The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงสร้างและแผนการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ป.6 เทอม 2/2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by จิรพงศ์ ไมตรีจิตร, 2020-12-07 10:44:24

โครงสร้างและแผนการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ป.6 เทอม 2/2563

โครงสร้างและแผนการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ป.6 เทอม 2/2563

คาบที่ 2

ขน้ั สอน (ตอ)

ขัน้ อธบิ ายความรู
10. ทบทวนความรูเดิมโดยใหนักเรียนแตละกลุมดูบัตรภาพหองนํ้า แลววงกลมลอมรอบผลิตภัณฑท่ีทํามาจากหินในบัตร

ภาพหองนา้ํ จากนัน้ รว มกันอภิปรายและแสดงความคดิ เห็นวา ในบัตรภาพหองน้าํ นาจะเปน หินชนดิ ใดบา ง พรอมเหตุผล
(แนวคาํ ตอบ ฝาเพดาน ผลติ มาจากแรย ปิ ซัม กําแพงหองที่กอสรางมาจากปนู ซเี มนต ผลิตมาจากหนิ ปนู ทปี่ ระกอบดว ย
แรแ คลไซตเ ปน หลกั อางลา งหนาเซรามิก ผลติ มาจากแรด ิน แรเ ฟลดส ปารและทราย พ้ืนกระเบื้องหอ งนาํ้ ที่ปดู ว ยหนิ
ออนหรือหินแกรนิต)

11. นักเรียนแบง กลมุ ออกเปนกลุมละ 4-5 คน เพ่ือทาํ กิจกรรม รอบรูเร่อื งหนิ โดยปฏิบตั ดิ งั น้ี
1) ครเู ขยี นตาราง 3x3 ทกี่ ระดาน

2) แตละกลุม จะไดหมายเลขประจาํ กลมุ เชน กลุมที่ 1 หมายเลขประจํากลมุ คือ 1
3) ครจู ะอานโจทยส ถานการณ จากนั้นใหนักเรียนรวมกันวเิ คราะหจากสถานการณท่ีครูอาน ควรใชหินหรือแรชนดิ ใด

จึงจะเหมาะสม เมอื่ ไดคาํ ตอบแลวใหร ีบยกมือ
4) กลุมท่ีตอบกอนและถูกจะไดไ ปเขยี นหมายเลขกลุมของตนเองในชอ งตารางท่กี ระดานทคี่ รูเขียนไว
5) กรณที ก่ี ลมุ ตอบกอ นตอบไมถ กู กลมุ ถัดไปมสี ิทธติ์ อบ กลุมทต่ี อบถกู จะไดสิทธไิ์ ปเขียนหมายเลขกลุมที่กระดาน
6) การเขียนหมายเลขกลุมท่ีกระดานมีเง่ือนไขวากลุมใดท่ีสามารถเขียนหมายเลขกลุมเรียงตดิ กันได 3 ตัวกอน ถือวา

กลุมน้ันเปนผูชนะ กรณีที่ไมมีกลุมใดเขียนเรียงติดกันได 3 ตัว ใหนับจํานวนตัวเลขกลมุ ในตาราง กลุมท่ีมีจํานวน
ตัวเลขกลุมบนหนากระดานมากสุดถือวาเปนผชู นะ
12. นักเรยี นรวมกนั สรุปผลการทํากจิ กรรม
13. นักเรียนแตละคนเขียนสรุปความรูเก่ียวกับเร่ืองที่ไดเรียนรูจากบทท่ี 1 ในรูปแบบตางๆ เชน แผนผังความคิด
แผนภาพ ลงในสมดุ ประจําตัวนกั เรียน
14. นักเรียนทกุ คนศึกษาแผนผังความคดิ สรุปสาระสําคญั ประจําบทท่ี 1 จากหนังสือเรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2
หนา 37 เพ่อื ตรวจสอบการเขียนสรปุ ความรูท่ีนักเรยี นทําไวใ นสมดุ ประจําตวั นักเรยี น
15. นักเรยี นทํากิจกรรมพัฒนาการเรยี นรูใ นหนังสือเรียนวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 38 บันทึกลงในสมุดประจาํ ตวั
นกั เรยี น
16. นักเรียนทํากิจกรรมฝกทักษะ ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 21 บันทึกลงในสมุดประจําตัว
นกั เรียนหรอื ทําในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 26-28
17. นักเรยี นทาํ กจิ กรรมทา ทายการคดิ ขนั้ สงู ในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 29
(หมายเหตุ : ครูเร่มิ ประเมินนักเรยี น โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทํางานรายบุคคล)
ขั้นขยายความเขาใจ
1. นักเรยี นแบงกลุม ออกเปน กลมุ ละ 4-5 คน เพอื่ ทาํ กจิ กรรมสรา งสรรคผ ลงาน โดยปฏิบตั ดิ ังน้ี
1) สงตวั แทนออกมารับใบกิจกรรม โดมิโนกระบวนการเกิดหนิ และวัสดอุ ุปกรณใ นการทาํ กจิ กรรม
2) นกั เรียนศกึ ษาข้ันตอนการทาํ กิจกรรมในใบกิจกรรมโดมิโนกระบวนการเกิดหิน และสรา งโดมิโนเพ่ือทํากิจกรรมใน
ชวั่ โมงตอ ไป

ข้นั สอน (ตอ) คาบที่ 3

ข้ันขยายความเขาใจ
1. ทบทวนความรเู ดิมของนกั เรียน โดยใหย กตวั อยางการนาํ หินมาใชประโยชนใ นชีวิตประจาํ วนั อยางนอ ย 3 ชนิด
2. นกั เรยี นแตละกลมุ นําโดมิโนของกลมุ ตนเองที่สรา งไวจ ากช่วั โมงกอ นมาเลน โดยมวี ธิ กี ารเลน ดังนี้
1) แตละกลุมแบง ผูเลนออกเปน 2 ฝา ย ฝายละเทา ๆ กนั แตละฝายหยบิ โดมโิ นไปฝา ยละ 8 ชิ้น
2) เปดแผนแรกบนกองที่เหลือ วางตรงกลางจากน้ันใหนักเรียนวางโดมิโนท่ีมีความสัมพันธกันลงไป เชนหิน
“ตะกอน” กับคําวา “ทับถม” หรือ “หินทราย”กับ “หินตะกอน” โดยมีเงื่อนไขวาผูวางตองอธิบาย
ความสัมพนั ธของ 2 ขอ ความนี้
3) เลนสลับกันไปเร่ือยๆ ถาแผน ท่ีมี ไมตรงกับแผนตรงกลางท่ีเลนอยู ใหหยิบโดมิโนใหม จนกวาจะมีฝายใดหมด
กอนหรือเหลอื นอ ยกวา ถอื วาเปนฝายชนะ
3. เมือ่ นักเรยี นแตละกลุมทาํ กจิ กรรมเรยี บรอ ยแลว ใหรว มกันแสดงความคิดเห็นเกีย่ วกบั ความรทู ่ไี ดจากการทํากิจกรรม
4. นักเรยี นนําขอมูลในใบงานที่ 6.1 หินในทองถ่ินออกมา (ใบงานท่ี 6.1 หินในทองถ่ินจากแผนฯ ท่ี 6-1 กระบวนการเกิด

หิน)และจับคูกับเพ่ือนคนเดมิ ชวยกนั แสดงความคิดเหน็ วา หินชนิดนีส้ ามารถนําไปใชป ระโยชนไ ดอ ยา งไรบา ง
5. นกั เรียนรวมกันออกแบบการนําหินท่ีมีอยูในทองถิ่นไปใชประโยชนโดยเลือกชนิดหินจากใบงานท่ี 6.1หินในทองถ่ิน โดย

เลือกหนิ ชนิดใดชนดิ หนึง่ กไ็ ด แลว วาดภาพหรือเขียนบันทึกลงในสมุดประจําตัวนักเรียน เชน นําหินพัมมิซใสในตูปลา เพื่อเปนที่
อยูอาศัยของจลุ ินทรีย

6. นําผลงานท่อี อกแบบไปปฏบิ ตั ิจรงิ และรายงานผลใหครฟู งนอกเวลาเรียน
(หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมนิ นักเรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมใฝเ รยี นรู มงุ ม่ันในการทํางาน มีวนิ ัย)

คาบท่ี 4

ขัน้ สรุป

1. นักเรียนรวมกันสรุปผลการทํากิจกรรมวา หินและแรมีประโยชนหลายอยาง เชน นําแรมาทําเครื่องสําอาง ยาสีฟน
เครอ่ื งประดบั อุปกรณท างการแพทย นําหินมาใชในงานกอ สรา งตาง ๆ

ขั้นประเมนิ

ขน้ั ตรวจสอบผล
1. ครูตรวจบันทึกขอมูลการทํากิจกรรมท่ี 2 หินมปี ระโยชนอยางไรในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 24
2. ครูตรวจกจิ กรรมหนูตอบไดใ นสมดุ ประจาํ ตวั นักเรยี นหรือในแบบฝกหัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 25
3. ครตู รวจแผนผงั ความคิด สรปุ สาระสําคัญ ประจําบทท่ี 1 ในสมุดประจาํ ตัวนักเรียน
3. ครูตรวจกจิ กรรมพฒั นาการเรียนรใู นสมดุ ประจาํ ตัวนักเรยี น
4. ครตู รวจกิจกรรมฝกทกั ษะในสมุดประจําตวั นักเรยี น หรือทําในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 26-28
5. ครูตรวจกิจกรรมทาทายการคิดขั้นสูง ในแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 29
6. ครปู ระเมินผลงานโดมโิ นกระบวนการเกดิ หิน ในกจิ กรรมสรางสรรคผ ลงาน

6. การวดั และประเมินผล

การวัดและประเมนิ ผล วิธกี ารวดั ผล เครอื่ งมือวดั เกณฑการประเมนิ ผล

จุดประสงค 1.คําถามกระตนุ 70% ขึ้นไป ถือวาผาน
ความคดิ เกณฑการประเมนิ
ความรคู วาม 1. บรรยายการใชป ระโยชนข องหิน

เขาใจ (K) และแรไ ด (K)

ทักษะ/ 1. นําหนิ และแรมาใชป ระโยชนได (P) แบบบันทกึ กจิ กรรม 70% ขึ้นไป ถอื วาผา น

กระบวนการ (P) เกณฑการประเมนิ

คุณลักษณะนสิ ัย (A) 1. ยกตัวอยางการนําหินและแรท อี่ ยู 1. แบบสังเกต 70% ขึ้นไป ถือวา ผา น
ในทอ งถน่ิ มาใชประโยชนใน พฤติกรรม เกณฑการประเมิน

ชวี ติ ประจําวันได (A)

7. ส่อื /แหลงการเรียนรู
7.1 ส่อื การเรยี นรู
1. หนังสือเรยี นวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยปี .6 เลม 2

2. แบบฝกหดั วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีป.6 เลม 2

3. วัสด-ุ อุปกรณท ใี่ ชใ นกิจกรรมที่ 2 หินมปี ระโยชนอยางไร
4. วัสด-ุ อุปกรณท ใี่ ชใ นกจิ กรรมสรา งสรรคผลงาน

5. ตารางบงิ โก เรอ่ื งหนิ

6. โจทยค าํ ถาม เรื่องหิน
7. โจทยส ถานการณ

8. บัตรภาพหอ งนํา้

9. สมดุ ประจําตัวนกั เรียน
7.2 แหลงการเรยี นรู

1. หองเรยี น

2. หองสมดุ
3. อินเทอรเ นต็

8.กจิ กรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................

.........................................................................................................................................................................................................

ลงชอ่ื ............................................ครผู สู อน ลงชอ่ื ...................................................ฝายวชิ าการ

(...........................................................) (...........................................................)

ลงชื่อ...................................................ผบู ริหาร
(...........................................................)

สปั ดาหท่ี 7-8

โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ฒั นา

แผนการจัดการเรยี นรู

ภาคเรยี นท่ี……2…/……….……... ช่อื ผูสอน….…...................................................……...
กลมุ สาระการเรยี นรู วทิ ยาศาสตร ชนั้ ประถมศกึ ษาปท ่ี 6 จํานวน 3 คาบ
หนวยการเรียนรูท ่ี 6 หินและซากดกึ ดําบรรพ เร่ือง ประโยชนข องหินและแร (2)

1. มาตรฐานการเรยี นร/ู ตัวชีว้ ดั
ว 3.2 ป.6/2บรรยายและยกตัวอยางการใชป ระโยชนข องหนิ และแรในชีวิตประจําวันจากขอ มลู ที่รวบรวมได

2. สาระสาํ คัญ/ความคดิ รวบยอด
หินและแรมีประโยชนหลายอยา ง เชน นําแรม าทําเครื่องสําอาง ยาสีฟน เคร่ืองประดับ อุปกรณทางการแพทย นําหิน
มาใชในงานกอสรา งตาง ๆ

3. จุดประสงคก ารเรียนรู
1) บรรยายการใชป ระโยชนข องหนิ และแรไ ด (K)
2) นําหนิ และแรมาใชประโยชนได (P)
3) ยกตัวอยางการนาํ หินและแรท่ีอยใู นทองถ่ินมาใชป ระโยชนในชีวิตประจําวนั ได (A)

4. สาระการเรยี นรู

สาระการเรียนรูแกนกลาง สาระการเรียนรูทอ งถน่ิ

ประโยชนข องหินและแรใ นชวี ติ ประจาํ วนั (พิจารณาตามหลกั สตู ร

สถานศกึ ษา)

5. กจิ กรรมการเรยี นรู

แนวคิด/รูปแบบการสอน/วธิ กี ารสอน/เทคนิค :5EsInstructional Model

คาบที่ 1

ขัน้ นํา

ข้นั กระตุนความสนใจ
1. ทบทวนความรูเดิมชั่วโมงที่แลวโดยใหนักเรียนบอกชื่อหินชนิดตางๆ ท่ีรูจัก และครูเขียนช่ือหินที่นักเรียนบอกไวท่ีหนา
กระดาน (ชอื่ หินท่ีเขียนหนากระดานพิจารณาจากชนิดหินในบัตรโจทยคําถามประกอบดว ย หากกรณีชื่อหินบางชนิดที่นักเรียน
ไมไดบ อก ครูเขียนเพ่ิมเติมลงไปได) ครใู หนกั เรยี นทํากจิ กรรม บิงโกชอ่ื หิน โดยนกั เรยี นปฏิบัตดิ งั น้ี

1) จับคูกัน แลวรบั ตารางบิงโก เร่อื ง หนิ 1 แผน ตอคู
2) เขียนชอ่ื หินชนิดตางๆ ทนี่ ักเรยี นชอบหรอื รูจักจากหนากระดานลงในตารางบิงโก

3) ครูสุม เลือกบตั รโจทยค าํ ถามข้นึ มาทีละใบ จากนนั้ ครเู ปนคนอา นโจทยคําถาม ใหนกั เรียนชวยกนั ตอบ
4) ถา คาํ ตอบตรงกบั ชนดิ หินท่ีนักเรียนเขยี นไวใ นตารางบงิ โกใหก ากบาททับ
5) ถามีนกั เรยี นคใู ดกากบาทไดต ามแนวทีก่ ําหนด เชน แนวต้ัง แนวนอน แนวทแยง ก็ถือวาเปนผูช นะใหยกมือแลว
พูดวา “บิงโก”
2. นกั เรยี นยกตัวอยา งการนาํ หินมาใชประโยชนใ นชวี ิตประจําวนั ทีน่ กั เรียนพบเชน ปพู น้ื ทางเดิน ทาํ ที่นั่ง ทําครก
3. ครูสนทนากับนักเรียนเพื่อเชื่อมโยงเขาสูกิจกรรมวา หินแตละชนิดมีสมบัติแตกตางกัน เชน หินบางชนิดมีความแข็งแรง
ทนทาน หินบางชนิดมีผลกึ ที่สวยงามซึ่งเรานําหินมาใชป ระโยชนตางๆ มากมาย วันนี้เราจะมาเรียนรูวาหินมีประโยชนอยางไร
จากกจิ กรรมตอไปนี้

ขั้นสอน

ขนั้ สํารวจคน หา
4. นักเรียนแบงกลุมออกเปนกลุมละ 4-5 คน จากน้ันศึกษาขั้นตอนการทํากิจกรรมท่ี 2 หินมีประโยชนอยางไรใน

หนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 35
5. นักเรียนปฏิบัตกิ จิ กรรมท่ี 2 หินมีประโยชนอยา งไรโดยปฏิบัติดงั น้ี
1) สงตัวแทนกลมุ รับวัสด-ุ อุปกรณใ นการทาํ กิจกรรม
2) ใหแ ตละกลมุ ชวยกนั สงั เกตผลติ ภณั ฑท ที่ ํามาจากหินหรอื แรท่ีครูเตรียมมา จากน้ันใหแตละกลุมสืบคนขอมูล
เกย่ี วกบั ผลติ ภัณฑดังกลาววา ทาํ มาจากหนิ หรอื แรชนิดใด แลว บนั ทกึ ผลลงในแบบฝกหัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา
24
3) รว มกันแสดงความคิดเห็นวาในชีวิตประจําวนั ของสมาชิกในกลมุ เคยใชประโยชนจากหินและแรชนิดใดบาง
จากนัน้ นาํ มาจดั ทาํ รปู แบบตางๆ เชน ตารางแผนผงั แผนภาพ พรอมตกแตง ใหส วยงาม
(หมายเหตุ : ครูเรม่ิ ประเมินนักเรยี น โดยการสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลุม )

ขน้ั อธิบายความรู
6. นักเรียนแตละกลมุ นําเสนอผลงานหนาช้ันเรียน
7. นกั เรียนตอบคาํ ถามตอ ไปน้ี
- หนิ ลบั มีดทํามาจากหินชนดิ ใด เพราะเหตใุ ดจงึ ใชห ินชนิดน้ี
(แนวคาํ ตอบ หนิ ทราย เพราะลักษณะของหินทรายเปนหินเน้อื หยาบ และประกอบดวยแรควอตซท่ีมีความแข็ง
จึงเหมาะแกการนํามาทาํ เปน หินลับมดี )
- หากตอ งการทําครกหินควรเลอื กใชห ินแกรนิตหรือหินชนวน เพราะเหตุใด
(แนวคาํ ตอบ เลอื กใชห ินแกรนิต เพราะเปนหนิ ท่มี ีความแข็งแรงและสวยงาม)
8. นกั เรยี นรว มกันสรุปกิจกรรมท่ี 2 หินมีประโยชนอ ยางไร วา หินสามารถนํามาใชประโยชนไดในหลายๆ ดาน เชน นําแร

มาทําเครอ่ื งสาํ อาง ยาสีฟน เครอ่ื งประดบั อุปกรณท างการแพทย นําหินมาใชใ นงานกอ สรางตา ง ๆ
9. นักเรยี นทํากิจกรรมหนตู อบไดใ นหนังสือเรียนวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 35 บันทึกลงในสมดุ ประจําตวั นักเรียนหรือ

ทําในแบบฝกหัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2หนา 25
(หมายเหตุ : ครเู ร่ิมประเมนิ นักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบคุ คล)

คาบท่ี 2

ขนั้ สอน (ตอ )

ข้ันอธบิ ายความรู
10. ทบทวนความรูเดิมโดยใหนักเรียนแตละกลุมดูบัตรภาพหองน้ํา แลววงกลมลอมรอบผลิตภัณฑท่ีทํามาจากหินในบัตร

ภาพหอ งน้ํา จากนนั้ รวมกนั อภิปรายและแสดงความคิดเห็นวา ในบตั รภาพหอ งนํ้านาจะเปนหนิ ชนิดใดบาง พรอมเหตผุ ล
(แนวคาํ ตอบ ฝาเพดาน ผลิตมาจากแรยปิ ซัม กําแพงหองที่กอ สรางมาจากปูนซเี มนต ผลิตมาจากหินปนู ท่ปี ระกอบดวย
แรแ คลไซตเ ปนหลกั อางลางหนา เซรามิก ผลิตมาจากแรด ิน แรเ ฟลดส ปารแ ละทราย พ้ืนกระเบื้องหอ งนา้ํ ท่ีปูดว ยหิน
ออนหรอื หนิ แกรนติ )

11. นักเรยี นแบงกลุม ออกเปนกลมุ ละ 4-5 คน เพื่อทํากิจกรรม รอบรูเร่อื งหิน โดยปฏบิ ตั ดิ งั นี้
1) ครูเขยี นตาราง 3x3 ทีก่ ระดาน
2) แตล ะกลุมจะไดหมายเลขประจํากลุม เชน กลุมที่ 1 หมายเลขประจาํ กลุม คือ 1
3) ครจู ะอา นโจทยสถานการณ จากน้ันใหน ักเรียนรว มกันวเิ คราะหจ ากสถานการณท ่คี รูอาน ควรใชหินหรอื แรชนดิ ใดจึง
จะเหมาะสม เม่ือไดคําตอบแลว ใหรีบยกมอื
4) กลมุ ทตี่ อบกอ นและถกู จะไดไ ปเขยี นหมายเลขกลุม ของตนเองในชองตารางทก่ี ระดานทค่ี รเู ขยี นไว
5) กรณที ีก่ ลุมตอบกอนตอบไมถ ูกกลุมถัดไปมสี ิทธ์ติ อบ กลมุ ทตี่ อบถูกจะไดส ทิ ธไ์ิ ปเขยี นหมายเลขกลุมท่ีกระดาน
6) การเขียนหมายเลขกลุมที่กระดานมีเง่ือนไขวากลุมใดที่สามารถเขียนหมายเลขกลุมเรยี งตดิ กันได 3 ตัวกอน ถือวา
กลมุ นนั้ เปนผชู นะ กรณีที่ไมม ีกลุม ใดเขยี นเรยี งตดิ กันได 3 ตัว ใหนับจํานวนตัวเลขกลุมในตาราง กลุมที่มจี ํานวนตัวเลข
กลุมบนหนากระดานมากสุดถอื วาเปน ผชู นะ

12. นักเรียนรว มกันสรุปผลการทาํ กิจกรรม
13. นักเรยี นแตละคนเขียนสรปุ ความรูเ กี่ยวกบั เรือ่ งทีไ่ ดเ รียนรจู ากบทที่ 1 ในรูปแบบตางๆ เชน แผนผังความคิด แผนภาพ ลงใน
สมดุ ประจําตวั นักเรียน
14. นักเรียนทุกคนศกึ ษาแผนผงั ความคิด สรุปสาระสําคัญ ประจําบทที่ 1 จากหนงั สือเรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 37
เพอ่ื ตรวจสอบการเขยี นสรุปความรูทน่ี กั เรยี นทําไวในสมุดประจาํ ตัวนกั เรยี น
15. นกั เรยี นทาํ กจิ กรรมพัฒนาการเรยี นรใู นหนังสอื เรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 38 บนั ทึกลงในสมุดประจาํ ตวั นกั เรียน
16. นกั เรียนทาํ กจิ กรรมฝก ทกั ษะ ในหนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 21 บันทึกลงในสมุดประจําตัวนักเรียนหรือทํา
ในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 26-28
17. นกั เรียนทาํ กจิ กรรมทา ทายการคดิ ขั้นสงู ในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 29

(หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมนิ นกั เรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล)
ขนั้ ขยายความเขาใจ
1. นกั เรยี นแบงกลุมออกเปนกลุม ละ 4-5 คน เพื่อทํากจิ กรรมสรางสรรคผ ลงาน โดยปฏิบัติดังน้ี

3) สงตัวแทนออกมารบั ใบกิจกรรม โดมิโนกระบวนการเกิดหนิ และวสั ดุอุปกรณใ นการทํากจิ กรรม
4) นักเรยี นศกึ ษาข้ันตอนการทํากิจกรรมในใบกิจกรรมโดมิโนกระบวนการเกิดหิน และสรางโดมิโนเพ่ือทํากิจกรรมใน

ชัว่ โมงตอ ไป

คาบท่ี 3

ขัน้ สอน (ตอ )

ขัน้ ขยายความเขา ใจ
1. ทบทวนความรูเ ดิมของนกั เรยี น โดยใหย กตัวอยางการนําหินมาใชป ระโยชนใ นชีวติ ประจําวนั อยางนอย 3 ชนดิ
2. นกั เรยี นแตล ะกลุม นาํ โดมิโนของกลุม ตนเองทส่ี รางไวจ ากช่วั โมงกอนมาเลน โดยมีวิธกี ารเลน ดังนี้
1) แตล ะกลุมแบง ผูเลน ออกเปน 2 ฝาย ฝา ยละเทาๆ กัน แตละฝายหยิบโดมโิ นไปฝายละ 8 ชน้ิ
2) เปดแผนแรกบนกองท่ีเหลือ วางตรงกลางจากน้ันใหนักเรียนวางโดมิโนที่มีความสัมพันธกันลงไป เชนหิน
“ตะกอน” กับคาํ วา “ทบั ถม” หรือ “หินทราย”กับ “หินตะกอน” โดยมีเงื่อนไขวาผูวางตองอธิบายความสัมพันธของ 2
ขอ ความน้ี
3) เลนสลับกันไปเร่ือยๆ ถาแผนที่มี ไมตรงกับแผนตรงกลางที่เลนอยู ใหหยิบโดมโิ นใหม จนกวาจะมีฝายใดหมด
กอนหรอื เหลอื นอยกวาถือวาเปนฝายชนะ
3. เมอื่ นักเรียนแตล ะกลมุ ทาํ กิจกรรมเรียบรอ ยแลว ใหร วมกันแสดงความคดิ เห็นเกี่ยวกับความรทู ่ไี ดจ ากการทาํ กิจกรรม
4. นักเรยี นนําขอมูลในใบงานที่ 6.1 หินในทองถ่ินออกมา (ใบงานที่ 6.1 หินในทองถิ่นจากแผนฯ ที่ 6-1 กระบวนการเกิด

หนิ )และจับคูก บั เพือ่ นคนเดิม ชวยกันแสดงความคิดเหน็ วา หินชนิดนี้สามารถนาํ ไปใชประโยชนไ ดอ ยางไรบา ง
5. นกั เรียนรวมกันออกแบบการนําหินที่มีอยูในทอ งถิ่นไปใชประโยชนโดยเลือกชนดิ หินจากใบงานท่ี 6.1หินในทองถิ่น โดย

เลอื กหนิ ชนดิ ใดชนดิ หนึง่ ก็ได แลววาดภาพหรอื เขียนบนั ทกึ ลงในสมุดประจําตัวนักเรียน เชน นาํ หินพัมมิซใสในตูป ลา เพื่อเปนที่
อยูอาศยั ของจุลินทรีย

6. นําผลงานทอ่ี อกแบบไปปฏบิ ัติจรงิ และรายงานผลใหครูฟง นอกเวลาเรยี น
(หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมนิ นกั เรยี น โดยการสังเกตพฤตกิ รรมใฝเรียนรู มงุ มน่ั ในการทาํ งาน มีวินัย)

ขัน้ สรปุ

1. นักเรียนรวมกันสรุปผลการทํากิจกรรมวา หินและแรมีประโยชนหลายอยาง เชน นําแรมาทําเครื่องสําอาง ยาสีฟน
เครื่องประดบั อปุ กรณทางการแพทย นาํ หนิ มาใชในงานกอ สรา งตาง ๆ

ข้ันประเมนิ

ขัน้ ตรวจสอบผล
1. ครตู รวจบันทึกขอมูลการทํากิจกรรมท่ี 2 หินมีประโยชนอยางไรในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 24
2. ครตู รวจกิจกรรมหนูตอบไดในสมดุ ประจาํ ตวั นักเรียนหรือในแบบฝกหดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 25
3. ครูตรวจแผนผังความคดิ สรปุ สาระสาํ คญั ประจําบทท่ี 1 ในสมดุ ประจาํ ตัวนักเรยี น
7. ครตู รวจกิจกรรมพัฒนาการเรียนรใู นสมดุ ประจาํ ตัวนักเรยี น
8. ครูตรวจกจิ กรรมฝก ทักษะในสมดุ ประจําตัวนักเรียน หรือทําในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 26-28
9. ครูตรวจกจิ กรรมทาทายการคิดขั้นสงู ในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 29
10. ครูประเมนิ ผลงานโดมโิ นกระบวนการเกดิ หิน ในกิจกรรมสรา งสรรคผลงาน

6. การวดั และประเมนิ ผล

การวดั และประเมนิ ผล วธิ ีการวดั ผล เครอื่ งมือวดั เกณฑการประเมินผล

จดุ ประสงค 1.คําถามกระตนุ 70% ขึ้นไป ถอื วา ผาน
ความคดิ เกณฑการประเมนิ
ความรูความ 1. บรรยายการใชประโยชนของหิน

เขา ใจ (K) และแรไ ด (K)

ทักษะ/ 1. นาํ หนิ และแรม าใชประโยชนได (P) แบบบันทกึ กจิ กรรม 70% ขนึ้ ไป ถอื วา ผา น

กระบวนการ (P) เกณฑการประเมนิ

คณุ ลกั ษณะนสิ ยั (A) 1. ยกตวั อยางการนําหินและแรทีอ่ ยู 1. แบบสังเกต 70% ขนึ้ ไป ถอื วาผาน
ในทองถ่นิ มาใชประโยชนใน พฤติกรรม เกณฑการประเมิน

ชวี ติ ประจาํ วันได (A)

7. สือ่ /แหลง การเรียนรู
7.1 สื่อการเรยี นรู

1. หนังสอื เรียนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยปี .6 เลม 2

2. แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยปี .6 เลม 2
3. วัสด-ุ อุปกรณท ใ่ี ชใ นกิจกรรมท่ี 2 หนิ มีประโยชนอยางไร

4. วสั ด-ุ อุปกรณท ี่ใชใ นกจิ กรรมสรา งสรรคผลงาน

5. ตารางบิงโก เร่ืองหนิ
6. โจทยค ําถาม เร่ืองหิน

7. โจทยส ถานการณ

8. บัตรภาพหอ งนา้ํ
9. สมดุ ประจาํ ตัวนักเรียน

7.2 แหลงการเรยี นรู

1. หองเรยี น
2. หองสมุด

3. อินเทอรเน็ต

8.กิจกรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................

.........................................................................................................................................................................................................

ลงช่อื ............................................ครูผสู อน ลงชอื่ ...................................................ฝา ยวิชาการ

(...........................................................) (...........................................................)

ลงชื่อ...................................................ผบู ริหาร
(...........................................................)

สัปดาหท่ี 8-9

โรงเรียนขจรเกียรติพัฒนา

แผนการจัดการเรยี นรู

ภาคเรยี นที่……2…/………..……... ชื่อผสู อน….…...................................................……...
กลุมสาระการเรยี นรู วิทยาศาสตร ช้ันประถมศกึ ษาปท ่ี 6 จํานวน 4 คาบ
หนวยการเรียนรทู ่ี 6 หินและซากดกึ ดําบรรพ เรือ่ ง กระบวนการเกิดซากดกึ ดาํ บรรพ (1)

1. มาตรฐานการเรียนร/ู ตวั ชี้วัด
ว 3.2 ป.6/3สรางแบบจําลองท่ีอธิบายการเกิดซากดึกดําบรรพและคาดคะเนสภาพแวดลอมในอดีตของซากดึกดํา

บรรพ

2. สาระสําคญั /ความคดิ รวบยอด
ซากดกึ ดาํ บรรพเ กดิ จากการทับถม หรือการประทบั รอยของส่งิ มีชีวิตในอดตี จนเกิดเปนโครงสรางของซากหรือรองรอย

ของส่งิ มีชีวิตท่ีปรากฏอยูในหิน ประเทศไทยพบซากดึกดําบรรพที่หลากหลาย เชน พืช ปะการัง หอย ปลา เตา ไดโนเสาร
รอยเทา สัตว

ซากดกึ ดําบรรพสามารถใชเ ปนหลกั ฐานชวยอธบิ ายสภาพแวดลอ มของพื้นท่ีในอดีตขณะเกิดส่ิงมชี วี ิตน้ัน เชนถาพบซาก

ดึกดําบรรพของหอยน้ําจืด สภาพแวดลอมบริเวณน้ันอาจเคยเปนแหลงน้ําจืดมากอน และถาพบซากดึกดําบรรพของพืช
สภาพแวดลอมบริเวณนั้นอาจเคยเปนปามากอน นอกจากน้ีซากดึกดําบรรพยังสามารถใชระบุอายุของหิน และเปนขอมูลใน

การศกึ ษาวิวัฒนาการของส่ิงมีชีวติ

3. จดุ ประสงคการเรียนรู
1) อธบิ ายการเกดิ ซากดึกดําบรรพได (K)

2) คาดคะเนสภาพแวดลอมในอดตี ของซากดึกดําบรรพได (K)
3) สรางแบบจําลองท่อี ธิบายการเกดิ ซากดึกดาํ บรรพได (P)

4) ยกตัวอยา งการนําความรเู รื่องซากดกึ ดาํ บรรพมาใชประโยชนใ นชีวิตประจาํ วันได( A)

4. สาระการเรียนรู

สาระการเรียนรแู กนกลาง สาระการเรยี นรูท อ งถ่ิน

ซากดึกดําบรรพเ กดิ จากการทับถมหรือการประทับรอยของสงิ่ มชี วี ิตใน (พิจารณาตามหลักสตู รสถานศึกษา)

อดตี จนเกิดเปน โครงสรางของซากหรือรองรอยของสิ่งมชี ีวิตท่ปี รากฏอยูใน

หนิ

5. กิจกรรมการเรยี นรู

แนวคิด/รูปแบบการสอน/วธิ กี ารสอน/เทคนิค :5EsInstructional Model

คาบท่ี 1

ขนั้ นํา

ขน้ั กระตุนความสนใจ
1. ทบทวนความรเู ดมิ โดยตง้ั คาํ ถามกับนักเรียนดังน้ี อาจพบซากดึกดําบรรพใ นหินชนิดใด เพราะเหตใุ ด

(แนวคําตอบ สามารถพบซากดึกดําบรรพไดในหินตะกอน เมื่อสิ่งมีชีวิตลมตายลง สวนที่เปนเนื้อเย่ือจะผุพังสลายไป
เหลือแตสวนท่ีเปนโครงสรางแข็งและบางครัง้ บางชิ้นสวนอาจมีไมครบ เน่ืองจากเกิดการผพุ ังและพัดพาไปของตะกอน
เกิดการทับถมและฝงตัวอยใู นชัน้ หิน)

2. นกั เรยี นดูภาพในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 41 ครูอธบิ ายเพิ่มเติมวา ในภาพคือภาพซากดึกดําบรรพและ
ตอบคาํ ถามตอไปนี้

- นกั เรียนคิดวาในภาพคือสิ่งมีชีวิตชนิดใด และนาจะมอี ายปุ ระมาณเทาไร
(แนวคาํ ตอบ ตามความคิดเห็นของนกั เรียนเชน ปลานาจะมอี ายุประมาณ 1 หมน่ื ปขนึ้ ไป)

- ซากดึกดาํ บรรพค อื อะไร
(แนวคาํ ตอบคือหินท่ีเก็บรักษาซากส่ิงมีชีวิตโบราณหรือรองรอยของการดํารงชีวิตของส่ิงมีชีวิตเหลานี้ไดเปน
อยางดี ไมวาจะเปนพืช สัตว แบคทีเรีย สวนของละอองเกสร หรือแมแตรอยเทาตาง ๆ ซึ่งถูกแปรสภาพและ
เกบ็ รกั ษาไวด วยกระบวนการทางธรรมชาตใิ นชั้นหินใตเปลอื กโลก)

- การศกึ ษาเกี่ยวกบั ซากดกึ ดําบรรพม ีประโยชนอ ยางไร
(แนวคาํ ตอบ ตอบตามความคดิ เห็นของนักเรียนอยา งอิสระ เชน เพือ่ ศกึ ษาเกย่ี วกบั สัตวท่ีสญู พันธไุ ปแลว)

3. นักเรียนอานกิจกรรมชวนอานชวนคิดกอนเรียน ตอน ไมก ลายเปนหิน ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2หนา 42
และตอบคาํ ถามชวนตอบ ดังน้ี

- เพอื่ นๆ คิดวา ซากดกึ ดําบรรพเ กิดขนึ้ ไดอ ยางไร และมปี จจยั ใดเก่ยี วของบา ง
(แนวคําตอบ ซากดึกดําบรรพเกิดจากการทับถมหรือประทับรอยของส่ิงมีชีวิตในอดีต แลวผานกระบวนการ
เปล่ียนแปลงทางธรรมชาติ จนทําใหกลายเปนโครงสรางของซากหรือรองรอยของส่ิงมีชีวิต โดยปจจัยที่
เกี่ยวขอ งในการเกิดซากดึกดาํ บรรพไดแก องคป ระกอบของส่ิงมชี ีวติ อณุ หภมู ิ ระยะเวลาการทับถม)

4. นักเรียนดูตัวอยางซากดึกดําบรรพในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 43 จากน้ันครูสนทนากับนักเรียนเพื่อ
เช่ือมโยงเขาสูกิจกรรมการเรียนรูวา วันนี้เราจะมาเรียนรูเกี่ยวกับซากดึกดําบรรพวา เกิดขึ้นไดอยางไร การคนพบซากดึกดํา
บรรพตางๆ มปี ระโยชนห รือไม อยางไร เราจะไดทราบคาํ ตอบจากการทาํ กิจกรรมตอไปนี้

ขั้นสอน
ขน้ั สํารวจคนหา

1. นกั เรยี นแบงกลุมออกเปน กลุม ละ 4-5 คน จากนนั้ ศกึ ษาขน้ั ตอนการทาํ กจิ กรรมท่ี 1 สรางแบบจําลอง ซากดึกดํา

บรรพใ นหนังสอื เรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 44-45
2. นักเรยี นปฏบิ ัตกิ จิ กรรมที่ 1 สรางแบบจําลองซากดกึ ดําบรรพ ตอนท่ี 1 โดยปฏบิ ัติดังน้ี

1) สง ตัวแทนออกมารับวัสด-ุ อุปกรณใ นการทํากิจกรรม

2) สบื คนขอ มลู เก่ียวกบั ซากดกึ ดําบรรพในหนงั สอื และแหลงเรียนรูอ่นื ๆ
3) ออกแบบแบบจําลองซากดกึ ดาํ บรรพ แลว บนั ทึกผลลงแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 31

4) สรางแบบจําลองโดยปฏบิ ัตติ ามข้นั ตอนสรา งแบบจําลองในหนังสอื เรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 44-45

(หมายเหตุ : ครเู รม่ิ ประเมนิ นักเรยี น โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานกลมุ )

ข้นั อธิบายความรู
1. นกั เรียนแตละกลมุ นําเสนอผลการทาํ กิจกรรมที่ 1 สรา งแบบจําลองซากดกึ ดาํ บรรพ ตอนที่ 1 ในประเดน็ ตอ ไปน้ี

5) ผลงานแบบจําลอง
6) อธบิ ายการเกิดซากดกึ ดําบรรพ โดยใชแบบจาํ ลอง
2. นักเรียนรวมกันสรุปกิจกรรมท่ี 1 สรางแบบจําลองซากดึกดําบรรพ ตอนท่ี 1 วา ซากดึกดําบรรพเกิดจากการทับถมหรือการ
ประทับรอยของสง่ิ มชี วี ิตในอดตี จนเกดิ เปน โครงสรา งของซากหรือรองรอยของสิ่งมีชวี ิตทปี่ รากฏอยใู นหนิ
(หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมินนักเรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบคุ คล)

คาบท่ี 2

ข้นั สอน (ตอ )

ขน้ั สํารวจคน หา
1. ทบทวนความรเู ดมิ ของนักเรียน โดยครแู จกบัตรภาพซากดึกดาํ บรรพใหนกั เรียนคนละ 1 แผน จากนั้นสุมนักเรียนบางคน

ใหอธบิ ายวา กระบวนการเกดิ ซากดกึ ดาํ บรรพตามบัตรภาพซากดึกดาํ บรรพท ี่ไดร บั เกิดขน้ึ ไดอยางไร
2. นักเรียนจับกลุม 5-6 คน โดยมีเง่ือนไขการจับกลุม วา สมาชิกในกลุมตองไมมีบัตรภาพซากดึกดําบรรพซ้ํากัน จากน้ันให
นกั เรยี นปฏบิ ตั ิกิจกรรมท่ี 1 สรา งแบบจําลองซากดึกดําบรรพ ตอนท่ี 2 โดยปฏบิ ตั ดิ ังนี้
4) สงั เกตบัตรภาพซากดกึ ดาํ บรรพ
5) รวมแสดงความคิดเห็นวา สภาพแวดลอมในอดีตของซากดึกดําบรรพในบัตรภาพเคยเปนแหลงนํ้าจืด
แหลง น้าํ เคม็ หรือเปนปา แลว บนั ทึกผลในแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 33
(หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมนิ นักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลมุ )

ขน้ั อธิบายความรู
1. นักเรียนแตล ะกลุมสง ตัวแทนนําเสนอผลการทาํ กิจกรรมหนาชัน้ เรียน
2. นักเรียนตอบคําถามตอไปนี้ ถาเราพบซากดึกดําบรรพของเปลือกหอยทะเลบนภูเขา นักเรียนคาดวา สภาพแวดลอมใน

อดตี ของซากดึกดาํ บรรพเปลอื กหอยเปน อยา งไร
(แนวคาํ ตอบ เปน ทะเล เนือ่ งจากหอยเปน สัตวท ีอ่ ยใู นทะเล ภูเขาน้ใี นอดีตอาจจมอยใู ตทอ งทะเลก็เปน ได)

3. นกั เรยี นรว มกันอภปิ รายและสรุปกจิ กรรมท่ี 1 สรางแบบจําลองซากดึกดําบรรพตอนที่ 2 วา ซากดกึ ดําบรรพสามารถใช
เปนหลักฐานท่ีชวยอธิบายสภาพแวดลอมของพ้ืนท่ีในอดีตขณะเกิดส่ิงมีชีวิตนั้น เชน หากพบซากดึกดําบรรพของหอยนํ้าจืด
สภาพแวดลอมบรเิ วณนน้ั อาจเคยเปน แหลง นาํ้ จืดมากอน และหากพบซากดกึ ดําบรรพของพืช สภาพแวดลอมบริเวณนัน้ อาจเคย
เปนปามากอ น

4. ใหน กั เรยี นรว มกันสังเกตบัตรภาพซากดึกดําบรรพ ศึกษาเก่ียวกับประเภทของซากดึกดําบรรพในหนังสือเรียนหรือแหลง
เรียนรอู นื่ ๆ จากน้ันนาํ ขอมลู มาแบงประเภทซากดกึ ดําบรรพ

5. นกั เรยี นรว มสรปุ ผลการทํากจิ กรรมวา ประเภทของซากดึกดําบรรพแบงออกเปน 3 ประเภท ไดแก ซากดึกดําบรรพสัตว
ซากดึกดําบรรพพชื และซากดึกดําบรรพร อ งรอย

9. นักเรยี นทาํ กิจกรรมหนูตอบไดในหนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 45 บันทกึ ลงในสมดุ ประจําตัวนกั เรยี น
หรอื ทาํ ในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตร ป.6 เลม 2 หนา 34

(หมายเหตุ : ครเู ร่มิ ประเมนิ นักเรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบคุ คล)

คาบท่ี 3

ขน้ั สอน (ตอ)

ขน้ั อธบิ ายความรู
10. ครูทบทวนความรูเดมิ โดยสแกน QR Code 3D เร่ือง ฟอสซลิ ใหนักเรียนดู จากน้ันใหนักเรียนรวมกันอภิปรายแสดง
ความคดิ เห็นวา ซากดึกดาํ บรรพน ัน้ คือซากของอะไร และเกดิ ข้ึนไดอ ยา งไร
11. นกั เรียนแบงกลุมออกเปนกลมุ ละ 4-5 คนสง ตวั แทนมาเลอื กบัตรภาพซากดกึ ดาํ บรรพก ลมุ ละ 1 ใบ และปฏบิ ัติดงั นี้
1) ศกึ ษากระบวนการเกดิ ซากดึกดําบรรพป ระเภทนี้
2) อธบิ ายกระบวนการเกิดซากดึกดาํ บรรพประเภทนี้
12. นักเรียนตอบคําถามตอ ไปนี้
- ซากดึกดาํ บรรพไ ดโนเสารแบบซากกลายเปน หนิ เกดิ ข้ึนไดอ ยา งไร
(แนวคําตอบ เกิดจากเมื่อสัตวต ายลง สวนออนจะเร่ิมเนาเปอ ยเหลือเพียงโครงรางเม่ือเวลาผานไปแรธาตุจะ
แทรกซึมเขาไปสะสมในชองวางของโครงรางสัตว เม่ือเวลาผานไปหลายลานป โครงรางของสัตวจะแปรสภาพ
กลายเปน หนิ )
- การเกิดซากดึกดําบรรพแบบใด ทําใหไดซากดึกดําบรรพท่ีมีสภาพใกลเคียงกับสภาพเดิมของส่ิงมชี วี ิตชนิดนั้น
มากที่สุด
(แนวคําตอบ การเกดิ ซากดึกดาํ บรรพแ บบคงสภาพ)
13. ครูตัง้ ประเด็นใหนกั เรยี นในชน้ั เรยี นรวมกันอภิปรายวา การคน พบซากดึกดําบรรพต า งๆ มีประโยชนหรือไม อยางไร จน
ไดขอสรุป การคนพบซากดึกดําบรรพตางๆ มีประโยชนในหลายดาน ซากดึกดําบรรพสามารถใชเปนหลักฐานท่ีชวย
อธิบายสภาพแวดลอมของพ้ืนที่ในอดีตขณะเกิดส่ิงมีชีวิตนั้น เชน หากพบซากดึกดําบรรพของ หอยนํ้าจืด
สภาพแวดลอ มบรเิ วณนัน้ อาจเคยเปนแหลง น้าํ จืดมากอน และหากพบซากดกึ ดําบรรพของพืชสภาพแวดลอมบริเวณน้ัน
อาจเคยเปน ปามากอ น นอกจากนซี้ ากดึกดําบรรพยังสามารถใชร ะบุอายุของหินและเปนขอมูลในการศึกษาวิวัฒนาการ
ของสิ่งมีชวี ิต

14. นักเรียนทํากิจกรรมตรวจสอบความเขาใจในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 49 และบันทึกลงในสมุด
ประจาํ ตวั นกั เรยี น

15. นกั เรยี นแบง กลมุ ออกเปน กลุมละ 4-5 คน เพ่ือทํากจิ กรรม ซากดกึ ดําบรรพท่พี บในประเทศไทย โดยปฏิบตั ิดังน้ี
1) สงตัวแทนกลุมออกมารบั แผนที่และบัตรภาพซากดกึ ดําบรรพทพี่ บในประเทศไทย
2) ใหนกั เรียนศึกษาภาพดกึ ดําบรรพในบัตรภาพซากดกึ ดําบรรพที่พบในประเทศไทยและคาดคะเนสภาพแวดลอมใน
อดีตของซากดึกดําบรรพ
3) จากน้ันนําขอมูลมาพิจารณาวา พื้นท่ีใดในประเทศไทยนาจะพบซากดึกดําบรรพเหลาน้ี และวางบัตรภาพลงใน
ตาํ แหนง นั้นในแผนท่ี
4) ชวยกันศกึ ษาขอมูลเก่ียวกับซากดึกดาํ บรรพที่คนพบในประเทศไทย เพื่อตรวจสอบความถูกตองของตําแหนงบัตร
ภาพทวี่ างในแผนที่ หากมขี อ ผิดพลาดใหแ กไขใหถูกตอง

16. นักเรียนตอบคําถามตอ ไปนี้
- บริเวณอาํ เภอแมเ มาะ จังหวัดลําปางพบซากดึกดําบรรพข องส่งิ มีชวี ติ ใด
(แนวคําตอบ คน พบซากดกึ ดําบรรพหอยขม)

- ในประเทศไทยมกี ารพบซากดกึ ดาํ บรรพทก่ี ลายเปนหนิ หรอื ไม ถามีพบที่ใด
(แนวคําตอบ มีการคน พบไมกลายเปนหินทบี่ ริเวณภาคตะวนั เฉียงเหนอื และภาคเหนอื )

- ยกตัวอยา งซากดึกดาํ บรรพท่พี บในจงั หวดั สตลู มาอยางนอย 3 ชนดิ
(แนวคําตอบ ซากดึกดําบรรพฟนกรามของชางสเตโกดอน สาหรายทะเลโบราณ แมงดาทะเลโบราณ หอย
โขงทะเลโบราณ)

17. ครเู ปด PowerPointเรอ่ื ง ซากดึกดาํ บรรพ ใหนักเรียนดู และสนทนากับนกั เรียนวา นอกจากตัวอยางซากดึกดําบรรพ
ทีท่ ํากจิ กรรมแลว ในประเทศไทยยังคนพบซากดกึ ดาํ บรรพของส่ิงมชี วี ิตชนิดอ่ืนอีก เชน ใบไม สาหรา ยทะเล ปะการัง
ปลา เตา

18. นักเรยี นแตล ะคนเขียนสรปุ ความรเู ก่ยี วกับเรือ่ งท่ไี ดเรยี นรจู ากบทที่ 2 ในรูปแบบตา งๆ เชน แผนผังความคิด แผนภาพ
ลงในสมดุ ประจาํ ตัวนักเรียน

19. นกั เรียนทกุ คนศึกษาแผนผังความคิด สรุปสาระสาํ คญั ประจาํ บทที่ 2 จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา
54 เพ่ือตรวจสอบการเขยี นสรุปความรูทนี่ กั เรียนทําไวใ นสมดุ ประจาํ ตัวนกั เรียน

20. นักเรียนทํากิจกรรมพัฒนาการเรียนรูในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 55 บันทึกลงในสมุดประจําตัว
นักเรียน

21. นักเรียนทํากิจกรรมฝกทักษะในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 56 บันทึกลงในสมดุ ประจําตัวนักเรียน
หรอื ทาํ ในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 35-36

22. นกั เรียนทาํ กิจกรรมทา ทายการคิดข้ันสงู ในแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 37
23. ใหน ักเรยี นแตละกลุม (ใชก ลมุ เดิม) เลอื กและเตรยี มวัสดุที่มีอยใู นทองถิ่นมาสรางแบบจําลองซากดึกดําบรรพในชวั่ โมง

หนา
(หมายเหตุ : ครเู รม่ิ ประเมินนักเรยี น โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบคุ คล)

คาบที่ 4

ขนั้ สอน (ตอ)

ข้นั ขยายความเขาใจ
1. นกั เรียนแบงกลุม ออกเปน กลุม ละ 4-5 คนเพ่อื ทํากจิ กรรม สรา งสรรคผลงาน โดยใหนกั เรียนแตละกลุมนําความรเู ก่ียวกับ
การสรางแบบจําลองซากดกึ ดาํ บรรพมาปนถวยจากดินเหนยี ว โดยปฏิบัติดงั น้ี
1) สง ตวั แทนออกมารบั ใบกิจกรรม ถว ยปนแบบจําลองซากดกึ ดําบรรพ และวสั ดุ-อปุ กรณใ นการทาํ กจิ กรรม
2) นกั เรียนออกแบบและสรางถวยปนแบบจําลองซากดึกดําบรรพตามขนั้ ตอนในใบกจิ กรรม
3) นักเรยี นแตละกลุมนาํ เสนอผลงานของกลุมตนเอง และอธบิ ายประเภทและกระบวนการเกิดซากดึกดําบรรพ

ข้ันสรปุ

1. นกั เรียนรวมกันสรุปผลการทํากิจกรรมวา ซากดึกดําบรรพเกิดจากการทับถม หรอื การประทับรอยของส่ิงมีชีวิตใน
อดตี จนเกิดเปน โครงสรางของซากหรือรอ งรอยของส่ิงมีชีวิตที่ปรากฏอยใู นหิน ในประเทศไทยพบซากดึกดําบรรพที่หลากหลาย
เชน พืช ปะการัง หอย ปลา เตา ไดโนเสาร รอยเทาสัตว ซากดึกดําบรรพสามารถใชเปนหลักฐานหนึ่งที่ชวยอธิบาย
สภาพแวดลอ มของพ้นื ทีใ่ นอดตี ขณะเกดิ สงิ่ มชี ีวิตนั้น เชน หากพบซากดึกดําบรรพของหอยน้ําจืด สภาพแวดลอ มบริเวณนั้นอาจ
เคยเปนแหลง นํ้าจดื มากอน และหากพบซากดึกดําบรรพของพืช สภาพแวดลอ มบรเิ วณน้ันอาจเคยเปน ปามากอน นอกจากนี้ซาก
ดึกดาํ บรรพย งั สามารถใชระบุอายขุ องหนิ และเปน ขอมลู ในการศกึ ษาววิ ัฒนาการของสงิ่ มชี วี ติ

ขั้นประเมิน

ข้นั ตรวจสอบผล
1. นกั เรยี นแตล ะคนทาํ ทบทวนทา ยหนว ยการเรยี นรูท่ี 6 ในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 38-41
2. นักเรียนทาํ แบบทดสอบหลงั เรียนหนวยการเรยี นรทู ี่ 6 เพ่อื ตรวจสอบความรขู องนักเรียนหลงั ทํากิจกรรม
3. ครตู รวจกิจกรรมท่ี 1สรางแบบจําลองซากดกึ ดาํ บรรพในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 32-33
4. ครตู รวจแผนผงั ความคิด สรุปสาระสาํ คัญ ประจําบทที่ 2 ในสมุดประจาํ ตัวนกั เรียน
5. ครตู รวจกจิ กรรมพฒั นาการเรียนรู ในสมุดประจําตัวนักเรยี น
6. ครตู รวจกิจกรรมหนตู อบไดใ นสมดุ ประจําตัวนกั เรียนหรอื ทําในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 34
7. ครตู รวจกจิ กรรมฝก ทักษะในสมุดประจาํ ตัวนกั เรยี นหรือทาํ ในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 35-36
8. ครตู รวจกิจกรรมทา ทายการคิดข้ันสงู ในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 37
9. ครูประเมินผลงานถวยปนแบบจําลองซากดกึ ดําบรรพใ นกจิ กรรมสรา งสรรคผ ลงาน
10. ครูตรวจทบทวนทา ยหนว ยการเรียนรทู ่ี 6 ในแบบฝกหดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 38-41
11. ครตู รวจแบบทดสอบหลังเรยี นหนวยการเรียนรูท ่ี 6 เพอ่ื ตรวจสอบความรูของนักเรียนหลงั ทํากจิ กรรม

6. การวัดและประเมนิ ผล

การวัดและประเมนิ ผล วธิ ีการวัดผล เครอื่ งมอื วัด เกณฑการประเมนิ ผล
70% ข้ึนไป ถือวาผา น
จดุ ประสงค เกณฑการประเมนิ

ความรคู วาม 1) อธบิ ายการเกิดซากดึกดํา 1.คําถามกระตุนความคิด 70% ขึ้นไป ถือวาผา น
เกณฑการประเมนิ
เขาใจ (K) บรรพได (K) 70% ข้ึนไป ถือวา ผา น
2) คาดคะเนสภาพแวดลอมใน เกณฑการประเมนิ

อดตี ของซากดึกดําบรรพไ ด (K)

ทกั ษะ/ 1) สรางแบบจําลองท่อี ธบิ ายการ 1. แบบบันทึกกจิ กรรม

กระบวนการ (P) เกดิ ซากดึกดําบรรพได (P)

คุณลักษณะนิสัย (A) 1) ยกตัวอยา งการนําความรูเร่ือง 1. แบบสังเกตพฤตกิ รรม
ซากดกึ ดาํ บรรพมาใชป ระโยชน
ในชวี ติ ประจาํ วนั ได( A)

7. สอื่ /แหลงการเรยี นรู

7.1 สอ่ื การเรยี นรู
1) หนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยปี .6 เลม 2
2) แบบฝกหดั วิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีป.6 เลม 2
3) วสั ดุ-อุปกรณท ีใ่ ชใ นกิจกรรมที่ 1 สรา งแบบจําลองซากดกึ ดําบรรพ
4) วสั ดุ-อุปกรณท ีใ่ ชใ นกิจกรรมสรา งสรรคผลงาน
5) QR Code 3D เรอ่ื ง ฟอสซลิ
6) PowerPoint เรอื่ ง ซากดกึ ดาํ บรรพ
7) ใบกิจกรรม ถว ยปนซากดกึ ดาํ บรรพ
8) บัตรภาพซากดึกดาํ บรรพ
9) บตั รภาพซากดกึ ดําบรรพทค่ี น พบในประเทศไทย
10) แผนที่ประเทศไทย
11) สมดุ ประจําตัวนักเรียน

7.2 แหลงการเรียนรู
1) หองปฏบิ ัตกิ ารทดลอง
2) หอ งสมุด
3) แหลง ขอมูลสารสนเทศ

8.กิจกรรมเสนอแนะ

.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................

ลงชอ่ื ............................................ครผู ูสอน ลงชอื่ ...................................................ฝา ยวิชาการ

(...........................................................) (...........................................................)

ลงช่อื ...................................................ผูบ ริหาร
(...........................................................)

สปั ดาหที่ 9

โรงเรยี นขจรเกียรตพิ ฒั นา

แผนการจัดการเรยี นรู

ภาคเรียนที่……2…/………..……... ช่ือผสู อน….…...................................................……...
กลุมสาระการเรียนรู วิทยาศาสตร ชนั้ ประถมศกึ ษาปที่ 6 จาํ นวน 4 คาบ
หนว ยการเรยี นรทู ี่ 6 หินและซากดกึ ดําบรรพ เร่ือง กระบวนการเกิดซากดึกดําบรรพ (2)

1. มาตรฐานการเรียนร/ู ตวั ช้ีวดั
ว 3.2 ป.6/3สรางแบบจําลองที่อธิบายการเกิดซากดึกดําบรรพและคาดคะเนสภาพแวดลอมในอดีตของซากดึกดํา

บรรพ

2. สาระสําคัญ/ความคิดรวบยอด
ซากดกึ ดําบรรพเ กดิ จากการทบั ถม หรือการประทบั รอยของสงิ่ มีชีวิตในอดตี จนเกิดเปนโครงสรางของซากหรือรองรอย

ของส่ิงมีชีวิตที่ปรากฏอยูในหิน ประเทศไทยพบซากดึกดําบรรพที่หลากหลาย เชน พืช ปะการัง หอย ปลา เตา ไดโนเสาร
รอยเทา สัตว

ซากดกึ ดาํ บรรพส ามารถใชเ ปนหลักฐานชวยอธิบายสภาพแวดลอ มของพ้ืนท่ีในอดีตขณะเกิดสิ่งมีชีวิตน้ัน เชนถาพบซาก

ดึกดําบรรพของหอยน้ําจืด สภาพแวดลอมบริเวณนั้นอาจเคยเปนแหลงนํ้าจืดมากอน และถาพบซากดึกดําบรรพของพืช
สภาพแวดลอมบริเวณนั้นอาจเคยเปนปามากอน นอกจากนี้ซากดึกดําบรรพยังสามารถใชร ะบุอายุของหิน และเปนขอมูลใน

การศกึ ษาวิวัฒนาการของสง่ิ มีชีวติ

3. จุดประสงคก ารเรยี นรู
1) อธบิ ายการเกิดซากดึกดาํ บรรพได (K)

2) คาดคะเนสภาพแวดลอมในอดตี ของซากดึกดาํ บรรพไ ด (K)
3) สรา งแบบจําลองที่อธบิ ายการเกิดซากดึกดําบรรพได (P)

4) ยกตัวอยางการนําความรูเ รือ่ งซากดึกดําบรรพม าใชประโยชนในชีวิตประจาํ วันได( A)

4. สาระการเรียนรู

สาระการเรียนรแู กนกลาง สาระการเรยี นรทู องถิ่น

ซากดึกดาํ บรรพเ กดิ จากการทบั ถมหรือการประทับรอยของสิ่งมีชีวติ ใน (พิจารณาตามหลักสตู รสถานศึกษา)

อดีต จนเกิดเปน โครงสรา งของซากหรอื รอ งรอยของสง่ิ มีชีวติ ท่ปี รากฏอยูใน

หนิ

5. กิจกรรมการเรยี นรู

แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วธิ กี ารสอน/เทคนคิ :5EsInstructional Model

คาบท่ี 1

ขนั้ นํา

ขน้ั กระตุนความสนใจ
1. ทบทวนความรเู ดมิ โดยตง้ั คาํ ถามกบั นกั เรยี นดงั น้ี อาจพบซากดึกดําบรรพใ นหนิ ชนิดใด เพราะเหตใุ ด

(แนวคําตอบ สามารถพบซากดึกดําบรรพไดในหินตะกอน เมื่อสิ่งมีชีวิตลมตายลง สวนที่เปนเนื้อเย่ือจะผุพังสลายไป
เหลือแตสวนท่ีเปนโครงสรางแข็งและบางครัง้ บางชิ้นสวนอาจมีไมครบ เน่ืองจากเกิดการผพุ ังและพัดพาไปของตะกอน
เกิดการทับถมและฝงตัวอยใู นชนั้ หนิ )

2. นกั เรยี นดูภาพในหนังสือเรียนวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 41 ครูอธบิ ายเพิ่มเติมวา ในภาพคือภาพซากดึกดําบรรพและ
ตอบคาํ ถามตอไปนี้

- นกั เรียนคิดวาในภาพคือสิง่ มชี วี ติ ชนิดใด และนาจะมอี ายปุ ระมาณเทาไร
(แนวคาํ ตอบ ตามความคิดเหน็ ของนกั เรียนเชน ปลานาจะมอี ายปุ ระมาณ 1 หมน่ื ปขนึ้ ไป)

- ซากดึกดาํ บรรพค อื อะไร
(แนวคาํ ตอบคือหินท่ีเก็บรักษาซากส่ิงมีชีวิตโบราณหรือรองรอยของการดํารงชีวิตของส่ิงมีชีวิตเหลานี้ไดเปน
อยางดี ไมวาจะเปนพืช สัตว แบคทีเรีย สวนของละอองเกสร หรือแมแตรอยเทาตาง ๆ ซึ่งถูกแปรสภาพและ
เกบ็ รกั ษาไวด วยกระบวนการทางธรรมชาตใิ นชั้นหินใตเปลอื กโลก)

- การศกึ ษาเกี่ยวกบั ซากดกึ ดําบรรพมีประโยชนอ ยางไร
(แนวคาํ ตอบ ตอบตามความคิดเห็นของนักเรียนอยา งอิสระ เชน เพือ่ ศกึ ษาเกย่ี วกบั สัตวท่ีสญู พันธไุ ปแลว)

3. นักเรียนอานกิจกรรมชวนอานชวนคิดกอนเรียน ตอน ไมก ลายเปนหิน ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2หนา 42
และตอบคาํ ถามชวนตอบ ดังน้ี

- เพอื่ นๆ คิดวา ซากดกึ ดําบรรพเกดิ ขนึ้ ไดอ ยางไร และมปี จจยั ใดเก่ียวของบา ง
(แนวคําตอบ ซากดึกดําบรรพเกิดจากการทับถมหรือประทับรอยของส่ิงมีชีวิตในอดีต แลวผานกระบวนการ
เปล่ียนแปลงทางธรรมชาติ จนทําใหกลายเปนโครงสรางของซากหรือรองรอยของส่ิงมีชีวิต โดยปจจัยที่
เกี่ยวขอ งในการเกิดซากดกึ ดาํ บรรพไดแ ก องคป ระกอบของส่ิงมชี ีวติ อณุ หภมู ิ ระยะเวลาการทับถม)

4. นักเรียนดูตัวอยางซากดึกดําบรรพในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 43 จากน้ันครูสนทนากับนักเรียนเพื่อ
เช่ือมโยงเขาสูกิจกรรมการเรียนรูวา วันน้ีเราจะมาเรียนรูเกี่ยวกับซากดึกดําบรรพวา เกิดขึ้นไดอยางไร การคนพบซากดึกดํา
บรรพตา งๆ มปี ระโยชนห รือไม อยางไร เราจะไดท ราบคาํ ตอบจากการทาํ กิจกรรมตอ ไปนี้

ขน้ั สอน
ขน้ั สาํ รวจคนหา

1. นกั เรยี นแบงกลมุ ออกเปน กลุม ละ 4-5 คน จากนัน้ ศกึ ษาขนั้ ตอนการทาํ กิจกรรมท่ี 1 สรา งแบบจําลอง ซากดึกดํา

บรรพใ นหนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 44-45
2. นกั เรียนปฏิบัตกิ จิ กรรมท่ี 1 สรางแบบจําลองซากดึกดําบรรพ ตอนท่ี 1 โดยปฏบิ ัตดิ ังนี้

1) สง ตวั แทนออกมารับวัสด-ุ อุปกรณใ นการทํากจิ กรรม

2) สบื คน ขอมูลเก่ียวกับซากดกึ ดาํ บรรพในหนงั สอื และแหลงเรียนรอู น่ื ๆ
3) ออกแบบแบบจําลองซากดึกดําบรรพ แลว บนั ทึกผลลงแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 31

4) สรา งแบบจําลองโดยปฏิบัติตามขน้ั ตอนสรางแบบจําลองในหนังสอื เรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 44-45

(หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมินนักเรยี น โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ )

ข้ันอธิบายความรู
1. นักเรียนแตล ะกลมุ นําเสนอผลการทํากิจกรรมท่ี 1 สรา งแบบจําลองซากดกึ ดาํ บรรพ ตอนที่ 1 ในประเดน็ ตอ ไปนี้

7) ผลงานแบบจําลอง
8) อธบิ ายการเกิดซากดึกดาํ บรรพ โดยใชแบบจําลอง
2. นักเรียนรวมกันสรุปกิจกรรมที่ 1 สรางแบบจําลองซากดึกดําบรรพ ตอนที่ 1 วา ซากดึกดําบรรพเกิดจากการทับถมหรือการ
ประทับรอยของสง่ิ มชี ีวติ ในอดตี จนเกิดเปน โครงสรางของซากหรือรองรอยของส่งิ มชี ีวิตท่ีปรากฏอยใู นหิน
(หมายเหตุ : ครเู ร่มิ ประเมนิ นักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล)

คาบท่ี 2

ขั้นสอน (ตอ)

ขนั้ สํารวจคนหา
1. ทบทวนความรูเ ดมิ ของนกั เรียน โดยครแู จกบัตรภาพซากดกึ ดาํ บรรพใหน ักเรียนคนละ 1 แผน จากน้ันสุมนักเรยี นบางคน

ใหอ ธิบายวา กระบวนการเกดิ ซากดกึ ดําบรรพตามบัตรภาพซากดึกดําบรรพท ไี่ ดร ับเกดิ ข้ึนไดอยางไร
2. นักเรียนจับกลุม 5-6 คน โดยมีเงื่อนไขการจับกลมุ วา สมาชิกในกลุมตองไมมีบัตรภาพซากดึกดําบรรพซํ้ากัน จากนั้นให
นกั เรียนปฏบิ ตั ิกจิ กรรมท่ี 1 สรางแบบจําลองซากดึกดาํ บรรพ ตอนท่ี 2 โดยปฏิบตั ิดังน้ี
6) สงั เกตบัตรภาพซากดกึ ดาํ บรรพ
7) รวมแสดงความคิดเห็นวา สภาพแวดลอมในอดีตของซากดึกดําบรรพในบัตรภาพเคยเปนแหลงนํ้าจืด
แหลง น้ําเคม็ หรอื เปน ปา แลวบันทึกผลในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 33
(หมายเหตุ : ครเู ร่ิมประเมนิ นักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุม)

ข้นั อธบิ ายความรู
1. นกั เรยี นแตล ะกลมุ สงตวั แทนนาํ เสนอผลการทํากจิ กรรมหนาชั้นเรยี น

2. นักเรียนตอบคําถามตอไปน้ี ถาเราพบซากดึกดําบรรพของเปลือกหอยทะเลบนภูเขา นักเรียนคาดวา สภาพแวดลอมใน
อดตี ของซากดกึ ดาํ บรรพเปลอื กหอยเปนอยา งไร

(แนวคําตอบ เปน ทะเล เนอื่ งจากหอยเปน สตั วทอี่ ยูในทะเล ภเู ขาน้ใี นอดีตอาจจมอยูใ ตทองทะเลก็เปนได)
3. นกั เรยี นรว มกนั อภปิ รายและสรุปกจิ กรรมที่ 1 สรางแบบจําลองซากดึกดําบรรพตอนที่ 2 วา ซากดึกดําบรรพสามารถใช
เปนหลักฐานที่ชวยอธิบายสภาพแวดลอมของพื้นที่ในอดีตขณะเกิดสิ่งมีชีวิตน้ัน เชน หากพบซากดึกดําบรรพของหอยน้ําจืด
สภาพแวดลอมบรเิ วณนัน้ อาจเคยเปน แหลงน้าํ จืดมากอน และหากพบซากดึกดําบรรพของพืช สภาพแวดลอมบริเวณน้ันอาจเคย
เปนปา มากอ น

4. ใหนักเรียนรว มกนั สงั เกตบัตรภาพซากดึกดําบรรพ ศึกษาเก่ียวกับประเภทของซากดึกดําบรรพในหนังสือเรียนหรือแหลง
เรยี นรอู นื่ ๆ จากนัน้ นําขอมูลมาแบง ประเภทซากดึกดําบรรพ

5. นกั เรยี นรวมสรปุ ผลการทํากจิ กรรมวา ประเภทของซากดึกดําบรรพแบงออกเปน 3 ประเภท ไดแก ซากดกึ ดาํ บรรพสัตว
ซากดึกดําบรรพพ ชื และซากดกึ ดําบรรพรอ งรอย

24. นกั เรียนทํากิจกรรมหนตู อบไดใ นหนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 45 บันทึกลงในสมดุ ประจาํ ตัวนักเรยี น
หรอื ทําในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร ป.6 เลม 2 หนา 34

(หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมนิ นักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล)

คาบท่ี 3

ขน้ั สอน (ตอ )

ข้นั อธิบายความรู
25. ครูทบทวนความรูเ ดมิ โดยสแกน QR Code 3D เรื่อง ฟอสซลิ ใหนกั เรียนดู จากน้ันใหนักเรียนรวมกันอภิปรายแสดง
ความคิดเหน็ วา ซากดกึ ดาํ บรรพน ้ันคอื ซากของอะไร และเกดิ ขึ้นไดอยางไร
26. นักเรยี นแบง กลุม ออกเปน กลมุ ละ 4-5 คนสงตัวแทนมาเลือกบัตรภาพซากดึกดาํ บรรพก ลุมละ 1 ใบ และปฏบิ ตั ิดังนี้
3) ศกึ ษากระบวนการเกิดซากดึกดาํ บรรพประเภทน้ี
4) อธบิ ายกระบวนการเกดิ ซากดึกดําบรรพป ระเภทน้ี
27. นักเรยี นตอบคาํ ถามตอ ไปนี้
- ซากดึกดําบรรพไดโนเสารแบบซากกลายเปนหนิ เกดิ ขน้ึ ไดอ ยางไร
(แนวคําตอบ เกิดจากเมื่อสัตวตายลง สว นออนจะเร่ิมเนาเปอ ยเหลือเพียงโครงรางเม่ือเวลาผานไปแรธาตุจะ
แทรกซึมเขาไปสะสมในชองวางของโครงรางสัตว เมอื่ เวลาผานไปหลายลานป โครงรางของสัตวจะแปรสภาพ
กลายเปน หิน)
- การเกิดซากดึกดําบรรพแบบใด ทําใหไดซากดึกดําบรรพท่ีมีสภาพใกลเคียงกับสภาพเดิมของส่ิงมชี ีวิตชนิดนั้น
มากทีส่ ุด
(แนวคําตอบ การเกดิ ซากดกึ ดาํ บรรพแบบคงสภาพ)
28. ครตู ัง้ ประเดน็ ใหน ักเรยี นในช้นั เรยี นรวมกันอภปิ รายวา การคน พบซากดึกดําบรรพต างๆ มีประโยชนหรือไม อยา งไร จน
ไดขอสรุป การคนพบซากดึกดําบรรพตางๆ มีประโยชนในหลายดาน ซากดึกดําบรรพสามารถใชเปนหลักฐานท่ีชวย
อธิบายสภาพแวดลอมของพื้นที่ในอดีตขณะเกิดส่ิงมีชีวิตนั้น เชน หากพบซากดึกดําบรรพของ หอยนํ้าจืด

สภาพแวดลอ มบรเิ วณนน้ั อาจเคยเปน แหลงน้าํ จืดมากอน และหากพบซากดกึ ดําบรรพของพืชสภาพแวดลอมบริเวณนั้น
อาจเคยเปน ปามากอ น นอกจากนี้ซากดึกดําบรรพยังสามารถใชร ะบุอายุของหินและเปนขอมูลในการศึกษาววิ ัฒนาการ
ของสิ่งมีชีวติ
29. นักเรียนทํากิจกรรมตรวจสอบความเขาใจในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 49 และบันทึกลงในสมุด
ประจาํ ตัวนักเรยี น
30. นกั เรียนแบง กลุมออกเปนกลุมละ 4-5 คน เพ่อื ทาํ กจิ กรรม ซากดกึ ดําบรรพทพ่ี บในประเทศไทย โดยปฏิบตั ดิ ังน้ี
5) สงตวั แทนกลุมออกมารับแผนทีแ่ ละบตั รภาพซากดึกดาํ บรรพท พี่ บในประเทศไทย
6) ใหนักเรียนศึกษาภาพดึกดําบรรพในบัตรภาพซากดกึ ดําบรรพที่พบในประเทศไทยและคาดคะเนสภาพแวดลอมใน

อดตี ของซากดกึ ดาํ บรรพ
7) จากน้ันนําขอมูลมาพิจารณาวา พื้นท่ีใดในประเทศไทยนาจะพบซากดึกดําบรรพเหลานี้ และวางบัตรภาพลงใน

ตําแหนง นน้ั ในแผนท่ี
8) ชวยกันศกึ ษาขอมูลเก่ียวกับซากดึกดาํ บรรพที่คน พบในประเทศไทย เพ่ือตรวจสอบความถูกตองของตําแหนงบัตร

ภาพทว่ี างในแผนท่ี หากมขี อผดิ พลาดใหแกไขใหถ ูกตอ ง
31. นักเรียนตอบคําถามตอ ไปน้ี

- บรเิ วณอาํ เภอแมเ มาะ จังหวัดลําปางพบซากดกึ ดําบรรพของส่ิงมชี วี ิตใด
(แนวคําตอบ คน พบซากดึกดําบรรพหอยขม)

- ในประเทศไทยมีการพบซากดึกดําบรรพท่ีกลายเปนหินหรอื ไม ถา มพี บทใ่ี ด
(แนวคาํ ตอบ มีการคนพบไมกลายเปนหนิ ที่บริเวณภาคตะวนั เฉียงเหนือและภาคเหนือ)

- ยกตัวอยางซากดึกดาํ บรรพทพี่ บในจงั หวัดสตูลมาอยางนอ ย 3 ชนิด
(แนวคําตอบ ซากดึกดําบรรพฟนกรามของชางสเตโกดอน สาหรายทะเลโบราณ แมงดาทะเลโบราณ หอย
โขง ทะเลโบราณ)

32. ครูเปด PowerPointเรอ่ื ง ซากดกึ ดาํ บรรพ ใหนักเรียนดู และสนทนากับนกั เรียนวา นอกจากตัวอยางซากดึกดําบรรพ
ทท่ี าํ กจิ กรรมแลว ในประเทศไทยยงั คนพบซากดกึ ดําบรรพของส่ิงมชี วี ิตชนิดอื่นอีก เชน ใบไม สาหรายทะเล ปะการัง
ปลา เตา

33. นักเรียนแตล ะคนเขยี นสรุปความรเู กยี่ วกบั เร่ืองทไ่ี ดเรยี นรูจากบทที่ 2 ในรูปแบบตา งๆ เชน แผนผังความคิด แผนภาพ
ลงในสมุดประจาํ ตัวนกั เรียน

34. นกั เรยี นทุกคนศกึ ษาแผนผังความคดิ สรปุ สาระสาํ คัญ ประจําบทที่ 2 จากหนังสือเรียนวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา
54 เพือ่ ตรวจสอบการเขยี นสรปุ ความรูท่นี ักเรียนทาํ ไวในสมุดประจาํ ตวั นกั เรยี น

35. นักเรียนทํากิจกรรมพัฒนาการเรียนรูในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 55 บันทึกลงในสมดุ ประจําตัว
นกั เรียน

36. นักเรียนทํากิจกรรมฝกทักษะในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 56 บันทึกลงในสมดุ ประจําตัวนักเรียน
หรือทําในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 35-36

37. นักเรียนทํากจิ กรรมทาทายการคดิ ขนั้ สูงในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 37
38. ใหนกั เรียนแตละกลุม (ใชก ลุมเดมิ ) เลอื กและเตรยี มวัสดุท่ีมีอยูในทองถ่ินมาสรางแบบจําลองซากดึกดาํ บรรพในช่วั โมง

หนา
(หมายเหตุ : ครเู ริม่ ประเมินนักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล)

คาบท่ี 4

ขั้นสอน (ตอ )

ข้ันขยายความเขา ใจ
2. นกั เรียนแบงกลมุ ออกเปนกลมุ ละ 4-5 คนเพื่อทํากจิ กรรม สรางสรรคผลงาน โดยใหน กั เรยี นแตละกลุมนําความรเู กี่ยวกับ
การสรา งแบบจาํ ลองซากดกึ ดาํ บรรพม าปน ถวยจากดินเหนียว โดยปฏบิ ตั ดิ ังนี้
4) สง ตัวแทนออกมารับใบกจิ กรรม ถวยปน แบบจําลองซากดกึ ดําบรรพ และวัสดุ-อปุ กรณใ นการทาํ กิจกรรม
5) นกั เรียนออกแบบและสรา งถว ยปนแบบจาํ ลองซากดึกดําบรรพตามข้นั ตอนในใบกจิ กรรม
6) นกั เรยี นแตล ะกลมุ นาํ เสนอผลงานของกลุม ตนเอง และอธิบายประเภทและกระบวนการเกดิ ซากดกึ ดาํ บรรพ

ข้นั สรุป

1. นักเรียนรวมกันสรุปผลการทํากิจกรรมวา ซากดึกดําบรรพเกิดจากการทับถม หรอื การประทบั รอยของสิ่งมีชีวิตใน
อดตี จนเกดิ เปนโครงสรางของซากหรือรอ งรอยของสิ่งมีชีวติ ท่ีปรากฏอยูในหิน ในประเทศไทยพบซากดึกดําบรรพท่ีหลากหลาย
เชน พืช ปะการัง หอย ปลา เตา ไดโนเสาร รอยเทาสัตว ซากดึกดําบรรพสามารถใชเปนหลักฐานหนึ่งที่ชวยอธิบาย
สภาพแวดลอ มของพนื้ ที่ในอดีตขณะเกดิ สิ่งมชี ีวิตนั้น เชน หากพบซากดึกดําบรรพของหอยน้ําจืด สภาพแวดลอ มบริเวณนั้นอาจ
เคยเปน แหลง นาํ้ จืดมากอน และหากพบซากดึกดาํ บรรพข องพืช สภาพแวดลอ มบรเิ วณน้ันอาจเคยเปนปามากอน นอกจากน้ีซาก
ดกึ ดําบรรพยังสามารถใชร ะบอุ ายุของหิน และเปนขอ มูลในการศกึ ษาวิวฒั นาการของสง่ิ มชี ีวิต

ข้นั ประเมนิ

ขั้นตรวจสอบผล
1. นกั เรียนแตละคนทาํ ทบทวนทา ยหนวยการเรยี นรทู ี่ 6 ในแบบฝกหัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 38-41
2. นกั เรียนทําแบบทดสอบหลงั เรียนหนว ยการเรียนรูท่ี 6 เพื่อตรวจสอบความรขู องนักเรยี นหลงั ทาํ กจิ กรรม
3. ครูตรวจกจิ กรรมที่ 1สรางแบบจําลองซากดึกดาํ บรรพในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 32-33
4. ครูตรวจแผนผังความคิด สรุปสาระสาํ คญั ประจําบทที่ 2 ในสมดุ ประจําตัวนกั เรยี น
5. ครูตรวจกจิ กรรมพัฒนาการเรียนรู ในสมดุ ประจําตวั นกั เรยี น
6. ครูตรวจกจิ กรรมหนตู อบไดใ นสมุดประจําตวั นกั เรียนหรอื ทาํ ในแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 34
7. ครตู รวจกจิ กรรมฝกทกั ษะในสมดุ ประจาํ ตัวนกั เรยี นหรือทาํ ในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 35-36
8. ครตู รวจกจิ กรรมทา ทายการคดิ ข้ันสงู ในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 37
9. ครูประเมนิ ผลงานถวยปน แบบจาํ ลองซากดกึ ดําบรรพใ นกิจกรรมสรางสรรคผ ลงาน
10. ครูตรวจทบทวนทายหนวยการเรยี นรูท่ี 6 ในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 38-41
11. ครูตรวจแบบทดสอบหลงั เรยี นหนว ยการเรียนรูท ี่ 6 เพือ่ ตรวจสอบความรูของนักเรยี นหลังทาํ กิจกรรม

6. การวดั และประเมินผล

การวัดและประเมนิ ผล วิธกี ารวัดผล เคร่ืองมอื วัด เกณฑก ารประเมนิ ผล
70% ขึน้ ไป ถอื วาผา น
จุดประสงค เกณฑการประเมนิ

ความรคู วาม 1) อธบิ ายการเกดิ ซากดึกดํา 1.คาํ ถามกระตนุ ความคิด 70% ขน้ึ ไป ถือวาผาน
เกณฑการประเมนิ
เขาใจ (K) บรรพไ ด (K) 70% ขน้ึ ไป ถือวาผาน
2) คาดคะเนสภาพแวดลอมใน เกณฑการประเมนิ

อดตี ของซากดกึ ดําบรรพได (K)

ทักษะ/ 1) สรางแบบจาํ ลองทีอ่ ธิบายการ 1. แบบบนั ทกึ กิจกรรม

กระบวนการ (P) เกดิ ซากดึกดาํ บรรพไ ด (P)

คณุ ลกั ษณะนิสัย (A) 1) ยกตัวอยา งการนําความรเู รอ่ื ง 1. แบบสังเกตพฤตกิ รรม
ซากดึกดาํ บรรพมาใชประโยชน
ในชีวติ ประจําวันได( A)

7. สื่อ/แหลง การเรียนรู

7.1 ส่ือการเรยี นรู
1) หนงั สอื เรียนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีป.6 เลม 2
2) แบบฝก หดั วิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีป.6 เลม 2
3) วสั ด-ุ อปุ กรณท ี่ใชในกิจกรรมที่ 1 สรางแบบจําลองซากดึกดําบรรพ
4) วสั ด-ุ อปุ กรณท่ใี ชใ นกิจกรรมสรางสรรคผลงาน
5) QR Code 3D เรอ่ื ง ฟอสซิล
6) PowerPoint เร่ือง ซากดึกดาํ บรรพ
7) ใบกจิ กรรม ถวยปนซากดกึ ดําบรรพ
8) บัตรภาพซากดึกดําบรรพ
9) บัตรภาพซากดึกดําบรรพทคี่ น พบในประเทศไทย
10) แผนทีป่ ระเทศไทย
11) สมดุ ประจําตวั นักเรยี น

7.2 แหลงการเรยี นรู
1) หองปฏบิ ัติการทดลอง
2) หอ งสมดุ
3) แหลงขอมลู สารสนเทศ

8.กิจกรรมเสนอแนะ

.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................

ลงชอ่ื ............................................ครผู ูสอน ลงชอื่ ...................................................ฝา ยวิชาการ

(...........................................................) (...........................................................)

ลงช่อื ...................................................ผูบ ริหาร
(...........................................................)

สปั ดาหท ่ี 11-12

โรงเรยี นขจรเกยี รติพฒั นา

แผนการจดั การเรยี นรู

ภาคเรียนท่ี……2…/……….……... ชื่อผูสอน….…...................................................……...
กลมุ สาระการเรียนรู วิทยาศาสตร ชั้นประถมศกึ ษาปท่ี 6 จาํ นวน 6 คาบ
หนวยการเรยี นรูที่ 7 ปรากฏการณทางธรรมชาติ เรื่อง การเกิดลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ

และธรณพี บิ ัตภิ ยั

1. มาตรฐานการเรยี นรู/ตวั ช้วี ดั

ว 3.2 ป.6/4 เปรียบเทียบการเกิดลมบก ลมทะเล และมรสุม รวมท้ังอธิบายผลท่ีมีตอส่ิงมีชีวิตและส่ิงแวดลอมจาก
แบบจาํ ลอง

ป.6/5 อธบิ ายผลของมรสุมตอการเกดิ ฤดขู องประเทศไทยจากขอ มูลท่รี วบรวมได

2.สาระสาํ คัญ/ความคิดรวบยอด

ลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ เกิดจากพ้นื ดนิ และพน้ื น้ํามีอุณหภูมอิ ากาศเหนือพ้ืนดินและพื้นน้ําแตกตางกัน จึงเกิดการ
เคลอ่ื นท่ขี องอากาศจากบรเิ วณทมี่ ีอุณหภมู ิตํ่าเขาไปแทนท่ีอากาศบริเวณที่มีอุณหภมู ิสูงลมบกและลมทะเลเปน ลมประจําถิ่น
ท่พี บบรเิ วณชายฝง โดยลมบกเกิดเวลากลางคนื จงึ ทําใหมีลมพดั จากชายฝงไปสทู ะเล ชาวประมงจงึ ใชประโยชนจากลมบกใน
การออกเรือ สวนลมทะเลเกิดเวลากลางวนั ทาํ ใหมลี มพดั จากทะเลเขา สชู ายฝง ชาวประมงจงึ ใชป ระโยชนจากลมทะเลในการ
นาํ เรอื กลับเขา ฝง สว นลมมรสมุ เปน ลมประจาํ ฤดทู ี่เกดิ บรเิ วณเขตรอ นของโลกเทานัน้ ซงึ่ เปนบรเิ วณกวางระดับภูมิภาค โดยมี
หลักการเชนเดียวกับการเกิดลมบก ลมทะเล ซ่ึงลมมรสุมเกิดจากอุณหภูมิของอากาศเหนือพื้นทวีปและพ้ืนมหาสมุทร
แตกตางกนั

ลมมรสุมทพี่ ัดผานประเทศไทยมี 2 ชนิด คอื ลมมรสมุ ตะวันตกเฉียงใตและลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซ่ึงลมมรสุม
ตะวันตกเฉียงใตจะสงผลใหประเทศไทยเกิดฤดูฝน สว นลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะสงผลใหประเทศไทยเกิดฤดูหนาว
สว นชวงเปลยี่ นมรสุมประเทศไทยอยูใ กลเ สน ศนู ยสูตร แสงอาทิตยเกือบตง้ั ตรงและตั้งตรงประเทศไทยในเวลาเท่ียงวัน ทําให
ไดร บั ความรอ นจากดวงอาทติ ยอยา งเต็มท่ี อากาศจึงรอ นอบอาวทําใหเ กิดฤดรู อ น

3. จดุ ประสงคการเรียนรู

1) เปรยี บเทยี บการเกิดลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ ได( K)
2) อธิบายผลของลมบก ลมทะเล และลมมรสุมทมี่ ีตอส่ิงมีชีวติ และสิ่งแวดลอมได(K)
3) อธบิ ายผลของลมมรสมุ ตอการเกดิ ฤดูของประเทศไทยได (K)
4) สรางแบบจําลองการเกดิ ลมบก ลมทะเล หรอื ลมมรสุมได(P)
5) ยกตวั อยางการใชประโยชนจากการเกิดลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ ในชีวิตประจําวนั ได (A)

4. สาระการเรยี นรู สาระการเรยี นรทู องถน่ิ
(พจิ ารณาตามหลักสตู รสถานศึกษา)
สาระการเรียนรูแกนกลาง

การเกิดลมบก ลมทะเล และลมมรสุม ผลของลมบก ลมทะเล
และผลท่ีมีตอส่ิงมีชีวิตและส่ิงแวดลอมผลของลมมรสุมตอการเกิด
ฤดขู องประเทศไทย

5. กิจกรรมการเรยี นรู

แนวคิด/รูปแบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนคิ : 5 EsInstructional Model

คาบท่ี 1

ขัน้ นาํ

1. นกั เรยี นทาํ แบบทดสอบกอนเรยี น หนวยการเรยี นรทู ่ี 7 ปรากฏการณทางธรรมชาตแิ ละธรณีพิบัตภิ ัยแบบปรนัย 4 ตัวเลอื ก
จาํ นวน 10 ขอ

(หมายเหตุ : ครูตรวจแบบทดสอบกอนเรียน เพ่ือประเมินความรเู ดมิ และเขาใจผเู รียนเพ่ือใชใ นการจัดกจิ กรรม)
ข้ันกระตุนความสนใจ

1. ครใู หนักเรียนดูภาพในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 58 จากนั้นครูสนทนากับนักเรียนวาเวลาไปทะเล
นักเรยี นรสู กึ อยา งไร เชน เวลาไปทะเลจะมีลมพดั เย็นสบาย

2. นักเรยี นตอบคาํ ถามวา
- ลมเกิดขนึ้ ไดอ ยางไร
(แนวคาํ ตอบ ลมเกดิ จากการเคลื่อนทจี่ ากบริเวณทมี่ คี วามกดอากาศสงู ไปยังบริเวณท่ีมีความกดอากาศต่าํ )
- ลมบก ลมทะเล และลมมรสุมเกิดขน้ึ จากสาเหตใุ ด
(แนวคาํ ตอบ ตอบตามความคดิ เห็นของนักเรยี น)

3. นกั เรียนอานกิจกรรมชวนอานชวนคิดกอนเรียน ตอน พักผอนริมทะเล ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา
60 และตอบคําถามตอไปน้ี

- ลมทะเลมีประโยชนต อการนาํ เรือกลบั เขา ฝง เพ่อื นๆ คดิ วา ลมชนดิ อ่ืนมีประโยชนต อส่ิงมีชวี ิตและส่ิงแวดลอม
หรือไม อยา งไร
(แนวคําตอบ ตอบตามความคดิ เหน็ ของนักเรียน เชน ลมบก มีประโยชนในการนาํ เรือออกจากฝง)

4. ครูสนทนากับนักเรียนเพ่ือนําเขาสูบทเรียนวา ลมเปนสิ่งท่ีมองไมเห็น แตสามารถรับรูไดโดยการใชผิวสัมผัส ซึ่งลมมี
ประโยชนตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม เชน ลมบกพาเรือกลับเขาฝง เราจะมาเรียนรูวา ลมเกิดขึ้นไดอยางไร และสงผลตอ
สงิ่ มชี วี ติ และสงิ่ แวดลอ มอยางไร จากกจิ กรรมตอ ไปนี้

ขัน้ สอน

คาบท่ี 2

ขั้นสํารวจคนหา
1. นักเรียนแบงกลุมออกเปนกลุมละ 4-5 คน จากน้ันศึกษาข้ันตอนการทํากิจกรรมที่ 1 การเกิดลมบก ลมทะเล และลม

มรสุมในหนังสอื เรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา62
2. นักเรียนปฏิบัตกิ จิ กรรมท่ี 1 การเกดิ ลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ ตอนที่ 1โดยปฏิบตั ิดงั นี้
1) สงตวั แทนกลุมไปรบั วสั ด-ุ อุปกรณใ นการทาํ กิจกรรม
2) แตละกลมุ ลงมือปฏบิ ตั กิ ิจกรรมท่ี 1 การเกดิ ลมบก ลมทะเล และลมมรสุม ตอนที่ 1ขั้นตอนขอที่ 1-6 ตามที่ไดศึกษา
มาในหนังสือเรียนและบันทึกผลการทํากิจกรรมลงในแบบฝก หัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 44
3) นักเรยี นแตละกลมุ เตรียมตวั นําเสนอในชัว่ โมงหนา
(หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมนิ นักเรียน โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลุม )

คาบที่ 3

ขั้นอธบิ ายความรู
1. นักเรียนแตล ะกลุม นาํ เสนอการทํากิจกรรมหนา ช้นั เรียน
2. นกั เรียนตอบคําถามตอ ไปน้ี
- วนั ธปู มีทิศทางการเคล่ือนท่ีอยางไร
(แนวคําตอบ เคล่ือนทไ่ี ปกลองฝง ท่มี เี ทียนอยแู ลวลอยตัวสูงข้นึ )
- เพราะเหตุใดทศิ ทางการเคลื่อนทขี่ องควนั ธปู จึงเปน ลักษณะแบบน้นั
(แนวคําตอบอากาศในบรเิ วณทร่ี อ นจะลอยตัวสงู ข้นึ ในขณะที่อากาศและควันธปู บริเวณใกลเ คยี งทอ่ี ุณหภมู ิต่าํ
กวา จะเคล่ือนที่เขามาแทนที่)
3. นักเรียนสแกนQR Code เรื่อง การเกดิ ลมในหนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 65 เพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ

การเกิดลม
4. นักเรียนรวมกันสรุปกิจกรรมท่ี 1 การเกิดลมบก ลมทะเล และลมมรสุม ตอนท่ี 1 วา ลม คือ อากาศท่ีเคลื่อนท่ีไปใน

ทิศทางแนวราบ เกิดจากการแทนที่ของอากาศ เนื่องจากอากาศในบริเวณท่ีรอนจะลอยตัวสูงข้ึน ในขณะท่ีอากาศบริเวณ
ใกลเคียงท่ีอุณหภูมิตํ่ากวาจะเคล่ือนที่เขามาแทนที่ เมื่อมีการเคล่ือนของอากาศท่ีเกิดจากการเปล่ียนแปลงและแตกตางกันของ
ความกดอากาศ อากาศบรเิ วณทีม่ ีความกดอากาศสูงจะเคล่อื นทีเ่ ขามายังบริเวณท่มี คี วามกดอากาศต่ํา มวลอากาศที่เคล่ือนที่เรา
เรยี กวา ลม

5. นักเรยี นทาํ กิจกรรมที่ 1 การเกิดลมบก ลมทะเล และลมมรสุม ตอนท่ี 2 โดยปฏบิ ตั ิดงั นี้
1) สบื คนขอมลู เพ่ิมเติมเก่ยี วกับการเกิดลมบก ลมทะเล และลมมรสุม แลวบนั ทกึ ผลลงในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.
6 เลม 2 หนา 45

2) นาํ ความรทู ี่ไดจากการสืบคนขอ มูลมาอภปิ รายเพ่ือเชื่อมโยงกบั ผลการทํากิจกรรมท่ี 1 การเกิดลมบก ลมทะเล และ
ลมมรสมุ ตอนท่ี 1

3) สรปุ ขอมลู จากผลการอภปิ ราย แลวออกแบบและสรา งแบบจําลองตามท่ีไดออกแบบไวเพื่อแสดงการเกิดลมบก ลม
ทะเล และลมมรสมุ โดยใหเลอื กการเกิดลมมาคนละ 1 ชนดิ

4) สงตวั แทนนาํ เสนอหนาช้นั เรยี น พรอ มอธิบายลักษณะการเกิดลมท่ีกลุมตนเองเลอื ก
(หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมนิ นักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลุม )

6. นกั เรยี นทาํ กิจกรรมหนตู อบไดในหนงั สือเรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 35 บนั ทึกลงในสมุดประจาํ ตัวนักเรยี น
หรอื ทาํ ในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 46

คาบที่ 4

ขัน้ สาํ รวจคน หา
1. นักเรยี นตอบคาํ ถามเพอ่ื ทบทวนความรวู า ลมบกเกิดขน้ึ ไดอ ยางไร
(แนวคาํ ตอบ ลมบกเกิดจากอากาศเหนือพ้ืนดินมีอุณหภูมิต่ํากวา อากาศเหนอื พื้นน้ํา หรืออากาศเหนือพื้นดินมีความกด
อากาศสงู กวา อากาศเหนอื พื้นนาํ้ เปน ผลใหอ ากาศเหนือพื้นดินที่มีความกดอากาศสงู กวาเคลอ่ื นทเี่ ขาหาพื้นน้าํ ทีม่ ีความ
กดอากาศตํา่ กวา ทาํ ใหเกิดลม)
2. นักเรียนแบงกลุมออกเปนกลุมละ 4-5 คน จากนัน้ ศึกษาข้ันตอนการทํากิจกรรมที่ 2 ผลของลมบก ลมทะเล และลม
มรสมุ ในหนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 64
3. นักเรยี นปฏบิ ตั กิ จิ กรรมท่ี2 ผลของลมบก ลมทะเล และลมมรสุม ปฏบิ ัตดิ ังน้ี
1) สืบคนเก่ียวกับผลของลมบก ลมทะเล และลมมรสุม ท่ีมีผลตอส่ิงมีชีวิตและส่ิงแวดลอม แลวบันทึกผลลงใน
แบบฝก หัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 48
2) นําขอมูลที่ไดจากการสืบคนมารวมกันแสดงความคิดเห็นจากน้นั นําขอมูลมาจัดทําเปนแผนผัง แผนภาพ หรืออ่ืนๆ
ลงในกระดาษแขง็ แผนใหญพ รอมตกแตงใหส วยงาม
(หมายเหตุ : ครเู ร่มิ ประเมินนกั เรยี น โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ )

ข้ันอธิบายความรู
1. นกั เรียนแตล ะกลมุ นําเสนอผลงานหนา ชัน้ เรยี น จากนั้นรว มกันอภิปรายเก่ียวกับผลของลมบก ลมทะเล และลมมรสุมท่ี
มผี ลตอ สิง่ มชี ีวติ และส่ิงแวดลอม
2. นักเรยี นรว มกันสรุปกจิ กรรมท่ี2 ผลของลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ
3. นักเรียนตอบคําถามตอ ไปนี้
- ปจ จยั ใดบา งทท่ี ําใหเกิดลม
(แนวคาํ ตอบ อณุ หภมู ขิ องอากาศและความกดอากาศ)
- ถา อณุ หภูมขิ องอากาศ 2 บริเวณตา งกนั มาก นักเรยี นคดิ วาจะเกิดลมในลกั ษณะใด
(แนวคาํ ตอบ อากาศเคล่ือนที่เรว็ ขนึ้ จึงเกิดเปนลมทพ่ี ดั แรงขึ้นเรยี กวา พาย)ุ
- เพราะเหตใุ ดลมบกจึงเกดิ ข้นึ ในเวลากลางคนื

(แนวคาํ ตอบ ในเวลากลางคนื พื้นดนิ คายความรอนไดเร็วกวาพ้ืนนํา้ ทําใหอากาศเหนอื พ้ืนดินมอี ุณหภูมิต่าํ กวา
อากาศเหนือพื้นน้ํา บริเวณเหนือพ้ืนนํ้ามีอุณหภูมิสูงจึงทําใหอากาศที่อยูเหนือพื้นน้ําลอยตัวสูงข้ึนเปนผลให
อากาศเหนอื พ้นื ดนิ ทมี่ อี ณุ หภมู ิตาํ่ กวาเคลือ่ นท่ีเขาหาพน้ื นาํ้ ทมี่ ีอุณหภมู ิสูงกวา)
- การเกิดลมมรสุมเหมือนหรอื แตกตางจากการเกิดลมบก ลมทะเลอยา งไร
(แนวคําตอบ หลักการเกดิ ลมมรสุมเชน เดียวกับการเกิดลมบก ลมทะเล คือเกิดจากอุณหภูมิเหนือพื้นทวีปและ
พื้นมหาสมทุ รมคี วามแตกตา งกนั ทาํ ใหล มมรสมุ ปกคลมุ พน้ื ทเ่ี ปน บรเิ วณกวา ง)
- ลมมรสุมมผี ลตอสภาพอากาศในประเทศไทยหรอื ไม อยางไร
(แนวคําตอบมีอิทธิพลตอการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในไทย เชนสงผลใหบางพ้ืนที่มีปริมาณฝนตกเพิ่มข้ึน
หรอื ลดลง)
4. นกั เรียนแบงกลมุ ออกเปน กลมุ ละ 4-5 คนเพือ่ ทาํ กิจกรรม นักพยากรณอ ากาศตวั นอย โดยปฏิบตั ดิ งั นี้
1) แตล ะกลุม สง ตวั แทนออกมารบั แผนทโ่ี ลกและบตั รสถานการณพ ยากรณอากาศ 1 สถานการณ
2) รวมกันทําความเขาใจเก่ียวกับสถานการณและพิจารณาวาจะเกิดลมมรสุมชนิดใด อยางไร และสงผลอยางไรตอ
พื้นที่ใดบางในประเทศไทย พรอมเสนอแนะแนวทางในการปฏบิ ัติตัวถาเกดิ ลมมรสมุ นี้ขึน้
3) ใหน กั เรียนแตล ะกลมุ นาํ เสนอผลการทํากิจกรรม โดยนาํ เสนอในรูปแบบรายงานขา ว
4) แตล ะกลมุ สงตัวแทนนําเสนอ
5. นักเรียนตอบคําถามตอ ไปน้ี
- ลมมรสุมตะวันตกเฉยี งใต จะพัดผา นประเทศไทยในชว งใด และสง ผลอยา งไร
(แนวคําตอบ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต จะพัดผานประเทศไทยในชวงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ทําใหเกิดฤดู
ฝน)
- เพราะเหตุใดจงึ เกดิ ฤดหู นาวทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยในชวงเดือนตุลาคม-
กมุ ภาพนั ธ
(แนวคาํ ตอบ เพราะไดรับอิทธพิ ลจากลมมรสมุ ตะวนั ออกเฉียงเหนอื ทพ่ี ัดพาอากาศเยน็ และแหงมาปกคลุมพื้นท่ี
ภาคเหนอื และภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ของประเทศไทย)
6. นักเรยี นรวมสรุปผลการทาํ กิจกรรมวา ในประเทศไทยมลี มมรสมุ พัดผา น 2 ชนดิ ไดแก ลมมรสุมตะวนั ตกเฉียงใตและลม
มรสมุ ตะวันออกเฉียงเหนือ
7. นกั เรียนทาํ กิจกรรมตรวจสอบความเขา ใจในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 71บันทกึ ลงในสมุดประจําตัว
นักเรยี น
8. นักเรียนทํากิจกรรมหนูตอบไดในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 64 บันทกึ ลงในสมุดประจําตัวนักเรียน
หรอื ทาํ ในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 49
(หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมนิ นักเรยี น โดยการสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบคุ คล)

คาบที่ 5

ขน้ั สอน (ตอ)

ขน้ั ขยายความเขา ใจ

1. ทบทวนความรเู ดมิ ของนกั เรยี น โดยตอบคําถามทา ทายการคดิ ขั้นสูงวา “มานพตองการพาครอบครัวไปสัมผัสอากาศ
หนาวทางภาคเหนือ จึงวางแผนจองตั๋วเครื่องบินและทีพ่ ัก” จากขอความนักเรียนคดิ วา มานพควรจองตั๋วเคร่ืองบินและท่ีพัก
ในชว งเดือนใดไดบางเพราะอะไร

(แนวคําตอบ ชวงเดือนตุลาคม–ตนเดือนกุมภาพันธ เพราะเปนชวงท่ีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดผานภาคเหนือ
ของประเทศไทยในชวงเดอื นตุลาคม-กุมภาพันธ แตเ นือ่ งดวยชวงกลางเดอื นกุมภาพันธ-พฤษภาคม เปนชวงท่ีเวลาเทยี่ ง
วนั ของประเทศไทย ดวงอาทิตยต ้ังตรงหรือเกือบตั้งตรง สงผลใหประเทศไทยไดร ับความรอนเตม็ ท)ี่
2 ครูเปด PowerPoint เรอ่ื ง ลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ ใหนักเรียนดู จากนั้นใหนักเรยี นรวมกันอภิปรายเกี่ยวกับลมบก
ลมทะเล และลมมรสุม และใหนักเรียนแตละคนเขียนสรุปความรูเกี่ยวกับเรื่องท่ีไดเรียนรูจากบทที่ 1 ในรูปแบบตางๆ เชน
แผนผงั ความคดิ แผนภาพ ลงในสมุดประจําตวั นักเรียน
3. นักเรียนทุกคนศกึ ษาแผนผงั ความคดิ สรุปสาระสําคัญ ประจําบทที่ 1 จากหนงั สือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา
72 เพอื่ ตรวจสอบการเขยี นสรุปความรูท่นี ักเรยี นทาํ ไวใ นสมุดประจําตวั นักเรียน
4. นักเรียนทํากิจกรรมพัฒนาการเรียนรูในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 73 บันทึกลงในสมุดประจําตัว
นักเรยี น

คาบที่ 6

5. นักเรียนทาํ กจิ กรรมฝก ทักษะในหนงั สือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 21 บันทึกลงในสมุดประจําตวั นักเรียน หรอื
ทําในแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 50-52

11. นกั เรียนทํากจิ กรรมทาทายการคิดขน้ั สูงในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 53
12. นักเรยี นแบง กลุม ออกเปน กลุมละ 4-5 คน เพือ่ ทํากจิ กรรมสรา งสรรคผลงาน โดยปฏิบัตดิ งั น้ี

1) ชว ยกนั ออกแบบส่อื การเรียนรู 3 มิติ เพ่อื จําลองกระบวนการเกดิ ลมบก ลมทะเล หรอื ลมมรสุม 1 ชนิดโดยใหส่ือถึง
กระบวนการเกดิ ลม(ชนดิ ลมท่เี ลือกสราง)

2) สรา งสื่อการเรียนรู 3 มิตติ ามทไ่ี ดออกแบบไว
3) นาํ เสนอผลการทํากิจกรรมในประเดน็ ตอไปน้ี

- อธบิ ายกระบวนการเกิดลมชนดิ ที่นักเรยี นเลือก โดยใชส ่อื การเรียนรู 3 มิติ
- ผลของลมชนิดทีน่ ักเรียนเลอื กทีม่ ีผลตอ สิง่ มชี วี ิตและสง่ิ แวดลอ ม
(หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมนิ นักเรยี น โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลุม )

ขัน้ สรุป

1. นกั เรยี นรวมกันสรุปผลการทํากจิ กรรมวา ลมบก ลมทะเล และลมมรสุม เกิดจากพืน้ ดนิ และพื้นนาํ้ มีอุณหภูมิอากาศเหนือ
พืน้ ดินและพน้ื นํ้าแตกตางกัน จึงเกิดการเคลือ่ นทขี่ องอากาศจากบริเวณที่มีอุณหภูมิตา่ํ เขาไปแทนที่อากาศบริเวณที่มอี ุณหภูมิสูง
ลมบกและลมทะเลเปนลมประจําถ่ินที่พบบริเวณชายฝง โดยลมบกเกิดในเวลากลางคืน จึงทําใหมีลมพัดจากชายฝงไปสูทะเล
ชาวประมงจึงใชประโยชนจากลมบกในการออกเรือ สวนลมทะเลเกิดในเวลากลางวัน ทําใหมีลมพัดจากทะเลเขาสูชายฝง
ชาวประมงจึงใชประโยชนจากลมทะเลในการนําเรือกลับเขาฝง สวนลมมรสุมเปนลมประจําฤดูท่ีเกิดบริเวณเขตรอนของโลก

เทานั้น ซึ่งเปนบริเวณกวางระดับภูมิภาค โดยมหี ลักการเชนเดียวกับการเกิดลมบก ลมทะเล ซ่ึงลมมรสุมเกิดจากอุณหภูมิของ
อากาศเหนือพ้ืนทวปี และพื้นมหาสมทุ รแตกตา งกนั

ลมมรสุมที่พัดผานประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใตและลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งลมมรสุม
ตะวันตกเฉียงใตจ ะสงผลใหประเทศไทยเกิดฤดูฝน สวนลมมรสมุ ตะวันออกเฉียงเหนอื จะสงผลใหประเทศไทยเกิดฤดูหนาว สวน
ชวงเปลี่ยนมรสุมและประเทศไทยอยูใกลเสนศูนยสูตร แสงอาทิตยเกือบต้ังตรงต้งั ตรงประเทศไทยในเวลาเที่ยงวัน ทําใหไดรับ
ความรอ นจากดวงอาทติ ยอ ยางเตม็ ท่ี อากาศจงึ รอ นอบอา วทาํ ใหเกิดฤดูรอ น

ขั้นประเมนิ

ขั้นตรวจสอบผล
1. ครูตรวจบันทกึ ขอมลู การทํากจิ กรรมท่ี 1 การเกิดลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ ในแบบฝกหดั วิทยาศาสตรฯป.6 เลม 2

หนา 44-45
2. ครตู รวจบันทึกขอมลู การทํากิจกรรมที่ 2 ผลของลมบก ลมทะเล และลมมรสุมในแบบฝก หัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2

หนา 48
3. ครูตรวจกิจกรรมหนตู อบไดใ นสมดุ ประจําตวั นกั เรยี นหรือในแบบฝก หัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 46 และหนา 49
4. ครตู รวจกิจกรรมตรวจสอบความเขาใจและกจิ กรรมพฒั นาการเรียนรใู นสมดุ ประจําตวั นักเรียน
5. ครตู รวจแผนผังความคิด สรปุ สาระสําคัญ ประจําบทท่ี 1 ในสมดุ ประจําตัวนกั เรียน
6. ครตู รวจกจิ กรรมฝก ทักษะในสมดุ ประจาํ ตวั นักเรียน หรือในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 50-52
7. ครตู รวจกิจกรรมทาทายการคิดขนั้ สงู ในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 53
8. ครูประเมินผลงาน สื่อการเรียนรู 3 มิตใิ นกจิ กรรมสรา งสรรคผ ลงาน

6. การวัดและประเมินผล

การวดั และประเมนิ ผล วธิ กี ารวัดผล เครื่องมือวัด เกณฑการประเมนิ ผล
จดุ ประสงค 1.คาํ ถามกระตนุ 70% ขน้ึ ไป ถือวา ผาน
ความรคู วาม 1. เปรียบเทยี บการเกิดลมบก ลมทะเล ความคิด เกณฑการประเมนิ
เขาใจ (K) และลมมรสมุ ได (K)
2. อธบิ ายผลของลมบก ลมทะเล และลม 1. แบบบนั ทึก 70% ข้ึนไป ถือวาผาน
ทกั ษะ/ มรสมุ ท่มี ีตอสง่ิ มชี วี ติ และสงิ่ แวดลอ มได กจิ กรรม เกณฑการประเมนิ
กระบวนการ (P) (K)
3. อธบิ ายผลของลมมรสมุ ตอ การเกดิ ฤดู
ของประเทศไทยได (k)

1. สรางแบบจําลองการเกดิ ลมบก ลม
ทะเล หรือลมมรสุมได (P)

คุณลกั ษณะนิสัย (A) 1. ยกตวั อยางการใชประโยชนจากการ 1. แบบสงั เกต 70% ขึ้นไป ถือวา ผาน
เกิดลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ ใน พฤติกรรม เกณฑการประเมิน
ชวี ิตประจําวันได (A)

7. สือ่ /แหลง การเรียนรู

7.1 สือ่ การเรยี นรู
1) หนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.6 เลม 2
2) แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.6 เลม 2
3) วัสดุ-อปุ กรณท ่ใี ชใ นกจิ กรรมที่ 1 การเกดิ ลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ
4) วสั ดุ-อปุ กรณท ใ่ี ชในกิจกรรมที่ 2 ผลของลมบก ลมทะเล และลมมรสุม
5) วัสดุ-อปุ กรณท ใ่ี ชในกจิ กรรมสรางสรรคผ ลงาน
6) QR Code เรอ่ื ง การเกิดลม
7) PowerPoint เรื่อง ลมบก ลมทะเล และลมมรสุม
8) แผนทีโ่ ลก
9) บัตรสถานการณพยากรณอ ากาศ
10) สมดุ ประจําตวั นักเรียน

7.2 แหลงการเรยี นรู
1) หอ งเรยี น
2) อินเทอรเ นต็

8.กจิ กรรมเสนอแนะ

.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................

ลงชือ่ ............................................ครูผสู อน ลงช่ือ...................................................ฝา ยวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)

ลงชอ่ื ...................................................ผบู รหิ าร
(...........................................................)

สัปดาหที่ 12-13

โรงเรยี นขจรเกียรตพิ ัฒนา

แผนการจดั การเรียนรู

ภาคเรียนท่ี……2…/……….……... ชอ่ื ผูสอน….…...................................................……...
กลมุ สาระการเรยี นรู วทิ ยาศาสตร ชั้นประถมศึกษาปที่ 6 จํานวน 6 คาบ
หนว ยการเรียนรูท ี่ 7 ปรากฏการณทางธรรมชาติ เรื่อง ธรณีพบิ ัตภิ ัย1 (นํา้ ทวม ดินถลม)
และธรณพี บิ ัติภัย

1. มาตรฐานการเรยี นร/ู ตัวชวี้ ดั
ว 3.2 ป.6/6 บรรยายลักษณะและผลกระทบของนํ้าทวมการกดั เซาะชายฝง ดินถลม แผนดนิ ไหว สนึ ามิ
ว 3.2 ป.6/7 ตระหนักถึงผลกระทบของภัยธรรมชาตแิ ละธรณพี บิ ตั ิภัย โดยนําเสนอแนวทางในการเฝา ระวังและปฏิบตั ติ นให

ปลอดภัยจากภัยธรรมชาตแิ ละธรณพี บิ ัตภิ ยั ทีอ่ าจเกดิ ในทองถนิ่

2. สาระสําคญั /ความคดิ รวบยอด
นํ้าทวม และดินถลม มีผลกระทบตอชีวิตและส่ิงแวดลอมแตกตางกันมนุษยควรเรียนรูวิธีปฏิบัติตนใหปลอดภัย เชน
ติดตามขาวสารอยา งสมาํ่ เสมอ เตรียมถุงยังชพี หพรอมใชตลอดเวลา และปฏิบัติตามคําส่งั ของผูปกครองและเจาหนาท่ีอยาง

เครง ครัดเม่ือเกิดภัยทางธรรมชาติและธรณพี บิ ตั ภิ ยั

3. จุดประสงคก ารเรียนรู
1) บรรยายลกั ษณะและผลกระทบของนํา้ ทวมและดนิ ถลม ได (K)

2) เขยี นแผนภาพแสดงลักษณะของนาํ้ ทว มและดนิ ถลมได (P)
3) นําเสนอแนวทางในการเฝาระวังและปฏิบตั ติ นใหปลอดภัยจากนาํ้ ทว มและดนิ ถลม ได (A)

4. สาระการเรียนรู

สาระการเรยี นรูแกนกลาง สาระการเรียนรทู อ งถ่นิ

ลกั ษณะและผลกระทบของนํ้าทวมและดนิ ถลมแนวทางใน (พจิ ารณาตามหลกั สตู รสถานศกึ ษา)
การเฝาระวังและปฏิบัติตนใหปลอดภัยจากภัยธรรมชาติและ

ธรณีพิบตั ิภัยทอี่ าจเกิดในทองถิ่น

5. กจิ กรรมการเรยี นรู
แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนคิ :5EsInstructional Model

คาบท่ี 1

ขนั้ นํา

ขัน้ กระตนุ ความสนใจ
1. นกั เรยี นดภู าพในหนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 76จากนัน้ ครูสนทนาถามคําถามนกั เรยี นวา

- ถา น้ําแข็งขวั้ โลกหลอมละลายหมดจะสงผลกระทบอยางไรบาง
(แนวคาํ ตอบ นักเรียนแสดงความคิดเหน็ อยา งอสิ ระ)

- ทําไมนํ้าแข็งขัว้ โลกจงึ หลอมละลาย
(แนวคาํ ตอบ เพราะภาวะโลกรอ นทําใหน าํ้ แขง็ ขว้ั โลกหลอมละลาย)

2. นกั เรยี นอา นกจิ กรรมชวนอา นชวนคิดกอนเรียน ตอน ระวังภัยสนึ ามิ ในหนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา
77และตอบคําถามตอไปน้ี

- สนึ ามิ คอื ธรณีพบิ ตั ิภยั ประเภทหนง่ึ เพื่อนๆ คิดวา สนึ ามเิ กดิ มาจากสาเหตุใด และมีวธิ ีการปฏิบัติตนให
ปลอดภยั จากสึนามิไดอ ยางไร
(แนวคําตอบ ตอบตามความคดิ เห็นของนักเรยี น เชน เกดิ จากแผน ดินไหวใตทะเลลกึ ถาเกิดสนึ ามิ ควรหนีขึ้นท่ี
สงู เพ่ือความปลอดภัย)

3. นักเรยี นรวมกนั แสดงความคดิ เห็นวา ในทองถ่นิ นักเรยี นเคยพบภัยพบิ ัติอะไรบาง
4. ครูสนทนากบั นักเรียนเพ่ือนําเขาสูบทเรยี นวา ในทองถิ่นของเราอาจเกิดภัยธรรมชาติหรือธรณีพิบัติภัยตางๆ ได เชน นาํ้
ทวม ดินถลม สึนามิ แผนดินไหว นํ้ากัดเซาะชายฝง ซึ่งภัยธรรมชาติท่ีพบไดบอยครั้งในทองถิ่นของเรา คือ นํ้าทว มและดินถลม
ดังนั้นนกั เรียนควรเรยี นรเู พอื่ เฝา ระวังและปฏบิ ตั ติ นใหมีความปลอดภัยจากกิจกรรมตอไปน้ี

คาบที่ 2

ขน้ั สอน

ข้นั สาํ รวจคน หา
1. นักเรียนแบงกลุมออกเปนกลุมละ 4-5 คน จากนั้นศึกษาข้ันตอนการทํากิจกรรมที่ 1 ภัยธรรมชาติและธรณีพิบัติภัย
เกิดขน้ึ ไดอ ยา งไรในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา79
2. นกั เรยี นปฏิบัตกิ จิ กรรมท่ี 1 ภยั ธรรมชาติและธรณีพิบัติภยั เกดิ ขึน้ ไดอยางไรตอนที่ 1โดยปฏบิ ตั ดิ งั นี้
1) สง ตวั แทนกลมุ ไปรับวสั ดุ-อปุ กรณใ นการทํากิจกรรม
2) แตล ะกลุม รวมกนั สืบคน ขอมูลเกย่ี วกบั ลักษณะและผลกระทบของน้ําทว ม
3) นาํ ขอ มูลมาจดั ทาํ ในรูปแบบตางๆ เชน แผนภาพ เพ่ืออธบิ ายลกั ษณะและผลกระทบของนํ้าทว ม
4. นักเรียนปฏิบัตกิ จิ กรรมท่ี 1 ภยั ธรรมชาติและธรณพี ิบัติภยั เกิดขึ้นไดอยางไร ตอนที่ 2 ปฏบิ ัติดงั นี้
1) สบื คน ขอมลู เก่ยี วกับแนวทางในการเฝาระวังและปฏบิ ัติตนใหปลอดภัยจากนํ้าทวม แลวบันทกึ ผลลงในแบบฝกหัด
วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 56

ขน้ั อธบิ ายความรู
1. นกั เรียนแตละกลมุ นําเสนอผลงานหนาชัน้ เรียน ในประเด็นตอไปนี้
- ลักษณะการเกดิ นํา้ ทวม
- สาเหตุการเกดิ น้ําทวม
- ผลกระทบของนํ้าทวม

- แนวทางในการเฝาระวงั และปฏิบตั ิตนใหป ลอดภยั จากนา้ํ ทวม
2. นักเรียนรวมกันอภิปรายสาเหตุการเกิดนํ้าทวม จนไดขอสรุปวา น้ําทวมเกิดจากฝนตกหนักและตอ เนอื่ งเปนเวลานาน

ทาํ ใหด นิ ไมสามารถดูดซบั น้ําไวไดทัง้ หมดหรือไมส ามารถระบายออกไดท ันทาํ ใหเ กดิ นํ้าขัง
3. นกั เรยี นรว มกันอภิปรายวธิ กี ารปองกนั น้าํ ทวมจนไดขอ สรุปวา ควรปฏบิ ัตดิ งั น้ี

1) การปลูกพืชคลมุ ดิน เพื่อชวยในการดูดซบั น้าํ
2) การกําจดั ส่งิ กีดขวางทางนาํ้
3) การขดุ ลอกคลอง เพื่อเกบ็ น้าํ กอ นระบายสูน ้าํ ทะเล
4) การอนุรักษปาไมและการปลูกปา ทดแทนพ้ืนที่ปาที่สูญเสียไป
5) สรา งเขอ่ื นเพือ่ กกั เกบ็ นา้ํ หรือสรางฝายชะลอการไหลของน้ํา

คาบท่ี 3

4. นกั เรียนในหอ งแบง ออกเปน 2 กลมุ ใหญ เพอื่ ทํากิจกรรม รถดว น ขบวนคําถาม โดยปฏิบตั ดิ ังนี้
1) นักเรียนแตล ะกลมุ สง ตัวแทนกลุมออกมาหนาชั้นเรียนกลมุ ละ 1 คนเพื่อเปนคนจับนาฬิกาจับเวลา(อาจใช
โทรศพั ทม ือถือจบั เวลาแทนนาฬกิ าจับเวลา)
2) ครตู ้งั เวลาไว 2 วนิ าทีวางนาฬิกาลงกลอง
3) ถา กลอ งเคล่อื นทไ่ี ปฝง ใดใหน ักเรียนทีเ่ ปนตัวแทนกลมุ บอกแนวทางในการดูแลและปฏบิ ัติตนใหปลอดภยั เมอ่ื เกิดน้ํา
ทว ม
4) โดยสมาชิกดานหลังสามารถบอกคาํ ตอบกับตวั แทนกลุมได สวนสมาชิกฝงตรงขามทําหนาทตี่ รวจสอบคําตอบของ
อกี ฝง
5) เม่ือตอบคําตอบไดถ กู ตอง สงกลอ งใหอ กี ฝง และใหอ กี ฝง บอกแนวทางในการดูแลและปฏบิ ัติตนใหปลอดภยั เมอื่ เกิด
นา้ํ ทว ม
6) สลับกลอ งไปมาและตอบคําถามแบบนีไ้ ปเรอื่ ยๆ จนกวาเสียงนาฬิกาจับเวลาจะดงั เมื่อนาฬิกาดังฝงท่ีถือกลองถือวา
เปน ผแู พในกจิ กรรมนี้

5. นกั เรียนรวมกันสรปุ ผลการทํากจิ กรรมเก่ยี วกบั แนวทางในการดูแลและปฏบิ ตั ติ นใหป ลอดภยั เมือ่ เกิดน้ําทวม(หมายเหตุ
: ครูเริ่มประเมนิ นกั เรยี น โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทํางานกลุม)

คาบท่ี 4
ข้ันสอน (ตอ)

ขั้นสาํ รวจคน หา
1. นกั เรยี นทบทวนความรเู ดมิ โดยการตอบคําถามวา ถา เกิดน้ําทว มขัง เราสามารถใชเ ครอื่ งใชไ ฟฟาในบา นไดห รือไม
(แนวคําตอบ ไมควรใชเ ครือ่ งใชไ ฟฟา ควรปด เคร่ืองใชไ ฟฟาและถอดปลกั๊ ใหเรยี บรอย)

2. นกั เรยี นแบง กลุมออกเปนกลุมละ 4-5 คน ปฏบิ ัติกจิ กรรมท่ี 1 ภยั ธรรมชาตแิ ละธรณพี ิบตั ิภัยเกิดขน้ึ ไดอ ยางไร ตอนท่ี 1
โดยปฏิบตั ิดงั นี้
1) สง ตัวแทนกลมุ ไปรบั วสั ดุ-อปุ กรณใ นการทํากิจกรรม
2) แตล ะกลมุ รว มกนั สบื คนขอ มูลเกี่ยวกบั ลักษณะและผลกระทบของดินถลม
3) นําขอมูลมาจัดทาํ ในรูปแบบตางๆ เชน แผนภาพ เพอื่ อธิบายลักษณะและผลกระทบของดินถลม

3.นักเรยี นปฏบิ ตั ิกิจกรรมท่ี 1 ภยั ธรรมชาตแิ ละธรณพี ิบตั ิภัยเกิดขน้ึ ไดอ ยา งไร ตอนที่ 2โดยปฏบิ ัติดงั นี้
1) สืบคนขอมลู เก่ยี วกับแนวทางในการเฝาระวงั และปฏบิ ัติตนใหปลอดภัยจากดินถลม แลว บนั ทกึ ผลลงในแบบฝก หดั
วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 56

คาบที่ 5

ข้นั อธบิ ายความรู
1. แตล ะกลุมนําเสนอผลงานหนาชั้นเรียนในประเดน็ ตอไปนี้

- ลกั ษณะการเกดิ ดินถลม
- สาเหตกุ ารเกิดดนิ ถลม
- ผลกระทบของดินถลม
- แนวทางในการเฝา ระวงั และปฏิบัตติ นใหป ลอดภยั จากดินถลม
2. นกั เรียนรวมกันอภิปรายเกย่ี วกับดินถลม จนไดข อสรปุ วา ดินถลม คือ การเคลื่อนท่ีของมวลดิน หิน โคลน และตนไม

ตาง ๆ ที่ไหลลงมาตามแนวลาดเอียงตามแรงโนมถวงของโลกเปนผลท่ีเกิดตามมาหลังจากการเกิดนํ้าปาไหลหลาก

การเกิดแผนดนิ ไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ การตัดไมทําลายปา การกอสรางหรือการทําการเกษตรบริเวณเชงิ เขาท่ีมี

ความลาดชันสงผลกระทบใหพ ชื ผลทางการเกษตร สิง่ ปลูกสรางตาง ๆ เชน โรงเรียน บาน เกิดความเสยี หาย หนาดิน

พงั ทลาย จึงทาํ ใหด นิ เสือ่ มสภาพ สตั วป าไมม ที อี่ ยอู าศยั รวมท้ังปด กั้นเสน ทางคมนาคมและทางเดนิ ของแหลงน้ํา

3. นกั เรียนตอบคําถามตอไปน้ี
- ดินถลม มลี กั ษณะอยางไร
(แนวคําตอบ ดนิ ถลม คอื การเคลอื่ นที่ของมวลดิน หนิ โคลน และตนไมที่ไหลลงมาตามแนวลาดเอียงตาม
แรงโนมถว งของโลก)
- ใหน กั เรียนบอกวธิ ีปอ งกันดินถลม
(แนวคาํ ตอบ ปลูกปา ไมทาํ ไรเลือ่ นลอย ไมต ดั ไมทําลายปา ไมป ลกู สรา งบานหรือสิ่งกอ สรางขวางทางน้าํ
หรือใกลแ หลง น้าํ )

4. นกั เรยี นรว มกันอภิปรายแสดงความคดิ เหน็ เกยี่ วกบั แนวทางในการเฝาระวังและปฏิบตั ิตนใหปลอดภัยจากดินถลม จน

ไดขอสรุปของชั้นเรียน

5. ครใู หนกั เรยี นแตล ะกลมุ หาขอ มลู ขาวหรือสถานการณเก่ียวกับน้ําทว มหรือดินถลมในประเทศไทย หรือในทองถิ่นของ

นกั เรยี น หรือสัมภาษณคนในพ้ืนทเ่ี กยี่ วกบั สถานการณน า้ํ ทว มหรอื ดนิ ถลม เพื่อมาทาํ กิจกรรมในชว่ั โมงหนา

(หมายเหตุ : ครเู ริม่ ประเมนิ นักเรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล)

คาบที่ 6

ขั้นสอน (ตอ)

ขั้นขยายความเขา ใจ
1. นักเรยี นตอบคําถามวา ถาที่อยูอ าศัยของนักเรียนเกิดนํ้าทวม จะสง ผลกระทบอยางไรบา งตอ นักเรียน
(แนวคาํ ตอบ ทําใหการเดินทางไมสะดวกและอาจมสี ัตวมีพิษออกมา ถาน้ําทว มขังนานๆ อาจกอใหเกิดโรคตางๆ เชน
โรคตาแดง โรคนํ้ากดั เทา โรคฉี่หนู โรคไขเ ลอื ดออก)
2. ครใู หนกั เรียนรวมแสดงความคิดเหน็ วา ถา ที่อยอู าศยั ของนักเรยี นเกดิ นา้ํ ทวมหรอื ดินถลม นกั เรยี นจะมี การปฏิบัติ
ตนอยางไร
3. นักเรียนแบงกลุม ออกเปนกลุม ละ 4-5 คน เพื่อปฏบิ ัตกิ จิ กรรม ภัยพิบัตใิ นทองถิ่นโดยปฏบิ ตั ดิ ังนี้
1) นักเรียนนําขาวหรือสถานการณเก่ียวกับน้ําทวมหรือดินถลมในประเทศไทยหรือในทองถิ่นมาอภิปรายรวมกัน
ศึกษาหาสาเหตุวาเกิดจากสาเหตุใด สงผลกระทบอยางไรบาง เสนอแนะแนวทางการปองกัน แนวทางในการเฝา
ระวงั และการปฏบิ ตั ิตนใหปลอดภยั
2) นกั เรยี นแตละกลมุ นาํ เสนอผลการทาํ กิจกรรม รว มกันอภปิ รายและลงขอสรปุ
(หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมินนักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ )

ขั้นสรปุ

1. นักเรียนรว มกันสรุปผลการทํากิจกรรมวา นํ้าทว มและดนิ ถลม มผี ลกระทบตอ ชีวติ และส่ิงแวดลอมแตกตางกันมนุษย
ควรเรียนรวู ิธปี ฏิบัติตนใหปลอดภัย เชน ติดตามขาวสารอยางสม่ําเสมอ เตรียมถุงยังชีพใหพรอมใชต ลอดเวลา และปฏิบัติตาม
คําสง่ั ของผปู กครองและเจา หนา ทอี่ ยา งเครง ครัดเม่อื เกดิ ภยั ทางธรรมชาตแิ ละธรณพี ิบัติภยั

ขัน้ ประเมนิ

ขัน้ ตรวจสอบผล
1. ครูตรวจบันทกึ ขอมลู การทํากิจกรรมที่ 1 ภยั ธรรมชาตแิ ละธรณพี บิ ตั ิภยั (น้าํ ทว ม ดนิ ถลม) ในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตรฯป.
6 เลม 2 หนา 56

6. การวัดและประเมนิ ผล

การวัดและประเมินผล วิธีการวัดผล เครอื่ งมือวัด เกณฑการประเมินผล
1.คําถามกระตนุ ความคิด 70% ขน้ึ ไป ถือวา ผา น
จดุ ประสงค เกณฑการประเมนิ

ความรูความ 1) บรรยายลกั ษณะและผลกระทบ
เขาใจ (K) ของนาํ้ ทวมและดนิ ถลมได (K)

ทักษะ/ เขยี นแผนภาพแสดงลักษณะของ 1. แบบบันทกึ กจิ กรรม 70% ขน้ึ ไป ถือวาผาน
กระบวนการ (P)
นาํ้ ทว มและดินถลมได (P) เกณฑการประเมนิ

คณุ ลกั ษณะนิสัย (A) 3) นาํ เสนอแนวทางในการเฝา 1. แบบสงั เกตพฤตกิ รรม 70% ขึน้ ไป ถอื วา ผา น

ระวงั และปฏบิ ตั ติ นใหป ลอดภัย เกณฑการประเมิน
จากนํา้ ทว มและดินถลมได (A)

7. สือ่ /แหลง การเรยี นรู
7.1 ส่อื การเรยี นรู
1) หนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยปี .6 เลม 2

2) แบบฝกหัดวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยปี .6 เลม 2

3) วสั ดุ-อุปกรณท ีใ่ ชใ นกจิ กรรมที่ 1 ภัยธรรมชาตแิ ละธรณีพบิ ัตภิ ัยเกิดข้ึนไดอ ยา งไร (น้ําทว ม ดินถลม )
4) สมุดประจําตัวนกั เรียน

7.2 แหลงการเรียนรู

1) หอ งเรียน
2) อินเทอรเนต็

3) หอ งสมดุ

8.กจิ กรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................

.........................................................................................................................................................................................................

.........................................................................................................................................................................................................
ลงช่อื ............................................ครูผสู อน ลงชอ่ื ...................................................ฝา ยวชิ าการ

(...........................................................) (...........................................................)

ลงช่ือ...................................................ผูบ รหิ าร
(...........................................................)

สัปดาหที่ 14-15

โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ัฒนา

แผนการจัดการเรียนรู

ภาคเรียนท่ี……2…/……….……... ชือ่ ผูส อน….…...................................................……...
กลุมสาระการเรียนรู วทิ ยาศาสตร ช้นั ประถมศึกษาปท่ี 6 จาํ นวน 6 คาบ
หนว ยการเรียนรูที่ 7 ปรากฏการณทางธรรมชาติ เรือ่ ง ธรณพี ิบตั ภิ ัย 2 ( แผน ดนิ ไหว สึนามิ
และธรณพี ิบัติภัย การกัดเซาะชายฝง)

1. มาตรฐานการเรียนร/ู ตวั ชว้ี ัด
ว 3.2 ป.6/6 บรรยายลักษณะและผลกระทบของนํ้าทวมการกัดเซาะชายฝง ดนิ ถลม แผนดินไหว สึนามิ

ป.6/7 ตระหนักถงึ ผลกระทบของภัยธรรมชาติและธรณพี ิบตั ภิ ัย โดยนําเสนอแนวทางในการเฝาระวังและปฏิบัติตนให
ปลอดภยั จากภยั ธรรมชาติและธรณพี ิบตั ิภยั ทีอ่ าจเกดิ ในทองถ่ิน

2. สาระสาํ คัญ/ความคดิ รวบยอด
ลักษณะและผลกระทบของแผน ดินไหว สนึ ามิ และการกดั เซาะชายฝง แนวทางในการเฝาระวงั และปฏบิ ตั ิตนให
ปลอดภยั จากภัยธรรมชาตแิ ละธรณพี บิ ตั ิภัยที่อาจเกดิ ในทองถ่นิ

3. จดุ ประสงคการเรียนรู
1) บรรยายลกั ษณะและผลกระทบของแผนดินไหว สนึ ามิ และการกัดเซาะชายฝง ได (K)

2) เขียนแผนภาพแสดงลกั ษณะของแผนดินไหว สึนามิ และการกดั เซาะชายฝง ได (P)

3) นาํ เสนอแนวทางในการเฝา ระวังและปฏบิ ตั ิตนใหปลอดภัยจากแผน ดนิ ไหว สนึ ามิ การกัดเซาะชายฝง ได (A)
4. สาระการเรยี นรู

สาระการเรียนรแู กนกลาง สาระการเรยี นรูทอ งถิ่น

ลักษณะและผลกระทบของแผน ดินไหว สึนามิ และการกดั เซาะชายฝง (พิจารณาตามหลักสตู รสถานศึกษา)
แนวทางในการเฝาระวังและปฏบิ ัตติ นใหปลอดภัยจากภยั ธรรมชาตแิ ละ

ธรณพี บิ ัติภยั ทอี่ าจเกดิ ในทอ งถ่นิ

5. กจิ กรรมการเรียนรู
แนวคิด/รปู แบบการสอน/วธิ กี ารสอน/เทคนิค:5EsInstructional Model

คาบที่ 1

ขัน้ นํา

ข้ันกระตนุ ความสนใจ

1. ครูทบทวนความรเู ดิมช่ัวโมงทแี่ ลว โดยนําบตั รภาพธรณีพิบัตภิ ัยติดไวทกี่ ระดาน จากน้ันใหนักเรียนอธิบายวา ภัยพิบัติใด
เปน สาเหตทุ ําใหเ กิดดินถลมไดบ า ง พรอ มบอกเหตผุ ล

2. ครูสนทนากับนักเรียนเพื่อนําเขาสูบทเรียนวา สาเหตุของดนิ ถลมเกิดไดหลายปจจัยรวมถึงเกิดจากแผนดินไหว ภูเขาไฟ
ระเบิด สึนามิ ดงั นั้นวนั นเ้ี ราจะมาเรียนรวู า การเกิดแผนดนิ ไหว สนึ ามิ เกิดขึ้นไดอยางไร รวมถึงเร่อื งเก่ียวกับการกัดเซาะชายฝง
จากกิจกรรมตอ ไปน้ี

ขั้นสอน

ขั้นสํารวจคน หา
1. นักเรียนแบงกลมุ ออกเปน กลุม ละ 4-5 คน จากน้ันศกึ ษาขัน้ ตอนการทาํ กจิ กรรมที่ 1ภัยธรรมชาติและ ธรณพี ิบัติภัย
เกดิ ขน้ึ ไดอ ยางไร ในหนงั สือเรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 79
2. นกั เรียนปฏบิ ัตกิ จิ กรรมท่ี 1 ภัยธรรมชาตแิ ละธรณพี ิบัติภยั เกิดขึน้ ไดอยา งไร ตอนที่ 1โดยปฏบิ ตั ิดงั น้ี
1) สงตวั แทนกลุมไปรับวัสดุ-อุปกรณในการทํากิจกรรม
2) แตละกลมุ รว มกันสืบคนขอ มูลเก่ยี วกับลักษณะและผลกระทบของแผน ดนิ ไหว
3) นําขอมูลมาจัดทาํ ในรูปแบบตางๆ เชน แผนภาพ เพ่ืออธบิ ายลกั ษณะและผลกระทบของแผน ดินไหว

3. นักเรยี นปฏบิ ัตกิ ิจกรรมที่ 1 ภยั ธรรมชาตแิ ละธรณพี บิ ตั ภิ ยั เกิดขน้ึ ไดอยางไร ตอนที่ 2โดยปฏิบัตดิ งั นี้
1) สบื คนขอ มูลเกยี่ วกับแนวทางในการเฝา ระวังและปฏิบตั ติ นใหป ลอดภยั จากแผน ดนิ ไหวแลว บันทึกผลลงใน
แบบฝก หัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 56
(หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมนิ นักเรยี น โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทํางานกลุม)

คาบที่ 2

ขน้ั อธบิ ายความรู
1. แตละกลมุ นาํ เสนอผลงานหนา ช้ันเรียน ในประเดน็ ตอ ไปน้ี
- ลกั ษณะการเกิดแผนดนิ ไหว
- สาเหตุการเกดิ แผน ดินไหว
- ผลกระทบของแผน ดินไหว
- แนวทางในการเฝาระวังและปฏิบัตติ นใหปลอดภัยจากแผน ดินไหว
2. นักเรียนรวมกันอภิปรายเกี่ยวกับแผนดินไหว จนไดขอสรุปวา แผนดินไหวคือ การสั่นสะเทือนของแผนดินที่รูสึกได ณ
บรเิ วณใดบริเวณหน่ึงบนผิวโลก ผลกระทบจากแผนดินไหว คือ สงผลใหพ้ืนดินแยก ดินถลม สึนามิ ภูเขาไฟระเบิด
ทําใหเสนทางการคมนาคม ส่ิงปลูกสรางตางๆ เชน บาน โรงเรียน เสียหาย มนุษยและสัตวอาจไดรับบาดเจ็บหรือ
เสียชีวิต สาเหตุการเกิดอาจเกิดจากธรรมชาติ เชน เกิดจากการเคล่ือนท่ีของแผนเปลือกโลกที่อาจเกิดจากการคดโคง
โกงตวั อยา งฉับพลัน และเมอื่ แผน เปลือกโลกขาดออกจากกัน จึงปลดปลอยพลังงานออกมาในรูปคล่ืนแผนดินไหว หรือ
อาจเกิดจากการเคล่ือนตวั ของรอยเลอื่ น

3. นักเรียนตอบคําถามวา ประเทศไทยของเรามีโอกาสเกิดแผนดินไหวไดห รือไม และพ้ืนที่ใดบางท่ีคาดวาเปนพื้นที่เสี่ยง
แผนดินไหว สาเหตเุ กดิ จากอะไร
(แนวคําตอบ ตอบตามความคิดเหน็ ของนกั เรียนอยางอิสระ)

4. ครูสแกน QR Code 3D เรื่อง รอยเล่ือน จากนั้นครูอธิบายเพิ่มเติมวา สาเหตุหนึ่งของการเกิดแผนดนิ ไหวมาจากการ
เคล่ือนตัวของรอยเลื่อน ในประเทศไทยเรามีโอกาสเกดิ แผนดินไหวได เนื่องจากปจจุบันประเทศไทยมีรอยเลื่อนท่ีมีพลัง
ท้ังหมด 14 รอยเลอ่ื น โดยกระจายอยใู น 22 จังหวัด

5. ครสู รางสถานการณส มมตทิ ี่ 1 วา ถานกั เรียนอยใู นอาคารหรอื ในหองเรียนแลว เกิดแผนดนิ ไหวขึ้นจะทําอยางไร โดยสุม
นักเรยี นออกมา 3 คน และวางโตะ ไว 1 ตัว รองเทา ขวดนํา้ จากนั้นครูจะสง สัญญาณวาเกิดแผนดินไหว แลวใหตัวแทน
นกั เรยี นปฏบิ ัตติ นใหป ลอดภัยจากแผนดนิ ไหวภายใน 1 นาที โดยนักเรยี นภายในช้ันเรียนคอยสังเกตพฤติกรรมตัวแทน
นกั เรยี น

6. ครูสรางสถานการณสมมติท่ี 2 วา ถานักเรียนอยูนอกอาคารแลวเกิดแผนดินไหวขึ้นจะทําอยางไร โดยครูสุมนักเรียน
ออกมา 3 คน จากน้ันครจู ะสง สญั ญาณวา เกิดแผน ดินไหว แลว ใหต วั แทนนกั เรียนปฏิบัติตนใหปลอดภัยจากแผนดนิ ไหว
และนกั เรยี นอยนู อกอาคารโดยนกั เรยี นภายในชนั้ เรยี นคอยสังเกตพฤตกิ รรมตวั แทนนกั เรยี น
(หมายเหตุ : ครอู าจใชอ ุปกรณในหองเรยี นจัดฉากประกอบเพ่อื ใหนักเรียนมองเหน็ สถานการณช ดั เจนขึ้น)

7. จากนนั้ ใหนกั เรยี นรว มกนั แสดงความคดิ เห็นวา เพือ่ นคนใดปฏบิ ตั ิถกู ตอง และควรแกไขอยางไร
8. นักเรยี นรว มกนั อภปิ รายสรปุ แนวทางการเฝาระวงั และปฏิบัตติ นใหปลอดภยั เม่อื เกิดแผน ดินไหว

(หมายเหตุ : ครเู ร่มิ ประเมนิ นกั เรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุม)

ขน้ั สอน (ตอ ) คาบท่ี 3

ขน้ั สํารวจคน หา
1. นักเรยี นตอบคาํ ถามเพื่อทบทวนความรเู ดมิ วา การเกิดแผน ดนิ ไหวมคี วามสัมพนั ธก ับการเกดิ สึนามอิ ยางไร
(แนวคําตอบสึนามเิ กิดจากแผน ดินไหวทมี่ จี ดุ ศูนยเ กิดแผน ดินไหวอยใู ตท ะเลลกึ )
2. นกั เรียนปฏบิ ัติกิจกรรมท่ี 1 ภัยธรรมชาตแิ ละธรณีพบิ ัตภิ ัยเกดิ ขนึ้ ไดอ ยา งไร ตอนท่ี 1โดยปฏบิ ตั ดิ งั นี้
1) สงตวั แทนกลมุ ไปรบั วัสดุ-อุปกรณใ นการทํากจิ กรรม
2) แตล ะกลมุ รว มกันสบื คน ขอมูลเกยี่ วกบั ลกั ษณะและผลกระทบของสึนามิ

3) นําขอ มลู มาจดั ทาํ ในรปู แบบตา งๆ เชน แผนภาพ เพื่ออธิบายลักษณะและผลกระทบของสึนามิ
3. นกั เรียนปฏิบตั ิกจิ กรรมที่ 1 ภัยธรรมชาติและธรณพี บิ ัติภยั เกิดข้ึนไดอ ยา งไร ตอนท่ี 2โดยปฏิบตั ิดังน้ี

1) สืบคนขอมูลเก่ียวกับแนวทางในการเฝาระวังและปฏิบัติตนใหปลอดภัยจากสึนามิ แลวบันทึกผลลงในแบบฝกหัด
วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 56

ขน้ั อธิบายความรู
1. แตล ะกลุมนาํ เสนอผลงานหนา ชนั้ เรยี นในประเดน็ ตอไปนี้
- ลกั ษณะการเกดิ สึนามิ

- สาเหตุการเกดิ สนึ ามิ
- ผลกระทบของสึนามิ
- แนวทางในการเฝาระวงั และปฏิบัติตนใหป ลอดภัยจากสึนามิ
2. นกั เรียนรวมกนั อภิปรายเก่ียวกับสึนามิ จนไดข อ สรุปวา สนึ ามคิ อื คล่ืนยักษขนาดใหญท ่ีเกิดในมหาสมทุ รและเคลื่อนตัว

เขาสูชายฝง โดยมีจุดกําเนิดอยูในเขตทะเลเกิดจากแผนดินไหวท่ีมีจุดศูนยเกิดแผนดินไหวอยูใตทะเลลึก ทําใหน้ําใน

ทะเลและมหาสมุทรไดรบั แรงสั่นสะเทือนอยางรุนแรง และเกิดเปนคลื่นขนาดใหญเคลื่อนท่ีเขาหาชายฝงอยางรวดเร็ว

การทดลองระเบิดนิวเคลียรใตทะเล การปะทุอยางรุนแรงของภูเขาไฟสงผลใหทั้งสงิ่ มีชีวิตและสงิ่ แวดลอมทอ่ี ยูในทะเล

และที่อยูใกลชายฝง เชน มนุษยและสัตวบาดเจ็บและเสียชีวิต บาน ถนน ทรัพยสินอ่ืนๆ รวมไปถึง

ทรพั ยากรธรรมชาติตาง ๆ เชน ปาชายเลน สัตวทะเล ปะการงั ใตทองทะเลเสยี หาย

3. ครูนําขาวสึนามิที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในวันท่ี26 ธ.ค. พ.ศ. 2547 ท่ีมีผูเสียชีวิตกวา 5 พันคน ใหนักเรียนศึกษาวา
เพราะเหตใุ ดการเกิดสึนามิคร้ังน้ันถึงมีผูเสียชีวิตจํานวนมากและหลังจากเกิดสึนามใิ นคร้ังน้ัน เรามีมาตรการปองกันภยั
จากสึนามิอยางไร

4. นกั เรียนรว มกนั แสดงความคิดเหน็ อภิปรายถึงสาเหตกุ ารสูญเสียจากสึนามิในคร้ังนัน้ และสรปุ แนวทางการเฝาระวังและ
ปฏิบตั ติ นใหปลอดภยั เม่ือเกดิ สนึ ามิ
(หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมนิ นักเรยี น โดยการสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลุม)

คาบที่ 4

ข้นั สอน (ตอ )

ข้ันสํารวจคน หา
1. นักเรยี นตอบคาํ ถามเพื่อทบทวนความรวู า ถานักเรยี นไปเที่ยวทะเล แลว พบวา อยูๆ ระดับน้ําทะเลลดลงอยา งรวดเร็ว
นกั เรยี นจะปฏบิ ัตติ นอยา งไร
(แนวคาํ ตอบ อพยพขนึ้ ท่ีสูงทันทีหรอื ออกหางจากชายฝง ใหมากที่สดุ )
2. นกั เรยี นสังเกตภาพในบัตรภาพชายฝง แลว รวมกันแสดงความคดิ เหน็ วา เพราะเหตใุ ดชายฝงจงึ มีลกั ษณะเปนแบบนน้ั

3. นักเรยี นปฏบิ ตั ิกิจกรรมท่ี 1 ภยั ธรรมชาติและธรณพี บิ ัตภิ ัยเกิดขนึ้ ไดอยางไร ตอนท่ี 1โดยปฏิบตั ดิ ังนี้

1) สงตัวแทนกลุม ไปรบั วสั ดุ-อุปกรณในการทํากิจกรรม

2) แตล ะกลุม รวมกันสืบคนขอมูลเกีย่ วกับลักษณะและผลกระทบการกัดเซาะชายฝง
3) นําขอมลู มาจดั ทาํ ในรปู แบบตางๆ เชน แผนภาพ เพือ่ อธบิ ายลกั ษณะและผลกระทบของการกดั เซาะชายฝง

4. นกั เรยี นปฏบิ ัตกิ ิจกรรมที่ 1 ภยั ธรรมชาติและธรณพี ิบัตภิ ยั เกิดขึ้นไดอยางไร ตอนที่ 2โดยปฏบิ ตั ดิ งั น้ี
1) สืบคน ขอมูลเก่ียวกับแนวทางในการเฝาระวังและปฏิบัติตนใหปลอดภัยจากการกัดเซาะชายฝง แลวบันทกึ ผลลงใน

แบบฝกหดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 56

คาบท่ี 5

ข้ันอธบิ ายความรู
1. แตล ะกลมุ นําเสนอผลงานหนาช้ันเรยี นในประเด็นตอ ไปน้ี

- ลกั ษณะการกัดเซาะชายฝง
- สาเหตุการกัดเซาะชายฝง
- ผลกระทบของการกัดเซาะชายฝง
- แนวทางในการเฝา ระวังและปฏบิ ตั ติ นใหป ลอดภยั จากการกัดเซาะชายฝง
2. นักเรียนรวมกันอภิปรายเก่ียวกับการกัดเซาะชายฝง จนไดขอสรุปวา การกัดเซาะชายฝง คือ การท่ีชายฝงทะเลถูกกัด
เซาะจากสาเหตุตา งๆ ทําใหชายฝงรน ถอยเขาไปในพนื้ ดิน อาจเกดิ จากการเปล่ียนแปลงของธรรมชาติ เชน การกัดเซาะ
ของคลน่ื ลมมรสุมและพายกุ ารเกิดนํ้าข้ึนนา้ํ ลง หรืออาจเกดิ จากการกระทําของมนษุ ย เชน การสรางถนนริมชายฝง การ
สรางทาเรือหรือสะพานใหย่ืนออกจากชายฝง การบุกรุกและทําลายปาชายเลนสงผลใหชายฝงเกิดการสึกกรอนและ
พังทลาย สงผลใหแนวชายฝงแคบลงเรื่อย ๆ ทําใหคล่ืนสามารถเขาถึงฝง ไดมากขึ้น สงผลเสียตอส่ิงกอสรา งบริเวณใกล
ชายฝง พน้ื ทที่ าํ การเกษตรใกลชายฝง หรอื บรเิ วณปาชายเลน
3. นักเรยี นรวมกันอภปิ รายแสดงความคดิ เห็นเกยี่ วกบั แนวทางการเฝาระวังและปฏิบัติตนใหปลอดภัยเม่ือเกิดการกัดเซาะ
ชายฝง
(หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมนิ นักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ )

4. นักเรียนทํากิจกรรมหนูตอบไดในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 64 บันทกึ ลงในสมุดประจําตัวนกั เรียน

หรือทาํ ในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 57

(หมายเหตุ : ครูเรม่ิ ประเมินนักเรยี น โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล)

ขน้ั สอน (ตอ) คาบท่ี 6

ข้นั ขยายความเขา ใจ
1. ทบทวนความรูเดิมของนักเรียน โดยตอบคําถามทาทายการคิดข้ันสูงวา ถาเกิดธรณพี ิบัตภิ ัยขึ้นในที่ท่ีนักเรียนอาศัย

อยู ถามเี วลาในการเตรียมถงุ ยังชพี นักเรียนคดิ วา สง่ิ ใดบา งทจี่ าํ เปน
(แนวคําตอบ ตอบตามความคิดเหน็ ของนักเรยี น เชน ชดุ ปฐมพยาบาลเบ้ืองตน นํ้าด่ืม อาหารแหง ไฟฉายพรอม
ถา นไฟฉาย)
2. นกั เรยี นแบง กลมุ ออกเปน กลุมละ 4-5 คน เพ่อื ทาํ ธรณีพิบัติภยั ทพี่ บในทองถ่ิน โดยปฏบิ ตั ดิ งั นี้
1) เลือกธรณีพิบัตภิ ัยท่ีเคยเกิดขึ้นหรืออาจเกิดข้ึนในทองถ่ินของนักเรียนมา 1 อยา ง จากน้ันใหนักเรียนวิเคราะห
หาสาเหตแุ ละผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
2) ระดมสมองรวมกันคิดวิธีการ แนวทางการปองกัน และการเตรียมความพรอมเมื่อเกิดธรณพี ิบัติภัยจากนั้นให
นักเรียนนาํ เสนอผลงานหนา ชั้นเรียน

(หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมนิ นกั เรยี น โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทํางานกลุม)

ขนั้ สรุป

1. นักเรียนรวมกันสรุปผลการทํากิจกรรมวา เมื่อเกิดภัยธรรมชาติและธรณีพิบัติภัยตาง ๆ จะสงผลตอสิ่งมีชีวิตและ
สิ่งแวดลอม ดังน้ัน เราจึงควรเรียนรูแนวทางในการเฝาระวังและปฏิบัติตนใหปลอดภัยจากภัยธรรมชาติและธรณีพิบัตภิ ัย เชน
การตดิ ตามขาวสารอยา งสมาํ่ เสมอ เตรยี มถงุ ยงั ชพี ใหพรอมใชตลอดเวลา และปฏิบัตติ ามคาํ สัง่ ของผูปกครองและเจาหนาท่ีอยาง
เครงครัดเมอื่ เกิดภัยธรรมชาตแิ ละธรณพี ิบัตภิ ยั

ขนั้ ประเมิน

ขัน้ ตรวจสอบผล
1. ครตู รวจบันทกึ ขอมลู การทํากิจกรรมที่ 1 ภยั ธรรมชาตแิ ละธรณีพิบัติภัยเกิดขึ้นไดอยางไรในแบบฝกหัดวิทยาศาสตรฯ ป.6
เลม 2 หนา 56
2. ครตู รวจกิจกรรมหนูตอบไดในสมดุ ประจาํ ตัวนักเรียนหรือในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 57

6. การวดั และประเมินผล

การวดั และประเมินผล วิธีการวดั ผล เคร่อื งมอื วดั เกณฑก ารประเมนิ ผล
จุดประสงค 70% ขน้ึ ไป ถอื วา ผาน
เกณฑการประเมนิ
ความรูความ 1) บรรยายลกั ษณะและผลกระทบ 1.คาํ ถามกระตุนความคิด
70% ขนึ้ ไป ถือวา ผา น
เขา ใจ (K) ของแผน ดนิ ไหว สนึ ามิ และการกดั เกณฑการประเมนิ

เซาะชายฝง ได (K) 70% ขึน้ ไป ถือวา ผา น
เกณฑการประเมิน
ทักษะ/ 1) เขยี นแผนภาพแสดงลักษณะของ 1. แบบบนั ทึกกจิ กรรม
กระบวนการ (P) แผนดนิ ไหว สนึ ามิ และการกัดเซาะ

ชายฝง ได (P)

คณุ ลกั ษณะนสิ ยั (A) 1) นําเสนอแนวทางในการเฝา 1. แบบสังเกตพฤติกรรม

ระวังและปฏบิ ตั ิตนใหป ลอดภัย
จากแผนดนิ ไหว สนึ ามิ การกัด

เซาะชายฝง (A)

7. ส่ือ/แหลง การเรียนรู

7.1 สื่อการเรยี นรู
1) หนังสือเรียนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีป.6 เลม 2
2) แบบฝก หัดวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีป.6 เลม 2
3) วัสดุ-อปุ กรณท ีใ่ ชในกจิ กรรมท่ี 1 ภยั ธรรมชาตแิ ละธรณพี ิบัติภัยเกิดขน้ึ ไดอยางไร
4) QR Code 3D เรือ่ ง รอยเล่อื น
5) บัตรภาพธรณพี บิ ตั ิภยั

6) บัตรภาพชายฝง
7) สมุดประจาํ ตัวนักเรียน
7.2 แหลงการเรยี นรู
1) หอ งเรียน
2) อินเทอรเ น็ต
3) หองสมุด

8.กจิ กรรมเสนอแนะ

.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................

ลงชอื่ ............................................ครูผูสอน ลงชอ่ื ...................................................ฝายวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)

ลงชื่อ...................................................ผบู รหิ าร
(...........................................................)

สัปดาหท่ี 15-16

โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ัฒนา

แผนการจดั การเรียนรู

ภาคเรยี นท่ี……2…/……….……... ชือ่ ผูสอน….…...................................................……...
กลมุ สาระการเรยี นรู วิทยาศาสตร ช้ันประถมศึกษาปท่ี 6 จํานวน 6 คาบ

หนวยการเรยี นรทู ี่ 7 ปรากฏการณท างธรรมชาติ เรอื่ ง ปรากฏการณเ รอื นกระจก
และธรณพี ิบตั ภิ ัย

1. มาตรฐานการเรียนร/ู ตัวชวี้ ัด
ว 3.2 ป.6/8 สรา งแบบจําลองทอี่ ธิบายการเกดิ ปรากฏการณเ รอื นกระจกและผลของปรากฏการณเรือนกระจกตอ
สิ่งมีชีวติ

ป.6/9 ตระหนักถึงผลกระทบของปรากฏการณเรอื นกระจก โดยนําเสนอแนวทางการปฏิบตั ิตนเพ่ือลดกจิ กรรมที่
กอ ใหเ กดิ แกสเรอื นกระจก

2. สาระสาํ คญั /ความคิดรวบยอด
ปรากฏการณเรือนกระจกเกิดจากแกสเรือนกระจกในช้ันบรรยากาศของโลกกักเก็บความรอน จากนั้นคายความรอน
บางสวนกลบั สูผวิ โลก จึงทาํ ใหอ ากาศบนโลกมีอุณหภูมทิ ่ีเหมาะสมตอการดํารงชีวิต แตเ ม่ือปรากฏการณเรือนกระจกมคี วาม

รุนแรงมากข้ึนจะมีผลตอการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก และทาํ ใหเกิดภาวะโลกรอน เราทุกคนจึงควรชวยกันลดกิจกรรมท่ี

กอใหเกดิ แกสเรอื นกระจก เชน ใชรถจกั รยานแทนรถยนต ไมเ ผาขยะ ไมเผาปาไมต ัดไมทาํ ลายปา

3. จดุ ประสงคก ารเรียนรู
1) อธิบายการเกดิ ปรากฏการณเ รือนกระจกและผลของปรากฏการณเรอื นกระจกได( K)

2) นาํ เสนอแนวทางการปฏิบัติตนเพ่ือลดแกส เรือนกระจกได (K)

3) สรางแบบจําลองท่อี ธิบายการเกดิ ปรากฏการณเรอื นกระจกและผลของปรากฏการณเรือนกระจกได( P)
4) ตระหนักถึงผลกระทบของปรากฏการณเ รือนกระจก โดยปฏิบตั ติ นเพ่อื ชวยลดแกสเรือนกระจกได (A)

4. สาระการเรียนรู

สาระการเรียนรูแ กนกลาง สาระการเรียนรทู องถ่นิ

การเกิดและผลของปรากฏการณเ รอื นกระจก แนวทางการ (พิจารณาตามหลักสูตรสถานศึกษา)
ปฏบิ ตั ติ นเพอ่ื ลดแกสเรือนกระจก

5. กิจกรรมการเรียนรู

แนวคิด/รูปแบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนิค:5EsInstructional Model

คาบท่ี 1

ขั้นนาํ

ขัน้ กระตนุ ความสนใจ
1. ครูทบทวนความรเู ดิมช่ัวโมงท่ีแลว โดยนักเรยี นตอบคาํ ถามวา
- การปลูกปาสามารถปองกนั ธรณีพิบัตภิ ัยไดหรอื ไม อยา งไร
(แนวคาํ ตอบ สามารถปองกันได โดยปอ งกนั ปญหานาํ้ ทว มและดินถลมไดเ พราะปาไมเปนแหลงทชี่ วยใหด นิ ดดู
ซับน้าํ ไดน านข้ึน)
- หากมนษุ ยตัดไมทําลายปาจนเกือบหมด จะสง ผลกระทบอยา งไรบาง
(แนวคําตอบ อาจเกิดธรณีพิบัติภัยหลายๆ อยาง สงผลใหอุณหภูมโิ ลกสูงขึ้น เมื่ออุณหภูมโิ ลกสูงข้ึนมาก อาจ
เปนอนั ตรายตอสิง่ มชี วี ิตได)
- พฤติกรรมใดบา งของมนุษยทสี่ งผลทําใหอ ุณหภมู ิโลกสงู ขน้ึ
(แนวคาํ ตอบ เชน การทําลายปาไม การเผาปา การเผาขยะ)
2. นักเรียนดูภาพกิจกรรมที่กอใหเกิดปรากฏการณเรือนกระจกเพ่ิมมากขึ้น ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯป.6 เลม 2
หนา91 จากนนั้ ครูสนทนากับนกั เรยี นวา กจิ กรรมตางๆ เหลานีส้ ง ผลใหเ กิดแกสเรอื นกระจกมากขน้ึ ซึ่งเปนสาเหตุทาํ ให
อุณหภูมขิ องโลกสูงขึน้
3. ครูสนทนากับนักเรยี นเพื่อนาํ เขา สบู ทเรยี นวา ปรากฏการณเรอื นกระจกเกิดขนึ้ ไดอยา งไร สง ผลกระทบอยา งไรบาง
และเกยี่ วของกับการหลอมเหลวของนาํ้ แข็งข้วั โลกหรือไม อยางไร นักเรยี นจะไดเรียนรูจากกิจกรรมตอไปน้ี

ขนั้ สอน

ขั้นสํารวจคนหา
1. นักเรยี นแบง กลุม ออกเปน กลมุ ละ 4-5 คน จากนัน้ ศึกษาข้นั ตอนการทาํ กิจกรรมที่ 2จําลองการเกดิ ปรากฏการณเ รือน

กระจก ในหนังสือเรียนวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 92-93
2. นกั เรียนปฏบิ ัตกิ จิ กรรมที่ 2 จําลองการเกิดปรากฏการณเรือนกระจกตอนท่ี 1โดยปฏบิ ัติดงั นี้
1) สงตัวแทนกลมุ ไปรบั วัสดุ-อุปกรณในการทํากิจกรรม
2) แตละกลมุ รวมกันสบื คนขอมูลเกย่ี วกบั การเกิดปรากฏการณเ รอื นกระจก
3) สรางแบบจาํ ลองการเกิดปรากฏการณเ รือนกระจกตามขั้นตอนในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 92
และบันทึกขอมูลลงในแบบฝกหดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 59-60

คาบที่ 2

ข้นั อธิบายความรู
1. แตละกลมุ นาํ เสนอผลการทาํ กจิ กรรมหนา ช้นั เรยี น ในประเด็นตอไปนี้
- ผลการทาํ กจิ กรรมที่ 2 จําลองการเกดิ ปรากฏการณเ รอื นกระจกตอนท่ี 1
- อธบิ ายการเกิดปรากฏการณเ รอื นกระจกโดยใชแ บบจาํ ลองปรากฏการณเ รือนกระจก

2. สมุ นกั เรยี นใหอ ธิบายขัน้ ตอนการเกดิ ปรากฏการณเ รอื นกระจก
(แนวคาํ ตอบการเกดิ ปรากฏการณเ รอื นกระจกมขี ัน้ ตอน ดงั น้ี
1) รังสจี ากดวงอาทิตยผ า นช้นั บรรยากาศสโู ลก
2) ช้ันบรรยากาศและเปลือกโลกสะทอ นรงั สีจากดวงอาทิตยบางสว นออกไป
3) แกสเรือนกระจก เชน คารบอนไดออกไซด มีเทน ไอนํ้าโอโซน ไนตรัสออกไซด คลอโรฟลูออโร-คารบอน ดูด
ซบั รังสีความรอนบางสวนไว
4) ทาํ ใหเ ปลือกโลกและชน้ั บรรยากาศเหนือโลกขน้ึ ไปมีอุณหภูมสิ ูงข้นึ เม่อื เปลอื กโลกไดรบั ความรอ นมาก จึงเกดิ
การปลอยรงั สคี วามรอ นออกมามาก เพราะรังสคี วามรอนไมส ามารถผา นชน้ั บรรยากาศทีม่ แี กสเรอื นกระจกอยู
ได)

3. นักเรียนรวมกันอภิปรายเกี่ยวกับการเกิดปรากฏการณเรือนกระจก จนไดขอสรุปวา ปรากฏการณเรือนกระจกคือ
ปรากฏการณท ีโ่ ลกมอี ุณหภมู ิสงู ขึ้น เพราะในเวลากลางวนั แกสเรือนกระจกที่อยูในช้นั บรรยากาศจะดดู ซับรังสีความรอนจากดวง
อาทติ ยเอาไวบางสวน และในเวลากลางคืน เม่ือเปลือกโลกไดรับความรอนมากจึงคายความรอนออกสูผิวโลก ทําใหอุณหภูมิใน
บรรยากาศของโลกไมเกิดการเปลยี่ นแปลงอยา งฉับพลัน

(หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมนิ นักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลุม)

คาบท่ี 3

ข้ันสอน (ตอ )

ขั้นสาํ รวจคนหา
1. นักเรียนตอบคาํ ถามเพอ่ื ทบทวนความรเู ดมิ วา ปรากฏการณเ รอื นกระจกสง ผลกระทบอยางไรตอส่ิงมีชีวติ และสงิ่ แวดลอ ม
(แนวคําตอบทําใหส่ิงมีชีวิตบางชนิดไมมีท่ีอยูอาศัย สัตวอาจลมตายผลผลิตทางการเกษตรมีปริมาณลดลง เพราะ
ปริมาณฝนลดลง)
2. นกั เรียนปฏบิ ตั กิ จิ กรรมที่ 2 จําลองการเกิดปรากฏการณเรอื นกระจกตอนที่ 2 โดยปฏิบตั ดิ งั น้ี
1) สง ตวั แทนกลุมไปรับวสั ดุ-อปุ กรณใ นการทาํ กิจกรรม
2) แตล ะกลุมรว มกันสบื คน ขอมูลเกย่ี วกับผลทเี่ กดิ จากปรากฏการณเ รือนกระจกและแนวทางในการปฏบิ ัติตน เพ่ือลด
กจิ กรรมทกี่ อใหเกดิ แกสเรอื นกระจก
3) นําขอมลู มาจัดทาํ ในรปู แบบตางๆ เชน แผนผงั แผนภาพ ลงในกระดาษแข็งแผนใหญ พรอมตกแตงใหส วยงาม

ขน้ั อธบิ ายความรู
1. แตละกลุมนาํ เสนอผลงานหนา ชนั้ เรียน ในประเด็นตอ ไปนี้
- ผลที่เกิดจากปรากฏการณเ รือนกระจก
- แนวทางในการปฏิบตั ิตน เพ่ือลดกิจกรรมที่กอ ใหเ กิดแกสเรอื นกระจก

2. นักเรียนรว มกันอภิปรายและสรุปผลเกยี่ วกบั ผลท่เี กดิ จากปรากฏการณเ รือนกระจกและแนวทางในการปฏบิ ตั ิตน เพ่ือ

ลดกจิ กรรมท่กี อใหเ กิดแกส เรือนกระจก

3. นักเรียนทํากิจกรรมหนูตอบไดในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 93 บันทึกลงในสมุดประจําตัวนกั เรียน

หรือทาํ ในแบบฝกหดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 61

(หมายเหตุ : ครูเรมิ่ ประเมินนักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลมุ )

คาบท่ี 4

ขน้ั สอน (ตอ)

ข้ันอธิบายความรู
1. นักเรียนทบทวนความรู โดยบอกกิจกรรมของนักเรียนที่ลดการกอใหเกิดแกสเรือนกระจก เชน ปนรถจักรยานแทนการ
ใชร ถยนต
2. นักเรยี นตอบคาํ ถามทา ทายการคดิ ขน้ั สงู วา การเผาตอซงั ขาวในนาเปนการเพมิ่ ปรมิ าณแกส เรือนกระจกหรือไมอยางไร
(แนวคําตอบ เปนการเพิ่มแกสเรือนกระจก เน่ืองจากการเผาตอซังขาวจะสงผลทําใหปริมาณแกสคารบอนไดออกไซด

เพมิ่ ขนึ้ และอาจไปทําลายแหลงกักเก็บแกส คารบอนไดออกไซด)

3. ครูเปด PowerPoint เรอ่ื ง ภยั ธรรมชาติและปรากฏการณเรือนกระจก และอธบิ ายขอมูลเพิ่มเติมในประเด็นท่ีนักเรยี น
สงสัยหรือมีความสนใจ และใหนักเรียนแตละคนเขียนสรุปความรูเกี่ยวกับเรื่องที่ไดเรยี นรูจากบทที่ 2 ในรปู แบบตา งๆ
เชน แผนผังความคดิ แผนภาพ ลงในสมุดประจําตวั นกั เรียน

4. นักเรยี นทกุ คนศึกษาแผนผงั ความคดิ สรุปสาระสําคัญ ประจําบทที่ 2 จากหนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา
98 เพ่อื ตรวจสอบการเขยี นสรุปความรูท ีน่ ักเรียนทําไวใ นสมดุ ประจาํ ตวั

5. นักเรียนทํากิจกรรมพัฒนาการเรียนรูในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 99บันทึกลงในสมุดประจําตัว

นกั เรยี น

6. นักเรยี นทํากิจกรรมฝกทักษะในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 100 บันทึกลงในสมุดประจําตวั นักเรียน

หรอื ทําในแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 62-64

7. นักเรยี นทาํ กิจกรรมทาทายความคดิ ข้นั สงู ในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 65

(หมายเหตุ : ครูเร่มิ ประเมนิ นักเรยี น โดยการสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล)

คาบที่ 5

ขนั้ สอน (ตอ)

ขนั้ ขยายความเขาใจ
1. ทบทวนความรูเดิมของนกั เรียน โดยใหน กั เรยี นยกตัวอยางปรากฏการณท างธรรมชาติและธรณีพิบตั ิภยั ทีส่ ง ผลตอการ

ดํารงชวี ิตประจําวนั ของนักเรยี น
2. ครูสนทนากับนักเรียนวาปรากฏการณทางธรรมชาติและธรณีพิบัติภัยเชน นํ้าทวม ดินถลม แผนดินไหว สึนามิ การกัด

เซาะชายฝง ปรากฏการณเรอื นกระจก สิ่งตา งๆ เหลานีล้ วนแลว แตส งผลกระทบตอส่ิงมีชีวติ และสงิ่ แวดลอ ม
3. นกั เรยี นแบง กลมุ ออกเปนกลมุ ละ 4-5 คน เพ่อื ทาํ กจิ กรรมสรา งสรรคผลงาน โดยปฏิบัติดงั นี้
1) ใหนักเรียนแตละกลุมเลือกหัวขอไดแก แผนดินไหว น้ําทวม สึนามิ การกัดเซาะชายฝง และ การลดปริมาณแกส
เรอื นกระจก กลมุ ละ 1หวั ขอ
2) วาดภาพแนวทางในการปฏิบัติตนใหปลอดภัยจากภัยธรรมชาติหรอื กิจกรรมท่ีชวยลดการเกิดแกสเรือนกระจก ลง
ในกระดาษ
3) ออกแบบและสรา งสิง่ ประดษิ ฐจ ากวัสดุเหลือใชมาสรางอุปกรณชว ยชวี ิตเมื่อเกิดธรณพี ิบัติภัยหรอื ประดษิ ฐของจาก
วสั ดเุ หลอื ใชเพอ่ื ลดการปลอยแกส เชน ประดษิ ฐเส้ือชูชีพจากขวดนา้ํ พลาสติก
4) จากนั้นใหนักเรียนจําลองสถานการณวาถาเกิดเหตุการณธรณีพิบัติภัยจะปฏิบัติตนอยางไร และใชอุปกรณท่ี
นักเรยี นประดิษฐข้นึ อยางไร
(หมายเหตุ : ครเู ริม่ ประเมินนักเรยี น โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ )

คาบท่ี 6

ขน้ั สรปุ

1. นักเรียนรวมกันสรุปผลการทํากิจกรรมวา เมื่อเกิดภัยธรรมชาติและธรณีพิบัติภัยตาง ๆ จะสงผลตอสิ่งมีชีวิตและ
สิ่งแวดลอม ดังน้ัน เราจึงควรเรียนรูแนวทางในการเฝาระวังและปฏิบตั ิตนใหปลอดภัยจากภัยธรรมชาติและธรณีพิบัตภิ ัย เชน
ชวยกันลดกิจกรรมท่กี อ ใหเ กิดแกสเรอื นกระจก ใชรถจักรยานแทนรถยนต ไมเ ผาขยะ ไมเผาปา ไมตดั ไมทาํ ลายปา

ขน้ั ประเมิน

ขัน้ ตรวจสอบผล
1. นกั เรียนแตล ะคนทําทบทวนทายหนว ยการเรียนรูที่ 7 ในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 66-69
2. นกั เรียนทาํ แบบทดสอบหลงั เรียนหนว ยการเรยี นรทู ี่ 7 เพอ่ื ตรวจสอบความรขู องนักเรยี นหลงั ทาํ กจิ กรรม
3. ครตู รวจกิจกรรมที่ 2 จําลองการเกดิ ปรากฏการณเ รือนกระจก ในแบบฝกหดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 59-60
4. ครตู รวจแผนผังความคิด สรุปสาระสาํ คญั ประจําบทที่ 2 ในสมดุ ประจาํ ตวั นกั เรยี น


Click to View FlipBook Version