The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงสร้างและแผนการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ป.6 เทอม 2/2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by จิรพงศ์ ไมตรีจิตร, 2020-12-07 10:44:24

โครงสร้างและแผนการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ป.6 เทอม 2/2563

โครงสร้างและแผนการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ป.6 เทอม 2/2563

โครงสรา งการสอน วิชาวทิ ยาศาสตร ชั้นประถมศกึ ษาปท ่ี 6

ภาคเรียนท่ี 2 ปก ารศกึ ษา ........... เวลา 72 ช่ัวโมง

หนว ยท่ี ชอ่ื หนวย มาตรฐานการเรยี นรู สาระสําคญั เวลา นา้ํ หนกั
การเรยี นรู ตวั ชว้ี ัด (ชว่ั โมง) คะแนน
5
สารรอบตัว การแยกสารท่ี ว 2.1ป.6/1อธบิ ายและ สารผสมประกอบดว ยสารต้ังแต 8
เปน ของแข็งออก เปรยี บเทียบการแยกสาร
เรา จากของแข็ง 2 ชนิดขึ้นไปผสมอยรู วมกัน เชน ส.1-ส.2
ผสม โดยการหยิบออก
การรอ น การใชแมเ หลก็ ขาวสารปนกรวดทราย วธิ ีการท่ี
เหมาะสมในการแยกสารผสมขึ้นอยู
ดงึ ดูดการรนิ ออก การ
กรอง และการตกตะกอน กบั ลักษณะและสมบตั ิของสารที่
โดยใชหลักฐานเชิง
ผสมอยรู ว มกนั ถาองคประกอบของ
ประจักษ รวมท้ังระบุวธิ ี สารผสมเปน ของแข็งกบั ของแข็งที่
แกป ญ หาในชีวติ ประจําวนั
เกย่ี วกบั การแยกสาร มีขนาดแตกตา งกันอยางชัดเจน

อาจใชวิธกี ารหยบิ ออกหรือการรอ น
ผา นวัสดุที่มีรู ถา มสี ารใดสารหน่ึง

เปน สารแมเ หลก็ อาจใชวธิ ีการใช

แมเหล็กดึงดดู

การแยกสารที่เปน ว 2.1 ป.6/1 อธิบายและ ส า ร ผ ส ม ท่ี ป ร ะ ก อ บ ด ว ย 8
ของแข็งออกจาก เปรยี บเทยี บการแยกสาร ของแข็งและของเหลวโดยของแข็ง ส.3-ส.4
ของเหลว
ผสม โดยการหยิบออก ไมละลายในของเหลวน้ัน แยกได
การรอ น การใชแมเ หล็ก
ดงึ ดูด การรนิ ออก การ โดยการตกตะกอน การรินออก
กรอง และการตกตะกอน
โดยใชห ลักฐานเชงิ และการกรอง ซ่ึงวิธีการแยกสาร
ประจักษ รวมท้ังระบวุ ิธี
แกปญ หาในชวี ิตประจําวนั ส า ม า ร ถ นํ า ไ ป ใ ช ป ร ะ โ ย ช น ใ น
เกย่ี วกบั การแยกสาร
ชวี ิตประจําวนั ได

โครงสรา งการสอน วชิ าวทิ ยาศาสตร ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี 6

ภาคเรียนท่ี 2 ปการศกึ ษา ........... เวลา 72 ช่ัวโมง

หนวยที่ ชอ่ื หนวย มาตรฐานการเรียนรู สาระสาํ คัญ เวลา น้าํ หนัก
การเรียนรู ตวั ชว้ี ดั (ชว่ั โมง) คะแนน

6 กระบวนการ ว 3.2 ป.6/1 เปรียบเทียบ หินอัคนีเกิดมาจากการเย็น 7
หนิ และซาก เกิดหิน กระบวนการเกิดหินอัคนี หิน ตัวของแมกมา หินตะกอนเกิดมา ส.5-ส.6
ดกึ ดาํ บรรพ ตะกอน และหินแปร และ จากการทับถมของตะกอนเม่ือถูก

อ ธิ บ า ย วั ฏ จั ก ร หิ น จ า ก แ ร ง ก ด ทั บ แ ล ะ มี ส า ร เ ช่ื อ ม

แบบจําลอง ประสานจึงเกิดเปนหิน หินแปร

เกิดมาจากการแปรสภาพของหิน

เดิม ซึ่งอาจเปนหินอัคนี หิน

ตะกอน หรือหินแปร โดยการ
กระทําของความรอน ความดัน
และปฏกิ ิริยาเคมี

หินอัคนี หินตะกอน และหิน

แปร มีการเปล่ียนแปลงจาก
ประเภทหน่ึงไปเปนอีกประเภท
หน่ึงหรือประเภทเดิมได โดยมี

แบบรูปการเปลี่ยนแปลงคงที่และ
ตอ เนื่องเปน วัฏจกั ร

โครงสรางการสอน วชิ าวิทยาศาสตร ชั้นประถมศกึ ษาปท ่ี 6

ภาคเรียนท่ี 2 ปก ารศกึ ษา ........... เวลา 72 ช่ัวโมง

หนวยท่ี ชอ่ื หนวย มาตรฐานการเรยี นรู สาระสาํ คญั เวลา นาํ้ หนัก
การเรยี นรู ตัวชว้ี ัด (ชัว่ โมง) คะแนน
6
หินและ ประโยชน ว 3.2 ป.6/2บรรยาย หินและแรมีประโยชนหลายอยาง เชน นําแร 7
ซากดึก ของหนิ และ ส.6-ส.8
ดําบรรพ แร และยกตัวอยางการ มาทําเคร่ืองสําอาง ยาสีฟน เคร่ืองประดับ

ใชประโยชนของหิน อุปกรณทางการแพทย นําหินมาใชในงาน
แ ล ะ แ ร ใ น กอ สรา งตา ง ๆ

ชี วิ ต ป ร ะ จํ า วั น จ า ก

ขอมูลท่ีรวบรวมได

กระบวนการ ว 3.2ป.6/3 สราง ซากดึกดําบรรพเกิดจากการทับถม หรือการ 8
ส.8-9
เกิดซากดึก แบบจําลองท่ีอธบิ าย ประทับรอยของสิ่งมีชีวิตในอดีต จนเกิดเปน
ดาํ บรรพ การเกิดซากดึกดาํ โครงสรางของซากหรือรองรอยของสิ่งมีชีวิตที่ ส.10
ปรากฏอยูในหิน ประเทศไทยพบซากดึกดํา
บรรพและคาดคะเน
บรรพท่ีหลากหลาย เชน พืช ปะการัง หอย
สภาพแวดลอ มใน ปลา เตา ไดโนเสาร รอยเทา สตั ว
อดตี ของซากดกึ ดาํ ซากดึกดําบรรพสามารถใชเปนหลักฐานชวย
บรรพ
อธิบายสภาพแวดลอมของพน้ื ท่ีในอดีตขณะเกิด
สิง่ มีชีวิตนัน้ เชน ถาพบซากดึกดําบรรพของหอย
น้ําจืด สภาพแวดลอมบริเวณน้ันอาจเคยเปน
แหลงนํ้าจืดมากอน และถาพบซากดึกดําบรรพ
ของพืช สภาพแวดลอมบริเวณน้ันอาจเคยเปน
ปามากอ น นอกจากน้ีซากดึกดําบรรพย งั สามารถใช

ระบุอายุของหิน และเปนขอมูลในการศึกษ า
ววิ ฒั นาการของสง่ิ มีชวี ติ

สอบกลางภาค 10

โครงสรา งการสอน วิชาวิทยาศาสตร ช้นั ประถมศึกษาปท ่ี 6

ภาคเรียนที่ 2 ปการศกึ ษา ........... เวลา 72 ช่ัวโมง

หนว ยท่ี ชอ่ื หนว ย มาตรฐานการเรียนรู สาระสําคญั เวลา นาํ้ หนกั
การเรยี นรู ตวั ช้วี ดั (ช่วั โมง) คะแนน
7
ปรากฏการณ การเกิดลมบก ว 3.2 ป.6/4 เปรียบเทียบการ การเกดิ ลมบก ลมทะเล และลม 6
ทางธรรมชาติ ลมทะเล และ ส.11-12
และธรณพี บิ ตั ิ ลมมรสมุ เกิดลมบก ลมทะเล และมรสุม มรสุม ผลของลมบก ลมทะเล

ภัย รวมท้ังอธิบายผลท่ีมีตอส่ิงมีชีวิต และผลที่มีตอส่ิงมีชีวิตและ
และสิ่งแวดลอมจากแบบจําลอง สิ่งแวดลอมผลของลมมรสุมตอ

ป.6/5 อธิบายผลของมรสุมตอ การเกดิ ฤดขู องประเทศไทย

การเกิดฤดูของประเทศไทยจาก
ขอ มูลที่รวบรวมได

ธรณพี บิ ตั ิภัย1 ว 3.2 ป.6/6 บรรยายลักษณะ นํ้ า ท ว ม แ ล ะ ดิ น ถ ล ม มี 6
(นาํ้ ทว ม ดิน ส.12-13
ถลม ) และผลกระทบของน้ําทวมการกัด ผ ล ก ร ะ ท บ ต อ ชี วิ ต แ ล ะ
เซาะชายฝง ดินถลม แผนดินไหว ส่ิงแวดลอมแตกตางกันมนุษย

สนึ ามิ คว รเ รียนรูวิธีป ฏิบัติตนใ ห

ว 3.2 ป . 6 / 7 ต ร ะ ห นั ก ถึ ง ปลอดภัย เชน ติดตามขาวสาร
ผลกระทบของภัยธรรมชาติและ อยางสมํ่าเสมอ เตรียมถุงยังชีพ

ธ ร ณี พิ บั ติ ภั ย โ ด ย นํ า เ ส น อ หพรอมใชตลอดเวลา และ

แนวทางในการเฝาระวังและ ปฏิบัติตามคําสั่งของผูปกครอง

ปฏิบัติตนใหปลอดภัยจากภัย และเจาหนาท่ีอยางเครงครัด

ธรรมชาติและธรณีพิบัติภัยที่อาจ เมื่อเกิดภัยทางธรรมชาติและ

เกดิ ในทอ งถ่นิ ธรณพี ิบัติภัย

โครงสรางการสอน วชิ าวทิ ยาศาสตร ชนั้ ประถมศกึ ษาปท ี่ 6

ภาคเรยี นที่ 2 ปการศึกษา ........... เวลา 72 ช่ัวโมง

หนวยท่ี ช่อื หนว ย มาตรฐานการเรียนรู สาระสาํ คัญ เวลา นาํ้ หนกั
การเรียนรู ตวั ช้วี ดั (ช่วั โมง) คะแนน
7
ปรากฏการ ธรณพี บิ ัติภยั 2 ( ว 3.2 ป.6/6 บรรยาย ลั ก ษ ณ ะ แ ล ะ ผ ล ก ร ะ ท บ ข อ ง 6
แผน ดนิ ไหว สนึ า ลักษณะและผลกระทบของ แผนดินไหว สึนามิ และการกัด ส.14-15
ณทาง มิ การกัดเซาะ นา้ํ ทว มการกัดเซาะชายฝง เซาะชายฝงแนวทางในการเฝา
ธรรมชาติ 6
และธรณี ชายฝง ) ดินถลม แผน ดินไหว สนึ ามิ ระวังและปฏบิ ตั ิตนใหป ลอดภัยจาก ส.15-16
พิบตั ิภยั
ป.6/7 ตระหนักถึง ภัยธรรมชาติและธรณีพิบัติภัยที่

ผลกระทบของภัยธรรมชาติ อาจเกดิ ในทอ งถนิ่

และธรณพี ิบตั ภิ ยั โดย

นําเสนอแนวทางในการเฝา
ระวังและปฏิบตั ิตนให
ปลอดภยั จากภยั ธรรมชาติ

และธรณพี บิ ตั ภิ ยั ทอ่ี าจเกิด
ในทองถน่ิ

ปรากฏการณ ว 3.2 ป.6/8 สราง ปรากฏการณเ รือนกระจกเกดิ จาก
เรือนกระจก
แบบจําลองที่อธบิ ายการเกดิ แกส เรอื นกระจกในชน้ั บรรยากาศ

ปรากฏการณเ รือนกระจก ของโลกกักเกบ็ ความรอน ทําให

และผลของปรากฏการณ อากาศบนโลกมีอณุ หภมู ทิ ี่

เรือนกระจกตอส่งิ มีชีวิต เหมาะสมตอการดาํ รงชวี ติ แตเม่อื

ป.6/9 ตระหนักถึง ปรากฏการณเ รือนกระจกมีความ

ผลกระทบของปรากฏการณ รนุ แรงมากขน้ึ จะมีผลตอการ

เรือนกระจก โดยนําเสนอ เปล่ียนแปลงภมู ิอากาศโลก และทาํ

แนวทางการปฏบิ ัติตนเพื่อ ใหเ กดิ ภาวะโลกรอ น เราทกุ คนจึง
ลดกิจกรรมท่ีกอ ใหเ กิดแกส ควรชวยกนั ลดกิจกรรมท่ีกอ ใหเกิด

เรือนกระจก แกส เรอื นกระจก เชน ใช

รถจักรยานแทนรถยนต ไมเผาปา

โครงสรางการสอน วิชาวทิ ยาศาสตร ช้ันประถมศึกษาปท ี่ 6

ภาคเรยี นท่ี 2 ปการศึกษา ........... เวลา 72 ชั่วโมง

หนว ยที่ ช่อื หนวย มาตรฐานการเรียนรู สาระสําคญั เวลา นาํ้ หนกั
(ชว่ั โมง) คะแนน
การเรยี นรู ตัวช้วี ดั
6
8 การเกดิ อปุ ว 3.1 ป.6/1ส รา ง ปรากฏการณส รุ ยิ ปุ ราคา เกิดในเวลา ส.16-17
ดาราศาสตร ราคา แบบจําลองท่ีอธิบาย กลางวนั เกิดจากดวงอาทิตย ดวงจนั ทร
ก า ร เ กิ ด แ ล ะ และโลก โคจรมาอยใู นระนาบเดียวกนั โดย
และ

เทคโนโลยี เ ป รี ย บ เ ที ย บ มีดวงจันทรอ ยตู รงกลางระหวางดวงอาทติ ย
อวกาศ
ป ร า ก ฏ ก า ร ณ กบั โลก ปรากฏการณสรุ ยิ ปุ ราคาอาจเกดิ ได

สุ ริ ยุ ป ร า ค า แ ล ะ 3 ลกั ษณะ คอื สรุ ยิ ปุ ราคาเต็มดวง

จนั ทรปุ ราคา สุรยิ ปุ ราคาบางสว น และสรุ ยิ ุปราคาวง

แหวนเราไมส ามารถสงั เกตปรากฏการณ
สุรยิ ปุ ราคาไดดวยตาเปลา ควรใชอุปกรณใน
การสังเกต เชน แวน ตาดดู วงอาทติ ย

ปรากฏการณจ นั ทรปุ ราคา เกิดในเวลา

กลางคืน เกิดจากดวงอาทติ ย โลก และดวง
จันทร โคจรมาอยใู นระนาบเดียวกนั โดยมี
โลกอยูตรงกลางระหวา งดวงอาทิตยก ับดวง

จนั ทร ปรากฏการณจนั ทรปุ ราคาเกิดได 3
ลักษณะ คอื จันทรุปราคาเต็มดวง
จันทรุปราคาบางสว น จนั ทรุปราคาแบบ

บางสวนและจนั ทรปุ ราคาแบบเงามัว เรา
สามารถสังเกตปรากฏการณจันทรุปราคาได
ดวยตาเปลา

โครงสรา งการสอน วิชาวิทยาศาสตร ชั้นประถมศกึ ษาปท ี่ 6
เวลา 72 ช่ัวโมง
ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา ...........
สาระสําคญั
หนว ยท่ี ชอ่ื หนว ย มาตรฐานการเรียนรู เวลา นา้ํ หนกั
เทคโนโลยีอวกาศมีจุดเร่ิมตน (ช่วั โมง) คะแนน
8 การเรียนรู ตัวช้วี ดั จากมนษุ ยมีความตองการ
ดาราศาสตร สาํ รวจวตั ถุทอ งฟาโดยใชต า 6
พัฒนาการ ว 3.1 ป.6/2 อธิบายพัฒนาการ เปลา จากนน้ั พฒั นามาเปน การ ส.18-19
และ ใชกลองโทรทรรศน และไดมี
เทคโนโลยี ของเทคโนโลยี ของเทคโนโลยีอวกาศ และ การพัฒนาจนสามารถขนสงเพื่อ
อวกาศ สาํ รวจอวกาศดวยจรวดและ
อวกาศ ยกตวั อยา งการนําเทคโนโลยี ยานขนสงอวกาศและยงั มีการ
พฒั นาอยา งตอ เน่ือง ในปจ จุบัน
อวกาศมาใชป ระโยชนใน มกี ารนาํ เทคโนโลยีอวกาศบาง
ประเภทมาประยกุ ตใชใ น
ชีวิตประจําวนั จากขอมูลที่ ชีวิตประจาํ วนั เชน การใช
ดาวเทียมเพ่ือการส่อื สาร การ
รวบรวมได พยากรณอ ากาศ หรอื การ
สํารวจทรัพยากรธรรมชาติ
แมก ระทงั่ ส่ิงประดิษฐท ี่ไดจาก
การพฒั นาเทคโนโลยอี วกาศ
เชน หมวกนิรภยั ชดุ กฬี า

สอบปลายภาค ส.20 20

สัปดาหท่ี 1

โรงเรียนขจรเกียรตพิ ัฒนา

แผนการจดั การเรยี นรู

ภาคเรียนที่……2…/…....……... ชื่อผสู อน….….......................................................……...
กลมุ สาระการเรยี นรู วิทยาศาสตร
หนว ยการเรยี นรูที่ 5 สารรอบตัวเรา ชน้ั ประถมศึกษาปท ่ี 6 จํานวน 4 คาบ
เรอ่ื ง การแยกสารทเี่ ปนของแข็งออกจากของแขง็ (1)

1. มาตรฐานการเรยี นร/ู ตวั ช้ีวัด
ว 2.1ป.6/1อธบิ ายและเปรียบเทยี บการแยกสารผสม โดยการหยบิ ออก การรอ น การใชแ มเหลก็ ดงึ ดดู การรินออก การ
กรอง และการตกตะกอน โดยใชห ลกั ฐานเชิงประจกั ษ รวมท้ังระบุวิธีแกป ญหาในชีวติ ประจาํ วันเก่ียวกบั การแยกสาร

2. สาระสาํ คัญ/ความคิดรวบยอด
สารผสมประกอบดวยสารต้ังแต 2 ชนดิ ข้ึนไปผสมอยูร วมกัน เชน ขาวสารปนกรวดทราย วิธีการท่เี หมาะสมในการแยก
สารผสมขึ้นอยูกับลักษณะและสมบัติของสารที่ผสมอยูรวมกันถาองคประกอบของสารผสมเปนของแข็งกับของแข็งท่ีมีขนาด

แตกตางกันอยางชัดเจน อาจใชวิธีการหยิบออกหรือการรอนผานวัสดุที่มีรู ถามีสารใดสารหน่ึงเปนสารแมเหล็กอาจใช

วธิ กี ารใชแมเหลก็ ดึงดดู

3. จดุ ประสงคการเรยี นรู
1) อธบิ ายการแยกสารโดยการหยบิ ออก การรอน การระเหดิ และการใชแมเหล็กดงึ ดดู ออกได (K)
2) สังเกตลักษณะของสารและแยกสารที่เปน ของแขง็ ออกจากของแข็งได (P)
3) ยกตวั อยางการนําวิธีการแยกสารท่ีเปนของแข็งออกจากของแข็งไปปรับใชใ นชวี ติ ประจําวันได (A)

4. สาระการเรียนรู

สาระการเรยี นรูแกนกลาง สาระการเรยี นรูท อ งถ่ิน

การแยกสารท่ีเปนของแขง็ ออกจากของแขง็ โดยการหยบิ (พิจารณาตามหลักสูตรสถานศกึ ษา)
ออก การรอน การระเหิด และการใชแ มเหลก็ ดึงดูดออก

5. กจิ กรรมการเรยี นรู

แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนคิ :5EsInstructional Model

คาบที่ 1

1. นักเรียนทาํ แบบทดสอบกอ นเรียน หนว ยการเรยี นรูที่ 5 สารรอบตัวเรา แบบปรนยั 4 ตัวเลอื ก จํานวน 10 ขอ
(หมายเหตุ : ครูตรวจแบบทดสอบกอนเรียน เพื่อประเมนิ ความรูเ ดมิ และเขาใจผเู รียนเพื่อใชใ นการจดั กิจกรรม)

ข้นั นาํ

ข้นั กระตุนความสนใจ
1. นักเรียนสังเกตถวย 2 ใบที่ครนู ํามา โดยถวยที่ 1 มีทรายกับกระดุม 10 เม็ดผสมกัน และถวยที่ 2 มีหินกับกระดุม 10
เมด็ ผสมกนั จากน้นั ใหนักเรยี นสงั เกตสารในแตล ะถว ย แลวตอบคําถามตอ ไปน้ี

- นักเรยี นสงั เกตเหน็ สารชนดิ ใดบางในถวยใบที่ 1
(แนวคําตอบทรายและกระดมุ )

- นักเรียนสงั เกตเหน็ สารชนิดใดบางในถวยใบท่ี 2
(แนวคําตอบ หินและกระดมุ )

- สารทีอ่ ยใู นถว ยทั้ง 2 ใบน้เี ปนสารผสมหรือไม เพราะเหตุใด
(แนวคําตอบ เปน สารผสม เพราะมีสารตง้ั แต 2 ชนิดขน้ึ ไปอยรู วมกัน)

2. นักเรียนแบงออกเปน 2 กลมุ เพื่อทาํ กิจกรรม กระดุมซอ นหา โดยปฏบิ ัติดังนี้
1) กลุมA ใหแยกกระดุมออกจากทราย
2) กลุม B ใหแยกกระดุมออกจากหิน
3) ใหแตละกลุมระดมสมองวา จะใชวิธีการอยางไรในการแยกกระดุมออกจากสารผสมใหไดครบ 10 เม็ด โดยใช
อุปกรณท ่ีครเู ตรียมใหคือ ตะแกรงรอ น กรวย และใชเ วลานอยท่สี ดุ
4) สงตัวแทนกลมุ ละ 2 คน เพอ่ื มาแยกกระดุม โดยครูจับเวลา

3. นักเรียนแตละกลุมอธิบายวิธีการที่ใชในการแยกกระดุมจากน้ันใหนักเรียนรวมกันแสดงความคิดเห็นวา นักเรียนคิดวา
จะแยกสารแตล ะชนิดดวยวิธใี ด

4. ครูอธิบายเพิ่มเตมิ วา สารรอบตัวเราสวนใหญเปนสารผสม เชน นํ้าจ้ิมไก นํ้าโคลน ซึ่งเราสามารถแยกสารผสมไดดว ย
วิธีการตางๆ เชน หยิบออก การรอน เชน ตัวอยางภาพในหนงั สือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 1 เปนวิธีการ
แยกสารโดยการกรอง

5. นักเรียนตอบคําถามประจาํ บทวา ทาํ ไมเราตอ งแยกสารผสมตา งๆ ดวยวิธีทแ่ี ตกตางกัน
(แนวคาํ ตอบ เพราะสารผสมแตละชนิดมลี ักษณะและสมบัตทิ ่แี ตกตา งกัน จึงตอ งเลือกใชว ิธกี ารท่ีแตกตางกนั )

6. นักเรยี นอาน ชวนคดิ ชวนอาน ตอนแยกสารผสม ในหนังสือเรียนวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 4 จากนน้ั ตอบคําถาม
ตอ ไปนี้
- เพราะเหตใุ ดออ ยจงึ เลือกใชม อื หยิบกรวดออกจากขาวสาร
(แนวคาํ ตอบ เพราะกรวดกบั ขาวเปน สารทเี่ ปนของแข็งปนอยใู นของแข็ง และมลี กั ษณะแตกตางกันชัดเจน อีก
ทัง้ มปี รมิ าณไมมาก จึงเลอื กใชว ธิ กี ารหยบิ ออกในการแยกสาร)
- หากตองการแยกสารทมี่ ผี งเหลก็ ผสมกับขี้เถา จะใชว ิธกี ารหยบิ ออกไดหรอื ไม เพราะอะไร
(แนวคําตอบ ใชวธิ กี ารหยิบออกไมไ ด เพราะผงเหล็กผสมกับขเ้ี ถา มีขนาดเล็กและขนาดใกลเคยี งกัน )

7. นักเรียนชวยกันยกตัวอยางวิธีการแยกสารผสมท่ีนักเรียนเคยพบเห็นมา จากนั้นใหนักเรียนดูภาพตัวอยางวิธีการแยก
สารผสมออกจากกัน ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 5 แลวครูอธิบายเพิ่มเติม เชนการใชตะแกรงรอน
เมลด็ กาแฟ

คาบที่ 2

ขน้ั สอน

ขนั้ สํารวจคนหา

1. นกั เรยี นศึกษาวิธกี ารแยกสารผสมออกจากกันในหนังสอื เรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 6
2. นักเรียนแบงกลุมออกเปนกลมุ ละ 4-5 คน จากนัน้ ศกึ ษาข้ันตอนการทํากจิ กรรมที่ 1 แยกสารที่เปนของแข็งออกจาก

ของแข็ง ในหนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 7

3. นักเรยี นปฏบิ ตั ิกิจกรรมที่ 1 แยกสารทเ่ี ปนของแขง็ ออกจากของแขง็ ตอนที่ 1 โดยปฏบิ ตั ิดังน้ี
1) แตล ะกลุมสง ตวั แทนมารับอุปกรณในการทํากิจกรรมที่ 1 แยกสารทีเ่ ปน ของแข็งออกจากของแข็งดงั น้ี

- ตะแกรงรอน - กระดาษแขง็ แผนใหญ

- สารผสม (เมลด็ ถวั่ เขยี วผสมกับทรายหยาบและทรายละเอียด)
2) สังเกตลักษณะทางกายภาพ เชน สถานะของสารผสม (เมล็ดถั่วเขียวผสมกับทรายหยาบและทรายละเอียด) แลว

บันทกึ ผลลงในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 4

3) คิดวิธีแยกเมลด็ ถ่ัวเขียวออกจากสารผสม จากน้นั แยกเมล็ดถ่ัวเขียวออกจากสารผสมตามวิธีท่ีวางแผนไว จากน้ัน
บันทึกวธิ ีการแยกสารลงในแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 4

4) คิดวิธีแยกทรายหยาบออกจากทรายละเอียด จากนั้นแยกทรายหยาบออกจากทรายละเอียดตามวิธีที่วางแผนไว

แลวบันทึกวิธกี ารแยกสารลงในสมุดประจําตวั นักเรียนหรอื แบบฝกหัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 4
5) นกั เรยี นแตละกลมุ รว มกนั อภปิ รายเกีย่ วกบั วิธกี ารทใ่ี ชแ ยกเมล็ดถั่วเขียวออกจากสารผสม และวิธีแยกทรายหยาบ

ออกจากทรายละเอยี ด

6) สบื คน วธิ ีการแยกเมล็ดถว่ั เขยี วออกจากสารผสม และวธิ ีแยกทรายหยาบออกจากทรายละเอียด จากหนังสือ หรือ
แหลงการเรียนรูอื่นๆ เพิม่ เตมิ

7) จากน้ันเปรียบเทียบความแตกตางของสารผสมและวิธีการที่ใชในการแยกสาร แลวนําขอมูลมาจัดทําในรูปแบบ

ตางๆ เชน แผนภาพ ลงในกระดาษแข็ง เพอ่ื นาํ เสนอผลการทํากิจกรรม

(หมายเหตุ : ครเู ร่ิมประเมินนักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุม )

ขัน้ อธิบายความรู
1. นกั เรียนแตละกลมุ นําเสนอขอมลู กิจกรรมท่ี 1 แยกสารท่ีเปนของแขง็ ออกจากของแขง็ ตอนที่ 1 ในประเด็นตอไปนี้
1) ลกั ษณะทางกายภาพของสารผสม
2) วธิ ที ี่ใชแยกเมล็ดถั่วเขยี วออกจากสารผสม
3) วธิ ีที่ใชแยกทรายหยาบออกจากทรายละเอยี ด
4) การเปรียบเทยี บความแตกตางของวธิ ที ่ใี ชแ ยกสารผสม
2. นักเรียนรวมกันสรปุ กิจกรรมท่ี 1 แยกสารที่เปน ของแขง็ ออกจากของแข็ง ตอนที่ 1 วา สารผสมทีป่ ระกอบไปดว ย
ของแข็งปนกบั ของแขง็ ท่มี ลี ักษณะแตกตางกนั ชัดเจน แยกสารโดยใชวิธกี ารหยิบออก การรอนโดยใชต ะแกรงรอน
(หมายเหตุ : ครเู ร่ิมประเมินนักเรยี น โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทํางานรายบุคคล)

คาบที่ 3

ข้ันสอน (ตอ )

ขน้ั สํารวจคน หา
1. ทบทวนความรเู ดมิ ของนักเรยี น โดยต้ังคาํ ถามวา ควรใชวธิ ีใดในการแยกสารทีเ่ ปน ของแข็งปนอยูกับของแข็งท่ีมลี ักษณะ
แตกตา งกนั ชัดเจน
(แนวคาํ ตอบ วิธีหยิบออก การรอน)
2. นักเรียนแบงกลุมออกเปนกลุมละ 4-5 คน (ใชกลมุ เดิม ) นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมท่ี 1 แยกสารที่เปนของแข็งออกจาก
ของแข็ง ตอนที่ 2 โดยปฏบิ ัติดงั นี้
1) สงตวั แทนกลุม ออกมารบั อุปกรณเ พอ่ื ปฏิบตั กิ จิ กรรมท่ี 1 แยกสารท่ีเปน ของแข็งออกจากของแข็ง ตอนที่ 2 ดงั น้ี
- จาน 3 ใบ
- แมเ หล็ก
- สารผสม (ทรายกบั ผงตะไบ)
2) สังเกตลักษณะภายนอกของสารผสม (ทรายกับผงตะไบ) แลวบันทึกผลลงในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ป.6 เลม 2
หนา 5
3) แยกผงตะไบเหล็กออกจากทรายโดยใชอ ปุ กรณท่ีมี จากนน้ั บนั ทึกผลลงในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ป.6 เลม 2 หนา
5
(หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมนิ นกั เรยี น โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลุม )

ขั้นอธบิ ายความรู
1. นกั เรยี นแตละกลุมสงตัวแทนนําเสนอผลการทดลอง
2. นักเรียนรวมกันอภิปรายและสรุปกิจกรรมที่ 1 แยกสารที่เปนของแข็งออกจากของแข็ง ตอนที่ 2 วา สารผสมท่ี
ประกอบดว ยของแขง็ แตมีสารแมเ หล็กเปนสวนประกอบ อาจแยกสารโดยใชว ธิ กี ารใชแ มเ หลก็ ดึงดูดสารแมเ หลก็
3. นักเรยี นทาํ กจิ กรรมหนูตอบไดใ นหนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 8 บันทึกลงในสมดุ ประจําตัวนักเรยี นหรือ
ทาํ ในแบบฝก หัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 6

(หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมนิ นักเรยี น โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล)

ขน้ั สอน (ตอ)

ข้ันขยายความเขาใจ

1. ทบทวนความรูเ ดมิ โดยการตง้ั คาํ ถามวา ถาตอ งการแยกเมล็ดถั่วเขยี วออกจากผงตะไบเหลก็ นกั เรยี นจะใชวธิ กี ารอยา งไร
(แนวคําตอบ ตอบตามความคดิ เหน็ ของนักเรยี น เชน ใชแ มเหลก็ )

2. นักเรยี นแบงกลุมออกเปนกลมุ ละ 4- 5 คน เพื่อทาํ กิจกรรมแยกสารผสมโดยปฏิบัติดังนี้

1) ครูเตรียมวสั ด-ุ อุปกรณในการทาํ กิจกรรมดังน้ี
- แมเ หลก็ 1 อัน - ตะแกรงรอน1 อัน

- จาน 2 ใบ - กระดานไวตบ อรดและปากกา 1 ชุดตอ กลุม

- ชุดตะเกียงแอลกอฮอล - บีกเกอร

- สารผสม(หนิ กรวดผสมกบั ผงตะไบเหล็ก ลูกปด แปง ฝนุ และพมิ เสน)
2) ครูอานโจทยแยกสารทีละขอ และนักเรียนแตละกลุมระดมสมองคิดวิธีแยกสารตามโจทยใหออกมาจากสารผสม

เม่ือไดคาํ ตอบแลวใหเขียนคําตอบลงในกระดานไวตบอรดและยกขึ้นใหครูเห็น พรอมเหตุผลวาทําไมถึงเลือกวิธีนี้
โจทยแยกสาร มีดงั นี้
- ขอ ที่ 1 แยกผงตะไบเหลก็ ออกจากสารผสม

(แนวทางการแยกสารแยกผงตะไบเหลก็ ออกจากสารผสมโดยใชแ มเ หล็ก เนื่องจากผงตะไบเหล็กมีสมบัติในการ
ถกู แมเหล็กดึงดดู ได)
- ขอท่ี 2 แยกหินกรวดออกจากสารผสม
(แนวทางการแยกสารแยกหินกรวดออกจากสารผสมโดยใชวิธีการหยบิ ออก เน่ืองจากหินกรวดเปนของแข็งมี
ขนาดใหญพ อทีจ่ ะใชมือหยิบออกได)
- ขอ ที่ 3 แยกลูกปด ออกจากสารผสม
(แนวทางการแยกสารแยกลูกปดออกจากสารผสมโดยใชวิธกี ารหยิบออกหรือการรอน เน่ืองจากลูกปดมีขนาด
แตกตางกับสารผสมชัดเจน หากใชวธิ กี ารรอนจะสามารถแยกสารไดเรว็ กวาการหยบิ ออก)
- ขอ ที่ 4 แยกแปง ฝนุ ออกจากพมิ เสน
(แนวทางการแยกสาร แยกแปงฝุนออกจากพิมเสนโดยใชว ิธีการระเหิด เนอื่ งจากสารผสมมีขนาดใกลเคียงกัน
และไมสามารถหยิบหรือรอนได และอีกท้ังพิมเสนเปนของแข็งท่ีสามารถระเหิดได เมื่อนําสารผสมมาใหความ
รอน พมิ เสนจะระเหดิ กลายเปน ไอแยกออกจากแปง ฝุน )
3) กลุมที่ตอบไดกลุมแรกมีสิทธิ์สงตัวแทนกลุมมาแยกสารผสมหนาชั้นเรียน กรณที ี่วิธีแยกสารของกลุมแรกแยกไมได
กลุมท่ไี ดลาํ ดับถัดมาจะมีสิทธิ์ออกไปแยกสารกลุมทสี่ ามารถแยกสารไดจะไดคะแนน 1 คะแนน (ครูจับเวลาที่ใชใน
การแยกสาร)
4) กลุมอื่นคิดวามีวิธีที่แยกสารไดเร็วกวาสามารถออกมาใชวิธีแยกสารน้ันไดถาใชเวลาแยกนอยกวาจะไดรับไป1
คะแนน ถา แยกไดชา กวา ลบ 1 คะแนน(ครจู บั เวลาท่ใี ชใ นการแยกสาร)
3. นักเรยี นตอบคาํ ถามวา วิธีแยกพมิ เสนออกจากแปงฝนุ ทําอยางไรไดบ า ง
(แนวคําตอบ นาํ สารผสมมาใหความรอ น พิมเสนจะระเหดิ กลายเปน ไอแยกออกจากแปง ฝนุ )
4. ครอู ธิบายเพ่ิมเติมเกย่ี วกบั การระเหิดวา เปนวิธีการแยกสารท่มี ีของแข็งท่ีระเหิดไดผ สมอยูกับของแข็งที่ระเหิดไมได ซึ่ง
ของแข็งท่ีระเหดิ ไดจะเปลีย่ นสถานะจากของแข็งเปนแกส โดยทไี่ มผ านสถานะเปนของเหลว ทําใหสามารถแยกสารออก
จากสารผสมนน้ั ได
(หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมินนกั เรยี น โดยการสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลุม)

คาบท่ี 4
ข้ันสรปุ

1. นักเรยี นรวมกันสรุปผลการทาํ กิจกรรมวา การแยกสารผสมท่ีเปนของแข็งกับของแขง็ ท่ีมีลกั ษณะตางกันชัดเจน สามารถ
แยกไดโ ดยการหยบิ การรอ น หรือสารผสมที่ประกอบดว ยสารท่ีมีสารแมเหล็กเปนสวนประกอบ อาจใชวิธีการแยกโดย
ใชแมเหล็กดูดสารแมเหล็ก วิธีการแยกสารสามารถทําไดหลายวิธีโดยพิจารณาลักษณะและสมบัติของสารท่ีผสมอยู
รวมกนั

ขั้นประเมิน

ขั้นตรวจสอบผล
1. ครตู รวจบันทกึ ขอมลู การทาํ กิจกรรมท่ี 1 แยกสารท่เี ปนของแขง็ ออกจากของแขง็ ในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม
2 หนา 4-5
2. ครูตรวจกิจกรรมหนูตอบไดใ นสมุดประจําตัวนักเรียนหรือแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 6

6. การวัดและประเมินผล วิธกี ารวดั ผล เครอ่ื งมือวัด เกณฑการ
ประเมนิ ผล
การวัดและประเมนิ ผล 70% ขึน้ ไป ถือวา
จดุ ประสงค ผา นเกณฑการ
ประเมนิ
ความรูความ 1. อธบิ ายการแยกสารโดยการ 1.คาํ ถามกระตนุ ความคิด
เขา ใจ (K) หยบิ ออก การรอ น การระเหิด 70% ขึ้นไป ถอื วา
และการใชแ มเหลก็ ดงึ ดูดออกได ผา นเกณฑก าร
ทกั ษะ/ (K) ประเมนิ
กระบวนการ (P) 70% ขึน้ ไป ถือวา
1. สงั เกตลกั ษณะของสารและ แบบบันทึกกจิ กรรม ผา นเกณฑก าร
คณุ ลกั ษณะนิสยั (A) แยกสารท่ีเปนของแข็งออกจาก ประเมิน
ของแข็งได (P)

1. ยกตัวอยา งการนําวธิ กี ารแยก 1. แบบสังเกตพฤติกรรม
สารที่เปน ของแข็งออกจาก
ของแข็งไปปรบั ใชใน
ชวี ิตประจําวันได (A)

7. สอ่ื /แหลง การเรยี นรู

7.1 สื่อการเรยี นรู
1) หนังสอื เรยี นวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยปี .6 เลม 1
2) แบบฝกหัดวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยปี .6 เลม 1
3) วสั ดุ-อุปกรณท ี่ใชใ นกจิ กรรมที่ 1 แยกสารทเ่ี ปน ของแขง็ ออกจากของแขง็
4) วัสดุ-อปุ กรณท ใี่ ชในกจิ กรรมกระดมุ ซอนหา
5) วสั ดุ-อุปกรณท ใ่ี ชใ นกิจกรรมแยกสารผสม
6) สมุดประจาํ ตัวนกั เรยี น

7.2 แหลง การเรียนรู
1) หองเรียน
2) อินเทอรเ น็ต

8.กิจกรรมเสนอแนะ

.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................

ลงชื่อ............................................ครูผูสอน ลงชื่อ...................................................ฝายวชิ าการ

(...........................................................) (...........................................................)

ลงช่อื ...................................................ผูบริหาร
(...........................................................)

สัปดาหท่ี 2

โรงเรยี นขจรเกียรติพฒั นา

แผนการจดั การเรียนรู

ภาคเรยี นท่ี……2…/…....……... ชือ่ ผูส อน….….......................................................……...
กลมุ สาระการเรยี นรู วทิ ยาศาสตร
หนว ยการเรยี นรูท ี่ 5 สารรอบตัวเรา ชน้ั ประถมศกึ ษาปที่ 6 จํานวน 4 คาบ
เรือ่ ง การแยกสารทเ่ี ปนของแขง็ ออกจากของแขง็ (2)

1. มาตรฐานการเรยี นร/ู ตัวชีว้ ดั
ว 2.1ป.6/1อธบิ ายและเปรยี บเทยี บการแยกสารผสม โดยการหยบิ ออก การรอน การใชแ มเหลก็ ดึงดูดการรนิ ออก การ
กรอง และการตกตะกอน โดยใชห ลกั ฐานเชิงประจักษ รวมท้งั ระบวุ ธิ ีแกป ญหาในชีวติ ประจําวันเก่ียวกับการแยกสาร

2. สาระสําคญั /ความคดิ รวบยอด
สารผสมประกอบดวยสารตั้งแต 2 ชนิดขึ้นไปผสมอยูรวมกัน เชน ขาวสารปนกรวดทราย วธิ ีการทเ่ี หมาะสมในการแยก
สารผสมข้ึนอยูกับลักษณะและสมบัติของสารท่ีผสมอยูรวมกันถาองคประกอบของสารผสมเปนของแข็งกับของแข็งท่ีมีขนาด

แตกตางกันอยางชัดเจน อาจใชวิธีการหยิบออกหรือการรอนผานวัสดุท่ีมีรู ถามีสารใดสารหน่ึงเปนสารแมเหล็กอาจใช

วธิ กี ารใชแมเหลก็ ดงึ ดูด

3. จุดประสงคก ารเรยี นรู
4) อธบิ ายการแยกสารโดยการหยบิ ออก การรอน การระเหดิ และการใชแมเ หล็กดึงดูดออกได (K)
5) สังเกตลกั ษณะของสารและแยกสารทีเ่ ปน ของแข็งออกจากของแข็งได (P)
6) ยกตวั อยางการนําวธิ กี ารแยกสารท่ีเปน ของแขง็ ออกจากของแขง็ ไปปรบั ใชในชีวติ ประจําวันได (A)

4. สาระการเรยี นรู

สาระการเรียนรูแ กนกลาง สาระการเรียนรูท อ งถิน่

การแยกสารท่ีเปน ของแขง็ ออกจากของแข็ง โดยการหยิบ (พจิ ารณาตามหลกั สูตรสถานศึกษา)
ออก การรอน การระเหดิ และการใชแ มเ หลก็ ดึงดูดออก

5. กจิ กรรมการเรียนรู

แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนคิ :5EsInstructional Model

คาบท่ี 1

1. นักเรียนทาํ แบบทดสอบกอนเรยี น หนวยการเรียนรทู ี่ 5 สารรอบตวั เรา แบบปรนยั 4 ตัวเลือก จํานวน 10 ขอ
(หมายเหตุ : ครูตรวจแบบทดสอบกอนเรียน เพ่ือประเมนิ ความรเู ดิมและเขาใจผเู รียนเพ่ือใชในการจดั กิจกรรม)

ขั้นนํา

ขนั้ กระตนุ ความสนใจ
2. นกั เรยี นสงั เกตถวย 2 ใบทค่ี รนู ํามา โดยถว ยที่ 1 มที รายกับกระดุม 10 เมด็ ผสมกนั และถว ยท่ี 2 มีหินกับกระดุม 10 เม็ดผสม
กันจากนนั้ ใหน ักเรียนสังเกตสารในแตละถว ย แลวตอบคาํ ถามตอ ไปนี้

- นกั เรียนสงั เกตเหน็ สารชนดิ ใดบางในถวยใบท่ี 1
(แนวคําตอบทรายและกระดมุ )

- นกั เรียนสังเกตเหน็ สารชนิดใดบา งในถวยใบที่ 2
(แนวคาํ ตอบ หินและกระดุม)

- สารทอี่ ยใู นถว ยทง้ั 2 ใบน้เี ปน สารผสมหรือไม เพราะเหตใุ ด
(แนวคําตอบ เปน สารผสม เพราะมสี ารต้ังแต 2 ชนิดข้นึ ไปอยูร วมกนั )

3. นักเรียนแบงออกเปน 2 กลุม เพ่ือทํากิจกรรม กระดมุ ซอ นหา โดยปฏบิ ัติดงั น้ี
1) กลมุ A ใหแยกกระดุมออกจากทราย
2) กลมุ B ใหแ ยกกระดมุ ออกจากหิน
3) ใหแตละกลุมระดมสมองวา จะใชวิธีการอยางไรในการแยกกระดุมออกจากสารผสมใหไดครบ 10 เม็ด โดยใช

อุปกรณท่คี รูเตรยี มใหคอื ตะแกรงรอน กรวย และใชเวลานอ ยที่สดุ
4) สง ตวั แทนกลมุ ละ 2 คน เพ่อื มาแยกกระดุม โดยครจู บั เวลา

4. นักเรยี นแตละกลมุ อธิบายวิธกี ารที่ใชใ นการแยกกระดมุ จากน้ันใหนักเรยี นรวมกันแสดงความคิดเห็นวา นักเรียนคิดวาจะแยก
สารแตละชนิดดวยวธิ ีใด
5. ครูอธิบายเพิ่มเติมวา สารรอบตวั เราสวนใหญเปนสารผสม เชน น้าํ จ้ิมไก นํ้าโคลน ซ่ึงเราสามารถแยกสารผสมไดดวยวิธกี าร
ตางๆ เชน หยิบออก การรอน เชน ตัวอยา งภาพในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 1 เปนวิธีการแยกสารโดยการ
กรอง
6. นกั เรียนตอบคาํ ถามประจาํ บทวา ทาํ ไมเราตองแยกสารผสมตางๆ ดวยวธิ ที แี่ ตกตา งกัน

(แนวคําตอบ เพราะสารผสมแตล ะชนิดมลี กั ษณะและสมบัตทิ ี่แตกตางกัน จึงตอ งเลอื กใชว ธิ ีการทแ่ี ตกตา งกัน)

7. นักเรียนอาน ชวนคิดชวนอาน ตอนแยกสารผสม ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 4 จากนั้นตอบคําถาม
ตอไปน้ี

- เพราะเหตุใดออยจึงเลอื กใชม ือหยิบกรวดออกจากขา วสาร
(แนวคาํ ตอบ เพราะกรวดกับขา วเปน สารที่เปนของแข็งปนอยใู นของแข็ง และมลี ักษณะแตกตางกันชัดเจน อีก
ทงั้ มปี ริมาณไมมาก จึงเลอื กใชว ธิ กี ารหยบิ ออกในการแยกสาร)

- หากตองการแยกสารทมี่ ผี งเหลก็ ผสมกับข้เี ถา จะใชวิธกี ารหยบิ ออกไดหรอื ไม เพราะอะไร
(แนวคาํ ตอบ ใชวิธกี ารหยิบออกไมได เพราะผงเหลก็ ผสมกับขี้เถา มีขนาดเล็กและขนาดใกลเ คยี งกัน )

8. นักเรยี นชวยกันยกตัวอยางวิธีการแยกสารผสมที่นักเรียนเคยพบเห็นมา จากน้ันใหนักเรียนดูภาพตัวอยางวิธีการแยก
สารผสมออกจากกัน ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 5 แลวครูอธิบายเพ่ิมเติม เชนการใชตะแกรงรอน
เมล็ดกาแฟ

คาบท่ี 2

ข้นั สอน

ขัน้ สาํ รวจคนหา

1. นกั เรียนศกึ ษาวิธกี ารแยกสารผสมออกจากกันในหนงั สือเรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 6
2. นักเรียนแบง กลมุ ออกเปน กลุมละ 4-5 คน จากน้นั ศึกษาขัน้ ตอนการทํากิจกรรมที่ 1 แยกสารท่เี ปนของแข็งออกจาก

ของแข็ง ในหนังสือเรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 7

3. นักเรียนปฏบิ ตั กิ จิ กรรมท่ี 1 แยกสารท่เี ปนของแขง็ ออกจากของแข็ง ตอนท่ี 1 โดยปฏิบตั ดิ งั น้ี
1) แตล ะกลมุ สงตัวแทนมารบั อปุ กรณในการทํากจิ กรรมท่ี 1 แยกสารทีเ่ ปนของแขง็ ออกจากของแขง็ ดงั นี้

- ตะแกรงรอน - กระดาษแข็งแผน ใหญ

- สารผสม (เมล็ดถ่วั เขียวผสมกับทรายหยาบและทรายละเอียด)

2) สังเกตลักษณะทางกายภาพ เชน สถานะของสารผสม (เมล็ดถั่วเขียวผสมกับทรายหยาบและทรายละเอียด) แลว
บันทกึ ผลลงในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 4

3) คิดวิธีแยกเมล็ดถั่วเขียวออกจากสารผสม จากน้ันแยกเมล็ดถั่วเขียวออกจากสารผสมตามวิธีที่วางแผนไว จากน้ัน
บนั ทึกวิธีการแยกสารลงในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 4

4) คิดวิธีแยกทรายหยาบออกจากทรายละเอียด จากน้ันแยกทรายหยาบออกจากทรายละเอียดตามวิธีท่ีวางแผนไว แลว
บันทึกวิธกี ารแยกสารลงในสมดุ ประจําตัวนกั เรียนหรอื แบบฝกหัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 4

5) นักเรียนแตละกลุมรวมกันอภิปรายเก่ียวกับวิธีการท่ีใชแยกเมลด็ ถ่ัวเขียวออกจากสารผสม และวธิ ีแยกทรายหยาบ
ออกจากทรายละเอียด

6) สืบคนวิธีการแยกเมล็ดถั่วเขียวออกจากสารผสม และวธิ ีแยกทรายหยาบออกจากทรายละเอียด จากหนังสือ หรือ
แหลงการเรยี นรอู ่นื ๆ เพิ่มเติม

7) จากน้นั เปรียบเทยี บความแตกตางของสารผสมและวิธกี ารท่ีใชใ นการแยกสาร แลวนําขอมูลมาจัดทําในรปู แบบตางๆ
เชน แผนภาพ ลงในกระดาษแขง็ เพือ่ นําเสนอผลการทํากจิ กรรม

(หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมนิ นักเรยี น โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานกลมุ )

ขน้ั อธบิ ายความรู
1. นักเรียนแตล ะกลุมนําเสนอขอมูลกิจกรรมที่ 1 แยกสารทีเ่ ปน ของแข็งออกจากของแข็ง ตอนท่ี 1 ในประเด็นตอไปนี้
1) ลกั ษณะทางกายภาพของสารผสม
2) วธิ ที ี่ใชแยกเมล็ดถวั่ เขียวออกจากสารผสม
3) วธิ ีท่ใี ชแ ยกทรายหยาบออกจากทรายละเอียด
4) การเปรียบเทยี บความแตกตางของวิธีทีใ่ ชแ ยกสารผสม
2. นกั เรยี นรวมกนั สรุปกจิ กรรมท่ี 1 แยกสารที่เปนของแข็งออกจากของแข็ง ตอนที่ 1 วา สารผสมทีป่ ระกอบไปดว ย

ของแข็งปนกบั ของแขง็ ทมี่ ีลักษณะแตกตางกนั ชดั เจน แยกสารโดยใชวธิ กี ารหยิบออก การรอนโดยใชต ะแกรงรอ น
(หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรยี น โดยการสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล)

คาบท่ี 3

ข้นั สอน (ตอ)

ขน้ั สาํ รวจคน หา
1. ทบทวนความรูเดิมของนักเรียน โดยตั้งคําถามวา ควรใชวิธีใดในการแยกสารท่ีเปนของแข็งปนอยูกับของแข็งท่ีมี

ลกั ษณะแตกตางกนั ชดั เจน
(แนวคําตอบ วิธหี ยบิ ออก การรอน)
2. นกั เรยี นแบงกลมุ ออกเปนกลมุ ละ 4-5 คน (ใชก ลุม เดมิ ) นกั เรยี นปฏิบัติกิจกรรมที่ 1 แยกสารที่เปนของแข็งออกจาก

ของแข็ง ตอนท่ี 2 โดยปฏบิ ัตดิ งั น้ี
1) สงตัวแทนกลุมออกมารับอุปกรณเพื่อปฏิบัติกิจกรรมท่ี 1 แยกสารท่ีเปนของแข็งออกจากของแข็ง ตอนที่ 2

ดงั นี้
- จาน 3 ใบ
- แมเ หลก็
- สารผสม (ทรายกบั ผงตะไบ)

2) สังเกตลกั ษณะภายนอกของสารผสม (ทรายกบั ผงตะไบ) แลว บันทกึ ผลลงในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ป.6 เลม 2
หนา 5

3) แยกผงตะไบเหล็กออกจากทรายโดยใชอุปกรณที่มี จากน้ันบันทึกผลลงในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ป.6 เลม 2
หนา 5

(หมายเหตุ : ครเู รม่ิ ประเมนิ นักเรยี น โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุม)

ขั้นอธบิ ายความรู
1. นกั เรยี นแตล ะกลุมสง ตัวแทนนําเสนอผลการทดลอง
2. นักเรียนรวมกันอภิปรายและสรุปกิจกรรมที่ 1 แยกสารที่เปนของแข็งออกจากของแข็ง ตอนท่ี 2 วา สารผสมที่

ประกอบดวยของแขง็ แตม สี ารแมเ หลก็ เปนสว นประกอบ อาจแยกสารโดยใชวธิ กี ารใชแมเ หล็กดึงดดู สารแมเหล็ก
3. นกั เรยี นทาํ กจิ กรรมหนูตอบไดในหนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 8 บันทึกลงในสมุดประจําตัวนักเรียนหรือ

ทําในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 6
(หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมนิ นกั เรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล)

ขน้ั สอน (ตอ)

ขัน้ ขยายความเขา ใจ
4. ทบทวนความรูเดมิ โดยการตั้งคาํ ถามวา ถา ตองการแยกเมลด็ ถว่ั เขียวออกจากผงตะไบเหล็กนักเรยี นจะใชวธิ กี าร

อยางไร

(แนวคําตอบ ตอบตามความคิดเหน็ ของนักเรยี น เชน ใชแ มเ หล็ก)
5. นักเรยี นแบง กลุมออกเปน กลมุ ละ 4- 5 คน เพ่อื ทํากจิ กรรมแยกสารผสมโดยปฏบิ ตั ดิ ังนี้

1) ครูเตรยี มวัสดุ-อุปกรณใ นการทาํ กิจกรรมดังนี้

- แมเ หลก็ 1 อนั - ตะแกรงรอน1 อนั

- จาน 2 ใบ - กระดานไวตบอรดและปากกา 1 ชดุ ตอกลมุ

- ชุดตะเกยี งแอลกอฮอล - บีกเกอร
- สารผสม(หนิ กรวดผสมกับผงตะไบเหล็ก ลกู ปดแปง ฝนุ และพมิ เสน)

2) ครูอา นโจทยแยกสารทลี ะขอ และนกั เรยี นแตล ะกลุมระดมสมองคิดวิธีแยกสารตามโจทยใหออกมาจากสารผสม

เม่ือไดคาํ ตอบแลวใหเขียนคาํ ตอบลงในกระดานไวตบ อรดและยกขึ้นใหครูเห็น พรอมเหตุผลวา ทําไมถึงเลือกวิธีน้ีโจทย
แยกสาร มีดังน้ี

- ขอท่ี 1 แยกผงตะไบเหล็กออกจากสารผสม

(แนวทางการแยกสารแยกผงตะไบเหลก็ ออกจากสารผสมโดยใชแ มเหลก็ เน่อื งจากผงตะไบเหล็กมีสมบัติในการ

ถูกแมเ หลก็ ดึงดดู ได)

- ขอ ที่ 2 แยกหินกรวดออกจากสารผสม

(แนวทางการแยกสารแยกหินกรวดออกจากสารผสมโดยใชวิธีการหยบิ ออก เน่ืองจากหินกรวดเปนของแข็งมี

ขนาดใหญพ อทจี่ ะใชมือหยบิ ออกได)

- ขอท่ี 3 แยกลกู ปดออกจากสารผสม

(แนวทางการแยกสารแยกลูกปดออกจากสารผสมโดยใชวิธีการหยิบออกหรือการรอ น เนื่องจากลูกปดมขี นาด

แตกตางกับสารผสมชดั เจน หากใชว ิธกี ารรอ นจะสามารถแยกสารไดเ ร็วกวาการหยบิ ออก)

- ขอท่ี 4 แยกแปงฝุนออกจากพมิ เสน
(แนวทางการแยกสาร แยกแปงฝุนออกจากพิมเสนโดยใชวิธีการระเหิด เน่อื งจากสารผสมมีขนาดใกลเคียงกัน

และไมสามารถหยิบหรือรอ นได และอีกท้ังพิมเสนเปนของแข็งท่ีสามารถระเหิดได เม่ือนําสารผสมมาใหความ

รอ น พมิ เสนจะระเหดิ กลายเปนไอแยกออกจากแปงฝนุ )
4) กลุมที่ตอบไดกลุมแรกมีสิทธิ์สงตัวแทนกลุมมาแยกสารผสมหนาชั้นเรียน กรณีท่ีวิธีแยกสารของกลุมแรกแยกไมได

กลุม ทไี่ ดล ําดบั ถัดมาจะมสี ิทธอ์ิ อกไปแยกสารกลุม ทีส่ ามารถแยกสารไดจะไดค ะแนน 1 คะแนน (ครจู ับเวลาทีใ่ ชในการแยกสาร)

5) กลุมอ่ืนคิดวามีวิธีท่ีแยกสารไดเร็วกวาสามารถออกมาใชวิธีแยกสารนั้นไดถาใชเวลาแยกนอยกวาจะไดรับไป1
คะแนน ถา แยกไดช า กวา ลบ 1 คะแนน(ครูจับเวลาทใี่ ชในการแยกสาร)

6. นักเรยี นตอบคําถามวา วธิ ีแยกพมิ เสนออกจากแปงฝนุ ทําอยา งไรไดบาง

(แนวคําตอบ นําสารผสมมาใหความรอน พิมเสนจะระเหิดกลายเปน ไอแยกออกจากแปง ฝนุ )

7. ครอู ธิบายเพ่ิมเติมเก่ียวกับการระเหิดวา เปนวิธีการแยกสารที่มีของแข็งท่ีระเหิดไดผสมอยกู ับของแข็งที่ระเหิดไมไ ด ซึ่ง
ของแข็งที่ระเหิดไดจะเปล่ียนสถานะจากของแข็งเปน แกส โดยท่ไี มผ านสถานะเปนของเหลว ทําใหสามารถแยกสารออกจาก

สารผสมนน้ั ได

(หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมินนักเรยี น โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุม )

คาบที่ 4
ขนั้ สรุป

1. นักเรียนรว มกันสรปุ ผลการทํากิจกรรมวา การแยกสารผสมท่เี ปนของแข็งกับของแข็งท่ีมีลักษณะตางกันชัดเจน สามารถ
แยกไดโดยการหยิบ การรอน หรือสารผสมที่ประกอบดวยสารท่ีมีสารแมเหล็กเปนสวนประกอบ อาจใชวิธีการแยกโดยใช
แมเ หล็กดดู สารแมเ หล็ก วิธีการแยกสารสามารถทําไดหลายวิธีโดยพิจารณาลักษณะและสมบตั ิของสารที่ผสมอยูรวมกัน

ขน้ั ประเมิน

ขนั้ ตรวจสอบผล
1. ครตู รวจบันทกึ ขอมลู การทํากจิ กรรมท่ี 1 แยกสารที่เปนของแขง็ ออกจากของแข็งในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2
หนา 4-5
2. ครตู รวจกิจกรรมหนูตอบไดในสมุดประจาํ ตวั นักเรียนหรือแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 6

6. การวดั และประเมนิ ผล วิธกี ารวดั ผล เคร่ืองมือวัด เกณฑการ
ประเมินผล
การวัดและประเมินผล 70% ขึ้นไป ถือวา
จุดประสงค ผานเกณฑการ
ประเมิน
ความรูความ 1. อธบิ ายการแยกสารโดยการ 1.คาํ ถามกระตนุ ความคิด
เขาใจ (K) หยิบออก การรอ น การระเหิด 70% ขนึ้ ไป ถอื วา
และการใชแมเ หล็กดงึ ดดู ออกได ผานเกณฑก าร
ทักษะ/ (K) ประเมิน
กระบวนการ (P) 70% ขน้ึ ไป ถือวา
1. สงั เกตลกั ษณะของสารและ แบบบนั ทึกกิจกรรม ผา นเกณฑการ
คุณลกั ษณะนสิ ยั (A) แยกสารท่เี ปนของแขง็ ออกจาก ประเมนิ
ของแข็งได (P)

1. ยกตัวอยา งการนําวิธีการแยก 1. แบบสงั เกตพฤติกรรม
สารท่ีเปนของแข็งออกจาก
ของแข็งไปปรับใชใน
ชีวิตประจําวันได (A)

7. สื่อ/แหลง การเรียนรู

7.1 สอ่ื การเรยี นรู
1) หนงั สือเรียนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีป.6 เลม 1
2) แบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีป.6 เลม 1
3) วสั ด-ุ อปุ กรณท ีใ่ ชในกิจกรรมที่ 1 แยกสารทเ่ี ปนของแข็งออกจากของแขง็
4) วัสด-ุ อุปกรณท ี่ใชในกิจกรรมกระดมุ ซอ นหา
5) วสั ด-ุ อปุ กรณท ใี่ ชใ นกิจกรรมแยกสารผสม
6) สมุดประจําตัวนักเรยี น

7.2 แหลงการเรียนรู
1) หองเรยี น
2) อนิ เทอรเ นต็

8.กจิ กรรมเสนอแนะ

.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................

ลงชื่อ............................................ครผู สู อน ลงช่ือ...................................................ฝา ยวชิ าการ

(...........................................................) (...........................................................)

ลงชือ่ ...................................................ผบู ริหาร
(...........................................................)

สปั ดาหที่ 3

โรงเรียนขจรเกยี รติพฒั นา

แผนการจัดการเรียนรู

ภาคเรยี นที่……2…/……….……... ชื่อผสู อน….…...................................................……...
กลุม สาระการเรียนรู วทิ ยาศาสตร
หนวยการเรยี นรูท ี่ 5 สารรอบตัวเรา ชัน้ ประถมศึกษาปท่ี 6 จํานวน 4 คาบ
เร่อื ง การแยกสารทีเ่ ปนของแขง็ ออกจากของเหลว (1)

1. มาตรฐานการเรียนร/ู ตวั ชวี้ ดั
ว 2.1 ป.6/1 อธบิ ายและเปรียบเทยี บการแยกสารผสม โดยการหยบิ ออก การรอน การใชแ มเหลก็ ดงึ ดูด การรนิ ออก การ
กรอง และการตกตะกอน โดยใชห ลกั ฐานเชิงประจักษ รวมทง้ั ระบุวธิ ีแกป ญหาในชวี ติ ประจําวนั เกีย่ วกับการแยกสาร

2. สาระสาํ คญั /ความคดิ รวบยอด
สารผสมที่ประกอบดวยของแข็งและของเหลวโดยของแข็งไมละลายในของเหลวน้ัน แยกไดโดยการตกตะกอน การริน
ออก และการกรอง ซงึ่ วธิ กี ารแยกสารสามารถนาํ ไปใชประโยชนในชวี ิตประจําวันได

3. จุดประสงคก ารเรยี นรู
1) อธบิ ายการแยกสารโดยการรนิ ออกการตกตะกอน และการกรองได (K)

2) สังเกตลักษณะของสารและแยกสารทเี่ ปน ของแขง็ ออกจากเหลวได (P)

3) ยกตัวอยางการนาํ วธิ ีการแยกสารแบบตา งๆ ไปปรบั ใชในชวี ติ ประจําวนั ได (A)

4. สาระการเรยี นรู

สาระการเรียนรแู กนกลาง สาระการเรียนรทู องถิน่

การแยกสารที่เปน ของแขง็ ออกจากของเหลว โดยการ (พิจารณาตามหลกั สตู รสถานศกึ ษา)
ตกตะกอน การรินออก และการกรอง

5. กิจกรรมการเรียนรู

คาบท่ี 1

แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนิค :5EsInstructional Model

ขนั้ นํา

ข้นั กระตุน ความสนใจ
1. ครทู บทวนความรูเกีย่ วกบั สารผสม โดยนําน้าํ เกลือมาใหนกั เรียนสงั เกต
2. นักเรียนตอบคําถามตอไปน้ี
- นา้ํ เกลือมลี ักษณะอยา งไร และมสี ารชนดิ ใดบาง
(แนวคาํ ตอบ ของเหลวใสไมม ีสี มีน้ําและเกลือผสมกัน)

- นกั เรียนคิดวาจะแยกเกลือออกจากนา้ํ ไดอยางไร
(แนวคําตอบ ตอบตามความคิดเห็นของนักเรยี น)

3. ครูสนทนากับนักเรียนวา วิธีการแยกสารท่ีเปนของแข็งออกจากของแข็งสามารถทําไดหลายวิธี เชน การรอน การ
หยิบออก การใชแมเหล็กดึงดูด สวนการแยกสารที่เปนของแข็งออกจากของเหลวมีวิธีทีแ่ ยกตางจากการแยกสารท่ีเปนของแข็ง
ออกจากของแข็ง ซ่งึ นักเรียนจะไดเรียนรจู ากการทํากจิ กรรมตอไปน้ี

ขน้ั สอน

ขนั้ สาํ รวจคน หา
1. นกั เรียนแบงกลุมออกเปน กลุม ละ 4-5 คน จากนั้นศึกษาขน้ั ตอนการทํากิจกรรมท่ี 2 แยกสารที่เปนของแข็งออกจาก

ของเหลว ในหนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา9
2. นกั เรยี นปฏิบัตกิ จิ กรรมที่ 2 แยกสารทเ่ี ปน ของแขง็ ออกจากของเหลว โดยปฏิบัตดิ งั น้ี
3. แตล ะกลมุ สงตัวแทนมารับอุปกรณใ นการทาํ กิจกรรมท่ี 2 แยกสารที่เปนของแข็งออกจากของเหลว
4. สังเกตลักษณะทางกายภาพของตัวอยางสารผสมที่ครูเตรียมให (น้ําคลองหรือนํ้าผสมกับดิน) และบันทึกลงใน

แบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 8
5. แยกสารผสมทค่ี รูเตรียมใหดว ยการทาํ ใหต กตะกอนจากนนั้ สังเกตผลและบันทกึ วิธีการแยกสาร
6. นํานํ้าท่ีไดจากขอท่ี 3) มาแยกของเหลวออกจากของแข็งโดยการรินนํ้าออกจากตะกอนจากนั้นสังเกตผลและบันทึก

วธิ กี ารแยกสาร
7. นําสารทไ่ี ดจากการแยกในขอ 4) มาแยกของเหลวออกจากของแขง็ อีกคร้ังเพ่ือใหของเหลวใสข้ึนโดยใชกระดาษกรอง

จากนัน้ สงั เกตผลและบันทกึ วธิ กี ารแยกสาร
8. รว มกันสรุปความรเู กี่ยวกับการแยกสารของกลมุ
(หมายเหตุ : ครูเรม่ิ ประเมินนักเรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ )

ขั้นอธิบายความรู
9. นักเรียนแตล ะกลมุ นําเสนอขอ มูลกจิ กรรมท่ี 2 แยกสารทเ่ี ปน ของแข็งออกจากของเหลว
10. นักเรียนรวมกันสรุปกิจกรรมที่ 2 แยกสารท่ีเปนของแข็งออกจากของเหลววา สารผสมท่ีประกอบไปดวยของแข็ง

ปนกับของเหลว แยกสารโดยใชว ิธีการตกตะกอน การรินออก การใชก ระดาษกรอง
11. นักเรียนทาํ กิจกรรมหนตู อบไดใ นหนงั สือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 8หรือทําในแบบฝกหัดวิทยาศาสตรฯ

ป.6 เลม 2 หนา 9
(หมายเหตุ : ครเู ร่ิมประเมนิ นักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล)

คาบท่ี 2

ข้นั สอน (ตอ )

ขนั้ อธิบายความรู
12. ทบทวนความรูเดมิ ของนกั เรียน โดยต้ังคาํ ถามวา การแยกสารผสมมีวธิ กี ารใดบาง
(แนวคาํ ตอบ วิธีหยิบออก การรอนการใชแมเหลก็ ดึงดดู การรนิ ออก การกรอง และการตกตะกอน)
13. นักเรยี นแตล ะกลุมสงตวั แทนสมุ เลอื กปา ยวธิ ีการแยกสาร และศึกษาวธิ กี ารแยกสารตามปายวิธีการท่ไี ดร ับ
14. นกั เรียนทํากิจกรรม ชวยคิด ชวยแกป ญ หา โดยปฏบิ ตั ิดังนี้
15. นักเรียนดบู ตั รภาพสถานการณ 1 ใบ จากน้ันแตล ะกลุมวเิ คราะหวิธีการแยกสารท่ีเหมาะสม
16. พิจารณาปายวิธีการแยกสารของกลุมตนเอง ถาวธิ ีการแยกสารของกลุมนักเรียนสามารถแยกสารชนิดนั้นได ใหสง

ตัวแทนออกไปยืนถือปายหนาชั้นเรียน พรอมใหเหตุผลวาทําไมวิธีการแยกสารของกลุมนักเรียนจึงสามารถแยกสารตามภาพ
สถานการณไ ด

17. นักเรยี นในช้ันเรียนรวมกนั พิจารณาคําตอบวา จากบัตรภาพสถานการณส ามารถใชว ธิ ีการแยกสารไดอ ยา งไรบา ง
18. การใหค ะแนน กรณที ่ตี ัวแทนกลุมออกมาหนาช้ันเรยี นและคําตอบถูกตองได 1 คะแนน กรณีท่ีออกมาหนาชั้นเรียน
แตค าํ ตอบไมถ กู ตอ งหรือกลุม คําตอบถูกตองแตไมอ อกมาหนาช้นั เรยี น -1 คะแนน
19. ทําเหมือนขอเดิม แตเปล่ียนเปนบัตรภาพสถานการณอื่น (ครูพิจารณาจํานวนบัตรภาพสถานการณตามความ
เหมาะสมกับเวลา)
(หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมินนักเรยี น โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลุม)

20. นกั เรียนตอบคาํ ถามทาทายความคิดขั้นสูงวา แตวทําเมล็ดถั่วลิสงรวงลงไปในแปง ที่ใชทําขนม นักเรียนคิดวา แตว
ควรใชวธิ ีการแยกสารผสมวธิ ีใดเพอ่ื แยกเมลด็ ถ่ัวลสิ งออกจากแปง จงึ จะเหมาะสมทีส่ ุด เพราะอะไร

(แนวคําตอบ วิธีการรอน เพราะแปงและถั่วลิสงเปนของแข็งท่ีมีขนาดตางกัน จึงใชตะแกรงรอนใหแปงลงไปดานลาง
เหลอื ถวั่ ลสิ งอยูด า นบน)

21. ใหนักเรียนจับคูโดยมีเงื่อนไขวา หามจับคกู ับคนในกลุมเดิม จากน้ันใหนักเรียนแตละคูเปรียบเทยี บวิธีการแยกสาร
ผสมของตนเองกับเพ่ือนวา วิธีการแยกสารผสมแตล ะวิธีแตกตางกันอยางไร โดยยึดวิธีการแยกสารผสมตามกิจกรรม ชวยคิด
ชว ยแกป ญหา

22. จากนัน้ ครสู มุ นกั เรยี น 2-3 คอู ธิบายเปรยี บเทียบวิธีการแยกสารแบบตางๆ
23. ครูเปด PowerPoint เรื่อง การแยกสารผสม ใหนักเรียนดู เพื่อเพิ่มเติมความเขาใจเก่ียวกับวิธีการแยกสารแบบ
ตา งๆ
24. นกั เรียนตอบคําถามจากชวั่ โมงที่ 1 วา ควรใชว ธิ ีการใดเพอื่ แยกสารผสมในนา้ํ เกลือออกจากกัน
(แนวคาํ ตอบ ใชวธิ ีการระเหยแหง)
25. นกั เรียนสแกน QR Code เรื่อง การระเหย และศกึ ษาวิธีการระเหยแหงในหนงั สือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6เลม 2
หนา 17 เพื่อขยายความเขาใจ
26.นกั เรยี นทํากจิ กรรมตรวจสอบความเขา ใจ ในหนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 18
27. นักเรียนแตละคนเขียนสรุปความรูเกี่ยวกับเร่ืองท่ีไดเรียนรูจากบทท่ี 1 ในรูปแบบตางๆ เชน แผนผังความคิด
แผนภาพ ลงในสมุดประจําตัวนกั เรยี น

28. นักเรียนทกุ คนศึกษาแผนผังความคิด สรุปสาระสาํ คัญ ประจําบทท่ี 1 จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2
หนา 19 เพือ่ ตรวจสอบการเขยี นสรุปความรูท่นี กั เรียนทําไวในสมดุ ประจําตวั นักเรียน

29. นกั เรยี นทํากิจกรรมพัฒนาการเรยี นรใู นหนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 20 บันทึกลงในสมุดประจาํ ตัว
นักเรยี น

30. นักเรียนทํากิจกรรมฝกทักษะ ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 21 บันทึกลงในสมุดประจําตัว
นักเรยี น หรือทาํ ในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 10-12

31. นักเรียนทํากจิ กรรมทา ทายการคดิ ข้นั สงู ในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 13
(หมายเหตุ : ครูเรม่ิ ประเมนิ นักเรยี น โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล)

คาบท่ี 3

ขั้นสอน (ตอ )

ข้ันขยายความเขา ใจ
1. นักเรียนตอบคําถามเพอ่ื ทบทวนความรเู ดมิ วา การแยกสารผสมมปี ระโยชนใ นชีวติ ประจําวนั อยางไรบาง
(แนวคาํ ตอบ ตอบตามความคดิ เหน็ ของนักเรยี น เชน ใชว ิธีการกรองใบชา)
2. ครูสนทนากับนักเรียนวา อาหารในปจจบุ ันมีสีสันสวยงาม ทาํ ใหอาหารนารับประทานมากขึน้ โดยสีท่ีผสมอาหาร ไดม า

จากการสังเคราะหสารเคมีและสีจากธรรมชาติ แตสีสังเคราะหหลายชนิดถานํามาใชผสมอาหารจะเปนอันตรายตอรางกาย
แตกตางจากสีท่ีไดจากธรรมชาติ ซ่ึงใชผสมอาหารไดโดยไมมีอันตราย ในทองถ่ินของเรามีวัตถุดิบมากมายท่ีใหสีไมว าจะเปนพืช
ผกั หรอื ดอกไมท สี่ กัดออกมาเปน สจี ากธรรมชาติ เชน ใบเตยหอม สกดั ไดส เี ขยี ว

3. ใหนักเรยี นสแกน QR Code เรื่อง การกรอง ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 16 ครูอธิบายเพ่ิมเติมวา
จากที่นกั เรยี นไดร ับชมไป เปน วิธีการแยกสารโดยการกรอง เปนการแยกกากใบเตย และนํา้ ใบเตยออกจากกัน

4. นักเรยี นแบงกลมุ ออกเปน กลุมละ 4-5 คน (ใชกลมุ เดิม) ทาํ กจิ กรรมมหัศจรรยสีสันจากธรรมชาติปฏิบัตดิ งั นี้
1. สง ตวั แทนมารับใบกิจกรรม มหัศจรรยสสี นั จากธรรมชาติ และวสั ดุ-อุปกรณใ นการทาํ กิจกรรม
2. ใหนักเรียนปฏิบัติตามข้ันตอนในใบกิจกรรม และบันทึกขอมูลข้ันตอนและวิธกี ารแยกสารผสมแบบตางๆ ในการทํา

กจิ กรรม พรอ มถา ยภาพประกอบ
5. นกั เรยี นทํากจิ กรรมสรางสรรคผ ลงาน โดยนําขอ มูลวิธีการแยกสารผสมและภาพประกอบไปจัดทําเปน Big Book ตกแตง

ใหสวยงาม โดยขอมูลใน Big Book ประกอบไปดว ย
1. ภาพวิธีการแยกสารผสม
2. ระบุชื่อสารผสม พรอมวิธีการแยกสารผสม
3. แตละกลุม นําเสนอผลงานหนา ชั้นเรียน

คาบที่ 4
ข้ันสรปุ

1. นักเรียนรวมกันสรุปผลการทํากิจกรรมวา ถาตองการแยกสารผสมออกจากกันสามารถทําไดห ลายวิธี โดยข้ึนอยูกับ
ลกั ษณะและสมบตั ิของสารผสมทอี่ ยรู วมกนั

ข้นั ประเมนิ

ขัน้ ตรวจสอบผล
1. นักเรียนแตละคนทาํ ทบทวนทายหนวยการเรียนรูที่ 5 ในแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 14-17
2. นักเรยี นทาํ แบบทดสอบหลังเรียนหนวยการเรยี นรูท ่ี 5 เพอื่ ตรวจสอบความรูของนกั เรียนหลังทํากจิ กรรม
3. ครตู รวจกิจกรรมที่ 2 แยกสารทีเ่ ปนของแขง็ ออกจากของเหลว ในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 8
4. ครตู รวจแผนผงั ความคิด สรปุ สาระสําคัญ ประจําบทที่ 1 ในสมุดประจําตวั นกั เรยี น
5. ครูตรวจกิจกรรมพฒั นาการเรียนรู
6. ครตู รวจกิจกรรมหนูตอบไดใ นสมุดประจาํ ตัวนักเรียนหรอื ทําในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 9
7. ครูตรวจกจิ กรรมฝก ทกั ษะในสมุดประจําตวั นักเรยี นหรือทําในแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2หนา 10-12
8. ครตู รวจกจิ กรรมทาทายการคดิ ขนั้ สงู ในแบบฝกหัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 13
9. ครูประเมนิ ผลงาน Big Book ในกจิ กรรมสรา งสรรคผ ลงาน
10. ครตู รวจทบทวนทายหนว ยการเรยี นรูท่ี 5 ในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 14-17
11. ครตู รวจแบบทดสอบหลังเรียนหนวยการเรียนรูท ่ี 5 เพื่อตรวจสอบความรูของนกั เรียนหลงั ทาํ กจิ กรรม

6. การวัดและประเมินผล

การวัดและประเมนิ ผล วิธีการวัดผล เครอื่ งมอื วดั เกณฑการประเมนิ ผล
จุดประสงค 1.คําถามกระตุน ความคิด 70% ข้ึนไป ถือวาผาน
ความรคู วาม 1. อธบิ ายการแยกสารโดยการ เกณฑการประเมิน
เขา ใจ (K) รินออกการตกตะกอน และการ แบบบันทกึ กิจกรรม
กรองได (K) 70% ข้นึ ไป ถอื วาผาน
ทกั ษะ/ 1. แบบสงั เกตพฤติกรรม เกณฑการประเมนิ
กระบวนการ (P) 1. สงั เกตลักษณะของสารและ
แยกสารทีเ่ ปน ของแขง็ ออกจาก 70% ขนึ้ ไป ถือวาผาน
คุณลักษณะนสิ ยั (A) เหลวได (P) เกณฑการประเมิน

1. ยกตวั อยางการนําวธิ ีการแยก
สารแบบตา งๆ ไปปรับใชใ น
ชีวิตประจําวนั ได (A)

7. สอื่ /แหลงการเรียนรู

7.1 สือ่ การเรียนรู
1) หนังสอื เรยี นวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.6 เลม 2
2) แบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยปี .6 เลม 2
3) วัสดุ-อุปกรณท ่ีใชใ นกิจกรรมที่ 2 แยกสารทเี่ ปน ของแข็งออกจากของเหลว
4) วสั ดุ-อปุ กรณท ีใ่ ชใ นกจิ กรรมสรา งสรรคผ ลงาน
5) วสั ดุ-อุปกรณท ใี่ ชใ นกิจกรรมพัฒนาการเรยี นรู
6) วสั ดุ-อุปกรณท ใ่ี ชในกิจกรรมมหัศจรรยส ีสันจากธรรมชาติ

7) QR Code เรอื่ ง การกรอง

8) QR Code 3D เรอ่ื ง การระเหย

9) PowerPoint เรอื่ ง การแยกสารผสม

10) บตั รภาพสถานการณ
11) ใบกิจกรรม มหศั จรรยส ีสนั จากธรรมชาติ
12) สมดุ ประจําตัวนักเรียน
7.2 แหลงการเรียนรู
1) หองเรยี น
2) หองสมุด
3) อนิ เทอรเนต็

8.กจิ กรรมเสนอแนะ

.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................

ลงชื่อ............................................ครผู สู อน ลงชื่อ...................................................ฝา ยวิชาการ

(...........................................................) (...........................................................)

ลงช่อื ...................................................ผูบรหิ าร
(...........................................................)

สปั ดาหที่ 4

โรงเรยี นขจรเกยี รติพฒั นา

แผนการจัดการเรียนรู

ภาคเรียนท่ี……2…/……….……... ชือ่ ผูสอน….…...................................................……...
กลุมสาระการเรยี นรู วทิ ยาศาสตร
หนว ยการเรียนรทู ่ี 5 สารรอบตัวเรา ชนั้ ประถมศึกษาปท ่ี 6 จาํ นวน 4 คาบ
เรอื่ ง การแยกสารท่เี ปนของแข็งออกจากของเหลว (2)

1. มาตรฐานการเรียนร/ู ตวั ชี้วดั
ว 2.1 ป.6/1 อธิบายและเปรียบเทยี บการแยกสารผสม โดยการหยบิ ออก การรอน การใชแมเ หลก็ ดึงดูด การรินออก การ
กรอง และการตกตะกอน โดยใชห ลักฐานเชงิ ประจักษ รวมทั้งระบุวิธีแกป ญ หาในชวี ิตประจําวันเกี่ยวกบั การแยกสาร

2. สาระสําคญั /ความคดิ รวบยอด
สารผสมท่ีประกอบดวยของแข็งและของเหลวโดยของแข็งไมละลายในของเหลวน้ัน แยกไดโ ดยการตกตะกอน การริน
ออก และการกรอง ซึง่ วธิ ีการแยกสารสามารถนาํ ไปใชประโยชนในชวี ิตประจําวันได

3. จดุ ประสงคการเรียนรู
1) อธิบายการแยกสารโดยการรนิ ออกการตกตะกอน และการกรองได (K)

2) สังเกตลักษณะของสารและแยกสารทเ่ี ปนของแขง็ ออกจากเหลวได (P)

3) ยกตวั อยางการนําวธิ กี ารแยกสารแบบตางๆ ไปปรบั ใชในชวี ิตประจาํ วนั ได (A)

4. สาระการเรยี นรู

สาระการเรียนรูแกนกลาง สาระการเรยี นรูทองถิน่

การแยกสารท่ีเปนของแข็งออกจากของเหลว โดยการ (พิจารณาตามหลักสูตรสถานศึกษา)
ตกตะกอน การรนิ ออก และการกรอง

5. กิจกรรมการเรียนรู

คาบท่ี 1

แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนิค :5EsInstructional Model

ขัน้ นํา

ข้นั กระตนุ ความสนใจ
1. ครูทบทวนความรูเกี่ยวกับสารผสม โดยนํานาํ้ เกลือมาใหนักเรียนสังเกต
2. นกั เรยี นตอบคําถามตอ ไปนี้
- น้ําเกลอื มลี ักษณะอยางไร และมีสารชนดิ ใดบา ง
(แนวคาํ ตอบ ของเหลวใสไมม ีสี มนี ้าํ และเกลอื ผสมกัน)

- นกั เรียนคิดวาจะแยกเกลือออกจากนา้ํ ไดอยางไร
(แนวคําตอบ ตอบตามความคิดเห็นของนักเรยี น)

3. ครูสนทนากับนักเรียนวา วิธีการแยกสารท่ีเปนของแข็งออกจากของแข็งสามารถทําไดหลายวิธี เชน การรอน การ
หยิบออก การใชแมเหล็กดึงดูด สวนการแยกสารที่เปนของแข็งออกจากของเหลวมีวิธีทีแ่ ยกตางจากการแยกสารท่ีเปนของแข็ง
ออกจากของแข็ง ซ่งึ นักเรียนจะไดเรยี นรจู ากการทํากจิ กรรมตอไปน้ี

ขน้ั สอน

ขนั้ สาํ รวจคน หา
1. นักเรียนแบงกลุมออกเปนกลุม ละ 4-5 คน จากนั้นศกึ ษาข้ันตอนการทํากิจกรรมท่ี 2 แยกสารที่เปนของแข็งออกจาก

ของเหลว ในหนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา9
2. นกั เรยี นปฏิบัตกิ จิ กรรมที่ 2 แยกสารทเ่ี ปน ของแขง็ ออกจากของเหลว โดยปฏิบัตดิ งั น้ี
3. แตล ะกลมุ สงตัวแทนมารับอุปกรณใ นการทาํ กิจกรรมท่ี 2 แยกสารที่เปนของแข็งออกจากของเหลว
4. สังเกตลักษณะทางกายภาพของตัวอยางสารผสมที่ครูเตรียมให (น้ําคลองหรือนํ้าผสมกับดิน) และบันทึกลงใน

แบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 8
5. แยกสารผสมทค่ี รูเตรียมใหดว ยการทาํ ใหต กตะกอนจากนนั้ สังเกตผลและบันทกึ วิธีการแยกสาร
6. นํานํ้าท่ีไดจากขอท่ี 3) มาแยกของเหลวออกจากของแข็งโดยการรินนํ้าออกจากตะกอนจากนั้นสังเกตผลและบันทึก

วธิ กี ารแยกสาร
7. นําสารทไ่ี ดจากการแยกในขอ 4) มาแยกของเหลวออกจากของแขง็ อีกคร้ังเพ่ือใหของเหลวใสข้ึนโดยใชกระดาษกรอง

จากนัน้ สงั เกตผลและบนั ทกึ วธิ กี ารแยกสาร
8. รว มกันสรุปความรเู กี่ยวกับการแยกสารของกลมุ
(หมายเหตุ : ครูเรม่ิ ประเมินนักเรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ )

ขั้นอธิบายความรู
9. นักเรียนแตล ะกลมุ นําเสนอขอ มูลกจิ กรรมท่ี 2 แยกสารทเ่ี ปน ของแข็งออกจากของเหลว
10. นักเรียนรวมกันสรุปกิจกรรมที่ 2 แยกสารท่ีเปนของแข็งออกจากของเหลววา สารผสมท่ีประกอบไปดวยของแข็ง

ปนกับของเหลว แยกสารโดยใชว ิธีการตกตะกอน การรินออก การใชก ระดาษกรอง
11. นักเรียนทาํ กิจกรรมหนตู อบไดใ นหนงั สือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 8หรือทําในแบบฝกหัดวิทยาศาสตรฯ

ป.6 เลม 2 หนา 9
(หมายเหตุ : ครเู ร่ิมประเมนิ นักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล)

คาบท่ี 2

ข้นั สอน (ตอ )

ขนั้ อธิบายความรู
12. ทบทวนความรูเดมิ ของนกั เรียน โดยต้ังคาํ ถามวา การแยกสารผสมมีวิธีการใดบาง
(แนวคาํ ตอบ วิธีหยิบออก การรอนการใชแมเหล็กดึงดดู การรนิ ออก การกรอง และการตกตะกอน)
13. นักเรยี นแตล ะกลุมสงตวั แทนสมุ เลอื กปา ยวธิ ีการแยกสาร และศึกษาวธิ ีการแยกสารตามปายวธิ ีการท่ไี ดร ับ
14. นกั เรียนทํากิจกรรม ชวยคิด ชวยแกป ญ หา โดยปฏบิ ตั ิดังนี้
15. นักเรียนดบู ตั รภาพสถานการณ 1 ใบ จากน้ันแตล ะกลมุ วเิ คราะหว ิธีการแยกสารทเ่ี หมาะสม
16. พิจารณาปายวิธีการแยกสารของกลุมตนเอง ถาวธิ ีการแยกสารของกลุมนักเรียนสามารถแยกสารชนิดนั้นได ใหสง

ตัวแทนออกไปยืนถือปายหนาชั้นเรียน พรอมใหเหตุผลวาทําไมวิธีการแยกสารของกลุมนักเรียนจึงสามารถแยกสารตามภาพ
สถานการณไ ด

17. นักเรยี นในช้ันเรียนรวมกนั พิจารณาคําตอบวา จากบัตรภาพสถานการณส ามารถใชว ิธกี ารแยกสารไดอ ยา งไรบา ง
18. การใหค ะแนน กรณที ่ตี ัวแทนกลุมออกมาหนาช้ันเรยี นและคําตอบถูกตองได 1 คะแนน กรณีท่ีออกมาหนาชั้นเรียน
แตค าํ ตอบไมถ กู ตอ งหรือกลุม คําตอบถูกตองแตไมอ อกมาหนาช้นั เรยี น -1 คะแนน
19. ทําเหมือนขอเดิม แตเปล่ียนเปนบัตรภาพสถานการณอื่น (ครูพิจารณาจํานวนบัตรภาพสถานการณตามความ
เหมาะสมกับเวลา)
(หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมินนักเรยี น โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลุม)

20. นกั เรียนตอบคาํ ถามทาทายความคิดขั้นสูงวา แตวทําเมล็ดถั่วลิสงรวงลงไปในแปง ท่ีใชทําขนม นักเรียนคิดวา แตว
ควรใชวธิ ีการแยกสารผสมวธิ ีใดเพอ่ื แยกเมลด็ ถ่ัวลสิ งออกจากแปง จงึ จะเหมาะสมทีส่ ดุ เพราะอะไร

(แนวคําตอบ วิธีการรอน เพราะแปงและถั่วลิสงเปนของแข็งท่ีมีขนาดตางกัน จึงใชตะแกรงรอนใหแปงลงไปดานลาง
เหลอื ถัว่ ลสิ งอยูด า นบน)

21. ใหนักเรียนจับคูโดยมีเงื่อนไขวา หามจับคกู ับคนในกลุมเดิม จากน้ันใหนักเรียนแตละคูเปรียบเทยี บวิธีการแยกสาร
ผสมของตนเองกับเพ่ือนวา วิธีการแยกสารผสมแตล ะวิธีแตกตางกันอยางไร โดยยึดวิธีการแยกสารผสมตามกิจกรรม ชวยคิด
ชว ยแกป ญหา

22. จากนัน้ ครสู ุม นกั เรยี น 2-3 คอู ธิบายเปรยี บเทียบวิธีการแยกสารแบบตางๆ
23. ครูเปด PowerPoint เรื่อง การแยกสารผสม ใหนักเรียนดู เพื่อเพิ่มเติมความเขาใจเก่ียวกับวิธีการแยกสารแบบ
ตา งๆ
24. นกั เรียนตอบคําถามจากชวั่ โมงที่ 1 วา ควรใชว ธิ ีการใดเพอื่ แยกสารผสมในนา้ํ เกลอื ออกจากกัน
(แนวคาํ ตอบ ใชวธิ ีการระเหยแหง)
25. นกั เรียนสแกน QR Code เรื่อง การระเหย และศกึ ษาวิธีการระเหยแหงในหนงั สือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6เลม 2
หนา 17 เพื่อขยายความเขาใจ
26.นกั เรยี นทํากจิ กรรมตรวจสอบความเขา ใจ ในหนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 18
27. นักเรียนแตละคนเขียนสรุปความรูเกี่ยวกับเร่ืองท่ีไดเรียนรูจากบทท่ี 1 ในรูปแบบตางๆ เชน แผนผังความคิด
แผนภาพ ลงในสมุดประจําตัวนกั เรยี น

28. นักเรียนทกุ คนศึกษาแผนผังความคิด สรุปสาระสาํ คัญ ประจําบทท่ี 1 จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2
หนา 19 เพือ่ ตรวจสอบการเขยี นสรุปความรูท่นี กั เรียนทําไวในสมดุ ประจําตวั นักเรียน

29. นกั เรยี นทํากิจกรรมพัฒนาการเรยี นรใู นหนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 20 บันทึกลงในสมุดประจาํ ตัว
นักเรยี น

30. นักเรียนทํากิจกรรมฝกทักษะ ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 21 บันทึกลงในสมุดประจําตัว
นักเรยี น หรือทาํ ในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 10-12

31. นักเรียนทํากจิ กรรมทา ทายการคดิ ข้นั สงู ในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 13
(หมายเหตุ : ครูเรม่ิ ประเมนิ นักเรยี น โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล)

คาบท่ี 3

ขั้นสอน (ตอ )

ข้ันขยายความเขา ใจ
1. นักเรียนตอบคําถามเพอ่ื ทบทวนความรเู ดมิ วา การแยกสารผสมมปี ระโยชนใ นชีวติ ประจําวนั อยางไรบาง
(แนวคาํ ตอบ ตอบตามความคดิ เหน็ ของนักเรยี น เชน ใชว ิธีการกรองใบชา)
2. ครูสนทนากับนักเรียนวา อาหารในปจจบุ ันมีสีสันสวยงาม ทาํ ใหอาหารนารับประทานมากขึน้ โดยสีท่ีผสมอาหาร ไดม า

จากการสังเคราะหสารเคมีและสีจากธรรมชาติ แตสีสังเคราะหหลายชนิดถานํามาใชผสมอาหารจะเปนอันตรายตอรางกาย
แตกตางจากสีท่ีไดจากธรรมชาติ ซ่ึงใชผสมอาหารไดโดยไมมีอันตราย ในทองถ่ินของเรามีวัตถุดิบมากมายท่ีใหสีไมว าจะเปนพืช
ผกั หรอื ดอกไมท สี่ กัดออกมาเปน สจี ากธรรมชาติ เชน ใบเตยหอม สกดั ไดส เี ขยี ว

3. ใหนักเรยี นสแกน QR Code เรื่อง การกรอง ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 16 ครูอธิบายเพ่ิมเติมวา
จากที่นกั เรยี นไดร ับชมไป เปน วิธีการแยกสารโดยการกรอง เปนการแยกกากใบเตย และนํา้ ใบเตยออกจากกัน

4. นักเรยี นแบงกลมุ ออกเปน กลุมละ 4-5 คน (ใชกลมุ เดิม) ทาํ กจิ กรรมมหัศจรรยสีสันจากธรรมชาติปฏิบัตดิ งั นี้
1. สง ตวั แทนมารับใบกิจกรรม มหัศจรรยสสี นั จากธรรมชาติ และวสั ดุ-อุปกรณใ นการทาํ กิจกรรม
2. ใหนักเรียนปฏิบัติตามข้ันตอนในใบกิจกรรม และบันทึกขอมูลข้ันตอนและวิธกี ารแยกสารผสมแบบตางๆ ในการทํา

กจิ กรรม พรอ มถา ยภาพประกอบ
5. นกั เรยี นทํากจิ กรรมสรางสรรคผ ลงาน โดยนําขอ มูลวิธีการแยกสารผสมและภาพประกอบไปจัดทําเปน Big Book ตกแตง

ใหสวยงาม โดยขอมูลใน Big Book ประกอบไปดว ย
1. ภาพวิธีการแยกสารผสม
2. ระบุชื่อสารผสม พรอมวิธีการแยกสารผสม
3. แตละกลุม นําเสนอผลงานหนา ชั้นเรียน

คาบที่ 4
ข้ันสรปุ

1. นักเรียนรวมกันสรุปผลการทํากิจกรรมวา ถาตองการแยกสารผสมออกจากกันสามารถทําไดห ลายวิธี โดยข้ึนอยูกับ
ลกั ษณะและสมบตั ิของสารผสมทอี่ ยรู วมกนั

ขั้นประเมิน

ขั้นตรวจสอบผล
1. นกั เรียนแตล ะคนทําทบทวนทายหนว ยการเรยี นรูท ี่ 5 ในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 14-17
2. นกั เรียนทําแบบทดสอบหลงั เรยี นหนว ยการเรยี นรทู ี่ 5 เพื่อตรวจสอบความรูของนกั เรียนหลงั ทํากิจกรรม
3. ครูตรวจกจิ กรรมที่ 2 แยกสารท่ีเปนของแข็งออกจากของเหลว ในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 8
4. ครูตรวจแผนผงั ความคดิ สรปุ สาระสาํ คญั ประจาํ บทที่ 1 ในสมดุ ประจาํ ตวั นกั เรียน
5. ครตู รวจกจิ กรรมพัฒนาการเรียนรู
6. ครูตรวจกจิ กรรมหนูตอบไดใ นสมุดประจาํ ตัวนักเรยี นหรือทําในแบบฝก หัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 9
7. ครูตรวจกจิ กรรมฝก ทกั ษะในสมุดประจําตัวนกั เรยี นหรือทําในแบบฝกหดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2หนา 10-12
8. ครตู รวจกิจกรรมทาทายการคิดข้ันสงู ในแบบฝก หัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 13
9. ครปู ระเมินผลงาน Big Book ในกจิ กรรมสรางสรรคผ ลงาน
10. ครตู รวจทบทวนทายหนว ยการเรียนรูท่ี 5 ในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 14-17
11. ครตู รวจแบบทดสอบหลังเรียนหนวยการเรียนรูที่ 5 เพ่อื ตรวจสอบความรขู องนักเรยี นหลงั ทํากจิ กรรม

6. การวัดและประเมนิ ผล

การวัดและประเมนิ ผล วิธีการวดั ผล เครอื่ งมือวดั เกณฑการประเมินผล
จุดประสงค 1.คาํ ถามกระตนุ ความคิด 70% ขึ้นไป ถือวา ผา น
ความรูความ 1. อธิบายการแยกสารโดยการ เกณฑการประเมนิ
เขาใจ (K) รินออกการตกตะกอน และการ แบบบนั ทึกกิจกรรม
กรองได (K) 70% ขน้ึ ไป ถอื วา ผา น
ทกั ษะ/ 1. แบบสังเกตพฤติกรรม เกณฑการประเมนิ
กระบวนการ (P) 1. สังเกตลกั ษณะของสารและ
แยกสารทเ่ี ปนของแขง็ ออกจาก 70% ขน้ึ ไป ถือวา ผา น
คุณลกั ษณะนิสัย (A) เหลวได (P) เกณฑการประเมิน

1. ยกตวั อยางการนําวธิ ีการแยก
สารแบบตางๆ ไปปรบั ใชใน
ชวี ติ ประจําวนั ได (A)

7. ส่ือ/แหลงการเรยี นรู

7.1 สอื่ การเรยี นรู
1) หนังสือเรยี นวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.6 เลม 2
2) แบบฝกหดั วิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีป.6 เลม 2
3) วสั ด-ุ อปุ กรณท ี่ใชใ นกิจกรรมท่ี 2 แยกสารทีเ่ ปนของแข็งออกจากของเหลว
4) วัสด-ุ อุปกรณท ใ่ี ชใ นกจิ กรรมสรางสรรคผ ลงาน
5) วัสด-ุ อปุ กรณท ีใ่ ชใ นกจิ กรรมพฒั นาการเรียนรู
6) วัสด-ุ อุปกรณท่ใี ชใ นกจิ กรรมมหศั จรรยส สี นั จากธรรมชาติ

7) QR Code เรื่อง การกรอง
8) QR Code 3D เรอ่ื ง การระเหย
9) PowerPoint เรื่อง การแยกสารผสม
10) บัตรภาพสถานการณ
11) ใบกิจกรรม มหศั จรรยส ีสนั จากธรรมชาติ
12) สมดุ ประจําตัวนกั เรยี น
7.2 แหลงการเรยี นรู
1) หองเรยี น
2) หองสมดุ
3) อินเทอรเนต็

8.กจิ กรรมเสนอแนะ

.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................

ลงชือ่ ............................................ครูผูสอน ลงชอ่ื ...................................................ฝา ยวิชาการ
(...........................................................) (...........................................................)

ลงช่ือ...................................................ผูบรหิ าร
(...........................................................)

สัปดาหท ี่ 5

โรงเรียนขจรเกยี รตพิ ัฒนา

แผนการจดั การเรยี นรู

ภาคเรียนท่ี……2…/……….……... ชือ่ ผูสอน….…...................................................……...
กลมุ สาระการเรยี นรู วทิ ยาศาสตร ช้นั ประถมศกึ ษาปท ี่ 6 จํานวน 4 คาบ
หนว ยการเรียนรูที่ 6 หินและซากดึกดําบรรพ เรือ่ ง กระบวนการเกดิ หิน (1)

1. มาตรฐานการเรียนรู/ตัวช้วี ดั
ว 3.2 ป.6/1 เปรยี บเทียบกระบวนการเกิดหินอัคนี หินตะกอน และหนิ แปร และอธิบายวฏั จักรหนิ จากแบบจําลอง

2. สาระสาํ คญั /ความคิดรวบยอด
หนิ อัคนีเกดิ มาจากการเยน็ ตวั ของแมกมา หินตะกอนเกิดมาจากการทับถมของตะกอนเม่ือถูกแรงกดทับและมีสารเช่ือม

ประสานจึงเกิดเปนหิน หินแปรเกิดมาจากการแปรสภาพของหินเดิม ซ่ึงอาจเปนหินอัคนี หินตะกอน หรือหินแปร โดยการ
กระทาํ ของความรอน ความดัน และปฏกิ ริ ิยาเคมี

หินอคั นี หินตะกอน และหินแปร มีการเปล่ียนแปลงจากประเภทหนึ่งไปเปนอีกประเภทหนึ่งหรือประเภทเดมิ ได โดยมี

แบบรูปการเปล่ียนแปลงคงท่ีและตอเนอ่ื งเปนวฏั จักร

3. จดุ ประสงคการเรียนรู
1) เปรียบเทยี บกระบวนการเกิดหนิ อัคนี หนิ ตะกอน และหินแปรได (K)
2) อธิบายวฏั จกั รหินจากแบบจาํ ลองได (K)

3) สรางแบบจาํ ลองวฏั จักรหนิ ได (P)

4) ยกตวั อยา งกระบวนการเกิดหินท่ีพบในชวี ิตประจําวนั ได (A)

4. สาระการเรยี นรู

สาระการเรยี นรแู กนกลาง สาระการเรียนรทู อ งถิ่น

กระบวนการเกดิ หินอัคนี หินตะกอน หินแปร และวัฏจักร (พิจารณาตามหลกั สูตรสถานศกึ ษา)
หนิ

5. กจิ กรรมการเรยี นรู

แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนคิ :5EsInstructional Model

คาบท่ี 1

1. ครใู หน กั เรยี นทําแบบทดสอบกอ นเรียน หนว ยการเรียนรูท่ี 6หินและซากดึกดําบรรพแ บบปรนัย 4 ตัวเลอื ก จาํ นวน 10 ขอ
(หมายเหตุ : ครูตรวจแบบทดสอบกอ นเรยี น เพอ่ื ประเมินความรูเดิมและเขาใจผูเรียนเพ่ือใชใ นการจัดกจิ กรรม)

ข้ันนาํ

ขนั้ กระตนุ ความสนใจ
1. นักเรยี นสังเกตลักษณะความเหมอื นและความแตกตางของหนิ แตล ะชนดิ จากตัวอยา งหนิ ทคี่ รเู ตรียมมา
2. นักเรียนตอบคาํ ถามตอไปนี้
- หนิ แตละกอนมีลักษณะอยางไร
(แนวคาํ ตอบ ขึ้นอยูกบั ลกั ษณะของหินที่ครูนาํ มาใหนกั เรยี นสงั เกต)
- เพราะเหตใุ ดหินจงึ มลี กั ษณะแตกตางกนั
(แนวคําตอบ เพราะหนิ แตล ะชนดิ มีกระบวนการเกิดแตกตา งกนั )
- หนิ เกิดขนึ้ ไดอ ยางไร
(แนวคาํ ตอบ ตอบตามความคดิ เหน็ ของนักเรียน เชน เกิดจากการทับถม)

3. นักเรียนอา นสาระสําคัญและดูภาพจากหนงั สือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนาน้ี จากนั้นครูถามคาํ ถามวา นักเรยี น
คิดวา หินในภาพสามารถนาํ ไปใชป ระโยชนไดห รอื ไม อยางไร แลวรวมกันตอบอยา งอิสระ

(แนวคําตอบ สามารถนาํ ไปใชป ระโยชนได เชน ใชตกแตงบรเิ วณสวนหยอ ม)

4. นักเรียนดูภาพในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 25 และตอบคําถามวา ลาวาท่ีเกิดจากการปะทุของภูเขา
ไฟเกย่ี วของกับการเกิดหนิ หรือไม อยา งไร

(แนวคาํ ตอบ เกี่ยวขอ ง เพราะลาวาที่เกดิ จากการปะทขุ องภูเขาไฟเมื่อเยน็ ตวั ลงจะกลายเปนหินอคั นีพุ)

5. นักเรียนอานกิจกรรมชวนอาน ชวนคิดกอนเรยี น ตอน ประโยชนของหิน ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2
หนา 26 และตอบคําถามชวนตอบตอไปน้ี

- หนิ คอื อะไร และเราสามารถนาํ หนิ ชนดิ ตา งๆ มาใชประโยชนในชวี ิตประจําวันไดอ ยางไร
(แนวคําตอบ หิน คือ วัสดุแข็งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ประกอบดวยแรต ั้งแต 1 ชนิดข้ึนไป สามารถนํามาใช
ประโยชนไดห ลายดาน เชนสรา งผนังบา น ทาํ ครกหิน ปูพนื้ )

6. สนทนากับนักเรียนเพื่อโยงเขาสูกิจกรรมวา หินเปนทรัพยากรที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หินเปนสวนประกอบของ
เปลือกโลกท่ีมีลักษณะเปนกอนแข็ง มีรูปราง และปริมาณที่แนนอน นักวิทยาศาสตรจําแนกหินตามกระบวนการเกิดไดเปน 3
ประเภท ไดแ ก หินอัคนี หนิ ตะกอน และหนิ แปรวนั น้ีเราจะมาเรียนรูว าหินเกดิ ข้นึ ไดอ ยา งไร จากกจิ กรรมตอ ไปนี้

ข้ันสอน

ขั้นสํารวจคนหา
1. นักเรยี นแบงกลมุ ออกเปนกลมุ ละ 4-5 คน จากน้ันศึกษาขั้นตอนการทํากิจกรรมที่ 1 กระบวนการเกิดหินในหนังสือเรียน
วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 28
2. นกั เรยี นปฏบิ ัตกิ จิ กรรมที่ 1 กระบวนการเกดิ หิน ตอนท่ี 1โดยปฏบิ ัตดิ ังน้ี
1) ใหแตละกลุมชวยกันสืบคนขอมูลเก่ียวกับกระบวนการเกิดหินอัคนี หินตะกอน และหินแปร จากน้ันบันทึกลงใน

แบบฝกหัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 20
2) นกั เรยี นสงตัวแทนกลมุ มาจับสลากหวั ขอ การนําเสนอกระบวนการเกดิ หิน ดังน้ี

- หวั ขอ กระบวนการเกิดหินอัคนี
- หัวขอ กระบวนการเกิดหินตะกอน
- หัวขอ กระบวนการหินแปร

3) ใหน ักเรียนวาดภาพเพื่ออธิบายการเกดิ หนิ ตามชนิดท่ีจับสลากได ลงในกระดาษปรฟู พรอ มตกแตงใหส วยงาม
(หมายเหตุ : ครเู ร่ิมประเมนิ นักเรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ )

ขั้นอธบิ ายความรู
3. นักเรยี นแตล ะกลุมนาํ เสนอขอ มลู กระบวนการเกิดหนิ ตามหวั ขอ ทไี่ ดร บั มอบหมาย
3. นักเรยี นตอบคําถามวา หินอัคนเี กิดขึน้ ไดอ ยา งไร
(แนวคาํ ตอบ หนิ อัคนเี กดิ จากการรวมตัวของแรท ี่เย็นตวั และตกผลกึ จากหนิ หนืดท่ีอุณหภมู สิ งู )
4. ครูสาธติ กระบวนการเกดิ หินอคั นี โดยปฏิบัติดงั น้ี
1) นําเศษสเี ทียนสีตา งๆ ใสใ นบีกเกอรข นาด 100 mL เททรายลงไป และเติมน้ําลงไปใหทว มทราย
2) นําไปต้ังบนตะแกรง จดุ ตะเกียงแอลกอฮอล นกั เรียนสงั เกตการเปลย่ี นแปลง
3) เมอื่ สีเทยี นหลอมละลายเรยี บรอยแลว ดับไฟ และต้งั ทิง้ ไวใ หส เี ทยี นแข็งตวั ใหนักเรียนสังเกตการเปลีย่ นแปลง
5. นกั เรียนตอบคําถามวา ถา เปรยี บเทียบสีเทียนตอนทหี่ ลอมละลายเปนหินหนืด แลว สเี ทยี นตอนทแ่ี ขง็ ตวั เปน อะไร
(แนวคาํ ตอบ หนิ อัคน)ี
6. นักเรียนสแกน QR Code เรื่องการเกิดหินอัคนีพุ ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 31และรวมกัน
อภปิ รายเกย่ี วกับการเกดิ หินอัคนีพุ
7. ครอู ธิบายเพ่มิ เตมิ เกี่ยวกับการเกดิ หินอคั นีวา เกดิ จากการเย็นตัวและตกผลกึ ของหินหนืด โดยหินอัคนที ี่เย็นตัวใตเปลือก
โลกเรยี กหนิ อัคนีกลุมนวี้ า หินอคั นแี ทรกซอนหรือหินอัคนรี ะดบั ลึก สวนหินอัคนีทแี่ ข็งตัวบนโลก เรียกหินอัคนีกลมุ น้ีวา
หนิ ภเู ขาไฟหรือหินอคั นพี ุ
8. ครูใชไ มบ รรทัดสบั สีเทยี นแตล ะสีใหม ีขนาดเล็กๆ บนกระดาษ A4 จากนน้ั นําสีเทียนทีส่ ับเทลงในถวยซิลิโคนทีละสี แลว
บบี อัด กดทบั สเี ทยี นในถว ยไปเรือ่ ยๆ จากน้นั ใหน กั เรยี นสังเกตลักษณะของสเี ทยี น
(หมายเหตุ: ครูอาจใหน กั เรียนมีสวนรว มในการสาธิต)
9. ครูอธิบายเพ่ิมเติมวา สีเทียนท่ีถูกบีบอัดเปรียบเหมือนหินตะกอนหรือหินชั้น ซงึ่ หินตะกอนเกิดจากการทับถมของเศษ
หนิ ทผี่ กุ รอ น แลว ถูกพดั พามาสะสมรวมกันทําใหตะกอนเกดิ การถูกบีบอัด กดทบั และเกิดการเชื่อมประสานเม็ดตะกอน
จนทาํ ใหช นั้ หินกลายเปน หนิ ตะกอน
10. นักเรยี นตอบคําถามวา หินแปรเกดิ ขน้ึ ไดอยา งไร
(แนวคําตอบ หินแปรเกิดจากการแปรสภาพของหินอัคนี หินตะกอน หรือหินแปร โดยมีการตกผลึกใหมของแรใน
สภาวะที่เปนของแข็ง เน่อื งจากความรอ นและความดนั ภายในโลก)
11. ครูเปด PowerPoint เรื่อง หินในธรรมชาติ ใหนักเรียนดู เพ่ือเพิ่มเติมความเขาใจเก่ียวกับการกระบวนการเกิดหิน
จากน้นั ใหนักเรียนแลกเปลยี่ นความรเู กี่ยวกับกระบวนการเกิดหนิ กบั สมาชิกในกลมุ
12. นกั เรยี นแตล ะกลมุ นาํ ความรทู ไี่ ดมาออกแบบและสรางแบบจําลองวฏั จกั รของหิน
(หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมินนกั เรียน โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล)

คาบที่ 2

ขน้ั สอน (ตอ )

ขนั้ อธิบายความรู
13. นกั เรียนตอบคําถามเพ่ือทบทวนความรเู ดมิ วา หินทเ่ี ย็นตวั ใตเปลอื กโลก เราเรยี กหนิ กลมุ นวี้ า อะไร
(แนวคาํ ตอบ หินอัคนีแทรกซอนหรอื หินอคั นรี ะดบั ลกึ )
14. นกั เรียนแตล ะกลมุ นาํ เสนอหนาชนั้ เรยี น โดยใชแบบจําลองวัฏจักรหินอธิบายเปรียบเทียบกระบวนการเกิดหินอัคนี หิน
ตะกอน และหินแปร
15. ครสู แกน QR Code 3D เรอื่ ง วัฏจักรหิน เพ่ืออธิบายเก่ียวกบั วัฏจักรหิน
16. นักเรียนรวมกันสรุปกิจกรรมที่ 1 กระบวนการเกิดหิน ตอนท่ี 1 วา หินอัคนีเกิดมาจากการเย็นตัวของแมกมา หิน
ตะกอน เกิดมาจากการทับถมของตะกอนเมื่อถกู แรงกดทับและมีสารเช่ือมประสานจึงเกิดเปนหิน หินแปร เกิดมาจาก
การแปรสภาพของหินเดิม ซึ่งอาจเปนหินอัคนี หินตะกอน หรือหินแปร โดยการกระทําของความรอน ความดัน และ
ปฏกิ ริ ยิ าเคมี

ขั้นสํารวจคนหา
1.แบงกลุมนักเรียนออกเปนกลุม ละ 4-5 คน (กลุม เดมิ ) ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมท่ี 1 กระบวนการเกดิ หิน ตอนที่ 2โดยปฏบิ ตั ิดังนี้
1) สง ตัวแทนออกมารับวสั ดุ-อุปกรณใ นการทํากิจกรรม
2) แตละกลุม ชว ยกันสงั เกตหนิ จากชุดหนิ ตวั อยา งที่ครเู ตรียมให
3) จําแนกหินจากชุดตวั อยางหิน โดยใชเกณฑกระบวนการเกิดหิน แลวบันทึกผลลงในแบบฝกหัดวิทยาศาสตรฯ
ป.6 เลม 2 หนา 21
4) ชวยกันนําผลการจําแนกมาจัดทําในรูปแบบตางๆ เชน แผนผัง แผนภาพ ตาราง ลงในกระดาษแข็งแผน ใหญ
พรอมตกแตง ใหสวยงาม
(หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมนิ นักเรยี น โดยการสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ )

ขน้ั อธบิ ายความรู
4. ครใู หนกั เรียนแตละกลุมสงตัวแทนนําเสนอผลงานหนา ช้ันเรียน
5. นักเรยี นตอบคาํ ถามตอไปนี้
- หนิ อคั นแี ทรกซอนหรอื หนิ อคั นีระดบั ลึกมลี ักษณะอยา งไร
(แนวคาํ ตอบ หนิ มเี นอ้ื หยาบและแนน แขง็ เพราะมแี รห ลายชนิดเปน สวนประกอบอยูใ นเนือ้ หิน)
- หินภเู ขาไฟมีลักษณะอยา งไร
(แนวคําตอบ เนอ้ื หินเปนรพู รุน บางชนิดมเี นื้อหนิ ละเอยี ด)
- ลกั ษณะหนิ ตะกอนกับหินแปรแตกตางกันอยางไร
(แนวคาํ ตอบ เนอ้ื หินตะกอนสวนใหญมีลกั ษณะเปนเม็ดตะกอน บางชนิดเปนเน้ือผลึกท่ียึดเกาะกัน บางชนิดมี
ลักษณะเปนชัน้ ๆ สวนเนอ้ื หินแปรบางชนิดผลึกแรเ รยี งตัวขนานกนั เปน แถบ บางชนดิ แซะออกเปนแผนได บาง
ชนิดมีความแข็งมาก)

6. นักเรยี นรวมกนั อภปิ รายและสรปุ กิจกรรมที่ 1 กระบวนการเกดิ หิน ตอนที่ 2 วา หินอัคนี หินตะกอน และหินแปร เปน
หินในธรรมชาติท่ีมีความสัมพันธกัน เพราะแตละประเภทมีการเปล่ียนแปลงจากประเภทหนึ่งไปเปนอีกประเภทหน่ึง
หรอื เปลี่ยนแปลงกลบั มาเปนประเภทเดมิ ได แตมีสมบัตบิ างประการเปลย่ี นแปลงไป

7. นักเรียนทํากิจกรรมหนูตอบไดในหนังสือเรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 29 บันทึกลงในสมุดประจําตัวนักเรยี น
หรอื ในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 22

8. นกั เรียนเตรยี มหินในทองถนิ่ มาคนละ 1 ชนดิ เพือ่ ทํากิจกรรมในชวั่ โมงถัดไป

(หมายเหตุ : ครเู ร่ิมประเมินนกั เรยี น โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล)

ขน้ั สอน (ตอ ) คาบที่ 3

ข้นั ขยายความเขาใจ
1. ทบทวนความรูเดมิ นกั เรยี น โดยแจกบัตรภาพหนิ ใหน กั เรยี นคนละ 1 แผน จากนัน้ ใหสังเกตลกั ษณะของหิน และจําแนก
วาเปน หินชนดิ ใด ถาแปรสภาพจะกลายเปน หินชนดิ ใดหรือแปรสภาพมาจากหินชนิดใด
2. นักเรยี นคนที่จับไดห ินแปรตามหาเพอ่ื นทจ่ี บั ไดหนิ ทีจ่ ะกลายมาเปนหินแปรตามหนิ ในบตั รภาพ
3. สุมนกั เรียนแตล ะคูน าํ เสนอตวั อยา งการแปรสภาพของหิน
4. นักเรียนแตละคูนําหินในทองถิ่นท่ีเตรียมมาวิเคราะหลักษณะของหิน แหลงท่ีมา และจําแนกประเภทของหิน จากนั้น
บันทึกลงในใบงาน 6.1 หนิ ในทองถิน่
5. นกั เรยี นแตละคนู ําเสนอผลการทํากจิ กรรม
(หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมนิ นักเรยี น โดยการสงั เกตพฤติกรรมใฝเรียนรู มุงม่นั ในการทํางาน มวี ินัย)

คาบที่ 4

ขั้นสรุป

1. นักเรียนรวมกันสรปุ ผลการทํากิจกรรมวา หินอัคนี หินตะกอน และหินแปร มีการเปลี่ยนแปลงจากประเภทหนึ่งไป
เปนอีกประเภทหนง่ึ หรือประเภทเดมิ ได โดยมีแบบรปู การเปลยี่ นแปลงคงท่แี ละตอเนื่องเปน วฏั จกั ร

ขนั้ ประเมิน

ขนั้ ตรวจสอบผล
1. ครูตรวจบันทึกขอมลู การทํากจิ กรรมท่ี 1 กระบวนการเกิดหนิ ในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 20-21
2. ครูตรวจกิจกรรมหนตู อบไดในสมุดประจาํ ตัวนักเรียนหรือในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 22
3. ครูตรวจใบงาน 6.1 หินในทองถ่ิน

6. การวัดและประเมนิ ผล

การวัดและประเมนิ ผล วธิ กี ารวัดผล เครอ่ื งมือวัด เกณฑก ารประเมินผล
จุดประสงค 70% ขึน้ ไป ถือวาผาน
เกณฑการประเมนิ
ความรคู วาม 1. เปรยี บเทียบกระบวนการเกดิ 1.คําถามกระตุน ความคิด
70% ข้นึ ไป ถือวา ผาน
เขา ใจ (K) หนิ อัคนี หินตะกอน และหนิ แปร เกณฑการประเมนิ
ได (K)

2. อธบิ ายวัฏจักรหนิ จาก

แบบจําลองได (K)

ทักษะ/ 1. สรา งแบบจําลองวัฏจกั รหินได 1.ใบงาน
กระบวนการ (P) (P) 2. แบบฝก หดั

คณุ ลกั ษณะนิสัย (A) 1. ยกตัวอยา งกระบวนการเกิด 1. ใบงาน 70% ข้นึ ไป ถือวา ผาน
หนิ ทพี่ บในชวี ติ ประจําวนั ได (A) เกณฑการประเมนิ

7. สื่อ/แหลง การเรยี นรู

7.1 สื่อการเรียนรู
1) หนังสือเรียนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีป.6 เลม 2
2) แบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยปี .6 เลม 2
3) วัสดุ-อปุ กรณท ่ใี ชใ นกิจกรรมท่ี 1 กระบวนการเกดิ หนิ
4) วสั ดุ-อปุ กรณท ใี่ ชใ นกิจกรรมสาธิตกระบวนการเกิดหนิ
5) QR Code เรื่อง การเกิดหินอคั นีพุ
6) QR Code 3D เรอื่ ง วฏั จกั รหิน
7) PowerPoint เรือ่ ง หินในธรรมชาติ
8) ใบงานที่ 6.1 หินในทอ งถิ่น
9) บตั รภาพหิน
10) กระดาษปรฟู
11) สมดุ ประจาํ ตวั นักเรยี น

7.2 แหลงการเรยี นรู
1) หองเรียน
2) อนิ เทอรเ นต็

8.กิจกรรมเสนอแนะ

.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................

ลงชื่อ............................................ครูผูสอน ลงชื่อ...................................................ฝายวชิ าการ

(...........................................................) (...........................................................)

ลงช่อื ...................................................ผูบริหาร
(...........................................................)

สัปดาหท่ี 6

โรงเรยี นขจรเกยี รติพัฒนา

แผนการจัดการเรียนรู

ภาคเรยี นที่……2…/……….……... ช่อื ผูสอน….…...................................................……...
กลมุ สาระการเรยี นรู วิทยาศาสตร ชน้ั ประถมศึกษาปท ี่ 6 จํานวน 3 คาบ
หนวยการเรียนรทู ่ี 6 หินและซากดกึ ดําบรรพ เร่ือง กระบวนการเกิดหนิ (2)

1. มาตรฐานการเรยี นรู/ตัวช้วี ดั
ว 3.2 ป.6/1 เปรียบเทยี บกระบวนการเกิดหนิ อัคนี หินตะกอน และหินแปร และอธบิ ายวฏั จกั รหินจากแบบจําลอง

2. สาระสาํ คญั /ความคิดรวบยอด
หนิ อคั นีเกดิ มาจากการเยน็ ตัวของแมกมา หนิ ตะกอนเกิดมาจากการทับถมของตะกอนเม่ือถูกแรงกดทับและมีสารเชื่อม

ประสานจึงเกิดเปนหิน หินแปรเกิดมาจากการแปรสภาพของหินเดิม ซึ่งอาจเปนหินอัคนี หินตะกอน หรือหินแปร โดยการ
กระทําของความรอน ความดัน และปฏกิ ริ ยิ าเคมี

หนิ อคั นี หินตะกอน และหินแปร มีการเปล่ียนแปลงจากประเภทหน่ึงไปเปนอีกประเภทหนง่ึ หรือประเภทเดิมได โดยมี

แบบรูปการเปล่ยี นแปลงคงทแี่ ละตอ เนื่องเปน วัฏจักร

3. จุดประสงคการเรียนรู
1) เปรียบเทียบกระบวนการเกดิ หินอัคนี หนิ ตะกอน และหินแปรได (K)
2) อธบิ ายวัฏจักรหนิ จากแบบจาํ ลองได (K)

3) สรา งแบบจําลองวัฏจกั รหนิ ได (P)

4) ยกตัวอยางกระบวนการเกิดหินท่ีพบในชวี ติ ประจําวันได (A)

4. สาระการเรยี นรู

สาระการเรียนรูแ กนกลาง สาระการเรยี นรทู องถ่นิ

กระบวนการเกดิ หินอัคนี หินตะกอน หนิ แปร และวัฏจกั ร (พิจารณาตามหลกั สตู รสถานศึกษา)
หิน

5. กจิ กรรมการเรียนรู

แนวคิด/รูปแบบการสอน/วธิ กี ารสอน/เทคนคิ :5EsInstructional Model

คาบที่ 1

1. ครูใหนกั เรียนทาํ แบบทดสอบกอนเรียน หนวยการเรยี นรทู ี่ 6หนิ และซากดึกดาํ บรรพแ บบปรนัย 4 ตัวเลอื ก จํานวน 10 ขอ
(หมายเหตุ : ครตู รวจแบบทดสอบกอ นเรียน เพื่อประเมินความรเู ดมิ และเขาใจผเู รียนเพ่อื ใชในการจดั กจิ กรรม)

ขน้ั นาํ

ขั้นกระตุนความสนใจ
1. นักเรยี นสงั เกตลกั ษณะความเหมอื นและความแตกตางของหินแตล ะชนิดจากตัวอยา งหนิ ทีค่ รเู ตรียมมา
2. นกั เรยี นตอบคาํ ถามตอไปน้ี
- หินแตล ะกอนมีลักษณะอยา งไร
(แนวคําตอบ ขึ้นอยกู ับลกั ษณะของหินที่ครนู ํามาใหนกั เรยี นสังเกต)
- เพราะเหตุใดหนิ จงึ มลี กั ษณะแตกตา งกัน
(แนวคําตอบ เพราะหินแตละชนดิ มีกระบวนการเกิดแตกตางกัน)
- หินเกดิ ขน้ึ ไดอ ยา งไร
(แนวคําตอบ ตอบตามความคดิ เห็นของนกั เรียน เชนเกดิ จากการทบั ถม)

3. นักเรยี นอานสาระสาํ คัญและดูภาพจากหนงั สือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา น้ี จากนั้นครูถามคาํ ถามวา นักเรียน
คิดวา หินในภาพสามารถนําไปใชป ระโยชนไ ดหรือไม อยา งไร แลวรว มกันตอบอยางอิสระ

(แนวคาํ ตอบ สามารถนาํ ไปใชป ระโยชนได เชน ใชต กแตงบริเวณสวนหยอ ม)

4. นกั เรียนดูภาพในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 25 และตอบคําถามวา ลาวาท่เี กิดจากการปะทุของภูเขา
ไฟเกย่ี วของกับการเกิดหินหรอื ไม อยา งไร

(แนวคาํ ตอบ เก่ยี วขอ ง เพราะลาวาที่เกดิ จากการปะทขุ องภูเขาไฟเมอ่ื เยน็ ตัวลงจะกลายเปน หนิ อัคนีพุ)

5. นักเรียนอานกิจกรรมชวนอาน ชวนคิดกอนเรียน ตอน ประโยชนของหิน ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2
หนา 26 และตอบคาํ ถามชวนตอบตอไปนี้

- หนิ คอื อะไร และเราสามารถนําหินชนดิ ตา งๆ มาใชป ระโยชนใ นชวี ติ ประจาํ วนั ไดอยา งไร
(แนวคําตอบ หิน คอื วัสดุแข็งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ประกอบดวยแรตั้งแต 1 ชนิดข้ึนไป สามารถนํามาใช
ประโยชนไ ดห ลายดาน เชนสรา งผนงั บา น ทาํ ครกหิน ปพู ้นื )

6. สนทนากับนักเรียนเพื่อโยงเขาสูกิจกรรมวา หินเปนทรัพยากรที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หินเปนสวนประกอบของ
เปลือกโลกที่มีลักษณะเปนกอนแข็ง มีรูปราง และปริมาณที่แนนอน นักวิทยาศาสตรจําแนกหินตามกระบวนการเกิดไดเปน 3
ประเภท ไดแก หินอคั นี หนิ ตะกอน และหนิ แปรวนั น้เี ราจะมาเรยี นรวู าหนิ เกิดข้นึ ไดอ ยางไร จากกิจกรรมตอ ไปน้ี

คาบท่ี 2

ขัน้ สอน

ข้ันสํารวจคน หา
1. นักเรียนแบงกลมุ ออกเปน กลุมละ 4-5 คน จากน้ันศกึ ษาข้ันตอนการทํากิจกรรมท่ี 1 กระบวนการเกิดหินในหนังสือเรียน
วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 28
2. นกั เรียนปฏิบัตกิ ิจกรรมท่ี 1 กระบวนการเกดิ หิน ตอนท่ี 1โดยปฏบิ ัติดงั นี้

1) ใหแตละกลุมชวยกันสืบคนขอมูลเกี่ยวกับกระบวนการเกิดหินอัคนี หินตะกอน และหินแปร จากนั้นบันทึกลงใน
แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 20

2) นกั เรยี นสงตวั แทนกลุมมาจับสลากหัวขอ การนําเสนอกระบวนการเกิดหิน ดังนี้
- หวั ขอ กระบวนการเกดิ หินอคั นี
- หวั ขอ กระบวนการเกิดหนิ ตะกอน
- หวั ขอ กระบวนการหนิ แปร

3) ใหน ักเรียนวาดภาพเพือ่ อธิบายการเกิดหินตามชนิดท่จี ับสลากได ลงในกระดาษปรฟู พรอมตกแตงใหส วยงาม
(หมายเหตุ : ครเู รม่ิ ประเมนิ นกั เรียน โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทํางานกลมุ )

ขน้ั อธิบายความรู
1. นกั เรียนแตละกลุมนาํ เสนอขอ มูลกระบวนการเกดิ หินตามหัวขอท่ไี ดรบั มอบหมาย
2. นักเรียนตอบคําถามวา หินอคั นเี กิดข้ึนไดอ ยา งไร
(แนวคาํ ตอบ หนิ อัคนเี กดิ จากการรวมตัวของแรท ีเ่ ย็นตัวและตกผลึกจากหินหนดื ท่ีอณุ หภมู สิ งู )
3. ครูสาธติ กระบวนการเกดิ หินอคั นี โดยปฏิบัติดงั น้ี
1) นําเศษสีเทียนสตี างๆ ใสใ นบีกเกอรข นาด 100 mL เททรายลงไป และเตมิ น้าํ ลงไปใหท ว มทราย
2) นําไปตง้ั บนตะแกรง จดุ ตะเกียงแอลกอฮอล นักเรยี นสังเกตการเปลี่ยนแปลง
3) เม่อื สเี ทยี นหลอมละลายเรียบรอ ยแลว ดับไฟ และต้งั ท้งิ ไวใหส ีเทียนแข็งตวั ใหน กั เรยี นสังเกตการเปล่ียนแปลง
4. นักเรยี นตอบคาํ ถามวา ถา เปรยี บเทยี บสเี ทยี นตอนท่หี ลอมละลายเปน หินหนืด แลวสีเทยี นตอนทแี่ ขง็ ตัวเปน อะไร
(แนวคําตอบ หนิ อคั น)ี
5. นักเรียนสแกน QR Code เร่ืองการเกดิ หนิ อคั นีพุ ในหนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 31และรวมกันอภิปราย
เกย่ี วกับการเกิดหนิ อัคนีพุ
6. ครูอธิบายเพมิ่ เตมิ เกยี่ วกบั การเกิดหินอัคนีวา เกิดจากการเยน็ ตัวและตกผลึกของหินหนืด โดยหินอัคนีท่ีเย็นตวั ใตเ ปลือก
โลกเรียกหินอคั นกี ลุมนว้ี า หินอคั นีแทรกซอนหรอื หนิ อัคนีระดับลึก สวนหินอัคนีทแ่ี ข็งตัวบนโลก เรียกหินอัคนีกลุมนี้วา หิน
ภูเขาไฟหรือหนิ อัคนพี ุ
7. ครใู ชไมบรรทดั สับสีเทียนแตละสีใหมีขนาดเล็กๆ บนกระดาษ A4 จากน้ันนําสีเทียนที่สับเทลงในถวยซิลิโคนทีละสี แลว
บบี อดั กดทบั สเี ทยี นในถวยไปเรอื่ ยๆ จากน้ันใหน ักเรียนสงั เกตลักษณะของสีเทียน
(หมายเหตุ: ครูอาจใหน กั เรยี นมีสวนรวมในการสาธติ )
8. ครอู ธิบายเพม่ิ เติมวา สเี ทยี นท่ถี ูกบีบอดั เปรียบเหมอื นหินตะกอนหรือหินชั้น ซ่ึงหินตะกอนเกิดจากการทับถมของเศษหิน
ทผี่ ุกรอ น แลวถูกพัดพามาสะสมรวมกันทําใหตะกอนเกิดการถูกบีบอัด กดทบั และเกิดการเช่ือมประสานเมด็ ตะกอนจนทํา
ใหช้นั หินกลายเปนหินตะกอน
9. นักเรยี นตอบคําถามวา หินแปรเกดิ ข้นึ ไดอ ยา งไร
(แนวคําตอบ หินแปรเกิดจากการแปรสภาพของหินอัคนี หินตะกอน หรือหินแปร โดยมีการตกผลึกใหมของแรใน
สภาวะทเ่ี ปน ของแขง็ เนอ่ื งจากความรอ นและความดันภายในโลก)
10. ครูเปด PowerPoint เร่ือง หินในธรรมชาติ ใหนักเรียนดู เพ่ือเพิ่มเติมความเขาใจเก่ียวกับการกระบวนการเกิดหิน
จากนน้ั ใหน ักเรยี นแลกเปล่ยี นความรูเ กยี่ วกบั กระบวนการเกิดหนิ กบั สมาชกิ ในกลมุ
11. นกั เรยี นแตล ะกลมุ นาํ ความรูท่ีไดม าออกแบบและสรา งแบบจาํ ลองวัฏจกั รของหนิ

(หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมนิ นักเรียน โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล)

คาบท่ี 3

ขั้นสอน (ตอ )

ขน้ั อธิบายความรู
1. นักเรียนตอบคําถามเพื่อทบทวนความรเู ดมิ วา หินทีเ่ ยน็ ตวั ใตเ ปลอื กโลก เราเรียกหนิ กลมุ นี้วาอะไร
(แนวคาํ ตอบ หินอคั นีแทรกซอนหรอื หนิ อคั นรี ะดับลกึ )
2. นักเรียนแตละกลุมนําเสนอหนาชั้นเรียน โดยใชแบบจําลองวัฏจักรหินอธิบายเปรียบเทียบกระบวนการเกิดหินอัคนี หิน
ตะกอน และหินแปร
3. ครสู แกน QR Code 3D เรือ่ ง วฏั จักรหิน เพื่ออธิบายเก่ยี วกบั วฏั จักรหิน
4. นักเรยี นรวมกนั สรุปกจิ กรรมที่ 1 กระบวนการเกิดหิน ตอนที่ 1 วา หินอัคนีเกิดมาจากการเย็นตัวของแมกมา หินตะกอน
เกดิ มาจากการทับถมของตะกอนเม่อื ถูกแรงกดทบั และมสี ารเช่ือมประสานจึงเกิดเปนหิน หินแปร เกิดมาจากการแปรสภาพ
ของหนิ เดมิ ซงึ่ อาจเปนหนิ อคั นี หินตะกอน หรือหินแปร โดยการกระทําของความรอ น ความดนั และปฏิกริ ิยาเคมี

ขั้นสํารวจคนหา
1.แบงกลุมนักเรียนออกเปนกลมุ ละ 4-5 คน (กลุมเดมิ ) ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมที่ 1 กระบวนการเกดิ หิน ตอนท่ี 2โดยปฏิบตั ิดังนี้
1) สงตัวแทนออกมารับวัสด-ุ อุปกรณใ นการทาํ กจิ กรรม
2) แตละกลมุ ชว ยกนั สงั เกตหนิ จากชุดหินตัวอยางท่คี รูเตรยี มให
3) จําแนกหินจากชุดตัวอยางหิน โดยใชเกณฑกระบวนการเกิดหิน แลวบันทึกผลลงในแบบฝกหัดวิทยาศาสตรฯ ป.6
เลม 2 หนา 21
4) ชว ยกันนาํ ผลการจําแนกมาจัดทําในรูปแบบตางๆ เชน แผนผัง แผนภาพ ตาราง ลงในกระดาษแข็งแผนใหญ พรอม
ตกแตงใหส วยงาม
(หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนกั เรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทํางานกลุม)

ข้นั อธิบายความรู
1. ครูใหนกั เรยี นแตล ะกลมุ สง ตัวแทนนาํ เสนอผลงานหนา ชั้นเรียน
2. นักเรียนตอบคาํ ถามตอ ไปนี้
- หนิ อัคนแี ทรกซอนหรอื หนิ อัคนีระดับลึกมีลกั ษณะอยา งไร
(แนวคาํ ตอบ หนิ มีเน้อื หยาบและแนนแข็งเพราะมแี รหลายชนิดเปนสวนประกอบอยใู นเนื้อหนิ )
- หนิ ภเู ขาไฟมลี ักษณะอยา งไร
(แนวคําตอบ เนอื้ หินเปนรูพรนุ บางชนิดมเี น้ือหนิ ละเอียด)
- ลกั ษณะหินตะกอนกับหินแปรแตกตางกนั อยา งไร
(แนวคาํ ตอบ เนื้อหินตะกอนสวนใหญมีลกั ษณะเปนเม็ดตะกอน บางชนิดเปนเนื้อผลึกที่ยึดเกาะกัน บางชนิดมี
ลกั ษณะเปนช้นั ๆ สวนเนอื้ หินแปรบางชนิดผลึกแรเ รยี งตัวขนานกนั เปน แถบ บางชนดิ แซะออกเปนแผนได บาง
ชนิดมคี วามแขง็ มาก)

3. นกั เรียนรวมกนั อภิปรายและสรุปกิจกรรมที่ 1 กระบวนการเกิดหิน ตอนที่ 2 วา หินอัคนี หินตะกอน และหินแปร เปน
หินในธรรมชาติท่ีมีความสัมพันธกัน เพราะแตละประเภทมีการเปลี่ยนแปลงจากประเภทหน่ึงไปเปนอีกประเภทหนึ่ง หรือ
เปล่ียนแปลงกลับมาเปน ประเภทเดิมได แตมสี มบตั บิ างประการเปลีย่ นแปลงไป

4. นกั เรียนทํากจิ กรรมหนูตอบไดในหนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 29 บันทึกลงในสมดุ ประจําตวั นักเรยี นหรือ
ในแบบฝกหัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 22

5. นักเรยี นเตรยี มหนิ ในทอ งถนิ่ มาคนละ 1 ชนดิ เพอื่ ทํากิจกรรมในช่วั โมงถดั ไป
(หมายเหตุ : ครเู ร่ิมประเมนิ นกั เรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล)

ข้นั สอน (ตอ )

ขนั้ ขยายความเขา ใจ
6. ทบทวนความรเู ดิมนกั เรียน โดยแจกบตั รภาพหนิ ใหน กั เรียนคนละ 1 แผน จากนนั้ ใหส งั เกตลกั ษณะของหิน และจําแนก
วา เปนหนิ ชนดิ ใด ถาแปรสภาพจะกลายเปนหินชนดิ ใดหรือแปรสภาพมาจากหินชนิดใด
7. นักเรียนคนทีจ่ ับไดห ินแปรตามหาเพ่ือนทีจ่ บั ไดหนิ ที่จะกลายมาเปนหนิ แปรตามหินในบตั รภาพ
8. สมุ นกั เรียนแตล ะคนู าํ เสนอตวั อยา งการแปรสภาพของหนิ
9. นักเรียนแตละคูนําหินในทองถ่ินที่เตรียมมาวิเคราะหลักษณะของหิน แหลงที่มา และจําแนกประเภทของหิน จากนั้น
บันทกึ ลงในใบงาน 6.1 หินในทอ งถ่นิ
10. นักเรยี นแตล ะคูนาํ เสนอผลการทาํ กจิ กรรม
(หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมินนักเรยี น โดยการสงั เกตพฤติกรรมใฝเ รียนรู มุง มัน่ ในการทาํ งาน มวี นิ ัย)

ขั้นสรุป

1. นักเรียนรวมกันสรุปผลการทํากิจกรรมวา หินอัคนี หินตะกอน และหินแปร มีการเปลี่ยนแปลงจากประเภทหน่ึงไป
เปน อีกประเภทหน่งึ หรือประเภทเดิมได โดยมแี บบรูปการเปล่ียนแปลงคงทแ่ี ละตอ เนอ่ื งเปน วัฏจักร

ขนั้ ประเมิน

ข้ันตรวจสอบผล
1. ครูตรวจบันทกึ ขอมลู การทาํ กจิ กรรมท่ี 1 กระบวนการเกิดหนิ ในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 20-21
2. ครตู รวจกจิ กรรมหนตู อบไดใ นสมุดประจาํ ตวั นกั เรียนหรือในแบบฝกหดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 22
3. ครตู รวจใบงาน 6.1 หนิ ในทอ งถน่ิ

6. การวดั และประเมินผล

การวดั และประเมนิ ผล วิธกี ารวดั ผล เคร่อื งมือวดั เกณฑการประเมินผล
จดุ ประสงค 70% ขน้ึ ไป ถอื วา ผาน
เกณฑการประเมนิ
ความรคู วาม 1. เปรยี บเทียบกระบวนการเกิด 1.คําถามกระตนุ ความคิด
70% ข้ึนไป ถือวาผาน
เขาใจ (K) หนิ อคั นี หินตะกอน และหินแปร เกณฑการประเมิน
ได (K)

2. อธบิ ายวัฏจักรหินจาก

แบบจําลองได (K)

ทกั ษะ/ 1. สรางแบบจาํ ลองวัฏจักรหนิ ได 1.ใบงาน
กระบวนการ (P) (P) 2. แบบฝกหดั

คุณลกั ษณะนสิ ยั (A) 1. ยกตวั อยา งกระบวนการเกิด 1. ใบงาน 70% ขน้ึ ไป ถอื วา ผาน
หนิ ทีพ่ บในชวี ติ ประจําวนั ได (A) เกณฑการประเมนิ

7. สอื่ /แหลงการเรยี นรู

7.1 ส่ือการเรยี นรู
1) หนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีป.6 เลม 2
2) แบบฝกหัดวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยปี .6 เลม 2
3) วสั ด-ุ อปุ กรณท ี่ใชในกจิ กรรมที่ 1 กระบวนการเกดิ หิน
4) วสั ด-ุ อปุ กรณท ่ีใชในกิจกรรมสาธิตกระบวนการเกิดหิน
5) QR Code เรอื่ ง การเกดิ หนิ อคั นีพุ
6) QR Code 3D เรื่อง วัฏจกั รหิน
7) PowerPoint เรอื่ ง หินในธรรมชาติ
8) ใบงานท่ี 6.1 หินในทองถน่ิ
9) บัตรภาพหิน
10) กระดาษปรฟู
11) สมดุ ประจาํ ตัวนักเรียน

7.2 แหลงการเรยี นรู
1) หองเรียน
2) อนิ เทอรเนต็

8.กิจกรรมเสนอแนะ

.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................

ลงชื่อ............................................ครูผูสอน ลงชื่อ...................................................ฝายวชิ าการ

(...........................................................) (...........................................................)

ลงช่อื ...................................................ผูบริหาร
(...........................................................)

สปั ดาหท ี่ 6-7

โรงเรียนขจรเกยี รตพิ ัฒนา

แผนการจัดการเรียนรู

ภาคเรียนท่ี……2…/……….……... ช่ือผสู อน….…...................................................……...
กลมุ สาระการเรียนรู วทิ ยาศาสตร ชนั้ ประถมศกึ ษาปท ่ี 6 จาํ นวน 4 คาบ
หนว ยการเรียนรูท ่ี 6 หินและซากดกึ ดาํ บรรพ เรอื่ ง ประโยชนข องหินและแร (1)

1. มาตรฐานการเรียนร/ู ตวั ชีว้ ัด
ว 3.2 ป.6/2บรรยายและยกตวั อยา งการใชป ระโยชนของหนิ และแรในชีวิตประจําวนั จากขอ มลู ทร่ี วบรวมได

2. สาระสาํ คญั /ความคดิ รวบยอด
หินและแรมีประโยชนหลายอยา ง เชน นําแรมาทําเครื่องสําอาง ยาสีฟน เครื่องประดับ อุปกรณท างการแพทย นําหิน
มาใชในงานกอสรา งตาง ๆ

3. จดุ ประสงคการเรียนรู
1) บรรยายการใชประโยชนข องหนิ และแรไ ด (K)
2) นาํ หินและแรมาใชประโยชนได (P)
3) ยกตวั อยางการนําหินและแรทอ่ี ยูใ นทอ งถ่นิ มาใชป ระโยชนใ นชวี ติ ประจาํ วนั ได (A)

4. สาระการเรียนรู

สาระการเรยี นรูแ กนกลาง สาระการเรยี นรทู องถน่ิ

ประโยชนของหินและแรใ นชีวิตประจําวัน (พิจารณาตามหลกั สตู ร

สถานศกึ ษา)

5. กิจกรรมการเรียนรู

แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนคิ :5EsInstructional Model

คาบท่ี 1

ข้นั นํา

ขน้ั กระตนุ ความสนใจ
1. ทบทวนความรูเดิมชั่วโมงที่แลวโดยใหนักเรียนบอกชื่อหินชนิดตางๆ ที่รูจัก และครูเขียนชื่อหินท่ีนักเรียนบอกไวท่ีหนา
กระดาน (ชื่อหินทเ่ี ขียนหนากระดานพิจารณาจากชนิดหินในบัตรโจทยคําถามประกอบดวย หากกรณีชื่อหินบางชนิดที่นักเรียน
ไมไดบ อก ครเู ขยี นเพม่ิ เตมิ ลงไปได) ครใู หน ักเรยี นทาํ กิจกรรม บิงโกชือ่ หนิ โดยนักเรียนปฏบิ ัตดิ งั น้ี

1) จับคกู ัน แลว รบั ตารางบงิ โก เร่อื ง หนิ 1 แผนตอ คู
2) เขยี นชอ่ื หินชนดิ ตางๆ ท่ีนกั เรียนชอบหรอื รูจ ักจากหนา กระดานลงในตารางบิงโก

3) ครสู ุม เลือกบัตรโจทยคาํ ถามข้ึนมาทีละใบ จากน้ันครเู ปนคนอา นโจทยคาํ ถาม ใหนักเรยี นชว ยกันตอบ
4) ถาคาํ ตอบตรงกบั ชนดิ หนิ ทน่ี ักเรยี นเขยี นไวใ นตารางบงิ โกใหกากบาททบั
5) ถามีนักเรียนคูใดกากบาทไดตามแนวท่ีกําหนด เชน แนวตั้ง แนวนอน แนวทแยง ก็ถือวาเปนผูชนะใหยกมือ

แลวพดู วา“บิงโก”

2. นกั เรยี นยกตัวอยางการนาํ หินมาใชป ระโยชนใ นชีวิตประจําวนั ท่ีนักเรียนพบเชน ปูพื้นทางเดิน ทาํ ท่ีนง่ั ทาํ ครก
3. ครูสนทนากับนักเรียนเพ่ือเช่ือมโยงเขาสูกิจกรรมวา หินแตละชนิดมีสมบัติแตกตางกัน เชน หินบางชนิดมีความแข็งแรง
ทนทาน หินบางชนิดมีผลกึ ท่ีสวยงามซ่ึงเรานําหินมาใชป ระโยชนตางๆ มากมาย วันน้ีเราจะมาเรียนรูวาหินมีประโยชนอยางไร
จากกจิ กรรมตอ ไปน้ี

ขั้นสอน

ขนั้ สํารวจคน หา
4. นักเรียนแบงกลุมออกเปนกลุมละ 4-5 คน จากนั้นศึกษาขั้นตอนการทํากิจกรรมท่ี 2 หินมีประโยชนอยางไรใน

หนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา35
5. นักเรยี นปฏิบตั กิ ิจกรรมท่ี 2 หินมปี ระโยชนอยางไรโดยปฏบิ ัติดงั นี้
1) สงตัวแทนกลุม รบั วัสด-ุ อุปกรณใ นการทํากิจกรรม
2) ใหแ ตล ะกลมุ ชว ยกันสงั เกตผลิตภัณฑท ีท่ ํามาจากหินหรอื แรท ีค่ รูเตรียมมา จากนั้นใหแตละกลุมสืบคนขอมูล
เกย่ี วกบั ผลิตภัณฑดงั กลาววาทํามาจากหินหรอื แรช นิดใด แลว บนั ทึกผลลงในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา
24
3) รวมกันแสดงความคิดเห็นวาในชีวิตประจําวนั ของสมาชิกในกลมุ เคยใชประโยชนจากหินและแรชนิดใดบาง
จากน้ันนาํ มาจดั ทาํ รปู แบบตางๆ เชนตารางแผนผัง แผนภาพ พรอมตกแตง ใหสวยงาม
(หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยการสงั เกตพฤตกิ รรมการทํางานกลมุ )

ขน้ั อธิบายความรู
6. นักเรียนแตล ะกลมุ นําเสนอผลงานหนาชั้นเรียน
7. นกั เรียนตอบคาํ ถามตอ ไปน้ี
- หินลับมีดทํามาจากหินชนดิ ใด เพราะเหตุใดจงึ ใชห นิ ชนดิ นี้
(แนวคําตอบ หนิ ทราย เพราะลักษณะของหนิ ทรายเปน หนิ เนอื้ หยาบ และประกอบดว ยแรควอตซที่มีความแข็ง
จงึ เหมาะแกการนํามาทาํ เปนหนิ ลบั มดี )
- หากตองการทําครกหินควรเลอื กใชห ินแกรนิตหรอื หนิ ชนวน เพราะเหตใุ ด
(แนวคาํ ตอบ เลอื กใชห ินแกรนติ เพราะเปนหินทม่ี ีความแข็งแรงและสวยงาม)
8. นกั เรยี นรว มกันสรุปกิจกรรมที่ 2 หินมีประโยชนอ ยางไร วา หินสามารถนํามาใชประโยชนไดในหลายๆ ดาน เชน นําแร

มาทําเครอ่ื งสาํ อาง ยาสฟี น เครอ่ื งประดบั อปุ กรณท างการแพทย นําหนิ มาใชใ นงานกอ สรา งตา ง ๆ
9. นักเรยี นทํากจิ กรรมหนตู อบไดในหนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 35 บนั ทึกลงในสมุดประจําตัวนักเรยี นหรือ

ทําในแบบฝกหัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2หนา 25
(หมายเหตุ : ครูเรม่ิ ประเมนิ นักเรยี น โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบคุ คล)


Click to View FlipBook Version