The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิเคราะห์หลักสูตรรายวิชาวิทยาศาสตร์ ว23102 ม.3

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by rattiya2252, 2022-10-12 11:38:19

วิเคราะห์หลักสูตรรายวิชาวิทยาศาสตร์ ว23102 ม.3

วิเคราะห์หลักสูตรรายวิชาวิทยาศาสตร์ ว23102 ม.3

นาไปสู่ คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1.มีวนิ ยั
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 2.ใฝ่ เรียนรู้
3. มุ่งมนั่ ในการทางาน
ำมสำมำรถในกำร
สำร 1.มีวนิ ยั
ำมสำมำรถในกำรคดิ 2.ใฝ่ เรียนรู้
ทักษะกำรสำรวจค้นหำ 3. มุ่งมนั่ ในการทางาน
ทักษะกำรจำแนก
ประเภท
ทักษะกำรเปรยี บเทียบ
ทักษะกำรตคี วำม
มูลและกำรลงขอ้ สรุป
ำมสำมำรถในกำรใช้
คโนโลยี
ำมสำมำรถในกำร
สำร
ำมสำมำรถในกำรคดิ
ทักษะกำรสำรวจค้นหำ
ทกั ษะกำรจำแนก
ประเภท
ทกั ษะกำรเปรยี บเทยี บ
ทกั ษะกำรตคี วำม
มูลและกำรลงข้อสรปุ
ำมสำมำรถในกำรใช้
คโนโลยี

มาตรฐาน/ ผ้เู รียนร้อู ะไร 1. ควำ
ตัวชว้ี ัด ทาอะไรได้ สือ่ ส

ว 1.3 ม.3/10 อธบิ ำย ผ้เู รยี นร้อู ะไร 2. ควำ
ควำมสำคัญของควำม ควำมสำคญั ของควำมหลำกหลำยทำงชวี ภำพทีม่ ี 1) ท
หลำกหลำยทำง ตอ่ กำรรกั ษำสมดุลของระบบนิเวศและ 2) ท
ชีวภำพทีม่ ีตอกำร ต่อมนษุ ย์ ป
รกั ษำสมดุลของระบบ ทาอะไรได้ 3) ท
นเิ วศและตอมนุษย 4) ท
อธบิ ำยควำมสำคัญของควำมหลำกหลำยทำง ขอ้
ชีวภำพทีม่ ตี อกำรรกั ษำสมดลุ ของระบบนเิ วศ
และตอมนษุ ย์ 3. ควำ

ว 1.3 ม.3/11 แสดง ผ้เู รียนรู้อะไร 1. ควำ
สือ่ ส
ควำมตระหนกั ใน คุณคำและควำมสำคญั ของควำมหลำกหลำยทำง
2. ควำ
คุณคำและควำมสำคญั ชีวภำพ 1) ท
2) ท
ของควำมหลำกหลำย ทาอะไรได้ ป
3) ท
ทำงชีวภำพ โดยมีส ควำมตระหนกั ใน 4) ท
ข้อม
วนรวมในกำรดูแล คณุ คำและควำมสำคัญของควำมหลำกหลำยทำง
3. ควำ
รกั ษำควำม ชีวภำพ เทค

หลำกหลำยทำง

ชีวภำพ

นาไปสู่ คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ 1.มีวนิ ยั
ำมสำมำรถในกำร 2.ใฝ่ เรียนรู้
สำร 3. มุ่งมน่ั ในการทางาน
ำมสำมำรถในกำรคดิ
ทกั ษะกำรสำรวจค้นหำ 1.มีวนิ ยั
ทักษะกำรจำแนก 2.ใฝ่ เรียนรู้
ประเภท 3. มุ่งมนั่ ในการทางาน
ทกั ษะกำรเปรียบเทยี บ
ทกั ษะกำรตีควำม
อมูลและกำรลงขอ้ สรุป
ำมสำมำรถในกำรใชเ้ ทคโนโลยี

ำมสำมำรถในกำร
สำร
ำมสำมำรถในกำรคดิ
ทักษะกำรสำรวจค้นหำ
ทักษะกำรจำแนก
ประเภท
ทกั ษะกำรเปรยี บเทยี บ
ทกั ษะกำรตคี วำม
มูลและกำรลงข้อสรปุ

ำมสำมำรถในกำรใช้
คโนโลยี

1. วางแผนการจัดทาหน่วยการเรียนรู้ ออกแบบการเรยี นรู้

รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ 4 (ว23102) สาระสาคญั /ความคดิ
รวบยอด
ช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 3

จานวน 1.5 หนว่ ยกติ

มาตรฐาน/ สาระการเรียนรู้แกนกลาง ส

ตวั ช้ีวดั

ว 2.1 ม.3/1 ระบุ พอลิเมอร์เซรามิก และวสั ดุผสม เป็ นวสั ดุท่ี พ อลิ เ ม อร์ เ ป็ น ส ำร ป ร ะ ก อ บ พอลเิ ม
สมบตั ทิ ำงกำยภำพ ใช้ มากในชีวติ ประจาวนั โมเลกุลใหญ่ท่ีเกิดจำกโมเลกุล เซรำมิก
และกำรใชประโยชน จำนวนมำกรวมตัวกันทำงเคมี วสั ดุผส
วสั ดุประเภท • พอลิเมอร์เป็ นสารประกอบโมเลกลุ ใหญ่ ท่ี เช่น พลำสติกเป็นพอลิเมอร์ท่ี
พอลิเมอรเซรำมกิ สำมำรถขึ้นรูปเป็นรูปทรงต่ำง
และวัสดผุ สมโดย เกิดจากโมเลกุลจานวนมากรวมตวั กนั ทาง ๆ ได้ ยำงเป็นพอลิเมอร์ท่ี
ใช หลกั ฐำนเชงิ ประ เคมี เช่น พลาสติกยาง เส้นใยซ่ึงเป็ นพอลิ สำมำรถยืดหยุ่นได้ และเส้นใย
จกั ษและสำรสนเทศ เมอร์ที่มี สมบตั ิแตกตา่ งกนั โดยพลาสติกเป็ น เป็นพอลเิ มอรท์ ี่สำมำรถดึงเป็น
พอลิเมอร์ที่ ข้ึนรูปเป็ นรูปทรงต่าง ๆ ไดย้ าง เส้นยำวได้ จึงถูกนำมำใ ช้
ยืดหยุ่นได้ ส่วนเส้นใยเป็ นพอลิเมอร์ ที่ ประโยชน์ไดแ้ ตกตำ่ งกัน
สามารถดึงเป็ นเส้นยาวได้ พอลิเมอร์จึงใช้ เซรำมกิ เปน็ เป็นวสั ดุท่ผี ลิตจำก
ประโยชนไ์ ดแ้ ตกต่างกนั ดนิ หิน ทรำย และแร่ธำตุตำ่ ง
ๆ จำกธรรมชำติ และส่วนมำก
• เซรามิกเป็ นวสั ดุท่ีผลิตจาก ดิน หิน ทราย จะผำ่ นกำรเผำท่ีอณุ หภูมสิ ูง
เพื่อให้ไดเ้ นื้อสำรท่ีแข็งแรง
และ แร่ ธาตุต่าง ๆ จากธรรมชาติและ เซรำมกิ สำมำรถทำเปน็ รูปทรง
ส่วนมากจะผา่ น การเผาท่ีอณุ หภมู ิสูง เพ่ือให้ ตำ่ ง ๆ ได้
ไดเ้ น้ือสารที่แข็งแรง เซรามิกสามารถทาเป็ น
รูปทรงต่าง ๆ ไดส้ มบตั ิ ทวั่ ไปของเซรามิกจะ
แข็ง ทนตอ่ การสึกกร่อน และเปราะ สามารถ
นาไปใช้ประโยชน์ได้เช่น ภาชนะท่ีเป็ น
เคร่ื องป้ ันดินเผาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

กลุม่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ภาคเรยี นที่ 2 เวลา 60 ชัว่ โมง

อัตราส่วนคะแนน 80 : 20

สาระการเรียนรู้ นาไปสู่ คณุ ลักษณะ ชนิ้ งาน/ แนวการจัด
สมรรถนะสาคัญของ อนั พึ่ง ภาระงาน กิจกรรมการ
มอร์ ประสงค์
ก ผู้เรยี น เรยี นรู้
สม
1. ความสามารถในการ 1.ความ ใบงาน เรอ่ื ง วธิ ีสอนแบบสืบ

สอื่ สาร ซ่ือสตั ย์ พอลเิ มอร์ เสาะหาความรู้

2. ความสามารถในการ สจุ รติ (5Es
คดิ 2.ความมี ใบงาน เรื่อง Instructional
วนิ ยั เซรามกิ Model)
1) ทกั ษะการสารวจ

คน้ หา 3.ใฝ่ เรียนรู้ ใบงาน เร่อื ง
2) ทกั ษะการจาแนก วสั ดผุ สม

ประเภท

3) ทกั ษะการ

เปรียบเทียบ

4) ทกั ษะการตคี วาม

ขอ้ มลู และการลงขอ้ สรุป

3. ความสามารถในการ

ใชเ้ ทคโนโลยี

มาตรฐาน/ สาระการเรียนรแู้ กนกลาง สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด
ตวั ชวี้ ัด

ว 2.1 ม. • วสั ดผุ สมเป็นวสั ดุทีเ่ กิดจากวสั ดุต้งั แต่ ผลกระทบท่เี กดิ ขนึ้ จากการใชผ้ ลิตภณั ฑท์
3/2 ตระหนักถงึ ๒ ประเภท ทม่ี สี มบตั ิแตกตา่ งกนั มา ทาจากวสั ดปุ ระเภทพอลิเมอร์ เซรามกิ
คณุ คำของกำรใชวัสดุ รวมตวั กนั เพอ่ื นาไปใช้ ประโยชน์ได้ และวสั ดผุ สม
ประเภทพอลิเมอร มากข้ึน เช่น เส้ือกนั ฝนบางชนิด เป็น ส่งผลกระทบตอ่ ส่งิ แวดลอ้ ม เน่อื งจาก
เซรำมิก และวัสดุผสม วสั ดผุ สมระหวา่ งผา้ กบั ยางคอนกรีต ผลติ ภณั ฑเ์ หล่านีย้ ่อยสลายยาก จงึ เกิด
โดยเสนอแนะแนว เสริมเหลก็ เป็นวสั ดผุ สมระหวา่ ง การสะสมและตกคา้ งอยใู่ นส่งิ แวดลอ้ ม
ทำงกำรใชวัสดุอยำง คอนกรีตกบั เหลก็ ยากต่อการกาจดั หากนาไปเผาจะ
ประหยดั และ • วสั ดุบางชนิดสลายตวั ยาก เชน่ กอ่ ใหเ้ กดิ ควนั พษิ เม่อื สดู ดมจะเป็น
คุมคำ พลาสตกิ การใช้ วสั ดอุ ย่างฟ่ ุมเฟือยและ อนั ตรายต่อรา่ งกาย หากนาไปฝังดินก็จะ
ไม่ระมดั ระวงั อาจก่อ ปัญหาตอ่ ทาใหด้ ินเส่อื มสภาพ สง่ ผลให้
ว 2.1 ม.3/3 อธิบำย ส่ิงแวดลอ้ ม สภาพแวดลอ้ มปนเปื้อนสารเคมี เพ่ือลด
กำรเกิดปฏิกิริยำเคมี ปัญหาจงึ ควรเลอื กใชว้ สั ดุ
รวมถงึ กำรจดั เรียง กำรเกิดปฏิกิรยิ ำเคมีหรอื กำรเปลย่ี นแปลง ใหเ้ หมาะสมต่อการใชง้ านและงา่ ยตอ่ กา
ตวั ใหมของอะตอม ทำง เคมีของสำร เปน็ กำรเปลีย่ นแปลงทท่ี ำ กาจดั หรอื นากลบั มาใชใ้ หม่ เพ่อื ลด
เมื่อเกดิ ปฏิกิริยำเคมี ใหเ้ กดิ สำรใหม่ โดยสำรท่เี ขำ้ ทำปฏิกิริยำ ปรมิ าณขยะซ่งึ เป็นปัญหาส่งิ แวดลอ้ ม
โดยใชแบบจำลองและ เรียกว่ำสำรตั้งตน้ สำรใหมท่ ่ีเกดิ ขน้ึ จำก
สมกำร ปฏิกริ ยิ ำ เรียกว่ำ ผลิตภัณฑ์ กำร ปฏิกิริยำเคมีหรือกำรเปลี่ยนแปลงทำงเค
ขอควำม เกดิ ปฏิกิรยิ ำเคมสี ำมำรถเขยี นแทนไดด้ ว้ ย ของสำร ทำให้เกิดสำรใหม่ โดยสำรท่ีเข้ำท
สมกำรข้อควำม ปฏิกิริยำเรียกว่ำ สำรตั้งต้น และสำร
• กำรเกดิ ปฏิกริ ิยำเคมีอะตอมของสำรตง้ั เกิดขึ้นใหม่ เรียกว่ำ ผลิตภัณฑ์ท่ีมีสมบ
ตน้ จะมี กำรจัดเรยี งตัวใหม่ ได้เป็น แ ตกต่ำง ไ ป จำกส ำ รต้ัง ต้นเนื่ อ ง จ ำ
ผลิตภณั ฑ์ซึง่ มสี มบัติ แตกตำ่ งจำกสำรต้ังตน้ มีกำรจัดเรียงอะตอมใหมข่ องสำรตงั้ ต้นขณ
เกิดปฏกิ ริ ยิ ำ

ด สาระการ นาไปสู่ คณุ ลักษณะอนั ชน้ิ งาน/ แนวการจดั
เรยี นรู้ พง่ึ ประสงค์ ภาระงาน กิจกรรมการ
สมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น
ท่ี ผลกระทบจำก 1.ควำม ใบงานเรือ่ ง เรียนรู้
กำรใชว้ ัสดุ 1. ควำมสำมำรถในกำรส่ือสำร ซือ่ สัตย์สุจริต ผลกระทบ
ประเภทพอลิ 2. ควำมสำมำรถในกำรคิด 2.ควำมมีวินยั จำกกำรใช้ วธิ ีสอนแบบสืบ
เมอร์ เซรำมิก 3.ใฝเ่ รียนรู้ วสั ดุประเภท เสาะหาความรู้
และวสั ดผุ สม 1) ทกั ษะกำรสำรวจค้นหำ พอลิเมอร์ (5Es
เซรำมิก และ
ะ 2) ทกั ษะกำรจำแนกประเภท วัสดุผสม Instructional
3) ทักษะกำรเปรยี บเทียบ
Model)
4) ทกั ษะกำรตคี วำมขอ้ มูลและ
กำรลงขอ้ สรปุ
3. ควำมสำมำรถในกำรใช้
เทคโนโลยี

าร

คมี การ 1. ควำมสำมำรถในกำรสื่อสำร 1.ควำม ใบงานเรอ่ื ง วิ ธี ส อ น แ บ บ สื บ
ทำ เกดิ ปฏิกิรยิ า 2. ควำมสำมำรถในกำรคดิ ซ่อื สัตยส์ จุ รติ การ เสาะหาความรู้
รท่ี 2.ควำมมีวนิ ยั เกิดปฏิกริ ยิ า 5Es Instructional
บัติ เคมี 1) ทกั ษะกำรสำรวจคน้ หำ 3.ใฝ่เรียนรู้ เคมี Model

ำก 2) ทกั ษะกำรจำแนกประเภท

ณะ 3) ทักษะกำรเปรียบเทยี บ

4) ทักษะกำรตคี วำมขอ้ มูลและ
กำรลงขอ้ สรปุ
3 . ค วำ ม ส ำ ม ำ ร ถ ใ น ก ำ ร ใช้
เทคโนโลยี

มาตรฐาน/ สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง สาระสาคัญ/ความคดิ สา
ตวั ชีว้ ัด รวบยอด
เมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมมี วลรวมของสาร
ว 2.1 ม.3/4 ต้งั ตน้ เท่ากบั มวลรวมของผลติ ภณั ฑ์ ก าร เกิ ดปฏิ กิ ริ ย าเค มี กา
อธบิ ำยกฎทรง ซ่ึงเป็นไปตาม กฎทรงมวล สามารถเขียนไดเ้ ป็ นสมการ เคม
มวล โดยใช ข้อความที่แสดงถึงจานวน
หลักฐำนเชิง อะตอมแต่ละชนิดก่อนและ
ประจักษ์ หลงั การทาปฏิกิริยาเคมีจะมี
จานวนเท่ากันและมวลรวม
ของสารต้งั ตน้ จะเท่ากับมวล
รวมของผลิตภณั ฑซ์ ่ึงเป็นไป
ตามกฏทรงมวล

ว 2.1 ม.3/5 • เม่อื เกิดปฏิกริ ิยาเคมีมีการถา่ ยโอน ในขณะทีเ่ กิดปฏิกิริยาเคมจี ะมีการ ปร
วเิ ครำะห ความร้อน ควบคู่ไปกบั การจดั เรียงตวั ถ่ายโอนความร้อนควบคไู่ ปกบั ปฏ
ปฏิกิรยิ ำดูด ใหมข่ องอะตอมของสาร ปฏิกริ ิยาทม่ี ี การจดั เรียงตวั ใหม่ของอะตอม
ควำมรอนและ การถา่ ยโอนความร้อนจากส่ิงแวดลอ้ ม ของสาร จึงทาใหแ้ บ่งปฏิกิริยาเคมี
ปฏกิ ิรยิ ำคำย เขา้ สู่ระบบเป็นปฏิกิริยาดูดความร้อน ออกไดเ้ ป็น 2 ประเภท ไดแ้ ก่
ควำม ปฏิกิริยา ที่มกี ารถ่ายโอนความร้อน ปฏิกิริยาทม่ี ีการถ่ายโอนความ
รอน จำกกำร จากระบบออกสู่ ส่ิงแวดลอ้ มเป็น ร้อนจากสิ่งแวดลอ้ มเขา้ สู่ระบบ
เปล่ยี นแปลง ปฏิกิริยาคายความร้อน โดยใช้ เรียกวา่ ปฏกิ ิริยาดดู ความรอ้ น
เคร่ืองมอื ทเี่ หมาะสมในการวดั และปฏิกิริยาทีม่ กี ารถา่ ยโอน
พลงั งำนควำมรู อณุ หภูมิเช่น เทอร์มอมเิ ตอร์หัววดั ที่ ความร้อนจากระบบออกสู่
อนของปฏกิ ิรยิ ำ สามารถตรวจสอบ การเปลย่ี นแปลง สิ่งแวดลอ้ ม เรียกวา่ ปฏิกิริยาคาย
ของอณุ หภมู ิไดอ้ ยา่ งต่อเนื่อง ความร้อน

าระการเรยี นรู้ นาไปสู่ ช้นิ งาน/ภาระ แนวการจดั
งาน กิจกรรมการ
ารเขยี นสมการ สมรรถนะสาคัญของ คณุ ลกั ษณะอนั
มี ผู้เรียน พงึ่ ประสงค์ ใบงำน เร่ือง การ เรียนรู้
เขยี นสมการเคมี
ระเภทของ 1. ควำมสำมำรถในกำร 1.ควำมซื่อสตั ย์ วธิ ีสอนแบบ
ฏิกริ ยิ ำเคมี สื่อสำร ใบงาน เร่ือง สืบเสาะหา
2. ควำมสำมำรถในกำรคิด สจุ ริต ประเภทของ ความรู้ (5Es
ปฏิกิริยาเคมี
1) ทกั ษะกำรสำรวจ 2.ควำมมีวนิ ัย Instructional
ค้นหำ
3.ใฝเ่ รยี นรู้ Model)
2) ทกั ษะกำรจำแนก
วธิ ีสอนแบบ
ประเภท สืบเสาะหา
ความรู้ (5Es
3) ทกั ษะกำร
Instructional
เปรียบเทยี บ 1.ควำม
4) ทักษะกำรตคี วำม ซ่ือสตั ยส์ จุ รติ Model)
2.ควำมมวี นิ ัย
ขอ้ มูลและกำรลงข้อสรุป 3.ใฝเ่ รียนรู้
3. ควำมสำมำรถในกำรใช้
เทคโนโลยี
1. ควำมสำมำรถในกำร
สื่อสำร
2. ควำมสำมำรถในกำรคิด

1) ทักษะกำรสำรวจ
ค้นหำ

2) ทักษะกำรจำแนก

ประเภท

3) ทักษะกำร

เปรียบเทยี บ
4) ทกั ษะกำรตคี วำม

ข้อมลู และกำรลงขอ้ สรุป
3. ควำมสำมำรถในกำรใช้
เทคโนโลยี

มาตรฐาน/ สาระการเรียนรแู้ กนกลาง สาระสาคัญ/ความคิดรว
ตัวชี้วดั

ว 2.1 ม.3/6 ปฏิกิริยาเคมีท่ีพบในชีวติ ประจาวนั มีหลายชนิด เช่น ป ฏิ กิ ริ ย ำ เ ค ม
อธิบำยปฏกิ ิริยำ ปฏิกิริยาการเผาไหมก้ ารเกิดสนิมของเหลก็ ปฏิกิริยาของ ชี วิ ต ป ร ะ จ ำ วั น มี ห ล ำ ย
กำรเกดิ สนิมของ กรดกบั โลหะ ปฏิกริ ิยาของกรดกบั เบส ปฏิกิริยาของเบส ปฏิกิริยำกำรเผำไหม้เป
เหลก็ ปฏกิ ิรยิ ำ กบั โลหะ การเกิดฝนกรด การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง ระหว่ำงสำรกับออกซิเ
ของกรดกับโลหะ ปฏิกิริยาเคมสี ามารถ เขยี นแทนไดด้ ว้ ยสมการขอ้ ความ ใหญ่เป็นสำรประกอบท
ปฏิกริ ยิ ำของกรด ซ่ึงแสดงช่ือของ สารต้งั ตน้ และผลติ ภณั ฑเ์ ช่น เช้อื เพลงิ + และไฮโดรเจนเป็นอง
กบั เบส และ ออกซิเจน → คารบ์ อนไดออกไซด+์ นา้ ปฏิกริ ิยาการเผา ( ก ำ ร เ ผ ำ ไ ห ม้ อ ย่ ำ ง ส ม
ปฏกิ ิรยิ ำของเบส ผลิตภัณฑ์เป็นคำร์บอน
กบั โลหะ โดยใช ไหมเ้ ป็นปฏิกริ ิยาระหวา่ งสารกบั ออกซิเจน สารท่ี และน้ำ) กำรเกิดสนิมเห
หลกั ฐำนเชิงประ เกิดปฏิกิริยาการเผาไหม้ ส่วนใหญ่เป็นสารประกอบท่ีมี ปฏิกิริยำเคมีระหว่ำงเหล
จักษ และอธิบำย คาร์บอนและ ไฮโดรเจนเป็นองคป์ ระกอบ ซ่ึงถา้ เกิดการ ออกซิเจน ได้ผลิตภัณฑเ์
ปฏิกริ ยิ ำกำรเผำ เผาไหม้ อย่างสมบูรณ์จะไดผ้ ลิตภณั ฑเ์ ป็น เหล็ก ปฏิกิริยำของกรด
ไหม กำรเกดิ ฝน คาร์บอนไดออกไซดแ์ ละน้า ได้ผลิตภัณฑ์เป็นเกลือข
กรดกำร • การเกิดสนิมของเหลก็ เกิดจากปฏิกิริยาเคมี ระหวา่ ง แก๊สไฮโดรเจน ปฏิกิริยำ
สังเครำะหดวย เหลก็ น้า และออกซิเจน ไดผ้ ลิตภณั ฑ์ เป็นสนิมของ ส ำรป ระกอบ ค ำร์บ อ
แสง โดยใช เหลก็ ผ ลิ ต ภั ณ ฑ์ เ ป
สำรสนเทศ • ปฏิกิริยาการเผาไหมแ้ ละการเกิดสนิมของเหลก็ เป็น คำร์บอนไดออกไซด์ เกล
รวมท้งั เขียน ปฏิกิริยาระหวา่ งสารตา่ ง ๆ กบั ออกซิเจน และน้ำ ปฏิกิริยำของกร
• ปฏิกิริยาของกรดกบั โลหะกรดทาปฏิกิริยากบั โลหะได้ ได้ผลติ ภณั ฑ์เป็นเกลอื ขอ
หลายชนิด ไดผ้ ลติ ภณั ฑเ์ ป็นเกลอื ของ โลหะและแก๊ส น้ำ ปฏิกิริยำของเบสก
ไฮโดรเจน ชนิดจะได้ผลิตภัณฑ์เป
• ปฏิกิริยาของกรดกบั สารประกอบคาร์บอเนต ได้ เบสและแก๊สไฮโดรเจน
ผลติ ภณั ฑเ์ ป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ เกลอื ของโลหะ กรดเกิดจำกปฏกิ ริ ิยำระห
และน้า

วบยอด สาระการเรยี นรู้ นาไปสู่ ชิ้นงาน/ภาระงาน แนวการจดั
กจิ กรรมการ
สมรรถนะสาคญั คณุ ลักษณะ ใบงาน เร่ือง
ชนดิ ของ เรียนรู้
ของผู้เรียน อันพ่ึง ปฏกิ ิรยิ าเคมี
วธิ ีสอนแบบ
ประสงค์ สบื เสาะหา
ความรู้ (5Es
มี ท่ี พ บ ใ น ชนดิ ของ 1. ควำมสำมำรถ 1.ควำม
ยชนิด เช่น ปฏกิ ริ ยิ าเคมี ในกำรส่ือสำร ซอ่ื สัตย์ Instructional
ป็นปฏิกิริยำ 2. ควำมสำมำรถ สุจริต
เจน ซึ่งส่วน ในกำรคดิ 2.ควำมมี Model)
ที่มีคำร์บอน วนิ ยั
ง ค์ ป ร ะกอบ 1) ทกั ษะกำร 3.ใฝ่เรียนรู้
ม บู ร ณ์ จ ะ ไ ด้ สำรวจคน้ หำ
นไดออกไซด์
หล็กเกิดจำก 2) ทักษะกำร
ล็ก น้ำ และ
เป็นสนิมของ จำแนกประเภท
ดกับโลหะจะ
ของโลหะกับ 3) ทักษะกำร
ำของกรดกับ
อ เ น ต จ ะ ไ ด้ เปรียบเทยี บ
ป็ น แ ก๊ ส
ลือของโลหะ 4) ทกั ษะกำร
รดกับเบสจะ
องโลหะ และ ตคี วำมข้อมลู และ
กับ โ ลห ะ บ ำ ง
ป็น เ กลื อ ข อ ง กำรลงขอ้ สรปุ
น กำรเกิดฝน
หวำ่ งน้ำฝน 3.

ควำมสำมำรถ

ใ น ก ำ ร ใ ช้

เทคโนโลยี

มาตรฐาน/ สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระสาคญั /ความคดิ ร
ตัวช้วี ัด ยอด

ว 2.1 ม.3/7 ระบุประโยชน ปฏิกิริยาของกรดกบั เบส ไดผ้ ลติ ภณั ฑ์ กบั ออกไซด์ของไนโตรเจน ห
และโทษของปฏิกริ ยิ ำเคมีท่มี ตี เป็นเกลอื ของโลหะและน้า หรืออาจได้ ออกไซดข์ องซัลเฟอร์ ทำให้ได้นำ้
อสิง่ มชี วี ิตและสงิ่ แวดลอมและ เพียงเกลือของโลหะ สมบตั เิ ปน็ กรด กำรสงั เครำะห์ด้ว
ยกตัวอยำงวธิ ีกำรปองกนั และ • ปฏิกิริยาของเบสกบั โลหะบางชนิด ได้ ของพืชเปน็ ปฏกิ ิรยิ ำทเ่ี กดิ ขนึ้ ระ
แกปญหำทเี่ กดิ จำกปฏกิ ิรยิ ำ ผลิตภณั ฑ์ เป็นเกลอื ของเบสและแก๊ส แก๊สคำร์บอนไดออกไซด์กับน้ำ
เคมีท่พี บในชวี ติ ประจำวัน จำก ไฮโดรเจน แสงเปน็ ปจั จยั ทที่ ำให้เกดิ ปฏิกริ ิย
กำรสบื คนขอมลู • การเกิดฝนกรด เป็นผลจากปฏกิ ิริยา ได้ผลิตภัณฑ์เปน็ น้ำตำลกลโู คส

ระหวา่ ง น้าฝนกบั ออกไซดข์ อง ออกซิเจน และน้ำ
ไนโตรเจน หรือออกไซด์ ของซลั เฟอร์
ปฏิกริ ยิ าเคมีสามารถนาไปประย
ทาให้น้าฝนมีสมบตั เิ ป็นกรด ประโยชนใ์ นชวี ิตประจาวนั และ
•การสงั เคราะห์ดว้ ยแสงของพืช เป็น สามารถ
ปฏิกิริยา ระหวา่ งแก๊ส บรูณาการกบั คณิตศาสตร์ เทคโ
คาร์บอนไดออกไซดก์ บั น้า โดยมี แสง และวิศวกรรมศาสตร์ เพ่ือใชป้ รบ
ชว่ ยในการเกิดปฏิกริ ิยา ไดผ้ ลติ ภณั ฑ์ ผลติ ภณั ฑใ์ หม้ คี ณุ ภาพตามตอ้ ง
เป็น น้าตาลกลโู คสและออกซิเจน
• ปฏิกิริยาเคมีท่พี บในชีวติ ประจาวนั มี
ท้งั ประโยชน์ และโทษตอ่ สิ่งมีชวี ติ และ
ส่ิงแวดลอ้ ม จงึ ตอ้ ง ระมดั ระวงั ผลจาก
ปฏิกิริยาเคมีตลอดจนรู้จกั วธิ ี ป้องกนั
และแกป้ ัญหาทีเ่ กิดจากปฏิกริ ิยาเคมที ี่
พบ ในชีวติ ประจาวนั

รวบ สาระการ นาไปสู่ คุณลักษณะ ชิน้ งาน/ แนวการจดั
เรยี นรู้ อนั พ่ึง ภาระงาน กิจกรรมการเรยี นรู้
หรือ สมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น ประสงค์
ำฝนทีม่ ี
วยแสง
ะหว่ำง
โดยมี
ยำ และ
ส แกส๊

ยกุ ตใ์ ช้ ประโยชนแ์ ละ 1. ควำมสำมำรถในกำร 1.ควำม ประโยชน์ วธิ ีสอนแบบ
ะ โทษของ สอื่ สำร ซ่อื สัตย์
2. ควำมสำมำรถในกำรคดิ สุจรติ และโทษ สบื เสาะหา
โนโลยี ปฏิกริ ยิ ำเคมี 2.ควำมมี
บั ปรุง 1) ทกั ษะกำรสำรวจคน้ หำ วินัย ของ ความรู้ (5Es
งการ 3.ใฝ่
2) ทักษะกำรจำแนก เรยี นรู้ ปฏิกริ ยิ ำ Instructional
เคมี
ประเภท Model)

3) ทักษะกำรเปรียบเทียบ

4) ทักษะกำรตีควำมขอ้ มูล
และกำรลงขอ้ สรุป
3. ควำมสำมำรถในกำรใช้
เทคโนโลยี

มาตรฐาน/ สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สาระสาคญั /ความคิด
ตวั ช้วี ัด รวบยอด

ว 2.1 ม.3/8 ออกแบบวิธีแก • ความรู้เกี่ยวกบั ปฏิกิริยาเคมีสามารถ สรา้ งนวตั กรรมเพ่อื ป้องกนั และ
ปญหำในชีวติ ประจำวันโดย นาไปใช้ ประโยชน์ในชวี ติ ประจาวนั แกป้ ัญหาท่เี กดิ จากปฏิกริ ยิ าเคมี
ใชควำมรูเกีย่ วกบั ปฏกิ ิริยำ และสามารถบูรณาการ กบั คณิตศาสตร์ โดยใชค้ วามรูเ้ ก่ยี วกบั ปฏิกิรยิ าเคม
เคมโี ดยบูรณำกำรวิทยำ เทคโนโลยแี ละวศิ วกรรมศาสตร์ เพือ่ ใช้ เชน่ การเปล่ยี นแปลงพลงั งาน
ปรับปรุงผลิตภณั ฑใ์ หม้ ีคณุ ภาพ ตาม ความรอ้ นอนั เน่ืองมาจากปฏิกิรยิ า
ศำสตรคณิตศำสตร ตอ้ งการหรืออาจสร้างนวตั กรรมเพ่ือ เคมี การเพ่ิมปรมิ าณผลผลติ
เทคโนโลยี และ ป้องกนั และแกป้ ัญหาทเี่ กิดข้นึ จาก
วิศวกรรมศำสตร์ ปฏิกิริยาเคมโี ดยใช้ ความรู้เก่ียวกบั
ปฏิกิริยาเคมเี ชน่ การเปลย่ี นแปลง
พลงั งานความร้อนอนั เนื่องมาจาก
ปฏิกิริยาเคมี การเพิ่มปริมาณผลผลิต

สาระการเรยี นรู้ นาไปสู่ ชิ้นงาน/ภาระ แนวการจดั
งาน กจิ กรรมการ
สมรรถนะสาคัญของ คณุ ลักษณะ
ผ้เู รียน อันพ่ึง เรยี นรู้
ประสงค์

ประโยชนแ์ ละโทษ 1. ควำมสำมำรถใน 1.ควำม .ใบงาน เร่อื ง วธิ ีสอนแบบ
กำรสื่อสำร ซ่อื สัตย์
มี ของปฏิกริ ิยำเคมี 2. ควำมสำมำรถใน สจุ ริต ประโยชนแ์ ละ สืบเสาะหา
า กำรคิด 2.ควำมมี โทษของ ความรู้
วินัย (5Es
1) ทักษะกำรสำรวจ ปฏกิ ริ ิยำเคมี
คน้ หำ

2) ทักษะกำร 3.ใฝ่ Instructional

จำแนกประเภท เรียนรู้ Model)

3) ทักษะกำร

เปรียบเทียบ
4) ทักษะกำรตคี วำม

ขอ้ มูลและกำรลง
ข้อสรุป
3. ควำมสำมำรถใน

กำรใช้เทคโนโลยี

มาตรฐาน/ สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระสาคญั /ความคิดรว
ตัวชีว้ ัด ยอด

ว 2.3 ม.3/1 • เมอ่ื ต่อวงจรไฟฟ้าครบวงจรจะมี กฎของโอห์ม มีใจคว
วเิ ครำะหควำมสัมพันธ กระแสไฟฟ้า ออกจากข้วั บวกผา่ น สำคัญว่ำ สำหรับตัวนำไฟฟ
ระหวำงควำมตำงศกั ย วงจรไฟฟ้าไปยงั ข้วั ลบของ แหล่งกาเนิด อุณหภูมิคงตัว อัตรำส่วนระหว
กระแสไฟฟำ และควำมตำน ไฟฟ้า ซ่ึงวดั ค่าไดจ้ ากแอมมเิ ตอร์ ควำมต่ำงศักย์ไฟฟ้ำระหว่ำงจ
ทำน และคำนวณปรมิ ำณท่ี จุดกับกระแสไฟฟ้ำท่ีไหลผ
เกย่ี วของโดยใชสมกำร V = คา่ ทีบ่ อกความแตกต่างของพลงั งาน ระหว่ำงจุดทั้งสองจะมีค่ำคง
IR จำกหลักฐำนเชงิ ประ ไฟฟ้าตอ่ หน่วย ประจุระหวา่ งจดุ ๒ จดุ เช่นกนั
จกั ษ เรียกวา่ ความตา่ งศกั ย์ ซ่ึงวดั คา่ ไดจ้ าก
ว 2.3 ม.3/2 เขียนกรำฟ โวลตม์ เิ ตอร์
ควำมสมั พนั ธระหวำงกระ
แส
ไฟฟำและควำม
ตำงศกั ยไฟฟำ

วบ สาระการ นาไปสู่ ช้นิ งาน/ภาระ แนวการจดั กิจกรรม
เรียนรู้ งาน การเรียนรู้
สมรรถนะสาคัญ คณุ ลักษณะอัน
วำม กฎของโอหม์ ของผเู้ รยี น พง่ึ ประสงค์ ใบงำน เรือ่ ง วธิ ีสอนแบบสืบ
กฎของโอห์ม เสาะหา
ฟ้ำท่ี 1. ควำมสำมำรถ 1.ควำม ความรู้ (5Es
ว่ำง ในกำรสอ่ื สำร ซอื่ สตั ยส์ ุจริต Instructional
จุด 2 2. ควำมสำมำรถ 2.ควำมมี Model)
ผ่ำน ในกำรคดิ วนิ ยั
งตัว 3.ใฝ่เรยี นรู้
1) ทกั ษะกำร
สำรวจคน้ หำ

2) ทกั ษะกำร

จำแนกประเภท

3) ทกั ษะกำร

เปรยี บเทยี บ
4) ทักษะกำร

ตีควำมขอ้ มลู และ
กำรลงขอ้ สรปุ
3. ควำมสำมำรถ

ใ น ก ำ ร ใ ช้
เทคโนโลยี

มาตรฐาน/ สาระการเรียนรู้ สาระสาคญั /ความคดิ
ตวั ช้ีวัด
แกนกลาง รวบยอด

ว 2.3 ม.3/3 ใชโวลตมิเต • ขนาดของ ควำมต่ำงศกั ย์ไฟฟ้ำ คือ คว
อร แอมมเิ ตอรในกำรวดั กระแสไฟฟ้ามีค่าแปร ควำมแตกตำ่ งของ กร
ปริมำณทำงไฟฟำ ผนั ตรงกบั ความต่าง พลงั งำนไฟฟ้ำระหวำ่ ง ตา้
ศกั ยร์ ะหวา่ งปลายท้งั จดุ 2 จุด ซึ่งทำให้เกิด
สองของตวั นา โดย กระแสไฟฟ้ำขึ้น
อตั ราส่วนระหวา่ ง กระแสไฟฟ้ำ เกิดขนึ้
ความตา่ งศกั ยแ์ ละ จำกกำรเคล่ือนที่ของ
กระแสไฟฟ้า มีคา่ คงที่ อิเล็กตรอนจำก
เรียกค่าคงที่น้ีวา่ ความ บริเวณหน่งึ ไปอกี
ตา้ นทาน บรเิ วณหนึ่ง
กระแสไฟฟ้ำจะไหล
จำกบรเิ วณศกั ยไ์ ฟฟำ้
สงู ไปยังศักย์ไฟฟำ้ ต่ำ
และควำมตำ้ นทำน
ไฟฟ้ำ คือ สมบัตขิ อง
ตัวนำไฟฟ้ำทย่ี อมให้
กระแสไฟฟำ้ ไหลผำ่ น
ได้

สาระการเรยี นรู้ นาไปสู่ ชิน้ งาน/ภาระ แนวการจัดกจิ กรรมการ
งาน เรียนรู้
วามต่างศกั ยไ์ ฟฟา้ สมรรถนะสาคัญ คณุ ลกั ษณะ
ระแสไฟฟา้ และความ ของผเู้ รยี น อันพ่ึง -.ใบงำน เรื่อง วธิ ีสอนแบบสืบ
านทานไฟฟา้ ประสงค์ ความต่าง เสาะหา
1. ควำมสำมำรถ ความรู้ (5Es
ในกำรสื่อสำร 1.ควำม ศกั ยไ์ ฟฟ้า Instructional
2. ควำมสำมำรถ ซอ่ื สัตย์ กระแสไฟฟ้า Model)
ในกำรคดิ สจุ ริต และความ
2.ควำมมี ตา้ นทาน
1) ทกั ษะกำร วินัย ไฟฟ้า
สำรวจคน้ หำ 3.ใฝ่
เรยี นรู้
2) ทกั ษะกำร

จำแนกประเภท

3) ทกั ษะกำร

เปรยี บเทียบ
4) ทักษะกำร

ตีควำมข้อมูลและ
กำรลงข้อสรปุ
3. ควำมสำมำรถ

ในกำรใช้
เทคโนโลยี

มาตรฐาน/ สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง สาระสาคญั /ความคดิ รวบ
ตวั ชี้วัด ยอด

ว 2.3 ม.3/4 • ในวงจรไฟฟ้าประกอบดว้ ยแหลง่ กาเนิด วงจรไฟฟำ้ เป็นทำงเดินของ
วิเครำะหควำม ไฟฟ้า สายไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้า โดย กระแสไฟฟ้ำที่จะนำไปใช้งำนใน
ตำงศกั ยไฟฟำและ อุปกรณ์ไฟฟ้า แตล่ ะช้นิ มคี วามตา้ นทาน ลักษณะต่ำง ๆ กัน ซึ่งวงจรไฟฟ้ำ
กระแสไฟฟำในวงจร ในการต่อตวั ตา้ นทาน หลายตวั มีท้งั ต่อ โดยทั่วไปประกอบด้วยส่วนต่ำง ๆ
ไฟฟำเมื่อ แบบอนุกรมและแบบขนา เช่น แหล่งจ่ำยพลังงำนไฟฟ้ำ
ตอตวั สำยไฟฟ้ำ และเครื่องใช้ไฟฟ้ำ ซึ่ง
ตำนทำนหลำยตัว • การตอ่ ตวั ตา้ นทานหลายตวั แบบอนุกรม ส่ ว น ส ำ คั ญ ข อ ง ว ง จ ร ไ ฟ ฟ้ ำ คื อ
แบบอนกุ รมและแบบ ใน วงจรไฟฟ้า ความต่างศกั ยท์ ี่คร่อมตวั กำรต่อโหลดใชง้ ำน โหลดทีน่ ำมำ
ขนำนจำกหลกั ฐำน ตา้ นทาน แตล่ ะตวั มคี า่ เท่ากบั ผลรวมของ ต่อใช้งำนในวงจรไฟฟ้ำสำมำรถ
เชงิ ความตา่ งศกั ย์ ทคี่ ร่อมตวั ตา้ นทานแตล่ ะ ต่อได้ 3 แบบ ได้แก่ วงจรไฟฟ้ำ
ประจกั ษ ตวั โดยกระแสไฟฟ้า ที่ผา่ นตวั ตา้ นทาน แบบอนุกรม วงจรไฟฟ้ำแบบ
แต่ละตวั มีค่าเทา่ กนั ขนำน และวงจรไฟฟ้ำแบบผสม
ว 2.3 ม.3/5 เขยี น
แผนภำพวงจรไฟฟำ
แสดงกำรตอตัวตำน
ทำนแบบอนกุ รมและ
แบบขนำน

สาระการเรยี นรู้ นาไปสู่ ชน้ิ งาน/ภาระงาน แนวการจดั กิจกรรม

วงจรไฟฟา้ และการ สมรรถนะสาคัญ คุณลกั ษณะ การเรยี นรู้
ตอ่ วงจรไฟฟา้ ของผูเ้ รียน อันพึ่ง
ประสงค์ ใบงาน เร่ือง วิธีสอนแบบสืบ
1. ควำมสำมำรถ วงจรไฟฟา้ และการ เสาะหา
ในกำรสื่อสำร 1.ควำม ตอ่ วงจรไฟฟา้ ความรู้ (5Es
2. ควำมสำมำรถ ซอ่ื สตั ย์ Instructional
ในกำรคิด สจุ ริต Model)
2.ควำมมี
1) ทกั ษะกำร วินัย
สำรวจค้นหำ 3.ใฝ่เรยี นรู้

2) ทกั ษะกำร

จำแนกประเภท

3) ทกั ษะกำร

เปรยี บเทียบ
4) ทกั ษะกำร

ตคี วำมขอ้ มูลและ
กำรลงขอ้ สรุป
3. ควำมสำมำรถ

ใ น ก ำ ร ใ ช้
เทคโนโลยี

มาตรฐาน/ สาระการเรียนร้แู กนกลาง สาระสาคญั /ค
ตัวชี้วัด ยอด

ว 2.3 ม.3/6 บรรยำย • การต่อตวั ตา้ นทานหลายตวั แบบขนานใน วงจรไฟฟ้า ชนิ้ ส่วนอิเลก็ ทรอนกิ ส
กำรทำงำนของชน้ิ สวน กระแสไฟฟ้าทผี่ า่ นวงจรมีค่าเทา่ กบั ผลรวม ของ สำคญั อย่ำงหนง่ึ ในวงจ
อเิ ล็กทรอนิกสอยำง กระแสไฟฟ้าที่ผา่ นตวั ตา้ นทานแตล่ ะตวั โดยความต่าง ชน้ิ ส่วนอิเล็กทรอนกิ ส
งำยในวงจรจำกขอมลู ศกั ยท์ ีค่ ร่อมตวั ตา้ นทานแตล่ ะตวั มีค่าเทา่ กนั หน้ำทีแ่ ตกตำ่ งกนั ไป เ
• ช้ินส่วนอเิ ลก็ ทรอนิกส์มหี ลายชนิดเชน่ ตวั ตา้ นทาน ทำหนำ้ ทค่ี วบคุมปริมำ
ที่รวบรวมได ไดโอด ทรานซิสเตอร์ตวั เก็บประจโุ ดยชน้ิ ส่วน แตล่ ะ วงจรไฟฟ้ำ ไดโอด ทำ
ว 2.3 ม.3/7 เขยี น ชนิดทาหน้าท่ีแตกต่างกนั เพอ่ื ใหว้ งจร ทางานไดต้ าม กระแสไฟฟำ้ ผำ่ นทำงเ
แผนภำพและตอชนิ้ ตอ้ งการ ทรำนซิสเตอร์ ทำหน้ำ
สวนอิเล็กทรอนิกส หรือเปิดวงจรไฟฟำ้ แล
อยำงงำยในวงจรไฟฟำ •ตวั ตา้ นทานทาหน้าทค่ี วบคมุ ปริมาณกระแสไฟฟ้า ใน กระแสไฟฟ้ำ ตวั เกบ็ ป
วงจรไฟฟ้า ไดโอดทาหนา้ ทใ่ี หก้ ระแสไฟฟ้า ผา่ นทาง และคำยประจุไฟฟ้ำ ก
เดียว ทรานซิสเตอร์ทาหนา้ ทเี่ ป็นสวติ ช์ ปิดหรือเปิด อเิ ลก็ ทรอนกิ สเ์ ข้ำในวง
วงจรไฟฟ้าและควบคมุ ปริมาณ กระแสไฟฟ้า ตวั เกบ็ ทำกำรตอ่ ให้ถูกตอ้ งแล
ประจุทาหน้าทเ่ี กบ็ และ คายประจุไฟฟ้า ไฟฟำ้ จงึ จะทำใหว้ งจร
• เคร่ืองใชไ้ ฟฟ้าอยา่ งงา่ ยประกอบดว้ ยชนิ้ ส่วน ทำงำนไดต้ ำมที่ต้องกำ
อเิ ลก็ ทรอนิกส์หลายชนิดทที่ างานร่วมกนั การตอ่ วงจร ประสทิ ธิภำพ
อเิ ลก็ ทรอนิกส์โดยเลือกใชช้ น้ิ ส่วน อิเลก็ ทรอนิกส์ท่ี
เหมาะสมตามหน้าที่ของชน้ิ ส่วน น้ัน ๆ จะสามารถทา
ใหว้ งจรไฟฟ้าทางานไดต้ าม ตอ้ งการ

ความคิดรวบ สาระการเรียนรู้ นาไปสู่ ชิ้นงาน/ แนวการ
ด ภาระงาน จดั
อิเลก็ ทรอนิกสเ์ บอื้ งตน้ สมรรถนะ คณุ ลักษณะ
ส์เป็นอปุ กรณท์ ่ี สาคัญของ อนั พึ่ง เขยี น กจิ กรรม
จรไฟฟำ้ โดย ประสงค์ แผนภำพ การเรยี นรู้
สแ์ ต่ละชนิดจะมี ผูเ้ รียน กำรต่อ
เชน่ ตัวตำ้ นทำน 1.ควำม ชน้ิ ส่วนอิเลก็ วธิ ีสอน
ำณกระแสไฟฟ้ำใน 1. ซือ่ สัตย์ ทอนกิ ส์ แบบสืบ
ำหน้ำท่ใี ห้ ควำมสำมำรถ สจุ รติ อย่ำงงำ่ ยใน เสาะหา
เดียว ในกำรส่อื สำร 2.ควำมมี วงจรไฟฟ้ำ ความรู้
ำทีเ่ ปน็ สวติ ช์ปดิ 2. วนิ ยั (5Es
ละควบคุมปรมิ ำณ ควำมสำมำรถ 3.ใฝ่ Instructi
ประจุ ทำหนำ้ ทเี่ กบ็ ในกำรคดิ เรยี นรู้ onal
กำรต่อช้ินส่วน Model)
งจรไฟฟ้ำจะต้อง 1) ทกั ษะ
ละถูกหลักกำรทำง กำรสำรวจ
รไฟฟ้ำนัน้ สำมำรถ ค้นหำ
ำรและมี
2) ทกั ษะ

กำรจำแนก
ประเภท

3) ทักษะ

กำร
เปรยี บเทียบ

4) ทกั ษะ
กำรตคี วำม
ข้อมูลและ
กำรลง
ขอ้ สรุป
3.
ควำมสำมำรถ
ในกำรใช้
เทคโนโลยี

มาตรฐาน/ สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สาระสาคัญ/

ตวั ช้ีวัด ความคิดรวบ
ยอด

ว 2.3 ม.3/8 อธิบำย •เครื่องใชไ้ ฟฟ้าจะมคี ่ากาลงั ไฟฟ้าและความตา่ งศกั ย์ กากบั เคร่ืองใชไ้ ฟฟำ้ แต่ละ
และคำนวณพลังงำน ไวก้ าลงั ไฟฟ้ามีหน่วยเป็นวตั ตค์ วามต่างศกั ย์ มีหน่วยเป็น ชนิดจะใชพ้ ลงั งำนไฟฟ
ไฟฟำโดยใชสมกำร W โวลตค์ า่ ไฟฟ้าส่วนใหญค่ ดิ จาก พลงั งานไฟฟ้าที่ใชท้ ้งั หมด ตำ่ งกนั ทงั้ นขี้ นึ้ อยู่กับ
= Pt รวมท้ังคำนวณค ซ่ึงหาไดจ้ ากผลคูณ ของกาลงั ไฟฟ้า ในหน่วยกิโลวตั ตก์ บั ชนิดและขนำดของ
ำไฟฟำของเครื่องใช เวลาใน หน่วยชวั่ โมง พลงั งานไฟฟ้ามีหน่วยเป็น กิโลวตั ต์ เคร่อื งใช้ไฟฟำ้ ซง่ึ ทรำ
ไฟฟำในบำน ชวั่ โมง หรือหน่วย ไดจ้ ำกตัวเลขท่ีกำกบั ไว
ว 2.3 ม.3/9 บนเครอื่ งใชไ้ ฟฟำ้ ทร่ี ะ
ตระหนักในคุณคำของ • วงจรไฟฟ้าในบา้ นมกี ารตอ่ เคร่ืองใชไ้ ฟฟ้าแบบ ขนาน ไวท้ ัง้ ควำมต่ำง
กำรเลอื กใชเคร่อื งใช เพ่ือใหค้ วามต่างศกั ยเ์ ทา่ กนั การใชเ้ คร่ืองใช้ ไฟฟ้าใน ศักยไ์ ฟฟำ้ และ
ไฟฟำโดยนำเสนอ ชวี ติ ประจาวนั ตอ้ งเลอื กใชเ้ คร่ืองใชไ้ ฟฟ้า ทม่ี ีความต่างศกั ย์ กำลงั ไฟฟำ้ กำรใช้
วิธีกำรใชเครอ่ื งใชไฟฟ และกาลงั ไฟฟ้าใหเ้ หมาะกบั การใชง้ าน และการใช้ เครื่องใช้ไฟฟำ้ ใน
ำ เครื่องใชไ้ ฟฟ้าและอุปกรณ์ ไฟฟ้าตอ้ งใชอ้ ย่างถูกตอ้ ง ชีวติ ประจำวนั ต้อง
อยำงประหยดั และ ปลอดภยั และประหยดั เลอื กใชเ้ คร่ืองใชไ้ ฟฟำ้
ปลอดภัย มีควำมตำ่ งศกั ย์และ
กำลงั ไฟฟำ้ ใหเ้ หมำะกับ
กำรใชง้ ำน และกำรใช
เครอ่ื งใช้ไฟฟำ้ และ
อปุ กรณไ์ ฟฟำ้ ตอ้ งใช้
อย่ำงถกู ตอ้ ง ปลอดภัย
และประหยัด

สาระการเรียนรู้ นาไปสู่ ชิ้นงาน/ภาระ แนวการจดั
งาน กิจกรรมการเรยี นรู้
พลงั งำนไฟฟ้ำและ สมรรถนะสาคัญ คุณลกั ษณะ
ฟำ้ เคร่อื งใชไ้ ฟฟำ้ ของผู้เรียน อนั พึ่ง ใบงำนเรอ่ื ง วธิ ีสอนแบบ
ประสงค์ สบื เสาะหา
ำบ 1. ควำมสำมำรถ พลงั งานไฟฟา้ และ ความรู้ (5Es
ว้ ในกำรสอื่ สำร 1.ควำม เคร่อื งใชไ้ ฟฟ้า
ะบุ 2. ควำมสำมำรถ ซอื่ สัตย์ Instructional
ในกำรคดิ สุจรติ
ำท่ี 2.ควำมมี Model)
บ 1) ทักษะกำร วินยั
ช้ สำรวจค้นหำ 3.ใฝ่
เรยี นรู้
2) ทกั ษะกำร

จำแนกประเภท

3) ทักษะกำร

เปรยี บเทียบ
4) ทกั ษะกำร

ตีควำมขอ้ มูล
และกำรลง
ขอ้ สรปุ
3. ควำมสำมำรถ
ในกำรใช้
เทคโนโลยี



มาตรฐาน/ สาระการเรยี นรู้ สาระสาคัญ/ความคิดรวบย
ตวั ช้วี ัด แกนกลาง

ว 1.1 ม.3/1 อธบิ ำย • ระบบนิเวศประกอบดว้ ย ระบบนิเวศประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบท่ีไม่มีชวี ิต (a
component) และองคป์ ระกอบที่มชี ีวิต (biotic co
ปฏสิ มั พันธขององค องคป์ ระกอบที่มีชีวิต เช่น พืช สตั ว์ ซึ่งมีปฏิสมั พันธก์ ันอย่ำงเป็นระบบ ตวั อยำ่ งปฏสิ ัมพ
ประกอบของระบบนิเวศ จุลินทรียแ์ ละองคป์ ระกอบที่ ไมม่ ี องค์ประกอบทม่ี ชี ีวติ กับองค์ประกอบท่ไี มม่ ชี ีวติ เช่น
ทไี่ ดจำกกำรสำรวจ ชีวิต เช่น แสง น้า อณุ หภูมิแร่ธาตุ ต้องกำรนำ้ แสง แร่ธำตุ และแกส๊ คำรบ์ อนไดออกไซ
แกส๊ องคป์ ระกอบเหลา่ น้ีมี ปฏิสมั พันธ์ระหวำ่ งองคป์ ระกอบทมี่ ชี ีวติ กบั องคป์ ระ
ปฏิสมั พนั ธก์ นั เช่น พืชตอ้ งการแสง เชน่ กวำงกินหญ้ำ เสอื กินกวำง แรง้ กินซำกเสอื ทตี่ ำ
น้า และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ใน จลุ นิ ทรีย์จะยอ่ ยสลำยซำกเสือให้กลำยเป็นสำรอินท
การสร้างอาหาร สตั วต์ อ้ งการอาหาร ธรรมชำติ
และ สภาพแวดลอ้ มที่เหมาะสมใน
การดารงชีวิต เชน่ อณุ หภมู ิความช้ืน
องคป์ ระกอบท้งั สองส่วนน้ี จะตอ้ งมี
ความสมั พนั ธ์กนั อยา่ งเหมาะสม
ระบบนิเวศจึงจะสามารถคงอยตู่ ่อไป
ได้

ว 1.1 ม.3/2 อธิบำย • สิ่งมชี วี ติ กบั สิ่งมีชีวติ มี ส่งิ มชี ีวติ ในระบบนิเวศมอี ยหู่ ลายชนิด ซง่ึ แต่ล
รปู แบบควำมสัมพนั ธ ความสัมพนั ธ์กนั ในรูปแบบ ตา่ ง ๆ มรี ูปแบบความสมั พนั ธท์ ่แี ตกตา่ งกนั ความสมั
ระหวำงสง่ิ มชี วี ิตกับ เชน่ ภาวะพ่ึงพากนั ภาวะอิงอาศยั ระหวา่ งส่งิ มีชีวติ ในระบบนิเวศอาจทาใหส้ ่งิ มชี
สง่ิ มีชวี ติ รปู แบบตำง ๆ ภาวะเหยื่อกบั ผลู้ ่า ภาวะปรสิต ไดร้ บั ประโยชนห์ รอื เสียประโยชนห์ รอื ไมม่ ีผลต
ในแหลงท่ีอยูเดยี วกัน • ส่ิงมีชวี ติ ชนิดเดยี วกนั ทอ่ี าศยั อยู่ ดารงชวี ิตของส่งิ มชี วี ิตนัน้ เลย
ท่ีไดจำกกำรสำรวจ ร่วมกนั ใน แหลง่ ท่ีอยูเ่ ดยี วกนั
ในชว่ งเวลาเดยี วกนั เรียกวา่
ประชากร
• กลุม่ ส่ิงมีชวี ติ ประกอบดว้ ย
ประชากรของส่ิงมีชวี ติ หลาย ๆ

ยอด สาระการ นาไปสู่ ชิน้ งาน/ แนวการจดั
เรยี นรู้ ภาระงาน กจิ กรรมการเรยี นรู้
abiotic สมรรถนะสาคัญ คุณลักษณะ
component) องคป์ ระกอบ ของผู้เรยี น อนั พึ่ง ใบงำน วิธีสอนแบบสืบ
พนั ธร์ ะหว่ำง ของระบบ ประสงค์ เร่ือง เสาะหาความรู ้
น ต้นไม้ 1. ควำมสำมำรถใน (5Es
ซด์ ตวั อยำ่ ง นเิ วศ กำรสอื่ สำร 1.ควำม องคป์ ระกอบ
ะกอบทมี่ ีชีวติ 2. ควำมสำมำรถใน ซื่อสตั ย์ ของระบบนิเวศ Instructional
ำยแล้ว และ ความสมั พนั ธ์ กำรคดิ สจุ ริต Model)
ทรีย์กลบั คืนสู่ ระหวา่ ง 2.ควำมมี
สงิ่ มชี ีวติ ใน 1) ทักษะกำร วินยั
ละชนิดต่างก็ ระบบนเิ วศ สำรวจคน้ หำ 3.ใฝ่เรียนรู้
มพนั ธ์
ชีวิตบางชนิด 2) ทกั ษะกำร
ตอ่ การ
จำแนกประเภท

3) ทักษะกำร

เปรียบเทยี บ 1.ควำม ใบงานเร่อื ง วธิ ีสอนแบบสืบ
4) ทักษะกำร ซ่อื สตั ย์ เสาะหาความรู้
สุจรติ รปู แบบ (5Es
ตีควำมข้อมลู และ 2.ควำมมี ควำมสัมพันธ์
กำรลงข้อสรปุ วินยั สิ่งมชี ีวิตกับ Instructional
3. ควำมสำมำรถใน 3.ใฝ่เรยี นรู้ สิง่ มีชวี ิตรปู แบบ
กำรใช้เทคโนโลยี ตำ่ ง ๆ Model)

1. ควำมสำมำรถใน
กำรส่อื สำร
2. ควำมสำมำรถใน
กำรคิด

1) ทักษะกำร
สำรวจคน้ หำ

2) ทักษะกำร

จำแนกประเภท

3) ทกั ษะกำร

เปรียบเทียบ

มาตรฐาน/ สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอ
ตวั ชีว้ ัด

ชนิด อาศยั อยรู่ ่วมกนั ในแหล่งทอ่ี ยู่
เดยี วกนั

ว 1.1 ม.3/3 กลุ่มสิ่งมีชีวิตในระบบนเิ วศแบ่งตำมหน้ำทไ่ี ด้ สง่ิ มีชีวติ ในระบบนิเวศ มีความเก่ยี วขอ้ งสมั พ
เปน็ โดยสง่ิ มีชีวิตในบรเิ วณเดยี วกนั จะมกี ารถ่าย
สรำงแบบจำลองในกำร 3 กลุ่ม ไดแ้ ก่ ผู้ผลติ ผบู้ ริโภค และผู้ยอ่ ย พลงั งานผา่ นการกนิ ตอ่ กนั เป็นทอด ๆ โดยเร
อธิบำยกำรถำยทอด สลำย สำรอนิ ทรีย์ สงิ่ มชี ีวิตทัง้ 3 กลุม่ นี้ มี สงิ่ มีชวี ิตทเ่ี ป็นผผู้ ลติ ถา่ ยพลงั งานไปยงั ผบู้ ริโ
พลังงำนในสำยใยอำหำร ควำมสมั พันธก์ ัน ผู้ผลิตเปน็ ส่งิ มชี วี ิตท่ีสร้ำง ลาดบั ตอ่ ไปเรอื่ ย ๆ เรียกว่า โซ่อาหาร ในธรร
อำหำรไดเ้ อง โดยกระบวนกำรสงั เครำะห์ สง่ิ มีชวี ิตไมไ่ ดก้ นิ สง่ิ มีชีวิตอ่นื เพยี งชนิดเดยี ว
ดว้ ยแสง ผบู้ รโิ ภคเปน็ สิ่งมีชีวิตที่ไมส่ ำมำรถ การกนิ มากกว่า 1 ชนิด จงึ ทาใหม้ ีการถ่ายท
สร้ำงอำหำรไดเ้ อง และต้องกินผู้ผลติ หรอื พลงั งานท่ซี บั ซอ้ นมากกวา่ เรียกว่า สายใยอ
สิง่ มีชีวิตอ่ืนเปน็ อำหำร เม่อื ผ้ผู ลิตและ
ผบู้ รโิ ภคตำยลง จะถกู ยอ่ ยโดยผูย้ ่อยสลำย
สำรอนิ ทรยี ซ์ งึ่ จะเปลยี่ นสำรอนิ ทรยี ์เป็น
สำรอนนิ ทรีย์กลับคืนส่สู ่งิ แวดล้อม ทำให้เกิด
กำรหมุนเวยี นสำรเป็นวัฏจกั ร จำนวนผผู้ ลิต
ผ้บู รโิ ภค และผยู้ ่อยสลำยสำรอินทรยี ์จะต้อง
มคี วำมเหมำะสม จึงทำใหก้ ลุม่ สงิ่ มีชีวิตอยู่
ได้อยำ่ งสมดุล



อด สาระการเรียนรู้ นาไปสู่ ช้ินงาน/ภาระ แนวการจดั
งาน กิจกรรมการ
พนั ธก์ นั โซอ่ ำหำรและสำยใย สมรรถนะ คุณลักษณะ
ยทอด อำหำร สาคัญของ อนั พึ่ง ใบงาน เรอื่ ง เรยี นรู้
ร่ิมจาก ประสงค์ โซ่อำหำรและ
โภค ผูเ้ รยี น สำยใยอำหำร วธิ ีสอนแบบ
รมชาติ 1.ควำม สบื เสาะหา
ว แตม่ ี 4) ทกั ษะ ซอ่ื สตั ย์ ความรู้ (5Es
ทอด กำรตคี วำม สุจริต
อาหาร ข้อมลู และกำร 2.ควำมมี Instructional
ลงข้อสรปุ วินัย
3.ใฝ่ Model)
3. เรียนรู้
ควำมสำมำรถ

ในกำรใช้
เทคโนโลยี

1.
ควำมสำมำรถ
ในกำรส่อื สำร
2.
ควำมสำมำรถ
ในกำรคดิ

1) ทกั ษะ
กำรสำรวจ
คน้ หำ

2) ทักษะ

กำรจำแนก
ประเภท

3) ทักษะ

กำร
เปรียบเทยี บ

4) ทกั ษะ
กำรตคี วำม

มาตรฐาน/ สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง สาระสาคญั /ความค
ตวั ชวี้ ัด รวบยอด

ว 1.1 ม.3/4 อธบิ ำยควำม • พลงั งานถกู ถ่ายทอดจากผผู้ ลิตไปยงั ผบู้ ริโภค ลาดบั การถา่ ยทอดพลงั งานใน
สมั พันธของผผู ลิตผูบรโิ ภค ระบบนิเวศ อาจทาใหม้
และผูยอยสลำยสำร ตา่ ง ๆ รวมท้งั ผูย้ อ่ ยสลายสารอินทรีย์ ในรูปแบบ สารพษิ สะสมอย่ใู น
อินทรียในระบบนิเวศ สายใยอาหาร ที่ประกอบดว้ ยโซ่อาหาร หลายโซ่ท่ี สงิ่ มีชีวติ ได้ จนอาจ
สมั พนั ธ์กนั ในการถ่ายทอดพลงั งานใน โซ่อาหาร ก่อใหเ้ กดิ อนั ตรายตอ่
ว 1.1 ม.3/5 อธิบำย พลงั งานท่ีถูกถา่ ยทอดไปจะลดลง เร่ือย ๆ ตามลาดบั สงิ่ มชี ีวติ และทาลาย
ของการบริ โภค สมดลุ ในระบบนิเวศ
กำรสะสมสำรพิษใน ดงั นนั้ การดแู ลรกั ษาระบ
สิง่ มีชวี ติ ในโซอำหำร นิเวศใหเ้ กดิ ความสมดลุ
และคงอย่ตู ลอดไปจงึ เป
สง่ิ สาคญั

คิด สาระการเรียนรู้ นาไปสู่ ช้นิ งาน/ แนวการจดั

สมรรถนะสาคญั คณุ ลกั ษณะอนั พ่ึง ภาระ กจิ กรรมการ
ของผ้เู รียน ประสงค์ งาน เรยี นรู้

น โซอ่ ำหำรและสำยใย 1. ควำมสำมำรถ 1.ควำมซ่ือสัตย์ ใบงาน วธิ ีสอนแบบ
ในกำรสื่อสำร สจุ รติ เร่อื ง สืบเสาะหา
มี อำหำร 2. ควำมสำมำรถ 2.ควำมมวี ินัย ความรู้ (5Es
โซ่ Instructional
ในกำรคดิ 3.ใฝเ่ รยี นรู้ อำหำร Model)
และ
1) ทกั ษะกำร สำยใย
อำหำร
สำรวจคน้ หำ

2) ทักษะกำร

จำแนกประเภท

3) ทักษะกำร

บบ เปรยี บเทียบ

ล 4) ทักษะกำร

ป็น ตคี วำมข้อมลู และ

กำรลงข้อสรุป

3. ควำมสำมำรถ

ในกำรใช้

เทคโนโลยี

มาตรฐาน/ สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง สาระสาคญั /คว
ตวั ชว้ี ัด

ว 1.1 ม.3/6 ตระหนกั ถึง • การถา่ ยทอดพลงั งานในระบบนิเวศ อาจทาให้ มีสารพิษ ในระบบนิเวศตอ้ งมีกร
พลงั งานท่ีเกดิ ขนึ้ พรอ้ ม
ควำมสมั พนั ธของสง่ิ มีชวี ติ และ สะสมอยใู่ นส่ิงมีชีวติ ไดจ้ นอาจกอ่ ใหเ้ กิด อนั ตรายตอ่ และในระบบนิเวศหนงึ่
ส่งิ แวดลอมในระบบนิเวศ โดย สิ่งมีชีวิต และทาลายสมดลุ ใน ระบบนิเวศ ดงั น้นั การดแู ล องคป์ ระกอบทไ่ี มม่ ชี ีวิต
ไมทำลำยสมดลุ ของระบบ รักษาระบบนิเวศ ให้เกิดความสมดลุ และคงอยตู่ ลอดไปจึง ชีวิต ซ่ึงมคี วามสมั พนั ธ
นิเวศ เป็ น สิ่งสาคญั ระบบนเิ วศจึงจะอยใู่ น

วามคดิ รวบยอด สาระการ นาไปสู่ ชิ้นงาน/ แนวการจัด
เรียนรู้ ภาระ กจิ กรรมการ
ระบวนการถา่ ยทอด สมรรถนะ คณุ ลกั ษณะ งาน
มกบั การหมนุ เวียนสาร สมดลุ ระบบนเิ วศ สาคัญของ อนั พ่ึง เรียนรู้
งประกอบดว้ ย ประสงค์ ใบงาน
ตและองคป์ ระกอบทม่ี ี ผเู้ รียน เรือ่ ง วธิ ีสอนแบบสืบ
ธก์ นั อยา่ งเหมาะสม 1.ควำม เสาะหาความรู้
นสภาวะสมดลุ 1. ซอ่ื สัตย์ สมดุล (5Es
ควำมสำมำรถ สุจริต ระบบ Instructional
ในกำรส่ือสำร 2.ควำมมี นิเวศ Model)
2. วนิ ยั
ควำมสำมำรถ 3.ใฝ่เรียนรู้
ในกำรคดิ

1) ทกั ษะ
กำรสำรวจ
ค้นหำ

2) ทกั ษะ

กำรจำแนก
ประเภท

3) ทักษะ

กำร
เปรียบเทียบ

4) ทกั ษะ
กำรตีควำม
ขอ้ มูลและ
กำรลง
ขอ้ สรปุ
3.
ควำมสำมำรถ
ในกำรใช้
เทคโนโลยี

มาตรฐาน/ สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง สาระสาคัญ/ความคดิ รวบ
ตัวชวี้ ัด

ว 1.3 ม. • ความหลากหลายทางชีวภาพ มี 3 ความหลากหลายทางชีวภาพแบ่งออก
3/9 เปรยี บเทียบควำม ระดบั ไดแ้ ก่ ความหลากหลายของ ระดบั ไดแ้ ก่ ความหลากหลายทางระบ
หลำกหลำยทำงชวี ภำพใน ระบบนิเวศ ความหลาก หลายของ ความหลากหลายของชนิดสิ่งมีชีวติ แ
ระดบั ชนดิ สง่ิ มชี ีวิตใน ชนิดส่งิ มชี วี ิต และความหลากหลาย
ระบบนิเวศตำง ๆ ทางพนั ธุกรรม ความหลากหลายทาง หลากหลายทางพนั ธุกรรม ซ่ึงคว
ชีวภาพนีม้ ี หลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศ
พ้ืนที่จะแตกตา่ งกนั บางระบบนิเวศม
หลากหลายทางชีวภาพสูง บางระบบ

ความหลากหลายทางชีวภาพต่า ซ่ึง
หลากหลายทางชีวภาพ

บยอด สาระการเรียนรู้ นาไปสู่ ชนิ้ งาน/ แนวการจัด

สมรรถนะสาคญั ของ คณุ ลักษณะอนั ภาระ กจิ กรรมการ
ผ้เู รียน พง่ึ ประสงค์
งาน เรียนรู้

กเป็น 3 ความหลากหลาย 1. ควำมสำมำรถใน 1.ควำมซื่อสตั ย์ ใบงาน วธิ ีสอนแบบ
บบนิเวศ ทางชีวภาพ กำรสอื่ สำร สจุ ริต
และความ 2. ควำมสำมำรถใน 2.ควำมมีวนิ ยั เรอ่ื ง สืบเสาะหา
วาม กำรคิด 3.ใฝเ่ รยี นรู้ ความ ความรู้ (5Es
ศในแตล่ ะ หลากหลาย
มคี วาม 1) ทักษะกำร ทางชีวภาพ Instructional
บนิเวศมี สำรวจค้นหำ
งความ Model)
2) ทกั ษะกำร
จำแนกประเภท

3) ทกั ษะกำร
เปรยี บเทียบ

4) ทักษะกำร
ตคี วำมข้อมลู และ
กำรลงขอ้ สรุป
3. ควำมสำมำรถใน
กำรใช้เทคโนโลยี

มาตรฐาน/ สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง สาระสาคัญ/ความคดิ รวบ
ตวั ชวี้ ัด

ว 1.3 ม.3/10 อธิบำย ความสาคญั ต่อการรักษาสมดลุ ของระบบ ความสาคญั ต่อการรักษาสมดลุ ของระ
ควำมสำคญั ของควำม นิเวศ ระบบนิเวศทีม่ ีความหลากหลาย และมคี วามสาคญั ต่อมนุษย์
หลำกหลำยทำงชีวภำพ ทางชวี ภาพสูง จะรักษาสมดลุ ไดด้ ีกวา่
ทีม่ ีตอกำรรักษำสมดุล ระบบนิเวศทีม่ คี วาม หลากหลายทาง
ของระบบนิเวศและ
ตอมนษุ ย ชีวภาพต่ากวา่ นอกจากน้ี ความ
หลากหลายทางชีวภาพยงั มคี วามสาคญั

ตอ่ มนุษยใ์ นดา้ นตา่ ง ๆ เชน่ ใชเ้ ป็น
อาหาร ยารักษาโรค วตั ถุดิบใน

อุตสาหกรรมตา่ ง ๆ ดงั น้นั จึงเป็นหนา้ ท่ี
ของทกุ คนในการดูแลรักษา ความ
หลากหลายทางชวี ภาพให้คงอยู่

ว 1.3 ม.3/11 แสดง การดูแลรักษาความหลากหลา
ควำมตระหนกั ใน ทางชวี ภาพโดยการร่วมกนั อนุรักษพ์ นั
คณุ คำและควำมสำคญั
ของควำมหลำกหลำย ทรัพยากรอย่างประหยดั และรู้คุณ
ทำงชวี ภำพ โดยมีสวนร
วมในกำรดแู ลรกั ษำ
ควำมหลำกหลำยทำง
ชีวภำพ

บยอด สาระการเรยี นรู้ นาไปสู่ ชิน้ งาน/ แนวการจดั
ภาระ กิจกรรมการ
ะบบนิเวศ ความหลากหลายทาง สมรรถนะสาคญั ของ คุณลักษณะ งาน
ชวี ภาพ ผเู้ รยี น อนั พ่ึง เรียนรู้
าย ประสงค์ ผงั มโน
นธุ์สัตว์ ใช้ 1. ควำมสำมำรถใน ทัศน์ วธิ ีสอนแบบ
ณค่า กำรสอ่ื สำร 1.ควำม สืบเสาะหา
2. ควำมสำมำรถใน ซ่ือสัตย์ ความ ความรู้ (5Es
กำรคดิ สุจรติ หลากหลาย Instructional
2.ควำมมี ทางชีวภาพ Model)
1) ทักษะกำร วนิ ยั
สำรวจคน้ หำ 3.ใฝ่
เรียนรู้
2) ทักษะกำร

จำแนกประเภท

3) ทกั ษะกำร

เปรียบเทยี บ
4) ทกั ษะกำร

ตคี วำมข้อมลู และกำร
ลงข้อสรุป
3. ควำมสำมำรถใน

กำรใชเ้ ทคโนโลยี

หนว่ ยก

กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

สาระท่ี 2 วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ

มำตรฐำน ว 2.1 เขำ้ ใจสมบัตขิ องสสำร องค์ประกอบของสสำร ควำมสัมพันธ์ระหวำ่ งส

กำรเปล่ยี นแปลงสถำนะของสสำร กำรเกดิ สำรละลำย และกำรเกิดปฏกิ ิริยำเคมี

มาตรฐาน/ สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง สาระสาคญั /ความคดิ

ตัวช้ีวดั รวบยอด สมรรถนะส

ของผเู้ รยี

ว 2.1 ม. พอลิเมอร์เซรามิก และวสั ดุผสม เป็ นวสั ดุท่ี พอลิเมอร์เป็นสำรประกอบ 1. ความสามาร
3/1 ระบสุ มบัติ ใช้ มากในชีวิตประจาวนั โ ม เ ล กุ ล ใ หญ่ ท่ี เ กิ ด จ ำ ก
ทำงกำยภำพ โมเลกุลจำนวนมำกรวมตัว การส่อื สาร
และกำรใชประ • พอลิเมอร์เป็ นสารประกอบโมเลกุลใหญ่ กันทำงเคมี เช่น พลำสติก 2. ความสามาร
โยชนวัสดุ เป็นพอลิเมอร์ที่สำมำรถข้ึน การคิด
ประเภท ท่ีเกิดจากโมเลกลุ จานวนมากรวมตวั กนั ทาง รูปเป็นรูปทรงต่ำง ๆ ได้ ยำง
พอลเิ มอรเซรำ เคมี เช่น พลาสติกยาง เส้นใยซ่ึงเป็ นพอลิ เ ป็ น พ อ ลิ เ ม อ ร์ ท่ี ส ำ ม ำ ร ถ 1) ทกั ษะการส
มกิ และวสั ดุ เมอร์ที่มี สมบัติแตกต่างกนั โดยพลาสติก ยื ด หยุ่ น ไ ด้ แ ล ะ เ ส้ น ใ ย คน้ หา
ผสมโดย เป็ นพอลิเมอร์ที่ ข้ึนรูปเป็ นรูปทรงตา่ ง ๆ ได้ เป็นพอลิเมอร์ที่สำมำรถดึง
ใช หลกั ฐำนเชิง ยางยืดหยุน่ ได้ ส่วนเสน้ ใยเป็ นพอลิเมอร์ที่ เ ป็ น เ ส้ น ย ำ ว ไ ด้ จึ ง ถู ก 2) ทกั ษะการจ
ประจักษและ สามารถดึงเป็ นเส้นยาวได้ พอลิเมอร์จึงใช้ น ำ ม ำ ใ ช้ ป ร ะ โ ย ช น์ ไ ด้ ประเภท
สำรสนเทศ ประโยชนไ์ ดแ้ ตกตา่ งกนั แตกตำ่ งกนั
เซรำมกิ เปน็ เปน็ วสั ดุท่ีผลิต 3) ทกั ษะการ
• เซรามิกเป็ นวสั ดุท่ีผลิตจาก ดิน หิน ทราย จำกดนิ หนิ ทรำย และแร่ เปรยี บเทียบ
ธำตตุ ำ่ ง ๆ จำกธรรมชำติ
และ แร่ ธาตุต่าง ๆ จากธรรมชาติและ และส่วนมำกจะผ่ำนกำรเผำ 4) ทกั ษะการต
ส่วนมากจะผ่าน การเผาท่ีอณุ หภูมิสูง เพ่ือให้ ท่อี ุณหภูมสิ ูงเพอ่ื ให้ไดเ้ นือ้ ขอ้ มลู และการล
ไดเ้ น้ือสารที่แขง็ แรง เซรามิกสามารถทาเป็ น สำรท่แี ข็งแรง เซรำมิกสำมำ ขอ้ สรุป
รูปทรงต่าง ๆ ไดส้ มบตั ิ ทวั่ ไปของเซรามิก รถทำเป็นรูปทรงตำ่ ง ๆ ได้
จะแข็ง ทนต่อการสึกกร่ อน และเปราะ 3. ความสาม
สามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ไดเ้ ช่น ภาชนะท่ี การใชเ้ ทคโนโ
เป็ นเคร่ืองป้ันดินเผาช้ินส่วนอิเลก็ ทรอนิกส์

การเรียนรู้

สมบตั ิ ของสสำรกับโครงสร้ำงและแรงยดึ เหน่ียวระหว่ำงอนภุ ำค หลักและธรรมชำติ ของ

นาไปสู่ ชน้ิ งาน/ การวัด กิจกรรมการเรยี นรู้ เวลา
ภาระงาน ประเมินผล เรยี น
สาคัญ คุณลกั ษณะ วธิ ีสอนแบบสืบเสาะหา (ชวั่ โมง)
ใบงาน ตรวจใบงาน ความรู้ (5Es
ยน อนั พึ่ง เร่ืองพอลิ ผา่ นรอ้ ยละ 60 Instructional Model) 8
เมอร์ -พฤตกิ รรมการ
ประสงค์ ทางานกลมุ่
ใบงาน - สังเกตพฤติกรรม
รถใน 1.ความ เรือ่ ง กำรตอบคำถำม
เซรามกิ
ซ่ือสตั ยส์ จุ รติ
รถใน 2.ความมี

สารวจ วนิ ยั
3.ใฝ่ เรียนรู้

จาแนก

ตีความ ใบงาน
ลง เรือ่ ง
วสั ดผุ สม
มารถใน
โลยี

มาตรฐาน/ สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด
ตวั ช้ีวัด
สมรรถนะสาค

ว 2.1 ม. • วสั ดุผสมเป็นวสั ดุที่เกิดจาก ผลกระทบท่เี กิดขนึ้ จากการใช้ 1. ควำมสำมำ
3/2 ตระหนักถงึ วสั ดตุ ้งั แต่ ๒ ประเภท ทม่ี ี สือ่ สำร
คุณคำของกำรใช สมบตั ิแตกตา่ งกนั มารวมตวั กนั ผลติ ภณั ฑท์ ่ีทาจากวสั ดปุ ระเภทพอลิ 2. ควำมสำมำ
วัสดุประเภทพอลิเม เพื่อนาไปใช้ ประโยชน์ไดม้ าก เมอร์ เซรามิก และวสั ดผุ สม
อร เซรำมกิ และ ข้ึน เช่น เส้ือกนั ฝนบางชนิด สง่ ผลกระทบตอ่ สงิ่ แวดลอ้ ม เนอ่ื งจาก 1) ทกั ษะกำ
วัสดผุ สม โดย เป็นวสั ดุผสมระหวา่ งผา้ กบั ยาง ผลติ ภณั ฑเ์ หลา่ นยี้ อ่ ยสลายยาก จงึ
เสนอแนะแนว คอนกรีตเสริมเหลก็ เป็นวสั ดุ เกิดการสะสมและตกคา้ งอยใู่ น 2) ทักษะก
ทำงกำรใชวสั ดุอย ผสมระหวา่ งคอนกรีตกบั เหลก็ สงิ่ แวดลอ้ ม ยากตอ่ การกาจดั หาก
ำงประหยัดและ • วสั ดุบางชนิดสลายตวั ยาก นาไปเผาจะกอ่ ใหเ้ กิดควนั พษิ เมอ่ื สดู ประเภท
คุมคำ เช่น พลาสติก การใช้ วสั ดอุ ยา่ ง ดมจะเป็นอนั ตรายตอ่ ร่างกาย หาก
ฟ่ ุมเฟือยและไมร่ ะมดั ระวงั อาจ นาไปฝังดนิ ก็จะทาใหด้ นิ เสอื่ มสภาพ 3) ทักษะก
ว 2.1 ม. ก่อ ปัญหาต่อสิ่งแวดลอ้ ม สง่ ผลใหส้ ภาพแวดลอ้ มปนเปื้อน
3/3 อธบิ ำยกำร สารเคมี เพอื่ ลดปัญหาจึงควรเลอื กใช้ เปรียบเทยี บ
เกิดปฏิกริ ิยำเคมี กำรเกิดปฏกิ ริ ยิ ำเคมหี รอื กำรเปล่ยี นแปลง วสั ดใุ หเ้ หมาะสมตอ่ การใชง้ านและ 4) ทักษะกำ
รวมถึงกำรจัดเรียง ทำง เคมขี องสำร เปน็ กำรเปลยี่ นแปลงท่ี ง่ายต่อการกาจดั หรอื นากลบั มาใช้
ตัวใหมของอะตอม ทำใหเ้ กดิ สำรใหม่ โดยสำรท่เี ขำ้ ทำ ใหม่ เพอื่ ลดปริมาณขยะซ่ึงเป็นปัญหา ข้อมูลและกำร
เมอื่ เกดิ ปฏิกิริยำ ปฏิกริ ยิ ำเรียกว่ำสำรตั้งตน้ สำรใหม่ที่ สงิ่ แวดลอ้ ม 3. ควำมสำมำ
เคมีโดยใช เกดิ ขึน้ จำกปฏกิ ิริยำ เรียกวำ่ ผลติ ภัณฑ์ เทคโนโลยี
แบบจำลองและ กำรเกดิ ปฏิกริ ิยำเคมสี ำมำรถเขยี นแทนได้ ปฏิกิริยำเคมีหรือกำรเปล่ียนแปลง 1. ควำมสำมำ
สมกำรขอควำม ด้วย สมกำรข้อควำม ทำงเคมีของสำร ทำให้เกิดสำรใหม่ สือ่ สำร
• กำรเกดิ ปฏกิ ิรยิ ำเคมีอะตอมของสำรตั้ง โดยสำรที่เข้ำทำปฏิกิริยำเรียกว่ำ 2. ควำมสำมำ
ตน้ จะมี กำรจัดเรยี งตัวใหม่ ได้เปน็ สำรตั้งต้น และสำรท่ีเกิดข้ึนใหม่
ผลติ ภณั ฑซ์ ึ่งมีสมบัติ แตกต่ำงจำกสำรตัง้ เรยี กว่ำ ผลิตภณั ฑ์ท่มี ีสมบัติแตกตำ่ ง 1) ทกั ษะกำ
ต้น โดยอะตอมแตล่ ะชนดิ กอ่ นและหลัง ไ ป จ ำ ก ส ำ ร ต้ั ง ต้ น เ นื่ อ ง จ ำ ก
เกดิ ปฏกิ ิริยำเคมมี จี ำนวนเท่ำกัน มกี ำรจดั เรียงอะตอมใหม่ของสำรต้ัง 2) ทกั ษะก
ต้นขณะเกดิ ปฏกิ ริ ิยำ
ประเภท

3) ทักษะก

เปรยี บเทียบ
4) ทักษะกำ

ขอ้ มลู และกำร
3. ควำมสำม
เทคโนโลยี

นาไปสู่ คุณลักษณะ ชิ้นงาน/ภาระ การวดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ เวลา
คญั ของผ้เู รยี น อันพึ่ง งาน ประเมนิ ผล เรยี น
ประสงค์ วธิ สี อนแบบสบื เสำะหำ (ช่ัวโมง)
ำรถในกำร ใบงานเรือ่ ง ตรวจใบงาน ควำมรู้ (5Es
1.ควำม ผลกระทบ ผ่านรอ้ ยละ 60 Instructional Model) 2
ำรถในกำรคิด ซือ่ สัตย์ จำกกำรใช้ -พฤตกิ รรมการ
ำรสำรวจคน้ หำ สจุ ริต วัสดปุ ระเภท ทางานกล่มุ
กำรจำแนก 2.ควำมมี พอลิเมอร์ - สังเกต
วินยั เซรำมิก และ พฤติกรรมกำร
กำร 3.ใฝ่เรียนรู้ วสั ดผุ สม ตอบคำถำม

ำรตคี วำม
รลงขอ้ สรปุ
ำรถในกำรใช้

ำรถในกำร

ำรถในกำรคิด 1.ควำม ใบงานเรื่อง ตรวจใบงาน วิธีสอนแบบสืบเสำะหำ 3
ำรสำรวจคน้ หำ ซ่ือสัตย์ การ ผา่ นร้อยละ 60
กำรจำแนก สจุ รติ เกิดปฏกิ ิรยิ า -พฤติกรรมการ ควำมรู้
2.ควำมมี เคมี ทางานกล่มุ 5Es Instructional
กำร วนิ ัย - สงั เกต Model
3.ใฝเ่ รียนรู้ พฤตกิ รรมกำร
ำรตคี วำม ตอบคำถำม
รลงขอ้ สรปุ
มำรถในกำรใช้

มาตรฐาน/ สาระการเรียนรแู้ กนกลาง สาระสาคญั /ความคิด สมรรถนะ
ตัวชวี้ ัด รวบยอด ผู้เร
เมือ่ เกิดปฏิกิริยาเคมีมวลรวมของ
ว 2.1 ม.3/4 สารต้งั ตน้ เทา่ กบั มวลรวมของ การเกิดปฏิกิริยาเคมี 1. ควำมสำม
อธบิ ำยกฎทรง ผลิตภณั ฑซ์ ่ึงเป็นไปตาม กฎทรง ส า ม า ร ถ เ ขี ย น ไ ด้เ ป็ น สื่อสำร
มวล โดยใช มวล สมการขอ้ ความที่แสดงถงึ 2. ควำมสำม
หลกั ฐำนเชิง จานวนอะตอมแต่ละชนิด คดิ
ประจักษ์ ก่ อ น แ ล ะ ห ลัง ก า ร ท า
ปฏิ กิ ริ ย าเค มีจะมีจาน วน 1) ทักษะก
เท่ากันและมวลรวมของ ค้นหำ
สารต้ังต้นจะเท่ากับมวล
ร ว ม ข อ ง ผ ลิ ต ภัณ ฑ์ซ่ึ ง 2) ทกั ษะ
เป็ นไปตามกฏทรงมวล
ประเภท

3) ทักษะ

เปรยี บเทยี บ
4) ทกั ษะก

ขอ้ มูลและกำ

ว 2.1 ม.3/5 • เมื่อเกดิ ปฏกิ ิรยิ ำเคมมี กี ำร ในขณะท่เี กดิ ปฏิกริ ิยำเคมี ควำมส
วเิ ครำะหปฏิกิริยำ ถ่ำยโอนควำมรอ้ น ควบคูไ่ ป จะมกี ำรถำ่ ยโอนควำมรอ้ น ใชเ้ ทคโ
ดดู ควำมรอนและ กับกำรจัดเรยี งตัวใหมข่ อง ควบคไู่ ปกบั กำรจดั เรยี งตวั 1. ควำมสำม
ปฏกิ ริ ยิ ำคำยควำม อะตอมของสำร ปฏิกริ ิยำทมี่ ี ใหม่ของอะตอมของสำร จงึ สอื่ สำร
รอน จำกกำร กำรถ่ำยโอนควำมร้อนจำก ทำให้แบ่งปฏกิ ิรยิ ำเคมอี อก 2. ควำมสำม
เปลีย่ นแปลง สิ่งแวดลอ้ ม เข้ำสรู่ ะบบเป็น ไดเ้ ปน็ 2 ประเภท ได้แก่ คดิ
พลังงำนควำมร ปฏกิ ริ ิยำดูดควำมรอ้ น ปฏกิ ริ ิยำทมี่ กี ำรถำ่ ยโอน 1) ทกั ษะก
อนของปฏกิ ริ ิยำ ปฏกิ ริ ยิ ำ ท่มี กี ำรถำ่ ยโอน ควำมร้อนจำกส่งิ แวดลอ้ ม คน้ หำ
เข้ำสูร่ ะบบ เรยี กวำ่
ควำมรอ้ นจำกระบบออกสู่ 2) ทกั ษะ

ประเภท

3) ทักษะ

เปรียบเทียบ

นาไปสู่ ชนิ้ งาน/ภาระ การวัด กิจกรรมการเรียนรู้ เวลาเรียน
งาน ประเมนิ ผล (ชว่ั โมง)
ะสาคญั ของ คณุ ลักษณะอัน
เรียน พง่ึ ประสงค์ ใบง ำน เร่ือง ตรวจใบงาน วธิ ีสอนแบบ 3
มำรถในกำร การเขียนสมการ ผา่ นรอ้ ยละ สบื เสาะหา
1.ควำมซื่อสตั ย์ เคมี 60 ความรู้ (5Es
-พฤตกิ รรม
มำรถในกำร สุจริต ใบงาน เร่ือง การทางาน Instructional
ประเภทของ กล่มุ
2.ควำมมีวนิ ัย ปฏิกิริยาเคมี - สังเกต Model)
พฤตกิ รรมกำร
กำรสำรวจ 3.ใฝเ่ รยี นรู้ ตอบคำถำม

ะกำรจำแนก ตรวจใบงาน
ผ่านรอ้ ยละ
ะกำร 1.ควำม 60 วธิ ีสอนแบบ 2
บ ซอ่ื สัตยส์ ุจรติ -พฤตกิ รรม สืบเสาะหา
กำรตคี วำม 2.ควำมมี การทางาน ความรู้ (5Es
ำรลงขอ้ สรุป วินยั กลมุ่
3. 3.ใฝเ่ รียนรู้ - สังเกต Instructional
สำมำรถในกำร พฤตกิ รรมกำร
โนโลยี ตอบคำถำม Model)
มำรถในกำร

มำรถในกำร

กำรสำรวจ

ะกำรจำแนก

ะกำร


สิง่ แวดล้อมเปน็ ปฏกิ ิรยิ ำคำย ปฏิกริ ยิ ำดดู ควำมรอ้ น และ 4) ทักษะก
ควำมร้อน โดยใช้ เครอื่ งมอื ท่ี ปฏิกริ ยิ ำท่มี กี ำรถ่ำยโอน ข้อมลู และกำ
เหมำะสมในกำรวดั อุณหภมู ิ ควำมรอ้ นจำกระบบออกสู่ 3. ควำมสำม
เช่น เทอรม์ อมเิ ตอรห์ ัววัดท่ี สิ่งแวดลอ้ ม เรยี กวำ่ เทคโนโลยี
สำมำรถตรวจสอบ กำร ปฏกิ ริ ยิ ำคำยควำมรอ้ น
เปล่ียนแปลงของอุณหภูมิได้
อย่ำงตอ่ เนือ่ ง

กำรตีควำม
ำรลงขอ้ สรปุ
มำรถในกำรใช้

มาตรฐาน/ สาระการเรียนร้แู กนกลาง สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด
ตัวช้วี ดั

ว 2.1 ม.3/6 ปฏิกิริยาเคมที พ่ี บในชวี ติ ประจาวนั มหี ลายชนิด ปฏิกิริยาเคมีที่พบในชีวติ ประจาวนั มี
อธิบำยปฏกิ ิริยำ เช่น ปฏิกิริยาการเผาไหมก้ ารเกิดสนิมของเหลก็ หลายชนิด เชน่ ปฏิกิริยาการเผาไหมเ้ ป็ น
กำรเกิดสนิม ปฏิกิริยาของกรดกบั โลหะ ปฏิกิริยาของกรดกบั ปฏิกิริยาระหวา่ งสารกบั ออกซิเจน ซ่ึง
ของเหล็ก เบส ปฏิกิริยาของเบสกบั โลหะ การเกิดฝนกรด ส่วนใหญ่เป็ นสารประกอบที่มีคาร์บอน
ปฏกิ ริ ิยำของ การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง ปฏิกิริยาเคมีสามารถ และไฮโดรเจนเป็ นองคป์ ระกอบ (การ
กรดกบั โลหะ เผาไหมอ้ ยา่ งสมบรู ณ์จะไดผ้ ลิตภณั ฑ์
ปฏกิ ริ ิยำของ เขียนแทนไดด้ ว้ ยสมการขอ้ ความ ซ่ึงแสดงชอ่ื เป็ นคาร์บอนไดออกไซด์ และน้า) การ
กรดกบั เบส ของ สารต้งั ตน้ และผลิตภณั ฑเ์ ชน่ เช้ือเพลิง + เกิดสนิมเหล็กเกิดจากปฏิกิริ ยาเคมี
และปฏกิ ริ ยิ ำ ระหวา่ งเหล็ก น้า และออกซิเจน ได้
ของเบสกับ ออกซิเจน → คารบ์ อนไดออกไซด+์ นา้ ปฏกิ ริ ิยาการเผา ผลิตภณั ฑเ์ ป็ นสนิมของเหลก็ ปฏิกิริยา
โลหะ โดยใช ของกรดกบั โลหะจะไดผ้ ลิตภณั ฑเ์ ป็ น
หลักฐำนเชงิ ไหมเ้ ป็นปฏิกริ ิยาระหว่างสารกบั ออกซิเจน สารท่ี เกลือของโลหะกบั แก๊สไฮโดรเจน
ประจักษ และ เกดิ ปฏิกริ ิยาการเผาไหม้ ส่วนใหญ่เป็นสารประกอบที่มี ปฏิกิริยาของกรดกบั สารประกอบ
อธิบำยปฏกิ ิริยำ คาร์บอนและ ไฮโดรเจนเป็นองคป์ ระกอบ ซ่ึงถา้ เกดิ การเผา คาร์บอเนตจะไดผ้ ลิตภณั ฑเ์ ป็ นแก๊ส
กำรเผำไหม ไหม้ อย่างสมบูรณ์จะไดผ้ ลิตภณั ฑเ์ ป็น คาร์บอนไดออกไซด์ เกลือของโลหะ
กำรเกิดฝนกรด คาร์บอนไดออกไซดแ์ ละน้า และน้า ปฏิกิริยาของกรดกบั เบสจะได้
กำรสงั เครำะหด • การเกดิ สนิมของเหลก็ เกดิ จากปฏิกริ ิยาเคมี ระหว่างเหล็ก ผลิตภณั ฑเ์ ป็ นเกลือของโลหะ และน้า
วยแสง โดยใช น้า และออกซิเจน ไดผ้ ลิตภณั ฑ์ เป็นสนิมของเหล็ก ปฏิกิริยาของเบสกบั โลหะบางชนิดจะได
สำรสนเทศ • ปฏกิ ริ ิยาการเผาไหมแ้ ละการเกดิ สนิมของเหล็ก เป็น ผลิตภณั ฑเ์ ป็ นเกลือของเบสและแก๊ส
รวมทง้ั เขยี น ปฏิกริ ิยาระหว่างสารต่าง ๆ กบั ออกซิเจน ไฮโดรเจน การเกิดฝนกรดเกิดจาก
• ปฏิกริ ิยาของกรดกบั โลหะกรดทาปฏกิ ริ ิยากบั โลหะได้ ปฏิกิริยาระหวา่ งน้าฝน
หลายชนิด ไดผ้ ลิตภณั ฑเ์ ป็นเกลือของ โลหะและแกส๊
ไฮโดรเจน

• ปฏิกิริยาของกรดกบั สารประกอบคาร์บอเนต
ไดผ้ ลติ ภณั ฑเ์ ป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ เกลอื
ของโลหะ และน้า

นาไปสู่ ชนิ้ งาน/ภาระ การวัด กิจกรรมการเรยี นรู้ เวลาเรียน

สมรรถนะสาคัญ คุณลกั ษณะ งาน ประเมนิ ผล (ช่วั โมง)

ของผู้เรยี น อันพ่ึง

ประสงค์

1. ควำมสำมำรถ 1.ควำม ใบงาน เรอ่ื ง ตรวจใบงาน วธิ ีสอนแบบ 3
น ในกำรสือ่ สำร ซือ่ สตั ย์ ชนิดของ ผ่านรอ้ ยละ สบื เสาะหา
สจุ ริต ปฏกิ ิรยิ าเคมี ความรู้ (5Es
2. ควำมสำมำรถ 2.ควำมมี 60
ในกำรคิด วินัย -พฤติกรรม Instructional
3.ใฝเ่ รยี นรู้ การทางาน
1) ทกั ษะกำร กล่มุ Model)
สำรวจคน้ หำ - สงั เกต
พฤติกรรมกำร
2) ทกั ษะกำร ตอบคำถำม

จำแนกประเภท

3) ทักษะกำร

เปรยี บเทียบ
4) ทักษะกำร

ตคี วำมข้อมลู และ

กำรลงข้อสรปุ

3.

ควำมสำมำรถ

ใ น ก ำ ร ใ ช้

เทคโนโลยี
ด้

มาตรฐาน/ สาระการเรียนรู้ สาระสาคัญ/ความคิด
ตวั ช้วี ัด แกนกลาง
รวบยอด สมรรถนะ
ผเู้ ร

มาตรฐาน/ ปฏิกิริยาของกรดกบั เบส ได้ กบั ออกไซด์ของไนโตรเจน หรือ 4) ทักษะก
ตวั ชว้ี ัด ผลิตภณั ฑเ์ ป็ นเกลือ ของโลหะและ ออกไซด์ของซลั เฟอร์ ทำใหไ้ ด้ ลงขอ้ สรุป
น้า หรืออาจไดเ้ พียงเกลอื ของโลหะ นำ้ ฝนท่ีมสี มบตั ิเป็นกรด กำร
ว 2.1 ม.3/7 ระบุประโย สังเครำะห์ด้วยแสงของพืชเปน็ 3. ควำมส
ชนและโทษของปฏิกริ ิยำ • ปฏิกิริยาของเบสกบั โลหะบาง ปฏิกิรยิ ำทเี่ กดิ ขึน้ ระหวำ่ งแกส๊
เคมที ีม่ ีตอสงิ่ มีชวี ิตและ คำร์บอนไดออกไซด์กบั นำ้ โดยมี 1. ควำมสำม
สง่ิ แวดลอมและยกตวั อย ชนิด ไดผ้ ลิตภณั ฑ์ เป็ นเกลือของ แสงเป็นปจั จยั ทที่ ำให้เกดิ ปฏิกริ ยิ ำ ส่อื สำร
ำงวธิ ีกำรปองกนั และแก เบสและแกส๊ ไฮโดรเจน 2. ควำมสำม
ปญหำทีเ่ กดิ จำกปฏิกิรยิ ำ สกแาลลูโรคะะไสดสแผ้ ากลส๊ติคอภัญอัณกฑ/ซเ์คิเปจวนน็ นาแำ้ มลตะำคนลำ้ิด คดิ
เคมีทพ่ี บใน •ปกฏสาิกราิรเกิรยิดาะรฝกะนหากวรรา่ ดงเรเปนีย็้ นาฝนผนลรกจู้ บัาก รวบยอด
ชีวติ ประจำวัน จำกกำร ออกไซแดข์ กอนงไกนลโตารงเจน หรือ 1) ทกั ษะ
สบื คนขอมูล ปฏกิ ิริยาเคมสี ามารถนาไป คน้ หำ
ออกไซด์ ของซลั เฟอร์ทาใหน้ ้าฝน ประยกุ ตใ์ ชป้ ระโยชนใ์ น
มีสมบตั ิเป็ นกรด ชีวิตประจาวนั และสามารถ 2) ทกั ษะ
บรูณาการกบั คณติ ศาสตร์
•การสงั เคราะห์ดว้ ยแสงของพืช เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์ จำแนกประ
เพอื่ ใชป้ รบั ปรุงผลติ ภณั ฑใ์ หม้ ี 3) ทักษะ
เป็ นปฏิกิริยา ระหวา่ งแกส๊ คณุ ภาพตามตอ้ งการ
คาร์บอนไดออกไซดก์ บั น้า โดยมี เปรยี บเทีย
แสงชว่ ยในการเกิดปฏิกิริยา ได้ 4) ทักษะก
ผลิตภณั ฑเ์ ป็ น น้าตาลกลโู คสและ
ออกซิเจน

• ปฏิกิริยาเคมีท่ีพบใน

ชีวิตประจาวนั มีท้งั ประโยชน์ และ
โทษต่อสิ่งมีชีวติ และสิ่งแวดลอ้ ม
จึงตอ้ ง ระมดั ระวงั ผลจากปฏิกิริยา
เคมีตลอดจนรู้จกั วธิ ี ป้องกนั และ
แกป้ ัญหาที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีที่
พบ ในชีวิตประจาวนั

นาไปสู่ ชิ้นงาน/ การวดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ เวลาเรียน
ภาระงาน ประเมนิ ผล (ชวั่ โมง)
ะสาคญั ของ คุณลักษณะ
รยี น อันพึ่ง
ประสงค์

ช้ินงาน/ การวัด กิจกรรมการเรียนรู้ เวลาเรียน
ภาระ ประเมินผล (ชวั่ โมง)
นาไปสู่ งาน

กำรตีควำมขอ้ มูลและกำร

สำมำรถในกำรใช้เทคโนโลยี

มำรถในกำร 1.ควำม ประโยชน์ ตรวจใบ วธิ ีสอนแบบสืบ 2
ซื่อสตั ย์ และโทษ งำน เสำะหำควำมรู้
มำรถในกำร สจุ ริต ผำ่ นรอ้ ย (5Es
2.ควำมมี ของ ละ 60 Instructional
ะกำรสำรวจ วินยั ปฏกิ ริ ยิ ำ -พฤติกรรม Model)
3.ใฝ่ กำรทำงำน
ะกำร เรยี นรู้ เคมี กลุ่ม
- สงั เกต
ะเภท พฤตกิ รรม
ะกำร กำรตอบ
ยบ คำถำม
กำรตคี วำม

มาตรฐาน/ สาระการเรียนรู้ สาระสาคัญ/ความคิด
ตวั ช้วี ัด แกนกลาง
รวบยอด สมรรถน
ของผ

ว 2.3 ม.3/1 • เมอื่ ต่อวงจรไฟฟ้าครบวงจรจะมี ก ฎ ข อ ง โ อ ห์ ม มี 1. ควำมส
วิเครำะหควำมสัมพันธ กระแสไฟฟ้า ออกจากข้วั บวกผา่ น ใจควำมสำคัญว่ำ สำหรับ ในกำรสอ่ื
ระหวำงควำมตำงศักย วงจรไฟฟ้าไปยงั ข้วั ลบของ ตัวนำไฟฟ้ำที่อุณหภูมิคงตัว 2. ควำมส
กระแสไฟฟำ และ แหล่งกาเนิดไฟฟ้า ซ่ึงวดั คา่ ไดจ้ าก อัตรำส่วนระหว่ำงควำมต่ำง ในกำรคดิ
ควำมตำนทำน และ แอมมิเตอร์ ศักย์ไฟฟ้ำระหว่ำงจุด 2 จุด
คำนวณปริมำณท่เี ก่ียวข กับกระแสไฟฟ้ำที่ไหลผ่ำน 1) ทักษ
องโดยใชสมกำร V = IR คา่ ท่ีบอกความแตกต่างของ ระหว่ำงจุดทั้งสองจะมีค่ำคง สำรวจคน้
จำกหลกั ฐำนเชงิ ประ พลงั งานไฟฟ้าตอ่ หน่วย ประจุ ตวั เช่นกนั
จักษ ระหวา่ งจดุ ๒ จดุ เรียกวา่ ความ 2) ทกั
ว 2.3 ม.3/2 เขยี นกรำฟ ต่างศกั ย์ ซ่ึงวดั คา่ ไดจ้ ากโวลต์
ควำมสัมพนั ธระหวำงก มเิ ตอร์ จำแนกปร
ระแส
ไฟฟำและควำม 3) ทกั
ตำงศกั ยไฟฟำ
เปรยี บเท
4) ทกั ษ

ตคี วำมข้อ
กำรลงข้อ
3. ควำม

ในก
เทคโ


Click to View FlipBook Version