันอาสาฬหบชู าในตา งประเทศ กม็ ีการจัดขนึ้ บางตามสถานทต่ี าง ๆ ท่ัวโลก โดย
สวนใหญจ ะจดั โดยคนไทยในวดั ไทย ซึ่งจะจัดตอเนอื่ งกนั ไปสองวัน คอื งานวนั อาสาฬหบูชาตอ ดว ยงาน
วันเขา พรรษาเชนเดียวกับในประเทศไทย การจดั งานจะมีการทําบุญใสบ าตร และมีการเวียนเทยี น
รอบศาสนสถานสําคญั ของวดั เหมือนประเทศไทย แตการเวียนเทียนสว นใหญจะจัดในเวลากลางวันของ
วันอาสาฬหบูชา ซึง่ โดยสว นใหญต ามวัดไทยท่ียังไมมีเจดียแสถานหรืออโุ บสถ วหิ ารภายในวดั ก็จะจดั พิธี
เวียนเทียนรอบพระพทุ ธรูป หรือเดนิ เวียนรอบวดั หรอื ทพ่ี ักสงฆแแ ทน และอาจกลาวไดวา การจัดงาน
ดังกลาวตามวัดไทยในตา งประเทศสว นใหญเปๅนเพียงการจัดโดยคนไทยทีจ่ ัดขนึ้ เพอื่ อนุรักษปแ ระเพณี
และไมคอยเปๅนทร่ี ูจ กั กวา งขวางมากนักในหมชู าวตา งประเทศ และผรู ว มพธิ จี ะเปๅนกลุมชาวไทยและ
พุทธศาสนกิ ชนท่ีเครงครัดเทานน้ั
ในตา งประเทศไมไดใหความสําคญั กบั การจดั งานวันอาสาฬหบชู ามากนัก โดยกิจกรรมสว นใหญจ ะจดั
ขึน้ ท่วี ดั ไทย (ในภาพ: งานเวยี นเทียนวนั อาสาฬหบชู า ณ วัดพุทธาราม ประเทศฟนิ แลนดแ)
3.5 วนั เขา พรรษา
117
"เขาพรรษา" แปลวา "พกั ฝน" หมายถงึ พระภิกษุสงฆแตอ งอยปู ระจาํ ณ วัดใดวดั หน่ึงระหวา งฤดูฝน โดย
เหตุทพ่ี ระภิกษุในสมยั พุทธกาล มหี นา ที่จะตองจาริกโปรดสัตวแ และเผยแผพ ระธรรมคําสั่งสอนแก
ประชาชนไปในทต่ี าง ๆ ไมจําเปๅนตอ งมีท่ีอยปู ระจํา แมในฤดูฝน ชาวบา นจงึ ตําหนิวา ไปเหยยี บขาวกลา
และพืชอื่น ๆ จนเสยี หาย พระพุทธเจา จงึ ทรงวางระเบียบการจําพรรษาใหพระภกิ ษุอยูประจาํ ท่ีตลอด 3
เดอื น ในฤดูฝน โดยแบง เปนๅ
- ปรุ มิ พรรษา หรือ วนั เขา พรรษาแรก เร่ิมต้งั แตวันแรม 1 คํา่ เดือน 8 ของทกุ ปี หรือถา ปใี ดมี
เดอื น
8 สองครัง้ ก็เล่อื นมาเปนๅ วนั แรม 1 คํ่า เดอื น 8 หลงั และออกพรรษาในวนั ขนึ้ 15 คํา่ เดอื น 11
- ปจใ ฉมิ พรรษา หรอื วนั เขา พรรษาหลงั เริ่มตั้งแตว ันแรม 1 ค่ํา เดือน 9 จนถงึ วนั ขนึ้ 15 คาํ่
เดือน 12
อยางไรก็ตาม หากมีกิจธุระ คอื เมอื่ เดนิ ทางไปแลว ไมส ามารถจะกลบั ไดในวนั เดียวนน้ั ก็ทรง
อนุญาตใหไปแรมคืนได คราวหนึ่งไมเกนิ 7 คืน เรียกวา "สตั ตาหะ" หากเกินกาํ หนดนี้ถอื วาไมไดร บั
ประโยชนแแ หง การจาํ พรรษา จดั วาพรรษาขาด
สาํ หรบั ขอยกเวน ใหภ กิ ษจุ าํ พรรษาทอี่ ่ืนได โดยไมถ อื เปนๅ การขาดพรรษา เวน แตเ กิน 7 วนั
ไดแ ก
1. การไปรกั ษาพยาบาลภกิ ษุ หรอื บดิ ามารดาทีเ่ จบ็ ปุวย
2. การไประงับภกิ ษุสามเณรท่ีอยากจะสกึ มใิ หส กึ ได
3. การไปเพ่ือกิจธรุ ะของคณะสงฆแ เชน การไปหาอุปกรณแมาซอมกฏุ ิท่ีชํารุด
4. หากทายกนิมนตไแ ปทําบุญ ก็ไปฉลองศรัทธาในการบาํ เพ็ญกศุ ลของเขาได
นอกจากนี้หากระหวางเดนิ ทางตรงกับวันหยดุ เขา พรรษาพอดี พระภิกษสุ งฆแเขา มาทันใหมบู าน
หรอื ในเมืองก็พอจะหาทพ่ี ักพิงไดตามสมควร แตถ ามาไมท ันก็ตองพึ่งโคนไมใหญเปๅนที่พักแรม ชาวบา น
118
เหน็ พระไดรับความลาํ บากเชนนี้ จงึ ชว ยกนั ปลูกเพิง เพื่อใหทา นไดอาศัยพักฝน รวมกันหลาย ๆ องคแ ที่
พกั ดังกลาวน้ีเรียกวา "วหิ าร" แปลวา ที่อยสู งฆแ เมื่อหมดแลว พระสงฆแทานออกจาริกตามกิจของทาน
ครัง้ ถึงหนาฝนใหมทานก็กลบั มาพักอีก เพราะสะดวกดี แตบางทานอยูประจาํ เลย บางทเี ศรษฐีมีจิต
ศรทั ธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา กเ็ ลอื กหาสถานท่ีสงบเงียบไมหา งไกลจากชมุ ชนนกั สรางทพี่ ัก
เรยี กวา "อาราม" ใหเ ปๅนท่ีอยูของสงฆดแ ังเชน ปใจจุบันนี้
ท้ังนี้ โดยปกตเิ คร่ืองใชสอยของพระตามพุทธานญุ าตใหม ีประจําตวั นนั้ มเี พยี งอัฐบริขาร อนั
ไดแก สบง จีวร สงั ฆาฏิ เขม็ บาตร รัดประคด หมอกรองน้ํา และมดี โกน และกวา พระทานจะหาที่พกั
แรมได บางทกี ็ถูกฝนตน ฤดูเปียกปอนมา ชาวบานทใ่ี จบุญจึงถวายผา อาบนาํ้ ฝนสาํ หรับใหทานได
ผลัดเปลยี่ น และถวายของจาํ เปนๅ แกกิจประจําวนั ของทานเปนๅ พิเศษในวันเขา พรรษา นบั เปนๅ เหตใุ หมี
ประเพณีทําบุญเนื่องในวันนส้ี ืบมา
อยางไรก็ตาม แมก ารเขาพรรษาจะเปนๅ เรื่องของพระภิกษุ แตพุทธศาสนิกชนก็ถือเปๅนโอกาสดที ี่
จะไดทาํ บุญรกั ษาศลี และชาํ ระจิตใจใหผอ งใส กอนวันเขาพรรษาชาวบานก็จะไปชวยพระทําความ
สะอาดเสนาสนะ ซอ มแซมกุฏิวหิ ารและอ่ืน ๆ พอถึงวนั เขาพรรษาก็จะไปรว มทาํ บญุ ตักบาตร ถวาย
เครอื่ งสกั การบชู า ดอกไม ธูปเทียน และเครื่องใช เชน สบู ยาสีฟใน เปนๅ ตน พรอมฟใงเทศนแ ฟงใ ธรรม
และรกั ษาอโุ บสถศีลกันท่ีวัด บางคนอาจตงั้ ใจงดเวนอบายมขุ ตา ง ๆ เปนๅ กรณีพเิ ศษ เชน งดเสพสุรา งด
ฆา สัตวแ เปนๅ ตน อนง่ึ บดิ ามารดามักจะจดั พิธีอุปสมบทใหบุตรหลานของตน โดยถือกันวาการเขา บวช
เรยี นและอยจู าํ พรรษาในระหวางน้จี ะไดรับอานสิ งสแอยางสูง
ความสาํ คญั ของวนั เขา พรรษา
วันเขาพรรษาน้ีมีความสาํ คญั ตอ พุทธศาสนกิ ชนและเปนๅ วนั สําคญั ของพระพุทธศาสนาดว ยเหตุผลดังน้ี
1. พระภิกษุจะหยดุ จารกิ ไปยงั สถานที่อ่ืนๆแตจะเขาพักอยูประจําในวัดแหง เดียวตามพทุ ธ
บัญญัติ
2. การที่พระภิกษุอยูประจาํ ท่นี านๆ ยอมมโี อกาสไดส งเคราะหกแ ุลบตุ รทีป่ ระสงคแจะอุปสมบท
เพอื่ ศึกษาพระธรรมวินยั และสงเคราะหแพทุ ธบรษิ ัททั่วไป
3. เปนๅ เทศกาลที่พระพุทธศาสนิกชนงดเวน อบายมขุ และความช่วั ตา ง ๆ เชน การด่ืมสรุ าสิง่
เสพตดิ และการเทีย่ วเตรเ ฮฮา เปนๅ ตน
4. นอกจากเปนๅ เทศกาลทีพ่ ุทธศาสนิกชนงดเวน อบายมุขและความชั่วตาง ๆ แลว ในชว งเวลา
พรรษา พุทธศาสนกิ ชนทั่วไปจะบําเพ็ญทาน รกั ษาศลี ฟงใ ธรรม และเจริญภาวนามากขน้ึ
พธิ ที างศาสนา
การบาํ เพ็ญกุศลเนือ่ งในเทศกาลเขา พรรษานย้ี ังมีประเพณสี ําคญั อยู 2 ประเพณี ควรนาํ มากลา วไว
ณ ทน่ี ี้ ดังน้ี
1. ประเพณีแหเ ทียนพรรษา
ประเพณนี ี้คงเกิดขึน้ จากความจาํ เปๅนทวี่ าสมยั กอนยังไมมีไฟฟาู ใชกันดังปจใ จบุ ัน เม่ือพระสงฆแ
จําพรรษารวมกนั มาก ๆกจ็ ําตองปฏิบัติกจิ วตั รเชน การทําวัตรสวดมนตเแ ชา มดื และตอนพลบคา่ํ
119
การศกึ ษาพระปรยิ ตั ธิ รรมกจิ กรรมเหลา น้ลี วนตอ งการแสงสวางโดยเฉพาะ แสงสวางจากเทียนที่
พระสงฆจแ ุดบชู าพระรัตนตรัยและเพื่อตองการใชแ สงสวา งโดยตรงดวยเหตนุ ้ีพทุ ธศาสนกิ ชนจึงนิยมหลอ
เทยี นตนใหญ กะวา จะจดุ ไดตลอดเวลา 3 เดอื นไปถวายพระภกิ ษุในวัดใกล ๆบานเปนๅ พุทธบูชา เทียน
ดงั กลา วเรยี กวา เทียนจาํ นําพรรษา
กอ นจะนําเทียนไปถวายน้ี ชาวบานมักจดั เปนๅ ขบวนแหแหนกนั ไปอยางเอิกเกริกสนุกสนาน
เรยี กวาประเพณแี หเทียนจํานําพรรษาดงั ขอสรุปเนื้อหาจากหนังสอื นางนพมาศ ดังน้ี
เมือ่ ถงึ วนั ขน้ึ 14 ค่ํา ทัง้ ทหารบกและทหารเรือก็จดั ขบวนแหเ ทยี นจํานาํ พรรษา ทั้งใสคานหาบ
ไปและลงเรือประดษิ ฐานอยูในบุษบกทองคําประดับธงทวิ ตีกลอง เปาุ แตรสงั ขแ แหไป ครัน้ ถงึ พระ
อารามแลวก็ยกตน เทยี นนัน้ เขาไปถวายในพระอุโบสถหอพระธรรม และพระวหิ ารจดุ ตามใหสวางไสวใน
ที่น้ันๆ ตลอด 3 เดือน
ทุกพระอาราม
ในวัดราษฎรแทั้งหลาย ก็มีพธิ ที ํานองน้ีทวั่ พระราชอาณาจักร ปจใ จบุ ัน ประเพณีแหเทยี นจํานาํ
พรรษานย้ี งั ถอื ปฏบิ ตั ิกันอยูท่ัวไป บางจังหวดั เชน อบุ ลราชธานี ถอื ใหเปๅนประเพณเี ดนประจําจังหวดั
ตนไดจ ดั ประดับตกแตงตน เทียนใหญๆ มีการประกวดแขง ขันแลว แหแหน ไปถวายตามวัดตา ง ๆ
ตามชนบทน้นั การหลอเทยี นเขา พรรษาทาํ กันอยางเอิกเกริกสนุกสนานมาก เม่ือหลอเสร็จแลว
ก็จะมีการแหแ หนรอบพระอโุ บสถ 3 รอบ แลว นําไปบชู าพระตลอดระยะเวลา 3 เดือน บางแหงก็มีการ
ประกวดการตกแตง มกี ารแหแหนรอบเมืองดวยรว้ิ ขบวนท่ีสวยงาม โดยถอื วา เปนๅ งานประจาํ ปีเลย
ทเี ดียว
อานสิ งคแของการถวายเทยี นพรรษ
1.ทําใหเ กดิ ปใญญา ท้งั ในชาติน้แี ละชาตหิ นา เปรยี บเหมือนแสงสวางแหง เทียน
2.ทาํ ใหช วี ติ สวา งไสวรุงเรือง ผถู วายยอมเจรญิ ดว ยลาภ ยศ สรรเสรญิ
3.ทาํ ใหค ลค่ี ลายเร่ืองราวตา งๆ ทมี่ ปี ใญหารา ยกลบั กลายเปๅนดี
4.ยอ มเจรญิ ไปดว ยมติ รและบริวาร
120
5.ยอ มเปนๅ ที่รักของมนุษยแและเทวดาทง้ั หลาย
6.เม่ือจากโลกน้ีไปแลว ยอมมีกายทิพยแอนั สวา งไสว
7.เม่อื ลาลับโลกนไ้ี ปแลวยอมไปสูส คุ ตแิ ละสวรรคแ
8.หากสั่งสมบารมีมากพอ ยอมทาํ ใหเกิดดวงตาจักษุ คือปใญญารแู จงเขาสนู ิพพาน
ขัน้ ตอนและคําถวายเทียนพรรษา
การถวายเทยี นพรรษา ซ่งึ เปนๅ เทียนทม่ี ขี นาดใหญแ ละยาวเปนๅ พิเศษกวา เทยี นชนิดอ่ืน เพื่อจดุ
ในโบสถตแ ัง้ แตวนั เขา พรรษาจนถึงวันออกพรรษา เพราะมีความเชื่อวาการถวายเทยี นพรรษาเปๅนการให
ทานดว ยแสงสวาง ถอื เปนๅ กศุ ลทานอยางหนึง่ จะทําใหเพ่ิมพูนปญใ ญา หตู าสวางไสว รวมท้งั เปนๅ การ
ถวายเทยี นเพ่ือใหพระภิกษสุ งฆแไดใชประโยชนแ
ขั้นตอนการถวายเทียนพรรษา
สาํ หรบั ประเพณกี ารถวายเทียนพรรษา เปๅนประเพณีท่ีมมี าแตโ บราณกาล ซึง่ พุทธศาสนิกชนจะ
ทําการหลอ เทยี นพรรษา เม่ือหลอ เสรจ็ แลว จะมีการนําเทยี นแหรอบพระอุโบสถ 3 รอบ กอ นถวายพระ
ท้งั น้ี จะเร่ิมถวายเทียนกอ นถึงวันเขาพรรษา สามารถแบง ประเพณกี ารถวายเทียนพรรษา
ออกเปนๅ 2 ประเภท คือ
1. ประเพณีหลวง หรือการพระราชกุศลหลอเทยี นพรรษา คือการท่พี ระมหากษัตริยแทรงหลอ
เทียนพรรษาดว ยพระองคเแ อง และเสดจ็ พระราชดาํ เนนิ ทรงจุดบชู าพระรัตนตรัยเฉพาะพระอารามหลวง
ทสี่ าํ คญั และโปรดเกลา ฯ ใหมีผูแทนพระองคแ
2. ประเพณรี าษฎร หรอื เทยี นจาํ นําพรรษา หรือท่ีเรียกกนั วา เทยี นพรรษา คือการที่ประชาชน
เปๅนผูห ลอเทียนจํานาํ พรรษา มี 2 ชนิด คือ เทียนพรรษาแบบจดุ ได กับเทียนพรรษาแบบจดุ ไมได ซ่งึ ทํา
ขน้ึ มาเพอ่ื ประกวดหรือถวายเปนๅ พทุ ธบูชาเทาน้นั
121
บทสวดถวายเทยี นพรรษา
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสมั พุทธัสสะ (วา 3 จบ)
ยคั เฆ ภันเต สงั โฆ ปะฏิชานาตุ มะยงั ภันเต เอตัง ปะทปี ะยุคัง สะปะรวิ ารงั
เตมาสงั พุทธสั สะ ปชู ะนตั ถายะ อิมสั สะหมงิ อะโปสะถาคาเร
นิยยาเทมะ สาธุ โน ภันเต อะยัง เตมาสงั พทุ ธัสสะ ปูชะนัตถายะ
ปะทีปะยคุ ัสสะ ทานัสสะ อานิสังโส อมั หากญั เจวะ
มาตาปติ ุอาทนี ัญจะ ปิยะชะนานัง ทีฆะรัตตงั หิตายะ สขุ ายะ สงั วัตตะตุ
คําแปล ขาแตพระสงฆแผูเจรญิ ขอพระสงฆโแ ปรดรับทราบ ขาพเจาทัง้ หลาย ขอมอบถวายเทียนคนู ี้
พรอ มกบั ของบริวาร ไว ณ อโุ บสถนี้ เพอื่ เปนๅ พุทธบชู าตลอดพรรษา ขออานสิ งสแแหงการถวายคเู ทียน
เพื่อเปนๅ พุทธบชู า ตลอดพรรษาน้ีของขา พเจาทั้งหลาย จงเปนๅ ไปเพ่ือประโยชนแ เพื่อความสุข แกข าพเจา
ทง้ั หลายดวย แกปยิ ชนทัง้ หลาย มมี ารดาบิดาเปๅนตนดวย ตลอดกาลนานเทอญ
หรอื อีกบท เปนๅ บทสวดแบบส้ัน
คาํ กลา วถวายเทยี นพรรษา
อิมานิ มะยัง ภนั เต วสั สกิ ะปะทปี านิ สะปะรวิ ารานิ
เตมาสงั พุทธัสสะ ปูชะนตั ถายะ อิมัสสะหมิง อาวาเส
นียาเทมะ สาธโุ น ภันเต อะยัง เตมาสงั วสั สกิ ะปะทีปานงั
ทานัสสะ อานิสงั โส อัมหากัญเจวะ ฑฆี ะรัตตงั
หติ ายะ สุขายะ นิพพานายะ จะ ฯ
คาํ แปล ขา แตพระภิกษสุ งฆผแ เู จรญิ ขาพเจา ท้ังหลาย ขอนอมถวายเทียนพรรษา พรอมดว ยบริวาร
ท้ังหลายเหลานี้ ไวในอาวาสแหงน้ี เพ่อื เปนๅ พทุ ธบูชา ตลอดพรรษา ขออานสิ งสแ แหง การถวายเทยี น
พรรษาตลอดพรรษานี้ จงเปนๅ ไปเพื่อประโยชนแ เพอื่ ความสุข เพื่อมรรคผลนิพพาน แกขา พเจา ทง้ั หลาย
ตลอดกาลนานเทอญฯ
2. ประเพณีถวายผา อาบนํ้าฝน
การถวายผา อาบนาํ้ ฝนนี้ เกิดขน้ึ แตส มยั พุทธกาล คือ มหาอุบาสกิ า ชื่อวา วิสาขาไดท ลู ของ
พระบรมพทุ ธานญุ าตใหพระสงฆแ ไดม ผี า อาบนํ้าสาํ หรับผลดั เปล่ียนเวลาสรงน้ําฝนระหวา งฤดูฝน นาง
วสิ าขาจึงเปนๅ สตรคี นแรกท่ไี ดถวายผาอาบนํา้ ฝนแดพระสงฆแ
ดว ยเหตุนี้ เม่อื ถึงวันเขา พรรษา พทุ ธศาสนกิ ชน ตัง้ แตสมยั กรุงสโุ ขทัยราชธานี จงึ นิยมนําผา
อาบนา้ํ ฝนไปถวายผาอาบนํา้ ฝนถวายพระสงฆแผูจะอยูพ รรษา พรอมกบั อาหารและเครื่องใชท่จี าํ เปนๅ ตาง
ๆ
122
แมในปจใ จุบนั พุทธศาสนกิ ชนไทยก็คงยังปฏบิ ัติกจิ กรรม อยางนี้อยูบางวัดมีการแจกฎกี านดั
เวลา ประกอบพธิ ีถวายผา อาบนาํ้ ฝน (วัสสกิ สาฎก) หรอื ผาจํานาํ พรรษาและเครื่องใชอื่นๆ ณ ศาลา
บาํ เพ็ญกุศลของวดั ใกลบ า น
บทสวด หรอื คาํ ถวายผา อาบนา้ํ ฝน
อิมานิ มะยัง ภันเต วสั สกิ ะสาฏกิ านิ ภิกขุสังฆสั สะ
โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภกิ ขสุ ังโฆ อมิ านิ วัสสิกะสาฏิกานิ
สะปะรวิ ารานิ ปะฏคิ คัณหาตุ อัมหากัง ทฆี ะรัตตงั หติ ายะ สขุ ายะ
คาํ แปล ขา แตพ ระสงฆแผูเจริญ ขา พเจา ทง้ั หลาย ขอนอ มถวาย ผา อาบน้าํ ฝน กบั ท้งั บริวารเหลานี้ แก
พระภกิ ษสุ งฆแ ขอพระภกิ ษสุ งฆแจงรบั ผา อาบน้ําฝน กับท้ังบริวารเหลา น้ี ของขาพเจาท้ังหลาย เพือ่
ประโยชนแแ ละความสุข แก ขาพเจาทั้งหลาย สน้ิ กาลนาน เทอญ ฯ
กิจกรรมตา ง ๆ ที่ควรปฏบิ ตั ใิ นวนั เขา พรรษา
- รวมกิจกรรมทาํ เทียนจํานําพรรษา
- รว มกิจกรรมถวายผาอาบนํ้าฝน และจตุปจใ จยั แกพระภกิ ษสุ ามเณร
- รว มทําบุญ ตักบาตร ฟใงธรรมเทศนา รักษาอโุ บสถศีล
- อธษิ ฐานงดเวนอบายมุขตาง ๆ
3.6 วนั ออกพรรษา
ประวตั คิ วามเปนๅ มา
วันออกพรรษา ตรงกับวันเพ็ญ (ขึน้ 15 คํ่า) เดอื น 11 เปๅนวนั ที่พระภกิ ษสุ งฆแออกจากจาํ
พรรษา หรอื การอยูประจําที่ตลอดฤดูฝน เปนๅ ระยะเวลา 3 เดือน ตอ จากวันน้ไี ปพระภกิ ษุสงฆกแ ็สามารถ
จาริกไปในที่ตา ง ๆ และคางแรมในท่อี ่นื ได
วนั ออกพรรษา ตรงกบั วนั ขนึ้ 15 คํ่า เดอื น 11 เปนๅ วันสําคัญวันหนงึ่ ของพระภิกษสุ งฆแ คือ เปนๅ วันสนิ้ สดุ
การจาํ พรรษา หรอื ออกจากพรรษาทไ่ี ดอธษิ ฐานเขาจําพรรษาตลอดระยะเวลา 3 เดือน ในวนั ออก
123
พรรษาในพระไตรปฎิ กกลา วไววา เปนๅ วนั ที่ พระสมั มาสมั พุทธเจาเสดจ็ ลงจากสวรรคแช้นั ดาวดงึ สมแ ายัง
โลกมนษุ ยแ หลังจากท่ีพระองคแไดเสด็จไปจําพรรษา และแสดงพระธรรมเทศนาโปรดเทพบุตรพทุ ธมารดา
ซง่ึ อยสู วรรคชแ ้นั ดุสติ แตลงมาฟใงพระธรรมเทศนาทชี่ ัน้ ดาวดึงสแ
วนั ออกพรรษา หมายถึงวนั ทีพ่ นจากขอกาํ หนดทางพระวนิ ัยทีต่ องอยปู ระจําที่หรือในวดั แหง
เดียวตลอด 3 เดอื น ในฤดฝู น กลา วคอื เม่ือพระภิกษุไดอธิษฐานอยจู ําพรรษาในวนั แรม 1 คา่ํ เดอื น 8
แลวอยูประจําท่หี รือวัดน้นั เรื่อยไป จนสน้ิ สุดในวนั ข้ึน 15 คาํ่ เดอื น 11 หลังจากวันออกพรรษาแลว ก็
สามารถจาริกไปคางแรมท่ีอืน่ ได
วันออกพรรษา เรยี กวาอยา งหน่งึ วา “วนั ปวารณา” หรือ “วันมหาปวารณา” คือวนั ท่พี ระสงฆแ
ทําปวารณากรรม คือเปิดโอกาสใหเ พื่อนพระภกิ ษุวากลาวตักเตอื นกนั ดว ยเมตตาจิตได เมื่อไดเหน็ ไดท ั้ง
หรอื สงสยั ในพฤติกรรมของกันและกัน
หลกั ธรรมท่ีควรปฏบิ ตั ใิ นวนั ออกพรรษา
ในเทศกาลออกพรรษา มีหลักธรรมสําคญั ที่ควรนําไปปฏบิ ตั ิ คอื ปวารณา การเปดิ โอกาสให
ผูอ ่ืนวากลาวตกั เตือนตนเองได ในการปวารณานี้อาจแบง บุคคลออกเปๅน 2 ฝุาย คือ
1. ผวู ากลาวตกั เตือน จะตอ งเปๅนผูมีเมตตา ปรารถนาดตี อผูที่ตนวากลา วตกั เตือน เรยี กวา มี
เมตตาทางกาย ทางวาจา และทางใจ พรอมมูล
2. ผูถ กู วา กลาวตักเตอื น ตองมีใจกวา ง มองเหน็ ความปรารถนาดขี องผตู ักเตอื น ดีใจดงั มีผมู า
บอกขุมทรัพยใแ ห การปวารณา จงึ เปนๅ คณุ ธรรมสรางความสมคั รสมานสามัคคแี ละดํารงความบรสิ ทุ ธ์ิ
หมดจดไวใ นสงั คมพระสงฆแ การปวารณา แมจ ะเปนๅ สงั ฆกรรมของสงฆแ ก็อาจนาํ มาประยุกตแใชกบั สงั คม
ชาวบาน เชน การปวารณากนั ระหวางสมาชิกในครอบครวั ในสถานศกึ ษา ในสถานท่ที าํ งาน พนักงาน
ในหางรา น บริษัทและหนวยงานราชการ เปนๅ ตน
กิจกรรมตา งๆ ท่ีควรปฏิบัติในวนั ออกพรรษา
1. ทําบุญตักบาตรอุทิศสวนกุศลใหแ กญ าติผลู ว งลบั
2. ไปวัดเพ่อื ปฏิบตั ธิ รรม ฟใงพระธรรมเทศนา
3. รวมกุศลธรรม "ตักบาตรเทโว"
4. ปใดกวาดบา นเรอื นใหสะอาด ประดบั ธงชาตติ ามอาคารบา นเรอื นและสถานท่ีราชการ
และ ประดับธงชาติและธงธรรมจกั รตามวดั และสถานท่สี ําคัญทางพระพทุ ธศาสนา
5. ตามสถานทรี่ าชการ สถานท่ีศึกษาและท่ีวัด ควรจัดใหม ีนิทรรศการ การบรรยาย หรอื บรรยาย
ธรรม เก่ยี วกับวนั ออกพรรษาฯลฯ เพื่อใหความรแู กป ระชาชนและผูสนใจท่วั ไป
ประเพณีเกย่ี วกบั วนั ออกพรรษา
ประเพณตี กั บาตรเทโว
124
ในวันแรม 1 คา่ํ เดือน 11ซึ่งตรงกับชวงส้ินสุดการอยูจําพรรษาเปๅนเวลา 3 เดือนของภิกษุสงฆแ
ที่องคแพระสัมมาสมั พทุ ธเจาทรงบัญญัติไวพอดี ในทกุ ๆ ปี พทุ ธศาสนกิ ชนท้ังหลายจะถือเอาวันน้ีเปๅนวัน
สําคัญ จะรวมกันทําบุญตักบาตรโดยจัดพิธีเปๅนพิเศษกวาการทําบุญตักบาตรท่ัวไป เรียกการตักบาตร
ครัง้ น้วี า ตักบาตรเทโว หรอื การถวายบาตรพระภกิ ษุเนอื่ งในโอกาสวันคลายวันท่ีองคแพระสัมมาสัมพุทธ
เจาเสด็จลงจากสวรรคแช้ันดาวดึงสแ และเปๅนการทําบุญทํากุศลอุทิศใหแกบรรพบุรุษ บิดามารดา ญาติพี่
นอ งทล่ี วงลับไปแลว เจากรรมนายเวรและเพ่อื เปนๅ สิริมงคลใหก บั ตนเองและครอบครวั
คําวา เทโว มาจากคําวา เทโวโรหณะ หมายถึงการเสด็จลงมาจากเทวโลกขององคแพระ
สัมมาสัมพุทธเจา เปๅนเหตุการณแหลังจากที่องคแพระสัมมาสัมพุทธเจาทรงตรัสรู ทรงออกประกาศพระ
ศาสนาไปทวั่ ชมพูทวีป เสดจ็ ไปโปรดเทศนาพระญาตพิ ระวงศแท้ังหลายจนไดดวงตาเห็นธรรมตามสมควร
คงเหลือแตพ ระนางสิริมหามายา พุทธมารดาท่ีสิ้นพระชนมแไปหลังจากที่มีพระประสูติกาลได 7 วัน องคแ
พระสัมมาสัมพุทธเจาจึงดําริจะที่จะข้ึนไปเทศนาแสดงธรรมโปรดแดพุทธมารดาบนสวรรคแชั้นดาวดึงสแ
เพ่ือเปๅนการสนองพระคุณ เปๅนเวลา 1 พรรษา ในพรรษาที่ 7 หลังจากท่ีทรงตรัสรู และเสด็จกลับลง
มายงั โลกมนษุ ยในวันแรม 1 คํา่ เดือน 11 เม่ือเหลาเทพบุตร เทพธิดา เทวดานางฟูา มนุษยแ ภูติผีปีศาจ
อสูรกาย ประชาชนทราบขา วการเสด็จกลับลงมาจากดาวดงึ สแ จงึ พากนั ไปเขาเฝูาฯ รออยูท ี่เชิงบันไดเพื่อ
ถวายบาตรแดพระองคแกันอยางเนื่องแนนวัดแตละวัดจะอัญเชิญพระพุทธรูปท่ีคนในชุมชนเคารพนับถือ
ข้ึนประดิษฐานบุษบก พรอมกับวางบาตรไวดานหนา จัดเปๅนขบวนแหนําหนาแถวพระภิกษุสงฆแ
สามเณร เพ่ือรบั บาตรจากญาติโยมทั้งหลาย บางวัดท่ีมีพระพุทธบาทจําลองอยูบนเขา พระภิกษุสงฆแจะ
เดินลงมาตามบันไดเชิงขาเพ่ือรับบาตร เสมือนเหตุการณแท่ีองคแพระสัมมาสัมพุทธเจาเสด็จจากดาวดึงสแ
ลงมาทางบันไดเชิงเขา มีการจัดถวายภัตตาหารคาวหวาน ขาวสารอาหารแหง ดอกบัว ขาวตมโยน
เน่ืองจากในคร้ังสมัยพุทธกาล มีประชาชนตางมารอเฝูารับเสด็จฯ เปๅนจํานวนมากทําใหไมสามารถใส
บาตรถงึ ตัวพระองคแได จงึ พากันอธิษฐานแลวใสบาตรแทน ซ่ึงดวยศรัทธาตั้งใจจริงทําใหอาหารที่โยนมา
นั้นตกลงในบาตรของพระพุทธองคแไดพอเหมาะพอดี นอกจากน้ียังมีอาหารอีกชนิดหนึ่งท่ีกลาวถึงใน
พุทธประวัติสืบเนื่องมาจากเหตุการณแการเสด็จกลับลงมายังโลกมนุษยแขององคแพระสัมมาสัมพุทธเจา
ดว ย น่นั คือ ขาวมธปุ ายาส (ขาวทิพย)แ หรอื ขาวทกี่ วนกับน้าํ ผ้ึง โดยขาวทิพยแนี้จะประกอบพิธีกวนขึ้นใน
วันขึน้ 15 ค่ํา เดือน 11 กอนวันออกพรรษา 1 วนั โดยจะตอ งใหเ ด็กหญิงทยี่ งั ไมมีประจําเดือน 4 คน นุง
ขาว หมขาว ทาํ หนาท่กี วนขาวทพิ ยแ การกวนขา วทิพยนแ ต้ี ามตํานานความเชือ่ กลาวไววา นางสุชาดาคือผู
ริเริ่มการปรุงขาวมธุปายาสมาถวายองคแพระสัมมาสัมพุทธเจา ตอมาเหลาเทพบุตร เทพธิดา เทวดา
นางฟูา มนษุ ยแ ภตู ผิ ีปีศาจ อสรู กาย ไดร วมตัวกันประกอบพิธีกวนขาวทิพยแเพ่ือแจกจายใหไดนําไปถวาย
บาตรแดองคแพระสัมมาสัมพุทธเจารวมกัน จึงเปๅนท่ีมาของการรวมแรงรวมใจของคนในชุมชนและวัดท่ี
จะรวมกนั จดั พธิ ีกวนขาวทิพยเแ พอื่ ใชในการตักบาตรในวนั ตกั บาตรเทโวนั่นเอง
125
พธิ ที อดกฐนิ
การทอดกฐิน เปๅนประเพณีท่ีสําคัญของพุทธศาสนิกชนอยางหน่ึง นิยมทํากันต้ังแตวันแรมคํ่า
เดือนสิบเอ็ด ไปจนถงึ กลางเดือนสบิ สอง คําวา กฐิน แปลวา ไมสะดึง คือกรอบไมชนิดหนึ่งสําหรับขึงผา
ใหต งึ สะดวกแกการเย็บ ในสมัยโบราณเย็บผาตองเอาไมสะดึงมาขึงผาใหตึงเสียกอน แลวจึงเย็บเพราะ
ชางยังไมมีความชํานาญเหมื่อนสมัยปใจจุบันน้ี และเครื่องมือในการเย็บก็ยังไมเพียงพอ เหมือนจักรเย็บ
ผาในปใจจุบัน การทําจีวรในสมัยโบราณจะเปๅนผากฐินหรือแมแตจีวรอันมิใชผากฐิน ถาภิกษุทําเอง ก็
จัดเปๅนงานเอิกเกริกทีเดียว เชนตํานานกลาวไววา การเย็บจีวรน้ัน พระเถรานุเถระตางมาชวยกัน เปๅน
ตน วา พระสารบี ุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ แมสมเด็จพระบรมศาสดาก็เสด็จลงมาชวย
ภิกษุสามเณรอ่ืน ๆ ก็ชวยขวนขวายในการเย็บจีวร อุบาสกอุบาสิกาก็จัดหานํ้าด่ืมเปๅนตน มาถวาย
พระภิกษุสงฆแ มีองคแพระสัมมาสัมพุทธะเปๅนประธาน โดยนัยนี้ การเย็บจีวรแมโดยธรรมดา ก็เปๅนการ
ตองชว ยกนั ทาํ หลายผูหลายองคแ (ไมเหมอื นในปจใ จุบนั ซึ่งมจี ีวรสําเร็จรูปแลว )
ผา กฐนิ โดยความหมายก็คอื ผา สําเรจ็ รูปโดยอาศยั ไมส ะดงึ นิยมเรียกกนั จนปจใ จบุ นั นี้
การทอดกฐิน คือ การนําผากฐินไปวางไวตอหนาพระสงฆแอยางต่ําหารูป แลวใหพระสงฆแรูปใดรูปหน่ึงท่ี
ไดร บั มอบหมาย จากคณะสงฆทแ ัง้ น้นั เปนๅ เอกฉนั ทใแ หเปๅนผูรับกฐนิ นน้ั
เขตกาํ หนดทอดกฐนิ
การทอดกฐินเปนๅ กาลทาน ตามพระวินยั กาํ หนดกาลไว คือ ต้ังแตแรม 1 ค่าํ เดอื น 11 ถงึ วัน
ขึ้น 15 ค่ํา เดอื น 12 ผมู จี ิตศรทั ธาเลอ่ื มใส ใครจะทอดกฐิน กใ็ หท อดไดในระหวางระยะเวลาน้ี จะทอด
กอนหรือทอดหลงั กาํ หนดนี้ ก็ไมเ ปๅนการทอดกฐนิ แตมีขอยกเวน พเิ ศษวา ถาทายกผูจ ะทอดกฐินนน้ั มี
กจิ จําเปนๅ เชน จะตองไปในทัพ
ไมสามารถจะอยูทอดกฐินตามกําหนดนั้นได จะทอดกฐินกอนกําหนดดังกลาวแลวพระสัมมาสัมพุทธะ
ทรงอนญุ าตใหภกิ ษุจะรับไวกอ นได การท่ีมปี ระเพณีทอดกฐนิ มีเรอ่ื งวา ในคร้ังพุทธกาล พระภิกษุชาวปา
ไถยรัฐ (ปาวา) ผูทรงธุดงคแ จํานวน 30 รูป เดินทางไกลไปไมทันเขาพรรษา เหลือทางอีกหกโยชนแจะถึง
นครสาวตั ถี จงึ ตกลงพกั จําพรรษาที่เมืองสาเกตตลอดไตรมาส เมือ่ ออกพรรษาจึงเดินทางไปเฝูาพระบรม
ศาสดา ณ เชตวันมหาวิหารนครสาวัตถี ภิกษุเหลาน้ันมีจีวรเกา เปื็อนโคลน และเปียกชุมดวยน้ําฝน
ไดรบั ความลาํ บากตรากตราํ มาก พระพทุ ธเจาจงึ ทรงถือเปๅนมูลเหตุ ทรงมีพุทธานุญาตใหภิกษุท่ีจพรรษา
ครบสามเดือนกรานกฐนิ ได และใหไดรับอานิสงสแ หาประการคือ
126
1) เที่ยวไปไหนไมตองบอกลา
2) ไมต องถือไตรจวี รไปครบ
3) ฉันคณะโภชนไแ ด
4) ทรงอติเรกจวี รไดตามปรารถนา
5) จีวรอันเกิดขึ้นนนั้ จะไดแกพวกเธอ และไดขยายเขตอานสิ งสหแ า อกี สีเ่ ดือน นับแตก รานกฐิน
แลวจนถงึ วันกฐินเดาะเรียกวา มาตกิ าแปด คือการกาํ หนดวนั ส้นิ สุดท่ีจะไดจวี ร คือ กาํ หนดดวยหลีกไป
กําหนดดว ยทําจีวรเสร็จ กาํ หนดดวยตกลงใจ กําหนดดว ยผาเสียหาย กาํ หนดดวยไดยินขาว กําหนดดวย
สิ้นหวงั กาํ หนดดวยลว งเขต กาํ หนดดว ยเดาะพรอมกนั ฉะนนั้ เมือ่ ครบวนั กาํ หนดกฐินเดาะแลว ภิกษกุ ็
หมดสิทธ์ิตอ งรักษาวนิ ยั ตอไป พระสงฆจแ ึงรับผา กฐนิ หลังออกพรรษาไปแลว หน่ึงเดือนได จงึ ไดถ ือเปนๅ
ประเพณปี ฏิบัติสืบตอกนั มาจนทกุ วนั นี้
การทอดกฐินในปใจจบุ ัน ถือวาเปนๅ ทานพเิ ศษ กาํ หนดเวลาปีหน่งึ ทอดถวายไดเพยี งคร้ังเดยี ว ตามอรรถ
กถาฎกี าตาง ๆ พอกาํ หนดไดวา ชนิดของกฐนิ มีสองลกั ษณะ คือ
จุลกฐิน การทาํ จีวร พระพุทธเจา ทรงบัญญัตสิ ิกขาบท ทกุ ฝุายตอ งชว ยกนั ทําใหเ สรจ็ ภายใน
กาํ หนดหนึง่ วัน ทําฝาู ย ปนใๆ กรอ ตัด เยบ็ ยอ ม ทําใหเ ปนๅ ขันธแไดขนาดตามพระวินยั แลว ทอดถวายให
เสรจ็ ในวนั นน้ั
มหากฐนิ คืออาศยั ปจใ จัยไทยทานบรวิ ารเคร่ืองกฐนิ จาํ นวนมากไมรีบดวน เพื่อจะไดมีสว นหนง่ึ
เปนๅ ทุนบํารงุ วดั คอื ทาํ นวกรรมบา ง ซอมแซมบูรณของเกา บาง ปจใ จุบันนิยมเรยี กกนั วา กฐนิ สามัคคี
การทอดกฐินในเมืองไทย แบงออกตามประเภทของวดั ท่จี ะไปทอด คือ
พระอารามหลวง ผา พระกฐินทพ่ี ระบาทสมเดจ็ พระเจา อยูหัว เสด็จพระราชดําเนนิ ไป
พระราชทานดว ยพระองคเแ อง หรอื โปรดเกลา ฯ ใหพระบรมวงศานวุ งศแผูใหญไปพระราชทาน เครอ่ื ง
กฐินทานนจ้ี ดั ดวยพระราชทรัพยขแ องพระองคแเอง เรยี กวา กฐินหลวง บางทกี ็เสด็จไปพระราชทานยังวัด
ราษฎรแดว ย นยิ มเรยี กวา กฐินตน ผา กฐนิ ทานนอกจากทไี่ ดรับกฐินของหลวงโดยตรงแลว พระอาราม
หลวงอื่น ๆ จะไดรบั กฐินพระราชทาน ซงึ่ โปรดเกลา ฯ พระราชทานผา กฐนิ ทาน และเครอื่ งกฐนิ แก
พระบรมวงศานวุ งศแ ขาราชบรพิ าร สวนราชการ หรอื เอกชนใหไปทอด โดยรฐั บาลโดยกรมศาสนาจัดผา
พระกฐินทาน และเคร่อื งกฐินถวายไป ผูไดรบั พระราชทานอาจจะถวายจตุปจใ จยั หรือเงินทาํ บุญทว่ี ดั น้นั
โดยเสด็จในกฐินพระราชทานได
สว นวดั ราษฎรแท่วั ไป คณะบคุ คลจะไปทอดโดยการจองลวงหนาไวกอนตั้งแตใ นพรรษา กอ นจะเขา
เทศกาลกฐินถาวัดใดไมม ผี จู อง เมอ่ื ใกลเทศกาลกฐิน ประชาชนทายกทายิกาของวดั นัน้ ก็จะรวบรวมกัน
จดั การทอดกฐนิ ณ วดั นัน้ ในเทศกาลกฐิน
การจองกฐนิ
วัดราษฎรแท่ัวไป นิยมทําเปๅนหนังสือจองกฐินไปติดตอประกาศไวยังวัดท่ีจะทอดถวาย เปๅนการ
เผดียงสงฆแใหทราบวันเวลาท่ีจะไปทอด หรือจะไปนมัสการเจาอาวาสใหทราบไวก็ได สําหรับการขอ
พระราชทานผาพระกฐินไปทอด ณ พระอารามหลวงใหแจงกรมการศาสนา เพ่ือข้ึนบัญชีไวกราบบังคม
127
ทูลและแจงใหวัดทราบ ในทางปฏิบัติผูขอพระราชทานจะไปติดตอกับทางวัดในรายละเอียดตาง ๆ จน
กอนถึงวันกําหนดวนั ทอด จึงมารบั ผา พระกฐิน และเคร่ืองกฐนิ พระราชทานจากกรมศาสนา
การนาํ กฐนิ ไปทอด
ทําไดสองอยาง อยางหน่ึงคือนําผากฐินทานกับเครื่องบริวารท่ีจะถวายไปตั้งไว ณ วัดท่ีจะทอด
กอน พอถึงวันกําหนดเจาภาพผูเปๅนเจาของกฐิน หรือรับพระราชทานผากฐินทานมาจึงพากันไปยังวัด
เพ่ือทําพิธีถวาย อีกอยางหนึ่ง ตามคติที่ถือวาการทอดกฐินเปๅนการถวายทานพิเศษแกพระสงฆแท่ีไดจํา
พรรษาครบไตรมาส นบั วา ไดก ุศลแรง จงึ ไดมีการฉลองกฐินกอนนําไปวัดเปๅนงานใหญ มีการทําบุญเลี้ยง
พระท่บี า นของผูเปนๅ เจาของกฐิน และเลี้ยงผูคน มีมหรสพสมโภช และบางงานอาจมีการรวบรวมปใจจัย
ไปวัดถวายพระอกี ดวยเชน ในกรณีกฐินสามัคคี พอถึงกําหนดวันทอดก็จะมีการแหแหนเปๅนกระบวนไป
ยังวัดท่จี ะทอด มีเคร่อื งบรรเลงมกี ารฟอู นราํ นาํ ขบวนตามประเพณีนิยม
การถวายกฐนิ
นยิ มถวายในโบสถแ โดยเฉพาะกฐนิ พระราชทาน กอ นจะถึงกําหนดเวลาจะเอาเครื่องบรวิ ารกฐิน
ไปจัดตั้งไวใ นโบสถแกอ น สวนผา กฐินพระราชทานจะยังไมน ําเขาไป พอถงึ กําหนดเวลาพระสงฆแท่จี ะรับ
กฐนิ จะลงโบสถแพรอมกัน นง่ั บนอาสนที่จดั ไว เจา ภาพของกฐนิ พรอมดว ยผรู ว มงานจะพากันไปยัง
โบสถแ เม่ือถงึ หนา โบสถเแ จา หนาทจี่ ะนาํ ผา พระกฐินไปรอสงใหประธาน ประธานรับผาพระกฐนิ วางบนมอื
ถอื ประคอง นาํ คณะเดนิ เขาสูโบสถแ แลว นาํ ผาพระกฐนิ ไปวางบนพานทจี่ ัดไวห นา พระสงฆแ และหนา พระ
ประธานในโบสถแ คณะท่ีตามมาเขานั่งท่ี ประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรตั นตรยั แลวกราบพระพทุ ธรูป
ประธานในโบสถแแบบเบญจางคประดิษฐแสามครง้ั แลว ลุกมายกผา พระกฐินในพานขน้ึ ดึงผาหม พระ
ประธานมอบใหเจา หนา ที่ รบั ไปหมพระประธานทหี ลงั แลวประนมมือวางผาพระกฐนิ บนมอื ทง้ั สอง หัน
หนาตรงพระสงฆแแลว กลาวคําถวายผาพระกฐิน จบแลว พระสงฆรแ ับ สาธกุ าร ประธานวางผา พระกฐินลง
บนพานเชนเดิม แลว กลบั เขานงั่ ท่ี ตอจากนไี้ ปเปนๅ พิธีกรานกฐนิ ของพระสงฆแ
กฐินของประชาชน หรอื กฐินสามัคคี หรือในวัดบางวดั นิยมถวายกนั ท่ีศาลาการเปรยี ญ หรือ
วหิ ารสําหรบั ทาํ บุญ แลวเจาหนา ที่จึงนาํ ผา กฐนิ ท่ีถวายแลว ไปถวายพระสงฆแ ทาํ พิธกี รานกฐินในโบสถแ
เฉพาะพระสงฆแอกี ทหี นงึ่
การทําพิธีกฐินัตการกจิ ของพระสงฆแ เร่มิ จากการกลา วคําขอความเห็นท่ีเรยี กวา อปโลกนแ และ
การสวดญัตตทิ ุตยิ กรรม คือการยินยอมยกให ตอจากน้ันพระสงฆแรูปท่ีไดรบั ความยนิ ยอม นาํ ผา ไตรไป
ครองเสรจ็ แลวขึ้นนั่งยงั อาสนเดิม ประชาชนผถู วายพระกฐนิ ทาน ทายกทายิกา และผรู ว มบาํ เพ็ญกุศล
ณ ที่นน้ั เขาประเคนสง่ิ ของอันเปนๅ บรวิ ารขององคแกฐนิ ตามลําดับจนเสรจ็ แลว พระสงฆแทั้งนนั้ จับพดั
ประธานสงฆเแ รมิ่ สวดนาํ ดว ยคาถาอนุโมทนา ประธานหรอื เจาภาพ กรวดนา้ํ และรบั พรจนจบ เปๅนอัน
เสรจ็ พิธี
คาํ ถวายกฐนิ
มีอยูสองแบบดว ยกนั คอื แบบเกา และแบบใหม ดงั นี้
คาํ ถวายแบบมหานกิ าย
128
อมิ ํ สปริวารํ กฐนิ จวี รทสฺสํ สงฺฆสสฺ โอโณชยาม (กลาวสามหน)
ขาพเจาทั้งหลาย ขอนอ มถวายผา จวี รกฐนิ พรอ มกับของบริวารน้ีแกพ ระสงฆแ (กลาวสามหน)
คํากลา วแบบธรรมยตุ
อมิ ํ มยํ ภนเฺ ต สปริวารํ กฐนิ จวี รทสสฺ ํ สงฺฆสสฺ โอโณชยาม สาธุ โน ภนฺเต สงฺโฆ อมิ ํ ปรวิ ารํ กฐิน
จวี รทสุ ฺสํ ปฏิคคฺ ณหฺ าตุ ปฏคิ ฺคเหตวฺ า จ อมิ ินา ทุสเฺ สน กฐินํ อตถฺ รตุ อมหฺ ากํ ฑีฆรตฺตํ หิตาย สขุ าย
ขาแตพระสงฆแผเู จรญิ ขาพเจาทั้งหลาย ขอนอมถวายผา จวี รกฐิน กบั ของบรวิ ารน้แี กพระสงฆแ ขอ
พระสงฆจแ งรบั ผากฐิน พรอมกับของบรวิ ารของขา พเจาท้ังหลาย ครงั้ รับแลว จงกราลกฐินดว ยผา ผนื น้ี
เพื่อประโยชนแ และความสขุ แกข าพเจา ทัง้ หลาย ตลอดกาลนาน เทอญ ฯ
ผปู ระสงคจแ ะทอดกฐนิ จะทอดจะทาํ อยา งไร
พทุ ธศาสนกิ ชนทวั่ ไป ยอ มถือกนั วา การทาํ บญุ ทอดกฐินเปๅนกุศลแรง เพราะเปๅนกาลทาน ทําได
เพียงปลี ะ 1 คร้งั และตอ งทําในกาํ หนดเวลาทพี่ ระพุทธองคแทรงบญั ญตั ิไว ดังน้ันถามีความเล่อื มใสใครจะ
ทอดกฐนิ บางแลว พง่ึ ปฏบิ ตั ิดังตอไปน้ี
จองกฐนิ เมื่อจะไปจองกฐนิ ณ วัดใด พอเขาพรรษาแลว พึงไปมนัสการสมภารเจาวดั น้นั กราบ
เรียนแกทานวา ตนมีความประสงคแจะขอทอดกฐนิ แลวเขยี นหนงั สือปิดประกาศไว ณ วดั นัน้ เพ่ือใหร ูท่วั
ๆ กนั การท่ตี องไปจองกอนแตเนิ่น ๆ กเ็ พ่ือใหไ ดทอดวดั ท่ีตนตอ งการ หากมิเชน นั้นอาจมีผอู ่นื ไปจอง
กอ น นี้กลาวสาํ หรับวัดราษฎรแ ซงึ่ ราษฎรมสี ิทธจิ องไดทุกวัด แตถ า วัดนั้นเปนๅ วดั หลวง อันมีธรรมเนยี มวา
ตองไดร ับกฐินหลวงแลว ทายกน้ัน ครั้นกราบเรยี นเจา อาวาสทา นแลว ตองทาํ หนงั สือยน่ื ตอกองสมั ฆกา
รีกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธกิ าร ขอเปๅนกฐินพระราชทาง คร้ันคาํ อนญุ าตตกไปถึงแลว จงึ จะจอง
ได
เตรยี มการ ครน้ั จองกฐนิ เรยี บรอยแลว เม่อื ออกพรรษาแลว จะทอดกฐนิ ในวันใด ก็กําหนดให
แนนอน แลวกราบเรียนใหเจา วัดทา นทราบวันกาํ หนดนนั้ ถาเปๅนอยางชนบท สมภารเจาวัด ก็บอก
ตดิ ตอ กับชาวบานวา วันน้นั วานเ้ี ปๅนวันทอดกฐิน ใหร วมแรงรวมใจกันจดั หาอาหารไวเ ลย้ี งพระ และเลยี้ ง
ผุมาในการกฐิน
คร้นั กาํ หนดวันทอดกฐนิ แลว กเ็ ตรียมจดั หาเคร่ืองผากฐนิ คือไตรจวี ร พรอมท้ังเครื่องบริขารอ่ืน
ๆ ตามแตม ีศรัทธามากนอ ย (ถา จัดเตม็ ท่ีมกั มี 3 ไตร คือ องคแครอง 1 ไตร คสู วดองคลแ ะ 1 ไตร)
วนั งาน พิธที อดกฐินเปๅนบุญใหญด ังกลา วมาแลว ดงั น้ัน โดยมากจงึ จัดงานเปๅน 2 วัน วันตน ตั้ง
องคแพระกฐินที่บา นของเจาภาพก็ได จะไปตัง้ ที่วัดกไ็ ด กลางคนื มกี ารมหรสพครึกคร้ืนสนุกสนาน ญาติพี่
นองและมิตรสหายก็มกั จะมารวมอนุโมทนา รงุ ขึน้ เปๅนที่วดั ทอด ถาไปทางบก ก็มแี หทางขบวนรถหรือ
เดินขบวนกันไป มีแตรวงหรืออืน่ ๆ เปๅนการครึกครืน้ ถาไปทางเรือกม็ ีแหงทางขบวนเรอื สนกุ สนาน
โดยมากมกั แหไ ปตอนเชา และเล้ียงพระเพล การทอดกฐิน จะทอดในตอนเชานนั้ ก็ได ทอดเพลแลวกไ็ ด
สดุ แลวแตส ะดวก การเล้ยี งพระ ถาเปนๅ อยางในชนบท ชาวบา นจดั ภตั ตาหารเลย้ี งดว ย เจา ของงานกฐิน
ก็จดั ไปดวย อาหารมากมายเหลือเฟือ แมข อนี้ ก็สดุ แตกาละเทศะแหง ทองถ่นิ อน่งึ ถา ต้ังองคแกฐนิ ในวัด
129
ท่จี ะทอดน้นั เชน ในชนบทตอนเยน็ ก็แหงองคพแ ระกฐินไปต้งั ทว่ี ดั กลางคนื มกี ารฉลองรุงข้นึ เลี้ยงพระ
เชา แลว ทอดกฐิน ถวายภตั ตาหารเพล
การถวายผากฐิน คือ เมื่อพระสงฆแประชมุ พรอมกันแลว เจา ภาพอุมผากฐนิ น่งั หันหนาตรงตอ
พระประธาน ตัง้ นะโม 3 จบ แลวหันหนามาทางพระสงฆแ กลา วคําถวายผา กฐิน 3 จบ ถา เปๅนกฐนิ
สามคั คีกม็ ักเอาดว ยสายสิญจนแโยงผากฐนิ เมื่อจบั ไดท่ัวถึงกัน แลว หัวหนานาํ วาคาํ ถวาย ครน้ั จบแลว
พระสงฆแรบั วา สาธุ เจา ภาพก็ประเคนผาไตรกฐินแกภกิ ษผุ ูเถระ ครน้ั แลว ประเคนเครื่องบริขารอ่ืน ๆ
เสรจ็ แลว พระสงฆกแ ็ทาํ พิธมี อบผา ใหแกภกิ ษรุ ปู ใดรปู หนง่ึ ซึง่ เปนๅ พระเถระ มจี ีวรเกา รธู รรมวนิ ัย ครั้น
เสร็จแลว พระสงฆแอนุโมทนา เจาภาพกรวดน้ํารับพร ก็เปๅนอันเสร็จพธิ กี ารทอดกฐินเพยี งนี้
พธิ ีกรานกฐนิ
พธิ ิกรานกฐินเปนๅ พิธีฝาุ ยภกิ ษสุ งฆโแ ดยเฉพาะคือภกิ ษุผไู ดร ับมอบผา กฐินนั้น นําผา กฐินไปทาํ
เปนๅ ไตรจีวรผนื ใดผืนหน่ึง เย็บ ยอม แหง เรียบรอยดแี ลว เคาะระฆัง ประชุมกนั ในโรงพระอุโบสถ ภิกษุ
ผูรับผากฐนิ ถอนผาเกา อธิษฐานผา ใหมท ีต่ นไดรับนน้ั เขา ชุดเปๅนไตรจีวรเสร็จแลว ภิกษุรปู หนง่ึ ข้นึ สู
ธรรมาสนแแสดงพระธรรมเทศนา กลา วคอื เรื่องประวัติกฐนิ และอานสิ งสแครัง้ แลว ภกิ ษผุ ูรับผากฐนิ
น่ังคุกเขาตั้งนะโม 3 จบ แลวเปลงวาจาในทามกลางชุมนุมน้ัน ตามลกั ษณะผา ท่ีกรานดงั น้ี
ถา เปนๅ ผาสังฆาฏิ เปลงวาจากรานกฐนิ วา "อิมายสงฆฺ าฏยิ า กฐินํ อตถฺ ราม"ิ แปลวา ขาพเจา กรานกฐิน
ดว ยผา สมั ฆาฎนิ ้ี (ในเวลาวา นน้ั ไมต องวา คําแปลน้)ี 3 จบ
ถา เปนๅ ผาอตุ ตราสงคเแ ปลง วาจากรานกฐนิ วา "อมิ นิ าอุตฺตราสงฺเคน กฐินํ อตฺถรามิ" แปลวา จา พ
เจา กรานกฐนิ ดว ยผาอตุ ตราสงคแน้ี 3 จบ
ถา เปนๅ ผา อันตรวาสก (สบง) เปลง วาจากรานกฐินวา "อมิ ินา อนตฺ รวาสเกน กฐนิ ํ อตฺถรามิ"
แปลวา ขา พเจา กรานกฐนิ ดว ยผาอนั ครวาสกน้ี 3 จบ
ลาํ ดบั นัน้ สงฆแนัง่ คุกเขา พรอมกนั แลว กรานพระ 3 หนเสรจ แลว ต้ังนโมพรอ มกนั 3 จบ แลว
ทานผไู ดร บั ผากฐินหนั หนามายังกลมุ ภกิ ษสุ งษแ กลาวคําอนุโมทนาประกาศดังน้ี
"อตฺถตํ อาวุโส สงฆฺ สสฺ กฐนิ ํ ธมฺมโิ ก กฐินตฺถาโร อนโุ มทามิ" 3 จบ (แปลวา อาวโุ ส! กฐินสงฆกแ ราบแลว
การกรานกฐินเปนๅ ธรรม ขา พเจาขออนโุ มทนา)
คาํ วา อาวุโส นน้ั ถา มีภกิ ษุอน่ื ซ่ึงมพี รรษามากกวา ภกิ ษุผคู รองกฐนิ แมเ พียงรูปเดียวก็ตาม ใหเปล่ยี นเปๅน
ภนเฺ ต
ตอ นัน้ สงฆทแ ้งั ปวงรับวา สาธุ พรอ มกันแลวใหภ กิ ษุท้ังปวง อนุโมทนาเรยี งองคแกนั ไปทลี ะรปู ๆ วา
"อตถฺ ตํ ภนฺเต สงฺฆสฺส กฐนิ ฺ ธมฺมโิ ก กฐินตถฺ าโร อนโุ มทาม"ิ 3 จบสงฆทแ ้งั ปวงรับวา สาธุ ทาํ ดงั นี้ จนหมด
ภิกษผุ ูประชุมอนุโมทนา
(ถาผูอ นโุ มทนา มพี รรษษแกก วาสงฆทแ ่ังปวง ใหเ ปลยี่ นคาํ วา ภนฺเต เปนๅ อาวโุ ส)
ในการวา คําอนโุ มทนานี้พงึ นง่ั คกุ เขา ประนมมือเสรจแลวจงึ นง่ั พับเพียงลง
เมือ่ เสรจ็ แลว ใหนั่งพรอมกันคกุ เขาประนมมอื หันหนาตรงตอพระพุทธปฏิมา วา พรอ มกันอีก 3 จบ แต
ใหเ ปล่ียนคาํ วา อนโุ มทามิ เปๅน อนุโมทาม เปๅนอนั เสร็จไปชั้นหนึง่
130
ตอแตนน้ั กราบพระ 3 หน น่งั พับเพียบ สวดปาฐะและคาถาเน่ืองดว ยกรานกฐนิ จบแลวกเ็ ปๅน
เสรจ็ พิธีการกรานกฐนิ
อานิสงสแกฐนิ สําหรบั พระ
ในพระวินัย ระบุอานสิ งสกแ ฐินไว 5 คอื
1. เขาบานไดโดยมิตองบอกลาภกิ ษดุ วยกนั
2. เอาไตรจวี รไปโดยไมค รบสํารบั ได
3. ฉนั อาหารเปนๅ คณะสมโภชนแได
4. เกบ็ จวี รไวไดตามปรารถนา
5. ลาภที่เกดิ ขนึ้ เปๅนของเธอผูจําพรรษาในวัดนนั้
อนสิ งสกแ ฐินสําหรับผูท อด
โดยท่ัวไปผูเขียนเองและแมผูรบู างทานก็ยงั ไมเ คยพบในพระบาลที ร่ี ะบุไวโดยตรง แตว า การ
ทอดกฐนิ เปๅนกาลทาน ปหี นง่ึ ทําไดครง้ั เดียว วันหน่ึงทําไดครัง้ เดยี วในปีหนง่ึ ๆ ตองทําภายใน
กาํ หนดเวลา และผทู อดก็ตองตระเตรยี มจดั ทาํ เปนๅ งานใหญ ตองมีผชู วยเหลือหลายคน จึงนยิ มกันวา
เปนๅ พธิ บี ุญท่ีอานิสงสแแรง นา คิดอีกทางหนึ่งวา พิธเี ชนนีไ้ ดท้งั โภคสมบตั ิ เพราะเราเองบรจิ าค ไดท่ัง
บริวารสมบัตเิ พราะไดบอกบุญแกญาติมติ รใหมารวมการกุศล กาลทานเชนนี้ เรยี กวา ทานทางพระวินัย
หมายเหตุ
ในการทอดกฐนิ น้ี ยังมีกฐนิ และขอพิเศษท่ีควรนาํ มากลา วไวดว ย คอื 1. จุลกฐนิ 2.ธงจระเข
1. จลุ กฐนิ มกี ฐนิ พเิ ศษอีกชนดิ หน่งึ เรียกวา จลุ กฐินเปๅนงานทีม่ พี ธิ มี าก ถือกันวา มาแตโ บราณ
วา มอี านสิ งสมแ ากยิ่งนัก วธิ ที าํ นั้น คือเก็บผา ยมากรอเปนๅ ดวย และทอใหแ ลว เสร็จเปๅนผนื ผาในวนั
เดียวกนั และนําไปทอดในวนั นนั้ กฐนิ ชนิดนี้ ตองทําแขง กับเวลา มผี ูทาํ หลายคน แบง กันเปๅนหนา ที่ ๆ
ไป ในปจใ จุบันนี้ไมคอยนิยมทํากนั แลว
"วิธีทอดจุลกฐินนี้ มีปรากฏในหนังสอื เรื่องคาํ ใหการชาวกรงุ เกาวา บางทีเปนๅ ของหลวงทาํ ในวัน
กลางเดือน 12 คือ ถา สบื รวู า วดั ไหนยังไมไดรับกฐิน ถึงวันกลางเดอื น 12 อันเปนๅ ทสี่ ดุ ของพระบรม
พุทธานุญาตซึ่งพระสงฆจแ ะรบั กฐินไดใ นปีนั้น จึงทาํ ผาจุลกฐินไปทอด มูลเหตุของจลุ กฐนิ คงเกิดแตจ ะ
ทอดในวนั ทีส่ ุดเชน นี้ จงึ ตองรีบรอ นขวนขวายทําใหทนั เหน็ จะเปนๅ ประเพณีมมี าเกาแก เพราะถาเปนๅ ชั้น
หลงั กจ็ ะเทย่ี วหาซ้ือผาไปทอดไดห าพักตองทอใหมไม" (จากวิธีทําบญุ ฉบบั หอสมดุ หนา 119)
2. ธงจระเข ปใญหาทว่ี า เพราะเหตไุ รจงึ มธี งจระเขย กข้ึนในวัดทท่ี อดกฐินแลว ยังไมปรากฎ
หลกั ฐาน และขอวิจารณแ อันสมบูรณโแ ดยมติ องสงสยั เทา ท่ีรูกนั มี 2 มติ คือ
1. ในโบราณสมัย การจะเดินทางตอ งอาศยั ดาวชวยประกอบเหมือน เชน การยกทัพเคลื่อน
ขบวนในตอนจวนจะสวา ง จะตอ งอาศยั ดาวจระเขน ี้ เพราะดาวจระเขน้ขี น้ึ ในจวนจะสวา ง การทอดกฐนิ
มภี าระมาก บางทีตองไปทอด ณ วัดซึง่ อยไู กลบาน ฉะนัน้ การดูเวลาจงึ ตองอาศยั ดาว พอดาวจระเขขี้น
ก็เคลื่อนองคแกฐนิ ไปสวา งเอาทวี่ ัดพอดี และตอมาก็คงมผี ูคิดทําธงในงานกฐิน ในชนั้ ตน กค็ งทําธงทิว
131
ประดบั ประดาใหส วยงานท้งั ทีอ่ งคแกฐนิ ท้งั ที่บริเวณวัดและภายหลยั คงหวนั่ จะใหเปๅนเคร่ืองหมายเนอ่ื ง
ดวยการกฐิน ดงั น้ัน จึงคิดทาํ ธงรูปจระเข เสมือนประกาศใหรูวา ทอดกฐนิ แลว
2. อกี มติหนึ่งเลาเปๅนนิทานโบราณวา ในการแหกฐินในทางเรือของอบุ าสกผหู นึ่ง มจี ระเขต ัว
หนงึ่ อยากไดบุญจึงอุตสา หวแ ายตามเรือไปดว ย แตยงั ไมทนั ถงึ วัดกห็ มดกําลงั วายตามตอไปอีกไมไหว จงึ
รอ งบอกอุบาสกวา เหนือ่ ยนักแลว ไมส ามารถจะวา ยตามไปรว มกองการกุศล วานทานเมตตาชวยเขยี น
รปู ขา พเจา เพอ่ื เปๅนสักขีพยานวาไดไปรวมการกศุ ลดวยเถิด อุบาสกผนู ั้นจงึ ไดเขยี นรูปจระเขย กเปนๅ ธง
ข้ึนในวัดเปนๅ ปฐม และสบื เน่ืองมาจนบดั น้ี
พิธที อดผา ปุา
ทอดผาปุาเปๅนประเพณีและเปๅนมรดกตกทอดมาแตสมัยพุทธกาลเม่ือครั้งท่ีองคแพระสัมมาสัม
พุทธเจาไมทรงอนุญาตใหภิกษุรับผาจีวรจากคฤหัสถแ ใหใชแตผาบังสุกุล (ผาเป็ือนฝุน)เทาน้ัน ชาวบาน
มักเรียกวา ผาปุา เนื่องจากเปๅนผาท่ีไมมีเจาของ ท้ิงอยูตามที่ตางๆ ตามกองขยะ หรือพันหอศพไวและ
ตองนํามาซัก เย็บ ยอมเปๅนสบง จีวรหรือสังฆาฏิใหเสร็จภายในระยะเวลา 10 วัน ถาเกินกําหนดตอง
สละผานับเปๅนความยากลําบากแกภิกษุสงฆแอยางยิ่ง นอกจากนี้ผาหอศพมักจะหาไดยากเพราะเปๅนศพ
คนจน ผา ทีจ่ ะพนั หอศพก็ไมค อ ยมี ชาวบานท่ีมีศรัทธาเห็นความยากลําบากของพระภิกษุจึงหาทางชวย
โดยนําผาไปทิ้งไวตามทางท่ีพระทานเดินผานไปมาเปๅนประจํา หรือท้ิงตามกองขยะ หรือนําไปหอศพไว
เพราะถาไมทําเชนน้ีพระภิกษุจะไมยอมรับผาน้ัน จึงมีผูนิยมทําตามกันมาจนเปๅนประเพณี จนกระทั่ง
พระพุทธองคแทรงอนุญาตใหพระภิกษุรับจีวรจากคฤหัสถแได แตยังทรงสรรเสริญพระสงฆแผูถือผาบังสุกุล
อยู ทําใหพระภิกษุทั้งหลายประสงคแจะรับผาบังสุกุลจีวรอีก การทอดผาปุาจึงยังคงมีอยูและเปๅนมรดก
ตกทอดกันมาทุกวันน้ี แตไดเปลี่ยนแปลงไปดังที่เห็นในปใจจุบัน แมจะมีผาไตรสําเร็จรูปขาย และ
ชาวบานไมไดนําไปทิ้งไวตามปุาตามทางดังในสมัยพุทธกาล แตยังคงธรรมเนียมไวบางโดยการนํากิ่งไม
มาปกใ ในกระถางหรอื ภาชนะอ่ืน แลวนําผาที่จะถวายผูกแขวนไว บางทีก็ทําเปๅนโครงรูปตางๆ ภายในใส
เครื่องบริขารหรือสิ่งที่ตองการจะถวายพระ เชน ทําเปๅนรูปผี รูปศพตางๆ เปๅนตน ฤดูกาลของการ
ทอดผาปุาไมไดกําหนดระยะเวลาลงไปจะทอดในฤดูไหน เดือนไหน สุดแตชาวบานจะศรัทธาเล่ือมใส
สวนใหญมักจะทําในระยะจวนจะออกพรรษาหรือชวงออกพรรษาแลว อีกอยางหนึ่งนิยมทํารวมกันกับ
ขบวนกฐิน คือ เม่ือทอดกฐินเสร็จแลวก็ทอดผาปุาหรือทอดตามรายทางเปๅนหลายสิบวัดก็ได วิธีการ
ทอดผาปุาน้ัน เมื่อนําผาปุาไปถึงวัดแลว พึงตั้งใจถวายโดยไมเฉพาะเจาะจง วางของไวจะจุดธูปเทียน
หรือไมก็ได สงอาณัติสัญญาณใหพระทานรูวามีผาปุา หรือจะทําพิธีเงียบๆ เจาภาพจะรอดูจนกวาพระ
ทา นมาชกั ผาปาุ หรือไมกไ็ ด พึงถวายผาปาุ โดยกลา วคําถวาย ดังนี้
“อิมานิ มยํ ภนเฺ ต ปไสกุ ูลจวี รานิ สปปฺ รวิ ารานิ ภิกฺขสุ งฆฺ สสฺ
โอโณชยาม สาธุโน ภนเฺ ต ภิกขฺ สุ งโฺ ฆ อิมานิ ปไสกุ ลู จีวรานิ
ปฏิคคฺ ณหาตุ อมหากํ ทีฆรตตํ หิตาย สุขาย.”
แปลวา “ขาแตพระสงฆผแ เู จรญิ ขาพเจา ทง้ั หลาย ขอนอมถวายผา บังสุกุลจวี ร กับทง้ั เคร่ืองอันเปนๅ บริวาร
132
เหลา นีเ้ เกพ ระภกิ ษสุ งฆแ ขอพระภกิ ษสุ งฆแจงรับผาบงั สกุ ุลจีวรกับท้ังเคร่ืองอันเปๅนบรวิ ารเหลา นีข้ อง
ขาพเจา ทงั้ หลายเพื่อประโยชนแแ ละความสุขแกขาพเจา ทง้ั หลายส้นิ กาลนาน เทอญฯ”
อยางไรก็ตามการถวายผาปาุ โดยมากมักจะมีผาสาํ หรับพระสงฆแอยดู ว ยผนื หนง่ึ หรอื มากกวา บางคร้ังจะ
เหน็ มีแตเ คร่ืองบรขิ ารซ่ึงมักมีผาเชด็ หนาทาํ เปนๅ รูปชะนแี ขวนอยดู ว ย คงจะใหมลี ักษณะเปๅนปุา แตเ มอื่
นําไปทอดมักจะหาซ้ือผา สําหรบั พระสงฆแดว ยเสมอ
ผาปุามหี ลายชนดิ มักเรียกตามลกั ษณะของผา ปาุ เชน ผา ปุาหางกฐนิ คือ การทอดผา ปาุ หลัง
ทอดกฐิน ผา ปุาสามคั คี รว มกันเปนๅ หมูคณะ หรือทําขึ้นเพือ่ รวมทนุ จดั สรา งถาวรวตั ถุในวัด ผาปุาโยง มี
เจาภาพเดียว หรอื หลายเจาภาพ สวนมากบรรทุกเรอื แหไ ปทางนาํ้ ทอดตามวัดวาอารามตางๆ เปนๅ ตน
ในปใจจุบันงานศพบางแหง นยิ มถวายผา บงั สุกลุ วางไวบ นหีบศพ พระสงฆแขนึ้ มาสวดคาํ บาลสี ั้นๆ แลว ชกั
ผา ไป กรรมวิธีนีเ้ รียกวา ชกั ผาบังสกุ ลุ หรือชกั ผาปาุ จดั รวมเขา ในการทอดผาปาุ ตามปรกติ มวี ธิ ีการ
ทอดผาปาุ ทพี่ เิ ศษอีกประเภทหนึ่งเรียกวา ทอดผา ปาุ ผตี าย คือ แทนท่จี ะเอาผา ไตรวางไวบนหบี ศพ แต
กลับใหศพเปๅนผูถือผาไตร โดยวิธเี อาศพผูกไวกับกระดานหก แลว นิมนตพแ ระมาเหยียบกระดานหก ศพก็
จะยืนขึ้นหรือลุกขนึ้ นัง่ ก็แลวแตก ารจดั ศพใหนงั่ หรือยืน พระสงฆแจะรับผาจากมือศพ กรรมวธิ ีนี้ตองทําใน
ปาุ ชาและตอ งใหพ ระเขาไปรับผา ไตรทลี ะรูป สวนญาติพีน่ องดูอยูหา งๆ เพ่ือปูองกันคนมาขโมยผา ไป
เทานนั้ ดูนากลัวอยูสกั หนอย บางแหง ไมใ ชศพจริงๆ แตท ําเปนๅ รูปรางใหเ หมือนศพจรงิ ๆ ซึ่งกน็ า กลวั
เชน กัน การทอดผา ปุาแบบนี้ถือวา ไดบุญกุศลมากทีเดยี ว แตอ ยางไรก็ตามการทอดผา ปาุ แบบผีตายนถ้ี ูก
ยกเลกิ ไป เนื่องจากสมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชริ ญาณวโรรสทรงหามเพราะมีคนกลน่ั แกลง
พระทําใหตกใจสดุ ขีดจนถึงมรณภาพ ในปใจจุบนั การทอดผา ปุามกั จะเปนๅ การชกั ชวนกนั เพื่อรวบรวมทุน
ทรัพยสแ รา งส่งิ ตา งๆ ไดแ ก ถาวรวัตถใุ นวัด ถนน โรงเรยี น โรงพยาบาล และอื่นๆ เสยี มากกวา
ประเพณีงานเทศนมแ หาชาติ
ประเพณีการเทศนแมหาชาติจัดเปๅนการทําบุญท่ีสําคัญและมีความหมายมากที่สุดในสังคมไทย
เนื่องจากเปๅนประเพณีของพุทธศาสนิกชนชาวไทยที่ทําสืบเน่ืองมาแตโบราณจนถึงปใจจุบันเพราะความ
เชื่อวาถาผูใดไดฟใงเทศนแมหาชาติแลวจะไดกุศลแรงและหากใครตั้งใจฟใงใหจบในวันเดียวจะไดเกิดรวม
และพบพระศรีอริยเมตตรยั โพธสิ ัตวซแ ่ึงจะมาตรัสรูเ ปนๅ พระพุทธเจาในอนาคต
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงโปรดฯใหประชุมสงฆแนักปราชญแราชบัณฑิตแปลและแตง
มหาชาติคําหลวงขึ้นเปๅนภาษาไทยเม่ือ พ.ศ.2025สําหรับสวดในพระราชพิธีเขาพรรษาและสวดให
อบุ าสกอบุ าสกิ าฟงใ ระหวางพรรษา
เร่ืองราวของมหาชาติชาดกมีความสําคัญอยางยิ่งตอพุทธศาสนิกชนเพราะถือวาเปๅนตอนที่
พระพุทธเจาเสวยพระชาติเปๅนพระเวสสันดรอันเปๅนพระชาติสุดทายท่ีทรงบําเพ็ญพระบารมีครบ 10
ประการ กอนจะทรงตรสั รพู ระสมั มาสัมโพธิญาณดว ยทานบารมีชนั้ สดุ ยอดทยี่ ากย่งิ จึงเรียกวา มหาชาติ
ความนิยมและความสําคัญของเรื่องมหาชาติชาดกปรากฏใหเห็นไดจากวรรณกรรมที่แตงข้ึน
มากมาย ทั้งตางสํานวนและตางยุคสมัยเฉพาะที่เปๅนฉบับหลวงก็มีมากมายในลักษณะของรูปแบบคํา
ประพันธแตางๆนอกจากน้ียังมีมหาชาติฉบับทองถ่ินตางๆ อีก เชนทางภาคเหนือมีมหาชาติภาคพายัพ
133
เขยี นเปนๅ ภาษาลา นนามีหลายฉบบั และหลาย สํานวนทางภาคอีสานมีมหาชาติคําเฉียงสวนทางภาคใตมี
มหาชาติชาดกฉบบั วดั มชั ฌมิ าวาสสงขลาเปๅนตนและยังมีมหาชาติสํานวนตางๆอีกมากมายท่ีแตงกันเอง
โดยอสิ ระกระจายอยูตามหัวเมืองตางๆประเพณีการฟใงเทศนแมหาชาติจึงปรากฏในสังคมไทยทุกภูมิภาค
ทั้งในราชสํานกั และในหมูประชาชนท่วั ไป
ในราชสํานักปรากฏเปๅนพระราชพิธีในวังหลวงมาแตสมัยสุโขทัยแลวในสมัยอยุธยา
พระมหากษัตริยแถึงกับทรงโปรดฯ ใหสรางพระที่นั่งทรงธรรมดวยพระราชประสงคแใหเปๅนท่ีทรงธรรมใน
งานพระราชพิธีเทศนแมหาชาติพระราชพิธีน้ีสืบเน่ืองมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทรแในแผนดิน
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟาู จฬุ าโลกทรงเกณฑแพระบรมวงศานุวงศแขาราชการ ทํากระจาดใหญบูชา
กัณฑแเทศนาคราวหน่ึงแมพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยครั้งท่ีทรงดํารงอยูในสมณเพศก็ทรง
หัดเทศนแกัณฑแมัทรีจนกลายเปๅนธรรมเนียมใหพระราชโอรสถวายเทศนแมหาชาติในวังหลวง
ในทองถิ่นโดยเฉพาะในเขตภาคอีสานถือเปๅนงานบุญที่ย่ิงใหญสําคัญท่ีสุดของปีจะจัดข้ึนในราว
เดือน 4 เรียกวา บุญพระเวสทั้งยังมีประเพณีเกี่ยวเนื่องกับเทศกาลน้ีดวย เชนพิธีแหพระเวสเขาเมือง
และพธิ แี หขา วพันกอ นเพ่อื บูชาคาถาพนั ทางภาคเหนือก็ใหความสําคัญกับการเทศนแมหาชาติมากเห็นได
จากมีประเพณีสรางหลาบเงินหรือแผนเงินแกะลาย แขวนหอยรอบฉัตรถวายเปๅนเคร่ืองขันธแต้ังธรรม
หลวงในงานบุญเทศนแมหาชาติแผนเงินเหลาน้ีจะจําหลักเปๅนรูป ลวดลายตางๆสวนทางภาคใตนั้น
ประเพณเี ทศนแมหาชาตไิ ดค ลค่ี ลายไปเปนๅ ประเพณีสวดดานซึ่งคลายคลึงกับการสวดโอเอวิหารรายอยาง
กรงุ เทพฯ ท่วี ัดพระศรรี ัตนศาสดาราม
จะเห็นวา ประเพณีเทศนแมหาชาติท่ีเปๅนประเพณีหลวงไดสงผลกระทบตอประเพณีราษฎรแอยาง
กวางขวางแตทองถิ่นไดพัฒนารูปแบบการเทศนแและประเพณีตางๆ ใหแตกตางไปเพ่ือใหสอดคลองกับ
ธรรมเนียมทองถิ่นที่แตกตางกันไปในแตละภาคในภาคกลางจะคงลักษณะสําคัญของประเพณีหลวงไว
มาก เชนในการเทศนแมกั จะมปี ๆีพาทยปแ ระโคมขณะดําเนินพิธีตามแบบของหลวงดวยเช่ือวาเปๅนการเสริม
ศรทั ธาใหเ กิดความปตี ใิ นผลบญุ ทไ่ี ดบ าํ เพ็ญกับท้ังเปๅนเคร่ืองเตือนใจใหผูท่ีไดยินเสียงปๆีพาทยแไดทราบวา
กําลังมีพิธีเทศนแมหาชาติอยู ผูใดรับกัณฑแเทศนแใดไวจะไดตระเตรียมตัวไดทันปีๆพาทยแในงานเทศนแ
มหาชาติจะเร่ิมดวยเพลงโหมโรงและกําหนดเพลงปีๆพาทยแประจํากัณฑแไว ซ่ึงเปๅนเพลงหนาพาทยแตาม
แบบหลวงท่ีมีความศักดสิ์ ทิ ธ์แิ ละถือเปๅนเพลงชั้นสงู ทง้ั สน้ิ เชน กณั ฑแทศพร ใชเพลงสาธุการ กัณฑแ
หมิ พานตใแ ชเ พลงตวงพระธาตุเปๅนตน
การเทศนแมหาชาติในสวนท่ีเปๅนประเพณีราษฎรแนอกจากจะรักษาขนบแบบราชสํานักที่เนน
ความศักด์สิ ิทธแิ์ ลว ยังแฝงดวยความสนุกสนานและการละเลนแทรกอยูดวย เชนพระท่ีเทศนแมหาชาติ
กัณฑแตางๆ อาจวาแหลเพื่อใหผูฟใงไดรสยิ่งข้ึนแหลตางๆ ที่มีประจํากัณฑแท่ีเรียกวาแหลนอกนี้จะแตง
เปนๅ พิเศษนอกเนอ้ื เรือ่ งพระเวสสันดรก็ไดหรือชาวบานในบางทองที่แถบภาคกลางจะมีการเลนมหาชาติ
ทรงเครื่องเวลามีพิธีเทศนแมหาชาติ ซึ่งชาวบานจะรับมาจากวัดและไปเลนกันเองตอมาชาวบานกลับไป
ชวนพระมาเลนดวยกันจึงเปๅนการเลนระหวางแมเพลงที่มีเสียงดีที่มักรับบทเปๅนพระนางผุสดี หรือ
พระ-นางมัทรี กับพระท่ีมักจะรบั บทพระเวสสนั ดรและชชู ก เปๅนตน
134
จะเห็นไดวาคติธรรมตอการดําเนินชีวิตตามหลักพุทธศาสนาโดยเฉพาะคติของการทําบุญให
ทานการกลับชาติมาเกิดของพระโพธิสัตวแคือพระเวสสันดรความเช่ือเร่ืองบุญ-กรรมอยูในสํานึกของชาว
ไทยทั้งสังคม ดวยอิทธิพลของมหา ชาติชาดกที่มีบทบาทอยางสูงในการสรางบูรณาการทางศาสนาให
เกิดขึ้นตอชาวไทยทุกภูมิภาคมาเปๅนเวลาชานานแลวพระสงฆแเปๅนผูมีบทบาทอยางยิ่งตอกระบวนการ
เชื่อมตอประเพณีหลวงสูประเพณีราษฎรแทําใหเกิดความกลมกลืนในทางวัฒนธรรมท่ีมีพระพุทธศาสนา
เปๅนสัญลักษณแแหงสิ่งศักด์ิสิทธิ์รวมกันทามกลางคติคว ามเชื่อในทองถ่ินที่แตกตางกัน
ลักษณะความสัมพันธแระหวางประเพณีหลวงและประเพณีราษฎรแท่ีเห็นจากประเพณีการเทศนแ
มหาชาติแสดงใหเห็นถึงเจตนาในการพยายามเผยแพรประเพณีหลวงสูทองถิ่นโดยตรงอิทธิพลของ
ประเพณีหลวงท่ีสงตอ ประเพณีราษฎรกแ ระทาํ โดยผา นกระบวนการเรียนรูทางสังคมท่ีมีวัดเปๅนศูนยแกลาง
ในการใหการศึกษาและอบรมส่ังสอนสอดแทรกคานิยมจากราชสํานักท่ีเนนแบบแผนท่ีเปๅนระเบียบให
คลายคลึงกันแตความโนมเอยี งของประเพณีราษฎรแท่ีจะเลียนแบบประเพณีหลวงตามธรรมชาติของการ
ยกยองแบบแผนจากราชสํานักเปๅนพื้นเดิมของสังคมชาวนาอยูแลวทําใหประเพณีหลวงบางอยาง
กลายเปๅนสิ่งท่ีประชาชนตองการเอาอยางโดยที่ราชสํานักเองไมไดมีเจตนาหรือตองการจะมีอิทธิพลแต
ประการใดดงั จะยกประเพณีการเผาศพมาเปๅนกรณีตัวอยางใหเ ห็นพอสังเขป
การเทศนแมหาชาติ เปๅนทน่ี ยิ มของพุทธศาสนิกชนชาวไทยทกุ ภาคของประเทศ
ซ่ึงถือปฏิบัติสืบดอกันมาเปๅนเวลาชานานจนเปๅนประเพณีอยางหนึ่งของสังคม ชาวพุทธ
ไทย โดยมีความเช่ือวา การฟใงเทศนแมหาชาติทําใหผูฟใงไดบุญมาก และในขณะที่ฟใงก็ไดรับความ
สนุกสนานเพลิดเพลินไปดวย ถาย่ิงพระเทศนแเสียงดี ๆ ก็ย่ิงทําใหฟใงซาบซ้ึงย่ิงข้ึน เทศนแมหาชาติ
เปๅนงานใหญ ไมมีใครสามารถจัดใหมีข้ึนมาไดโดยลําพังวัดใดจะจัดใหมีเทศนแมหาชาติจะตอง เริ่มดวย
การระดมกําลังคน ประชุมปรึกษาหารือแบงหนาท่ีกันรับผิดชอบ วางแผนดําเนินงานไวแตเนิ่น
ๆ เชน จัดทําความสะอาดบริเวณวัด ประดับตกแตงธรรมาสนแ ศาลาการเปรียญ เตรียมหาตน
กลวยตน ออ ย ตลอดท้ังจัดทําธงทวิ ประดับประตกู ําแพงวัด
เปๅนตน จัดไดวาเปๅนงานใหญในรอบปีเลยทีเดียว การเตรียมงานเทศนแมหาชาติ จึงเปๅนประเพณีที่
สรางสรรคแความสมานสามัคคีของประชาชน ทําใหประชาชนรูจักการทํางานเปๅนหมูคณะ รูจักแบง
หนา ที่และรบั ผิดชอบรวมกนั
คาํ วา “เทศนแมหาชาติ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน(2542:540:838) ให
ความหมาย “เทศนแ” วาการแสดงธรรมสั่งสอนในทาศาสนา และ “มหาชาติ” น. เรยี กเวสสนั ดรชาด
กวา มหาชาติ มี 13 กณั ฑแ. การมเี ทศนแเรอื่ งมหาเวสสันดรชากดเรียกวา มเี ทศนแมหาชาติ
เทศนแมหาชาตเิ ปนๅ การพรรณาถึง “ เรอ่ื งพระเวสสนั ดรชาดก คาํ วา “ชาดก” น้นั เปนๅ ชอื่
เรียกคัมภรี ปแ ระเภทหนงึ่ ของพุทธศาสนา ทก่ี ลาวถงึ อดตี ชาตขิ องพระพทุ ธเจา เปนๅ คําสอนประเภท
บคุ ลาธษิ ฐาน คอื ยกตวั ละครขึ้นมาเลา แลวสอดแทรกคําสอนเขา ไปในการเลา เรื่องนนั้ ๆ ชาดกมีอยู
มากมาย แตท ีน่ ับวาสาํ คญั ที่สดุ มีอยู 10 ชาดก หรอื สบิ ชาติ ตามที่นยิ มเรียกกนั วา “พระเจาสิบชาติ”
ในแตล ะชาติพระพุทธเจาทรงบาํ เพ็ญบารมีตา ง ๆ กนั เพื่อมงุ หวังทจี่ ะใหสาํ เร็จพระสัมมาสัมโพธญิ าณ
135
การบําเพญ็ บารมีก็คือการกระทําความดี ซ่งึ ดเู หมือนเปๅนเรื่องของปจใ เจกบุคคล เปนๅ เรือ่ ง
เฉพาะตัว ไมเก่ยี วกบั ผูอ่นื หรือสว นรวม แตตามความเปนๅ จรงิ แลว การบําเพญ็ บารมีน้นั ยอ มจะทําให
เกดิ ผลดีทง้ั แกต วั ผู กระทําและประชาชนโดยสวนรวมโดยแท เชน “การบาํ เพ็ญสัจจะบารมี” ผู
บาํ เพญ็ ยึดมัน่ แตเฉพาะความเปๅนจริง ความเที่ยงตรง บุคคลอ่นื ไดร ับผลก็คอื ไมถ ูกหลอกลวง เปๅน
ตน อนึ่ง การบาํ เพ็ญบารมีน้ัน แบงออกเปๅน 3 ช้นั หรือ 3 ระดับคือระดับธรรมดาชั้นตน ๆ
เรียกวา “บารมี ” ระดบั สงู คอื ระดับทีท่ ําไดคอนขา งยากเรียกวา “อปุ บารมี” และระดับสูงสุดคือ
ระดับทบ่ี ุคคลซง่ึ ยงั เปๅนปุถชุ นอยูไมส ามารถจะทําไดเรยี กวา “ปรมตั ถบารมี”
เทศนแมหาชาติ คือ เทศนาเวสสันดรชาดก ถือเปๅนงานบุญพธิ ที ีส่ าํ คญั เปๅนประเพณีท่ีมีคุณคาท่ี
ตองสืบทอดที่นิยมจัดใหมีการมาแตโบราณ สวนมากจัดใหมีในวัด เปๅนหนาที่ของชาวบานและวัด
นั้น ๆ จะตกลงรวมกันจัด ปกติจัดหลังวันออกพรรษาและพนหนาทอดกฐินไปแลวจนตลอดฤดู
หนาว สว นใหญทางภาคกลางนิยมทํากนั ในวันขึน้ 8 ค่าํ หรอื วันแรม 8 คํ่า กลางเดือนสิบสอง ซึ่งในชวง
นนี้ ้ําเรมิ่ ลดและขา วปลาอาหารกําลังอุดมสมบูรณแ จึงพรอมใจกันทาํ บุญทําทานและเลนสนุกสนานร่นื เริง
ทางภาคเหนือนิยมจัดเทศนแในเดือนยี่ นอกจากจะเปๅนประเพณีลอยกระทงแลว ยังมี
ประเพณี “ตง้ั ธมั มแหลวง” หมายถึงการฟใงพระธรรมเทศนาเรื่องใหญหรือเร่ืองสําคัญ เพราะธรรมหลวง
ที่ใชเทศนแมักจะเปๅนเวสสันดรชาดก อันเปๅนพระชาติสุดทายของพระโพธิสัตวแกอนจะไดมาประสูติแลว
ตรัสรูเปๅนพระ พุทธเจาในชาติตอมา มีทั้งหมด 13 กัณฑแ คําวา “ตั้ง” แปลวาเร่ิมตน การตั้งธรรม
หลวง ก็อาจแปลวา การสดบั พระธรรมเทศนาจากคมั ภีรแที่จารขน้ึ ใหมเปๅนคร้ังแรกดวย ประเพณีนี้ตรงกับ
งานประเพณฟี ใงเทศนมแ หาชาตขิ องภาคกลาง การต้ังธรรมหลวงนี้ จะจัดข้นึ ในเดือนเพ็ญท่ีเรียกวาเดือน
ย่ีเพง (ยี่เปๅง) คือวันเพ็ญเดือน 12 จะมีการเตรียมงานมากมาย นับต้ังแตการเตรียมสถานที่ในการ
เทศนแและการเตรียมตัวของผูจะมาฟใงเทศนแ ถือเปๅนพิธีใหญคูงานทานสลากภัตตแ ดังนั้นจึงมีคตินิยม
วา ในวัดหน่ึงน้ันปีใดท่ีจัดงานทานสลากภัตตแก็จะไมจัดงานต้ังธรรมหลวง และปีใดที่จัดงานต้ังธรรม
หลวงก็จะไมจัดงานทานสลกภัตตแนอกจากเทศนแมหาชาติ หรือเวสสันดรชาดกแลว ธรรมหรือคัมภีรแที่
นํามาเทศนแในงานตั้งธรรมหลวงน้ี อาจเปๅนคัมภีรแขนาดยาวเรื่องใดเร่ืองหน่ึงซึ่งทางวัดและคณะศรัทธา
จะชวยกนั พิจารณา โดยอาจเปๅนเรื่องในหมวด ทศชาตชิ าดกปญใ ญาสชาดก หรือชาดกนอกนิบาตเรื่อง
อื่น แตท่ีนิยมกันมากคือเร่ือง “มหาชาติ” หรือเวสสันดรชาดก ซ่ึงมีความเชื่อกันวา หากไดฟใงเทศนแ
มหาชาติครบ 13 กัณฑแ จะไปเกิดในแผนดินยุคพระศรีอาริยะเมตไตรยในอนาคตเชนกัน ซ่ึงหากเปๅน
ธรรมที่มีใชเรื่องมหาชาติแลวก็มักจะฟใงกันไมเกิน 3 วัน แตหากเปๅนเวสสันดรชาดกหรือมหาชาติแลว
อาจมกี ารฟงใ เทศนแตอเนอ่ื งกันไปถึง 7 วัน โดยแบง การเทศนแเปๅนวนั แรกเทศนแธรรมวัตร วันท่ีสองเทศนแ
คาถาพัน กอนที่จะเทศนแมหาชาติก็จะเทศนแเร่ืองอื่นไปเรื่อย ๆ พอถึงวันสุดทายก็จะเทศนแดวยคัมภีรแ
ช่ือ มาลัยตน มาลัยปลาย และอานิสงสแมหาชาติ รุงขึ้นเวลาเชามืดก็จะเริ่มเทศนแมหาชาติตั้งแตกัณฑแ
ทศพรเรือ่ ยไป จนครบทั้ง 13 กัณฑแ ซง่ึ มักจะไปเสร็ฐเอาในเวลาทุมเศษ แลวจะมีการเทศนธรรมพุทธา
ภิเษกปฐมสมโพธิ สวดมนตแเจ็ดตํานานยอ ธัมมจักกัปปวัดตสูตร และสวดพุทธาภิเษก ปใจจุบันนิยม
เทศนแจบภายในวันเดยี ว
136
เจาของกัณฑแจะนิมนตแพระท่ีเทศนแเฉพาะกัณฑแนั้น ๆ มาเทศนแ เรียก “เทศนแกินกัณฑแ “
ทํานองที่ใชเทศนแแบบพื้นเมืองเรียกตามแบบลานนาวา “ระบํา” การเรียกชื่อกัณฑแ ทางภาษาเหนือ
เรียกวา “ผูก” ดว ยเหตทุ ีเ่ ทศนแมหาชาตเิ ปนๅ ทีน่ ยิ ม จึง มนี กั ปราชญแฉบบั ลา นนาแตงธรรมเปๅนจํานวนถึง
ประมาณ 150 ฉบับหรือสํานวน เชนฉบับวิงวอนนอย วิงวอนหลวง วิงวอนดอนกลาง ห่ิงแกวมโนวอน
ทา แปนู ริมฅง สรอยสังกร เปนๅ ตน สว นฉบบั ท่เี ปนๅ ภาษาบาลลี ว นเรียกวา “คาถาพนั ”
1) ตกแตงบรเิ วณพธิ ใี หมีบรรยากาศคลายอยใู นบริเวณปุา ตามทองเร่อื งเวสสันดรชาดก โดยนําเอา
ตนกลวย ตนออย และกง่ิ ไมมาผกู ตามเสา และบริเวณรอบ ๆ ธรรมาสนแ ประดับธงทิว และ ราวัติ ฉัตร
ตามสมควร
2) ตง้ั ขันสาครใหญ หรือจะใชอา งใหญทส่ี มควรก็ไดใ สน ํ้าสะอาดเต็ม สาํ หรบั ปกใ เทียนบูชาประจํา
กณั ฑแ ในระหวา งท่ีพระเทศนแ น้ําในภาชนะทีต่ ัง้ นีเ้ สรจ็ พิธีแลว ถือวา เปๅนนาํ้ พระพุทธมนตแท่ีสําคัญ
ภาชนะใสน าํ้ นี้ต้งั หนา ธรรมาสนแ กลางบริเวณพิธี
3) เตรียมเทยี นเล็ก ๆ จํานวน 1,000 เลม แลวนับแยกจํานวนเปๅนมัด มัดหน่ึงมีจํานวนเทาคาถาของ
กัณฑแหนึ่ง แลวทําเคร่ืองหมายไวใหทราบ วามัดไหนสําหรับบูชาคาถากัณฑแใด เมื่อถึงคราวเทศนแกัณฑแ
นั้นก็จะเอาเทียนมัดนั้นออกจุดบูชาติดรอบ ๆ ภาชนะน้ํา ตอกันไปจนจบกัณฑแใหหมดมัดพอดี ครบ 13
กัณฑแถวน จํานวน 1,000 เลม เทาจํานวนคาถา บางแหงนิยมทําธงเล็ก ๆ 1,000 คัน แบงจํานวนเทา
คาถาประจํากัณฑแเชนอยางเทียน แลวปใกธงบูชาระหวางกัณฑแบนหยวกกลวย แตการใชธงไมเปๅนที่นิยม
เชน เทียน การจุดเทียนหรือปใกธงบูชากัณฑแดังกลาวเปๅนหนาท่ีของเจาภาพผูรับกัณฑแน้ัน ๆ การเทศนแ
เวสสันดร มีวิธีเทศนแเปๅนทํานองโดยเฉพาะ จะตองไดรับการฝึกอบรมศึกษาตอทานผูทรงคุณวุฒิทางน้ี
เปนๅ พเิ ศษ สว นการเทศนจแ ตุรารยิ สจั จกถา มรี ะเบยี บพธิ อี ยางเทศนใแ นงานดังกลา วแลวขา งตน
ประเพณีงานเทศนแมหาชาติ
งานเทศนแมหาชาติน้ี นิยมทํากันหลังออกพรรษาพนหนากฐินไปแลว อาจทําในวันขี้น 8 ค่ํา
กลางเดือน 12 หรือในวันแรม 8 ค่ําก็ได ซึ่งในชวงนี้นํ้าเริ่มลดและขาวปลาอาหารกําลังอุดมสมบูรณแ จึง
พรอมใจกันทําบุญทําทานและเลนสนุกสนานร่ืนเริง แตในภาคอีสานน้ันนิยมทํากันในเดือน 4 เรียกวา
"งานบุญผะเหวด" ซงึ่ เปนๅ ชวงทีเ่ สร็จจากการทาํ บญุ ลานเอาขา วเขา ยุง ในภาคกลาง บางทองถ่ินทํากันใน
เดือน 5 ตอเดือน 6 ก็มี งานเทศนแมหาชาตินั้นจะทําในกาลพิเศษจะทําในเดือนไหนก็ไดไมจํากัดฤดูกาล
โดยมากเพ่ือเปๅนการหาเงินเขาวัด บางแหงนิยมทําในเดือน 10การเทศนแมหาชาติน้ัน มีอยูดวยกัน
ท้ังหมด 13 กัณฑแ เปๅนเร่ืองราวเก่ียวกับพระเวสสันดรอันเปๅนพระชาติสุดทายของพระบรมโพธิสัตวแ
กอนท่ีจะมาประสูติเปๅนเจาชายสิทธัตถะและออกบวชจนตรัสรูเปๅนพระสัมมาสัมพุทธเจา ดังตํานาน
ตอไปน้ี
ตํานานเทศนแมหาชาติ 13 กณั ฑแ
การเทศนแมหาชาติ คือการมหากุศลที่เตือนบุคคลใหนอมรําลึกถึงการบําเพ็ญบุญ คือความดีท่ี
ยิ่งยวด อันมีการสละความเห็นแกตัว เพื่อผลประโยชนแสูงอันไพศาลของมวลมนุษยชาติเปๅนสําคัญเปๅน
เทศกาลท่ีคงความหมายอยางแทจริง การเทศนแทุกกัณฑแจะมีผูเปๅนเจาภาพจัดกัณฑแเทศนแถวาย เม่ือพระ
137
ท่ีตนรับกัณฑแเทศนแข้ึนเทศนแเจาภาพจะจุดเทียนบูชาคาถาหวานขาวตอกขาวสาร การเทศนแในสมัยกอน
พระเจาของกัณฑแจะอานจากอักษรธรรม(อักษรลาว) ซึ่งจารลงบนใบลานเปๅนแผนยาว คําวา"จาร" มา
จากภาษาเขมรแปลวา การเขียนดวยเหล็กแหลมบนใบลาน แตปใจจุบันจะนิยมพิมพแลงบนใบลานเปๅน
ตัวหนังสือไทยปใจจุบัน เปๅนเรื่องราวในแตละกัณฑแ ทั้งน้ีเพ่ือความสะดวกสําหรับพระรุนใหม เมื่อจบ
กัณฑแจะตีฆองเปๅนสัญญาณ การเปๅนเจาของกัณฑแในหมูบานในชนบทอาจแบงเจาภาพเปๅนคุม เร่ืองราว
และประวตั ิความเปนๅ มาแตล ะกณั ฑแมีดงั น้ี
กณั ฑทแ ่ี 1 ทศพร เปๅนกัณฑแที่พระอนิ ทรแประสาทพรแกพระนางผุสดี กอนท่ีจะจุติลงมาเปๅนพระ
ราชมารดาของพระเวสสันดร ภาคสวรรคแ พระนางผุสดีเทพอัปสรส้ินบุญทาวสักกะเทวราช สวามีทรง
ทราบจึงพาไปประทับยังสวนนันทวันในเทวโลก พรอมใหพร 10 ประการ คือใหไดอยูในปราสาทของ
พระเจาสิริราชแหงนครสีพี ขอใหมีจักษุดําดุจนัยนแตาลูกเน้ือ ขอใหมีค้ิวดําสนิท ขอใหพระนามวาผุสดี
ขอใหมีโอรสท่ีทรงเกียรติยศเหนือกษัตริยแทังหลายและมีใจบุญ ขอใหมีครรภแท่ีผิดไปจากสตรีสามัญคือ
แบนราบในเวลาทรงครรภแ ขอใหมีถันงามอยารูดําและหยอนยาน ขอใหมีเกศาดําสนิท ขอใหมีผิวงาม
และขอ สดุ ทายขอใหม ีอาํ นาจปลดปลอยนกั โทษได
กัณฑแท่ี 2 หิมพานตแ เปๅนกัณฑแท่ีพระเวสสันดรบริจาคทานชางปใจจัยนาค ประชาชนสีพีโกรธ
แคน จึงขบั ไลใ หไ ปอยเู ขาวงกต พระนางเทพผุสดีไดจุติลงมาเปๅนราชธิดาของพระเจามัททราช เม่ือเจริญ
ชนมไแ ด 16 ชันษา จึงไดอ ภเิ ษกสมรสกับพระเจากรงุ สญชยั แหงสีวิรัฐนคร ตอมาไดประสูติพระโอรสนาม
วา "เวสสันดร" ในวันท่ีประสูติน้ันไดมีนางชางฉัททันตแตกลูกเปๅนชางเผือกขาวบริสุทธิ์จึงนํามาไวในโรง
ชางตน คบู ารมี ใหน ามวา "ปใจจัยนาค" เมื่อพระเวสสันดรเจริญชนมแ 16 พรรษา ราชบิดาก็ยกราชสมบัติ
ใหครอบครองและทรงอภิเษกกับนางมัทรี พระราชบิดาราชวงศแมัททราช มีพระโอรส 1 องคแชื่อ ชาลี
ราชธิดาช่ือกัณหาพระองคแไดสรางโรงทาน บริจาคทานแกผูเข็ญใจ ตอมาพระเจากาลิงคะแหงนครกา
ลิงครัฐไดสงพราหมณแมาขอพระราชทานชางปใจจัยนาคพระองคแจึงพระราชทานชางปใจจัยนาคแกพระ
เจากาลงิ คะ ชาวกรุงสญั ชยั จงึ เนรเทศพระเวสสันดรออกนอกพระนคร
กัณฑแท่ี 3 ทานกัณฑแ เปๅนกัณฑแท่ีพระเวสสันดรทรงแจกมหาสัตสดกทาน คือ การแจกทานคร้ัง
ยิ่งใหญ กอนที่พระเวสสันดรพรอมดวยพระนางมัทรี ชาลีและกัณหาออกจากพระนคร จึงทูลขอ
พระราชทานโอกาสบําเพ็ญมหาสัตสดกทาน คือ การใหทานคร้ังย่ิงใหญ อันไดแก ชาง มา โคนม นารี
ทาสี ทาสา สรรพวตั ถาภรณตแ า งๆ รวมท้งั สุราบานอยา งละ 700
กัณฑแท่ี 4 วนประเวศ เปๅนกัณฑทแ ่ีสี่กษตั ริยแเดินดงบายพระพักตรแสูเขาวงกต เม่ือเดินทางถึงนคร
เจตราชทั้งส่ีกษัตริยแจึงแวะเขาประทับพักหนาศาลาพระนคร กษัตริยแผูครองนครเจตราชจึงทูลเสด็จ
ครองเมือง แตพระเวสสันดรทรงปฎิเสธ และเม่ือเสด็จถึงเขาวงกตไดพบศาลาอาศรมซึ่งทาววิษณุกรรม
เนรมิตตามพระบัญชาของทาวสักกะเทวราช กษัตริยแท้ังส่ีจึงทรงผนวชเปๅนฤๅษีพํานักในอาศรมสืบมา
กณั ฑแที่ 5 ชชู ก เปนๅ กัณฑแที่ชูชกไดนางอมิตดามาเปๅนภรรยา และหมายจะไดโอรสและธิดาพระ
เวสสันดรมาเปๅนทาส ในแควนกาลิงคะมีพราหมณแแกช่ือ ชูชก พํานักในบานทุนวิฐะ เที่ยวขอทาน
ตามเมืองตางๆ เมื่อไดเงินถึง 100 กหาปณะ จึงนําไปฝากไวกับพราหมณแผัวเมีย แตไดนําเงินไปใชเปๅน
138
การสวนตัว เมอื่ ชูชกมาทวงเงินคืนจึงยกนางอมิตดาลูกสาวใหแกชูชก นางอมิตดาเม่ือมาอยูรวมกับชูชก
ไดทําหนาท่ีของภรรยาท่ีดี ทําใหชายในหมูบานเปรียบเทียบกับภรรยาตน หญิงในหมูบานจึงเกลียดชัง
และรุมทํารายทุบตี นางอมติ ดา ชชู กจึงเดนิ ทางไปทลู ขอกัณหาชาลีเพ่ือเปๅนทาสรับใช เม่ือเดินทางมาถึง
เขาวงกตกถ็ ูกขัดขวางจากพรามเจตบุตรผูรักษาประตูปาุ
กัณฑแที่ 6 จุลพน เปๅนกัณฑแที่พรานเจตบุตรหลงกลชูชก และชี้ทางสูอาศรมจุตดาบส ชูชกไดชู
กลักพริกขิงแกพรานเจตบุตรอางวาเปๅนพระราชสาสนแของพระเจากรุงสญชัย จึงไดพาไปยังตนทางท่ีจะ
ไปอาศรมฤๅษี
กัณฑแทที่ ่ี 7 มหาพน เปๅนกณั ฑปแ ุาใหญ ชูชกหลอกลออจุตฤๅษีใหบอกทางสูอ าศรมพระเวสสนั ดร
แลว ก็รอนแรมเดนิ ไพรไปหา เม่ือถึงอาศรมฤๅษี ชูชกไดพบกับอจุตฤๅษี ชูชกใชคารมหลอกลอ จนอจตุ ฤๅษี
จงึ ใหทพ่ี ักหน่ึงคนื และบอกเสนทางไปยงั อาศรมพระเวสสันดร
กัณฑแท่ี 8 กัณฑแกมุ าร เปๅนกณั ฑแท่ีพระเวสสนั ดรทรงใหทานสองโอรสแกเฒาชูชก พระนางมัทรี
ฝนใ รา ยเหมอื นบอกเหตแุ หงการพลดั พราก รงุ เชาเม่ือนางมัทรีเขาปุาหาอาหารแลว ชูชกจึงเขาเฝูาทูลขอ
สองกุมาร สองกุมารจึงพากันลงไปซอนตัวอยูที่สระ พระเวสสันดรจึงลงเสด็จติดตามสองกุมาร แลวจึง
มอบใหแกชชู ก
กัณฑแที่ 9 กัณฑแมัทรี เปๅนกัณฑแท่ีพระนางมัทรีทรงไดตัดความหวงหาอาลัยในสายเลือด
อนุโมทนาทานโอรสทั้งสองแกชูชก พระนางมัทรีเดินเขาไปหาผลไมในปุาลึก จนคลอยเย็นจึงเดินทาง
กลับอาศรม แตมีเทวดาแปลงกายเปๅนเสือนอนขวางทาง จนค่ําเมื่อกลับถึงอาศรมไมพบโอรส พระ
เวสสนั ดรไดกลาววานางนอกใจ จงึ ออกเท่ียวหาโอรสและกลับมาส้ินสติตอเบื้องพระพักตรแ พระองคแทรง
ตกพระทัยลืมตนวาเปๅนดาบสจึงทรงเขาอุมพระนางมัทรีและทรงกันแสง เมื่อพระนางมัทรีฟ็ืนจึงถวาย
บงั คมประทานโทษ พระเวสสันดรจงึ บอกความจรงิ วา ไดป ระทานโอรสแกช ชู กแลว หากชวี ิตไมสิน้ คงจะ
ไดพบ นางจงึ ไดทรงอนุโมทนา
กัณฑแท่ี 10 สักกบรรพ เปๅนกัณฑแที่พระอินทรแจําแลงกายเปๅนพราหมณแมาขอพระนางมัทรี แลว
ถวายคืนพรอมถวายพระพร 8 ประการทาวสักกะเทวราชเสด็จแปลงเปๅนพราหมณแเพื่อทูลขอนางมัทรี
พระเวสสันดรจึงพระราชทานให พระนางมัทรีก็ยินดีอนุโมทนาเพื่อรวมทานบารมีใหสําเร็จ พระสัมโพธิ
ญาณ เปนๅ เหตใุ หเ กิดแผนดนิ ไหวสะทา น ทา วสักกะเทวราชในรางพราหมณแจึงฝากนางมัทรีไวยังไมรับไป
ตรัสบอกความจรงิ และถวายคนื พรอ มถวายพระพร8ประการ
กัณฑแที่ 11 มหาราช เปๅนกัณฑแท่ีเทพเจาจําแลงองคแทํานุบํารุงขวัญสองกุมารกอนเสด็จนิวัติถึง
มหานครสีพี เมอื่ เดินทางผานปุาใหญชูชกจะผูกสองกุมารไวที่โคนตนไม สวนตนเองปีนข้ึนไปนอนตนไม
เหลาเทพเทวดาจึงแปลงรางลงมาปกปูองสองกุมาร จนเดินทางถึงกรุงสีพี พระเจากรุงสีพีเกิดนิมิตฝใน
ตามคําทํานายยังความปีติปราโมทยแ เมื่อเสด็จลงหนาลานหลวงตอนรุงเชาทอดพระเนตรเห็นชูชกพา
กุมารนอยสององคแ ทรงทราบความจริงจึงพระราชทานคาไถคืน ตอมาชูชกก็ดับชีพตักษัยดวยเพราะ
เดโชธาตุไมยอย ชาลีจึงไดทูลขอใหไปรับพระบิดาพระมารดานิวัติพระนคร ในขณะเดียวกันเจานครลิง
คะไดโ ปรดคืนชา งปจใ จยั นาคแกน ครสพี ี
139
กัณฑแท่ี 12 ฉกษัตริยแ เปๅนกัณฑแที่ท้ังหกกษัตริยแถึงวิสัญญีภาพสลบลงเมื่อไดพบหนาณอาศรม
ดาบสที่เขาวงกตพระเจากรุงสญชัยใชเวลา 1 เดือน กับ 23 วันจึงเดินทางถึงเขาวงกต เสียงโหรองของ
ทหารท้ัง 4 เหลา พระเวสสันดรทรงคิดวาเปๅนขาศึกมารบนครสีพี จึงชวนพระนางมัทรีขึ้นไปแอบดูท่ี
ยอดเขา พระนางมทั รีทรงมองเหน็ กองทัพพระราชบิดาจึงไดตรัสทูลพระเวสสันดรและเม่ือหกกษัตริยแได
พบหนากันทรงกันแสงสุดประมาณ รวมท้ังทหารเหลาทัพ ทําใหปุาใหญสน่ันครั่นครืนทาวสักกะเทวรา
ชจงึ ไดทรงบนั ดาลใหฝนตกประพรมหกกษัตรยิ แและทวยหาญไดห ายเศรา โศก
กัณฑแท่ี 13 นครกัณฑแ เปๅนกัณฑแท่ีหกกษัตริยแนําพยุหโยธาเสด็จนิวัติพระนครพระเวสสันดรข้ึน
ครองราชยแแทนพระราชบิดาพระเจากรุงสญชัยตรัสสารภาพผิด พระเวสสันดรจึงทรงลาผนวชพรอมทั้ง
พระนางมทั รี และเสด็จกลับสสู ีพีนคร เม่ือเสด็จถึงจึงรับสั่งใหชาวเมืองปลอยสัตวแที่กักขัง คร้ันยามราตรี
พระเวสสันดรทรงปริวิตกวา รุงเชาประชาชนจะแตกต่ืนมารับบริจาคทาน พระองคแจะประทานส่ิงใดแก
ประชาชน ทาวโกสีหแไดทราบจึงบันดาลใหมีฝนแกว 7 ประการ ตกลงมาในนครสีพีสูงถึงหนาแขง พระ
เวสสันดรจึงทรงประกาศใหประชาชนขนเอาไปตามปรารถนา ที่เหลือใหขนเขาพระคลังหลวง ในกาล
ตอมาพระเวสสันดรเถลิงราชสมบัติปกครองนครสีพีโดยทศพิธราชธรรมบานเมืองรมเย็นเปๅนสุขตลอด
พระชนมายุ
บทสวดตา งๆในศาสนพธิ ี
คําบชู าพระ
อิมินา สกั กาเรนะ ตัง พุทธัง อะภิปูชะยามิ
อมิ นิ า สกั กาเรนะ ตัง ธัมมงั อะภิปูชะยามิ
อิมนิ า สกั กาเรนะ ตัง สงั ฆัง อะภปิ ูชะยามิ
บทสวดมนตแ บชู าพระรตั นตรยั
อะระหัง สัมมาสัมพทุ โธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวนั ตงั อะภิวาเทมิ ฯ (กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ ฯ (กราบ)
สปุ ะฏิปนใ โน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ ฯ (กราบ)
บทสวดมนตแ นะโมสรรเสรญิ พระพทุ ธเจา
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสมั พุทธัสสะ
นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพทุ ธัสสะ
นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มาสมั พุทธสั สะ
บทสวดมนตแ อาราธนาศลี 5
มะยัง ภันเต วิสงุ วสิ งุ รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปญใ จะ สีลานิ ยาจามะ
ทุตยิ มั ปิ มะยงั ภนั เต วิสงุ วสิ งุ รักขะนตั ถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปญใ จะ สีลานิ ยาจามะ
ตะตยิ มั ปิ มะยังภันเต วสิ ุง วสิ งุ รกั ขะนัตถายะ ตสิ ะระเณนะ สะหะ ปญใ จะ สีลานิ ยาจามะ
140
บทสวดมนตแ ไตรสรณคมนแ
พุทธัง สะระณงั คจั ฉามิ
ธมั มัง สะระณัง คจั ฉามิ
สงั ฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทตุ ยิ ัมปิ พุทธงั สะระณงั คจั ฉามิ
ทตุ ิยมั ปิ ธมั มงั สะระณัง คัจฉามิ
ทตุ ิยัมปิ สังฆัง สะระณัง คจั ฉามิ
ตะติยัมปิ พทุ ธงั สะระณงั คจั ฉามิ
ตะติยมั ปิ ธมั มัง สะระณงั คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณงั คจั ฉามิ
บทสวดมนตแ สมาทานศลี 5
ปาณาตปิ าตา เวระมณี สกิ ขาปะทัง สะมาทยิ ามิ
อทนิ นาทานา เวระมณี สกิ ขาปะทัง สะมาทยิ ามิ
กาเมสุมจิ ฉาจารา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทยิ ามิ
มสุ าวาทา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทฏั ฐานา เวระมณี สกิ ขาปะทงั สะมาทิยามิ
บทสวดมนตแ อธษิ ฐานรกั ษาศลี 5
ขา พเจา ขอตั้งจิตอธษิ ฐานวา ตอ แตน ้ีไปขา พเจาจะขอรกั ษาศีล 5 ใหบ ริสุทธิด์ ังเดิม
บทสวดมนตกแ อ นนอน ศลี 5
อมิ านิ ปญใ จะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ (กลา ว 3 จบ)
บทสวดมนตแ แผเ มตตาแกต นเอง
กราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆแ
อะหัง สขุ ิโต โหมิ ขอใหข า พเจา มคี วามสุข
นทิ ทกุ โข โหมิ ปราศจากความทุกขแ
อะเวโร โหมิ ปราศจากเวร
อัพยาปใชโฌ โหมิ ปราศจากอุปสรรคอนั ตรายทั้งปวง
อะนโี ฆ โหมิ ปราศจากความทกุ ขแการทุกขใแ จ
สุขี อตั ตานงั ปะรหิ ะรามิ มคี วามสุขกายสขุ ใจรกั ษาตนใหพนจากทกุ ภยั ท้ังสิ้นเถิด
บทสวดมนตแ แผเ มตตาใหส รรพสตั วแ
สพั เพ สัตตา สัตวแทง้ั หลายท่ีเปนๅ เพ่ือนทุกขแ เกดิ แกเ จบ็ ตาย ดวยกนั ทั้งหมดทั้งสน้ิ
อะเวรา โหนตุ จงเปๅนสขุ เปๅนสุขเถดิ อยาไดม ีเวรแกกันและกันเลย
อัพะยาปใชฌา โหนตุ จงเปๅนสขุ เปๅนสุขเถิด อยา ไดเ บียดเบียนซึ่งกนั และกนั เลย
141
อะนีฆา โหนตุ จงเปนๅ สุขเปๅนสขุ เถิด อยาไดม ีความทุกขแกาย ทกุ ขแใจเลย
สขุ ี อัตตานงั ปะรหิ ะรันตุ จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนใหพน จากทุกขแภัยท้ังสิน้ เถิด
บทสวดมนตแ บทแผส ว นกศุ ล
อทิ งั เม มาตาปติ นู งั โหตุ สุขติ า โหนตุ มาตาปติ ะโร
คําแปล: ขอสวนบญุ นจ้ี งสาํ เร็จแกบดิ ามารดาของขาพเจา ขอใหบดิ ามารดาของขา พเจามี
ความสุข
อทิ ัง เม ญาตนี งั โหตุ สุขติ า โหนตุ ญาตะโย
คําแปล: ขอสวนบุญนจ้ี งสําเร็จแกญาติทั้งหลายของขา พเจา ขอใหญ าติทงั้ หลายของรขาพเจามี
ความสุข
อิทัง เม ครุ ปู ชใ ฌายาจรยิ านงั โหตุ สขุ ติ า โหนตุ ครุ ปู ชใ ฌายาจริยา
คาํ แปล: ขอสว นบุญน้จี งสําเร็จแกครูอุปชใ ฌายอแ าจารยแของขา พเจา ขอใหครูอุปใชฌายแอาจารยแ
ของขา พเจามีความสุข
อทิ ัง สพั พะเทวะตานงั โหตุ สขุ ติ า โหนตุ สพั เพ เทวา
คาํ แปล: ขอสวนบุญนี้จงสําเร็จแกเทวดาทั้งหลายทง้ั ปวง ขอใหเทวดาท้ังหลายทง้ั ปวงมีความสุข
อิทัง สพั พะเปตานงั โหตุ สขุ ติ า โหนตุ สพั เพ เปตา
คาํ แปล: ขอสวนบุญนจี้ งสาํ เร็จแกเ ปรตทง้ั หลายทัง้ ปวง ขอใหเ ปรตท้งั หลายท้ังปวงมีความสุข
อทิ งั สพั พะเวรนี งั โหตุ สุขติ า โหนตุ สพั เพ เวรี
คําแปล: ขอสว นบุญนจ้ี งสาํ เร็จแกเ จา กรรมนายเวรทง้ั หลายท้ังปวง ขอใหเ จา กรรมนายเวร
ทง้ั หลายทง้ั ปวงมีความสุข
อิทงั สพั พะสตั ตานงั โหตุ สขุ ติ า โหนตุ สพั เพ สตั ตา
คาํ แปล: ขอสวนบุญนจ้ี งสําเร็จแกส ตั วแทงั้ หลายทัง้ ปวง ขอใหสตั วแท้ังหลายทัง้ ปวงมีความสขุ ทว่ั
หนากันเทอญ.
การสวดมนตแน้ัน ตองถือวาเปๅนเร่ืองท่ีงายสําหรับทุกคนในยุคนี้ สะดวกมากในทุกเพศ ทุกวัย
และไมใชเร่ืองของคนแก อีกตอไปเหมือนท่ีเคยเปๅนและเราเขาใจผิดกันอยางนั้น บทสวดมนตแตางๆ มี
การเผยแพรออกมามากมายในรูปแบบตางๆ ที่เห็นกันและไดยินกันจนเคยชินมากมายจนกระท่ังใน
ปจใ จบุ ัน การสวดมนตเแ ขามามบี ทบาทในชีวิตมากขน้ึ ไมว า จะเปๅนในกลมุ เด็กหรือวันรุน ก็หันมาสนใจการ
สวดมนตแกันมากข้ึน ไมวาจะเปๅนการสวด สวดมนตแกอนนอนดวยบทสวดตามปกติ จนไปถึง คาถาชิน
บัญชร บทสวดยอดพระกณั ฑแพระไตรปิฎก และบทสวดอน่ื ๆ อีกมากมายแตสําหรบั บางคนที่กําลังเริ่มจะ
สวดมนตแ ยังไมเคยทราบวานอกการไดสติ ไดจิตใจท่ีสงบสุขมาแลว สิ่งทีเราสวดมนตแนอกเหนือจากนั้น
คอื "อานสิ งคแจากการสวดมนตแ" หรอื ผลทไ่ี ดร ับจากการสวดมนตแวา มอี ะไรอยา งไร
อานสิ งสจแ ากการสวดมนตแ
1. สวดมนตเแ พอ่ื ถวายเปๅนพุทธบูชาเปนๅ บุญท่ีไดกลา วคาํ ศักดส์ิ ิทธ์ิท่ีพระพทุ ธเจา บัญญตั ิ
142
ไว บทสวดพุทธมนตแน้นั มาจากพระโอษฐแของพระเจาทีไ่ ดทรงสอนส่งั สาวกและมีการจําและทอ งสบื กนั
มา จนถึงมีการจดบนั ทึกไวในพระไตรปิฎก ผูทไ่ี ดมีโอกาสสวดมนตแในชีวติ เปนๅ การเปลงคําศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ
ถวายเปนๅ พทุ ธเจา เปนๅ การบูชาพระพทุ ธเจา และยอมไดบ ุญกุศล
2. เกดิ ผลดตี อ รา งกาย คนที่สวดมนตแเปๅนประจาํ นนั้ ทางการแพทยแสมยั ใหมร บั รองแลววา
การสวดมนตทแ ําใหเ กดิ ความสุขไดจรงิ ในจติ ใจ สง ผลตอ รา งกายใหหล่ังสารความสขุ ออกมา รา งกายกจ็ ะ
แขง็ แรง ใบหนา สดใส ครูบาอาจารยแในสมยั โบราณถงึ ปจใ จบุ ันทราบถงึ เคล็ดลบั ลบั สําคญั ใหส ังเกตวา
ทา นจะมีอายยุ ืนมาก และบรรพบรุ ุษของเราน้ัน ทา นสวดมนตเแ ปนๅ ประจําอายุทา นจึงยนื ยาว ไมเ หมอื น
คนในปใจจุบันทหี่ างเหินการสวดมนตแมาก อายจุ ึงสัน้
3. เปนๅ การบําเพ็ญภาวนาอยา งหน่งึ ทําใหม สี มาธจิ ติ ใจ แจมใส การสวดมนตเแ ปๅนการสรา ง
สมาธวิ ธิ กี ารหนง่ึ เมอ่ื จติ ท่ีมีสมาธยิ อ มแจมใส มกี ําลงั คดิ อานแกไขปญใ หาอะไรก็จะทําไดงายเพราะ
มสี ตกิ ํากับอยู
4. เปๅนทโ่ี ปรดโปรนของเหลา เทพเทวดาและดวงจติ วญิ ญาณทง้ั ปวง แมผูใดไมวาจะเปนๅ พรหมเทพ
เทวดา สรรพสัตวแทั้งหลาย ดวงจติ วญิ ญาณท้ังหลาย เมอ่ื ไดยนิ บทสวดนัน้ จะพบกบั ความเย็นสบาย
คลายทกุ ขแ ทาํ ใหนิยมชมชอบคนที่สวดดว ย และเม่ือยนิ ก็จะชว ยปกปอู งรักษาคนท่สี วด
5.เกดิ บุญจากการแผเ มตตา เม่ือสวดมนตเแ สร็จส้ิน มีการแผเ มตตาแกต นเองและเหลา สรรพสตั วแ
ยอ มเกิดอานิสงสบแ ญุ เกดิ ข้ึน
6. ไดร บั พรจากสง่ิ ศกั ดส์ิ ทิ ธิ์ คนที่สวดมนตเแ ปๅนประจําน้นั ยอมไดรบั การอวยพรจากสง่ิ ศักดิ์สทิ ธเ์ิ สมอ
เพราะเปๅนผสู รา งกรรมดจี ากการสวดมนตแและแผเ มตตา
7.สรา งสริ มิ งคลตอ ตนเอง และครอบครัว ปใดเปาุ ภัยพิภัย โรครายไดจรงิ ทุกบทสวดมนตแนัน้ มาจาก
อักขระที่ศักด์ิสทิ ธ์ิ มีอํานาจดลบันดาลใหส ่ิงอัปมงคลนน้ั ออกไปจากชีวติ และสรา งสริ มิ งคลใหก บั คน
ที่สวด ยิ่งสวดมากกจ็ ะมีสิรมิ งคลมากขึน้ ทาํ อะไรก็สาํ เรจ็ โดยงา ย
8.สามารถแผบ ุญไปชว ยผอู นื่ ท่เี ดือดรอนได บทสวดมนตแทกุ บทนัน้ สมารถแผบ ญุ กุศลไปชวยผูอืน่ ที่
เดือดรอ นไดท ุกเรื่อง ยงิ่ เปๅนสายเลือดเดียวกันจะยิง่ เร็วขึน้ เพราะมที ง้ั บุญและกรรมผูกพันกนั มา
อานิสงสแที่ดงั ท่ีกลาวมาขา งตน คงพอจะทําใหท ุกทา นเขาใจ เรอ่ื ง อานิสงสแ หรอื ประโยชนแทจี่ ะรบั
จากการสวดมนตแไหวพ ระ นง่ั สมาธิ ตลอดจนการแผเมตตาเปนๅ อยา งดีแลวอยางไรก็ดีน่ีเปๅนเพยี ง
ประโยชนเแ บ้ืองตนเทานนั้ ความจริงแลว มอี านิสงสแทจ่ี ะไดรับทางออมทางลึกอีกมากมายกวาน้นี ักแต
เปๅน "ปจใ จตั ตงั " หรือรูไดเฉพาะตวั ของแตล ะคนไป โปรดจําไวเ สมอวา ธรรมะของพระพทุ ธเจาน้ัน
ตองปฏิบัตเิ องถงึ จะได
9.เปนๅ พน้ื ฐานไปสกู ารกอนปฏบิ ตั วิ ปิ สใ สนากรรมฐานชนั้ สงู ตอ ไป เมอ่ื ทุกทา นทราบถึงการที่จะตอง
ทาํ อยา งไรกอนถึงจะเรม่ิ ตนการสวดมนตแ ท่คี รบถวนทุกประการแลว ตอ ไปนจ้ี ะขอนําทุกทานพบกับ
วิธกี ารสวดใหชีวิตดี สวดใหสขุ สวดใหรวย กันในลาํ ดับตอ ไป
143
บทสวดมนตแกอนนอนเปนๅ บทสวดที่กอ ใหเกดิ อานสิ งคแกับผทู ี่สวด ทาํ ใหจติ ใจสงบ นอนหลับงา ย
ตื่นมาสดชนื่ เบกิ บาน ดงั นน้ั การสวดมนตกแ อนนอนทุกๆ คืนเปๅนประจํา เปๅนเรอ่ื งที่พทุ ธศาสนิกชน
ควรยดึ ถอื ปฏิบัติ
บทความบทสวดมนตแ พทุ ธชยั มงคลคาถา (พาหงุ มหากา)
นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มา สมั พทุ ธสั สะ ( 3 จบ )
พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
ธัมมงั สะระนงั คัจฉามิ
สงั ฆงั สะระนัง คจั ฉามิ
ทุติยมั ปิ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระนัง คจั ฉามิ
ทุตยิ มั ปิ สงั ฆัง สะระนงั คจั ฉามิ
ตะตยิ ัมปิ พุทธัง สะระนงั คจั ฉามิ
ตะตยิ มั ปิ ธมั มัง สะระนัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สงั ฆัง สะระนัง คจั ฉามิ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สมั มา สัมพุทโธ วชิ ชาจะระณะสมั ปนใ โน สคุ ะโต โลกะวทิ ู อะนตุ ตะ
โร ปรุ สิ ะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนสุ สานัง พุทโธ ภะคะวาติฯ
สะวากขาโต ภะคะวะตา ธมั โม สันทฏิ ฐโิ ก อะกาลิโก เอหปิ ใสสโิ ก โอปะนะยโิ ก ปจใ จตั ตัง
เวทติ พั โพ วญิ โหู ติ ฯิ
สุปะฏิปนใ โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ อุชปุ ะฏิปนใ โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ ญายะปะฏปิ ใน
โน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏปิ ในโน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริ
สะยุคานิ อฏั ฐะ ปรุ ิสะปคุ คะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหเุ นยโย ปาหุเนยโย ทักขิ
เณยโย อญั ชะลีกะระณีโย อะนุตตะรงั ปญุ ญักเขตตัง โลกสั สาตฯิ
พาหุงสะหสั สะมะภนิ ิมมติ ะสาวุธนั ตงั
ครเี มขะลงั อทุ ิตะโฆ ระสะเสนะมารงั
ทานาทธิ ัมมะวิธนิ า ชิตะวา มุนนิ โท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมงั คะลานิ
มาราตเิ ร กะมะภิยชุ ฌติ ะสพั พะรัตติง
โฆรมั ปะนาฬะวะกะมักขะมะถทั ธะยักขัง
ขนั ตสี ุทันตะวธิ นิ า ชติ ะวา มุนินโท
ตนั เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมงั คะลานิ
นาฬาคิริง คะชะวะรงั อะติมัตตะภตู ัง
ทาวัคคจิ ักกะมะสะนวี ะ สทุ ารุณันตัง
144
เมตตัมพเุ สกะวิธนิ า ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
อกุ ขิตตะขคั คะมะตหิ ตั ถะสทุ ารณุ นั ตงั
ธาวันติโยชะนะปะถงั คุลิมาละวันตงั
อิทธภี สิ งั ขะตะมะโน ชิตะวา มุนนิ โท
ตนั เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมงั คะลานิ
กัตตะวานะ กฏั ฐะมุทะรัง อวิ ะ คัพภนิ ยี า
จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนงั ชะยะกายะมชั เฌ
สันเตนะ โสมะวิธนิ า ชิตะวา มนุ ินโท
ตนั เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมงั คะลานิ
สจั จัง วิหายะ มะติสจั จะกาวาทะเกตงุ
วาทาภโิ รปิตะมะนัง อะติอันธะภตู ัง
ปใญญาปะทีปะชะลิโต ชติ ะวา มุนนิ โท
ตนั เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
นนั โทปะนันทะภุชะคัง วพิ ุธงั มะหทิ ธิง
ปุตเตนะ เถระภชุ ะเคนะ ทะมาปะยันโต
อทิ ธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนนิ โท
ตนั เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
ทคุ คาหะทิฏฐภิ ชุ ะเคนะ สทุ ฏั ฐะหตั ถัง
พรหั มัง วิสุทธิชตุ มิ ิทธพิ ะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธนิ า ชิตะวา มนุ ินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฉฐะคาถา โย
วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตนั ที
หติ วานะเนกะวิวธิ านิ จปุ ใททะวานิ
โมกขงั สุขัง อะธคิ ะเมยยะ นะโร สะปใญโญ
มะหาการณุ ิโก นาโถ หติ ายะ สพั พะปาณนิ งั ปูเรตวา ปาระมี สพั พา ปตใ โต สมั โพธิมุตตะมงั เอ
เตนะ สัจจะวัชเชนะ
มะหาการณุ โิ ก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณนิ ัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปใตโต สมั โพธมิ ตุ ตะมัง เอ
เตนะ สัจจะวชั เชนะ โหตุ เต ชะยะมงั คะลังฯ
ชะยันโต โพธยิ า มเู ล สกั ยานงั นันทวิ ัฑฒะโน เอวัง ตวงั วชิ ะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะ
ปะราชิตะปลใ ลงั เก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภเิ สเก สพั พะ พุทธานัง อัคคปั ปใตโต ปะโมทะตฯิ สุ
นักขตั ตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐติ ัง สุขะโณ สมุ หุ ุตโต จะ สุยิฏฐัง พรมั หมะจาริสุ ปะทกั ขิ