The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการสอนวิชา วัสดุงานช่างอุตสาหกรรม 20100 - 1002

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

แผนการสอนวิชา วัสดุงานช่างอุตสาหกรรม 20100 - 1002

แผนการสอนวิชา วัสดุงานช่างอุตสาหกรรม 20100 - 1002

19. บันทึกการนเิ ทศและตดิ ตาม 36
ช่ือ-สกุล ผู้นเิ ทศ ตำแหน่ง
วัน-เดือน- เวลา รายการนเิ ทศและตดิ ตาม

ปี

37

แผนการจัดการเรยี นรู้ แบบม่งุ เน้นสมรรถนะอาชพี และบูรณาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

รหัสวิชา 20100 – 1002 วิชา วสั ดงุ านช่างอตุ สาหกรรม

หน่วยที่ 3 ช่ือหน่วย โลหะนอกจำพวกเหลก็ จำนวน 4 ชว่ั โมง

ช่อื เรอ่ื ง

3.1 โลหะนอกจำพวกเหลก็ 3.4 โลหะผสม

3.2 โลหะหนัก 3.5 โลหะซนิ เตอร์

3.3 โลหะเบา 3.6 บทสรปุ

แบบฝกึ หดั หนว่ ยท่ี 3

แบบทดสอบหลงั เรียนหน่วยที่ 3

1. สาระสำคญั

โลหะนอกจำพวกเหล็ก (Non- Ferrous Metals) สามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภทใหญ่ๆคือ

1. โลหะหนัก ( Heavy Metals ) เช่น ทองแดง เงิน ตะกว่ั สังกะสี และดีบุก เป็นต้น

2. โลหะเบา ( Light Metals ) เช่น อลมู เิ นยี ม และแมกนีเซียม เป็นต้น

3. โลหะผสม ( Alloy Metals ) เชน่ ทองเหลอื ง บรอนซ์ และนิโครม เป็นตน้

2. สมรรถนะประจำหน่วยการเรียนรู้

แสดงความรู้เก่ียวกับโลหะนอกจำพวกเหล็ก

3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้

3.1 จดุ ประสงคท์ ั่วไป

- ดา้ นความรู้

3.1.1 บอกโลหะนอกจำพวกเหลก็ ได้

3.1.2 บอกโลหะหนกั ได้

3.1.3 บอกโลหะเบาได้

3.1.4 บอกโลหะผสมได้

3.1.5 บอกโลหะซนิ เตอร์ได้

3.2 จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม

- ดา้ นทกั ษะ

3.2.1 ทดลองจำแนกบัตรภาพประเภทของโลหะนอกจำพวกเหลก็ ได้

3.2.2 มที ักษะในการเขยี นผงั มโนทัศน์เรอ่ื ง โลหะนอกจำพวกเหลก็ ได้

4. เน้อื หาสาระการสอน/การเรยี นรู้

4.1 ด้านความรู้

3.1 โลหะนอกจำพวกเหลก็ ( Non - Ferrous Metals )

โลหะนอกจำพวกเหล็ก เป็นโลหะท่ีไม่มีเหล็กผสมอยู่ ปัจจบุ นั นบั วา่ มคี วามสำคญั มากขึ้นตาม ลำดบั

ในระบบงานอตุ สาหกรรม เพราะมคี ุณสมบัติ ทนต่อการกดั กร่อน น้ำหนกั เบา ทนความรอ้ น เปน็ ตัวนำไฟฟ้า

และสามารถนำมาขน้ึ รปู ไดง้ า่ ย สามารถแบง่ ออกได้ 3 ประเภทใหญๆ่ คือ

38

1. โลหะหนัก ( Heavy Metals )
2. โลหะเบา ( Light Metals )
3. โลหะผสม ( Alloy Metals )
3.2 โลหะหนกั ( Heavy Metals )
โลหะหนัก คอื โลหะท่ีมีความหนาแน่นมากกว่า 4 กรมั / ลูกบาศก์เซนตเิ มตร โดยมีความสำคัญมาก
ในระบบงานอตุ สาหกรรมปจั จุบัน ไดแ้ ก่ ทองแดง ( Copper ) สงั กะสี ( Zinc ) ดบี กุ ( Tin ) ตะก่ัว ( Lead
)และโครเมี่ยม ( Chromium )
3.3 โลหะเบา ( Light Metals )
โลหะเบา คอื โลหะทมี่ ีความหนาแนน่ น้อยกวา่ 4 กก./ซม.3 ไดแ้ ก่ อลูมิเนียม แมกนีเซยี ม ไท
เท เนยี ม เซอร์โคเนียม และแบริลเลี่ยม เปน็ ตน้
3.4 โลหะผสม ( Alloy Metals )
โลหะผสม คอื การนำโลหะตั้งแต่ 2 ชนดิ ขึ้นไป ผสมกันในอตั ราสว่ นทแี่ ตกต่างกนั หรอื ในอัตรา
สว่ นท่ีกำหนด แล้วหลอมให้ละลายผสมเป็นเนอ้ื เดียวกนั เพอ่ื ใหม้ คี ุณสมบัตเิ หมาะสมท่ีจะนำไปใช้งาน โดย
แบง่ ออกเปน็ 2 ประเภทคือ
1. โลหะผสมหนกั
2. โลหะผสมเบา
4.4 ดา้ นทักษะหรือการประยุกต์ใช้
4.2.1 ทดลองจำแนกบตั รภาพประเภทของโลหะนอกจำพวกเหลก็ ได้
4.2.2 มีทักษะในการเขยี นผงั มโนทศั น์เรอ่ื ง โลหะนอกจำพวกเหลก็ ได้
4.3 ดา้ นคุณธรรม/ จรยิ ธรรม/ และคณุ ลกั ษณะทพ่ี ึงประสงค์และบูรณาการตามหลกั ปรชั ญา
เศรษฐกิจพอเพียง
ตรงต่อเวลา มวี นิ ัย มีความรับผดิ ชอบ ละเอียดรอบคอบ สนใจใฝร่ ู้ มคี วามซ่ือสัตย์ มเี หตุผล ประหยดั
และปฏิบัติตนในแนวทางทีด่ ี

5. กจิ กรรมการเรยี นการสอนหรอื การเรียนรู้ ข้ันตอนการเรยี นหรือกจิ กรรมของผเู้ รียน
ขั้นตอนการสอนหรอื กิจกรรมครู
1. นักเรียนขานรับเช็คชื่อตวั เอง
ขัน้ เตรียม(จำนวน 25 นาที) 2. นกั เรียนทำความเข้าใจและจดบันทึก
9. เชค็ ชอ่ื นกั เรยี น สาระสำคญั
10. ครูแนะนำตัวเอง แนะนำรายวชิ า
คำอธิบายรายวชิ า จุดประสงคร์ ายวิชา 3. นักเรียนสนทนาโต้ตอบกับครผู ู้สอน
ชแ้ี จงเกณฑ์การให้คะแนน วธิ ีการสอน
การวัดผลและประเมนิ ผล
11. ขน้ั นำเขา้ สู่บทเรยี น ด้วยการสนทนา

39

การซักถามเกย่ี วกบั เน้ือหาเรือ่ ง โลหะ

นอกจำพวกเหลก็

12. ครูมอบหมายให้นักเรียนทำแบบทดสอบ 4. นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรยี น

ก่อนเรียน

ขน้ั การสอน(จำนวน 50 นาท)ี

5. ครูบรรยายเนอื้ หาเกย่ี วกับเรื่องโลหะนอก

จำพวกเหล็ก

6. ครตู ้ังคำถาม ถาม – ตอบ ระหว่างครูและ 1. นักเรียนตงั้ คำถามและตอบคำถามโตต้ อบกับ

นกั เรยี นเก่ียวกับเนื้อหาท่เี รียนเรอ่ื ง ครใู หห้ ัวข้อเน้ือหาเรื่อง โลหะนอกจำพวกเหลก็

กรรมวธิ กี ารผลติ เหล็กและประเมินความ

เข้าใจในเน้ือหาของนักเรยี น

ข้นั สรุป (จำนวน 45 นาที)

9. สรุปเน้อื หาสาระสำคัญในบทเรยี นให้ 1. นกั เรียนตระหนักถึงความสำคญั ในเน้ือหาสาระ

นกั เรียน ตระหนกั ถึงความสำคัญในเนื้อหา ที่ไดเ้ รยี น

สาระทไี่ ด้เรียนไปและสามารถสรุปใจความ

สำคญั ของเน้อื หาได้

10. ครมู อบหมายให้นกั เรยี นทำแบบฝกึ หดั ทา้ ย 2. นักเรียนทำแบบฝกึ หัดทา้ ยบท

บท

11. ครมู อบหมายให้นกั เรยี นทำแบบทดสอบ 3. นกั เรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน

หลงั เรียน

12. ครูมอบหมายใหน้ กั เรยี นทำผงั มโนทัศน์ 4. นกั เรยี นทำผังมโนทัศน์เรื่อง โลหะนอกจำพวก

เรือ่ ง โลหะนอกจำพวกเหล็ก เหลก็

6. ส่อื การเรียนการสอน/การเรยี นรู้
6.1 สื่อสิ่งพิมพ์
6.1.1 หนงั สอื เรยี นวชิ า วสั ดงุ านชา่ งอุตสาหกรรม รหัสวชิ า 2100 – 1102 หนว่ ยที่ 3

เรอื่ ง โลหะนอกจำพวกเหล็ก
6.1.2 แบบประเมนิ ผลการเรยี นการเรยี นรู้ แบบทดสอบก่อน – หลงั เรยี น แบบฝึกหดั ท้ายบท

และแบบประเมินพฤติกรรม หน่วยท่ี 3 เรือ่ ง โลหะนอกจำพวกเหลก็
6.2 ส่ือโสตทศั น์
6.2.1 หนงั สือเรียนวิชา วสั ดุงานชา่ งอุตสาหกรรม
6.2.2 บตั รภาพ
6.2.3 สไลด์นำเสนอ (Power point)
6.2.4 วิดีทัศน์

40

6.2.5 ใชเ้ ครื่องฉาย (Projector)
6.3 สื่อของจรงิ

6.3.1 เครื่องมือ/อปุ กรณ์ตัวอยา่ งของวัสดุงานอุตสาหกรรม

7. แหล่งการเรียนการสอน/การเรยี นรู้
7.1 ภายในสถานศึกษา
7.1.1 หอ้ งสมุดวทิ ยาลยั ศนู ย์วิทยบริการ
7.1.2 หอ้ ง Internet ศนู ยว์ ิทยบริการ
7.2 ภายนอกสถานศึกษา
7.2.1 แหล่งเรยี นรู้ประจำชุมชน/หมู่บา้ น/ผูเ้ ชยี่ วชาญ

8. งานที่มอบหมาย
8.1 ก่อนเรียน
8.1.1 นกั เรยี นจัดเตรยี มเอกสาร ส่อื การเรยี นการสอนตามทค่ี รแู ละบทเรยี นกำหนด
8.1.2 นกั เรยี นทำแบบทดสอบกอ่ นเรียนหนว่ ยท่ี 3
8.1.3 นักเรยี นทำความเข้าใจเกยี่ วกบั จุดประสงคก์ ารเรียนของหนว่ ยเรียนที่ 3 และการให้
ความรว่ มมอื ในการทำกิจกรรมในหน่วยการเรยี นท่ี 3

8.2 ขณะเรียน
8.2.1 นักเรยี นศกึ ษาเนอ้ื หาหนว่ ยท่ี 3
8.2.2 นักเรียนจดบนั ทกึ เน้ือหาท่สี ำคัญระหวา่ งมีการเรียนการสอน
8.2.3 นักเรยี นเตรียมต้งั คำถาม ถาม – ตอบ ส่ิงท่นี ักเรียนไม่เขา้ ใจ
8.2.4 นกั เรยี นรับแบบฝึกหดั มาทำ

8.3 หลังเรียน
8.3.1 นักเรยี นร่วมกันสรปุ เน้ือหาหนว่ ยที่ 3
8.3.2 นักเรยี นทำแบบฝกึ หัดท้ายบท
8.3.3 นักเรยี นทำแบบทดสอบหลงั เรยี น
8.3.4 นักเรียนทำผงั มโนทศั น์

9. ผลงาน/ชนิ้ งาน ทีเ่ กดิ จากการเรยี นรขู้ องผู้เรียน
1. แบบทดสอบก่อนเรยี นและแบบทดสอบหลังเรียน
2. แบบฝกึ หัดทา้ ยบท
3. ผังมโนทัศน์

41

10. เอกสารอ้างอิง
หนงั สอื เรยี น วิชาวัสดุช่างอุตสาหกรรม รหัสวชิ า 2100 – 1002 บริษัทศูนยห์ นงั สือเมืองไทย
จำกดั
เวบ็ ไซต์ออนไลน์ และสือ่ สิ่งพิมพท์ เี่ กย่ี วขอ้ งกบั เน้ือหาบทเรียน

11. การบรู ณาการ/ความสัมพันธก์ บั รายวิชาอน่ื
1. บรู ณาการกบั วชิ า งานฝึกฝีมอื เรื่อง เคร่ืองมอื ท่ัวไปและเคร่ืองมือกลเบ้ืองตน้

12. หลักการประเมนิ ผลการเรียน
12.1 ก่อนเรยี น
12.1.1.ใชส้ มดุ บนั ทึกเวลาเรียนฯ ขานชือ่ ผเู้ รยี นและตรวจการตรงต่อเวลา
12.1.2 ใชแ้ บบสงั เกตความพรอ้ มในการเรียน ประเมนิ ความพร้อม เช่น หนงั สอื สมดุ ปากกา

การแต่งกาย เปน็ ตน้
12.2 ขณะเรยี น
12.2.1.ใช้แบบสงั เกตพฤติกรรม สังเกตการตอบคำถาม ความสนใจใฝ่รู้ ใฝ่เรียน
12.3 หลังเรียน
12.3.1. แบบทดสอบหลงั เรยี นตอ้ งผา่ นเกณฑ์การประเมนิ 50%
12.3.2. แบบฝกึ หดั หลงั เรยี นตอ้ งผ่านเกณฑ์การประเมนิ 50%

13. รายละเอียดการประเมินผลการเรยี น
จุดประสงคข์ ้อที่ 1 อธิบายความหมายของวัสดอุ ตุ สาหกรรมไดถ้ ูกต้อง
1. วิธกี ารประเมิน :แบบประเมนิ ผลการเรียนรแู้ ละแบบประเมนิ พฤติกรรม หน่วยที่ 3
2. เครอ่ื งการประเมิน : แบบทดสอบก่อนเรยี นและแบบทดสอบหลังเรยี น
3. เกณฑ์การประเมิน : แบบประเมนิ ผลการเรียนรูผ้ า่ นเกณฑ์การประเมิน
4. เกณฑ์การผา่ น : 50 %
จดุ ประสงคข์ ้อท่ี 2 บอกประเภทของวสั ดอุ ุตสาหกรรมได้
1. วิธีการประเมนิ :แบบประเมนิ ผลการเรยี นรแู้ ละแบบประเมินพฤติกรรม หน่วยท่ี 3
2. เครื่องการประเมิน : แบบทดสอบกอ่ นเรียนและแบบทดสอบหลงั เรยี น
3. เกณฑ์การประเมิน : แบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้ผ่านเกณฑ์การประเมิน
4. เกณฑ์การผ่าน : 50 %
จดุ ประสงคข์ ้อที่ 3 อธิบายความหมายของโลหะและคุณสมบัตขิ องโลหะได้
1. วธิ กี ารประเมิน :แบบประเมนิ ผลการเรียนรแู้ ละแบบประเมินพฤติกรรม หนว่ ยที่ 3
2. เครอื่ งการประเมนิ : แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลงั เรียน
3. เกณฑ์การประเมนิ : แบบประเมนิ ผลการเรียนรผู้ ่านเกณฑ์การประเมิน
4. เกณฑ์การผา่ น : 50 %

42

จุดประสงค์ข้อที่ 4 อธิบายความหมายและบอกประเภทโลหะจำพวกเหล็กได้
1. วธิ กี ารประเมนิ :แบบประเมินผลการเรยี นรู้และแบบประเมนิ พฤติกรรม หนว่ ยท่ี 3
2. เครอ่ื งการประเมิน : แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน
3. เกณฑ์การประเมนิ : แบบประเมินผลการเรยี นร้ผู า่ นเกณฑ์การประเมิน
4. เกณฑ์การผ่าน : 50 %

43

14. แบบทดสอบก่อนเรยี น

หน่วยการสอนที่ 3 ชื่อหน่วยการสอน โลหะนอกจำพวกเหล็ก

วัตถุประสงค์ เพื่อดคู วามก้าวหนา้ ระหว่างกอ่ นเรียนและหลังเรียน

ขอ้ คำถาม

คำสงั่ จงเลือกคำตอบท่ถี ูกตอ้ ง

1. โลหะนอกจำพวกเหลก็ แบ่งออกไดก้ ป่ี ระเภทใหญ่ ๆ
ก. 2 ประเภท ข. 3 ประเภท
ค. 4 ประเภท ง. 5 ประเภท
2. โลหะหนักมคี วามหนาแนน่ เท่าใด
ก. มากกว่า 6 กรัม/ซม.3 ข. น้อยกวา่ 6 กรัม/ซม. 3
ค. มากกว่า 4 กรัม/ซม.3 ง. น้อยกวา่ 4 กรมั /ซม. 3
3. ขอ้ ใดจดั อยใู่ นประเภทของโลหะหนัก
ก. แมกนเี ซยี ม ข. ทองเหลือง
ค. อะลมู ิเนียม ง. ทองแดง
ข. Pb
4. ตะก่ัวมีสญั ลักษณ์ทางเคมีอย่างไร ง. PB
ก. BP ข. โลหะออ่ น
ค. Bp ง. โลหะผสม
ข. 5 ประเภท
5. Light Metal หมายถึงอะไร ง. 3 ประเภท
ก. โลหะเบา
ค. โลหะหนกั

6. โลหะผสมแบง่ ออกได้กป่ี ระเภท
ก. 4 ประเภท
ค. 2 ประเภท
7. ทองเหลืองเป็นโลหะผสมระหวา่ งอะไร
ก. บรอนซ์และตะก่ัว ข. ทองแดงและทองเหลือง
ค. ทองแดงและบรอนซ์ ง. ทองแดงและสงั กะสี
8. BZAL เปน็ โลหะผสมระหว่างอะไร ข. บรอนซอ์ ะลมู ิเนยี ม
ก. บรอนซด์ ีบุก ง. บรอนซต์ ะกว่ั
ค. บรอนซ์ทองแดง ข. บัดกรถี งั
9. เงนิ บัดกรเี บอร์ 25 เหมาะสำหรับงานลักษณะใด ง. บัดกรที ่อ
ก. บัดกรลี วด ข. โลหะ
ค. งานละเอียด
10. ซินเตอรห์ มายถึงอะไร
ก. การเผา

ค. ผงละเอยี ด ง. การอบ

44

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน
1. โลหะนอกจำพวกเหล็กแบ่งออกได้ก่ปี ระเภทใหญ่ ๆ

ข. 3 ประเภท
2. โลหะหนักมคี วามหนาแนน่ เท่าใด

ค. มากกว่า 4 กรมั /ซม.3
3. ขอ้ ใดจดั อยใู่ นประเภทของโลหะหนกั

ง. ทองแดง
4. ตะก่ัวมีสญั ลกั ษณ์ทางเคมีอย่างไร

ข. Pb
5. Light Metal หมายถึงอะไร

ก. โลหะเบา
6. โลหะผสมแบ่งออกได้ก่ปี ระเภท

ค. 2 ประเภท
7. ทองเหลืองเปน็ โลหะผสมระหว่างอะไร

ง. ทองแดงและสงั กะสี
8. BZAL เปน็ โลหะผสมระหวา่ งอะไร

ข. บรอนซอ์ ะลมู เิ นียม
9. เงินบัดกรเี บอร์ 25 เหมาะสำหรบั งานลกั ษณะใด

ก. งานละเอียด
10. ซนิ เตอรห์ มายถงึ อะไร

ค. ผงละเอยี ด

45

15. แบบทดสอบหลังเรียน

หน่วยการสอนที่ 3 ช่ือหน่วยการสอน โลหะนอกจำพวกเหลก็

วัตถุประสงค์ เพ่ือดคู วามก้าวหนา้ ระหว่างกอ่ นเรียนและหลงั เรียน

ขอ้ คำถาม

คำสงั่ จงเลอื กคำตอบทถ่ี ูกตอ้ ง

1. โลหะนอกจำพวกเหล็กแบ่งออกได้กี่ประเภทใหญ่ ๆ
ก. 2 ประเภท ข. 3 ประเภท
ค. 4 ประเภท ง. 5 ประเภท
2. โลหะหนักมีความหนาแน่นเท่าใด
ก. มากกวา่ 6 กรมั /ซม.3 ข. น้อยกวา่ 6 กรัม/ซม. 3
ค. มากกว่า 4 กรมั /ซม.3 ง. นอ้ ยกวา่ 4 กรมั /ซม. 3
3. ขอ้ ใดจดั อยู่ในประเภทของโลหะหนกั
ก. แมกนเี ซียม ข. ทองเหลือง
ค. อะลมู ิเนยี ม ง. ทองแดง
ข. Pb
4. ตะก่ัวมีสญั ลกั ษณ์ทางเคมีอย่างไร ง. PB
ก. BP ข. โลหะออ่ น
ค. Bp ง. โลหะผสม
ข. 5 ประเภท
5. Light Metal หมายถงึ อะไร ง. 3 ประเภท
ก. โลหะเบา
ค. โลหะหนกั

6. โลหะผสมแบ่งออกไดก้ ป่ี ระเภท
ก. 4 ประเภท
ค. 2 ประเภท
7. ทองเหลืองเปน็ โลหะผสมระหว่างอะไร
ก. บรอนซ์และตะก่ัว ข. ทองแดงและทองเหลือง
ค. ทองแดงและบรอนซ์ ง. ทองแดงและสงั กะสี
8. BZAL เปน็ โลหะผสมระหวา่ งอะไร ข. บรอนซอ์ ะลมู ิเนยี ม
ก. บรอนซ์ดีบกุ ง. บรอนซต์ ะกว่ั
ค. บรอนซ์ทองแดง ข. บัดกรถี งั
9. เงนิ บัดกรเี บอร์ 25 เหมาะสำหรบั งานลักษณะใด ง. บัดกรที ่อ
ก. บัดกรลี วด ข. โลหะ
ค. งานละเอียด
10. ซินเตอรห์ มายถึงอะไร
ก. การเผา

ค. ผงละเอียด ง. การอบ

46

เฉลยแบบทดสอบหลงั เรียน
1. โลหะนอกจำพวกเหลก็ แบ่งออกได้ก่ปี ระเภทใหญ่ ๆ

ข. 3 ประเภท
2. โลหะหนกั มีความหนาแนน่ เท่าใด

ค. มากกว่า 4 กรัม/ซม.3
3. ข้อใดจดั อยูใ่ นประเภทของโลหะหนกั

ง. ทองแดง
4. ตะกว่ั มีสัญลักษณ์ทางเคมีอย่างไร

ข. Pb
5. Light Metal หมายถึงอะไร

ก. โลหะเบา
6. โลหะผสมแบ่งออกไดก้ ่ปี ระเภท

ค. 2 ประเภท
7. ทองเหลืองเปน็ โลหะผสมระหว่างอะไร

ง. ทองแดงและสงั กะสี
8. BZAL เปน็ โลหะผสมระหว่างอะไร

ข. บรอนซอ์ ะลูมิเนยี ม
9. เงนิ บดั กรเี บอร์ 25 เหมาะสำหรับงานลกั ษณะใด

ก. งานละเอยี ด
10. ซินเตอร์หมายถงึ อะไร

ค.ผงละเอยี ด

47

16. ใบความรทู้ ่ี 3
หน่วยการสอนท่ี 3 ช่ือหนว่ ยการสอน โลหะนอกจำพวกเหลก็
ชื่อหัวข้อเรื่อง
3.1 โลหะนอกจำพวกเหลก็ ( Non - Ferrous Metals )

โลหะนอกจำพวกเหลก็ เปน็ โลหะที่ไม่มีเหลก็ ผสมอยู่ ปจั จุบันนับวา่ มีความสำคญั มากข้ึนตาม ลำดับ
ในระบบงานอุตสาหกรรม เพราะมคี ุณสมบตั ิ ทนต่อการกดั กร่อน นำ้ หนักเบา ทนความรอ้ น เปน็ ตัวนำไฟฟา้
และสามารถนำมาข้ึนรูปไดง้ ่าย สามารถแบง่ ออกได้ 3 ประเภทใหญๆ่ คือ

1. โลหะหนัก ( Heavy Metals )
2. โลหะเบา ( Light Metals )
3. โลหะผสม ( Alloy Metals )
3.2 โลหะหนัก ( Heavy Metals )
โลหะหนัก คอื โลหะที่มคี วามหนาแน่นมากกวา่ 4 กรัม / ลกู บาศกเ์ ซนตเิ มตร โดยมีความสำคญั มาก
ในระบบงานอุตสาหกรรมปจั จบุ นั ได้แก่ ทองแดง ( Copper ) สงั กะสี ( Zinc ) ดบี กุ ( Tin ) ตะกัว่ (Lead )
และโครเมย่ี ม ( Chromium )
3.3 โลหะเบา ( Light Metals )
โลหะเบา คอื โลหะทม่ี ีความหนาแน่นนอ้ ยกวา่ 4 กก./ซม.3 ได้แก่ อลมู ิเนียม แมกนีเซียม ไท
เท เนียม เซอรโ์ คเนียม และแบริลเลย่ี ม เป็นตน้
3.4 โลหะผสม ( Alloy Metals )
โลหะผสม คอื การนำโลหะตงั้ แต่ 2 ชนิดข้ึนไป ผสมกันในอตั ราสว่ นทแ่ี ตกต่างกัน หรือในอัตรา
ส่วนทีก่ ำหนด แลว้ หลอมให้ละลายผสมเปน็ เนอ้ื เดยี วกัน เพอื่ ใหม้ ีคุณสมบัตเิ หมาะสมที่จะนำไปใชง้ าน โดย
แบง่ ออกเป็น 2 ประเภทคือ
1. โลหะผสมหนัก
2. โลหะผสมเบา

48

17. แบบฝึกหดั

คำส่งั จงตอบคำถามต่อไปน้ี

1. โลหะนอกจำพวกเหล็กแบ่งออกได้กชี่ นิด อะไรบ้าง

ตอบ 3 ชนิด ไดแ้ ก่ โลหะหนกั โลหะเบา และโลหะผสม

2. โลหะหนักหมายถงึ อะไร พรอ้ มยกตัวอย่างมา 5 ข้อ

ตอบ โลหะหนัก หมายถึง โลหะที่มีความหนาแน่นมากกว่า 4 กรัม/ซม.3 ที่มีความสำคัญต่อระบบงาน

อุตสาหกรรม ยกตวั อยา่ งเช่น ทองแดง ดบี กุ ทองคำ ตะกั่ว และโครเมียม

3. สงั กะสนี ำไปใชง้ านอะไรบ้าง

ตอบ ใช้เคลือบเหล็กอาบสังกะสี เคลือบลวด ท่อประปา ทำแผ่นแบตเตอรี่ ใช้เป็นโลหะผสมทำทองเหลือง

ทำสี กระบอกถา่ นไฟฉาย กระปอ๋ ง และเคลอื บภาชนะใส่อาหาร เป็นต้น

4. โลหะเบาหมายถึงอะไร พร้อมยกตัวอยา่ งมา 5 ข้อ

ตอบ โลหะเบา หมายถึง โลหะที่มีความหนาแน่นน้อยกว่า 4 กก./ซม.3 เช่น อะลูมิเนียม แมกนีเซียม

ไทเทเนียม เซอรโ์ คเนียม และแบริลเลยี ม เป็นต้น

5. อะลูมเิ นียมใชท้ ำผลิตภณั ฑ์อะไรได้บ้าง บอกมา 10 ข้อ

ตอบ 1. ลวดสายไฟ 2. หมอ้ หุงข้าว 3. กระทะไฟฟา้ 4. กระปอ๋ ง 5. ขนั นำ้

6. ทำเฟอรน์ เิ จอร์ 7. ทำประตบู ้าน 8. มงุ้ ลวด 9. ตัวเรือน

เครอ่ื งสบู 10. ลูกสูบ

6. โลหะผสมหมายถึงอะไร

ตอบ โลหะผสม หมายถึง การนำโลหะตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป ผสมกันในอัตราส่วนที่แตกต่างกัน หรือใน

อัตราส่วนที่กำหนด โดยหลอมละลายให้เป็นเนื้อเดียวกันหรือในอัตราส่วนที่กำหนด เพื่อให้มีคุณสมบัติที่

เหมาะสมจะนำไปใชง้ าน

7. ทองเหลืองแบง่ ออกได้ก่ชี นดิ อะไรบ้าง

ตอบ ทองเหลืองแบ่งออกได้ 3 ชนดิ ได้แก่ ทองเหลืองหลอ่ ทองเหลอื งรีด และทองเหลืองพเิ ศษ

8. จงอธิบายกรรมวธิ ีการผลติ โลหะซินเตอร์มาพอเข้าใจ

ตอบ 1. บดโลหะท่ีต้องการผลติ ใหเ้ ป็นผงละเอียด

2. ทำการบดอัดโลหะผงลงในแบบท่ีเตรียมไว้

3. นำเข้าเตาอบไฟฟา้ ท่ีอุณหภูมิ 900–1,100 °C

4. เขา้ เครือ่ งอดั เพอื่ ตกแตง่ ขนาดของช้นิ งาน อบทีอ่ ุณหภูมิ 1,300–1,700 °C แล้วแกะออกจากแบบ

9. จงบอกคุณสมบตั ิของโลหะซนิ เตอรม์ าอย่างน้อย 5 ขอ้

ตอบ 1. เป็นโลหะท่ีมีความแข็งสูง 2. ทนต่อความร้อนและทนต่อการกดั กร่อนได้ดี

3. สามารถใช้เปน็ โลหะแข็ง 4. มีรพู รนุ ทำให้เปราะแตกหักงา่ ย

5. มีน้ำหนกั เบาและมคี วามหนาแนน่ นอ้ ย

10. วัตถุดบิ ท่นี ำมาผลติ เป็นโลหะซนิ เตอร์มอี ะไรบ้าง

49

ตอบ 1. ผงคารบ์ อน 2. ผงทงั สเตนคารไ์ บด์ 3. ผงไทเทเนียมคาร์ไบด์ 4. ผงแทนทาลัมคาร์
ไบด์

50

18. บนั ทึกผลหลังการจดั การเรยี นรู้แบบมุ่งเนน้ สมรรถนะอาชีพและบูรณาการตามหลักปรชั ญาของ

เศรษฐกจิ พอเพียง

18.1 สรปุ ผลการจดั การเรียนรู้

รายการ ระดับการปฏบิ ตั ิ
5432 1

ดา้ นการเตรียมการสอน

1. จดั หน่วยการเรียนรูไ้ ดส้ อดคล้องกับวตั ถุประสงคก์ ารเรียนรู้

2. กำหนดเกณฑ์การประเมนิ ครอบคลุมทง้ั ด้านความรู้ ด้านทกั ษะ และด้านจิตพสิ ยั

3. เตรียมวสั ดุ-อุปกรณ์ ส่ือ นวตั กรรม กิจกรรมตามแผนการจดั การเรียนรูก้ ่อนเขา้

สอน

ดา้ นการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้

4. มวี ธิ ีการนำเขา้ สูบ่ ทเรยี นท่ีนา่ สนใจ

5. มกี จิ กรรมทห่ี ลากหลาย เพ่ือช่วยให้ผูเ้ รยี นเกิดการเรียนรู้ ความเขา้ ใจ

6. จดั กจิ กรรมทีส่ ่งเสริมใหผ้ ู้เรยี นค้นคว้าเพ่ือหาคำตอบดว้ ยตนเอง

7. นักเรยี นมสี ่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้

8. จัดกจิ กรรมที่เนน้ กระบวนการคิด ( คิดวเิ คราะห์ คดิ สังเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ )

9. กระตุ้นให้ผู้เรยี นแสดงความคิดเหน็ อย่างเสรี

10. จัดกิจกรรมการเรยี นรู้ท่ีเช่ือมโยงกบั ชีวติ จรงิ โดยนำภมู ิปัญญา/บูรณาการเข้ามามสี ่วน

ร่วม

11. จัดกจิ กรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม

12. มกี ารเสริมแรงเมอื่ นักเรยี นปฏบิ ัติ หรือตอบถูกต้อง

13. มอบหมายงานใหเ้ หมาะสมตามศักยภาพของผูเ้ รยี น

14. เอาใจใสด่ แู ลผเู้ รยี น อย่างท่ัวถึง

15. ใชเ้ วลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่ีกำหนด

ดา้ นสอื่ นวตั กรรม แหล่งการเรยี นรู้

16. ใชส้ อ่ื ท่ีเหมาะสมกบั กิจกรรมและศักยภาพของผ้เู รยี น

17. ใชส้ ่ือ แหลง่ การเรียนรู้อย่างหลากหลาย เชน่ บคุ คล สถานที่ ของจริง เอกสาร

ส่อื อิเล็กทรอนกิ ส์ และอินเทอรเ์ น็ต เปน็ ต้น

ดา้ นการวดั และประเมนิ ผล

18. ผ้เู รยี นมสี ว่ นรว่ มในการกำหนดเกณฑ์การวัดและประเมินผล

19. ประเมนิ ผลอย่างหลากหลายและครบท้ังด้านความรู้ ทักษะ และจิตพิสยั

20. ครู ผูเ้ รยี น ผปู้ กครอง หรือ ผทู้ เ่ี ก่ยี วข้องมสี ว่ นรว่ ม ในการประเมิน

รวม

51

หมายเหตุ ระดับการปฏบิ ัติ 5 = ปฏบิ ตั ิดีเยี่ยม 4 = ปฏิบตั ดิ ี 3 = ค่าเฉลย่ี
ปฏบิ ัติพอใช้

2 = ควรปรบั ปรุง 1 = ไมม่ กี ารปฏิบตั ิ

18.2 ปัญหาท่ีพบ และแนวทางแก้ปัญหา แนวทางแก้ปญั หา
ปัญหาที่พบ

ด้านการเตรยี มการสอน

ด้านการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้

ดา้ นส่ือ นวัตกรรม แหลง่ การเรียนรู้
ดา้ นการวดั และประเมนิ ผล
ดา้ นอ่นื ๆ (โปรดระบเุ ป็นข้อๆ)

ลงชื่อ ........................................................................ ครผู ้สู อน
(....................................................................)

ตำแหน่ง .......................................................................
............../.................................../....................

19. บันทึกการนเิ ทศและตดิ ตาม 52
ช่ือ-สกุล ผู้นเิ ทศ ตำแหน่ง
วัน-เดือน- เวลา รายการนเิ ทศและตดิ ตาม

ปี

53

แผนการจดั การเรียนรู้ แบบมงุ่ เน้นสมรรถนะอาชีพและบูรณาการตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

รหัสวิชา 20100 – 1002 วิชา วสั ดุงานช่างอตุ สาหกรรม

หนว่ ยที่ 4 ชื่อหน่วย เช้ือเพลิง วสั ดหุ ล่อลื่น และวสั ดุหล่อเยน็ จำนวน 4 ชวั่ โมง

ชือ่ เร่ือง

4.1 บทนำ 4.6 เช้ือเพลงิ กา๊ ซ หรือแกส๊

4.2 ความหมายของเช้อื เพลิง 4.7 วสั ดุหล่อล่นื

4.3 ประเภทของเชอ้ื เพลิง 4.8 วัสดหุ ลอ่ เย็น

4.4 เชื้อเพลงิ แข็ง 4.9 บทสรุป

4.5 เช้อื เพลิงเหลว

แบบฝกึ หดั หนว่ ยที่ 4

แบบทดสอบหลังเรยี นหนว่ ยที่ 4

1. สาระสำคัญ

เชือ้ เพลิง ( Fuels ) เปน็ สารใดๆเม่ือเกดิ การเผาไหม้แล้ว จะใหพ้ ลังงานความร้อนออกมา ซ่ึงนำ ไป

ใช้ประโยชนไ์ ด้ ธาตุท่ีเป็นองคป์ ระกอบของเชื้อเพลงิ คอื คาร์บอน (C ) และไฮโดรเจน ( H )

สารหล่อลน่ื ( Lubrication ) หมายถึง สารหรอื วัสดทุ ี่ใช้ในการหลอ่ ล่ืนชนิ้ ส่วนเคร่อื งจักรกล โดย

อาจ จะอย่ใู นรูปของแขง็ ของเหลว และกา๊ ซ แตส่ ารหล่อลนื่ เหล่านี้ จะมกี ารเตมิ สารคณุ ภาพต่างๆเข้า

ไป เพอ่ื ให้มีความเหมาะสมกบั ลักษณะงาน

วสั ดุหล่อเย็น (Coolant) หรอื สารหลอ่ เยน็ ที่ใช้ในการแปรรปู และตัดเฉอื นโลหะด้วยคมตดั

เช่น การกลึง การเจาะ การใส และการเจียระไน เปน็ ต้น เมอ่ื นำคมตดั ไปใชง้ านจะเกดิ การเสยี ดสี

ระหวา่ งหน้าคมกับวัสดุช้ินงาน ทำให้เกิดความร้อนขน้ึ โดยคมตัดของเคร่ืองมือตดั เสยี หายได้

2. สมรรถนะประจำหนว่ ยการเรยี นรู้

แสดงความรู้เก่ยี วกับเชือ้ เพลงิ วสั ดุหล่อลืน่ และวสั ดหุ ลอ่ เยน็

3. จุดประสงค์การเรียนรู้

3.1 จุดประสงคท์ ่ัวไป

- ดา้ นความรู้

3.1.1 อธบิ ายความหมายของเชื้อเพลิงได้

3.1.2 บอกประเภทของเชอื้ เพลิงได้

3.1.3 บอกเชอ้ื เพลงิ แข็งได้

3.1.4 บอกเชอ้ื เพลิงเหลวได้

3.1.5 บอกเชื้อเพลงิ กา๊ ซ หรือแกส๊ ได้

3.1.6 บอกวสั ดุหล่อลืน่ ได้

3.1.7 บอกวัสดุหล่อเยน็ ได้

54

3.2 จุดประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม
- ด้านทักษะ
3.2.1 ทดลองจำแนกบตั รภาพประเภทของเชื้อเพลงิ วสั ดหุ ล่อลืน่ และวสั ดหุ ล่อเย็น
ได้
3.2.2 มีทักษะในการเขียนผงั มโนทัศน์เร่อื ง เชื้อเพลงิ วสั ดุหลอ่ ลืน่ และวัสดหุ ลอ่ เย็น
ได้

4. เนอื้ หาสาระการสอน/การเรียนรู้
4.1 ด้านความรู้
4.1 บทนำ
เชอ้ื เพลงิ เปน็ วัสดทุ มี่ ีความสำคัญมาก ในระบบงานอตุ สาหกรรมปัจจุบนั ซ่ึงมีประโยชน์ตอ่ ครัว

เรือน และตอ่ เศรษฐกิจของโลก เชน่ เช้ือเพลงิ ผลติ พลังงานไอน้ำผลิตกระแสไฟฟ้า การเกษตร อตุ สาห
กรรมรถยนต์ และอุตสาหกรรมการผลติ เปน็ ตน้
4.2 ความหมายของเช้ือเพลิง

เชอ้ื เพลงิ คือสารใดๆ เมื่อเกิดการเผาไหม้แล้วจะให้พลงั งานความร้อนออกมา ซึ่งนำไปใช้ประโยชนไ์ ด้
ธาตุทีเ่ ปน็ องคป์ ระกอบทีส่ ำคัญของเชื้อเพลงิ คือ คารบ์ อน (C ) และไฮโดรเจน( H ) เมอ่ื เชือ้ เพลิงถูกเผาไหม้
ธาตคุ ารบ์ อน และไฮโดรเจน จะทำปฏิกิริยากบั กา๊ ซออกซิเจน แล้วเกิดพลงั งานความร้อน น้ำ และก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ หรอื ในบางครัง้ อาจจะเกิด ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ หรอื เขม่า
4.3 ประเภทของเชื้อเพลงิ

เชื้อเพลงิ ที่ใช้อยู่โดยทั่วไปเพื่อการคมนาคม การอุตสาหกรรม และประเภทอนื่ ๆ โดยในปจั จบุ ัน
จะต้องนำมาใช้กันอย่างประหยดั เชอ้ื เพลิงแบ่งได้ 3 ประเภทใหญ่ๆดังนค้ี ือ

1. เชอื้ เพลงิ แข็ง เป็นเชอื้ เพลิงทม่ี สี ถานะเป็นของแขง็ ท่ีอุณหภมู ิห้อง เช่น ถ่านหิน ฟนื ถ่าน
ไม้ แกลบ ขีเ้ ล่อื ย ชานอ้อย ฟางอ้อย และเศษวสั ดุตา่ งๆ เปน็ ตน้

2. เช้ือเพลงิ เหลว เปน็ เชอื้ เพลิงท่มี สี ถานะเป็นของเหลวที่อณุ หภมู หิ ้อง เชน่ นำ้ มนั ปโิ ตร
เลียม แอลกอฮอล์ น้ำมันพชื และนำ้ มนั สตั ว์ เป็นต้น

3. เชอื้ เพลิงกา๊ ซ เปน็ เชือ้ เพลิงท่มี สี ถานะเป็นก๊าซที่อณุ หภูมิหอ้ ง เชอื้ เพลงิ ประเภทนี้ส่วน ใหญ่เปน็
สารประกอบไฮโดรคาร์บอน เช่น ก๊าซธรรมชาติ กา๊ ซหงุ ตม้ และก๊าซชีวภาพ เปน็ ต้น
4.4 เช้อื เพลงิ แข็ง (Solid Fuel)

เปน็ เชื้อเพลิงท่ีมสี ถานะเป็นของแข็งท่ีอุณหภูมิห้อง ประกอบด้วยธาตุ คาร์บอนไฮโดรเจน ไนโตร
เจน และกำมะถัน แต่เม่ือทำปฏิกิรยิ ากบั ออกซเิ จนแลว้ จะเกิดการเผาไหมใ้ หพ้ ลังงานความรอ้ นเกดิ ขน้ึ ได้แก่

1. ถ่านหิน (Coal)
2. ถา่ นไม้ และฟืน
3. วสั ดุเหลอื จากการเกษตร (Agriculture Material)
4. ไม้ (wood)

55

4.5 เชอื้ เพลิงเหลว (Liquid Fuel)
เป็นเช้อื เพลงิ เหลวท่ีได้จากน้ำมนั ดิบ จากการทับถมของซากพืช ซากสตั ว์ ทต่ี ายแล้ว โดยทบั ถมกัน

มาเปน็ เวลาหลายๆล้านปี นำ้ มันดิบ เปน็ สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน มีองคป์ ระกอบดงั น้ี คือ คาร์บอน
83 – 87 % ไฮโดรเจน 11 – 15 % ออกซเิ จน 5 % กำมะถนั 6 % และไนโตรเจน 0.05 % ดังนั้นใน
การนำน้ำมนั ดบิ หรอื น้ำมนั ปิโตรเล่ียม มาใชจ้ ะต้องผ่านกรรมวธิ ีการกลั่น

ประเภทของนำ้ มนั
1. นำ้ มันดบิ
2. น้ำมนั เบนซลิ (Benzene or Gasoline)
3. นำ้ มนั ดีเซล (Diesel) หรอื นำ้ มันโซล่า
4. น้ำมนั กา๊ ด (Kerosene)
5. น้ำมันเตา (Furnace Oil)
6. แอลกอฮอล์ (Alcohol)
4.6 เช้อื เพลงิ กา๊ ซ หรือแก๊ส (Gas Fuel)
เชือ้ เพลิงก๊าซ หมายถึง กา๊ ซทกุ ชนดิ ทีท่ ำปฏิกริ ยิ ากบั ออกซเิ จน แล้วเกดิ การเผาไหม้ทำให้ได้ พลงั
งานความรอ้ นท่ีสามารถนำไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้ แตเ่ ดิมนน้ั เช้ือเพลงิ ใช้ในการหุงต้มเป็นสว่ นใหญ่ ต่อมาเชอ้ื
เพลิงกา๊ ซ ได้ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรม และเครื่องยนต์ตา่ งๆมากขน้ึ เชอ้ื เพลิงก๊าซสว่ นใหญ่ เป็นสาร
ประกอบไฮโดรคารบ์ อน
เช้ือเพลิงก๊าซ ทีใ่ ชใ้ นปจั จุบัน ไดแ้ ก่
1. แกส๊ ธรรมชาติ (Natural Gas) มีดังนีค้ อื

1. ก๊าซมเี ทน (CH4) คือใช้เป็นเช้ือเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟา้ ใชพ้ ลงั งานในการเผาไหม้ไปต้มน้ำ
ในหมอ้ ไอน้ำ โรงงานถลุงเหล็ก โรงงานปูนซีเมนต์ โรงงานแกว้ และผลิตปยุ๋ เปน็ ต้น

2. กา๊ ซอีเทน (C2H6) คือใช้ผลิตเอทลิ นี ในการผลิตเม็ดพลาสติกผลิตภัณฑต์ ่างๆ เช่น ขวดของ
เดก็ เล่น เชือก แห อวน ถุง ดอกไม้ ท่อน้ำ และสายยาง เปน็ ตน้

3. ก๊าซโปรเพน (C3H8) คือใชผ้ ลติ โปรพีลีนที่ เปน็ สารตัง้ ตน้ ในการผลิตเมด็ พลาสตกิ เพื่อทำ
ผลติ ภัณฑ์ เชน่ กระสอบ แผ่นฟิลม์ และยางสงั เคราะห์ เปน็ ต้น

4. บวิ เทน (C414) เป็นวตั ถดุ บิ ในการผลติ สารเคมี และพลาสติกบางชนิด เช่น รองเท้า
ยางรถยนต์ และกระเปา๋ เดนิ ทาง เป็นต้น

2. แก๊สชีวภาพ (Bio - Gas)
เปน็ แก๊สท่ไี ดจ้ ากการหมักย่อยสลายของมูลสัตว์ และเศษพืชตา่ งๆ เช่น ผกั ตบชวา แปง้ มนั

ฟางข้าว ขี้วัว ขค้ี วาย ข้หี มู และมูลสตั วต์ า่ งๆ เป็นตน้ ในสภาวะทม่ี ีออกซเิ จนน้อย หรือไม่มี
ออกซเิ จนเปน็ เวลา 20 – 60 วัน โดยจะได้แก๊สออกมาเปน็ แก๊สมีเทน (Methane : CH4) สามารถนำไป
จดุ ไฟให้ความรอ้ นหงุ ต้มอาหาร ใหแ้ สงสว่างในเวลากลางคืน และนำไปขจัดสิง่ เจือปนใชเ้ ป็นเช้ือเพลิง
เครอ่ื งยนต์ เพ่ือทดแทนนำ้ มันได้

3. แก๊สอะเซทีลนี (Acetylene)

56

เปน็ แก๊สทีม่ ีสารประกอบของไฮโดรเจน และคาร์บอน มสี ัญลกั ษณ์ทางเคมี C2H2 เป็นแกส๊

ที่มีคณุ สมบตั ิในการติดไฟ แต่เมอื่ รวมตวั กบั แกส๊ ออกซเิ จน แล้วจะใหเ้ ปลวไฟทมี่ ีอณุ หภูมิสงู แกส๊ อะเซทลี นี

สามารถเตรียมได้โดยให้น้ำทำปฏกิ ิรยิ ากบั แคลเซียมคาร์ไบด์ (Calcium Carbide : CaC2) นำไปเป็นเชื้อเพลิง

ในการเชอื่ มประสานโลหะ (Gas Metal Welding) จะได้สมการดังนี้

CaC2 + 2H2O Ca (OH)2 + C2H2

4. แกส๊ แอล พี จี หรือก๊าซปโิ ตรเลยี มเหลว (Liquefied Petroleum Gas : LPG)

เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน มีองค์ประกอบของก๊าซโพรเพน (Propane : C3H8) เป็น

สว่ นใหญ่ จึงเป็นกา๊ ซทหี่ นักกวา่ อากาศ แก๊ส LPG เองไม่มสี ี ไมม่ ีกลน่ิ เช่นเดยี วกับก๊าซธรรมชาติ แต่

เนื่องจากเป็นก๊าซทห่ี นักกวา่ อากาศ จึงมีการสะสม และลุกไหม้ไดง้ า่ ย

4.7 วัสดุหล่อลืน่ ( Lubrication )

สารหลอ่ ล่นื

สารหล่อลน่ื หมายถงึ สารหรอื วัสดทุ ีใ่ ชใ้ นการหล่อลนื่ ช้นิ ส่วนเครอ่ื งจกั รกล โดยอาจจะอยู่ในรูป

ของแขง็ ของเหลว และก๊าซ แตส่ ารหล่อลื่นเหล่าน้ี จะมกี ารเตมิ สารคุณภาพต่างๆ ลงไปในนำ้ มนั หล่อลื่น

ชนดิ ต่างๆ เพอ่ื ให้มีความเหมาะสมกับลักษณะงาน แต่สารหลอ่ ล่ืนท่ีนยิ มใชก้ นั อย่างกว้างขวางจะเปน็ แบบ

ลักษณะของเหลว

การหล่อลน่ื

การหลอ่ ลนื่ คอื การนำเอาสารที่มีความต้านทานต่อการเฉือนต่ำแทรกเขา้ ไป อยรู่ ะหวา่ งผวิ สมั ผัส

เพอ่ื ป้องกนั การขรุขระของผวิ สมั ผสั กันโดยตรง ซึง่ สารทีใ่ ส่เขา้ ไประหว่างผวิ สัมผัสทเ่ี รยี กว่า สารหล่อล่นื จะ

อยูร่ ะหวา่ งผิวสมั ผสั ไดต้ ลอดเวลาการทำงาน หรอื บางชว่ ง เวลา โดยอาจเป็นชนั้ บางๆ เรยี กว่าฟิล์มของสาร

หล่อล่นื ซ่งึ มีความหนาเพยี งพอท่จี ะไม่ใหเ้ กิด ผิวทงั้ สองสัมผัสกันโดยตรงในชว่ งการทำงานปกติ

ชนิดของสารหล่อลืน่ แบง่ ตามสภาพของอุณหภมู ิได้ 3 ชนิด ไดแ้ ก่

1. สารหลอ่ ลื่นชนดิ เหลว เชน่ นำ้ มนั เครอ่ื ง นำ้ มนั พืช และน้ำมนั สตั ว์ เปน็ ต้น

2. สารหลอ่ ลน่ื ชนดิ กึง่ เหลว เชน่ จาระบี

3. สารหล่อล่ืนชนดิ แข็ง เชน่ กราไฟต์ ผงหนิ สบู่ และผงโมลบิ ดินัม่ เปน็ ต้น

4.8 วัสดุหล่อเยน็ (Coolant)

วสั ดหุ ลอ่ เยน็ หรอื สารหลอ่ เยน็ ทใี่ ชใ้ นการแปรรปู และตัดเฉือนโลหะด้วยคมตัด เช่น การกลึง

การเจาะ การตดั การใส และการเจยี ระไน เป็นตน้ เม่ือนำคมตัดไปใชง้ านจะเกิดการเสียดสี

ระหว่างหนา้ คมกบั วัสดชุ น้ิ งาน ทำให้เกิดความร้อนข้ึน ซึ่งทำให้คมตดั ของเคร่ืองมือตดั เสียหายได้

วสั ดหุ ลอ่ เยน็ แบง่ ออกได้ 3 ประเภทใหญ่ๆดังนีค้ ือ

1. อากาศ

2. นำ้

3. น้ำมนั

57

4.2 ดา้ นทกั ษะหรือการประยุกต์ใช้
4.2.1 ทดลองจำแนกบตั รภาพประเภทของเชื้อเพลงิ วสั ดุหล่อลืน่ และวัสดหุ ล่อเย็นได้
4.2.2 มที กั ษะในการเขียนผงั มโนทศั นเ์ รอื่ ง เช้ือเพลงิ วัสดุหล่อลนื่ และวัสดหุ ล่อเยน็ ได้

4.3 ดา้ นคณุ ธรรม/ จรยิ ธรรม/ และคณุ ลักษณะทีพ่ งึ ประสงคแ์ ละบรู ณาการตามหลักปรัชญา
เศรษฐกจิ พอเพียง

ตรงต่อเวลา มีวินยั มคี วามรับผดิ ชอบ ละเอียดรอบคอบ สนใจใฝ่รู้ มีความซื่อสตั ย์ มีเหตุผล ประหยัด
และปฏิบตั ติ นในแนวทางทีด่ ี

5. กิจกรรมการเรยี นการสอนหรอื การเรยี นรู้

ขัน้ ตอนการสอนหรือกิจกรรมครู ข้ันตอนการเรียนหรือกิจกรรมของผู้เรยี น

ข้ันเตรียม(จำนวน 25 นาที)

13. เช็คช่อื นกั เรยี น 1. นักเรียนขานรับเชค็ ชอื่ ตัวเอง

14. ครูแนะนำตัวเอง แนะนำรายวิชา 2. นกั เรียนทำความเข้าใจและจดบันทึก

คำอธิบายรายวชิ า จดุ ประสงคร์ ายวิชา สาระสำคญั

ชแี้ จงเกณฑ์การให้คะแนน วิธีการสอน

การวดั ผลและประเมนิ ผล

15. ข้นั นำเขา้ สบู่ ทเรียน ด้วยการสนทนา 3. นักเรยี นสนทนาโต้ตอบกับครูผสู้ อน

การซกั ถามเกี่ยวกบั เน้ือหาเร่อื ง เช้ือเพลงิ

วัสดุหลอ่ ลื่น และวสั ดหุ ลอ่ เย็น

16. ครมู อบหมายให้นักเรยี นทำแบบทดสอบ 4. นกั เรยี นทำแบบทดสอบก่อนเรียน

กอ่ นเรียน

ขนั้ การสอน(จำนวน 50 นาท)ี

7. ครบู รรยายเนื้อหาเกย่ี วกบั เรื่องกรรมวธิ ี

การผลิตเหลก็

8. ครตู งั้ คำถาม ถาม – ตอบ ระหว่างครูและ 1. นักเรยี นต้งั คำถามและตอบคำถามโต้ตอบกับ

นักเรยี นเก่ียวกับเน้ือหาทีเ่ รยี นเรอื่ ง ครใู ห้หวั ขอ้ เนื้อหาเรื่อง เชื้อเพลงิ วัสดุหล่อลืน่

กรรมวิธกี ารผลติ เหล็กและประเมนิ ความ และวัสดุหล่อเย็น

เข้าใจในเนื้อหาของนักเรียน

ขนั้ สรุป (จำนวน 45 นาที)

13. สรปุ เนื้อหาสาระสำคัญในบทเรยี นให้ 1. นกั เรียนตระหนักถึงความสำคญั ในเนื้อหาสาระ

นักเรยี น ตระหนกั ถึงความสำคญั ในเนื้อหา ท่ีได้เรยี น

สาระทไ่ี ด้เรยี นไปและสามารถสรปุ ใจความ

สำคญั ของเนื้อหาได้

58

14. ครมู อบหมายใหน้ ักเรียนทำแบบฝกึ หัดทา้ ย 2. นักเรียนทำแบบฝกึ หดั ท้ายบท
บท

15. ครูมอบหมายให้นกั เรียนทำแบบทดสอบ 3. นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน
หลงั เรยี น

16. ครมู อบหมายใหน้ กั เรยี นทำผงั มโนทศั น์ 4. นักเรยี นทำผงั มโนทศั นเ์ รื่อง เชอื้ เพลิง วสั ดุ
เรอื่ ง เช้อื เพลงิ วัสดหุ ลอ่ ลืน่ และวสั ดหุ ล่อ หล่อลืน่ และวัสดุหลอ่ เย็น
เยน็

6. ส่ือการเรยี นการสอน/การเรยี นรู้
6.1 สื่อสิ่งพิมพ์
6.1.1 หนงั สือเรียนวิชา วสั ดุงานช่างอุตสาหกรรม รหสั วิชา 2100 – 1102 หน่วยท่ี 4

เรอ่ื ง เชือ้ เพลงิ วัสดุหล่อล่ืน และวัสดหุ ล่อเย็น
6.1.2 แบบประเมินผลการเรยี นการเรียนรู้ แบบทดสอบก่อน – หลังเรยี น แบบฝึกหัดท้ายบท

และแบบประเมินพฤติกรรม หน่วยที่ 4 เรอ่ื ง เชื้อเพลงิ วัสดหุ ลอ่ ลนื่ และวสั ดุหลอ่ เยน็

6.2 สื่อโสตทศั น์
6.2.1 หนงั สือเรยี นวชิ า วัสดุงานชา่ งอุตสาหกรรม
6.2.2 บัตรภาพ
6.2.3 สไลดน์ ำเสนอ (Power point)
6.2.4 วดิ ที ศั น์
6.2.5 ใชเ้ ครอื่ งฉาย (Projector)

6.3 ส่ือของจริง
6.3.1 เคร่อื งมือ/อุปกรณ์ตัวอยา่ งของวัสดุงานอตุ สาหกรรม

7. แหล่งการเรยี นการสอน/การเรยี นรู้
7.1 ภายในสถานศกึ ษา
7.1.1 ห้องสมุดวิทยาลัย ศูนย์วทิ ยบริการ
7.1.2 หอ้ ง Internet ศนู ยว์ ทิ ยบรกิ าร
7.2 ภายนอกสถานศกึ ษา
7.2.1 แหลง่ เรียนรู้ประจำชมุ ชน/หม่บู ้าน/ผูเ้ ชีย่ วชาญ

8. งานท่ีมอบหมาย
8.1 ก่อนเรียน
8.1.1 นักเรยี นจดั เตรียมเอกสาร สือ่ การเรียนการสอนตามทคี่ รแู ละบทเรียนกำหนด
8.1.2 นักเรียนทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี นหน่วยที่ 4

59

8.1.3 นกั เรยี นทำความเขา้ ใจเกยี่ วกับจุดประสงคก์ ารเรยี นของหนว่ ยเรียนที่ 4 และการให้
ความร่วมมอื ในการทำกิจกรรมในหน่วยการเรียนที่ 4

8.2 ขณะเรยี น
8.2.1 นกั เรียนศึกษาเนื้อหาหนว่ ยที่ 4
8.2.2 นักเรยี นจดบนั ทึกเนื้อหาทีส่ ำคญั ระหวา่ งมีการเรยี นการสอน
8.2.3 นกั เรยี นเตรียมตั้งคำถาม ถาม – ตอบ สิง่ ท่ีนกั เรียนไม่เขา้ ใจ
8.2.4 นักเรียนรบั แบบฝึกหดั มาทำ

8.3 หลังเรยี น
8.3.1 นักเรยี นร่วมกนั สรุปเน้ือหาหน่วยที่ 4
8.3.2 นกั เรยี นทำแบบฝกึ หัดทา้ ยบท
8.3.3 นักเรยี นทำแบบทดสอบหลงั เรยี น
8.3.4 นักเรียนทำผงั มโนทัศน์

9. ผลงาน/ช้นิ งาน ทีเ่ กดิ จากการเรียนรขู้ องผเู้ รยี น
1. แบบทดสอบกอ่ นเรยี นและแบบทดสอบหลงั เรยี น
2. แบบฝกึ หดั ทา้ ยบท
3. ผงั มโนทัศน์

10. เอกสารอา้ งอิง
หนังสอื เรยี น วิชาวัสดุช่างอตุ สาหกรรม รหสั วิชา 2100 – 1002 บรษิ ทั ศนู ยห์ นังสอื เมืองไทย
จำกัด
เวบ็ ไซต์ออนไลน์ และส่อื สิ่งพิมพ์ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั เน้ือหาบทเรียน

11. การบูรณาการ/ความสัมพันธก์ ับรายวิชาอื่น
1. บูรณาการกับวชิ า งานฝกึ ฝมี อื เร่ือง เครื่องมอื ทั่วไปและเคร่ืองมือกลเบื้องตน้

12. หลักการประเมินผลการเรยี น
12.1 ก่อนเรียน
12.1.1.ใช้สมดุ บนั ทกึ เวลาเรียนฯ ขานช่อื ผู้เรยี นและตรวจการตรงตอ่ เวลา
12.1.2 ใช้แบบสงั เกตความพรอ้ มในการเรียน ประเมนิ ความพรอ้ ม เช่น หนงั สอื สมุด ปากกา

การแต่งกาย เป็นต้น
12.2 ขณะเรียน
12.2.1.ใชแ้ บบสงั เกตพฤติกรรม สงั เกตการตอบคำถาม ความสนใจใฝร่ ู้ ใฝเ่ รยี น
12.3 หลงั เรียน
12.3.1. แบบทดสอบหลงั เรียนต้องผ่านเกณฑ์การประเมนิ 50%
12.3.2. แบบฝกึ หัดหลงั เรียนตอ้ งผา่ นเกณฑ์การประเมนิ 50%

60

13. รายละเอยี ดการประเมินผลการเรียน
จดุ ประสงค์ข้อที่ 1 อธิบายความหมายของวัสดอุ ตุ สาหกรรมได้ถูกต้อง
1. วธิ กี ารประเมนิ :แบบประเมินผลการเรียนร้แู ละแบบประเมินพฤติกรรม หน่วยที่ 4
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบก่อนเรยี นและแบบทดสอบหลังเรยี น
3. เกณฑ์การประเมนิ : แบบประเมนิ ผลการเรยี นรผู้ า่ นเกณฑ์การประเมนิ
4. เกณฑ์การผา่ น : 50 %
จดุ ประสงคข์ ้อท่ี 2 บอกประเภทของวสั ดุอุตสาหกรรมได้
1. วธิ ีการประเมนิ :แบบประเมนิ ผลการเรียนรแู้ ละแบบประเมนิ พฤตกิ รรม หนว่ ยท่ี 4
2. เครอื่ งการประเมิน : แบบทดสอบก่อนเรยี นและแบบทดสอบหลังเรยี น
3. เกณฑ์การประเมิน : แบบประเมินผลการเรยี นรผู้ า่ นเกณฑ์การประเมนิ
4. เกณฑ์การผ่าน : 50 %
จดุ ประสงคข์ ้อที่ 3 อธบิ ายความหมายของโลหะและคุณสมบตั ขิ องโลหะได้
1. วธิ ีการประเมนิ :แบบประเมนิ ผลการเรยี นรแู้ ละแบบประเมนิ พฤตกิ รรม หนว่ ยที่ 4
2. เคร่ืองการประเมิน : แบบทดสอบกอ่ นเรยี นและแบบทดสอบหลงั เรยี น
3. เกณฑ์การประเมิน : แบบประเมินผลการเรยี นร้ผู ่านเกณฑ์การประเมิน
4. เกณฑ์การผ่าน : 50 %
จุดประสงคข์ ้อที่ 4 อธบิ ายความหมายและบอกประเภทโลหะจำพวกเหล็กได้
1. วธิ กี ารประเมิน :แบบประเมินผลการเรยี นร้แู ละแบบประเมินพฤตกิ รรม หน่วยที่ 4
2. เครือ่ งการประเมิน : แบบทดสอบกอ่ นเรยี นและแบบทดสอบหลังเรยี น
3. เกณฑ์การประเมนิ : แบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ
4. เกณฑ์การผา่ น : 50 %

61

14. แบบทดสอบก่อนเรยี น

หน่วยการสอนท่ี 4 ช่ือหน่วยการสอน เชอ้ื เพลงิ วสั ดุหล่อล่ืน และวสั ดหุ ล่อเยน็

วตั ถปุ ระสงค์ เพ่ือดคู วามก้าวหน้าระหวา่ งกอ่ นเรยี นและหลังเรียน

ข้อคำถาม

คำสัง่ จงเลือกคำตอบท่ถี ูกตอ้ งทสี่ ุด ข. คารบ์ อนและไฮโดรเจน
1. เชอื้ เพลงิ มสี ่วนประกอบของธาตอุ ะไรเป็นหลัก ง. ไฮโดรเจน

ก. ไนโตรเจน
ค. คารบ์ อน
2. องค์ประกอบการเผาไหม้เช้ือเพลิง
ก. ออกซเิ จน ข. ความร้อน
ค. เชอ้ื เพลงิ ง. ถกู ทุกข้อ
3. เชอ้ื เพลิงแบ่งได้กปี่ ระเภท
ก. 6 ประเภท ข. 5 ประเภท
ค. 4 ประเภท ง. 3 ประเภท
4. ข้อใดตอ่ ไปนี้จัดเป็นเช้อื เพลงิ แขง็
ก. นำ้ มนั ปโิ ตรเลยี ม ข. นำ้ มันเคร่ือง
ค. น้ำมนั เตา ง. ถ่านหนิ
5. น้ำมันดบิ แบบพาราฟนิ เบส (Paraffin–Based) มีส่วนประกอบของสารอะไร
ก. สารประกอบของสารไฮโดรคารบ์ อน ข. สารละลายของเหลว
ค. สารละลายก๊าซ ง. สารละลายของแข็ง
6. นำ้ มนั เบนซนิ ออกเทน 95 มีสอี ะไร
ก. สสี ้ม ข. สีเหลอื ง
ค. สนี ้ำตาล ง. สีแดง
7. แอลกอฮอล์ชนดิ ใดที่ได้จากผลผลิตจากการเกษตร
ก. เมทานอล ข. เอทานอลเอทิล
ค. เอทลิ แอลกอฮอล์ ง. เมทลิ แอลกอฮอล์
8. ก๊าซมีเทนมสี ูตรทางเคมีตรงกับขอ้ ใด
ก. Ch4 ข. Ch4
ค. C4H ง. CH4
9. ก๊าซอะเซทีลีน (Acetylene) มสี ัญลกั ษณ์ทางเคมีตรงกันข้อใด
ก. C2H4 ข. C4H5
ค. C2H3 ง. C2H2
10. ขอ้ ใดเปน็ สารหลอ่ ล่นื ชนดิ กง่ึ เหลว
ก. จาระบี ข. นำ้ มันเครือ่ ง
ค. นำ้ มนั พชื ง. สบู่เหลว

62

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น
1. เช้อื เพลงิ มสี ว่ นประกอบของธาตุอะไรเป็นหลัก

ข. คาร์บอนและไฮโดรเจน
2. ข้อใดคือองคป์ ระกอบการเผาไหมเ้ ชือ้ เพลงิ

ง. ถูกทุกข้อ
3. เช้อื เพลิงแบ่งได้กป่ี ระเภท

ง. 3 ประเภท
4. ข้อใดต่อไปนจี้ ดั เป็นเชอ้ื เพลงิ แข็ง

ง. ถา่ นหนิ
5. น้ำมันดิบแบบพาราฟนิ เบส (Paraffin–Based) มสี ่วนประกอบของสารอะไร

ก. สารประกอบของสารไฮโดรคารบ์ อน
6. นำ้ มนั เบนซนิ ออกเทน 95 มีสีอะไร

ข. สเี หลือง
7. แอลกอฮอล์ชนิดใดท่ีได้จากผลผลิตจากการเกษตร

ค. เอทิลแอลกอฮอล์
8. กา๊ ซมเี ทน มสี ูตรทางเคมตี รงกบั ข้อใด

ง. CH4
9. ก๊าซอะเซทลี นี (Acetylene) มีสญั ลกั ษณ์ทางเคมี ตรงกับข้อใด

ง. C2H2
10. ขอ้ ใดเปน็ สารหลอ่ ลน่ื ชนดิ กึง่ เหลว

ก. จาระบี

63

15. แบบทดสอบหลังเรยี น

หน่วยการสอนที่ 4 ช่ือหนว่ ยการสอน เชอ้ื เพลิง วัสดุหล่อลืน่ และวสั ดหุ ล่อเย็น

วัตถปุ ระสงค์ เพื่อดูความก้าวหนา้ ระหว่างกอ่ นเรยี นและหลังเรยี น

ข้อคำถาม

คำสง่ั จงเลอื กคำตอบที่ถูกต้องทสี่ ดุ ข. คารบ์ อนและไฮโดรเจน
1. เช้ือเพลิงมสี ว่ นประกอบของธาตอุ ะไรเป็นหลกั ง. ไฮโดรเจน

ก. ไนโตรเจน
ค. คารบ์ อน
2. องคป์ ระกอบการเผาไหม้เชื้อเพลิง
ก. ออกซเิ จน ข. ความรอ้ น
ค. เชื้อเพลิง ง. ถูกทุกข้อ
3. เชอื้ เพลิงแบ่งได้กี่ประเภท
ก. 6 ประเภท ข. 5 ประเภท
ค. 4 ประเภท ง. 3 ประเภท
4. ขอ้ ใดตอ่ ไปนจ้ี ดั เป็นเชื้อเพลงิ แขง็
ก. นำ้ มันปิโตรเลียม ข. นำ้ มันเครอื่ ง
ค. น้ำมันเตา ง. ถา่ นหิน
5. น้ำมันดบิ แบบพาราฟนิ เบส (Paraffin–Based) มสี ่วนประกอบของสารอะไร
ก. สารประกอบของสารไฮโดรคารบ์ อน ข. สารละลายของเหลว
ค. สารละลายกา๊ ซ ง. สารละลายของแขง็
6. นำ้ มนั เบนซิน ออกเทน 95 มีสีอะไร
ก. สสี ม้ ข. สเี หลือง
ค. สนี ้ำตาล ง. สีแดง
7. แอลกอฮอล์ชนดิ ใดท่ีได้จากผลผลิตจากการเกษตร
ก. เมทานอล ข. เอทานอลเอทลิ
ค. เอทิลแอลกอฮอล์ ง. เมทิลแอลกอฮอล์
8. กา๊ ซมเี ทนมสี ูตรทางเคมีตรงกับขอ้ ใด
ก. Ch4 ข. Ch4
ค. C4H ง. CH4
9. กา๊ ซอะเซทีลนี (Acetylene) มสี ัญลักษณ์ทางเคมีตรงกันข้อใด
ก. C2H4 ข. C4H5
ค. C2H3 ง. C2H2
10. ขอ้ ใดเป็นสารหล่อล่ืนชนดิ ก่งึ เหลว
ก. จาระบี ข. น้ำมนั เครื่อง
ค. นำ้ มันพชื ง. สบเู่ หลว

64

เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น
1. เช้อื เพลงิ มสี ว่ นประกอบของธาตุอะไรเป็นหลัก

ข. คาร์บอนและไฮโดรเจน
2. ข้อใดคือองคป์ ระกอบการเผาไหมเ้ ชือ้ เพลงิ

ง. ถูกทุกข้อ
3. เช้อื เพลิงแบ่งได้กี่ประเภท

ง. 3 ประเภท
4. ข้อใดต่อไปนจี้ ดั เปน็ เชอ้ื เพลงิ แข็ง

ง. ถา่ นหนิ
5. น้ำมันดิบแบบพาราฟนิ เบส (Paraffin–Based) มสี ่วนประกอบของสารอะไร

ก. สารประกอบของสารไฮโดรคารบ์ อน
6. นำ้ มนั เบนซนิ ออกเทน 95 มีสีอะไร

ข. สเี หลือง
7. แอลกอฮอล์ชนดิ ใดท่ีไดจ้ ากผลผลิตจากการเกษตร

ค. เอทิลแอลกอฮอล์
8. กา๊ ซมเี ทน มสี ูตรทางเคมตี รงกบั ข้อใด

ง. CH4
9. ก๊าซอะเซทลี นี (Acetylene) มีสญั ลกั ษณ์ทางเคมี ตรงกับข้อใด

ง. C2H2
10. ขอ้ ใดเปน็ สารหล่อลน่ื ชนดิ กึง่ เหลว

ก. จาระบี

65

16. ใบความรทู้ ่ี 4
หนว่ ยการสอนท่ี 4 ชื่อหนว่ ยการสอน เชื้อเพลิง วัสดหุ ล่อลน่ื และวัสดุหลอ่ เย็น
ชื่อหัวข้อเรือ่ ง
4.1 บทนำ

เชอ้ื เพลิง เปน็ วสั ดทุ ี่มีความสำคัญมาก ในระบบงานอตุ สาหกรรมปัจจบุ นั ซึ่งมปี ระโยชนต์ อ่ ครัว
เรือน และตอ่ เศรษฐกิจของโลก เชน่ เชอื้ เพลิงผลิตพลงั งานไอน้ำผลติ กระแสไฟฟา้ การเกษตร อุตสาห
กรรมรถยนต์ และอตุ สาหกรรมการผลติ เปน็ ตน้
4.2 ความหมายของเช้อื เพลิง

เช้ือเพลิง คือสารใดๆ เมื่อเกิดการเผาไหม้แลว้ จะให้พลังงานความรอ้ นออกมา ซึง่ นำไปใช้ประโยชนไ์ ด้
ธาตุท่เี ป็นองคป์ ระกอบทีส่ ำคัญของเชื้อเพลงิ คือ คาร์บอน (C ) และไฮโดรเจน( H ) เมอื่ เชือ้ เพลงิ ถูกเผาไหม้
ธาตุคารบ์ อน และไฮโดรเจน จะทำปฏิกิรยิ ากับกา๊ ซออกซิเจน แลว้ เกิดพลงั งานความร้อน นำ้ และก๊าซ
คารบ์ อนไดออกไซด์ หรือในบางครง้ั อาจจะเกิด ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ หรอื เขม่า
4.3 ประเภทของเช้ือเพลงิ

เชอ้ื เพลงิ ท่ใี ชอ้ ยู่โดยทั่วไปเพื่อการคมนาคม การอตุ สาหกรรม และประเภทอืน่ ๆ โดยในปัจจบุ ัน
จะต้องนำมาใช้กันอยา่ งประหยดั เชื้อเพลิงแบง่ ได้ 3 ประเภทใหญ่ๆดังนี้คือ

1. เชื้อเพลิงแข็ง เป็นเช้ือเพลิงทม่ี สี ถานะเป็นของแข็งท่ีอุณหภูมหิ ้อง เช่น ถา่ นหิน ฟืนถ่าน
ไม้ แกลบ ขีเ้ ลือ่ ย ชานอ้อย ฟางอ้อย และเศษวัสดตุ ่างๆ เป็นต้น

2. เชอื้ เพลงิ เหลว เปน็ เชือ้ เพลิงท่ีมีสถานะเปน็ ของเหลวท่ีอุณหภูมิห้อง เช่น นำ้ มนั ปิโตร
เลยี ม แอลกอฮอล์ น้ำมันพืช และน้ำมนั สตั ว์ เปน็ ต้น

3. เชื้อเพลิงกา๊ ซ เปน็ เชื้อเพลงิ ทม่ี ีสถานะเป็นก๊าซที่อณุ หภูมิหอ้ ง เช้ือเพลงิ ประเภทน้ีสว่ น ใหญเ่ ป็น
สารประกอบไฮโดรคาร์บอน เชน่ ก๊าซธรรมชาติ กา๊ ซหงุ ต้ม และก๊าซชวี ภาพ เปน็ ต้น
4.4 เชือ้ เพลงิ แข็ง (Solid Fuel)

เปน็ เชือ้ เพลงิ ท่ีมสี ถานะเป็นของแข็งที่อุณหภมู หิ ้อง ประกอบดว้ ยธาตุ คาร์บอนไฮโดรเจน ไนโตร
เจน และกำมะถนั แตเ่ ม่ือทำปฏกิ ิริยากบั ออกซเิ จนแล้ว จะเกิดการเผาไหม้ให้พลงั งานความร้อนเกดิ ขน้ึ ได้แก่

1. ถ่านหนิ (Coal)
2. ถา่ นไม้ และฟนื
3. วสั ดุเหลอื จากการเกษตร (Agriculture Material)
4. ไม้ (wood)
4.5 เชอื้ เพลิงเหลว (Liquid Fuel)
เปน็ เชอื้ เพลงิ เหลวท่ีไดจ้ ากน้ำมนั ดิบ จากการทับถมของซากพืช ซากสัตว์ ท่ตี ายแลว้ โดยทบั ถมกัน
มาเป็นเวลาหลายๆลา้ นปี นำ้ มนั ดบิ เปน็ สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน มอี งคป์ ระกอบดงั นี้ คือ คารบ์ อน
83 – 87 % ไฮโดรเจน 11 – 15 % ออกซเิ จน 5 % กำมะถนั 6 % และไนโตรเจน 0.05 % ดังนัน้ ใน
การนำนำ้ มันดิบ หรอื น้ำมันปโิ ตรเล่ียม มาใช้จะตอ้ งผา่ นกรรมวธิ ีการกล่ัน
ประเภทของน้ำมนั

66

1. นำ้ มนั ดบิ

2. น้ำมันเบนซิล (Benzene or Gasoline)

3. นำ้ มนั ดีเซล (Diesel) หรือน้ำมนั โซลา่

4. นำ้ มนั กา๊ ด (Kerosene)

5. นำ้ มันเตา (Furnace Oil)

6. แอลกอฮอล์ (Alcohol)

4.6 เชือ้ เพลิงก๊าซ หรอื แก๊ส (Gas Fuel)

เชอ้ื เพลงิ ก๊าซ หมายถงึ กา๊ ซทุกชนดิ ท่ที ำปฏิกิรยิ ากบั ออกซเิ จน แลว้ เกดิ การเผาไหม้ทำใหไ้ ด้ พลงั

งานความร้อนทีส่ ามารถนำไปใช้ประโยชนไ์ ด้ แตเ่ ดิมนน้ั เชื้อเพลิงใช้ในการหงุ ต้มเป็นสว่ นใหญ่ ต่อมาเช้อื

เพลิงกา๊ ซ ไดถ้ ูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรม และเคร่ืองยนต์ต่างๆมากข้นึ เชอ้ื เพลงิ ก๊าซสว่ นใหญ่ เป็นสาร

ประกอบไฮโดรคาร์บอน

เช้อื เพลงิ ก๊าซ ท่ใี ช้ในปัจจบุ ัน ไดแ้ ก่

1. แก๊สธรรมชาติ (Natural Gas) มดี ังน้คี อื

1. ก๊าซมีเทน (CH4) คือใช้เป็นเชือ้ เพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าใชพ้ ลังงานในการเผาไหม้ไปตม้ นำ้

ในหม้อไอนำ้ โรงงานถลุงเหลก็ โรงงานปนู ซีเมนต์ โรงงานแกว้ และผลติ ปุย๋ เป็นตน้

2. กา๊ ซอีเทน (C2H6) คือใชผ้ ลติ เอทิลนี ในการผลิตเม็ดพลาสตกิ ผลติ ภัณฑต์ า่ งๆ เช่น ขวดของ
เดก็ เล่น เชือก แห อวน ถุง ดอกไม้ ทอ่ น้ำ และสายยาง เป็นตน้

3. กา๊ ซโปรเพน (C3H8) คือใชผ้ ลิตโปรพีลนี ท่ี เป็นสารตัง้ ตน้ ในการผลติ เม็ดพลาสตกิ เพ่ือทำ

ผลิตภณั ฑ์ เชน่ กระสอบ แผน่ ฟิลม์ และยางสงั เคราะห์ เปน็ ต้น

4. บิวเทน (C414) เปน็ วตั ถุดบิ ในการผลติ สารเคมี และพลาสติกบางชนดิ เช่น รองเท้า

ยางรถยนต์ และกระเป๋าเดนิ ทาง เปน็ ต้น

2. แกส๊ ชวี ภาพ (Bio - Gas)

เปน็ แกส๊ ที่ไดจ้ ากการหมักยอ่ ยสลายของมลู สัตว์ และเศษพชื ตา่ งๆ เช่น ผักตบชวา แป้งมนั

ฟางขา้ ว ข้ีวัว ขีค้ วาย ขหี้ มู และมลู สัตวต์ า่ งๆ เปน็ ตน้ ในสภาวะทมี่ อี อกซเิ จนน้อย หรือไม่มี

ออกซเิ จนเป็นเวลา 20 – 60 วัน โดยจะได้แกส๊ ออกมาเปน็ แก๊สมเี ทน (Methane : CH4) สามารถนำไป

จุดไฟให้ความรอ้ นหุงต้มอาหาร ให้แสงสว่างในเวลากลางคนื และนำไปขจดั สงิ่ เจือปนใช้เป็นเชอ้ื เพลงิ

เครอื่ งยนต์ เพ่ือทดแทนนำ้ มันได้

3. แก๊สอะเซทลี ีน (Acetylene)

เป็นแกส๊ ที่มีสารประกอบของไฮโดรเจน และคาร์บอน มีสญั ลักษณท์ างเคมี C2H2 เป็นแกส๊

ทม่ี ีคุณสมบตั ใิ นการตดิ ไฟ แตเ่ มือ่ รวมตัวกบั แก๊สออกซิเจน แลว้ จะให้เปลวไฟทมี่ ีอณุ หภูมสิ ูงแก๊สอะเซทีลนี

สามารถเตรยี มไดโ้ ดยให้น้ำทำปฏิกริ ิยากบั แคลเซียมคาร์ไบด์ (Calcium Carbide : CaC2) นำไปเปน็ เชื้อเพลงิ

ในการเชอื่ มประสานโลหะ (Gas Metal Welding) จะไดส้ มการดงั นี้

CaC2 + 2H2O Ca (OH)2 + C2H2

4. แก๊สแอล พี จี หรือกา๊ ซปโิ ตรเลยี มเหลว (Liquefied Petroleum Gas : LPG)

67

เป็นสารประกอบไฮโดรคารบ์ อน มีองค์ประกอบของก๊าซโพรเพน (Propane : C3H8) เป็น
สว่ นใหญ่ จงึ เปน็ ก๊าซที่หนักกว่าอากาศ แก๊ส LPG เองไม่มีสี ไมม่ กี ลนิ่ เชน่ เดยี วกับก๊าซธรรมชาติ แต่
เนอ่ื งจากเปน็ กา๊ ซทหี่ นักกวา่ อากาศ จงึ มีการสะสม และลุกไหม้ได้งา่ ย
4.7 วัสดุหลอ่ ล่ืน ( Lubrication )

สารหลอ่ ล่ืน
สารหล่อลืน่ หมายถงึ สารหรอื วัสดทุ ี่ใช้ในการหล่อลน่ื ชิน้ ส่วนเคร่อื งจกั รกล โดยอาจจะอยู่ในรูป
ของแข็ง ของเหลว และกา๊ ซ แตส่ ารหลอ่ ลื่นเหล่านี้ จะมีการเติมสารคณุ ภาพตา่ งๆ ลงไปในน้ำมันหล่อล่ืน
ชนิดตา่ งๆ เพื่อให้มีความเหมาะสมกับลักษณะงาน แตส่ ารหล่อล่นื ท่นี ิยมใช้กันอยา่ งกวา้ งขวางจะเป็นแบบ
ลักษณะของเหลว
การหล่อลืน่
การหล่อลน่ื คือการนำเอาสารที่มีความต้านทานต่อการเฉือนต่ำแทรกเขา้ ไป อยู่ระหวา่ งผวิ สัมผสั
เพื่อป้องกันการขรขุ ระของผิวสมั ผัสกันโดยตรง ซ่งึ สารทีใ่ ส่เขา้ ไประหว่างผิวสมั ผสั ท่เี รียกว่า สารหลอ่ ลน่ื จะ
อยู่ระหวา่ งผิวสมั ผัสได้ตลอดเวลาการทำงาน หรอื บางช่วง เวลา โดยอาจเป็นชัน้ บางๆ เรยี กวา่ ฟลิ ม์ ของสาร
หล่อลน่ื ซง่ึ มีความหนาเพยี งพอที่จะไม่ให้เกดิ ผวิ ท้งั สองสัมผัสกนั โดยตรงในชว่ งการทำงานปกติ
ชนิดของสารหลอ่ ลื่น แบ่งตามสภาพของอุณหภมู ไิ ด้ 3 ชนิด ไดแ้ ก่
1. สารหล่อล่ืนชนดิ เหลว เชน่ น้ำมันเครอื่ ง น้ำมนั พชื และน้ำมนั สตั ว์ เป็นต้น
2. สารหลอ่ ลนื่ ชนิดกง่ึ เหลว เชน่ จาระบี
3. สารหล่อลนื่ ชนิดแข็ง เชน่ กราไฟต์ ผงหินสบู่ และผงโมลิบดิน่มั เป็นตน้
4.8 วสั ดุหล่อเย็น (Coolant)
วสั ดหุ ล่อเยน็ หรอื สารหล่อเยน็ ทใ่ี ชใ้ นการแปรรูป และตัดเฉือนโลหะด้วยคมตัด เช่น การกลึง
การเจาะ การตดั การใส และการเจียระไน เป็นต้น เมอ่ื นำคมตดั ไปใชง้ านจะเกิดการเสียดสี
ระหวา่ งหนา้ คมกบั วัสดุชน้ิ งาน ทำให้เกดิ ความร้อนขนึ้ ซ่งึ ทำให้คมตดั ของเครอ่ื งมือตัดเสียหายได้
วสั ดุหลอ่ เย็น แบง่ ออกได้ 3 ประเภทใหญๆ่ ดังน้ีคือ
1. อากาศ
2. นำ้
3. น้ำมัน

68

17. แบบฝึกหดั

คำสัง่ จงตอบคำถามต่อไปน้ี

1. เชอ้ื เพลิงแบง่ ได้ก่ีประเภท อะไรบ้าง

ตอบ เชื้อเพลงิ แบ่งได้ 3 ประเภทใหญ่ ๆ ดังน้คี ือ

1. เชอ้ื เพลงิ แข็ง เชน่ ถา่ นหิน ไม้ แกลบ ข้เี ล่ือย ชานอ้อย และฟางอ้อย เป็นต้น

2. เชอ้ื เพลงิ เหลว เชน่ น้ำมันปิโตรเลียม แอลกอฮอล์ นำ้ มันพืช และนำ้ มนั สตั ว์ เปน็ ตน้

3. เชื้อเพลิงก๊าซ เชน่ ก๊าซธรรมชาติ ก๊าซหุงตม้ และก๊าซชีวภาพ เป็นตน้

2. องคป์ ระกอบการเผาไหม้เชื้อเพลงิ มีกส่ี ่วน อะไรบ้าง

ตอบ 3 ส่วน ได้แก่ เชื้อเพลงิ ออกซิเจน และความร้อน

3. ประเภทของถ่านหิน สามารถแบ่งออกได้กี่ชนิด

ตอบ 5 ชนิด ได้แก่ ถ่านหินแบบพีต ถ่านหินแบบลิกไนต์ ถ่านหินแบบซับบิทูมินัส ถ่านหินแบบบิทูมินัส

และ

ถา่ นหนิ แบบแอนทราไซต์

4. เช้ือเพลิงเหลว (Liquid Fuel) หมายถึงอะไร

ตอบ เชือ้ เพลงิ เหลวท่ีได้จากน้ำมันดิบ จากการทบั ถมของซากพืช ซากสัตว์ทต่ี ายแล้ว โดยทับถมกันมาเป็น

เวลาหลาย ๆ ล้านปี น้ำมันดิบ เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน มีองค์ประกอบดังนี้คือ คาร์บอน 83–87%

ไฮโดรเจน 11–15% ออกซเิ จน 5% กำมะถัน 6% และไนโตรเจน 0.05% ดังนน้ั ในการนำน้ำมนั ดิบหรือน้ำมัน

ปิโตรเลยี มมาใชจ้ ะต้องผา่ นกรรมวธิ ีการกลัน่

5. ประโยชน์ของกา๊ ซชีวภาพมกี ่ีดา้ น อะไรบา้ ง

ตอบ 3 ดา้ น ได้แก่ ด้านสง่ิ แวดล้อม ดา้ นพลงั งาน และดา้ นการเกษตร

6. จงบอกคุณสมบัตขิ องกา๊ ซอะเซทีลีนมา 5 ข้อ

ตอบ 1. เป็นแกส๊ ทไ่ี ม่มสี ี แต่มีกล่ินฉุนรนุ แรง

2. ตดิ ไฟไดง้ า่ ยเมื่อรวมตัวกบั ออกซิเจนในอัตราสว่ นทเ่ี หมาะสม

3. เปน็ แกส๊ ทม่ี ีนำ้ หนักเบากว่าอากาศ

4. ละลายในนำ้ แอลกอฮอล์ และอะซโี ตนได้ดี

5. เม่ือเย็นจัดจะกลายเป็นของแข็งสีขาว ซง่ึ อาจจะระเบดิ ไดท้ ี่อณุ หภมู ิ –83 °C

7. จงอธบิ ายชนิดของสารหล่อลน่ื แบง่ ตามสภาพอุณหภมู ิได้ก่ีชนิด อะไรบ้าง

ตอบ ชนิดของสารหลอ่ ลนื่ แบง่ ตามสภาพของอุณหภมู ไิ ด้ 3 ชนิด ได้แก่

1. สารหลอ่ ลนื่ ชนดิ เหลว เชน่ น้ำมนั เครือ่ ง นำ้ มนั พชื และนำ้ มันสตั ว์ เป็นตน้

2. สารหล่อลนื่ ชนดิ ก่ึงเหลว เชน่ จาระบี เป็นตน้

3. สารหลอ่ ลื่นชนิดแขง็ เช่น แกรไฟต์ ผงหินสบู่ และผงโมลิบดนิ มั เป็นต้น

8. จงบอกหน้าท่ีของน้ำมนั เครือ่ งมา 5 ข้อ

ตอบ 1. เป็นตวั ช่วยในการหลอ่ ล่นื 2. ชว่ ยระบายความร้อนของเครือ่ งยนต์

3. ชว่ ยรกั ษาความสะอาดภายในเครอื่ งยนต์ 4. ชว่ ยป้องกนั การรว่ั ซมึ ของกา๊ ซ

69

5. ชว่ ยปอ้ งกนั การเกดิ สนิม
9. จาระบีหมายถงึ อะไร
ตอบ จาระบี เป็นวัสดุหล่อลื่นแบบกึ่งของเหลว โดยมีส่วนประกอบระหว่างน้ำมันกับสบู่ น้ำมันหล่อลื่นที่มี
ดชั นีความหนืดสงู การเตมิ สารเพม่ิ คุณภาพเพ่ือชว่ ยให้การทำงานได้ที่อณุ หภมู ิต่ำและสูง ในการเลือกใช้จาระบี
ไปใชใ้ หเ้ หมาะสมกับงาน จะต้องพจิ ารณาถงึ สบทู่ ี่นำมาผสมเป็นจาระบี
10. วัสดุหลอ่ เยน็ หมายถงึ อะไร และแบ่งออกไดก้ ป่ี ระเภท อะไรบา้ ง
ตอบ วสั ดหุ ลอ่ เย็นหรือสารหล่อเยน็ ท่ีใช้ในการแปรรูปและตดั เฉือนโลหะด้วยคมตดั เชน่ การกลึง การเจาะ
การตัด การไส และการเจียระไน เป็นต้น เมื่อนำคมตัดไปใช้งานจะเกิดการเสียดสีระหว่างหน้าคมกับวัสดุ
ชิ้นงาน ทำใหเ้ กดิ ความร้อนขึน้ ซ่ึงทำให้คมตัดของเครือ่ งมือตัดเสยี หายได้

วสั ดหุ ล่อเย็น แบ่งออกได้ 3 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนคี้ อื อากาศ นำ้ และนำ้ มัน

70

18. บนั ทึกผลหลังการจดั การเรยี นรู้แบบมุ่งเนน้ สมรรถนะอาชีพและบูรณาการตามหลักปรชั ญาของ

เศรษฐกจิ พอเพียง

18.1 สรปุ ผลการจดั การเรียนรู้

รายการ ระดับการปฏบิ ตั ิ
5432 1

ดา้ นการเตรียมการสอน

1. จดั หน่วยการเรียนรูไ้ ดส้ อดคล้องกับวตั ถุประสงคก์ ารเรียนรู้

2. กำหนดเกณฑ์การประเมนิ ครอบคลุมทง้ั ด้านความรู้ ด้านทกั ษะ และด้านจิตพสิ ยั

3. เตรียมวสั ดุ-อุปกรณ์ ส่ือ นวตั กรรม กิจกรรมตามแผนการจดั การเรียนรูก้ ่อนเขา้

สอน

ดา้ นการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้

4. มวี ธิ ีการนำเขา้ สูบ่ ทเรยี นท่ีนา่ สนใจ

5. มกี จิ กรรมทห่ี ลากหลาย เพ่ือช่วยให้ผูเ้ รยี นเกิดการเรียนรู้ ความเขา้ ใจ

6. จดั กจิ กรรมทีส่ ่งเสริมใหผ้ ู้เรยี นค้นคว้าเพ่ือหาคำตอบดว้ ยตนเอง

7. นักเรยี นมสี ่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้

8. จัดกจิ กรรมที่เนน้ กระบวนการคิด ( คิดวเิ คราะห์ คดิ สังเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ )

9. กระตุ้นให้ผู้เรยี นแสดงความคิดเหน็ อย่างเสรี

10. จัดกิจกรรมการเรยี นรู้ท่ีเช่ือมโยงกบั ชีวติ จรงิ โดยนำภมู ิปัญญา/บูรณาการเข้ามามสี ่วน

ร่วม

11. จัดกจิ กรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม

12. มกี ารเสริมแรงเมอื่ นักเรยี นปฏบิ ัติ หรือตอบถูกต้อง

13. มอบหมายงานใหเ้ หมาะสมตามศักยภาพของผูเ้ รยี น

14. เอาใจใสด่ แู ลผเู้ รยี น อย่างท่ัวถึง

15. ใชเ้ วลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่ีกำหนด

ดา้ นสอื่ นวตั กรรม แหล่งการเรยี นรู้

16. ใชส้ อ่ื ท่ีเหมาะสมกบั กิจกรรมและศักยภาพของผ้เู รยี น

17. ใชส้ ่ือ แหลง่ การเรียนรู้อย่างหลากหลาย เชน่ บคุ คล สถานที่ ของจริง เอกสาร

ส่อื อิเล็กทรอนกิ ส์ และอินเทอรเ์ น็ต เปน็ ต้น

ดา้ นการวดั และประเมนิ ผล

18. ผ้เู รยี นมสี ว่ นรว่ มในการกำหนดเกณฑ์การวัดและประเมินผล

19. ประเมนิ ผลอย่างหลากหลายและครบท้ังด้านความรู้ ทักษะ และจิตพิสยั

20. ครู ผูเ้ รยี น ผปู้ กครอง หรือ ผทู้ เ่ี ก่ยี วข้องมสี ว่ นรว่ ม ในการประเมิน

รวม

71

หมายเหตุ ระดับการปฏิบตั ิ 5 = ปฏบิ ตั ดิ ีเยีย่ ม 4 = ปฏิบตั ดิ ี 3 = คา่ เฉลี่ย
ปฏิบตั พิ อใช้

2 = ควรปรับปรุง 1 = ไมม่ กี ารปฏบิ ตั ิ

18.2 ปัญหาท่พี บ และแนวทางแก้ปัญหา แนวทางแกป้ ญั หา
ปัญหาที่พบ

ด้านการเตรยี มการสอน

ด้านการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้

ด้านสอ่ื นวัตกรรม แหล่งการเรียนรู้
ด้านการวดั และประเมินผล
ด้านอื่นๆ (โปรดระบเุ ป็นข้อๆ)

ลงชอ่ื ........................................................................ ครผู ู้สอน
(....................................................................)

ตำแหนง่ .......................................................................

............../.................................../....................

19. บันทึกการนเิ ทศและตดิ ตาม 72
ช่ือ-สกุล ผู้นเิ ทศ ตำแหน่ง
วัน-เดือน- เวลา รายการนเิ ทศและตดิ ตาม

ปี

73

แผนการจัดการเรยี นรู้ แบบม่งุ เนน้ สมรรถนะอาชีพและบูรณาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

รหัสวิชา 20100 – 1002 วิชา วัสดุงานชา่ งอุตสาหกรรม

หนว่ ยที่ 5 ช่ือหน่วย วัสดุก่อสร้าง จำนวน 4 ชว่ั โมง

ชอ่ื เรอื่ ง

5.1 บทนำ 5.6 ทราย

5.2 ไม้ 5.7 ปนู ซเี มนต์

5.3 ไม้อดั 5.8 ปูนขาว

5.4 อิฐ 5.9 คอนกรตี

5.5 หิน 5.10 บทสรปุ

แบบฝึกหดั หน่วยที่ 5
แบบทดสอบหลงั เรียนหน่วยท่ี 5

1. สาระสำคัญ
ปจั จบุ นั ส่งิ ปลูกสร้างตา่ งๆ ถูกสร้างข้นึ มาเป็นจำนวนมากมาย เพ่อื สนองความต้องการ และอำนวย

ความสะดวก ในโลกปัจจบุ นั สง่ิ ปลกู สร้างได้ถูกพัฒนาขึน้ ตามเทคโนโลยที ที่ ันสมัยข้นึ เป็นระบบท่มี ีความ
ทนั สมยั ข้ึน มกี ารนำวัสดุสังเคราะห์ ระบบเทคโนโลยตี า่ งๆ มาปรบั ปรุงตกแต่ง ใหด้ ีขึน้ มคี วามมนั่ คง
สะดวกรวดเรว็ เรว็ เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏบิ ตั งิ าน โดยวสั ดุก่อสรา้ งทพ่ี บเหน็ โดยทว่ั ไป เชน่ ไม้
ไมอ้ ัด อิฐ หิน ทราย ปนู ซีเมนต์ ปนู และคอนกรีต เป็นต้น

2. สมรรถนะประจำหน่วยการเรียนรู้
แสดงความร้เู ก่ียวกับวัสดุกอ่ สร้าง

3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
3.1 จุดประสงค์ทั่วไป
- ดา้ นความรู้
3.1.1 อธิบายความหมายของไม้ได้ถูกต้อง
3.1.2 อธบิ ายความหมายไม้อดั ได้ถกู ต้อง
3.1.3 อธบิ ายความหมายอิฐไดถ้ ูกต้อง
3.1.4 อธบิ ายความหมายหนิ ไดถ้ ูกต้อง
3.1.5 อธิบายความหมายทรายได้ถูกต้อง
3.1.6 อธิบายความหมายปนู ซเี มนต์ได้ถกู ต้อง
3.1.7 อธบิ ายความหมายปูนขาวได้ถูกตอ้ ง
3.1.8 อธบิ ายความหมายคอนกรีตได้ถกู ต้อง

74

3.2 จุดประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม
- ดา้ นทักษะ
3.2.1 ทดลองจำแนกบัตรภาพประเภทของวสั ดุกอ่ สร้าง
3.2.2 มีทกั ษะในการเขียนผังมโนทัศนเ์ รือ่ ง วัสดุก่อสร้างได้

4. เน้อื หาสาระการสอน/การเรยี นรู้
4.1 ดา้ นความรู้

5.1 บทนำ
ปัจจบุ นั ส่งิ ปลูกสร้างตา่ งๆ ถูกสร้างข้ึนมาเป็นจำนวนมากมาย เพือ่ สนองความต้องการ และอำนวย

ความสะดวก โดยความต้องการพืน้ ฐานทีค่ นเราขาดมิได้คอื ปจั จยั 4 เช่น อาหาร เครื่อง นงุ่ ห่ม ที่อยู่
อาศยั และยารกั ษาโรค เป็นต้น โดยในแตก่ อ่ นนน้ั สิง่ ปลูกสร้างต่างๆทำจากวัสดธุ รรม ชาติ หาง่าย ราคาถูก
ซงึ่ เปน็ บ้านไม้ หลงั คามงุ ใบจาก พฒั นาอีกรูปแบบท่ีมรี ปู ทรงดขี นึ้ มา อาจเป็นบา้ นไม้ทรงไทย แตใ่ น
ปัจจุบนั สิง่ ปลกู สรา้ งได้ถกู พฒั นา
5.2 ไม้ (Wood)

ไม้เปน็ วัสดกุ ่อสร้างทเ่ี กดิ ขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยมนษุ ยน์ ำมาใช้ประโยชน์ในด้านตา่ งๆ เช่น
เครือ่ งเรือน ทีพ่ ักอาศัย และอุปกรณ์การเกษตร เปน็ ต้น ในการนำไม้มาใช้ใหเ้ กดิ ประโยชน์ ให้มากทส่ี ดุ
และตรงกับคณุ สมบัตขิ องการนำไปใช้งานด้วย โครงสรา้ งไม้ของตน้ ไมม้ ีส่วนประกอบท่สี ำคญั ได้แก่ ใจ
กลาง แก่นไม้ กระพ้ี ทางเล้ียงลำตน้ เส้นรัศมี วงปี และเปลอื ก เป็นต้น
5.3 ไม้อัด (Ply Wood)

ไมอ้ ัด หรอื ไม้อดั สลบั ชั้น หมายถงึ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการประกอบสมดุล โดยการนำไม้บางหลาย
แผ่นมาประกอบใหย้ ดึ ติดกนั ด้วยกาว ลักษณะท่ีสำคญั คือ การจัดใหไ้ ม้บางแต่ละแผ่นมแี นวเสย้ี นขวางต้ัง
ฉากกนั เพ่อื เพม่ิ คุณสมบตั ิทางความแข็งแรง และลดการขยายตัว หรอื หดตวั ในระนาบของแผ่นให้นอ้ ยทส่ี ุด
5.4 อฐิ (Brick)

อิฐเป็นวสั ดุก่อสรา้ งท่ีเกดิ จากการผสม ทราย ดนิ ถา่ น และแกลบอดั บดใหเ้ ปน็ ดนิ เหนยี วแนน่ เปน็
ก้อนส่เี หลย่ี ม นำไปตากให้แห้ง แลว้ นำไปเผาอบให้สุก เพ่ือใชใ้ นการก่อกำแพง ผนังบา้ น พักอาศยั แต่
ปจั จุบันมีการนำเอาซีเมนตม์ าอัดบดทำเป็น "อฐิ บล็อก"
5.5 หนิ (Stone or Rock)

หิน หมายถึง มวลของแข็งที่ประกอบไปดว้ ยแรช่ นิดเดียวกัน หรือหลายชนิดรวมตวั กันอยูต่ าม
ธรรมชาติ โดยองคป์ ระกอบของเปลือกโลกสว่ นใหญ่ เปน็ สารประกอบซิลกิ อนไดออกไซด์ (SiO2) แต่ยงั มีแร่
ตระกลู คารบ์ อเนต ซ่ึงบรรยากาศโลกในอดีตสว่ นใหญ่ เปน็ คารบ์ อนไดออกไซด์ น้ำฝนได้ละลายคาร์บอน ได
ออกไซดบ์ นบรรยากาศลงมาสะสมบนพน้ื ดิน และมหาสมุทร ส่งิ มีชีวิตอาศัยคารบ์ อนสรา้ งธาตุอาหารและ
รา่ งกาย เมื่อตายลงทับถมกัน เปน็ ตะกอนทีเ่ กิดขึน้ เองตามธรรมชาติ หินส่วนใหญบ่ นเปลือกโลกจึง
ประกอบด้วยแรต่ ่างๆ

หนิ แบ่งออกได้ 3 ประเภทใหญ่ๆคือ

75

1. หินอัคนี (Igneous Rocks)
2. หนิ ช้ันหรอื หินตะกอน (Sedimentary Rock )
3. หนิ แปร (Metamorphic Rock)
5.6 ทราย (Sand)
ทราย คอื เมลด็ ของแร่ธาตตุ ่าง ๆ ที่เปน็ วสั ดกุ ่อสร้างใช้เปน็ ส่วนผสมของคอนกรีต ทรายจะเปน็ เมด็
เล็กๆ ที่แตกแยกออกมาจากหนิ โดยเกิดข้ึนมาเองตามธรรมชาติ มีขนาดเส้นผา่ ศนู ย์กลางโตไม่เกนิ 2 มม. ถา้
โตกวา่ น้ี เรยี กว่า " กรวด"
ประเภทของทราย แบง่ ออกเป็น 4 ชนดิ คอื ทรายบก ทรายแมน่ ้ำ ทรายทะเล และทรายย่อย
5.7 ปนู ซีเมนต์ (Cement)
ปูนซเี มนต์ เปน็ วัสดทุ ใี่ ชป้ ระสานในงานปนู ทุกประเภท โดยเปน็ ผงละเอยี ดเม่ือนำไปผสมกับน้ำใน
ปริมาณที่พอดี ซง่ึ จะเกดิ การจบั ตวั หรือแขง็ ตัว เกาะตดิ แนน่ กับวัสดทุ ีน่ ำไปผสม
ชนดิ ของปูนซีเมนต์ แบง่ ออกไดด้ งั น้คี ือ
1. ปูนซเี มนต์ปอรต์ แลนด์ (Portland Cement)
2. ปนู ซีเมนตธ์ รรมชาติ (Natural Cement)
3. ปนู ซเี มนตป์ สั โซลาน (Puzzolan Cement)
4. ปูนซเี มนตอ์ ลมู นิ สั (Aluminous Cement)
5. ปนู ซเี มนต์ซิลิก้า (Silica Cement)
5.8 ปูนขาว (Limes)
ปูนขาว คือได้มาจากการเผาหนิ ปูนแลว้ บดใหเ้ ปน็ ผง สมัยก่อนเป็นวัสดทุ ใ่ี ช้ยดึ ประสานหิน นยิ ม
นำไปใสถ่ งุ พลาสติกขาย เป็นวสั ดุท่ีใชใ้ นงานก่อสร้าง เชน่ ผสมสีนำ้ ปนู ผสมปนู ฉาบปูนกอ่ โรยใต้อาคาร
ป้องกันปลวก ใชเ้ พ่ือปรบั ค่าความเป็นกรดด่างของดนิ และนำ้ เหมาะสำหรับบอ่ กุ้ง บ่อปลา เล้าไก่ และ
บอ่ บำบัดน้ำเสีย เปน็ ตน้
5.9 คอนกรตี (Concert)
คอนกรีต เป็นวัสดุท่ไี ดจ้ ากการผสมปนู ซเี มนตก์ ับ ทราย หิน และน้ำ ดว้ ยอตั ราสว่ นท่พี อเหมาะ
เข้าดว้ ยกนั ในสดั สว่ นทก่ี ำหนดไว้ ผสมคลกุ เคลา้ ให้เขา้ กันพอดี เพื่อความสะดวกในการนำไปใช้งาน โดย
เมอ่ื แขง็ ตัวแล้วสามารถรบั แรงได้สูง หรือคอนกรีต คือ วสั ดกุ อ่ สร้างชนิดหนึ่ง โดยประกอบดว้ ยสว่ นผสม 2
ส่วนคือ วสั ดุประสาน ไดแ้ ก่ ปนู ซเี มนต์ กบั น้ำผสมกบั วัสดุผสม ได้แก่ ทราย หินหรือกรวด เม่ือนำมา
ผสมกันจะคงสภาพเหลวอยูช่ ่วงเวลาหนงึ่ ซ่งึ นานพอท่ีจะนำไปเทลงในแบบหลอ่ ที่มรี ูปรา่ งตามต้องการ
เมอื่ คอนกรีตแข็งตวั เตม็ ท่แี ลว้ จะมีความแข็ง แรงและสามารถรบั นำ้ หนักได้มาก แตท่ ้ังนจี้ ะแปรไปตามอายุ
ของคอนกรตี ทเี่ พม่ิ ขนึ้
4.5 ดา้ นทกั ษะหรือการประยุกตใ์ ช้

4.2.1 ทดลองจำแนกบตั รภาพประเภทของวัสดุกอ่ สร้างได้
4.2.2 มที ักษะในการเขยี นผงั มโนทศั นเ์ รื่อง วสั ดกุ ่อสร้างได้

76

4.3 ดา้ นคณุ ธรรม/ จรยิ ธรรม/ และคุณลักษณะที่พงึ ประสงค์และบรู ณาการตามหลักปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียง

ตรงตอ่ เวลา มวี นิ ยั มีความรบั ผดิ ชอบ ละเอยี ดรอบคอบ สนใจใฝร่ ู้ มคี วามซอื่ สัตย์ มีเหตุผล ประหยดั
และปฏบิ ตั ติ นในแนวทางทด่ี ี

5. กจิ กรรมการเรยี นการสอนหรอื การเรียนรู้

ขั้นตอนการสอนหรือกิจกรรมครู ขนั้ ตอนการเรยี นหรอื กิจกรรมของผเู้ รียน

ขัน้ เตรยี ม(จำนวน 25 นาที)

17. เช็คช่ือนักเรยี น 1. นักเรียนขานรบั เช็คช่ือตวั เอง

18. ครูแนะนำตวั เอง แนะนำรายวชิ า 2. นักเรียนทำความเขา้ ใจและจดบันทึก

คำอธบิ ายรายวชิ า จดุ ประสงคร์ ายวิชา สาระสำคญั

ชแี้ จงเกณฑ์การให้คะแนน วธิ กี ารสอน

การวัดผลและประเมนิ ผล

19. ขัน้ นำเขา้ สู่บทเรียน ด้วยการสนทนา 3. นักเรยี นสนทนาโต้ตอบกับครผู ูส้ อน

การซักถามเกย่ี วกบั เนื้อหาเรือ่ ง วสั ดุ

กอ่ สรา้ ง

20. ครมู อบหมายใหน้ กั เรยี นทำแบบทดสอบ 4. นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน

กอ่ นเรยี น

ขนั้ การสอน(จำนวน 50 นาที)

9. ครูบรรยายเน้ือหาเกี่ยวกับเรื่อง วัสดุ

ก่อสรา้ ง

10. ครูต้งั คำถาม ถาม – ตอบ ระหวา่ งครูและ 1. นักเรียนตั้งคำถามและตอบคำถามโตต้ อบกับ

นักเรียนเกีย่ วกับเนื้อหาทเี่ รียนเรื่อง วัสดุ ครใู หห้ ัวข้อเนื้อหาเร่ือง วสั ดุกอ่ สร้าง

ก่อสรา้ งและประเมินความเข้าใจในเนอ้ื หา

ของนักเรยี น

ขั้นสรปุ (จำนวน 45 นาที)

17. สรปุ เน้ือหาสาระสำคัญในบทเรียนให้ 1. นกั เรียนตระหนกั ถงึ ความสำคญั ในเนื้อหาสาระ

นกั เรยี น ตระหนักถงึ ความสำคัญในเนื้อหา ทีไ่ ด้เรยี น

สาระทไี่ ด้เรียนไปและสามารถสรปุ ใจความ

สำคญั ของเนอื้ หาได้

18. ครมู อบหมายใหน้ กั เรยี นทำแบบฝึกหดั ท้าย 2. นกั เรียนทำแบบฝกึ หัดทา้ ยบท

บท

19. ครมู อบหมายให้นักเรยี นทำแบบทดสอบ 3. นกั เรยี นทำแบบทดสอบหลังเรยี น

หลงั เรยี น

20. ครูมอบหมายให้นกั เรยี นทำผังมโนทัศน์ 77
เรื่อง วัสดกุ อ่ สร้าง 4. นักเรียนทำผงั มโนทัศนเ์ ร่ือง วสั ดุก่อสร้าง

6. สือ่ การเรียนการสอน/การเรียนรู้
6.1 สื่อส่งิ พิมพ์
6.1.1 หนงั สอื เรยี นวชิ า วสั ดุงานชา่ งอุตสาหกรรม รหัสวชิ า 2100 – 1102 หนว่ ยที่ 5

เรอ่ื ง วัสดกุ อ่ สรา้ ง
6.1.2 แบบประเมนิ ผลการเรียนการเรียนรู้ แบบทดสอบก่อน – หลงั เรียน แบบฝกึ หดั ท้ายบท

และแบบประเมนิ พฤติกรรม หนว่ ยที่ 5 เร่อื ง วัสดุกอ่ สรา้ ง

6.2 สื่อโสตทัศน์
6.2.1 หนงั สอื เรยี นวิชา วัสดงุ านช่างอตุ สาหกรรม
6.2.2 บัตรภาพ
6.2.3 สไลดน์ ำเสนอ (Power point)
6.2.4 วิดีทัศน์
6.2.5 ใช้เคร่อื งฉาย (Projector)

6.3 ส่ือของจริง
6.3.1 เครอื่ งมือ/อุปกรณ์ตวั อยา่ งของวัสดุงานอุตสาหกรรม

7. แหลง่ การเรยี นการสอน/การเรยี นรู้
7.1 ภายในสถานศกึ ษา
7.1.1 ห้องสมดุ วิทยาลัย ศนู ย์วิทยบรกิ าร
7.1.2 ห้อง Internet ศนู ยว์ ทิ ยบรกิ าร
7.2 ภายนอกสถานศึกษา
7.2.1 แหลง่ เรยี นรปู้ ระจำชุมชน/หมู่บ้าน/ผูเ้ ชี่ยวชาญ

8. งานที่มอบหมาย
8.1 ก่อนเรียน
8.1.1 นักเรยี นจัดเตรียมเอกสาร ส่อื การเรยี นการสอนตามทีค่ รูและบทเรยี นกำหนด
8.1.2 นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรยี นหนว่ ยท่ี 5
8.1.3 นักเรยี นทำความเขา้ ใจเกี่ยวกบั จดุ ประสงค์การเรียนของหน่วยเรยี นที่ 2 และการให้
ความร่วมมอื ในการทำกจิ กรรมในหน่วยการเรยี นท่ี 5

8.2 ขณะเรียน
8.2.1 นักเรียนศึกษาเน้อื หาหน่วยท่ี 5
8.2.2 นักเรียนจดบนั ทกึ เน้ือหาที่สำคญั ระหวา่ งมีการเรยี นการสอน

78

8.2.3 นกั เรียนเตรียมตั้งคำถาม ถาม – ตอบ สง่ิ ทน่ี ักเรยี นไม่เข้าใจ
8.2.4 นกั เรยี นรับแบบฝึกหัดมาทำ
8.3 หลังเรยี น
8.3.1 นกั เรียนร่วมกันสรปุ เน้ือหาหน่วยที่ 5
8.3.2 นกั เรยี นทำแบบฝึกหัดท้ายบท
8.3.3 นักเรยี นทำแบบทดสอบหลังเรียน
8.3.4 นักเรียนทำผังมโนทัศน์
9. ผลงาน/ชิน้ งาน ทเี่ กดิ จากการเรยี นรู้ของผเู้ รียน
1. แบบทดสอบกอ่ นเรยี นและแบบทดสอบหลังเรยี น
2. แบบฝกึ หัดทา้ ยบท
3. ผงั มโนทศั น์
10. เอกสารอ้างอิง
หนงั สือเรียน วชิ าวัสดชุ า่ งอตุ สาหกรรม รหสั วชิ า 2100 – 1002 บรษิ ทั ศนู ย์หนังสือเมืองไทย
จำกัด
เวบ็ ไซต์ออนไลน์ และส่ือสิง่ พิมพ์ท่เี ก่ียวขอ้ งกับเน้ือหาบทเรียน
11. การบรู ณาการ/ความสัมพนั ธ์กับรายวิชาอื่น
1. บูรณาการกับวิชา งานฝกึ ฝีมอื เรอ่ื ง เครื่องมือทั่วไปและเคร่ืองมือกลเบ้ืองตน้
12. หลักการประเมนิ ผลการเรยี น
12.1 ก่อนเรียน
12.1.1.ใชส้ มดุ บนั ทกึ เวลาเรียนฯ ขานช่อื ผ้เู รยี นและตรวจการตรงตอ่ เวลา
12.1.2 ใช้แบบสังเกตความพร้อมในการเรียน ประเมนิ ความพร้อม เช่น หนงั สอื สมุด ปากกา
การแตง่ กาย เป็นต้น
12.2 ขณะเรยี น
12.2.1.ใช้แบบสงั เกตพฤติกรรม สงั เกตการตอบคำถาม ความสนใจใฝร่ ู้ ใฝ่เรยี น
12.3 หลังเรียน
12.3.1. แบบทดสอบหลังเรยี นตอ้ งผา่ นเกณฑ์การประเมิน 50%
12.3.2. แบบฝึกหัดหลงั เรียนตอ้ งผ่านเกณฑ์การประเมิน 50%

13. รายละเอยี ดการประเมนิ ผลการเรยี น
จดุ ประสงคข์ ้อท่ี 1 อธิบายความหมายของวัสดุอตุ สาหกรรมไดถ้ ูกต้อง
1. วธิ กี ารประเมนิ :แบบประเมนิ ผลการเรยี นรแู้ ละแบบประเมินพฤติกรรม หน่วยที่ 5
2. เครือ่ งการประเมิน : แบบทดสอบก่อนเรยี นและแบบทดสอบหลงั เรยี น
3. เกณฑ์การประเมนิ : แบบประเมินผลการเรยี นร้ผู ่านเกณฑ์การประเมิน
4. เกณฑ์การผ่าน : 50 %

79

จดุ ประสงคข์ ้อที่ 2 บอกประเภทของวัสดอุ ุตสาหกรรมได้
1. วธิ กี ารประเมนิ :แบบประเมินผลการเรียนรแู้ ละแบบประเมินพฤตกิ รรม หนว่ ยที่ 5
2. เครือ่ งการประเมนิ : แบบทดสอบกอ่ นเรียนและแบบทดสอบหลังเรยี น
3. เกณฑ์การประเมิน : แบบประเมินผลการเรยี นร้ผู ่านเกณฑ์การประเมิน
4. เกณฑ์การผา่ น : 50 %

จุดประสงคข์ ้อท่ี 3 อธบิ ายความหมายของโลหะและคุณสมบัติของโลหะได้
1. วธิ ีการประเมนิ :แบบประเมนิ ผลการเรียนรแู้ ละแบบประเมินพฤตกิ รรม หนว่ ยท่ี 5
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบก่อนเรยี นและแบบทดสอบหลงั เรียน
3. เกณฑ์การประเมิน : แบบประเมนิ ผลการเรียนรู้ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ
4. เกณฑ์การผ่าน : 50 %

จดุ ประสงค์ข้อที่ 4 อธบิ ายความหมายและบอกประเภทโลหะจำพวกเหล็กได้
1. วิธีการประเมิน :แบบประเมินผลการเรยี นรู้และแบบประเมนิ พฤตกิ รรม หนว่ ยที่ 5
2. เคร่อื งการประเมนิ : แบบทดสอบกอ่ นเรยี นและแบบทดสอบหลังเรียน
3. เกณฑ์การประเมนิ : แบบประเมินผลการเรยี นรผู้ ่านเกณฑ์การประเมนิ
4. เกณฑ์การผา่ น : 50 %

80

14. แบบทดสอบก่อนเรียน

หนว่ ยการสอนท่ี 5 ชื่อหน่วยการสอน วัสดุก่อสรา้ ง

วตั ถปุ ระสงค์ เพื่อดูความก้าวหน้าระหวา่ งกอ่ นเรียนและหลงั เรยี น

ขอ้ คำถาม

คำส่ัง จงเลอื กคำตอบทถ่ี ูกต้องที่สุด
1. วสั ดกุ ่อสรา้ งสามารถแบ่งออกได้กป่ี ระเภทใหญ่ ๆ
ก. 6 ประเภท ข. 5 ประเภท
ค. 4 ประเภท ง. 3 ประเภท
2. ข้อใดเปน็ ส่วนประกอบของต้นไม้
ก. แกน่ ไม้ ข. วงปี
ค. ใจกลาง ง. ลำต้น
3. ขอ้ ใดจัดเป็นไม้เน้ือออ่ น
ก. ไมม้ ะยมป่า ข. ไมม้ ะคา่
ค. ไมเ้ ตง็ ง. ไมร้ ัง
4. ไมอ้ ัดหรือมชี ื่อเรียกวา่ อะไร
ก. ไม้ก่อสรา้ ง ข. ไม้อัดสลับช้ัน
ค. ไมอ้ ัดเรียบ ง. ไมอ้ ัดกาว
5. ไมอ้ ัดประเภทใช้งานภายใน เหมาะสำหรบั งานลักษณะใด
ก. งานชัว่ คราว ข. งานท่วั ไป
ค. ตกแตง่ ภายใน ง. งานภายนอกอาคาร
6. ไม้อัด MFD ไดจ้ ากวตั ถดุ ิบชนิดใด
ก. ไม้ตามธรรมชาติ ข. ไม้จากตน้ ยูคา
ค. เศษไมท้ วั่ ๆ ไป ง. ซงั อ้อยทเี่ หลอื จากการผลติ น้ำตาล
7. อิฐเป็นวสั ดุทเี่ กดิ จากการผสมวสั ดชุ นดิ ใด
ก. ทราย ดนิ ถ่าน และแกลบ ข. ดิน ถา่ น และแกลบ
ค. ดนิ ทราย และนำ้ ง. ดนิ ทราย และแกลบ
8. ข้อใดจัดเป็นแร่ตระกูลคาร์บอเนต
ก. โอลวิ ีน ข. แคลไซด์
ค. ควอตซ์ ง. เฟลดส์ ปาร์
9. ทรายถา้ มีขนาดเส้นผา่ นศูนย์กลางโตกวา่ 2 มม. เรียกว่าอะไร
ก. ทรายแม่น้ำ ข. ทรายทะเล
ค. กรวด ง. ทรายบก
10. คอนกรีตประกอบด้วยอะไรบ้าง
ก. หนิ ทราย และนำ้ ข. คอนกรีต ปนู ทราย หิน และน้ำ
ค. ทราย หนิ และน้ำ ง. ปูน ทราย หนิ และนำ้

81

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน
1. วัสดุกอ่ สร้างสามารถแบง่ ออกได้กป่ี ระเภทใหญ่ ๆ

ง. 3 ประเภท
2. ขอ้ ใดเป็นส่วนประกอบของต้นไม้

ง. ลำต้น
3. ขอ้ ใดจดั เป็นไม้เน้อื อ่อน

ก. ไมม้ ะยมป่า
4. ไม้อัดหรือมีชื่อเรยี กว่าอะไร

ข. ไม้อัดสลับชน้ั
5. ไม้อัดประเภทใชง้ านภายใน เหมาะสำหรับงานลักษณะใด

ค. ตกแต่งภายใน
6. ไม้อัด MFD ได้จากวัตถุดบิ ชนิดใด

ง. ซังอ้อยทเี่ หลอื จากการผลิตนำ้ ตาล
7. อฐิ เป็นวัสดุท่เี กดิ จากการผสมวสั ดุชนดิ ใด

ก. ทราย ดิน ถา่ น และแกลบ
8. ขอ้ ใดจดั เป็นแรต่ ระกูลคาร์บอเนต

ข. แคลไซด์
9. ทรายถ้ามีขนาดเส้นผา่ นศูนย์กลางโตกว่า 2 มม. เรียกว่าอะไร

ค. กรวด
10. คอนกรีตประกอบด้วยอะไรบ้าง

ง. ปูน ทราย หิน และนำ้

82

15. แบบทดสอบหลังเรียน

หนว่ ยการสอนท่ี 5 ช่ือหนว่ ยการสอน วสั ดุก่อสรา้ ง

วตั ถปุ ระสงค์ เพื่อดคู วามก้าวหน้าระหว่างกอ่ นเรียนและหลงั เรียน

ขอ้ คำถาม

คำส่ัง จงเลอื กคำตอบท่ถี ูกต้องทีส่ ุด
1. วสั ดกุ ่อสรา้ งสามารถแบ่งออกไดก้ ี่ประเภทใหญ่ ๆ
ก. 6 ประเภท ข. 5 ประเภท
ค. 4 ประเภท ง. 3 ประเภท
2. ข้อใดเปน็ ส่วนประกอบของต้นไม้
ก. แกน่ ไม้ ข. วงปี
ค. ใจกลาง ง. ลำตน้
3. ขอ้ ใดจัดเป็นไม้เนือ้ อ่อน
ก. ไมม้ ะยมปา่ ข. ไมม้ ะค่า
ค. ไมเ้ ตง็ ง. ไมร้ ัง
4. ไมอ้ ัดหรือมชี ื่อเรียกว่าอะไร
ก. ไม้ก่อสร้าง ข. ไมอ้ ัดสลับช้นั
ค. ไมอ้ ัดเรียบ ง. ไมอ้ ัดกาว
5. ไมอ้ ัดประเภทใช้งานภายใน เหมาะสำหรบั งานลักษณะใด
ก. งานชัว่ คราว ข. งานทัว่ ไป
ค. ตกแตง่ ภายใน ง. งานภายนอกอาคาร
6. ไม้อัด MFD ไดจ้ ากวตั ถดุ ิบชนิดใด
ก. ไม้ตามธรรมชาติ ข. ไม้จากต้นยูคา
ค. เศษไมท้ ัว่ ๆ ไป ง. ซงั อ้อยทเ่ี หลือจากการผลติ น้ำตาล
7. อิฐเป็นวสั ดุทเี่ กดิ จากการผสมวัสดุชนิดใด
ก. ทราย ดนิ ถ่าน และแกลบ ข. ดนิ ถา่ น และแกลบ
ค. ดนิ ทราย และน้ำ ง. ดนิ ทราย และแกลบ
8. ข้อใดจัดเป็นแรต่ ระกลู คาร์บอเนต
ก. โอลวิ ีน ข. แคลไซด์
ค. ควอตซ์ ง. เฟลดส์ ปาร์
9. ทรายถา้ มีขนาดเส้นผา่ นศูนย์กลางโตกวา่ 2 มม. เรียกว่าอะไร
ก. ทรายแม่น้ำ ข. ทรายทะเล
ค. กรวด ง. ทรายบก
10. คอนกรีตประกอบด้วยอะไรบ้าง
ก. หนิ ทราย และนำ้ ข. คอนกรีต ปนู ทราย หิน และน้ำ
ค. ทราย หิน และนำ้ ง. ปนู ทราย หิน และน้ำ

83

เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น
1. วัสดุกอ่ สร้างสามารถแบ่งออกได้กป่ี ระเภทใหญ่ ๆ

ง. 3 ประเภท
2. ขอ้ ใดเป็นส่วนประกอบของต้นไม้

ง. ลำต้น
3. ขอ้ ใดจดั เป็นไม้เนอ้ื อ่อน

ก. ไมม้ ะยมปา่
4. ไม้อัดหรือมีช่ือเรยี กวา่ อะไร

ข. ไม้อัดสลบั ชัน้
5. ไม้อัดประเภทใชง้ านภายใน เหมาะสำหรับงานลักษณะใด

ค. ตกแตง่ ภายใน
6. ไม้อัด MFD ไดจ้ ากวัตถุดิบชนิดใด

ง. ซังอ้อยทเี่ หลือจากการผลิตนำ้ ตาล
7. อฐิ เป็นวัสดุที่เกิดจากการผสมวสั ดุชนดิ ใด

ก. ทราย ดิน ถา่ น และแกลบ
8. ขอ้ ใดจดั เป็นแรต่ ระกูลคาร์บอเนต

ข. แคลไซด์
9. ทรายถ้ามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโตกว่า 2 มม. เรียกว่าอะไร

ค. กรวด
10. คอนกรีตประกอบด้วยอะไรบ้าง

ง. ปูน ทราย หนิ และนำ้

84

16. ใบความรูท้ ่ี 5
หนว่ ยการสอนที่ 5 ชื่อหนว่ ยการสอน วัสดุก่อสร้าง
ชอ่ื หัวข้อเรื่อง
5.2 บทนำ

ปจั จบุ นั สงิ่ ปลูกสร้างตา่ งๆ ถูกสร้างขน้ึ มาเปน็ จำนวนมากมาย เพอื่ สนองความต้องการ และอำนวย
ความสะดวก โดยความต้องการพนื้ ฐานที่คนเราขาดมิได้คอื ปัจจัย 4 เช่น อาหาร เครือ่ ง นงุ่ หม่ ท่ีอยู่
อาศยั และยารกั ษาโรค เปน็ ต้น โดยในแต่ก่อนนน้ั ส่งิ ปลูกสรา้ งต่างๆทำจากวสั ดุธรรม ชาติ หาง่าย ราคาถูก
ซงึ่ เป็นบ้านไม้ หลังคามุงใบจาก พฒั นาอีกรูปแบบท่ีมีรูปทรงดีขึน้ มา อาจเป็นบา้ นไม้ทรงไทย แต่ใน
ปจั จบุ นั ส่ิงปลูกสร้างได้ถูกพฒั นา
5.2 ไม้ (Wood)

ไม้เปน็ วสั ดุก่อสรา้ งที่เกดิ ข้นึ เองตามธรรมชาติ โดยมนษุ ยน์ ำมาใช้ประโยชนใ์ นดา้ นตา่ งๆ เช่น
เคร่ืองเรือน ทพ่ี ักอาศยั และอุปกรณ์การเกษตร เปน็ ต้น ในการนำไม้มาใชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์ ให้มากท่สี ดุ
และตรงกบั คณุ สมบตั ขิ องการนำไปใช้งานดว้ ย โครงสร้างไม้ของตน้ ไมม้ สี ่วนประกอบทส่ี ำคัญ ได้แก่ ใจ
กลาง แก่นไม้ กระพ้ี ทางเลย้ี งลำตน้ เสน้ รัศมี วงปี และเปลือก เปน็ ต้น
5.3 ไม้อัด (Ply Wood)

ไม้อัด หรอื ไมอ้ ดั สลบั ช้ัน หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการประกอบสมดุล โดยการนำไม้บางหลาย
แผ่นมาประกอบให้ยดึ ตดิ กันด้วยกาว ลกั ษณะท่สี ำคญั คือ การจัดให้ไมบ้ างแต่ละแผ่นมแี นวเส้ียนขวางตั้ง
ฉากกนั เพื่อเพ่มิ คุณสมบัติทางความแข็งแรง และลดการขยายตัว หรือหดตัวในระนาบของแผ่นใหน้ อ้ ยทีส่ ุด
5.4 อิฐ (Brick)

อฐิ เป็นวัสดกุ ่อสร้างท่ีเกดิ จากการผสม ทราย ดนิ ถ่าน และแกลบอัดบดให้เปน็ ดินเหนียวแนน่ เปน็
กอ้ นส่ีเหล่ยี ม นำไปตากให้แห้ง แล้วนำไปเผาอบให้สกุ เพ่ือใชใ้ นการก่อกำแพง ผนังบ้าน พักอาศัย แต่
ปัจจบุ นั มีการนำเอาซีเมนต์มาอดั บดทำเป็น "อฐิ บล็อก"
5.5 หนิ (Stone or Rock)

หนิ หมายถึง มวลของแข็งท่ีประกอบไปดว้ ยแร่ชนิดเดยี วกัน หรอื หลายชนดิ รวมตวั กนั อยูต่ าม
ธรรมชาติ โดยองค์ประกอบของเปลือกโลกสว่ นใหญ่ เปน็ สารประกอบซิลกิ อนไดออกไซด์ (SiO2) แตย่ งั มแี ร่
ตระกูลคาร์บอเนต ซึ่งบรรยากาศโลกในอดตี สว่ นใหญ่ เป็นคารบ์ อนไดออกไซด์ น้ำฝนได้ละลายคาร์บอน ได
ออกไซดบ์ นบรรยากาศลงมาสะสมบนพน้ื ดนิ และมหาสมุทร สิ่งมีชวี ิตอาศัยคาร์บอนสรา้ งธาตุอาหารและ
รา่ งกาย เมือ่ ตายลงทบั ถมกัน เป็นตะกอนทเี่ กดิ ขนึ้ เองตามธรรมชาติ หนิ ส่วนใหญ่บนเปลอื กโลกจึง
ประกอบด้วยแรต่ ่างๆ

หนิ แบง่ ออกได้ 3 ประเภทใหญๆ่ คือ
1. หนิ อัคนี (Igneous Rocks)
2. หนิ ช้ันหรอื หินตะกอน (Sedimentary Rock )
3. หนิ แปร (Metamorphic Rock)

85

5.6 ทราย (Sand)
ทราย คือ เมล็ดของแร่ธาตุตา่ ง ๆ ท่ีเปน็ วัสดุก่อสร้างใชเ้ ปน็ สว่ นผสมของคอนกรตี ทรายจะเป็นเมด็

เลก็ ๆ ที่แตกแยกออกมาจากหิน โดยเกดิ ขนึ้ มาเองตามธรรมชาติ มขี นาดเสน้ ผา่ ศนู ย์กลางโตไม่เกิน 2 มม. ถ้า
โตกวา่ นี้ เรยี กวา่ " กรวด"

ประเภทของทราย แบง่ ออกเปน็ 4 ชนดิ คอื ทรายบก ทรายแมน่ ำ้ ทรายทะเล และทรายย่อย
5.8 ปนู ซเี มนต์ (Cement)

ปนู ซีเมนต์ เป็นวสั ดทุ ใี่ ชป้ ระสานในงานปูนทกุ ประเภท โดยเปน็ ผงละเอียดเมื่อนำไปผสมกบั นำ้ ใน
ปริมาณที่พอดี ซ่ึงจะเกิดการจับตัวหรอื แขง็ ตวั เกาะตดิ แนน่ กบั วัสดุทีน่ ำไปผสม

ชนดิ ของปูนซีเมนต์ แบง่ ออกไดด้ ังนค้ี ือ
1. ปูนซเี มนตป์ อร์ตแลนด์ (Portland Cement)
2. ปูนซีเมนต์ธรรมชาติ (Natural Cement)
3. ปนู ซีเมนต์ปสั โซลาน (Puzzolan Cement)
4. ปนู ซเี มนต์อลูมนิ ัส (Aluminous Cement)
5. ปูนซเี มนตซ์ ลิ กิ ้า (Silica Cement)
5.8 ปนู ขาว (Limes)
ปูนขาว คอื ได้มาจากการเผาหนิ ปูนแล้วบดใหเ้ ป็นผง สมัยก่อนเป็นวัสดุที่ใชย้ ึดประสานหิน นิยม
นำไปใสถ่ ุงพลาสติกขาย เป็นวัสดทุ ่ใี ชใ้ นงานก่อสร้าง เชน่ ผสมสีนำ้ ปูน ผสมปนู ฉาบปนู กอ่ โรยใตอ้ าคาร
ป้องกนั ปลวก ใชเ้ พื่อปรับค่าความเป็นกรดด่างของดิน และนำ้ เหมาะสำหรับบ่อก้งุ บอ่ ปลา เลา้ ไก่ และ
บอ่ บำบดั น้ำเสีย เป็นตน้
5.9 คอนกรีต (Concert)
คอนกรีต เปน็ วสั ดุทไ่ี ด้จากการผสมปนู ซีเมนต์กับ ทราย หิน และนำ้ ดว้ ยอัตราส่วนทีพ่ อเหมาะ
เข้าดว้ ยกันในสดั สว่ นท่ีกำหนดไว้ ผสมคลกุ เคลา้ ใหเ้ ขา้ กันพอดี เพื่อความสะดวกในการนำไปใช้งาน โดย
เมือ่ แข็งตวั แล้วสามารถรบั แรงได้สงู หรอื คอนกรีต คอื วัสดกุ อ่ สรา้ งชนิดหนง่ึ โดยประกอบดว้ ยส่วนผสม 2
ส่วนคือ วสั ดปุ ระสาน ไดแ้ ก่ ปนู ซีเมนต์ กับนำ้ ผสมกบั วัสดผุ สม ไดแ้ ก่ ทราย หินหรอื กรวด เม่อื นำมา
ผสมกนั จะคงสภาพเหลวอยชู่ ่วงเวลาหนึง่ ซึง่ นานพอทีจ่ ะนำไปเทลงในแบบหลอ่ ทม่ี ีรปู รา่ งตามต้องการ
เม่ือคอนกรีตแข็งตัวเต็มทแี่ ล้ว จะมีความแข็ง แรงและสามารถรับน้ำหนักไดม้ าก แตท่ ั้งน้ีจะแปรไปตามอายุ
ของคอนกรีตทเ่ี พ่มิ ข้นึ


Click to View FlipBook Version