คำนำ
พระรำชบญั ญตั ิกำรศึกษำแหง่ ชำตพิ .ศ. 2542 ท่ไี ด้ประกำศใช้ตั้งแต่เดอื นสงิ หำคม 2542 เปน็ ตน้ มำ ไดเ้ นน้ ให้
ครู-อำจำรย์และผ้เู กย่ี วขอ้ งท้งั หลำยจัดกำรเรยี นกำรสอนโดยเน้นผ้เู รยี นสำคัญท่ีสุด ซงึ่ กิจกรรมกำรเรียนกำรสอนที่จดั
ควรมลี ักษณะสำคญั ดงั น้ี
1. ผู้เรยี นได้เรียนรู้จำกกำรปฏิบตั ิจรงิ
2. ผู้เรยี นมโี อกำสเลือกเรียนร้ใู นสงิ่ ทต่ี นถนดั และสนใจ
3. ผู้เรียนได้มโี อกำสแสวงหำควำมรู้และสรำ้ งองคค์ วำมรดู้ ้วยตัวเอง
4. ผเู้ รยี นได้มีโอกำสทจ่ี ะนำควำมร้ไู ปปฏบิ ัตใิ ช้จริงในชีวติ ประจำวนั
5. ผู้เรียนมสี ่วนรว่ มในกำรประเมนิ ผลกำรเรยี นรู้ของตนเอง
โรงเรียนนำคำรำษฎรร์ ังสรรคไ์ ด้ตระหนักถงึ ภำรกจิ ของครใู นกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรใู้ หส้ อดคล้องกับ
พระรำชบัญญตั ิกำรศึกษำแห่งชำตดิ ว้ ยกำรบรู ณำกำรคณุ ธรรม จริยธรรม คำ่ นิยม และ คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ไว้ใน
รำยวิชำ และกจิ กรรมทจ่ี ะสง่ เสรมิ กำรเรียนรขู้ องนักเรียนตำมพระรำชบัญญัตกิ ำรศึกษำแห่งชำติให้เป็นรปู ธรรม จงึ ได้
มอบหมำยให้แต่ละกลุม่ สำระกำรเรียนร้จู ดั ทำกำรวิเครำะห์หลักสูตร รำยวิชำวทิ ยำศำสตร์4 ระดับช้ันมัธยมศึกษำป่ี 3
กลมุ่ สำระกำรเรียนรู้วทิ ยำศำสตร์และเทคโนโลยี ขน้ึ ซ่ึงประกอบดว้ ย
จดั กลมุ่ มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ ตวั ชว้ี ดั
สำระสำคญั ควำมคดิ รวบยอด
โครงสร้ำงรำยวิชำวิทยำศำสตร์
กำรวิเครำะห์มำตรฐำนตัวชวี้ ดั สู่ สมรรถนะ คุณลักษณะฯ
ออกแบบหน่วยกำรเรยี นรู้
หน่วยกำรเรียนรู้
หวงั วำ่ กำรวิเครำะหห์ ลกั สตู รในรำยวิชำวทิ ยำศำสตร์ 4 ระดับชน้ั มัธยมศึกษำปี 3 กลมุ่ สำระกำรเรียนรู้
วิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี เพอื่ ใช้เปน็ แนวทำงในกำรจัดกจิ กรรมกำรเรียนรู้ใหบ้ รรลุตำมวตั ถปุ ระสงคต์ ่อไป
นำงรัตตยิ ำ สุธรรม
ผูจ้ ดั ทำ
สารบัญ หนา้
เร่อื ง 1
7
กำรจัดกลมุ่ มำตรฐำนกำรเรยี นรู้/ตัวช้วี ัด เพือ่ จัดทำโครงสรำ้ งรำยวิชำ 22
สำระสำคญั /ควำมคิดรวบยอดของหนว่ ยกำรเรยี นรู้ 26
โครงสรำ้ งรำยวิชำ
กำรวิเครำะหค์ วำมเช่ือมโยงของมำตรฐำนกำรเรียนรู/้ ตัวช้วี ดั 50
สมรรถนะของผู้เรยี น และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ 68
กำรออกแบบหนว่ ยกำรเรียนรู้
หน่วยกำรเรยี นรู้
กำรจัดกล่มุ มำตรฐำนกำรเรยี นร/ู้
รำยวิชำ วทิ ยำศำสตร์ 4 (ว2
หน่วยที่ มำตรฐำนกำรเรียนรู้
5 มำตรฐำน ว 2.1 เขำ้ ใจสมบัตขิ องสสำร องคป์ ระกอบของสสำร ควำ
ปฏกิ ริ ิยำเคมี ของสสำรกบั โครงสรำ้ งและแรงยึดเหนี่ยวระหว่ำงอนุภำค หลักและธ
และวสั ดุใน เปลี่ยนแปลงสถำนะของสสำร กำรเกดิ สำรละลำย และกำรเกิดปฏกิ
ชวี ิตประจำวนั
/ตวั ชีว้ ดั เพื่อจัดทำโครงสร้ำงรำยวชิ ำ
23102) ชัน้ มัธยมศกึ ษำปีที่ 3
ตวั ชว้ี ัด
ำมสมั พันธ์ระหว่ำงสมบตั ิ ว 2.1 ม.3/1 ระบสุ มบัติทำงกำยภำพและกำรใช
ธรรมชำติ ของกำร ประโยชนวัสดุประเภทพอลิเมอรเซรำมกิ และวัสดุ
กิรยิ ำเคมี ผสมโดยใช หลักฐำนเชงิ ประจกั ษและสำรสนเทศ
ว 2.1 ม.3/2 ตระหนักถึงคณุ คำของกำรใชวัสดุ
ประเภทพอลเิ มอร เซรำมกิ และวสั ดผุ สม โดย
เสนอแนะแนวทำงกำรใชวสั ดอุ ยำงประหยดั และ
คมุ คำ
ว 2.1 ม.3/3 อธบิ ำยกำรเกดิ ปฏกิ ิริยำเคมี รวมถึง
กำรจัดเรยี งตัวใหมของอะตอมเมอ่ื เกิดปฏิกริ ิยำเคมี
โดยใชแบบจำลองและสมกำรขอควำม
ว 2.1 ม.3/4 อธิบำยกฎทรงมวล โดยใชหลกั ฐำน
เชงิ ประจกั ษ์
หนว่ ยท่ี การจัดกลุ่มมาตรฐานการเรียนร/ู้ ต
รายวชิ า วิทยาศาสตร์4 (ว2
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
ตวั ชว้ี ัด เพ่อื จัดทาโครงสรา้ งรายวชิ า
23102) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ตวั ชีว้ ดั
ว 2.1 ม.3/5 วเิ ครำะหปฏิกริ ยิ ำดดู ควำมรอนและ
ปฏกิ ิริยำคำยควำมรอน จำกกำรเปลี่ยนแปลง
พลังงำนควำมรอนของปฏิกิรยิ ำ
ว 2.1 ม.3/6 อธิบำยปฏกิ ริ ยิ ำกำรเกดิ สนมิ ของ
เหลก็ ปฏกิ ิริยำของกรดกับโลหะปฏกิ ริ ยิ ำของกรด
กับเบส และปฏิกิริยำของเบสกับโลหะ โดยใช
หลกั ฐำนเชิงประจกั ษ และอธิบำยปฏกิ ริ ยิ ำกำรเผำ
ไหม กำรเกดิ ฝนกรดกำรสังเครำะหดวยแสง โดยใช
สำรสนเทศ รวมท้ังเขยี นสมกำรขอควำมแสดง
ปฏกิ ริ ยิ ำดงั กลำว
ว 2.1 ม.3/7 ระบุประโยชนและโทษของปฏกิ ิรยิ ำ
เคมีทมี่ ตี อส่งิ มีชีวติ และสิง่ แวดลอมและยกตวั อยำง
วิธกี ำรปองกันและแกปญหำทีเ่ กดิ จำกปฏกิ ิริยำเคมี
ทีพ่ บในชีวิตประจำวนั จำกกำรสบื คนขอมูล
ว 2.1 ม.3/8 ออกแบบวธิ แี กปญหำใน
ชีวติ ประจำวนั โดยใชควำมรูเกย่ี วกบั ปฏกิ ิรยิ ำเคมี
โดยบรู ณำกำรวิทยำศำสตรคณิตศำสตร เทคโนโลยี
และวศิ วกรรมศำสตร์
กำรจดั กลุ่มมำตรฐำนกำรเรยี นร/ู้
รำยวชิ ำ วิทยำศำสตร์4 (ว2
หน่วยที่ มำตรฐำนกำรเรยี นรู้
6 ว 2.3 เข้ำใจควำมหมำยของพลงั งำน กำรเปลีย่ นแปลงและกำรถ่ำยโอนพล
ไฟฟำ้ ระหวำ่ งสสำรและพลังงำน พลงั งำนในชีวิตประจำวัน ธรรมชำติของคล่นื ป
ที่เกย่ี วขอ้ งกบั เสยี ง แสง และคลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟ้ำ รวมทัง้ นำควำมรู้ไปใช้ปร
/ตวั ชีว้ ัด เพอ่ื จดั ทำโครงสรำ้ งรำยวชิ ำ
23102) ชั้นมธั ยมศึกษำปที ี่ 3
ตวั ชีว้ ัด
ลงั งำน ปฏิสัมพันธ์ ว 2.3 ม.3/1 วเิ ครำะหควำมสมั พันธระหวำง
ปรำกฏกำรณ์ ควำมตำงศักย กระแสไฟฟำ และควำมตำนทำน
ระโยชน์ และคำนวณปริมำณทเี่ กยี่ วของโดยใชสมกำร
V = IR จำกหลักฐำนเชิงประจักษ
ว 2.3 ม.3/2 เขียนกรำฟควำมสมั พนั ธระหวำงกระ
แสไฟฟำและควำมตำงศักยไฟฟำ
ว 2.3 ม.3/3 ใชโวลตมิเตอร แอมมเิ ตอรในกำรวดั
ปรมิ ำณทำงไฟฟำ
ว 2.3 ม.3/4 วเิ ครำะหควำมตำงศกั ยไฟฟำและ
กระแสไฟฟำในวงจรไฟฟำเมือ่ ตอตัวตำนทำน
หลำยตวั แบบอนุกรมและแบบขนำนจำกหลกั ฐำน
เชิงประจกั ษ
ว 2.3 ม.3/5 เขยี นแผนภำพวงจรไฟฟำแสดงกำรต
อตัวตำนทำนแบบอนกุ รมและแบบขนำน
หนว่ ยที่ มำตรฐำนกำรเรียนรู้
ตัวช้ีวดั
ว 2.3 ม.3/6 บรรยำยกำรทำงำนของชิ้นสวน
อิเล็กทรอนิกสอยำงงำยในวงจรจำกขอมลู ที่
รวบรวมได
ว 2.3 ม.3/7 เขียนแผนภำพและตอชนิ้ สวน
อเิ ล็กทรอนิกสอยำงงำยในวงจรไฟฟำ
ว 2.3 ม.3/8 อธิบำยและคำนวณพลงั งำนไฟฟำ
โดยใชสมกำร W = Pt รวมทั้งคำนวณคำไฟฟำของ
เคร่ืองใชไฟฟำในบำน
ว 2.3 ม.3/9 ตระหนกั ในคณุ คำของกำรเลอื กใช
เคร่ืองใชไฟฟำโดยนำเสนอวิธกี ำรใชเครื่องใชไฟฟำ
อยำงประหยดั และปลอดภัย
หน่วยที่ มำตรฐำนกำรเรียนรู้
7 มำตรฐำน ว 1.1 เขำ้ ใจควำมหลำกหลำยของระบบนิเวศ ควำมสัมพันธ
ระบบนเิ วศ ส่ิงมีชวี ติ และควำมสมั พันธ์ระหวำ่ งสิง่ มชี ีวิตกบั สงิ่ มีชีวิตตำ่ ง ๆ ในระบบ
ควำม พลงั งำน กำรเปล่ยี นแปลงแทนท่ใี นระบบนิเวศ ควำมหมำย ของประช
หลำกหลำย ผลกระทบทีม่ ตี อ่ ทรัพยำกรธรรมชำติและสง่ิ แวดล้อม แนวทำงในกำรอ
ทำงชีวภำพ ทรพั ยำกรธรรมชำติและกำรแกไ้ ขปญั หำสิ่งแวดล้อม รวมท้ังนำควำมรู้ไ
ธร์ ะหว่ำงสง่ิ ไมม่ ีชีวิต กบั ตัวชี้วดั
บนิเวศ กำรถ่ำยทอด ว 1.1 ม.3/1 อธบิ ำยปฏสิ มั พนั ธขององคประกอบ
ชำกร ปญั หำและ ของระบบนเิ วศทไี่ ดจำกกำรสำรวจ
อนุรักษ์ ว 1.1 ม.3/2 อธิบำยรปู แบบควำมสมั พันธระหวำ
ไปใชป้ ระโยชน งสง่ิ มีชวี ติ กับส่งิ มชี วี ิตรูปแบบตำง ๆ ในแหลงท่ีอยู
เดียวกันท่ีไดจำกกำรสำรวจ
ว 1.1 ม.3/3 สรำงแบบจำลองในกำรอธิบำยกำรถำ
ยทอดพลังงำนในสำยใยอำหำร
ว 1.1 ม.3/4 อธบิ ำยควำมสัมพนั ธของผูผลิตผู
บริโภค และผูยอยสลำยสำรอินทรียในระบบนเิ วศ
ว 1.1 ม.3/5 อธบิ ำยกำรสะสมสำรพษิ ในส่ิงมชี วี ิต
ในโซอำหำร
ว 1.1 ม.3/3 สรำงแบบจำลองในกำรอธิบำยกำรถำ
ยทอดพลังงำนในสำยใยอำหำร
ว 1.1 ม.3/4 อธิบำยควำมสมั พันธของผูผลิตผู
บรโิ ภค และผูยอยสลำยสำรอินทรยี ในระบบนิเวศ
ว 1.1 ม.3/5 อธบิ ำยกำรสะสมสำรพษิ ในส่ิงมีชวี ิต
ในโซอำหำร
หนว่ ยท่ี มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ว ๑.๓ เขำ้ ใจกระบวนกำรและควำมสำคัญของกำรถำ่ ยทอดลกั ษ
สำรพนั ธกุ รรม กำรเปลี่ยนแปลงทำงพันธุกรรมทีม่ ผี ลตอ่ ส่ิงมีชวี ิต ควำมหล
และวิวฒั นำกำรของสง่ิ มีชีวติ รวมท้งั นำควำมรู้ไปใช้ประโยช
ษณะทำงพันธุกรรม ตวั ช้วี ดั
ลำกหลำย ทำงชีวภำพ ว 1.1 ม.3/6 ตระหนกั ถึงควำมสัมพนั ธของ
ส่ิงมชี ีวิตและสิ่งแวดลอมในระบบนเิ วศ โดยไม
ทำลำยสมดุลของระบบนเิ วศ
ว 1.3 ม.3/9 เปรยี บเทยี บควำมหลำกหลำยทำง
ชวี ภำพในระดบั ชนดิ สิง่ มชี วี ิตในระบบนิเวศตำง ๆ
ว 1.3 ม.3/10 อธบิ ำยควำมสำคัญของควำม
หลำกหลำยทำงชีวภำพทีม่ ตี อกำรรกั ษำสมดุลของ
ระบบนิเวศและตอมนษุ ย
ว 1.3 ม.3/11 แสดงควำมตระหนักในคณุ คำและ
ควำมสำคัญของควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพ โดย
มสี วนรวมในกำรดูแลรกั ษำควำมหลำกหลำยทำง
ชวี ภำพ
รายวิชา วิทยาศาสตร์ 4(ว23102) สาระสาคัญ/คว
ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 3 ผู้เรยี นร้อู ะไร
ทาอะไรได้
จานวน 1.5 หนว่ ยกิต ผู้เรียนร้อู ะไร
• พอลิเมอร์ เซรำมิก แ
หน่วยที่ ชือ่ หนว่ ย มาตรฐาน/ วัสดุผสม เป็นวัสดุที่ใช้ม
ในชวี ติ ประจำวนั
การเรยี นรู้ ตวั ชวี้ ัด ทาอะไรได้
-ระบสุ มบตั ทิ ำงกำยภำพของว
5 ปฏิกริ ิยำเคมี ว 2.1 ม.3/1 ระบุ ประเภทพอลิเมอร์ได้
-เลอื กใชว้ สั ดุประเภทพอลิเมอ
และวสั ดุใน สมบัตทิ ำงกำยภำพ ไปใชป้ ระโยชน์ได้อยำ่ งเหมำะ
-เลอื กใช้วสั ดุประเภทเซรำมกิ ไ
ชวี ติ ประจำวัน และกำรใชประโยชน ใชป้ ระโยชนไ์ ด้อย่ำงเหมำะสม
วัสดปุ ระเภทพอลิเม
อรเซรำมิก และวัสดุ
ผสมโดยใช หลักฐำน
เชิงประจักษและ
สำรสนเทศ
วามคดิ รวบยอด กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ความคดิ หลัก ภาคเรยี นท่ี 2 เวลา 60 ชั่วโมง
อัตราส่วนคะแนน 80 : 20
สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
• พอลเิ มอร์ เซรำมิก และวัสดุ พอลิเมอร์เป็นสำรประกอบโมเลกุล
และ ผสม เป็นวัสดุท่ีใช้มำกใน ใหญ่ท่ีเกิดจำกโมเลกุลจำนวนมำกรวมตัวกัน
มำก ชีวติ ประจำวนั ทำงเคมี เช่น พลำสติกเป็นพอลิเมอร์ท่ี
สำมำรถขึ้นรูปเป็นรูปทรงต่ำง ๆ ได้ ยำงเป็น
พอลิเมอร์ท่ีสำมำรถยืดหยุ่นได้ และเส้นใย
วัสดุ เป็นพอลิเมอรท์ ่ีสำมำรถดึงเป็นเส้นยำวได้ จึง
ถูกนำมำใชป้ ระโยชน์ได้แตกต่ำงกนั
อร์ เซรำมิกเปน็ เปน็ วสั ดุที่ผลติ จำกดนิ หนิ ทรำย และแรธ่ ำตตุ ่ำง
ๆ จำกธรรมชำติ และส่วนมำกจะ
ะสม ผำ่ นกำรเผำท่อี ณุ หภูมสิ งู เพ่ือใหไ้ ด้เน้ือสำรทแ่ี ข็งแรง เซรำ
ไป มิกสำมำรถทำเป็นรูปทรงตำ่ ง ๆ ได้
ม
หนว่ ยที่ ชอ่ื หน่วย มาตรฐาน/ ผเู้ รยี นรอู้ ะไร
การเรียนรู้
ตวั ช้วี ัด ทาอะไรได้
ว 2.1 ม. เรยี นรู้อะไร เ
เ
3/2 ตระหนักถึงคณุ ค สมบตั ขิ องวัสดุประเภท อ
ำของกำรใชวสั ดุ พอลเิ มอร์ เซรำมิก และ
ประเภทพอลิเมอร วสั ดุผสม
เซรำมกิ และวัสดุผสม ทาอะไรได้
โดยเสนอแนะแนว ใช้วสั ดุประเภทพอลเิ มอร์
ทำงกำรใชวัสดุอยำง เซรำมิก และวสั ดผุ สมได้
ประหยัดและ อยำ่ งคุ้มค่ำ
คมุ คำ
ว 2.1 ม.3/3 อธบิ ำย เรียนร้อู ะไร
กำรเกดิ ปฏิกิรยิ ำเคมี กำรเกดิ ปฏิกริ ยิ ำเคมี
รวมถึงกำรจัดเรยี ง
ตัวใหมของอะตอมเม่อื ทาอะไรได้
เกดิ ปฏิกริ ยิ ำเคมโี ดยใช สรา้ งแบบจาลองอธบิ ายการ
แบบจำลองและ จดั เรียงตวั ใหม่ของอะตอม
สมกำรขอควำม เมือ่ เกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี
ความคดิ หลัก สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด
เลือกใช้วัสดปุ ระเภทพอลิเมอร์ ผลกระทบท่ีเกิดขนึ้ จากการใชผ้ ลติ ภณั ฑท์ ่ีทาจาก
เซรำมิก วสั ดุผสม ไปใช้ประโยชนไ์ ด้ วสั ดปุ ระเภทพอลเิ มอร์ เซรามกิ และวสั ดผุ สม
อยำ่ งเหมำะสม สง่ ผลกระทบตอ่ สงิ่ แวดลอ้ ม เนื่องจากผลติ ภณั ฑ์
เหลา่ นีย้ อ่ ยสลายยาก จงึ เกดิ การสะสมและตกคา้ ง
กำรเกดิ ปฏกิ ิรยิ ำเคมี อย่ใู นสงิ่ แวดลอ้ ม ยากตอ่ การกาจดั หากนาไปเผา
จะก่อใหเ้ กดิ ควนั พษิ เมือ่ สดู ดมจะเป็นอนั ตรายตอ่
รา่ งกาย หากนาไปฝังดนิ ก็จะทาใหด้ นิ เส่อื มสภาพ
สง่ ผลใหส้ ภาพแวดลอ้ มปนเปือ้ นสารเคมี เพื่อลด
ปัญหาจึงควรเลอื กใชว้ สั ดุ
ใหเ้ หมาะสมตอ่ การใชง้ านและงา่ ยตอ่ การกาจดั
หรือนากลบั มาใชใ้ หม่ เพ่อื ลดปรมิ าณขยะซง่ึ เป็น
ปัญหาสง่ิ แวดลอ้ ม
ปฏิกิริยำเคมีหรอื กำรเปล่ยี นแปลงทำง
เคมีของสำร ทำให้เกิดสำรใหม่ โดยสำรที่
เข้ำทำปฏกิ ิรยิ ำเรียกว่ำ สำรตัง้ ตน้ และสำร
ที่เกิดขึ้นใหม่ เรียกว่ำ ผลิตภัณฑ์ที่มีสมบัติ
แตก ต่ำง ไ ปจำก สำร ตั้ง ต้นเน่ือ งจำก
มีกำรจัดเรียงอะตอมใหม่ของสำรต้ังต้น
ขณะเกดิ ปฏกิ ริ ยิ ำ
หนว่ ยที่ ชอ่ื หน่วย มาตรฐาน/ ผู้เรยี นรู้อะไร
การเรียนรู้ ตัวชีว้ ัด ทาอะไรได้
ว 2.1 ม.3/4 ผเู้ รียนรอู้ ะไร
อธิบำยกฎทรงมวล กฎทรงมวล กฎท
โดยใชหลักฐำนเชงิ
ประจกั ษ์ ทาอะไรได้
เขยี นสมกำรขอ้ ควำม
จำกปฏิกิรยิ ำเคมีท่ี
เกิดขึ้นได้
ว 2.1 ม.3/5 ผ้เู รยี นรอู้ ะไร ปฏกิ
วิเครำะหปฏิกริ ิยำ ปฏิกริ ิยำดดู และ
ดดู ควำมรอนและ คำยควำมร้อน
ปฏิกิรยิ ำคำยควำม ทาอะไรได้
รอน จำกกำร
เปลีย่ นแปลง วิเคราะห์ประเภทของ
พลงั งำนควำมรอนข ปฏิกิริยาเคมีจากการ
องปฏิกิรยิ ำ เปล่ียนแปลงพลังงาน
ความร้อนของ
ปฏิกิริยาเคมี
ความคิดหลัก สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด
ทรงมวล
กำรเกิดปฏิกิริยำเคมีสำมำรถ
กริ ิยำดูดและคำยควำมรอ้ น เขียนได้เปน็ สมกำรข้อควำมทีแ่ สดง
ถึงจำนวนอะตอมแต่ละชนิดก่อน
และหลังกำรทำปฏิกิริยำเคมีจะมี
จำนวนเท่ำกันและมวลรวมของ
สำรต้ังต้นจะเท่ำกับมวลรวมของ
ผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นไปตำมกฏทรง
มวล
ในขณะท่ีเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมีจะมีการถา่ ย
โอนความรอ้ นควบคไู่ ปกบั การจดั เรียงตวั
ใหมข่ องอะตอมของสาร จึงทาใหแ้ บง่
ปฏิกิรยิ าเคมีออกไดเ้ ป็น 2 ประเภท ไดแ้ ก่
ปฏิกิรยิ าท่ีมกี ารถา่ ยโอนความรอ้ นจาก
สง่ิ แวดลอ้ มเขา้ ส่รู ะบบ เรียกวา่ ปฏิกิรยิ า
ดดู ความรอ้ น และปฏิกิรยิ าท่ีมกี ารถ่าย
โอนความรอ้ นจากระบบออกสสู่ ง่ิ แวดลอ้ ม
เรยี กวา่ ปฏกิ ิรยิ าคายความรอ้ น
หนว่ ยที่ ชอ่ื หน่วย มาตรฐาน/ ผเู้ รยี นรูอ้ ะไร
การเรียนรู้ ตัวช้ีวัด ทาอะไรได้
ว 2.1 ม.3/6 อธิบำย ผเู้ รียนรู้อะไร
ปฏกิ ริ ิยำกำรเกิดสนมิ อธิบำยปฏิกริ ิยำเคมีท่ี ปฏิก
ของเหล็ก ปฏิกิริยำ เกิดข้ึนใน หลำ
ของกรดกบั โลหะ ชวี ิตประจำวันได้
ปฏิกริ ยิ ำของกรดกบั
เบส และปฏิกริ ิยำของ ทาอะไรได้
เบสกบั โลหะ โดยใช เขยี นสมกำรขอ้ ควำม
หลักฐำนเชิงประจกั ษ แสดงปฏิกิรยิ ำเคมีท่ี
และอธบิ ำยปฏิกริ ยิ ำ เกดิ ขน้ึ ใน
กำรเผำไหม กำรเกิด ชีวติ ประจำวนั
ฝนกรดกำรสงั เครำะห
ดวยแสง โดยใช
สำรสนเทศ รวมท้ัง
เขียนสมกำรขอควำม
แสดงปฏิกิริยำดงั กลำว
ความคดิ หลัก สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
กิรยิ ำเคมที ีพ่ บในชวี ิตประจำวันมี ปฏิกิริยำเคมีที่พบในชวี ิตประจำวันมีหลำยชนิด เช่น
ำย ปฏิกิริยำกำรเผำไหม้เป็นปฏิกิริยำระหว่ำงสำรกับออกซเิ จน
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสำรประกอบท่ีมีคำรบ์ อนและไฮโดรเจนเป็น
องค์ประกอบ (กำรเผำไหม้อยำ่ งสมบูรณจ์ ะได้ผลติ ภณั ฑ์เป็น
คำร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ) กำรเกิดสนิมเหล็กเกิดจำก
ปฏิกิริยำเคมีระหว่ำงเหล็ก น้ำ และออกซิเจน ได้ผลิตภัณฑ์
เป็นสนิมของเหล็ก ปฏิกิริยำของกรดกับโลหะจะได้
ผลิตภัณฑ์เป็นเกลือของโลหะกับแก๊สไฮโดรเจน ปฏิกิริยำ
ของกรดกับสำรประกอบคำร์บอเนตจะไดผ้ ลิตภณั ฑเ์ ปน็ แก๊ส
คำร์บอนไดออกไซด์ เกลือของโลหะ และน้ำ ปฏิกิริยำของ
กรดกับเบสจะได้ผลิตภัณฑ์เป็นเกลือของโลหะ และน้ำ
ปฏกิ ิริยำของเบสกับโลหะบำงชนิดจะได้ผลิตภณั ฑเ์ ป็นเกลือ
ของเบสและแกส๊ ไฮโดรเจน กำรเกิดฝนกรดเกดิ จำกปฏิกิริยำ
ระหว่ำงน้ำฝนกับออกไซด์ของไนโตรเจน หรือออกไซด์ของ
ซัลเฟอร์ ทำให้ได้น้ำฝนท่ีมีสมบัติเป็นกรด กำรสังเครำะห์
ด้วยแสงของพืชเป็นปฏิกิริยำ ท่ีเกิดข้ึนระหว่ำงแก๊ส
คำร์บอนไดออกไซด์กับน้ำ โดยมีแสงเป็นปัจจัยที่ทำให้
เกิดปฏิกิริยำ และได้ผลิตภัณฑ์เป็นน้ำตำลกลูโคส แก๊ส
ออกซิเจน และน้ำ
หนว่ ยที่ ชอ่ื หน่วย มาตรฐาน/ ผู้เรียนรอู้ ะไร
การเรียนรู้ ตวั ชี้วัด ทาอะไรได้
ว 2.1 ม.3/7 ระบปุ ระ ผู้เรียนรอู้ ะไร
โยชนและโทษของ ปฏกิ ิริยำเคมีท่ีพบใน ปฏิก
ปฏิกิรยิ ำเคมที มี่ ีตอส่งิ ชวี ติ ประจำวันมที ้งั ชีวติ
มีชวี ติ และสิ่งแวดลอม ประโยชนแ์ ละโทษตอ่ คณติ
และยกตวั อยำง สงิ่ มชี วี ิตและ
วิธกี ำรปองกันและแก ส่ิงแวดล้อม
ปญหำทเี่ กดิ จำก ทาอะไรได้
ปฏิกริ ิยำเคมที ่ีพบใน
ชวี ิตประจำวัน จำก ผ้เู รยี นรู้อะไร
กำรสืบคนขอมูล ออกแบบวิธแี กปญหำ
ว 2.1 ม.3/8 ออกแบบ ในชวี ิตประจำวนั
วิธีแกปญหำใน ทาอะไรได้
ชีวติ ประจำวนั โดยใช สรา้ งนวตั กรรมเพอ่ื
ควำมรูเกีย่ วกับ ป้องกนั และแกป้ ัญหา
ปฏิกริ ิยำเคมีโดยบรู ณำ ทเ่ี กิดจากปฏิกิริยาเคมี
กำรวทิ ยำศำสตรคณิต
ศำสตร เทคโนโลยี
และวิศวกรรมศำสตร์
ความคดิ หลัก สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด
ปฏิกริ ยิ าเคมีสามารถนาไปประยกุ ตใ์ ช้
ประโยชนใ์ นชีวติ ประจาวนั และสามารถ
บรูณาการกบั คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และ
วศิ วกรรมศาสตร์ เพอื่ ใชป้ รบั ปรุง
ผลติ ภณั ฑใ์ หม้ ีคณุ ภาพตามตอ้ งการ
กิริยำเคมีสำมำรถนำไปใช้ประโยชนใ์ น สรา้ งนวตั กรรมเพ่อื ปอ้ งกนั และแกป้ ัญหาที่
ตประจำวัน และสำมำรถบูรณำกำร กับ เกดิ จากปฏกิ ริ ยิ าเคมี โดยใชค้ วามรู้
ตศำสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศำสตร์ เก่ียวกบั ปฏิกิรยิ าเคมี เชน่ การ
เปล่ยี นแปลงพลงั งานความรอ้ นอนั
เน่ืองมาจากปฏกิ ิรยิ าเคมี การเพมิ่ ปรมิ าณ
ผลผลิต
หนว่ ยท่ี ชอ่ื หนว่ ย มาตรฐาน/ ผ้เู รียนรอู้ ะไร กฎข
6 การเรยี นรู้ ตัวช้วี ัด ทาอะไรได้
ว 2.3 ม.3/1 วิเครำะห ผูเ้ รียนรู้อะไร
ไฟฟำ้ ควำมสัมพันธระหวำง กฎของโอหม์
ควำมตำงศักย กระแส
ไฟฟำ และควำมตำน ทาอะไรได้
ทำน และคำนวณ
ปริมำณทเ่ี กีย่ วของโดย คำนวณปรมิ ำณที่
ใชสมกำร V = IR จำก
หลกั ฐำนเชิงประจักษ เก่ียวของโดยใชสมกำร
ว 2.3 ม.3/2 เขียน V = IR
กรำฟควำมสมั พนั ธ
ระหวำงกระแส ผูเ้ รยี นรอู้ ะไร กรำฟ
ไฟฟำและควำม
ตำงศกั ยไฟฟำ กรำฟควำมสัมพันธ์ ต่ำงศ
ระหว่ำงกระแสไฟฟ้ำ
และควำมต่ำง
ศักย์ไฟฟำ้
ทาอะไรได้
วเิ ครำะหก์ รำฟ
ควำมสมั พันธ์ระหว่ำง
กระแสไฟฟ้ำและควำม
ต่ำงศกั ยไ์ ฟฟำ้
ความคดิ หลัก สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด
ของโอหม์
กฎของโอห์ม มีใจควำม
สำคัญว่ำ สำหรับตัวนำไฟฟ้ำที่
อุณหภูมิคงตัว อัตรำส่วนระหว่ำง
ควำมต่ำงศักย์ไฟฟ้ำระหว่ำงจุด 2
จุ ด กั บ ก ร ะ แ ส ไ ฟ ฟ้ ำ ท่ี ไ ห ล ผ่ ำ น
ร ะ ห ว่ ำ ง จุ ด ท้ั ง ส อ ง จ ะ มี ค่ ำ ค ง ตั ว
เช่นกนั
ฟควำมสัมพนั ธร์ ะหวำ่ งกระแสไฟฟ้ำและควำม
ศักยไ์ ฟฟ้ำ
หนว่ ยท่ี ชอ่ื หน่วย มาตรฐาน/ ผเู้ รียนรอู้ ะไร
การเรยี นรู้ ตัวช้วี ัด ทาอะไรได้
ว 2.3 ม.3/3 ใชโวลตมิ ผเู้ รียนรอู้ ะไร
เตอร แอมมเิ ตอรในกำร คำนยิ ำมของควำมตำ่ ง -ควา
วดั ปริมำณทำงไฟฟำ ศกั ยไ์ ฟฟำ้
กระแสไฟฟ้ำ และ
ควำมตำ้ นทำนไฟฟำ้ มี
นยิ ำม
ทาอะไรได้
นกั เรยี นสำมำรถตอ่
อปุ กรณท์ ีใ่ ช้ในกำรวัด
ควำมตำ่ งศกั ยไ์ ฟฟำ้ ใน
วงจรไฟฟำ้
ความคดิ หลัก สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด
ามต่างศกั ยไ์ ฟฟา้
ควำมต่ำงศกั ย์ไฟฟำ้ คือ ควำมแตกต่ำง
ของพลงั งำนไฟฟ้ำระหวำ่ งจุด 2 จุด
ซงึ่ ทำให้เกิดกระแสไฟฟำ้ ขึน้
กระแสไฟฟ้ำ เกิดข้ึนจำกกำร
เคลือ่ นท่ขี องอิเลก็ ตรอนจำก
บรเิ วณหน่ึงไปอกี บรเิ วณหน่งึ
กระแสไฟฟ้ำจะไหลจำกบรเิ วณ
ศกั ย์ไฟฟ้ำสงู ไปยงั ศักย์ไฟฟ้ำต่ำ
และควำมตำ้ นทำนไฟฟำ้ คอื
สมบตั ขิ องตัวนำไฟฟ้ำทย่ี อมให้
กระแสไฟฟ้ำไหลผำ่ นได้
หนว่ ยที่ ชอ่ื หน่วย มาตรฐาน/ ผู้เรยี นรู้อะไร
การเรียนรู้ ตวั ชีว้ ัด ทาอะไรได้
ว 2.3 ม.3/4 วิเครำะห ผู้เรียนรู้อะไร
ควำมตำงศกั ยไฟฟำ แ
และกระแสไฟฟำใน วเิ คราะหค์ วามต่าง ส
วงจรไฟฟำเม่ือตอตวั ศกั ยไ์ ฟฟา้ และกระแสไฟฟา้ เ
ตำนทำนหลำยตัวแบบ ในวงจรไฟฟา้ เมือ่ ตอ่ ตวั
อนุกรมและแบบขนำน ตา้ นทานหลายตวั แบบ ว
จำกหลกั ฐำนเชิง อนกุ รมและแบบขนาน ว
ประจกั ษ ว
ทาอะไรได้
ว 2.3 ม.3/5 เขยี น อธิบำยกำรตอ่ วงจรไฟฟำ้
แผนภำพวงจรไฟฟำ ในบ้ำนและอุปกรณไ์ ฟฟ้ำ
แสดงกำรตอตวั ตำน ต่ำง ๆ ในบำ้ น
ทำนแบบอนกุ รมและ ผ้เู รียนรู้อะไร
แบบขนำน วงจรไฟฟำ้ เมื่อต่อตัว
ตำ้ นทำนแบบอนุกรมและ
แบบขนำน
ทาอะไรได้
เขียนแผนภำพวงจรไฟฟ้ำ
เม่อื ต่อตวั ต้ำนทำนแบบ
อนุกรมและแบบขนำนได้
ความคดิ หลัก สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด
แหล่งจ่ำยพลงั งำนไฟฟ้ำ
สำยไฟฟำ้ วงจรไฟฟ้ำเป็นทำงเดินของ
เครื่องใช้ไฟฟ้ำ กระแสไฟฟ้ำท่ีจะนำไปใช้งำนใน
ลักษณะต่ำง ๆ กัน ซึ่งวงจรไฟฟ้ำ
วงจรไฟฟำ้ แบบอนุกรม โดยท่ัวไปประกอบด้วยส่วนต่ำง ๆ
วงจรไฟฟ้ำแบบขนำน เช่น แหล่งจ่ำยพลังงำนไฟฟ้ำ
วงจรไฟฟำ้ แบบผสม สำยไฟฟ้ำ และเครื่องใช้ไฟฟ้ำ ซ่ึง
ส่วนสำคัญของวงจรไฟฟ้ำคือ กำร
ต่อโหลดใช้งำน โหลดท่ีนำมำต่อใช้
งำนในวงจรไฟฟ้ำสำมำรถต่อได้ 3
แบบ ไดแ้ ก่ วงจรไฟฟ้ำแบบอนกุ รม
ว ง จ ร ไ ฟ ฟ้ ำ แ บ บ ข น ำ น แ ล ะ
วงจรไฟฟ้ำแบบผสม
หนว่ ยที่ ชอ่ื หน่วย มาตรฐาน/ ผเู้ รียนร้อู ะไร
การเรียนรู้
ตัวชวี้ ัด ทาอะไรได้
ว 2.3 ม.3/6 บรรยำย ผเู้ รียนรู้อะไร ตวั ต
ตวั เก
กำรทำงำนของช้นิ สวน -ค่ำตวั ต้ำนทำน ควำม
อเิ ล็กทรอนิกสอยำง -ตัวเก็บประจุ
งำยในวงจรจำกขอมูล
ทรี่ วบรวมได
ว 2.3 ม.3/7 เขียน ทาอะไรได้
แผนภำพและตอชน้ิ -กำรอำ่ นคำ่ ตวั
สวนอเิ ลก็ ทรอนิกส ต้ำนทำน
อยำงงำยในวงจรไฟฟำ -ตอ่ วงจร
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
ความคิดหลัก สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด
ต้ำนทำนคำ่ คงทสี่ ำมำรถอ่ำนค่ำได้ ชิ้นสว่ นอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์เป็นอุปกรณท์ ี่
กบ็ ประจุมนี ิยำม สำคญั อยำ่ งหน่งึ ในวงจรไฟฟำ้ โดย
มสำคญั กำรตอ่ วงจรอเิ ลก็ ทรอนิกส์ ชิ้นส่วนอิเลก็ ทรอนิกสแ์ ตล่ ะชนดิ จะมี
หนำ้ ทีแ่ ตกตำ่ งกนั ไป เช่น ตัวต้ำนทำน
ทำหนำ้ ท่ีควบคมุ ปรมิ ำณกระแสไฟฟ้ำ
ในวงจรไฟฟำ้ ไดโอด ทำหนำ้ ท่ีให้
กระแสไฟฟ้ำผำ่ นทำงเดยี ว
ทรำนซสิ เตอร์ ทำหน้ำท่ีเป็นสวิตชป์ ดิ
หรือเปดิ วงจรไฟฟำ้ และควบคุม
ปรมิ ำณกระแสไฟฟ้ำ ตวั เกบ็ ประจุ ทำ
หนำ้ ทีเ่ กบ็ และคำยประจุไฟฟำ้ กำรตอ่
ชิน้ สว่ นอิเล็กทรอนิกสเ์ ขำ้ ใน
วงจรไฟฟ้ำจะต้องทำกำรตอ่ ให้ถกู ตอ้ ง
และถกู หลักกำรทำงไฟฟำ้ จงึ จะทำให้
วงจรไฟฟำ้ น้นั สำมำรถทำงำนได้ตำมที่
ต้องกำรและมีประสิทธภิ ำพ
หนว่ ยที่ ชอ่ื หน่วย มาตรฐาน/ ผเู้ รยี นร้อู ะไร
การเรียนรู้ ตัวช้ีวัด ทาอะไรได้
ว 2.3 ม.3/8 อธบิ ำย ผ้เู รยี นรู้อะไร
และคำนวณพลงั งำน คำนวณพลังงำนไฟฟำ้ -คำน
ไฟฟำโดยใชสมกำร W โดยใช้สมกำร W = Pt -กำร
= Pt รวมท้งั คำนวณค รวมท้งั คำนวณค่ำ ปลอ
ำไฟฟำของเครือ่ งใช ไฟฟ้ำของ
ไฟฟำในบำน เคร่ืองใชไ้ ฟฟ้ำในบำ้ น
ว 2.3 ม.3/9 ตระหนัก
ในคุณคำของกำรเลอื ก ทาอะไรได้
ใชเครอื่ งใชไฟฟำโดย
นำเสนอวิธีกำรใช นาความรูเ้ กี่ยวกบั
เคร่ืองใชไฟฟำ พลงั งานไฟฟา้
อยำงประหยดั และ กาลงั ไฟฟา้ และการ
ปลอดภยั คานวณคา่ ไฟฟา้ ไป
ประยกุ ตใ์ ชใ้ น
ชีวติ ประจาวนั
ความคดิ หลัก สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
นวณพลงั งำนไฟฟำ้ เครอ่ื งใชไ้ ฟฟำ้ แตล่ ะชนิดจะใช้พลงั งำน
รเลือกใชเ้ ครอื่ งใชไ้ ฟฟำ้ อย่ำงประหยัดและ ไฟฟ้ำต่ำงกัน ท้งั น้ีขึน้ อยู่กับชนดิ และขนำด
อดภยั ของเคร่ืองใชไ้ ฟฟ้ำ ซึง่ ทรำบได้จำกตัวเลขท่ี
กำกบั ไวบ้ นเครื่องใช้ไฟฟ้ำทีร่ ะบุไวท้ ั้งควำม
ตำ่ งศักย์ไฟฟ้ำและกำลังไฟฟ้ำ กำรใช้
เครอ่ื งใช้ไฟฟ้ำในชีวิตประจำวนั ตอ้ งเลือกใช้
เคร่อื งใช้ไฟฟำ้ ท่มี ีควำมต่ำงศักยแ์ ละ
กำลังไฟฟ้ำใหเ้ หมำะกบั
กำรใช้งำน และกำรใช้เครือ่ งใชไ้ ฟฟ้ำและ
อปุ กรณ์ไฟฟำ้ ต้องใชอ้ ย่ำงถูกต้อง ปลอดภัย
และประหยดั
หนว่ ยท่ี ชือ่ หนว่ ย มาตรฐาน/ ผเู้ รยี นรอู้ ะไร ระบบ
7 การเรยี นรู้ ตัวชวี้ ัด ทาอะไรได้ จลุ ินท
ระบบนเิ วศ ว 1.1 ม.3/1 อธบิ ำย ผู้เรียนร้อู ะไร
ควำม ปฏิสมั พันธขององค ปฏิสมั พนั ธข์ อง
หลำกหลำย ประกอบของระบบ องค์ประกอบของ
ทำงชีวภำพ นเิ วศท่ไี ดจำกกำร ระบบนเิ วศที่ไดจ้ ำก
สำรวจ กำรสำรวจ
ทาอะไรได้
จำแนกองค์ประกอบ
ของระบบนิเวศ
ว 1.1 ม.3/2 อธิบำย ผเู้ รยี นรอู้ ะไร •ส
รูปแบบควำมสัมพันธ นิยำมของกลุ่ม เช
ระหวำงสง่ิ มีชวี ิตกบั สิ่งมีชีวิตและประชำกร ภ
•ส
สง่ิ มีชีวติ รปู แบบตำง ๆ ทาอะไรได้ เด
ในแหลงท่ีอยูเดยี วกนั ท่ี จำแนกรปู แบบ
ไดจำกกำรสำรวจ ควำมสัมพนั ธ์ระหว่ำง
สงิ่ มชี ีวติ กบั สงิ่ มีชีวติ
ความคิดหลัก สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด
บนเิ วศประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบทม่ี ีชีวิต เช่น พชื สตั ว์ ระบบนิเวศประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบทีไ่ ม่มี
ทรยี ์ และองค์ประกอบที่ไมม่ ี ชีวิต (abiotic component) และ
องคป์ ระกอบที่มชี ีวติ (biotic
component) ซงึ่ มปี ฏสิ ัมพันธก์ ันอย่ำงเป็น
ระบบ ตัวอยำ่ งปฏสิ ัมพนั ธร์ ะหว่ำง
องคป์ ระกอบท่มี ชี วี ติ กับองค์ประกอบทไี่ มม่ ี
ชีวิต เชน่ ต้นไม้ต้องกำรน้ำ แสง แรธ่ ำตุ
และแกส๊ คำร์บอนไดออกไซด์ ตัวอยำ่ ง
ปฏสิ ัมพนั ธ์ระหว่ำงองค์ประกอบทมี่ ีชวี ติ กับ
องคป์ ระกอบที่มชี ีวิต เช่น กวำงกินหญ้ำ
เสอื กินกวำง แร้งกนิ ซำกเสือท่ีตำยแลว้ และ
จลุ ินทรีย์จะย่อยสลำยซำกเสอื ให้กลำยเป็น
สำรอนิ ทรียก์ ลับคืนสูธ่ รรมชำติ
สิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตมีควำมสัมพันธ์กันในรูปแบบต่ำง ๆ สงิ่ มีชีวติ ในระบบนิเวศมีอย่หู ลายชนดิ ซง่ึ
ช่น ภำวะพ่ึงพำกัน ภำวะอิงอำศัย ภำวะเหยื่อกับผู้ล่ำ แตล่ ะชนิดตา่ งก็มีรูปแบบความสมั พนั ธท์ ่ี
ภำวะปรสติ แตกตา่ งกนั ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง
สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันที่อำศัยอยู่ร่วมกันในแหล่งท่ีอยู่ สงิ่ มีชีวติ ในระบบนิเวศอาจทาใหส้ งิ่ มีชีวติ
ดยี วกัน ในชว่ งเวลำเดียวกนั เรียกวำ่ ประชำกร
บางชนดิ ไดร้ บั ประโยชนห์ รอื เสยี ประโยชน์
- กลุม่ สิง่ มชี วี ิตประกอบดว้ ยประชำกรของส่ิงมชี ีวติ
หลำย ๆ ชนิด อำศยั อยู่รว่ มกนั ในแหล่งท่อี ยู่ หรือไมม่ ีผลตอ่ การดารงชีวติ ของสงิ่ มีชีวติ
เดยี วกนั นนั้ เลย
หนว่ ยที่ ชอ่ื หนว่ ย มาตรฐาน/ ผู้เรยี นรู้อะไร
การเรียนรู้ ตัวชว้ี ัด ทาอะไรได้
ว 1.1 ม.3/3 ผ้เู รียนรูอ้ ะไร
สรำงแบบจำลองใน กำรถ่ำยทอดพลงั งำน กำรถ
กำรอธิบำยกำรถำ จำกผู้ผลติ ไปยัง
ยทอดพลังงำนใน ผูบ้ ริโภคลำดับต่ำง ๆ ควำม
สำยใยอำหำร ทาอะไรได้ ยอย
สรำ้ งแบบจำลองกำร
ว 1.1 ม.3/4 อธบิ ำย ถำ่ ยทอดพลังงำนใน
ควำมสมั พันธของผู สำยใยอำหำร
ผลิตผูบรโิ ภค และ เรียนรู้อะไร
ผูยอยสลำยสำร ควำมสัมพันธของผู
อนิ ทรียในระบบนเิ วศ ผลติ ผูบรโิ ภค และผู
ยอยสลำยสำรอินทรีย
ในระบบนเิ วศ
ทาอะไรได้
อธิบำยควำมสมั พนั ธ์
ของผูผลติ ผูบริโภค
และผู
ยอยสลำยสำรอนิ ทรีย
ในระบบนิเวศ
ความคดิ หลัก สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด
ถ่ำยทอดพลงั งำน
สงิ่ มีชีวติ ในระบบนิเวศ มีความเก่ียวขอ้ ง
มสัมพนั ธของผูผลิตผบู รโิ ภค และผู สมั พนั ธก์ นั โดยสงิ่ มีชีวติ ในบรเิ วณเดียวกนั
ยสลำยสำรอนิ ทรียในระบบนเิ วศ จะมีการถ่ายทอดพลงั งานผา่ นการกนิ ตอ่
กนั เป็นทอด ๆ โดยเรม่ิ จากสง่ิ มีชีวติ ท่ีเป็น
ผผู้ ลติ ถ่ายพลงั งานไปยงั ผบู้ รโิ ภคลาดบั
ตอ่ ไปเรื่อย ๆ เรยี กวา่ โซ่อาหาร ใน
ธรรมชาตสิ งิ่ มชี ีวติ ไม่ไดก้ ินสงิ่ มีชีวติ อื่น
เพียงชนิดเดยี ว แตม่ กี ารกินมากกวา่ 1
ชนิด จงึ ทาใหม้ กี ารถ่ายทอดพลงั งานที่
ซบั ซอ้ นมากกวา่ เรียกวา่ สายใยอาหาร
หนว่ ยท่ี ชอื่ หนว่ ย มาตรฐาน/ ผู้เรียนร้อู ะไร
การเรยี นรู้ ตวั ช้ีวัด
ว 1.1 ม.3/5 อธบิ ำย ทาอะไรได้
กำรสะสมสำรพิษใน
สิ่งมีชวี ิตในโซอำหำร เรยี นรูอ้ ะไร สำรพ
กำรสะสมสำรพษิ ในโซ่
อำหำร
ทาอะไรได้
อันตรำยจำกปรมิ ำณ
สำรพษิ ทีส่ ะสมในโซ่
อำหำร
ความคิดหลัก สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด
พษิ ในโซอ่ ำหำร
หนว่ ยที่ ชอ่ื หน่วย มาตรฐาน/ ผูเ้ รยี นร้อู ะไร
การเรียนรู้ ตัวชวี้ ัด ทาอะไรได้
ว 1.1 ม.3/6 ตระหนกั ผเู้ รียนรู้อะไร
ถงึ ควำมสัมพนั ธของ แนวทำงกำรรกั ษำสมดลุ ของ
สิ่งมีชวี ิตและ ระบบนิเวศ
สิ่งแวดลอมในระบบ ทาอะไรได้
นิเวศ โดยไมทำลำย ออกแบบและเสนอวิธกี ำร
สมดลุ ของระบบนเิ วศ รักษำสมดลุ ของระบบนิเวศ
ว 1.3 ม. ผูเ้ รียนรู้อะไรความ
3/9 เปรียบเทยี บ หลากหลายทางชีวภาพแบ่ง
ควำมหลำกหลำยทำง ออกเป็น 3 ระดบั ไดแ้ ก่
ชวี ภำพในระดบั ชนิด ความหลากหลายทางระบบ
สิ่งมีชวี ติ ในระบบ นิเวศ ความหลากหลาย
นิเวศตำง ๆ ของชนิดส่ิงมีชีวติ และความ
หลากหลายทางพนั ธุกรรม
ทาอะไรได้
เปรยี บเทยี บควำม
หลำกหลำยทำงชีวภำพ
ความคิดหลัก สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด
สมดลุ ของระบบนเิ วศ
ในระบบนิเวศตอ้ งมีกระบวนการถา่ ยทอด
ความหลากหลายทางชีวภาพ พลงั งานที่เกดิ ขนึ้ พรอ้ มกบั การหมนุ เวียน
สาร และในระบบนิเวศหน่งึ ประกอบดว้ ย
องคป์ ระกอบท่ีไมม่ ชี ีวติ และองคป์ ระกอบท่ี
มีชีวติ ซึง่ มคี วามสมั พนั ธก์ นั อย่าง
เหมาะสมระบบนเิ วศจงึ จะอยใู่ นสภาวะ
สมดลุ
ความหลากหลายทางชีวภาพแบง่ ออกเป็น
3 ระดบั ไดแ้ ก่ ความหลากหลายทางระบบ
นเิ วศ ความหลากหลายของชนิด
สง่ิ มีชีวติ และความหลากหลายทาง
พนั ธกุ รรม ซึง่ ความหลากหลายทาง
ชีวภาพในระบบนิเวศในแต่ละพนื้ ท่ีจะ
แตกตา่ งกนั บางระบบนิเวศมีความ
หลากหลายทางชวี ภาพสงู บางระบบนิเวศมี
ความหลากหลายทางชวี ภาพต่า ซง่ึ ความ
หลากหลายทางชวี ภาพ
หนว่ ยที่ ชอ่ื หน่วย มาตรฐาน/ ผเู้ รียนรูอ้ ะไร
การเรียนรู้ ตัวชว้ี ัด ทาอะไรได้
ว 1.3 ม.3/10 อธบิ ำย ผเู้ รียนรอู้ ะไร
ควำมสำคัญของควำม ควำมสำคญั ของควำม
หลำกหลำยทำงชีวภำพที่ หลำกหลำยทำงชวี ภำพทม่ี
มีตอกำรรกั ษำสมดลุ ของ กำรรกั ษำสมดุลของระบบ
ระบบนิเวศและตอมนษุ ย และต่อมนษุ ย์
ทาอะไรได้
ว 1.3 ม.3/11 แสดงควำม อธิบำยควำมสำคัญของคว
ตระหนกั ใน หลำกหลำยทำงชีวภำพที่ม
คุณคำและควำมสำคญั ของ อกำรรกั ษำสมดุลของระบ
ควำมหลำกหลำยทำง นเิ วศและตอมนษุ ย์
ชวี ภำพ โดยมีสวนรวมใน ผูเ้ รียนรู้อะไร
กำรดูแลรกั ษำควำม คณุ คำและควำมสำคัญขอ
หลำกหลำยทำงชีวภำพ ควำมหลำกหลำยทำงชีวภ
ทาอะไรได้
ควำมตระหนกั ใน
คณุ คำและควำมสำคัญขอ
ควำมหลำกหลำยทำงชวี ภ
ความคดิ หลัก สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด
สมดุลของระบบนิเวศ และมคี วามสาคญั ต่อ ความสาคญั ต่อการรักษาสมดลุ ของระบบนิเวศ
มนุษย์ และมีความสาคญั ต่อมนุษย์
มตี อ่
บนเิ วศ
วำม
มีต
บบ
การดูแลรักษาความหลากหลาย การดูแลรักษาความหลากหลาย
อง ทางชีวภาพ ทางชีวภาพโดยการร่วมกนั อนุรกั ษ์
ภำพ พนั ธุส์ ตั ว์ ใชท้ รพั ยากรอยา่ งประหยดั
และรู้คุณคา่
อง
ภำพ
รายวิชา วิทยาศาสตร์ 4 (ว23102) โครงสร
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3
จานวน 1.5 หน่วยกติ สาระการเรยี นรูแ้ กนกล
หน่วยท่ี ชื่อหนว่ ย มาตรฐาน/
พอลิเมอร์เซรามิก และวสั ดุผสม เป
การเรยี นรู้ ตัวชว้ี ัด ในชีวติ ประจาวนั
5 ปฏกิ ริ ิยำเคมี ว 2.1 ม. • พอลิเมอร์เป็นสารประกอบโมเลก
โมเลกุลจานวนมากรวมตวั กนั ทางเค
และวสั ดใุ น 3/1 ระบุสมบตั ิ ยาง เสน้ ใยซ่ึงเป็ นพอลิเมอร์ที่มี สม
ชีวติ ประจำวนั ทำงกำยภำพ โดยพลาสติกเป็นพอลิเมอร์ท่ี ข้ึนรูป
ๆ ได้ยางยืดหยุ่นได้ ส่วนเส้นใยเ
และกำรใชประ สามารถดึงเป็นเสน้ ยาวได้ พอลิเมอ
โยชนวัสดุ ไดแ้ ตกต่างกนั
ประเภทพอลเิ ม
อรเซรำมกิ และ • เซรามิกเป็นวสั ดุที่ผลิตจาก ดิน หิน ทร
วสั ดุผสมโดยใช ๆ จากธรรมชาติและส่วนมากจะผ่าน กา
หลกั ฐำนเชิง เพื่อให้ไดเ้ น้ือสารท่ีแข็งแรง เซรามกิ สาม
ประจกั ษและ ต่าง ๆ ได้สมบตั ิ ทว่ั ไปของเซรามิกจะ
สำรสนเทศ กร่อน และเปราะ สามารถนาไปใชป้ ระโย
ท่ีเป็นเครื่องป้ันดินเผาชิ้นส่วนอิเลก็ ทรอน
ร้างรายวิชา
กลุม่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ภาคเรยี นที่ 2 เวลา 60 ชว่ั โมง
อัตราสว่ นคะแนน 80 : 20
ลาง สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด เวลา น้าหนกั
(ชั่วโมง) คะแนน
ป็ นวสั ดุที่ใช้ มาก พอลิเมอร์เป็นสำรประกอบ 8 2
โมเลกุลใหญ่ท่ีเกิดจำกโมเลกุลจำนวน
กุลใหญ่ ท่ีเกิดจาก มำกรวมตัวกันทำงเคมี เช่น พลำสติก
คมี เช่น พลาสติก เป็นพอลิเมอร์ท่ีสำมำรถข้ึนรูปเป็น
มบตั ิแตกต่างกัน รูปทรงต่ำง ๆ ได้ ยำงเป็นพอลิเมอร์ท่ี
ปเป็ นรูปทรงต่าง ส ำ ม ำ ร ถ ยื ด ห ยุ่ น ไ ด้ แ ล ะ เ ส้ น ใ ย
เป็ นพอลิเมอร์ท่ี เป็นพอลิเมอร์ท่ีสำมำรถดึงเป็นเส้นยำว
อร์จึงใชป้ ระโยชน์ ได้ จึงถูกนำมำใช้ประโยชน์ได้แตกต่ำง
กนั
ราย และ แร่ธาตุต่าง เซรำมิกเปน็ เปน็ วสั ดุท่ผี ลิตจำกดนิ หิน ทรำย และแร่
ารเผาท่ีอุณหภูมิสูง ธำตตุ ่ำง ๆ จำกธรรมชำติ และส่วนมำกจะ
มารถทาเป็ นรู ปทรง ผำ่ นกำรเผำท่ีอณุ หภมู ิสงู เพื่อให้ได้เน้อื สำรท่ีแขง็ แรง
แข็ง ทนต่อการสึก เซรำมิกสำมำรถทำเป็นรูปทรงต่ำง ๆ ได้
ยชนไ์ ดเ้ ช่น ภาชนะ
นิกส์
หนว่ ยท่ี ชือ่ หน่วย มาตรฐาน/ สาระการเรียนรู้แกนกลาง
การ ตัวช้วี ัด
เรยี นรู้
ว 2.1 ม. • วสั ดุผสมเป็นวสั ดุท่เี กิดจากวสั ดุต้งั แต่ ๒ ป
3/2 ตระหนกั ถงึ สมบตั ิแตกต่างกนั มารวมตวั กนั เพือ่ นาไปใช
คุณคำของกำรใช ไดม้ ากข้ึน เช่น เส้ือกนั ฝนบางชนิด เป็นวสั ด
วสั ดปุ ระเภทพอลิ ระหว่างผา้ กบั ยางคอนกรีตเสริมเหลก็ เป็นวสั
เมอร เซรำมกิ ระหวา่ งคอนกรีตกบั เหลก็
และวัสดผุ สม โดย • วสั ดุบางชนิดสลายตวั ยาก เช่น พลาสติก ก
เสนอแนะแนว อยา่ งฟ่มุ เฟือยและไม่ระมดั ระวงั อาจก่อ ปัญห
ทำงกำรใชวสั ดุ ส่ิงแวดลอ้ ม
อยำงประหยดั และ
คมุ คำ
ว 2.1 ม. กำรเกดิ ปฏกิ ิรยิ ำเคมีหรือกำรเปล่ยี นแปลง
3/3 อธบิ ำยกำร ของสำร เป็นกำรเปลีย่ นแปลงท่ีทำให้เกิด
เกิดปฏิกริ ิยำเคมี โดยสำรท่เี ขำ้ ทำปฏิกิริยำเรยี กว่ำสำรตง้ั ตน้
รวมถึงกำรจัดเรยี ง เกดิ ขึ้นจำกปฏิกริ ิยำ เรยี กว่ำ ผลติ ภณั ฑ์ ก
ตวั ใหมของอะตอม เกดิ ปฏิกริ ยิ ำเคมีสำมำรถเขยี นแทนได้ดว้ ย
เมอื่ เกิดปฏกิ ริ ยิ ำเคมี ขอ้ ควำม
โดยใชแบบจำลอง • กำรเกิดปฏกิ ริ ยิ ำเคมีอะตอมของสำรตัง้
และสมกำร กำรจดั เรียงตวั ใหม่ ได้เปน็ ผลิตภณั ฑซ์ ง่ึ มีส
ขอควำม แตกตำ่ งจำกสำรตงั้ ตน้ โดยอะตอมแตล่ ะช
และหลงั เกิดปฏิกริ ิยำเคมีมีจำนวนเท่ำกนั
สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด เวลา นา้ หนกั
(ชวั่ โมง) คะแนน
ประเภท ท่ีมี ผลกระทบท่เี กิดข้ึนจากการใชผ้ ลิตภณั ฑท์ ่ีทาจากวสั ดุประเภทพอ 2 3
ช้ ประโยชน์ ลิเมอร์ เซรามกิ และวสั ดผุ สม
ดุผสม ส่งผลกระทบตอ่ สิ่งแวดลอ้ ม เนื่องจากผลิตภณั ฑเ์ หลา่ น้ีย่อยสลาย
สดุผสม ยาก จึงเกิดการสะสมและตกคา้ งอยใู่ นส่ิงแวดลอ้ ม ยากต่อการ
กาจดั หากนาไปเผาจะก่อให้เกิดควนั พษิ เม่อื สูดดมจะเป็น
การใช้ วสั ดุ อนั ตรายตอ่ ร่างกาย หากนาไปฝงั ดินกจ็ ะทาใหด้ นิ เส่ือมสภาพ
หาต่อ ส่งผลให้สภาพแวดลอ้ มปนเป้ือนสารเคมี เพ่ือลดปัญหาจึงควร
เลือกใชว้ สั ดุ
ใหเ้ หมาะสมต่อการใชง้ านและงา่ ยตอ่ การกาจดั หรือนากลบั มาใช้
ใหม่ เพ่อื ลดปริมาณขยะซ่ึงเป็นปัญหาสิ่งแวดลอ้ ม
งทำง เคมี ปฏิกิริยาเคมีหรือการเปลี่ยนแปลงทางเคมขี องสาร ทา 3 4
สำรใหม่ ให้เกิดสารใหม่ โดยสารท่ีเขา้ ทาปฏิกิริยาเรียกวา่ สารต้งั ตน้
น สำรใหมท่ ี่ และสารท่ีเกิดข้ึนใหม่ เรียกวา่ ผลติ ภณั ฑท์ ่มี สี มบตั แิ ตกต่าง
กำร ไปจากสารต้งั ตน้ เน่ืองจาก
ย สมกำร มกี ารจดั เรียงอะตอมใหมข่ องสารต้งั ตน้ ขณะเกิดปฏิกิริยา
งตน้ จะมี
สมบตั ิ
ชนดิ ก่อน
หนว่ ยที่ ชอ่ื หน่วย มาตรฐาน/ สาระการเรียนรู้แกนกลาง
การเรียนรู้ ตวั ช้วี ัด
ว 2.1 ม.3/4 เมื่อเกิดปฏกิ ิริยาเคมีมวลรวมของสาร
อธบิ ำยกฎทรง เทา่ กบั มวลรวมของผลิตภณั ฑซ์ ่ึงเป็ น
มวล โดยใช กฎทรงมวล
หลกั ฐำนเชงิ
ประจกั ษ์
ว 2.1 ม.3/5 • เมื่อเกิดปฏกิ ิริยาเคมีมีการถ่ายโอนค
วเิ ครำะห ร้อน ควบคูไ่ ปกบั การจดั เรียงตวั ใหม
ปฏิกิริยำดดู อะตอมของสาร ปฏิกิริยาที่มีการถ่าย
ควำมรอนและ ความร้อนจากสิ่งแวดลอ้ ม เขา้ สู่ระบบ
ปฏิกริ ิยำคำย ปฏิกิริยาดูดความรอ้ น ปฏิกิริยา ท่มี ีก
ควำม โอนความร้อนจากระบบออกสู่ ส่ิงแว
รอน จำกกำร เป็ นปฏิกิริยาคายความร้อน โดยใช้ เค
เปลี่ยนแปลง ท่ีเหมาะสมในการวดั อุณหภูมิเช่น เท
พลงั งำนควำมร มิเตอร์หวั วดั ที่สามารถตรวจสอบ กา
อนของปฏิกิรยิ ำ เปล่ียนแปลงของอุณหภูมิไดอ้ ยา่ งต่อ