The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงสร้างและแผนการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ป.3 เทอม 2/2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by จิรพงศ์ ไมตรีจิตร, 2020-11-25 10:18:13

โครงสร้างและแผนการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ป.3 เทอม 2/2563

โครงสร้างและแผนการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ป.3 เทอม 2/2563

8. ครตู รวจสอบแบบฝกึ พัฒนาการเรียนรทู้ ่ี 2 ในหนังสือเรยี นชุดแม่บทมาตรฐาน วทิ ยาศาสตร์ ป.3 หนา้ 174
9. ครตู รวจสอบผลการตอบคำถามลงในสมดุ ประจำตวั นักเรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมรายบุคคล การแสดงความ

คิดเหน็ การตอบคำถาม
10. ครตู รวจสอบผลการทำใบงานที่ 6.2 เรื่อง แหลง่ พลังงานท่ีใช้ในการผลิตไฟฟ้า

6. การวดั และประเมินผล

การวัดและประเมินผล วธิ กี ารวัดผล เครอื่ งมอื วดั เกณฑ์การ
จุดประสงค์ ประเมินผล
1. สังเกตจากการซักถาม ตอบคำถาม 1.คำถามกระตุ้น 70% ข้นึ ไป ถอื วา่
ความรคู้ วามเขา้ ใจ (K) 2. เขา้ ใจแหล่งพลังงานในการผลิตไฟฟ้า ความคดิ ผา่ นเกณฑ์การ
ประเมิน
ทักษะ/กระบวนการ (P) 1. อธิบายแหล่งพลงั งานในการผลติ 1.ใบงาน 70% ขนึ้ ไป ถอื วา่
ไฟฟ้า ผ่านเกณฑ์การ
ประเมนิ
คุณลกั ษณะนิสัย (A) 1. สังเกตจากการเรยี นมคี วาม 1. แบบสงั เกต 70% ขึ้นไป ถือวา่
รับผดิ ชอบต่องานท่ีสงั่ และสง่ งานได้ทัน พฤติกรรม ผา่ นเกณฑ์การ
ตามทกี่ ำหนด ประเมิน
2. สังเกตจากการเรียนใฝเ่ รียนรู้
3. สังเกตจากการมุ่งมั่นในการทำงาน

7. ส่ือ/แหล่งการเรียนรู้
7.1 สอื่ การเรยี นรู้
1) หนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ป.3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 พลังงานบนโลกของเรา
2) แบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ ป.3 หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ 6 พลังงานบนโลกของเรา
3) วสั ดุ-อปุ กรณก์ ารทดลองในกิจกรรม
4) บัตรภาพ

7.2 แหลง่ การเรียนรู้
1) ห้องเรียน
2) หอ้ งสมุด
3) อินเทอร์เนต็

8. กิจกรรมเสนอแนะ
...................................................................................................................................................................... ..................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................... .............................................................

ลงชอื่ ............................................ครูผู้สอน ลงช่ือ...................................................ฝ่ายวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)

ลงชือ่ ................................................... ผู้บริหาร
(...........................................................)

สัปดาห์ท่ี 15

โรงเรียนขจรเกียรตพิ ัฒนา

แผนการจัดการเรยี นรู้

ภาคเรียนท่ี ……2...... ชอ่ื ผสู้ อน ….……………………………………………....
กลุม่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 3 จำนวน 2 คาบ
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 6 พลงั งานบนโลกของเรา เรอื่ ง การรู้จกั ไฟฟ้า

1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ช้ีวัด
มาตรฐานท่ี ว 2.3 เขา้ ใจความหมายของพลงั งาน การเปล่ยี นแปลงและการถา่ ยโอนพลังงาน ปฏิสมั พันธ์ระหวา่ ง

สสารและพลังงาน พลงั งานในชีวิตประจำวนั ธรรมชาตขิ องคล่ืน ปรากฏการณ์ทเี่ กย่ี วข้องกับเสยี ง แสง และคลนื่ แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า
รวมทัง้ นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ตัวชวี้ ัดที่ ป. 3/3 ตระหนักในประโยชน์และโทษของไฟฟ้า โดยนำเสนอวธิ กี ารใชไ้ ฟฟ้าอย่างประหยดั และ
ปลอดภัย

มาตรฐานท่ี ว 8.1 ใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และจติ วทิ ยาศาสตรใ์ นการสืบเสาะหาความรู้ การแกป้ ัญหา รู้
ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติท่ีเกิดข้นึ ส่วนใหญ่มรี ปู แบบ ที่แน่นอน สามารถอธบิ ายและตรวจสอบได้ ภายใต้ข้อมูลและ
เครอ่ื งมือ ท่ีมอี ยใู่ นชว่ งเวลาน้ันๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสังคม และ สิ่งแวดล้อม มคี วามเก่ยี วข้องสมั พันธ์กัน

ตัวชวี้ ดั ที่ ป. 3/1-8

2. สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด
การผลติ ไฟฟา้ ต้องใช้พลงั งานจากแหลง่ พลังงานธรรมชาติท่ีมีจำกดั แหลง่ พลังงานหมุนเวียน ซึ่งแหลง่

พลงั งานที่มจี ำกัดนเ้ี มื่อใช้แล้วจะค่อย ๆ หมดไป ดังนน้ั จงึ ต้องเรียนร้วู ิธกี ารใชไ้ ฟฟา้ อยา่ งประหยดั

3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้

1) อธบิ ายวธิ ีการใช้ไฟฟ้าอยา่ งปลอดภยั และประหยดั ไฟฟ้าได้ (K)
2) สบื ค้นข้อมูลเพอื่ บอกวิธกี ารใชไ้ ฟฟา้ อยา่ งประหยัดและปลอดภัยได้อย่างถูกต้อง (P)
3) รบั ผิดชอบตอ่ งานที่ไดร้ บั มอบหมาย (A)

4. สาระการเรียนรู้

สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ท้องถ่ิน

พลังงานไฟฟ้ามีความสำคัญต่อชีวิตประจำวัน การใช้ พจิ ารณาตามหลักสูตรของสถานศึกษา

ไฟฟ้านอกจากต้องใช้อย่างถูกวิธี ประหยัด และคุ้มค่า

แลว้ ยังตอ้ งคำนงึ ถงึ ความปลอดภัยด้วย

5. กจิ กรรมการเรียนรู้ คาบที่ 1

ข้นั นำ

ข้ันกระตุน้ ความสนใจ
1. ครูกลา่ วทักทายและแจง้ จุดประสงค์การเรยี นรทู้ ่ีจะเรียนในชวั่ โมงน้ี

2. ครูให้นักเรียนดูภาพจากในหนังสือเรียนชุดแม่บทมาตรฐานวิทยาศาสตร์ ป.3 หน้า 175 จากนั้นครูถามคำถาม แล้วให้
นักเรียนช่วยกนั ตอบ ดังน้ี
• เรามวี ิธีใชไ้ ฟฟ้าอยา่ งประหยัดอยา่ งไรบ้าง

(แนวคำตอบ ควรปดิ ไฟทกุ คร้งั เมอ่ื ไม่มีคนอย่ใู นห้อง)
• นักเรียนคดิ วา่ ดวงอาทิตย์มีความสำคัญตอ่ โลกของเราอย่างไร

(แนวคำตอบ ดวงอาทติ ย์ช่วยในการสังเคราะห์ดว้ ยแสงของพชื การเกิดวฎั จกั รของนำ้ ให้ความอบอุ่นให้พลงั งาน)
3. ครูใหน้ กั เรยี นทำกจิ กรรมลองทำดู ในหนังสอื เรยี นชดุ แมบ่ ทมาตรฐานวทิ ยาศาสตร์ ป.3 หน้า 175

ขั้นสอน

ขน้ั สำรวจค้นหา
1. ครใู หน้ กั เรียนทำกจิ กรรมพฒั นาทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ 1 เรอ่ื ง การรจู้ กั ใช้ไฟฟ้า โดยใชร้ ปู แบบการเรียนรู้

แบบร่วมมือ เทคนิค LT มาจัดกระบวนการเรียนรู้ โดยให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน จากนั้นกำหนดให้สมาชิกแต่
ละคนภายในกลมุ่ มบี ทบาทหนา้ ที่ของตนเอง ดังนี้

สมาชกิ คนท่ี 1 : ทำหนา้ ท่เี ตรยี มอปุ กรณ์
สมาชกิ คนที่ 2 : ทำหน้าทอี่ ่านวิธที ำ
สมาชกิ คนท่ี 3 : ทำหน้าทบ่ี นั ทกึ ผล
สมาชกิ คนท่ี 4 : ทำหน้าทน่ี ำเสนอผล
2. สมาชิกคนท่ี 1 เตรียมอุปกรณ์ ดงั น้ี
1) วดิ โี อ เรื่อง “การใช้ไฟฟ้าอย่างประหยดั และปลอดภยั ”

2) แหลง่ ขอ้ มูลต่าง ๆ เชน่ หนงั สือ อนิ เทอร์เน็ต

3) ดินสอ สีเมจกิ กระดาษ

3. สมาชิกคนที่ 2 อธบิ ายวิธีการทำกจิ กรรมใหเ้ พือ่ นภายในกลมุ่ ฟงั เพื่อให้ปฏิบตั ติ ามได้ถูกตอ้ ง ดงั นี้
1) แบ่งกลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มศึกษาการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและปลอดภัยจากวิดีโอ จากน้ันร่วมกันศึกษาข้อมูล
เพม่ิ เตมิ จากอนิ เทอรเ์ นต็ และหนังสือ

2) นำข้อมูลท่ีศึกษาและสืบค้นได้มาอภิปรายร่วมกัน แล้วเขียนเป็นแผนผังหรือแผนภาพลงในกรอบ ตกแต่งให้
สวยงาม นำเสนอหนา้ ช้ันเรยี นเพ่อื แลกเปลีย่ นข้อมลู กับเพอื่ นในกลุ่ม

คาบท่ี 2

ขน้ั อธบิ ายความรู้
นกั เรยี นและครชู ว่ ยกนั สรุปการทำกิจกรรมว่า ไฟฟ้าเป็นแหลง่ พลังงานของเคร่อื งใชไ้ ฟฟ้า ซง่ึ ช่วยใหช้ วี ติ ความเป็นอยู่

ของเราดีขนึ้ นอกจากไฟฟา้ จะให้ประโยชน์แก่เรา ไฟฟา้ อาจก่อให้เกิด
1. นกั เรยี นและครูชว่ ยกนั สรุปการทำกจิ กรรมวา่ ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานของเครือ่ งใช้ไฟฟา้ ซึ่งชว่ ยให้ชีวิตความเป็นอยขู่ อง
เราดีขนึ้ นอกจากไฟฟ้าจะให้ประโยชน์แก่เรา ไฟฟ้าอาจกอ่ ใหเ้ กดิ โทษต่อชีวิตและทรัพย์สนิ ได้ หากขาดความระมดั ระวัง ดังน้นั
จงึ ตอ้ งใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและปลอดภยั
2. ครูต้งั คำถามถามนักเรียนวา่ จากการทำการทดลองในชั่วโมงทีผ่ ่านมา นักเรยี นคดิ ว่า
• นกั เรยี นสามารถชว่ ยประหยัดไฟฟา้ ไดอ้ ย่างไร

(แนวคำตอบ ขน้ึ อยู่กบั คำตอบของนักเรยี น)
• นักเรียนใชไ้ ฟฟ้าอย่างไรใหป้ ลอดภัยกับตนเอง

(แนวคำตอบ ขึ้นอยู่กบั คำตอบของนักเรยี น)
ขน้ั ขยายความเขา้ ใจ

1. ครูแจ้งใหน้ กั เรียนทราบว่า จะให้นกั เรียนเลน่ เกม แลว้ แจง้ ช่ือเกม วตั ถปุ ระสงค์ และกตกิ าในการเล่นเกม ดงั นี้
1) ช่ือเกม คือ เครอื่ งใช้ไฟฟา้ ท่ีฉนั รจู้ ัก
2) วตั ถปุ ระสงค์ คือ นักเรยี นสามารถบอกช่ือเครอื่ งใชไ้ ฟฟ้าได้
3) กตกิ า คือ กลมุ่ ทเ่ี ขียนชอื่ เครื่องใช้ไฟฟา้ ได้มากและถูกต้องทสี่ ุด ภายในเวลาทีค่ รกู ำหนด จะเป็นกล่มุ ท่ชี นะ

2. ครอู ธบิ ายวิธีการเลน่ เกมตามลำดับข้ันตอน เพ่ือให้นกั เรยี น มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจทถ่ี ูกต้องชัดเจน ดงั นี้
1) กำหนดให้แต่ละกลุ่มมเี วลาให้กลุม่ ละ 10 นาที เพื่อช่วยกันคิดว่า เครอื่ งใช้ไฟฟ้าใดบ้างที่เราร้จู ัก
2) ใหแ้ ต่ละกลุ่มเข้าแถวเรยี งลำดบั ตอนลกึ จากน้ันใหอ้ อกมาเขียนชอ่ื เครอื่ งใช้ไฟฟ้าคนละข้อ
3) เม่ือเขียนเสร็จแล้วให้ไปวิ่งต่อแถวเดิม คนถัดไปออก ไปเขียนเหมือนคนแรก ทำแบบนี้ไปเร่ือย ๆ เม่ือหมดเวลา
ใหน้ ักเรียนหยดุ เขยี นและน่งั ลงทนั ที

3. ครูใหน้ ักเรยี นทบทวนลำดับข้ันตอนการเล่นเกม 1 รอบ กอ่ นเล่นจริง
4. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันเล่นเกม “เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ฉันรู้จัก” โดยครูคอยสังเกตควบคุมดูแลและกระตุ้นให้นักเรียนมี
ส่วนรว่ มในการปฏิบัติกจิ กรรม
5. ครูตรวจสอบความถูกตอ้ ง จากคำตอบของนักเรียนบนกระดานดำ แลว้ มอบรางวลั ให้กลมุ่ ทช่ี นะ
6. ให้นักเรียนทำกิจกรรมพัฒนาทักษะการคิด ประจำเร่ืองท่ี 2 ในหนังสือเรียนชุดแม่บทมาตรฐาน วิทยาศาสตร์ ป.3
หนา้ 182

ขนั้ ตรวจสอบผล
1. ครปู ระเมินชน้ิ งาน เร่ือง การใชไ้ ฟฟ้าอยา่ งประหยัดและปลอดภัย โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ่ การแสดงความ
คิดเหน็ การตอบคำถาม การรว่ มกนั ทำงานกลมุ่ และการออกมานำเสนอผลงานหน้าชน้ั เรยี น
2. ครตู รวจสอบผลการทำแบบฝกึ พฒั นาการเรียนรู้ท่ี 3 ในหนังสือเรียนชดุ แม่บทมาตรฐาน วทิ ยาศาสตร์ ป.3 หนา้ 180

6. การวดั และประเมนิ ผล

การวัดและประเมนิ ผล วธิ กี ารวดั ผล เคร่อื งมือวัด เกณฑ์การ
จุดประสงค์ ประเมินผล
1. สงั เกตจากการซักถาม ตอบคำถาม 1.คำถามกระตุ้น 70% ข้นึ ไป ถอื ว่า
ความรคู้ วามเขา้ ใจ (K) 2. เขา้ ใจการรจู้ กั ไฟฟ้า ความคดิ ผ่านเกณฑ์การ
ประเมิน
ทกั ษะ/กระบวนการ (P) 1. อธิบายการรู้จกั ไฟฟา้ 1.ใบงาน 70% ขน้ึ ไป ถอื ว่า
ผ่านเกณฑ์การ
คณุ ลกั ษณะนสิ ยั (A) 1. สงั เกตจากการเรยี นมีความ 1. แบบสังเกต ประเมนิ
รับผดิ ชอบตอ่ งานทสี่ ัง่ และส่งงานได้ทัน พฤติกรรม 70% ขน้ึ ไป ถือว่า
ตามทกี่ ำหนด ผ่านเกณฑ์การ
2. สังเกตจากการเรยี นใฝ่เรยี นรู้ ประเมิน
3. สงั เกตจากการมุ่งมั่นในการทำงาน

7. ส่ือ/แหล่งการเรยี นรู้
7.1 สอื่ การเรียนรู้
1) หนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตร์ ป.3 หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 6 พลงั งานบนโลกของเรา
2) แบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ ป.3 หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 6 พลังงานบนโลกของเรา
3) วสั ดุ-อปุ กรณก์ ารทดลองในกิจกรรม
4) บตั รภาพ

7.2 แหลง่ การเรียนรู้
1) หอ้ งเรยี น
2) ห้องสมดุ
3) อนิ เทอร์เนต็

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
................................................................................................................................................................................... .....
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................ ................................................

ลงชอื่ ............................................ครูผสู้ อน ลงช่ือ...................................................ฝา่ ยวิชาการ
(...........................................................) (...........................................................)

ลงชือ่ ................................................... ผบู้ ริหาร
(...........................................................)

สปั ดาหท์ ่ี 15

โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ัฒนา

แผนการจดั การเรยี นรู้

ภาคเรียนท่ี ……2...... ชือ่ ผสู้ อน ….……………………………………………....
กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 3 จำนวน 2 คาบ
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 6 พลังงานบนโลกของเรา เร่อื ง การใชไ้ ฟฟ้าอย่างปลอดภัย

1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ช้ีวัด
มาตรฐานท่ี ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลงั งาน การเปลยี่ นแปลงและการถา่ ยโอนพลังงาน ปฏิสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง

สสารและพลงั งาน พลังงานในชวี ิตประจำวัน ธรรมชาติของคลนื่ ปรากฏการณ์ทเ่ี กยี่ วข้องกับเสยี ง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟา้
รวมท้ังนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

ตวั ชี้วัดท่ี ป. 3/3 ตระหนักในประโยชน์และโทษของไฟฟา้ โดยนำเสนอวิธีการใช้ไฟฟ้าอยา่ งประหยดั และ
ปลอดภัย

มาตรฐานที่ ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และจติ วทิ ยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้
ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติท่ีเกิดขึน้ ส่วนใหญ่มรี ูปแบบ ที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใตข้ ้อมลู และ
เครอ่ื งมอื ที่มอี ย่ใู นช่วงเวลานน้ั ๆ เขา้ ใจวา่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสงั คม และ สิ่งแวดล้อม มีความเก่ยี วข้องสมั พันธ์กัน

ตัวชว้ี ดั ท่ี ป. 3/1-8

2. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด
การผลติ ไฟฟา้ ต้องใช้พลังงานจากแหลง่ พลังงานธรรมชาติท่ีมจี ำกดั แหล่งพลงั งานหมุนเวียน ซง่ึ แหลง่

พลงั งานท่ีมีจำกดั น้ีเมอื่ ใชแ้ ล้วจะค่อย ๆ หมดไป ดังนั้น จึงต้องเรยี นรู้วิธีการใชไ้ ฟฟา้ อยา่ งประหยัด

3. จุดประสงค์การเรยี นรู้

1) อธบิ ายวิธีการใชไ้ ฟฟ้าอยา่ งปลอดภยั และประหยดั ไฟฟา้ ได้ (K)
2) สืบค้นข้อมูลเพื่อบอกวิธกี ารใช้ไฟฟ้าอย่างประหยดั และปลอดภยั ไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง (P)
3) รับผิดชอบตอ่ งานที่ไดร้ ับมอบหมาย (A)

4. สาระการเรยี นรู้

สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ท้องถน่ิ

พลังงานไฟฟ้ามีความสำคัญต่อชีวิตประจำวัน การใช้ พจิ ารณาตามหลกั สูตรของสถานศึกษา

ไฟฟ้านอกจากต้องใช้อย่างถูกวิธี ประหยัด และคุ้มค่า

แลว้ ยังต้องคำนงึ ถึงความปลอดภยั ดว้ ย

5. กจิ กรรมการเรียนรู้ คาบที่ 3

ขัน้ นำ

ข้ันกระตุ้นความสนใจ
2. ครกู ลา่ วทกั ทายและแจง้ จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรทู้ ีจ่ ะเรียนในชว่ั โมงน้ี

2. ครูให้นักเรียนดูภาพจากในหนังสือเรียนชุดแม่บทมาตรฐานวิทยาศาสตร์ ป.3 หน้า 175 จากน้ันครูถามคำถาม แล้วให้
นักเรียนช่วยกนั ตอบ ดังนี้
• เรามีวธิ ีใชไ้ ฟฟ้าอย่างประหยัดอย่างไรบา้ ง

(แนวคำตอบ ควรปดิ ไฟทุกคร้งั เม่อื ไม่มีคนอยู่ในห้อง)
• นักเรยี นคดิ วา่ ดวงอาทติ ยม์ คี วามสำคญั ต่อโลกของเราอย่างไร

(แนวคำตอบ ดวงอาทิตย์ชว่ ยในการสังเคราะหด์ ว้ ยแสงของพชื การเกดิ วฎั จกั รของนำ้ ใหค้ วามอบอุ่นใหพ้ ลงั งาน)
3. ครใู ห้นกั เรียนทำกจิ กรรมลองทำดู ในหนังสอื เรียนชุดแมบ่ ทมาตรฐานวิทยาศาสตร์ ป.3 หน้า 175

ขน้ั สอน

ขน้ั สำรวจคน้ หา
2. ครใู หน้ กั เรียนทำกิจกรรมพฒั นาทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ 1 เรอ่ื ง การรจู้ ักใชไ้ ฟฟ้า โดยใช้รปู แบบการเรยี นรู้

แบบร่วมมือ เทคนิค LT มาจัดกระบวนการเรียนรู้ โดยให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน จากนั้นกำหนดให้สมาชิกแต่
ละคนภายในกลมุ่ มบี ทบาทหน้าท่ขี องตนเอง ดงั น้ี

สมาชิกคนท่ี 1 : ทำหน้าทเี่ ตรียมอปุ กรณ์
สมาชิกคนที่ 2 : ทำหนา้ ท่อี า่ นวธิ ที ำ
สมาชกิ คนท่ี 3 : ทำหนา้ ทีบ่ ันทึกผล
สมาชกิ คนที่ 4 : ทำหนา้ ท่นี ำเสนอผล
2. สมาชกิ คนที่ 1 เตรยี มอุปกรณ์ ดงั นี้
4) วิดโี อ เร่ือง “การใชไ้ ฟฟ้าอย่างประหยดั และปลอดภยั ”

5) แหล่งขอ้ มลู ตา่ ง ๆ เช่น หนงั สอื อนิ เทอรเ์ น็ต

6) ดนิ สอ สเี มจิก กระดาษ

3. สมาชิกคนที่ 2 อธบิ ายวธิ กี ารทำกิจกรรมให้เพอ่ื นภายในกลุ่มฟงั เพ่ือให้ปฏิบัตติ ามไดถ้ ูกตอ้ ง ดงั นี้
3) แบ่งกลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มศึกษาการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและปลอดภัยจากวิดีโอ จากนั้นร่วมกันศึกษาข้อมูล
เพ่ิมเตมิ จากอินเทอร์เน็ตและหนังสอื

4) นำข้อมูลท่ีศึกษาและสืบค้นได้มาอภิปรายร่วมกัน แล้วเขียนเป็นแผนผังหรือแผนภาพลงในกรอบ ตกแต่งให้
สวยงาม นำเสนอหน้าชนั้ เรียนเพ่ือแลกเปล่ียนข้อมูลกับเพ่ือนในกลุ่ม

คาบท่ี 4

ขน้ั อธบิ ายความรู้
นกั เรยี นและครชู ว่ ยกนั สรุปการทำกิจกรรมวา่ ไฟฟ้าเปน็ แหล่งพลงั งานของเครือ่ งใชไ้ ฟฟ้า ซึง่ ช่วยใหช้ ีวิตความเป็นอยู่

ของเราดีข้ึน นอกจากไฟฟา้ จะใหป้ ระโยชน์แก่เรา ไฟฟา้ อาจก่อให้เกดิ
1. นกั เรยี นและครูชว่ ยกนั สรุปการทำกจิ กรรมว่า ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานของเครื่องใชไ้ ฟฟา้ ซึ่งช่วยใหช้ ีวิตความเป็นอยู่ของ
เราดีขนึ้ นอกจากไฟฟ้าจะให้ประโยชน์แก่เรา ไฟฟ้าอาจก่อให้เกิดโทษต่อชวี ติ และทรัพย์สนิ ได้ หากขาดความระมัดระวงั ดังนนั้
จงึ ตอ้ งใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและปลอดภยั
2. ครูต้งั คำถามถามนักเรยี นวา่ จากการทำการทดลองในชั่วโมงท่ผี ่านมา นักเรยี นคิดว่า
• นกั เรยี นสามารถชว่ ยประหยดั ไฟฟา้ ไดอ้ ย่างไร

(แนวคำตอบ ขน้ึ อยู่กบั คำตอบของนักเรยี น)
• นักเรียนใช้ไฟฟ้าอย่างไรใหป้ ลอดภัยกับตนเอง

(แนวคำตอบ ขึ้นอยู่กบั คำตอบของนักเรยี น)
ข้นั ขยายความเขา้ ใจ

1. ครแู จ้งให้นกั เรียนทราบว่า จะให้นกั เรียนเล่นเกม แลว้ แจ้ง ช่ือเกม วัตถุประสงค์ และกตกิ าในการเลน่ เกม ดงั น้ี
1) ชอื่ เกม คือ เครอื่ งใชไ้ ฟฟา้ ท่ีฉนั ร้จู กั
2) วตั ถปุ ระสงค์ คือ นักเรยี นสามารถบอกชื่อเครอื่ งใช้ไฟฟา้ ได้
3) กตกิ า คือ กลมุ่ ทเ่ี ขียนชอื่ เคร่ืองใช้ไฟฟา้ ได้มากและถูกต้องท่ีสุด ภายในเวลาทคี่ รูกำหนด จะเปน็ กลุ่มที่ชนะ

2. ครูอธิบายวธิ ีการเลน่ เกมตามลำดับข้ันตอน เพือ่ ให้นกั เรยี น มคี วามรูค้ วามเข้าใจท่ถี กู ตอ้ งชัดเจน ดังน้ี
1) กำหนดใหแ้ ตล่ ะกลุ่มมเี วลาให้กลมุ่ ละ 10 นาที เพือ่ ช่วยกนั คดิ วา่ เคร่อื งใชไ้ ฟฟา้ ใดบา้ งท่เี รารูจ้ กั
2) ให้แตล่ ะกลุ่มเข้าแถวเรยี งลำดบั ตอนลกึ จากน้ันให้ออกมาเขยี นชือ่ เครอ่ื งใชไ้ ฟฟ้าคนละข้อ
3) เม่ือเขียนเสร็จแล้วให้ไปวิ่งต่อแถวเดิม คนถัดไปออก ไปเขียนเหมือนคนแรก ทำแบบน้ีไปเร่ือย ๆ เม่ือหมดเวลา
ใหน้ กั เรียนหยดุ เขยี นและน่งั ลงทนั ที

3. ครูใหน้ ักเรยี นทบทวนลำดับข้ันตอนการเล่นเกม 1 รอบ ก่อนเลน่ จริง
4. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันเล่นเกม “เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ฉันรู้จัก” โดยครูคอยสังเกตควบคุมดูแลและกระตุ้นให้นักเรียนมี
ส่วนรว่ มในการปฏิบัติกจิ กรรม
5. ครูตรวจสอบความถูกตอ้ ง จากคำตอบของนักเรียนบนกระดานดำ แล้วมอบรางวลั ใหก้ ลุ่มทช่ี นะ
6. ให้นักเรียนทำกิจกรรมพัฒนาทักษะการคิด ประจำเรื่องที่ 2 ในหนังสือเรียนชุดแม่บทมาตรฐาน วิทยาศาสตร์ ป.3
หนา้ 182

ขนั้ ตรวจสอบผล
1. ครปู ระเมินชน้ิ งาน เร่ือง การใชไ้ ฟฟ้าอยา่ งประหยัดและปลอดภัย โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ่ การแสดงความ
คิดเหน็ การตอบคำถาม การรว่ มกนั ทำงานกลุ่ม และการออกมานำเสนอผลงานหนา้ ช้นั เรยี น
2. ครตู รวจสอบผลการทำแบบฝกึ พฒั นาการเรียนรูท้ ่ี 3 ในหนังสอื เรยี นชดุ แมบ่ ทมาตรฐาน วทิ ยาศาสตร์ ป.3 หนา้ 180

6. การวดั และประเมนิ ผล

การวัดและประเมนิ ผล วิธกี ารวดั ผล เครอ่ื งมือวัด เกณฑ์การ
จุดประสงค์ ประเมินผล
1. สังเกตจากการซักถาม ตอบคำถาม 1.คำถามกระตนุ้ 70% ขึ้นไป ถือวา่
ความรคู้ วามเขา้ ใจ (K) 2. เขา้ ใจการรูจ้ ักไฟฟ้า ความคดิ ผา่ นเกณฑ์การ
ประเมนิ
ทกั ษะ/กระบวนการ (P) 1. อธิบายการรจู้ ักไฟฟา้ 1.ใบงาน 70% ขึน้ ไป ถอื ว่า
ผ่านเกณฑ์การ
คณุ ลกั ษณะนสิ ยั (A) 1. สังเกตจากการเรยี นมีความ 1. แบบสังเกต ประเมนิ
รับผดิ ชอบตอ่ งานทสี่ ั่งและสง่ งานได้ทัน พฤติกรรม 70% ข้นึ ไป ถือว่า
ตามทก่ี ำหนด ผา่ นเกณฑ์การ
2. สงั เกตจากการเรยี นใฝเ่ รียนรู้ ประเมนิ
3. สงั เกตจากการมุ่งมั่นในการทำงาน

7. ส่ือ/แหล่งการเรยี นรู้
7.1 สอื่ การเรียนรู้
1) หนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ป.3 หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 6 พลงั งานบนโลกของเรา
2) แบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ ป.3 หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 6 พลังงานบนโลกของเรา
3) วสั ดุ-อปุ กรณก์ ารทดลองในกิจกรรม
4) บตั รภาพ

7.2 แหลง่ การเรียนรู้
1) หอ้ งเรยี น
2) ห้องสมดุ
3) อนิ เทอร์เนต็

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
..................................................................................................................................................................................... ...
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................... ..............................................

ลงชอื่ ............................................ครูผสู้ อน ลงช่ือ...................................................ฝา่ ยวิชาการ
(...........................................................) (...........................................................)

ลงชือ่ ................................................... ผบู้ ริหาร
(...........................................................)

สปั ดาห์ท่ี 16

โรงเรยี นขจรเกยี รติพัฒนา

แผนการจัดการเรยี นรู้

ภาคเรียนท่ี ……2...... ชือ่ ผสู้ อน ….……………………………………………....
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์ ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 3 จำนวน 2 คาบ
หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 7 ดวงอาทติ ย์กับชีวิต เรอื่ ง ความสำคัญของดวงอาทติ ยต์ ่อส่ิงมชี วี ติ

1. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ช้ีวดั
มาตรฐานท่ี ว 3.1 เขา้ ใจองคป์ ระกอบ ลักษณะ กระบวนการเกดิ และววิ ัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์

และระบบสุริยะ รวมทงั้ ปฏสิ ัมพนั ธภ์ ายในระบบสุรยิ ะทส่ี ่งผลต่อสงิ่ มีชีวิต และการประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีอวกาศ
ตัวช้ีวัดท่ี ป. 3/1 ยกตวั อย่างการเปลีย่ นแปลงพลงั งานหนึ่งไปเปน็ อีกพลงั งานหน่ึงจากหลกั ฐานเชงิ ประจักษ์

มาตรฐานท่ี ว 8.1 ใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และจิตวทิ ยาศาสตร์ในการสบื เสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้
ว่าปรากฏการณท์ างธรรมชาติที่เกดิ ข้นึ ส่วนใหญ่มรี ปู แบบ ท่ีแนน่ อน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใตข้ ้อมูลและ
เครอื่ งมือ ท่ีมอี ยู่ในช่วงเวลานน้ั ๆ เขา้ ใจวา่ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยสี ังคม และ สง่ิ แวดล้อม มีความเกยี่ วข้องสมั พันธ์กัน

ตวั ชวี้ ดั ที่ ป. 3/1-8

2. สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด
ดวงอาทิตยเ์ ป็นดาวฤกษ์ขนาดใหญท่ ม่ี ีแสงสวา่ งในตวั เองเปน็ แหล่งพลงั งานท่ีมคี วามสำคญั ต่อโลก เพราะดวง

อาทติ ย์ให้พลังงานความรอ้ นและพลังงานแสงแก่โลก ทำให้สิ่งมชี ีวิตนำพลงั งานไปใชป้ ระโยชน์ได้

3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้

1) อธิบายความสำคญั และประโยชนข์ องดวงอาทติ ย์ต่อสิ่งมีชวี ิตได้ (K)
2) สบื คน้ ข้อมูลเพอื่ บอกความสำคญั และประโยชนข์ องดวงอาทิตย์ทมี่ ตี ่อสงิ่ มชี ีวิตได้อย่างถูกต้อง (P)
3) รับผดิ ชอบตอ่ งานที่ได้รับมอบหมาย (A)

4. สาระการเรยี นรู้

สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สาระการเรยี นรู้ท้องถิ่น

คนบนโลกมองเห็นดวงอาทิตย์ปรากฏข้ึนทางด้านหนึ่ง พจิ ารณาตามหลกั สตู รของสถานศึกษา

หรือตกทางอีกด้านหน่ึงทุกวัน หมุนเวียนเป็นแบบรูป

ซ้ำ ๆ

5. กจิ กรรมการเรียนรู้ คาบท่ี 1

ข้นั นำ

ข้นั กระตนุ้ ความสนใจ
1. ครูให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรยี น หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 ดวงอาทิตย์กบั ชีวติ แบบปรนัย 4 ตวั เลือก จำนวน 10 ขอ้
2. ให้นกั เรียนดูภาพในหนงั สือเรยี นชดุ แม่บทมาตรฐาน วิทยาศาสตร์ ป.3 หนา้ 188 จากนนั้ ครูถามคำถาม แลว้ ใหน้ ักเรยี น

ชว่ ยกันตอบดงั น้ี
• แสงแดดในยามเชา้ เกิดข้นึ ได้อยา่ งไร
(แนวคำตอบ พจิ ารณาจากคำตอบของนกั เรียน)
• มนษุ ย์ใชป้ ระโยชนจ์ ากดวงอาทิตยอ์ ยา่ งไรบ้าง
(แนวคำตอบ พิจารณาจากคำตอบของนกั เรยี น)

3. ครใู ห้นกั เรียนเปิดหนังสือเรยี นชดุ แมบ่ ทมาตรฐาน วทิ ยาศาสตร์ ป.3 หน้า 189 จากน้ันศึกษาชวนอ่านชวนคดิ และ
ช่วยกนั ตอบคำถาม

4. นกั เรยี นศกึ ษาศัพท์นา่ รจู้ ากหนงั สือเรียนชุดแม่บทมาตรฐานวทิ ยาศาสตร์ ป.3 หนา้ 189 จากน้ันครสู ุ่มตัวแทนนักเรียน
2-3 คน ให้ออกมาอา่ นคำศัพท์

ข้นั สอน

ขน้ั สำรวจค้นหา
1. ครูให้นักเรียนทำกจิ กรรมลองทำดู ในหนงั สือเรยี นชุดแมบ่ ทมาตรฐาน วทิ ยาศาสตร์ ป.3 หนา้ 190
2. ครูตง้ั คำถามกระตุ้นความสนใจนักเรียนวา่ หากไมม่ ีดวงอาทติ ย์ โลกของเราจะเป็นอย่างไร
ครูให้นักเรยี นทำกจิ กรรมพฒั นาทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ท่ี 1 โดยใชร้ ูปแบบการเรยี นรู้แบบร่วมมือ เทคนิค
LT มาจดั กระบวนการเรยี นรู้ โดยใหน้ กั เรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน จากน้ันกำหนดใหส้ มาชกิ แต่ละคนภายในกลุ่มมี
บทบาทหนา้ ที่ของตนเอง ดังนี้
สมาชิกคนท่ี 1 : ทำหน้าทเ่ี ตรียมอุปกรณ์
สมาชกิ คนที่ 2 : ทำหนา้ ท่ีอ่านวธิ ีทำการทดลอง
สมาชกิ คนที่ 3 : ทำหนา้ ทบ่ี ันทึกผลการทดลอง
สมาชิกคนท่ี 4 : ทำหนา้ ทน่ี ำเสนอผลการทดลอง
4. ให้สมาชิกคนที่ 1 เตรยี มอุปกรณ์ เรือ่ ง ความสำคัญของดวงอาทิตย์ต่อสิง่ มีชีวติ ดังน้ี
1.ผ้าเชด็ หนา้ 2 ผนื 2.แหล่งข้อมูล เช่น หอ้ งสมดุ อินเทอร์เน็ต 3.น้ำ กะละมงั

5. ใหส้ มาชกิ คนที่ 2 อธบิ ายวธิ ีการทำกิจกรรมให้เพ่ือนภายในกลุ่มฟัง เพ่ือให้ปฏบิ ัตติ ามไดถ้ ูกต้อง ดังน้ี
นำผา้ เชด็ หนา้ 2 ผนื จ่มุ นำ้ และบิดนำ้ ออกเล็กน้อย จากนัน้ นำผ้าผนื แรกไปตากกลางแดด และอีกผนื ไปตากในท่ีร่ม
ประมาณ 30 นาที สังเกตและบนั ทกึ ผล
สบื ค้นข้อมูลเกยี่ วกับความสำคญั และประโยชน์ของดวงอาทิตย์ แลว้ บนั ทึกผล

คาบที่ 2

ขนั้ อธิบายความรู้
ครสู รปุ ผลการทำกิจกรรมวา่ แสงจากดวงอาทิตย์ให้พลงั งานความร้อน ทำใหน้ ้ำในผา้ เช็ดหน้าทีต่ ากกลางแดดระเหย

ออกไปไดเ้ ร็วกวา่ นำ้ ในผา้ เชด็ หนา้ ที่ตากในทร่ี ม่ ดังนนั้ ดวงอาทิตย์จึงมี ความสำคัญและมีประโยชน์ต่อสงิ่ มีชวี ิตทุกชนิด โดย
ส่งิ มชี ีวิตอาศยั พลงั งานแสงและพลังงานความร้อนจากดวงอาทติ ยใ์ นการดำรงชีวติ

ขนั้ ขยายความเขา้ ใจ
1. ครูอธิบายเพิ่มเติมจากเร่ืองท่ีเรียนในชั่วโมงท่ีผ่านมาว่า ผ้าท่ีตากกลางแดดจะแห้งเร็วกว่าผ้าที่ตากในท่ีร่ม เนื่องจากดวง
อาทิตย์ให้พลังงานความร้อน ทำให้น้ำท่ีอยู่ในผ้าระเหยไป จึงทำให้ผ้าแห้ง นอกจากพลังงานความร้อนดวงอาทิตย์ยังให้
พลังงานแสงทม่ี ีความสำคญั ตอ่ สงิ่ มชี ีวิตบนโลกด้วย
2. ครูใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคคู่คิดส่ีสหาย โดยให้นักเรียนแต่ละคนในกลุ่มเดิมทำกิจกรรมประโยชน์ของ
พลังงานแสงจากดวงอาทิตย์ แล้วให้นักเรียนหาข้อมูลเก่ียวกับประโยชน์ของพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์ ทำในกระดาษแข็ง
แผน่ ใหญ่ ตกแต่งใหส้ วยงาม แล้วออกมานำเสนอหน้าชัน้ เรียน
1. ครใู หน้ กั เรยี นดูบัตรภาพต่อไปน้ี

2. ครูตัง้ คำถามว่า จากบตั รคำนักเรยี นสามารถบอกประโยชนข์ องพลงั งานความร้อนจากดวงอาทติ ย์ได้อยา่ งไรบา้ ง
(แนวคำตอบ ภาพท่ี 1 ความร้อนของดวงอาทิตย์ทำให้ผ้าท่ีเปียกอยู่แห้งได้ ภาพท่ี 2 ความรอ้ นจากดวงอาทิตย์ช่วย
ทำลายเช้อื โรคต่าง ๆ ดว้ ยรงั สียูวที ำได้หลายวิธี)

3. นกั เรียนตอบคำถามต่อไปนีล้ งในสมดุ ประจำตวั นกั เรียน
5) ดวงอาทิตย์มีประโยชนต์ อ่ ส่ิงมีชวี ิตอย่างไรบ้าง

(แนวคำตอบ ดวงอาทิตย์ช่วยให้ส่ิงมีชีวิตต่าง ๆ สามารถเจริญเติบโตได้ และใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
ของพชื )
6) นักเรียนคดิ วา่ นอกจากประโยชนแ์ ล้ว ดวงอาทติ ย์มขี อ้ เสยี หรอื ไม่ อยา่ งไร

(แนวคำตอบ มี เพราะแสงจากดวงอาทิตย์มีความสว่างมาก เราจึงไม่ควรมองดวงอาทิตย์โดยตรง เพราะอาจทำให้
ตาพร่ามวั หรือตาบอดได้)

ขนั้ ตรวจสอบผล
นักเรียนและครูร่วมกนั สรปุ เร่ืองทีเ่ รยี นมาวา่ ดวงอาทติ ย์เป็น ดาวฤกษ์ขนาดใหญท่ ่ีมีความสำคญั ต่อโลก เพราะดวงอาทติ ย์เป็น
แหล่งพลงั งานขนาดใหญ่ที่สดุ ของสงิ่ มีชวี ิตบนโลก ดวงอาทิตยใ์ หพ้ ลังงานความร้อนและพลงั งานแสง สงิ่ มชี วี ิตบนโลกจึงนำ
พลังงานความร้อนและพลังงานแสงไปใชป้ ระโยชน์ในดา้ นต่าง ๆ

6. การวดั และประเมนิ ผล

การวัดและประเมินผล วิธกี ารวัดผล เครอ่ื งมอื วัด เกณฑ์การ
จุดประสงค์ ประเมนิ ผล
1. สังเกตจากการซกั ถาม ตอบคำถาม 1.คำถามกระตุ้น 70% ขนึ้ ไป ถอื วา่
ความรู้ความเข้าใจ (K) 2. เขา้ ใจความสำคัญของดวงอาทติ ย์ต่อ ความคิด ผา่ นเกณฑ์การ
สงิ่ มชี ีวติ ประเมิน
ทักษะ/กระบวนการ (P) 1. อธิบายความสำคัญของดวงอาทติ ย์ 1.ใบงาน 70% ข้นึ ไป ถือว่า
ตอ่ ส่ิงมชี วี ติ ผ่านเกณฑ์การ
ประเมนิ
คุณลักษณะนิสยั (A) 1. สงั เกตจากการเรยี นมคี วาม 1. แบบสังเกต 70% ขน้ึ ไป ถอื วา่
รบั ผดิ ชอบตอ่ งานที่ส่งั และสง่ งานไดท้ นั พฤติกรรม ผา่ นเกณฑ์การ
ตามทก่ี ำหนด ประเมนิ
2. สงั เกตจากการเรียนใฝเ่ รยี นรู้
3. สังเกตจากการมุ่งม่ันในการทำงาน

7. สื่อ/แหล่งการเรยี นรู้
7.1 สอื่ การเรียนรู้
1) หนงั สือเรยี นวิทยาศาสตร์ ป.3 หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 7 ดวงอาทิตยก์ ับชวี ติ
2) แบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ ป.3 หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 7 ดวงอาทิตย์กับชวี ิต
3) วัสดุ-อปุ กรณก์ ารทดลองในกิจกรรม
4) บตั รภาพ

7.2 แหล่งการเรยี นรู้
1) ห้องเรยี น
2) หอ้ งสมุด
3) อินเทอรเ์ นต็

8. กิจกรรมเสนอแนะ
............................................................................................................................................................. ...........................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................. ......................................................................

ลงชอื่ ............................................ครูผสู้ อน ลงชอื่ ...................................................ฝา่ ยวิชาการ
(...........................................................) (...........................................................)

ลงชือ่ ................................................... ผบู้ ริหาร
(...........................................................)

บตั รภาพ

สัปดาหท์ ี่ 16

โรงเรียนขจรเกียรตพิ ฒั นา

แผนการจัดการเรียนรู้

ภาคเรยี นที่ ……2...... ชื่อผสู้ อน ….……………………………………………....
กล่มุ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 3 จำนวน 2 คาบ
หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 7 ดวงอาทติ ยก์ บั ชวี ติ เรื่อง ประโยชนข์ องพลงั งานแสงจากดวงอาทิตย์

1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด
มาตรฐานที่ ว 3.1 เขา้ ใจองคป์ ระกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกดิ และวิวฒั นาการของเอกภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์

และระบบสุรยิ ะ รวมทง้ั ปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะทส่ี ่งผลต่อส่ิงมชี วี ติ และการประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีอวกาศ
ตวั ชี้วัดที่ ป. 3/1 ยกตวั อยา่ งการเปลย่ี นแปลงพลังงานหน่งึ ไปเป็นอีกพลงั งานหน่ึงจากหลักฐานเชิงประจักษ์

มาตรฐานที่ ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และจติ วิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแกป้ ัญหา รู้
ว่าปรากฏการณท์ างธรรมชาติท่ีเกดิ ขน้ึ ส่วนใหญ่มรี ปู แบบ ที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใตข้ ้อมูลและ
เครอื่ งมอื ที่มอี ยู่ในช่วงเวลาน้นั ๆ เขา้ ใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสังคม และ สิ่งแวดล้อม มีความเก่ียวข้องสัมพันธก์ ัน

ตวั ชว้ี ดั ท่ี ป. 3/1-8

2. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด
ดวงอาทิตยเ์ ป็นดาวฤกษข์ นาดใหญท่ ี่มีแสงสวา่ งในตัวเองเปน็ แหล่งพลังงานท่มี ีความสำคัญต่อโลก เพราะดวง

อาทติ ย์ให้พลังงานความรอ้ นและพลังงานแสงแก่โลก ทำให้สิ่งมีชีวติ นำพลงั งานไปใชป้ ระโยชน์ได้

3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

1) อธบิ ายความสำคญั และประโยชน์ของดวงอาทิตย์ต่อส่งิ มีชวี ิตได้ (K)
2) สบื ค้นข้อมลู เพ่อื บอกความสำคัญและประโยชนข์ องดวงอาทิตย์ทมี่ ตี ่อสงิ่ มีชวี ติ ได้อยา่ งถกู ต้อง (P)
3) รับผิดชอบตอ่ งานที่ได้รบั มอบหมาย (A)

4. สาระการเรียนรู้

สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สาระการเรยี นรทู้ ้องถ่ิน

คนบนโลกมองเห็นดวงอาทิตย์ปรากฏข้ึนทางด้านหนึ่ง พิจารณาตามหลกั สตู รของสถานศึกษา

หรือตกทางอีกด้านหน่ึงทุกวัน หมุนเวียนเป็นแบบรูป

ซ้ำ ๆ

5. กจิ กรรมการเรียนรู้ คาบท่ี 3

ข้นั นำ

ข้นั กระตนุ้ ความสนใจ
1. ครูให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 7 ดวงอาทิตย์กบั ชีวิตแบบปรนัย 4 ตวั เลือก จำนวน 10 ขอ้
2. ให้นกั เรียนดูภาพในหนงั สือเรยี นชดุ แม่บทมาตรฐาน วิทยาศาสตร์ ป.3 หน้า 188 จากน้นั ครูถามคำถาม แลว้ ใหน้ ักเรยี น

ชว่ ยกันตอบดงั น้ี
• แสงแดดในยามเชา้ เกดิ ข้ึนได้อย่างไร
(แนวคำตอบ พจิ ารณาจากคำตอบของนกั เรยี น)
• มนษุ ย์ใชป้ ระโยชนจ์ ากดวงอาทิตยอ์ ย่างไรบ้าง
(แนวคำตอบ พิจารณาจากคำตอบของนกั เรยี น)

3. ครใู ห้นกั เรียนเปิดหนังสือเรยี นชุดแมบ่ ทมาตรฐาน วทิ ยาศาสตร์ ป.3 หน้า 189 จากนั้นศึกษาชวนอ่านชวนคดิ และ
ช่วยกนั ตอบคำถาม

4. นกั เรยี นศกึ ษาศัพท์น่ารูจ้ ากหนังสือเรียนชุดแม่บทมาตรฐานวทิ ยาศาสตร์ ป.3 หน้า 189 จากน้ันครสู ุ่มตัวแทนนักเรียน
2-3 คน ให้ออกมาอา่ นคำศัพท์

ข้นั สอน

ขน้ั สำรวจค้นหา
1. ครูให้นักเรียนทำกจิ กรรมลองทำดู ในหนังสือเรยี นชดุ แมบ่ ทมาตรฐาน วทิ ยาศาสตร์ ป.3 หนา้ 190
2. ครูตง้ั คำถามกระตุ้นความสนใจนกั เรียนวา่ หากไมม่ ีดวงอาทติ ย์ โลกของเราจะเปน็ อย่างไร
ครูให้นักเรยี นทำกิจกรรมพัฒนาทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรท์ ี่ 1 โดยใชร้ ูปแบบการเรยี นรู้แบบร่วมมือ เทคนิค
LT มาจดั กระบวนการเรียนรู้ โดยใหน้ กั เรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน จากนน้ั กำหนดใหส้ มาชกิ แต่ละคนภายในกลุ่มมี
บทบาทหนา้ ที่ของตนเอง ดังนี้
สมาชิกคนท่ี 1 : ทำหน้าท่เี ตรียมอุปกรณ์
สมาชกิ คนที่ 2 : ทำหน้าท่ีอ่านวิธีทำการทดลอง
สมาชกิ คนที่ 3 : ทำหนา้ ท่บี ันทึกผลการทดลอง
สมาชิกคนท่ี 4 : ทำหน้าทนี่ ำเสนอผลการทดลอง
4. ให้สมาชิกคนที่ 1 เตรียมอุปกรณ์ เร่ือง ความสำคัญของดวงอาทิตยต์ ่อสิ่งมีชีวติ ดังน้ี
1.ผ้าเชด็ หนา้ 2 ผืน 2.แหล่งข้อมลู เชน่ หอ้ งสมดุ อินเทอร์เน็ต 3.น้ำ กะละมัง

5. ใหส้ มาชกิ คนที่ 2 อธบิ ายวธิ กี ารทำกิจกรรมให้เพ่ือนภายในกลุ่มฟัง เพื่อใหป้ ฏิบตั ติ ามไดถ้ ูกต้อง ดังน้ี
นำผา้ เชด็ หนา้ 2 ผนื จมุ่ น้ำและบดิ น้ำออกเล็กน้อย จากนัน้ นำผา้ ผนื แรกไปตากกลางแดด และอีกผนื ไปตากในท่ีร่ม
ประมาณ 30 นาที สงั เกตและบนั ทกึ ผล
สบื ค้นข้อมูลเกยี่ วกับความสำคัญและประโยชน์ของดวงอาทิตย์ แลว้ บนั ทกึ ผล

คาบท่ี 4

ขนั้ อธิบายความรู้
ครสู รปุ ผลการทำกิจกรรมว่า แสงจากดวงอาทติ ย์ให้พลงั งานความร้อน ทำให้น้ำในผ้าเช็ดหน้าที่ตากกลางแดดระเหย

ออกไปไดเ้ ร็วกวา่ นำ้ ในผา้ เชด็ หนา้ ทต่ี ากในทร่ี ่ม ดังนัน้ ดวงอาทิตยจ์ งึ มี ความสำคัญและมีประโยชน์ต่อสงิ่ มีชวี ติ ทุกชนดิ โดย
ส่งิ มชี ีวิตอาศยั พลงั งานแสงและพลงั งานความร้อนจากดวงอาทิตย์ในการดำรงชีวติ

ขนั้ ขยายความเขา้ ใจ
1. ครูอธิบายเพิ่มเติมจากเร่ืองที่เรียนในช่ัวโมงที่ผ่านมาว่า ผ้าท่ีตากกลางแดดจะแห้งเร็วกว่าผ้าท่ีตากในท่ีร่ม เน่ืองจากดวง
อาทิตย์ให้พลังงานความร้อน ทำให้น้ำที่อยู่ในผ้าระเหยไป จึงทำให้ผ้าแห้ง นอกจากพลังงานความร้อนดวงอาทิตย์ยังให้
พลังงานแสงทม่ี ีความสำคัญตอ่ สงิ่ มชี วี ิตบนโลกดว้ ย
2. ครูใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคคู่คิดสี่สหาย โดยให้นักเรียนแต่ละคนในกลุ่มเดิมทำกิจกรรมประโยชน์ของ
พลังงานแสงจากดวงอาทิตย์ แล้วให้นักเรียนหาข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์ ทำในกระดาษแข็ง
แผ่นใหญ่ ตกแต่งใหส้ วยงาม แล้วออกมานำเสนอหน้าช้นั เรยี น
1. ครใู หน้ กั เรยี นดูบัตรภาพต่อไปน้ี

2. ครูตัง้ คำถามว่า จากบตั รคำนกั เรยี นสามารถบอกประโยชนข์ องพลงั งานความร้อนจากดวงอาทิตย์ได้อยา่ งไรบา้ ง
(แนวคำตอบ ภาพท่ี 1 ความร้อนของดวงอาทิตย์ทำให้ผ้าที่เปียกอยู่แห้งได้ ภาพที่ 2 ความรอ้ นจากดวงอาทิตย์ช่วย
ทำลายเช้อื โรคต่าง ๆ ดว้ ยรังสียูวที ำไดห้ ลายวิธี)

3. นกั เรียนตอบคำถามต่อไปนีล้ งในสมุดประจำตัวนักเรียน
7) ดวงอาทิตย์มีประโยชน์ตอ่ ส่งิ มีชีวิตอยา่ งไรบ้าง

(แนวคำตอบ ดวงอาทิตย์ช่วยให้สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ สามารถเจริญเติบโตได้ และใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
ของพชื )
8) นักเรียนคดิ วา่ นอกจากประโยชนแ์ ล้ว ดวงอาทติ ยม์ ีข้อเสียหรือไม่ อย่างไร

(แนวคำตอบ มี เพราะแสงจากดวงอาทิตย์มีความสว่างมาก เราจึงไม่ควรมองดวงอาทิตย์โดยตรง เพราะอาจทำให้
ตาพร่ามวั หรือตาบอดได)้

ขนั้ ตรวจสอบผล
นักเรียนและครรู ่วมกนั สรปุ เร่ืองทีเ่ รยี นมาว่า ดวงอาทติ ย์เป็น ดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ท่ีมคี วามสำคญั ต่อโลก เพราะดวงอาทติ ย์เปน็
แหล่งพลงั งานขนาดใหญ่ที่สดุ ของสิ่งมีชีวติ บนโลก ดวงอาทิตย์ให้พลังงานความร้อนและพลังงานแสง สงิ่ มีชวี ติ บนโลกจงึ นำ
พลังงานความร้อนและพลังงานแสงไปใชป้ ระโยชน์ในดา้ นต่าง ๆ

6. การวดั และประเมินผล

การวัดและประเมินผล วธิ กี ารวดั ผล เครือ่ งมือวัด เกณฑ์การ
จุดประสงค์ ประเมนิ ผล
1. สังเกตจากการซักถาม ตอบคำถาม 1.คำถามกระตนุ้ 70% ขึ้นไป ถอื ว่า
ความรู้ความเข้าใจ (K) 2. เขา้ ใจความสำคัญของดวงอาทิตยต์ ่อ ความคิด ผ่านเกณฑ์การ
สิ่งมีชีวติ ประเมิน
ทักษะ/กระบวนการ (P) 1. อธบิ ายความสำคัญของดวงอาทติ ย์ 1.ใบงาน 70% ข้ึนไป ถือวา่
ต่อส่งิ มีชีวิต ผ่านเกณฑ์การ
ประเมิน
คุณลักษณะนิสยั (A) 1. สังเกตจากการเรยี นมคี วาม 1. แบบสังเกต 70% ขน้ึ ไป ถือว่า
รับผิดชอบต่องานที่สั่งและสง่ งานได้ทัน พฤติกรรม ผ่านเกณฑ์การ
ตามทก่ี ำหนด ประเมิน
2. สงั เกตจากการเรียนใฝเ่ รียนรู้
3. สังเกตจากการมุ่งมนั่ ในการทำงาน

7. สื่อ/แหล่งการเรยี นรู้
7.1 สอื่ การเรียนรู้
1) หนังสอื เรยี นวิทยาศาสตร์ ป.3 หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 7 ดวงอาทิตย์กบั ชวี ติ
2) แบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ ป.3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 ดวงอาทติ ยก์ ับชีวติ
3) วสั ดุ-อุปกรณก์ ารทดลองในกิจกรรม
4) บตั รภาพ

7.2 แหล่งการเรียนรู้
1) ห้องเรยี น
2) หอ้ งสมดุ
3) อินเทอร์เน็ต

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................

ลงชอื่ ............................................ครูผสู้ อน ลงชอื่ ...................................................ฝา่ ยวิชาการ
(...........................................................) (...........................................................)

ลงชือ่ ................................................... ผบู้ ริหาร
(...........................................................)

สัปดาหท์ ่ี 17

โรงเรียนขจรเกยี รติพัฒนา

แผนการจัดการเรียนรู้

ภาคเรยี นท่ี ……2...... ชอ่ื ผสู้ อน ….……………………………………………....
กลุม่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 2 คาบ
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 7 ดวงอาทติ ยก์ ับชวี ิต เรอ่ื ง ปรากฏการณ์ของดวงอาทติ ยบ์ นโลก

1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ชี้วดั
มาตรฐานที่ ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์

และระบบสุรยิ ะ รวมทง้ั ปฏสิ ัมพันธภ์ ายในระบบสรุ ิยะที่สง่ ผลต่อสิง่ มชี ีวิต และการประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยอี วกาศ
ตัวชว้ี ดั ที่ ป. 3/2 อธบิ ายสาเหตกุ ารเกิดปรากฏการณก์ ารขน้ึ และตกของดวงอาทติ ย์ การเกิดกลางวนั กลางคืน

และการกำหนดทิศ โดยใช้แบบจำลอง

มาตรฐานที่ ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละจิตวิทยาศาสตรใ์ นการสืบเสาะหาความรู้ การแกป้ ัญหา รู้
วา่ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติท่ีเกดิ ขึน้ ส่วนใหญ่มีรปู แบบ ท่ีแน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้ข้อมูลและ
เครือ่ งมือ ที่มีอยู่ในช่วงเวลาน้ันๆ เขา้ ใจวา่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยสี งั คม และ ส่ิงแวดล้อม มคี วามเกีย่ วข้องสัมพันธ์กัน

ตัวชว้ี ัดท่ี ป. 3/1-8

2. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด
การหมนุ รอบตัวเองของโลก ทำใหเ้ หน็ ดวงอาทติ ย์ปรากฏข้ึนบนทอ้ งฟา้ ในเวลากลางวันจากขอบฟา้ ด้านหนึง่

และตกลับขอบฟา้ อกี ด้านหน่ึง ทำใหโ้ ลกเขา้ สูช่ ว่ งเวลากลางคืน

3. จุดประสงค์การเรยี นรู้

1) อธิบายแบบรูปเสน้ ทางการข้ึนและตกของดวงอาทิตย์ได้ (K)
2) สบื คน้ ข้อมลู เพื่ออธบิ ายรปู แบบเส้นทางการขึ้นและตกของดวงอาทติ ย์ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง (P)
3) รบั ผดิ ชอบต่องานที่ไดร้ ับมอบหมาย (A)

4. สาระการเรียนรู้

สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง สาระการเรียนร้ทู ้องถิน่

โลกกลมและหมุนรอบตัวเองขณะโคจรรอบดวงอาทิตย์ พิจารณาตามหลักสูตรของสถานศึกษา

โลกด้านที่ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์จะเป็นกลางวัน

ส่วนด้านตรงข้ามท่ีไม่ได้รับแสงจะเป็นกลางคืน ซึ่ง

กำหนดให้เป็นทิศตะวันออก และมองเห็นดวงอาทิตย์

ตกทางอีกด้านหนึ่ง ซึ่งกำหนดใหเ้ ป็นทศิ ตะวันตก และ

เม่อื ให้ดา้ นขวามืออยู่ทางทศิ ตะวนั ออก ด้านซา้ ยมืออยู่

ทาง ทิศตะวันตก ด้านหน้าจะเป็นทิศเหนือ และ

ด้านหลังจะเปน็ ทิศใต้

5. กิจกรรมการเรียนรู้ คาบท่ี 1

ข้นั นำ

ขนั้ กระตุ้นความสนใจ
9. ครกู ล่าวทกั ทายนกั เรยี นและทบทวนความรู้เดมิ จากเรือ่ งทเี่ รยี นไปแลว้

2. ครูให้นักเรียนดูภาพจากบัตรคำ จากนน้ั ตอบคำถามต่อไปน้ี

• จากภาพนักเรยี นคิดว่ามคี วามแตกตา่ งกนั อยา่ งไร

(แนวคำตอบ ข้นึ อยูก่ ับคำตอบของผู้เรียน)
• การขึน้ และตกของดวงอาทติ ย์ มปี ระโยชน์อยา่ งไรบ้าง

(แนวคำตอบ ขน้ึ อยู่กบั คำตอบของผเู้ รยี น)
3. นกั เรียนทำกจิ กรรมลองทำดู ในหนงั สือเรียนชุดแม่บทมาตรฐาน วิทยาศาสตร์ ป.3 หนา้ 196

ขนั้ สอน

ขนั้ สำรวจค้นหา
1. นกั เรยี นทำกจิ กรรมพฒั นาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรท์ ่ี 2 โดยใช้รูปแบบการเรียนร้แู บบร่วมมอื เทคนคิ LT มา
จัดกระบวนการเรียนรู้ โดยให้นกั เรยี นแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน จากนั้นกำหนดใหส้ มาชิกแตล่ ะคนภายในกลมุ่ มีบทบาทหน้าที่
ของตนเอง ดังน้ี
สมาชกิ คนที่ 1 : ทำหนา้ ที่เตรียมอปุ กรณ์
สมาชกิ คนที่ 2 : ทำหนา้ ที่อา่ นวธิ ีทำการทดลอง
สมาชกิ คนที่ 3 : ทำหนา้ ท่บี นั ทกึ ผลการทดลอง
สมาชิกคนท่ี 4 : ทำหนา้ ทน่ี ำเสนอผลการทดลอง
2. ใหส้ มาชกิ คนท่ี 1 เตรียมอุปกรณ์ เรอื่ ง การข้ึนและตกของดวงอาทติ ย์ ดังน้ี
1) แวน่ กนั แดดหรอื กระจกรมควนั
3. สมาชกิ คนที่ 2 อธบิ ายวธิ กี ารทำกจิ กรรมใหเ้ พ่ือนภายในกล่มุ ฟัง เพือ่ ใหป้ ฏิบตั ิตามได้ถกู ต้อง ดังน้ี
1) สงั เกตตำแหนง่ ของดวงอาทติ ย์ในบริเวณเดมิ โดยยนื หันลำตวั ไปในทศิ เดียวกนั เป็นเวลา 2 วัน ตามช่วงเวลา ดงั น้ี 08.00 น.
12.00 น. และ 16.00 น.
2) บนั ทกึ ผลจากการสงั เกตโดยวาดตำแหนง่ ของดวงอาทิตย์ในชว่ งเวลาท่กี ำหนดให้ของแต่ละวนั ลงในกรอบ
3) จากนนั้ ให้นำเสนอหนา้ ช้ันเรียนในชวั่ โมงถดั ไป

คาบที่ 2

ขัน้ อธบิ ายความรู้
1. นกั เรียนออกมานำเสนองานหนา้ ช้ันเรียนทลี ะกล่มุ
2. นกั เรียนและครูช่วยกนั สรุปผลการทำกิจกรรมวา่ ดวงอาทติ ยข์ ึ้นจากขอบฟ้าดา้ นหน่งึ เรียกวา่ ทศิ ตะวนั ออก แลว้ เคลอ่ื นที่
ไปยังขอบฟ้าอีกด้านหน่ึงเรียกว่า ทิศตะวันตก ซึ่งในเวลาเดียวกนั ของทง้ั 2 วัน ตำแหนง่ ของดวงอาทติ ย์จะอยู่ท่ีเดยี วกัน จงึ ทำ
ให้สงั เกตเหน็ การขึ้นและตกของดวงอาทติ ย์มีรปู แบบเป็นแบบครึง่ วงกลม
ครอู ธิบายเพิ่มเตมิ วา่ การข้นึ และตกของดวงอาทิตย์ ทำใหเ้ ราทราบว่า ชว่ งเวลาทแ่ี ตกตา่ งกนั ภายใน 1 วัน เราจะเห็นดวง
อาทติ ย์เปลย่ี นตำแหน่งไปตลอดเวลา โดยดวงอาทิตยเ์ คลอ่ื นท่ีจากขอบฟา้ อีกด้านหน่งึ ในทิศทางเดยี วกันเสมอ

ข้นั ขยายความเข้าใจ
1.ครูให้นักเรียนทำใบงาน เร่ือง การขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ จากน้ันครูสุ่มนักเรียน 2-3 คน ออกมานำเสนอคำตอบของ
ตนเอง
2. ใหน้ กั เรยี นทำแบบฝกึ พฒั นาการเรียนร้ทู ี่ 3 ในหนงั สือเรียนชดุ แมบ่ ทมาตรฐาน วทิ ยาศาสตร์ ป.3 หน้า 206
3. ครูต้ังคำถามถามนักเรียนว่า หากเราน่ังอยู่ในห้องเรียนแล้วด้านหน้าของเราเป็นทิศเหนือ ด้านหลัง ด้านซ้ายมือ และด้าน
ขวามือของเราเป็นทศิ อะไร
(แนวคำตอบ ด้านหน้าของเราเป็นทิศเหนือ ด้านหลังเป็น ทิศใต้ ด้านซ้ายมือเป็นทิศตะวันตก และด้านขวามือเป็น ทิศ
ตะวนั ออก)
4. ครูให้นกั เรยี นแตล่ ะคนทำในใบงานที่ 7.2 เร่อื ง การขึน้ และตกของดวงอาทิตยแ์ ละการกำหนดทิศ

ขนั้ ตรวจสอบผล
1. ครูตรวจสอบผลการทำกิจกรรมลองทำดู โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบุคคล การแสดงความคดิ เหน็ และ
การตอบคำถาม
2. ครูตรวจสอบผลการทำใบงาน เร่ือง การขน้ึ และตกของ ดวงอาทิตย์และการกำหนดทศิ โดยการสังเกตพฤติกรรม
การทำงานรายบคุ คล การแสดงความคิดเห็น และการตอบคำถาม

6. การวดั และประเมนิ ผล

การวัดและประเมนิ ผล วิธกี ารวดั ผล เครอื่ งมอื วดั เกณฑ์การ
จุดประสงค์ ประเมนิ ผล
1. สงั เกตจากการซกั ถาม ตอบคำถาม 1.คำถามกระตุน้ 70% ขึ้นไป ถอื ว่า
ความรู้ความเข้าใจ (K) 2. เขา้ ใจปรากฏการณข์ องดวงอาทิตย์ ความคิด ผา่ นเกณฑ์การ
บนโลก ประเมนิ
ทักษะ/กระบวนการ (P) 1. อธิบายปรากฏการณ์ของดวงอาทติ ย์ 1.ใบงาน 70% ขน้ึ ไป ถอื ว่า
บนโลก ผ่านเกณฑ์การ
ประเมนิ

คณุ ลกั ษณะนิสัย (A) 1. สงั เกตจากการเรียนมคี วาม 1. แบบสังเกต 70% ข้นึ ไป ถอื ว่า
รับผดิ ชอบต่องานที่ส่ังและสง่ งานไดท้ ัน พฤติกรรม ผ่านเกณฑ์การ
ตามทีก่ ำหนด ประเมนิ
2. สังเกตจากการเรียนใฝ่เรียนรู้
3. สังเกตจากการมงุ่ มนั่ ในการทำงาน

7. ส่ือ/แหล่งการเรียนรู้
7.1 ส่อื การเรยี นรู้
1) หนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ป.3 หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 7 ดวงอาทติ ยก์ ับชวี ิต
2) แบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ ป.3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 ดวงอาทติ ย์กับชวี ติ
3) วัสดุ-อปุ กรณก์ ารทดลองในกิจกรรม
4) บัตรภาพ

7.2 แหลง่ การเรยี นรู้
1) ห้องเรยี น
2) หอ้ งสมุด
3) อินเทอร์เนต็

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................

ลงช่ือ............................................ครูผสู้ อน ลงชอ่ื ...................................................ฝา่ ยวิชาการ
(...........................................................) (...........................................................)

ลงชอ่ื ................................................... ผู้บริหาร
(...........................................................)

สัปดาหท์ ี่ 17

โรงเรียนขจรเกียรติพัฒนา

แผนการจดั การเรยี นรู้

ภาคเรียนที่ ……2...... ช่ือผสู้ อน ….……………………………………………....
กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 3 จำนวน 2 คาบ
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 7 ดวงอาทติ ยก์ บั ชวี ิต เรอ่ื ง การข้นึ การตกของดวงอาทติ ยแ์ ละกำหนดทศิ

1. มาตรฐานการเรียนรู/้ ตวั ช้ีวัด
มาตรฐานท่ี ว 3.1 เข้าใจองคป์ ระกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกดิ และววิ ัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์

และระบบสรุ ิยะ รวมทั้งปฏสิ ัมพันธภ์ ายในระบบสรุ ิยะที่สง่ ผลต่อส่ิงมีชีวติ และการประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยอี วกาศ
ตัวชวี้ ดั ที่ ป. 3/2 อธิบายสาเหตุการเกิดปรากฏการณก์ ารข้ึนและตกของดวงอาทติ ย์ การเกิดกลางวัน กลางคืน

และการกำหนดทิศ โดยใชแ้ บบจำลอง

มาตรฐานท่ี ว 8.1 ใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้
วา่ ปรากฏการณท์ างธรรมชาติที่เกิดข้นึ ส่วนใหญ่มีรูปแบบ ที่แน่นอน สามารถอธบิ ายและตรวจสอบได้ ภายใต้ข้อมูลและ
เครื่องมอื ท่ีมีอยใู่ นช่วงเวลาน้ันๆ เขา้ ใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสงั คม และ ส่งิ แวดล้อม มคี วามเกีย่ วข้องสมั พันธก์ ัน

ตวั ชวี้ ัดที่ ป. 3/1-8

2. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด
การหมนุ รอบตัวเองของโลก ทำใหเ้ หน็ ดวงอาทิตยป์ รากฏขึ้นบนทอ้ งฟา้ ในเวลากลางวันจากขอบฟ้าด้านหน่ึง

และตกลบั ขอบฟา้ อีกด้านหน่ึง ทำให้โลกเข้าสชู่ ว่ งเวลากลางคนื

3. จุดประสงค์การเรยี นรู้

1) อธิบายแบบรปู เส้นทางการข้ึนและตกของดวงอาทิตย์ได้ (K)
2) สบื ค้นข้อมลู เพือ่ อธบิ ายรปู แบบเสน้ ทางการขึน้ และตกของดวงอาทติ ย์ไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง (P)
3) รบั ผิดชอบต่องานที่ไดร้ บั มอบหมาย (A)

4. สาระการเรียนรู้

สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรทู้ ้องถ่ิน

โลกกลมและหมุนรอบตัวเองขณะโคจรรอบดวงอาทิตย์ พจิ ารณาตามหลักสตู รของสถานศึกษา

โลกด้านท่ีได้รับแสงจากดวงอาทิตย์จะเป็นกลางวัน

ส่วนด้านตรงข้ามท่ีไม่ได้รับแสงจะเป็นกลางคืน ซ่ึง

กำหนดให้เป็นทิศตะวันออก และมองเห็นดวงอาทิตย์

ตกทางอีกด้านหนึ่ง ซึ่งกำหนดใหเ้ ปน็ ทศิ ตะวันตก และ

เมอื่ ให้ดา้ นขวามืออย่ทู างทศิ ตะวันออก ด้านซ้ายมืออยู่

ทาง ทิศตะวันตก ด้านหน้าจะเป็นทิศเหนือ และ

ดา้ นหลงั จะเปน็ ทิศใต้

5. กิจกรรมการเรยี นรู้ คาบท่ี 3

ข้นั นำ

ขนั้ กระตุ้นความสนใจ
10.ครกู ล่าวทักทายนักเรยี นและทบทวนความรูเ้ ดิมจากเรอื่ งทเ่ี รียนไปแล้ว

2. ครูให้นกั เรยี นดภู าพจากบตั รคำ จากน้นั ตอบคำถามตอ่ ไปนี้

• จากภาพนักเรยี นคิดวา่ มีความแตกต่างกนั อย่างไร

(แนวคำตอบ ขน้ึ อย่กู ับคำตอบของผู้เรยี น)
• การขน้ึ และตกของดวงอาทติ ย์ มีประโยชน์อย่างไรบา้ ง

(แนวคำตอบ ขน้ึ อยกู่ ับคำตอบของผูเ้ รียน)
3. นกั เรียนทำกิจกรรมลองทำดู ในหนังสอื เรียนชดุ แมบ่ ทมาตรฐาน วิทยาศาสตร์ ป.3 หน้า 196

ขนั้ สอน

ขน้ั สำรวจค้นหา
1. นกั เรยี นทำกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรท์ ่ี 2 โดยใชร้ ูปแบบการเรียนร้แู บบรว่ มมอื เทคนิค LT มา
จัดกระบวนการเรยี นรู้ โดยให้นักเรียนแบง่ กลุ่ม กลุ่มละ 4 คน จากนัน้ กำหนดให้สมาชิกแตล่ ะคนภายในกลมุ่ มีบทบาทหน้าที่
ของตนเอง ดังน้ี
สมาชกิ คนท่ี 1 : ทำหนา้ ทเ่ี ตรียมอุปกรณ์
สมาชกิ คนท่ี 2 : ทำหนา้ ท่ีอ่านวิธีทำการทดลอง
สมาชกิ คนท่ี 3 : ทำหน้าทีบ่ ันทึกผลการทดลอง
สมาชิกคนที่ 4 : ทำหนา้ ทนี่ ำเสนอผลการทดลอง
2. ใหส้ มาชิกคนที่ 1 เตรยี มอุปกรณ์ เรอ่ื ง การขึน้ และตกของดวงอาทิตย์ ดังน้ี
1) แวน่ กนั แดดหรือกระจกรมควัน
3. สมาชกิ คนท่ี 2 อธิบายวธิ กี ารทำกจิ กรรมใหเ้ พื่อนภายในกล่มุ ฟงั เพ่อื ให้ปฏบิ ตั ติ ามได้ถกู ต้อง ดังนี้
1) สงั เกตตำแหน่งของดวงอาทิตย์ในบรเิ วณเดมิ โดยยืนหันลำตวั ไปในทิศเดียวกนั เปน็ เวลา 2 วนั ตามช่วงเวลา ดังนี้ 08.00 น.
12.00 น. และ 16.00 น.
2) บนั ทกึ ผลจากการสังเกตโดยวาดตำแหน่งของดวงอาทิตย์ในช่วงเวลาท่กี ำหนดให้ของแต่ละวนั ลงในกรอบ
3) จากนนั้ ใหน้ ำเสนอหน้าชัน้ เรยี นในชั่วโมงถดั ไป

คาบที่ 4

ขัน้ อธบิ ายความรู้
1. นกั เรียนออกมานำเสนองานหนา้ ช้ันเรียนทลี ะกล่มุ
2. นกั เรียนและครูช่วยกนั สรุปผลการทำกิจกรรมวา่ ดวงอาทติ ยข์ ้ึนจากขอบฟ้าดา้ นหน่งึ เรยี กวา่ ทศิ ตะวันออก แลว้ เคลอื่ นท่ี
ไปยังขอบฟ้าอีกดา้ นหน่งึ เรยี กว่า ทศิ ตะวันตก ซึ่งในเวลาเดียวกนั ของทง้ั 2 วนั ตำแหนง่ ของดวงอาทิตยจ์ ะอยู่ทเ่ี ดียวกนั จึงทำ
ให้สงั เกตเหน็ การขน้ึ และตกของดวงอาทติ ย์มีรปู แบบเป็นแบบครึง่ วงกลม
ครอู ธิบายเพิ่มเตมิ ว่า การขน้ึ และตกของดวงอาทิตย์ ทำใหเ้ ราทราบว่า ชว่ งเวลาที่แตกตา่ งกันภายใน 1 วนั เราจะเหน็ ดวง
อาทติ ย์เปลย่ี นตำแหนง่ ไปตลอดเวลา โดยดวงอาทิตย์เคลอ่ื นท่ีจากขอบฟา้ อีกดา้ นหน่งึ ในทิศทางเดียวกันเสมอ

ข้นั ขยายความเขา้ ใจ
1.ครูให้นักเรียนทำใบงาน เร่ือง การขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ จากน้ันครูสุ่มนักเรียน 2-3 คน ออกมานำเสนอคำตอบของ
ตนเอง
2. ใหน้ กั เรยี นทำแบบฝกึ พฒั นาการเรียนร้ทู ี่ 3 ในหนังสือเรียนชดุ แมบ่ ทมาตรฐาน วิทยาศาสตร์ ป.3 หน้า 206
3. ครูต้ังคำถามถามนักเรียนว่า หากเราน่ังอยู่ในห้องเรียนแล้วด้านหน้าของเราเป็นทิศเหนือ ด้านหลัง ด้านซ้ายมือ และด้าน
ขวามือของเราเปน็ ทิศอะไร
(แนวคำตอบ ด้านหน้าของเราเป็นทิศเหนือ ด้านหลังเป็น ทิศใต้ ด้านซ้ายมือเป็นทิศตะวันตก และด้านขวามือเป็น ทิศ
ตะวนั ออก)
4. ครูให้นกั เรียนแตล่ ะคนทำในใบงานที่ 7.2 เร่อื ง การขึน้ และตกของดวงอาทิตยแ์ ละการกำหนดทิศ

ขนั้ ตรวจสอบผล
3. ครูตรวจสอบผลการทำกจิ กรรมลองทำดู โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบุคคล การแสดงความคดิ เหน็ และ
การตอบคำถาม
4. ครูตรวจสอบผลการทำใบงาน เร่ือง การข้ึนและตกของ ดวงอาทติ ย์และการกำหนดทิศ โดยการสงั เกตพฤตกิ รรม
การทำงานรายบุคคล การแสดงความคิดเห็น และการตอบคำถาม

6. การวดั และประเมินผล

การวัดและประเมินผล วิธกี ารวดั ผล เครอ่ื งมอื วดั เกณฑ์การ
จุดประสงค์ ประเมินผล
1. สงั เกตจากการซกั ถาม ตอบคำถาม 1.คำถามกระตุ้น 70% ข้ึนไป ถอื ว่า
ความรู้ความเขา้ ใจ (K) 2. เขา้ ใจปรากฏการณข์ องดวงอาทิตย์ ความคิด ผา่ นเกณฑ์การ
บนโลก ประเมนิ
ทักษะ/กระบวนการ (P) 1. อธิบายปรากฏการณ์ของดวงอาทติ ย์ 1.ใบงาน 70% ขน้ึ ไป ถอื ว่า
บนโลก ผ่านเกณฑ์การ
ประเมนิ

คณุ ลกั ษณะนสิ ัย (A) 1. สงั เกตจากการเรยี นมีความ 1. แบบสงั เกต 70% ขน้ึ ไป ถอื ว่า
รับผิดชอบตอ่ งานท่ีสั่งและสง่ งานได้ทัน พฤติกรรม ผ่านเกณฑ์การ
ตามที่กำหนด ประเมิน
2. สังเกตจากการเรยี นใฝ่เรียนรู้
3. สังเกตจากการมุ่งม่ันในการทำงาน

7. ส่ือ/แหล่งการเรยี นรู้
7.1 สอ่ื การเรียนรู้
1) หนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตร์ ป.3 หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 7 ดวงอาทติ ย์กับชวี ิต
2) แบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ ป.3 หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 7 ดวงอาทติ ย์กบั ชวี ิต
3) วสั ดุ-อปุ กรณก์ ารทดลองในกิจกรรม
4) บัตรภาพ

7.2 แหล่งการเรยี นรู้
1) หอ้ งเรยี น
2) หอ้ งสมดุ
3) อนิ เทอร์เน็ต

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................

ลงช่ือ............................................ครูผู้สอน ลงชือ่ ...................................................ฝา่ ยวิชาการ
(...........................................................) (...........................................................)

ลงชอ่ื ................................................... ผู้บรหิ าร
(...........................................................)

สปั ดาห์ท่ี 18

โรงเรียนขจรเกียรตพิ ัฒนา

แผนการจดั การเรยี นรู้

ภาคเรียนที่ ……2...... ชื่อผสู้ อน ….……………………………………………....
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 3 จำนวน 2 คาบ
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 7 ดวงอาทิตยก์ ับชวี ติ เรอื่ ง การเกิดกลางวัน กลางคนื

1. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ชี้วัด
มาตรฐานท่ี ว 3.1 เข้าใจองคป์ ระกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวฒั นาการของเอกภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์

และระบบสุรยิ ะ รวมทัง้ ปฏิสัมพนั ธภ์ ายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อสิ่งมชี ีวติ และการประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีอวกาศ
ตวั ช้ีวัดท่ี ป. 3/3 ตระหนักถึงความสำคัญของดวงอาทิตย์ โดยบรรยายประโยชน์ของดวงอาทิตย์ตอ่ ส่ิงมีชีวิต

มาตรฐานท่ี ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละจติ วทิ ยาศาสตรใ์ นการสบื เสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้
ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติท่ีเกิดข้นึ ส่วนใหญ่มรี ูปแบบ ท่ีแน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้ข้อมลู และ
เครื่องมอื ท่ีมอี ย่ใู นชว่ งเวลานั้นๆ เขา้ ใจวา่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยสี ังคม และ สิ่งแวดล้อม มคี วามเกี่ยวข้องสมั พันธ์กัน

ตัวชว้ี ดั ท่ี ป. 3/1-8

2. สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด
การท่โี ลกหมนุ รอบตัวเองและโคจรรอบดวงอาทิตย์ ทำใหเ้ กิดปรากฏการณ์ขน้ึ และตกของดวงอาทิตย์ และใน

ขณะเดยี วกนั ก็ทำให้เกิดชว่ งเวลาของวนั ดว้ ย

3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

1) อธิบายการเกดิ กลางวนั กลางคนื ได้ (K)
2) สบื คน้ ข้อมลู เพอ่ื อธบิ ายการเกิดกลางวัน กลางคนื ได้อยา่ งถูกต้อง (P)
3) รบั ผดิ ชอบต่องานท่ีไดร้ ับมอบหมาย (A)

4. สาระการเรยี นรู้

สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง สาระการเรียนรู้ท้องถน่ิ

ในเวลากลางวันโลกจะได้รับพลังงานแสงและพลังงาน พจิ ารณาตามหลกั สตู รของสถานศึกษา

ความรอ้ นจากดวงอาทิตย์ ทำให้ส่งิ มีชวี ติ ดำรงอย่ไู ด้

5. กจิ กรรมการเรียนรู้ คาบท่ี 1

ข้นั นำ

ข้นั กระต้นุ ความสนใจ
1. ครูทบทวนความรเู้ ดิม เรอ่ื ง การขน้ึ และตกของดวงอาทิตย์และการกำหนดทิศ แล้วให้นกั เรียนทุกคนในห้องเรยี นช่วยกัน
ตอบคำถาม ดงั น้ี
• ปรากฏการณ์ข้ึนและตกของดวงอาทิตย์เกิดข้ึนได้อย่างไร

(แนวคำตอบ เกิดจากการทโี่ ลกหมนุ รอบตวั เองและโคจรรอบดวงอาทิตย์)
• นกั เรียนจะเห็นดวงอาทิตย์ข้ึนที่บรเิ วณขอบฟ้าในทิศใดเสมอ
(แนวคำตอบ ทิศตะวนั ออก)
• นกั เรยี นจะเหน็ ดวงอาทติ ยต์ กทีบ่ ริเวณขอบฟา้ ในทิศใดเสมอ

(แนวคำตอบ ทิศตะวันตก)
2. ครูตง้ั คำถามถามนกั เรียนว่า การข้ึนและตกของดวงอาทิตย์มีผลต่อการเกิดกลางวนั กลางคืนหรือไม่ อย่างไร
(แนวคำตอบ การขน้ึ และตกของดวงอาทติ ย์มผี ลต่อการเกิดกลางวันกลางคนื เพราะเม่ือดวงอาทติ ยข์ ้นึ จะเกิดเป็นช่วงเวลา
กลางวัน ส่วนด้านที่เรามองไม่เห็นจะเปน็ เวลากลางคนื )
3. ให้นกั เรยี นทำกิจกรรมลองทำดู ในหนงั สอื เรียนชุดแมบ่ ทมาตรฐาน วิทยาศาสตร์ ป.3 หนา้ 202

ข้ันสอน

ขน้ั สำรวจค้นหา
1. ครตู ั้งคำถามถามนักเรียนวา่ การเกิดกลางวัน กลางคืนเกิดจากอะไร
(แนวคำตอบ เกดิ จากการทโี่ ลกหมุนรอบตวั เอง)
2. ให้นกั เรียนอ่านกจิ กรรมพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรท์ ่ี 3 เร่ือง การเกดิ กลางวนั กลางคืน และทำกิจกรรมใน
ชัว่ โมงถดั ไป
1. ใหน้ กั เรยี นทำกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรท์ ี่ 3 โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบรว่ มมือ เทคนิค LT มา
จัดกระบวนการเรยี นรู้ โดยให้นกั เรียนแบ่งกลุ่ม กลุม่ ละ 4 คน จากนั้นกำหนดใหส้ มาชิกแตล่ ะคนภายในกลุ่มมีบทบาทหนา้ ท่ี
ของตนเอง ดงั นี้
สมาชกิ คนที่ 1 : ทำหนา้ ท่ีเตรยี มอปุ กรณ์
สมาชกิ คนท่ี 2 : ทำหน้าท่ีอา่ นวิธีทำการทดลอง
สมาชกิ คนท่ี 3 : ทำหนา้ ทบี่ ันทกึ ผลการทดลอง
สมาชกิ คนที่ 4 : ทำหนา้ ที่นำเสนอผลการทดลอง
2. ใหส้ มาชกิ คนท่ี 1 เตรียมอุปกรณ์ เรอ่ื ง การเกิดกลางวนั กลางคืน ดังน้ี

1) ลูกโลกจำลอง 1 ลกู
2) ไฟฉาย 1 กระบอก
ใหส้ มาชกิ คนท่ี 2 อธิบายวธิ ีการทำกิจกรรมให้เพื่อนภายในกล่มุ ฟัง เพือ่ ใหป้ ฏบิ ตั ติ ามได้ถูกตอ้ ง ดังน้ี
1) ชว่ ยกันปดิ ไฟและหนา้ ตา่ งในห้องเรยี นใหม้ ดื

2) เปิดไฟฉายส่องไปท่ลี ูกโลก สงั เกตความสวา่ งบนลูกโลก แล้วบนั ทกึ ผล
3) หมุนลกู โลกในทศิ ทางทวนเข็มนาฬกิ าอย่างช้า ๆ 1 รอบ สงั เกตความสวา่ งทบี่ รเิ วณต่าง ๆ บนผวิ ลูกโลก แลว้ บันทึกผล
3. นกั เรียนและครรู ่วมกันอภิปรายผลการทำกจิ กรรมว่า โลกหมุนรอบตวั เอง ทำให้เกดิ กลางวัน กลางคืน โดยซีกโลกด้านท่หี ัน
เข้าหาดวงอาทิตยจ์ ะเปน็ ช่วงเวลา กลางวัน สว่ นซีกโลกด้านท่ีหันออกจากดวงอาทิตย์จะเป็นช่วงเวลา กลางคืน

คาบท่ี 2

ขน้ั อธบิ ายความรู้
ครูอธิบายเพิ่มเตมิ ว่า ชว่ งเวลากลางวนั กลางคืนเกดิ จากโลกหมนุ รอบตัวเอง โดยซกี โลกดา้ นที่หนั หน้าเข้าหาดวงอาทิตย์

ได้รบั แสงจากดวงอาทิตย์เกดิ เปน็ ช่วงเวลากลางวนั และซีกโลกอีกด้านหนึง่ หนั ออกจากดวงอาทิตย์จะไมไ่ ดร้ ับแสงจาก
ดวงอาทติ ย์จงึ เกดิ ความมดื กลายเป็นช่วงเวลากลางคนื

ขน้ั ขยายความเข้าใจ
จากนนั้ ครูต้งั คำถามเพอ่ื ทดสอบความรู้ของนักเรียนหลงั จากได้ทำกิจกรรมไปแลว้ โดยทำลงในสมดุ ประจำตวั นกั เรียน
• บอกความสัมพันธร์ ะหวา่ งทศิ กบั การขึ้นและตกของดวงอาทิตย์
• ในทุก ๆ วันเรามองเห็นดวงอาทติ ยม์ แี บบรูปในการเคลอ่ื นทอ่ี ย่างไร
• พลังงานแสงจากดวงอาทิตย์มปี ระโยชนต์ อ่ พชื หรอื ไม่ อยา่ งไร

ขนั้ ตรวจสอบผล
ใหน้ กั เรียนทำแบบทดสอบหลงั เรียน หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 7 เร่อื ง ดวงอาทิตย์กับชีวติ แบบปรนยั 4 ตวั เลือก จำนวน 10 ขอ้
2. ครตู รวจสอบผลการทำกจิ กรรมพฒั นาทักษะกระบวนการ ทางวทิ ยาศาสตร์ท่ี 2 ในหนังสือเรยี นชดุ แม่บทมาตรฐาน
วิทยาศาสตร์ ป.3 หน้า 203

6. การวดั และประเมนิ ผล

การวัดและประเมินผล วธิ กี ารวัดผล เคร่อื งมอื วัด เกณฑ์การ
จุดประสงค์ ประเมนิ ผล
1. สังเกตจากการซกั ถาม ตอบคำถาม 1.คำถามกระตุ้น 70% ขึน้ ไป ถอื ว่า
ความรคู้ วามเข้าใจ (K) 2. เขา้ ใจการเกิดกลางวนั กลางคืน ความคดิ ผ่านเกณฑ์การ
ประเมนิ
ทักษะ/กระบวนการ (P) 1. อธบิ ายการเกิดกลางวัน กลางคนื 1.ใบงาน
70% ขน้ึ ไป ถอื ว่า
ผ่านเกณฑ์การ
ประเมนิ

คณุ ลกั ษณะนสิ ัย (A) 1. สงั เกตจากการเรยี นมีความ 1. แบบสงั เกต 70% ข้นึ ไป ถอื ว่า
รับผิดชอบต่องานที่สัง่ และสง่ งานได้ทนั พฤติกรรม ผ่านเกณฑ์การ
ตามท่กี ำหนด ประเมนิ
2. สังเกตจากการเรยี นใฝ่เรยี นรู้
3. สังเกตจากการมงุ่ มัน่ ในการทำงาน

7. ส่ือ/แหล่งการเรยี นรู้
7.1 สอ่ื การเรยี นรู้
1) หนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตร์ ป.3 หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 7 ดวงอาทติ ยก์ ับชวี ิต
2) แบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ ป.3 หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 7 ดวงอาทติ ย์กับชวี ติ
3) วัสดุ-อปุ กรณ์การทดลองในกิจกรรม
4) บัตรภาพ

7.2 แหลง่ การเรยี นรู้
1) ห้องเรียน
2) หอ้ งสมดุ
3) อินเทอร์เน็ต

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................

ลงช่ือ............................................ครูผู้สอน ลงชื่อ...................................................ฝา่ ยวิชาการ
(...........................................................) (...........................................................)

ลงชอ่ื ................................................... ผูบ้ รหิ าร
(...........................................................)

สปั ดาหท์ ี่ 18

โรงเรยี นขจรเกียรตพิ ฒั นา

แผนการจดั การเรยี นรู้

ภาคเรียนท่ี ……2...... ชื่อผสู้ อน ….……………………………………………....
กลุม่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 จำนวน 2 คาบ
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 7 ดวงอาทิตย์กับชวี ิต เรื่อง ดวงอาทิตยก์ บั ชีวิต

1. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตัวช้ีวดั
มาตรฐานท่ี ว 3.1 เขา้ ใจองค์ประกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกิด และวิวฒั นาการของเอกภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์

และระบบสุริยะ รวมท้งั ปฏิสัมพันธภ์ ายในระบบสุริยะที่ส่งผลตอ่ สิง่ มีชวี ติ และการประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยอี วกาศ
ตัวชี้วัดท่ี ป. 3/3 ตระหนักถึงความสำคญั ของดวงอาทิตย์ โดยบรรยายประโยชน์ของดวงอาทติ ย์ตอ่ ส่ิงมีชีวิต

มาตรฐานท่ี ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และจิตวทิ ยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแกป้ ัญหา รู้
วา่ ปรากฏการณท์ างธรรมชาติที่เกดิ ขึ้นส่วนใหญ่มีรปู แบบ ท่ีแน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใตข้ ้อมลู และ
เครอ่ื งมอื ที่มอี ยูใ่ นชว่ งเวลานนั้ ๆ เขา้ ใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยสี ังคม และ สิ่งแวดล้อม มคี วามเก่ียวข้องสัมพันธ์กัน

ตวั ชวี้ ดั ท่ี ป. 3/1-8

2. สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด
การทโี่ ลกหมุนรอบตวั เองและโคจรรอบดวงอาทติ ย์ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ข้ึนและตกของดวงอาทิตย์ และใน

ขณะเดียวกนั ก็ทำให้เกิดช่วงเวลาของวันดว้ ย

3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

1) อธบิ ายการเกดิ กลางวนั กลางคนื ได้ (K)
2) สืบค้นข้อมลู เพื่ออธบิ ายการเกดิ กลางวัน กลางคืนได้อย่างถกู ต้อง (P)
3) รับผดิ ชอบตอ่ งานที่ไดร้ บั มอบหมาย (A)

4. สาระการเรียนรู้

สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ท้องถน่ิ

ในเวลากลางวันโลกจะได้รับพลังงานแสงและพลังงาน พจิ ารณาตามหลักสูตรของสถานศึกษา

ความร้อนจากดวงอาทติ ย์ ทำให้สงิ่ มชี วี ิตดำรงอยไู่ ด้

5. กจิ กรรมการเรียนรู้ คาบท่ี 3

ข้นั นำ

ขัน้ กระต้นุ ความสนใจ
1. ครูทบทวนความรเู้ ดิม เรอ่ื ง การขน้ึ และตกของดวงอาทิตย์และการกำหนดทิศ แล้วให้นกั เรียนทุกคนในห้องเรยี นช่วยกัน
ตอบคำถาม ดงั น้ี
• ปรากฏการณ์ข้ึนและตกของดวงอาทิตย์เกิดข้ึนได้อย่างไร

(แนวคำตอบ เกิดจากการทโี่ ลกหมุนรอบตวั เองและโคจรรอบดวงอาทิตย์)
• นกั เรยี นจะเห็นดวงอาทิตย์ข้ึนที่บริเวณขอบฟ้าในทิศใดเสมอ
(แนวคำตอบ ทิศตะวนั ออก)
• นกั เรียนจะเหน็ ดวงอาทติ ยต์ กทีบ่ ริเวณขอบฟา้ ในทศิ ใดเสมอ

(แนวคำตอบ ทิศตะวันตก)
2. ครูตง้ั คำถามถามนกั เรยี นวา่ การข้ึนและตกของดวงอาทิตย์มผี ลต่อการเกิดกลางวนั กลางคืนหรอื ไม่ อย่างไร
(แนวคำตอบ การขน้ึ และตกของดวงอาทติ ย์มผี ลต่อการเกิดกลางวันกลางคนื เพราะเม่ือดวงอาทิตยข์ ึ้นจะเกิดเป็นช่วงเวลา
กลางวัน ส่วนด้านที่เรามองไม่เห็นจะเปน็ เวลากลางคนื )
3. ให้นกั เรยี นทำกิจกรรมลองทำดู ในหนงั สอื เรียนชุดแมบ่ ทมาตรฐาน วิทยาศาสตร์ ป.3 หน้า 202

ข้ันสอน

ขน้ั สำรวจค้นหา
1. ครตู ั้งคำถามถามนักเรียนวา่ การเกิดกลางวัน กลางคืนเกิดจากอะไร
(แนวคำตอบ เกิดจากการทโี่ ลกหมุนรอบตวั เอง)
2. ให้นกั เรยี นอา่ นกจิ กรรมพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรท์ ่ี 3 เร่ือง การเกดิ กลางวัน กลางคืน และทำกิจกรรมใน
ชัว่ โมงถดั ไป
1. ให้นกั เรียนทำกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรท์ ี่ 3 โดยใช้รูปแบบการเรียนร้แู บบรว่ มมือ เทคนิค LT มา
จัดกระบวนการเรยี นรู้ โดยให้นกั เรียนแบ่งกลุ่ม กลมุ่ ละ 4 คน จากนั้นกำหนดใหส้ มาชิกแต่ละคนภายในกลมุ่ มีบทบาทหน้าท่ี
ของตนเอง ดงั น้ี
สมาชกิ คนที่ 1 : ทำหนา้ ท่ีเตรยี มอปุ กรณ์
สมาชกิ คนท่ี 2 : ทำหน้าที่อา่ นวิธีทำการทดลอง
สมาชกิ คนท่ี 3 : ทำหน้าทบี่ ันทกึ ผลการทดลอง
สมาชกิ คนที่ 4 : ทำหน้าที่นำเสนอผลการทดลอง
2. ใหส้ มาชกิ คนท่ี 1 เตรียมอุปกรณ์ เรอ่ื ง การเกิดกลางวนั กลางคืน ดังน้ี

1) ลูกโลกจำลอง 1 ลกู
2) ไฟฉาย 1 กระบอก
ให้สมาชิกคนท่ี 2 อธิบายวธิ ีการทำกิจกรรมให้เพื่อนภายในกล่มุ ฟงั เพือ่ ใหป้ ฏบิ ตั ติ ามได้ถูกต้อง ดังนี้
1) ช่วยกันปดิ ไฟและหนา้ ตา่ งในห้องเรยี นใหม้ ดื

2) เปิดไฟฉายส่องไปท่ลี ูกโลก สงั เกตความสวา่ งบนลูกโลก แล้วบันทึกผล
3) หมุนลกู โลกในทศิ ทางทวนเข็มนาฬกิ าอย่างช้า ๆ 1 รอบ สงั เกตความสวา่ งท่บี รเิ วณตา่ ง ๆ บนผิวลูกโลก แลว้ บันทึกผล
3. นกั เรียนและครรู ่วมกันอภิปรายผลการทำกจิ กรรมว่า โลกหมุนรอบตวั เอง ทำให้เกดิ กลางวนั กลางคนื โดยซีกโลกด้านท่หี นั
เข้าหาดวงอาทิตยจ์ ะเปน็ ช่วงเวลา กลางวัน ส่วนซีกโลกด้านท่ีหนั ออกจากดวงอาทติ ยจ์ ะเปน็ ช่วงเวลา กลางคืน

คาบท่ี 4

ขน้ั อธบิ ายความรู้
ครูอธิบายเพิ่มเตมิ ว่า ชว่ งเวลากลางวนั กลางคืนเกดิ จากโลกหมนุ รอบตัวเอง โดยซกี โลกดา้ นทหี่ นั หน้าเข้าหาดวงอาทิตย์

ได้รบั แสงจากดวงอาทิตย์เกดิ เปน็ ช่วงเวลากลางวนั และซีกโลกอีกด้านหน่ึงหันออกจากดวงอาทิตย์จะไม่ได้รับแสงจาก
ดวงอาทติ ย์จงึ เกดิ ความมดื กลายเป็นช่วงเวลากลางคนื

ขน้ั ขยายความเข้าใจ
จากนนั้ ครูต้งั คำถามเพอ่ื ทดสอบความรู้ของนักเรียนหลงั จากไดท้ ำกจิ กรรมไปแลว้ โดยทำลงในสมดุ ประจำตัวนักเรียน
• บอกความสัมพันธร์ ะหวา่ งทศิ กบั การขึ้นและตกของดวงอาทิตย์
• ในทุก ๆ วันเรามองเห็นดวงอาทิตย์มแี บบรูปในการเคล่อื นที่อยา่ งไร
• พลังงานแสงจากดวงอาทติ ย์มปี ระโยชนต์ อ่ พชื หรอื ไม่ อย่างไร

ขนั้ ตรวจสอบผล
ใหน้ กั เรียนทำแบบทดสอบหลงั เรียน หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 7 เร่ือง ดวงอาทิตย์กบั ชีวติ แบบปรนยั 4 ตัวเลอื ก จำนวน 10 ขอ้
2. ครตู รวจสอบผลการทำกจิ กรรมพฒั นาทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ท่ี 2 ในหนังสือเรยี นชุดแมบ่ ทมาตรฐาน
วิทยาศาสตร์ ป.3 หน้า 203

6. การวดั และประเมนิ ผล

การวัดและประเมินผล วธิ กี ารวัดผล เครอ่ื งมือวดั เกณฑ์การ
จุดประสงค์ ประเมินผล
1. สังเกตจากการซกั ถาม ตอบคำถาม 1.คำถามกระตนุ้ 70% ขึน้ ไป ถือว่า
ความรคู้ วามเขา้ ใจ (K) 2. เขา้ ใจการเกิดกลางวนั กลางคนื ความคิด ผ่านเกณฑ์การ
ประเมนิ
ทักษะ/กระบวนการ (P) 1. อธบิ ายการเกิดกลางวัน กลางคนื 1.ใบงาน
70% ขน้ึ ไป ถอื วา่
ผ่านเกณฑ์การ
ประเมนิ

คณุ ลกั ษณะนิสยั (A) 1. สังเกตจากการเรียนมีความ 1. แบบสงั เกต 70% ขน้ึ ไป ถือว่า
รบั ผดิ ชอบตอ่ งานที่สง่ั และสง่ งานได้ทนั พฤติกรรม ผา่ นเกณฑ์การ
ตามทก่ี ำหนด ประเมนิ
2. สังเกตจากการเรียนใฝ่เรยี นรู้
3. สงั เกตจากการมุ่งมัน่ ในการทำงาน

7. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้
7.1 สอื่ การเรียนรู้
1) หนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ป.3 หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 7 ดวงอาทิตยก์ ับชวี ิต
2) แบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ ป.3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 ดวงอาทติ ย์กับชวี ติ
3) วัสดุ-อปุ กรณก์ ารทดลองในกิจกรรม
4) บตั รภาพ

7.2 แหล่งการเรยี นรู้
1) หอ้ งเรยี น
2) หอ้ งสมุด
3) อนิ เทอรเ์ น็ต

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................

ลงช่ือ............................................ครผู สู้ อน ลงช่อื ...................................................ฝา่ ยวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)

ลงชอื่ ................................................... ผูบ้ รหิ าร
(...........................................................)

สปั ดาหท์ ่ี 19

โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ัฒนา

แผนการจดั การเรยี นรู้

ภาคเรยี นที่ ……2...... ชือ่ ผสู้ อน ….……………………………………………....
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 3 จำนวน 2 คาบ
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 7 ดวงอาทิตยก์ บั ชีวติ เร่อื ง การขนึ้ การตกของดวงจันทร์

1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วดั
มาตรฐานท่ี ว 3.1 เข้าใจองคป์ ระกอบ ลักษณะ กระบวนการเกดิ และววิ ฒั นาการของเอกภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์

และระบบสรุ ยิ ะ รวมทัง้ ปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุรยิ ะทสี่ ่งผลตอ่ ส่ิงมีชีวิต และการประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยอี วกาศ
ตวั ชว้ี ัดท่ี ป. 3/3 ตระหนักถงึ ความสำคญั ของดวงอาทิตย์ โดยบรรยายประโยชนข์ องดวงอาทติ ย์ต่อส่งิ มชี วี ติ

มาตรฐานที่ ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละจติ วทิ ยาศาสตรใ์ นการสืบเสาะหาความรู้ การแกป้ ัญหา รู้
ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติท่ีเกิดขนึ้ ส่วนใหญ่มรี ูปแบบ ท่ีแน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใตข้ ้อมูลและ
เครอื่ งมอื ที่มอี ยูใ่ นช่วงเวลานน้ั ๆ เขา้ ใจวา่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสงั คม และ สิง่ แวดล้อม มคี วามเกยี่ วข้องสัมพันธก์ ัน

ตวั ชว้ี ดั ท่ี ป. 3/1-8

2. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด
การท่โี ลกหมนุ รอบตวั เองและโคจรรอบดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ขน้ึ และตกของดวงอาทติ ย์ และใน

ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดชว่ งเวลาของวนั ด้วย

3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

1) อธิบายการเกิดกลางวนั กลางคนื ได้ (K)
2) สบื ค้นข้อมูลเพื่ออธบิ ายการเกิดกลางวนั กลางคืนได้อย่างถกู ต้อง (P)
3) รบั ผิดชอบตอ่ งานท่ีได้รบั มอบหมาย (A)

4. สาระการเรยี นรู้

สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สาระการเรยี นรทู้ ้องถน่ิ

ในเวลากลางวันโลกจะได้รับพลังงานแสงและพลังงาน พจิ ารณาตามหลักสตู รของสถานศึกษา

ความร้อนจากดวงอาทิตย์ ทำให้สิ่งมชี วี ติ ดำรงอยไู่ ด้

5. กจิ กรรมการเรียนรู้ คาบที่ 1

ขั้นนำ

ขน้ั กระต้นุ ความสนใจ
1. ครูทบทวนความร้เู ดิม เรื่อง การขนึ้ และตกของดวงอาทติ ย์และการกำหนดทิศ แล้วใหน้ ักเรียนทกุ คนในห้องเรียนช่วยกนั
ตอบคำถาม ดงั น้ี
• ปรากฏการณ์ขึ้นและตกของดวงอาทติ ยเ์ กดิ ขึ้นได้อย่างไร

(แนวคำตอบ เกิดจากการทโี่ ลกหมุนรอบตัวเองและโคจรรอบดวงอาทิตย์)
• นักเรียนจะเหน็ ดวงอาทิตย์ข้ึนที่บรเิ วณขอบฟ้าในทิศใดเสมอ
(แนวคำตอบ ทิศตะวันออก)
• นักเรยี นจะเห็นดวงอาทติ ยต์ กทบี่ ริเวณขอบฟา้ ในทศิ ใดเสมอ

(แนวคำตอบ ทศิ ตะวนั ตก)
2. ครูตัง้ คำถามถามนกั เรยี นวา่ การข้ึนและตกของดวงอาทิตยม์ ีผลต่อการเกดิ กลางวันกลางคืนหรือไม่ อยา่ งไร
(แนวคำตอบ การข้ึนและตกของดวงอาทิตยม์ ีผลต่อการเกดิ กลางวันกลางคนื เพราะเมือ่ ดวงอาทิตย์ขึ้นจะเกดิ เป็นช่วงเวลา
กลางวนั สว่ นด้านที่เรามองไม่เห็นจะเป็นเวลากลางคืน)
3. ใหน้ ักเรยี นทำกจิ กรรมลองทำดู ในหนงั สอื เรยี นชุดแมบ่ ทมาตรฐาน วทิ ยาศาสตร์ ป.3 หนา้ 202

ขั้นสอน

ขน้ั สำรวจคน้ หา
ครูต้ังคำถามเพ่อื ทดสอบความรูข้ องนักเรียนหลงั จากไดท้ ำกิจกรรมไปแล้ว โดยทำลงในสมุดประจำตวั นักเรียน
• บอกความสัมพันธ์ระหวา่ งทิศกบั การขน้ึ และตกของดวงอาทติ ย์
• ในทุก ๆ วนั เรามองเห็นดวงอาทติ ย์มแี บบรูปในการเคล่ือนที่อยา่ งไร
• พลังงานแสงจากดวงอาทติ ยม์ ีประโยชน์ต่อพืชหรือไม่ อยา่ งไร
ใหน้ กั เรยี นทำกจิ กรรมพัฒนาทกั ษะการคดิ ประจำเร่ืองที่ 1 ข้อท่ี 1 ในหนังสือเรียนชดุ แม่บทมาตรฐานวิทยาศาสตร์ ป.3 หน้า
208
เมอ่ื นักเรยี นทำกจิ กรรมพัฒนาทักษะการคิด ประจำเรื่องที่ 1 ข้อท่ี 1 เสรจ็ ให้ตวั แทนนกั เรยี นออกมานำเสนองานหนา้ ชนั้ เรียน
ให้นักเรียนทำใบงาน เร่ือง การเกดิ กลางวัน กลางคนื ท่ีครูแจกให้

คาบท่ี 2

ข้นั อธิบายความรู้
1. นักเรียนและครรู ว่ มกนั สรุปและอภิปรายผลท่ีได้วา่ ดวงจันทรข์ น้ึ ทางทิศตะวนั ตกและตกทางทศิ ตะวนั ออกเป็นทิศทาง

เดยี วกนั กบั การหมุนรอบตวั เองของโลก แต่ดวงอาทิตยจ์ ะขึ้นทางทิศตะวนั ออกและตกทางทศิ ตะวนั ตก ซง่ึ ตรงข้ามกบั การข้ึน
และตกของอาทิตย์

2. ใหน้ ักเรียนทำแบบวดั ผลสัมฤทธต์ิ ามตวั ช้ีวัด ประจำหน่วย การเรยี นรู้ที่ 7 ในหนงั สอื เรียนชุดแมบ่ ทมาตรฐาน
วทิ ยาศาสตร์ ป.3 หนา้ 210

3. ให้นักเรยี นทำแบบทดสอบหลงั เรียน หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 7 เร่ือง ดวงอาทิตย์กับชีวิต แบบปรนยั 4 ตัวเลอื ก จำนวน
10 ข้อ

ขน้ั ขยายความเข้าใจ
จากนน้ั ครตู ้ังคำถามเพือ่ ทดสอบความรู้ของนักเรียนหลงั จากได้ทำกิจกรรมไปแล้ว โดยทำลงในสมุดประจำตวั นกั เรยี น
• บอกความสมั พนั ธ์ระหว่างทิศกับการขึ้นและตกของดวงอาทติ ย์
• ในทกุ ๆ วันเรามองเห็นดวงอาทติ ยม์ ีแบบรปู ในการเคลื่อนที่อยา่ งไร
• พลังงานแสงจากดวงอาทิตย์มปี ระโยชน์ตอ่ พืชหรอื ไม่ อยา่ งไร

ขน้ั ตรวจสอบผล
1. ครูตรวจสอบผลการทำใบงานท่ี 7.3 เร่อื ง การเกิดกลางวัน กลางคืน
2. ครตู รวจสอบผลการทำกิจกรรมพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ในหนังสือเรียนชดุ แม่บทมาตรฐาน วิทยาศาสตร์ ป.3
หนา้ 209
3. ครูตรวจสอบผลการทำแบบวัดผลสมั ฤทธ์ติ ามตัวช้ีวดั ประจำหน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 7 ในหนังสือเรียนชดุ แม่บทมาตรฐาน
วทิ ยาศาสตร์ ป.3 หนา้ 210
4. ครูตรวจแบบทดสอบหลงั เรยี นประจำหน่วยการเรียนรทู้ ี่ 7

6. การวัดและประเมินผล

การวัดและประเมินผล วธิ ีการวัดผล เครื่องมือวดั เกณฑ์การ
จุดประสงค์ ประเมนิ ผล
1. สงั เกตจากการซกั ถาม ตอบคำถาม 1.คำถามกระตนุ้ 70% ข้นึ ไป ถอื วา่
ความรคู้ วามเขา้ ใจ (K) 2. เขา้ ใจการเกดิ กลางวนั กลางคืน ความคดิ ผ่านเกณฑ์การ
ประเมนิ
ทักษะ/กระบวนการ (P) 1. อธิบายการเกิดกลางวัน กลางคืน 1.ใบงาน 70% ขน้ึ ไป ถอื วา่
ผ่านเกณฑ์การ
คุณลักษณะนิสยั (A) 1. สงั เกตจากการเรียนมีความ 1. แบบสังเกต ประเมนิ
รบั ผดิ ชอบตอ่ งานที่ส่งั และสง่ งานไดท้ ัน พฤติกรรม 70% ขึน้ ไป ถอื ว่า
ตามท่ีกำหนด ผ่านเกณฑ์การ
2. สงั เกตจากการเรียนใฝเ่ รียนรู้ ประเมิน
3. สังเกตจากการมุ่งมั่นในการทำงาน

7. สือ่ /แหล่งการเรยี นรู้
7.1 สอื่ การเรียนรู้
1) หนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ป.3 หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 7 ดวงอาทิตย์กับชวี ิต
2) แบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ ป.3 หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 7 ดวงอาทติ ย์กบั ชีวติ
3) วัสดุ-อปุ กรณก์ ารทดลองในกิจกรรม
4) บตั รภาพ

7.2 แหลง่ การเรยี นรู้
1) หอ้ งเรยี น
2) หอ้ งสมุด
3) อินเทอร์เน็ต

8. กิจกรรมเสนอแนะ
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................

ลงชื่อ............................................ครูผูส้ อน ลงชือ่ ...................................................ฝา่ ยวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)

ลงชือ่ ................................................... ผบู้ ริหาร
(...........................................................)

สัปดาห์ที่ 19

โรงเรยี นขจรเกียรตพิ ัฒนา

แผนการจัดการเรยี นรู้

ภาคเรียนท่ี ……2...... ช่ือผสู้ อน ….……………………………………………....
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 จำนวน 2 คาบ
หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 7 ดวงอาทิตยก์ ับชีวติ เรื่อง ปรากฎการณ์บนทอ้ งฟา้

1. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตวั ชี้วดั
มาตรฐานท่ี ว 3.1 เขา้ ใจองค์ประกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกิด และวิวฒั นาการของเอกภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์

และระบบสุริยะ รวมทง้ั ปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสรุ ิยะทสี่ ่งผลตอ่ ส่ิงมชี ีวิต และการประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยอี วกาศ
ตวั ชี้วดั ที่ ป. 3/3 ตระหนักถึงความสำคัญของดวงอาทิตย์ โดยบรรยายประโยชนข์ องดวงอาทติ ย์ต่อสงิ่ มีชีวิต

มาตรฐานที่ ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตรแ์ ละจติ วิทยาศาสตรใ์ นการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้
ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติท่ีเกดิ ขน้ึ ส่วนใหญ่มีรปู แบบ ท่ีแน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใตข้ ้อมลู และ
เครื่องมือ ท่ีมีอยูใ่ นช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจวา่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสังคม และ สง่ิ แวดล้อม มคี วามเกย่ี วข้องสมั พันธ์กัน

ตัวชวี้ ัดที่ ป. 3/1-8

2. สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด
การทโ่ี ลกหมุนรอบตวั เองและโคจรรอบดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ข้นึ และตกของดวงอาทติ ย์ และใน

ขณะเดียวกันก็ทำใหเ้ กิดช่วงเวลาของวันดว้ ย

3. จุดประสงค์การเรยี นรู้

1) อธบิ ายการเกิดกลางวัน กลางคนื ได้ (K)
2) สืบค้นข้อมลู เพ่ืออธิบายการเกิดกลางวัน กลางคืนได้อยา่ งถกู ต้อง (P)
3) รบั ผิดชอบต่องานที่ไดร้ ับมอบหมาย (A)

4. สาระการเรียนรู้

สาระการเรียนรแู้ กนกลาง สาระการเรยี นรู้ท้องถ่ิน

ในเวลากลางวันโลกจะได้รับพลังงานแสงและพลังงาน พจิ ารณาตามหลกั สูตรของสถานศึกษา

ความร้อนจากดวงอาทิตย์ ทำใหส้ ่งิ มชี ีวิตดำรงอยู่ได้

5. กจิ กรรมการเรียนรู้ คาบที่ 3

ขั้นนำ

ขน้ั กระต้นุ ความสนใจ
1. ครูทบทวนความร้เู ดิม เรื่อง การขนึ้ และตกของดวงอาทติ ย์และการกำหนดทิศ แล้วใหน้ ักเรียนทุกคนในห้องเรียนช่วยกนั
ตอบคำถาม ดังน้ี
• ปรากฏการณ์ขึ้นและตกของดวงอาทิตยเ์ กิดข้นึ ได้อย่างไร

(แนวคำตอบ เกิดจากการทโี่ ลกหมุนรอบตวั เองและโคจรรอบดวงอาทิตย์)
• นักเรียนจะเหน็ ดวงอาทิตย์ข้ึนที่บรเิ วณขอบฟา้ ในทิศใดเสมอ
(แนวคำตอบ ทิศตะวันออก)
• นักเรยี นจะเห็นดวงอาทติ ยต์ กทบี่ ริเวณขอบฟ้าในทศิ ใดเสมอ

(แนวคำตอบ ทศิ ตะวนั ตก)
2. ครูตัง้ คำถามถามนกั เรยี นวา่ การข้ึนและตกของดวงอาทิตยม์ ีผลต่อการเกดิ กลางวันกลางคนื หรอื ไม่ อย่างไร
(แนวคำตอบ การข้ึนและตกของดวงอาทติ ยม์ ีผลต่อการเกดิ กลางวันกลางคนื เพราะเมือ่ ดวงอาทิตย์ข้นึ จะเกดิ เป็นช่วงเวลา
กลางวนั สว่ นด้านที่เรามองไม่เห็นจะเปน็ เวลากลางคนื )
3. ใหน้ ักเรยี นทำกจิ กรรมลองทำดู ในหนงั สอื เรยี นชดุ แมบ่ ทมาตรฐาน วทิ ยาศาสตร์ ป.3 หน้า 202

ขั้นสอน

ขน้ั สำรวจคน้ หา
ครูต้ังคำถามเพ่อื ทดสอบความรูข้ องนักเรียนหลังจากไดท้ ำกิจกรรมไปแล้ว โดยทำลงในสมุดประจำตัวนกั เรยี น
• บอกความสัมพันธ์ระหวา่ งทิศกบั การขึ้นและตกของดวงอาทิตย์
• ในทุก ๆ วนั เรามองเห็นดวงอาทติ ยม์ แี บบรูปในการเคล่ือนท่ีอยา่ งไร
• พลังงานแสงจากดวงอาทติ ยม์ ีประโยชนต์ อ่ พืชหรอื ไม่ อยา่ งไร
ใหน้ กั เรยี นทำกจิ กรรมพัฒนาทกั ษะการคดิ ประจำเรื่องที่ 1 ข้อท่ี 1 ในหนังสือเรียนชดุ แม่บทมาตรฐานวิทยาศาสตร์ ป.3 หน้า
208
เมอ่ื นักเรยี นทำกจิ กรรมพัฒนาทักษะการคดิ ประจำเร่อื งที่ 1 ข้อท่ี 1 เสรจ็ ให้ตวั แทนนกั เรยี นออกมานำเสนองานหนา้ ช้ันเรียน
ให้นักเรียนทำใบงาน เร่ือง การเกดิ กลางวัน กลางคนื ที่ครูแจกให้

คาบท่ี 4

ข้นั อธิบายความรู้
1. นักเรียนและครรู ว่ มกนั สรุปและอภิปรายผลท่ีได้วา่ ดวงจันทรข์ น้ึ ทางทิศตะวนั ตกและตกทางทศิ ตะวนั ออกเป็นทศิ ทาง

เดยี วกนั กบั การหมุนรอบตวั เองของโลก แต่ดวงอาทิตยจ์ ะขึ้นทางทิศตะวนั ออกและตกทางทศิ ตะวันตก ซึ่งตรงข้ามกบั การข้ึน
และตกของอาทิตย์

2. ใหน้ กั เรียนทำแบบวัดผลสมั ฤทธิ์ตามตวั ชี้วัด ประจำหน่วย การเรยี นรู้ที่ 7 ในหนงั สือเรียนชดุ แม่บทมาตรฐาน
วทิ ยาศาสตร์ ป.3 หน้า 210

3. ให้นักเรยี นทำแบบทดสอบหลงั เรียน หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 7 เร่ือง ดวงอาทติ ย์กับชีวติ แบบปรนัย 4 ตัวเลอื ก จำนวน
10 ข้อ

ขน้ั ขยายความเข้าใจ
จากนน้ั ครูตัง้ คำถามเพื่อทดสอบความรู้ของนักเรียนหลังจากได้ทำกิจกรรมไปแลว้ โดยทำลงในสมดุ ประจำตวั นกั เรียน
• บอกความสมั พันธร์ ะหวา่ งทศิ กบั การขึ้นและตกของดวงอาทติ ย์
• ในทกุ ๆ วันเรามองเห็นดวงอาทติ ยม์ ีแบบรปู ในการเคลอื่ นที่อยา่ งไร
• พลงั งานแสงจากดวงอาทิตย์มีประโยชนต์ ่อพืชหรือไม่ อยา่ งไร

ขน้ั ตรวจสอบผล
1. ครูตรวจสอบผลการทำใบงานท่ี 7.3 เรอ่ื ง การเกดิ กลางวัน กลางคืน
2. ครตู รวจสอบผลการทำกจิ กรรมพฒั นาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ในหนังสือเรียนชุดแม่บทมาตรฐาน วทิ ยาศาสตร์ ป.3
หนา้ 209
3. ครูตรวจสอบผลการทำแบบวัดผลสมั ฤทธติ์ ามตวั ชว้ี ดั ประจำหน่วยการเรยี นรู้ท่ี 7 ในหนังสือเรยี นชดุ แม่บทมาตรฐาน
วทิ ยาศาสตร์ ป.3 หนา้ 210
4. ครูตรวจแบบทดสอบหลงั เรียนประจำหน่วยการเรียนรทู้ ี่ 7

6. การวัดและประเมนิ ผล

การวดั และประเมินผล วิธีการวดั ผล เครอ่ื งมือวดั เกณฑ์การ
จุดประสงค์ ประเมนิ ผล
1. สงั เกตจากการซกั ถาม ตอบคำถาม 1.คำถามกระต้นุ 70% ข้นึ ไป ถอื วา่
ความรคู้ วามเขา้ ใจ (K) 2. เขา้ ใจการเกดิ กลางวัน กลางคืน ความคดิ ผ่านเกณฑ์การ
ประเมนิ
ทักษะ/กระบวนการ (P) 1. อธิบายการเกดิ กลางวนั กลางคืน 1.ใบงาน 70% ขน้ึ ไป ถอื วา่
ผ่านเกณฑ์การ
คุณลักษณะนิสัย (A) 1. สังเกตจากการเรียนมีความ 1. แบบสังเกต ประเมนิ
รบั ผดิ ชอบต่องานที่สงั่ และสง่ งานไดท้ ัน พฤติกรรม 70% ขึน้ ไป ถอื ว่า
ตามทกี่ ำหนด ผ่านเกณฑ์การ
2. สังเกตจากการเรียนใฝ่เรียนรู้ ประเมิน
3. สงั เกตจากการมุ่งม่นั ในการทำงาน

7. สอื่ /แหล่งการเรียนรู้
7.1 สอื่ การเรยี นรู้
1) หนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ป.3 หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 7 ดวงอาทติ ย์กบั ชวี ิต
2) แบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ ป.3 หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 7 ดวงอาทิตย์กับชวี ติ
3) วัสดุ-อปุ กรณก์ ารทดลองในกิจกรรม
4) บัตรภาพ

7.2 แหลง่ การเรยี นรู้
1) ห้องเรียน
2) หอ้ งสมุด
3) อินเทอรเ์ นต็

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................

ลงช่ือ............................................ครผู ู้สอน ลงช่อื ...................................................ฝ่ายวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)

ลงชอ่ื ................................................... ผบู้ ริหาร
(...........................................................)


Click to View FlipBook Version