โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ 2ผลงานสร้างสรรค์ ชุด สามชุกปฏิพัทธ์ งิ้วงามวทัญญู โฉมยงค์กศิกานต์ มั่นเขตร์กรณ์จิณณพัต ดอกยี่สุ่นเจนจิรา ปักสำพันธ์ชรินรัตน์ เกิดโพธิ์ชลธิชา เอี่ยมประเสริฐธันยาภรณ์ แช่มช้อยปาลิตา สาลีพัฒนผลสะริวง สาหร่ายเบญจวรรณ กลิ่นขจร ครูประจำวิชา นางกิ่งดาว สวัสดี ครูที่ปรึกษานางสาวสุวิภา สุวรรณโณนางสาวศิริลักษณ์ มั่นคงโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรนาฏดุริยางคศิลป์ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 ประเภทวิชา ศิลปกรรม ปีการศึกษา 2566
กชื่อโครงงาน : สามชุกรายวิชา : โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ 2ครูที่ปรึกษ : นางสาวสุวิภา สุวรรณโณ นางสาวศิริลักษณ์ มั่นคงปีการศึกษา : 2566บทคัดย่อโครงงาน สามชุก มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาและการพัฒนาของสามชุกตลาดร้อยปี ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี2) เพื่อสร้างสรรค์การแสดงร่วมสมัย ชุด สามชุก โดยเครื่องมือที่ใช้ในเก็บรวบรวมข้อมูล ศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร ตํารา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักการ และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของสามชุกตลาดร้อยปี ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีพิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงจีนารักษ์ โรงแรมอุดมโชค หอสมุดแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติและการสัมภาษณ์รวบรวมข้อมูลจากผู้มีความรู้เกี่ยวกับประวัติของสามชุกตลาดร้อยปีผลของการศึกษาโครงงานพบว่า ความสามัคคีของชาวบ้านในตลาดสามชุกที่ช่วยเหลือซึ่งกันมายาวนาน ทำให้เกิดเป็นตลาดในปัจจุบันและยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดสุพรรณบุรี จึงเป็นแรงบันดาลใจให้คณะผู้ศึกษานำเรื่องราวเกี่ยวกับสามชุกตลาดร้อยปี ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี รูปแบบการแสดงชุด สามชุก เพื่อสื่อให้เห็นถึงความเป็นมาและการพัฒนาของสามชุกตลาดร้อยปีและเป็นการพัฒนางานสร้างสรรค์นาฏดุริยางค์ศิลป์สู่ชุมชน ซึ่งแบ่งการแสดงออกเป็น 3 ช่วง ช่วงที่ 1 เรือค้า สื่อให้เห็นถึงการคมนาคมทางน้ำในการแลกเปลี่ยนสินค้า ช่วงที่ 2 ท่าสามชุก สื่อให้เห็นถึงการคมนาคมทางน้ำเริ่มซบเซาลง และผู้คนเริ่มย้ายออกไปทำมาหากินที่อื่น ช่วงที่ 3 ยุครุ่งเรือง สื่อให้เห็นถึงตลาดกลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยผู้คนเริ่มกลับมาให้ความสนใจแนวคิดในการสร้างสรรค์การแสดง รูปแบบ การเสดง เครื่องแต่งกาย เพลงและดนตรีประกอบ ใช้ทำนองที่สื่อถึงความสอดคล้องตามแนวคิดของการแสดง และการแต่งกายที่สื่อถึงยุคสมัยนั้น การแสดงสร้างสรรค์ ชุด สามชุก จึงเป็นผลงานที่คณะผู้ศึกษามีความภาคภูมิใจ และพร้อมถ่ายทอดสู่ชุมชน
ขกิตติกรรมประกาศโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ ผลงานสร้างสรรค์ชุด สามชุก ได้รับความอนุเคราะห์อย่างดียิ่งจากบุคคลหลายท่านในการให้ความรู้ คำปรึกษา ข้อเสนอแนะทางวิชาการ ตลอดจนสละเวลาอันมีค่าเพื่อให้โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพเรื่อง สามชุก สำเร็จลงด้วยดีกราบขอบพระคุณ คุณอรุณลักษณ์ อ่อนวิมล คณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ ที่กรุณาให้ความรู้เพื่อเป็นข้อมูลสู่การสร้างสรรค์ รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการประสานงานและความร่วมมือ เพื่อการเผยแพร่การแสดงและสร้างเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้กราบขอบพระคุณคณะกรรมการที่ร่วมพิจารณาผลงานทุกท่านและให้คำแนะนำข้อเสนอแนะตลอดจนแนวทางสู่การสร้างสรรค์งานให้มีความสำเร็จอย่างมีคุณภาพกราบขอบพระคุณ คุณครูสุวิภา สุวรรณโณ และคุณครูศิริลักษณ์ มั่นคง ครูที่ปรึกษา โครงงาน และคุณครูกิ่งดาว สวัสดี ครูประจำวิชา ที่กรุณาให้คำปรึกษา ความรู้ ข้อเสนอแนะ และอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานเพื่อให้โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพนี้บรรลุตามวัตถุประสงค์กราบขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์วาสนา บุญญาพิทักษ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี รวมทั้งผู้บริหารทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการอำนวยความสะดวกและให้ความอนุเคราะห์สนับสนุนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน จนทำให้โครงงานมีความสำเร็จและสมบูรณ์คุณค่าและประโยชน์ของโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพนี้ขอมอบแด่บิดา มารดา ครูอาจารย์และครูภูมิปัญญาทุกท่าน ตลอดจนดำรงไว้ซึ่งคุณค่าอันเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาสืบไปคณะผู้ศึกษา
คสารบัญเรื่อง หน้าบทคัดย่อ กกิตติกรรมประกาศ ขสารบัญ คสารบัญภาพ จสารบัญตารางบทที่ 1 บทนำ1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 11.2 วัตถุประสงค์ของโครงงาน 31.3 ขอบเขตของโครงงาน 31.4 วิธีการดำเนินการ 41.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 41.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 5บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง2.1 ประวัติความเป็นมาของสามชุกตลาดร้อยปีตำบลสามชุก อำเภอสามชุก 6จังหวัดสุพรรณบุรี2.2 ยุคสมัยและความเจริญรุ่งเรืองของสามชุกตลาดร้อยปีตำบลสามชุก 11อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี2.3 การสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ 162.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 19บทที่ 3 วิธีการดำเนินการ3.1 ขอบเขตของโครงงาน 233.2 วิธีการดำเนินการศึกษา 24บทที่ 4 ผลการดำเนินการ4.1 แนวคิดในการสร้างสรรค์การแสดง 304.2 รูปแบบการแสดง 304.3 การคัดเลือกนักแสดง 314.4 อุปกรณ์และฉากที่ใช้ประกอบการแสดง 314.5 เครื่องแต่งกาย 36
งสารบัญ (ต่อ)เรื่อง หน้า4.6 เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแสดง 524.7 รูปแบบการแปรแถว 624.8 กระบวนการท่ารำ 68บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผลและข้อสนอแนะ 5.1 สรุปผลการศึกษา 109 5.2 อภิปรายผล 111 5.3 ข้อเสนอแนะ 112 บรรณานุกรม 113ภาคผนวก 114ประวัติคณะผู้ศึกษา 117
จสารบัญภาพภาพที่ หน้าภาพที่ 2.1 สามชุกตลาดร้อยปีในปัจจุบัน 7ภาพที่ 2.2 กระชุกภาชนะสำหรับใส่ของป่า 8ภาพที่ 2.3 สัมภาษณ์คุณอรุณลักษณ์ อ่อนวิมล คณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ 10ภาพที่ 2.4 สัมภาษณ์คุณอรุณลักษณ์ อ่อนวิมล คณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ 10ภาพที่ 2.5 ลวดลายฉลุไม้เรียกว่า ลายขนมปังขิง 12ภาพที่ 2.6 แผนที่อำเภอสามชุก 13ภาพที่ 2.7 แผนที่ตลาดสามชุก 14ภาพที่ 2.8 เป็ดย่างจ่าเฉิด 14ภาพที่ 2.9 ข้าวห่อใบบัว หรั่งศรีโรจน์ 15ภาพที่ 2.10 โรงแรมอุดมโชค 15ภาพที่ 2.11 ร้านกาแฟท่าเรือส่ง 16ภาพที่ 4.1 กระบุงหาบ 31ภาพที่ 4.2 การะบุงสาน 32ภาพที่ 4.3 ตะกร้าสาน 32ภาพที่ 4.4 งอบใบตาล 33ภาพที่ 4.5 หมวกเวียดนาม 33ภาพที่ 4.6 กระด้ง 34ภาพที่ 4.7 กระชุก 34ภาพที่ 4.8 ฉากสามชุกตลาดร้อยปี 35ภาพที่ 4.9 ฉากร้านค้าสามชุกตลาดร้อยปี 35ภาพที่ 4.10 เสื้อม่อฮ่อม 38ภาพที่ 4.11 กางเกงขาก๊วย 38ภาพที่ 4.12 เสื้อแขนกระอก 39ภาพที่ 4.13 โจงกระเบน 39ภาพที่ 4.14 ดอกไม้ประดับศีรษะ 40ภาพที่ 4.15 ช๋าย (เสื้อกระเหรี่ยงสำหรับผู้ชาย) 40ภาพที่ 4.16 กางเกงม้ง 41ภาพที่ 4.17 ช๋ายอ๋วย (ชุดกระเหรี่ยงสำหรับผู้หญิง) 41
ฉสารบัญภาพ (ต่อ)ภาพที่หน้าภาพที่ 4.18 ถังจวง (เสื้อคอจีน) 42ภาพที่ 4.19 กางเกงขายาวสีดำ 42ภาพที่ 4.20 ฉีผาว (ชุดกี่เพ้า) 43 ภาพที่ 4.21 รองเท้าคัทชูสีดำ 43 ภาพที่ 4.22 เสื้อบักกะแหล่ง 44ภาพที่ 4.23 ผ้านซิ่นลายตีนจกพื้นสีแดงของชาติพันธุ์ลาวเวียง 44ภาพที่ 4.24 ผ้าสไบลูกไม้สีขาว 45ภาพที่ 4.25 เสื้อแขนสั้นสีน้ำตาลอ่อน 45ภาพที่ 4.26 กางเกงขาก๊วย 46ภาพที่ 4.27 เสื้อสีขาวแขนสั้น 46ภาพที่ 4.28 ผ้านุ่ง 47ภาพที่ 4.29 เสื้อเชิ้ตมีปกแขนสั้นสีขาว 47ภาพที่ 4.30 กางเกงขายาวสีดำ 48ภาพที่ 4.31 เสื้อสีขาว 48ภาพที่ 4.32 กระโปรงลายดอก 49ภาพที่ 4.33 ต่างหูมุก 49ภาพที่ 4.34 สร้อยมุก 50ภาพที่ 4.35 เข็มขัด 50ภาพที่ 4.36 กำไลมุก 50ภาพที่ 4.37 ไม้คาดผมมุก 51ภาพที่ 4.38 รองเท้าคัทชูสีดำ 51
ชสารบัญตารางตารางที่หน้าตารางที่ 1 ตารางแสดงระยะเวลาในการปฏิบัติงาน 25ตารางที่ 2 ตารางงบประมาณการจัดทำโครงงานการแสดงสร้างสรรค์ ชุด สามชุก 26ตารางที่ 3 แสดงเครื่องดนตรีปี่พาทย์เครื่องห้าประกอบการแสดงสร้างสรรค์ชุด สามชุก 52ตารางที่ 4 แสดงเครื่องดนตรีสากลที่ใช้ประกอบการแสดงสร้างสรรค์ ชุด สามชุก 56ตารางที่ 5 กระบวนท่ารำผลงานสร้างสรรค์ ช่วงที่ 1 เรือค้า 71ตารางที่ 6 กระบวนท่ารำผลงานสร้างสรรค์ ช่วงที่ 2 ท่าสามชุก 82ตารางที่ 7 กระบวนท่ารำผลงานสร้างสรรค์ ช่วงที่ 3 ยุครุ่งเรือง 89
บทที่1บทนำ1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นจังหวัดเก่าแก่จังหวัดหนึ่ง มีแม่น้ำท่าจีนไหลผ่านเป็นเส้นทางของการคมนาคมที่ผู้คนเดินทางติดต่อกันได้สะดวก ทั้งพื้นที่ภายในราชอาณาจักรและการติดต่อกับชุมชนอื่น ๆ ผ่านทางทะเลภายนอกทำให้เมืองสุพรรณบุรีเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจและการคมนาคมได้อย่างดีและทำให้ง่ายต่อการเลือกรับและปรับเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับชุมชนภายนอก รวมถึงนำมาผสมผสานให้เข้ากับเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมภายในท้องถิ่น ลักษณะทางการปกครองโดยจังหวัดสุพรรณบุรีแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 10 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี อำเภอด่านช้าง อำเภอสองพี่น้อง อำเภอบางปลาม้า อำเภออู่ทอง อำเภอเดิมบางนางบวช อำเภอศรีประจันต์ อำเภอดอนเจดีย์ อำเภอหนองหญ้าไซ และ อำเภอสามชุกสามชุกเป็นอำเภอของจังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งเป็นอำเภอที่เก่าแก่และมีความสำคัญแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยในหนังสือนิราศสุพรรณของสุนทรภู่ นิทานย่านสุพรรณ และบันทึกคนรุ่นเก่ากล่าวไว้ว่า สามชุกในอดีต เป็นแหล่งรวมของการแลกเปลี่ยนสินค้า โดยชาวกะเหรี่ยง ชาวลาว และชาวละว้า จะนำเกวียนบรรทุกของป่ามาขายแลกกับสินค้าที่ชาวเรือนำมาจากทางใต้ที่บริเวณท่าน้ำ เป็นตลาดมีเรือมาจอดมากมายเพื่อรับส่งข้าวจากโรงสีต่าง ๆ สินค้าที่ชาวบ้านนำมานั้นบรรจุอยู่ใน \"กระชุก\" ซึ่งทำจากลำไม้ไผ่ จึงเป็นที่มาหนึ่งของชื่อ \"สามชุก\" ส่วนอีกชื่อหนึ่งที่เรียกขานพื้นที่นี้คือ \"สามเพ็ง\" ซึ่งเพี้ยนมาจาก \"สามแพร่ง\" เนื่องจากเป็นที่ชุมนุมของพ่อค้าที่เดินทางมาจากทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันตก นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นบางท่าน กล่าวว่า ในอดีตมีการรวมตัวของชุมชนที่บริเวณท่ายาง กับสามชุก ก่อนจะขยับขยายมาที่สามเพ็งหรือสำเพ็ง(บริเวณตลาดสามชุกในปัจจุบัน) ส่วนชื่อของสามชุกนั้นประการหนึ่งสันนิษฐานว่า ลากเสียงมาจากคำว่า \"สำชุก\" ซึ่ง \"สำ\" เป็นภาษาแต่โบราณ ใช้เรียก สถานที่ พวก หมู่ เหล่า อยู่รวมกัน ส่วน \"ชุก\" นั้นก็คือจำนวนมาก ดังนั้น \"สำชุก\" หรือ \"สามชุก\" จึงหมายถึง ชุมชน หมู่บ้าน ที่ตั้งอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก ด้วยเป็นดินแดนท่าปากป่าลำน้ำ ที่สำคัญมาแต่โบราณ โดยอาจจะมากด้วยกลุ่มชนชาติ ตระกูล บ้าน หรือใด ๆ ที่ชุก กระจุกตัวอยู่บริเวณนี้ ซึ่งมีข้อสังเกตอย่างเดียวกับการเรียกชื่อหมู่บ้านตามลักษณะของชุมชนหรือภูมิประเทศอันขึ้นต้นด้วยคำว่า ทับ ตรอก ชุม ค่าย ท่า หนอง ดอน บาง เป็นต้น นอกจากนี้ยังปรากฏชื่อหมู่บ้านในท้องถิ่นสุพรรณบุรีเรียกว่า \"สาม , สำ\" เช่นเดียวกัน อาทิ สามจุ่น สามนาก สามทอง สามเอก สามหน่อ สามขนอน (สำขนอน) สำปะร้า สำปะซิว (สำปะทิว) สำเพ็ง (สามเพ็ง) ต่อมา เมื่อปีพ.ศ. 2437 ทางราชการได้ตั้งอำเภอมีชื่อว่า อำเภอนางบวช และบ้านสามชุก มีสถานะเป็นตำบล ๆ หนึ่งขึ้นอยู่กับ
2อำเภอนางบวช ครั้นถึงปี พ.ศ. 2454 ได้มีการเสนอขอจัดตั้งอำเภอขึ้นอีกแห่งแยกจากอำเภอนางบวชในบริเวณหมู่บ้านเขาพระ โดยใช้ชื่อว่า อำเภอเดิมบาง จึงทำให้ต้องย้ายที่ว่าการอำเภอนางบวชซึ่งขณะนั้นตั้งอยู่ในพื้นที่ของอำเภอที่ตั้งขึ้นใหม่ (อำเภอเดิมบาง) ลงมาอยู่บริเวณหมู่บ้านสามเพ็ง ในพื้นที่ตำบลสามชุก กระทั่งปี พ.ศ. 2482 จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อจากอำเภอนางบวชเป็น อำเภอสามชุก เพื่อไม่ให้เกิดการสับสนกับอดีต และให้สอดคล้องกับชื่อตำบลที่ที่ว่าการอำเภอตั้งอยู่ (ธันวดี สุขประเสริฐ,2564)ขุนจำนงค์จีนารักษ์ (หุย แซ่เฮง) ผู้ก่อตั้งตลาดสามชุก เจ้าของอาคารพาณิชย์ ศิลปะแบบไทย-จีน ผสมชิโนโปรตุเกสในพื้นที่ชุมชนตลาดสามชุก หรืออาคารพิพิธภัณฑ์ขุนจำนงค์จีนารักษ์ในปัจจุบัน ขุนจํานงจีนารักษ์ นามเดิมว่า หุย แซ่เฮง เป็นชาวไทยเชื้อสายจีน จังหวัดสุพรรณบุรี ประกอบอาชีพค้าขาย มีโรงเหล้าและโรงยาฝิ่น เมื่อเยาว์วัยศึกษาเล่าเรียนที่ประเทศจีน เมื่ออายุครบ 20 ปี ได้เดินทางกลับมาประเทศไทย โดยเข้ามาเช่าที่ราชพัสดุปลูกบ้านสามชั้น (คอนกรีตเสริมเหล็ก) ใน ปี พ.ศ. 2459 กิจการค้าขายของท่าน เจริญรุ่งเรืองถึง 6 อำเภอ ท่านเป็นคนมีเมตตาชอบช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก จึงได้เป็นผู้นําชุมชน และได้รับบรรดาศักดิ์เป็นขุนจํานงจีนารักษ์ ตำแหน่งกรมการพิเศษจังหวัดสุพรรณบุรี นายอากรสุรา-ฝิ่น ศักดินา 400 ไร่ จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2474 เมื่อรัฐบาลประกาศยกเลิกการสูบฝิ่น ท่านจึงหันมาทำสวนทำไร่ และเสียชีวิต เมื่อ พ.ศ.2517 รวมอายุได้ 83 ปีตลาดสามชุกเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นของอำเภอสามชุก มีประวัติจารึกว่าเคยเป็น ดินแดนที่มีความยิ่งใหญ่ในอดีต ในฐานะที่เป็นเสมือนเมืองท่าที่สำคัญของ จังหวัดสุพรรณบุรี เพราะตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน ซึ่งในอดีตตลาดสามชุกคือแหล่งที่มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติและชนเผ่ามาแลกเปลี่ยนและซื้อขายสินค้ากันจาก3ทิศ 3ทางมารวมกันอยู่ที่ตลาดสามชุกที่อยู่ติดริมแม่น้ำท่าจีน ทำให้ตลาดสามชุกเป็นตลาดสำคัญในการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าที่สำคัญในอดีต ตั้งแต่เมื่อ 100 กว่าปีก่อน ในปี พ.ศ.2510 การคมนาคมทางบกได้พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เส้นทางค้าขายทางน้ำซบเซาลง ตลาดสามชุกจึงเริ่มเงียบเหงา เนื่องจากการสัญจรทางน้ำได้รับความนิยมน้อยลงไป การค้าขายที่ตลาดสามชุกก็ไม่คึกคักเหมือนเดิม คนรุ่นใหม่ก็ทยอยออกไปหางานทำที่อื่น ปี พ.ศ.2543 มีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ขึ้นมาเพื่อฟื้นฟูตลาดสามชุกชาวบ้านชุมชนตลาดสามชุกส่วนใหญ่ยังคงยึดอาชีพค้าขายเป็นอาชีพหลัก ส่วนอาชีพเกษตรกรรม รับราชการ หรือการประกอบกิจการส่วนตัวเป็นอาชีพรองลงไป ปัจจุบันตลาดสามชุกได้รับการพัฒนาให้มีลักษณะเป็นตลาดเก่าเชิงอนุรักษ์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ทำให้รายได้ของชาวตลาดสามชุกมาจากรายได้ในธุรกิจการท่องเที่ยวในชุมชนเป็นหลักทำให้ตลาดกลับมาชีวิตชีวาอีกครั้ง และได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนกลับมาคึกคักเช่นในอดีต และยังคงอนุรักษ์หลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างที่ล้ำค่าแห่งวิธีชีวิตของคนในตลาดสามชุก เอาไว้ ในนาม “สามชุก ตลาดร้อยปี ตลาดมีชีวิต พิพิธภัณฑ์มีชีวา” อันเป็น
3แหล่งเรียนรู้ที่เกิดจากการพัฒนาของคนในชุมชนท้องถิ่นตลาดสามชุกอย่างแท้จริง (SUPHAN.BIZ, 2565)เมื่อปีพ.ศ.2547 ตลาดสามชุกกลายเป็นแหล่งดูงานของตลาดน้ำอื่นๆ ตลาดสามชุกได้รับรางวัล อนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2548 ประเภทองค์กร จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และที่โด่งดังเป็นข่าวใหญ่ คือรางวัลอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก ประจำปี 2552 ประเภทดี (Award of Merit) จากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาถึงยุทธศาสตร์ของการพัฒนาอย่างยั่งยืนของตลาดเก่าที่มีวัฒนธรรม วิถีชีวิต สถาปัตยกรรม และมีความพร้อมในการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยศึกษาถึงตลาดที่มีความสมดุลย์ของการพัฒนาและเป็นตลาดที่จะสามารถพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ค้านึงถึงศักยภาพ ทรัพยากรและการบริหารจัดการของตลาดน้ำสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีอย่างยั่งยืน (วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์. 2561, น.127-128)จากข้อมูลดังกล่าว คณะผู้ศึกษาได้เห็นถึงความสามัคคีของชาวบ้านในตลาดสามชุกที่ช่วยเหลือซึ่งกันมายาวนาน จึงทำให้เกิดเป็นตลาดในปัจจุบันและยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดสุพรรณบุรี จึงเป็นแรงบันดาลใจให้คณะผู้ศึกษานำเรื่องราวเกี่ยวกับสามชุกตลาดร้อยปีตำบลสามชุกอำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีมานำเสนอในรูปแบบการแสดงชุด สามชุก เพื่อสื่อให้เห็นถึงความเป็นมาและการพัฒนาของสามชุกตลาดร้อยปีและเป็นการพัฒนางานสร้างสรรค์นาฏดุริยางค์ศิลป์สู่ชุมชน1.2 วัตถุประสงค์ของโครงงาน1.2.1 เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมา พัฒนาการ และความสามัคคีของชาวบ้านในสามชุกตลาดร้อยปีตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี1.2.2 เพื่อสร้างสรรค์การแสดงนาฏศิลป์ร่วมสมัย ชุด สามชุก1.3 ขอบเขตของโครงงาน 1.3.1 ขอบเขตด้านเนื้อหา ศึกษาประวัติความเป็นมาและพัฒนาการของสามชุกตลาดร้อยปี ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี 1.3.2 ขอบเขตด้านกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มชุมชนในสามชุกตลาดร้อยปี 1.3.3 ขอบเขตด้านระยะเวลาโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ ชุด สามชุก คณะผู้ศึกษาได้กำหนดระยะเวลาการดำเนินการ ปีการศึกษา 2566
41.4 วิธีดำเนินการศึกษาคณะผู้ศึกษาใช้วิธีการค้นคว้าจากเอกสาร ตําราที่เกี่ยวข้องและ การศึกษาภาคสนาม โดยมีขั้นตอนในการดำเนินการ ดังนี้1.4.1 ศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร ตํารา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักการ และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสามชุกตลาดร้อยปี ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี คือ1) พิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงจีนารักษ์ บ้านเลขที่ 811 ซอย2 เทศบาลชุมชนตลาดสามชุกตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี 721302) โรงแรมอุดมโชค บ้านเลขที่ 46 ซอย2 ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี 721303) หอสมุดแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ1.4.2 การสัมภาษณ์ รวบรวมข้อมูลจากผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับประวัติของสามชุกตลาดร้อยปี ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 2 ท่าน คือ1) คุณอรุณลักษณ์ อ่อนวิมล คณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์2) คุณอ้อย เทียงแสน ชาวบ้านในชุมชนตลาดสามชุก1.4.3 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา1) แบบสัมภาษณ์ มุ่งประเด็นเกี่ยวกับเนื้อหาประวัติของสามชุกตลาดร้อยปี ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี2) แบบสังเกต มุ่งประเด็นเกี่ยวกับการพัฒนาของสามชุกตลาดร้อยปี ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี3) แบบประเมินคุณภาพการแสดงสร้างสรรค์ สามชุก1.5 นิยามศัพท์เฉพาะกระชุก หมายถึง ภาชนะสานรูปกลมสูงสานรูปฟักผ่าตามยาว ใช้สอดลงในเกวียน สําหรับใส่ข้าวเปลือกเป็นต้นสำชุก หมายถึง ชุมชน หมู่บ้าน ที่ตั้งอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก ด้วยเป็นดินแดนท่าปากป่าลำน้ำ ที่สำคัญมาแต่โบราณ โดยอาจจะมากด้วยกลุ่มชนชาติ ตระกูล บ้าน หรืออื่นๆตลาดสามชุก หมายถึง ชุมชนตลาดเก่าที่ตั้งอยู่ที่อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีสามชุก หมายถึง การแสดงสร้างสรรค์ที่สื่อให้เห็นถึงความเข้มแข็งของคนในชุมชน และยุคสมัยที่เปลี่ยนไปของสามชุกตลาดร้อยปีตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี
51.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ1.6.1 ได้รับความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของสามชุกตลาดร้อยปี ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี1.6.2 ได้รับความรู้ด้านแนวทางการสร้างสรรค์ในงานนาฏศิลป์การแสดง ชุด สามชุก1.6.3 ได้เสนอการแสดงสร้างสรรค์ ชุด สามชุก เพื่อส่งเสริมชุมชนให้เป็นที่รู้จักแก่บุคคลทั่ว ๆ ไปและรักษาวิถีชีวิตของชาวบ้านในชุมชนที่มีความสามัคคีให้คงอยู่สืบไป1.6.4 ได้สนับสนุนการท่องเที่ยวเพื่อต่อยอดรายได้ให้กับร้านค้าในสามชุกตลาดร้อยปี
บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้องในการศึกษาโครงงานพัฒนาสมรรถะวิชาชีพ ชุด สามชุก ประเภทสร้างสรรค์การแสดงบรรเลง-ขับร้อง คณะผู้ศึกษาได้ศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการสร้างสรรค์งาน แนวคิดทางวัฒนธรรม รวมถึงประวัติความเป็นมา ของสามชุกตลาดร้อยปีตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีโดยนำเสนอตามหัวข้อดังนี้2.1 ประวัติความเป็นมาของสามชุกตลาดร้อยปี ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี2.2 ยุคสมัยและความเจริญรุ่งเรืองของสามชุกตลาดร้อยปีตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี2.3 การสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง2.1 ประวัติความเป็นมาของสามชุกตลาดร้อยปีตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นจังหวัดเก่าแก่จังหวัดหนึ่ง มีแม่น้ำท่าจีนไหลผ่านเป็นเส้นทางของการคมนาคมที่ผู้คนเดินทางติดต่อกันได้สะดวก ทั้งพื้นที่ภายในราชอาณาจักรและการติดต่อกับชุมชนอื่น ๆ ผ่านทางทะเลภายนอกทำให้เมืองสุพรรณบุรีเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจและการคมนาคมได้อย่างดีและทำให้ง่ายต่อการเลือกรับและปรับเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับชุมชนภายนอก รวมถึงนำมาผสมผสานให้เข้ากับเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมภายในท้องถิ่น ลักษณะทางการปกครองโดยจังหวัดสุพรรณบุรีแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 10 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี อำเภอด่านช้าง อำเภอสองพี่น้อง อำเภอบางปลาม้า อำเภออู่ทอง อำเภอเดิมบางนางบวช อำเภอศรีประจันต์ อำเภอดอนเจดีย์ อำเภอหนองหญ้าไซ และ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่ วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร หมู่บ้านมังกรสวรรค์ อุทยานพุทธบูชา(พระยูไล) พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอู่ทอง ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง นาเฮียใช้ศูนย์การเรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย ตลาดร่มไม้ชายน้ำ หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย วัดไผ่โรงวัว หอคอยบรรหารแจ่มใส ตลาดเก่าศรีประจันต์ ตลาดเก้าห้อง และตลาดสามชุกสามชุกตลาดร้อยปีที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีนที่ ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ลักษณะตลาดเป็นห้องแถวไม้ 2 ชั้น ที่ก่อสร้างเป็นแนวตั้งฉากกับแม่น้ำท่าจีน เป็นแหล่งที่ทำมาค้าขายของชุมชนชาวจีนเก่าแก่ ปัจจุบันตลาดแห่งนี้ยังคงรักษาความดั้งเดิมไว้ ไม่ว่าจะเป็นสภาพบ้านเรือน
7การค้าขาย สภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของผู้คนในตลาด มีคำประพันธ์บทหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าสามชุกนั้นมีมาก่อน พ.ศ. 2379 กว่า 100ปีที่ผ่านมา ดังนี้ถึงนามสามชุกถ้า ป่าดงเกรี่ยงไร่ได้ฟ่ายลง แลกล้ำเรือค้าท่านั้นคง คอยเกรี่ยง เรียงเอยรายจอดทอดท่าน้ำ นับฝ้ายขายของ นิราศสุพรรณ ซึ่งสุนทรภู่เขียนไว้ในปี พ.ศ. 2385ภาพที่ 2.1 สามชุกตลาดร้อยปีในปัจจุบันที่มา : คณะผู้ศึกษา, 2566ตลาดสามชุก หรือที่ใคร ๆ เรียกว่าตลาดโบราณร้อยปี เป็นอีกหนึ่งคำตอบของความเรียบง่ายที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน ตลาดเก่าแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของ อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ซึ่งในอดีตตลาดแห่งนี้เป็นแหล่งรวมผู้คน ซึ่งมีความหลากหลายทั้งวัฒนธรรม ที่มา และเชื้อชาติให้มาปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ซึ่งในระยะแรกนั้นจะเป็นในลักษณะของการแลกเปลี่ยนและซื้อขายสินค้าจนพัฒนาไปสู่ การลงหลักปักฐานสร้างเป็นชุมชนเมืองขึ้น ในสมัยรัชกาลที่ 5 เดิมสามชุกนั้นได้ชื่อว่า อำเภอ นางบวช ตั้งอยู่บริเวณ ตำบลนางบวช ต่อมาในปี 2457 ตอนต้นของรัชกาลที่ 6 ได้ย้ายอำเภอมาตั้งที่บ้าน สำเพ็ง ซึ่งเป็นย่านการค้าที่สําคัญในสมัยนั้น จนกระทั่งปี 2481 สมัยรัชกาลที่ 8 ได้เปลี่ยนชื่อจาก อำเภอนางบวชมาเป็น อำเภอสามชุก และย้ายมาตั้งอยู่ริมลำน้ำสุพรรณบุรี (ท่าจีน) แยกมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา โดยผ่านคลองมะขามเฒ่า ซึ่งสมัยก่อนนั้นบริเวณที่ตั้งอำเภอสามชุกเรียกว่า “ท่ายาง” มีชาวบ้านนำของป่าจากทิศตะวันตกมาค้าขายให้กับพ่อค้าที่เป็นชาวเรือ บ้างก็มาจากทางเหนือ บ้างที่มาจากทางใต้ เป็น 3 สาย ซึ่ง เรียกบริเวณที่ค้าขายนี้ว่า \" สามแพร่ง \" ต่อมาได้เพี้ยนเป็น สามเพ็ง
8หลักฐานกล่าวไว้ในนิทานพื้นบ้านย่านสุพรรณ มีเรื่องกล่าวต่อไปว่า ในระหว่างที่คนมารอขายสินค้าที่ให้ตัดไม้ไผ่มาสานเป็นภาชนะสำหรับใส่ของขาย เรียกว่า กระชุก ชาวบ้านจึงเรียกว่า สามชุก มาถึงปัจจุบัน ภาพที่ 2.2 กระชุกภาชนะสำหรับใส่ของป่าที่มา : คณะผู้ศึกษา, 2566ตลาดสามชุกเป็นตลาดสังคมริมน้ำ ลูกค้าโดยมากคือผู้สัญจรทางน้ำ ในปี พ.ศ. 2510 เกิดการพัฒนาการคมนาคมทางบกและตัดถนนหลายสาย ทำให้การคมนาคมทางน้ำซบเซา ตลาดจึงเงียบเหงาลงไปด้วย ทำให้พ่อค้าแม่ขายเริ่มทยอยออกจากชุมชน คนสมัยใหม่เริ่มไปหางานทำที่อื่น กระทั่งปี พ.ศ. 2543 มีการตั้งคณะกรรมการตลาดพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ขึ้นมา โดยมุ่งฟื้นฟูตลาดสามชุกโดยรวมภาพลักษณ์วิถีไทยเอาไว้ เพื่อเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวเมืองสุพรรณ สมกับคำขวัญที่ว่า ตลาดมีชีวิต พิพิธภัณฑ์มีชีวา (คณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์, 2556)ตลาดร้อยปี ซึ่งถือเป็นสถานที่แห่งความภาคภูมิใจของชาวสามชุกโดยแท้ตลาดสามชุกมีลักษณะเป็นห้องแถว ส่วนใหญ่แล้วจะสร้างด้วยไม้ หลังคามุงด้วยสังกะสีบ้านในตลาดบางหลังมีการต่อเติมซ่อมแซมเพื่อให้ทันสมัยและเข้ากับกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป ภายในบริเวณตลาดแบ่งออกเป็น 4 ซอยหลัก ซึ่งแต่ละซอยมีสินค้าโบราณหลากหลายรูปแบบให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่มาเยือนจับจ่ายซื้อติดไม้ติดมือกลับไป แต่มิใช่จะได้เพียงสินค้าและบริการจากตลาดสามชุกกลับไปเท่านั้นของแถมที่นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่มาเยือนจะได้กลับไปด้วยก็คือการได้หวนระลึกถึงความทรงจำเก่าๆ และได้ซึมซับบรรยากาศในอดีตนั่นเอง (กนกวรรณ อ่วมศิริ, 2551)
9เมื่อ พ.ศ.2543 ชาวบ้านเริ่มตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อหาทางออกร่วมกันด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของชาวบ้านทำให้ตลาดสามชุกกลับมามีชีวิตอีกครั้ง และเริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนในนามของตลาดเราที่อบอวลไปด้วยกลิ่นไอของวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนในอดีต ถึงแม้ว่าตลาดสามชุกจะเริ่มฟื้นตัวและเป็นที่นิยมมากขึ้น แต่การฟื้นตัวของตลาดนั้นคงจะไม่เต็มที่เท่ากับสมัยก่อน เพราะวิถีชีวิตของคนได้เปลี่ยนแปลงไปด้วยเทคโนโลยีต่างๆที่ได้พัฒนาขึ้น และการเปิดเสรีให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนทำการค้าในประเทศ ห้างสรรพสินค้ามีจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลทำให้คนหันหลังให้กับตลาด และหันไปจับจ่ายซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าแทน สิ่งเหล่านี้ได้เปลี่ยนชีวิตของคนส่วนใหญ่ส่งผลกระทบต่อร้านค้าปลีก โชห่วย หรือพ่อค้าแม่ค้าในตลาดชาวสามชุกเห็นความสำคัญของปัญหาจึงได้มีการรวมพลังหาทางแก้ปัญหา ช่วยกันหาทางออกด้วยการร่วมกันแสดงความคิดเห็น ให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง และประชาสัมพันธ์ให้คนในชุมชนซื้อขายกันเองให้มากที่สุด ทำให้มีเงินหมุนเวียนในชุมชนเพื่อความยั่งยืนของชุมชน ปัจจุบันตลาดสามชุก แข็งแรงขึ้นมาได้ เกิดจากความสามัคคีและน้ำพักน้ำแรงของคนในชุมชนทำให้ตลาดพลิกฟื้นกลับมามีชีวิตอีกครั้งจึงทำให้ช่วงปี 2543 ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ขึ้นมาเพื่อหาแนวทางการแก้ไขและฟื้นฟูตลาดสามชุก จนในช่วงปี 2552 ชุมชนสามชุกตลาดร้อยปีได้รับรางวัลจากการประกวดโครงการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกจากยูเนสโก จากการพัฒนาประสบความสำเร็จพอสมควรจึงทำให้ผู้คนเริ่มรู้จักสามชุกในนามว่า สามชุกตลาด100ปี ตลาดมีชีวิต พิพิธภัณฑ์มีชีวา ผู้คนเริ่มเข้ามาเที่ยวมาซื้อของ และศึกษาดูงานจำนวนมาก ทำให้สามชุกมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อปีพ.ศ.2547 ตลาดสามชุกกลายเป็นแหล่งดูงานของตลาดน้ำอื่นๆ ตลาดสามชุกได้รับรางวัล“อนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2548 ประเภทองค์กร”จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และที่โด่งดังเป็นข่าวใหญ่ คือรางวัลอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก ประจำปี 2552 ประเภทดี (Award of Merit) จากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาถึงยุทธศาสตร์ของการพัฒนาอย่างยั่งยืนของตลาดเก่าที่มีวัฒนธรรม วิถีชีวิต สถาปัตยกรรม และมีความพร้อมในการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยศึกษาถึงตลาดที่มีความสมดุลย์ของการพัฒนาและเป็นตลาดที่จะสามารถพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่คำนึงถึงศักยภาพ ทรัพยากรและการบริหารจัดการของตลาดน้ำสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีอย่างยั่งยืนโดยคุณอรุณลักษณ์ อ่อนวิมล คณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าตลาดสามชุกในอดีตเจริญรุ่งเรืองมาตลอดเป็นย่านการค้าสำคัญแห่งหนึ่งของลำน้ำท่าจีน การคมนาคมสัญจรไปมาและขนส่งสินค้าใช้แม่น้ำท่าจีนเป็นหลัก และต่อมาการคมนาคมทางบกเริ่มเข้ามามีบทบาทและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การคมนาคมทางน้ำค่อยๆหมดความสำคัญ ตลาด
10สามชุกจึงเริ่มเงียบเหงาและซบเซา ผู้คนเริ่มย้ายออกไปทำมาหากินที่อื่น ต่อมาตลาดได้กลับมาฟื้นฟู และเป็นที่นิยมมากขึ้น จึงทำให้พ่อค้าแม่ค้าเริ่มกลับมาทำการค้าขาย ผู้คนเริ่มกลับมาให้ความสนใจตลาดอีกครั้ง (อรุณลักษณ์ อ่อนวิมล. สัมภาษณ์ 24 มิถุนายน 2566)ภาพที่ 2.3 สัมภาษณ์คุณอรุณลักษณ์ อ่อนวิมล คณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ที่มา : คณะผู้ศึกษา, 2566ภาพที่ 2.4 สัมภาษณ์คุณอรุณลักษณ์ อ่อนวิมล คณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ที่มา : คณะผู้ศึกษา, 2566จากการสัมภาษณ์สรุปได้ว่า สามชุกตลาดร้อยปีในอดีตเจริญรุ่งเรืองมาก การคมนาคมสัญจรทางน้ำ และขนส่งสินค้าใช้แม่น้ำท่าจีนเป็นหลัก ต่อมาการคมนาคมทางบกได้รับความนิยมมากขึ้น ทำ
11ให้การคมนาคมทางน้ำหมดความสำคัญ ตลาดจึงเงียบเหงา ผู้คนในตลาดได้ย้ายไปทำมาหากินที่อื่นและต่อมาตลาดได้กลับมาฟื้นฟูและเป็นที่นิยมมากขึ้น ผู้คนจึงเริ่มกลับมาให้ความสนใจตลาดอีกครั้ง2.2 ยุคสมัยและความเจริญรุ่งเรืองของสามชุกตลาดร้อยปี ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีในอดีตชาวสามชุกจะปลูกข้าว ปลูกอ้อยเป็นส่วนใหญ่ปัจจุบันจะประกอบอาชีพค้าขายเนื่องจากในอำเภอสามชุกนี้มีประชากรหลากหลายชาติพันธุ์อาศัยอยู่เนื่องจากในสมัยโบราณมีการค้าขายและสัญจรทางน้ำทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางชนชาติไม่ว่าจะเป็น จีน ลาว พม่า ไทย เขมร ต่างหลั่งไหลเข้ามายังอำเภอสามชุกอย่างไม่ขาดสายจนเกิดเป็นชุมชนแหล่งการค้าสำคัญขึ้นมาสมัยอดีตคลองบางขวากเป็นแหล่งการค้าที่เจริญที่สุด เป็นจุดแลกเปลี่ยนสินค้า มีการจัดตั้งธนาคาร ภายหลังได้ย้ายไปตามอำเภอ ปัจจุบันชุมชนสามชุกยังคงมีความเข้มแข็ง คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อีกทั้งยังคอยช่วยกันอนุรักษณ์ในเรื่องของแบบบ้าน รวมไปถึงวิธีชีวิตให้คงเดิมและไม่ให้เลือนหายไปในช่วงภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นช่วงที่ตลาดสามชุกเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขว้าง เป็นตลาดประจำอำเภอที่มีผู้คนเข้ามาซื้อขายสินค้า และเป็นช่วงมีกลุ่มคนจีน อพยพเข้ามาทำการค้าเป็นจำนวนมาก แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกเป็นกลุ่มพ่อค้าชาวจีนที่แล่นเรือค้าขายอยู่ในแม่น้ำท่าจีน เมื่อสะสมเงินทุนได้มากพอก็จะอพยพขึ้นฝังที่ตลาดสามชุกเพื่อมาเปิดร้านขายของ เมื่อค้าขายดีก็ชักชวนชาวเรือที่เคยทำการค้าด้วยกันให้อพยพตามๆกันมา กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มชาวจีนที่อพยพมาจากต่างถิ่นเพื่อแสวงหาพื้นที่ทำกินใหม่ กลุ่มคนจีนที่เข้ามาแต่งงาน กับชาวตลาดสามชุก กลุ่มคนที่หนีโจรผู้ร้ายที่ชุกชุมมากให้สมัยนั้น และกลุ่มคนที่อพยพหนี สงครามมาจากกรุงเทพฯ เข้ามาอาศัยและประกอบอาชีพใหม่ที่ตลาดสามชุก ทำให้การค้าขายใน ตลาดค่อนข้างคึกคักและเติบโตอย่างรวดเร็วเมื่อมีคนมาทำการค้าขายอย่างคึกคัก ทำให้เกิดความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ ภายในตลาดมีร้านค้ามากขึ้น ก็เริ่มมีการก่อสร้างห้องแถวเพิ่มเติม เริ่มสร้างที่ซอย 2 เป็นอาคารแรก และตามมาด้วยซอย 1 จากนั้นซอย 3 ซอย 4 เกิดขึ้นมาทีหลังในเวลาใกล้เคียงกัน ก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณปี พ.ศ. 2466 โดยอาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่จะสร้างออกมาในลักษณะเป็นอาคารหลังเดี่ยว หรือสร้างออกมาในลักษณะของห้องแถวไม้ 2 ชั้น ห้องที่อยู่ติดริมน้ำถือเป็นทำเลทอง เรียกว่า “หัวตลาด” มักเป็นห้องของเจ้าของตลาดและเป็นท่าเรือ ตลาดสามชุกเป็นตลาดเก่าริมน้ำที่มีอายุกว่าร้อยปี มีอัตลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรม อาคารบ้านเรือนเป็นงานทางสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเป็นอาคารเรือนไม้ที่มีลวดลายฉลุ สวยงามโดดเด่นที่เรียกว่า
12“ลายขนมปังขิง” มีอยู่ถึง 19 ลาย ซึ่ง ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ใช้แพร่หลาย ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ชาวชุมชนตลาดสามชุกช่วยดูแลอนุรักษ์ไว้ด้วยตระหนักและเห็นในคุณค่า ทางมรดกทางวัฒนธรรมจนได้รับรางวัล \"อนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภทองค์กร\" ประจำปี พ.ศ.2548 จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ อีทั้งยังมีพิพิธภัณฑ์บ้านขุนจํานงจีนารักษ์ อาคารไม้ห้องแถวที่มีการก่อสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมไทย-จีนผสมชิโนโปรตุเกสอย่างประณีตงดงามตามภาพที่ 2.5 ลวดลายฉลุไม้เรียกว่า ลายขนมปังขิงที่มา : https://live.staticflickr.com/ , 2550รูปแบบเรือนเก่าที่ระเบียงและเชิงชายมีการฉลุลายไม้ นอกจากความงามด้านสถาปัตยกรรมของอาคารไม้โบราณอันเป็นเอกลักษณ์ของตลาดสามชุกที่พบเห็นได้ตลอดตามแนวทางเดินในตลาดแล้ว ยังมีบรรยากาศของวิถีชีวิตภายในตลาดที่ยังคงรักษาการค้าขายแบบดั้งเดิมเอาไว้ เป็นบรรยากาศตลาดเก่าที่มีข้าวของเครื่องใช้โบราณสภาพดีซึ่งไม่ค่อยได้พบเห็นในปัจจุบันอยู่ภายในร้านค้าต่าง ๆ(ธำรงค์ บริเวธานันท์, 2566)
13ภาพที่ 2.6 แผนที่อำเภอสามชุกที่มา : http://maps.google.co.th, 2566ปัจจุบันตลาดสามชุกตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองจังหวัดสุพรรณบุรีประมาณ 37 กิโลเมตร ตั้งอยู่บริเวณ หมู่2 ตำบลสามชุก เขตเทศบาลตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี โดยตัวตลาดมีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ทางด้านทิศเหนือของที่ว่าการอำเภอสามชุกเป็นส่วนใหญ่ บนเนื้อที่กว้างขวางประมาณ 2 ตารางกิโลเมตร ทั้งนี้สถานที่ตั้งของตลาดสามชุกนั้นเป็นที่ราชพัสดุซึ่งอยู่ ในความดูแลของกรมธนารักษ์ มีเนื้อที่ประมาณ 14 ไร่เศษ ปัจจุบันจัดให้เช่าจำนวน 74 ราย อีกส่วนหนึ่งเป็นที่ตั้งที่ว่าการอำเภอสามชุก และสวนสาธารณะทิศเหนือ มีพื้นที่ติดต่อกบบ้านเรือนและที่ดินของประชาชน ทิศตะวันออก มีพื้นที่ติดต่อกับแม่น้ำท่าจีนและถัดมาจากแม่น้ำท่าจีนออกไปเป็นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 340 (สุพรรณบุรี– ชัยนาท) ที่ยาวขนานกับ ตลาดสามชุกใหนแนวเหนือ– ใต้ทิศใต้ มีพื้นที่ติดต่อกับที่ว่าการอำเภอสามชุกและที่ดินสาธารณะ ซึ่งเป็นลานโล่งหน้าที่ว่าการอำเภอและเป็นที่ตั้งของอาคารโรงสูบน้ำหอประชุม สำนักงานที่ดินหลังเก่า สถานีตำรวจท้องที่ สวนเฉลิมพระเกียรติ ฯลฯทิศตะวันตก มีพื้นที่ติดต่อกับถนนเลียบคลองชลประทานซึ่งเป็นทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 3365 (ถนนสายสามชุก – หนองหญ้าไซ)
14ภาพที่ 2.7 แผนที่ตลาดสามชุกที่มา: http://www.suphan.biz/index.htm, 2555ภายในตลาดสามชุกมีแหล่งค้าขายมากมาย ประเภทร้านค้า ของกิน ของใช้ของตกแต่ง และอื่น ๆ ร้านที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ได้แก่ ร้านก๋วยเตี๋ยวไข่ยำ , กาแฟสดอุดมโชค , เป็ดย่างจ่าเฉิด ,น้ำแข็งใสผลไม้สด , ข้าวห่อใบบัว หรั่งศรีโรจน์ , เจ๊จุกหมูแดดเดียว , ขนมไข่กรอบ แม่วรรณ , ร้านขนมโบราณ , อิสรา ลูกชิ้นบิ๊ก , ขนมสาลี่ แม่กิมเลี้ยง , ร้านกาแฟท่าเรือส่ง เป็นต้นภาพที่ 2.8 เป็ดย่างจ่าเฉิดที่มา : คณะผู้ศึกษา, 2566
15ภาพที่ 2.9 ข้าวห่อใบบัว หรั่งศรีโรจน์ที่มา : คณะผู้ศึกษา, 2566ภาพที่ 2.10 กาแฟสดอุดมโชคที่มา : คณะผู้ศึกษา, 2566
16ภาพที่ 2.11 ร้านกาแฟท่าเรือส่งที่มา : คณะผู้ศึกษา, 25662.3 การสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์คณะผู้ศึกษาได้ศึกษาแนวคิดการสร้างสรรค์งานทางด้านนาฏยศิลป์เพื่อเป็นกระบวนการสำคัญในการริเริ่มสร้างสรรค์งาน และนำมาเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์ผลงานโดยมีผู้จำแนกแนวคิดต่างๆ ไว้ดังนี้2.3.1 ความหมายการสร้างสรรค์ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ นักวิชาการได้นิยามความหมายของความคิดสร้างสรรค์ไว้มากมาย ดังนี้นราพงษ์ จรัสศรี (2559 : น. 40) ได้ให้ความหมายของ \"นาฏศิลป์ร่วมสมัย\" ไว้ว่า นาฏศิลป์ร่วมสมัยหากมองตามคำเรียกไว้เฉพาะแล้วนั้น จะแปลว่าการเต้นรำที่เป็นสมัยใหม่เสมอ นาฏศิลป์ร่วมสมัย หมายถึงการสร้างงานอะไรก็ตามที่นำมาทำในสมัยปัจจุบันแม้จะเป็นของเก่าที่มีอยู่เดิมแต่หากได้นำมาเสนอใหม่โดยใช้เทคนิคใหม่ในสมัยปัจจุบัน แล้วก็ถือเป็นงานร่วมสมัย เป็นลักษณะของโมเดิร์นแดนซ์ (modern dance) หรือ คอนเทมโพรารี่แดนซ์ (contemporary dance) ซึ่งตามคำศัพท์ \"ร่วมสมัย\" อาจหมายถึงการนำงานระหว่างสองสมัยมารวมกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับรูปแบบ เทคนิค แนวคิด และวิธีการนำเสนอของศิลปินแต่ละคน ซึ่งก็จะไม่มีรูปแบบที่ตายตัวแน่นอนปิยะพล รอดคำดี (2559 : น. 23) ได้อธิบายความหมายของคำว่า \"นาฏศิลป์ร่วมสมัย\" ไว้ว่านาฏศิลป์ร่วมสมัยคือศิลปะการแสดง ระบำ และเล่นละครฟ้อนเซิ้งหรือการร้องเพลงที่มีการสร้างสรรค์ประดิษฐ์และออกแบบลีลาท่าทาง ให้มีเนื้อหาเรื่องราว มีการออกแบบเสื้อผ้า ออกแบบอุปกรณ์การแสดง ให้เหมาะสมกับยุคสมัยนั้นๆ อีกทั้งจะต้องให้ผู้ชมสามารถเข้าใจได้โดยง่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ชมใน
17รุ่นอดีต หรือผู้ชม ในรุ่นใหม่เพราะเป็นการนำเสนอเรื่องราว ทั้งเก่าและใหม่ ที่ต้องทำให้เหมาะสมทันสมัยต่อสังคม และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนั้นวิรุณ ตั้งเจริญ (2547 : น. 99) ได้กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์ ในภาพรวมของสังคม จะเป็นการกล่าวถึง สิ่งที่สำคัญกับการมีอิสรภาพ การคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ และเลยไปถึง สังคมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์มวลวัตถุอย่างไรก็ตามการกล่าวถึง ความคิดสร้างสรรค์ ไม่ได้มีความสัมพันธ์แค่เพียงการผลิตวัตถุเท่านั้นแต่ความคิดสร้างสรรค์ได้กินความกว้างขวางไปสู่การดำรงชีวิตรวมทั้งการเลือกสรรอีกด้วยจากการศึกษาความหมายของนาฏศิลป์ร่วมสมัย คณะผู้ศึกษาสรุปได้ว่า นาฏศิลป์ร่วมสมัยคือการแสดงท่าทาง ที่ผสมผสานกับรูปแบบแนวคิด วิธีการเข้าด้วยกัน แล้วนำมาสร้างสรรค์ปรับการเปลี่ยนแปลงให้มีความทันสมัยเข้ากับปัจจุบัน โดยได้มีการประดิษฐ์และออกแบบลีลาท่าทางให้มีเนื้อหาเรื่องราว มีการออกแบบเสื้อผ้า ออกแบบอุปกรณ์การแสดง ให้เหมาะสมกับยุคสมัยนั้นๆ2.3.2 แนวคิดการสร้างสรรค์นาฏศิลป์ไทยจากความหมายของความคิดสร้างสรรค์ส่งผลให้เกิดแนวคิดในการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ดังนี้1) แนวคิดการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ของคุณครูพัชนีภรณ์ สิงหบุญ เป็นรูปแบบของนาฏกรรมร่วมสมัยการคิดการออกแบบ และการสร้างให้เป็นนาฏกรรมร่วมสมัยนั้น เกิดขึ้นจากหลายวิธีการโดยนาฏยศิลปิน ดังนี้(1) คิดสร้างแบบกลิ่นไอจารีตเดิม โดยการปรับปรุง ประยุกต์และนำเสนอให้เกิดโฉมใหม่ รูปลักษณ์ใหม่(2) คิดสร้างแบบการผสมผสานความหลากหลายทางนาฏกรรมของแต่ละชนชาติ โดยการหยิบยืม ความโดดเด่น เอกลักษณ์พิเศษทางวัฒนธรรมด้านการแสดงสู่การตกแต่ง เสริม เติม ปรุง คิดสร้างแบบ การผสมผสานความหลากหลายของศาสตร์นานาแขนงเข้า (3) คิดสร้างแบบการผสมผสานความหลากหลายของศาสตร์นานาแขนงเข้าเป็นหนึ่งเดียว เช่น การละคร มหรสพ มายากล กายกรรม ทัศนศิลป์ การดนตรี(4) คิดสร้างแบบปรากฏการณ์ใหม่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบสำคัญของนาฏกรรมย่อมหมายถึง การเคลื่อนไหวสรีระ เรือนร่าง ให้เกิดเป็นท่าทางสมบูรณ์อย่างมีความหมาย อย่างมีเจตนารมณ์องค์ประกอบศิลป์ที่เพิ่มสุนทรียรสให้นาฏกรรมร่วมสมัยนอกจากกระบวนท่าของ สรีระ ร่างกาย การเคลื่อนไหว อารมณ์ เป็นแก่นหลักแล้ว ยังประกอบด้วย เครื่องแต่งกาย ศิลปะ การแต่งหน้า ดนตรี เสียงประกอบ เทคนิคพิเศษ บทประพันธ์ อุปกรณ์ประกอบการแสดง ฉาก เวที
18สถานที่ การออกแบบระบบแสง เป็นอาทิ ทั้งนี้ องค์ประกอบดังกล่าว มิใช่เครื่องชี้วัดความสำเร็จ สูงสุดของวิธีการนำเสนอหากแต่เป็นเพียงเครื่องเคียงเท่านั้นขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละสังคมด้วย บางสังคมอาจพึงใจที่ได้เห็นเสื้อผ้าเครื่องประดับผสานกับลีลาการเคลื่อนไหวอย่างสอดผสาน บางสังคมอาจมองว่าเสื้อผ้าเครื่องประดับเป็นปัญหาและอุปสรรคในการถ่ายทอดความสมบูรณ์ของ กระบวนท่า เรื่องราว และอารมณ์ ดังนั้น จึงเปลือยกายวาดลีลา ท่าทางอย่างอิสระโดยปราศจาก อาภรณ์ห่มคลุมกาย หรือบางกลุ่มบางสังคมอาจยินดีกับการได้ฟังเสียงพากย์ขับร้อง ดนตรี ประกอบการแสดง แต่อีกมุมหนึ่งอาจมองว่าเสียงใด ๆ ก็ไม่จำเป็นหากคิดจะเป็นนาฏกรรมร่วมสมัยเป็นต้นนาฏกรรมร่วมสมัย เป็นศาสตร์และศิลป์ที่สามารถเข้าถึงผู้ชมได้อย่างลึกซึ้ง ดำเนิน แนวความคิด เรื่องราว อย่างน่าติดตาม อาจเนื่องเพราะ ผู้ออกแบบสร้างสรรค์ใช้กลยุทธ์การเข้าไปนั่ง ในใจของผู้เสพมากยิ่งขึ้น รวมถึงวิธีการถ่ายทอดที่ตรงไปตรงมา เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และ เป็นเรื่องใกล้ตัวของคนในสังคมปัจจุบันเพื่อคนปัจจุบัน ด้วยความแปลก ใหม่ ไม่ซ้ำซากจำเจจากรูป แบบเดิม ๆ ที่เคยสัมผัส ดังนั้น ความยวนนิยมในนาฏกรรมร่วมสมัยจึงเป็นที่สนใจของคนในสังคมปัจจุบันดังนั้น นาฏกรรมร่วมสมัย (Contemporary Dance) จึงหมายถึง ระบำ รำ ฟ้อน และรวม การเต้นของคนสมัยปัจจุบันที่สร้างสรรค์ขึ้นสำหรับวันนี้เวลานี้ พุทธศักราชนี้ สถานการณ์บริบท แวดล้อมแห่งกาลปัจจุบัน โดยนาฏยศิลปินผู้ดำรงชีวิตในกาลปัจจุบันเช่นกัน จากการศึกษารูปแบบการสร้างงานนาฏศิลป์ร่วมสมัย (พัชนีภรณ์ สิงหบุญ. 2553, น. 3) คณะผู้ศึกษาสรุปได้ว่า ในด้านการสร้างผลงานทางด้านนาฏยศิลป์ เป็นการนำเรื่องราวของเชิงเปรียบเทียบในสังคมปัจจุบันมาสร้างสรรค์เป็นการสะท้อนสังคมโดยเป็นการแสดงสาระสำคัญของการยึดมั่นถือมั่นมาเป็นกรอบในการสร้างบทการแสดงสามารถจําแนกตามองค์ประกอบการแสดงได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับการเลือกองค์ประกอบมาใช้ในงานสร้างสรรค์2) แนวคิดการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ของคุณครูสถาพร สนทอง ผู้เชี่ยวชาวนาฏศิลป์กล่าวว่าการที่เป็นนักสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ที่ดีควรจะต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้(1) เป็นผู้ที่มีความรู้ในวิชานาฏศิลป์อย่างลึกซึ้ง(2) เป็นผู้มีนิสัยเป็นนักคิดสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา(3) เป็นผู้คิดค้นและพัฒนาในด้านการแสดงให้มีสิ่งแปลก ๆ ใหม่อยู่เสมอ(4) ต้องมีความรู้เกี่ยวกับดนตรีและทำนองเพลงต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี(5) มีความรู้ ความคิด ความสามารถในเรื่องการออกแบบเครื่องแต่งกาย(6) เป็นผู้มีความรู้เรื่องของอารมณ์ต่าง ๆ ของการแสดง
19(7) ต้องศึกษาพัฒนาความรู้ให้กว้างขวางทั้งในด้านวรรณคดี ด้านภูมิศาสตร์และด้านประวัติศาสตร์ด้วย(7) ต้องเป็นผู้มีสุนทรียะ รู้จักเลือกใช้แม่ท่าที่สวยงามไปใช้ในการสร้างสรรค์ท่ารำโดยหลีกเลี่ยงท่ารำที่ซ้ำ ๆ(8) ในการสร้างสรรค์ท่ารำ การเชื่อมท่าเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะส่งผลให้ผู้คิดสร้างสรรค์ท่ารำนำประสบการณ์ที่ได้ฝึกปฏิบัติมาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานที่แปลกใหม่ ให้มีคุณภาพ ที่ถูกต้องได้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้แล้วการเชื่อมท่ารำสามารถใช้กับการแสดงทั้งที่เป็นรำเดี่ยว และ การแสดงที่มีลักษณะเป็นหมู่คณะด้วย(9) การสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ สามารถปรับปรุง แก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ยึดถือเป็นแบบตายตัว งานศิลปะจึงพัฒนาได้ (สิทธา สว่างศรี. 2558, น. 132-137)จากการศึกษาข้อมลูคณะผู้ศึกษาสรุปได้ว่า การสร้างสรรค์ผลงานทางด้านนาฏศิลป์ไทยเป็นการพัฒนาและแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของศาสตร์ด้านนาฏศิลป์ ซึ่งผู้ที่จะสร้างสรรค์ ผลงานด้านนาฏศิลป์นั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้พื้นฐานมากพอสมควร การสร้างสรรค์งานด้านนาฏศิลป์นั้น มีการพัฒนาเกี่ยวเนื่องกันในหลายปัจจัย เนื่องจากการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ให้เกิดความสมบูรณ์นั้น ต้องพึ่งองค์ประกอบอีกหลายปัจจัย การสร้างสรรค์นาฏศิลป์ที่ดีจะต้องสื่อสารผ่านผู้แสดงไปยังผู้ชมได้ โดยผลงานสร้างสรรค์นั้นจะมีการถ่ายทอดผลงานผ่านจินตนาการทางความคิด ผ่านท่ารําที่มีการร้อยเรียงขึ้นมาใหม่ มีความผสมผสานของความคิดต่างๆ ผู้สร้างสรรค์จะต้องมีการเตรียมการและทำการวางแผน มีการศึกษาหลักการ หาข้อมูล อย่างละเอียดที่จะทำให้การทำงานสร้างสรรค์นั้นมีความสมบูรณ์มากที่สุด2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องอรุณี จำปานิล (2550 : บทคัดย่อ) ศึกษาเรื่อง ประวัติศาสตร์ของชุมชนตลาดสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างปี พ.ศ. 2466-2544 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาถึงเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชุมชนตลาดสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างปี พ.ศ.2466-2544 เป็นสำคัญ จากการศึกษาพบว่า ชุมชนตลาดสามชุกเป็นชุมชนการค้าที่มีพัฒนการทางประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานกว่า100กว่าปี ตั้งแต่การเป็นชุมชนการค้าขนาดเล็กประจำท้องถิ่น พัฒนามาสู่การเป็นตลาดแห่งการค้าขายขนาดใหญ่ประจำอำเภอสามชุก โดยพัฒนาการของตลาดสามชุก ที่มีมาอย่างยาวนานนั้น สามารถแบ่งช่วงเวลา เปลี่ยนผ่านของตลาดสามชุกได้เป็น 4ยุคด้วยกัน ดังนี้1) ยุคดั้งเดิม (ก่อนทศวรรษ 2460)2) ยุคเติบโต (ทศวรรษ 2460-สงครามโลกครั้งที่ 2)3) ยุครุ่งเรือง (หลังสงครามโลกครั้งที่2 -ทศวรรษ2520)
204) ยุคเสื่อมถอย และปรับตัว(พศ.2530-ทศวรรษ2540)ผลของการศึกษา แสดงให้เห็นว่าตลาดสามชุกเป็นชุมชนการค้าที่มีความสำคัญและมีวิวัฒนาการที่น่าสนใจมาตั้งแต่อดีต เพราะไม่เพียงเป็นชุมชนการค้า ที่มีบทบาทในชุมชนเท่านั้น แต่ชุมชนของตลาดสามชุก ยังมีบทบาท ทางการค้าภายในลุ่มแม่น้ำท่าจีนและลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้วยอมรา จันทรมานะ (2548 : บทคัดย่อ) ศึกษาเรื่อง กระบวนการติดต่อสื่อสารภายในชุมชน เข้มแข็ง กรณีศึกษาชุมชนตลาดสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพทั่วไปของชุมชนเข้มแข็ง กระบวนการติดต่อสื่อสาร รูปแบบการติดต่อ สื่อสารและวิธีการติดต่อสื่อสาร ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคของการติดต่อสาขายในชุมชนเข้มแข็ง ผลการศึกษาพบว่า สภาพทั่วไปของชุมชนตลาดสามชุก ชาวบ้านมีรายได้ดีขึ้นและเปิดชุมชนให้เป็น แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นผลพวงทางสังคมที่เกิดจากการรวมตัวของชาวบ้านที่ประสบปัญหาทาง เศรษฐกิจด้านการค้าขาย และปัญหาการไล่รื้อจากโครงการพัฒนาที่ดินราชพัสดุแปลงบริเวณตลาดสามชุก เป็นอาคารพาณิชย์ของกรมธนารักษ์จึงรวมเป็นคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ โดยอาศัยฐานทรัพยากรทางด้านวัฒนธรรม ด้านสถาปัตยกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นทางด้านอาหาร เป็นต้นทุนในการกิจกรรมหรือโครงการ การบริหารจัดการต่อเนื่องโดยตนเอง โปร่งใสสามารถ ตรวจสอบได้ มีผู้นำ ที่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี เป็นนักประสานงาน เสียสละ พยายามผลักดันให้สมาชิกภายในชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อลดโครงสร้างสังคมในแนวดิ่งให้เป็นแนวราบ โดยอาศัยกลไกการติดสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ การรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกและเรียบร้อย ความคิดที่แตกต่างหลากหลายเข้าด้วยกัน เพื่อสมาชิกให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน เกิดความสามัคคีเพื่อ พัฒนาชุมชนให้มีความเข้มแข็ง ภายในกระบวนการติดต่อสื่อสาร ซึ่งประกอบด้วยผู้ส่งสารสาร ช่องทางการสื่อสาร ผู้รับสาร ปฏิกิริยาตอบกลับเป็นรูปแบบที่เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์และสภาพสังคมของชุมชนเพราะรูปแบบการติดต่อสื่อสารระหว่างคณะการพัฒนาตลาดสามชุกด้วยกันเอง เป็นการ สาร แบบสองทางที่เป็นทางการ ได้แก่ การประชุมแบบมีส่วนร่วมและการติดต่อ การแบบไม่เป็นทางการ ได้แก่ การสนทนากลุ่มเล็กซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำทุกวัน โดยมีพื้นที่สาธารณะเป็นสถานที่พบปะพูดคุย ผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่คือ เครื่องมือสื่อสารเพื่อความสะดวกรวดเร็วและประหยัดเวลา รูปแบบการโดนสื่อสารระหว่างคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุก บราวตลาดสามชุก มี การติดต่อสื่อสาร 2 รูปแบบคือ การติดต่อสื่อสารแบบทางเดียวอย่างเป็นทางการโดยใช้สื่อ คือ เสียง ตามสาย ใบปลิว ป้ายผ้า เป็นต้น และการติดต่อสื่อสารสองทางแบบเป็นทางการคือ การประชุมแบบมี ส่วนร่วม การจัดเวทีประชาคม การจัดกิจกรรมเพื่อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เช่น กิจกรร มทำความสะอาดตลาด การจัดนิทรรศการภาพเก่าเล่าขานซึ่งเป็นกิจกรรมที่สร้างความตื่นตัวและสร้างจิตสำนึก ให้เกิดขึ้นกับชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านเกิดการมีส่วนร่วมและได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่อร่วมกันพัฒนาชุมชนต่อไป ปัญหาและอุปสรรคในการติดต่อสื่อสาร
21ทั้งการติดต่อสื่อสารระหว่างคณะกรรมการพัฒนา ตลาดด้วยกันเองและการติดต่อสื่อสารระหว่างคณะกรรมการพัฒนาตลาดกับชาวตลาดสามชุกคือ ขาด ความต่อเนื่อง เนื่องจากมีเหตุผลทางการเมืองท้องถิ่นเข้ามาแทรกแซง ประกอบกับคณะกรรมการ พัฒนาตลาดขาดกิจกรรมที่ต่อเนื่องจณิสตา บุตรผล และคณะ (2563 : บทคัดย่อ) ศิลปนิพนธ์ เรื่องการแสดงสร้างสรรค์นาฏศิลป์ไทยร่วมสมัยชุด ลายเหมย จากการศึกษาวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณีของชาวไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดสุพรรณบุรี คนจีนได้อพยพเข้ามาในจังหวัดสุพรรณบุรีช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 โดยประกอบอาชีพใช้แรงงาน รับจ้าง ค้าขาย ด้วยความขยันอดทน มุ่งมั่น พากเพียร จนสามารถสร้างตัวจนมี ฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เปรียบเสมือนดอกเหมยซึ่งเป็นดอกไม้มงคลของจีน เป็นสัญลักษณ์แห่งความเข้มแข็ง มั่นคง แต่ยังคงซึ่งความงามและบริสุทธิ์ เป็นแนวทางให้ผู้สร้างสรรค์ นำเอาดอกเหมยมาใช้เป็นชื่อชุดการแสดง โดยการแสดงแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้ ช่วงที่ 1 ย้ายถิ่นสร้างฐาน ผู้แสดงใช้ลีลาท่าทางเพื่อสื่อถึงการอพยพจากแผ่นดินจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐานในอำเภอ เมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ช่วงที่ 2 อุตสาหะ ผู้แสดงใช้ลีลาท่าทางเพื่อสื่อให้เห็นถึงการทำงานของชาวจีนใน จังหวัดสุพรรณบุรี ด้วยความขยันอดทน จนเกิดความมั่งคั่งร่ำรวย ช่วงที่ 3 ประสบสุขสันต์ ผู้แสดงใช้ลีลาท่าทาง ที่มีความกระฉับกระเฉงรวดเร็วอันเกิดจากการประสบความสำเร็จในชีวิตซึ่งในผลงานสร้างสรรค์ ชุด ลายเหมยได้คิดค้นลีลาท่าทางที่มาจากนาฏศิลป์ไทย ท่าทางเทียบเคียงจากนาฏศิลป์จีนและท่าทางที่คิดสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ชลาลัย บานแย้ม และคณะ (2562 : บทคัดย่อ) ศิลปนิพนธ์ เรื่องการแสดงสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยชุด ฮะเน๊ะรามัญ เป็นการนำการละเล่นสะบ้าบอนของอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ มาสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ซึ่งมีกระบวนท่ารำที่ผสมผสานระหว่างนาฏศิลป์ไทยกับนาฏศิลป์สากลให้มีความร่วมสมัยและสวยงามมากยิ่งขึ้น โดยแบ่งรูปแบบการแสดงออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้ช่วงที่ 1 ขนบวิถี หมายถึง หนุ่มสาวชาวไทยเชื้อสายมอญ ออกมาร่วมประเพณีสงกรานต์และสื่อให้เห็นถึงบรรยากาศการก่อกองทราย การเล่นน้ำ การปล่อยนกปล่อยปลา ช่วงที่ 2 ประเพณีสะบ้า หมายถึง หนุ่มสาวเชื้อสายมอญ ช่วยกันจัดสถานที่ในการละเล่นสะบ้าบ่อน (บริเวณใต้ถุนบ้าน) ช่วงที่ 3 เริงร่ารามัญ หมายถึง ลีลาการเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาวชาวไทยเชื้อสายมอญผ่านการละเล่นสะบ้าบ่อนตะวัน มีแสง และคณะ (2562 : บทคัดย่อ) ศิลปนิพนธ์ การแสดงสร้างสรรค์ชุด อัญมณีนิลเพื่อศึกษาเรื่องอัญมณีนิล อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี สู่การแสดงสร้างสรรค์ชุด อัญมณีนิล ในรูปแบบของนาฏศิลป์ร่วมสมัย ผลการวิจัยพบว่า อัญมณีนิลเป็นแร่อัญมณีที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต มีสีดำเข้ม ลักษณะทึบ เนื้อเนียน แน่น เมื่อผ่านการเจียระไนจะเกิดความเงางาม วาวเป็นประกาย ถูกพบในสายแร่ที่เกิดจากการกัดเซาะของหินภูเขาไฟปะทุและถูกพัดพาไปตามช่องน้ำ แล้วสะสมรวมตัวเป็นแร่ที่เกิดจากกระบวนการแปรสภาพของหินและตกผลึก ในสภาพแวดล้อมที่มีอลูมิเนียม อยู่เป็นจำนวน
22มาก อัญมณีนิล สามารถนำมาพัฒนาในรูปแบบผลิตภัณฑ์มากมายหลายชนิด จากอัญมณีนิลของจังหวัดกาญจนบุรี ทำให้คณะผู้ศึกษาเกิดแนวคิดที่จะสร้างสรรค์งานประกอบกับมีโครงการ OTOP นวัตวิถีเพื่อส่งเสริม รายได้เป็นการพัฒนาชุมชนจึงทำให้อัญมณีนิลเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ไทย ร่วมสมัย เพื่อนำเสนอมูลค่าเกี่ยวกับทรัพยากรทางธรรมชาติด้านอัญมณีนิลของจังหวัดกาญจนบุรี ให้เห็นถึงความงดงามและคุณค่าของอัญมณีตลอดจนความเป็นสิริมงคลของอัญมณีทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่สร้างสรรค์การแสดงชุด อัญมณีนิลนี้ขึ้นจากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต และการแสดงสร้างสรรค์การแสดงนาฏศิลป์ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานในโครงงานนั้น คณะผู้ศึกษาได้พบแนวทางและวิธีการสร้างสรรค์เพื่อหาความเป็นอัตลักษณ์ของตลาด โดยศึกษาในเรื่องประวัติความเป็นมา คือ การเกิดขึ้นของสามชุกตลาดร้อยปี ที่เข้ามาค้าขายในสามชุกตลาดร้อยปี นำมาวิเคราะห์ รวบรวมข้อมูลเพื่อหาจุดร่วมกันของอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ในด้านต่าง ๆ ที่มีการสืบทอดจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อนำมาสร้างสรรค์การแสดง ลีลาท่ารำ เครื่องดนตรี เครื่องแต่งกาย สามชุก อันมีรายละเอียด ขั้นตอนของการสร้างสรรค์การแสดงดังจะกล่าวในบทต่อไป
บทที่ 3วิธีการดำเนินการการดำเนินการศึกษาโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ ชุด สามชุก ประเภทสร้างสรรค์การแสดง-บรรเลง-ขับร้อง คณะผู้ศึกษาได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ตามวัตถุประสงค์โครงงาน เพื่อศึกษาประวัติของสามชุกตลาดร้อยปี ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีรวมถึงเพื่อสร้างสรรค์ท่ารำประกอบการแสดงสร้างสรรค์ชุด สามชุก โดยการจัดทำโครงงานประเภทสร้างสรรค์การแสดงมีขั้นตอนดังต่อไปนี้3.1 ขอบเขตของโครงาน3.1.1 ด้านเนื้อหา3.1.2 ระยะเวลาในการจัดทำโครงงาน3.1.3 พื้นที่การจัดทำโครงงาน3.2 วิธีการดำเนินการจัดทำโครงงาน3.2.1 การเก็บรวบรวมข้อมูล3.2.2 การวิเคราะห์ข้อมูล3.2.3 การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล3.1. ขอบเขตของโครงงาน3.1.1 ด้านเนื้อหาการศึกษาครั้งนี้ คณะศึกษาได้ทำการศึกษาตามวัตถุประสงค์2 ข้อดังต่อไปนี้วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมา พัฒนาการ และความสามัคคีของชาวบ้านในสามชุกตลาดร้อยปีตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 เพื่อสร้างสรรค์การแสดงร่วมสมัย ชุด สามชุก โดยมีเนื้อหาประกอบด้วย ประวัติความเป็นมา พัฒนาการของสามชุกตลาดร้อยปีและความสามัคคีของชาวบ้านในชุมชนสามชุกตลาดร้อยปีตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อออกแบบแนวคิดในการแสดง เครื่องแต่งกาย ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง ท่ารำประกอบการเสดง รูปแบบการแสดง และอุปกรณ์การแสดง รวมถึงหลักการสร้างสรรค์การแสดงเพื่อนำมาวิเคราะห์สังเคราะในการนำเสนอการแสดง3.1.2 ระยะเวลาในการจัดทำโครงงานการจัดทำโครงงาน ประเภทสร้างสรรค์การแสดง ผู้จัดทำโครงงานได้กำหนดระยะเวลา ในการจัดทำโครงาน ปีการศึกษา 2566
243.1.3 พื้นที่การจัดทำโครงงานการกำหนดพื้นที่ ที่ใช้ในการจัดทำโครงงาน คณะผู้จัดทำโครงงานได้เลือกที่จะลงพื้นที่ภาคสนามในการเก็บข้อมูล คือ สามชุกตลาดร้อยปีตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีโดยได้ข้อมูลการศึกษาที่พิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงจีนารักษ์และโรงแรมอุดมโชค เนื่องจากเป็นสถานที่ที่มีหนังสือที่สามารถใช้สำหรับค้นคว้าข้อมูล และมีบุคคลที่สามารถให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องของในเรื่องของประวัติความเป็นมา พัฒนาการ และความสามัคคีของชาวบ้านในสามชุกตลาดร้อยปีตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี3.2 วิธีการดำเนินการจัดทำโครงงานคณะผู้ศึกษาใช้วิธีการศึกษาค้นคว้าจากเอกสารตําราที่เกี่ยวข้องและ การศึกษาภาคสนาม โดยคณะผู้ศึกษามีขั้นตอนในการดำเนินการ ดังนี้3.2.1 เก็บรวบรวมข้อมูล ศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร ตํารา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักการ และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของสามชุกตลาดร้อยปี ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี1) พิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงจีนารักษ์ บ้านเลขที่ 811 ซอย2 เทศบาลชุมชนตลาดสามชุกตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี 721302) โรงแรมอุดมโชค บ้านเลขที่ 46 ซอย2 ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี 721303) หอสมุดแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ3.2.2 การสัมภาษณ์รวบรวมข้อมูลจากผู้มีความรู้เกี่ยวกับประวัติของสามชุกตลาดร้อยปีจำนวน 2 ท่านคือ1) คุณอรุณลักษณ์ อ่อนวิมล คณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์2) คุณอ้อย เทียงแสน ชาวบ้านในชุมชนตลาดสามชุก3.2.3 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา1) แบบสัมภาษณ์ มุ่งประเด็นเกี่ยวกับเนื้อหา ประวัติของสามชุกตลาดร้อยปี ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี2) แบบสังเกตมุ่งประเด็นเกี่ยวกับยุคสมัยและความเจริญรุ่งเรืองของสามชุกตลาดร้อยปี ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี3) แบบประเมินคุณภาพการแสดงสร้างสรรค์สามชุก
25ตารางที่1 ตารางแสดงระยะเวลาในการปฏิบัติงานระยะเวลากิจกรรม ปีการศึกษา 2566 หมายเหตุมิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. มี.ค.1.กำหนดหัวข้อ2.ศึกษาประวัติความเป็นมา3.ดำเนินการจัดทำบทที่14.ดำเนินการศึกษาหาข้อมูล5.ดำเนินเก็บรวบรวมข้อมูล6.ดำเนินการจัดทำบทที่27.วางแผนการดำเนินการ8.ดำเนินการจัดทำบทที่39.เริ่มทำเพลงประกอบการแสดง10.สร้างสรรค์รูปแบบการแสดง11.คัดเลือกผู้แสดง12.จัดหาเครื่องแต่งกายอุปกรณ์ประกอบการแสดง13.ดำเนินการคิดออกแบบท่ารำ14.ดำเนินการจัดทำบทที่415.ดำเนินการจัดทำบทที่516.การนำเสนอสร้างสรรค์ ชุดสามชุก
26ตารางที่ 2 ตารางแสดงงบประมาณการจัดทำโครงงานการแสดงสร้างสรรค์ชุด สามชุกรายการ หน่วย จำนวนเงิน1.งบการดำเนิน - ค่าใช้การในการเดินทางไปเก็บข้อมูล 2. ค่าดนตรีประกอบการแสดง 3. ค่าวัสดุสำนักงาน 4. ค่าวัสดุการแสดง-ค่าการเดินทาง (2รอบ) คนละ 100 บาท x จำนวน 11 คน - ค่าทำดนตรี - ค่าวัสดุรูปเล่ม (ค่าปริ้นเอกสาร)- ค่าจ้างนักแสดง - ค่าอุปกรณ์ในการแสดง- ค่าชุดในการแสดง2,200 บาท 8,000 บาท3,000 บาท7,000 บาท
273.2.5 การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลกระบวนการสร้างสรรค์การแสดงโดยมีการดำเนินการในการสร้างสรรค์การแสดงตามขั้นตอนดังนี้1) การสร้างแนวคิดของการแสดงจากการศึกษาประวัติความเป็นมา พัฒนาการ และความสามัคคีของชาวบ้านในสามชุกตลาดร้อยปีตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี2) สร้างสรรค์ทำนองเพลง ดนตรีประกอบการแสดง3) คัดเลือกนักแสดง จำนวน 14 คน- นักแสดงหญิง 9 คน- นักแสดงชาย 5 คน4) ออกแบบกระบวนท่ารำ โดยใช้ท่ารำจากนาฏศิลป์ไทย (แม่บทใหญ่) ท่าอิริยาบถเลียนแบบธรรมชาติ และท่ารำที่สร้างสรรค์ใหม่5) ออกแบบเครื่องเต่งกาย โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาตามรูปภาพเก่ายุคสมัย และ ประดิษฐ์สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่6) นำเสนอผลงานสร้างสรรค์ต่อคณะกรรมการ และนำออกเพร่สู่สาธารณชน
บทที่ 4 ผลการดำเนินการการศึกษาโครงงานงานนาฏศิลป์ไทยสร้างสรรค์ ชุด สามชุก ในครั้งนี้คณะผู้ศึกษาทำได้ใช้ระเบียบวิธีการจัดทำ เชิงคุณภาพโดยได้ศึกษาจาก เอกสาร และหนังสือ เพื่อเก็บข้อมูล นำมาดำเนินการตามวิธีการจัดทำโครงงานได้ผลทางการวิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ของการ จัดทำโครงงาน ดังนี้วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ประวัติความเป็นมา พัฒนาการ และความสามัคคีของชาวบ้านในสามชุกตลาดร้อยปี1.1 เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมา พัฒนาการ และความสามัคคีของชาวบ้านในสามชุกตลาดร้อยปี ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 เพื่อสร้างสรรค์การรแสดง ชุด สามชุก โดยศึกษาหลักการสร้างสรรค์งานาฏศิลป์ร่วมสมัย และการแสดง เพื่อการจัดทำโครงงานประเภทสร้างสรรค์การแสดง-บรรเลง-ขับร้อง ชุด สามชุก ดังนี้2.1 แนวคิดในการสร้างสรรค์การแสดง2.2 รูปแบบการแสดง2.3 การคัดเลือกนักแสดง2.4 วัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง2.5 เครื่องแต่งกาย2.6 เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแสดง2.7 รูปแบบการแปรแถว2.8 กระบวนการท่ารำวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมา พัฒนาการ และความสามัคคีของชาวบ้านในสามชุกตลาดร้อยปี ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี1.1 ประวัติความเป็นมา พัฒนาการ และความสามัคคีของชาวบ้านในสามชุกตลาดร้อยปี ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี
29สามชุกเป็นอำเภอของจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นอำเภอที่เก่าแก่และมีความสำคัญแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยในหนังสือนิราศสุพรรณของสุนทรภู่ นิทานย่านสุพรรณ และบันทึกคนรุ่นเก่ากล่าวไว้ว่า สามชุกในอดีต เป็นแหล่งรวมของการแลกเปลี่ยนสินค้า โดยชาวกะเหรี่ยง ชาวลาว และชาวละว้า จะนำเกวียนบรรทุกของป่ามาขายแลกกับสินค้าที่ชาวเรือนำมาจากทางใต้ที่บริเวณท่าน้ำ เป็นตลาดมีเรือมาจอดมากมายเพื่อรับส่งข้าวจากโรงสีต่าง ๆ สินค้าที่ชาวบ้านนำมานั้นบรรจุอยู่ใน \"กระชุก\" ซึ่งทำจากลำไม้ไผ่ จึงเป็นที่มาหนึ่งของชื่อ \"สามชุก\" ส่วนอีกชื่อหนึ่งที่เรียกขานพื้นที่นี้คือ \"สามเพ็ง\" ซึ่งเพี้ยนมาจาก \"สามแพร่ง\" เนื่องจากเป็นที่ชุมนุมของพ่อค้าที่เดินทางมาจากทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันตก นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นบางท่าน กล่าวว่า ในอดีตมีการรวมตัวของชุมชนที่บริเวณท่ายาง กับสามชุก ก่อนจะขยับขยายมาที่สามเพ็งหรือสำเพ็งบริเวณตลาดสามชุกในปัจจุบัน (ธันวดี สุขประเสริฐ, 2564) ตลาดสามชุกในอดีตเจริญรุ่งเรืองมาตลอดเป็นย่านการค้าสำคัญแห่งหนึ่งของลำน้ำท่าจีน การคมนาคมสัญจรไปมาและขนส่งสินค้าใช้แม่น้ำท่าจีนเป็นเส้นทางหลัก ต่อมาในปี พ.ศ. 2510 เกิดการพัฒนาการคมนาคมทางบกและตัดถนนหลายสาย ทำให้การคมนาคมทางน้ำซบเซา ตลาดจึงเงียบเหงาลงไปด้วย ทำให้พ่อค้าแม่ขายเริ่มทยอยออกจากชุมชน คนสมัยใหม่เริ่มไปหางานทำที่อื่น กระทั่ง ปี พ.ศ. 2543 มีการตั้งคณะกรรมการตลาดพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ขึ้นมา โดยมุ่งฟื้นฟูตลาดสามชุกโดยรวมภาพลักษณ์วิถีไทยเอาไว้ เพื่อเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวเมืองสุพรรณ สมกับคำขวัญที่ว่า ตลาดมีชีวิต พิพิธภัณฑ์มีชีวา (คณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์, 2556) ชาวบ้านเริ่มตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อหาทางออกร่วมกันด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของชาวบ้านทำให้ตลาดสามชุกกลับมามีชีวิตอีกครั้ง และเริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนในนามของตลาดเราที่อบอวลไปด้วยกลิ่นไอของวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนในอดีต ถึงแม้ว่าตลาดสามชุกจะเริ่มฟื้นตัวและเป็นที่นิยมมากขึ้น แต่การฟื้นตัวของตลาดนั้นคงจะไม่เต็มที่เท่ากับสมัยก่อน เพราะวิถีชีวิตของคนได้เปลี่ยนแปลงไปด้วยเทคโนโลยีต่างๆที่ได้พัฒนาขึ้น และการเปิดเสรีให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนทำการค้าในประเทศ ห้างสรรพสินค้ามีจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลทำให้คนหันหลังให้กับตลาด และหันไปจับจ่ายซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าแทน สิ่งเหล่านี้ได้เปลี่ยนชีวิตของคนส่วนใหญ่ส่งผลกระทบต่อร้านค้าปลีก โชห่วย หรือพ่อค้าแม่ค้าในตลาดชาวสามชุกเห็นความสำคัญของปัญหาจึงได้มีการรวมพลังหาทางแก้ปัญหา ช่วยกันหาทางออกด้วยการร่วมกันแสดงความคิดเห็น ให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง และประชาสัมพันธ์ให้คนในชุมชนซื้อขายกันเองให้มากที่สุด ทำให้มีเงินหมุนเวียนในชุมชนเพื่อความยั่งยืนของชุมชน ปัจจุบันตลาดสามชุก แข็งแรงขึ้นมาได้ เกิดจากความสามัคคีและน้ำพักน้ำแรงของคนในชุมชนทำให้ตลาดพลิกฟื้นกลับมามีชีวิตอีกครั้ง (อรุณลักษณ์ อ่อนวิมล. สัมภาษณ์ 24 มิถุนายน 2566)
30วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ศึกษาหลักการสร้างสรรค์การแสดง องค์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างสรรค์การแสดงเพื่อการจัดทำโครงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ ชุด สามชุก ประเภทการสร้างสรรค์การแสดงบรรเลง-ขับร้อง2.1 แนวคิดในการสร้างสรรค์การแสดง คณะผู้ศึกษาได้เก็บรวบรวมข้อมูล ศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร ตํารา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักการ และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของสามชุกตลาดร้อยปี ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีพบว่าสามชุกมีประชากรหลากหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่เนื่องจากในสมัยโบราณมีการค้าขายและสัญจรทางน้ำทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางชนชาติไม่ว่าจะเป็น จีน ลาว พม่า ไทย เขมร ต่างหลั่งไหลเข้ามายังอำเภอสามชุกอย่างไม่ขาดสายจนเกิดเป็นชุมชนแหล่งการค้าสำคัญขึ้นมา ซึ่งในระยะแรกนั้นจะเป็นในลักษณะของการแลกเปลี่ยนและซื้อขายสินค้าจนพัฒนาไปสู่การลงหลักปักฐานสร้างเป็นชุมชน ตลาดสามชุกเป็นตลาดสังคมริมน้ำ ลูกค้าโดยมากคือผู้สัญจรทางน้ำ ในปี พ.ศ. 2510 เกิดการพัฒนาการคมนาคมทางบกและตัดถนนหลายสาย ทำให้การคมนาคมทางน้ำซบเซา ตลาดจึงเงียบเหงาลงไปด้วย ทำให้พ่อค้าแม่ขายเริ่มทยอยออกจากชุมชน คนสมัยใหม่เริ่มไปหางานทำที่อื่น ชาวสามชุกเห็นความสำคัญของปัญหาจึงได้มีการรวมพลังหาทางแก้ปัญหา คณะผู้ศึกษาได้เห็นถึงความสามัคคีของชาวบ้านในตลาดสามชุกที่ช่วยเหลือซึ่งกันมายาวนาน จึงทำให้เกิดเป็นตลาดในปัจจุบันและยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดสุพรรณบุรี จึงเป็นแรงบันดาลใจให้คณะผู้ศึกษานำเรื่องราวเกี่ยวกับสามชุกตลาดร้อยปี ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีมานำเสนอในรูปแบบการแสดงชุด สามชุก เพื่อสื่อให้เห็นถึงประวัติความเป็นมา พัฒนาการ และความสามัคคีของชาวบ้านในสามชุกตลาดร้อยปี ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี2.2 รูปแบบการแสดง การแสดงสร้างสรรค์ ชุด สามชุก มีรูปแบบการแสดงออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้ช่วงที่ 1 เรือค้า สื่อให้เห็นถึงผู้แสดงใช้ลีลาท่าทางและอุปกรณ์ประกอบฉากเพื่อ สื่อถึงแต่ละชนชาติมาพบกัน จากสามทิศสามทางมาแลกเปลี่ยนสินค้าช่วงที่ 2 ท่าสามชุก สื่อให้เห็นถึงผู้แสดงใช้ลีลาท่าทางเศร้าหมอง แสดงให้เห็นถึงการคมนาคมทางน้ำค่อยๆ หมดความสำคัญ ตลาดจึงเริ่มเงียบเหงา ผู้คนเริ่มย้ายออกไปทำมาหากินที่อื่น หลังจากนั้นชาวบ้านได้ร่วมมือกันฟื้นฟูตลาดด้วยความสามัคคีของผู้คนในชุมชนจนเกิดเป็น สามชุกตลาดร้อยปี ที่รู้จักจวบจนถึงปัจจุบัน
31ช่วงที่ 3 ยุครุ่งเรือง สื่อให้เห็นถึงผู้แสดงใช้ลีลาท่าทางและอุปกรณ์ประกอบฉากเพื่อสื่อถึงความสนุกสนานที่สามชุกตลาดร้อยปีกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และเป็นตลาดที่เป็นที่รู้จักในปัจจุบัน2.3 การคัดเลือกนักแสดง การแสดงชุด สามชุก ในการแสดงใช้ผู้แสดงจำนวน 14 คน ผู้แสดงหญิงจำนวน 9 คน ผู้แสดงชายจำนวน 5 คน และผู้ที่แสดงสามารถสวมบทบาทเป็นตัวละคร เพื่อถ่ายทอดเรื่องราว และความรู้สึกนึกคิด มาสู่ผู้ชมได้ตามแนวคิดของผู้สร้างสรรค์มีองค์ประกอบในการคัดเลือกนักแสดง ดังนี้1) คัดเลือกผู้แสดงที่มีพื้นฐานในการแสดงนาฏศิลป์ไทย2) นักแสดงที่รับบทเป็น พ่อค้าแม่ค้า– ผู้แสดงจะต้องมีรูปร่างสมส่วนและมีทักษะในการรำทั้งในจังหวะที่ช้าและเร็วตามทำนองเพลง3) นักแสดงที่รับบทเป็น ชาวบ้านและลูกค้า- ผู้แสดงจะต้องมีรูปร่างสมส่วนและมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันเพื่อการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสง่างาม2.4 อุปกรณ์และฉากที่ใช้ประกอบการแสดง อุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงชุด สามชุก ประกอบด้วยภาพที่ 4.1 กระบุงหาบที่มา : คณะผู้ศึกษา, 25661) กระบุงหาบ คือ สิ่งที่แบกของขึ้นบ่าด้วยไม้คาน โดยห้อยของน้ำหนักเท่า ๆ กันไว้ที่ปลายไม้คานทั้ง 2 ข้าง เป็นอุปกรณ์สำหรับขายของของพ่อค้าแม่ค้าในสมัยนั้น
32ภาพที่ 4.2 กระบุงสานที่มา : คณะผู้ศึกษา, 25662) กระบุงสาน คือ ภาชนะสานด้วยไม้ไผ่ มีรูปกลม ก้นเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีตีน มีสายทำด้วยเชือก ใช้บรรจุข้าวเปลือก ข้าวสาร หรือสิ่งของต่างๆ เป็นอุปกรณ์สำหรับขายของของพ่อค้าแม่ค้าในสมัยนั้นภาพที่ 4.3 ตะกร้าสานที่มา : คณะผู้ศึกษา, 25663) ตะกร้าสาน คือ ฐานผนังด้านข้างและขอบ ตะกร้าอาจมีฝาปิดหูหิ้วหรือของประดับตกแต่งตะกร้าส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยฐาน ฐานสามารถทอด้วยกกหรือไม้ ฐานไม้สามารถมีได้หลายรูปทรงเพื่อทำตะกร้าหลากหลายรูปทรง ชิ้นงาน \"คงที่\" จะถูกวางลงก่อน ในตะกร้ากลมพวกเขาเรียกว่า \"ซี่\" เป็นอุปกรณ์สำหรับชาวบ้านในสมัยนั้น
33ภาพที่ 4.4 งอบใบตาลที่มา : คณะผู้ศึกษา, 25664) งอบใบตาล คือ หมวกแบบดั้งเดิมที่ใช้ในประเทศไทยซึ่งมีการออกแบบที่ซับซ้อนกว่าหมวกทรงกรวยเอเชีย งอบได้จากการสานตอกไม้ไผ่ให้เป็นโครงแล้วกรุทับด้วยใบลาน ตรงกลางโครงด้านในมีรังสำหรับสวมหัวโดยสานเป็นตาโปร่ง ๆ ทำให้มีพื้นที่สำหรับการระบายอากาศ เป็นอุปกรณ์สำหรับขายของของพ่อค้าแม่ค้าในสมัยนั้นภาพที่ 4.5 หมวกเวียดนาม ที่มา : คณะผู้ศึกษา, 25665) หมวกเวียดนาม คือ หมวกมักจะทอด้วยใบไม้ประเภทต่างๆ เช่น ใบตาล ใบร่วงฟาง ไม้ไผ่ใบลาน โดยหมวกส่วนใหญ่ทำจากรูปกรวย หมวกมักจะมีสายรัดที่ทำจากผ้าเนื้อนุ่มหรือกำมะหยี่ผ้าไหมสำหรับคล้องคอ โดยกรวยที่ทำมักเป็นลักษณะที่กว้างและแบน ใบรูปกรวยจัดเรียงบนโครงประกอบด้วยซี่ไม้ไผ่ขนาดเล็กม้วนเป็นส่วนโค้ง เป็นอุปกรณ์สำหรับขายของของพ่อค้าแม่ค้าในสมัยนั้น
34ภาพที่ 4.6 กระด้งที่มา : คณะผู้ศึกษา, 25666) กระด้ง ภาชนะรูปแบน ขอบกลม สำหรับฝัดข้าว และตากอาหาร เป็นต้น ถ้าขนาดใหญ่ เรียกว่า กระด้งมอญ ถ้ามีตาห่าง เรียกว่า ตะแกรง เป็นอุปกรณ์สำหรับขายของของพ่อค้าแม่ค้าในสมัยนั้นภาพที่ 4.7 กระชุกที่มา : คณะผู้ศึกษา, 25667) กระชุก บางทีเรียก สามชุก หรือ สีชุก เป็นภาชนะสานด้วยไม้ไผ่ รูปร่างคล้ายฟักผ่าตามยาวเป็นสองซีก มีขอบ ใช้สอดในเกวียนเพื่อบรรทุกเมล็ดพืชและข้าวเปลือก กระชุกมีขนาดแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับขนาดของเกวียน
35ภาพที่ 4.8 ฉากสามชุกตลาดร้อยปีที่มา : คณะผู้ศึกษา8) ฉากสามชุกตลาดร้อยปี ใช้ประกอบการแสดง เพื่อสื่อให้เห็นความเป็นสามชุก ตลาดร้อยปีภาพที่ 4.9 ฉากร้านค้าสามชุกตลาดร้อยปีที่มา : คณะผู้ศึกษา9) ฉากร้านค้าสามชุกตลาดร้อยปี ใช้ประกอบการแสดง เพื่อสื่อให้เห็นความเป็นสามชุก ตลาดร้อยปี
362.5 เครื่องแต่งกาย คณะผู้จัดทำได้นำรูปแบบการแต่งกายจากจากยุคสมัย มาเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์การแสดงชุด สามชุก แต่งกายแบ่งตามชนชาติ การแต่งกายลูกค้าผู้ชายจะสวมเสื้อเชิ้ตมีปกแขนสั้น และสวมกางเกงขายาวสีดำ ส่วนแต่งกายของลูกค้าผู้หญิงใส่เสื้อตุ๊กตา กระโปรงสีสันสดใส ดังนี้เครื่องแต่งกายของผู้ชายผู้รับบทเป็นคนชนชาติไทย ประกอบด้วย 1) เสื้อม่อฮ่อม2) กางเกงขาก๊วยเครื่องแต่งกายของผู้หญิงผู้รับบทเป็นคนชนชาติไทย ประกอบด้วย 1) เสื้อแขนกระบอก2) โจงกระเบน3) ดอกไม้ประดับศีรษะเครื่องแต่งกายของผู้ชายผู้รับบทเป็นคนชนชาติกระเหรี่ยง ประกอบด้วย 1) ช๋าย (เสื้อกระเหรี่ยงสำหรับผู้ชาย)2) กางเกงม้งเครื่องแต่งกายของผู้หญิงผู้รับบทเป็นคนชนชาติกระเหรี่ยง ประกอบด้วย1) ช๋ายอ๋วย (ชุดกระเหรี่ยงสำหรับผู้หญิง)เครื่องแต่งกายของผู้ชายผู้รับบทเป็นคนชนชาติจีน ประกอบด้วย1) ถังจวง (เสื้อคอจีน)2) กางเกงขายาวสีดำเครื่องแต่งกายของผู้ชายผู้รับบทเป็นคนชนชาติจีน ประกอบด้วย1) ฉีผาว (ชุดกี่เพ้า)2) รองเท้าคัทชูสีดำเครื่องแต่งกายของผู้หญิงผู้รับบทเป็นคนชนชาติลาวเวียง ประกอบด้วย1) เสื้อบักกะแหล่ง (เสื้อคอกระเช้า) สีกรมท่า2) ผ้าซิ่นลายตีนจกพื้นสีแดงของชนชาติลาวเวียง3) ผ้าสไบลูกไม้สีขาว4) เข็มขัด5) ดอกไม้ประดับศีรษะเครื่องแต่งกายของผู้ชายผู้รับบทเป็นพ่อค้า ประกอบด้วย1) เสื้อแขนสั้นสีน้ำตาลอ่อน
372) กางเกงขาก๊วยเครื่องแต่งกายของผู้หญิงผู้รับบทเป็นแม่ค้า ประกอบด้วย1) เสื้อสีขาวแขนสั้น2) ผ้านุ่งเครื่องแต่งกายของผู้ชายผู้รับบทเป็นลูกค้า ประกอบด้วย1) เสื้อเชิ้ตมีปกแขนสั้นสีขาว2) กางเกงขายาวสีดำเครื่องแต่งกายของผู้หญิงผู้รับบทเป็นลูกค้า ประกอบด้วย1) เสื้อแขนตุ๊กตา2) กระโปรงลายดอก3) ต่างหูมุก4) สร้อยมุก5) เข็มขัด6) กำไลมุก7) ไม้คาดผมมุก8) รองเท้าคัทชูสีดำ
382.5.1 เครื่องแต่งกายของผู้รับบทเป็นชนชาติเครื่องแต่งกายของผู้ชายผู้รับบทเป็นคนชนชาติไทย ประกอบด้วย 4.10 เสื้อม่อฮ่อมที่มา : คณะผู้ศึกษา, 25661) เสื้อม่อฮ่อม เป็นเสื้อผ้าฝ้ายย้อมสีคราม ดำ คอกลม ผ่าอก แขนยาวหรือแขนสั้น ทั้งแบบที่ใช้กระดุมกลัดและที่ใช้ผ้าเย็บเป็นเชือกผูก ใช้สำหรับผู้แสดงฝ่ายชายผู้รับบทเป็นคนชนชาติไทย4.11 กางเกงขาก๊วยที่มา : คณะผู้ศึกษา, 25662) กางเกงขาก๊วย เป็นกางเกงชนิดหนึ่งมีลักษณะทรงหลวมขายาวระหว่างน่องถึงข้อเท้า ขอบเอวใหญ่ เป้าต่ำ ปลายขากว้าง ไม่มีตะเข็บด้านข้างลำตัว แต่มีตะเข็บด้านหน้าและด้านหลังเหมือนกันคือ มีตะเข็บสันขา 2 ข้าง มีตะเข็บเป้า เฉียงไปยังตะเข็บสันขาขวา อาจมีผ้าผูกเอวเย็บติดกลางขอบเอวด้านหลัง
39เครื่องแต่งกายของผู้หญิงผู้รับบทเป็นคนชนชาติไทย ประกอบด้วย4.12 เสื้อแขนกระบอกที่มา : คณะผู้ศึกษา, 25661) เสื้อแขนกระบอก เสื้อที่มีแขนเป็นรูปกระบอกยาวถึงข้อมือ ปลายแขนตรง ไม่มีจีบใช้สำหรับผู้แสดงฝ่ายหญิงผู้รับบทเป็นคนชนชาติไทย4.13 โจงกระเบนที่มา : คณะผู้ศึกษา, 25662) โจงกระเบน เป็นเครื่องแต่งกายที่ดูคล้ายกับกางเกงหลวม ๆ ผู้สวมใส่นำชิ้นผ้าสี่เหลี่ยมผืนผ้ามาพันรอบเอว ขอบผ้าจะผ่านระหว่างขาและเหน็บที่ข้างหลังส่วนล่างของผู้สวมใส่ ใช้สำหรับผู้แสดงฝ่ายหญิงผู้รับบทเป็นคนชนชาติไทย
404.14 ดอกไม้ประดับศีรษะที่มา : คณะผู้ศึกษา, 25663) ดอกไม้ประดับศีรษะ ใช้ประดับศีรษะของแสดงฝ่ายหญิงผู้รับบทเป็นคนชนชาติไทยเครื่องแต่งกายของผู้ชายผู้รับบทเป็นคนชนชาติกระเหรี่ยง ประกอบด้วย4.15 ช๋าย (เสื้อกระเหรี่ยงสำหรับผู้ชาย)ที่มา : คณะผู้ศึกษา, 25661) ช๋าย (เสื้อกระเหรี่ยงสำหรับผู้ชาย) เป็นเสื้อแขนกุด ชายต่ำกว่าเอว สีและลวดลายเหมือนเผ่าสะกอ ใช้สำหรับผู้แสดงฝ่ายชายผู้รับบทเป็นคนชนชาติกระเหรี่ยง
414.16 กางเกงม้งที่มา : คณะผู้ศึกษา, 25662) กางเกงม้ง มีลักษณะขากว้างมากแต่ปลายขาแคบลง ส่วนที่เห็นได้เด่นชัด คือ เป้ากางเกงจะหย่อนลงมาจนต่ำกว่าระดับเข่า ใช้สำหรับผู้แสดงฝ่ายชายผู้รับบทเป็นคนชนชาติกระเหรี่ยงเครื่องแต่งกายของผู้หญิงผู้รับบทเป็นคนชนชาติกระเหรี่ยง ประกอบด้วย 4.17 ช๋ายอ๋วย (ชุดกระเหรี่ยงสำหรับผู้หญิง)ที่มา : คณะผู้ศึกษา, 25661) ช๋ายอ๋วย (ชุดกระเหรี่ยงสำหรับผู้หญิง) เป็นชุดแขนกุด พื้นแดงอ่อนหรือสีน้ำหมาก ตัวเสื้อครึ่งล่างปักลวดลายเป็น เส้นตรงแนวนอนเป็นช่วง ๆ ใช้สำหรับผู้แสดงฝ่ายหญิงผู้รับบทเป็นคนชนชาติกระเหรี่ยง
42เครื่องแต่งกายของผู้ชายผู้รับบทเป็นคนชนชาติจีน ประกอบด้วย4.18 ถังจวง (เสื้อคอจีน)ที่มา : คณะผู้ศึกษา, 25661) ถังจวง หรือเสื้อคอจีนดัดแปลงมาจากเสื้อนอกของชายในสมัยปลายราชวงศ์ชิง ผ้าที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นผ้าแพรปักลายหรือผ้าต่วน สีเสื้อมีให้เลือกหลากหลาย โดยมากจะมีสีแดงสด สีแดงคล้ำ สีแดงน้ำตาล สีน้ำเงินไพลินและสีกาแฟเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีสีเหลืองสว่าง สีเหลืองทอง สีเขียวมรกต สีดำและสีทองด้วย ใช้สำหรับผู้แสดงฝ่ายชายผู้รับบทเป็นคนชนชาติจีน4.19 กางเกงขายาวสีดำที่มา : คณะผู้ศึกษา, 25662) กางเกงขายาวสีดำ เป็นกางเกงทรงกระบอก ขายาวสีดำ ใช้สำหรับผู้แสดงฝ่ายชายผู้รับบทเป็นคนชนชาติจีน