คาบที่ 2
ขน้ั สอน (ตอ)
ขัน้ อธบิ ายความรู
10. ทบทวนความรูเดิมโดยใหนักเรียนแตละกลุมดูบัตรภาพหองนํ้า แลววงกลมลอมรอบผลิตภัณฑท่ีทํามาจากหินในบัตร
ภาพหองนา้ํ จากนัน้ รว มกันอภิปรายและแสดงความคดิ เห็นวา ในบัตรภาพหองน้าํ นาจะเปน หินชนดิ ใดบา ง พรอมเหตุผล
(แนวคาํ ตอบ ฝาเพดาน ผลติ มาจากแรย ปิ ซัม กําแพงหองที่กอสรางมาจากปนู ซเี มนต ผลิตมาจากหนิ ปนู ทปี่ ระกอบดว ย
แรแ คลไซตเ ปน หลกั อางลา งหนาเซรามิก ผลติ มาจากแรด ิน แรเ ฟลดส ปารและทราย พ้ืนกระเบื้องหอ งนาํ้ ที่ปดู ว ยหนิ
ออนหรือหินแกรนิต)
11. นักเรียนแบง กลมุ ออกเปนกลุมละ 4-5 คน เพ่ือทาํ กิจกรรม รอบรูเร่อื งหนิ โดยปฏิบตั ดิ งั น้ี
1) ครเู ขยี นตาราง 3x3 ทกี่ ระดาน
2) แตละกลุม จะไดหมายเลขประจาํ กลมุ เชน กลุมที่ 1 หมายเลขประจํากลมุ คือ 1
3) ครจู ะอานโจทยส ถานการณ จากนั้นใหนักเรียนรวมกันวเิ คราะหจากสถานการณท่ีครูอาน ควรใชหินหรือแรชนดิ ใด
จึงจะเหมาะสม เมอื่ ไดคาํ ตอบแลวใหร ีบยกมือ
4) กลุมท่ีตอบกอนและถูกจะไดไ ปเขยี นหมายเลขกลุมของตนเองในชอ งตารางท่กี ระดานทคี่ รูเขียนไว
5) กรณที ก่ี ลมุ ตอบกอ นตอบไมถ กู กลมุ ถัดไปมสี ิทธติ์ อบ กลุมทต่ี อบถกู จะไดสิทธไิ์ ปเขียนหมายเลขกลุมที่กระดาน
6) การเขียนหมายเลขกลุมท่ีกระดานมีเง่ือนไขวากลุมใดท่ีสามารถเขียนหมายเลขกลุมเรียงตดิ กันได 3 ตัวกอน ถือวา
กลุมน้ันเปนผูชนะ กรณีที่ไมมีกลุมใดเขียนเรียงติดกันได 3 ตัว ใหนับจํานวนตัวเลขกลมุ ในตาราง กลุมท่ีมีจํานวน
ตัวเลขกลุมบนหนากระดานมากสุดถือวาเปนผชู นะ
12. นักเรยี นรวมกนั สรุปผลการทํากจิ กรรม
13. นักเรียนแตละคนเขียนสรุปความรูเก่ียวกับเร่ืองที่ไดเรียนรูจากบทท่ี 1 ในรูปแบบตางๆ เชน แผนผังความคิด
แผนภาพ ลงในสมดุ ประจําตัวนกั เรียน
14. นักเรียนทกุ คนศึกษาแผนผังความคดิ สรุปสาระสําคญั ประจําบทท่ี 1 จากหนังสือเรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2
หนา 37 เพ่อื ตรวจสอบการเขียนสรปุ ความรูท่ีนักเรยี นทําไวใ นสมดุ ประจําตวั นักเรยี น
15. นักเรยี นทํากิจกรรมพัฒนาการเรยี นรูใ นหนังสือเรียนวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 38 บันทึกลงในสมุดประจาํ ตวั
นกั เรยี น
16. นักเรียนทํากิจกรรมฝกทักษะ ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 21 บันทึกลงในสมุดประจําตัว
นกั เรียนหรอื ทําในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 26-28
17. นักเรยี นทาํ กจิ กรรมทา ทายการคดิ ขนั้ สงู ในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 29
(หมายเหตุ : ครูเร่มิ ประเมินนักเรยี น โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทํางานรายบุคคล)
ขั้นขยายความเขาใจ
1. นักเรยี นแบงกลุม ออกเปน กลมุ ละ 4-5 คน เพอื่ ทาํ กจิ กรรมสรา งสรรคผ ลงาน โดยปฏิบตั ดิ ังน้ี
1) สงตวั แทนออกมารับใบกิจกรรม โดมิโนกระบวนการเกิดหนิ และวัสดอุ ุปกรณใ นการทาํ กจิ กรรม
2) นกั เรียนศกึ ษาข้ันตอนการทาํ กิจกรรมในใบกิจกรรมโดมิโนกระบวนการเกิดหิน และสรา งโดมิโนเพ่ือทํากิจกรรมใน
ชวั่ โมงตอ ไป
ข้นั สอน (ตอ) คาบที่ 3
ข้ันขยายความเขาใจ
1. ทบทวนความรเู ดิมของนกั เรียน โดยใหย กตวั อยางการนาํ หินมาใชประโยชนใ นชีวิตประจาํ วนั อยางนอ ย 3 ชนิด
2. นกั เรยี นแตละกลมุ นําโดมิโนของกลมุ ตนเองที่สรา งไวจ ากช่วั โมงกอ นมาเลน โดยมวี ธิ กี ารเลน ดังนี้
1) แตละกลุมแบง ผูเลนออกเปน 2 ฝา ย ฝายละเทา ๆ กนั แตละฝายหยบิ โดมโิ นไปฝา ยละ 8 ชิ้น
2) เปดแผนแรกบนกองที่เหลือ วางตรงกลางจากน้ันใหนักเรียนวางโดมิโนท่ีมีความสัมพันธกันลงไป เชนหิน
“ตะกอน” กับคําวา “ทับถม” หรือ “หินทราย”กับ “หินตะกอน” โดยมีเงื่อนไขวาผูวางตองอธิบาย
ความสัมพนั ธของ 2 ขอ ความนี้
3) เลนสลับกันไปเร่ือยๆ ถาแผน ท่ีมี ไมตรงกับแผนตรงกลางท่ีเลนอยู ใหหยิบโดมิโนใหม จนกวาจะมีฝายใดหมด
กอนหรือเหลอื นอ ยกวา ถอื วาเปนฝายชนะ
3. เมือ่ นักเรยี นแตละกลุมทาํ กจิ กรรมเรยี บรอ ยแลว ใหรว มกันแสดงความคิดเห็นเกีย่ วกบั ความรทู ่ไี ดจากการทํากิจกรรม
4. นักเรยี นนําขอมูลในใบงานที่ 6.1 หินในทองถ่ินออกมา (ใบงานท่ี 6.1 หินในทองถ่ินจากแผนฯ ท่ี 6-1 กระบวนการเกิด
หิน)และจับคูกับเพ่ือนคนเดมิ ชวยกนั แสดงความคิดเหน็ วา หินชนิดนีส้ ามารถนําไปใชป ระโยชนไ ดอ ยา งไรบา ง
5. นกั เรียนรวมกันออกแบบการนําหินท่ีมีอยูในทองถิ่นไปใชประโยชนโดยเลือกชนิดหินจากใบงานท่ี 6.1หินในทองถ่ิน โดย
เลือกหนิ ชนิดใดชนดิ หนึง่ กไ็ ด แลว วาดภาพหรือเขียนบันทึกลงในสมุดประจําตัวนักเรียน เชน นําหินพัมมิซใสในตูปลา เพื่อเปนที่
อยูอาศัยของจลุ ินทรีย
6. นําผลงานท่อี อกแบบไปปฏบิ ตั ิจรงิ และรายงานผลใหครฟู งนอกเวลาเรียน
(หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมนิ นักเรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมใฝเ รยี นรู มงุ ม่ันในการทํางาน มีวนิ ัย)
คาบท่ี 4
ขัน้ สรุป
1. นักเรียนรวมกันสรุปผลการทํากิจกรรมวา หินและแรมีประโยชนหลายอยาง เชน นําแรมาทําเครื่องสําอาง ยาสีฟน
เครอ่ื งประดบั อุปกรณท างการแพทย นําหินมาใชในงานกอ สรา งตาง ๆ
ขั้นประเมนิ
ขน้ั ตรวจสอบผล
1. ครูตรวจบันทึกขอมูลการทํากิจกรรมท่ี 2 หินมปี ระโยชนอยางไรในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 24
2. ครูตรวจกจิ กรรมหนูตอบไดใ นสมดุ ประจาํ ตวั นักเรยี นหรือในแบบฝกหัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 25
3. ครตู รวจแผนผงั ความคิด สรปุ สาระสําคัญ ประจําบทท่ี 1 ในสมุดประจาํ ตัวนักเรียน
3. ครูตรวจกจิ กรรมพฒั นาการเรียนรใู นสมดุ ประจาํ ตัวนักเรยี น
4. ครตู รวจกิจกรรมฝกทกั ษะในสมุดประจําตวั นักเรยี น หรือทําในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 26-28
5. ครูตรวจกิจกรรมทาทายการคิดขั้นสูง ในแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 29
6. ครปู ระเมินผลงานโดมโิ นกระบวนการเกดิ หิน ในกจิ กรรมสรางสรรคผ ลงาน
6. การวดั และประเมินผล
การวัดและประเมนิ ผล วิธกี ารวดั ผล เครอื่ งมือวดั เกณฑการประเมนิ ผล
จุดประสงค 1.คําถามกระตนุ 70% ขึ้นไป ถือวาผาน
ความคดิ เกณฑการประเมนิ
ความรคู วาม 1. บรรยายการใชป ระโยชนข องหิน
เขาใจ (K) และแรไ ด (K)
ทักษะ/ 1. นําหนิ และแรมาใชป ระโยชนได (P) แบบบันทกึ กจิ กรรม 70% ขึ้นไป ถอื วาผา น
กระบวนการ (P) เกณฑการประเมนิ
คุณลักษณะนสิ ัย (A) 1. ยกตัวอยางการนําหินและแรท อี่ ยู 1. แบบสังเกต 70% ขึ้นไป ถือวา ผา น
ในทอ งถน่ิ มาใชประโยชนใน พฤติกรรม เกณฑการประเมิน
ชวี ติ ประจําวันได (A)
7. ส่อื /แหลงการเรียนรู
7.1 ส่อื การเรยี นรู
1. หนังสือเรยี นวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยปี .6 เลม 2
2. แบบฝกหดั วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีป.6 เลม 2
3. วัสด-ุ อุปกรณท ใี่ ชใ นกิจกรรมที่ 2 หินมปี ระโยชนอยางไร
4. วัสด-ุ อุปกรณท ใี่ ชใ นกจิ กรรมสรา งสรรคผลงาน
5. ตารางบงิ โก เรอ่ื งหนิ
6. โจทยค าํ ถาม เรื่องหิน
7. โจทยส ถานการณ
8. บัตรภาพหอ งนํา้
9. สมดุ ประจําตัวนกั เรียน
7.2 แหลงการเรยี นรู
1. หองเรยี น
2. หองสมดุ
3. อินเทอรเ นต็
8.กจิ กรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื ............................................ครผู สู อน ลงชอ่ื ...................................................ฝายวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงชื่อ...................................................ผบู ริหาร
(...........................................................)
สปั ดาหท่ี 7-8
โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ฒั นา
แผนการจัดการเรยี นรู
ภาคเรยี นท่ี……2…/……….……... ช่อื ผูสอน….…...................................................……...
กลมุ สาระการเรยี นรู วทิ ยาศาสตร ชนั้ ประถมศกึ ษาปท ่ี 6 จํานวน 3 คาบ
หนวยการเรียนรูท ่ี 6 หินและซากดกึ ดําบรรพ เร่ือง ประโยชนข องหินและแร (2)
1. มาตรฐานการเรยี นร/ู ตัวชีว้ ดั
ว 3.2 ป.6/2บรรยายและยกตัวอยางการใชป ระโยชนข องหนิ และแรในชีวิตประจําวันจากขอ มลู ที่รวบรวมได
2. สาระสาํ คัญ/ความคดิ รวบยอด
หินและแรมีประโยชนหลายอยา ง เชน นําแรม าทําเครื่องสําอาง ยาสีฟน เคร่ืองประดับ อุปกรณทางการแพทย นําหิน
มาใชในงานกอสรา งตาง ๆ
3. จุดประสงคก ารเรียนรู
1) บรรยายการใชป ระโยชนข องหนิ และแรไ ด (K)
2) นําหนิ และแรมาใชประโยชนได (P)
3) ยกตัวอยางการนาํ หินและแรท่ีอยใู นทองถ่ินมาใชป ระโยชนในชีวิตประจําวนั ได (A)
4. สาระการเรยี นรู
สาระการเรียนรูแกนกลาง สาระการเรียนรูทอ งถน่ิ
ประโยชนข องหินและแรใ นชวี ติ ประจาํ วนั (พิจารณาตามหลกั สตู ร
สถานศกึ ษา)
5. กจิ กรรมการเรยี นรู
แนวคิด/รูปแบบการสอน/วธิ กี ารสอน/เทคนิค :5EsInstructional Model
คาบที่ 1
ขัน้ นํา
ข้นั กระตุนความสนใจ
1. ทบทวนความรูเดิมชั่วโมงที่แลวโดยใหนักเรียนบอกชื่อหินชนิดตางๆ ท่ีรูจัก และครูเขียนช่ือหินที่นักเรียนบอกไวท่ีหนา
กระดาน (ชอื่ หินท่ีเขียนหนากระดานพิจารณาจากชนิดหินในบัตรโจทยคําถามประกอบดว ย หากกรณีชื่อหินบางชนิดที่นักเรียน
ไมไดบ อก ครูเขียนเพ่ิมเติมลงไปได) ครใู หนกั เรยี นทํากจิ กรรม บิงโกชอ่ื หิน โดยนกั เรยี นปฏิบัตดิ งั น้ี
1) จับคูกัน แลวรบั ตารางบิงโก เร่อื ง หนิ 1 แผน ตอคู
2) เขียนชอ่ื หินชนิดตางๆ ทนี่ ักเรยี นชอบหรอื รูจักจากหนากระดานลงในตารางบิงโก
3) ครูสุม เลือกบตั รโจทยค าํ ถามข้นึ มาทีละใบ จากนนั้ ครเู ปนคนอา นโจทยคําถาม ใหนกั เรียนชวยกนั ตอบ
4) ถา คาํ ตอบตรงกบั ชนดิ หินท่ีนักเรียนเขยี นไวใ นตารางบงิ โกใหก ากบาททับ
5) ถามีนกั เรยี นคใู ดกากบาทไดต ามแนวทีก่ ําหนด เชน แนวต้ัง แนวนอน แนวทแยง ก็ถือวาเปนผูช นะใหยกมือแลว
พูดวา “บิงโก”
2. นกั เรยี นยกตัวอยา งการนาํ หินมาใชประโยชนใ นชวี ิตประจําวนั ทีน่ กั เรียนพบเชน ปพู น้ื ทางเดิน ทาํ ที่นั่ง ทําครก
3. ครูสนทนากับนักเรียนเพื่อเชื่อมโยงเขาสูกิจกรรมวา หินแตละชนิดมีสมบัติแตกตางกัน เชน หินบางชนิดมีความแข็งแรง
ทนทาน หินบางชนิดมีผลกึ ที่สวยงามซึ่งเรานําหินมาใชป ระโยชนตางๆ มากมาย วันนี้เราจะมาเรียนรูวาหินมีประโยชนอยางไร
จากกจิ กรรมตอไปนี้
ขั้นสอน
ขนั้ สํารวจคน หา
4. นักเรียนแบงกลุมออกเปนกลุมละ 4-5 คน จากน้ันศึกษาขั้นตอนการทํากิจกรรมท่ี 2 หินมีประโยชนอยางไรใน
หนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 35
5. นักเรียนปฏิบัตกิ จิ กรรมท่ี 2 หินมีประโยชนอยา งไรโดยปฏิบัติดงั น้ี
1) สงตัวแทนกลมุ รับวัสด-ุ อุปกรณใ นการทาํ กิจกรรม
2) ใหแ ตละกลมุ ชวยกนั สงั เกตผลติ ภณั ฑท ที่ ํามาจากหินหรอื แรท่ีครูเตรียมมา จากน้ันใหแตละกลุมสืบคนขอมูล
เกย่ี วกบั ผลติ ภัณฑดังกลาววา ทาํ มาจากหนิ หรอื แรชนิดใด แลว บนั ทกึ ผลลงในแบบฝกหัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา
24
3) รว มกันแสดงความคิดเห็นวาในชีวิตประจําวนั ของสมาชิกในกลมุ เคยใชประโยชนจากหินและแรชนิดใดบาง
จากนัน้ นาํ มาจดั ทาํ รปู แบบตางๆ เชน ตารางแผนผงั แผนภาพ พรอมตกแตง ใหส วยงาม
(หมายเหตุ : ครูเรม่ิ ประเมินนักเรยี น โดยการสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลุม )
ขน้ั อธิบายความรู
6. นักเรียนแตละกลมุ นําเสนอผลงานหนาช้ันเรียน
7. นกั เรียนตอบคาํ ถามตอ ไปน้ี
- หนิ ลบั มีดทํามาจากหินชนดิ ใด เพราะเหตใุ ดจงึ ใชห ินชนิดน้ี
(แนวคาํ ตอบ หนิ ทราย เพราะลักษณะของหินทรายเปนหินเน้อื หยาบ และประกอบดวยแรควอตซท่ีมีความแข็ง
จึงเหมาะแกการนํามาทาํ เปน หินลับมดี )
- หากตอ งการทําครกหินควรเลอื กใชห ินแกรนิตหรือหินชนวน เพราะเหตุใด
(แนวคาํ ตอบ เลอื กใชห ินแกรนิต เพราะเปนหนิ ท่มี ีความแข็งแรงและสวยงาม)
8. นกั เรยี นรว มกันสรุปกิจกรรมท่ี 2 หินมีประโยชนอ ยางไร วา หินสามารถนํามาใชประโยชนไดในหลายๆ ดาน เชน นําแร
มาทําเครอ่ื งสาํ อาง ยาสีฟน เครอ่ื งประดบั อุปกรณท างการแพทย นําหินมาใชใ นงานกอ สรางตา ง ๆ
9. นักเรยี นทํากิจกรรมหนตู อบไดใ นหนังสือเรียนวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 35 บันทึกลงในสมดุ ประจําตวั นักเรียนหรือ
ทําในแบบฝกหัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2หนา 25
(หมายเหตุ : ครเู ร่ิมประเมนิ นักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบคุ คล)
คาบท่ี 2
ขนั้ สอน (ตอ )
ข้ันอธบิ ายความรู
10. ทบทวนความรูเดิมโดยใหนักเรียนแตละกลุมดูบัตรภาพหองน้ํา แลววงกลมลอมรอบผลิตภัณฑท่ีทํามาจากหินในบัตร
ภาพหอ งน้ํา จากนนั้ รวมกนั อภิปรายและแสดงความคิดเห็นวา ในบตั รภาพหอ งนํ้านาจะเปนหนิ ชนิดใดบาง พรอมเหตผุ ล
(แนวคาํ ตอบ ฝาเพดาน ผลิตมาจากแรยปิ ซัม กําแพงหองที่กอ สรางมาจากปูนซเี มนต ผลิตมาจากหินปนู ท่ปี ระกอบดวย
แรแ คลไซตเ ปนหลกั อางลางหนา เซรามิก ผลิตมาจากแรด ิน แรเ ฟลดส ปารแ ละทราย พ้ืนกระเบื้องหอ งนา้ํ ท่ีปูดว ยหิน
ออนหรอื หนิ แกรนติ )
11. นักเรยี นแบงกลุม ออกเปนกลมุ ละ 4-5 คน เพื่อทํากิจกรรม รอบรูเร่อื งหิน โดยปฏบิ ตั ดิ งั นี้
1) ครูเขยี นตาราง 3x3 ทีก่ ระดาน
2) แตล ะกลุมจะไดหมายเลขประจํากลุม เชน กลุมที่ 1 หมายเลขประจาํ กลุม คือ 1
3) ครจู ะอา นโจทยสถานการณ จากน้ันใหน ักเรียนรว มกันวเิ คราะหจ ากสถานการณท ่คี รูอาน ควรใชหินหรอื แรชนดิ ใดจึง
จะเหมาะสม เม่ือไดคําตอบแลว ใหรีบยกมอื
4) กลมุ ทตี่ อบกอ นและถกู จะไดไ ปเขยี นหมายเลขกลุม ของตนเองในชองตารางทก่ี ระดานทค่ี รเู ขยี นไว
5) กรณที ีก่ ลุมตอบกอนตอบไมถ ูกกลุมถัดไปมสี ิทธ์ติ อบ กลมุ ทตี่ อบถูกจะไดส ทิ ธไ์ิ ปเขยี นหมายเลขกลุมท่ีกระดาน
6) การเขียนหมายเลขกลุมที่กระดานมีเง่ือนไขวากลุมใดที่สามารถเขียนหมายเลขกลุมเรยี งตดิ กันได 3 ตัวกอน ถือวา
กลมุ นนั้ เปนผชู นะ กรณีที่ไมม ีกลุม ใดเขยี นเรยี งตดิ กันได 3 ตัว ใหนับจํานวนตัวเลขกลุมในตาราง กลุมที่มจี ํานวนตัวเลข
กลุมบนหนากระดานมากสุดถอื วาเปน ผชู นะ
12. นักเรียนรว มกันสรุปผลการทาํ กิจกรรม
13. นักเรยี นแตละคนเขียนสรปุ ความรูเ กี่ยวกบั เรือ่ งทีไ่ ดเ รียนรจู ากบทที่ 1 ในรูปแบบตางๆ เชน แผนผังความคิด แผนภาพ ลงใน
สมดุ ประจําตวั นักเรียน
14. นักเรียนทุกคนศกึ ษาแผนผงั ความคิด สรุปสาระสําคัญ ประจําบทที่ 1 จากหนงั สือเรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 37
เพอ่ื ตรวจสอบการเขยี นสรุปความรูทน่ี กั เรยี นทําไวในสมุดประจาํ ตัวนกั เรยี น
15. นกั เรยี นทาํ กจิ กรรมพัฒนาการเรยี นรใู นหนังสอื เรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 38 บนั ทึกลงในสมุดประจาํ ตวั นกั เรียน
16. นกั เรียนทาํ กจิ กรรมฝก ทกั ษะ ในหนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 21 บันทึกลงในสมุดประจําตัวนักเรียนหรือทํา
ในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 26-28
17. นกั เรียนทาํ กจิ กรรมทา ทายการคดิ ขั้นสงู ในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 29
(หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมนิ นกั เรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล)
ขนั้ ขยายความเขาใจ
1. นกั เรยี นแบงกลุมออกเปนกลุม ละ 4-5 คน เพื่อทํากจิ กรรมสรางสรรคผ ลงาน โดยปฏิบัติดังน้ี
3) สงตัวแทนออกมารบั ใบกิจกรรม โดมิโนกระบวนการเกิดหนิ และวสั ดุอุปกรณใ นการทํากจิ กรรม
4) นักเรยี นศกึ ษาข้ันตอนการทํากิจกรรมในใบกิจกรรมโดมิโนกระบวนการเกิดหิน และสรางโดมิโนเพ่ือทํากิจกรรมใน
ชัว่ โมงตอ ไป
คาบท่ี 3
ขัน้ สอน (ตอ )
ขัน้ ขยายความเขา ใจ
1. ทบทวนความรูเ ดิมของนกั เรยี น โดยใหย กตัวอยางการนําหินมาใชป ระโยชนใ นชีวติ ประจําวนั อยางนอย 3 ชนดิ
2. นกั เรยี นแตล ะกลุม นาํ โดมิโนของกลุม ตนเองทส่ี รางไวจ ากช่วั โมงกอนมาเลน โดยมีวิธกี ารเลน ดังนี้
1) แตล ะกลุมแบง ผูเลน ออกเปน 2 ฝาย ฝา ยละเทาๆ กัน แตละฝายหยิบโดมโิ นไปฝายละ 8 ชน้ิ
2) เปดแผนแรกบนกองท่ีเหลือ วางตรงกลางจากน้ันใหนักเรียนวางโดมิโนที่มีความสัมพันธกันลงไป เชนหิน
“ตะกอน” กับคาํ วา “ทบั ถม” หรือ “หินทราย”กับ “หินตะกอน” โดยมีเงื่อนไขวาผูวางตองอธิบายความสัมพันธของ 2
ขอ ความน้ี
3) เลนสลับกันไปเร่ือยๆ ถาแผนที่มี ไมตรงกับแผนตรงกลางที่เลนอยู ใหหยิบโดมโิ นใหม จนกวาจะมีฝายใดหมด
กอนหรอื เหลอื นอยกวาถือวาเปนฝายชนะ
3. เมอื่ นักเรียนแตล ะกลมุ ทาํ กิจกรรมเรียบรอ ยแลว ใหร วมกันแสดงความคดิ เห็นเกี่ยวกับความรทู ่ไี ดจ ากการทาํ กิจกรรม
4. นักเรยี นนําขอมูลในใบงานที่ 6.1 หินในทองถ่ินออกมา (ใบงานที่ 6.1 หินในทองถิ่นจากแผนฯ ที่ 6-1 กระบวนการเกิด
หนิ )และจับคูก บั เพือ่ นคนเดิม ชวยกันแสดงความคิดเหน็ วา หินชนิดนี้สามารถนาํ ไปใชประโยชนไ ดอ ยางไรบา ง
5. นกั เรียนรวมกันออกแบบการนําหินที่มีอยูในทอ งถิ่นไปใชประโยชนโดยเลือกชนดิ หินจากใบงานท่ี 6.1หินในทองถิ่น โดย
เลอื กหนิ ชนดิ ใดชนดิ หนึง่ ก็ได แลววาดภาพหรอื เขียนบนั ทกึ ลงในสมุดประจําตัวนักเรียน เชน นาํ หินพัมมิซใสในตูป ลา เพื่อเปนที่
อยูอาศยั ของจุลินทรีย
6. นําผลงานทอ่ี อกแบบไปปฏบิ ัติจรงิ และรายงานผลใหครูฟง นอกเวลาเรยี น
(หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมนิ นกั เรยี น โดยการสังเกตพฤตกิ รรมใฝเรียนรู มงุ มน่ั ในการทาํ งาน มีวินัย)
ขัน้ สรปุ
1. นักเรียนรวมกันสรุปผลการทํากิจกรรมวา หินและแรมีประโยชนหลายอยาง เชน นําแรมาทําเครื่องสําอาง ยาสีฟน
เครื่องประดบั อปุ กรณทางการแพทย นาํ หนิ มาใชในงานกอ สรา งตาง ๆ
ข้ันประเมนิ
ขัน้ ตรวจสอบผล
1. ครตู รวจบันทึกขอมูลการทํากิจกรรมท่ี 2 หินมีประโยชนอยางไรในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 24
2. ครตู รวจกิจกรรมหนูตอบไดในสมดุ ประจาํ ตวั นักเรียนหรือในแบบฝกหดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 25
3. ครูตรวจแผนผังความคดิ สรปุ สาระสาํ คญั ประจําบทท่ี 1 ในสมดุ ประจาํ ตัวนักเรยี น
7. ครตู รวจกิจกรรมพัฒนาการเรียนรใู นสมดุ ประจาํ ตัวนักเรยี น
8. ครูตรวจกจิ กรรมฝก ทักษะในสมดุ ประจําตัวนักเรียน หรือทําในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 26-28
9. ครูตรวจกจิ กรรมทาทายการคิดขั้นสงู ในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 29
10. ครูประเมนิ ผลงานโดมโิ นกระบวนการเกดิ หิน ในกิจกรรมสรา งสรรคผลงาน
6. การวดั และประเมนิ ผล
การวดั และประเมนิ ผล วธิ ีการวดั ผล เครอื่ งมือวดั เกณฑการประเมินผล
จดุ ประสงค 1.คําถามกระตนุ 70% ขึ้นไป ถอื วา ผาน
ความคดิ เกณฑการประเมนิ
ความรูความ 1. บรรยายการใชประโยชนของหิน
เขา ใจ (K) และแรไ ด (K)
ทักษะ/ 1. นาํ หนิ และแรม าใชประโยชนได (P) แบบบันทกึ กจิ กรรม 70% ขนึ้ ไป ถอื วา ผา น
กระบวนการ (P) เกณฑการประเมนิ
คณุ ลกั ษณะนสิ ยั (A) 1. ยกตวั อยางการนําหินและแรทีอ่ ยู 1. แบบสังเกต 70% ขนึ้ ไป ถอื วาผาน
ในทองถ่นิ มาใชประโยชนใน พฤติกรรม เกณฑการประเมิน
ชวี ติ ประจาํ วันได (A)
7. สือ่ /แหลง การเรียนรู
7.1 สื่อการเรยี นรู
1. หนังสอื เรียนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยปี .6 เลม 2
2. แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยปี .6 เลม 2
3. วัสด-ุ อุปกรณท ใ่ี ชใ นกิจกรรมท่ี 2 หนิ มีประโยชนอยางไร
4. วสั ด-ุ อุปกรณท ี่ใชใ นกจิ กรรมสรา งสรรคผลงาน
5. ตารางบิงโก เร่ืองหนิ
6. โจทยค ําถาม เร่ืองหิน
7. โจทยส ถานการณ
8. บัตรภาพหอ งนา้ํ
9. สมดุ ประจาํ ตัวนักเรียน
7.2 แหลงการเรยี นรู
1. หองเรยี น
2. หองสมุด
3. อินเทอรเน็ต
8.กิจกรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
ลงช่อื ............................................ครูผสู อน ลงชอื่ ...................................................ฝา ยวิชาการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงชื่อ...................................................ผบู ริหาร
(...........................................................)
สัปดาหท่ี 8-9
โรงเรียนขจรเกียรติพัฒนา
แผนการจัดการเรยี นรู
ภาคเรยี นที่……2…/………..……... ชื่อผสู อน….…...................................................……...
กลุมสาระการเรยี นรู วิทยาศาสตร ช้ันประถมศกึ ษาปท ่ี 6 จํานวน 4 คาบ
หนวยการเรียนรทู ่ี 6 หินและซากดกึ ดําบรรพ เรือ่ ง กระบวนการเกิดซากดกึ ดาํ บรรพ (1)
1. มาตรฐานการเรียนร/ู ตวั ชี้วัด
ว 3.2 ป.6/3สรางแบบจําลองท่ีอธิบายการเกิดซากดึกดําบรรพและคาดคะเนสภาพแวดลอมในอดีตของซากดึกดํา
บรรพ
2. สาระสําคญั /ความคดิ รวบยอด
ซากดกึ ดาํ บรรพเ กดิ จากการทับถม หรือการประทบั รอยของส่งิ มีชีวิตในอดตี จนเกิดเปนโครงสรางของซากหรือรองรอย
ของส่งิ มีชีวิตท่ีปรากฏอยูในหิน ประเทศไทยพบซากดึกดําบรรพที่หลากหลาย เชน พืช ปะการัง หอย ปลา เตา ไดโนเสาร
รอยเทา สัตว
ซากดกึ ดําบรรพสามารถใชเ ปนหลกั ฐานชวยอธบิ ายสภาพแวดลอ มของพื้นท่ีในอดีตขณะเกิดส่ิงมชี วี ิตน้ัน เชนถาพบซาก
ดึกดําบรรพของหอยน้ําจืด สภาพแวดลอมบริเวณน้ันอาจเคยเปนแหลงน้ําจืดมากอน และถาพบซากดึกดําบรรพของพืช
สภาพแวดลอมบริเวณนั้นอาจเคยเปนปามากอน นอกจากน้ีซากดึกดําบรรพยังสามารถใชระบุอายุของหิน และเปนขอมูลใน
การศกึ ษาวิวัฒนาการของส่ิงมีชีวติ
3. จดุ ประสงคการเรียนรู
1) อธบิ ายการเกดิ ซากดึกดําบรรพได (K)
2) คาดคะเนสภาพแวดลอมในอดตี ของซากดึกดําบรรพได (K)
3) สรางแบบจําลองท่อี ธิบายการเกดิ ซากดึกดาํ บรรพได (P)
4) ยกตัวอยา งการนําความรเู รื่องซากดกึ ดาํ บรรพมาใชประโยชนใ นชีวิตประจาํ วันได( A)
4. สาระการเรียนรู
สาระการเรียนรแู กนกลาง สาระการเรยี นรูท อ งถ่ิน
ซากดึกดําบรรพเ กดิ จากการทับถมหรือการประทับรอยของสงิ่ มชี วี ิตใน (พิจารณาตามหลักสตู รสถานศึกษา)
อดตี จนเกิดเปน โครงสรางของซากหรือรองรอยของสิ่งมชี ีวิตท่ปี รากฏอยูใน
หนิ
5. กิจกรรมการเรยี นรู
แนวคิด/รูปแบบการสอน/วธิ กี ารสอน/เทคนิค :5EsInstructional Model
คาบท่ี 1
ขนั้ นํา
ขน้ั กระตุนความสนใจ
1. ทบทวนความรเู ดมิ โดยตง้ั คาํ ถามกับนักเรียนดังน้ี อาจพบซากดึกดําบรรพใ นหินชนิดใด เพราะเหตใุ ด
(แนวคําตอบ สามารถพบซากดึกดําบรรพไดในหินตะกอน เมื่อสิ่งมีชีวิตลมตายลง สวนที่เปนเนื้อเย่ือจะผุพังสลายไป
เหลือแตสวนท่ีเปนโครงสรางแข็งและบางครัง้ บางชิ้นสวนอาจมีไมครบ เน่ืองจากเกิดการผพุ ังและพัดพาไปของตะกอน
เกิดการทับถมและฝงตัวอยใู นชัน้ หิน)
2. นกั เรยี นดูภาพในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 41 ครูอธบิ ายเพิ่มเติมวา ในภาพคือภาพซากดึกดําบรรพและ
ตอบคาํ ถามตอไปนี้
- นกั เรียนคิดวาในภาพคือสิ่งมีชีวิตชนิดใด และนาจะมอี ายปุ ระมาณเทาไร
(แนวคาํ ตอบ ตามความคิดเห็นของนกั เรียนเชน ปลานาจะมอี ายุประมาณ 1 หมน่ื ปขนึ้ ไป)
- ซากดึกดาํ บรรพค อื อะไร
(แนวคาํ ตอบคือหินท่ีเก็บรักษาซากส่ิงมีชีวิตโบราณหรือรองรอยของการดํารงชีวิตของส่ิงมีชีวิตเหลานี้ไดเปน
อยางดี ไมวาจะเปนพืช สัตว แบคทีเรีย สวนของละอองเกสร หรือแมแตรอยเทาตาง ๆ ซึ่งถูกแปรสภาพและ
เกบ็ รกั ษาไวด วยกระบวนการทางธรรมชาตใิ นชั้นหินใตเปลอื กโลก)
- การศกึ ษาเกี่ยวกบั ซากดกึ ดําบรรพม ีประโยชนอ ยางไร
(แนวคาํ ตอบ ตอบตามความคดิ เห็นของนักเรียนอยา งอิสระ เชน เพือ่ ศกึ ษาเกย่ี วกบั สัตวท่ีสญู พันธไุ ปแลว)
3. นักเรียนอานกิจกรรมชวนอานชวนคิดกอนเรียน ตอน ไมก ลายเปนหิน ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2หนา 42
และตอบคาํ ถามชวนตอบ ดังน้ี
- เพอื่ นๆ คิดวา ซากดกึ ดําบรรพเ กิดขนึ้ ไดอ ยางไร และมปี จจยั ใดเก่ยี วของบา ง
(แนวคําตอบ ซากดึกดําบรรพเกิดจากการทับถมหรือประทับรอยของส่ิงมีชีวิตในอดีต แลวผานกระบวนการ
เปล่ียนแปลงทางธรรมชาติ จนทําใหกลายเปนโครงสรางของซากหรือรองรอยของส่ิงมีชีวิต โดยปจจัยที่
เกี่ยวขอ งในการเกิดซากดึกดาํ บรรพไดแก องคป ระกอบของส่ิงมชี ีวติ อณุ หภมู ิ ระยะเวลาการทับถม)
4. นักเรียนดูตัวอยางซากดึกดําบรรพในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 43 จากน้ันครูสนทนากับนักเรียนเพื่อ
เช่ือมโยงเขาสูกิจกรรมการเรียนรูวา วันนี้เราจะมาเรียนรูเกี่ยวกับซากดึกดําบรรพวา เกิดขึ้นไดอยางไร การคนพบซากดึกดํา
บรรพตางๆ มปี ระโยชนห รือไม อยางไร เราจะไดทราบคาํ ตอบจากการทาํ กิจกรรมตอไปนี้
ขั้นสอน
ขน้ั สํารวจคนหา
1. นกั เรยี นแบงกลุมออกเปน กลุม ละ 4-5 คน จากนนั้ ศกึ ษาขน้ั ตอนการทาํ กจิ กรรมท่ี 1 สรางแบบจําลอง ซากดึกดํา
บรรพใ นหนังสอื เรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 44-45
2. นักเรยี นปฏบิ ัตกิ จิ กรรมที่ 1 สรางแบบจําลองซากดกึ ดําบรรพ ตอนท่ี 1 โดยปฏบิ ัติดังน้ี
1) สง ตัวแทนออกมารับวัสด-ุ อุปกรณใ นการทํากิจกรรม
2) สบื คนขอ มลู เก่ียวกบั ซากดกึ ดําบรรพในหนงั สอื และแหลงเรียนรูอ่นื ๆ
3) ออกแบบแบบจําลองซากดกึ ดาํ บรรพ แลว บนั ทึกผลลงแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 31
4) สรางแบบจําลองโดยปฏบิ ัตติ ามข้นั ตอนสรา งแบบจําลองในหนังสอื เรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 44-45
(หมายเหตุ : ครเู รม่ิ ประเมนิ นักเรยี น โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานกลมุ )
ข้นั อธิบายความรู
1. นกั เรียนแตละกลมุ นําเสนอผลการทาํ กิจกรรมที่ 1 สรา งแบบจําลองซากดกึ ดาํ บรรพ ตอนที่ 1 ในประเดน็ ตอ ไปน้ี
5) ผลงานแบบจําลอง
6) อธบิ ายการเกิดซากดกึ ดําบรรพ โดยใชแบบจาํ ลอง
2. นักเรียนรวมกันสรุปกิจกรรมท่ี 1 สรางแบบจําลองซากดึกดําบรรพ ตอนท่ี 1 วา ซากดึกดําบรรพเกิดจากการทับถมหรือการ
ประทับรอยของสง่ิ มชี วี ิตในอดตี จนเกดิ เปน โครงสรา งของซากหรือรองรอยของสิ่งมีชวี ิตทปี่ รากฏอยใู นหนิ
(หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมินนักเรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบคุ คล)
คาบท่ี 2
ข้นั สอน (ตอ )
ขน้ั สํารวจคน หา
1. ทบทวนความรเู ดมิ ของนักเรียน โดยครแู จกบัตรภาพซากดึกดาํ บรรพใหนกั เรียนคนละ 1 แผน จากนั้นสุมนักเรียนบางคน
ใหอธบิ ายวา กระบวนการเกดิ ซากดกึ ดาํ บรรพตามบัตรภาพซากดึกดาํ บรรพท ี่ไดร บั เกิดขน้ึ ไดอยางไร
2. นักเรียนจับกลุม 5-6 คน โดยมีเง่ือนไขการจับกลุม วา สมาชิกในกลุมตองไมมีบัตรภาพซากดึกดําบรรพซ้ํากัน จากน้ันให
นกั เรยี นปฏบิ ตั ิกิจกรรมท่ี 1 สรา งแบบจําลองซากดึกดําบรรพ ตอนท่ี 2 โดยปฏบิ ตั ดิ ังนี้
4) สงั เกตบัตรภาพซากดกึ ดาํ บรรพ
5) รวมแสดงความคิดเห็นวา สภาพแวดลอมในอดีตของซากดึกดําบรรพในบัตรภาพเคยเปนแหลงนํ้าจืด
แหลง น้าํ เคม็ หรือเปนปา แลว บนั ทึกผลในแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 33
(หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมนิ นักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลมุ )
ขน้ั อธิบายความรู
1. นักเรียนแตล ะกลุมสง ตัวแทนนําเสนอผลการทาํ กิจกรรมหนาชัน้ เรียน
2. นักเรียนตอบคําถามตอไปนี้ ถาเราพบซากดึกดําบรรพของเปลือกหอยทะเลบนภูเขา นักเรียนคาดวา สภาพแวดลอมใน
อดตี ของซากดึกดาํ บรรพเปลอื กหอยเปน อยา งไร
(แนวคาํ ตอบ เปน ทะเล เนือ่ งจากหอยเปน สัตวท ีอ่ ยใู นทะเล ภูเขาน้ใี นอดีตอาจจมอยใู ตทอ งทะเลก็เปน ได)
3. นกั เรยี นรว มกันอภปิ รายและสรุปกจิ กรรมท่ี 1 สรางแบบจําลองซากดึกดําบรรพตอนที่ 2 วา ซากดกึ ดําบรรพสามารถใช
เปนหลักฐานท่ีชวยอธิบายสภาพแวดลอมของพ้ืนท่ีในอดีตขณะเกิดส่ิงมีชีวิตนั้น เชน หากพบซากดึกดําบรรพของหอยนํ้าจืด
สภาพแวดลอมบรเิ วณนน้ั อาจเคยเปน แหลง นาํ้ จืดมากอน และหากพบซากดกึ ดําบรรพของพืช สภาพแวดลอมบริเวณนัน้ อาจเคย
เปนปามากอ น
4. ใหน กั เรยี นรว มกันสังเกตบัตรภาพซากดึกดําบรรพ ศึกษาเก่ียวกับประเภทของซากดึกดําบรรพในหนังสือเรียนหรือแหลง
เรียนรอู นื่ ๆ จากน้ันนาํ ขอมลู มาแบงประเภทซากดกึ ดําบรรพ
5. นกั เรยี นรว มสรปุ ผลการทํากจิ กรรมวา ประเภทของซากดึกดําบรรพแบงออกเปน 3 ประเภท ไดแก ซากดึกดําบรรพสัตว
ซากดึกดําบรรพพชื และซากดึกดําบรรพร อ งรอย
9. นักเรยี นทาํ กิจกรรมหนูตอบไดในหนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 45 บันทกึ ลงในสมดุ ประจําตัวนกั เรยี น
หรอื ทาํ ในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตร ป.6 เลม 2 หนา 34
(หมายเหตุ : ครเู ร่มิ ประเมนิ นักเรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบคุ คล)
คาบท่ี 3
ขน้ั สอน (ตอ)
ขน้ั อธบิ ายความรู
10. ครูทบทวนความรูเดมิ โดยสแกน QR Code 3D เร่ือง ฟอสซลิ ใหนักเรียนดู จากน้ันใหนักเรียนรวมกันอภิปรายแสดง
ความคดิ เห็นวา ซากดึกดาํ บรรพน ัน้ คือซากของอะไร และเกดิ ข้ึนไดอ ยา งไร
11. นกั เรียนแบงกลุมออกเปนกลมุ ละ 4-5 คนสง ตวั แทนมาเลอื กบัตรภาพซากดกึ ดาํ บรรพก ลมุ ละ 1 ใบ และปฏบิ ัติดงั นี้
1) ศกึ ษากระบวนการเกดิ ซากดึกดําบรรพป ระเภทนี้
2) อธบิ ายกระบวนการเกิดซากดึกดาํ บรรพประเภทนี้
12. นักเรียนตอบคําถามตอ ไปนี้
- ซากดึกดาํ บรรพไ ดโนเสารแบบซากกลายเปน หนิ เกดิ ข้ึนไดอ ยา งไร
(แนวคําตอบ เกิดจากเมื่อสัตวต ายลง สวนออนจะเร่ิมเนาเปอ ยเหลือเพียงโครงรางเม่ือเวลาผานไปแรธาตุจะ
แทรกซึมเขาไปสะสมในชองวางของโครงรางสัตว เม่ือเวลาผานไปหลายลานป โครงรางของสัตวจะแปรสภาพ
กลายเปน หนิ )
- การเกิดซากดึกดําบรรพแบบใด ทําใหไดซากดึกดําบรรพท่ีมีสภาพใกลเคียงกับสภาพเดิมของส่ิงมชี วี ิตชนิดนั้น
มากที่สุด
(แนวคําตอบ การเกดิ ซากดึกดาํ บรรพแ บบคงสภาพ)
13. ครูตัง้ ประเด็นใหนกั เรยี นในชน้ั เรยี นรวมกันอภิปรายวา การคน พบซากดึกดําบรรพต า งๆ มีประโยชนหรือไม อยางไร จน
ไดขอสรุป การคนพบซากดึกดําบรรพตางๆ มีประโยชนในหลายดาน ซากดึกดําบรรพสามารถใชเปนหลักฐานท่ีชวย
อธิบายสภาพแวดลอมของพ้ืนที่ในอดีตขณะเกิดส่ิงมีชีวิตนั้น เชน หากพบซากดึกดําบรรพของ หอยนํ้าจืด
สภาพแวดลอ มบรเิ วณนัน้ อาจเคยเปนแหลง น้าํ จืดมากอน และหากพบซากดกึ ดําบรรพของพืชสภาพแวดลอมบริเวณน้ัน
อาจเคยเปน ปามากอ น นอกจากนซี้ ากดึกดําบรรพยังสามารถใชร ะบุอายุของหินและเปนขอมูลในการศึกษาวิวัฒนาการ
ของสิ่งมีชวี ิต
14. นักเรียนทํากิจกรรมตรวจสอบความเขาใจในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 49 และบันทึกลงในสมุด
ประจาํ ตวั นกั เรยี น
15. นกั เรยี นแบง กลมุ ออกเปน กลุมละ 4-5 คน เพ่ือทํากจิ กรรม ซากดกึ ดําบรรพท่พี บในประเทศไทย โดยปฏิบตั ิดังน้ี
1) สงตัวแทนกลุมออกมารบั แผนที่และบัตรภาพซากดกึ ดําบรรพทพี่ บในประเทศไทย
2) ใหนกั เรียนศึกษาภาพดกึ ดําบรรพในบัตรภาพซากดกึ ดําบรรพที่พบในประเทศไทยและคาดคะเนสภาพแวดลอมใน
อดีตของซากดึกดําบรรพ
3) จากน้ันนําขอมูลมาพิจารณาวา พื้นท่ีใดในประเทศไทยนาจะพบซากดึกดําบรรพเหลาน้ี และวางบัตรภาพลงใน
ตาํ แหนง นั้นในแผนท่ี
4) ชวยกันศกึ ษาขอมูลเก่ียวกับซากดึกดาํ บรรพที่คนพบในประเทศไทย เพื่อตรวจสอบความถูกตองของตําแหนงบัตร
ภาพทวี่ างในแผนที่ หากมขี อ ผิดพลาดใหแ กไขใหถูกตอง
16. นักเรียนตอบคําถามตอ ไปนี้
- บริเวณอาํ เภอแมเ มาะ จังหวัดลําปางพบซากดึกดําบรรพข องส่งิ มีชวี ติ ใด
(แนวคําตอบ คน พบซากดกึ ดําบรรพหอยขม)
- ในประเทศไทยมกี ารพบซากดกึ ดาํ บรรพทก่ี ลายเปนหนิ หรอื ไม ถามีพบที่ใด
(แนวคําตอบ มีการคน พบไมกลายเปนหินทบี่ ริเวณภาคตะวนั เฉียงเหนอื และภาคเหนอื )
- ยกตัวอยา งซากดึกดาํ บรรพท่พี บในจงั หวดั สตลู มาอยางนอย 3 ชนดิ
(แนวคําตอบ ซากดึกดําบรรพฟนกรามของชางสเตโกดอน สาหรายทะเลโบราณ แมงดาทะเลโบราณ หอย
โขงทะเลโบราณ)
17. ครเู ปด PowerPointเรอ่ื ง ซากดึกดาํ บรรพ ใหนักเรียนดู และสนทนากับนกั เรียนวา นอกจากตัวอยางซากดึกดําบรรพ
ทีท่ ํากจิ กรรมแลว ในประเทศไทยยังคนพบซากดกึ ดาํ บรรพของส่ิงมชี วี ิตชนิดอ่ืนอีก เชน ใบไม สาหรา ยทะเล ปะการัง
ปลา เตา
18. นักเรยี นแตล ะคนเขียนสรปุ ความรเู ก่ยี วกับเรือ่ งท่ไี ดเรยี นรจู ากบทที่ 2 ในรูปแบบตา งๆ เชน แผนผังความคิด แผนภาพ
ลงในสมดุ ประจาํ ตัวนักเรียน
19. นกั เรียนทกุ คนศึกษาแผนผังความคิด สรุปสาระสาํ คญั ประจาํ บทที่ 2 จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา
54 เพ่ือตรวจสอบการเขยี นสรุปความรูทนี่ กั เรียนทําไวใ นสมดุ ประจาํ ตัวนกั เรียน
20. นักเรียนทํากิจกรรมพัฒนาการเรียนรูในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 55 บันทึกลงในสมุดประจําตัว
นักเรียน
21. นักเรียนทํากิจกรรมฝกทักษะในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 56 บันทึกลงในสมดุ ประจําตัวนักเรียน
หรอื ทาํ ในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 35-36
22. นกั เรียนทาํ กิจกรรมทา ทายการคิดข้ันสงู ในแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 37
23. ใหน ักเรยี นแตละกลุม (ใชก ลมุ เดิม) เลอื กและเตรยี มวัสดุที่มีอยใู นทองถิ่นมาสรางแบบจําลองซากดึกดําบรรพในชวั่ โมง
หนา
(หมายเหตุ : ครเู รม่ิ ประเมินนักเรยี น โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบคุ คล)
คาบที่ 4
ขนั้ สอน (ตอ)
ข้นั ขยายความเขาใจ
1. นกั เรียนแบงกลุม ออกเปน กลุม ละ 4-5 คนเพ่อื ทํากจิ กรรม สรา งสรรคผลงาน โดยใหนกั เรียนแตละกลุมนําความรเู ก่ียวกับ
การสรางแบบจําลองซากดกึ ดาํ บรรพมาปนถวยจากดินเหนยี ว โดยปฏิบัติดงั น้ี
1) สง ตวั แทนออกมารบั ใบกิจกรรม ถว ยปนแบบจําลองซากดกึ ดําบรรพ และวสั ดุ-อปุ กรณใ นการทาํ กจิ กรรม
2) นกั เรียนออกแบบและสรางถวยปนแบบจําลองซากดึกดําบรรพตามขนั้ ตอนในใบกจิ กรรม
3) นักเรยี นแตละกลุมนาํ เสนอผลงานของกลุมตนเอง และอธบิ ายประเภทและกระบวนการเกิดซากดึกดําบรรพ
ข้ันสรปุ
1. นกั เรียนรวมกันสรุปผลการทํากิจกรรมวา ซากดึกดําบรรพเกิดจากการทับถม หรอื การประทับรอยของส่ิงมีชีวิตใน
อดตี จนเกิดเปน โครงสรางของซากหรือรอ งรอยของส่ิงมีชีวิตที่ปรากฏอยใู นหิน ในประเทศไทยพบซากดึกดําบรรพที่หลากหลาย
เชน พืช ปะการัง หอย ปลา เตา ไดโนเสาร รอยเทาสัตว ซากดึกดําบรรพสามารถใชเปนหลักฐานหนึ่งที่ชวยอธิบาย
สภาพแวดลอ มของพ้นื ทีใ่ นอดตี ขณะเกดิ สงิ่ มชี ีวิตนั้น เชน หากพบซากดึกดําบรรพของหอยน้ําจืด สภาพแวดลอ มบริเวณนั้นอาจ
เคยเปนแหลง นํ้าจดื มากอน และหากพบซากดึกดําบรรพของพืช สภาพแวดลอ มบรเิ วณน้ันอาจเคยเปน ปามากอน นอกจากนี้ซาก
ดึกดาํ บรรพย งั สามารถใชระบุอายขุ องหนิ และเปน ขอมลู ในการศกึ ษาววิ ัฒนาการของสงิ่ มชี วี ติ
ขั้นประเมิน
ข้นั ตรวจสอบผล
1. นกั เรยี นแตล ะคนทาํ ทบทวนทา ยหนว ยการเรยี นรูท่ี 6 ในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 38-41
2. นักเรียนทาํ แบบทดสอบหลงั เรียนหนวยการเรยี นรทู ี่ 6 เพ่อื ตรวจสอบความรขู องนักเรียนหลงั ทํากิจกรรม
3. ครตู รวจกิจกรรมท่ี 1สรางแบบจําลองซากดกึ ดาํ บรรพในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 32-33
4. ครตู รวจแผนผงั ความคิด สรุปสาระสาํ คัญ ประจําบทที่ 2 ในสมุดประจาํ ตัวนกั เรียน
5. ครตู รวจกจิ กรรมพฒั นาการเรียนรู ในสมุดประจําตัวนักเรยี น
6. ครตู รวจกิจกรรมหนตู อบไดใ นสมดุ ประจําตัวนกั เรียนหรอื ทําในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 34
7. ครตู รวจกจิ กรรมฝก ทักษะในสมุดประจาํ ตัวนกั เรยี นหรือทาํ ในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 35-36
8. ครตู รวจกิจกรรมทา ทายการคิดข้ันสงู ในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 37
9. ครูประเมินผลงานถวยปนแบบจําลองซากดกึ ดําบรรพใ นกจิ กรรมสรา งสรรคผ ลงาน
10. ครูตรวจทบทวนทา ยหนว ยการเรียนรทู ่ี 6 ในแบบฝกหดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 38-41
11. ครตู รวจแบบทดสอบหลังเรยี นหนวยการเรียนรูท ่ี 6 เพอ่ื ตรวจสอบความรูของนักเรียนหลงั ทํากจิ กรรม
6. การวัดและประเมนิ ผล
การวัดและประเมนิ ผล วธิ ีการวัดผล เครอื่ งมอื วัด เกณฑการประเมนิ ผล
70% ข้ึนไป ถือวาผา น
จดุ ประสงค เกณฑการประเมนิ
ความรคู วาม 1) อธบิ ายการเกิดซากดึกดํา 1.คําถามกระตุนความคิด 70% ขึ้นไป ถือวาผา น
เกณฑการประเมนิ
เขาใจ (K) บรรพได (K) 70% ข้ึนไป ถือวา ผา น
2) คาดคะเนสภาพแวดลอมใน เกณฑการประเมนิ
อดตี ของซากดึกดําบรรพไ ด (K)
ทกั ษะ/ 1) สรางแบบจําลองท่อี ธบิ ายการ 1. แบบบันทึกกจิ กรรม
กระบวนการ (P) เกดิ ซากดึกดําบรรพได (P)
คุณลักษณะนิสัย (A) 1) ยกตัวอยา งการนําความรูเร่ือง 1. แบบสังเกตพฤตกิ รรม
ซากดกึ ดาํ บรรพมาใชป ระโยชน
ในชวี ติ ประจาํ วนั ได( A)
7. สอื่ /แหลงการเรยี นรู
7.1 สอ่ื การเรยี นรู
1) หนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยปี .6 เลม 2
2) แบบฝกหดั วิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีป.6 เลม 2
3) วสั ดุ-อุปกรณท ีใ่ ชใ นกิจกรรมที่ 1 สรา งแบบจําลองซากดกึ ดําบรรพ
4) วสั ดุ-อุปกรณท ีใ่ ชใ นกิจกรรมสรา งสรรคผลงาน
5) QR Code 3D เรอ่ื ง ฟอสซลิ
6) PowerPoint เรอื่ ง ซากดกึ ดาํ บรรพ
7) ใบกิจกรรม ถว ยปนซากดกึ ดาํ บรรพ
8) บัตรภาพซากดึกดาํ บรรพ
9) บตั รภาพซากดกึ ดําบรรพทค่ี น พบในประเทศไทย
10) แผนที่ประเทศไทย
11) สมดุ ประจําตัวนักเรียน
7.2 แหลงการเรียนรู
1) หองปฏบิ ัตกิ ารทดลอง
2) หอ งสมุด
3) แหลง ขอมูลสารสนเทศ
8.กิจกรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื ............................................ครผู ูสอน ลงชอื่ ...................................................ฝา ยวิชาการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงช่อื ...................................................ผูบ ริหาร
(...........................................................)
สปั ดาหที่ 9
โรงเรยี นขจรเกียรตพิ ฒั นา
แผนการจัดการเรยี นรู
ภาคเรียนที่……2…/………..……... ช่ือผสู อน….…...................................................……...
กลุมสาระการเรียนรู วิทยาศาสตร ชนั้ ประถมศกึ ษาปที่ 6 จาํ นวน 4 คาบ
หนว ยการเรยี นรทู ี่ 6 หินและซากดกึ ดําบรรพ เร่ือง กระบวนการเกิดซากดึกดําบรรพ (2)
1. มาตรฐานการเรียนร/ู ตวั ช้ีวดั
ว 3.2 ป.6/3สรางแบบจําลองที่อธิบายการเกิดซากดึกดําบรรพและคาดคะเนสภาพแวดลอมในอดีตของซากดึกดํา
บรรพ
2. สาระสําคัญ/ความคิดรวบยอด
ซากดกึ ดําบรรพเ กดิ จากการทบั ถม หรือการประทบั รอยของสงิ่ มีชีวิตในอดตี จนเกิดเปนโครงสรางของซากหรือรองรอย
ของส่ิงมีชีวิตที่ปรากฏอยูในหิน ประเทศไทยพบซากดึกดําบรรพที่หลากหลาย เชน พืช ปะการัง หอย ปลา เตา ไดโนเสาร
รอยเทา สัตว
ซากดกึ ดาํ บรรพส ามารถใชเ ปนหลักฐานชวยอธิบายสภาพแวดลอ มของพ้ืนท่ีในอดีตขณะเกิดสิ่งมีชีวิตน้ัน เชนถาพบซาก
ดึกดําบรรพของหอยน้ําจืด สภาพแวดลอมบริเวณนั้นอาจเคยเปนแหลงนํ้าจืดมากอน และถาพบซากดึกดําบรรพของพืช
สภาพแวดลอมบริเวณนั้นอาจเคยเปนปามากอน นอกจากนี้ซากดึกดําบรรพยังสามารถใชร ะบุอายุของหิน และเปนขอมูลใน
การศกึ ษาวิวัฒนาการของสง่ิ มีชีวติ
3. จุดประสงคก ารเรยี นรู
1) อธบิ ายการเกิดซากดึกดาํ บรรพได (K)
2) คาดคะเนสภาพแวดลอมในอดตี ของซากดึกดาํ บรรพไ ด (K)
3) สรา งแบบจําลองที่อธบิ ายการเกิดซากดึกดําบรรพได (P)
4) ยกตัวอยางการนําความรูเ รือ่ งซากดึกดําบรรพม าใชประโยชนในชีวิตประจาํ วันได( A)
4. สาระการเรียนรู
สาระการเรียนรแู กนกลาง สาระการเรยี นรทู องถิ่น
ซากดึกดาํ บรรพเ กดิ จากการทบั ถมหรือการประทับรอยของสิ่งมีชีวติ ใน (พิจารณาตามหลักสตู รสถานศึกษา)
อดีต จนเกิดเปน โครงสรา งของซากหรอื รอ งรอยของสง่ิ มีชีวติ ท่ปี รากฏอยูใน
หนิ
5. กิจกรรมการเรยี นรู
แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วธิ กี ารสอน/เทคนคิ :5EsInstructional Model
คาบท่ี 1
ขนั้ นํา
ขน้ั กระตุนความสนใจ
1. ทบทวนความรเู ดมิ โดยตง้ั คาํ ถามกบั นกั เรยี นดงั น้ี อาจพบซากดึกดําบรรพใ นหนิ ชนิดใด เพราะเหตใุ ด
(แนวคําตอบ สามารถพบซากดึกดําบรรพไดในหินตะกอน เมื่อสิ่งมีชีวิตลมตายลง สวนที่เปนเนื้อเย่ือจะผุพังสลายไป
เหลือแตสวนท่ีเปนโครงสรางแข็งและบางครัง้ บางชิ้นสวนอาจมีไมครบ เน่ืองจากเกิดการผพุ ังและพัดพาไปของตะกอน
เกิดการทับถมและฝงตัวอยใู นชนั้ หนิ )
2. นกั เรยี นดูภาพในหนังสือเรียนวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 41 ครูอธบิ ายเพิ่มเติมวา ในภาพคือภาพซากดึกดําบรรพและ
ตอบคาํ ถามตอไปนี้
- นกั เรียนคิดวาในภาพคือสิง่ มชี วี ติ ชนิดใด และนาจะมอี ายปุ ระมาณเทาไร
(แนวคาํ ตอบ ตามความคิดเหน็ ของนกั เรียนเชน ปลานาจะมอี ายปุ ระมาณ 1 หมน่ื ปขนึ้ ไป)
- ซากดึกดาํ บรรพค อื อะไร
(แนวคาํ ตอบคือหินท่ีเก็บรักษาซากส่ิงมีชีวิตโบราณหรือรองรอยของการดํารงชีวิตของส่ิงมีชีวิตเหลานี้ไดเปน
อยางดี ไมวาจะเปนพืช สัตว แบคทีเรีย สวนของละอองเกสร หรือแมแตรอยเทาตาง ๆ ซึ่งถูกแปรสภาพและ
เกบ็ รกั ษาไวด วยกระบวนการทางธรรมชาตใิ นชั้นหินใตเปลอื กโลก)
- การศกึ ษาเกี่ยวกบั ซากดกึ ดําบรรพมีประโยชนอ ยางไร
(แนวคาํ ตอบ ตอบตามความคิดเห็นของนักเรียนอยา งอิสระ เชน เพือ่ ศกึ ษาเกย่ี วกบั สัตวท่ีสญู พันธไุ ปแลว)
3. นักเรียนอานกิจกรรมชวนอานชวนคิดกอนเรียน ตอน ไมก ลายเปนหิน ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2หนา 42
และตอบคาํ ถามชวนตอบ ดังน้ี
- เพอื่ นๆ คิดวา ซากดกึ ดําบรรพเกดิ ขนึ้ ไดอ ยางไร และมปี จจยั ใดเก่ียวของบา ง
(แนวคําตอบ ซากดึกดําบรรพเกิดจากการทับถมหรือประทับรอยของส่ิงมีชีวิตในอดีต แลวผานกระบวนการ
เปล่ียนแปลงทางธรรมชาติ จนทําใหกลายเปนโครงสรางของซากหรือรองรอยของส่ิงมีชีวิต โดยปจจัยที่
เกี่ยวขอ งในการเกิดซากดกึ ดาํ บรรพไดแ ก องคป ระกอบของส่ิงมชี ีวติ อณุ หภมู ิ ระยะเวลาการทับถม)
4. นักเรียนดูตัวอยางซากดึกดําบรรพในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 43 จากน้ันครูสนทนากับนักเรียนเพื่อ
เช่ือมโยงเขาสูกิจกรรมการเรียนรูวา วันน้ีเราจะมาเรียนรูเกี่ยวกับซากดึกดําบรรพวา เกิดขึ้นไดอยางไร การคนพบซากดึกดํา
บรรพตา งๆ มปี ระโยชนห รือไม อยางไร เราจะไดท ราบคาํ ตอบจากการทาํ กิจกรรมตอ ไปนี้
ขน้ั สอน
ขน้ั สาํ รวจคนหา
1. นกั เรยี นแบงกลมุ ออกเปน กลุม ละ 4-5 คน จากนัน้ ศกึ ษาขนั้ ตอนการทาํ กิจกรรมท่ี 1 สรา งแบบจําลอง ซากดึกดํา
บรรพใ นหนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 44-45
2. นกั เรียนปฏิบัตกิ จิ กรรมท่ี 1 สรางแบบจําลองซากดึกดําบรรพ ตอนท่ี 1 โดยปฏบิ ัตดิ ังนี้
1) สง ตวั แทนออกมารับวัสด-ุ อุปกรณใ นการทํากจิ กรรม
2) สบื คน ขอมูลเก่ียวกับซากดกึ ดาํ บรรพในหนงั สอื และแหลงเรียนรอู น่ื ๆ
3) ออกแบบแบบจําลองซากดึกดําบรรพ แลว บนั ทึกผลลงแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 31
4) สรา งแบบจําลองโดยปฏิบัติตามขน้ั ตอนสรางแบบจําลองในหนังสอื เรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 44-45
(หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมินนักเรยี น โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ )
ข้ันอธิบายความรู
1. นักเรียนแตล ะกลมุ นําเสนอผลการทํากิจกรรมท่ี 1 สรา งแบบจําลองซากดกึ ดาํ บรรพ ตอนที่ 1 ในประเดน็ ตอ ไปนี้
7) ผลงานแบบจําลอง
8) อธบิ ายการเกิดซากดึกดาํ บรรพ โดยใชแบบจําลอง
2. นักเรียนรวมกันสรุปกิจกรรมที่ 1 สรางแบบจําลองซากดึกดําบรรพ ตอนที่ 1 วา ซากดึกดําบรรพเกิดจากการทับถมหรือการ
ประทับรอยของสง่ิ มชี ีวติ ในอดตี จนเกิดเปน โครงสรางของซากหรือรองรอยของส่งิ มชี ีวิตท่ีปรากฏอยใู นหิน
(หมายเหตุ : ครเู ร่มิ ประเมนิ นักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล)
คาบท่ี 2
ขั้นสอน (ตอ)
ขนั้ สํารวจคนหา
1. ทบทวนความรูเ ดมิ ของนกั เรียน โดยครแู จกบัตรภาพซากดกึ ดาํ บรรพใหน ักเรียนคนละ 1 แผน จากน้ันสุมนักเรยี นบางคน
ใหอ ธิบายวา กระบวนการเกดิ ซากดกึ ดําบรรพตามบัตรภาพซากดึกดําบรรพท ไี่ ดร ับเกดิ ข้ึนไดอยางไร
2. นักเรียนจับกลุม 5-6 คน โดยมีเงื่อนไขการจับกลมุ วา สมาชิกในกลุมตองไมมีบัตรภาพซากดึกดําบรรพซํ้ากัน จากนั้นให
นกั เรียนปฏบิ ตั ิกจิ กรรมท่ี 1 สรางแบบจําลองซากดึกดาํ บรรพ ตอนท่ี 2 โดยปฏิบตั ิดังน้ี
6) สงั เกตบัตรภาพซากดกึ ดาํ บรรพ
7) รวมแสดงความคิดเห็นวา สภาพแวดลอมในอดีตของซากดึกดําบรรพในบัตรภาพเคยเปนแหลงนํ้าจืด
แหลง น้ําเคม็ หรอื เปน ปา แลวบันทึกผลในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 33
(หมายเหตุ : ครเู ร่ิมประเมนิ นักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุม)
ข้นั อธบิ ายความรู
1. นกั เรยี นแตล ะกลมุ สงตวั แทนนาํ เสนอผลการทํากจิ กรรมหนาชั้นเรยี น
2. นักเรียนตอบคําถามตอไปน้ี ถาเราพบซากดึกดําบรรพของเปลือกหอยทะเลบนภูเขา นักเรียนคาดวา สภาพแวดลอมใน
อดตี ของซากดกึ ดาํ บรรพเปลอื กหอยเปนอยา งไร
(แนวคําตอบ เปน ทะเล เนอื่ งจากหอยเปน สตั วทอี่ ยูในทะเล ภเู ขาน้ใี นอดีตอาจจมอยูใ ตทองทะเลก็เปนได)
3. นกั เรยี นรว มกนั อภปิ รายและสรุปกจิ กรรมที่ 1 สรางแบบจําลองซากดึกดําบรรพตอนที่ 2 วา ซากดึกดําบรรพสามารถใช
เปนหลักฐานที่ชวยอธิบายสภาพแวดลอมของพื้นที่ในอดีตขณะเกิดสิ่งมีชีวิตน้ัน เชน หากพบซากดึกดําบรรพของหอยน้ําจืด
สภาพแวดลอมบรเิ วณนัน้ อาจเคยเปน แหลงน้าํ จืดมากอน และหากพบซากดึกดําบรรพของพืช สภาพแวดลอมบริเวณน้ันอาจเคย
เปนปา มากอ น
4. ใหนักเรียนรว มกนั สงั เกตบัตรภาพซากดึกดําบรรพ ศึกษาเก่ียวกับประเภทของซากดึกดําบรรพในหนังสือเรียนหรือแหลง
เรยี นรอู นื่ ๆ จากนัน้ นําขอมูลมาแบง ประเภทซากดึกดําบรรพ
5. นกั เรยี นรวมสรปุ ผลการทํากจิ กรรมวา ประเภทของซากดึกดําบรรพแบงออกเปน 3 ประเภท ไดแก ซากดกึ ดาํ บรรพสัตว
ซากดึกดําบรรพพ ชื และซากดกึ ดําบรรพรอ งรอย
24. นกั เรียนทํากิจกรรมหนตู อบไดใ นหนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 45 บันทึกลงในสมดุ ประจาํ ตัวนักเรยี น
หรอื ทําในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร ป.6 เลม 2 หนา 34
(หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมนิ นักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล)
คาบท่ี 3
ขน้ั สอน (ตอ )
ข้นั อธิบายความรู
25. ครูทบทวนความรูเ ดมิ โดยสแกน QR Code 3D เรื่อง ฟอสซลิ ใหนกั เรียนดู จากน้ันใหนักเรียนรวมกันอภิปรายแสดง
ความคิดเหน็ วา ซากดกึ ดาํ บรรพน ้ันคอื ซากของอะไร และเกดิ ขึ้นไดอยางไร
26. นักเรยี นแบง กลุม ออกเปน กลมุ ละ 4-5 คนสงตัวแทนมาเลือกบัตรภาพซากดึกดาํ บรรพก ลุมละ 1 ใบ และปฏบิ ตั ิดังนี้
3) ศกึ ษากระบวนการเกิดซากดึกดาํ บรรพประเภทน้ี
4) อธบิ ายกระบวนการเกดิ ซากดึกดําบรรพป ระเภทน้ี
27. นักเรยี นตอบคาํ ถามตอ ไปนี้
- ซากดึกดําบรรพไดโนเสารแบบซากกลายเปนหนิ เกดิ ขน้ึ ไดอ ยางไร
(แนวคําตอบ เกิดจากเมื่อสัตวตายลง สว นออนจะเร่ิมเนาเปอ ยเหลือเพียงโครงรางเม่ือเวลาผานไปแรธาตุจะ
แทรกซึมเขาไปสะสมในชองวางของโครงรางสัตว เมอื่ เวลาผานไปหลายลานป โครงรางของสัตวจะแปรสภาพ
กลายเปน หิน)
- การเกิดซากดึกดําบรรพแบบใด ทําใหไดซากดึกดําบรรพท่ีมีสภาพใกลเคียงกับสภาพเดิมของส่ิงมชี ีวิตชนิดนั้น
มากทีส่ ุด
(แนวคําตอบ การเกดิ ซากดกึ ดาํ บรรพแบบคงสภาพ)
28. ครตู ัง้ ประเดน็ ใหน ักเรยี นในช้นั เรยี นรวมกันอภปิ รายวา การคน พบซากดึกดําบรรพต างๆ มีประโยชนหรือไม อยา งไร จน
ไดขอสรุป การคนพบซากดึกดําบรรพตางๆ มีประโยชนในหลายดาน ซากดึกดําบรรพสามารถใชเปนหลักฐานท่ีชวย
อธิบายสภาพแวดลอมของพื้นที่ในอดีตขณะเกิดส่ิงมีชีวิตนั้น เชน หากพบซากดึกดําบรรพของ หอยนํ้าจืด
สภาพแวดลอ มบรเิ วณนน้ั อาจเคยเปน แหลงน้าํ จืดมากอน และหากพบซากดกึ ดําบรรพของพืชสภาพแวดลอมบริเวณนั้น
อาจเคยเปน ปามากอ น นอกจากนี้ซากดึกดําบรรพยังสามารถใชร ะบุอายุของหินและเปนขอมูลในการศึกษาววิ ัฒนาการ
ของสิ่งมีชีวติ
29. นักเรียนทํากิจกรรมตรวจสอบความเขาใจในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 49 และบันทึกลงในสมุด
ประจาํ ตัวนักเรยี น
30. นกั เรียนแบง กลุมออกเปนกลุมละ 4-5 คน เพ่อื ทาํ กจิ กรรม ซากดกึ ดําบรรพทพ่ี บในประเทศไทย โดยปฏิบตั ดิ ังน้ี
5) สงตวั แทนกลุมออกมารับแผนทีแ่ ละบตั รภาพซากดึกดาํ บรรพท พี่ บในประเทศไทย
6) ใหนักเรียนศึกษาภาพดึกดําบรรพในบัตรภาพซากดกึ ดําบรรพที่พบในประเทศไทยและคาดคะเนสภาพแวดลอมใน
อดตี ของซากดกึ ดาํ บรรพ
7) จากน้ันนําขอมูลมาพิจารณาวา พื้นท่ีใดในประเทศไทยนาจะพบซากดึกดําบรรพเหลานี้ และวางบัตรภาพลงใน
ตําแหนง นน้ั ในแผนท่ี
8) ชวยกันศกึ ษาขอมูลเก่ียวกับซากดึกดาํ บรรพที่คน พบในประเทศไทย เพ่ือตรวจสอบความถูกตองของตําแหนงบัตร
ภาพทว่ี างในแผนท่ี หากมขี อผดิ พลาดใหแกไขใหถ ูกตอ ง
31. นักเรียนตอบคําถามตอ ไปน้ี
- บรเิ วณอาํ เภอแมเ มาะ จังหวัดลําปางพบซากดกึ ดําบรรพของส่ิงมชี วี ิตใด
(แนวคําตอบ คน พบซากดึกดําบรรพหอยขม)
- ในประเทศไทยมีการพบซากดึกดําบรรพท่ีกลายเปนหินหรอื ไม ถา มพี บทใ่ี ด
(แนวคาํ ตอบ มีการคนพบไมกลายเปนหนิ ที่บริเวณภาคตะวนั เฉียงเหนือและภาคเหนือ)
- ยกตัวอยางซากดึกดาํ บรรพทพี่ บในจงั หวัดสตูลมาอยางนอ ย 3 ชนิด
(แนวคําตอบ ซากดึกดําบรรพฟนกรามของชางสเตโกดอน สาหรายทะเลโบราณ แมงดาทะเลโบราณ หอย
โขง ทะเลโบราณ)
32. ครูเปด PowerPointเรอ่ื ง ซากดกึ ดาํ บรรพ ใหนักเรียนดู และสนทนากับนกั เรียนวา นอกจากตัวอยางซากดึกดําบรรพ
ทท่ี าํ กจิ กรรมแลว ในประเทศไทยยงั คนพบซากดกึ ดําบรรพของส่ิงมชี วี ิตชนิดอื่นอีก เชน ใบไม สาหรายทะเล ปะการัง
ปลา เตา
33. นักเรียนแตล ะคนเขยี นสรุปความรเู กยี่ วกบั เร่ืองทไ่ี ดเรยี นรูจากบทที่ 2 ในรูปแบบตา งๆ เชน แผนผังความคิด แผนภาพ
ลงในสมุดประจาํ ตัวนกั เรียน
34. นกั เรยี นทุกคนศกึ ษาแผนผังความคดิ สรปุ สาระสาํ คัญ ประจําบทที่ 2 จากหนังสือเรียนวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา
54 เพือ่ ตรวจสอบการเขยี นสรปุ ความรูท่นี ักเรียนทาํ ไวในสมุดประจาํ ตวั นกั เรยี น
35. นักเรียนทํากิจกรรมพัฒนาการเรียนรูในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 55 บันทึกลงในสมดุ ประจําตัว
นกั เรียน
36. นักเรียนทํากิจกรรมฝกทักษะในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 56 บันทึกลงในสมดุ ประจําตัวนักเรียน
หรือทําในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 35-36
37. นักเรียนทํากจิ กรรมทาทายการคดิ ขนั้ สูงในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 37
38. ใหนกั เรียนแตละกลุม (ใชก ลุมเดมิ ) เลอื กและเตรยี มวัสดุท่ีมีอยูในทองถ่ินมาสรางแบบจําลองซากดึกดาํ บรรพในช่วั โมง
หนา
(หมายเหตุ : ครเู ริม่ ประเมินนักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล)
คาบท่ี 4
ขั้นสอน (ตอ )
ข้ันขยายความเขา ใจ
2. นกั เรียนแบงกลมุ ออกเปนกลมุ ละ 4-5 คนเพื่อทํากจิ กรรม สรางสรรคผลงาน โดยใหน กั เรยี นแตละกลุมนําความรเู กี่ยวกับ
การสรา งแบบจาํ ลองซากดกึ ดาํ บรรพม าปน ถวยจากดินเหนียว โดยปฏบิ ตั ดิ ังนี้
4) สง ตัวแทนออกมารับใบกจิ กรรม ถวยปน แบบจําลองซากดกึ ดําบรรพ และวัสดุ-อปุ กรณใ นการทาํ กิจกรรม
5) นกั เรียนออกแบบและสรา งถว ยปนแบบจาํ ลองซากดึกดําบรรพตามข้นั ตอนในใบกจิ กรรม
6) นกั เรยี นแตล ะกลมุ นาํ เสนอผลงานของกลุม ตนเอง และอธิบายประเภทและกระบวนการเกดิ ซากดกึ ดาํ บรรพ
ข้นั สรุป
1. นักเรียนรวมกันสรุปผลการทํากิจกรรมวา ซากดึกดําบรรพเกิดจากการทับถม หรอื การประทบั รอยของสิ่งมีชีวิตใน
อดตี จนเกดิ เปนโครงสรางของซากหรือรอ งรอยของสิ่งมีชีวติ ท่ีปรากฏอยูในหิน ในประเทศไทยพบซากดึกดําบรรพท่ีหลากหลาย
เชน พืช ปะการัง หอย ปลา เตา ไดโนเสาร รอยเทาสัตว ซากดึกดําบรรพสามารถใชเปนหลักฐานหนึ่งที่ชวยอธิบาย
สภาพแวดลอ มของพนื้ ที่ในอดีตขณะเกดิ สิ่งมชี ีวิตนั้น เชน หากพบซากดึกดําบรรพของหอยน้ําจืด สภาพแวดลอ มบริเวณนั้นอาจ
เคยเปน แหลง นาํ้ จืดมากอน และหากพบซากดึกดาํ บรรพข องพืช สภาพแวดลอ มบรเิ วณน้ันอาจเคยเปนปามากอน นอกจากน้ีซาก
ดกึ ดําบรรพยังสามารถใชร ะบอุ ายุของหิน และเปนขอ มูลในการศกึ ษาวิวฒั นาการของสง่ิ มชี ีวิต
ข้นั ประเมนิ
ขั้นตรวจสอบผล
1. นกั เรียนแตละคนทาํ ทบทวนทา ยหนวยการเรยี นรทู ี่ 6 ในแบบฝกหัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 38-41
2. นกั เรียนทําแบบทดสอบหลงั เรียนหนว ยการเรียนรูท่ี 6 เพื่อตรวจสอบความรขู องนักเรยี นหลงั ทาํ กจิ กรรม
3. ครูตรวจกจิ กรรมที่ 1สรางแบบจําลองซากดึกดาํ บรรพในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 32-33
4. ครูตรวจแผนผังความคิด สรุปสาระสาํ คญั ประจําบทที่ 2 ในสมดุ ประจําตัวนกั เรยี น
5. ครูตรวจกจิ กรรมพัฒนาการเรียนรู ในสมดุ ประจําตวั นกั เรยี น
6. ครูตรวจกจิ กรรมหนตู อบไดใ นสมุดประจําตวั นกั เรียนหรอื ทาํ ในแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 34
7. ครตู รวจกจิ กรรมฝกทกั ษะในสมดุ ประจาํ ตัวนกั เรยี นหรือทาํ ในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 35-36
8. ครตู รวจกจิ กรรมทา ทายการคดิ ข้ันสงู ในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 37
9. ครูประเมนิ ผลงานถวยปน แบบจาํ ลองซากดกึ ดําบรรพใ นกิจกรรมสรางสรรคผ ลงาน
10. ครูตรวจทบทวนทายหนวยการเรยี นรูท่ี 6 ในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 38-41
11. ครูตรวจแบบทดสอบหลงั เรยี นหนว ยการเรียนรูท ี่ 6 เพือ่ ตรวจสอบความรูของนักเรยี นหลังทาํ กิจกรรม
6. การวดั และประเมินผล
การวัดและประเมนิ ผล วิธกี ารวัดผล เคร่ืองมอื วัด เกณฑก ารประเมนิ ผล
70% ขึน้ ไป ถอื วาผา น
จุดประสงค เกณฑการประเมนิ
ความรคู วาม 1) อธบิ ายการเกดิ ซากดึกดํา 1.คาํ ถามกระตนุ ความคิด 70% ขน้ึ ไป ถือวาผาน
เกณฑการประเมนิ
เขาใจ (K) บรรพไ ด (K) 70% ขน้ึ ไป ถือวาผาน
2) คาดคะเนสภาพแวดลอมใน เกณฑการประเมนิ
อดตี ของซากดกึ ดําบรรพได (K)
ทักษะ/ 1) สรางแบบจาํ ลองทีอ่ ธิบายการ 1. แบบบนั ทกึ กิจกรรม
กระบวนการ (P) เกดิ ซากดึกดาํ บรรพไ ด (P)
คณุ ลกั ษณะนิสัย (A) 1) ยกตัวอยา งการนําความรเู รอ่ื ง 1. แบบสังเกตพฤตกิ รรม
ซากดึกดาํ บรรพมาใชประโยชน
ในชีวติ ประจําวันได( A)
7. สื่อ/แหลง การเรียนรู
7.1 ส่ือการเรยี นรู
1) หนงั สอื เรียนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีป.6 เลม 2
2) แบบฝก หดั วิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีป.6 เลม 2
3) วสั ด-ุ อปุ กรณท ี่ใชในกิจกรรมที่ 1 สรางแบบจําลองซากดึกดําบรรพ
4) วสั ด-ุ อปุ กรณท่ใี ชใ นกิจกรรมสรางสรรคผลงาน
5) QR Code 3D เรอ่ื ง ฟอสซิล
6) PowerPoint เร่ือง ซากดึกดาํ บรรพ
7) ใบกจิ กรรม ถวยปนซากดกึ ดําบรรพ
8) บัตรภาพซากดึกดําบรรพ
9) บัตรภาพซากดึกดําบรรพทคี่ น พบในประเทศไทย
10) แผนทีป่ ระเทศไทย
11) สมดุ ประจําตวั นักเรยี น
7.2 แหลงการเรยี นรู
1) หองปฏบิ ัติการทดลอง
2) หอ งสมดุ
3) แหลงขอมลู สารสนเทศ
8.กิจกรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื ............................................ครผู ูสอน ลงชอื่ ...................................................ฝา ยวิชาการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงช่อื ...................................................ผูบ ริหาร
(...........................................................)
สปั ดาหท ่ี 11-12
โรงเรยี นขจรเกยี รติพฒั นา
แผนการจดั การเรยี นรู
ภาคเรียนท่ี……2…/……….……... ชื่อผูสอน….…...................................................……...
กลมุ สาระการเรียนรู วิทยาศาสตร ชั้นประถมศกึ ษาปท่ี 6 จาํ นวน 6 คาบ
หนวยการเรยี นรูที่ 7 ปรากฏการณทางธรรมชาติ เรื่อง การเกิดลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ
และธรณพี บิ ัตภิ ยั
1. มาตรฐานการเรยี นรู/ตวั ช้วี ดั
ว 3.2 ป.6/4 เปรียบเทียบการเกิดลมบก ลมทะเล และมรสุม รวมท้ังอธิบายผลท่ีมีตอส่ิงมีชีวิตและส่ิงแวดลอมจาก
แบบจาํ ลอง
ป.6/5 อธบิ ายผลของมรสุมตอการเกดิ ฤดขู องประเทศไทยจากขอ มูลท่รี วบรวมได
2.สาระสาํ คัญ/ความคิดรวบยอด
ลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ เกิดจากพ้นื ดนิ และพน้ื น้ํามีอุณหภูมอิ ากาศเหนือพ้ืนดินและพื้นน้ําแตกตางกัน จึงเกิดการ
เคลอ่ื นท่ขี องอากาศจากบรเิ วณทมี่ ีอุณหภมู ิตํ่าเขาไปแทนท่ีอากาศบริเวณที่มีอุณหภมู ิสูงลมบกและลมทะเลเปน ลมประจําถิ่น
ท่พี บบรเิ วณชายฝง โดยลมบกเกิดเวลากลางคนื จงึ ทําใหมีลมพดั จากชายฝงไปสทู ะเล ชาวประมงจงึ ใชประโยชนจากลมบกใน
การออกเรือ สวนลมทะเลเกิดเวลากลางวนั ทาํ ใหมลี มพดั จากทะเลเขา สชู ายฝง ชาวประมงจงึ ใชป ระโยชนจากลมทะเลในการ
นาํ เรอื กลับเขา ฝง สว นลมมรสมุ เปน ลมประจาํ ฤดทู ี่เกดิ บรเิ วณเขตรอ นของโลกเทานัน้ ซงึ่ เปนบรเิ วณกวางระดับภูมิภาค โดยมี
หลักการเชนเดียวกับการเกิดลมบก ลมทะเล ซ่ึงลมมรสุมเกิดจากอุณหภูมิของอากาศเหนือพื้นทวีปและพ้ืนมหาสมุทร
แตกตางกนั
ลมมรสุมทพี่ ัดผานประเทศไทยมี 2 ชนิด คอื ลมมรสมุ ตะวันตกเฉียงใตและลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซ่ึงลมมรสุม
ตะวันตกเฉียงใตจะสงผลใหประเทศไทยเกิดฤดูฝน สว นลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะสงผลใหประเทศไทยเกิดฤดูหนาว
สว นชวงเปลยี่ นมรสุมประเทศไทยอยูใ กลเ สน ศนู ยสูตร แสงอาทิตยเกือบตง้ั ตรงและตั้งตรงประเทศไทยในเวลาเท่ียงวัน ทําให
ไดร บั ความรอ นจากดวงอาทติ ยอยา งเต็มท่ี อากาศจึงรอ นอบอาวทําใหเ กิดฤดรู อ น
3. จดุ ประสงคการเรียนรู
1) เปรยี บเทยี บการเกิดลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ ได( K)
2) อธิบายผลของลมบก ลมทะเล และลมมรสุมทมี่ ีตอส่ิงมีชีวติ และสิ่งแวดลอมได(K)
3) อธบิ ายผลของลมมรสมุ ตอการเกดิ ฤดูของประเทศไทยได (K)
4) สรางแบบจําลองการเกดิ ลมบก ลมทะเล หรอื ลมมรสุมได(P)
5) ยกตวั อยางการใชประโยชนจากการเกิดลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ ในชีวิตประจําวนั ได (A)
4. สาระการเรยี นรู สาระการเรยี นรทู องถน่ิ
(พจิ ารณาตามหลักสตู รสถานศึกษา)
สาระการเรียนรูแกนกลาง
การเกิดลมบก ลมทะเล และลมมรสุม ผลของลมบก ลมทะเล
และผลท่ีมีตอส่ิงมีชีวิตและส่ิงแวดลอมผลของลมมรสุมตอการเกิด
ฤดขู องประเทศไทย
5. กิจกรรมการเรยี นรู
แนวคิด/รูปแบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนคิ : 5 EsInstructional Model
คาบท่ี 1
ขัน้ นาํ
1. นกั เรยี นทาํ แบบทดสอบกอนเรยี น หนวยการเรยี นรทู ่ี 7 ปรากฏการณทางธรรมชาตแิ ละธรณีพิบัตภิ ัยแบบปรนัย 4 ตัวเลอื ก
จาํ นวน 10 ขอ
(หมายเหตุ : ครูตรวจแบบทดสอบกอนเรียน เพ่ือประเมินความรเู ดมิ และเขาใจผเู รียนเพ่ือใชใ นการจัดกจิ กรรม)
ข้ันกระตุนความสนใจ
1. ครใู หนักเรียนดูภาพในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 58 จากนั้นครูสนทนากับนักเรียนวาเวลาไปทะเล
นักเรยี นรสู กึ อยา งไร เชน เวลาไปทะเลจะมีลมพดั เย็นสบาย
2. นักเรยี นตอบคาํ ถามวา
- ลมเกิดขนึ้ ไดอ ยางไร
(แนวคาํ ตอบ ลมเกดิ จากการเคลื่อนทจี่ ากบริเวณทมี่ คี วามกดอากาศสงู ไปยังบริเวณท่ีมีความกดอากาศต่าํ )
- ลมบก ลมทะเล และลมมรสุมเกิดขน้ึ จากสาเหตใุ ด
(แนวคาํ ตอบ ตอบตามความคดิ เห็นของนักเรยี น)
3. นกั เรียนอานกิจกรรมชวนอานชวนคิดกอนเรียน ตอน พักผอนริมทะเล ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา
60 และตอบคําถามตอไปน้ี
- ลมทะเลมีประโยชนต อการนาํ เรือกลบั เขา ฝง เพ่อื นๆ คดิ วา ลมชนดิ อ่ืนมีประโยชนต อส่ิงมีชวี ิตและส่ิงแวดลอม
หรือไม อยา งไร
(แนวคําตอบ ตอบตามความคดิ เหน็ ของนักเรียน เชน ลมบก มีประโยชนในการนาํ เรือออกจากฝง)
4. ครูสนทนากับนักเรียนเพ่ือนําเขาสูบทเรียนวา ลมเปนสิ่งท่ีมองไมเห็น แตสามารถรับรูไดโดยการใชผิวสัมผัส ซึ่งลมมี
ประโยชนตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม เชน ลมบกพาเรือกลับเขาฝง เราจะมาเรียนรูวา ลมเกิดขึ้นไดอยางไร และสงผลตอ
สงิ่ มชี วี ติ และสงิ่ แวดลอ มอยางไร จากกจิ กรรมตอ ไปนี้
ขัน้ สอน
คาบท่ี 2
ขั้นสํารวจคนหา
1. นักเรียนแบงกลุมออกเปนกลุมละ 4-5 คน จากน้ันศึกษาข้ันตอนการทํากิจกรรมที่ 1 การเกิดลมบก ลมทะเล และลม
มรสุมในหนังสอื เรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา62
2. นักเรียนปฏิบัตกิ จิ กรรมท่ี 1 การเกดิ ลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ ตอนที่ 1โดยปฏิบตั ิดงั นี้
1) สงตวั แทนกลุมไปรบั วสั ด-ุ อุปกรณใ นการทาํ กิจกรรม
2) แตละกลมุ ลงมือปฏบิ ตั กิ ิจกรรมท่ี 1 การเกดิ ลมบก ลมทะเล และลมมรสุม ตอนที่ 1ขั้นตอนขอที่ 1-6 ตามที่ไดศึกษา
มาในหนังสือเรียนและบันทึกผลการทํากิจกรรมลงในแบบฝก หัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 44
3) นักเรยี นแตละกลมุ เตรียมตวั นําเสนอในชัว่ โมงหนา
(หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมนิ นักเรียน โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลุม )
คาบที่ 3
ขั้นอธบิ ายความรู
1. นักเรียนแตล ะกลุม นาํ เสนอการทํากิจกรรมหนา ช้นั เรียน
2. นกั เรียนตอบคําถามตอ ไปน้ี
- วนั ธปู มีทิศทางการเคล่ือนท่ีอยางไร
(แนวคําตอบ เคล่ือนทไ่ี ปกลองฝง ท่มี เี ทียนอยแู ลวลอยตัวสูงข้นึ )
- เพราะเหตุใดทศิ ทางการเคลื่อนทขี่ องควนั ธปู จึงเปน ลักษณะแบบน้นั
(แนวคําตอบอากาศในบรเิ วณทร่ี อ นจะลอยตัวสงู ข้นึ ในขณะที่อากาศและควันธปู บริเวณใกลเ คยี งทอ่ี ุณหภมู ิต่าํ
กวา จะเคล่ือนที่เขามาแทนที่)
3. นักเรียนสแกนQR Code เรื่อง การเกดิ ลมในหนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 65 เพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ
การเกิดลม
4. นักเรียนรวมกันสรุปกิจกรรมท่ี 1 การเกิดลมบก ลมทะเล และลมมรสุม ตอนท่ี 1 วา ลม คือ อากาศท่ีเคลื่อนท่ีไปใน
ทิศทางแนวราบ เกิดจากการแทนที่ของอากาศ เนื่องจากอากาศในบริเวณท่ีรอนจะลอยตัวสูงข้ึน ในขณะท่ีอากาศบริเวณ
ใกลเคียงท่ีอุณหภูมิตํ่ากวาจะเคล่ือนที่เขามาแทนที่ เมื่อมีการเคล่ือนของอากาศท่ีเกิดจากการเปล่ียนแปลงและแตกตางกันของ
ความกดอากาศ อากาศบรเิ วณทีม่ ีความกดอากาศสูงจะเคล่อื นทีเ่ ขามายังบริเวณท่มี คี วามกดอากาศต่ํา มวลอากาศที่เคล่ือนที่เรา
เรยี กวา ลม
5. นักเรยี นทาํ กิจกรรมที่ 1 การเกิดลมบก ลมทะเล และลมมรสุม ตอนท่ี 2 โดยปฏบิ ตั ิดงั นี้
1) สบื คนขอมลู เพ่ิมเติมเก่ยี วกับการเกิดลมบก ลมทะเล และลมมรสุม แลวบนั ทกึ ผลลงในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.
6 เลม 2 หนา 45
2) นาํ ความรทู ี่ไดจากการสืบคนขอ มูลมาอภปิ รายเพ่ือเชื่อมโยงกบั ผลการทํากิจกรรมท่ี 1 การเกิดลมบก ลมทะเล และ
ลมมรสมุ ตอนท่ี 1
3) สรปุ ขอมลู จากผลการอภปิ ราย แลวออกแบบและสรา งแบบจําลองตามท่ีไดออกแบบไวเพื่อแสดงการเกิดลมบก ลม
ทะเล และลมมรสมุ โดยใหเลอื กการเกิดลมมาคนละ 1 ชนดิ
4) สงตวั แทนนาํ เสนอหนาช้นั เรยี น พรอ มอธิบายลักษณะการเกิดลมท่ีกลุมตนเองเลอื ก
(หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมนิ นักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลุม )
6. นกั เรยี นทาํ กิจกรรมหนตู อบไดในหนงั สือเรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 35 บนั ทึกลงในสมุดประจาํ ตัวนักเรยี น
หรอื ทาํ ในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 46
คาบที่ 4
ขัน้ สาํ รวจคน หา
1. นักเรยี นตอบคาํ ถามเพอ่ื ทบทวนความรวู า ลมบกเกิดขน้ึ ไดอ ยางไร
(แนวคาํ ตอบ ลมบกเกิดจากอากาศเหนือพ้ืนดินมีอุณหภูมิต่ํากวา อากาศเหนอื พื้นน้ํา หรืออากาศเหนือพื้นดินมีความกด
อากาศสงู กวา อากาศเหนอื พื้นนาํ้ เปน ผลใหอ ากาศเหนือพื้นดินที่มีความกดอากาศสงู กวาเคลอ่ื นทเี่ ขาหาพื้นน้าํ ทีม่ ีความ
กดอากาศตํา่ กวา ทาํ ใหเกิดลม)
2. นักเรียนแบงกลุมออกเปนกลุมละ 4-5 คน จากนัน้ ศึกษาข้ันตอนการทํากิจกรรมที่ 2 ผลของลมบก ลมทะเล และลม
มรสมุ ในหนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 64
3. นักเรยี นปฏบิ ตั กิ จิ กรรมท่ี2 ผลของลมบก ลมทะเล และลมมรสุม ปฏบิ ัตดิ ังน้ี
1) สืบคนเก่ียวกับผลของลมบก ลมทะเล และลมมรสุม ท่ีมีผลตอส่ิงมีชีวิตและส่ิงแวดลอม แลวบันทึกผลลงใน
แบบฝก หัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 48
2) นําขอมูลที่ไดจากการสืบคนมารวมกันแสดงความคิดเห็นจากน้นั นําขอมูลมาจัดทําเปนแผนผัง แผนภาพ หรืออ่ืนๆ
ลงในกระดาษแขง็ แผนใหญพ รอมตกแตงใหส วยงาม
(หมายเหตุ : ครเู ร่มิ ประเมินนกั เรยี น โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ )
ข้ันอธิบายความรู
1. นกั เรียนแตล ะกลมุ นําเสนอผลงานหนา ชัน้ เรยี น จากนั้นรว มกันอภิปรายเก่ียวกับผลของลมบก ลมทะเล และลมมรสุมท่ี
มผี ลตอ สิง่ มชี ีวติ และส่ิงแวดลอม
2. นักเรยี นรว มกันสรุปกจิ กรรมท่ี2 ผลของลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ
3. นักเรียนตอบคําถามตอ ไปนี้
- ปจ จยั ใดบา งทท่ี ําใหเกิดลม
(แนวคาํ ตอบ อณุ หภมู ขิ องอากาศและความกดอากาศ)
- ถา อณุ หภูมขิ องอากาศ 2 บริเวณตา งกนั มาก นักเรยี นคดิ วาจะเกิดลมในลกั ษณะใด
(แนวคาํ ตอบ อากาศเคล่ือนที่เรว็ ขนึ้ จึงเกิดเปนลมทพ่ี ดั แรงขึ้นเรยี กวา พาย)ุ
- เพราะเหตใุ ดลมบกจึงเกดิ ข้นึ ในเวลากลางคนื
(แนวคาํ ตอบ ในเวลากลางคนื พื้นดนิ คายความรอนไดเร็วกวาพ้ืนนํา้ ทําใหอากาศเหนอื พ้ืนดินมอี ุณหภูมิต่าํ กวา
อากาศเหนือพื้นน้ํา บริเวณเหนือพ้ืนนํ้ามีอุณหภูมิสูงจึงทําใหอากาศที่อยูเหนือพื้นน้ําลอยตัวสูงข้ึนเปนผลให
อากาศเหนอื พ้นื ดนิ ทมี่ อี ณุ หภมู ิตาํ่ กวาเคลือ่ นท่ีเขาหาพน้ื นาํ้ ทมี่ ีอุณหภมู ิสูงกวา)
- การเกิดลมมรสุมเหมือนหรอื แตกตางจากการเกิดลมบก ลมทะเลอยา งไร
(แนวคําตอบ หลักการเกดิ ลมมรสุมเชน เดียวกับการเกิดลมบก ลมทะเล คือเกิดจากอุณหภูมิเหนือพื้นทวีปและ
พื้นมหาสมทุ รมคี วามแตกตา งกนั ทาํ ใหล มมรสมุ ปกคลมุ พน้ื ทเ่ี ปน บรเิ วณกวา ง)
- ลมมรสุมมผี ลตอสภาพอากาศในประเทศไทยหรอื ไม อยางไร
(แนวคําตอบมีอิทธิพลตอการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในไทย เชนสงผลใหบางพ้ืนที่มีปริมาณฝนตกเพิ่มข้ึน
หรอื ลดลง)
4. นกั เรียนแบงกลมุ ออกเปน กลมุ ละ 4-5 คนเพือ่ ทาํ กิจกรรม นักพยากรณอ ากาศตวั นอย โดยปฏิบตั ดิ งั นี้
1) แตล ะกลุม สง ตวั แทนออกมารบั แผนทโ่ี ลกและบตั รสถานการณพ ยากรณอากาศ 1 สถานการณ
2) รวมกันทําความเขาใจเก่ียวกับสถานการณและพิจารณาวาจะเกิดลมมรสุมชนิดใด อยางไร และสงผลอยางไรตอ
พื้นที่ใดบางในประเทศไทย พรอมเสนอแนะแนวทางในการปฏบิ ัติตัวถาเกดิ ลมมรสมุ นี้ขึน้
3) ใหน กั เรียนแตล ะกลมุ นาํ เสนอผลการทํากิจกรรม โดยนาํ เสนอในรูปแบบรายงานขา ว
4) แตล ะกลมุ สงตัวแทนนําเสนอ
5. นักเรียนตอบคําถามตอ ไปน้ี
- ลมมรสุมตะวันตกเฉยี งใต จะพัดผา นประเทศไทยในชว งใด และสง ผลอยา งไร
(แนวคําตอบ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต จะพัดผานประเทศไทยในชวงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ทําใหเกิดฤดู
ฝน)
- เพราะเหตุใดจงึ เกดิ ฤดหู นาวทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยในชวงเดือนตุลาคม-
กมุ ภาพนั ธ
(แนวคาํ ตอบ เพราะไดรับอิทธพิ ลจากลมมรสมุ ตะวนั ออกเฉียงเหนอื ทพ่ี ัดพาอากาศเยน็ และแหงมาปกคลุมพื้นท่ี
ภาคเหนอื และภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ของประเทศไทย)
6. นักเรยี นรวมสรุปผลการทาํ กิจกรรมวา ในประเทศไทยมลี มมรสมุ พัดผา น 2 ชนดิ ไดแก ลมมรสุมตะวนั ตกเฉียงใตและลม
มรสมุ ตะวันออกเฉียงเหนือ
7. นกั เรียนทาํ กิจกรรมตรวจสอบความเขา ใจในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 71บันทกึ ลงในสมุดประจําตัว
นักเรยี น
8. นักเรียนทํากิจกรรมหนูตอบไดในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 64 บันทกึ ลงในสมุดประจําตัวนักเรียน
หรอื ทาํ ในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 49
(หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมนิ นักเรยี น โดยการสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบคุ คล)
คาบที่ 5
ขน้ั สอน (ตอ)
ขน้ั ขยายความเขา ใจ
1. ทบทวนความรเู ดมิ ของนกั เรยี น โดยตอบคําถามทา ทายการคดิ ขั้นสูงวา “มานพตองการพาครอบครัวไปสัมผัสอากาศ
หนาวทางภาคเหนือ จึงวางแผนจองตั๋วเครื่องบินและทีพ่ ัก” จากขอความนักเรียนคดิ วา มานพควรจองตั๋วเคร่ืองบินและท่ีพัก
ในชว งเดือนใดไดบางเพราะอะไร
(แนวคําตอบ ชวงเดือนตุลาคม–ตนเดือนกุมภาพันธ เพราะเปนชวงท่ีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดผานภาคเหนือ
ของประเทศไทยในชวงเดอื นตุลาคม-กุมภาพันธ แตเ นือ่ งดวยชวงกลางเดอื นกุมภาพันธ-พฤษภาคม เปนชวงท่ีเวลาเทยี่ ง
วนั ของประเทศไทย ดวงอาทิตยต ้ังตรงหรือเกือบตั้งตรง สงผลใหประเทศไทยไดร ับความรอนเตม็ ท)ี่
2 ครูเปด PowerPoint เรอ่ื ง ลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ ใหนักเรียนดู จากนั้นใหนักเรยี นรวมกันอภิปรายเกี่ยวกับลมบก
ลมทะเล และลมมรสุม และใหนักเรียนแตละคนเขียนสรุปความรูเกี่ยวกับเรื่องท่ีไดเรียนรูจากบทที่ 1 ในรูปแบบตางๆ เชน
แผนผงั ความคดิ แผนภาพ ลงในสมุดประจําตวั นักเรียน
3. นักเรียนทุกคนศกึ ษาแผนผงั ความคดิ สรุปสาระสําคัญ ประจําบทที่ 1 จากหนงั สือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา
72 เพอื่ ตรวจสอบการเขยี นสรุปความรูท่นี ักเรยี นทาํ ไวใ นสมุดประจําตวั นักเรียน
4. นักเรียนทํากิจกรรมพัฒนาการเรียนรูในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 73 บันทึกลงในสมุดประจําตัว
นักเรยี น
คาบที่ 6
5. นักเรียนทาํ กจิ กรรมฝก ทักษะในหนงั สือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 1 หนา 21 บันทึกลงในสมุดประจําตวั นักเรียน หรอื
ทําในแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 50-52
11. นกั เรียนทํากจิ กรรมทาทายการคิดขน้ั สูงในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 53
12. นักเรยี นแบง กลุม ออกเปน กลุมละ 4-5 คน เพือ่ ทํากจิ กรรมสรา งสรรคผลงาน โดยปฏิบัตดิ งั น้ี
1) ชว ยกนั ออกแบบส่อื การเรียนรู 3 มิติ เพ่อื จําลองกระบวนการเกดิ ลมบก ลมทะเล หรอื ลมมรสุม 1 ชนิดโดยใหส่ือถึง
กระบวนการเกดิ ลม(ชนดิ ลมท่เี ลือกสราง)
2) สรา งสื่อการเรียนรู 3 มิตติ ามทไ่ี ดออกแบบไว
3) นาํ เสนอผลการทํากิจกรรมในประเดน็ ตอไปน้ี
- อธบิ ายกระบวนการเกิดลมชนดิ ที่นักเรยี นเลือก โดยใชส ่อื การเรียนรู 3 มิติ
- ผลของลมชนิดทีน่ ักเรียนเลอื กทีม่ ีผลตอ สิง่ มชี วี ิตและสง่ิ แวดลอ ม
(หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมนิ นักเรยี น โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลุม )
ขัน้ สรุป
1. นกั เรยี นรวมกันสรุปผลการทํากจิ กรรมวา ลมบก ลมทะเล และลมมรสุม เกิดจากพืน้ ดนิ และพื้นนาํ้ มีอุณหภูมิอากาศเหนือ
พืน้ ดินและพน้ื นํ้าแตกตางกัน จึงเกิดการเคลือ่ นทขี่ องอากาศจากบริเวณที่มีอุณหภูมิตา่ํ เขาไปแทนที่อากาศบริเวณที่มอี ุณหภูมิสูง
ลมบกและลมทะเลเปนลมประจําถ่ินที่พบบริเวณชายฝง โดยลมบกเกิดในเวลากลางคืน จึงทําใหมีลมพัดจากชายฝงไปสูทะเล
ชาวประมงจึงใชประโยชนจากลมบกในการออกเรือ สวนลมทะเลเกิดในเวลากลางวัน ทําใหมีลมพัดจากทะเลเขาสูชายฝง
ชาวประมงจึงใชประโยชนจากลมทะเลในการนําเรือกลับเขาฝง สวนลมมรสุมเปนลมประจําฤดูท่ีเกิดบริเวณเขตรอนของโลก
เทานั้น ซึ่งเปนบริเวณกวางระดับภูมิภาค โดยมหี ลักการเชนเดียวกับการเกิดลมบก ลมทะเล ซ่ึงลมมรสุมเกิดจากอุณหภูมิของ
อากาศเหนือพ้ืนทวปี และพื้นมหาสมทุ รแตกตา งกนั
ลมมรสุมที่พัดผานประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใตและลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งลมมรสุม
ตะวันตกเฉียงใตจ ะสงผลใหประเทศไทยเกิดฤดูฝน สวนลมมรสมุ ตะวันออกเฉียงเหนอื จะสงผลใหประเทศไทยเกิดฤดูหนาว สวน
ชวงเปลี่ยนมรสุมและประเทศไทยอยูใกลเสนศูนยสูตร แสงอาทิตยเกือบต้ังตรงต้งั ตรงประเทศไทยในเวลาเที่ยงวัน ทําใหไดรับ
ความรอ นจากดวงอาทติ ยอ ยางเตม็ ท่ี อากาศจงึ รอ นอบอา วทาํ ใหเกิดฤดูรอ น
ขั้นประเมนิ
ขั้นตรวจสอบผล
1. ครูตรวจบันทกึ ขอมลู การทํากจิ กรรมท่ี 1 การเกิดลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ ในแบบฝกหดั วิทยาศาสตรฯป.6 เลม 2
หนา 44-45
2. ครตู รวจบันทึกขอมลู การทํากิจกรรมที่ 2 ผลของลมบก ลมทะเล และลมมรสุมในแบบฝก หัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2
หนา 48
3. ครูตรวจกิจกรรมหนตู อบไดใ นสมดุ ประจําตวั นกั เรยี นหรือในแบบฝก หัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 46 และหนา 49
4. ครตู รวจกิจกรรมตรวจสอบความเขาใจและกจิ กรรมพฒั นาการเรียนรใู นสมดุ ประจําตวั นักเรียน
5. ครตู รวจแผนผังความคิด สรปุ สาระสําคัญ ประจําบทท่ี 1 ในสมดุ ประจําตัวนกั เรียน
6. ครตู รวจกจิ กรรมฝก ทักษะในสมดุ ประจาํ ตวั นักเรียน หรือในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 50-52
7. ครตู รวจกิจกรรมทาทายการคิดขนั้ สงู ในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 53
8. ครูประเมินผลงาน สื่อการเรียนรู 3 มิตใิ นกจิ กรรมสรา งสรรคผ ลงาน
6. การวัดและประเมินผล
การวดั และประเมนิ ผล วธิ กี ารวัดผล เครื่องมือวัด เกณฑการประเมนิ ผล
จดุ ประสงค 1.คาํ ถามกระตนุ 70% ขน้ึ ไป ถือวา ผาน
ความรคู วาม 1. เปรียบเทยี บการเกิดลมบก ลมทะเล ความคิด เกณฑการประเมนิ
เขาใจ (K) และลมมรสมุ ได (K)
2. อธบิ ายผลของลมบก ลมทะเล และลม 1. แบบบนั ทึก 70% ข้ึนไป ถือวาผาน
ทกั ษะ/ มรสมุ ท่มี ีตอสง่ิ มชี วี ติ และสงิ่ แวดลอ มได กจิ กรรม เกณฑการประเมนิ
กระบวนการ (P) (K)
3. อธบิ ายผลของลมมรสมุ ตอ การเกดิ ฤดู
ของประเทศไทยได (k)
1. สรางแบบจําลองการเกดิ ลมบก ลม
ทะเล หรือลมมรสุมได (P)
คุณลกั ษณะนิสัย (A) 1. ยกตวั อยางการใชประโยชนจากการ 1. แบบสงั เกต 70% ขึ้นไป ถือวา ผาน
เกิดลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ ใน พฤติกรรม เกณฑการประเมิน
ชวี ิตประจําวันได (A)
7. สือ่ /แหลง การเรียนรู
7.1 สือ่ การเรยี นรู
1) หนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.6 เลม 2
2) แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.6 เลม 2
3) วัสดุ-อปุ กรณท ่ใี ชใ นกจิ กรรมที่ 1 การเกดิ ลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ
4) วสั ดุ-อปุ กรณท ใ่ี ชในกิจกรรมที่ 2 ผลของลมบก ลมทะเล และลมมรสุม
5) วัสดุ-อปุ กรณท ใ่ี ชในกจิ กรรมสรางสรรคผ ลงาน
6) QR Code เรอ่ื ง การเกิดลม
7) PowerPoint เรื่อง ลมบก ลมทะเล และลมมรสุม
8) แผนทีโ่ ลก
9) บัตรสถานการณพยากรณอ ากาศ
10) สมดุ ประจําตวั นักเรียน
7.2 แหลงการเรยี นรู
1) หอ งเรยี น
2) อินเทอรเ นต็
8.กจิ กรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
ลงชือ่ ............................................ครูผสู อน ลงช่ือ...................................................ฝา ยวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงชอ่ื ...................................................ผบู รหิ าร
(...........................................................)
สัปดาหที่ 12-13
โรงเรยี นขจรเกียรตพิ ัฒนา
แผนการจดั การเรียนรู
ภาคเรียนท่ี……2…/……….……... ชอ่ื ผูสอน….…...................................................……...
กลมุ สาระการเรยี นรู วทิ ยาศาสตร ชั้นประถมศึกษาปที่ 6 จํานวน 6 คาบ
หนว ยการเรียนรูท ี่ 7 ปรากฏการณทางธรรมชาติ เรื่อง ธรณีพบิ ัตภิ ัย1 (นํา้ ทวม ดินถลม)
และธรณพี บิ ัติภัย
1. มาตรฐานการเรยี นร/ู ตัวชวี้ ดั
ว 3.2 ป.6/6 บรรยายลักษณะและผลกระทบของนํ้าทวมการกดั เซาะชายฝง ดินถลม แผนดนิ ไหว สนึ ามิ
ว 3.2 ป.6/7 ตระหนักถึงผลกระทบของภัยธรรมชาตแิ ละธรณพี บิ ตั ิภัย โดยนําเสนอแนวทางในการเฝา ระวังและปฏิบตั ติ นให
ปลอดภัยจากภัยธรรมชาตแิ ละธรณพี บิ ัตภิ ยั ทีอ่ าจเกดิ ในทองถนิ่
2. สาระสําคญั /ความคดิ รวบยอด
นํ้าทวม และดินถลม มีผลกระทบตอชีวิตและส่ิงแวดลอมแตกตางกันมนุษยควรเรียนรูวิธีปฏิบัติตนใหปลอดภัย เชน
ติดตามขาวสารอยา งสมาํ่ เสมอ เตรียมถุงยังชพี หพรอมใชตลอดเวลา และปฏิบัติตามคําส่งั ของผูปกครองและเจาหนาท่ีอยาง
เครง ครัดเม่ือเกิดภัยทางธรรมชาติและธรณพี บิ ตั ภิ ยั
3. จุดประสงคก ารเรียนรู
1) บรรยายลกั ษณะและผลกระทบของนํา้ ทวมและดนิ ถลม ได (K)
2) เขยี นแผนภาพแสดงลักษณะของนาํ้ ทว มและดนิ ถลมได (P)
3) นําเสนอแนวทางในการเฝาระวังและปฏิบตั ติ นใหปลอดภัยจากนาํ้ ทว มและดนิ ถลม ได (A)
4. สาระการเรียนรู
สาระการเรยี นรูแกนกลาง สาระการเรียนรทู อ งถ่นิ
ลกั ษณะและผลกระทบของนํ้าทวมและดนิ ถลมแนวทางใน (พจิ ารณาตามหลกั สตู รสถานศกึ ษา)
การเฝาระวังและปฏิบัติตนใหปลอดภัยจากภัยธรรมชาติและ
ธรณีพิบตั ิภัยทอี่ าจเกิดในทองถิ่น
5. กจิ กรรมการเรยี นรู
แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนคิ :5EsInstructional Model
คาบท่ี 1
ขนั้ นํา
ขัน้ กระตนุ ความสนใจ
1. นกั เรยี นดภู าพในหนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 76จากนัน้ ครูสนทนาถามคําถามนกั เรยี นวา
- ถา น้ําแข็งขวั้ โลกหลอมละลายหมดจะสงผลกระทบอยางไรบาง
(แนวคาํ ตอบ นักเรียนแสดงความคิดเหน็ อยา งอสิ ระ)
- ทําไมนํ้าแข็งขัว้ โลกจงึ หลอมละลาย
(แนวคาํ ตอบ เพราะภาวะโลกรอ นทําใหน าํ้ แขง็ ขว้ั โลกหลอมละลาย)
2. นกั เรยี นอา นกจิ กรรมชวนอา นชวนคิดกอนเรียน ตอน ระวังภัยสนึ ามิ ในหนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา
77และตอบคําถามตอไปน้ี
- สนึ ามิ คอื ธรณีพบิ ตั ิภยั ประเภทหนง่ึ เพื่อนๆ คิดวา สนึ ามเิ กดิ มาจากสาเหตุใด และมีวธิ ีการปฏิบัติตนให
ปลอดภยั จากสึนามิไดอ ยางไร
(แนวคําตอบ ตอบตามความคดิ เห็นของนักเรยี น เชน เกดิ จากแผน ดินไหวใตทะเลลกึ ถาเกิดสนึ ามิ ควรหนีขึ้นท่ี
สงู เพ่ือความปลอดภัย)
3. นักเรยี นรวมกนั แสดงความคดิ เห็นวา ในทองถ่นิ นักเรยี นเคยพบภัยพบิ ัติอะไรบาง
4. ครูสนทนากบั นักเรียนเพ่ือนําเขาสูบทเรยี นวา ในทองถิ่นของเราอาจเกิดภัยธรรมชาติหรือธรณีพิบัติภัยตางๆ ได เชน นาํ้
ทวม ดินถลม สึนามิ แผนดินไหว นํ้ากัดเซาะชายฝง ซึ่งภัยธรรมชาติท่ีพบไดบอยครั้งในทองถิ่นของเรา คือ นํ้าทว มและดินถลม
ดังนั้นนกั เรียนควรเรยี นรเู พอื่ เฝา ระวังและปฏบิ ตั ติ นใหมีความปลอดภัยจากกิจกรรมตอไปน้ี
คาบที่ 2
ขน้ั สอน
ข้นั สาํ รวจคน หา
1. นักเรียนแบงกลุมออกเปนกลุมละ 4-5 คน จากนั้นศึกษาข้ันตอนการทํากิจกรรมที่ 1 ภัยธรรมชาติและธรณีพิบัติภัย
เกิดขน้ึ ไดอ ยา งไรในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา79
2. นกั เรยี นปฏิบัตกิ จิ กรรมท่ี 1 ภยั ธรรมชาติและธรณีพิบัติภยั เกดิ ขึน้ ไดอยางไรตอนที่ 1โดยปฏบิ ตั ดิ งั นี้
1) สง ตวั แทนกลมุ ไปรับวสั ดุ-อปุ กรณใ นการทํากิจกรรม
2) แตล ะกลุม รวมกนั สืบคน ขอมูลเกย่ี วกบั ลักษณะและผลกระทบของน้ําทว ม
3) นาํ ขอ มูลมาจดั ทาํ ในรูปแบบตางๆ เชน แผนภาพ เพ่ืออธบิ ายลกั ษณะและผลกระทบของนํ้าทว ม
4. นักเรียนปฏิบัตกิ จิ กรรมท่ี 1 ภยั ธรรมชาติและธรณพี ิบัติภยั เกิดขึ้นไดอยางไร ตอนที่ 2 ปฏบิ ัติดงั นี้
1) สบื คน ขอมลู เก่ยี วกับแนวทางในการเฝาระวังและปฏบิ ัติตนใหปลอดภัยจากนํ้าทวม แลวบันทกึ ผลลงในแบบฝกหัด
วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 56
ขน้ั อธบิ ายความรู
1. นกั เรียนแตละกลมุ นําเสนอผลงานหนาชัน้ เรียน ในประเด็นตอไปนี้
- ลักษณะการเกดิ นํา้ ทวม
- สาเหตุการเกดิ น้ําทวม
- ผลกระทบของนํ้าทวม
- แนวทางในการเฝาระวงั และปฏิบตั ิตนใหป ลอดภยั จากนา้ํ ทวม
2. นักเรียนรวมกันอภิปรายสาเหตุการเกิดนํ้าทวม จนไดขอสรุปวา น้ําทวมเกิดจากฝนตกหนักและตอ เนอื่ งเปนเวลานาน
ทาํ ใหด นิ ไมสามารถดูดซบั น้ําไวไดทัง้ หมดหรือไมส ามารถระบายออกไดท ันทาํ ใหเ กดิ นํ้าขัง
3. นกั เรยี นรว มกันอภิปรายวธิ กี ารปองกนั น้าํ ทวมจนไดขอ สรุปวา ควรปฏบิ ัตดิ งั น้ี
1) การปลูกพืชคลมุ ดิน เพื่อชวยในการดูดซบั น้าํ
2) การกําจดั ส่งิ กีดขวางทางนาํ้
3) การขดุ ลอกคลอง เพื่อเกบ็ น้าํ กอ นระบายสูน ้าํ ทะเล
4) การอนุรักษปาไมและการปลูกปา ทดแทนพ้ืนที่ปาที่สูญเสียไป
5) สรา งเขอ่ื นเพือ่ กกั เกบ็ นา้ํ หรือสรางฝายชะลอการไหลของน้ํา
คาบท่ี 3
4. นกั เรียนในหอ งแบง ออกเปน 2 กลมุ ใหญ เพอื่ ทํากิจกรรม รถดว น ขบวนคําถาม โดยปฏิบตั ดิ ังนี้
1) นักเรียนแตล ะกลมุ สง ตัวแทนกลุมออกมาหนาชั้นเรียนกลมุ ละ 1 คนเพื่อเปนคนจับนาฬิกาจับเวลา(อาจใช
โทรศพั ทม ือถือจบั เวลาแทนนาฬกิ าจับเวลา)
2) ครตู ้งั เวลาไว 2 วนิ าทีวางนาฬิกาลงกลอง
3) ถา กลอ งเคล่อื นทไ่ี ปฝง ใดใหน ักเรียนทีเ่ ปนตัวแทนกลมุ บอกแนวทางในการดูแลและปฏบิ ัติตนใหปลอดภยั เมอ่ื เกิดน้ํา
ทว ม
4) โดยสมาชิกดานหลังสามารถบอกคาํ ตอบกับตวั แทนกลุมได สวนสมาชิกฝงตรงขามทําหนาทตี่ รวจสอบคําตอบของ
อกี ฝง
5) เม่ือตอบคําตอบไดถ กู ตอง สงกลอ งใหอ กี ฝง และใหอ กี ฝง บอกแนวทางในการดูแลและปฏบิ ัติตนใหปลอดภยั เมอื่ เกิด
นา้ํ ทว ม
6) สลับกลอ งไปมาและตอบคําถามแบบนีไ้ ปเรอื่ ยๆ จนกวาเสียงนาฬิกาจับเวลาจะดงั เมื่อนาฬิกาดังฝงท่ีถือกลองถือวา
เปน ผแู พในกจิ กรรมนี้
5. นกั เรียนรวมกันสรปุ ผลการทํากจิ กรรมเก่ยี วกบั แนวทางในการดูแลและปฏบิ ตั ติ นใหป ลอดภยั เมือ่ เกิดน้ําทวม(หมายเหตุ
: ครูเริ่มประเมนิ นกั เรยี น โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทํางานกลุม)
คาบท่ี 4
ข้ันสอน (ตอ)
ขั้นสาํ รวจคน หา
1. นกั เรยี นทบทวนความรเู ดมิ โดยการตอบคําถามวา ถา เกิดน้ําทว มขัง เราสามารถใชเ ครอื่ งใชไ ฟฟาในบา นไดห รือไม
(แนวคําตอบ ไมควรใชเ ครือ่ งใชไ ฟฟา ควรปด เคร่ืองใชไ ฟฟาและถอดปลกั๊ ใหเรยี บรอย)
2. นกั เรยี นแบง กลุมออกเปนกลุมละ 4-5 คน ปฏบิ ัติกจิ กรรมท่ี 1 ภยั ธรรมชาตแิ ละธรณพี ิบตั ิภัยเกิดขน้ึ ไดอ ยางไร ตอนท่ี 1
โดยปฏิบตั ิดงั นี้
1) สง ตัวแทนกลมุ ไปรบั วสั ดุ-อปุ กรณใ นการทํากิจกรรม
2) แตล ะกลมุ รว มกนั สบื คนขอ มูลเกี่ยวกบั ลักษณะและผลกระทบของดินถลม
3) นําขอมูลมาจัดทาํ ในรูปแบบตางๆ เชน แผนภาพ เพอื่ อธิบายลักษณะและผลกระทบของดินถลม
3.นักเรยี นปฏบิ ตั ิกิจกรรมท่ี 1 ภยั ธรรมชาตแิ ละธรณพี ิบตั ิภัยเกิดขน้ึ ไดอ ยา งไร ตอนที่ 2โดยปฏบิ ัติดงั นี้
1) สืบคนขอมลู เก่ยี วกับแนวทางในการเฝาระวงั และปฏบิ ัติตนใหปลอดภัยจากดินถลม แลว บนั ทกึ ผลลงในแบบฝก หดั
วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 56
คาบที่ 5
ข้นั อธบิ ายความรู
1. แตล ะกลุมนําเสนอผลงานหนาชั้นเรียนในประเดน็ ตอไปนี้
- ลกั ษณะการเกดิ ดินถลม
- สาเหตกุ ารเกิดดนิ ถลม
- ผลกระทบของดินถลม
- แนวทางในการเฝา ระวงั และปฏิบัตติ นใหป ลอดภยั จากดินถลม
2. นกั เรียนรวมกันอภิปรายเกย่ี วกับดินถลม จนไดข อสรปุ วา ดินถลม คือ การเคลื่อนท่ีของมวลดิน หิน โคลน และตนไม
ตาง ๆ ที่ไหลลงมาตามแนวลาดเอียงตามแรงโนมถวงของโลกเปนผลท่ีเกิดตามมาหลังจากการเกิดนํ้าปาไหลหลาก
การเกิดแผนดนิ ไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ การตัดไมทําลายปา การกอสรางหรือการทําการเกษตรบริเวณเชงิ เขาท่ีมี
ความลาดชันสงผลกระทบใหพ ชื ผลทางการเกษตร สิง่ ปลูกสรางตาง ๆ เชน โรงเรียน บาน เกิดความเสยี หาย หนาดิน
พงั ทลาย จึงทาํ ใหด นิ เสือ่ มสภาพ สตั วป าไมม ที อี่ ยอู าศยั รวมท้ังปด กั้นเสน ทางคมนาคมและทางเดนิ ของแหลงน้ํา
3. นกั เรียนตอบคําถามตอไปน้ี
- ดินถลม มลี กั ษณะอยางไร
(แนวคําตอบ ดนิ ถลม คอื การเคลอื่ นที่ของมวลดิน หนิ โคลน และตนไมที่ไหลลงมาตามแนวลาดเอียงตาม
แรงโนมถว งของโลก)
- ใหน กั เรียนบอกวธิ ีปอ งกันดินถลม
(แนวคาํ ตอบ ปลูกปา ไมทาํ ไรเลือ่ นลอย ไมต ดั ไมทําลายปา ไมป ลกู สรา งบานหรือสิ่งกอ สรางขวางทางน้าํ
หรือใกลแ หลง น้าํ )
4. นกั เรยี นรว มกันอภิปรายแสดงความคดิ เหน็ เกยี่ วกบั แนวทางในการเฝาระวังและปฏิบตั ิตนใหปลอดภัยจากดินถลม จน
ไดขอสรุปของชั้นเรียน
5. ครใู หนกั เรยี นแตล ะกลมุ หาขอ มลู ขาวหรือสถานการณเก่ียวกับน้ําทว มหรือดินถลมในประเทศไทย หรือในทองถิ่นของ
นกั เรยี น หรือสัมภาษณคนในพ้ืนทเ่ี กยี่ วกบั สถานการณน า้ํ ทว มหรอื ดนิ ถลม เพื่อมาทาํ กิจกรรมในชว่ั โมงหนา
(หมายเหตุ : ครเู ริม่ ประเมนิ นักเรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล)
คาบที่ 6
ขั้นสอน (ตอ)
ขั้นขยายความเขา ใจ
1. นักเรยี นตอบคําถามวา ถาที่อยูอ าศัยของนักเรียนเกิดนํ้าทวม จะสง ผลกระทบอยางไรบา งตอ นักเรียน
(แนวคาํ ตอบ ทําใหการเดินทางไมสะดวกและอาจมสี ัตวมีพิษออกมา ถาน้ําทว มขังนานๆ อาจกอใหเกิดโรคตางๆ เชน
โรคตาแดง โรคนํ้ากดั เทา โรคฉี่หนู โรคไขเ ลอื ดออก)
2. ครใู หนกั เรียนรวมแสดงความคิดเหน็ วา ถา ที่อยอู าศยั ของนักเรยี นเกดิ นา้ํ ทวมหรอื ดินถลม นกั เรยี นจะมี การปฏิบัติ
ตนอยางไร
3. นักเรียนแบงกลุม ออกเปนกลุม ละ 4-5 คน เพื่อปฏบิ ัตกิ จิ กรรม ภัยพิบัตใิ นทองถิ่นโดยปฏบิ ตั ดิ ังนี้
1) นักเรียนนําขาวหรือสถานการณเก่ียวกับน้ําทวมหรือดินถลมในประเทศไทยหรือในทองถิ่นมาอภิปรายรวมกัน
ศึกษาหาสาเหตุวาเกิดจากสาเหตุใด สงผลกระทบอยางไรบาง เสนอแนะแนวทางการปองกัน แนวทางในการเฝา
ระวงั และการปฏบิ ตั ิตนใหปลอดภยั
2) นกั เรยี นแตละกลมุ นาํ เสนอผลการทาํ กิจกรรม รว มกันอภปิ รายและลงขอสรปุ
(หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมินนักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ )
ขั้นสรปุ
1. นักเรียนรว มกันสรุปผลการทํากิจกรรมวา นํ้าทว มและดนิ ถลม มผี ลกระทบตอ ชีวติ และส่ิงแวดลอมแตกตางกันมนุษย
ควรเรียนรวู ิธปี ฏิบัติตนใหปลอดภัย เชน ติดตามขาวสารอยางสม่ําเสมอ เตรียมถุงยังชีพใหพรอมใชต ลอดเวลา และปฏิบัติตาม
คําสง่ั ของผปู กครองและเจา หนา ทอี่ ยา งเครง ครัดเม่อื เกดิ ภยั ทางธรรมชาตแิ ละธรณพี ิบัติภยั
ขัน้ ประเมนิ
ขัน้ ตรวจสอบผล
1. ครูตรวจบันทกึ ขอมลู การทํากิจกรรมที่ 1 ภยั ธรรมชาตแิ ละธรณพี บิ ตั ิภยั (น้าํ ทว ม ดนิ ถลม) ในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตรฯป.
6 เลม 2 หนา 56
6. การวัดและประเมนิ ผล
การวัดและประเมินผล วิธีการวัดผล เครอื่ งมือวัด เกณฑการประเมินผล
1.คําถามกระตนุ ความคิด 70% ขน้ึ ไป ถือวา ผา น
จดุ ประสงค เกณฑการประเมนิ
ความรูความ 1) บรรยายลกั ษณะและผลกระทบ
เขาใจ (K) ของนาํ้ ทวมและดนิ ถลมได (K)
ทักษะ/ เขยี นแผนภาพแสดงลักษณะของ 1. แบบบันทกึ กจิ กรรม 70% ขน้ึ ไป ถือวาผาน
กระบวนการ (P)
นาํ้ ทว มและดินถลมได (P) เกณฑการประเมนิ
คณุ ลกั ษณะนิสัย (A) 3) นาํ เสนอแนวทางในการเฝา 1. แบบสงั เกตพฤตกิ รรม 70% ขึน้ ไป ถอื วา ผา น
ระวงั และปฏบิ ตั ติ นใหป ลอดภัย เกณฑการประเมิน
จากนํา้ ทว มและดินถลมได (A)
7. สือ่ /แหลง การเรยี นรู
7.1 ส่อื การเรยี นรู
1) หนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยปี .6 เลม 2
2) แบบฝกหัดวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยปี .6 เลม 2
3) วสั ดุ-อุปกรณท ีใ่ ชใ นกจิ กรรมที่ 1 ภัยธรรมชาตแิ ละธรณีพบิ ัตภิ ัยเกิดข้ึนไดอ ยา งไร (น้ําทว ม ดินถลม )
4) สมุดประจําตัวนกั เรียน
7.2 แหลงการเรียนรู
1) หอ งเรียน
2) อินเทอรเนต็
3) หอ งสมดุ
8.กจิ กรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
ลงช่อื ............................................ครูผสู อน ลงชอ่ื ...................................................ฝา ยวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงช่ือ...................................................ผูบ รหิ าร
(...........................................................)
สัปดาหที่ 14-15
โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ัฒนา
แผนการจัดการเรียนรู
ภาคเรียนท่ี……2…/……….……... ชือ่ ผูส อน….…...................................................……...
กลุมสาระการเรียนรู วทิ ยาศาสตร ช้นั ประถมศึกษาปท่ี 6 จาํ นวน 6 คาบ
หนว ยการเรียนรูที่ 7 ปรากฏการณทางธรรมชาติ เรือ่ ง ธรณพี ิบตั ภิ ัย 2 ( แผน ดนิ ไหว สึนามิ
และธรณพี ิบัติภัย การกัดเซาะชายฝง)
1. มาตรฐานการเรียนร/ู ตวั ชว้ี ัด
ว 3.2 ป.6/6 บรรยายลักษณะและผลกระทบของนํ้าทวมการกัดเซาะชายฝง ดนิ ถลม แผนดินไหว สึนามิ
ป.6/7 ตระหนักถงึ ผลกระทบของภัยธรรมชาติและธรณพี ิบตั ภิ ัย โดยนําเสนอแนวทางในการเฝาระวังและปฏิบัติตนให
ปลอดภยั จากภยั ธรรมชาติและธรณพี ิบตั ิภยั ทีอ่ าจเกดิ ในทองถ่ิน
2. สาระสาํ คัญ/ความคดิ รวบยอด
ลักษณะและผลกระทบของแผน ดินไหว สนึ ามิ และการกดั เซาะชายฝง แนวทางในการเฝาระวงั และปฏบิ ตั ิตนให
ปลอดภยั จากภัยธรรมชาตแิ ละธรณพี บิ ตั ิภัยที่อาจเกดิ ในทองถ่นิ
3. จดุ ประสงคการเรียนรู
1) บรรยายลกั ษณะและผลกระทบของแผนดินไหว สนึ ามิ และการกัดเซาะชายฝง ได (K)
2) เขียนแผนภาพแสดงลกั ษณะของแผนดินไหว สึนามิ และการกดั เซาะชายฝง ได (P)
3) นาํ เสนอแนวทางในการเฝา ระวังและปฏบิ ตั ิตนใหปลอดภัยจากแผน ดนิ ไหว สนึ ามิ การกัดเซาะชายฝง ได (A)
4. สาระการเรยี นรู
สาระการเรียนรแู กนกลาง สาระการเรยี นรูทอ งถิ่น
ลักษณะและผลกระทบของแผน ดินไหว สึนามิ และการกดั เซาะชายฝง (พิจารณาตามหลักสตู รสถานศึกษา)
แนวทางในการเฝาระวังและปฏบิ ัตติ นใหปลอดภัยจากภยั ธรรมชาตแิ ละ
ธรณพี บิ ัติภยั ทอี่ าจเกดิ ในทอ งถ่นิ
5. กจิ กรรมการเรียนรู
แนวคิด/รปู แบบการสอน/วธิ กี ารสอน/เทคนิค:5EsInstructional Model
คาบที่ 1
ขัน้ นํา
ข้ันกระตนุ ความสนใจ
1. ครูทบทวนความรเู ดิมช่ัวโมงทแี่ ลว โดยนําบตั รภาพธรณีพิบัตภิ ัยติดไวทกี่ ระดาน จากน้ันใหนักเรียนอธิบายวา ภัยพิบัติใด
เปน สาเหตทุ ําใหเ กิดดินถลมไดบ า ง พรอ มบอกเหตผุ ล
2. ครูสนทนากับนักเรียนเพื่อนําเขาสูบทเรียนวา สาเหตุของดนิ ถลมเกิดไดหลายปจจัยรวมถึงเกิดจากแผนดินไหว ภูเขาไฟ
ระเบิด สึนามิ ดงั นั้นวนั นเ้ี ราจะมาเรียนรวู า การเกิดแผนดนิ ไหว สนึ ามิ เกิดขึ้นไดอยางไร รวมถึงเร่อื งเก่ียวกับการกัดเซาะชายฝง
จากกิจกรรมตอ ไปน้ี
ขั้นสอน
ขั้นสํารวจคน หา
1. นักเรียนแบงกลมุ ออกเปน กลุม ละ 4-5 คน จากน้ันศกึ ษาขัน้ ตอนการทาํ กจิ กรรมที่ 1ภัยธรรมชาติและ ธรณพี ิบัติภัย
เกดิ ขน้ึ ไดอ ยางไร ในหนงั สือเรยี นวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 79
2. นกั เรียนปฏบิ ัตกิ จิ กรรมท่ี 1 ภัยธรรมชาตแิ ละธรณพี ิบัติภยั เกิดขึน้ ไดอยา งไร ตอนที่ 1โดยปฏบิ ตั ิดงั น้ี
1) สงตวั แทนกลุมไปรับวัสดุ-อุปกรณในการทํากิจกรรม
2) แตละกลมุ รว มกันสืบคนขอ มูลเก่ยี วกับลักษณะและผลกระทบของแผน ดนิ ไหว
3) นําขอมูลมาจัดทาํ ในรูปแบบตางๆ เชน แผนภาพ เพ่ืออธบิ ายลกั ษณะและผลกระทบของแผน ดินไหว
3. นักเรยี นปฏบิ ัตกิ ิจกรรมที่ 1 ภยั ธรรมชาตแิ ละธรณพี บิ ตั ภิ ยั เกิดขน้ึ ไดอยางไร ตอนที่ 2โดยปฏิบัตดิ งั นี้
1) สบื คนขอ มูลเกยี่ วกับแนวทางในการเฝา ระวังและปฏิบตั ติ นใหป ลอดภยั จากแผน ดนิ ไหวแลว บันทึกผลลงใน
แบบฝก หัดวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 56
(หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมนิ นักเรยี น โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทํางานกลุม)
คาบที่ 2
ขน้ั อธบิ ายความรู
1. แตละกลมุ นาํ เสนอผลงานหนา ช้ันเรียน ในประเดน็ ตอ ไปน้ี
- ลกั ษณะการเกิดแผนดนิ ไหว
- สาเหตุการเกดิ แผน ดินไหว
- ผลกระทบของแผน ดินไหว
- แนวทางในการเฝาระวังและปฏิบัตติ นใหปลอดภัยจากแผน ดินไหว
2. นักเรียนรวมกันอภิปรายเกี่ยวกับแผนดินไหว จนไดขอสรุปวา แผนดินไหวคือ การสั่นสะเทือนของแผนดินที่รูสึกได ณ
บรเิ วณใดบริเวณหน่ึงบนผิวโลก ผลกระทบจากแผนดินไหว คือ สงผลใหพ้ืนดินแยก ดินถลม สึนามิ ภูเขาไฟระเบิด
ทําใหเสนทางการคมนาคม ส่ิงปลูกสรางตางๆ เชน บาน โรงเรียน เสียหาย มนุษยและสัตวอาจไดรับบาดเจ็บหรือ
เสียชีวิต สาเหตุการเกิดอาจเกิดจากธรรมชาติ เชน เกิดจากการเคล่ือนท่ีของแผนเปลือกโลกที่อาจเกิดจากการคดโคง
โกงตวั อยา งฉับพลัน และเมอื่ แผน เปลือกโลกขาดออกจากกัน จึงปลดปลอยพลังงานออกมาในรูปคล่ืนแผนดินไหว หรือ
อาจเกิดจากการเคล่ือนตวั ของรอยเลอื่ น
3. นักเรียนตอบคําถามวา ประเทศไทยของเรามีโอกาสเกิดแผนดินไหวไดห รือไม และพ้ืนที่ใดบางท่ีคาดวาเปนพื้นที่เสี่ยง
แผนดินไหว สาเหตเุ กดิ จากอะไร
(แนวคําตอบ ตอบตามความคิดเหน็ ของนกั เรียนอยางอิสระ)
4. ครูสแกน QR Code 3D เรื่อง รอยเล่ือน จากนั้นครูอธิบายเพิ่มเติมวา สาเหตุหนึ่งของการเกิดแผนดนิ ไหวมาจากการ
เคล่ือนตัวของรอยเลื่อน ในประเทศไทยเรามีโอกาสเกดิ แผนดินไหวได เนื่องจากปจจุบันประเทศไทยมีรอยเลื่อนท่ีมีพลัง
ท้ังหมด 14 รอยเลอ่ื น โดยกระจายอยใู น 22 จังหวัด
5. ครสู รางสถานการณส มมตทิ ี่ 1 วา ถานกั เรียนอยใู นอาคารหรอื ในหองเรียนแลว เกิดแผนดนิ ไหวขึ้นจะทําอยางไร โดยสุม
นักเรยี นออกมา 3 คน และวางโตะ ไว 1 ตัว รองเทา ขวดนํา้ จากนั้นครูจะสง สัญญาณวาเกิดแผนดินไหว แลวใหตัวแทน
นกั เรยี นปฏบิ ัตติ นใหป ลอดภัยจากแผนดนิ ไหวภายใน 1 นาที โดยนักเรยี นภายในช้ันเรียนคอยสังเกตพฤติกรรมตัวแทน
นกั เรยี น
6. ครูสรางสถานการณสมมติท่ี 2 วา ถานักเรียนอยูนอกอาคารแลวเกิดแผนดินไหวขึ้นจะทําอยางไร โดยครูสุมนักเรียน
ออกมา 3 คน จากน้ันครจู ะสง สญั ญาณวา เกิดแผน ดินไหว แลว ใหต วั แทนนกั เรียนปฏิบัติตนใหปลอดภัยจากแผนดนิ ไหว
และนกั เรยี นอยนู อกอาคารโดยนกั เรยี นภายในชนั้ เรยี นคอยสังเกตพฤตกิ รรมตวั แทนนกั เรยี น
(หมายเหตุ : ครอู าจใชอ ุปกรณในหองเรยี นจัดฉากประกอบเพ่อื ใหนักเรียนมองเหน็ สถานการณช ดั เจนขึ้น)
7. จากนนั้ ใหนกั เรยี นรว มกนั แสดงความคดิ เห็นวา เพือ่ นคนใดปฏบิ ตั ิถกู ตอง และควรแกไขอยางไร
8. นักเรยี นรว มกนั อภปิ รายสรปุ แนวทางการเฝาระวงั และปฏิบัตติ นใหปลอดภยั เม่อื เกิดแผน ดินไหว
(หมายเหตุ : ครเู ร่มิ ประเมนิ นกั เรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุม)
ขน้ั สอน (ตอ ) คาบท่ี 3
ขน้ั สํารวจคน หา
1. นักเรยี นตอบคาํ ถามเพื่อทบทวนความรเู ดมิ วา การเกิดแผน ดนิ ไหวมคี วามสัมพนั ธก ับการเกดิ สึนามอิ ยางไร
(แนวคําตอบสึนามเิ กิดจากแผน ดินไหวทมี่ จี ดุ ศูนยเ กิดแผน ดินไหวอยใู ตท ะเลลกึ )
2. นกั เรียนปฏบิ ัติกิจกรรมท่ี 1 ภัยธรรมชาตแิ ละธรณีพบิ ัตภิ ัยเกดิ ขนึ้ ไดอ ยา งไร ตอนท่ี 1โดยปฏบิ ตั ดิ งั นี้
1) สงตวั แทนกลมุ ไปรบั วัสดุ-อุปกรณใ นการทํากจิ กรรม
2) แตล ะกลมุ รว มกันสบื คน ขอมูลเกยี่ วกบั ลกั ษณะและผลกระทบของสึนามิ
3) นําขอ มลู มาจดั ทาํ ในรปู แบบตา งๆ เชน แผนภาพ เพื่ออธิบายลักษณะและผลกระทบของสึนามิ
3. นกั เรียนปฏิบตั ิกจิ กรรมที่ 1 ภัยธรรมชาติและธรณพี บิ ัติภยั เกิดข้ึนไดอ ยา งไร ตอนท่ี 2โดยปฏิบตั ิดังน้ี
1) สืบคนขอมูลเก่ียวกับแนวทางในการเฝาระวังและปฏิบัติตนใหปลอดภัยจากสึนามิ แลวบันทึกผลลงในแบบฝกหัด
วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 56
ขน้ั อธิบายความรู
1. แตล ะกลุมนาํ เสนอผลงานหนา ชนั้ เรยี นในประเดน็ ตอไปนี้
- ลกั ษณะการเกดิ สึนามิ
- สาเหตุการเกดิ สนึ ามิ
- ผลกระทบของสึนามิ
- แนวทางในการเฝาระวงั และปฏิบัติตนใหป ลอดภัยจากสึนามิ
2. นกั เรียนรวมกนั อภิปรายเก่ียวกับสึนามิ จนไดข อ สรุปวา สนึ ามคิ อื คล่ืนยักษขนาดใหญท ่ีเกิดในมหาสมทุ รและเคลื่อนตัว
เขาสูชายฝง โดยมีจุดกําเนิดอยูในเขตทะเลเกิดจากแผนดินไหวท่ีมีจุดศูนยเกิดแผนดินไหวอยูใตทะเลลึก ทําใหน้ําใน
ทะเลและมหาสมุทรไดรบั แรงสั่นสะเทือนอยางรุนแรง และเกิดเปนคลื่นขนาดใหญเคลื่อนท่ีเขาหาชายฝงอยางรวดเร็ว
การทดลองระเบิดนิวเคลียรใตทะเล การปะทุอยางรุนแรงของภูเขาไฟสงผลใหทั้งสงิ่ มีชีวิตและสงิ่ แวดลอมทอ่ี ยูในทะเล
และที่อยูใกลชายฝง เชน มนุษยและสัตวบาดเจ็บและเสียชีวิต บาน ถนน ทรัพยสินอ่ืนๆ รวมไปถึง
ทรพั ยากรธรรมชาติตาง ๆ เชน ปาชายเลน สัตวทะเล ปะการงั ใตทองทะเลเสยี หาย
3. ครูนําขาวสึนามิที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในวันท่ี26 ธ.ค. พ.ศ. 2547 ท่ีมีผูเสียชีวิตกวา 5 พันคน ใหนักเรียนศึกษาวา
เพราะเหตใุ ดการเกิดสึนามิคร้ังน้ันถึงมีผูเสียชีวิตจํานวนมากและหลังจากเกิดสึนามใิ นคร้ังน้ัน เรามีมาตรการปองกันภยั
จากสึนามิอยางไร
4. นกั เรียนรว มกนั แสดงความคิดเหน็ อภิปรายถึงสาเหตกุ ารสูญเสียจากสึนามิในคร้ังนัน้ และสรปุ แนวทางการเฝาระวังและ
ปฏิบตั ติ นใหปลอดภยั เม่ือเกดิ สนึ ามิ
(หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมนิ นักเรยี น โดยการสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลุม)
คาบที่ 4
ข้นั สอน (ตอ )
ข้ันสํารวจคน หา
1. นักเรยี นตอบคาํ ถามเพื่อทบทวนความรวู า ถานักเรยี นไปเที่ยวทะเล แลว พบวา อยูๆ ระดับน้ําทะเลลดลงอยา งรวดเร็ว
นกั เรยี นจะปฏบิ ัตติ นอยา งไร
(แนวคาํ ตอบ อพยพขนึ้ ท่ีสูงทันทีหรอื ออกหางจากชายฝง ใหมากที่สดุ )
2. นกั เรยี นสังเกตภาพในบัตรภาพชายฝง แลว รวมกันแสดงความคดิ เหน็ วา เพราะเหตใุ ดชายฝงจงึ มีลกั ษณะเปนแบบนน้ั
3. นักเรยี นปฏบิ ตั ิกิจกรรมท่ี 1 ภยั ธรรมชาติและธรณพี บิ ัตภิ ัยเกิดขนึ้ ไดอยางไร ตอนท่ี 1โดยปฏิบตั ดิ ังนี้
1) สงตัวแทนกลุม ไปรบั วสั ดุ-อุปกรณในการทํากิจกรรม
2) แตล ะกลุม รวมกันสืบคนขอมูลเกีย่ วกับลักษณะและผลกระทบการกัดเซาะชายฝง
3) นําขอมลู มาจดั ทาํ ในรปู แบบตางๆ เชน แผนภาพ เพือ่ อธบิ ายลกั ษณะและผลกระทบของการกดั เซาะชายฝง
4. นกั เรยี นปฏบิ ัตกิ ิจกรรมที่ 1 ภยั ธรรมชาติและธรณพี ิบัตภิ ยั เกิดขึ้นไดอยางไร ตอนที่ 2โดยปฏบิ ตั ดิ งั น้ี
1) สืบคน ขอมูลเก่ียวกับแนวทางในการเฝาระวังและปฏิบัติตนใหปลอดภัยจากการกัดเซาะชายฝง แลวบันทกึ ผลลงใน
แบบฝกหดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 56
คาบท่ี 5
ข้ันอธบิ ายความรู
1. แตล ะกลมุ นําเสนอผลงานหนาช้ันเรยี นในประเด็นตอ ไปน้ี
- ลกั ษณะการกัดเซาะชายฝง
- สาเหตุการกัดเซาะชายฝง
- ผลกระทบของการกัดเซาะชายฝง
- แนวทางในการเฝา ระวังและปฏบิ ตั ติ นใหป ลอดภยั จากการกัดเซาะชายฝง
2. นักเรียนรวมกันอภิปรายเก่ียวกับการกัดเซาะชายฝง จนไดขอสรุปวา การกัดเซาะชายฝง คือ การท่ีชายฝงทะเลถูกกัด
เซาะจากสาเหตุตา งๆ ทําใหชายฝงรน ถอยเขาไปในพนื้ ดิน อาจเกดิ จากการเปล่ียนแปลงของธรรมชาติ เชน การกัดเซาะ
ของคลน่ื ลมมรสุมและพายกุ ารเกิดนํ้าข้ึนนา้ํ ลง หรืออาจเกดิ จากการกระทําของมนษุ ย เชน การสรางถนนริมชายฝง การ
สรางทาเรือหรือสะพานใหย่ืนออกจากชายฝง การบุกรุกและทําลายปาชายเลนสงผลใหชายฝงเกิดการสึกกรอนและ
พังทลาย สงผลใหแนวชายฝงแคบลงเรื่อย ๆ ทําใหคล่ืนสามารถเขาถึงฝง ไดมากขึ้น สงผลเสียตอส่ิงกอสรา งบริเวณใกล
ชายฝง พน้ื ทที่ าํ การเกษตรใกลชายฝง หรอื บรเิ วณปาชายเลน
3. นักเรยี นรวมกันอภปิ รายแสดงความคดิ เห็นเกยี่ วกบั แนวทางการเฝาระวังและปฏิบัติตนใหปลอดภัยเม่ือเกิดการกัดเซาะ
ชายฝง
(หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมนิ นักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ )
4. นักเรียนทํากิจกรรมหนูตอบไดในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 64 บันทกึ ลงในสมุดประจําตัวนกั เรียน
หรือทาํ ในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 57
(หมายเหตุ : ครูเรม่ิ ประเมินนักเรยี น โดยการสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล)
ขน้ั สอน (ตอ) คาบท่ี 6
ข้นั ขยายความเขา ใจ
1. ทบทวนความรูเดิมของนักเรียน โดยตอบคําถามทาทายการคิดข้ันสูงวา ถาเกิดธรณพี ิบัตภิ ัยขึ้นในที่ท่ีนักเรียนอาศัย
อยู ถามเี วลาในการเตรียมถงุ ยังชพี นักเรียนคดิ วา สง่ิ ใดบา งทจี่ าํ เปน
(แนวคําตอบ ตอบตามความคิดเหน็ ของนักเรยี น เชน ชดุ ปฐมพยาบาลเบ้ืองตน นํ้าด่ืม อาหารแหง ไฟฉายพรอม
ถา นไฟฉาย)
2. นกั เรยี นแบง กลมุ ออกเปน กลุมละ 4-5 คน เพ่อื ทาํ ธรณีพิบัติภยั ทพี่ บในทองถ่ิน โดยปฏบิ ตั ดิ งั นี้
1) เลือกธรณีพิบัตภิ ัยท่ีเคยเกิดขึ้นหรืออาจเกิดข้ึนในทองถ่ินของนักเรียนมา 1 อยา ง จากน้ันใหนักเรียนวิเคราะห
หาสาเหตแุ ละผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
2) ระดมสมองรวมกันคิดวิธีการ แนวทางการปองกัน และการเตรียมความพรอมเมื่อเกิดธรณพี ิบัติภัยจากนั้นให
นักเรียนนาํ เสนอผลงานหนา ชั้นเรียน
(หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมนิ นกั เรยี น โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทํางานกลุม)
ขนั้ สรุป
1. นักเรียนรวมกันสรุปผลการทํากิจกรรมวา เมื่อเกิดภัยธรรมชาติและธรณีพิบัติภัยตาง ๆ จะสงผลตอสิ่งมีชีวิตและ
สิ่งแวดลอม ดังน้ัน เราจึงควรเรียนรูแนวทางในการเฝาระวังและปฏิบัติตนใหปลอดภัยจากภัยธรรมชาติและธรณีพิบัตภิ ัย เชน
การตดิ ตามขาวสารอยา งสมาํ่ เสมอ เตรยี มถงุ ยงั ชพี ใหพรอมใชตลอดเวลา และปฏิบัตติ ามคาํ สัง่ ของผูปกครองและเจาหนาท่ีอยาง
เครงครัดเมอื่ เกิดภัยธรรมชาตแิ ละธรณพี ิบัตภิ ยั
ขนั้ ประเมิน
ขัน้ ตรวจสอบผล
1. ครตู รวจบันทกึ ขอมลู การทํากิจกรรมที่ 1 ภยั ธรรมชาตแิ ละธรณีพิบัติภัยเกิดขึ้นไดอยางไรในแบบฝกหัดวิทยาศาสตรฯ ป.6
เลม 2 หนา 56
2. ครตู รวจกิจกรรมหนูตอบไดในสมดุ ประจาํ ตัวนักเรียนหรือในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 57
6. การวดั และประเมินผล
การวดั และประเมินผล วิธีการวดั ผล เคร่อื งมอื วดั เกณฑก ารประเมนิ ผล
จุดประสงค 70% ขน้ึ ไป ถอื วา ผาน
เกณฑการประเมนิ
ความรูความ 1) บรรยายลกั ษณะและผลกระทบ 1.คาํ ถามกระตุนความคิด
70% ขนึ้ ไป ถือวา ผา น
เขา ใจ (K) ของแผน ดนิ ไหว สนึ ามิ และการกดั เกณฑการประเมนิ
เซาะชายฝง ได (K) 70% ขึน้ ไป ถือวา ผา น
เกณฑการประเมิน
ทักษะ/ 1) เขยี นแผนภาพแสดงลักษณะของ 1. แบบบนั ทึกกจิ กรรม
กระบวนการ (P) แผนดนิ ไหว สนึ ามิ และการกัดเซาะ
ชายฝง ได (P)
คณุ ลกั ษณะนสิ ยั (A) 1) นําเสนอแนวทางในการเฝา 1. แบบสังเกตพฤติกรรม
ระวังและปฏบิ ตั ิตนใหป ลอดภัย
จากแผนดนิ ไหว สนึ ามิ การกัด
เซาะชายฝง (A)
7. ส่ือ/แหลง การเรียนรู
7.1 สื่อการเรยี นรู
1) หนังสือเรียนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีป.6 เลม 2
2) แบบฝก หัดวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีป.6 เลม 2
3) วัสดุ-อปุ กรณท ีใ่ ชในกจิ กรรมท่ี 1 ภยั ธรรมชาตแิ ละธรณพี ิบัติภัยเกิดขน้ึ ไดอยางไร
4) QR Code 3D เรือ่ ง รอยเล่อื น
5) บัตรภาพธรณพี บิ ตั ิภยั
6) บัตรภาพชายฝง
7) สมุดประจาํ ตัวนักเรียน
7.2 แหลงการเรยี นรู
1) หอ งเรียน
2) อินเทอรเ น็ต
3) หองสมุด
8.กจิ กรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
ลงชอื่ ............................................ครูผูสอน ลงชอ่ื ...................................................ฝายวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงชื่อ...................................................ผบู รหิ าร
(...........................................................)
สัปดาหท่ี 15-16
โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ัฒนา
แผนการจดั การเรียนรู
ภาคเรยี นท่ี……2…/……….……... ชือ่ ผูสอน….…...................................................……...
กลมุ สาระการเรยี นรู วิทยาศาสตร ช้ันประถมศึกษาปท่ี 6 จํานวน 6 คาบ
หนวยการเรยี นรทู ี่ 7 ปรากฏการณท างธรรมชาติ เรอื่ ง ปรากฏการณเ รอื นกระจก
และธรณพี ิบตั ภิ ัย
1. มาตรฐานการเรียนร/ู ตัวชวี้ ัด
ว 3.2 ป.6/8 สรา งแบบจําลองทอี่ ธิบายการเกดิ ปรากฏการณเ รอื นกระจกและผลของปรากฏการณเรือนกระจกตอ
สิ่งมีชีวติ
ป.6/9 ตระหนักถึงผลกระทบของปรากฏการณเรอื นกระจก โดยนําเสนอแนวทางการปฏิบตั ิตนเพ่ือลดกจิ กรรมที่
กอ ใหเ กดิ แกสเรอื นกระจก
2. สาระสาํ คญั /ความคิดรวบยอด
ปรากฏการณเรือนกระจกเกิดจากแกสเรือนกระจกในช้ันบรรยากาศของโลกกักเก็บความรอน จากนั้นคายความรอน
บางสวนกลบั สูผวิ โลก จึงทาํ ใหอ ากาศบนโลกมีอุณหภูมทิ ่ีเหมาะสมตอการดํารงชีวิต แตเ ม่ือปรากฏการณเรือนกระจกมคี วาม
รุนแรงมากข้ึนจะมีผลตอการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก และทาํ ใหเกิดภาวะโลกรอน เราทุกคนจึงควรชวยกันลดกิจกรรมท่ี
กอใหเกดิ แกสเรอื นกระจก เชน ใชรถจกั รยานแทนรถยนต ไมเ ผาขยะ ไมเผาปาไมต ัดไมทาํ ลายปา
3. จดุ ประสงคก ารเรียนรู
1) อธิบายการเกดิ ปรากฏการณเ รือนกระจกและผลของปรากฏการณเรอื นกระจกได( K)
2) นาํ เสนอแนวทางการปฏิบัติตนเพ่ือลดแกส เรือนกระจกได (K)
3) สรางแบบจําลองท่อี ธิบายการเกดิ ปรากฏการณเรอื นกระจกและผลของปรากฏการณเรือนกระจกได( P)
4) ตระหนักถึงผลกระทบของปรากฏการณเ รือนกระจก โดยปฏิบตั ติ นเพ่อื ชวยลดแกสเรือนกระจกได (A)
4. สาระการเรียนรู
สาระการเรียนรูแ กนกลาง สาระการเรียนรทู องถ่นิ
การเกิดและผลของปรากฏการณเ รอื นกระจก แนวทางการ (พิจารณาตามหลักสูตรสถานศึกษา)
ปฏบิ ตั ติ นเพอ่ื ลดแกสเรือนกระจก
5. กิจกรรมการเรียนรู
แนวคิด/รูปแบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนิค:5EsInstructional Model
คาบท่ี 1
ขั้นนาํ
ขัน้ กระตนุ ความสนใจ
1. ครูทบทวนความรเู ดิมช่ัวโมงท่ีแลว โดยนักเรยี นตอบคาํ ถามวา
- การปลูกปาสามารถปองกนั ธรณีพิบัตภิ ัยไดหรอื ไม อยา งไร
(แนวคาํ ตอบ สามารถปองกันได โดยปอ งกนั ปญหานาํ้ ทว มและดินถลมไดเ พราะปาไมเปนแหลงทชี่ วยใหด นิ ดดู
ซับน้าํ ไดน านข้ึน)
- หากมนษุ ยตัดไมทําลายปาจนเกือบหมด จะสง ผลกระทบอยา งไรบาง
(แนวคําตอบ อาจเกิดธรณีพิบัติภัยหลายๆ อยาง สงผลใหอุณหภูมโิ ลกสูงขึ้น เมื่ออุณหภูมโิ ลกสูงข้ึนมาก อาจ
เปนอนั ตรายตอสิง่ มชี วี ิตได)
- พฤติกรรมใดบา งของมนุษยทสี่ งผลทําใหอ ุณหภมู ิโลกสงู ขน้ึ
(แนวคาํ ตอบ เชน การทําลายปาไม การเผาปา การเผาขยะ)
2. นักเรียนดูภาพกิจกรรมที่กอใหเกิดปรากฏการณเรือนกระจกเพ่ิมมากขึ้น ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯป.6 เลม 2
หนา91 จากนนั้ ครูสนทนากับนกั เรยี นวา กจิ กรรมตางๆ เหลานีส้ ง ผลใหเ กิดแกสเรอื นกระจกมากขน้ึ ซึ่งเปนสาเหตุทาํ ให
อุณหภูมขิ องโลกสูงขึน้
3. ครูสนทนากับนักเรยี นเพื่อนาํ เขา สบู ทเรยี นวา ปรากฏการณเรอื นกระจกเกิดขนึ้ ไดอยา งไร สง ผลกระทบอยา งไรบาง
และเกยี่ วของกับการหลอมเหลวของนาํ้ แข็งข้วั โลกหรือไม อยางไร นักเรยี นจะไดเรียนรูจากกิจกรรมตอไปน้ี
ขนั้ สอน
ขั้นสํารวจคนหา
1. นักเรยี นแบง กลุม ออกเปน กลมุ ละ 4-5 คน จากนัน้ ศึกษาข้นั ตอนการทาํ กิจกรรมที่ 2จําลองการเกดิ ปรากฏการณเ รือน
กระจก ในหนังสือเรียนวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 92-93
2. นกั เรียนปฏบิ ัตกิ จิ กรรมที่ 2 จําลองการเกิดปรากฏการณเรือนกระจกตอนท่ี 1โดยปฏบิ ัติดงั นี้
1) สงตัวแทนกลมุ ไปรบั วัสดุ-อุปกรณในการทํากิจกรรม
2) แตละกลมุ รวมกันสบื คนขอมูลเกย่ี วกบั การเกิดปรากฏการณเ รอื นกระจก
3) สรางแบบจาํ ลองการเกิดปรากฏการณเ รือนกระจกตามขั้นตอนในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 92
และบันทึกขอมูลลงในแบบฝกหดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 59-60
คาบที่ 2
ข้นั อธิบายความรู
1. แตละกลมุ นาํ เสนอผลการทาํ กจิ กรรมหนา ช้นั เรยี น ในประเด็นตอไปนี้
- ผลการทาํ กจิ กรรมที่ 2 จําลองการเกดิ ปรากฏการณเ รอื นกระจกตอนท่ี 1
- อธบิ ายการเกิดปรากฏการณเ รอื นกระจกโดยใชแ บบจาํ ลองปรากฏการณเ รือนกระจก
2. สมุ นกั เรยี นใหอ ธิบายขัน้ ตอนการเกดิ ปรากฏการณเ รอื นกระจก
(แนวคาํ ตอบการเกดิ ปรากฏการณเ รอื นกระจกมขี ัน้ ตอน ดงั น้ี
1) รังสจี ากดวงอาทิตยผ า นช้นั บรรยากาศสโู ลก
2) ช้ันบรรยากาศและเปลือกโลกสะทอ นรงั สีจากดวงอาทิตยบางสว นออกไป
3) แกสเรือนกระจก เชน คารบอนไดออกไซด มีเทน ไอนํ้าโอโซน ไนตรัสออกไซด คลอโรฟลูออโร-คารบอน ดูด
ซบั รังสีความรอนบางสวนไว
4) ทาํ ใหเ ปลือกโลกและชน้ั บรรยากาศเหนือโลกขน้ึ ไปมีอุณหภูมสิ ูงข้นึ เม่อื เปลอื กโลกไดรบั ความรอ นมาก จึงเกดิ
การปลอยรงั สคี วามรอ นออกมามาก เพราะรังสคี วามรอนไมส ามารถผา นชน้ั บรรยากาศทีม่ แี กสเรอื นกระจกอยู
ได)
3. นักเรียนรวมกันอภิปรายเกี่ยวกับการเกิดปรากฏการณเรือนกระจก จนไดขอสรุปวา ปรากฏการณเรือนกระจกคือ
ปรากฏการณท ีโ่ ลกมอี ุณหภมู ิสงู ขึ้น เพราะในเวลากลางวนั แกสเรือนกระจกที่อยูในช้นั บรรยากาศจะดดู ซับรังสีความรอนจากดวง
อาทติ ยเอาไวบางสวน และในเวลากลางคืน เม่ือเปลือกโลกไดรับความรอนมากจึงคายความรอนออกสูผิวโลก ทําใหอุณหภูมิใน
บรรยากาศของโลกไมเกิดการเปลยี่ นแปลงอยา งฉับพลัน
(หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมนิ นักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลุม)
คาบท่ี 3
ข้ันสอน (ตอ )
ขั้นสาํ รวจคนหา
1. นักเรียนตอบคาํ ถามเพอ่ื ทบทวนความรเู ดมิ วา ปรากฏการณเ รอื นกระจกสง ผลกระทบอยางไรตอส่ิงมีชีวติ และสงิ่ แวดลอ ม
(แนวคําตอบทําใหส่ิงมีชีวิตบางชนิดไมมีท่ีอยูอาศัย สัตวอาจลมตายผลผลิตทางการเกษตรมีปริมาณลดลง เพราะ
ปริมาณฝนลดลง)
2. นกั เรียนปฏบิ ตั กิ จิ กรรมที่ 2 จําลองการเกิดปรากฏการณเรอื นกระจกตอนที่ 2 โดยปฏิบตั ดิ งั น้ี
1) สง ตวั แทนกลุมไปรับวสั ดุ-อปุ กรณใ นการทาํ กิจกรรม
2) แตล ะกลุมรว มกันสบื คน ขอมูลเกย่ี วกับผลทเี่ กดิ จากปรากฏการณเ รือนกระจกและแนวทางในการปฏบิ ัติตน เพ่ือลด
กจิ กรรมทกี่ อใหเกดิ แกสเรอื นกระจก
3) นําขอมลู มาจัดทาํ ในรปู แบบตางๆ เชน แผนผงั แผนภาพ ลงในกระดาษแข็งแผนใหญ พรอมตกแตงใหส วยงาม
ขน้ั อธบิ ายความรู
1. แตละกลุมนาํ เสนอผลงานหนา ชนั้ เรียน ในประเด็นตอ ไปนี้
- ผลที่เกิดจากปรากฏการณเ รือนกระจก
- แนวทางในการปฏิบตั ิตน เพ่ือลดกิจกรรมที่กอ ใหเ กิดแกสเรอื นกระจก
2. นักเรียนรว มกันอภิปรายและสรุปผลเกยี่ วกบั ผลท่เี กดิ จากปรากฏการณเ รือนกระจกและแนวทางในการปฏบิ ตั ิตน เพ่ือ
ลดกจิ กรรมท่กี อใหเ กิดแกส เรือนกระจก
3. นักเรียนทํากิจกรรมหนูตอบไดในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 93 บันทึกลงในสมุดประจําตัวนกั เรียน
หรือทาํ ในแบบฝกหดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 61
(หมายเหตุ : ครูเรมิ่ ประเมินนักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลมุ )
คาบท่ี 4
ขน้ั สอน (ตอ)
ข้ันอธิบายความรู
1. นักเรียนทบทวนความรู โดยบอกกิจกรรมของนักเรียนที่ลดการกอใหเกิดแกสเรือนกระจก เชน ปนรถจักรยานแทนการ
ใชร ถยนต
2. นักเรยี นตอบคาํ ถามทา ทายการคดิ ขน้ั สงู วา การเผาตอซงั ขาวในนาเปนการเพมิ่ ปรมิ าณแกส เรือนกระจกหรือไมอยางไร
(แนวคําตอบ เปนการเพิ่มแกสเรือนกระจก เน่ืองจากการเผาตอซังขาวจะสงผลทําใหปริมาณแกสคารบอนไดออกไซด
เพมิ่ ขนึ้ และอาจไปทําลายแหลงกักเก็บแกส คารบอนไดออกไซด)
3. ครูเปด PowerPoint เรอ่ื ง ภยั ธรรมชาติและปรากฏการณเรือนกระจก และอธบิ ายขอมูลเพิ่มเติมในประเด็นท่ีนักเรยี น
สงสัยหรือมีความสนใจ และใหนักเรียนแตละคนเขียนสรุปความรูเกี่ยวกับเรื่องที่ไดเรยี นรูจากบทที่ 2 ในรปู แบบตา งๆ
เชน แผนผังความคดิ แผนภาพ ลงในสมุดประจําตวั นกั เรียน
4. นักเรยี นทกุ คนศึกษาแผนผงั ความคดิ สรุปสาระสําคัญ ประจําบทที่ 2 จากหนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา
98 เพ่อื ตรวจสอบการเขยี นสรุปความรูท ีน่ ักเรียนทําไวใ นสมดุ ประจาํ ตวั
5. นักเรียนทํากิจกรรมพัฒนาการเรียนรูในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 99บันทึกลงในสมุดประจําตัว
นกั เรยี น
6. นักเรยี นทํากิจกรรมฝกทักษะในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 100 บันทึกลงในสมุดประจําตวั นักเรียน
หรอื ทําในแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 62-64
7. นักเรยี นทาํ กิจกรรมทาทายความคดิ ข้นั สงู ในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 65
(หมายเหตุ : ครูเร่มิ ประเมนิ นักเรยี น โดยการสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล)
คาบที่ 5
ขนั้ สอน (ตอ)
ขนั้ ขยายความเขาใจ
1. ทบทวนความรูเดิมของนกั เรียน โดยใหน กั เรยี นยกตัวอยางปรากฏการณท างธรรมชาติและธรณีพิบตั ิภยั ทีส่ ง ผลตอการ
ดํารงชวี ิตประจําวนั ของนักเรยี น
2. ครูสนทนากับนักเรียนวาปรากฏการณทางธรรมชาติและธรณีพิบัติภัยเชน นํ้าทวม ดินถลม แผนดินไหว สึนามิ การกัด
เซาะชายฝง ปรากฏการณเรอื นกระจก สิ่งตา งๆ เหลานีล้ วนแลว แตส งผลกระทบตอส่ิงมีชีวติ และสงิ่ แวดลอ ม
3. นกั เรยี นแบง กลมุ ออกเปนกลมุ ละ 4-5 คน เพ่อื ทาํ กจิ กรรมสรา งสรรคผลงาน โดยปฏิบัติดงั นี้
1) ใหนักเรียนแตละกลุมเลือกหัวขอไดแก แผนดินไหว น้ําทวม สึนามิ การกัดเซาะชายฝง และ การลดปริมาณแกส
เรอื นกระจก กลมุ ละ 1หวั ขอ
2) วาดภาพแนวทางในการปฏิบัติตนใหปลอดภัยจากภัยธรรมชาติหรอื กิจกรรมท่ีชวยลดการเกิดแกสเรือนกระจก ลง
ในกระดาษ
3) ออกแบบและสรา งสิง่ ประดษิ ฐจ ากวัสดุเหลือใชมาสรางอุปกรณชว ยชวี ิตเมื่อเกิดธรณพี ิบัติภัยหรอื ประดษิ ฐของจาก
วสั ดเุ หลอื ใชเพอ่ื ลดการปลอยแกส เชน ประดษิ ฐเส้ือชูชีพจากขวดนา้ํ พลาสติก
4) จากนั้นใหนักเรียนจําลองสถานการณวาถาเกิดเหตุการณธรณีพิบัติภัยจะปฏิบัติตนอยางไร และใชอุปกรณท่ี
นักเรยี นประดิษฐข้นึ อยางไร
(หมายเหตุ : ครเู ริม่ ประเมินนักเรยี น โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ )
คาบท่ี 6
ขน้ั สรปุ
1. นักเรียนรวมกันสรุปผลการทํากิจกรรมวา เมื่อเกิดภัยธรรมชาติและธรณีพิบัติภัยตาง ๆ จะสงผลตอสิ่งมีชีวิตและ
สิ่งแวดลอม ดังน้ัน เราจึงควรเรียนรูแนวทางในการเฝาระวังและปฏิบตั ิตนใหปลอดภัยจากภัยธรรมชาติและธรณีพิบัตภิ ัย เชน
ชวยกันลดกิจกรรมท่กี อ ใหเ กิดแกสเรอื นกระจก ใชรถจักรยานแทนรถยนต ไมเ ผาขยะ ไมเผาปา ไมตดั ไมทาํ ลายปา
ขน้ั ประเมิน
ขัน้ ตรวจสอบผล
1. นกั เรียนแตล ะคนทําทบทวนทายหนว ยการเรียนรูที่ 7 ในแบบฝก หดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 66-69
2. นกั เรียนทาํ แบบทดสอบหลงั เรียนหนว ยการเรยี นรทู ี่ 7 เพอ่ื ตรวจสอบความรขู องนักเรยี นหลงั ทาํ กจิ กรรม
3. ครตู รวจกิจกรรมที่ 2 จําลองการเกดิ ปรากฏการณเ รือนกระจก ในแบบฝกหดั วิทยาศาสตรฯ ป.6 เลม 2 หนา 59-60
4. ครตู รวจแผนผังความคิด สรุปสาระสาํ คญั ประจําบทที่ 2 ในสมดุ ประจาํ ตวั นกั เรยี น