The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการสอนวิชาการป้องกันการทุจริต ป.4
โรงเรียนวัดคลองห้า

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tummeng.kt, 2021-05-31 00:30:43

แผนการสอนวิชาการป้องกันการทุจริต ป.4

แผนการสอนวิชาการป้องกันการทุจริต ป.4
โรงเรียนวัดคลองห้า

แบบประเมนิ พฤตกิ รรมการทางานกลมุ่

กลุ่ม ..........................................................................................................

สมาชิกในกลุม่ 1. ...................................................................... 2. ......................................................................
3. ...................................................................... 4. ......................................................................
5. ...................................................................... 6. ......................................................................
7. ...................................................................... 8. ......................................................................
9. ...................................................................... 10. ......................................................................

คาช้ีแจง : ให้นักเรียนทาเครื่องหมาย  ในช่องทีต่ รงกบั ความเป็นจรงิ

พฤติกรรมท่สี งั เกต คะแนน 1
32
1. มีส่วนรว่ มในการแสดงความคดิ เหน็
2. มคี วามกระตือรอื ร้นในการทางาน
3. รับผิดชอบในงานที่ไดร้ ับมอบหมาย
4. มขี ้ันตอนในการทางานอยา่ งเป็นระบบ
5. ใชเ้ วลาในการทางานอย่างเหมาะสม

รวม

เกณฑก์ ารให้คะแนน

พฤตกิ รรมทที่ าเป็นประจา ให้ 3 คะแนน
พฤติกรรมท่ีทาเป็นบางครัง้ ให้ 2 คะแนน
พฤติกรรมทท่ี าน้อยครัง้ ให้ 1 คะแนน

เกณฑป์ ระเมนิ ระดับคณุ ภาพ ระดับคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ดี
13 - 15 ปานกลาง
8 - 12
5-7 ปรบั ปรงุ

แบบประเมินผลงาน

เรอ่ื ง ผลของพฤตกิ รรมระบบคดิ ฐานสองทสี่ ่งผลในระดบั ชุมชน

คาชแี้ จง ทาเคร่ืองหมาย  ลงในช่องระดบั คะแนนพฤตกิ รรมท่นี ักเรยี นปฏบิ ัตดิ งั น้ี
ระดบั 3 หมายถงึ แสดงพฤติกรรมใหเ้ ห็นมาก
ระดับ 2 หมายถงึ แสดงพฤติกรรมใหเ้ หน็ ปานกลาง
ระดบั 1 หมายถึง แสดงพฤตกิ รรมใหเ้ ห็นนอ้ ย

หวั ข้อประเมนิ การ

ความถกู ตอ้ ง ความ ความคิด รวม ประ
321 เรยี บร้อย สร้างสรรค์
ลาดับ ระดบั คะแนน คะ เมนิ หมายเหตุ
ที่ 321 321 แนน
ผล

ช่อื -สกุล ผ่าน ไม่
ผ่าน

1.
2.
3.
4.
5.
6.
7.
8.
9.
10.

เกณฑก์ ารประเมนิ
คะแนนตัง้ แต่ 4 - 9 ผา่ น
8 - 9 = ดี

6 - 7 = ปานกลาง
4 - 5 = พอใช้

คะแนนตา่ กวา่ 4 ไม่ผ่าน

แผนการจดั การเรียนรู้

หน่วยที่ ๑ ชื่อหน่วย การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชน์ส่วนรวม ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ ๔

แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี ๗ เรื่อง ความแตกตา่ งระหวา่ งจริยธรรมและการทุจริต เวลา ๒ ชัว่ โมง

๑.ผลการเรยี นรู้

๑.๑ มคี วามรูค้ วามเข้าใจเกี่ยวกับการแยกแยะระหว่างผลประโยชน์สว่ นตนและผลประโยชน์สว่ นรวม
๑.๒ วิเคราะห์การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม

๒.จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
๒.๑ นกั เรียนสามารถบอกความหมายของจรยิ ธรรมได้
๒.๒ นกั เรียนสามารถบอกความหมายของการทจุ ริตได้

๒.๓ นักเรยี นสามารถยกตวั อย่างจริยธรรมและการทจุ ริตได้
๓.สาระการเรียนรู้

๓.๑ ความรู้
จริยธรรม หมายถึง แนวทางซ่ึงเป็นกฎเกณฑ์ในการประพฤติปฏิบัติในส่ิงท่ีถูกต้องดีงาม และเป็น

ลักษณะท่ีสังคมต้องการ เป็นสิ่งท่ีเกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคมส่วนรวม บุคคลท่ีมีจริยธรรมอยู่ในตนเอง

ยอ่ มเปน็ ท่ียอมรบั นับถอื ของคนในสงั คม และสามารถดาเนินชวี ิตไดอ้ ย่างเป็นปกติสขุ เป็นคนท่มี คี ุณภาพและเป็น
ท่ียอมรับของสงั คมส่วนรวม

การทุจริต (Corruption) หมายถึง การคดโกง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต การกระทาท่ีผิดกฎหมาย เพ่ือให้เกิด
ความได้เปรียบในการแข่งขัน การใช้อานาจหน้าท่ีในทางที่ผิดเพื่อแสวงหาประโยชน์หรือให้ได้รับส่ิงตอบแทน
การใหห้ รือการรับสนิ บน การกาหนดนโยบายทีเ่ ออ้ื ประโยชนแ์ กต่ นหรอื พวกพอ้ ง รวมถึงการทุจรติ เชิงนโยบาย

๓.๒ ทกั ษะ/กระบวนการ (สมรรถนะทเี่ กดิ )
๑) ความสามารถในการส่อื สาร

๒) ความสามารถในการคดิ
๓) ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ิต
๓.๓ คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

๑) ซอ่ื สัตย์สจุ ริต
๔.กิจกรรมการเรยี นรู้

๔.๑ ข้ันตอนการเรียนรู้
๑) ช่ัวโมงที่ ๑
๑. ครใู ห้นักเรยี นชมวดี ิทศั น์ เร่ือง “อาหารหมดอายุ”

๒. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น ๕ กลุ่ม หรือตามความเหมาะสม แล้วให้นักเรียนตั้งคาถาม
จากการชมวีดิทัศน์ โดยครูกาหนดคาถามให้ใช้คาว่า “ทาไม” “เพราะเหตุใด” “ผลเป็นอย่างไร” เช่น ทาไม

แม่ค้าจงึ นาอาหารหมดอายุมาให้นกั เรยี นรบั ประทาน เปน็ ตน้
๓. ครใู ห้นักเรียนศกึ ษาใบความรู้ เรื่อง “การทจุ ริต” จากนั้นครูอธบิ ายความหมายของการทุจริต

เพ่มิ เตมิ

๔. ครูให้นักเรียนยกตัวอย่างของเหตุการณ์หรือการกระทาท่ีแสดงถึงการทุจริตต่าง ๆ ใน
สังคมไทย

๒) ช่ัวโมงท่ี ๒
๑. ครูให้นักเรียนศึกษาใบความรู้ เรื่อง จริยธรรม จากน้ันครูอธิบายความหมายของจริยธรรม

เพิม่ เติม
๒. ครูให้นักเรียนยกตัวอย่างของเหตุการณ์หรือการกระทาที่แสดงถึงจริยธรรมต่าง ๆ ใน

สงั คมไทย เช่น การขับรถผดิ กฎจราจร เปน็ ต้น
๓. ครูให้นักเรยี นเขียนแยกการกระทาทีแ่ สดงให้เห็นถึงการมจี ริยธรรมและการกระทาท่ีแสดงให้

เหน็ ถึงการทจุ ริต ลงในใบงานที่ ๑ เรอ่ื ง ความแตกต่างระหวา่ งจริยธรรมและการทจุ ริต
๔. ครูและนักเรยี นร่วมกันสรุปความแตกต่างระหว่างจรยิ ธรรมและการทจุ รติ ดงั นี้
จริยธรรม หมายถึง แนวทางซ่ึงเป็นกฎเกณฑ์ในการประพฤติปฏิบัตใิ นส่ิงที่ถูกตอ้ งดงี าม และ

เปน็ ลักษณะทสี่ ังคมต้องการ เป็นส่ิงทเี่ กิดประโยชน์ตอ่ ตนเองและสังคมส่วนรวม บุคคลที่มจี ริยธรรมอยู่ในตนเอง
ย่อมเปน็ ทีย่ อมรับนับถือของคนในสงั คม และสามารถดาเนนิ ชวี ิตไดอ้ ย่างเป็นปกตสิ ขุ เป็นคนทีม่ ีคุณภาพและเป็น
ทยี่ อมรับของสังคมส่วนรวม

การทุจริต หมายถึง การคดโกง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต การกระทาท่ีผิดกฎหมาย เพ่ือให้เกิดความ
ได้เปรียบในการแข่งขัน การใช้อานาจหน้าท่ีในทางท่ีผิดเพื่อแสวงหาประโยชน์หรือให้ได้รับสิ่งตอบแทน การให้
หรอื การรับสนิ บน การกาหนดนโยบายทเ่ี อื้อประโยชนแ์ ก่ตนหรอื พวกพ้อง รวมถงึ การทจุ ริตเชิงนโยบาย

ความแตกต่างระหว่างจริยธรรมและการทุจริต คือ จริยธรรมเป็นแนวทางซ่ึงเป็นกฎเกณฑ์ใน
การประพฤติปฏิบัติในสิ่งทถ่ี ูกตอ้ งดีงาม สว่ นการทุจริต คือ การคดโกง ไมซ่ ่ือสัตย์สจุ รติ การกระทาทผ่ี ิดกฎหมาย

๕. ครูและนักเรยี นร่วมกนั สนทนาความหมายของจรยิ ธรรมและการทจุ รติ รว่ มกัน
๖. แบง่ กลุ่มนักเรียนออกเป็น ๕ กลุ่ม หรอื ตามความเหมาะสม แล้วให้นักเรยี นช่วยกนั ยกตัวอย่าง
จริยธรรมและการทจุ ริต ในใบงานท่ี ๒ เรอื่ ง ตวั อยา่ งของจรยิ ธรรมและการทจุ ริต
๗. ให้นกั เรียนนาเสนอผลงานหนา้ ชน้ั เรยี น
๔.๒ สอ่ื การเรียนรู้
๑) วดี ิทศั น์ เร่อื ง อาหารหมดอายุ https://www.youtube.com/watch?v=uNibl_fg6z0
๒) ใบความรู้ เร่อื ง การทุจรติ
๓) ใบความรู้ เรือ่ ง จริยธรรม
๔) ใบงานท่ี ๑ เรื่อง ความแตกตา่ งระหวา่ งจริยธรรมและการทจุ รติ
๕) ใบงานที่ ๒ เร่ือง ตัวอยา่ งของจริยธรรมและการทุจรติ
๕) การประเมินผลการเรยี นรู้
๕.๑ วธิ กี ารประเมิน
๑) ตรวจผลงานการทาใบงาน
๒) สังเกตพฤติกรรมซื่อสตั ย์สจุ รติ

๕.๒ เครื่องมือทใี่ ช้ในการประเมิน
๑) แบบใหค้ ะแนนการตรวจผลงานใบงาน
๒) แบบสงั เกตพฤติกรรมซือ่ สัตย์สุจรติ

๕.๓ เกณฑก์ ารตัดสิน
นักเรียนผ่านเกณฑก์ ารประเมินรอ้ ยละ ๘๐ ข้นึ ไป

บันทกึ หลังสอน

หนว่ ยกำรสอนท.ี่ ............... แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ท.ี่ .............
บนั ทกึ หลังสอน
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
ปัญหำและอุปสรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ข้อเสนอแนะ/แนวทำงแก้ไข
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

(นางสาวกันตนา จิตรบรรจง)
ครูผสู้ อน

ความคิดเห็นของผ้อู านวยการโรงเรียน (ตรวจ/นเิ ทศ/เสนอแนะ/รบั รอง)
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

(นางสาวกันตนา จติ รบรรจง)
ผ้อู านวยการโรงเรยี นวดั คลองห้า

๗. ภาคผนวก

ใบความรู้ เรอื่ ง การทุจรติ

ปัญหาการทุจริต เป็นปัญหาท่ีสาคัญท้ังของประเทศไทยและประเทศอ่ืนๆ ท่ัวโลก ปัญหาการทุจริต
จะทาให้เกิดความเสื่อมในด้านต่างๆ เกิดขึ้น ท้ังสังคม เศรษฐกิจ การเมือง นับวันปัญหาดังกล่าวจะรุนแรงมากข้ึน
และมีรูปแบบการทุจริตท่ีซับซ้อน ยากแก่การตรวจสอบมากข้ึน จากเดิมท่ีกระทาเพียงสองฝ่าย ปจั จุบันการทุจริต
จะกระทากันหลายฝ่าย ท้ังผู้ดารงตาแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าท่ีของรัฐ และเอกชน โดยประกอบด้วยสองส่วน
ใหญๆ่ คือ ผใู้ ห้ผลประโยชน์กบั ผรู้ ับผลประโยชน์ ซ่งึ ทัง้ สองฝ่ายนจี้ ะมีผลประโยชน์รว่ มกัน ตราบใดที่ผลประโยชน์
สมเหตุสมผลต่อกัน ก็จะนาไปสู่ปัญหาการทุจริตได้ บางคร้ังผู้ที่รับผลประโยชน์ก็เป็นผู้ให้ผลประโยชน์ได้เช่นกัน
โดยผู้รบั ผลประโยชนแ์ ละผใู้ หผ้ ลประโยชน์ คือ

๑. ผู้รับผลประโยชน์ จะเป็นเจ้าหน้าท่ีของรัฐ ซึ่งมีอานาจหน้าท่ีในการกระทา การดาเนินการต่างๆ
และการรับประโยชน์จะเปน็ ไปในรปู แบบตา่ งๆ เชน่ การจัดซ้ือจดั จา้ ง การเรียกรบั ประโยชน์โดยตรง การกาหนด
ระเบยี บหรอื คณุ สมบตั ทิ ่ีเออ้ื ต่อตนเองและพวกพ้อง

๒. ผู้ให้ผลประโยชน์ เช่น ภาคเอกชน โดยการเสนอผลตอบแทนในรปู แบบต่างๆ เช่น เงิน สิทธิพิเศษ
อนื่ ๆ เพอ่ื จูงใจให้นกั การเมอื ง เจา้ หน้าท่ขี องรฐั กระทาการหรอื ไมก่ ระทาการอย่างใดอย่างหน่ึงในตาแหนง่ หน้าที่
ซงึ่ การกระทาดงั กลา่ วเป็นการกระทาทฝี่ ่าฝนื ต่อระเบยี บหรอื ผดิ กฎหมาย เปน็ ต้น

ทจุ ริต หมายถึงอะไร

คาว่าทุจรติ มีการใหค้ วามหมายไดม้ ากมายหลากหลาย ขึ้นอยู่กบั วา่ จะมกี ารใหค้ วามหมายดังกลา่ วไว้ว่า
อย่างไร โดยท่คี าว่าทุจริตนั้น จะมีการให้ความหมายโดยหน่วยงานของรัฐ หรือการให้ความหมายโดยกฎหมายซง่ึ ไม่

ว่าจะเป็นการให้ความหมายจากแหล่งใด เน้ือหาสาคัญของคาว่าทุจริตก็ยังคงมีความหมายที่สอดคล้องกัน
อยู่ นั่นคือ การทุจริตเป็นสิ่งท่ีไม่ดี มีการแสวงหาหรือเอาผลประโยชน์ของส่วนรวมมาเป็นของส่วนตัว ทั้งๆ ท่ี
ตนเองไม่ได้มีสิทธใิ นสิง่ ๆ นนั้ การยดึ ถอื เอามาดงั กลา่ วจงึ ถือเปน็ สิ่งทผ่ี ดิ ทัง้ ในแงข่ องกฎหมายและศีลธรรม

ดังนั้น การทุจริต หมายถึง การคดโกง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต การกระทาท่ีผิดกฎหมาย เพ่ือให้เกิดความ
ได้เปรียบในการแข่งขัน การใช้อานาจหน้าที่ในทางที่ผิดเพื่อแสวงหาประโยชน์หรือให้ได้รับสิ่งตอบแทน การให้
หรือการรบั สนิ บน การกาหนดนโยบายท่เี อื้อประโยชนแ์ กต่ นหรอื พวกพอ้ ง รวมถึงการทุจรติ เชงิ นโยบาย

ใบความรู้ เรือ่ ง จรยิ ธรรม

ความดีงามทางสังคม ถือเป็นกฎเกณฑ์แห่งความประพฤติ หรือหลักความจริงที่เป็นแนวทางแห่งความ
ประพฤติปฏิบัติให้มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเป็นสุข การศึกษาเร่ืองจริยธรรมจึงเป็นหน่ึงในวิชาปรัชญาที่
ศกึ ษาเกย่ี วกับความดีงามทางสงั คมมนุษย์

ความหมายของ จรยิ ธรรม
จริยธรรม หมายถึง สิง่ ท่ีทาได้ในทางวนิ ัยจนเกิดความเคยชิน มีพลังใจ มคี วามตั้งใจแน่วแน่ จึงต้องอาศัย

ปัญญา และปญั ญาอาจเกิดจากความศรัทธาเช่ือถือผอู้ ื่น ในทางพุทธศาสนาสอนว่า จริยธรรมคือการนาความรู้
ความจริง หรือกฎธรรมชาตมิ าใชใ้ หเ้ ป็นประโยชน์ต่อการดาเนินชีวติ ท่ีดีงาม (พระราชวรมนุ ี)

พจนานุกรมไทยฉบับราชบณั ฑิตสถาน (๒๕๔๖) ใหค้ วามหมายของจริยธรรมไวว้ า่ หมายถึง ธรรมที่เป็น
ขอ้ ประพฤติปฏิบัติ

โคลเบิร์ก (Kohlberg ๑๙๗๒ : ๒๑๒) กล่าวถึงจริยธรรมว่า จริยธรรมเป็นความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เป็น
กฎเกณฑ์และมาตรฐานของการประพฤติปฏบิ ัติในสังคมซึ่งบคุ คลพัฒนาข้ึนจนกระทั่งมีพฤติกรรมเป็นของตนเอง
โดยสังคมจะเปน็ ตัวตัดสินผลของการกระทาน้ันวา่ เปน็ การกระทาท่ีถกู หรือผดิ

จากความหมายที่กล่าวมา สรุปได้ว่า จริยธรรม หมายถึง แนวทางซ่ึงเป็นกฎเกณฑ์ในการประพฤติ
ปฏิบัติในสิง่ ท่ีถูกต้องดงี าม และเป็นลักษณะท่ีสงั คมตอ้ งการ เป็นส่ิงที่เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคมส่วนรวม
บุคคลท่ีมีจริยธรรมอยู่ในตนเอง ย่อมเป็นท่ียอมรับนับถือของคนในสังคม และสามารถดาเนินชีวิตได้อย่างเป็น
ปกติสุข เปน็ คนท่มี ีคุณภาพและเปน็ ทีย่ อมรบั ของสังคมสว่ นรวม

ใบงานท่ี ๑ เรื่อง ความแตกตา่ งระหว่างจรยิ ธรรมและการทุจรติ

ช่ือ......................................................................................................ชน้ั ..........................เลขที่..................

คาชีแ้ จง ใหน้ ักเรยี นแยกข้อความออกเปน็ ๒ กลุ่ม คอื กลมุ่ จริยธรรมและการทจุ รติ แลว้ เขยี นลงในตารางให้
ถกู ตอ้ ง

๑. นายสุวัฒนน์ ารถหลวงไปจานาและเบกิ ค่าน้ามนั เท็จ
๒. นายสมพงษไ์ ม่รับของขวัญจากผมู้ าติดต่อราชการ
๓. เดก็ ชายกล้าลอกข้อสอบเพอื่ น
๔. นางวิภานารถหลวงไปใช้งานแต่งงานลกู
๕. ผู้อานวยการไม่รับฝากนกั เรยี นท่จี ะมาเขา้ เรียน
๖. เด็กหญิงแพรไมร่ ับเงนิ จากเพ่อื นทีว่ ่าจา้ งให้ทารายงาน
๗. นางพรนภาไมร่ ับเงนิ จากผูม้ าหาเสยี งเลือกตง้ั
๘. นางพิมเอาโทรศัพท์หลวงมาโทรติดต่อธุระส่วนตัว

การกระทาท่ีแสดงให้เหน็ ว่า การกระทาที่แสดงใหเ้ หน็ วา่
“บุคคลนนั้ เปน็ ผมู้ จี ริยธรรม” “บุคคลน้นั เป็นผทู้ ุจรติ ”

๑. ๑.
๒. ๒.
๓. ๓.
๔. ๔.
๕. ๕.
๖. ๖.
๗. ๗.
๘. ๘.

ใบงานที่ ๒ เรื่อง ตัวอย่างของจรยิ ธรรมและการทจุ รติ

ชื่อ......................................................................................................ชน้ั ..........................เลขที่..................

คาชี้แจง ใหน้ ักเรียนยกตัวอยา่ งการกระทาระหวา่ งจริยธรรมกับการทจุ ริตมาอยา่ งละ ๑๐ พฤตกิ รรม

การกระทาทแ่ี สดงใหเ้ หน็ วา่ การกระทาทแ่ี สดงใหเ้ หน็ ว่า
“บุคคลน้นั เป็นผมู้ ีจรยิ ธรรม” “บคุ คลน้ันเปน็ ผูท้ จุ ริต”
๑.
๒. ๑.
๓. ๒.
๔. ๓.
๕. ๔.
๖. ๕.
๗. ๖.
๘. ๗.
๙. ๘.
๑๐. ๙.
๑๐.

แบบสังเกตพฤตกิ รรม เรือ่ ง ซอื่ สตั ย์ สจุ ริต

คาชีแ้ จง การบนั ทึกให้ทาเครือ่ งหมาย  ลงในช่องท่ีตรงกับพฤตกิ รรมทีเ่ กดิ ขนึ้ จริง

รายการ

รูจ้ ักแยกแยะ สรปุ ผล
การประเมนิ
เลขท่ี ชือ่ - สกลุ พดู ไม่ลัก ตรงไป ทาตัว ผลประโยชน์
ขโมย ตรงมา นา่ เชื่อถือ
ความ สว่ นตนและ
จริง ผลประโยชน์

สว่ นรวม ผา่ น ไมผ่ า่ น

เกณฑ์การประเมนิ
ผ่านตง้ั แต่ ๓ รายการ ถือว่า ผ่าน
ผ่าน ๒ รายการ ถือว่า ไม่ผา่ น

ลงช่อื ผปู้ ระเมิน

( .............................................................. )
.........../........../.............

แผนการจัดการเรยี นรู้

หนว่ ยท่ี 1 ช่ือหนว่ ย การคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๔

แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ ๘ เรอื่ ง การขดั กันระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตน เวลา ๒ ช่ัวโมง

และผลประโยชน์ส่วนรวม

๑. ผลการเรยี นรู้
๑.๑ มคี วามร้คู วามเข้าใจเก่ยี วกบั การแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม
๑.๒ วเิ คราะห์การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม

๒. จุดประสงค์การเรียนรู้
๒.๑ นักเรียนสามารถบอกการขดั กนั ระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์สว่ นรวมในหมบู่ ้านได้
2.๒ นักเรยี นสามารถบอกผลกระทบจากการขดั กันระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชนส์ ่วนรวมใน

หม่บู ้านได้
๒.๓ นักเรียนสามารถหาวิธีการแก้ไขการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวมใน

หม่บู า้ นได้

๓. สาระการเรยี นรู้
3.1 ความรู้
การขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม หมายถึง สถานการณ์ที่เจ้าหน้าท่ี

ของรัฐ ซึ่งมีหน้าท่ีรับผดิ ชอบตอ่ ประโยชน์สาธารณะ มีผลประโยชน์ส่วนตนเข้ามาแทรกซ้อนโดยการใช้ตาแหน่ง

หน้าท่ี/อิทธิพลทางการเมือง กระทาการ/ตัดสินใจ/ใช้ดุลยพินิจ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้อง

มากกว่าประโยชน์สาธารณะ

ผลประโยชน์ส่วนตน หมายถึง การท่ีบุคคลทั่วไปในสถานะเอกชนหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ทากิจกรรม
หรอื ไดก้ ระทาการตา่ งๆ เพ่อื ผลประโยชนส์ ว่ นตน ครอบครวั ญาติ เพอื่ น หรอื ของกล่มุ ในสังคม

ผลประโยชน์ส่วนรวม หรือประโยชน์สาธารณะ หมายถึง การท่ีบุคคลใดๆ ในสถานะที่เป็นเจ้าหน้าท่ี
ของรัฐ ได้กระทาการใดๆ ตามหนา้ ทีห่ รอื ได้ปฏบิ ัตหิ น้าที่ อันเป็นการดาเนินการในอกี สว่ นหน่ึงท่ีแยกออกมาจาก
การดาเนนิ การตามหนา้ ท่ีในสถานะของเอกชน

3.2 ทกั ษะ/กระบวนการ (สมรรถนะทเี่ กิด)
1) ความสามารถในการสือ่ สาร
2) ความสามารถในการคดิ

3.3 คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
1) ซ่อื สตั ย์สจุ ริต

๔. กจิ กรรมการเรียนรู้
4.1 ข้ันตอนการเรียนรู้
๑) ช่วั โมงท่ี ๑
๑. ครูทบทวนความหมายของการขัดกนั ระหว่างผลประโยชน์สว่ นตนและผลประโยชน์ส่วนรวม

๒. ครูใหน้ ักเรียนชมวีดทิ ศั น์ เรอื่ ง การขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม
๓. ครูและนักเรียนร่วมกันสนทนาถึงการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์

สว่ นรวมในหมูบ่ ้านของตนเอง
๔. แบ่งกลุม่ นักเรยี นกลุ่มละ ๓ - ๕ คน ให้ร่วมกนั บอกว่าพฤติกรรมใดบ้างทเี่ ปน็ การขัดกันระหวา่ ง

ผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวมในหมู่บ้านของตนเอง ลงในใบงานที่ ๑ เรอื่ ง การขัดกันระหว่าง
ผลประโยชนส์ ่วนตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวมในหมูบ่ า้ น

๕. นกั เรยี นนาเสนอผลงานหนา้ ชั้นเรียน

๖. ครูและนกั เรียนร่วมกันสรุปองคค์ วามรทู้ ไี่ ด้
๒) ชั่วโมงที่ ๒

๑. ครทู บทวนความรเู้ ดมิ จากช่ัวโมงที่แล้ว
๒. แบ่งกลุ่มนักเรียนกลุ่มละ ๓ - ๕ คน ให้ร่วมกันบอกว่าผลกระทบและวิธีการแก้ไขการขัดกัน
ระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวมในหมู่บ้านของตนเอง ลงในใบงานท่ี ๒ เรือ่ ง ผลกระทบ

และวิธีการแกไ้ ขการขดั กนั ระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนตนและผลประโยชนส์ ่วนรวมในหมูบ่ ้าน
๓. นกั เรียนนาเสนอผลงานหนา้ ชน้ั เรียน

๔. ครูและนกั เรยี นร่วมกันสรปุ องค์ความรู้ท่ีได้
4.2 สื่อการเรียนรู้

1) คลิปวดี โี อ เรอ่ื ง การขัดกนั ระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม

https://www.youtube.com/watch?v=Pb1htlXIE3s
๒) ใบงานที่ ๑ เรอ่ื ง การขัดกันระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตนและผลประโยชน์ส่วนรวมในหมบู่ า้ น

๓) ใบงานที่ ๒ เรื่อง ผลกระทบและวิธีการแก้ไขการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและ
ผลประโยชนส์ ่วนรวมในหมู่บา้ น
๕. การประเมนิ ผลการเรยี นรู้

๕.๑ วธิ ีการประเมนิ
๑) สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี น

๒) ประเมินผลงานนกั เรียน
๕.๒ เครอ่ื งมือท่ใี ชใ้ นการประเมิน

๑) แบบสงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี น

๒) แบบประเมินผลงานนกั เรยี น
๕.๓ เกณฑ์การตดั สิน

ผ่านเกณฑก์ ารประเมิน ร้อยละ ๘๐

บนั ทกึ หลงั สอน

หน่วยกำรสอนที.่ ............... แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่..............
บันทกึ หลงั สอน
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
ปัญหำและอุปสรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ขอ้ เสนอแนะ/แนวทำงแกไ้ ข
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

(นางสาวกนั ตนา จิตรบรรจง)
ครูผสู้ อน

ความคดิ เหน็ ของผูอ้ านวยการโรงเรยี น (ตรวจ/นิเทศ/เสนอแนะ/รบั รอง)
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

(นางสาวกันตนา จติ รบรรจง)
ผอู้ านวยการโรงเรยี นวัดคลองห้า

๗. ภาคผนวก

ใบงานท่ี ๑
เรอ่ื ง การขดั กนั ระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชน์สว่ นรวมในหมบู่ า้ น

คาช้แี จง ใหน้ ักเรยี นบอกวา่ พฤตกิ รรมใดบา้ งทีเ่ ป็นการขัดกนั ระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตนและผลประโยชน์
สว่ นรวมในหมู่บ้านของตนเอง

การขัดกนั ระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวมในหมบู่ า้ น

ชือ่ .............................................................................ชน้ั ......................เลขท่.ี ...............

ใบงานท่ี ๒
เรือ่ ง ผลกระทบและวิธกี ารแก้ไขการขัดกนั ระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตนและผลประโยชน์

ส่วนรวมในหมบู่ า้ น

คาชี้แจง ให้นกั เรียนบอกวา่ ผลกระทบและแนวทางแกไ้ ขการขดั กนั ระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตนและ
ผลประโยชนส์ ่วนรวมในหมู่บ้านของตนเอง

ผลกระทบ

แนวทางแกไ้ ข

ชื่อ.............................................................................ชน้ั ......................เลขที่................

แบบสังเกตพฤติกรรมการปฏิบตั กิ ิจกรรม

ท่ี พฤตกิ รรม ความสนใจ การแสดงความ การตอบคาถาม การยอมรับฟงั การทางานท่ี หมาย
ชื่อ คดิ เหน็ ความคดิ เหน็ ไดร้ บั มอบหมาย เหตุ
๔๓๒๑๔๓๒๑๔๓๒๑๔๓๒๑๔๓๒๑

เกณฑก์ ารวัดผล
ใหค้ ะแนนระดบั คุณภาพของแต่ละกล่มุ ดงั น้ี

ดีมาก เทา่ กบั ๔ ประสทิ ธภิ าพอยใู่ นเกณฑ์ ๙๐ – ๑๐๐ %
ดี เท่ากับ ๓ ประสิทธิภาพอยใู่ นเกณฑ์ ๗๐ – ๘๙ %
ปานกลาง เท่ากับ ๒ ประสิทธภิ าพอยใู่ นเกณฑ์ ๕๐ – ๖๙ %

ปรบั ปรุง เทา่ กับ ๑ ประสทิ ธภิ าพต่ากวา่ เกณฑ์ ๕๐ %

( ลงชื่อ ) ผ้สู งั เกต

(.....................................................)

.............../................./....................

คาชแ้ี จง แบบประเมนิ ผลงาน

ทาเครือ่ งหมาย  ลงในช่องระดับคะแนนพฤตกิ รรมท่ีนักเรยี นปฏิบตั ดิ ังนี้
ระดบั 3 หมายถึง แสดงพฤตกิ รรมใหเ้ ห็นมาก
ระดับ 2 หมายถงึ แสดงพฤตกิ รรมให้เหน็ ปานกลาง
ระดับ 1 หมายถงึ แสดงพฤตกิ รรมให้เหน็ น้อย

หัวข้อประเมิน การ

ความถูกต้อง ความ ความคิด รวม ประ
321 เรียบรอ้ ย สรา้ งสรรค์ คะ
ลาดับ ระดับคะแนน เมิน หมายเหตุ
ที่ 321 321 แนน
ผล

ชอ่ื -สกุล ผ่าน ไม่
ผ่าน

1.
2.
3.
4.
5.
6.
7.
8.
9.
10.

เกณฑก์ ารประเมิน

คะแนนตั้งแต่ 4 - 9 ผ่าน
8 - 9 = ดี

6 - 7 = ปานกลาง
4 - 5 = พอใช้
คะแนนต่ากวา่ 4 ไม่ผา่ น

แผนการจัดการเรยี นรู้

หนว่ ยที่ 1 ชอ่ื หน่วย การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ ๔

แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ ๙ เรอ่ื ง ผลประโยชน์ทับซอ้ น เวลา ๒ ชว่ั โมง

๑. ผลการเรยี นรู้
๑.๑ มคี วามรคู้ วามเข้าใจเกีย่ วกับการแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชน์สว่ นรวม
๑.๒ วิเคราะห์การคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม

๒. จุดประสงค์การเรยี นรู้
๒.๑ นกั เรียนสามารถบอกความหมายของผลประโยชนท์ บั ซ้อนได้
2.๒ นกั เรียนสามารถยกตัวอย่างของผลประโยชนท์ ับซอ้ นได้

๓. สาระการเรยี นรู้
3.1 ความรู้
ผลประโยชน์ทับซ้อน หมายถึง สถานการณ์หรือการกระทาของบุคคล (ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง

ข้าราชการ พนักงานบริษัท ผู้บริหาร) มีผลประโยชน์ส่วนตนเข้ามาเกี่ยวข้อง จนส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจ
หรือการปฏิบัติหน้าที่ในตาแหนง่ น้ัน การกระทาดงั กล่าวอาจเกิดขึ้นโดยรตู้ ัวหรือไม่รู้ตัว ท้ังเจตนาหรอื ไม่เจตนา
หรือบางเร่ืองเป็นการปฏิบัติสืบต่อกันมาจนไม่เห็นว่าจะเป็นสิ่งผิดแต่อย่างใด พฤติกรรมเหล่านี้เป็นการกระทา
ความผิดทางจริยธรรมของเจ้าหน้าท่ีของรัฐ ที่ต้องคานึงถึงผลประโยชน์สาธารณะ (ผลประโยชน์ของส่วนรวม)
แตก่ ลบั ตัดสนิ ใจปฏิบัติหน้าทโ่ี ดยคานึงถึงผลประโยชนข์ องตนเองหรอื พวกพ้อง

3.2 ทกั ษะ/กระบวนการ (สมรรถนะทเ่ี กดิ )
1) ความสามารถในการสอื่ สาร
2) ความสามารถในการคดิ

3.3 คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1) ซ่อื สตั ย์สจุ ริต

๔. กิจกรรมการเรียนรู้
4.1 ขน้ั ตอนการเรยี นรู้
๑) ชัว่ โมงท่ี ๑
๑. ครใู ห้นักเรยี นชมวดี ทิ ัศน์ เรอื่ ง รทู้ นั กนั โกง ตอน ผลประโยชน์ทับซอ้ น

๒. ครูและนักเรียนร่วมกันสนทนาถึงการชมวีดิทัศน์ เรื่อง รู้ทันกันโกง ตอน ผลประโยชน์ทับซ้อน
ว่าพฤตกิ รรมแบบใดทเ่ี ปน็ ผลประโยชน์ทบั ซ้อน

๓. แบ่งกลุ่มนักเรียนกลุ่มละ ๓ - ๕ คน ให้ร่วมกันบอกความหมายของผลประโยชน์ทับซ้อน
ลงในใบงานท่ี ๑ เรื่อง ผลประโยชน์ทบั ซอ้ น

๕. นักเรียนนาเสนอผลงานหน้าชั้นเรยี น
๖. ครแู ละนกั เรยี นร่วมกนั สรปุ องค์ความรู้ทไ่ี ด้
๒) ชัว่ โมงท่ี ๒
๑. ครทู บทวนความรูเ้ ดิมจากชวั่ โมงทแ่ี ล้ว โดยใช้คาถาม - ตอบ
๒. แบ่งกลมุ่ นกั เรียนกลุ่มละ ๓ - ๕ คน ให้รว่ มกนั ระดมความคดิ ในการยกตัวอย่างพฤตกิ รรมใดบา้ ง
ทเ่ี ปน็ ผลประโยชน์ทับซ้อน ลงในใบงานที่ ๒ เรือ่ ง ตวั อยา่ งของผลประโยชน์ทบั ซอ้ น
๓. นักเรยี นนาเสนอผลงานหนา้ ชน้ั เรยี น

๔. ครแู ละนกั เรียนร่วมกนั สรปุ องคค์ วามรทู้ ไ่ี ด้
4.2 ส่อื การเรียนรู้

1) คลิปวดี โี อ เรอื่ ง รู้ทนั กนั โกง ตอน ผลประโยชนท์ ับซ้อน
https://www.youtube.com/watch?v=34Ixr18MPOs

๒) ใบงานท่ี ๑ เรือ่ ง ผลประโยชนท์ บั ซ้อน
๓) ใบงานท่ี ๒ เรอ่ื ง ตัวอยา่ งของผลประโยชน์ทบั ซ้อน
๕. การประเมินผลการเรียนรู้

๕.๑ วิธกี ารประเมิน
๑) สงั เกตพฤติกรรมของนกั เรียน

๒) ประเมินผลงานนักเรยี น
๕.๒ เคร่ืองมือที่ใชใ้ นการประเมนิ

๑) แบบสังเกตพฤตกิ รรมของนกั เรียน

๒) แบบประเมินผลงานนกั เรยี น
๕.๓ เกณฑก์ ารตดั สนิ

ผ่านเกณฑก์ ารประเมนิ รอ้ ยละ ๘๐

บนั ทกึ หลงั สอน

หนว่ ยกำรสอนที.่ ............... แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่..............
บันทึกหลังสอน
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
ปัญหำและอุปสรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ขอ้ เสนอแนะ/แนวทำงแก้ไข
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

(นางสาวกันตนา จิตรบรรจง)
ครูผสู้ อน

ความคิดเห็นของผอู้ านวยการโรงเรยี น (ตรวจ/นเิ ทศ/เสนอแนะ/รบั รอง)
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

(นางสาวกันตนา จิตรบรรจง)
ผู้อานวยการโรงเรียนวดั คลองห้า

๗. ภาคผนวก

ใบความรู้
เรือ่ ง ผลประโยชนท์ บั ซอ้ น

ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interests)

ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม
(Conflict of Interests : COI) เป็นประเด็นปญั หาทางการบริหารภาครัฐในปัจจุบันทเ่ี ปน็ บ่อเกดิ ของปัญหาการ
ทุจริตประพฤติมิชอบในระดับที่รนุ แรงขึ้น และยังสะท้อนปัญหาการขาดหลักธรรมาภิบาลและเป็นอุปสรรคต่อ

การพฒั นาประเทศ
ความหมาย สถานการณ์หรือการกระทาของบุคคล (ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ พนักงาน

บริษัท ผู้บรหิ าร) มีผลประโยชน์สว่ นตนเข้ามาเก่ยี วขอ้ ง จนส่งผลกระทบต่อการตัดสนิ ใจหรอื การปฏบิ ตั ิหน้าทีใ่ น
ตาแหน่งน้ัน การกระทาดังกล่าวอาจเกิดขึ้นโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ทั้งเจตนาหรือไม่เจตนาหรือบางเรื่องเป็นการ
ปฏิบัติสบื ต่อกันมาจนไม่เห็นว่าจะเป็นส่ิงผดิ แต่อย่างใด พฤติกรรมเหล่านี้เป็นการกระทาความผิดทางจริยธรรม

ของเจ้าหน้าที่ของรฐั ทีต่ ้องคานึงถึงผลประโยชนส์ าธารณะ (ผลประโยชน์ของส่วนรวม) แต่กลับตัดสินใจปฏิบัติ
หนา้ ทโ่ี ดยคานึงถงึ ประโยชน์ของตนเองหรือพวกพ้อง

มลู เหตุปญั หาผลประโยชน์ทับซอ้ น ปญั หาผลประโยชน์ทบั ซ้อนเกิดจากการพัฒนาการทางการเมืองไทย
เปล่ียนไป จากเดิมที่นักการเมืองและนักธุรกิจเป็นบุคคลคนละกลุ่มกัน กล่าวคือในอดีตนักธุรกิจต้องพึ่งพิง
นักการเมือง เพอ่ื ให้นกั การเมอื งช่วยเหลอื สนบั สนุนธุรกิจของตน ซ่ึงในบางคร้ังส่งิ ท่ีนกั ธุรกจิ ต้องการน้นั มไิ ด้รับ

การตอบสนองจากนักการเมืองทุกครัง้ เสมอไป นักธรุ กจิ ก็ตอ้ งจ่ายเงินจานวนมากแก่นักการเมือง ในปจั จบุ ันนัก
ธุรกิจจึงใช้วิธีการเข้ามาเล่นการเมืองเองเพื่อให้ตนเองสามารถเข้ามาเป็นผู้กาหนดนโยบายและออกกฎเกณฑ์

ต่างๆ ในสงั คมได้ และที่สาคญั คอื ทาให้ข้าราชการตา่ งๆ ตอ้ งปฏบิ ัตติ ามคาสงั่
ผลประโยชน์ทับซ้อน ภาษาไทยใช้อยู่ ๓ อย่าง ๑. ความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและ

ผลประโยชนส์ ่วนรวม ๒. ผลประโยชน์ทบั ซ้อน ๓. ผลประโยชน์ขัดกัน

ใบงานที่ ๑
เรอื่ ง ผลประโยชนท์ บั ซ้อน

คาชี้แจง ใหน้ กั เรียนบอกความหมายของผลประโยชนท์ บั ซอ้ น

ผลประโยชนท์ บั ซอ้ น

ชอ่ื .............................................................................ชั้น......................เลขที่................

ใบงานที่ ๒

เร่อื ง ตวั อยา่ งของผลประโยชนท์ บั ซอ้ น

คาชี้แจง ใหน้ กั เรยี นยกตัวอย่างพฤติกรรมใดบ้างทเ่ี ป็นผลประโยชนท์ ับซอ้ น

ช่ือ.............................................................................ช้ัน......................เลขที.่ ...............
แบบสังเกตพฤติกรรมการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม

ท่ี พฤตกิ รรม ความสนใจ การแสดงความ การตอบคาถาม การยอมรบั ฟัง การทางานท่ี หมาย
ช่ือ คดิ เห็น ความคดิ เห็น ไดร้ บั มอบหมาย เหตุ
๔๓๒๑๔๓๒๑๔๓๒๑๔๓๒๑๔๓๒๑

เกณฑก์ ารวัดผล

ใหค้ ะแนนระดบั คุณภาพของแตล่ ะกลุ่ม ดงั นี้
ดมี าก เทา่ กับ ๔ ประสิทธภิ าพอย่ใู นเกณฑ์ ๙๐ - ๑๐๐ %

ดี เทา่ กับ ๓ ประสทิ ธิภาพอยู่ในเกณฑ์ ๗๐ - ๘๙ %
ปานกลาง เท่ากบั ๒ ประสทิ ธิภาพอยู่ในเกณฑ์ ๕๐ - ๖๙ %
ปรบั ปรงุ เทา่ กบั ๑ ประสทิ ธิภาพต่ากว่าเกณฑ์ ๕๐ %

( ลงชื่อ ) ผูส้ งั เกต

(.....................................................)

.............../................./....................

คาชี้แจง แบบประเมินผลงาน

ทาเคร่อื งหมาย  ลงในช่องระดับคะแนนพฤติกรรมทนี่ ักเรียนปฏิบตั ิดังนี้
ระดับ 3 หมายถึง แสดงพฤตกิ รรมให้เหน็ มาก
ระดบั 2 หมายถึง แสดงพฤตกิ รรมให้เห็นปานกลาง
ระดับ 1 หมายถึง แสดงพฤตกิ รรมให้เหน็ นอ้ ย

หวั ขอ้ ประเมนิ การ

ความถกู ตอ้ ง ความ ความคดิ รวม ประ
321 เรียบร้อย สรา้ งสรรค์ คะ
ลาดับ ระดบั คะแนน เมิน หมายเหตุ
ท่ี 321 321 แนน
ผล

ช่อื -สกลุ ผา่ น ไม่
ผา่ น

1.
2.
3.
4.
5.
6.
7.
8.
9.
10.

เกณฑ์การประเมนิ

คะแนนตงั้ แต่ 4 - 9 ผ่าน
8 - 9 = ดี

6 - 7 = ปานกลาง
4 - 5 = พอใช้
คะแนนต่ากวา่ 4 ไมผ่ า่ น

หนว่ ยท่ี ๒

ความละอายและความไม่ทนตอ่ การทจุ รติ

แผนการจัดการเรยี นรู้

หน่วยท่ี ๒ ช่อื หน่วย ความละอายและความไมท่ นต่อการทจุ ริต ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ ๔

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๑ เรื่อง ความละอายและความไมท่ นต่อการทุจรติ : การท้ิงขยะ เวลา ๓ ชัว่ โมง
ไมเ่ ป็นท่ีในชุมชน

๑. ผลการเรยี นรู้
๑.๑ มีความรูค้ วามเข้าใจเกีย่ วกับความไมท่ นและความละอายตอ่ การทุจรติ

๑.๒ ปฏิบตั ิตนเปน็ ผู้ไมท่ นและละอายตอ่ การทุจริตทกุ รปู แบบ
๒. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

๒.๑ นักเรียนบอกผลกระทบของการทง้ิ ขยะไม่เปน็ ทีใ่ นชุมชนได้

๒.๒ นกั เรยี นทง้ิ ขยะเป็นทแ่ี ละคดั แยกขยะก่อนท้งิ ลงถงั
๒.๓ นักเรยี นสามารถโนม้ นา้ วใจให้คนในชุมชนท้ิงขยะให้ถูกท่แี ละคัดแยกขยะได้

๓. สาระการเรยี นรู้
๓.๑ ความรู้
- ผลกระทบของการไม่ท้ิงขยะให้เป็นที่ สาเหตุและท่ีมาของขยะ เกิดจากความมักงา่ ยและขาดจิตสานึก

ถึงผลเสียทจ่ี ะเกิดข้ึน เป็นสาเหตทุ ี่พบบอ่ ยมาก ซ่ึงจะเห็นได้จากการทิ้งขยะลงตามพ้ืนหรอื แหล่งนา้ โดยไม่ท้งิ ลง
ในถังรองรับท่จี ัดไว้ให้ หรอื แม้กระทั่งการซื้อของการใช้ส่ิงของของนักเรียน เช่น ขนม กระดาษ แก้วน้า ขวดน้า

โดยใสถ่ ุงพลาสติกหลายๆ ถุง ทาให้มีขยะเพิ่มในปรมิ าณมาก
- การคดั แยกขยะ ชนดิ ของขยะทถ่ี ูกแยกได้งา่ ยๆ จากบ้านเราเองเลย มีดงั น้ี
1. ขยะยอ่ ยสลายได้ : เศษอาหาร พชื ผัก ขยะอนิ ทรยี ์ ก่งิ ไม้ ขยะที่สามารถนาไปผา่ นกระบวนการให้

กลายเปน็ ปุ๋ยได้
2. ขยะรไี ซเคิล : ขยะท่สี ามารถนาไปผ่านกระบวนการรีไซเคิล เพ่ือนากลับมาใช้ใหมไ่ ด้ เชน่ กระดาษ

ขวดพลาสติก แก้ว เศษเหล็ก โลหะ (นาไปขายได)้
3. ขยะทั่วไป : ขยะทีย่ ่อยสลายยากและไมค่ ุ้มต่อการรีไซเคิล เชน่ ถุงพลาสตกิ ถุงขนม เศษพลาสติก

เชน่ ซองลกู อม หลอด ฯลฯ

4. ขยะพษิ : ขยะอันตราย เช่น สารเคมี หรือขยะท่ีมพี ษิ ตอ้ งผา่ นกระบวนการกาจัดอยา่ งถกู วิธีเทา่ นั้น
เช่น หลอดไฟ กระป๋องสี กระป๋องสารเคมี ยาฆ่าแมลง ยาฆา่ หญา้ นา้ มันเครื่อง ฯลฯ

๓.๒ ทักษะ / กระบวนการ
๑) ทกั ษะกระบวนการคิด
๒) ความสามรถในการใช้ทกั ษะชวี ิต

๓.๓ คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ / คา่ นิยม
๑) ซอื่ สัตยส์ ุจริต

๒) ใฝ่เรียนรู้
๓) มงุ่ มั่นในการทางาน

๔. กิจกรรมการเรียนรู้
๔.๑ ข้นั การเรียนรู้

ช่ัวโมงที่ ๑
๑) ครใู หน้ กั เรยี นดูวีดทิ ัศน์ ทง้ิ ขยะใหถ้ กู ที่

๒) ครูและนักเรยี นสนทนาดว้ ยคาถาม เช่น นกั เรียนคดิ ว่าการท้ิงขยะให้ถกู ที่สาคญั อย่างไร,
นกั เรยี นเคยได้รบั ผลกระทบจากขยะหรือไม,่ ในชุมชนของนกั เรียนมีปญั หาขยะอะไรบา้ ง

๓) ครแู จกใบความรเู้ รอื่ ง ผลกระทบจากการทิง้ ขยะไมถ่ ูกท่ี นกั เรยี นอา่ นออกเสยี งใบความรู้นั้น

ครูอธิบายเนื้อหาเพม่ิ เตมิ
๔) ครูใหน้ ักเรยี นแบง่ กลุ่ม กลมุ่ ละ ๕ คน เขียนสรุปผลกระทบจากการทิง้ ขยะไมถ่ ูกที่ หรือ

ผลกระทบจากปญั หาขยะ เป็นแผนผงั ความรพู้ รอ้ มตกแต่งใหส้ วยงาม
๕) ครใู หน้ ักเรยี นนาเสนอชนิ้ งานของตนเอง
๖) ครแู ละนักเรยี นรว่ มกันสรุปกิจกรรม

ชัว่ โมงที่ ๒
๑) ครใู ห้นักเรียนดวู ิดีโอการคดั แยกขยะ

๒) ครูและนักเรยี นสนทนาดว้ ยคาถาม เชน่ นักเรยี นเคยคัดแยกขยะหรือไม่, การคัดแยกขยะมี
ประโยชน์อย่างไร

๓) ครูสรุปอธิบายความรู้เรอื่ งการคัดแยกขยะอีกครัง้ หน่งึ

๔) ครูสาธิตการคัดแยกขยะ
๕) ครูใหน้ ักเรียนเดินเก็บขยะบริเวณโรงเรียนคนละ ๑ ชนิ้ และกลบั มาทิง้ ลงทง้ั ขยะให้ถูกถงั

ตามแนวทางการคัดแยกขยะ
๖) ครูสรปุ กจิ กรรม และฝากให้นกั เรียนทาการคดั แยกขยะท่บี ้าน
ช่ัวโมงที่ ๓

๑) ครูทบทวนความรู้จากชัว่ โมงที่ผ่านมา
๒) ครูยา้ ถึงความสาคญั ของการทิ้งขยะให้ถกู ที่ และการคดั แยกขยะ

๓) ครูแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๕ คนใหน้ ักเรียนแต่ละกลุ่มคิดกิจกรรมที่จะสามารถ
รณรงคใ์ หค้ นในชุมชนทงิ้ ขยะใหถ้ ูกที่ และคกั แยกขยะได้ หรือครอู าจเสนอกจิ กรรมใหน้ กั เรยี นปฏิบัติ ดังน้ี

๓.๑ กิจกรรมเสียงตามสาย เร่ือง ทิ้งขยะให้ถูกท่ี โดยให้นักเรียนนาเนื้อหาเกี่ยวกับ

ผลกระทบของการท้ิงขยะไม่เป็นที่ และความรู้เกี่ยวกับการคัดแยกขยะ ไปพูดประชาสัมพันธ์เสียงตามสายใน
ชุมชน เปน็ เวลา ๑ สปั ดาห์

๓.๒ กิจกรรมคาขวัญ รณรงค์ให้คนในชุมชนท้ิงขยะให้ถูกที่ และคักแยกขยะ โดยให้
สมาชกิ แตง่ คาขวญั เกีย่ วกบั เร่อื งทต่ี อ้ งการรณรงค์

๓.๓ กิจกรรมแผน่ ป้ายความรปู้ ระชาสัมพนั ธ์ โดยให้สมาชกิ รว่ มทาปา้ ยความรเู้ ก่ยี วกับ

ผลกระทบของการทิ้งขยะไมเ่ ปน็ ท่ี และความรเู้ กยี่ วกับการคัดแยกขยะ และนาไปตดิ ประชาสมั พันธ์ตามท่ีต่างๆ
ของชมุ ชน เชน่ บอร์ดประชาสัมพนั ธ์ของอาเภอ

๔) นักเรียนนาเสนอกิจกรรมท่ีกลุ่มของตนเองจะปฏิบตั ิ
๕) ครูนานักเรียนไปติดตอ่ ชุมชน เพ่ือดาเนนิ การตามกิจกรรมทน่ี กั เรยี นต้องการปฏิบัติ
๔.๒ สอ่ื การเรยี นรู้

๑) วีดิทัศน์ เพลงทิ้งขยะให้ถูกที่

๒) วีดิทัศน์ เร่ือง การคัดแยกขยะ
๓) ใบความรู้เรือ่ ง ผลกระทบจากการทงิ้ ขยะไมถ่ กู ท่ี

๕. การประเมินผลการเรยี นรู้
๕.๑ วธิ ีการประเมิน
๑) สงั เกตพฤตกิ รรมในการทางานเป็นกลุ่ม
๒) ประเมนิ ผลงานนักเรียน
๕.๒ เคร่ืองมือในการประเมนิ

๑) แบบประเมนิ ผลงานนักเรียน
๒) แบบตรวจผลงานนกั เรยี น

๕.๓ เกณฑก์ ารตดั สิน
๑) เกณฑก์ ารประเมนิ พฤตกิ รรมรายบคุ คล
๑. การให้คะแนน  ให้ ๑ คะแนน

๒. การสรปุ ผลการประเมนิ ให้เปน็ ระดับคุณภาพ ๔, ๓, ๒, ๑ กาหนดเกณฑไ์ ด้ตามความเหมาะสม

หรอื อาจใชเ้ กณฑ์ดังนี้
๙ - ๑๐ คะแนน = ๔ (ดีมาก) ๗ - ๘ คะแนน = ๓ (ด)ี
๕ - ๖ คะแนน = ๒ (พอใช้) ๐ - ๔ คะแนน = ๑ (ควรปรับปรงุ )

๒) เกณฑ์การให้คะแนนผลงาน

ประเดน็ ทป่ี ระเมิน คะแนน
๑. ผลงานตรงกับจดุ ประสงค์ท่ี
กาหนด ๔๓๒ ๑
๒. ผลงานมีความถกู ตอ้ งสมบรู ณ์
ผลงานสอดคล้อง ผลงานสอดคลอ้ ง ผลงานสอดคลอ้ ง ผลงานไม่
๓. ผลงานมคี วามคิดสรา้ งสรรค์ สอดคล้องกับ
กับจุดประสงคท์ กุ กับจดุ ประสงค์ กบั จุดประสงค์ จดุ ประสงค์
๔. ผลงานมคี วามเป็นระเบียบ
ประเด็น เปน็ ส่วนใหญ่ บางประเด็น

เนอ้ื หาสาระของ เนือ้ หาสาระของ เนือ้ หาสาระของ เน้ือหาสาระของ

ผลงานถกู ตอ้ ง ผลงานถูกตอ้ งเป็น ผลงานถกู ตอ้ งเป็น ผลงานไม่ถกู ต้อง

ครบถ้วน ส่วนใหญ่ บางประเดน็ เป็นส่วนใหญ่

ผลงานแสดงออก ผลงานมแี นวคิด ผลงานมีความ ผลงานไม่แสดง
ถึงความคดิ แนวคิดใหม่
สร้างสรรคแ์ ปลก แปลกใหมแ่ ตย่ ังไม่ น่าสนใจ แตย่ งั ไม่
ใหมแ่ ละเป็น
เป็นระบบ มีแนวคดิ แปลก
ระบบ
ใหม่

ผลงานมคี วามเป็น ผลงานส่วนใหญ่มี ผลงานมคี วามเป็น ผลงานสว่ นใหญ่

ระเบยี บแสดงออก ความเปน็ ระเบยี บ ระเบียบแตม่ ี ไมเ่ ปน็ ระเบียบ

ถงึ ความประณตี แตย่ งั มี ข้อบกพร่อง และมขี ้อบกพรอ่ ง

ข้อบกพรอ่ ง บางสว่ น

๓) เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
นักเรียนได้คะแนน ๑๓ คะแนนขน้ึ ไปรอ้ ยละ ๘๐ ถอื ว่าผา่ น

บนั ทึกหลงั สอน

หนว่ ยกำรสอนท.่ี ............... แผนกำรจัดกำรเรยี นรูท้ ี่..............
บนั ทึกหลงั สอน
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
ปัญหำและอปุ สรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ข้อเสนอแนะ/แนวทำงแกไ้ ข
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

(นางสาวกนั ตนา จติ รบรรจง)
ครูผ้สู อน

ความคดิ เหน็ ของผู้อานวยการโรงเรียน (ตรวจ/นเิ ทศ/เสนอแนะ/รบั รอง)
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

(นางสาวกนั ตนา จิตรบรรจง)
ผอู้ านวยการโรงเรยี นวดั คลองหา้

๗. ภาคผนวก

วดี ิทศั นเ์ พลง ทิ้งขยะให้ถูกที่

จาก: https://www.youtube.com/watch?v=55F9fhazTCE

วดี ทิ ศั น์ เร่ือง การคัดแยกขยะ
จาก : https://www.youtube.com/watch?v=8sIK3p_Aurs

ใบความรู้

เร่อื ง ผลกระทบจากการทิ้งขยะไมถ่ กู ท่ี

ผลกระทบของการทงิ้ ขยะไม่เป็ นท่ี

สาเหตุและทีม่ าของขยะ เกิดจากความมักง่ายและขาดจิตสานึกถงึ ผลเสียท่ีจะเกิดข้ึน เป็นสาเหตุทพ่ี บบอ่ ยมาก ซึ่งจะเหน็ ได้จากการทิ้ง
ขยะลงตามพื้นหรอื แหล่งน้าโดยไม่ท้ิงลงในถังรองรบั ท่ีจัดไวใ้ ห้ หรือแม้กระทั่งการซ้ือของการใช้ส่ิงของของนักเรียน เช่น ขนม กระดาษ แก้วน้า
ขวดน้า โดยใส่ถงุ พลาสตกิ หลายๆ ถุง ทาใหม้ ขี ยะเพมิ่ ในปริมาณมาก

ในปัจจุบัน ใครหลายๆ คนอาจจะเคยชินกับการทิ้งขยะเรี่ยราดไม่เป็นที่เป็นทาง ไม่ว่าจะเป็นท่ีสวนสาธารณะ ถนน ท่ีทางาน หรือ
แมก้ ระทง่ั โรงเรยี น โดยเฉพาะโรงเรียน ตอ้ งมบี า้ งล่ะ ถังขยะ แต่นกั เรยี นส่วนใหญก่ ็มองขา้ มถังขยะไมย่ อมท้ิงลงถัง มีแต่ความมักงา่ ยทชี่ อบซุกขยะ
ไว้บริเวณรอบๆ ท่ีตนเองอยู่ตรงนั้น เช่น โต๊ะหินอ่อน โต๊ะนักเรียน บนพ้ืน ท่อระบายน้า หรือแม้แต่ต้นไม้ท่ีเป็นซอกเป็นรูก็ยังทิ้งไ ปได้ มีแต่
นักเรียนสว่ นน้อยและคุณครูที่เห็นว่าการทิ้งขยะไม่ถูกที่ทาให้โรงเรียนไม่สะอาด ดูไม่งามตา และคุณครูทุกๆ คน ก็สั่งสอนลูกของตนให้มี ความ
รบั ผิดชอบ มีระเบียบวินัย และมีความรักษาความสะอาดอยู่แล้ว ก็มีการจัดเวรทาความสะอาดอยู่ทุกวัน แต่มันเป็นการกาจัดเพียง แค่บรรเทา
ไม่ใหข้ ยะมนั มากเกนิ ไป เพราะคนทงิ้ มากกวา่ คนเก็บ เพราะฉะนั้นทกุ คนควรมคี วามฉุกคิดในเรื่องของภัยขยะท่ีตามมา เช่น เกิดมลพษิ โรงเรียน
หรือท่ีต่างๆ ไม่สะอาดและไม่น่าอยู่ ถ้ามีคนอยู่ประมาณ 2,000 คน ถ้าท้ิงขยะคนละชิ้น ก็จะมีขยะเพ่ิมในโรงเรียน 2,000 ช้ิน แตถ่ ้าเก็ บขยะ
ลงถังคนละชิ้น ก็จะมีขยะในโรงเรียนลดลง 2,000 ชนิ้ คิดดูเอาเองวา่ จะเลือกมีโรงเรยี นทมี่ ีแตข่ ยะเตม็ ไปหมด หรอื โรงเรยี นที่ไมม่ ีขยะ ถึงมีแต่ก็
นอ้ ยที่สดุ

โรงเรียนทมี่ ขี ยะ

โรงเรยี นท่ีไม่มีขยะเรี่ยราดบนพน้ื และมีการคัดแยกขยะที่สามารถรไี ซเคลิ ได้ และนาไปขายสร้างรายได้

แบบประเมินผลงานนกั เรยี น

ช่ือ................................................................................................ชัน้ ..........................เลขท่.ี .................

หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี.........กจิ กรรม.............................................................

คาชี้แจง ให้ผ้ปู ระเมินใส่เครอื่ งหมาย  ลงในช่องที่ตรงกบั ระดับคะแนน

ประเดน็ ทป่ี ระเมนิ ผู้ประเมิน

๑. ตรงจดุ ประสงคท์ ีก่ าหนด ตนเอง เพอ่ื น ครู
๒. มีความถกู ตอ้ ง
๓. มคี วามคิดสร้างสรรค์ ๑๒๓๔๑๒๓๔๑๒๓๔
๔. มคี วามเปน็ ระเบยี บ

รวม
รวมทกุ รายการ

เฉล่ยี

ลงช่ือผปู้ ระเมิน................................................(ตนเอง) ลงชื่อผู้ประเมิน................................................(เพื่อน)

ลงชอื่ ผู้ประเมนิ ................................................(คร)ู

เกณฑ์การให้คะแนนผลงาน

ประเดน็ ที่ประเมนิ คะแนน
๑. ผลงานตรงกบั จุดประสงคท์ ่ี
กาหนด ๔๓๒ ๑
๒. ผลงานมีความถกู ต้องสมบรู ณ์
ผลงานสอดคล้อง ผลงานสอดคล้อง ผลงานสอดคล้อง ผลงานไม่
๓. ผลงานมคี วามคิดสรา้ งสรรค์ สอดคลอ้ งกับ
กับจดุ ประสงคท์ กุ กับจดุ ประสงค์ กบั จุดประสงค์ จดุ ประสงค์
๔. ผลงานมคี วามเปน็ ระเบียบ
ประเด็น เปน็ ส่วนใหญ่ บางประเด็น

เนอ้ื หาสาระของ เนอ้ื หาสาระของ เน้อื หาสาระของ เน้อื หาสาระของ

ผลงานถกู ตอ้ ง ผลงานถกู ต้องเป็น ผลงานถูกต้องเป็น ผลงานไมถ่ กู ตอ้ ง

ครบถ้วน สว่ นใหญ่ บางประเดน็ เปน็ สว่ นใหญ่

ผลงานแสดงออก ผลงานมีแนวคิด ผลงานมาความ ผลงานไม่แสดง
ถึงความคิด แนวคิดใหม่
แปลกใหมแ่ ตย่ ังไม่ น่าสนใจ แต่ยงั ไม่
สรา้ งสรรคแ์ ปลก
ใหมแ่ ละเปน็ เปน็ ระบบ มแี นวคดิ แปลก
ระบบ
ใหม่

ผลงานมคี วามเป็น ผลงานสว่ นใหญม่ ี ผลงานมคี วามเปน็ ผลงานสว่ นใหญ่

ระเบยี บแสดงออก ความเปน็ ระเบยี บ ระเบียบแต่มี ไมเ่ ป็นระเบยี บ

ถงึ ความประณีต แตย่ ังมี ขอ้ บกพร่อง และมีขอ้ บกพร่อง

ขอ้ บกพร่อง บางสว่ น

เกณฑ์การตัดสนิ คุณภาพ
นักเรยี นได้คะแนน ๑๓ คะแนนข้ึนไปรอ้ ยละ ๘๐ ถือวา่ ผ่าน

แบบประเมนิ การทางานกลุม่
เร่ือง .................................................................................

รายการประเมนิ

ท่ี ช่อื กลุ่ม ความ การแสดง ความตั้งใจ การรบั ฟงั การรว่ ม รวม
ร่วมมือ ความ (๒) ผูอ้ ่ืน ปรับปรงุ ๑๐ คะแนน

(๒) คดิ เห็น (๒) ผลงาน

(๒) (๒)

ลงชอื่ ..................................................ผู้ตรวจ
(......................................................)

เกณฑก์ ารประเมิน
- นกั เรียนผา่ นเกณฑ์การประเมนิ ร้อยละ ๘๐ ข้ึนไป ถือวา่ ผ่าน

แผนการจดั การเรียนรู้

หนว่ ยที่ ๒ ชื่อหน่วย ความละอายและความไม่ทนตอ่ การทจุ รติ ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ ๔

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๒ เร่ือง ความละอายและความไม่ทนตอ่ การทุจริตในชุมชน : การละเมดิ เวลา ๓ ชัว่ โมง
ข้อตกลงเกย่ี วกบั การใชส้ ถานท่ใี นชุมชน

๑. ผลการเรียนรู้
๑.๑ มีความร้คู วามเข้าใจเกีย่ วกบั ความละอายและความไม่ทนต่อการทจุ ริต
๑.๒ ปฏิบตั ติ นเปน็ ผู้ละอายและไมท่ นตอ่ การทุจริตทุกรูปแบบ

๒. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
๒.๑ นักเรยี นสามารถบอกข้อตกลงในการใช้สถานทใ่ี นชมุ ชนได้
๒.๒ นกั เรยี นสามารถปฏบิ ตั ิตนให้เปน็ ผู้ละอายและไม่ทนตอ่ การทุจริตเกยี่ วกับการใชส้ ถานทใี่ นชุมชนได้
๒.๓ นกั เรียนสามารถวเิ คราะหถ์ งึ ความละอายและความไมท่ นต่อการทจุ ริตในชมุ ชนเก่ยี วกับการละเมดิ
ข้อตกลงในการใชส้ ถานทใ่ี นชมุ ชนได้

๓. สาระการเรยี นรู้
๓.๑ ความรู้
ความละอาย เป็นจรยิ ธรรมประการหนง่ึ การทบี่ ุคคลหนึ่งละเวน้ ส่ิงที่นา่ ตาหนิ หรือสง่ิ ที่เปน็ ความผิด

หรอื ไมเ่ ปิดเผยสว่ นท่พี งึ ปกปดิ ถือว่าเขามีความละอาย
การทุจริต (Corruption) หมายถึง การคดโกง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต การกระทาที่ผิดกฎหมาย เพ่ือให้เกิด

ความได้เปรียบในการแข่งขัน การใช้อานาจหน้าท่ีในทางที่ผิดเพื่อแสวงหาประโยชน์หรือให้ได้รับส่ิงตอบแทน
การให้หรือการรับสินบน การกาหนดนโยบายที่เอื้อประโยชน์แกต่ นหรือพวกพ้อง รวมถงึ การทุจริตเชงิ นโยบาย
การทุจริตอาจเกดิ ได้หลายลักษณะ เช่น การตดิ สนิ บนเจ้าพนักงานด้วยการใหห้ รอื การรับสินบนทั้งท่ีเป็นเงินและ
ส่ิงของ การมีผลประโยชน์ ทับซ้อน การฟอกเงิน การยักยอก การปกปิดข้อเท็จจริง การขัดขวางกระบวนการ
ยุตธิ รรม

๓.๒ ทกั ษะ / กระบวนการ
๑) ทกั ษะกระบวนการคิด
๒) ความสามรถในการใช้ทักษะชวี ติ

๓.๓ คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ / คา่ นยิ ม
๑) ซื่อสตั ย์สุจริต
๒) ใฝ่เรยี นรู้
๓) มงุ่ ม่นั ในการทางาน

๔. กิจกรรมการเรยี นรู้
๔.๑ ขั้นการเรียนรู้
๑) ชว่ั โมงท่ี ๑
๑. ครทู บทวนโดยการใชค้ าถามเก่ยี วกบั ความละอายและความไม่ทนตอ่ การทจุ รติ ในชุมชน

๒. ให้นักเรียนคดิ วิเคราะหต์ ามหัวขอ้ ดังต่อไปน้ี โดยทาลงในใบงานที่ ๑ เร่ือง ขอ้ ตกลงในการใช้

สถานท่ใี นชุมชน

๒.๑ สถานที่ในชุมชนมีท่ีใดบ้าง

๒.๒ การมีขอ้ ตกลงในการใช้สถานท่ใี นชุมชน ควรมีหรือไม่อย่างไร
๒.๓ สมมุตถิ ้านักเรียนเปน็ ผกู้ าหนดขอ้ ตกลงในการใชส้ ถานทใ่ี นชุมชน นกั เรยี นจะกาหนดวา่
อย่างไรบา้ ง
๓. ครูให้นกั เรียนสง่ ตวั แทนออกมานาเสนอการวิเคราะห์ของตนเองหน้าช้นั เรยี น
๔. ครแู ละนักเรยี นร่วมกันสรุปองค์ความรู้ที่ได้
๒) ชัว่ โมงท่ี ๒
๑. ครทู บทวนความรเู้ ดมิ จากชัว่ โมงท่ีแล้ว

๒. ให้นกั เรียนคดิ วเิ คราะหต์ ามหวั ขอ้ ดังต่อไปนี้ โดยทาลงในใบงานท่ี ๒ เรอื่ ง การปฏบิ ัตติ นให้เป็นผู้

ละอายและไม่ทนต่อการทุจรติ เกย่ี วกบั การใช้สถานท่ใี นชุมชน

๒.๑ การปฏิบตั ิตนให้เปน็ ผลู้ ะอายและไมท่ นต่อการทุจรติ ควรปฏบิ ัติตนอยา่ งไร
๒.๒ นกั เรียนจะปฏิบัตติ นให้เป็นผู้ละอายและไม่ทนตอ่ การทจุ ริตเกีย่ วกบั การใช้สถานท่ใี นชมุ ชน
อย่างไร
๓. ครใู ห้นกั เรยี นส่งตวั แทนออกมานาเสนอการวเิ คราะห์ของตนเองหน้าชั้นเรียน
๔. ครแู ละนักเรียนร่วมกันสรปุ องค์ความรทู้ ไี่ ด้
๓) ชั่วโมงที่ ๓
๑. ครทู บทวนความรเู้ ดิมจากชั่วโมงทแ่ี ลว้ โดยใช้คาถาม - ตอบ
๒. แบ่งกลุ่มนักเรียนกลุ่มละ ๓ - ๕ คน ให้ร่วมกันระดมความคิดในการวิเคราะห์ถึงความละอาย
และความไม่ทนต่อการทุจริตในชุมชนเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงในการใช้สถานที่ในชุมชนอย่างไรบ้าง ลงใน
ใบงานท่ี ๓ เร่ือง ความละอายและความไมท่ นต่อการทุจริตในชุมชนเก่ียวกับการละเมิดขอ้ ตกลงในการใช้สถานที่
ในชุมชน
๓. นกั เรียนนาเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน
๔. ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกนั สรปุ องค์ความรู้ที่ได้
๔.๒ สอ่ื การเรียนรู้
๑) ใบงานท่ี ๑ เรอื่ ง ขอ้ ตกลงในการใช้สถานทีใ่ นชุมชน

๒) ใบงานท่ี ๒ เร่ือง การปฏิบัติตนให้เป็นผู้ละอายและไม่ทนต่อการทุจริตเก่ียวกับการใช้สถานที่ใน

ชุมชน

๓) ใบงานท่ี ๓ เร่ือง ความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริตในชุมชนเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงใน
การใชส้ ถานทใ่ี นชุมชน
๕. การประเมนิ ผลการเรยี นรู้

๕.๑ วิธกี ารประเมิน
๑) สงั เกตพฤตกิ รรมของนักเรยี น
๒) ประเมนิ ผลงานนักเรยี น

๕.๒ เครอื่ งมือที่ใชใ้ นการประเมิน
๑) แบบสังเกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี น
๒) แบบประเมินผลงานนกั เรียน

๕.๓ เกณฑก์ ารตดั สิน
ผา่ นเกณฑก์ ารประเมิน รอ้ ยละ ๘๐

บนั ทกึ หลังสอน

หนว่ ยกำรสอนที.่ ............... แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ท.่ี .............
บนั ทึกหลังสอน
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
ปัญหำและอปุ สรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ขอ้ เสนอแนะ/แนวทำงแกไ้ ข
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

(นางสาวกันตนา จติ รบรรจง)
ครูผสู้ อน

ความคดิ เห็นของผู้อานวยการโรงเรียน (ตรวจ/นิเทศ/เสนอแนะ/รบั รอง)
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

(นางสาวกันตนา จติ รบรรจง)
ผู้อานวยการโรงเรยี นวัดคลองหา้

๗. ภาคผนวก

ใบงานท่ี ๑

เรื่อง ขอ้ ตกลงในการใช้สถานที่ในชมุ ชน

คาชี้แจง ให้นกั เรยี นตอบคาถามตอ่ ไปน้ี

๑ สถานท่ีในชมุ ชนมที ใี่ ดบา้ ง

.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................

๒. การมขี ้อตกลงในการใช้สถานท่ใี นชุมชน ควรมีหรือไม่อยา่ งไร

.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................

๓. สมมตุ ิถา้ นกั เรียนเป็นผูก้ าหนดขอ้ ตกลงในการใช้สถานท่ีในชมุ ชน นกั เรียนจะกาหนดว่า
อยา่ งไรบา้ ง

....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
...

ช่อื .............................................................................ช้นั ......................เลขท.่ี ...............

ใบงานที่ ๒

เร่อื ง การปฏบิ ตั ิตนให้เป็นผู้ละอายและไม่ทนต่อการทจุ รติ เกีย่ วกบั การใชส้ ถานทีใ่ นชมุ ชน

คาชี้แจง ให้นกั เรียนตอบคาถามต่อไปนี้

๑ การปฏบิ ตั ติ นให้เปน็ ผู้ละอายและไมท่ นตอ่ การทุจรติ ควรปฏิบัติตนอย่างไร

...................................................................................................................................
...................................................................................................................................
...................................................................................................................................
...................................................................................................................................
...................................................................................................................................
.............................................................................................................................

๒. นกั เรียนจะปฏบิ ัติตนใหเ้ ป็นผูล้ ะอายและไมท่ นต่อการทุจริตเกีย่ วกับการใช้สถานท่ีใน
ชุมชนอยา่ งไร

..................................................................................................................................
..................................................................................................................................
..................................................................................................................................
..................................................................................................................................
..................................................................................................................................
..................................................................................................................................
......

ช่ือ.............................................................................ชั้น......................เลขท.ี่ ...............

ใบงานท่ี ๓

เร่ือง ความละอายและความไม่ทนตอ่ การทุจริตในชมุ ชนเกยี่ วกับการละเมิดขอ้ ตกลง
ในการใชส้ ถานทใี่ นชมุ ชน

คาชี้แจง ให้นกั เรยี นวิเคราะหถ์ ึงความละอายและความไมท่ นตอ่ การทจุ ริตในชมุ ชนเกย่ี วกับการละเมดิ
ขอ้ ตกลงในการใชส้ ถานท่ีในชุมชนอยา่ งไรบ้าง

ชือ่ .............................................................................ชัน้ ......................เลขท่.ี ...............

แบบสังเกตพฤติกรรมการปฏิบตั กิ ิจกรรม

ท่ี พฤตกิ รรม ความสนใจ การแสดงความ การตอบคาถาม การยอมรับฟงั การทางานท่ี หมาย
ชื่อ คดิ เหน็ ความคิดเหน็ ไดร้ บั มอบหมาย เหตุ
๔๓๒๑๔๓๒๑๔๓๒๑๔๓๒๑๔๓๒๑

เกณฑก์ ารวัดผล
ใหค้ ะแนนระดบั คุณภาพของแต่ละกล่มุ ดงั น้ี

ดีมาก เทา่ กบั ๔ ประสทิ ธภิ าพอยใู่ นเกณฑ์ ๙๐ - ๑๐๐ %
ดี เท่ากับ ๓ ประสิทธิภาพอยใู่ นเกณฑ์ ๗๐ - ๘๙ %
ปานกลาง เท่ากับ ๒ ประสิทธภิ าพอยใู่ นเกณฑ์ ๕๐ - ๖๙ %

ปรบั ปรุง เทา่ กับ ๑ ประสทิ ธภิ าพต่ากว่าเกณฑ์ ๕๐ %

( ลงชื่อ ) ผ้สู งั เกต

(.....................................................)

.............../................./....................

คาชี้แจง แบบประเมินผลงาน

ทาเคร่อื งหมาย  ลงในช่องระดับคะแนนพฤติกรรมทนี่ ักเรียนปฏิบตั ิดังนี้
ระดับ 3 หมายถึง แสดงพฤตกิ รรมให้เหน็ มาก
ระดบั 2 หมายถึง แสดงพฤตกิ รรมให้เห็นปานกลาง
ระดับ 1 หมายถึง แสดงพฤตกิ รรมให้เหน็ นอ้ ย

หวั ขอ้ ประเมนิ การ

ความถกู ตอ้ ง ความ ความคดิ รวม ประ
321 เรียบร้อย สรา้ งสรรค์ คะ
ลาดับ ระดบั คะแนน เมิน หมายเหตุ
ท่ี 321 321 แนน
ผล

ช่อื -สกลุ ผา่ น ไม่
ผา่ น

1.
2.
3.
4.
5.
6.
7.
8.
9.
10.

เกณฑ์การประเมนิ

คะแนนตงั้ แต่ 4 - 9 ผ่าน
8 - 9 = ดี

6 - 7 = ปานกลาง
4 - 5 = พอใช้
คะแนนต่ากวา่ 4 ไมผ่ า่ น

แผนการจดั การเรียนรู้

หน่วยที่ ๒ ช่อื หน่วย ความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ ๔

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๓ เรอ่ื ง กิจกรรมท่ีปฏิบตั ิและสง่ ผลให้เกิดความละอายและ เวลา ๒ ชวั่ โมง
ความไมท่ นตอ่ การทจุ ริตในชมุ ชน

๑. ผลการเรียนรู้
๑.๑ มีความร้คู วามเข้าใจเก่ยี วกับความละอายและความไมท่ นต่อการทุจรติ
๑.๒ ปฏิบตั ติ นเปน็ ผู้ละอายและไมท่ นตอ่ การทุจริตทกุ รูปแบบ

๒. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
๒.๑ นักเรียนสามารถบอกวา่ กิจกรรมทีป่ ฏบิ ตั ิสง่ ผลใหเ้ กดิ ความละอายและความไมท่ นตอ่ การทจุ รติ
ในชุมชนได้
๒.๒ นกั เรยี นสามารถปฏิบัตติ นเปน็ ผู้ละอายและไมท่ นต่อการทจุ ริตในทกุ รูปแบบได้

๓. สาระการเรยี นรู้
๓.๑ ความรู้
ความละอาย เป็นจรยิ ธรรมประการหน่งึ การท่ีบคุ คลหนึ่งละเว้นสิง่ ทนี่ า่ ตาหนิ หรือสงิ่ ทเี่ ปน็ ความผิด

หรอื ไม่เปดิ เผยส่วนทพ่ี ึงปกปดิ ถอื วา่ เขามีความละอาย
การทุจริต (Corruption) หมายถึง การคดโกง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต การกระทาท่ีผิดกฎหมาย เพ่ือให้เกิด

ความได้เปรียบในการแข่งขัน การใช้อานาจหน้าท่ีในทางที่ผิดเพื่อแสวงหาประโยชน์หรือให้ได้รับสิ่งตอบแทน
การให้หรอื การรับสินบน การกาหนดนโยบายท่ีเอื้อประโยชน์แกต่ นหรือพวกพ้อง รวมถึงการทุจรติ เชงิ นโยบาย
การทุจรติ อาจเกิดไดห้ ลายลักษณะ เช่น การติดสนิ บนเจ้าพนักงานด้วยการใหห้ รือการรับสินบนทั้งท่ีเป็นเงินและ
ส่ิงของ การมีผลประโยชน์ ทับซ้อน การฟอกเงิน การยักยอก การปกปิดข้อเท็จจริง การขัดขวางกระบวนการ
ยตุ ิธรรม

๓.๒ ทกั ษะ / กระบวนการ
๑) ทกั ษะกระบวนการคดิ
๒) ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ

๓.๓ คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ / ค่านยิ ม
๑) ซื่อสัตย์สุจริต
๒) ใฝ่เรียนรู้
๓) มุ่งม่นั ในการทางาน

๔. กิจกรรมการเรียนรู้
๔.๑ ขน้ั การเรยี นรู้
๑) ชวั่ โมงที่ ๑
๑. ให้นักเรยี นชมวีดิทัศน์ เรื่อง ซื้อสทิ ธ์ขิ ายเสียง ไมย่ อม ไมท่ น ไม่เฉย รวมพลังคนไทยไมโ่ กง หวัง

คนไทยต้านคอร์รัปชันทกุ รูปแบบ

๒. ใหน้ ักเรยี นคิดวิเคราะหต์ ามหวั ข้อดังต่อไปนี้ โดยทาลงในใบงานท่ี ๑ เรอ่ื ง การเปน็ ผู้ละอายและไม่
ทนต่อการทุจริตในทกุ รูปแบบ

๒.๑ การซื้อสิทธิข์ ายเสียง เปน็ สง่ิ ที่ควรทาหรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด

๒.๒ การซอ้ื สิทธขิ์ ายเสยี ง นนั้ มผี ลเสียอย่างไรบา้ ง
๒.๓ ถ้านกั เรยี นพบเห็นการซอ้ื สิทธข์ิ ายเสยี งในชุมชน นกั เรยี นจะทาอย่างไร
๓. ครใู ห้นกั เรียนส่งตัวแทนออกมานาเสนอการวเิ คราะหข์ องตนเองหน้าช้ันเรยี นต่อการกระทาท่ไี ม่
ถกู ตอ้ ง
๔. ครแู ละนกั เรียนร่วมกันสรุปองค์ความรทู้ ่ีได้
๒) ชั่วโมงที่ ๒
๑. ครูทบทวนความรเู้ ดิมจากชั่วโมงทแ่ี ล้ว โดยใช้คาถาม - ตอบ
๒. แบ่งกลุ่มนักเรียนกลุ่มละ ๓ - ๕ คน ให้รว่ มกันระดมความคิดในการหาว่ากิจกรรมทีป่ ฏิบัติแล้ว
ส่งผลให้เกิดความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริตในชุมชนมีอะไรบ้าง ลงในใบงานที่ ๒ เร่ือง กิจกรรมท่ี
ปฏิบตั แิ ละสง่ ผลให้เกดิ ความละอายและความไม่ทนตอ่ การทุจรติ ในชุมชน
๓. นกั เรียนนาเสนอผลงานหนา้ ชั้นเรียน
๔. ครูและนกั เรียนร่วมกนั สรุปองคค์ วามรทู้ ี่ได้
๔.๒ สื่อการเรยี นรู้
๑) วีดิทัศน์ เรื่อง ซื้อสิทธ์ิขายเสียง ไม่ยอม ไม่ทน ไม่เฉย รวมพลังคนไทยไม่โกง หวังคนไทยต้าน

คอรร์ ปั ชนั ทุกรปู แบบ https://www.youtube.com/watch?v=O38oszSfqWM&pbjreload=10

๒) ใบงานท่ี ๑ เรือ่ ง การเป็นผู้ละอายและไม่ทนต่อการทจุ รติ ในทกุ รปู แบบ
๓) ใบงานที่ ๒ เรื่อง กิจกรรมท่ีปฏิบัติและส่งผลให้เกิดความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริตใน
ชมุ ชน
๕. การประเมินผลการเรียนรู้
๕.๑ วธิ ีการประเมิน
๑) สงั เกตพฤติกรรมของนักเรยี น
๒) ประเมินผลงานนักเรียน
๕.๒ เคร่อื งมอื ที่ใช้ในการประเมนิ
๑) แบบสังเกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี น
๒) แบบประเมินผลงานนกั เรยี น
๕.๓ เกณฑ์การตัดสิน
ผา่ นเกณฑก์ ารประเมนิ ร้อยละ ๘๐

บันทกึ หลงั สอน

หน่วยกำรสอนที.่ ............... แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ท.ี่ .............
บันทึกหลังสอน
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
ปัญหำและอปุ สรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ขอ้ เสนอแนะ/แนวทำงแก้ไข
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

(นางสาวกนั ตนา จิตรบรรจง)
ครูผสู้ อน

ความคดิ เหน็ ของผู้อานวยการโรงเรียน (ตรวจ/นเิ ทศ/เสนอแนะ/รับรอง)
.................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

(นางสาวกันตนา จติ รบรรจง)
ผูอ้ านวยการโรงเรยี นวดั คลองห้า

๗. ภาคผนวก

ใบงานที่ ๑

เร่ือง การเปน็ ผลู้ ะอายและไม่ทนต่อการทจุ ริตในทกุ รปู แบบ

คาชี้แจง จากการชมวีดทิ ัศน์ เรื่อง ซ้ือสิทธิ์ขายเสียง ไม่ยอม ไม่ทน ไม่เฉย รวมพลงั คนไทยไม่โกง หวงั คนไทย
ตา้ นคอรร์ ัปชันทุกรูปแบบแลว้ ให้นกั เรียนตอบคาถามตอ่ ไปน้ี

๑ การซ้อื สิทธข์ิ ายเสยี ง เปน็ สง่ิ ทคี่ วรทาหรอื ไม่ เพราะเหตุใด

.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................

๒. การซ้ือสิทธิข์ ายเสยี ง นน้ั มผี ลเสียอย่างไรบ้าง

.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................

๓. ถ้านักเรยี นพบเห็นการซ้ือสทิ ธ์ิขายเสยี งในชุมชน นกั เรยี นจะทาอย่างไร

.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................

ชอื่ .............................................................................ชัน้ ......................เลขที่................


Click to View FlipBook Version