นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน เม่อื นำ� กระดำษมำวัดมมุ 1 ดังรปู จะไดม้ ุมทมี่ ีขนำดสองมุมฉำก
การศกึ ษาทาํ ความเขา้ ใจขอ้ มลู /ความร้ใู หมฯ 2) มมุ แหลม
1. ครูสุมตัวแทนนักเรียนแตละกลุมตอบคําถาม ฉ
ที่ 1 คอื สว นประกอบของมมุ มอี ะไรบา ง จากนน้ั
เขยี นคาํ ตอบของนกั เรียนบนกระดาน จ ง มุมแหลม เป็นมุมที่มีขนาด
เล็กกว่ามุมฉาก
2. ครอู ธบิ ายวา มมุ เกดิ จากรงั สี 2 เสน ทม่ี จี ดุ เรมิ่ ตน 3) มุมปา้ น
เปนจุดเดียวกันมาตอกัน จากนั้นครูวาดรูป มุมป้าน เป็นมุมที่มีขนาดใหญ่กว่า
มุมบนกระดาน และครูอธิบายเพ่ิมเติมเรื่อง ค มุมฉาก แต่เล็กกว่า
การเขียนสัญลักษณแ ทนมมุ สองมุมฉาก
ก ข
การแลกเปลยี่ นความรคู้ วามเขา้ ใจกบั กลมุ มุมตรง เป็นมุมที่มีขนาด
4) มมุ ตรง สองมุมฉาก
1. ครูใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันอภิปราย
ลักษณะของมุมตาง ๆ ตามท่ีไดไปศึกษา งจ ฉ มุมกลับ เป็นมุมที่มีขนาด
หาความรูมา ใหญ่ กว่าสองมุมฉาก
5) มมุ กลับ แต่เล็กกว่าส่ีมุมฉาก
2. ครูใหนักเรียนชวยกันตอบคําถามวา เราจะ
ทราบไดอ ยางไรวา มุมใดเปนมุมชนิดใด จฉ
126 ช
3. ครูใหนักเรียนรวมกันเฉลยคําตอบวาภาพใด
เปนมุมชนิดใด พรอมทั้งใหนักเรียนรวมกัน
อภิปรายวา เพราะเหตุใดจึงเปนมุมดังกลาว
และครูบอกนักเรียนวา กลุมใดตอบถูกตอง
จะไดคะแนนรปู ละ 5 คะแนน
4. ครูใหนักเรียนแตละกลุมรวมคะแนน จากน้ัน
ประกาศกลมุ ทเี่ ปน ผูช นะ พรอมทั้งใหก าํ ลงั ใจ
นกั เรียนกลมุ อืน่ ๆ
การสรปุ และจดั ระเบยี บความรู้
1. ครูใหนักเรียนรวมกันสรุปสวนประกอบและ
ลกั ษณะของมุมชนดิ ตา งๆ
2. ใหนักเรียนเขียนชื่อเลนเปนภาษาอังกฤษ
ตัวพิมพใหญแลวชวยกันบอกวา มุมตาง ๆ
เปนมุมชนิดใดและเพราะเหตุใด นอกจากนี้
ครใู หน กั เรยี นตอบคาํ ถามเพม่ิ เตมิ วา เสน แตล ะ
เสน เปนเสน ตรง สว นของเสน ตรง หรอื รังสี
เกร็ดแนะครู กิจกรรม 21st Century Skills
ครูอาจใหนักเรียนจับกลุม กลุมละ 5 คน จากน้ันครูแจกหลอดดูดน้ํา ครูใหนักเรียนจับกลุมแลวนํามุมชนิดตางๆ มาสรางสรรค
กลุมละ 10 หลอด แลวใหแตละกลุมนําหลอดดูดนํ้า 2 หลอดมาตอกันเปน เปนรูปภาพตางๆ ตามจินตนาการลงในกระดาษ A4 แลว
มุมฉาก มุมแหลม มุมปาน มุมตรง และมุมกลับ จากน้ันครูเดินตรวจสอบ นําเสนอหนาช้ันเรียน ครูใหคะแนนตามความสวยงาม และ
ทีละกลุม ความคิดสรา งสรรค
นักเรียนควรรู
1 มมุ สามารถเขยี นแทนมมุ โดยใชเ ครอื่ งหมาย ∠ ซงึ่ มาจากลกั ษณะของมมุ
โดยในป ค.ศ. 1657 วลิ เลยี ม ออเทรด (William Oughtred) ใชเปน คนแรก และ
ไดใชก นั อยา งแพรหลายมาจนถงึ ปจจบุ นั
T138
นาํ สอน สรุป ประเมนิ
ขนั้ สอน
การสรปุ และจดั ระเบยี บความรู้
กิจกรรมฝึกทักษะ 3. ใหน กั เรยี นจบั คกู บั เพอ่ื นขา ง ๆ จากนน้ั ครแู จก
กระดาษ A4 ใหน ักเรยี นคูละ 1 แผน แลว ให
1 บอกชอื่ มมุ จุดยอดมุม แขนของมมุ และเขยี นสญั ลกั ษณแทนมมุ นักเรียนเขียนชื่อจริงของดารา/คนมีชื่อเสียง
1. C 2. ป 3. ม ที่ตนเองช่ืนชอบดวยตัวอักษรภาษาอังกฤษ
ตัวพมิ พใหญ 6 ตัวขึ้นไป และใหเสน ประกอบ
DE ถด ตง ดวย เสนตรง สวนของเสนตรง และรังสี
อยางนอยแบบละ 1 เสน พรอมทั้งใหระบุวา
4. ก 5. ก 6. ก มีมุมชนิดใดบาง และเขียนสัญลักษณแสดง
จ มมุ ใหถกู ตอง
ค ขอ จส
การปฏบิ ตั แิ ละ/หรอื การแสดงผลงาน
2 เขยี นสญั ลักษณแทนมมุ ทีก่ า� หนดให้ 2. มุม กขค
1. มุม งบข 4. มมุ BOY 1. ครูสุมตัวแทนนักเรียนออกมานําเสนอผลงาน
3. มุม DEK 6. มุม หมน หนาชั้นเรียน คร้ังละ 1 คู จากนั้นใหเพื่อน
5. มุม อจย 8. มมุ RAD ในชั้นเรียนรวมกันตรวจสอบความถูกตอง
7. มมุ CAI หากครพู บวา มนี กั เรียนคใู ดทําผดิ ครูอธบิ าย
เพมิ่ เตมิ พรอมท้งั ใหกาํ ลงั ใจ
3 ตอบคา� ถามตอไปน้ี
1. มุมเกิดจำกอะไร 2. ครูใหนักเรียนทํากิจกรรมฝกทักษะ ขอ 1 - 3
2. สวนประกอบของมุมมีอะไรบำ้ ง ฝกท�าตอใน ในหนังสือเรียน หนา 127 เสร็จแลวรวมกัน
3. มุมปำ นมลี กั ษณะอยำงไร บฝ.คณิตศาสตร ป.4 เลม 1 เฉลยคําตอบ
4. มุมแหลมมลี กั ษณะอยำ งไร
5. มมุ ฉำกกบั มุมตรงมคี วำมสมั พนั ธกันอยำ งไร ขนั้ สรปุ
6. มุมทมี่ ขี นำดเล็กกวำ มุมฉำก เรียกวำมมุ อะไร
7. มมุ ปำนมีขนำดเล็กหรอื ใหญกวำ มมุ ฉำก การประยกุ ต์ใชค้ วามรู้
127 ครใู หนกั เรยี นทาํ กจิ กรรมกลมุ เรื่อง มนุษยม ุม
จากนั้นครูแจกใบงานท่ี 6.2 ใหนักเรียนทําเปน
การบาน พรอมทั้งใหนักเรียนทําแบบฝกหัด ขอ
1 - 3 ในแบบฝก หัด คณิตศาสตร ป.4 เลม 1 หนา
103 - 105
ขนั้ ประเมนิ
1. ครปู ระเมนิ ผล โดยการสงั เกตการตอบคําถาม
และการรวมกิจกรรมกลมุ ของนักเรียน
2. ครูตรวจสอบผลจากการทําใบงานท่ี 6.2
กิจกรรมฝก ทกั ษะ และแบบฝก หัด
ขอสอบเนน การคดิ แนวทางการวัดและประเมินผล
น ครูสามารถวัดและประเมินพฤติกรรมการทํางานกลุมจากการทํากิจกรรม
กค ในข้ันการประยุกตใชความรู โดยศึกษาเกณฑการวัดและการประเมินผลจาก
แบบประเมนิ ของแผนการจดั การเรียนรูใ นหนวยการเรียนรูท ่ี 6
ง จอ แบบสังเกตพฤติกรรมการทางานกลมุ่
จากรูป ขอ ใดไมถกู ตอง คาชี้แจง : ให้ผสู้ อนสังเกตพฤตกิ รรมของนักเรยี นในระหวา่ งเรียนและนอกเวลาเรยี น แล้วขีด ✓ลงในช่องที่
1. มมุ กจค เปนมุมฉาก ตรงกบั ระดบั คะแนน
2. มุม งจค เปน มุมแหลม
3. มุม งจอ เปนมมุ ตรง ลาดับที่ ชื่อ – สกลุ การแสดง การยอมรบั การทางาน ความมนี า้ ใจ การมี รวม
4. มุม นจค เปนมมุ แหลม ของนกั เรยี น ความคิดเหน็ ฟงั คนอ่ืน ตามท่ีไดร้ บั ส่วนร่วมใน 15
(เฉลยคําตอบ ขอ 2. เพราะมมุ งจค เปนมุมปาน ซง่ึ เปน มุมทมี่ ี มอบหมาย การปรบั ปรุง คะแนน
ผลงานกลุ่ม
ขนาดใหญก วามุมฉาก แตเ ลก็ กวา สองมมุ ฉาก)
321321321321321
เกณฑ์การให้คะแนน ลงชอ่ื ...................................................ผู้ประเมนิ
ปฏบิ ัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมอย่างสมา่ เสมอ ............../.................../...............
ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤตกิ รรมบ่อยคร้งั ให้ 3 คะแนน
ปฏิบตั ิหรอื แสดงพฤติกรรมบางครงั้ ให้ 2 คะแนน
ให้ 1 คะแนน
เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
12 - 15 ดี
8 - 11 พอใช้
ต่ากว่า 8 ปรับปรงุ
T139
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั นาํ (Discovery Method) 3. ¡ÒÃÇ´Ñ áÅСÒÃÊÃÒŒ §ÁØÁ ÁØÁÁÕ¡èÕª¹Ô´ ᵋÅЪ¹Ô´ÁÕÅѡɳÐ
Í‹ҧäÃ
นาํ เขา้ สบู ทเรยี น
3.1 การวัดขนาดของมุมโดยใช้
1. ครูกลาวทักทายนักเรียน จากน้ันใหนักเรียน ไม้โพรแทรกเตอร
ทบทวนความรูเร่ือง ชนิดของมุมที่ไดเรียน
มาแลว โดยใหน กั เรยี นทาํ กจิ กรรมกลมุ ครแู บง เครื่องมือสา� หรบั วัดขนาดของมมุ
นักเรียนเปน กลุม กลมุ ละ 5 คน ไม้โพรแทรกเตอร เปนเคร่ืองมือวัดขนำดของมุม ไม้โพรแทรกเตอรที่
นิยมใช้ม ี 2 แบบ
2. ครูอธิบายวา ครูจะเปนผูกําหนดชนิดของมุม 1) ไมโ้ พรแทรกเตอรช นดิ คร่งึ วงกลม
ครง้ั ละ 1 ชนดิ จากนนั้ จะใหเ วลากลมุ ละ 3 นาที
ชวยกันคิดวา มีสวนของสิ่งของใดบางท่ีมี เสน้ บอกองศำ
มมุ ตามทคี่ รูกาํ หนด
เส้นศูนยอ งศำ เส้นศูนยอ งศำ
3. เมื่อครบกําหนดเวลา ครูจะใหนักเรียนแตละ เสน้ บอกองศำ
กลุมบอกสิ่งของท่ีคิดได โดยจะไดรับคะแนน จดุ กง่ึ กลำง
สะสมสิ่งของละ 2 คะแนน เมื่อจบเกม
กลมุ ใดไดค ะแนนมากทีส่ ุดจะเปนผชู นะ 2) ไม้โพรแทรกเตอรชนิดส่ีเหล่ยี มผนื ผ้า
4. ครูและนักเรียนรวมกันสรุปลักษณะของมุมท่ี
เคยเรียนไป ไดแ ก มุมแหลม มมุ ฉาก มมุ ปาน
มุมตรง และมุมกลบั
เส้นศูนยองศำ จดุ ก่ึงกลำง เสน้ ศนู ยองศำ
หนวยกำรวดั ขนำดของมมุ เรียกวำ องศา เขียนแทนด้วย �
ไมโ้ พรแทรกเตอรแบง เปน 180 ชอง
1 ชอง บอกขนำดของมมุ 1 องศำ
วดั ขนำดของมุมกระดำษที่พับหนง่ึ มุมฉำก
90 �
12 8 จะไดว้ ำ มุมฉำก หรอื 1ฉ เทำ กับ 90 �
เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคดิ
ครูอาจจัดกจิ กรรม "เราวัดเองได" โดยใหนักเรียนจบั กลมุ กลุมละ 5 คน มมุ ในขอ ใดบางมีขนาดเลก็ กวา 2 มมุ ฉากทั้งหมด
จากนัน้ วาดมุมขนาดตา ง ๆ ท่คี รกู ําหนดให เมอื่ วาดมุมเสร็จแลว นาํ สง ครูตรวจ 1. มุมแหลม มมุ ตรง มมุ ปาน
2. มมุ กลบั มุมฉาก มมุ ตรง
T140 3. มมุ แหลม มมุ ฉาก มมุ ปาน
4. มมุ ฉาก มมุ กลับ มุมแหลม
(เฉลยคาํ ตอบ ขอ 3. เพราะ
• มุมแหลม มีขนาดเล็กกวา 90 องศา หรือเล็กกวา 1 มมุ ฉาก
• มมุ ฉาก มขี นาด 90 องศา หรอื 1 มุมฉาก
• มมุ ปาน มีขนาดใหญกวา 90 องศา หรอื ใหญก วา 1 มุมฉาก
• มุมตรง มีขนาด 180 องศา หรือ 2 มมุ ฉาก
• มมุ กลบั มขี นาดใหญก วา 180 องศา หรอื ใหญก วา 2 มมุ ฉาก
แตเลก็ กวา 360 องศา หรอื 4 มุมฉาก
ดงั นน้ั มมุ ทม่ี ขี นาดเลก็ กวา 2 มมุ ฉาก ไดแ ก มมุ แหลม มมุ ฉาก
และมุมปา น)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
วัดขนำดของมุมกระดำษที่พับสองมุมฉำก1 ขนั้ สอน
180 � สอน
จะไดว้ ำ สองมุมฉำก เทำกับ 180 � 1. ครแู สดงไมโ พรแทรกเตอรใ หน กั เรยี นดู จากนนั้
วัดขนำดของมุมกระดำษทีพ่ ับสี่มมุ ฉำก ครูอาจใหนักเรียนคนหาขอมูลจากแหลง
ความรู เชน อนิ เทอรเ น็ต หนงั สอื เรียน แลว
180 � ตอบคาํ ถามวา อปุ กรณน คี้ อื อะไร นกั เรยี นคดิ วา
นาํ ไปใชป ระโยชนอะไรไดบา ง
จะไดว้ ำ สี่มมุ ฉำก เทำ กบั 360 �
2. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายเพ่ือตอบ
คาํ ถามดงั กลา ว จนสรปุ ไดว า อปุ กรณน เ้ี รยี กวา
ไมโ พรแทรกเตอรส ามารถนาํ มาใชใ นการวดั มมุ
และสรางมุมได
3. ครูใหนักเรียนรวมกันแสดงความคิดเห็นวา
จุดก่ึงกลางและขีดบอกองศามีไวใชวัดมุมได
อยา งไร
4. ครูสุมตวั แทนนกั เรยี น 1 คน ออกมาสรา งมุม
บนกระดาน พรอมตั้งช่ือมุม จากน้ันครู
360 � ใหนักเรียนในช้ันเรียนชวยกันบอกวา มุมที่
เพื่อนสรางมีชื่อวาอะไร และครูถามนักเรียน
ตอ วา หากตอ งการทราบวา มมุ มขี นาดกอี่ งศา
จะทําไดอยางไร
เราสามารถสรุปได้ดงั น้ี
1. มมุ ฉำก เปน มมุ ทมี่ ีขนำด 90 � ข้อสังเกต แสดงมุมฉำก
2. มมุ แหลม เปน มุมท่มี ขี นำดใหญก วำ 0 � แตเ ลก็ กวำ 90 �
3. มุมปำ น เปนมมุ ท่ีมีขนำดใหญก วำ 90 � แตเ ลก็ กวำ 180 �
4. มมุ ตรง เปนมมุ ที่มขี นำด 180 �
5. มมุ กลับ เปน มมุ ที่มขี นำดใหญกวำ 180 � แตเล็กกวำ 360 �
129
ขอ สอบเนน การคดิ นักเรียนควรรู
มมุ ทมี่ ขี นาดเลก็ กวา หนึ่งมุมฉากคอื มมุ ชนดิ ใด 1 มุมฉาก คือ มมุ ใดๆ ทม่ี ีขนาดเทากบั 90 องศาพอดี สวนใหญแลวเราจะ
1. มุมแหลม ใชรปู สเ่ี หลย่ี มเล็กๆ ที่มุม เปน สัญลักษณแ ทนวา มุมนี้เปนมมุ ฉาก
2. มุมปาน
3. มุมตรง
4. มมุ กลับ
(เฉลยคําตอบ ขอ 1. เพราะมุมฉากมีขนาดเทากับ 90 องศา
ซ่ึงมุมแหลมเปนมุมท่ีมีขนาดเล็กกวาหน่ึงมุมฉากหรือเล็กกวา
90 องศา)
T141
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน การวัดขนาดของมมุ โดยใช้ไม้โพรแทรกเตอร ท�ำได้ดังน้ี
1. ให้จดุ กึ่งกลำงของไมโ้ พรแทรกเตอรทบั จุดยอดมุมของมุมท่จี ะวัด
สอน 2. เล่ือนไม้โพรแทรกเตอรให้เส้นศูนยองศำทำบไปบนแขนข้ำงหน่ึง
ของมุม
5. ครูใหนักเรียนจับคูกันเพ่ือศึกษาคนควา 3. อำนขนำดของมุม โดยเร่ิมจำกเส้นศูนยองศำที่ทำบบนแขนของ
หาขอมูลเกี่ยวกับการวัดมุมโดยใชไมโพร- มุมไปจนถงึ แขนของมมุ อีกขำ้ งหน่ึง กจ็ ะได้ขนำดของมุมที่วัด
แทรกเตอร ในหนังสือเรียนหนา 130 - 135
จากน้ันใหน กั เรยี นแตล ะคนทดลองวัดมุม ตัวอยา งท่ี 1 อ
50 �
6. ขณะท่ีนักเรียนแตละคูคนควาและทดลอง วัดขนำดของมมุ อจท
วัดมุม ครูจะคอยดูแลนักเรียนอยูหางๆ เพ่ือ
สงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานของนักเรยี น โดย อ
อาจใหคําแนะนําบางตามสมควร โดยครูให
เวลานักเรียนประมาณ 5 นาที
7. เมื่อหมดเวลาครูสุมตัวแทนนักเรียนบางคูหรือ
ขออาสาสมัครนักเรียนที่คิดวาตนเองสามารถ
วดั มมุ ไดถ กู ตอ งออกมาหนา ชน้ั เรยี น เพอ่ื วดั มมุ
ใหเพ่อื นดู
จท จท
ข้ันท่ี 1 ใหจ้ ดุ ก่ึงกลำงของไม้โพรแทรกเตอรทบั จดุ จ
ขน้ั ที่ 2 เลอื่ นไมโ้ พรแทรกเตอรใ ห้เส้นศูนยอ งศำทำบไปบน จท
ข้ันท่ี 3 อำ นขนำดของมุม โดยเริ่มจำกเสน้ ศูนยอ งศำท่ีทำบบน จท ไปจนถึง จอ
จะได้ อจ∧ท มขี นำด 50 องศำ
อจ∧ท มีขนำด 50 องศำ หรอื 50 �
กาÃวÑดขนาดของมุม¤วÃสÑงเกตว่ามุมที่ตŒองกาÃวÑด
เป็นมุมªนดÔ ใด เ¾่×อตÃว¨สอºกѺ¼ลกาÃวÑด
130
บูรณาการอาเซียน ขอ สอบเนน การคดิ
ครูนําภาพธงอาเซียนใหนักเรียนดู และอธิบายเพิ่มเติมกับนักเรียนวา เมอื่ นาํ ขนาดของมุมฉาก 2 มมุ มารวมกัน จะไดม มุ ชนดิ ใด
ธงอาเซียนเปนรูปสี่เหล่ียมผืนผา โดยรูปส่ีเหล่ียมผืนผามีมุมภายในทุกมุม 1. มมุ แหลม
เปนมุมฉาก หรือ 90 องศา ภายในธงอาเซียนประกอบดวยรูปวงกลม 2. มมุ ปา น
โดยจดุ ศูนยกลางเปนมุมทมี่ ีขนาด 360 องศา 3. มมุ ตรง
4. มุมกลบั
(เฉลยคาํ ตอบ ขอ 3. เพราะมุมฉาก มขี นาด 90 ํ
เมอ่ื นาํ ขนาดของมมุ ฉาก 2 มมุ มารวมกนั
จะได 90 +ํ 90 =ํ 180 ํ
ดงั นั้น มมุ ท่ีมีขนาด 180 ํ คือ มุมตรง)
T142
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ตวั อยางที่ 2 ก ขน้ั สอน
140 �
วัดขนำดของมมุ กวม สอน
ก 8. ครูและนักเรียนรวมกันเฉลยวิธีการวัดมุม
โดยครูอธิบายข้ันตอนการวัดมุมใหนักเรียน
วม วม ฟงวา
• ข้นั ตอนที่ 1 วางไมโ พรแทรกเตอรโ ดยใชจ ุด
ขั้นท่ี 1 ใหจ้ ดุ กง่ึ กลำงของไมโ้ พรแทรกเตอรทับจุด ว กึง่ กลางทับกับจดุ ยอดมมุ พอดี
ขั้นท่ี 2 เลอ่ื นไม้โพรแทรกเตอรใ หเ้ ส้นศูนยองศำทำบไปบน วม • ข้ันตอนที่ 2 วางไมโพรแทรกเตอรโดยให
ขั้นท่ี 3 อำนขนำดของมมุ โดยเร่ิมจำกเสน้ ศนู ยองศำทที่ ำบบน วม ไปจนถึง วก เสนตรงระหวางจุดก่ึงกลางและขีดศูนย
จะได ้ กว∧ม มขี นำด 140 องศำ องศา ทับกับแขนของมุมขางหนึง่ พอดี
• ขั้นตอนท่ี 3 พิจารณาท่ีแขนของมุมอีก
ก∧วม มขี นำด 140 องศำ หรือ 140 � ขา งหนงึ่ วา อยตู รงกนั ขดี บอกองศาใด จากนน้ั
อา นคา ของมุม
ตวั อยา งที่ 3 J 90 � J
วดั ขนำดของมมุ JAN
NA NA
ขั้นที่ 1 ให้จุดกง่ึ กลำงของไมโ้ พรแทรกเตอรท บั จุด A
ขน้ั ที่ 2 เลื่อนไมโ้ พรแทรกเตอรใ หเ้ สน้ ศนู ยองศำทำบไปบน AN
ขั้นท่ี 3 อ ำ นขนำดของมุม โดยเร่มิ จำกเส้นศูนยอ งศำทีท่ ำบบน AN ไปจนถึง AJ
จะได้ JA∧N มขี นำด 90 องศำ
JA∧N มีขนำด 90 องศำ หรอื 90 �
ถ้ำมุมท่ีต้องกำรวัดมีแขน C 90 �
ของมุมส้ันกวำเครื่องมือ C
นกั เรยี นสำมำรถตอ แขนของ
มุมทั้งสองข้ำงให้ยำวออกไป BA B 131
ไดเ้ พอ่ื สะดวกในกำรวัด ดงั นี้ A
ขอสอบเนน การคดิ เกร็ดแนะครู
ถา นาํ ขนาดของมมุ แหลมกบั มุมฉากมารวมกันจะไดมมุ ชนิดใด ครคู วรเนน ยาํ้ กับนักเรียนวา ในการวัดมมุ นักเรียนควรระมัดระวงั ในขณะที่
1. มุมแหลม วัดจะตองใหจุดกึ่งกลางของไมโพรแทรกเตอรทับกับจุดยอดมุมสนิทพอดี และ
2. มุมปาน เสนตรงระหวางจุดกึ่งกลางและขีดศูนยองศาจะตองทับกันกับแขนของมุมขาง
3. มุมตรง หน่งึ พอดี
4. มมุ กลับ
ส่ือ Digital
(เฉลยคาํ ตอบ ขอ 2. เพราะมุมแหลมมขี นาดต้งั แต 1 ํ ถึง 89 ํ
และมุมฉาก มีขนาด 90 ํ เมื่อนํามุมแหลมและมุมฉากมารวมกัน ครูอาจใหนักเรียนดูสื่อการเรียนรูผานทาง www.youtube.com โดย
จะไดข นาดของมมุ เปน มุมปานเสมอ) ใชค าํ สบื คน วา "การวดั ขนาดของมมุ "
T143
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน 3.2 การวดั ขนาดของมมุ กลับ
มุมกลับ เปนมมุ ทม่ี ีขนำดใหญกวำ 180 � แตเ ล็กกวำ 360 � กำรวัดขนำด
สอน ของมมุ กลบั มี 2 วิธี ดังน้ี
9. ครยู กตวั อยา งการวดั มมุ อนื่ ๆ เพม่ิ เตมิ อกี 3 - 4 วิธีที่ 1 ล
ตัวอยางโดยใหนักเรียนออกมาวาดมุมหนา 1) วดั ขนำดของมมุ กลับ ยรล ร
ชั้นเรียน และใหนักเรียนออกมาวัดขนาด
ของมุมหนา ช้ันเรียน พรอมทง้ั ใหเ พอ่ื นในชั้น ย
เรียนรวมกันตรวจสอบความถูกตอง โดยครู
เนนยํ้าใหนักเรียนทําตามขั้นตอนท่ี 1 ถึง 3 ขั้นที่ 1 จำกรปู ขนำดของมมุ กลบั ยรล หำได้
ทค่ี รไู ดสอนไป
ม 180 � ล จำกขนำดของ มร∧ล ซงึ่ มขี นำด 180 �
10. ครูใหนักเรียนแตละคูชวยกันคิดเพิ่มเติมวา ร รวมกบั ขนำดของ มร∧ย
ถาเปนมุมกลับ จะมีวิธีการวัดมุมอยางไร
โดยใหนักเรียนคนหาขอมูลจากแหลงความรู
เชน อินเทอรเน็ต หนังสือเรียน เปนตน
จากนัน้ รว มกันอภิปรายวิธกี ารวัดมมุ โดยครู
แสดงตัวอยางมมุ กลบั บนกระดาน
ย
ขนั้ ท่ี 2 ล วัดขนำดของ มร∧ย ดังนี้
1. ใหจ้ ุดกงึ่ กลำงของ
ม 40 � 180ร � ไม้โพรแทรกเตอรทับจุด ร
2. เ ลอ่ื นไม้โพรแทรกเตอรใ หเ้ ส้น
ย
ศนู ยองศำทำบไปบน รม
3. อำนขนำดของมุม โดยเร่ิมจำก
เส้นศูนยองศำที่ทำบบน รม ไป
จนถงึ รย จะได ้ มร∧ย มขี นำด 40 �
ดังน้นั มุมกลับ ยรล มีขนำด 180 � + 40 � = 220 �
132
เกร็ดแนะครู กจิ กรรม ทาทาย
ครูอธิบายเพ่ิมเติมใหนักเรียนฟงวา เม่ือนําเสนตรงกับเสนตรง ระนาบกับ ใหน กั เรยี นวาดภาพตามจนิ ตนาการโดยจะตอ งมอี งคป ระกอบ
เสนตรง และระนาบกบั ระนาบ มาตัดกันกจ็ ะทาํ ใหเกิดเปน มมุ ดังนี้ เปนเสน ตรงสองเสนท่ีทํามมุ กันเปนมมุ กลับ พรอมท้งั ต้งั ชื่อภาพ
• เม่อื นําเสน ตรง 2 เสน มาตดั กัน
จะทําใหเกดิ มุม
• เมอื่ นําระนาบกับเสน ตรงมาตัดกัน
จะทําใหเ กิดมมุ
• เมือ่ นาํ ระนาบ 2 ระนาบมาตดั กนั
จะทาํ ใหเ กิดมุม
T144
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
วธิ ที ่ี 2 ร ขนั้ สอน
1) วัดขนำดของมมุ กลับ ยลร ล
สอน
ย
11. ครชู ใี้ หน กั เรยี นเหน็ มมุ กลบั จากนนั้ อธบิ ายวา
ขน้ั ที่ 1 เราจะแบง มมุ กลับเปน 2 สว น คอื มมุ ตรง
และมุมที่เหลือ จากน้ันวัดมุมที่เหลือตาม
จำกรูป ขนำดของมุมกลับ ยลร หำ ท่เี รียนมา
ไดจ้ ำกขนำดของมมุ สมี่ มุ ฉำกลบดว้ ย
ม ล ร ขนำดของมุมปำ น ยลร 12. ครใู หนกั เรยี นออกมาสรางเสน ตรง AB บน
กระดาน จากนนั้ ใหเ พอื่ นในชน้ั เรยี นรว มกนั
ย ตรวจสอบความถูกตอ ง
ข้นั ที่ 2 วดั ขนำดของมมุ ปำ น ยลร ดังน�้ 13. ครูใหนักเรียนรวมกันอภิปรายวา ถาครู
1. ใหจ้ ุดก�งึ กลำงของ ตองการสรางมุม ABC จากเสน ตรง AB ที่
ม 1ล40 � ร ไม้โพรแทรกเตอรท บั จุด ล เพื่อนสรางใหมีขนาดเทากับ 60 องศาจะ
ย 2. เลอื่ นไม้โพรแทรกเตอรใ หเ้ สน้ ทําไดอยา งไร
ศูนยอ งศำทำบไปบน ลร
3. อำนขนำดของมุม โดยเร�ิมจำก 14. ครูใหเวลานักเรียนคนควาหาขอมูลใน
เ ส้นศูนยองศำที่ทำบบน ลร ไป หนงั สอื เรยี น และทดลองสรางมุมประมาณ
5 นาที โดยครเู นน ยา้ํ ใหน กั เรยี นตรวจสอบ
จนถงึ ลย จะได ้ ยล∧ร มขี นำด 140 � ความถูกตองดวยการวัดมุมตามข้ันตอน
ที่ 1 - 3 ที่ไดเ รียนมาอีกคร้งั
ดังนั้น มมุ กลบั ยลร มีขนำด 360 � - 140 � = 220 �
133
ขอสอบเนน การคิด เกร็ดแนะครู
จากรปู มมุ กวม มีขนาดก่อี งศา ครูและนักเรียนรวมกันสนทนาเก่ียวกับการวัดขนาดของมุมตางๆ แลวครู
ตั้งคาํ ถามถามนักเรียนเพือ่ เปนการชว ยทบทวนความจําอีกคร้ังหน่งึ เชน
ก
• มมุ ใดบา งทสี่ ามารถวัดไดดวยไมโ พรแทรกเตอร
วม (แนวตอบ มมุ แหลม มมุ ฉาก มุมปาน และมุมตรง)
1. 40 ํ 2. 50 ํ • มุมใดท่ไี มส ามารถวัดไดดว ยไมโพรแทรกเตอรเพยี งครั้งเดียว
3. 140 ํ 4. 180 ํ (แนวตอบ มมุ กลับ)
(เฉลยคาํ ตอบ ขอ 3. เพราะมุม กวม เปนมมุ ปาน ซง่ึ มขี นาด T145
ใหญกวา 90 ํ แตเลก็ กวา 180 )ํ
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน 3.3 การสรา้ งมุมเมอื่ ก�าหนดขนาดของมุม
การสรา้ งมุมท่ีมีขนาดไมเกิน 180 องศา
สอน กำรสร้ำงมุมท่ีมีขนำดไมเกิน 180 องศำ โดยใช้ไม้โพรแทรกเตอร มีวิธี
กำรสร้ำง ดงั น้ี
15. ครขู อตวั แทนนกั เรยี นออกมาแสดงตวั อยา งวธิ ี สร้ำงมมุ แหลม คงจ ใหม้ ขี นำด 60 �
การสรางมุมหนาชั้นเรียน พรอมทั้งใหเพื่อน ขัน้ ที่ 1 ลำก งจ ยำวพอสมควร
ในชนั้ เรยี น รว มกนั แสดงความคดิ เหน็ โดยครู
อธบิ ายวิธีการสรางมมุ ใหน กั เรียนฟง วา งจ
ข้ันตอนที่ 1 วางไมโพรแทรกเตอร โดยใช
จุดก่ึงกลางทับกับจุดปลายขางหน่ึงของ ขนั้ ที่ 2 กำ� หนดจดุ ง เปน จดุ ยอดมมุ วำงไมโ้ พรแทรกเตอร ใหจ้ ดุ กงึ่ กลำง
เสน ตรง ของไมโ้ พรแทรกเตอรท ับจุด ง เส้นศูนยอ งศำทำบ งจ วดั มุมให้
ข้ันตอนที่ 2 วางไมโพรแทรกเตอร โดยให มขี นำด 60 � แล้วกำ� หนดจุด ค ทขี่ อบไม้โพรแทรกเตอร
เสน ตรงระหวา งจดุ กงึ่ กลางและขดี ศนู ยอ งศา
ทบั กับเสนตรง ค 60 �
ขนั้ ตอนท่ี 3 เขยี นเสน สน้ั ๆ หรอื จดุ ใหต รงกบั
ขีดบอกองศาท่ีตองการ/ท่ีโจทยกําหนด งจ
จากน้ันลากเสนเช่ือม ระหวางจุดนั้นๆ กับ
จดุ ปลายขา งหนง่ึ ของเสน ตรงทใี่ ชเ ปน จดุ ยอด ขนั้ ที่ 3 ลำก งค จะไดม้ มุ คงจ มีขนำด 60 �
มมุ และต้ังช่ือมมุ
ค
16. ครยู กตวั อยา งเกย่ี วกบั การวดั มมุ อนื่ ๆ เพมิ่ เตมิ
อีก 3 - 4 ตัวอยา ง โดยใหนักเรยี นออกมาวาด
มุมหนาช้ันเรียน จากนั้นครูสุมใหนักเรียน
ออกมาวดั มุมหนาชน้ั เรยี น พรอ มทั้งใหเ พอ่ื น
ในชั้นเรียนรวมกันตรวจสอบความถูกตอง
โดยครเู นนย้าํ ใหน ักเรยี นทําตามขน้ั ตอนท่ี 1
ถงึ 3 ท่ีครูไดสอนไป
ง 60 � จ
134
เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคิด
อ จากรูป มุม ชงอ มุม ชงส
ครูอาจใหนักเรียนฝกสรางมุมโดยใชไมโพรแทรกเตอรทั้งแบบคร่ึงวงกลม มมุ สงบ และ มมุ ชงบ เปน มมุ
และแบบสี่เหลี่ยมผืนผา เพื่อใหเกิดความเขาใจในการใชไมโพรแทรกเตอรท้ัง ชนิดใดบาง เรียงตามลําดับ
2 ชนดิ ช ง ส ใหถูกตอง
บ
จากน้ันใหนักเรียนรวมกันอภิปรายวาการใชไมโพรแทรกเตอรท้ัง 2 ชนิด
สรางมมุ มวี ธิ กี ารสรางเหมือนกนั หรือแตกตา งกันอยางไร 1. มุมฉาก มมุ ปาน มุมแหลม มมุ ตรง
2. มุมปา น มมุ แหลม มมุ ตรง มุมกลบั
T146 3. มุมฉาก มมุ ตรง มมุ แหลม มมุ ปา น
4. มุมแหลม มุมฉาก มมุ ปา น มมุ ตรง
(เฉลยคําตอบ ขอ 1. เพราะ
มุม ชงอ เปนมมุ ฉาก มุม ชงส เปนมมุ ปา น
มุม สงบ เปนมมุ แหลม และมุมชงบ เปน มมุ ตรง)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ตวั อยา งที่ 4 ขน้ั สอน
สรำ้ งมมุ ปำ น ABC ใหม้ ีขนำด 120 � ฝก ทกั ษะ
1. ลำก AB ยำวพอสมควร
1. ครูใหนักเรียนในช้ันเรียนรวมกันทํากิจกรรม
AB “ทะเลน้ําลึก” โดยแจกกระดาษรูปวงกลมให
นักเรียนคนละ 3 ใบ ดานหลังกระดาษจะมี
2. ก �ำหนดจุด B เปน จุดยอดมมุ วำงไมโ้ พรแทรกเตอร ใหจ้ ดุ กึ่งกลำ1งของ ขนาดของมุมกําหนดไว จากนั้นใหนักเรียน
ไม้โพรแทรกเตอรท ับจุด B เส้นศูนยอ งศำ ทำบ BA วัดมุมใหม้ ีขนำด สรางมุมตามที่กําหนดลงในรูปวงกลม และ
120 � แล้วกำ� หนดจุด C ท่ขี อบไม้โพรแทรกเตอร ตัดช้ินสวนดังกลาวออกมาเพื่อนํามาติดเปน
หางปลา พรอมทั้งระบายสีตกแตงเปนปลา
120 � ชนิดตางๆ ตามจินตนาการใหสวยงาม โดย
C ครแู สดงตัวอยางใหน ักเรียนดู 1 ตวั
AB 2. เมอ่ื นกั เรยี นแตล ะคนสรา งสรรคป ลานอ ยเสรจ็
ใหแลกกับเพ่ือนเพื่อตรวจสอบความถูกตอง
3. ลำก BC จะไดม้ มุ ABC มีขนำด 120 � โดยใชค วามรเู รอื่ ง การวดั มมุ ในการตรวจสอบ
C 3. ครอู าจสมุ นักเรียน 5 - 6 คน ออกมานาํ เสนอ
ผลงานปลาของตนเอง โดยครูจะตรวจสอบ
วานักเรียนสามารถสรางมุมไดถูกตองตาม
ทีก่ าํ หนดหรอื ไม
120 �
AB
135
ขอ สอบเนน การคิด นักเรียนควรรู
M 1 จดุ กงึ่ กลาง คือ จุดๆ หน่งึ ทอ่ี ยบู นตาํ แหนง กงึ่ กลางของสว นของเสน ตรง
ซง่ึ อยหู า งจากจดุ ปลายทงั้ สองเปน ระยะทางเทา กนั โดยการวดั ขนาดของมมุ ตอ ง
O ใหจุดกึ่งกลางของไมโพรแทรกเตอรอยูตรงกับจุดยอดมุม และในการสรางมุม
กเ็ ชน เดยี วกนั ตอ งใหจ ดุ กง่ึ กลางของไมโ พรแทรกเตอรท บั จดุ ยอดมมุ ทไี่ ดก าํ หนด
N ไวเ สมอ
จากรปู ทก่ี าํ หนดให มมุ O เปนมุมชนดิ ใด
1. มมุ แหลม
2. มุมปา น
3. มุมตรง
4. มุมกลบั
(เฉลยคาํ ตอบ ขอ 1. เพราะจากรปู ทกี่ าํ หนดใหเ ปน มมุ ทมี่ ขี นาดเลก็
กวา หน่ึงมุมฉาก หรือเล็กกวา 90 ํ)
T147
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน กิจกรรมฝึกทักษะ
ฝก ทกั ษะ 1 วดั และบอกขนาดของมมุ ที่ก�าหนดให้ ก
4. ครใู หน กั เรยี นเขยี นชอื่ ดา นหลงั ตวั ปลา จากนนั้ 1. O 2.
นํามาสงครูหนาช้ันเรียน เมื่อครูตรวจสอบ
ความถกู ตอ งเรียบรอย ครูจะนาํ มาใหน กั เรยี น
ตดิ ตกแตงช้นั เรยี นใหส วยงาม
Y J ข ค
ล
3. ว 4. A I
ร ฮ
ส Q
5. ษ 6.
7. ม C ย ห
B ค
8. ข
A
ก
9. O N ท
10.
จ
M อ
136
เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคดิ
ครอู าจสอนใหน กั เรยี นสรางมมุ ตา งๆ โดยใชโปรแกรม The Geometer 's มมุ ในขอใดบางเปน มุมชนิดเดยี วกัน
Sketchpad (GSP) ซ่ึงเปนโปรแกรมท่ีใชสําหรับสราง สํารวจ และวิเคราะห (ก) มุมทีม่ ีขนาด 51 องศา (ข) มุมท่ีมีขนาด 90 องศา
สง่ิ ตา งๆ ที่เกีย่ วกบั เน้อื หาทางคณติ ศาสตร (ค) มมุ ที่มขี นาด 89 องศา (ง) มุมทม่ี ีขนาด 2 มุมฉาก
(จ) มมุ ทม่ี ขี นาด 60 องศา
T148 1. ขอ (ก) (ข) (ค) 3. ขอ (ก) (ค) (จ)
2. ขอ (ค) (ง) (จ) 4. ขอ (ข) (ง) (จ)
(เฉลยคําตอบ ขอ 3. เพราะ
ขอ (ก) มุมทีม่ ขี นาด 51 องศา เปน มมุ แหลม
ขอ (ข) มุมท่ีมีขนาด 90 องศา เปนมมุ ฉาก
ขอ (ค) มุมท่มี ีขนาด 89 องศา เปนมุมแหลม
ขอ (ง) มุมท่ีมขี นาด 2 มุมฉาก เปนมุมตรง
ขอ (จ) มุมท่มี ขี นาด 60 องศา เปน มุมแหลม
ดังน้นั ขอ (ก) (ค) (จ) จึงเปนมุมชนิดเดียวกนั ทง้ั หมด)
นาํ สอน สรุป ประเมนิ
2 สรา้ งมุมให้มขี นาดตามที่ก�าหนดให้ 2. มฐ∧จ มขี นำด 50 � ขนั้ สรปุ
4. หอ∧ม มขี นำด 110 �
1. กว∧ม มีขนำด 40 � 6. AR∧T มีขนำด 35 � สรปุ
3. บ∧ปถ มีขนำด 90 � 8. GU∧Y มีขนำด 95 �
5. สร∧ว มขี นำด 150 � 10. RA∧P มีขนำด 80 � 1. ครใู หน กั เรยี นรว มกนั อภปิ รายวา มมุ ชนดิ ตา งๆ
7. CA∧T มีขนำด 170 � เชน มุมแหลม มมุ ปา น มมุ กลับ ควรมขี นาด
9. MN∧O มขี นำด 145 � อยูใ นชวงกี่องศา
2. ครูใหนักเรียนรวมกันอภิปรายวา ข้ันตอน
การวัดมุม และการสรางมุมมีขั้นตอนใด
เหมือนกนั และแตกตา งกันบา ง
3. ครใู หน กั เรยี นวดั มมุ สง่ิ ของตา ง ๆ ทอี่ ยภู ายใน
หองเรียน พรอมทั้งรวมกันตรวจสอบความ
ถกู ตอ งของคาํ ตอบ เชน มมุ ของขอบหนาตา ง
มมุ ของกรอบรูป มุมโตะเรียน เปน ตน
3 สรา้ งมมุ ใหม้ ีขนาดตามทกี่ า� หนดให้ พร้อมทง้ั ต้ังช่อื มมุ
1. 55 � 2. 87 � 3. 115 �
4. 30 � 5. 70 � 6. 125 �
7. 160 � 8. 100 � 9. 175 �
4 สร้างมุมโดยก�าหนดชอ่ื และขนาดของมุมชนิดละ 3 มุม
1. มุมแหลม
2. มมุ ฉำก
3. มมุ ปำ น
5 ส รา้ งมมุ อจท ใหม้ ขี นาด 45 � และสรา้ งมุม ทจม ให้มีขนาด 80 � ตามลา� ดับ
โดยใช ้ จท เปน แขนของมมุ รว มกัน แล้วหาวามมุ อจม มขี นาดกอี่ งศา
ฝกท�าตอใน
บฝ.คณิตศาสตร ป.4 เลม 1
137
ขอ สอบเนน การคิด ส่ือ Digital
ครูอาจใหนักเรียนดูส่ือการเรียนรูผานทาง www.youtube.com โดย
ใชคําสืบคนวา "การสรา งมุมโดยใชไ มโพรแทรกเตอร"
จากรปู มุม อจท มขี นาดก่ีองศา
1. 20 ํ
2. 40 ํ
3. 50 ํ
4. 130 ํ
(เฉลยคําตอบ ขอ 3. เพราะวัดขนาดมุม อจท ได 50 )ํ
T149
นาํ สอน สรุป ประเมนิ
ขนั้ สรปุ ÊÃ»Ø ÊÒÃÐÊíÒ¤ÑÞ 6»ÃШíÒ˹Nj ¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ·Õè
สรปุ - ระนาบ มีลักษณะเปนพื้นผิวแบนเรียบไมมีความหนา แผออกไปทุกทิศทาง
สวนของพื้นท่ีผิวท่ีเราสามารถมองเห็นขอบเขตท่ีสิ้นสุดไดน้ัน เราเรียกวา
4. ครูใหนักเรียนแตละคนทําใบงานท่ี 6.3 เร่ือง สว นของระนาบ
การวัดและการสรางมุม หากนักเรียนคนใด
ทาํ ไมเ สรจ็ ใหทาํ เปน การบา น และนาํ มาสง ครู - จุด ใชแสดงตาํ แหนง ของส่ิงตา ง ๆ
ในคาบถัดไป พรอมทั้งทาํ แบบฝก หดั ขอ 1 - 6 - เสน ตรง มคี วามยาวไมจํากัด หวั ลกู ศรสามารถตอ ออกไปไดไ มส ้ินสุด
ในแบบฝก หัด คณติ ศาสตร ป.4 เลม 1 หนา - รังสี เปนสวนหนงึ่ ของเสน ตรงทมี่ จี ุดปลายเพยี งหนงึ่ จุด
106 - 111 - สว นของเสน ตรง เปน สว นหนงึ่ ของเสน ตรงทมี่ คี วามยาวจาํ กดั โดยมจี ดุ ปลาย
5. ครใู หน กั เรยี นดสู รุปสาระสาํ คญั ประจาํ หนวย ท้งั สองขาง
การเรียนรูท่ี 6 ในหนังสือเรียน หนา 138
เพ่ือทบทวนความรูทั้งหนวยอีกครัง้
ระนาบ จุด เสนตรง รังสี
สว นของเสนตรง และสัญลกั ษณ
รปู เรขาคณิต มมุ - มมุ เกดิ จากรังสหี รือ
สวนของเสน ตรง 2 เสน ทีม่ ี
การวัดและการสรางมุม จดุ ปลายเปนจดุ เดียวกัน
เราใชไมโพรแทรกเตอรในการวัดขนาดของ - ชนิดของมุม
มมุ และสรางมุมชนดิ ตาง ๆ 1. มมุ ฉาก
2. มมุ แหลม
3. มมุ ปา น
4. มุมตรง
5. มุมกลับ
138
เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคิด
หลักจากที่ครูใหนักเรียนสรุปสาระสําคัญครูควรสุมนักเรียนถามคําถาม มุมทมี่ ขี นาด 270 ํ จัดเปนมุมชนดิ ใด
เก่ียวกับสง่ิ ท่ไี ดเ รยี นรใู นหนว ยการเรยี นรนู ้ีเพอื่ เปน การทบทวนความรู เชน 1. มุมแหลม
2. มุมปาน
• ระนาบ จุด เสน ตรง รงั สี และสว นของเสนตรงมีความหมายวาอยางไร 3. มุมตรง
• มมุ เกดิ จากอะไร 4. มุมกลบั
• มุมมกี ช่ี นิด
• เราสามารถวัดขนาดของมมุ ไดอ ยางไร (เฉลยคําตอบ ขอ 4. เพราะ
• ไมโพรแทรกเตอรชนิดคร่ึงวงกลม และชนิดส่ีเหลี่ยมผืนผามีวิธีการใช • มุมแหลม เปนมมุ ทมี่ ขี นาดใหญก วา 0 ํ แตเลก็ กวา 90 ํ
• มมุ ฉาก เปนมุมท่มี ีขนาด 90 ํ
แตกตา งกนั หรอื ไม อยา งไร • มมุ ปา น เปนมมุ ที่มขี นาดใหญกวา 90 ํ แตเลก็ กวา 180 ํ
• มุมตรง เปนมมุ ทมี่ ขี นาดใหญก วา 180 ํ
T150 • มมุ กลับ เปนมมุ ทม่ี ขี นาดใหญกวา 180 ํ แตเ ลก็ กวา 360 ํ
ดงั นัน้ มุมท่มี ีขนาด 270 ํ เปน มุมกลับ)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
¤Ó¶ÒÁ·ÒŒ ·Ò¡Òä´Ô ¢é¹Ñ ʧ٠ขน้ั สรปุ
จำกรูป ถ้ำตอ้ งกำรหำผลตำ งระหวำ งมุม x กับมุม y จะมวี ิธหี ำได้อยำงไร สรปุ
x
6. ครูใหนักเรียนแตละคูตอบคําถามทาทาย
135 � การคิดข้นั สงู ในหนังสือเรยี น หนา 139 แลว
ครูและนกั เรยี นรวมกันเฉลยคาํ ตอบ
58 � 55 � y (แนวตอบ x = 67 องศา และ y = 10 องศา)
แนะการคดิ : ม มุ ภำยในรปู สำมเหลย่ี มเทำ กบั 180 องศำ และมมุ ภำยในรปู สเี่ หลย่ี ม 7. ครอู า นสถานการณจ ากกจิ กรรมเชอื่ มโยงสชู วี ติ
เทำกับ 360 องศำ ประจําวนั ในหนังสือเรยี น หนา 139 แลวให
นกั เรยี นตอบคําถาม
àªè×ÍÁâ§ʋ٪ÇÕ Ôµ»ÃШÓÇ¹Ñ (แนวตอบ เชน มมุ ฉาก อยตู รงประตู หนา ตาง)
นกั เรียนคิดวำ ชำงไม้ท่ที ำ� กำรสร้ำงบ้ำน จะตอ้ งรู้จกั มมุ ชนิดใดบ้ำงท่ีเปน ขน้ั ประเมนิ
สวนประกอบตำง ๆ ของบำ้ น และมมุ แตล ะชนดิ นน้ั อยูส วนใดของบำ้ น
1. ครูมอบหมายใหนักเรียนทําช้ินงานเปนกลุม
กลุมละ 3 คน โดยครูแจกฟวเจอรบอรด
ใหนักเรียนกลุมละ 1 แผน และสกอตเทป
สีสันสดใสกลุมละ 1 มวน จากนั้นอธิบายให
นกั เรยี นฟง วา ใหน กั เรยี นนาํ สกอตเทปมาคาด
ทับกนั ใหเ กิดมุมตางๆ อยางนอ ย 12 มมุ บน
ฟวเจอรบอรด โดยแตละกลุมจะตองสรางมุม
50 องศา 100 องศา 150 องศา และ 200 องศา
ดวย พรอมท้ังใชไมโพรแทรกเตอรวัดมุมท่ี
เกิดขึน้ และเขยี นใหเรยี บรอ ย
2. ครปู ระเมนิ ผล โดยการสงั เกตการตอบคาํ ถาม
และการรว มกิจกรรมกลุมของนักเรียน
3. ครูตรวจสอบผลจากการทําใบงานท่ี 6.3
กิจกรรมฝก ทกั ษะ และแบบฝกหัด
139
J ขอสอบเนน การคิด แนวทางการวัดและประเมินผล
E ครูสามารถวัดและประเมินพฤติกรรมการทํางานรายบุคคลจากการทํา
กิจกรรม ในข้ันฝกทักษะ โดยศึกษาเกณฑการวัดและการประเมินผลจากแบบ
ประเมินของแผนการจัดการเรยี นรใู นหนวยการเรียนรทู ี่ 6
O 25 � Y แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบคุ คล
จากรูป มมุ EOY มขี นาด 25 ํ แลว มุม JOE มขี นาดก่อี งศา คาชแ้ี จง : ใหผ้ ู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แล้วขดี ✓ลงในช่องที่
ตรงกับระดบั คะแนน
ลาดบั ที่ รายการประเมนิ ระดบั คะแนน 1
32
1. 25 ํ 3. 90 ํ 1 การแสดงความคดิ เหน็
2 การยอมรับฟงั ความคดิ เหน็ ของผูอ้ ื่น
3 การทางานตามหนา้ ท่ีท่ไี ดร้ บั มอบหมาย
2. 65 ํ 4. 115 ํ 4 ความมนี ้าใจ
5 การตรงต่อเวลา
รวม
(เฉลยคําตอบ ขอ 2. เพราะจากรูป มุม JOY เปนมุมฉาก เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ลงช่ือ...................................................ผู้ประเมนิ
มีขนาด 90 แํ ละ มมุ EOY มขี นาด 25 ํ ปฏบิ ตั ิหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่าเสมอ ............../.................../................
ปฏิบตั หิ รือแสดงพฤติกรรมบ่อยคร้ัง
ดังนั้น มุม JOE มีขนาด = 90 ํ- 25 ํ= 65 ํ) ให้ 3 คะแนน
ปฏิบตั ิหรอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้ ให้ 2 คะแนน
ให้ 1 คะแนน
เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ
ชว่ งคะแนน ระดับคุณภาพ
12 - 15 ดี
8 - 11 พอใช้
ต่ากว่า 8 ปรบั ปรุง
T151
Chapter Overview
แผนการจดั สื่อที่ใช้ จุดประสงค์ วธิ สี อน ประเมิน ทกั ษะท่ีได้ คณุ ลักษณะ
การเรยี นรู้ อนั พงึ ประสงค์
แผนฯ ที่ 1 - หนงั สอื เรยี น 1. อ ธิบายลกั ษณะของ การจดั การ - ต รวจใบงานท่ี 7.1 - ทกั ษะการระบุ 1. มีวนิ ยั
ชนิดและสมบตั ิ คณติ ศาสตร์ ป.4 เลม่ 1 รูปสี่เหลยี่ มมมุ ฉาก เรยี นรูแ้ บบ เรอื่ ง ชนดิ และสมบตั ิ 2. ใฝเ่ รียนรู้
ของรูปสี่เหลีย่ ม - แบบฝึกหดั ชนิดต่าง ๆ ได้ (K) ร่วมมือ : ของรูปส่เี หลี่ยมมุมฉาก 3. ม ุง่ มนั่
มุมฉาก คณติ ศาสตร์ ป.4 เลม่ 1 2. จ �ำแนกชนิดของ เทคนคิ คคู่ ิด
- ใบงานท่ี 7.1 รูปส่ีเหลี่ยมได้ (P) ส่ีสหาย - ตรวจกจิ กรรมฝึกทกั ษะ ในการทำ� งาน
เรอ่ื ง ชนิดและสมบัติ
2 - บัตรภาพ 3. บ อกลักษณะและ (Think Pair ของรปู สีเ่ หลย่ี มมุมฉาก
- บัตรคำ� ความสมั พันธ์ของดา้ น Square)
ชั่วโมง - บัตรป้าย และมุมของรูปสี่เหลย่ี ม - ต รวจแบบฝกึ หดั
- ก ระดาษ มมุ ฉากได้ (P) เร่ือง ชนดิ และสมบตั ิ
รปู สเี่ หล่ียมผนื ผา้ 4. รับผิดชอบตอ่ หน้าท่ี ของรูปส่ีเหลย่ี มมกุ ฉาก
ที่ได้รับมอบหมาย (A)
- สังเกตพฤตกิ รรม
การท�ำงานรายบุคคล
- สงั เกตพฤตกิ รรม
การท�ำงานกลุ่ม
- ส งั เกตคุณลกั ษณะ
อนั พึงประสงค์
แผนฯ ที่ 2 - หนังสือเรยี น 1. เ ข้าใจขั้นตอนการสร้าง การจัดการ - ตรวจใบงานท่ี 7.2 - ท กั ษะการน�ำความรู้ 1. มีวนิ ยั
การสร้างรปู คณติ ศาสตร์ ป.4 เลม่ 1 รปู สี่เหลย่ี มมมุ ฉาก (K) เรยี นรูแ้ บบ เรอ่ื ง การสร้างรูป ไปใช้ 2. ใฝเ่ รยี นรู้
สีเ่ หลี่ยมมมุ ฉาก - แบบฝกึ หัด 2. เมอ่ื ก�ำหนดความยาว ร่วมมือ : ส่ีเหลย่ี มมุมฉากเมอื่ 3. มงุ่ มั่น
เมือ่ กำ� หนด คณิตศาสตร์ ป.4 เล่ม 1 ดา้ น สามารถสร้าง เทคนคิ แบ่งปนั ก�ำหนดความยาว ในการทำ� งาน
ความยาว - ใบงานท่ี 7.2 รูปส่ีเหลยี่ มมมุ ฉาก ความสำ� เรจ็ ของด้าน
ของดา้ น - ไมฉ้ าก โดยใช้ไม้ฉากและ (Student - ต รวจกิจกรรมฝกึ ทกั ษะ
- ไม้โพรแทรกเตอร์ ไม้โพรแทรกเตอร์ Teams- เรอื่ ง การสรา้ งรปู
- กระดาษ A4 ได้ (P) Achievement สีเ่ หลี่ยมมมุ ฉากเมอ่ื
3 3. ร ับผิดชอบต่อหนา้ ที่ Division : ก�ำหนดความยาว
ท่ไี ด้รบั มอบหมาย (A) STAD) ของดา้ น
ชว่ั โมง - ต รวจแบบฝกึ หดั
เรอ่ื ง การสรา้ งรปู
สี่เหล่ยี มมมุ ฉาก
เม่อื ก�ำหนดความยาว
ของด้าน
- สงั เกตพฤติกรรม
การท�ำงานรายบุคคล
- ส ังเกตพฤตกิ รรม
การท�ำงานกลมุ่
- สังเกตคณุ ลักษณะ
อนั พงึ ประสงค์
T152
แผนการจดั สอ่ื ที่ใช้ จดุ ประสงค์ วธิ ีสอน ประเมนิ ทกั ษะที่ได้ คณุ ลักษณะ
การเรียนรู้ อันพงึ ประสงค์
แผนฯ ท่ี 3
ความยาว - หนงั สอื เรยี น 1. เขา้ ใจหลกั การหา แบบคน้ พบ - ตรวจใบงานท่ี 7.3 เรอ่ื ง - ทกั ษะการเชอ่ื มโยง 1. มวี นิ ยั
รอบรปู ของ คณิตศาสตร์ ป.4 เล่ม 1 ความยาวรอบรปู ของ (Discovery ความยาวรอบรปู ของรูป - ท กั ษะการนำ� ความรู้ 2. ใฝเ่ รยี นรู้
รูปสเี่ หลีย่ ม - แ บบฝกึ หัด รปู ส่ีเหล่ียมมมุ ฉาก (K) Method) สเ่ี หล่ียมมุมฉาก ไปใช้ 3. ม่งุ ม่ัน
มมุ ฉาก คณิตศาสตร์ ป.4 เลม่ 1 2. หาความยาวรอบรูป - ต รวจกิจกรรมฝกึ ทกั ษะ ในการทำ� งาน
- ใบงานท่ี 7.3 ของรปู สี่เหลี่ยมมมุ ฉาก เรือ่ ง ความยาวรอบรูป
2 - เชอื ก ทก่ี ำ� หนดใหไ้ ด้ (P) ของรูปสี่เหล่ยี มมุมฉาก
- สายวดั ชนิดตลบั 3. ร บั ผดิ ชอบตอ่ หน้าที่ - ต รวจแบบฝกึ หดั
ชัว่ โมง - แ ถบสูตรการหาความ ทไี่ ดร้ ับมอบหมาย (A) เรือ่ ง ความยาวรอบรปู
ยาวรอบรปู ของรูปสเ่ี หลี่ยมมมุ ฉาก
แผนฯ ท่ี 4 - สลาก - ส ังเกตพฤติกรรม
พน้ื ทขี่ องรูป - ไมบ้ รรทัด การท�ำงานรายบคุ คล
สีเ่ หลีย่ มมุมฉาก - ส ิ่งของหรอื สถานที่ - ส งั เกตพฤติกรรม
ท่มี ลี กั ษณะเปน็ สเ่ี หล่ียม การท�ำงานกลุ่ม
3 มุมฉาก - สังเกตคุณลักษณะ
- แถบสูตรการหาพื้นท่ี อนั พงึ ประสงค์
ช่ัวโมง - แผนภาพ
แผนฯ ท่ี 5 - ห นงั สอื เรียน 1. เขา้ ใจหลกั การหาพน้ื ที่ แบบคน้ พบ - ต รวจใบงานที่ 7.4 - ทักษะการเชื่อมโยง 1. มีวินยั
โจทยป์ ัญหา คณติ ศาสตร์ ป.4 เลม่ 1 ของรปู สเี่ หลย่ี มมมุ ฉาก (Discovery เรือ่ ง พ้ืนที่ของรปู - ทกั ษะการน�ำความรู้ 2. ใฝเ่ รยี นรู้
เกยี่ วกบั ความ - แบบฝกึ หดั (K) Method) สเ่ี หลี่ยมมุมฉาก ไปใช้ 3. มงุ่ มั่น
ยาวรอบรูป คณติ ศาสตร์ ป.4 เลม่ 1 2. หาพนื้ ทขี่ องรปู สเี่ หลยี่ ม - ตรวจกิจกรรมฝึกทักษะ ในการทำ� งาน
และพ้ืนท่ีของรปู - ใ บงานท่ี 7.4 มมุ ฉากทกี่ ำ� หนดใหไ้ ด้ เรื่อง พื้นทขี่ องรปู
สี่เหลย่ี มมุมฉาก - ไ ม้บรรทดั (P) สีเ่ หลี่ยมมมุ ฉาก
- แผนภาพรปู สีเ่ หลย่ี ม 3. ร บั ผดิ ชอบตอ่ หนา้ ท่ี - ต รวจแบบฝกึ หดั
3 มุมฉาก ทไี่ ดร้ บั มอบหมาย (A) เร่ือง พืน้ ท่ขี องรูป
- แ ผ่นใสตาราง สเี่ หลีย่ มมุมฉาก
ชั่วโมง - แถบสูตรการหาพน้ื ท่ี - สังเกตพฤตกิ รรม
- เ คร่อื งคิดเลข การท�ำงานรายบคุ คล
- แ ผนภาพรปู ประกอบ - สงั เกตพฤตกิ รรม
ของรูปส่เี หลีย่ มมุมฉาก การท�ำงานกลุม่
- สงั เกตคณุ ลกั ษณะ
อนั พงึ ประสงค์
- ห นงั สอื เรียน 1. เ ข้าใจข้นั ตอนการแก้ โมเดลซิปปา - ตรวจใบงานที่ 7.5 - ทกั ษะการน�ำความรู้ 1. มีวินยั
คณติ ศาสตร์ ป.4 เลม่ 1 โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับ (CIPPA Model) เร่อื ง โจทยป์ ัญหาฯ ไปใช้ 2. ใฝ่เรียนรู้
- แบบฝึกหัด ความยาวรอบรปู และ - ต รวจกจิ กรรมฝกึ ทกั ษะ 3. มุ่งมั่น
คณติ ศาสตร์ ป.4 เลม่ 1 พื้นที่ของรูปสเี่ หลี่ยม เรื่อง โจทย์ปญั หาฯ ในการทำ� งาน
- ใ บงานท่ี 7.5 มุมฉาก (K) - ต รวจแบบฝกึ หดั
- แ ผ่นภาพดารา 2. แกโ้ จทยป์ ัญหาเกยี่ วกับ เรอ่ื ง โจทยป์ ญั หาฯ
- บ ตั รภาพสนามกีฬา ความยาวรอบรูปและ - สงั เกตพฤตกิ รรม
- กระเบอ้ื งจำ� ลอง พ้ืนทขี่ องรูปส่เี หลย่ี ม การท�ำงานรายบุคคล
- ต ลบั เมตร มุมฉากได้ (P) - สงั เกตพฤติกรรม
3. รับผดิ ชอบต่อหน้าท่ี การท�ำงานกลมุ่
ที่ได้รับมอบหมาย (A) - สังเกตคุณลกั ษณะ
อันพงึ ประสงค์
T153
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั นาํ (เทคนคิ คคู ดิ สส่ี หาย) 7หน่วยกำรเรียนรูท่ี
û٠ÊàèÕ ËÅÂèÕ ÁÁÁØ ©Ò¡
1. ครใู หนักเรยี นดูรปู ในหนังสือเรียน หนา 140
และอา นคําถามท่ีถามวา “จากรปู ถาตอ งการ µÑǪÇÕé ´Ñ
ปพู รมภายในบานและปกู ระเบื้องในหอ งนํา้ จะ • สรา้ งรปู สี่เหลี่ยมมมุ ฉากเมอ่ื กาำ หนด
มีวิธีอยางไร” จากนั้นครูใหนักเรียนจับคูกับ
เพอ่ื น เพอื่ รวมกนั หาคาํ ตอบ ความยาวของด้าน (ค 2.2 ป.4/2)
• แสดงวิธหี าคาำ ตอบของโจทยป์ ญ หา
2. ครูสุมนักเรียน 2 - 3 คู ออกมาบอกคําตอบ
หนาช้ันเรียน ครูกลาวตอไปวา คําตอบท่ี เก่ยี วกบั ความยาวรอบรปู และพ้ืนทข่ี อง
เพื่อนไดออกมาบอกกนาช้ันเรียนถูกตองแลว รปู สเ่ี หลีย่ มมุมฉาก (ค 2.1 ป.4/3)
หรือไม หากนักเรียนยังไมสามารถตอบได
ครูบอกนักเรียนวา เราจะมาเรียนรูเก่ียวกับ ¨Ò¡ÃÙ»
รปู สเ่ี หลยี่ มมมุ ฉาก ซงึ่ เมอื่ จบหนว ยแลว ครจู ะ ¶ŒÒµŒÍ§¡ÒûپÃÁ
ใหน ักเรียนตอบคําถามนอี้ ีกคร้งั
?ÀÒÂ㹺ŒÒ¹áÅлÙ
3. ครูติดแผนภาพรูปส่ีเหล่ียมจัตุรัสและรูป
ส่ีเหลี่ยมผืนผาบนกระดาน อยางละ 5 ภาพ ¡ÃÐàºé×ͧã¹ËŒÍ§¹éíÒ
แลวขอตัวแทนนักเรียนออกมาจําแนกภาพ ¨ÐÁÕÇÔ¸ÕÍ‹ҧäÃ
ทเ่ี หมอื นหรอื คลายกนั ไวฝ ง เดยี วกัน
4. ครูใหนักเรียนอธิบายหลักในการจําแนกและ
ขอความคิดเห็นจากเพื่อนรวมช้ันวา นักเรียน
คดิ วาสงิ่ ท่ีเพื่อนจําแนกถกู ตอ งหรือไม หากไม
ถูกตอ งควรจําแนกอยา งไร
5. ครูติดแผนปายชื่อรูปส่ีเหล่ียมทั้งสองชนิดฝง
เดียวกับภาพใหนักเรียนอานช่ือรูปสี่เหล่ียม
ทัง้ สองชนิดพรอมกัน
ÊÒÃСÒÃàÃÕ¹Ì٠• พื้นที่ของรูปสเ่ี หลยี่ มมุมฉาก
• ชนดิ และสมบัตขิ องรูปสเ่ี หลย่ี มมุมฉาก • โจทย์ปญหาเก่ียวกับความยาวรอบรูปและพ้ืนที่ของรูปสี่เหลี่ยม
• การสร้างรปู สีเ่ หลย่ี มมุมฉากเมอ่ื กาำ หนดความยาวของดา้ น
• ความยาวรอบรูปของรูปสเี่ หลย่ี มมมุ ฉาก มมุ ฉาก
เกร็ดแนะครู
ครูจัดกระบวนการเรียนรูโดยการใหน กั เรยี นปฏิบตั ิ ดังนี้
• ฝก ทักษะการคดิ คาํ นวณ
• อภปิ รายเก่ียวกบั วธิ กี ารหาคําตอบ
• ยกตวั อยา งประกอบการตัดสินใจ
จนเกดิ เปน ความรคู วามเขา ใจเกย่ี วกบั การบอกลกั ษณะและการจาํ แนกชนดิ
ของรปู สเ่ี หลย่ี ม การสรา งรปู สเี่ หลย่ี มมมุ ฉาก การหาความยาวรอบรปู และพนื้ ทข่ี อง
รปู ส่ีเหลย่ี ม แสดงวิธกี ารหาความยาวรอบรูปและพนื้ ท่ขี องโจทยปญ หาเกยี่ วกบั
รปู ส่เี หลี่ยมได
ครอู ธบิ ายเพม่ิ เตมิ ใหน กั เรยี นฟง วา เมอื่ นกั เรยี นไดเ รยี นรหู นว ยการเรยี นรนู ี้
จบแลว นกั เรยี นสามารถคาํ นวณหาความยาวรอบรปู และพน้ื ทขี่ องสง่ิ ของรอบๆ ตวั
ท่ีมรี ูปรางเปน ส่ีเหลย่ี มมุมฉาก
T154
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
1. ªÁ¹ØÁÔ´©áÒÅ¡Ð1 ÊÁºµÑ ¢Ô ͧû٠ÊÕèàËÅÕÂè Á àÁè×͹íÒÃÙ»ÊÒÁàËÅÕèÂÁÊͧÃÙ»·èÕ ขนั้ สอน
àËÁ×͹¡Ñ¹ÁÒ»ÃСͺ¡Ñ¹ ¨Ðä´Œ
໚¹ÃÙ»ÍÐäúŒÒ§ 1. ครใู หน กั เรยี นสงั เกตมมุ ของรปู สเ่ี หลย่ี มทงั้ สอง
ชนดิ แลว รว มกนั อภปิ รายจนไดว า รปู สเี่ หลยี่ ม
รปู ส่เี หลีย่ ม เปน รูปปดทม่ี ดี า้ น 4 ดา้ น และ ท้ังสองชนิดมีมุมทุกมุมเปนมุมฉาก ครูและ
มมี ุม 4 มมุ รูปสเี่ หล่ยี มท่มี มี มุ ทกุ มมุ เปน มมุ ฉาก เรยี กว่า รปู สเี่ หลีย่ มมุมฉำก นักเรียนรวมกันอภิปรายจนไดขอสรุปวา รูป
ซงึ่ แบง่ ออกเปน 2 ชนดิ คอื รปู สเ่ี หล่ียมจัตุรัส และรปู สี่เหล่ียมผนื ผ้า ส่เี หลี่ยมมมุ ฉาก มี 2 ชนดิ คอื รูปสเี่ หลีย่ ม
จตั ุรัสและรปู สเี่ หลยี่ มผืนผา
1.1 รูปส่เี หลย่ี มจัตุรัส
2. ครแู บง นกั เรยี นออกเปน กลมุ กลมุ ละ 4 คน แลว
สมบตั ิของรปู ส่เี หลี่ยมจัตรุ ัส ใหนักเรียนแตละกลุมสังเกตและรวมกันเสนอ
ความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปส่ีเหล่ียมจัตุรัสตาม
1 มีดา้ นทุกด้านยาวเทา่ กัน 2 มดี า้ นตรงขา้ มขนานกนั หวั ขอตอ ไปนี้
• ดาน
AB AB • มุม
• เสน ทแยงมมุ
DC DC
3. ครูใหนักเรียนจับคูกับเพื่อนในกลุม แลวแบง
3 ม มี มุ ทุกมุมเปน มมุ ฉาก 4 ม ีเสน้ ทแยงมุมยาวเทา่ กัน แบ่งครึง่ หนาที่กัน โดยคูหน่ึงศึกษาเก่ียวกับลักษณะ
ของดานและมุม อีกคูหนึ่งศึกษาเกี่ยวกับ
หรอื มขี นาด 90 องศา ซงึ่ กนั และกนั และตดั กนั เปน มมุ ฉาก เสน ทแยงมุม ในหนงั สอื เรียน หนา 141 - 142
เม่ือแตละคูศึกษาจนเขาใจแลวใหผลัดกัน
AB AB อธบิ ายใหเพือ่ นในกลุม เขา ใจ
DC DC
1.2 รูปส่เี หลี่ยมผนื ผำ
สมบัตขิ องรูปส่เี หลี่ยมผืนผา้
1 มดี ้านตรงขา้ มยาวเทา่ กัน แต่ดา้ น 2 ม ดี า้ นตรงขา้ มขนานกัน
ทอ่ี ยตู่ ิดกนั ยาวไมเ่ ทา่ กนั
PQ PQ
SR SR
141
ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET นักเรียนควรรู
รูปสเ่ี หล่ียมจัตรุ สั มีลกั ษณะทีส่ าํ คัญตรงกับขอใด 1 มมุ ฉาก คอื มมุ ทเี่ กดิ จากการแบง ครง่ึ มมุ บนเสน ตรง (มมุ ตรง) เปน สองสว น
1. มมุ แตละมุมกาง 90 ํ และดานทง้ั 4 ดา นยาวเทากนั เทา ๆ กัน น่ันคอื ถากําหนดใหสวนของเสนตรง มีจุดเริ่มตนบนสวนของเสนตรง
2. มมุ ภายในไมเปนมุมฉาก และดานท้ัง 4 ดา นยาวเทากัน เสน หนง่ึ และมมุ ประชดิ สองมมุ มขี นาดเทา กนั ดงั นน้ั มมุ ดงั กลา วจะเปน มมุ ฉาก
3. ดานทั้งส่ีขนานกนั และยาวเทากนั เชน
4. ดา นตรงขามขนานกนั 1 คู
(เฉลยคําตอบ ขอ 1. เพราะรูปส่ีเหล่ียมจัตุรัสมีมุมทุกมุม ง
เปน มมุ ฉาก (90 ํ ) และดา นทกุ ดานยาวเทากัน)
ก 90 ํ 90 ํ สว นของเสน ตรง ขง ถกู วาดขน้ึ ทาํ ใหเ กดิ
ข ค มุมฉากสองมมุ บนสวนของเสน ตรง กค
T155
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน 3 ม มี มุ ทุกมมุ เปน มมุ ฉาก 4 มเี สน้ ทแยงมมุ ยาวเทา่ กนั แบง่ ครง่ึ
ซ่ึงกันและกัน แต่ตัดกันไม่เปน
4. ครูใหนักเรียนทุกคนศึกษาตัวอยางการนํา หรอื มขี นาด 90 องศา มุมฉาก P
สมบัติของรูปสี่เหลี่ยมมุมฉากไปใช จาก Q
หนงั สอื เรียน หนา 142 จากน้ันครูยกตวั อยา ง PQ
เพมิ่ เติมอกี 2 - 3 ตัวอยา ง จนนกั เรยี นเขา ใจ
SR SR
5. ครูใหน กั เรยี นเลนเกมแฟนพันธุแทร ปู สี่เหล่ยี ม
จตั รุ สั โดยครแู จกปา ยถกู ผดิ ใหน กั เรยี นทกุ คน ตัวอย่างท ่ี 1
แลวใหนักเรียนยกปายถูกหรือผิดตามคําถาม
ทคี่ รอู า น หากตอบถกู ไดค ะแนนสะสมขอ ละ 1 จากรูป หาความยาวของด้าน MN และด้าน MP โดยใช้สมบัติของ
คะแนน ซ่ึงมคี ําถาม ดังน้ี ร ูปสMเี่ ห ลี่ยมผืนผ้า
• รปู สเี่ หลย่ี มจัตรุ ัส คือ รปู ส่ีเหล่ียมมุมฉาก N วธิ ที ำ� เน่อื งจาก PO = MN
(แนวตอบ ✓ ถูก) 3 ซม. จะได ้ MN = 5 ซม.
• รปู สเ่ี หลย่ี มจตั รุ สั คอื รปู สเ่ี หลยี่ มทมี่ ดี า นทกุ เนอ่ื งจาก NO = MP
ดานยาวเทา กัน P จะได ้ MP = 3 ซม.
(แนวตอบ ✓ ถูก) 5 ซม. O
• รปู สเ่ี หลี่ยมจตั ุรสั คอื รูปสเ่ี หลีย่ มท่ีมีมมุ ทกุ
มุมขนาด 80 องศา สมบตั ิของรปู ส่เี หลีย่ มผืนผา ดานตรงขามมีขนาดเทากัน
(แนวตอบ ✗ ผิด)
• มมุ ภายในของรปู สเี่ หลย่ี มจตั ุรัสเทา กับ 360 ตัวอย่างที ่ 2 วธิ ีทำ� B = 90 - 45
องศา = 45
(แนวตอบ ✓ถกู ) จากรูป หาค่าของ B
• ถาแบงรูปส่ีเหลี่ยมจัตุรัสตามเสนทแยงมุม ดังนัน้ B เท่ากบั 45 องศา
2 เสน จะไดร ูปสามเหลีย่ ม 4 รปู ทีเ่ ทา กนั B 45 ำ
(แนวตอบ ✓ ถกู )
• รูปส่ีเหล่ียมจัตุรัส มีเสนทแยงมุมยาวไม
เทา กัน
(แนวตอบ ✗ ผดิ ) สมบัติของรปู สี่เหล่ียมจัตรุ ัส มมุ ทุกมุมเปน มมุ ฉาก
• รูปส่ีเหล่ยี มจัตุรสั มีเสนทแยงมมุ ตดั กันเปน
มุมฉาก 142
(แนวตอบ ✓ ถกู )
• รปู สเ่ี หลยี่ มจตั รุ สั มดี า นตรงขา มยาวเทา กนั
(แนวตอบ ✓ ถูก)
6. ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั สรปุ คะแนนสะสม และ
ใหน กั เรยี นทกุ คนปรบมอื แสดงความชนื่ ชมและ
ยินดกี ับกลุมทีไ่ ดค ะแนนสะสมมากท่สี ุด
กจิ กรรม สรา งเสริม
ใหนักเรียนบันทึกขอมูลลักษณะของรูปสี่เหลี่ยมชนิดตางๆ ลงในตารางตามแบบ เพ่ือใหเกิด
ความเขาใจเก่ียวกบั ชนิดของรูปสเี่ หลยี่ มย่ิงขน้ึ
ชนดิ ของ มุม ดา นทัง้ 4 ดาน ดาน ดา น ดาน
รูปสี่เหล่ยี ม มุมทกุ มุม มุมตรงขา ม ยาวเทากัน ตรงขาม ดาน ตรงขา ม ตรงขา ม
เปนมมุ ฉาก มีขนาด ยาวเทากนั ตรงขาม ขนานกัน ขนานกัน
มีขนาด
เทากนั เทากัน 1 คู 2 คู
1 คู 1 คู − ✓
−
รปู สเ่ี หลย่ี มจตั รุ สั ✓ − ✓ −
T156
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
กิจกรรมฝกทักษะ B ขน้ั สอน
D
1 พิจารณารูป แลว ตอบคําถาม F 7. ครูใหนักเรียนรวมกันยกตัวอยางรูปสี่เหล่ียม
จตั รุ สั จากส่งิ ของที่พบเหน็ ในชีวติ ประจําวนั
A
8. ครูติดรูปส่ีเหลี่ยมผืนผาบนกระดาน แลวตั้ง
C คาํ ถามกระตุน ความคดิ วา
• เปน รปู สี่เหลีย่ มชนิดใด
E (แนวตอบ รปู สีเ่ หล่ยี มผนื ผา )
• มลี กั ษณะสว นใดเหมอื นกบั รปู สเี่ หลย่ี มจตั รุ สั
(แนวตอบ มมุ )
• ลกั ษณะของดานเปน อยางไร
(แนวตอบ ดา นตรงขามยาวเทากัน)
• ลกั ษณะของมุมเปนอยา งไร
(แนวตอบ มุมทกุ มุมเปนมมุ ฉาก)
• มคี วามแตกตา งจากรปู สเ่ี หลยี่ มจตั รุ สั อยา งไร
(แนวตอบ ดานทุกดานยาวไมเทา กนั )
GH
1. รูปใดบา งเปน รปู สี่เหลี่ยมจตั ุรัส
2. รูปใดบางเปนรูปส่ีเหลยี่ มผนื ผา
2 พจิ ารณารปู แลว ขดี ✓ ลงในตารางทส่ี มบตั ติ รงกบั รปู ทก่ี าํ หนด (คดั ลอกตาราง
ลงในสมุด) จากนน้ั ตอบคําถาม
4 ซม. รปู ก รปู ข รปู ค
143
ขอ สอบเนน การคดิ
จากรปู ส่ีเหลย่ี มผืนผาตอไปน้ี ความยาวดา น AB และ AD ตรงกับขอใด
A B 1. AB ยาว 4 เซนตเิ มตร และ AD ยาว 4 เซนตเิ มตร
2. AB ยาว 4 เซนติเมตร และ AD ยาว 8 เซนตเิ มตร
3. AB ยาว 8 เซนติเมตร และ AD ยาว 4 เซนติเมตร
D 8 ซม. C 4. AB ยาว 8 เซนติเมตร และ AD ยาว 8 เซนตเิ มตร
(เฉลยคาํ ตอบ ขอ 3. เพราะสมบัตขิ องรปู ส่ีเหลีย่ มผนื ผา ดานตรงขามมีขนาดเทากัน
ดงั นน้ั DC = AB และ BC = AD จะไดว า AB ยาว 8 เซนตเิ มตร และ AD ยาว 4 เซนตเิ มตร)
T157
นาํ สอน สรปุ ประเมิน
ขน้ั สอน สมบตั ิ รูป
กขค
9. ครแู บงนกั เรียนออกเปนกลุม กลมุ ละ 4 คน มดี ้าน 4 ดา้ น มมี ุม 4 มุม
(กลมุ เดิม) ครแู จกกระดาษรูปสเี่ หลยี่ มผนื ผา มดี า้ นทุกด้านยาวเทา่ กนั ✓✓✓
ใหน กั เรยี นจบั คชู ว ยกนั ปฏบิ ตั ติ ามคาํ สง่ั ดงั นี้ มีมุมทกุ มุมเปน มมุ ฉาก
• วัดความยาวของดา นทงั้ 4 ดา นของรูป มีดา้ นตรงข้ามยาวเท่ากนั
• วัดระยะหา งของดานตรงขา ม แลวสงั เกต มดี ้านตรงข้ามขนานกนั 1 คู่
วา ดา นตรงขา มขนานกันหรือไม มีดา้ นตรงขา้ มขนานกนั 2 คู่
• วัดขนาดของมุมทกุ มมุ
• ลากเสน ทแยงมุมท้ัง 2 เสน 1. รูปใดเปน รูปส่เี หลย่ี มจัตรุ สั
• วัดความยาวของเสน ทแยงมมุ 2. รปู ใดเปน รูปสเ่ี หล่ียมผืนผ้า
• วัดขนาดของมุมที่เกิดจากจุดตัดบนเสน 3. รปู ใดไมเ่ ปนทงั้ รูปสีเ่ หลี่ยมจัตรุ ัสและรูปสเ่ี หล่ยี มผืนผา้
ทแยงมมุ
3 A K 30 ำ B จำกรปู
10. นักเรียน 4 คนภายในกลุมรวมกันอภิปราย 1. หาความยาวของดา้ น AB, CD
คณุ สมบตั ขิ องรปู สเี่ หลยี่ มผนื ผา จากกจิ กรรม
ทีไ่ ดล งมอื ปฏิบตั ิ 4 ซม. และ AC
2. หาค่าของ K
11. ครูใหนักเรียนทํากิจกรรมแบบฝกทักษะ ใน
หนังสอื เรยี น หนา 143 - 144 ลงในสมดุ และ CD
ใบงานท่ี 7.1 เร่ือง ชนิดและสมบัติของรูป
ส่ีเหลี่ยมมุมฉาก เปนการบานและสงนํามา 4 P 25 ำ d Q จำกรูป
สง ครูในช่ัวโมงถดั ไป 3 ซม. 1. หาความยาวของดา้ น PQ
และ PS
ขนั้ สรปุ 6 ซม. R 2. หาคา่ ของ d
S
ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายสรุปเก่ียวกับ ฝก ท�ำตอ่ ใน
ชนดิ และสมบตั ิของรูปส่ีเหลยี่ มมมุ ฉาก 144 บฝ.คณติ ศำสตร ์ ป.4 เลม่ 1
ขนั้ ประเมนิ
วดั และประเมนิ ผล
1. ครปู ระเมินผล โดยการสังเกตการตอบคําถาม
รวมอภปิ ราย และการรวมกนั ทาํ กิจกรรมกลุม
2. ครูตรวจสอบผลจากการทําใบงานท่ี 7.1
กิจกรรมฝก ทักษะ และแบบฝก หดั
แนวทางการวัดและประเมินผล ขอสอบเนน การคดิ
ครูสามารถวัดและประเมินพฤติกรรมการทํางานรายบุคคลจากการทํา
ใบงานในข้ันสอน โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลจากแบบประเมิน
ของแผนการจัดการเรยี นรใู นหนวยการเรยี นรทู ี่ 7
แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานรายบคุ คล
คาชี้แจง : ให้ผสู้ อนสงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรยี น แล้วขดี ✓ลงในช่องที่
ตรงกบั ระดับคะแนน
ลาดับท่ี รายการประเมนิ ระดับคะแนน 1
32
1 การแสดงความคิดเห็น
2 การยอมรับฟังความคดิ เห็นของผ้อู ่นื จากรูป มรี ูปสเี่ หลย่ี มจตั ุรัสท้ังหมดกร่ี ปู
(แนวตอบ จากรปู จะเห็นวา มีรปู ส่ีเหลย่ี มจตั ุรสั ทง้ั หมด 5 รูป
3 การทางานตามหน้าที่ทไี่ ด้รับมอบหมาย
4 ความมีน้าใจ
5 การตรงต่อเวลา
รวม
เกณฑ์การใหค้ ะแนน ลงช่ือ...................................................ผปู้ ระเมิน มี 4 รูป และ มี 1 รูป)
ปฏบิ ัตหิ รือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่าเสมอ ............../.................../................
ปฏิบัตหิ รือแสดงพฤติกรรมบ่อยครงั้
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั ิหรือแสดงพฤติกรรมบางคร้งั ให้ 2 คะแนน
ให้ 1 คะแนน
เกณฑ์การตดั สนิ คุณภาพ
ช่วงคะแนน ระดับคณุ ภาพ
12 - 15 ดี
8 - 11 พอใช้
ต่ากว่า 8 ปรับปรุง
T158
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
2. ¡ÒÃÊÌҧû٠ÊàèÕ ËÅÂèÕ ÁÁÁØ ©Ò¡ ¤ÇÒÁÂÒÇ´ŒÒ¹¢Í§ÃÙ»ÊÕèàËÅÕèÂÁ ขนั้ นาํ (เทคนคิ แบง ปน ความสาํ เรจ็ )
¨ÑµØÃÑʡѺÃÙ»ÊèÕàËÅÕèÂÁ¼×¹¼ŒÒµ‹Ò§¡Ñ¹
àÁ×èÍ¡Òí ˹´¤ÇÒÁÂÒǢͧ´ŒÒ¹ Í‹ҧäà 1. นักเรยี นตอบคําถามกระตุนความคิดตอไปน้ี
• ลักษณะสําคัญของรูปส่ีเหลี่ยมจัตุรัสมีอะไร
การสรา้ งรปู ส่ีเหล่ียมมมุ ฉากต้องคาำ นึงถึง บาง
ลกั ษณะของรปู สีเ่ หลี่ยมมุมฉากว่า มุมทกุ มุมตอ้ งเปน มมุ ฉาก (แนวตอบ ดานทุกดานยาวเทากนั มุมทุกมุม
เปน มมุ ฉาก)
ตัวอยา่ งที ่ 3 • ลักษณะสําคัญของรูปส่ีเหลี่ยมผืนผามีอะไร
บาง
สร้างรูปสเี่ หลย่ี มจัตรุ สั ABCD ให้มีด้านยาวด้านละ 4 เซนติเมตร (แนวตอบ ดา นตรงขา มยาวเทา กนั มมุ ทกุ มมุ
วธิ ที ำ� ข้ันที่ 1 ลาก AB ใหย้ าว 4 เซนตเิ มตร เปน มมุ ฉาก)
จากโจทย์เขียนรปู • หากตอ งการสรา งรปู สเี่ หลยี่ มนกั เรยี นคดิ วา
A 4 ซม. B ได้ดงั นี้ ตอ งใชเ ครอ่ื งมอื ใดบาง
(แนวตอบ ไมโพรแทรกเตอร ไมฉาก
ขนั้ ท่ี 2 ใ ชไ้ มฉ้ าก1สร้างมุมฉากทจี่ ดุ A DC ไมบ รรทัด)
และจดุ B โดยให้ AB เปน
แขนหนึง่ ของมมุ ท้งั สองมมุ 4 ซม. 2. ครูใหนักเรียนกลุมเดิม (จากแผนการจัดการ
เรียนรทู ่ี 1) รวมกันศึกษาขั้นตอนการสรางรูป
A 4 ซม. B สเ่ี หลยี่ มโดยใชไ มฉ ากในหนงั สอื เรยี น หนา 145
A 4 ซม. B A 4 ซม. B ขนั้ สอน
ข้นั ท่ี 3 ใช้ไมบ้ รรทัดวัดความยาวของด้าน โดยใช้ดินสอเขียนจุด C 1. สมาชิกในกลุมรวมกันอภิปรายแลกเปล่ียน
และจดุ D ซึง่ AD = 4 ซม. และ BC = 4 ซม. ความรูความเขา ใจกนั จากท่ไี ดศ ึกษา
DC D C 2. ครูอธิบายใหนักเรียนฟงวา การสรางรูป
01234 สี่เหลี่ยมมุมฉากตองคํานึงถึงลักษณะของ
4 ซม. 012344 ซม. 4 ซม. 4 ซม. รูปส่ีเหลี่ยมมุมฉากวา มุมทุกมุมเปนมุมฉาก
จากนั้นครูสาธิตการสรางรูปสี่เหล่ียมมุมฉาก
A 4 ซม. B A 4 ซม. B 145 เมอื่ ทราบความยาวของดา นยาวและดา นกวา ง
ของรูปโดยใชไมฉาก
3. นกั เรยี นแตล ะกลมุ รว มกนั ฝก สรา งรปู สเี่ หลยี่ ม
มุ ม ฉ า ก ที่ มี ด า น ย า ว แ ล ะ ด า น ก ว า ง ต า ม
ที่กาํ หนด
4. นักเรียนแตละคนฝกสรางรูปสี่เหล่ียมมุมฉาก
ท่ีมีดานยาวและดานกวางแตกตางจากที่ครู
สาธิตใหดโู ดยใชไมฉาก
ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET นักเรียนควรรู
A 4 ซม. B
1 ไมฉาก หรือไมบรรทัดสามเหล่ียม (set square) เปนไมบรรทัดที่
2 ซม. 2 ซม. ออกแบบมาเพอ่ื ใชในการเขยี นแบบเสนแนวดิ่ง และแนวเฉยี ง มี 2 ประเภท คือ
C 4 ซม. D 1) ประเภททม่ี ีมมุ แหลมเปน 30 ํ และ 60 ํ
2) ประเภทท่มี มี มุ แหลมเปน 45 ํ และ 45 ํ
จากรูปสเ่ี หล่ยี มมมุ ฉากทกี่ ําหนด ขอ ใดเปน ดา นกวางของรูป
1. AB และ BD 3. AC และ BD
2. AC และ CD 4. AB และ CD
(เฉลยคําตอบ ขอ 3. เพราะ ดานกวางของรูปส่ีเหล่ียมมุมฉาก 30 ํ
คือ ดานท่ีส้ันกวา ในรูป คือ ดาน AC และ BD ซึ่งยาว 60 ํ 45 ํ
2 เซนติเมตร สวนดาน AB และ CD เปนดานยาว เพราะยาว
4 เซนตเิ มตร) ประเภทที่ 1 45 ํ
ประเภทท่ี 2
T159
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน ขนั้ ที่ 4 ลาก DC จะได้รูปส่เี หลี่ยมจตั ุรสั ABCD ตามตอ้ งการ
5. ครูสาธิตการสรางรูปส่ีเหล่ียมมุมฉากโดยใช DC
ไมโพรแทรกเตอร พรอมทั้งอธิบายประกอบ 4 ซม.
ทีละข้ันตอนอยางละเอียด แลวใหนักเรียน
สงั เกตวิธกี ารและขัน้ ตอนในการสรา ง A 4 ซม. B
6. ครูใหนักเรียนแตละคนสรางรูปสี่เหล่ียม สังเกตวา่ รปู ส่เี หลี่ยมมุมฉากมีมมุ ทุกมมุ
มุมฉากโดยใชไมโพรแทรกเตอรตามเง่ือนไข เปน มุมฉาก เม่ือนาำ มุมท้ัง 4 มุม มารวมกนั
ทคี่ รกู ําหนด จะได ้ 90 ำ + 90 ำ + 90 ำ + 90 ำ = 360 ำ
7. ครูขอตัวแทนนักเรียน 1 คน อธิบายวิธี à¡Ã´ç ¤³µÔ
ก า ร ส ร า ง รู ป สี่ เ ห ล่ี ย ม มุ ม ฉ า ก โ ด ย ใ ช ไ ม
โพรแทรกเตอรห นา ชน้ั เรยี น โดยครตู รวจสอบ การสร้างรูปส่ีเหลี่ยมมุมฉาก เราสามารถใช้ไม้โพรแทรกเตอ1ร์ช่วยใน
ความถกู ตอ งและอธบิ ายเพมิ่ เตมิ ในสว นทยี่ งั มี การสรา้ งมุมและชว่ ยตรวจสอบว่า มมุ ท้ัง 4 มมุ มีขนาด 90 ำ
ขอบกพรอ งอยู
90 ำ ท 90 ำ
8. ครูขออาสาสมัครสองคนออกมาทํากิจกรรม 3 ซม.
หนาชั้นเรียน โดยใหนักเรียนคนท่ีหนึ่งเปน
ผูกําหนดความยาวดานของรูปส่ีเหล่ียม ส อ 4 ซม. ส
มมุ ฉากทีต่ อ งการ และใหน กั เรยี นอกี หน่งึ คน
สรางรูปสี่เหล่ียมมุมฉากตามท่ีเพ่ือนกําหนด 146
โดยใชไ มฉาก บนกระดาน
9. ครขู ออาสาสมคั รอกี หนง่ึ คู ออกมาทาํ กจิ กรรม
ทํานองเดียวกัน แตคนที่วาดเปล่ียนเปนใช
ไมโพรแทรกเตอรในการสรางรูปสี่เหล่ียม
มมุ ฉากท่ีเพ่อื นกาํ หนดลงบนกระดาน
10. ครูใหนักเรียนกลุมเดิมทํากิจกรรม “ลอม
คอกสตั ว” โดยใหแ ตละกลุม สวมบทบาทเปน
ชางทําคอกใหแกสัตวของเจาของฟารมแหง
หนึง่ ซึง่ ครูตดิ ฐานการเรียนรทู ้ัง 4 ฐานไวรอบ
หอง ใหนักเรียนศึกษาขอมูลการสรางคอก
สัตวแตละฐาน ซ่ึงคอกสัตวทั้งหมดจะเปน
รูปส่ีเหล่ียมมุมฉาก เม่ือนักเรียนศึกษาขอมูล
ท่ีกําหนดแลว ใหนักเรียนชวยกันสรางคอก
สัตวลงในกระดาษท่ีครูแจกใหแลวติดตามท่ี
ออกแบบ
11. นกั เรยี นทุกกลมุ ปฏบิ ัตภิ ารกิจจนครบ 4 ฐาน
นักเรียนควรรู ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET
1 โพรแทรกเตอร (protractor) เปนเคร่ืองมือท่ีใชในการวัดขนาดของมุม อปุ กรณใ ดใชสําหรบั การสรางรปู สเ่ี หลี่ยมมมุ ฉากทถ่ี กู วิธี
มกั ทาํ เปน รปู ครงึ่ วงกลม ถา เปน ไมบ รรทดั ทใ่ี ชว ดั มมุ ได เรยี กวา ไมโ พรแทรกเตอร 1. ตลบั เมตร
2. เหรยี ญบาท
3. ไมฉาก
4. สายวัดตัว
(เฉลยคาํ ตอบ ขอ 3. เพราะเราสามารถสรางรปู สีเ่ หล่ียมมุมฉาก
ไดดว ยไมฉ ากหรือโพรแทรกเตอร)
โพรแทรกเตอร ไมโ พรแทรกเตอร
T160
นาํ สอน สรุป ประเมิน
กิจกรรมฝึกทักษะ ขนั้ สอน
1 สรำงรูปส่เี หลี่ยมตำมเงอื่ นไขที่ก�ำหนดให 12. ครูนําขนาดคอกท่ีสรางจากขอมูลในแตละ
ฐานมาใหนักเรียนดู แลวใหตัวแทนแตละ
1. รปู ส่เี หลย่ี มจตั ุรสั กขคง ใหม้ ีด้านยาว ดา้ นละ 2 เซนติเมตร กลุมนําคอกกระดาษที่ตัดมาทาบ หากมี
2. ร ูปส่ีเหล่ียมผืนผา้ NAME ให้มีด้านยาว 5 เซนตเิ มตร 5 มิลลิเมตร ขนาดเทา กนั ทง้ั 4 คอก แสดงวา ปฏิบตั ติ าม
ภารกิจสาํ เร็จ
และดา้ นกวา้ ง 3 เซนตเิ มตร
3. รูปส่เี หล่ยี มมมุ ฉาก มงดต ใหม้ ีดา้ นยาว ด้านละ 4 เซนตเิ มตร 13. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัด ขอ 2 จาก
4. รูปสี่เหลย่ี มมมุ ฉาก KLMN ใหม้ ดี ้านยาว ดา้ นละ 2 เซนตเิ มตร แบบฝกหัดคณิตศาสตร ป.4 เลม 1 หนา
127 - 133 เปนการบาน โดยครูใหนักเรียน
2 สรำงรปู ส่ีเหล่ยี มตอ่ ไปนี้ เลือกขอยอย 1 ขอ เพื่อใหครูสาธิตบน
กระดาน
1. รูปสี่เหลีย่ มมุมฉาก ABCD ใหด้ า้ น AB ยาว 6 เซนติเมตร และดา้ น BC
ยาว 4 เซนติเมตร ขน้ั สรปุ
2. ร ูปสเ่ี หลี่ยมผนื ผา้ ดจรม ใหม้ ดี า้ นยาว ยาว 6 เซนติเมตร และดา้ นกวา้ ง 1. ครูใหนักเรียนรวมกันอภิปรายถึงประโยชนท่ี
ยาว 4 เซนตเิ มตร จะนาํ ไปใชใ นชวี ติ ประจาํ วนั จากการเรยี นเรอื่ ง
การสรางรูปสเ่ี หลี่ยมมุมฉาก
3. รปู สเ่ี หลี่ยมจตั ุรัส ขสมก ให้มีด้านยาว ดา้ นละ 5 เซนติเมตร
2. ครูใหน กั เรยี นทาํ กจิ กรรมฝกทกั ษะ ขอ 3-4 ใน
3 ก �ำหนด มง ดงั รูป สรำ งรปู สเ่ี หลยี่ มจัตุรัส โดยใช มง เปนดำ นหนึง่ ของรปู หนังสอื เรียน หนา 147 ลงในสมดุ และทาํ ใบ
งานท่ี 7.2 เร่อื ง การสรางรูปส่ีเหลี่ยมมุมฉาก
พรอ มทั้งต้ังช่ือรปู สเี่ หล่ียมท่ีสรำ ง เม่ือกําหนดความยาวของดาน เปนการบาน
แลวนาํ มาสง ครูในชวั่ โมงถัดไป
ม 6 ซม. ง
ขน้ั ประเมนิ
4 ก ำ� หนด อท ดังรูป สรำ งรปู สเ่ี หลย่ี มผนื ผำ โดยใช อท เปน ดำนกวำ ง
1. ครปู ระเมินผล โดยการสงั เกตการตอบคําถาม
พรอมทง้ั ตงั้ ชอ่ื รปู ส่ีเหลีย่ มทีส่ รำง รว มอภิปราย และการรว มกนั ทาํ กิจกรรมกลมุ
2. ครูตรวจสอบผลจากการทําใบงานท่ี 7.2
กิจกรรมฝกทักษะ และแบบฝก หดั
อ 5 ซม. ท ฝก ท�ำต่อใน
บฝ.คณิตศำสตร ์ ป.4 เล่ม 1
147
กจิ กรรม สรางเสริม แนวทางการวัดและประเมินผล
ใหน กั เรยี นสรา งสรรคผ ลงานตามความคดิ สรา งสรรค โดยครู ครสู ามารถวดั และประเมนิ พฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ จากการทาํ กจิ กรรมใน
แจกกระดาษ A4 ใหน กั เรยี นคนละ 1 แผน แลวใหนักเรยี นวาดรูป ข้ันสอน โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลจากแบบประเมินของแผนการ
ตามความคดิ สรางสรรค โดยมีเง่ือนไขอยวู า จะตองมีรปู ส่เี หลี่ยม จดั การเรียนรู ในหนวยการเรียนรทู ี่ 7
จัตรุ ัส 5 รปู และรูปสเ่ี หลีย่ มผนื ผา 5 รูป ระบายสใี หสวยงาม
แบบสงั เกตพฤติกรรมการทางานกลมุ่
คาชี้แจง : ใหผ้ ู้สอนสงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ลงในชอ่ งท่ี
ตรงกับระดับคะแนน
ลาดบั ท่ี ชอ่ื – สกุล การแสดง การยอมรบั การทางาน ความมีน้าใจ การมี รวม
ของนักเรียน ความคิดเหน็ ฟงั คนอืน่ ตามท่ไี ด้รับ สว่ นรว่ มใน 15
มอบหมาย การปรบั ปรุง คะแนน
ผลงานกลมุ่
321321321321321
เกณฑ์การให้คะแนน ลงชื่อ...................................................ผปู้ ระเมนิ
ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤตกิ รรมอย่างสม่าเสมอ ............../.................../...............
ปฏิบตั ิหรอื แสดงพฤติกรรมบ่อยคร้งั ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤตกิ รรมบางคร้ัง ให้ 2 คะแนน
ให้ 1 คะแนน
เกณฑ์การตัดสนิ คุณภาพ
ชว่ งคะแนน ระดับคณุ ภาพ
12 - 15 ดี
8 - 11 พอใช้
ต่ากวา่ 8 ปรับปรุง
T161
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ นาํ (Discovery Method) 3. ¤ÇÒÁÂÒÇÃͺû٠¢Í§ÃÙ»ÊàèÕ ËÅÕÂè Á àÃÒ¨ÐÇÑ´¤ÇÒÁÊÙ§áÅФÇÒÁ¡ÇŒÒ§
¢Í§»ÃеÙ䴌͋ҧäÃ
นาํ เขา้ สบู ทเรยี น ÁÁØ ©Ò¡
1. นกั เรียนตอบคําถามกระตนุ ความคดิ วา โตะตัวหนงึ่ กว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร
• รูปสี่เหล่ียมมุมฉากมีก่ีชนิด แตละชนิดมี เราจะสามารถหาความยาวรอบโตะ ไดอ้ ย่างไร
ลักษณะทแี่ ตกตางกันอยา งไร
(แนวตอบ 2 ชนดิ คอื รูปสเี่ หลย่ี มจตั ุรสั และรูป ความยาวรอบโตะ เปนผลรวมของ
สเ่ี หลย่ี มผนื ผา ซงึ่ แตกตา งกนั โดยรปู สเี่ หลยี่ ม ความยาวของดานทุกดานของโตะ
จัตุรัส จะมีดานยาวเทากันทุกดาน สวนรูป
สี่เหลี่ยมผืนผา จะมีดา นทอ่ี ยตู รงขา มยาวเทา 2 เมตร
กัน แตด านทีอ่ ยูต ิดกนั ยาวไมเ ทา กนั ) 1 เมตร
2. ครูติดบัตรภาพแสดงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสและรูป ถ้าเราใชเ้ ชอื กวดั ความยาวรอบโตะ จะได้ดังน้ี
ส่ีเหล่ียมผืนผาบนกระดาน แลวใหนักเรียน
ทุกคนชว ยกันบอกวา เปน รูปส่เี หล่ียมชนดิ ใด 1 เมตร 2 เมตร 1 เมตร 2 เมตร
ขน้ั สอน จะได้วา่ ความยาวรอบโตะ เท่ากับ 1 + 2 + 1 + 2 = 6 เมตร
สอน พจิ ารณาการหาความยาวรอบรูปของรปู สเ่ี หลี่ยมจตั ุรสั EFGH
1. ครูแบงนักเรียนออกเปนกลุม กลุมละ 4 คน E 2 ซม. F รปู ส่เี หลยี่ มจตั รุ สั EFGH มคี วามยาวรอบรปู
แลว แจกเชือกยาว 20 เซนตเิ มตร ใหนกั เรียน เท่ากับ 2 + 2 + 2 + 2 = 8 เซนตเิ มตร
กลุม ละ 2 เสน ใหแตละกลมุ ชว ยกนั สรา งรปู H G หรอื 4 × 2 = 8 เซนตเิ มตร
สเ่ี หลี่ยมมมุ ฉากท้ัง 2 ชนดิ จากเชือกทค่ี รูแจก
ให ภายในเวลา 3 นาที โดยเนน ย้ํานักเรียนให ความยาวรอบรปู ของรูปสเ่ี หลี่ยมจัตรุ สั เทากับ ความยาวของดาน บวก ความยาว
ใชความรูเรื่อง สมบัติของรูปสี่เหลี่ยมมุมฉาก ของดา น บวก ความยาวของดา น บวก ความยาวของดา น
และการสรา งรปู มาใชส รา งรปู สเ่ี หลย่ี มมมุ ฉาก
หรอื เทา กบั สี่เทาของความยาวของดาน
2. ครูใหนักเรียนแตละกลุมสลับกันดูและสังเกต
รูปส่ีเหลี่ยมมุมฉากของเพ่ือน ๆ และดูความ 148
แตกตางของรูปส่ีเหล่ียมมุมฉากท่ีสรางจาก
เชือกของแตละกลุม
3. นักเรียนรวมกันอภิปรายลักษณะของรูป
สเ่ี หลย่ี มมมุ ฉากทส่ี รา งได ครตู ง้ั คาํ ถามกระตนุ
ความคดิ วา เชอื กทนี่ กั เรยี นนาํ มาสรา งเรยี กวา
อะไรของรปู สเ่ี หลย่ี มมมุ ฉาก ใหน กั เรยี นคน หา
คาํ ตอบจากในหนังสอื เรียน หนา 148 จากน้นั
รวมกนั อภปิ รายจนไดคําตอบวา เชอื กท่นี ํามา
สรางมีความยาวเทากับความยาวรอบรูปของ
รปู ส่ีเหล่ียม
เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET
มดตัดกระดาษเปนรูปส่ีเหล่ียมจัตุรัส ฟหกด ท่ีมีความยาว
ใหนกั เรียนรวมกนั อภปิ รายแสดงความคดิ เหน็ วาการเรยี นรเู รอ่ื ง ความยาว รอบรูปเทากับ 10 เซนติเมตร รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสของมดมีความ
รอบรูปของรปู ส่ีเหลย่ี มสามารถนาํ ไปใชใ นชวี ติ ประจําวนั ไดอยา งไรบาง เพ่ือให ยาวดานละเทา ไร
นักเรียนเขา ใจ และเหน็ ประโยชนข องการเรยี น เรือ่ ง รปู สเี่ หลยี่ มมากยิ่งข้ึน 1. 2 เซนตเิ มตร 2. 2.5 เซนตเิ มตร
3. 3 เซนติเมตร 4. 3.5 เซนติเมตร
ครูอาจใหนักเรียนทํากิจกรรมเพ่ิมเติม โดยครูใหนักเรียนจับกลุม กลุมละ
5 - 6 คน จากน้ันครูแจกเชือก 1 เสน และไมบรรทัด 1 อัน แลวใหนักเรียน (เฉลยคาํ ตอบ ขอ 2. เพราะ
วดั ขนาดของส่งิ ของที่มลี กั ษณะเปนรปู สีเ่ หลยี่ มมมุ ฉากตามท่ีครกู าํ หนด ความยาวรอบรปู สี่เหล่ียม
รูปสเ่ี หลย่ี มจัตรุ ัส มี
ดงั น้นั แตละดา นยาว 10 เซนตเิ มตร
4 ดาน
10 ÷ 4 = 2.5 เซนตเิ มตร)
T162
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
พิจารณาการหาความยาวรอบรปู ของรูปสเี่ หลย่ี มผนื ผ้า ABCD ขน้ั สอน
รูปสีเ่ หลย่ี มผนื ผ้า ABCD มีความยาวรอบรูป เท่ากบั 2 + 3 + 2 + 3
A 2 ซม. B สอน
= 10 เซนตเิ มตร
หรอื (2 + 3) + (2 + 3) = 2 × (2 + 3) 4. ครูอธิบายความหมายของความยาวรอบรูป
3 ซม. = 10 เซนตเิ มตร และใหนักเรียนแสดงความคิดเห็นวา รูป
สีเ่ หล่ียมมมุ ฉากทั้งสองชนิด หาความยาวรอบ
DC รูปไดอ ยา งไร
ความยาวรอบรปู ของรปู สเ่ี หล่ียมผนื ผา เทา กับ สองเทา ของความกวา ง บวก 5. ครูติดแถบประโยคสูตรการหาความยาว
สองเทาของความยาว รอบรูปของรูปส่ีเหล่ียมจัตุรัสและรูปส่ีเหล่ียม
ผืนผา บนกระดาน ใหนกั เรียนรวมกนั อภปิ ราย
ตัวอยา่ งที ่ 4 วาสูตรทั้งสองควรเปนสูตรการหาความยาว
รอบรปู ของรูปสีเ่ หล่ียมชนิดใด เพราะเหตใุ ด
หาความยาวรอบรูปของรูปสี่เหลย่ี มจตั ุรสั กทตง 4 x ความยาวของดา น
ก 3 ซม. ท 2 x (ความกวา ง + ความยาว)
วิธีทำ� ร ปู ส่เี หลี่ยมจตั รุ สั กทตง มีความยาวรอบรปู
เทา่ กบั 3 + 3 + 3 + 3 = 12 เซนติเมตร 6. ครอู ธบิ ายทม่ี าของสตู รการหาความยาวรอบรปู
หรอื 4 × 3 = 12 เซนตเิ มตร สเ่ี หล่ียมจตั รุ ัสและรปู สเ่ี หลย่ี มผืนผา
ตอบ ความยาวรอบรปู ของรปู สเี่ หลย่ี มจัตรุ ัส กทตง
7. ครยู กตวั อยา งการหาความยาวรอบรปู สเี่ หลยี่ ม
จัตุรัสและรูปสี่เหล่ียมผืนผาบนกระดาน และ
เปดโอกาสใหนักเรยี นซักถามเมอื่ เกิดขอสงสยั
ง ต เทา่ กับ ๑๒ เซนติเมตร
ตัวอยา่ งท ี่ 5
รปู สเี่ หลยี่ มผนื ผา้ ABCD มคี วามยาวรอบรปู สเี่ หลยี่ มผนื ผา้ 20 เซนตเิ มตร และความกวา้ ง
3 เซนตเิ มตร รปู สเ่ี หลี่ยมผนื ผ้า ABCD มีความยาวกี่เซนติเมตร
วธิ ีทำ� ควำมยำวรอบรปู สี่เหลย่ี มผนื ผำ เทา่ กบั สองเทา่ ของความยาว บวก สองเทา่ ของความกวา้ ง
A B ส องเท่ำของควำมกวำ ง เทา่ กับ
3 + 3 = 6 เซนตเิ มตร
3 ซม. ส องเทำ่ ของควำมยำว เทา่ กบั ความยาว
รอบรปู ลบดว้ ย สองเทา่ ของความกวา้ ง
D C 20 - 6 = 14 เซนตเิ มตร
ดังนัน้ ความยาวของรูปสเี่ หลย่ี มผนื ผา้ ABCD เทา่ กบั 14 ÷ 2 = 7 เซนตเิ มตร
ตอบ ความยาวของรปู สีเ่ หลย่ี มผืนผ้า ABCD เท่ากบั ๗ เซนตเิ มตร
149
ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET บูรณาการอาเซียน
หาความยาวรอบรูปของรูปสเี่ หลีย่ มผนื ผา ซ่งึ มดี านยาว 17 ครอู าจหารปู ภาพสถานทท่ี อ งเทยี่ วตา งๆ ทมี่ ลี กั ษณะบางสว นประกอบดว ย
เซนติเมตร ดานกวา ง 12 เซนติเมตร รูปสเี่ หลี่ยมมมุ ฉาก ในอาเซยี นมาใหน กั เรียนดู เชน
จากโจทยที่กําหนด สามารถเขียนเปนประโยคสัญลักษณได
ยกเวนขอ ใด บโู รบดู ูร หรอื คนไทยรูจักในชื่อบุโรพทุ โธ ตง้ั อยใู นอนิ โดนีเซีย
1. 17 + 12 + 17 + 12 = 58
2. (2 × 17) + (2 × 12) = 58 T163
3. 2 × (17 + 12) = 58
4. 17 × 4 = 68
(เฉลยคําตอบ ขอ 4. เพราะจากโจทยเปนการหาความยาว
รอบรปู ของรปู สเ่ี หลย่ี มผนื ผา ซงึ่ มดี า นตรงขา มยาวเทา กนั แตด า น
ที่อยูติดกันยาวไมเทากัน จึงไมสามารถนําความยาวของดานใด
ดานหนึ่งคณู ดว ย 4 ได)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน ตวั อย่างท ่ี 6 B AB = DC + EF
= 6 + 2
สอน หาความยาวรอบรูปของรูปต่อไปนี้ = 8 ซม.
8. นกั เรยี นทุกคนทํากิจกรรมฝกทักษะ ขอ 1 ใน A ? ซม.
หนังสือเรียน หนา 150 เมือ่ ทาํ เสรจ็ แลว สง ครู
ตรวจสอบความถูกตอง 2 ซม.
9. ครูนําขอบกพรองของนักเรียนจากการทํา EF
กิจกรรมฝกทักษะมาอธิบายใหนักเรียนเขาใจ
อีกครง้ั หนงึ่ 7 ซม.
ฝก ทกั ษะ DF = BC - AE ? ซม.
= 7 - 2
1. ครูแบงนักเรียนออกเปนกลุม (กลุมเดิม) ครู = 5 ซม.
แจกสายวัดชนิดตลับใหนักเรียนแตละกลุม
กลุมละ 1 อัน แลวใหแตละกลุมสงตัวแทน D 6 ซม. C
ออกมาหยิบแผนสลากส่ิงของหรือสถานที่
จากนน้ั ใหน กั เรยี นชว ยกนั หาความยาวรอบรปู วธิ ที ำ� ความยาวรอบรูป เทา่ กับ AB + BC + CD + DF + FE + EA
สิ่งที่ได เชน ความยาวรอบรูปของกระเบื้อง = 8 + 7 + 6 + 5 + 2 + 2
1 แผน หนา ตา ง กระดาน ประตู เปนตน = 30 เซนติเมตร
โดยมีครูคอยสังเกตและใหคําแนะนําอยาง ตอบ ความยาวรอบรปู เทา่ กบั ๓๐ เซนตเิ มตร
ใกลชิด
กิจกรรมฝึกทักษะ
2. ครูตรวจสอบความถูกตองในการหาความยาว
รอบรูปจากส่ิงที่จับสลากได พรอมทั้งให 1 หำควำมยำวรอบรูปของรปู สี่เหลี่ยมมมุ ฉำกต่อไปน้ี
นักเรียนแตละกลุมอธิบายวิธีการคิดคํานวณ
ครูช่ืนชมกลุมที่ทําไดถูกตองและใหกําลังใจ 1. 2.
กลมุ ทย่ี งั มขี อ บกพรอ งพรอ มใหค าํ แนะนาํ แกไ ข
3 ซม. 4 ซม.
3. ครูติดแผนภาพบนกระดาน ใหนักเรียน
แตละกลุมรวมกันคิดและอภิปรายวิธีการหา 5 ซม.
ความยาวรอบรูป
150
4. ครูแสดงวิธีการหาความยาวรอบรูปจาก
แผนภาพใหนักเรียนดูอยางละเอียด และเปด
โอกาสใหนักเรียนท่ีมีขอสงสัยซักถาม และ
ศึกษาตวั อยางเพิ่มเติมจากหนังสือเรียน
5. ครแู จกแผนภาพใหน ักเรียนกลุมละ 2 รปู ให
แตละกลุมชวยกันหาความยาวรอบรูป แลว
ออกมานําเสนอวธิ ีหาคาํ ตอบหนา ชนั้ เรียน
6. ครูชื่นชมนักเรียนท่ีทําไดถูกตอง และให
กาํ ลงั ใจ พรอ มแนะนาํ กลมุ ทย่ี ังมีขอ บกพรอ ง
เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET
ครูอาจจัดกิจกรรม "หนูนอยนักสํารวจ" โดยใหนักเรียนจับกลุม กลุมละ รปู สเ่ี หลยี่ มรปู ใดมีความยาวรอบรปู นอยทส่ี ดุ
3 คน สาํ รวจสิง่ ของทมี่ ีลกั ษณะรูปรา งเปน รปู ส่เี หล่ยี มมมุ ฉากในโรงเรยี น แลว 1. 7 ซม. 2. 6 ซม.
ทาํ การวดั ความกวา ง ความยาว และความยาวรอบรปู โดยใชเ ชอื กและไมบ รรทดั 1 ซม. 2 ซม.
ที่ครูแจกให ซ่ึงใชเวลาในการทํากิจกรรม 20 นาที เมื่อนักเรียนสํารวจเสร็จ
ใหสงตัวแทนกลุมออกมานําเสนอสิ่งของท่ีตนเองพบเจอ พรอมท้ังความกวาง 3. 5 ซม. 5 ซม.
ความยาว และความยาวรอบรูปของส่งิ ของนน้ั ๆ หนา ช้ันเรียน 2 ซม.
4. 3 ซม.
T164
(เฉลยคาํ ตอบ ขอ 3.
1. ความยาวรอบรปู = (2 × 1) + (2 × 7) = 16 ตารางเซนตเิ มตร
2. ความยาวรอบรปู = (2 × 2) + (2 × 6) = 16 ตารางเซนตเิ มตร
3. ความยาวรอบรปู = (2 × 2) + (2 × 5) = 14 ตารางเซนตเิ มตร
4. ความยาวรอบรปู = (2 × 3) + (2 × 5) = 16 ตารางเซนตเิ มตร
ดงั นั้น รูปสี่เหล่ยี มในขอ 3. มคี วามยาวรอบรปู นอ ยทส่ี ดุ )
นาํ สอน สรปุ ประเมิน
2 หำควำมยำวรอบรปู ของรูปต่อไปนี้ ขนั้ สอน
1. ม ด 2. พ 3 ซม. ฟ
7. ใหน ักเรียนทาํ กจิ กรรมฝกทกั ษะ ขอ 2 - 3 ใน
ข 2 ซม. หนังสือเรียน หนา 151 และทําใบงานท่ี 7.3
6 ซม. เร่ือง ความยาวรอบรูปของรูปสเ่ี หลย่ี มมมุ ฉาก
ป เปนการบา น
6 ซม.
ขนั้ สรปุ
ธ ท
3 ซม. สรปุ
ถ 2 ซม. ต ฝ 8 ซม. ผ ครูและนักเรียนรวมกันสรุปเกี่ยวกับการหา
ค ว า ม ย า ว ร อ บ รู ป ข อ ง รู ป สี่ เ ห ล่ี ย ม มุ ม ฉ า ก
3 แ สดงวธิ ีหำคำ� ตอบ กข ท้ังสองชนิด และการหาความยาวรอบรูปของรูป
1. รปู ส่ีเหลี่ยมผนื ผ้า กขคง มคี วามยาว ทีป่ ระกอบดว ยรูปสี่เหลี่ยมมมุ ฉาก
รอบรปู 16 เซนตเิ มตร และมคี วามยาว
5 เซนติเมตร รูปสเ่ี หล่ยี มผนื ผา้ กขคง ขน้ั ประเมนิ
มีความกว้างก่ีเซนตเิ มตร ง 5 ซม. ค
1. ครูประเมนิ ผล โดยการสังเกตการตอบคาํ ถาม
รวมอภปิ ราย และการรวมกนั ทาํ กิจกรรมกลุม
2. ครูตรวจสอบผลจากการทําใบงานท่ี 7.3
กิจกรรมฝก ทักษะ และแบบฝกหดั
2. ร ปู สเ่ี หล่ยี มจัตรุ ัส ABCD มีความยาว A B
D ?
รอบรูป 24 เซนติเมตร รูปส่ีเหล่ียม C
จัตุรัส ABCD มีความยาวแต่ละด้าน
ก่เี ซนตเิ มตร N
3. ร ปู ส่ีเหล่ยี มผืนผ้า MNOP มีความยาว M 4 ซม.
ร อบรปู 20 เซนตเิ มตร และมคี วามกวา้ ง
4 เซนตเิ มตร รปู สเี่ หลยี่ มผนื ผา้ MNOP
มคี วามยาวกี่เซนติเมตร
PO
ฝกท�ำตอ่ ใน
บฝ.คณติ ศำสตร์ ป.4 เล่ม 1
151
ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET แนวทางการวัดและประเมินผล
ฟา ใสตดั กระดาษเปน รปู สเี่ หลยี่ มจตั รุ สั วดั ความยาวไดด า นละ ครูสามารถวัดและประเมินพฤติกรรมการทํางานกลุมจากการทํากิจกรรม
16 เซนติเมตร กระดาษรปู สเ่ี หล่ียมนี้มีความยาวรอบรูปเทาไร ในข้ันฝกทักษะ โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลจากแบบประเมินของ
แผนการจดั การเรยี นรูในหนวยการเรยี นรูท่ี 7
1. 16 ตารางเซนติเมตร
2. 32 ตารางเซนตเิ มตร แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลมุ่
3. 48 ตารางเซนติเมตร
4. 64 ตารางเซนตเิ มตร คาช้แี จง : ใหผ้ ู้สอนสงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรียนในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แล้วขีด ✓ลงในช่องท่ี
(เฉลยคําตอบ ขอ 4. เพราะ ตรงกบั ระดบั คะแนน
เนือ่ งจากรูปสี่เหล่ยี มจัตรุ ัสมีความยาวทัง้ 4 ดา นเทากัน
จะไดว า ดา น × 4 = 16 × 4 เซนติเมตร ลาดับท่ี ช่อื – สกลุ การแสดง การยอมรับ การทางาน ความมีนา้ ใจ การมี รวม
ของนกั เรยี น ความคดิ เห็น ฟังคนอ่ืน ตามทไ่ี ด้รับ สว่ นรว่ มใน 15
= 64 เซนติเมตร มอบหมาย การปรับปรุง คะแนน
ดงั นน้ั กระดาษรปู สเ่ี หลย่ี มนม้ี คี วามยาวรอบรปู 64 เซนตเิ มตร) ผลงานกลมุ่
321321321321321
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ลงชอ่ื ...................................................ผู้ประเมนิ
ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสมา่ เสมอ ............../.................../...............
ปฏบิ ัตหิ รือแสดงพฤติกรรมบ่อยคร้ัง ให้ 3 คะแนน
ปฏิบัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมบางครงั้ ให้ 2 คะแนน
ให้ 1 คะแนน
เกณฑก์ ารตัดสินคณุ ภาพ
ชว่ งคะแนน ระดับคุณภาพ
12 - 15 ดี
8 - 11 พอใช้
ตา่ กว่า 8 ปรบั ปรงุ
T165
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั นาํ (Discovery Method) 4. ¾×¹é ·è¢Õ ͧû٠ÊÕèàËÅÂèÕ ÁÁØÁ©Ò¡ ¡ÒÃËÒ¤ÇÒÁÂÒÇÃͺÃÙ»¢Í§
ÃÙ»ÊÕèàËÅèÕÂÁÁØÁ©Ò¡ÁÕÇÔ¸ÕÍ‹ҧäÃ
นาํ เขา้ สบู ทเรยี น
4.1 หน่วยพื้นท่ี
1. ครนู าํ หนงั สอื พมิ พม าใหน กั เรยี นดู แลว อภปิ ราย พื้นทม่ี ีหนว่ ยการวัดเปน ตารางหน่วย เช่น ตารางเซนติเมตร ตารางเมตร
ถึงโฆษณาวา พ้ืนท่ีโฆษณาในหนังสือพิมพ ตารางกิโลเมตร เปน ต้น
นกั เรยี นคดิ วา เขามวี ธิ คี ดิ คาํ นวณคา ใชจ า ยใน พื้นที ่ 1 ตารางหน่วย คอื พื้นท่ขี องรูปส่ีเหลยี่ มจตั รุ สั 1 หน่วย
การลงโฆษณาอยา งไร ท่ีมีด้านยาวด้านละ 1 หนว่ ย 1 หน่วย
(แนวตอบ คํานวณจากพืน้ ท่ี ถาพ้นื ที่ในการลง
โฆษณามากก็เสียคาใชจายมากตามราคาตอ 4.2 กำรหำพ้นื ทโ่ี ดยนับตำรำง พน้ื ท่ ี 1 ตารางหนว่ ย
พืน้ ที่ทกี่ าํ หนด)
กาำ หนด 1 หน่วย รูปส่เี หลยี่ มจตั ุรัสท่มี ีความยาวด้านละ 1 หนว่ ย
2. นักเรียนตอบคําถามกระตุนความคิดวา 1 หน่วย มพี ้นื ที่ 1 ตารางหน่วย
นักเรียนเคยพบการบอกพื้นที่ของสิ่งใดบาง
และมหี นวยพ้ืนทเ่ี ปน อะไร 1 หนว่ ย
(แนวตอบ เชน การบอกพื้นทขี่ องทีด่ นิ มีหนวย
เปน ตารางเมตร ตารางวา เปน ตน) 1 หน่วย
ขนั้ สอน รปู ก รูป ข
สอน • นบั จาำ นวนตารางหนว่ ยของรปู ส่เี หล่ยี มมุมฉาก รปู ก ได้
4 ตารางหนว่ ย
1. ครูติดแผนภาพรูปส่ีเหล่ียมจัตุรัส และ • นับจาำ นวนตารางหน่วยของรูปส่เี หลย่ี มมมุ ฉาก รปู ข ได ้
แผนภาพรูปสี่เหล่ียมผืนผาบนกระดาน และ 6 ตารางหนว่ ย
ถามนักเรียนวา รูปใดมีพื้นที่มากกวากัน
เพราะเหตุใด à¡Ã´ç ¤³µÔ
2. ครูอธิบายความหมายคําวาพื้นที่ และหนวย อกั ษรยอ่ ของหน่วยวัดพ้นื ที่หน่วยตา่ ง ๆ เชน่
ของพ้ืนท่ีใหนกั เรียนฟง
• ตำรำงเซนติเมตร เขียนอกั ษรย่อเปน ตร.ซม.
3. ครนู าํ แผน ใสตารางมาวางทาบตดิ บนแผนภาพ • ตำรำงเมตร เขยี นอักษรยอ่ เปน ตร.ม.
รปู สเี่ หลย่ี มจตั รุ สั และรปู สเ่ี หลยี่ มผนื ผา ทต่ี ดิ อยู • ตำรำงกิโลเมตร เขียนอักษรย่อเปน ตร.กม.
บนกระดานแลว บอกนกั เรียนวา 1 ชอง แทน
พื้นที่ 1 ตารางหนวย จากนั้นใหนักเรียนนับ 152
จํานวนตาราง แลวบอกพ้ืนท่ีของรูปส่ีเหลี่ยม
ขา งตน
เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET
แหมมตัดกระดาษเปนรูปสี่เหลี่ยมผืนผา วัดความยาวได 16
ครูอาจใหนกั เรยี นหาจํานวนรปู ของรปู ส่เี หลย่ี มจัตรุ ัส 1 หนวย × 1 หนวย เซนตเิ มตร และวดั ความกวา งได 12 เซนตเิ มตร แหมม ตดั กระดาษ
จากพื้นท่ีของรูปสี่เหล่ยี มจัตุรสั ตอ ไปนี้ เปนการบาน รปู สีเ่ หลย่ี มผนื ผา นีเ้ ปนพ้ืนท่ีเทา ใด
• รูป จัตรุ ัส มีพื้นที่ 4 ตารางหนวย 1. 144 ตารางเซนติเมตร
• รปู จัตุรัส มีพ้ืนท่ี 9 ตารางหนวย 2. 169 ตารางเซนตเิ มตร
• รปู จตั ุรัส มีพืน้ ที่ 16 ตารางหนว ย 3. 192 ตารางเซนติเมตร
• รูป จตั ุรสั มพี ื้นท่ี 25 ตารางหนวย 4. 256 ตารางเซนติเมตร
(เฉลยคาํ ตอบ ขอ 3. เพราะ
T166 พ้ืนทีข่ องรูปส่เี หล่ียมผืนผา = กวา ง × ยาว
= 12 × 16 ตารางเซนตเิ มตร
ดงั นน้ั แหมม ตดั กระดาษรปู สเี่ หลยี่ มผนื ผา นมี้ พี น้ื ท่ี 192 ตาราง
เซนตเิ มตร)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
1 ซม. ขนั้ สอน
1 ซม.
สอน
รปู ค รูป ง
4. ครแู จกแผนภาพรปู สเ่ี หลย่ี มมมุ ฉากใหน กั เรยี น
• นับจาำ นวนตารางเซนตเิ มตรของรปู สี่เหลย่ี มมุมฉาก รูป ค 5 - 6 คน ออกมาหาพื้นทีโ่ ดยใชแ ผนใสตาราง
ได ้ 10 ตารางเซนติเมตร เปน เคร่ืองมอื การหาพน้ื ท่ี
• นบั จำานวนตารางเซนตเิ มตรของรปู สเ่ี หลี่ยมมมุ ฉาก รปู ง
ได ้ 6 ตารางเซนติเมตร 5. ครูชื่นชมนักเรียนท่ีหาคําตอบไดถูกตอง และ
คอยช้ีแนะชวยเหลือนักเรียนที่ยังทําไมได จน
การหาพ้ืนที่ของรปู สเี่ หลยี่ มมมุ ฉาก ทำาได้โดยการนับตารางหน่วย สามารถหาคําตอบไดดวยตนเองจนเกิดความ
ในรปู สีเ่ หลี่ยมน้นั ในกรณที มี่ ีส่วนไม่เตม็ หน่วยให้รวมพนื้ ท่ีสว่ นท่ี ภาคภมู ใิ จ
ไมเ่ ตม็ หนว่ ย แล้วนบั รวมกบั พนื้ ท่สี ่วนทเ่ี ต็มหนว่ ย
6. ใหนักเรียนทํากิจกรรมฝกทักษะ ขอ 1 ใน
หนังสือเรียน หนา 157 และทําแบบฝกหัด
ขอ 1 จากแบบฝกหัด คณติ ศาสตร ป.4 เลม 1
หนา 134 - 135 เปน การบาน
ตวั อยา่ งที ่ 7 ตัวอยา่ งที่ 8
1 ซม. 1 ซม.
1 ซม. 2 ซม. 1 ซม. 3 ซม.
5 ซม.
6 ซม.
จากรูป นบั จาำ นวนตารางเซนตเิ มตร จากรปู นับจำานวนตารางเซนติเมตร
ได ้ 10 ตาราง ได้ 18 ตาราง
ดงั นน้ั รปู นมี้ พี น้ื ท ี่ 10 ตารางเซนตเิ มตร ดงั นนั้ รปู นมี้ พี น้ื ท ่ี 18 ตารางเซนตเิ มตร
153
ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET เกร็ดแนะครู
โตะ รูปสเ่ี หลี่ยมมุมฉากตัวหนึ่งกวา ง 5 ฟุต ยาว 19 ฟุต ถานาํ
โตะ ขนาดเทากนั มาวางตอกนั 6 ตัว จะมีพืน้ ที่ท้งั หมดเทาใด ครูอธิบายเพิ่มเติมใหนักเรียนฟงวา การหาพื้นที่ของรูปสี่เหล่ียมจัตุรัสและ
1. 350 ตารางฟตุ 3. 570 ตารางฟตุ รูปสเ่ี หลย่ี มผืนผา สามารถหาไดโดยการนบั ตารางเปน พื้นฐาน และสามารถหา
2. 460 ตารางฟุต 4. 840 ตารางฟุต ไดอ กี วิธีหนึ่ง คอื การใชสูตรการหาพื้นที่รปู สเี่ หลีย่ มจัตรุ สั และสตู รการหาพน้ื ท่ี
(เฉลยคาํ ตอบ ขอ 3. เพราะ รปู ส่เี หล่ยี มผืนผา
สตู รการหาพื้นที่รูปสเี่ หลีย่ มจตั รุ สั คือ กวา ง × ยาว
จะไดวา 5 × 19 = 95 ตารางฟตุ สื่อ Digital
แสดงวา โตะหนึ่งตวั มพี ้นื ท่ี 95 ตารางฟุต
ดงั นน้ั ถา โตะ 6 ตวั จะมพี น้ื ทที่ ง้ั หมด 95 × 6 = 570 ตารางฟตุ ) ครูอาจใหนักเรียนดูส่ือการเรียนรูผานทาง www.youtube.com โดย
ใชค ําสืบคนวา "การหาพ้ืนทขี่ องรูปส่เี หลย่ี มมมุ ฉาก"
T167
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน
สอน
7. ครูวาดรูปส่ีเหลี่ยมจัตุรัสและรูปสี่เหลี่ยม 4.3 กำรหำพื้นทีโ่ ดยกำรค�ำนวณ
ผืนผาบนกระดาน พรอมทั้งเขียนความยาว
แตละดานและพื้นท่ีของรูปสี่เหล่ียมท้ังสอง การหาพน้ื ท่ขี องรูปส่ีเหล่ยี มมุมฉากโดยการนบั ตาราง
แลวใหนักเรียนสังเกตความสัมพันธระหวาง เปนพนื้ ฐานของการคำานวณหาพน้ื ที่ของรูปสี่เหลี่ยมมมุ ฉาก
ความยาวดานและพ้ืนที่ จากนั้นรวมกัน
อภปิ รายจนไดขอ สรุปวา การหาพนื้ ทเ่ี กิดจาก 1 ซม. 1 ซม.
การนาํ ดา นทงั้ สองดา นมาคณู กัน 1 ซม. 1 ซม.
8. ครูติดแถบสูตรการหาพื้นท่ีของรูปส่ีเหลี่ยม 4 ซม. 3 ซม.
จัตุรัสและรูปสี่เหลี่ยมผืนผาบนกระดาน แลว
ขออาสาสมคั รออกมาแสดงความคดิ เหน็ วา รปู 6 ซม.
สี่เหล่ียมแตละรูปควรใชสูตรใด เพราะเหตุใด
แลว ครอู ธบิ ายเพม่ิ เตมิ
กวา ง x ยาว ดา น x ดา น
4 ซม.
รูปสเี่ หลีย่ มมุมฉากรปู นี้มีตาราง
รูปสีเ่ หล่ียมมมุ ฉากรปู นี้มตี าราง ขนาด 1 ตารางเซนติเมตร 3 แถว
ขนาด 1 ตารางเซนตเิ มตร 4 แถว แถวละ 6 ตารางเซนตเิ มตร
แถวละ 4 ตารางเซนติเมตร 6 + 6 + 6 = 18 ตารางเซนตเิ มตร
4 + 4 + 4 + 4 = 16 ตารางเซนติเมตร
รปู น้ีมีพ้ืนท่ี รปู นีม้ พี ้ืนที่
4 × 4 = 16 ตารางเซนตเิ มตร
3 × 6 = 18 ตารางเซนตเิ มตร
ซ�ึงความกว้างของรูปส่ีเหล่ียมมุมฉาก ซ�ึงความกว้างของรูปสี่เหลี่ยมมุมฉาก
เทา่ กบั 4 เซนตเิ มตร ความยาว เทา่ กบั เทา่ กบั 3 เซนตเิ มตร ความยาวเทา่ กบั
4 เซนตเิ มตร 6 เซนตเิ มตร
จากการคำานวณหาพ้ืนที่ข้างต้น จะได้สูตรการหาพื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยม
มุมฉาก ดังน้ี
พ้นื ทรี่ ูปสี่เหลย่ี มจัตุรสั เท่ากบั ความยาวของด้าน คณู ความยาวของด้าน
พืน้ ทรี่ ูปส่ีเหลี่ยมผืนผำ เทา่ กบั ความกว้าง คณู ความยาว
154
เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคดิ
สนามกีฬาของโรงเรียนแหงหน่ึงมคี วามกวา ง 30 เมตร ยาว 50
ครูเนนย้ํากบั นกั เรียน เพ่ือปองกันการเขาใจที่คลาดเคล่อื นวา รูปสเ่ี หลี่ยม เมตร โรงเรียนแหง นมี้ สี นามกฬี าทีม่ ีพ้ืนท่เี ทาไร
จตั รุ สั มสี ตู รการหาพน้ื ทคี่ อื ดา น × ดา น ไมใ ช ดา น × 4 ซงึ่ เปน สตู รการหาความ (แนวตอบ สนามกฬี ากวาง 3500× เมตร
ยาวรอบรปู ของรปู สเ่ี หล่ียมจตั รุ ัส โดยครูอาจยกตัวอยางตอไปน้ี แลว ใหน กั เรียน ยาว 00 เมตร
บนั ทึกลงสมุด
1500
รูปสเ่ี หล่ียมจัตรุ สั รูปหนึ่งยาวดา นละ 6 เซนติเมตร ดังนัน้ สนามกีฬามพี ้ืนที่ 1500 ตารางเมตร)
• พน้ื ทข่ี องรปู จตั ุรสั = ดา น × ดา น = 6 × 6 = 36 ตารางเซนตเิ มตร
• ความยาวรอบรปู ของรปู จัตุรัส = ดา น × 4 = 6 × 4 = 24 เซนตเิ มตร
T168
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ตวั อยา่ งท ี่ 9 ขน้ั สอน
การหาพื้นทีร่ ูปสีเ่ หลี่ยมมมุ ฉากโดยการคาำ นวณ สอน
3 ซม. 9. ครูใหนักเรียนจับคูศึกษาวิธีการหาพ้ืนท่ี
โดยการคาํ นวณ จากตวั อยา งในหนงั สอื เรยี น
วิธที �ำ 4 ซม. หนา 154 - 155
พ้นื ทีร่ ปู สี่เหลี่ยมมมุ ฉำก เทา่ กับ ความกวา้ ง คณู ความยาว
10. ใหนักเรียนแตละคูหาส่ิงของรอบตัวท่ีเปน
จำกรูป รปู ส่ีเหลย่ี มจตั ุรัสหรอื รูปส่เี หล่ยี มผนื ผา แลว
ชวยกันหาพ้ืนท่ี ถาดานของสิ่งที่นักเรียนหา
มามคี วามยาวเปน ทศนยิ ม ใหใ ชเ ครอ่ื งคดิ เลข
หาคาํ ตอบได แลว แสดงวธิ ที าํ ลงสมดุ จากนน้ั
สง ครตู รวจสอบความถูกตอ ง
11. ใหนักเรียนทํากิจกรรมฝกทักษะ ขอ 2 ใน
หนังสอื เรียน หนา 157 เปนการบา น
ความกวา้ งของรปู ส่เี หล่ียมมุมฉาก เทา่ กบั 3 เซนติเมตร
ความยาวของรปู ส่เี หลีย่ มมมุ ฉาก เทา่ กบั 4 เซนติเมตร
ดงั นน้ั รปู ส่เี หลี่ยมมมุ ฉากรูปน้มี ีพ้ืนท ี่ เทา่ กับ 3 × 4 ตารางเซนติเมตร
= 12 ตารางเซนติเมตร
ตอบ รปู ส่เี หลยี่ มมมุ ฉากรปู นมี้ พี ้นื ท ี่ ๑๒ ตารางเซนตเิ มตร
ตัวอย่างท่ ี 10
รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสรูปหน่ึงมีพื้นที่ 25 ตารางเซนติเมตร รูปสี่เหล่ียมจัตุรัส
รูปน้มี ีความยาวแต่ละด้านกเ่ี ซนตเิ มตร
วิธีท�ำ จากโจทยเ์ ขยี นแสดงรูปได ้ ดังน้ี
25 ตร.ซม.
วธิ ีทำ�
พนื้ ทีร่ ปู ส่ีเหลี่ยมจัตรุ ัส เทา่ กบั ความยาวของดา้ น คูณ ความยาวของด้าน
25 = 5 × 5
ดงั น้ัน รูปสเ่ี หลย่ี มจัตุรัสรูปนี้มีความยาวแต่ละด้าน 5 เซนตเิ มตร
ตอบ รูปสเี่ หลย่ี มจตั ุรัสรปู น้มี คี วามยาวแต่ละด้าน ๕ เซนติเมตร
155
ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET เกร็ดแนะครู
กระเบื้องแผนหนึ่งกวาง 32 เซนติเมตร ยาว 16 เซนติเมตร
ถาตองการนําไปปูหองไดเต็มพอดี จะตองใชกระเบ้ือง 25 แผน ในการจดั การเรยี นรู ครูอาจใหน ักเรยี นจับกลุม กลุมละ 5 คน จากน้ันครู
หองนีม้ ีพื้นทเี่ ทา ใด แจกไมบรรทัดและผาสีตางๆ (ขนาดไมเทากัน) ท่ีเปนรูปสี่เหล่ียมมุมฉากแลว
1. 14,300 ตารางเซนติเมตร 3. 15,300 ตารางเซนติเมตร ใหนักเรยี นแตละกลุมหาพ้นื ที่ของผา โดยครใู หเ วลา 5 นาที เมอ่ื หมดเวลาครู
2. 12,800 ตารางเซนติเมตร 4. 16,250 ตารางเซนติเมตร ใหน กั เรยี นแตละกลุมสง ตวั แทนออกมาบอกคาํ ตอบ พรอมชูผา สที ไี่ ดร บั ครูและ
(เฉลยคําตอบ ขอ 2. เพราะ นักเรียนกลมุ อื่นๆ รว มกนั ตรวจสอบคาํ ตอบ
สตู รการหาพื้นทรี่ ูปสีเ่ หลย่ี มผนื ผา คอื กวาง × ยาว
จะไดวา 32 × 16 = 512 ตารางเซนติเมตร
ดงั นนั้ กระเบอื้ ง 25 แผน หอ งจะมีพืน้ ท่ี
512 × 25 = 12,800 ตารางเซนติเมตร)
T169
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน ตัวอย่างที่ 11 5 ซม. จากรูป จะเห็นว่า เปน รูป
ทปี่ ระกอบจากรปู สเ่ี หลยี่ ม
ฝก ทกั ษะ 7 ซม.
B มมุ ฉากตงั้ แต ่ 2 รปู ขนึ้ ไป
1. ครตู ดิ แผนภาพท่ี 1, 2 และ 3 บนกระดาน แลว 4 ซม. C
ถามนักเรยี นวา แตล ะภาพมีพน้ื ทเี่ ทา ใร 10 ซม.
6 ซม. A
2. ครูนําแผนภาพท้ังสามติดเชื่อมตอกัน ดังรูป
ใหนักเรียนรวมกันอภิปรายวาภาพท่ีครูติดมี
พื้นที่ทั้งหมดเทา ใด และหาไดอยา งไร
(แนวตอบ หาพน้ื ที่แตละรูปแลว นาํ มาบวกกัน)
3. ครูแสดงวิธีทําใหนักเรียนดูบนกระดาน และ
เปด โอกาสใหนกั เรยี นทส่ี งสัยซกั ถาม
12 ซม.
วธิ ีทำ� วิธีท่ี 1 พ้ืนทสี่ ว่ นท่ีระบำยสี เทำ่ กับ พืน้ ทร่ี ปู สี่เหลีย่ มมมุ ฉำก A บวก
พน้ื ท่รี ูปสเ่ี หลีย่ มมุมฉำก B
พืน้ ทรี่ ูปสเี่ หลยี่ มมมุ ฉาก A เทา่ กับ 6 × 12 ตารางเซนติเมตร
= 72 ตารางเซนตเิ มตร
พน้ื ทร่ี ปู สเ่ี หลยี่ มมุมฉาก B เทา่ กับ 4 × 5 ตารางเซนติเมตร
= 20 ตารางเซนติเมตร
ดงั นนั้ พ้นื ท่สี ่วนท่ีระบายส ี เท่ากับ 72 + 20 = 92 ตารางเซนติเมตร
วธิ ที ่ี 2 พ้ืนที่สว่ นทรี่ ะบำยส ี เท่ำกับ พ ้ืนที่ท้ังหมดลบดวยพ้ืนท่ีรูปส่ีเหล่ียม
มมุ ฉำก C
พื้นทท่ี ง้ั หมด เท่ากับ 10 × 12 ตารางเซนติเมตร
= 120 ตารางเซนติเมตร
พนื้ ทีร่ ูปส่ีเหลี่ยมมุมฉาก C เท่ากับ 4 × 7 ตารางเซนติเมตร
= 28 ตารางเซนตเิ มตร
ดงั นน้ั พน้ื ทีส่ ว่ นทร่ี ะบายส ี เท่ากบั 120 - 28 = 92 ตารางเซนตเิ มตร
ตอบ พื้นทสี่ ว่ นท่รี ะบายสี เท่ากับ ๙๒ ตารางเซนตเิ มตร
156
ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET
หากนาํ รูปสีเ่ หล่ยี มตอ ไปนี้มาติดรวมกนั จะมีพนื้ ทท่ี ัง้ หมดตรงกบั ขอใด
4 ซม. 1. 20 ตารางเซนตเิ มตร
2 ซม. 2. 28 ตารางเซนติเมตร
4 ซม. 3. 34 ตารางเซนติเมตร
3 ซม. 2 ซม. 4. 40 ตารางเซนติเมตร
4 ซม.
(เฉลยคาํ ตอบ ขอ 2. เพราะ
หาพ้นื ทสี่ ีเ่ หลีย่ มมุมฉากแตล ะรูปมารวมกนั
รปู ผนื ผา รปู ที่ 1 มพี น้ื ท่ี 4 × 3 = 12 ตารางเซนติเมตร
รูป ผืนผา รปู ที่ 2 มพี น้ื ท่ี 4 × 2 = 8 ตารางเซนติเมตร
รูป ผนื ผา รปู ที่ 3 มพี น้ื ท่ี 4 × 2 = 8 ตารางเซนติเมตร
เมอื่ นาํ ทง้ั สามรปู มาตดิ รวมกนั จะมพี นื้ ทที่ งั้ หมด 12 + 8 + 8 = 28 ตารางเซนตเิ มตร)
T170
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
กิจกรรมฝึกทักษะ ขน้ั สอน
1 ห ำพน้ื ท่ีของรปู สเ่ี หล่ียมมมุ ฉำกต่อไปน้ ี โดยวิธีนับตำรำง เม่อื มพี นื้ ท ่ี ฝก ทกั ษะ
1 ตำรำงเซนตเิ มตร
1. 2. 4. ครูเสนอแผนภาพดังรูปบนกระดาน แลวถาม
นกั เรยี นวา ภาพนม้ี พี น้ื ทท่ี ง้ั หมดเทา ไร จากนน้ั
3. 4. ครูเขียนคําตอบบนกระดาน
2 หำพน้ื ที่ของรปู ส่เี หลย่ี มมมุ ฉำกตอ่ ไปน้ี โดยกำรคำ� นวณ 5. ครูตัดภาพตามรอยเสนประใหนักเรียนเห็น
แลวนาํ รูปสเ่ี หลยี่ มรูปเล็กสว นที่ตดั ออก แสดง
1. รูปสเ่ี หลย่ี มผืนผา้ กวา้ ง 2 เซนติเมตร ยาว 3 เซนตเิ มตร มพี ้ืนที ่ ใหน ักเรยี นดู แลวบอกนกั เรียนวา รปู ส่ีเหล่ียม
ก่ตี ารางเซนติเมตร ทต่ี ดั ออกเปน รปู สเี่ หลยี่ มจตั รุ สั มดี า นยาวดา น
ละ 3 น้ิว รูปสเ่ี หลย่ี มดังกลา วมีพื้นทเ่ี ทาไร ครู
2. รูปสี่เหล่ยี มจัตรุ สั กว้าง 6 เซนตเิ มตร ยาว 6 เซนตเิ มตร มีพนื้ ท ่ี เขียนคําตอบบนกระดาน
กี่ตารางเซนติเมตร
6. ครตู ดิ แผนภาพทเี่ กดิ จากการตดั ในขอ 5 ดงั รปู
3. รปู สี่เหลย่ี มผืนผา้ กว้าง 6 เซนติเมตร ยาว 8 เซนติเมตร มีพ้นื ที่ บนกระดาน แลว ตงั้ คาํ ถามกระตนุ ความคดิ วา
กต่ี ารางเซนตเิ มตร ถาครูตองการทราบพ้ืนที่ในแผนภาพสามารถ
หาไดอยางไร นักเรียนรวมกันอภิปรายจนได
4. ร ปู สี่เหล่ียมจตั รุ สั ทม่ี ีความยาวด้านละ 7 เซนตเิ มตร มีพ้ืนทีก่ ี่ตาราง- ขอ สรปุ วา เกดิ จากการนาํ พน้ื ทท่ี งั้ หมด ลบดว ย
เซนตเิ มตร พ้ืนท่ที ไ่ี มต อ งการ
5. ร ูปสี่เหล่ียมผืนผ้า กวา้ ง 9 เซนติเมตร ยาว 12 เซนติเมตร มีพื้นท ี่ 7. ครูแสดงวิธีทําใหนักเรียนดูบนกระดาน และ
กต่ี ารางเซนตเิ มตร เปดโอกาสใหน กั เรยี นซกั ถามขอ สงสยั
6. รปู สเ่ี หลยี่ มผนื ผ้า มพี น้ื ที ่ 32 ตารางเซนติเมตร ยาว 8 เซนตเิ มตร 8. ใหนักเรียนทําแบบฝกหัด ขอ 2 - 3 ใน
รูปสเี่ หลย่ี มผนื ผ้ารปู นม้ี คี วามกวา้ งกเี่ ซนตเิ มตร แบบฝกหัด คณิตศาสตร ป.4 เลม 1 หนา
136 - 140
7. ร ูปสี่เหลีย่ มจตั ุรสั มีพ้ืนท ่ี 64 เซนตเิ มตร รปู สี่เหลี่ยมจตั รุ สั รปู นมี้ ีความยาว
แตล่ ะด้านกีเ่ ซนติเมตร
8. ร ปู สี่เหลี่ยมจัตรุ ัส มคี วามยาวรอบรูป 36 เซนติเมตร
1) รูปสเี่ หลี่ยมจตั ุรัสรูปนีแ้ ตล่ ะด้านยาวกเ่ี ซนติเมตร
2) รูปส่ีเหล่ยี มจตั ุรัสรปู น ้ี มีพืน้ ท่ีกต่ี ารางเซนติเมตร
157
กิจกรรม สรา งเสริม เกร็ดแนะครู
ใหน กั เรยี นหาความยาวรอบรปู และพน้ื ทร่ี ปู สเี่ หลย่ี มจตั รุ สั และ ในการจัดการเรยี นรู เรอ่ื ง การหาพน้ื ท่ีของส่ีเหล่ยี มมมุ ฉาก ครคู วรเนน ยาํ้
รปู ส่ีเหล่ยี มผืนผา ตอ ไปน้ี กบั นกั เรยี นใหม คี วามรอบคอบในการหาผลคณู และครอู าจทบทวนเรอื่ ง การคณู
ตามแนวตง้ั ใหกบั นักเรยี นดวย
1. รปู สเี่ หลย่ี มมมุ ฉากรปู หนงึ่ มคี วามยาวดา นละ 8 เซนตเิ มตร
2. รูปส่ีเหลี่ยมมุมฉากรูปหนึง่ มคี วามกวาง 5 เซนตเิ มตร ยาว ครอู าจใหน กั เรยี นรว มกนั อภปิ รายแสดงความคดิ เหน็ การเรยี นรเู รอื่ ง การหา
พ้ืนท่รี ปู ส่ีเหลีย่ มมมุ ฉาก สามารถนาํ ไปใชใ นชวี ิตประจาํ วันไดอ ยางไร ทั้งน้ี เพอื่
9 เซนตเิ มตร ใหนักเรยี นเขาใจและเหน็ ประโยชนข องการเรยี นรเู รอ่ื ง การหาพนื้ ทีร่ ูปสเ่ี หลยี่ ม
3. รูปส่ีเหลีย่ มมมุ ฉากรปู หน่งึ มีความกวาง 8 เซนตเิ มตร ยาว จัตรุ ัส และรปู สเี่ หล่ียมผนื ผา
14 เซนตเิ มตร
T171
นาํ สอน สรุป ประเมิน
ขน้ั สรปุ 3 ห ำพื้นทีส่ ว่ นทรี่ ะบำยสี
1. 4 ซม. 2.
1. นักเรียนรวมกันสรุปเก่ียวกับการหาพื้นท่ีของ
รปู สเ่ี หลีย่ มมมุ ฉาก และชวยกนั บอกประโยชน 3 ซม.
ของการเรยี นเรอื่ ง การหาพนื้ ทขี่ องรปู สเี่ หลยี่ ม
มมุ ฉาก 3 ซม. 5 ซม.
4 ซม.
2. ใหนักเรียนทําใบงานที่ 7.4 เรื่อง พ้ืนท่ีของ
รูปสเ่ี หลย่ี มมมุ ฉากเปนการบาน 3. 4 ซม. 4.
ขนั้ ประเมนิ 4 ซม.
1. ครปู ระเมินผล โดยการสังเกตการตอบคาํ ถาม
รว มอภปิ ราย และการรว มกันทาํ กจิ กรรมกลุม
2. ครูตรวจสอบผลจากการทําใบงานที่ 7.4
กิจกรรมฝก ทักษะ และแบบฝก หัด
3 ซม.
5 ซม. 2 ซม. 2 ซม.
1 ซม.
5. 3 ซม. 6. 4 ซม.
6 ซม. 1 ซม. 2 ซม. 2 ซม.
6 ซม.
ฝกทำ� ต่อใน
บฝ.คณติ ศำสตร ์ ป.4 เล่ม 1
158
แนวทางการวัดและประเมินผล กิจกรรม ทาทาย
ครูสามารถวัดและประเมินพฤติกรรมการทํางานรายบุคคลจากการทํา 11 ซม.
ใบงานในข้ันสรุป โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลจากแบบประเมิน
ของแผนการจดั การเรยี นรูในหนว ยการเรียนรูท ี่ 7 2 ซม.
2 ซม.
แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบคุ คล 1 ซม. 7 ซม.
1 ซม.
คาชแี้ จง : ให้ผสู้ อนสงั เกตพฤตกิ รรมของนักเรียนในระหวา่ งเรียนและนอกเวลาเรยี น แล้วขีด ✓ลงในชอ่ งท่ี
ตรงกบั ระดับคะแนน
ลาดบั ท่ี รายการประเมนิ ระดับคะแนน 1
32
1 การแสดงความคดิ เหน็
2 การยอมรบั ฟังความคิดเห็นของผอู้ ่ืน
3 การทางานตามหนา้ ท่ีท่ีได้รบั มอบหมาย
4 ความมนี ้าใจ
5 การตรงต่อเวลา
รวม
เกณฑ์การให้คะแนน ลงชอื่ ...................................................ผู้ประเมนิ ใหนกั เรียนหาพน้ื ที่แรเงาจากรปู ทก่ี ําหนดให
ปฏบิ ัตหิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสม่าเสมอ ............../.................../................
ปฏบิ ัตหิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบ่อยครงั้
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั ิหรือแสดงพฤติกรรมบางครงั้ ให้ 2 คะแนน
ให้ 1 คะแนน
เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
12 - 15 ดี
8 - 11 พอใช้
ต่ากว่า 8 ปรับปรงุ
T172
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั นาํ (CIPPA Model)
¡ÒÃËÒ¤ÇÒÁÂÒÇÃͺÃÙ»áÅоé×¹·èÕ ทบทวนความรเู้ ดมิ
¹íÒä»ãªŒ»ÃÐ⪹䴌͋ҧäúŒÒ§
5. ⨷» Þ˜ ËÒà¡ÂÕè Ç¡ºÑ ¤ÇÒÁÂÒÇÃͺ 1. ครูติดบัตรภาพรูปสี่เหล่ียมท่ีระบุความกวาง
û٠áÅо¹×é ·¢èÕ Í§Ã»Ù ÊàÕè ËÅÂèÕ ÁÁÁØ ©Ò¡ และความยาวบนกระดาน แลวใหนักเรียน
การแกโ้ จทย์ปญ หาเกี่ยวกบั ความยาวรอบรูป ทุกคนหาความยาวรอบรูปของรูปส่ีเหล่ียมลง
และพนื้ ท ี่ ใหว้ เิ คราะหว์ า่ โจทยก์ าำ หนดรปู สเี่ หลย่ี มมมุ ฉากชนดิ ใด แลว้ จงึ คาำ นวณ สมุด เสรจ็ แลว นาํ สงครตู รวจ
หาความยาวรอบรปู และพื้นที่ของรปู ส่ีเหล่ยี มนน้ั
2. ครูใหนักเรียนตอบคําถามกระตุนความคิด
ตวั อยา่ งท่ี 12 นกั เรยี นวา
• รูปส่ีเหลี่ยมผืนผากับรูปส่ีเหลี่ยมจัตุรัส
สนามฟตุ บอลเปนรูปสี่เหลยี่ มมมุ ฉากกวา้ ง 68 เมตร ยาว 105 เมตร นักกีฬา จะมีความยาวรอบรูปเทากันไดหรือไม
วงิ� รอบสนามฟุตบอล 1 รอบ จะวงิ� ได้ระยะทางกเ่ี มตร จงยกตวั อยาง
วธิ ีทำ� จ ากโจทย ์ เขียนรปู ได้ ดังน้ี (แนวตอบ ได เชน ความยาวรอบรูป 16 หนว ย
รูปสีเ่ หลีย่ มจัตรุ สั ยาวดานละ 4 หนวย และรปู
68 ม. สีเ่ หล่ยี มผืนผา ยาว 5 หนว ย กวา ง 3 หนวย
เปนตน )
3. ครูใหนักเรียนตอบคําถามจากหนังสือเรียน
หนา 159 ท่ีถามวา “การหาความยาวรอบรูป
และพืน้ ทน่ี ําไปใชป ระโยชนไ ดอ ยา งไรบาง”
105 ม. ขนั้ สอน
วิธที ่ ี 1 แสวงหาความร้ใู หม
วิธีทำ� สนามฟุตบอลมคี วามยาวรอบรูป 105 + 68 + 105 + 68 = 346 เมตร
ดงั นัน้ นกั กฬี าวิง� รอบสนามฟตุ บอล 1 รอบ ไดร้ ะยะทาง 346 เมตร 1. ครูแบงนักเรียนเปนกลุม กลุมละ 4 คน ทํา
กิจกรรม “ดาราพาวิ่ง” โดยครูติดภาพสนาม
วธิ ีท่ ี 2 กีฬารูปแบบตางๆ ที่มีขนาดความกวางและ
วธิ ีท�ำ สนามฟตุ บอลเปนรูปสีเ่ หล่ยี มผนื ผ้ากว้าง 68 เมตร ความยาวดานแตกตางกัน จากนั้นใหตัวแทน
ยาว 105 เมตร ออกมาจับรูปดารา โดยดานหลังรูปดาราจะมี
นกั กฬี าวิง� รอบสนามฟตุ บอล 1 รอบ ไดร้ ะยะทาง คําสั่งติดอยู ใหนักเรียนอานโจทยใหเพื่อนฟง
2 × (68 + 105) = 2 × 173 เมตร แลว นกั เรยี นแตล ะกลมุ ชว ยกนั คดิ กลมุ ทตี่ อบ
= 346 เมตร ไดถูกตองและรวดเร็วไดคะแนนสะสม ครูทํา
ตอบ นักกีฬาวิ�งรอบสนามฟุตบอล 1 รอบ ได้ระยะทาง ๓๔๖ เมตร กจิ กรรม 3-4 รอบ
159 2. ครูยกตัวอยางการแกโจทยปญหาเกี่ยวกับ
ความยาวรอบรูปของรูปสี่เหลี่ยมมุมฉาก
เพมิ่ เติม โดยครเู นนใหน กั เรยี นวเิ คราะหโจทย
แลว หาความยาวของดา นทุกดาน เมื่อไดครบ
แลวจึงนํามาบวกกนั
กิจกรรม 21st Century Skills เกร็ดแนะครู
ใหนกั เรียนจับกลมุ กลุม ละ 5 - 6 คน สรางโจทยปญ หาเก่ียวกบั ครูอาจยกตัวอยางโจทยปญหาที่เก่ียวของกับสถานการณในชีวิตประจําวัน
ความยาวรอบรปู และพนื้ ทข่ี องรปู สเ่ี หลยี่ มมมุ ฉาก 1 ขอ พรอ มแสดง ของนกั เรยี นเพิม่ เตมิ แลวสมุ นักเรียนออกมาแสดงวิธที ํา เชน
วิธที าํ และวาดรปู ประกอบ นําเสนอหนาช้นั เรยี นโดยใชโ ปรแกรม
The Geometer's Sketchpad • ชา งไมต อ งการตดั ไมเ พอ่ื ทาํ หนา ตา งรปู สเ่ี หลยี่ มผนื ผา ทชี่ าํ รดุ ในโรงเรยี น
แหงหนึ่ง ซ่งึ มีความกวาง 65 เซนติเมตร และมีความยาว 95 เซนตเิ มตร
ใหห าไมทถ่ี ูกตัดทําเปนหนา ตางมีพน้ื ที่ท้งั หมดเทาไร
• กระจกเงาบานหน่ึงมีพื้นที่ทั้งหมด 150 ตารางเซนติเมตร และมี
ความกวาง 10 เซนตเิ มตร ใหหาความยาวของกระจกเงาบานน้ี
สื่อ Digital
ครูอาจใหนักเรียนดูส่ือการเรียนรูผานทาง www.youtube.com โดย
ใชค ําสืบคน วา "โจทยปญหาเก่ียวกบั ความยาวรอบรูปและพนื้ ทข่ี องรูปส่ีเหลีย่ ม
Tมุมฉาก"
173
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน ตัวอยา่ งที ่ 13
การแสวงหาความร้ใู หม ปายชื่อโรงเรียนเปนรปู ส่เี หลี่ยมผืนผา้ กว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร ปา ยช่อื
โรงเรียนนมี้ พี ้นื ทก่ี ีต่ ารางเมตร
3. สมาชิกแตละคนในกลุมทํากิจกรรมฝกทักษะ วิธีท�ำ จากโจทย์ เขยี นรูปได ้ ดังน้ี
ขอ 2, 5, 6 และ 8 ในหนังสือเรยี น หนา 161
แลว อธบิ ายแลกเปลย่ี นกนั ภายในกลมุ จากนน้ั 2 ม.
จงึ สรปุ เปนคําตอบของกลมุ
1 ม.
4. ครูขอตัวแทนแตละกลุมนําเสนอคําตอบของ
กจิ กรรม กลุม ละ 1 ขอ หนา ช้ันเรยี น โดยครู พ้ืนที่ของรูปสี่เหลีย่ มผืนผำ เท่ากบั ความกวา้ ง คูณ ความยาว
ตรวจสอบความถูกตองและชมเชยกลุมท่ี ปายช่อื โรงเรียนมพี นื้ ท ่ี เท่ากับ 1 × 2 = 2 ตารางเมตร
นําเสนอไดถูกตอง และแนะนํากลุมท่ียังมี ดังนั้น ปายชือ่ โรงเรียนมพี ้ืนท ่ี 2 ตารางเมตร
ขอบกพรองอยู ตอบ ปายชือ่ โรงเรียนน้มี พี ืน้ ที่ ๒ ตารางเมตร
5. นักเรยี นตอบคาํ ถามกระตนุ ความคดิ วา ตวั อยา่ งท่ี 14
สิ่งสําคัญในการแกโจทยปญหาเกี่ยวกับความ
ยาวรอบรปู ของรปู ส่ีเหลยี่ มมมุ ฉากคอื อะไร สนามหญา้ รูปส่ีเหล่ียมมมุ ฉาก กวา้ ง 12 เมตร ยาว 22 เมตร มีทางเดินรอบ
สนามทั้งสด่ี ้านกว้าง 2 เมตร ทางเดนิ รอบสนามหญ้ามพี นื้ ทก่ี ีต่ ารางเมตร
6. ครูและนักเรียนรวมกันสรุปเก่ียวกับข้ันตอน วธิ ีทำ� จากโจทย ์ เขยี นรูปได้ ดงั น้ี
การแกโจทยปญหาเก่ียวกับความยาวรอบรูป 2 ม. 22 ม. 2 ม.
ของรูปส่เี หลย่ี มมมุ ฉาก
2 ม.
7. ครูนําอภิปรายถึงเรื่องการหาพ้ืนที่ของรูป
ส่เี หลยี่ มมมุ ฉากวา มสี ูตรการหาอยางไร สนามหญา้ 12 ม.
8. ครูใหนักเรียนกลุมเดิม (จากช่ัวโมงที่ผานมา) 2 ม.
รวมกันศึกษาตัวอยางโจทยปญหาเกี่ยวกับ
พน้ื ทขี่ อง รปู สเี่ หลย่ี มมมุ ฉาก จากหนงั สอื เรยี น ความยาวของสนามหญ้ารวมทางเดิน เท่ากบั 2 + 22 + 2 = 26 เมตร
หนา 160 แลว อธบิ ายแลกเปลย่ี นความรูความ ความกว้างของสนามหญ้ารวมทางเดิน เทา่ กับ 2 + 12 + 2 = 16 เมตร
เขาใจกัน พื้นทข่ี องสนามหญา้ รวมทางเดนิ เท่ากบั 16 × 26 = 416 ตารางเมตร
ความยาวของสนามหญา้ 22 เมตร ความกวา้ ง 12 เมตร
9. ตัวแทนแตละกลุมนําเสนอความรูท่ีไดศึกษา พื้นท่ขี องสนามหญ้า เทา่ กับ 12 × 22 = 264 เมตร
มา โดยครตู รวจสอบความถกู ตอ ง และอธบิ าย ดงั นั้น ทางเดนิ รอบสนามหญ้ามพี นื้ ท ่ี 416 - 264 = 152 ตารางเมตร
เพิม่ เตมิ ในสวนทีย่ งั มขี อบกพรองอยู ตอบ ทางเดนิ รอบสนามหญา้ มพี น้ื ที่ ๑๕๒ ตารางเมตร
160
เกร็ดแนะครู กิจกรรม เสริมสรางคุณลักษณะอันพงึ ประสงค
เพอื่ ใหน กั เรยี นไดม สี ว นรว มในการเรยี นการสอน ครคู วรใหน กั เรยี นรว มกนั ครูแจกกระดาษ A4 ใหก บั นกั เรียน จากนน้ั ครูใหน ักเรียนแตละ
สรา งโจทยป ญ หาเกยี่ วกบั ความยาวรอบรปู และพน้ื ทข่ี องรปู สเ่ี หลยี่ มมมุ ฉาก 3 ขอ คนสรางโจทยปญหาเก่ียวกับพ้ืนที่ของรูปส่ีเหล่ียมมุมฉาก จํานวน
จากน้ันครูสุมนักเรียนออกมาแสดงวิธีทําหนาชั้นเรียน โดยครูและนักเรียน 2 ขอ พรอมแสดงวิธีทาํ โดยครูเนน ยา้ํ วา ใหน ักเรยี นทาํ ดว ยตนเอง
คนอื่นๆ รวมกันตรวจสอบความถูกตอง หากนักเรียนทําไดถูกตองครูกลาว หามคัดลอกจากเพือ่ น หรือใหผ ปู กครองทําการบานให และสง งาน
ชมเชยและปรบมือ แตหากนักเรียนทําผิดพลาด ครูใหกําลังใจ พรอมอธิบาย ตรงตามเวลาทีค่ รกู าํ หนด หากนักเรยี นมีขอ สงสยั ใดๆ สามารถมา
เพิ่มเติม และอาจยกตัวอยางโจทยปญหาเพิ่มเติมแลวใหนักเรียนแสดงวิธีทํา ถามขอ สงสยั กับครไู ด
อีกครัง้
T174
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
กิจกรรมฝึกทักษะ ขนั้ สอน
แสดงวธิ ีทำ� โจทย์ปญั หำต่อไปนี้ การศกึ ษาทาํ ความเขา้ ใจขอ้ มลู /ความรู้ใหมฯ
1. ก ระเบอื้ งปพู ้ืนรูปสี่เหลีย่ มมุมฉาก กว้าง 25 เซนตเิ มตร ยาว 40 เซนตเิ มตร
1. ครูใหนักเรียนทํากิจกรรม “ชางปูกระเบ้ือง”
วดั โดยรอบกระเบือ้ งปพู ้ืนแผน่ น้ีมคี วามยาวกีเ่ ซนตเิ มตร โดยครูนาํ กระเบื้องจาํ ลอง ขนาด 16 x 16 นวิ้
2. ผา้ เช็ดหนา้ รูปสีเ่ หล่ยี มจตั ุรสั ยาวด้านละ 20 เซนติเมตร นาำ ผา้ ลูกไมม้ าตดิ ใหนักเรียนดู แลวบอกนักเรียนวา ครูสมมติ
ใหนักเรียนแตละกลุมเปนชางปูกระเบ้ือง
โดยรอบผ้าเชด็ หนา้ จะตอ้ งใชผ้ า้ ลกู ไมย้ าวอยา่ งน้อยเท่าไร ใหน กั เรยี นในกลมุ ชว ยกนั วดั พนื้ ทใี่ นหอ งเรยี น
3. ก ระเบอ้ื งปพู ื้นเปนรปู สเี่ หล่ียมจตั ุรสั ยาวด้านละ 25 เซนติเมตร กระเบ้ือง (ขนาดเปนตารางน้ิว) แลวชวยกันคิดวา
หากครจู ะปพู นื้ กระเบอ้ื งขนาดดงั กลา วจะตอ ง
ปูพ้นื มพี น้ื ท่กี ต่ี ารางเซนติเมตร ใชก ระเบอ้ื งทง้ั หมดกแี่ ผน โดยขณะทาํ กจิ กรรม
4. ห นา้ ตา่ งรูปส่ีเหลี่ยมมุมฉาก กว้าง 60 เซนติเมตร ยาว 100 เซนติเมตร ครูคอยสังเกตและชวยเหลือนักเรียนกลุมท่ียัง
แกปญ หาไมได
ตอ้ งการตดิ กระจกหนา้ ตา่ ง ตอ้ งใชก้ ระจกมพี น้ื ทอี่ ยา่ งนอ้ ยกตี่ ารางเซนตเิ มตร
5. สระว่ายน้าำ แห่งหน่ึงเปน รูปสเ่ี หลี่ยมผืนผ้า กว้าง 25 เมตร ยาว 50 เมตร 2. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายถึงวิธีการหา
คําตอบจากกิจกรรม “ชางปูกระเบ้ือง” บน
ถ้าเดินรอบสระนำ้า 3 รอบ จะเดินไดร้ ะยะทางเท่าไร กระดาน โดยครูใหคะแนนและชมเชยกลุม
6. ป ระตูกวา้ ง 80 เซนตเิ มตร ยาว 195 เซนตเิ มตร วัดโดยรอบประตบู านน้ี ที่ทําไดถูกตอง พรอมท้ังแนะนํากลุมที่ยังมี
ขอบกพรองอยู
ยาวกเ่ี ซนตเิ มตร
7. โตะ รปู สเ่ี หลย่ี มจตั รุ สั วดั ความยาวรอบรปู ได ้ 240 เซนตเิ มตร โตะ ตวั นม้ี พี นื้ ที่ 3. ครใู หน กั เรยี นทาํ กจิ กรรมฝก ทกั ษะ ขอ 1, 3 - 4,
7 และ 9 - 10 ในหนงั สอื เรยี น หนา 161 ลงสมดุ
กตี่ ารางเซนติเมตร
8. สนามบาสเกตบอลแห่งหน่ึงเปนรูปส่ีเหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 15 เมตร ยาว
28 เมตร ถ้าวง่ิ รอบสนามบาสเกตบอล 5 รอบ จะวง่ิ เปนระยะทางกีเ่ มตร
9. แ ปลงปลูกผักเปนรูปสี่เหลย่ี มมุมฉาก กว้าง 2 เมตร ยาว 12 เมตร ต้องการ
สรา้ งทางเดินกวา้ ง 1 เมตร รอบนอกแปลงผัก จงหาพืน้ ทข่ี องทางเดนิ
10. สนามหญา้ เปนรูปสี่เหล่ียมผนื ผ้ามีความยาว 10 เมตร กวา้ ง 4 เมตร
สนามหญา้ มีพืน้ ท่ีก่ีตารางเมตร
ฝกท�ำตอ่ ใน
บฝ.คณติ ศำสตร์ ป.4 เลม่ 1
161
ขอสอบเนน การคดิ
สวนเงาะแหง หน่ึงเปน รูปสเ่ี หลยี่ มมมุ ฉาก กวาง 25 เมตร ยาว 38 เมตร มลี าํ คลองลอมรอบ
สวนทั้งสด่ี านกวาง 2 เมตร ลาํ คลองรอบสวนเงาะมีพนื้ ทกี่ ต่ี ารางเมตร
(แนวตอบ จ2 ามก. โจทย เขยี นรปู ได ดังนี้ 2 ม.
38 ม.
สสววนนเเงงาาะะ 2 ม.
25 ม.
2 ม. T175
ความยาวของสวนเงาะรวมกบั ลาํ คลอง เทากบั 2 + 38 + 2 = 42 เมตร
ความกวางของสวนเงาะรวมกับลาํ คลอง เทากับ 2 + 25 + 2 = 29 เมตร
พ้ืนทขี่ องสวนเงาะรวมกบั ลาํ คลอง เทา กับ 42 x 29 = 1,218 เมตร
ความยาวของสวนเงาะ 38 เมตร ความกวาง 25 เมตร
พนื้ ทข่ี องสวนเงาะ เทากบั 38 x 25 = 950 ตารางเมตร
ดังน้ัน ลาํ คลองรอบสวนเงาะมีพ้นื ท่ี 1.218 - 950 = 268 ตารางเมตร)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน ÊÃØ» ÊÒÃÐÊÒí ¤ÞÑ 7»ÃШíÒ˹Nj ¡ÒÃàÃÕ¹÷ٌ èÕ
การปฏบิ ตั ิ และ/หรอื การแสดงผลงาน รูปสี่เหลย่ี มจัตุรสั รูปส่เี หล่ียมผนื ผา
• มดี านทุกดานยาวเทากนั • มดี า นตรงขามยาวเทา กนั แตดานที่อยตู ดิ กัน
1. ครูแบงนักเรียนออกเปนกลุม (กลุมเดิม)
จากนั้นแจกใบงานท่ี 7.5 เร่ือง โจทยปญหา • มีดานตรงขามขนานกัน ยาวไมเทา กัน
เกี่ยวกับความยาวรอบรูปและพื้นท่ีของรูป • มมี ุมทกุ มมุ เปน มุมฉาก • มดี า นตรงขามขนานกัน
ส่ีเหล่ียมมุมฉาก ใหนักเรียนในกลุมรวมกัน • มเี สน ทแยงมมุ ยาวเทากนั • มีมุมทุกมุมเปนมมุ ฉาก
วิเคราะหโจทยและแสดงความคิดเห็นวิธีแก • มีเสน ทแยงมุมยาวเทากนั แบงครง่ึ ซึ่งกนั
ปญหาโจทยภายในกลุม แลว แสดงวิธีทํา แบงคร่ึงซ่ึงกันและกนั
และตัดกนั เปน มุมฉาก และกัน แตตัดกันไมเ ปนมมุ ฉาก
2. ครูขออาสาสมัครนักเรียนออกมาแสดงวิธีทํา
หนาชนั้ เรยี นกลุม ละ 1 คน ชนดิ และสมบัติของ • ตองคาํ นงึ ถึงลักษณะของรูปสี่เหลีย่ มมมุ ฉาก
รูปส่ีเหลย่ี มมุมฉาก • ใชไมฉ ากหรอื ไมโ พรแทรกเตอรชว ยในการสรางมมุ
3. ครูช่ืนชมนักเรียนท่ีอาสาออกมาแสดงวิธีทํา • ใชไมบ รรทดั ลากเสนและวัดความยาวของแตล ะดาน
นักเรียนรวมกันตรวจสอบความถูกตอง และ
แกไขจุดทีบ่ กพรอ ง การสรา งรปู ส่ีเหล่ียมมมุ ฉาก
เม่อื กาํ หนดความยาวของดาน
ขนั้ สรปุ
รูปสเ่ี หล่ยี มมุมฉาก รูปสี่เหลย่ี มจตั ุรัส เทากบั ความยาวของดา น บวก ความยาว
การประยกุ ต์ใชค้ วามรู้ ของดา น บวก ความยาวของดา น
บวก ความยาวของดาน
1. ครูใหนักเรียนรวมกันอภิปรายประโยชนของ
การเรียนเรื่อง โจทยปญหาเก่ียวกับความยาว เทากบั ส่เี ทา ของความยาวของดา น
รอบรปู และพน้ื ทขี่ องรปู สเี่ หลย่ี มมมุ ฉาก จนได
วา สามารถนาํ ความรไู ปใชใ นชวี ติ ประจาํ วนั ได ความยาวรอบรูปของ
เชน การคาํ นวณหาพื้นท่หี อ ง การปูกระเบ้อื ง รปู สีเ่ หลีย่ มมุมฉาก
การหาระยะทางเมอื่ วง่ิ รอบสนาม เปน ตน
รปู สี่เหลย่ี มผืนผา เทากบั สองเทา ของความกวา ง บวก
2. ครูใหน กั เรียนดูสรปุ สาระสาํ คัญ ประจําหนว ย สองเทา ของความยาว
การเรียนรูที่ 7 จากหนังสือเรียน หนา 162
เพ่ือทบทวนความรูท ้งั หนวยอกี คร้งั พื้นทข่ี องรูป โดยการนับตาราง 1 หน่วย 1 หนว่ ย 4 ตารางหนว ย
สี่เหลยี่ มมุมฉาก
โจทยปญหาเก่ียวกบั ความยาว โดยการคํานวณ
รอบรปู และพนื้ ทขี่ องรปู สเี่ หลยี่ ม • พื้นท่ีรปู สเี่ หลย่ี มจตั ุรสั เทากับ ความยาวดา น คูณ
มุมฉาก ความยาวดาน
• พืน้ ทร่ี ูปส่เี หล่ียมผืนผา เทากับ ความกวา ง คณู ความยาว
วิเคราะหโ จทย พรอมทัง้ เขยี นรปู ?
แลว แสดงวิธีคิดหาคาํ ตอบ
162
เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคิด
ครอู าจจดั กจิ กรรม "มาตอบคาํ ถามกนั เถอะ" โดยใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ สวนทแ่ี รเงามพี ้นื ทที่ ั้งหมดเทา ใด
5 คน (คละกันตามความสามารถ) แลวยกมือตอบคําถามจากครู
ซึง่ ครจู ะต้ังคําถามจากความรูใ นหนว ยการเรียนรทู ี่ 7 เพื่อเปน การทบทวนและ 2 ซม. 6 ซม.
ตรวจสอบความเขา ใจของนักเรยี น 5 ซม.
T176 12 ซม.
(แนวตอบ พน้ื ทรี่ ูป ทัง้ หมดเทา กบั 6 x 12 = 72 ตร.ซม.
พื้นท่ีรูป รูปเลก็ เทากบั 2 x 5 = 10 ตาราง ซม.
ดังนั้น สว นท่ีแรเงามพี ื้นท่ีทัง้ หมด 72 - 10 = 62 ตร.ซม.)
นาํ สอน สรปุ ประเมิน
¤Ó¶ÒÁ·ŒÒ·Ò¡ÒäԴ¢é¹Ñ ʧ٠ขน้ั สรปุ
สร้างรูปส่ีเหลี่ยมผืนผ้าโดยใช้เชือกยาว 42 เซนติเมตร ถ้าความยาวของ ขยายความเขา้ ใจ
รูปสเี่ หลยี่ มทีส่ ร้างขึน้ เปน 2 เท่าของความกวา้ งของรูปสีเ่ หลย่ี ม รปู ส่ีเหลย่ี ม
ผืนผ้านมี้ ีพื้นทเี่ ท่าไร 1. ครูใหนักเรียนแตละคูตอบคําถามทาทายการ
คิดข้ันสูง ในหนังสือเรียน หนา 163 แลวครู
➜ และนักเรยี นรว มกนั เฉลยคําตอบ
(แนวตอบ จากโจทยจ ะได ความกวา ง 7 ซม.
42 ซม. ความยาว 14 ซม. ดงั น้นั พืน้ ทีข่ องรูปสีเ่ หลี่ยม
ผนื ผา น้ี เทา กบั 7 x 14 = 98 ตารางเซนตเิ มตร)
àª×èÍÁâ§ÊÙ‹ªÇÕ Ôµ»ÃШÓǹÑ
2. ครอู า นสถานการณจ ากกจิ กรรมเชอื่ มโยงสชู วี ติ
ให้นักเรียนออกแบบแปลงปลูกดอกไม้ในสวนสาธารณะให้เปนรูปสี่เหล่ียม ประจําวัน ในหนังสอื เรยี น หนา 163 แลว ให
มุมฉากใหไ้ ดห้ ลากหลายรปู ท่ีสุด โดยกาำ หนดความยาวรอบรูปของแปลงดอกไม้ นกั เรยี นตอบคาํ ถาม
ทกุ แปลงตอ้ งเท่ากับ 20 เมตร เทา่ นั้น จากนั้นตอบคาำ ถามตอ่ ไปนี้ (แนวตอบ
1. แปลงดอกไม้ท่ีมีพ้ืนที่มากท่ีสุด คือ แปลงดอกไม้ที่มีความยาวและ 1. แปลงดอกไมท ม่ี พี นื้ ทม่ี ากทส่ี ดุ ตอ งมคี วาม
ความกวา้ งก่ีเมตร กวาง 5 ม. และความยาว 5 ม.
2. แปลงดอกไม้ท่ีมีพ้ืนท่ีน้อยที่สุด คือ แปลงดอกไม้ท่ีมีความยาวและ 2. แปลงดอกไมท มี่ พี น้ื ทน่ี อ ยทสี่ ดุ ตอ งมคี วาม
ความกวา้ งกีเ่ มตร กวาง 1 ม. และความยาว 9 ม.)
ขนั้ ประเมนิ
1. ครูมอบหมายช้ินงานใหนักเรียนวาดส่ีเหลี่ยม
มุมฉากประกอบเปนภาพระบายสีตกแตง
ใหสวยงามพรอ มตั้งชือ่ ภาพ แลวหาความยาว
รอบรูปและพ้ืนที่ของภาพที่นักเรียนวาด
เปนการบาน
2. ครปู ระเมนิ ผล โดยการสงั เกตการตอบคาํ ถาม
รว มอภิปราย และการรวมกนั ทาํ กิจกรรมกลุม
3. ครูตรวจสอบผลจากการทําใบงานท่ี 7.5
กิจกรรมฝกทกั ษะ และแบบฝกหัด
163
ขอสอบเนน การคิด แนวทางการวัดและประเมินผล
ขอ ใดมีการใชพ ืน้ ทท่ี าํ การเกษตรมากที่สุด ครูสามารถวัดและประเมินพฤติกรรมการทํางานกลุมจากการทํากิจกรรม
1. ใหญ ปลูกตน ทเุ รยี นในสวนกวาง 40 เมตร ยาว 90 เมตร ในขั้นการแสวงหาความรูใหม โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลของ
2. เลก็ ทาํ นาบนพ้ืนท่ที ่ีมีกวาง 40 เมตร ยาว 110 เมตร แผนการจดั การเรยี นรูในหนวยการเรียนรูที่ 7
3. หนอย ปลูกตนยางพาราในสวนกวาง 30 เมตร ยาว 130
เมตร แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม
4. โหนง ปลูกมงั คดุ ในสวนกวาง 20 เมตร ยาว 140 เมตร
(เฉลยคาํ ตอบ ขอ 1. เพราะ คาชีแ้ จง : ใหผ้ ู้สอนสงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรียนในระหวา่ งเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ลงในชอ่ งท่ี
ตวั เลือกในแตล ะขอ สามารถคาํ นวณหาพ้นื ทีไ่ ด ดงั น้ี ตรงกบั ระดบั คะแนน
1. 50 x 90 = 4,500 ตารางเมตร
2. 40 x 110 = 4,400 ตารางเมตร ลาดบั ที่ ชอ่ื – สกุล การแสดง การยอมรับ การทางาน ความมนี า้ ใจ การมี รวม
3. 30 x 130 = 3,900 ตารางเมตร ของนักเรยี น ความคดิ เห็น ฟงั คนอ่นื ตามทไ่ี ดร้ บั สว่ นรว่ มใน 15
4. 20 x 140 = 2,800 ตารางเมตร) มอบหมาย การปรับปรุง คะแนน
ผลงานกล่มุ
321321321321321
เกณฑ์การให้คะแนน ลงช่ือ...................................................ผ้ปู ระเมิน
ปฏิบตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสมา่ เสมอ ............../.................../...............
ปฏิบตั หิ รอื แสดงพฤติกรรมบ่อยครัง้ ให้ 3 คะแนน
ปฏิบตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้ ให้ 2 คะแนน
ให้ 1 คะแนน
เกณฑก์ ารตดั สนิ คณุ ภาพ
ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
12 - 15 ดี
8 - 11 พอใช้
ต่ากว่า 8 ปรบั ปรุง
T177
บรรณานุกรม
นติ กิ ร ระดม, น้�ำเพชร ชาญจงึ ถาวร, สริ พิ ชั ร์ เจษฎาวิโรจน์ และกิ่งแก้ว เลศิ ประเสรฐิ รตั น.์ (ม.ป.ป.). คูม่ ือครู
หนงั สอื เรียนรายวิชาพ้ืนฐาน คณติ ศาสตร์ ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 4. พมิ พ์คร้ังท่ี 4.
นนทบุรี : บริษทั ไทยร่มเกลา้ จ�ำกดั .
_______. (ม.ป.ป.) ค่มู ือครู หนงั สือเรียนรายวิชาพื้นฐาน คณติ ศาสตร์ ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 5. พมิ พ์ครัง้ ที่ 3.
นนทบรุ ี : บรษิ ทั ไทยรม่ เกลา้ จำ� กัด.
ไพศาล จรรยา และชริ า ล�ำดวนหอม. (2561). หนังสอื เรยี นรายวิชาพื้นฐาน คณติ ศาสตร์ ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 4
เลม่ 1. นนทบุรี : บริษัท ไทยรม่ เกลา้ จ�ำกดั .
ราชบัณฑิตยสถาน. (2554). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พุทธศักราช 2542. กรงุ เทพมหานคร :
นานมีบคุ๊ ส์พับลิเคชั่นส์.
_______. (2553). ศัพทค์ ณติ ศาสตร์ ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน. พิมพค์ ร้ังที่ 10. กรงุ เทพมหานคร : นานมบี ุค๊ ส์
พบั ลเิ คช่ันส.์
T178
บันทึก
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
T179
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................
T180