40 ขั้นตอนที่ 3 การตรวจสอบ (Check) การตรวจสอบทำให้รับรู้สภาพการณ์ของงานที่เป็นอยู่ เปรียบเทียบกับสิ่งที่วางแผน ซึ่งมีกระบวนการ ดังนี้ 1. กำหนดวัตถุประสงค์ของการตรวจสอบ 2. รวบรวมข้อมูล 3. การทำงานเป็นตอน ๆ เพื่อแสดงจำนวน และคุณภาพของผลงานที่ได้รับในแต่ละ ขั้นตอนเปรียบเทียบกับที่ได้วางแผนไว้ 4.การรายงานจะเสนอผลการประเมิน รวมทั้งมาตรการป้องกันความผิดพลาดหรือ ความล้มเหลว 4.1 รายงานเป็นทางการอย่างสมบูรณ์ 4.2 รายงานแบบอย่างไม่เป็นทางการ ขั้นตอนที่ 4 การแก้ไขปัญหา (Act) ผลของการตรวจสอบหากพบว่าเกิดข้อบกพร่องขึ้น ทำให้งานที่ได้ไม่ตรงตามเป้าหมายหรือผลงานไม่ได้มาตรฐาน ให้ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาตามลักษณะ ปัญหาที่ค้นพบ 1. ถ้าผลงานเบี่ยงเบนไปจากเป้าหมายต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ 2. ถ้าพบความผิดปกติใด ๆ ให้สอบสวนค้นหาสาเหตุแล้วทำการป้องกัน เพื่อมิให้ความ ผิดปกตินั้นเกิดขึ้นซ้ำอีก ในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ผลงานได้มาตรฐานอาจใช้มาตรการดังต่อไปนี้ 1. การย้ำนโยบาย 2. การปรับปรุงระบบหรือวิธีการทำงาน 3. การประชุมเกี่ยวกับกระบวนการทำงาน จากที่กล่าวมา พอสรุปได้ว่า วงจรคุณภาพ (PDCA) ประกอบด้วย การวางแผน (Plan) การ ดำเนินตามแผน (Do) การตรวจสอบ (Check) และการปรับปรุงแก้ไข (Act) โดยการวางแผน การลง มือปฏิบัติตามแผน การตรวจสอบผลลัพธ์ที่ได้ และหากไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่คาดหมายไว้ จะต้องทำการ ทบทวนแผนการโดยเริ่มต้นใหม่และทำตามวงจรคุณภาพซ้ำอีก เมื่อวงจรคุณภาพหมุนซ้ำไปเรื่อย ๆ จะทำให้เกิดการปรับปรุงงานและระดับผลลัพธ์ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสรุปได้ว่า กระบวนการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขต ตรวจราชการที่ 15 ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การวิเคราะห์ระบบ (Analysis) 2) การ ออกแบบระบบ (Design) 3) การพัฒนาระบบ (Development) 4) การทดสอบระบบ (Testing) 5) การนำระบบไปใช้(Implementation) และ 6) การบำรุงรักษาระบบ (Maintenance) ซึ่งในการ พัฒนาในแต่ละขั้นตอนมีการนำวงจรคุณภาพ (PDCA) มาเป็นกรอบในการดำเนินการเพื่อให้เกิด กระบวนการทำงานที่เป็นระบบมากยิ่งขึ้นและมีการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย
41 1. การวางแผน (Plan) ได้แก่ การเตรียมการไว้ล่วงหน้าเพื่อจะทำงานให้สำเร็จอย่างมี ประสิทธิภาพ โดยกำหนดเป้าหมาย จัดทำแผนตามเป้าหมาย แนวทางการดำเนินงาน ระยะเวลา งบประมาณ และผู้รับผิดชอบ 2. การดำเนินตามแผน (Do) ได้แก่ การดำเนินงานต่อเนื่องจากการวางแผน โดยมีการ ประชุมชี้แจง มอบหมายผู้รับผิดชอบ และให้การสนับสนุนงบประมาณ ทรัพยากร บุคลากร และ ดำเนินการนิเทศ แนะนำ กำกับ ติดตาม เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่กำหนด 3. การตรวจสอบ (Check) ได้แก่ การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติตาม แผน มีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการตรวจสอบ วิเคราะห์และรวบรวมปัญหาและสาเหตุที่เกี่ยวข้อง และการรายงานผลการประเมิน 4. การปรับปรุงแก้ไข (Act) ได้แก่ การนำผลการวิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุที่เกี่ยวข้องมา ปรับปรุงแก้ไข มีการประชุมเกี่ยวกับกระบวนการทำงาน และหากผลการดำเนินงานยังไม่เป็นไปตาม เป้าหมายก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินงานใหม่ให้เหมาะสมในการวางแผนระยะต่อไป แต่ถ้าผลการ ประเมินพบว่างานสำเร็จตามเป้าหมายแล้ว ในการวางแผนครั้งต่อไปต้องปรับเปลี่ยนเป้าหมายให้ สูงขึ้นเพื่อให้เกิดการพัฒนา และจัดทำรายงานไว้เป็นหลักฐาน 3. หลักการ แนวคิดเกี่ยวกับข้อมูล และระบบสารสนเทศ ข้อมูลสารสนเทศมีบทบาทสำคัญสำหรับหน่วยงานและองค์กรในยุคปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นเครื่องมือที่จะช่วยกำหนดแนวทางในการตัดสินใจของผู้บริหาร มีนักวิชาการและ หน่วยงานกล่าวถึง ความหมายของข้อมูล ความหมายของสารสนเทศ ความหมายของระบบ สารสนเทศ ความสำคัญของระบบสารสนเทศ และคุณสมบัติของข้อมูลและระบบสารสนเทศที่ดีไว้ ดังต่อไปนี้ 3.1 ความหมายของข้อมูล โอภาส เอี่ยมสิริวงศ์ (2551) ได้ให้ความหมายว่า ข้อมูลเป็นข้อมูลที่ถูกจัดเก็บ หรือ รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะมาจากแหล่งภายในและภายนอกองค์กร ข้อมูลดิบยังไม่มีความหมาย ต่อการนำไปใช้งานหรือตรงตามความต้องการของผู้ใช้ สัลยุทธ์ สว่างวรรณ (2545) กล่าวว่า ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงที่ได้รับการ รวบรวมหรือป้อนเข้าสู่ระบบ ซึ่งอาจใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในองค์กร หรือสิ่งแวดล้อม ก่อนที่จะถูก นําไปจัดการให้เหมาะสมต่อการนําไปใช้งานในโอกาสต่อไป ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์ (2545) กล่าวว่า ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ เหตุการณ์ หรือข้อมูลดิบที่ยังไม่ผ่านการประมวลผล ยังไม่มีความหมายในการนําไปใช้งาน ข้อมูลอาจ เป็นตัวเลข ตัวอักษร สัญลักษณ์รูปภาพ เสียง หรือภาพเคลื่อนไหว
42 ทศพร เบ็ญจพงษ์ และคณะ (2546) กล่าวว่า ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จากการอธิบายเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน การทำงานและสังคม ซึ่งอาจจะอยู่ใน รูปของอักษร ตัวเลข เสียง กราฟฟิก รูปภาพ ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ยังไม่ได้มีการจัดการประมวลผล หรือยังไม่มีการวิเคราะห์ข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่คนสามารถเข้าใจ หรือใช้ประโยชน์ได้ นันทา อมรสิน และคณะ (2548) กล่าวว่า ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริง หรือ เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ เช่น คน สัตว์ สิ่งของ ข้อมูลอาจเป็นตัวเลข ข้อความ หรือ รายละเอียดในรูปแบบต่าง ๆ ศรีไพร ศักดิ์รุ่งพงศากุล และเจษฎาพร ยุทธนวิบูลย์ชัย (2549) กล่าวว่า ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงต่าง ๆ อาจอยู่ในรูปของตัวเลข ตัวอักษร สัญลักษณ์ รูปภาพ หรือเสียงก็ได้ กิตติ ภักดีวัฒนะกุล (2550) กล่าวว่า ข้อมูล (Data) หมายถึง เหตุการณ์หรือข้อเท็จจริงที่ เกิดขึ้นในการดำเนินธุรกิจขององค์กรในแต่ละวัน ข้อมูลอาจเป็นได้หลายชนิด เช่น ตัวเลข ตัวอักษร รูปภาพ รูปถ่าย หรือแม้กระทั่งเสียง สำนักทดสอบทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2553) เสนอ ว่า ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ซึ่งอาจแสดงเป็นตัวเลข ตัวหนังสือ หรือสัญลักษณ์ ข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นสิ่งที่เก็บรวบรวมมาโดยยังไม่ผ่านการประมวลผล หรือการวิเคราะห์จัดกระทำ จึงทำให้ส่วนมากไม่มีความหมายสมบูรณ์พอที่จะนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ จากที่กล่าวมา สรุปได้ว่าข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอาจแสดงเป็น ตัวเลข ตัวอักษร รูปภาพ หรือสัญลักษณ์โดยยังไม่ผ่านการวิเคราะห์และประมวลผลให้อยู่ในรูปแบบที่ คนสามารถเข้าใจ หรือใช้ประโยชน์ได้ 3.2 ความหมายของสารสนเทศ โอภาส เอี่ยมสิริวงศ์ (2551) ให้ความหมายว่า สารสนเทศ (Information) เป็นผลลัพธ์ที่ เกิดจากการประมวลผลของข้อมูลดิบที่ถูกจัดเก็บไว้อย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์เหล่านี้สามารถน ำไป ประกอบการทำงาน หรือสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารได้ วีระ สุภากิจ (2550) กล่าวว่า สารสนเทศ (Information) หมายถึงข้อมูลที่ถูกกระทำให้มี ความสัมพันธ์หรือมีความหมายนำไปใช้ประโยชน์ได้จึงเป็นข้อมูลที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงโดยนำข้อมูล ตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปที่มีความเกี่ยวข้องกันมาจัดกระทำหรือประมวลผลเพื่อทำให้มีความหมายหรือมี คุณค่าเพิ่มขึ้นตามวัตถุประสงค์การใช้ นิภาภรณ์ คำเจริญ (2545) ได้ให้ความหมายว่า สารสนเทศเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการ ประมวลผลของข้อมูลดิบ ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลต่างๆ ที่เป็นตัวอักษร ตัวเลข เสียงและภาพที่นำไปใช้ สนับสนุนการบริหารและการตัดสินใจของผู้บริหาร
43 ศรีสมรัก อินทุจันทร์ยง (2549) กล่าวว่า สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลที่ถูก รวบรวมเข้ามา และนํามาจัดกลุ่มให้อยู่ในรูปแบบที่มีความหมายต่อผู้รับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผลต่อ การตัดสินใจ หรือพฤติกรรมที่ผู้รับจะแสดงต่อไปหลังจากได้รับสารสนเทศ ผู้รับจะตระหนักได้เป็น อย่างดีถึงค่าของสารสนเทศที่มีผลต่อการตัดสินใจ สารสนเทศเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้รับทราบถึงสิ่งที่ไม่เคย ทราบมาก่อน หรือทำให้ลดระดับความไม่แน่นอนในสถานการณ์ที่ผู้รับเผชิญหน้าอยู่ ศรีไพร ศักดิ์รุ่งพงศากุล และเจษฎาพร ยุทธนวิบูลย์ชัย (2549 : 17) กล่าวว่า สารสนเทศ (Information) หมายถึง สิ่งที่ได้จากการประมวลผลข้อมูล และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการวาง แผนการตัดสินใจ และการคาดการณ์ในอนาคตได้สารสนเทศอาจแสดงในรูปของข้อความ ตาราง แผนภูมิหรือรูปภาพ สำนักทดสอบทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2553 : 16) เสนอว่า สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลที่ได้ผ่านการประมวลผล หรือการวิเคราะห์ด้วย วิธีการต่าง ๆ จนอยู่ในรูปแบบที่มีความหมาย สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ หรือนำไปใช้ใน เรื่องต่าง ๆ ได้ตามวัตถุประสงค์ เช่น อัตราส่วนครูต่อนักเรียน การเปรียบเทียบผลการดำเนินงาน ตั้งแต่เริ่มดำเนินการ การจัดเรียงลำดับคะแนนของนักเรียน ร้อยละของนักเรียนที่มีผลการเรียนตั้งแต่ ระดับ 3 ขึ้นไป ร้อยละของนักเรียนที่ผ่านการประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามหลักสูตร สถานศึกษาในระดับดีเยี่ยม ดี ผ่าน ไม่ผ่าน เป็นต้น อังคณา แวซอเหาะ (2554) ได้ให้ความหมายของ สารสนเทศไว้ว่า สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลข่าวสารข้อเท็จจริงต่าง ๆ ความรู้ที่บันทึกในรูปแบบต่าง ๆ นำมาผ่านกระบวนการวิเคราะห์และ ประมวลผลตามหลักวิชาการและถูกจัดให้อยู่ในรูปที่มีความหมาย และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ทันที ศุภนิจ ศรี รักษ์ (2555) ได้ให้ความหมายของ สารสนเทศไว้ว่า สารสนเทศ หมายถึงข้อมูล ข่าวสาร ที่ผ่านการเลือกสรร ประมวลผลอย่างเป็นระบบและจัดเก็บในรูปแบบ ต่าง ๆ สามารถนำไป เผยแพร่ให้เหมาะสมกับการใช้งาน ทันเวลา เพื่อเกิดประโยชน์ด้านต่าง ๆ กับบุคคล และสังคม ลาวัณย์ค้าขาย (2555) ได้ให้ความหมายไว้ว่า สารสนเทศ หมายถึง ความคิด ข้อเท็จจริง ข้อมูลข่าวสารซึ่งได้มีการสื่อสาร บันทึก จัดพิมพ์และประมวลอันเป็นกระบวนการในการเพิ่มคุณค่า ให้กับข้อมูลนั้น ๆ และเผยแพร่อย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ภาคภูมิขลังธรรมเนียม (2559) สรุปไว้ว่า สารสนเทศ หมายถึงความรู้ข้อมูลข่าวสาร ที่เป็น ข้อเท็จจริง ที่ผ่านการวิเคราะห์สังเคราะห์และประเมินแล้วอย่างเป็นระบบ ในรูปของข้อมูลภาพ อักษร เอกสารและเสียงและบันทึกไว้ในวัสดุสารสนเทศประเภทต่าง ๆ ทั้งในรูปสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อไม่ ตีพิมพ์ สื่อโสตทัศนวัสดุสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเผยแพร่สู่สังคมและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที
44 จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลหรือการ วิเคราะห์อย่างเป็นระบบด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้มีความหมายและนำไปใช้ประโยชน์ได้ตาม วัตถุประสงค์ 3.3 ความหมายของระบบสารสนเทศ วิชุดา ไชยศิวามงคล (2541) กล่าวว่า ระบบสารสนเทศเป็นสิ่งที่ประกอบขึ้นมาจากหน่วย ย่อยหรือองค์ประกอบย่อยที่จะต้องมีความสัมพันธ์และทำหน้าที่ร่วมกัน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ กำหนดไว้ เกรียงศักดิ์ พราวศรี (2544) อธิบายความหมายของระบบสารสนเทศไว้ว่าระบบ สารสนเทศ หมายถึง ระบบที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรวบรวมจัดเก็บและใช้สารสนเทศสนองความต้องการของ หน่วยงานโดยมีการจัดเก็บอย่างเป็นระบบ โกวัฒน์ เทศบุตร (2545) กล่าวว่า ระบบสารสนเทศ หมายถึง กลุ่มขององค์ประกอบ (Set of Elements) ที่ทำงานอย่างประสานสัมพันธ์เพื่อบรรลุเป้าหมายซึ่งมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับ สิ่งแวดล้อมในตัวตนเอง และสิ่งแวดล้อมโดยรอบระบบหนึ่ง ๆ ที่จะเป็นระบบย่อย จะถูกบรรจุอยู่ใน อีกระบบหนึ่งที่ใหญ่กว่า ซึ่งระบบแต่ละระบบไม่สามารถอยู่ตามลำพังได้ระบบรักษาสมดุลระหว่าง ระบบ (System Contain Wholes Within Wholes) วรรัตน์ อภินันท์กูล (2551) กล่าวว่า ระบบสารสนเทศ หมายถึง ความสามารถในการ กำหนดขอบเขตสารสนเทศที่ต้องการใช้ สามารถเข้าแหล่งข้อมูลสารสนเทศ บูรณาการสารสนเทศใหม่ เข้ากับความรู้เดิม การใช้วิจารณญาณในการประเมินสารสนเทศ และนำไปใช้ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ ที่กำหนดไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิสูตร วรสง่าศิลป์(2552) ได้กล่าวไว้ว่า ระบบสารสนเทศ หมายถึง ระบบที่ถูกออกแบบมา เพื่อนำข้อมูลคอมพิวเตอร์(ฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์) กระบวนการ และบุคลากรมาทำงานร่วมกันเพื่อ จัดการสารสนเทศให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2554) ได้ให้ความหมายไว้ว่าระบบ สารสนเทศ (Information system) หมายถึงกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลการประมวลผลให้อยู่ใน รูปสารสนเทศที่เป็นประโยชน์สูงสุดและการจัดเก็บรักษาอย่างมีระบบเพื่อสะดวกต่อการนำไปใช้ สารสนเทศที่ถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบจะสามารถนำไปใช้สนับสนุนการบริหารและการตัดสินใจทั้งใน ระดับผู้ปฏิบัติและระดับผู้บริหารเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันยิ่งขึ้น ดิเรก วรชัยสวัสดิ์(2557) สรุปไว้ว่า ระบบสารสนเทศ หมายถึง กระบวนการเก็บรวบรวม ข้อมูล การประมวลผลข้อมูลให้อยู่ในรูปสารสนเทศที่เป็นประโยชน์สูงสุด และจัดเก็บรักษาเป็นระบบ สะดวกต่อการนำไปใช้สามารถนำไปใช้สนับสนุนการตัดสินใจ
45 ภาคภูมิ ขลังธรรมเนียม (2559) สรุปไว้ว่า ระบบสารสนเทศ หมายถึงกระบวนการเก็บ รวบรวมข้อมูล ตรวจสอบข้อมูล ประมวลผลข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูลให้อยู่ในรูปสารสนเทศที่เป็น ประโยชน์สูงสุด และจัดเก็บรักษาเป็นระบบสะดวกต่อการนำไปใช้สามารถนำไปใช้สนับสนุนการ ตัดสินใจ รัตพีรพัฒน์ ทะมานนท์ (2561) กล่าวว่า ระบบสารสนเทศ หมายถึง สิ่งที่ได้จากการนํา ข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้มาประมวลผล เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ข้อมูลที่ผ่านการ เลือกสรรเหมาะสมกับการใช้งานและอยู่ในรูปแบบที่ใช้ได้ระบบสารสนเทศที่ดีต้องมาจากข้อมูลที่ดี การจัดเก็บข้อมูลและสารสนเทศจะต้องมีการควบคุมดูแลเป็นอย่างดีเช่น ควรมีการกำหนดวางตัว บุคลากรว่าผู้ใดบ้างเป็นผู้มีสิทธิใช้ข้อมูลได้ข้อมูลที่เป็นความลับจะต้องมีขั้นตอนการควบคุมกำหนด สิทธิ์ในการกระทำกับข้อมูลว่าจะกระทำได้โดยใคร ข้อมูลที่เก็บไว้แล้วต้องไม่เกิดการสูญหาย หรือถูก ทำลายโดยไม่ได้ตั้งใจ จากที่กล่าวมา สรุปได้ว่า ระบบสารสนเทศ หมายถึง ระบบที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงเป็นสารสนเทศที่มีระบบเก็บเป็นหมวดหมู่ สะดวกต่อการค้นหาพร้อมที่จะนำไปใช้งานตาม วัตถุประสงค์ 3.4 ความสำคัญของระบบสารสนเทศ วีระ สุภากิจ (2550) กล่าวถึง ความสำคัญของระบบสารสนเทศว่าการจัดระบบสารสนเทศ ที่ดีจะช่วยให้การบริหารงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพช่วยให้ผู้บริหารมีความรู้ที่ถูกต้องทันสมัยตรง กับวัตถุประสงค์และเรียกใช้ได้สะดวกประโยชน์ของระบบสารสนเทศโดยทั่วไปมีดังนี้ 1. ประโยชน์ในการบริหารงานการตัดสินใจสั่งการและการวางแผนปฏิบัติงานในหน่วยงาน 2. ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งระดับที่สูงและระดับต่ำกว่าเพื่อให้ระบบ สารสนเทศเป็นมาตรฐานเดียวกันมีรายการข้อมูลมีแบบเสนอรายงานเป็นมาตรฐานเดียวกันสามารถ นำมาเปรียบเทียบกันได้ทุกระดับขจัดความซ้ำซ้อนในการเก็บรวบรวมข้อมูล และตรงกับความต้องการ ทั้งของผู้ผลิตและผู้ใช้ 3. ใช้ประโยชน์ในการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์หน่วยงาน เช่น การจัดทำเอกสารแนะนำ โรงเรียน รายงานผลงานในรอบปีตลอดจนการบริการข้อมูลสำหรับการวิจัยต่าง ๆ เช่น การวิจัยเพื่อ แก้ปัญหาของหน่วยงานการวิจัยเพื่อหาวิธีสอนที่แปลกใหม่เป็นต้น เกรียงศักดิ์ พราวศรี (2544) กล่าวว่า ระบบสารสนเทศมีความสำคัญและความจำเป็น ปัจจุบันจัดได้ว่าเป็นสังคมแห่งยุคข้อมูลข่าวสารความรู้ ข้อมูลสารสนเทศ ตลอดจนความ เจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทต่อมนุษย์เป็นอย่างมาก ดังนั้นระบบสารสนเทศจึงเป็น สิ่งสําคัญประการหนึ่ง ที่จะช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินการไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะ
46 นอกจากจะใช้ในการวางแผนการดําเนินงาน และประกอบการตัดสินใจแล้ว ยังสามารถเป็นเครื่องชี้นํา ในการดําเนินงานต่าง ๆ ได้ตามวัตถุประสงค์ ธีระ รุญเจริญ (2546) กล่าวว่า ระบบสารสนเทศมีความสําคัญในการตัดสินใจดําเนินงาน ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางแผนการศึกษาและการกำหนดนโยบาย ซึ่งต้องมีข้อมูลที่มีคุณภาพ ถูกต้อง ครบถ้วน และทันสมัย จึงจะช่วยให้การวางแผน การบริหารจัดการ และการตัดสินใจ ดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ปิยะรัตน์ วงศ์เติง (2551) กล่าวว่า ระบบสารสนเทศมีความสําคัญต่อการพัฒนาองค์กร และการดําเนินงานขององค์กรให้บรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับตั้งแต่การวางแผนพัฒนา การจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีขององค์กร และในขณะเดียวกันนั้น ระบบข้อมูลสารสนเทศยังมีความสําคัญต่อผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานทุกระดับ ในการตัดสินใจการ วางแผนเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และทันต่อเหตุการณ์ทันเวลา อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือช่วย ในการวิเคราะห์สาเหตุ ปัญหาหรือข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการดำเนินงาน สามารถนำมาปรับปรุงใน การดำเนินงานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น อังคณา แวซอเหาะ (2554) ได้จำแนกความสำคัญ ของสารสนเทศที่มีต่อบุคคลและ ความสำคัญต่อสังคม ดังนี้ 1. ความสำคัญ ของสารสนเทศต่อบุคคลเมื่อบุคคลใช้สารสนเทศถูกต้องกับกาลเวลาทำให้ เกิดผลดังนี้ 1.1 ทำให้ต่อสู้ได้ดีกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งรู้จักและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต 1.2 ทำให้สามารถต่อสู้กับความไม่รู้ของตนเองในเรื่องที่จำเป็นต้องรู้ 1.3 ทำให้สามารถเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ตัดสินใจในการแก้ปัญหา 1.4 ทำให้เกิดความเจริญทางจิตใจ 2. ความสำคัญของสารสนเทศต่อสังคม 2.1 ก่อให้เกิดการศึกษาซึ่งจำเป็นต่อการพัฒนาทางสังคม 2.2 รักษาไว้และถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรม 2.3 เสริมสร้างความรู้ความสามารถทางด้านเทคโนโลยีเศรษฐศาสตร์ธุรกิจการพาณิชย์ และความรู้อื่น ๆ ที่เป็นพื้นฐานจำเป็นต่อการพัฒนาสังคม เขมนิจ ปรีเปรม (2554) กล่าวว่า ระบบสารสนเทศเป็นหัวใจของการบริหารงานเพราะ ครอบคลุมถึงงานข้อมูลด้านต่าง ๆ แล้วนําข้อมูลนั้นมาจัดทำเป็นสารสนเทศสำหรับให้ผู้บริหารใช้ใน การวางแผนและการตัดสินใจ ทุกหน่วยงานจึงต้องมีระบบสารสนเทศไว้ใช้งาน โดยการนําเครื่อง คอมพิวเตอร์มาใช้ในกระบวนการจัดทำสารสนเทศ การปรับปรุงการทำงานให้รวดเร็ว สามารถแก้ไข งานที่ซ้ำซ้อน ซึ่งจะทำให้ระบบสารสนเทศมีประสิทธิภาพสูงตามที่เราต้องการ
47 จิราวรรณ คุ้มปลี (2558) สรุปไว้ว่า ระบบสารสนเทศ มีความสําคัญต่อการพัฒนาองค์กร และการดำเนินงานขององค์กรให้บรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับตั้งแต่การกำหนดวิสัยทัศน์ ภารกิจ วัตถุประสงค์แผนยุทธศาสตร์และการวางแผนพัฒนาหรือ รัฐธรรมนูญโรงเรียน การจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีขององค์การ และในขณะเดียวกันนั้น ระบบ ข้อมูลสารสนเทศยังมีความสำคัญต่อผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานทุกระดับในการตัดสินใจการวางแผน เรื่องต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ทันต่อเหตุการณ์ทันเวลาอีกทั้งยังเป็นเครื่องมือช่วยในการ วิเคราะห์สาเหตุปัญหาหรือข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการดำเนินงาน สามารถนำมาปรับปรุงในการ ดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น สุนทร คล้ายสุบรรณ์ และคณะ (2561 : 10-11) กล่าวว่า ระบบสารสนเทศเป็นหัวใจของ การบริหารงาน และเป็นประโยชน์ต่อการจัดการทุกระดับขององค์การ ทั้งในการปฏิบัติงาน และการ บริการ ใช้ช่วยในการตัดสินใจการวางแผนและการประเมินผล เปรียบเทียบ ช่วยเพิ่มระดับความรู้ (Knowledge) ดังนั้น ทุกหน่วยงานจึงต้องมีระบบสารสนเทศไว้ใช้งาน โดยการนําเครื่องคอมพิวเตอร์ มาใช้ในกระบวนการจัดทำสารสนเทศ การปรับปรุงการทำงานให้รวดเร็ว สามารถแก้ไขงานที่ซ้ำซ้อน จากที่กล่าวมา สรุปได้ว่า ระบบสารสนเทศมีความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กร ช่วยจัดการ ละบริหารข้อมูลที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้การดําเนินงาน และการบริหารงานภายใน องค์กรราบรื่น และประสบผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นระบบข้อมูลสารสนเทศยังมี ความสำคัญต่อผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานทุกระดับในการตัดสินใจ การวางแผนเรื่องต่าง ๆ ได้อย่าง ถูกต้องแม่นยำ ทันต่อเหตุการณ์และทันเวลา 3.5 คุณสมบัติของข้อมูลและระบบสารสนเทศที่ดี วีระ สุภากิจ (2539 : 185) กล่าวว่าสารสนเทศจะต้องมีคุณลักษณะเชิงคุณภาพ 4 ประการ คือ ความตรงกรณี (Relevance) ความทันเวลา (Timeliness) ความแม่น (Accuracy) และสามารถ ทวนสอบได้ (Verifiability) 1. ความตรงกรณี หมายถึง เนื้อหาตรงกับเรื่องที่ต้องการใช้ของผู้ใช้แต่ละคน สารสนเทศ มีความตรงกรณีเมื่อมันมีประโยชน์ในการตัดสินใจกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือถ้าสารสนเทศทำให้การ ตัดสินใจดีขึ้นมันตรงกรณี เช่น ตัวแทนสำรองที่นั่งสายการบินกำลังตัดสินใจว่าจะจองที่นั่งให้ลูกค้าใน เที่ยวบินหนึ่งหรือไม่จำนวนช่องว่างเที่ยวบินนั้นคือสารสนเทศที่ตรงกรณีส่วนคุณลักษณะส่วนตัวของ ลูกค้า เช่น อาชีพหรือเพศไม่ใช่สารสนเทศที่ตรงกรณีในการตัดสินใจนี้ 2. ความทันเวลา หมายถึง เอาสารสนเทศที่ต้องการไปใช้ได้ทันต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นการ เตรียมสารสนเทศให้ทันต่อเวลาที่ต้องการใช้อาจมีได้ 2 ลักษณะคือการจัดทำสารสนเทศล่วงหน้าตาม กำหนดเวลาที่เหตุการณ์จะเกิดในอนาคตและจัดทำสารสนเทศอย่างรวดเร็วเพื่อนำไปใช้ในเหตุการณ์ ที่กำลังเกิดขึ้นสารสนเทศที่มีความทันเวลาต้องมีคุณค่าด้านเวลาด้วยในบริบทของระบบสารสนเทศ
48 เพื่อการบริหาร เมื่อสารสนเทศเก่าลงคุณค่าของมันจะลดลงด้วย โดยปกติแล้วการตัดสินใจในระดับต่ำ กว่าในองค์กรต้องมีสารสนเทศที่เป็นปัจจุบันและทันเวลา เมื่อท่านขยับขึ้นไปสู่ระดับการตัดสินใจ ระดับสูงขึ้นสารสนเทศนั้นอาจเก่าลงได้บ้าง เช่น ถ้าท่านกำลังตัดสินใจที่เป็นกิจวัตรและในระดับล่าง ว่าจะส่งเสื้อให้ลูกค้าจำนวน 150 ตัวตามที่ลูกค้าสั่งหรือไม่ท่านต้องรู้ว่าเสื้อเชิ้ตที่มีอยู่เมื่อ 5 วันก่อน หรือ 2 สัปดาห์มาแล้วเป็นสารสนเทศที่ไม่มีประโยชน์เลยในการตัดสินใจเพราะเป็นสารสนเทศที่ไม่ ทันเวลา ในทางกลับกันการตัดสินใจในระดับสูงกว่าว่าจะขยายความสามารถของบริษัทของท่าน ในการผลิตเสื้อเชิ้ตโดยการสร้างโรงงานเพิ่มอีก 1 แห่งหรือไม่บางส่วนต้องอาศัยแนวโน้มการขาย เสื้อเชิ้ตที่ผ่านมาการตัดสินใจประเภทนี้อาจต้องอาศัยสารสนเทศที่ผ่านมาหลายๆ ปี 3. ความแม่น หมายถึง การปลอดจากข้อผิดพลาดของสารสนเทศจำนวนของข้อผิดพลาดที่ พอรับได้ในสารสนเทศสัมพันธ์กับปัจจัยอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความทันเวลาและค่าที่คิดเป็นเงินของ การตัดสินใจที่จะกระทำถ้าผู้ตัดสินใจคนหนึ่งต้องทำการตัดสินใจอย่างรวดเร็วก็อาจยอมรับ ข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้มากกว่าในกรณีที่เขามีเวลามากและมีทรัพยากรที่จะลดข้อผิดพลาด ด้านข้อมูล ตัวอย่างเช่น ถ้าท่านได้กลิ่นควันรุนแรงในสำนักงานของท่านท่านน่าจะตัดสินใจรวดเร็วโดย โทรศัพท์ไปถึงสถานีตำรวจดับเพลิงโดยไม่มีการเสียเวลาหาตำแหน่งต้นเพลิงให้ได้แน่นอนเสียก่อน แต่ในกรณีที่ท่านกำลังตรวจสอบสมุดเช็คของท่านกับธนาคารท่านตัดสินใจโทรศัพท์ไปถึงธนาคารจะ ลดความผิดพลาดต่อเมื่อท่านได้ข้อมูลที่ใกล้เคียงมากที่สุดเสียก่อน 4. ความสามารถทวนสอบได้ หมายถึง ความสามารถที่จะยืนยันความแม่นยำของ สารสนเทศ การทวนสอบทำได้โดยการเปรียบเทียบสารสนเทศอื่นๆ ที่มีความแม่นที่รู้แล้วหรือโดยการ ตรวจสอบย้อนไปยังแหล่งกำเนิดของมัน คำที่ใช้บ่อยๆ คือหลักฐานการตรวจสอบ (Audit Trail) เพื่อ พรรณนาการตรวจสอบย้อนไปยังแหล่งกำเนิดของสารสนเทศที่สรุปมาหรือโดยตรวจสอบข้อมูลรับเข้า ที่เป็นรายละเอียดไปยังสารสนเทศที่สรุปมาถ้าไม่มีหลักฐานตรวจสอบการพิจารณากำหนดความ แม่นยำของสารสนเทศนั้นก็เป็นไปไม่ได้ทำให้ความมีประโยชน์ของสารสนเทศนั้นเป็นที่สงสัย ศรีไพร ศักดิ์รุ่งพงศากุล และเจษฎาพร ยุทธนวิบูลย์ชัย (2549 : 153-154) กล่าวว่า สารสนเทศที่มีคุณภาพจะช่วยให้ผู้บริหารสามารถใช้สารสนเทศนั้น ๆ ในการตัดสินใจได้อย่างมี ประสิทธิภาพคุณลักษณะของสารสนเทศที่ดีมีลักษณะดังต่อไปนี้ 1. ถูกต้องแม่นยํา (Accurate) สารสนเทศที่มีความถูกต้อง จะต้องปราศจากข้อผิดพลาด (Error) ใด ๆ อย่างไรก็ตาม ถ้าข้อมูลที่ป้อนเข้าสู่กระบวนการประมวลผลไม่ถูกต้อง ก็อาจก่อให้เกิด สารสนเทศที่ไม่ถูกต้องได้ ซึ่งมักเรียกทั่วไปว่า GIGO (Garbage in, Garbage out) 2. สมบูรณ์ครบถ้วน (Complete) สารสนเทศที่มีความสมบูรณ์จะต้องประกอบด้วย ข้อเท็จจริง (Fact) ที่สําคัญอย่างครบถ้วน
49 3. เข้าใจง่าย (Simple) สารสนเทศที่มีคุณภาพจะต้องเข้าใจง่าย ไม่ซํ้าซ้อนต่อการทำความ เข้าใจ กล่าวคือ ต้องไม่แสดงรายละเอียดที่ลึกมากเกินไป เพราะจะทำให้ผู้ที่ใช้ในการตัดสินใจสับสน ไม่สามารถตัดสินได้ว่า ข้อมูล หรือสารสนเทศใดมีความจําเป็นจริง ๆ 4. ทันต่อเวลา (Timing) สารสนเทศที่ดีนอกจากจะมีความถูกต้องแล้ว ข้อมูลต้องทันสมัย และรวดเร็ว ทันต่อเวลา และความต้องการของผู้ที่ใช้ในการตัดสินใจ 5. เชื่อถือได้ (Reliable) สารสนเทศที่เชื่อถือได้ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของวิธีการ รวบรวมข้อมูลที่นําเข้าสู่ระบบ 6. คุ้มราคา (Economical) สารสนเทศที่ผลิตควรจะต้องมีความประหยัด เหมาะสมคุ้มค่า กับราคา ผู้บริหารมักจะพิจารณาถึงคุณค่าของสารสนเทศจากราคาที่จะต้องจ่าย เพื่อการได้มาซึ่ง สารสนเทศนั้น ๆ 7. ตรวจสอบได้ (Verifiable) สารสนเทศจะต้องตรวจสอบความถูกต้องได้ กล่าวคือ ผู้ใช้ สามารถตรวจสอบข้อมูลเพื่อความมั่นใจว่า มีความถูกต้องต่อการนําไปตัดสินใจได้ ซึ่งอาจมีการ ตรวจสอบข้อมูลโดยการเปรียบเทียบกับข้อมูลลักษณะเดียวกันจากแหล่งข้อมูลหลาย ๆ แห่ง 8. ยืดหยุ่น (Flexible) สารสนเทศที่มีคุณภาพนั้น ควรจะสามารถนําไปใช้ได้ใน วัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันหลาย ๆ ด้าน 9. สอดคล้องกับความต้องการ (Relevance) สารสนเทศที่มีคุณภาพจะต้องมีความ สอดคล้องตามวัตถุประสงค์และสนองต่อความต้องการของผู้ใช้เพื่อการตัดสินใจ 10. สะดวกในการเข้าถึง (Accessible) สารสนเทศจะต้องง่าย และสะดวกต่อการเข้าถึง ข้อมูลตามระดับสิทธิ์ของผู้ใช้ เพื่อจะได้ข้อมูลสารสนเทศที่ถูกต้องตามรูปแบบ และทันต่อความ ต้องการของผู้ใช้ 11. ปลอดภัย (Secure) สารสนเทศจะต้องถูกออกแบบ และจัดการให้มีความปลอดภัย จากผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล หรือสารสนเทศนั้น ๆ ศรีสมรัก อินทุจันทร์ยง (2549 : 58) กล่าวว่า สารสนเทศที่มีคุณภาพมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ 1. ความถูกต้อง (Accuracy) สารสนเทศเป็นความจริง ความจริงที่มีคุณค่าจะต้อง ปราศจากข้อผิดพลาด ความถูกต้องของสารสนเทศเป็นปัจจัยสําคัญประการหนึ่ง ทั้งนี้เนื่องจาก สารสนเทศมีผลกระทบต่อการตัดสินใจ พฤติกรรมที่จะต้องดำเนินต่อไป ดังนั้น หากสารสนเทศมี ความผิดพลาดไม่ถูกต้องจะนําพาไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด พฤติกรรมที่ไม่ควรกระทำ การได้รับ สารสนเทศที่ผิดพลาดบ่อย ๆ ย่อมทำให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือในระบบที่ทำหน้าที่ผลิตสารสนเทศ 2. ความครบถ้วนสมบูรณ์ (Completeness) นอกเหนือจากความถูกต้องแล้ว สารสนเทศ จะต้องมีความครบสมบูรณ์ในเนื้อหา โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่สำคัญทั้งหมด สารสนเทศที่ครบถ้วน สมบูรณ์จะช่วยให้ผู้รับทำความเข้าใจในสถานการณ์ ลดความไม่แน่นอนในความเห็นของผู้รับได้
50 3. ความเกี่ยวเนื่อง (Relevance) ข้อมูลที่นับได้ว่าเป็นสารสนเทศจะต้องมีประโยชน์ต่อ ผู้รับการจะมองเห็นประโยชน์ทางหนึ่งคือ การพิจารณาความเกี่ยวเนื่องของข้อมูล ความเกี่ยวเนื่อง พิจารณาได้ใน 2 ประเด็น คือ ความเกี่ยวเนื่องของข้อมูลที่มีต่อผู้รับ และความเกี่ยวเนื่องในเนื้อหาของ สารสนเทศ 4. ความทันกับเวลา (Timeliness) ความทันต่อเวลา หมายถึง ทันในเวลาที่ผู้ใช้ต้องการ จึงเป็นเวลาที่พอดีไม่เร็วเกินไป หรือช้าจนนําไปใช้ประโยชน์อีกไม่ได้แล้ว 5. ความเชื่อถือได้ (Reliability) สารสนเทศที่ดีควรจะมีคุณสมบัติของความเชื่อถือได้ นับตั้งแต่ความเชื่อถือในแหล่งข้อมูลที่เป็นจุดเริ่มต้นของสารสนเทศว่า ได้มีการสร้าง การบันทึกข้อมูล ไว้อย่างถูกต้องครบสมบูรณ์ ความเชื่อถือได้ของวิธีการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ การประมวลผล ข้อมูล เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่าได้สารสนเทศที่ออกมาถูกต้อง 6. การทวนสอบ (Verifiable) การทวนสอบ หมายถึง การสอบทาน หรือตรวจสอบในการ จะสร้างสารสนเทศที่มีความถูกต้อง เชื่อถือได้สารสนเทศจะต้องสามารถทวนสอบได้ถึงความถูกต้อง และความเชื่อถือที่มีอยู่ 7. ความเข้าใจง่ายและกระชับ (Simple and concise) สารสนเทศที่ดีควรจะต้องมีเนื้อหา ที่กระชับ อ่านได้ง่าย เข้าใจง่าย การจัดทำเนื้อหาสารสนเทศให้มีความซับซ้อน จะทำให้ผู้ได้รับ สารสนเทศทำความเข้าใจกับสารสนเทศได้ยาก เนื้อหาของสารสนเทศที่มากเกินไป จะทำให้ผู้ได้รับมี ปัญหาในการประมวลผลสารสนเทศได้ 8. ค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม (Economical) ในการจัดหาสารสนเทศย่อมจะต้องมีค่าใช้จ่าย นับตั้งแต่ค่าใช้จ่ายในการบันทึก รวบรวมและประมวลผลข้อมูล รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการทวนสอบ เพื่อให้แน่ใจว่าสารสนเทศที่ได้นั้นมีความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์มีคุณค่าตามที่ต้องการ ค่าใช้จ่ายใน การได้มาซึ่งสารสนเทศ มักจะเพิ่มขึ้นตามลำดับของความสมบูรณ์และถูกต้องของสารสนเทศ สารสนเทศที่มีคุณภาพจะช่วยให้ผู้บริหารสามารถใช้สารสนเทศนั้น ๆ ในการตัดสินใจได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เขมนิจ ปรีเปรม (2554 : 34) กล่าวว่า สารสนเทศที่ดีมีคุณสมบัติดังนี้ 1. มีความเที่ยงตรง ปราศจากความเอนเอียง บอกลักษณะความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ไม่ชี้นํา ไปทางหนึ่งทางใด 2. ครอบคลุม มีความสมบูรณ์ใช้ในการติดสินใจได้ไม่ผิดพลาด ความสมบูรณ์ของ สารสนเทศได้มาจากการประมวลผลข้อมูลที่มีขอบเขตครอบคลุมกว้างขวาง ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และ กระจัดกระจายจะต้องได้รับการรวบรวมอย่างเพียงพอ เพื่อผลิตสารสนเทศที่ต้องการ 3. ทันเวลา ข้อมูลจะต้องได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย หรือทันต่อเหตุการณ์อยู่เสมอ จะต้องปรับข้อมูลให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อจะได้สารสนเทศทันต่อการนําไปใช้ประโยชน์
51 4. ความกะทัดรัด สารสนเทศที่นําไปใช้ควรแสดงเฉพาะสาระสําคัญ สรุปเฉพาะสิ่งที่ ผู้บริหารต้องการเท่านั้น แต่ต้องมีความสมบูรณ์ในตัวเอง ได้ใจความ สามารถนําไปใช้ได้ง่ายและ รวดเร็วถ้าสารสนเทศมีความละเอียดมากเกินไป จะเสียเวลาค้นหาซึ่งอาจจะไม่ทันต่อการใช้งาน 5. ตรงความต้องการ สารสนเทศที่ดีจะต้องมีเนื้อหาตรงกับเรื่อง หรือสถานที่ต้องการจะใช้ ของผู้ใช้สารสนเทศแต่ละคน แต่ละหน่วยงาน ณรงค์แก้วกัญญา (2555 : 19) กล่าวถึง คุณภาพของสารสนเทศไว้5 ประการ ได้แก่ 1. ความถูกต้องแม่นยำ (Accuracy) สารสนเทศที่ได้มาจากการประมวลผลข้อมูล ข้อมูล ต้องปราศจากข้อผิดพลาด ซึ่งต้องมีกระบวนการตรวจสอบข้อมูลในขั้นตอนของการผลิตสารสนเทศ เพื่อค้นหาข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและปฏิเสธออกไปก่อนที่จะนำข้อมูลเข้าสู่ระบบสารสนเทศ 2. ความครบถ้วนสมบูรณ์ (Completeness) สารสนเทศที่ได้มาจากข้อมูลที่ครบถ้วน สมบูรณ์เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ใช้สารสนเทศอาจสร้างจากข้อมูลที่ได้รับมาอย่างถูกต้อง แต่ถ้าได้รับข้อมูลนั้นมาเพียงแค่ครึ่งเดียวแล้วถือว่าสารสนเทศนั้นยังขาดความครบถ้วนสมบูรณ์ 3. ตรงประเด็น (Relevance) สารสนเทศที่ดีต้องมีประโยชน์และสนับสนุนการตัดสินใจที่ ดีได้ผู้บริหารในทุกวันนี้ได้รับสารสนเทศที่มากเกินไปแทนที่จะเป็นสารสนเทศที่จำเป็นต่อการ ตัดสินใจท่านั้น ดังนั้นข้อมูลที่จะนำเข้าสู่ระบบจึงควรผ่านขั้นตอนของการวิเคราะห์ความต้องการใช้ ข้อมูลเสียก่อนเพื่อให้ได้สารสนเทศที่ตรงกับความต้องการใช้งานมากที่สุด 4. ความเหมาะสมกับสถานการณ์ (Timeliness) สารสนเทศที่เหมาะสมกับสถานการณ์มี วามสำคัญต่อการตัดสินใจที่มีเงื่อนไขหรือช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เช่น การตัดสินใจ 5. ความสามารถในการตรวจสอบ (Audit ability) หมายถึง ความสามารถในการ ตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำและความสมบูรณ์ครบถ้วนของสารสนเทศโดยสามารถอ้างอิงถึง กระบวนการได้มาของสารสนเทศทีละขั้นตอนและการได้มาของข้อมูลแต่ละส่วนสามารถย้อนกลับ ไปสู่แหล่งที่มาของข้อมูลนั้นได้ ณัฎฐพันธ์ เขจรนันท์และไพบูลย์เกียรติโกมล (2551 : 36 - 37) กล่าวถึงคุณสมบัติของ ข้อมูลที่มีคุณภาพต้องมีคุณสมบัติดังนี้ 1. ถูกต้อง (Accurate) ข้อมูลที่ดีจะต้องมีความถูกต้องและปราศจากความคลาดเคลื่อน โดยที่ความถูกต้องจะช่วยส่งเสริมให้สารสนเทศที่ได้มาเกิดความน่าเชื่อถือมากขึ้น แต่ถ้าข้อมูลที่ถูก ป้อนเข้าไปในระบบสารสนเทศเกิดความผิดพลาดหรือมีข้อบกพร่องอาจจะส่งผลให้สารสนเทศที่ได้มี ความผดิพลาดหรือไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างสมบูรณ์ 2. ทันเวลา (Timeliness) ข้อมูลจะต้องทันต่อเหตุการณ์และไม่ล้าสมัย ความล้าสมัยของ ข้อมูลทำํให้สารสนเทศที่ได้มีประโยชน์ต่อผู้ใช้น้อยลงหรือไม่เป็นประโยชน์ต่อการใช้งานเลยแต่ความ ทันต่อเวลาจะมีความสำคัญต่อผู้ใช้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจหรือปัญหาขององค์การ
52 3. สอดคล้องกับงาน (Relevance) สารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารต้องได้มาจาก การประมวลผลของข้อมูลที่มีสาระตรงกันหรือสัมพันธ์กับปัญหางาน ข้อมูลที่ไม่มีความสัมพันธ์กับงาน ถึงแม้จะเป็นข้อมูลที่มีความถูกต้องเชื่อถือได้และทันต่อเหตุการณ์แต่ก็จัดว่าไม่มีคุณภาพเนื่องจากไม่ สามารถนำไปประกอบการตัดสินใจหรือไม่สอดคล้องกับความต้องการของงาน 4. สามารถตรวจสอบได้ (Verifiable) ข้อมูลบางประเภทอาจมาจากแหล่งข้อมูลที่ซับซ้อน และหลากหลายชั้นทั้งจากภายนอกและภายในองค์การ ซึ่งผู้ใช้ต้องทำการตรวจสอบความถูกต้องและ ความน่าเชื่อถือได้ของสารสนเทศก่อนนำมาใช้งาน มิเช่นนั้นอาจก่อให้เกิดผลเสียขึ้นกับองค์การ เช่น ข้อมูลที่เบี่ยงเบน และข้อมูลที่ขาดความสมบูรณ์เป็นต้น จากแนวคิดของ ศรีไพร ศักดิ์รุ่งพงศากุล และเจษฎาพร ยุทธนวิบูลย์ชัย (2549 : 153-154) ศรีสมรัก อินทุจันทร์ยง (2549 : 58) ณรงค์แก้วกัญญา (2555 : 19) ณัฎฐพันธ์ เขจรนันท์และ ไพบูลย์เกียรติโกมล (2551 : 36-37) วีระ สุภากิจ (2539 : 185) ผู้วิจัยได้นำมาสังเคราะห์แนวคิด เพื่อให้ได้ระบบข้อมูลสารสนเทศที่ดี ดังแสดงในตารางที่ 2
53 ตารางที่ 2 การสังเคราะห์ระบบข้อมูลสารสนเทศที่ดีศรีไพร ศักดิ์รุ่งพงศากุล ศรีสมรักษ์ อินทุจันทร์ยง ณรงค์ แก้วกัญญา ณัฎฐพันธ์ เขจรนันท์ วีระ สุภากิจ รวม ผู้วิจัย นักวิชาการ คุณสมบัติระบบข้อมูลสารสนเทศ ที่ดี ความถูกต้อง (Accurate) 5 ความสมบูรณ์ครบถ้วน (Complete) 3 ความเข้าใจง่าย (Simple) 2 ความทันต่อเวลา (Timeliness) 5 ความเชื่อถือได้ (Reliable) 2 ความคุ้มราคา (Economical) 2 การตรวจสอบได้ (Verifiable) 5 ความยืดหยุ่น (Flexible) 1 ความสอดคล้องกับความต้องการ (Relevance) 5 ความสะดวกในการเข้าถึง (Accessible) 1 ปลอดภัย (Secure) 1 จากตารางที่ 2 การสังเคราะห์ระบบข้อมูลสารสนเทศที่ดี ผู้วิจัยเลือกระบบข้อมูล สารสนเทศที่มีความถี่สูงสุด 5 ลำดับแรกประกอบด้วย 1) ความถูกต้อง (Accurate) 2) ความทันต่อ เวลา (Timeliness) 3) ความสมบูรณ์ครบถ้วน (Complete) 4) ความสอดคล้องกับความต้องการ (Relevance) 5) การตรวจสอบได้ (Verifiable) 3.6 องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ สมจิตร อาจอินทร์ และงามนิจ อาจอินทร์ (2550 : 4–7) ได้กล่าวถึงกระบวนการหรือ ขั้นตอนการประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ จะต้องมีองค์ประกอบดังนี้ 1. ฮาร์ดแวร์(Hardware) เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบสารสนเทศ หมายถึง เครื่อง คอมพิวเตอร์อุปกรณ์รอบข้าง รวมทั้งอุปกรณ์สื่อสารสำหรับเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเป็นเครือข่าย เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่องกราดตรวจ เมื่อพิจารณาเครื่องคอมพิวเตอร์ แบ่งเป็น 3 หน่วย คือ (1) หน่วยรับข้อมูล (input unit) ได้แก่ แผงแป้นอักขระ เมาส์
54 (2) หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU) (3) หน่วยแสดงผล (output unit) ได้แก่ จอภาพ เครื่องพิมพ์ 2. ซอฟต์แวร์(Software) หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบที่สำคัญประการ ที่สองซึ่งก็คือลำดับขั้นตอนของคำสั่งที่จะสั่งงานให้ฮาร์ดแวร์ทำงาน เพื่อประมวลผลข้อมูลให้ได้ ผลลัพธ์ตามความต้องการของการใช้งาน ในปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติงาน ซอฟต์แวร์ควบคุม ระบบงาน ซอฟต์แวร์สำเร็จ และซอฟต์แวร์ประยุกต์สำหรับงานต่างๆ ลักษณะการใช้งานของ ซอฟต์แวร์ก่อนหน้านี้ ผู้ใช้จะต้องติดต่อใช้งานโดยใช้ข้อความเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันซอฟต์แวร์มี ลักษณะการใช้งานที่ง่ายขึ้น โดยมีรูปแบบการติดต่อที่สื่อความหมายให้เข้าใจง่าย เช่น มีส่วนประสาน กราฟิกกับผู้ใช้ที่เรียกว่า กุย (Graphical User Interface : GUI) ส่วนซอฟต์แวร์สำเร็จที่มีใช้ใน ท้องตลาดทำให้การใช้งานคอมพิวเตอร์ในระดับบุคคลเป็นไปอย่างกว้างขวาง และเริ่มมีลักษณะ ส่งเสริมการทำงานของกลุ่มมากขึ้น ส่วนงานในระดับองค์กรส่วนใหญ่มักจะมีการพัฒนาระบบตาม ความต้องการโดยการว่าจ้าง หรือโดยนักคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในฝ่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กร เป็นต้น ซอฟต์แวร์ คือ ชุดคำสั่งที่สั่งงานคอมพิวเตอร์ แบ่งออกได้หลายประเภท เช่น (1) ซอฟต์แวร์ระบบ คือ ซอฟต์แวร์ที่ใช้จัดการกับระบบคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ ต่างๆ ที่มีอยู่ในระบบ เช่น ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ระบบปฏิบัติการดอส ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ (2) ซอฟต์แวร์ประยุกต์ คือ ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานด้านต่างๆ ตามความ ต้องการของผู้ใช้ เช่น ซอฟต์แวร์กราฟิก ซอฟต์แวร์ประมวลคำ ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน ซอฟต์แวร์ นำเสนอข้อมูล 3. ข้อมูล (Store Data) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่งของระบบสารสนเทศ อาจจะเป็นตัวชี้ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของระบบได้ เนื่องจากจะต้องมีการเก็บข้อมูลจาก แหล่งกำเนิด ข้อมูลจะต้องมีความถูกต้อง มีการกลั่นกรองและตรวจสอบแล้วเท่านั้นจึงจะมีประโยชน์ ข้อมูลจำเป็นจะต้องมีมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้งานในระดับกลุ่มหรือระดับองค์กร ข้อมูล ต้องมีโครงสร้างในการจัดเก็บที่เป็นระบบระเบียบเพื่อการสืบค้นที่รวดเร็วมีประสิทธิภาพ 4. บุคลากร (Personal) บุคลากรในระดับผู้ใช้ ผู้บริหาร ผู้พัฒนาระบบ นักวิเคราะห์ระบบ และนักเขียนโปรแกรม เป็นองค์ประกอบสำคัญในความสำเร็จของระบบสารสนเทศ บุคลากรมีความรู้ ความสามารถทางคอมพิวเตอร์มากเท่าใดโอกาสที่จะใช้งานระบบสารสนเทศและระบบคอมพิวเตอร์ ได้เต็มศักยภาพและคุ้มค่ายิ่งมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะระบบสารสนเทศในระดับบุคคลซึ่งเครื่อง คอมพิวเตอร์มีขีดความสามารถมากขึ้น ทำให้ผู้ใช้มีโอกาสพัฒนาความสามารถของตนเองและพัฒนา ระบบงานได้เองตามความต้องการ สำหรับระบบสารสนเทศในระดับกลุ่มและองค์กรที่มีความซับซ้อน จะต้องใช้บุคลากรในสาขาคอมพิวเตอร์โดยตรงมาพัฒนาและดูแลระบบงาน
55 5. ขั้นตอนการปฏิบัติงาน (Procedures) ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ชัดเจนของผู้ใช้หรือของ บุคลากรที่เกี่ยวข้องก็เป็นเรื่องสำคัญอีกประการหนึ่ง เมื่อได้พัฒนาระบบงานแล้วจำเป็นต้อง ปฏิบัติงานตามลำดับขั้นตอนในขณะที่ใช้งานก็จำเป็นต้องคำนึงถึงลำดับขั้นตอนการปฏิบัติของคนและ ความสัมพันธ์กับเครื่อง ทั้งในกรณีปกติและกรณีฉุกเฉิน เช่น ขั้นตอนการบันทึกข้อมูล ขั้นตอนการ ประมวลผล ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อเครื่องชำรุดหรือข้อมูลสูญหาย และขั้นตอนการทำสำเนาข้อมูลสำรอง เพื่อความปลอดภัย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะต้องมีการซักซ้อม มีการเตรียมการ และการทำเอกสารคู่มือ การใช้งานที่ชัดเจน รุ่งรัศมี บุญดาว (2559 : 4-10) กล่าวว่า องค์ประกอบของระบบสารสนเทศที่จะปฏิบัติงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จะประกอบไปด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ดังนี้ คือ 1. ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง เครื่องคอมพิวเตอร์ และชุดอุปกรณ์ต่าง ๆ ใช้ในการ รับข้อมูลเข้าสู่ระบบ การประมวลผลโดยใช้หน่วยประมวลผลกลาง และการแสดงผลลัพธ์ รวมทั้งการ เก็บข้อมูลโดยใช้หน่วยเก็บรอง ดังนั้น ฮาร์ดแวร์จะประกอบไปด้วยอุปกรณ์ 4 ชนิด ได้แก่ อุปกรณ์ รับเข้า (Input device) อุปกรณ์หน่วยประมวลผลกลาง อุปกรณ์หน่วยเก็บ (Storage device) และ อุปกรณ์แสดงผลลัพธ์ (Output device) 2. ซอฟต์แวร์ (Software) หมายถึง ชุดคำสั่งต่าง ๆ ที่ใช้ควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ 2.1 ซอฟต์แวร์ระบบ (System software) ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของ คอมพิวเตอร์และเชื่อมประสานระหว่างผู้ใช้ และคอมพิวเตอร์ 2.2 ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application software) เป็นโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมา เพื่อ ทำงานตามวัตถุประสงค์เฉพาะด้าน เช่น โปรแกรมประมวลผลคำ (Word Processing) โปรแกรมแผ่น ตารางทำการ (Spreadsheet) โปรแกรมบริหารงานบุคคล โปรแกรมบัญชี โปรแกรมจองตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น 3. ฐานข้อมูล (Database) คือ แหล่งที่เก็บข้อมูล เพื่อนำไปใช้กับซอฟต์แวร์ประยุกต์ในการ ประมวลผล ข้อมูลที่จัดเก็บไว้ชุดหนึ่ง จะอ้างอิงถึงแฟ้มข้อมูล (file) เช่น รายชื่อพนักงานของบริษัท เราจะเรียกว่า แฟ้มข้อมูลพนักงาน การดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลมาเก็บไว้ที่หน่วยความจำสำรองเพื่อ ใช้งานนั้น อาจจะอยู่ในรูปของแผ่นบันทึก แผ่นซีดี หน่วยขับแฟลช เป็นต้น 4. กระบวนการ (Procedure) คือ กระบวนการปฏิบัติงานในองค์กรก็จัดได้ว่าเป็น ส่วนประกอบของระบบสารสนเทศด้วย เช่น กลยุทธ์ นโยบาย วิธีการ ขั้นตอนในการใช้งานระบบ หนังสือคู่มือการปฏิบัติงาน เอกสารคำสั่ง เป็นต้น
56 5. บุคลากร (People) หมายถึง ผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศ เช่น ผู้ควบคุมระบบ คอมพิวเตอร์นักวิเคราะห์และออกแบบระบบ นักเขียนโปรแกรม พนักงานเตรียมข้อมูล นักบริหาร ฐานข้อมูล ผู้ใช้ระบบเป็นต้น มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2543 : 22-25) เสนอว่า องค์ประกอบของระบบ สารสนเทศ (Information System : IS) คือ ระบบที่ทำการแปลงทรัพยากรข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ ด้วยกระบวนการนำเข้าข้อมูล ประมวลผลข้อมูล แสดงผลสารสนเทศ เก็บรักษาข้อมูลและสารสนเทศ และควบคุมกระบวนการทำงานของระบบ โดยมีทรัพยากรของระบบ คือ ทรัพยากรบุคคล ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์เป็นเครื่องมือช่วยสนับสนุนกระบวนการทำงาน ซึ่งรายละเอียดแต่ละส่วนมีดังต่อไปนี้ 1. ทรัพยากรบุคคล (people resources) ประกอบด้วย ผู้ใช้ระบบ (end users) คือ บุคคลที่ใช้ระบบสารสนเทศ หรือเป็นผู้ใช้สารสนเทศที่ผลิตได้จากระบบ ได้แก่ พนักงานบัญชี พนักงานขาย วิศวกร เสมียน ลูกค้า และผู้บริหาร เป็นต้น ซึ่งบุคคลส่วนมากที่เกี่ยวข้องกับระบบ สารสนเทศ จะอยู่ในกลุ่มของผู้ใช้ระบบ และผู้เชี่ยวชาญด้านระบบ ( information systems specialists) คือ บุคคลที่มีหน้าที่พัฒนาหรือสร้างระบบสารสนเทศ ได้แก่ นักวิเคราะห์ระบบ ผู้เขียน โปรแกรม นักปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ช่างเทคนิค และบุคคลที่มีความชำนาญพิเศษเกี่ยวกับระบบ สารสนเทศ โดยทั่วไปนักวิเคราะห์ระบบจะเป็นผู้ออกแบบระบบสารสนเทศให้ตรงตามความต้องการ ของผู้ใช้ระบบ ผู้เขียนโปรแกรมจะเป็นผู้สร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามข้อกำหนดของนักวิเคราะห์ ระบบ และนักปฏิบัติการคอมพิวเตอร์เป็นผู้สั่งให้ระบบคอมพิวเตอร์ทำงานตามโปรแกรมที่สร้างไว้ 2. ทรัพยากรฮาร์ดแวร์ (hardware resources) คือ อุปกรณ์ และเครื่องมือเชิงกายภาพ ทั้งหมดที่ใช้ในการประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศ รวมทั้งสื่อที่ใช้เก็บบันทึกข้อมูลทั้งหมดด้วย ทรัพยากรฮาร์ดแวร์แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ระบบคอมพิวเตอร์ (computer system) ได้แก่ ระบบ ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ระบบคอมพิวเตอร์เมนเฟรม ระบบมินิคอมพิวเตอร์ และระบบ ไมโครคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ รวมไปถึงอุปกรณ์ทางด้านฮาร์ดแวร์ ได้แก่ อุปกรณ์นำเข้าข้อมูล อุปกรณ์ ควบคุมการทำงานและประมวลผล อุปกรณ์แสดงผลข้อมูล และอุปกรณ์เก็บรักษาข้อมูล เป็นต้น และ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (networked computer systems) คือ การเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ หลาย ๆ เครื่องเข้าด้วยกัน โดยอาศัยระบบสื่อสารข้อมูลและอุปกรณ์เชื่อมต่ออื่น ๆ เป็นการกระจาย กำลังความสามารถในการประมวลผลข้อมูล และการใช้ทรัพยากรของระบบสารสนเทศร่วมกันได้ อย่างมีประสิทธิภาพ 3. ทรัพยากรซอฟต์แวร์ (software resources) คือ กลุ่มของคำสั่งที่ใช้ในการประมวลผล ข้อมูลรวมทั้งโปรแกรมที่ใช้ควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ด้วย ทรัพยากรซอฟต์แวร์ประกอบด้วย ซอฟต์แวร์ระบบ (system software) คือ โปรแกรมที่ใช้ควบคุมและสนับสนุนการปฏิบัติการของ ระบบคอมพิวเตอร์ได้แก่ โปรแกรมจัดการระบบ โปรแกรมสนับสนุนระบบ และโปรแกรมพัฒนาระบบ
57 และซอฟต์แวร์ประยุกต์ (application software) คือ โปรแกรมส่วนที่ผู้ใช้งานระบบเป็นคนใช้งาน โดยตรง เพื่อสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำการประมวลผลข้อมูลให้ได้สารสนเทศตามความต้องการของ ผู้ใช้ ได้แก่ โปรแกรมประยุกต์เพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไป และโปรแกรมประยุกต์เฉพาะด้าน 4. ทรัพยากรข้อมูล (data resources) ทรัพยากรข้อมูลเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของ องค์กรจึงต้องมีการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้ทั้งหมดในองค์กร ข้อมูลมีหลายรูปแบบดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว Krajewski & Ritzman (1999 : 129) กล่าวว่า องค์ประกอบพื้นฐานสามารถจำแนกตาม ความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถจำแนกได้ 4 ประการ ดังนี้ 1. ฮาร์ดแวร์ หมายถึง ส่วนที่เป็นตัวเครื่อง และส่วนประกอบอื่น ๆ ที่ใช้ในการประมวลผล รวมทั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ทำงานร่วมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น อุปกรณ์ต่อพ่วงต่าง ๆ ที่ใช้ เพื่อ อำนวยความสะดวกในการทำงาน การติดต่อสื่อสารทั่วไปในลักษณะเครือข่ายเฉพาะพื้นที่ (local area network) เครือข่ายกว้าง (wide area network) และเครือข่ายทั่วโลก (internet) หรืออุปกรณ์ ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลที่มีความปลอดภัย และสามารถเก็บข้อมูลได้มาก โดยมีขนาดเล็กกะทัดรัด ได้แก่ แผ่นแม่เหล็ก (diskette) จานแม่เหล็ก (hard disk) ตลับแม่เหล็ก (cartridge magnetic tape) และ แผ่นคอมแพ็คดิสก์ (compact disk : CD) ทั้งนี้รวมถึงอุปกรณ์การสื่อสาร เช่น โมเด็ม (modem) และดาวเทียม เป็นต้น 2. ซอฟต์แวร์ หมายถึง เทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการพัฒนาโปรแกรม หรือชุดคำสั่งที่เขียน ขึ้นเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ระบบ (system software) หรือซอฟต์แวร์ ประยุกต์(application software) ก็ตาม เพราะโปรแกรม หรือซอฟต์แวร์จะทำหน้าที่เป็นตัวกลาง เพื่อให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์สั่งการ หรือระบุความต้องการสารสนเทศได้ 3. ระบบฐานข้อมูล หมายถึง ระบบของข้อมูลที่ถูกเก็บรวบรวมไว้ โดยมีความสัมพันธ์ซึ่งกัน และกัน โดยไม่บังคับว่า ข้อมูลทั้งหมดนี้จะต้องเก็บไว้ในแฟ้มข้อมูลเดียวกัน หรือแยกเก็บหลาย ๆ แฟ้มข้อมูล และที่สำคัญจะต้องสร้างความสัมพันธ์ระหว่างระเบียน และเรียกใช้ความสัมพันธ์นั้นได้ โดยมีโปรแกรมจัดการฐานข้อมูล (data base management system : DBMS) ที่ทำหน้าที่ เปรียบเสมือนสื่อกลางระหว่างผู้ใช้ และโปรแกรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ฐานข้อมูล ช่วยให้ผู้ใช้ เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายสะดวกและมีประสิทธิภาพ 4. การสื่อสารโทรคมนาคม หมายถึง การสื่อสารที่รวดเร็วและแม่นยำ ถูกต้อง การสื่อสาร ระหว่างองค์กร การตอบสนองการดำเนินธุรกิจ การบริการสมัยใหม่ที่ต้องการความเร็ว ระบบสื่อสาร โทรคมนาคมจึงมีบทบาทที่สำคัญมาก ในการรับ-ส่งสัญญาณในลักษณะของข้อมูล เพื่อแลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสารมีการรับ-ส่งสัญญาณ เช่น โทรศัพท์ สัญญาณภาพ เช่น โทรสาร หรือทั้งภาพและเสียงที่ เรียกว่า VDO Conference มีระบบรับ-ส่งไปรษณีย์อิเล็คโทรนิกส์ หรือ E-mail ฯลฯ
58 กรมสามัญศึกษา (2538 : 21) ได้กล่าวถึง องค์ประกอบของระบบสารสนเทศสามารถแบ่ง ได้เป็น 6 ส่วนด้วยกัน คือ 1. ข้อมูลป้อนเข้าไป (input) ประกอบด้วยข้อมูลที่เป็นตัวเลข ข้อความ เสียงและภาพ หรือ เรียกอีกอยางหนึ่งว่าข้อมูลดิบ 2. รูปแบบของการประมวลผล (models) เป็นการกำหนดความสัมพันธ์ของข้อมูลแต่ละ รายการเพื่อจัดให้การทำข้อมูลเหล่านั้นตามที่กำหนดไว้ต่อไป 3. ผลผลิตของระบบ (output) ผลผลิตของระบบสารสนเทศ มีผลต่อส่วนประกอบอื่นๆ ทั้งหมด หากผลของส่วนนี้ไม่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ข้อมูล ย่อมส่งผลถึงส่วนอื่นๆ ผิดพลาดไป ด้วย ผลผลิตระบบนี้จะมีคุณภาพไม่ดีไปกว่าข้อมูลป้อนเข้าและรูปแบบการจัดทำข้อมูล 4. เทคโนโลยี (technology) เป็นส่วนที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลดำเนินการตามรูปแบบการ ประมวลผลและทำให้เกิดผลผลิตของระบบออกมาให้สื่อในสิ่งที่ต้องการ องค์ประกอบที่สำคัญของ เทคโนโลยีคือ คอมพิวเตอร์ ซอฟท์แวร์ และโทรคมนาคม 5. ฐานข้อมูล (database) เป็นวิธีการที่จะเก็บข้อมูลให้เป็นระบบสะดวกต่อการเรียกใช้ งานสามารถแก้ไขได้ง่าย และให้ผู้ใช้จำนวนมาก สามารถป้องกันไม่ให้ผู้มีสิทธิ์ใช้เข้าถึงข้อมูลเดียวกัน ได้ 6. การควบคุม (control) เป็นส่วนประกอบที่กำหนดไว้ เพื่อให้ระบบสารสนเทศมีความ ปลอดภัยไม่ถูกทำลาย ทั้งเจตนาและไม่เจตนา ข้อมูล รูปแบบของการประมวลผล ข้อมูล • เทคโนโลยี • ฐานข้อมูล • การควบคุม ภาพที่ 4 องค์ประกอบของสารสนเทศ
59 ตารางที่ 3 การสังเคราะห์องค์ประกอบของระบบสารสนเทศสมจิตร และงามนิจ อาจอินทร์ รุ่งรัศมี บุญดาว มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช Krajewski & Ritzman กรมสามัญศึกษา รวม ผู้วิจัย นักวิชาการ องค์ประกอบ ฮาร์ดแวร์(Hardware) 5 ซอฟต์แวร์(Software) 5 ข้อมูล (Data) 5 บุคลากร (People) 3 การปฏิบัติงาน (Procedures) 3 การสื่อสาร 2 การควบคุม 1 จากตารางที่ 3 การสังเคราะห์องค์ประกอบของระบบสารสนเทศในการพัฒนาระบบข้อมูล สารสนเทศด้านการศึกษา ในพื้นที่เขตตรวจราชการที่ 15 ผู้วิจัยเลือกปัจจัยองค์ประกอบที่มีความถี่ สูงสุด 5 ลำดับ ประกอบด้วย 1) ฮาร์ดแวร์ (hardware) 2) ซอฟต์แวร์ (software) 3) ข้อมูล (Data) 4) บุคลากร (People) และ 5) การปฏิบัติงาน (Procedures) 4. แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศ การประเมินประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศ คือการวัดความสามารถในการทำงานของ ระบบตามคุณลักษณะที่สำคัญ จำนวน 4 ด้าน ได้แก่ 1. การประเมินประสิทธิภาพด้านการทำงานตามความต้องการ (Function Requirement Test ) เป็นการประเมินความสามารถของระบบว่าทำงานได้ตรงตามความต้องการมากน้อยเพียงใด โดยนําผลงานที่ระบบสามารถดำเนินการได้เปรียบเทียบกับความต้องการของหน่วยงานที่เกิดจากการ สํารวจและเก็บรวบรวมไว้ในการในขั้นตอนการศึกษาเบื้องต้นของการพัฒนาระบบ 2. การประเมินประสิทธิภาพด้านหน้าที่ของระบบ (Function Test) เป็นการประเมิน ความถูกต้องในการทำงานของระบบตามหน้าที่ที่ระบุไว้โดยพิจารณาความถูกต้องในประเด็นต่างๆ ได้แก่ ความถูกต้องในการจัดเก็บข้อมูล ความถูกต้องของการค้นหาข้อมูล ความถูกต้องในการปรับปรุง
60 แก้ไขข้อมูล ความถูกต้องในการลบข้อมูล ความถูกต้องของการสรุปรายงานต่าง ๆ และ ความถูกต้อง ของการทำงานในภาพรวม 3. การประเมินประสิทธิภาพด้านการใช้งานระบบ (Usability Test) เป็นการประเมิน ลักษณะในการใช้งานระบบว่ามีความสะดวกและมีความยากง่ายมากน้อยเพียงใด เช่น ความเหมาะสม ในการออกแบบหน้าจอโดยภาพรวม ความชัดเจนของข้อความที่แสดงบนจอ ความเหมาะสมของการ ใช้สื่อ การใช้สีของตัวอักษรและรูปภาพที่เหมาะสม ความง่ายในการใช้งานของระบบ ขั้นตอนในการ ใช้งานระบบมีความรวดเร็วไม่ซับซ้อน ผู้ใช้สามารถเรียนรู้การใช้งานระบบได้ด้วยตนเอง ระบบ สามารถสื่อความหมายให้ผู้ใช้เข้าใจได้ง่าย เป็นต้น 4. การประเมินประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยของระบบ (Security Test) เป็นการ ประเมินระบบในด้านการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลว่ามีหรือไม่เพียงใด โดยพิจารณาการรักษา ความปลอดภัยของระบบ เช่น การกำหนดรหัสผู้ใช้และรหัสผ่านในการตรวจสอบผู้เข้าใช้ระบบ การ เตือนเมื่อพบข้อผิดพลาดในการป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบ การสํารองข้อมูล เพื่อนํากลับมาใช้ใหม่กรณีเกิด ความเสียหายกับแฟ้มข้อมูล แสดงการเตือนเมื่อไม่มีข้อมูลในระบบ ภูดิท ไชยผล (2556) การประเมินผลของระบบ วัดได้จากประสิทธิภาพ (Efficiency) และ ประสิทธิผล (Effectiveness) ประสิทธิภาพเป็นการวัดทรัพยากรที่ใชในการผลิต ได้แก ผลิตผลลัพธ์ ได้เทาเดิมโดยใชทรัพยากรน้อยลงหรือใชทรัพยากรในการผลิตเทาเดิมสามารถผลิตผลลัพธ์ได้เพิ่มมาก ขึ้นหรือก็คือวัดจากผลลัพธ์ (Output) ที่ได้จากระบบ เปรียบเทียบกับสิ่งที่นําเขา (Input) ไปใน กระบวนการทำงานของระบบ เชน ในระบบการผลิตสินคาเมื่อเปรียบเทียบระบบการผลิตสินค้าชนิด เดียวกันคุณภาพแบบเดียวกันของโรงงาน 2 แหง สมมุติว่าค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยในการผลิตสินคา 100 ชิ้นของโรงงานที่ 1 เป็น 40 บาทตอหน่วย ในที่คาใช้จ่ายโดยเฉลี่ยในการผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน 100 หน่วยของโรงงาน ที่ 2 เป็น 35 บาทตอหน่วย สามารถกล่าวได้วาระบบการผลิตของโรงงานที่ 2 มี ประสิทธิภาพมากกวาโรงงานที่ 1 เพราะในจำนวนผลผลิตที่เป็นผลลัพธ์ของระบบการผลิตเทา ๆ กัน คือ 100 หน่วย โรงงานที่ 2 เสียคาใชจ่ายสำหรับสิ่งนําเขาระบบ (input) นอยกวาโรงงานที่ 1 เป็นตน ทั้งนี้ระบบดังกล่าวควรพิจารณาด้านประสิทธิภาพของการใชงานระบบได้ดังนี้ 1. ดานความสามารถของระบบตรงตามความตองการของผู้ใช ให้ผู้ใชสามารถเขาถึง สารสนเทศที่ตองการได้อย่างรวดเร็วและทันตอเหตุการณเนื่องจากขอมูลถูกจัดเก็บและบริหารเป็น ระบบ 2. ด้านการทำงานของระบบ ทำให้ผู้บริหารสามารถจะเขาถึงขอมูลได้อยางรวดเร็ว ใน รูปแบบที่เหมาะสม และสามารถนําขอมูลมาใชประโยชนไดทันตอความตองการชวยผูใชในการ กำหนดเปาหมาย กลยุทธและการวางแผนปฏิบัติการ โดยผูบริหารจะสามารถนําขอมูลที่ไดจากระบบ สารสนเทศมาชวยในการวางแผนและกำหนดเปาหมายในการดําเนินงาน เนื่องจากสารสนเทศถูกเก็บ
61 รวบรวมและจัดการอยางเหมาะสม ทําใหมีประวัติของขอมูลอยางตอเนื่อง สามารถที่จะชี้แนวโนมของ การดําเนินงานไดวานาจะเปนไปในลักษณะใด 3. ดานการรักษาความปลอดภัยของขอมูลในระบบ ความตระหนักในเรื่องการรักษาความ มั่นคงปลอดภัยดานสารสนเทศ ถือเปนสิ่งที่ผูดูแลระบบตองใหความสำคัญดวย ประโยชน์ที่ หลากหลายของการเขาถึงไดทุกที่ ทุกเวลา บนเครือขายอินเทอรเน็ต สิ่งที่ตองพึงระวังคือ ภัยคุกคามที่ มีผลกระทบตอความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน ของบุคคลและหนวยงาน ทั้งในรูปแบบการ โจรกรรมขอมูลสวนบุคคลอันเปนความลับ การจารกรรมทางอิเล็กทรอนิกส 4. ดานการออกแบบระบบ การออกแบบระบบงานขึ้นมาใหม และใหระบบงานที่ออกมา ใหมนั้น ดำเนินไปอยางมีประสิทธิภาพ โดยปญหาที่เคยเกิดขึ้นในระบบเกาจะตองหมดไป และระบบ ใหมก็จะตองไมมีปญหาใหม ๆ เกิดขึ้นตามมาอีกดวย ระบบจะตองเปนผูแกปญหาไมใชเปนผูสราง ปญหาหรือไมใชผูที่สามารถแกปญหาอยางหนึ่งใหหมดไปไดแตสรางปญหาอีกอยางหนึ่งใหเกิดขึ้น ตามมา ดังนั้นการสรางงานระบบสารสนเทศใด ๆ ก็ตามจำเปนจะตองมีการประเมินผลเพื่อให ทราบวาระบบสารสนเทศที่สรางขึ้นมาและใชงานอยูนั้นดีมากนอยเพียงใดและทำงานไดตรงตามวัตถุ ประสงคหรือไม เพื่อที่จะหาทางแกไข ปรับปรุง ให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5. บริบทของเขตตรวจราชการที่ 15 ข้อมูลสภาพทั่วไป เขตตรวจราชการ เป็นการแบ่งเขตพื้นที่จังหวัดในประเทศไทย ออกเป็นกลุ่มต่างๆ เพื่อ ประโยชน์ในการตรวจ ติดตามผล เร่งรัด แนะนำ สืบสวนสอบสวน สอบข้อเท็จจริง สดับตรับฟัง เหตุการณ์ เสนอแนะ ติดต่อประสานงาน ตรวจเยี่ยม หรือดำเนินการอื่นใด เพื่อให้การปฏิบัติงานของ หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ผลสมประโยชน์ต่อทางราชการ การแบ่งเขตตรวจราชการใน ประเทศไทย แบ่งออกเป็น 18 เขต โดยเขตตรวจราชการที่ 15 เป็นพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบ ของสำนักงานศึกษาธิการภาค 15 มีพื้นที่ประกอบด้วย 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัด แม่ฮ่องสอน จังหวัดลำปาง และจังหวัดลำพูน มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 49,828.159 ตารางกิโลเมตร มีอาณาเขต ทิศเหนือ ติดต่อกับ สาธารณรัฐเมียนมาร์ และจังหวัดเชียงราย ทิศใต้ ติดต่อกับ จังหวัด ตาก และจังหวัดสุโขทัย ทิศตะวันออก ติดต่อกับ จังหวัดพะเยา และจังหวัดแพร่ และทิศตะวันตก ติดต่อกับ สาธารณรัฐเมียนมาร์มีสภาพภูมิประเทศเป็นพื้นที่ภูเขาและที่ราบเชิงเขาร้อยละ 71 พื้นที่ ทำการเกษตรร้อยละ 10 และพื้นที่อยู่อาศัยร้อยละ 19 ของพื้นที่ทั้งหมด (สำนักงานศึกษาธิการภาค 15. 2565 : 8-10) โดยสามารถแบ่งตามลักษณะพื้นที่ได้ ดังนี้
62 1) เขตทิวเขาและภูเขา ประกอบด้วย ทิวเขาแดนลาวทอดตัวยาวอยู่แนวตะวันตก ตะวันออก กันพรมแดนระหว่างไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ยอดเขาสำคัญ ได้แก่ ดอยผ้า ห่มปก สูง 1,456 เมตร และดอยอ่างขางสูง 1,918 เมตร เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำปิง ทิวเขาถนนธงชัย เป็นทิวเขาอยู่ทางตะวันตกทอดตัวแนวเหนือ – ใต้ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ วางตัวทอดลงมาในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดเชียงใหม่ มีความยาวทั้งหมด 1,410 กิโลเมตร มียอดเขาสูงสุด คือ ดอยอินทนนท์ ความสูง 2,580 เมตร 2) เขตที่ราบและหุบเขาโดยมีที่ราบสำคัญ ได้แก่ ที่ราบลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำวัง และลุ่มน้ำ สาละวิน 3) เขตแอ่งที่ราบโดยมีแอ่งที่ราบที่สำคัญ ได้แก่ แอ่งแม่น้ำแจ่ม แอ่งน้ำแม่ตื่น แอ่งน้ำฝาง และแอ่งลำปางด้วยสภาพภูมิประเทศดังกล่าวจึงทำให้กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 เป็นพื้นที่ที่มี ความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเป็นพื้นที่ต้นน้ำสำคัญของประเทศ ประกอบด้วย ลุ่มน้ำปิงและสาขา ลุ่มน้ำกวง ลุ่มน้ำแม่ทา ลุ่มน้ำลี้ ลุ่มน้ำปายและสาขา ลุ่มน้ำวาง ลุ่มน้ำวังและสาขา ลุ่มน้ำยมและสาขา รวมทั้งเป็นพื้นที่ทางการเกษตรที่สำคัญของประเทศ สภาพสังคมและการปกครอง เขตตรวจราชการที่ 15 มีลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่สูงและภูเขาสูงถึงสองในสาม ของพื้นที่ อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งป่าไม้ แร่ธาตุ และแหล่งน้ำมีสภาพอากาศเย็นกว่า ทุกภาคในประเทศไทย มีทิวทัศน์ตามธรรมชาติที่ร่มรื่นและสวยงาม พื้นที่หลายจังหวัดมีชายแดน ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน มีอาณาเขตติดต่อกับสาธารณรัฐ แห่งสหภาพเมียนมาร์ซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปถึงประเทศจีนตอนใต้ (มณฑล ยูนาน) ได้อีกด้วย นอกจากนั้นเขตตรวจราชการที่ 15 ยังมีลักษณะพิเศษคือเป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนบนพื้นที่สูงซึ่งเป็น ชาวไทยภูเขาเผ่าต่าง ๆ จำนวน 11 ชนเผ่า เช่น เผ่ากะเหรี่ยง แม้ว เย้า อีก๊อ มูเซอ ลีซอ ลัวะ ม้ง ขมุ ปะดอง และชนกลุ่มน้อย เช่น จีนฮ่อ ไทยใหญ่ ไทยลื้อ เป็นต้น การปกครอง ประกอบด้วย 53 อำเภอ 400 ตำบล 4,030 หมู่บ้าน 4 องค์การบริหารส่วน จังหวัด 211 เทศบาลนคร/เมือง/ตำบล 207 องค์การบริหารส่วนตำบล และมีประชากรทั้งสิ้น จำนวน 3,199,894 คน แยกเป็นชาย จำนวน 1,555,824 คน หญิง จำนวน 1,644,070 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 : กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย) ความหนาแน่นเฉลี่ย 64.22 คน/ตร.กม. รายละเอียดจำแนกเป็นรายจังหวัด (สำนักงานศึกษาธิการภาค 15. 2565 : 8-10) ดังนี้ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่มีพื้นที่ 20,107.057 ตารางกิโลเมตรหรือประมาณ 12,566,911 ไร่ มีพื้นที่ กว้างใหญ่เป็นอันดับที่ 1 ของภาคเหนือ และเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ รองจากจังหวัดนครราชสีมา มีประชากรทั้งสิ้น 1,789,385 คน แยกเป็นชาย 864,364 คน หญิง 925,021 คน ความหนาแน่นเฉลี่ย
63 88.99 คน/ตร.กม. การแบ่งการปกครองประกอบด้วย 25 อำเภอ 204 ตำบล 2,067 หมู่บ้าน เป็น จังหวัดที่มีการพัฒนาในระดับสูง มีศักยภาพในการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และการลงทุน มีแหล่ง ท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรมมากมาย มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของ อาณาจักรล้านนาในสมัยโบราณ มีภาษาล้านนา (คำเมือง) เป็นภาษาท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่มี เอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกับจังหวัดอื่น ๆ ทั้งด้านประเพณี วัฒนธรรมอันดีงาม ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปมีสภาพพื้นที่เป็นภูเขาและป่าไม้มีที่ราบอยู่ตอนกลางตามสอง ฟากฝั่งแม่น้ำปิง มีภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทยคือ ดอยอินทนนท์สูงประมาณ 2,565.3355 เมตร อยู่ ในเขตอำเภอจอมทอง นอกจากนี้ยังมีดอยอื่นที่มีความสูงรองลงมาอีกหลายแห่ง เช่น ดอยผ้าห่มปก สูง 2,285 เมตร ดอยหลวงเชียงดาว สูง 2,170 เมตร ดอยสุเทพสูง 1,601 เมตร สภาพพื้นที่แบ่งออก ได้เป็น 2 ลักษณะ คือ พื้นที่ภูเขา ส่วนใหญ่อยู่ทางทิศเหนือ และทิศตะวันตกของจังหวัด คิดเป็นพื้นที่ประมาณ ร้อยละ 80 ของพื้นที่จังหวัดเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร ไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก พื้นที่ราบลุ่มและที่ราบเชิงเขา กระจายอยู่ทั่วไประหว่างหุบเขาทอดตัวในแนวเหนือ-ใต้ ได้แก่ ที่ราบลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำฝาง ลุ่มน้ำแม่งัด เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสมต่อการเกษตร จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอนครอบคลุมพื้นที่ 12,681.259 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองเป็น 7 อำเภอ 45 ตำบล 416 หมู่บ้าน จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีความโดดเด่นหลายลักษณะโดยเฉพาะสภาพภูมิ ประเทศ ความหลากหลายด้านวัฒนธรรม และความหลากหลายของประชากรจากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ นับเป็นจังหวัดที่สถิติน่าสนใจหลายอย่าง เช่น มีประชากรเบาบางที่สุดในประเทศ และมีประชากร น้อยมากเป็นอันดับ 5 ในขณะที่มีพื้นที่มากเป็นอันดับ 8 ของประเทศ แม่ฮ่องสอนได้ชื่อว่าเป็นเมือง สามหมอก เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศเต็มไปด้วยภูเขาสูงสลับซับซ้อน สภาพอากาศมีหมอกปกคลุม ตลอดเวลาส่วนใหญ่ของปี นอกจากนี้แม่ฮ่องสอนยังนับเป็นพื้นที่ปลายสุดด้านตะวันตกของประเทศ คือที่เส้นแวง 97.5 องศาตะวันออกในเขตอำเภอแม่สะเรียง (ตะวันออกสุดของประเทศอยู่ที่อำเภอโขง เจียม จังหวัดอุบลราชธานีที่ 105.5 องศาตะวันออก) จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีประชากรจำนวนทั้งสิ้น 284,549 คน แยกเป็นชาย 144,311 คน หญิง 140,238 คน ความหนาแน่นเฉลี่ย 22.44 คน/ตร.กม. ซึ่งมีความหลากหลาย ทั้งคนเมือง ชาวไต (ชาวไทยใหญ่) จีนฮ่อ พม่า และชาวเขาเผ่าต่างๆ ราวร้อยละ 60 ของประชากรทั้งหมด ได้แก่ ม้ง (แม้ว) ลีซู (ลีซอ) ล่าหู่ (มูเซอ) ลัวะ และปกฺกะญอ (กะเหรี่ยง) เป็นต้น โดยต่างรักษาวัฒนธรรมของตน เอาไว้ได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันก็อยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านที่มีวัฒนธรรมต่างกันได้โดยไม่เคยปรากฏ ความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมแต่อย่างใด ด้วยความหลากหลายของเชื้อชาติดังกล่าว ประชากรในแม่ฮ่องสอนจึงมีการใช้ภาษาที่หลากหลาย
64 จังหวัดลำปาง จังหวัดลำปาง เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคเหนือตอนบน ภูมิประเทศอุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้และ ภูเขาสูง มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนาน มีชื่อเดิมว่า เขลางค์นคร เป็นภาษาบาลี ปรากฏอยู่ในตำนาน ตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ 13 คำว่าลครซึ่งกลายมาจากนคร จึงเป็นชื่อสามัญที่ใช้เรียกเมืองเขลางค์ ทั้ง ยังปรากฏใช้ในศิลาจารึกและพงศาวดารในรุ่นต่อมา ส่วนภาษาพูดจะออกเสียงว่าละกอน มี ความหมายเดียวกับคำว่าเมืองลคร หรือ เวียงละกอน เป็นที่รู้จักกันดีอีกชื่อหนึ่งว่า เมืองรถม้า มีเนื้อที่ ประมาณ 12,533.961 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น 13 อำเภอ 100 ตำบล 870 หมู่บ้าน มีประชากรทั้งสิ้น 724,678 คน แยกเป็นชาย 352,894 คน หญิง 371,784 คน ความ หนาแน่นเฉลี่ย 57.82 คน/ตร.กม. จังหวัดลำปาง เป็นแหล่งอารยธรรมล้านนาไทยที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่าจังหวัดใด ๆ ชาว ลำปางมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย คงไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ เป็นเมืองที่มี เอกลักษณ์โดดเด่นเป็นของตนเอง วัดวาอารามและสถาปัตยกรรมท้องถิ่น รถม้าพาหนะคู่เมือง แหล่ง ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่คงความบริสุทธิ์สวยงาม มีอุทยานแห่งชาติที่มีการจัดการที่ดี และควบคู่กัน ไปกับเมืองที่เคยเป็นแหล่งทำไม้ในอดีต ช้างที่เคยทำหน้าที่ลากซุงจึงเป็นสัตว์อีกอย่างหนึ่งที่เป็น สัญลักษณ์ของเมือง เครื่องปั้นดินเผาที่ทำจากดินขาวขึ้นชื่อ สิ่งเหล่านี้ทำให้นครลำปางกลายเป็น จุดหมายที่นักเดินทางมักแวะมาเยี่ยมชม จังหวัดลำพูน จังหวัดลำพูน ตั้งอยู่ทางภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 (สายเอเซีย) เป็นระยะทาง 689 กิโลเมตร ตามทางหลวงแผ่นดิน สายพหลโยธิน เป็นระยะทาง 724 กิโลเมตร และตามทางรถไฟ 729 กิโลเมตร ตั้งอยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 18 องศาเหนือ และเส้นแวงที่ 99 องศาตะวันออก อยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน อยู่ห่างจาก จังหวัดเชียงใหม่เพียง 22 ก.ม. เป็นพื้นที่ ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางความเจริญของ ภาคเหนือตอนบน และอนุภูมิภาค ลุ่มน้ำโขง หรือพื้นที่สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูนนับเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ ยาวนาน เคยเป็นที่ตั้งของนคร หริภุญชัยในสมัยพระนางจามเทวีเดิมชื่อเมืองหริภุญไชย เป็นเมืองโบราณมีอายุประมาณ 1,343 ปี ตามพงศาวดารโยนกเล่าสืบต่อกันถึงการสร้างเมืองหริภุญไชย โดยฤๅษีวาสุเทพเป็นผู้เกณฑ์พวก เม็งคบุตรหรือชนเชื้อชาติมอญมาสร้างเมืองนี้ขึ้นในพื้นที่ระหว่างแม่น้ำสองสายคือ แม่น้ำกวงและ แม่น้ำปิง เมื่อมาสร้างเสร็จได้ส่งทูตไปเชิญราชธิดากษัตริย์เมืองละโว้พระนาม “จามเทวี” มาเป็นปฐม กษัตริย์ปกครองเมืองหริภุญไชยสืบราชวงศ์กษัตริย์ต่อมาหลายพระองค์ จนกระทั่งถึงสมัยพระยายีบา จึงได้เสียการปกครองให้แก่พ่อขุนเม็งรายมหาราชผู้รวบรวมแว่นแคว้นทางเหนือเข้าเป็นอาณาจักร ล้านนา จังหวัดลำพูนมีเนื้อที่ประมาณ 4,505.882 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น 8
65 อำเภอ 51 ตำบล 577 หมู่บ้าน มีประชากรทั้งสิ้น 401,139 คน แยกเป็นชาย 192,712 คน หญิง 208,427 คน ความหนาแน่นเฉลี่ย 89.12 คน/ตร.กม. ข้อมูลด้านการศึกษา ข้อมูลสถานศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 มีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดการศึกษาทั้งในและนอกสังกัด กระทรวงศึกษาธิการ จำนวนทั้งสิ้น 10 หน่วยงาน ได้แก่ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย 1) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) สำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 3) สำนักงานคณะกรรมการการ อาชีวศึกษา และ 4) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สังกัดกระทรวงอื่น ๆ จำนวน 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย 1) กระทรวงการ อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 2) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ3) กระทรวงการ ท่องเที่ยวและกีฬา 4) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย 5) กองบัญชาการตำรวจ ตระเวนชายแดน สำนักงานตำรวจแห่งชาติและ 6) สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์กระทรวงวัฒนธรรม มีสถานศึกษารวมทั้งสิ้น จำนวน 3,162 แห่ง โดยมีรายละเอียด (สำนักงานศึกษาธิการภาค 15, 2565 : 13-14) ดังนี้ ตารางที่ 4 จำนวนสถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงอื่น ๆ เขตตรวจราชการ ที่ 15 ปีการศึกษา 2565 ลำดับ สังกัด จำนวนสถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 1,551 2 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน 212 3 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 35 4 สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 53 สังกัดกระทรวงอื่น 1 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 17 2 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 51 3 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 1 4 กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย 1,209 5 กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 32 6 สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม 1 รวม 3,162
66 ข้อมูลนักเรียน/นักศึกษา ปีการศึกษา 2565 เขตตรวจราชการที่ 15 มีนักเรียน นักศึกษาทั้งในสังกัดกระทรวง ศึกษาธิการและกระทรวงอื่น ๆ จำนวนทั้งสิ้น 558,158 คน (สำนักงานศึกษาธิการภาค 15, 2565 : 19-20) รายละเอียดดังนี้ ตารางที่ 5 จำนวนนักเรียน นักศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงอื่น ๆ เขตตรวจ ราชการที่ 15 ปีการศึกษา 2565 ลำดับ สังกัด จำนวนนักเรียน/ นักศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 308,729 2 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) 99,355 3 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 43,304 4 สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) 35,025 สังกัดกระทรวงอื่น 1 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) 3,037 2 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) 5,003 3 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) 541 4 กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย (กสท.) 60,235 5 กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตชด.) 2,565 6 สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม (บัณฑิต) 364 รวม 558,158
67 ข้อมูลครูและบุคลากรทางการศึกษา ปีการศึกษา 2565 เขตตรวจราชการที่ 15 มีจำนวนครูและบุคลากรทางการศึกษาใน สถานศึกษาทั้งในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการและสังกัดกระทรวงอื่น ๆ รวมทั้งสิ้น 34,447 คน จำแนก เป็น สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 19,549 คน และกระทรวงอื่น ๆ จำนวน 9,260 คน (สำนักงานศึกษาธิการภาค 15, 2565 : 24) รายละเอียดดังนี้ ตารางที่ 6 จำนวนครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงอื่น ๆ เขตตรวจราชการที่ 15 ปีการศึกษา 2565 ลำดับ สังกัด จำนวนครู/ บุคลากร สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 24,590 2 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน 7,589 3 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 1,125 สังกัดกระทรวงอื่น 1 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 243 2 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 699 3 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 71 5 กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 47 6 สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม 83 รวม 34,447
68 ข้อมูลด้านคุณภาพการศึกษา ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 คะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2564 ภาพรวมระดับเขตตรวจราชการที่ 15 (สำนักงานศึกษาธิการ ภาค 15. 2565 : 20) มีรายละเอียด ดังนี้ ตารางที่ 7 คะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2564 ภาพรวมระดับเขตตรวจราชการที่ 15 สังกัด กลุ่มสาระวิชา รวมทุกกลุ่ม ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สาระวิชา สพฐ. 50.58 35.99 36.30 34.45 39.33 สช. 56.00 55.66 41.24 38.22 47.78 อว. 62.71 74.75 55.23 45.70 59.60 กศ.พิเศษ 46.08 30.11 34.15 33.66 36.00 โฮมสคูล 66.30 64.29 67.36 51.43 62.35 กสท. 50.10 36.80 31.30 33.30 37.88 ตชด. 38.71 29.88 35.50 29.07 33.29 เขตตรวจราชการที่ 15 51.68 40.80 37.43 35.22 40.89 ระดับประเทศ 50.38 39.22 36.83 34.31 40.19
69 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 คะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2564 ภาพรวมระดับเขตตรวจราชการที่ 15 (สำนักงานศึกษาธิการ ภาค 15. 2565 : 25) มีรายละเอียด ดังนี้ ตารางที่ 8 คะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2564 ภาพรวมระดับเขตตรวจราชการที่ 15 สังกัด กลุ่มสาระวิชา รวมทุกกลุ่ม ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สาระวิชา สพฐ. 54.36 30.77 34.67 32.20 35.50 สช. 57.20 40.30 30.04 35.00 40.64 อว. 70.16 65.14 53.38 45.93 58.65 กศ.พิเศษ 46.72 26.13 20.14 28.96 30.49 กสท. 51.91 28.31 21.73 30.27 33.06 พลศึกษา 41.63 25.87 18.67 27.01 28.30 บัณฑิต 57.22 29.96 25.93 29.04 35.54 พศ. 36.73 25.14 18.84 27.71 27.11 เขตตรวจราชการที่ 15 53.75 32.11 25.27 32.37 35.88 ระดับประเทศ 51.19 31.11 24.47 31.45 34.56
70 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 คะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2564 ภาพรวมระดับเขตตรวจราชการที่ 15 (สำนักงานศึกษาธิการ ภาค 15. 2565 : 30) มีรายละเอียด ดังนี้ ตารางที่ 9 คะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2564 ภาพรวมระดับเขตตรวจราชการที่ 15 สังกัด กลุ่มสาระวิชา รวมทุกกลุ่ม ภาษาไทย สังคมฯ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สาระวิชา สพฐ. 50.27 38.38 27.14 23.11 29.96 33.77 สช. 54.22 40.70 37.51 28.51 32.50 38.69 อว. 70.52 53.14 67.01 57.73 45.78 58.84 กศ.พิเศษ 40.78 33.73 19.02 15.67 26.47 27.13 กสท. 50.49 37.88 24.94 19.63 27.92 32.17 พลศึกษา 36.28 29.91 19.25 15.16 24.80 25.08 พศ. 37.56 33.22 19.56 15.66 24.52 25.99 เขตตรวจ ราชการที่ 15 49.53 38.18 27.71 23.10 29.80 33.66 ระดับประเทศ 46.40 36.87 25.56 21.28 28.65 31.85 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6.1 งานวิจัยในประเทศ วรยุทธ วงศประเสริฐ (2565) ได้ทำการศึกษา การพัฒนาระบบสารสนเทศในการ บริหารงานงบประมาณของโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดพังงา โดยมีวัตถุประสงคเพื่อ 1) ศึกษา ความตองการของระบบสารสนเทศในการบริหารงานงบประมาณของโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัด พังงา 2) พัฒนาระบบสารสนเทศในการบริหารงานงบประมาณของโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัด พังงา และ 3) ประเมินประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศ ในการบริหารงานงบประมาณของโรงเรียน มัธยมศึกษาในจังหวัดพังงา การวิจัยมี 3 ขั้นตอนประกอบด้วยขั้นตอนที่ 1 ศึกษาความตองการของ ระบบสารสนเทศในการบริหารงานงบประมาณของโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดพังงา กลุมตัวอย่าง ได้แก ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหนากลุมงาน และเจาหนาที่ของโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดพังงา
71 จำนวน 86 คน เครื่องมือที่ใชเป็นแบบสอบถาม และหาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนาระบบสารสนเทศในการบริหารงานงบประมาณของโรงเรียน มัธยมศึกษาในจังหวัดพังงา การพัฒนาระบบใชวงจรการพัฒนาระบบ SDLC และประเมินความ เหมาะสมของระบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน และขั้นตอนที่ 3 ประเมินประสิทธิภาพของระบบ สารสนเทศในการบริหารงานงบประมาณของโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดพังงา ผู้ประเมิน ประสิทธิภาพของระบบ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหนากลุมงานและเจาหนาที่ ของโรงเรียน มัธยมศึกษาขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ จำนวน 3 โรงเรียน เครื่องมือที่ใชเป็นแบบประเมิน ประสิทธิภาพของระบบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใชสถิติพื้นฐาน ได้แก คาเฉลี่ย และสวนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ผลการวิจัยพบวา 1) ผลจากการศึกษาความตองการของระบบสารสนเทศในการบริหารงาน งบประมาณของโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดพังงา พบว่าความตองการการพัฒนาระบบสารสนเทศ ในการบริหารงานงบประมาณโดยรวมอยู่ในระดับความตองการมากที่สุด โดยเรียงลำดับความตองการ ด้านที่มีคาเฉลี่ยมากที่สุดไปน้อยที่สุด คือ ด้านการจัดเก็บข้อมูล ด้านการรายงานผล ดานความ ปลอดภัยและการใชประโยชน ด้านการประมวลผล ตามลำดับ 2) ผลการพัฒนาระบบสารสนเทศใน การบริหารงานงบประมาณของโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดพังงา โดยมีชื่อระบบวา School Financial System จากการประเมินความเหมาะสมของระบบ พบวา โดยภาพรวมอยู่ในระดับ เหมาะสมมาก โดยดานความสะดวกในการใชงานมีคาเฉลี่ยความเหมาะสมมากที่สุด รองลงมาด้าน การรักษาความปลอดภัยของระบบ ด้านการทำงานตามหนาที่ ด้านตรงความตองการ และด้าน ประสิทธิภาพ ตามลำดับ 3) ผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศในการบริหารงาน งบประมาณของโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดพังงา พบวา โดยรวมแลวระบบมีประสิทธิภาพอยู่ใน ระดับมากที่สุด โดย ประสิทธิภาพของระบบด้านการทำงานมีคาเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาด้านการ ออกแบบของระบบ ด้านการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลในระบบ และดานความสามารถของ ระบบตรงตามความตองการของผู้ใช้ ชิตชนก ทิพย์โสดา (2564) ได้ศึกษาเรื่อง การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการ ประเมินผลการปฏิบัติราชการของบุคลากรสายวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหาสารคาม มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาองค์ประกอบและขั้นตอนของระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุน การประเมินผลการปฏิบัติราชการของบุคลากรสายวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหาสารคาม เพื่อสร้างและพัฒนาระบบสารสนเทศฯ เพื่อประเมินคุณภาพของระบบสารสนเทศฯ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจในการใช้ระบบสารสนเทศฯ ผู้วิจัยได้นำขั้นตอนในการพัฒนาระบบตาม แนวคิดในการพัฒนาระบบ ซึ่งประกอบด้วยหลักการพัฒนาระบบไว้ 5 ขั้นตอน ได้แก่ การศึกษา การวิเคราะห์ระบบ การออกแบบระบบ การพัฒนาระบบ การนำระบบไปใช้ มาใช้ในการพัฒนาระบบ สารสนเทศฯ การดำเนินการวิจัยในครั้งนี้แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาองค์ประกอบและ
72 ขั้นตอนของระบบสารสนเทศฯ นำ 2 ขั้นตอนในการพัฒนาระบบตามแนวคิดในการพัฒนาระบบ ซึ่ง ประกอบด้วยหลักการพัฒนาระบบไว้ 5 ขั้นตอน คือ การศึกษาระบบ และการวิเคราะห์ระบบ มาใช้ ในการศึกษาองค์ประกอบและขั้นตอนของระบบสารสนเทศ ระยะที่ 2 สร้างและพัฒนาระบบ สารสนเทศฯ นำ 3 ขั้นตอนในการพัฒนาระบบตามแนวคิดในการพัฒนาระบบ ซึ่งประกอบด้วย ขั้นตอนการพัฒนาระบบ 5 ขั้นตอนหลักคือ การออกแบบระบบ การพัฒนาระบบ และการนำระบบ ไปใช้ มาใช้ในการพัฒนาระบบสารสนเทศฯ ระยะที่ 3 ประเมินคุณภาพของระบบสารสนเทศฯ และ ระยะที่ 4 ประเมินความพึงพอใจในการใช้งานระบบสารสนเทศฯ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง 2) ระบบสารสนเทศฯ 3) แบบประเมินระบบสารสนเทศสำหรับ ผู้เชี่ยวชาญ 2 ด้าน คือ ด้านเนื้อหา และด้านการออกแบบระบบสารสนเทศและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 4) แบบประเมินคุณภาพของระบบสารสนเทศฯ 5) แบบประเมินความพึงพอใจใน การใช้ระบบ สารสนเทศฯ การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลในประเด็นต่างๆ จากการสัมภาษณ์ ผู้บริหาร จำนวน 7 คน การประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 6 คน การประเมินคุณภาพของระบบ สารสนเทศ และการประเมินความพึงพอใจ จากผู้ให้ข้อมูล จำนวน 40 คน แล้วนำมาเสนอในรูปแบบ พรรณนาวิเคราะห์ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า การศึกษาองค์ประกอบ และขั้นตอนของระบบสารสนเทศฯ พบว่า องค์ประกอบพื้นฐานของระบบสารสนเทศฯ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ด้านปัจจัยนำเข้า (Input) ประกอบด้วย องค์ประกอบย่อย ได้แก่ วัตถุประสงค์ของการประเมินผลการปฏิบัติงาน เนื้อหาในการประเมินผลการปฏิบัติงาน (องค์ประกอบ ตัวบ่งชี้ เกณฑ์การประเมิน) เครื่องมือในการประเมินผลการปฏิบัติงาน และผู้ทำการ ประเมินผลการปฏิบัติงาน 2) ด้านกระบวนการ (Process) ประกอบด้วย องค์ประกอบย่อย ได้แก่ กระบวนการทำงานของระบบ เก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล 3) ด้านผลผลิต (Output) ประกอบด้วยองค์ประกอบย่อย ได้แก่ รายงานผลการประเมินการปฏิบัติราชการฯคุณภาพระบบ สารสนเทศฯ และความพึงพอใจในการใช้ระบบสารสนเทศฯ และ 4) ด้านข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) ประกอบด้วยองค์ประกอบย่อย ได้แก่ การให้ข้อมูล ย้อนกลับผู้ถูกประเมิน และให้ข้อมูล ย้อนกลับสำหรับผู้ประเมิน การสร้างและพัฒนาระบบสารสนเทศฯ พบว่า ระบบสารสนเทศที่ พัฒนาขึ้น 1) ด้านเนื้อหา มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (x̅=4.14, S.D.=0.49) และ 2) ด้านการ ออกแบบระบบสารสนเทศและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̅= 4.95, S.D.=0.08) 3. ผลการประเมินคุณภาพของระบบสารสนเทศฯ พบว่า ผู้ประเมินมีความ คิดเห็นต่อระบบสารสนเทศอยู่ในระดับมากทุกด้าน ดังนี้ 1) ด้านตรงตามความต้องการ มีคุณภาพอยู่ ในระดับมาก (x̅=4.15, S.D.=0.52) 2) ด้านสามารถทำงานได้ตามหน้าที่ มีคุณภาพอยู่ในระดับมาก (x̅=4.07,S.D.=0.47) 3) ด้านความง่ายต่อการใช้งาน มีคุณภาพอยู่ในระดับมาก (x̅=4.10, S.D.=0.40) 4) ด้านประสิทธิภาพ มีคุณภาพอยู่ ในระดับมาก (x̅=4.13, S.D.=0.44) และ 5) ด้านการรักษาความ
73 ปลอดภัยของข้อมูล มีคุณภาพอยู่ในระดับมาก (x̅=4.08, S.D.=0.49) การประเมินความพึงพอใจใน การใช้ระบบสารสนเทศฯ พบว่า ผู้ใช้งานมีความพึงพอใจ ในการใช้ระบบสารสนเทศ ดังนี้ 1) ด้าน ความปลอดภัยของข้อมูล มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (x̅=4.63, S.D.=0.54) 2) ด้านความ ยากง่ายต่อการใช้ระบบ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (x̅=4.44, S.D.=0.38) และ 3) ด้านความถูก ต้องในการทำงานของระบบ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (x̅=4.41, S.D.=0.34) บัลลังก์ จารย์คุณ (2563) ได้ทำการศึกษา การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงาน วิชาการในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และเพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการ บริหารงานวิชาการในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 โดยการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์กลุ่ม ตัวอย่าง ได้แก่ สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถม ศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ผู้ให้ ข้อมูล คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ร้อยเอ็ด เขต 2 จำนวน 282 คน โดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) ระยะที่ 2 การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ สถานศึกษาในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 โดยมีกลุ่มผู้ร่วมวิจัยและกลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้วิจัยจำนวน 1 คน ครูผู้รับผิดชอบงานวิชาการจำนวน 1 คน ครูผู้รับผิดชอบระบบสารสนเทศ โรงเรียน จำนวน 1 คน ผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 1 คน และเจ้าหน้าที่ดูแลระบสารสนเทศ สำนักงานเขตพื้นที่จำนวน 1 คน กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ศึกษานิเทศก์จำนวน 1 คน ครูอาสาสมัคร จำนวน 3 คน โดยใช้กระบวนการพัฒนาระบบ (Systems Development Life Cycle) 5 ขั้นตอน ประกอบด้วย การศึกษาระบบ การวิเคราะห์ระบบ การออกแบบระบบ การนำระบบไปใช้ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 อยู่ในระดับน้อย และสภาพที่พึง ประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิชาการใน สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 โดยนำคอมพิวเตอร์มา ช่วยในการจัดเก็บข้อมูล สร้างระบบสารสนเทศจากโปรแกรม Google Site เพื่อตอบสนองความ ต้องการของผู้ปฏิบัติงาน โดยใช้กระบวนการพัฒนาระบบสารสนเทศ 5 ขั้นตอน สรุปผลการ ดำเนินการวิจัยในวงรอบที่ 1 มีความเห็นตรงกันว่าควรมีการปรับปรุงแก้ไขในเรื่องของการใช้งาน ระบบ หน้าจอแสดงผลในระบบ และการกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล เพราะผู้ใช้งานระบ บ สารสนเทศบางคนยังไม่สามารถที่จะใช้งานระบบสารสนเทศได้คล่องจึงต้องทำความเข้าใจในระบบ การพัฒนาในวงรอบที่ 2 โดยใช้กลยุทธ์การนิเทศ กำกับ ติดตาม จากการสังเกตสัมภาษณ์และการใช้
74 แบบสอบถาม เพื่อปรับปรุงแก้ไขการใช้ระบบสารสนเทศ การดูแลรักษาตรวจสอบระบบผู้วิจัย ผู้ร่วม วิจัยดำเนินการตรวจสอบความถูกต้อง สมบูรณ์ของระบบและการใช้ระบบโดยการนิเทศ กำกับ ติดตาม และการศึกษาคู่มือการใช้งาน ทำให้การประมวลผลข้อมูล การใช้งานในหน้าจอแสดงผลของ ระบบสารสนเทศ การเรียกใช้งานในส่วนของงานด้านต่าง ๆ ในระบบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล ทำให้ผู้ร่วมวิจัยมีความรู้ความเข้าใจ และทักษะการใช้ระบบสารสนเทศในการจัดเก็บ ข้อมูลได้และนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของการพัฒนาระบบ ผลจากการพัฒนาในครั้ง นี้ทำให้ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 มีความถูกต้อง สมบูรณ์เป็นปัจจุบัน สามารถเรียกใช้งานข้อมูลได้อย่าง สะดวกและรวดเร็ว สุประภาดา แสนสุข (2562) ได้ทำการศึกษา การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ข้อมูลนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบ สารสนเทศเพื่อการจัดการข้อมูลนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านคำชะอีที่มีคุณภาพ 2) ศึกษาความพึง พอใจของผู้ใช้งานระบบต่อระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการข้อมูลนักเรียน โรงเรียนชุมชนบ้านคำชะอี ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารและครูโรงเรียนชุมชนบ้านคำชะอี จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1) ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการข้อมูลนักเรียน โรงเรียนชุมชน บ้านคำชะอีที่พัฒนาตามแนวความคิดเกี่ยวกับวงจรการพัฒนาระบบ (System Development Life Cycle : SDLC) ประกอบด้วย การศึกษาความเป็นไปได้การวิเคราะห์ระบบ การออกแบบระบบ การ พัฒนาระบบ การทดสอบระบบ การติดตั้งระบบ และการเปลี่ยนเข้าสู่ระบบงานใหม่ 2) แบบประเมิน คุณภาพ และ 3) แบบวัดความพึงพอใจผู้ใช้งานระบบที่มีต่อระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการข้อมูล นักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านคำชะอีสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการข้อมูลนักเรียนโรงเรียน ชุมชนบ้านคำชะอี โดยภาพรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับคุณภาพดี(x̅=3.85,S.D.= 0.87) เมื่อพิจารณา แต่ละด้านพบว่าด้านที่มีคุณภาพสูงสุด 3 อันดับแรก คือ ด้านความทันเวลาในการใช้งาน อยู่ในระดับดี (x̅= 4.33, S.D.=0.49) ด้านตรงกับความต้องการของผู้ใช้อยู่ในระดับดี (x̅=4.00, S.D.=0.95) และ ด้านความทันสมัยอยู่ในระดับดี(x̅=3.89, S.D.=0.93) และความพึงพอใจของผู้ใช้งานต่อระบบ สารสนเทศเพื่อการจัดการข้อมูลนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านคำชะอี ภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ใน ระดับมากที่สุด (µ=4.50, σ=0.19) อธิป ศรีบรรเทา (2560) ได้ทำการศึกษาการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงาน วิชาการที่มีประสิทธิผลในวิทยาลัยเทคนิค มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสารสนเทศเพื่อการบริหารงาน วิชาการที่มีประสิทธิผลในวิทยาลัยเทคนิค 2) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์เกี่ยวกับ สารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิผลในวิทยาลัยเทคนิค 3) พัฒนาระบบสารสนเทศ
75 เพื่อการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิผลในวิทยาลัยเทคนิค และ 4) ศึกษาผลของการนำระบบ สารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิผลในวิทยาลัยเทคนิค ที่พัฒนาขึ้นไปใช้การ ดำเนินการวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 4 ระยะคือ ระยะที่ 1 การศึกษาสารสนเทศเพื่อการบริหารงาน วิชาการที่มีประสิทธิผลในวิทยาลัยเทคนิคโดยสังเคราะห์จากเอกสารตรวจสอบความเหมาะสมโดย ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน ระยะที่ 2 การศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์เกี่ยวกับระบบ สารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิผลในวิทยาลัยเทคนิคจากบุคลากรใน วิทยาลัยเทคนิค สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 32 แห่ง แห่งละ 8 คน รวมทั้งสิ้น 256 คน ระยะที่ 3 การออกแบบระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงาน วิชาการที่มีประสิทธิผลในวิทยาลัยเทคนิค เป็นการออกแบบระบบสารสนเทศและประเมิน ประสิทธิภาพระบบโดยผู้ใช้ระบบ จำนวน 36 คน และระยะที่ 4 การศึกษาผลของการนำระบบ สารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิผลในวิทยาลัยเทคนิคที่พัฒนาขึ้นไปใช้หลังจากการ ใช้ระบบฯ โดยกลุ่มผู้ใช้ จำนวน 19 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) สารสนเทศที่ใช้เพื่อการบริหารงาน วิชาการที่มีประสิทธิผลในวิทยาลัยเทคนิคที่ได้จากการสังเคราะห์เอกสาร และตรวจสอบความ เหมาะสมโดยผู้ทรงคุณวุฒิ มีจำนวน 35 รายการ 2) ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่ พึงประสงค์เกี่ยวกับสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิผลในวิทยาลัยเทคนิค พบว่า สภาพปัจจุบันสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิชาการในวิทยาลัยเทคนิค โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนในด้านสภาพที่พึงประสงค์ของสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิชาการในวิทยาลัยเทคนิคโดยรวม อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด 3) ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิผลใน วิทยาลัยเทคนิคประกอบด้วย 3.1) สารสนเทศที่จำเป็นต้องใช้เพื่อการบริหารงานวิชาการที่มี ประสิทธิผลในวิทยาลัยเทคนิคจำแนกตามลักษณะงานในฝ่ายวิชาการมีจำนวน 14 รายการ 3.2) ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิผลในวิทยาลัยเทคนิคที่พัฒนาขึ้นสามารถ กำหนดสิทธิ์รองรับการทำงานของผู้ใช้งานออกเป็น 10 กลุ่ม โดยมีการจัดการข้อมูล จำนวน 9 รายการ และสามารถดูข้อมูลเบื้องต้น รายงานและออกรายงานได้ทั้งหมด 14 รายการ 3.3) ผลการ ประเมินประสิทธิภาพโปรแกรมระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิผลใน วิทยาลัยเทคนิค โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 4) ผลการนำระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงาน วิชาการที่มีประสิทธิผลในวิทยาลัยเทคนิคที่พัฒนาขึ้นไปใช้พบว่า ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ โดยรวม มีประสิทธิผลอยู่ในระดับสูงถึงสูงที่สุด ไกรทพนธ์ เติมวิทย์ขจร และคณะ (2559) ได้ศึกษาการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการ จัดการหลักสูตรมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ระยะที่ 1 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศ เพื่อการจัดการหลักสูตร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ระยะที่ 1 และเพื่อประเมินประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความพึงพอใจของผู้ใช้ที่มีต่อระบบสารสนเทศ เพื่อการจัดการหลักสูตร มหาวิทยาลัย
76 ราชภัฏยะลา ระยะที่ 1 ดำเนินการวิจัย โดยเริ่มจากการวางแผน การวิเคราะห์ การออกแบบ การ พัฒนา และการติดตั้งระบบ โดยผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม 1) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 2) กลุ่มผู้ใช้ ได้แก่ รองคณบดี ประธานหลักสูตร อาจารย์ นักวิชาการศึกษา ทำการประเมินประสิทธิภาพระบบด้วยเทคนิคแบล็คบ็อกซ์ (Black Box Testing) โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจากหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยราชภัฎ ยะลา จำนวน 5 คน ผลการวิจัยพบว่า ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการหลักสูตรมหาวิทยาลัยราชภัฏ ยะลา ระยะที่ 1 ประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับดี มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.38 และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านความง่ายต่อการใช้งาน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด เป็นอันดับหนึ่งเท่ากับ 4.78 และเมื่อนำระบบมาประเมินโดยกลุ่มผู้ใช้ พบว่าระบบสามารถตอบสนอง การดำเนินงานแบบทันทีทันใด มีผลการประเมินอยู่ในระดับดีมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.90 รองลงมา คือ ระบบมีความน่าเชื่อถือด้านข้อมูลที่นำเสนอ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.00 และผู้ใช้มีความพึงพอใจต่อ ระบบการจัดการหลักสูตรมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ระยะที่ 1 อยู่ในระดับดี โดยเมื่อพิจารณาราย ด้านพบว่า ผู้ใช้มีความพึงพอใจต่อการจัดระดับความปลอดภัยหรือกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลสูง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.47 รองลงมาคือ ผู้ใช้มีความพึงพอใจต่อระบบที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการ ทำงานและมีประโยชน์ในการใช้งาน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.00 และอันดับสามพบว่า ผู้ใช้มีความพึงพอใจ ต่อการเข้าถึงระบบที่สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา และมีความพึงพอใจต่อรายละเอียดที่ครอบคลุม ถึงสิ่งที่ต้องการ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.97 ประพาพร มั่นคง (2558) ได้ทำการศึกษาเรื่อง การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อติดตาม วิทยานิพนธ์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยสำรวจสภาพปัญหา และความต้องการ ใช้งานระบบสารสนเทศ จากประชากร จำนวน 1,097 คน ได้แก่อาจารย์ จำนวน 82 คน เจ้าหน้าที่ จำนวน 15 คน และนิสิตบัณฑิตศึกษา จำนวน 1,000 คน ที่กำลังปฏิบัติงานและศึกษาอยู่ในคณะ ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่างได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่ายกำหนด ขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ ตารางของ เครจซี่และมอร์แกน จำนวน 358 คน ประกอบด้วยอาจารย์ จำนวน 66 คน เจ้าหน้าที่ จำนวน 14 คน และนิสิต จำนวน 278 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม เพื่อใช้ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการใช้งานระบบสารสนเทศที่มีค่าความ เชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.98 ผลการวิจัย พบว่า ผลสำรวจสภาพปัญหาและความต้องการใช้ งานระบบสารสนเทศพบว่า อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนิสิต มีระดับความคิดเห็นต่อสภาพปัญหาและ ความต้องการใช้งานระบบสารสนเทศในระดับมากทั้งหมด ชัยรัตน์ รอดเคราะห์ (2555 : 102-103) วิจัย เรื่อง การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการ บริหารจัดการงานปริญญานิพนธ์และสารนิพนธ์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการงานปริญญานิพนธ์และสารนิพนธ์
77 บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยใช้ระบบที่พัฒนาขึ้นในลักษณะเว็บแอพลิเคชัน (Web Application) ให้มีประสิทธิภาพ และเพื่อประเมินประสิทธิผลและความพึงพอใจของผู้ใช้ที่มี ต่อระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการงานปริญญานิพนธ์และสารนิพนธ์ โดยแบบสอบถาม การ พัฒนาระบบนำหลักการพัฒนาระบบแบบ SDLC (System development Life Cycle) มาใช้ในการ พัฒนาระบบและได้รวบรวมความต้องการ วิเคราะห์ปัญหาจากระบบงานเดิมเพื่อนำมาพัฒนา ระบบงานใหม่ สำหรับใช้ในการบริหารงานข้อมูลปริญญานิพนธ์และสารนิพนธ์ ระบบสารสนเทศนี้ แบ่งกลุ่มผู้ใช้งานออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ คณาจารย์ บุคลากร และนิสิต ผลของการศึกษา พบว่า ระบบ สารสนเทศที่พัฒนาขึ้นใหม่โดยการประเมินประสิทธิภาพการทำงานของระบบจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ใน เกณฑ์ดีมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.10 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.59 และความพึงพอใจจาก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ระบบอยู่ในเกณฑ์ดี มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.43 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.51 ดังนั้น ระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้งานได้จริงและตอบสนองการทำงานของ ผู้ใช้ได้ตรงตามความต้องการ 6.2 งานวิจัยต่างประเทศ Barrett (2001: 3002-A) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ โดย จุดเน้นของการวิจัย เป็นการหาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อผู้นําทางการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ตัวแทนครูและผู้บริหารโรงเรียน โดยมีการจําแนกความแตกต่างตามเพศและอายุ ระยะเวลาที่ ใช้ในการปฏิบัติงานของผู้บริหารโรงเรียน และความถี่ของการใช้เครื่องมือที่อํานวยความสะดวก คือ ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ซึ่งจะเป็นตัวแปรที่เป็นประโยชน์ในการที่จะชี้วัดให้รู้ถึงความ สะดวกสบายในการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ประโยชน์ของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ และการติดตั้งอุปกรณ์ของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ วิธีการศึกษาวิจัยได้ใช้วิธีการที่หลากหลาย เช่น การศึกษาดูงานจากผู้บริหารโรงเรียนในรัฐเท็กซัส และจากนักเรียนที่เข้าร่วมในการวิจัย การวิจัย ครั้งนี้มีประโยชน์ต่อผู้บริหารโรงเรียนในการจัดระบบสารสนเทศเป็นอย่างมาก การศึกษาวิจัยครั้งนี้ พบว่า 1) ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ มีประโยชน์ในการนํามาเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารที่สอดคล้อง กับข้อเท็จจริงที่เชื่อถือได้ ทำให้การปฏิบัติงานในองค์การมีประสิทธิภาพมากขึ้น 2) ระบบสารสนเทศ เพื่อการจัดการช่วยในการลดความซ้ำซ้อนในการติดต่อสื่อสาร ทำให้การติดต่อสื่อสารเกิดความ คล่องตัว ชัดเจน และรวดเร็ว 3) ผู้ปฏิบัติงานที่มีประสบการณ์ในการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการ จัดการ จะทำงานได้อย่างมีคุณภาพ ถูกต้อง แม่นยํา ชัดเจน และรวดเร็ว 4) ผู้บริหารใช้ประโยชน์จาก ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการเป็นประจำจะมีการปฏิบัติงานที่คล่องตัว มีความน่าเชื่อถือ และมี ความสามารถในการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ 5) มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ ในการใช้ ประโยชน์ของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ระหว่างผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษากับผู้บริหาร
78 โรงเรียนมัธยมศึกษา ซึ่งพบว่า ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาเมื่อนําระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการมา ช่วยในการปฏิบัติงานแล้ว จะทำให้การทำงานเป็นระบบมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น Wu (2004) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการประเมินการพัฒนาระบบสารสนเทศแบบต่อเนื่องเพื่อ กล่าวถึงความท้าทายต่าง ๆ การศึกษาครั้งนี้จึงได้รวมปริทัศน์วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องเข้ากับกรณีศึกษา 2 กรณี เพื่อพัฒนารูปแบบการประเมินการอ้างอิงดั้งเดิมรูปแบบการประเมินประกอบด้วย 3 ด้านคือ เป้าหมายขององค์กร องค์ประกอบของระบบและขั้นตอนการพัฒนาแต่ละด้าน ให้กรององค์ประกอบ ของการประเมินแบบประสมประสานด้านอื่น ๆ ด้วยคือ เมื่อรวมกันแล้วด้านต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะ ประกอบขึ้นเป็นกลไกหรือระบุประโยชน์ในทุก ๆ ด้านระเบียบวิธีการก็ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อช่วย องค์กรใช้รูปแบบการอ้างอิง ผู้วิจัยได้พิสูจน์ยืนยันรูปแบบนี้ด้วยโครงงานพัฒนาระบบที่ศูนย์ TAFA โดยวิธีการสังเกตแบบมีส่วนร่วมรูปแบบนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถนำทางการประเมินต่อเนื่องและผล ในกระบวนการที่เป็นระบบและมีประสิทธิผลและราคาที่มองเห็นได้ผลดังกล่าว ได้ทดลองซ้ำอีกครั้งที่ สถาบัน RPI ที่เวสต์ปอยต์และที่สถาบัน ROYC ถึงขอบเขตการศึกษาโดยใช้การสัมภาษณ์ ดังนั้น รูปแบบนี้จึงแสดงให้เห็นความสมบูรณ์และความดีในด้านการอุดมศึกษาด้าน การทหาร การวิจัยต้อไป จึงเป็นความหวังที่จะให้แนวคิดกว้าง ๆ เกี่ยวกับ รูปแบบเพื่อนำไปประยุกต์ใช้กว้างขึ้น ในด้านการ พัฒนาสารสนเทศการประเมินและการจัดการโครงงาน สรุป การพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศเป็นกระบวนการที่ใช้เทคนิคการศึกษา การวิเคราะห์ และการออกแบบให้ระบบสามารถดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพที่ใช้งานง่าย สะดวก รวดเร็ว เพื่อ ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ในยุคปัจจุบันที่ผู้คนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายและสะดวกต่อ การทำงานในทุกที่ที่มีเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพราะระบบข้อมูลสารสนเทศจะเป็นเครื่องมือสำคัญให้ ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้อง ใช้ข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษาในการวางแผน ตัดสินใจ กำหนดนโยบาย และทิศทางการพัฒนาการศึกษาแบบบูรณาการในระดับภาค รวมถึงสนับสนุนการตรวจราชการของ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนสามารถบริการข้อมูลสารสนเทศแก่หน่วยงานและ บุคลากรที่เกี่ยวข้อง)ซึ่งผู้วิจัยได้ศึกษาวิเคราะห์ตามแนวคิดวงจรการพัฒนาระบบ SDLC ของ นักวิชาการ ได้แก่ พรเทพ รู้แผน (2546), ฉันทวิท กุลไพศาล (2551), โอภาส เอี่ยมสิริวงศ์ (2554), ประสงค์ ปราณีตพลกรัง และคณะ (2541), ศรีไพร ศักดิ์รุ่งพงศากุล และ เจษฎาพร ยุทธนวิบูลย์ชัย (2549) ณัฎฐพันธ์ เขจรนันทน์ (2551) และ McLeod (1995) และสังเคราะห์เป็นกระบวนการพัฒนา ระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การ วิเคราะห์ระบบ (Analysis) 2) การออกแบบระบบ (Design) 3) การพัฒนาระบบ (Development) 4) การทดสอบระบบ (Testing) 5) การนำระบบไปใช้(Implementation) และ 6) การบำรุงรักษา
79 ระบบ (Maintenance) โดยนำวงจรคุณภาพ (PDCA) ตามแนวคิดของ ณัฎฐพันธ์ เขจรนันทน์ (2546), บังอร มธุรสสุวรรณ (2542), ธนา นนทพุทธ (2555), วีระยุทธ ชาตะกาญจน์ (2555), สำนัก บริหารงานการศึกษาพิเศษ (2555), วิฑูรย์ สิมะโชคดี (2545), สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์ (2542) สรุปเป็น กรอบแนวทางในการพัฒนาตามกระบวนการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจ ราชการที่ 15 ประกอบด้วย 1) การวางแผน (Plan) 2) การดำเนินการตามแผน (Do) 3) การ ตรวจสอบ (Check) และ 4) การปรับปรุงแก้ไข (Act) โดยมีรายละเอียดของกระบวนการพัฒนาระบบ ข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 สรุปได้ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ระบบ (Analysis) หมายถึง การวางแผน การกำหนดเป้าหมายและแนว ทางการดำเนินงานการวิเคราะห์ระบบ การวิเคราะห์สภาพปัจจุบันของระบบที่มีอยู่เดิมและสภาพ ความต้องการของระบบที่จะพัฒนา การมอบหมายทีมงานหรือบุคลากรผู้รับผิดชอบในการดำเนินการ การรวบรวมความต้องการข้อมูลสารสนเทศที่จะนำเข้าสู่ระบบที่ต้องการพัฒนา การติดตามตรวจสอบ และประเมินผลจากการดำเนินงาน การรายงานผลหากพบปัญหาเพื่อปรับปรุงแก้ไข ซึ่งสามารถ ดำเนินการได้จากการรวบรวมเอกสาร การสัมภาษณ์ การออกแบบสอบถาม และการสังเกตการณ์บน สภาพแวดล้อมการทำงานจริง 2. การออกแบบระบบ (Design) หมายถึง การวางแผน การกำหนดเป้าหมายและแนว ทางการดำเนินงานในการออกแบบระบบ การมอบหมายทีมงานหรือผู้รับผิดชอบในการออกแบบ ระบบเพื่อกำหนดคุณสมบัติของโปรแกรมหรือคุณสมบัติของระบบ ได้แก่ การออกแบบรายงาน (Output Design) และการออกแบบจอภาพส่วนติดต่อกับผู้ใช้ (User Interface) ซึ่งจะเป็นการ ออกแบบระบบให้เหมาะสมกับการใช้งานและสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้รวมทั้งการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลจากการดำเนินงาน การรายงานผลหากพบปัญหาเพื่อปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้ การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 3. การพัฒนาระบบ (Development) หมายถึง การกำหนดแผนงาน การกำหนดเป้าหมาย และแนวทางในการดำเนินงานพัฒนาระบบ การมอบหมายทีมงานหรือผู้รับผิดชอบในการพัฒนา การ พัฒนาโปรแกรมด้วยการสร้างชุดคําสั่งหรือเขียนโปรแกรมเพื่อสร้างระบบงาน โดยโปรแกรมที่ใช้ใน การพัฒนาจะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมกับเทคโนโลยีที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน พัฒนาระบบให้ สามารถใช้งานง่าย สะดวก และรวดเร็วผ่านอุปกรณ์เทคโนโลยีได้อย่างหลากหลาย มีการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการพัฒนาระบบเป็นระยะ มีการรายงานผลหากพบปัญหาเพื่อปรับปรุง แก้ไขให้การพัฒนาระบบเป็นไปตามที่ได้ออกแบบไว้ 4. การทดสอบระบบ (Testing) หมายถึง การวางแผน กำหนดเป้าหมาย แนวทางในการ ทดสอบระบบก่อนที่จะนำไปใช้งานจริง มีการมอบหมายผู้รับผิดชอบทดสอบความถูกต้องของผลลัพธ์ ที่ได้ และทดสอบว่าระบบที่พัฒนาตรงตามความต้องการของผู้ใช้หรือไม่ ระบบมีความสมบูรณ์ ถูกต้อง
80 และครอบคลุมตามวัตถุประสงค์ของการพัฒนาระบบมากน้อยเพียงใด โดยการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลหากพบปัญหาให้รายงานเพื่อปรับปรุงแก้ไขระบบใด้ดียิ่งขึ้น 5. การนำระบบไปใช้ (Implementation) หมายถึง การวางแผน กำหนดเป้าหมายและ แนวทางการนำระบบที่พัฒนาขึ้นไปใช้ในสถานการณ์จริง การประชุมอบรมและมอบหมาย ผู้รับผิดชอบในการนำระบบไปใช้ การติดตามและประเมินผลการใช้ระบบจากเกณฑ์ที่กำหนดขึ้น ทำการประเมินผลการปฏิบัติงานโดยรวมของระบบ การรายงานผลและหากพบปัญหาให้รายงานเพื่อ ปรับปรุงแก้ไขระบบ จนมีความมั่นใจว่าระบบสามารถทำงานได้จริงและตรงกับความต้องการของผู้ใช้ 6. การบำรุงรักษาระบบ (Maintenance) หมายถึง การกำหนดแผนงาน กำหนดเป้าหมาย และแนวทางการบำรุงรักษาระบบที่พัฒนาขึ้น การมอบหมายทีมงานหรือผู้รับผิดชอบในการ บำรุงรักษาระบบ การตรวจสอบประเมินการบำรุงรักษาระบบและปรับปรุงแก้ไขระบบให้ถูกต้องหาก พบข้อผิดพลาดทั้งที่เกิดจากระบบเอง หรือมีการปรับเปลี่ยนระบบตามเทคโนโลยีที่มีการพัฒนา รวมทั้งการเพิ่มคุณสมบัติใหม่ ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อระบบและความต้องการของผู้ใช้ว่าต้องการ ระบบแบบใดและข้อมูลสารสนเทศอะไร
81 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยเรื่อง การศึกษาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา ในพื้นที่ เขตตรวจราชการที่ 15 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการพัฒนาระบบ ข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 2) พัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้าน การศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 และ 3) ศึกษาประสิทธิภาพของการใช้งานระบบข้อมูลสารสนเทศ ด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที ่ 15 ผู้วิจัยได้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development) เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบบันทึกเอกสาร แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ด้วยค่าสถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วย การวิเคราะห์เนื้อหาและเขียนบรรยายเชิงพรรณนา โดยมีวิธีดำเนินการวิจัย ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. วิธีดำเนินการวิจัย 4. สถิติที่ใช้ในการวิจัย รายละเอียดวิธีดำเนินการวิจัยอธิบายได้ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยรั้งนี้ ได้แก่ บุคลากรของสำนักงานศึกษาธิการภาค 15 และ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ในพื้นที่เขตตรวจราชการที่ 15 จำนวนทั้งสิ้น 184 คน กำหนดขนาดของ กลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของ Krejcie & Morgan ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 125 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ บุคลากรของสำนักงานศึกษาธิการภาค 15 และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ในพื้นที่เขตตรวจราชการที่ 15 จำนวน 125 คน ได้แก่ ผู้บริหาร จำนวน 10 คน ผู้อำนวยการกลุ่ม จำนวน 37 คน และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงาน จำนวน 53 คน โดยการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 2.1 แบบสอบถาม เพื ่อศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการพัฒนาระบบข้อมูล สารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที ่ 15 จำนวน 6 ด้าน ได้แก ่ การวิเคราะห์ระบบ
82 (Analysis) การออกแบบระบบ (Design) การพัฒนาระบบ (Development) การทดสอบระบบ (Testing) การนำระบบไปใช้(Implementation) และ การบำรุงรักษาระบบ (Maintenance) 2.2 ระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 2.3 แบบประเมินคุณภาพของระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 2.4 แบบประเมินประสิทธิภาพของระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจ ราชการ 15 3.3 วิธีดำเนินการวิจัย ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 ขั้นตอนที่ 2 การศึกษากระบวนการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจ ราชการที่ 15 ขั้นตอนที่ 3 การศึกษาประสิทธิภาพของการใช้งานระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 สามารถอธิบายเป็นขั้นตอนดังภาพที่ 5
83 ขั้นตอน การดำเนินการ ผลที่ได้รับ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการ พัฒนาระบบข้อมูล สารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 1. ศึกษาแนวคิดทฤษฎีหลักการจาก เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา ระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 โดยการวิจัย เอกสาร 2. ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการ ระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา โดยใช้แบบสอบถาม 3. วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย, ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1. ข้อมูลพื้นฐานในการสร้างกระบวน การพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้าน การศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 2. สภาพปัจจุบันและความต้องการ ระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 ขั้นตอนที่ 2 ศึกษากระบวนการ พัฒนาระบบข้อมูล สารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 1. สร้างกระบวนการพัฒนาระบบข้อมูล สารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจ ราชการที่ 15 ผ่านการตรวจสอบ คุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ 2. พัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้าน การศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 ตาม กระบวนการพัฒนาที่สร้างขึ้น 3. ผู้เชี่ยวชาญตรวจประเมินคุณภาพ ระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 1. กระบวนการพัฒนาระบบข้อมูล สารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจ ราชการที่ 15 2. ระบบข้อมูลสารสนเทศด้าน การศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 ขั้นตอนที่ 3 การศึกษาประสิทธิภาพ ของการใช้งานระบบ ข้อมูลสารสนเทศด้าน การศึกษา เขตตรวจ ราชการที่ 15 1. สร้างแบบประเมินประสิทธิภาพการ ใช้งานระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการ ศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 โดยผ่าน การตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ 2. นำระบบไปทดลองใช้กับผู้ใช้งานเพื่อ หาประสิทธิภาพการใช้งานระบบ 3. วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย, ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 ที่มี ประสิทธิภาพในการใช้งาน ภาพที่ 5 ขั้นตอนการวิจัย
84 ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 1. ศึกษา วิเคราะห์สังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการ พัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศ เพื ่อนำมาสร้างกระบวนการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้าน การศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 2. การศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 2.1 ขั้นตอนดำเนินการวิจัย 1) นำผลจากการศึกษาแนวคิดทฤษฎี หลักการจากเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ การพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศ ในข้อที ่ 1 โดยเลือกปัจจัยที ่ได้จากการสังเคราะห์ เป็น กระบวนการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน คือ 1) การวิเคราะห์ระบบ (Analysis) 2) การออกแบบระบบ (Design) 3) การพัฒนาระบบ (Development) 4) การทดสอบระบบ (Testing) 5) การนำระบบไปใช้(Implementation) และ 6) การบำรุงรักษาระบบ (Maintenance) มาเป็นกรอบแนวคิดในการสร้างแบบสอบถามการศึกษาสภาพ ปัจจุบันและความต้องการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 2.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2.2.1 ประชากร บุคลากรของสำนักงานศึกษาธิการภาค 15 และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ใน พื้นที่เขตตรวจราชการที่ 15 จำนวนทั้งสิ้น 184 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของ Krejcie & Morgan ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 125 คน 2.2.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ บุคลากรของสำนักงานศึกษาธิการภาค 15 และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ในพื้นที่เขตตรวจราชการที่ 15 จำนวน 125 คน ได้แก่ ผู้บริหาร จำนวน 10 คน ผู้อำนวยการกลุ่ม จำนวน 37 คน และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงาน จำนวน 78 คน ได้มาโดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 2.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 2.3.1 เครื ่องมือที ่ใช้ในการวิจัยขั้นตอนนี้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส ่วน ประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด ซึ่งแบ่งเป็น 3 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
85 ตอนที่ 2 สอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและความต้องการพัฒนา ระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 จำนวน 6 ด้าน ดังนี้ 1) การวิเคราะห์ ระบบ (Analysis) 2) การออกแบบระบบ (Design) 3) การพัฒนาระบบ (Development) 4) การ ทดสอบระบบ (Testing) 5) การนำระบบไปใช้(Implementation) และ 6) การบำรุงรักษาระบบ (Maintenance) ตอนที่ 3 ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม 2.3.2 การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือ 1) ศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยเกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบ ข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 2) นิยามเชิงปฏิบัติการเพื่อใช้ในการสร้างแบบสอบถาม 3) สร้างแบบสอบถามเพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการพัฒนาระบบ ข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 ให้ครอบคลุมตัวแปรในแต่ละด้าน 4) การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ ผู้วิจัยได้นำแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้าง ขึ้นนำเสนอให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ความสอดคล้อง ของประเด็นคำถามและความชัดเจนของภาษา โดยใช้เทคนิค IOC (Index of Item-Objective Congruence) ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน 3) การพิจารณาความเที ่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ความ สอดคล้องของประเด็นคำถามและความชัดเจนของภาษา ของแบบสอบถามสภาพปัจจุบันและความ ต้องการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที ่ 15 ถือเกณฑ์ ค ่า IOC มากกว่า 0.50 จึงยอมรับว่า ข้อคำถามมีความเหมาะสม โดยให้คะแนนความเหมาะสม มีค่าเป็น 1 ไม่ แน่ใจ มีค่าเป็น 0 และไม่เหมาะสม มีค่าเป็น -1 จากการวิเคราะห์พบว่ามีค่าสูงกว่า 0.50 ทุกข้อ โดยมี ค่า IOC ตั้งแต่ 0.60-1.00 และมีค่าคะแนนรวมทั้งฉบับ 0.962 4) นำแบบสอบถามที่ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญเสนอ และตรวจสอบอีกครั้งก่อนจัดพิมพ์เป็นแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ 5) จัดพิมพ์แบบสอบถามเป็นฉบับสมบูรณ์เพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลใน การวิจัย 2.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 2.4.1 นำแบบสอบถามสภาพปัจจุบันและความต้องการพัฒนาระบบข้อมูล สารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 ไปเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง โดยประสานขอหนังสือ จากศึกษาธิการภาค 15 เพื่อขอความอนุเคราะห์ผู้ให้ข้อมูลตอบแบบสอบถาม จากสำนักงานศึกษาธิการ
86 ภาค 15 และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดในพื้นที ่เขตตรวจราชการที ่ 15 จำนวน 125 คน ได้รับ แบบสอบถามกลับคืน จำนวน 98 คน คิดเป็นร้อยละ 78.40 2.4.2 นำแบบสอบถามที ่ได้รับคืนทั้งหมดมาตรวจสอบความครบถ้วน ความ สมบูรณ์ จากนั้นนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป โดยการใช้สถิติ ดังต่อไปนี้ 1) แบบสอบถามที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ 2) แบบสอบถามแบบมาตราส ่วนประมาณค ่า 5 ระดับที ่เกี ่ยวข้องกับสภาพ ปัจจุบัน และความต้องการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การหาค่าเฉลี่ย และการหาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ดำเนินการแปลผล โดยใช้เกณฑ์ในการแปลผลแบบสอบถาม โดยการใช้มาตรวัดของลิเคิร์ท (Likert Scale) โดยมีการให้คะแนนคำตอบดังนี้ ผู้วิจัยกำหนดเกณฑ์ในการแปลความหมายของค ่าเฉลี ่ยเกี ่ยวกับสภาพปัจจุบัน และความต้องการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 และแปลผลข้อมูล ตามเกณฑ์ของ บุญชม ศรีสะอาด (2545 : 103) ดังนี้ คะแนนเฉลี่ย ความหมาย 4.51-5.00 คะแนนมีสภาพปัจจุบัน /ความต้องการอยู่ในระดับ มากที่สุด 3.51-4.50 คะแนนมีสภาพปัจจุบัน /ความต้องการอยู่ในระดับ มาก 2.51-3.50 คะแนนมีสภาพปัจจุบัน /ความต้องการอยู่ในระดับ ปานกลาง 1.51-2.50 คะแนนมีสภาพปัจจุบัน /ความต้องการอยู่ในระดับ น้อย 1.00-1.50 คะแนนมีสภาพปัจจุบัน /ความต้องการอยู่ในระดับ น้อยที่สุด 2.4.3 นำข้อมูลผลการศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการพัฒนาระบบข้อมูล สารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที ่ 15 มาวิเคราะห์หาค ่าความถี ่ ค ่าร้อยละ ค ่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา เกณฑ์การเลือกค าตอบ เกณฑ์การให้คะแนน มากที่สุด มีค่าเท่ากับ 5 คะแนน มาก มีค่าเท่ากับ 4 คะแนน ปานกลาง มีค่าเท่ากับ 3 คะแนน น้อย มีค่าเท่ากับ 2 คะแนน น้อยที่สุด มีค่าเท่ากับ 1 คะแนน
87 ขั้นตอนที่ 2 การศึกษากระบวนการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจ ราชการที่ 15 1. สร้างกระบวนการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 จากการศึกษา วิเคราะห์ แนวคิด ทฤษฎี จากเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบ ข้อมูลสารสนเทศ จากการศึกษาในขั้นตอนที่ 1 2. การตรวจสอบคุณภาพของกระบวนการพัฒนาระบบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยนำเสนอให้ ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ความสอดคล้องของประเด็น คำถามและความชัดเจนของภาษา โดยใช้เทคนิค IOC (Index of Item-Objective Congruence) ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน 3. การพิจารณาความเที ่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ความสอดคล้องของ กระบวนการและความชัดเจนของภาษา ของกระบวนการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้าน การศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 จากการวิเคราะห์พบว่าได้เท่ากับ 0.962 4. การพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที ่ 15 ผู้วิจัยนำ กระบวนการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 ที่พัฒนาขึ้นจากข้อ ที ่ 1 ที ่ผ ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี ่ยวชาญ นำมาใช้เป็นกรอบการพัฒนาระบบข้อมูล ส า รสนเทศด้ านก า รศ ึกษ า เขตต ร ว จ ร าชก า รที ่ 15 ซ ึ ่งท ำก า รพัฒน าผ ่ านหน้ าเ ว็บ https://appsheet.com หลังจากนั้นนำระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 ที่พัฒนาขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจประเมินคุณภาพของระบบ ผู้วิจัยได้ทำการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 ตาม กระบวนการพัฒนาระบบที ่พัฒนาขึ้น ซึ ่งประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก ่ 1) การวิเคราะห์ระบบ (Analysis) 2) การออกแบบระบบ (Design) 3) การพัฒนาระบบ (Development) 4) การทดสอบ ระบบ (Testing) 5) การนำระบบไปใช้(Implementation) และ 6) การบำร ุงรักษาระบบ (Maintenance) โดยมีรายละเอียดในการดำเนินการแต่ละขั้นตอน ดังนี้ 4.1 การวิเคราะห์ระบบ (Analysis) การวิเคราะห์ระบบข้อมูลสารสนเทศด้าน การศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 ผู้วิจัยทำการศึกษาวิเคราะห์สภาพปัจจุบันของระบบที่มีอยู่เดิมและ สภาพความต้องการของระบบที่จะพัฒนา รวมถึงการรวบรวมความต้องการข้อมูลสารสนเทศที ่จะ นำเข้าสู่ระบบที่ต้องการพัฒนา จากการศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการระบบข้อมูลสารสนเทศ ด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15 ในขั้นตอนที่ 1 ของการวิจัย 4.2 การออกแบบระบบ (Design) การออกแบบระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที ่ 15 เป็นการออกแบบระบบใหม ่จากการศึกษาวิเคราะห์ระบบเดิมและความ ต้องการพัฒนาระบบจากผู้ใช้งาน เพื่อให้ได้ระบบข้อมูลสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นตรงตามความต้องการ
88 ของผู้ใช้งานมากที่สุด การออกแบบแผนภาพบริบทจะแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของการทำงานภายใน ระบบ รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับระบบ ประกอบด้วย ผู้ดูแลระบบ สามารถจัดการกับระบบ อาทิ เพิ่มข้อมูลในระบบ แก้ไขข้อมูลและลบข้อมูล และผู้ใช้งาน สามารถดูข้อมูลในระบบได้เป็นต้น การ ออกแบบรายงาน (Output Design) และการออกแบบจอภาพส่วนติดต่อกับผู้ใช้ (User Interface) โดยการออกแบบระบบให้มีความเหมาะสมกับการใช้งานและสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ มากที่สุด ภาพที่ 6 แผนภาพบริบทระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที่ 15
89 ภาพที่ 7 การออกแบบรายงาน บนหน้าจอ ภาพที่ 8 การออกแบบจอภาพส่วนติดต่อกับผู้ใช้ 4.3 การพัฒนาระบบ (Development) ผู้วิจัยได้ทำการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศ ด้านการศึกษา เขตตรวจราชการที ่ 15 ในรูปแบบโมบายแอปพลิเคชัน ภายใต้ชื ่อ DataApp V.1 เพื่อให้ระบบสามารถใช้งานง่าย สะดวก และรวดเร็ว ผ่านอุปกรณ์เทคโนโลยีได้อย่างหลากหลาย และ เหมาะสมกับเทคโนโลยีที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน สามารถรองรับการทำงานบนอุปกรณ์Smart Phone, Tablet, PC ทั ้ง ร ะ บ บ iOS แ ล ะ Android โด ย ท ำ ก า ร พั ฒ น า ร ะ บ บ บ น ห น ้ า เ ว็ บ https://appsheet.com ซึ ่งเป็นบริการของ Google ที ่เป็น Platform รูปแบบ Cloud ที ่ต ่อยอด จากโปรแกรม Google Sheet โดยนำฐานข้อมูลจาก Google Sheet มาสร้างเป็นโปรแกรมหรือ Application บน Smart Phone โดยไม ่จำเป็นต้องเขียน Code และยังออกแบบได้ตามต้องการ