The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการสอนวิชา วัสดุงานช่างอุตสาหกรรม 20100 - 1002

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

แผนการสอนวิชา วัสดุงานช่างอุตสาหกรรม 20100 - 1002

แผนการสอนวิชา วัสดุงานช่างอุตสาหกรรม 20100 - 1002

86

17. แบบฝึกหดั
คำสงั่ จงตอบคำถามต่อไปน้ี
1. วัสดกุ ่อสรา้ งสามารถแบ่งออกได้ก่ีประเภท และยกตัวอยา่ งประกอบ
ตอบ 3 ประเภท ไดแ้ ก่ 1. วสั ดกุ ่อสรา้ งทว่ั ไป เชน่ ไม้ หนิ ทราย กรวด และอฐิ เป็นตน้

2. วัสดุมุงหลังคา เช่น สงั กะสี และกระเบื้องมุมหลังคา เป็นตน้
3. วัสดุปูพน้ื เช่น ปาเก้ และกระเบ้ืองปูพื้น เป็นตน้
2. จงบอกโครงสร้างของต้นไม้มาอย่างนอ้ ย 7 ข้อ
ตอบ 1. ใจกลาง เปน็ จุดศนู ย์กลางของต้นไม้ จะเป็นรูเลก็ ๆ
2. แก่นไม้ คือ จะอยรู่ ะหว่างใจกลาง และกระพี้
3. กระพี้ คือ จะอยรู่ ะหวา่ งแกน่ ไม้ กับทางเล้ียงลำต้น
4. ทางเลยี้ งลำต้น เป็นวงปีนอกสดุ ของไม้ สว่ นท่ีส่งอาหารที่ปรุงแล้วไปเลี้ยงลำตน้
5. เสน้ รศั มี เปน็ เส้นที่วิง่ จากใจกลาง ไปหาเปลือกไม้
6. วงปี เป็นวงแสดงการเจริญเตบิ โตของตน้ ไม้ โดย 1 ปี จะมี 1 วง หรอื มากกวา่ นนั้
7. เปลอื ก เป็นสว่ นทีอ่ ยูว่ งนอกสดุ ของลำต้น

3. จงอธบิ ายกรรมวิธกี ารแปรรปู ไม้
ตอบ 1. Cutting คอื การแปรรปู โดยใช้เครอื่ งทุ่นแรงในการตัด เช่น การเล่อื ย การกลึง การตดั การไส เป็น
ต้ น

2. Forming คอื การแปรรูปมาจากการ Cutting โดยไมพ้ ร้อมที่จะนำไปดัดหรือตกแต่ง ทำสลกั และ
ขอ้ ตอ่ ต่าง ๆ

3. Fastening คือ เมื่อผ่านขบวนการ Forming เรียบร้อยแลว้ จะนำเข้าไปประกอบ ยึดกาว ยึดสกรู

4. Finishing คอื ขบวนการแปรรปู ข้นั สุดท้าย จะเปน็ การตกแต่งเพิ่มสีสนั ใหไ้ ม้
4. ไมอ้ ดั หมายถงึ อะไร
ตอบ ไม้อัดหรือไม้อัดสลับชั้น หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการประกอบสมดุล โดยการนำไม้บางหลายแผน่
มาประกอบให้ยึดติดกันด้วยกาว ลักษณะที่สำคัญคือ การจัดให้ไม้บางแต่ละแผ่นมีแนวเส้ียนขวางตั้งฉากกัน
เพ่ือเพ่ิมคณุ สมบตั ทิ างความแข็งแรงและลดการขยายตวั หรอื หดตวั ในระนาบของแผน่ ใหน้ ้อยทสี่ ดุ
5. อฐิ (Brick) หมายถึงอะไร และยกตัวอยา่ งชนิดของอฐิ ท่ีนำมาใช้งาน อยา่ งนอ้ ย 2 ตวั อยา่ ง
ตอบ อฐิ เป็นวัสดุก่อสรา้ งทีเ่ กิดจากการผสม ทราย ดิน ถ่าน และแกลบอัดบดใหเ้ ปน็ ดินเหนยี วแน่นเป็นก้อน
สี่เหลี่ยม นำไปตากให้แห้งแล้วนำไปเผาอบให้สุก เพื่อใช้ในการก่อกำแพง ผนังบ้านพักอาศัย แต่ปัจจุบันมีการ
นำเอาซีเมนตม์ าอดั บดทำเป็น “อฐิ บลอ็ ก”

อิฐมอญ เป็นอิฐที่ทำขึ้นจากดินโคลน ผสมกับแกลบ 10% เพื่อให้มีความโปรง่ นำไปอัดขึ้นรูปด้วยมือ
ในแบบ นำไปตากให้แห้ง แลว้ นำไปเผาผิวไมค่ ่อยเรียบร้อยเท่าใดนกั ราคาถูก เหมาะสำหรับกอ่ กำแพง ฉาบปนู
ทบั มีความหนา 5 ซม. กวา้ ง 9 ซม. และยาว 20 ซม.

87

6. วฏั จักรของหนิ (Rock Cycle) แบง่ ออกได้ก่ีประเภท อะไรบ้าง
ตอบ นักธรณีวทิ ยาได้แบง่ หินออกเป็น 3 ประเภท คอื หินอคั นี หนิ ตะกอนหรือหินชั้น และหินแปร
7. ทราย (Sand) หมายถงึ อะไร และแบง่ ออกได้กีป่ ระเภท อะไรบ้าง
ตอบ ทราย คือ เมล็ดของแร่ธาตุต่าง ๆ ที่เป็นวัสดุก่อสร้างใช้เป็นส่วนผสมของคอนกรีต ทรายจะเป็นเม็ด
เลก็ ๆ ทีแ่ ตกแยกออกมาจากหนิ โดยเกดิ ขึ้นเองตามธรรมชาติ มขี นาดเสน้ ผา่ นศูนย์กลางโตไมเ่ กนิ 2 มม.

ประเภทของทราย โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ ทรายบก ทรายแม่น้ำ ทรายทะเล และทราย
ย่อย
8. วัตถุดบิ ทใ่ี ช้ในการผลติ ปนู ซีเมนต์แบง่ ออกได้ก่ชี นิด อะไรบา้ ง
ตอบ 3 ชนิด คือ วัตถุดิบที่มีส่วนประกอบของปูนขาว วัตถุดิบที่มีส่วนประกอบของดินดำ และวัตถุดิบ
ปรบั แตง่ คุณสมบตั ิ
9. ปนู ขาว (Limes) หมายถงึ อะไร
ตอบ ปนู ขาว คอื วัสดุทใ่ี ชใ้ นงานก่อสร้าง ไดม้ าจากการเผาหนิ ปนู แลว้ บดใหเ้ ปน็ ผง ใชย้ ึดประสานหิน เพ่ือ
ปรบั คา่ ความเปน็ กรดดา่ งของดนิ น้ำ เหมาะสำหรับบอ่ ก้งุ บ่อปลา เล้าไก่ และบ่อบำบัดน้ำเสยี เปน็ ต้น
10. คอนกรีตท่ีใชใ้ นงานทั่วไปตามสัดสว่ นของสว่ นผสมแบ่งได้ก่ชี นิด อะไรบ้าง
ตอบ 3 ชนิด คือ คอนกรีตสำหรับงานทั่ว ๆ ไป คอนกรีตสำหรับงานที่ต้องการรับแรงสูงเป็นพิเศษ และ
คอนกรีตหยาบสำหรบั งานท่เี ทเหนอื เสาเข็มเพ่ือรองรับฐานราก

88

18. บนั ทึกผลหลังการจดั การเรยี นรู้แบบมุ่งเนน้ สมรรถนะอาชีพและบูรณาการตามหลักปรชั ญาของ

เศรษฐกจิ พอเพียง

18.1 สรปุ ผลการจดั การเรียนรู้

รายการ ระดับการปฏบิ ตั ิ
5432 1

ดา้ นการเตรียมการสอน

1. จดั หน่วยการเรียนรูไ้ ดส้ อดคล้องกับวตั ถุประสงคก์ ารเรียนรู้

2. กำหนดเกณฑ์การประเมนิ ครอบคลุมทง้ั ด้านความรู้ ด้านทกั ษะ และด้านจิตพสิ ยั

3. เตรียมวสั ดุ-อุปกรณ์ ส่ือ นวตั กรรม กิจกรรมตามแผนการจดั การเรียนรูก้ ่อนเขา้

สอน

ดา้ นการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้

4. มวี ธิ ีการนำเขา้ สูบ่ ทเรยี นท่ีนา่ สนใจ

5. มกี จิ กรรมทห่ี ลากหลาย เพ่ือช่วยให้ผูเ้ รยี นเกิดการเรียนรู้ ความเขา้ ใจ

6. จดั กจิ กรรมทีส่ ่งเสริมใหผ้ ู้เรยี นค้นคว้าเพ่ือหาคำตอบดว้ ยตนเอง

7. นักเรยี นมสี ่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้

8. จัดกจิ กรรมที่เนน้ กระบวนการคิด ( คิดวเิ คราะห์ คดิ สังเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ )

9. กระตุ้นให้ผู้เรยี นแสดงความคิดเหน็ อย่างเสรี

10. จัดกิจกรรมการเรยี นรู้ท่ีเช่ือมโยงกบั ชีวติ จรงิ โดยนำภมู ิปัญญา/บูรณาการเข้ามามสี ่วน

ร่วม

11. จัดกจิ กรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม

12. มกี ารเสริมแรงเมอื่ นักเรยี นปฏบิ ัติ หรือตอบถูกต้อง

13. มอบหมายงานใหเ้ หมาะสมตามศักยภาพของผูเ้ รยี น

14. เอาใจใสด่ แู ลผเู้ รยี น อย่างท่ัวถึง

15. ใชเ้ วลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่ีกำหนด

ดา้ นสอื่ นวตั กรรม แหล่งการเรยี นรู้

16. ใชส้ อ่ื ท่ีเหมาะสมกบั กิจกรรมและศักยภาพของผ้เู รยี น

17. ใชส้ ่ือ แหลง่ การเรียนรู้อย่างหลากหลาย เชน่ บคุ คล สถานที่ ของจริง เอกสาร

ส่อื อิเล็กทรอนกิ ส์ และอินเทอรเ์ น็ต เปน็ ต้น

ดา้ นการวดั และประเมนิ ผล

18. ผ้เู รยี นมสี ว่ นรว่ มในการกำหนดเกณฑ์การวัดและประเมินผล

19. ประเมนิ ผลอย่างหลากหลายและครบท้ังด้านความรู้ ทักษะ และจิตพิสยั

20. ครู ผูเ้ รยี น ผปู้ กครอง หรือ ผทู้ เ่ี ก่ยี วข้องมสี ว่ นรว่ ม ในการประเมิน

รวม

89

หมายเหตุ ระดบั การปฏิบัติ 5 = ปฏบิ ตั ิดเี ยีย่ ม 4 = ปฏบิ ตั ดิ ี 3 = ค่าเฉลย่ี
ปฏบิ ตั พิ อใช้

2 = ควรปรับปรุง 1 = ไมม่ กี ารปฏิบตั ิ

18.2 ปญั หาที่พบ และแนวทางแกป้ ัญหา แนวทางแก้ปัญหา
ปญั หาท่ีพบ

ดา้ นการเตรยี มการสอน

ด้านการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้

ดา้ นส่อื นวตั กรรม แหล่งการเรยี นรู้
ด้านการวัดและประเมนิ ผล
ดา้ นอ่ืนๆ (โปรดระบุเปน็ ข้อๆ)

ลงช่อื ........................................................................ ครผู สู้ อน
(....................................................................)

ตำแหน่ง .......................................................................

............../.................................../....................

19. บันทึกการนเิ ทศและตดิ ตาม 90
ช่ือ-สกุล ผู้นเิ ทศ ตำแหน่ง
วัน-เดือน- เวลา รายการนเิ ทศและตดิ ตาม

ปี

91

แผนการจดั การเรียนรู้ แบบมุ่งเนน้ สมรรถนะอาชพี และบูรณาการตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

รหสั วิชา 20100 – 1002 วิชา วัสดงุ านช่างอตุ สาหกรรม

หนว่ ยที่ 6 ชื่อหน่วย วสั ดุสงั เคราะห์ จำนวน 4 ชว่ั โมง

ชือ่ เรอื่ ง

6.1 ความหมายของวสั ดสุ งั เคราะห์ 6.6 แก้ว

6.2 ชนดิ ของวัสดุสงั เคราะห์ 6.7 เซรามิกส์

6.3 พลาสตกิ 6.8 สี

6.4 ยาง 6.9 บทสรุป

6.5 วสั ดปุ ระสาน

แบบฝึกหดั หน่วยท่ี 6

แบบทดสอบหลังเรยี นหน่วยที่ 6

1. สาระสำคัญ
ในปัจจบุ ันมนษุ ยเ์ ราไดร้ ้จู กั ประยกุ ต์วัสดใุ นธรรมชาตมิ าใช้ในชวี ิตประจำวนั และในระบบโรงงาน

อตุ สาหกรรมประเภทต่างๆ ซงึ่ นานวนั เข้ากจ็ ะหมดหายไปจากโลกปัจจบุ นั ดังน้ันจงึ มกี ารผลติ วัสดุชนิด
ใหมข่ ึ้นมาเพ่ือทดแทนส่ิงท่ีมีอยแู่ ลว้ เพื่อท่ีจะใหม้ คี ุณสมบัติที่ใกล้เคยี ง และมีคุณภาพท่ีดี เหมาะสมที่นำไป
ใช้งาน เรียกวา่ "วัสดสุ งั เคราะห์" ไดแ้ ก่ พลาสตกิ ยาง วัสดุประสาน แกว้ สี และเซรามกิ ส์ เปน็ ตน้

2. สมรรถนะประจำหน่วยการเรยี นรู้
แสดงความรู้เกีย่ วกบั วัสดุสงั เคราะห์

3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 จดุ ประสงคท์ ั่วไป
- ดา้ นความรู้
3.1.1 อธบิ ายความหมายของวัสดสุ ังเคราะห์ได้ถกู ต้อง
3.1.2 บอกชนดิ ของวสั ดสุ งั เคราะห์ได้
3.1.3 บอกประเภทของพลาสตกิ และการนำไปใชง้ านได้
3.1.4 รู้จกั ชนดิ ของยางแต่ละประเภทและการนำไปใช้งานได้
3.1.5 บอกประเภทของวสั ดุประสานได้
3.1.6 บอกวัตถุดิบในการทำแกว้ และชนิดของแกว้ ได้
3.1.7 อธิบายความหมายของเซรามิกส์ และบอกประเภทของเซรามิกส์ได้
3.1.8 อธบิ ายความหมายของสี และบอกประเภทของสไี ด้

92

3.2 จดุ ประสงค์เชงิ พฤติกรรม
- ด้านทักษะ
3.2.1 ทดลองจำแนกบตั รภาพประเภทของวสั ดสุ ังเคราะห์ได้
3.2.2 มที กั ษะในการเขยี นผงั มโนทศั น์เรอ่ื ง วสั ดุสังเคราะห์ได้

4. เน้อื หาสาระการสอน/การเรยี นรู้
4.1 ดา้ นความรู้

6.1 ความหมายของวัสดุสงั เคราะห์
วัสดุสังเคราะห์ ( Synthetic Material ) คอื วสั ดุทถ่ี กู ผลติ ขึ้นมา เพื่อทดแทนสารใหม่ที่มี อย่ตู าม

ธรรม ชาตโิ ดยใหม้ คี ณุ สมบตั ิท่ีดกี วา่ และเหมาะทีจ่ ะนำไปใชง้ าน เพ่อื ใหม้ ปี ระโยชนอ์ ย่างอน่ื ต่อไปด้วย
6.2 ชนิดของวัสดุสงั เคราะห์

วัสดุสงั เคราะห์ สามารถแบ่งออกไดด้ ังนี้ คอื
1. พลาสติก
2. ยาง
3. วัสดปุ ระสาน
4. แก้ว
5. เซรามิกส์
6. สี
6.3 พลาสตกิ
พลาสตกิ คือสารสังเคราะห์ท่ีผลิตขึ้นมาดว้ ยกรรมวิธที างเคมี เพอ่ื ที่จะใหเ้ กดิ สารขึ้นมาใหม่ โดยมี
โครงสร้างโมเลกุลทปี่ ระกอบด้วยธาตุ คารบ์ อน (C) ไฮโดรเจน (H) ออกซิเจน (O2) ไนโตรเจน (N) และ
คลอรีน (Cl) มีชอื่ ทางเคมีเรยี กว่า โพลีเมอร์ (Polymer) พลาสติก แบง่ ออกได้ 2 ประเภทคือ
1. เทอรโ์ มเซตตง้ิ (Thermo Setting) หรือพลาสติกแข็ง
2. เทอรโ์ ม พลาสตกิ (Thermo Plastics) หรอื พลาสตกิ อ่อน
6.4 ยาง
ยาง เปน็ วัสดชุ ่างที่มคี วามสำคญั มาก เพราะเปน็ วัสดุที่มีความยดื หยนุ่ ได้ดี ซึง่ มีการนำมาใช้งานกนั
อยา่ งกวา้ งขวาง โดยท่ีพบเหน็ ใชท้ ำ คือ ยางรถยนต์ ยางเครือ่ งบนิ ท่อยาง พ้ืนรองเท้า สายพาน ถงุ มือ
ยาง ถุงยางอนามัย ชิ้นสว่ นรถยนต์ และหนงั สต๊กิ เป็นต้น ยางท่ใี ช้กันปจั จุบันน้นั แบ่งออกได้เป็น 2
ประเภทใหญๆ่ คือ
1. ยางธรรมชาติ
2. ยางสังเคราะห์หรือยางเทียม
6.5 วสั ดุประสาน
วสั ดปุ ระสาน คอื วสั ดุทีใ่ ช้ประสานวัสดุหรือวตั ถุตา่ งๆ ให้ยึดติดแน่นกนั ตง้ั แต่ 2 ชิ้นขึ้นไป โดยใช้
แรงประสานยดึ เกาะให้ติดแน่นกบั ผวิ งาน วัสดปุ ระสาน แบง่ ได้ 2 ประเภท คือ

93

1. วสั ดปุ ระสานธรรมชาติ (Natural Adhesives)
2. วสั ดปุ ระสานสงั เคราะห์ (Synthetic Resin Adhesives)
6.6 แกว้
วัตถุที่ใช้ทำแก้ว คือทรายแกว้ ทรายควอทซ์ หินปนู โคโรไมท์ โซดาไฟ และSalt Cake นำไปหลอมที่
อณุ หภูมปิ ระมาณ 1200 - 1500 องศาเซลเซียส ถ้าต้องการเติมโลหะออกไซด์ เพื่อใหไ้ ดส้ ีตามที่ต้องการ
นอกจากนปี้ ระโยชนข์ องแกว้ เชน่ ทำแว่นตา หลอดไฟ กระจก หนา้ ตา่ ง เฟอรน์ ิเจอร์ เครอ่ื งตกแต่งภายใน
บ้าน ถว้ ยแก้ว และขวดน้ำ เป็นตน้
6.7 เซรามกิ ส์
เซรามิกส์ เปน็ วสั ดุท่ีผลติ ขึ้นจากดนิ เหนียว และวัสดอุ น่ื ๆ หรอื เปน็ เครือ่ งปนั้ ดินเผาท่ีมนษุ ยค์ ิดค้น
สร้างขน้ึ มา เพ่ือประโยชน์ใช้ในชีวติ ประจำวัน เชน่ ถว้ ย ชาม กระถาง และโอ่ง เปน็ ต้น โดยมวี ัสดุที่เปน็
โลหะและอโลหะ เปน็ สว่ นประกอบ เชน่ หินเข้ียวหนุมาน อลูมินา่ แร่ทัลซแ์ มกนีไซท์ และดินเหนยี ว
เปน็ ต้น นำมาบดใหล้ ะเอียด ผสมน้ำปั้นใหเ้ ป็นรูปร่างตา่ งๆ แลว้ นำไปผึ่งแดดให้แห้ง จากนนั้ นำไปเผาอบ
ให้ได้อุณหภูมิตามทตี่ ้องการ
6.8 สี
สี เปน็ วัสดุทใ่ี ช้เคลือบช้ินงาน ป้องกันการกดั กรอ่ นของชน้ิ งานทเ่ี ปน็ โลหะ และช่วยเพม่ิ ความสวย
งามให้กบั ชิน้ งาน สีเปน็ วสั ดทุ ่ีมคี วามสำคัญมาก ซ่ึงจะนิยมนำไปใชใ้ นงานอุตสาหกรรมแทบหลายชนดิ
เหมือนกัน โดยสมี ีองคป์ ระกอบที่สำคัญ คอื กาว (Binder) ผงสี (Pigment) ตวั ทำละลาย (Solvent) และ
สาร เติมแตง่ (Additive)

4.6 ด้านทกั ษะหรือการประยกุ ต์ใช้
4.2.1 ทดลองจำแนกบตั รภาพประเภทของวสั ดสุ งั เคราะห์ได้
4.2.2 มีทกั ษะในการเขยี นผังมโนทศั นเ์ รือ่ ง วัสดุสังเคราะห์ได้

4.3 ด้านคุณธรรม/ จรยิ ธรรม/ และคณุ ลกั ษณะทีพ่ งึ ประสงคแ์ ละบรู ณาการตามหลักปรชั ญา
เศรษฐกิจพอเพียง

ตรงต่อเวลา มีวินยั มีความรบั ผิดชอบ ละเอยี ดรอบคอบ สนใจใฝ่รู้ มคี วามซ่ือสตั ย์ มเี หตุผล ประหยัด
และปฏิบตั ติ นในแนวทางทีด่ ี

94

5. กจิ กรรมการเรียนการสอนหรอื การเรยี นรู้

ขัน้ ตอนการสอนหรือกจิ กรรมครู ขนั้ ตอนการเรียนหรือกิจกรรมของผเู้ รยี น

ขัน้ เตรียม(จำนวน 25 นาที)

21. เชค็ ชือ่ นกั เรยี น 1. นักเรยี นขานรบั เชค็ ชอื่ ตวั เอง

22. ครแู นะนำตวั เอง แนะนำรายวิชา 2. นกั เรียนทำความเขา้ ใจและจดบันทึก

คำอธบิ ายรายวชิ า จุดประสงค์รายวิชา สาระสำคัญ

ช้ีแจงเกณฑ์การให้คะแนน วธิ ีการสอน

การวดั ผลและประเมนิ ผล

23. ขั้นนำเขา้ สบู่ ทเรยี น ดว้ ยการสนทนา 3. นกั เรียนสนทนาโตต้ อบกับครผู สู้ อน

การซักถามเกย่ี วกบั เน้ือหาเรอื่ ง วัสดุ

สงั เคราะห์

24. ครมู อบหมายให้นกั เรียนทำแบบทดสอบ 4. นักเรยี นทำแบบทดสอบก่อนเรยี น

ก่อนเรยี น

ข้ันการสอน(จำนวน 50 นาที)

11. ครบู รรยายเน้ือหาเกย่ี วกบั เรื่อง วัสดุ

สังเคราะห์

12. ครตู ง้ั คำถาม ถาม – ตอบ ระหวา่ งครแู ละ 1. นักเรียนตง้ั คำถามและตอบคำถามโต้ตอบกับ

นักเรียนเกี่ยวกบั เน้ือหาท่เี รยี นเรอื่ ง วสั ดุ ครใู ห้หวั ขอ้ เนื้อหาเรื่อง วัสดสุ ังเคราะห์

สงั เคราะหแ์ ละประเมินความเขา้ ใจใน

เนื้อหาของนกั เรียน

ขนั้ สรุป (จำนวน 45 นาที)

21. สรุปเนื้อหาสาระสำคัญในบทเรยี นให้ 1. นกั เรยี นตระหนกั ถึงความสำคญั ในเน้ือหาสาระ

นักเรียน ตระหนกั ถงึ ความสำคญั ในเนื้อหา ทไ่ี ด้เรียน

สาระทไ่ี ด้เรยี นไปและสามารถสรปุ ใจความ

สำคัญของเนื้อหาได้

22. ครูมอบหมายใหน้ กั เรียนทำแบบฝกึ หัดทา้ ย 2. นักเรยี นทำแบบฝึกหัดท้ายบท

บท

23. ครมู อบหมายให้นกั เรยี นทำแบบทดสอบ 3. นกั เรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน

หลังเรียน

24. ครมู อบหมายให้นักเรียนทำผงั มโนทัศน์ 4. นักเรยี นทำผงั มโนทัศนเ์ ร่ือง วสั ดุสงั เคราะห์

เร่อื ง วัสดสุ ังเคราะห์

95

6. ส่ือการเรียนการสอน/การเรยี นรู้
6.1 สื่อสิง่ พิมพ์
6.1.1 หนังสอื เรียนวิชา วัสดงุ านช่างอตุ สาหกรรม รหัสวชิ า 2100 – 1102 หน่วยที่ 6

เร่อื ง วัสดุสงั เคราะห์
6.1.2 แบบประเมนิ ผลการเรียนการเรียนรู้ แบบทดสอบก่อน – หลงั เรยี น แบบฝึกหัดท้ายบท

และแบบประเมนิ พฤติกรรม หนว่ ยที่ 6 เรื่อง วสั ดุสงั เคราะห์

6.2 ส่ือโสตทัศน์
6.2.1 หนังสอื เรียนวิชา วัสดงุ านชา่ งอตุ สาหกรรม
6.2.2 บัตรภาพ
6.2.3 สไลดน์ ำเสนอ (Power point)
6.2.4 วดิ ีทศั น์
6.2.5 ใช้เครื่องฉาย (Projector)

6.3 สื่อของจรงิ
6.3.1 เครอ่ื งมือ/อุปกรณ์ตวั อย่างของวัสดุงานอตุ สาหกรรม

7. แหล่งการเรยี นการสอน/การเรียนรู้
7.1 ภายในสถานศกึ ษา
7.1.1 ห้องสมดุ วทิ ยาลยั ศนู ย์วทิ ยบริการ
7.1.2 ห้อง Internet ศูนย์วทิ ยบรกิ าร
7.2 ภายนอกสถานศึกษา
7.2.1 แหล่งเรยี นรู้ประจำชุมชน/หมูบ่ า้ น/ผเู้ ช่ียวชาญ

8. งานท่ีมอบหมาย
8.1 ก่อนเรยี น
8.1.1 นักเรียนจดั เตรียมเอกสาร สือ่ การเรียนการสอนตามท่คี รแู ละบทเรยี นกำหนด
8.1.2 นักเรยี นทำแบบทดสอบกอ่ นเรียนหนว่ ยที่ 6
8.1.3 นักเรียนทำความเขา้ ใจเก่ียวกับจุดประสงค์การเรยี นของหน่วยเรียนที่ 6 และการให้
ความรว่ มมือในการทำกิจกรรมในหนว่ ยการเรียนที่ 6
8.2 ขณะเรยี น
8.2.1 นกั เรียนศกึ ษาเนอื้ หาหนว่ ยท่ี 6
8.2.2 นกั เรียนจดบนั ทึกเนื้อหาที่สำคัญระหวา่ งมกี ารเรียนการสอน
8.2.3 นักเรยี นเตรียมต้งั คำถาม ถาม – ตอบ สงิ่ ทน่ี กั เรยี นไมเ่ ขา้ ใจ
8.2.4 นักเรยี นรับแบบฝึกหัดมาทำ
8.3 หลังเรยี น
8.3.1 นกั เรียนร่วมกนั สรปุ เน้ือหาหนว่ ยท่ี 6

96

8.3.2 นกั เรยี นทำแบบฝึกหัดทา้ ยบท
8.3.3 นกั เรยี นทำแบบทดสอบหลงั เรยี น
8.3.4 นักเรยี นทำผงั มโนทศั น์
9. ผลงาน/ชนิ้ งาน ท่ีเกิดจากการเรยี นรูข้ องผู้เรียน
1. แบบทดสอบก่อนเรยี นและแบบทดสอบหลังเรียน
2. แบบฝึกหัดทา้ ยบท
3. ผงั มโนทศั น์
10. เอกสารอ้างอิง
หนังสือเรยี น วชิ าวัสดุชา่ งอุตสาหกรรม รหัสวิชา 2100 – 1002 บริษทั ศูนย์หนงั สือเมืองไทย
จำกัด
เว็บไซต์ออนไลน์ และสอ่ื ส่งิ พิมพ์ทเี่ กยี่ วข้องกับเนื้อหาบทเรียน
11. การบูรณาการ/ความสัมพันธก์ บั รายวิชาอ่ืน
1. บูรณาการกบั วชิ า งานฝึกฝีมือ เรือ่ ง เคร่ืองมือทั่วไปและเครื่องมือกลเบ้ืองตน้
12. หลักการประเมนิ ผลการเรยี น
12.1 ก่อนเรยี น
12.1.1.ใช้สมดุ บันทกึ เวลาเรียนฯ ขานชื่อผ้เู รยี นและตรวจการตรงต่อเวลา
12.1.2 ใชแ้ บบสงั เกตความพรอ้ มในการเรียน ประเมนิ ความพร้อม เช่น หนังสือ สมดุ ปากกา
การแตง่ กาย เป็นต้น
12.2 ขณะเรียน
12.2.1.ใชแ้ บบสังเกตพฤติกรรม สังเกตการตอบคำถาม ความสนใจใฝ่รู้ ใฝ่เรียน
12.3 หลังเรยี น
12.3.1. แบบทดสอบหลงั เรยี นตอ้ งผา่ นเกณฑ์การประเมิน 50%
12.3.2. แบบฝกึ หดั หลงั เรียนตอ้ งผ่านเกณฑ์การประเมิน 50%

13. รายละเอยี ดการประเมินผลการเรยี น
จุดประสงคข์ ้อที่ 1 อธิบายความหมายของวัสดุอุตสาหกรรมได้ถูกต้อง
1. วธิ กี ารประเมิน :แบบประเมินผลการเรยี นรู้และแบบประเมินพฤติกรรม หน่วยที่ 6
2. เคร่อื งการประเมนิ : แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลงั เรยี น
3. เกณฑ์การประเมิน : แบบประเมินผลการเรยี นรู้ผา่ นเกณฑ์การประเมิน
4. เกณฑ์การผา่ น : 50 %
จุดประสงคข์ ้อท่ี 2 บอกประเภทของวสั ดุอุตสาหกรรมได้
1. วธิ กี ารประเมนิ :แบบประเมินผลการเรียนรู้และแบบประเมินพฤติกรรม หนว่ ยที่ 6
2. เครือ่ งการประเมิน : แบบทดสอบกอ่ นเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน
3. เกณฑ์การประเมนิ : แบบประเมินผลการเรียนรผู้ ่านเกณฑ์การประเมิน

97

4. เกณฑ์การผา่ น : 50 %
จดุ ประสงค์ข้อที่ 3 อธบิ ายความหมายของโลหะและคุณสมบตั ิของโลหะได้

1. วธิ กี ารประเมนิ :แบบประเมนิ ผลการเรียนรแู้ ละแบบประเมินพฤติกรรม หน่วยที่ 6
2. เครอ่ื งการประเมิน : แบบทดสอบกอ่ นเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน
3. เกณฑ์การประเมนิ : แบบประเมินผลการเรยี นรผู้ า่ นเกณฑ์การประเมนิ
4. เกณฑ์การผ่าน : 50 %
จดุ ประสงค์ข้อท่ี 4 อธบิ ายความหมายและบอกประเภทโลหะจำพวกเหล็กได้
1. วธิ กี ารประเมิน :แบบประเมนิ ผลการเรียนรูแ้ ละแบบประเมินพฤตกิ รรม หนว่ ยท่ี 6
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน
3. เกณฑ์การประเมิน : แบบประเมินผลการเรียนร้ผู ่านเกณฑ์การประเมิน
4. เกณฑ์การผ่าน : 50 %

98

14. แบบทดสอบก่อนเรยี น

หนว่ ยการสอนที่ 6 ชื่อหน่วยการสอน วัสดสุ ังเคราะห์

วตั ถปุ ระสงค์ เพ่ือดคู วามก้าวหน้าระหวา่ งกอ่ นเรียนและหลังเรียน

ขอ้ คำถาม

คำสงั่ จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องทีส่ ุด ข. พีวซี ี
1. พลาสติกมีชื่อเรยี กทางเคมีว่าอะไร ง. โพลซี ัลเฟต
ข. ไฮโดรเจน
ก. ซัลไฟต์ ง. ถูกทุกข้อ
ค. โพลเี มอร์ ข. 4 ชนิด
2. พลาสติกเป็นสารประกอบด้วยธาตุอะไรบ้าง ง. 2 ชนิด
ก. ออกซิเจน ข. 4 ประเภท
ค. คาร์บอน ง. 2 ประเภท
3. พลาสติกแบ่งออกเปน็ กปี่ ระเภท ข. กาวยาง
ก. 5 ชนิด ง. กาวพีวีเอ
ค. 3 ชนิด ข. กาวซิลิโคน
4. ยางแบ่งออกได้กป่ี ระเภทใหญ่ ๆ ง. กาวอพี อกซี
ก. 5 ประเภท ข. ไทย
ค. 3 ประเภท ง. ญป่ี ุ่น
5. Adhesive คอื อะไร ข. 1,000–1,500 oC
ก. กาวลาเท็กซ์ ง. 1,800–1,900 oC
ค. วสั ดปุ ระสาน ข. หินเขีย้ วหนมุ าน
6. กาวชนิดใดที่เหมาะนำมาติดกระจกในตปู้ ลา ง. ถกู ทุกข้อ
ก. กาวยูเรีย ข. สที นความร้อน
ค. กาวอะครลิ กิ ง. ถูกทุกข้อ
7. แกว้ มตี น้ กำเนดิ มาจากประเทศอะไร
ก. อเมรกิ า
ค. อิยิปต์
8. อุณหภูมใิ นการหลอมแก้วประมาณเท่าไร
ก. 1,200–1,500 oC
ค. 1,600–1,700 oC
9. เซรามกิ ที่เป็นฉนวนจะประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง
ก. เฟลสปาร์
ค. ดินเหนยี ว
10. ข้อใดต่อไปนจ้ี ดั เปน็ สีรองพ้นื สำหรบั เหล็ก
ก. สรี องพน้ื กันเช้อื รา
ค. สรี องพน้ื เรดออกไซด์

99

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น
1. พลาสตกิ มชี ื่อเรยี กทางเคมีวา่ อะไร

ค. โพลเี มอร์
2. พลาสติกเปน็ สารประกอบดว้ ยธาตุอะไรบ้าง

ง. ถกู ทุกข้อ
3. พลาสติกแบง่ ออกเปน็ กปี่ ระเภท

ง. 2 ชนิด
4. ยางแบง่ ออกได้กี่ประเภทใหญ่ ๆ

ง. 2 ประเภท
5. Adhesive คืออะไร

ค. วสั ดปุ ระสาน
6. กาวชนดิ ใดทีเ่ หมาะนำมาติดกระจกในตูป้ ลา

ข. กาวซิลโิ คน
7. แก้วมตี น้ กำเนดิ มาจากประเทศอะไร

ค. อยิ ิปต์
8. อณุ หภูมิในการหลอมแกว้ ประมาณเท่าไร

ก. 1,200–1,500 oC
9. เซรามิกที่เป็นฉนวนจะประกอบด้วยอะไรบ้าง

ง. ถูกทุกข้อ
10. ข้อใดต่อไปน้ีจัดเป็นสีรองพื้นสำหรับเหลก็

ค. สีรองพื้นเรดออกไซด์

100

15. แบบทดสอบหลังเรียน

หน่วยการสอนท่ี 5 ช่ือหนว่ ยการสอน วัสดุก่อสรา้ ง

วัตถุประสงค์ เพื่อดคู วามก้าวหน้าระหว่างก่อนเรยี นและหลังเรยี น

ข้อคำถาม

คำสั่ง จงเลอื กคำตอบทีถ่ ูกตอ้ งทส่ี ดุ ข. พวี ีซี
คำส่งั จงเลอื กคำตอบทีถ่ ูกตอ้ งทส่ี ดุ ง. โพลีซลั เฟต
1. พลาสตกิ มีชื่อเรยี กทางเคมวี า่ อะไร ข. ไฮโดรเจน
ง. ถูกทุกข้อ
ก. ซลั ไฟต์ ข. 4 ชนิด
ค. โพลเี มอร์ ง. 2 ชนดิ
2. พลาสติกเป็นสารประกอบดว้ ยธาตอุ ะไรบา้ ง ข. 4 ประเภท
ก. ออกซเิ จน ง. 2 ประเภท
ค. คาร์บอน ข. กาวยาง
3. พลาสตกิ แบง่ ออกเป็นก่ีประเภท ง. กาวพีวเี อ
ก. 5 ชนิด ข. กาวซิลิโคน
ค. 3 ชนิด ง. กาวอพี อกซี
4. ยางแบง่ ออกได้กป่ี ระเภทใหญ่ ๆ ข. ไทย
ก. 5 ประเภท ง. ญ่ีปนุ่
ค. 3 ประเภท ข. 1,000–1,500 oC
5. Adhesive คอื อะไร ง. 1,800–1,900 oC
ก. กาวลาเท็กซ์ ข. หนิ เขย้ี วหนุมาน
ค. วสั ดุประสาน ง. ถกู ทุกข้อ
6. กาวชนิดใดทเ่ี หมาะนำมาตดิ กระจกในตูป้ ลา ข. สที นความร้อน
ก. กาวยเู รยี ง. ถกู ทุกข้อ
ค. กาวอะคริลิก
7. แก้วมีต้นกำเนิดมาจากประเทศอะไร
ก. อเมริกา
ค. อิยิปต์
8. อุณหภมู ใิ นการหลอมแก้วประมาณเท่าไร
ก. 1,200–1,500 oC
ค. 1,600–1,700 oC
9. เซรามิกท่ีเป็นฉนวนจะประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง
ก. เฟลสปาร์
ค. ดินเหนียว
10. ขอ้ ใดตอ่ ไปนีจ้ ัดเป็นสรี องพื้นสำหรบั เหลก็
ก. สรี องพ้นื กันเชื้อรา
ค. สรี องพนื้ เรดออกไซด์

101

เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น
1. พลาสตกิ มีชื่อเรียกทางเคมวี า่ อะไร

ค. โพลเี มอร์
2. พลาสตกิ เป็นสารประกอบดว้ ยธาตุอะไรบ้าง

ง. ถูกทุกข้อ
3. พลาสตกิ แบ่งออกเป็นกปี่ ระเภท

ง. 2 ชนิด
4. ยางแบง่ ออกได้กป่ี ระเภทใหญ่ ๆ

ง. 2 ประเภท
5. Adhesive คอื อะไร

ค. วัสดุประสาน
6. กาวชนดิ ใดทเี่ หมาะนำมาตดิ กระจกในตูป้ ลา

ข. กาวซิลิโคน
7. แกว้ มตี น้ กำเนิดมาจากประเทศอะไร

ค. อยิ ิปต์
8. อณุ หภูมใิ นการหลอมแกว้ ประมาณเทา่ ไร

ก. 1,200–1,500 oC
9. เซรามิกที่เปน็ ฉนวนจะประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง

ง. ถกู ทุกข้อ
10. ข้อใดต่อไปน้จี ัดเป็นสีรองพื้นสำหรบั เหล็ก

ค. สีรองพืน้ เรดออกไซด์

102

16. ใบความรูท้ ่ี 6
หนว่ ยการสอนท่ี 6 ชื่อหนว่ ยการสอน วัสดุสังเคราะห์
ชอื่ หัวข้อเร่ือง
6.1 ความหมายของวัสดุสงั เคราะห์

วสั ดสุ ังเคราะห์ ( Synthetic Material ) คือวสั ดุท่ีถกู ผลติ ขึ้นมา เพ่อื ทดแทนสารใหม่ที่มี อยู่ตาม
ธรรม ชาตโิ ดยให้มคี ุณสมบตั ิทีด่ กี ว่า และเหมาะท่จี ะนำไปใชง้ าน เพื่อใหม้ ปี ระโยชน์อย่างอื่นต่อไปดว้ ย
6.2 ชนดิ ของวัสดุสงั เคราะห์

วัสดสุ ังเคราะห์ สามารถแบ่งออกได้ดังนี้ คอื
1. พลาสตกิ
2. ยาง
3. วสั ดปุ ระสาน
4. แกว้
5. เซรามิกส์
6. สี
6.3 พลาสตกิ
พลาสติก คือสารสงั เคราะหท์ ่ีผลิตขน้ึ มาด้วยกรรมวธิ ีทางเคมี เพอ่ื ท่จี ะใหเ้ กดิ สารขึ้นมาใหม่ โดยมี
โครงสร้างโมเลกุลทป่ี ระกอบดว้ ยธาตุ คารบ์ อน (C) ไฮโดรเจน (H) ออกซิเจน (O2) ไนโตรเจน (N) และ
คลอรนี (Cl) มชี อื่ ทางเคมเี รยี กว่า โพลเี มอร์ (Polymer) พลาสตกิ แบง่ ออกได้ 2 ประเภทคอื
1. เทอรโ์ มเซตติ้ง (Thermo Setting) หรอื พลาสตกิ แขง็
2. เทอร์โม พลาสติก (Thermo Plastics) หรือพลาสติกอ่อน
6.4 ยาง
ยาง เป็นวสั ดุช่างที่มคี วามสำคัญมาก เพราะเป็นวัสดุที่มคี วามยืดหยนุ่ ได้ดี ซึ่งมีการนำมาใช้งานกนั
อย่างกวา้ งขวาง โดยทีพ่ บเห็นใชท้ ำ คือ ยางรถยนต์ ยางเคร่ืองบิน ท่อยาง พน้ื รองเท้า สายพาน ถุงมือ
ยาง ถงุ ยางอนามัย ชนิ้ สว่ นรถยนต์ และหนังสตก๊ิ เปน็ ต้น ยางทใ่ี ช้กันปัจจุบนั น้นั แบ่งออกได้เปน็ 2
ประเภทใหญๆ่ คอื
1. ยางธรรมชาติ
2. ยางสังเคราะหห์ รือยางเทียม
6.5 วัสดุประสาน
วสั ดุประสาน คือ วัสดทุ ใ่ี ช้ประสานวัสดุหรอื วัตถตุ า่ งๆ ใหย้ ึดติดแนน่ กนั ตง้ั แต่ 2 ช้ินข้นึ ไป โดยใช้
แรงประสานยึดเกาะให้ตดิ แน่นกบั ผิวงาน วัสดปุ ระสาน แบง่ ได้ 2 ประเภท คือ
1. วสั ดปุ ระสานธรรมชาติ (Natural Adhesives)
2. วสั ดุประสานสงั เคราะห์ (Synthetic Resin Adhesives)
6.6 แก้ว

103

วัตถุท่ใี ชท้ ำแกว้ คอื ทรายแก้ว ทรายควอทซ์ หินปนู โคโรไมท์ โซดาไฟ และSalt Cake นำไปหลอมท่ี
อณุ หภมู ิประมาณ 1200 - 1500 องศาเซลเซียส ถา้ ต้องการเติมโลหะออกไซด์ เพ่ือให้ไดส้ ตี ามท่ีต้องการ
นอกจากน้ีประโยชน์ของแกว้ เชน่ ทำแว่นตา หลอดไฟ กระจก หนา้ ต่าง เฟอรน์ ิเจอร์ เครอ่ื งตกแตง่ ภายใน
บา้ น ถ้วยแก้ว และขวดนำ้ เป็นตน้
6.7 เซรามิกส์

เซรามกิ ส์ เป็นวสั ดุทีผ่ ลิตขึ้นจากดนิ เหนยี ว และวสั ดุอน่ื ๆ หรอื เปน็ เครื่องปั้นดินเผาที่มนษุ ย์คิดคน้
สร้างขน้ึ มา เพ่ือประโยชน์ใชใ้ นชีวิตประจำวัน เชน่ ถ้วย ชาม กระถาง และโอง่ เป็นต้น โดยมีวัสดุที่เปน็
โลหะและอโลหะ เป็นส่วนประกอบ เชน่ หนิ เขย้ี วหนุมาน อลมู นิ ่า แรท่ ัลซแ์ มกนีไซท์ และดนิ เหนียว
เป็นตน้ นำมาบดให้ละเอยี ด ผสมน้ำป้นั ใหเ้ ปน็ รูปรา่ งต่างๆ แลว้ นำไปผ่ึงแดดใหแ้ ห้ง จากน้นั นำไปเผาอบ
ใหไ้ ดอ้ ุณหภูมติ ามท่ตี ้องการ
6.8 สี

สี เปน็ วัสดทุ ่ีใชเ้ คลอื บชน้ิ งาน ป้องกันการกดั กรอ่ นของชิ้นงานทเี่ ป็นโลหะ และช่วยเพ่ิมความสวย
งามให้กับช้ินงาน สีเป็นวัสดุที่มีความสำคญั มาก ซึ่งจะนิยมนำไปใช้ในงานอุตสาหกรรมแทบหลายชนิด
เหมือนกนั โดยสีมีองค์ประกอบทสี่ ำคัญ คอื กาว (Binder) ผงสี (Pigment) ตัวทำละลาย (Solvent) และ
สาร เตมิ แตง่ (Additive)

104

17. แบบฝึกหัด
คำส่ัง จงตอบคำถามต่อไปนี้
1. วสั ดุสังเคราะห์หมายถึงอะไร
ตอบ วัสดุที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อทดแทนสารใหม่ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ โดยให้มีคุณสมบัติที่ดีกว่า เหมาะที่จะ
นำไปใช้งานและมปี ระโยชน์ตอ่ ไป
2. พลาสตกิ คืออะไร
ตอบ พลาสติก คือ สารสงั เคราะห์ ท่ผี ลติ ขน้ึ มาด้วยกรรมวิธีทางเคมี เพื่อที่จะให้เกิดสารใหม่ ซึ่งมีโครงสร้าง
โมเลกลุ ทป่ี ระกอบดว้ ยธาตุคาร์บอน (C) ไฮโดรเจน (H) ออกซิเจน (O2) ไนโตรเจน (N) และคลอรนี (Cl)
3. พลาสตกิ แบ่งออกเป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง
ตอบ 2 ประเภท คอื พลาสติกแข็งและพลาสติกอ่อน
4. จงอธบิ ายคณุ สมบตั ิของยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์
ตอบ ยางธรรมชาติ จะทนต่อการสึกหรอ มีความยืดหยุ่นตัวดี เหนียวทนทานต่อแรงกระแทกได้ดี ใช้ใน
อตุ สาหกรรมรถยนต์ ทำสายพาน แผน่ ปะเกน็ รองเทา้ และใชใ้ นอตุ สาหกรรมเฟอรน์ ิเจอร์

ยางสังเคราะห์ ทนความร้อน สารเคมี น้ำมัน และเก็บไว้ได้นาน การใช้งาน ใช้ทำสายเคเบิล สายไฟ
ถังน้ำพลาสติก และสายยาง เป็นตน้
5. วัสดุประสานคอื อะไร
ตอบ วัสดุประสาน คือ วสั ดทุ ี่ใช้ประสานวัสดหุ รือวัตถุตา่ ง ๆ ใหย้ ึดติดแน่นกนั ต้ังแต่ 2 ชน้ิ ขน้ึ ไป โดยใชแ้ รง
ประสานยึดเกาะใหต้ ดิ แน่นกบั ผวิ งาน
6. จงยกตวั อย่างวัสดุประสานธรรมชาติ มาอย่างน้อย 5 ชนดิ
ตอบ 1. กาวสัตว์ 2. กาวพชื 3. กาวลาเท็กซ์ 4. กาวยาง 5. กาวเคซิน
7. จงบอกคุณสมบตั ิของแกว้ มา 5 ขอ้
ตอบ 1. ไม่มีกลนิ่ 2. โปรง่ ใสและทบึ แสง 3. แข็งเปราะและอ่อนตัวง่ายเม่อื ถูกความร้อน (Heat)

4. ทนต่อกรดและด่าง 5. ปอ้ งกนั การซมึ ของนำ้
8. แกว้ แบ่งได้กป่ี ระเภทใหญ่ ๆ อะไรบ้าง
ตอบ 3 ประเภท คือ แกว้ โซดาไลม์ แกว้ หิน และแก้วบอโรซิลิเกตุ
9. เซรามิกหมายถึงอะไร และแบง่ ออกได้กี่ชนิด อะไรบา้ ง
ตอบ เซรามิก คือ วัสดุที่ผลิตขึ้นจากดินเหนียวและวัสดุอื่น หรือเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่มนุษย์คิดค้นสร้าง
ข้นึ มา เพ่ือประโยชนใ์ ช้ในชีวิตประจำวนั โดยเปน็ วสั ดุทเ่ี ปน็ โลหะและอโลหะ

แบง่ ได้ 3 ชนิด ไดแ้ ก่ เซรามิกทเี่ ป็นฉนวน เซรามิกทใ่ี ชป้ อ้ งกนั การสั่นสะเทอื น และเซรามิกทเี่ ป็นผง
10. จงอธิบายองค์ประกอบของสีมีอะไรบ้าง
ตอบ 1. กาว คือ สารท่ีทำหนา้ ทีย่ ดึ ประสานอนภุ าคของสารประกอบในสีเขา้ ไว้ด้วยกนั ใหเ้ กิดเป็นฟิล์มของ
สีตดิ แน่นกับพืน้ ผวิ ทีถ่ กู เคลอื บ

2. ผงสี (Pigment) เป็นสารที่มีความสามารถในการปิดบังพื้นผิวหรือซ่อนแสง ผงสีอาจเป็น
สารประกอบอนิ ทรียห์ รอื อนินทรยี ์ก็ได้

105

3. ตัวทำละลาย (Solvent) มีหน้าที่ช่วยปรับความหนืดของสี เพื่อให้เหมาะต่อการผลิตหรือสะดวก
ตอ่ การใช้ ตัวทำละลายสว่ นใหญเ่ ปน็ สารอินทรีย์

4. สารเติมแตง่ (Additive) เปน็ สารที่เติมลงไปในสเี พียงเล็กนอ้ ย เพอ่ื ชว่ ยให้สมี ีคุณสมบัติท่พี เิ ศษ

106

18. บนั ทึกผลหลังการจดั การเรียนรู้แบบม่งุ เนน้ สมรรถนะอาชีพและบรู ณาการตามหลักปรชั ญาของ

เศรษฐกจิ พอเพียง

18.1 สรปุ ผลการจัดการเรียนรู้

รายการ ระดับการปฏบิ ัติ
5432 1

ด้านการเตรยี มการสอน

1. จดั หนว่ ยการเรียนรู้ไดส้ อดคลอ้ งกับวตั ถุประสงคก์ ารเรียนรู้

2. กำหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ครอบคลุมทัง้ ดา้ นความรู้ ด้านทกั ษะ และดา้ นจติ พสิ ยั

3. เตรียมวสั ดุ-อปุ กรณ์ ส่ือ นวัตกรรม กิจกรรมตามแผนการจดั การเรียนรกู้ ่อนเขา้

สอน

ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

4. มีวธิ ีการนำเขา้ สบู่ ทเรยี นท่ีนา่ สนใจ

5. มีกิจกรรมท่ีหลากหลาย เพ่ือช่วยให้ผเู้ รียนเกดิ การเรียนรู้ ความเข้าใจ

6. จัดกิจกรรมทสี่ ง่ เสริมใหผ้ เู้ รยี นคน้ คว้าเพื่อหาคำตอบด้วยตนเอง

7. นักเรยี นมีสว่ นร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

8. จดั กิจกรรมท่ีเน้นกระบวนการคิด ( คิดวเิ คราะห์ คดิ สงั เคราะห์ คิดสร้างสรรค์ )

9. กระตุน้ ใหผ้ ้เู รียนแสดงความคิดเหน็ อย่างเสรี

10. จดั กิจกรรมการเรยี นรูท้ ่ีเช่ือมโยงกับชีวติ จรงิ โดยนำภูมปิ ัญญา/บูรณาการเขา้ มามสี ่วน

ร่วม

11. จดั กิจกรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จรยิ ธรรม

12. มีการเสรมิ แรงเมื่อนักเรียนปฏิบัติ หรือตอบถูกตอ้ ง

13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผู้เรียน

14. เอาใจใส่ดแู ลผเู้ รยี น อย่างทว่ั ถึง

15. ใชเ้ วลาสอนเหมาะสมกับเวลาที่กำหนด

ด้านสือ่ นวตั กรรม แหลง่ การเรยี นรู้

16. ใชส้ ่อื ที่เหมาะสมกบั กิจกรรมและศักยภาพของผู้เรยี น

17. ใชส้ ื่อ แหลง่ การเรยี นรอู้ ย่างหลากหลาย เช่น บุคคล สถานที่ ของจริง เอกสาร

สื่ออิเลก็ ทรอนกิ ส์ และอินเทอร์เนต็ เป็นต้น

ดา้ นการวัดและประเมนิ ผล

18. ผเู้ รยี นมสี ว่ นรว่ มในการกำหนดเกณฑ์การวัดและประเมนิ ผล

19. ประเมนิ ผลอย่างหลากหลายและครบท้ังด้านความรู้ ทกั ษะ และจติ พิสัย

20. ครู ผเู้ รยี น ผู้ปกครอง หรือ ผู้ท่เี กยี่ วข้องมสี ว่ นร่วม ในการประเมนิ

รวม

107

หมายเหตุ ระดบั การปฏิบตั ิ 5 = ปฏิบัติดเี ยี่ยม 4 = ปฏิบตั ดิ ี 3 = ค่าเฉลีย่
ปฏิบัตพิ อใช้

2 = ควรปรบั ปรงุ 1 = ไม่มีการปฏบิ ัติ

18.2 ปัญหาท่ีพบ และแนวทางแกป้ ัญหา แนวทางแก้ปญั หา
ปญั หาท่ีพบ

ด้านการเตรียมการสอน

ดา้ นการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้

ดา้ นส่ือ นวัตกรรม แหล่งการเรียนรู้
ด้านการวดั และประเมินผล
ดา้ นอื่นๆ (โปรดระบเุ ป็นข้อๆ)

ลงชื่อ ........................................................................ ครผู สู้ อน
(....................................................................)

ตำแหน่ง .......................................................................

............../.................................../....................

19. บนั ทึกการนิเทศและตดิ ตาม 108
ชื่อ-สกุล ผูน้ เิ ทศ ตำแหนง่
วนั -เดือน- เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม

ปี

109

แผนการจดั การเรียนรู้ แบบมงุ่ เนน้ สมรรถนะอาชีพและบูรณาการตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

รหสั วิชา 20100 – 1002 วิชา วัสดุงานชา่ งอุตสาหกรรม

หน่วยที่ 7 ชื่อหน่วย วสั ดุงานไฟฟา้ และอเิ ล็กทรอนิกส์ จำนวน 4 ช่ัวโมง

ชอ่ื เร่อื ง

7.1 บทนำ 7.6 วสั ดุแม่เหลก็

7.2 ความหมายของวัสดุไฟฟา้ 7.7 วสั ดสุ วทิ ชไ์ ฟฟ้า

7.3 วัสดุตวั นำ 7.8 วสั ดุอิเลก็ ทรอนิกส์

7.4 วัสดุฉนวนไฟฟา้ 7.9 บทสรปุ

7.5 วัสดกุ ่งึ ตวั นำ

แบบฝึกหัดหนว่ ยท่ี 7

แบบทดสอบหลังเรยี นหน่วยท่ี 7

1. สาระสำคัญ
วสั ดไุ ฟฟา้ เป็นวสั ดุทน่ี ำมาใช้ในงานอตุ สาหกรรมไฟฟ้า เช่น วัสดุตัวนำ วสั ดุฉนวนไฟฟ้า วสั ดุ

กึ่งตัว นำ วัสดแุ มเ่ หลก็ และวสั ดุสวทิ ช์ เป็นต้น การทีม่ นุษยน์ ำมาผลิตเป็นอุปกรณ์ต่างๆ เพอื่ อำนวยความ
สะดวกมาก มาย กจ็ ำเป็นจะต้องเลือกใช้วัสดุไฟฟ้าให้ถกู ตอ้ งกบั การใชง้ าน เพ่ือความปลอดภยั ในการใช้
งาน และทำให้การทำงานมีประสทิ ธภิ าพมากขึน้

วัสดอุ ิเล็กทรอนิกส์ ในปัจจุบันได้เจริญเติบโตกา้ วหนา้ อยา่ งรวดเร็วตามเทคโนโลยี ไดม้ ีวิวฒั นาการอยู่
ดว้ ยกัน 4 ยุคคือ ยคุ หลอดสุญญากาศ ยุคทรานซสิ เตอร์ ยุคไอซี และยุคชิพ เปน็ ตน้ วสั ดุเลก็ ทรอนกิ ส์
โดยทว่ั ไปมีดงั น้ีคือ ตวั ตา้ นทาน ตัวเกบ็ ประจุ ตวั เหน่ียวนำ และหม้อแปลงไฟฟ้า เป็นตน้ นอกจากนี้อิเล็ก
ทรอนิกส์ ไดเ้ ข้ามามีบทบาทมากมาย เชน่ ดา้ นอุตสาหกรรม ด้านการสือ่ สาร ดา้ นการแพทย์ ด้าน
วิทยา ศาสตร์ และเทคโนโลยี ด้านการทหาร และด้านการบันเทิง เป็นตน้

2. สมรรถนะประจำหนว่ ยการเรยี นรู้
แสดงความรู้เกี่ยวกบั วัสดงุ านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 จุดประสงคท์ ่ัวไป
- ดา้ นความรู้
3.1.1 อธิบายความหมายของวัสดไุ ฟฟา้ ได้ถูกต้อง
3.1.2 บอกวัสดุตวั นำได้
3.1.3 บอกวัสดุฉนวนไฟฟา้ ได้
3.1.4 บอกวสั ดกุ ่งึ ตวั นำได้
3.1.5 บอกวสั ดสุ วิทช์ไฟฟา้ ได้
3.1.6 บอกวสั ดอุ ิเลก็ ทรอนิกสไ์ ด้

110

3.2 จดุ ประสงค์เชงิ พฤติกรรม
- ด้านทักษะ
3.2.1 ทดลองจำแนกบัตรภาพประเภทของวัสดุงานไฟฟา้ และอิเล็กทรอนิกส์ได้
3.2.2 มที ักษะในการเขยี นผังมโนทศั นเ์ ร่ือง วสั ดงุ านไฟฟา้ และอิเล็กทรอนิกส์ได้

4. เนอื้ หาสาระการสอน/การเรียนรู้
4.1 ด้านความรู้

7.1 บทนำ
สภาพปจั จุบันมนุษยเ์ ราได้นำวสั ดุไฟฟ้า มาใช้ในชวี ติ ประจำวัน ที่เกยี่ วข้องกับไฟฟ้าเป็นอย่างมาก

เช่น บา้ นพกั อาศยั ธุรกจิ โรงแรม โรงงานอตุ สาหกรรม และอ่ืนๆ การที่มนุษย์นำมาผลิตเป็น
อุปกรณ์ตา่ งๆ เพ่ืออำนวยความสะดวกมากมาย กจ็ ำเป็นจะต้องเลือกใช้วสั ดุไฟฟ้าให้ถูกต้องกบั การใช้งาน
เพื่อความปลอดภยั ในการใช้งาน โดยวัสดทุ นี่ ำมาใช้ทำอุปกรณต์ า่ งๆ ในงานไฟฟา้ เช่น สายไฟฟา้
สวติ ช์ ฉนวน หลอดไฟฟา้ และฟิวส์ เปน็ ตน้
7.2 ความหมายของวัสดไุ ฟฟ้า

วัสดุไฟฟา้ เปน็ วสั ดทุ ่ีนำมาใช้ในงานอุตสาหกรรมไฟฟ้า ได้แก่ วัสดุทเ่ี ปน็ สอ่ื ไฟฟ้า วัสดุกึง่ ตัวนำ
วัสดุฉนวนไฟฟ้า วสั ดแุ มเ่ หล็ก และวัสดสุ วทิ ช์ไฟฟา้ เปน็ ต้น โดยเป็นวัสดทุ ีย่ อมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้
ง่าย เช่น เงนิ ทองแดง และอลมู เิ นียม เป็นต้น
7.3 วสั ดตุ วั นำ หรือวัสดุทเ่ี ป็นสื่อไฟฟ้า

วัสดุตวั นำ หรอื วสั ดทุ ี่เป็นสื่อไฟฟ้า เป็นวัสดุท่ยี อมให้กระแสไฟฟา้ ไหลผ่านได้ง่าย เชน่ เงนิ ทอง
แดง และอลูมเิ นียม เปน็ ต้น แต่ปัจจุบนั นยิ มใชท้ องแดง เพราะว่าราคาถูกกว่าเงนิ และเปน็ ตวั นำ
ไฟฟ้ารองจากเงนิ ส่วนสายไฟแรงสูง สายเคเบลิ ต่างๆ จะเลือกใช้อลมู ิเนยี มแทน เน่ืองจากมนี ้ำหนักเบา
และราคาถูกกวา่ ทองแดง เช่น สายไฟ ฟิวส์ แปรงถ่าน และหลอดไฟ
7.4 วสั ดฉุ นวนไฟฟ้า

วสั ดุฉนวนไฟฟ้า เป็นตวั กั้นการไหลของกระแสไฟฟ้า ซง่ึ วสั ดทุ มี่ ีความต้านทานมาก จนถึงตวั นำ
ไฟฟา้ ทีแ่ ย่หรือเลว โดยไมส่ ามารถนำไฟฟา้ ได้เลย เช่น พลาสติก ฝา้ ย เซรามกิ ส์ ใยหนิ และไมกา้ เป็นตน้
ซง่ึ แตล่ ะชนดิ จะมคี ุณสมบตั ิ การนำไปใชง้ านทแ่ี ตกตา่ งกนั จำเปน็ อยา่ งยิง่ ทผ่ี ผู้ ลิต หรอื ผปู้ ระกอบการ จะ
ตอ้ งเลอื กนำไปใชง้ านให้ถูกต้อง เพอื่ ทำให้ผลติ ภณั ฑ์ท่ีออกมามีคุณภาพตามทต่ี ้องการ
7.5 วสั ดุกึ่งตัวนำ หรอื สารกงึ่ ตัวนำ

วสั ดกุ ึง่ ตวั นำ หรือสารก่ึงตวั นำ เป็นสารทม่ี ีสภาพระหว่างตัวนำกับฉนวน นยิ มนำไป ใช้ในอปุ กรณ์
อิเลก็ ทรอนิกส์ เชน่ ไดโอด ทรานซสี เตอร์ และไอซี เปน็ ตน้ สำหรบั สสารทมี่ อี เิ ลก็ ตรอนวงนอกสุด
ประกอบด้วย 4 ตวั เชน่ ซลิ กิ อน (Silicon) และเยอรมันเนยี ม(Germanium) โดยจะมีสภาพการนำไฟฟา้
อยู่
ระหวา่ ง ตัวนำ (Conductor) และฉนวน (Insulator) เรยี กว่า สารกงึ่ ตัวนำ (Semiconductor)

111

7.6 วัสดุแม่เหล็ก
วัสดุแมเ่ หล็ก ถูกคน้ พบโดยชาวกรีกโบราณ เปน็ ผูค้ น้ พบครั้งแรก โดยการนำก้อนหินสามารถ ดูด

เศษโลหะชิ้นเล็กๆให้ติดกับกอ้ นหินได้ จงึ เรยี กก้อนหิน แมกนีไตท์ (Magnetite) การเกดิ อำนาจแมเ่ หล็ก
จะมีมวลสารขนาดใหญห่ มุนอย่รู อบตัวตลอด จงึ ทำให้เกิดสนามแมเ่ หลก็ ขน้ึ

อำนาจแมเ่ หล็ก เปน็ การทต่ี วั แม่เหลก็ สามารถดงึ ดดู เศษโลหะทมี่ สี ารแมเ่ หล็ก เป็นองค์ประกอบให้
เคล่ือนทีเ่ ข้าหาได้ โดยแม่เหลก็ ประกอบไปด้วย 2 ขัว้ คอื ข้ัวเหนือ (North Pole) และข้ัวใต้ (South
Pole) ชนดิ ของแมเ่ หล็ก เช่น แม่เหลก็ ธรรมชาติ แมเ่ หลก็ ชัว่ คราว แมเ่ หล็กถาวร และแมเ่ หล็กไฟฟา้
เป็นตน้
7.7 วสั ดุสวิทช์

วสั ดุสวิทช์ เปน็ เซอรก์ ิตเบรกเกอร์ หรือสวิทชต์ ดั วงจรอตั โนมตั ิ เปน็ อปุ กรณป์ ้องกนั ไฟฟ้าทไ่ี ดร้ บั
การออกแบบวงจรไฟฟา้ ไหลผ่าน โดยไมท่ ำให้อุปกรณ์ภายในตวั เซอรก์ ิตเบรกเกอร์ เกิดการชำรุด หรอื เสยี
หายได้ และสามารถทำการรเี ซ็ต (Reset) ให้กลับมาใช้งานใหมไ่ ดอ้ ีก นอกจากนเี้ ซอร์กติ เบรกเกอร์
เปน็ อุปกรณ์ทนี่ ิยมนำมาใช้ใน บ้านพกั อาศัย อาคารสำนกั งาน และโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น
เซอรก์ ิตเบรกเกอร์ แบ่งออกได้ 3 ชนดิ ดังน้ีคือ ชนดิ แบบความร้อน ชนิดแบบสนามแม่เหลก็ และชนิด
แบบผสม
7.8 วสั ดุอิเล็กทรอนิกส์

วสั ดุอิเล็กทรอนิกส์ ไดเ้ จรญิ เติบโตก้าวหน้าขน้ึ อยา่ งรวดเรว็ ตามเทคโนโลยี ซ่งึ จะทำใหม้ นษุ ย์เราได้
รู้จกั ใชว้ สั ดุอุปกรณ์ตา่ งๆท่ีมคี วามทนั สมัย เช่น ระบบทวี จี อแบน โนต้ บุคส์ คอมพวิ เตอร์ เครื่องเล่นซดี ี
เครื่องเล่นดีวีดี และโทรศัพท์มอื ถือ เป็นต้น โดยสามารถแบ่งออกได้ 4 ยุคคือ

1. ยุคของหลอดสญุ ญากาศ (Vacuum Tube)
2. ยุคทรานซสิ เตอร์ (Transistor)
3. ยคุ ไอซี (Integrated Circuits)
4. ยุคชิพ (Chip)
วสั ดุอิเลก็ ทรอนิกส์ทีใ่ ชง้ าน โดยท่วั ไปมีดังนี้คือ ตวั ตา้ นทาน (Resistance) ตัวเก็บประจุ หรือคอน
เดนเซอร์ (Capacitor or Condenser) ตัวเหนี่ยวนำ (Inductor) และหมอ้ แปลงไฟฟ้า (Transformer)

4.7 ด้านทักษะหรือการประยุกตใ์ ช้
4.2.1 ทดลองจำแนกบัตรภาพประเภทของวัสดุงานไฟฟา้ และอิเลก็ ทรอนิกส์ได้
4.2.2 มีทักษะในการเขยี นผงั มโนทัศน์เรือ่ ง วสั ดงุ านไฟฟา้ และอเิ ล็กทรอนิกส์ได้

4.3 ดา้ นคุณธรรม/ จริยธรรม/ และคณุ ลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค์และบูรณาการตามหลักปรัชญา
เศรษฐกจิ พอเพียง

ตรงต่อเวลา มวี นิ ัย มคี วามรับผิดชอบ ละเอยี ดรอบคอบ สนใจใฝร่ ู้ มคี วามซอื่ สตั ย์ มเี หตุผล ประหยดั
และปฏิบตั ิตนในแนวทางที่ดี

112

5. กจิ กรรมการเรียนการสอนหรือการเรยี นรู้

ขนั้ ตอนการสอนหรอื กิจกรรมครู ข้ันตอนการเรียนหรือกิจกรรมของผู้เรยี น

ขั้นเตรยี ม(จำนวน 25 นาที)

25. เช็คชือ่ นักเรียน 1. นักเรียนขานรับเชค็ ชือ่ ตัวเอง

26. ครแู นะนำตวั เอง แนะนำรายวชิ า 2. นกั เรียนทำความเข้าใจและจดบนั ทึก

คำอธบิ ายรายวชิ า จุดประสงค์รายวชิ า สาระสำคัญ

ชแี้ จงเกณฑ์การให้คะแนน วธิ ีการสอน

การวดั ผลและประเมินผล

27. ขนั้ นำเขา้ สู่บทเรยี น ด้วยการสนทนา 3. นกั เรียนสนทนาโตต้ อบกับครูผูส้ อน

การซกั ถามเกย่ี วกบั เน้ือหาเร่ือง วสั ดงุ าน

ไฟฟา้ และอเิ ลก็ ทรอนิกส์

28. ครมู อบหมายใหน้ กั เรียนทำแบบทดสอบ 4. นกั เรยี นทำแบบทดสอบก่อนเรียน

กอ่ นเรียน

ขัน้ การสอน(จำนวน 50 นาท)ี

13. ครบู รรยายเนื้อหาเกยี่ วกับเร่ือง วสั ดุงาน

ไฟฟ้าและอเิ ลก็ ทรอนิกส์

14. ครตู ง้ั คำถาม ถาม – ตอบ ระหวา่ งครแู ละ 1. นกั เรียนต้งั คำถามและตอบคำถามโต้ตอบกับ

นกั เรียนเกี่ยวกบั เนื้อหาท่เี รยี นเรือ่ ง วสั ดุ ครใู หห้ วั ข้อเนื้อหาเรื่อง วสั ดงุ านไฟฟ้าและ

งานไฟฟา้ และอิเลก็ ทรอนิกส์และประเมนิ อเิ ลก็ ทรอนิกส์

ความเขา้ ใจในเน้ือหาของนักเรยี น

ขน้ั สรุป (จำนวน 45 นาที)

25. สรุปเนือ้ หาสาระสำคัญในบทเรียนให้ 1. นกั เรียนตระหนักถงึ ความสำคญั ในเนื้อหาสาระ

นกั เรียน ตระหนักถงึ ความสำคัญในเน้ือหา ท่ไี ดเ้ รยี น

สาระที่ได้เรียนไปและสามารถสรปุ ใจความ

สำคัญของเนอื้ หาได้

26. ครมู อบหมายให้นักเรยี นทำแบบฝึกหดั ทา้ ย 2. นกั เรียนทำแบบฝกึ หัดท้ายบท

บท

27. ครูมอบหมายให้นักเรียนทำแบบทดสอบ 3. นกั เรยี นทำแบบทดสอบหลังเรยี น

หลังเรยี น

28. ครูมอบหมายใหน้ กั เรยี นทำผังมโนทศั น์ 4. นกั เรยี นทำผงั มโนทัศน์เร่ือง วัสดงุ านไฟฟ้า

เรื่อง วสั ดงุ านไฟฟา้ และอิเล็กทรอนิกส์ และอเิ ล็กทรอนิกส์

113

6. ส่ือการเรยี นการสอน/การเรียนรู้
6.1 ส่ือสิ่งพิมพ์
6.1.1 หนงั สอื เรยี นวชิ า วัสดุงานชา่ งอุตสาหกรรม รหัสวิชา 2100 – 1102 หนว่ ยท่ี 7

เรอื่ ง วสั ดุงานไฟฟา้ และอเิ ล็กทรอนิกส์
6.1.2 แบบประเมินผลการเรยี นการเรียนรู้ แบบทดสอบก่อน – หลงั เรียน แบบฝึกหดั ท้ายบท

และแบบประเมนิ พฤติกรรม หนว่ ยที่ 7 เรอื่ ง วสั ดงุ านไฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนิกส์

6.2 สื่อโสตทัศน์
6.2.1 หนงั สอื เรียนวชิ า วัสดุงานชา่ งอุตสาหกรรม
6.2.2 บัตรภาพ
6.2.3 สไลดน์ ำเสนอ (Power point)
6.2.4 วิดีทศั น์
6.2.5 ใชเ้ คร่ืองฉาย (Projector)

6.3 ส่ือของจริง
6.3.1 เครอื่ งมือ/อุปกรณ์ตวั อย่างของวสั ดุงานอตุ สาหกรรม

7. แหลง่ การเรยี นการสอน/การเรยี นรู้
7.1 ภายในสถานศึกษา
7.1.1 ห้องสมดุ วทิ ยาลยั ศนู ย์วทิ ยบริการ
7.1.2 ห้อง Internet ศูนยว์ ิทยบรกิ าร
7.2 ภายนอกสถานศกึ ษา
7.2.1 แหลง่ เรยี นรู้ประจำชมุ ชน/หมูบ่ ้าน/ผูเ้ ชี่ยวชาญ

8. งานที่มอบหมาย
8.1 ก่อนเรียน
8.1.1 นกั เรยี นจัดเตรยี มเอกสาร ส่ือการเรียนการสอนตามท่คี รูและบทเรยี นกำหนด
8.1.2 นักเรยี นทำแบบทดสอบกอ่ นเรียนหน่วยที่ 7
8.1.3 นักเรียนทำความเข้าใจเก่ยี วกับจุดประสงค์การเรยี นของหนว่ ยเรยี นที่ 7 และการให้
ความรว่ มมือในการทำกจิ กรรมในหนว่ ยการเรยี นที่ 7

8.2 ขณะเรียน
8.2.1 นกั เรยี นศกึ ษาเนื้อหาหน่วยที่ 7
8.2.2 นกั เรียนจดบนั ทึกเนื้อหาทีส่ ำคญั ระหว่างมีการเรียนการสอน
8.2.3 นักเรยี นเตรียมตัง้ คำถาม ถาม – ตอบ ส่ิงทีน่ ักเรยี นไมเ่ ข้าใจ
8.2.4 นักเรียนรับแบบฝกึ หดั มาทำ

114

8.3 หลังเรียน
8.3.1 นักเรยี นร่วมกนั สรปุ เนื้อหาหนว่ ยท่ี 7
8.3.2 นกั เรียนทำแบบฝกึ หัดท้ายบท
8.3.3 นกั เรียนทำแบบทดสอบหลงั เรยี น
8.3.4 นักเรยี นทำผังมโนทศั น์

9. ผลงาน/ชน้ิ งาน ที่เกิดจากการเรียนรูข้ องผเู้ รียน
1. แบบทดสอบกอ่ นเรยี นและแบบทดสอบหลงั เรียน
2. แบบฝกึ หัดท้ายบท
3. ผังมโนทัศน์

10. เอกสารอา้ งอิง
หนงั สือเรียน วิชาวสั ดุชา่ งอุตสาหกรรม รหสั วิชา 2100 – 1002 บรษิ ัทศูนย์หนงั สือเมืองไทย
จำกัด
เว็บไซตอ์ อนไลน์ และสอื่ ส่งิ พิมพ์ท่ีเกย่ี วข้องกับเน้ือหาบทเรียน

11. การบูรณาการ/ความสัมพนั ธ์กบั รายวิชาอ่ืน
1. บูรณาการกับวชิ า งานฝึกฝีมอื เรอ่ื ง เคร่ืองมอื ทว่ั ไปและเคร่ืองมือกลเบื้องตน้

12. หลักการประเมนิ ผลการเรยี น
12.1 ก่อนเรยี น
12.1.1.ใช้สมุดบนั ทึกเวลาเรียนฯ ขานชือ่ ผู้เรียนและตรวจการตรงตอ่ เวลา
12.1.2 ใช้แบบสงั เกตความพรอ้ มในการเรยี น ประเมนิ ความพร้อม เชน่ หนงั สือ สมดุ ปากกา

การแตง่ กาย เป็นตน้
12.2 ขณะเรียน
12.2.1.ใชแ้ บบสงั เกตพฤติกรรม สงั เกตการตอบคำถาม ความสนใจใฝ่รู้ ใฝเ่ รยี น
12.3 หลงั เรียน
12.3.1. แบบทดสอบหลงั เรยี นตอ้ งผ่านเกณฑ์การประเมิน 50%
12.3.2. แบบฝกึ หัดหลังเรียนตอ้ งผ่านเกณฑ์การประเมนิ 50%

13. รายละเอียดการประเมินผลการเรยี น
จดุ ประสงคข์ ้อที่ 1 อธิบายความหมายของวัสดุอุตสาหกรรมได้ถูกต้อง
1. วธิ ีการประเมนิ :แบบประเมินผลการเรยี นรูแ้ ละแบบประเมินพฤติกรรม หน่วยที่ 7
2. เครือ่ งการประเมิน : แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลงั เรียน
3. เกณฑ์การประเมนิ : แบบประเมินผลการเรียนรผู้ า่ นเกณฑ์การประเมนิ
4. เกณฑ์การผา่ น : 50 %
จุดประสงค์ข้อท่ี 2 บอกประเภทของวสั ดุอุตสาหกรรมได้
1. วธิ ีการประเมนิ :แบบประเมนิ ผลการเรียนร้แู ละแบบประเมนิ พฤติกรรม หนว่ ยท่ี 7
2. เครือ่ งการประเมนิ : แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน

115

3. เกณฑ์การประเมิน : แบบประเมินผลการเรียนรู้ผ่านเกณฑ์การประเมนิ
4. เกณฑ์การผา่ น : 50 %
จดุ ประสงคข์ ้อที่ 3 อธิบายความหมายของโลหะและคุณสมบัติของโลหะได้
1. วธิ กี ารประเมิน :แบบประเมินผลการเรยี นรแู้ ละแบบประเมินพฤตกิ รรม หนว่ ยที่ 7
2. เครื่องการประเมิน : แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน
3. เกณฑ์การประเมิน : แบบประเมนิ ผลการเรียนร้ผู ่านเกณฑ์การประเมนิ
4. เกณฑ์การผ่าน : 50 %
จดุ ประสงคข์ ้อท่ี 4 อธบิ ายความหมายและบอกประเภทโลหะจำพวกเหล็กได้
1. วธิ ีการประเมนิ :แบบประเมินผลการเรียนรู้และแบบประเมนิ พฤติกรรม หน่วยท่ี 7
2. เครอ่ื งการประเมนิ : แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรยี น
3. เกณฑ์การประเมนิ : แบบประเมนิ ผลการเรียนร้ผู ่านเกณฑ์การประเมิน
4. เกณฑ์การผา่ น : 50 %

116

14. แบบทดสอบก่อนเรยี น

หนว่ ยการสอนท่ี 7 ช่ือหน่วยการสอน วัสดุงานไฟฟา้ และอเิ ล็กทรอนิกส์

วตั ถปุ ระสงค์ เพ่ือดคู วามก้าวหนา้ ระหว่างก่อนเรยี นและหลังเรยี น

ขอ้ คำถาม

คำส่งั จงเลอื กคำตอบทถี่ ูกตอ้ งทสี่ ดุ

1. วสั ดุทเี่ ปน็ สอ่ื ไฟฟา้ หรือเรยี กว่าอะไร

ก. วสั ดตุ ้านทาน ข. วสั ดุตอ่ ต้าน

ค. วัสดตุ ่อนำ ง. วสั ดทุ นความร้อน

2. วสั ดชุ นดิ ใดนยิ มนำมาใช้ทำสายไฟฟ้า

ก. ทองเหลือง ข. เงนิ

ค. เหลก็ ง. ทองแดง

3. สายไฟอะลมู ิเนียมเปลอื ยมีกี่ชนดิ

ก. 6 ชนดิ ข. 5 ชนดิ

ค. 4 ชนิด ง. 3 ชนิด

4. ฟวิ ส์เส้นลวดใช้กบั อุปกรณ์ชนิดใด

ก. โรงงาน ข. สะพานไฟ

ค. แผงไฟบ้าน ง. วงจรไฟฟ้า

5. วัสดุชนิดใดที่ใช้ตดั ตอ่ วงจรไฟฟ้า เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผา่ นเข้าวงจรไฟฟ้ามากเกนิ พิกดั

ก. เซอร์กติ เบรกเกอร์ ข. วัสดตุ อ่ ต้าน

ค. ฟิวส์ ง. สะพานไฟ

6. ถา่ นชนิดใดใชท้ ำไฟฉายเครื่องบนิ หรอื ใช้ทำไฟอารก์ ไฟฉายภาพยนตร์

ก. ถา่ นความต้านทาน ข. ถา่ นอาร์คไฟฟ้า

ค. ถ่านไฟเคมี ง. ถา่ นขีดอารก์

7. หลอดมีไส้ (Incandescent Lamps) ไสห้ ลอดทำจากวัสดชุ นิดใด

ก. ทงั สเตน ข. ทองแดง

ค. อะลูมิเนียม ง. ตะกว่ั

8. หลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent Lamps) ตวั หลอด เปน็ หลอดแก้วใสหนาประมาณเท่าไร

ก. 0.1–0.2 มม. ข. 0.8–1.0 มม.

ค. 0.5–1.0 มม. ง. 0.2–0.5 มม.

9. ไดโอดขวั้ ท่ีตอ่ กบั สาร P เรียกวา่ อะไร ข. คาร์บอน
ก. คาโทด ง. นอรม์ อน
ค. อาโนด

117

10. ชนิดของตวั ต้านทานแบ่งออกไดก้ ่ชี นดิ ข. 6 ชนิด
ก. 5 ชนดิ ง. 3 ชนิด
ค. 4 ชนดิ

118

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น
1. วัสดทุ ีเ่ ปน็ ส่อื ไฟฟา้ หรือเรียกว่าอะไร

ค. วัสดตุ ่อนำ
2. วัสดุชนดิ ใดนิยมนำมาใชท้ ำสายไฟฟา้

ง. ทองแดง
3. สายไฟอะลมู เิ นียมเปลอื ยมกี ี่ชนดิ

ง. 3 ชนดิ
4. ฟิวส์เสน้ ลวดใชก้ ับอปุ กรณ์ชนดิ ใด

ข. สะพานไฟ
5. วัสดชุ นดิ ใดที่ใช้ตดั ตอ่ วงจรไฟฟา้ เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผา่ นเขา้ วงจรไฟฟ้ามากเกนิ พิกัด

ค. ฟิวส์
6. ถ่านชนิดใดใชท้ ำไฟฉายเคร่ืองบินหรือใช้ทำไฟอาร์ก ไฟฉายภาพยนตร์

ง. ถา่ นขีดอารก์
7. หลอดมไี ส้ (Incandescent Lamps) ไสห้ ลอดทำจากวสั ดุชนิดใด

ก. ทงั สเตน
8. หลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent Lamps) ตวั หลอดเป็นหลอดแกว้ ใสหนาประมาณเทา่ ไร

ข. 0.8–1.0 มม.
9. ไดโอด ขัว้ ทีต่ ่อกับสาร P เรียกว่าอะไร

ค. อาโนด
10. ชนิดของตวั ตา้ นทานแบ่งออกได้กีช่ นิด

ง. 3 ชนิด

119

15. แบบทดสอบหลังเรยี น

หนว่ ยการสอนท่ี 7 ชื่อหนว่ ยการสอน วัสดงุ านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

วัตถปุ ระสงค์ เพ่ือดคู วามก้าวหนา้ ระหวา่ งก่อนเรียนและหลังเรยี น

ข้อคำถาม

คำส่ัง จงเลอื กคำตอบที่ถูกตอ้ งที่สดุ

1. วัสดทุ เี่ ปน็ สื่อไฟฟ้าหรือเรียกว่าอะไร

ก. วัสดุต้านทาน ข. วัสดุตอ่ ตา้ น

ค. วสั ดตุ ่อนำ ง. วสั ดุทนความร้อน

2. วสั ดุชนดิ ใดนยิ มนำมาใชท้ ำสายไฟฟา้

ก. ทองเหลือง ข. เงนิ

ค. เหล็ก ง. ทองแดง

3. สายไฟอะลูมิเนียมเปลือยมีกี่ชนดิ

ก. 6 ชนิด ข. 5 ชนิด

ค. 4 ชนดิ ง. 3 ชนดิ

4. ฟิวสเ์ ส้นลวดใชก้ ับอุปกรณช์ นิดใด

ก. โรงงาน ข. สะพานไฟ

ค. แผงไฟบ้าน ง. วงจรไฟฟ้า

5. วสั ดชุ นิดใดทีใ่ ชต้ ดั ต่อวงจรไฟฟา้ เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเขา้ วงจรไฟฟ้ามากเกินพิกัด

ก. เซอรก์ ิตเบรกเกอร์ ข. วสั ดตุ ่อต้าน

ค. ฟวิ ส์ ง. สะพานไฟ

6. ถา่ นชนดิ ใดใช้ทำไฟฉายเคร่ืองบินหรอื ใช้ทำไฟอารก์ ไฟฉายภาพยนตร์

ก. ถา่ นความต้านทาน ข. ถา่ นอาร์คไฟฟา้

ค. ถา่ นไฟเคมี ง. ถ่านขีดอาร์ก

7. หลอดมีไส้ (Incandescent Lamps) ไสห้ ลอดทำจากวสั ดุชนิดใด

ก. ทังสเตน ข. ทองแดง

ค. อะลูมิเนียม ง. ตะกวั่

8. หลอดฟลอู อเรสเซนต์ (Fluorescent Lamps) ตัวหลอด เป็นหลอดแกว้ ใสหนาประมาณเทา่ ไร

ก. 0.1–0.2 มม. ข. 0.8–1.0 มม.

ค. 0.5–1.0 มม. ง. 0.2–0.5 มม.

9. ไดโอดข้ัวที่ตอ่ กบั สาร P เรียกวา่ อะไร ข. คาร์บอน
ก. คาโทด ง. นอรม์ อน
ค. อาโนด

120

10. ชนิดของตวั ต้านทานแบ่งออกไดก้ ่ชี นดิ ข. 6 ชนิด
ก. 5 ชนดิ ง. 3 ชนิด
ค. 4 ชนดิ

121

เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น
1. วัสดทุ ีเ่ ปน็ ส่อื ไฟฟา้ หรือเรียกว่าอะไร

ค. วัสดตุ ่อนำ
2. วัสดุชนดิ ใดนิยมนำมาใช้ทำสายไฟฟา้

ง. ทองแดง
3. สายไฟอะลมู เิ นียมเปลือยมกี ี่ชนดิ

ง. 3 ชนดิ
4. ฟิวส์เสน้ ลวดใชก้ บั อปุ กรณช์ นดิ ใด

ข. สะพานไฟ
5. วัสดชุ นดิ ใดที่ใช้ตัดตอ่ วงจรไฟฟา้ เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผา่ นเข้าวงจรไฟฟ้ามากเกนิ พิกัด

ค. ฟิวส์
6. ถ่านชนิดใดใชท้ ำไฟฉายเคร่ืองบินหรือใช้ทำไฟอาร์ก ไฟฉายภาพยนตร์

ง. ถา่ นขีดอาร์ก
7. หลอดมไี ส้ (Incandescent Lamps) ไสห้ ลอดทำจากวสั ดุชนดิ ใด

ก. ทงั สเตน
8. หลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent Lamps) ตวั หลอดเป็นหลอดแกว้ ใสหนาประมาณเทา่ ไร

ข. 0.8–1.0 มม.
9. ไดโอด ขัว้ ทีต่ ่อกับสาร P เรียกว่าอะไร

ค. อาโนด
10. ชนิดของตวั ตา้ นทานแบ่งออกได้กีช่ นิด

ง. 3 ชนิด

122

16. ใบความร้ทู ี่ 7
หน่วยการสอนท่ี 7 ชื่อหน่วยการสอน วัสดุงานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
ชอ่ื หัวข้อเรอ่ื ง
7.1 บทนำ

สภาพปัจจุบนั มนุษย์เราได้นำวสั ดไุ ฟฟ้า มาใชใ้ นชวี ติ ประจำวัน ท่ีเก่ยี วข้องกับไฟฟา้ เป็นอย่างมาก
เช่น บ้านพักอาศัย ธรุ กิจโรงแรม โรงงานอุตสาหกรรม และอน่ื ๆ การท่ีมนษุ ย์นำมาผลติ เป็น
อปุ กรณ์ตา่ งๆ เพื่ออำนวยความสะดวกมากมาย ก็จำเป็นจะต้องเลือกใชว้ ัสดุไฟฟ้าให้ถูกต้องกับการใช้งาน
เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน โดยวสั ดุทีน่ ำมาใชท้ ำอุปกรณ์ต่างๆ ในงานไฟฟ้า เช่น สายไฟฟ้า
สวิตช์ ฉนวน หลอดไฟฟ้า และฟวิ ส์ เป็นต้น
7.2 ความหมายของวสั ดไุ ฟฟ้า

วสั ดไุ ฟฟา้ เปน็ วสั ดทุ ่ีนำมาใช้ในงานอตุ สาหกรรมไฟฟ้า ได้แก่ วสั ดทุ เ่ี ป็นส่อื ไฟฟา้ วสั ดุก่งึ ตวั นำ
วสั ดฉุ นวนไฟฟ้า วัสดแุ มเ่ หล็ก และวสั ดุสวิทช์ไฟฟ้า เป็นตน้ โดยเปน็ วัสดทุ ่ียอมใหก้ ระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้
งา่ ย เชน่ เงิน ทองแดง และอลูมเิ นียม เปน็ ต้น
7.3 วัสดุตัวนำ หรือวสั ดทุ เ่ี ป็นสอ่ื ไฟฟา้

วัสดตุ วั นำ หรอื วสั ดทุ ี่เป็นส่ือไฟฟ้า เปน็ วัสดทุ ีย่ อมให้กระแสไฟฟา้ ไหลผา่ นไดง้ ่าย เช่น เงนิ ทอง
แดง และอลมู เิ นยี ม เปน็ ต้น แตป่ จั จุบันนยิ มใชท้ องแดง เพราะว่าราคาถูกกว่าเงนิ และเปน็ ตวั นำ
ไฟฟ้ารองจากเงนิ สว่ นสายไฟแรงสูง สายเคเบิลตา่ งๆ จะเลือกใช้อลมู เิ นียมแทน เน่อื งจากมีน้ำหนกั เบา
และราคาถูกกว่าทองแดง เช่น สายไฟ ฟิวส์ แปรงถา่ น และหลอดไฟ
7.4 วัสดฉุ นวนไฟฟา้

วัสดฉุ นวนไฟฟา้ เปน็ ตัวก้ันการไหลของกระแสไฟฟ้า ซ่งึ วัสดทุ ี่มีความตา้ นทานมาก จนถึงตัวนำ
ไฟฟ้าทแ่ี ย่หรือเลว โดยไมส่ ามารถนำไฟฟ้าไดเ้ ลย เชน่ พลาสตกิ ฝ้าย เซรามิกส์ ใยหิน และไมกา้ เป็นตน้
ซง่ึ แตล่ ะชนดิ จะมคี ุณสมบตั ิ การนำไปใชง้ านทแ่ี ตกตา่ งกนั จำเปน็ อยา่ งยิง่ ทผ่ี ผู้ ลิต หรอื ผปู้ ระกอบการ จะ
ตอ้ งเลือกนำไปใชง้ านให้ถกู ต้อง เพอ่ื ทำใหผ้ ลิตภณั ฑ์ท่ีออกมามคี ุณภาพตามทีต่ ้องการ
7.5 วสั ดกุ ่ึงตวั นำ หรอื สารกึ่งตวั นำ

วสั ดุก่ึงตัวนำ หรือสารกงึ่ ตัวนำ เป็นสารทม่ี ีสภาพระหวา่ งตัวนำกับฉนวน นิยมนำไป ใชใ้ นอุปกรณ์
อิเล็กทรอนิกส์ เชน่ ไดโอด ทรานซสี เตอร์ และไอซี เป็นตน้ สำหรับสสารท่ีมีอิเล็กตรอนวงนอกสุด
ประกอบด้วย 4 ตวั เช่น ซลิ กิ อน (Silicon) และเยอรมันเนยี ม(Germanium) โดยจะมีสภาพการนำไฟฟา้
อยู่
ระหวา่ ง ตัวนำ (Conductor) และฉนวน (Insulator) เรยี กว่า สารก่ึงตวั นำ (Semiconductor)
7.6 วสั ดุแมเ่ หลก็

วัสดุแม่เหลก็ ถกู คน้ พบโดยชาวกรีกโบราณ เป็นผู้คน้ พบครั้งแรก โดยการนำก้อนหนิ สามารถ ดูด
เศษโลหะช้นิ เล็กๆให้ติดกบั ก้อนหินได้ จงึ เรียกก้อนหนิ แมกนีไตท์ (Magnetite) การเกดิ อำนาจแมเ่ หลก็
จะมีมวลสารขนาดใหญ่หมนุ อยรู่ อบตวั ตลอด จงึ ทำใหเ้ กิดสนามแมเ่ หล็กข้นึ

123

อำนาจแม่เหล็ก เป็นการท่ตี วั แมเ่ หล็กสามารถดึงดูดเศษโลหะที่มสี ารแม่เหล็ก เปน็ องค์ประกอบให้
เคลอ่ื นทเ่ี ข้าหาได้ โดยแม่เหล็กประกอบไปด้วย 2 ขั้ว คอื ขว้ั เหนอื (North Pole) และขัว้ ใต้ (South
Pole) ชนดิ ของแม่เหล็ก เช่น แมเ่ หลก็ ธรรมชาติ แมเ่ หลก็ ชั่วคราว แม่เหลก็ ถาวร และแม่เหล็กไฟฟา้
เป็นต้น
7.7 วัสดสุ วทิ ช์

วัสดสุ วทิ ช์ เปน็ เซอรก์ ติ เบรกเกอร์ หรอื สวิทชต์ ดั วงจรอัตโนมัติ เปน็ อปุ กรณป์ ้องกันไฟฟ้าท่ไี ด้รับ
การออกแบบวงจรไฟฟา้ ไหลผ่าน โดยไมท่ ำให้อปุ กรณ์ภายในตวั เซอร์กติ เบรกเกอร์ เกดิ การชำรุด หรือเสยี
หายได้ และสามารถทำการรีเซ็ต (Reset) ให้กลับมาใช้งานใหม่ไดอ้ ีก นอกจากน้ีเซอร์กิตเบรกเกอร์
เป็นอุปกรณ์ทนี่ ยิ มนำมาใชใ้ น บา้ นพกั อาศยั อาคารสำนักงาน และโรงงานอุตสาหกรรม เป็นตน้
เซอร์กิตเบรกเกอร์ แบง่ ออกได้ 3 ชนดิ ดงั น้คี ือ ชนิดแบบความร้อน ชนิดแบบสนามแมเ่ หลก็ และชนดิ
แบบผสม
7.8 วสั ดุอเิ ลก็ ทรอนิกส์

วสั ดอุ เิ ลก็ ทรอนิกส์ ได้เจริญเติบโตก้าวหน้าข้ึนอยา่ งรวดเรว็ ตามเทคโนโลยี ซึ่งจะทำให้มนษุ ย์เราได้
รจู้ ักใชว้ ัสดอุ ุปกรณ์ต่างๆท่ีมคี วามทันสมยั เช่น ระบบทีวจี อแบน โนต้ บุคส์ คอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นซดี ี
เครือ่ งเล่นดีวดี ี และโทรศัพท์มอื ถือ เปน็ ต้น โดยสามารถแบง่ ออกได้ 4 ยคุ คือ

1. ยุคของหลอดสญุ ญากาศ (Vacuum Tube)
2. ยคุ ทรานซิสเตอร์ (Transistor)
3. ยคุ ไอซี (Integrated Circuits)
4. ยุคชพิ (Chip)
วัสดอุ เิ ล็กทรอนิกสท์ ี่ใชง้ าน โดยทัว่ ไปมดี ังน้ีคือ ตวั ตา้ นทาน (Resistance) ตัวเกบ็ ประจุ หรอื คอน
เดนเซอร์ (Capacitor or Condenser) ตวั เหน่ยี วนำ (Inductor) และหมอ้ แปลงไฟฟ้า (Transformer)

124

17. แบบฝึกหัด
คำสัง่ จงตอบคำถามต่อไปนี้
1. สายไฟฟ้าหมายถึงอะไร และมีสว่ นประกอบกส่ี ่วน อะไรบา้ ง
ตอบ สายไฟ คือ ตัวนำที่ใช้ในการส่งพลังงานไฟฟ้าจากสถานที่แห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่ง หรือตัวนำไฟฟ้า
ท่ใี ชใ้ นการส่งจา่ ยพลังงานไฟฟ้า จากผูผ้ ลิตไปยังผ้ใู ช้

มสี ่วนประกอบ 2 สว่ น คือ ตัวนำ (Conductor) และฉนวน (Insulator)
2. สายไฟฟา้ เปลือยหมายถึงอะไร แบง่ ออกได้กชี่ นิด
ตอบ สายไฟฟ้าเปลือย (Bare Wire Conductor) เป็นสายที่ไม่มีฉนวนหุ้ม ใช้ได้กับแรงเคลื่อนทุกขนาด
มีพืน้ ที่หนา้ ตดั ขนาดใหญ่ หรอื เป็นสายเส้นเล็ก ๆ หลายเส้น นำมาตเี กลยี วรวมกนั เพ่อื ให้ไดพ้ ื้นที่หน้าตัดรวมกัน
ใหญ่ขนึ้ ทำจากอะลูมิเนยี ม นำ้ หนักเบา ไมเ่ หมาะทจี่ ะนำมาใชเ้ ดนิ สายไฟภายในบ้าน

สายเปลือยที่นิยมใช้ในปัจจุบัน มีอยู่ 3 ชนิด คือ สายอะลูมิเนียมล้วน สายอะลูมิเนียมผสม และสาย
อะลูมเิ นยี มแกนเหล็ก
3. ฟิวสห์ มายถงึ อะไร ยกตัวอยา่ งมา 3 ชนิด พรอ้ มบอกการนำไปใชง้ าน
ตอบ ฟิวส์ (Fuse) คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าใช้สำหรับตัดต่อวงจรไฟฟ้า เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเข้าวงจรไฟฟ้า
มากเกนิ ไป โดยเป็นตัวนำไฟฟา้ ที่เป็นโลหะชนิดหน่ึง ประกอบด้วยเสน้ ลวดทีท่ ำจากวัสดทุ ี่มีจุดหลอมละลายต่ำ
บรรจุอยู่ในภาชนะห่อหุ้ม เช่น ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิดพร้อมกันมาก ๆ หรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ฟิวส์ก็จะ
รอ้ น และหลอมเหลวขาดออกจากกนั ทันที ฟวิ สจ์ งึ เป็นตวั ชว่ ยตดั วงจรไฟฟ้า

1. ฟิวส์เส้นลวด ใช้กับสะพานไฟ ที่แผงไฟตามบ้านเรือนทั่ว ๆ ไป เช่น เส้นลวดทองแดง เส้นลวด
ตะกวั่ และเสน้ ลวดเงนิ เป็นต้น

2. ฟวิ สห์ ลอด ใชใ้ นวงจรไฟฟ้าในเครอ่ื งใชไ้ ฟฟา้ เชน่ วิทยุ โทรทศั น์ เครอื่ งขยายเสยี ง เปน็ ตน้
3. ฟวิ ส์ขวดกระเบือ้ ง เปน็ ฟิวสท์ ่ใี ช้กับแผงไฟในบ้าน

4. จงบอกชนิดของถ่านมา 5 ชนิด และการนำไปใช้งาน
ตอบ 1. ถา่ นความตา้ นทาน คือ ใช้ทำตัวตา้ นทาน (Resistance) นิยมใชใ้ นงานอเิ ลก็ ทรอนิกส์

2. ถา่ นอาโนดแกรไฟต์ คอื ใช้ทำเรคตไิ ฟตเ์ ออร์
3. ถ่านอิเล็กโทรด คือ นิยมนำไปใชใ้ นเตาอารก์ ไฟฟา้ และเตาหลอมเหลก็ ไฟฟ้า
4. ถ่านขีดอาร์ก คือ ใชท้ ำไฟอาร์ก ไฟฉายภาพยนตร์ และไฟฉายเคร่ืองบนิ
5. ถ่านอารก์ ไฟฟา้ คือ นยิ มนำไปใช้ในสวิตชร์ ถเครนและสวิตช์เลือ่ นรถไฟฟ้า
5. หลอดมไี สแ้ ละหลอดฟลูออเรสเซนส์หมายถึงอะไร
ตอบ 1. หลอดมไี ส้ เปน็ หลอดท่ีอาศัยการกำเนิดแสงจากความร้อน โดยการใหก้ ระแสไหลผา่ นไส้หลอดที่
ทำด้วยทังสเตน จนร้อนแลว้ เปล่งแสงออกมา มีประสิทธิภาพการส่องสวา่ งต่ำราว 5–12 Lumen/Watt แต่
ขึน้ อยู่กับวัตตข์ องหลอด อายุการใชง้ านส้นั คือเฉล่ียประมาณ 1,000 ช่ัวโมง มอี ณุ หภมู สิ ีประมาณ 2,500–2,700
องศาเคลวนิ แต่ให้ดชั นีความถูกต้องของสีประมาณ 97% แต่เป็นหลอดที่ไม่ประหยัดไฟ

125

2. หลอดฟลอู อเรสเซนต์ เป็นหลอดไฟฟา้ ท่ีตอ้ งการความสิ้นเปลืองทางพลังงานไฟฟ้าน้อย แตใ่ ห้
ความเขม้ ของแสงสว่างมาก และความร้อนทเี่ กิดข้ึนจากหลอดชนิดน้ี มีน้อยกว่าหลอดธรรมดา หลอดชนิดน้ี
อาศัยการปลอ่ ยประจไุ ฟฟ้าระหวา่ งข้ัวของอิเลก็ โทรด สว่ นภายในหลอดแกว้ จะฉาบด้วยหลอดเรืองแสง ภายใน
หลอดบรรจุไอปรอทและกา๊ ซอาร์กอน
6. บัลลาสตแ์ ละสตารต์ เตอร์ หมายถึงอะไร
ตอบ บัลลาสต์ (Ballast) เป็นขดลวดทำหน้าที่แปลงหรือผลิตแรงดันให้ลดลงหรือสูงขึ้นก่อนจ่ายเข้าหลอด
และเป็นตัวจำกัดปรมิ าณของกระแสท่จี ะไหลเขา้ หลอดในปรมิ าณท่ีเหมาะสม

สตาร์ตเตอร์ (Starter) เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยทำให้บัลลาสต์ผลิตแรงดันเพื่อจุดไส้หลอดให้สูงขึ้นและ
ทำหน้าทีต่ ดั กระแสไฟฟ้าจากอเิ ล็กโทรด 2 ข้าง เม่ือเริ่มจดุ ไส้หลอดไปแลว้
7. จงบอกวัสดฉุ นวนไฟฟา้ มา 5 ชนิด และการนำไปใชง้ าน
ตอบ 1. พลาสติกแข็ง คือ ใช้ทำด้ามไขควง ด้ามค้อน สวิตช์ ปลั๊ก หูกระทะ หม้อหุงข้าว หัวจับลวดเชื่อม
และแบตเตอรี่ เปน็ ตน้

2. พลาสติกอ่อน คือ ใช้หุ้มสายไฟ ด้ามมีด นาฬิกา สายยาง ไส้ปากกา หลอดกาแฟ และชิ้นส่วน
อิเล็กทรอนกิ ส์ เป็นตน้

3. ฝา้ ย เปน็ ฉนวนอนิ ทรยี ์ ใชห้ ุม้ สายเตารีด เตาไฟฟ้า และสายป๊ัมลม เปน็ ตน้
4. เซรามิก สามารถทนความร้อนได้สูง ใช้ทำถ้วยเดินสายไฟ ตลับฟิวส์หลอด สะพานไฟ แกนหัว
เทยี น ฟวิ ส์ถ้วย ถ้วย ชาม แก้วกาแฟ แกว้ น้ำ และแจกัน เปน็ ต้น
5. ใยหิน สามารถทนความร้อนได้สูงถึงประมาณ 300 °C มีสีขาว ใช้ทำผ้าแอสเบสตอส แผ่นปะเก็น
ท่อไอนำ้ และช่วยปอ้ งกนั การสูญเสยี ความร้อน
8. ไดโอดหมายถึงอะไร และบอกชนิดของไดโอดมา 3 ชนดิ
ตอบ ไดโอด ทำขน้ึ มาจากการเอาสารก่ึงตวั นำชนดิ N และสารก่งึ ตัวนำชนิด P มาเชื่อมต่อกัน โดยเรียกขว้ั ท่ี
ตอ่ กับสาร P วา่ อาโนด (Anode) และขว้ั ทตี่ อ่ กบั สาร N ว่าคาโทด (Cathode)
ชนิดของไดโอดมีดงั นคี้ อื ไดโอดเร็คติไฟต์ ซเี นอรไ์ ดโอด และไดโอดเปลง่ แสง
9. ทรานซิสเตอรห์ มายถึงอะไร
ตอบ ทรานซิสเตอร์ เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้รับการพัฒนามาจากไดโอด สร้างมาจากสารกึ่งตัวนำ
3 ชิน้ มาเช่ือมต่อกันคอื อิมติ เตอร์ (Emitter) เบส (Base) และคอลเลกเตอร์ (Collector) ถกู นำมาใช้งานแทน
สญุ ญากาศ มีขนาดเล็ก รปู ร่างแตกตา่ งกัน และใช้งานงา่ ยกวา่
10. แมเ่ หลก็ ธรรมชาตแิ ละแม่เหล็กถาวรแตกตา่ งกันอย่างไร
ตอบ 1. แม่เหล็กธรรมชาติ เป็นแม่เหล็กที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยการนำก้อนหินที่สามารถดูดเศษ
โลหะชิ้นเล็ก ๆ ให้ติดกับตัวก้อนหินได้ ทางวิชาธรณีวิทยา เรียกแร่นี้ว่า Magnetite มีสูตรทางเคมี คือ Fe3O4
ไมค่ อ่ ยมปี ระโยชนเ์ พราะมีอำนาจน้อย
2. แม่เหล็กถาวร เป็นแม่เหล็กที่สามารถคงสภาพการเป็นแม่เหล็กได้อย่างคงทนถาวรตลอดเวลา
ส่วนใหญ่วัสดุใช้ทำแม่เหล็ก ได้แก่ โลหะอัลนิโก (Alnico) ได้จากโลหะผสมระหว่างโครเมียม โคบอลต์ และ
แบเรียมเฟอรไ์ รต์ ซง่ึ จะนำมาขึน้ รูปโดยกรรมวิธซี นิ เตอร์

126

11. เซอร์กติ เบรกเกอรแ์ บ่งออกไดก้ ่ชี นดิ อะไรบา้ ง

ตอบ 3 ชนิด คือ ชนดิ แบบความร้อน ชนดิ แบบสนามแม่เหลก็ และชนิดแบบผสม

12. วสั ดุอเิ ล็กทรอนิกสม์ วี วิ ฒั นาการอยดู่ ้วยกนั กี่ยคุ อะไรบา้ ง

ตอบ 4 ยุค คอื ยุคของหลอดสุญญากาศ ยุคทรานซิสเตอร์ ยุคไอซี และยคุ ชิพ

13. ตัวต้านทานหมายถึงอะไร และแบง่ ออกได้กี่ชนิด อะไรบา้ ง

ตอบ ตวั ตา้ นทาน เปน็ อุปกรณท์ ท่ี ำหนา้ ท่ีจำกัดการไหลของกระแสไฟฟา้ ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ โดยนำไปใช้

ในการแบ่งแรงดันไฟฟ้าและใช้เป็นอุปกรณ์ที่ให้กำเนิดความร้อน นิยมนำมาประกอบในวงจรด้าน

อิเล็กทรอนิกส์ เช่น วทิ ยุ โทรทัศน์ เครือ่ งขยายเสยี ง โทรศพั ท์ คอมพวิ เตอร์ และแผงวงจรต่าง ๆ เป็นตน้ ซึง่ ค่า

ความตา้ นทานจะมหี น่วยเปน็ โอห์ม

ชนดิ ของตัวตา้ นทานแบง่ ออกได้ 3 ชนดิ คือ ตัวตา้ นทานแบบค่าคงที่ ตวั ต้านทานแบบปรับค่าได้ และ

ตัวตา้ นทานแบบปรบั เปลี่ยนค่าได้

14. ตวั เก็บประจุแบบค่าคงที่หมายถึงอะไร และใหบ้ อกตวั เก็บประจุแบบคา่ คงทม่ี า 5 ขอ้

ตอบ ตัวเก็บประจุแบบค่าคงที่ (Fix Capacitor) เป็นตัวเก็บประจุที่มีค่าคงที่โดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงค่าได้

สว่ นใหญแ่ บ่งตามชนดิ วสั ดุฉนวน ทนี่ ำมาใช้ทำเป็นไดอิเลก็ ตริก มีดังนค้ี อื

1. ตัวเก็บประจุชนดิ กระดาษ 2. ตัวเก็บประจุชนดิ ไมกา้

3. ตัวเก็บประจุชนดิ เซรมิก 4. ตวั เก็บประจชุ นดิ ฟลิ ม์ พลาสติก

5. ตวั เกบ็ ประจชุ นดิ อิเลก็ โทรลิตกิ (Electrolytic Capacitor)

15. การเปลี่ยนแรงดันไฟฟา้ แบ่งออกได้ก่ลี ักษณะ อะไรบา้ ง

ตอบ 2 ลักษณะ คือ หมอ้ แปลงไฟข้ึน (Step–up Transformer) และหม้อแปลงไฟลง (Step–down

Transformer)

127

18. บนั ทึกผลหลังการจดั การเรียนรู้แบบม่งุ เนน้ สมรรถนะอาชีพและบรู ณาการตามหลักปรชั ญาของ

เศรษฐกจิ พอเพียง

18.1 สรปุ ผลการจัดการเรียนรู้

รายการ ระดับการปฏบิ ัติ
5432 1

ด้านการเตรยี มการสอน

1. จดั หนว่ ยการเรียนรู้ไดส้ อดคลอ้ งกับวตั ถุประสงคก์ ารเรียนรู้

2. กำหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ครอบคลุมทัง้ ดา้ นความรู้ ด้านทกั ษะ และดา้ นจติ พสิ ยั

3. เตรียมวสั ดุ-อปุ กรณ์ ส่ือ นวัตกรรม กิจกรรมตามแผนการจดั การเรียนรกู้ ่อนเขา้

สอน

ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

4. มีวธิ ีการนำเขา้ สบู่ ทเรยี นท่ีนา่ สนใจ

5. มีกิจกรรมท่ีหลากหลาย เพ่ือช่วยให้ผเู้ รียนเกดิ การเรียนรู้ ความเข้าใจ

6. จัดกิจกรรมทสี่ ง่ เสริมใหผ้ เู้ รยี นคน้ คว้าเพื่อหาคำตอบด้วยตนเอง

7. นักเรยี นมีสว่ นร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

8. จดั กิจกรรมท่ีเน้นกระบวนการคิด ( คิดวเิ คราะห์ คดิ สงั เคราะห์ คิดสร้างสรรค์ )

9. กระตุน้ ใหผ้ ้เู รียนแสดงความคิดเหน็ อย่างเสรี

10. จดั กิจกรรมการเรยี นรูท้ ่ีเช่ือมโยงกับชีวติ จรงิ โดยนำภูมปิ ัญญา/บูรณาการเขา้ มามสี ่วน

ร่วม

11. จดั กิจกรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จรยิ ธรรม

12. มีการเสรมิ แรงเมื่อนักเรียนปฏิบัติ หรือตอบถูกตอ้ ง

13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผู้เรียน

14. เอาใจใส่ดแู ลผเู้ รยี น อย่างทว่ั ถึง

15. ใชเ้ วลาสอนเหมาะสมกับเวลาที่กำหนด

ด้านสือ่ นวตั กรรม แหลง่ การเรยี นรู้

16. ใชส้ ่อื ที่เหมาะสมกบั กิจกรรมและศักยภาพของผู้เรยี น

17. ใชส้ ื่อ แหลง่ การเรยี นรอู้ ย่างหลากหลาย เช่น บุคคล สถานที่ ของจริง เอกสาร

สื่ออิเลก็ ทรอนกิ ส์ และอินเทอร์เนต็ เป็นต้น

ดา้ นการวัดและประเมนิ ผล

18. ผเู้ รยี นมสี ว่ นรว่ มในการกำหนดเกณฑ์การวัดและประเมนิ ผล

19. ประเมนิ ผลอย่างหลากหลายและครบท้ังด้านความรู้ ทกั ษะ และจติ พิสัย

20. ครู ผเู้ รยี น ผู้ปกครอง หรือ ผู้ท่เี กยี่ วข้องมสี ว่ นร่วม ในการประเมนิ

รวม

128

หมายเหตุ ระดบั การปฏิบตั ิ 5 = ปฏิบัติดเี ยี่ยม 4 = ปฏิบตั ดิ ี 3 = ค่าเฉลีย่
ปฏิบัตพิ อใช้

2 = ควรปรบั ปรงุ 1 = ไม่มีการปฏบิ ัติ

18.2 ปัญหาท่ีพบ และแนวทางแกป้ ัญหา แนวทางแก้ปญั หา
ปญั หาท่ีพบ

ด้านการเตรียมการสอน

ดา้ นการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้

ดา้ นส่ือ นวัตกรรม แหล่งการเรียนรู้
ด้านการวดั และประเมินผล
ดา้ นอื่นๆ (โปรดระบเุ ป็นข้อๆ)

ลงชื่อ ........................................................................ ครผู สู้ อน
(....................................................................)

ตำแหน่ง .......................................................................

............../.................................../....................

19. บนั ทึกการนิเทศและตดิ ตาม 129
ชื่อ-สกุล ผูน้ เิ ทศ ตำแหนง่
วนั -เดือน- เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม

ปี

130

แผนการจดั การเรียนรู้ แบบม่งุ เน้นสมรรถนะอาชีพและบูรณาการตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
รหัสวิชา 20100 – 1002 วิชา วสั ดุงานช่างอตุ สาหกรรม

หนว่ ยท่ี 8 ชื่อหน่วย การกดั กร่อนและการป้องกนั จำนวน 4 ชั่วโมง
ชื่อเรอื่ ง

8.1 บทนำ
8.2 ความหมายของการกดั กร่อน
8.3 สาเหตขุ องการกัดกรอ่ น
8.4 ประเภทของการกดั กร่อน
8.5 การปอ้ งกนั การกดั กร่อน
8.6 บทสรุป
แบบฝึกหดั หนว่ ยท่ี 8
แบบทดสอบหลงั เรียนหน่วยท่ี 8

1. สาระสำคญั
การกดั กรอ่ น เป็นการผุพงั ของโลหะเม่ือทง้ิ ไว้นานๆ กจ็ ะทำให้เกดิ ความช้นื ทำปฏิกิริยากับออกซิ

เจน ทำให้เกดิ การกัดกรอ่ นเปน็ สนมิ ได้ โดยจะมีผลเสียต่อชน้ิ งานหรอื วัสดนุ ้ันๆ การกดั กร่อนมดี ว้ ยกนั 4
ลกั ษณะคือ การกดั กร่อนทเ่ี กิดจากปฏกิ ริ ยิ าเคมี การกัดกร่อนทีเ่ กิดจากไฟฟา้ -เคมี การกัดกร่อนท่ีเกดิ จาก
การสมั ผัสของโลหะต่างชนดิ กัน และการกัดกร่อนจากเม็ดเกรนโลหะ ดงั น้ันช่างผปู้ ฏิบัตงิ านจะต้องร้จู กั
วธิ ีการป้องกนั การกดั กรอ่ น เพ่ือทจ่ี ะชว่ ยทำให้อายกุ ารใช้งานของผลิตภัณฑย์ าวนานข้ึน เปน็ การ
ประหยดั วัสดุ และช่วยลดต้นทุนการผลิตด้วย

2. สมรรถนะประจำหนว่ ยการเรียนรู้
แสดงความรูเ้ กย่ี วกบั การกดั กรอ่ นและการปอ้ งกัน

3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 จุดประสงค์ทั่วไป
- ดา้ นความรู้
3.1.1 อธิบายความหมายของการกดั กร่อนไดถ้ ูกต้อง
3.1.2 บอกสาเหตขุ องการกดั กรอ่ นได้
3.1.3 บอกประเภทของการกดั กร่อนได้
3.1.4 บอกวธิ ีการป้องกนั การกดั กร่อนได้
3.2 จดุ ประสงค์เชงิ พฤติกรรม
- ด้านทกั ษะ
3.2.1 ทดลองจำแนกบตั รภาพประเภทของการกัดกร่อนและการป้องกนั ได้
3.2.2 มีทกั ษะในการเขียนผงั มโนทัศนเ์ รอื่ ง การกดั กรอ่ นและการป้องกันได้

131

4. เนอ้ื หาสาระการสอน/การเรียนรู้
4.1 ด้านความรู้

8.1 บทนำ
การปอ้ งกันการกัดกร่อนมีความสำคญั เป็นอยา่ งมาก ทีผ่ ้ปู ระกอบการจะต้องใหค้ วามสำคัญ เช่น

ช้นิ สว่ นอปุ กรณ์เครื่องจักรกล ท่อส่งน้ำมนั โครงหลังคา และอุปกรณอ์ ื่นๆ เปน็ ต้น ดูเหมอื น ว่าจะไมเ่ กิดเป็น
สนมิ ข้นึ แต่เม่ือเหลก็ ถูกความชื้นกจ็ ะเกดิ เปน็ สนิม และเกดิ การสึกกร่อนได้งา่ ย ดังน้นั บางครง้ั ต้อง
เลอื กโลหะผสมมาใชง้ าน ก็จะชว่ ยลดการกดั กร่อนขน้ึ และในสว่ นของเคร่ือง จักรบางครงั้ ก็อาจจะหยอด
น้ำมันหล่อลืน่ เพ่ือจะชว่ ยลดการกดั กรอ่ น และชว่ ยยดื อายุการใชง้ าน
8.2 ความหมายของการกดั กร่อน

การกดั กร่อน (Corrosion ) คือการผุพังของโลหะเมือ่ ท้งิ ไว้ผิวนอกจะทำปฏกิ ิริยากับออกซิเจน และ
เกิดความช้ืนเป็นปฏกิ ิรยิ าเคมีขึ้น ตามสภาพแวดลอ้ มของการใช้งาน ซง่ึ เม่อื ทิ้งไว้นานๆ โดยไม่มกี ารเคลือบ
ผิวกจ็ ะเกิดการกดั กรอ่ น ผพุ ังกลายเปน็ สนิมเหล็กต่อไป และทำให้คุณสมบตั ิของโลหะเปล่ยี นแปลงไป เช่น
ความแขง็ ลดลง การรบั แรงน้อยลง การยดื ตัว การอ่อนตัว และความแข็งแรง เป็นต้น
8.3 สาเหตุของการกัดกรอ่ น

การกัดกรอ่ น เป็นการผุพงั ของโลหะ หรือวสั ดุชา่ งเมื่อใชไ้ ปเป็นเวลานานๆ และเป็นการเปลยี่ น
แปลงคณุ สมบัตขิ องโลหะเน่ืองจากปฏกิ ริ ยิ าเคมีตา่ งๆ คณุ สมบัติของโลหะทเ่ี ปล่ียนแปลงไป สาเหตุของการ
กัดกร่อนมี 4 ลกั ษณะดังน้ีคือ

1. การกดั กร่อนทีเ่ กิดจากปฏิกิริยาเคมี
2. การกัดกร่อนทเี่ กดิ จากไฟฟ้า-เคมี
3. การกัดกร่อนทเ่ี กดิ จากการสมั ผัสของโลหะตา่ งชนดิ กนั
4. การกัดกร่อนจากเมด็ เกรนโลหะ
8.4 ประเภทของการกดั กร่อน
ประเภทของการกดั กรอ่ น สามารถแบง่ ออกได้ 3 ประเภทดงั น้คี ือ
1. การกดั กร่อนแบบเรียบสม่ำเสมอ
2. การกดั กร่อนซึมลกึ
3. การกัดกร่อนภายในเนอ้ื โลหะ
8.5 การปอ้ งกันการกดั กร่อน
การปอ้ งกนั การกัดกร่อนของโลหะของโลหะ เพ่ือทีจ่ ะชว่ ยใหม้ อี ายุการใช้งานที่ยาวนาน มีความ
แข็งแรงมากและช่วยประหยัดวสั ดเุ งินทองดว้ ย โดยสามารถท่จี ะแบ่งออกได้ 6 วธิ คี ือ
1. การเคลอื บผวิ ด้วยนำ้ มัน 2. การเคลือบผิวดว้ ยการทาสแี ละพ่นสี
3. การเคลือบผิวด้วยนำ้ ยาแก้ว 4. การเคลือบผวิ ดว้ ยวธิ ีเคมี
5. การเคลือบผวิ ดว้ ยโลหะ 6. การเคลอื บผิวด้วยพลาสติก

132

4.8 ด้านทักษะหรือการประยุกตใ์ ช้
4.2.1 ทดลองจำแนกบตั รภาพประเภทของการกัดกร่อนและการป้องกนั ได้
4.2.2 มีทักษะในการเขียนผงั มโนทศั น์เรื่อง การกดั กร่อนและการป้องกันได้

4.3 ด้านคุณธรรม/ จริยธรรม/ และคณุ ลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงคแ์ ละบรู ณาการตามหลกั ปรัชญา
เศรษฐกจิ พอเพียง

ตรงต่อเวลา มวี นิ ยั มีความรับผดิ ชอบ ละเอยี ดรอบคอบ สนใจใฝร่ ู้ มีความซอื่ สตั ย์ มเี หตุผล ประหยดั
และปฏิบัติตนในแนวทางท่ีดี

5. กจิ กรรมการเรียนการสอนหรอื การเรยี นรู้

ขน้ั ตอนการสอนหรือกจิ กรรมครู ขนั้ ตอนการเรียนหรือกิจกรรมของผเู้ รยี น

ขัน้ เตรียม(จำนวน 25 นาที)

29. เชค็ ชอื่ นักเรียน 1. นักเรยี นขานรบั เชค็ ช่ือตวั เอง

30. ครูแนะนำตัวเอง แนะนำรายวิชา 2. นักเรยี นทำความเขา้ ใจและจดบันทึก

คำอธบิ ายรายวชิ า จุดประสงค์รายวิชา สาระสำคัญ

ช้ีแจงเกณฑ์การให้คะแนน วธิ กี ารสอน

การวัดผลและประเมินผล

31. ขัน้ นำเข้าสู่บทเรียน ด้วยการสนทนา 3. นักเรียนสนทนาโต้ตอบกับครูผู้สอน

การซกั ถามเก่ยี วกับเน้ือหาเรอ่ื ง การกดั

กร่อนและการป้องกัน

32. ครูมอบหมายให้นักเรียนทำแบบทดสอบ 4. นกั เรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน

กอ่ นเรยี น

ขั้นการสอน(จำนวน 50 นาท)ี

15. ครูบรรยายเนื้อหาเกีย่ วกับเรื่อง การกัด

กร่อนและการป้องกนั

16. ครูต้งั คำถาม ถาม – ตอบ ระหว่างครแู ละ 1. นกั เรยี นตัง้ คำถามและตอบคำถามโต้ตอบกับ

นักเรียนเก่ียวกบั เน้ือหาทีเ่ รยี นเรือ่ ง การ ครูให้หัวข้อเน้ือหาเรื่อง การกัดกร่อนและการ

กดั กร่อนและการป้องกนั และประเมิน ปอ้ งกนั

ความเขา้ ใจในเน้ือหาของนักเรียน

ขั้นสรุป (จำนวน 45 นาที)

29. สรปุ เนอื้ หาสาระสำคัญในบทเรยี นให้ 1. นักเรียนตระหนักถึงความสำคัญในเนื้อหาสาระ

นกั เรียน ตระหนกั ถึงความสำคญั ในเนื้อหา ที่ได้เรยี น

สาระท่ไี ด้เรียนไปและสามารถสรุปใจความ

สำคัญของเนื้อหาได้

133

30. ครูมอบหมายใหน้ กั เรยี นทำแบบฝึกหัดท้าย 2. นักเรยี นทำแบบฝกึ หัดทา้ ยบท

บท

31. ครูมอบหมายให้นกั เรียนทำแบบทดสอบ 3. นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรยี น

หลังเรียน

32. ครมู อบหมายให้นกั เรยี นทำผังมโนทศั น์ 4. นักเรยี นทำผงั มโนทศั น์เร่ือง การกัดกร่อนและ

เร่อื ง การกัดกร่อนและการป้องกนั การป้องกนั

6. สือ่ การเรียนการสอน/การเรียนรู้
6.1 ส่ือสิ่งพิมพ์
6.1.1 หนงั สือเรียนวิชา วัสดุงานชา่ งอตุ สาหกรรม รหสั วิชา 2100 – 1102 หน่วยที่ 8

เรอื่ ง การกัดกรอ่ นและการป้องกนั
6.1.2 แบบประเมนิ ผลการเรียนการเรียนรู้ แบบทดสอบก่อน – หลังเรียน แบบฝึกหดั ทา้ ยบท

และแบบประเมนิ พฤติกรรม หนว่ ยท่ี 8 เร่ือง การกัดกร่อนและการป้องกนั

6.2 สื่อโสตทศั น์
6.2.1 หนังสอื เรียนวชิ า วสั ดงุ านชา่ งอุตสาหกรรม
6.2.2 บัตรภาพ
6.2.3 สไลด์นำเสนอ (Power point)
6.2.4 วดิ ที ัศน์
6.2.5 ใช้เคร่ืองฉาย (Projector)

6.3 สื่อของจรงิ
6.3.1 เครอ่ื งมือ/อุปกรณ์ตวั อยา่ งของวสั ดุงานอตุ สาหกรรม

7. แหล่งการเรียนการสอน/การเรียนรู้
7.1 ภายในสถานศกึ ษา
7.1.1 ห้องสมุดวิทยาลยั ศูนย์วิทยบรกิ าร
7.1.2 ห้อง Internet ศนู ย์วทิ ยบริการ
7.2 ภายนอกสถานศึกษา
7.2.1 แหล่งเรียนรู้ประจำชุมชน/หมู่บ้าน/ผู้เช่ียวชาญ

8. งานที่มอบหมาย
8.1 ก่อนเรยี น
8.1.1 นักเรยี นจดั เตรียมเอกสาร ส่ือการเรียนการสอนตามที่ครแู ละบทเรยี นกำหนด
8.1.2 นกั เรียนทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี นหน่วยท่ี 8

134

8.1.3 นกั เรียนทำความเขา้ ใจเกยี่ วกับจุดประสงคก์ ารเรียนของหน่วยเรยี นที่ 8 และการให้
ความรว่ มมือในการทำกิจกรรมในหน่วยการเรยี นที่ 8

8.2 ขณะเรียน
8.2.1 นกั เรยี นศกึ ษาเนือ้ หาหน่วยท่ี 8
8.2.2 นกั เรยี นจดบันทึกเน้ือหาที่สำคัญระหวา่ งมีการเรยี นการสอน
8.2.3 นกั เรยี นเตรยี มตัง้ คำถาม ถาม – ตอบ สิง่ ท่นี ักเรียนไมเ่ ข้าใจ
8.2.4 นักเรยี นรบั แบบฝกึ หัดมาทำ

8.3 หลังเรียน
8.3.1 นักเรียนรว่ มกนั สรุปเนื้อหาหนว่ ยท่ี 8
8.3.2 นกั เรียนทำแบบฝึกหัดท้ายบท
8.3.3 นักเรียนทำแบบทดสอบหลงั เรยี น
8.3.4 นักเรยี นทำผังมโนทศั น์

9. ผลงาน/ช้นิ งาน ที่เกิดจากการเรียนรูข้ องผู้เรยี น
1. แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน
2. แบบฝึกหัดท้ายบท
3. ผังมโนทศั น์

10. เอกสารอา้ งอิง
หนงั สือเรยี น วชิ าวัสดุช่างอุตสาหกรรม รหสั วชิ า 2100 – 1002 บริษทั ศูนยห์ นงั สอื เมืองไทย
จำกัด
เวบ็ ไซต์ออนไลน์ และส่อื ส่ิงพิมพท์ ี่เก่ียวข้องกบั เนื้อหาบทเรียน

11. การบรู ณาการ/ความสัมพนั ธก์ บั รายวิชาอ่ืน
1. บรู ณาการกบั วิชา งานฝกึ ฝมี อื เรื่อง เครื่องมือทั่วไปและเครื่องมือกลเบื้องต้น

12. หลักการประเมนิ ผลการเรยี น
12.1 ก่อนเรียน
12.1.1.ใชส้ มุดบนั ทกึ เวลาเรยี นฯ ขานชอื่ ผ้เู รยี นและตรวจการตรงตอ่ เวลา
12.1.2 ใชแ้ บบสังเกตความพรอ้ มในการเรยี น ประเมนิ ความพร้อม เชน่ หนงั สอื สมุด ปากกา

การแต่งกาย เปน็ ต้น
12.2 ขณะเรยี น
12.2.1.ใชแ้ บบสงั เกตพฤติกรรม สงั เกตการตอบคำถาม ความสนใจใฝร่ ู้ ใฝเ่ รยี น

135

12.3 หลังเรียน
12.3.1. แบบทดสอบหลงั เรยี นตอ้ งผา่ นเกณฑ์การประเมิน 50%
12.3.2. แบบฝึกหดั หลงั เรยี นตอ้ งผา่ นเกณฑ์การประเมนิ 50%

13. รายละเอียดการประเมินผลการเรยี น
จุดประสงค์ข้อที่ 1 อธบิ ายความหมายของวัสดุอตุ สาหกรรมได้ถูกต้อง
1. วิธกี ารประเมิน :แบบประเมินผลการเรียนรแู้ ละแบบประเมนิ พฤตกิ รรม หนว่ ยท่ี 8
2. เครอ่ื งการประเมนิ : แบบทดสอบกอ่ นเรยี นและแบบทดสอบหลงั เรยี น
3. เกณฑ์การประเมนิ : แบบประเมนิ ผลการเรยี นร้ผู ่านเกณฑ์การประเมิน
4. เกณฑ์การผ่าน : 50 %
จดุ ประสงคข์ ้อท่ี 2 บอกประเภทของวสั ดอุ ุตสาหกรรมได้
1. วธิ กี ารประเมนิ :แบบประเมนิ ผลการเรยี นรแู้ ละแบบประเมินพฤติกรรม หน่วยที่ 8
2. เครือ่ งการประเมิน : แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลงั เรยี น
3. เกณฑ์การประเมนิ : แบบประเมนิ ผลการเรยี นรูผ้ ่านเกณฑ์การประเมิน
4. เกณฑ์การผา่ น : 50 %
จดุ ประสงคข์ ้อที่ 3 อธิบายความหมายของโลหะและคุณสมบัตขิ องโลหะได้
1. วิธีการประเมนิ :แบบประเมินผลการเรยี นรแู้ ละแบบประเมินพฤตกิ รรม หน่วยท่ี 8
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบกอ่ นเรียนและแบบทดสอบหลงั เรียน
3. เกณฑ์การประเมนิ : แบบประเมินผลการเรียนรผู้ า่ นเกณฑ์การประเมิน
4. เกณฑ์การผา่ น : 50 %
จดุ ประสงคข์ ้อที่ 4 อธิบายความหมายและบอกประเภทโลหะจำพวกเหล็กได้
1. วิธีการประเมนิ :แบบประเมินผลการเรียนรู้และแบบประเมนิ พฤตกิ รรม หนว่ ยท่ี 8
2. เครอ่ื งการประเมิน : แบบทดสอบก่อนเรยี นและแบบทดสอบหลงั เรียน
3. เกณฑ์การประเมิน : แบบประเมนิ ผลการเรยี นรูผ้ า่ นเกณฑ์การประเมนิ
4. เกณฑ์การผา่ น : 50 %


Click to View FlipBook Version