โครงสรา งการสอน วิชาวทิ ยาศาสตร ชั้นประถมศกึ ษาปท ่ี 6
ภาคเรียนท่ี 2 ปก ารศกึ ษา ........... เวลา 72 ช่ัวโมง
หนว ยท่ี ชอ่ื หนวย มาตรฐานการเรยี นรู สาระสําคญั เวลา นา้ํ หนกั
การเรยี นรู ตวั ชว้ี ัด (ชว่ั โมง) คะแนน
5
สารรอบตัว การแยกสารท่ี ว 2.1ป.6/1อธบิ ายและ สารผสมประกอบดว ยสารต้ังแต 8
เปน ของแข็งออก เปรยี บเทียบการแยกสาร
เรา จากของแข็ง 2 ชนิดขึ้นไปผสมอยรู วมกัน เชน ส.1-ส.2
ผสม โดยการหยิบออก
การรอ น การใชแมเ หลก็ ขาวสารปนกรวดทราย วธิ ีการท่ี
เหมาะสมในการแยกสารผสมขึ้นอยู
ดงึ ดูดการรนิ ออก การ
กรอง และการตกตะกอน กบั ลักษณะและสมบตั ิของสารที่
โดยใชหลักฐานเชิง
ผสมอยรู ว มกนั ถาองคประกอบของ
ประจักษ รวมท้ังระบุวธิ ี สารผสมเปน ของแข็งกบั ของแข็งที่
แกป ญ หาในชีวติ ประจําวนั
เกย่ี วกบั การแยกสาร มีขนาดแตกตา งกันอยางชัดเจน
อาจใชวิธกี ารหยบิ ออกหรือการรอ น
ผา นวัสดุที่มีรู ถา มสี ารใดสารหน่ึง
เปน สารแมเ หลก็ อาจใชวธิ ีการใช
แมเหล็กดึงดดู
การแยกสารที่เปน ว 2.1 ป.6/1 อธิบายและ ส า ร ผ ส ม ท่ี ป ร ะ ก อ บ ด ว ย 8
ของแข็งออกจาก เปรยี บเทยี บการแยกสาร ของแข็งและของเหลวโดยของแข็ง ส.3-ส.4
ของเหลว
ผสม โดยการหยิบออก ไมละลายในของเหลวน้ัน แยกได
การรอ น การใชแมเ หล็ก
ดงึ ดูด การรนิ ออก การ โดยการตกตะกอน การรินออก
กรอง และการตกตะกอน
โดยใชห ลักฐานเชงิ และการกรอง ซ่ึงวิธีการแยกสาร
ประจักษ รวมท้ังระบวุ ิธี
แกปญ หาในชวี ิตประจําวนั ส า ม า ร ถ นํ า ไ ป ใ ช ป ร ะ โ ย ช น ใ น
เกย่ี วกบั การแยกสาร
ชวี ิตประจําวนั ได
โครงสรา งการสอน วชิ าวทิ ยาศาสตร ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี 6
ภาคเรียนท่ี 2 ปการศกึ ษา ........... เวลา 72 ช่ัวโมง
หนวยที่ ชอ่ื หนวย มาตรฐานการเรียนรู สาระสาํ คัญ เวลา น้าํ หนัก
การเรียนรู ตวั ชว้ี ดั (ชว่ั โมง) คะแนน
6 กระบวนการ ว 3.2 ป.6/1 เปรียบเทียบ หินอัคนีเกิดมาจากการเย็น 7
หนิ และซาก เกิดหิน กระบวนการเกิดหินอัคนี หิน ตัวของแมกมา หินตะกอนเกิดมา ส.5-ส.6
ดกึ ดาํ บรรพ ตะกอน และหินแปร และ จากการทับถมของตะกอนเม่ือถูก
อ ธิ บ า ย วั ฏ จั ก ร หิ น จ า ก แ ร ง ก ด ทั บ แ ล ะ มี ส า ร เ ช่ื อ ม
แบบจําลอง ประสานจึงเกิดเปนหิน หินแปร
เกิดมาจากการแปรสภาพของหิน
เดิม ซึ่งอาจเปนหินอัคนี หิน
ตะกอน หรือหินแปร โดยการ
กระทําของความรอน ความดัน
และปฏกิ ิริยาเคมี
หินอัคนี หินตะกอน และหิน
แปร มีการเปล่ียนแปลงจาก
ประเภทหน่ึงไปเปนอีกประเภท
หน่ึงหรือประเภทเดิมได โดยมี
แบบรูปการเปลี่ยนแปลงคงที่และ
ตอ เนื่องเปน วัฏจกั ร
โครงสรางการสอน วชิ าวิทยาศาสตร ชั้นประถมศกึ ษาปท ่ี 6
ภาคเรียนท่ี 2 ปก ารศกึ ษา ........... เวลา 72 ช่ัวโมง
หนวยท่ี ชอ่ื หนวย มาตรฐานการเรยี นรู สาระสาํ คญั เวลา นาํ้ หนัก
การเรยี นรู ตัวชว้ี ัด (ชัว่ โมง) คะแนน
6
หินและ ประโยชน ว 3.2 ป.6/2บรรยาย หินและแรมีประโยชนหลายอยาง เชน นําแร 7
ซากดึก ของหนิ และ ส.6-ส.8
ดําบรรพ แร และยกตัวอยางการ มาทําเคร่ืองสําอาง ยาสีฟน เคร่ืองประดับ
ใชประโยชนของหิน อุปกรณทางการแพทย นําหินมาใชในงาน
แ ล ะ แ ร ใ น กอ สรา งตา ง ๆ
ชี วิ ต ป ร ะ จํ า วั น จ า ก
ขอมูลท่ีรวบรวมได
กระบวนการ ว 3.2ป.6/3 สราง ซากดึกดําบรรพเกิดจากการทับถม หรือการ 8
ส.8-9
เกิดซากดึก แบบจําลองท่ีอธบิ าย ประทับรอยของสิ่งมีชีวิตในอดีต จนเกิดเปน
ดาํ บรรพ การเกิดซากดึกดาํ โครงสรางของซากหรือรองรอยของสิ่งมีชีวิตที่ ส.10
ปรากฏอยูในหิน ประเทศไทยพบซากดึกดํา
บรรพและคาดคะเน
บรรพท่ีหลากหลาย เชน พืช ปะการัง หอย
สภาพแวดลอ มใน ปลา เตา ไดโนเสาร รอยเทา สตั ว
อดตี ของซากดกึ ดาํ ซากดึกดําบรรพสามารถใชเปนหลักฐานชวย
บรรพ
อธิบายสภาพแวดลอมของพน้ื ท่ีในอดีตขณะเกิด
สิง่ มีชีวิตนัน้ เชน ถาพบซากดึกดําบรรพของหอย
น้ําจืด สภาพแวดลอมบริเวณน้ันอาจเคยเปน
แหลงนํ้าจืดมากอน และถาพบซากดึกดําบรรพ
ของพืช สภาพแวดลอมบริเวณน้ันอาจเคยเปน
ปามากอ น นอกจากน้ีซากดึกดําบรรพย งั สามารถใช
ระบุอายุของหิน และเปนขอมูลในการศึกษ า
ววิ ฒั นาการของสง่ิ มีชวี ติ
สอบกลางภาค 10
โครงสรา งการสอน วิชาวิทยาศาสตร ช้นั ประถมศึกษาปท ่ี 6
ภาคเรียนที่ 2 ปการศกึ ษา ........... เวลา 72 ช่ัวโมง
หนว ยท่ี ชอ่ื หนว ย มาตรฐานการเรียนรู สาระสําคญั เวลา นาํ้ หนกั
การเรยี นรู ตวั ช้วี ดั (ช่วั โมง) คะแนน
7
ปรากฏการณ การเกิดลมบก ว 3.2 ป.6/4 เปรียบเทียบการ การเกดิ ลมบก ลมทะเล และลม 6
ทางธรรมชาติ ลมทะเล และ ส.11-12
และธรณพี บิ ตั ิ ลมมรสมุ เกิดลมบก ลมทะเล และมรสุม มรสุม ผลของลมบก ลมทะเล
ภัย รวมท้ังอธิบายผลท่ีมีตอส่ิงมีชีวิต และผลที่มีตอส่ิงมีชีวิตและ
และสิ่งแวดลอมจากแบบจําลอง สิ่งแวดลอมผลของลมมรสุมตอ
ป.6/5 อธิบายผลของมรสุมตอ การเกดิ ฤดขู องประเทศไทย
การเกิดฤดูของประเทศไทยจาก
ขอ มูลที่รวบรวมได
ธรณพี บิ ตั ิภัย1 ว 3.2 ป.6/6 บรรยายลักษณะ นํ้ า ท ว ม แ ล ะ ดิ น ถ ล ม มี 6
(นาํ้ ทว ม ดิน ส.12-13
ถลม ) และผลกระทบของน้ําทวมการกัด ผ ล ก ร ะ ท บ ต อ ชี วิ ต แ ล ะ
เซาะชายฝง ดินถลม แผนดินไหว ส่ิงแวดลอมแตกตางกันมนุษย
สนึ ามิ คว รเ รียนรูวิธีป ฏิบัติตนใ ห
ว 3.2 ป . 6 / 7 ต ร ะ ห นั ก ถึ ง ปลอดภัย เชน ติดตามขาวสาร
ผลกระทบของภัยธรรมชาติและ อยางสมํ่าเสมอ เตรียมถุงยังชีพ
ธ ร ณี พิ บั ติ ภั ย โ ด ย นํ า เ ส น อ หพรอมใชตลอดเวลา และ
แนวทางในการเฝาระวังและ ปฏิบัติตามคําสั่งของผูปกครอง
ปฏิบัติตนใหปลอดภัยจากภัย และเจาหนาท่ีอยางเครงครัด
ธรรมชาติและธรณีพิบัติภัยที่อาจ เมื่อเกิดภัยทางธรรมชาติและ
เกดิ ในทอ งถ่นิ ธรณพี ิบัติภัย
โครงสรางการสอน วชิ าวทิ ยาศาสตร ชนั้ ประถมศกึ ษาปท ี่ 6
ภาคเรยี นที่ 2 ปการศึกษา ........... เวลา 72 ช่ัวโมง
หนวยท่ี ช่อื หนว ย มาตรฐานการเรียนรู สาระสาํ คัญ เวลา นาํ้ หนกั
การเรียนรู ตวั ช้วี ดั (ช่วั โมง) คะแนน
7
ปรากฏการ ธรณพี บิ ัติภยั 2 ( ว 3.2 ป.6/6 บรรยาย ลั ก ษ ณ ะ แ ล ะ ผ ล ก ร ะ ท บ ข อ ง 6
แผน ดนิ ไหว สนึ า ลักษณะและผลกระทบของ แผนดินไหว สึนามิ และการกัด ส.14-15
ณทาง มิ การกัดเซาะ นา้ํ ทว มการกัดเซาะชายฝง เซาะชายฝงแนวทางในการเฝา
ธรรมชาติ 6
และธรณี ชายฝง ) ดินถลม แผน ดินไหว สนึ ามิ ระวังและปฏบิ ตั ิตนใหป ลอดภัยจาก ส.15-16
พิบตั ิภยั
ป.6/7 ตระหนักถึง ภัยธรรมชาติและธรณีพิบัติภัยที่
ผลกระทบของภัยธรรมชาติ อาจเกดิ ในทอ งถนิ่
และธรณพี ิบตั ภิ ยั โดย
นําเสนอแนวทางในการเฝา
ระวังและปฏิบตั ิตนให
ปลอดภยั จากภยั ธรรมชาติ
และธรณพี บิ ตั ภิ ยั ทอ่ี าจเกิด
ในทองถน่ิ
ปรากฏการณ ว 3.2 ป.6/8 สราง ปรากฏการณเ รือนกระจกเกดิ จาก
เรือนกระจก
แบบจําลองที่อธบิ ายการเกดิ แกส เรอื นกระจกในชน้ั บรรยากาศ
ปรากฏการณเ รือนกระจก ของโลกกักเกบ็ ความรอน ทําให
และผลของปรากฏการณ อากาศบนโลกมีอณุ หภมู ทิ ี่
เรือนกระจกตอส่งิ มีชีวิต เหมาะสมตอการดาํ รงชวี ติ แตเม่อื
ป.6/9 ตระหนักถึง ปรากฏการณเ รือนกระจกมีความ
ผลกระทบของปรากฏการณ รนุ แรงมากขน้ึ จะมีผลตอการ
เรือนกระจก โดยนําเสนอ เปล่ียนแปลงภมู ิอากาศโลก และทาํ
แนวทางการปฏบิ ัติตนเพื่อ ใหเ กดิ ภาวะโลกรอ น เราทกุ คนจึง
ลดกิจกรรมท่ีกอ ใหเ กิดแกส ควรชวยกนั ลดกิจกรรมท่ีกอ ใหเกิด
เรือนกระจก แกส เรอื นกระจก เชน ใช
รถจักรยานแทนรถยนต ไมเผาปา
โครงสรางการสอน วิชาวทิ ยาศาสตร ช้ันประถมศึกษาปท ี่ 6
ภาคเรยี นท่ี 2 ปการศึกษา ........... เวลา 72 ชั่วโมง
หนว ยที่ ช่อื หนวย มาตรฐานการเรียนรู สาระสําคญั เวลา นาํ้ หนกั
(ชว่ั โมง) คะแนน
การเรยี นรู ตัวช้วี ดั
6
8 การเกดิ อปุ ว 3.1 ป.6/1ส รา ง ปรากฏการณส รุ ยิ ปุ ราคา เกิดในเวลา ส.16-17
ดาราศาสตร ราคา แบบจําลองท่ีอธิบาย กลางวนั เกิดจากดวงอาทิตย ดวงจนั ทร
ก า ร เ กิ ด แ ล ะ และโลก โคจรมาอยใู นระนาบเดียวกนั โดย
และ
เทคโนโลยี เ ป รี ย บ เ ที ย บ มีดวงจันทรอ ยตู รงกลางระหวางดวงอาทติ ย
อวกาศ
ป ร า ก ฏ ก า ร ณ กบั โลก ปรากฏการณสรุ ยิ ปุ ราคาอาจเกดิ ได
สุ ริ ยุ ป ร า ค า แ ล ะ 3 ลกั ษณะ คอื สรุ ยิ ปุ ราคาเต็มดวง
จนั ทรปุ ราคา สุรยิ ปุ ราคาบางสว น และสรุ ยิ ุปราคาวง
แหวนเราไมส ามารถสงั เกตปรากฏการณ
สุรยิ ปุ ราคาไดดวยตาเปลา ควรใชอุปกรณใน
การสังเกต เชน แวน ตาดดู วงอาทติ ย
ปรากฏการณจ นั ทรปุ ราคา เกิดในเวลา
กลางคืน เกิดจากดวงอาทติ ย โลก และดวง
จันทร โคจรมาอยใู นระนาบเดียวกนั โดยมี
โลกอยูตรงกลางระหวา งดวงอาทิตยก ับดวง
จนั ทร ปรากฏการณจนั ทรปุ ราคาเกิดได 3
ลักษณะ คอื จันทรุปราคาเต็มดวง
จันทรุปราคาบางสว น จนั ทรุปราคาแบบ
บางสวนและจนั ทรปุ ราคาแบบเงามัว เรา
สามารถสังเกตปรากฏการณจันทรุปราคาได
ดวยตาเปลา
โครงสรา งการสอน วิชาวิทยาศาสตร ชั้นประถมศกึ ษาปท ี่ 6
เวลา 72 ช่ัวโมง
ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา ...........
สาระสําคญั
หนว ยท่ี ชอ่ื หนว ย มาตรฐานการเรียนรู เวลา นา้ํ หนกั
เทคโนโลยีอวกาศมีจุดเร่ิมตน (ช่วั โมง) คะแนน
8 การเรียนรู ตัวช้วี ดั จากมนษุ ยมีความตองการ
ดาราศาสตร สาํ รวจวตั ถุทอ งฟาโดยใชต า 6
พัฒนาการ ว 3.1 ป.6/2 อธิบายพัฒนาการ เปลา จากนน้ั พฒั นามาเปน การ ส.18-19
และ ใชกลองโทรทรรศน และไดมี
เทคโนโลยี ของเทคโนโลยี ของเทคโนโลยีอวกาศ และ การพัฒนาจนสามารถขนสงเพื่อ
อวกาศ สาํ รวจอวกาศดวยจรวดและ
อวกาศ ยกตวั อยา งการนําเทคโนโลยี ยานขนสงอวกาศและยงั มีการ
พฒั นาอยา งตอ เน่ือง ในปจ จุบัน
อวกาศมาใชป ระโยชนใน มกี ารนาํ เทคโนโลยีอวกาศบาง
ประเภทมาประยกุ ตใชใ น
ชีวิตประจําวนั จากขอมูลที่ ชีวิตประจาํ วนั เชน การใช
ดาวเทียมเพ่ือการส่อื สาร การ
รวบรวมได พยากรณอ ากาศ หรอื การ
สํารวจทรัพยากรธรรมชาติ
แมก ระทงั่ ส่ิงประดิษฐท ี่ไดจาก
การพฒั นาเทคโนโลยอี วกาศ
เชน หมวกนิรภยั ชดุ กฬี า
สอบปลายภาค ส.20 20
สัปดาหท่ี 1
โรงเรียนขจรเกียรตพิ ัฒนา
แผนการจดั การเรยี นรู
ภาคเรียนที่……2…/…....……... ชื่อผสู อน….….......................................................……...
กลมุ สาระการเรยี นรู วิทยาศาสตร
หนว ยการเรยี นรูที่ 5 สารรอบตัวเรา ชน้ั ประถมศึกษาปท ่ี 6 จํานวน 4 คาบ
เรอ่ื ง การแยกสารทเี่ ปนของแข็งออกจากของแขง็ (1)
1. มาตรฐานการเรยี นร/ู ตวั ช้ีวัด
ว 2.1ป.6/1อธบิ ายและเปรียบเทยี บการแยกสารผสม โดยการหยบิ ออก การรอ น การใชแ มเหลก็ ดงึ ดดู การรินออก การ
กรอง และการตกตะกอน โดยใชห ลกั ฐานเชิงประจกั ษ รวมท้ังระบุวิธีแกป ญหาในชีวติ ประจาํ วันเก่ียวกบั การแยกสาร
2. สาระสาํ คัญ/ความคิดรวบยอด
สารผสมประกอบดวยสารต้ังแต 2 ชนดิ ข้ึนไปผสมอยูร วมกัน เชน ขาวสารปนกรวดทราย วิธีการท่เี หมาะสมในการแยก
สารผสมขึ้นอยูกับลักษณะและสมบัติของสารที่ผสมอยูรวมกันถาองคประกอบของสารผสมเปนของแข็งกับของแข็งท่ีมีขนาด
แตกตางกันอยางชัดเจน อาจใชวิธีการหยิบออกหรือการรอนผานวัสดุที่มีรู ถามีสารใดสารหน่ึงเปนสารแมเหล็กอาจใช
วธิ กี ารใชแมเหลก็ ดึงดดู
3. จดุ ประสงคการเรยี นรู
1) อธบิ ายการแยกสารโดยการหยบิ ออก การรอน การระเหดิ และการใชแมเหล็กดงึ ดดู ออกได (K)
2) สังเกตลักษณะของสารและแยกสารที่เปน ของแขง็ ออกจากของแข็งได (P)
3) ยกตวั อยางการนําวิธีการแยกสารท่ีเปนของแข็งออกจากของแข็งไปปรับใชใ นชวี ติ ประจําวันได (A)
4. สาระการเรียนรู
สาระการเรยี นรูแกนกลาง สาระการเรยี นรูท อ งถ่ิน
การแยกสารท่ีเปนของแขง็ ออกจากของแขง็ โดยการหยบิ (พิจารณาตามหลักสูตรสถานศกึ ษา)
ออก การรอน การระเหิด และการใชแ มเหลก็ ดึงดูดออก
5. กจิ กรรมการเรยี นรู
แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนคิ :5EsInstructional Model
คาบที่ 1
1. นักเรียนทาํ แบบทดสอบกอ นเรียน หนว ยการเรยี นรูที่ 5 สารรอบตัวเรา แบบปรนยั 4 ตัวเลอื ก จํานวน 10 ขอ
(หมายเหตุ : ครูตรวจแบบทดสอบกอนเรียน เพื่อประเมนิ ความรูเ ดมิ และเขาใจผเู รียนเพื่อใชใ นการจดั กิจกรรม)
ข้นั นาํ
ข้นั กระตุนความสนใจ
1. นักเรียนสังเกตถวย 2 ใบที่ครนู ํามา โดยถวยที่ 1 มีทรายกับกระดุม 10 เม็ดผสมกัน และถวยที่ 2 มีหินกับกระดุม 10
เมด็ ผสมกนั จากน้นั ใหนักเรยี นสงั เกตสารในแตล ะถว ย แลวตอบคําถามตอ ไปน้ี
- นักเรยี นสงั เกตเหน็ สารชนดิ ใดบางในถวยใบที่ 1
(แนวคําตอบทรายและกระดมุ )
- นักเรียนสงั เกตเหน็ สารชนิดใดบางในถวยใบท่ี 2
(แนวคําตอบ หินและกระดมุ )
- สารทีอ่ ยใู นถว ยทั้ง 2 ใบน้เี ปนสารผสมหรือไม เพราะเหตุใด
(แนวคําตอบ เปน สารผสม เพราะมีสารตง้ั แต 2 ชนิดขน้ึ ไปอยรู วมกัน)
2. นักเรียนแบงออกเปน 2 กลมุ เพื่อทาํ กิจกรรม กระดุมซอ นหา โดยปฏบิ ัติดังนี้
1) กลุมA ใหแยกกระดุมออกจากทราย
2) กลุม B ใหแยกกระดุมออกจากหิน
3) ใหแตละกลุมระดมสมองวา จะใชวิธีการอยางไรในการแยกกระดุมออกจากสารผสมใหไดครบ 10 เม็ด โดยใช
อุปกรณท ่ีครเู ตรียมใหคือ ตะแกรงรอ น กรวย และใชเ วลานอยท่สี ดุ
4) สงตัวแทนกลมุ ละ 2 คน เพอ่ื มาแยกกระดุม โดยครูจับเวลา
3. นักเรียนแตละกลุมอธิบายวิธีการที่ใชในการแยกกระดุมจากน้ันใหนักเรียนรวมกันแสดงความคิดเห็นวา นักเรียนคิดวา
จะแยกสารแตล ะชนิดดวยวิธใี ด
4. ครูอธิบายเพิ่มเตมิ วา สารรอบตัวเราสวนใหญเปนสารผสม เชน นํ้าจ้ิมไก นํ้าโคลน ซึ่งเราสามารถแยกสารผสมไดดว ย
วิธีการตางๆ เชน หยิบออก การรอน เชน ตัวอยางภาพในหนงั สือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 1 เปนวิธีการ
แยกสารโดยการกรอง
5. นักเรียนตอบคําถามประจาํ บทวา ทาํ ไมเราตอ งแยกสารผสมตา งๆ ดวยวิธีทแ่ี ตกตางกัน
(แนวคาํ ตอบ เพราะสารผสมแตละชนิดมลี ักษณะและสมบัตทิ ่แี ตกตา งกัน จึงตอ งเลือกใชว ิธกี ารท่ีแตกตางกนั )
6. นักเรยี นอาน ชวนคดิ ชวนอาน ตอนแยกสารผสม ในหนังสือเรียนวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 4 จากนน้ั ตอบคําถาม
ตอ ไปนี้
- เพราะเหตใุ ดออ ยจงึ เลือกใชม อื หยิบกรวดออกจากขาวสาร
(แนวคาํ ตอบ เพราะกรวดกบั ขาวเปน สารทเี่ ปนของแข็งปนอยใู นของแข็ง และมลี กั ษณะแตกตางกันชัดเจน อีก
ทัง้ มปี รมิ าณไมมาก จึงเลอื กใชว ธิ กี ารหยบิ ออกในการแยกสาร)
- หากตองการแยกสารทมี่ ผี งเหลก็ ผสมกับขี้เถา จะใชว ิธกี ารหยบิ ออกไดหรอื ไม เพราะอะไร
(แนวคําตอบ ใชวธิ กี ารหยิบออกไมไ ด เพราะผงเหล็กผสมกับขเ้ี ถา มีขนาดเล็กและขนาดใกลเคยี งกัน )
7. นักเรียนชวยกันยกตัวอยางวิธีการแยกสารผสมท่ีนักเรียนเคยพบเห็นมา จากนั้นใหนักเรียนดูภาพตัวอยางวิธีการแยก
สารผสมออกจากกัน ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 5 แลวครูอธิบายเพิ่มเติม เชนการใชตะแกรงรอน
เมลด็ กาแฟ
คาบที่ 2
ขน้ั สอน
ขนั้ สํารวจคนหา
1. นกั เรยี นศึกษาวิธกี ารแยกสารผสมออกจากกันในหนังสอื เรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 6
2. นักเรียนแบงกลุมออกเปนกลมุ ละ 4-5 คน จากนัน้ ศกึ ษาข้ันตอนการทํากจิ กรรมที่ 1 แยกสารที่เปนของแข็งออกจาก
ของแข็ง ในหนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 7
3. นักเรยี นปฏบิ ตั ิกิจกรรมที่ 1 แยกสารทเ่ี ปนของแขง็ ออกจากของแขง็ ตอนที่ 1 โดยปฏบิ ตั ิดังน้ี
1) แตล ะกลุมสง ตวั แทนมารับอุปกรณในการทํากิจกรรมที่ 1 แยกสารทีเ่ ปน ของแข็งออกจากของแข็งดงั น้ี
- ตะแกรงรอน - กระดาษแขง็ แผนใหญ
- สารผสม (เมลด็ ถวั่ เขยี วผสมกับทรายหยาบและทรายละเอียด)
2) สังเกตลักษณะทางกายภาพ เชน สถานะของสารผสม (เมล็ดถั่วเขียวผสมกับทรายหยาบและทรายละเอียด) แลว
บันทกึ ผลลงในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 4
3) คิดวิธีแยกเมลด็ ถ่ัวเขียวออกจากสารผสม จากน้นั แยกเมล็ดถ่ัวเขียวออกจากสารผสมตามวิธีท่ีวางแผนไว จากน้ัน
บันทึกวธิ ีการแยกสารลงในแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 4
4) คิดวิธีแยกทรายหยาบออกจากทรายละเอียด จากนั้นแยกทรายหยาบออกจากทรายละเอียดตามวิธีที่วางแผนไว
แลวบันทึกวิธกี ารแยกสารลงในสมุดประจําตวั นักเรียนหรอื แบบฝกหัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 4
5) นกั เรยี นแตละกลมุ รว มกนั อภปิ รายเกีย่ วกบั วิธกี ารทใ่ี ชแ ยกเมล็ดถั่วเขียวออกจากสารผสม และวิธีแยกทรายหยาบ
ออกจากทรายละเอยี ด
6) สบื คน วธิ ีการแยกเมล็ดถว่ั เขยี วออกจากสารผสม และวธิ ีแยกทรายหยาบออกจากทรายละเอียด จากหนังสือ หรือ
แหลงการเรียนรูอื่นๆ เพิม่ เตมิ
7) จากน้ันเปรียบเทียบความแตกตางของสารผสมและวิธีการที่ใชในการแยกสาร แลวนําขอมูลมาจัดทําในรูปแบบ
ตางๆ เชน แผนภาพ ลงในกระดาษแข็ง เพอ่ื นาํ เสนอผลการทํากิจกรรม
(หมายเหตุ : ครเู ร่ิมประเมินนักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุม )
ขัน้ อธิบายความรู
1. นกั เรียนแตละกลมุ นําเสนอขอมลู กิจกรรมท่ี 1 แยกสารท่ีเปนของแขง็ ออกจากของแขง็ ตอนที่ 1 ในประเด็นตอไปนี้
1) ลกั ษณะทางกายภาพของสารผสม
2) วธิ ที ี่ใชแยกเมล็ดถั่วเขยี วออกจากสารผสม
3) วธิ ีที่ใชแยกทรายหยาบออกจากทรายละเอยี ด
4) การเปรียบเทยี บความแตกตางของวธิ ที ่ใี ชแ ยกสารผสม
2. นักเรียนรวมกันสรปุ กิจกรรมท่ี 1 แยกสารที่เปน ของแขง็ ออกจากของแข็ง ตอนที่ 1 วา สารผสมทีป่ ระกอบไปดว ย
ของแข็งปนกบั ของแขง็ ท่มี ลี ักษณะแตกตางกนั ชัดเจน แยกสารโดยใชวิธกี ารหยิบออก การรอนโดยใชต ะแกรงรอน
(หมายเหตุ : ครเู ร่ิมประเมินนักเรยี น โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทํางานรายบุคคล)
คาบที่ 3
ข้ันสอน (ตอ )
ขน้ั สํารวจคน หา
1. ทบทวนความรเู ดมิ ของนักเรยี น โดยต้ังคาํ ถามวา ควรใชวธิ ีใดในการแยกสารทีเ่ ปน ของแข็งปนอยูกับของแข็งท่ีมลี ักษณะ
แตกตา งกนั ชัดเจน
(แนวคาํ ตอบ วิธีหยิบออก การรอน)
2. นักเรียนแบงกลุมออกเปนกลุมละ 4-5 คน (ใชกลมุ เดิม ) นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมท่ี 1 แยกสารที่เปนของแข็งออกจาก
ของแข็ง ตอนที่ 2 โดยปฏบิ ัติดงั นี้
1) สงตวั แทนกลุม ออกมารบั อุปกรณเ พอ่ื ปฏิบตั กิ จิ กรรมท่ี 1 แยกสารท่ีเปน ของแข็งออกจากของแข็ง ตอนที่ 2 ดงั น้ี
- จาน 3 ใบ
- แมเ หล็ก
- สารผสม (ทรายกบั ผงตะไบ)
2) สังเกตลักษณะภายนอกของสารผสม (ทรายกับผงตะไบ) แลวบันทึกผลลงในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ป.6 เลม 2
หนา 5
3) แยกผงตะไบเหล็กออกจากทรายโดยใชอ ปุ กรณท่ีมี จากนน้ั บนั ทึกผลลงในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ป.6 เลม 2 หนา
5
(หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมนิ นกั เรยี น โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลุม )
ขั้นอธบิ ายความรู
1. นกั เรยี นแตละกลุมสงตัวแทนนําเสนอผลการทดลอง
2. นักเรียนรวมกันอภิปรายและสรุปกิจกรรมที่ 1 แยกสารที่เปนของแข็งออกจากของแข็ง ตอนที่ 2 วา สารผสมท่ี
ประกอบดว ยของแขง็ แตมีสารแมเ หล็กเปนสวนประกอบ อาจแยกสารโดยใชว ธิ กี ารใชแ มเ หลก็ ดึงดูดสารแมเ หลก็
3. นักเรยี นทาํ กจิ กรรมหนูตอบไดใ นหนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 8 บันทึกลงในสมดุ ประจําตัวนักเรยี นหรือ
ทาํ ในแบบฝก หัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 6
(หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมนิ นักเรยี น โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล)
ขน้ั สอน (ตอ)
ข้ันขยายความเขาใจ
1. ทบทวนความรูเ ดมิ โดยการตง้ั คาํ ถามวา ถาตอ งการแยกเมล็ดถั่วเขยี วออกจากผงตะไบเหลก็ นกั เรยี นจะใชวธิ กี ารอยา งไร
(แนวคําตอบ ตอบตามความคดิ เหน็ ของนักเรยี น เชน ใชแ มเหลก็ )
2. นักเรยี นแบงกลุมออกเปนกลมุ ละ 4- 5 คน เพื่อทาํ กิจกรรมแยกสารผสมโดยปฏิบัติดังนี้
1) ครูเตรียมวสั ด-ุ อุปกรณในการทาํ กิจกรรมดังน้ี
- แมเ หลก็ 1 อัน - ตะแกรงรอน1 อัน
- จาน 2 ใบ - กระดานไวตบ อรดและปากกา 1 ชุดตอ กลุม
- ชุดตะเกียงแอลกอฮอล - บีกเกอร
- สารผสม(หนิ กรวดผสมกบั ผงตะไบเหล็ก ลูกปด แปง ฝนุ และพมิ เสน)
2) ครูอานโจทยแยกสารทีละขอ และนักเรียนแตละกลุมระดมสมองคิดวิธีแยกสารตามโจทยใหออกมาจากสารผสม
เม่ือไดคาํ ตอบแลวใหเขียนคําตอบลงในกระดานไวตบอรดและยกขึ้นใหครูเห็น พรอมเหตุผลวาทําไมถึงเลือกวิธีนี้
โจทยแยกสาร มีดงั นี้
- ขอ ที่ 1 แยกผงตะไบเหลก็ ออกจากสารผสม
(แนวทางการแยกสารแยกผงตะไบเหลก็ ออกจากสารผสมโดยใชแ มเ หล็ก เนื่องจากผงตะไบเหล็กมีสมบัติในการ
ถกู แมเหล็กดึงดดู ได)
- ขอท่ี 2 แยกหินกรวดออกจากสารผสม
(แนวทางการแยกสารแยกหินกรวดออกจากสารผสมโดยใชวิธีการหยบิ ออก เน่ืองจากหินกรวดเปนของแข็งมี
ขนาดใหญพ อทีจ่ ะใชมือหยิบออกได)
- ขอ ที่ 3 แยกลูกปด ออกจากสารผสม
(แนวทางการแยกสารแยกลูกปดออกจากสารผสมโดยใชวิธกี ารหยิบออกหรือการรอน เน่ืองจากลูกปดมีขนาด
แตกตางกับสารผสมชัดเจน หากใชวธิ กี ารรอนจะสามารถแยกสารไดเรว็ กวาการหยบิ ออก)
- ขอ ที่ 4 แยกแปง ฝนุ ออกจากพมิ เสน
(แนวทางการแยกสาร แยกแปงฝุนออกจากพิมเสนโดยใชว ิธีการระเหิด เนอื่ งจากสารผสมมีขนาดใกลเคียงกัน
และไมสามารถหยิบหรือรอนได และอีกท้ังพิมเสนเปนของแข็งท่ีสามารถระเหิดได เมื่อนําสารผสมมาใหความ
รอน พมิ เสนจะระเหดิ กลายเปน ไอแยกออกจากแปง ฝุน )
3) กลุมที่ตอบไดกลุมแรกมีสิทธิ์สงตัวแทนกลุมมาแยกสารผสมหนาชั้นเรียน กรณที ี่วิธีแยกสารของกลุมแรกแยกไมได
กลุมท่ไี ดลาํ ดับถัดมาจะมีสิทธิ์ออกไปแยกสารกลุมทสี่ ามารถแยกสารไดจะไดคะแนน 1 คะแนน (ครูจับเวลาที่ใชใน
การแยกสาร)
4) กลุมอื่นคิดวามีวิธีที่แยกสารไดเร็วกวาสามารถออกมาใชวิธีแยกสารน้ันไดถาใชเวลาแยกนอยกวาจะไดรับไป1
คะแนน ถา แยกไดชา กวา ลบ 1 คะแนน(ครจู บั เวลาท่ใี ชใ นการแยกสาร)
3. นักเรยี นตอบคาํ ถามวา วิธีแยกพมิ เสนออกจากแปงฝนุ ทําอยางไรไดบ า ง
(แนวคําตอบ นาํ สารผสมมาใหความรอ น พิมเสนจะระเหดิ กลายเปน ไอแยกออกจากแปง ฝนุ )
4. ครอู ธิบายเพ่ิมเติมเกย่ี วกบั การระเหิดวา เปนวิธีการแยกสารท่มี ีของแข็งท่ีระเหิดไดผ สมอยูกับของแข็งที่ระเหิดไมได ซึ่ง
ของแข็งท่ีระเหดิ ไดจะเปลีย่ นสถานะจากของแข็งเปนแกส โดยทไี่ มผ านสถานะเปนของเหลว ทําใหสามารถแยกสารออก
จากสารผสมนน้ั ได
(หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมินนกั เรยี น โดยการสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลุม)
คาบท่ี 4
ข้ันสรปุ
1. นักเรยี นรวมกันสรุปผลการทาํ กิจกรรมวา การแยกสารผสมท่ีเปนของแข็งกับของแขง็ ท่ีมีลกั ษณะตางกันชัดเจน สามารถ
แยกไดโ ดยการหยบิ การรอ น หรือสารผสมที่ประกอบดว ยสารท่ีมีสารแมเหล็กเปนสวนประกอบ อาจใชวิธีการแยกโดย
ใชแมเหล็กดูดสารแมเหล็ก วิธีการแยกสารสามารถทําไดหลายวิธีโดยพิจารณาลักษณะและสมบัติของสารท่ีผสมอยู
รวมกนั
ขั้นประเมิน
ขั้นตรวจสอบผล
1. ครตู รวจบันทกึ ขอมลู การทาํ กิจกรรมท่ี 1 แยกสารท่เี ปนของแขง็ ออกจากของแขง็ ในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม
2 หนา 4-5
2. ครูตรวจกิจกรรมหนูตอบไดใ นสมุดประจําตัวนักเรียนหรือแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 6
6. การวัดและประเมินผล วิธกี ารวดั ผล เครอ่ื งมือวัด เกณฑการ
ประเมนิ ผล
การวัดและประเมนิ ผล 70% ขึน้ ไป ถือวา
จดุ ประสงค ผา นเกณฑการ
ประเมนิ
ความรูความ 1. อธบิ ายการแยกสารโดยการ 1.คาํ ถามกระตนุ ความคิด
เขา ใจ (K) หยบิ ออก การรอ น การระเหิด 70% ขึ้นไป ถอื วา
และการใชแ มเหลก็ ดงึ ดูดออกได ผา นเกณฑก าร
ทกั ษะ/ (K) ประเมนิ
กระบวนการ (P) 70% ขึน้ ไป ถือวา
1. สงั เกตลกั ษณะของสารและ แบบบันทึกกจิ กรรม ผา นเกณฑก าร
คณุ ลกั ษณะนิสยั (A) แยกสารท่ีเปนของแข็งออกจาก ประเมิน
ของแข็งได (P)
1. ยกตัวอยา งการนําวธิ กี ารแยก 1. แบบสังเกตพฤติกรรม
สารที่เปน ของแข็งออกจาก
ของแข็งไปปรบั ใชใน
ชวี ิตประจําวันได (A)
7. สอ่ื /แหลง การเรยี นรู
7.1 สื่อการเรยี นรู
1) หนังสอื เรยี นวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยปี .6 เลม 1
2) แบบฝกหัดวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยปี .6 เลม 1
3) วสั ดุ-อุปกรณท ี่ใชใ นกจิ กรรมที่ 1 แยกสารทเ่ี ปน ของแขง็ ออกจากของแขง็
4) วัสดุ-อปุ กรณท ใี่ ชในกจิ กรรมกระดมุ ซอนหา
5) วสั ดุ-อุปกรณท ใ่ี ชใ นกิจกรรมแยกสารผสม
6) สมุดประจาํ ตัวนกั เรยี น
7.2 แหลง การเรียนรู
1) หองเรียน
2) อินเทอรเ น็ต
8.กิจกรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
ลงชื่อ............................................ครูผูสอน ลงชื่อ...................................................ฝายวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงช่อื ...................................................ผูบริหาร
(...........................................................)
สัปดาหท่ี 2
โรงเรยี นขจรเกียรติพฒั นา
แผนการจดั การเรียนรู
ภาคเรยี นท่ี……2…/…....……... ชือ่ ผูส อน….….......................................................……...
กลมุ สาระการเรยี นรู วทิ ยาศาสตร
หนว ยการเรยี นรูท ี่ 5 สารรอบตัวเรา ชน้ั ประถมศกึ ษาปที่ 6 จํานวน 4 คาบ
เรือ่ ง การแยกสารทเ่ี ปนของแขง็ ออกจากของแขง็ (2)
1. มาตรฐานการเรยี นร/ู ตัวชีว้ ดั
ว 2.1ป.6/1อธบิ ายและเปรยี บเทยี บการแยกสารผสม โดยการหยบิ ออก การรอน การใชแ มเหลก็ ดึงดูดการรนิ ออก การ
กรอง และการตกตะกอน โดยใชห ลกั ฐานเชิงประจักษ รวมท้งั ระบวุ ธิ ีแกป ญหาในชีวติ ประจําวันเก่ียวกับการแยกสาร
2. สาระสําคญั /ความคดิ รวบยอด
สารผสมประกอบดวยสารตั้งแต 2 ชนิดขึ้นไปผสมอยูรวมกัน เชน ขาวสารปนกรวดทราย วธิ ีการทเ่ี หมาะสมในการแยก
สารผสมข้ึนอยูกับลักษณะและสมบัติของสารท่ีผสมอยูรวมกันถาองคประกอบของสารผสมเปนของแข็งกับของแข็งท่ีมีขนาด
แตกตางกันอยางชัดเจน อาจใชวิธีการหยิบออกหรือการรอนผานวัสดุท่ีมีรู ถามีสารใดสารหน่ึงเปนสารแมเหล็กอาจใช
วธิ กี ารใชแมเหลก็ ดงึ ดูด
3. จุดประสงคก ารเรยี นรู
4) อธบิ ายการแยกสารโดยการหยบิ ออก การรอน การระเหดิ และการใชแมเ หล็กดึงดูดออกได (K)
5) สังเกตลกั ษณะของสารและแยกสารทีเ่ ปน ของแข็งออกจากของแข็งได (P)
6) ยกตวั อยางการนําวธิ กี ารแยกสารท่ีเปน ของแขง็ ออกจากของแขง็ ไปปรบั ใชในชีวติ ประจําวันได (A)
4. สาระการเรยี นรู
สาระการเรียนรูแ กนกลาง สาระการเรียนรูท อ งถิน่
การแยกสารท่ีเปน ของแขง็ ออกจากของแข็ง โดยการหยิบ (พจิ ารณาตามหลกั สูตรสถานศึกษา)
ออก การรอน การระเหดิ และการใชแ มเ หลก็ ดึงดูดออก
5. กจิ กรรมการเรียนรู
แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนคิ :5EsInstructional Model
คาบท่ี 1
1. นักเรียนทาํ แบบทดสอบกอนเรยี น หนวยการเรียนรทู ี่ 5 สารรอบตวั เรา แบบปรนยั 4 ตัวเลือก จํานวน 10 ขอ
(หมายเหตุ : ครูตรวจแบบทดสอบกอนเรียน เพ่ือประเมนิ ความรเู ดิมและเขาใจผเู รียนเพ่ือใชในการจดั กิจกรรม)
ขั้นนํา
ขนั้ กระตนุ ความสนใจ
2. นกั เรยี นสงั เกตถวย 2 ใบทค่ี รนู ํามา โดยถว ยที่ 1 มที รายกับกระดุม 10 เมด็ ผสมกนั และถว ยท่ี 2 มีหินกับกระดุม 10 เม็ดผสม
กันจากนนั้ ใหน ักเรียนสังเกตสารในแตละถว ย แลวตอบคาํ ถามตอ ไปนี้
- นกั เรียนสงั เกตเหน็ สารชนดิ ใดบางในถวยใบท่ี 1
(แนวคําตอบทรายและกระดมุ )
- นกั เรียนสังเกตเหน็ สารชนิดใดบา งในถวยใบที่ 2
(แนวคาํ ตอบ หินและกระดุม)
- สารทอี่ ยใู นถว ยทง้ั 2 ใบน้เี ปน สารผสมหรือไม เพราะเหตใุ ด
(แนวคําตอบ เปน สารผสม เพราะมสี ารต้ังแต 2 ชนิดข้นึ ไปอยูร วมกนั )
3. นักเรียนแบงออกเปน 2 กลุม เพ่ือทํากิจกรรม กระดมุ ซอ นหา โดยปฏบิ ัติดงั น้ี
1) กลมุ A ใหแยกกระดุมออกจากทราย
2) กลมุ B ใหแ ยกกระดมุ ออกจากหิน
3) ใหแตละกลุมระดมสมองวา จะใชวิธีการอยางไรในการแยกกระดุมออกจากสารผสมใหไดครบ 10 เม็ด โดยใช
อุปกรณท่คี รูเตรยี มใหคอื ตะแกรงรอน กรวย และใชเวลานอ ยที่สดุ
4) สง ตวั แทนกลมุ ละ 2 คน เพ่อื มาแยกกระดุม โดยครจู บั เวลา
4. นักเรยี นแตละกลมุ อธิบายวิธกี ารที่ใชใ นการแยกกระดมุ จากน้ันใหนักเรยี นรวมกันแสดงความคิดเห็นวา นักเรียนคิดวาจะแยก
สารแตละชนิดดวยวธิ ีใด
5. ครูอธิบายเพิ่มเติมวา สารรอบตวั เราสวนใหญเปนสารผสม เชน น้าํ จ้ิมไก นํ้าโคลน ซ่ึงเราสามารถแยกสารผสมไดดวยวิธกี าร
ตางๆ เชน หยิบออก การรอน เชน ตัวอยา งภาพในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 1 เปนวิธีการแยกสารโดยการ
กรอง
6. นกั เรียนตอบคาํ ถามประจาํ บทวา ทาํ ไมเราตองแยกสารผสมตางๆ ดวยวธิ ที แี่ ตกตา งกัน
(แนวคําตอบ เพราะสารผสมแตล ะชนิดมลี กั ษณะและสมบัตทิ ี่แตกตางกัน จึงตอ งเลอื กใชว ธิ ีการทแ่ี ตกตา งกัน)
7. นักเรียนอาน ชวนคิดชวนอาน ตอนแยกสารผสม ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 4 จากนั้นตอบคําถาม
ตอไปน้ี
- เพราะเหตุใดออยจึงเลอื กใชม ือหยิบกรวดออกจากขา วสาร
(แนวคาํ ตอบ เพราะกรวดกับขา วเปน สารที่เปนของแข็งปนอยใู นของแข็ง และมลี ักษณะแตกตางกันชัดเจน อีก
ทงั้ มปี ริมาณไมมาก จึงเลอื กใชว ธิ กี ารหยบิ ออกในการแยกสาร)
- หากตองการแยกสารทมี่ ผี งเหลก็ ผสมกับข้เี ถา จะใชวิธกี ารหยบิ ออกไดหรอื ไม เพราะอะไร
(แนวคาํ ตอบ ใชวิธกี ารหยิบออกไมได เพราะผงเหลก็ ผสมกับขี้เถา มีขนาดเล็กและขนาดใกลเ คยี งกัน )
8. นักเรยี นชวยกันยกตัวอยางวิธีการแยกสารผสมที่นักเรียนเคยพบเห็นมา จากน้ันใหนักเรียนดูภาพตัวอยางวิธีการแยก
สารผสมออกจากกัน ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 5 แลวครูอธิบายเพ่ิมเติม เชนการใชตะแกรงรอน
เมล็ดกาแฟ
คาบท่ี 2
ข้นั สอน
ขัน้ สาํ รวจคนหา
1. นกั เรียนศกึ ษาวิธกี ารแยกสารผสมออกจากกันในหนงั สือเรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 6
2. นักเรียนแบง กลมุ ออกเปน กลุมละ 4-5 คน จากน้นั ศึกษาขัน้ ตอนการทํากิจกรรมที่ 1 แยกสารท่เี ปนของแข็งออกจาก
ของแข็ง ในหนังสือเรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 7
3. นักเรียนปฏบิ ตั กิ จิ กรรมท่ี 1 แยกสารท่เี ปนของแขง็ ออกจากของแข็ง ตอนท่ี 1 โดยปฏิบตั ดิ งั น้ี
1) แตล ะกลมุ สงตัวแทนมารบั อปุ กรณในการทํากจิ กรรมท่ี 1 แยกสารทีเ่ ปนของแขง็ ออกจากของแขง็ ดงั นี้
- ตะแกรงรอน - กระดาษแข็งแผน ใหญ
- สารผสม (เมล็ดถ่วั เขียวผสมกับทรายหยาบและทรายละเอียด)
2) สังเกตลักษณะทางกายภาพ เชน สถานะของสารผสม (เมล็ดถั่วเขียวผสมกับทรายหยาบและทรายละเอียด) แลว
บันทกึ ผลลงในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 4
3) คิดวิธีแยกเมล็ดถั่วเขียวออกจากสารผสม จากน้ันแยกเมล็ดถั่วเขียวออกจากสารผสมตามวิธีที่วางแผนไว จากน้ัน
บนั ทึกวิธีการแยกสารลงในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 4
4) คิดวิธีแยกทรายหยาบออกจากทรายละเอียด จากน้ันแยกทรายหยาบออกจากทรายละเอียดตามวิธีท่ีวางแผนไว แลว
บันทึกวิธกี ารแยกสารลงในสมดุ ประจําตัวนกั เรียนหรอื แบบฝกหัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 4
5) นักเรียนแตละกลุมรวมกันอภิปรายเก่ียวกับวิธีการท่ีใชแยกเมลด็ ถ่ัวเขียวออกจากสารผสม และวธิ ีแยกทรายหยาบ
ออกจากทรายละเอียด
6) สืบคนวิธีการแยกเมล็ดถั่วเขียวออกจากสารผสม และวธิ ีแยกทรายหยาบออกจากทรายละเอียด จากหนังสือ หรือ
แหลงการเรยี นรอู ่นื ๆ เพิ่มเติม
7) จากน้นั เปรียบเทยี บความแตกตางของสารผสมและวิธกี ารท่ีใชใ นการแยกสาร แลวนําขอมูลมาจัดทําในรปู แบบตางๆ
เชน แผนภาพ ลงในกระดาษแขง็ เพือ่ นําเสนอผลการทํากจิ กรรม
(หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมนิ นักเรยี น โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานกลมุ )
ขน้ั อธบิ ายความรู
1. นักเรียนแตล ะกลุมนําเสนอขอมูลกิจกรรมที่ 1 แยกสารทีเ่ ปน ของแข็งออกจากของแข็ง ตอนท่ี 1 ในประเด็นตอไปนี้
1) ลกั ษณะทางกายภาพของสารผสม
2) วธิ ที ี่ใชแยกเมล็ดถวั่ เขียวออกจากสารผสม
3) วธิ ีท่ใี ชแ ยกทรายหยาบออกจากทรายละเอียด
4) การเปรียบเทยี บความแตกตางของวิธีทีใ่ ชแ ยกสารผสม
2. นกั เรยี นรวมกนั สรุปกจิ กรรมท่ี 1 แยกสารที่เปนของแข็งออกจากของแข็ง ตอนที่ 1 วา สารผสมทีป่ ระกอบไปดว ย
ของแข็งปนกบั ของแขง็ ทมี่ ีลักษณะแตกตางกนั ชดั เจน แยกสารโดยใชวธิ กี ารหยิบออก การรอนโดยใชต ะแกรงรอ น
(หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรยี น โดยการสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล)
คาบท่ี 3
ข้นั สอน (ตอ)
ขน้ั สาํ รวจคน หา
1. ทบทวนความรูเดิมของนักเรียน โดยตั้งคําถามวา ควรใชวิธีใดในการแยกสารท่ีเปนของแข็งปนอยูกับของแข็งท่ีมี
ลกั ษณะแตกตางกนั ชดั เจน
(แนวคําตอบ วิธหี ยบิ ออก การรอน)
2. นกั เรยี นแบงกลมุ ออกเปนกลมุ ละ 4-5 คน (ใชก ลุม เดมิ ) นกั เรยี นปฏิบัติกิจกรรมที่ 1 แยกสารที่เปนของแข็งออกจาก
ของแข็ง ตอนท่ี 2 โดยปฏบิ ัตดิ งั น้ี
1) สงตัวแทนกลุมออกมารับอุปกรณเพื่อปฏิบัติกิจกรรมท่ี 1 แยกสารท่ีเปนของแข็งออกจากของแข็ง ตอนที่ 2
ดงั นี้
- จาน 3 ใบ
- แมเ หลก็
- สารผสม (ทรายกบั ผงตะไบ)
2) สังเกตลกั ษณะภายนอกของสารผสม (ทรายกบั ผงตะไบ) แลว บันทกึ ผลลงในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ป.6 เลม 2
หนา 5
3) แยกผงตะไบเหล็กออกจากทรายโดยใชอุปกรณที่มี จากน้ันบันทึกผลลงในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ป.6 เลม 2
หนา 5
(หมายเหตุ : ครเู รม่ิ ประเมนิ นักเรยี น โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุม)
ขั้นอธบิ ายความรู
1. นกั เรยี นแตล ะกลุมสง ตัวแทนนําเสนอผลการทดลอง
2. นักเรียนรวมกันอภิปรายและสรุปกิจกรรมที่ 1 แยกสารที่เปนของแข็งออกจากของแข็ง ตอนท่ี 2 วา สารผสมที่
ประกอบดวยของแขง็ แตม สี ารแมเ หลก็ เปนสว นประกอบ อาจแยกสารโดยใชวธิ กี ารใชแมเ หล็กดึงดดู สารแมเหล็ก
3. นกั เรยี นทาํ กจิ กรรมหนูตอบไดในหนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 8 บันทึกลงในสมุดประจําตัวนักเรียนหรือ
ทําในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 6
(หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมนิ นกั เรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล)
ขน้ั สอน (ตอ)
ขัน้ ขยายความเขา ใจ
4. ทบทวนความรูเดมิ โดยการตั้งคาํ ถามวา ถา ตองการแยกเมลด็ ถว่ั เขียวออกจากผงตะไบเหล็กนักเรยี นจะใชวธิ กี าร
อยางไร
(แนวคําตอบ ตอบตามความคิดเหน็ ของนักเรยี น เชน ใชแ มเ หล็ก)
5. นักเรยี นแบง กลุมออกเปน กลมุ ละ 4- 5 คน เพ่อื ทํากจิ กรรมแยกสารผสมโดยปฏบิ ตั ดิ ังนี้
1) ครูเตรยี มวัสดุ-อุปกรณใ นการทาํ กิจกรรมดังนี้
- แมเ หลก็ 1 อนั - ตะแกรงรอน1 อนั
- จาน 2 ใบ - กระดานไวตบอรดและปากกา 1 ชดุ ตอกลมุ
- ชุดตะเกยี งแอลกอฮอล - บีกเกอร
- สารผสม(หนิ กรวดผสมกับผงตะไบเหล็ก ลกู ปดแปง ฝนุ และพมิ เสน)
2) ครูอา นโจทยแยกสารทลี ะขอ และนกั เรยี นแตล ะกลุมระดมสมองคิดวิธีแยกสารตามโจทยใหออกมาจากสารผสม
เม่ือไดคาํ ตอบแลวใหเขียนคาํ ตอบลงในกระดานไวตบ อรดและยกขึ้นใหครูเห็น พรอมเหตุผลวา ทําไมถึงเลือกวิธีน้ีโจทย
แยกสาร มีดังน้ี
- ขอท่ี 1 แยกผงตะไบเหล็กออกจากสารผสม
(แนวทางการแยกสารแยกผงตะไบเหลก็ ออกจากสารผสมโดยใชแ มเหลก็ เน่อื งจากผงตะไบเหล็กมีสมบัติในการ
ถูกแมเ หลก็ ดึงดดู ได)
- ขอ ที่ 2 แยกหินกรวดออกจากสารผสม
(แนวทางการแยกสารแยกหินกรวดออกจากสารผสมโดยใชวิธีการหยบิ ออก เน่ืองจากหินกรวดเปนของแข็งมี
ขนาดใหญพ อทจี่ ะใชมือหยบิ ออกได)
- ขอท่ี 3 แยกลกู ปดออกจากสารผสม
(แนวทางการแยกสารแยกลูกปดออกจากสารผสมโดยใชวิธีการหยิบออกหรือการรอ น เนื่องจากลูกปดมขี นาด
แตกตางกับสารผสมชดั เจน หากใชว ิธกี ารรอ นจะสามารถแยกสารไดเ ร็วกวาการหยบิ ออก)
- ขอท่ี 4 แยกแปงฝุนออกจากพมิ เสน
(แนวทางการแยกสาร แยกแปงฝุนออกจากพิมเสนโดยใชวิธีการระเหิด เน่อื งจากสารผสมมีขนาดใกลเคียงกัน
และไมสามารถหยิบหรือรอ นได และอีกท้ังพิมเสนเปนของแข็งท่ีสามารถระเหิดได เม่ือนําสารผสมมาใหความ
รอ น พมิ เสนจะระเหดิ กลายเปนไอแยกออกจากแปงฝนุ )
4) กลุมที่ตอบไดกลุมแรกมีสิทธิ์สงตัวแทนกลุมมาแยกสารผสมหนาชั้นเรียน กรณีท่ีวิธีแยกสารของกลุมแรกแยกไมได
กลุม ทไี่ ดล ําดบั ถัดมาจะมสี ิทธอ์ิ อกไปแยกสารกลุม ทีส่ ามารถแยกสารไดจะไดค ะแนน 1 คะแนน (ครจู ับเวลาทีใ่ ชในการแยกสาร)
5) กลุมอ่ืนคิดวามีวิธีท่ีแยกสารไดเร็วกวาสามารถออกมาใชวิธีแยกสารนั้นไดถาใชเวลาแยกนอยกวาจะไดรับไป1
คะแนน ถา แยกไดช า กวา ลบ 1 คะแนน(ครูจับเวลาทใี่ ชในการแยกสาร)
6. นักเรยี นตอบคําถามวา วธิ ีแยกพมิ เสนออกจากแปงฝนุ ทําอยา งไรไดบาง
(แนวคําตอบ นําสารผสมมาใหความรอน พิมเสนจะระเหิดกลายเปน ไอแยกออกจากแปง ฝนุ )
7. ครอู ธิบายเพ่ิมเติมเก่ียวกับการระเหิดวา เปนวิธีการแยกสารที่มีของแข็งท่ีระเหิดไดผสมอยกู ับของแข็งที่ระเหิดไมไ ด ซึ่ง
ของแข็งที่ระเหิดไดจะเปล่ียนสถานะจากของแข็งเปน แกส โดยท่ไี มผ านสถานะเปนของเหลว ทําใหสามารถแยกสารออกจาก
สารผสมนน้ั ได
(หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมินนักเรยี น โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุม )
คาบที่ 4
ขนั้ สรุป
1. นักเรียนรว มกันสรปุ ผลการทํากิจกรรมวา การแยกสารผสมท่เี ปนของแข็งกับของแข็งท่ีมีลักษณะตางกันชัดเจน สามารถ
แยกไดโดยการหยิบ การรอน หรือสารผสมที่ประกอบดวยสารท่ีมีสารแมเหล็กเปนสวนประกอบ อาจใชวิธีการแยกโดยใช
แมเ หล็กดดู สารแมเ หล็ก วิธีการแยกสารสามารถทําไดหลายวิธีโดยพิจารณาลักษณะและสมบตั ิของสารที่ผสมอยูรวมกัน
ขน้ั ประเมิน
ขนั้ ตรวจสอบผล
1. ครตู รวจบันทกึ ขอมลู การทํากจิ กรรมท่ี 1 แยกสารที่เปนของแขง็ ออกจากของแข็งในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2
หนา 4-5
2. ครตู รวจกิจกรรมหนูตอบไดในสมุดประจาํ ตวั นักเรียนหรือแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 6
6. การวดั และประเมนิ ผล วิธกี ารวดั ผล เคร่ืองมือวัด เกณฑการ
ประเมินผล
การวัดและประเมินผล 70% ขึ้นไป ถือวา
จุดประสงค ผานเกณฑการ
ประเมิน
ความรูความ 1. อธบิ ายการแยกสารโดยการ 1.คาํ ถามกระตนุ ความคิด
เขาใจ (K) หยิบออก การรอ น การระเหิด 70% ขนึ้ ไป ถอื วา
และการใชแมเ หล็กดงึ ดดู ออกได ผานเกณฑก าร
ทักษะ/ (K) ประเมิน
กระบวนการ (P) 70% ขน้ึ ไป ถือวา
1. สงั เกตลกั ษณะของสารและ แบบบนั ทึกกิจกรรม ผา นเกณฑการ
คุณลกั ษณะนสิ ยั (A) แยกสารท่เี ปนของแขง็ ออกจาก ประเมนิ
ของแข็งได (P)
1. ยกตัวอยา งการนําวิธีการแยก 1. แบบสงั เกตพฤติกรรม
สารท่ีเปนของแข็งออกจาก
ของแข็งไปปรับใชใน
ชีวิตประจําวันได (A)
7. สื่อ/แหลง การเรียนรู
7.1 สอ่ื การเรยี นรู
1) หนงั สือเรียนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีป.6 เลม 1
2) แบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีป.6 เลม 1
3) วสั ด-ุ อปุ กรณท ีใ่ ชในกิจกรรมที่ 1 แยกสารทเ่ี ปนของแข็งออกจากของแขง็
4) วัสด-ุ อุปกรณท ี่ใชในกิจกรรมกระดมุ ซอ นหา
5) วสั ด-ุ อปุ กรณท ใี่ ชใ นกิจกรรมแยกสารผสม
6) สมุดประจําตัวนักเรยี น
7.2 แหลงการเรียนรู
1) หองเรยี น
2) อนิ เทอรเ นต็
8.กจิ กรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
ลงชื่อ............................................ครผู สู อน ลงช่ือ...................................................ฝา ยวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงชือ่ ...................................................ผบู ริหาร
(...........................................................)
สปั ดาหที่ 3
โรงเรียนขจรเกยี รติพฒั นา
แผนการจัดการเรียนรู
ภาคเรยี นที่……2…/……….……... ชื่อผสู อน….…...................................................……...
กลุม สาระการเรียนรู วทิ ยาศาสตร
หนวยการเรยี นรูท ี่ 5 สารรอบตัวเรา ชัน้ ประถมศึกษาปท่ี 6 จํานวน 4 คาบ
เร่อื ง การแยกสารทีเ่ ปนของแขง็ ออกจากของเหลว (1)
1. มาตรฐานการเรียนร/ู ตวั ชวี้ ดั
ว 2.1 ป.6/1 อธบิ ายและเปรียบเทยี บการแยกสารผสม โดยการหยบิ ออก การรอน การใชแ มเหลก็ ดงึ ดูด การรนิ ออก การ
กรอง และการตกตะกอน โดยใชห ลกั ฐานเชิงประจักษ รวมทง้ั ระบุวธิ ีแกป ญหาในชวี ติ ประจําวนั เกีย่ วกับการแยกสาร
2. สาระสาํ คญั /ความคดิ รวบยอด
สารผสมที่ประกอบดวยของแข็งและของเหลวโดยของแข็งไมละลายในของเหลวน้ัน แยกไดโดยการตกตะกอน การริน
ออก และการกรอง ซงึ่ วธิ กี ารแยกสารสามารถนาํ ไปใชประโยชนในชวี ิตประจําวันได
3. จุดประสงคก ารเรยี นรู
1) อธบิ ายการแยกสารโดยการรนิ ออกการตกตะกอน และการกรองได (K)
2) สังเกตลักษณะของสารและแยกสารทเี่ ปน ของแขง็ ออกจากเหลวได (P)
3) ยกตัวอยางการนาํ วธิ ีการแยกสารแบบตา งๆ ไปปรบั ใชในชวี ติ ประจําวนั ได (A)
4. สาระการเรยี นรู
สาระการเรียนรแู กนกลาง สาระการเรียนรทู องถิน่
การแยกสารที่เปน ของแขง็ ออกจากของเหลว โดยการ (พิจารณาตามหลกั สตู รสถานศกึ ษา)
ตกตะกอน การรินออก และการกรอง
5. กิจกรรมการเรียนรู
คาบท่ี 1
แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนิค :5EsInstructional Model
ขนั้ นํา
ข้นั กระตุน ความสนใจ
1. ครทู บทวนความรูเกีย่ วกบั สารผสม โดยนําน้าํ เกลือมาใหนกั เรียนสงั เกต
2. นักเรียนตอบคําถามตอไปน้ี
- นา้ํ เกลือมลี ักษณะอยา งไร และมสี ารชนดิ ใดบาง
(แนวคาํ ตอบ ของเหลวใสไมม ีสี มีน้ําและเกลือผสมกัน)
- นกั เรียนคิดวาจะแยกเกลือออกจากนา้ํ ไดอยางไร
(แนวคําตอบ ตอบตามความคิดเห็นของนักเรยี น)
3. ครูสนทนากับนักเรียนวา วิธีการแยกสารท่ีเปนของแข็งออกจากของแข็งสามารถทําไดหลายวิธี เชน การรอน การ
หยิบออก การใชแมเหล็กดึงดูด สวนการแยกสารที่เปนของแข็งออกจากของเหลวมีวิธีทีแ่ ยกตางจากการแยกสารท่ีเปนของแข็ง
ออกจากของแข็ง ซ่งึ นักเรียนจะไดเรียนรจู ากการทํากจิ กรรมตอไปน้ี
ขน้ั สอน
ขนั้ สาํ รวจคน หา
1. นกั เรียนแบงกลุมออกเปน กลุม ละ 4-5 คน จากนั้นศึกษาขน้ั ตอนการทํากิจกรรมท่ี 2 แยกสารที่เปนของแข็งออกจาก
ของเหลว ในหนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา9
2. นกั เรยี นปฏิบัตกิ จิ กรรมที่ 2 แยกสารทเ่ี ปน ของแขง็ ออกจากของเหลว โดยปฏิบัตดิ งั น้ี
3. แตล ะกลมุ สงตัวแทนมารับอุปกรณใ นการทาํ กิจกรรมท่ี 2 แยกสารที่เปนของแข็งออกจากของเหลว
4. สังเกตลักษณะทางกายภาพของตัวอยางสารผสมที่ครูเตรียมให (น้ําคลองหรือนํ้าผสมกับดิน) และบันทึกลงใน
แบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 8
5. แยกสารผสมทค่ี รูเตรียมใหดว ยการทาํ ใหต กตะกอนจากนนั้ สังเกตผลและบันทกึ วิธีการแยกสาร
6. นํานํ้าท่ีไดจากขอท่ี 3) มาแยกของเหลวออกจากของแข็งโดยการรินนํ้าออกจากตะกอนจากนั้นสังเกตผลและบันทึก
วธิ กี ารแยกสาร
7. นําสารทไ่ี ดจากการแยกในขอ 4) มาแยกของเหลวออกจากของแขง็ อีกคร้ังเพ่ือใหของเหลวใสข้ึนโดยใชกระดาษกรอง
จากนัน้ สงั เกตผลและบันทกึ วธิ กี ารแยกสาร
8. รว มกันสรุปความรเู กี่ยวกับการแยกสารของกลมุ
(หมายเหตุ : ครูเรม่ิ ประเมินนักเรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ )
ขั้นอธิบายความรู
9. นักเรียนแตล ะกลมุ นําเสนอขอ มูลกจิ กรรมท่ี 2 แยกสารทเ่ี ปน ของแข็งออกจากของเหลว
10. นักเรียนรวมกันสรุปกิจกรรมที่ 2 แยกสารท่ีเปนของแข็งออกจากของเหลววา สารผสมท่ีประกอบไปดวยของแข็ง
ปนกับของเหลว แยกสารโดยใชว ิธีการตกตะกอน การรินออก การใชก ระดาษกรอง
11. นักเรียนทาํ กิจกรรมหนตู อบไดใ นหนงั สือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 8หรือทําในแบบฝกหัดวิทยาศาสตรฯ
ป.6 เลม 2 หนา 9
(หมายเหตุ : ครเู ร่ิมประเมนิ นักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล)
คาบท่ี 2
ข้นั สอน (ตอ )
ขนั้ อธิบายความรู
12. ทบทวนความรูเดมิ ของนกั เรียน โดยต้ังคาํ ถามวา การแยกสารผสมมีวธิ กี ารใดบาง
(แนวคาํ ตอบ วิธีหยิบออก การรอนการใชแมเหลก็ ดึงดดู การรนิ ออก การกรอง และการตกตะกอน)
13. นักเรยี นแตล ะกลุมสงตวั แทนสมุ เลอื กปา ยวธิ ีการแยกสาร และศึกษาวธิ กี ารแยกสารตามปายวิธีการท่ไี ดร ับ
14. นกั เรียนทํากิจกรรม ชวยคิด ชวยแกป ญ หา โดยปฏบิ ตั ิดังนี้
15. นักเรียนดบู ตั รภาพสถานการณ 1 ใบ จากน้ันแตล ะกลุมวเิ คราะหวิธีการแยกสารท่ีเหมาะสม
16. พิจารณาปายวิธีการแยกสารของกลุมตนเอง ถาวธิ ีการแยกสารของกลุมนักเรียนสามารถแยกสารชนิดนั้นได ใหสง
ตัวแทนออกไปยืนถือปายหนาชั้นเรียน พรอมใหเหตุผลวาทําไมวิธีการแยกสารของกลุมนักเรียนจึงสามารถแยกสารตามภาพ
สถานการณไ ด
17. นักเรยี นในช้ันเรียนรวมกนั พิจารณาคําตอบวา จากบัตรภาพสถานการณส ามารถใชว ธิ ีการแยกสารไดอ ยา งไรบา ง
18. การใหค ะแนน กรณที ่ตี ัวแทนกลุมออกมาหนาช้ันเรยี นและคําตอบถูกตองได 1 คะแนน กรณีท่ีออกมาหนาชั้นเรียน
แตค าํ ตอบไมถ กู ตอ งหรือกลุม คําตอบถูกตองแตไมอ อกมาหนาช้นั เรยี น -1 คะแนน
19. ทําเหมือนขอเดิม แตเปล่ียนเปนบัตรภาพสถานการณอื่น (ครูพิจารณาจํานวนบัตรภาพสถานการณตามความ
เหมาะสมกับเวลา)
(หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมินนักเรยี น โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลุม)
20. นกั เรียนตอบคาํ ถามทาทายความคิดขั้นสูงวา แตวทําเมล็ดถั่วลิสงรวงลงไปในแปง ที่ใชทําขนม นักเรียนคิดวา แตว
ควรใชวธิ ีการแยกสารผสมวธิ ีใดเพอ่ื แยกเมลด็ ถ่ัวลสิ งออกจากแปง จงึ จะเหมาะสมทีส่ ุด เพราะอะไร
(แนวคําตอบ วิธีการรอน เพราะแปงและถั่วลิสงเปนของแข็งท่ีมีขนาดตางกัน จึงใชตะแกรงรอนใหแปงลงไปดานลาง
เหลอื ถวั่ ลสิ งอยูด า นบน)
21. ใหนักเรียนจับคูโดยมีเงื่อนไขวา หามจับคกู ับคนในกลุมเดิม จากน้ันใหนักเรียนแตละคูเปรียบเทยี บวิธีการแยกสาร
ผสมของตนเองกับเพ่ือนวา วิธีการแยกสารผสมแตล ะวิธีแตกตางกันอยางไร โดยยึดวิธีการแยกสารผสมตามกิจกรรม ชวยคิด
ชว ยแกป ญหา
22. จากนัน้ ครสู มุ นกั เรยี น 2-3 คอู ธิบายเปรยี บเทียบวิธีการแยกสารแบบตางๆ
23. ครูเปด PowerPoint เรื่อง การแยกสารผสม ใหนักเรียนดู เพื่อเพิ่มเติมความเขาใจเก่ียวกับวิธีการแยกสารแบบ
ตา งๆ
24. นกั เรียนตอบคําถามจากชวั่ โมงที่ 1 วา ควรใชว ธิ ีการใดเพอื่ แยกสารผสมในนา้ํ เกลือออกจากกัน
(แนวคาํ ตอบ ใชวธิ ีการระเหยแหง)
25. นกั เรียนสแกน QR Code เรื่อง การระเหย และศกึ ษาวิธีการระเหยแหงในหนงั สือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6เลม 2
หนา 17 เพื่อขยายความเขาใจ
26.นกั เรยี นทํากจิ กรรมตรวจสอบความเขา ใจ ในหนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 18
27. นักเรียนแตละคนเขียนสรุปความรูเกี่ยวกับเร่ืองท่ีไดเรียนรูจากบทท่ี 1 ในรูปแบบตางๆ เชน แผนผังความคิด
แผนภาพ ลงในสมุดประจําตัวนกั เรยี น
28. นักเรียนทกุ คนศึกษาแผนผังความคิด สรุปสาระสาํ คัญ ประจําบทท่ี 1 จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2
หนา 19 เพือ่ ตรวจสอบการเขยี นสรุปความรูท่นี กั เรียนทําไวในสมดุ ประจําตวั นักเรียน
29. นกั เรยี นทํากิจกรรมพัฒนาการเรยี นรใู นหนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 20 บันทึกลงในสมุดประจาํ ตัว
นักเรยี น
30. นักเรียนทํากิจกรรมฝกทักษะ ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 21 บันทึกลงในสมุดประจําตัว
นักเรยี น หรือทาํ ในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 10-12
31. นักเรียนทํากจิ กรรมทา ทายการคดิ ข้นั สงู ในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 13
(หมายเหตุ : ครูเรม่ิ ประเมนิ นักเรยี น โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล)
คาบท่ี 3
ขั้นสอน (ตอ )
ข้ันขยายความเขา ใจ
1. นักเรียนตอบคําถามเพอ่ื ทบทวนความรเู ดมิ วา การแยกสารผสมมปี ระโยชนใ นชีวติ ประจําวนั อยางไรบาง
(แนวคาํ ตอบ ตอบตามความคดิ เหน็ ของนักเรยี น เชน ใชว ิธีการกรองใบชา)
2. ครูสนทนากับนักเรียนวา อาหารในปจจบุ ันมีสีสันสวยงาม ทาํ ใหอาหารนารับประทานมากขึน้ โดยสีท่ีผสมอาหาร ไดม า
จากการสังเคราะหสารเคมีและสีจากธรรมชาติ แตสีสังเคราะหหลายชนิดถานํามาใชผสมอาหารจะเปนอันตรายตอรางกาย
แตกตางจากสีท่ีไดจากธรรมชาติ ซ่ึงใชผสมอาหารไดโดยไมมีอันตราย ในทองถ่ินของเรามีวัตถุดิบมากมายท่ีใหสีไมว าจะเปนพืช
ผกั หรอื ดอกไมท สี่ กัดออกมาเปน สจี ากธรรมชาติ เชน ใบเตยหอม สกดั ไดส เี ขยี ว
3. ใหนักเรยี นสแกน QR Code เรื่อง การกรอง ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 16 ครูอธิบายเพ่ิมเติมวา
จากที่นกั เรยี นไดร ับชมไป เปน วิธีการแยกสารโดยการกรอง เปนการแยกกากใบเตย และนํา้ ใบเตยออกจากกัน
4. นักเรยี นแบงกลมุ ออกเปน กลุมละ 4-5 คน (ใชกลมุ เดิม) ทาํ กจิ กรรมมหัศจรรยสีสันจากธรรมชาติปฏิบัตดิ งั นี้
1. สง ตวั แทนมารับใบกิจกรรม มหัศจรรยสสี นั จากธรรมชาติ และวสั ดุ-อุปกรณใ นการทาํ กิจกรรม
2. ใหนักเรียนปฏิบัติตามข้ันตอนในใบกิจกรรม และบันทึกขอมูลข้ันตอนและวิธกี ารแยกสารผสมแบบตางๆ ในการทํา
กจิ กรรม พรอ มถา ยภาพประกอบ
5. นกั เรยี นทํากจิ กรรมสรางสรรคผ ลงาน โดยนําขอ มูลวิธีการแยกสารผสมและภาพประกอบไปจัดทําเปน Big Book ตกแตง
ใหสวยงาม โดยขอมูลใน Big Book ประกอบไปดว ย
1. ภาพวิธีการแยกสารผสม
2. ระบุชื่อสารผสม พรอมวิธีการแยกสารผสม
3. แตละกลุม นําเสนอผลงานหนา ชั้นเรียน
คาบที่ 4
ข้ันสรปุ
1. นักเรียนรวมกันสรุปผลการทํากิจกรรมวา ถาตองการแยกสารผสมออกจากกันสามารถทําไดห ลายวิธี โดยข้ึนอยูกับ
ลกั ษณะและสมบตั ิของสารผสมทอี่ ยรู วมกนั
ข้นั ประเมนิ
ขัน้ ตรวจสอบผล
1. นักเรียนแตละคนทาํ ทบทวนทายหนวยการเรียนรูที่ 5 ในแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 14-17
2. นักเรยี นทาํ แบบทดสอบหลังเรียนหนวยการเรยี นรูท ่ี 5 เพอื่ ตรวจสอบความรูของนกั เรียนหลังทํากจิ กรรม
3. ครตู รวจกิจกรรมที่ 2 แยกสารทีเ่ ปนของแขง็ ออกจากของเหลว ในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 8
4. ครตู รวจแผนผงั ความคิด สรปุ สาระสําคัญ ประจําบทที่ 1 ในสมุดประจําตวั นกั เรยี น
5. ครูตรวจกิจกรรมพฒั นาการเรียนรู
6. ครตู รวจกิจกรรมหนูตอบไดใ นสมุดประจาํ ตัวนักเรียนหรอื ทําในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 9
7. ครูตรวจกจิ กรรมฝก ทกั ษะในสมุดประจําตวั นักเรยี นหรือทําในแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2หนา 10-12
8. ครตู รวจกจิ กรรมทาทายการคดิ ขนั้ สงู ในแบบฝกหัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 13
9. ครูประเมนิ ผลงาน Big Book ในกจิ กรรมสรา งสรรคผ ลงาน
10. ครตู รวจทบทวนทายหนว ยการเรยี นรูท่ี 5 ในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 14-17
11. ครตู รวจแบบทดสอบหลังเรียนหนวยการเรียนรูท ่ี 5 เพื่อตรวจสอบความรูของนกั เรียนหลงั ทาํ กจิ กรรม
6. การวัดและประเมินผล
การวัดและประเมนิ ผล วิธีการวัดผล เครอื่ งมอื วดั เกณฑการประเมนิ ผล
จุดประสงค 1.คําถามกระตุน ความคิด 70% ข้ึนไป ถือวาผาน
ความรคู วาม 1. อธบิ ายการแยกสารโดยการ เกณฑการประเมิน
เขา ใจ (K) รินออกการตกตะกอน และการ แบบบันทกึ กิจกรรม
กรองได (K) 70% ข้นึ ไป ถอื วาผาน
ทกั ษะ/ 1. แบบสงั เกตพฤติกรรม เกณฑการประเมนิ
กระบวนการ (P) 1. สงั เกตลักษณะของสารและ
แยกสารทีเ่ ปน ของแขง็ ออกจาก 70% ขนึ้ ไป ถือวาผาน
คุณลักษณะนสิ ยั (A) เหลวได (P) เกณฑการประเมิน
1. ยกตวั อยางการนําวธิ ีการแยก
สารแบบตา งๆ ไปปรับใชใ น
ชีวิตประจําวนั ได (A)
7. สอื่ /แหลงการเรียนรู
7.1 สือ่ การเรียนรู
1) หนังสอื เรยี นวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.6 เลม 2
2) แบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยปี .6 เลม 2
3) วัสดุ-อุปกรณท ่ีใชใ นกิจกรรมที่ 2 แยกสารทเี่ ปน ของแข็งออกจากของเหลว
4) วสั ดุ-อปุ กรณท ีใ่ ชใ นกจิ กรรมสรา งสรรคผ ลงาน
5) วสั ดุ-อุปกรณท ใี่ ชใ นกิจกรรมพัฒนาการเรยี นรู
6) วสั ดุ-อุปกรณท ใ่ี ชในกิจกรรมมหัศจรรยส ีสันจากธรรมชาติ
7) QR Code เรอื่ ง การกรอง
8) QR Code 3D เรอ่ื ง การระเหย
9) PowerPoint เรอื่ ง การแยกสารผสม
10) บตั รภาพสถานการณ
11) ใบกิจกรรม มหศั จรรยส ีสนั จากธรรมชาติ
12) สมดุ ประจําตัวนักเรียน
7.2 แหลงการเรียนรู
1) หองเรยี น
2) หองสมุด
3) อนิ เทอรเนต็
8.กจิ กรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
ลงชื่อ............................................ครผู สู อน ลงชื่อ...................................................ฝา ยวิชาการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงช่อื ...................................................ผูบรหิ าร
(...........................................................)
สปั ดาหที่ 4
โรงเรยี นขจรเกยี รติพฒั นา
แผนการจัดการเรียนรู
ภาคเรียนท่ี……2…/……….……... ชือ่ ผูสอน….…...................................................……...
กลุมสาระการเรยี นรู วทิ ยาศาสตร
หนว ยการเรียนรทู ่ี 5 สารรอบตัวเรา ชนั้ ประถมศึกษาปท ่ี 6 จาํ นวน 4 คาบ
เรอื่ ง การแยกสารท่เี ปนของแข็งออกจากของเหลว (2)
1. มาตรฐานการเรียนร/ู ตวั ชี้วดั
ว 2.1 ป.6/1 อธิบายและเปรียบเทยี บการแยกสารผสม โดยการหยบิ ออก การรอน การใชแมเ หลก็ ดึงดูด การรินออก การ
กรอง และการตกตะกอน โดยใชห ลักฐานเชงิ ประจักษ รวมทั้งระบุวิธีแกป ญ หาในชวี ิตประจําวันเกี่ยวกบั การแยกสาร
2. สาระสําคญั /ความคดิ รวบยอด
สารผสมท่ีประกอบดวยของแข็งและของเหลวโดยของแข็งไมละลายในของเหลวน้ัน แยกไดโ ดยการตกตะกอน การริน
ออก และการกรอง ซึง่ วธิ ีการแยกสารสามารถนาํ ไปใชประโยชนในชวี ิตประจําวันได
3. จดุ ประสงคการเรียนรู
1) อธิบายการแยกสารโดยการรนิ ออกการตกตะกอน และการกรองได (K)
2) สังเกตลักษณะของสารและแยกสารทเ่ี ปนของแขง็ ออกจากเหลวได (P)
3) ยกตวั อยางการนําวธิ กี ารแยกสารแบบตางๆ ไปปรบั ใชในชวี ิตประจาํ วนั ได (A)
4. สาระการเรยี นรู
สาระการเรียนรูแกนกลาง สาระการเรยี นรูทองถิน่
การแยกสารท่ีเปนของแข็งออกจากของเหลว โดยการ (พิจารณาตามหลักสูตรสถานศึกษา)
ตกตะกอน การรนิ ออก และการกรอง
5. กิจกรรมการเรียนรู
คาบท่ี 1
แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนิค :5EsInstructional Model
ขัน้ นํา
ข้นั กระตนุ ความสนใจ
1. ครูทบทวนความรูเกี่ยวกับสารผสม โดยนํานาํ้ เกลือมาใหนักเรียนสังเกต
2. นกั เรยี นตอบคําถามตอ ไปนี้
- น้ําเกลอื มลี ักษณะอยางไร และมีสารชนดิ ใดบา ง
(แนวคาํ ตอบ ของเหลวใสไมม ีสี มนี ้าํ และเกลอื ผสมกัน)
- นกั เรียนคิดวาจะแยกเกลือออกจากนา้ํ ไดอยางไร
(แนวคําตอบ ตอบตามความคิดเห็นของนักเรยี น)
3. ครูสนทนากับนักเรียนวา วิธีการแยกสารท่ีเปนของแข็งออกจากของแข็งสามารถทําไดหลายวิธี เชน การรอน การ
หยิบออก การใชแมเหล็กดึงดูด สวนการแยกสารที่เปนของแข็งออกจากของเหลวมีวิธีทีแ่ ยกตางจากการแยกสารท่ีเปนของแข็ง
ออกจากของแข็ง ซ่งึ นักเรียนจะไดเรยี นรจู ากการทํากจิ กรรมตอไปน้ี
ขน้ั สอน
ขนั้ สาํ รวจคน หา
1. นักเรียนแบงกลุมออกเปนกลุม ละ 4-5 คน จากนั้นศกึ ษาข้ันตอนการทํากิจกรรมท่ี 2 แยกสารที่เปนของแข็งออกจาก
ของเหลว ในหนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา9
2. นกั เรยี นปฏิบัตกิ จิ กรรมที่ 2 แยกสารทเ่ี ปน ของแขง็ ออกจากของเหลว โดยปฏิบัตดิ งั น้ี
3. แตล ะกลมุ สงตัวแทนมารับอุปกรณใ นการทาํ กิจกรรมท่ี 2 แยกสารที่เปนของแข็งออกจากของเหลว
4. สังเกตลักษณะทางกายภาพของตัวอยางสารผสมที่ครูเตรียมให (น้ําคลองหรือนํ้าผสมกับดิน) และบันทึกลงใน
แบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 8
5. แยกสารผสมทค่ี รูเตรียมใหดว ยการทาํ ใหต กตะกอนจากนนั้ สังเกตผลและบันทกึ วิธีการแยกสาร
6. นํานํ้าท่ีไดจากขอท่ี 3) มาแยกของเหลวออกจากของแข็งโดยการรินนํ้าออกจากตะกอนจากนั้นสังเกตผลและบันทึก
วธิ กี ารแยกสาร
7. นําสารทไ่ี ดจากการแยกในขอ 4) มาแยกของเหลวออกจากของแขง็ อีกคร้ังเพ่ือใหของเหลวใสข้ึนโดยใชกระดาษกรอง
จากนัน้ สงั เกตผลและบนั ทกึ วธิ กี ารแยกสาร
8. รว มกันสรุปความรเู กี่ยวกับการแยกสารของกลมุ
(หมายเหตุ : ครูเรม่ิ ประเมินนักเรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ )
ขั้นอธิบายความรู
9. นักเรียนแตล ะกลมุ นําเสนอขอ มูลกจิ กรรมท่ี 2 แยกสารทเ่ี ปน ของแข็งออกจากของเหลว
10. นักเรียนรวมกันสรุปกิจกรรมที่ 2 แยกสารท่ีเปนของแข็งออกจากของเหลววา สารผสมท่ีประกอบไปดวยของแข็ง
ปนกับของเหลว แยกสารโดยใชว ิธีการตกตะกอน การรินออก การใชก ระดาษกรอง
11. นักเรียนทาํ กิจกรรมหนตู อบไดใ นหนงั สือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 8หรือทําในแบบฝกหัดวิทยาศาสตรฯ
ป.6 เลม 2 หนา 9
(หมายเหตุ : ครเู ร่ิมประเมนิ นักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล)
คาบท่ี 2
ข้นั สอน (ตอ )
ขนั้ อธิบายความรู
12. ทบทวนความรูเดมิ ของนกั เรียน โดยต้ังคาํ ถามวา การแยกสารผสมมีวิธีการใดบาง
(แนวคาํ ตอบ วิธีหยิบออก การรอนการใชแมเหล็กดึงดดู การรนิ ออก การกรอง และการตกตะกอน)
13. นักเรยี นแตล ะกลุมสงตวั แทนสมุ เลอื กปา ยวธิ ีการแยกสาร และศึกษาวธิ ีการแยกสารตามปายวธิ ีการท่ไี ดร ับ
14. นกั เรียนทํากิจกรรม ชวยคิด ชวยแกป ญ หา โดยปฏบิ ตั ิดังนี้
15. นักเรียนดบู ตั รภาพสถานการณ 1 ใบ จากน้ันแตล ะกลมุ วเิ คราะหว ิธีการแยกสารทเ่ี หมาะสม
16. พิจารณาปายวิธีการแยกสารของกลุมตนเอง ถาวธิ ีการแยกสารของกลุมนักเรียนสามารถแยกสารชนิดนั้นได ใหสง
ตัวแทนออกไปยืนถือปายหนาชั้นเรียน พรอมใหเหตุผลวาทําไมวิธีการแยกสารของกลุมนักเรียนจึงสามารถแยกสารตามภาพ
สถานการณไ ด
17. นักเรยี นในช้ันเรียนรวมกนั พิจารณาคําตอบวา จากบัตรภาพสถานการณส ามารถใชว ิธกี ารแยกสารไดอ ยา งไรบา ง
18. การใหค ะแนน กรณที ่ตี ัวแทนกลุมออกมาหนาช้ันเรยี นและคําตอบถูกตองได 1 คะแนน กรณีท่ีออกมาหนาชั้นเรียน
แตค าํ ตอบไมถ กู ตอ งหรือกลุม คําตอบถูกตองแตไมอ อกมาหนาช้นั เรยี น -1 คะแนน
19. ทําเหมือนขอเดิม แตเปล่ียนเปนบัตรภาพสถานการณอื่น (ครูพิจารณาจํานวนบัตรภาพสถานการณตามความ
เหมาะสมกับเวลา)
(หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมินนักเรยี น โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลุม)
20. นกั เรียนตอบคาํ ถามทาทายความคิดขั้นสูงวา แตวทําเมล็ดถั่วลิสงรวงลงไปในแปง ท่ีใชทําขนม นักเรียนคิดวา แตว
ควรใชวธิ ีการแยกสารผสมวธิ ีใดเพอ่ื แยกเมลด็ ถ่ัวลสิ งออกจากแปง จงึ จะเหมาะสมทีส่ ดุ เพราะอะไร
(แนวคําตอบ วิธีการรอน เพราะแปงและถั่วลิสงเปนของแข็งท่ีมีขนาดตางกัน จึงใชตะแกรงรอนใหแปงลงไปดานลาง
เหลอื ถัว่ ลสิ งอยูด า นบน)
21. ใหนักเรียนจับคูโดยมีเงื่อนไขวา หามจับคกู ับคนในกลุมเดิม จากน้ันใหนักเรียนแตละคูเปรียบเทยี บวิธีการแยกสาร
ผสมของตนเองกับเพ่ือนวา วิธีการแยกสารผสมแตล ะวิธีแตกตางกันอยางไร โดยยึดวิธีการแยกสารผสมตามกิจกรรม ชวยคิด
ชว ยแกป ญหา
22. จากนัน้ ครสู ุม นกั เรยี น 2-3 คอู ธิบายเปรยี บเทียบวิธีการแยกสารแบบตางๆ
23. ครูเปด PowerPoint เรื่อง การแยกสารผสม ใหนักเรียนดู เพื่อเพิ่มเติมความเขาใจเก่ียวกับวิธีการแยกสารแบบ
ตา งๆ
24. นกั เรียนตอบคําถามจากชวั่ โมงที่ 1 วา ควรใชว ธิ ีการใดเพอื่ แยกสารผสมในนา้ํ เกลอื ออกจากกัน
(แนวคาํ ตอบ ใชวธิ ีการระเหยแหง)
25. นกั เรียนสแกน QR Code เรื่อง การระเหย และศกึ ษาวิธีการระเหยแหงในหนงั สือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6เลม 2
หนา 17 เพื่อขยายความเขาใจ
26.นกั เรยี นทํากจิ กรรมตรวจสอบความเขา ใจ ในหนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 18
27. นักเรียนแตละคนเขียนสรุปความรูเกี่ยวกับเร่ืองท่ีไดเรียนรูจากบทท่ี 1 ในรูปแบบตางๆ เชน แผนผังความคิด
แผนภาพ ลงในสมุดประจําตัวนกั เรยี น
28. นักเรียนทกุ คนศึกษาแผนผังความคิด สรุปสาระสาํ คัญ ประจําบทท่ี 1 จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2
หนา 19 เพือ่ ตรวจสอบการเขยี นสรุปความรูท่นี กั เรียนทําไวในสมดุ ประจําตวั นักเรียน
29. นกั เรยี นทํากิจกรรมพัฒนาการเรยี นรใู นหนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 20 บันทึกลงในสมุดประจาํ ตัว
นักเรยี น
30. นักเรียนทํากิจกรรมฝกทักษะ ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 21 บันทึกลงในสมุดประจําตัว
นักเรยี น หรือทาํ ในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 10-12
31. นักเรียนทํากจิ กรรมทา ทายการคดิ ข้นั สงู ในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 13
(หมายเหตุ : ครูเรม่ิ ประเมนิ นักเรยี น โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล)
คาบท่ี 3
ขั้นสอน (ตอ )
ข้ันขยายความเขา ใจ
1. นักเรียนตอบคําถามเพอ่ื ทบทวนความรเู ดมิ วา การแยกสารผสมมปี ระโยชนใ นชีวติ ประจําวนั อยางไรบาง
(แนวคาํ ตอบ ตอบตามความคดิ เหน็ ของนักเรยี น เชน ใชว ิธีการกรองใบชา)
2. ครูสนทนากับนักเรียนวา อาหารในปจจบุ ันมีสีสันสวยงาม ทาํ ใหอาหารนารับประทานมากขึน้ โดยสีท่ีผสมอาหาร ไดม า
จากการสังเคราะหสารเคมีและสีจากธรรมชาติ แตสีสังเคราะหหลายชนิดถานํามาใชผสมอาหารจะเปนอันตรายตอรางกาย
แตกตางจากสีท่ีไดจากธรรมชาติ ซ่ึงใชผสมอาหารไดโดยไมมีอันตราย ในทองถ่ินของเรามีวัตถุดิบมากมายท่ีใหสีไมว าจะเปนพืช
ผกั หรอื ดอกไมท สี่ กัดออกมาเปน สจี ากธรรมชาติ เชน ใบเตยหอม สกดั ไดส เี ขยี ว
3. ใหนักเรยี นสแกน QR Code เรื่อง การกรอง ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 16 ครูอธิบายเพ่ิมเติมวา
จากที่นกั เรยี นไดร ับชมไป เปน วิธีการแยกสารโดยการกรอง เปนการแยกกากใบเตย และนํา้ ใบเตยออกจากกัน
4. นักเรยี นแบงกลมุ ออกเปน กลุมละ 4-5 คน (ใชกลมุ เดิม) ทาํ กจิ กรรมมหัศจรรยสีสันจากธรรมชาติปฏิบัตดิ งั นี้
1. สง ตวั แทนมารับใบกิจกรรม มหัศจรรยสสี นั จากธรรมชาติ และวสั ดุ-อุปกรณใ นการทาํ กิจกรรม
2. ใหนักเรียนปฏิบัติตามข้ันตอนในใบกิจกรรม และบันทึกขอมูลข้ันตอนและวิธกี ารแยกสารผสมแบบตางๆ ในการทํา
กจิ กรรม พรอ มถา ยภาพประกอบ
5. นกั เรยี นทํากจิ กรรมสรางสรรคผ ลงาน โดยนําขอ มูลวิธีการแยกสารผสมและภาพประกอบไปจัดทําเปน Big Book ตกแตง
ใหสวยงาม โดยขอมูลใน Big Book ประกอบไปดว ย
1. ภาพวิธีการแยกสารผสม
2. ระบุชื่อสารผสม พรอมวิธีการแยกสารผสม
3. แตละกลุม นําเสนอผลงานหนา ชั้นเรียน
คาบที่ 4
ข้ันสรปุ
1. นักเรียนรวมกันสรุปผลการทํากิจกรรมวา ถาตองการแยกสารผสมออกจากกันสามารถทําไดห ลายวิธี โดยข้ึนอยูกับ
ลกั ษณะและสมบตั ิของสารผสมทอี่ ยรู วมกนั
ขั้นประเมิน
ขั้นตรวจสอบผล
1. นกั เรียนแตล ะคนทําทบทวนทายหนว ยการเรยี นรูท ี่ 5 ในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 14-17
2. นกั เรียนทําแบบทดสอบหลงั เรยี นหนว ยการเรยี นรทู ี่ 5 เพื่อตรวจสอบความรูของนกั เรียนหลงั ทํากิจกรรม
3. ครูตรวจกจิ กรรมที่ 2 แยกสารท่ีเปนของแข็งออกจากของเหลว ในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 8
4. ครูตรวจแผนผงั ความคดิ สรปุ สาระสาํ คญั ประจาํ บทที่ 1 ในสมดุ ประจาํ ตวั นกั เรียน
5. ครตู รวจกจิ กรรมพัฒนาการเรียนรู
6. ครูตรวจกจิ กรรมหนูตอบไดใ นสมุดประจาํ ตัวนักเรยี นหรือทําในแบบฝก หัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 9
7. ครูตรวจกจิ กรรมฝก ทกั ษะในสมุดประจําตัวนกั เรยี นหรือทําในแบบฝกหดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2หนา 10-12
8. ครตู รวจกิจกรรมทาทายการคิดข้ันสงู ในแบบฝก หัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 13
9. ครปู ระเมินผลงาน Big Book ในกจิ กรรมสรางสรรคผ ลงาน
10. ครตู รวจทบทวนทายหนว ยการเรียนรูท่ี 5 ในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 14-17
11. ครตู รวจแบบทดสอบหลังเรียนหนวยการเรียนรูที่ 5 เพ่อื ตรวจสอบความรขู องนักเรยี นหลงั ทํากจิ กรรม
6. การวัดและประเมนิ ผล
การวัดและประเมนิ ผล วิธีการวดั ผล เครอื่ งมือวดั เกณฑการประเมินผล
จุดประสงค 1.คาํ ถามกระตนุ ความคิด 70% ขึ้นไป ถือวา ผา น
ความรูความ 1. อธิบายการแยกสารโดยการ เกณฑการประเมนิ
เขาใจ (K) รินออกการตกตะกอน และการ แบบบนั ทึกกิจกรรม
กรองได (K) 70% ขน้ึ ไป ถอื วา ผา น
ทกั ษะ/ 1. แบบสังเกตพฤติกรรม เกณฑการประเมนิ
กระบวนการ (P) 1. สังเกตลกั ษณะของสารและ
แยกสารทเ่ี ปนของแขง็ ออกจาก 70% ขน้ึ ไป ถือวา ผา น
คุณลกั ษณะนิสัย (A) เหลวได (P) เกณฑการประเมิน
1. ยกตวั อยางการนําวธิ ีการแยก
สารแบบตางๆ ไปปรบั ใชใน
ชวี ติ ประจําวนั ได (A)
7. ส่ือ/แหลงการเรยี นรู
7.1 สอื่ การเรยี นรู
1) หนังสือเรยี นวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.6 เลม 2
2) แบบฝกหดั วิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีป.6 เลม 2
3) วสั ด-ุ อปุ กรณท ี่ใชใ นกิจกรรมท่ี 2 แยกสารทีเ่ ปนของแข็งออกจากของเหลว
4) วัสด-ุ อุปกรณท ใ่ี ชใ นกจิ กรรมสรางสรรคผ ลงาน
5) วัสด-ุ อปุ กรณท ีใ่ ชใ นกจิ กรรมพฒั นาการเรียนรู
6) วัสด-ุ อุปกรณท่ใี ชใ นกจิ กรรมมหศั จรรยส สี นั จากธรรมชาติ
7) QR Code เรื่อง การกรอง
8) QR Code 3D เรอ่ื ง การระเหย
9) PowerPoint เรื่อง การแยกสารผสม
10) บัตรภาพสถานการณ
11) ใบกิจกรรม มหศั จรรยส ีสนั จากธรรมชาติ
12) สมดุ ประจําตัวนกั เรยี น
7.2 แหลงการเรยี นรู
1) หองเรยี น
2) หองสมดุ
3) อินเทอรเนต็
8.กจิ กรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
ลงชือ่ ............................................ครูผูสอน ลงชอ่ื ...................................................ฝา ยวิชาการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงช่ือ...................................................ผูบรหิ าร
(...........................................................)
สัปดาหท ี่ 5
โรงเรียนขจรเกยี รตพิ ัฒนา
แผนการจดั การเรยี นรู
ภาคเรียนท่ี……2…/……….……... ชือ่ ผูสอน….…...................................................……...
กลมุ สาระการเรยี นรู วทิ ยาศาสตร ช้นั ประถมศกึ ษาปท ี่ 6 จํานวน 4 คาบ
หนว ยการเรียนรูที่ 6 หินและซากดึกดําบรรพ เรือ่ ง กระบวนการเกดิ หิน (1)
1. มาตรฐานการเรียนรู/ตัวช้วี ดั
ว 3.2 ป.6/1 เปรยี บเทียบกระบวนการเกิดหินอัคนี หินตะกอน และหนิ แปร และอธิบายวฏั จักรหนิ จากแบบจําลอง
2. สาระสาํ คญั /ความคิดรวบยอด
หนิ อัคนีเกดิ มาจากการเยน็ ตวั ของแมกมา หินตะกอนเกิดมาจากการทับถมของตะกอนเม่ือถูกแรงกดทับและมีสารเช่ือม
ประสานจึงเกิดเปนหิน หินแปรเกิดมาจากการแปรสภาพของหินเดิม ซ่ึงอาจเปนหินอัคนี หินตะกอน หรือหินแปร โดยการ
กระทาํ ของความรอน ความดัน และปฏกิ ริ ิยาเคมี
หินอคั นี หินตะกอน และหินแปร มีการเปล่ียนแปลงจากประเภทหนึ่งไปเปนอีกประเภทหนึ่งหรือประเภทเดมิ ได โดยมี
แบบรูปการเปล่ียนแปลงคงท่ีและตอเนอ่ื งเปนวฏั จักร
3. จดุ ประสงคการเรียนรู
1) เปรียบเทยี บกระบวนการเกิดหนิ อัคนี หนิ ตะกอน และหินแปรได (K)
2) อธิบายวฏั จกั รหินจากแบบจาํ ลองได (K)
3) สรางแบบจาํ ลองวฏั จักรหนิ ได (P)
4) ยกตวั อยา งกระบวนการเกิดหินท่ีพบในชวี ิตประจําวนั ได (A)
4. สาระการเรยี นรู
สาระการเรยี นรแู กนกลาง สาระการเรียนรทู อ งถิ่น
กระบวนการเกดิ หินอัคนี หินตะกอน หินแปร และวัฏจักร (พิจารณาตามหลกั สูตรสถานศกึ ษา)
หนิ
5. กจิ กรรมการเรยี นรู
แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนคิ :5EsInstructional Model
คาบท่ี 1
1. ครใู หน กั เรยี นทําแบบทดสอบกอ นเรียน หนว ยการเรียนรูท่ี 6หินและซากดึกดําบรรพแ บบปรนัย 4 ตัวเลอื ก จาํ นวน 10 ขอ
(หมายเหตุ : ครูตรวจแบบทดสอบกอ นเรยี น เพอ่ื ประเมินความรูเดิมและเขาใจผูเรียนเพ่ือใชใ นการจัดกจิ กรรม)
ข้ันนาํ
ขนั้ กระตนุ ความสนใจ
1. นักเรยี นสังเกตลักษณะความเหมอื นและความแตกตางของหนิ แตล ะชนดิ จากตัวอยา งหนิ ทคี่ รเู ตรียมมา
2. นักเรียนตอบคาํ ถามตอไปนี้
- หนิ แตละกอนมีลักษณะอยางไร
(แนวคาํ ตอบ ขึ้นอยูกบั ลกั ษณะของหินที่ครูนาํ มาใหนกั เรยี นสงั เกต)
- เพราะเหตใุ ดหินจงึ มลี กั ษณะแตกตางกนั
(แนวคําตอบ เพราะหนิ แตล ะชนดิ มีกระบวนการเกิดแตกตา งกนั )
- หนิ เกิดขนึ้ ไดอ ยางไร
(แนวคาํ ตอบ ตอบตามความคดิ เหน็ ของนักเรียน เชน เกิดจากการทับถม)
3. นักเรียนอา นสาระสําคัญและดูภาพจากหนงั สือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนาน้ี จากนั้นครูถามคาํ ถามวา นักเรยี น
คิดวา หินในภาพสามารถนาํ ไปใชป ระโยชนไดห รอื ไม อยางไร แลวรวมกันตอบอยา งอิสระ
(แนวคําตอบ สามารถนาํ ไปใชป ระโยชนได เชน ใชตกแตงบรเิ วณสวนหยอ ม)
4. นักเรียนดูภาพในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 25 และตอบคําถามวา ลาวาท่ีเกิดจากการปะทุของภูเขา
ไฟเกย่ี วของกับการเกิดหนิ หรือไม อยา งไร
(แนวคาํ ตอบ เกี่ยวขอ ง เพราะลาวาที่เกดิ จากการปะทขุ องภูเขาไฟเมื่อเยน็ ตวั ลงจะกลายเปนหินอคั นีพุ)
5. นักเรียนอานกิจกรรมชวนอาน ชวนคิดกอนเรยี น ตอน ประโยชนของหิน ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2
หนา 26 และตอบคําถามชวนตอบตอไปน้ี
- หนิ คอื อะไร และเราสามารถนาํ หนิ ชนดิ ตา งๆ มาใชประโยชนในชวี ิตประจําวันไดอ ยางไร
(แนวคําตอบ หิน คือ วัสดุแข็งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ประกอบดวยแรต ั้งแต 1 ชนิดข้ึนไป สามารถนํามาใช
ประโยชนไดห ลายดาน เชนสรา งผนังบา น ทาํ ครกหิน ปูพนื้ )
6. สนทนากับนักเรียนเพื่อโยงเขาสูกิจกรรมวา หินเปนทรัพยากรที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หินเปนสวนประกอบของ
เปลือกโลกท่ีมีลักษณะเปนกอนแข็ง มีรูปราง และปริมาณที่แนนอน นักวิทยาศาสตรจําแนกหินตามกระบวนการเกิดไดเปน 3
ประเภท ไดแ ก หินอัคนี หนิ ตะกอน และหนิ แปรวนั น้ีเราจะมาเรียนรูว าหินเกดิ ข้นึ ไดอ ยา งไร จากกจิ กรรมตอ ไปนี้
ข้ันสอน
ขั้นสํารวจคนหา
1. นักเรยี นแบงกลมุ ออกเปนกลมุ ละ 4-5 คน จากน้ันศึกษาขั้นตอนการทํากิจกรรมที่ 1 กระบวนการเกิดหินในหนังสือเรียน
วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 28
2. นกั เรยี นปฏบิ ัตกิ จิ กรรมที่ 1 กระบวนการเกดิ หิน ตอนท่ี 1โดยปฏบิ ัตดิ ังน้ี
1) ใหแตละกลุมชวยกันสืบคนขอมูลเก่ียวกับกระบวนการเกิดหินอัคนี หินตะกอน และหินแปร จากน้ันบันทึกลงใน
แบบฝกหัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 20
2) นกั เรยี นสงตัวแทนกลมุ มาจับสลากหวั ขอ การนําเสนอกระบวนการเกดิ หิน ดังน้ี
- หวั ขอ กระบวนการเกิดหินอัคนี
- หัวขอ กระบวนการเกิดหินตะกอน
- หัวขอ กระบวนการหินแปร
3) ใหน ักเรียนวาดภาพเพื่ออธิบายการเกดิ หนิ ตามชนิดท่ีจับสลากได ลงในกระดาษปรฟู พรอ มตกแตงใหส วยงาม
(หมายเหตุ : ครเู ร่ิมประเมนิ นักเรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ )
ขั้นอธบิ ายความรู
3. นักเรยี นแตล ะกลุมนาํ เสนอขอ มลู กระบวนการเกิดหนิ ตามหวั ขอ ทไี่ ดร บั มอบหมาย
3. นักเรยี นตอบคําถามวา หินอัคนเี กิดขึน้ ไดอ ยา งไร
(แนวคาํ ตอบ หนิ อัคนเี กดิ จากการรวมตัวของแรท ี่เย็นตวั และตกผลกึ จากหนิ หนืดท่ีอุณหภมู สิ งู )
4. ครูสาธติ กระบวนการเกดิ หินอคั นี โดยปฏิบัติดงั น้ี
1) นําเศษสเี ทียนสีตา งๆ ใสใ นบีกเกอรข นาด 100 mL เททรายลงไป และเติมน้ําลงไปใหทว มทราย
2) นําไปต้ังบนตะแกรง จดุ ตะเกียงแอลกอฮอล นกั เรียนสงั เกตการเปลย่ี นแปลง
3) เมอื่ สีเทยี นหลอมละลายเรยี บรอยแลว ดับไฟ และต้งั ทิง้ ไวใ หส เี ทยี นแข็งตวั ใหนักเรียนสังเกตการเปลีย่ นแปลง
5. นกั เรียนตอบคําถามวา ถา เปรยี บเทียบสีเทียนตอนทหี่ ลอมละลายเปนหินหนืด แลว สเี ทยี นตอนทแ่ี ขง็ ตวั เปน อะไร
(แนวคาํ ตอบ หนิ อัคน)ี
6. นักเรียนสแกน QR Code เรื่องการเกิดหินอัคนีพุ ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 31และรวมกัน
อภปิ รายเกย่ี วกับการเกดิ หินอัคนีพุ
7. ครอู ธิบายเพ่มิ เตมิ เกี่ยวกับการเกดิ หินอคั นีวา เกดิ จากการเย็นตัวและตกผลกึ ของหินหนืด โดยหินอัคนที ี่เย็นตัวใตเปลือก
โลกเรยี กหนิ อัคนีกลุมนวี้ า หินอคั นแี ทรกซอนหรือหินอัคนรี ะดบั ลึก สวนหินอัคนีทแี่ ข็งตัวบนโลก เรียกหินอัคนีกลมุ น้ีวา
หนิ ภเู ขาไฟหรือหินอคั นพี ุ
8. ครูใชไ มบ รรทัดสบั สีเทยี นแตล ะสีใหม ีขนาดเล็กๆ บนกระดาษ A4 จากนน้ั นําสีเทียนทีส่ ับเทลงในถวยซิลิโคนทีละสี แลว
บบี อัด กดทบั สเี ทยี นในถว ยไปเรือ่ ยๆ จากน้นั ใหน กั เรยี นสังเกตลักษณะของสเี ทยี น
(หมายเหตุ: ครูอาจใหน กั เรียนมีสวนรว มในการสาธิต)
9. ครูอธิบายเพ่ิมเติมวา สีเทียนท่ีถูกบีบอัดเปรียบเหมือนหินตะกอนหรือหินชั้น ซงึ่ หินตะกอนเกิดจากการทับถมของเศษ
หนิ ทผี่ กุ รอ น แลว ถูกพดั พามาสะสมรวมกันทําใหตะกอนเกดิ การถูกบีบอัด กดทบั และเกิดการเชื่อมประสานเม็ดตะกอน
จนทาํ ใหช นั้ หินกลายเปน หนิ ตะกอน
10. นักเรยี นตอบคําถามวา หินแปรเกดิ ขน้ึ ไดอยา งไร
(แนวคําตอบ หินแปรเกิดจากการแปรสภาพของหินอัคนี หินตะกอน หรือหินแปร โดยมีการตกผลึกใหมของแรใน
สภาวะที่เปนของแข็ง เน่อื งจากความรอ นและความดนั ภายในโลก)
11. ครูเปด PowerPoint เรื่อง หินในธรรมชาติ ใหนักเรียนดู เพ่ือเพิ่มเติมความเขาใจเก่ียวกับการกระบวนการเกิดหิน
จากน้นั ใหนักเรียนแลกเปลยี่ นความรเู กี่ยวกับกระบวนการเกิดหนิ กบั สมาชิกในกลมุ
12. นกั เรยี นแตล ะกลมุ นาํ ความรทู ไี่ ดมาออกแบบและสรางแบบจําลองวฏั จกั รของหิน
(หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมินนกั เรียน โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล)
คาบที่ 2
ขน้ั สอน (ตอ )
ขนั้ อธิบายความรู
13. นกั เรียนตอบคําถามเพ่ือทบทวนความรเู ดมิ วา หินทเ่ี ย็นตวั ใตเปลอื กโลก เราเรยี กหนิ กลมุ นวี้ า อะไร
(แนวคาํ ตอบ หินอัคนีแทรกซอนหรอื หินอคั นรี ะดบั ลกึ )
14. นกั เรียนแตล ะกลมุ นาํ เสนอหนาชนั้ เรยี น โดยใชแบบจําลองวัฏจักรหินอธิบายเปรียบเทียบกระบวนการเกิดหินอัคนี หิน
ตะกอน และหินแปร
15. ครสู แกน QR Code 3D เรอื่ ง วัฏจักรหิน เพ่ืออธิบายเก่ียวกบั วัฏจักรหิน
16. นักเรียนรวมกันสรุปกิจกรรมที่ 1 กระบวนการเกิดหิน ตอนท่ี 1 วา หินอัคนีเกิดมาจากการเย็นตัวของแมกมา หิน
ตะกอน เกิดมาจากการทับถมของตะกอนเมื่อถกู แรงกดทับและมีสารเช่ือมประสานจึงเกิดเปนหิน หินแปร เกิดมาจาก
การแปรสภาพของหินเดิม ซึ่งอาจเปนหินอัคนี หินตะกอน หรือหินแปร โดยการกระทําของความรอน ความดัน และ
ปฏกิ ริ ยิ าเคมี
ขั้นสํารวจคนหา
1.แบงกลุมนักเรียนออกเปนกลุม ละ 4-5 คน (กลุม เดมิ ) ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมท่ี 1 กระบวนการเกดิ หิน ตอนที่ 2โดยปฏบิ ตั ิดังนี้
1) สง ตัวแทนออกมารับวสั ดุ-อุปกรณใ นการทํากิจกรรม
2) แตละกลุม ชว ยกันสงั เกตหนิ จากชุดหนิ ตวั อยา งที่ครเู ตรียมให
3) จําแนกหินจากชุดตวั อยางหิน โดยใชเกณฑกระบวนการเกิดหิน แลวบันทึกผลลงในแบบฝกหัดวิทยาศาสตรฯ
ป.6 เลม 2 หนา 21
4) ชวยกันนําผลการจําแนกมาจัดทําในรูปแบบตางๆ เชน แผนผัง แผนภาพ ตาราง ลงในกระดาษแข็งแผน ใหญ
พรอมตกแตง ใหสวยงาม
(หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมนิ นักเรยี น โดยการสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ )
ขน้ั อธบิ ายความรู
4. ครใู หนกั เรียนแตละกลุมสงตัวแทนนําเสนอผลงานหนา ช้ันเรียน
5. นักเรยี นตอบคาํ ถามตอไปนี้
- หนิ อคั นแี ทรกซอนหรอื หนิ อคั นีระดบั ลึกมลี ักษณะอยา งไร
(แนวคาํ ตอบ หนิ มเี นอ้ื หยาบและแนน แขง็ เพราะมแี รห ลายชนิดเปน สวนประกอบอยูใ นเนือ้ หิน)
- หินภเู ขาไฟมีลักษณะอยา งไร
(แนวคําตอบ เนอ้ื หินเปนรพู รุน บางชนิดมเี นื้อหนิ ละเอยี ด)
- ลกั ษณะหนิ ตะกอนกับหินแปรแตกตางกันอยางไร
(แนวคาํ ตอบ เนอ้ื หินตะกอนสวนใหญมีลกั ษณะเปนเม็ดตะกอน บางชนิดเปนเน้ือผลึกท่ียึดเกาะกัน บางชนิดมี
ลักษณะเปนชัน้ ๆ สวนเนอ้ื หินแปรบางชนิดผลึกแรเ รยี งตัวขนานกนั เปน แถบ บางชนดิ แซะออกเปนแผนได บาง
ชนิดมีความแข็งมาก)
6. นักเรยี นรวมกนั อภปิ รายและสรปุ กิจกรรมที่ 1 กระบวนการเกดิ หิน ตอนที่ 2 วา หินอัคนี หินตะกอน และหินแปร เปน
หินในธรรมชาติท่ีมีความสัมพันธกัน เพราะแตละประเภทมีการเปล่ียนแปลงจากประเภทหนึ่งไปเปนอีกประเภทหน่ึง
หรอื เปลี่ยนแปลงกลบั มาเปนประเภทเดมิ ได แตมีสมบัตบิ างประการเปลย่ี นแปลงไป
7. นักเรียนทํากิจกรรมหนูตอบไดในหนังสือเรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 29 บันทึกลงในสมุดประจําตัวนักเรยี น
หรอื ในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 22
8. นกั เรียนเตรยี มหินในทองถนิ่ มาคนละ 1 ชนดิ เพือ่ ทํากิจกรรมในชวั่ โมงถัดไป
(หมายเหตุ : ครเู ร่ิมประเมินนกั เรยี น โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล)
ขน้ั สอน (ตอ ) คาบที่ 3
ข้นั ขยายความเขาใจ
1. ทบทวนความรูเดมิ นกั เรยี น โดยแจกบัตรภาพหนิ ใหน กั เรยี นคนละ 1 แผน จากนัน้ ใหสังเกตลกั ษณะของหิน และจําแนก
วาเปน หินชนดิ ใด ถาแปรสภาพจะกลายเปน หินชนดิ ใดหรือแปรสภาพมาจากหินชนิดใด
2. นักเรยี นคนที่จับไดห ินแปรตามหาเพอ่ื นทจ่ี บั ไดหนิ ทีจ่ ะกลายมาเปนหินแปรตามหนิ ในบตั รภาพ
3. สุมนกั เรียนแตล ะคูน าํ เสนอตวั อยา งการแปรสภาพของหิน
4. นักเรียนแตละคูนําหินในทองถิ่นท่ีเตรียมมาวิเคราะหลักษณะของหิน แหลงท่ีมา และจําแนกประเภทของหิน จากนั้น
บันทึกลงในใบงาน 6.1 หนิ ในทองถิน่
5. นกั เรยี นแตละคนู ําเสนอผลการทํากจิ กรรม
(หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมนิ นักเรยี น โดยการสงั เกตพฤติกรรมใฝเรียนรู มุงม่นั ในการทํางาน มวี ินัย)
คาบที่ 4
ขั้นสรุป
1. นักเรียนรวมกันสรปุ ผลการทํากิจกรรมวา หินอัคนี หินตะกอน และหินแปร มีการเปลี่ยนแปลงจากประเภทหนึ่งไป
เปนอีกประเภทหนง่ึ หรือประเภทเดมิ ได โดยมีแบบรปู การเปลยี่ นแปลงคงท่แี ละตอเนื่องเปน วฏั จกั ร
ขนั้ ประเมิน
ขนั้ ตรวจสอบผล
1. ครูตรวจบันทึกขอมลู การทํากจิ กรรมท่ี 1 กระบวนการเกิดหนิ ในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 20-21
2. ครูตรวจกิจกรรมหนตู อบไดในสมุดประจาํ ตัวนักเรียนหรือในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 22
3. ครูตรวจใบงาน 6.1 หินในทองถ่ิน
6. การวัดและประเมนิ ผล
การวัดและประเมนิ ผล วธิ กี ารวัดผล เครอ่ื งมือวัด เกณฑก ารประเมินผล
จุดประสงค 70% ขึน้ ไป ถือวาผาน
เกณฑการประเมนิ
ความรคู วาม 1. เปรยี บเทียบกระบวนการเกดิ 1.คําถามกระตุน ความคิด
70% ข้นึ ไป ถือวา ผาน
เขา ใจ (K) หนิ อัคนี หินตะกอน และหนิ แปร เกณฑการประเมนิ
ได (K)
2. อธบิ ายวัฏจักรหนิ จาก
แบบจําลองได (K)
ทักษะ/ 1. สรา งแบบจําลองวัฏจกั รหินได 1.ใบงาน
กระบวนการ (P) (P) 2. แบบฝก หดั
คณุ ลกั ษณะนิสัย (A) 1. ยกตัวอยา งกระบวนการเกิด 1. ใบงาน 70% ข้นึ ไป ถือวา ผาน
หนิ ทพี่ บในชวี ติ ประจําวนั ได (A) เกณฑการประเมนิ
7. สื่อ/แหลง การเรยี นรู
7.1 สื่อการเรียนรู
1) หนังสือเรียนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีป.6 เลม 2
2) แบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยปี .6 เลม 2
3) วัสดุ-อปุ กรณท ่ใี ชใ นกิจกรรมท่ี 1 กระบวนการเกดิ หนิ
4) วสั ดุ-อปุ กรณท ใี่ ชใ นกิจกรรมสาธิตกระบวนการเกิดหนิ
5) QR Code เรื่อง การเกิดหินอคั นีพุ
6) QR Code 3D เรอื่ ง วฏั จกั รหิน
7) PowerPoint เรือ่ ง หินในธรรมชาติ
8) ใบงานที่ 6.1 หินในทอ งถิ่น
9) บตั รภาพหิน
10) กระดาษปรฟู
11) สมดุ ประจาํ ตวั นักเรยี น
7.2 แหลงการเรยี นรู
1) หองเรียน
2) อนิ เทอรเ นต็
8.กิจกรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
ลงชื่อ............................................ครูผูสอน ลงชื่อ...................................................ฝายวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงช่อื ...................................................ผูบริหาร
(...........................................................)
สัปดาหท่ี 6
โรงเรยี นขจรเกยี รติพัฒนา
แผนการจัดการเรียนรู
ภาคเรยี นที่……2…/……….……... ช่อื ผูสอน….…...................................................……...
กลมุ สาระการเรยี นรู วิทยาศาสตร ชน้ั ประถมศึกษาปท ี่ 6 จํานวน 3 คาบ
หนวยการเรียนรทู ่ี 6 หินและซากดกึ ดําบรรพ เร่ือง กระบวนการเกิดหนิ (2)
1. มาตรฐานการเรยี นรู/ตัวช้วี ดั
ว 3.2 ป.6/1 เปรียบเทยี บกระบวนการเกิดหนิ อัคนี หินตะกอน และหินแปร และอธบิ ายวฏั จกั รหินจากแบบจําลอง
2. สาระสาํ คญั /ความคิดรวบยอด
หนิ อคั นีเกดิ มาจากการเยน็ ตัวของแมกมา หนิ ตะกอนเกิดมาจากการทับถมของตะกอนเม่ือถูกแรงกดทับและมีสารเชื่อม
ประสานจึงเกิดเปนหิน หินแปรเกิดมาจากการแปรสภาพของหินเดิม ซึ่งอาจเปนหินอัคนี หินตะกอน หรือหินแปร โดยการ
กระทําของความรอน ความดัน และปฏกิ ริ ยิ าเคมี
หนิ อคั นี หินตะกอน และหินแปร มีการเปล่ียนแปลงจากประเภทหน่ึงไปเปนอีกประเภทหนง่ึ หรือประเภทเดิมได โดยมี
แบบรูปการเปล่ยี นแปลงคงทแี่ ละตอ เนื่องเปน วัฏจักร
3. จุดประสงคการเรียนรู
1) เปรียบเทียบกระบวนการเกดิ หินอัคนี หนิ ตะกอน และหินแปรได (K)
2) อธบิ ายวัฏจักรหนิ จากแบบจาํ ลองได (K)
3) สรา งแบบจําลองวัฏจกั รหนิ ได (P)
4) ยกตัวอยางกระบวนการเกิดหินท่ีพบในชวี ติ ประจําวันได (A)
4. สาระการเรยี นรู
สาระการเรียนรูแ กนกลาง สาระการเรยี นรทู องถ่นิ
กระบวนการเกดิ หินอัคนี หินตะกอน หนิ แปร และวัฏจกั ร (พิจารณาตามหลกั สตู รสถานศึกษา)
หิน
5. กจิ กรรมการเรียนรู
แนวคิด/รูปแบบการสอน/วธิ กี ารสอน/เทคนคิ :5EsInstructional Model
คาบที่ 1
1. ครูใหนกั เรียนทาํ แบบทดสอบกอนเรียน หนวยการเรยี นรทู ี่ 6หนิ และซากดึกดาํ บรรพแ บบปรนัย 4 ตัวเลอื ก จํานวน 10 ขอ
(หมายเหตุ : ครตู รวจแบบทดสอบกอ นเรียน เพื่อประเมินความรเู ดมิ และเขาใจผเู รียนเพ่อื ใชในการจดั กจิ กรรม)
ขน้ั นาํ
ขั้นกระตุนความสนใจ
1. นักเรยี นสงั เกตลกั ษณะความเหมอื นและความแตกตางของหินแตล ะชนิดจากตัวอยา งหนิ ทีค่ รเู ตรียมมา
2. นกั เรยี นตอบคาํ ถามตอไปน้ี
- หินแตล ะกอนมีลักษณะอยา งไร
(แนวคําตอบ ขึ้นอยกู ับลกั ษณะของหินที่ครนู ํามาใหนกั เรยี นสังเกต)
- เพราะเหตุใดหนิ จงึ มลี กั ษณะแตกตา งกัน
(แนวคําตอบ เพราะหินแตละชนดิ มีกระบวนการเกิดแตกตางกัน)
- หินเกดิ ขน้ึ ไดอ ยา งไร
(แนวคําตอบ ตอบตามความคดิ เห็นของนกั เรียน เชนเกดิ จากการทบั ถม)
3. นักเรยี นอานสาระสาํ คัญและดูภาพจากหนงั สือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา น้ี จากนั้นครูถามคาํ ถามวา นักเรียน
คิดวา หินในภาพสามารถนําไปใชป ระโยชนไ ดหรือไม อยา งไร แลวรว มกันตอบอยางอิสระ
(แนวคาํ ตอบ สามารถนาํ ไปใชป ระโยชนได เชน ใชต กแตงบริเวณสวนหยอ ม)
4. นกั เรียนดูภาพในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 25 และตอบคําถามวา ลาวาท่เี กิดจากการปะทุของภูเขา
ไฟเกย่ี วของกับการเกิดหินหรอื ไม อยา งไร
(แนวคาํ ตอบ เก่ยี วขอ ง เพราะลาวาที่เกดิ จากการปะทขุ องภูเขาไฟเมอ่ื เยน็ ตัวลงจะกลายเปน หนิ อัคนีพุ)
5. นักเรียนอานกิจกรรมชวนอาน ชวนคิดกอนเรียน ตอน ประโยชนของหิน ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2
หนา 26 และตอบคาํ ถามชวนตอบตอไปนี้
- หนิ คอื อะไร และเราสามารถนําหินชนดิ ตา งๆ มาใชป ระโยชนใ นชวี ติ ประจาํ วนั ไดอยา งไร
(แนวคําตอบ หิน คอื วัสดุแข็งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ประกอบดวยแรตั้งแต 1 ชนิดข้ึนไป สามารถนํามาใช
ประโยชนไ ดห ลายดาน เชนสรา งผนงั บา น ทาํ ครกหิน ปพู ้นื )
6. สนทนากับนักเรียนเพื่อโยงเขาสูกิจกรรมวา หินเปนทรัพยากรที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หินเปนสวนประกอบของ
เปลือกโลกที่มีลักษณะเปนกอนแข็ง มีรูปราง และปริมาณที่แนนอน นักวิทยาศาสตรจําแนกหินตามกระบวนการเกิดไดเปน 3
ประเภท ไดแก หินอคั นี หนิ ตะกอน และหนิ แปรวนั น้เี ราจะมาเรยี นรวู าหนิ เกิดข้นึ ไดอ ยางไร จากกิจกรรมตอ ไปน้ี
คาบท่ี 2
ขัน้ สอน
ข้ันสํารวจคน หา
1. นักเรียนแบงกลมุ ออกเปน กลุมละ 4-5 คน จากน้ันศกึ ษาข้ันตอนการทํากิจกรรมท่ี 1 กระบวนการเกิดหินในหนังสือเรียน
วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 28
2. นกั เรียนปฏิบัตกิ ิจกรรมท่ี 1 กระบวนการเกดิ หิน ตอนท่ี 1โดยปฏบิ ัติดงั นี้
1) ใหแตละกลุมชวยกันสืบคนขอมูลเกี่ยวกับกระบวนการเกิดหินอัคนี หินตะกอน และหินแปร จากนั้นบันทึกลงใน
แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 20
2) นกั เรยี นสงตวั แทนกลุมมาจับสลากหัวขอ การนําเสนอกระบวนการเกิดหิน ดังนี้
- หวั ขอ กระบวนการเกดิ หินอคั นี
- หวั ขอ กระบวนการเกิดหนิ ตะกอน
- หวั ขอ กระบวนการหนิ แปร
3) ใหน ักเรียนวาดภาพเพือ่ อธิบายการเกิดหินตามชนิดท่จี ับสลากได ลงในกระดาษปรฟู พรอมตกแตงใหส วยงาม
(หมายเหตุ : ครเู รม่ิ ประเมนิ นกั เรียน โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทํางานกลมุ )
ขน้ั อธิบายความรู
1. นกั เรียนแตละกลุมนาํ เสนอขอ มูลกระบวนการเกดิ หินตามหัวขอท่ไี ดรบั มอบหมาย
2. นักเรียนตอบคําถามวา หินอคั นเี กิดข้ึนไดอ ยา งไร
(แนวคาํ ตอบ หนิ อัคนเี กดิ จากการรวมตัวของแรท ีเ่ ย็นตัวและตกผลึกจากหินหนดื ท่ีอณุ หภมู สิ งู )
3. ครูสาธติ กระบวนการเกดิ หินอคั นี โดยปฏิบัติดงั น้ี
1) นําเศษสีเทียนสตี างๆ ใสใ นบีกเกอรข นาด 100 mL เททรายลงไป และเตมิ น้าํ ลงไปใหท ว มทราย
2) นําไปตง้ั บนตะแกรง จดุ ตะเกียงแอลกอฮอล นักเรยี นสังเกตการเปลี่ยนแปลง
3) เม่อื สเี ทยี นหลอมละลายเรียบรอ ยแลว ดับไฟ และต้งั ท้งิ ไวใหส ีเทียนแข็งตวั ใหน กั เรยี นสังเกตการเปล่ียนแปลง
4. นักเรยี นตอบคาํ ถามวา ถา เปรยี บเทยี บสเี ทยี นตอนท่หี ลอมละลายเปน หินหนืด แลวสีเทยี นตอนทแี่ ขง็ ตัวเปน อะไร
(แนวคําตอบ หนิ อคั น)ี
5. นักเรียนสแกน QR Code เร่ืองการเกดิ หนิ อคั นีพุ ในหนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 31และรวมกันอภิปราย
เกย่ี วกับการเกิดหนิ อัคนีพุ
6. ครูอธิบายเพมิ่ เตมิ เกยี่ วกบั การเกิดหินอัคนีวา เกิดจากการเยน็ ตัวและตกผลึกของหินหนืด โดยหินอัคนีท่ีเย็นตวั ใตเ ปลือก
โลกเรียกหินอคั นกี ลุมนว้ี า หินอคั นีแทรกซอนหรอื หนิ อัคนีระดับลึก สวนหินอัคนีทแ่ี ข็งตัวบนโลก เรียกหินอัคนีกลุมนี้วา หิน
ภูเขาไฟหรือหนิ อัคนพี ุ
7. ครใู ชไมบรรทดั สับสีเทียนแตละสีใหมีขนาดเล็กๆ บนกระดาษ A4 จากน้ันนําสีเทียนที่สับเทลงในถวยซิลิโคนทีละสี แลว
บบี อดั กดทบั สเี ทยี นในถวยไปเรอื่ ยๆ จากน้ันใหน ักเรียนสงั เกตลักษณะของสีเทียน
(หมายเหตุ: ครูอาจใหน กั เรยี นมีสวนรวมในการสาธติ )
8. ครอู ธิบายเพม่ิ เติมวา สเี ทยี นท่ถี ูกบีบอดั เปรียบเหมอื นหินตะกอนหรือหินชั้น ซ่ึงหินตะกอนเกิดจากการทับถมของเศษหิน
ทผี่ ุกรอ น แลวถูกพัดพามาสะสมรวมกันทําใหตะกอนเกิดการถูกบีบอัด กดทบั และเกิดการเช่ือมประสานเมด็ ตะกอนจนทํา
ใหช้นั หินกลายเปนหินตะกอน
9. นักเรยี นตอบคําถามวา หินแปรเกดิ ข้นึ ไดอ ยา งไร
(แนวคําตอบ หินแปรเกิดจากการแปรสภาพของหินอัคนี หินตะกอน หรือหินแปร โดยมีการตกผลึกใหมของแรใน
สภาวะทเ่ี ปน ของแขง็ เนอ่ื งจากความรอ นและความดันภายในโลก)
10. ครูเปด PowerPoint เร่ือง หินในธรรมชาติ ใหนักเรียนดู เพ่ือเพิ่มเติมความเขาใจเก่ียวกับการกระบวนการเกิดหิน
จากนน้ั ใหน ักเรยี นแลกเปล่ยี นความรูเ กยี่ วกบั กระบวนการเกิดหนิ กบั สมาชกิ ในกลมุ
11. นกั เรยี นแตล ะกลมุ นาํ ความรูท่ีไดม าออกแบบและสรา งแบบจาํ ลองวัฏจกั รของหนิ
(หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมนิ นักเรียน โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล)
คาบท่ี 3
ขั้นสอน (ตอ )
ขน้ั อธิบายความรู
1. นักเรียนตอบคําถามเพื่อทบทวนความรเู ดมิ วา หินทีเ่ ยน็ ตวั ใตเ ปลอื กโลก เราเรียกหนิ กลมุ นี้วาอะไร
(แนวคาํ ตอบ หินอคั นีแทรกซอนหรอื หนิ อคั นรี ะดับลกึ )
2. นักเรียนแตละกลุมนําเสนอหนาชั้นเรียน โดยใชแบบจําลองวัฏจักรหินอธิบายเปรียบเทียบกระบวนการเกิดหินอัคนี หิน
ตะกอน และหินแปร
3. ครสู แกน QR Code 3D เรือ่ ง วฏั จักรหิน เพื่ออธิบายเก่ยี วกบั วฏั จักรหิน
4. นักเรยี นรวมกนั สรุปกจิ กรรมที่ 1 กระบวนการเกิดหิน ตอนที่ 1 วา หินอัคนีเกิดมาจากการเย็นตัวของแมกมา หินตะกอน
เกดิ มาจากการทับถมของตะกอนเม่อื ถูกแรงกดทบั และมสี ารเช่ือมประสานจึงเกิดเปนหิน หินแปร เกิดมาจากการแปรสภาพ
ของหนิ เดมิ ซงึ่ อาจเปนหนิ อคั นี หินตะกอน หรือหินแปร โดยการกระทําของความรอ น ความดนั และปฏิกริ ิยาเคมี
ขั้นสํารวจคนหา
1.แบงกลุมนักเรียนออกเปนกลมุ ละ 4-5 คน (กลุมเดมิ ) ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมที่ 1 กระบวนการเกดิ หิน ตอนท่ี 2โดยปฏิบตั ิดังนี้
1) สงตัวแทนออกมารับวัสด-ุ อุปกรณใ นการทาํ กจิ กรรม
2) แตละกลมุ ชว ยกนั สงั เกตหนิ จากชุดหินตัวอยางท่คี รูเตรยี มให
3) จําแนกหินจากชุดตัวอยางหิน โดยใชเกณฑกระบวนการเกิดหิน แลวบันทึกผลลงในแบบฝกหัดวิทยาศาสตรฯ ป.6
เลม 2 หนา 21
4) ชว ยกันนาํ ผลการจําแนกมาจัดทําในรูปแบบตางๆ เชน แผนผัง แผนภาพ ตาราง ลงในกระดาษแข็งแผนใหญ พรอม
ตกแตงใหส วยงาม
(หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนกั เรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทํางานกลุม)
ข้นั อธิบายความรู
1. ครูใหนกั เรยี นแตล ะกลมุ สง ตัวแทนนาํ เสนอผลงานหนา ชั้นเรียน
2. นักเรียนตอบคาํ ถามตอ ไปนี้
- หนิ อัคนแี ทรกซอนหรอื หนิ อัคนีระดับลึกมีลกั ษณะอยา งไร
(แนวคาํ ตอบ หนิ มีเน้อื หยาบและแนนแข็งเพราะมแี รหลายชนิดเปนสวนประกอบอยใู นเนื้อหนิ )
- หนิ ภเู ขาไฟมลี ักษณะอยา งไร
(แนวคําตอบ เนอื้ หินเปนรูพรนุ บางชนิดมเี น้ือหนิ ละเอียด)
- ลกั ษณะหินตะกอนกับหินแปรแตกตางกนั อยา งไร
(แนวคาํ ตอบ เนื้อหินตะกอนสวนใหญมีลกั ษณะเปนเม็ดตะกอน บางชนิดเปนเนื้อผลึกที่ยึดเกาะกัน บางชนิดมี
ลกั ษณะเปนช้นั ๆ สวนเนอื้ หินแปรบางชนิดผลึกแรเ รยี งตัวขนานกนั เปน แถบ บางชนดิ แซะออกเปนแผนได บาง
ชนิดมคี วามแขง็ มาก)
3. นกั เรียนรวมกนั อภิปรายและสรุปกิจกรรมที่ 1 กระบวนการเกิดหิน ตอนที่ 2 วา หินอัคนี หินตะกอน และหินแปร เปน
หินในธรรมชาติท่ีมีความสัมพันธกัน เพราะแตละประเภทมีการเปลี่ยนแปลงจากประเภทหน่ึงไปเปนอีกประเภทหนึ่ง หรือ
เปล่ียนแปลงกลับมาเปน ประเภทเดิมได แตมสี มบตั บิ างประการเปลีย่ นแปลงไป
4. นกั เรียนทํากจิ กรรมหนูตอบไดในหนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 29 บันทึกลงในสมดุ ประจําตวั นักเรยี นหรือ
ในแบบฝกหัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 22
5. นักเรยี นเตรยี มหนิ ในทอ งถนิ่ มาคนละ 1 ชนดิ เพอื่ ทํากิจกรรมในช่วั โมงถดั ไป
(หมายเหตุ : ครเู ร่ิมประเมนิ นกั เรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล)
ข้นั สอน (ตอ )
ขนั้ ขยายความเขา ใจ
6. ทบทวนความรเู ดิมนกั เรียน โดยแจกบตั รภาพหนิ ใหน กั เรียนคนละ 1 แผน จากนนั้ ใหส งั เกตลกั ษณะของหิน และจําแนก
วา เปนหนิ ชนดิ ใด ถาแปรสภาพจะกลายเปนหินชนดิ ใดหรือแปรสภาพมาจากหินชนิดใด
7. นักเรียนคนทีจ่ ับไดห ินแปรตามหาเพ่ือนทีจ่ บั ไดหนิ ที่จะกลายมาเปนหนิ แปรตามหินในบตั รภาพ
8. สมุ นกั เรียนแตล ะคนู าํ เสนอตวั อยา งการแปรสภาพของหนิ
9. นักเรียนแตละคูนําหินในทองถ่ินที่เตรียมมาวิเคราะหลักษณะของหิน แหลงที่มา และจําแนกประเภทของหิน จากนั้น
บันทกึ ลงในใบงาน 6.1 หินในทอ งถ่นิ
10. นักเรยี นแตล ะคูนาํ เสนอผลการทาํ กจิ กรรม
(หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมินนักเรยี น โดยการสงั เกตพฤติกรรมใฝเ รียนรู มุง มัน่ ในการทาํ งาน มวี นิ ัย)
ขั้นสรุป
1. นักเรียนรวมกันสรุปผลการทํากิจกรรมวา หินอัคนี หินตะกอน และหินแปร มีการเปลี่ยนแปลงจากประเภทหน่ึงไป
เปน อีกประเภทหน่งึ หรือประเภทเดิมได โดยมแี บบรูปการเปล่ียนแปลงคงทแ่ี ละตอ เนอ่ื งเปน วัฏจักร
ขนั้ ประเมิน
ข้ันตรวจสอบผล
1. ครูตรวจบันทกึ ขอมลู การทาํ กจิ กรรมท่ี 1 กระบวนการเกิดหนิ ในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 20-21
2. ครตู รวจกจิ กรรมหนตู อบไดใ นสมุดประจาํ ตวั นกั เรียนหรือในแบบฝกหดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 22
3. ครตู รวจใบงาน 6.1 หนิ ในทอ งถน่ิ
6. การวดั และประเมินผล
การวดั และประเมนิ ผล วิธกี ารวดั ผล เคร่อื งมือวดั เกณฑการประเมินผล
จดุ ประสงค 70% ขน้ึ ไป ถอื วา ผาน
เกณฑการประเมนิ
ความรคู วาม 1. เปรยี บเทียบกระบวนการเกิด 1.คําถามกระตนุ ความคิด
70% ข้ึนไป ถือวาผาน
เขาใจ (K) หนิ อคั นี หินตะกอน และหินแปร เกณฑการประเมิน
ได (K)
2. อธบิ ายวัฏจักรหินจาก
แบบจําลองได (K)
ทกั ษะ/ 1. สรางแบบจาํ ลองวัฏจักรหนิ ได 1.ใบงาน
กระบวนการ (P) (P) 2. แบบฝกหดั
คุณลกั ษณะนสิ ยั (A) 1. ยกตวั อยา งกระบวนการเกิด 1. ใบงาน 70% ขน้ึ ไป ถอื วา ผาน
หนิ ทีพ่ บในชวี ติ ประจําวนั ได (A) เกณฑการประเมนิ
7. สอื่ /แหลงการเรยี นรู
7.1 ส่ือการเรยี นรู
1) หนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีป.6 เลม 2
2) แบบฝกหัดวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยปี .6 เลม 2
3) วสั ด-ุ อปุ กรณท ี่ใชในกจิ กรรมที่ 1 กระบวนการเกดิ หิน
4) วสั ด-ุ อปุ กรณท ่ีใชในกิจกรรมสาธิตกระบวนการเกิดหิน
5) QR Code เรอื่ ง การเกดิ หนิ อคั นีพุ
6) QR Code 3D เรื่อง วัฏจกั รหิน
7) PowerPoint เรอื่ ง หินในธรรมชาติ
8) ใบงานท่ี 6.1 หินในทองถน่ิ
9) บัตรภาพหิน
10) กระดาษปรฟู
11) สมดุ ประจาํ ตัวนักเรียน
7.2 แหลงการเรยี นรู
1) หองเรียน
2) อนิ เทอรเนต็
8.กิจกรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
ลงชื่อ............................................ครูผูสอน ลงชื่อ...................................................ฝายวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงช่อื ...................................................ผูบริหาร
(...........................................................)
สปั ดาหท ี่ 6-7
โรงเรียนขจรเกยี รตพิ ัฒนา
แผนการจัดการเรียนรู
ภาคเรียนท่ี……2…/……….……... ช่ือผสู อน….…...................................................……...
กลมุ สาระการเรียนรู วทิ ยาศาสตร ชนั้ ประถมศกึ ษาปท ่ี 6 จาํ นวน 4 คาบ
หนว ยการเรียนรูท ่ี 6 หินและซากดกึ ดาํ บรรพ เรอื่ ง ประโยชนข องหินและแร (1)
1. มาตรฐานการเรียนร/ู ตวั ชีว้ ัด
ว 3.2 ป.6/2บรรยายและยกตวั อยา งการใชป ระโยชนของหนิ และแรในชีวิตประจําวนั จากขอ มลู ทร่ี วบรวมได
2. สาระสาํ คญั /ความคดิ รวบยอด
หินและแรมีประโยชนหลายอยา ง เชน นําแรมาทําเครื่องสําอาง ยาสีฟน เครื่องประดับ อุปกรณท างการแพทย นําหิน
มาใชในงานกอสรา งตาง ๆ
3. จดุ ประสงคการเรียนรู
1) บรรยายการใชประโยชนข องหนิ และแรไ ด (K)
2) นาํ หินและแรมาใชประโยชนได (P)
3) ยกตวั อยางการนําหินและแรทอ่ี ยูใ นทอ งถ่นิ มาใชป ระโยชนใ นชวี ติ ประจาํ วนั ได (A)
4. สาระการเรียนรู
สาระการเรยี นรูแ กนกลาง สาระการเรยี นรทู องถน่ิ
ประโยชนของหินและแรใ นชีวิตประจําวัน (พิจารณาตามหลกั สตู ร
สถานศกึ ษา)
5. กิจกรรมการเรียนรู
แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนคิ :5EsInstructional Model
คาบท่ี 1
ข้นั นํา
ขน้ั กระตนุ ความสนใจ
1. ทบทวนความรูเดิมชั่วโมงที่แลวโดยใหนักเรียนบอกชื่อหินชนิดตางๆ ที่รูจัก และครูเขียนชื่อหินท่ีนักเรียนบอกไวท่ีหนา
กระดาน (ชื่อหินทเ่ี ขียนหนากระดานพิจารณาจากชนิดหินในบัตรโจทยคําถามประกอบดวย หากกรณีชื่อหินบางชนิดที่นักเรียน
ไมไดบ อก ครเู ขยี นเพม่ิ เตมิ ลงไปได) ครใู หน ักเรยี นทาํ กิจกรรม บิงโกชือ่ หนิ โดยนักเรียนปฏบิ ัตดิ งั น้ี
1) จับคกู ัน แลว รบั ตารางบงิ โก เร่อื ง หนิ 1 แผนตอ คู
2) เขยี นชอ่ื หินชนดิ ตางๆ ท่ีนกั เรียนชอบหรอื รูจ ักจากหนา กระดานลงในตารางบิงโก
3) ครสู ุม เลือกบัตรโจทยคาํ ถามข้ึนมาทีละใบ จากน้ันครเู ปนคนอา นโจทยคาํ ถาม ใหนักเรยี นชว ยกันตอบ
4) ถาคาํ ตอบตรงกบั ชนดิ หนิ ทน่ี ักเรยี นเขยี นไวใ นตารางบงิ โกใหกากบาททบั
5) ถามีนักเรียนคูใดกากบาทไดตามแนวท่ีกําหนด เชน แนวตั้ง แนวนอน แนวทแยง ก็ถือวาเปนผูชนะใหยกมือ
แลวพดู วา“บิงโก”
2. นกั เรยี นยกตัวอยางการนาํ หินมาใชป ระโยชนใ นชีวิตประจําวนั ท่ีนักเรียนพบเชน ปูพื้นทางเดิน ทาํ ท่ีนง่ั ทาํ ครก
3. ครูสนทนากับนักเรียนเพ่ือเช่ือมโยงเขาสูกิจกรรมวา หินแตละชนิดมีสมบัติแตกตางกัน เชน หินบางชนิดมีความแข็งแรง
ทนทาน หินบางชนิดมีผลกึ ท่ีสวยงามซ่ึงเรานําหินมาใชป ระโยชนตางๆ มากมาย วันน้ีเราจะมาเรียนรูวาหินมีประโยชนอยางไร
จากกจิ กรรมตอ ไปน้ี
ขั้นสอน
ขนั้ สํารวจคน หา
4. นักเรียนแบงกลุมออกเปนกลุมละ 4-5 คน จากนั้นศึกษาขั้นตอนการทํากิจกรรมท่ี 2 หินมีประโยชนอยางไรใน
หนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา35
5. นักเรยี นปฏิบตั กิ ิจกรรมท่ี 2 หินมปี ระโยชนอยางไรโดยปฏบิ ัติดงั นี้
1) สงตัวแทนกลุม รบั วัสด-ุ อุปกรณใ นการทํากิจกรรม
2) ใหแ ตล ะกลมุ ชว ยกันสงั เกตผลิตภัณฑท ีท่ ํามาจากหินหรอื แรท ีค่ รูเตรียมมา จากนั้นใหแตละกลุมสืบคนขอมูล
เกย่ี วกบั ผลิตภัณฑดงั กลาววาทํามาจากหินหรอื แรช นิดใด แลว บนั ทึกผลลงในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา
24
3) รวมกันแสดงความคิดเห็นวาในชีวิตประจําวนั ของสมาชิกในกลมุ เคยใชประโยชนจากหินและแรชนิดใดบาง
จากน้ันนาํ มาจดั ทาํ รปู แบบตางๆ เชนตารางแผนผัง แผนภาพ พรอมตกแตง ใหสวยงาม
(หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยการสงั เกตพฤตกิ รรมการทํางานกลมุ )
ขน้ั อธิบายความรู
6. นักเรียนแตล ะกลมุ นําเสนอผลงานหนาชั้นเรียน
7. นกั เรียนตอบคาํ ถามตอ ไปน้ี
- หินลับมีดทํามาจากหินชนดิ ใด เพราะเหตุใดจงึ ใชห นิ ชนดิ นี้
(แนวคําตอบ หนิ ทราย เพราะลักษณะของหนิ ทรายเปน หนิ เนอื้ หยาบ และประกอบดว ยแรควอตซที่มีความแข็ง
จงึ เหมาะแกการนํามาทาํ เปนหนิ ลบั มดี )
- หากตองการทําครกหินควรเลอื กใชห ินแกรนิตหรอื หนิ ชนวน เพราะเหตใุ ด
(แนวคาํ ตอบ เลอื กใชห ินแกรนติ เพราะเปนหินทม่ี ีความแข็งแรงและสวยงาม)
8. นกั เรยี นรว มกันสรุปกิจกรรมที่ 2 หินมีประโยชนอ ยางไร วา หินสามารถนํามาใชประโยชนไดในหลายๆ ดาน เชน นําแร
มาทําเครอ่ื งสาํ อาง ยาสฟี น เครอ่ื งประดบั อปุ กรณท างการแพทย นําหนิ มาใชใ นงานกอ สรา งตา ง ๆ
9. นักเรยี นทํากจิ กรรมหนตู อบไดในหนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 35 บนั ทึกลงในสมุดประจําตัวนักเรยี นหรือ
ทําในแบบฝกหัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2หนา 25
(หมายเหตุ : ครูเรม่ิ ประเมนิ นักเรยี น โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบคุ คล)